tao ep81-90

 ตอนที่ 81: เทพฟันธง


เซี่ยฉี่คังเอนพิงหมอนใบใหญ่บนรถม้าอย่างอ่อนแรง มือข้างหนึ่งกุมหน้าอก หอบหายใจไม่หยุด


หลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมาคราวนี้ เขาก็รู้สึกเจ็บปวดทรมานกว่าเดิม แน่นหน้าอกราวจะระเบิดได้ทุกเมื่อ หายใจเข้าคราใดก็ปวดเป็นระลอกๆ


เซี่ยฉี่คังกัดฟันและสาปแช่งอยู่ภายในใจ หากเป็นเพราะผีหลิงหรงจริงๆ เขาจะต้องทำให้นางไม่ได้ไปผุดไปเกิดอีกเลย


เมื่อเซี่ยฉี่คังนึกถึงตรงนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกเจ็บลึกในหน้าอกจนต้องครางออกมา


“น้องหญิง ข้าอึดอัดหน้าอกเหลือเกิน เจ้าช่วยลูบให้ข้าหน่อยเถิด” เซี่ยฉี่คังน้ำเสียงสั่นเทาพลางหันไปมองสะใภ้โจวที่นั่งอยู่ข้างๆ


พอหันไปเห็นนาง ใจเขาก็เต้นแรงขึ้นทันที


สะใภ้โจวจ้องหน้าเขาเขม็งไม่พูดไม่จา สีหน้าซับซ้อนยากอธิบาย ท่าทางเหมือนอยากจะเอ่ยอะไรแต่ก็ลังเล


เซี่ยฉี่คังพลันใจเต้นไม่เป็นส่ำ สังหรณ์ว่ามีอะไรบางอย่างเหนือการควบคุมของตน เขายื่นมือออกไปโบกต่อหน้าสะใภ้โจว “น้องหญิง เป็นอันใดไปหรือ”


“เมื่อคืนนี้ที่โรงพักม้า มีท่านหมอคนหนึ่งฟันธงว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามวัน” สะใภ้โจวพึมพำเสียงเบา


เซี่ยฉี่คังหน้าถอดสีทันที ใบหน้าเขากระตุก “เขาเป็นใครกันถึงมาหลอกเจ้าได้ ท่านหมอตั้งหลายคนก็บอกว่าร่างกายของข้าไม่ได้มีปัญหาอันใดมิใช่หรือ”


“ข้าก็คิดเช่นนั้น” สะใภ้โจวก้มหน้าลง


เซี่ยฉี่คังถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่กลับรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจนัก คนบ้าพูดจาอะไรไม่เป็นมงคลเช่นนั้น?


“จริงสิ ท่านบอกว่าเห็นเด็กคนหนึ่งที่โรงทานอยากจะรับกลับบ้านมามิใช่หรือ”


แววตาของเซี่ยฉี่คังอ่อนโยนขึ้นทันที “ใช่แล้ว เด็กคนนั้นดูฉลาดเฉลียวมาก เขาดูเหมือนข้านิดหน่อยด้วย วันนั้นข้าไปที่โรงทาน เขาก็เข้ามากอดข้าทันที ข้ารู้สึกว่ามีวาสนากับเขา กลับไปจากหนิงโจวคราวนี้ ถ้าน้องหญิงเห็นแล้วชอบ เราจะรับเขากลับบ้านเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ให้ดูแลเรายามแก่เฒ่าดีหรือไม่”


สะใภ้โจวอยากตอบว่าตกลง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางกลับนึกถึงคำพูดของฉินหลิวซีขึ้นมาได้ ความกระตือรือร้นก็เลยจางหายไปบ้าง “ร่างกายของท่านพี่เป็นเช่นนี้ ข้าก็ยังไม่อยากคิดเรื่องนั้น รอให้ท่านพี่ดีขึ้นก่อนแล้วค่อยว่ากัน”


เซี่ยฉี่คังนิ่วหน้า “ข้าคิดว่า หากที่บ้านมีเด็กสักคนจะได้ครึกครื้นหน่อย บางทีสุขภาพร่างกายของข้าก็อาจจะดีขึ้นได้”


ลมหายใจของสะใภ้โจวสะดุดทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น นางจ้องหน้าเขานิ่ง


เซี่ยฉี่คังเห็นแล้วก็ขนลุก “ทำ ทำไมหรือ”


สะใภ้โจวหรี่ตาลง “ไม่มีอันใดเจ้าค่ะ จู่ๆข้าก็จำได้ว่าท่านพี่มีท่านลุงอยู่คนหนึ่ง นี่ก็ผ่านมาหลายปี ท่านบอกว่าท่านลุงมีบุญคุณล้นฟ้า หรือว่าพวกเราไปเยี่ยมท่านกันดี”


เซี่ยฉี่คังได้ยินเช่นนั้นแล้ว สีหน้าของเขาก็เย็นชาลงพลางเอ่ยขึ้นอย่างมีอารมณ์ “ข้าเคยบอกตั้งนานแล้วนี่ว่าตอนนั้นเขาดูถูกข้า รังเกียจว่าข้าเป็นพวกหนอนหนังสือ ข้าไม่ได้ติดต่อกับพวกเขามานานแล้ว และถือว่าข้าไม่มีท่านลุงคนนี้อีก ทำไมเจ้าจำไม่ได้”


สะใภ้โจวยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไร จู่ๆรถม้าทั้งคันก็ดูมืดมนเย็นเยียบขึ้นมาพร้อมกับได้กลิ่นคาว


เซี่ยฉี่คังรู้ม่านตาขยายกว้างด้วยความตกใจทันที เขาขดตัวและกระแทกหลังพิงเข้ากับรถม้าอย่างแรง ใบหน้าซีดขาวหันไปทางประตูรถม้า มือไม้ชี้ออกไป “เจ้า เจ้า…”


หลิงหรงกัดฟันด้วยความเคียดแค้น “เซี่ยฉี่คัง เจ้าสมควรตาย!”


ทั้งๆที่บิดาของนางถูกเขาฆ่าตาย แต่เขาก็ยังใส่ร้ายบิดาของนางเช่นนั้นหรือ


สะใภ้โจวตกตะลึงและมองตามสายตาของเขา นางรู้สึกขนลุกเล็กน้อยก็ตรงนั้นไม่มีอะไรอยู่นี่


เซี่ยฉี่คังกรีดร้องและยกแขนเสื้อขึ้นบังสายตา มือข้างหนึ่งกุมหน้าอก เจ็บ เขาเจ็บที่หัวใจมาก อึก


“ท่าน ท่านพี่?” สะใภ้โจวพลันตกใจ นางยื่นมือสั่นเทาออกไป


ตุบ


เซี่ยฉี่คังกุมหน้าอกตนเองล้มลงในรถม้านั้นเอง เส้นเลือดที่คอปูดโปน หน้าผากพราวเหงื่อ คร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด สายตาของเขามองไปยังตำแหน่งหนึ่งด้วยความหวาดกลัว ริมฝีปากสั่นระริก รูม่านตาขยาย ลมหายใจค่อยๆแผ่วลงกระทั่งหายไป


หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาจากรถม้า


ตอนที่ 82: ตายไปโดยไม่สามารถพิสูจน์ได้


กรี๊ด... เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังก้องฟ้าจนทำให้นกที่อยู่ในป่าตกใจบินหนี


บนถนนหลัก คนแรกที่หยุดการเดินทางลงคือพวกของฮูหยินติงผู้เฒ่า พวกเขาต่างสั่นสะท้านเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากที่ห่างไกล


“มีอันใดหรือ” ฮูหยินติงผู้เฒ่าขมวดคิ้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า มือลูบลูกประคำไปพลาง


สาวใช้คนหนึ่งออกไปถาม พ่อบ้านใหญ่ตระกูลติงจึงเข้ามาตอบว่า “คนที่ติดตามเรามาด้านหลังคือขบวนของเซี่ยซิ่วไฉเมื่อวานนี้ เสียงร้องนี้คงมาจากพวกเขา ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านว่าอย่างไร”


ฮูหยินติงผู้เฒ่าเม้มริมฝีปาก “ส่งคนไปดูหน่อยว่าเกิดเรื่องใดขึ้น พวกเราเดินทางกันต่อ”


“ขอรับ”


ติงซู่ม่านหันไปมองท่านย่าของตน “ท่านย่า พวกเราไม่หยุดสักหน่อยหรือเจ้าคะ เผื่อว่าพวกเขาจะต้องการความช่วยเหลือ”


ฮูหยินติงผู้เฒ่าเหลือบมองนาง “เราไม่มีหมอมาด้วย แล้วจะช่วยอันใดได้ ไปกันเถิด”


ก็แค่บัณฑิตซิ่วไฉคนหนึ่งกับบุตรสาวพ่อค้า หากเมื่อวานฉีเชียนไม่ได้อยู่ที่โรงพักม้าด้วย นางคงไม่ออกไปพูดคุยทำความรู้จักกับพวกเขาเลย พวกเขายังไม่คู่ควร


โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการพูดคุยแล้ว แทนที่จะทิ้งความประทับใจดีๆให้ฉีเชียน แต่กลับทำให้เขาใช้คำพูดต่อว่าพวกนาง เสียหายไปเลย


สรุปคือขโมยไก่ไม่สำเร็จ แล้วยังต้องเสียข้าวไปอีก ขาดทุนเสียแล้ว


สีหน้าฮูหยินติงผู้เฒ่าเป็นกังวล นางหลับตาสวดมนต์นับลูกประคำอย่างรวดเร็ว ติงซู่ม่านเห็นเช่นนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก ได้แต่มองกลับไปด้านหลัง


อย่างไรก็ตาม ด้านสะใภ้โจว นางเห็นเซี่ยฉี่คังล้มลงและขาดใจไปต่อหน้าต่อตาจึงกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว กลิ้งลงจากรถม้าและร้องขอความช่วยเหลือ


ขบวนเดินทางของตระกูลโจวตกอยู่ในความโกลาหลทันที


ฉีเชียนและคณะผู้ติดตามของเขาเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ สะใภ้โจวได้รับแจ้งเช่นนั้นจึงรีบหันไปทางฉีเชียน โซซัดโซตรงไปยังพวกเขาทันที นางคุกเข่าลงตรงหน้าขบวนเดินทาง ตะโกนขอความช่วยเหลือจากท่านหมอหนุ่มน้อย


ฉินหลิวซียกม่านขึ้นแล้วมองออกไป


สายตาของนางดีมาก นางเห็นแล้วว่าโหงวเฮ้งบนใบหน้าของสะใภ้โจวเปลี่ยนไป ที่บ้านจะมีงานศพเกิดขึ้น แล้วนางก็หันไปมองรถม้าของพวกเขาจากระยะไกล หลิงหรงยืนอุ้มบุตรชายอยู่ที่นั่น กำลังจ้องมองเข้าไปในรถม้า ฉินหลิวซีเข้าใจได้ในทันที


“เซี่ยฉี่คังตายแล้ว เขามีคดีติดตัวที่ต้องได้รับการสอบสวน แต่นี่เขามาตายไปโดยที่ไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้แล้ว” ฉินหลิวซีพูดกับฉีเชียนด้วยน้ำเสียงยินดีในความทุกข์ของผู้อื่นเล็กน้อย


สีหน้าฉีเชียนดูย่ำแย่


ฉินหลิวซีลงจากรถม้าแล้วยกมือขึ้น หั่วหลางและคนอื่นๆจึงหยุดการเดินทาง จากนั้นสะใภ้โจวก็ลุกขึ้นจากพื้นแล้วรีบวิ่งเข้ามา “ท่านหมอ ช่วยด้วย สามีของข้า…”


“หมอช่วยได้แค่คนเป็นเท่านั้น ช่วยคนตายไม่ได้ เขาตายไปแล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ยเรียบๆ


ร่างกายของสะใภ้โจวแข็งทื่อไปทันที ริมฝีปากสั่นระริก


ก่อนที่นางจะได้เอ่ยอะไร ก็มีเสียงกีบเท้าม้าที่กำลังเร่งฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง มีม้าเร็วหลายตัววิ่งเข้ามา เจ้าหน้าที่ทางการสวมชุดข้าราชการสีดำเข็ดขัดแดงตรงเข้ามาประสานมือให้หั่วหลางก่อน แล้วจึงมองตามนิ้วที่ชี้ไปยังพวกสะใภ้โจว


“เซี่ยฉี่คังจากอำเภอฮุยอยู่ที่ไหน เราได้รับรายงานและสงสัยว่าเซี่ยฉี่คังมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฆาตกรรมหลายชีวิต เขาต้องกลับไปกับเราเพื่อรับการสอบสวน”


ราวกับมีดอกไม้ไฟระเบิดในสมองของสะใภ้โจว นางหันไปมองรถม้าของตนโดยสัญชาตญาณ


ประตูรถม้าเปิดอยู่ เซี่ยฉี่คังล้มลงตะแคงข้างโดยหันหน้าไปทางประตูและทุกคน ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ตายตาไม่หลับ


ฉีเชียนมองไปยังฉินหลิวซี แววตาของเขาลึกซึ้งคาดเดาไม่ได้


องครักษ์ที่ตระกูลติงส่งมาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นก็กลืนน้ำลาย แล้วจากไปอย่างเงียบๆ หลังจากตามทันขบวนรถม้าแล้ว เขาก็รายงานเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียด


ฮูหยินติงผู้เฒ่าได้ยินเช่นนั้นก็เผลอใช้แรงดึงลูกประคำขาดกระจัดกระจายอยู่ในรถม้า แววตาของนางตกใจเล็กน้อย อยู่ อยู่ได้ไม่พ้นสามวันจริงๆ?


ติงซู่ม่านก็หน้าซีดเช่นกัน นางเอ่ยเสียงสั่น “ท่าน ท่านย่า…”


เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มผู้นั้นไม่ได้ตรวจชีพจรด้วยซ้ำ แต่ก็ฟันธงผลลัพธ์ออกมาได้ นี่มันหมายว่าอย่างไร


หมอเทวดากลับชาติมาเกิดน่ะสิ!


ไม่ นี่มันเทพพยากรณ์!


ตอนที่ 83: ดีชั่วล้วนมีสิ่งตอบแทน


ฉินหลิวซีมองไปยังเจ้าหน้าที่จากศาลาว่าการพวกนั้นที่ยืนอยู่หน้ารถม้าของเซี่ยฉี่คัง นางหันหน้ากลับมาน้อยๆ “ข้ามีคำถาม? ท่านกับบิดาของท่านหายสาบสูญไปเป็นสิบปีแล้ว ไม่มีใครตามหาพวกท่านเลยหรือ ไม่เคยมีใครสงสัยเลยหรือว่าพวกท่านจะเกิดเรื่อง แม้แต่เพื่อนบ้าน?”


หลิงหรงเอ่ย “เดิมทีเราก็เป็นพวกที่ลี้ภัยออกจากบ้านเกิดเพราะภัยพิบัติ เราเพิ่งมาอยู่ที่อำเภอฮุยได้ไม่ถึงสองปีเท่านั้น เราอาศัยอยู่แถบชานเมือง แถวนั้นไม่ค่อยมีคน ประกอบกับพ่อของข้าก็นิสัยไม่ค่อยดีด้วย เข้ากับเพื่อนบ้านไม่ค่อยได้ เราตั้งแผงน้ำชาหน้าบ้าน ขายน้ำชาและขนม”


คนต่างถิ่นคบหากันยาก ย่อมถูกกีดกันและละเลยเสมอ


“แล้วที่ท่านบอกว่าเซี่ยฉี่คังมาพึ่งพาอาศัยพวกท่านเล่า หรือว่าเขาไม่ได้อาศัยอยู่ที่เดียวกัน”


หลิงหรงเอ่ย “เพื่อที่จะเรียนหนังสือได้อย่างสงบและปรึกษาพูดคุยเรื่องวิชาการกับเพื่อนร่วมชั้นได้สะดวก เขาจึงอาศัยอยู่ในสำนักศึกษา ไม่ค่อยมาบ้านเราหรอก”


“เช่นนั้นตอนที่พวกเจ้าแต่งงานก็ไม่ได้มีการจัดงานเลี้ยงหรือ”


หลิงหรงหน้าแดง “เราไม่ได้แต่งงานอย่างเป็นทางการ แค่ไหว้ฟ้าดินกันเป็นการส่วนตัว แต่ท่านพ่อของข้ารับรู้ เป็นพยานให้”


เมื่อเห็นฉินหลิวซีมองนางราวกับเห็นคนโง่ นางก็ก้มหน้าลงด้วยความอาย “ข้ารู้ว่าข้าโง่ไปหน่อย”


ฉินหลิวซีเอ่ย “บัดนี้เซี่ยฉี่คังก็ตายแล้ว ต่อให้ในที่สุดร่างของพวกท่านสองพ่อลูกได้เห็นเดือนเห็นตะวัน คดีก็คงจะปิดไปอย่างเร่งรีบ ถึงอย่างไรเรื่องมันก็ผ่านไปเป็นสิบปีแล้ว ไม่มีหลักฐานใดมาพิสูจน์ ที่สำคัญที่สุดคือพวกท่านไม่มีคนอื่นที่จะล้างแค้นแทนให้ได้”


นางเอ่ยอย่างเย็นชาและไร้น้ำใจ แต่หลิงหรงเองก็เข้าใจดีว่าผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับคนไร้ญาติขาดมิตรอย่างพวกนางก็คือการที่ร่างของพวกนางได้เห็นแสงตะวันอีกครั้ง ยังมีคนอีกมากที่ตายไปอย่างเงียบๆตรงมุมไหนก็ไม่มีใครรู้


แล้งน้ำใจหรือ น่าเศร้าหรือ


มันเป็นเรื่องธรรมดาของชนชั้น พวกนางคือชนชั้นที่ต่ำต้อยที่สุด


ที่มีเจ้าหน้าที่จากศาลาว่าการมาสอบถามตอนนี้ก็เป็นเพราะฉีเชียนแจ้งไปเท่านั้น และคดีก็ถูกส่งต่อไปยังอำเภอฮุย นายอำเภออาจสนใจที่จะปิดคดีเพราะฉีเชียน แต่ก็เพียงเท่านั้น อย่างไรเสียผู้ต้องสงสัยก็ตายไปแล้ว


หลิงหรงเงียบไปสักพัก “ข้าเข้าใจ นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว เป็นเพราะพวกเราได้พบกับคนดีๆ”


นางคารวะฉินหลิวซีด้วยท่าทางจริงจัง


ฉินหลิวซีเห็นว่าฉีเชียนสังเกตเห็นนางและกำลังเดินเข้ามา จึงหยิบน้ำเต้าหยกที่ห้อยอยู่ที่เอวขึ้นมาเปิดจุกขวด “พวกท่านเข้ามาก่อน คืนนี้ข้าจะเปิดทางส่งพวกท่านไป”


“ขอบคุณท่านปรมาจารย์” หลิงหรงอุ้มลูกชายของนางเข้าไปในน้ำเต้าหยก


ฉีเชียนก้าวเข้ามา “ท่านหมอฉินพูดกับใครอยู่หรือ”


“คุณชายฉีมองผิดแล้วล่ะ มีใครอยู่กับข้าหรือ”


ฉีเชียนคิดว่าไม่มีใคร แต่อะไรบางอย่างนั้นสามารถพบกับแสงแดดในยามกลางวันแสกๆเช่นนี้ได้ด้วยหรือ


แม้ว่าเขาจะอยากรู้มาก แต่เมื่อเห็นว่าฉินหลิวซีไม่ต้องการเอ่ยอีก จึงเอ่ยต่อไป “เซี่ยฉี่คังก็ตายไปแล้ว เป็นความจริงอย่างที่ท่านหมอฉินว่า คนตายไปแล้วไม่มีทางพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้อีก หากเขาฆ่าคนตายจริงๆ การค้นหาศพคงเป็นเรื่องยาก ท่านหมอฉินพอชี้แนะได้บ้างหรือไม่ ถือว่าเป็นการคืนความยุติธรรมให้กับผู้ทุกข์ยาก!”


ฉินหลิวซีมองเขาอย่างลึกซึ้ง เขาลองเชิงนางอย่างไม่ปิดบัง เก่งกล้าสามารถจริงๆ


ฉีเชียนไม่ยอมถอย คนที่บอกว่าเขาคร่าชีวิตผู้อื่นก็คือท่าน ตอนนี้ก็ควรต้องทำตัวเป็นคนดีให้ถึงที่สุดสิ


“ดีชั่วล้วนมีสิ่งตอบแทน ไม่แน่พวกเขาอาจจะปรากฏออกมาเองก็ได้” ฉินหลิวซีเอ่ยเรียบๆ


ณ ทะเลสาบเถิงชานเมืองอำเภอฮุย ชาวบ้านคนหนึ่งที่เพิ่งลงมาจากภูเขากำลังนั่งยองๆริมทะเลสาบเพื่อล้างเท้าที่เปื้อนไปด้วยโคลน ทันใดนั้นเขาก็เห็นหีบใบหนึ่งลอยขึ้นมา จึงหยิบท่อนไม้เกี่ยวเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอเปิดออกมากดูก็ล้มลุกคลุกคลานหนีร้องตะโกนว่ามีคนตาย


ขณะเดียวกัน ในบ้านทรุดโทรมหลังหนึ่งตรงเชิงเขาซึ่งถูกขอทานยึดไว้อาศัย เนื่องจากขอทานทั้งสองทะเลาะเบาะแว้งลงไม้ลงมือกัน ขอทานคนหนึ่งจึงล้มลงข้างต้นกล้วยในลานบ้าน มือไปแตะโดนอะไรบางอย่าง เขาจึงเกี่ยวมันขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ขณะที่กำลังจะทุบลงไป เขาก็ก้มลงไปมอง แล้วก็ต้องขว้างออกไปด้วยความตกใจ


หัวกระโหลกสีขาวกลิ้งอยู่ข้างๆพวกเขาทั้งสอง ดวงตาที่ว่างเปล่ามองขึ้นไปยังท้องฟ้า


ในที่สุดก็ได้พบแสงตะวัน


ตอนที่ 84: รอให้อาจารย์ของข้าตายก่อน


หลังจากผ่านเรื่องของเซี่ยฉี่คังมาได้แล้ว เฉินผีรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าองครักษ์ในขบวนของฉีเชียนนั้นมีความเคารพยำเกรงและศรัทธาต่อฉินหลิวซีขึ้นมาก กระทั่งอาจเหนือไปกว่าเจ้านายของพวกเขาแล้วด้วยซ้ำ อย่างเช่นในตอนนี้


“ท่านหมอฉิน นี่เป็นสาลี่ฤดูสารทที่ข้าน้อยเก็บมาจากต้นสาลี่ในป่าทางด้านโน้น ข้าลองชิมดูแล้วหวานมาก ล้างมาให้แล้วด้วย” องครักษ์ที่ชื่ออิงเป่ยผลักน้องชายของตนออกไป แล้วยื่นสาลี่ลูกหนึ่งให้ฉินหลินซีด้วยรอยยิ้มประจบประแจง


อิงหนานโกรธจนควันออกหู พี่ใหญ่รู้หรือไม่ว่าใครเป็นนาย ไม่เห็นหรือว่านายท่านไม่พอใจสีหน้างอง้ำอยู่นั่น


แต่ตอนที่เขามองไปที่ฉินหลิวซี เขาก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาสักคำ คนผู้นี้ไม่ว่าจะเป็นเทพพยากรณ์หรือไม่ ปากของอีกฝ่ายก็ราวกับผ่านการปลุกเสกมาแล้ว เอ่ยอะไรออกมาก็กลายเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น


ดูอย่างเซี่ยฉี่คังนั่นสิ เฮ้อ บอกว่าเขาอยู่ได้ไม่พ้นสามวันก็ยังมากไป วันเดียวก็ตายเสียแล้ว


ปากศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ ใครจะไปกล้าทำให้ไม่พอใจ กลัวจะ ‘ทำนาย’ แม่นขึ้นมาน่ะสิ


ฉินหลิวซีรับสาลี่ลูกนั้นมาตอบรับไมตรีที่เขาหยิบยื่นให้ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่อิงเป็นคนดีจริงๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่วงนี้จะมีโชคลาภ”


อิงเป่ยตาเป็นประกายทันที เขารู้สึกตื่นเต้นมากจนพูดไม่เป็นคำแล้ว เอ่ยตะกุกตะกัก “จริง จริงหรือ”


“จงทำความดีโดยไม่หวังผล จำไว้ให้ขึ้นใจก็พอ”


“ขอรับ ข้าจำได้” อิงเป่ยคารวะอย่างตื่นเต้นแล้วจากไป พอเขากลับไปอยู่ท่ามกลางเหล่าองครักษ์ก็ถูกรายล้อมและถามไถ่ทันที แต่ละคนแสดงความอิจฉาออกมา พวกเขาก็ต้องการให้ท่านหมอฉินทำนายให้บ้างเหมือนกัน


ฉีเชียนกวาดตามองพวกไม่ได้เรื่องในขบวนแล้วก็ต้องแค่นเสียงหยันออกมา


เกรงว่าถ้าเขาสั่งให้พวกเขาติดตามฉินหลิวซีในตอนนี้ ก็คงจะพากันเก็บของไปทันทีโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ


ฉินหลิวซีเห็นสายตาไม่เป็นมิตรของฉีเชียนแล้วจึงเลิกคิ้วถาม “คุณชายฉีมองอะไร อยากได้สาลี่ของข้าหรือ คุณชายฉีอบรมฝึกฝนลูกน้องได้ดีมาก ใช้ได้ดีทีเดียว”


ฉีเชียนเอ่ยลองเชิงอย่างไม่จริงจัง “ข้าก็แค่สงสัยว่าครอบครัวของท่านหมอฉินแต่เดิมเป็นอย่างไร ถึงได้สามารถเลี้ยงดูคนที่หล่อเหลาและสง่างามอย่างท่านหมอฉินออกมาได้”


ฉินหลิวซีเป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่นและทำตัวสบายๆมาก ดูจากพฤติกรรมของเขาแล้ว ดูเป็นคนรักอิสระ เรียบง่าย และใจกว้าง แต่บางครั้งก็เป็นคนคิดเล็กคิดน้อย จึงอยากรู้จริงๆว่าเขามาจากไหน


ในต้าเฟิงมีคนแซ่ฉินไม่น้อย ท่าทางของนางไม่เหมือนคนในตระกูลเล็กๆ แต่ก็ดูเหมือนไม่ได้เรียนรู้กฎเกณฑ์มารยาทใดๆเป็นทางการ ช่างขัดแย้งจริงๆ


“คุณชายฉีสายตาไม่ดี ความจำก็ไม่ดีด้วยหรือ ข้าเติบโตมาลำพังในอารามเต๋าตั้งแต่ยังเด็ก ย่อมได้รับการศึกษาจากอาจารย์” ฉินหลิวซียิ้มเยาะ อยากจะสอดแนมนางอย่างนั้นหรือ


หลายปีที่ผ่านมาตระกูลฉินยังส่งเงินเลี้ยงดูมาให้นาง แต่ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องการอบรมสั่งสอนแล้ว มีเพียงนักพรตเฒ่าชื่อหยวนเท่านั้นที่สั่งสอนนาง


ฉีเชียนเอ่ย “แต่ท่านไม่ได้อาศัยอยู่ในอารามเต๋า”


“มันจะมีอะไร รอให้อาจารย์ของข้าตายไปเสียก่อน อารามก็จะเป็นของข้าไม่ช้าก็เร็ว ข้าอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน!”


พรืด!


ฉีเชียนพ่นน้ำออกมาทันที เขามองอีกฝ่ายปากอ้าตาค้าง ริมฝีปากสั่น “ท่าน ท่านเนรคุณไร้คุณธรรมเช่นนี้ อาจารย์ของท่านรู้หรือไม่”


ศิษย์เนรคุณไร้คุณธรรมเช่นนี้ เจ้าอาวาสอารามชิงผิงปล่อยเขาไว้นานเพียงนี้ได้อย่างไร


ขณะที่ฉินหลิวซีคนไร้ยางอายกำลังกัดสาลี่และเคี้ยวหมับๆอยู่นั้น “เขาอยากให้ข้าสืบทอดอารามเต๋าเร็วๆจะแย่อยู่แล้ว!”


นักพรตเฒ่าอยากเดินทางพเนจร ถุย อายุปูนนี้แล้วก็ควรอยู่ในอารามอย่างสงบไปสิ เรื่องออกเดินทางต้องให้คนวัยหนุ่มสาวอย่างนางทำ!


ในเวลานั้นนักพรตเฒ่าชื่อหยวนที่กำลังจุดธูปบูชาอาจารย์ปู่ก็เห็นว่าอาจารย์ปู่ดูท่าทางโกรธเกรี้ยวเล็กน้อย “เกรงว่าศิษย์ชั่วนั่นจะทรยศอีกแล้วหรือ เราทนหน่อยเถิด นางอยากจะทรยศอาจารย์ออกจากสำนักตั้งนานแล้ว!”


ทรยศสำนักแล้วจะหาผู้สืบทอดมาจากไหน


อาจารย์ปู่ : ทำตัวให้ชิน ไม่ช้าก็เร็วบรรพชนตัวน้อยก็จะขึ้นมาขี่หัวข่มเหงข้าแล้ว!


ตอนที่ 85: เส้นทางระหว่างการเนรเทศนั้นยากลำบากและอันตรายนัก


ยิ่งไกลออกไปทางตะวันตกมาเท่าใด อากาศก็ยิ่งหนาวมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนเช้าและตอนเย็นที่หนาวเข้ากระดูกจนทำให้คนตัวสั่นไม่หยุด


กลุ่มคนที่ถูกเนรเทศไปซีเป่ยเห็นโรงพักม้าอีกแห่งอยู่ตรงหน้าแล้วก็อดน้ำตาไหลออกมาไม่ได้ พวกเขาทั้งกลุ่มไม่เพียงแต่สวมเสื้อผ้าบางเบาเท่านั้น เมื่อบวกกับการเดินทางไปยังทิศตะวันตกนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งทุกข์ทรมานนัก


“ท่านพ่อ ถึงโรงพักม้าแล้ว” ฉินปั๋วหงที่แบกบิดาผู้ผอมแห้งจนเหลือกระดูกไว้บนหลังผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อย แล้วจึงหันไปมองบุตรชายที่ผอมแห้งพอๆกันด้วยน้ำตาคลอเบ้า


ฉินหยวนซานตบไหล่เขา เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “วางข้าลงเถิด เดี๋ยวจะเหนื่อยเกินไป”


“ไม่เป็นไรท่านพ่อ ข้าไม่เหนื่อย”


ระหว่างการเดินทางของพวกเขานี้ คนแรกที่ล้มป่วยลงคือบุตรชายของเขาที่ไม่เคยประสบกับความยากลำบากมาก่อน โชคดีที่มีผู้มีพระคุณช่วยเหลือ เชิญท่านหมอมารักษา และยังแอบให้เงินพวกเขาไว้สิบตำลึงด้วย


พอบุตรชายดีขึ้นได้บ้าง บิดาผู้ชราก็มาเป็นไข้หวัดเพราะความหนาวเหน็บอีก บัดนี้พวกเขามาถึงโรงพักม้าแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องได้กินน้ำแกงบ้าง ไม่เช่นนั้นก็เกรงว่าจะเดินทางไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางของการเนรเทศ


ส่วนคนที่ถูกเนรเทศมาพร้อมกับพวกเขาก็ล้มป่วยไปสามคนแล้ว


ฉินปั๋วหงตัวสั่นขึ้นมาทีหนึ่งแล้วมองไปยังบุตรชายพลางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “เยี่ยนเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง”


ฉินหมิงเยี่ยนสูดจมูกที่แดงก่ำเพราะความหนาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงซึมเซา “ท่านพ่อ ข้าไม่เป็นไร”


ฉินปั๋วหงมองบุตรชายที่แสร้งทำเป็นยิ้มก็รู้สึกเศร้าในใจ เขาจะไม่เป็นไรได้อย่างไร เขายังเด็กแค่นี้ สุขสบายมาตั้งแต่เล็ก เคยต้องทุกข์ทรมานแบบนี้ที่ไหน


นี่ก็เพิ่งผ่านไปแค่ไม่นาน แววตาของเด็กคนนี้ก็ดูคิดมากกว่าคนวัยเดียวกันแล้ว


“พี่ใหญ่ ถึงโรงพักม้าแล้ว ปล่อยท่านพ่อลงมาเถิด ท่านก็อย่าได้ป่วยไปอีกคน นั่นสิจะเป็นเรื่องใหญ่” ฉินปั๋วชิงนายท่านสามตระกูลฉินก้าวเข้าไปจับบิดาที่อยู่บนหลังของเขา เอ่ยโน้มน้าวอีกคน


ฉินปั๋วหงได้ยินเช่นนั้นก็ปล่อยบิดาลงมา ทั้งสองคอยจับพยุงชายชราทั้งซ้ายและขวา รอให้ผู้คุมนักโทษด้านหน้าจัดสรรเรื่องที่พัก


ธรรมดานักโทษอย่างพวกเขามีที่ให้หลบลมหนาวพักค้างคืน ไม่สำคัญว่าจะเป็นโรงฟืนหรืออะไรก็นับว่าดีมากแล้ว


หลังจากรอนานกว่าครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็ถึงตาพวกเขาซึ่งถูกจัดสรรให้ไปพักที่โรงเก็บฟืนอย่างที่คาด


“ท่านผู้คุม บิดาของข้าป่วยหนัก เกรงว่าจะทนไม่ไหว กลัวแต่ว่าจะเป็นภาระท่านระหว่างทาง ท่านพอจะหาท่านหมอให้พวกเราสักคนได้หรือไม่ ไม่ว่าอย่างไรก็ขอให้ได้น้ำแกงไล่หวัดมาสักหน่อยก็ยังดี” ฉินปั๋วหงเดินไปหาผู้คุมด้านหน้าด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า และลอบส่งเงินหนึ่งตำลึงให้เขาใต้ที่กำบัง


ดวงตาของผู้คุมเป็นประกาย เขาลูบเงินพลางเอ่ย “พวกเจ้านี่เรื่องมากจริงๆ ก่อนหน้านี้ก็เด็กน้อยนั่น ตอนนี้ก็เป็นคนแก่อีก รอไปก่อน”


“ขอรับ ขอรับ รบกวนท่านแล้ว”


ฉินหยวนซานนอนขดตัวอยู่บนกองฟืน พอได้ยินคำว่าคนแก่ เขาก็ยิ้มอย่างขมขื่น เมื่อก่อนเขาคือใต้เท้าฉินผู้มีหน้ามีตา ตอนนี้เขาก็แค่คนแก่คนหนึ่งที่ป่วยออดแอดถ่วงแข้งขาเป็นภาระลูกหลาน


เมื่อเขาเหลือบไปมองหลานชายที่ห่อเหี่ยวซึมเซา ฉินหยวนซานก็หลับตา กำหมัดแน่น ก่อนจะไอออกมาเบาๆ


ในไม่ช้าน้ำแกงสมุนไพรเข้มข้นก็ถูกยกมา ทั้งยังมีเสื้อผ้าหนาๆสองสามตัวโยนมาให้ด้วย


ทุกคนต่างตกตะลึง


“ท่านผู้คุม นี่?”


ผู้คุมเอ่ย “พวกเจ้านับว่าโชคดี ไม่รู้มีผู้ใจบุญที่ไหนให้พวกเจ้ามา”


ฉินปั๋วหงรีบประสานมือทันที “ไม่ทราบว่าเป็นผู้มีพระคุณท่านใด ท่านผู้คุมพอจะบอกข้าน้อยได้หรือไม่”


“ผู้มีพระคุณพักผ่อนแล้ว พวกเจ้าก็อย่าได้ถามเลย แต่แม้ว่าเขามอบให้พวกเจ้า พวกเจ้าจะกล้าสวมมันหรือไม่ จะปกป้องไว้ได้หรือไม่ ก็ต้องดูความสามารถของพวกเจ้าแล้ว” ผู้คุมเอ่ยแฝงความหมาย


พวกฉินหมิงเยี่ยนเด็กน้อยทั้งสองคนยังไม่เข้าใจ แต่พวกฉินหยวนซานกลับเข้าใจ สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไป ในขบวนเดินทางของพวกเขา ใช่จะมีเพียงตระกูลฉินที่ถูกเนรเทศเท่านั้น แต่ยังมีผู้ที่ถูกส่งมาทำงานหนักจริงๆ ไปเสริมทัพด้วย คนเหล่านั้นคงจะทำได้ทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด


เส้นทางระหว่างการเนรเทศนั้นยากลำบากและอันตรายกว่าที่คิดไว้มาก


ตอนที่ 86: ฉีเชียน: ถูกนักต้มตุ๋นหลอกเสียแล้ว


“เส้นทางเนรเทศนั้นอันตรายกว่าที่คิดไว้มาก ลองคิดดูสิ คนที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีจะต้องเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยห่างไกลหลายพันลี้ นอกจากสมรรถภาพร่างกายแล้ว ยังต้องอาศัยสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งด้วย ราวกับร่วงหล่นจากสวรรค์สู่พื้นดิน การถูกเนรเทศมีแต่ความทุกข์ยากลำบากเท่านั้น ไม่มีรถม้าลากไป ยิ่งไม่มีเสื้อผ้าอาหารดีๆ หากโชคดีก็ไปถึงโรงพักม้าของทางการได้หลบลมฝน หากโชคไม่ดี เดินช้าไปไม่ทัน ก็ได้แต่ต้องกินนอนในที่โล่งเท่านั้น ถ้ามีลมฝนหรือลมหนาวมา ไม่ตายก็คงสาหัส”


ฉินหลิวซีกำลังนั่งอยู่บนรถม้า พูดคุยกับเฉินผี “นอกจากนี้แล้ว ยังต้องคอยระวังการปล้นฆ่าที่อาจนำไปสู่ความตายได้ทันที”


คนบางคนทำอะไรก็ได้เพื่อให้อยู่รอด หากมีการสมรู้ร่วมคิดกับผู้คุมไปอีกก็ยิ่งไม่มีคนช่วยเหลือ


“คุณชาย ถ้าอย่างนั้นนายท่านผู้เฒ่าและคนอื่นๆจะไม่ตกอยู่ในอันตรายหรือ” เฉินผีพูดไม่ออก


ฉินหลิวซีเอ่ย “ล้วนเป็นโชคชะตา ป่วยไข้อ่อนแอคงหลีกหนีไม่พ้น ส่วนจะถูกปล้นฆ่าหรือไม่ก็ยังเป็นคำนั้น ขึ้นอยู่กับโชคชะตา”


เฉินผีอ้าปาก


“อยากจะถามว่าข้าคิดจะช่วยหรือไม่หรือ” ฉินหลิวซีเลิกคิ้วเบาๆ


เฉินผียิ้มแหย “คุณชายย่อมมีเหตุผลของตนเอง”


“ตระกูลฉินถูกกำหนดให้ต้องรับเคราะห์กรรมเช่นนี้ ถ้าข้าช่วยพวกเขาหลบหลีก ก็จะไปส่งผลกระทบในทางอื่นอยู่ดี กระทั่งอาจส่งผลต่อตัวข้าเอง ตระกูลฉินมีบุญคุณที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูข้ามาก็ใช่ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่ข้าจะต้องสละชีวิต พวกเขาเองก็รับไม่ไหวหรอก” ฉินหลิวซีเอ่ย “แม้ว่าการขอบคุณความยากลำบากดูจะเป็นคำพูดโง่ๆ แต่หลังจากเหตุการณ์นี้ ตระกูลฉินจะแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้าที่ไม่สามารถทำลายได้ คนบางคนจะกลายเป็นเหล็กเนื้อดีด้วยการขัดเกลา อีกประเด็นคือถึงข้าอยากจะช่วยก็ไม่ใช่ตอนนี้”


“คุณชายใช้คำพูดให้กำลังใจที่จับต้องไม่ได้ที่ท่านเคยเอ่ยถึงอีกแล้ว แต่ข้ารู้ว่าคุณชายมีเจตนาอย่างไร ท่านกลัวว่าหากพวกเขาสะดวกสบายเกินไปก็จะกลายเป็นคนไร้ประโยชน์” เฉินผีหัวเราะเบาๆ “ข้าจำเรื่องเล่านกอินทรีชราและนกอินทรีน้อยของคุณชายได้ คุณชายคือนกอินทรีชราที่ใจร้ายตัวนั้น ต่อให้นกอินทรีตัวน้อยจะมีบาดแผลเป็นร้อยเป็นพัน ท่านก็จะเตะมันอย่างโหดเหี้ยมและปล่อยให้มันเรียนรู้ที่จะอยู่รอดด้วยตัวมันเอง เพราะนกอินทรีที่ได้รับการปกป้องตลอดเวลาจะกลายเป็นเหมือนนกน้อยในกรง แทนที่จะเป็นเจ้าเวหาที่บินอยู่บนท้องฟ้าได้อย่างน่าเกรงขาม”


ฉินหลิวซีส่ายนิ้ว “เจ้าพูดผิด เหตุผลหลักก็คือคุณชายของเจ้าเกียจคร้านเกินกว่าจะไปหาคนช่วย”


ถ้านางหาคนช่วย นางก็จะต้องถูกบีบให้ทำสิ่งที่นางไม่อยากทำที่สุด เช่น เดินทางไปไหนมาไหน เหน็ดเหนื่อยทำเรื่องต่างๆนานา


นั่นจะไม่เป็นการขัดกับอุดมคติของนางที่จะไม่แสวงหาความก้าวหน้าหรือ


มันจึงเป็นไปไม่ได้!


เฉินผีหลุดหัวเราะออกมาทันที “ท่านไม่หา คนพวกนั้นก็จะมาหาท่านอยู่ดี”


หลังจากที่เขาพูดจบ ก็มีนกอินทรีตัวหนึ่งส่งเสียงร้องแหลมแหวกอากาศมาราวกับเป็นการตอบสนองต่อคำพูดของเขา


“นายท่าน เป็นนกอินทรี ดูเหมือนว่าจะมีคนเลี้ยง” หั่วหลางขี่ม้าตามมารายงานข้างรถม้า


ก่อนที่ฉีเชียนจะได้เอ่ยอะไร เขาก็ได้ยินเสียงผิวปากแปลกๆ คล้ายตอบรับเสียงร้องของนกอินทรีที่กำลังบินอยู่นั้น


เขาหันไปมองดูรถม้าของฉินหลิวซีทันที จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง นกอินทรีพลันบินโฉบลงมาหลังจากได้ยินเสียงผิวปากนั้นอย่างที่คาด มันเร็วมากจนหั่วหลางและคนอื่นๆต้องล้อมรถม้าของฉีเชียนไว้พลางยกธนูขึ้นเตรียมพร้อม


ฉินหลิวซีเปิดประตูรถแล้วยื่นมือออกไป


ฉีเชียนมองไปยังมือขาวเรียวท่ามกลางแสงแดด แสงแยงตาเล็กน้อย แล้วเขาก็ได้เห็นว่าแม้นกอินทรีจะบินโฉบลงมาด้วยความเร็วสูงมาก แต่มันก็ร่อนลงเกาะบนข้อมือขาวเรียวนั้นอย่างมั่นคง ขณะที่เกาะลง มือของเขาราวกับไม่ได้รับน้ำหนักใดๆทั้งสิ้น


ลมหายใจของฉีเชียนหนักหน่วงขึ้นเล็กน้อย เขาจ้องไปยังใบหน้าหญิงไม่ใช่ชายไม่เชิงที่โผล่ออกมาก่อนจะยิ้มหยัน “ร่างกายอ่อนแอหรือ หึๆ”


เขาถูกนักต้มตุ๋นนี้หลอกเสียแล้ว!


ตอนที่ 87: ท่านเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับคำว่าร่างกายอ่อนแอหรือไม่


ฉีเชียนรู้สึกเหมือนถูกฉินหลิวซีหลอก คนคนนี้บอกว่าตนเองร่างกายอ่อนแอไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแล้วกระมัง แต่ลองดูสิ นกอินทรียักษ์หนักเป็นสิบชั่งกำลังเกาะอยู่ที่ข้อมืออีกฝ่าย โดยที่มือยังคงนิ่ง ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของน้ำหนักที่กดทับลงเลยด้วยซ้ำ


นี่หรือร่างกายอ่อนแอ


น่าจะเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับคำว่าร่างกายอ่อนแอกระมัง


“นี่เป็นนกอินทรีที่ท่านปรมาจารย์เลี้ยงเอาไว้หรือ มิน่ามันถึงได้ดูน่าเกรงขามอย่างนี้” หั่วหลางจิ๊ปากด้วยความประหลาดใจขณะที่มองดูนกอินทรีขนดำมันปลาบนัยน์ตาแหลมคม


ฉีเชียนเหลือบมองเขาเล็กน้อย


ฉินหลิวซีนำนกอินทรีเข้าไปในรถม้า ดึงกระบอกไม้ไผ่เล็กๆที่ผูกไว้กับข้อเท้าออก หยิบกระดาษม้วนหนึ่งออกมา แล้วอ่านด้วยท่าทีสบายๆ


นกอินทรีไม่พอใจเล็กน้อย มันจิกแขนของนางเบาๆ และส่งเสียงร้องออกมา ผู้ส่งสารอย่างมันก็ควรจะได้รางวัลด้วยมิใช่หรือ


“ทำตัวดีๆ อย่าวุ่นวาย” ฉินหลิวซีบีบจะงอยปากยาวแหลมคมของมันแล้วตบลงไปบนหัว


อินทรีหดคอเล็กน้อยด้วยความน้อยใจ แต่กลับย่อตัวลงด้วยท่าทีเชื่องๆ หากหั่วหลวงและคนอื่นเห็นก็คงจะตกตะลึงปากอ้าตาค้างที่เจ้าแห่งเวหาเชื่องได้ราวกับแกะเช่นนี้


ฉินหลิวซีเห็นแล้วก็จับที่คอของมัน ก่อนจะหยิบขนมที่เฉินผีส่งให้ยื่นไปใกล้ๆปาก


อินทรีจิกกินทันที มันหรี่ตาลงด้วยความพอใจ


“คุณชาย ต้องตอบหรือไม่ขอรับ” เฉินผีถาม


“ต้องตอบสิ” ฉินหลิวซีเอ่ย “แต่ไม่ต้องฝนหมึกหรอก เอาดินสอถ่านมา”


เฉินผีหยิบกระดาษและดินสอถ่านที่เหลาจนแหลมส่งให้


ฉินหลิวซีเขียนอะไรลงไปแค่ไม่กี่ตัวอักษรก่อนจะม้วนกระดาษแล้วยัดลงกระบอกไม้ไผ่ แล้วผูกมันไว้กับขาของนกอินทรีอีกครั้ง นางลูบหัวมันพลางป้อนขนมและน้ำ


นกอินทรีไซ้แขนของนางอย่างเสน่หา จากนั้นจึงบินออกไป วนเวียนอยู่เหนือรถม้าสองสามรอบ ก่อนจะส่งเสียงร้องออกมาอีกทีแล้วบินหายไปในท้องฟ้า


รถม้าของฉีเชียนเข้ามาใกล้ เขาพิงประตูพูดคุยกับอีกฝ่าย “เชียนมีหนึ่งคำถามที่อยากรู้ ท่านหมอฉินเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับคำว่าร่างกายอ่อนแอหรือไม่”


ฉินหลิวซีกะพริบตาปริบๆ ตอบเขาด้วยสีหน้าไร้เดียงสา “ข้าเรียนหนังสือมาน้อย ไม่ทราบจริงๆ คุณชายฉีพอจะชี้แนะได้หรือไม่”


เขาหรี่ตามองฉินหลิวซี “ข้าเห็นว่าท่านหมอฉินฝึกนกอินทรีได้เก่งมาก ท่านใช้มันส่งสารหรือ เชียนคิดว่าท่านหมอฉินปรมาจารย์หมอเทวดาที่สามารถล่วงรู้ความลับสวรรค์ได้จะใช้วิธีการส่งสารผ่านสิ่งที่มองไม่เห็นพวกนั้นเสียอีก”


ฉินหลิวซีถอนใจ “ความคิดของคุณชายฉีนี่ยอมรับไม่ได้จริงๆ ข้ามีความสามารถเช่นนั้นที่ไหน พวกเราเป็นคนเป็น มีชีวิตอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ จะส่งข่าวส่งสารอะไรให้คนอื่นก็ต้องใช้ของที่จับต้องได้สิ จะใช้อะไรแปลกๆแบบนั้นได้อย่างไร หากทำให้คนอื่นตกอกตกใจกลัวไปจะไม่บาปแย่หรือ อีกอย่างวัตถุหยินหรือวิญญาณที่ท่านว่าก็มีศักดิ์ศรี จะมาใช้เป็นบ่าวเป็นทาสได้อย่างไร ข้าไม่ใช่คนเช่นนั้นเสียหน่อย”


เฮอะๆ นางจะไม่บอกหรอกว่าผีที่เคยถูกนางใช้มาก่อน พอเห็นนางต้องรีบหลบทันที


ฉีเชียน “…”


ดูสิ ดูสีหน้าท่าทางแสร้งโง่หน้าตายนั่นสิ แต่เขาก็ยังทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดี


ที่ไหนสักแห่งราชาแห่งผีก็ตื่นขึ้นจากฝันร้าย เหงื่อเย็นๆไหลหยด ขวัญกระเจิงกระจาย นางสนมคนใหม่คนที่เจ็ดสิบแปดข้างๆ อิงแอบแนบชิดตัวเขาราวไร้กระดูกพลางกระซิบกระซาบ “ท่านราชา เป็นอันใดไปหรือเพคะ”


ราชาแห่งผีเหม่อมองไปในความว่างเปล่า “ไม่มีอันใด เจ็ดสิบแปดเอ๋ย เจ้าว่าข้าไปเกิดใหม่ดีหรือไม่”


เจ็ดสิบแปดตกตะลึง “ท่านราชา เป็นผีไม่ดีหรือเพคะ เหตุใดท่านจึงคิดไม่ตกเช่นนี้”


ราชาผีพูดเสียงเศร้า “จู่ๆก็นึกถึงวันที่ข้าแหลกเป็นชิ้นๆขึ้นมา”


วันเวลาที่เขาถูกจอมมารฉินผู้นั้นกดขี่ใช้งานเป็นช่วงเวลาที่เขาไม่อยากนึกย้อนกลับไปจริงๆ มันช่างน่าอนาถนัก!


เขาเพิ่งจะฝันเห็นจอมมารฉินนั่นโบกมือให้เขาด้วยรอยยิ้มไม่มีพิษมีภัย แต่ที่จริงแล้วมันเป็นรอยยิ้มของปีศาจต่างหาก!


ตอนที่ 88: ชี้แนะเรื่องฮวงจุ้ย


การเดินทางสามวันนั้นจะว่าเร็วก็ไม่เร็ว แต่จะนับว่าช้าก็ไม่ได้ ตอนที่ฉินหลิวซีและคนอื่นๆมาถึงจวนหนิงโจวก็เพิ่งจะเป็นยามเซินเท่านั้น เนื่องจากฉีเชียนบอกว่าคนไข้พักอยู่ที่เรือนรับรองนอกเมือง พวกเขาจึงไม่ได้เข้าไปที่จวนหนิงโจว แต่ตรงไปยังเรือนรับรองนั้นแทน ซึ่งก็ใช้เวลาเดินทางอีกประมาณหนึ่งชั่วยาม


กระนั้นเมื่อพวกเขาไปถึงเรือนรับรองชางหลันที่สร้างอิงภูเขาก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว ดวงอาทิตย์ที่กำลังจะตกส่องกระทบสะท้อนหลังคากระเบื้องเคลือบของเรือนรับรองราวแสงทองส่องประกาย


ที่หน้าประตูเรือนรับรองมีพ่อบ้านวัยกลางคนในชุดราชการยืนรอพร้อมกับคนอีกจำนวนหนึ่ง พอพวกเขาเห็นรถม้าของฉีเชียนมาถึงก็ก้าวเข้าไปคุกเข่าต้อนรับอย่างเคารพนบนอบทันที


“จวิ้นอ๋องกลับมาแล้ว พระชายาผู้เฒ่ารอท่านอยู่นานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


ฉีเชียนยกมือขึ้นบอกให้พวกเขาลุก ก่อนจะหันไปมองฉินหลิวซีที่ก้าวลงจากรถมาลงมาเช่นกัน และเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจคำเรียกขานของเขา สายตาวาบประกายเล็กน้อย เขาถามพ่อบ้าน “พ่อบ้านวั่น ท่านย่าเป็นอย่างไรบ้าง”


“พระชายาผู้เฒ่าสบายดีขอรับ เพียงคิดถึงจวิ้นอ๋อง กระหม่อมสั่งให้บ่าวเตรียมน้ำร้อนไว้แล้ว จวิ้นอ๋องจะไปทักทายพระชายาผู้เฒ่าก่อนอาบน้ำ หรือจะอาบน้ำก่อนแล้วค่อยไปดีพ่ะย่ะค่ะ”


“อาบน้ำก่อนเถิด มีแต่ฝุ่นติดตัว จะได้ไม่ต้องไปเปรอะเปื้อนที่ของท่านย่าด้วย”


ฉินหลิวซียืนอยู่เบื้องหลังโดยไม่สนใจบนสนทนาระหว่างเขากับพ่อบ้าน ก็แค่จวิ้นอ๋องมิใช่หรือ


นางไม่สนใจคำเรียกขานนั้น และกำลังประเมินตำแหน่งที่ตั้งของเรือนรับรองนี้ ซึ่งสร้างตามปรัชญาสวรรค์ทรงกลมพื้นดินเป็นสี่เหลี่ยม หลังพิงเขา น้ำข้างเคียง ผังโดยรวมเป็นทรงสี่เหลี่ยม มีแสงสว่างเพียงพอ ทำเลที่ตั้งของเรือนรับรองหลังนี้ค่อนข้างดีทีเดียว


หากแต่มีคอกวัวอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ กลิ่นเหม็นโชยมา สิ่งของวางระเกะระกะ


“สถานที่นั้นใช้ทำสิ่งใดหรือ” ฉินหลิวซีใช้นิ้วปิดจมูกเล็กน้อย แล้วชี้ไป


ชีเฉียนได้ยินเช่นนั้นก็มองออกไปก่อนจะหันไปมองพ่อบ้านวั่น


พ่อบ้านวั่นได้รับข่าวจากเขาก่อนแล้ว เขาหันไปมองท่าทางของฉินหลิวซีแล้วก็หันไปมองท่าทางสุภาพของจวิ้นอ๋อง ก็พอจะเดาได้แล้วว่าเขาเป็นใคร เพียงแต่แปลกใจที่มีอายุน้อยถึงเพียงนี้


เมื่อได้ยินคำถามของอีกฝ่าย เขาจึงหันไปมองและตอบคำถาม “อ้อ ตรงนั้นเป็นคอกวัวที่คนในหมู่บ้านสร้างไว้ขอรับ เมื่อก่อนจะเลี้ยงวัวไว้ที่นี่ แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่ก็ลากกลับบ้านแล้ว ที่นั่นจึงเป็นที่เก็บมูลวัวและมูลสัตว์อื่นๆเพื่อทำปุ๋ย”


ฉินหลิวซีเอ่ยกับฉีเชียน “พระชายาผู้เฒ่าช่างเรียบง่าย สามารถทนต่อสถานที่สกปรกเช่นนี้ได้ด้วย นางไม่รังเกียจกลิ่นนั่นบ้างหรือ”


พ่อบ้านวั่นเอ่ย “คุณชายน้อย พระชายาผู้เฒ่าของเราได้ชื่อว่าเป็นคนจิตใจดี คอกวัวดังกล่าวใช้ในการทำปุ๋ยเพื่อใส่พืชผลในหมู่บ้าน ในเมื่อเป็นเรื่องดีเช่นนี้ไม่มีเหตุผลที่จะทนไม่ได้ อีกทั้งมันยังห่างไกลจากเรือนหลักของเรือนรับรองด้วย ปกติแล้วกลิ่นเหม็นจะลอยไปไม่ถึง”


“แต่ข้ายืนอยู่ตรงนี้ก็ยังได้กลิ่น” ฉินหลิวซีโบกมือไล่กลิ่น


นี่ไม่ใช่ประตูใหญ่ของเรือนรับรองนี้หรือ


พ่อบ้านวั่นหันไปมองฉีเชียน คุณชายน้อยคนนี้คงจะเป็นหมอนักพรตคนนั้น เหตุใดจึงดูบอบบางเช่นนี้ แค่คอกวัวที่ไว้ทำปุ๋ยก็ยังไม่ยอมปล่อยวางอีก


อย่างไรก็ตาม ฉีเชียนกลับนึกถึงตัวตนและความสามารถของฉินหลิวซี จึงถาม “ท่านหมอฉิน หรือว่าที่ตรงนั้นมีสิ่งใดผิดปกติ”


ฉินหลิวซียักไหล่ “แค่รู้สึกว่ามันเหม็น พวกท่านเคยชินก็ดีแล้ว”


ฉีเชียนหยิบตั๋วเงินห้าสิบตำลึงออกมาแล้วยื่นให้ “รบกวนท่านหมอฉินชี้แนะด้วย”


“ท่านนี่นะ ขี้เกรงใจจริงๆ ถ้าอย่างนั้นข้าจะพูดอันใดเรื่อยเปื่อยสักหน่อย ท่านก็ฟังๆไปเถิด” ฉินหลิวซีรับมาด้วยรอยยิ้ม อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย พอนางเลิกคิ้ว เขาจึงยอมปล่อย


พ่อบ้านวั่นที่อยู่ข้างๆ และมองเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจน หนังหน้าเขม่นในทันที “…”


ฉินหลิวซีเล่นตั๋วเงินในมือพลางเอ่ย “เรือนรับรองแห่งนี้หลังพิงภูเขาแม่น้ำล้อมรอบเป็นฮวงจุ้ยมหาสมบัติ ภูเขาคือมีคนสนับสนุน น้ำเรียกทรัพย์ เอื้อต่อการสะสมโชคลาภความมั่งคั่ง หากท่านอาศัยอยู่ที่นี่และทำการค้าก็เหมือนปลาได้น้ำ จะหาเงินได้มากมาย มีทั้งชื่อเสียงและโชคลาภ แต่ความสกปรกและยุ่งเหยิงนำมาซึ่งโชคร้ายและความอัปมงคล ไม่เพียงแต่ไม่มีความสวยงาม หากมีสิ่งสกปรกมากเกินไปจะไม่เอื้อต่อโชคลาภ ให้รีบทำความสะอาดเสีย ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไม่มีเคราะห์ร้าย เข้าใจหรือไม่”


[1] ยามเซิน คือเวลา15.00น.-17.00น.


ตอนที่ 89: ข้าใจกว้างไม่ถือสาท่าน


คำพูดเรื่อยเปื่อยของฉินหลิวซีกลับทำให้ฉีเชียนได้ยินอะไรบางอย่างที่ละเอียดอ่อน เขารู้สึกชาที่กระดูกสันหลังขึ้นมาเล็กน้อย เขานึกถึงสุขภาพของท่านย่าเขาที่ไม่ค่อยดีมานาน พอหันไปมองคอกวัวนั้นแล้วก็รู้สึกขัดหูขัดตา กลิ่นเหม็นเหลือเกิน


ส่วนพ่อบ้านวั่นก็ฟังจนสับสน ฮวงจุ้ย นี่มัน?


หมอคนนี้รู้เรื่องลี้ลับพวกนี้ด้วยหรือ แต่พ่อบ้านวั่นกลับไม่กล้าตั้งคำถามใดๆ ถึงอย่างไรฉีเชียนผู้เป็นนายก็อยู่ด้วย อีกอย่างเขายังพูดถึงสุขภาพของผู้เฒ่าผู้แก่ขึ้นมา ใครจะไปกล้าสงสัย


ก็มิใช่เพราะพระชายาผู้เฒ่าสุขภาพไม่ค่อยดีหรือถึงต้องอาศัยน้ำพุร้อนในเรือนรับรองนี้เพื่อบำรุงรักษาอยู่เกือบทั้งปี


เช่นนั้นแล้ว หลังจากที่พ่อบ้านวั่นสบตากับฉีเชียน เขาจึงรีบโค้งตัวลงทันที “กระหม่อมจะสั่งให้คนไปทำความสะอาดเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”


เขาหันกลับไปและสั่งใครบางคน แล้วคนผู้นั้นก็รีบไปจัดการทันที


“ท่านหมอฉิน เข้าไปพักผ่อนในเรือนก่อนดีหรือไม่” ฉีเชียนเชิญชวนด้วยรอยยิ้มน้อยๆ


ฉินหลิวซีสาวเท้าก้าวเข้าไป


“หากว่ามีตรงไหนไม่ดี หวังว่าท่านหมอจะช่วยชี้แนะด้วย” ฉีเชียนเอ่ยขึ้นอีก


ฉินหลิวซีชะงักฝีเท้าทันที นางอยากจะพูดว่าเดินเหนื่อย นั่งรถม้าน่าจะดีกว่ากระมัง แต่ฉีเชียนก็เอ่ยขึ้นอีก “พ่อบ้านวั่น ไปเตรียมกับข้าวอย่างดีมาต้อนรับท่านหมอฉินหน่อย”


“กระหม่อมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”


ฉินหลิวซี “…”


ช่างเถิด เดินหน่อยก็ได้จะได้กินได้เยอะขึ้น


ฉินหลิวซีไม่ชอบดูฮวงจุ้ย ทั้งยังไม่รับงานด้านนี้ เพียงแต่หากนางเดินทางไปรักษาใครแล้วพบเห็นอะไรไม่ดีก็จะชี้แนะให้บ้างเท่านั้น


เช่นเดียวกับตอนนี้ ขณะที่นางเดินไปพร้อมกันฉีเชียน เมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติก็สั่งให้พวกเขาย้ายออกหรือเปลี่ยนเสียใหม่


โชคดีที่ผังของเรือนรับรองนี้น่าจะได้รับการขัดเกลาแก้ไขอย่างระมัดระวังในระหว่างการก่อสร้างมาแล้ว จึงไม่มีปัญหาใหญ่ๆแต่อย่างใด เพียงแต่มีต้นไม้บางต้นที่ทำลายชัยภูมิ แต่แค่เคลื่อนย้ายก็ใช้ได้แล้ว


“ท่านหมอฉินยังศึกษาเชี่ยวชาญเรื่องโหงวเฮ้งฮวงจุ้ยด้วยหรือ มาถึงตอนนี้แล้วข้าก็จะไม่ปิดบังท่าน เสด็จปู่ของข้าเป็นบุตรชายคนเล็กของเสด็จทวด หลังจากท่านสวรรคตแล้ว เสด็จพ่อของข้าก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นหนิงอ๋อง อดีตฮ่องเต้พระราชทานหนิงโจวเป็นพื้นที่ศักดินาให้เสด็จพ่อของข้า จวนหนิงอ๋องตั้งอยู่ใจกลางจวนหนิงโจว ท่านพอจะไปดูฮวงจุ้ยที่นั่นให้ด้วยได้หรือไม่” ฉีเชียนมองหน้าฉินหลิวซีด้วยดวงตาเป็นประกาย


ฉินหลิวซีหยุดทันทีพลางเอ่ยแฝงความหมาย “จวิ้นอ๋องอยากให้ข้าดูฮวงจุ้ยให้เพราะพระชายาผู้เฒ่าป่วยเรื้อรังมานาน หรือว่าเป็นเพราะท่านสูญเสียบิดาไปตั้งแต่ยังเล็ก ทั้งยังไม่สนิทกับมารดา จึงกลัวว่าสาเหตุอาจเป็นเพราะจวนอ๋องมีฮวงจุ้ยที่ไม่ดีหรือ”


แววตาของฉีเชียนเย็นชาลงทันที ริมฝีปากของเขาเม้มเข้าหากัน มือที่ไพล่อยู่ด้านหลังกำหมัดแน่นราวกับว่าเขากำลังอดกลั้น


หั่วหลางและคนอื่นๆที่อยู่ไม่ไกลจากทั้งสองหวาดผวา ท่านหมอฉินกล้าเอ่ยไปหมดทุกเรื่อง ไม่กลัวว่าจวิ้นอ๋องจะหักคอเล็กๆของเขาบ้างหรือ


แม้จะเอ่ยได้ตรงเผงก็เถอะ


ฉินหลิวซีไม่สนใจความเย็นชาของฉีเชียนที่เกิดขึ้นเลยสักนิด นางเดินต่อ “ข้าพอจะรู้เรื่องโหงวเฮ้งอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญอย่างที่จวิ้นอ๋องคิด ทั้งยังไม่สนใจเรื่องฮวงจุ้ย มันน่าเบื่อเกินไป คงทำให้จวิ้นอ๋องผิดหวังแล้ว”


“ท่านไม่กลัวว่าข้าจะฆ่าท่านบ้างหรือ” น้ำเสียงของฉีเชียนไม่แสดงอารมณ์ใดๆ


ฉินหลิวซีหันข้างไปมองเขาพลางยิ้ม “อะไรกัน จวิ้นอ๋องโกรธที่ข้าเปิดเผยเรื่องน่าอายของท่านอย่างนั้นหรือ”


นางเอ่ยต่อโดยไม่รอให้เขาตอบ “คิดจะฆ่าข้าก็ต้องดูว่าท่านมีความสามารถนั้นหรือไม่”


ฉีเชียนหรี่ตาลง “ก็จริง อินทรียักษ์เกาะข้อมือท่านยังไม่รู้สึกหนัก เห็นได้ชัดว่าคำว่าร่างกายอ่อนแอของท่านหมอฉินคงเป็นแค่คำนิยามของท่านเท่านั้น”


โอ้ เสียดสีนางเสียด้วย


ฉินหลิวซีเอ่ย “เอาเถิด ฮวงจุ้ยสามารถชักนำโชคลาภมาได้ก็จริง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงดวงชะตาลิขิตสวรรค์ได้ เรื่องของท่านเป็นชะตาลิขิต ฝืนไปก็เปล่าประโยชน์ อย่ามัวครุ่นคิดว่าฮวงจุ้ยอาจจะเป็นสาเหตุอยู่เลย”


ชีเฉียน “…”


ท่าทีที่ดูเหมือนอีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่ใจกว้างไม่ถือสาข้าที่เป็นเด็กน้อยไม่รู้ความนี่มันอย่างไร


ทำราวกับเขาเป็นเด็กน้อยเช่นนั้น ช่างน่าละอายจริงๆ


ตอนที่ 90: รับงานง่ายเกินไป


ฉีเชียนพาฉินหลิวซีไปส่งที่เรือนพักรับรองแขก แม้เขาจะร้อนใจอยากให้นางไปตรวจรักษาเสด็จย่าไวๆ แต่ก็รู้ดีว่าการเดินทางที่ผ่านมาเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย จึงไม่ได้นำนางไปพบเสด็จย่าทันที มีแต่เขาเท่านั้นที่ไปถวายพระพรเสด็จย่าก่อนคนเดียว


“เช่นนั้นท่านหมอก็พักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้ค่อยไปตรวจเสด็จย่าของข้าดีหรือไม่”


ฉินหลิวซีเอ่ย “เช่นนั้นก็ดี”


ฉีเชียนไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เขาเพียงประสานมือให้แล้วจากไป ก่อนจะออกไปยังสั่งการพ่อบ้านวั่นให้คอยดูแลปรนนิบัติอีกฝ่ายให้ดี บรรพบุรุษตัวน้อยที่อยู่ข้างในนั้น ‘ร่างกายอ่อนแอ’ บอบบางและเรื่องมากนัก


พ่อบ้านวั่นย่อมรับคำอย่างว่าง่าย เขายังหาสาวใช้หน้าตาดีที่มีไหวพริบสองคนมาคอยรับใช้อีกด้วย


เฉินผียืมมือคนอื่นทำงาน โบกมือสั่งการให้คนยกน้ำเข้ามาให้ฉินหลิวซีอาบ และสั่งให้พวกเขาเตรียมอุ่นน้ำชาอาหาร รอกระทั่งฉินหลิวซีอาบน้ำชำระร่างกายคลายความเหนื่อยล้าแล้ว นายบ่าวทั้งสองจึงสั่งให้คนอื่นออกไป และนั่งลงกินข้าวเย็นด้วยกัน


“นายท่าน ท่านบอกว่ารุ่ยจวิ้นอ๋องสูญเสียบิดาไปตั้งแต่ยังเด็ก แต่ทำไมข้าดูแล้ว…”


ฉินหลิวซีกระแอมพลางมองหน้าเขา


เฉินผีมองออกไปข้างนอกก่อนจะยิ้ม


ฉินหลิวซีเอ่ย “อย่าเอ่ยถึงเขาเลย เรื่องสกปรกภายในราชวงศ์นั้นไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะเทียบได้หรอก”


เฉินผีเงียบไป


ฉินหลิวซีคีบอาหารขึ้นมาอย่างเงียบๆ ฉีเชียนมีประสบการณ์ชีวิตที่ซับซ้อนมาก นางรับงานนี้ง่ายเกินไป


ในอีกด้านหนึ่ง ฉีเชียนลูบจมูกที่คันยุบยิบของตนเองและจามออกมาสองครั้ง ไม่ต้องบอก เกรงว่าปู้ฉิวผู้นั้นคงกำลังเอ่ยถึงเขา เขาเม้มริมฝีปากทันทีเมื่อนึกถึงที่อีกฝ่ายพูดเรื่องของเขาออกมาอย่างง่ายดาย


“เชียนเอ๋อร์อยู่ข้างนอกหรือ”


ฉีเชียนสงบสติอารมณ์ หลังจากสาวใช้เปิดม่านแล้ว เขาก็เดินเข้าไปเห็นหญิงชราหน้าตาท่าทางสูงส่งและใจดีมีเมตตาที่นั่งอยู่บนตั่งนอนทางทิศใต้ เขาก็ยิ้มให้พลางยกเสื้อคลุมคุกเข่าลงทันที


พระชายาผู้เฒ่ายิ้มอย่างมีความสุขเมื่อเห็นหลานชายคนโต เอ่ยขึ้นโดนไม่รอให้เขาคุกเข่าลงไปจนเสร็จ “รีบลุกขึ้น รีบลุกขึ้น พื้นเย็นนัก ไม่ต้องคุกเข่าแล้ว จูเอ๋อร์ ยกชาให้จวิ้นอ๋องหน่อย”


ชีเฉียนลุกขึ้นยืน เขานั่งลงข้างๆหญิงชราทันทีโดยไม่ต้องรอให้นางกวักมือเรียกพลางจับมือนางไว้ “เสด็จย่า ไม่เจอตั้งหลายวัน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”


“ตอนนี้เพิ่งเข้าเดือนแปด ยังไม่หนาว ย่าจะเป็นอันใดได้ วางใจเถิด” พระชายาผู้เฒ่าตบมือเขาเบาๆ “อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันไหว้พระจันทร์แล้ว คราวนี้เจ้าจะต้องอยู่ฉลองกับย่าก่อนแล้วค่อยไปนะ”


“เดิมทีกระหม่อมก็วางแผนจะอยู่กับเสด็จย่าอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”


พระชายาผู้เฒ่าได้เยินเช่นนั้นก็ดีใจมาก นางเอ่ยกับจ้าวหมัวหมัวข้างๆ “อาเจินเจ้าได้ยินหรือไม่ จวิ้นอ๋องบอกว่าจะอยู่ฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่เรือนรับรองนี้ เจ้าจะต้องให้พ่อบ้านวั่นเตรียมของดีๆไว้ให้มากหน่อย หากมีกวางก็เก็บไว้ด้วย ขุนให้ดี จะได้เอามาย่างให้เขากิน”


“เพคะ” จ้าวหมัวหมัวรับคำด้วยด้วยรอยยิ้ม


ฉีเชียนเห็นว่านางดีใจจึงไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เพียงแต่เอ่ยว่า “เสด็จย่า หลานตามหาหมอนักพรตปู้ฉิวผู้นั้นเจอแล้ว ทั้งยังได้เชิญเขามาที่เรือนรับรองนี้แล้วด้วย วันนี้ดึกไปเสียแล้ว พรุ่งนี้เช้าหลานจะเชิญเขามาตรวจรักษาโรคขี้หนาวของเสด็จย่า หากเขารักษาให้จะต้องทำให้ท่านหายทุกข์ทรมานจากโรคขี้หนาวนั้นได้แน่”


พระชายาผู้เฒ่ากลับไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอันใด “ย่าทรมานกับปัญหานี้มานานหลายปีจนชินเสียแล้ว รักษาหรือไม่รักษาก็เหมือนกัน เจ้าดูสิ ข้ารักษาตัวอยู่ที่เรือนรับรองนี้ก็ไม่ได้แย่เท่าใดนักหรอก”


แม้จะเอ่ยเช่นนั้น แต่ก็เป็นแค่ในยามที่นางอยู่ในห้องอุ่นๆนี้เท่านั้น หากเป็นข้างนอก โดยเฉพาะในหน้าหนาว นางก็จะหนาวจนนอนไม่หลับ หนาวจนชาเสียดไปถึงกระดูก ไม่กล้าจะออกไปข้างนอกเลยแม้แต่ก้าวเดียว และยิ่งไม่กล้าโดนความหนาวด้วย


แต่อย่างที่นางบอก หลังจากผ่านไปหลายปีก็คุ้นเคยกับมันแล้ว ก็แค่ต้องอยู่ในห้องช่วงหน้าหนาวเท่านั้น


“เสด็จย่า ไม่แน่ครั้งนี้อาจจะไม่เหมือนเดิม”


พระชายาผู้เฒ่าเห็นฉีเชียนมั่นใจถึงเพียงนั้นก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ตกลง ให้เขามาดู จะให้ความกตัญญูของเชียนเอ๋อร์สูญเปล่าได้อย่างไรเล่า”


ฉีเชียนจึงยิ้มได้ เอ่ยกับจ้าวหมัวหมัว “ให้ใครยกข้าวเข้ามาเถิด ข้าจะกินข้าวกับเสด็จย่า”


จบตอน

Comments