weiwei ep1-10

นักศึกษาเรียนดีจากวิทยาลัยเกษตร  ทะลุมิติมาเป็นเด็กสาวชาวนาผู้โง่เขลาและมีนิสัยป่าเถื่อน  บิดาก็ตาย  มารดาก็อ่อนแอ  น้องชายดันมาตีตัวออกห่าง  ส่วนพี่สาวก็มักจะคิดว่าเธอเป็นภาระเสมอ  แต่โชคดีที่เธอมีมิติน้ำพุวิญญาณอยู่ในมือ  เธอทั้งกลายเป็นนักล่าหมูป่า  ทำให้ฝูงหมาป่าตกใจ  ใช้น้ำพุวิญญาณมาปลูกพืชพันธ์  จนได้ผลผลิตดีงาม  ทำสวนก็ได้ผลผลิตดี  เลี้ยงสัตว์ก็เติบโต  ไหนจะเสน่ห์ปลายจวักอีก


เด็กโง่เขลาคนนี้นี่แหละจะนำพาทั้งครอบครัวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองเอง ! 


ทว่าบัณฑิตหนุ่มหน้าหวานจอมหยิ่งคนข้างบ้านเนี่ย  คิดว่าตัวเอง หล่อแล้วจะทำอะไรก็ได้หรือไง ?  คิดว่าเป็นขุนนางแล้วใครจะทำอะไรไม่ได้หรือ ?  สุดท้ายก็ถูกเด็กโง่คนนี้กำราบไม่ใช่หรือไง ?


ตอนที่ 1: จำต้องตื่นเต้นถึงเพียงนี้หรือ ?


“เจอแล้ว ! หาเจอแล้ว ! น้าหวง เจ้าเด็กโง่ลูกของน้าตกลงไปในสระน้ำ ! ” ซัวถัววิ่งออกมาจากพุ่มไม้พร้อมยกแขนขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้าพลางตะโกนเสียงดังลั่น


“อยู่ที่ใด ? ลูกของข้าอยู่ที่ใด ? ”


“ท่านดูด้านนั้นสิ ! คนที่ลอยอยู่ในสระน้ำใต้ภูเขาใช่ลูกสาวคนรองของตระกูลหลินหรือไม่ ? ”


ทันใดนั้นคนที่ตาดีหน่อยก็ชี้ไปที่สระน้ำแล้วตะโกนเสียงดัง


นางหวงรีบแหวกพุ่มหญ้าแล้วชะโงกหน้าเข้าไปดู เป็นอย่างที่เจ้าเด็กคนนั้นเอ่ยไว้จริงเพราะมีบางอย่างลอยอยู่ในสระน้ำ รูปร่างเช่นนี้นอกจากเด็กโง่บุตรคนรองของนางแล้ว ยังจะเป็นผู้ใดอีก ?


คนโง่มักไร้ความยับยั้งชั่งใจในการกิน ยามที่บิดาของเด็กโง่ผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ ฐานะทางบ้านของพวกนางค่อนข้างดี เป็นเหตุให้เด็กโง่ผู้นี้ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจจึงทำให้มีรูปร่างสูงใหญ่ทั้งที่นางเพิ่งมีอายุเพียง14ปีเท่านั้น


นางหวงวิ่งลงเขาไปอย่างทุลักทุเล ภายใต้การช่วยเหลือของชาวบ้านในหมู่บ้าน สุดท้ายพวกเขาก็ช่วยพาเด็กโง่ขึ้นมาจากสระน้ำได้


“คาดว่านางคงสะดุดแล้วกลิ้งตกมาจากภูเขา นี่ก็ผ่านมานานมากแล้ว มิรู้ว่านางยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่…” เวลานี้มีหลายคนพากันถอนหายใจออกมาเพราะคิดว่านางคงไม่รอดแล้ว


นางหวงดึงตัวบุตรสาวเข้ามากอดไว้แนบอก มือของนางสั่นเทาอย่างรุนแรงขณะที่ยื่นไปอังจมูกของบุตรี ทันใดนั้นนางก็ร้องไห้พลางตะโกนออกมาว่า “นางยังมีลมหายใจอยู่ ! เด็กโง่ของข้ายังมีลมหายใจอยู่ ! ! เพื่อนบ้านคนใดพอจะมีเมตตาช่วยไปตามหมอเหลียงมาให้ข้าได้บ้าง ! ? ”


“ข้าเอง ! ” ซัวถัวรีบวิ่งไปยังหมู่บ้านที่อยู่ด้านล่างภูเขาอย่างรวดเร็ว


“แค่กแค่กแค่ก…” เด็กสาวที่อยู่ในอ้อมกอดของนางหวงสำลักน้ำออกมาพร้อมไออย่างรุนแรง


“ฟื้นแล้ว ! นางลืมตาแล้ว ! ! เจ้าเด็กนี่ช่างโชคดีเสียเหลือเกิน โชคดีที่นางตกน้ำไปแล้วยังนอนลอยคอเงยหน้ามองท้องนภา มิเช่นนั้นนางคงขาดอากาศหายใจตายไปนานแล้ว ! ” ชายชราคนหนึ่งที่มีอายุมากพอสมควรเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกตกตะลึง


หลินเว่ยเว่ยสำลักอย่างรุนแรง ในขณะเดียวกันนางก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาพลางคิดในใจว่า


‘อ่า…นี่ฉันไม่ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างเดินทางไปฝึกงานในฟาร์มซึ่งตั้งอยู่กลางป่าลึกหรอกหรือ ? ภูเขาลูกนั้นทั้งสูงทั้งชัน อีกทั้งรถยังพลิกคว่ำตกไปในเหวลึก มันมีโอกาสรอดน้อยมากเลย หรือว่า…ฉันยังไม่ตายแล้วโชคดีมีคนมาช่วยชีวิตไว้ได้ ? ’


“เด็กโง่ของแม่ เจ้าเด็กโง่ เจ้ายังมิตาย…สวรรค์ช่างมีความเมตตาเสียเหลือเกิน ! ” นางหวงเห็นว่าบุตรสาวคนรองลืมตาขึ้นมาแล้วความกดดันและความกังวลทั้งหมดจึงคลายลงในที่สุด นางกอดบุตรสาวไว้แน่นพร้อมกับร้องไห้โฮออกมา


บรรดาเพื่อนบ้านที่มาช่วยก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้เข้าก็อดรู้สึกตื้นตันใจมิได้ ต่อให้บุตรโง่เขลาเพียงใดทว่าก็เป็นสายเลือดของมารดา ดังนั้นนางหวงย่อมรักและทะนุถนอมบุตรสาวแน่นอนอยู่แล้ว !


‘อะไร ? ใครคือเด็กโง่ ? แม่หรือ ? ฉันโตมาในสถานเลี้ยงรับเด็กกำพร้านี่ ฉันไปมีแม่ตั้งแต่เมื่อไรกัน ? ’


ดังนั้นเธอจึงค่อยๆมองสังเกตไปรอบตัวและพบว่ามีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบแลดูซอมซ่อ นี่มันปี2025แล้ว ต่อให้คนที่อาศัยอยู่บนภูเขาจะยากจนแค่ไหนก็คงไม่ถึงขั้นต้องเย็บซ่อมผ้าแบบปะแล้วปะอีกหรอก จริงไหม ?


จากนั้นเธอก็หันไปมองบรรดาผู้หญิงผู้ชายที่กำลังมุงดูเธออยู่ ทุกคนล้วนไว้ผมยาวทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย อีกทั้งการแต่งกายก็ออกแนวคุมโทนสีน้ำตาลดูย้อนยุคสุดๆไปเลย หรือว่าฉันได้รับการช่วยเหลือจากคนในกองถ่ายละคร ? แต่จะมีผู้กำกับคนใดบ้ามาถ่ายทำละครในป่าลึกที่แม้แต่นกก็ยังไม่กล้าบินเข้ามาแบบนี้ ?


“เด็กโง่ของแม่ เจ้ามิต้องกลัวไปหรอก แม่จะพาเจ้ากลับบ้านเอง ! ” นางหวงไม่สามารถอุ้มบุตรสาวขึ้นหลังได้จึงหันไปหาบุตรสาวคนโตที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านข้าง “ลูกแม่…เจ้ามาช่วยแม่หน่อยสิ”


ทว่าบุตรสาวคนโตของนางหวงไม่ยอมขยับเขยื้อน ดวงตาของนางจับจ้องไปที่น้องสาวผู้โง่เขลาอย่างมิวางตาพร้อมเสียงตะโกนที่ปะทุอยู่ในใจว่า ‘เหตุใด ! เหตุใดเจ้าเด็กโง่นี้ถึงไม่จมน้ำตายไปเสีย ? เหตุใดต้องช่วยนางขึ้นมาด้วย ? นางยังเป็นภาระของที่บ้านไม่พออีกหรือ ? ’


“ให้ต้าซวนช่วยเถิด ! ” คนที่เอ่ยคือพี่สะใภ้แซ่ฮวาซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับน้องสามีเยี่ยงนางหวง พอจ้องมองรูปร่างที่ผอมบางของนางหวงแล้วก็สลับไปมองบุตรสาวคนรองที่เจ้าเนื้อมาก อีกทั้งยังสูงกว่านางหวงอยู่หลายฉื่อ นางจึงใช้ศอกกระทุ้งไปที่สามีของตน


จนกระทั่งถูกลุงต้าซวนแบกขึ้นหลังแล้วเดินออกไป หลินเว่ยเว่ยถึงค่อยได้สติกลับมา เธอสอดส่ายสายตาไปรอบด้านก็พบว่าไม่มีกล้อง ผู้กำกับหรือนักแสดงคนใดอยู่เลย หรือว่าพวกเขาไม่ได้กำลังถ่ายทำละคร…แต่เป็นฉันที่ทะลุมิติมายังโลกใบนี้ ?


หลินเว่ยเว่ยแทบไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับตนได้เพราะที่ผ่านมาเธอคิดมาตลอดว่า ‘การย้อนเวลาหรือการทะลุมิติ’ ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระที่ชาวเน็ตหรือนักแต่งนิยายสร้างมันขึ้นมา นี่ฉันไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่ ?


จากสระน้ำไปหมู่บ้านหลินวาต้องใช้เส้นทางบนภูเขา ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มแล้ว ลุงต้าซวนเดินไปเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้าโดยมีนางหวงเดินตามหลังไปติดๆ นางหวงกุมมือของบุตรสาวคนรองที่เย็นเฉียบเอาไว้อย่างอ่อนโยนราวกับต้องการปลอบประโลม


ส่วนบุตรสาวคนโตก็เอาแต่เดินก้มหน้าอยู่ด้านหลังจึงทำให้มิเห็นสีหน้าที่ฉายออกมา


“หมูป่า ! พวกเรารีบหนีเร็วเข้า ! หมูป่ามาแล้ว ! ! ” มิรู้ว่าเป็นเสียงของผู้ใดที่ดังขึ้นมา บรรดาชาวบ้านที่เดินตามอยู่ด้านหลังต่างพากันวิ่งหนีเข้าไปในหมู่บ้านอย่างบ้าคลั่ง


ลุงต้าซวนเดิมทีกำลังจะวิ่งหนีไปพร้อมกับชาวบ้านตามสัญชาตญาณ ทว่าบัดนี้เขากำลังแบกเด็กสาวที่หนักกว่าหนึ่งร้อยจินไว้บนหลัง แล้วเขาจะวิ่งได้อย่างไรกัน ? ครานี้หลินเว่ยเว่ยได้ยินเสียงร้องคำรามอย่างดุร้ายของหมูป่าที่เริ่มเข้ามาใกล้ทุกที !


มนุษย์ย่อมมีสัญชาตญาณและความสามารถในการแสวงหาสิ่งดีที่สุดให้ตนเองและหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำร้ายตนเพื่อความอยู่รอด ลุงต้าซวนจึงวางตัวหลินเว่ยเว่ยลงพื้น จากนั้นเขาก็รีบวิ่งหนีตามชาวบ้านคนอื่นไป !


เมื่อนางหวงเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกร้อนใจมากนัก มือข้างหนึ่งของนางจับมือบุตรสาวคนโตเอาไว้ ในขณะที่มืออีกข้างก็จับมือบุตรสาวคนรองไว้เช่นกัน จากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกว่า “เด็กโง่ของแม่รีบหนีไปเร็ว ! อย่าให้หมูป่าไล่ตามเจ้าทัน รีบหนีไปเสีย ! ”


หลินเว่ยเว่ยถูกมารดาลากไปทั้งอย่างนั้น แต่ความเร็วของสตรีสามคนจะเร็วเท่าหมูป่ากลัดมันได้อย่างไร ?


นางหวงกัดฟันกรอดแล้วนำมือของเด็กโง่ยัดใส่มือของบุตรสาวคนโต จากนั้นก็ตะโกนสั่งบุตรสาวคนโตว่า “พาน้องของเจ้าหนีไป ! วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะวิ่งได้ ! ”


ส่วนนางหวงหยุดฝีเท้าลง จากนั้นนางก็หันไปกางแขนออกแล้วใช้ร่างกายแสนบอบบางของตนขวางทางหมูป่าไว้แทน นางตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตถ่วงเวลาให้บุตรีทั้งสองได้หนีไป !


ทว่าบุตรสาวคนโตของนางสะบัดมือของหลินเว่ยเว่ยออก จากนั้นก็วิ่งมาดึงตัวนางหวง “ไม่ ท่านแม่ ! ไปกันเถิด พวกเราหนีไปด้วยกันเถิด…”


ทว่ายังมิทันที่นางจะได้เอ่ยจนจบ หมูป่าก็วิ่งตะบึงมาถึงเบื้องหน้าของพวกนางแล้ว ด้วยความตกใจกลัวบุตรสาวคนโตของนางหวงจึงผลักหลินเว่ยเว่ยไปเบื้องหน้า แล้วดึงมารดามาอยู่ด้านหลังแทน


หลินเว่ยเว่ยพูดไม่ออก ‘…’


ทันทีที่ถูกผลักมาอยู่เบื้องหน้า การปรากฏตัวของหมูป่าก็ขยายใหญ่ขึ้นในรูม่านตาของนาง เขี้ยวใหญ่ดูเหมือนจะเล็งเข้าที่หน้าอกและท้องของนาง…


ด้วยความตื่นตกใจ หลินเว่ยเว่ยจึงยื่นมือไปคว้าเข้าที่เขี้ยวหมูป่าโดยมิรู้ตัวและได้ทำใจที่จะโดนหมูป่าพุ่งชนใส่


แต่ดูเหมือนว่าหมูป่าจะมิได้มีความแข็งแกร่งเหมือนที่นางคิด มันดันหลินเว่ยเว่ยที่กำลังจับเขี้ยวของมันไปด้านหลัง ทว่ามันสามารถทำให้นางเซถอยหลังไปเพียงมิกี่ก้าวเท่านั้น หลินเว่ยเว่ยสูดหายใจเข้าลึก แววตาดูแน่วแน่เป็นอย่างมาก จนกระทั่งเท้าของนางถอยไปเหยียบหินจึงมิได้ถอยหลังต่อและนางก็มิได้สังเกตว่าหินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของตนได้แตกออกทันทีที่เหยียบมัน


หลินเว่ยเว่ยยังจับเขี้ยวของหมูป่าเอาไว้แน่น นางปล่อยให้มันดิ้นสะบัดได้ตามอำเภอใจ แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นมันก็ไม่สามารถสะบัดเอามือของหลินเว่ยเว่ยออกจากเขี้ยวได้ ยิ่งไปกว่านั้นมันมิอาจเข้าประชิดตัวของนางได้ด้วย…


หลังจากตื่นตระหนกในตอนแรกเริ่มนางก็พบว่าหมูป่ามิได้น่ากลัวมากเพียงนั้น นางจึงออกแรงผลักมันและมันก็มิสามารถทำอันใดนางได้ !


“เด็กโง่ ! เจ้าอย่ากลัวไปเลย แม่มาแล้ว ! ! ” นางหวงสะบัดมือของบุตรสาวคนโตออก จากนั้นก็วิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง แล้วเบียดเข้าแทรกกลางระหว่างหลินเว่ยเว่ยและหมูป่าพร้อมทุบตีและเตะต่อยหมูป่าอย่างอุตลุด


มือของหลินเว่ยเว่ยลื่นจนเกือบทำให้เขี้ยวของหมูป่าจมเข้าในเนื้อของนางหวง ‘เฮ้ ! คุณอย่าเข้ามาเพิ่มความยุ่งยากให้ฉันได้ไหม ? ’


หลินเว่ยเว่ยยังจับเขี้ยวของหมูป่าเอาไว้แน่น จากนั้นก็ออกแรงผลักมันไปด้านหลัง


นางหวงยังใช้กำปั้นที่แสนอ่อนแอของตนชกไปที่ศีรษะของหมูป่าจนมือของนางถลอกมีเลือดไหลออกมา แต่นางมิได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลยสักนิดทั้งยังตะโกนเสียงดังอีกว่า “เด็กโง่ รีบหนีไปเร็ว ! แม่จะขวางมันไว้เอง เจ้ารีบหนีไปเถิด ! ! ”


ตอนที่ 2: คิดว่าข้าเป็นมนุษย์กินคนหรือไร ?


หลินเว่ยเว่ยชะงักไปชั่วครู่ ! สตรีนางนี้ทั้งผ่ายผอมและดูอ่อนแอเป็นอย่างมาก ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าหากสู้กับหมูป่าก็มีแต่ตายกับตาย ทั้งที่อยู่ต่อหน้าภัยอันตรายถึงเพียงนี้ก็ยังยอมใช้ชีวิตของตนแลกเวลาให้บุตรีได้หนีไป นี่คือพลังความรักของผู้เป็นมารดาใช่หรือไม่


เมื่อชาติที่แล้วหลินเว่ยเว่ยเป็นเพียงเด็กกำพร้า เมื่อได้มาพบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ ความรู้สึกที่อธิบายมิถูกก็ถาโถมเข้ามาในหัวใจ มันเป็นทั้งความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยน อีกทั้งยังเป็นความรู้สึกที่หอมหวานมากด้วย ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกราวกับว่าทั่วทั้งร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง นางรวบรวมพลังทั้งหมดไปที่มือทั้งสองข้าง จากนั้นก็ออกแรงพลิกเจ้าหมูป่าจนมันกระแทกลงกับพื้น เอ่อ…หมูป่าตัวนี้อ่อนแอเกินไปหรือไม่ ? มันเป็นกระดาษหรือไรกัน ?


หลินเว่ยเว่ยใช้สองขาของตนดันร่างหมูป่าเอาไว้ จากนั้นก็ยื่นมือไปหยิบก้อนหินขนาดใหญ่เท่าศีรษะทารกขึ้นมาแล้วทุบไปที่หัวของหมูป่าทันที


“ย๊าก...! ” ในขณะเดียวกันนางก็ร้องตะโกนออกมาเพื่อรวบรวมพละกำลังแล้วทุบลงไปด้วยแรงทั้งหมดที่มี


บุตรสาวคนโตเห็นดังนั้นก็ตกตะลึงทันใด ! แม้คนในครอบครัวจะรู้ดีว่าเจ้าเด็กโง่มีพละกำลังเหลือล้น ทว่าผู้ใดจะคาดคิดว่าพละกำลังของเจ้าเด็กโง่มีมากมายมหาศาล ! ขนาดหมูป่าที่หนักหลายร้อยชั่งก็ยังถูกนางจัดการได้อย่างง่ายดายด้วยสองมือ


ครานี้ดวงตาของบุตรสาวคนโตได้จับจ้องไปบนร่างของหลินเว่ยเว่ย


หลินเว่ยเว่ยนึกถึงตอนที่ตนโดนอีกฝ่ายผลักไปประจันหน้ากับหมูป่า ทั้งที่เด็กผู้หญิงคนนี้ก็ดูมีอายุไม่มาก ทว่ามีจิตใจที่โหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก ถึงขนาดกล้าผลักน้องสาวให้ไปเผชิญหน้ากับหมูป่าที่ดุร้ายได้ นี่มันเจตนาเอาชีวิตกันเลยนี่ ! หากมิใช่เพราะเจ้าของร่างเดิมมีพละกำลังมหาศาลแล้วเจ้าหมูป่าตัวนี้อ่อนแอเกินไปก็มีหวังว่าตนที่เพิ่งกลับมาเกิดใหม่คงมิทันได้ลองใช้ชีวิตก็ต้องไปยมโลกอีกคราเสียแล้ว ! เมื่อคิดได้ดังนี้ ในใจของนางก็ยิ่งเดือดดาลมากขึ้น


ใบหน้าของนางดูไร้ความรู้สึก ในมือยังถือก้อนหินที่เปื้อนเลือดเอาไว้จากนั้นก็ทุบลงไปที่หัวของหมูป่าอีก ทว่าดวงตาของนางกลับจ้องเขม็งไปที่บุตรสาวคนโตหรือพี่สาวในโลกนี้นั่นเอง


บุตรสาวคนโตสั่นเทาไปทั้งร่างราวกับนกน้อยตกน้ำก็มิปาน รู้สึกว่ามีสายลมเย็นพัดวาบผ่านหลังไป รู้สึกราวกับว่าก้อนหินที่อยู่ในมือของเด็กโง่พร้อมทุบลงที่ร่างของนางได้ทุกเมื่อ มันช่าง…ช่างน่ากลัวยิ่งนัก !


ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามภูเขามักมีคำที่พูดติดปากว่า ‘ในบรรดาสัตว์ป่าทั้งหมด พลังการต่อสู้ของหมูป่าแข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือหมีและลำดับที่สามคือเสือ’ นั่นเพราะว่าหมูป่าสามารถระเบิดพละกำลังและความดุร้ายของมันออกมาได้มากที่สุด ทำให้อยู่เหนือกว่าหมีและเสือ ทว่าเจ้าหมูป่าที่โตเต็มวัยตัวนี้กลับถูกก้อนหินทุบจนสมองยุบเป็นโพรง มันตายจนมิสามารถตายได้มากกว่านี้แล้ว !


หลินเว่ยเว่ยวางก้อนหินในมือลง จากนั้นก็หย่อนก้นลงนั่งบนพื้นแล้วหอบหายใจออกมาอย่างรุนแรงเพราะความเหน็ดเหนื่อย แท้ที่จริงแล้วนางก็รู้สึกกลัวอยู่เช่นกัน เมื่อชาติก่อนแค่เห็นสุนัขขวางทาง นางยังต้องเปลี่ยนไปเดินอีกทาง แม้แต่ไก่สักตัวก็ยังมิเคยฆ่า ทว่าพอกลับชาติมาเกิดใหม่ก็ได้ประเดิมฆ่าหมูป่าเป็นการต้อนรับ มันน่าตื่นเต้นเกินไปหน่อยหรือไม่ !


นางหวงตกใจกลัวจนสติหลุด นางยังเตะต่อยไปที่ซากหมูป่าอย่างสะเปะสะปะ ปากก็เอาแต่พึมพำให้บุตรสาวทั้งสองหนีไป…


หลินเว่ยเว่ยค่อยๆสงบสติอารมณ์ของตน จากนั้นก็หันไปมองพี่สาวคนโตที่ยืนอยู่ด้านข้าง อีกฝ่ายตกใจกลัวจนต้องถอยหนีไปหลายก้าวคล้ายกลัวว่าจะโดนนางจับกินอย่างไรอย่างนั้น !


ดังนั้นนางจึงอ้าปากแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า “มัวแต่ยืนตกตะลึงอันใดกัน ? แบกท่านแม่ลงเขาไปสิ ! ”


บุตรสาวคนโตจึงทำหน้าราวกับว่ากำลังเห็นผี ‘เจ้าเด็กโง่เบาปัญญาผู้นี้พูดภาษาคนได้ด้วยหรือ ? สรุปแล้วโง่เขลาจริงหรือไม่ ? มันเป็นไปได้อย่างไร ? นี่ข้ากำลังฝันใช่หรือไม่ ? ’


หลินเว่ยเว่ยเข้าไปสวมกอดด้านหลังของนางหวงที่ยังเสียสติอยู่ จากนั้นก็กระซิบที่ข้างหูมารดาเพื่อเป็นการปลอบประโลม “ไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ หมูป่าตายแล้ว ! ท่านมิต้องกลัวหรอก ท่านมีข้าอยู่ทั้งคน มิต้องกลัวแล้ว…”


อาการเสียสติของนางหวงจึงค่อยๆทุเลาลง นางได้ฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครา ทว่าหลังจากเห็นสภาพของหมูป่าที่ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือด นางก็ตื่นตกใจจนต้องซุกหน้าเข้าในอ้อมกอดของหลินเว่ยเว่ยทันที จากนั้นนางก็ร้องโวยวายออกมาพร้อมร่างสั่นเทา “ลูกสาวคนรองของข้า… ลูกสาวคนรองของข้าอยู่ที่ใด ? ”


“ท่านแม่…ข้าอยู่นี่ ! ” หลินเว่ยเว่ยรู้สึกแสบจมูกพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมา ขณะที่นางขานรับ ‘ท่านแม่’ ในโลกใบนี้


นางหวงเงยหน้ามองตามเสียง จากนั้นก็ยื่นมือเรียวยาวไปลูบใบหน้าของบุตรสาวแล้วสำรวจดูอย่างละเอียด ในที่สุดนางก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา ทว่าทันใดนั้นนางก็รู้สึกอ่อนระทวยไปทั้งกาย ก่อนจะหมดสติไปทั้งอย่างนั้น


หลินเว่ยเว่ยจึงรีบประคองอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หันไปหาพี่สาวคนโต ‘หายไปที่ใดแล้ว ? นางหนีไปเมื่อใดกัน ? อย่าบอกว่านางกลัวจนวิ่งป่าราบไปแล้ว ? นางกลัวอันใดกัน ? ฉันไม่ใช่มนุษย์กินคนเสียหน่อย ! เหตุใดนางต้องแอบหนีไปโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง ? ในใจของนางมีแผนใดซ่อนอยู่หรือไม่ ? ’


“โบร๋ว...” เสียงหอนของหมาป่าดังขึ้นจากป่าลึกในหุบเขา เสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้ส่งเสียงดังหวีดหวิวทำให้เกิดบรรยากาศที่น่าสะพรึง ความมืดค่อยๆคืบคลานเข้ามาปกคลุมผืนป่า เสียงร้องของนกดังผ่านป่าลึกออกมา ในป่ายามราตรีมีอันตรายอยู่รอบด้านและมิรู้ว่ากลิ่นคาวเลือดนี้จะไปดึงดูดสัตว์ตัวใดมาบ้าง ! คงอยู่ที่นี่ต่อไปมิได้แล้ว อย่างไรก็ต้องลงเขาให้เร็วที่สุด !


หลินเว่ยเว่ยจ้องมองไปยังซากหมูป่าที่นอนตายอยู่บนพื้นดิน จากนั้นก็หันมามองนางหวงที่ยังอยู่ในอ้อมกอดแล้วถอนหายใจยาวออกมา นางตัดสินใจแบกนางหวงขึ้นหลังแล้วเดินลงเขา ท้องร้องโครกครากด้วยความหิวราวกับว่ากำลังเสียดายหมูป่าที่มีน้ำหนักหลายร้อยชั่งนั่น


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองอีกครา นางมองไปยังร่างไร้วิญญาณของหมูป่าด้วยตาละห้อย ทว่าสุดท้ายก็จำใจเดินจากไป


เมื่อเดินไปจนใกล้ถึงเชิงเขา นางก็เห็นว่าในหมู่บ้านมีแสงไฟลุกโชนสว่างไสว จากนั้นก็เห็นว่าบุตรสาวคนโตพาชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้ามารับนางและนางหวงซึ่งในมือของพวกเขาแต่ละคนถือคบเพลิงเอาไว้ ‘หึ ! อย่างน้อยก็ถือว่ายังมีน้ำใจอยู่บ้าง ! ’


ทันทีที่พวกชาวบ้านพากันกรูเข้ามาหา นางก็รู้สึกราวกับว่าตนกลายเป็นเด็กสาวเนื้อหอมขึ้นมาทันที ทว่าจู่ ๆ ก็มีคนถามขึ้นมา “หมูป่าเล่า ? เจ้าเด็กโง่ เจ้าฆ่าหมูป่าตัวนั้นจริงหรือ ? ”


“ไอหยา ! เอาแต่ถามเจ้าเด็กโง่ปาวๆ แล้วจะได้อันใดขึ้นมา ? เจ้าคิดว่านางจะตอบคำถามของเจ้าได้หรือ ? ” ชาวบ้านอีกคนเอ่ยออกมา จากนั้นก็เดินตามหลังบุตรสาวคนโตไปบนเขา


บุตรสาวคนโตพาพวกเขาไปยังบริเวณที่น้องสาวฆ่าหมูป่าตาย ทว่าไม่พบซากหมูป่าเลยสักตัว นอกจากรอยเลือดกองหนึ่งแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอีก


“นี่ ! เจ้าบอกเองมิใช่หรือว่าหมูป่าตัวนั้นถูกฆ่าตายไปแล้ว เจ้าบอกให้พวกข้ามาแบ่งเอาเนื้อมันไปกินมิใช่หรือ ? แล้วหมูป่าอยู่ที่ใด ? ” ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยออกมาด้วยความผิดหวัง


“ตอนแรกมันยังอยู่ตรงนี้เลย ! พวกท่านก็ดูกองเลือดตรงนี้สิ ทั้งยังมีก้อนหินก้อนนั้นอยู่ด้วย ! เจ้าเด็กโง่ใช้หินก้อนนั้นทุบหัวหมูป่าจนตาย ! เหตุใดบัดนี้มันไม่มีแล้ว ? ”


นางคิดว่าหมูป่าที่ตัวใหญ่ถึงเพียงนั้น หากมินำกลับไปด้วยมีหวังต้องสูญเสียมันให้สัตว์ป่าตัวอื่นที่อาจมาลากมันไปกิน ดังนั้นนางจึงไปตามชาวบ้านให้มาช่วยกันขนย้ายมันกลับไป แม้ว่านางจะแบ่งมันให้กับชาวบ้านแต่ละครัวเรือนแล้ว ครอบครัวของนางก็จะมีเนื้อหมูป่าเหลืออีกมิน้อย ! ทว่าบัดนี้หมูป่าตัวนั้นหายไปที่ใดแล้ว ?


“หมูป่าตายแล้วจริงหรือ ? หรือว่าแท้จริงเจ้าคิดจะโน้มน้าวให้พวกข้ากลับมาช่วยแม่และน้องสาวกันแน่ เจ้าโกหกพวกข้าใช่หรือไม่ ? ” ชาวบ้านอีกคนจ้องมองนางราวกับคาดคั้นเอาคำตอบ


“ข้ามิได้โกหกพวกท่าน ! ข้าคิดว่าเพื่อนบ้านทุกคนที่มาช่วยเหลือข้าออกตามหาน้องสาวบนภูเขาต้องพบกับความยากลำบาก ข้าจึงอยากให้ทุกคนมาแบกหมูป่าตัวนี้ลงไปเพื่อแบ่งเนื้อกัน และข้าก็ไม่รู้ว่าหมูป่าหายไปได้เช่นไร…” บุตรสาวคนโตรีบแก้ต่างให้ตนเองทันที


ลุงต้าซวนมองไปรอบด้าน จากนั้นก็เอ่ยด้วยความหวาดระแวง “เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะถูกฝูงหมาป่าลากไปแล้ว ? ”


สถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับป่าลึกเป็นอย่างมาก พวกชาวบ้านต่างก็เคยเห็นฝูงหมาป่าบริเวณใกล้เคียงมาก่อน หากฝูงหมาป่ายังไปจากที่นี่ได้มิไกล มีหวังว่าพวกเขาทั้งสิบกว่าคนคงสู้พวกมันมิได้แน่ ! ดังนั้นพวกชาวบ้านจึงไม่สนใจเรื่องหมูป่าอีกต่อไป ต่างคนต่างเดินลงภูเขาด้วยสีหน้าผิดหวัง


หลินเว่ยเว่ยแบกนางหวงเข้ามาในหมู่บ้านได้มินาน ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องไห้โฮของเด็กน้อยคนหนึ่งดังมาจากประตูทางเข้าหมู่บ้าน “ท่านแม่ ท่านพี่… ฮึก ฮึก ฮือออ”


ในขณะเดียวกันเจ้าหนูน้อยก็มีคนคอยปลอบประโลมอยู่ข้างกายมิห่าง “อีกมินานท่านแม่และท่านพี่ของเจ้าก็จะกลับมาแล้ว พวกเราไปรอพวกนางที่บ้านดีหรือไม่ ? ”


“ฮึกฮึกฮือออ…ข้าจะไปหาท่านแม่ ท่านแม่…” เด็กน้อยวิ่งไปตามถนนขึ้นภูเขา ปากก็ตะโกนเรียกหามารดาของตนมิหยุด “ท่านแม่ต้องไม่ตาย ! พวกชาวบ้านก็แค่โกหก ! ท่านแม่ไม่มีทางถูกหมูป่ากัดตายอย่างแน่นอน ท่านแม่…ท่านกลับมาหาข้าเถิด ข้ารู้สึกกลัวเหลือเกิน ! ”


เมื่อนางหวงที่อยู่บนหลังของหลินเว่ยเว่ยได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กน้อย ในที่สุดนางก็เอ่ยออกมาว่า “เอ้อร์หวาไม่ต้องกลัว แม่อยู่นี่…”


แม้ว่าเสียงของนางหวงมิได้ดังมากนัก ทั้งยังแฝงไปด้วยความอ่อนแรง แต่เมื่อเด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็รีบพุ่งตัวไปตามเสียงทันที มือน้อยๆขยี้ตาของตนมิหยุด จากนั้นก็เห็นว่าบริเวณทางเข้าหมู่บ้านมีร่างขนาดใหญ่กำลังเดินอยู่ เด็กน้อยคิดว่าเป็นมารดาของตนจึงรีบสาวเท้าเข้าหาอย่างรวดเร็ว “ท่านแม่ ! ท่านแม่ ! ”


นางหวงพยายามดิ้นรนเพื่อจะลงจากหลังของหลินเว่ยเว่ย ทว่าทั่วทั้งร่างไม่มีเรี่ยวแรงเลยแม้แต่น้อย เจ้าหนูน้อยวิ่งเข้ามาข้างเงาดำ ทันใดนั้นเขาก็พบว่าร่างใหญ่มิใช่มารดาของตนจึงจ้องมองหลินเว่ยเว่ยด้วยความตื่นตกใจ จากนั้นก็ถอยห่างเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างตนกับอีกฝ่ายเอาไว้ ก่อนจะตะโกนออกมาด้วยความตกตะลึงว่า “พี่รอง…”


หลินเว่ยเว่ยไม่เข้าใจ “เจ้าจะตกใจอันใดนักหนา ? คิดว่าข้าเป็นมนุษย์กินคนหรือไร ? ”


ตอนที่ 3: ลูกบ้านใครเหตุใดน่ารักถึงเพียงนี้ ?


หลินเว่ยเว่ยก้มมองเจ้าหนูน้อยที่มีส่วนสูงเท่าหัวเข่าของนางเท่านั้น ‘ช่างน่ารักน่าชังเสียจริง ! ’ เจ้าหนูน้อยมีดวงตากลมโตดูบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก ขนตาหนาเป็นแพสวย ริมฝีปากเล็กเชิดขึ้นเล็กน้อย เขาหน้าตาดีกว่าดาราเด็กในยุคปัจจุบันเสียอีก เพียงแต่ว่าเด็กน้อยผู้นี้ผอมจนเกินไปจึงดูน่าสงสารยิ่งนัก


เมื่อเจ้าหนูน้อยเห็นนางหวงที่อยู่บนหลังของอีกฝ่าย ดวงตากลมโตของเขาก็มีน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครา “ท่านแม่ ท่านเป็นอันใดไป ? ท่าน…”


ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็พบว่าร่างของตนได้ลอยขึ้นบนอากาศ เสียงของเขาจึงหยุดชะงักไปทั้งอย่างนั้นเพราะหลินเว่ยเว่ยใช้มือข้างเดียวเกี่ยวเอวของเขาขึ้นมากอดไว้นั่นเอง ด้วยความตื่นตกใจจึงทำให้เจ้าหนูน้อยถึงกับสะอื้น ทว่าก็มิได้ร้องไห้ออกมา


นางหวงเงยศีรษะขึ้นมาจากหลังของบุตรสาวพลางจ้องมองบุตรชายคนสุดท้องด้วยท่าทีผ่อนคลาย “ลูกแม่…เจ้ามิต้องกลัว แม่มิได้เป็นอันใดแล้ว ขวัญเอ๋ยขวัญมา ขวัญจงมาอยู่กับเนื้อกับตัว”


นางหวงพึมพำคำเรียกขวัญ


ซึ่งเป็นคำที่พวกชาวบ้านใช้ท่องเพื่อปลอบขวัญและเรียกสติเด็กที่กำลังรู้สึกหวาดกลัว


หลังจากที่เจ้าหนูน้อยได้ยินเสียงของนางหวง ความหวาดกลัวบนใบหน้าก็ค่อยๆเลือนหายไป ช่างโชคดีเสียเหลือเกินที่ท่านแม่มิได้เป็นอันใด ! ทว่า…ทว่านี่เป็นคราแรกที่เจ้าหนูน้อยถูกพี่สาวคนรองกอดไว้เช่นนี้ ! ด้วยความตื่นตกใจ เขาจึงพยายามดิ้นขัดขืนแล้วจ้องมองหลินเว่ยเว่ยด้วยสายตาแปลกใจ


หลินเว่ยเว่ยยิ้มน้อยๆให้กับน้องชาย ส่วนเจ้าหนูน้อยก็ยิ้มตอบพี่สาวเช่นกัน จากนั้นเขาก็หันไปมองทางอื่นด้วยความเก้อเขิน


เมื่อครู่เจ้าหนูน้อยเห็นว่าพี่สาวคนรองแบกมารดาเอาไว้บนหลัง เขาจึงกระซิบหลินเว่ยเว่ยอย่างรู้ความว่า “ปล่อยข้าลงเถิด ข้าเดินเองได้”


“มิเป็นไร ข้ามีแรงเหลือเฟือ ต่อให้มีเจ้าอีกสิบคน ข้าก็อุ้มไหว ! ” หลินเว่ยเว่ยอุ้มเจ้าหนูน้อยขึ้นลง น้ำหนักแค่นี้สำหรับนาง…มิได้ต่างอันใดจากขนห่านเลย


“เจ้า…พูดได้ด้วยหรือ ? เจ้ามิใช่คนโง่เขลาหรอกหรือ ? ” เจ้าหนูน้อยเบิกตาโตราวกับไข่ห่าน ดวงตากลมโตใสแจ๋วประดุจอัญมณีสีดำบริสุทธิ์


“เอ้อร์หวา…แม่บอกเจ้าหลายคราแล้วมิใช่หรือว่าอย่าเรียกพี่รองว่าคนโง่ ! นางคือพี่รองของเจ้า ! ! ” นางหวงตำหนิแกมบังคับบุตรชาย


เจ้าหนูน้อยลอบมองพี่รองของตนอย่างกล้าๆกลัวๆ จากนั้นเขาก็เอ่ยอย่างสำนึกผิดด้วยเสียงแผ่วเบา “พี่รอง ข้าผิดไปแล้ว ท่านอย่าโกรธข้าเลย…”


“ข้าไม่โกรธเจ้าหรอก ! ” หลินเว่ยเว่ยไม่สามารถต้านทานความน่ารักของเด็กน้อยได้ แน่นอนว่านางย่อมมิถือสาเด็กน้อยอยู่แล้วเพราะคนที่โง่ก็คือพี่รองของเด็กน้อยผู้นี้ ไม่ใช่หลินเว่ยเว่ยผู้มาจากโลกอนาคตเสียหน่อย ดังนั้นเหตุใดนางต้องโกรธเด็กน้อยผู้นี้ด้วยเล่า ?


แขนขวาของนางดันขาของมารดาเอาไว้ จากนั้นก็ค่อยๆยกขึ้นเพื่อให้นางหวงอยู่ในท่าที่สบายแล้วก็หันไปทางนางเฝิง ซึ่งนางเฝิงกำลังมองมาที่พวกนางด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “พวกเจ้ามิเป็นอันใดก็ดีแล้ว เมื่อครู่ข้าตกใจแทบแย่ ! ”


พักนี้นางเฝิงสุขภาพมิค่อยแข็งแรง ในยามที่ขึ้นไปช่วยตามหาบุตรสาวคนรองของนางหวงก็เดินรั้งท้ายอยู่ตลอด ในยามที่ได้ยินชาวบ้านตะโกนขึ้นมาว่า ‘หมูป่า !’ นางก็ถูกฝูงชนเบียดจนต้องวิ่งสะเปะสะปะลงเขา เมื่อวิ่งมาถึงประตูทางเข้าหมู่บ้าน นางถึงได้รู้สึกตัวว่านางหวงและบุตรสาวทั้งสองมิได้วิ่งลงมาด้วย


ในขณะที่พวกชาวบ้านคิดว่าพวกนางตกตายไปแล้วนั้น จู่ๆ บุตรสาวคนโตของนางหวงก็วิ่งลงเขามาแล้วบอกว่าหมูป่าถูกฆ่าตายไปแล้ว ให้ทุกคนรีบขึ้นไปช่วยแบกมันลงมาจะได้แบ่งเนื้อหมูกินกัน ทุกคนจึงตั้งท่าจะเดินขึ้นไปบนเขาอีกครา ทว่านางเฝิงเดินมิไหวแล้วจึงอยู่เป็นเพื่อนบุตรชายของนางหวงที่ร้องไห้ฟูมฟายอยู่หน้าประตูทางเข้าหมู่บ้านแทน


นางเฝิงอาศัยอยู่ติดกับบ้านตระกูลหลิน บ้านสองหลังนี้อยู่ห่างกันเพียงกำแพงกั้นเท่านั้น


ประตูบ้านของตระกูลหลินถูกเปิดแง้มเอาไว้ หลินเว่ยเว่ยใช้เท้าผลักประตูเบาๆ ทว่าประตูบานนี้กลับหลุดออกจากขอบประตูแล้วล้มกระแทกพื้นดัง ‘ปึง !’


เมื่อนางหวงเห็นประตูที่ล้มลงและท่าทีของบุตรสาวจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “ประตูบานนี้ควรได้รับการซ่อมแซมนานแล้ว วันนี้ใช้ที่ขัดประตูดันปิดไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยขอให้พวกชาวบ้านมาช่วยกันซ่อม”


หลินเว่ยเว่ยวางมารดาไว้บนเตียงโทรมๆภายในบ้านหลังเล็ก แขนข้างหนึ่งของนางได้อุ้มเจ้าหนูน้อยไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ง่วนอยู่กับการซ่อมประตูบ้าน


โดยทั่วไปแล้วเด็กจากครอบครัวยากจนมักถูกปล่อยให้เดินเอง น้อยครั้งที่จะมีคนอุ้มเอาไว้เช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเป็นเพราะสุขภาพร่างกายของนางหวงมิแข็งแรง กอปรกับคนในครอบครัวต่างยุ่งวุ่นวายอยู่กับการทำไร่ทำนาหาเลี้ยงชีพ ดังนั้นเจ้าหนูน้อยจึงมิเคยร้องไห้โวยวายให้ผู้ใดอุ้มเขามาก่อน แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็เถิด…ทุกคราที่เจ้าหนูน้อยเห็นบิดาของเด็กในหมู่บ้านอุ้มพวกเขาเหล่านั้นขึ้นสูง ยามที่พวกเขาหัวเราะดีใจหรือมีความสุข เจ้าหนูน้อยก็มักจะมองด้วยความอิจฉาอยู่เสมอ !


การถูกอุ้มเช่นนี้ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับเจ้าหนูน้อย และการได้อยู่ใกล้ชิดกับพี่สาวคนรองเช่นนี้ก็ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับเขาเช่นกัน


บุตรสาวคนรองของนางหวงมีแรงมากมายมหาศาล ทุกคนจึงกลัวว่านางจะมิทันระวังแล้วอาจทำให้เจ้าหนูน้อยบาดเจ็บเอาได้ ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าหนูน้อยก็มักจะถูกคนในครอบครัวกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ‘อยู่ให้ไกลจากพี่รองของเจ้าสักหน่อย’


และบ่อยครั้งที่พี่สาวคนโตมักขู่ให้เจ้าหนูน้อยรู้สึกหวาดกลัว ‘เจ้าโง่จะยกตัวเจ้าขึ้นมาแล้วทุ่มเจ้าลงกับพื้นจนกระดูกของเจ้าแตกละเอียด ! ’


เจ้าหนูน้อยเคยเห็นเจ้าอ้วนสามคนจับแมลงมาแล้วปาลงพื้น หลังจากนั้นแมลงก็ดูมิได้อีกเลย ทำให้เจ้าหนูน้อยจำฝังใจกับคำว่า ‘กระดูกแตกละเอียด’ อีกทั้งยังกลัวขึ้นสมองเลยด้วย โดยปกติเขามักนั่งอยู่ห่างๆจากพี่สาวคนรองแล้วลอบมองเป็นประจำ ในใจของเจ้าหนูน้อยมิได้มีสิ่งใดไปมากกว่าความสงสัยและขลาดกลัว


พี่สาวคนรองบีบจานชามแตกอยู่บ่อยครั้ง เวลานั่งเก้าอี้ เก้าอี้ก็หัก…พี่สาวคนโตมักบอกเขาอยู่เสมอว่าที่ครอบครัวของพวกเรายากจนถึงเพียงนี้เป็นเพราะพี่รองทำลายข้าวของในบ้านเป็นประจำ !


ยามนี้ภายในบ้านของพวกเขามืดมาก นางเฝิงกำลังจะช่วยจุดตะเกียงให้ ทว่านางหวงบอกนางเฝิงว่า “มิต้องหรอก…ครอบครัวของข้าไม่ได้ซื้อน้ำมันตะเกียงมาหลายเดือนแล้ว”


นางเฝิงเห็นว่าเสื้อผ้าบนตัวของหลินเว่ยเว่ยเปียกน้ำจึงบอกกับอีกฝ่ายว่า “เสื้อผ้าบนตัวเจ้าเปียกโชกไปหมด วางเจ้าหนูน้อยลงแล้วไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีหรือไม่ ? ”


ด้วยความที่เป็นเพื่อนบ้านกันมานานหลายปี นางย่อมรู้จักนิสัยของเด็กสาวคนนี้ดี ขอเพียงไม่ไปยั่วให้โมโห ยามปกติก็มักจะเงียบและเชื่อฟังเป็นอย่างดี


หลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกว่าการสวมเสื้อผ้าเปียกทำให้ตัวเฉอะแฉะ นางจึงวางเจ้าหนูน้อยลงแล้วตามนางเฝิงไปเปลี่ยนเสื้อผ้า นางเฝิงค้นตะกร้าหวายจนกระทั่งพบเสื้อผ้าของอีกฝ่าย จากนั้นก็เอ่ยถามเสียงแผ่ว “ให้ข้าช่วยเปลี่ยนหรือไม่ ? ”


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า จากนั้นก็หยิบเอาเสื้อผ้าขึ้นมาแล้วมองไปที่นางเฝิงราวกับต้องการจะสื่อว่า ‘ท่านออกไปเถิด ประเดี๋ยวข้าเปลี่ยนเอง’


เมื่อนางเฝิงเห็นดวงตาที่สงบนิ่งและดำสนิทของหลินเว่ยเว่ยก็ตกตะลึงไปชั่วครู่ ‘เด็กสาวผู้โง่เขลาคนนี้ แท้จริงแล้วมีดวงตาที่งดงามเพียงนี้เชียวหรือ ! ’


เมื่อนางเฝิงเดินออกไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงก้มหน้าลงเพื่อศึกษาวิธีการถอดชุด ทว่าพอหันไปทางช่องประตูก็พบว่ามีดวงตากลมโตของเจ้าหนูน้อยกำลังแอบมองมาด้วยความสงสัย


เมื่อเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยมองเห็นตนแล้ว เจ้าหนูน้อยจึงรีบหดหัวกลับอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็รีบวิ่งไปหานางหวง


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะให้กับความไร้เดียงสาของเจ้าหนูน้อย หลังจากที่นางเปลืองแรงอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็สามารถเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ได้และเมื่อเดินออกมาอีกครานางเฝิงก็กลับบ้านของตนไปแล้ว


นางหวงพยายามลุกจากเตียงแล้วจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้แก่บุตรสาว ก่อนที่จะเอ่ยอย่างตื้นตันใจว่า “ลูกแม่เก่งขึ้นแล้ว ใส่เสื้อผ้าเองเป็นด้วย ! ลูกแม่ เจ้าหิวหรือไม่ แม่จะไปทำอาหารให้ทาน ! ”


หลินเว่ยเว่ยดันตัวนางหวงกลับไปที่เตียงดังเดิม ส่วนตนก็เดินเข้าไปในครัว จากนั้นก็พบว่าโถที่ใส่เมล็ดธัญพืชเหลือเพียงน้อยนิดเท่านั้นและมันก็คงไม่พอสำหรับสองคนอย่างแน่นอน ดังนั้นนางจึงมิได้คิดสิ่งใดอีกและนำเมล็ดธัญพืชในโถทั้งหมดออกมาบดแล้วนวดเป็นเส้นบะหมี่ ก่อนจะนำไปต้มในหม้อ


ตอนนั้นเองพี่สาวคนโตก็เปิดประตูบ้านแล้วเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เมื่อเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยยกชามบะหมี่ออกมาจากห้องครัว ทันใดนั้นใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวด้วยความโมโหทันที นางรีบพุ่งตัวไปดูโถธัญพืชในครัวแล้วก็วิ่งออกมาพลางชี้หน้าด่าหลินเว่ยเว่ยว่า “เจ้าเอาอาหารของครอบครัวที่สำรองไว้สำหรับสองวันมาทำกินหมด แล้วพรุ่งนี้พวกเราจะกินอันใด ! เจ้าอยากให้ทั้งครอบครัวอดตายใช่หรือไม่ ? ”


ตอนที่ 4: อยู่ไม่ถึงสามปี


นางหวงได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของบุตรสาวคนโตจึงพยายามพยุงตัวเดินไปที่ขอบประตู เมื่อออกมานอกห้องก็เห็นว่าในมือของบุตรสาวคนรองถือชามบะหมี่เอาไว้ แม้ว่าในใจจะรู้สึกเสียดายเมล็ดธัญพืชที่เก็บสำรองไว้สำหรับสองวัน ทว่านางรู้สึกสงสารบุตรสาวคนรองมากกว่า นั่นเป็นเพราะอีกฝ่ายยังมิได้ทานอันใดเลยตั้งแต่ช่วงเช้าที่หายตัวไปจวบจนกระทั่งบัดนี้ก็คงจะหิวมาก


พอบุตรสาวคนโตเห็นมารดาก็ปรี่เข้ามาฟ้องเสียยกใหญ่ “ท่านแม่ ท่านดูนางสิเจ้าคะ บ้านของเราเหลือเมล็ดธัญพืชเพียงน้อยนิด ทว่าคืนนี้ถูกนางกินไปจนหมดภายในชั่วพริบตา แล้วพรุ่งนี้พวกเราจะทำเช่นไร ? พวกเรามิต้องกินลมแทนอาหารหรือเจ้าคะ ? ”


นางหวงรีบส่งสายตาปรามบุตรสาวคนโตทันที จากนั้นก็หันไปปลอบใจหลินเว่ยเว่ยที่ยืนนิ่งเงียบ “วันนี้น้องสาวของเจ้าได้รับความหวาดกลัวและความตกใจมากเพียงนั้น ถ้านางอยากกินบะหมี่ก็ให้กินไปเถิด พรุ่งนี้…แม่จะคิดหาวิธีเอง”


นางรู้สึกดีใจเสียเหลือเกินที่บุตรสาวคนรองสามารถทำบะหมี่กินเองได้ ! ทว่าในขณะที่นางรู้สึกชื่นชมยินดีอยู่นั้น ภายในใจก็ได้แต่ตำหนิตนเองว่าเป็นมารดาที่มิได้เรื่อง ถึงได้ปล่อยให้บุตรต้องมาอดอยากไปพร้อมกับตน


“เจ้าเด็กโง่ก็ยังเป็นคนโง่อยู่วันยังค่ำ ! ท่านแม่…ท่านมิได้มีเพียงเจ้าเด็กโง่เป็นลูกสาวคนเดียวนะเจ้าคะ ทว่าท่านยังมีข้าและน้องชายที่เป็นลูกเหมือนกัน ! ต่อไปหากนางหิว ท่านก็จะให้นางนำอาหารทั้งหมดในบ้านมากินหรือ ? หากเป็นเช่นนั้นท่านแม่ก็สับเนื้อของข้าแล้วเอาให้นางกินเลยสิ ! หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป มิช้าก็เร็วครอบครัวของเราต้องเหนื่อยกับภาระแบบเจ้าเด็กโง่ไปจนตาย !” บุตรสาวคนโตระบายความอัดอั้นตันใจออกมาด้วยความโกรธ


“อย่าพูดเช่นนี้เลย เจ้าและน้องสาวล้วนเป็นลูกที่ดีของแม่ทั้งคู่ เจ้าเป็นพี่สาวก็ควรยอมให้น้องบ้าง…” นางหวงปลอบใจบุตรสาวคนโตเสียงแผ่ว


ประโยคนี้อีกแล้ว ! ถ้าเลือกได้นางจะไม่มีวันเป็นพี่สาวของเด็กโง่เช่นนี้หรอก ! ด้วยความโมโหจึงทำให้บุตรสาวคนโตของนางหวงเดินกระทืบเท้าเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูเสียงดังลั่นและต่อให้นางหวงเรียกอย่างไร นางก็มิยอมออกมา


เดิมทีเมล็ดธัญพืชในโถมีอยู่ไม่มากแล้ว ดังนั้นเมื่อนำออกมาทำเป็นเส้นบะหมี่ก็จะได้เพียงสองชามเท่านั้น นางหวงได้แบ่งบะหมี่ใส่ชามใหญ่หนึ่งชามให้แก่บุตรสาวคนรอง จากนั้นก็แบ่งไว้ให้บุตรชายคนเล็กอีกครึ่งชาม ส่วนที่เหลืออีกครึ่งก็เก็บไว้ให้บุตรสาวคนโต ส่วนนางเทน้ำซุปในหม้อออกมาแล้วดื่มน้ำซุปแทน


“ข้าอิ่มแล้ว ! ” เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ ภายในใจของหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกหน่วงขึ้นมาทันใด ดังนั้นนางจึงวางชามบะหมี่ในมือลงแล้วเดินกลับไปยังห้องทางทิศตะวันตกอย่างเงียบๆ


นางหวงมองบะหมี่ที่ยังเหลือในชามอีกครึ่งจึงเอ่ยด้วยความกังวลว่า “ลูกแม่… เหตุใดวันนี้เจ้าทานน้อยเพียงนี้เล่า ? เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือไม่ ? หากเป็นเช่นนั้นแม่จะได้เชิญหมอเหลียงมาตรวจอาการเจ้าสักหน่อย…”


ทันใดนั้นเสียงของนางหวงก็หยุดชะงักลง สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนไปหลากหลายอารมณ์ นางทั้งรู้สึกตกตะลึงและแทบมิอยากเชื่อสายตา ทว่าในขณะเดียวกันนางก็รู้สึกตื่นเต้นและดีใจจึงตะโกนไปทางห้องของบุตรสาวคนโตว่า “ลูกแม่…เมื่อครู่น้องรองของเจ้าพูดแล้วใช่หรือไม่ ? ที่แท้แม่ก็มิได้ฝันไป ! ”


สุดท้ายบุตรสาวคนโตของนางหวงก็มิอาจเอาชนะความหิวได้จึงออกมาจากห้องนอนแล้วยกชามบะหมี่ขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มพึมพำกับตนว่าจะทานดีหรือไม่ จะเป็นการเอาเปรียบเด็กโง่คนนั้นหรือเปล่า ?


ส่วนบุตรชายคนเล็กหลังจากทานบะหมี่พร้อมกับซดน้ำซุปเสร็จแล้วก็เลียขอบชามพลางหันไปเอ่ยกับมารดาว่า “อืม…พี่รองพูดว่านางอิ่มแล้ว ! ท่านแม่ ท่านรีบทานเถิด หากวางบะหมี่ทิ้งไว้นานๆ มันจะอืดเอาได้ขอรับ ! ”


“ในที่สุดลูกของแม่ก็พูดได้แล้ว ! เอ้อร์หวา พี่สาวของเจ้าหายดีแล้วใช่หรือไม่ ? ตอนที่พ่อของพวกเจ้ายังมีชีวิตอยู่เคยให้หมอดูทำนาย หมอดูบอกว่าพี่สาวของเจ้าจะหายดีอย่างแน่นอน ! ช่างเป็นข่าวดีมากเหลือเกิน…ต้องเป็นเพราะพ่อของพวกเจ้าที่คอยคุ้มครองพวกเราอยู่บนสวรรค์ ! ” นางหวงเอ่ยออกมาพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ในขณะที่มือของนางก็ได้แต่ไหว้ขอบคุณฟ้าดินมิหยุด


หลินเว่ยเว่ยนอนอยู่บนเตียงไม้ซอมซ่ออย่างเงียบๆ พร้อมลูบท้องที่ร้องโครกครากด้วยความหิว ภายในใจยังรู้สึกเสียดายหมูป่าตัวนั้นมิหาย หมูป่าต้องถูกชาวบ้านแบกกลับมาแบ่งกันแล้วแน่นอน พี่สาวก็ช่างโง่เขลาเสียเหลือเกิน เหตุใดต้องพาคนไปมากมายถึงเพียงนั้นด้วย แล้วสุดท้ายก็ปล่อยให้ตนกลับบ้านมือเปล่า ฮึ ! คงแล้งน้ำใจกับคนในครอบครัวเท่านั้นสิท่า !


ทว่านั่นหมูป่าเชียวนะ หมูป่าตัวใหญ่ของข้า หมูป่าที่หนักหลายร้อยชั่งของข้า ! หลินเว่ยเว่ยคร่ำครวญอยู่ในใจทว่าทันใดนั้นสภาพแวดล้อมรอบกายก็เปลี่ยนไป บ้านมุงจากหลังเดิมหายไปแล้ว รอบกายของนางถูกแทนที่ด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวขจี ถัดไปมีน้ำพุผุดขึ้นมาจากพื้นดินจนเกิดเป็นลำธารใสสะอาด มิไกลออกไปมีร่างของหมูป่าที่นางรำพึงรำพันถึงเมื่อครู่


นี่คือที่ใด ? เมื่อครู่ข้ายังนอนอยู่บนเตียงในห้องทางทิศตะวันตกอยู่เลยมิใช่หรือ ? หรือว่าข้ากำลังฝันไป ?


ด้วยความสงสัยนางจึงลองหยิกหลังมือของตน “โอ๊ย...! ”


รู้สึกเจ็บ ! นี่มิใช่ความฝัน หรือว่า…


ดังนั้นนางจึงลองพึมพำกับตนว่า ‘ออกไป ! ’ และก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ว่าบัดนี้นางได้กลับมาที่บ้านซอมซ่ออีกครา จากนั้นก็กลับเข้าไปในมิติน้ำพุอีกรอบ หลินเว่ยเว่ยจึงได้เชื่อว่าที่แท้ตนก็มีมิติเหมือนนิยายแฟนตาซีในโลกอนาคต


ภายในมิติแห่งนี้มิได้มีขนาดใหญ่มากนัก มีที่ดินสำหรับเพาะปลูกราวสองสามหมู่ น้ำพุที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดินก็มีขนาดครึ่งหนึ่งของสนามบาสเก็ตบอลเท่านั้น มีหญ้าสีเขียวขจีและดอกไม้ป่านานาชนิดขึ้นที่ริมลำธาร หากไม่สนใจร่างของหมูป่าที่เปียกโชกไปด้วยโลหิต ทิวทัศน์ในนี้ก็ถือว่างดงามเป็นอย่างมาก


สุดยอดไปเลย ! พรุ่งนี้ข้าจะนำหมูป่าไปขายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงิน เพียงเท่านี้ก็มิต้องอดอยากแล้ว ! ด้วยความหิวกระหาย หลินเว่ยเว่ยจึงดื่มน้ำแร่จากน้ำพุที่ใสสะอาดทั้งยังมีรสชาติหอมหวาน จากนั้นนางก็กลับมาที่ห้องนอนเล็กๆของตนอีกครา ก่อนจะเริ่มวางแผนอนาคตอย่างเพลิดเพลิน


ในยามดึกของราตรีนั้นเอง หลินเว่ยเว่ยถูกเสียงร้องไห้โฮของพี่สาวและน้องชายปลุกให้ตื่นขึ้นมา หลังจากที่สะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ นางก็รีบวิ่งไปที่ห้องนอนของนางหวงทันทีและเห็นว่าพี่สาวคนโตกำลังเขย่าร่างของมารดาด้วยความตกใจ ปากก็ตะโกนเรียกมิหยุด ส่วนเจ้าหนูน้อยก็ร้องห่มร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวและเป็นกังวลเช่นกัน


นางหวงที่นอนอยู่บนเตียงไม้นั้นมีใบหน้าแดงก่ำพร้อมกับเหงื่อเม็ดโตที่ผุดออกมาจากหน้าผากจนชุ่มใบหน้า ปากก็พึมพำบางอย่างเหมือนกำลังเพ้อ ! เมื่อหลินเว่ยเว่ยเห็นดังนั้นจึงรีบใช้ผ้าสะอาดมาชุบน้ำแล้ววางลงบนหน้าผากของนางหวง ก่อนจะผลักพี่สาวคนโตที่ไร้ประโยชน์ให้ถอยห่างออกไปพร้อมขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น “มัวแต่ร้องไห้อยู่ได้ ! ยังไม่รีบไปตามหมอมาอีก ”


“เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าทั้งสิ้น ! ที่ท่านแม่ไม่สบายก็เพราะหมูป่าตัวนั้นบนภูเขามิใช่หรือ ! หากท่านแม่ไม่ขึ้นเขาไปตามหาเจ้าก็คงมิได้เผชิญหน้ากับหมูป่าและคงมิต้องตกใจกลัวจนจับไข้เช่นนี้ ! เหตุใดคนที่จับไข้ถึงมิใช่เจ้า ? เหตุใดท่านแม่ต้องไปตามหาเจ้ากลับมาด้วย ! ” พี่สาวตะโกนใส่หลินเว่ยเว่ยราวกับต้องการระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดออกมา


สีหน้าของหลินเว่ยเว่ยมืดครึ้มทันใด ดวงตาสีดำขลับจับจ้องไปที่พี่สาวคนโตอย่างเคร่งขรึม ดวงตาสีเข้มคู่นั้นราวกับค่ำคืนที่มืดมิดและสระน้ำเย็นไร้ก้นบึ้ง ทั้งเยือกเย็นและน่ากลัวจนทำให้พี่สาวถึงกับขี้ขลาดขึ้นมาทันใด


“มาเอ่ยถึงเรื่องพวกนี้ในเวลานี้จะมีประโยชน์อันใด ? เจ้าพูดเช่นนี้แล้วคิดว่าอาการป่วยของท่านแม่จะดีขึ้นมาหรือ ? ข้าจะคอยดูแลท่านแม่เอง ส่วนเจ้าไปตามหมอเหลียงมา ! ” น้ำเสียงของหลินเว่ยเว่ยเจือไปด้วยการข่มขู่ทำให้พี่สาวมิอาจปฏิเสธได้ พอพี่สาวนึกถึงเหตุการณ์ที่นางใช้ก้อนหินทุบหัวหมูป่าอย่างบ้าคลั่งและรุนแรงขึ้นมาจึงยอมทำตามแต่โดยดี


หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าริมฝีปากของมารดาเริ่มแห้งผากแล้ว บัดนี้ก็ตัวร้อนพร้อมที่จะชักได้ทุกเมื่อ ดังนั้นนางจึงป้อนน้ำแร่ที่ได้มาจากมิติน้ำพุวิญญาณให้แก่นางหวง ก่อนหน้านี้หลินเว่ยเว่ยเพิ่งจะดื่มน้ำพุเข้าไป ตอนนั้นมิได้รู้สึกพิเศษอันใดมากนัก นอกจากรู้สึกอุ่นๆภายในท้องและความหิวในตอนแรกก็เบาลง มิได้หิวโซแล้ว


หลังจากนั้นมินาน หมอเหลียงก็เข้ามาดูอาการของนางหวง หลังกล่าวคำศัพท์เฉพาะของพวกหมอไปได้สักพัก เขาก็ได้สรุปอาการป่วยของนางหวงว่าเป็นเพราะขาดสารอาหารเป็นเวลานาน กอปรกับเกิดความกลัวและความตกใจจึงส่งผลกระทบต่อจิตใจจนทำให้จับไข้ ดังนั้นเขาจึงจัดสมุนไพรคลายเครียดและกำชับให้นางหวงพักผ่อนให้มาก


เวลานี้บุตรสาวคนโตหน้าแดงก่ำพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนว่า “ท่านหมอเหลียง ข้าขอติดค้างค่ายาไว้ก่อนได้หรือไม่ อีกสองสามวันข้าจะจ่ายคืนให้ท่านอย่างแน่นอน”


เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน หมอเหลียงจึงรู้สภาพความเป็นอยู่ของตระกูลหลินเป็นอย่างดี นางหวงเป็นแม่หม้ายที่ต้องเลี้ยงบุตรถึง4คน อีกทั้งนางยังยืนกรานที่จะให้บุตรชายคนหนึ่งเข้าเรียนให้ได้…เฮ้อ ! มันมิง่ายเลย ดังนั้นให้เวลาพวกนางหาเงินสักหน่อยแล้วกัน !


หมอเหลียงมิได้กังวลว่าพวกนางจะไม่ยอมจ่าย แต่กังวลว่าทานธัญพืชและอาหารแห้งทุกวันเยี่ยงนี้จะไม่ล้มป่วยได้เช่นไร อีกทั้งพวกนางจะหนีหนี้จากผู้ใดก็ย่อมได้ ทว่าไม่มีทางกล้าทำกับท่านหมออย่างแน่นอน ดังนั้นหลังจากที่หมอเหลียงลังเลอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ยกับบุตรสาวคนโตว่า “ร่างกายของแม่เจ้าอ่อนแอมาก หากนางยังทำงานหนักต่อไปก็คงอยู่ได้ไม่ถึงสามปี”


เมื่อบุตรสาวคนโตได้ยินดังนั้นก็ทรุดลงกับขอบเตียงของนางหวงแล้วร้องห่มร้องไห้ออกมาทันที เมื่อเจ้าหนูน้อยเห็นว่าพี่ใหญ่ร้องไห้จึงร้องไห้ตามไปด้วย เมื่อหมอเหลียงเห็นดังนั้นจึงส่ายหน้าอย่างอเนจอนาถใจ เขาเอ่ยสิ่งเหล่านี้ไปแล้วจะมีประโยชน์อันใด ? เพียงแค่ใบสั่งยาธรรมดาพวกนางยังมิสามารถซื้อมาทานบำรุงร่างกายได้เลย เช่นนี้มีแต่จะเพิ่มความกังวลให้พวกนางเท่านั้น…


ตอนที่ 5: เจ้าคือเมิ่งเจียงหนี่กลับชาติมาเกิดหรือไร ?


“ท่านหมอเหลียง หากเริ่มบำรุงร่างกายของท่านแม่ตั้งแต่ตอนนี้ไป ยังทันหรือไม่ ? ” หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วพลางจ้องมองไปยังพี่สาวที่เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ด้วยความเหนื่อยใจ ดังนั้นนางจึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามหมอเหลียงแทน


หมอเหลียงเงยหน้ามองนาง เมื่อเห็นว่าดวงตากลมโตของนางดูชัดเจนขึ้น อีกทั้งสีหน้ายังดูจริงจังและเอ่ยวาจาได้ฉะฉานมากราวกับว่าเปลี่ยนไปเป็นคนละคนกับก่อนหน้านี้ ภายในใจของเขาจึงรู้สึกตกใจอยู่มิน้อย


เขามิได้ตอบคำถามของหลินเว่ยเว่ยแต่อย่างใด ทว่าเขาเอ่ยถามนางแทน “ข้าขอตรวจชีพจรของเจ้าได้หรือไม่ ? ” หลินเว่ยเว่ยจึงหันมามองหมอเหลียง จากนั้นก็ค่อยๆยื่นมือออกไป


หลังจากที่จับชีพจรของนาง เขาก็สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดแล้วว่าบุตรสาวคนรองของนางหวงกลับมาเป็นปกติแล้ว หมอเหลียงจึงรู้สึกงงงวยอยู่มิน้อย เขาเคยได้ยินแต่คนล้มหัวฟาดพื้นแล้วจะกลายเป็นคนโง่เขลาและปัญญาอ่อน แต่เขายังมิเคยได้ยินว่าการกลิ้งตกจากภูเขาลงไปในสระน้ำจะช่วยเปลี่ยนให้คนปัญญาอ่อนกลับมาเป็นคนปกติได้ ! เขาเป็นหมอมานานสามสิบกว่าปีก็เพิ่งเคยเห็นเป็นคราแรกเช่นกัน !


ทว่าหมอเหลียงก็เก็บงำความสงสัยนี้ไว้ในใจ หลังจากนั้นจึงตอบคำถามที่นางเพิ่งถามเมื่อครู่ “ด้วยสภาพร่างกายของแม่เจ้า หากนางได้ดื่มยาสมุนไพรตรงตามเวลาและได้รับการบำรุงที่ครบถ้วน อาการของนางก็จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่ว่านางต้องดื่มยาสมุนไพรเหล่านั้นเป็นระยะเวลายาวนานและราคาของยาก็มิใช่สิ่งที่ครอบครัวเจ้าสามารถจ่ายได้ในตอนนี้”


“ท่านหมอเหลียง ข้ารบกวนให้ท่านเขียนใบสั่งยาให้หน่อยได้หรือไม่ ? ” หลินเว่ยเว่ยนึกถึงตอนที่ตนใช้สองมือสังหารหมูป่าจนตาย ไหนจะมิติน้ำพุวิญญาณที่นางได้ครอบครองอยู่ในมือ หากว่านางไม่สามารถดูแลรักษามารดาให้หายป่วยได้ เช่นนั้นนางจะไม่ไร้ประโยชน์เกินไปหน่อยหรือ ?


หมอเหลียงชำเลืองมองไปยังบุตรสาวคนโตของนางหวงที่กำลังร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจตาย เขาจึงส่ายศีรษะช้าๆ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าบุตรสาวคนรองของนางหวงจะสามารถรับผิดชอบทั้งครอบครัวได้ ทว่าบัดนี้เขารู้สึกได้ว่าบุตรสาวคนรองยังพึ่งพาได้มากกว่าพี่สาวเสียอีก ดังนั้นเขาจึงเขียนใบสั่งยาให้นาง


หลังส่งหมอเหลียงกลับไปแล้ว ทันใดนั้นพี่สาวคนโตก็พุ่งเข้ามาผลักนางแล้วทุบตีราวกับคนเสียสติ “ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้า ! เจ้ามันตัวหายนะ ! เจ้ามันจอมล้างผลาญ ! หากมิใช่เพราะเจ้า ท่านแม่ก็คงไม่เป็นเช่นนี้ ! เหตุใดสวรรค์จึงไม่พาตัวเจ้ากลับไป…”


เจ้าหนูน้อยที่เห็นพี่ใหญ่บ้าคลั่งขึ้นมาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยก็ตื่นตกใจจนหดตัวกลมคล้ายลูกหิน ดวงตากลมโตของเจ้าหนูน้อยที่เคยใสแป๋ว บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยแววแห่งความหวาดกลัว พี่ใหญ่ช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน น่ากลัวกว่าตอนที่พี่รองปัญญาอ่อนเสียอีก !


หลินเว่ยเว่ยเพียงยกแขนขึ้นมาผลักอีกฝ่ายเบาๆ ทว่าก็ทำให้โซซัดโซเซไปด้านหลังแล้ว จากนั้นก็นั่งแหมะลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงพลางใช้มือตบพื้นแล้วร้องห่มร้องไห้ราวกับคนเสียสติ


“ท่านแม่ ท่านลืมตาขึ้นมาดูสิเจ้าคะ ! เจ้าเด็กโง่มิเพียงทำให้ท่านพ่อต้องตาย บัดนี้ยังทำให้ท่านป่วยหนักอีกและนางยังกล้าลงมือกับข้าที่เป็นพี่สาวอีกด้วย เจ้าเด็กโง่…เช่นนั้นเจ้าก็ตีข้าให้ตายเถิด หากท่านแม่ไม่อยู่แล้ว ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออันใด ? ”


ดังนั้นหลินเว่ยเว่ยจึงเดินเข้าหานางแล้วโน้มกายลงพลางยื่นมือไปทางพี่สาว


เมื่อพี่สาวเห็นดังนั้นจึงรีบยกมือขึ้นมาป้องศีรษะเอาไว้ ปากก็ตะโกนร้องโวยวายว่า “เจ้าคิดจะทำอันใด ? เจ้าเด็กโง่ เจ้าจะตีข้าจนตายใช่หรือไม่ เจ้าจะฆ่ากันหรือ ? ”


หลินเว่ยเว่ยก้มหยิบใบสั่งยาที่ตกอยู่บนพื้นโดยไม่เหลือบมองหน้าพี่สาวเลยสักนิด ทำให้พี่สาวตกตะลึงไปชั่วขณะ ทันใดนั้นก็รู้สึกราวกับว่าตนเป็นลิงที่กำลังเล่นละครให้ผู้อื่นดู !


หลังจากที่หลินเว่ยเว่ยเดินออกมานอกบ้านก็พบว่าถังน้ำของบ้านว่างเปล่า ดังนั้นนางจึงใช้น้ำจากมิติน้ำพุมาต้มยาแล้วป้อนให้นางหวงอย่างระมัดระวังแทน บางทีอาจเพราะฤทธิ์ยาหรืออาจเพราะน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณใช้ได้ผลอยู่บ้างจึงทำให้ไข้ของนางหวงค่อยๆทุเลาลง


ในยามนี้ร่างกายของนางหวงไร้เรี่ยวแรง ไม่มีแม้แต่แรงที่จะลุกจากเตียง เป็นเหตุให้บุตรสาวคนโตต้องร้องห่มร้องไห้เสียยกใหญ่


หลินเว่ยเว่ยเอาธัญพืชที่เหลืออยู่ในโถเพียงน้อยนิดออกมาต้มโจ๊กให้นางหวงทาน ทว่านางหวงจะทำใจทานมันลงได้อย่างไร นางจึงยืนกรานที่จะให้บุตรสาวและบุตรชายแบ่งกันกิน


เมื่อเป็นเช่นนั้นหลินเว่ยเว่ยจึงเอ่ยกับนางหวงว่า “ท่านแม่ ครอบครัวของเราต้องพึ่งพาท่านนะเจ้าคะ หากว่าท่านนอนซมติดเตียงอยู่เช่นนี้ พวกข้าจะมีความหวังได้เช่นไร ? หากท่านไม่ทานโจ๊กถ้วยนี้ก็เท่ากับว่าท่านต้องการพาทุกคนไปตาย ! ”


ในขณะที่เอ่ย…ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยก็จับจ้องไปที่พี่สาวราวกับต้องการจะสื่อบางอย่าง เมื่อพี่สาวเห็นเช่นนั้นจึงรีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที “ท่านแม่…ท่านกินเถิด ! ท่านจะต้องรักษาร่างกายให้แข็งแรง ข้ามิอยากให้ท่านตาย ฮึก ฮึก ฮือ…”


เฮ้อ…ร้องไห้อีกแล้ว เจ้าเป็นเมิ่งเจียงหนี่ กลับชาติมาเกิดหรือไร ?


นางหวงลูบศีรษะของบุตรสาวคนโตอย่างอ่อนโยนแล้วเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา “มันมิได้หนักหนาเช่นที่น้องสาวของเจ้าเอ่ยหรอก ร่างกายของแม่ แม่ย่อมรู้ดี บางทีอาจเป็นเพราะว่าช่วงนี้แม่เหนื่อยจนเกินไป อีกทั้งเมื่อวานแม่ตกใจหมูป่า หากได้นอนพักสักวันก็คงหายเป็นปกติแล้ว”


นางหวงพยายามพูดโน้มน้าวบุตรสาวทั้งสองทว่าก็ไม่สำเร็จ นางถึงได้ยอมทานโจ๊กแต่ก็ทานไปเพียงครึ่งถ้วยเท่านั้น จากนั้นก็ให้บุตรทั้งสามนำส่วนที่เหลือไปแบ่งกันกิน


บัดนี้นางหวงรู้สึกปวดใจอยู่มิน้อย ‘ข้าป่วยจนไม่สามารถลุกจากเตียงได้ อาหารที่บ้านก็ไม่มีเหลือแล้ว เช่นนั้นบุตรของข้าจะใช้ชีวิตในวันต่อไปได้อย่างไร ! ’


หลินเว่ยเว่ยรอจนกระทั่งนางหวงดื่มยาแล้วหลับจึงเดินออกไปนอกบ้าน เวลานี้นางพอเข้าใจสถานการณ์ภายในหมู่บ้านบ้างแล้ว


นางเดินตรงไปยังบ้านของลุงหวังซึ่งเป็นพรานล่าสัตว์ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการขายสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ จากนั้นนางก็กลับมาเปลี่ยนชุดซึ่งเป็นชุดเก่าของบิดา มวยผมไว้บนศีรษะก่อนจะออกจากหมู่บ้านแล้วมุ่งหน้าไปยังเขตเริ่นอัน


เวลานี้พี่สาวได้จับจ้องไปที่นางด้วยความโมโห ‘เจ้าเด็กปัญญาอ่อนผู้นี้เกิดผีเข้าขึ้นมาอีกแล้วหรือ ? มิได้การ ! ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องบอกน้องชายคนโตถึงเรื่องที่เจ้าเด็กโง่ทำให้ท่านแม่ล้มป่วย น้องชายคนโตกำลังจะสอบเข้าเป็นขุนนาง จะปล่อยให้ตัวล้างผลาญทำให้เขาเหนื่อยมิได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องดึงน้องชายคนโตมาอยู่ข้างตนเพื่อหาโอกาสขับไล่ตัวหายนะออกไปจากบ้าน ! ’


เมื่อหลินเว่ยเว่ยมาถึงเขตเริ่นอันจึงได้สอบถามถึงที่ตั้งของหอจุ้ยเซียน ลุงหวังบอกว่าหอจุ้ยเซียนเป็นร้านอาหารใหญ่ที่สุดภายในเขตเริ่นอัน ทุกคราที่เขาล่าสัตว์มาได้ก็มักจะส่งมาขายที่นี่ทั้งหมด อีกทั้งเถ้าแก่ยังให้ราคายุติธรรมด้วย


บัดนี้ยังไม่ถึงเวลาทานข้าว เสี่ยวเอ้อร์ในหอจุ้ยเซียนจึงหาวไปพลางเช็ดโต๊ะไปพลางด้วยความเกียจคร้าน หลังจากที่เห็นว่ามีคนเดินเข้ามา เขาจึงเงยหน้าและมองหลินเว่ยเว่ยในสภาพที่สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบมีรอยปะชุนเต็มตัว เขาจึงขมวดคิ้วมุ่น จากนั้นก็โบกมือไล่ราวกับกำลังไล่ขอทานออกจากร้าน “ที่แห่งนี้มิใช่สถานที่ที่เจ้าควรมา ไป ไป ออกไปให้พ้น ! ”


หลินเว่ยเว่ยยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน นางเอ่ยขึ้นว่า “หลงจู๊2ของพวกเจ้าอยู่ที่ใด ? นายพรานหวังจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวให้ข้ามาถามว่าร้านของพวกเจ้ารับซื้อเนื้อหมูป่าหรือไม่ ! ”


“เนื้อหมูป่าหรือ ? หวังต้ามีความสามารถในการล่าหมูป่าด้วยหรือ ? ” หลงจู๊ที่เดินลงมาจากชั้นบนได้ยินบทสนทนาเข้าพอดีจึงอดถามด้วยความสงสัยมิได้


เขตเริ่นอันมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์และเป็นเส้นทางสำคัญที่ใช้สำหรับเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือ แม้ว่าเขตเริ่นอันจะมีพื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก ทว่าก็มีผู้คนสัญจรไปมาอย่างครึกครื้นจึงทำให้ธุรกิจร้านอาหารและโรงเตี๊ยมของเขตนี้ได้รับความนิยมสูงมาก อีกทั้งพ่อครัวของหอจุ้ยเซียนก็มีชื่อเสียงด้านการทำอาหารป่าจึงทำให้แขกหลายท่านเดินทางมาที่นี่เพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ


ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้มีสัตว์ป่าบนภูเขาออกอาละวาด เป็นเหตุให้พรานล่าสัตว์หลายคนต้องตกตายไปตามกัน นับตั้งแต่นั้นมาก็แทบไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปในป่าลึกบนภูเขาอีกเลย เมื่อไม่มีการออกล่าหมูป่าจึงทำให้หอจุ้ยเซียนขาดเอกลักษณ์ของตนไป จากนั้นแขกที่เข้ามาใช้บริการก็เริ่มบางตาลงเรื่อยๆ


เถ้าแก่ขู่เขาอยู่หลายคราว่า…ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกสองเดือน หากรายได้ของหอจุ้ยเซียนมิได้เพิ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เขาจะถูกถอดออกจากตำแหน่งหลงจู๊ทันที


หลงจู๊หานก็จนปัญญาแล้วเช่นกัน ! มิต้องเอ่ยถึงสัตว์ป่าตัวใหญ่เยี่ยงหมูป่าหรอก ทุกวันนี้แค่ไก่ป่าหรือกระต่ายป่าที่เป็นสัตว์ตัวเล็กก็ยังหายากยิ่งนัก แล้วเขาจะทำอันใดได้อีก ? จะพาตนเองขึ้นเขาไปล่าสัตว์เลยหรือ ? แม้แต่พรานล่าสัตว์ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนานก็ยังมิกล้าเข้าไปเลย หากเขาเข้าไป…มิใช่ว่าเป็นการส่งตนเองไปเป็นอาหารให้สัตว์ป่าหรอกหรือ ! ดังนั้นหลงจู๊หานจึงเตรียมใจที่จะโดนไล่ออกไว้แล้ว…


1 เมิ่งเจียงหนี่ คือ ชื่อของสตรีในตำนานที่ร้องไห้ทลายกำแพงเมืองจีน เป็นหนึ่งในสี่ของนิทานพื้นบ้านที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรักอมตะและถูกเล่าขานสืบมาจนถึงปัจจุบัน


2 หลงจู๊ คือ ผู้จัดการร้าน


ตอนที่ 6: มีเด็กหนุ่มหล่นมาจากฟ้า


พอได้ยินคำว่า ‘หมูป่า’ แล้วหลงจู๊หานก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที หรือสวรรค์จะเมตตาเขาแล้ว สวรรค์คงทนไม่ได้ถ้าเขาต้องไปจากหอจุ้ยเซียนที่ทำงานรับใช้มานานกว่าสิบปี


“น้องชาย หมูป่าที่เจ้าเอ่ยถึงอยู่ที่ใด ? แล้วเหตุใดนายพรานหวังไม่มาด้วยตนเอง ? ” หลงจู๊หานเกิดความไม่พอใจในตัวพรานหวัง เพราะที่ผ่านมาพรานป่าผู้นี้ล่าสัตว์ป่ามาส่งให้เขาตลอด แต่ระยะนี้มิได้เห็นหน้ามานานกว่าสามวันแล้วจึงทำให้คาดมิถึงว่าจะได้ลาภก้อนโตเช่นนี้ !


หลินเว่ยเว่ยมองสีหน้าของหลงจู๊ออก เมื่อตระหนักได้ว่าตนจะขายเนื้อหมูป่าได้สำเร็จแล้วนางจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ลุงหวังมิได้เป็นคนไปล่าหมูป่าด้วยตนเอง แต่มันโดนทุบตายเมื่อเช้านี้ ตอนนี้ยังสดใหม่อยู่ ! หลงจู๊สนใจหรือไม่ ? ”


หากมิใช่ฝีมือของพรานหวัง หรือว่าจะเป็นฝีมือของเจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้ ? แต่ช่างมันเถิด ผู้ใดจะฆ่ามันตายก็ช่าง ขอแค่วันนี้เขาได้ซื้อเนื้อหมูป่าก็พอแล้ว !


หลงจู๊หานจึงกล่าวพร้อมเผยรอยยิ้มเป็นมิตรบนใบหน้า “ในเมื่อหวังต้าแนะนำเจ้ามา ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องไว้หน้าเขาเสียหน่อย เจ้าลองดูว่าพอใจหรือไม่ ตามท้องตลาดจะให้ราคาเนื้อหมูป่าอยู่ที่ชั่งละ18อีแปะ แต่ข้าให้เจ้า20อีแปะ ดีหรือไม่ ? ”


หลินเว่ยเว่ยลองคำนวณตามในใจ หมูป่าที่นางฆ่าตายน่าจะมีน้ำหนักอย่างน้อย500ชั่ง หากเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่านางสามารถขายหมูป่าได้ในราคา10ตำลึง (1,000อีแปะเท่ากับ 1ตำลึงเงิน) ท่านหมอเหลียงบอกว่ายาที่ใช้บำรุงร่างกายของท่านแม่ชุดละประมาณ30อีแปะ เช่นนี้คงเพียงพอให้ท่านแม่มีสมุนไพรไว้บำรุงไปอีกพักใหญ่


หลงจู๊หานเห็นว่าอีกฝ่ายมิกล่าวอันใดออกมาจึงคิดว่าไม่พอใจกับราคานี้ เขาจึงรีบเอ่ยว่า “นี่เป็นราคายุติธรรมที่สุดแล้ว ราคาหมูสดข้างนอกแค่15อีแปะเท่านั้น ข้ารู้ว่าตอนนี้การล่าหมูป่าสักตัวมิใช่เรื่องง่าย เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าเพิ่มให้อีกชั่งละ2อีแปะ เจ้าว่าอย่างไร ? ”


หลินเว่ยเว่ยกะพริบดวงตากลมโต นางแค่กำลังคำนวณเงินที่จะได้รับ แต่ผลปรากฏว่าหลงจู๊ใจดีเพิ่มราคาให้อีกชั่งละ2อีแปะ หลงจู๊คนนี้ดูท่าว่าจะทำธุรกิจไม่รอดแน่ มีอย่างที่ไหนใจร้อนถึงขั้นเพิ่มราคาให้สินค้าอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า หากเป็นคนอื่นคงพยายามกดราคาแทบตายแล้ว


หลินเว่ยเว่ยตระหนักได้ว่าต้องผูกสัมพันธ์กับลูกค้าไว้ให้ดีสำหรับการซื้อขายครั้งแรกเพราะหลังจากนี้จะได้เจรจาซื้อขายได้ราบรื่นกว่าเดิม ดังนั้นนางจึงพยักหน้ารับแล้วกล่าวว่า “หลงจู๊เป็นคนใจคอกว้างขวาง ลุงหวังเอ่ยไว้ไม่ผิดจริงด้วย ! หมูป่าของข้าค่อนข้างตัวใหญ่ มิรู้ว่าจะถูกจริตกับรสชาติอาหารของหอจุ้ยเซียนหรือไม่ ? ”


หลงจู๊หานได้ยินดังนั้นก็ดีใจยกใหญ่ “ได้สิ ! ตัวใหญ่เพียงใด พวกข้าก็รับซื้อ ! ”


“ดีเหลือเกิน หลงจู๊ ท่านรออยู่ที่นี่สักครู่แล้วกัน ! ” หลินเว่ยเว่ยออกไปจากหอจุ้ยเซียน จากนั้นก็ไปหามุมลับตาคนแล้วนำหมูป่าออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณและแบกมันขึ้นบ่าโดยเดินไปที่ประตูทางเข้าหอจุ้ยเซียน


ตลอดทางนางได้ดึงดูดสายตาของชาวบ้านจำนวนมิน้อย เพราะยังไม่เคยมีชาวบ้านคนใดพบเห็นหมูป่าตัวใหญ่เช่นนี้มาก่อน ! สิ่งที่ทำให้ชาวบ้านเหล่านี้แทบไม่อยากเชื่อก็คือมีคนที่สามารถแบกหมูป่าตัวใหญ่น้ำหนักหลายร้อยชั่งได้ด้วย ซึ่งมันเป็นภาพที่พบเห็นได้ยากยิ่ง !


มีชาวบ้านบางคนอยากรู้อยากเห็นจึงเดินตามหลินเว่ยเว่ยมาที่หน้าประตูหอจุ้ยเซียน หลงจู๊หานที่เห็นขนาดของหมูป่าก็ถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้าง เจ้าหนุ่มคนนี้อายุยังไม่มาก รูปร่างก็มิได้สูงมากนัก ทว่ามีพละกำลังเหลือหลาย นั่นคือหมูป่าทั้งตัวที่ยังไม่ได้แล่เนื้อเชียวนะ !


หลินเว่ยเว่ยอยากรู้ว่าภายในใจของอีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใดอยู่ ทำสีหน้าท่าทางเช่นนี้เพราะต้องการบอกว่าข้าอ้วนใช่หรือไม่ ? ควรเรียกว่าคนมีกำลังวังชาต่างหาก ! แม้ว่า…เจ้าของร่างเดิม ‘ตัวใหญ่บึกบึน’ ไปหน่อยก็เถิด เฮอะ ! คนอื่นทะลุมิติมาเป็นสตรีที่งดงาม เหตุใดข้าต้องทะลุมิติมาเป็นคนโง่งมตัวอ้วนใหญ่ด้วยเล่า !


ไม่เป็นไร ! แม้จะอ้วนแต่ก็ยังลดน้ำหนักได้ ขนาดคนอื่นหนักกว่าร้อยจินยังสามารถลดน้ำหนักได้กว่าครึ่ง รูปร่างของข้าในตอนนี้หากลดได้สักยี่สิบถึงสามสิบจินก็ผอมบางแล้วไม่ใช่หรือ ?


ถึงอย่างนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ยังรู้สึกทอดถอนใจอยู่มิน้อย ทั้งที่ครอบครัวยากจนเกือบไม่มีข้าวกิน เหตุใดเจ้าของร่างเดิมจึงกลายเป็นคนอ้วนเสียได้ ? อย่าบอกว่าตระกูลหลินเลี้ยงเจ้าของร่างเดิมจนครอบครัวสิ้นเนื้อประดาตัว ?


หลงจู๊หานพาคนจากหลังครัวเข้ามา เขาตั้งใจที่จะให้หมูป่าอยู่ตรงหน้าประตูร้านโดยเฉพาะ ขณะนี้บรรดาชาวบ้านที่มามุงดูเริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเป็นเพราะเขาต้องการให้ทุกคนรู้ว่าที่หอจุ้ยเซียนมีเมนูอาหารป่ามาใหม่อีกแล้ว ทั้งยังเป็นเมนูหมูป่าที่ยามปกติทุกคนแทบไม่มีโอกาสได้ทาน


ขณะนี้เลือดบนหัวของหมูป่าเปียกชุ่มลานหน้าหอจุ้ยเซียน สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไรน่ะหรือ? มันก็หมายความว่าหมูป่าตัวนี้ถูกล่ามาอย่างสดใหม่น่ะสิ ! เป็นไปอย่างที่เจ้าหนุ่มน้อยกล่าวเอาไว้ไม่มีผิด หมูป่าตัวนี้เพิ่งถูกล่ามาจริงด้วย !


หลินเว่ยเว่ยถือโอกาสนี้พิสูจน์ความสามารถในการเก็บรักษาความสดใหม่ของมิติน้ำพุวิญญาณ ต่อไปนี้นางไม่ต้องกังวลว่าสัตว์ที่ล่ามาได้จะเน่าเสียไปก่อน !


หมูป่าตัวนี้หนัก536ชั่ง หลงจู๊หานเห็นเช่นนั้นก็ดีอกดีใจยกใหญ่ เขาจึงปัดเศษขึ้นให้นาง ทำให้หลินเว่ยเว่ยได้เงินมาถึง11ตำลึงกับ800อีแปะ


เมื่อได้เงินมาแล้วนางจึงวิ่งไปที่ร้านขายยาก่อนเป็นอันดับแรก แล้วซื้อยาตามใบสั่งยาที่หมอเหลียงเขียนให้ทั้งหมด10ชุด ขณะที่นางกำลังจะไปหาซื้อของกิน ระหว่างทางได้เดินผ่านร้านเกี๊ยวและจู่ๆนางก็รู้สึกว่าก้าวขาไม่ออก !


นับตั้งแต่ที่นางทะลุมิติมาก็เพิ่งได้ทานบะหมี่ไปเพียงครึ่งชามเท่านั้น เวลานี้นางจึงหิวจนขาเริ่มอ่อนแรงและตาลาย !


ต่อให้ท้องฟ้าหรือแผ่นดินใหญ่เพียงใด แต่เรื่องกินถือว่าเป็นเรื่องใหญ่กว่าสำหรับนาง ! หลินเว่ยเว่ยนั่งลงที่ร้านแผงลอยขายเกี๊ยวโดยได้สั่งเกี๊ยวน้ำมา2ชามแล้วซื้อซาลาเปาจากร้านข้างเคียงมาอีกหลายลูก ก่อนที่จะทานเข้าไปโดยไม่สนฟ้าสนดิน


นางทานเกี๊ยวน้ำหมดสองชามภายในชั่วพริบตา จากนั้นก็ทานซาลาเปาไส้เนื้อลูกใหญ่ไปอีกสองสามลูกจึงรู้สึกอิ่มท้องขึ้นมาบ้าง แต่แล้วนางก็ต้องทอดถอนใจเมื่อตระหนักได้ว่าเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมทานจุ ครอบครัวถึงได้เลี้ยงดูจนยากจนเช่นนี้ แถมยังทานจนตัวอ้วนพุงพลุ้ยอีกด้วย !


หลินเว่ยเว่ยกำลังสับสนกับซาลาเปาในมือ ตอนนี้นางกำลังคิดว่าจะทานมันลงไปหรือพอแค่นี้ ? สุดท้ายนางก็ตัดสินใจทานซาลาเปาจนหมดเพราะคนเราต้องกินอิ่มถึงจะมีแรงลดน้ำหนัก !


หลังทานเกี๊ยวน้ำไป2ชามและซาลาเปาไส้เนื้อลูกใหญ่อีก5ลูก หลินเว่ยเว่ยจึงลูบหน้าท้องของตนอย่างเบิกบานใจแล้วหิ้วห่อยาสมุนไพรเดินไปยังร้านขายข้าวและธัญพืช


ทว่าตอนที่นางเดินผ่านร้านติ่มซำแห่งหนึ่งก็พบว่าที่หน้าประตูร้านมีกลุ่มคนกำลังยืนมุงดูบางอย่างอยู่เต็มไปหมด มือของพวกเขาชี้ไปบนชั้นสองเป็นพัลวันแต่หลินเว่ยเว่ยมิได้คิดเข้าไปร่วมวงด้วย ในขณะที่นางกำลังตัดสินใจเดินอ้อมออกไปก็ได้กลิ่นหอมหวานเย้ายวนจากร้านติ่มซำจึงทำให้นึกถึงน้องชายตัวน้อยขึ้นมา ดังนั้นนางจึงตัดสินใจเดินเข้าไปในร้าน


นางซื้อเค้กข้าวมาจำนวนหนึ่งและในขณะที่กำลังจะเดินออกจากร้านติ่มซำ ทันใดนั้นฝูงชนรอบๆก็พากันกรีดร้องและถอยห่างออกไป ราวกับว่าพวกเขาได้พบเห็นภัยพิบัติใหญ่หลวงอย่างไรอย่างนั้น


จังหวะที่นางกำลังเกิดความรู้สึกสงสัยอยู่นั้นก็รู้สึกราวกับว่ามีเงาดำตกลงมาที่ศีรษะของตน ในตอนที่นางเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณก็เห็นบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายมนุษย์ตกลงมาจากด้านบน ด้วยความตกใจ นางจึงยื่นมือออกไปโดยมิรู้ตัว


ฝูงชนที่มองดูเหตุการณ์บางคนก็เอามือปิดตาด้วยความตกใจ บางคนก็มองไปยังหลินเว่ยเว่ยที่กำลังจะถูกทับด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีหลายคนที่แต่งตัวคล้ายบ่าวรับใช้ตะโกนเสียงดังลั่นว่า “ คุณชาย คุณชายขอรับ ! ”


ทันใดนั้นเสียงทั้งหมดก็เงียบสงบราวกับว่าถูกตัดขาดออกไป…นี่พวกเขากำลังพบเห็นสิ่งใดหรือ ? ผู้เคราะห์ร้ายที่ตกลงมาจากชั้นสองของร้านถูกมือเพียงข้างเดียวของคนผู้หนึ่งรับเอาไว้ มือของเด็กหนุ่มตัวอ้วนยังดีอยู่หรือไม่ ? หรือว่ากระดูกข้อมือหักไปเสียแล้ว ?


“อ๊ากกกก” ลู่เหวินจวินหลับตาแน่นในขณะที่ร้องตะโกนออกมาเพื่อเตรียมรับความเจ็บปวดจากการตกจากที่สูง ตอนนี้เขารู้สึกเสียใจเหลือเกิน เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นกำลังท้าทายและยั่วยุตน แล้วเหตุใดเขาต้องยอมปีนขึ้นไปเก็บลูกชูจวี่ที่ติดอยู่ตรงยอดอาคารแห่งนี้ด้วย ? มันก็แค่ลูกชูจวี่รุ่นใหม่ล่าสุดมิใช่หรือ ? กลับไปที่เมืองหลวงค่อยให้ท่านพ่อกับท่านแม่หรือไม่ก็ให้พวกพี่สาวซื้อให้เล่นก็ได้ !


ข้าต้องโชคร้ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? พอปีนขึ้นไปแล้วเท้าก็ดันลื่นตกจากยอดอาคารชั้นสอง หากไม่ตายก็ต้องพิการเป็นแน่ ยามนี้ในบรรดาผู้สืบทอดตระกูลมีเพียงข้าคนเดียวที่้ยังไร้คู่ หากข้าประสบเคราะห์ร้ายขึ้นมา ท่านแม่และพี่สาวต้องร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือดและท่านพ่อก็คงโมโหจนผมขาวขึ้นเต็มศีรษะเป็นแน่ !


ฮึกฮึก ฮือ! ข้าเพิ่งอายุ17ปี ยังเป็นเยาวชนวัยรุ่งโรจน์ทั้งยังมิทันได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ความรักอันหอมหวานเลยด้วย หรือข้าต้องมาตายในเขตเล็กๆที่แสนทุรกันดารเช่นนี้ ท่านแม่ ข้าขอโทษ ข้าไม่อาจตอบแทนบุญคุณของท่านได้แล้ว…


“เจ้าจะร้องไปถึงไหน ? ลงมาได้แล้ว ! ” ทันใดนั้นที่ข้างหูของเขาก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นราวกับว่าเจ้าของเสียงกำลังหงุดหงิดขั้นสุด


เอ๋ ! ข้ายังมิตายใช่หรือไม่ ? แต่ข้าตกมาจากด้านบนมิใช่หรือ ? เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้… ลู่เหวินจวินตระหนักได้จึงค่อยๆลืมตาขึ้นมา ทันใดนั้นก็พบกับใบหน้าแสนอวบอ้วนที่อยู่ชิดกับใบหน้าของตนมาก ด้วยความตกใจเขาจึงตะโกนขึ้นว่า “เจ้าคือใคร ? ”


1 ชูจวี่ เป็นการละเล่นหรือกีฬาชนิดหนึ่งของจีนโบราณที่มีลักษณะการเล่นคล้ายกับฟุตบอลในยุคปัจจุบัน


ตอนที่ 7: เจ้าอ้วนจอมโง่ถูกมัดติดประตู


“ก่อนที่เจ้าจะสนใจว่าข้าคือใคร ช่วยลงไปจากตัวข้าก่อนได้หรือไม่ ? ” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยอย่างหมดความอดทนเพราะลำคอของนางโดนสองแขนของอีกฝ่ายกอดไว้เสียแน่น ขาก็ถูกหนีบเอาไว้อีก ไหนจะข้างหูที่มีเสียงคร่ำครวญและเสียงตัดพ้อดังไม่หยุด มิว่าผู้ใดก็คงทนไม่ไหวเช่นเดียวกันโดยเฉพาะตอนที่เค้กข้าวในมือของนางโดนทับจนเละมองไม่เห็นสภาพเดิม


เวลานี้ลู่เหวินจวินจึงตระหนักได้ว่าตนกำลังกอดคอหนีบขาผู้อื่นเอาไว้ ดังนั้นจึงรีบชักมือกลับแล้วผละออกจากกายอีกฝ่ายทันทีพร้อมใบหน้าที่ร้อนผ่าวด้วยความอับอาย


“คุณชาย…” บ่าวทั้งสองคนร้องไห้ปานจะขาดใจในขณะที่เดินปรี่เข้ามาตรวจดูว่าเจ้านายเป็นอันใดหรือไม่ เมื่อเห็นว่าลู่เหวินจวินมิได้รับบาดเจ็บอันใดพวกเขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก “โชคดีเหลือเกินที่ชายหนุ่มคนนี้ช่วยคุณชายเอาไว้ขอรับ”


คนอื่นพอเห็นว่าคุณชายตกลงมาต่างพากันถอยห่างอย่างรวดเร็ว ! ขนาดพวกที่ชอบติดสอยห้อยตามมาดื่มกินกับคุณชายรวมถึงพวกที่ชอบมาหลอกให้คุณชายซื้อของก็พากันหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ถ้ากลับไปครั้งนี้ต้องเรียนฮูหยินและคุณหนูทั้งหลายให้ไปจัดการกับเพื่อนร่วมชั้นที่มิได้เรื่องเหล่านั้นของคุณชาย !


หากพวกเขามิได้เดิมพันกับคุณชายแล้วท้าทายให้คุณชายขึ้นไปเก็บลูกชูจวี่ คุณชายจะมาเผชิญเรื่องอันตรายเช่นนี้ได้อย่างไร ? ถ้าเกิดคุณชายเป็นอันใดขึ้นมาแล้ว พวกตนทั้งสองคงถูกฝังกลบไปพร้อมเจ้านาย ! พี่ชายตัวอ้วนท่านนี้เปรียบเสมือนเทพเจ้าผู้ช่วยชีวิตคุณชายของข้าเอาไว้ !


ลู่เหวินจวินพอจะจับใจความได้จากคำคร่ำครวญของบ่าวทั้งสองว่าตนได้ถูกน้องชายรูปร่างบึกบึนช่วยไว้ เอ่อ…เจ้าอ้วนผู้นี้มองผิวเผินแล้วน่าจะยังมีอายุไม่มาก คงมิได้อายุมากกว่าข้าใช่หรือไม่ ?


หากอีกฝ่ายกล้าเรียกนางว่า ‘เจ้าอ้วน’ หลินเว่ยเว่ยต้องจับเขาโยนขึ้นไปที่ชั้นสองอีกครั้งโดยไม่สนใจความเป็นความตายของเขาอย่างแน่นอน


“มิทราบว่าน้องชายมีนามว่าอันใด ? ข้ายังต้องพักอยู่ที่เขตเริ่นอันอีกหลายวัน น้องชายได้โปรดทิ้งที่อยู่ไว้ให้ข้าด้วย เพราะวันข้างหน้าข้าต้องไปขอบคุณน้องชายถึงที่แน่นอน ! ” แม้ว่าลู่เหวินจวินมีนิสัยไม่ค่อยสนใจสิ่งใด แต่เขาก็ตระหนักได้ว่าบุญคุณแม้เพียงน้ำหยดเดียวก็ควรตอบแทนให้ได้ดุจสายธาร


เขารู้ดีว่าหากมิได้น้องชายท่านนี้ใช้มือรองรับตัวของเขาเอาไว้แล้วปล่อยให้เขาตกพื้นไปทั้งอย่างนั้น ถ้าไม่ตายก็คงพิการแน่นอน ! พอคิดเช่นนี้เขาก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที !


ดูเหมือนว่าลู่เหวินจวินนึกอันใดขึ้นได้ ดวงตาคู่โตของเขาจึงทอประกายขึ้นมาทันทีขณะมองไปยังหลินเว่ยเว่ย จังหวะเดียวกันเขาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ “น้องชาย เจ้าแข็งแรงและมีพละกำลังยิ่งนัก ! แม้ว่าข้าไม่อ้วนแต่ก็มีน้ำหนักไม่น้อยอยู่เหมือนกัน ข้าตกมาจากที่สูงถึงเพียงนี้ แต่เจ้าสามารถรับตัวข้าไว้ได้อย่างง่ายดาย เจ้าช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน ! ”


หลินเว่ยเว่ยมองไปยังเค้กข้าวที่ถูกทับจนแบน แม้ว่ารูปร่างของมันจะไม่น่าดูอีกต่อไป ทว่ารสชาติคงมิได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่รู้ว่าเจ้าหนูน้อยที่บ้านจะรังเกียจหรือไม่…


ลู่เหวินจวินเห็นท่าทีของอีกฝ่ายจึงมองตามสายตาไป และทันใดนั้นเขาก็รีบหันไปสั่งบ่าวของตนทันที “ขนมของผู้มีพระคุณโดนทับจนแบนหมดแล้ว พวกเจ้าไปซื้อขนมทุกชนิดมาอย่างละ2ชั่ง ! ”


“มิต้องหรอก ! ” ในตอนนี้หลินเว่ยเว่ยเงยหน้าขึ้นมองสบตากับอีกฝ่าย เห็นว่าชายหนุ่มผู้นี้สวมใส่ชุดสีฟ้าปักลายใบไผ่สีเขียวอ่อน บริเวณเอวแขวนจี้หยกที่ส่องประกายเงาวับเอาไว้ เกรงว่ามีราคาอยู่มิน้อย


ชายหนุ่มผู้สวมชุดสีฟ้า มองแล้วน่าจะมีอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี เขามีใบหน้าคมเข้ม คิ้วหนา ตาโตและบนใบหน้าก็มีรอยยิ้มจริงใจประดับไว้ มองแล้วน่าจะเป็นบุรุษที่มีนิสัยร่าเริงสดใส


ตอนที่อยู่ในโลกอนาคต นางเคยอ่านนิยายที่นางเอกทะลุมิติมาแล้วได้เผชิญเส้นทางรักของตน บ้างก็เจอชายหนุ่มที่เป็นวีรบุรุษและมีเงินทองมั่งคั่ง บ้างก็หล่อเหลือร้ายจนแทบใจละลาย บ้างก็อบอุ่นและใจเย็นประดุจสายน้ำ บ้างก็หลงภรรยาจนเกินเยียวยา…หรือเขาคนนี้จะเป็นเนื้อคู่ของข้า ?


‘หน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้ ดูจากเสื้อผ้าและการแต่งกายแล้วที่บ้านคงมีฐานะอยู่เหมือนกัน แต่เหตุใด…ถึงรู้สึกเหมือนว่าเขาขาดบางสิ่งบางอย่างไป ไม่เห็นว่าฉันจะรู้สึกหวั่นไหวตั้งแต่แรกพบด้วยเลย ! ’


แต่ก็ช่างเถิด เนื้อคู่พอถึงเวลาประเดี๋ยวก็มาเอง ตอนนี้ที่บ้านจะอดตายกันอยู่แล้วสิ่งที่ต้องรีบทำก็คือซื้อธัญพืชและอาหารกลับไปที่บ้าน เพื่อที่ท่านแม่จะได้มิต้องทนหิวจนท้องร้อง เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางจึงหันไปพยักหน้าให้ชายหนุ่มในชุดสีฟ้า จากนั้นก็รีบแหวกฝูงชนออกไปแล้วเดินไปตามถนนที่คดเคี้ยวสักพักจนหายวับไปจากสายตาของอีกฝ่าย


ลู่เหวินจวินเห็นดังนั้นจึงรีบแหวกฝูงชนออกไปเพื่อจะถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนามและถิ่นที่อยู่ของอีกฝ่าย เขาตั้งใจว่าจะเลือกโอกาสเหมาะสมเพื่อไปขอบคุณถึงที่ ทว่าพอแหวกฝูงชนออกไปได้ก็พบว่าผู้มีพระคุณได้หายไปแล้ว


“คุณชาย ดูเหมือนว่าชายหนุ่มคนเมื่อครู่ไม่ต้องการให้ท่านตอบแทนบุญคุณขอรับ ! ” เหมือนว่าบ่าวทั้งสองคนได้เปลี่ยนตัวตนให้กลายเป็นผู้สนับสนุนหลัก ( แฟนคลับ ) ของชายหนุ่มตัวอ้วนเมื่อครู่ไปเสียแล้ว แต่มองจากเสื้อผ้าของอีกฝ่ายที่ทั้งถูกซักจนซีดขาว ไหนจะรอยปะแล้วปะอีก เกรงว่าที่บ้านคงมิได้ร่ำรวย ทว่าอีกฝ่ายกลับช่วยเหลือผู้อื่นโดยที่ไม่บอกชื่อเสียงเรียงนามเพื่อให้ได้ตามไปตอบแทนบุญคุณภายหลัง ช่างเป็นผู้ประเสริฐเหลือเกิน !


ทางด้านหลินเว่ยเว่ยได้ถามชาวบ้านในละแวกนั้นถึงที่ตั้งของร้านขายยาสมุนไพร จากนั้นนางก็ให้ที่ร้านจัดยาสมุนไพรบำรุงตามใบสั่งยาของหมอเหลียงเพื่อให้มารดาได้ดื่มบำรุงทุกวัน หลังจัดการเรื่องนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบตรงไปยังร้านขายธัญพืชและข้าวทันที !


นางได้จัดแจงซื้อเส้นหมี่ขาว50ชั่ง แป้งข้าวโพด50ชั่ง ข้าว20ชั่งและลูกเดือยอีก10ชั่ง ส่วนวัตถุดิบไม่มีคุณค่าด้านสารอาหารซึ่งที่บ้านทานเป็นประจำนั้น หลินเว่ยเว่ยตัดสินใจไม่ซื้อกลับไปแม้แต่ชั่งเดียว ตอนนี้นางไม่ขาดแคลนเงินทอง แล้วเหตุใดต้องยอมทานของที่บั่นทอนสุขภาพและกระเพาะอาหารด้วย ?


ช่วงสองปีที่ผ่านมานี้เขตเริ่นอันได้ประสบปัญหาภัยแล้งซึ่งถือว่าเป็นปีที่เลวร้ายมากสำหรับการทำไร่ทำนา จึงเป็นเหตุให้ราคาธัญพืชเพิ่มสูงมากกว่าเท่าตัว ตอนนี้ราคาเส้นหมี่ขาวอยู่ที่ชั่งละ20อีแปะ แป้งข้าวโพดราคาชั่งละ10อีแปะ ส่วนข้าวและลูกเดือยยิ่งมิต้องเอ่ยถึงเพราะลำพังแค่ชั่งเดียวก็มีราคาสูงถึง30อีแปะและ28อีแปะตามลำดับ ดังนั้นหลังจากซื้อธัญพืชและวัตถุดิบพวกนี้มากว่าร้อยชั่งจึงทำให้นางต้องจ่ายไปมากถึงสองตำลึงกว่า !


แต่ไม่เป็นไรหรอก ต่อให้เงินหมดก็ยังสามารถหาใหม่ได้ ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการบำรุงร่างกายของมารดาให้กลับมามีสุขภาพดีเสียก่อน ไหนๆชาตินี้ก็ได้มีแม่ที่คอยรักและห่วงใยเหมือนคนอื่นแล้ว นางจะปล่อยให้มารดาผู้ทุ่มเทเพื่อครอบครัวต้องมาตายต่อหน้าต่อตาได้เช่นไร ?


หลังจากซื้อธัญพืชและวัตถุดิบอื่นๆเสร็จแล้ว นางก็มาที่ร้านขายเนื้อ จากนั้นนางก็จัดแจงซื้อขาหมู2ชั่งและเมื่อเห็นกระดูกกองใหญ่ที่ร้านมิได้นำมาขายต่อ นางจึงขอซื้อกลับมาด้วยเพราะไม่ว่าอย่างไรรสชาติของน้ำซุปกระดูกก็ยังเป็นสิ่งที่น่าหลงใหลไม่เปลี่ยน !


หลินเว่ยเว่ยแบกวัตถุดิบทำอาหารที่หนักประมาณหนึ่งร้อยกว่าชั่งไว้บนหลัง จากนั้นก็ใช้แขนหนีบเค้กข้าวเอาไว้ แล้วใช้มืออีกข้างถือเนื้อพลางเดินทางกลับไปยังหมู่บ้าน ปกติชาวบ้านจะใช้เวลาเดินเท้าจากเขตเริ่นอันกลับไปที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวประมาณ2ชั่วยาม แต่ระหว่างทางนางเดินสลับการวิ่งเหยาะจึงทำให้ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามกว่าๆ ก็มาถึงหมู่บ้านแล้ว !


ว่าไปแล้วการที่มีพละกำลังมากมายมหาศาลก็ถือเป็นเรื่องดี ! เพราะน้ำหนักของที่มากเพียงนี้สำหรับนางไม่ต่างอันใดจากการแบกปุยนุ่นที่มีน้ำหนัก1ชั่งเท่านั้น !


เวลานี้ชาวบ้านส่วนใหญ่กำลังแบกถังน้ำมารดพืชพันธุ์เพื่อต่อสู้กับภัยแล้ง ! หลังจากที่นางเดินเข้ามาในหมู่บ้านก็พบกับเด็กน้อยกลุ่มหนึ่งที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน


หลังจากที่เด็กน้อยเหล่านั้นเห็นหลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามา พวกเขาก็พากันร้องตะโกนจากระยะไกลว่า “เจ้าโง่ปัญญาอ่อนมาแล้ว ! รีบหนีเร็ว เวลาเจ้าโง่โมโหช่างน่ากลัวยิ่งนัก ! ”


มีเด็กน้อยคนหนึ่งร้องเพลงนำคนอื่นขึ้นมา “เจ้าอ้วนจอมโง่ถูกมัดติดประตู เป็นบ้าทีไรพวกเราต้องวิ่งหนี ! ”


ในอดีตนางหวงมักพาบุตรสาวคนโตลงไปทำไร่ทำนาและมักเกิดความกังวลว่าบุตรคนรองจะก่อปัญหาให้ผู้อื่น ดังนั้นจึงมัดหลินเว่ยเว่ยติดไว้กับประตูบ้าน


ส่วนใหญ่บุตรคนรองก็ยอมถูกมัดติดกับประตูและนั่งรอมารดากับพี่สาวกลับมาแต่โดยดี ทว่าพอมีผู้ใดมาทำให้นางรู้สึกโกรธก็จะใช้พละกำลังของตนดิ้นจนหลุดออกจากเชือกแล้ววิ่งตะโกนไล่คนเหล่านั้นไปทั่ว ตอนนี้มิรู้ว่าประตูบ้านพังไปกี่รอบแล้ว !


แม้ว่าบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินมิเคยทำร้ายผู้ใดมาก่อน แต่ชาวบ้านในละแวกนั้นก็พูดเตือนบุตรหลานว่าอย่าเข้าใกล้บุตรสาวปัญญาอ่อนของตระกูลหลินเพราะอาจโดนทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นบรรดาเด็กในหมู่บ้านจึงมักร้องเพลงนี้เพื่อล้อเลียนในยามพบเห็นหลินเว่ยเว่ย


หลินเว่ยเว่ยย่อมไม่ถือสาเอาความกับเด็กน้อยเหล่านี้อยู่แล้ว นางรีบสาวเท้าเดินกลับบ้านอย่างรวดเร็ว แต่ขณะนั้นก็มีเด็กน้อยคนหนึ่งตะโกนเสียงดังว่า “เจ้าโง่แบกเนื้อมาด้วย ! เจ้าโง่ไปเอาเนื้อมาจากที่ใด ? นางมิได้ไปปล้นผู้ใดมาใช่หรือไม่ ? ”


จากนั้นก็มีเด็กอีกคนตะโกนขึ้นมาเช่นกัน “บนหลังของเจ้าโง่แบกสิ่งใดเอาไว้ ? เหตุใดมันถึงได้เหมือนกับธัญพืช ! เอ๋ เจ้าโง่วิ่งหนีไปเร็วเพียงนั้น คงมิได้ไปขโมยของใครมาหรอกใช่หรือไม่ ? รีบไปบอกผู้ใหญ่บ้านเร็วเข้า บอกให้ไล่หัวขโมยปัญญาอ่อนผู้นี้ออกไป ! ”


เวลานี้หลินเว่ยเว่ยได้ผลักประตูแล้วเดินเข้ามาในบ้าน ภายในบ้านยังคงเงียบสงบเช่นเดิม ทันใดนั้นนางก็เห็นว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่สวมชุดคลุมยาวกำลังถือตำรายืนอยู่อย่างเงียบๆ เด็กหนุ่มคนนี้เหมือนมีอายุประมาณสิบสองสิบสามปี ชุดคลุมยาวที่เดิมทีน่าจะเป็นสีฟ้าได้ถูกซักจนซีดขาว แถมบริเวณแขนเสื้อยังมีรอยปะชุนอีกด้วย


เมื่อเขาเห็นว่านางเดินเข้ามาก็ขมวดคิ้ว เดิมทีเจ้าตัวกำลังอ่านตำราด้วยสายตาที่อ่อนโยน ทว่าหลังจากที่สายตาของเขาบังเอิญหันไปเห็นนาง เขาก็รีบละสายตาออกไปราวกับเมื่อครู่ได้เห็นสิ่งที่น่ารังเกียจก็มิปาน !


ตอนที่ 8: โง่กว่าคนโง่เสียอีก


ยามนี้กลิ่นหอมของโจ๊กได้ลอยออกมาจากห้องครัว แต่เมื่อเช้าธัญพืชในโถหมดไปแล้วมิใช่หรือ ? หรือว่าจะเป็นธัญพืชที่บุตรชายผู้มากความสามารถนำกลับมาด้วย ?


“ลูกรองของแม่กลับมาแล้วหรือ ? ” เสียงของนางหวงดังมาจากในบ้าน


หลินเว่ยเว่ยวางเนื้อและธัญพืชที่ซื้อมาไว้บนโต๊ะหินกลางลานบ้าน จากนั้นก็ถือห่อยาเดินเข้าไปในห้องของนางหวง


นางหวงกำลังเอนกายพิงหัวเตียงไม้แข็งๆ โดยมีบุตรชายคนเล็กนั่งอยู่บนตั่งข้างเตียงพลางท่องคัมภีร์สามอักษร ที่พี่สามเพิ่งสอนให้เมื่อครู่อย่างตั้งอกตั้งใจ


นางหวงมองไปยังบุตรสาวคนรองด้วยแววตาแห่งความรักและอาทรพลางถามเสียงเบาว่า “ลูกแม่หิวแล้วใช่หรือไม่ อีกประเดี๋ยวโจ๊กก็ต้มเสร็จแล้ว พอถึงตอนนั้นแม่จะให้เจ้าทานชามใหญ่ที่สุดเลย ! ”


ทว่าหลินเว่ยเว่ยเอาซาลาเปาไส้เนื้อลูกใหญ่ที่ซื้อติดมาด้วยยัดใส่มือนางหวง “ท่านแม่…ท่านทานสิเจ้าคะ ! ” จากนั้นก็ยื่นเค้กข้าวที่ตอนนี้มองรูปร่างเดิมแทบไม่ออกเพราะถูกทับจนแบนให้แก่น้องชายคนเล็กซึ่งกำลังใช้ดวงตาใสแจ๋วจ้องมองนาง


ในแววตาของนางหวงเต็มไปด้วยความสงสัย “เจ้าไปเอาซาลาเปาและเค้กข้าวมาจากที่ใด ? เราไม่สามารถเอาของผู้อื่นมาได้ตามอำเภอใจ รีบนำไปคืนเขาเถิด…”


“ท่านแม่ ! ” ในตอนนี้เองบุตรสาวคนโตก็ตะโกนเรียกมารดาเสียงดังลั่นราวกับเพิ่งโดนเหยียบหางมาอย่างไรอย่างนั้น “ท่านแม่ ท่านดูสิว่าเจ้าเด็กโง่ไปเอาธัญพืชมากมายเพียงนี้มาจากที่ใด…แถมยังมีเนื้อก้อนใหญ่ด้วยเจ้าค่ะ ! ”


นางหวงเริ่มนั่งไม่ติดเตียงจึงพยายามลงจากเตียงให้ได้ ทว่าด้วยความไร้เรี่ยวแรงจึงทำให้แข้งขาอ่อนจนล้มพับไปกับพื้นทันที หลินเว่ยเว่ยเห็นดังนั้นก็เข้ามาประคองแขนของมารดาแล้วพาเดินไปที่ลานบ้าน


สิ่งที่นางหวงได้เห็นเมื่อไปถึงลานบ้านก็คือข้าว เส้นหมี่ขาว แป้งข้าวโพดที่ถูกบดจนละเอียด ลูกเดือยรวมถึงเนื้อขาหมูที่มีมันค่อนข้างน้อยแต่เนื้อเยอะ…ของเหล่านี้ต้องใช้เงินกี่ตำลึงกว่าจะซื้อมาได้ !


“ลูกรัก เจ้าบอกแม่มาเถิดว่าไปเอาของพวกนี้มาจากที่ใด ? ” ต่อให้เป็นตอนที่สามีของนางยังอยู่ก็มิกล้าพอถึงขั้นซื้อวัตถุดิบดีๆจำนวนมากมายเพียงนี้


หลินเว่ยเว่ยประคองมารดาให้นั่งบนเก้าอี้แล้วตอบว่า “ข้าซื้อมาเองเจ้าค่ะ”


“ซื้อมาอย่างนั้นหรือ ? แล้วเจ้าไปเอาเงินมาจากที่ใด ? คนโง่เยี่ยงเจ้าคงไม่คิดว่าเวลาซื้อของต้องใช้เงินซื้อ เจ้าไปขโมยของพวกนี้มาใช่หรือไม่ ? ท่านแม่ อีกประเดี๋ยวต้องมีคนมาขอให้พวกเราชดใช้เงินอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ พอถึงตอนนั้นท่านก็ให้พวกเขาจับนางไปชำระหนี้เถิดเจ้าค่ะ ! ” บุตรสาวคนโตกำเบ็ดตกปลาในมือจนแน่นพร้อมกัดฟันพูดด้วยความโมโห


บุตรชายคนเล็กของนางหวงกำลังถือเค้กข้าวแสนหอมหวานเอาไว้ในมือทั้งสองข้าง เห็นได้ชัดว่าเจ้าหนูน้อยอดใจมิไหวจนน้ำลายไหลออกมา แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังมิได้เปิดห่อเพื่อลิ้มลองรสชาติของมัน และพอเจ้าหนูน้อยได้ยินคำที่พี่ใหญ่กล่าวออกมา ทันใดนั้นดวงตาใสแป๋วก็เต็มไปด้วยความกังวล พี่รองมิได้โง่อีกทั้งยังซื้อเค้กข้าวมาฝากข้าด้วย มิว่าอย่างไรข้าก็จะไม่ยอมให้พี่รองถูกจับตัวไปเด็ดขาด !


หลินเว่ยเว่ยใช้สายตาที่คล้ายกำลังมองคนโง่หันไปมองพี่สาวของตน เจ้าคิดว่าคนในร้านขายธัญพืชและร้านขายเนื้อเป็นท่อนไม้หรือไร ! หากข้าขโมยขึ้นมาจริงๆ เจ้าคิดว่าข้าจะออกมาจากเขตเริ่นอันได้หรือ ?


สายตาของนางไปกระตุ้นต่อมโทสะของพี่สาว ทันในนั้นพี่สาวก็กระทืบเท้าด้วยความโกรธแล้วชี้หน้าเตรียมด่า ทว่าหลินเว่ยเว่ยสูดจมูกแล้วชี้ไปทางห้องครัว “โจ๊กได้ที่แล้ว ! ”


ดูเหมือนว่าการกระทำของบุตรสาวคนโตโดนกดปุ่มหยุดไปชั่วขณะ เพราะนางแทบอดใจมิไหวที่จะสั่งสอน ‘เจ้าเด็กโง่’ คนนี้ ทว่าก็ต้องอดใจไว้แล้วเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อยกโจ๊กหม้อโตออกจากเตา


ส่วนเจ้าหนูน้อยก็นำห่อเค้กข้าวยัดใส่มือของพี่สาวคนรองอีกครั้ง “พี่รอง ขนมชิ้นนี้ต้องแพงอย่างแน่นอน ท่านรีบนำมันไปคืนเถิด ในเมื่อเราเอาของเขามาก็ต้องนำกลับไปคืนเจ้าของ ! ”


หลินเว่ยเว่ยถือโอกาสตอนที่เจ้าหนูน้อยมิทันได้สังเกตรีบบิดเค้กข้าวเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วยัดใส่ปากเจ้าหนูน้อยอย่างรวดเร็ว “ดูสิ ตอนนี้เจ้ากินมันไปแล้ว ข้าเอาไปคืนมิได้แล้วล่ะ ! ข้าตั้งใจซื้อมาให้เจ้าโดยเฉพาะเลย ! ”


ในที่สุดหลินจื่อเหยียนก็มองหน้าพี่รองที่โง่เขลาของตน เวลานี้นางสวมเสื้อผ้าบุรุษตัวหลวมแสนซอมซ่อ นางยังมีรูปร่างบึกบึนและมีใบหน้ากลมโตเช่นเดิม ทว่าดวงตาคู่ที่เคยไร้ชีวิตชีวาและความเฉลียวฉลาดได้กลับมามีประกายอีกครั้ง


วันนี้เขาเพิ่งกลับถึงบ้านก็ได้ยินท่านแม่บอกว่าพี่รองตกจากภูเขา จากนั้นสมองของนางก็กลับมาเป็นเหมือนคนปกติ นางมิได้โง่เขลาแล้วใช่หรือไม่ ? เขาเองก็ไม่อยากเชื่อเรื่องนี้หรอก ทว่าคำที่พูดออกมาเพียงสั้นๆ และการกระทำที่แสนเรียบง่ายของนางเมื่อครู่กลับสามารถหยุดคำด่าของพี่ใหญ่ได้สำเร็จ นี่คือเรื่องบังเอิญหรือว่าจงใจให้เป็นเช่นนี้ ?


หากมิใช่เรื่องบังเอิญก็หมายความว่าพี่รองจอมโง่เขลามิใช่แค่หายโง่เท่านั้น ในทางตรงกันข้ามคือฉลาดขึ้นอีกด้วย !


หลินจื่อเหยียนเพ่งมองหลินเว่ยเว่ยอย่างพินิจพิจารณา…


นางหวงที่เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ก็เผยสีหน้ากังวลออกมา “ลูกรอง เจ้าบอกแม่มาเถิดว่าไปเอาเงินซื้อเนื้อและธัญพืชมาจากที่ใด ? แม้ว่าบ้านของเรายากจนแต่ก็มิควรทำเรื่องผิดศีลธรรม ! ”


“ข้าได้เงินมาจากการขายหมูป่าเจ้าค่ะ” หลินเว่ยเว่ยเอาเงินอีก8ตำลึงกับ5อีแปะออกมาจากกระเป๋าอกเสื้อตัวเก่าแล้วยัดใส่มือของมารดา ดูสิว่าตอนนี้ครอบครัวของพวกเรามีเงินแล้วก็ไม่ต้องกังวลกับสิ่งใดใช่หรือไม่ ?


“หมูป่า ? ” พี่สาวได้ยินดังนั้นก็หันขวับมามองทันที “ที่แท้เจ้าก็เป็นคนเอาหมูป่าตัวเมื่อวานไปซ่อนนี่เอง ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดพวกลุงต้าซวนไปหามันไม่เจอ ! ”


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็อดประชดคืนมิได้ “ก็ใช่น่ะสิ ! หากไม่เอาไปซ่อนแล้ว คนโง่เช่นเจ้าก็คงพาคนขึ้นไปแบ่งเนื้อหมูป่าจนหมด”


ตอนที่หมูป่ากำลังวิ่งไล่ พี่สาวคนนี้ก็เป็นคนเดียวที่วิ่งหนีจนแทบมิสนใจความเป็นความตายของผู้ใด แต่พอหมูป่าถูกฆ่าตายก็รีบวิ่งแจ้นไปตะโกนให้ชาวบ้านมารวมตัวกันบนภูเขาเพราะกลัวว่าจะไม่ได้แบ่งเนื้อหมูป่าให้ชาวบ้านคนอื่น ! โชคดีที่นางมีมิติน้ำพุวิญญาณคอยช่วยให้สามารถซ่อนหมูป่าไว้ได้ นางเองก็มิอยากเสียเปรียบให้ผู้ใดทั้งนั้น !


พี่สาวก็คาดมิถึงว่าจะมาถูกด่าเป็นคนโง่โดยคนโง่ในสายตาของตนจึงทำให้โมโหจนแทบขว้างปาข้าวของทิ้งเสียให้ได้ “พวกลุงต้าซวนขึ้นไปบนภูเขาเพื่อช่วยตามหาเจ้า เช่นนั้นการแบ่งเนื้อหมูป่าให้พวกเขาก็เป็นเรื่องสมควรมิใช่หรือ ? ”


“ข้ามิใช่แม่พระเช่นเจ้า ตอนนี้บ้านกำลังอดอยากจนแทบไม่มีข้าวกรอกหม้อแล้ว ยังต้องมาแบ่งเนื้อหมูป่าให้ผู้อื่นอีก เจ้าอยากเห็นครอบครัวอดตายหรือไร ? ”


แม้พี่สาวจะไม่เข้าใจว่า ‘แม่พระ’ มีความหมายอย่างไร แต่ก็พอมองออกว่าคำที่น้องสาวเอ่ยออกมาต้องมิใช่คำที่ดีแน่นอน ดังนั้นนางจึงกำมือแน่นในขณะที่กล่าวว่า“ หลังจากท่านพ่อตายไป ครอบครัวของเราก็ขาดเสาหลัก พวกเรายังต้องพึ่งพาเพื่อนบ้านอีก…”


“ผู้ใดบอกว่าครอบครัวของเราไม่มีเสาหลัก เจ้าเอาน้องชายคนโตไปไว้ที่ใด ? ” หลินเว่ยเว่ยตบบ่าหลินจื่อเหยียน ทว่าแรงตบนี้สำหรับน้องชายคนโตถือว่าหนักอยู่มิน้อย ทำเอาเจ้าตัวถึงขั้นกัดฟันอดทน จากนั้นนางก็หันไปอุ้มน้องชายคนเล็กที่อยากกินเค้กข้าวใจจะขาดขึ้นมา “แล้วยังมีสุภาพบุรุษตัวน้อยเยี่ยงน้องสี่อยู่อีกทั้งคน ! ”


เมื่อเจ้าหนูน้อยถูกเห็นความสำคัญจึงพยักหน้ารับอย่างให้ความร่วมมือ “หากข้าโตแล้วจะหาเงินมาเยอะๆ เพื่อเลี้ยงท่านแม่และพวกพี่สาว…”


หลินเว่ยเว่ยยกตัวเจ้าหนูน้อยขึ้นสูงสองสามครั้ง รอยยิ้มไร้เดียงสาและแววตาสดใสของเขาสามารถทำให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวและความตึงเครียดของหลินเว่ยเว่ยผู้ทะลุมิติมาได้ผ่อนคลายในทันทีทันใด


หลินจื่อเหยียนนวดบ่าของตน ดูท่าคราวนี้ต้องฟกช้ำอย่างแน่นอน เขากัดฟันกรอดในขณะที่แอบถลึงตาใส่หลินเว่ยเว่ย นางจงใจกลั่นแกล้งข้าเป็นแน่ !


พี่สาวคนโตทนไม่ได้ที่เห็นน้องชายคนเล็กสนิทสนมกับเจ้าเด็กโง่เช่นนี้ ภายในใจแอบก่นด่าเจ้าหนูน้อยด้วยความโมโหแล้วยังมิวายส่งสายตาดุไปยังเจ้าหนูน้อยอีกด้วย เด็กน้อยคนนี้ถูกซื้อด้วยเค้กข้าวเพียงชิ้นเดียว แต่ด้วยความที่นางเป็นคนไม่ยอมคนจึงตะโกนแย้งขึ้นว่า “น้องสามต้องเรียนหนังสือเพื่อสั่งสมความรู้ความสามารถ เจ้าจะให้เขากลับบ้านมาทำไร่ไถนาหรือไร ? เช่นนี้ที่ร่ำเรียนมาตลอดหลายปีก็ถือว่าเสียเปล่า”


หลินเว่ยเว่ยยังพูดต่อไปอย่างไม่ยี่หระ “แล้วข้าบอกว่าจะให้เขาหยุดเรียนหรือ ? ที่บ้านก็ยังมีเจ้ากับข้ามิใช่หรือไร ? ข้าสามารถขึ้นเขาไปล่าสัตว์เพื่อหาเงินมาส่งน้องชายได้ร่ำเรียนและซื้อแท่นหมึกกับพู่กันได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้ายังซื้อเค้กข้าวมาให้น้องชายคนเล็กของพวกเราอีกด้วย”


พี่สาวได้ยินเช่นนั้นก็มองด้วยสายตามิอยากเชื่อ “เจ้าน่ะหรือ ? ผู้ใดจะไปรู้ว่าภายภาคหน้าสมองของเจ้าจะไม่กลับมาโง่เขลาอีก…”


“พอได้แล้ว ! ” นางหวงปรามบุตรสาวคนโตแล้วโค้งคำนับฟ้าดินไม่หยุด “ขอบคุณฟ้าดิน ขอให้ลูกของข้าปลอดภัย ขอให้จิตวิญญาณที่ไม่ดีพลันหายไป จิตวิญญาณที่ดีคงอยู่ตลอดกาล ขอสวรรค์คุ้มครองลูกคนรองของข้าด้วยเถิด ! ”


1 คัมภีร์สามอักษร หรือ ซันจื้อจิง เป็นแบบเรียนอมตะของจีน เนื้อหาประกอบด้วยหลักคำสอนความประพฤติดีงาม ภาษาวรรณกรรมและประวัติศาสตร์


ตอนที่ 9: ไม่น่ามองเอาเสียเลย


“ท่านแม่ ! ท่านจะลำเอียงเข้าข้างนางเด็กโง่เกินไปแล้ว มีแค่นางใช่หรือไม่ที่เป็นลูกของท่าน ส่วนข้าและน้องชายโดนท่านเก็บมาเลี้ยงใช่หรือไม่เจ้าคะ ? ” บุตรสาวคนโตแห่งบ้านตระกูลหลินกล่าวขึ้นมาอย่างโมโห


หลินเว่ยเว่ยหันไปส่งสายตาท้าทายให้อีกฝ่าย “เจ้าก็รู้ตัวว่าถูกเก็บมาเลี้ยง เหตุใดยังไม่รีบไปอีก ไปตามหามารดาที่แท้จริงของเจ้าสิ เลิกมาทำให้ครอบครัวของข้าต้องเปลืองข้าวสุกได้แล้ว ! ”


“ลูกรอง ! เจ้าพูดอันใดออกมา ? ” นางหวงมิได้มีแววตำหนิแต่อย่างใด ในแววตาของนางมีเพียงความชื่นชมเพราะตอนนี้บุตรสาวคนรองมีฝีปากกล้าแกร่ง แถมยังเล่นมุขตลกเป็นอีกด้วย ! ในที่สุดบุตรสาวก็เหมือนเด็กปกติเสียที ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน !


จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ได้พูดขึ้นว่า “ท่านแม่เจ้าคะ หมอเหลียงบอกว่าท่านต้องทานของบำรุงให้มากถึงจะมีสุขภาพแข็งแรง ข้าซื้อเนื้อหมูมาด้วย ประเดี๋ยวจะทำข้าวต้มหมูให้ท่านได้ทาน…”


“คนโง่เช่นเจ้ารู้ด้วยหรือว่าข้าวต้มหมูทำเช่นไร ? ” บุตรสาวคนโตของบ้านก็ยังมิวายจิกกัด


หลินเว่ยเว่ยปราดตามองพร้อมเลิกคิ้วขึ้นอย่างหงุดหงิด “ข้าทำมั่วๆก็ยังอร่อยกว่าที่เจ้าตั้งใจทำเสียอีก ! ทำแล้วกินได้ก็มีอยู่น้อยนิด เปลืองข้าว ! เจ้าตัวล้างผลาญ ! ”


“เจ้า ! ” พี่สาวคนโตมือไม้สั่นขณะชี้หน้าหลินเว่ยเว่ยด้วยความโมโห


“เจ้าอย่ามายั่วโทสะข้านะ หากข้ายั้งมือไม่ทันอาจทำให้เจ้าเจ็บตัวได้ ! ดังนั้นก่อนทำสิ่งใดก็คิดให้ถี่ถ้วน แม้กระดูกของเจ้าแข็ง แต่คิดว่ากระดูกของเจ้าแข็งกว่ากะโหลกศีรษะของหมูป่าหรือ ! ” หลินเว่ยเว่ยขู่ให้อีกฝ่ายกลัว


ทันใดนั้นในหัวของพี่สาวคนโตก็มีภาพที่หลินเว่ยเว่ยยกก้อนหินก้อนใหญ่ชุ่มโลหิตทุบศีรษะหมูป่าผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตามมาด้วยภาพของสมองหมูป่าที่เละมิเป็นท่า…แต่สิ่งน่ากลัวที่สุดก็คือท่าทีของนางเด็กโง่คนนี้ที่คล้ายกับมีวิญญาณเข้าสิง ทำให้นางกลัวจนขนหัวลุก !


หลังจากที่หลินเว่ยเว่ยเข้ามาในครัวแล้วก็พบว่าทักษะการทำอาหารของตนมิได้บกพร่อง แต่นางไม่อยากให้พี่สาวมาก่อความวุ่นวายน่ารำคาญ ดังนั้นจึงหันไปกวักมือเรียกพี่สาวคนโตราวกับกำลังกวักเรียกสุนัข “มาจุดไฟ ! ”


“จุดเองสิ ! ” บุตรสาวคนโตไม่อยากใช้อากาศหายใจร่วมกับอีกฝ่ายเพราะแค่เห็นหน้าก็โมโหแล้ว !


“เช่นนั้นอีกประเดี๋ยวเจ้าก็ไม่ต้องกิน ! ” หลินเว่ยเว่ยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายมีท่าทีเช่นไร หากคิดขึ้นเสียงใส่กันก็ควรดูด้วยว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร ? หากจำนวนคนกินลดลงสักคนก็ดีเหมือนกัน จะได้มิต้องเปลือง !


“พี่รอง ข้าช่วยท่านจุดไฟเอง ข้าสามารถจุดไฟได้ ! ” ตอนนี้เจ้าหนูน้อยเริ่มตามติดพี่รองแล้ว เขาวางเค้กข้าวในมือไว้บนโต๊ะอย่างระมัดระวังแล้วรีบวิ่งมาช่วยในครัวทันที


“เกะกะ ! หลีกไปเลย อย่ามาก่อเรื่องตรงนี้ ! ” พี่สาวคนโตจับเจ้าหนูน้อยโยนออกจากครัว จากนั้นตนก็ลงไปนั่งคุกเข่าหน้าเตาฟืนอย่างมิเต็มใจ เพราะรู้ดีว่าเจ้าเด็กโง่มิได้พูดล้อเล่นอย่างแน่นอน หากทำจริงขึ้นมาแล้วไม่ให้นางกินข้าวด้วย เช่นนี้ก็แย่น่ะสิ คนฉลาดควรรู้สถานการณ์ว่าตอนไหนควรทำอะไร !


หลินเว่ยเว่ยทำข้าวต้มหมูไร้มันที่ส่งกลิ่นหอมชวนหิว จากนั้นก็ไปเก็บมะเขือยาวมาจากสวนหลังบ้าน2ลูก แล้วหั่นหมูติดมันออกเป็นลูกเต๋าขนาดเล็กเพื่อนำไปผัดกับมะเขือยาว ซึ่งผิวของมะเขือได้ดูดซับเครื่องปรุงเข้าไปจนมีรสชาติอร่อยยิ่งกว่าเนื้อหมูเสียอีก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเมนูแพนเค้กจากแป้งข้าวโพดอีกด้วย


ทั้งครอบครัวร่วมทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย ในที่สุดพวกนางก็ได้มีโอกาสอิ่มท้องกับเขาสักมื้อ โดยเฉพาะเจ้าหนูน้อยที่รู้สึกว่ามีความสุขยิ่งกว่าผู้ใด เขาพูดพร้อมหัวเราะในขณะมีคราบมันของอาหารติดเต็มปาก “อาหารของพวกเรามื้อนี้มีหลายชนิดกว่าตอนที่ฉลองวันปีใหม่เสียอีก ! ”


แค่เมนูผัดมะเขือยาวใส่หมูและแพนเค้กแป้งข้าวโพดก็ทำให้ครอบครัวรู้สึกพึงพอใจมากแล้ว เช่นเดียวกับพี่สาวคนโตที่ชอบจิกกัดน้องสาวก็ยังทานอาหารได้อย่างสำราญใจ


นางหวงได้ทานข้าวต้มเนื้อหมูไร้มันรสชาติอร่อยพร้อมซาลาเปาไส้หมูสับลูกใหญ่ที่หลินเว่ยเว่ยซื้อติดมาด้วยจึงทำให้รู้สึกว่าร่างกายเริ่มมีกำลังวังชาบ้างแล้ว หลังจากดื่มยาบำรุงเข้าไปก็ล้มตัวนอนบนเตียงจนใกล้หลับ แต่จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่าตนเป็นเสาหลักของครอบครัว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงบุตร ดังนั้นนางจึงพยายามลุกขึ้นแล้วลงจากเตียง


คราวนี้ ‘ว่าที่เสาหลัก’ ของครอบครัวตัวจริงเยี่ยงหลินจื่อเหยียนได้ห้ามมารดาเอาไว้ “ท่านแม่ ข้าลาท่านอาจารย์มา2วัน ท่านพักผ่อนให้ดีเถิด ข้าและพวกพี่สาวจะไปรดน้ำพรวนดินให้เองขอรับ”


นางหวงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่เห็นด้วยทันที “แม่ไม่เป็นไร ที่จริงพี่สาวคนโตของเจ้ามิควรเรียกเจ้ากลับมาเลย เช่นนี้จะไม่เป็นการถ่วงเวลาเรียนหนังสือของเจ้าหรอกหรือ ? ท่านอาจารย์ก็บอกไว้แล้วว่าหากเจ้าพยายามให้มากขึ้น ในปีหน้าก็จะสามารถลงสนามสอบได้…ครานี้พี่รองของเจ้าสามารถฆ่าหมูป่าแล้วนำไปขายแลกเงินมาได้มากโข น่าจะเพียงพอสำหรับใช้ไปอีกพักใหญ่ ดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องมากังวลเรื่องในบ้าน เจ้าจงตั้งใจร่ำเรียนไปเถิด ไม่ต้องไปรับจ้างคัดลอกตำราให้ผู้ใดอีกแล้ว”


ที่แท้ธัญพืชและวัตถุดิบทั้งหมดที่บุตรสาวคนโตใช้ต้มโจ๊กให้มารดาก็มาจากเงินที่เด็กหนุ่มผู้นี้รับจ้างคัดลอกตำราเรียนให้เพื่อนร่วมชั้น ! หลินเว่ยเว่ยที่ได้ยินก็ส่งสายตาชื่นชมให้เขาพร้อมยกนิ้วหัวแม่มือเพื่อเป็นการชื่นชมคล้ายจะบอกว่า ‘ยอดเยี่ยม’ ถือว่ามีความรับผิดชอบดีมาก !


“ใช่แล้ว อันที่จริงเจ้าควรตั้งใจศึกษาเล่าเรียนก็พอ เพราะที่บ้านของเรายังมีข้าอยู่ !” หลินเว่ยเว่ยทุบอกของตนทำให้ไขมันบนตัวสั่นกระเพื่อมไปพร้อมการเคลื่อนไหว หลินจื่อเหยียนเห็นเช่นนั้นก็ถึงกับเบิกตากว้าง


ขณะเดียวกันเจ้าหนูน้อยก็เลียนแบบท่าทีของนางโดยการตบกระดูกไหปลาร้าของตนบ้าง “ยังมีข้าอยู่อีกคน ! ข้าสามารถช่วยเก็บฟืน ขุดผักป่าและดึงหญ้าขึ้นจากดินได้ ! ”


“เจ้าตัวเล็กของเรามีความสามารถรอบด้านเสียจริง ! เช่นนั้นข้าจะมอบหมายภารกิจที่ยากแสนยากให้เจ้า ขอให้เจ้าคอยดูแลท่านแม่อยู่ที่บ้าน ให้นางได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ! เจ้าทำได้หรือไม่ ? ” หลินเว่ยเว่ยใช้สายตาเชื่อมั่นมองไปยังเจ้าหนูน้อย


เจ้าหนูน้อยเห็นท่าทีของพี่รองก็รีบยืดอกทำตัวตรงแล้วรับคำ “ข้าทำได้แน่นอน ! ”


หลังจากโน้มน้าวนางหวงอยู่นาน ในที่สุดหลินจื่อเหยียนก็ลุกขึ้นยืนแล้วไปหยิบถังน้ำ แต่ทันใดนั้นก็มีมือที่เต็มไปด้วยไขมันคู่หนึ่งชิงหยิบถังน้ำตรงหน้าไปก่อน จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็หันไปขยิบตาให้น้องสาม “พวกเจ้าไปที่แปลงนาก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าจะไปตักน้ำให้เอง ! ”


หลินจื่อเหยียนตะลึงจนพูดไม่ออก “…” สีหน้าที่แปลกประหลาดของพี่รองช่างไม่น่ามองเอาเสียเลย !


หลังช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมามีฝนตกน้อยมากจึงทำให้หน้าดินไร้ความชื้น ส่งผลให้เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรง ยิ่งตอนนี้นางหวงล้มป่วยลงอีกจึงทำให้ไปตักน้ำไม่ไหว ทำได้เพียงช่วยกันกับบุตรสาวคนโตยกถังน้ำไปทีละถังเท่านั้น


หลินเว่ยเว่ยไปตักน้ำแล้วเดินไปยังแปลงนาของครอบครัว แต่พอได้เห็นสภาพแปลงนาแล้วก็พบว่าข้าวสาลีในนาตายไปกว่าครึ่ง ส่วนที่เหลือก็มีสภาพเละเทะแทบจะตายอยู่รอมร่อ


ขณะที่นางกำลังรดน้ำข้าวสาลีอย่างขะมักเขม้นก็ได้แอบเอาน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณมาใส่ในถังด้วย พี่สาวคนโตและน้องชายคนโตของบ้านก็ใช้น้ำถังเดียวรดได้เพียงพื้นที่เล็กๆเท่านั้น ส่วนนางรดน้ำได้มากกว่าสองคนนั้นถึงเท่าตัว


บุตรสาวคนโตของบ้านตระกูลหลินเห็นเช่นนั้นก็กระทืบเท้าด้วยความโมโห “หน้าดินยังมิทันเปียกดีก็ย้ายที่แล้ว เท่ากับว่ารดไปก็เปลืองแรงเสียเปล่า ! เจ้าเลิกรดน้ำเถิด เจ้าไม่ต้องมาช่วยหรอก ! ”


หลินเว่ยเว่ยใช้ไม้คานหาบถังน้ำไม่เป็นจึงถือถังไม้ไว้ด้วยมือเดียว จากนั้นก็เดินไปตามคันนาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่พี่สาวคนโตและหลินจื่อเหยียนยังรดน้ำสองถังไม่หมด นางก็ไปหามมาอีกสองถังแล้ว


“หืม ? นั่นคือเจ้าเด็กโง่ของบ้านตระกูลหลินมิใช่หรือ ? ตอนแรกข้ายังไม่เชื่อที่หมอเหลียงบอก แต่ตอนนี้นางหายดีแล้วจริงหรือ ? แถมยังรู้จักช่วยงานที่บ้านอีกด้วย ! ” ป้ากุ้ยฮวายืดตัวตรงและถือกระบวยตักน้ำไว้ในมือพลางหันไปสนทนากับบุตรสาวคนโตที่ยืนอยู่ด้านข้าง


บุตรสาวคนโตของบ้านตระกูลหลิวได้ยินมารดาเอ่ยเช่นนั้นก็ชำเลืองมองไปทางหลินเว่ยเว่ย “นอกจากนางแล้ว ในหมู่บ้านของเรายังมีผู้ใดที่อ้วนได้ถึงเพียงนี้ ? ต่อให้นางกลับมาเป็นปกติแล้วอย่างไร ? ข้าอยากถามท่านแม่ว่านางดูเหมือนเด็กผู้หญิงตรงไหน ? นางทั้งตัวใหญ่และสูงกว่าเจ้าอ้วนซานเสียอีก ! ”


“แต่อย่างน้อยนางก็ไม่ได้อ้วนแบบไร้ประโยชน์ ขนาดถังน้ำที่หนักหลายชั่งเมื่ออยู่ในมือของนางก็มิต่างอันใดจากการแบกปุยนุ่นเลย” ป้ากุ้ยฮวากล่าวอย่างชื่นชมจึงทำให้บุตรสาวเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก


“ท่านแม่ ถ้าให้เด็กโง่บ้านตระกูลหลินมาเป็นลูกสาวของท่าน ท่านจะยอมหรือไม่ ? ” ป้ากุ้ยฮวาได้ยินเช่นนั้นก็จิ้มไปที่หน้าผากของอีกฝ่าย “เจ้าทำงานได้แล้ว ! เด็กโง่บ้านตระกูลหลินกินเก่งถึงเพียงนั้น ต่อให้ที่บ้านมีกินมีใช้มากเพียงใดย่อมถูกนางล้างผลาญจนล่มจม บ้านของเราเลี้ยงนางไม่ไหวหรอก ! ”


ในเมื่อมีผู้เปี่ยมพละกำลังแสนประหลาดอย่างเจ้าเด็กโง่บ้านตระกูลหลินอยู่ทั้งคน ทำให้ในไม่ช้าแปลงนาของบ้านตระกูลหลินก็ได้รับการรดน้ำจนเสร็จเรียบร้อย หลินเว่ยเว่ยมองไปยังพืชผลที่เฉาตายอยู่อีกฝั่งก็กล่าวขึ้นมาอย่างเสียดาย “พวกเราช่วยกันถอนข้าวสาลีที่ตายแล้วออกไป จากนั้นพรวนดินเพื่อปลูกข้าวโพดแทนดีหรือไม่ ? อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้ที่ดินสูญเปล่า”


หลินจื่อเหยียนลังเลครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “หากปลูกตอนนี้จะสายเกินไปหรือไม่ ? ”


หมู่บ้านฉือหลี่โกวตั้งอยู่ทางทิศเหนือจึงทำให้ฤดูหนาวเข้ามาปกคลุมพื้นที่อย่างรวดเร็วและกินเวลายาวนานกว่าที่ความหนาวจะหมดไป ดังนั้นพืชผลจึงมักปลูกในฤดูใบไม้ผลิและเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ทว่ายามนี้ก็เข้าสู่ปลายเดือนสี่แล้ว หากความหนาวเย็นเข้ามาปกคลุมเร็วเกินไป เช่นนั้นข้าวโพดที่ปลูกไว้จะไม่เสียเปล่าเอาหรือ ?


ตอนที่ 10: หรือว่ามีลับลมคมใน ?


“หากไม่ลองแล้วจะรู้ได้เช่นไร ? มันก็แค่เมล็ดพันธุ์เพียงไม่กี่ชั่งมิใช่หรือ ? จะกี่อีแปะกันเชียว ? ” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าน่าเสียดายแย่หากปล่อยให้แปลงนาหมู่นี้แห้งแล้งไปโดยไร้ประโยชน์


เหตุใดจึงกล้าพูดว่า ‘ก็แค่เมล็ดพันธุ์เพียงไม่กี่ชั่ง’ ทั้งที่ราคาของเมล็ดพันธุ์พืชแพงมาก ตอนนี้ราคายังสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงเลย เมล็ดพันธุ์จำนวนสองสามชั่งอย่างน้อยก็ต้องใช้เงินซื้อสองสามร้อยอีแปะ หากนำเงินจำนวนนี้มาซื้อพวกเส้นบะหมี่ก็สามารถซื้อได้ตั้งหลายสิบชั่ง ! พอมีเงินแค่ไม่กี่ตำลึงก็ลืมเรื่องความอดอยากของตนไปแล้วหรือ ? พี่สาวคนโตจึงมองค้อนด้วยความโมโห


ทว่าหลินจื่อเหยียนที่ได้ยินเช่นนั้นรู้สึกเกิดความสนใจขึ้นมา เขาอยากลองจึงกล่าวขึ้นว่า “ได้ เช่นนั้นข้าจะกลับไปแบกจอบมาซักสองสามอัน”


“หากเรายืมคันไถของชาวบ้านมาได้คงดีกว่า ! ” หากใช้จอบขุดไปทีละนิด เช่นนั้นต้องขุดไปถึงเมื่อไร ?


“หากพวกเรายืมคันไถของชาวบ้านมาก็ต้องยืมวัวของพวกเขามาด้วย” หลินจื่อเหยียนพูดอย่างลังเล


หลินเว่ยเว่ยที่ได้ยินน้องชายกล่าวดังนั้นก็ชี้มาที่ตนเอง “เหตุใดถึงต้องไปยืมวัวของผู้อื่นด้วย ? ข้ามีแรงเยอะกว่าวัวอีกมิใช่หรือ ? ”


“หึหึ” พี่สาวคนโตได้ยินก็หัวเราะเยาะออกมา “น้องสาม หากเจ้าไปยืมคันไถมาแล้วนางลากไม่ไหว เช่นนั้นคนที่ขายหน้าจะมิใช่พวกเราหรือ ! ”


แต่สุดท้ายก็ได้พิสูจน์ว่าผู้ที่ขายหน้าคือตัวของนางเอง ! เพราะหลินเว่ยเว่ยสามารถถือคันไถได้อย่างสบายด้วยมือเดียวไปพร้อมการเดินในแปลงนา คันไถจึงถูกดึงไปอย่างสม่ำเสมอจนสามารถพรวนดินได้อย่างรวดเร็ว


ป้ากุ้ยฮวาที่อยู่แปลงนาด้านข้างเห็นเช่นนั้นก็ตกตะลึง สวรรค์ ! ทั้งที่เป็นคันไถชนิดเดียวกัน แต่บ้านของนางต้องใช้ผู้ใหญ่ถึง2คนในการลาก ลำพังแค่ลากไปและกลับรอบเดียวก็ยังต้องหยุดพักอยู่หลายครั้ง แต่ดูบุตรสาวคนรองของบ้านตระกูลหลินนั่นสิ เพียงพริบตาเดียวก็สามารถใช้คันไถพรวนดินในแปลงนาขนาดหนึ่งหมู่กว่าๆ ได้โดยมิต้องหยุดพักเลย มันเร็วเสียยิ่งกว่าใช้วัวลากคันไถเสียอีก !


หลิวต้าซวนยืนมองอยู่ครู่หนึ่งก็อดกล่าวชื่นชมออกมามิได้ “ลูกสาวคนรองของนางหวงขยันดีจริง ! ”


ในอดีตตอนที่บุตรคนรองของนางหวงยังเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาก็ได้ใช้กำลังสร้างปัญหาสารพัด ประเดี๋ยวก็พังรั้วบ้าน ประเดี๋ยวก็ทำกรอบประตูล้มบ้างล่ะ ทำเอานางหวงต้องหมดเงินไปจำนวนมากเพื่อซ่อมแซมอยู่เป็นประจำ


ตอนนี้เหมือนว่าการที่นางมีพละกำลังมากมายก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเสมอไป !


หลินเว่ยเว่ยหันไปยิ้มให้ลุงต้าซวนแล้วหันไปบอกหลินจื่อเหยียน “ตอนนี้ยังไม่เย็นมาก พวกเจ้ากลับไปที่บ้านก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าจะไปแสวงหาโชคบนภูเขาสักหน่อย”


บัดนี้ความเกลียดชังในแววตาของหลินจื่อเหยียนที่มีต่อหลินเว่ยเว่ยเจือจางลงมากแล้ว แต่ที่เพิ่มไปมากกว่าก็คือความกังวล “ตอนนี้บนภูเขามีสัตว์ป่าเยอะมาก อีกทั้งยังดุร้ายมากด้วย ขนาดพรานหวังที่ชำนาญในการล่าสัตว์ป่ายังมิกล้าขึ้นไปบนภูเขาอย่างอุกอาจ ข้าคิดว่า…วันนี้ยังมิต้องขึ้นไปหรอก ! ”


พี่สาวคนโตได้ยินน้องชายพูดก็หัวเราะออกมาอย่างเย็นชา “ก็นางมีความสามารถ ขนาดหมูป่ายังถูกนางใช้หินทุบจนตายได้เลย เช่นนั้นบนภูเขายังมีสิ่งใดให้นางต้องกลัวอีก ? ”


“ผู้ใดบอกว่าข้ามิกลัว ? สิ่งที่ข้ากลัวที่สุดก็คือแม่เสือโดยเฉพาะแม่เสือที่ชอบโจมตีลับหลัง ! ” หลินเว่ยเว่ยกล่าวออกมาเพียงประโยคเดียวก็ทำให้พี่สาวหุบปากเงียบทันใด !


หลินจื่อเหยียนมองไปทางพวกนางแล้วกล่าวเพียงว่า “เช่นนั้นก็ระวังตัวด้วย ! ”


เช้าตรู่ของวันนี้พี่ใหญ่วิ่งไปหาเขาถึงสำนักศึกษาแล้วร้องห่มร้องไห้พลางบอกว่าท่านแม่ถูกพี่รองทำร้ายจนป่วยหนัก ท่านหมอเหลียงยังบอกว่ามารดาจะอยู่ได้ไม่ถึงสามปี ยิ่งไปกว่านั้นยังบอกอีกว่าที่บ้านเหลือธัญพืชเพียงน้อยนิดแต่ถูกพี่รองกินจนไม่เหลือจึงทำให้มารดาไม่มีอาหารกิน


ดังนั้นเขาจึงนำเงินเก็บที่ได้จากการรับจ้างคัดลอกตำราไปซื้อเมล็ดธัญพืชมาสองสามชั่ง จากนั้นจึงรีบกลับมาที่หมู่บ้าน พอมาถึงก็พบว่าตรงลานบ้านเงียบสงัดราวกับป่าช้า ท่านแม่ทานยาแล้วนอนหลับอยู่บนเตียง ในขณะที่พี่รองปัญญาอ่อนหนีหายไปที่ใดก็มิรู้


เมื่อเห็นว่ามารดาผ่ายผอมแลดูอ่อนแอ พลันเห็นบรรดาโถใส่วัตถุดิบที่แทบว่างเปล่าทุกใบ ในใจของเขาก็เกิดความรู้สึกคล้ายเดินอยู่ท่ามกลางหมอกหนาที่ไม่รู้ว่าทิศทางชีวิตอยู่ที่ใด ?


หากอดทนอดกลั้นอีกสักปี เขาก็จะได้เข้าร่วมการสอบถงเซิง เพื่อเข้าเรียนต่อสำหรับการเป็นขุนนางได้แล้ว จากนั้นค่อยเข้าร่วมการสอบเยวี่ยนซื่อ หากสอบผ่านจะได้เลื่อนขั้นเป็นซิ่วไฉ ซึ่งเป็นเป้าหมายแรกในชีวิตของตน เพราะครอบครัวบัณฑิตเด็กที่สอบเลื่อนขั้นได้เป็นซิ่วไฉจะได้รับการปลอดภาษีที่ดินจำนวน3หมู่ เช่นนั้นภาระของมารดาก็จะได้ลดลงบ้าง


แต่หากเขายังเรียนหนังสืออยู่เช่นนี้ปัญหาที่บ้านจะหนักแค่ไหน เขาจะจัดการมันเช่นไร ? หรือต้องให้เขาทนมองสุขภาพของมารดาทรุดโทรมลงเรื่อยๆ พร้อมครอบครัวที่ต้องเผชิญหน้ากับความอดอยาก


แต่ถ้าหยุดเรียนในตอนนี้ก็เท่ากับว่าความพยายามในการเรียนมาตลอดหลายปีได้สูญเปล่า และความพยายามของครอบครัวที่ร่วมแรงร่วมใจส่งเสียเขาเรียนก็ต้องไร้ประโยชน์เช่นกัน…ยามนี้ความสิ้นหวังจึงค่อยๆกัดกินภายในใจของเขา


ดังนั้นเวลาที่เขาเห็นพี่สาวคนรองทีไรก็มักเกิดความรู้สึกโมโหและกล่าวโทษสารพัดว่าเป็นเพราะพี่สาวจอมโง่เขลากินเก่งเหลือเกิน ทั้งยังชอบสร้างปัญหาให้ครอบครัวไม่เว้นวันจนทำให้ท่านแม่ต้องคอยเป็นกังวลอยู่เสมอ


หากไม่มีนาง บางทีครอบครัวก็คงไม่ตกต่ำจนถึงจุดนี้ และท่านแม่ก็คงไม่ต้องแบกรับภาระมากเกินไป…


ทว่าจู่ๆ พี่สาวคนรองก็กลับมาเป็นเหมือนคนปกติทั่วไป ยิ่งกว่านั้นยังสามารถใช้ข้อได้เปรียบด้านร่างกายมาพลิกสถานการณ์จนทำให้เขาเกิดความรู้สึกว่าพี่รองคนนี้เป็นคนแปลกหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกราวกับมีแสงส่องสว่างมาที่จิตใจ ทำให้เขาเกิดความหวังขึ้นมาอีกครั้ง


โดยเฉพาะประโยคนั้นของนางที่ได้บอกว่า ‘เจ้าควรตั้งใจศึกษาเล่าเรียนก็พอเพราะที่บ้านของเรายังมีข้าอยู่ ! ’ แม้สีหน้าและการกระทำของนางดูไม่น่าเชื่อถือสักเท่าไร แต่มันทำให้เขารู้สึกเชื่อมั่นในตัวนางอย่างบอกมิถูก !


แปลงนาหมู่นี้ก็เช่นกัน ! เมื่อก่อนถ้าปลูกพืชด้วยพื้นที่ใหญ่เช่นนี้ ท่านแม่กับพี่ใหญ่ต้องใช้เวลารดน้ำอยู่นานกว่าครึ่งค่อนวัน แต่พอพี่รองมาช่วยก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม อีกทั้งยังไถพรวนดินที่เหลือเสร็จสรรพ


บัดนี้นางยังยืนกรานว่าจะขึ้นไปล่าสัตว์บนภูเขา หลินจื่อเหยียนจึงเกิดความกังวลขึ้นมา ทว่าเขาไม่สามารถเอ่ยถ้อยคำแสดงความเป็นห่วงเป็นใยออกมาได้ จึงทำเพียงมองตามแผ่นหลังของนางที่หายลับไปบนยอดเขา


“เลิกมองได้แล้ว ! นางเด็กโง่นั่นดวงแข็งจะตาย นางไม่ตายง่ายๆหรอก ! ” พี่สาวคนโตยกไม้คานหาบถังน้ำขึ้นมาแล้วกวักมือเรียกน้องชายกลับบ้านพร้อมกัน


หลินจื่อเหยียนเบนสายตาไปมองนางแล้วกล่าวว่า “เรื่องเมื่อวานนี้…ปกติพี่รองจะไม่วิ่งขึ้นไปบนภูเขาแล้วเหตุใดนางจึงตกเขาจนกลิ้งลงไปในสระน้ำได้ ? ”


“เจ้าถามข้า แล้วจะให้ข้าไปถามผู้ใด ? ” พี่สาวคนโตกะพริบตาถี่พลางสาวเท้าเดินเร็วขึ้น


หลินจื่อเหยียนเห็นเช่นนั้นจึงดึงแขนของนางไว้ “แต่มีชาวบ้านเห็นว่าพี่ใหญ่เดินขึ้นเขาไปพร้อมนาง ท่านไม่รู้เรื่องนี้จริงหรือ ? ”


พี่สาวคนโตวางถังน้ำลงพื้นแล้วกล่าวออกมาเสียงดังและอึกอักเหมือนมีลับลมคมในบางอย่าง “เหตุใดเจ้าต้องอยากรู้มากเพียงนี้ ? ข้ามิใช่สาวใช้ของนางที่จะเดินตามเพื่อรับใช้ไปทั้งวัน ! บ้านของเราจะอดตายกันอยู่แล้ว ข้าจึงจดจ่อไปกับการหาผักป่า พวกเราจะได้มีวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพียงพอไปอีกหลายวัน ข้าจะมีเวลาสนใจนางได้อย่างไร ? ”


หลินจื่อเหยียนมองพี่สาวคนโตด้วยแววตาลุ่มลึกคล้ายต้องการบังคับให้นางสบตากับตน “ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ ท่านจะตะโกนโวยวายไปเพื่อเหตุใด ! ” หลินจื่อเหยียนถอนสายตากลับแล้วยกไม้คานหาบถังน้ำขึ้นมาแบกพร้อมเดินตรงไปที่บ้าน


บุตรคนโตของบ้านตระกูลหลินคิดในใจว่า ‘หมายความว่าอย่างไร ? ตอนนี้นางพร้อมแก้ตัวแล้ว เขากลับตัดบทกันเสียดื้อๆ ’


ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มมืด หลินเว่ยเว่ยก็แบกกวางที่ชุ่มเลือดตัวหนึ่งกลับมาที่หมู่บ้าน วันนี้ถือว่าโชคดีมากเพราะพอขึ้นเขาไปแล้วก็ได้พบหมาป่าสองสามตัวกำลังไล่ล่ากวางอยู่ ดังนั้นนางจึงถือโอกาสนี้ใช้พละกำลังของตนขับไล่หมาป่าเหล่านั้นไปแล้วก็ได้กวางมาครอง !


หลงจู๊หานเคยบอกนางไว้แล้วว่าจะรับซื้อสัตว์ป่าทุกชนิด ทั้งยังสามารถเจรจาต่อรองเรื่องราคาได้ ! ดังนั้นกวางตัวนี้ก็น่าจะได้ราคาหลายตำลึงเช่นกัน


เมื่อนางกลับถึงหมู่บ้าน ท้องฟ้าก็มืดแล้ว นางมองออกไปไกลๆ ก็เห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งมายืนล้อมรั้วบ้านของตนเอาไว้ ขณะเดียวกันยังมีเสียงร้องไห้ของเจ้าหนูน้อยน้องชายหัวแก้วหัวแหวนที่ดังระงม ในบ้านคงมิได้เกิดเรื่องขึ้นใช่หรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยที่ตระหนักได้เช่นนั้นก็รีบสาวเท้าวิ่งกลับบ้านทันที !


“พวกเจ้าดูนั่นสิ ! โถใส่อาหารแห้งในครัวของพวกนางเต็มไปด้วยเส้นหมี่ชั้นดี ยิ่งไปกว่านั้นยังมีแป้งข้าวโพดอีกเป็นโถ มีแม้กระทั่งข้าว ไหนจะเนื้อไหนจะน้ำมันเจียวกากหมูถ้วยนี้อีก ! เจ้าอ้วนซานของบ้านข้าพูดไว้ไม่ผิด เจ้าเด็กโง่ของพวกนางแบกวัตถุดิบทำอาหารกลับบ้านโดยไม่รู้ที่มาที่ไปของวัตถุดิบเหล่านั้น ! ”


หญิงวัยกลางคนที่แก้มตอบ นัยน์ตาดุและคิ้วโก่งเดินมาจากในห้องครัวของบ้านแล้วหยิบเอาเนื้อที่เหลือออกมาพร้อมสอบสวนหลินจื่อเหยียนและบุตรสาวคนโตของบ้านตระกูลหลินอย่างดุดัน


1 การสอบถงเซิง คล้ายการสอบเพื่อเข้าศึกษาต่อในปัจจุบัน ผู้สมัครสอบในระดับนี้ไม่ว่ามีอายุมากน้อยเท่าไรก็จะเรียกว่าถงเซิง แปลตามตัวอักษรว่า บัณฑิตเด็ก


2 เยวี่ยนซื่อ ถือเป็นการสอบคัดเลือกข้าราชการเข้าปกครองในระดับอำเภอ หากผ่านการสอบดังกล่าวจะได้เลื่อนขั้นเป็นซิ่วไฉ


3 ซิ่วไฉ คือ บัณฑิตระดับอำเภอ


จบตอน

Comments