tao ep91-100

 ตอนที่ 91: ดวงชะตาเป็นกาลกิณีต่อญาติทั้งหก


เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินหลิวซีกินข้าวเช้าแล้วก็ติดตามฉีเชียนไปที่ห้องพักของพระชายาผู้เฒ่าที่เรือนหลัก


เรือนใหญ่กว้างขวาง ในสวนไม่ค่อยมีไม้ดอกไม้ประดับอันมีค่าหายากใดๆ ในลานมีถังน้ำขนาดใหญ่ใบหนึ่ง ซึ่งเลี้ยงบัวและปลาคาร์พไว้สองตัว ตรงกำแพงทิศใต้มีต้นหางนกยูงสองต้น ใต้ต้นไม้มีโต๊ะกลมและเก้าอี้หวายวางอยู่


ขณะที่ฉีเชียนเข้าไปทักทายคารวะพระชายาผู้เฒ่า ฉินหลิวซีก็รออยู่ในลานบ้าน สาวใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ประตูมองดูอีกฝ่ายด้วยความสงสัย


นี่คือท่านหมอที่จะมารักษาพระชายาผู้เฒ่าหรือ ยังดูเด็กกว่านางเสียอีก


หมัวหมัวคนหนึ่งเดินออกมา พอเห็นฉินหลิวซีเข้า นางก็ตกตะลึงทันที แต่กลับย่อตัวคารวะด้วยรอยยิ้ม “ท่านหมอฉินใช่หรือไม่เจ้าคะ เชิญท่านตามข้าน้อยเข้าไปพบพระชายาผู้เฒ่าของเราด้วยเถิด”


“รบกวนหมัวหมัวแล้ว” ฉินหลิวซีคารวะ


จ้าวหมัวหมัวนำทาง ฉินหลิวซีตามหลังไปสองก้าว ด้านหลังนางมีเฉินผีที่ถือกล่องยาตามมา


หลังจากที่เข้าไปในห้องแล้ว ความอบอุ่นก็เข้ามากระทบทันที นี่เพิ่งจะต้นฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น แต่ในห้องนี้ราวกับเผาไฟในอุโมงค์ใต้พื้นไว้ทำให้ห้องมีความอบอุ่นขึ้นมา


“พระชายาผู้เฒ่า ท่านหมอฉินมาแล้วเพคะ” จ้าวหมัวหมัวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม”


ฉีเชียนที่อยู่ข้างๆพระชายาผู้เฒ่าลุกขึ้น “เสด็จย่า หลานจะแนะนำให้ท่านรู้จัก ท่านนี้คือปรมาจารย์ปู้ฉิวแห่งอารามชิงผิงเมืองหลี เดิมแซ่ฉิน ท่านอย่าได้เห็นว่าเขาอายุยังน้อย แต่วิชาแพทย์ของเขานั้นล้ำเลิศมาก”


ฉินหลิวซีประสานมือคารวะ “ถวายพระพรพระชายาผู้เฒ่า”


“ไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถิด” พระชายาผู้เฒ่ายกมือขึ้นพร้อมรอยยิ้ม


ฉินหลิวซียืดตัวตรงและเงยหน้าขึ้นมอง แม้รอยยิ้มบนใบหน้าจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในใจนางกลับถอนหายใจลึกๆ


พระชายาผู้เฒ่าท่านนี้มีสถานะสูงส่งไม่ผิด แต่ชีวิตของนางเต็มไปด้วยความผกผัน สูญเสียบิดามารดาตั้งแต่ยังเล็ก สามีจากไปไว วัยกลางคนสูญเสียบุตรชาย เกรงว่าดวงชะตาของนางจะเป็นกาลกิณีต่อญาติทั้งหกกระมัง?


แต่แม้ว่าชีวิตของนางจะลำบากเช่นนั้น นางก็ไม่ได้ดูใจร้ายหรือเย็นชาต่อผู้อื่นเลย กลับมองผู้อื่นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มนัยน์ตาสงบเสียอีก


หากไม่ใช่เพราะนางเป็นคนมองโลกในแง่ดีอยู่แล้ว ก็ต้องเป็นคนที่เข้าใจโลก จิตใจสงบนิ่ง


“เชียนเอ๋อร์บอกข้าว่าปรมาจารย์ปู้ฉิวยังเด็กมาก ในใจข้าจึงคิดว่าต่อให้เด็กอย่างไรก็น่าจะถึงวัยสวมหมวกแล้ว นึกไม่ถึงว่าท่านยังอายุไม่ถึงด้วยซ้ำ กระทั่งว่ายัง…” นัยน์ตาของพระชายาผู้เฒ่าวาบประกายเล็กน้อยก่อนจะถามด้วยรอยยิ้ม “ท่านเป็นหมอนักพรตจริงหรือ เป็นนักพรตและเป็นหมอด้วยหรือ”


ฉินหลิวซีเอ่ย “ถูกต้องแล้ว”


ฉีเชียนข้างๆเอ่ย “เสด็จย่า ให้ท่านหมอตรวจชีพจรให้ก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”


“จิ๊ เจ้าจะใจร้อนไปไหน จะเป็นที่ขบขันของปรมาจารย์เสียเปล่า” พระชายาผู้เฒ่าดุทันที ก่อนจะเอ่ยกับฉินหลิวซี “ท่านปรมาจารย์อย่าได้ตำหนิเขาเลย หลานชายของข้าคนนี้มีใจกตัญญูและจิตใจบริสุทธิ์ เป็นเพราะร่างกายของข้าอ่อนแอมากจริงๆ จึงทำให้เขากังวลถึงเพียงนี้”


ฉินหลิวซีเหลือบมองฉีเชียนเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าลงน้อยๆ “หลานชายกตัญญูก็เป็นบุญวาสนาของพระชายาด้วย”


“ใช่แล้ว ข้าก็มีวาสนาเรื่องนี้นี่แหละ” น้ำเสียงของพระชายาผู้เฒ่าเจือความโศกเศร้าราวกับนึกถึงเรื่องอะไรขึ้นมาได้


ฉินหลิวซีหันไปมองเฉินผี อีกฝ่ายเปิดกล่องยาอย่างใจเย็น หยิบหมอนรองขนาดเล็กออกมายื่นให้


“ขอข้าตรวจชีพจรท่านก่อนได้หรือไม่”


พระชายาผู้เฒ่าพยักหน้า จ้าวหมัวหมัวก้าวเข้าไปพับแขนเสื้อให้นางเล็กน้อยก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา แต่กลับถูกปฏิเสธ


“ปรมาจารย์เป็นผู้ศึกษาเต๋า ทั้งอายุก็น้อยกว่าเชียนเอ๋อร์เสียอีก หญิงชราอย่างข้าไม่ถือสาเรื่องหยุมหยิมพวกนี้หรอก”


จ้าวหมัวหมัวจึงต้องเก็บผ้าเช็ดหน้าไป


ฉินหลิวซีขอให้นางวางมือบนหมอนรอง ขณะที่ตนเองหลับตาลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งทำท่าฝ่ามือโดยที่คนอื่นมองไม่เห็น ขณะที่มืออีกข้างแตะชีพจรของพระชายาผู้เฒ่า


พอตรวจดูเท่านั้นคิ้วของฉินหลิวซีก็กระตุกเล็กน้อยทันที นางมีดวงชะตาเป็นกาลกิณีต่อญาติทั้งหกจริงๆด้วย


ตอนที่ 92: ดวงชะตาของท่านช่างโชคร้ายจริงๆ


การจับชีพจรไท่ซู่สามารถทำนายล่วงรู้ชะตาชีวิตของคนคนหนึ่งได้ ฉินหลิวซีเป็นหมอมาหลายปี แต่ก็ไม่ได้ใช้วิธีนี้กับทุกคน เพราะถึงอย่างไรดวงชะตาก็เหมือนกับเส้นใยถักทอที่เปลี่ยนแปลงได้ไม่รู้จบ


พระชายาผู้เฒ่าที่อยู่ตรงหน้านางตอนนี้กลับกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของฉินหลิวซี


อย่างที่เห็นจากโหงวเฮ้งของนาง ดวงชะตาของนางถูกลิขิตให้โดดเดี่ยวเป็นกาลกิณีต่อญาติทั้งหก ปู่ย่าก็ตายหลังนางคลอด ตอนเด็กบิดามารดาก็ตายไปทีละคน ในวัยที่กำลังรุ่งโรจน์ก็สูญเสียสามี วัยกลางคนสูญเสียบุตรชาย หากเปลี่ยนเป็นคนที่มีจิตใจเปราะบางคงรับความสะเทือนใจเช่นนี้ไม่ได้นานแล้ว


แต่พระชายาผู้เฒ่าผู้นี้มีจิตใจที่มั่นคงมาก ไม่สิ ควรจะพูดว่าจิตใจของนางเหมือนไม้ที่เหี่ยวเฉาไปแล้ว ไม่มีความรู้สึกใดๆ และปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามแต่สวรรค์จะลิขิต รวมไปถึงการจะอยู่หรือตายด้วย


ไม่น่าแปลกใจที่นางสามารถทนทุกข์ทรมานจากพิษเย็นนี้มาได้ตั้งหลายปี ไม่สิ บางทีถ้าเทียบกับความรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียญาติทั้งหกแล้ว ความเจ็บชาที่เกิดจากพิษเย็นนี้คงไม่ควรค่าให้เอ่ยถึงไม่ใช่หรือ


“ท่านหมอฉิน ว่าอย่างไรบ้าง” ฉีเชียนร้อนใจ


ฉินหลิวซีเหลือบมองเขาแล้วเปลี่ยนมือแตะชีพจร คราวนี้นางมุ่งเน้นไปที่ความเจ็บป่วยของพระชายาผู้เฒ่าอย่างแท้จริงแล้ว


การเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายกลับทำให้ฉีเชียนกังวลอย่างที่สามารถจินตนาการได้ แค่ตรวจชีพจรยังนานขนาดนี้ เสด็จย่าของเขาไร้ทางรักษาแล้วอย่างนั้นหรือ


พระชายาผู้เฒ่ากลับเป็นคนที่สงบที่สุด นางเพียงจ้องหน้าฉินหลิวซี ยิ่งมองอย่างพินิจพิจารณานางก็ยิ่งรู้สึกว่าเด็กคนนี้มีรูปกระดูกที่ดีเยี่ยม ช่างดีจริงๆ อย่างที่คนเขาเอ่ยกันว่าความงดงามของคนเราอยู่ที่กระดูกหาใช่ผิวหนังไม่


“พระชายาเคยรับไอเย็นจัดๆยามเป็นเด็ก หรือเคยตกลงไปในถ้ำน้ำแข็งสระน้ำแข็งที่ไหนหรือไม่” ฉินหลิวซีชักมือกลับพลางเอ่ยถาม


พระชายาผู้เฒ่าตกตะลึงไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า “แค่ตรวจชีพจรก็รู้กระทั่งเรื่องนี้แล้วหรือ ข้าเป็นลูกชาวนา ในช่วงหลายปีนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งสงครามและความอดอยาก ฤดูหนาวปีหนึ่งอากาศหนาวจัดมาก หิมะหนาจนสูงเทียมอก นั่นเป็นปีที่ข้าได้พบกับเสด็จปู่ของเชียนเอ๋อร์ด้วย”


สีหน้าของฉินหลิวซีไม่เปลี่ยน นางเดาเรื่องพวกนี้ได้หมดแล้ว พระชายาผู้เฒ่าไม่ได้เกิดมาสูงส่ง สถานะของนางขึ้นอยู่กับสามีและบุตรชาย


“เสด็จปู่ของเชียนเอ๋อร์ได้รับบาดเจ็บและตกลงไปในบึงน้ำเย็น ถ้าข้าไม่ช่วยเขา เขาจะต้องตายอย่างแน่นอน ข้าจึงกระโดดลงไป” พระชายาผู้เฒ่าเล่าย้อนความหลังด้วยท่าทางเหม่อลอยอยู่บ้าง


“หลังจากครั้งนั้นท่านน่าจะได้รับไอเย็นเข้าไป แต่เพราะท่านอายุยังน้อย นอกจากมือเท้าเย็นแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอันใดใหญ่โต แต่เมื่อไอเย็นเข้าสู่ร่างกาย ไหนเลยจะกำจัดขับไล่ออกไปได้โดยง่าย ดังนั้นท่านจึงมีปัญหาในการตั้งครรภ์เนื่องจากมดลูกเย็น มีบุตรชายได้คนหนึ่งก็ถือว่าโชคดีแล้ว แต่ตอนพิษเย็นเข้าสู่ร่างกายของท่านจริงๆก็คงหลังคลอดบุตรกระมัง พิษเย็นนี้ฝังแน่นอยู่ในกระดูก ท่านทนมาได้นานเพียงนี้ก็นับว่าไม่ธรรมดาแล้ว”


พระชายาผู้เฒ่าพยักหน้า “เป็นเช่นนั้นจริง จ้าวหมัวหมัวเองก็รู้ว่าตอนที่ข้าคลอดหนิงอ๋องออกมาแรกๆ พวกกบฏบุกเข้ามา จวนหนิงอ๋องในเวลานั้นก็ถูกปิดล้อมเช่นกัน ข้าพาบิดาของเชียนเอ๋อร์ไปซ่อนตัวในห้องใต้ดินที่หนาวจัดเพื่อหลบพวกกบฏ ตอนนั้นสาวใช้ที่อยู่ข้างกายข้า แม่ลูกที่น่ารักทั้งสองยังปลอมตัวเป็นพวกเราเพื่อปกป้องพวกเราไว้จนถูกพวกกบฏฆ่าตาย…”


เสียงของนางเจือสะอึกสะอื้นเล็กน้อย จ้าวหมัวหมัวก็พลอยเศร้าไปด้วย นางซับน้ำตา เห็นได้ชัดว่ากำลังคิดถึงคืนวันที่ยากลำบากเหล่านั้น


ฉีเชียนกำหมัดแน่น ดังนั้นบิดาของเขาจึงอ่อนแอตั้งแต่ยังเป็นเด็กและเสียชีวิตไปก่อนที่จะได้ขึ้นถึงจุดสูงสุดของชีวิต


คนเรานี้บทจะโชคร้ายขึ้นมาก็ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ จนทำให้ฉินหลิวซีที่ได้ฟังประสบการณ์ของพระชายาผู้เฒ่าอดรู้สึกว่าเทพแห่งความโชคร้ายคงเข้าร่างนางเสียแล้ว อดโพล่งออกมาไม่ได้ “ดวงชะตาของท่านช่างโชคร้ายจริงๆ!”


พระชายาผู้เฒ่าและจ้าวหมัวหมัวที่กำลังโศกเศร้าคิดถึงคนเก่าๆ ในความทรงจำถึงกับสะอึก “…”


สีหน้าของฉีเชียนเข้มขึ้นทันที


เฉินผีที่ยืนเฉยอยู่ข้างๆโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำเบิกตากว้าง หากทำให้ผู้คนตกตะลึงไม่ได้ ท่านก็ยังไม่ยอมแพ้ เจ้านายของเขาไม่กลัวตายจริงๆ!


ตอนที่ 93: โรคจากพิษเย็น


ฮูหยินผู้เฒ่าเม้มปากยิ้ม


“ท่านเอ่ยถูกแล้ว ชีวิตของข้านี้ช่างโชคร้ายจริงๆ” นางถอนหายใจ “โชคดีในชีวิตนี้ของข้าน่าจะเป็นการที่ได้พบกับท่านปู่ของเชียนเอ๋อร์”


ฉินหลิวซีเอ่ย “พวกกบฏบุกเข้าเมืองตอนนั้นอันตรายอย่างไรข้ามิอาจรู้ได้ แต่ท่านมีไอเย็นอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว หลังจากคลอดร่างกายก็อ่อนแอจนไอเย็นเข้าร่างกลายเป็นพิษแทรกซึมลึกเข้าถึงกระดูก การกำจัดพิษเย็นเป็นเรื่องยาก แม้ว่าท่านจะบำรุงรักษาตัวเองมาหลายปี แต่ก็ยังทนพิษจากความเย็นไม่ได้ ราวถูกเข็มนับพันทิ่มแทงจนเจ็บชาเข้ากระดูก”


ฉีเชียนฟังอยู่ข้างๆถึงกับหน้าซีดไป


“หากยังไม่กำจัดพิษเย็น ต่อให้ท่านกินอาหารบำรุงเข้าไปมากเท่าใดก็ไม่ช่วย ใบสั่งยาที่หมอหลวงสั่งให้ท่านนั้นก็น่าจะเพื่อบำรุงและทำให้ร่างกายอบอุ่นเป็นหลักเท่านั้น คงจะไม่มีใครกล้าใช้ยาแรง”


คนอย่างพระชายาผู้เฒ่าที่สามีสละชีพเพื่อปกป้องบ้างเมือง ในฐานะหญิงม่ายที่ต้องทุกข์ทรมานมามากในช่วงที่เกิดการกบฏ มีแต่จะได้รับการคุ้มครองราวสมบัติล้ำค่าของชาติ หากหมอคนใดกล้าใช้ยาแรงจนนางทนไม่ได้และตายไป คงจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาดถูกบั่นคอหรือบ้านแตกสาแหรกขาดได้เลย!


เวลานั้นจ้าวหมัวหมัวก็หันไปมองหวนเอ๋อร์สาวใช้ที่อยู่ข้างกาย อีกฝ่ายจึงหยิบใบสั่งยาที่เตรียมไว้ก่อนแล้วส่งให้ฉินหลิวซี


ฉินหลิวซีรับมาและพลิกดูแต่ละแผ่น แล้วก็เป็นอย่างที่นางคาดจริงๆ ใบสั่งยาส่วนใหญ่เน้นการบำรุงร่างกายโดยใช้วิธีเสริมความอบอุ่น นอกจากนี้ยังมีวิธีการครอบแก้วเพื่อกำจัดพิษอีกด้วย แต่ผลที่ได้มีน้อยมาก


มีใบสั่งยาแผ่นหนึ่งที่โดดเด่น นางเลิกคิ้ว “ใบสั่งยานี้พอจะเหมาะกับโรคนี้อยู่”


ฉีเชียนรับมันมาอ่านลายมือชื่อ “นี่เป็นใบสั่งยาของท่านหมอซูเซิงตำหนักเมี่ยวเจินที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในเมืองหลวง ดูเหมือนจะเป็นศิษย์ของสำนักสิบสามเข็มประตูวิญญาณของหมอเทวดาตู้เหริน”


มือของฉินหลิวซีที่ลูบถ้วยชาอยู่ชะงักไปเล็กน้อย หางตาก็กระตุก


ฉีเชียนสังเกตเห็นเข้าพอดีจึงเอ่ยถาม “ท่านหมอฉินเองก็รู้จักด้วยหรือ ข้าได้ยินมาว่าวิชาสิบสามเข็มประตูวิญญาณของหมอเทวดาตู้เหรินยอดเยี่ยมมาก เขาพิถีพิถันเรื่องมากกับการรับศิษย์เหมือนกัน ข้าตามหาอย่างไรก็หาไม่เจอ”


“ตู้เหริน พวกเราต่างก็อยู่ในอาชีพเดียวกันจึงเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง แต่ข้าไม่รู้ว่าเลยเขารับศิษย์แล้ว” เขารับศิษย์ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไยนางจึงไม่รู้เลย


ฉีเชียนไม่สนใจเรื่องนั้น เพียงเอ่ย “ขอถามท่านหมอฉินว่า โรคพิษเย็นของเสด็จย่าข้านี้รักษาได้หรือไม่ แม้ว่าใบสั่งยาที่ท่านหมอซูสั่งให้จะได้ผลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถขจัดสาเหตุที่แท้จริงได้”


ฉินหลิวซีเอ่ย “การกำจัดพิษเย็นนั้นไม่สามารถทำให้หมดสิ้นไปได้ภายในวันเดียว ข้าสามารถฝังเข็มเพื่อขจัดพิษให้พระชายาได้ เสริมด้วยการอาบน้ำสมุนไพร แต่การอาบน้ำสมุนไพรนี้เป็นยาแรง เจ็บปวดมากจนไม่รู้ว่าท่านจะทนไหวหรือไม่”


ฉีเชียนขมวดคิ้ว “แค่ฝังเข็มขจัดพิษไม่ได้หรือ มีวิธีที่อ่อนโยนกว่านี้หรือไม่”


“การฝังเข็มขจัดพิษก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยๆ ก็ไม่ต้องถึงกับใส่เสื้อผ้าหนาๆ เผาไฟในอุโมงค์ใต้ดินตั้งแต่เดือนแปดเช่นนี้ หน้าหนาวก็ใช่ว่าจะหนาวจนนอนไม่หลับ แต่ไม่สามารถหยุดยาได้ แต่การอาบน้ำสมุนไพรไม่เพียงแต่สามารถขจัดสาเหตุที่แท้จริงได้ แต่ยังทำให้ร่างกายของพระชายาผู้เฒ่าฟื้นตัวดีขึ้นได้ด้วย อายุขัยของก็เพิ่มขึ้น อืม อย่างน้อยก็เจริญอาหาร เดินเหินไม่เจ็บไม่ปวด”


พระชายาผู้เฒ่าประหลาดใจเล็กน้อย “อัศจรรย์ขนาดนั้นเลยหรือ”


“อยู่ที่ว่าท่านจะทนได้หรือไม่” ฉินหลิวซีมั่นใจมาก


พระชายาผู้เฒ่าจึงเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามคำแนะนำของท่านเถิด ก็แค่อาบน้ำสมุนไพรมิใช่หรือ เจ็บแค่ไหนก็คงไม่เท่ากับหนาวเข้ากระดูกหรอกกระมัง”


ฉินหลิวซียิ้มโดยไม่เอ่ยอะไร เกรงว่าจะเจ็บปวดกว่า ความหนาวคือความเจ็บชา แต่การอาบน้ำสมุนไพรนี้เหมือนกับถูกไฟเผา มันเจ็บปวดจริงๆ


ฉีเชียนเห็นรอยยิ้มของฉินหลิวซีแล้วก็ขนลุก “เสด็จย่า เราเลือกวิธีที่อ่อนโยนหน่อยมิดีกว่าหรือ”


“ไม่เป็นไร ก็แค่เจ็บปวด ขอแค่ต่อไปหายดีได้ ไยจะทนไม่ได้เล่า” พระชายาผู้เฒ่าตบหลังมือเขาพลางเอ่ยปลอบ “ท่านหมอฉินคงไม่ปล่อยให้ย่าเป็นอันใดไปหรอก”


หาไม่แล้วจะไม่เป็นการทำลายชื่อเสียงของเขาหรือ


ตอนที่ 94: หลอกลวงคนโง่


เมื่อคนไข้ต้องการรักษา ฉินหลิวซีก็ไม่มีเอียงอาย นางรับพู่กันมาเขียนใบสั่งยาสองสามแผ่นอย่างรวดเร็ว และทยอยส่งให้ฉีเชียนทีละแผ่นพร้อมอธิบาย


“ตำรับน้ำอาบสมุนไพรนี้ต้องใช้สมุนไพรหายากบางชนิด เช่น หญ้าหุยหยางและดอกห้อมช้าง ซึ่งไม่มีขายตามร้านสมุนไพรทั่วไป ท่านสั่งให้คนไปซื้อมาจากตำหนักอายุวัฒนะได้ แม้ว่ายาจากตำหนักยาอายุวัฒนะจะมีราคาสูง แต่สมุนไพรที่นั่นจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ฤทธิ์ของยายังคงอยู่ โดยพื้นฐานแล้ววัตถุดิบยาตำรับนี้สามารถหาซื้อได้จากตำหนักอายุวัฒนะทั้งหมด”


ฉีเชียนเลิกคิ้วทันที “ตำหนักอายุวัฒนะ ข้าจำได้ว่าอวี้เสวี่ยจีขวดเล็กๆของพวกเขาขวดหนึ่งขายตั้งเป็นหมื่นตำลึงทอง ท่านหมอฉินดูแลกิจการของพวกเขามาตลอดหรือ”


สีหน้าฉินหลิวซีไม่เปลี่ยน “ถ้าเป็นการรักษาคนธรรมดาทั่วไป ข้าก็จะสั่งยาที่ใช้วัตถุดิบที่สามารถหาได้ตามริมถนนข้างทาง แต่พระชายาผู้เฒ่ามีสถานะสูงส่ง พวกท่านก็ไม่ได้ขัดสนเงินทอง ข้าก็ต้องเลือกใช้ของที่ดีกว่าสิ!”


ฉีเชียน “!”


ก็เลยหลอกลวงเขาเหมือนเป็นคนโง่อย่างนั้นหรือ


พระชายาผู้เฒ่าและคนอื่นๆแทบสะดุ้ง ท่านหมอหนุ่มน้อยคนนี้กล้าเอ่ยไปหมดทุกสิ่งจริงๆ!


ฉีเชียนพยายามอดกลั้น แต่เขาก็ทนไม่ไหว “ท่านหมอฉินคงไม่ได้กำลังปล้นคนรวยไปช่วยคนจนอยู่กระมัง”


“จวิ้นอ๋องก็ชมเกินไป” ฉินหลิวซียื่นมือออกมา “ถ้าจวิ้นอ๋องคิดว่ามันแพงก็ไม่ต้องใช้ก็ได้”


ฉีเชียนยกมือขึ้นชักหนีมือของอีกฝ่ายทันที “ข้าจะให้คนไปจัดเตรียมเดี๋ยวนี้ ไม่ทราบว่าจะเริ่มรักษาได้เมื่อไหร่”


ฉินหลิวซีครุ่นคิด “ท่านไปเตรียมยาสมุนไพรไว้ก่อน คืนนี้ข้าจะฝังเข็มให้พระชายาผู้เฒ่าก่อนจะได้หลับสบายขึ้น ส่วนเรื่องอาบน้ำสมุนไพร รอให้ได้สมุนไพรกลับมาแล้วค่อยแช่ก็ได้”


ฉีเชียนพยักหน้าและหันไปเอ่ยกับพระชายาผู้เฒ่า “กระหม่อมจะสั่งให้คนไปเตรียมสมุนไพรให้เสด็จย่าพ่ะย่ะค่ะ”


“ไปเถิด ข้าจะพูดกับท่านหมอฉินหน่อย” พระชายาผู้เฒ่าโบกมือ


หลังจากที่ฉีเชียนออกไปแล้ว ฉินหลิวซีก็เก็บหมอนรองข้อมือ ล้างมือ หยิบเข็มทองออกมาก่อนจะเอ่ย “ข้าจะฝังเข็มให้ท่านก่อนเพื่อขับลม ยามเข้าห้องน้ำจะได้สบายหน่อย”


พระชายาผู้เฒ่าตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าชราของนางร้อนผ่าวเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา “เรื่อง เรื่องนี้ท่านก็ตรวจรู้ด้วยหรือ”


สองวันที่ผ่านมาท้องของนางไม่สู้ดี รู้สึกอึดอัดขับถ่ายไม่ออก กำลังอยากจะให้หมอหลวงเขียนใบสั่งยาให้อยู่พอดี


ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “จวิ้นอ๋องอุตส่าห์ดั้นด้นตามหาข้ามารักษาให้ท่าน ข้าย่อมต้องมีวิชาความรู้พอตัวอยู่แล้ว”


พระชายาผู้เฒ่าแย้มยิ้มก่อนจะเดินไปที่ห้องนอน ถอดเสื้อคลุมออกตามคำสั่ง แล้วเอนตัวลงบนเตียง มองดูอีกฝ่ายถือเข็มทองไว้และเลิกเสื้อที่ท้องของตนขึ้น จากนั้นเข็มทองก็แทงเข้าไปที่จุดเทียนซูอย่างรวดเร็วและแม่นยำโดยไม่รู้ว่าทำอย่างไร จากนั้นฉินหลิวซีก็เลิกกางเกงขึ้นจากหัวเข่า แทงเข็มเข้าจุดจู๋ซานหลี่ ผีอวี๋ และชี่ไห่ กระบวนการนี้รวดเร็วมากจนไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยด้วยซ้ำ


พระชายาผู้เฒ่าเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย เด็กคนนี้อายุยังน้อย แต่มีทักษะการฝังเข็มน่าทึ่งกว่าหมอหลวงหลายคนที่นางเคยพบมาเสียอีก เอ่ยยิ้มๆ “เชียนเอ๋อร์บอกแล้วว่าท่านมีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยม เขาไม่ได้หลอกข้าจริงๆ ได้ยินมาว่าท่านดูโหงวเฮ้งแม่นยำมากเช่นกันหรือ”


ฉินหลิวซีบิดเข็มทองเบาๆ เพื่อสลายปราณขุ่นในร่างนาง ฉินหลิวซีเงยหน้าขึ้นทันทีที่ได้ยิน ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านอยากให้ข้าทำนายดวงชะตาให้อย่างนั้นหรือ”


พระชายาผู้เฒ่าถอนหายใจ “ไม่ต้องทำนายก็รู้ว่าดวงข้าแข็งมาก เคยมีอาจารย์ทำนายให้ข้าบอกว่าข้ามีดวงกาลกิณี”


“ท่านมีดวงชะตาเป็นกาลกิณีต่อญาติทั้งหก แต่ท่านกลับคิดได้”


“โชคชะตาของข้าเป็นอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการ แต่ถ้าข้าคิดไม่ได้ก็เท่ากับหาเรื่องไม่สบายใจให้ตัวเองเท่านั้น ก็ถือว่าข้าเห็นแก่ตัวแล้วกัน แค่อยู่ให้ห่างจากเด็กๆพวกนี้ไว้ ดวงของข้าจะได้ไม่ทำร้ายพวกเขา” พระชายาผู้เฒ่าถาม “ข้าไม่ต้องการให้ทำนายเรื่องใดหรอก นอกจากท่านว่าข้าจะได้อุ้มเหลนเมื่อไหร่”


ฉินหลิวซีเงียบอยู่นานและเอ่ยอย่างมีความหมาย “ท่านเคยมีเหลนแล้ว แต่เขาก็เสียชีวิตไปหลังจากนั้นไม่นาน”


ตอนที่ 95: ใจร้าย


พระชายาผู้เฒ่าออกมาจากห้องน้ำ สีหน้าของนางดูย่ำแย่ ในสมองอดนึกไปถึงที่ฉินหลิวซีพูดถึงเหลนที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์วัยไม่ได้


นางรู้ดีแก่ใจว่าฉีเชียนเป็นคนแบบไหน บ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างกายเด็กคนนี้มีแต่บุรุษทั้งสิ้น แม้แต่สาวใช้ทำความสะอาดสักคนก็ยังไม่มี ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่าเขาไม่ใกล้ชิดสตรี ต่อให้มารดาของเขาส่งคนมาก็ตาม ไม่มีใครที่ไม่ถูกเขาไล่ไปสักคน


ดังนั้นเหลนชายนี้ไม่ได้มาจากเขาแน่นอน เช่นนั้นแล้วจะเป็นใครเล่า


เด็กหนุ่มในจวนหนิงอ๋องไม่ได้มีแต่ฉีเชียนคนเดียว แต่ยังมีฉีอวี้ด้วย เขาเป็นนายน้อยที่เรียกได้ว่าเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างแท้จริง


“พระชายาผู้เฒ่า ท่านยังคิดถึงเรื่องที่ท่านหมอฉินเอ่ยอยู่หรือเพคะ” จ้าวหมัวหมัวถามอย่างระมัดระวังในขณะที่ช่วยนางเปลี่ยนเสื้อผ้า


“เจ้าคิดว่าเชื่อได้หรือไม่” พระชายาผู้เฒ่าถามกลับ


จ้าวหมัวหมัวเงียบไปสักพัก “บ่าวก็ไม่กล้าเอ่ย หากจะบอกว่าไม่เชื่อ วิชาแพทย์ของท่านหมอก็ดีมาก พอดูโหงวเฮ้งก็สามารถบอกดวงชะตาของท่านได้ทันที…”


ท่าทางนางลังเลไม่กล้าเอ่ย


พระชายาผู้เฒ่าจึงเอ่ยว่า “เอาล่ะ ดวงข้าเป็นกาลกิณี ทุกคนต่างรู้เรื่องนี้กันทั้งนั้น มิฉะนั้นไยถึงไม่มีใครในเมืองหลวงกล้าคบค้าสมาคมกับข้าเล่า รวมทั้งพระชายาที่ไม่เคยให้ข้าอยู่กับอวี้เอ๋อร์เกินหนึ่งเค่อเลยด้วยซ้ำ ไม่ใช่เพราะว่ากลัวดวงของข้าผู้นี้หรือ”


น้ำเสียงของนางไม่ได้ราบเรียบ กลับเจือแววเยาะหยันเสียดสีเล็กน้อย


จ้าวหมัวหมัวได้ยินเช่นนั้นก็ปวดใจ “ท่านยังมีรุ่ยจวิ้นอ๋องคอยกตัญญูอยู่นี่เพคะ เพื่อที่จะรักษาโรคหนาวเย็นให้ท่าน เขาถึงกับหาหมอมาแล้วตั้งกี่คน”


พระชายาผู้เฒ่าถอนหายใจ “วาสนาของข้าก็มีเท่านี้” นางหยุดไปครูหนึ่งก่อนจะเอ่ย “หนิงอ๋องก็จากไปสิบกว่าปีแล้ว จวนหนิงอ๋องก็ควรจะมีซื่อจื่อได้แล้ว นางส่งจดหมายโยนหินถามทางบ่อยครั้งข้าเองก็เบื่อ”


จ้าวหมัวหมัวไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้


“ถ้าโรคขี้หนาวนี้หายขาดจริงๆ ข้าจะกลับไปเมืองหลวง” พระชายาผู้เฒ่าตัดสินใจ แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรเพิ่มเติมเรื่องเหลนชายอีก


นางรอคอยเหลน แต่ถ้ามีใครขัดขวางไม่ให้นางใกล้ชิด เช่นนั้นก็เป็นเพียงแต่ในนามเท่านั้น หากเด็กที่ฉินหลิวซีเอ่ยถึงนั่นจากไปก่อนวัยอันควร จะเป็นเพราะฝีมือของมนุษย์หรือลิขิตสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใดก็แปลว่าเด็กคนนั้นบุญวาสนาไม่พอ


สตรีผู้นั้นใจร้ายนัก



เซิ่งจิง จวนหนิงอ๋อง


พระชายาหนิงอ๋องขว้างถ้วยชาลงกับพื้นอย่างเกรี้ยวกราด นางโกรธจนหน้าซีด กุมหน้าอกหอบหายใจ ขณะที่มืออีกข้างชี้ไปยังคุณชายที่สูงส่งสง่างาม


“เหตุ เหตุใดเจ้าถึงได้ทำตัวเลอะเลือนเลวทรามเช่นนี้”


ฉีอวี้คลานเข่าเข้าไปเกาะเข่าของนางพลางเอ่ย “เสด็จแม่ ข้าเองก็ไม่นึกว่านางจะใจกล้าถึงเพียงนั้น ถึงกับคลอดลูกออกมาโดยไม่บอกข้า แต่นั่นก็เป็นลูกของข้านะเสด็จแม่”


“หุบปาก!” นัยน์ตางดงามของพระชายาหนิงอ๋องจ้องหน้าเขาเขม็งก่อนจะเอ่ยดุดัน “ก็แค่หญิงเลี้ยงม้าต่ำต้อย นางจะคู่ควรให้กำเนิดลูกของเจ้าได้อย่างไร ถึงจะให้เป็นลูกอนุก็ไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่านางรอให้เด็กคลอดออกมาก่อนแล้วค่อยบอกเจ้า เห็นได้ชัดว่าพวกนั้นทั้งบ้านวางแผนไว้แล้ว แม่จะไม่ยอมปล่อยให้คนเช่นนี้ทำลายชื่อเสียงของเจ้าหรอก เจ้าไม่ต้องเอ่ย แม่จะจัดการเอง”


ฉีอวี้มองพระชายาหนิงอ๋องในวัยกลางคนที่ยังงดงามราวหญิงสาวในวัยยี่สิบต้นๆ ใบหน้านั้นขาวเนียนละเอียด เขาไม่กล้าขัดใจนาง ทำได้เพียงเอ่ยปลอบใจ “เสด็จแม่อย่าได้โมโหไปเลย ท่านไม่ชอบก็ไม่ต้องเก็บไว้ก็ได้ แต่อย่าได้โมโหจนทำลายสุขภาพตนเอง ไม่อย่างนั้นข้าจะมีบาปติดตัวนะพ่ะย่ะค่ะ”


พระชายาหนิงอ๋องเห็นว่าเขาพยายามเอาใจนางเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง ก็ยื่นนิ้วสีขาวเนียนของนางออกไปจิ้มหน้าผากเขาพลางเอ่ยอย่างรู้ทัน “อย่าได้โทษว่าแม่ใจร้าย เจ้ายังไม่ได้แต่งภรรยาเอกเลย หากตอนนี้เจ้ามีลูกอนุคนโตเสียแล้ว สตรีสูงศักดิ์ที่ไหนจะยินดีแต่งกับเจ้าอีก ไม่ต้องพูดถึงว่าจวนหนิงอ๋องยังไม่ได้แต่งตั้งซื่อจื่อเลย แล้วจะปล่อยเด็กชั้นต่ำนั่นไว้ได้อย่างไร”


ตอนที่ 96: ตรวจสอบตระกูลฉินเมืองหลี


ปีนี้ฉีอวี้อายุเพียงสิบหกปี แต่เขาได้ให้กำเนิดเด็กที่ไม่มีชื่อหรือสถานะออกมา พระชายาหนิงอ๋องยังไม่อยากจะเรียกว่าเป็นลูกอนุคนโตด้วยซ้ำ ก็แค่บ่าวที่ช่วยเลี้ยงม้าในจวนอ๋องสถานะต่ำต้อยนางหนึ่ง จะใช้คำว่าลูกอนุนางยังรู้สึกว่าสูงเกินไปด้วยซ้ำ


ที่สำคัญที่สุดก็คือ บ่าวชั้นต่ำผู้นี้ปิดบังหลบซ่อนมาถึงสิบเดือนจนกระทั่งคลอดเด็กออกมาแล้ว เห็นได้ชัดว่านางมีความคิดลุ่มลึก


นางจะไม่ยอมให้คนเช่นนี้อยู่ข้างกายบุตรชายตนเองแน่นอน ส่วนหลานชาย ต่อไปอวี้เอ๋อร์จะแต่งภรรยาเอกแต่งอนุภรรยาเข้าจวน นางจะไม่มีหลานชายได้อย่างไร เหตุใดต้องยอมให้ลูกของหญิงเลี้ยงม้าชั้นต่ำได้ชื่อว่าเป็นบุตรชายคนโตด้วย


ลูกอนุก็ไม่ได้!


ฉีอวี้จึงเอ่ย “เก็บไว้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เอาไว้ในชื่อของเสด็จพี่ก็ได้นี่”


สีหน้าของพระชายาหนิงอ๋องเปลี่ยนไปทันที “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ กล้าคิดเช่นนี้ได้อย่างไร!”


ฉีอวี้ไม่แยแส “ถึงอย่างไรเสด็จพี่ใหญ่ก็ไม่ใกล้ชิดสตรี ให้มีเด็กผู้ชายอยู่ในชื่อของเขาสักคน แม้ต่อไปเขาจะไม่แต่งงานก็ไม่เป็นไรนี่พ่ะย่ะค่ะ”


“เจ้าคิดว่าพี่ชายของเจ้าเป็นลูกพลับนิ่มๆที่เจ้าจะบีบจะรังแกได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงพระชายาหนิงอ๋องไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ราวกับเอ่ยเรื่องของคนอื่น


ฉีอวี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เขาเป็นพี่ของข้าไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เอ่ยอยู่เสมอว่า เขาเป็นพี่ชายของข้า ก็ควรจะปกป้องข้า ยอมข้า อย่าแย่งชิงสิ่งใดกับข้า”


ร่างของพระชายาหนิงอ๋องแข็งทื่อไปทันที ริมฝีปากสีแดงสดเม้มเข้าหากัน


ฉีอวี้เห็นแล้วก็เอนตัวเข้าไปหาออดอ้อน “เสด็จแม่เป็นอันใดไปหรือ หรือว่าลูกเอ่ยสิ่งใดผิดไป”


“เจ้าไม่ได้ผิด เขาไม่ควรแย่งชิงสิ่งใดกับเจ้า รวมไปถึงตำแหน่งซื่อจื่อนี้ด้วย ก็ต้องเป็นของเจ้าเท่านั้น” พระชายาหนิงอ๋องสวมกอดเขา สำทับด้วยความมั่นใจและเข้าข้าง “ทั้งหมดนี้จะต้องเป็นของเจ้าเท่านั้น”


ฉีอวี้ตาเป็นประกายพลางยิ้ม “ข้ารู้ว่าเสด็จแม่รักข้า”


ส่วนเสด็จย่าก็ใกล้จะตายก่อนหน้าเสด็จแม่และเขาอยู่แล้ว ต่อให้ฉีเชียนคิดจะช่วยก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก



ฉีเชียนสั่งให้คนนำใบสั่งยาไปเอายามาจากจวนหนิงโจว เขานั่งอยู่ในห้องหนังสือ เพิ่งจะจิบชาตอนที่หั่วหลางเข้ามารายงาน


“นายท่าน มีข่าวจากเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ” หั่วหลางส่งจดหมายให้เขา ฉบับแรกคือจดหมายลับที่ได้รับมาจากในวัง


ฉีเชียนรับมาเปิดดู เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “ตรวจสอบตระกูลฉินเมืองหลีหรือ”


หั่วหลางเอ่ย “เป็นบ้านเดิมของฉินหยวนซานขุนนางสำนักกวงลู่ เพราะเกิดความผิดพลาดขึ้นในพิธีบูชาสังเวยตอนเดือนเจ็ด พวกเขาจึงถูกฝ่าบาทยึดทรัพย์ค้นบ้าน เนรเทศบุรุษอายุตั้งแต่สิบสองปีขึ้นไปไปยังซีเป่ย สมาชิกในตระกูลคนอื่นถูกส่งกลับไปยังบ้านเกิดที่เมืองหลี จะว่าไปก็ช่างบังเอิญ เป็นช่วงเดียวกับที่พวกเราเข้าเมืองหลีพอดีพ่ะย่ะค่ะ”


“ยึดทรัพย์แล้วยังไม่วางใจอีกหรือ”


หั่วหลางเอ่ยตอบ “ได้ยินมาว่าพระสนมเหมิงกุ้ยเฟยที่กำลังเป็นที่โปรดปรานไม่ลงรอยกับตระกูลฉินแต่ไหนแต่ไรมา บัดนี้พระสนมเหมิงกุ้ยเฟยให้กำเนิดพระราชโอรสแล้ว ฝ่าบาทยิ่งปลาบปลื้ม หากจะเอ่ยว่าทรงเชื่อพระสนมเหมิงกุ้ยเฟยไปหมดทุกอย่างก็มิใช่เรื่องเกินจริง”


เขาเอ่ยอย่างคลุมเครือ แต่ฉีเชียนก็เข้าใจความหมายเบื้องหลังคำพูดนั้น มันหมายความว่าพระสนมเหมิงกุ้ยเฟยกำลังยุแยงองค์ฮ่องเต้เพื่อต้องการทำลายตระกูลฉิน


“ตระกูลเหมิงหยิ่งผยองถึงเพียงนี้ ไม่รู้จักอดกลั้นและทำตัวเงียบๆไว้บ้าง ไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นแน่ๆ” น้ำเสียงฉีเชียนดูถูกเหยียดหยามตระกูลเหมิงมาก “กลับไปค่อยดูว่าตระกูลฉินทำอันใดนอกลู่นอกรอยหรือไม่”


“พ่ะย่ะค่ะ”


ฉีเชียนไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดขึ้นมาได้ “บุรุษทุกคนในตระกูลฉินที่อายุเกินสิบสองปีถูกเนรเทศไปหมดเลยหรือ”


“ใช่พ่ะย่ะค่ะ”


“บังเอิญจริง แซ่ฉินเหมือนกันเสียด้วย” ฉีเชียนรู้สึกแปลกใจ แต่ชั่วเวลาต่อมาความสนใจของเขาก็ถูกเบี่ยงเบนไป


“นายท่าน ยังมีจดหมายจากสายของเราในวังด้วย”


ฉีเชียนใจเต้นแรงทันที เขารับจดหมายมาเปิดออกอ่านข้อความทั้งหมดในปราดเดียว ก่อนจะเผยสีหน้ารังเกียจ “ไม่รู้จักทำตัวให้ดีจริงๆ”


มีลูกนอกสมรสทั้งที่ยังไม่แต่งงาน สงสัยนักว่าเสด็จแม่ที่จู้จี้จุกจิกของเขาจะจัดการอย่างไร


ตอนที่ 97: เผยตัวตนนักพรตหญิง


คืนนั้นฉินหลิวซีมาถึงตามเวลาที่ตกลงกันไว้


นี่เป็นครั้งแรกที่พระชายาผู้เฒ่าได้รับการฝังเข็ม ฉีเชียนก็อยู่ด้วย เมื่อเขาเห็นอีกฝ่ายก็ประสานมือคารวะ


“จวิ๋นอ๋องต้องการจะดูข้าฝังเข็มอย่างนั้นหรือ” ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว


ฉีเชียนคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะใช้เทคนิคการฝังเข็มบางอย่างและกลัวว่าตนจะแอบเรียนรู้ จึงเอ่ยว่า “ข้าไม่ใช่ผู้รู้วิชาแพทย์ และไม่เข้าใจวิชาการฝังเข็มด้วย”


ฉินหลิวซีหัวเราะเบาๆ “ข้าไม่ได้กลัวว่าจวิ้นอ๋องจะเรียนวิชาหรอก แต่การฝังเข็มแบบนี้จะต้องถอดเสื้อผ้าด้วย จวิ้นอ๋องมิใช่หมอจึงมิควรอยู่ด้วย”


ฉีเชียนได้ยินเช่นนั้นก็หน้าแดงทันที เขาแทบจะโพล่งคำว่าท่านก็เป็นบุรุษออกมาแล้ว


แต่อีกฝ่ายเป็นหมอ เป็นผู้รักษา


ในสายตาของหมอ ไม่มีความแตกต่างระหว่างบุรุษและสตรี


“ข้าจะรออยู่ข้างนอก” ฉีเชียนเอ่ยด้วยสีหน้าเข้มขึ้น


ฉินหลิวซีผายมือ พอหันหน้ามาก็เห็นพระชายาผู้เฒ่ากำลังเฝ้าดูพวกเขาถกเถียงกัน ก่อนจะเอ่ยถาม “ท่านกินข้าวเย็นเรียบร้อยแล้วหรือไม่”


“เรียบร้อยแล้วตามที่ท่านสั่ง ยังขยับกายออกกำลังในห้องเล็กน้อยแล้วด้วย อาหารที่อยู่ในท้องย่อยหมดแล้ว” พระชายาผู้เฒ่าตอบด้วยรอยยิ้ม


ฉินหลิวซีเอ่ย “ข้าชอบคนไข้ที่เชื่อฟังอย่างพระชายาผู้เฒ่าที่สุด ควรได้รางวัล”


นางหยิบขวดหยกใบหนึ่งออกจากแขนเสื้อ


ดวงตาของฉีเชียนเป็นประกาย จ้องมองตาไม่กะพริบ


ฉินหลิวซีหยิบยาเม็ดน้ำตาลยื่นให้พระชายาผู้เฒ่า “ก่อนการฝังเข็ม ข้าจะให้รางวัลท่านด้วยยาเม็ดน้ำตาล กินเสียสิ”


พระชายาผู้เฒ่า “…”


ราวกับกำลังกล่อมเด็กน้อย น่าสนใจจริงๆ


นางรับมาแล้วกลืนลงไปอย่างไม่ลังเล ยาเม็ดน้ำตาลมีรสหอมหวานของดอกไม้จางๆและละลายในปาก จากนั้นราวกับมีกระแสน้ำอุ่นไหลสู่แขนขา จนนางอดทอดถอนใจออกมาไม่ได้


“เช่นนั้นแล้วพวกเราเข้าไปข้างในกันเถิด”


พวกนางเข้าไปที่ห้องด้านใน ฉินหลิวซีสั่งให้จ้าวหมัวหมัวช่วยพระชายาผู้เฒ่าถอดเสื้อผ้าออกเหลือเพียงเสื้อผ้าตัวในหลวมๆ และให้นอนตะแคงหันหลังลงบนเตียง ด้วยสถานะของอีกฝ่าย นางจึงไม่ได้ให้เฉินผีเข้ามาช่วยส่งเข็ม กลับทำด้วยตัวเอง


“พระชายาผู้เฒ่า ในสายตาของหมอไม่มีบุรุษหรือสตรี” ฉินหลิวซีเอ่ยขึ้นอีกประโยค


พระชายาผู้เฒ่าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเข้าใจ จะว่าไปข้าก็อายุปูนนี้แล้ว เป็นย่าของท่านยังได้ ย่อมไม่สนใจเรื่องความแตกต่างระหว่างชายหญิง อีกอย่างความจริงท่านก็เป็นนักพรตหญิงมิใช่หรือ”


มือที่จับเข็มทองของฉินหลิวซีชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองนางด้วยท่าทางประหลาดใจ


นางแต่งกายเป็นชายเพื่อสะดวกต่อการเดินทางออกไปข้างนอก หากแต่ไม่เคยบอกว่าตนเองเป็นชาย ใบหน้าของนางยากจะแยกแยะได้ว่าเป็นบุรุษหรือสตรี อีกฝ่ายสามารถมองออกหรือไม่ นางเองก็ไม่ได้ใส่ใจ ไม่อธิบายหรือให้เหตุผลใดๆ เพียงดำเนินการตามวิธีที่สะดวกที่สุด


ดังนั้นนางจึงไม่เคยแก้ไขสิ่งที่ฉีเชียนและคนอื่นๆคิดเลย


แต่พระชายาผู้เฒ่ากลับมองออก


จ้าวหมัวหมัวที่อยู่ด้านข้างตกใจมาก นัก นักพรตหญิง ท่านหมอฉินผู้นี้เป็นสตรีหรอกหรือ


นางมองฉินหลิวซีขึ้นๆลงๆ ต้องโทษที่นางตาบอด ดูไม่ออกจริงๆว่าฉินหลิวซีเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ท่าทางของนางอิสระเสรีราวกับบุรุษกระนั้น


“พระชายาผู้เฒ่าสายตาเฉียบแหลมมาก” ฉินหลิวซีไม่ได้ตื่นตระหนกหรือโต้แย้งเมื่อถูกมองออก แต่กลับยอมรับอย่างกล้าหาญ “หากพระชายาผู้เฒ่ารู้สึกว่าข้าไม่น่าเชื่อถือ ให้การวินิจฉัยและการรักษาสิ้นสุดลงตรงนี้ก็ย่อมได้”


พระชายาผู้เฒ่าเอ่ยอย่างรวดเร็ว “ท่านแสดงทักษะการฝังเข็มให้ข้าเห็นแล้วเมื่อกลางวัน ข้าย่อมเชื่อท่าน เพียงอยากจะบอกว่าท่านไม่จำเป็นต้องระมัดระวัง และข้าเพียงประหลาดใจที่ท่านเป็นนักพรตหญิงแล้วทั้งที่อายุยังน้อยเช่นนี้”


“ล้วนเป็นเพราะมีวาสนากับเต๋า พระชายาผู้เฒ่า เช่นนั้นพวกเราเริ่มกันเถิด” ฉินหลิวซีหยิบเข็มทองขึ้นมา “เมื่อใช้การฝังเข็มทองกำจัดพิษจะมีความรู้สึกเจ็บปวดระดับหนึ่ง หากท่านรู้สึกไม่สบายก็เอ่ยออกมา แล้วข้าจะจัดการเรื่องความเจ็บปวดให้ท่าน”


“ตกลง”


ฉินหลิวซีสงบสติ ย้ายผมสีดอกเลาที่ถักเป็นเปียหนาย้ายไปไว้ที่หน้าอกด้านหน้าแทน บิดเข็มทองแล้วแทงเบาๆลงไปที่จุดต้าจุย จากตื้นลงไปลึก กดแน่นแล้วค่อยๆยกขึ้น เมื่อรู้สึกว่าร่างกายของหญิงชราเกร็ง นางก็เอ่ยปลอบเบาๆ “อย่ากลัว ข้าจะท่องพระคัมภีร์ให้ท่านฟัง”


ตอนที่ 98: สามวันก็หายดีแล้ว


ฉินหลิวซีบิดเข็มทองแล้วแทงลงไปตามจุดฝังเข็ม จากนั้นก็ขยับนิ้วโป้งขวาไปข้างหน้า บิดและกดไปพลาง เข้าสามครั้งออกหนึ่งครั้ง ปากก็ท่องคาถาชำระจิตใจไปด้วย พระสูตรลื่นไหลราวกำลังสวดมนต์


จ้าวหมัวหมัวจ้องมองพระชายาผู้เฒ่าชราจากด้านข้าง ฝ่ายหลังมีอาการตัวเกร็งจากความเจ็บปวดเมื่อเข็มฝังลงไป แต่หลังจากที่ฉินหลิวซีท่องพระสูตรออกมา นางก็ค่อยๆผ่อนคลายลง


จ้าวหมัวหมัวเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน จากนั้นก็หันไปมองฉินหลิวซี ประหลาดใจที่นางสามารถทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันได้


การฝังเข็มดำเนินไปอย่างสงบและไร้ซึ่งการรบกวน แต่ขณะเดียวกันฉินหลิวซียังสามารถท่องพระสูตรได้ ด้วยอายุและด้วยความนิ่งเช่นนี้ เกรงว่านางคงจะเริ่มเรียนวิชาแพทย์ตั้งแต่ยังเด็กกระมัง?


จ้าวหมัวหมัวมองฉินหลิวซีด้วยความรู้สึกทั้งเคารพและหวาดกลัว


คนที่มีความสามารถไม่เกี่ยงว่าจะอายุเท่าใด หากมีความสามารถเพียงพอ ก็จะได้รับการเคารพและนับถือ


ฉินหลิวซีไม่ได้ใส่ใจสายตาของจ้าวหมัวหมัว หลังจากฝังเข็มลงไปที่จุดต้าจุยแล้ว นางก็หยิบเข็มออกมาอีกจำนวนหนึ่ง เลิกเสื้อผ้าชั้นในของพระชายาผู้เฒ่าขึ้นแล้วปักเข็มลงตรงจุดปาเหลียวด้วยวิธีการเดียวกัน


“ตรง ตรงจุดนี้มีอะไรพิเศษหรือ” จ้าวหมัวหมัวช่วยพระชายาผู้เฒ่าม้วนเสื้อผ้าชั้นในขึ้นโดยเผยให้เห็นหลังส่วนล่างใกล้กับบั้นท้าย เมื่อเห็นเข็มทองเหล่านั้น นางก็อดถามไม่ได้


ฉินหลิวซีบิดเข็มทอง เข้าสามครั้งและถอนออกหนึ่งครั้ง ทำเช่นนั้นทั้งหมดเก้าครั้ง พลางตอบคำถามนาง “นี่คือจุดปาเหลียว ปกติแล้วบริเวณนี้จะอ่อนนุ่ม แต่ของพระชายากลับแข็ง และคงจะรู้สึกเจ็บด้วย ตรงนี้เกี่ยวข้องกับสุขภาพของสตรี ยามท่านยังเด็กมีอาการเลือดประจำเดือนมาไม่ปกติใช่หรือไม่ บางครั้งก็มา บางครั้งก็ไม่มา มีอาการหนาวสั่น กระทั่งเลือดมาไม่หยุด ปวดท้องจนทนไม่ไหวใช่หรือไม่”


“ถูกต้อง ท่านเอ่ยถูกทั้งหมด หมอหลวงบอกให้เราหาเวลาไปรมยาก็จะดีขึ้นได้บ้าง มันมีสาเหตุมาจากพิษเย็นหรือ”


ฉินหลิวซีเอ่ย “ย่อมเกิดจากภาวะหยุดนิ่งสะสมของไอเย็น เดิมทีพระชายาผู้เฒ่าก็ได้รับไอเย็นหลังคลอดบุตรอยู่แล้ว เมื่อเกิดภาวะหยุดนิ่งสะสม ปราณในเลือดยิ่งติดขัด ย่อมอุดกั้นและแข็งตัว ทำให้เกิดความเสียหายต่อมดลูกสตรี ทำให้เลือดประจำเดือนมาไม่ปกติ ข้าเชื่อว่าหมอบางคนก็รู้เรื่องพวกนี้”


“รู้ก็รู้อยู่หรอก แต่ก็เป็นอย่างที่ท่านเห็น หมอส่วนมากเป็นบุรุษ พระชายาผู้เฒ่าเป็นสตรี มีความไม่สะดวกมากนัก จึงไม่อาจตรวจรักษาได้อย่างที่ท่านทำนี้” จ้าวหมัวหมัวเอ่ยอีก


ถึงแม้จะเอ่ยว่าหมอไม่แบ่งแยกบุรุษหรือสตรี แต่เมื่อต้องพบเจอเรื่องที่พึงระวังระหว่างบุรุษและสตรีก็จะตรวจวินิจฉัยโดยมีสิ่งกีดขวางกางกั้น ตัวอย่างเช่น ในการตรวจชีพจรก็จะต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าผ้าไหม และหากต้องระมัดระวังมากขึ้น ก็อาจจะต้องกางฉากกั้นหรือไม่ก็มุ้ง เมื่อเป็นเช่นนั้น การตรวจสอบถามอาการต่างๆ ก็ต้องอาศัยคนอื่นเป็นคนกลาง


หากเป็นกุลสตรีในห้องหอ เกรงว่าท่านหมอจะไม่ได้เห็นหน้าค่าตาของคนไข้ด้วยซ้ำ เพียงตรวจชีพจรและถามคำถามก็สั่งจ่ายยาเลย


พระชายาผู้เฒ่าส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด บทสนทนาระหว่างทั้งสองหยุดลงทันที ฉินหลิวซีเคลื่อนไหวช้าลง “พระชายาผู้เฒ่า เจ็บจนทนไม่ได้หรือ”


“เจ็บ แต่สบายมาก อุ่นๆดี” พระชายาผู้เฒ่าถอนหายใจ นางไม่ได้รู้สึกถึงความอบอุ่นในร่างกายเช่นในวันนี้มานานหลายปีแล้ว


“เจ็บเพราะเลือดลมไหลเวียนไม่ราบรื่นนั้นจะค่อยๆดีขึ้น แต่ทว่าการอาบน้ำยาสมุนไพรจะเจ็บปวดยิ่งกว่าตอนนี้เสียอีก” ฉินหลิวซีเอ่ยคำรุนแรง


นิ้วมือของพระชายาผู้เฒ่าสั่นเล็กน้อย ไม่หรอกกระมัง


ฉินหลิวซียิ้ม ย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง ก่อนจะปักเข็มอีกเล่มเข้าไปที่จุดหย่งฉวนที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้าง และอีกสองเข็มที่ข้อมือทั้งสองของนาง


“พระชายาผู้เฒ่า คืนนี้ข้าใช้วิธีฝังเข็มที่เรียกว่าเซาซานหั่ว ดังนั้นท่านจะรู้สึกอุ่นในระหว่างที่ฝังเข็มอยู่ แน่นอนว่าการกำจัดพิษเย็นไม่ได้มีเพียงเท่านี้ นี่ถือเป็นการให้ท่านปรับตัวก่อนล่วงหน้า พรุ่งนี้จะเปลี่ยนไปใช้วิธีฝังเข็มแบบอื่น ประกอบกับการอาบน้ำสมุนไพร กินยาไล่ไอเย็นตามตำรับเพื่อขจัดพิษเย็นให้ท่านอย่างถาวร อาจต้องฝังเข็มสามวันต่อเนื่องเห็นจะได้”


พระชายาผู้เฒ่าเกือบจะหันกลับมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น ความหนาวเย็นที่รบกวนนางมาเกือบทั้งชีวิตสามารถรักษาให้หายได้ในสามวันเช่นนั้นหรือ


[1] จุดต้าจุย จุดที่อยู่บริเวณด้านหลัง ตรงกระดูกต้นคอส่วนที่นูนที่สุด


[2] จุดปาเหลียว บริเวณที่บุ๋มลงไปหลังกระเบนเหน็บ แนวกึ่งกลางลำตัว


[3] จุดหย่งฉวน ตำแหน่งรอยบุ๋มกลางฝ่าเท้า


ตอนที่ 99: คนบางคนบอบบาง เสแสร้ง แล้วยังเกียจคร้าน


ฉีเชียนที่อยู่ข้างนอกดื่มชาไปหลายถ้วยแล้ว เขาลุกขึ้นเดินไปมาเป็นระยะระยะ แล้วหยุดที่ประตูห้องนอนด้วยสีหน้าวิตกกังวลเล็กน้อย


เฉินผียืนพิงกำแพง เลิกเปลือกตามองดูเขา เอ่ยตามตรงท่าทางกังวลของฉีเชียนนั้นเหมือนกับบิดาที่กำลังรอทารกแรกเกิดคลอดเป็นอย่างมาก


ทันใดนั้นเขาก็ยืนตัวตรงและมองไปที่ประตู เมื่อเห็นฉินหลิวซีเดินออกมาอย่างที่คาด เขาจึงก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว


ฉินหลิวซีชนเข้ากับฉีเชียน ก่อนจะลูบจมูกจ้องหน้าเขาพลางเอ่ยอย่างไม่พอใจนัก “จวิ้นอ๋องจะเป็นเทพเฝ้าประตูหรือ”


ฉีเชียนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ท่าทางเหม่อลอย เมื่อครู่นี้ตอนที่ชนกันก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของอีกฝ่ายอบอุ่นและอ่อนนุ่ม ท่ามกลางกลิ่นสมุนไพรดูเหมือนจะมีกลิ่นหอมหวานอื่นปะปนแทรกอยู่ด้วย


หลังจากได้ยินข้อกล่าวหาของฉินหลิวซี เขาก็ไม่กล้าคิดอะไรไปชั่วขณะ ถอยไปหนึ่งก้าวแล้วเอ่ยด้วยความเขินอาย “ท่านหมอฉินฝังเข็มเสร็จแล้วหรือ”


“อืม”


“เราได้สมุนไพรกลับมาแล้ว ตอนนี้ต้องต้มน้ำสมุนไพรสำหรับอาบเลยหรือไม่”


ฉินหลิวซีส่ายศีรษะ “เพิ่งฝังเข็มเสร็จ ยังไม่จำเป็นต้องแช่น้ำทันที พรุ่งนี้ค่อยแช่หลังจากฝังเข็ม คืนนี้แค่ดื่มยาต้ม ข้าได้บอกจ้าวหมัวหมัวไว้หมดแล้ว ข้าจะกลับไปที่เรือนก่อน”


นางหยุดครู่หนึ่ง ครุ่นคิดสักพัก “คืนนี้ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย”


ฉีเชียนนิ่งงันไปเล็กน้อย “ออกไปข้างนอกในเวลานั้นด้วยเรื่องใด”


ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มก็ไม่เชิง “จวิ้นอ๋องไม่ควรจู้จี้จุกจิก”


ตนรับปากกับหลิงหรงแล้วว่าจะส่งนางไป เดิมทีจะส่งไปเมื่อคืนนี้ แต่ได้คำนวณไว้แล้วว่าควรจะเป็นคืนนี้ อีกอย่างเรือนรับรองนี้ก็เป็นสถานที่ที่มีพลังแห่งราชวงศ์ปกป้องคุ้มครอง พระชายาผู้เฒ่าเองก็ไม่ค่อยแข็งแรง ตนจึงไม่อาจเปิดทางสู่ปรโลกที่นี่ได้


ฉินหลิวซีจากไปพร้อมเฉินผี


ฉีเชียนยืนอยู่สักพัก แล้วจึงได้ยินเสียงเรียกดังมาจากในห้อง เขาเห็นพระชายาผู้เฒ่านั่งพิงบนเตียง ใบหน้าแดงระเรื่อก็อดถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกไม่ได้


“เสด็จย่า ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง”


พระชายาผู้เฒ่ายิ้มสดใส “วิชาแพทย์ของท่านหมอฉินมหัศจรรย์มาก วิชาฝังเข็มยอดเยี่ยมกว่าตาเฒ่าหัวโบราณในสำนักหมอหลวงพวกนั้นเสียอีก ย่าเพิ่งจะรู้สึกอบอุ่นสบายเป็นครั้งแรกนี่แหละ”


จ้าวหมัวหมัวเองก็เอ่ย “ใช่แล้วเพคะ พระชายาผู้เฒ่ายังมีเหงื่อออกนิดหน่อยด้วยนะเพคะ”


ฉีเชียนโล่งใจอย่างยิ่ง “ถ้าเสด็จย่ารู้สึกดีก็ดีแล้ว ข้าได้สมุนไพรทั้งหมดมาแล้ว พรุ่งนี้ก็จะได้แช่น้ำสมุนไพร คืนนี้แค่ดื่มยาเท่านั้น”


“เอาตามนั้นเถิด”


จ้าวหมัวหมัวเอ่ย “จวิ้นอ๋องพูดคุยกับพระชายาผู้เฒ่าไปก่อนนะเพคะ บ่าวจะไปสั่งให้หวนเอ๋อร์ต้มยา”


ฉีเชียนโบกมือ หลังจากที่จ้าวหมัวหมัวจากไป เขาก็จับมือของพระชายาผู้เฒ่าไว้ “แม้ว่าปรมาจารย์ปู้ฉิวจะมีนิสัยดื้อรั้น แต่วิชาแพทย์ของเขาก็ยอดเยี่ยม ตอนนี้เสด็จย่ารู้สึกสบายขึ้นแล้ว ก็พิสูจน์ว่าชื่อเสียงของเขาไม่ใช่ของปลอม”


“เป็นเช่นนั้นจริง แต่ทั้งที่ท่านหมอมีชื่อเสียงเช่นนี้กลับไม่เป็นที่รู้จักในเมืองหลวงนัก” พระชายาผู้เฒ่าย่อมเคยอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง แต่นางกลับไม่เคยรู้เลย


ฉีเชียนตอบ “ความเคลื่อนไหวของเขาเป็นปริศนามาโดยตลอด แม้แต่ในอารามเต๋า เจ้าอาวาสก็ยังไม่ยอมเปิดเผยที่อยู่ให้ บอกว่าหากมีวาสนาก็จะได้พบเอง แต่หลานคิดว่าเขาออกไปข้างนอกโดยใช้ชื่ออื่นหรือไม่ก็ไม่ค่อยจะได้ตรวจรักษาบ่อยนัก”


เขามองออกแล้วว่าฉินหลิวซีบอบบาง เสแสร้ง และเกียจคร้าน หากไม่ใช่เพราะเขาจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเชิญมารักษา ก็เกรงว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่มา ดังนั้นอาจมีอีกหนึ่งความเป็นไปได้คืออีกฝ่ายไม่เคยออกไปจากอาณาเขตของหนิงโจวเลย


“ไม่ว่าอย่างไร เจ้าหาหมอมารักษาย่าได้ก็ถือเป็นความกตัญญูของเจ้า หากโรคขี้หนาวของข้ารักษาหายจริงๆ เรากลับเมืองหลวงด้วยกันสักครั้งดีหรือไม่” พระชายาผู้เฒ่าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม


ฉีเชียนตกตะลึงเล็กน้อย “ท่านไม่ค่อยชอบเมืองหลวงแต่ไหนแต่ไรมามิใช่หรือ ทั้งยังบอกว่ามันหนาว”


พระชายาผู้เฒ่าตบมือเขาเบาๆ “เจ้าเองก็อายุยี่สิบสองแล้ว จวนหนิงอ๋องยังไม่แต่งตั้งซื่อจื่อสักที ข้าคิดจะทูลขอฝ่าบาทให้แต่งตั้งเจ้าเป็นซื่อจื่อ ถึงเวลาทำงานจริงๆจังๆแล้ว”


ตอนที่ 100: ไม่อยากรู้เรื่องนี้


ฉีเชียนเดินออกจากเรือนหลัก ยืนอยู่ในลานบ้าน มองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเดินออกไป


“นายท่าน”


“พวกท่านหมอฉินพักผ่อนแล้วหรือ” ฉีเชียนถามพลางเอามือไพล่หลัง


หั่วหลางตอบ “กระหม่อมไม่ได้ไปที่เรือนรับรองแขก แต่ได้ยินพ่อบ้านวั่นเอ่ยว่าพวกเขาขอกระดาษเหลือง ยังมีไก่หนึ่งตัว ขนม และสุราด้วยพ่ะย่ะค่ะ”


ฉีเชียนหยุดชะงักไปครู่หนึ่งและหันหน้าไปมองเขา ทั้งสองสบตากันด้วยสีหน้าค่อนข้างแปลก


“ภรรยาของเจ้าตั้งครรภ์แฝด คืนนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องไปกับข้า พรุ่งนี้เอายันต์คุ้มครองกลับไปมอบให้ภรรยาเจ้าเถิด ให้อิงเป่ยไปกับข้า”


หั่วหลางตอบ “ให้กระหม่อมไปรับใช้ท่านดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”


“ไม่เป็นไร ไปเถิด”


หั่วหลางจึงประสานมือรับคำ


เวลาเที่ยงคืน ฉินหลิวซีเดินออกไปนอกหมู่บ้านพร้อมกับเฉินผีทั้งที่ยังหาวหวอด เฉินผีถือตะกร้าไม้ไผ่ไปด้วยสองใบ ใบหนึ่งบรรจุธูปเทียน กระดาษเหลือง และก้อนทอง ส่วนอีกใบมีของที่ถูกปิดคลุมไว้ด้วยกระดาษสีเหลือง


“คุณชาย” เฉินผีบุ้ยใบ้เป็นสัญญาณไปทางประตูหมู่บ้าน


ฉินหลิวซีเงยหน้าขึ้น เลิกคิ้วก่อนจะเดินเข้าไปใกล้แล้วเอ่ย “จวิ้นอ๋องจะออกมาชมจันทร์หรือ”


“ท่านหมอฉินเป็นผู้มีพระคุณที่ข้าเชิญมา ข้าย่อมต้องรับรองความปลอดภัยของท่าน ไปกันเถอะ” ฉีเชียนเอามือไพล่หลัง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีเสื้อคุลม เขาก็เอ่ย “ท่านหมอฉินร่างกายอ่อนแอ เหตุใดจึงออกมาโดยไม่มีแม้แต่เสื้อคลุมสักตัวมาด้วย”


ขณะที่เอ่ย เขาก็ถอดเสื้อคลุมออกแล้วยื่นให้


ฉินหลิวซีมองดูเสื้อคลุมสีดำที่ปักด้วยลายกล้วยไม้ “น้ำใจของจวิ้นอ๋องข้าต้องขอรับไว้แล้ว”


นางรับมามาคลุมร่างโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย แม้ว่าเสื้อคลุมจะยาวลากพื้นอยู่บ้าง แต่นางก็ไม่สนใจ


ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ของของนางอยู่แล้ว


ฉีเชียนเหลือบมองเสื้อคลุมที่ลากอยู่บนพื้นและเบือนหน้าหนี นี่นับว่าเป็นการเสียของแล้ว


อิงเป่ยก้าวไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้มและรับตะกร้าไม้ไผ่มาจากเฉินผีมาใบหนึ่ง แอบเปิดดูเงียบๆ เห็นว่าข้างในมีไก่ สุรา และขนม


ฉีเชียนถือโคมไฟแล้วขยับไปทางฉินหลิวซี เพื่อให้มีแสงสว่างใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น


ฉินหลิวซีเห็นแล้วก็ยกยิ้มขึ้น คนนี้ผู้นี้มีด้านที่ละเอียดอ่อนด้วย


หลังจากเดินไปได้สักพักนางก็หยุด


ฉีเชียนนิ่งไปเล็กน้อย เขาหันกลับไปมอง ยังคงมองเห็นไฟจากโคมไฟหน้าประตูเรือนรับรองได้รางๆอยู่เลย


“ถึงแล้วหรือ”


ฉินหลิวซีสูดจมูก “หาที่ง่ายๆแก้ปัญหาได้ก็พอแล้ว เดินมาไกลแล้วยังต้องเดินกลับอีก มันเหนื่อย”


ฉีเชียน “!”


เหตุใดฟังดูเหมือนอีกฝ่ายกำลังมองหาที่ถ่ายหนักอย่างนั้นเล่า


“เฉินผี จุดธูปเทียน”


“ขอรับ เฉินผีวางตะกร้าไม้ไผ่ลง เป่าแท่งไฟ จุดเทียนแล้วปักลงในดิน จากนั้นจึงจุดธูป แล้วนำของในตะกร้าที่อิงเป่ยถืออยู่ออกมาวางทีละอย่าง


ฉีเชียนเปลือกตาเขม่นทันทีที่เห็นเช่นนั้น กำหมัดพยายามสงบสติอารมณ์


นี่คือการเซ่นไหวบนถนนหรือ


เซ่นให้ใครกัน


ฉีเชียนรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย แต่ใบหน้าของเขาไม่ได้เปิดเผยออกมาเลย


ขณะที่เขากำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น เขาก็เห็นฉินหลิวซีตบน้ำเต้าหยกที่เอวของตน “ออกมาเถอะ”


นี่ กำลังพูดกับใคร


ทันใดนั้นก็มีลมกระโชกแรงคล้ายจะผ่านหูเขาไป


แผ่นหลังฉีเชียนเย็นเยียบ ขนแขนลุกซู่


แม้แต่อิงเป่ยที่กำลังช่วยเฉินผีจุดธูปก็ยังรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ มันน่าขนลุกราวกับมีอะไรอื่นอยู่ข้างกาย


ส่วนฉินหลิวซีก็หยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาเผากลางอากาศ อ้าปากร่ายคาถาเซ่นไหว้อาหารพร้อมเอ่ยชื่อหนึ่งออกมา


หลิงหรง


ฉีเชียนได้ยินชื่อนั้น เขาก็เม้มริมฝีปากและเกือบจะวิ่งหนีไป แต่เท้าของเขานิ่งอยู่กับที่ราวถูกตะปูตอกตรึงไว้จนขยับไม่ได้


เขามาทำอะไรที่นี่ หากสามารถย้อนเวลากลับไปได้ เขาไม่อยากรู้เรื่องนี้เลย!


จบตอน

Comments