ตอนที่ 71: คุณชายซุกซนมาก
“อ้า วู้วๆ”
ฉินหลิวซีกระโดดขึ้นบนเตียงในโรงเตี๊ยมพักแรมและยังกลิ้งไปมาสองสามรอบ อุทานออกมาด้วยความสบายอกสบายใจ
“ในที่สุดก็ได้นอนบนเตียงจริงๆ แล้ว เดินทางเหนื่อยจริงๆ”
เฉินผีวางสัมภาระลงข้างๆตู้ พอได้ยินเช่นนั้น เขาก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คุณชาย เมืองหลีห่างจากหนิงโจวแค่เดินทางสองวัน ท่านก็ว่าเหนื่อยแล้ว ถ้าไกลกว่านี้ท่านไม่เหนื่อยตายเลยหรือ”
“เพราะฉะนั้นคุณชายของเจ้าจึงยอมตายอย่างสุขสงบ” ฉินหลิวซียืดแขนยืดขาออก “ต่อไปคนที่จะขอให้ข้ารักษาจะต้องมาหาข้าเอง รักษาหรือไม่ก็แล้วแต่ข้า”
เฉินผียิ้มไม่เอ่ยอะไร ถึงจะเอ่ยอย่างนั้นแต่พอเจอกับคนที่ไม่สะดวกเดินทางจริงๆ นางก็ยังไปอยู่ดี
“คุณชายพักผ่อนไปก่อน ข้าจะไปต้มน้ำสมุนไพรให้ท่านอาบคลายความเหนื่อยล้า”
“ให้พวกหั่วหลางช่วยเจ้าก็ได้ ข้าจะพักสักหน่อย”
เฉินผีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่เหนื่อย ถ้าข้าปล่อยให้พวกหยาบกระด้างเงอะงะพวกนั้นจัดการเรื่องของคุณชายแล้วพี่หญิงรู้เข้า นางจะต้องบิดหูข้าแน่ คุณชาย ข้าไปล่ะ”
ฉินหลิวซีรู้ว่าพวกเขาสองคนพี่น้องเป็นเช่นนี้ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับนาง พวกเขาจะไม่มีวันยืมมือคนอื่น จึงปล่อยให้เข้าไปจัดการ
ในระหว่างที่รอน้ำอาบสมุนไพร ฉินหลิวซีก็ปิดตาลงพักผ่อนสักครู่ เมื่อน้ำสมุนไพรมาแล้ว นางก็แช่น้ำสมุนไพรอย่างมีความสุข แล้วจึงปรากฏตัวในโถงใหญ่ของโรงพักม้าอย่างสดชื่น
ฉีเชียนเองก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เขากำลังนั่งดื่มชา แล้วจู่ๆก็ได้กลิ่นยาลอยมาจางๆ พอหันไปมองก็เห็นฉินหลิวซีเดินลงมาพอดี อาจเป็นเพราะได้อาบน้ำแล้ว สีหน้าของอีกฝ่ายจึงดูชุ่มชื้นราวกับเครื่องหยก
ที่ห้องโถงใหญ่ยังมีคนอื่นๆอยู่ด้วย เมื่อพวกเขาเห็นฉินหลิวซีก็อดที่จะมองอยู่นานไม่ได้ คุณชายท่านนี้ปากแดงฟันขาว หน้าตาดีจริงๆ เพียงแต่ดูเย่อหยิ่งและเย็นชาเท่านั้น
“ข้าคิดว่าท่านหมอฉินจะกินข้าวเย็นในห้องเสียอีก” ฉีเชียนยกถ้วยอีกใบขึ้นมา ขณะที่รอให้ฉินหลิวซีนั่งลง เขาก็รินชาให้นางด้วยตัวเอง
ฉินหลิวซีเอ่ย “ฟังคำพูดของคุณชายฉีแล้วคล้ายกับไม่อยากเห็นหน้าข้ากระนั้น ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ดีหรือไม่”
“เชียนมิกล้า” ฉีเชียนเอ่ยถาม “ท่านหมอฉินอาบน้ำสมุนไพรหรือ ดูท่าจะได้ผลดีไม่เลวเลย” สามารถเปลี่ยนสภาพเหน็ดเหนื่อยก่อนหน้านี้ไปได้ในทันที
ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว “คุณชายฉีเองก็อยากได้ตำรับยานี้ด้วยหรือ”
“หากท่านหมอฉินยินดีจะเอื้อเฟื้อ เชียนย่อมยินดีจะจ่าย รวมถึงยาจินชวงรักษาบาดแผลและยาเม็ดพวกนั้นด้วย” ฉีเชียนตาเป็นประกายเล็กน้อย
ฉินหลิวซีคิดในใจว่าเขาดูของเป็น แค่เหลือบตามองก็รู้แล้วว่าเป็นของดี เฮอะ
“คุณชายฉี ไม่ว่ายาใดๆก็มีความเป็นพิษในตัวเอง ยาไม่ใช่ลูกอมที่จะกินส่งเดชได้”
ฉีเชียนเอ่ยอย่างใจเย็น “ไม่กินส่งเดช ก็แค่ยาดีที่ต้องมีติดบ้านไว้ เตรียมไว้ก่อนจะได้ไม่ลำบาก”
พรืด
ฉินหลิวซีสำลักน้ำชา นางขยับเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยเสียงเบา “อันที่จริงข้ายังมียาพิษร้ายแรงถึงตาย เป็นยาดีที่เอาไว้ใช้ป้องกันตัว ท่านต้องการหรือไม่ ข้าเห็นว่ามีคนต้องการฆ่าท่านมากนัก!”
ฉีเชียน “…”
เฉินผีนั่งอยู่ที่โต๊ะข้างๆยิ้มทันที คุณชายซุกซนอีกแล้ว!
ฉีเชียนกำลังจะเอ่ย ฉินหลิวซีกลับมองออกไปนอกประตู เขาจึงจองตามสายตาไปเช่นกัน
และได้เห็นว่าโรงพักม้ากำลังต้อนรับคนกลุ่มหนึ่งเข้ามา สีหน้าท่าทางที่ดูเคารพนอบน้อมและถ่อมตัวเช่นนั้น ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นเป็นใครกันแน่
คนที่เดินนำหน้าเป็นผู้ดูแลวัยกลางคนทั่วไปคนหนึ่ง ด้านหลังผู้ดูแลเป็นฮูหยินชราที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้างดงามหรูหรา ข้างๆนางมีเด็กสาวในหมวกคลุมหน้าสีขาวติดตามมาด้วย
ฮูหยินชราไม่ได้เหล่สายตาไปทางใด สีหน้าท่าทางของนางดูเย่อหยิ่งเล็กน้อย นางเข้ามาแล้วก็ตรงไปที่เรือนแยกเล็กๆด้านหลังโรงพักม้าทันที แต่เด็กสาวที่อยู่ข้างๆนางไม่รู้ว่าสังเกตเห็นสายตาของพวกฉินหลิวซีหรือไม่ พอเห็นฉีเชียน นางก็กระซิบกระซาบบางอย่างข้างหูของหญิงชรา
หญิงชราดูเหมือนจะตกใจและมองตามนิ้วของนางทันที เมื่อได้เห็นฉีเชียน นางก็เดินเข้ามาทันที
ตอนที่ 72: คุณหนูใหญ่ไม่มีค่าให้ผูกมิตรหรือ
ฉินหลิวซีมองสองย่าหลานเดินข้ามาด้วยความสนใจ แล้วก็เหลือบไปมองฉีเชียน อีกฝ่ายเข้ามาหาเขาด้วยสายตาราวหมาป่าเห็นเนื้อหวานอร่อย
ฉีเชียนรู้สึกได้ถึงสายตาของฉินหลิวซีที่กำลังรอชมเรื่องสนุกๆ คิ้วหนาขมวดมุ่น พยายามกดข่มความรู้สึกแปลกๆนั้นลงไป
“อ๋องน้อย…” จู่ๆ หญิงชราถูกหั่วหลางขวางไว้ขณะที่อยู่ห่างจากฉีเชียนออกไปไม่กี่ก้าว
หั่วหลางถาม “ท่านเป็นใคร”
หญิงชราท่าทางลำบากใจ แต่กลับยอบกายลงคารวะฉีเชียนทันที นางเปิดเผยตัวตนด้วยรอยยิ้ม “เป็นข้าเองที่บุ่มบ่ามไม่ได้แจ้งชื่อแซ่เสียก่อน ข้าเป็นมารดาของเจ้าเมืองหนิงโจวติงโส่วซิ่น ตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่าของท่านฉลองวันเกิดปีที่แล้ว ข้าได้ไปร่วมแสดงความยินดีด้วย จึงมีโชคดีได้พบคุณชายครั้งหนึ่ง”
มารดาของเจ้าเมืองหนิงโจวหรือ
“ที่แท้ก็เป็นฮูหยินติงผู้เฒ่า ขออภัยที่ผู้น้อยจำไม่ได้แต่ทีแรก ท่านกำลังจะไปไหนหรือ” ฉีเชียนไม่ได้ลุกขึ้นยืน เพียงแต่ทักทายง่ายๆ
ฮูหยินติงผู้เฒ่ากลับไม่ได้รู้สึกว่าเขาเสียมารยาท และตอบคำเขาทันที “ใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว บุตรชายของข้าก็เลยตั้งใจรับข้าไปพักที่จวนหนิงโจวเป็นพิเศษ คุณชายเองก็กลับหนิงโจวหรือ ท่านนี้คือ…”
นางหันไปมองฉินหลิวซี คุณชายน้อยท่านนี้มีใบหน้าค่อนข้างเป็นมิตร
ฉินหลิวซีเลิกคิ้วเล็กน้อย มองไปยังฮูหยินติงผู้เฒ่าผู้นี้
แต่นางจำหญิงชราผู้นี้ไม่ได้หรอกนะ อ้อ ก็ไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว คนเขาได้เลื่อนตำแหน่ง บุคลิกท่าทางก็พัฒนาขึ้นให้สูงส่งสง่างามตามไปด้วย ไม่ใช่มารดาของขุนนางต่ำต้อยอีกต่อไปแล้ว
ตอนที่ตระกูลฉินยังไม่ล้มลง ตระกูลติงก็รู้ธรรมเนียมยิ่ง ในเทศกาลแต่ละปีก็จะให้คนส่งของขวัญมาให้หรือมาทักทาย ตอนที่ฉินหลิวซีอายุสิบขวบ ฮูหยินติงผู้เฒ่าคนนี้ก็ยังเคยมาหาถึงบ้านด้วยตัวเอง เพราะเหตุใดน่ะหรือ
ใช่แล้ว ปีนั้นดูเหมือนจะเป็นตอนที่ท่านปู่ของฉินหลิวซีได้เลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นสาม ฮูหยินติงผู้เฒ่าจึงมาแสดงความยินดีเป็นการเฉพาะ
แต่ฉินหลิวซีไม่ชอบเข้าสังคม นางไม่ต้องการทำตัวเหมือนกุลสตรีในห้องหอพวกนั้นที่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม พูดคุยกันเรื่องดนตรีศิลปะ เย็บปักถักร้อย พูดคุยกันเรื่องเสื้อผ้าและเครื่องประดับสวยงามเหล่านั้น นางใช้เวลาไปกับการบำเพ็ญตนหรือปรุงยามากกว่า ไม่ก็ไปอารามเต๋าหรือใช้วิชาแพทย์ช่วยเหลือคนมากกว่า
เมื่อเป็นเช่นนั้น ฉินหลิวซีซึ่งเป็นเด็กสาวคนหนึ่งที่อยู่แต่ในบ้านเก่า นางไม่เคยปรากฏตัวโผล่หน้าไปที่ไหน ตัวตนของนางจึงไม่เป็นที่รู้จัก ยิ่งไม่ค่อยมีคนพูดถึงด้วย ถ้าไม่ใช่ว่าฮูหยินติงผู้เฒ่ามาเยี่ยมถึงบ้านก็คงจะไม่เห็นนาง แต่มันก็แค่ครั้งนั้นครั้งเดียวเท่านั้น
ส่วนเรื่องที่เมื่อก่อนไม่มีใครส่งเทียบมาเชิญนางเลยน่ะหรือ
มีสิ
แต่คำตอบของฉินหลิวซี ถ้าไม่ใช่ตอบไปว่าสุขภาพไม่ดีกำลังพักฟื้นอยู่ ก็เป็นผู้ใหญ่ไม่อยู่ไม่ควรออกนอกบ้าน นานเข้าก็พากันลืมเลือนนางไป สิ่งสำคัญก็คือ ในแวดวงคนมีชื่อเสียงคนที่ถูก ‘เนรเทศ’ ออกไปอยู่ตามลำพังนอกบ้านอย่างฉินหลิวซีก็ต้องเป็นคนที่ตระกูลไม่ต้องการหรือไม่ก็ไม่สำคัญอยู่แล้ว
เด็กผู้หญิงที่ครอบครัวไม่เห็นค่าก็ไม่มีอนาคต คู่ครองของนางในอนาคตก็จะไม่ได้มาจากครอบครัวที่ดี ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงกำลังในการช่วยเหลือสนับสนุนเลย
สรุปได้เป็นประโยคเดียวคือฉินหลิวซีเป็นคนที่มีคุณค่าน้อย คนที่จะมีหรือไม่ก็ได้เช่นนี้ คนอื่นย่อมไม่สนใจที่จะคบหาผูกมิตรโดยธรรมชาติ
เช่นนั้นแล้ว แม้ว่าฮูหยินติงผู้เฒ่าจะเห็นฉินหลิวซีที่กำลังอยู่ดัวยกันฉีเชียนแล้วแต่ก็ยังจำนางไม่ได้ ประการแรกฉินหลิวซีแต่งตัวเป็นบุรุษ ประการที่สองใบหน้าของฉินหลิวซีก็แตกต่างจากตอนเด็กมาก
ฮูหยินติงผู้เฒ่าแค่คิดว่านางดูเหมือนจะใจดีเท่านั้น
ฉินหลิวซีจำได้ว่าก่อนที่นางจะออกเดินทาง หลี่ต้ากุ้ยเคยเอ่ยว่า ฮูหยินผู้เฒ่าดูเหมือนจะต้องการส่งเทียบเชิญเพื่อขอเยี่ยมฮูหยินติงผู้เฒ่า
ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่ากลับบอกว่ากำลังเดินทางไปหาครอบครัวที่หนิงโจว นั่นคือการหลบเลี่ยงหรือ ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเล่า
ฉินหลิวซีโน้มเอียงไปทางข้อแรกมากกว่า
นางลดสายตาลง ยกถ้วยชาขึ้นมาปิดบังรอยยิ้มที่มุมปาก น่าสนใจจริงๆ
ตอนที่ 73: งานมาแล้ว
ฮูหยินชรามีท่าทีอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง ทว่าฉีเชียนไม่ได้แนะนำฉินหลิวซีแก่นาง เพียงแต่พูดว่าเป็นแขกคนสำคัญของเชียนเท่านั้น แล้วก็ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ
ฮูหยินติงผู้เฒ่าได้ยินคำว่าแขกคนสำคัญและเห็นเขายกถ้วยชาขึ้นมาก็ย่อกายลงคารวะอย่างคนรู้ความ จึงได้นำหลานสาวจากไป แต่ก่อนจะจากไปยังก็เหลือบมองฉินหลิวซีสักพัก
“ท่านดูเหมือนไม่ค่อยชอบฮูหยินผู้เฒ่าท่านนี้นัก”
ฉีเชียนรอจนเงาของฮูหยินผู้เฒ่าลับสายตาไปแล้วจึงหันไปเอ่ยกับฉินหลิวซี
ฉินหลิวซีเอ่ย “ท่านเป็นโรคตาหรือ มองอย่างไรว่าข้าไม่ชอบนาง”
“สัญชาตญาณ” ฉีเชียนสะกดจิตตัวเองในใจ อย่าเถียงกับอีกฝ่าย นี่คือบรรพชนของเขา ต้องยกไว้บนหิ้ง
ฉินหลิวซีแค่นเสียงเฮอะ “ถ้าอย่างนั้นสัญชาตญาณของท่านก็ผิด ข้าแค่คิดว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณตามธรรมชาติในการแสวงหาโชคลาภและหลีกเลี่ยงโชคร้าย ในช่วงเวลาสำคัญมันก็ใช้การได้ดี”
ฉีเชียนนิ่วหน้า
“ให้เขาเอาอาหารมาให้หน่อยเถิด ข้าหิวแล้ว” ฉินหลิวซีเปลี่ยนทันควัน ไม่มีสิ่งใดที่ต้องเอ่ยอีก ฮูหยินติงผู้เฒ่าผู้นั้นก็แค่คนแปลกหน้าสำหรับนาง
ส่วนเรื่องที่นางฉินผู้เฒ่าจะต้องการใช้เส้นสายของทางจวนตระกูลติงเพื่อดูแลญาติๆที่ถูกเนรเทศไปหรือไม่ นางก็ไม่สนใจ แต่ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าฮูหยินฉินผู้เฒ่าก็ไม่ได้ทำ
ตกกลางคืน สถานีพักม้าสว่างไสว ฉินหลิวซีกินอิ่มแล้วก็โบกมือให้ฉีเชียนเตรียมจะขึ้นไปข้างบน แต่กลับได้ยินเสียงดังมาจากเรือนแยกส่วนตัว
“เกิดอันใดขึ้นทางด้านโน้น” มีคนลุกยืนขึ้นทันที ต้องการจะออกไปดู
ฉินหลิวซีกลับไม่มีความคิดจะไปร่วมความครึกครื้น นางก้าวขึ้นชั้นบนทันที
แต่กลับมีคนจากเรือนด้านหลังวิ่งมาที่โถงใหญ่ ถามอย่างเร่งร้อนว่ามีหมอบ้างหรือไม่ นายท่านของเขาเป็นลมหมดสติไป ต้องการหมอ
พวกฉีเชียนรีบหันไปมองฉินหลิวซี งานมาแล้ว
ฉินหลิวซีที่กำลังก้าวขาขึ้นบันไดไม้ไปยังชั้นบน “!”
ฉีเชียนมองออกว่าฉินหลิวซีไม่ค่อยจะยินดีนัก “หากท่านหมอฉินยังเหนื่อยก็ไปพักก่อนเถิด”
เสียงเรียกท่านหมอฉินเท่ากับเป็นการเปิดเผยตัวตนของฉินหลิวซีทันที สายตาหลายคู่จ้องมองไปที่นางด้วยความประหลาดใจ สงสัย และเหลือเชื่อ
หนุ่มน้อยคนนี้เป็นหมออย่างนั้นหรือ
บ่าวรับใช้ที่พุ่งออกมาไม่สนใจว่าฉินหลิวซีจะเป็นหมอจริงหรือไม่ ราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ “คุณชาย หากท่านรู้วิชาแพทย์ก็ช่วยไปดูอาการนายท่านให้หน่อยเถิด ช่วยชีวิตหนึ่งคนดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นนะ!”
ฉินหลิวซี ข้านับถือเต๋า จะมาสร้างเจดีย์อะไร!
“กินอิ่มๆ ก็ไม่เหมาะที่จะนอน เดินเล่นหน่อยก็ดีเหมือนกัน” ฉินหลิวซีหยุดฝีเท้าพลางเหลือบมองฉีเชียนเล็กน้อย
ต้องขอบคุณท่านนะที่หางานให้ข้า!
คนทั้งกลุ่มเดินไปที่เรือนพักส่วนตัว ด้านหน้าอาคารเล็กๆหลังหนึ่งมีสตรีในอาภรณ์หรูหราผู้หนึ่งใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยความวิตกกังวล นางมองเข้าไปข้างในเป็นระยะระยะ ด้านข้างนางเป็นเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังปลอบโยนนางเบาๆ เมื่อมองดูเสื้อผ้าของเด็กสาวแล้วก็น่าจะเป็นเด็กสาวที่อยู่ข้างกายฮูหยินติงผู้เฒ่าผู้นั้น ฮูหยินติงผู้เฒ่าเองก็อยู่เยื้องไปทางด้านหลังพวกนางทั้งสองสองก้าว
เมื่อเห็นพวกของฉีเชียนเข้ามา คุณหนูติงก็ปล่อยสตรีผู้นั้นและก้าวเข้ามาทักทายคารวะฉีเชียน นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานหู “คุณชายฉี สามีของพี่หญิงโจวเจ็บป่วยกะทันหันและหมดสติไป ไม่ทราบว่าท่านมีใครที่รู้วิชาแพทย์พอจะช่วยนางได้บ้างหรือไม่ หากมีก็ขอรบกวนคุณชายฉียื่นมือช่วยเหลือแก้ปัญหาเร่งด่วนนี้ของพี่หญิงโจวด้วยเถิด”
ฉินหลิวซีอดใจผิวปากไว้ได้ ใครบอกว่ากุลสตรีในห้องหอเขินอายเกินกว่าที่จะพบปะพูดคุยกับบุรุษนอกบ้าน ดูคุณหนูติงผู้นี้สิ นางแสดงออกอย่างกล้าหาญมาก
คุณชายเห็นหรือไม่ว่าข้างดงามใจดี กระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือคนอื่น ข้าเป็นห่วงเป็นใยเรื่องร้อนใจของคนอื่น ช่างเป็นสาวงามที่เหมาะจะสร้างครอบครัวจริงๆ!
ฮูหยินติงผู้เฒ่าก็ก้าวเข้ามาสบทบกับสตรีผู้นั้นด้วย “เรามีบ่าวที่พอรู้วิชาแพทย์บ้าง แต่ก็ดูไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรไป”
“คุณชาย ท่านมีหมอที่สามารถตรวจชีพจรให้สามีของข้ามาด้วยหรือไม่” สตรีแซ่โจวผู้นั้นเห็นกลิ่นอายความสูงส่งของฉีเชียนแล้วก็อดมีความหวังไม่ได้
ตอนที่ 74: ไอแค้น
ยามที่สตรีแซ่โจวผู้นั้นถามขึ้น ฉีเชียนก็หันไปมองฉินหลิวซีทันทีโดยสัญชาตญาณ ทุกคนจึงมองตามสายตาของเขาไป สีหน้าฉายแววแปลกใจ
เขาคงไม่ได้หมายความว่าหนุ่มน้อยผู้นี้เป็นหมอหรอกกระมัง?
ฉินหลิวซีราวกับไม่ได้สนใจสายตาของทุกคน นางเพียงแต่มองไปทางห้องนั้นด้วยดวงตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่ง
กลิ่นอายชั่วร้ายรุนแรงมากจนเกือบจะพุ่งออกมาอยู่แล้ว
เมื่อนางมองไปที่สะใภ้โจวอีกครั้ง ภายใต้แสงสลัวใบหน้าของอีกฝ่ายก็ปรากฏแก่สายตาของฉินหลิวซีเช่นกัน
หน้าผากสูง จมูกตั้งตรง คางกลมหนา นางน่าจะร่ำรวยมาก อย่างไรก็ตามนางมีเส้นขวางบนหน้าผาก เนินเหนือขมับยุบจมลงไปไม่มีเนื้อ เป็นรอยแผลทำลายลักษณะที่ดี นอกจากนี้เรือนบุตรธิดาของนางยุบจมเกินไป วาสนาเรื่องบุตรธิดามีน้อย ตั้งครรภ์ยาก
แน่นอนว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ตระกูลโจวร่ำรวย แต่มีทายาทยากและจะสูญเสียสามี ตอนนี้พวกเขาเต็มไปด้วยไอแค้นติดตามพัวพัน โชคชะตาของพวกเขากำลังตกต่ำ
ฉินหลิวซีมองไปยังห้องที่เต็มไปด้วยไอแค้นอีกครั้ง ทันใดนั้นก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ ยิ้มหยันอยู่ในใจ
สะใภ้โจวรู้สึกเย็นเยียบเมื่อเห็นสายตาของฉินหลิวซีที่มองมาจนอดผงะถอยหลังไปไม่ได้
สัญชาตญาณของนางบอกว่าจะเป็นการดีที่สุดหากจะไม่คบค้ากับชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านางผู้นี้ ไม่เช่นนั้นความสงบสุขในชีวิตของนางจะพังทลายลง
“คุณชายฉี ท่านหมายถึง” ฮูหยินติงผู้เฒ่าสับสนเล็กน้อย
ฉีเชียนหันไปมองฉินหลิวซีพลางถาม “ท่านหมอฉินว่าอย่างไร”
เป็นหมอจริงหรือนี่
ฮูหยินติงผู้เฒ่าใจเต้นแรงขึ้นทันที คนผู้นี้แซ่ฉิน?
ไม่รู้ว่านางคิดถึงสิ่งใดสีหน้าจึงได้ดูลึกลับแปลกใจเล็กน้อย แถมยังหันไปมองฉินหลิวซีอยู่นาน แต่ดูอย่างไรก็พบว่าเด็กคนนี้เป็นบุรุษ จึงได้ผ่อนคลายลงอีกครั้ง
“สามีของท่านป่วยหนัก ท่านกลับไม่ไปดูแลใกล้ๆ ไม่ร้อนใจบ้างหรือ” ฉินหลิวซีเอ่ยกับสะใภ้โจว
ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองสะใภ้โจวอีกครั้ง จริงด้วย ในเมื่อหมดสติกะทันหัน ไยภรรยาอย่างนางจึงไม่ยอมเฝ้าอยู่ข้างเตียง กลับมาอยู่ข้างนอกนี้ได้
สะใภ้โจวไม่พอใจ แต่ยังไม่ทันที่จะได้อธิบายอะไร ฉินหลิวซีก็เอ่ย “เขาไม่ได้เป็นอย่างนี้ครั้งแรกกระมัง”
สะใภ้โจวที่เตรียมจะกลับเข้าไปข้างในห้องได้ยินเช่นนั้นก็สงบสติอารมณ์ “ถูกต้อง ปีนี้เขาหมดสติอยู่บ่อยๆ ไม่นานนักก็ฟื้นขึ้นมา ท่านหมอตรวจดูก็ไม่พบว่ามีสิ่งใดผิดปกติ แต่ต่อมาเขาหมดสติหลายครั้งเข้า แต่ละครั้งก็หมดสตินานขึ้น ร่างกายก็ซูบผอมลงเรื่อยๆ ครั้งนี้เราก็ตั้งใจจะไปหาหมอที่เชียนจินถัง ท่านรู้ได้อย่างไร”
ฉีเชียนเอามือไพล่หลัง เขาไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย หมอนักพรตปู้ฉิวเชียวนะ ไม่เพียงแต่รักษาโรคได้ แต่ยังทำนายดวงชะตาได้ด้วย หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นแล้ว เขาก็ยิ่งมั่นใจในความสามารถของฉินหลิวซีมากขึ้นไปอีก
โรคเก่าเรื้อรังของท่านย่าเขาก็น่าจะรักษาหายได้ใช่หรือไม่
ฉินหลิวซีเอ่ย “สามีของท่านล้มป่วย แม้ว่าท่านในฐานะภรรยาจะกังวลร้อนใจ แต่กลับไม่ได้ตื่นตระหนกลนลาน ซึ่งหมายความว่าเขาอาจจะไม่ได้ป่วยเช่นนี้เป็นครั้งแรก หรือไม่ท่านก็ไร้หัวใจ และอยากให้เขาตายไวๆ”
ฮึ ชั่วร้ายนัก!
“เหลวไหล!” สะใภ้โจวโต้กลับโดยไม่ต้องคิด น้ำเสียงดุดัน “ข้าแต่งงานกับสามีมาสิบปีแล้ว รักใคร่กันเหมือนวันแรก แม้ว่าหลายปีมานี้ข้าจะไม่มีลูก เขาก็ยังไม่รับอนุภรรยาเข้ามา แถมยังออกปากให้ข้ารับเลี้ยงบุตรบุญธรรมเอง ข้าจะไร้หัวใจกับคนดีๆเช่นนี้ได้หรือ ความรักนี้ให้ตายตามเขาไปก็ยังได้ เจ้าเป็นแค่หนุ่มน้อยคนหนึ่งไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ เหตุใดจึงพูดจาหยาบคายไม่คิดเช่นนี้”
ฉินหลิวซีอดยิ้มออกมาไม่ได้ “ตายตามไปก็ยังได้หรือ กลัวว่าเขาจะรับความรักลึกซึ้งนี้จากท่านไม่ได้น่ะสิ”
หมายความว่าอย่างไร
“เดิมทีไม่จำเป็นต้องดูหรอกว่าเขาป่วยเป็นอะไร แต่เมื่อเห็นว่าท่านมีความรักลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ข้าก็อยากจะดูขึ้นมาสักหน่อยแล้ว” ฉินหลิวซีสาวเท้าเข้าไปในห้อง “ข้าอยากจะดูว่า บุรุษที่ควรค่าให้ท่านตายตามผู้นี้ทำอย่างไรจึงได้ปล่อยไอแค้นออกมาได้มากขนาดนี้”
ตอนที่ 75: เห็นคนจะตายไม่ช่วย
ฉินหลิวซีถือวิสาสะเข้าไปเอง สะใภ้โจวก็รีบตามเข้าไปทั้งๆที่ยังไม่ได้สติ
ฉีเชียนกลับรู้สึกประหลาดใจ เขาได้ยินเสียงเอ่ยอันแผ่วเบาของฉินหลินซี ไอแค้น?
“ห้องนี้หนาวมาก กลิ่นก็เหม็นมากด้วย” ติงซู่ม่านเกาะติดฮูหยินติงผู้เฒ่า นางพึมพำเล็กน้อย แถมยังลูบแขนโดยไม่รู้ตัว
ฮูหยินติงผู้เฒ่าเองก็นิ่วหน้า ลูบประคำพุทธบนข้อมือ ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใดนางเข้ามาในห้องนี้แล้วก็รู้สึกอึดอัดไม่สบาย อยากจะหันหลังกลับออกไปทันที
ฉินหลิวซีไม่สนใจความเย็นจากไอหยินในห้อง ราวกับนางรู้อยู่แล้วว่าห้องชั้นในอยู่ตรงไหน พอเข้าไปได้ก็ตรงไปที่ห้องนอนทันทีพลางนับนิ้วคำนวณไปในเวลาเดียวกัน ริมฝีปากก็ขยับร่ายคาถาออกมา
หลังจากเข้าไปในห้องนอนแล้วก็ชะงักฝีเท้าลงพลางเลิกคิ้วขึ้นทันที
“สามีของท่านฟื้นขึ้นมาแล้วเคยเอ่ยอันใดไว้บ้าง” ฉินหลิวซีถามสะใภ้โจวที่ตามมาด้านหลัง
สะใภ้โจวไม่พอใจอย่างมากกับการบุกรุกของฉินหลิวซี แต่คำถามของอีกฝ่ายทำให้นางลังเลอยู่ชั่วครู่หนึ่ง
“เคยเอ่ยหรือไม่ว่าหายใจไม่ราบรื่น อึดอัดที่หัวใจ รู้สึกเหมือนโดนหินหนักพันชั่งกดทับ หรือถูกบีบคอจนหายใจไม่ออก”
สีหน้าของสะใภ้โจวเปลี่ยนไปทันที สีหน้าดูตกใจเล็กน้อย เขารู้ได้อย่างไร
ฉินหลิวซีแค่นเสียงเยาะ สายตาเหลือบมองไปที่หัวเตียง ก่อนจะมองไปยังชายซูบผอมบนเตียงแล้วเอ่ยขึ้นว่า “คนแบบนี้คู่ควรให้ท่านตายตามด้วยหรือ”
สะใภ้โจวนึกว่านางกำลังเอ่ยถึงรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของชายที่ซูบผอม “เขาแค่ป่วยจึงได้ซูบผอมเช่นนี้ ท่าน ท่าน ท่านเป็นหมอจริงหรือ ท่านช่วยเขาได้หรือไม่ ถ้าท่านช่วยเขาได้ จะค่าตอบแทนเท่าใดข้าก็ให้ได้”
“ช่วยไม่ได้” ฉินหลิวซีท่าทางรังเกียจ นางเอ่ยอย่างไม่แยแส “เขาจะต้องตายภายในสามวันอย่างแน่นอน”
ทุกคนต่างตกตะลึง
ไม่ใช่สิ แค่เหลือบมองแวบเดียวก็มองออกแล้วหรือ เขายังไม่ได้ตรวจอะไรเลยนะ!
“ท่าน ท่าน…” สะใภ้โจวสั่นไปทั้งร่าง
บนโลกใบนี้จะมีคนเลวทรามเช่นนี้ได้อย่างไร แถมยังเป็นหมออีก หมอทุกคนพูดจาหยาบคายเหมือนเขาหมดเลยหรือ
ไม่ตรวจชีพจรก็แล้วไป แต่ยังสาปแช่งคนที่ยังมีชีวิตอยู่อีก?
ฮูหยินติงผู้เฒ่านิ่วหน้า “คุณชายน้อยท่านนี้ ท่านยังไม่ได้ตรวจอะไรเลย จะสรุปได้อย่างไร”
“คนที่จะต้องใช้หนี้กรรมชั่วย่อมไร้ทางช่วย จะต้องตรวจไปทำไม หรือจะเอ่ยแบบนี้ก็ได้ ต่อให้เขามีทางรอด ข้าก็ไม่ช่วย” ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างเย็นชา “เขาไม่คู่ควร!”
“เช่นนั้นท่านเห็นคนจะตายก็ไม่ช่วยหรือ” ติงซู่ม่านอุทาน คนผู้นี้เลวจริงๆ
ฉีเชียนเหลือบมองนางอย่างเย็นชา
ติงซู่ม่านถูกสายตานั้นมองจนตัวแข็งทื่อหน้าซีดขาว
ฉินหลิวซีเยาะ “เห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วย จะเอ่ยเช่นนั้นก็ได้”
ช่วยคนที่มีหนี้กรรมต้องชดใช้ติดตัวแบบนี้ นางกลัวว่าบุญกุศลจะหดหายหมดน่ะสิ
“พอได้แล้ว!” สะใภ้โจวโกรธจัดยืนขวางอยู่หน้าเตียงสามี แล้วชี้ออกไปด้านนอกพลางตะคอก “ข้าไม่ต้องการให้ท่านช่วย เชิญออกไปได้”
ฉินหลิวซีเดินออกไปโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ หลังจากเดินไปได้สองก้าว นางก็หยุดลงก่อนจะเอ่ย “ท่านบอกว่าสามีของท่านรักท่านลึกซึ้ง ยอมรับเด็กกำพร้ามาเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม แต่ไม่ยอมรับอนุภรรยาเข้าบ้านหรือ แต่เหตุใดข้าจึงเห็นว่าถึงอย่างไรเขาก็มีบุตร แถมยังมีตั้งสองคนด้วย เขาได้บอกท่านหรือไม่ว่ามีเด็กที่ถูกชะตาอยู่คนหนึ่ง อายุเพียงห้าขวบ และมีวาสนากับเขามาก”
สะใภ้โจวนิ่งงันไป
“นอกจากนี้ เขาเคยบอกท่านหรือไม่ว่าเขาเคยมีภรรยาอยู่แล้วคนหนึ่ง? ตอนนี้ก็มีสตรีนอกบ้านอีก?”
ฉินหลิวซีทิ้งคำพูดพวกนี้ไว้ก่อนจะเอ่ย “หากท่านรู้เรื่องพวกนี้แล้ว ยังอยากจะตายตามเขาไปอีกหรือไม่”
สะใภ้โจวทรุดลงกับพื้น สีหน้านางเต็มไปด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ในขณะที่พวกฮูหยินติงผู้เฒ่ามีเครื่องหมายคำถามเต็มหน้า อะไรนะ คำพูดเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร
พวกนางมองไปยังสะใภ้โจวที่กำลังตกใจ จากนั้นก็มองไปยังฉินหลิวซีที่มีท่าทางเย็นชาไม่เหมือนกำลังล้อเล่น แล้วก็รู้สึกขนลุกขนพอง ลมเย็นพัดจากปลายเท้าขึ้นสู่ท้องฟ้าทำให้พวกนางรู้สึกหนาวยิ่งขึ้นไปอีก
ตอนที่ 76: เป็นผีก็ต้องมีคุณธรรมด้วย
ฉินหลิวซีเดินออกไปจากห้องของสะใภ้โจวอย่างรวดเร็ว นางถอนหายใจด้วยความโล่งอก ขณะที่กำลังจะกลับไปที่ห้องก็มองเห็นฉีเชียนจากหางตา นางจึงหยุดฝีเท้าลง
“ทำไมหรือ คุณชายฉีคิดว่าข้าเย็นชาไร้น้ำใจ เห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วยหรือ”
ฉีเชียนเอ่ยเรียบๆ “จะเป็นไปได้อย่างไร ท่านเป็นถึงปรมาจารย์ปู้ฉิว ท่านไม่ช่วยก็จะต้องมีเหตุผลของท่าน เชียนจะกล้าคาดเดาไปเองได้อย่างไร”
ฉินหลิวซีเผยสีหน้าราวกับจะบอกว่า ถือว่าท่านรู้จักดูทิศทางลม
ฉีเชียนตามมา “ถ้าหากท่านหมอฉินสามารถไขข้อสงสัยของเชียนได้ เชียนก็จะขอบคุณมาก”
ฉินหลิวซีเผยรอยยิ้ม “อยากรู้หรือ ข้าไม่บอกหรอก!”
นางทิ้งประโยคนั้นไว้แล้วพาเฉินผีจากไป ส่วนคนที่อยู่ในห้องนั้นจะอยู่หรือตายก็ไม่ใช่เรื่องของนาง
ฉีเชียนยืนอยู่ที่เดิมด้วยความรู้สึกพูดไม่ออก
“คุณชายฉี คุณชายน้อยท่านนั้น ไยจึง…” ฮูหยินติงผู้เฒ่าเดินเข้ามาเอ่ย
ฉีเชียนหันกลับไปเอ่ยกับนางอย่างเย็นชา “ฮูหยินติงผู้เฒ่าคิดจะเอ่ยอันใดหรือ ไม่รู้ภาพรวมไม่อาจแสดงความคิดเห็นได้ ข้าคิดว่าทั้งเจ้านายและบริวารจากจวนเจ้าเมืองติงบัณฑิตจิ้นซื่อจะเข้าใจความจริงข้อนี้ดีเสียอีก ดูท่าว่าจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น”
ฮูหยินติงผู้เฒ่าหน้าซีด แทบอยากจะคุกเข่าลงตรงนั้นเพื่อขอรับผิด
“น้ำค้างยามกลางคืนลงแรง ฮูหยินผู้เฒ่าอายุมากแล้ว ควรจะพักผ่อนให้เร็ว ดูแลสุขภาพของตนเองให้ดี” ฉีเชียนจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
ฮูหยินติงผู้เฒ่าจะคุกเข่าก็ไม่ใช่จะยืดตัวตรงก็ไม่เชิง นางสั่นเทาไปทั้งร่างและโงนเงนกำลังจะล้มลง
“ท่านย่า รุ่ยจวิ้นอ๋อง…” ติงซู่ม่านประคองฮูหยินติงผู้เฒ่าด้วยใบหน้าซีดขาวเช่นกัน นางก็ไม่ได้โง่ วาจาเมื่อครู่นี้ของฉีเชียนเป็นการต่อว่าพวกนางทั้งสอง ลามไปถึงคนตระกูลติงทั้งหมดด้วย
“ไม่เอ่ยเรื่องนี้แล้ว พวกเรากลับไปที่ห้องกัน พรุ่งนี้จะได้ออกเดินทางแต่เช้า” ฮูหยินติงผู้เฒ่าเม้มปาก สีหน้าล้ำลึก
…
ฉินหลิวซีเดินไปถึงหน้าประตูห้องของตัวเองก่อนจะชะงักฝีเท้าเล็กน้อย นางผลักประตูเปิดและเอ่ยกับความว่างเปล่า “ท่านยังกล้าตามข้ามาอีก ไม่กลัวว่าข้าจะเก็บพวกท่านหรอกหรือ”
หากฉีเชียนอยู่ด้วย เขาต้องคิดว่าฉินหลิวซีเสียสติไปแล้วแน่ๆ จึงได้พูดคุยกับตัวเองท่ามกลางห้องว่างเปล่าไม่มีใคร
ฉินหลิวซีกลับจ้องมองไปยังตำแหน่งหนึ่ง ความว่างเปล่าที่เดิมทีสงบราวกับผิวน้ำคล้ายถูกใครบางคนแตะให้กระเพื่อมไหวเบาๆ ร่างเปียกชื้นปรากฏขึ้นในความว่างเปล่านั้น
สตรีอ่อนเยาว์ในชุดชาวบ้านธรรมดาใบหน้าดุร้ายเต็มไปด้วยไอแค้น ข้างๆนางยังมีเด็กเล็กคนหนึ่งกำลังหยิบพืชน้ำขึ้นมาเล่นพลางส่งเสียงหัวเราะเสียดหูน่าสะพรึงกลัวออกมา
“ท่านยังไม่ทำ” แม้ว่าผีสาวจะกล้ามา แต่นางก็ไม่กล้าเข้าใกล้ฉินหลิวซี นางรู้สึกว่าถ้านางเข้าหาสตรีผู้นี้ ใช่ นางมองออกว่าฉินหลิวซีเป็นสตรี ขอแค่เข้าใกล้นางก็อาจจะวิญญาณแตกสลายได้ในทันที
ฉินหลิวซีนั่งลงที่โต๊ะและรินชาให้ตนเองถ้วยหนึ่ง ก่อนจะถามด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “น้ำเสียงของท่านฟังดูเหมือนกำลังเสียดายหรือไม่ ทำไมหรือ มาหาข้าเพราะอยากให้ข้าส่งท่านไปเกิดใหม่หรือ”
พอผีสาวได้ยินคำว่าไปเกิดใหม่นั้นแล้ว ไอแค้นทั่วร่างก็รุนแรงขึ้นในทันที ทำให้อุณหภูมิในห้องรวมไปถึงทั้งโรงพักม้าเย็นลง ภายในห้องของฉินหลิวซียิ่งเย็นกว่า แถมยังมีกลิ่นคาวตามมาด้วย
ตึง
ฉินหลิวซีวางถ้วยช้าลงบนโต๊ะอย่างแรง ผีสาวตกใจจนต้องถอยหลังไปสองก้าวด้วยปฏิกิริยาโต้ตอบตามสัญชาตญาณ
“ในที่ของข้า เก็บไอแค้นของท่านไปเสีย ทำให้ห้องของข้าเย็นและคาวนัก แล้วอีกเดี๋ยวข้าจะนอนหลับได้อย่างไร” ฉินหลิวซีกล่าวหาอย่างเย็นชา “เป็นคน ไม่สิ เป็นผีก็ต้องมีคุณธรรมด้วย ไม่ควรมายุ่งกับห้องของคนอื่น โดยเฉพาะของข้า”
ผีสาว “!”
ไม่ใช่สิ อย่างไรเสียข้าก็เป็นผี ท่านไว้หน้าข้าหน่อย กลัวข้าสักนิดไม่ได้หรือ
ผีสาวอยากจะโต้เถียง แต่เมื่อนางเห็นสายตาของฉินหลิวซีแล้วก็ต้องยอมแพ้ทันที นางระงับไอแค้นก่อนจะเอ่ยด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “ข้าไม่ไป!”
ตอนที่ 77: ปรมาจารย์ท่านนี้ดุมาก!
ฉินหลิวซีจิบชาอย่างสบายๆ พร้อมฟังเหตุผลที่ผีสาวไม่ต้องการไปเกิดใหม่
“…ข้าชื่อหลิงหรง เดิมทีข้าเป็นคนขายชาในโรงน้ำชา เซี่ยฉี่คังเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า เขาทำสิ่งใดไม่เป็นเลยสักอย่างนอกจากเรียนหนังสือ เป็นข้ากับท่านพ่อที่ขายชาเก็บสะสมเงินทีละเล็กละน้อยเพื่อให้เขาได้เรียนหนังสือ เขาเคยบอกว่า รอให้เขาสอบเป็นบัณฑิตจิ้นซื่อได้แล้วก็จะให้พวกเราได้เสพสุขอยู่สบาย จะให้ข้าเป็นฮูหยินภรรยาขุนนาง แต่ความจริงแล้ว เขาเพิ่งจะสอบผ่านเป็นบัณฑิตซิ่วไฉก็เป็นที่ถูกตาต้องใจของตระกูลโจวเข้าเสียก่อน”
ฉินหลิวซีหลุบตาลง รู้สึกหมดความสนใจเล็กน้อย เช่นเดียวกับหนังสือนิยายหลายเล่มที่สตรีดีๆทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่นางมีเพื่อให้บุรุษสารเลวได้เรียนหนังสือ หลังจากที่บุรุษสารเลวประสบความสำเร็จก็ละทิ้งคนที่หมดประโยชน์แล้ว และไปแต่งงานกับสตรีคนใหม่ที่ร่ำรวย หลิงหรงเองก็เป็นเช่นนี้
ดูเหมือนหลิงหรงจะไม่ได้สังเกตว่านางไม่ได้สนใจนัก เพียงจมจ่อมอยู่กับความเคียดแค้นชิงชังที่ท่วมท้นในใจของนางเองเท่านั้น “ตระกูลโจวร่ำรวยและสามารถให้การสนับสนุนอุปกรณ์ชั้นดีในการเล่าเรียนให้เขาได้ นอกจากนี้ยังมีบ่าวรับใช้คอยปรนนิบัติเขา เขาจึงทำตัวราวกับคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่ไม่สนใจเรื่องราวภายนอก ตั้งใจเล่าเรียนหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว นุ่งห่มผ้าไหมผ้าต่วนเนื้อดี กินอาหารเลิศรสจากป่าเขา เขาอยากเป็นเขยของตระกูลโจวที่เพียบพร้อมด้วยหน้าตาและความสามารถ เขาไม่ยินดีที่จะอยู่ในบ้านโทรมๆที่มืดมิดและอับชื้น กินผักดองและหมั่นโถวกับเรา”
“ท่านพ่อของข้าบอกว่าเขาเป็นหมาป่าเนรคุณ จะฟ้องตระกูลโจวให้รู้ถึงธาตุแท้ของเขา เขาก็เลยบีบคอท่านพ่อของข้าจนตาย” ขณะที่หลิงหรงเอ่ยนั้น ไอแค้นของนางก็รุนแรงขึ้นอีกครั้ง “ตอนนั้นข้าท้องได้เจ็ดเดือนแล้ว เขาฆ่าท่านพ่อแล้วยังโกหกข้าว่าท่านพ่อขึ้นเขาไปเก็บใบชา วันนั้นฝนตกหนัก ข้าถูกเขาหลอกให้ไปตามหาท่านพ่อด้วยกัน บนเนินเขาที่ไม่มีใครผ่านไปมานั้นเองที่เขาใช้ก้อนหินทุบศีรษะข้าจนแหลกละเอียด”
ฉินหลิวซีเงยหน้าขึ้นมองออกไป หลิงหรงที่อยู่ตรงหน้าได้เปลี่ยนไปแล้ว ร่างกายเปียกชื้น ศีรษะถูกทุบหายไปครึ่งหนึ่ง ใบหน้ารางเลือน เลือดเปรอะจนมองไม่ออกว่าหน้าตาแต่เดิมของนางเป็นอย่างไร
นี่เป็นลักษณะยามตายของนาง
“ตอนนั้นข้าเริ่มปวดท้องมากแล้วกำลังจะคลอดลูก แต่เขาไม่ยอมให้ข้ามีชีวิตอยู่และไม่ยอมปล่อยให้ลูกรอดชีวิตด้วย ข้าตายไป ลูกข้าก็ขาดอากาศหายใจจนตายเช่นกัน เขาอยู่ห่างจากโลกมนุษย์นี้เพียงแค่คืบเท่านั้น” หลิงหรงมองดูเด็กที่อยู่แทบเท้าของนางและยิ้มอย่างน่าเวทนา “เซี่ยฉี่คังช่างโหดร้ายจริงๆ สองมือที่ถือได้แต่พู่กันนั้นยามยกก้อนหินขึ้นมากลับไม่อ่อนแรงเลยสักนิด หากแต่มีแรงมากเป็นพิเศษเสียด้วยซ้ำ ข้ายังจำความรู้สึกยามที่ก้อนหินกระแทกเข้ากับศีรษะได้ดีจนถึงตอนนี้ ปัง ปังๆ..”
“หยุด!”
ฉินหลิวซีขัดจังหวะนาง “ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียด ข้าเข้าใจแล้วว่าท่านผ่านสิ่งใดมาบ้าง แต่ท่านก็ตายไปตั้งสิบปีแล้ว ไยจึงคิดจะมาแก้แค้นเอาตอนนี้ อ้อ เก็บหน้าตาน่าสังเวชของท่านไปก่อนเถิด ข้ากลัวดูไปนานๆแล้วจะฝันร้าย”
หลิงหรง “…”
ปรมาจารย์ท่านนี้ดุมาก!
นางเก็บใบหน้าเช่นนั้นไปอย่างไม่เต็มใจนักแล้วเผยหน้าตาสะอาดสะอ้านออกมาแทน “เซี่ยฉี่คังโหดเหี้ยมนัก หลังจากที่เขาฆ่าข้าแล้ว ก็ไม่รู้ไปได้ยินมาจากไหนว่าข้าอาจจะกลายเป็นผีร้ายมาแก้แค้นเขาได้ จึงได้หานักพรตคนหนึ่งมาปิดผนึกข้าไว้ในหีบ ตอกตะปูสะกดวิญญาณเจ็ดตัว ล่ามด้วยโซ่ก่อนจะผลักลงไปยังก้นทะเลสาบ ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันมาหลายปีแล้ว”
ฉินหลิวซีเคร่งขรึมขึ้นทันที เรื่องแบบนี้มีแต่นักพรตชั่วร้ายเท่านั้นที่จะทำได้ “ต่อไปเล่า”
“เมื่อต้นปี ตะปูสะกดวิญญาณขึ้นสนิมและคลายออก เราสองแม่ลูกจึงหนีออกมาได้ ตอนนั้นร่างวิญญาณของข้ายังอ่อนแอมาก จึงได้กลืนกินวิญญาณเร่ร่อนไปอย่างไม่คิดชีวิต…” หลิงหรงลดเสียงลงเรื่อยๆ นางกลัวว่าหากเอ่ยไม่เข้าหูเมื่อใด นางก็จะถูกฉินหลิวซีเก็บวิญญาณทันที พอเห็นว่าฉินหลิวซีไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ จึงรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยขึ้น “หลังจากที่กลืนวิญญาณเร่ร่อนไปหลายดวง ข้าก็ไปตามหาเซี่ยฉี่คัง เขาพกจี้หยกจากวัดพุทธที่ผ่านการปลุกเสกมาแล้วติดตัวไว้ชิ้นหนึ่ง ข้าจึงไม่กล้าเข้าใกล้ เพียงติดตามอย่างใกล้ชิด ต่อมาพอเขาไปหาภรรยานอกบ้านแล้วจี้หยกหัก ข้าจึงได้มีโอกาสเข้าใกล้ไปบีบคอเขา ใช้ไอแค้นทำร้ายเขาตลอดเวลา ข้าอยากให้เขารับรู้ความรู้สึกที่หายใจไม่ออกบ้าง ท่านปรมาจารย์ พวกเราทั้งบ้านตายไปอย่างไม่เป็นธรรม ถ้าเซี่ยฉี่คังไม่ตาย แล้วจะบรรเทาความแค้นในใจของข้าได้อย่างไร ข้าจะไปเกิดใหม่ได้อย่างไร”
ตอนที่ 78: เขาต้องตาย
หลิงหรงมีความแค้น แค้นที่เขาฆ่าบิดา แค้นจากการถูกทรยศ แค้นที่เขาฆ่าตนเองและลูก ที่สำคัญที่สุดคือแค้นที่ถูกสะกดวิญญาณ
เพียงเพื่อต้องการไต่เต้าร่ำรวย นางไม่คาดคิดเลยว่าคนอ่อนโยนและใจดีจะไม่เพียงแต่ฆ่าพวกนางเท่านั้น แต่ยังสะกดวิญญาณทำให้พวกนางหนาวเหน็บอยู่ใต้ก้นทะเลสาบ ไปเกิดใหม่ไม่ได้ด้วย
คนผู้นั้นช่างโหดเหี้ยมจริงๆ!
เพราะเหตุนี้ไอแค้นของหลิงหรงจึงได้รุนแรงขนาดนี้ และยังทำให้พลังชีวิตของเซี่ยฉี่คังยิ่งสลายเร็วขึ้นด้วย
“ด้วยไอแค้นของท่านที่รุนแรงเช่นนี้ ตอนที่ท่านเข้าใกล้เขาก็สามารถลากเขาลงนรกได้เลย แทนที่จะทรมานเขาอยู่อย่างนี้ เหตุใดท่านถึงไม่ฆ่าเขาไปเลยเล่า” ฉินหลิวซีถาม
หลิงหรงเอ่ย “ปล่อยให้เขาตายไปอย่างสบายไม่ง่ายไปหน่อยหรือ ข้าจะทรมานเขาทีละน้อยให้เขาไม่สามารถสุขสงบได้ทั้งวันทั้งคืน ท่านรู้หรือไม่ว่าได้เห็นเขาซูบผอมลงและหวาดกลัวตื่นตระหนกทุกวัน แต่ยังคงต้องเสแสร้งปฏิบัติต่อสะใภ้โจวนั่นอย่างใจดีมีเมตตา ข้าก็รู้สึกเป็นสุขอยู่บ้าง สะใภ้โจวนั่นยังคิดว่าเขาเป็นคนดีอยู่เลย ถุย เขามีภรรยานอกบ้านลับหลังนางนานจนกระทั่งมีบุตรชายหนึ่งคนแล้ว นางก็ยังโง่เขลา เข้าใจผิดว่าหมาป่าชั่วร้ายตัวนี้เป็นคนดีอยู่ได้”
นางเอ่ยแล้วก็เยาะตนเอง “ช่างเถิด ข้าจะมีสิทธิ์อะไรไปว่านาง ข้าเองก็ไม่ต่างอะไรกับนางมิใช่หรือ”
“ในเมื่อเซี่ยฉี่คังสามารถหาวิธีชั่วร้ายมาสะกดวิญญาณของพวกท่านสองแม่ลูกได้ พอเกิดเรื่องแปลกๆขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้แล้วเขาจะไม่ระแวดระวังตัวได้อย่างไร” ฉินหลิวซีรู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผล
ในเมื่อเซี่ยฉี่คังเคยทำเรื่องเช่นนั้นมาแล้ว บัดนี้เขาต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคแปลกๆมานานกว่าครึ่งปี หากตรวจสอบสาเหตุหลักไม่ได้ เขาก็ควรคิดได้ว่าอาจมีวิญญาณชั่วเข้ามากล้ำกลายแล้ว คำกล่าวที่ว่าหากไม่เคยทำเรื่องน่าละอายใจ ไยต้องกลัวผีมาเคาะประตูยามค่ำคืน แต่เขาก็ต้องรู้สึกร้อนตัวเพราะเขาเคยทำมันมาก่อนสิ
ปกติแล้วคนที่เคยทำมาก่อนก็น่าจะคิดได้ เซี่ยฉี่คังกลับไม่ได้ถามนักพรตเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ
หลิงหรงเอ่ย “เขาไปหาแล้ว เขาขอให้บ่าวรับใช้ไปหานักพรตชั่วนั่น ข้าทำให้บ่าวรับใช้คนนั้นตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ”
ฉินหลิวซีหรี่ตาลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบคม “ท่านทำร้ายผู้บริสุทธิ์หรือ”
หลิงหรงรู้สึกเย็นเยียบไปทั้งร่าง สีหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เอ่ยเสียงสั่นเทา “ไม่ ข้าไม่ได้ทำร้ายเขา เขาแค่ตกใจกลัวมากจนล้มหมอนนอนเสื่ออยู่สองวัน เขาเองก็ไปขอยันต์จากอารามเต๋ามาพกติดตัวไว้แล้ว”
“แล้วเซี่ยฉี่คังเล่า”
“แน่นอนว่าเขาได้ส่งคนไปอีก ข้าเองก็ไม่กล้าทำบาปกรรมจึงไม่ได้ทำอะไร แต่เป็นเพราะสวรรค์มีตา ต่อมาก็ได้ยินคนผู้นั้นกลับมารายงานว่านักพรตผู้นั้นตายไปเมื่อปีที่แล้ว แต่คนผู้นี้กลับไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ ไม่วายตั้งใจจะหาคนมาจัดการกับเราสองแม่ลูก” หลิงหรงขบฟัน ดวงตาแดงก่ำ
ฉินหลิวซีเอ่ย “เขาไปหนิงโจวคราวนี้ไม่ใช่เพื่อไปหาหมอรักษา แต่เพื่อไปหานักพรตงั้นหรือ”
“ได้ยินมาว่าในหนิงโจวมีอารามฉางอวิ๋นอยู่แห่งหนึ่ง นักพรตเหล่านั้นก็มีความสามารถมากทีเดียว”
ฉินหลิวซีเข้าใจ “ดังนั้นท่านจึงวางแผนที่จะบีบคอเขาให้ตายระหว่างทาง เหตุใดจึงไม่ทำเล่า แก้แค้นให้จบๆไปเสีย”
หลิงหรงนิ่งเงียบ ก่อนจะมองหน้านาง “ปรมาจารย์ต้องการจะโน้มน้าวให้ข้าหยุดหรือ”
“ข้าจะโน้มน้าวเจ้าเพราะเหตุใด ไม่ประสบความทุกข์อย่างผู้อื่น ก็ไม่อาจบอกให้ผู้อื่นมีเมตตาได้ ขอแค่ไม่ทำให้ผู้บริสุทธิ์เดือดร้อนก็พอ มีแค้นก็แก้แค้น ข้าไม่ได้ว่างขนาดจะต้องไปยุ่งเรื่องนั้นด้วยนี่ แต่ท่านควรจะรู้ไว้ว่า การฆ่าก็คือกรรมชั่ว แม้ว่าท่านจะเป็นวิญญาณแค้น กรรมนี้ก็จะต้องถูกยมโลกบันทึกไว้ ตราบใดที่ท่านฆ่าคนกลายเป็นวิญญาณชั่ว ถูกจดลงในสมุดบันทึกกรรมแล้ว ยามลงไปยมโลกก็จะต้องถูกลงโทษในแดนนรก ต่อให้เป็นเขาก็ไม่มีทางไปเกิดใหม่ดีๆได้” ฉินหลิวซีชี้ไปยังผีน้อยข้างเท้านาง
หลิงหรงมองดูลูกของตนเองด้วยความรักและสงสาร “ข้ารู้อยู่แล้วจึงไม่กล้าลงมือ แต่ท่านปรมาจารย์ ท่านที่นับถือเต๋ามักจะพูดว่ากงเกวียนกำเกวียน ทำอะไรย่อมได้สิ่งนั้นตอบ แต่คนชั่วช้าสามานย์อย่างเขากลับยังมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย ข้าไม่ยินยอม”
“ท่านไม่จำเป็นต้องไม่ยินยอมหรอก เขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานแล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ย “มารดาของเขาเสียชีวิตเพราะโรคหัวใจใช่หรือไม่”
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
“ริมฝีปากของเขาเป็นสีม่วง เปลือกตาบวม เป็นลักษณะของคนที่หัวใจไม่ดี ถ้าไม่ใช่กรรมพันธุ์ก็เป็นโรคที่เกิดขึ้นภายหลัง ตอนนี้จุดมิ่งเหมินของเขาแห้งแล้ง ติ่งหูมีรอยบาก จุดเทียนถิงมีเมฆดำรวมตัว ทั้งยังได้รับผลกระทบจากไอแค้นของท่าน ภายในสามวันเขาจะเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย”
หลิงหรงตกใจทันที นางคิดว่าที่ฉินหลิวซีเอ่ยถึงเรื่องนี้ในห้องนั้น จะเป็นเพราะเซี่ยฉี่คังถูกตนเองฆ่าตาย แต่กลับกลายเป็นว่าเขาจะตายเพราะอาการป่วยหรอกหรือ
ตอนที่ 79: เกิดเป็นผีนี่มันลำบากจริงๆ
หลิงหรงไม่ได้รู้สึกไม่เชื่อคำพูดของฉินหลิวซี เพียงแค่กลิ่นอายที่กระจายออกมาจากตัวฉินหลิวซี นางก็รู้แล้วว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่ธรรมดา นางบอกว่าเซี่ยฉี่คังจะอยู่ได้ไม่นานแล้ว คงไม่ได้พูดจาไร้สาระอย่างแน่นอน
แม้ว่าหลิงหรงอยากจะฆ่าศัตรูคู่แค้นเพื่อบรรเทาความแค้นในใจด้วยตนเอง แต่บุตรชายของนางก็ควรจะได้ไปเกิดใหม่ในที่ดีๆ
หลิงหรงหันไปมองฉินหลิวซีและโค้งคำนับ “ปรมาจารย์ ข้าจะไม่ฆ่าเขา แต่ข้าจะต้องได้เห็นเขาตายด้วยตาของข้าเองจึงจะวางใจ หลังจากที่เขาตายไปแล้ว ท่านปรมาจารย์ได้โปรดส่งข้าและบุตรชายไปปรโลกได้หรือไม่”
“ได้สิ” ฉินหลิวซีเอ่ย “เช่นนั้นท่านก็อย่าได้เข้าใกล้เขามากเกินไป สะใภ้โจวผู้นั้นได้รับผลกระทบจากไอแค้นของท่าน โชคไม่ดีไปด้วย นางโง่เขลาก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่นางก็แค่คนตาบอดที่ถูกปิดหูปิดตาถูกหลอกลวงคนหนึ่งเท่านั้น ท่านก็สงสารนางหน่อยเถิด”
หลิงหรงพึมพำ “ปรมาจารย์สงสารนาง ไยไม่บอกนางให้รู้ธาตุแท้ของเซี่ยฉี่คัง”
“เมื่อครู่ข้าก็พูดไปแล้วมิใช่หรือ นางจะเชื่อหรือไม่ก็เป็นเรื่องของนาง” ฉินหลิวซีเอ่ย “ไม่ต้องไปสนใจสะใภ้โจว เซี่ยฉี่คังตายไปแล้ว ภรรยานอกบ้านผู้นั้นย่อมพาบุตรชายมานับญาติทวงทรัพย์สินมรดก พอถึงตอนนั้นนางก็คงไม่เสียใจที่สามีตายไปหรอก ต้องคอยรักษาสมบัติของตนไว้มากว่า”
โหงวเฮ้งของสะใภ้โจวผู้นั้นก็นับว่าเป็นคนเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งคนหนึ่ง เสียใจแค่ไม่นาน คนก็ตายไปแล้ว ตนเองก็ยังอายุไม่มาก ไม่นานก็จะลืมเลือนไปได้เอง
มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จะมอบความรักให้กับคนตายที่หลอกลวงตนเองได้
หลิงหรงได้ยินเช่นนั้นก็ไม่เอ่ยอะไรอีกต่อไป เพียงโค้งคำนับให้ฉินหลิวซีแล้วเตรียมจากไป
“อย่ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในโรงพักม้านี้เลย อย่างไรสถานที่นี้ก็มีพลังของทางการคอยปกปักษ์รักษาอยู่ พวกท่านอยู่นานไปย่อมไม่ดีต่อตนเอง อีกอย่างไอแค้นของพวกท่านก็จะส่งผลต่อร่างกายของทุกคน ทำให้โชคร้ายด้วย” ฉินหลิวซีโบกมือ “ไปๆ ห้องของข้าทั้งหนาวและเหม็นคาว ข้ายังต้องไล่กลิ่นก่อนจะเข้านอนอีก”
หลิงหรงที่ถูกรังเกียจอย่างแรง “!”
นางดมกลิ่นบนร่างกายของตนอย่างเขินอาย “จมอยู่ใต้ทะเลสาบมาเป็นสิบปี ท่านจะหวังให้ข้ามีกลิ่นหอมไม่ได้หรอก” เมื่อเห็นฉินหลิวซีเหลือบมองมา นางก็รีบเอ่ยทันที “ข้าไปเดี๋ยวนี้!”
กระซิกๆ เกิดเป็นผีนี่มันลำบากจริงๆ!
หลิงหรงหายวับไป
ฉินหลิวซีเรียกเฉินผีที่อยู่ข้างนอกเข้ามา
“คุณชาย นางไปแล้วหรือ” เฉินผีไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรไม่เหมาะสม
ร่างกายเขามีพลังหยางบริสุทธิ์และมีภูมิคุ้มกันต่อความชั่วร้ายทั้งหมด พวกผีต่างหากที่ต้องกลัวเขา เพราะเหตุนั้นฉินหลิวซีจึงไม่ยอมให้เขาติดตามเข้ามาด้วย
“ไปแล้ว จุดธูป ไล่กลิ่น” ฉินหลิวซีเอ่ย
“ขอรับ” เฉินผีหยิบกล่องยาวใบหนึ่งออกมาจากห่อสัมภาระ หยิบธูปออกมาจุดก้านหนึ่งพร้อมกับถามนางถึงความแค้นระหว่างผีสาวกับชายใกล้ตายผู้นั้น
ฉินหลิวซีหาว “จะมีอะไรได้ ก็แค่บทละครล้าสมัย ไม่มีอะไรใหม่”
นางเอ่ยสั้นๆเช่นนั้น เฉินผีก็หมดความสนใจแล้ว “ดูไม่ออกว่าเซี่ยซิ่วไฉผู้นั้นจะหน้าเนื้อใจเสือเช่นนี้”
“ดูคนจะดูกันแต่ภายนอกไม่ได้ การมองเรื่องราวต่างๆก็เหมือนกัน บางคนหน้าตาดีแต่อาจไม่ใช่คนดี คนที่หน้าตาดูเผด็จการร้ายกาจก็อาจไม่ได้เลวร้ายเสมอไป” ฉินหลิวซีเอ่ย “ยกน้ำมาล้างหน้าล้างตาแล้วพักผ่อนกันเถอะ”
“อืม”
อีกด้านหนึ่ง อิงหนานและคนอื่นๆก็กำลังรับใช้เจ้านายของพวกเขาเช่นกัน “ถึงจะเป็นเดือนแปดแล้ว แต่ปีก่อนๆก็ไม่ได้หนาวขนาดนี้ หนาวยะเยือกเสียด้วย หั่วหลาง ท่านว่าใช่หรือไม่”
หั่วหลางส่ายศีรษะ “หนาวหรือ ข้าไม่รู้สึกนะ!”
“เจ้าไม่รู้สึกหรือ” ฉีเชียนหันไปมองเขาอย่างครุ่นคิด
“ใช่สิขอรับ หนาวตรงไหน ก็อุ่นดีอยู่นะ!”
ฉีเชียนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถาม “เจ้าเอายันต์คุ้มครองที่ท่านหมอฉินให้ไว้ตรงไหน”
หั่วหลางยิ้มพลางตบตรงหัวใจ “ของดีย่อมต้องเก็บไว้ใกล้ตัว ข้าเก็บไว้ในถุงเงินใบเล็กแล้วสวมไว้ ค่อยมอบให้ภรรยาข้าตอนที่กลับไปแล้ว เช่นนี้จะได้ไม่หาย”
ฉีเชียนอิจฉาตาร้อนอยู่บ้าง ยันต์คุ้มครองกายของหั่วหลางนี้น่าจะช่วยป้องกันขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้เขาแล้ว!
ตอนที่ 80: ท่านกับข้าไม่มีวาสนาต่อกัน ทั้งหมดเป็นเพราะท่านทุ่มเงิน
เช้าวันถัดมา
ฉินหลิวซีหลับสบายตลอดทั้งคืน เมื่อนางปรากฏตัวอย่างสดชื่นแจ่มใสต่อหน้าพวกฉีเชียนจึงทำให้พวกเขานึกขุ่นเคืองขึ้นมา
“เอ๊ะ คุณชายฉีมีเรื่องให้ครุ่นคิดเมื่อคืนจึงนอนหลับไม่สบายหรือ”
ฉีเชียนเอ่ย “ฝันร้ายตลอดทั้งคืนน่ะ”
เมื่อคืนเขาฝันเห็นสตรีนางหนึ่งกำลังจูงเด็กคนหนึ่งล่องลอยไปมาในโรงพักม้า ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดที่ฉินหลิวซีพูดกับสะใภ้โจวก่อนหน้านี้หรือไม่ที่กระตุ้นจินตนาการของเขา
ขงจื้อไม่เชื่อเรื่องลี้ลับแปลกประหลาด ฉีเชียนเคยเห็นด้วยกับคำพูดนี้อย่างยิ่ง แต่นับตั้งแต่เขาตามหาฉินหลิวซีผู้นี้ เขาก็รู้สึกว่าความรู้ความเข้าใจของเขาถูกล้มล้างไปหมด
ตั้งแต่ป่าวั่นไหวไปจนถึงฉินหลิวซีเก็บศพและสวดส่งวิญญาณเมื่อวานนี้ กระทั่งคำยืนยันอย่างเด็ดขาดเมื่อวาน
เมื่อพิจารณาทุกอย่างแล้ว ฉีเชียนไม่กล้าปลอบใจตัวเองด้วยคำว่าขงจื้อไม่เชื่อเรื่องลี้ลับแปลกประหลาดอีกต่อไป
ฉินหลิวซียิ้ม “ไม่เป็นไร คุณชายฉีแค่มีเรื่องให้คิดมากในยามกลางวัน ท่องคาถาชำระจิตสักสองรอบก็จะดีขึ้นเอง”
“ข้าคิดว่า ถ้าท่านหมอฉินให้ยันต์คุ้มครองแก่ข้าสักสองชิ้นน่าจะได้ผลดีกว่า” ฉีเชียนเอ่ย
ฉินหลิวซีส่ายนิ้ว “ยันต์คุ้มครองมีเงื่อนไข ผู้มีวาสนาจึงจะได้ไป…”
ฉีเชียนยื่นตั๋วเงินจำนวนหนึ่งร้อยตำลึงไปให้อย่างรู้ความ
ฉินหลิวซีกลอกตาทันที มือข้างหนึ่งยื่นไปรับตั๋วเงินนั้น ในขณะที่มืออีกข้างหยิบยันต์คุ้มครองที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมออกมาจากแขนเสื้อส่งให้เขาก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เดิมทีท่านกับข้าไม่มีวาสนาต่อกัน ทั้งหมดเป็นเพราะท่านทุ่มเงิน ผู้ใจบุญมีเมตตา เทียนจวินคุ้มครองให้พรนับไม่ถ้วน”
เหอะๆ
ฉีเชียนเก็บยันต์นั้นลงในถุงเงินที่แขวนอยู่ที่เอวตนเอง
“คุณชายฉี”
ฮูหยินติงผู้เฒ่าเดินเข้ามาโดยมีหลานสาวคอยประคอง ฉินหลิวซีเหลือบมองพวกนางทั้งสองและเห็นว่าสีหน้าพวกนางดูไม่สดชื่นราวกับหลับไม่สบายทั้งคืน ก็เข้าใจได้
ฮูหยินติงผู้เฒ่าเข้ามาบอกลา
ฉีเชียนท่าทางนิ่งๆ “ฮูหยินติงผู้เฒ่าเดินทางปลอดภัย”
ฮูหยินติงผู้เฒ่ารู้สึกอักอ่วนเล็กน้อย นางคารวะแล้วพาหลานสาวของตนออกไปโดยหันกลับมามองเป็นระยะระยะ
“คุณชายฉีเย็นชานัก สาวงามถึงกับแสดงออกว่าเศร้าอย่างเห็นได้ชัด” ฉินหลิวซียิ้มแย้ม
“เกี่ยวอะไรกับเชียนด้วย ว่าแต่ท่านหมอฉินเถิด…” ฉีเชียนเพิ่งจะเอ่ยออกมาประโยคหนึ่งก็เห็นว่ารอยยิ้มของฉินหลิวซีหายไป เขาจึงมองตามสายตานาง
เป็นสะใภ้โจวคนเมื่อคืนที่กำลังพยุงเซี่ยฉี่คังที่ฟื้นแล้วขึ้นรถม้า หากแต่ผ่านไปแค่คืนเดียว เซี่ยฉี่คังนั่นก็ยิ่งดูอ่อนแอลงไปอีก เขากุมหน้าอกท่าทางเหมือนจะหายใจไม่ออกและกำลังจะตายเมื่อใดก็ได้
ส่วนสะใภ้โจวนั้นมีสีหน้าไม่สงบนัก ราวกับสังเกตเห็นสายตาที่จ้องมองไป นางจึงหันมา เมื่อเห็นฉินหลิวซี นางก็ตัวแข็งทื่อไปทันที ริมฝีปากนางขยับน้อยๆ แต่สุดท้ายแล้วนางก็ไม่ได้เดินเข้ามา และขึ้นรถม้าจากไป
ฉีเชียนหันกลับมาเห็นสีหน้าเย็นชาของฉินหลิวซี จึงเอ่ย “ท่านบอกว่าบัณฑิตซิ่วไฉแซ่เซี่ยนั่นจะอยู่ได้ไม่พ้นสามวันจริงหรือ”
“ข้าน่ะ ไม่ใช่คนชอบเอ่ยไร้สาระ” ฉินหลิวซียกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อย “เขาเป็นหนี้ชีวิตคนสามคน สมควรตายแล้ว”
นัยน์ตาของฉีเชียนหดเล็กลงทันที เขานั่งแทบไม่ติด “หนี้ชีวิตคนหรือ”
“ใช่สิ ฆ่าพ่อตา ฆ่าภรรยา ฆ่าลูก โหดเหี้ยมหรือไม่เล่า”
ฉีเชียนรีบเรียกหั่วหลางเข้ามาสั่งทันที “ไปเรียกอี้เฉิงมา”
ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว “คุณชายฉีคิดจะจัดการหรือ”
“ในเมื่อเขาคร่าชีวิตคนอื่น ก็ควรให้ทางการเป็นผู้ตัดสินคดี” ฉีเชียนเอ่ย “แม้ว่าเขาจะต้องตายอยู่แล้ว แต่คนที่ถูกเขาฆ่าต้องตายไปอย่างไม่เป็นธรรม พวกเขาสมควรได้รับความยุติธรรม”
ฉินหลิวซีเงียบไปครู่หนึ่ง “ถ้าเช่นนั้นท่านก็เคลื่อนไหวให้เร็วหน่อย เดิมทีเขาเหลือเวลาอีกสามวัน แต่ตอนนี้เกรงว่าเขาอาจอยู่ไม่พ้นวันนี้”
เซี่ยฉี่คังมีไอแค้นรุนแรงกว่าเดิม บางทีเขาอาจจะไปไม่ถึงหนิงโจว ตายระหว่างทางเสียก่อน
ฉีเชียนตกใจทันที เขาหันไปมองหั่วหลางซึ่งพยักหน้าและจากไปอย่างรวดเร็ว
[1] อี้เฉิง เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลโรงพักม้าและการส่งข่าวต่างๆ
จบตอน
Comments
Post a Comment