tao sp ep21-28

 ตอนพิเศษ 21: เฟิงซิว (3)


ฉินหลิวซีคาดไม่ถึงว่า กิจการของเฟิงซิว จะเป็นการเปิดร้านขายสมุนไพร และในระยะเวลาอันสั้น กิจการก็ขยายตัวใหญ่โต ไม่เพียงแต่ร้านค้าจะจัดวางอย่างดี สมุนไพรยังครบครัน และยิ่งไปกว่านั้น สมุนไพรชั้นเลิศกลับหาได้ไม่ขาด


ปีศาจตนหนึ่งกลับร่ำรวยยิ่งกว่านาง


ฉินหลิวซีตัวเล็กๆ ล้วงเศษเงินน้อยนิดในกระเป๋าคาดเอวด้วยความรู้สึกไม่พอใจ


เป็นคนเหมือนกัน ทำไมนางถึงได้เป็นนักพรตยากจนที่เก็บเงินไม่อยู่เช่นนี้


เมื่อถามเฟิงซิวว่าเหตุใดจึงมีความคิดและเส้นทางเช่นนี้ คำตอบคือเส้นสายมนุษย์…ไม่ใช่สิ เส้นสายปีศาจกว้างขวาง


เฟิงซิวเอ่ย “ถึงแม้โลกนี้จะมีพลังวิญญาณบางเบา แต่ในเมื่อบำเพ็ญเพียรได้ แน่นอนว่ามีพลังวิญญาณมีวาสนาล้วยบำเพ็ญได้ มีปีศาจอย่างข้า แน่นอนว่าต้องมีตัวอื่น เจ้าเองก็น่าจะรู้ ฝั่งตงเป่ยนั้นมีสัตว์ที่ฝึกฝนจนสามารถสิ่งร่างมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ในเขตนั้นนิยมบูชาสัตว์เหล่านี้เป็นเซียนปกปักรักษาครอบครัว เหมือนกับเผ่าหวงเซียนภูติ และงูใหญ่เหล่านี้”


“สมุนไพรเหล่านี้ มนุษย์รู้จัก แต่ปีศาจที่อาศัยในภูเขาเล่า เหตุใดจะไม่รู้ เผ่าหวงเซียนก็อาศัยการทำการค้าเพื่อเลี้ยงชีพ เพียงพอต่อการใช้จ่ายในเผ่า” เฟิงซิวเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ข้าจะทำร้านยา เพียงยกแขน ย่อมมีคนนำมาส่งข้า”


เขาเก็บเหอโส่วอูพันปีที่ฉินหลิวซีจ้องมองไม่วางตาไป เอ่ยว่า “สมุนไพรที่มนุษย์รู้จักนั้น พวกที่ล้ำค่าจนไม่อาจมีที่เปรียบได้นั้น อยากได้มา ต้องอาศัยวาสนา แน่นอนว่าไม่ได้ได้มาง่ายเหมือนเหล่าปีศาจที่เฝ้าอยู่ในป่า อย่างไรยิ่งล้ำค่าก็ยิ่งยากที่จะเจอ แต่สิ่งเหล่านี้ สำหรับพวกเขาแล้วไม่ใช่เรื่องยาก”


ฉินหลิวซีถอนสายตาที่จับจ้องเหอโส่วอูพันปีออกมาอย่างอาลัยอาวรณ์ พยายามควบคุมไม่ให้ดวงตาคู่น้อยหันกลับไปมองอีก เอ่ย “เอาล่ะ รู้ว่าเจ้าเก่งกาจ แต่หากเจ้าต้องการเปิดร้านให้โด่งดัง จำต้องสร้างชื่อเสียงอันเลิศล้ำเพื่อให้ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะนี้เป็นที่ประจักษ์”


“ข้าไม่ใส่ใจ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะขัดขวางกิจการของร้านสมุนไพรเล็กๆ หรือโรงหมอเพื่อราษฎร หากข้าจะทำก็ต้องทำสิ่งที่ผู้คนทั่วไปเอื้อมไม่ถึง ของหายากย่อมมีค่าตามธรรมดา การขายแบบบางๆหลายชิ้นไม่ได้อยู่ในแผนของข้า” เฟิงซิวเอ่ย “ดังนั้นข้าเพียงทำสิ่งเดียวให้ชื่อเสียงเลื่องลือ นั่นคือสิ่งที่ผู้อื่นไม่มี ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะต้องมี ผู้อื่นไม่มี ก็มีเพียงร้านยาตำหนักอายุวัฒนะที่มี เช่นสมุนไพรพันปีเหล่านี้ ข้าตั้งราคามากเพียงใด คนรวยเหล่านั้นต่างยอมจ่าย เพียงทำเล็กน้อยก็มากกว่าผู้อื่นทำเป็นร้อยแล้ว”


ฉินหลิวซีอดมิได้ที่จะชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง เอ่ย “ที่แท้เจ้าก็แอบมาเที่ยวเล่นในตลาดกระมัง เจ้าเป็นเพียงปีศาจ ไยจึงรู้เรื่องกลยุทธ์การค้าเช่นนี้ได้”


ช่างเป็นต้นแบบของพ่อค้าที่ฉ้อฉลโดยแท้


“ข้ามีพรสวรรค์โดยธรรมชาติ” เฟิงซิวใช้คำของนางตอบกลับ


ฉินหลิวซีกลอกตา เอ่ย “แม้เจ้าจะขายสมุนไพรล้ำค่าได้เงินมากเพียงใด แต่เจ้าก็จำต้องมียาประจำร้านยาตำหนักอายุวัฒนะด้วย”


“โอ้ วาจานี้ว่าอย่างไร”


“ข้ามีสูตรยาโบราณหนึ่ง ผ่านการปรับปรุงมาแล้ว สามารถทำให้สตรีขาวเนียนดุจหยกขาว ไร้ริ้วรอย ผิวพรรณเปล่งปลั่งนวลสดใส ว่าอย่างไร ร่วมมือหรือไม่” ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว “ในใต้หล้า เงินที่หาง่ายที่สุด ย่อมเป็นเงินของสตรี”


สีหน้าเฟิงซิวไม่ใส่ใจ ส่งเสียง หึ เอ่ย “เจ้าช่างพูด เจ้าก็เอ่ยให้มากสักหน่อยเถิด” ดูสิว่าจะโน้มน้าวข้าได้หรือไม่


“ในเมื่อจะทำมาตรฐานสูง ก็จงทำให้ถึงที่สุด จงสร้างสิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจเลียนแบบได้ ทำให้เป็นหนึ่งเดียวในใต้หล้า เช่นนี้แล้ว แม้ในภายหน้ามีผู้คิดจะควบคุมหรือช่วงชิงกิจการของเจ้า เจ้าก็จะยืนหยัดมั่นคง สิ่งใดที่ผู้อื่นไม่อาจผลิตขึ้นได้ ย่อมเป็นเกราะกำบัง แน่นอนว่าผู้คนไม่กล้าทำลายสิ่งของล้ำค่าใช่หรือไม่”


เฟิงซิวหันมองนาง “ไม่ใช่สิ เจ้าเพิ่งจะสิบขวบ ไม่กล่าวถึงเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึ่มเช่นนี้ได้หรือไม่”


“จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง ในใต้หล้านี้ อำนาจกษัตริย์ครอบงำไปทุกแห่งหน เจ้าไปดูสิว่ากิจการใดที่ทำกำไรได้มาก ล้วนเกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจในราชสำนักมากมาย เว้นเสียแต่เจ้ายินยอมยกร้านยาตำหนักอายุวัฒนะให้ผู้อื่นไป”


เฟิงซิวขมวดคิ้ว “ข้าอยากรู้ว่าผู้ใดกล้าคิดเช่นนั้น หากคิดจะช่วงชิง ก็จงดูเถิดว่าตนมีชีวิตอยู่เสวยสุขได้หรือไม่”


ฉินหลิวซีกระแอมไอ “ระวังปากคำบ้าง เป็นมนุษย์ควรมีข้อยึดถือ ไม่ควรกล่าวคำเช่น ‘ฆ่าฟัน’ โดยง่าย”


“เจ้าก็ใช่ว่าจะดีนัก เจ้าเองวิ่งไล่ชายพเนจรที่ไม่ยอมจ่ายค่ารักษาผ่านถนนเก้าเส้น แลดูคล้ายคิดจะฆ่าเขาเสียด้วยซ้ำ” เฟิงซิวเอ่ยเสียงหยัน


ฉินหลิวซีลูบจมูกด้วยความกระดาก “พอเถิด อย่าเพ้อเจ้อ เจ้าจะร่วมมือหรือไม่ ในใต้หล้านี้ ไหนเลยจะมีคนรังเกียจเงินมาก ยิ่งหาเงินได้มากก็ยิ่งมีเงินทุนไปสร้างกุศล ช่วยเหลือคนได้มากขึ้น ดังนั้น ทำให้ใหญ่และแข็งแกร่ง คือหลักสำคัญ”


“แบ่งผลประโยชน์อย่างไร”


“เจ้าหาสมุนไพร ข้าจัดการเรื่องฝีมือ ย่อมต้องแบ่งสามต่อเจ็ด การปรุงโอสถและปรุงยานั้น สูบพลังและจิตวิญญาณยิ่ง ข้าจึงควรได้เจ็ด เจ้าได้สาม”


“กลางวันแสกๆ เจ้าฝันกลางวันหรืออย่างไร เด็กน้อยควรหยุดคิดมาก มิฉะนั้นจะไม่โต”


ฉินหลิวซี “สี่หก”


ฉินหลิวซีหมุนตัวเดินจากไปทันที เอ่ย “ก็ได้ เช่นนั้นข้าไปที่ร้านยาไป๋เฉ่า คิดว่าพวกเขาคงยินดีร่วมมือกับข้า เหล่าปีศาจตระกูลหวงใช่หรือไม่ สมุนไพรข้าก็หามาได้เช่นกัน”


เฟิงซิว “?”


ไม่ใช่สิ เจ้าไม่ควรโต้แย้งอย่างมีเหตุผลกับข้าที่แสร้งหยิ่งทะนงสักนิดหรือ


“กลับมา” เฟิงซิวเอ่ยเรียกนางไว้ “แบ่งห้าห้า ให้หุ้นเจ้าหนึ่งส่วน พอใจหรือไม่”


“หุ้นไม่หุ้นข้าหาได้ใส่ใจไม่ แต่สมุนไพรที่ข้าต้องการ ต้องรีบหามาให้ข้าก่อนบางส่วน” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้มตาหยี


การให้ทานของอารามชิงผิงจำเป็นต้องมีสมุนไพร อีกทั้งปกตินางยังต้องปรุงยามากมาย ต้องใช้สมุนไพรจำนวนมาก นางมีพรสวรรค์ล้ำเลิศไม่ใช่เรื่องเท็จ แต่ไม่ใช่เพียงลงมือก็ทำได้ เช่นเดียวกับการฝังเข็ม นางต้องฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่ากว่าจะเชี่ยวชาญ


การปรุงยาเองก็เช่นกัน จะปรุงยาดี ต้องอาศัยการฝึกฝน


ศาสตร์แห่งการรักษา ไม่ว่าจะวินัจฉัยโรคหรือการปรุงยาฝังเข็ม ต้องเรียนให้ถึงที่สุด จึงจะช่วยชีวิตได้


สมุนไพรล้ำค่าไม่ได้หามาง่ายๆ ดังนั้นนางจึงยื่นข้อเสนอเช่นนี้กับเฟิงซิว


เดิมเฟิงซิวก็แกล้งหยอกนางเล่น ไม่สนใจกับข้อเสนอนี้ของนาง ต่อให้นางเอาร้านทั้งร้านไป เขาก็ไม่เป็นไร


การมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ ไม่ใช่เรื่องยาก ทำกิจการใดก็หาเงินได้ และเขาเปิดร้านยาร้านยาตำหนักอายุวัฒนะไม่ใช่เพราะเขามีสมุนไพรล้ำค่ามากมาย แต่เพราะนางเป็นหมอ นางจำเป็นต้องใช้ของเหล่านี้


เอ่ยได้ว่า ร้านนี้เดิมก็เปิดไว้เพื่อนาง


แต่วาจาเช่นนี้ไม่อาจบอกกับนางได้ แม้เพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่เขารู้ว่าฉินหลิวซีผู้นี้ให้ความสำคัญกับเวรกรรม และไม่เอาของของผู้อื่นมาเปล่าๆ ดูว่านางเอาสูตรยามาเพื่อร่วมมือก็รู้แล้ว


คนผู้นี้นี่นะ แม้อายุยังน้อย ทว่ามีสติปัญญาล้ำลึกเกินผู้คน


ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะจึงเปิดอยู่ในเมืองหลีเช่นนี้ ด้วยชื่อเสียงของอวี้เสวี่ยจีที่บำรุงผิวพรรณ ขจัดริ้วรอย ทำให้เหล่าสตรีนับพันนับหมื่นคลั่งไคล้ทันที นอกจากนี้ยังมียาบำรุงอย่างยาหย่างหรงและยาสำคัญอย่างยาอันกงที่ช่วยชีวิตได้ฉุกเฉิน เหล่าขุนนางและผู้มั่งคั่งต่างแย่งชิงจนหัวปั่นเพื่อเก็บไว้เป็นยาประจำตัว


ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ชื่อเสียงของร้านยาตำหนักอายุวัฒนะเลื่องลือไปทั่วต้าเฟิง และในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เฟิงซิวก็ได้ปฏิบัติตามคำที่ให้ไว้ต่อปรมาจารย์ แม้ไม่อาจถึงขั้นเป็นเงาตามตัว แต่กลับยืนหยัดอยู่เคียงข้างฉินหลิวซีเสมอ ติดตามนางในวิถีแห่งเต๋าเพื่อฝึกฝนบำเพ็ญตนในโลกมนุษย์


วิถีแห่งมนุษย์ ก็คือวิถีแห่งเต๋า


นางคือศรัทธา


ชั่วชีวิตนี้ จนวันตายไม่มีเปลี่ยนแปลง


[1] พังพอนสีเหลือง


ตอนพิเศษ 22: กงปั๋วเฉิง


กงปั๋วเฉิง ไม่สิ เดิมต้องเรียกเขาว่าจวงเฉิง เป็นเขาที่ทอดทิ้งตระกูลเดิมที่เขามี เปลี่ยนมาใช้สกุลของมารดา จึงกลายเป็นคนที่ถูกกล่าวขานในหมู่ผู้คนว่าเป็นผู้กบฏ หักหลังครูบาอาจารย์และทำลายวงศ์ตระกูล


เดิมตระกูลจวงเป็นตระกูลชาวนาที่ไม่โดดเด่นนัก ในยุคสมัยฮ่องเต้เจี้ยนผิง ตระกูลจวงยากจน เด็กๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้กินข้าว จวงฟู่กุ้ยผู้นั้นที่อยู่อันดับกลางของครอบครัวได้เข้าวัง กลายเป็นขันที เกลือกกลิ้งปีนป่ายอยู่ในวัง อาศัยมือที่หวีผมและบีบนวด ได้มีวาสนา ขึ้นเป็นหนึ่งในขันทีใหญ่ข้างกายฮ่องเต้เจี้ยนผิง


เมื่อมีอำนาจขึ้นมา ตระกูลจวงก็รุ่งโรจน์ บุรุษรู้จักหาช่องทาง สตรีได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างดี สิ่งที่ร่ำเรียนไม่ใช่ความสง่างามของการเป็นนายหญิง แต่เป็นการปรนนิบัติบุรุษ ทักษะที่พวกนางมีจึงไม่เก่งเรื่องฉิน หมากล้อม วาดภาพ แต่กลับเป็นเรื่องของเสน่ห์ ขอเพียงเป็นประโยชน์แก่ครอบครัว ไม่ต้องสนใจว่าเป็นภรรยาเอกหรือภรรยารอง พร้อมมีคู่ครอง


และที่น่าขันก็คือ เมื่อบุรุษในตระกูลจวงประสบความสำเร็จ ต้องแต่งงานกับสตรีจากครอบครัวสูงศักดิ์ กระทั่งทอดทิ้งภรรยาเก่า


เพื่อช่วงชิงตำแหน่งทายาทจากจวงฟู่กุ้ยในตระกูลจวง พี่น้องในตระกูลจวงต่างแย่งชิงกันอย่างดุเดือด สุดท้ายจวนเฉวียนคัง บิดาของจวงเฉิงก็ชนะและกลายเป็น ‘ลูกชายแท้ๆ’ ของจวงฟู่กุ้ย


เมื่อมีลูกชายแล้วจวงฟู่กุ้ยก็ไปขอฮ่องเต้เจี้ยนผิง ให้ลูกชายของเขาได้สมรสกับหญิงสาวจากตระกูลหมิงหยางปั๋ว กงปั๋วฮวา สตรีผู้สง่างามและมีเกียรติ


ทุกคนรู้ว่าตระกูลหมิงหยางปั๋วมีทายาทน้อยลงและค่อยๆเสื่อมโทรมลง กงปั๋วฮวาเป็นลูกคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อได้รับราชโองการในวันนั้น หมิงหยางปั๋วผู้ที่อ่อนแออยู่ก็ล้มป่วยนอนเตียง ทว่ากงปั๋วฮวาเมื่อได้รับราชโองการ ไม่ได้แสดงความโศกเศร้าหรือยินดี


ตำแหน่งขุนนางของหมิงหยางปั๋วถึงยุคนี้ก็สิ้นสุดลงแล้ว หลายปีมานี้เพราะอาการป่วยของเขา ตระกูลแทบหมดเนื้อหมดตัว เมื่อเผชิญหน้ากับราชโองการ ไม่มีผู้ใดในตระกูลแสดงความโกรธหรือคัดค้าน นอกจากเด็กชายหกขวบผู้หนึ่ง หลังจากหลายปีที่ต้องดูแลอาการเจ็บป่วยของเขา ตระกูลนี้แทบจะหมดเนื้อหมดตัว เมื่อเผชิญกับพระราชสาส์น ไม่มีใครในตระกูลยกมือแสดงความโกรธหรือคัดค้าน นอกจากเด็กชายอายุหกขวบคนหนึ่ง ซึ่งก็คือกงปั๋วฮ่าว ญาติผู้น้องของกงปั๋วฮวา


ที่เขาโกรธก็คือ สตรีสูงศักดิ์ตระกูลปั๋วเจวี๋ย แต่งกับตระกูลขันที ไร้สาระสิ้นดี


แต่ว่าเด็กชายอายุหกขวบที่ต้องการช่วยปกป้องพี่สาวกลับอ่อนแอเกินกว่าจะต่อสู้กับความโหดร้ายของครอบครัว ต้องถูกส่งไปไกลเพื่อศึกษาต่อ ไม่มีโอกาสที่จะพบพี่สาวอีก


ใช่แล้ว กงปั๋วฮวา หลังจากแต่งงานกับขันที ก็ให้กำเนิดลูกชายของเขาคือจวงเฉิง ซึ่งก็กลายเป็นทายาทของขันทีเช่นกัน


หลังจากเป็นทายาทของขันที บุตรของตระกูลขุนนางต่างก็รู้สึกอับอายที่จะคบหากับเขา ผู้ที่เต็มใจคบหากับคนจากตระกูลจวง ส่วนใหญ่ก็มีแต่พวกคนต่ำทรามและสกปรก ตระกูลขุนนางที่มีเกียรติส่วนใหญ่ไม่ต้องการไปมาหาสู่ แต่เพราะเห็นแก่หน้าของจวงฟู่กุ้ย พวกเขาจึงไม่กล้าที่จะทำอะไรที่ดูเหมือนเป็นการดูหมิ่น


จวงเฉิงอยู่ในตระกูลจวง ความอบอุ่นหนึ่งเดียวที่เขามีมาจากมารดา ทุกอย่างเริ่มต้นจากมารดา นางสั่งสอนให้รู้หนังสือ เข้าใจเรื่องการดำเนินชีวิตสอนให้เขาสุภาพและมีคุณธรรม ที่น่าเสียดายก็คือ วาสนาของแม่ลูก มีเพียงไม่กี่ปี


มารดาของเขาสง่างามและอ่อนโยน แต่ในตระกูลจวงที่เต็มไปด้วยโคลนดิน นางก็เหมือนดอกไม้ที่ต้องจมลงในโคลน ซึ่งไม่สามารถเติบโตได้ กลับกลายเป็นถูกกัดกร่อนจนจิตใจนางเต็มไปด้วยบาดแผล นางทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้เขามีชีวิตอยู่ได้


น่าเสียดายที่เมื่อเขาอายุได้ห้าขวบ นางก็จากไปอย่างกะทันหัน


คนในตระกูลจวงพูดว่านางเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย แต่เขารู้ดีว่านางถูกทรมานจนเสียชีวิตจากความเจ็บปวดทางใจ เพราะผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาของเขา บังคับให้นางเห็นภาพฉากหยาบโลนของเขา สอนวิธีการปรนนิบัติบุรุษ ไม่ใช่เป็นปลาตายตัวหนึ่ง


น่าสะอิดสะเอียนจริงๆ


ตระกูลจวงช่างน่าสะอิดสะเอียน สายเลือดครึ่งหนึ่งที่ไหลเวียนในร่างของเขาก็น่าสะอิดสะเอียนไม่ต่างกัน


หลังจากกงปั๋วฮวาสิ้นชีวิตได้ไม่นาน ในระหว่างการไว้ทุกข์ บิดาของเขาก็รีบรับภรรยาใหม่เข้าบ้าน ไม่นานนักในปีถัดมา ภรรยาใหม่ก็ให้กำเนิดฝาแฝดชายหญิงคู่หนึ่ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความสมบูรณ์พูนสุข จากนั้นเขาจึงกลายเป็นเด็กที่ไร้ทั้งมารดาและผู้เป็นบิดาอย่างสิ้นเชิง


เขาเฉลียวฉลาดตั้งแต่วัยเยาว์ ภรรยาใหม่ของบิดาเสแสร้งทำตัวเป็นคนดีแสนเมตตา แสดงความรักที่ล้นเกินจนเหมือนจะทะลุถึงกระดูก แม้แต่ฝาแฝดที่เป็นลูกแท้ๆ ของนางยังถูกละเลย หากเขาปรารถนาสิ่งใด นางก็ไม่รีรอที่จะมอบให้ แต่เขารู้ดี จากคำสอนของมารดาผู้จากไป ว่า “การยกยอจนพินาศ” เป็นคำที่หมายถึงสถานการณ์อย่างไร


ครั้งหนึ่งเขาเคยได้ยินเรื่องซุบซิบในงานเลี้ยง แม่เลี้ยงบ้านใดดีกับบุตรชายบุตรสาวของภรรยาเก่าเกินความพอดี เขาผู้ไร้เดียงสาคิดว่านั่นคือความรักที่แท้จริง มารดาจึงได้เอ่ยสอนคำนี้


และเขา สิ่งที่ได้รับจากภรรยาใหม่ของบิดา ยิ่งเป็นการยกยอจนพินาศ


หากนางมีใจจริงดั่งที่แสดงออก เหตุใดเมื่อใดที่เขาใกล้ชิดกับฝาแฝด ไยนางจึงจ้องเขม็งตาไม่กะพริบ ไม่คลาดสายตาแม้เพียงนิด


ผู้คนรอบข้างล้วนตามใจเขา ปล่อยให้เขาใช้ชีวิตอย่างเสเพล ก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไร


หากนางปรารถนาเป็นคนดี เขาก็ยินยอมให้นางสมปรารถนา


แต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็เหมือนเดินอยู่บนคมดาบ


การยกยอจนพินาศ อย่างไรก็ยังไม่เท่าการถูกฆ่าทิ้งโดยตรง


นางแสร้งสร้างเหตุการณ์ผีหลอกเพื่อทำให้เขาตกใจกลัว เขาก็หาวิธีหลอกฝาแฝดคืนบ้าง เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ทั้งกลางวันและกลางคืนของเด็กๆ เขาก็ยิ่งสะใจ


สตรีผู้นั้นทำอะไรกับเขาไว้ เขาก็เอาคืนทั้งหมด


ความแค้นฝังใจและการจองเวร คือธาตุแท้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวเขา


เขาเติบโตขึ้นท่ามกลางแผนการอันซับซ้อนและเล่ห์เพทุบาย ปกป้องตัวเองด้วยการเสแสร้งเป็นคนเสเพล ขณะเดียวกันก็เรียนรู้วิชาความสามารถและกลยุทธ์ต่างๆ มองดูความเสื่อมโทรมในตระกูลจวงอย่างเย็นชา


เมื่ออายุยี่สิบห้าปี ฟ้าของตระกูลจวงพลันเปลี่ยนสี


เพราะฟ้าเบื้องบนของพวกเขามลายสิ้น ฮ่องเต้เจี้ยนผิงสิ้นพระชนม์ และบุคคลผู้นั้น ซึ่งไม่เคยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อใครนักก็ถูกกำจัดทิ้ง


ตระกูลจวงซึ่งเริ่มต้นด้วยฐานะขันที พอรุ่งเรืองแล้วกลับไม่ได้ใส่ใจอบรมเลี้ยงดูทายาทหรือสร้างสายสัมพันธ์ที่มั่นคงกับตระกูลอื่น ยามฟ้าเบื้องบนพังทลาย ตระกูลจวงจึงราวกับกำแพงที่ใกล้ล้ม ทุกคนล้วนรีบมาผลักคนละเท้าให้ล้มลงโดยเร็ว


และโอกาสของเขาก็มาถึง


ผู้คนต่างมองว่าจวงเฉิงเป็นเพียงคนเหลวไหล แต่หารู้ไม่ว่าคนที่ดื่มเป็น เล่นเป็น และมีหัวคิดไว ย่อมหาหนทางค้าขายได้ไม่ยาก จวงเฉิงเริ่มทำการค้าแต่เยาว์วัย พอถึงยามนี้เขาคว้าโอกาสไว้ได้ทันที วางแผนทีละน้อย ค่อยๆดูดทรัพย์สินของตระกูลจวงจนสิ้น ทำให้ตระกูลจวงจมอยู่ในโคลนตมอันโสมมและเน่าเหม็น


ไก่ป่าบนเขา ต่อให้ปักขนนกหยก ก็ไม่อาจกลายเป็นหงส์ แล้วจะดิ้นรนแย่งชิงไปเพื่อสิ่งใด


บุตรชายขันที ชั่วข้ามคืนกลับไปอยู่ในสภาพย่ำแย่ยิ่งกว่าวันก่อนการปลดปล่อย เพราะแผนของจวงเฉิงหาใช่เพียงแค่ทำให้ล่มจม แต่ยังหมายถึงฆ่าคนด้วย


ความแค้นที่มารดาต้องตาย เขาชำระล้างจนสิ้น


ทว่าตัวเขาเองกลับกลายเป็นคนที่ผู้คนประณามว่า ทรยศต่อวงศ์ตระกูล ไร้ความกตัญญู ไร้คุณธรรม ไร้มนุษยธรรม


ดังนั้นต่อหน้าคนตระกูลจวง เขาตัดผมเฉือนเนื้อ ลอกกระดูกจนโลหิตสาดกระเซ็น ทิ้งครึ่งหนึ่งของเลือดเนื้อในกายไว้เบื้องหลัง


บนแท่นชมวิวของอารามชิงผิงในเมืองหลี ทิวทัศน์เบื้องล่างของหน้าผางดงามดั่งภาพวาด เงียบสงบและเปี่ยมด้วยความลุ่มลึก


หากที่นี่จะเป็นสุสานฝังร่าง ก็คงนับเป็นสถานที่ยุติชีวิตที่เหมาะสมสำหรับชีวิตที่ไม่ได้งดงามของเขา


แต่เพียงก้าวเท้าแรก เขากลับไม่อาจก้าวต่อ เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง


“พี่ชาย หากจะหาที่ตาย ก็จงไปตายไกลๆที่ดินของอารามชิงผิงนี้ หากคิดตายที่นี่ แม้เป็นผีก็ยังต้องโดนข้าตีให้ตายอีกที”


กงปั๋วเฉิงหันกลับไปมอง พบเพียงเด็กน้อยในชุดนักพรตสีคราม ผมมัดเป็นจุก มือถือไก่ป่าตัวหนึ่งแกว่งไปมา ดวงตาคู่นั้นส่องประกายสดใสราวมีชีวิต


หากไก่ป่ามีดวงตาขาวให้กลอกกลับ มันคงเหลือบตามองจนหมดลมหายใจเป็นแน่


กงปั๋วเฉิงอดไม่ได้ เอ่ยขึ้น “ชีวิตไก่สั้นไม่กี่ปี มิสู้ให้…”


“ทางตายหรือ” ฉินหลิวซีคลี่ยิ้มตาหยี “นักพรตน้อยข้าเองกำลังคิดเช่นนี้ ข้าออกไก่ ท่านออกสุรา พวกเรากินข้าวด้วยกันสักมื้อเป็นอย่างไร”


กงปั๋วเฉิงมองขวดน้ำเต้าสุราที่แขวนอยู่บนเอว “…”


เขากำลังจะเอ่ยบางอย่าง เด็กคนนั้นก็เดินขึ้นเขาไปแล้ว เสียงดังมากับสายลม “ชีวิตยังอีกยาวไกล แม้ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า แต่แสงจันทร์ย่อมโผล่ขึ้นมา เรื่องราวในอดีตถูกลบไปแล้ว ไยไม่ลองเริ่มต้นชีวิตใหม่เล่า ลองใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี บ่มสุราสักไห จะปล่อยให้เสียเปล่าได้อย่างไร”


กงปั๋วเฉิงตะลึงงัน เขาเงยหน้ามองทิศตะวันตก เห็นเพียงดวงตะวันลับฟ้า แสงสีทองสดใสแผ่กระจาย และอีกฟากของขอบฟ้า ดวงจันทร์เต็มดวงก็ลอยเด่นขึ้นบนท้องฟ้าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร


เขาคลี่ยิ้มออกมาทันใด คว้าขวดสุราแล้วเดินตามไป


ปีนี้ได้พบกับฉินหลิวซี เขาสามสิบห้า ชีวิตเข้าสู่วัยกลางคน ได้เริ่มต้นบนเส้นทางสายใหม่แล้ว


ตอนพิเศษ 23: เถิงเจา


ข้าชื่อเถิงเจา ก่อนอายุเจ็ดปี ข้ามีชีวิตอยู่ในโลกอันเดียวดาย ข้าไม่เคยชอบคลุกคลีกับผู้ใด ยิ่งไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกเขา เพราะไม่ว่าข้าจะมองผู้ใด ต่างก็เหมือนสวมหน้ากากซ้อนทับกันหลายชั้น ใบหน้าของพวกเขาเสมือนถูกปกปิดด้วยใบหน้าอื่น ข้ามองทะลุผ่านไม่ได้ และไม่อยากมองด้วยซ้ำ ยิ่งจิตใจคนใดโหดร้าย หน้าตาของเขาก็ยิ่งวิปริตน่ากลัว ราวกับปีศาจร้ายในตำนานนิทานที่ถูกบันทึกไว้


สิ่งที่ข้าชื่นชอบคือการอ่านหนังสือ เขียนตัวอักษร และเดินหมาก การทำสิ่งเหล่านี้ทำให้จิตใจข้าสงบ ก่อนอายุเจ็ดปี ผู้ที่อยู่กับข้ามากที่สุดคือท่านอาจารย์ตู้ ท่านเป็นคนดี แต่ในสายตาข้า เขาก็ยังเหมือนสวมหน้ากาก ข้ามองไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงของเขา


ข้ารู้ดีว่าหลายคนเรียกข้าว่าตัวประหลาด ตระกูลดูแคลนข้าว่ามีนิสัยแปลกและโดดเดี่ยว พวกเขาว่าข้าเย็นชา ราวกับคนที่เกิดมาเป็นก้อนหินที่ไม่มีวันอบอุ่นได้


ข้ายอมรับ เพราะสำหรับคนทั้งหลาย ข้าไม่อาจมีความรักหรือความชื่นชมเหมือนที่คนอื่นในตระกูลมีให้กัน แม้ข้าจะมองสีหน้าร่าเริงของพวกเขา ข้ากลับรู้สึกเหมือนกำลังดูนักแสดงละคร


พวกเขาหลีกเลี่ยงข้า และลับหลังข้า พวกเขากล่าวว่าข้าเป็นเพียงตัวน่าสงสาร แต่ข้าไม่ได้ใส่ใจ กลับรู้สึกสบายใจยิ่งกว่า ข้ายินดีที่จะอยู่คนเดียว


ข้าคิดว่าชีวิตนี้ข้าคงต้องอยู่เช่นนี้ตลอดไป จนกระทั่งคนสำคัญที่สุดในชีวิตข้าปรากฏตัว


นางอายุมากกว่าข้าเพียงไม่กี่ปี ดวงตาของนางเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา เมื่อนางมองข้าพร้อมรอยยิ้ม ดวงตาข้ากลับรู้สึกอุ่นร้อน ราวกับสิ่งที่ห่างหายไปนานได้หวนคืนมา


ข้ามองนางอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง นางไม่มีหน้ากากใดๆซ่อนอยู่ มีเพียงตัวตนที่แท้จริง


ข้าคิดว่าในชาติก่อน ข้ากับนางคงเคยพบพานกันมาก่อน ไม่ฉะนั้นใจข้าจะเต้นรัวเช่นนี้ได้อย่างไร


บัดนี้ นางกลับมาอยู่ข้างกายข้าอีกครั้งแล้ว


นางพาข้าไปจากที่นี่


นางกลายเป็นอาจารย์ของข้า มีนามว่า ฉินหลิวซี สมญานามในลัทธิเต๋าว่า ปู้ฉิว ซึ่งแปลว่า ผู้ไม่แสวงหา นางเป็นอาจารย์เต๋าที่ไม่เคยทะเยอทะยาน หากแต่มีเมตตาอันยิ่งใหญ่และยึดมั่นในคุณธรรม


นับแต่นั้นเป็นต้นมา หัวใจของข้าก็อบอุ่นขึ้น ราวกับได้พบที่พักพิง ไม่ได้ล่องลอยไร้ทิศทางอีกต่อไป


วิธีสอนของท่านอาจารย์นั้นเรียบง่าย นางย้ำว่า อาจารย์เพียงนำพาเข้าสู่ประตู แต่การบำเพ็ญเพียรขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง ดังนั้นข้าจึงต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง


แม้จะเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ควรสอน นางไม่ได้ละเลยแม้แต่น้อย


อาจารย์เก่งกาจ และปกป้องลูกศิษย์ ในสายตานาง ไม่มีเกณฑ์ตายตัวสำหรับการแยกแยะสิ่งที่ถูกหรือผิด ขณะเดียวกัน นางยึดมั่นในหลักเหตุและผล ในหมู่ผู้ถือคุณธรรมที่เคร่งครัด นางกลับมีความดุดันและวิปลาสอยู่บ้าง เพราะนางใช้ความชั่วต่อกรกับความชั่ว แม้แต่ดวงวิญญาณอาฆาตหรือปีศาจร้าย


เมื่อเปรียบเทียบ ข้าชื่นชอบอาจารย์ยิ่งกว่า เพราะนางมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างและมีความถูกต้องในแบบของนาง


ภายหลังปีศาจโสมพันปีเอ่ยกับข้าว่า สิ่งนี้เรียกว่าการบูชาอาจารย์อย่างหลับหูหลับตา และเป็นการยึดติดในตัวอาจารย์อย่างนั้นหรือ


ข้าไม่เข้าใจนัก แต่ข้ารู้เพียงว่าสิ่งที่อาจารย์กล่าว ย่อมถูกต้องเสมอ


นางมักกล่าวกับข้าว่าให้ขยันหมั่นเพียร ศึกษาเล่าเรียนให้รวดเร็ว นางนั้นเป็นคนเกียจคร้าน ตอนอายุยังน้อยยังพึ่งพาอาจารย์เลี้ยงดู พอมีศิษย์กลับหวังพึ่งศิษย์เลี้ยงชีพ ทว่าในความเป็นจริง อาจารย์ปู่ อีกทั้งข้า รวมถึงอารามชิงผิง ล้วนอาศัยนางเลี้ยงดู


ข้ารู้สึกสงสารอาจารย์ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้นางผิดหวัง เพราะข้าสัมผัสถึงความเร่งร้อนและอันตรายประหนึ่งหากข้ามีความเกียจคร้านเพียงเล็กน้อยก็จะไม่อาจตามนางทันได้ และต้องเฝ้ามองดูอยู่ไกลๆ หรือรอคอยนางแต่เพียงฝ่ายเดียว ด้วยเหตุนี้ข้าจึงหมั่นเพียรเรียนรู้จนสุดกำลัง


ในเวลาต่อมา ข้าจึงตระหนักว่าความเร่งร้อนนี้ เรียกว่าการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ และลึกลงไปในใจนั้น ยังมีความหวาดกลัวอย่างแรงกล้า


ข้าหวาดกลัวว่าสักวันหนึ่ง นางจะจากข้าไปอย่างแท้จริง


ความหวาดกลัวนี้ ได้กลายเป็นความจริง


วิชาอาคมของข้าถึงขั้นสำเร็จแล้ว ทว่าในศึกปราบเทพ ข้าไม่อาจช่วยเหลือได้มาก เป็นท่านอาจารย์ที่สละชีพเพื่อพิทักษ์สรรพชีวิตในใต้หล้า และนาง ได้สูญหายไปในความว่างเปล่าชั่วนิรันดร์


ข้าโกรธนัก


อาจารย์ที่มักเอ่ยคำว่า ยอมให้ผู้อื่นตายเถิด ข้าขอรอดชีวิต กลับเป็นผู้อุทิศตนในศึกที่ร้ายแรงที่สุด กลายเป็นผู้ที่เสียสละ


นางกลับทอดทิ้งพวกเราทุกคน นางช่างใจร้ายยิ่งนัก


ข้าคุกเข่าอยู่ที่แดนเทพตกสวรรค์สามวันสามคืน ค้นหาเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม แต่กลับไม่พบแม้เพียงเศษเสี้ยววิญญาณของนาง


ใช่แล้ว ศัตรูอย่างซื่อหลัวเก่งกาจปานนั้น แม้แต่สองลัทธิพุทธและเต๋ารวมกันยังไม่อาจต้านทานได้ อาจารย์คงคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่านี่คือด่านแห่งความเป็นความตายที่ไม่อาจข้ามผ่าน ดังนั้นนางจึงใช้ร่างตนเป็นค่ายอาคมเพื่อสังหารศัตรู


ท่านอาจารย์ นางไม่อยู่แล้ว


ความตระหนักรู้นี้ ทำให้ข้าหวาดกลัวและเจ็บปวด ไม่อยากเชื่อ


ท่านอาจารย์ผู้เก่งกาจถึงเพียงนั้น ไฉนจึงจากไปได้เล่า


ข้าสักการะรูปเคารพของนางทั้งกลางวันกลางคืน สวดภาวนาต่อฟ้าทุกวัน ขอให้นางเพียงแต่เดินทางไกล และหวังให้นางกลับมาโดยเร็ว


วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ข้าไม่ได้เกียจคร้านแม้แต่น้อย เพียรฝึกฝนวิชาอาคมจนสำเร็จกลายเป็นปรมาจารย์ที่อายุน้อยที่สุดในใต้หล้า ข้าอยากบอกนางว่า ท่านอาจารย์ ท่านกลับมาได้แล้ว ข้าเติบโตแล้ว ท่านจงใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย จะไปที่ใดก็ได้ จะทำสิ่งใดก็ย่อมได้


ข้ายังคงรอคอย แต่กลับไม่เห็นนางปรากฏตัวขึ้นลูบศีรษะข้าแล้วเอ่ยว่า ศิษย์รักของข้าเก่งนัก และข้า ได้เข้าสู่วัยกลางคนแล้ว


ปีที่อายุสามสิบห้า อาจารย์จากไปได้ยี่สิบปีแล้ว ฮ่องเต้คังผิงซึ่งนางสนับสนุน สิ้นพระชนม์ด้วยอายุขัยที่ถึงกำหนด ข้าไปส่งพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย และรับตัวศิษย์ผู้ถูกกำหนดตามคำทำนายที่นางทำนายให้ข้า


ฮ่องเต้คังผิงทรงสร้างวิหารรำลึกถึงนางเพื่อให้ประชาชนสักการะ พระองค์กล่าวว่า อาจารย์สมควรได้รับการจดจำ แม้ว่านางจะจากไปนานแล้ว พระองค์ก็ไม่ปรารถนาให้ผู้ใดลืมนาง


จะลืมได้อย่างไร


ผู้ที่ระลึกถึงอาจารย์ มีทั้งข้าและฮ่องเต้ รวมถึงอีกมากมายหลายคน เช่น ตระกูลฉิน อวี้ฉังคง สหายในลัทธิพุทธและเต๋า รวมถึงซือเหลิ่งเย่ว์สหายสนิทของอาจารย์ ทุกคนล้วนรอคอยการกลับมาของนาง


หลังจากฉีเชียนจากไป ข้าได้กล่าวคำทักทายกับยมทูตขาวดำ ก่อนจะพาวิญญาณของเขาส่งถึงถนนน้ำพุเหลืองด้วยตนเอง แต่ข้าไม่คาดคิดว่า เขาจะยึดมั่นเช่นนั้น เมื่อเข้าสู่ถนนน้ำพุเหลืองแล้ว เขากลับไม่ยอมไปเกิดใหม่ ยืนกรานที่จะเฝ้ารออยู่เบื้องล่าง


เขาบอกว่า ความตายไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือการไม่ได้เห็นนางกลับมา


นางไม่ควรอยู่ในความว่างเปล่าเช่นนั้น


เมื่อมองดูสีหน้าที่แสนเศร้าสลดของเขา ข้าไม่อาจเอ่ยคำปลอบโยนใดได้ จึงได้แต่บอก อยากรอก็รอเถิด ผู้ยึดครองถนนน้ำพุเหลือง เขาเป็นถึงฮ่องเต้ผู้หนึ่ง ใครจะกล้าว่าอะไรได้


ข้าพาเขาไปยังดินแดนนรกโลกันต์ บอกเขาว่าหากวันใด ไฟนรกในดินแดนนี้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง วันนั้นคือวันที่นางกลับมา


ต่อมาทุกปีในวันที่ท่านอาจารย์จากไป ข้าจะไปเยี่ยมดินแดนนรกโลกันต์ เห็นฉีเชียนยืนอยู่ตรงขอบนรกแห่งนั้น จ้องมองดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่นอกจากความมืดแล้ว ไร้ซึ่งแสงสว่างอื่นใด


ข้ารู้สึกปลื้มปิติในใจแทนท่านอาจารย์ สิ่งที่นางอุทิศตน ไม่ได้ไร้ผลตอบแทน ยังคงมีผู้จดจำนาง และเชื่อมั่นว่านางจะกลับมา


ฉีเชียนเป็นเช่นนั้น และจิ้งจอกตัวหนึ่งที่เฝ้ารออยู่หน้าหลุมศพในแดนเทพตกสวรรค์ก็เป็นเช่นกัน


ข้าเคยคิดว่า ความเชื่อนี้เป็นเพียงสิ่งที่ช่วยพวกเราให้มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ไม่คาดว่า ความเชื่อที่เรียกว่าความเชื่อ ก็เพราะเชื่อมั่นในความหวังและปาฏิหาริย์


ปาฏิหาริย์ของท่านอาจารย์เกิดขึ้น เมื่อข้าพาศิษย์ตัวน้อยที่ทั้งโง่เขลาและอุ้ยอ้ายของข้าไปคารวะหน้าหลุมศพนาง เพื่อบอกนางว่า ข้าได้พบผู้สืบทอดของอารามชิงผิงแล้ว ศิษย์น้อยนี้ได้รับนามเต๋าว่าฉังตู้ หวังว่าเขาจะเป็นเช่นอาจารย์ ช่วยเหลือมนุษย์ ช่วยเหลือวิญญาณ และช่วยเหลือตัวเอง”


ใครจะคาดคิดเล่า เด็กน้อยรูปร่างอ้วนกลมนั้น เพียงแค่หลับไปหน้าหลุมศพ กลับสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของอาจารย์ และกล่าวว่าเห็นท่านอาจารย์ผู้ล่วงลับ


นางกล่าวว่าฉังตู้จะมีอายุยืนยาว


นี่หมายความว่าอย่างไร


หมายความว่า การรอคอยของพวกเรา ไม่ใช่เพียงการรอคอยอันไร้ความหมาย สักวันหนึ่ง คนจากอดีตจะกลับมา


ตอนพิเศษ 24: ศิษย์อาจารย์


ข้ามีนามว่าฉีหมิงอวิ่นเดิมทีข้าเกิดมาเป็นผู้สูงศักดิ์ สืบสายเลือดแห่งราชวงศ์ ทว่าฐานะอันสูงส่งนี้ ข้ากลับดำรงอยู่เพียงห้าปี ก่อนที่ทุกสิ่งจะดับสูญไปในพริบตา


ตั้งแต่วันที่นักพรตเต๋าผู้ซึ่งรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกับคำเล่าลือของเซียนที่มีอิทธิฤทธิ์สูงส่งผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น ข้าก็ได้กลายเป็นเพียงเด็กน้อยในอารามเต๋า ผู้มีฉายานามว่าฉังตู้ ซึ่งมีความหมายว่า ช่วยเหลือมนุษย์ ช่วยเหลือวิญญาณ และช่วยเหลือตนเอง


เมื่ออาจารย์ของข้า ผู้มีนามเต๋าว่าเสวียนอี ปรากฏตัวขึ้น ข้ารู้สึกหวาดหวั่นยิ่งนัก ในใจนั้นร้อนรนคล้ายจะถูกทอดทิ้ง และไม่ผิดคาด เขามาเพื่อนำข้าไป และรับข้าเป็นศิษย์


ข้าไม่เข้าใจ เขามองข้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ เหตุใดจึงต้องฝืนใจรับข้าเป็นศิษย์ด้วย ชัดเจนว่าเขาเห็นข้าเป็นตัวปัญหา


อย่าถามว่าข้ารู้ได้อย่างไร เพราะข้าคือเชื้อพระวงศ์ โดยกำเนิดก็มีความสามารถในการดูท่าทีและอ่านใจผู้อื่นได้ แม้คนอื่นมองว่าข้าโง่เง่าทึ่มทื่อ แต่ในใจข้ากลับแจ่มชัดดุจกระจกใส


ข้าไม่ปรารถนาจะไป แต่เมื่ออาจารย์กล่าวว่า หากข้าไม่ไป จะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงสิบปี ข้าตกใจจนตัวสั่น ใช้นิ้วอวบอ้วนสั้นๆ ที่ซุกอยู่ในแขนเสื้อคำนวณดูอย่างถี่ถ้วนว่าระยะเวลาจนถึงสิบปีนั้นเหลือเพียงใด


ไม่คำนวณไม่รู้ พอคำนวณแล้วกลับตกใจยิ่งนัก


ข้าฉีหมิงอวิ่นเหลือเวลาในโลกนี้อีกเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น


ใจข้าเย็นวูบ รู้สึกสิ้นหวังจนต้องหันไปมองเสด็จปู่ที่นอนบนแท่นบรรทม พระวรกายซูบผอมจนแทบจะดูไม่ได้ ในใจเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาว่า หากข้าตายตอนอายุสิบปี อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนทุกข์จนผอมแห้งเหมือนเสด็จปู่ใช่หรือไม่


ดูเหมือน คนอ้วนอยู่บ้างก็ดีเช่นนี้เอง


ข้าหยิกไขมันนุ่มๆบนร่างกายตนเอง พลางถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย


ชีวิตอยู่ได้ ใครเล่าปรารถนาความตาย


ข้าส่งสายตาเว้าวอนต่อเสด็จปู่เพื่อขอคำแนะนำว่าควรทำเช่นไร เสด็จปู่กลับบอกให้ข้าไป และบอกข้าเป็นผู้มีบุญวาสนาล้ำลึก ถึงได้พบอาจารย์เช่นนี้ ข้างุนงงอยู่บ้าง


หากข้ามีบุญวาสนา เหตุใดจึงกลายเป็นเด็กอ้วนเตี้ยที่วิ่งยังไม่ไหว ต้องแบกหม้อยาไปมา มารดาสิ้นไป บิดาก็ไม่ใส่ใจ หากไม่ใช่เพราะเสด็จปู่โปรดปราน ข้าเกรงว่าคงไม่รอดชีวิตมาได้


หากเสด็จปู่บอกให้ไป ข้าก็ต้องไป เพราะในราชวงศ์นี้ เสด็จปู่คือผู้ใหญ่ที่สุด และเป็นบุคคลที่ข้าเชื่อถือที่สุด


ดังนั้น ข้าจึงคุกเข่าคารวะและกราบอาจารย์เป็นศิษย์ต่อหน้าเสด็จปู่ ตั้งแต่นั้น ชื่อฉีหมิงอวิ่นก็มลายหายไป มีเพียงนักพรตเต๋าฉังตู้ ศิษย์ผู้สืบทอดสายตรงรุ่นที่หกแห่งอารามชิงผิง


เสด็จปู่ตรัสว่า เมื่อข้าเข้าสู่ลัทธิเต๋าแล้ว ข้าก็ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์อีกต่อไป สำหรับราชวงศ์ ข้าต้องถือเสมือนว่าไม่เคยเกี่ยวข้อง ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่ฟัง ไม่มอง และไม่สนใจใดๆ


ดังนั้น หลังเสด็จปู่สวรรคต ข้าก็ ‘ตาย’ ตามไปเช่นกัน ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ คือนักพรตเต๋าฉังตู้


ข้าร้องไห้สะอึกสะอื้นต่อหน้าหีบพระศพของเสด็จปู่ แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ไม่มีผู้ใดมองเห็นข้า หรือแม้กระทั่งมองเห็นอาจารย์ของข้า


นี่คือวิชาบังตา อาจารย์ของข้ากล่าวว่า หากข้าเรียนรู้วิชาทั้งห้าของลัทธิเต๋าได้ดี วิชาเล็กๆเช่นนี้ ข้าก็สามารถใช้ได้ทุกเมื่อ


แต่สิ่งที่ข้าคิดคือ หากข้าใช้วิชานี้ หมายความว่า หากข้าเปลือยกาย จะไม่มีผู้ใดมองเห็นข้าอย่างนั้นหรือ


ภาพนั้นดูช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก


ข้าจึงเอ่ยคำออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด ใบหน้าของอาจารย์ข้าดูดำคล้ำยิ่งกว่าก้นหม้อเสียอีก เขายิ่งแสดงท่าทีรังเกียจข้าชัดเจนขึ้นอีก


หลังจากที่เสด็จปู่เสด็จสวรรคต ข้าก็ ‘สิ้น’ ตามไปด้วย ติดตามอาจารย์ของข้าก้าวออกจากเมืองหลวง เส้นทางอันเป็นที่กำเนิดและหล่อเลี้ยงชีวิตของข้า เพียงก้าวผ่านประตูเมือง ข้าก็ล้มลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง


ข้าดูทุลักทุเลอย่างถึงที่สุด แม้แต่เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นยืนก็หาไม่ สายตาพร่ามัว จนภาพเบื้องหน้าดับมืดลง ข้าเงยหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อย เห็นอาจารย์ยืนขมวดคิ้วอยู่ตรงหน้า เงาร่างของเขาบดบังแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเหนือศีรษะข้า


ความรังเกียจที่เขามีต่อข้าไม่ปิดบังเลยสักนิด


ข้ารู้สึกหมดสิ้นหนทางอย่างแท้จริง


“ยังจะลุกไหวหรือไม่”


ข้าไม่เอ่ยวาจา ตัดสินใจนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นแสร้งทำเป็นตาย เพราะรู้สึกได้ว่าบนฝ่าเท้าน้อยๆของข้าเต็มไปด้วยแผลพุพอง ยามนี้แม้แต่ก้าวเพียงครึ่งก็ไม่อาจไหว


ข้าได้ยินเสียงถอนหายใจหนึ่งครั้ง พร้อมกับเสียงพึมพำเบาๆ ซึ่งข้ากลับได้ยินชัดเจน


“อาจารย์ของข้าไม่เคยสอนวิธีเลี้ยงศิษย์ให้ข้าเลย ช่างน่ารำคาญยิ่งนัก”


คนวัยสามสิบกว่าแล้ว เลี้ยงเด็กยังไม่เป็นอีกหรือ


ต่อมา ข้าถึงได้เข้าใจ เขาเลี้ยงข้าแบบตามบุญตามกรรมอย่างแท้จริง อาจารย์บอกว่าตัวเขาเองก็เติบโตขึ้นมาเช่นนี้


แท้จริงแล้ว นี่คือการสืบทอดกันมา มีอาจารย์เช่นใดก็ย่อมมีศิษย์เช่นนั้น เช่นนั้นตัวข้าในภายภาคหน้าจะกลายเป็นเหมือนเขาด้วยหรือไม่


รู้ไปเสียทุกสิ่ง แต่สิ่งเดียวที่ทำไม่เป็นคือการเลี้ยงเด็กอย่างนั้นหรือ


อาจารย์แบกข้าขึ้นหลัง พาข้าเดินทางออกจากเมืองหลวง ดำเนินไปตามวิถีแห่งเต๋า เส้นทางนั้นก็คือ เต๋าอันยิ่งใหญ่


ข้าติดตามอาจารย์ เดินเท้าจากแดนเหนือจรดใต้ ทนหิวทนหนาวอยู่ใต้ฟ้าคืนหมอก วัดแผ่นดินด้วยสองเท้า มองดูโลกหล้าด้วยสองตา ชมทั้งภาพผู้คนในสังคมและเหล่าภูตผีในดินแดนวิญญาณ


อาจารย์เคยกล่าวว่า ดวงชะตาวันเกิดของข้าแปลกประหลาดยิ่งนัก มักดึงดูดสิ่งอัปมงคลให้จ้องเล่นงาน หากในวังหลวงยังมีพลังมังกรคุ้มครอง เมื่อออกจากเมืองหลวงแล้ว ข้าย่อมหมดสิ้นซึ่งการคุ้มครอง กล่าวได้ว่า ตลอดเส้นทางนี้ จำนวนภูตผีที่ข้าพบนั้นมากกว่าผู้คนเสียอีก


ครั้งแรกที่ข้าเห็นผี มันคือผีตายอดตายอยากตัวหนึ่ง ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก มันจ้องข้าผู้เต็มไปด้วยไขมันด้วยสายตาเหมือนอยากฉีกเนื้อข้าออกกลืนกิน ท่าทางของมันช่างน่าสยดสยอง ข้าจำได้ไม่รู้ลืมจนวันตาย


ขณะมันพุ่งมาหาข้า แสงสีทองจากตัวข้าสาดประกายฟาดใส่มัน ตามด้วยเสียงกรีดร้องสุดท้ายก่อนจะมลายสิ้นเป็นผุยผง


ข้ามองภาพนั้นตาค้างด้วยความตะลึงงัน


อาจารย์ของข้าผู้กำลังนั่งสมาธิ เปิดตาขึ้นมองไปยังที่ที่ผีตายอดตายอยากหายไป เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ศิษย์ของข้า มีข้าคุ้มครองอยู่ ผู้ใดแตะต้อง ผู้นั้นตาย”


คำกล่าวนั้น เหมือนเขากล่าวกับผีตายอดตายอยากตัวนั้น หรือบางทีอาจกล่าวให้เหล่าผีวิญญาณพเนจรรอบข้างฟังด้วย ทันใดนั้น ข้ารู้สึกถึงอากาศรอบตัว ความเย็นเยียบจากพลังอัปมงคลทั้งปวงเลือนหายไป


หัวใจของข้าสะท้านอย่างแรง เปี่ยมด้วยความยินดีปรีดา ซาบซึ้งจับใจ แต่ก็มีความขมขื่นปะปน


เกรงว่าแม้แต่เสด็จปู่ ก็ยังไม่เคยกล่าวอย่างองอาจว่า ข้าคือผู้ที่เขาปกป้อง


ทว่าอาจารย์ผู้นี้ เขากลับเอ่ยเช่นนั้น


ในยามนั้นสายลมเย็นโชยพัดมา กลิ่นประหลาดยากจะบรรยายลอยเข้าจมูก ข้ารู้สึกเย็นวูบใต้หว่างขา


อาจารย์แค่นเสียงหึหนึ่งครั้ง จ้องมองข้าด้วยสายตาคมกริบ “เสื้อผ้า เจ้าไปซักเอง”


ข้าชะงักไปครู่หนึ่ง พลันก้มตามสายตาของเขา ใบหน้าข้าก็ร้อนผ่าวดังตับหมูสุก


ข้าตกใจถึงกับปัสสาวะรดตนเอง


ข้าอับอายเสียจนอยากมุดดินหนีให้พ้นจากโลกนี้


อาจารย์ยังเอ่ยต่อ “อาจารย์สามารถปกป้องเจ้าได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่อาจปกป้องเจ้าไปตลอดชีวิต อาจารย์เองก็ไม่อาจติดตามเจ้าไปทุกที่ พึ่งพาผู้อื่นย่อมไม่เท่าพึ่งพาตนเอง เจ้าจำต้องเรียนรู้วิชาทางเต๋าให้ดี เพื่อให้มีพลังปกป้องตัวเอง มิฉะนั้น ด้วยสภาพร่างกายเช่นนี้ ถูกผีปีศาจรุมฉีกกิน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”


ข้าฟังแล้วเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง


อาจารย์จึงเอ่ยเสริม “หากไม่ตั้งใจเรียน ก็ต้องถูกข้าลงโทษ”


ข้าลอบมองหมัดที่เขากำไว้แน่นด้วยความหวาดกลัว เกรงว่าเขาจะต่อยข้าจริงๆ จึงรีบพยักหน้าเออออตามคำ


นี่คือโลกที่ข้าจะต้องเผชิญในวันหน้า มีทั้งผู้คน ทั้งวิญญาณ ทั้งอสุรกาย แรกเริ่มข้าหวาดกลัวผีจนไม่อาจหลับตาลง กลัวพวกมันเข้าสิง กลืนกินจิตวิญญาณของข้า แต่พอนานไป ข้าก็เริ่มชินชา แล้วจึงตระหนักได้ว่า บางครั้งมนุษย์ยังน่ากลัวกว่าผีเสียอีก


หลายครั้งวิญญาณไม่เคยทำร้ายข้าแม้แต่น้อย แต่ผู้คนกลับทำร้ายข้าจนร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล เช่นคราวหนึ่งที่ข้าทำหน้าที่พยากรณ์และรักษาโรค เพียงเพราะกล่าวคำสัตย์จริงไป พวกเขาก็ลงมือทำร้ายข้า หวังหลีกเลี่ยงค่ารักษาและค่าพยากรณ์


ตระหนี่ถี่เหนียวนัก กระทั่งเงินค่าพยากรณ์เพียงน้อยนิดยังไม่อยากจ่าย ข้าจึงจำต้องทำการลิขิตเปลี่ยนชะตาเสียใหม่ พยากรณ์ให้พวกเขาพบแต่ความยากจนในบัดดล


โลกมนุษย์ เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา แต่ข้า เป็นดั่งปลาได้น้ำ


ตอนพิเศษ 25: อวี้ฉังคง


อวี้ฉังคงฝันยาวนานในห้วงนิทรา ในความฝันนั้น เพื่อชำระแค้นให้บิดามารดา เขาได้ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ฆ่าล้างตระกูล ทรยศบรรพบุรุษ ผลักดันให้ตระกูลอวี้ตกสู่ห้วงอเวจี จากนั้นในโลกนี้ก็ไม่หลงเหลือตระกูลอวี้ผู้ซ่อนซึ่งมีชื่อเสียงในการสั่งสอนฮ่องเต้อีกต่อไป


เขากลายเป็นคนบาปบนโลก ผู้ถูกชาวโลกประณาม ไร้ซึ่งญาติพี่น้องยอมรับ กลายเป็นตัวตนดุจปีศาจ นับแต่นั้นชื่อเสียงของอวี้ฉังคง คุณชายผู้มีปัญญาเลิศล้ำ ก็ถูกกลบด้วยความชั่วร้ายของบุตรผู้เนรคุณทำลายวงศ์ตระกูล


ในโลกนี้มีบุตรชั่วปัญญาเลิศ ก็สามารถสร้างความปั่นป่วนให้ใต้หล้าได้


ผู้คนเกรงกลัวเขา รังเกียจเขา และดูถูกเขา


แม้แต่ราชวงศ์ยังอยากใช้ประโยชน์จากเขา แต่ก็แฝงด้วยความระแวง คิดจะหักปีกของเขา ผูกมัดเขาไว้ ใช้เพียงปัญญาของเขา


นี่คือจิตใจมนุษย์ คิดแต่ผลประโยชน์ น่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก


เช่นนั้นกลับไปเสียดีกว่า


เขากระโจนจากหน้าผา สู่ห้วงเมฆา สายลมหวีดหวิวผ่านหู เสียงหนึ่งแว่วมา ความคิดเดียวสู่สวรรค์ ความคิดเดียวสู่ขุมนรก


อวี้ฉังคงลืมตาขึ้นมา นั่งตัวตรงช้าๆ แววตาเริ่มแจ่มชัดขึ้น


ฝันของจวงโจวแปลงเป็นผีเสื้อ ไม่ว่าชาติใดจะเป็นจริง ชีวิตของเขาตอนนี้ แตกต่างจากในฝันโดยสิ้นเชิง


อวี้ฉังคง ตระกูลอวี้ผู้สูงศักดิ์ มีชื่อเสียงตั้งแต่เยาว์วัย ปัญญาล้ำเลิศ ความรู้กว้างขวาง ผ่านรัชสมัยถึงสามยุค ทั้งชีวิตไม่ได้สมรส อายุถึงแปดสิบปี ทว่าอบรมศิษย์ทั่วหล้า ได้รับการยกย่องว่าเป็นบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่ของโลก


“ถึงเวลาของข้าแล้วใช่หรือไม่” อวี้ฉังคงเอ่ยพร้อมมองไปยังอากาศเบื้องหน้าที่ปรากฏร่างของไป๋อู๋ฉังผู้สวมหมวกขาว


นี่คือเจ้าหน้าที่แห่งยมโลก


หลายปีมานี้ แม้เขาจะบำเพ็ญตนทางเต๋า ทว่าไม่อาจบรรลุถึงความเป็นอมตะ เถิงเจาบอกว่าเขาได้บรรลุทางเต๋า เปี่ยมไปด้วยบุญกุศล เพราะเหล่านักเรียนที่เขาได้สั่งสอน ทำคุณประโยชน์แก่โลกนี้มากมาย ดังนั้นจึงสำเร็จในเต๋าแล้ว


แต่อวี้ฉังคงยังเสียดาย ไม่ใช่เขากลัวความตาย เพียงแต่รู้สึกเสียดาย เขายังไม่ได้เห็นสหายเก่ากลับคืนมา


ไป๋อู๋ฉังพยักหน้าเบาๆ “ข้ามาดูแลท่านอาจารย์ด้วยตัวเอง”


อวี้ฉังคงเผยรอยยิ้มขมขื่น ยังไม่ทันถอนหายใจ พลันต้องตกใจ รู้สึกราวกับกำลังฝัน


“เหล่าไป๋ ไม่จำเป็นแล้ว”


ไป๋อู๋ฉังมองไปยังทิศทางที่เสียงมา รู้สึกอ่อนใจ ยกมือประสานไปทางนาง


รู้ดีว่าคนผู้นี้ไม่มีทางมาสาย เฮ้อ เขาพนันกับเหล่าเฮยครั้งนี้ แพ้อีกแล้ว


“เซียนจวิน” ไป๋อู๋ฉังเอ่ยอย่างลั่งเล “อายุขัยของอาจารย์ฉังคงสิ้นสุดลงแล้ว ท่าน…”


“ไม่ต้องกังวล ข้าไม่ยุ่งเกี่ยวกับอายุขัยของเขา การฝืนลิขิตสวรรค์นั้นไม่มีประโยชน์ อายุปูนนี้แล้ว จะอยู่ต่อจนเป็นคนแก่ชราก็ไม่เห็นสำคัญอะไร หากเพียงเพื่อสนทนากับสหายเก่าอีกเล็กน้อย ยมโลกจะขวางข้าไม่ให้ไปเป็นแขกเลยหรืออย่างไร” ฉินหลิวซีคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้มเหลือบมองไป๋อู๋ฉัง


ไป๋อู๋ฉังลอบคิดในใจ ผู้ใดจะกล้าขวางท่าน ไม่กลัวท่านรื้อยมโลกหรือ


“ท่านเอ่ยล้อเล่นแล้ว ยมโลกสำหรับท่าน เดิมทีก็เป็นเหมือนบ้านมารดา มาได้ตามสบาย” ไป๋อู๋ฉังเอ่ยพร้อมหัวเราะ


ฉินหลิวซีโบกมือ “ข้าจะไปส่งฉังคงไปยังถนนน้ำพุเหลืองด้วยตนเอง เจ้ากลับไปเถิด”


ไป๋อู๋ฉังส่งเสียง อ้อ คารวะให้พวกเขา จากนั้นหายตัวไปในชั่วพริบตา


เขาเองก็ไม่กลัวว่าฉินหลิวซีจะล้อเล่นกับเขา หากนางต้องการจะรั้งอวี้ฉังคงไว้ ความจริงถึงนางจะยื้อเอาไว้ พวกเขาก็ไม่อาจทำอะไรได้ เขามีบุญติดตัวมากมาย ผู้ใดจะกล้าสู้กับนาง


ฉินหลิวซีจึงหันมาหาอวี้ฉังคง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฉังคง ไม่ได้พบกันเสียนาน”


ดวงตาของอวี้ฉังคงแดงเรื่อขึ้น “ไม่ได้พบกันนาน ยินดีต้อนรับกลับมา”


ที่แท้ผู้มีมหากุศล ย่อมมีบุญหนุนส่ง เขาสั่งสอนลูกศิษย์หลายปีมานี้ ส่วนหนึ่งเพื่อสะสมพลังจิตศรัทธาของเหล่าบัณฑิต แต่ก็สร้างผู้มีความรู้ความสามารถแก่แผ่นดินมากมาย เขามีคุณความชอบ และความดีความชอบนี้ กลายเป็นบุญหนุนนำ ทำให้ก่อนที่เขาจะจากไป ยังได้เจอกับสหายเก่าอีกครั้ง


นางบอกว่า จะมาส่งเขาลงถนนน้ำพุเหลืองด้วยตนเอง


อวี้ฉังคงจ้องมองเครื่องแต่งกายของตน เอ่ย “ท่านรอข้าแต่งตัวก่อน”


เมื่อมาเปล่าเปลือย เมื่อไปก็ต้องไปอย่างงามสง่า


อวี้ฉังคงสั่นกระดิ่งเรียกบ่าวรับใช้มาแต่งตัวให้


บ่าวรับใช้มีสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ชุดเฮ่ออีคือชุดที่เตรียมไว้ให้ท่านอาจารย์ในยามจากลา เตรียมเอาไว้นานแล้ว น้ำเสียงเขาแหบพร่า “ท่านอาจารย์…”


“อย่าได้ส่งเสียงดังไป นำมาเถิด แล้วเตรียมสุราอาหาร ข้าจะดื่มกับคนคุ้นเคยก่อนจาก” อวี้ฉังคงยิ้มด้วยใบหน้าอิ่มเอม ดวงตาแฝงด้วยความสงบใจ


บ่าวรับใช้ไม่กล้าขัด รีบเป่าปากเรียกคนมาช่วยจัดเตรียมสุราอาหาร จากนั้นก็นำชุดเฮ่ออีมาให้ เมื่ออวี้ฉังคงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสร็จแล้ว จากนั้นจึงพยุงเขาไปยังห้องโถงรับรอง


ที่นั่น มีแขกโฉมงามสองคนยืนอยู่ เขามองไปยังสตรีชุดสีคราม พลันตื่นตกใจ นี่ไม่ใช่รูปสลักหยกที่อาจารย์ไหว้บูชาอยู่ทุกวันหรือ


เซียนจวินผู้อยู่ในตำนานออกมาจากรูปสลักหยกหรือ


ฉินหลิวซีเดินมา ประคองมืออวี้ฉังคงด้วยตัวเอง ประคองเขาเดินมายังเก้าอี้ หยิบผ้าห่มบางมาคลุมเข่าให้เขา


เฟิงซิวที่อยู่ด้านข้างมอง เบ้ปาก อิจฉาอยู่ในใจ รู้สึกราวกับดื่มสุรารสเปรี้ยวที่หมักไว้หลายปี แต่เห็นแก่อวี้ฉังคงที่ใกล้ตาย ช่างเถิด เขาสมควรได้รับ


อวี้ฉังคงเองรู้สึกละอายใจ หัวเราะเบาๆ “ข้าแก่แล้ว ใช่หรือไม่”


“อืม” ฉินหลิวซีพยักหน้า เอ่ย “แต่แม้จะแก่ เจ้ายังเป็นคุณชายผู้สง่างามในใจข้าเสมอ”


อวี้ฉังคงรำลึกถึงอดีต ยิ้มอย่างอบอุ่น นางเป็นคนชื่นชมความงาม และร่างนี้ของตนก็ตรงกับรสนิยมนางพอดี ช่างดีเหลือเกิน


บ่าวรับใช้จัดเตรียมสุราอาหารไว้พร้อม สุราเหลืองอุ่นๆ เติมให้แขกที่นั่งอยู่จนเต็มจอก


อวี้ฉังคงยกสุราขึ้น เอ่ยกับฉินหลิวซี “แม้ท่านจะกลับมาช้า แต่ต้องเอ่ยสักหน่อย ขอบคุณ อีกทั้ง ยินดีต้อนรับ ข้าขอดื่มคารวะก่อน”


ขอบคุณเจ้าแล้ว ข้าเคยคิดว่าหลังจากสิบปีไปจนตายข้าจะจมอยู่กับความมืด แต่เจ้าทำให้ข้ากลับมามองเห็นสีสันของโลกนี้อีกครั้ง ขอบคุณเจ้าที่ช่วยไขความจริงเรื่องการตายของบิดามารดาข้า ทำให้หัวใจที่บอบช้ำของข้า ได้เห็นว่าโลกใบนี้แท้จริงแล้วยังคงสวยงาม


ขอบคุณเจ้า ที่หวนกลับมา


สุราหยดหนึ่งที่ปนเปื้อนด้วยหยาดน้ำตาแห่งความปลื้มปีติถูกเขากลืนลงไป ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับเปี่ยมสุขยิ่งกว่าครั้งใด


เมื่อครั้งถือกำเนิด บิดามารดาต้อนรับด้วยความชื่นชมยินดี ก่อนจากโลกนี้ มิตรแท้ส่งถึงที่ เขาช่างมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบไร้สิ่งใดขาด


ฉินหลิวซียกจอกเหล้าขึ้นดื่มจนหมด เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเองต้องขอบคุณเจ้าเช่นกัน ขอบคุณที่รักษาสัญญา และขอบคุณที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจ้าได้ช่วยข้าสะสมพลังศรัทธาจากจิตปรารถนา ข้าจึงสามารถกลับมายังโลกมนุษย์นี้ได้อีกครั้ง ซึ่งล้วนมีส่วนจากพวกเจ้า”


“สลายแล้ว แท่นค่ายอาคมนั้น เดิมข้าใช้ตนเองสร้างศูนย์กลางค่าย สุดท้ายใช้ดวงวิญญาณเซ่นบูชา ตายไปพร้อมกับซื่อหลัว เพื่อปกป้องผู้คนไม่ให้พินาศ นั่นเป็นสิ่งที่ไม่อาจเก็บไว้ มิเช่นนั้นสวรรค์จะไม่รับการเซ่นบูชาของข้า” ฉินหลิวซีเอ่ย “ตอนเซ่นบูชา ข้าเซ่นบูชาจนหมดสิ้น แต่ก็เพียงในโลกนี้เท่านั้น”


เฟิงซิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “ท่านมีแผนสำรองไว้ใช่หรือไม่”


“ไม่ใช่แผนสำรอง แต่เป็นเพียงโอกาสรอดเล็กน้อยที่สวรรค์ลิขิตไว้ให้” ฉินหลิวซีชี้ขึ้นไปบนฟ้า เอ่ย “เจ้าจำได้หรือไม่ ดินแดนแห่งความว่างเปล่าที่ไม่อยู่ในอาณัติสามภพ ข้าเคยพาผีสาวพันปีผู้หนึ่งนามหยวนอิงออกมา ต่อมาข้าพบว่าโลกเบื้องล่างเกิดความเข้าใจผิด จึงส่งนางไปยังอีกภพหนึ่ง ข้าได้ฝากเสี้ยวหนึ่งของวิญญาณไว้กับนาง”


“แล้วตลอดห้าสิบปีนั้น ท่านเพิกเฉยต่อความเป็นความตายของพวกเราเพียงเพื่อไปเสวยสุขอยู่ที่นั่นอย่างนั้นหรือ ว่ามาสิ ข้าจะรินสุราให้ท่านดื่มจนหนำใจ” เฟิงซิวรินสุราใส่จอกจนเต็ม ก่อนกระแทกเสียงอย่างไม่พอใจ


[1] ชุดที่มีความสง่างาม


ตอนพิเศษ 26: ห้าสิบปีนั้น…


ห้าสิบปีแห่งการเสวยสุขหรือ


ฉินหลิวซีก้มหน้าลิ้มรสสุราสีอำพันจิบหนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาความหมาย เอ่ย “พวกเจ้าคงไม่คิดว่าเสี้ยวหนึ่งของวิญญาณที่ฝากไว้ จะเป็นทั้งหมดใช่หรือไม่”


คิ้วของเฟิงซิวกระตุกเล็กน้อย


“นั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งจิตวิญญาณ เป็นเพียงอารมณ์นึกคิดแห่งวิญญาณ ไม่อาจเรียกได้ว่าเศษวิญญาณด้วยซ้ำ การจะหล่อหลอมให้มันกลายเป็นวิญญาณสมบูรณ์ พลังแห่งบุญกุศลและพลังศรัทธาที่ต้องใช้ ย่อมไม่ต่างจากการบ่มเพาะเศษวิญญาณ” ฉินหลิวซีทอดถอนใจเอ่ยต่อ “เศษเสี้ยวแห่งจิตวิญญาณของข้าเพียงแค่เกาะอยู่ในศูนย์กลางจิตวิญญาณของหยวนอิง ไม่อาจเป็นดวงจิตคู่ร่วมร่างได้ด้วยซ้ำ”


ไม่เพียงแต่เฟิงซิว แม้แต่อวี้ฉังคงซึ่งเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อหลายปีมานี้เริ่มศึกษาทางเต๋า ก็เข้าใจความหมายในสิ่งที่นางเอ่ย


เศษจิตของนางในศูนย์กลางจิตวิญญาณของหยวนอิง นับเป็นภัยอันยิ่งใหญ่ หากหยวนอิงเป็นคนชั่วร้ายก็สามารถกลืนกินเศษจิตนั้นจนสูญสิ้น ได้สิ้นสลายไปอย่างแท้จริง เช่นนั้นคงไม่เหลืออะไรแล้วจริงๆ


ฉินหลิวซีเอง แม้อยู่ในศูนย์กลางจิตวิญญาณของหยวนอิง ก็อาศัยความแข็งแกร่งของหยวนอิงและพลังศรัทธาบุญกุศลเป็นอาหาร หล่อเลี้ยงเศษจิตของตนจนค่อยๆฟื้นกลับเป็นดวงวิญญาณ


ทว่าการหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณจากเสี้ยวความคิดนี้ไม่ใช่การรวมเศษวิญญาณที่กระจัดกระจาย ความยากลำบากย่อมสูงกว่าหลายเท่า ต้องอาศัยบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ได้รับการยอมรับจากฟ้าดิน จึงจะสามารถหล่อหลอมวิญญาณขึ้นมาใหม่ และค่อยๆแยกจากศูนย์กลางจิตวิญญาณของหยวนอิง กลับคืนสู่โลกมนุษย์ทีละก้าว


ห้าสิบปี ช่างนับเป็นเวลาที่รวดเร็วเหลือเกิน เพราะนอกจากจะได้รับการหล่อเลี้ยงจากหยวนอิง อีกด้านหนึ่งก็ยังมีพลังศรัทธาคอยเกื้อหนุนอยู่ นางจึงสามารถหล่อหลอมวิญญาณและจุดไฟแห่งชีวิตใหม่ขึ้นมา


เมื่อไฟแห่งชีวิตนั้นคือนาง ไฟวิญญาณย่อมสว่างเจิดจ้า นางจึงปรากฏตัวในโลกนี้อีกครั้ง


แต่หากฉินหลิวซีเป็นคนชั่วร้าย นางก็สามารถหวังในจิตวิญญาณของหยวนอิงและร่างเนื้อที่นางอาศัยอยู่ เพียงแค่ค่อยๆหลอกล่อและกัดกินไปทีละน้อยก็ได้แล้ว


ทว่านางไม่ได้ทำ


หยวนอิงเองก็ไม่


นางร่วมมือกับหยวนอิงอยู่เช่นนั้น นางยืมศูนย์กลางจิตวิญญาณของหยวนอิงเพื่อหล่อหลอมวิญญาณ และยืมจิตวิญญาณของหยวนอิงเพื่อทำความดี สร้างบุญกุศลร่วมกัน


เมื่อฉินหลิวซีกลับคืนมา หยวนอิงก็สามารถบรรลุเป็นเซียนผี ผู้มีฐานะเป็นเทพ


ดังนั้นจะเอ่ยว่าเวลาห้าสิบปีนั้นเป็นความเสวยสุข หรือจะเอ่ยว่านางกำลังฝ่าฟันเคราะห์กรรมในโลกมนุษย์ก็ไม่ผิด


ช่างยากลำบากเหลือเกิน


“โลกนั้นเป็นเช่นไรหรือ” เฟิงซิวนิ่งไปพักใหญ่ก่อนจะเอ่ยถาม


เขาไม่อยากถามนัก เพราะพอคาดเดาได้แล้วบางส่วน การใช้บุญกุศลเป็นพลังหล่อเลี้ยง หล่อหลอมวิญญาณจากความคิด ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ง่ายดาย นางถึงกับต้องประหยัดพลังวิญญาณไว้ให้มั่นคง เพื่อรอเวลาหล่อหลอมดวงวิญญาณ นอกจากนั้นหากหยวนอิงโลภแม้เพียงเล็กน้อย นางย่อมไม่มีทางได้กลับมา


นี่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่


เป็นดั่งการใช้ร่างกายตนเองเป็นศูนย์กลางค่ายอาคม อนาคตที่ไม่อาจคาดเดา ชนะกลับมาพร้อมรอยยิ้ม หากแพ้ก็คงไม่มีวันนี้ให้เอ่ยถึงอีกต่อไป


แต่ชัยชนะก็คือชัยชนะ ทว่าหนทางนั้นเต็มไปด้วยขวากหนามแหลมคม และนางก็ทุ่มเทสุดกำลัง เพื่อปีนป่ายกลับคืนมา เช่นเดียวกับที่นางเคยทุ่มทุกสิ่งเพื่อกำจัดซื่อหลัวให้สิ้นซาก


ชั่วขณะนั้น เฟิงซิวและอวี้ฉังคงต่างรู้สึกอึดอัดในใจ


การกลับมาของนางย่อมเป็นเหตุให้ยินดี ทว่าพอครุ่นคิดถึงความทุกข์ยากที่นางต้องเผชิญ ก็อดไม่ได้ที่จะเกิดโทสะจนอยากท้าทายฟ้าดิน ถามว่าทำไมต้องทำถึงเพียงนี้


ทว่านี่ไม่ใช่หนทางแห่งการบำเพ็ญหรือ


ไม่มีหนทางแห่งการบำเพ็ญใดที่จะราบรื่นดั่งล่องเรือในทะเลสงบ ทุกสิ่งที่พบพานและใคร่ครวญล้วนหลอมรวมเป็นวิถีของตน


ฉินหลิวซียิ้มบาง “อย่าได้ทำสีหน้าเช่นนั้น ข้าไม่ใช่กลับมาแล้วหรือ แม้จะช้า แต่ก็ยังมา ควรดื่มฉลองสิ”


นางรินเหล้าเติมให้ทั้งสองจนเต็มจอก จากนั้นจึงยกดื่มก่อนเป็นคนแรก จากนั้นสาดเหล้าขึ้นฟ้า ดีดพลังออกไป เอ่ย “นั่นเป็นโลกอย่างไร พวกเจ้าดู…”


ทั้งสองมองตามไปพร้อมกัน คาถาสำแดง เหล้าราวกับกลายเป็นกระจกน้ำสะท้อนให้เห็นความทรงจำของนาง


นั่นคือโลกหลังยุคก่อตั้งประเทศที่ไม่อนุญาตให้สัตว์กลายเป็นปีศาจ เทคโนโลยีก้าวไกล ตึกสูงเสียดฟ้าผุดขึ้นจากพื้นดิน อาวุธล้ำสมัย เครื่องแต่งกายประหลาด ผู้คนไปมาสะดวก ราวกับต่างโลกโดยสิ้นเชิง อีกทั้งพลังปราณในที่แห่งนั้นยังเบาบางยิ่งนัก การบำเพ็ญเป็นสิ่งยากแสนยาก


สำคัญที่สุดคือ ในโลกนั้น นรกภูมิกลับล่มสลาย ไร้ซึ่งระบบที่สมบูรณ์ มีเพียงความพินาศอันเลวร้าย เป็นเหตุให้ผู้ตายจากไม่อาจเวียนว่ายตายเกิดได้ ดวงวิญญาณไร้ที่ไป ได้แต่วนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์


ส่วนหยวนอิงซึ่งเป็นบุตรีของผู้ดูแลศาลเทพเจ้าประจำเมือง จำต้องรับภารกิจสำคัญในยามคับขัน กลายเป็นเทพเจ้าประจำเมืองที่ยังมีลมหายใจในโลกนั้น สร้างนรกภูมิขึ้นใหม่และส่งดวงวิญญาณเข้าสู่วัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิด


ในเวลากลางวัน นางคือบุตรีผู้ดูแลศาลเทพเจ้า เพื่อศาลเทพเจ้าประจำเมืองที่แทบไร้ผู้กราบไหว้ นางใช้สิ่งที่เรียกว่าถ่ายทอดสด ทำนายดวงและหลอกลวงผู้คนเพื่อหาทางอยู่รอด


แต่เมื่อถึงยามค่ำคืน นางคือเทพเจ้าประจำเมือง ผู้ส่งดวงวิญญาณและนำพาผีร้ายวุ่นวายให้สยบอยู่ใต้มือ งานล้นมือนับไม่ถ้วน


ด้วยเหตุนี้เอง ศาลเทพเจ้าประจำเมืองจึงเริ่มมีผู้กราบไหว้คึกคักขึ้นมา เมื่อมีการบูชาก็มีแรงศรัทธา หยวนอิงได้รับแรงศรัทธานั้นหล่อเลี้ยง และจิตวิญญาณที่อยู่ในตัวนางซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฉินหลิวซีก็พลันได้รับการฟื้นฟู สามารถสื่อสารกับหยวนอิงได้ตามปกติ แต่นั่นใช้เวลาถึงสามปีเต็ม


ในตอนเริ่มต้น จิตวิญญาณของฉินหลิวซียังไม่ฟื้นคืนสมบูรณ์ นางในต้าเฟิงได้พลีจิตวิญญาณทั้งหมด ย่อมอยู่ในสภาพเลือนรางเป็นธรรมดา


การนำวิญญาณและส่งผีให้เวียนว่ายตายเกิดนั้นไม่ยากนัก เพราะหยวนอิงเดิมทีเป็นผีเก่าแก่นับพันปี เพียงบังเอิญพานพบจนต้องมายังโลกนี้ นึกไม่ถึงว่ายังมีวาสนาได้เป็นเทพเจ้าประจำเมืองหญิง หากเป็นวิญญาณเชื่อฟังย่อมจัดการได้ง่าย แต่หากไม่เชื่อฟังก็อย่าได้โทษว่านางรังแกผี คาถาครั้งแรกย่อมต้องจัดหนัก


ความยากอยู่ที่การสร้างนรกภูมิขึ้นใหม่ให้สามารถใช้งานได้เช่นเดิม นี่เป็นเรื่องยากเย็นไม่แพ้การกำจัดซื่อหลัวเลย เพราะต้องค้นหาสาเหตุที่ทำให้นรกภูมิในโลกนั้นพังทลายลง ไม่ใช่เพียงคำว่า ‘สร้างชาติห้ามสัตว์เป็นปีศาจ’ แม้แต่นรกก็พังพินาศไปด้วยอย่างนั้นหรือ


เฟิงซิวและอวี้ฉังคงเฝ้าเห็นถึงการดิ้นรนของหยวนอิงในฐานะเทพเจ้าประจำเมือง ผู้บำเพ็ญเพียรไปพร้อมกับสร้างนรกใหม่ แม้จะเห็นหยวนอิงเป็นผู้ลงมือ แต่ก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในวิถีของนาง


นั่นคือจิตวิญญาณของฉินหลิวซีที่ฟื้นขึ้น หยวนอิงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เห็นได้ชัดว่านั่นคือรูปแบบของนาง


เวลากว่าห้าสิบปี พวกนางต้องต่อสู้เพื่ออุปสรรคทั้งหลาย ฝ่าฟันกับผู้คน ฟาดฟันกับสวรรค์ จนทุกอย่างคลี่คลาย ฉินหลิวซีจึงนำวิญญาณของตนเข้าสู่นรกโลกันต์ที่สร้างขึ้นใหม่ จิตแห่งไฟกลับคืนสู่จุดกำเนิด ส่องสว่างขึ้นทีละนิด พุ่งทะลุสามพันแดนนรก กลับคือสู่แดนนรกแห่งนี้


ฝ่าฟันอุปสรรคโหดร้าย เดินหน้าไปด้วยความแข็งแกร่ง ในที่สุดสิ่งที่สร้างขึ้นคือ ไฟนรกที่เผาผลาญบาปทั้งปวงให้สูญสิ้นที่ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง


เฟิงซิวมองไปยังฉินหลิวซี เอ่ย “ดูท่านน่าเวทนาเช่นนี้ ให้อภัยท่านแล้ว”


ฉินหลิวซีหัวเราะ


พลันได้เสียงเสียงไก่ขัน


ฉินหลิวซีชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเบนไปยังเก้าอี้เอนที่ชายชราผู้สง่างามนอนนิ่งอยู่ ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มขณะหลับตาลงสนิท ข้างเก้าอี้นั้นคือผู้หนึ่งในอาภรณ์งดงาม ไม่สิ เป็นวิญญาณต่างหาก


นั่นคืออวี้ฉังคงในวัยหนุ่ม นั่นคือรูปลักษณ์เมื่อครั้งนางเจอเขาครั้งแรก แต่เพียงเทียบกับความเย็นชาในตอนนั้น เขาในตอนนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม สง่างามนุ่มนวล หล่อเหลาไม่ธรรมดา


คนบนโลกเป็นดั่งหยก คุณชายนี้ไร้สองในใต้หล้า


ฉังคงสกุลอวี้ ไม่แปรเปลี่ยนจากคราแรกพบ


ฉินหลิวซียิ้ม โบกมือเปิดประตูผี เอ่ย “ไปเถิด ข้าจะพาเจ้าเข้าสู่การเวียนว่ายตายเกิด”


“ได้”


ตอนพิเศษ 27: ทุกคนคือสหายเก่า


แผ่นดินหยวน เริ่มต้น


ราชวงศ์ใหม่สถาปนาขึ้น ต้าเฟิงกลายเป็นอดีต ถูกแทนที่ด้วยราชวงศ์ใหม่ที่มีพระนามว่า ‘ซี’ ฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนรัชศกเป็น ‘ติ้งหยวน’ และได้รับการขนานนามว่า ฮ่องเต้ติ้งหยวน


ฮ่องเต้ติ้งหยวนไม่เพียงแต่ทรงเปลี่ยนแปลงราชวงศ์และสร้างชาติขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว พระองค์ยังปกครองแผ่นดินด้วยความเคร่งครัด วางรากฐานความสงบมั่นคง ตัดสินใจเฉียบขาดและชาญฉลาด หลังจากขึ้นครองราชย์เพียงปีเดียว ได้นำกองทัพออกศึกด้วยพระองค์เอง ขยายดินแดนปราบปรามชนเผ่าต่างๆ จนต้องก้มกราบยอมรับเป็นแคว้นบรรณาการ น้อมส่งเครื่องราชบรรณาการทุกปี


จากความเสื่อมโทรมและล่มสลายของต้าเฟิง สู่การสร้างความสงบร่มเย็นในยุคปัจจุบัน ฮ่องเต้ติ้งหยวนสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ที่โลกยกย่อง ทรงได้รับการสรรเสริญในฐานะฮ่องเต้ที่มีคุณูปการต่อแผ่นดินและมวลชน


ยามนี้โลกมนุษย์สงบสุข แม้ยังไม่ถึงกับปลอดโจร แต่ราษฎรล้วนอยู่เย็นเป็นสุข ใช้ชีวิตด้วยความหวัง เพียงมองจากรอยยิ้มของผู้คนก็เห็นได้ชัด


แต่ในยุคปัจจุบัน ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่รับรู้ถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นก็คือ พลังปราณฟื้นคืน นำพาให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มต้นเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นผู้กระจายข่าวออกไปก่อนว่าที่สุดขอบโลกมีประตูสวรรค์ หากประตูสวรรค์เปิด เหล่าเซียนจากแดนวิญญาณจะลงมายังโลกมนุษย์เพื่อรับศิษย์ หากได้เข้าสู่แดนวิญญาณฝึกฝน ก็จะสามารถเป็นอมตะได้


ข่าวลือนี้ทำให้โลกมนุษย์ นอกเหนือจากลัทธิพุทธและลัทธิเต๋า ยังปรากฏสำนักต่างๆ ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อตระเตรียมสู่เส้นทางแห่งเซียน


ในบรรดาสำนักเต๋าทั่วหล้า สำนักที่มีศิษย์มากที่สุดคืออารามชิงผิง โดยเฉพาะเมื่อปู้ฉิวเซียนจวิน ผู้เข้าร่วมศึกปราบเทพ กลับคืนมา ชื่อเสียงของอารามชิงผิงจึงพุ่งสูงถึงจุดสูงสุด ด้วยเหตุนี้ เมื่อปู้ฉิวเซียนจวินแสดงธรรมเพียงครั้งเดียวก็มีผู้คนหลั่งไหลมาจนแน่นขนัด ทั้งยังมีเหล่าวิญญาณที่ซ่อนเร้นตัวในความมืดมิดแอบเข้ามา เพียงเพื่อชมโฉมเซียนจวินหรือบรรลุสัจธรรมจากคำสอน


ในการแสดงธรรมครั้งนั้น นอกเหนือจากเซียนจวิน ยังมีปราชญ์ผู้บรรลุธรรมที่ยากจะพบเจอในยามปกติหลายท่านผลัดกันขึ้นแสดงธรรม ผู้คนจึงบันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ในรูปแบบภาพเขียนและอักษร เพื่อถ่ายทอดและอำนวยประโยชน์แก่ชนรุ่นหลัง


ด้วยเหตุนี้ อารามชิงผิงในยุคปัจจุบันจึงนับเป็นอารามอันดับหนึ่งในแผ่นดิน มีควันธูปหอมหนาที่สุด หลังคาทองเปล่งประกายที่สุด และมีเต๋าจวินผู้ทรงพลังที่สุด


ทว่าหลังจากการแสดงธรรมครั้งนั้น ผู้คนก็ยากจะพบเจอปู้ฉิวเซียนจวินได้อีก ราวกับการกลับมาของนางเป็นเพียงดอกไม้ไฟที่พริบพรายชั่วครู่ ผู้ที่ใกล้ชิดที่สุดเท่านั้นที่รู้ว่านางเพียงวางมือจากโลก และนางกลับมา เพียงปรากฏตัวเพื่อไม่ให้ผู้รอคอยนางต้องผิดหวังเท่านั้น


ฉินหลิวซีส่งคนคุ้นเคยทีละคนจากไปจนหมดแล้ว ตอนนี้นางยืนอยู่ข้างเตียงของฉีหวง หญิงชราผู้กลายเป็นยายเฒ่าผมหงอกมานาน พร้อมลูกหลานมากมายรายล้อม นอนหลับใหลอยู่บนเตียง ลมหายใจเฮือกใหญ่ยังคงค้างอยู่ที่อก ไม่ยอมสิ้นสุดลง


นางรอคอยคุณหนูของนาง เด็กสาวผู้ดึงพวกนางพี่น้องออกจากขุมนรกเมื่อปีนั้น


ยามนี้รอคอยจนได้พบกันอีกครั้งแล้ว


ฉีหวงยิ้มทั้งน้ำตา ยื่นมือผอมแห้งดุจกระดูกติดหนังออกมา ใช้กำลังทั้งหมดจับมือฉินหลิวซีไว้แน่น ดั่งเช่นเมื่อครั้งอดีต


ท่านกลับมาแล้ว ไม่ได้ผิดคำ ดีเหลือเกิน


ส่งฉีหวงจากไป ฉินหลิวซีคงสีหน้าเรียบเฉย เฟิงซิวเหลือบมองนางเป็นระยะ ก่อนเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน “เจ้ากลับมาครั้งนี้เพื่อเก็บวิญญาณโดยเฉพาะหรือ คนต่อไปจะเป็นใครเล่า คงไม่ใช่จิ้งจอกเช่นข้ากระมัง”


ฉินหลิวซีเอ่ย “ข้าจากไปนานเกินไป คนที่ยังรอข้าอยู่ ข้าจะส่งพวกเขาไปให้หมด ส่วนเจ้า คนอย่างเจ้าคงอยู่ยาวนานไปอีกพันปี เข้าใจหรือไม่”


เฟิงซิวทำเสียงเย้ยหยัน “ถ้าหากเป็นข้าจริงๆ ก็ดีเหมือนกัน ข้าตายก่อนท่าน ท่านก็จะได้ทนทุกข์กับความโดดเดี่ยวอันน่าเบื่อหน่าย ฮ่า… โอ๊ย มือท่านตีที่ใด”


ฉินหลิวซีดึงมือกลับจากก้นของเขา คิดในใจว่ามันแน่นเด้งทีเดียว แสร้งชูคอแข็ง เอ่ย “พวกเราคุ้นเคยกันเพียงนี้แล้ว ข้าตบเจ้านิดหน่อยจะเป็นไรไป”


เฟิงซิวกลอกตา เอ่ยถาม “ถ้าส่งคนหมดแล้วเล่า”


“นั่นแน่นอนว่าย่อมไปยังที่ที่ข้าควรไป”


เฟิงซิวใจสะท้าน ถามต่อด้วยน้ำเสียงหนัก “ที่ใดกัน”


ดังนั้น ที่นางกลับมา เป็นเพียงภาพลวงตาหรือ


ตอนนี้เขาใช้ชีวิตอยู่ในภาพลวงตาหรือ


“แดนเซียน การฟื้นคืนของพลังวิญญาณไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คนเช่นพวกเรา คงสัมผัสถึงประตูแห่งการลอยสู่สวรรค์ได้แล้ว”


ฉินหลิวซีชูมือ ดึงพลังวิญญาณจากอากาศมาปั่นเป็นเส้นไหมบางละเอียดในมือ เห็นเด็กหญิงตัวน้อยรวบผมสองข้างประดับดอกไม้มุ่งตรงเข้ามาหานาง นางชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเผลอปล่อยเส้นไหมแห่งวิญญาณนั้นพันรอบข้อมือเล็กๆของเด็กหญิงโดยไม่รู้ตัว


เด็กหญิงกอดขานาง ดวงตากลมโตใสซื่อบริสุทธิ์ จ้ดวงตาคู่คมไร้เดียงสากระพริบตาปริบๆ คล้ายคนคุ้นเคยในอดีต


เด็กหญิงตอบอย่างร่าเริง “ที่บ้านเรียกข้าว่าเสี่ยวหยวนเป่า แต่ชื่อจริงของข้าคือเถียนหว่านช่วน เถียนที่แปลว่าทุ่งนา หว่านที่แปลว่าอ่อนโยน ช่วนที่แปลว่าเครื่องประดับข้อมือ ความหมายคือข้าเป็นดังสมบัติล้ำค่า เซียนหญิง ท่านหอมเหลือเกิน ข้าจะตามท่านไป”


ฉินหลิวซียิ้ม แตะใบหน้าเด็กหญิง เอ่ย “เจ้าจะตามข้าไป แล้วคนในครอบครัวเจ้าจะทำอย่างไร ปู่ของเจ้า คงต้องปวดใจแน่”


มีคนไล่ตามมาด้านหลัง เป็นสาวใช้กับชายชราที่เต็มไปด้วยราศีน่าเกรงขาม


“บรรพบุรุษน้อย ท่านวิ่งเร็วเกินไปแล้ว” สาวใช้รีบวิ่งเข้ามา หวังจะอุ้มเด็กหญิง


เสี่ยวหยวนเป่าหลบไปซุกอกฉินหลิวซีอย่างคล่องแคล่ว เอ่ยด้วยเสียงออดอ้อน “ข้าเจออาจารย์ของข้าแล้ว ข้าจะไปเรียนวิชาเต๋า”


“เหลวไหล เอาแต่เอ่ยเรื่องเรียนวิชาเต๋า เจ้าไม่ต้องการปู่แล้วหรือ” ชายชราเดินเข้ามา ตั้งใจทำสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะหันไปทางฉินหลิวซี เอ่ย “เด็กเล็กไม่รู้ความ รบกวนแม่นางแล้ว”


ฉินหลิวซียืนขึ้น ยิ้มตอบ “ไม่เป็นไร เด็กคนนี้น่ารักยิ่ง ผู้อาวุโสมีวาสนาแท้”


นางก้มหน้าลง มองเสี่ยวหยวนเป่า เอ่ย “เรียนเต๋า เรียนที่ใดก็ได้ วิถีแห่งโลกมนุษย์ ก็คือวิถีแห่งเต๋า ขอเพียงเจ้าบรรลุ นั่นก็คือวิถีของเจ้า ต้องเป็นเด็กดีนะ”


นางลูบศีรษะเสี่ยวหยวนเป่า เอ่ยเสียงแผ่วเบา “เทียนจุนประทานพร”


จากนั้น กระแสพลังแห่งคำอธิษฐานสายหนึ่งไหลลงสู่จุดวิญญาณของนาง


จากนั้น นางจึงเรียกเฟิงซิวให้ออกเดินไปด้วยกัน


ไม่ว่าชาติภพใด แต่ละคนล้วนมีวิถีแห่งตน นางเชื่อว่าอีกฝ่ายจะบรรลุหนทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตนได้


เสี่ยวหยวนเป่าเม้มปากแน่น มองดูฉินหลิวซีที่จากไปด้วยความอาลัย นางอยากจะวิ่งตามไปตามสัญชาตญาณ แต่กลับมีมือหนึ่งคว้าแขนนางไว้ เมื่อเงยหน้าขึ้น มองตามมือไป มองเห็นใบหน้าเปี่ยมเมตตา ชายชราผู้มีสีหน้าตำหนิ ยกมือจิ้มหน้าผากนางเบาๆ “ถึงเวลาที่เราต้องกลับบ้านแล้ว”


หัวใจน้อยๆของเด็กหญิงอ่อนลง นางตอบรับด้วยเสียงอู้อี้


ชายชราและเด็กหญิงตัวน้อยจูงมือกัน เดินหันหลังให้ทิศทางที่ฉินหลิวซีเดินจากไป เพียงแต่ทั้งสองต่างก็หันกลับไปมองทางเดิมอยู่หลายครั้ง


เด็กหญิงมองดูร่างที่เดินจากไปไกลเรื่อยๆ รู้สึกวูบโหวงอยู่ในใจ แต่ไม่นานก็กลับมายิ้มได้อีกครั้ง นางชอบพี่สาวเซียนคนนั้น เหมือนว่านางเคยพบพี่สาวผู้นั้นในชาติก่อน


ชายชราเองก็รู้สึกแปลกใจไม่แพ้กัน หญิงสาวเมื่อครู่ทำให้เขารู้สึกยากจะบรรยาย คล้ายรู้สึกขอบคุณ หรืออาจจะเป็นความซาบซึ้งใจ


ช่างประหลาดนัก


“ท่านตงหลิน” มีคนเข้ามาคารวะ ชายชรารับคำด้วยรอยยิ้มอบอุ่น


เขาคือเถียนตงหลิน บิดามารดาบอกแล้ว ผู้สูงส่งเรียกเขาว่าเกิดมาเพื่อนำพาความชุ่มเย็นแก่ผู้คน


“ไปเถอะ เรากลับบ้านกัน” ตงหลินจูงหลานสาวของตน เดินจากไปพร้อมรอยยิ้ม


เฟิงซิวหันกลับไปมองแวบหนึ่ง เอ่ยถาม “เป็นนางหรือไม่”


ฉินหลิวซีไม่เหลียวหลัง ตอบเบาๆ “คงจะใช่”


เฟิงซิวเอ่ย “ข้านึกว่าท่านจะรับศิษย์”


“ข้ากลายเป็นอาจารย์ปู่อยู่สูงรับความเคารพจากคนมากมายแล้ว จะรับศิษย์ไปทำไมกัน” ฉินหลิวซีตวัดตาใส่เขาด้วยความไม่สบอารมณ์ “นางมีวิถีของนาง”


เฟิงซิวหัวเราะร่วน “ไม่รับศิษย์ก็ดี รับไปมีแต่จะเหนื่อย เจอศิษย์ทรยศอีกยิ่งปวดหัว มาเล่นกับข้าดีกว่า”


“ไปเถิด” ฉินหลิวซีก้าวเดินต่อ หันกลับไปมองแวบหนึ่ง หางตาของนางกวาดมองไปทางสองปู่หลาน มุมปากยกยิ้ม


เช่นนี้ก็ดีแล้ว


ตอนพิเศษ 28: คารวะแด่ปวงชน


ในขุนเขาไร้ซึ่งการนับเดือนปี วันเวลาผ่านไปดั่งสายลมพัดพา


ฉินหลิวซีลืมตาขึ้นจากการปิดด่านบำเพ็ญ เพ่งพลังอันพลุ่งพล่านในกายให้สงบนิ่ง ไม่ไกลจากนางนัก เฟิงซิวกระโดดพรวดขึ้นมา เพียงก้าวเดียวก็มาหยุดตรงหน้า ดวงตาคู่นั้นจับจ้องนางแน่นิ่ง แววตาซับซ้อนปนเปไปด้วยความลนลาน


หลายสิบปีก่อน นางเคยกล่าวไว้ว่า เมื่อถึงวันนั้น นางจะไปยังสถานที่ที่นางควรไป


แดนสวรรค์


ยามนี้ วันนั้นมาถึงแล้วหรือ


เฟิงซิวคิดเช่นนี้ ถูกพลังแข็งแกร่งของฉินหลิวซีกดเอาไว้ แต่พลังวิญญาณที่ยังคงเอ่อล้นนั้นกลับกระตุ้นจนหัวใจบีบรัดแน่น


และตัวเขาเอง ดูเหมือนจะยังคว้าเอาประตูนั้นมาไม่ได้


จิตใจของเฟิงซิวตกอยู่ในความหม่นหมอง


ฉินหลิวซีเอื้อมมือออกไป คว้าเขาขึ้นจากพื้นแล้วกอดไว้แนบอก ถีบเท้าหนึ่งครั้ง เพียงไม่กี่อึดใจ ก็ออกจากที่ตั้งเดิมของสำนักชิงผิง


“ไปกันเถอะ เราไปร่ำลากันสักหน่อย”


ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าแม่มดขาว เหล่าแม่มดทั้งหลายจับจ้องไปยังหญิงสาวผู้สวมอาภรณ์พิธีอันศักดิ์สิทธิ์ นางนั่งอยู่บนแท่นบูชา รอบกายเปล่งแสงเรืองรองด้วยพลังวิญญาณเข้มข้น เห็นแสงสีขาวบริสุทธิ์แวบผ่านให้เห็น


นี่คือผู้นำของตระกูล ทั้งยังเป็นผู้นำสูงสุดของชนเผ่าแม่มดขาว ซือเหลิ่งเย่ว์


ยามนี้นางกำลังผ่านด่านเคราะห์ เตรียมก้าวไปอีกขั้น เพื่อหลอมรวมจินตาน


ซือเหลิ่งเย่ว์สำเร็จรากฐานปราณตั้งแต่สิบปีก่อนหลังจากที่ฉินหลิวซีกลับมา ยามนี้ใกล้ผ่านไปห้าสิบปีแล้ว นางจะก้าวไปอีกขั้น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพลังวิญญาณที่สมบูรณ์ขึ้น


ฉินหลิวซีมาได้ทันเวลา ซือเหลิ่งเย่ว์สัมผัสได้ เงยหน้าขึ้นช้าๆ มองผ่านกลุ่มเมฆที่ปกคลุมอยู่เบื้องบน เผยรอยยิ้มกว้างอย่างวางใจ


นางมาแล้ว นางก็วางใจแล้ว


การมาถึงของฉินหลิวซี ทำให้ซือโหมวเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่าแม่มดขาวดีใจ หันไปคารวะให้นางด้วยความนอบน้อม ทั้งคล้องแขนนางอย่างสนิทสนม ดวงตาเต็มไปด้วยความรักใคร่


นางและมารดาเป็นเพื่อนแท้ รู้จักกันมาตั้งแต่เยาว์วัย แม้ทั้งสองจะล่วงผ่านร้อยปี และไม่ได้เจอหน้ากันมากมาย แต่ไม่เคยลืมเลือนกันและกัน


ฉินหลิวซีลูบศีรษะซือโหมว เอ่ย “รอมารดาเจ้าบรรลุจินตาน เจ้าก็ควรวางรากฐานปราณแล้ว จากนั้นมุ่งมั่นบำเพ็ญ หากไม่มีอะไร อนาคตในดินแดนแห่งจิตวิญญาณ จะต้องมีพื้นที่สำหรับพวกเจ้า”


ซือโหมวชะงัก รู้สึกได้ถึงบางสิ่ง กระบอกตาแดงขึ้นมา


ท่านน้าซีซีมาบอกลา นางจะลอยขึ้นสู่สวรรค์แล้ว


“เจ้าค่ะ ข้าจะทำตามที่ท่านกล่าวอย่างแน่นอน”


เมฆฟาดสะท้านเลื่อนลั่น ไม่นานก็ฟาดลงมา


ซือเหลิ่งเย่ว์ตั้งแต่คำสาปเลือดแห่งตระกูลซือถูกถอน ผสานเปิดเส้นพลังทั่วร่างราวกับบรรลุสู่หนทางใหม่ นางได้รับการสืบทอดวิชาอันล้ำลึกจากบรรพชน ใช้ชีวิตในฐานะผู้สืบทอดด้วยความมุ่งมั่น ฝึกฝนบำเพ็ญวิชาแม่มด เรียกได้ว่าราวกับปลาได้น้ำ


ร้อยปีมานี้ นางไม่เคยย่อหย่อนในการบำเพ็ญ เรื่องในเผ่ามอบหน้าที่ให้เป็นของคนในเผ่าคอยจัดการ ตัวนางตั้งใจมุ่งมั่นฝึกวิชา และไม่ยอมให้แซ่ซือต้องตกต่ำ ยกระดับอาคมชนเผ่าแม่มดให้เจิดจรัสอีกครั้ง ยามนี้ลูกศิษย์ในสำนักแม่มดขาวเองก็มีไม่น้อย


มีสายเลือดอีกทั้งความบากบั่น บวกกับพรสวรรค์ แม้การบรรลุจินตานจะเป็นดั่งก้าวสู่ความตาย แต่ซือเหลิ่งเย่ว์ก็ผ่านมันมาได้


ฝนวิญญาณโปรยปราย นำมาซึ่งความยินดีล้นเหลือของชนเผ่า ตระกูลแม่มดของพวกเขาก็มีเจินจวินแห่งจินตานแล้วเช่นกัน


ซือเหลิ่งเย่ว์เองก็ยินดี แต่เมื่อมองเห็นฉินหลิวซี หัวใจพลันสั่นไหว ยามนี้ตบะของนางสูงขึ้น มองทะลุเห็นพลังวิญญาณที่เต็มเปี่ยมในตัวสหาย เห็นอาภรณ์แห่งจิตวิญญาณอันสูงส่ง เสมือนปีกพร้อมบินขึ้นสู่แดนสวรรค์


โชคชะตาของสหายมาถึงแล้ว


ซือเหลิ่งเย่ว์ก้าวขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ คว้าไหล่ของฉินหลิวซีเอาไว้ เอ่ย “ข้ายังตามเจ้าไม่ทันอยู่ดี”


ฉินหลิวซีลูบหลังนางเบาๆ ยิ้มเอ่ย “วันนี้ไม่เหมือนวันวาน ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปมากแล้ว แม้เจ้าจะบรรลุจินตานแล้วยังคงต้องฝึกฝนต่อไป จงคว้าโอกาสรอเวลาที่ประตูสวรรค์จะเปิด”


“ประตูสวรรค์จะเปิดจริงหรือ” ซือเหลิ่งเย่ว์ใจเต้น


ฉินหลิวซีกะพริบตา เอ่ย “ข้าได้สัมผัสขอบของประตูสวรรค์แล้ว หากมันไม่เปิดให้ข้า ข้าก็จะถีบมันเปิด ให้ข้าเข้าไป”


ประตูสวรรค์ “?”


ซือเหลิ่งเย่ว์หัวเราะออกมา ต้องเป็นเจ้าสินะ สมกับที่เป็นเจ้า


นางหัวเราะจนน้ำตาไหล ใช้แรงกอดบ่าฉินหลิวซีแน่น เอ่ย “ข้าต้องไปส่งเจ้าก่อนไปแน่นอน”


“ต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอนอยู่แล้ว รอข้าถีบประตูเปิดแล้ว ฝนแห่งพลังวิญญาณที่โปรยปรายลงมาจะเป็นพรอันดีงามที่สุด ไม่ให้ผู้ใดเข้ามารับพรได้” ฉินหลิวซีเอ่ย


ซือเหลิ่งเย่ว์มองไปยังจิ้งจอกด้านข้าง เอ่ย “มันเล่า”


เฟิงซิวพ่นลมหายใจออกมา ไม่มองมาทางนี้ แต่หูตั้งขึ้น ความสนใจพุ่งมาทางนี้ทั้งหมด


เฉินหลิวซีมองไปยังสุนัขจิ้งจอกที่แกล้งทำเหมือนไม่สนใจ เอ่ย “ก็ต้องดูโชคชะตาของมันแล้ว”


เฟิงซิวหม่นหมองลง


เอ่ยออกมาก็เท่ากับไม่เอ่ย คำตอบแทบจะไร้ความหมาย


เฮ้อ


หลังออกจากเผ่าของตระกูลซือแล้ว ฉินหลิวซีพาเฟิงซิวเดินทางจากชิงโจวไปยังไปยังอวี๋หัง


ข้างทะเลสาบลวี่หูมีศาลเจ้าขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ภายในศาลเจ้ามีรูปเคารพเทพเจ้าทำจากดินเหนียว แม้จะเป็นแค่รูปดินเหนียว แต่ไม่ว่ากาลเวลาผันเปลี่ยนไป รูปเคารพนี้ก็ยังคงไร้ซึ่งร่องรอยการถูกกัดกร่อนจากกาลเวลา แม้เคยตกลงไปบนพื้น มันก็ไม่เคยแตกหักแม้แต่น้อย กลับกัน เพราะมีผู้บูชาคอยเซ่นไหว้บูชา เทพเจ้าในรูปเคารพยิ่งดูศักดิ์สิทธิ์และยิ่งสูงส่งขึ้นไปอีก


ศาลเจ้านี้ เป็นศาลเจ้าของเทพเจ้าน้ำ


และเทพเจ้าน้ำนี้ ไม่ใช่เทพที่เคยเป็นอสูรชั่วร้ายเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เป็นเทพที่มีชื่อที่ปรากฏบนแผ่นศิลามีอักษรสลักเอาไว้สี่คำว่า เทพเจ้าน้ำเฟิงปั๋ว


เช่นเดียวกับรูปเคารพดินเหนียว แม้เวลาจะผันผ่านไป แต่เทพองค์นี้ก็ไม่เคยมีร่องรอยชำรุดเสียหาย เมื่อแสงแดดสาดส่องเข้ามาในศาลเจ้า แสงตกลงบนแผ่นศิลาที่สลักอักษรคำนี้ ทองคำจากแสงสะท้อนออกมาจากคำเหล่านั้น สะท้อนลงบนรูปเคารพดินเหนียว ราวกับเทพเจ้าปรากฏตัวขึ้น


หลังสงครามปราบเทพ ศาลเจ้าเทพเจ้าน้ำก็ถูกทำลาย แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์เป็นราชวงศ์ซี ทะเลสาบลวี่หูฝั่งนี้ก็ได้มีการสร้างศาลเจ้าเทพน้ำใหม่ขึ้นอย่างเงียบๆ พร้อมกับรูปเคารพและแผ่นศิลาศักดิ์สิทธิ์ มีผู้บูชา เทพเจ้าในศาลเจ้านั้นจึงได้รับการบูชาอีกครั้ง


เมื่อผู้คนเริ่มสังเกตถึงความศักดิ์สิทธิ์ของรูปเคารพดินเหนียวและแผ่นศิลานั้น จำนวนผู้บูชาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก ผ่านไปหลายสิบปี ไฟศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้าเทพเจ้าน้ำก็รุ่งเรืองยิ่งขึ้น มีผู้เห็นเทพเจ้าน้ำจากทะเลสาบลวี่หูปรากฏตัวขึ้น ร่างเหมือนกับรูปเคารพที่สลักไว้


เทพเจ้า มีผู้บูชา ย่อมมีตัวตนอยู่จริง


เทพเจ้าน้ำเฟิงปั๋วก็ได้รับการบูชาอย่างนี้


เขา ได้รับการเซ่นไหว้บูชาจากผู้ศรัทธา แต่เขาก็ยังคงรอคอยคนผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้บูชาคนแรก ผู้ที่เป็นผู้ปั้นรูปเคารพเทพเจ้า ทำแผ่นศิลาศักดิ์สิทธิ์ และบูชาเทพเจ้า


คือผู้ใดกัน


เฟิงปั๋วนั่งอยู่ริมทะเลสาบลวี่หูอย่างเกียจคร้าน มองดูแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดแสงทองลงบนผืนน้ำ มีผู้หนึ่งเดินมาในยามแสงสุดท้าย ถือธูปศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือ


เขาลุกขึ้นยืน


เป็นนาง ผู้ศรัทธาคนแรกของเขา


ธูปที่นางถือไม่เหมือนธูปทั่วไป ราวกับทำด้วยมืออย่างพิถีพิถัน


“ข้ามาสักการะเจ้า อีกทั้ง เพื่อบอกลาเจ้า” ฉินหลิวซียิ้มให้เขาแล้วโค้งคำนับจากระยะไกล เอ่ย “เฟิงปั๋ว ครั้งนี้ เจ้าต้องกลายเป็นเทพเจ้าอย่างแท้จริง บรรลุจิตวิญญาณแห่งเทพ และได้ตำแหน่งแห่งเทพเจ้า”


เฟิงปั๋วรู้สึกสับสนเล็กน้อย แต่ริมฝีปากกลับเอื้อนเอ่ยออกไปโดยไม่ทันคิด “ได้ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”


ฉินหลิวซีปักธูปลงในกระถางธูป เมื่อแสงสุดท้ายของวันลับตา นางก็หายไปจากสายตาของเฟิงปั๋ว


“ครั้งนี้ จะเป็นการลาจริงๆแล้วกระมัง” เขาพึมพำเบาๆ


แต่ไม่นานนักเขาก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก เหตุใดเขาจึงพูดคำว่า ‘ครั้งนี้’ นางเป็นเพียงผู้ศรัทธาของเขา ไม่ใช่หรือ


ไยจึงรู้สึกราวกับเป็นคนคุ้นเคยกันเล่า


เฟิงปั๋วครุ่นคิดเท่าใดก็ไม่อาจเข้าใจ ก่อนจะดึงเด็กน้อยที่พลัดตกน้ำขึ้นมาวางไว้ริมตลิ่งอย่างเงียบๆ แล้วกลับคืนสู่รูปเคารพดินเหนียว สูดกลิ่นธูปศักดิ์สิทธิ์ พร้อมปล่อยความคิดล่องลอยไป



ศาลเทพเจ้าประจำเมืองอำเภอหนาน


เทพเจ้าประจำเมืองหนาน แม้ได้เป็นถึงเทพเจ้าประจำแคว้น แต่ศาลของเขา ร้อยปีมาแล้ว ยังคงตั้งอยู่ที่นี่ ตรงนี้ กลายเป็นแหล่งประวัติศาสตร์อันเลื่องชื่อ มีคนมากมายมาเยี่ยมชม สักการะบูชา กราบไหว้เทพเจ้าประจำเมืองเพื่อขอพรให้ชีวิตราบรื่น


ฉินหลิวซีถือไหสุราและไก่ย่างตัวหนึ่งเดินเข้ามาในศาล เทพเจ้าประจำเมืองหนานยินดียิ่งนัก แต่ในความยินดีนั้น แฝงไว้ด้วยความอาวรณ์ที่แทบไม่อาจสังเกตเห็น


เหล้าเต็ม ไก่หมด


อาจารย์และศิษย์นั่งเงียบ ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยคำใด


บนหลังคา เฟิงซิวนั่งยองๆ มองดูสองคนที่นั่งเรียงกัน พลางจ้องจันทร์ดวงกลมบนฟากฟ้า ในใจอยากจะเห่าหอนสักคำ เพื่อทำลายบรรยากาศแห่งความอาลัยอาวรณ์เบาบางนี้ แต่ก็เกรงว่าหากหอนขึ้นมา จะถูกผู้คนคิดว่าเป็นหมาป่า


ทว่าในที่สุด ความอึดอัดในใจของเขาก็พลันคลี่คลาย


เทพเจ้าประจำเมืองหนานเป็นผู้ทำลายความเงียบก่อน เอ่ย “เขียวเหนือครามย่อมเหนือกว่าคราม สำหรับอาจารย์แล้ว ไม่มีสิ่งใดให้สอนเจ้าอีก ในโลกมนุษย์นี้ เจ้าอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว เจ้าควรจากไป ไปยังดินแดนที่กว้างใหญ่กว่าเดิม”


โลกมนุษย์ ต่อให้พลังวิญญาณสมบูรณ์เพียงใด ต่อให้มีผู้บำเพ็ญเพียรมากมายเพียงใด มันก็ยังคงเป็นโลกมนุษย์ หากการบำเพ็ญเพียรบรรลุถึงจุดสมบูรณ์สูงสุด แตะต้องประตูแห่งการโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ หากดื้อดึงอยู่ต่อไป สวรรค์ย่อมกดดัน


สวรรค์ย่อมมีหลักการของตนเอง ไม่อาจปล่อยให้ผู้บำเพ็ญที่เกินขอบเขตของโลกมนุษย์ดำรงอยู่ได้ เพื่อรักษาสมดุล จะต้องส่งคนไปยังดินแดนอื่น หรือไม่ก็กดดัน


กดดันนานเข้า ก็ย่อมกลายเป็นบาดแผล


ดังนั้น ฉินหลิวซีจึงไม่อาจอยู่ต่อได้


นี่เป็นผลของการเปลี่ยนผ่านแห่งยุคสมัย หากไม่มีการฟื้นคืนพลังวิญญาณหลังศึกสังหารเทพ สิ่งนี้ย่อมไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อพลังวิญญาณฟื้นคืน ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม


โลกมนุษย์ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้ แต่ก็มีตระกูลใหญ่หลายแห่งที่ส่งเสริมผู้บำเพ็ญขึ้นมาเพื่อปกป้องตระกูลของตน แม้แต่ราชวงศ์ก็ไม่เว้น ผู้ใดมีรากวิญญาณ ย่อมถูกส่งไปบำเพ็ญเพื่อรอคอยโอกาส


ลองถามดูเถิด ร้อยปีก่อน หรือแม้แต่สิบปีก่อน ใครจะคาดคิดว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนเป็นเช่นนี้


แต่ในความเป็นจริง มันกำลังเปลี่ยนแปลง


พลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์ขึ้น ผู้คนเปลี่ยนไป ทรัพยากรก็เปลี่ยนตาม ราชวงศ์และตระกูลใหญ่ยังคงแย่งชิงกันอยู่ แต่สิ่งที่แย่งชิงคือทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญ


บัดนี้ฉินหลิวซีกลายเป็นบุคคลแรกที่ใกล้จะโบยบินขึ้นสู่สวรรค์


เมื่อทางนี้เปิดออก ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หวนคืนสู่ยุคแห่งการบำเพ็ญเซียน


แต่เรื่องเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฉินหลิวซีอีกแล้ว นางจะบินขึ้นไปยังโลกที่ต่างออกไป อย่าว่าแต่ยุ่งเกี่ยวกับโลกมนุษย์เลย แม้แต่การกลับมาก็ยังยากจะกล่าว


ฉินหลิวซีใช้สองมือยันพื้น มองดูจันทร์ดวงกลม เอ่ย “ข้านึกว่าท่านจะรั้งข้าไว้ ท่านช่างใจแข็งสมกับเป็นผู้เฒ่า ทุกปีที่ข้าถวายสุราไก่ย่างให้ท่านช่างเสียเปล่า”


เสียงเคาะศีรษะดังเปาะ


ฉินหลิวซีร้องโอ๊ยพลางถลึงตาใส่เขา “ไยลงไม้ลงมืออีกเล่า”


“ไม่มีมารยาท ข้ายังเป็นเทพเจ้าอยู่นะ” เทพเจ้าประจำเมืองหนานถลึงตากลับ เอ่ย “นิสัยเจ้าเป็นอย่างนี้ ข้าจะรั้งเจ้าไว้ทำไม ให้ข้าหัวเสียหรืออย่างไร”


“เอาเถิด ข้าจะไปแล้ว ท่านไม่รั้งข้าใช่หรือไม่” ฉินหลิวซีลุกขึ้นยืน ทำท่าจะจากไป เอ่ยอย่างจงใจยั่วโมโห “ไม่รั้งข้าไว้ ข้าก็จะไปจริงๆแล้ว”


“ไปเถิด รีบไปเร็วๆ” เทพเจ้าประจำเมืองหนานหันหลังให้นาง เอ่ย “ก่อนจากไป อาจารย์ขอพูดกับเจ้าไว้หนึ่งประโยค ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เจ้าต้องยึดมั่นในทางแห่งความถูกต้อง ผู้แข็งแกร่งอย่ากระทำชั่ว ผู้อ่อนแออย่าได้ท้อแท้ ต้องรักษาหัวใจแห่งเต๋าไว้ให้มั่น เต๋าอันยิ่งใหญ่ต้องมาก่อนเสมอ”


“ศิษย์อกตัญญู ขอรับคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ไว้ด้วยใจ” ฉินหลิวซีคุกเข่า โขกศีรษะเก้าครั้ง


เทพเจ้าประจำเมืองหนานรู้สึกแน่นในอก แต่กลับไม่หันหลังไป เอ่ย “เจ้าไปเถิด”


เบื้องหลังไร้เสียงใดๆ เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงร่ำไห้แผ่วเบา พึมพำ “เจ้าเด็กโง่ ใครกันที่ใจแข็งนัก ฮือ ฮือ”


ทันใดนั้นร่างเขาก็แข็งทื่อ อับอายเสียแล้ว ครั้งนี้เสียหน้ามาก


มีคนโอบรอบเอวเขาไว้จากด้านหลัง แก้มแนบกับแผ่นหลังของเขา เหมือนกับเมื่อหลายปีก่อนที่เขาแบกเด็กคนนั้นออกจากเมืองหลวง


ร้อยปีแล้ว


วาสนาระหว่างอาจารย์กับศิษย์ มีมากว่าร้อยปี เพียงพอแล้ว


เทพเจ้าประจำเมืองหนานลูบมือนาง ไม่เอ่ยวาจาใดๆ แม้เพียงประโยคเดียว


“อาจารย์ ข้าจะรอท่านที่แดนเซียน” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงแผ่วเบา


“ได้”


ผ่านไปชั่วครู่ ร่างที่เคยแนบชิดก็หายไป ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เหลือเพียงเสียงลมโศกสะท้าน


เทพเจ้าประจำเมืองหนานเงยหน้ามองจันทร์ดวงกลม คืนนี้แสงจันทร์ช่างสว่างยิ่งนัก สว่างจนแสบตาให้ต้องคลอไปด้วยหยาดน้ำตาแล้ว


ขณะเดียวกัน เฟิงซิวเองก็รู้สึกเศร้าใจไม่แพ้กัน


เขามองดูฉินหลิวซีกล่าวลาผู้คนทีละคน ตอนนี้มาถึงอารามชิงผิง แต่นางกลับไม่ได้เรียกผู้ใด เพียงแอบเข้าไปในวิหารหลักเงียบๆ เพื่อจุดธูปคารวะท่านปรมาจารย์


ยามนี้อารามชิงผิงที่นางคุ้นเคย เหลือเพียงเถิงเจาศิษย์ของนาง ฉังตู้ศิษย์หลาน และซานหยวน ส่วนชิงหย่วนมิอาจสร้างรากฐานได้ เสียชีวิตไปในวัยร้อยปีแล้ว


ส่วนภูตวิญญาณก็มีเพียงโสมน้อยกับหนูทองคำ พวกมันล้วนเป็นภูตวิญญาณ อยู่ในอารามบำเพ็ญเพียรอยู่ตลอด โชคดีนัก


ฉินหลิวซีไม่ได้เรียกพวกเขา เพราะคิดว่าเมื่อถึงเวลาโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ ย่อมต้องเรียกพวกเขามาดูดซับพลังเอาไว้ เมื่อถึงตอนนั้น ค่อยกล่าวลายังไม่สาย


แต่เมื่อนางจุดธูปเสร็จ กลับเห็นสายตาของเหล่าผู้คน โสมและหนูกำลังจับจ้องนาง


ฉินหลิวซีที่ถูกจับได้ถึงกับรู้สึกผิดอยู่บ้าง กระแอมไอเบาๆ “ยังไม่ถึงเวลาสวดมนต์ตอนเช้าเสียหน่อย”


เถิงเจาก้าวเข้ามาเป็นคนแรก คุกเข่าลงตรงหน้านาง เอ่ยเรียกอาจารย์เสียงดัง


ฉินหลิวซีถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางรู้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว


นางลูบศีรษะของเถิงเจา เอ่ย “เรื่องอื่นข้าไม่อยากเอ่ยอะไรมาก หลังจากที่ข้าโบยบินขึ้นไปแล้ว อารามชิงผิงจะกลายเป็นสำนัก เจ้าจงจดจำคำปฏิญาณของสำนักไว้ให้มั่น ผู้ใดที่ทรยศสำนักข้า จะต้องถูกลงโทษถึงตาย”


“ขอรับ”


“ข้าจะทิ้งเศษเสี้ยวพลังเทพไว้ หากในอนาคต สำนักชิงผิงต้องเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่อาจแก้ไขได้ เจ้าจงใช้ธูปเทพอัญเชิญข้าเพื่อสื่อสาร” ฉินหลิวซีเอ่ย “แน่นอน ข้าหวังว่าจะไม่มีวันต้องใช้งานมัน”


เถิงเจารับคำอีกครั้ง


ฉินหลิวซีเอ่ยวาจาที่เอ่ยกับซือเหลิ่งเย่ว์อีกครั้ง “ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ในอนาคตประตูสวรรค์จะเปิด พวกเจ้าทั้งหลายก็จะได้ขึ้นไปเช่นกัน เพียรพยายามบำเพ็ญเพียร ยึดมั่นในเต๋า การกำจัดปีศาจปกป้องธรรมะเป็นหน้าที่ของพวกเรา ดังนั้นไม่ต้องเศร้าใจ อนาคตไม่แน่ว่าเราจะได้พบกันอีก”


เถิงเจาดวงตาเป็นประกาย เงยหน้าขึ้นมา


ฉินหลิวซีมองดูทุกคนที่สายตาส่องประกาย ใบหน้าภาคภูมิใจ “ข้าจะล่วงหน้าไปก่อน เพื่อสร้างแผ่นดินให้พวกเจ้า”


“ขอรับ”


โสมน้อยมองฉินหลิวซีเดินจากไปพร้อมกับเฟิงซิว เอ่ยขึ้นตามหลัง “นางขึ้นสวรรค์ไปแล้ว ไปสวรรค์ไม่ใช่หรือ ประตูสวรรค์เปิด เปิดประตูแดนเซียน หรือว่าแดนวิญญาณในตำนานหรือ”


หนูทองคำ “มีอะไรต่างกันหรือ”


“แดนวิญญาณคือการบำเพ็ญเซียน ส่วนสวรรค์เป็นแดนเบื้องบน สำเร็จเป็นเซียนแล้วกระมัง” โสมน้อยขมวดคิ้ว “ไม่ใช่ว่าเราถูกนางหลอกแล้วกระมัง”


เถิงเจาลุกขึ้นยืน เอ่ย “ไม่ว่าจะเป็นแดนใด หากจากโลกมนุษย์ไปสู่แดนวิญญาณได้ อนาคตก็ย่อมจากแดนวิญญาณไปสู่สวรรค์ได้ การบำเพ็ญเพียรคือหนทางที่แท้จริง”


ตราบใดที่ยังสามารถติดตามนางต่อไป ไม่ว่าจะเป็นแดนใดก็คุ้มค่าที่จะผจญภัย


เฟิงซิวกระโดดลงจากไหล่ฉินหลิวซี ถอยออกไปไม่กี่ก้าว “ถึงตาข้าแล้ว เอ่ยเถิด จะเศร้าสลดเพียงใดข้ารับได้ เรื่องโดนหลอกลวงนี่ข้าคุ้นเคยดี”


ฉินหลิวซีมุมปากกระตุก “เจ้าเล่นใหญ่ไปหรือไม่”


“เจ้าคนอื่นๆ ท่านเดินไปร่ำลาครบหมดแล้ว ข้านี่ไม่คู่ควรที่ท่านจะร่ำลาหน่อยหรือไร” เฟิงซิวแสยะยิ้ม “นี่ท่านเกินไปแล้วนะ”


ฉินหลิวซีกลอกตา เอ่ย “เจ้าบ้าหรือ ข้าจะขึ้นสวรรค์ทั้งที ต้องแอบพาเจ้าติดตัวไปสิ”


เฟิงซิวชะงัก “หมายความเช่นไร”


หัวใจเขาตื่นเต้นดีใจ คงไม่เป็นอย่างที่เขาคิดใช่หรือไม่


ฉินหลิวซีจับเขาขึ้นมา กรีดมือเขาให้เลือดปีศาจไหลออกมา จากนั้นดึงวิญญาณออก เอ่ย “เจ้ากับข้า จะทำพันธสัญญาแห่งชีวิตและความตายต่อฟ้าดิน เป็นสหายวิญญาณของข้า เช่นนี้ ข้าจะพาเจ้าไปด้วย”


ช่างเป็นเรื่องดีจริงๆ


เฟิงซิวอยากหัวเราะลั่นด้วยความยินดี แต่ก็ต้องอดกลั้นเอาไว้ เอ่ย “ท่านไม่ถามข้าสักคำว่าเต็มใจหรือไม่”


“แล้วเจ้าล่ะ เต็มใจหรือไม่” ฉินหลิวซีลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “หลายพันปีมาแล้ว ไม่มีผู้ใดเคยขึ้นสวรรค์ ข้าแม้สัมผัสได้ถึงเต๋า แต่ก็ไม่เคยขึ้นสวรรค์มาก่อน ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ อาจถูกฟ้าผ่าจนร่างสลายหายไป…”


“เลิกพูดไร้สาระเสียที มาทำพันธสัญญากันเถิด” เฟิงซิวขัดจังหวะนาง เอ่ย “เพียงโดนฟ้าผ่า ข้าไม่เคยกลัว เราก็เคยโดนด้วยกันมาแล้ว จะกลัวอะไรกัน”


“ไม่เสียใจภายหลังนะ”


“กล้าติดตามด้วยชีวิต”


เสียใจนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า


รัชศกเฉิงหยวนที่สิบสาม ต้นฤดูร้อน ดินแดนเทพตกสวรรค์ มีสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วน ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรพากันมาที่นี่ พลังจิตเพ่งเล็งไปยังจุดศูนย์กลางของดินแดนเทพตกสวรรค์


หลายพันปีผ่านไป ในที่สุดก็มีเต๋าจวินที่สามารถสัมผัสประตูสวรรค์ได้อีกครั้ง จะเผชิญการฟ้าผ่าและขึ้นสวรรค์


สถานที่แห่งนี้เคยมีเทพตกสวรรค์ ยามนี้หลังจากพลังวิญญาณฟื้นฟู ก็มีคนขึ้นสวรรค์ที่นี่อีกครั้ง


วาสนา ประหลาดล้ำเกินจะพรรณนา


ทุกคนต่างเป็นพยานต่อการโบยบินสู่สวรรค์ในครั้งนี้ หากสำเร็จ นั่นหมายความว่า โลกเซียนยังคงอยู่ พวกเขาก็มีโอกาสเช่นกัน


การโบยบินสู่สวรรค์ในครั้งนี้ ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่


เมื่อเห็นกลุ่มเมฆดำทมิฬน่าสะพรึงกลัวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทุกคนต่างตื่นตระหนก มันน่ากลัวยิ่งกว่าการบรรลุพื้นฐานใดๆ แต่ยังคงเฝ้ารอคอยอย่างไม่หยุดยั้ง


ฉินหลิวซีลอบมองกลับมาเงียบๆ “คุ้มหรือ”


เสียงฟ้าร้องดังสนั่น


คุ้ม คุ้มมาก เจ้าคือไฟบาปแห่งการทำลายล้างโลก ยามนี้เจ้าจะโบยบินสู่สวรรค์ การทดสอบจะไม่หนักหนาสาหัสได้อย่างไร


“ฟ้าผ่าข้าตาย จุดกำเนิดของไฟนรกก็จะดับสูญ หึๆ เจ้าคิดให้ดีๆ” ฉินหลิวซีเอ่ยขึ้นหนึ่งประโยค


เสียงฟ้าร้องดังท่ามกลางกลุ่มเมฆ ตามมาด้วยเสียงฟ้าผ่าดังสนั่น


ไม่ยอมรับคำข่มขู่เด็ดขาด


ฉินหลิวซีถอนหายใจเบาๆ เมื่อเห็นเมฆพายุที่หนักขึ้นเรื่อยๆ นางปล่อยพลังจิตออกไป สายตากวาดผ่านผู้คนที่ยังอยู่ ซือเหลิ่งเย่ว์ เถิงเจา ฉังตู้ เจ้าโสมน้อย…


ข้าจะไปสำรวจทางก่อน อย่าปล่อยให้ข้ารอนาน


ประโยคหนึ่งดังขึ้นที่หูของพวกเขา


พวกเถิงเจาโค้งคำนับอยู่บนพื้น


ฉินหลิวซีมองไปยังเฟิงซิวที่พร้อมจะออกตัวแล้ว พยักหน้าให้เขา


“สายฟ้านั้นข้าคุ้นเคยแล้ว ผ่อนเบาหน่อย มาเลย” ฉินหลิวซีเสียงดัง ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า


ครื้น...


เต๋าจวินโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ ถามจิตแห่งเต๋าเพราะเหตุใด


ฉินหลิวซี “บ้านเมืองสงบขึ้นเขาปิดประตูบำเพ็ญ บ้านเมืองวุ่นวายลงเขาช่วยเหลือราษฎร เต๋าอันยิ่งใหญ่ต้องมาก่อนเสมอ”


แปดสิบเอ็ดสายฟ้าแห่งเก้าชั้นฟ้าที่หนาเท่าท่อนแขนผ่าลงมาเป็นเวลาเก้าวันเก้าคืน รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แทบอยากผ่าคนผู้นั้นให้ตาย


จิตวิญญาณของฉินหลิวซีแทบแตกสลาย สติสัมปชัญญะของนางเลือนราง ในขณะที่นางคิดว่าตนเองลงเดิมพันผิด นางกลับเห็นวงแหวนจันทรางดงาม แสงสีขาวบริสุทธิ์ปนแสงสีทอง เปรียบดั่งความฝันอันเลือนราง


ประตูสวรรค์เปิดออกแล้ว


เสียงดนตรีเซียนบรรเลงเบาๆ ฝนวิญญาณตกลงมา ชโลมทุกสรรพสิ่ง


ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลของฉินหลิวซีกำลังฟื้นฟูใหม่ จิตวิญญาณกลับเข้าสู่ปราณเทพ นางลอยเข้าสู่วงแหวนจันทรายิ่งใหญ่


ทันทีที่ก้าวเข้าไป จู่ๆ สายฟ้าสีม่วงหนาขนาดคนก็ผ่าลงมาหนักหน่วง พร้อมเสียงเยาะเย้ยปนความสุขที่ได้รับ “หึ คิดไม่ถึงใช่หรือไม่ ยังมีสายฟ้าที่ซ่อนอยู่ ชั้นที่สิบ ไปเถิด”


ฉินหลิวซีจมดิ่งเข้าสู่ความสับสน ส่งเสียงคำรามออกมา “เจ้าสัตว์เดรัจฉาน เจ้าคิดว่าสนิทกันก็เลยมาหลอกกันได้หรือ”


เสียงดนตรีเซียนกลบคำนี้ เหลือเพียงเสียงเพลงที่ไพเราะเสนาะหู ฝนวิญญาณชโลมร่างกายและจิตวิญญาณของทุกคน มองวงแหวนจันทราที่งดงามตระการตา ไม่รู้ว่าผู้ใดบ่นคำใด


เจ้าเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านโดยไม่ตั้งใจ แต่กลับกลายเป็นเหตุให้เกิดพายุใหญ่ขึ้นมา


ไม่ เจ้าเป็นเพียงผู้มาเยือนที่งดงามราวกับหงส์ที่ปรากฏตัวเพียงชั่วครู่ในโลกมนุษย์


ข้ามีเหล้าหนึ่งไห ขอคารวะเจ้า คารวะแด่ปวงชน


จบบริบูรณ์

Comments