tao sp ep1-10

ตอนพิเศษ 1: เรื่องราวในตระกูลฉิน


ในปีคังผิงที่สอง เพื่อสรรหาผู้มีความสามารถ ฮ่องเต้คังผิงทรงจัดตั้งการสอบพิเศษขึ้น เมื่อถึงปลายเดือนสามก็ประกาศผลการสอบพิเศษ ทันทีที่หนังสือแจ้งข่าวดีส่งถึงตระกูลฉิน ผู้คนในตระกูลต่างดีใจจนหลั่งน้ำตา


ในฐานะครอบครัวสายตรงของฉินหลิวซี เรื่องราวศึกปราบเทพ พวกเขารับรู้เบื้องหลังจากอารามชิงผิงหลังจบสิ้น ย่อมกระจ่างแจ้งกว่าผู้คนภายนอก ทั้งยังตระหนักดีว่าเด็กคนนี้ ผู้ที่พวกเขาเป็นหนี้บุญคุณมากที่สุด ได้เสียสละเพื่อปวงชนใต้หล้านี้เพียงใด


ทว่าคนในตระกูลฉินหาได้จัดพิธีไว้อาลัย เช่นเดียวกับคนในอารามชิงผิง แม้รู้แจ้งว่านางจากไปแล้ว แต่ยังคงเลือกที่จะเชื่อว่านางเพียงแค่เดินทางไกล วันกลับมาไม่อาจคาดเดา


พวกเขาเพียงแค่สวมชุดสีเรียบโดยไม่รู้ตัว ไม่จัดงานเลี้ยงฉลอง และไม่ร่วมงานเลี้ยงจากเรือนอื่น โชคดีที่ศึกครั้งนั้นทำให้ทั่วแดนต้าเฟิงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า บ้านเมืองที่พังทลายต้องการการฟื้นฟู มีผู้เสียชีวิตมากมาย ในเมืองเซิ่งจิ่งเองก็หม่นหมองไร้รอยยิ้ม ไม่มีกลุ่มชนชั้นสูงใดกล้าจัดงานมงคล


อย่างไร แม้แต่ฝ่าบาทเองก็ได้รับบาดเจ็บหนักจากศึกครั้งนั้น


สำหรับตระกูลฉิน เมื่อผู้อาวุโสฉินรู้ข่าวก็ล้มป่วยลงบนเตียง แม้แต่สะใภ้หวังและอนุวั่นต่างก็ล้มป่วยเช่นกัน หลายเดือนมานี้ตระกูลฉินไร้ซึ่งเสียงหัวเราะ เหลือเพียงความอึดอัดใจ พวกเขาต้องการข่าวดีบางอย่างเพื่อขจัดเงามืดนี้


ฉินหมิงเยี่ยนได้เข้าร่วมการสอบพิเศษครั้งนี้ และสอบติดตำแหน่งจิ้นซื่อ เมื่อหนังสือแจ้งข่าวดีส่งถึงจวน ในที่สุดทุกคนก็มีรอยยิ้มบางเบา


สะใภ้หวังเอ่ยด้วยความโล่งใจกับฉินหมิงเยี่ยน “ไปแจ้งข่าวดีให้พี่หญิงใหญ่ของเจ้าสิ นางคงจะยินดีมากทีเดียว”


ฉินหมิงเยี่ยนพยักหน้า


เขาก้าวออกจากเรือนหลัก ฉินหมิงฉุนเดินตามมาประกบข้าง ทั้งสองพี่น้องเดินคุยกันไป


“พี่รอง ท่านตั้งใจจะไปรับตำแหน่งที่ใดหรือ”


ฉินหมิงเยี่ยน เอ่ย “แม้จะสอบติดจิ้นซื่อ ก็ต้องรอการจัดสรรตำแหน่งก่อน แต่ข้าเกรงว่าปีนี้คงไม่ได้ไปยังหน่วยงานใด”


“เพราะเหตุใดหรือ”


ฉินหมิงเยี่ยนถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ท่านปู่คงไม่อาจอยู่ถึงปลายปีนี้แล้ว”


ฉินหมิงฉุนชะงัก น้ำตาร่วงเผาะ เอ่ยเสียงสั่น “หมายความว่าตระกูลเราต้องสูญเสียคนอีกแล้วหรือ”


ฉินหมิงเยี่ยนหยุดเดินเล็กน้อย จมูกแดงก่ำ รู้สึกจุกแน่นในอก เขาวางมือลงบนบ่าของเขา เอ่ย “ท่านปู่อายุมากแล้ว ช่วงที่อยู่ซีเป่ยก็ลำบากมาก ช่วงสองสามปีนี้ หากไม่มีพี่หญิงใหญ่… เกรงว่าท่านปู่คงไปตั้งนานแล้ว”


“ฮือ ข้าคิดถึงพี่หญิงใหญ่” ฉินหมิงฉุนน้ำตาไหลเป็นสายพลางสะอื้น “นางคงไม่กลับมาอีกแล้วใช่หรือไม่”


ฉินหมิงเยี่ยนดวงตาแดงก่ำ เงยหน้ามองฟ้า กลั้นน้ำตาไว้ เอ่ยเสียงแหบพร่า “ไม่มีทาง”


คนดีอย่างนาง อีกทั้งยังมีความสามารถล้ำเลิศปานนั้น นางจะต้องกลับมาอย่างผู้ชนะที่แท้จริง


ทั้งสองเดินไปยังสวนตะวันตก บังเอิญพบฝาแฝดพี่น้องผิงอันในชุดฝึกฝนสีดำสนิทเดินสวนมา เมื่อเห็นทั้งคู่ก็รีบเดินเข้ามา เอ่ยทักพร้อมกัน “พี่รอง พี่ห้า”


“พวกเจ้าเพิ่งฝึกเสร็จแล้วหรือ ไฉนจึงมาทางนี้” ฉินหมิงเยี่ยนมองพวกเขาที่หน้าตาเหมือนกันราวลูกวัวสองตัว อดไม่ได้ที่จะวางท่าพี่ชายคนโต


ตั้งแต่บ้านของท่านลุงรองถูกท่านปู่ถูกเนรเทศออกไป พี่ชายคนโตของเขาก็ออกเรือนไปแล้ว และด้วยตำแหน่งจวี่เหรินก็ได้รับราชการนอกเมืองเช่นกัน ทุกวันนี้ในจวนมีเพียงเรือนใหญ่กับเรือนสาม เขาจึงถือว่าตนเองเป็นพี่ชายคนโตแทน


สองแฝดสบตากันก่อนจะยิ้มพลางเอ่ย “เรารู้ว่าพี่รองสอบติดจิ้นซื่อ จึงอยากมาบอกข่าวดีกับพี่หญิงใหญ่ด้วย”


แววตาฉินหมิงเยี่ยนอบอุ่นขึ้น เอ่ย “เช่นนั้นไปพร้อมกันเถิด”


พวกเขาเดินเข้าไปในสวนตะวันตก มุ่งตรงไปยังเรือนฝั่งตะวันตก ที่นั่นตั้งหอคอยบูชา ตรงกลางแขวนภาพเหมือนของฉินหลิวซี เด็กสาวที่ยิ้มสดใส แววตาแฝงความหยิ่งทะนง แต่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนกำลังมองพวกเขาอยู่


เมื่อเหล่าพี่น้องมองภาพวาดตรงหน้า สีหน้าล้วนแฝงความสงบสำรวม ต่างหยิบธูปจุดไฟ กราบไหว้สามครั้งด้วยความเคารพ ก่อนปักธูปลงในกระถาง จากนั้นเงยหน้าขึ้น ทุกคนล้วนมีแววโศกเศร้าปรากฏในดวงตา


ฉินหมิงเยี่ยนก้าวไปข้างหน้า โค้งคำนับภาพวาด เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่หญิงใหญ่ ข้าสอบได้เป็นจิ้นซื่อแล้ว วางใจเถิด ครอบครัวฉินยังมีพวกเราเป็นที่พึ่ง จะไม่ล่มสลายแน่นอน”


ฉินหมิงฉุนเองก็เดินขึ้นมาด้านหน้า เอ่ย “ยังมีข้าด้วย แม้ข้าจะเป็นเพียงซิ่วไฉ แต่ในอนาคตจะเอาอย่างพี่รอง เป็นเหมือนพี่รอง ปกป้องตระกูลฉิน”


“พวกเราก็ด้วย” คู่แฝดพี่น้องก้าวขึ้นมาข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง เอ่ย “พวกเราจะมุ่งมั่นให้มากขึ้น”


ควันธูปบางเบาลอยขึ้นตรง ปกคลุมภาพหญิงสาวในภาพจนเลือนราง แต่รอยยิ้มของนางกลับยังคงแจ่มชัด


ฉินหมิงเยี่ยนนั้นไม่คาดคิดว่า ตนที่เพิ่งสอบได้ตำแหน่งจิ้นซื่อ จะได้รับพระราชโองการให้เข้าเฝ้าฮ่องเต้


เมื่อฉีเชียนมองเห็นหนุ่มน้อยผู้สง่างามทว่าดูเกร็งเล็กน้อย จึงเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เจ้าติดตามฉังคงมา ก็นับว่าเคยช่วยเหลือข้ามาก่อน นับเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา บัดนี้เจ้าสอบได้เป็นจิ้นซื่อ ถือเป็นศิษย์ของโอรสสวรรค์ พวกเราต่างคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ไม่ต้องเกร็งนัก พูดคุยตามสบายเถิด”


ฉินหมิงเยี่ยนอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนยกมือประสาน เอ่ย “ฝ่าบาท ระเบียบไม่ควรถูกละเลยพ่ะย่ะค่ะ”


เรื่องราวระหว่างกษัตริย์และขุนนางนั้น เขาเคยได้ยินจากท่านอาจารย์ฉังคง กษัตริย์ย่อมต้องเป็นกษัตริย์ ขุนนางย่อมต้องเป็นขุนนาง หากไม่คงไว้ซึ่งความเหมาะสมในบทบาท เอาแต่นำความสัมพันธ์มาค้ำจุน สุดท้ายความสัมพันธ์ย่อมจืดจาง หรืออาจถึงขั้นนำภัยมาสู่ตน


บัดนี้เขาเป็นขุนนางก็ย่อมต้องสำรวมตนให้เหมาะสม


ฉีเชียนถอนหายใจเล็กน้อย เอ่ย “ช่างเถิด บัดนี้เจ้าสอบได้จิ้นซื่อแล้ว คิดหรือไม่ว่าจะไปทำงานที่กรมใด หรือยังคงชอบสืบสวนคดีเช่นเดิม”


ฉินหมิงเยี่ยนลังเลเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านี่คือการเปิดโอกาสให้เลือกไม่ใช่หรือ


ฉีเชียนเห็นว่าเขามีท่าทีคล้ายกังวล จึงเอ่ย “อย่าได้กังวลใจ เอ่ยออกมาตามตรงเถิด เรากับพี่สาวเจ้าก็นับว่าร่วมเป็นร่วมตาย ครอบครัวของนาง ข้าเองต้องให้ความใส่ใจ”


ฉินหมิงเยี่ยนเมื่อได้ยินคำเรียกขานนั้น แม้ในใจสะท้านเล็กน้อย แต่ใบหน้ามิได้แสดงความรู้สึกออกมา จึงเอ่ย “ขอกราบทูลฝ่าบาท หากเป็นไปได้ ข้าปรารถนาไปยังกรมอาญาหรือสำนักฮั่นหลิน ทว่าบัดนี้ ท่านปู่ของข้ามีอายุมากแล้ว ร่างกายก็ไม่แข็งแรงนัก มักหลับใหลมิได้สติ แพทย์หลวงยังกล่าวว่า อาจจะ…หากเลือกแล้ว เกรงว่าอาจไม่สามารถไปรับตำแหน่งในช่วงระยะนี้ได้”


ฉีเชียนเข้าใจจึงเอ่ย “เรื่องนี้เจ้าอย่าได้เป็นกังวล แท้จริงแล้ว ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาที่มีปีศาจอาละวาด ก่อให้เกิดความโกลาหลไปทั่วแผ่นดิน ขณะนี้เป็นช่วงที่ต้องฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน ทุกสิ่งทุกอย่างจำเป็นต้องใช้คนมือถึง เราจึงได้หารือกับกรมโยธาแล้วว่า สำหรับขุนนางที่ประสบเหตุเช่นเจ้า ย่อมจะต้องได้รับการ ‘ยกเว้น’”


ฉินหมิงเยี่ยนได้ยินดังนั้นถึงกับประหลาดใจ


ฉีเชียนยิ้มแฝงความขมขื่น เอ่ย “หากเจ้าออกไปแล้ว เจ้าจะรู้ถึงความเสียหายที่รุนแรงเพียงใด เวลานี้เป็นช่วงเวลาคับขัน และต้องการกำลังคนมาก ดังนั้นจำต้องทำงานรวดเร็ว”


ฉินหมิงเยี่ยนจึงคุกเข่าลง ประสานมือเอ่ย “ศิษย์ขออุทิศตนเพื่อราษฎร”


“ดี เจ้ากลับไปบ้านรอฟังข่าวเถิด หากกรมทั้งสองมีตำแหน่งว่าง รายงานจะถูกส่งขึ้นมา และพระราชโองการจะถูกส่งไปยังบ้านตระกูลฉินทันที”


“กระหม่อม น้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ”


ฉินหมิงเยี่ยนโค้งคำนับ ถอยหลังออกไป ไม่มีความต้องการจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว รีบออกจากราชสำนักอย่างรวดเร็ว


พระราชโองการส่งถึงบ้านตระกูลฉิน ฉินหมิงเยี่ยนได้รับตำแหน่งจู่ซื่อประจำกรมอาญา เลื่อนเป็นขุนนางขั้นหก นับเป็นตำแหน่งเริ่มต้นที่สูงกว่าจิ้นซื่อคนอื่นๆไม่น้อย


สายตาอิจฉาหลายคู่มองมายังเขา ต่างก็เอ่ยปากแซวให้เขาเลี้ยงฉลอง


ฉินหมิงเยี่ยนย่อมเลี้ยงฉลอง ทว่ามื้อเลี้ยงที่จัดขึ้นกลับเป็นงานสีขาว


เพราะในวันที่สามหลังจากได้รับพระราชโองการ ปู่ของเขาฉินหยวนซานได้จากไปด้วยความสงบ ตระกูลฉินจึงตกอยู่ในความโศกเศร้าถ้วนหน้า


[1] การสอบพิเศษที่กษัตริย์ทรงจัดตั้งขึ้น ในระบบการสอบจอหงวนของจีนโบราณ โดยปกติแล้วการสอบเพื่อคัดเลือกขุนนางจะมีรอบการสอบตามกำหนดเวลา เช่นทุกสามปี การสอบที่จัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษจึงจะจัดขึ้นในบางโอกาสตามพระราชประสงค์ของกษัตริย์ ในบริบทของเรื่องนี้ การสอบพิเศษที่กษัตริย์ทรงจัดขึ้นนี้จึงมีขึ้นเพื่อสรรหาคนมีความสามารถเพิ่มเติมในช่วงที่บ้านเมืองกำลังฟื้นฟูจากสงคราม


[2] ยกเว้น หมายถึง ยกเว้นข้อกำหนดที่ขุนนางจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเมื่อมีการสูญเสียสมาชิกในครอบครัวที่ใกล้ชิด


[3] จู่ซื่อ ตำแหน่งขั้นนางขั้นหกในกรมอาญา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านกฎหมาย การพิจารณาคดี และการบริหารงานด้านความยุติธรรมในราชสำนัก จู่ซื่อ เป็นข้าราชการที่มีบทบาทสำคัญในงานราชการ แม้จะเป็นระดับเริ่มต้น แต่ถือว่าเป็นก้าวแรกในสายงานราชการที่สามารถเติบโตไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นได้


[4] งานสีขาว เป็นงานเลี้ยงที่จัดในช่วงไว้อาลัยผู้ล่วงลับ เพื่อแสดงความเคารพและขอบคุณผู้ที่มาร่วมงานในบรรยากาศที่สุภาพและเคร่งขรึม


ตอนพิเศษ 2: เรื่องราวในตระกูลฉิน (2)


ช่วงนี้สะใภ้หวังเต็มไปด้วยความกังวลจนผมหงอกเพิ่มขึ้นอีกหลายเส้น ทั้งยังเสียใจนักหนา นางคิดว่าน่าจะรีบหมั้นหมายคู่ครองให้ฉินหมิงเยี่ยนให้เร็วกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจ เขาอยากตั้งตัวให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน หรือปล่อยให้เขาใช้ชีวิตนอกบ้าน ปะปนกับพวกคนเหลวแหลกตามใจ


แล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไรเล่า ปีแล้วปีเล่าที่ล่วงเลยไปโดยไร้ประโยชน์ จนเขากลายเป็นชายโสดวัยเกินอายุสมรส พอสอบราชการได้จิ้นซื่อได้รับแต่งตั้งตำแหน่งราชการ ถือว่าตั้งตัวได้แล้ว แต่เคราะห์กรรมก็มาเยือน ปู่ของเขากลับจากไปในเวลาเดียวกัน ถึงแม้ฮ่องเต้จะอนุญาตให้ได้รับยกเว้นโดยไม่ต้องลาพักไว้ทุกข์ แต่พิธีไว้ทุกข์ที่ควรกระทำก็ยังต้องกระทำอยู่ดี


ในระหว่างปีที่ไว้ทุกข์ ฉินหมิงเยี่ยนรับราชการอย่างเชี่ยวชาญ งานในกรมอาญา เหมือนจะเป็นสิ่งที่เขาถนัดและคุ้นเคย ในเวลาเพียงปีเดียวเขาสามารถคลี่คลายคดีแปลกประหลาดได้หลายคดี จนได้รับสมญา “เทพน้อยยอดนักสืบ” อีกทั้งยังเป็นที่ชื่นชมของผู้บังคับบัญชาในกรมอาญา


ทว่าเมื่อกล่าวถึงเรื่องคู่ครอง เขากลับดูเหมือนคนไร้ปฏิภาณ หลังจากนัดดูตัวกับหญิงสาวชาติตระกูลสูงส่งถึงสามครั้งกลับไม่ถูกใจสักครั้ง และครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สี่


เมื่อฉินหมิงเยี่ยนพ้นช่วงไว้ทุกข์ แต่สะใภ้หวังยังไม่พ้น นางจึงพาเขาไปนัดดูตัวที่สถานที่อย่างวัดอวี้ฝอหรืออารามจินหวาเหล่านี้ โดยถือโอกาสจุดตะเกียงวิญญาณให้ท่านปู่ผู้ล่วงลับไปพร้อมกันกับการดูตัว


ครั้งที่สี่นี้ เป็นไปตามความชอบของอีกฝ่าย จึงมายังวัดอวี้ฝอ สะใภ้หวังยังกำชับฉินหมิงฉุน ให้อยู่เคียงข้าง มาเป็นเพื่อนพี่ชายด้วย เพื่อช่วยเตือนสติไม่ให้ฉินหมิงเยี่ยนพูดจาเหลวไหล


ฉินหมิงฉุนรับคำอย่างมั่นใจ ตบหน้าอกตัวเองดังปึก ประกาศว่าเรื่องการดูตัวของพี่ชายครั้งนี้ ให้เป็นหน้าที่ของเขา รับรองจะคว้าสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ไว้ได้แน่นอน


แต่พอเห็นพี่ชายยืนเผชิญหน้ากับคุณหนูโจวพี่สาวผู้นั้น เขาจึงรู้ได้ว่าเหตุใดพี่ชายของตนจึงยังไม่มีคู่ครอง บัดนี้มีเหตุผลอย่างชัดเจน


เขาเป็นพวกเก็บซ่อนความรู้สึกกระมัง ยังยืนอยู่ครึ่งเค่อเอ่ยไม่ถึงสามประโยคด้วยซ้ำ


ฉินหมิงฉุนส่งสายตาให้ฉินหมิงเยี่ยนราวกับคนบ้า หนังตาแทบเหน็บชาแล้ว ท่านดึงความสามารถของท่านยามสอบปากคำผู้ต้องสงสัยออกมาสิ ยืนโง่อยู่นั่น จะพาสาวงามกลับบ้านมีหลานให้ข้าอุ้มได้อย่างไร


ฉินหมิงเยี่ยนเมื่อเห็นสัญญาณที่น้องชายส่งมา กระแอมไอเบาๆ มองไปยังคุณหนูโจวที่อยู่ด้านข้าง เอ่ย “คุณหนูโจว ในยามปกติชอบทำสิ่งใดหรือ”


“อ้อ”


คุณหนูโจวได้ยินคำว่า ‘อ้อ’ เพียงคำเดียว จึงกลั้นใจเอ่ยถาม “ท่านล่ะ”


ฉินหมิงเยี่ยนเอ่ย “ข้า หากอยู่บ้านก็มักจะฝึกกระบี่กับน้องชาย หากไม่เช่นนั้นก็ดูตำราแพทย์ ศึกษาคดีความ หรืออ่านแผนภาพกระดูกและเส้นประสาท หากทำงานราชการที่กรมอาญา ก็มักคลี่คลายคดีหรือศึกษาแฟ้มคดีเก่าๆ”


“ท่านรู้วิชาการแพทย์ด้วยหรือ” คุณหนูโจวรู้สึกประหลาดใจ


ฉินหมิงเยี่ยนเอ่ย “ไม่เชี่ยวชาญนัก แต่พอรู้บ้างเรื่องกระดูกและเส้นประสาท อีกทั้งรู้จักตรวจชีพจรบ้างเล็กน้อย เพราะบางครั้งต้องใช้ในการคลี่คลายคดี”


ฉินหมิงฉุน แย่แล้ว เอาอีกแล้ว


เขากระแอมไอหนักๆ


ฉินหมิงเยี่ยนมองไป เห็นเขาขยิบตาอย่างบ้าคลั่ง ขมวดคิ้วขึ้น


คุณหนูโจวกลับเอ่ยถาม “สืบคดีต้องใช้วิชาการแพทย์หรือเจ้าคะ”


เมื่อถูกถามถึงงานที่เขาถนัด ฉินหมิงเยี่ยนจึงเปิดปากพูดไม่หยุด “แน่นอน ยกตัวอย่างเช่นคดีฆาตกรรม ต้องตรวจสอบว่าผู้ตายเสียชีวิตอย่างไร ร่างกายของคนตายจะบอกเล่าความจริงผ่านรายละเอียดเล็กน้อย”


คุณหนูโจวร่างกายแข็งทื่อทันที “คน คนตายอย่างนั้นหรือ”


“ใช่แล้ว คดีฆาตกรรมเป็นคดีที่พบได้บ่อยที่สุด ยังมีบางคดีที่คนร้ายพยายามสร้างฉากหลอกลวงให้ดูเหมือนฆ่าตัวตาย เช่นเดือนก่อน ข้าเจอคดีหนึ่ง ผู้ตายไส้ทะลักออกมา มีหนอนชอนไช…”


แค่กๆๆ


ฉินหมิงฉุนไอจนหน้าเขียวแล้ว


ผู้ใดดูตัวแล้วเอ่ยเรื่องคนตายกับคู่ดูตัว ยังมีหนอน ไยท่านจึงไม่เอ่ยถึงหลุมอุจจาระเลยเล่า


บรรพบุรุษของข้า ไฉนท่านไม่เอ่ยถึงลม ดอกไม้ หิมะ ดวงจันทร์ เป็นคนพูดน้อยก็ดี เอ่ยถึงเรื่องสังหาร คนตายอะไรกัน ดูสิทำให้คุณหนูเขาตกใจจน…


คุณหนูโจวสมองขาวโพลน นึกถึงภาพที่ฉินหมิงเยี่ยนเอ่ยถึง ดวงตากลอก ส่งเสียงในลำคอ ตัวอ่อนยวบล้มลงไปกับพื้น


บรรยากาศชุลมุนวุ่นวายขึ้นมาทันใด


ฉินหมิงฉุนถึงกับมองเห็นดวงดาววิบวับในดวงตา เฮ้อ รายนี้ก็หลุดมือไปอีกแล้ว


ฉินหมิงเยี่ยนยังคงยื่นนิ่งด้วยท่าทางใสซื่อ นี่เป็นสิ่งที่นางถาม เขาเพียงเอ่ยตอบตามความจริงเท่านั้น นี่เป็นหน้าที่ของเขาทั้งหมดนี่นา

…..


สะใภ้หวังส่งฮูหยินโจวออกจากวิหารด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันกลับมาถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือที่ชี้ไปยังฉินหมิงเยี่ยนสั่นระริก “เจ้า เจ้า…”


ฉินหมิงฉุนและอนุวั่นประคองนางซ้ายขวาให้นั่งลง คนหนึ่งรินน้ำ คนหนึ่งลูบหลังนาง


อนุวั่นเอ่ยปลอบ “พี่หญิงท่านอย่าได้ร้อนใจ นี่เป็นสิ่งที่เราคาดเดาไว้แล้วว ไม่มีประโยชน์ใดที่ท่านต้องโมโหจนทำให้เกิดริ้วรอยแก่ตัวเอง ไม่คุ้มค่าจริงๆ”


ฉินหมิงเยี่ยนรีบคุกเข่าลงทันทีด้วยความคุ้นชิน


สะใภ้หวังดื่มน้ำอึกหนึ่งตามที่ฉินหมิงฉุนส่งมา เอ่ยด้วยความโกรธ “นึกว่าเจ้าบอกเรื่องโครงกระดูกในห้องของเจ้ามันแปลกประหลาดพอแล้ว แต่นี่เจ้ากลับทำให้มันยิ่งแปลกประหลาดขึ้นไปอีก อะไรนะ เจ้ากล้าพูดเรื่องคนตาย แถมยังเอ่ยอย่าง…”


“ละเอียด” อนุวั่นเอ่ยเสริม ชี้ไปยังฉินหมิงเยี่ยน “ข้าเป็นคนใกล้แก่ยังทนฟังไม่ได้ เอ่ยเรื่องน่าฟังไม่ได้หรืออย่างไร”


ฉินหมิงเยี่ยนเอ่ยตอบเก้อเขิน “นางเอ่ยถามข้าก่อน ข้าคิดว่าหากนางชอบข้า ต่อไปใช้ชีวิตร่วมกัน จะช้าจะเร็วนางก็ต้องรู้”


“เหอะ เจ้ายังคิดไปไกล คนเขาฟังก็กลัวไปก่อนแล้ว จะอยู่กันได้อย่างไร” สะใภ้หวังกุมหน้าอก “โอ๊ย ใจข้า เจ้าคิดจะทำให้ข้าโมโหจนตายหรืออย่างไร ไยข้าจึงได้คลอดท่อนไม้อย่างเจ้าออกมา เมื่อก่อนเจ้าไม่ได้เป็นเช่นนี้นี่”


ฉินหมิงเยี่ยนรำพึงในใจ เมื่อก่อนข้าก็ไม่คิดว่าสตรียุ่งยาก แต่ตอนนี้รู้สึกว่าพวกนางวุ่นวายยิ่งนัก คนตายยังดีกว่า ไม่โหวกเหวกโวยวาย ยอมให้ชำแหละ เอ้ย ชันสูตร และยังบอกความจริงเกี่ยวกับคดีได้อีก


“แล้วก็เจ้า บอกเจ้าให้จับตาดูมิใช่หรือ ไยจึงทำให้เขาเป็นหนักกว่าเดิมเล่า” สะใภ้หวังจ้องเขม็งไปยังฉินหมิงฉุน “พวกเจ้าเป็นเช่นนี้ เมื่อไรเราจะได้อุ้มหลานเล่า พี่ชายเจ้าไม่ได้ เช่นนั้นก็เป็นเจ้าแทนแล้วกัน”


ฉินหมิงฉุนเบิกตากว้าง “ท่านแม่ ข้ายังอายุแค่สิบห้า ข้ายังเรียนหนังสืออยู่นะขอรับ”


ฉินหมิงเยี่ยนตาวาว “ข้าว่าก็เข้าท่าดี เจ้าจงแต่งงานเร็วๆ และมีลูกหลายๆคน จากนั้นส่งลูกคนหนึ่งมาเป็นบุตรบุญธรรมของข้า ข้าก็ไม่ต้องแต่งงานแล้ว”


ฉินหมิงฉุนกัดฟันกรอด “พี่ชาย ท่านช่วยทำตัวให้เหมือนมนุษย์หน่อยได้หรือไม่”


“การสร้างครอบครัวก่อนแล้วค่อยตั้งตัวนั้นถือว่าถูกต้อง เป็นพี่ที่พลาดเองในอดีต หมิงฉุน เจ้าเชื่อข้า” ฉินหมิงเยี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง


“นี่ เรื่องอะไรต้องเป็นข้าเล่า”


“ไสหัวไป พวกเจ้าไสหัวไปให้หมด” สะใภ้หวังเห็นพวกเขาถกเถียงกันก็โมโห ยกมือนวดขมับ


สองพี่น้องละอายใจ เอ่ยปลอบเล็กน้อย จากนั้นเดินออกไป เมื่อสบตากัน ต่างก็รู้สึกผิดอยู่ในใจ


ด้านในห้อง อนุวั่นเอ่ยปลอบ “บางทีวาสนาของเขาคงยังมาไม่ถึง คนต่อไปอาจจะใช่ก็ได้นะเจ้าคะ”


สะใภ้หวังครุ่นคิดด้วยใบหน้าเศร้าหมอง เอ่ย “เจ้าว่าถ้าข้ามองข้ามการดูตัวไปเลย ให้พวกเขาเจอกันอยู่ไกลๆจะได้หรือไม่”


“เอ่อ…หากแต่งมาแล้ว มาเจอเรื่องที่เขาทำ จะร้องไห้ทั้งวันทั้งคืนหรือไม่เจ้าคะ กลายเป็นคู่ทุกข์ยาก เช่นนั้นคงยิ่งไม่ดีกระมัง” อนุวั่นถอนหายใจ เอ่ย “รู้เช่นนี้คงให้พี่สาวของเขาเลือกให้สักตระกูล”


สะใภ้หวังสะท้านไปทั้งตัว กระบอกตาแดงก่ำ เงียบลงไป มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ถ้ารู้ คงไม่ต้องนึกถึงนางฝันถึงนางในทุกๆค่ำคืนกระมัง


ตอนนี้นางอยู่ที่ใดกัน


ตอนพิเศษ 3: เรื่องราวในตระกูลฉิน (3)


การดูตัวครั้งนี้ล้มเหลวอีกครั้ง ฉินหมิงเยี่ยนเองรู้สึกท้อแท้อยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากแต่งงานเสียทีเดียว อย่างไรเขาก็เป็นบุตรชายคนโตสายตรงของตระกูล อีกทั้งยามนี้ฉินหลิวซีเองก็จากไปแล้ว พอข่าวนี้ถึงหูเหล่าผู้อาวุโส ผมหงอกก็งอกเพิ่มไปหลายเส้น แม้แต่อนุวั่นที่รักความงามยิ่งกว่าสิ่งใดยังไม่เว้น


เขาควรจะแต่งงานเสียแต่เนิ่นๆ ให้กำเนิดบุตรหลานสักสองสามคนเพื่อเป็นที่พึ่งใจของผู้เฒ่าผู้แก่ ไม่เช่นนั้นหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ทุกข์ตรมในใจ อาจมีผลต่ออายุขัย


เพียงแต่ เขาเอ่ยตามความเป็นจริงเขาผิดหรือ


ต่อให้ตอนนี้เขาไม่บอก เมื่อแต่งงานแล้ว ภรรยารู้ว่าเขาต้องทำสิ่งใดในหน้าที่ จะไม่รู้สึกขัดเคืองใจหรือ


ในเมื่อจะกลายเป็นคู่ชีวิตที่ขัดแย้ง มิสู้บอกออกไปตั้งแต่เนิ่นๆยังจะดีกว่า


ทว่าหากเอ่ยถึงตัวเขาแล้ว ฉินหมิงฉุนดูเหมือนจะมีโอกาสง่ายกว่า เขาเป็นคนหน้าตาดี ริมฝีปากแดงฟันขาว แลดูสุภาพ พูดจาหวานไพเราะ เป็นบุตรเขยในฝันของเหล่ามารดาเจ้าสาวโดยแท้


บางทีสายตาของเขาคงร้อนแรงเกินไป ฉินหมิงฉุนขนลุกซู่ไปทั้งตัว เอ่ย “ท่านอย่าได้คิดโยนความคิดนั้นมาไว้ที่ตัวข้า ข้าเพิ่งจะสิบห้า ต้องมาสูญเสียน้ำเชื้อตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ใช่เรื่องดี”


ฉินหมิงเยี่ยนเกือบสำลักน้ำลายตัวเอง เอ่ย “เจ้าเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ดีนัก”


“อย่างน้อยข้าก็เคยเปิดตำราการแพทย์อ่านมาบ้าง” ฉินหมิงฉุนแค่นเสียงกล่าว


ฉินหมิงเยี่ยนเงียบไปทันที ตำราการแพทย์และภาพวาดเส้นลมปราณที่อยู่ในห้องหนังสือของจวน ล้วนเป็นสิ่งที่ฉินหลิวซีทิ้งไว้ให้ พี่น้องในจวนทุกคนต่างเคยพลิกอ่าน เพราะในนั้นมีคำอธิบายที่นางเขียนกำกับไว้ด้วยลายมือ


นึกถึงครั้งสุดท้ายที่พบกับฉินหลิวซี นางยังกล่าวเตือนเขาไว้ว่า ควรแต่งงานเสียที ให้กำเนิดบุตรหลานสองสามคน เพื่อให้มารดาได้ชื่นชมความสุขในวัยชรา


ตอนนี้ดูเหมือนเขาไม่เอาไหนเสียจริง


ฉินหมิงเยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย “บุตรีในตระกูลใหญ่ มักถูกเลี้ยงดูในเรือนหลัง ไม่ได้ออกจากประตูใหญ่หรือจวนเล็ก สิ่งที่พบเห็นส่วนใหญ่ก็มีแต่พิณ หมากล้อม อักษร และภาพวาด ประสบการณ์ของข้าดูเหมือนจะน่าตกใจเกินไปสำหรับพวกนาง”


“ในที่สุดพี่ก็รู้ตัวเสียที”


“คุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ทั้งบอบบางและขี้ขลาด เช่นนั้น ข้าควรลองไปหาจากตระกูลขุนนางสายทหารหรือครอบครัวธรรมดาแทนดีหรือไม่”


ฉินหมิงฉุนชะงักไปเล็กน้อย เอ่ย “ก็คงไม่จำเป็นต้องถึงขั้นนั้น”


ฉินหมิงเยี่ยนส่ายศีรษะ เอ่ย “ตระกูลฉินของเราไม่ได้เป็นตระกูลสูงศักดิ์อะไรนัก เมื่อคราวก่อนยังเคยถูกเนรเทศ แม้ตอนนี้จะได้รับการฟื้นฟูสถานะ แต่ก็ยังมีคนไม่น้อยที่ดูถูก”


“พี่รองท่านดูถูกตนเองเกินไปแล้ว ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งตำแหน่งให้ท่านด้วยพระองค์เอง ทรงพระกรุณาให้ยกเว้นการลาไปไว้ทุกข์ แม้แต่พิธีศพของท่านปู่ ทรงยังโปรดให้ขันทีคนสนิทนำเครื่องบรรณาการและมาจุดธูปด้วยพระนามของพระองค์เอง ท่านไม่เข้าใจความหมายของการกระทำนี้หรือ” ฉินหมิงฉุนเอ่ย “นี่แสดงว่าฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญกับตระกูลฉิน และให้ความสำคัญกับท่าน ในเมืองหลวงนี้ ผู้ใดไม่มีตา เห็นท่าทีของฝ่าบาทเช่นนี้ ท่านเข้าตาของพระองค์ อนาคตจะเป็นอย่างไรก็รู้ได้”


“นอกจากนี้ ฮ่องเต้ให้ความสำคัญตัวท่านเองก็ต้องมีความสามารถมิใช่หรือ ท่านเพิ่งเข้ารับตำแหน่งในกรมอาญาเพียงหนึ่งปีก็สามารถไขคดีใหญ่ๆได้มากมาย จนได้รับฉายาว่า ‘เทพนักสืบ’ พี่ชายคิดว่าคนอื่นยกยอท่านเกินจริงหรือ คดีเหล่านั้น หากไม่ใช่เพราะท่านตรวจสอบคดีอย่างละเอียดรอบคอบจนคลี่คลายได้สำเร็จ ฉายานี้จะมาจากใด สิ่งที่พี่ชายทำได้ คนในกรมอาญาต่างก็รับรู้ ท่านมีพรสวรรค์ ถึงได้รับฉายา มีความสามารถแท้จริง ฝ่าบาทให้ความสำคัญ อนาคตจะแย่ได้หรือ ในสายตาคนเมืองหลวงนี้ ผู้ใดจะคิดว่าชายหนุ่มเช่นนี้ไม่คู่ควรกับการเป็นเขยเล่า”


ฉินหมิงฉุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เพราะเราไม่ได้ป่าวประกาศออกไปว่าเราเป็นต้นตระกูลของพี่หญิงใหญ่ มิเช่นนั้น จะมีผู้ใดที่พี่ไม่คู่ควรกันเล่า”


ฉินหมิงเยี่ยนจ้องมองน้องชายด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนจะเอ่ยเบาๆ “เจ้าโตแล้ว”


ฉินหมิงฉุนชะงักเล็กน้อย เม้มริมฝีปาก เอ่ยพึมพำ “สมควรโตขึ้นแล้ว”


พี่น้องทั้งสองยืนเงียบงันอยู่ในลานวัด มีเพียงใบแปะก๊วยอายุร้อยปีที่โปรยปลิวลงมา เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่าน ทั้งคู่เงยหน้ามองโดยไม่ได้นัดหมาย


พรึบ


เงาสีเหลืองดุจใบแปะก๊วยร่วงหล่นลงตรงหน้าพวกเขา


ฉินหมิงเยี่ยนรีบดึงน้องชายให้ถอยหลัง ก่อนมองร่างที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า และแหงนมองต้นแปะก๊วยใหญ่โต


นางขึ้นไปอยู่บนนั้นได้อย่างไร


“ข้า สยงชี บุตรสาวตระกูลสยง บิดาข้าคือรองเจ้ากรมกลาโหม พี่ชายรองและพี่สะใภ้รองข้าล้วนมีสัมพันธ์ที่ดีกับคุณหนูใหญ่ตระกูลฉิน พี่สาวท่าน” สยงชียิ้มตาหยีพลางเอ่ย “ข้าเติบโตขึ้นพร้อมเรื่องราวของพี่สาวท่าน ตระกูลฉินของพวกท่านมีแต่คนน่าสนใจจริงๆ”


ฉินหมิงเยี่ยนยกมือประสานคารวะเล็กน้อย “คุณหนูสยง”


สยงชียิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนขยิบตาให้เขา เอ่ย “เมื่อครู่ข้าเห็นการดูตัวของท่านแล้ว ไม่แปลกเลยที่มันล้มเหลว ใครเล่าจะไม่ตกใจเมื่อได้ยินท่านเอ่ยถึงศพและไส้”


ฉินหมิงเยี่ยนใบหน้าแดงก่ำ กำลังคิดหาข้ออ้างเพื่อกล่าวลา แต่หญิงสาวกลับเอ่ยขึ้นอีกหนึ่งประโยค


“ข้านี้แตกต่าง ข้าฟังได้ทุกเรื่อง ข้ายังร่วมมือกับท่านได้ด้วย ท่านว่าข้าเป็นอย่างไร ปีนี้ข้าอายุสิบแปด ยังมิได้หมั้นหมาย ไม่มีโรคภัยใดๆ สินเดิมข้ามีถึงแปดสิบแปดเกวียน”


สองพี่น้องต่างตะลึงงัน หญิงสาวเช่นนี้ช่างอาจหาญยิ่งนัก


ฉินหมิงเยี่ยนขมวดคิ้ว “เรื่องสมรสนั้นย่อมต้องขึ้นอยู่กับคำสั่งบิดามารดาและคำกล่าวของแม่สื่อ จะมาเล่นสนุกเช่นนี้ได้อย่างไร”


สยงชีเอ่ย “ท่านยังไม่ได้แต่ง ข้าก็ไม่ได้ออกเรือน ทั้งสองฝ่ายต่างกำลังมองหาคู่ครอง ทั้งอายุและชาติตระกูลก็เหมาะสม ข้าขอเสนอตัวเช่นนี้ย่อมไม่ผิดอะไร หากท่านมองข้าไม่เหมาะสม ก็ถือเสียว่าข้าไม่ได้เอ่ยสิ่งใด”


ฉินหมิงเยี่ยนพูดไม่ออก จึงพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าอย่างละเอียดอีกครั้ง ใบหน้าของนางไม่จัดว่าหวานหยดย้อย หากแต่เต็มไปด้วยความสดใสเปี่ยมเสน่ห์ นัยน์ตาสดใสพร้อมฟันขาวเรียงราย บ่งบอกว่านางเป็นผู้กล้าหาญและจริงใจ


ฉินหมิงเยี่ยนหูแดง เอ่ย “นี่เพิ่งเจอกันครั้งแรก ท่านกลับกล้านำเรื่องใหญ่ในชีวิตมาล้อเล่นได้อย่างไรกัน”


“ตระกูลฉิน ข้าได้ยินมานานแล้ว ท่าน เพียงมองก็มองออกแล้ว ซื่อตรง ขุนนางหน้าใหม่ผู้เปี่ยมความสามารถ ใบหน้าคมคาย สายตาใสสะอาด แค่นี้ก็เพียงพอ”


“ในเมื่อท่านได้ยินสิ่งที่ข้าเอ่ยกับคุณหนูโจวเมื่อครู่ ท่านจะไม่หวาดกลัวหรือ”


สยงชียิ้มแฉ่ง “ข้าปีนขึ้นต้นไม้สูงถึงเพียงนี้ ท่านคิดว่าข้าจะกลัวศพหรือ แต่ท่านเล่า กลัวหรือไม่ว่าข้าจะชะตาแข็ง ข้าเคยถูกหมั้นหมาย แต่คู่หมั้นข้ากลับอายุสั้นสิ้นชีวิต ตระกูลซุนนั่นยังคิดให้ข้าแต่งกับป้ายวิญญาณ ข้าเกือบต้องขุดหลุมศพของเขาจึงได้ถอนหมั้นมาได้ ชื่อเสียงของข้าก็เลย อืม น่าจะเป็นหญิงแพศยาและนำโชคร้ายกระมัง”


“เหลวไหล ชะตาชีวิตย่อมขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิต เรื่องนี้จะโทษผู้ใดได้ การแต่งงานกับป้ายวิญญาณช่างเป็นความคิดโง่เขลาสิ้นดี” ฉินหมิงเยี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา


สยงชียิ้มจนตาหยี หยิบหยกชิ้นหนึ่งจากเอวส่งให้เขา “หากท่านยินดี เช่นนั้นก็มาขอกับตระกูลสยงของข้า ข้าจะรอท่าน”


ฉินหมิงเยี่ยนยืนนิ่งไป ครั้นได้สติหญิงสาวก็หายตัวไปแล้ว เหลือเพียงหยกในมือ


เขาหันไปหาฉินหมิงฉุน “นี่มันเรื่องใดกัน”


“เรื่องใดกันงั้นหรือ เรื่องดีน่ะสิ รีบกลับไปแจ้งข่าวแก่ท่านแม่ แล้วส่งคนไปสืบข่าวคุณหนูสยง จากนั้นจ้างแม่สื่อไปเจรจาเถิด” ฉินหมิงฉุนยิ้มจนแก้มแทบปริ เอ่ย “แต่ดูจากทีท่าแล้ว ข้าเห็นทีท่านกับนางจะมีวาสนาต่อกัน ข้าคงได้อุ้มหลานในปีหน้าแล้วกระมัง”


เขาทำท่าประสานนิ้วสองข้างให้กระทบกัน


ฉินหมิงเยี่ยนใบหน้าแดงก่ำ เขาก้มมองหยกในมือ อยู่ๆ ก็มีประโยคหนึ่งผุดขึ้นในใจ


ภรรยาที่หล่นมาจากต้นไม้หรือ


ตอนพิเศษ 4: เรื่องราวในตระกูลฉิน (4)


ในปีคังผิงที่สี่ เดือนห้า ฉินหมิงเยี่ยนและสยงจิ่งชีจัดงานเลี้ยงฉลองครบเดือนของบุตรสาวคนโต “ฉินเนี่ยนจวิน” ซึ่งพอดีกับการสิ้นสุดการไว้ทุกข์ของตระกูลฉิน งานเลี้ยงครั้งนี้จึงยิ่งใหญ่ ผู้มาร่วมงานล้วนเป็นผู้มีฐานะ ไม่ร่ำรวยก็มีอำนาจ โดยเฉพาะแขกบุรุษที่ล้วนเป็นบุคคลสำคัญ เช่น เสนาบดีลิ่น ผู้อาวุโสไท่ฝู่อวี๋เหมี่ยว ขุนนางระดับสูง ก็มาด้วยตนเอง และยังอุ้มเด็กน้อยที่มีชื่อเล่นว่า “ซือซือ” ด้วยความเอ็นดู


“เหมือน เหมือนจริงๆ” เสนาบดีลิ่นกล่าวพลางอุ้มเด็กหญิงในห่อผ้า ดูดวงตากลมใสประดุจผลซิ่งเหรินของนางด้วยความชื่นชม เอ่ย “ดวงตาคู่นี้ละ คล้ายที่สุด งดงามจริงๆ”


อวี๋เหมี่ยวที่ยืนอยู่ข้างๆ ยื่นคอมองอย่างใจจดใจจ่อ มือก็อดรนทนไม่ได้ แต่เสียดายที่คนอุ้มเด็กไม่ยอมปล่อย จึงเอ่ย “ให้ข้าดูใกล้ๆบ้าง”


เขายื่นมือจะคว้าห่อผ้า แต่เสนาบดีลิ่นเบี่ยงตัวหลบ เอ่ย “ได้ยินว่าสองวันก่อนท่านเพิ่งโดนรัชทายาททำให้โมโหจนต้องหยิบไม้บรรทัดลงโทษ โดนมือด้วย คงยังไม่หายดี ไม่ต้องอุ้มหรอก เดี๋ยวจะเจ็บหนักกว่าเดิม”


อวี๋เหมี่ยวหน้าเขียว ไร้สาระ มือข้าหายดีไม่มีปัญหา เจ้าก็แค่ไม่อยากให้ข้าอุ้ม


เขายื่นมือไปอีกครั้ง เอ่ย “เด็กในผ้าห่อจะหนักสักเพียงใด ขอข้าสัมผัสโชคแห่งชีวิตใหม่บ้าง”


เสนาบดีลิ่นถอนใจอย่างจำใจ ก่อนจะส่งเด็กน้อยให้ยังเอ่ยเตือน “ระวังหน่อย อย่าเผลอทำตกเชียว”


อวี๋เหมี่ยวรับห่อผ้ามาอย่างมั่นคง ก้มมองเด็กหญิงในอ้อมแขน สังเกตดวงหน้าเล็กๆ แล้วกล่าวด้วยความทึ่ง “เหมือนจริงๆ นี่คือสายเลือดเดียวกันหรือ ช่างน่ามหัศจรรย์”


คำพูดของเขาพาให้คอหอยตีบตัน น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ ดวงตาก็แดงเรื่อ


เสนาบดีลิ่นเองก็ถอนหายใจยาวอย่างเศร้าสร้อย เห็นชัดว่าต่างคิดถึงใครบางคน


ฉินหมิงเยี่ยนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็พลอยเงียบไป เขารู้ดีว่าพวกเขาคิดถึงผู้ใด


เนื่องจากบุตรสาวของเขา ตอนเกิดยังดูไม่ออกว่าเหมือนใคร แต่หลังอาบน้ำครบสามวัน ทุกคนก็เริ่มเห็นว่านางคล้ายฉินหลิวซี และเมื่อถึงครบรอบสิบสองวัน ดวงหน้านางยิ่งชัดเจนว่าคล้ายผู้เป็นป้าผู้ล่วงลับ ความคล้ายนี้สร้างทั้งความอัศจรรย์และความปลาบปลื้มให้แก่ทุกคน


ตนและฉินหลิวซีมีสายเลือดเดียวกันกว่าครึ่ง แต่ไม่ใช่มารดาคนเดียวกัน สำหรับการที่บุตรสาวของเขาเหมือนนาง ช่างเป็นเรื่องน่าประหลาด แต่ก็น่าเศร้าอยู่บ้าง


เรื่องน่ายินดีคือนางเหมือนป้าของนาง แต่ลึกๆก็อดหดหู่ไม่ได้ กลัวว่าฉินหลิวซีจะจากไปจริง และกลับมายังตระกูลฉินในรูปแบบใหม่


และเรื่องที่บุตรสาวของเขาคล้ายฉินหลิวซีได้แพร่กระจายออกไปโดยไม่รู้ตัว พวกขุนนางใหญ่ทั้งหลายก็พากันหลงใหลในเรื่องนี้


เช่นเดียวกับตอนนี้


ฉินหมิงเยี่ยนได้แต่หวงและจนปัญญา ไม่กล้าต่อกรกับคนแก่ผู้มีอำนาจที่สามารถเป็นปู่ของเขา แต่ในใจก็ไม่สบายใจที่บุตรสาวต้องถูกบุรุษหลายคนอุ้มไปมาราวกับเล่นส่งไม้ตีเกราะ


เขาเห็นคนรุ่นใหญ่ส่งต่อกันเสร็จ ก็ถึงคราวของคนรุ่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมู่ซื่อจื่อ อย่างเช่นอ๋องน้อยแห่งตระกูลหมิง อีกทั้งจิ่งซื่อซื่อจื่อแห่งฉังเอินโหว สุดท้ายเด็กก็ถูกส่งต่อมายังสยงรองลุงแท้ๆ


ฉินหมิงเยี่ยนปวดศีรษะแล้ว


ควรหาข้ออ้างว่าเด็กต้องกินนมเพื่อนำตัวกลับมาดีหรือไม่


สำหรับแขกบางคนที่ไม่เข้าใจ ก็ได้แต่สงสัยเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆของตระกูลฉินผู้นี้ ก็เป็นเพียงเด็กมิใช่หรือ ไยจึงเป็นที่โปรดปรานจนคนเหล่านี้ไม่ยอมวาง ไม่เพียงอุ้มไม่ยอมวาง อีกทั้งของขวัญรับขวัญเด็กก็ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าที่หาซื้อไม่ได้


“เจ้าไม่รู้หรือ ได้ยินว่าเด็กหญิงคนนี้หน้าตาคล้ายกับท่านป้าของนาง บุตรสาวคนโตผู้ลึกลับของตระกูลฉิน ได้ยินว่าเป็นเซียนจวินแห่งอารามชิงผิงที่ปราบมารช่วยโลกผู้นั้น”


“เป็น เป็นไปไม่ได้กระมัง” อีกคนกล่าวด้วยความตื่นตะลึง “เรื่องนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน และทางตระกูลฉินก็ไม่เคยกล่าวถึง”


“ไม่ได้ป่าวประกาศออกไป แต่บ้านเก่าตระกูลฉินอยู่ที่ใด พวกเจ้าลืมแล้วหรือ เมืองหลี” คนผู้นั้นยังเอ่ยต่อ “อีกทั้ง พวกเขาไม่จำเป็นต้องบอกกับภายนอก ผู้ที่ควรรู้ต่างก็รู้แล้ว เจ้าดูสิเพียงงานเลี้ยงครบหนึ่งเดือนของเด็กหญิงเพียงคนเดียว ผู้ที่มานั้นเป็นผู้ใดบ้าง เท่านี้ก็เข้าใจแล้ว”


ผู้คนพากันเงียบงัน


อย่าได้กล่าวถึงผู้ที่มาเลย เพียงมองดูความรักใคร่ที่พวกเขามีต่อเด็กหญิงผู้นี้ก็พอจะมองออกปริศนาบางส่วนแล้ว ปกติความรักใคร่มักมาจากสตรี แต่ครานี้กลับเป็นเหล่าขุนนางผู้ทรงอำนาจที่พากันหลงใหลเด็กหญิงตัวน้อย นี่มันทำให้ผู้คนที่ได้พบเห็นแทบลืมหายใจ


ปีที่โลกเกือบล่มสลายนั้น มีผู้คนล้มตายมากมาย ในช่วงหลายปีมานี้ ราชสำนักยังต้องสนับสนุนให้คนมีบุตรมากขึ้น แม้แต่ในตระกูลชั้นสูงก็มีเด็กเกิดใหม่ไม่น้อย แต่ผู้ใดเล่าที่ได้รับความรักใคร่เช่นเดียวกับเด็กหญิงผู้นี้ ความรักใคร่นั้นมากล้นจากเหล่าผู้ทรงอิทธิพลระดับสูง ไม่มีการปิดบังใดๆทั้งสิ้น นางสมควรถูกเรียกขานว่า “ยอดดวงใจแห่งมวลชน”


ดูเหมือนว่าต้องกลับมาประเมินสถานะของตระกูลฉินเสียใหม่


ผู้คนในที่นั้น บางส่วนเคยพยายามเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลฉินมาก่อน แต่ก็มีเหตุให้ต้องผิดหวังเมื่อบุตรสาวของตนปฏิเสธ เพราะเห็นว่าชายหนุ่มแห่งตระกูลฉินตรงไปตรงมาเกินไป หรือหน้าที่การงานของเขาน่าหวาดกลัวจนมิอาจตัดสินใจแต่งงานด้วย บัดนี้กลับรู้สึกว่าตนพลาดโอกาสยิ่งใหญ่ ลองดูเถิด ผู้คนที่มาเกี่ยวข้องล้วนมีอำนาจแข็งแกร่ง


เมื่อหันไปดูตระกูลสยง บุญใหญ่นี้ตกมาอยู่กับพวกเขาได้อย่างไรกัน


ดูท่าทางคุณชายสยงผู้นั้นสิ ไม่สิ ความเย่อหยิ่งและพึงพอใจของเขา ดูแล้วก็อดรู้สึกขมขื่นมิได้…


อิจฉามาก


ในที่สุดฉินหมิงเยี่ยนก็อุ้มลูกสาวตัวน้อยกลับมาได้สำเร็จ แต่แล้วจู่ๆ เด็กน้อยกลับร้องไห้เสียงดังลั่น ทันใดนั้นผู้คนก็กรูกันเข้ามา


เกิดอะไรขึ้น หิวแล้วหรือไม่ หรือว่ารู้สึกไม่สบายตัว เรียกหมอหลวงมาดูดีหรือไม่


ฉินหมิงเยี่ยนได้กลิ่นบางอย่างจึงรู้ว่าลูกสาวของตนขับถ่ายออกมา จึงให้แม่นมพานางไปทำความสะอาด วันนี้มีผู้คนมามาก บุรุษในตระกูลฉินทุกคนต้องออกมาต้อนรับแขก รวมถึงบรรดาน้องชายของเขาด้วย


งานเลี้ยงกำลังจะเริ่มขึ้น


ซือเหลิ่งเย่ว์ในชุดยาวสีดำปักดิ้นทองปรากฏตัวขึ้น พร้อมจูงมือเด็กหญิงคนหนึ่งที่งดงามราวแกะสลักเดินเข้ามาด้วยกัน ดวงหน้าของนางช่างละม้ายคล้ายกันเหลือเกิน ราวกับตุ๊กตางามหยาดเยิ้ม


ซือเหลิ่งเย่ว์ ผู้เป็นหัวหน้าตระกูลและเจ้าสำนักแม่มดขาว เมื่อปรากฏตัว ย่อมดึงดูดสายตานับไม่ถ้วน สะใภ้หวังและฉินหมิงเยี่ยนออกมาต้อนรับด้วยตนเอง


ซือเหลิ่งเย่ว์เพียงหันศีรษะเล็กน้อย บ่าวที่ติดตามก็นำของขวัญล้ำค่ามอบให้ทันที ก่อนนางจะโค้งคำนับเล็กน้อยและแจ้งจุดประสงค์ของตน


นางมาเพื่อพบเด็กน้อยผู้นั้น ส่วนเรื่องร่วมโต๊ะ ขอเว้นไว้เถิด


สะใภ้หวังจึงนำทางนางไปยังเรือนด้านหลัง และได้ให้คนแจ้งแก่สยงซื่อล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นเมื่อทั้งหมดไปถึง นางจึงออกมารอต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว


ซือเหลิ่งเย่ว์คารวะก่อนสายตาจะจับจ้องไปยังเด็กในอ้อมแขนของแม่นม นางเดินเข้าไปใกล้ “ข้าขออุ้มหน่อยได้หรือไม่”


แม่นมมองไปทางสะใภ้หวัง เห็นนางพยักหน้า จึงยื่นเด็กส่งให้


ซือเหลิ่งเย่ว์รับเด็กมาอย่างระมัดระวัง เพียงชั่วขณะ น้ำตาก็คลอหน่วย “เหมือนมาก เหมือนจริงๆ”


สะใภ้หวังและคนอื่นๆในที่นั้นพลันตาแดง


“ท่านแม่ ข้าขอดูหน่อย” ซือโหมวดึงชายกระโปรงของซือเหลิ่งเย่ว์


ซือเหลิ่งเย่ว์จึงย่อตัวลงวางเด็กไว้ตรงหน้านาง ซือโหมวมองไปยังเด็กน้อยแล้วกะพริบตา “เหมือนท่านน้า แต่ไม่ใช่ท่านน้า”


ทุกคนสะดุ้งไปเล็กน้อย ความรู้สึกซับซ้อนผสมปนเป ทั้งขมขื่นและโล่งใจเล็กน้อย


ไม่ใช่นาง เช่นนี้หมายความว่านางยังอยู่ที่ใดที่หนึ่งหรือไม่ หรือว่าไม่ใช่นาง อาจเป็นผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด


ไม่มีผู้ใดกล้าคิดต่อไป


ซือเหลิ่งเย่ว์หันไปยังสยงซื่อ “นางเป็นหลานสาวคนแรกของเสี่ยวซี รูปโฉมคล้ายคลึงกันมาก แม้นางไม่อยู่ แต่ข้ายังอยู่ เจ้าจะให้ข้ามอบพรแก่นางได้หรือไม่”


สยงซื่อได้ฟังเรื่องของคนรอบกายฉินหลิวซีจากฉินหมิงเยี่ยนมาบ้าง แม้พึ่งพบหญิงสาวผู้มีอำนาจผู้นี้ครั้งแรก แต่กลับให้ความเคารพนับถือโดยไม่รู้ตัว “นับเป็นเกียรติยิ่ง ข้าขอขอบพระคุณแทนซือซือเจ้าค่ะ”


ซือซือ ซือเหลิ่งเย่ว์พึมพำทวนชื่อ นึกถึงคำว่า คิดถึงท่าน เฝ้าคะนึงถึงท่าน ขอท่านจงสุขสบาย…


[1] ผลซิ่งเหริน คือ อัลมอนด์


ตอนพิเศษ 5: เรื่องราวในตระกูลฉิน (5)


แน่นอนว่าเผ่าแม่มดสามารถอวยพรได้ เพียงอวยพรให้เด็กหญิงเกิดใหม่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับซือเหลิ่งเย่ว์ ไม่นานก็ลงจุดอวยพรให้แก่เด็กหญิงแล้วหยิบกำไลเงินวงหนึ่งส่งให้


“กำไลวงนี้ข้าทำเอง ข้างในมีกู่พิทักษ์หนึ่งตัว เมื่อนางสวมกำไลนี้ กู่ตัวนี้จะทำให้นางมิอาจถูกกู่ใดๆกล้ำกราย หากพบพิษใด ระฆังเงินจะส่งเสียงและเปลี่ยนสี”


ซือเหลิ่งเย่ว์เหลือบมองเหล่าคนที่อยู่ตรงหน้า เอ่ยด้วยเสียงเรียบนิ่ง “นางเป็นหลานสาวของเสี่ยวซี ของปกปักรักษาพวกเจ้าอาจมีไม่น้อย ของสิ่งนี้ถือเป็นน้ำใจของข้าที่เป็นผู้ใหญ่ สวมใส่หรือไม่แล้วแต่พวกท่าน กู่พิทักษ์นี้มีไว้ป้องกันภัย ไม่มีโทษใด ไม่ต้องหวาดหวั่น”


สะใภ้หวังรีบเอ่ยตอบ “พวกเราหาได้เกรงกลัวไม่ เพียงแต่ของนี้ช่างล้ำค่าเกินไปนัก”


ซือเหลิ่งเย่ว์ส่ายศีรษะเล็กน้อย “มิได้ล้ำค่าเกินไปหรอก คิดเสียว่าเป็นเครื่องรางป้องกันภัยเถิด” นางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “นางหน้าตาคล้ายเสี่ยวซี ในราชสำนักเองก็มีขุนนางใหญ่ไม่น้อยที่มีสัมพันธ์ที่ดีกับเสี่ยวซี ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงรักเด็กน้อยผู้นี้โดยมิได้ปิดบัง แต่ต้นไม้สูงย่อมรับลมแรง แม้อาจไม่มีใครกล้าลงมือจริงๆ ทว่าจิตใจมนุษย์ยากคาดเดา และความอาฆาตมักเผยออกมาโดยไม่ทันรู้ตัว เด็กคนนี้ต้องได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี”


สะใภ้หวังชะงัก จึงเอ่ย “ท่านวางใจเถิด พวกเราจะคุ้มครองเด็กคนนี้อย่างสุดกำลัง”


นางกล่าวพลางหยิบกำไลวงนั้นมาสวมให้หลานสาว


ซือเหลิ่งเย่ว์ยกมือขึ้นแตะนิ้วเล็กๆของเด็กน้อย เอ่ยขึ้นอีก “เสี่ยวซีมีศิษย์ แม้นางมิได้อยู่แล้ว ศิษย์ของนางย่อมไม่ทอดทิ้งตระกูลฉิน ข้าเอ่ยสิ่งเหล่านี้อาจเกินความจำเป็น แต่หากประสบเหตุที่ไม่อาจแก้ไขได้ ท่านสามารถนำของชิ้นนี้มาหาข้าที่ตระกูลแม่มดขาวแห่งชิงโจว”


นางหยิบสิ่งของที่สลักสัญลักษณ์ประจำตระกูลซือส่งให้สะใภ้หวัง


สะใภ้หวังน้ำตาคลอ ตระกูลฉินนี้มีบุญวาสนา ต่อให้ฉินหลิวซีไม่อยู่แล้ว ยังคงได้รับการคุ้มครองจากนาง คนที่นางรู้จักเหล่านี้ ยังคงสนับสนุนตระกูลฉินอย่างเต็มใจ


ความดีงามอันใหญ่หลวงที่บรรพชนสั่งสมไว้ ถึงทำให้คนเหล่านี้โน้มเข้าหาตระกูลฉิน แต่ตระกูลฉิน กลับติดหนี้เด็กคนนี้


“ตระกูลฉิน สมควรแล้วหรือ” สะใภ้หวังกล่าวด้วยความละอาย


ซือเหลิ่งเย่ว์วางสิ่งของในมือใส่มือของนาง พร้อมยิ้มบาง “นางเห็นว่าคู่ควร เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”


นางเห็นว่าคู่ควร


ใช่แล้ว แม้เสี่ยวซีจะไม่ได้มีไมตรีจิตต่อทุกคนในตระกูลฉิน แต่นางก็ไม่ได้ละเลยสิ่งใดที่ควรทำ ความกรุณาเล็กน้อยนี้เพียงพอให้ตระกูลฉินยืนหยัดในโลกได้อย่างมั่นคง


สะใภ้หวังรู้สึกว่าตระกูลฉินโชคดีก็คือ ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดจากนาง มิเช่นนั้นพวกนางคงไม่ได้แลกมากับการปกป้องคุ้มครองเช่นนี้


ในอากาศ ปรากฏระลอกคลื่นบางอย่าง


ซือเหลิ่งเย่ว์หันมองไป มือยกขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นชัดว่าผู้มาใหม่เป็นใครจึงลดมือลง เผยรอยยิ้มออกมา


เถิงเจาพาหนึ่งโสมหนึ่งหนูมาด้วย รวมถึงชิงหย่วนและอวี้ฉังคงปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ สร้างความตกใจแก่ผู้คนจนร้องอุทานออกมา ทว่าหลังแผ่นยันต์หนึ่งเผาไหม้ เหล่าผู้คนก็กลับมาเป็นปกติราวไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น


“เจ้าก็มาด้วย” ซือเหลิ่งเย่ว์เห็นเถิงเจา มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย พร้อมพยักหน้าให้เขา


เถิงเจาคารวะนาง จากนั้นหันมองไปทางเด็กในผ้าอ้อม


“ให้ข้าดูสิ ว่าเหมือนเทพอสูรน้อยหรือไม่” โสมน้อยก้าวไปข้างหน้า พร้อมยื่นมือจะรับเด็กในห่อผ้าอ้อม


สะใภ้หวังรีบส่งเด็กไปให้


เจ้าโสมน้อยรับเด็กไว้ หนูทองกระโดดขึ้นไหล่เขา ทั้งสองมองเด็กในผ้าอ้อมพร้อมกัน


เด็กน้อยลืมตาตื่นเต็มที่ ดวงตาสดใส มุมปากมีน้ำลายย้อย พร้อมรอยยิ้มที่แย้มออกมา


“เหมือนเทพอสูรน้อยไม่มีผิด” เจ้าโสมน้อยถึงกับตกตะลึง


หนูทองยกสองขาหน้า ส่งเสียงจี๊ดๆไม่หยุด


เถิงเจาอดรนทนไม่ไหว รีบเข้าไปอุ้มเด็กไว้ในอ้อมแขน เพียงได้มองแวบเดียว ความโหยหาในแววตาก็ปรากฏชัดเจน


อาจารย์…


น้ำตาพลันทะลักมายังกระบอกตา ทว่าถูกเขาบีบให้คืนกลับไป


ไม่ใช่อาจารย์


ชิงหย่วนน้ำตาอาบหน้าเต็มแก้ม ผ่านมาหลายปี นางจะกลับมาด้วยวิธีนี้จริงๆหรือ


อวี้ฉังคงรับห่อผ้าอ้อมมาอย่างระมัดระวัง มองดูอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาซึ่งปกติจะเยือกเย็นปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย พยักหน้าน้อยๆให้ ฉินหมิงเยี่ยนที่ได้ข่าวแล้วรีบตามมา เอ่ย “มีภรรยาที่มีคุณธรรม ภรรยาผู้นี้เจ้าช่างเลือกได้ดี ให้กำเนิดได้ดี”


เมื่อได้เห็นสายตาชื่นชมของทุกคนที่ส่งมาทางนาง นางรู้สึกเหมือนขนลุกไปทั้งตัว ใครว่าการให้กำเนิดบุตรสาวเป็นเรื่องไม่ดี สายตาของพวกเขาทำให้นางรู้สึกราวกับกลายเป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่


อวี้ฉังคงหยิบจี้โบราณที่ดูคล้ายกุญแจวางลงในห่อผ้า เอ่ย “ด้วยของสิ่งนี้ เจ้าสามารถขอให้ผู้คนในตระกูลอวี้ช่วยเหลือในสิ่งใดก็ได้”


“ท่านอาจารย์ เช่นนี้จะเหมาะสมหรือ…” ฉินหมิงเยี่ยนรู้สึกละอายใจ


อวี้ฉังคงเอ่ย “เป็นของรับขวัญที่ข้าให้เด็ก เจ้ากับข้าเป็นศิษย์อาจารย์ นางก็ควรเรียกข้าว่าอาจารย์ปู่”


ฉินหมิงเยี่ยนจึงได้แต่แสดงการคารวะอย่างจริงจัง และนำจี้นั้นส่งให้สยงชีเก็บไว้


สิ่งของของบุตรสาว พวกเขาย่อมไม่แตะต้อง


เถิงเจาแตะหน้าผากของเด็กน้อย ถ่ายทอดพลังวิญญาณเพียงเล็กน้อยให้พร้อมทั้งวาดยันต์ลงไป ทำให้สิ่งชั่วร้ายใดๆไม่อาจล่วงล้ำเด็กคนนี้ได้


เขาเงยหน้ามองหัวเว่ยวัวที่ลอยอยู่ในอากาศ ผู้นั้นจ้องมองเด็กน้อยอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะหายไปอย่างเงียบงัน


เหมือนนาง แต่ก็ไม่ใช่นาง


“เด็กคนนี้มีบุญวาสนา หากเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม ย่อมมีชีวิตที่ปราศจากอุปสรรค แต่หากเลี้ยงดูผิดทาง แม้บุญวาสนาจะดีเพียงใดก็สูญสลายได้ ห้ามเลี้ยงดูด้วยความตามใจจนเกินไป” หลังมอบพรที่ควรให้แล้ว เถิงเจาก็ดึงสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยเตือนอย่างหนักแน่น


แม้มนุษย์จะมีบุญวาสนา แต่หากกระทำการสร้างปัญหาไม่หยุดหย่อน บุญวาสนาย่อมเลือนหาย สุดท้าย แม้ใบหน้านี้ก็ช่วยนางไม่ได้


ฉินหมิงเยี่ยนและสยงชีรีบเอ่ยรับคำ


อวี้ฉังคงอยากจะเอ่ยว่าการตามใจบุตรสาวบ้างนั้นหาใช่เรื่องเลวร้าย หากนางจะซุกซนเกินขอบเขต ก็ยังมีผู้ที่พร้อมปกป้องนาง ทว่าด้วยความที่นางเป็นหลานสาวของฉินหลิวซี เรื่องใหญ่เรื่องโตย่อมต้องเข้าใจ ไม่เช่นนั้นจะทำลายชื่อเสียงของท่านป้าผู้ยิ่งใหญ่ของนางได้


คณะผู้มาเยือนปรากฏตัวอย่างรวดเร็วและจากไปในพริบตา ดุจดั่งมังกรลี้ลับ ตระกูลฉินจากที่เคยประหลาดใจก็เริ่มชินชากับเรื่องเช่นนี้แล้ว


ฉินหมิงเยี่ยนออกไปต้อนรับแขก สยงชีนำบุตรสาวกลับห้องพัก โดยมีฮูหยินสยง มารดาของนาง และ ถงเมี่ยวเอ๋อร์พี่สะใภ้คนที่สองร่วมอยู่ด้วย


สยงฮูหยินผู้ซึ่งแกร่งกล้าเช่นเดียวกับบุตรสาวของนาง ยามนี้ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ย “เจ้านี่นะ สิ่งที่ทำถูกต้องที่สุด คือการเลือกสามีด้วยตนเอง”


ถงเมี่ยวเอ๋อร์พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง


สยงชีกอดบุตรสาวไว้ ใบหน้าอิ่มเอิบไปด้วยรอยยิ้ม เอ่ย “ไม่ใช่ลูกทำถูก แต่บุญวาสนาและโชคชะตาทั้งชีวิตของลูกต่างมารวมอยู่ที่การพบกับฉินหมิงเยี่ยน”


ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นพ้อง


ตระกูลฉินนึกว่าวาสนาของฉินเนี่ยนจวินยิ่งใหญ่เพียงพอแล้ว แต่ไม่คิดว่าเมื่อนางอายุครบหนึ่งขวบ ก็คว้าเอาจี้หยกที่ฉินหลิวซีทิ้งเอาไว้มาได้ ฝ่าบาทมีราชโองการแต่งตั้งให้นางขึ้นเป็นเซี่ยนจู่ พระราชทานพระนามว่า ผิงหนิง


บ้านเมืองสงบสุขสมดังใจสมดังที่เจ้าปรารถนา ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง


นับแต่นั้น คนทั้งเมืองเซิ่งจิง ต่างล้วนรู้จักผิงหนิงเซี่ยนจู่แห่งตระกูลฉิน ผู้ทรงได้รับความเมตตายิ่งจากฮ่องเต้ นับตั้งแต่เด็กก็ได้นั่งทัดเทียมกับฮ่องเต้ ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกิน เพราะนางยังเป็นที่รักของเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ อย่างเช่นสมมติว่ามีผู้ใดกลั่นแกล้งนาง กลับบ้านไป คนที่ได้รับการลงโทษจะต้องเป็นตนอย่างแน่นอน


คนทั้งเมืองยังคงสงสัยว่าเหตุใดนางจึงได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ ต่อมาฮ่องเต้ได้ทรงสร้างวิหารเซียนจวินระลึกถึงการปราบปรามปีศาจและช่วยกอบกู้โลก ทุกคนจึงพบว่าผิงหนิงเซี่ยนจู่ผู้นั้นมีรูปโฉมคล้ายคลึงกับเทพเซียนจวินในวิหารแห่งนั้นเป็นที่สุด


[1] บ้านเมืองสงบสุขสมดังใจ คือ ความหมายของชื่อผิงหนิง


ตอนพิเศษ 6: เรื่องราวในตระกูลฉิน (6)


ฮ่องเต้คังผิงครองราชย์ยาวนานถึงยี่สิบปี นำพาแคว้นต้าเฟิงสู่ยุคแห่งความสงบสุข ร่มเย็นและเจริญรุ่งเรือง เสียงดนตรีรื่นเริงดังกึกก้องทั่วหล้า ทว่าภายหลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เกือบล่มสลาย สรรพสิ่งพลันเปลี่ยนแปลง เมื่อพลังวิญญาณฟื้นคืน ส่งผลให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยมีอายุยืนยาวขึ้น


แต่หากเอ่ยถึงผู้คนที่มีอายุยืนยาวที่สุด คงไม่มีใครเกินตระกูลฉิน ว่ากันว่าพวกเขามีตำราลับเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ สืบทอดมาจากคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลผู้เข้าสู่หนทางแห่งเต๋า ทุกคนในตระกูลล้วนปรับสมดุลร่างกายตามตำรา ออกกำลังกายเสริมกำลัง ส่งผลให้มีร่างกายแข็งแรงและอายุยืน


ตำรานั้นยังต้องอาศัยควบคู่กับการฝึกท่าบริหารร่างกาย เช่น ปาต้วนจิ่น และ ไท่เก๊ก จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่กิจวัตรประจำวันของตระกูลฉินคือการฝึกฝนปาต้วนจิ่นหรือไท่เก๊ก


ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในแวดวงสตรีเมืองหลวง คือการขอคำแนะนำจากตระกูลฉินเกี่ยวกับวิธีมีบุตร


ใช่แล้ว ตระกูลฉินมีชื่อเสียงเรื่องความอุดมสมบูรณ์ในสายโลหิต ลูกหลานในตระกูลล้วนกำเนิดขึ้นด้วยความสมดุลระหว่างหยินและหยางอย่างน่าพิศวง ไม่ว่าจะเป็นบุตรชายหรือบุตรสาว ล้วนมีจำนวนใกล้เคียงกัน หรือในบางกรณีก็มีฝ่ายชายมากกว่าเล็กน้อย สร้างความเฟื่องฟูให้กับวงศ์ตระกูลอย่างยิ่ง


การมีทายาทจำนวนมาก การแต่งงานผูกสัมพันธ์ระหว่างตระกูล ล้วนเป็นปัจจัยเสริมสร้างอำนาจและอิทธิพลของตระกูล


ด้วยความมุมานะของบรรพบุรุษ ตระกูลฉินได้ก้าวสู่การเป็นตระกูลใหญ่อย่างแท้จริง บุตรหลานในตระกูลได้รับการอบรมอย่างเข้มงวด ตั้งแต่รุ่นของฉินหมิงเยี่ยนก็ไม่มีการรับอนุอีกเลย ทำให้ตั้งแต่รุ่นของฉินเนี่ยนจวิน ลูกหลานทุกคนล้วนเป็นสายตรง


แม้จะมีการแก่งแย่งชิงดีภายในตระกูล แต่ทุกอย่างล้วนโปร่งใส ไม่มีการใช้เล่ห์เหลี่ยม หากจะแข่งขันก็ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา ส่วนกับคนภายนอก ตระกูลฉินรวมใจกันเป็นหนึ่ง ยึดหลักว่า คนในตระกูลอาจตำหนิกันได้ แต่คนนอกห้ามแตะต้อง


ด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันและการไม่ยอมแพ้ บุตรหลานตระกูลฉินแต่ละคนจึงมีความสามารถโดดเด่น แม้จะไม่ได้เก่งรอบด้าน แต่ต่างคนต่างค้นพบสิ่งที่ตนเองถนัดและทุ่มเทจนประสบความสำเร็จ


ผ่านไปสี่รัชสมัย ตระกูลฉินเข้าสู่ยุคห้าชั่วคน สะใภ้หวังและอนุวั่นกลายเป็นผู้อาวุโสที่เปรียบเสมือนเสาหลักของตระกูล แม้จะมีอายุเกือบเก้าสิบปี แต่ยังคงสายตาดี หูไม่หนวก เป็นที่เคารพรักของลูกหลาน


ฮวงจุ้ยของตระกูลฉินเลี้ยงคนได้ดี


ใช่แล้ว ผู้คนเริ่มสงสัยว่าการที่ตระกูลฉินเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สิบปีนี้ อาจเป็นเพราะพลังแห่งฮวงจุ้ยที่ดีเลิศ อย่างไรก็เป็นตระกูลของเจินจวินเลยนะ


ตลอดกว่าสิบมานี้ พลังชีวิตเต็มเปี่ยม เหล่านักพรตสูงส่งมาตรวจสอบบ้าง เมื่อดูให้ละเอียด พบว่าฮวงจุ้ยของตระกูลฉินดีมาก เต็มไปด้วยประกายทองอันเป็นมงคล แม้มีคนอิจฉา กระทั่งอยากยึดครองจวนแห่งนี้ไว้เป็นของตน แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าลงมือกับตระกูลฉินอย่างแท้จริง


เพราะเหตุใดน่ะหรือ


เพราะไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือสองศาสนาพุทธและเต๋า ต่างให้การปกป้องตระกูลฉิน หากผู้ใดกล้าลองดี ก็เท่ากับหาเรื่องให้วงศ์ตระกูลของตนเองต้องล่มสลาย


ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลฉินแม้จะมีผู้คนพลุกพล่านทวีคูณ ทายาทล้วนเลิศล้ำ หากแต่ยังคงถือความเรียบง่ายเป็นหลัก ถึงจะมีบ้างที่หลุดพ้นเป็นบุตรหลานเกเร แต่ก็ไม่เคยก่อกรรมทำเข็ญให้ผู้อื่น ผู้ใดศึกษาเล่าเรียนหนังสือก็ศึกษาอย่างตั้งใจ ผู้ใดอยู่ในกองทัพก็ปฏิบัติหน้าที่ตามสมควร หากทั้งสองไม่อาจสำเร็จ ก็มุ่งเข้าสู่การค้าขาย เหล่าบุตรีทั้งสูงศักดิ์ต่ำศักดิ์ต่างได้ออกเรือน แต่กลับไม่มีผู้ใดได้สมรสกับราชวงศ์เลยสักคนเดียว


ไม่ใช่เพราะราชวงศ์ไม่ปรารถนาจะรับบุตรีตระกูลฉินเข้าสู่ราชสำนัก แต่เป็นเพราะฮ่องเต้คังผิงก่อนสวรรคตได้ทรงมีพระราชโองการ ห้ามราชวงศ์สมรสกับตระกูลฉิน หากฝ่าฝืนให้ถอดถอนสถานะราชวงศ์ลงเป็นสามัญชน เช่นนั้นการสมรสจึงจะเป็นไปได้อย่างอิสระ


ด้วยเหตุนี้ ตระกูลฉินจึงมีเครือญาติเป็นขุนนางผู้ทรงอิทธิพลมากมาย แต่ไม่มีผู้ใดสมรสโดยตรงกับราชวงศ์ ตระกูลนี้จึงกลายเป็นขุนนางแท้จริงที่จงรักภักดีต่อองค์ฮ่องเต้เพียงผู้เดียว


ในรัชสมัยฮ่องเต้หย่งเหยียน พระองค์ทรงปฏิบัติตามพระราชโองการของอดีตฮ่องเต้อย่างเคร่งครัด ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ครั้นถึงรัชสมัยโอรสของพระองค์ ฮ่องเต้เฉียนหนิงกลับไม่พอใจนัก ทรงปรารถนาให้บุตรีตระกูลฉินเข้าสู่ราชวัง แต่ท้ายที่สุดเรื่องนี้ก็ล้มเลิกไปโดยไม่มีข้อสรุป


มีเพียงผู้ที่มีอำนาจลึกล้ำเท่านั้นที่รู้เหตุผลว่าฮ่องเต้เฉียนหนิงทรงถูกเตือน เช่นนี้เองเรื่องราวจึงถูกระงับ


แล้วผู้ใดเล่าที่เตือนพระองค์


ไม่ใช่อื่นใด นอกเสียจากผู้บำเพ็ญเพียรที่เหล่าคนธรรมดาไม่อาจเอื้อมถึง


ด้วยเหตุนี้ แม้ฮ่องเต้เห็นถึงความแข็งแกร่งในเครือข่ายของตระกูลฉินก็ได้แต่ทำเป็นมองข้าม ขอเพียงจงรักภักดีก็เพียงพอ


สะใภ้หวังเอ่ยกับฉินหมิงเยี่ยนที่บัดนี้กลายเป็นชายชราแล้ว “น้ำที่เต็มย่อมล้นเอ่อ ความแข็งแกร่งของตระกูลเป็นเรื่องดี ทว่าหากพบเจอฮ่องเต้ที่มีจิตใจคับแคบเยี่ยงรูเข็ม ตระกูลของเราย่อมกลายเป็นดั่งหนามยอกในสายตา การที่ยังอยู่เย็นเป็นสุขได้ทุกวันนี้ก็ล้วนแล้วแต่เพราะบุญของพี่สาวเจ้า จึงได้รับความคุ้มครองจากทั้งพุทธและเต๋า รวมถึงตระกูลใหญ่บางแห่งที่คอยปกปักรักษา”


ฉินหมิงเยี่ยนลูบเคราขาวโพลนพลางเอ่ย “หาได้ผิดเพี้ยนไม่ ท่านโปรดอย่าได้กังวลใจไปเลย ข้าจะอบรมสั่งสอนคนในตระกูล ให้ประพฤติตนอย่างสงบเสงี่ยม ไม่อวดอ้างเกินงามเพื่อเลี่ยงภัย”


“สมควรเป็นเช่นนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนนั้น หากใช้มากไปย่อมจางหาย การร้องขอมากเกินไปจะทำให้ผู้อื่นรำคาญ อย่าให้บุญกุศลสูญสิ้นไปเปล่า…” สะใภ้หวังเอ่ยพร้อมหลับตาลงอย่างแผ่วเบา


ฉินหมิงเยี่ยนมองแผ่นหลังโค้งงอของมารดา ผมสีเงินเรียบเรียงอย่างเป็นระเบียบ แม้ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่อาจปกปิดริ้วรอยแห่งวัย


อาวุโสทั้งสองนั้น หาได้เป็นผู้ไม่แก่เฒ่าโดยแท้ หากไม่ใช่เพราะสูตรยาโบราณที่พี่สาวทิ้งไว้ และการดูแลสุขภาพอย่างเคร่งครัดของท่านแม่และอนุวั่นแล้ว เกรงว่าพวกท่านคงจากไปนานแล้ว


แต่การที่บรรพชนทั้งสองยังคงมีชีวิตอยู่จนบัดนี้ เขารู้ว่าไม่ใช่พวกเขาไม่กลัวความตาย แต่กลัวว่าไม่อาจรอจนถึงคนผู้นั้นกลับมา จึงไม่กล้าตาย


ทว่าด้วยวัยที่ล่วงเลย สภาพร่างกายและจิตใจก็ลดถอยลงปีแล้วปีเล่า ดั่งเช่นเวลานี้ เพียงเอ่ยไม่กี่คำก็รู้สึกเหนื่อยล้าและง่วงนอน นี่ล้วนแสดงถึงพลังที่ถดถอย


ฉินหมิงเยี่ยนรู้สึกเจ็บปวดใจนัก อยากเอ่ยสักประโยค หากฝืนไม่ไหวแล้วก็ปล่อยวางเสีย แม้แต่เถิงเจายังเคยกล่าวเอาไว้ หากพวกท่านไม่อาจตัดใจจากการรอคอย ต่อให้ไปถึงปรโลก ก็ไม่ต้องรีบกลับชาติมาเกิด จงรอต่อไป


แต่พวกท่านไม่อาจตัดใจได้


ลูกที่เดินทางไกลไม่เคยกลับมา ในฐานะมารดา ย่อมหวังเพียงได้เห็นอีกครั้งในยามมีชีวิตอยู่


ดังนั้นเขาจะกล้าเอ่ยให้พวกท่านเลิกรอได้อย่างไร


กระทั่งตัวเขาเองยังคงเฝ้ารออยู่


ฉินหมิงเยี่ยนได้ยินเสียงกรนแผ่วเบาของมารดา จึงก้าวไปหยิบผ้าห่มมาคลุมให้นาง


จู่ๆ สะใภ้หวังก็ลืมตาขึ้น มองดูเขาแล้วเอ่ย “ให้ซือซือกลับมาพักอยู่บ้านสักระยะเถิด ข้าคิดถึงนาง”


ฉินหมิงเยี่ยนสะท้านในหัวใจ กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ก่อนตอบเสียงสั่น “ขอรับ”


สะใภ้หวังปิดตาลงอีกครั้ง

…..


ฉินเนี่ยนจวินไม่ได้ออกเรือนไกล หากไม่ใช่เพราะพี่น้องในบ้านหลายคนเกรงว่าจะเกิดการแย่งชิงไม่จบสิ้น เกรงว่านางอาจต้องรับคู่สมรสเข้าบ้านแทน ดังนั้นสะใภ้หวังจึงจัดการให้แต่งกับตระกูลหนึ่งในเมืองเซิ่งจิง ตระกูลนั้นฐานะสูงส่ง เครือญาติดำเนินชีวิตอย่างกลมเกลียวและอบอุ่น หลังแต่งงาน นางได้รับสิทธิ์ดูแลกิจการในบ้าน ร่วมกับสามีใช้ชีวิตอย่างราบรื่น บัดนี้มีทายาทสามรุ่นอาศัยอยู่พร้อมหน้ากัน ลูกหลานก็ล้วนโดดเด่น


ชีวิตที่ราบเรียบทำให้กาลเวลาไม่อาจทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้านางได้ แม้วัยล่วงเข้าสู่ห้าสิบแล้ว แต่ยังคงดูอ่อนเยาว์นัก


เมื่อได้รับจดหมายจากบิดา ฉินเนี่ยนจวินรีบเดินทางมาทันที กราบคารวะบรรพชนทั้งสองในบ้าน พูดคุยอย่างมีความสุข ทว่าภายในใจกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดและกังวล


เมื่อเทียบกับครั้งก่อนที่พบกัน แม้บรรพชนทั้งสองจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แต่พลังชีวิตกลับลดน้อยลง


สะใภ้หวังจับมือฉินเนี่ยนจวิน มองใบหน้าของนางด้วยสายตาอ่อนโยนพลางเอ่ย “หากท่านป้าของเจ้าไม่ได้จากไป คงจะเติบโตงดงามเช่นเจ้า”


ฉินเนี่ยนจวินยิ้ม เอ่ย “เป็นไปไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ข้าหาได้งดงามเท่าท่านย่าอนุ อย่างไรท่านป้าก็คงงดงามดังเช่นท่านย่าอนุเป็นแน่แท้”


นางกล่าวพลางหันมองอนุวั่นที่นั่งอยู่ข้างสะใภ้หวัง กำลังงีบหลับไป


ในมือของอนุวั่นยังถือขนมเมฆอยู่หนึ่งชิ้น ครั้นได้ยินดังนั้น นางจึงร้องอ้อออกมา ทว่าสายตากลับเหม่อลอยนัก


สะใภ้หวังหยิบขนมในมือของนางไป เอ่ย “ไม่ต้องกินแล้ว เกิดหลับไปแล้วจะสำลักเอาได้”


อนุวั่นส่งเสียง อ้อ ตอบรับอย่างเชื่อฟัง พยายามฝืนร่างกายให้ตื่นขึ้น


สะใภ้หวังเห็นเช่นนั้นจึงถอนหายใจ หันกลับมามองฉินเนี่ยนจวินอีกครั้ง เอ่ย “หลายปีมานี้ เจ้าคงลำบากใจไม่น้อย เจ้าหน้าเหมือนท่านป้าหญิงใหญ่ของเจ้า พวกเราอดไม่ได้ที่จะมองเจ้าเป็นตัวแทนของนาง หารู้ไม่ว่านี่เป็นการทำให้เจ้าเจ็บปวด ต้องขออภัยยิ่งนัก”


ฉินเนี่ยนจวินจมูกแดงรื้นด้วยความสะเทือนใจ เอ่ย “ท่านย่า ท่านกล่าวเช่นนี้ทำให้หลานอับอายยิ่งนัก หลานหน้าเหมือนท่านป้าหญิงใหญ่ เป็นบุญที่หลานสั่งสมมาหลายภพหลายชาติ ด้วยเหตุนี้หลานจึงได้รับความเมตตาและการคุ้มครองมากมาย ครึ่งชีวิตของหลานราบรื่นดุจสายน้ำ ไม่เคยประสบความไม่ยุติธรรมหรือความลำบากใดๆ นี่ต่างหากที่หลานควรจะขอบคุณ”


อนุวั่นเอ่ยขึ้น “เหมือนก็คือเหมือน แต่เจ้าหาใช่นางไม่”


คำพูดนี้ทำให้สะใภ้หวังไม่อาจหักห้ามความเศร้าหมองในใจได้ นางหันมองไปยังหน้าประตูว่างเปล่า ปล่อยให้เวลาผ่านไปหลายสิบปี เด็กคนนั้นก็ยังไม่เคยปรากฏกายที่นั่นเหมือนในอดีตอีกเลย


ฉินเนี่ยนจวินมองเห็นอาการของทั้งสอง ก็ยิ่งรู้สึกหนักในใจขึ้นทุกขณะ


หิมะในฤดูหนาวโปรยปราย


ค่ำคืนหนึ่ง จู่ๆ สะใภ้หวังก็ตื่นขึ้นมา ความเคลื่อนไหวนี้ปลุกบ่าวที่คอยปรนนิบัติต้องลุกขึ้นมารับใช้ทันที


“ช่วยข้าล้างหน้าแต่งกาย” สะใภ้หวังเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบเยือกเย็น


บ่าวรับใช้พากันมองหน้ากันอย่างลังเล มีคนไปแจ้งข่าวกับฮูหยินผู้ดูแลจวน คนอื่นๆ รีบเร่งจัดการ


เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย สะใภ้หวังก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย จับมือสาวใช้ด้วยร่างกายที่สั่นระริกมุ่งหน้าไปยังห้องของอนุวั่น สั่งให้ไปเตรียมเกี้ยว


ที่บังเอิญก็คือ ประหนึ่งมีใจเชื่อมถึงกัน อนุวั่นก็แต่งตัวรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองสบตากันด้วยรอยยิ้ม เดินเคียงข้างกันออกไป


เรือนตะวันตก


ที่นี่เปลี่ยนสาวใช้ที่ดูแลไปหลายรุ่น แต่เรือนแห่งนี้ยังคงมีเจ้าของเดิมไม่เปลี่ยนแปลง การจัดวางข้าวของก็ไม่ต่างจากอดีต


สะใภ้หวังและอนุวั่นเข้าไปในลานเรือน พยุงมือบ่าวถือโคมเดินสำรวจไปรอบๆ จนมาถึงห้องบูชา มองเห็นภาพวาดของหญิงสาวแขวนอยู สองผู้เฒ่าจ้องมองภาพนั้น สะอื้นเล็กน้อย


เด็กคนนี้ พวกนางติดค้างนางไปชั่วชีวิต


ตระกูลฉินกระทำผิดต่อนาง


ทั้งสองจุดธูปหอมดอกหนึ่ง จากนั้นกลับมานั่งที่ห้องโถงรับแขกของเรือนตะวันตก โบกมือให้เหล่าลูกหลานที่รีบรุดมาด้วยความตกใจ “กลับไปพักเถิด พวกเราแก่แล้ว นอนไม่ค่อยหลับ จึงมานั่งเล่นที่นี่เท่านั้น”


ทว่าทุกคนกลับไม่มีผู้ใดกล้าขยับเขยื้อน ด้วยเพราะอากัปกิริยาของสองผู้เฒ่าแปลกประหลาดยิ่งนัก อีกทั้งวัยชราถึงเพียงนี้ ยากที่จะไม่ให้หวาดหวั่น


กระทั่งฉินหมิงเยี่ยนเอ่ยบอกให้คนทั้งหมดถอยออกไป เหลือเพียงเขากับฉินหมิงฉุนที่คอยอยู่เคียงข้าง


สะใภ้หวังและอนุวั่นนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ พูดคุยกันเสียงเบา


“สุดท้ายก็เป็นยายทึ่มเช่นเจ้าที่อยู่เคียงข้างข้าจนถึงบั้นปลาย” สะใภ้หวังเอื้อมมือไปลูบมือของอนุวั่นเบาๆ


อนุวั่นยิ้ม เผยให้เห็นฟันที่ห่างและร่วงหลุด เอ่ย “ไปด้วยกัน ไม่ต้องกลัว”


สะใภ้หวังเองก็ยิ้มออกมา มองไปทางประตู


ลมหนาวพัดเข้ามา บ่าวรับใช้อยากไปปิดประตู แต่กลับถูกสะใภ้หวังห้ามเอาไว้


ยามฟ้าสาง ท้องฟ้าค่อยๆสลัวระเรื่อ จู่ๆ บรรยากาศก็เงียบสงัด มีเงาในชุดสีครามก้าวเข้ามาใต้แสงแรกแห่งอรุณ


“ท่านแม่ทั้งสอง ข้ากลับมาแล้ว” คนผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล


สะใภ้หวังและอนุวั่นน้ำตาไหลอาบแก้ม


ในที่สุดก็รอจนถึงวันที่เจ้ากลับมา กลับมาก็ดีแล้ว


รัชศกเฉียนหนิงปีที่สิบสอง เดือนสุดท้ายของปี ในปลายฤดูหนาว สองผู้เฒ่าตระกูลฉิน ได้จากโลกนี้ไปพร้อมรอยยิ้มแห่งความสุขในยามรุ่งอรุณ โดยมีบุตรชายสองหนึ่งบุตรสาวอยู่เคียงข้าง จวบจนถึงคราวดวงวิญญาณล่องลอยสู่สรวงสวรรค์


[1] ปาต้วนจิ่น เป็นรูปแบบการบริหารร่างกายที่สืบทอดมาจากจีนโบราณ โดยมีต้นกำเนิดจากหลักการแพทย์จีนและปรัชญาเต๋า ประกอบด้วยท่าทางทั้งหมด8ท่า ซึ่งแต่ละท่ามีความหมายคล้าย “ผืนผ้าทอแปดผืน” ที่สื่อถึงการส่งเสริมสุขภาพและความงาม จุดมุ่งหมายของการฝึกคือการกระตุ้นพลังงานชีวิต (ชี่) ให้ไหลเวียนทั่วร่างกาย ช่วยปรับสมดุลของหยิน-หยาง และส่งเสริมสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ


ตอนพิเศษ 7: ย่าทวดบรรพชนในตำนาน…


การสิ้นลมหายใจพร้อมกันของสองผู้เฒ่าตระกูลฉิน ได้สร้างความสะเทือนเลื่อนลั่นให้กับวงการผู้ทรงอำนาจแห่งเมืองเซิ่งจิง ใครบ้างไม่รู้จักสองท่านผู้เฒ่าที่อายุยืนยาวนี้ แม้เดิมทีจะเป็นภรรยาเอกและภรรยารอง แต่กลับอยู่ร่วมกันดั่งพี่น้องแท้ๆหลายสิบปีแล้ว อนุวั่นผู้นั้น อ้อ ควรเรียกว่าวั่นซูเหริน นางได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ลำดับที่สามจากความดีความชอบของบุตรชายและบุตรสาว


แม้วั่นซูเหรินจะมีฐานะเป็นเพียงอนุภรรยา แต่นางกลับเป็นผู้ชนะที่แท้จริงในการใช้ชีวิต นางได้เสวยสุขในเกียรติยศและความมั่งคั่ง มีบุตรชายและบุตรสาวที่เก่งกาจ อีกทั้งยังได้รับความรักและการคุ้มครองจากภรรยาเอกที่ปฏิบัติต่อนางดั่งพี่สาวคนสนิท ผู้คนรุ่นหลังล้วนเคารพและนอบน้อมต่อนาง นับได้ว่าชีวิตที่ผ่านมาของนางเต็มไปด้วยความสุขจนเป็นที่อิจฉาของผู้คน


ความกลมเกลียวของภรรยาเอกและภรรยารอง รวมถึงบุตรธิดาที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม ถือเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตของอดีตผู้เฒ่าฉินผู้ล่วงลับไปแล้ว และเมื่อสองผู้เฒ่าสิ้นใจพร้อมกัน ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้ผู้คนหวนรำลึกถึงความผูกพันอันลึกซึ้งของทั้งคู่


สองคนนี้ถึงเรียกว่ารักกันจริงๆ


ทว่าความสะเทือนขวัญจากการจากไปของทั้งสอง ไม่ได้อยู่ที่พิธีศพอันยิ่งใหญ่ หากแต่เป็นเพราะเหล่าผู้มาเคารพศพ แม้แต่ฝ่ายตรงข้ามของตระกูลฉินในวงการการเมือง ยังส่งเครื่องเซ่นมาให้ หรือแม้กระทั่งเดินทางมาเคารพศพด้วยตนเอง เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เล่า


ว่ากันว่า สองผู้เฒ่าตระกูลฉินสิ้นใจอย่างสงบในอ้อมกอดของบุตรสาว ทว่าผู้คนในยุคหลัง ต่างรู้ถึงรูปแบบครอบครัวของตระกูลฉิน ผู้ที่อยู่ร่วมรุ่นเดียวกันกับผู้เฒ่าฉินคนปัจจุบันและมีบิดาคนเดียวกัน มีเพียงนายท่านรองฉินเท่านั้น และบุตรสาว ไม่เคยเห็นมาก่อน คนผู้นั้นมีชีวิตอยู่ในเรื่องเล่าของคนเซิ่งจิงเท่านั้น


เช่นนี้แสดงว่า ท่านป้าบรรพชนในตำนาน ได้หวนคืนมาแล้ว


จึงไม่แปลกที่ผู้คนหลั่งไหลมายังตระกูลฉินเพื่อเคารพศพ และสิ่งที่ดึงดูดสายตามากที่สุด คือบรรดาผู้อาวุโสผมขาวจากตระกูลทรงอำนาจอื่นๆ ที่เดิมทีหาได้ยากที่จะออกจากบ้าน


ยามนี้ผู้อาวุโสทั้งหลายเหล่านั้นราวกับกลุ่มก้อน จับประคองมือบุตรหลานมา ทำให้พิธีศพของตระกูลฉินในครั้งนี้ดูยิ่งใหญ่กว่าที่เคยมีมา


นี่ยังไม่พอ นอกจากเหล่าผู้อาวุโสจากวงการผู้มีอำนาจแล้ว ยังมีนักพรตนักบวชจากสองลัทธิมาเข้าร่วมมากมาย และเพราะเหตุนี้ ทุกคนจึงมีความเข้าใจใหม่


ข่าวลือที่ว่าตระกูลฉินมีเซียนคุ้มครอง เป็นความจริง


บัดนี้เซียนผู้นั้น ได้กลับมาแล้ว


จะกล่าวว่าบรรดาผู้มีอำนาจและเหล่านักพรตพุทธเต๋ามาเพื่อเคารพศพก็คงไม่ถูกนัก หากกล่าวว่ามาเพื่อพบกับบุตรีผู้เลื่องชื่อของตระกูลฉินจะเหมาะสมกว่า หรือหากเรียกตามฐานะของนาง คือเทพสตรีผู้ล้ำเลิศที่ได้รับการสร้างศาลบูชาโดยฮ่องเต้คังผิง ผู้บรรลุเต๋าและได้สมญานามว่า เซียนจวิน


ไม่ใช่หรือ


เจ้าลองหาคนที่อายุเจ็ดแปดสิบปีที่ยังคงมีรูปโฉมอ่อนเยาว์ราวกับยี่สิบต้นๆมา เป็นไปได้หรือไม่


ก็คือบุตรีตระกูลฉินผู้นี้ นางหยุดยั้งความชราไว้แล้ว หากไม่ใช่เซียนจวินจะเป็นอะไรเล่า


เมื่อมีผู้คนมามากมายเกินคาด ฉินหมิงเยี่ยนจึงหันไปมองฉินหลิวซีที่สวมชุดไว้ทุกข์ เอ่ย “พี่หญิงใหญ่ ท่านกลับไปพักที่เรือนตะวันตกดีหรือไม่ ท่านได้กลับมาส่งท่านแม่ทั้งสองครั้งนี้นับว่ากตัญญูแล้ว เพียงพอแล้ว หากมากกว่านี้พวกนางคงรับไม่ไหว”


ฉินหลิวซีไม่ใช่บุตรีธรรมดาทั่วไป นางคือผู้สั่งสมบุญญานับพันหมื่น เป็นเซียนที่ใกล้จะสำเร็จบรรลุขึ้นสู่สวรรค์ การที่นางสวมชุดไว้ทุกข์ในฐานะบุตรสาว สำหรับบิดามารดาที่เป็นมนุษย์ธรรมดา ไม่อาจรับบุญกุศลนี้ไหว


ที่สำคัญก็คือ นางอยู่ในห้องโถง ผู้ใดมาเคารพศพ หลังจุดธูปแล้ว ล้วนจ้องมองนางราวกับตัวประหลาด ยากที่จะไม่ขุ่นข้องในใจ


ฉินหลิวซีทอดสายตามองดูผู้คนอันเนืองแน่น รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาบ้าง นางพยักหน้าพลางเอ่ย “เช่นนั้นข้าจะไป หากผู้ใดมาหาข้าก็ให้ไปที่เรือนตะวันตกเถิด”


รู้จากคำของเฟิงซิว หลังศึกครั้งนั้น โลกกลับมามีปราณฟื้นคืน เปรียบกับเมื่อก่อนแล้วช่างอุดมสมบูรณ์นัก นักพรตหลายคนล้วนถือว่าเคราะห์กรรมกลับกลายเป็นโอกาส บรรลุขั้นฐานรากได้สำเร็จมากขึ้น จึงคาดว่าคงมีหลายคนยังมีชีวิตอยู่


บรรดาพระและนักพรตที่มาบ้านตระกูลฉินตอนนี้ มิใช่มาเพื่อนางหรือ


การรำลึกถึงอดีตย่อมกระทำได้ แต่เรื่องสำคัญคือพิธีศพ ผู้คนมากเกินไป แม้ไม่อาจรบกวนสองผู้เฒ่า แต่ก็ไม่พ้นจะก่อความวุ่นวายในห้องบำเพ็ญกุศลได้


ฉินหมิงเยี่ยนจึงสั่งให้บุตรชายและสะใภ้พานางไป และจัดคนบางส่วนไปเรือนตะวันตกเพื่อคอยรับใช้ เพราะคนมากมายที่มารวมตัวกันอย่างกะทันหัน ล้วนเพื่อพบหน้าพี่หญิงใหญ่ จะปล่อยให้นางไม่มีคนช่วยดูแลได้อย่างไร


แต่ฉินหลิวซีกลับระบุให้ฉินเนี่ยนจวินพานางไป ที่นี่มีผู้คนมากมาย หากหลานชายคนโตและสะใภ้พากันจากไป จะดูไร้มารยาทเกินไป


ฉินเนี่ยนจวินรู้สึกตื่นเต้นปนลำบากใจ


นางลอบสังเกตท่านป้าใหญ่ผู้นี้อยู่ก่อนแล้ว ผู้คนต่างบอกว่าตนเหมือนนาง แต่เมื่อเห็นจริง กลับมีเพียงโครงหน้าและดวงตาบางส่วนที่ละม้าย หากว่ากันถึงอากัปกิริยาและบารมีแล้วกลับต่างกันราวฟ้ากับดิน หากสองคนยืนคู่กันประหนึ่งสวรรค์กับปฐพี


ฉินหลิวซียิ้มให้ฉินเนี่ยนจวินเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นทำให้หลานสาวถึงกับตาพร่า หัวใจเต้นแรงจนพูดไม่ออก ได้แต่บิดมือด้วยความลุกลี้ลุกลน


“ไปเถิด ซือซือ”


“เจ้าค่ะ” ฉินเนี่ยนจวินตอบรับเสียงเบา แก้มร้อนผ่าว รู้สึกว่าบรรยากาศชักจะประหลาดไป


ฉินหลิวซีแย้มยิ้มบาง ดวงตาพลันมองเหล่าลูกหลานที่มาร่วมงานเต็มห้อง นางพึงพอใจยิ่ง นับว่าฉินหมิงเยี่ยนและครอบครัวทำได้ดี ทั้งให้กำเนิดลูกหลานมากมาย ทุกคนต่างต้องเรียกนางว่า “ท่านย่าทวด” ผู้ยังดูอ่อนเยาว์


ฉินเนี่ยนจวินเลือกหลานอีกสองสามคนติดตามไปยังเรือนตะวันตก คอยดูแลรับใช้จนแทบไม่มีเวลาว่าง เมื่อแขกทยอยมาเรื่อยๆก็ยิ่งลำบาก งานเลี้ยงน้ำชากลายเป็นเรื่องยุ่งยาก


ฉินหลิวซีได้พบสหายเก่าหลายคนที่ทราบข่าวและรีบรุดมา ไม่ว่าจะเป็นนักพรตไท่เฉิง เฉิงหยางจื่อ และปรมาจารย์ฮุ่ยเฉวียนต่างก็มาแล้ว


ฉินหลิวซีโค้งคำนับต่อปรมาจารย์ฮุ่ยเฉวียน เอ่ย “ไต้ซือจิ้งฉือต่างหากที่เป็นผู้เปี่ยมด้วยเมตตาอันหาที่สุดมิได้ ในอนาคตท่านย่อมบรรลุสู่การเป็นพระพุทธะอย่างแท้จริง”


ปรมาจารย์ฮุ่ยเฉวียนยกมือขึ้นประนมหลีกเลี่ยงคารวะ พลันรีบคารวะกลับ เอ่ย “พวกเราล้วนทำเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิต นับว่าเป็นบุญมหาศาล แต่ก็ยังเทียบมิได้กับเซียนจวินที่มีคุณอนันต์ต่อเหล่าชีวิตน้อยใหญ่”


ฉินหลิวซีส่ายศีรษะ เอ่ย “แม้กาลเวลาผันผ่าน ข้าจากไปนานนับหลายสิบปี ทว่าสุดท้ายก็สามารถกลับมาได้ แต่ท่านปรมาจารย์ฮุ่ยเฉวียนและผู้ที่ต้องสละชีพในศึกใหญ่ กลับไม่อาจมีโชคเช่นข้า บุคคลเช่นท่านทั้งหลายต่างหากที่สมควรถูกยกย่องบูชา”


ปรมาจารย์ไท่เฉิง เอ่ย “ไม่ว่าผู้ใดล้วนกระทำเพื่อสรรพชีวิต ถือเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่”


ฉินหลิวซีพยักหน้าเล็กน้อย “เพราะเหตุนี้ ข้าจึงคิดจะเผยแผ่ธรรมะ ปีหน้าในช่วงเช็งเม้ง ข้าจะไปบรรยายธรรมที่อารามชิงผิง หากพวกท่านสนใจก็เชิญร่วมบรรยายด้วยเถิด บัดนี้ผู้บำเพ็ญธรรมมีมากขึ้น หากได้ฟังพวกท่านถ่ายทอดธรรมะ ย่อมได้รับประโยชน์ล้นพ้น”


บรรดาผู้คนล้วนตอบรับโดยพร้อมเพรียง


ที่จริงแล้ว พวกเขาอยากรู้ยิ่งนักว่าฉินหลิวซีนั้นกลับมาได้อย่างไร และห้าสิบปีที่ผ่านมานางดำเนินชีวิตอย่างไร ในครั้งนั้นนางสละจิตวิญญาณบูชาแด่ฟ้าดิน สิ่งนี้ชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ต่อทุกสายตา หาไม่แล้ว ค่ายอาคมย่อมไม่สามารถระเบิดพลังอันมหาศาลแห่งชีวิตออกมาได้ หากไม่ใช่เพราะการสละบูชา ฟ้าดินคงไม่ตอบสนอง


ปราณฟื้นคืนและทวีความอุดมสมบูรณ์ นั่นย่อมเป็นหลักฐานอันเด่นชัด


แต่ตอนนี้ดูเหมือนยังไม่ใช่โอกาสที่จะซักถาม อย่างไรนางก็กำลังจัดงานศพ คงต้องรอการจัดแสดงธรรมในปีหน้าค่อยเอ่ยถามอีกครั้ง


เหล่าผู้คนต่างสนทนาพลางร่ำลากันไป เฟิงซิวพึมพำเบาๆ “ถ้ารู้ตั้งแต่แรกคงเอาท่านไปซ่อน บอกข้ามา กว่ากี่สิบปีที่ผ่านมาท่านไปอยู่ที่ใด”


ฉินหลิวซีแย้มยิ้มบางเบา “ข้าเพียงแต่ข้ามผ่านในโลกอื่น ช่วยคน ช่วยผี และช่วยตนเองเท่านั้น”


เฟิงซิวอึ้งไปชั่วครู่ นี่คือการเวียนเกิดครั้งที่สิบกระมัง


เขากำลังจะเอ่ยถาม ทว่าพลันเห็นฉินหมิงเยี่ยนรีบเร่งเดินเข้ามา คิ้วขมวดแน่น ท่าทางคล้ายมีเรื่องไม่สบอารมณ์


เฟิงซิวเลิกคิ้วขึ้น สองมือกอดอกมองดูเขาเดินมาหยุดยืนตรงหน้าฉินหลิวซี เอ่ย “พี่หญิงใหญ่ คนจากวังมาถึงแล้ว ฝ่าบาทเชิญท่านเข้าวัง”


ฉินหลิวซีปล่อยจิตออกตรวจสอบไป วังหลวงหรือ พระราชวัง รัศมีแห่งราชบัลลังก์จางลงแล้ว เชิญนางไปเพื่อสิ่งใด


[1] ซูเหริน เป็นคำที่ใช้เรียกตำแหน่งหรือบรรดาศักดิ์ของสตรีในสมัยโบราณของจีน ซึ่งมักมอบให้แก่ภรรยารองที่ได้รับเกียรติและความเคารพในฐานะที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหรือสร้างคุณงามความดีให้แก่ครอบครัว โดยเป็นตำแหน่งลำดับที่9 ในบรรดาศักดิ์สตรีของราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง (รวม9ลำดับ)


ตอนพิเศษ 8: เจ้าคู่ควรให้นางคำนับหรือ


เมื่อสองผู้เฒ่าแห่งตระกูลฉินล่วงลับ แม้เป็นที่น่าตกใจ แต่ความยิ่งใหญ่ของพิธีศพกระทั่งฮ่องเต้เฉียนหนิงเองยังตกใจ ครั้นได้ข่าวจากคนเบื้องล่าง กลับเป็นข่าวว่าพี่หญิงใหญ่แห่งตระกูลฉินผู้หายสาบสูญไปกว่าห้าสิบปีได้กลับมาแล้ว ทำให้ทั้งสองสำนักพุทธและเต๋า รวมถึงบรรดาขุนนางผู้สูงศักดิ์ต่างมุ่งหน้ามาเคารพศพ


เฮอะ นี่มันคนเมาไม่ได้ตั้งใจดื่มเหล้า แต่หวังผลอื่นมากกว่าชัดๆ


การเคารพศพนั้นเป็นเพียงข้ออ้าง แต่ที่แท้คือการมาชมโฉมหน้าเซียนจวินตัวจริงถึงจะถูก


ด้วยเหตุนี้เอง เครือข่ายความสัมพันธ์ของตระกูลฉินจึงได้สร้างความอิจฉาและหวาดระแวงให้ฮ่องเต้เฉียนหนิงอีกครั้ง ยิ่งเมื่อผู้คนรอบข้างเอ่ยไม่หยุด แม้ว่าตระกูลฉินมีตำแหน่งขุนนางสูงสุดเพียงขั้นสาม แต่ลูกหลานกลับมีปัญญาล้ำเลิศไม่น้อย ตระกูลพวกเขายังมีขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ในราชสำนัก


เครือข่ายทางการเมืองแข็งแกร่ง เครือข่ายกับสองสำนักพุทธและเต๋าก็ไม่ได้ด้อย หากตระกูลฉินเอ่ยปากเรียกหาเป็นการก่อกบฏ บัลลังก์มังกรใต้ก้นคงถูกเขย่าแน่นอน


ฮ่องเต้เฉียนหนิงยิ่งคิดก็ยิ่งไม่อาจสงบใจลงได้ ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจทหารยังไม่ได้กลับคืนมา ตระกูลเฉวียนแห่งซีเป่ยนั่นก็เป็นดั่งอสุรกายใหญ่ เป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก


เพื่อเซียนจวินผู้นี้ เสด็จปู่ยังตั้งใจสร้างวิหารเพื่อนาง ไม่รู้ว่านางจะยินยอมช่วยตนบ้างหรือไม่


อย่างมากเขาก็จะตั้งนางเป็นราชครูของแผ่นดิน หากนางไม่ยินยอม เช่นนั้น…


ดวงตาของฮ่องเต้เฉียนหนิงมีความเยือกเย็นวาดผ่าน ความโหดเหี้ยมที่แผ่ออกมาทำให้สนมคนโปรดที่เอนกายแนบอยู่ข้างกายรู้สึกตัว ร่างนิ่งงันไป สั่นสะท้านขึ้นมา


“ฝ่าบาท ทรงเป็นอะไรหรือเพคะ” กู่กุ้ยเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน


ฮ่องเต้เฉียนหนิงปรายตามองนาง เอ่ย “ข้ากำลังตรึกตรองว่าเซียนจวินผู้นั้น มีความสามารถยิ่งใหญ่จริงหรือไม่”


กู่กุ้ยเฟยยิ้มอ่อนหวาน “ความสามารถจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ไม่อาจเทียบฝ่าบาทได้ พระองค์คือฮ่องเต้ผู้ทรงธรรม โอรสมังกรแห่งสวรรค์ ถึงเป็นเซียนจวินอย่างไร ก็ไม่ใช่อื่นใด นอกจากเรื่องที่โลกมนุษย์พากันเอ่ยเกินจริง เทพเซียนที่แท้ไหนเลยจะพำนักอยู่ในโลกีย์ หากมีจริงคงเหาะเหินสู่แดนสวรรค์ไปนานแล้ว”


ฮ่องเต้เฉียนหนิงพอใจกับคำสรรเสริญ แต่เมื่อระลึกถึงคำเตือนที่เคยได้รับ สีหน้าพลันเคร่งเครียดขึ้น


แม้จะไม่ใช่เทพเซียนแท้ แต่พวกเขาก็สามารถปรากฏตัวดุจอสุรกาย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเวทมนตร์คาถาที่สามารถปลิดชีวิตตนได้อย่างง่ายดาย


สิ่งสำคัญที่สุดคืออายุขัยที่สามารถยืดออกได้จริง เช่นปรมาจารย์ไท่เฉิงแห่งอารามจินหวา แม้มีอายุกว่าร้อยปีแล้ว แต่ยังมีชีวิตอยู่สุขสบาย นี่แสดงให้เห็นว่าการบำเพ็ญเพียรนั้นได้ผลจริง


ฮ่องเต้ใดเล่าที่ไม่ปรารถนาครองบัลลังก์มังกรตราบนิรันดร์ พระองค์เองก็ไม่ต่างกัน ด้วยเหตุนี้จึงเคยเอ่ยถามเหล่าผู้ทรงศีลแห่งสองสำนักเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียร แต่กลับได้รับคำตอบว่า ต้องมีบุญสัมพันธ์กับพุทธหรือเต๋า และต้องมีรากวิญญาณ จึงจะเข้าสู่การบำเพ็ญได้ หากไร้ซึ่งรากวิญญาณย่อมไร้ประโยชน์


และเขา ไร้ซึ่งรากวิญญาณนั้น


ดังนั้น จะช้าจะเร็วเขาก็ต้องตาย อายุขัยก็ไม่อาจยืนนานเท่าพวกเขาเหล่านั้น


แน่นอนฮ่องเต้เฉียนหนิงไม่ยอม


เรื่องอะไรนักพรตเหล่านั้นอายุยืนนับร้อยปีได้ และเขาที่เป็นโอรสสวรรค์กลับทำไม่ได้


ขนาดผู้อาวุโสทั้งสองแห่งตระกูลฉินยังมีอายุเกือบถึงเก้าสิบ


ฮ่องเต้เฉียนหนิงหลุบตาลง ซ่อนประกายตาที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลและความโลภ


“โลกมนุษย์พากันเอ่ยเกินจริงจนฝังรากลึกแล้ว” เขาพึมพำเบาๆ


กู่กุ้ยเฟยส่งเสียง หึ ในลำคอ “ความจริงเรื่องนี้ควรหยุดยั้งได้แล้วเพคะ อย่างไรผู้ปกครองแผ่นดินคือฝ่าบาท อีกทั้งยังมีบรรพชนแห่งราชวงศ์ฉี แต่ประชาชนรู้เพียงคุณความดีของเซียนจวินอะไรนั่น สรรเสริญกราบไหว้ทั้งกลางวันกลางคืน เหตุใดจึงไม่กราบไหว้พระองค์ ผู้ตรากตรำปกครองบ้านเมือง ไม่ใช่ฝ่าบาทหรอกหรือ ศาลเทพที่มีผู้กราบไหว้ หากมีคนครอบครองก็ควรเป็นฝ่าบาทถึงจะถูก โอรสสวรรค์ที่แท้จริง ควรเป็นที่รู้จักและได้รับการสรรเสริญจากทั่วแผ่นดิน หากไร้ราชวงศ์ฉี ผู้คนจะมีความสงบสุขได้อย่างไร”


ฮ่องเต้เฉียนหนิงมองนางอย่างลึกซึ้ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความหมายลึกซึ้ง “สนมที่รัก เจ้าเอ่ยเช่นนี้ คงไม่ใช่เพราะตระกูลฉินปฏิเสธการแต่งงานกับตระกูลกู่จนทำให้เจ้าขุ่นเคืองใจหรอกกระมัง”


พระสนมกู่กุ้ยเฟยสะท้านในใจ รีบคุกเข่าลงทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง เอ่ย “ฝ่าบาท แม้หม่อมฉันจะตำหนิที่ตระกูลฉินไม่เห็นคุณค่า แต่ก็ทราบว่าพรหมลิขิตนั้นฝืนไม่ได้ เป็นเพราะหลานชายของหม่อมฉันไม่มีคุณสมบัติพอคู่ควรกับอีกฝ่าย เดิมทีหม่อมฉันตั้งใจจะผลักดันเรื่องนี้เพราะคิดว่า หากได้เป็นญาติเกี่ยวดองกัน ย่อมเป็นกำลังหนุนของฝ่าบาท แต่ไม่นึกเลยว่าตระกูลกู่จะหมายปองสูงเกินไป”


ฮ่องเต้เฉียนหนิงสูดหายใจลึก ดวงตาเผยประกายดุดันเล็กน้อย เอ่ย “ตระกูลกู่เป็นครอบครัวของเจ้า เจ้าคือสนมรักของเรา เช่นนั้นตระกูลกู่ก็คือเชื้อพระวงศ์ จะเรียกว่าหมายปองสูงได้อย่างไร”


ฮ่องเต้เฉียนหนิงเอ่ยอย่างเย็นชา “บรรพชนมีคำสั่งห้าม ไม่ให้ราชวงศ์แต่งงานกับตระกูลฉิน แต่ไม่ได้ห้ามครอบครัวของสนม ตระกูลสองตระกูลเหมาะสม ข้าจะประทานสมรสให้เอง”


พระสนมกู่กุ้ยเฟยลังเลใจ “เช่นนี้จะไม่ฝืนใจกันเกินไปหรือเพคะ”


ฮ่องเต้เฉียนหนิงสีหน้าไม่พอใจขึ้นมา “ใต้หล้านี้เป็นแผ่นดินของข้า ตระกูลฉินกล้าขัดราชโองการอย่างนั้นหรือ”


พระสนมกู่กุ้ยเฟยยกมือเรียวขาวขึ้นมาลูบไล้ไปยังแผ่นอกของเขา เอ่ย “ฝ่าบาททรงสงบพระทัย หม่อมฉัน…กรี๊ด...”


นางกรีดร้องเสียงดัง จ้องมองผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศด้วยความตกใจสุดขีด ดวงตาพลันเหลือกค้างก่อนจะหมดสติไป


เหตุการณ์นี้ช่างน่าพิศวงเกินจริงยิ่งนัก นางเห็นผีในเวลากลางวันแล้ว


ฮ่องเต้เฉียนหนิงก็สะดุ้งจนหัวใจเต้นระรัว คำว่า “คุ้มครองฝ่าบาท” ยังไม่ทันหลุดจากปาก องครักษ์เงาที่ซุ่มซ่อนอยู่ต่างพากันกระโจนออกมา ยืนขวางตรงหน้าพร้อมชักดาบชี้ไปยังฉินหลิวซี ด้วยท่าทางหวาดผวา


คนผู้นี้ปรากฏตัวกะทันหัน พวกเขาไม่อาจสัมผัสได้แม้แต่น้อย ช่างน่ากลัวนัก


“บังอาจ เจ้าคือผู้ใดกัน” ขันทีคนสนิทข้างกายฮ่องเต้เฉียนหนิงเอ่ยถามเสียงสั่น


เมื่อฮ่องเต้เฉียนหนิงเห็นโฉมหน้าของฉินหลิวซีอย่างชัดเจน หัวใจพลันบีบเกร็งราวถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดไว้แน่น จนรู้สึกอึดอัดและเจ็บปวด


เท้าภายใต้ฉลองพระองค์พลันสั่นเล็กน้อย แต่ใบหน้ายังทรงพยายามรักษาความสงบนิ่งอย่างเต็มที่ เห็นได้ชัดว่าจำฉินหลิวซีได้ แต่กลับไม่เอ่ยปากแม้แต่คำเดียว


ฉินหลิวซีประสานมือไว้ข้างหลัง มองไปยังฮ่องเต้เฉียนหนิง เพียงแค่ปรายตามองก็ส่ายศีรษะเบาๆ “เจ้าเทียบฉีเชียนท่านปู่ของเจ้าไม่ได้เลยสักนิด”


เมื่อหลายสิบปีก่อน นางได้หยั่งรู้ฟ้าดินไว้ว่า โชคชะตาของราชวงศ์ฉี ไม่อาจยืนยงถึงร้อยปี หรือแม้แต่หกสิบปี ชะตากรรมจะจบสิ้นลงในรุ่นของผู้ที่อยู่ตรงหน้า


รูปร่างอ้วนฉุ บนร่างกายล้วนแล้วแต่เป็นไขมันสะสม ใบหน้าไร้สง่าราศี ถุงใต้ตาหย่อนคล้อย การเสพสุรานารีทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม บารมีแห่งผู้ปกครองอ่อนแอไม่อาจเทียบได้แม้กระทั่งขุนนางใหญ่ที่กำลังรุ่งโรจน์


ยิ่งไปกว่านั้น พลังมังกรในร่างกายเขาก็แปดเปื้อนมัวหมอง ลมหายใจสับสนยุ่งเหยิง ไม่มีความสง่างามของมังกร มีแต่ความอัปมงคลครอบงำ


ผู้ครองบัลลังก์เช่นนี้จะทำให้ราชวงศ์ฉีพินาศ


ฉินหลิวซีลอบคำนวณในใจ เจ้าจิ้งจอกน้อยบนบ่านางซึ่งกำลังเกาะแน่นประหนึ่งพอกกาวติดไว้ ถึงกับกลอกตาอย่างไม่พอใจ


“เจ้าคือปู้ฉินเซียนจวินแห่งอารามชิงผิงหรือ” ฮ่องเต้เฉียนหนิงได้ยินวาจาของนางรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาบ้าง โบกมือไล่องครักษ์เงา ขมวดคิ้ว “เห็นข้าแล้ว เจ้าไม่ถวายพระพรหรือ”


เฟิงซิวหมุนตัวกลับมา ในที่สุดก็ยอมปรายตามองฮ่องเต้เฉียนหนิงผู้น่ารำคาญ กล้าให้ซีซีถวายพระพรเขาอย่างนั้นหรือ


“เจ้าคู่ควรหรือ” เขามองฮ่องเต้เฉียนหนิงด้วยสายตาเย็นชา น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ย “ฉีเชียนปู่ของเจ้าเห็นนางยังต้องเคารพนอบน้อม เจ้าเป็นเพียงสวะไร้ค่า ยังกล้าบอกให้นางถวายพระพรเจ้าอย่างนั้นหรือ เจ้านี่มันดาวกษัตริย์แขวนคอเสียจริง รังเกียจที่จะอายุมากเกินไป อยากตายหรือ”


ตอนพิเศษ 9: เจ้าเก้าสุนัขเต๋า หุบปาก


เมื่อถูกเฟิงซิวดูแคลนด้วยวาจาเย็นชา สีหน้าของฮ่องเต้เฉียนหนิงอันอวบอ้วนพลันเปลี่ยนเป็นสีตับหมู ดวงเนตรจ้องเขม็งไปยังสุนัขจิ้งจอกสีแดงเพลิงบนบ่าของฉินหลิวซี


ปีศาจ พูดภาษาคนได้


เฟิงซิวกระโดดลงจากบ่าฉินหลิวซี พลันแปลงกายมาเป็นมนุษย์ ท่วงท่างดงามราวสตรี ทำให้ทุกคนทั้งในที่แจ้งและที่ลับต่างมองอย่างตกตะลึง


ฮ่องเต้เฉียนหนิงเบิกตา พลันเอ่ย “เป็นเจ้า”


ก่อนหน้านี้เขาคิดจะรับสตรีตระกูลฉินเข้าวัง คนผู้นี้ก็มาปรากฏตัวในตำหนักฉินเจิ้งของเขา แสดงพลังอำนาจเพื่อให้เขายกเลิกความคิดนั้นเสีย


ตอนนั้นเขาบอกอย่างไร บอกว่าหากให้สตรีตระกูลฉินเข้าวังเป็นสนมหรือคู่สมรสของโอรสตน คนของเขาก็จะทำลายทั้งบัลลังก์ทองคำที่ประดับด้วยอัญมณีนั้นให้แหลกเป็นผุยผง


ใช่ ให้แหลกเป็นผุยผง


เพียงดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ไม่สนว่าเขาจะยังนั่งอยู่บนบัลลังก์หรือไม่ จากนั้นบัลลังก์มังกรที่นั่งอยู่ก็จะพังทลาย กระทั่งกลายเป็นผงทรายทองคำ


เพียงดีดนิ้วเท่านั้น


หากเกิดขึ้นกับร่างกายของเขา จะไม่เหลือแต่เถ้ากระดูกหรือ


เพียงนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น สีหน้าของฮ่องเต้เฉียนหนิงก็กระตุก หัวใจสะท้านสะท้านจนร่างกายหนาวเหน็บ


หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาได้ขอความช่วยเหลือจากนักพรตเต๋าและพระสงฆ์ ทว่าทันทีที่พวกเขาได้ยินลักษณะของเฟิงซิว ก็เอ่ยเกลี้ยกล่อมเขา ในใต้หล้ามีสตรีงามมากมาย อย่าได้คิดหมายหญิงสตรีตระกูลฉินแล้ว สตรีตระกูลฉินนั้นมีผู้ปกปักรักษา


ฮ่องเต้เฉียนหนิงโกรธจนหน้าเขียว ไม่เคยคิดว่าเป็นฮ่องเต้จะมีวันที่จนตรอกเช่นนี้ แม้แต่สุนัขจิ้งจอกตัวเดียวก็จัดการไม่ได้


นับแต่นั้น เขาเกิดความยำเกรงต่อสตรีตระกูลฉิน เขาไม่แตะต้องสตรีตระกูลฉิน ลดทอนอำนาจของพวกเขา พุทธและเต๋าก็คงไม่มีคำมาทัดทานได้แล้วกระมัง


ดังนั้นตอนนี้แม้ตระกูลฉินจะมีทั้งขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ในราชสำนัก แต่ล้วนไม่ได้รับความโปรดปรานอย่างแท้จริง ที่ไม่ถูกปลดก็คงเพราะผู้นำตระกูลฉินเป็นศิษย์ของอาจารย์อวี้ฉังคง ผู้สั่งสอนผู้คนมานานนับหลายสิบปี มีผู้เคารพนับถือจำนวนมาก


ตอนนี้เจอเฟิงซิวอีกครั้ง ความทรงจำอันไม่น่าพิศมัยกลับมาอีกครั้ง ฮ่องเต้เฉียนหนิงทั้งหวาดกลัวทั้งโกรธ


บุคคลผู้นี้งดงามยิ่งกว่าสตรี ที่แท้เป็นจิ้งจอกตัวหนึ่ง ก็ไม่ใช่ปีศาจหรอกหรือ


“ข้าเคยบอกแล้ว อย่าได้หมายปองสตรีตระกูลฉินอีก เจ้าแสร้งหูหนวก หรือลืมความเจ็บปวดที่ผ่านมาแล้ว” เฟิงซิวดีดนิ้ว


ปัง ปัง


ฮ่องเต้เฉียนหนิงทรุดนั่งลงกับพื้นอีกครั้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “เจ้า คิดจะปลงพระชนม์ฮ่องเต้หรือ ข้าเป็นโอรสสวรรค์นะ”


ควรกดพุทธและเต๋าเอาไว้ ควบคุมอำนาจทั้งหมดจึงจะถูก


เหมือนกับสมัยของบรรพบุรุษ พวกเขาน่ากลัวเกินไป เหิมเกริมเกินไปแล้ว นี่คือโลกมนุษย์ มีฮ่องเต้เป็นผู้ปกครองนะ


เฟิงซิวเอ่ย “ฉีเชียนครองบัลลังก์ยี่สิบปี รวบรวมบ้านเมืองที่แตกแยกจนรุ่งเรือง ส่วนบิดาของเจ้า สร้างทรัพยากรไม่สำเร็จ แต่การรักษานับว่าใช้ได้ แต่มาถึงเจ้าที่นี่เล่า อยู่บนบัลลังก์มาเพียงสิบสองปี นอกจากสร้างตำหนัก ปรนเปรอสตรี ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ กดขี่ราษฎร เจ้าทำอะไรไปบ้าง ฮ่องเต้หย่งเหยียนช่างมีตาหามีแววไม่ เลือกกองลูกท้อนับพันนับหมื่น กลับหยิบได้ตาปลาแทนที่จะเป็นลูกท้อ ถุย”


“บังอาจนัก ข้าเป็นโอรสสวรรค์นะ”


ดวงตาจิ้งจอกของเฟิงซิวเกรี้ยวกราด มือขยับหมายจะสั่งสอนเขาสักครั้ง ฉินหลิวซีก้าวขึ้นมา เอ่ย “เป็นจิ้งจอกพันปีแล้ว นิสัยใจร้อนนี้ก็ยังไม่ลดละ เขาโง่เจ้าก็ยังถือสาเขาอีกหรือ”


ฮ่องเต้เฉียนหนิง “?”


นี่กำลังด่าข้าอยู่นี่นา


ฉินหลิวซีโบกมือหนึ่งครั้ง ผงทองคำที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นถูกนางเก็บกลับมาทั้งหมด ทองที่เคยสลักเป็นลวดลายมังกร จะเสียเปล่าไม่ได้ นางจะเอาไปชุบองค์เทพในอาราม


เฟิงซิวเห็นแล้ว ใบหน้ายากจะอธิบาย เยี่ยมไปเลย พันเปลี่ยนหมื่นเปลี่ยน ความมักมากในทรัพย์ไม่เคยเปลี่ยน


ฉินหลิวซีมองฮ่องเต้เฉียนหนิง เอ่ย “เจ้าอยากเจอข้า มีเรื่องใดหรือ”


ฮ่องเต้เฉียนหนิงหน้าดำหน้าแดงลุกขึ้นยืน ขณะเงยหน้าขึ้นมาแววตาเต็มไปด้วยความอำมหิต


ฉินหลิวซีหรี่ตาลง


เขาคิดจะสังหารนาง


ภายใต้การจับจ้องของฉินหลิวซี หัวใจของฮ่องเต้เฉียนหนิงเริ่มบีบแน่นสั่นระริก เอ่ยอึกอัก “เสด็จปู่ของข้า สร้างวิหารให้เจ้า ความดีความชอบเช่นนี้ เจ้าควรตอบแทนสักหน่อยหรือไม่”


ฉินหลิวซีหัวเราะ “เจ้าไม่ได้ความเด็ดขาดของปู่เจ้ามาเลยสักนิด แต่ความกล้าบ้าบิ่นดูเหมือนจะมีมากกว่า กินดีหมีตับเสือเข้าไปเยอะเกินหรือ ถึงได้คิดเพ้อฝันปานนี้ เรียกข้ามาเพื่อตอบแทนพระคุณอย่างนั้นหรือ เจ้าอยากให้ข้าตอบแทนเช่นไร”


“หากเจ้าช่วยข้ารวบรวมอำนาจการทหาร ข้าจะสถาปนาเจ้าเป็นราชครู ให้ผู้คนเคารพสักการะไปทั่วหล้า” ฮ่องเต้เฉียนหนิงเอ่ยโดยไม่สนใจคำของนาง


“ตอนนี้ข้าไม่ได้รับการสักการะอยู่แล้วหรอกหรือ เสด็จปู่ของเจ้า แต่งตั้งให้ข้าเป็นถึงเซียนจวิน ยามนี้มีวิหารให้กราบไหว้ ไม่ใช่รูปปั้นของข้าหรอกหรือ”


ฮ่องเต้เฉียนหนิงสะอึก ยังอยากเอ่ยอะไร ฉินหลิวซีเอ่ยต่อ “ยามนี้พลังปราณฟื้นคืน แม้แต่มนุษย์ธรรมดาหากมีวาสนาบรรลุทางเต๋าก็สามารถบำเพ็ญเพียรได้ ถึงกระนั้นเต๋าและพุทธย่อมมีกฎระเบียบ ไม่อนุญาตให้ใช้เวทมนตร์ชั่วร้ายเพื่อทำร้ายผู้คน หากถูกพบเห็นย่อมต้องถูกประหารตามสมควร ทั้งยังห้ามรังแกชาวบ้านธรรมดาโดยไร้เหตุผล หากละเมิดย่อมต้องถูกลงโทษ เช่นเดียวกัน การแทรกแซงกิจการของโลกียวิสัยย่อมไม่ควร เจ้าให้ข้าช่วยรวบรวมอำนาจการทหาร นั่นเท่ากับให้ข้าทำลายหลักการอย่างนั้นหรือ”


ฮ่องเต้เฉียนหนิงเอ่ยเสียงเย็น “เอ่ยได้ดีนัก แต่ข้ารู้ บางตระกูลใหญ่ ยังเชิญนักพรตมาปกป้องคุ้มครองตระกูล ตระกูลฉินเองก็เป็นเจ้าที่กำลังปกป้องอยู่มิใช่หรือ”


“ข้าเคยทำเรื่องผิดบาปเพื่อช่วยเหลือตระกูลฉินหรือ หรือข้ารับเงินทำร้ายผู้คนเพื่อตระกูลฉินกันเล่า เดิมข้าก็คือคนตระกูลฉิน มีเลือดเนื้อของตระกูลฉิน ยามนี้เป็นผู้อาวุโสที่อายุมากที่สุดในตระกูลฉิน มีข้าคอยปกปักรักษา นั่นคือวาสนาของตระกูลฉิน ทำไมหรือ หรือว่าวาสนาดีก็ผิด หากเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่อาจนั่งอยู่บนบัลลังก์ได้ เพียงเพราะมีบรรพบุรุษของเจ้าปกป้อง เจ้าถึงมีวันนี้ได้ก็เท่านั้น”


ฮ่องเต้เฉียนหนิงถูกจี้ใจดำจนหน้าแดงหูแดง เขาจะกล่าวร้ายต่อบรรพบุรุษของตนได้อย่างไร


เขาย่อมไม่กล้า


ฉินหลิวซีปรายตามองเขา คล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้ม เอ่ยขึ้นหนึ่งประโยค “อีกอย่าง การเชิญนักพรต เจ้าเองก็เชิญแล้วหนึ่งคนมิใช่หรือ”


นางเอ่ยจบก็หายตัววับไป ไม่นานก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ในมือลากนักพรตคิ้วยาวผู้หนึ่งมาด้วย นักพรตผู้นั้นตัวสั่นเหมือนนกกระทาที่นอนแน่นิ่งอยู่ในมือของนาง ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง อยากจะกลั้นใจตายเสียตรงนั้น


น่ากลัวเป็นที่สุด เดิมเขาอยากหนี วิ่งหนีไปถึงหน้าประตูวังแล้วก็ถูกนางจับกลับมา


ฮ่องเต้เฉียนหนิงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย นักพรตคิ้วยาวผู้นี้เพิ่งถูกเชิญมาเพียงไม่กี่วัน ฝีมือก็ไม่เลว เขาตั้งใจจะเก็บไว้เป็นไพ่ลับ แต่กลับถูกฉินหลิวซีค้นพบจนได้


ไยถึงรู้ว่าในวังมีผู้ใดบ้าง


หัวใจของฮ่องเต้เฉียนหนิงเต้นโครมคราม เขารู้สึกกระหายน้ำอย่างบอกไม่ถูก ไม่สามารถกล่าวอะไรออกมาได้แม้แต่คำเดียว


ฉินหลิวซีโยนนักพรตคิ้วยาวลงกับพื้น เอ่ย “นักพรตที่เจ้าเชิญมา ไม่ได้ความอะไร กินอิ่มดื่มพอ กำลังคิดหนีน่ะ”


ฮ่องเต้เฉียนหนิง “!”


เขาจ้องมองนักพรตคิ้วยาว นี่มันอะไร หมายความว่าเขาเป็นพวกสิบแปดมงกุฎหรือ


นักพรตคิ้วยาวคุกเข่าลงตรงหน้าฉินหลิวซี เอ่ยอย่างลนลาน “ข้าขอสาบานต่อสามเทพเบื้องบน ข้ามิได้ทำสิ่งใดผิดบาปเลย เป็นฮ่องเต้ที่ให้เกียรติเชิญข้ามาเป็นนักพรตในราชสำนัก ข้าไม่อาจปฏิเสธได้จึงมาพำนักอยู่ไม่กี่วัน คิดไปคิดมาเห็นว่าไม่สมควรจึงตั้งใจจะจากไป แต่บังเอิญได้พบเซียนจวิน ช่างบังเอิญยิ่งนัก ข้าน้อยเลื่อมใสเซียนจวินดุจสายน้ำที่ไหลเชี่ยวไม่รู้สิ้น วันนี้ได้พบ นับเป็นวาสนายิ่งใหญ่ แม้ตายก็มิอาจเสียใจแล้ว”


สีหน้าของฮ่องเต้เฉียนหนิงเหมือนกลืนแมลงวันเข้าไป สุนัขนักพรต เจ้าหุบปาก วันนั้นต่อหน้าข้าทำตัวองอาจไม่ใช่หรือ ไยตอนนี้จึงประจบประแจงหมอบคลานอยู่เช่นนี้เล่า


[1] เก้าสุนัขเต๋า คำนี้อาจเป็นการใช้คำด่าหรือดูถูกเกี่ยวกับ “เต๋า” โดยเปรียบเสมือนว่าพวกเต๋านั้นเป็นเพียง “สุนัข” ซึ่งไม่ได้มีความน่าเกรงขามหรือศักดิ์สิทธิ์อย่างที่ควรจะเป็น คำว่า “เก้า” ในที่นี้อาจใช้ในเชิงสำนวนเพื่อเน้นความดูถูกให้รุนแรงขึ้น หรืออาจหมายถึงกลุ่มบุคคลหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับลัทธิเต๋า


ตอนพิเศษ 10: มีข้า ดวงชะตาแข็ง


การช่วยฮ่องเต้เฉียนหนิงรวบรวมอำนาจทหารนั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจกระทำได้ ทว่าในเรื่องหนี้สิน กลับสามารถทวงคืนได้บ้าง


ดังนั้น เฟิงซิวจึงยื่นใบสัญญาเงินกู้ที่ประทับตราหยกให้ฮ่องเต้เฉียนหนิง ใบนี้เป็นหนี้ที่ปู่ของเขาเคยก่อไว้ เฟิงซิวไม่เรียกร้องมาก ห้าล้านตำลึงก็พอ


ฮ่องเต้เฉียนหนิงถึงกับหน้าถอดสี แต่การคืนเงินเป็นไปไม่ได้หรอก เอ่ยเพียงประโยคเดียวว่า คลังหลวงว่างเปล่า ไม่มีเงินสำรอง พร้อมตีหน้าเศร้าเป็นคนเบี้ยวหนี้อย่างไม่ละอาย


ทว่าเฟิงซิวเมื่อคิดจะทวงหนี้ จะเจรจาอย่างละมุนละม่อมเช่นนั้นหรือ


เป็นไปไม่ได้ มีเขาเป็นเจ้าหนี้ อย่าได้ฝันเฟื่องเลย


เขาเองไม่แตะต้องคลังหลวง แต่ลอบเทคลังส่วนพระองค์ของฮ่องเต้เฉียนหนิงจนว่างเปล่า


สมบัติมีค่าที่ประเมินได้ห้าล้านตำลึงถูกเก็บกวาดจนไม่เหลือแม้แต่ฝุ่น


ขันทีที่เฝ้าคลังส่วนพระองค์วิ่งสะเปะสะปะมารายงานข่าวด้วยความตระหนก ฮ่องเต้เฉียนหนิงที่ได้ฟังถึงกับควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ดวงตาจับจ้องเฟิงซิวนิ่ง


“หนี้บิดาลูกต้องชดใช้ เป็นสัจธรรม” เฟิงซิวเอ่ย เงินอะไรนั่น ข้าไม่สนใจ ของที่มีค่าเทียบเท่าก็พอ


เดิมเขาไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเงินของราชวงศ์แล้ว แต่ในเมื่อฮ่องเต้เฉียนหนิงทำเรื่องไม่สมควร เขาจึงต้องสั่งสอนให้หลาบจำ เพื่อสั่งสอนเด็กดื้อให้รู้ผิดชอบ ก็ต้องริบสิ่งที่อีกฝ่ายหวงแหนที่สุดไป


ต่อหน้าฮ่องเต้เฉียนหนิง เฟิงซิวหยิบใบสัญญาเงินกู้ขึ้นมาเผาไฟ เอ่ย “นี่ไง เลิกแล้วต่อกัน”


ก่อนฉินหลิวซีจะไป เอ่ย “การบริหารบ้านเมืองเพื่อประโยชน์ของราษฎร เป็นหนทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของเจ้า น่าเสียดายแล้ว” จากนั้นนางหันมองไปยังสนมกู่กุ้ยเฟยที่ล้มตัวอยู่มุมหนึ่ง เปลือกตาขยับไม่หยุด เอ่ย “อย่าได้พระราชทานสมรสแก่สกุลฉิน พวกเขาดวงชะตาแข็ง”


มีข้าอยู่ ชะตาก็ย่อมแข็ง


ฮ่องเต้เฉียนหนิงโกรธทว่าไม่กล้าเอ่ยปาก มองพวกเขาพาตัวนักพรตคิ้วยาวนั่นจากไป เนิ่นนานทีเดียว ก่อนที่เขาจะทำลายข้าวของในตำหนักทั้งหมด เอ่ย “ทหาร”


“ไปตามโหรหลวง เสนาบดีกรมโยธามา ทำลายวิหารเทพให้ข้าเสีย” ฮ่องเต้เฉียนหนิงโกรธจนแทบบ้า เอ่ย “ตามเสนาบดีหลินและติ้งอันโหว…”


ฉินหลิวซีกับเฟิงซิวยืนอยู่หน้าประตูวัง หันกลับไปมองอีกครั้ง เห็นพลังมังกรกระจายหายลับ เงยหน้าขึ้นมองฟ้า เมฆดำพลิกวนเหมือนลางร้าย


ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนแล้ว


เมื่อกลับถึงจวนตระกูลฉิน ฉินหมิงเยี่ยนก็รีบออกมาต้อนรับ เอ่ย “ฮ่องเต้ทรงกลั่นแกล้งพี่หญิงใหญ่หรือไม่ หากเป็นเรื่องของตระกูลฉิน พี่หญิงใหญ่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับหนี้กรรมนี้”


ฉินหลิวซีเลิกคิ้วเล็กน้อย “สนมกู่กุ้ยเฟยอะไรนั่นต้องการเกี่ยวดองกับตระกูลฉิน พวกเจ้าปฏิเสธ ตอนนี้ฉีหมิงจิ่งอยากพระราชทานสมรสให้”


สีหน้าของฉินหมิงเยี่ยนมืดครึ้มทันที เอ่ย “ตระกูลกู่เพราะมีกุ้ยเฟยอยู่ในวัง จึงยโสโอหังกว่าตระกูลเมิ่งเมื่อครั้งอดีต ลูกหลานตระกูลกู่นั่น เบื้องหน้าดูสง่างามเป็นผู้ดี แท้จริงกลับเสเพลเหลวไหล เขายังเคยเข้าออกหอชายงาม สตรีตระกูลฉินเรา แม้ไม่ใช่สตรีเลื่องชื่อไปทั่ว แต่ล้วนได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี ไม่มีทางกระโดดลงไปในหลุมไฟนี้”


“เช่นนั้นหากมีพระราชทานสมรสออกมาจริงๆเล่า”


ฉินหมิงเยี่ยน เอ่ยตอบ “พี่หญิงใหญ่คงไม่ทราบ ตระกูลฉินของเรามีตราทองจารึกคำมั่น ซึ่งฮ่องเต้คังผิงประทานไว้ให้ เพียงแต่เราไม่เคยประกาศออกไป ดังนั้นพี่สาวไม่ต้องกังวล หากถึงที่สุดก็เพียงนำตรานั้นออกมาก็พอแล้ว”


ฉินหลิวซีคาดไม่ถึงว่าฉีเชียนจะเคยมอบของล้ำค่าเช่นนั้นให้ตระกูลฉิน หัวเราะเบาๆ พลางเอ่ย “เขาไม่กล้าพระราชทานสมรสหรอก วางใจเถิด ตระกูลฉินรักษาแบบแผนได้ดี พวกเจ้าลำบากแล้ว”


“ไม่กล้าทำให้คำสอนของพี่หญิงใหญ่สูญเปล่า ยิ่งไม่กล้าทำให้พี่หญิงใหญ่ต้องอับอาย”


ฉินหลิวซีมองเขานิ่งๆอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆยื่นมือไปลูบศีรษะเขาเบาๆ “เจ้าแก่ขึ้นแล้ว”


ฉินหมิงเยี่ยนสูดจมูก หัวใจเอ่อท้นไปด้วยความตื้นตัน “พวกเรารอท่านมาหลายปีนัก โชคดีที่รอได้ แม้จะแก่ไปบ้าง แต่ขอเพียงพี่หญิงใหญ่ยินดีกลับมาก็เพียงพอแล้ว”


ฉินหลิวซีให้เขากลับไปพักผ่อน ก่อนจะเรียกนักพรตคิ้วยาวมาสอบถามเรื่องการบูชา


นักพรตคิ้วยาวตอบด้วยท่าทีนอบน้อม “บัดนี้พลังวิญญาณสมบูรณ์ คนที่เข้าสู่เต๋าที่มีพรสวรรค์ ล้วนมีพลังเพิ่มพูนรวดเร็ว แม้การวาดยันต์ ความสำเร็จยังสูงกว่าแต่ก่อน ทว่าไม่เพียงมนุษย์ที่บำเพ็ญได้ เหล่าวิญญาณ ปีศาจก็บำเพ็ญได้เช่นกัน”


เฟิงซิวเอ่ยเสียงเรียบ “มองข้าทำไมหรือ ขอเพียงไม่มาท้าทายข้า ข้าก็เป็นปีศาจที่ดี ทุกชีวิตล้วนเป็นผู้ร่วมชะตาในโลกเดียวกัน มนุษย์บำเพ็ญได้ ปีศาจก็ย่อมบำเพ็ญได้ วิญญาณก็เช่นกัน การต่อสู้น่ะหรือ ย่อมเป็นไปตามธรรมชาติ ปีศาจกล้ำกรายมนุษย์ มนุษย์ล่าปีศาจ นี่คือหนทางแห่งการอยู่รอดของชีวิต ทำนองเดียวกัน หากปีศาจไม่มีจิตคิดร้าย แต่กลับทนต่อความโลภของมนุษย์ไม่ได้ การตอบโต้กลับของปีศาจนั้น ก็หาใช่เรื่องที่ต้องโทษพวกมันไม่ กฎแห่งผู้แข็งแกร่งเป็นผู้รอด มีอยู่ในทุกแห่งหน”


นักพรตคิ้วยาวรีบยิ้มแย้มพร้อมกล่าวขออภัย เอ่ย “ผู้น้อยมิได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่จะกล่าวว่า ในยุคสมัยนี้ของต้าเฟิง ภายใต้การฟื้นฟูของพลังวิญญาณ แท้จริงแล้วกลับอันตรายยิ่งกว่าสมัยก่อนเล็กน้อย ดังที่ราชาปีศาจกล่าวไว้ หากเหล่าปีศาจจำแลงกายเป็นมนุษย์ คนธรรมดาย่อมมิอาจล่วงรู้ได้ว่าเป็นคนหรือเป็นปีศาจ ในโลกนี้มนุษย์มีทั้งดีและร้าย ปีศาจเองก็เช่นกัน หากพบเจอปีศาจหรือวิญญาณร้าย มนุษย์ธรรมดาที่ไร้พลังฝีมือก็เปรียบเสมือนปลาที่รอคอยถูกเชือดเฉือนบนเขียง ดังนั้นจึงมีกลุ่มตระกูลผู้มั่งคั่งบางแห่งที่ก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงนิยมว่าจ้าง ‘นักพรตอารักขา’ เหมือนกับการบูชาเทพอารักษ์บ้าน เพื่อปกป้องครอบครัวและผู้คนในตระกูล”


เฟิงซิวมองฉินหลิวซีที่ยังคงนิ่งเงียบ จึงเอ่ย “ยุคสมัยต่างไปแล้ว”


ฉินหลิวซีพยักหน้า หันไปทางนักพรตคิ้วยาว เอ่ย “ในเมื่อเจ้ารู้จัก ‘นักพรตอารักขา’ เช่นนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเขามีระดับพลังฝึกตนอยู่ที่ขั้นใด ขั้นสร้างฐานหรือไม่ เจ้ายังมิอาจแตะต้องประตูของขั้นสร้างฐานได้ด้วยซ้ำ แต่กลับถูกฮ่องเต้เฉียนหนิงตามหา นั่นแสดงว่าคนที่เขาหาได้ เจ้านับว่าเป็นคนที่ฝึกตนขั้นสูงแล้ว คนอื่นเล่า”


นักพรตคิ้วยาวหัวเราะแห้งๆ “แน่นอนว่าไม่อาจเทียบเซียนจวินได้”


“ไม่ใช่เทียบข้าไม่ได้ คนที่เก่งกาจจริงๆ ย่อมมิยอมให้โลกียะมาผูกมัด หากสามารถเป็นนักพรตอารักขาให้ตระกูลได้ หากมีเรื่องจากโลกภายนอกมาขอให้ช่วย เจ้าจะช่วยหรือไม่”


นักพรตคิ้วยาวไม่เอ่ยวาจา แต่ในใจนั้นรู้ดีว่าต้องช่วยอย่างแน่นอน เพราะกรรมได้ก่อขึ้นแล้ว ย่อมไม่อาจรับทรัพย์และทรัพยากรของผู้คนไว้โดยไม่สนใจเรื่องใดเลย หากกระทำเช่นนั้นย่อมได้รับผลกรรมตอบสนอง


“เมื่อถูกโลกียะผูกมัด ก็ย่อมไม่อาจมุ่งมั่นในวิถีเซียนได้เต็มที่ เจ้าก็รู้ดีว่าปัจจุบันพลังวิญญาณฟื้นฟูแล้ว ผู้มีวาสนาในเต๋าย่อมสามารถเข้าถึงหนทางการฝึกตนได้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ปีศาจ วิญญาณ ความแข็งแกร่งย่อมมีคนเหนือกว่าพวกเจ้าอยู่มากมาย เหตุใดพวกเขาจึงไม่รับว่าจ้างเป็นนักพรตอารักขา เพราะพวกเขาไม่คู่ควรอย่างนั้นหรือ”


นักพรตคิ้วยาวสะดุ้ง หัวใจสั่นสะท้าน เป็นไปไม่ได้แน่นอน เหตุผลคือพวกเขาไม่แยแสต่างหาก


เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เขาถึงกับร่างกายแข็งทื่อ


ฉินหลิวซีมองดูเขาที่เริ่มเข้าใจแล้ว เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่คู่ควร หากแต่พวกเขาเลือกที่จะรอโอกาสที่เหมาะสมเสียมากกว่า”


ฉินหลิวซีเงยหน้ามองไปยังฟากฟ้าเห็นพลังปราณที่แฝงด้วยมลทินไม่บริสุทธิ์นัก ทว่ากลับมากมายกว่าที่เคยเป็นมา เอ่ย “นับพันปีมานี้ พุทธและเต๋าล้วนไร้ผู้ใดสำเร็จวิถีเซียน นั่นเพราะพลังปราณลดน้อยถอยลงทุกวันการบำเพ็ญเพียรจึงยากที่จะก้าวหน้า แต่ในยามนี้พลังปราณเริ่มฟื้นฟู วันข้างหน้า การสำเร็จวิถีเซียนอาจมิใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป”


นางละสายตาลง มองไปยังนักพรตคิ้วยาวอีกครั้ง เอ่ย “การจะสำเร็จวิถีเซียนได้นั้น อย่างน้อยต้องสัมผัสประตูแห่งความสมบูรณ์สูงสุดให้ได้เสียก่อน ผู้ที่ยังบำเพ็ญเพียรจนถึงจุดนั้นไม่ได้ จะพูดถึงความสมบูรณ์สูงสุดไปไยเล่า เหล่าผู้ที่บำเพ็ญเพียรอยู่ในดินแดนอันว่างเปล่า เหตุใดจึงไม่ก้าวออกจากหุบเขาเพื่อข้องแวะกับเรื่องราวของโลกภายนอก เป็นเพราะพวกเขาหยิ่งยโสกระนั้นหรือ ไม่ใช่เลย เพราะพวกเขารอบรู้เพียงพอ เข้าใจแจ่มชัดว่าสุดปลายหนทางแห่งเต๋านั้นคือสิ่งใด จึงไม่หลงทิศผิดทาง”


สุดปลายหนทางแห่งเส้นทางแห่งเต๋าคือสิ่งใด ย่อมเป็นการสำเร็จวิถีเซียนเป็นเซียนอมตะ


ในอดีตพวกเขาไม่กล้าคิดฝันถึงสิ่งนี้ แต่ในยามนี้โลกแปรเปลี่ยน พลังปราณเอ่อล้น พวกเขาจึงกล้าที่จะฝันถึงความเป็นไปได้นั้น ทว่าการสำเร็จวิถีเซียนต้องอาศัยการบำเพ็ญเพียรอย่างไม่สิ้นสุด จนถึงที่สุดของความสมบูรณ์


นักพรตคิ้วยาวดุจดั่งได้ดื่มน้ำทิพย์แห่งสวรรค์บรรลุแจ้งในสิ่งที่เคยมืดบอด พลันรู้สึกละอายแก่ใจ ก้าวถอยหลังไปสองก้าว จากนั้นก็คุกเข่าคารวะฉินหลิวซี


ฉินหลิวซีวางมือไว้ด้านหลัง เอ่ย “จงประพฤติตนให้ดี”


เมื่อนักพรตคิ้วยาวจากไปแล้ว เฟิงซิวก็เอ่ยขึ้น “ได้ท่านเตือนสติ เขาช่างโชคดีเสียจริง”


“จิตแห่งเต๋าของเขายังไม่บิดเบี้ยว ชี้แนะบ้างก็มิใช่เรื่องเสียหาย หากเขาเป็นคนโง่งมดุจไม้ทึบก็คงช่วยอะไรไม่ได้” ฉินหลิวซีเอ่ย “บัดนี้พลังปราณกำลังฟื้นคืน ผู้ที่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ ไม่ใช่เพียงแค่พวกเรา แม้แต่เหล่าปีศาจและวิญญาณก็เช่นกัน หากสรรพชีวิตทั้งหลายสมดุล โลกใบเล็กนี้จึงจะยังคงดำรงอยู่ต่อไปได้”


เฟิงซิวเอ่ย “จะมีโอกาสสำเร็จวิถีเซียนจริงหรือ”


“เจ้าอยากหรือไม่” ฉินหลิวซีถามกลับ


เฟิงซิวกะพริบตาปริบ พลันเปลี่ยนร่างกลับไปเป็นขนาดเล็กจ้อย ปีนขึ้นไปนอนพาดบนบ่านาง เอ่ยหยอกล้อ “หากโลกแห่งเซียนนั้นมีอยู่จริง ข้าได้ยินมาว่า เหล่าเซียนหญิงมักจะมีสัตว์วิญญาณ ท่านคิดว่าข้าเหมาะสมหรือไม่ เจ้านาย ข้าขอฝากตัวด้วย พาข้าสำเร็จวิถีเซียนด้วยเถิด”


ฉินหลิวซีหัวเราะพลางด่า พลันดีดเขากระเด็นออกไป “ไสหัวไป”


นางเงยหน้ามองไปยังกลุ่มเมฆที่ลอยเลื่อนดุจมังกรพลิ้วไหวไปทางทิศตะวันตก จากนั้นก็ก้มหน้าลง ดวงตาฉายแววครุ่นคิด ผู้บำเพ็ญเพียรจะสำเร็จวิถีเซียนได้หรือไม่นั้นยังไม่อาจรู้ได้ แต่ราชบัลลังก์นี้จะต้องได้เปลี่ยนผู้ครองอย่างแน่นอน


เป็นเช่นนั้น ในฤดูใบไม้ผลิรัชศกเฉียนหนิงที่สิบสาม ฮ่องเต้เฉียนหนิงอาศัยงานเฉลิมพระชนมพรรษารวบอำนาจเข้าสู่ราชสำนัก เขาเรียกบรรดาอ๋องทั้งหลายกลับสู่เมืองหลวงมาถวายพระพร พร้อมบอกจะยกเลิกตำแหน่งอ๋องและอำนาจท้องถิ่น อีกทั้งเรียกแม่ทัพใหญ่แห่งซีเป่ยพร้อมครอบครัวเข้าร่วมถวายพระพร ทว่าแม่ทัพใหญ่ปฏิเสธการเดินทางด้วยเหตุพรมแดนไม่มั่นคง โดยอ้างการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในพื้นที่


ขณะเดียวกัน ในเมืองหลวง จวนติ้งซีโหวถูกตรวจสอบ พบหลักฐานซ่อนเสื้อคลุมสีเหลืองไว้โดยมิชอบ ถูกกล่าวหาว่ามีเจตนากบฏ ฮ่องเต้เฉียนหนิงโกรธเกรี้ยว พิพากษาโทษกบฏโดยไม่ฟังความจริง ถอดยศและนำผู้คนในตระกูลติ้งซีโหวเป็นตัวประกันส่งเข้าคุก บีบให้แม่ทัพใหญ่เฉวียนซีเดินทางเข้ามาพิสูจน์ตัวเอง


ห้องขังใหญ่กรมอาญา


นักโทษชราผู้มีศีรษะขาวโพลน เฉวียนจิ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องขังเดี่ยว มีเสียงไอแผ่วเบาดังออกมาบางครา ทันใดนั้นเขารู้สึกแข็งค้างไปครู่หนึ่ง หันมองไปด้านข้าง


ฉินหลิวซีปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า


ดวงตาฝ้าฟางของเฉวียนจิ่งสดใสขึ้นมาทันใด เผยรอยยิ้มออกมา เอ่ย “ได้ยินว่าท่านกลับมาตั้งนานแล้ว เป็นเพราะร่างกายข้าไม่แข็งแรง ไม่อาจลุกจากเตียงไปพบท่าน ไม่คิดเลยว่าหลายสิบปีผ่านไป การพบกันครั้งนี้กลับเป็นในคุกแสนสกปรกแห่งนี้ น่าเสียดายนัก ข้าเป็นเพียงนักโทษ ไม่มีแม้กระทั่งเหล้าไว้รับรองท่าน”


“เจ้าใกล้จะตายแล้ว ยังต้องการเหล้าอีกหรือ” ฉินหลิวซีหยิบสุราไหหนึ่ง และจอกสองใบออกมา


เฉวียนจิ่งชะงัก หัวเราะ “สีเจิงจากไปนานหลายปีแล้ว ข้าเองก็ควรตายไปตั้งนานแล้ว”


เขาเทเหล้าให้ตนเอง ดื่มไปหนึ่งอึก เลิกคิ้วพลางเอ่ย “หรือว่าเจ้ามาส่งข้าเป็นครั้งสุดท้าย”


“อืม” ฉินหลิวซีเอ่ย “เจ้ารู้ความหมายชื่อเฉวียนซีหรือไม่”


เฉวียนจิ่งนิ่งเงียบครุ่นคิด


ฉินหลิวซีเทเหล้าเติมให้เขาจนเต็มจอก เอ่ย “ตัวอักษรซี (曦 ซี หมายถึง แสงอาทิตย์รุ่งอรุณ) เมื่อไร้ดวงอาทิตย์ (日 ซี) ก็กลายเป็นกษัตริย์ (羲 ซี) จึงหมายถึงไร้ดวงอาทิตย์เป็นฮ่องเต้ เข้าใจหรือไม่”


เฉวียนจิ่งหัวใจกระตุก


ชื่อของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน หมิงจิ่ง (明景) เองก็มีตัวซี 日(ดวงอาทิตย์) เช่นกัน นี่ไม่เท่ากับผลักดันให้ตระกูลของพวกเขากบฏหรอกหรือ


ฉินหลิวซีมองเขา เอ่ย “ฮ่องเต้ไร้ความสามารถ ยึดตนเองเป็นใหญ่ ฟังแต่คนประจบ บีบคั้นประชาชนจนลำบากยากเข็ญ” นางรินเหล้าอีกหนึ่งจอก เอ่ย “ดังนั้น ตระกูลเฉวียนกบฏ ทำให้เป็นจริงก็ไม่เป็นไร ไม่นับว่าสูญเสียเปล่ากับการที่เจ้าต้องนั่งในคุกแห่งนี้”


เฉวียนจิ่งระเบิดเสียงหัวเราะดัง ยกจอกสุราดื่มจนหมด “ข้าเห็นพ้องทุกประการ”


รัชศกเฉวียนหนิงปีที่สิบสาม ปลายเดือนสาม ติ้งซีโหวพุ่งชนกำแพงตายในคุก ฝากตัวอักษรไว้บนผนังคุก เรียกร้องหาความยุติธรรม ข่าวลามออกไปถึงซีเป่ย


แม่ทัพใหญ่ติ้งซีแห่งซีเป่ยเขียนจดหมายเลือดถึงคุณงามความดีของตระกูลเฉวียนต่อแผ่นดินหลายชั่วรุ่น ฝ่าบาทลุ่มหลงในนารี ถูกคนชั่วปั่นหัว ตระกูลเฉวียนจึงต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติบ้านเมืองให้ถูกต้อง


รัชศกเฉียนหนิงปีที่สิบสาม เดือนสี่ ตระกูลเฉวียนก่อกบฏ ในเดือนสิบสองปีเดียวกัน ทัพใหญ่ประชิดเมืองหลวง ฮ่องเต้เฉียนหนิงใช้กระบี่สังหารตนเองบนกำแพงเมือง มีนักพรตลึกลับคล้ายฮ่องเต้ถือตราประทับมามอบแก่แม่ทัพใหญ่ติ้งซี กล่าวว่าเป็นผู้คู่ควรแก่แผ่นดินนี้ รัชศกเฉียนหนิงสิ้นสุดลง


ฮ่องเต้องค์ใหม่สถาปนาแผ่นดินใหม่ภายใต้ราชวงศ์ซี แซ่สกุลแผ่นดินคือเฉวียน บ้านเมืองสงบสุขตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


จบตอน

Comments