ตอนพิเศษ 11: วาสนาครั้งก่อน : นักพรตชื่อหยวนและศิษย์ทรยศของเขา (1)
รัชศกคังอู่ปีที่เจ็ด เดือนห้า จวนตระกูลฉิน
นักพรตชื่อหยวนในชุดนักพรตเต๋าเก่าๆ เงยหน้ามองกลุ่มพลังมงคลสีแดงเพลิงที่ล่องลอยเหนือจวน กลิ่นอายมงคลนี้แฝงด้วยความกระด้างและรุนแรง ดุดันจนเกือบกลบพลังบารมีและความรุ่งเรืองของขุนนางในจวน สองกระแสพลังขัดแย้งกัน ดึงดูดและผลักไส ทวีความซับซ้อนจนยากจะแยกจาก
นักพรตชื่อหยวนเคาะประตูจวนตรงหน้า บ่าวรับใช้ที่ดูแลประตูจวนโผล่ศีรษะออกมา มองเห็นนักพรตผู้หนึ่งก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ท่านนักพรตโปรดรอสักครู่”
เขาปิดประตู ไม่นานก็โผล่หน้าออกมาอีกครั้ง มือถือตะกร้าใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยขนมมงคล ไข่แดง และขนมเปี๊ยะ เขายิ้มกว้างหยิบขนมบางส่วนยื่นให้ เอ่ย “ท่านมาถูกจังหวะ วันนี้คุณหนูใหญ่ของเราพึ่งลืมตาดูโลก ทางจวนแจกของมงคล ท่านรับไว้เพื่อเสริมสิริมงคลเถิด”
นักพรตชื่อหยวนรับมาด้วยความประหลาดใจ อีกฝ่ายยังยัดเหรียญทองแดงจำนวนหนึ่งใส่มือเขา
นักพรตชื่อหยวน “…”
เขาเก็บสิ่งของทั้งหมดลงในย่ามที่สะพายอยู่ เอ่ย “ข้ามาเพื่อคุณหนูใหญ่ผู้ลืมตาดูโลกวันนี้ ข้าอยากพบเจ้านายของเจ้า”
บ่าวรับใช้เฝ้าประตูชะงักไปชั่วครู่ เอ่ย “เช่นนั้นท่านรอสักครู่”
ครึ่งชั่วยามต่อมา
นักพรตชื่อหยวนได้พบกับเด็กหญิงผู้นั้นแล้ว ใบหน้าของนางแดงระเรื่อและย่นยู่เหมือนลิงน้อย ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มเนื้อนุ่ม นางหาวหวอด ดวงตาหรี่ปรือ ดูเฉื่อยชาไม่สนใจใคร
สะใภ้หวังเห็นเขาจับจ้อง รู้สึกกังวลขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เอ่ย “ท่านนักพรต เด็กจะเติบโตมาอย่างแข็งแรงใช่หรือไม่ นางดูบอบบางเหลือเกิน”
นักพรตชื่อหยวนมองนาง เอ่ย “หากต้องการให้เด็กคนนี้เติบโตมาอย่างแข็งแรง พวกท่านต้องยอมรับก่อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับครอบครัวจะไม่แน่นแฟ้นนัก”
ใบหน้าสะใภ้หวังซีดเผือด นี่หมายความเช่นไร
“เด็กหญิงผู้นี้มีชะตากรรมแปลกประหลาด เป็นศัตรูกับบ้านตระกูลฉิน ฮูหยินชะตาสูงส่ง หากบันทึกนางในนามบุตรของท่าน จะสยบนางได้บ้าง ห้าปีให้หลัง ค่อยออกจากบ้านไปใช้ชีวิต ทุกฝ่ายจึงจะอยู่อย่างสงบ”
สะใภ้หวังขมวดคิ้ว มองเขาด้วยแววตาระแวดระวัง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเย็นชา “ความหมายของท่านนักพรต คือให้พวกเราไล่บุตรสาวของเราออกไปอย่างนั้นหรือ แม้นางจะเป็นเชื้อสายรอง แต่ก็เป็นคุณหนูใหญ่บ้านใหญ่ของตระกูลฉิน หากบันทึกไว้ในชื่อของข้า ก็นับเป็นบุตรสาวเชื้อสายหลัก ตระกูลใดจะขับไล่คุณหนูใหญ่ผู้สูงศักดิ์ออกจากตระกูลบ้างเล่า”
“หากนางไม่ออกจากบ้าน ไม่เข้าสู่เต๋า นางจะอายุสั้น ฮูหยินเองคงไม่อาจทนความเจ็บปวดของการเสียบุตรไปได้อีกกระมัง”
สะใภ้หวังได้ฟังดังนั้น ร่างนางสั่นสะท้าน ดวงตาเบิกกว้างจ้องนักพรตชื่อหยวน น้ำตาคลอ มือจิกแน่นจนเล็บจมลงในฝ่ามือ
นักพรตชื่อหยวนเอ่ย “เด็กคนนี้มีวาสนาเป็นศิษย์ของข้า ข้าจึงมาที่นี่ นางจะอยู่กับพวกท่านอีกห้าปี ด้วยดวงจิตวิญญาณของนางไม่สมบูรณ์ ดวงชะตาตามสี่เสาหลักแห่งปฏิทินฟ้า นางต้องคำสาปห้าโทษสามวิบัติ จะต้องความอ้างว้างและโดดเดี่ยว ชะตานางลิขิตให้เย็นชา ไม่ผูกพันแน่นแฟ้นกับพวกเจ้า ขอให้พวกเจ้าเตรียมใจไว้เถิด”
สะใภ้หวังอยากเอ่ยบางอย่าง นักพรตชื่อหยวนเอยขึ้นอีกครั้ง “อีกสิบห้าปี ตระกูลฉินจะประสบภัยใหญ่ นางเท่านั้นที่จะช่วยให้ตระกูลฉินรอดพ้นได้ แต่มีข้อแม้คือนางต้องเข้าสู่เต๋า ตระกูลฉินจึงจะมีโอกาสรอด”
สิ่งนี้คือพันธนาการที่ชะตากรรมผูกไว้ นางนำพาภัยมา แต่ก็ต้องเป็นผู้ปลดเปลื้องมัน
ศีรษะของสะใภ้หวังมึนงงราวกับมีเสียงหวีดอยู่ในหัว
นักพรตชื่อหยวนยกมือประสานบอกลา วางยันต์ป้องกันภัยหนึ่งแผ่นลงในผ้าอ้อมของเด็กหญิง ไม่ใช่ว่าขี้เหนียว แต่เพียงยันต์แผ่นเดียวก็เพียงพอ เหล่าวิญญาณร้ายใดๆ ไม่กล้าเข้าใกล้นางเป็นแน่
เมื่อเขาก้าวออกจากประตู มองเห็นกระแสน้ำหน้าบ้านไหลไปทางทิศตะวันตก จึงเอ่ยขึ้น “น้ำหน้าประตูไหลสู่ทิศตะวันตก ศิษย์ข้ามาถึง เด็กคนนี้จงมีนามว่า หลิวซี ห้าปีให้หลัง ข้าจะมารับนางกลับไป”
สะใภ้หวังอุ้มห่อผ้าอ้อมอยู่ เสียงร้องเบาๆ ดังขึ้น เรียกสตินางกลับคืน นางก้มมองดู เห็นเด็กหญิงตัวน้อยดิ้นพลางเปิดลำคอร้องไห้ ไม่รู้เพราะเหตุใด
มือนางเริ่มบีบแน่นขึ้น
สายใยจืดจาง เป็นเช่นนี้จริงหรือ
ไม่หรอก นักพรตผู้นั้น เป็นเพียงพวกต้มตุ๋น เอ่ยเหลวไหลเท่านั้น
สะใภ้หวังโยกไกวผ้าอ้อมเบาๆ เอ่ยพึมพำ “เจ้าคือบุตรสาวคนโตของตระกูลฉิน วาสนายืนยาว ย่อมเติบใหญ่โดยปลอดภัย”
…
นางกลับไม่สนใจมากนัก ส่งบุตรชายให้แม่นมแล้วรีบเร่งก้าวไปยังห้องข้างๆ
อนุวั่นอายุน้อยทั้งยังไม่สนใจเรื่องราวใดๆ ร่างกายของเด็กน้อยอ่อนแอจริงๆ ดังนั้นนางจึงบันทึกชื่อเอาไว้ในนามของตน จึงย้ายมาอยู่ในเรือนใหญ่เพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด อบรมสั่งสอนด้วยตัวเอง อาศัยอยู่ห้องฝั่งตะวันตก แม้อนุวั่นจะมาอยู่กับนางทุกวันแต่ก็เพียงหยอกล้อ สั่งสอนอะไรไม่ได้
ทว่าดั่งที่นักพรตชื่อหยวนกล่าวไว้ ฉินหลิวซีตั้งแต่เล็กมักเงียบขรึม เย็นชา บางครั้งถึงกับนั่งเหม่อลอยได้ทั้งวัน แม้ภายนอกดูคล้ายเด็กซื่อๆ แต่สะใภ้หวังรู้ดีว่านางกลับฉลาดล้ำ นางสอนให้อ่านหนังสือ เพียงผ่านตาก็จดจำได้
แต่กับคนในตระกูลฉิน นางกลับไม่สนิทสนม คล้ายมีโลกของตนเอง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายโดยลำพัง
ตอนนี้นักพรตผู้นั้นกลับมาแล้ว
สะใภ้หวังก้าวเข้าไปยังห้องฝั่งตะวันตก พบว่าฉินหลิวซีกำลังลุกจากที่นอน อยู่ในระหว่างให้สาวใช้ช่วยแต่งกาย เมื่อนางเห็นสะใภ้หวังเข้ามา ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองมาตาไม่กะพริบ
“ซีเอ๋อร์ตื่นแล้ว” สะใภ้หวังยิ้มเดินเข้าไปหา
ฉินหลิวซีกลัดกระดุมเรียบร้อย เอ่ยขึ้นทันใด “ข้าต้องไปแล้ว”
รอยยิ้มของสะใภ้หวังชะงัก ใบหน้าซีดขาวมองนาง “เจ้า เจ้าว่าอย่างไรนะ”
ฉินหลิวซีมองออกไปนอกหน้าต่าง
มีเสียงเสียงหนึ่งบอกนาง นางควรไปแล้ว บ้านนี้ นางจะอยู่นานไม่ได้
สะใภ้หวังดึงนางมากอดเอาไว้ น้ำตาร่วงพรูออกมา
ไม่นานนัก นายท่านอาวุโสและฮูหยินผู้เฒ่าฝั่งนั้นก็เรียกนางไป นักพรตชื่อหยวนนั่งอยู่ตำแหน่งถัดจากพวกเขาลงมา มองเห็นนางก็ลุกขึ้นคารวะ เอ่ย “ฮูหยิน ข้ามารับลูกศิษย์แล้ว”
สะใภ้หวังสูดหายใจเข้าลึก เอ่ย “เด็ก ไม่ไปไม่ได้จริงๆหรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ย “สะใภ้หวัง เด็กคนนี้ดวงชะตาแปลกประหลาด เก็บไว้ในบ้าน ไม่เป็นประโยชน์ทั้งต่อนางและต่อตระกูลฉิน ท่านนักพรตชราเพียงพานางกลับบ้านเดิม ต่อไปยังได้เจอกันอีก บ้านเดิมยังมีบ่าวรับใช้อยู่ที่นั่น ไม่เป็นไรหรอก”
นักพรตชื่อหยวนเองก็เอ่ย “อารามชิงผิงอยู่ชานเมืองหลี บ้านเก่าและอารามชิงผิงเป็นที่พักพิง นางเข้าสู่เต๋า ก็เพื่อตนเพื่อผู้อื่น”
หัวใจของสะใภ้หวังเหมือนถูกบีบรัดจนเจ็บปวด นางมองไปยังพ่อสามี แม่สามี และสามีของตน ไม่รู้จะเอ่ยความรู้สึกใดออกมา หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงเอ่ย “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไปเตรียมข้าวของให้เด็กและจัดการส่งคนติดตามไปด้วย”
“ฮูหยินไม่ต้องจัดการสิ่งใด เมื่อเข้าสู่ทางเต๋าแล้ว นางย่อมกลายเป็นคนของเต๋า สิ่งที่เรียนรู้ก็คือวิถีช่วยเหลือผู้คน ทางสายนี้มีเพียงนางที่ต้องเดินไปด้วยตัวเอง” นักพรตชื่อหยวนเอ่ย “สิบปีนับจากนี้ พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงและมาเยี่ยมเยีอน สิบปีให้หลัง นางจะกลับมาทดแทนคุณความเมตตาที่ตระกูลฉินเลี้ยงดู”
หัวใจของสะใภ้หวังคล้ายถูกทุบด้วยค้อนหนักๆ นางพลันหมุนกายกลับไปมอง เห็นฉินหลิวซียืนอยู่หน้าประตู จ้องมองมายังพวกเขา ใบหน้าน้อยๆ ที่เย็นชานั้นแฝงไว้ด้วยความงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ดูคล้ายจะเข้าใจทุกสิ่ง
สายสัมพันธ์จืดจาง กลับกลายเป็นจริง เด็กคนนี้ พวกเขาไม่อาจเหนี่ยวรั้งไว้ได้
ตอนพิเศษ 12: นักพรตชื่อหยวนและศิษย์ทรยศของเขา (2)
เมื่อฉินหลิวซีออกจากบ้าน นางไม่ได้พกสิ่งใดไปเลย มีเพียงห่อผ้าเล็กๆบนหลัง หลังจากคำนับบอกลาสะใภ้หวังและคนอื่นๆ นางก็เดินตามหลังนักพรตชื่อหยวนออกจากเรือน
สะใภ้หวังและอนุวั่นเดินตามส่งจนถึงหน้าประตูใหญ่ น้ำตานองหน้าไม่ขาดสาย มองเห็นสองร่างหนึ่งเฒ่าหนึ่งเยาว์เดินจากไปทีละก้าว ผ่านตรอกซอย และหายลับไปยังมุมถนน ทั้งคู่ก็ล้มทรุดลงกับพื้น
ตั้งแต่ต้นจนจบ เด็กน้อยคนนั้นไม่ได้หันกลับมามองเลยสักครั้ง
ฉินหมิงเยี่ยนวัยเพียงสองปี เดินเตาะแตะตามออกมาในวงล้อมของเหล่าบ่าว เมื่อมองไปในตรอกที่ไร้เงาผู้ใด เด็กชายก็กางแขนร้องไห้ตะโกนเรียกพี่สาว
สะใภ้หวังอุ้มลูกชายขึ้นมา น้ำตาร่วงเป็นหยาดหยดไม่ขาดสาย
อนุวั่นมีสีหน้ามึนงงเล็กน้อย เช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา เด็กคนนี้ไปเช่นนี้น่ะหรือ
ในขณะนั้น บนถนนใหญ่ที่ผู้คนพลุกพล่าน นักพรตชื่อหยวนก้มมองดูเจ้าตัวน้อยที่ตามอยู่ข้างๆ พลางเอ่ยถาม “เหนื่อยหรือไม่”
ฉินหลิวซีเงยหน้าขึ้น ยังไม่ทันได้ตอบ เขาก็เอ่ยต่อ “อดทนไว้เถิด ภายหน้าจะเหนื่อยกว่านี้อีก การเข้าสู่เส้นทางเต๋า บทเรียนแรกคือฝึกฝนร่างกาย ยิ่งเดินมากยิ่งล้มมาก เด็กที่ล้มซ้ำแล้วซ้ำเล่าย่อมเติบโตขึ้นได้”
ฉินหลิวซีขมวดคิ้ว นางยังไม่เข้าใจนัก
นักพรตชื่อหยวนถอนหายใจเบาๆ ลูบศีรษะของนาง เอ่ย “เมื่อออกจากเซิ่งจิง สามวิญญาณเจ็ดปราณของเจ้าจะครบถ้วนสมบูรณ์”
เขาเงยหน้ามองฟ้า มือที่ซุกอยู่ในแขนเสื้อนับวันเวลาอย่างเงียบงัน วันนั้นใกล้จะมาถึงแล้ว
ทั้งสองเดินเท้าออกจากเมือง
เพียงแต่ไม่นาน พลันมีคนเข้ามาขวาง ไม่ใช่อื่นใด ผู้คนเห็นชายในอาภรณ์นักพรตเต๋าเก่าและขาดรุ่งริ่ง นำเด็กหญิงหน้าตางดงามดุจแกะสลักจากหยกมาด้วย เกรงว่าเด็กคนนี้คงไม่ใช่ถูกลักพาตัวมากระมัง
“หนูน้อย หากถูกจับตัวมาให้บอกเถิด พี่สาวอยู่ตรงนี้ จะปกป้องเจ้าเอง” พี่สาวคนสวยที่เห็นความผิดปกติ ชอบความชอบธรรม มองมายังฉินหลิวซี
ฉินหลิวซี “นี่คืออาจารย์ของข้า”
นักพรตชื่อหยวนจึงหยิบใบสำคัญแสดงตนของเต๋าออกมา เขาคือนักพรตเต๋าที่มีใบรับรอง ไม่ใช่คนหลอกลวง
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำถึงห้าครั้ง ในที่สุด นักพรตชื่อหยวนก็นำเขม่าดำจากเตามาป้ายบนใบหน้าขาวซีดของฉินหลิวซีให้ดูมอมแมม และหาเสื้อผ้าเด็กเก่าๆ ที่ไม่พอดีตัวให้นางเปลี่ยน จึงพาออกจากเมืองได้อย่างราบรื่น
แต่ว่าเด็กหญิงเดินไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
นางไม่เอ่ยปาก เพียงใช้ดวงตาดำขลับคู่นั้นจ้องมองชื่อหยวน ใบหน้าซีดขาวยิ่งกว่าเมื่อตอนออกจากเรือน
เด็กหญิงผู้นี้วิญญาณไม่ครบถ้วน เกิดมาก็มีร่างกายอ่อนแอกว่าผู้อื่น แม้จะเลี้ยงดูอย่างดีตลอดห้าปี ร่างกายที่อ่อนแอนั้นแม้จะดีขึ้นมากแล้ว แต่คนที่วิญญาณไม่สมบูรณ์ย่อมไม่อาจแข็งแรงเทียบเท่าคนที่มีวิญญาณครบ
การที่นางอดทนมาถึงตอนนี้ก็นับเป็นที่สุดแล้ว
นักพรตชื่อหยวนย่อตัวลง ฉินหลิวซีลังเลเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะปีนขึ้นไปบนหลังเขา วางใบหน้าแนบกับแผ่นหลังที่ไม่กว้างใหญ่และผอมบางนัก แล้วผล็อยหลับไปในไม่ช้า
อาจารย์และศิษย์ทั้งสองค่อยๆเดินลับไป ทิ้งเซิ่งจิงไว้เบื้องหลัง กลายเป็นอดีตที่ไกลห่าง
สองวันต่อมา นักพรตชื่อหยวนหยุดที่ศาลเทพเจ้าประจำเมืองซึ่งทรุดโทรมแห่งหนึ่ง เขาจัดตั้งค่ายอาคมดาวเจ็ดดวง จุดตะเกียงดาวเจ็ดดวง แล้ววางร่างของฉินหลิวซีที่หลับใหลลงในค่าย
เขานำจุดเลือดปลายนิ้วของนางผสมกับชาดแดง วาดยันต์เรียกวิญญาณบนหว่างคิ้วนาง จากนั้นใช้นิ้วร่ายมนต์และปลดปล่อยพลังลงบนร่างของนาง แสงสีทองส่องวาบขึ้น ตะเกียงดาวเจ็ดดวงไหววูบครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบ
นักพรตชื่อหยวนเอนกายลงนั่งหน้าค่ายด้วยท่าขัดสมาธิ ดวงตาอันชรามองออกไปยังภายนอก เอ่ยเสียงเบาแต่ทรงอำนาจ “เด็กคนนี้แตะต้องไม่ได้ จงไปเสีย หากไม่ไป อย่าหาว่าข้าไม่ได้เตือน”
เงามืดที่คืบคลานมาถึงหน้าประตูชะงักลง ไม่รู้กำลังชั่งใจอยู่หรือไม่ ทว่าไม่นานก็หายตัวไป
นักพรตชื่อหยวนมองคนในค่ายอีกครั้ง หลับตาลง ปากพึมพำบทสวด บทส่งวิญญาณดังขึ้นทั่วทั้งศาลเจ้า
เจ็ดวันต่อมา
ฉินหลิวซีลืมตา ลุกขึ้นนั่ง ตะเกียงดาวเจ็ดดวงดับพรึ่บลง ดับทั้งหมด
นักพรตชื่อหยวนเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มตาหยี คลี่ยิ้มพลางเอ่ย “ศิษย์รัก ข้าเป็นอา…”
ชื่อหยวนใบหน้าเขียว ดวงตาใหญ่จ้องสบกับดวงตาเล็ก
ดวงตาคู่นั้นยังดำสนิทเช่นเคย แต่ถ้ามองให้ดี ด้านในราวกับมีอะไรเพิ่มขึ้นมา ดูไม่ชัด แต่มีพลังวิญญาณ ราวกับสามารถมองทะลุจิตใจผู้คน
วิญญาณจากต่างภพได้กลับสู่ที่ของมันแล้ว
นักพรตชื่อหยวนถอนหายใจยาวเบาๆ ราชาเทพแห่งนรกภูมิ ไม่ได้หลอกเขา
เพียงแต่เขาจะดูแลศิษย์ผู้นี้ได้จริงหรือ
มือเล็กๆข้างหนึ่งมาโบกอยู่ตรงหน้าเขา นักพรตชื่อหยวนหน้าตึง “อาจารย์เป็นอาจารย์ของเจ้า ผู้สืบทอดรุ่นที่สามแห่งอารามชิงผิง เจ้าเป็นศิษย์ที่อาจารย์เพิ่งรับ ฉายาทางเต๋า เรียกว่า ปู้ฉิว เถิด”
ฉินหลิวซี “?”
อะไรกัน
ปู้ฉิว ฉายาทางเต๋าอะไรกัน คนอื่นตั้งชื่อไม่ใช่ต้องมีความหมายและสง่างามหรอกหรือ
นางปู้ฉิวอะไร ไม่แสวงหา ไม่ทะเยอะทะยานหรือ
ดูเหมือนจะไม่เลว
นักพรตชื่อหยวนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ในเมื่อเข้าสู่เต๋า บทเรียนแรกของเจ้าในการฝึกกายได้เริ่มขึ้นแล้ว บทเรียนต่อไปคือการดึงพลังลมปราณเข้าสู่ร่าง ซึ่งเจ้าต้องฝึกฝนทุกวัน ท่องบทคาถากับอาจารย์ เดินลมปราณเถิด ขอเพียงนำลมปราณเข้าสู่ร่างเจ้าสำเร็จ เก็บไว้ที่จุดตันเถียน นั่นแหละที่เจ้าจะถือว่าเข้าสู่ประตูแห่งเต๋าอย่างแท้จริง และมีรากฐานสำหรับการฝึกฝนต่อไป”
ฉินหลิวซีฟังแล้วเงียบไป
นักพรตชื่อหยวนมองนางอย่างไม่แน่ใจว่านางเข้าใจหรือไม่ เขานั่งขัดสมาธิตรงหน้านาง เอ่ย “เรียนกับอาจารย์เถิด นี่เป็นการเข้าสู่เต๋าของอารามชิงผิงของเรา ไม่สืบทอดแก่คนภายนอก”
สองมือเขาทำสัญลักษณ์ ปากร่ายบทสวด ท่าทางเคร่งขรึม
ฉินหลิวซีนั่งดูอยู่แบบนั้น ทันใดนั้นนางมองเห็นพลังจางๆ ม้วนออกมากับบทสวดของเขา ถูกเขาดูดเข้าร่างจนหมด
ตาเฒ่านี้ไม่ใช่นักต้มตุ๋น รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว
หลังจากนักพรตชื่อหยวนทำสมาธิสิ้นสุดลง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็เห็นฉินหลิวซีกำลังเท้าคางด้วยท่าทีครุ่นคิด คิดว่าศิษย์น้อยคงจดจำสิ่งที่ตนกล่าวไปไม่ได้ เอ่ย “เจ้ายังเด็ก แต่ผู้ฝึก หาได้ตัดสินด้วยวัย เยาว์วัยก็ไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับความเกียจคร้าน เจ้าพึ่งเริ่มศึกษาวิถีเต๋า ไม่ต้องเร่งรีบ เพียงแต่นั่งสมาธิหมุนเวียนลมปราณในร่างกายเช้าเย็น หากยืนหยัดปฏิบัติต่อไป วันหนึ่งเจ้าจะสามารถนำพาลมปราณเข้าสู่ร่างได้อย่างแน่นอน…”
คำพูดของเขาเงียบลงทันทีเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
เด็กน้อยที่นั่งอยู่ตรงข้ามกำลังนั่งขัดสมาธิ มือเล็กๆทำสัญลักษณ์มุทราเหมือนที่เขาสาธิตก่อนหน้านี้ บทคาถาที่เขาเอ่ยเพียงครั้งเดียว เด็กหญิงกลับท่องได้อย่างชัดเจน
สายลมปราณบางเบาสายหนึ่งถูกรวบรวมเข้าสู่ร่างของนางได้อย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อเห็นฉินหลิวซีบรรลุถึงการเข้าใจวิถีได้อย่างง่ายดาย นักพรตชื่อหยวนรู้สึกใบหน้าเขากระตุกสองครั้ง จากนั้นก็เต็มไปด้วยความยินดี
ขอทวารทั้งสามจงเป็นพยาน ศิษย์นี้จะนำความรุ่งเรืองมาสู่สำนักของข้าเป็นแน่แท้
ฉินหลิวซีรวบรวมลมปราณเข้าสู่ร่างกายสำเร็จด้วยความราบรื่น เมื่อหมุนเวียนลมปราณครบหนึ่งรอบใหญ่ นางรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย คล้ายมีไออุ่นโอบอุ้ม เป็นความรู้สึกที่ดียิ่งนัก
เมื่อหันไปมองนักพรตชื่อหยวน เขาก็เอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง “ไม่เลวเลย เจ้ายังด้อยกว่าข้าเมื่อครั้งเยาว์วัยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จำไว้ว่าห้ามประมาทหรือหลงตัวเอง เจ้าต้องขยันนั่งสมาธิอย่างสม่ำเสมอ การนำลมปราณเข้าสู่ร่างเป็นเพียงขั้นแรก หากเจ้าปรารถนาจะเป็นดั่งเซียนผู้บันดาลสายลมและฝน ปราบปรามอสูรร้าย สิ่งที่เจ้าทำได้ตอนนี้ยังไม่พอ แต่ไม่ต้องกังวล ข้าจะถ่ายทอดมรดกแห่งสำนักให้แก่เจ้าอย่างแน่นอน”
หลังเอ่ยจบ ชื่อหยวนก็มองนางด้วยแววตาจริงจัง เปลี่ยนเรื่องพูด เอ่ยว่า “เจ้าจงจดจำไว้ ผู้ที่เข้าสู่สำนักเรา ห้ามทรยศต่อสำนัก หากผิดคำสัตย์ จะถูกลงทัณฑ์จนถึงแก่ชีวิต”
[1] ปู้ฉิว (不求) หมายถึง ไม่ร้องขอ ไม่แสวงหา ไม่ทะเยอทะยาน
ตอนพิเศษ 13: นักพรตชื่อหยวนและศิษย์ทรยศของเขา (3)
นักพรตชื่อหยวนรู้สึกว่าตนเองพบสมบัติล้ำค่าแล้วจริงๆ
ฉินหลิวซีช่างเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ทางเต๋าโดยแท้ หนึ่งรูขุมขนเปิด สิบรูขุมขนทั้งหมดพลันเปิดตาม ความเฉลียวฉลาดที่หยั่งรู้ในทันที ช่างเป็นยอดอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง
นักพรตชื่อหยวนไม่เร่งร้อนที่จะกลับไปยังเมืองหลี พาเด็กน้อยผู้นี้เดินทางจากทิศเหนือสู่ทิศใต้ หนึ่งเพื่อให้นางมีโอกาสฝึกฝนร่างกาย สองคือเพื่อสอนและเรียนรู้ไปพร้อมกัน
แต่ถึงแม้เจตนาของเขาจะดี ทว่าศิษย์ผู้นี้กลับเกียจคร้านยิ่งนัก ไม่ใช่เพียงเกียจคร้าน แต่ยังเต็มไปด้วยความดื้อดึง สิ่งที่เจ้าไม่ให้ทำ นางก็จะทำ ขัดแย้งเป็นที่สุด
กระนั้น อาจารย์อย่างเขาจะเอ่ยอะไรได้เล่า ศิษย์ที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ เรียนรู้อะไรได้รวดเร็ว หยั่งรู้ในทันที คือศิษย์ที่เขาชื่อหยวนต้องภูมิใจ
ดื้อก็ดื้อไปเถิด อย่างมากก็ด่านางว่าศิษย์ทรยศ ด่าตนเองว่าเป็นเวรเป็นกรรม
โดยเฉพาะเมื่อกินไก่ย่างกับสุรารสดีที่ศิษย์ทรยศได้มาจากการช่วยจับผี อืม มีความสุขจริงๆ ศิษย์ทรยศเป็นใคร ครอบครัวของเขา เห็นได้ชัดว่าเป็นศิษย์เซียนต่างหาก
เพียงแต่ ศิษย์ผู้นี้อารมณ์รุนแรงไปสักหน่อย
นักพรตชื่อหยวนมองดูเด็กน้อยที่กำลังกระหน่ำหมัดใส่วิญญาณร้ายจนแทบไม่เหลือรูปร่าง ลอบเบือนหน้าไปอีกทาง มองไม่เห็น เขามองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น
ฉินหลิวซีวิ่งหอบหายใจมาพลางแย่งไก่ย่างในมือเขาไปกินหมดภายในไม่กี่คำ แต่ท้องของนางยังร้องจ๊อกๆ หันไปมองนักพรตชื่อหยวน “เป็นอาจารย์ ศิษย์หิวโซ ยังไม่รู้จักไปจับไก่ป่ามาเลี้ยงลูกศิษย์อีกหรือ”
นางรู้สึกเสียเปรียบ เดินทางมากับตาเฒ่าผู้นี้ เต๋านางเรียน แต่ผีนางก็จัดการ นางทำทุกอย่าง เขาผู้เป็นอาจารย์ทำอะไรเล่า
ปล่อยให้เรียนรู้เองก็ไม่ใช่ปล่อยเช่นนี้ ร่างกายของนางยิ่งอ่อนแอ ยิ่งล่าผี ยิ่งเหนื่อยง่าย ต้องการอาหารจำนวนมาก
ข้อดีคือ การจับผีมาตลอดทาง บวกกับการควบคุมลมปราณ ทำให้นางรู้สึกได้ว่ากระดูกและเส้นเอ็นในร่างกายแข็งแกร่งขึ้น
แต่เรื่องดีนี้ นางจะไม่บอก
ไม่เช่นนั้นตาเฒ่านี้อาจกดดันนางให้ทำงานหนักขึ้น
นักพรตชื่อหยวนไม่อาจล่วงรู้ความคิดซับซ้อนของเด็กน้อยได้ กระแอมเบาๆ เอ่ย “การเคารพอาจารย์และยึดถือหลักเต๋าเป็นบทเรียนสำคัญที่เจ้าต้องเรียนรู้…เดี๋ยว หยุด เจ้าจะไปที่ใด”
ฉินหลิวซีสะพายสัมภาระเล็กๆขึ้นหลัง โบกมือโดยไม่หันกลับมา “ที่นี่ไม่เลี้ยงศิษย์ ย่อมมีที่อื่นเลี้ยง ข้าดูอารามศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านมาก็ดูไม่เลว ดูร่ำรวย น่าจะเลี้ยงดูข้าได้”
นักพรตชื่อหยวน “!”
ฟังสิ นี่คือคำพูดของเด็กห้าขวบเชียวหรือ
“กลับมา อาจารย์จะพาเจ้าไปกินดื่มให้อิ่มหนำ” นักพรตชื่อหยวนรีบคว้าสัมภาระแล้ววิ่งตามไป
สองชั่วยามต่อมา นักพรตชื่อหยวนพาฉินหลิวซีมายืนอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่แห่งหนึ่ง ชายชรากับเด็กหญิงเงยหน้ามองควันหมอกของไอร้ายและความเคียดแค้นที่รวมตัวอยู่เหนือบ้านหลังนั้น พลังอาฆาตรุนแรงจนกลายเป็นรูปร่างชัดเจน
“เจ้าของบ้านนี้แซ่หลี่ เป็นพ่อค้าผู้ร่ำรวย ที่หมู่บ้านปาเหลียนนี้ เกือบหกในสิบของที่นาในละแวกนี้เป็นของเขา แม้จะมั่งคั่ง แต่เขาก็โหดเหี้ยม ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด ค่าที่ดินที่ต้องจ่ายก็ยังเรียกเก็บอย่างไม่ลดหย่อน ผู้เช่าจะผัดผ่อนได้นิดหน่อย แต่หากถึงกำหนดแล้วยังไม่มีเงินจ่าย จะต้องชดเชยด้วยเงินหรือคน” นักพรตชื่อหยวนกอดอก เอ่ยต่อ “เด็กสาวที่ถูกเขาบีบบังคับมา มีอายุเท่าเจ้า และมีอายุมากกว่าเจ้า มาเป็นบ่าว เป็นอนุภรรยา คนเรียกเขาว่าเถ้าแก่หลี่ ความหมายคือชอบรีดไถจนคนยากจนแทบไม่เหลืออะไร”
ฉินหลิวซีเอียงคอมองไอทะมึนนั้น เอ่ย “หนี้ต้องชดใช้ด้วยเงิน ย่อมเป็นหลักการที่ถูกต้อง มีสิ่งใดผิดเล่า”
นักพรตชื่อหยวนฟังเสียงใสแจ๋วของนางที่เอ่ยเหตุผลออกมาอย่างจริงจัง ใบหน้าสั่นเล็กน้อย “หลักการนั้นถูกต้อง แต่หญิงสาวที่เข้าไปอยู่ในบ้านเขากลับไม่มีชีวิตรอดนานนัก บิดาของเด็กสาวบางคนพยายามทวงความยุติธรรมให้ลูกสาว แต่ก็ไร้ผล เถ้าแก่หลี่ยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับขุนนางในพื้นที่”
ฉินหลิวซีหันไปมองเขา “คนที่ฆ่าเด็กสาวเหล่านั้นคือเถ้าแก่หลี่หรือ”
“เป็นคนตระกูลหลี่”
“ว่ามาให้ชัดเจน”
นักพรตชื่อหยวนก้มหน้ามองลงไปอย่างอดไม่ได้ ไม่ใช่สิ เจ้าเด็กตัวแค่นี้ ทั้งอายุเพิ่งห้าขวบ ไยจึงวางตัวราวกับมีอำนาจเช่นนี้แล้วเล่า
เขาเริ่มคิดถึงตุ๊กตาน้อยแสนเย็นชาไม่พูดมากที่ขาดปรานวิญญาณในเมื่อก่อนแล้ว
“เถ้าแก่หลี่มีเมียอนุภรรยาถึงสิบกว่าคน แต่มีบุตรชายเพียงสองและบุตรีหนึ่ง ทั้งหมดล้วนไม่ใช่คนที่ดีนัก สตรีที่ถูกนำตัวเข้ามาในตระกูลหลี่ หากหน้าตาอัปลักษณ์ยังพอรักษาความบริสุทธิ์ได้ หากรูปลักษณ์งดงามเพียงเล็กน้อย ก็มักถูกพ่อหรือไม่ก็ลูกๆ…” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง พลันนึกขึ้นได้ว่า การกล่าวถึงเรื่องอัปยศพวกนี้ต่อศิษย์ที่อายุเพียงห้าปี อาจเร็วเกินไปหรือไม่
“ท่านเอ่ยมาตามตรงว่าพวกนางกลายเป็นของเล่นของตระกูลหลี่ก็พอแล้ว”
นักพรตชื่อหยวนกระแอมไอ เอ่ย “เป็นเช่นนี้ ทำบาปกรรมไว้มาก เวรกรรมมาตามสนองแล้ว คนเหล่านั้นดวงวิญญาณไม่สงบ สังหารบุตรชายทั้งสอง ตอนนี้เหลือเพียงเถ้าแก่หลี่และบุตรสาวของเขา”
“หนี้ต้องชดใช้ด้วยเงิน ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต เช่นนั้นจึงเรียกว่าความยุติธรรม” ฉินหลิวซีเอ่ยพลางปรายตามองเขา “นี่ไม่ใช่สิ่งที่ท่านบอกว่าเป็นกฎแห่งกรรมหรือ”
นักพรตชื่อหยวนถอนหายใจเบาๆ “ถูกต้อง บัดนี้เถ้าแก่หลี่พร้อมจะจ่ายค่าจ้างมหาศาล เพื่อปราบเหล่าภูติผีและคืนความสงบสุข ขอเพียงปราบสิ่งชั่วร้ายได้ เขายินดีมอบเงินพันตำลึง พร้อมทั้งจัดเลี้ยงอาหารอย่างใหญ่โต เจ้าเห็นหรือไม่ นี่คือกินดีอยู่ดีที่ข้าพูดถึง หากเจ้าฝึกวิชาทางเต๋าจนชำนาญ วันหนึ่งเจ้าจะได้รับสิ่งเหล่านี้โดยง่าย”
ฉินหลิวซีเดินก้าวขึ้นไปที่หน้าประตูเรือนใหญ่
นักพรตชื่อหยวนพลันเกิดความกังวลในใจ
ฉินหลิวซีหันกลับมา เอ่ยถาม “ท่านแน่ใจหรือว่าเป็นวิญญาณของหญิงสาวเหล่านั้นที่กำลังอาละวาด”
นักพรตชื่อหยวนพยักหน้า “คนตายแล้ว หากมีความแค้น ย่อมไม่ปรารถนาไปเกิดใหม่ แต่จะวนเวียนอยู่ในที่ที่ตาย หากแค้นหนักนานวันเข้า จะกลายเป็นพลังชั่วร้าย ก่อเกิดเป็นวิญญาณอาฆาต เมื่อวิญญาณเหล่านั้นฆ่าคน จะกลายเป็นผีร้าย และยิ่งฆ่าคนมากเท่าใดก็ยิ่งกำราบได้ยาก ที่นี่พลังหยินเข้มข้น หนึ่งเพราะมีคนตายมาก สองเพราะส่วนใหญ่เป็นสตรี ความโกรธแค้นพวกนางไม่สลาย นานวันเข้ากลายเป็นการสะสม ผีผู้หญิงสะสมความแค้นเอาไว้ ก็จะสามารถสังหารคนได้”
“พวกนางเคยทำร้ายคนอื่นแล้วหรือ”
“ยังไม่ได้ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ แต่เมื่อกลายเป็นผีร้ายแล้ว ย่อมถือเป็นความชั่วร้าย สติสัมปชัญญะย่อมสูญสิ้น และจะก่อภัยต่อผู้คนในไม่ช้า”
ฉินหลิวซีมองเขา “ท่านกำลังทดสอบข้าอยู่หรือ”
ฉลาดจริงๆเลย
นักพรตชื่อหยวนเอ่ย “บทเรียนนี้ เป็นการสอนให้เจ้าเข้าใจเรื่องความดีและความชั่ว ลัทธิเต๋ามักกล่าวไว้ว่า ทำดีไปเถิด อย่าถามถึงผลลัพธ์ การกำจัดสิ่งชั่วร้าย ปกป้องหนทางแห่งธรรมะ ทำความดีสั่งสมบุญ ล้วนเป็นสิ่งที่คนเช่นเราจำต้องเรียนรู้ ข้าไม่ได้สอนเจ้าตามเพียงตำราลัทธิ แต่จะสอนด้วยข้อเท็จจริงที่อยู่ตรงหน้า หากในยามนี้เจ้ากำจัดสิ่งชั่วร้ายเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น นั่นเป็นความดีหรือความชั่ว เจ้าต้องรู้จักพิจารณาเอง และในใจเจ้าจะมีตราชั่งตัดสิน”
เบื้องหน้าคือมนุษย์และวิญญาณ หากช่วยมนุษย์ เขาย่อมเป็นคนชั่ว หากไม่ช่วย ปล่อยให้ผีฆ่าคนแล้วกลายเป็นพลังอาฆาต จะส่งผลร้ายต่อผู้บริสุทธิ์ในอนาคต
เช่นนั้น ควรเลือกเช่นไร
ฉินหลิวซีไม่ได้เอ่ยปาก เพียงจ้องมองพลังอาฆาตที่กำลังรวมตัวแน่นหนา เสียงคำรามดังก้อง ราวกับกำลังตะโกนถึงความไม่เป็นธรรม กลิ่นอายแห่งความแค้นพวยพุ่งสู่ฟ้า ภายในเรือนมีเสียงคนกรีดร้อง กำลังร่ำไห้ วิงวอนขอชีวิต
นางเอ่ย “ลัทธิเต๋ายึดมั่นการกำจัดสิ่งชั่วร้ายปกป้องธรรมะ แต่ก็ไม่ได้ละเลยเรื่องกฎแห่งกรรม วิญญาณเหล่านี้ไม่ใช่ผลกรรมที่คนตระกูลหลี่ก่อขึ้นเองหรอกหรือ เช่นนั้น ผลกรรมก็ย่อมต้องให้พวกเขารับเอง นี่แหละคือกฎแห่งกรรม”
“แล้ววิญญาณร้ายเล่า ยิ่งพวกนางฆ่าคนมากเท่าใด โทษทัณฑ์ที่ต้องรับในนรกก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ชาติหน้าก็ย่อมไม่มีทางเกิดมาในที่ดีๆได้อีก”
“แม้แต่ความแค้นในชาตินี้ยังไม่ได้ชำระสะสาง ไหนเลยต้องเอ่ยถึงชาติหน้าเล่า วิญญาณที่เป็นผี ก่อนหน้าล้วนเคยเป็นมนุษย์ทั้งนั้น การที่พวกนางเลือกหนทางใด ก็เป็นชะตากรรมของพวกนางเอง” เสียงของฉินหลิวซีเย็นเยียบดุจสายน้ำเย็นเอ่ยออกมา “เมื่อชำระแค้นจนหมดสิ้น ข้าจะโปรดวิญญาณ นางไม่ยอมไป ข้าจะกำจัดพวกนางเสีย”
นี่คือหลักการที่นางยึดถือในการทำหน้าที่
[1] มีความหมายโดยนัยหมายถึงคนขี้เหนียว ไม่ยอมใช้เงิน
ตอนพิเศษ 14: นักพรตชื่อหยวนและศิษย์ทรยศของเขา (4)
ฉินหลิวซีเผชิญหน้ากับผีร้ายเป็นครั้งแรกในวัยเพียงห้าขวบ นางเกือบต้องพ่ายแพ้อย่างหมดสภาพแล้ว
ผีร้ายตนนั้นคือวิญญาณของหญิงสาวที่ถูกพ่อลูกตระกูลหลี่กระทำทารุณจนตายอย่างอนาถในวัยแรกรุ่น ความเคียดแค้นของนางล้ำลึกนัก เพื่อการล้างแค้น นางถึงกับกลืนกินวิญญาณอาฆาตของคนเคราะห์ร้ายที่ตายเหมือนกับนางอีกสองสามดวง
สุดท้ายแค้นของนางก็ได้รับการสะสาง ทว่าตัวนางเองกลับกลายเป็นผีร้ายที่หลงลืมจิตเดิม และปฏิเสธการเวียนว่ายตายเกิด ยึดถือหลัก ยอมให้ข้ารังแกคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนทั้งโลกรังแกข้า นางตั้งใจที่จะฆ่าผู้ชายเลวทรามและหญิงชั่วร้ายให้สิ้นซาก
เพราะในยามยังมีชีวิต นางไม่เพียงแต่ถูกพ่อลูกตระกูลหลี่ทรมาน แม้แต่หญิงสาวตระกูลหลี่เองยังสั่งให้ถอดเสื้อผ้าของนางออก ใช้แส้ชุบน้ำเกลือโบยตีจนร่างกายไม่มีส่วนที่ไม่บอบช้ำแม้แต่จุดเดียว ความอำมหิตเช่นนี้สร้างความอาฆาตเป็นที่สุด
ด้วยพลังอาฆาตรุนแรงนี้ นางจึงไม่ยอมเวียนว่ายตายเกิด ต่อให้นักพรตชื่อหยวนหรือฉินหลิวซีจะยกเหตุผลเพื่อโปรดนางสักพันข้อ นางก็ไม่ยอม
นางได้รับพลังผีร้ายแล้ว นางเองรู้วิธีฝึกฝนพลังนั้น อีกทั้งตั้งใจว่าจะฆ่าเพียงคนชั่วร้าย ในเมื่อฟ้าดินไม่เป็นธรรม ยอมให้คนเลวมีชีวิต นางนี่แหละจะเป็นเพชฌฆาตแทน
ดังนั้น นางจึงกลายเป็นศัตรูกับฉินหลิวซีและอาจารย์
และฉินหลิวซีเอ่ยแต่แรกแล้ว การล้างแค้นทำได้ แต่หากผีร้ายทำร้ายผู้ที่ไม่มีกรรมเกี่ยวข้อง นางจะไม่เพิกเฉย
ผีร้าย ต้องกำจัด
แม้นางจะเฉลียวฉลาด เข้าใจทุกสิ่งรวดเร็ว อีกทั้งมีพรสวรรค์ด้านการวาดยันต์เพียงแค่หยั่งรู้ก็บรรลุได้ แต่นางเพิ่งห้าขวบ ร่างกายยังไม่เติบโตเต็มที่ อ่อนแออยู่บ้าง อีกทั้งเพิ่งเข้าสู่เส้นทางแห่งเต๋า แม้พรสวรรค์สูงส่งเพียงใดก็ไม่อาจเอาชนะข้อจำกัดของวัยเยาว์ได้ นางขาดความคล่องแคล่วและประสบการณ์ เมื่อต้องเผชิญผีร้ายเช่นนี้ จึงดูไร้หนทาง
พลังอาฆาตพุ่งเข้าในกายของนาง ลามไปทั่วร่างกายจนใบหน้าเล็กขาวซีดราวน้ำแข็ง ผีร้ายนั้นยังไม่พอใจ ใครขัดขวางนางต้องตาย
“มารร้าย กล้าดีอย่างไร” นักพรตชื่อหยวนถือยันต์ห้าสายฟ้าด้วยสีหน้าเจ็บใจ เขาขว้างออกไปด้วยความไม่เต็มใจนัก “ฟ้าดินไร้สุดสิ้น เทพสายฟ้าจงปรากฏ กำจัดสิ่งชั่วร้าย”
ครื้น...
เสียงฟ้าร้องดังสนั่น ผีร้ายถูกพลังสายฟ้าฟาดลงกลางตัว ส่งเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวด ความโกรธเคืองพุ่งสูง พลังอาฆาตพวยพุ่งพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนสัมผัสได้
ฉินหลิวซีถูกพลังอาฆาตล้อมรอบ ใบหน้าเล็กขาวดุจหิมะดูเยียบเย็น
ดีนัก ดีมาก เจ้ากล้าดีมองข้าเป็นเพียงเด็กน้อยอ่อนแอไร้หนทาง
คิดว่านางเป็นแมวป่วย
แววตาฉินหลิวซีฉายความโกรธคล้ายเปลวเพลิง พลังร้อนแรงปะทุออกมาจากร่างกายของนาง ราวกับเปลวเพลิงมหึมาที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่ง
ผีร้ายหมายจะกลืนวิญญาณของฉินหลิวซีเพื่อเพิ่มพลัง แต่คาดไม่ถึงว่าพลังเพลิงกัลป์จะแผ่ซ่านออกมา นางหลบไม่พ้น ส่งเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวน ก่อนร่างจะมลายสิ้นไป
นักพรตชื่อหยวนสีหน้าพลันเปลี่ยนเล็กน้อย มือสั่นเทาเมื่อนึกถึงคำที่ราชาเทพเอ่ยเตือนในยามสื่อสารกับเขา จงจำไว้ อย่าปล่อยให้นางเล่นไฟ
นี่คงหมายถึงสิ่งนี้กระมัง
เพลิงกัลป์อันร้อนแรงไม่ได้เพียงทำให้ผีร้ายสลายสิ้นไป แต่ยังทำลายล้างพลังอาฆาตให้มลายหายสูญ
ส่วนเด็กน้อยผู้นั้นเล่า
นักพรตชื่อหยวนจับจ้องเด็กคนนั้นด้วยความหวาดหวั่น เด็กน้อยก็เพียงแค่จ้องตอบโดยไม่ได้กล่าวคำใด หลังจากนั้นไม่นานก็ล้มพับลงกับพื้นอย่างนุ่มนวล
“เด็กน้อย” นักพรตชื่อหยวนรีบรุดเข้าไป ตรวจดู ก่อนจะถอนหายใจโล่งอก โชคดีที่เพียงพลังวิญญาณเหือดแห้ง
ขณะที่จิตฉินหลิวซีสติเลือนรางสู่ความมืด นางคิดในใจ หนทางจับภูตพิฆาตปีศาจเช่นนี้ บัดซบยิ่งนัก ข้าขอสาบานว่านี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ข้าต้องทนสูญเสียเช่นนี้
ช่างขายหน้าสิ้นดี
สองวันต่อมา ฉินหลิวซีฟื้นคืนสติ แต่ร่างกายกลับอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ร่างกายยังหนาวเย็น
นักพรตชื่อหยวนเห็นนางฟื้นแล้ว เอ่ย “ในกายเจ้ามีพลังหยินร้ายจากผีร้ายตนนั้นเหลืออยู่ ทำให้ร่างกายเจ้าเย็นยะเยือก อาจารย์ใช้ยันต์สะกดวิญญาณช่วยเหลือเจ้าแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่ามันจะสลายสิ้น”
“ไม่สบายตัวเลย” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยความขุ่นเคือง นางไม่พอใจ อยากจะระบายโทสะ ทันทีที่ความคิดนี้เกิดขึ้น ก็รู้สึกราวกับเปลวเพลิงลุกโชนจากตันเถียนแผ่ซ่านทั่วร่าง
นักพรตชื่อหยวนเห็นดังนั้น รีบเตือน “เจ้าต้องระงับเพลิงโทสะเอาไว้”
แต่ฉินหลิวซีไม่มีเวลาสนใจคำเตือน นางค้นพบว่าเปลวไฟนี้ เมื่อปรากฏขึ้นกลับทำให้พลังหยินที่หลงเหลืออยู่ในกายหายไปสิ้น นางจึงลองใช้ไฟนี้เดินลมปราณไปทั่วร่าง จนกระทั่งพลังหยินหมดไป ร่างกายกลับอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากนั้นเปลวเพลิงก็เหมือนจะสงบนิ่งอยู่ในตันเถียน
ฉินหลิวซีรู้สึกสนใจยิ่งนัก นางลองเรียกมันอีกครั้ง แต่ไฟนั้นกลับไม่ยอมออกมาแล้ว
นางจึงหันไปมองนักพรตชื่อหยวนด้วยความตื่นเต้น เอ่ยถามด้วยความยินดี “ในโลกนี้มีผู้บำเพ็ญเซียนหรือไม่ ในลัทธิเต๋า มีผู้ใดเคยเหาะเหินขึ้นสวรรค์บ้างหรือไม่ ข้าเกรงว่าตนเองอาจมีวาสนาเป็นผู้บำเพ็ญเพลิงวิญญาณ ถือครองเพลิงพิเศษ เป็นผู้มีพรสวรรค์ยากจะหาได้ในยุคนี้”
นักพรตชื่อหยวน “…”
เขายกมือยื่นไปแตะหน้าผากนาง เอ่ย “เจ้าคงไม่ได้มีไข้จนเพ้อกระมัง”
ฉินหลิวซีปัดมือเขาออกอย่างขุ่นเคือง “ตอบข้าสิ”
“เด็กโง่ ในยุคนี้พลังวิญญาณหายากนัก อย่าว่าแต่เหาะขึ้นสวรรค์เลย แม้แต่ผู้บำเพ็ญเต๋าที่บรรลุขั้นสร้างฐานจิตวิญญาณ มีอายุยืนยาวสักร้อยหรือสองร้อยปี ก็นับว่าได้รับความเมตตาจากสวรรค์ยิ่งแล้ว การเหาะขึ้นสวรรค์เป็นเรื่องเล่าขานในตำนานนับพันนับหมื่นปี แม้แต่ในพุทธและเต๋าก็ยังไม่มีผู้ใดบรรลุ เจ้าจงมุ่งมั่นศึกษาเบญจศาสตร์แห่งเต๋า ประพฤติดีโดยไม่หวังผลลัพธ์จะดีกว่า”
ฉินหลิวซีได้ฟังถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด
หมายความว่า อย่าคิดฟุ้งซ่านนัก คิดมากไปสมองเจ้าจะพังเอา
นางก้มมองตันเถียนของตนเองด้วยความฉงน เอ่ย “แล้วเปลวไฟนั่นคือสิ่งใด”
แววตาของนักพรตชื่อหยวนวาบขึ้นก่อนจะเอ่ย “ไม่ต้องสนว่าคืออะไร แต่จงอย่าเล่นกับไฟโดยพลการ เจ้าจำได้หรือไม่ ครั้งนี้เมื่อเปลวไฟนี้ลุกขึ้น ผีร้ายก็สลายสิ้นไป นางเป็นผีร้ายดื้อดึงก็เรื่องหนึ่ง แต่หากเปลวไฟนี้ทำร้ายวิญญาณดีๆเข้า เจ้าจะสร้างกรรมโดยไม่รู้ตัว”
ฉินหลิวซีเอ่ย “นั่นเพราะนางมาเล่นงานข้าก่อน ข้าเพียงป้องกันตัวโดยไม่รู้ตัวเอง นางอยากพินาศก็เรื่องของนาง จะโทษข้าได้อย่างไร”
อ้อ ใช่ ใช่ เจ้าพูดถูกแล้ว
นักพรตชื่อหยวนลุกขึ้นยืน “เอาล่ะ เราควรออกเดินทางได้แล้ว”
เสียง ครืด ครืด ดังขึ้น
เขาก้มลงมอง เจอสายตาฉินหลิวซีจ้องตอบอย่างกลมโตใสซื่อ
“มันร้องเอง ข้าทำงานเหน็ดเหนื่อย จะไม่ให้หิวได้อย่างไร จับไก่ป่าสักตัวมาย่างกินก่อนเดินทางเถิด หากข้าไม่ได้กินจะเดินไม่ไหว ข้าขอเดินลมปราณทำสมาธิซักรอบใหญ่ก่อน” นางเอ่ยพร้อมจัดท่านั่งขัดสมาธิ วางมือบนเข่า จากนั้นก็หลับตาพลางร่ายคาถาดึงพลังเข้าร่าง
นักพรตชื่อหยวนทำหน้าเหมือนคนปวดท้องเรื้อรัง พลางคิดในใจ นางผู้นี้ราวกับมาทวงหนี้คืนเป็นแน่แท้
เขาโยนถุงสัมภาระทิ้งไว้แล้วเดินออกจากศาลร้าง มุ่งหน้าขึ้นเขาไป
ฉินหลิวซีลืมตาข้างหนึ่ง ยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะปิดตาอีกครั้ง ครั้งนี้เข้าสู่สมาธิอย่างแท้จริง
เบญจศาสตร์แห่งลัทธิเต๋าใช่หรือไม่ นางคิดในใจ ข้าต้องเรียนให้เชี่ยวชาญ ครั้งก่อนที่พลาด ข้ากินบทเรียนครั้งเดียวก็เกินพอ ต่อไปนี้ภูติผีเห็นข้าต้องหนาวสะท้าน
แต่การที่ภูติผีเห็นแล้วต้องเกรงกลัว ข้าจำต้องแกร่งกล้า แข็งแกร่งอย่างหาตัวจับยาก
ดังนั้น เบญจศาสตร์แห่งลัทธิเต๋า ข้าต้องเรียนรู้ให้ลึกซึ้งจนถึงที่สุด เพื่อที่จะกลายเป็นเทพนักปราบ ที่แม้แต่ภูติผีที่ดุร้ายที่สุดยังไม่อาจกล้าเผชิญหน้า
เด็กน้อยผู้หนึ่งทำหน้าจริงจัง ร่ายคาถาด้วยสองมือพลางนำพลังแห่งธาตุทั้งห้าเข้าสู่ร่าง ผ่านทุกเส้นลมปราณ ก่อนจะกลั่นให้กลายเป็นหยาดน้ำวิญญาณ ตกลงสู่ตันเถียน
ขณะเดียวกัน วิญญาณของนางกลับแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อย เหมือนมีสิ่งใดกำลังหล่อเลี้ยงไว้อย่างแปลกประหลาด
ตอนพิเศษ 15: นักพรตชื่อหยวนและศิษย์ทรยศของเขา (5)
ฉินหลิวซีมองดูทางหินที่มีวัชพืชขึ้นรกชัฏทอดยาว ยังมีอารามเต๋าที่มุงด้วยกระเบื้องเก่าๆ โผล่พ้นพุ่มไม้ให้เห็น ลมหายใจถี่กระชั้นมากขึ้น ก่อนจะหันมามองนักพรตชื่อหยวน
“ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่าสำนักนี้เดิมชื่อ สำนักชิงผิง เป็นสำนักใหญ่โต แต่เพราะพลังวิญญาณลดน้อยถอยลง จึงแยกย้ายและสูญหายไปบ้าง แต่ยังเป็นอารามใหญ่ที่มีชื่อเสียง” ฉินหลิวซีก้าวขึ้นไปยังอารามทรุดโทรมไร้ควันธูปตรงหน้า เบิกตากว้าง “ท่านเรียกสิ่งนี้ว่าอารามใหญ่หรือ ท่านมีความเข้าใจผิดกับคำว่าใหญ่กระมัง นี่เรียกว่าอารามร้างแล้วหรือไม่”
นักพรตชื่อหยวนกระแอมไอเบาๆ เอ่ย “หลายปีที่ผ่านมาข้าต้องออกไปเดินทางท่องยุทธภพในแบบเต๋า ตามหาศิษย์ทรยศที่ทรยศต่ออารามชิงผิง จึงละเลยหน้าที่ดูแล อีกทั้งฮ่องเต้องค์ก่อนยังเคยกดขี่ลัทธิเต๋า ทำให้อารามเต๋าหลายแห่งเสื่อมโทรมลง แต่ในช่วงรุ่งเรืองของอารามชิงผิงนี้ เราก็มีศิษย์ถึงหลายสิบคนทีเดียว”
ฉินหลิวซีหัวเราะเย้ยหยัน “แต่น่าเสียดาย ขาดคนสืบทอด ใช่หรือไม่”
นักพรตชื่อหยวนรู้สึกอายเล็กน้อย นางเด็กนี่พูดแต่ความจริงเจ็บแสบ เขาจึงไม่ต่อคำ เอ่ย “อย่าดูแค่สภาพที่ทรุดโทรม ภูมิปัญญาแห่งอารามยังคงอยู่”
“อ้อ?”
นักพรตชื่อหยวนหรี่ตามอง เอ่ย “เมื่อหลายปีก่อนที่ลัทธิเต๋าถูกกดขี่ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะยอมทนรับชะตากรรม ผู้ที่ฉลาดย่อมเตรียมทางหนีทีไล่ บ้างซ่อนตัวในป่าลึกเพื่อปลีกวิเวก บ้างเก็บสิ่งสำคัญไว้เพื่อรอวันฟื้นฟู”
ดวงตาของฉินหลิวซีเปล่งประกาย “ที่ท่านหมายความคือ อารามชิงผิงก็เก็บของสำคัญไว้ด้วย”
“ถูกต้อง”
“เป็นเงินบริจาคใช่หรือไม่ มีมากแค่ไหน พอซ่อมแซมอารามได้หรือไม่” หากเป็นเช่นนั้น นางก็ไม่ว่าอะไรที่จะอยู่ต่อ
“นั่นไม่มี” นักพรตชื่อหยวนก้มมองชุดเต๋าของตนที่ปะชุนมาสามปี เอ่ย “หากมีเงินบริจาค ข้าจำเป็นต้องสวมชุดเช่นนี้หรือ”
ฉินหลิวซีมองดูชุดที่เต็มไปด้วยรอยปะและรองเท้าผ้าที่ขาดจนเกือบทะลุ ก่อนจะเบ้ปาก “แล้วมีอะไรเล่า”
“ย่อมเป็นมรดกตกทอดแห่งสำนัก”
ใบหน้าฉินหลิวซีพลันหม่นลง “เช่นนั้น เงินเล็กน้อยก็ไม่มีเลยหรือ”
นักพรตชื่อหยวนลูบถุงสัมภาระพลาง “เงินที่ใช้ได้ อยู่ในนี้ทั้งหมดแล้ว”
ฉินหลิวซี “…”
ขอโทษที ข้าอยากกลับตระกูลฉินแล้ว ได้ยินว่าข้าเป็นบุตรสาวผู้มั่งคั่ง
แค่เงินในถุงสัมภาระของเขา ที่มีเพียงสองตำลึง จะไปใช้ทำอะไรได้เล่า
“ศิษย์ดื้อ คิดสิ่งใดอยู่” นักพรตชื่อหยวนเคาะหน้าผากนางหนึ่งที เอ่ย “มรดกแห่งสำนักคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุด ฝึกเต๋าและอาคมให้เชี่ยวชาญเถิด การทำนายหนึ่งครั้งมีค่าดั่งทองหมื่นตำลึง ไหนเลยสิ่งของเหล่านั้นจะเทียบได้”
“ขอให้ศิษย์ชี้แจงความจริงว่า เหล้ารสเลิศและไก่ย่างที่ท่านอาจารย์ดื่มกินล้วนได้มาจากเงินทองทั้งนั้น” ฉินหลิวซีชี้ไปยังอารามก่อนหัวเราะเยาะ “อีกอย่าง ลองท่านไปบอกกับบรรพบุรุษแห่งอารามชิงผิงสิว่า เงินทองไร้ค่า แล้วดูสิว่าเทพองค์ใดไม่ต้องการสร้างองค์ด้วยทอง มีเพียงพวกเรานี่แหละที่ยึดถือความสูงส่งเกินไป”
นักพรตชื่อหยวนถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่กล้าทำเช่นนั้น
แต่ว่าร่างทองคำเท่านั้น นับประสาอะไรกัน พวกเขามีศิษย์ที่ฉลาดปราดเปรื่องเช่นนี้ต่างหาก
นักพรตชื่อหยวนวางมือบนศีรษะนาง สีหน้าเคร่งขรึมราวกับพูดจากก้นบึ้งของใจ เอ่ย “อาจารย์แก่แล้ว เจ้าคือศิษย์พี่ใหญ่แห่งชิงผิงรุ่นที่สี่ ภาระในการฟื้นฟูอาราม ข้ามอบให้เจ้าแล้ว”
ฉินหลิวซี “?”
ขอถาม การคิดทรยศสำนักมีแบ่งอายุหรือไม่
อายุห้าขวบอย่างนาง เพิ่งเข้าสู่ประตูสำนักก็อยากทรยศหนีออกจากสำนักเสียแล้ว
ราวกับเห็นความคิดในใจนาง นักพรตชื่อหยวนรีบกล่าวอย่างรวดเร็ว “เจ้าวางใจเถิด สำหรับอาจารย์แล้วเจ้าคือศิษย์คนเดียวของข้า ตำแหน่งเจ้าสำนักแห่งอารามนี้ในอนาคต ย่อมเป็นของเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย ฉะนั้นจงตั้งใจเรียนรู้วิชาแห่งลัทธิเต๋าทั้งห้าให้เชี่ยวชาญ เก็บเกี่ยวค่าน้ำมันตะเกียงแก่สำนัก สร้างกุศลหมื่นพันให้กับตนเองและผู้อื่น ทั้งช่วยคน ช่วยวิญญาณ และช่วยตัวเอง เป็นบุญใหญ่แล้ว”
ฉินหลิวซีมองเขาด้วยหางตาเย้ยหยัน ข้ายังเด็ก ท่านก็คิดว่าข้าโง่งั้นหรือ วาดฝันในหัว ท่านเก่งจริงๆ
“เจ้าไม่เชื่อคำอาจารย์หรือ” นักพรตชื่อหยวนสีหน้าราวกับปวดใจนัก
ฉินหลิวซีกำลังอยากเอ่ยบางอย่าง ทว่าเสียงตะโกนด้วยความยินดีจากด้านหลังทำให้นางหันไปมอง
“อาจารย์ อาจารย์ ท่านกลับมาจริงๆ”
นางหันกลับไปมอง เห็นชายหนุ่มใบหน้ากลมมน สวมชุดนักพรตเต๋าสีเหลืองเก่าๆ หลังสะพายตะกร้า เดินมาทางนี้ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
“อาจารย์” ชายหนุ่มหยุดยืนตรงหน้า ยิ้มกว้างเอ่ย “ชิงหย่วนมาทันจนได้”
ฉินหลิวซีเหลือบมองนักพรตชื่อหยวนที่มีแววตาหลบเลี่ยง พลางแค่นเสียงหัวเราะเย็น “ศิษย์คนเดียวหรือ”
นักพรตชื่อหยวนรีบแก้ตัวทันที “นี่คือผู้ฝักใฝ่ในวิถีเต๋า ผู้ต้องการเข้าพักที่อารามเราเพื่อศึกษาธรรม เขามีนามว่าชิงหย่วน บรรลุวิถีเต๋ามาก่อนเจ้า อายุแก่กว่าเจ้า เจ้าเรียกเขาว่าศิษย์พี่ก็สมควร ศิษย์นั้นย่อมมีทั้งสายตรงและสายรอง เจ้าคือศิษย์เอกสายตรงเพียงผู้เดียวของอาจารย์ และยังเป็นศิษย์คนสุดท้ายด้วย”
ฉินหลิวซีกลอกตา
ชิงหย่วนมองดูเด็กน้อยตรงหน้า ยิ้มตาหยี “นี่คือศิษย์น้องของข้าสินะ”
นักพรตชื่อหยวนพยักหน้า “นางมีนามเต๋าว่า ‘ปู๋ฉิว'”
“ศิษย์น้อง” ชิงหย่วนทำความเคารพมาทางฉินหลิวซี
ฉินหลิวซีคารวะกลับ คล้ายยอมรับชะตากรรม
เพียงแต่ระหว่างทางที่ทั้งสามช่วยกันถางหญ้าบนทางเดินเพื่อไปยังอาราม พอเห็นภาพเบื้องหน้าอีกครั้ง นางก็อยากหันหลังหนีอีกครา
ช่างทรุดโทรมยิ่งนัก
ลานอารามเต็มไปด้วยตะไคร่และวัชพืช กรอบประตูถูกถอดออกไปนานแล้ว กระดาษหน้าต่างฉีกขาดไม่เหลือชิ้นดี ป้ายชื่อ ‘อารามชิงผิง’ ห้อยโตงเตงเกือบหลุดร่วง ทุกสิ่งล้วนแสดงถึงความเสื่อมโทรมอันยากจะกล่าว
ครั้นย่างก้าวเข้าสู่วิหารหลัก รูปปั้นปรมาจารย์มีเพียงร่างปั้นดินเหนียว ร่างนั้นพรุนพังเว้าแหว่ง คล้ายถูกของมีคมขูดเอาแผ่นทองคำเปลวที่มีค่าไปจนหมดสิ้น ดูน่าเวทนาอย่างยิ่ง ส่วนกระถางธูปน่ะหรือ ก็ไม่มีให้เห็น
อารามแห่งนี้ขาดเจ้าสำนักมานานเพียงนี้ สิ่งใดที่ยังพอใช้งานได้ ต่างถูกปล้นชิงจนไม่เหลือสักอย่าง
ฉินหลิวซีอดไม่ได้ที่จะเบือนหน้าไปทางอื่นด้วยความสะเทือนใจ เพิ่งจะหันไปเอ่ยถามนักพรตชื่อหยวน ก็ได้ยินเขาร้องโหยหวน “เพียงห้าปีที่ไม่ได้กลับมา แม้แต่กระถางธูปก็ไม่เหลือไว้ให้ข้าเลย เกินไปแล้ว บรรพชนก็ไม่ดูแลคุ้มครองบ้านเรือนเลยหรือ อ๊าก…”
ว่าจบ เขาวิ่งไปยังห้องพักด้านหลังวิหารดุจสายลมกรรโชก เพียงครู่เดียวก็มีเสียงโวยวายดังมาจากที่นั่นอีก
ฉินหลิวซีหันมองชิงหย่วน เอ่ย “เจ้าเองก็ถูกหลอกให้มาที่นี่หรือ”
ชิงหย่วนร้อง อ่า ก่อนจะตอบ “หลอก…คงไม่ถึงขั้นนั้น ข้าเป็นนักพรตพเนจร เรียนรู้วิชาบ้างเล็กน้อยจากนักพรตเฒ่าตั้งแต่เยาว์วัย ทำพิธีกรรมได้บ้าง ดูดวงก็พอเป็น แต่สิบครั้งผิดเก้าครั้ง ไม่แม่นนัก”
เขาหัวเราะเก้อเขินสองครั้ง “อาจารย์บอกว่า หากข้ามาพักที่นี่ เขาจะสอนวิชาดูดวง วิชาแพทย์ และพยากรณ์ อีกทั้งตำราที่อารามนี้เก็บสะสมไว้ก็สามารถอ่านได้ตามใจชอบ”
“เจ้าคิดว่าอารามนี้ดูมีตำราอยู่หรือ”
ชิงหย่วนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน เอ่ย “บางทีอาจารย์อาจซ่อนเอาไว้ ในอดีตลัทธิเต๋าเคยถูกกดขี่ บางทีท่านอาจซ่อนสมบัติบางอย่างไว้เหมือนคนอื่นก็ได้ อย่างไรก็ตามมีอารามให้พักพิง ข้าก็ไม่ต้องระหกระเหินไปทั่ว แค่พอเป็นนักพรตหลอกลวงหาเงินเลี้ยงตัวก็นับว่าดีแล้ว”
เขามองฉินหลิวซีด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง “ข้าได้ยินอาจารย์บอกว่า ท่านมีศิษย์คนหนึ่งที่จะเป็นเกียรติยศของสำนัก คิดว่าคงเป็นศิษย์น้องอย่างเจ้า มีเจ้าอยู่ สำนักนี้ย่อมกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง ไฟธูปคงเจิดจรัส เจ้าดูไม่ธรรมดา”
ดังนั้นหมายความว่า อาศัยข้าเป็นวัวเป็นม้าอย่างนั้นหรือ
ฉินหลิวซีก้าวถอยหลังสองก้าว ข้าเข้าใจแล้วว่าไยตาเฒ่าจึงหลอกเจ้ามา เขาเห็นแก่ปากนี้ของเจ้าอย่างไรเล่า
ตอนพิเศษ 16: นักพรตชื่อหยวนและศิษย์ทรยศของเขา (6)
นักพรตชื่อหยวนบอกว่าฉินหลิวซีจะเป็นเกียรติยศของสำนัก ชิงหย่วนกลับเชื่อมั่นในคำนี้อย่างไร้ข้อกังขา และความเชื่อมั่นนี้ของเขา ก็หาได้ถูกทรยศไม่
เพียงเวลาห้าปี อารามชิงผิงที่เคยเป็นเพียงอารามรกร้างได้ฟื้นคืนกลิ่นธูปเทียนขึ้นมาอีกครั้ง อารามที่ได้รับการบูรณะใหม่ แม้ไม่อาจเทียบเท่าอารามใหญ่ที่แท้จริง แต่เส้นทางขึ้นเขาสำหรับรถม้าถูกปูด้วยอิฐหิน และบันไดสำหรับผู้ศรัทธาก็ปูด้วยศิลา สองข้างทางยังเสริมราวไม้สำหรับพักพิง เหมาะแก่การหยุดพักของผู้มาเยือน
เมื่ออารามได้รับการบูรณะ นักพรตชื่อหยวนพร้อมศิษย์จึงหวนกลับมา บรรยากาศและกลิ่นธูปเทียนเริ่มฟื้นคืน บางคนมาขอเครื่องรางและดูดวง บางคนมาขอรับการรักษาโรคภัย
สมบัติล้ำค่าของอารามที่ว่า ก็คือเด็กน้อยอายุเพียงสิบปี ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งห้าแห่งลัทธิเต๋าอย่างน่าทึ่ง ทั้งยังมีศักยภาพให้พัฒนาอีกมาก ผู้คนต่างพากันสงสัยว่าสมองของเด็กคนนี้เติบโตมาได้อย่างไร
ชิงหย่วนรู้สึกละอายใจนัก
แต่น่าเสียดายก็คือ เด็กน้อยผู้เป็นอัจฉริยะกลับไม่ได้มุ่งมั่นในการดูแลอารามหรือสร้างรายได้จากค่าน้ำมันตะเกียง แม้กระทั่งรูปหล่อทองคำของปรมาจารย์ยังไม่ได้รับการหล่อขึ้นใหม่
ตอนนี้เด็กน้อยคนนั้นยังไม่รู้หายตัวไปที่ใดอีกแล้ว
ไม่รู้ว่ากำลังปราบผีหรือปราบนักพรตชั่วที่ไหน
แน่นอนว่าเป็นอย่างหลัง
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ฉินหลิวซีแม้จะเรียกตัวเองว่าศิษย์ แต่แทบจะถูกเลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย อาจารย์เฒ่าเพียงนำพาเข้าสู่วิถีเบื้องต้น จากนั้นก็ทิ้งคัมภีร์เก่าแก่ของสำนักให้ศึกษา พาไปสุสานฝังศพเพื่อขุดศพฝึกวิชา ทั้งยังช่วยปลดปล่อยวิญญาณ เมื่อร่างกายของศพถูกสำรวจจนช่ำชอง จึงเริ่มฝึกฝังเข็มกับคนเป็น และเริ่มการรักษาผู้คน
เหตุใดจึงต้องไปสุสานฝังศพน่ะหรือ เพราะที่นั่นมีคนตายมากมาย บางศพถูกโยนทิ้งไว้ที่สุสาน บ้างถูกส่งไปยังโรงเก็บศพ ไหนจะมีศพสดใหม่ ก็ต้องไปขุด
สุสานฝังศพนั้น นอกจากคนตายยังมีภูตผีศพเดินได้ นี่ไม่ใช่เพราะไปบ่อย ผีต่างก็กลัวนางแล้ว มองเห็นไกลๆ ก็วิ่งหนีแล้ว กลัวว่าจะถูกจับมาตีอย่างไร้ความปราณี
แท้จริงแล้ว ฉินหลิวซีเองก็ไม่กล้าให้อาจารย์เฒ่าติดตามอีกต่อไป เพราะปีแล้วปีเล่า อาจารย์เฒ่าผู้มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ พลังฝีมือที่เคยสูงส่งกลับเหมือนถูกหยุดยั้ง ยิ่งเผชิญหน้ากับผีที่ดุร้าย พลังปราณของเขายิ่งเสื่อมถอย ต้องปลีกตัวไปปิดด่านเพื่อฟื้นฟูอยู่นานหลายวันจึงฟื้นกลับมาได้
ฉินหลิวซีล่วงรู้ว่า อาจารย์เฒ่ามีบาดแผลลึกในร่าง เป็นบาดแผลเรื้อรังที่สะสมมานานหลายปี ทั้งยังได้รับพลังสะท้อนกลับจากการใช้วิชาใหญ่ในอดีต ยาธรรมดาเพียงช่วยบำรุงร่างกายแต่ไม่อาจเพิ่มพูนพลังฝีมือ หรือยืดอายุให้เป็นอมตะ นอกเสียจากการสร้างรากฐานปราณ
แม้พลังปราณในยุคนี้จะหายาก แต่ผู้ฝึกวิถีเต๋าก็ยังมีโอกาสบรรลุธรรม หากก่อรากฐานสำเร็จ จะสามารถยืดอายุได้อีกหนึ่งร้อยห้าสิบถึงสองร้อยปี
นางต้องหาวิธีให้อาจารย์เฒ่าอายุยืนยาวกว่านี้ ไม่ใช่เพียงจับนางทำงานหนักเพื่อฟื้นฟูสำนัก นางยังเป็นเด็กอยู่แท้ๆ
ครั้งนี้ฉินหลิวซีรับงานช่วยคนรวยดูทำเลสุสานบรรพบุรุษ ตามรอยนักพรตชั่วจนถึงรังของมัน เกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ ยังต้องเชิญราชาผีตงฟางที่เพิ่งรู้จักมาช่วย ท้ายที่สุดจึงสามารถจัดการนักพรตชั่วได้สำเร็จ
นักพรตชั่วคร่ำครวญด้วยความแค้น สู้ก็สู้ ไยเจ้าต้องเรียกราชาผีมาด้วย ใครกันแน่ที่เป็นนักพรตชั่ว
อีกทั้งนั่นผู้ใด เป็นถึงราชาผี ไยต้องมาฟังคำสั่งของเด็กตัวร้อยเช่นนี้เล่า
น่าเสียดายที่เขาไม่ได้รับคำตอบ เพราะเพียงวิญญาณเขาออกมาจากร่างก็ถูกราชาผีกลืนกินในพริบตา
ฉินหลิวซีหัวเราะมองราชาผีตงฟาง เอ่ย “เจ้าดูสิ พวกเราได้ประโยชน์กันทั้งคู่ ข้ากำจัดมารร้าย เจ้าได้กลืนวิญญาณ สมบูรณ์แบบ ไม่ขาดทุนใช่หรือไม่”
ราชาผีตงฟางเอ่ย “การใช้พลังภายนอกเช่นนี้ไหนเลยจะเรียกได้ว่าการประลองโดยแท้จริง ข้านี่แหละลงแรงไปเสียมากกว่า หากเจ้ากล้าก็จัดการเองดูบ้างสิ”
ฉินหลิวซียิ้มหยัน “การที่ข้าสามารถเรียกเจ้า ไม่ใช่ความสามารถของข้าหรือ เจ้าดูนักพรตชั่วนี่สิ เชิญเจ้ามาได้หรือไม่ ไม่ต้องสนใจว่าเป็นพลังภายนอกหรือไม่ อย่างไรก็เป็นผู้ช่วยของข้า แน่นอนว่าเป็นความสามารถของข้า”
เอ่ยเหมือนจะมีเหตุผล แต่ก็ดูเหมือนมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง
“ทำไมหรือ เจ้าไม่เห็นด้วยหรือ” ฉินหลิวซีเล่นไฟอยู่ปลายนิ้ว
ราชาผีตงฟางเห็นเปลวไฟนั้น วิญญาณเกร็งขึ้นมา นึกถึงความเจ็บปวดที่ตนโดนไฟนรกนั้นแผดเผาเมื่อครั้งเสียท่าให้นาง วิญญาณแทบแตกสลาย จึงต้องยอมเป็น สหาย กับนาง
ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กนี่มาจากที่ใด ถึงได้มีสิ่งน่ากลัวเช่นนี้อยู่ในตัว
ช่างเถิด ช่างเถิด ล่วงเกินไม่ได้ เขาหลบเลี่ยงไม่ได้
“อนุของข้าเรียกข้ากลับไปกินข้าวแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน ไว้เจอกันใหม่” ไม่ จะไม่เจออีกแล้ว
ราชาผีตงฟางหายวับไปดั่งสายลม
ฉินหลิวซีเบ้ปากบ่น ช่างเถิด ไว้คราวหน้าจะถวายสุราหิมะเหมันต์หนึ่งไห และธูปชั้นดีอีกหนึ่งกำให้เขาก็ได้ จะให้ราชาผีทำให้เปล่าๆ ไม่ได้ใช่หรือไม่
นางเริ่มค้นหาสมบัติในถ้ำของนักพรตชั่วนั่น เดินเข้าไปข้างในเรื่อยๆ กระทั่งมาถึงโพลงที่ขุดเอาไว้ นางหยุดนิ่ง จากนั้นก็ย่อตัวลง มองดูพี่สาวน้องชายคู่หนึ่งที่อยู่ข้างใน
สองคนนั้นมองเห็นคนมา หดตัวเข้าไปข้างใน ท่าทางหวาดผวา
ฉินหลิวซีเปิดประตูเหล็ก เอ่ย “นักพรตชั่วนั่นตายแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว พวกเจ้าออกมาได้แล้ว”
ทั้งสองลังเลอยู่ชั่วครู่ เห็นนางเป็นเพียงเด็กหญิงคนหนึ่ง จึงค่อยๆออกมาช้าๆ
ฉินหลิวซีจ้องมองโหงวเฮ้งบนใบหน้าของทั้งคู่ ก่อนจะขมวดคิ้ว พลันมองเห็นชะตาชีวิตบอกว่า บิดามารดาได้ล่วงลับไปแล้ว อีกทั้งยังไม่มีญาติพี่น้อง เป็นเด็กกำพร้าทั้งสอง
แต่ว่าเหตุใดจึงถูกขังอยู่ในถ้ำแห่งนี้
ฉินหลิวซีตรวจดูรอบๆ พบว่ามีตุ๊กตาไม้สองตัว วางอยู่มุมถ้ำ ตุ๊กตาตัวหนึ่งเป็นชาย อีกตัวหนึ่งเป็นหญิง บนตัวเขียนวันเดือนปีเกิดเวลาเสร็จสรรพ นางใช้สองนิ้วหยิบขึ้นมาพลางคำนวณดวงชะตา ก่อนจะเหลือบไปเห็นหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง จึงหยิบขึ้นมาเปิดดู
การหลอมเด็กชายหญิงบริสุทธิ์ เด็กหญิงธาตุหยินบริสุทธิ์ อาจใช้เป็นเตาหลอมยา หรือหลอมปีศาจหยิน เป็นอาวุธ และเด็กชายธาตุหยางบริสุทธิ์ เลือดมีพลังกล้าแกร่ง เลือดเนื้อใช้หลอมธงยันต์ สยบมารขับไล่ผี
สีหน้าแห่งความชิงชังของฉินหลิวซีปรากฏชัด นางอดเผาหนังสือเล่มนั้นเป็นเถ้าถ่านไม่ได้ แล้วหันไปมองเด็กหญิงผู้นั้น “ดวงชะตาวันเดือนปีเกิดของเจ้าเป็นปีหยิน เดือนหยิน วันหยินใช่หรือไม่”
นางเอ่ยถึงวันเดือนปีเกิดที่เขียนไว้บนตุ๊กตาไม้
เด็กหญิงพยักหน้า
ฉินหลิวซีมองไปยังเด็กชาย ไม่ต้องเอ่ย เด็กชายหยางบริสุทธิ์ก็คือเด็กคนนี้แล้ว
“แม่นางเป็นนักพรตหรือ” เด็กหญิงมองฉินหลิวซีพลางเอ่ยถาม
ฉินหลิวซีมองดูตัวเองในชุดเสื้อคลุมสีคราม ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
เด็กหญิงได้ยินเช่นนั้น รีบพาเด็กชายคุกเข่าลงพร้อมกัน เอ่ย “แม่นาง บิดามารดาของพวกเราถูกนักพรตชั่วนั้นสังหาร จากนั้นเราสองพี่น้องก็ถูกจับมาที่นี่ เขาบอกว่าจะหลอมพวกเราเป็นธงผีหรือเด็กผี แม่นางช่วยชีวิตพวกเราไว้ ท่านคือผู้มีพระคุณของพวกเรา พวกเรายินดีติดตามแม่นาง ออกบวชในอารามเต๋า”
พวกเขาได้ยินคำที่นักพรตชั่วเอ่ยไว้ ว่าดวงชะตาเช่นพวกเขานั้นหาได้ยากยิ่ง วันนี้รอดจากมือของนักพรตชั่วคนนั้นมาได้ หากไม่มีผู้คุ้มครองย่อมหลีกเลี่ยงนักพรตชั่วคนอื่นไม่ได้
ส่วนแม่นางผู้นี้ แม้ดูเยาว์วัยกว่าพวกเขา แต่กลับมีความสามารถปราบนักพรตชั่วลงได้ นั่นย่อมหมายความว่านางทรงพลังยิ่งกว่านักพรตชั่วคนนั้น
พวกเขาสองพี่น้อง จำเป็นต้องมีผู้คุ้มครอง เป็นนางพอดี
ฉินหลิวซี “พวกเจ้าคิดจะมาเกาะข้าหรือ”
เด็กหญิงโขกศีรษะ “พวกเรายินดีออกบวชเข้าสู่เต๋า แต่ขอร้องนักพรตน้อยช่วยคุ้มครอง”
ฉินหลิวซีนึกถึงเรือนเล็กของตนเองที่บ้านเก่า หันมามองโหงวเฮ้งของทั้งสองให้ละเอียดอีกครั้ง เป็นคนซื่อตรง จึงเอ่ย “ก็ได้ เช่นนั้นพวกเจ้าไปกับข้า ไม่ต้องออกบวชหรอก เพียงรับใช้ดูแลสวนปลูกยาดูแลบ้านให้ข้าเถิด”
เด็กหญิงนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ แต่ก็เฉลียวฉลาดนัก “ขอแม่นางประทานชื่อให้พวกเราด้วย”
ยังจะให้ตั้งชื่ออีกหรือ น่ารำคาญจริง
ฉินหลิวซีคิดถึงกองสมุนไพรในเรือนยา เอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “ฉีหวง เฉินผี เอาเช่นนี้แหละ”
ตั้งไปอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก
ตอนพิเศษ 17: นักพรตชื่อหยวนและศิษย์ทรยศของเขา (7)
ฉินหลิวซีส่งตั๋วเงินไม่กี่ใบให้ชิงหย่วน ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ราวกับถูกบังคับให้ส่งเงินที่หามาด้วยความยากลำบากจากการดูแลสุสานบรรพบุรุษและสังหารนักพรตชั่วออกไปก่อนจะได้ใช้อย่างอบอุ่นใจ
ชิงหย่วนยิ้มอย่างเบิกบาน มือจับตั๋วเงินไว้อย่างมั่นคงก่อนจะรับมาอย่างราบรื่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส “ปีนี้เราคงซ่อมห้องฝึกธรรมเพิ่มได้อีกห้องหนึ่ง และยังซื้อข้าวสารไว้สำหรับการแจกจ่ายในฤดูหนาวได้อีกด้วย”
เขามองดูรูปร่างของฉินหลิวซีอีกครั้ง เอ่ย “ต้องเปลี่ยนเสื้อคลุมใหม่ให้เจ้าอีกแล้ว เจ้าโตขึ้นอีกแล้ว”
เด็กที่กำลังโต เติบโตไวเหมือนต้นไม้ เสื้อคลุมที่ตั้งใจทำให้ใหญ่ขึ้นทุกครั้ง ก็ยังไม่ทันกับความสูงของนาง แต่เด็กโตเร็วเช่นนี้ แสดงว่าดูแลดี มีสุขภาพสมบูรณ์
นั่นย่อมเป็นผลของลมปราณฟ้าดินแห่งอารามชิงผิงที่บ่มเพาะชีวิตได้ดี
ฉินหลิวซีเอ่ย “สมุนไพรธรรมดาก็ต้องซื้อเก็บไว้ด้วย ข้าดูแล้วปีนี้ฟ้าฝนแปรปรวนเกินไป เกรงว่าสภาพปีนี้จะไม่ดีนัก อาจมีภัยพิบัติ”
ชิงหย่วนมองตั๋วเงินบางเบาในมือ ก่อนขมวดคิ้วเอ่ย “เกรงว่าเงินนี้จะไม่พอ”
เขาหันมามองฉินหลิวซีด้วยสายตาอ้อนวอน ใบหน้ากลมที่ดูอ้วนขึ้นเล็กน้อยนั้นเต็มไปด้วยความหวัง
ฉินหลิวซี “…”
นางขอถอนคำพูดเมื่อครู่นี้
ชิงหย่วนเห็นสีหน้าหมดอาลัยตายอยากของนาง จึงเอ่ย “อาจารย์บอกว่า การช่วยคนดีแก้ปัญหาและขจัดภัยพิบัติ ไม่เพียงแต่เก็บสะสมค่าน้ำมันตะเกียงได้ แต่ยังเป็นการฝึกฝนสิ่งที่เจ้าศึกษา เจ้าจึงต้องรับภาระนี้อย่างหนัก”
ฉินหลิวซี “ข้ากลับเข้าเมืองแล้ว ข้ารับน้องสอง…ไม่สิ ช่วยสองคนมา”
ไม่รอชิงหย่วนแสดงสีหน้าใดๆ ชั่วพริบตานางก็วิ่งหายไปไม่เห็นเงาแล้ว
ชิงหย่วนส่ายศีรษะ หอบตั๋วเงินกลับอาราม ก่อนจะบอกกับชื่อหยวน
ชื่อหยวนเอ่ย “สิ่งที่นางนำกลับมา ก็จัดการเหมือนเดิม ส่วนหนึ่งใช้ซ่อมแซมอาราม ส่วนหนึ่งซื้อข้าวสารและสมุนไพรสำหรับแจกจ่าย หากเหลือก็ซื้อที่ดินเพิ่มอีกสองหมู่ หากยังมีเหลืออีก ก็ใช้ชื่อของนางบริจาคออกไป”
“ท่านไม่ต้องบอก ศิษย์ก็คิดไว้ว่าจะซื้อที่ดินอยู่แล้ว อารามอื่นยังมีนาเลี้ยงชีพ พวกเราก็ควรมีบ้าง แม้ผลผลิตจะไม่มาก แต่ก็ช่วยให้ศิษย์และผู้แสวงบุญในอารามให้มีข้าวกินเพียงพอ” ชิงหย่วนตรวจสอบตั๋วเงินในมือ พลางคิดว่าเงินนี้สามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง หลายปีมานี้ ชื่อหยวนพาฉินหลิวซีสะสมเงินค่าน้ำมันตะเกียง ซ่อมแซมอารามทีละเล็กละน้อย และยังเหลือแบ่งไว้แจกจ่าย นี่คือบุญกุศล
ตอนนี้ ฉินหลิวซีเริ่มหาค่าน้ำมันตะเกียงด้วยตนเองแล้ว
ด้วยศาสตร์ทั้งห้าแห่งเต๋าที่นางได้ร่ำเรียน นับวันยิ่งเชี่ยวชาญ ขอเพียงนางยินยอม ทำนายหนึ่งครั้งเงินหมื่นตำลึงใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ไม่ว่าได้เงินมามากเพียงใด ต้องบริจาคออกไปส่วนใหญ่ แลกมากับผลบุญและชำระหนี้กรรม
ชิงหย่วนเอ่ย “จริงสิ ศิษย์น้องบอกว่าพาคนสองคนกลับมาอยู่ที่เรือนในเมืองด้วยขอรับ”
“ตามใจนาง เด็กคนนี้แม้อายุยังน้อย แต่เจ้าอย่าได้มองการกระทำของนางเป็นเพียงเด็กวัยสิบขวบ นางรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร” ชื่อหยวนพลิกคัมภีร์เต๋าไป เอ่ยโดยไม่แม้จะเงยหน้า “กลับเรือนเดิมก็กลับไปเถิด เด็กจะถูกขังตลอดเวลาไม่ได้ ปล่อยให้นางอยู่สบายบ้าง ตามใจนาง”
อย่างไรไปที่ใดก็ยังเป็นศิษย์ใหญ่รุ่นที่สี่แห่งอารามชิงผิงของเขา
หนีไปไหนไม่ได้
ชิงหย่วนยิ้ม ก็จริง แม้แต่วัยสิบขวบ หรือเมื่อห้าปีก่อน นางก็แสดงความเฉลียวฉลาดเกินวัยอย่างเด่นชัด ไม่ปิดบังเลยสักนิด
แม้นางมีความดื้อรั้น แต่กลับเฉลียวฉลาดปานปีศาจ
เมื่อไม่มีคำสั่งใดเพิ่มเติมจากชื่อหยวน ชิงหย่วนจึงล่าถอยออกไป
ด้านนี้ ฉินหลิวซีได้จัดที่พักให้พี่น้องฉีหวงในเรือนเก่า อาบน้ำอุ่นอย่างสำราญใจ ฟังลุงหลี่รายงานว่ามีเงินตราส่งมาจากเมืองหลวง
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา แม้ไม่ได้พบเจอกับครอบครัวนั้น แต่ทุกปียังคงได้รับตั๋วเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย
“ให้คนไปดูแลสุสานบรรพบุรุษสักหน่อย จากนั้นซื้อที่ดินเพื่อทำนาข้าวสำหรับเซ่นไหว้เพิ่มเถิด”
ลุงหลี่รับคำ
ฉินหลิวซีสั่งให้เขาพาพี่น้องฉีหวงเดินสำรวจรอบเรือนเดิมแห่งนี้ แล้วจัดให้พักอยู่ในเรือนเล็กของตน พร้อมกำชับหน้าที่ว่าต้องดูแลแปลงสมุนไพรของนางเป็นประจำ และเพื่อเรียนรู้สมุนไพรต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น นางจึงโยนตำราการเพาะปลูกให้เล่มหนึ่ง
เมื่อกำชับทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นางก็หลับอย่างสุขสบาย
ตาเฒ่าชื่อหยวนเอ่ยไม่ผิดนัก เรือนเล็กในเรือนเดิมแห่งนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของนาง และเป็นที่ที่ช่วยให้นางได้พักผ่อนทั้งกายและใจ
…
ฉินหลิวซีนั่งคนเดียว สั่งชาหนึ่งกา ครอบครองโต๊ะหนึ่งตัว ส่วนรอบข้างนั้นเต็มหมด
“แม่นาง ที่นี่มีคนนั่งหรือไม่”
ฉินหลิวซีเงยหน้าขึ้น สายตาถูกแสงจากบุรุษผู้สง่างามที่ถามคำถามแยงตาจนพร่ามัว บุรุษผู้นี้ดูมีความสง่าทางวิชาการ เปี่ยมไปด้วยบุญกุศล น่าชวนให้อิจฉายิ่ง
“ท่านเชิญนั่งเถิด”
ถังจื่อสือนั่งลง สั่งชาหวานหนึ่งกา สายตาจับจ้องฉินหลิวซี “เด็กน้อยเจ้ามาคนเดียว ไม่มีผู้ใดมาด้วยหรือ”
ฉินหลิวซีคลี่ยิ้มพยักหน้า “คนเดียว ย่อมมีความสำราญคนเดียว”
ถังจื่อสือมุมปากกระตุก มองสำรวจนาง แปลกใจเล็กน้อย ด้วยคิดว่าเด็กหญิงคนนี้อายุไม่ต่างจากหลานสาวของตน ไฉนจึงเอ่ยวาจาอย่างกับคนแก่เช่นนี้ เอ่ย “หน้าตาเจ้าไม่คุ้นเลย ข้าอยู่เมืองหลีนี้มานานหลายปี กลับไม่เคยเห็นเจ้า”
“เพราะข้ากับท่านเพิ่งผูกวาสนาต่อกัน ในเมื่อเพิ่งได้พบเจอ จึงเพิ่งสมควรเห็นกันในตอนนี้” ฉินหลิวซีดื่มชาจนหมดกา ยื่นถ้วยว่างให้ด้วยสองมือ
ถังจื่อสืออึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะเบาๆ ยกกาน้ำชาของตนรินให้เต็มถ้วยอีกครั้ง ก่อนดันขนมฝูหรงไปตรงหน้านาง
นี่ยังเด็กอยู่แท้ๆ
ฉินหลิวซีจิบชาอีกคำ ก่อนจะหรี่ตาลง หวานจริงๆ
นางวางถ้วยชาลง เอ่ย “ลัทธิเต๋าเน้นย้ำเรื่องกรรม ข้าน้อยดื่มชาของท่านแล้ว ผูกวาสนาแล้ว ย่อมต้องชดใช้”
ถังจื่อสือรอยยิ้มชะงัก สายตาจับจ้องที่ชุดสีครามบนตัวนาง กับมวยผมที่พันด้วยผ้าคลุมศีรษะ ดูคล้ายเป็นนักพรตน้อยจริงๆ
“เจ้าเป็นนักบวชจริงๆหรือ”
“ข้าน้อยคือศิษย์แห่งอารามชิงผิง มีนามทางเต๋าว่า ‘ปู้ฉิว’”
“ได้ยินว่าอารามชิงผิงเพิ่งเปิดประตูอีกครั้ง เจ้าคือนักพรตน้อยในอารามนั้นอย่างนั้นหรือ แต่ข้าจำได้ว่าอารามชิงผิงไม่ใช่อารามนักบวชหญิง”
ฉินหลิวซีเอ่ยตอบ “ไม่ใช่อารามหญิง ก็เข้าสู่เต๋าได้”
ถังจื่อสือไม่รู้ควรเอ่ยสิ่งใด นางดูมีชีวิตชีวาเช่นนี้ แต่กลับเป็นนักพรตหญิง
ถังจื่อสือเผลอยกมือแตะหน้าผากโดยไม่รู้ตัว รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมนางจึงถามขึ้นมาเช่นนี้ แต่ฟังจากคำพูดเกี่ยวกับแพทย์ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป “เจ้ารู้วิชาแพทย์ด้วยหรือ”
“ห้าศาสตร์แห่งลัทธิเต๋า ข้าน้อยล้วนศึกษาเล่าเรียนมาบ้าง วิชาแพทย์และพยากรณ์นั้น ข้าน้อยศึกษาได้ไม่เลว” ฉินหลิวซีเอ่ย “หัวใจของท่านนั้น ดูจะไม่ค่อยสู้ดีนัก”
ถังจื่อสือยกมือกุมหน้าอก ไม่เอ่ยสิ่งใด สีหน้ายิ่งแปลกประหลาดกว่าเดิม “ต่อให้เจ้าบวชตั้งแต่เกิด ดูวัยเจ้า คงไม่เกินสิบขวบกระมัง”
ดังนั้นเจ้ามั่นใจหรือว่าไม่ได้พูดเหลวไหล
“ท่านเป็นผู้สอนหนังสือ ย่อมทราบดี การเรียนรู้ไม่แบ่งวัย ผู้เก่งกล้าย่อมอยู่ก่อน แม้ข้าจะเยาว์วัย แต่ข้าน้อยก็เก่งกาจนะ” ฉินหลิวซีหยิบยันต์สามเหลี่ยมขึ้นมาจากแขนเสื้อ ยื่นให้ “ดื่มชาของท่านแล้ว ยันต์แคล้วคลาดนี้ ข้าน้อยขอมอบให้ หากท่านเกิดโรคกำเริบ จงมาที่จวนตระกูลฉินในตรอกปาจิ่ง ยันต์นี้จะช่วยปกป้องท่านไว้จนกว่าข้าจะไปถึงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับชะตาของท่านเอง”
นางลุกขึ้น ค้อมศีรษะเล็กน้อย แล้วหันหลังเดินจากไป
ถังจื่อสือจ้องยันต์สามเหลี่ยมนั้น ราวกับจะจ้องจนมันเป็นรู
“พี่จื่อสือ เรียกตั้งหลายครั้งก็ไม่ได้ยิน ไฉนถึงเหม่อเช่นนี้เล่า” มีผู้หนึ่งเดินเข้ามาเขย่าตัวถังจื่อสือ มองยันต์สามเหลี่ยมบนโต๊ะ ยื่นมือออกไป “นี่อะไรหรือ”
ถังจื่อสือรีบคว้ายันต์ขึ้นมาเก็บใส่ในถุงผ้าของตน สายตาจับจ้องออกไปด้านนอก แต่เด็กสาวผู้นั้นกลับไม่มีแม้เงา ราวกับว่าบทสนทนาเมื่อครู่เป็นเพียงฝันที่ใต้ต้นไม้เท่านั้น
[1] เพียงฝันที่ใต้ต้นไม้ ทุกอย่างเหมือนดั่งฝัน
ตอนพิเศษ 18: นักพรตชื่อหยวนและศิษย์ทรยศของเขา (8)
ถังจื่อสือคาดไม่ถึงเลยว่า ชีวิตของเขาจะได้รับการช่วยเหลือจากเด็กสาววัยสิบขวบ คำพูดของฉินหลิวซีในวันพบกันที่โรงน้ำชานั้น ไม่นานเขาก็ลืม
ทว่าเพียงสองวันให้หลัง เขากลับมีเหงื่อเย็นไหลทั่วร่าง ใบหน้าซีดเผือด หัวใจปวดร้าวเหมือนถูกบีบจนหายใจแทบไม่ออก เป็นยันต์แคล้วคลาดที่อุ่นร้อนเล็กน้อยนั่นเองที่บอกให้เขารีบไปหาคนผู้นั้น
คนในบ้านต่างคิดว่าเขาคงเสียสติ จึงเรียกหมอประจำจวนมาก่อน แต่เมื่อขัดต่อความดื้อดึงของเขาไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องไปเชิญคนที่จวนตระกูลฉิน
ผลลัพธ์เป็นอย่างไรก็คงรู้ หมอประจำจวนจนปัญญา ในตอนที่ถือเข็มก็ยังมือสั่น เป็นฉินหลิวซีที่ดึงเขากลับมาจากประตูผี
ทุกคนในบ้านมองฉินหลิวซีราวกับเห็นภูตผี โดยเฉพาะหมอประจำจวนที่ดูเหมือนหมดสิ้นกำลังใจ ฝีมือการใช้เข็มของนางนั้น เขายังมองตามไม่ทันเลย
“เจ้าวัยเพียงเท่านี้ ใช้เข็มได้มั่นคงถึงเพียงนี้ ยังกล้าเสี่ยงอีกด้วย” หมอประจำจวนแทบอยากจะผ่าเปิดสมองของฉินหลิวซีดูว่าภายในนั้นมีสิ่งใดกันแน่
ฉินหลิวซีเอ่ย “ข้าเข้าสู่ลัทธิเต๋าตั้งแต่อายุห้าขวบ ตั้งแต่นั้นมาอาจารย์ของข้าก็พาไปคลุกคลีในสุสานร้างหรือหลุมศพตั้งแต่ยังเด็ก ข้าผ่าศพเพื่อศึกษาร่างกายและสาเหตุการตายตั้งแต่อายุหกขวบ สุสานและหลุมศพในเมืองหลี ข้าไปมาหมดแล้ว หากไม่มีศพใหม่ก็ไปที่อื่นไม่ว่าศพจะตายด้วยโรคหรือบาดเจ็บ สาเหตุการตายต่างกัน การรักษาก็ต่างกันไป”
ทุกคน “…”
ในจินตนาการของพวกเขาปรากฏภาพเด็กสาวตัวน้อยในอาภรณ์คราม ไว้มวยผมเล็กๆ กำลังขะมักเขม้นผ่าศพทีละศพเพื่อดูสาเหตุการตาย หากพบสถานการณ์เช่นนี้ควรรักษาอย่างไร
“จุดเส้นประสาทในร่างกายก็เช่นเดียวกัน การใช้เข็ม ข้าฝึกฝนทุกวันจนชำนาญถึงขั้นใช้เข็มบินได้ มือไม่สั่นมั่นคงดั่งสุนัข” ฉินหลิวซียิ้มให้หมอประจำจวน “แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้ามีพรสวรรค์แต่กำเนิด เป็นต้นกล้าที่มีความสามารถพิเศษ ศึกษาสิ่งใดก็สำเร็จรวดเร็ว”
หมอประจำจวน ขอร้องเจ้าอย่าแทงมีดลงมาอีกเลย
เขาเดินออกจากห้องไปเงียบๆ เขาต้องการความสงบ
ถังจื่อสือใบหน้าซีดขาว เอ่ย “โรคหัวใจของข้ายังรักษาได้หรือไม่”
“เมื่อข้าดึงท่านกลับมาจากประตูผีได้ ย่อมรักษาได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับตัวท่านด้วย ท่านต้องรักษาสุขภาพ ออกกำลังกาย และใส่ใจเรื่องอาหาร ข้าจะจัดตำรับอาหารให้ พร้อมกับใบสั่งยา นอกจากนี้ยังมีตำรับอีกหนึ่งอย่างที่จะให้ทางร้านยาเตรียมเป็นยาลูกกลอน หากรู้สึกแน่นหน้าอกหายใจลำบาก ก็กินหนึ่งเม็ด”
ถังจื่อสือฟังน้ำเสียงราวกับนักพรตแก่นี้ ก่อนจะหันไปมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของนาง รู้สึกขัดแย้งขึ้นมา แต่ก็ยากที่จะไม่เชื่อ
ช่างเป็นเด็กประหลาดนัก
นับแต่นั้น ทุกอย่างเป็นดั่งที่ฉินหลิวซีกล่าวไว้ เมื่อก่อนยังไม่พบเจอก็เพราะวาสนายังมาไม่ถึง คราวนี้เมื่อได้พบแล้วก็คือจุดเริ่มต้นแห่งสายสัมพันธ์
ถังจื่อสือมีสหายน้อยต่างวัยเพิ่มมาอีกหนึ่ง แม้จะไม่ได้ทำพิธีรับเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ แต่กลับคล้ายเป็นทั้งอาจารย์และสหาย
…
เดือนสิบเอ็ด หิมะโปรยปรายเหนือภูเขาเทียน
เด็กสาวตัวน้อยผู้หนึ่งกำลังปีนป่ายไปบนภูเขาหิมะด้วยความยากลำบาก ลมหายใจหนักหน่วง มือเล็กๆคำนวณหาจังหวะอยู่ไม่หยุด บัวหิมะหมื่นปี นางต้องได้มาให้จงได้ จะได้เก็บไว้เป็นส่วนผสมสำหรับยาเสริมรากฐานปราณให้ตาเฒ่า
ตามตำราดูดาว บัวหิมะอยู่ในที่แห่งนี้ แต่ปีนมาเนิ่นนาน ไยจึงยังไม่เจอ
ไม่ถูกสิ นางต้องรีบ หากมันบานหมดแล้ว กลัวว่าจะถูกสัตว์อื่นชิงไปเสียก่อน
ฉินหลิวซีหยิบเข็มทิศออกมา เพ่งดูทิศทางของเข็ม แล้วมุ่งหน้าไปตามที่มันชี้อีกครั้ง
สองชั่วยามผ่านไป นางมายืนอยู่บนยอดเขาหิมะ เผชิญหน้ากับจิ้งจอกสีแดงเพลิงตัวหนึ่งอยู่เบื้องหน้าบัวหิมะหมื่นปี ดวงตาสองข้างของนางจับจ้องไปยังเก้าหางใหญ่ที่แกว่งไกวอยู่ด้านหลังของมัน
“มนุษย์ น้ำลายเจ้าจะไหลแล้ว” จิ้งจอกเอ่ยด้วยเสียงเย้ยหยัน
ฉินหลิวซีเผลอยกมือเช็ดมุมปาก มีคราบน้ำลายอยู่เล็กน้อยจริงๆ เอ่ย “เจ้าคือจิ้งจอกเก้าหางหรือ”
“เจ้าตาบอดหรืออย่างไร” จิ้งจอกยืนเกียจคร้านอยู่ข้างบัวหิมะ หมุนหางเก้าหางของตนอย่างอ้อยอิ่ง
น้ำเสียงเช่นนี้ ช่างโอหังยิ่งนัก
ฉินหลิวซีหรี่ตา มองดูขนที่มันเงาวับและหางทั้งเก้าของเขาพลางคิดในใจว่า ช่างงดงามนัก ข้าจะอดทนต่อเจ้าได้อย่างไร
“เจ้าบำเพ็ญเพียรมานานเท่าใดแล้ว”
จิ้งจอกเก้าหางหัวเราะหยัน “เจ้าเด็กน้อย กลับไปดื่มนมเสียเถิด จะให้ข้าดูอย่างนั้นหรือ เจ้ายังเด็กนัก”
“ว้าว มีสายรุ้ง” ฉินหลิวซีร้องขึ้นพลางชี้ไปด้านหลังเขา
จิ้งจอกเก้าหางหันไปมอง แต่หางตากลับเห็นเงาเล็กๆ พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว มันไม่คิดลังเล ใช้กรงเล็บกดลงบนบัวหิมะทันที
หลอกล่อเบนความสนใจ มนุษย์ช่างเจ้าเล่ห์ ไม่เกี่ยวกับอายุจริงๆ
“ไสหัวไป” มันส่งพลังอำนาจออกมาเป็นคลื่นพัดใส่ฉินหลิวซี
บัวหิมะหมื่นปีนี้ มันเฝ้ารอมานานนับพันปี เพื่อให้มันบานและเกิดแก่นจิตวิญญาณ หากมันกลืนกินเข้าไปก็จะสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ เด็กมนุษย์ผู้นี้ยังกล้ามาคิดเด็ดดอกไม้ นางเพ้อฝันเสียแล้ว
ฉินหลิวซีพลิกกายหลบพลังอย่างว่องไว ขณะเดียวกัน มือเรียวก็ร่ายอาคมส่งพลังเข้าใส่ “บัวหิมะนี้ต้องเป็นของข้า ข้าจะตั้งเจ้าเป็นผู้พิทักษ์อย่างถูกต้อง”
จิ้งจอกเก้าหางชะงักไปชั่วครู่ ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะจนหิมะบนยอดเขาร่วงลงมา เอ่ย “อาศัยเจ้าน่ะหรือ เพ้อฝันยิ่งนัก”
“ก็อาศัยข้านี่แหละ ข้าคือผู้ที่ฟ้าดินให้พร หากข้าตั้งเจ้าเป็นผู้พิทักษ์ เจ้าจะสมปรารถนาและแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์” ฉินหลิวซีเอ่ย “แต่หากเจ้าไม่ยอม ข้าก็จะก่อกวนในยามที่เจ้าผ่านด่านเคราะห์ ให้เจ้าล้มเหลวไม่เป็นท่า”
จิ้งจอกเก้าหาง “!”
โลกมนุษย์ไยจึงมีมนุษย์เด็กไร้ยางอายเช่นนี้
มนุษย์นี่อันตรายจริงๆ
ดวงตาจิ้งจอกของเขาแดงก่ำ พลังสังหารทบทวี สายตาเย็นเยียบจ้องเขม็ง เอ่ย “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะฆ่าเจ้าก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“ฆ่าข้า เจ้าก็จะไม่มีวันสำเร็จอะไรทั้งสิ้น” ฉินหลิวซีร่ายอาคมด้วยสองมือ ทันใดนั้นแสงสีทองแห่งกุศลก็ส่องประกายเจิดจ้า รอบกายของนางมีแสงรุ้งสะท้อนไปทั่วทั้งฟ้าดิน ขับให้ใบหน้าของนางดูเหมือนไม่มีอยู่จริง
จิ้งจอกเก้าหางเกิดความอิจฉา นี่มันแสงกุศล หากข้ามีเช่นนี้ การแปลงร่างคงไม่ใช่เรื่องยากใช่หรือไม่
แต่หากฆ่านาง เรื่องกรรมและผลของมันคงผูกพันไปชั่วชีวิต ฟ้าดินคงไม่ยอมให้ข้าผ่านด่านเคราะห์ไปได้แน่
เพราะนางเป็นผู้มีบุญ เป็นคนมีเมตตาในทางเต๋า คนที่ฟ้าดินให้การปกป้อง
ทั้งสองต่างประลองคารม ไม่มีผู้ใดยอมลงให้กัน
ทันใดนั้น กลิ่นหอมประหลาดเย็นยะเยือกลอยมาแตะจมูก ทำให้จิตใจสดชื่นขึ้นทันที ทั้งสองหันไปมองพร้อมกัน
บัวหิมะหมื่นปีกำลังจะบานแล้ว
จิ้งจอกเก้าหางตาวาว ร่างพุ่งออกไป กรงเล็บแกร่งจ่อเข้าหาดอกบัว
มันเร็ว แต่ฉินหลิวซีก็เร็วไม่แพ้กัน นางพุ่งตัวเข้าไปแย่ง เอ่ย “สมบัติฟ้าดิน หากพบเห็นก็คือวาสนา แบ่งกันคนละครึ่ง”
“ฝันไปเถิด” จิ้งจอกเก้าหางร่ายเสน่ห์หมายดึงนางเข้าสู่ภาพลวงตา
แต่พริบตาที่ใช้เสน่ห์ ความรู้สึกสยดสยองกลับแผ่ซ่านทั่วร่าง มันหันมอง เห็นเปลวไฟประหลาด ร้อนแรงและดุดันพวยพุ่งออกมาจากมือของฉินหลิวซี
จิ้งจอกเก้าหางรู้สึกได้ถึงภัยอันตรายใหญ่หลวงที่ไม่เคยเผชิญมาก่อนในพันปี
“เลือกเอา คนละครึ่ง ข้าจะช่วยแต่งตั้งเจ้าอย่างถูกต้อง เชื่อข้า ข้าไม่เคยหลอกผู้ใด” ฉินหลิวมองมัน “ข้ากล้าสาบานต่อฟ้า หากโกหกเจ้า ฟ้าผ่าในด่านเคราะห์เก้าสวรรค์ ข้าจะรับแทนเจ้า”
จิ้งจอกเก้าหางสะท้านในใจ มองจ้องลึกลงไปในดวงตาของนาง ดวงตาที่ใสกระจ่างและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาคู่นั้น ภายในนั้นสะท้อนเงาของตน
หรือว่า จะลองเชื่อนางสักครั้ง
ตอนพิเศษ 19: เฟิงซิว
เฟิงซิวได้รับคำเตือนจากมารดามาเนิ่นนานแล้วว่า มนุษย์เจ้าเล่ห์ยากที่จะไว้ใจได้ หัวใจมนุษย์ลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่าปีศาจ ไม่อาจปล่อยใจให้ประมาทได้เป็นอันขาด ด้วยเหตุนี้ตลอดพันปีที่ผ่านมา เขาจึงรักษาระยะห่างจากมนุษย์ ซ่อนตัวในส่วนลึกของเขาเทียน บำเพ็ญเพียร ชมอาทิตย์อัสดง ดวงจันทร์ลอยลับ เฝ้าดูทะเลเฝ้าดูทุ่งนา ความเปลี่ยนแปลงของโลกหล้าผ่านพ้นไป
พันปีมานี้ มารดาของเขาถึงคราวสิ้นอายุขัย เหลือเขาเพียงหนึ่งเดียวในโลก เป็นจิ้งจอกเก้าหางตัวสุดท้าย การบำเพ็ญเพียรโดยลำพังนั้นช่างเงียบเหงาเสียจริง เขาจึงคิดลองเป็นมนุษย์ดูสักครั้ง ลองเดินทางลงสู่โลกมนุษย์เพื่อดูว่าคุ้มค่าหรือไม่
เด็กสาวนามฉินหลิวซีผู้นี้ คือมนุษย์คนแรกในพันปีนี้ที่เขาคิดจะลองเชื่อถือ
หากนางทรยศเขา เขายอมสละพันปีแห่งการบำเพ็ญ และจะลากนางลงสู่นรกไปพร้อมกัน
เมื่อบัวหิมะหมื่นปีบานเต็มที่และกลายเป็นแก่นวิญญาณ เฟิงซิวลังเลอยู่ชั่วครู่ หากกินทั้งหมดนี้ อาจเพิ่มโอกาสสำเร็จผ่านด่านเคราะห์หรือไม่
“เจ้ากินทั้งหมดไม่ได้หรอก จะควบคุมพลังไม่ไหว” ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างเย็นชา
เฟิงซิวฮึดฮัด กางกรงเล็บลงบนแก่นวิญญาณและดอกบัว แบ่งออกเป็นสองส่วน เขารีบกลืนลงไปทันที
บัวหิมะหมื่นปีเป็นสมบัติฟ้าดินที่เลอค่า เพียงครึ่งดอก พลังปีศาจในตัวเฟิงซิวก็พลุ่งพล่าน เขากดข่มไว้พลางหันไปมองฉินหลิวซี เอ่ยถาม “ข้าจะกลายเป็นมนุษย์ได้จริงหรือ”
ฉินหลิวซีมองเขาไม่เอ่ยวาจา
หัวใจเฟิงซิวเย็นวาบ สายตาไร้ซึ่งอารมณ์
ฉินหลิวซียิ้มออกมาทันใด “มีข้าอยู่ เจ้าย่อมกลายร่างเป็นมนุษย์ได้”
เฟิงซิวตะลึงงัน
“เรียกพลังปีศาจในตัวเจ้าดึงดูดด่านเคราะห์เถิด ความคิดทั้งมวลของเจ้าต้องมุ่งอยู่ที่สิ่งนี้ เจ้าต้องกลายเป็นมนุษย์ของโลกนี้” ฉินหลิวซีหยิบยันต์และหยกหลายชิ้นออกมา พร้อมทั้งหยิบเข็มทิศ เริ่มจัดวางค่ายอาคม
เฟิงซิวมองนางจัดการอย่างประณีต ในใจรู้สึกประหลาดอยู่บ้าง
สาวน้อยในชุดสีครามตั้งอกตั้งใจจัดค่ายอาคมอย่างละเอียดรอบคอบ ทุกตำแหน่งผ่านการคำนวณอย่างแม่นยำก่อนฝังยันต์และหยกลงพื้น ไม่นานนัก นางก็ร่ายอาคมพร้อมกับกระทืบเท้าลงเบาๆ
บรรยากาศไร้รูปพลันแปรเปลี่ยน พลังวิญญาณเบาบางบนโลกราวกับหาทางเข้าเจอ เริ่มหลั่งไหลมาทางมันไม่หยุด
เฟิงซิวสัมผัสได้ถึงพลังปีศาจอันมหาศาลในร่างที่ถูกพลังฟ้าดินกระตุ้น เขามองฉินหลิวซีอย่างลึกซึ้ง
ความไว้วางใจของมันครั้งนี้ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้มอบให้ผิดคน
การแปลงกายของภูตพรายนั้นต้องอาศัยฟ้าดินและบุคคลผู้เหมาะสม เฟิงซิวได้ครอบครองสองสิ่งแรกแล้ว ส่วนฉินหลิวซีก็เหมือนถูกลิขิตให้มาเป็นผู้ช่วย
เฟิงซิวหัวเราะเย้ยหยัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็จะทุ่มสุดกำลัง เดินทางสู่โลกมนุษย์ดูสักครั้ง
เขาเข้าสมาธิ เรียกพลังปีศาจเพื่อดึงดูดด่านเคราะห์
ฉินหลิวซีที่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก มองดูเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนั่งขัดสมาธิเอามือเท้าคาง เห็นได้ชัดว่านางง่วง ขณะรอเวลา ศีรษะของนางก็เริ่มสัปหงกคล้ายลูกเจี๊ยบจิกข้าว
นางง่วงแล้ว
เฟิงซิวแบ่งเศษเสี้ยวหนึ่งของจิตออกไปสอดส่องภายนอก เกือบเสียสมาธิแตกพ่าย ความสงสัยเกิดขึ้นในใจว่าเด็กสาวคนนี้จะช่วยเขาได้จริงหรือ
อย่างไรก็ตาม นางยังไม่จากไป
ช่างเถิด
เฟิงซิวดึงจิตกลับมา มุ่งมั่นตั้งใจถามสัจธรรมแห่งมนุษย์โลก จนกระทั่งก้อนเมฆดำทะมึนม้วนตัว เสียงฟ้าร้องครืนดังในหมู่เมฆ ฟ้าผ่ากำลังจะมาถึง
ฉินหลิวซีลืมตาตื่นขึ้นทันใด นางตะโกนขึ้นเสียงดัง “จะแปลงร่างทั้งทีต้องทำให้ดูดีหน่อย อย่าได้กลายเป็นตัวประหลาดที่น่าเกลียดเล่า”
เฟิงซิว “?”
เจ้าหุบปากไปเสีย
ปีศาจผู้กำลังแปลงกายต้องเผชิญกับฟ้าผ่าที่รุนแรง สายฟ้าขนาดเท่าข้อมือผ่าลงมาอย่างเกรี้ยวกราด
ฉินหลิวซีมองดูด้วยความตกใจ พลางคิดว่าหากวันหนึ่งนางต้องยกระดับพลัง จะต้องถูกผ่าอย่างหนักหน่วงเช่นนี้หรือไม่ เมื่อได้เห็นสายฟ้า นางอดไม่ได้ที่จะคาดหวังว่าจะเจรจากับฟ้าผ่าได้ในอนาคต ขอให้เบาลงสักหน่อยได้หรือไม่
สายฟ้าผ่าผิดเล็กน้อย
ผมของฉินหลิวซีที่มัดเป็นปมระเบิดฟูขึ้น ผมทุกเส้นตั้งชัน
“ฟ้าผ่าเอ๋ย ช่วยมองให้ดีหน่อยเถิด ข้าไม่ได้เป็นคนผ่านด่านเคราะห์เสียหน่อย” ฉินหลิวซีโกรธจัด ชี้สายฟ้าพลางด่าว่าต่างๆ นานาอย่างกล้าหาญโดยไม่หวั่นเกรง
ระหว่างที่นางด่าอยู่นั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นผ่าน นางมองไปรอบๆ ก่อนจะไปขุดต้นท้อป่าต้นเล็กๆบนหน้าผา นำมาวางไว้ใกล้เฟิงซิว “มาๆๆ หากแน่จริงก็จงผ่าตรงนี้”
สายฟ้า “?”
เฟิงซิว “…”
ทั้งที่ไม่ควรเสียสมาธิ แต่ไยเขากลับรู้สึกว่านางมาเพื่อทำลายล้าง
ด้วยความวุ่นวายของเด็กสาวผู้แสนยุ่งเหยิงนี้ สายฟ้ากลับดูเหมือนจะถูกดึงสมาธิไปด้วย แรงฟ้าผ่าที่ลงมากลายเป็นเบาลงจนกระทั่งถึงสายฟ้าสุดท้าย อันเป็นสายฟ้าที่ทดสอบทั้งจิตวิญญาณและจิตใจอย่างแท้จริง
เฟิงซิวที่ร่างกายแตกยับเยินและจิตวิญญาณเจ็บปวดอย่างมหันต์ เกิดความหวั่นไหวขึ้นมาชั่วครู่ แม้แต่มารดาของเขายังไม่สามารถแปลงร่างได้ แล้วเขาจะทำสำเร็จหรือ
ความลังเลนี้ทำให้พลังปีศาจในจิตรั่วไหล
เฟิงซิวเริ่มวิตก
หากพลังรั่วไหลมากกว่านี้ เขาย่อมไม่รอดพ้นด่านเคราะห์ พันปีแห่งการบำเพ็ญจะต้องสูญสิ้นไปในพริบตา
ฉินหลิวซีรู้สึกถึงความผิดปกติ ขมวดคิ้ว เอ่ย “อย่ากลัวไปเลย ข้าอยู่ที่นี่”
สายตานางจ้องมองสายฟ้าที่ใกล้จะผ่าลงมา ในใจคิดว่าจะไม่ยอมให้เก้าหางอันงดงามของเขาต้องหลุดร่วงไปแน่
ฉินหลิวซีวิ่งเข้ามาใกล้ ร่ายอาคมพร้อมกับถ่ายบุญกุศลส่วนหนึ่งลงในร่างของเขา
ในขณะเดียวกัน สายฟ้าสีม่วงขนาดมหึมา ก็มาพร้อมพลังฟาดฟันที่รุนแรง ก่อนจะผ่าลงไป
ฉินหลิวซีที่อยู่ใกล้กับจุดฟ้าผ่า รู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าที่เสียดแทงและทำให้มึนงง ใบหน้าของนางซีดเผือดทันใด นางพยายามควบคุมกระแสไฟฟ้าให้วิ่งผ่านเส้นลมปราณ
เมฆดำค่อยๆ สลายหายไป แทนที่ด้วยแสงหลากสีที่สาดลงมา พร้อมฝนวิญญาณที่โปรยปรายเบาๆ หล่อเลี้ยงสรรพสิ่งทั้งปวง และชุบชีวิตผู้ที่ผ่านบททดสอบแห่งฟ้าผ่า…ปีศาจหรือ
ฉินหลิวซีมองดูร่างหนึ่งที่ขดตัวอยู่กับพื้น ผมยาวปกคลุมทั่วร่างจนไม่อาจเห็นได้ว่าเป็นหรือตาย นางรีบเดินเข้าไปใกล้ ยกเท้าขึ้นสะกิดเบาๆ “นี่ ตายแล้วหรือ”
เฟิงซิวไม่ขยับแม้เพียงนิด
ฉินหลิวซีย่อตัวลง ใช้มือลูบเส้นผมออก เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามยิ่งนัก คิ้วเรียวยาวดุจนกเหิน ดวงตาเรียวคมแบบจิ้งจอกปิดสนิท เส้นขอบตางามล้ำ ผิวขาวเนียนราวกระเบื้องเคลือบ
อึก
ฉินหลิวซีกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ชายรูปงามยามหลับ ช่างงดงามนัก
“เช็ดน้ำลายเจ้าด้วย” เฟิงซิวลืมตาขึ้น นั่งตัวตรงช้าๆ “เจ้าพอใจในสิ่งที่เห็นหรือไม่”
ฉินหลิวซีพยักหน้า ยื่นมือไปบีบแก้มทั้งสองข้างของเขา ดึงเบาๆก่อนหัวเราะออกมา “สวัสดี คนปีศาจ”
รอยยิ้มบนใบหน้าเฟิงซิวพลันแข็งทื่อ ให้ตายสิเจ้าเด็กบ้า สมควรถูกตีหรือไม่
“เจ้าคนปีศาจอะไรกัน ข้าชื่อเฟิงซิว เฟิงแห่งการผนึก ซิวแห่งการบำเพ็ญ มารดาของข้าตั้งชื่อนี้ หวังว่าสักวันข้าจะได้ผนึกตน บำเพ็ญจนบรรลุสัจธรรมไร้ความเสียใจ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “เจ้า เรียกข้าว่าพี่ชายดูสิ”
ฉินหลิวซีเอ่ย “เจ้าบรรลุแล้วก็เหมือนว่าเป็นวันเกิดของเจ้า แต่ข้าอายุมากกว่าเจ้าต้องเรียกข้าว่าพี่สาวจึงจะถูก”
เฟิงซิวลุกขึ้นยืนทันที “เด็กน้อยขนยังขึ้นไม่ครบจะมาเป็นพี่สาวข้าอย่างนั้นหรือ”
เมื่อเขาลุกขึ้น ร่างเปลือยเปล่าที่ไร้สิ่งปกปิดกลับเผยให้ฉินหลิวซีเห็นเต็มสองตา
ฮู้ว...
ฉินหลิวซีตะลึง “นี่ข้าไม่ต้องจ่ายเงินก็ดูได้อย่างนั้นหรือ แต่นับว่าเจ้าบรรลุได้สมบูรณ์ ทั้งครบทั้งงาม”
อะไรนะ
เฟิงซิวก้มมองตนเอง ตกใจนิ่งไปสองลมหายใจ ก่อนจะร้องเสียงหลงวิ่งหนีไป “มนุษย์ช่างน่าละอาย เจ้ารู้จักคำว่าอย่าละลาบละล้วงหรือไม่”
ฉินหลิวซีบ่นพึมพำ วิ่งทำไมกัน ข้ายังไม่ได้ว่าเจ้าเล็กเสียหน่อย
ตอนพิเศษ 20: เฟิงซิว (2)
เพิ่งกลายร่างเป็นมนุษย์ ความสดใหม่ในตัวเฟิงซิวยังคงแสดงออกชัดเจน แปลงกายสวมใส่เสื้อผ้าสีแดงเพลิงแขนกว้างพลิ้วไหวให้ตนเอง หน้าผมดำขลับรวบขึ้นโดยใช้เถาวัลย์มัด ดูดิบและไม่เหมือนผู้ใด แต่เพราะใบหน้าของเขาที่ทั้งสวยงามและมีเสน่ห์ จึงทำให้คนรอบข้างไม่สามารถเกลียดเขาได้
เขาเดินตามฉินหลิวซีไป ตั้งคำถามเรื่องต่างๆในโลกมนุษย์ เห็นนางเก็บสมุนไพรไปหลายชนิด จึงเอ่ย “เจ้ารู้เรื่องการแพทย์หรือ”
“ถึงเจ้าจะไม่เคยออกสู่โลกภายนอก แต่คงรู้จักวิชาทั้งห้าของเต๋ากระมัง วิชาการแพทย์เป็นหนึ่งในนั้น ข้าเป็นนักพรตผู้หนึ่ง รู้วิชาการแพทย์มีอันใดน่าแปลก ข้าไม่เพียงรู้วิชาการแพทย์ ยังเชี่ยวชาญอีกด้วย” ฉินหลิวซีเหลือตามองเขา “หากเจ้าอยากให้กำเนิดลูก ข้ายังช่วยเจ้าปรับสมดุลให้ได้ จะมีลูกสักสิบแปดคนก็ไม่ใช่เรื่องยาก”
เฟิงซิวมองสายตานางที่มาหยุดอยู่ที่ส่วนล่างของตน ก้าวถอยหลังสองก้าว รู้สึกโมโห “เจ้ายังเป็นสตรีอยู่หรือไม่ สายตามองไปที่ใดกัน รู้จักว่าอย่ามองสิ่งที่ไม่สมควรหรือไม่ อายุยังน้อย จิตใจมืดมนเพียงนี้”
“หมอไม่แยกชายหญิงหรอก อีกอย่าง ข้าอายุยังน้อย หน้าด้าน นอกจากนี้ ข้ามองอะไรเจ้า ว่ามาสิ”
เฟิงซิว “…”
เจ้าคนหน้าไม่อาย เจ้าชนะแล้ว
“เจ้าตามข้ามาทำไมกัน เส้นทางมากมาย แยกกันไปคนละทางไม่ได้หรือ” ฉินหลิวซีจับกระเป๋าที่เอวอย่างระมัดระวัง จ้องเขาเขม็ง เอ่ย “บัวหิมะครึ่งนี้เป็นของข้า อย่าได้คิดจะขโมยเชียว”
เฟิงซิวมองไปทางอื่น เอ่ย “เป็นสหายที่เคยผ่านการโดนฟ้าผ่าด้วยกันมาแล้ว วาจาเช่นนี้ทำร้ายผู้อื่น เล่นด้วยกันสิ”
“กับเจ้ามีอะไรน่าสนุก ข้าไม่มีเวลา” ฉินหลิวซีโบกมือ ครุ่นคิดพลันเอ่ย “จริงสิ ข้าจะเตือนเจ้าหนึ่งประโยค ต่อให้เจ้ากลายร่างเป็นคนแล้ว เข้าไปอยู่ในโลก ยังต่างจากมนุษย์ทั่วไปอยู่ ไม่ควรทำเรื่องชั่วร้ายในโลกมนุษย์ ใช้วิชามารของเจ้าทำร้ายผู้คน หากเจ้าทำเช่นนั้น ข้าคงต้องจัดการเจ้า”
“อ้อ จะมีวิธีจัดการข้าอย่างไร เล่าให้ข้าฟังสักหน่อย” เฟิงซิวเลิกคิ้วสูง
ฉินหลิวซีเอ่ย “เจ้าคงไม่อยากรู้หรอก ไม่แน่มันอาจแผดเผาเจ้าจนตายก็เป็นได้ เพราะเจ้าทำความชั่ว ต้องได้รับผลกรรม อย่างไรข้าก็ต้องได้รับผลไปด้วย เพราะอะไรน่ะหรือ ตอนสายฟ้าสุดท้าย ข้าเป็นคนให้ร่างกับเจ้า ทำให้เจ้าผ่านพ้นมาได้ หากเจ้าทำความชั่ว อย่างไรข้าก็ต้องรับผลกรรมไปด้วย”
เฟิงซิวคิดถึงพลังบุญที่ได้รับระหว่างการผ่านฟ้าผ่า รู้สึกใจเขาอุ่นขึ้นเล็กน้อย ถึงเขาจะเป็นปีศาจ แต่เขาก็เข้าใจดีถึงความสำคัญของบุญกุศล ตั้งแต่สมัยพันปีก่อนที่แม่เคยเตือนเขาไว้ว่าห้ามไว้ใจมนุษย์มากเกินไป แต่การทำดีเพื่อสะสมบุญก็จะช่วยในการบำเพ็ญธรรมอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีศาจเช่นเขา การฝึกบำเพ็ญจนกลายร่าง หากมีบุญปกป้องร่างกายก็ย่อมเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ และการกลายร่างสำเร็จ ก็หมายความว่าไม่ใช่แค่ปีศาจธรรมดา แต่สามารถกลายเป็นเซียนปีศาจได้
เซียนกับปีศาจ แน่นอนว่าการได้รับความเคารพย่อมแตกต่าง
ผู้ที่ฝึกบำเพ็ญจะได้รับการปกป้องจากบุญ ความเชื่อเป็นพลังเสริม ไม่มีใครที่จะไม่อยากได้บุญเยอะๆ
ฉินหลิวซีให้พลังบุญแก่เขาจนช่วยให้เขาผ่านขั้นตอนฟ้าผ่าไปได้
“ข้าผู้นี้ แม้เป็นคนชอบเอาคืน แต่ไม่ใช่คนลืมบุญคุณ แน่นอนว่าจะไม่ให้เจ้าต้องลำบาก คนไม่ล่วงเกินข้า ข้าไม่ทำร้ายคน ข้ารู้ดี” เฟิงซิวเอ่ย “ดังนั้นเจ้าวางใจเถิด จะไม่ทำให้เจ้าลำบากแน่นอน”
ฉินหลิวซีส่งเสียงในลำคอ “กลายร่างแล้ว ร่างเดิมของเจ้าก็ยังเป็นจิ้งจอก เรียกตนเองเป็นคนเร็วดีจริงๆ”
เฟิงซิว “…”
นางนี่ถนัดในการทำให้คนอึดอัดจริงๆ
ฉินหลิวซีเห็นโสมต้นหนึ่ง รีบวิ่งเข้าไปด้วยความยินดี แต่เมื่อมือจะเอื้อมถึง โสมนั้นกลับพุ่งตัววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว หายลับไปไม่เห็นแม้แต่เงา
นางหน้าเขียวขึ้นมาทันใด
เฟิงซิวหัวเราะลั่น เอ่ย “โสมย่อมรู้จักวิ่งเป็นธรรมดา ภูเขานี้คนเหยียบย่างน้อยนัก พืชวิเศษที่บำเพ็ญจนมีจิตวิญญาณจึงมีมากมาย เจ้าคิดจะจับมันโดยไม่มีแผนการ มันย่อมหนีไปหมด”
ฉินหลิวซีจ้องเขาด้วยแววตาไม่พอใจ เอ่ย “บุญกุศลที่ข้าให้แก่เจ้า เจ้าควรจ่ายค่าตอบแทนได้แล้ว”
เฟิงซิวใบหน้าสงสัย “?”
“ทำไมหรือ โลกนี้ที่ใดมีข้าวเที่ยงที่ไม่ต้องจ่ายเล่า เจ้ากับข้าแค่ผ่านมาพบกัน ข้าจะให้บุญกุศลแก่เจ้าโดยไร้เหตุผลได้อย่างไร ไม่มีเรื่องเช่นนี้ จ่ายเงินมา”
เฟิงซิวชี้หน้านางด้วยนิ้วที่สั่นไหว “ลัทธิเต๋ายังมีคนหน้าเลือดเช่นเจ้าด้วยหรือ”
“ศิษย์ของสำนักข้า ต้องเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง ข้าจำต้องบูรณะอาราม อีกทั้งทำทานช่วยเหลือผู้ยากไร้ เรื่องใดล้วนต้องใช้เงิน เจ้าก็เหมือนกัน การดำเนินชีวิตในโลกมนุษย์ หากไร้เงินทองย่อมก้าวเดินไม่ได้ จะอย่างไรก็ต้องมีอาชีพไว้หาเลี้ยงชีพ การงานนี้จะนำพาเจ้าเข้าถึงผู้คน และหากมีโอกาสควรทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้ นี่ล้วนเป็นบุญกุศล ที่จะย้อนกลับมาสู่ตัวเจ้า”
ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “บุญกุศลที่สะสมมาก ย่อมมีแต่ประโยชน์ต่อเจ้า อย่าคิดว่าการแปลงร่างเป็นมนุษย์แล้วจะสิ้นสุด หนทางยังอีกยาวไกล การทำบุญสร้างกุศล ต้องจดจำใส่ใจ”
เฟิงซิวพลันแปลงกลับสู่ร่างเดิม ร่างมนุษย์ช่างยุ่งยาก เขาเป็นปีศาจต่อดีกว่า
ฉินหลิวซีเห็นร่างเล็กน่ารัก มีเก้าหางพัดโบก นัยน์ตาพลันปรากฏแววชื่นชม น่ารักนุ่มนิ่ม นางยื่นมือไปจับทันที
เฟิงซิวตัวแข็งทื่อ ถูกนางจับเล่นลูบไล้ลำคอ สุดท้ายหดตัวเล็กลงเล็กน้อย ได้ยินเสียงหัวเราะใสดั่งระฆังเงินของนาง เขาจึงหลับตาพริ้ม
นี่แหละ คือความสดใสสมวัยเด็กที่แท้จริง
ที่แท้นางชื่นชอบแบบนี้นี่เอง
ฉินหลิวซีไม่ต่อต้านร่างจริงของเขาเลยแม้แต่น้อย นางพาเขากลับสู่อารามชิงผิงทันที เมื่อถึงก็พาไปพบนักพรตชื่อหยวน
นักพรตชื่อหยวนเห็นเฟิงซิว จึงเอ่ย “ได้ร่างแล้ว ถือเป็นวาสนาผลบุญจากการบำเพ็ญเพียรพันปี ต่อไปต้องไม่ลืมทำบุญสร้างกุศล หากคิดทำชั่ว โลกแห่งคุณธรรมจะปราบเจ้าอย่างแน่นอน จำไว้”
เฟิงซิวมีแววไม่ใส่ใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นฉินหลิวซีมองมา เขาก็ยอมก้มกราบด้วยความเคารพ “ขอบคุณท่านเจ้าอาวาสที่ชี้แนะ”
นักพรตชื่อหยวนหันมามองฉินหลิวซีอีกครั้ง เอ่ย “ในเมื่อเจ้ามอบร่างมนุษย์แก่เขา พาเขาไปจุดธูปคารวะท่านปรมาจารย์เถิด”
“อ้อ”
นักพรตชื่อหยวนมองไปยังเฟิงซิวแล้วเอ่ยหนึ่งประโยค เทียนจุนประทานพรไร้ที่สิ้นสุด จึงให้พวกเขาออกไป
ครั้นพวกเขาเดินลับสายตาแล้ว ท่านจึงเลื่อนวัตถุบนโต๊ะออก เผยให้เห็นลายพยากรณ์ใต้โต๊ะ มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางเบา
สหายร่วมเป็นร่วมตาย
เด็กคนนี้เริ่มสร้างเครือข่ายของตนเองแล้ว ไม่ว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชิดนางจะเป็นมนุษย์หรือปีศาจ หากเข้าสู่นัยน์ตานาง ล้วนแล้วแต่ศรัทธาและติดตามด้วยใจ
นี่คือชะตากรรม
เฟิงซิวเดินตามฉินหลิวซีไปยังวิหารด้วยความลังเล ก่อนเอ่ยถามเสียงเบา “ปีศาจอย่างข้า จุดธูปบูชาหน้ารูปเคารพได้ด้วยหรือ”
“เมื่อได้รับเชิญให้เข้ามา ย่อมได้ และอีกอย่าง เจ้าผ่านฟ้าดินประทานพรมาแล้ว ถือเป็นการยอมรับจากสวรรค์และโลก เจ้าไม่ใช่ปีศาจธรรมดาอีกต่อไป เป็นเซียนจิ้งจอก”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเฟิงซิวร้อนรุ่ม นี่คือความหมายของพวกเขาเหล่าปีศาจและเหล่าภูตที่บำเพ็ญเพียรกระมัง
บนถนนสายใหญ่ สมบูรณ์เต็มเปี่ยมด้วยใจที่ชอบธรรม
เขาเดินเข้าไปในวิหารที่เดิมไม่กล้าย่างกรายเข้าไป มาหยุดอยู่ตรงหน้ารูปหล่อสำริดปรมาจารย์ ถือธูป เคารพด้วยหัวใจบริสุทธิ์ ก่อนกราบลงสามครั้ง
ปรมาจารย์อยู่เบื้องหน้า เดิมข้าเป็นปีศาจ ได้รับวาสนาจากผู้มี ให้ข้าได้เป็นมนุษย์ ในโลกมนุษย์นี้ ข้าจะมุ่งมั่นสู่หนทางแห่งเต๋า ตั้งมั่นคุณธรรมในใจ บำเพ็ญสร้างกุศล
สายตาเขาเหลือบไปเห็นศิษย์น้อยคนหนึ่งกำลังยื่นมือเล็กๆ ไปหยิบขนมบนโต๊ะบูชา เฟิงซิวเมินเฉย ทำเป็นมองไม่เห็น
จากนั้น เอ่ยเสริมในใจหนึ่งประโยค นับแต่นี้ข้ายินยอมรับนางเป็นศรัทธาแห่งใจ หากนางบำเพ็ญบุญ ข้าจะช่วยสนับสนุน หากนางฆ่าผี ข้าจะยื่นดาบให้ หากนางแทงฟ้าพัง ข้าจะร่วมมือกับนาง
ทุกหนแห่งที่นางก้าว ข้าพร้อมเคียงข้าง
จบตอน
Comments
Post a Comment