weiwei ep101-110

ตอนที่ 101: เคล็ดลับอยู่ในมือข้า


ในคราแรกที่เห็นหลินเว่ยเว่ยโรยเมล็ดข้าวโพดลงในแปลงนาโดยเว้นระยะห่างมากเช่นนั้น หลิวต้าซวนและภรรยาไม่เคยเห็นดีเห็นงามด้วยเลย เขาเพียงคิดว่าเด็กน้อยกำลังเล่นไปเรื่อย แต่คาดไม่ถึงว่าผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาดีกว่าการปลูกแบบถี่ๆเสียอีก


หลินเว่ยเว่ยอธิบายว่า การปลูกข้าวโพดถี่เกินไปจะทำให้ลำต้นมีขนาดสูง ใบยาว แต่ขณะเดียวกันก็เปราะบาง อ่อนแอ ความยืดหยุ่นไม่ดีและมักจะหักได้ง่าย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรคและแมลงต่างๆมากัดกินได้ง่ายด้วย ดังนั้นการปลูกข้าวโพดแบบถี่จนเกินไปจึงไม่ได้หมายความว่ามันจะให้ผลผลิตที่สูง !


หลิวต้าซวนพยักหน้าพลางครุ่นคิด ข้าเห็นข้าวสาลีของบ้านเจ้าก็ปลูกออกมาได้ดีเช่นกัน ผลผลิตที่ได้น่าจะเป็นอันดับต้นๆของหมู่บ้านเรา เสี่ยวเว่ย ข้าคิดว่าเจ้ามีพรสวรรค์ด้านการเพาะปลูก !


บ้านข้ามีที่ดินน้อยจึงทำให้ปุ๋ยเพียงพอและน้ำถึง อาจเพราะสาเหตุนี้กระมัง หลินเว่ยเว่ยยิ้มจนตาหยี นางแสร้งทำเป็นฉีกยิ้มเยี่ยงคนโง่เขลา


ด้วยความช่วยเหลือของป้ากุ้ยฮวาจึงทำให้รายได้ที่มาจากเนื้อหมูป่าแผ่นอย่างเดียวปาไป20ตำลึงแล้ว เนื้อหมูป่าที่ใช้ไม่ต้องเสียเงินซื้อและเสียแค่ค่าเครื่องปรุง ดังนั้นเงิน20ตำลึงจึงแทบไม่จำเป็นต้องหักออก เมื่อถึงเวลานับเงินในแต่ละวันนางหวงก็มักรู้สึกว่าตนกำลังฝันอยู่


ทว่าหลินเว่ยเว่ยยังไม่พอใจเพราะนางต้องใช้เวลาในการทำเนื้อหมูแผ่นตั้งแต่เช้าจรดเย็น แม้ตกบ่ายจะมีพี่สาวมาช่วย แต่นางก็ยังรู้สึกว่าเวลามีไม่พออยู่ดี


ท่านแม่เจ้าคะ ข้านำกระทะที่สั่งทำกลับมาแล้ว ข้าอยากจ้างคนมาช่วยทำอีกสัก2คน ท่านคิดว่าผู้ใดมีนิสัยและฝีมือเหมาะกับงานนี้บ้าง ? หลินเว่ยเว่ยนั่งอยู่ข้างมารดาพลางมองใบหน้าเปื้อนยิ้มของมารดาในขณะที่กำลังนับเงิน


นางหวงค่อยๆนำเงินเก็บใส่หม้อดินเผาอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็นำไปซ่อนยังส่วนลึกของเตียงเตาปูน หลังจากได้ยินบุตรสาวกล่าวเช่นนั้น นางหวงก็หันมาพูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความลังเล ยังจะจ้างคนมาช่วยอีกหรือ ? คนเยอะก็พูดมาก ถ้ามีผู้ใดนำเคล็ดลับของเราไปลอกเลียน…


ท่านแม่เจ้าคะ เนื้อหมูป่าแผ่นไม่ได้มีเคล็ดลับอันใดนักหรอก แค่มองก็ทำเป็นแล้ว อีกอย่างเหตุใดเนื้อหมูแผ่นของบ้านเราจึงขายได้ในราคานี้ เคล็ดลับก็อยู่ที่เครื่องปรุงในมือข้า แม้ผู้อื่นอยากลอกเลียนก็ทำไม่ได้หรอก ! หากเป็นเรื่องนี้ หลินเว่ยเว่ยยังพอมีความเชื่อมั่นอยู่เพราะนางใช้เครื่องเทศทั้งหมดห้าชนิดและเครื่องปรุงส่วนใหญ่ก็มาจากสมุนไพรในร้านยา ผู้ใดจะคิดว่าสมุนไพรก็สามารถนำมาทำเป็นเครื่องปรุงได้เล่า ?


หลินเว่ยเว่ยพูดต่อด้วยรอยยิ้ม อีกอย่างเนื้อแผ่นของพวกเราก็ทำมาจากเนื้อหมูป่า พวกเขามีเนื้อหมูป่าหรือไม่ ? พวกเขาต้องจ่ายเงินซื้อเนื้อซึ่งราคาแพงโดยไม่ต้องพูดถึง แค่รสสัมผัสก็ห่างชั้นกันแล้วเจ้าค่ะ ! พอถึงเวลานั้นพวกเขาก็จะไม่สามารถขายได้ สุดท้ายต้องขาดทุนย่อยยับ !


ตอนแรกนางหวงไม่ได้คิดอันใด แต่หลังจากได้ยินหลินเว่ยเว่ยกล่าวเช่นนั้น นางก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวลเล็กน้อย เช่นนั้น…จะจ้างเพิ่มอีก2คนเชียวหรือ ? แต่ถ้าเราจ้างเพิ่มอีก2คน ค่าแรงต่อวันก็จะตกอยู่ที่90อีแปะเชียวนะ ต่อไปหากเจ้าล่าหมูป่าไม่ได้ก็ต้องออกไปซื้อมาทำ แล้วต้นทุนของเราจะไม่เพิ่มขึ้นหรือ ?


หลินเว่ยเว่ยจึงพยายามอธิบายให้มารดาฟังอย่างใจเย็น ท่านแม่เจ้าคะ ตอนนี้หมูติดมันมีราคาอยู่ที่50 – 60อีแปะต่อชั่ง หมูหนัก3ชั่งสามารถทำหมูแผ่นได้1ชั่ง หมายความว่าราคาหมูแผ่นหนึ่งชั่งอยู่ที่160 – 170อีแปะ


หากพวกเราจ้างคนเพิ่มอีก2คนก็จะสามารถทำเนื้อหมูแผ่นได้ถึงหนึ่งร้อยชั่ง แม้จะเป็นหมูแผ่นธรรมดาจำนวนหนึ่งชั่งก็ตกอยู่ที่300อีแปะ กำไรของเนื้อหมูแผ่น100ชั่งก็น่าจะอยู่ที่12ตำลึงเจ้าค่ะ!


ถ้าเราไม่จ้างคนเพิ่ม ข้าต้องทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำและไม่ได้ทำงานอย่างอื่นอีกเลย แต่เนื้อหมูแผ่นที่ทำได้มีปริมาณอยู่ที่50ชั่ง กำไรต่อวันอยู่ที่6ตำลึง ถ้าเราไม่ยอมเสียเงิน90อีแปะเพื่อจ้างคน เราจะเสียโอกาสในการทำเงินเพิ่มอีก6ตำลึงไปเลย เช่นนั้นท่านว่าเราควรจ้างหรือไม่จ้างดีเล่า ?


นางหวงคิดในใจเงียบๆ หากจ้างคนมาช่วยจะได้เงินเพิ่มอีกเท่าตัว ถ้าเป็นเช่นนั้นเงิน90อีแปะก็ถือว่าคุ้มค่า


ถ้าจะจ้างคนมาช่วย แม่คิดว่าซัวถัวกับหยาเอ๋อร์เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว โดยเฉพาะพี่หยาเอ๋อร์ของเจ้า แม่เห็นนางมาตั้งแต่เด็ก นางเป็นคนซื่อสัตย์และทนต่อความลำบากได้ นางเป็นลูกกำพร้าพ่อที่มีแต่แม่ ในแต่ละวันต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หากเราช่วยอันใดได้ก็ควรจะช่วย จริงหรือไม่ ! นางหวงส่ายหน้าเบาๆ เพราะในแต่ละครอบครัวย่อมมีปัญหาของตน


หยาเอ๋อร์คนนี้สูญเสียบิดาไปตั้งแต่อายุ10ขวบ ผ่านไปได้ไม่นานหลังจากที่น้องชายคนเล็กออกไปเล่นบริเวณหน้าหมู่บ้านก็โดนหมาในคาบไป มารดาของนางก็ตาบอด นอกจากนี้นางยังมีน้องชายอายุ8และ7ขวบให้ดูแลอีก ดังนั้นเด็กสาวอายุ16ปีผู้นี้จึงต้องแบกรับภาระราวกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง


โชคดีที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาฝนตกต้องตามฤดูกาล การเก็บเกี่ยวผลผลิตในที่ดินรวมถึงการเก็บผักป่าและผลไม้ป่าในละแวกนี้จึงทำให้ครอบครัวของหยาเอ๋อร์สามารถก้าวผ่านมาได้ ตอนนี้น้องชายทั้งสองของนางก็สามารถช่วยงานได้แล้ว ส่วนมารดาที่ตาบอดก็สามารถลูบคลำทำงานบ้านได้บ้าง แต่แล้วก็ต้องมาเผชิญกับภัยแล้งในปัจจุบัน…


ผลผลิตส่วนใหญ่ของคนในหมู่บ้านไม่มีสิ่งใดให้หวัง แปลงนา2หมู่ของหยาเอ๋อร์ก็จ่ายได้แค่ค่าภาษีเท่านั้น หยาเอ๋อร์จึงต้องพาน้องชายทั้งสองเข้าไปเก็บผักป่าตั้งแต่เช้าจรดค่ำทุกวัน ได้ยินว่าช่วงหลายวันมานี้นางต้องต้มผักป่าประทังชีวิตเพราะข้าวไม่เหลือแล้ว


หลังได้ยินเช่นนั้นหลินเว่ยเว่ยก็พยักหน้ารับทันที ได้เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะออกไปถามว่าพวกนางอยากทำหรือไม่


หนึ่งวันทำงาน4ชั่วยามก็ได้เงิน30อีแปะแล้ว คนโง่เท่านั้นถึงจะไม่ทำ โดยเฉพาะหยาเอ๋อร์ที่แทบเหมือนคนโดนแป้งทอดตกใส่ศีรษะ เพราะเงิน30อีแปะสามารถซื้อธัญพืชหยาบได้2ชั่งและมันก็สามารถทำให้พวกนางทั้งสี่ได้อิ่มท้อง หากทำต่ออีกสองสามเดือนและประหยัดเงินหน่อย พวกนางก็จะไม่ต้องทนหิวในฤดูหนาวแล้ว


บ่ายวันนั้น ซัวถัวและหยาเอ๋อร์ก็พากันมาที่บ้านตระกูลหลิน หลินเว่ยเว่ยสอน ‘เคล็ดลับการทำเนื้อหมูป่าแผ่น’ ให้พวกนาง พูดง่ายๆก็คือไม่ได้มีเคล็ดลับอันใดมากมาย แต่สิ่งสำคัญคือวิธีคุมไฟ เนื่องจากสตรีสองคนนี้คุ้นชินกับงานครัวอยู่แล้วจึงสามารถทำได้โดยลองฝึกแค่ไม่กี่คราเท่านั้น


หลินเว่ยเว่ยให้พวกนางไปช่วยป้ากุ้ยฮวาสับเนื้อหมู เดิมทีก่อนที่ซัวถัวและหยาเอ๋อร์จะมาช่วยงาน ป้ากุ้ยฮวาต้องสับเนื้อให้ได้อย่างน้อยวันละเกือบ200ชั่ง ดังนั้นแขนทั้งสองข้างจึงบวมไปหมด ตอนนี้ค่อยดีหน่อย เพราะหลังจากทั้งสามคนช่วยกันทำงานจึงได้สับเนื้อทุกสามวันครั้งเท่านั้น ป้ากุ้ยฮวาจึงสบายขึ้นมาก


ทั้งสามคนรวมกับพี่สาวคนโตอีกหนึ่ง พวกนางก็สามารถทำเนื้อหมูป่าแผ่นได้วันละ100ชั่ง หนิงตงเซิ่งเปิดร้านสาขาสองอยู่ในตัวอำเภอ อย่าว่าแต่100ชั่งเลยเพราะแม้จะมีมากกว่านี้ก็ไม่พอขายสำหรับเขา แต่เขาก็เข้าใจหลักการที่ว่าของดีย่อมหายาก ดังนั้นเขาจึงติดป้ายหน้าร้านว่า ‘เนื้อหมูป่าแผ่นหมดแล้ว’ อยู่เสมอ


ยิ่งเศรษฐีในอำเภอหาซื้อได้ยากเท่าไร ก็ยิ่ง ‘จดจำ’ ว่าเนื้อหมูป่าแผ่นเป็นของดี ไม่ว่าจะนำไปเป็นของขวัญหรือใช้ต้อนรับแขกก็ถือว่ามีหน้ามีตาทั้งสิ้น บัดนี้หนิงตงเซิ่งจึงเป็นบุคคลที่พึงต้อนรับของทางอำเภอสุดๆ แต่ละคนต่างเชิญเขาไปร่วมกินข้าว ฟังบทกวี เที่ยวหอนางโลม…จนเขาไม่มีเวลาได้พักเลย ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อต้องการผูกมิตรด้วยเพราะเวลาต้องการสินค้าในร้านของเขาก็จะสามารถสั่งจองเนื้อแผ่นหรือผลไม้อบแห้งต่างๆได้ล่วงหน้านั่นเอง


ลานบ้านติดกำแพงทางฝั่งตะวันออกของตระกูลหลินมีเพิงไม้อยู่สามหลัง ด้านในถูกวางไว้ด้วยกระทะสามใบ บางครั้งเวลาที่กระทะทั้งสามใบถูกใช้งานพร้อมกัน กลิ่นหอมอันเย้ายวนของเนื้อก็แทบจะเรียกได้ว่า ‘แม้ผ่านไปสามวัน รสสัมผัสก็ยังติดอยู่ในลำคอ !’


คนในหมู่บ้านต่างรู้ว่าตระกูลหลินกำลังทำของกินชนิดใหม่อยู่และนำมันไปขายในเมือง พวกเขาอยากรู้อยากเห็นกันมากว่าของกินที่หอมถึงเพียงนี้จะเป็นสิ่งใด ? และตระกูลหลินสามารถทำเงินก้อนโตได้ใช่หรือไม่ เช่นนั้นจะจ้างคนถึงสามคนไปช่วยงานได้อย่างไร ?


ในแต่ละวัน หลังออกจากบ้านตระกูลหลินแล้ว ป้ากุ้ยฮวากับซัวถัวจะต้อง ‘บังเอิญ’ เจอพวกญาติที่มีความสัมพันธ์ไม่เลวมาคอยถามถึงเรื่องของตระกูลหลิน ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ถามว่าตระกูลหลินต้องการจ้างคนงานเพิ่มหรือไม่


ตอนที่ 102: ฟืนเดินได้


ป้ากุ้ยฮวาและคนอื่นได้ปรึกษาเรื่องนี้กับหลินเว่ยเว่ยแล้วว่าเรื่องใดสามารถพูดได้เรื่องใดไม่สามารถพูดได้ ดังนั้นพวกนางจึงรู้อยู่แก่ใจดี สำหรับคนนอกนั้น พวกนางมักจะบอกว่าตระกูลหลินขายเนื้อหมูป่าแผ่น หลังหักค่าจ้างคนงานกับต้นทุนออกแล้วจะได้กำไรอยู่ที่30 – 50อีแปะ


ส่วนวิธีทำน่ะหรือ ? พวกนางปิดปากเงียบมาโดยตลอด แม้แต่พี่สะใภ้ของซัวถัวมาถาม นางก็เอ่ยแค่ว่า ข้า บอกเรื่องนี้กับท่านไม่ได้จริงๆ เพราะข้าประทับรอยนิ้วมือในสัญญาจ้างไปแล้ว หากข้าบอกวิธีทำให้ท่านทราบ ข้าต้องชดใช้เป็นเงิน10ตำลึง แล้วค่าแรงวันละ30อีแปะของข้าก็จะหายไป ท่านจะรับผิดชอบให้ข้าหรือไม่ ?


พี่สะใภ้ฉีกยิ้มแล้วกล่าวว่านางแสนโง่เขลา ถ้าเจ้าไม่ทำที่บ้านนั้นแล้ว เราสองบ้านก็มาร่วมมือกันได้นี่ ! เจ้าลองคิดสิว่าเนื้อหมูแผ่น1ชั่งได้กำไรมากถึง30อีแปะ วันหนึ่งเราทำขายกันไม่มาก ทำสัก20ชั่งก็พอ แค่นี้เราก็ได้เงินเข้ากระเป๋าตั้ง500 – 600อีแปะแล้ว จะไปทนลำบากที่บ้านตระกูลหลินเพื่อเหตุใด วันทั้งวันได้ค่าแรงแค่30อีแปะเอง


ซัวถัวมุ่ยปาก ท่านเห็นคนในตระกูลหลินโง่เขลาหรือไร ? วิธีทำไม่ยากหรอก แต่เป็นเครื่องปรุงในเนื้อหมูแผ่นต่างหาก ! นี่คือสูตรลับของตระกูลหลิน เราทำไม่เหมือนหรอก !


ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร ? แม้บ้านเราจะทำไม่อร่อยเท่าบ้านนาง แต่ขายถูกกว่าแล้วจะขายไม่ได้เลยหรือ ? พี่สะใภ้พยายามพูดให้ฟังดูดีและเกลี้ยกล่อมสุดกำลัง


ซัวถัวไม่หวั่นไหว เนื้อหมูป่าแผ่นนี้เดิมทีก็มีราคาร้อยกว่าอีแปะแล้ว จะมีสักกี่ครอบครัวในเมืองที่มีเงินซื้อทาน ? คนที่จะซื้อได้ล้วนเป็นพวกคนรวยทั้งสิ้น ! พี่สะใภ้อย่าตำหนิและอย่าหาว่าข้าพูดจาไม่ดีเลย เรามีปัญญาเท่าไรก็ทำเท่านั้นดีกว่า ถ้ามีเวลาว่างมากก็ไปทำงานบ้าน อย่าเอาแต่คิดไม่ซื่ออยู่เลย


ทันใดนั้นพี่สะใภ้ของซัวถัวก็กลับบ้านด้วยความโมโหพลางร้องห่มร้องไห้แล้วคุยกับแม่สามี เพราะหวังว่าแม่สามีจะใช้ฐานะมารดามาบังคับให้ซัวถัวยอมรับปาก แต่แม่สามีไม่ใช่คนโง่เขลาจึงมักจะกล่าวว่าบุตรสาวที่แต่งออกไปแล้วเหมือนน้ำถูกสาดออกไป มารดาจะเข้าไปยุ่งไม่ได้หรอก !


เมื่อเทศกาลไหว้พระจันทร์มาเยือน ซัวถัวก็กลับมายังบ้านมารดาโดยนำแป้งข้าวโพด20ชั่ง เนื้อหมู2ชั่ง แล้วยังมีเสื้อผ้าอีกชุดมาให้มารดา นางจึงได้รับการต้อนรับจากคนในบ้านเป็นอย่างดี แม้พี่สะใภ้ใหญ่คนนั้นจะไม่ชอบหน้านางสักเท่าไรก็ไม่สามารถทำอันใดได้…


เวลาที่กระทะ3ใบใช้ทำเนื้อหมูป่าแผ่นพร้อมกัน บัณฑิตหนุ่มข้างบ้านก็ยังทำลูกท้ออบแห้งของเขาต่อไปจึงเป็นธรรมดาที่ฟืนจะถูกใช้เป็นจำนวนมาก ฟืนที่บ้านคนอื่นใช้กันได้10วัน แต่บ้านตระกูลหลินสามารถใช้มันหมดภายใน2วันเท่านั้น


ด้วยเหตุนี้ระหว่างการล่าหมูป่า เก็บผลไม้และผักป่า หลินเว่ยเว่ยยังมีภาระกิจเพิ่มอีกหนึ่งอย่างคือ…ผ่าฟืน


สิ่งที่ไม่ขาดแคลนที่สุดในการอยู่ติดภูเขาคือฟืน เมื่อลมพัดกิ่งไม้หักแล้วมันก็ต้องตกสู่พื้นดิน หลังกลับมาจากการล่าหมูป่า นางก็สามารถเก็บฟืนกลับมาโดยไม่ต้องใช้ขวานเลย


หลินเว่ยเว่ยผ่าฟืนให้เป็นชิ้นพอดี หลังจัดเรียงให้เรียบร้อยแล้วนางก็ใช้เชือกผูกอีกทีพร้อมชั่งน้ำหนักด้วยการยก…เบาเกินไป นางจึงออกไปเก็บกิ่งไม้ลำหนามาอีกจนมันสูงเกินกว่ากองฟืนเมื่อครู่ จากนั้นนางก็แบกมันขึ้นหลังแล้วสาวเท้าลงเขาราวกับพายุ…


เอ๋ ! คุณชาย รีบดูนั่นเร็วขอรับ ! กองฟืนที่อยู่ด้านหน้ามีขางอกออกมาและมันสามารถเดินได้ด้วยขอรับ


ทางฝั่งหลินเว่ยเว่ยก็ได้ยินเสียงแสดงความประหลาดใจดังขึ้นมาจากด้านหลัง กองฟืนมีขาอันใดเล่า เจ้าเห็นกองฟืนบ้านใดที่สามารถเดินเองได้บ้าง ? ไม่มีสมองแล้วหรือ !


เมื่อเสียงรถม้าเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ หลินเว่ยเว่ยก็เบี่ยงตัวเพื่อหลีกทางให้


เอ๋ ! คุณชาย กองฟืนมีชีวิตจริงด้วยขอรับ ถึงขั้นรู้ว่าต้องหลีกทางให้…หืม ? เป็นคนแบกกองฟืนไว้หรอกหรือ เสียงโง่เขลานี้เต็มไปด้วยความผิดหวัง ! ถ้ากองฟืนมีชีวิตจริงก็ต้องดูดเอาวิญญาณเจ้าก่อนคนแรก!


หลินเว่ยเว่ยหยุดเดินและมองรถม้าที่กำลังวิ่งผ่านด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ คนบังคับรถม้าเป็นบ่าวรับใช้อายุประมาณสิบห้าสิบหกปี หน้าตาสะอาดหมดจดแต่สมองไม่ค่อยได้เรื่องสักเท่าไร !


คุณชายรีบดูเร็วขอรับ ! เป็นกู่เหนียงคนหนึ่ง ท่าทางยังอายุไม่มากสักเท่าไร นางตัวสูงมาก สาวน้อยในหุบเขาแรงเยอะกันถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? ท่าทางการแบกฟืนดูเหมือนไม่ต้องใช้แรงแม้แต่น้อย


ช่วงนี้นางหวงไม่สนใจเสียงคัดค้านของหลินเว่ยเว่ยเลย เพราะนางบังคับให้บุตรสาวแต่งกายแบบสตรี โชคดีที่ชุดซึ่งนางหวงปรับแก้ให้ล้วนเป็นชุดกางเกงสมัยราชวงศ์ซ่ง เวลาใส่ขึ้นเขาจึงสะดวกกว่ากระโปรง ดังนั้นบ่าวรับใช้จึงสามารถมองออกในทันทีว่านางเป็นสตรี


หลินเว่ยเว่ยคร้านจะแสดงสีหน้าอื่นให้บ่าวรับใช้ผู้โง่เขลาคนนี้เห็น นางมองสำรวจรถม้าตั้งแต่บนลงล่าง พบว่าม้าที่ใช้ลากรถมีลำตัวสูงใหญ่…ดังนั้นเจ้านายของรถคันนี้ต้องเป็นคนมีเงินแน่นอน


ไม่เคยได้ยินว่าคนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวมีญาติเป็นเศรษฐี หรือจะมาเที่ยวเล่นชมทิวทัศน์ ? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็คงกล่าวได้แค่ว่าเป็นคุณชายผู้มีอารมณ์สุนทรีจนถึงขั้นกล้ามาเที่ยวในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ !


ผ้าม่านของรถม้าถูกมือเรียวยาวและขาวผ่องเลิกขึ้น…พรึบ ! แค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นลูกผู้ดี หรือเป็นนายน้อยที่ไม่เคยผ่านงานหนักมาก่อน !


ต่อจากนั้นก็มีใบหน้าอันหล่อเหลาอ่อนโยนของคุณชายท่านหนึ่งโผล่ออกมาจากรถม้า รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาทำให้คนที่เห็นสัมผัสได้ถึงสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ทว่าสำหรับหลินเว่ยเว่ยแล้ว รอยยิ้มนี้ดูไม่ค่อยจริงใจสักเท่าไร


ชิงเยี่ยน อย่าเสียมารยาท ! หลังเสียงตำหนิบ่าวรับใช้ดังขึ้น คุณชายท่าทางอ่อนโยนก็ทำมือคำนับพร้อมรอยยิ้ม บ่าวของข้าเสียมารยาทแล้ว กู่เหนียงได้โปรดอย่าถือสา !


ไม่ถือ ไม่ถือ ! หากเป็นหลินเว่ยเว่ยในชาติก่อน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหนุ่มหล่อ สุภาพและอ่อนโยนเช่นนี้ นางต้องตาเป็นประกายและต้องมองให้ได้มากที่สุด แต่ตอนนี้ต่อมความคลั่งไคล้ต่อบุรุษรูปงามของนางถูกเจียงโม่หานเติมเต็มแล้ว ดังนั้นนางจึงแค่ยกยิ้มที่มุมปากและขานรับสั้นๆเท่านั้น


เสียงของคุณชายช่างอบอุ่นดุจแสงอาทิตย์ ขอถามกู่เหนียง ไม่ทราบว่าข้างหน้าคือหมู่บ้านฉือหลี่โกวใช่หรือไม่ ?


ใช่ ! คุณชายมาพบสหายหรือ ? หลินเว่ยเว่ยขยับฟืนบนบ่าเล็กน้อย


สายตาของคุณชายเหลือบมองกองฟืนบนหลังของนางแล้วกล่าวด้วยความเห็นอกเห็นใจ กู่เหนียง ถ้าอย่างไร…เจ้าวางฟืนลงก่อนดีหรือไม่ ? แล้วเราค่อยมาคุยกัน


ไม่ต้องหรอก ไม่หนักเท่าไร ! หลินเว่ยเว่ยปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่าย


ไม่ทราบว่ากู่เหนียงรู้จักบัณฑิตนาม ‘เจียงโม่หาน’ หรือไม่ ? รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณชายผู้อ่อนโยนยังไม่จางหาย ในขณะที่ถามดวงตาทั้งสองข้างก็จับจ้องมาที่ตัวนางด้วย


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าพร้อมชี้ไปยังปลายถนนสายนี้ เดินทางไปตามถนนสายนี้ บ้านหลังแรกหน้าหมู่บ้านก็คือบ้านของบัณฑิตเจียง


ขอบคุณกู่เหนียงมาก หลังคุณชายผู้อ่อนโยนขอบคุณหลินเว่ยเว่ยแล้วก็กลับเข้าไปนั่งในรถม้าอีกครา ในที่สุดสายตาของบ่าวรับใช้ก็ผละออกจากกองฟืนบนหลังของนางเสียที เพราะเขาต้องบังคับรถม้าไปยังหมู่บ้าน


หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปาก บัณฑิตจอมปลอม ! ต่อหน้าทำเป็นสุภาพ ประพฤติดีมีมารยาท แต่ปกปิดความรู้สึกดูแคลนเด็กสาวบ้านนอกไม่อยู่ ! หากเทียบกับบัณฑิตจอมปลอมผู้นี้แล้ว บัณฑิตหนุ่มผู้เย่อหยิ่งยังน่ารักกว่าอีก !


นางยังแบกฟืนไว้บนหลัง จากนั้นก็สาวเท้าเดินเข้าหมู่บ้านต่อไป หลังจากที่หลินเว่ยเว่ยมาถึงหน้าบ้านของตนแล้วก็นำฟืนวางไว้กับพื้นก่อน…เนื่องจากประตูแคบเกินไปนางจึงแบกพวกมันเข้าไปไม่ได้


แต่แล้วบ่าวรับใช้ที่อยู่ดูรถม้าหน้าบ้านหลังข้างๆ ก็เดินเข้ามาแล้วถือโอกาสตอนที่นางไม่เห็นแอบเลียนท่าทางของนาง เขายกฟืนกองนั้นขึ้น…ทว่ามันไม่ขยับแม้แต่น้อย บ่าวรับใช้ไม่เชื่อว่าตนจะทำไม่ได้จึงทุ่มสุดตัวและออกแรงสุดกำลัง พอวางศักดิ์ศรีของตนลงแล้วก็พยายามใช้แรงทั้งหมดที่มี ทว่ากองฟืนก็เหมือนหยั่งรากฝังดินไปเสียแล้วเพราะมันไม่ขยับเลยสักนิด


ตอนที่ 103: เป็นบอยแบนด์ได้เลย


“พี่ชาย ท่านทำอันใด ?” เจ้าหนูน้อยเดินถือตะกร้าใส่หญ้าสดเข้ามาหาอีกฝ่าย จากนั้นก็มองท่าทางที่ออกแรงจนหน้าแดงด้วยความสงสัย


ชายหนุ่มหัวเราะสองคราแล้วกล่าวว่า “หืม ? อ้อ ! ข้าเป็นบ่าวรับใช้ของสหายบัณฑิตเจียงบ้านหลังถัดไป…ข้าว่างจึงมาดูว่าพอจะช่วยอันใดได้บ้าง”


เจ้าหนูน้อยวางตะกร้าลงแล้วช่วยแก้มัดเชือกออกจากกองฟืนพร้อมเอ่ยอย่างมีมารยาทว่า “ขอบคุณพี่ชายยิ่งนัก แต่ไม่ต้องหรอก ประเดี๋ยวข้าช่วยพี่รองเอง !”


เจ้าหนูน้อยยกท่อนฟืนออกจากกองสองท่อน จากนั้นก็ลากเข้าไปในบ้านของตน ช่างเป็นเด็กที่ขยันและแข็งแรงเสียจริง


เมื่อกลับมาอีกครา หลินเว่ยเว่ยก็เข้ามาขวางเขาเอาไว้ นางยัดตะกร้าใส่มือเจ้าหนูน้อย “พวกกระต่ายของเจ้าหิวแล้ว ไปล้างหญ้าแล้วเอาให้พวกมันสิ”


พอเอ่ยถึงกระต่ายแล้ว เจ้าหนูน้อยก็หันไปมองกองฟืนด้วยความสับสน เขาอยากช่วยงานแต่ก็กลัวกระต่ายจะหิว เพราะเจ้าตัวเล็กเหล่านั้นทำให้มนุษย์อยากทะนุถนอมเสียจริง


ทันใดนั้นบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็อ้าปากค้างทันที เขารู้สึกตกตะลึงจริงๆ เพราะเด็กสาวชาวบ้านคนนี้แข็งแรงมาก ท่อนฟืนใหญ่เท่าท่อนขาบุรุษแต่นางยกได้คราละหกเจ็ดท่อนอย่างสบาย ฟืนกองสูงจนเลยศีรษะแล้ว แต่นางดูไม่เหนื่อยแม้แต่น้อย


บ่าวรับใช้จึงลองดูอีกครา ท่อนฟืนขนาดเดียวกันแต่เขาต้องยกฟืนสองท่อนขึ้นด้วยความพยายามอย่างหนัก ชาวบ้านในหุบเขา…มีแรงเยอะทั้งหมดเลยหรือ ?


เขาใช้สายตาแสนซับซ้อนจ้องมองหลินเว่ยเว่ยที่กำลังขนฟืนเข้าบ้าน พร้อมกันนั้นก็กลืนน้ำลายครั้งแล้วครั้งเล่า…สตรีเช่นนี้ บุรุษใดจะกล้าแต่งด้วย ? ถ้าไม่ระวังแล้วทำสิ่งใดผิดใจนาง จะไม่โดนนางทุบตีจนลุกไม่ขึ้นเลยหรือ !


“เจ้ารอง สหายของบัณฑิตเจียงมาหา เจ้าขึ้นเขาไปตามหานเอ๋อร์กลับมาให้น้าเฟิงหน่อย” นางหวงเช็ดมือขณะเดินออกมาจากบ้านหลังข้างๆ เมื่อเห็นบุตรสาวกำลังแบกท่อนฟืนท่อนสุดท้ายอยู่ นางก็เอ่ยปากทันที


หลินเว่ยเว่ยชี้นิ้วมาที่ตัวเอง ข้าหรือ ? ภูเขาละแวกหมู่บ้านใหญ่ถึงเพียงนี้ เหตุใดพวกท่านจึงคิดว่าข้าจะหาคนเจอ ?


“ก็ได้เจ้าค่ะ !” หลินเว่ยเว่ยวางท่อนฟืนแล้วสวมบทบาทไปทำธุระแทนผู้อื่นโดยการวิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต


นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เลือกไปเส้นทางที่ตนใช้ขึ้นเขาประจำ ระหว่างทางที่ขึ้นไปนางก็ตามหาคนไปด้วยและก็เป็นอย่างที่คิดคือวิ่งมาได้ครึ่งเขาแล้วมายังสถานที่เงียบสงัดแห่งหนึ่ง นางก็เห็นบัณฑิตหนุ่มกำลังถือตำราไว้ในมือ ทว่าสายตาไม่ได้อยู่ที่ตำรา


“ดูเจ้าสิ ออกมาชมวิวก็ต้องชมวิวสิ จะถือตำรามาเพื่อเหตุใด ?” หลินเว่ยเว่ยบ่นอย่างไม่เกรงใจ


เจียงโม่หานกวาดสายตามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จากนั้นก็รีบหันไปมองทางอื่นอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้กล่าวอันใด เพียงลุกขึ้นแล้วถือตำราเล่มนั้นไว้ด้านหลังและค่อยๆเดินลงจากเขา


มุมปากของหลินเว่ยเว่ยกระตุกขึ้นทันที บัณฑิตหนุ่มผู้สูงส่งและไม่สนผู้ใดกลับมาอีกแล้ว ไม่สนก็ไม่สนสิ เพราะอย่างไรนางก็ชินแล้ว


“มีคุณชายท่าทางนิสัยดีมากและเรียกตนว่าเป็นสหายของเจ้ามาเยือน เขาเป็นสหายสนิทของเจ้าหรือ ? แต่พูดก็พูดเถิด ด้วยนิสัยเสียอย่างเจ้า คนนิสัยไม่ดีคงทนรับไม่ไหวหรอก คาดไม่ถึงว่านอกจากข้าแล้วยังมีคนที่สามารถทนนิสัยของเจ้าได้อีก !”


หลินเว่ยเว่ยเดินตามบัณฑิตหนุ่ม จากนั้นก็เลียนแบบท่าทางการเดินของเขาโดยมือหนึ่งไพล่ไปด้านหลัง หน้าอกเชิดขึ้นราวกับไก่ตัวผู้ที่หยิ่งทะนงไม่มีผิด


สันกรามของเจียงโม่หานขยับไปมา อย่างตัวเขายังเรียกว่านิสัยเสียอีกหรือ ! หากยึดตามนิสัยในชาติที่แล้วของเขา เจ้าเด็กอ้วนคงตายไม่รู้กี่ครั้งกี่หน ! ภายในหุบเขาเช่นนี้มีโอกาสและวิธีบางอย่างที่สามารถทำให้คนหายตัวได้โดยไร้สุ้มเสียง !


“บัณฑิตในสำนักศึกษาของพวกเจ้าชอบทำตัวสูงส่งเช่นนี้หมดหรือ ? ถ้าออกไปเป็นวงบอยแบนด์คงฮอตน่าดู !” หลินเว่ยเว่ยแค่ลองเลียนแบบท่าทางครู่เดียวก็รู้สึกว่าเหนื่อยเสียยิ่งกว่าทำงานครึ่งวันของตนเสียอีก นางลดระดับไหล่ลงแล้วเด็ดหญ้าพร้อมโยนใส่หลังบัณฑิตหนุ่มตรงเบื้องหน้า


ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็หยุดเดินอย่างกะทันหัน ทำให้หลินเว่ยเว่ยไม่ทันระวังจนเกือบชนเข้ากับแผ่นหลังของเขา


เจียงโม่หานหันมาจ้องนางพักใหญ่จนทำให้หลินเว่ยเว่ยหลงเข้าใจผิดว่าใบหน้าของนางเปื้อนอยู่ นางจึงรีบยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ด


แม้จะไม่เข้าใจว่าสิ่งใดคือ ‘วงบอยแบนด์’ แต่สำหรับคำศัพท์ใหม่นี้เจียงโม่หานยังพอเดาความหมายได้บ้าง เขาเค้นเสียงดัง ฮึ “กู่เหนียง อย่าเอาแต่เอ่ยถึงรูปโฉมของบุรุษเพราะมันไม่งาม !”


“ก็ตรงนี้ไม่มีคนนอกอยู่ด้วย ! ข้าเป็นคนอย่างไร ผู้อื่นไม่รู้แต่เจ้ายังไม่รู้อีกหรือ ? ถ้าต้องเสแสร้งต่อหน้าเจ้าอีก ข้าก็เหนื่อยตายพอดี ! อย่างข้าน่ะเรียกว่าใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานความจริง !”


“เถียงคำไม่ตกฟาก !” เมื่อทิ้งประโยคนี้ไว้แล้วเจียงโม่หานก็หันหลังแล้วเดินลงเขาทันที ฝีเท้าของเขาไม่ช้าไม่เร็วมาก เหมือนกำลังรอใครบางคนอยู่


ส่วนหลินเว่ยเว่ยที่อยู่ด้านหลัง ประเดี๋ยวก็เด็ดดอกไม้ ประเดี๋ยวก็ไล่ตามผีเสื้อ หลังทิ้งระยะห่างได้ระดับหนึ่งแล้วนางก็รีบวิ่งเหยาะๆตามไปทันที


เมื่อเจียงโม่หานกลับถึงบ้าน เขาก็เห็นเฝิงชิวฟานกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ที่โต๊ะหนังสือข้างหน้าต่างอย่างหลงใหล ด้านข้างของอีกฝ่ายยังมีถ้วยชาและลูกท้ออบแห้งอันหวานฉ่ำอีกหนึ่งจาน


“ศิษย์พี่เฝิงกลับมาตั้งแต่เมื่อไร ?” แม้เสียงของเจียงโม่หานจะไม่ดังมาก แต่การที่เขาเริ่มพูดก่อนก็ถือว่าเป็นความกระตือรือร้นที่หาได้ยากยิ่ง


เฝิงชิวฟานวางตำราในมือลง จากนั้นก็ลุกขึ้นมากล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เพิ่งกลับมาเมื่อวาน ข้าได้ยินเรื่องของเจ้าแล้ว…เป็นเช่นไรบ้าง ? บาดแผลของศิษย์น้องดีขึ้นหรือไม่ ?”


“ดีขึ้นพอสมควร ทำให้ศิษย์พี่ต้องเป็นห่วงแล้ว” เจียงโม่หานมองใบหน้าอันหล่อเหล่าและยังดูอ่อนเยาว์ของอีกฝ่าย ทันใดนั้นเงาของจวิ้นอ๋องผู้โดดเด่น กระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวาและเลื่อนตำแหน่งได้อย่างราบรื่นก็ซ้อนทับตัวของเฝิงชิวฟาน


เฝิงชิวฟานถอนหายใจ “คราวนี้ชูเหม่ยวู่วามเกินไป…” ชูเหม่ยคือนามรองของอู๋ปัว


เจียงโม่หานมองใบหน้าที่ดูเหมือนจริงใจของเฝิงชิวฟาน ถ้าไม่ได้กลับชาติมาเกิดใหม่และรู้นิสัยของอีกฝ่ายแล้ว ตัวเขาก็คงโดนใบหน้าอันเสแสร้งหลอกลวงเป็นแน่ คำพูดประโยคนี้ของเฝิงชิวฟาน ภายนอกเหมือนรู้สึกไม่ยุติธรรมแทนเขา แต่ในความเป็นจริงแล้วกำลังยุยงให้เขามีความแค้นและไม่พอใจในตัวอู๋ปัว


เมื่อชาติก่อน เวลานี้มารดาของเขาได้เสียชีวิตจากไปแล้ว ตัวเขาก็นอนจมอยู่กับความแค้นแล้วยังมีความรู้สึกหมดหนทางไปต่อ ทว่าเฝิงชิวฟานก็ปรากฏตัวขึ้นมาโดยออกตัวเป็นศัตรูกับอู๋ปัวร่วมกับเขาพร้อมแบกรับความรู้สึกไร้ค่าแทนเขา ทำให้เมล็ดพันธุ์แห่งความแค้นในใจยิ่งเติบโตเร็วกว่าเดิม ทำให้เขากลายเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นและเป็นเครื่องมือแก้แค้นที่เฝิงชิวฟานไม่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้มา…


หลังทำให้ใจเย็นลงแล้วเขาก็มองไปที่เฝิงชิวฟานพลางกล่าวเบาๆว่า “มันผ่านไปแล้ว ตอนนี้เราอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย”


แม้เฝิงชิวฟานจะแปลกใจในความใจเย็นของอีกฝ่าย ทว่าก็ยังไหลตามน้ำ “ศิษย์น้องช่างใจกว้าง บางทีเพราะมีเรื่องเข้าใจผิดกันอยู่ วันหน้าข้าต้องช่วยพูดแทนศิษย์น้องแน่นอน…”


“ขอบคุณศิษย์พี่ แต่ไม่เป็นไร ! ในเมื่อไม่ใช่คนเดินบนเส้นทางเดียวกัน แค่อยู่ห่างไว้ก็พอ !” เจียงโม่หานนั่งลง จากนั้นก็ชี้ไปยังลูกท้ออบแห้งในจานแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่ลองชิมลูกท้ออบแห้งนี่สิ บ้านข้าทำเอง ท่านอย่าได้รังเกียจเลย”


[1] จวิ้นอ๋อง คือตำแหน่งรองจากอ๋อง ผู้ที่จะได้รับตำแหน่งจวิ้นอ๋องนอกจากพระโอรสในองค์ฮ่องเต้แล้วยังมีพระโอรสในองค์รัชทายาทหรือพระโอรสในอ๋องซึ่งเป็นพระนัดดาขององค์ฮ่องเต้ด้วย


ตอนที่ 104: จี้หยกแสดงฐานะ


ในยามที่ก้าวเท้าเข้าประตูบ้านตระกูลเจียงมานั้น เฝิงชิวฟานก็เห็นลูกท้ออบแห้งเต็มลานบ้านแล้ว เขาคาดไม่ถึงว่าอัจฉริยะเจียงที่ดูเย่อหยิ่งมาโดยตลอดจะทำธุรกิจการค้าที่บ้านเช่นนี้ ดูเหมือนไม่ได้สูงส่งอย่างที่แสดงออกมาเลย !


แม้ในใจจะนึกดูแคลน ทว่าสำหรับเฝิงชิวฟานที่ปกปิดความรู้สึกเก่งแล้วจะแสดงออกมาได้อย่างไร ? เขาหยิบลูกท้ออบแห้งชิ้นหนึ่งเข้าปาก หลังลองลิ้มรสอย่างละเอียดแล้วก็ปรบมือและเอ่ยชมว่า “วิเศษ ! ภายนอกมีสีสันสวยสด เปล่งประกายราวกับอำพัน รสชาติเปรี้ยวอมหวานประสานกำลังดี วิเศษเลย ! ศิษย์น้อง ลูกท้ออบแห้งนี้มีคุณภาพยิ่งกว่าในเมืองอีก !”


“ถ้าศิษย์พี่ชอบ ประเดี๋ยวก็ห่อกลับไปให้คนที่บ้านชิมสักห่อเถิด” เจียงโม่หานยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย จากนั้นก็ก้มหน้าจิบชาของตน


หลังกินลูกท้อ.อบแห้งได้2ชิ้น เฝิงชิวฟานก็เงยหน้ามองเจียงโม่หานราวกับมีบางอย่างที่อยากจะพูดแต่ก็เลือกไม่พูดออกมา


เจียงโม่หานเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยถาม “ศิษย์พี่เฝิงอยากพูดสิ่งใดก็พูดออกมาเถิด”


เฝิงชิวฟานดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกมาว่า “ได้ยินท่านอาจารย์ฟานบอกว่าศิษย์น้องไม่คิดเข้าร่วมการสอบเยวี่ยนซื่อในปีหน้าหรือ ?”


เจียงโม่หานเผยท่าทีเศร้าสร้อยและค่อยๆถอนหายใจ “ท่านหมอบอกว่าศีรษะของข้าได้รับความกระทบกระเทือนหนัก ต้องใช้เวลาพักรักษาตัวปีครึ่ง ไม่เช่นนั้นจะมีอาการเวียนศีรษะและปวดศีรษะเรื้อรัง…”


เฝิงชิวฟานก็ทำหน้าตาเศร้าหมอง “น่าเสียดาย ! เพราะศิษย์น้องคือความหวังในการสร้างเกียรติยศให้แก่สำนักศึกษาของเรา !”


“ศิษย์พี่อย่าเอ่ยเช่นนี้เลย ในอำเภอเป่าชิงมีพยัคฆ์ซุ่มซ่อน มังกรเร้นกายอยู่มากมาย ตัวข้ามีความรู้ต่ำต้อย ไม่กล้าเป็นความหวังในการสอบชิงตำแหน่งเจี้ยหยวนหรอก” เมื่อชาติก่อนเฝิงชิวฟานก็พูดเช่นนี้ ดูเหมือนเชื่อมั่นและตั้งความหวังไว้กับเขา แต่ในความเป็นจริงกลับสร้างศัตรูตัวฉกาจให้เขาไม่น้อย ทำให้เขาต้องใช้ชีวิตในสำนักศึกษาอย่างยากลำบาก


เฝิงชิวฟานคาดไม่ถึงว่าตนออกไปท่องเที่ยวแค่3เดือน นิสัยของเจียงโม่หานผู้เย่อหยิ่งก็เปลี่ยนได้ถึงเพียงนี้ หรือหลังจากโดนทำร้ายแล้ว จิตใจของมนุษย์จะเปลี่ยนได้จริง ?


“ศิษย์น้องอย่าถ่อมตนไปเลย โชคดีที่ยังมีสอบอีก2ครั้งติด ปีหน้าสอบไม่ทันก็สะสมความรู้ก่อน ข้าเชื่อว่าในปีถัดไปศิษย์น้องจะต้องสอบได้อันดับต้นๆแน่นอน !” เฝิงชิวฟานปลอบเจียงโม่หานผู้ ‘สิ้นหวัง’


แต่แล้วเฝิงชิวฟานก็หยุดพูดไปชั่วขณะแล้วจึงพูดต่อ “ศิษย์น้อง พวกเรามีวาสนาได้มาคบหากัน หากเจ้ามีปัญหาอันใดก็บอกศิษย์พี่ได้เลย !”


แม้ในสำนักศึกษา เจียงโม่หานจะมีพรสวรรค์เหนือผู้อื่นแต่ก็เป็นบัณฑิตที่ยากจน ดังนั้นแม้ในวันธรรมดาก็ต้องประหยัด พู่กันหนึ่งด้ามถ้าขนตรงปลายพู่กันเกือบไม่มีแล้ว เขาก็ยังทำใจเปลี่ยนด้ามใหม่ไม่ได้ ชุดบัณฑิตก็ซักจนสีซีดแต่เขาก็ยังใช้อยู่อย่างนั้น หลังเลิกเรียนเขายังแอบไปคัดลอกตำราในร้านหนังสือเพื่อหาเงินมาซื้อสี่สุดยอดสมบัติในห้องหนังสือ


เจียงโม่หานยังเป็นคนรักศักดิ์ศรี หากมีผู้ใดออกหน้าช่วยเหลือ เขาก็จะรู้สึกราวกับโดนตำหนิอย่างแรงและในเวลาเดียวกันก็จะทำหน้าบึ้งตึงแล้วเดินหนีไปทันที จากนั้นก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนผู้นั้นอีก ตอนที่เฝิงชิวฟานเอ่ยประโยคนี้ก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะสะบัดหน้าหนีแล้วไล่ตนออกไปเสียจริง !


“ในเมื่อศิษย์พี่เอ่ยถึงเพียงนี้แล้ว ข้าก็ไม่เกรงใจ ไม่ทราบว่าศิษย์พี่จะให้ข้ายืมเงินสักหน่อยได้หรือไม่ ข้าจะคืนให้สามเดือนหลังจากนี้ !” ดูเหมือนว่าเจียงโม่หานกำลังรอคำพูดประโยคนี้อยู่ด้วยซ้ำ เขาจึงเอ่ยปากโดยไม่เกรงใจแม้แต่น้อย


เฝิงชิวฟานอ้าปากค้างพลางมองเจียงโม่หาน…ไม่ ไม่ถูกต้อง ! ถ้าเป็นอัจฉริยะเจียงหรือเจียงโม่หานเมื่อสามเดือนก่อน แม้ที่บ้านจะเผชิญความลำบากเพียงใดก็ต้องปั้นหน้าบอกว่าสบายดีและไม่ยอมรับความช่วยเหลือเด็ดขาด ดังนั้นการขอยืมเงินตรงๆเช่นนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน !


เขาเหลือบมองกองห่อยาบนโต๊ะแล้วเริ่มมีความคิดบางอย่างขึ้นมา…เจียงโม่หานบาดเจ็บที่ศีรษะ จำเป็นต้องกินยานานแรมปี ในบ้านก็มีแค่มารดาที่ร่างกายอ่อนแอ แม้ยอมให้มารดาขายผลไม้อบแห้ง แต่ก็ไม่น่าจะพอจ่ายค่ายา…


หลังนึกถึงเรื่องการบำรุงสมองมากมายก็เป็นธรรมดาที่เฝิงชิวฟานจะเข้าใจผิดว่าเจียงโม่หานคิดเช่นนั้นจริง ถ้าอยากสอบติดซิ่วไฉก็ต้องรักษาอาการบาดเจ็บให้หายโดยไว หากไม่มีเงินแล้วจะซื้อยาบำรุงได้อย่างไร ? แม้เป็นคนที่หยิ่งในศักดิ์ศรี แต่พอเผชิญกับความจริงแล้ว สุดท้ายก็ต้องจำใจยอมก้มศีรษะอยู่ดี!


“ศิษย์น้องต้องการเท่าไหร่ ?” แววตาที่เฝิงชิวฟานมองไปยังเจียงโม่หานแฝงไว้ด้วยความสงสารเล็กน้อย


เจียงโม่หานนึกเย้ยหยันอยู่ภายในใจและตอนที่เขาเอ่ยออกมาก็ไม่ได้เกรงใจแม้แต่น้อย “เช่นนั้นข้าขอไม่เกรงใจแล้ว ไม่ทราบว่าจะขอยืมสัก300ตำลึงได้หรือไม่ ?”


3…300 ตำลึงเชียวหรือ? หมอจ่ายยาอันใดถึงได้แพงเช่นนี้? บัณฑิตเจียงคงไม่โดนหมอใจดำขูดรีดเอาหรอกกระมัง? แต่ก็พูดเถิด บางทีคงเพราะอาการบาดเจ็บของเขาสาหัสจึงจำเป็นต้องใช้ยาอย่างดี


เฝิงชิวฟานอดกลั้นต่อความเจ็บปวดและความฝืนใจเอาไว้พร้อมกันนั้นก็หยิบตั๋วเงิน300ตำลึงออกมา…นี่คือเงินกว่าครึ่งที่เขาจะเอาไว้ใช้ในอีกสามเดือนข้างหน้า ดังนั้นหากให้ยืมแล้ว เงินในมือของเขาก็จะมีจำกัด เขาคงไม่สามารถเชิญสหายทั้งหลายมาร่วมสังสรรค์หรือแลกเปลี่ยนความรู้ได้อีก


“ศิษย์พี่ช่างเป็นผู้มีคุณธรรม ข้าต้องคืนให้ท่านอย่างช้าที่สุดสามเดือนแน่นอน !” เจียงโม่หานรับตั๋วเงินมาด้วยสีหน้าปกติ จากนั้นก็เก็บใส่กระเป๋าเงินของตน


ดวงตาของเฝิงชิวฟานมองตามตั๋วเงินแต่ปากกลับพูดออกมาว่า “ศิษย์น้องใช้เถิด ไม่ต้องรีบคืน อ้อ ใช่…ได้ยินว่าในมือศิษย์น้องมีจี้หยกเนื้อดีอยู่หนึ่งชิ้น…”


เจียงโม่หานก้มหน้าลง ขณะเดียวกันรอยยิ้มก็จางหายไป เมื่อชาติก่อนตอนที่เขายากลำบากและหมดหนทางถึงที่สุดเฝิงชิวฟานเป็นเพียงผู้เดียวที่มาหาเขาในยามนั้น


ตอนนั้นเฝิงชิวฟานก็เป็นเหมือนตอนนี้คือเอ่ยปากหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เอง ตัวเขาก็กำลังรีบหาเงินสักก้อนมาซื้อโลงศพให้มารดาเพื่อจะทำพิธีฝังศพอย่างเหมาะสม ทว่าก็ทิ้งศักดิ์ศรีไปขอยืมเงินผู้อื่นไม่ลง เขาจึงนำจี้หยกที่สามารถพิสูจน์ฐานะและเป็นสมบัติสืบทอดของบรรพบุรุษออกมาแลกเงิน200ตำลึงกับเฝิงชิวฟาน…


ที่ต่างออกไปคือเมื่อชาติก่อนตัวเขาเป็นคนเสนอให้ใช้จี้หยกมาแลกเปลี่ยน ทว่าตอนนี้…เป็นเฝิงชิวฟานที่เอ่ยขึ้นก่อน…ทำให้เขาอดรู้สึกระแวดระวังไม่ได้


เขาหยิบจี้หยกออกมาแล้วยื่นให้เฝิงชิวฟานได้ชื่นชม ต่อจากนั้นเจียงโม่หานก็ถามหยั่งเชิงอีกสองสามประโยค แต่แล้วก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่รู้คุณค่าและความหมายของจี้หยกนี้จริง เขายังจำได้ว่าเฝิงชิวฟานเป็นคนชอบหยกโบราณมาโดยตลอด บางทีอาจแค่อยากดูเพื่อเติมเต็มความชอบเท่านั้น


ขณะมองท่าทางทะนุถนอมหยกดุจของรักที่เฝิงชิวฟานแสดงออกมา เจียงโม่หานก็อดนึกถึงเรื่องราวในอดีตชาติไม่ได้ เฝิงชิวฟานอยากช่วยเหลือจริงๆ จึงเดินทางมาหาที่ฉือหลี่โกว หรือ…เฝิงชิวฟานรู้ดีว่าเขาไม่มีทางรับความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาจากสหายจึงตั้งเป้าหมายจะมาเอาจี้หยกอันล้ำค่าไปเป็นของตนกันแน่ ?


“ศิษย์น้อง หากบรรพบุรุษของเจ้าไม่ได้เป็นขุนนางคนสำคัญก็ต้องเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวย…แค่กแค่ก !”


เฝิงชิวฟานกลัวจะเผยโอกาสบางอย่างแก่เขาจึงแกล้งไอออกมาสองสามครา จากนั้นจึงพูดต่อ “หยกชิ้นนี้คือหยกขาวมันแพะชั้นดี เนื้อเนียนละเอียด หากสวมใส่เป็นเวลานานจะเพิ่มความอบอุ่นให้ผู้สวมใส่ได้ ในมือศิษย์พี่ก็มีหยกขาวมันแพะอยู่หลายชิ้น แต่ถึงจะเอามารวมกันก็ยังไม่มีค่าเท่าของศิษย์น้องชิ้นเดียวเลย ถ้าศิษย์น้องจะปล่อยออกก็อย่าว่าแต่300ตำลึงเลย ต่อให้เป็น3,000ตำลึงก็ย่อมมีคนซื้อ !”


เจียงโม่หานเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ปกปิดความหลงใหลในหยกจึงเริ่มมั่นใจในความคิดเมื่อครู่ของตน จากนั้นก็รับจี้หยกในมือที่ไม่อยากปล่อยของเฝิงชิวฟานมาถือไว้พลางกล่าวขอโทษพร้อมรอยยิ้ม “ท่านแม่บอกว่าจะนำจี้หยกชิ้นนี้ไปเป็นสินสอดโดยยกให้เป็นของขวัญแก่ลูกสะใภ้ในอนาคต ถ้าเปลี่ยนเป็นของชิ้นอื่น ข้าคงยกให้ท่านไปแล้ว…”


[1] เจี้ยหยวน คือ ผู้ที่สอบได้เป็นอันดับหนึ่งในการสอบระดับมณฑล


[2] สี่สุดยอดสมบัติในห้องหนังสือ ได้แก่ พู่กัน หมึก กระดาษและจานฝนหมึก


ตอนที่ 105: ไม่ใช่พฤติกรรมของสุภาพบุรุษ


“ศิษย์น้องอย่าได้เอ่ยเช่นนี้เลย ศิษย์พี่ไม่กล้าและไม่มีทางแย่งของรักผู้อื่นด้วย” แม้เฝิงชิวฟานในอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีจะกล่าวเช่นนี้ ทว่าในดวงตาของเขาแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจี้หยกจนไม่ขยับเขยื้อนไปทางใดแม้แต่น้อย


ส่วนเจียงโม่หานก็เก็บจี้หยกอย่างมีความสุข…เจ้าชอบมากหรือ ? ชอบไปก็เปล่าประโยชน์ จงกระวนกระวายต่อไปเถิด !


แค่กแค่ก ! ต้องเคร่งขรึม ! ต้องหนักแน่น ! เขาต้องติดโรคมาจากนางเด็กอ้วนตัวแสบแน่นอน !


“น้าเฝิง บ้านท่านมีแขก ท่านแม่จึงให้ข้านำเนื้อแผ่นมาให้หนึ่งจาน” คุณชายหนิงเคยพูดไว้ว่าเนื้อหมูป่าแผ่นของนางแสนยอดเยี่ยม แม้แต่เศรษฐีในตัวอำเภอยังใช้เป็นของว่างในการรับแขก !


เจียงโม่หานมองลอดหน้าต่าง สายตาจับผิดของเขาหยุดอยู่ที่สาวน้อยร่างสะโอดสะองในลานบ้าน…เป็นเด็กซุกซนเช่นไรก็ยังเป็นเด็กซุกซนอยู่วันยังค่ำ แม้จะใส่ชุดของสตรีก็ยังดูแก่นแก้วอยู่ดี ! แต่ดูเหมือนเด็กตัวเหม็นจะผอมลง เพราะชุดที่ป้าหวงแก้ให้เมื่อครึ่งเดือนที่แล้วดูตัวโคร่งไปเลย !


นางทั้งออกไปล่าสัตว์ หาของป่าแล้วยังต้องดูแลรดน้ำพืชในแปลงนาอีก นางต้องทำแต่งานที่ใช้แรงทั้งนั้น ไม่ผอมก็แปลกเพราะนี่เป็นงานหนักทั้งสิ้น ! แต่นางไม่ได้อดอยากหรือขาดแคลนอันใดเสียหน่อย ไม่รู้จะขยันทำงานไปเพื่อเหตุใด ?


“หืม ? นี่ไม่ใช่กู่เหนียงที่ช่วยบอกทางให้ข้าหรอกหรือ ? ที่แท้เจ้าสองคนก็รู้จักกัน !” อาการประหลาดใจปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเฝิงชิวฟาน


เหลวไหล ไม่รู้จักแล้วจะบอกทางให้เจ้าได้อย่างไร ? เจ้าแซ่เฝิงคงไม่ได้โง่เหมือนบ่าวของตนกระมัง ?


หลินเว่ยเว่ยมองผ่านหน้าต่างจึงพบว่าบัณฑิตรูปงามสองคนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกำลังนั่งอยู่ตรงโต๊ะหนังสือข้างหน้าต่าง คนหนึ่งแสนอบอุ่น อ่อนโยนและสุภาพเหมือนสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ส่วนอีกคนเหมือนสายธารน้ำแข็ง แม้หล่อเหลาแต่ก็เยือกเย็นสุขุม ทว่านางยังชอบ…บัณฑิตหนุ่มผู้หยิ่งยโสและรูปงามข้างบ้านมากกว่า !


ทันใดนั้นใบหน้าของเจียงโม่หานก็ดูเย็นชาขึ้นมา…เห็นคนแปลกหน้าแล้วยังยิ้มหน้าบานได้ถึงเพียงนี้ ใกล้จะเห็นฟันกรามอยู่แล้ว ไม่รู้จักเจียมตัว ไม่รักนวลสงวนตัวเอาเสียเลย !


ในช่วงเวลาเดียวกันดวงตาของเฝิงชิวฟานก็เป็นประกายขึ้นพอสมควร เขาสะบัดพัดในมือพลางกล่าวว่า “แม้ผ้าป่านก็ยังบดบังรัศมีไม่ได้ โดยเฉพาะรอยยิ้มนั้นช่างดูโดดเด่นยิ่งนัก คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าในชนบทเช่นนี้จะมีสาวงามอยู่ด้วย !”


“ศิษย์พี่ การเอ่ยถึงรูปโฉมของสตรีไม่ใช่พฤติกรรมของสุภาพบุรุษ !” เจียงโม่หานขมวดคิ้วแล้วเหลือบตามองเฝิงชิวฟาน เจ้าหมอนี่เจ้าชู้เสียจริง เมื่อชาติก่อนก็รับอนุภรรยาถึงเจ็ดแปดคน ไม่กลัวร่างกายจะพังบ้างเลยหรือ ! ทว่าไม่ได้ชอบสตรีที่มีรูปโฉมงดงามหรอกหรือ ? เหตุใดจึงหันมาสนใจเด็กตัวเหม็นคนนี้ได้ ?


นางเด็กตัวเหม็นน็นเเ็เฌหลินเว่ยเว่ยชี้เนื้อแผ่นในมือของตน จากนั้นก็ทำปากพูดกับบัณฑิตหนุ่มว่า ‘นี่คือเนื้อกวางแผ่นเชียวนะ ข้าทำดีใช่หรือไม่ ?’


บัดนี้ราคาเนื้อกวางแผ่นในตัวอำเภออยู่ที่1ตำลึงต่อ1ชั่งและไม่ได้แปลว่าจะหาซื้อได้ด้วย แต่นางเอามาให้บัณฑิตหนุ่มต้อนรับแขก นี่เป็นการให้หน้าเขาใช่หรือไม่ ? แต่เขาไม่ได้คิดเช่นเดียวกับที่นางคิด เขาจึงขมวดคิ้วและถลึงตาใส่นาง ‘เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้ากล้ายกจานเนื้อแผ่นนี้ออกไป ?’


เจียงโม่หานสาวเท้าเดินออกมาและใช้แรงแย่งเนื้อแผ่นไปจากมือของนาง ต่อจากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงคลุมเครือ “ขอบใจ กลับไปได้แล้ว !”


เฝิงชิวฟานก็เดินออกมาด้วย ใบหน้าของเขาเปื้อนด้วยรอยยิ้มแสนอบอุ่นผิดกับท่าทางของเจียงโม่หานเสียลิบลับ “กู่เหนียง พบกันอีกแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยเลียนแบบท่าทางของอีกฝ่ายคือการฉีกยิ้มแบบมืออาชีพ “จริงด้วย ! ที่แท้คุณชายก็เป็นสหายของบัณฑิตน้อย ข้าเสียมารยาทแล้ว !”


เจียงโม่หานก้าวออกไปด้านข้างเพื่อขวางสายตาของทั้งสองคนเอาไว้ ต่อจากนั้นก็เอ่ยไล่นางอย่างไม่เกรงใจ “เจ้ายุ่งมากไม่ใช่หรือ ? กลับไปทำงานสิ !”


หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปากแล้วแยกเขี้ยวใส่ทันที ความคิดของเจ้าเป็นอย่างไร ? ข้าแค่เอาเนื้อกวางแผ่นมาส่งให้แต่เจ้าทำเหมือนข้าเป็นลูกหนี้เสียอย่างนั้น สู้เอาเนื้อกวางแผ่นในมือข้าให้สุนัขกินยังดีเสียกว่า !


แต่เมื่อหันมาเผชิญหน้ากับเฝิงชิวฟาน ใบหน้าของนางก็มีรอยยิ้มอีกครา “ข้าไม่รบกวนคุณชายกับบัณฑิตน้อยแล้ว ข้าขอตัวก่อน !”


“ตามสบายเถิดกู่เหนียง…” เฝิงชิวฟานเลิกคิ้วพร้อมรอยยิ้มในดวงตาที่จมดิ่งลงไปกว่าเดิม


พอหลินเว่ยเว่ยหันหลังกลับไปแล้วสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันทีทันใด รอยยิ้มดั่งเสี้ยวพระจันทร์ที่มีความสุขเปลี่ยนเป็นกลอกตาอย่างแรง…บัณฑิตน้อยตัวแสบ เจ้ารอข้าก่อนเถิด !


ขณะมองแผ่นหลังที่กระฉับกระเฉงของนาง เฝิงชิวฟานก็หัวเราะออกมาเบาๆ “กู่เหนียงคนนี้น่าสนใจดี ที่นางเรียกเจ้าว่า ‘บัณฑิตน้อย’ มีเรื่องอันใดกันหรือไม่ ?”


“จะมีเรื่องอันใดได้อีก ก็แค่คำเรียกเท่านั้น !” เจียงโม่หานไม่อยากเอ่ยถึงหัวข้อที่มีเด็กตัวแสบเกี่ยวข้องอีกแล้วจึงเปลี่ยนมาถามเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวในครานี้ของอีกฝ่ายแทน


เฝิงชิวฟานถอนหายใจ “ทางเหนือเจอกับภัยแล้ง ทว่าพวกเรายังดีหน่อยเพราะช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิยังมีฝนตกมาสองห่า มีพื้นที่ไม่น้อยไร้หิมะหรือฝนตั้งแต่ฤดูหนาวปีที่แล้ว ถ้า2เมือง6อำเภอทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่ได้ราชสำนักช่วยไว้ทัน ป่านนี้ก็คงหิวโซหรือขายลูกขายหลานเพื่อแลกอาหารนานแล้ว !”


เจียงโม่หานก้มหน้าลง “เมืองจงโจวของพวกเราก็ลำบากเหมือนกัน ไม่กี่อำเภอที่อยู่ใต้อำนาจนอกจากอำเภอจิงหยุน อำเภอฝูอันและอำเภอเป่าชิงของพวกเราที่มีฝนตกในฤดูร้อนแล้ว ที่เหลือก็ประสบภัยแล้งทั้งสิ้น


ยกตัวอย่างหมู่บ้านฉือหลี่โกวแล้วกัน เนื่องจากภูเขาในแถบนี้มีแหล่งน้ำที่ไม่มีวันแห้ง พวกชาวบ้านจึงพากันไปหาบน้ำมาใช้ทั้งวันทั้งคืน ทว่าผลผลิตทางการเกษตรก็ยังได้แค่ครึ่งเดียวเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงพื้นที่อื่นเลยเพราะได้ผลผลิตแค่หนึ่งในสิบเท่านั้น”


เฝิงชิวฟานที่เป็นห่วงบ้านเมืองจึงกล่าวขึ้นว่า “ใช่สิ ! ถ้าราชสำนักไม่ยกเว้นภาษีในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็คงมีราษฎรไม่น้อยต้องขายบุตร แยกจากภรรยาและครอบครัวแตกแยก ! ศิษย์น้อง ข้าวในบ้านเจ้ายังมีเพียงพอหรือไม่ ?”


“ข้าขอไม่ปิดบังศิษย์พี่ ที่ข้ายืมเงินจากท่านก็เพื่อซื้อข้าวมากักตุนนั่นเอง ท่านก็รู้ว่าบ้านข้าไม่มีที่นา ตอนนี้ราคาข้าวยังเพิ่มขึ้นอีก หากไม่ได้คนมีคุณธรรมเยี่ยงศิษย์พี่ ฤดูหนาวปีนี้…” เจียงโม่หานค่อยๆส่ายหน้าและถอนหายใจ


เฝิงชิวฟานคาดไม่ถึงว่าเจียงโม่หานจะระบายสถานการณ์ของตนให้ฟังอย่างตรงไปตรงมา เพราะสำหรับเจียงโม่หานผู้หยิ่งทะนงและทำตัวสูงส่งในอดีต ไม่มีทางเอ่ยเช่นนี้แน่นอน เขาจึงอดมองเจียงโม่หานด้วยสายตาประหลาดใจไม่ได้


เจียงโม่หานส่ายศีรษะแล้วยิ้มอย่างขมขื่น “หลังจากที่ข้าเดินออกมาจากประตูนรกก็เพิ่งได้สติ…เมื่อเทียบกับ ‘การมีชีวิต’ แล้ว ทุกสิ่งล้วนเป็นมายา !”


การได้รับบาดเจ็บตรงศีรษะไม่ใช่การเดินผ่านประตูนรกหรือไร การที่นิสัยจะเปลี่ยนหลังเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรงก็ใช่ว่าไม่มีในโลก ! บางทีนี่อาจไม่ใช่เรื่องแย่สำหรับเจียงโม่หาน เฝิงชิวฟานมองเขาพร้อมสายตาหยั่งเชิง


ในสำนักศึกษา หากอาจารย์ฟานชื่นชมเจียงโม่หาน เช่นนั้นอาจารย์ตู้ก็ลำเอียงรักเฝิงชิวฟาน เพราะอาจารย์ตู้เคยวิจารณ์นิสัยเจียงโม่หานผู้เป็นอัจฉริยะวัยเยาว์ให้เฝิงชิวฟานฟังมาก่อน โดยบอกว่ามีนิสัยรักสันโดษและเข้าถึงยาก ทั้งยังไม่มีครอบครัวคอยสนับสนุน ในอนาคตหากเดินบนเส้นทางขุนนางแล้ว เขาก็ต้องเดินด้วยความยากลำบากแน่นอน


อาจารย์ตู้ปฏิบัติต่อเฝิงชิวฟานเหมือนศิษย์เอกของตนจริงๆ ไม่เพียงทุ่มเท.อบรมสั่งสอน ยังสอนวิถีแห่งมนุษย์ วิถีแห่งขุนนางให้ด้วย ดังนั้นเฝิงชิวฟานจึงสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสำนักศึกษาเสมือนปลาได้น้ำ นอกจากเขาจะเป็นคนใจกว้างและออกไปท่องเที่ยวเก็บประสบการณ์ข้างนอกแล้ว ยังเป็นเพราะเขาได้รับความรักและความเคารพอย่างกว้างขวาง สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระด้วย


หลังสนทนากันไปมา เวลาก็ล่วงมาถึงเที่ยงวัน ระหว่างท่องเที่ยวเฝิงชิวฟานเคยเจอกับครอบครัวหลากหลายรูปแบบ เช่น การทานอาหารสองมื้อต่อวัน ชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านฉือหลี่โกวก็มีวิถีชีวิตเช่นนั้น เมื่อวันนี้เขามาโดยไม่ได้บอกล่วงหน้าจึงกังวลว่าตระกูลเจียงจะไม่ได้เตรียมตัว ดังนั้นเขาจึงคิดที่จะบอกลา


ตอนที่ 106: ฮึ บุรุษหลายใจ


ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ยกหูหมูน้ำแดงและพะโล้จานรวมเข้ามาในลานบ้าน “ตอนนี้ถึงเวลากินข้าวแล้ว หากคุณชายยืนยันจะจากไปก็แสดงว่ารังเกียจสุราอาหารของคนชนบท ไม่เห็นชาชั้นล่างและอาหารรสอ่อนของพวกเราอยู่ในสายตาใช่หรือไม่ ?”


เมื่อคืนเจ้าหนูน้อยอ้อนอยากกินหัวหมู หลินเว่ยเว่ยจึงนำหัวหมูป่าสองหัวในห้องใต้ดินมาตุ๋นพะโล้ เนื่องจากใกล้ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ทางฝั่งคุณชายหนิงจึงสั่งให้นางทำเนื้อแผ่นเพิ่มอีกหน่อย ส่วนพวกป้ากุ้ยฮวาและหยาเอ๋อร์ก็ทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่นมาสองวันติดแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงคิดที่จะตบรางวัลให้พวกนางเป็นเนื้อหัวหมูคนละ2ชั่ง


ทว่าเรื่องบังเอิญก็เกิดขึ้น วันนี้บ้านตระกูลเจียงมีแขกมาเยี่ยมพอดี นางจึงถือโอกาสยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วสองจานนี้มาให้พวกเขา


เฝิงชิวฟานมองเด็กสาวข้างบ้านคนนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งสองบ้านจะไม่ธรรมดา แม้ว่าเขาเป็นแขกของบ้านตระกูลเจียง ทว่าสาวน้อยคนนี้ไม่ได้เห็นเขาเป็นคนนอกแต่อย่างใด


หรือว่า…สาวน้อยคนนี้คือลูกสะใภ้ที่ตระกูลเจียงจับจองเอาไว้ ? หากเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าไม่น่าแปลก เพราะถึงอย่างไรว่าที่ลูกสะใภ้ก็ถือเป็นเจ้าบ้านครึ่งหนึ่งใช่หรือไม่ ? เข้าใจแล้วว่าเหตุใดบัณฑิตเจียงจึงพูดปกป้องนางยิ่งนัก !


“กู่เหนียงพูดเกินไปแล้ว ข้าแค่ไม่อยากสร้างปัญหาให้บัณฑิตเจียงเท่านั้น !” ขณะที่คิดเช่นนี้เฝิงชิวฟานก็หรี่ตาลงเล็กน้อย


หลินเว่ยเว่ยจึงฉีกยิ้มจนตาปิด “ไม่มีปัญหาอันใดหรอก อาหารทำเสร็จหมดแล้ว ไม่ทราบว่าคุณชายชอบกินรสชาติอย่างไร ?”


เฝิงชิวฟานชอบกินเผ็ด เมื่อเห็นหูหมูน้ำแดงที่ทั้งแวววาวและมีสีแดงสดใสแล้วเขาก็แอบกลืนน้ำลาย จากนั้นก็ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า “ไม่ได้ชอบอันใดเป็นพิเศษหรอก”


พอหลินเว่ยเว่ยจากไปแล้ว เฝิงชิวฟานก็หันไปมองเจียงโม่หาน “เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าต้องขอรบกวนแล้ว !”


“ศิษย์พี่เพิ่งเดินทางกลับมาจากท่องเที่ยวก็รีบมาเยี่ยมข้าเลย หากให้ท่านกลับไปทั้งที่ท้องยังว่างก็จะดูเสียมารยาทมากเหลือเกิน”


เจียงโม่หานฉีกยิ้ม แต่ในใจเค้นเสียงดัง ฮึ นางตัวแสบคิดเองเออเอง ขยันนักเชียว ข้าบอกตั้งแต่เมื่อไรว่าจะรั้งแขกไว้ ? ในชาติที่แล้วเฝิงชิวฟานแย่งโชคของข้าไป การให้ทนหิวยังถือว่าเป็นโทษสถานเบาด้วยซ้ำ !


หลังกลับมาแล้วหลินเว่ยเว่ยก็ไปเก็บผักสดจากแปลงผักแล้วนำไปผัดมะเขือยาวใส่กระเทียม ซุปมะเขือเทศใส่ไข่และแกงบวบ สำหรับชาวบ้านในหุบเขาแล้ว อาหารเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ทำกินได้ยากมาก


หลังจากดื่มเหล้าเหลืองและกินพะโล้จานรวมที่มีเอกลักษณ์ รสเปรี้ยวหวานที่ตัดกันพอดีของซุปมะเขือเทศใส่ไข่และยังมีรสหอมเผ็ดของหูหมูน้ำแดงแล้ว เฝิงชิวฟานก็พอใจเป็นพิเศษ


หลังดื่มกันได้สามจอก เฝิงชิวฟานผู้เมามายเล็กน้อยก็ลอบยิ้มให้เจียงโม่หาน “ศิษย์น้อง แม้เราจะยังไม่สนิทกันมาก แต่เจ้ากับสาวน้อยข้างบ้านคนนั้น เป็น…”


“พวกข้าสองบ้านมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ข้าเห็นนางเป็นน้องสาวที่อยู่ข้างบ้านเท่านั้น !” เป็นอันใดกันเล่า ? ข้ากับเด็กตัวแสบเป็นอันใดกันจะต้องรายงานเจ้าหมดเลยหรือ ? เก็บสายตาคลุมเครือของเจ้าเถิด เห็นทุกคนเป็นเหมือนเจ้าที่เห็นสาวงามแล้วจะก้าวไม่ออกน่ะหรือ ?


“ฝีมือการทำอาหารของกู่เหนียงไม่เลวเลย นางเคยเรียนมาก่อนหรือไม่ ?” แม้เป็นส่วนผสมธรรมดาแต่ทำออกมาให้มีรสชาติที่หลากหลายได้ เฝิงชิวฟานตักแกงบวบ รสสัมผัสเบาแต่ไม่จืดและมีกลิ่นหอมเป็นธรรมชาติ ดี ดียิ่งนัก !


เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่เอ่ยถึงสาวน้อยบ้านข้างๆ เจียงโม่หานก็เริ่มพูดด้วยความไม่พอใจ “นางเคยเรียนมาหรือไม่ ข้าจะรู้ได้อย่างไร ?”


“ก็จริง ! ในสายตาของเจ้านอกจากตำราแล้วก็คงไม่มีเวลาสนใจเรื่องเหล่านี้” เฝิงชิวฟานดื่มเหล้าเหลือง แม้แต่กลิ่นปากก็ยังเป็นกลิ่นสุรา “สุราดี ! น่าเสียดายที่ศิษย์น้องยังบาดเจ็บ รอให้วันหน้าเจ้าหายดีแล้วค่อยมาร่ำสุรากับข้าสักสามร้อยจอก ! ศิษย์น้อง เจ้าไปซื้อสุรามาจากที่ใด ? รสดีเหลือเกิน !”


เจียงโม่หานคิดในใจ ‘ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่านางตัวแสบซื้อมาจากที่ใด ? เจ้าดื่มของเจ้าไปก็พอแล้ว จะถามให้มากความเพื่อเหตุใด ?’


“ดูเหมือนว่าสาวน้อยข้างบ้านจะถึงวัยออกเรือนแล้ว ศิษย์น้อง เจ้าไม่ได้คิดอันใดกับนางจริงหรือ ?” เฝิงชิวฟานใช้โอกาสตอนที่ยังพอมีสติส่งสายตาให้อีกฝ่าย “กู่เหนียงมีทั้งรูปโฉมที่งดงาม รูปร่างก็กำลังดีและทำอาหารเก่งมาก ถ้าแต่งเป็นภรรยาเจ้ายังขาดไปอีกหน่อย แต่ถ้ารับมาเป็นอนุยังถือว่าทำได้ !”


มุมปากของเจียงโม่หานกระตุกทันที จะเอาเด็กที่มีพลังประหลาดมาเป็นอนุภรรยาน่ะหรือ ? เฝิงชิวฟานคิดไม่ตกหรืออย่างไร ? หรือไม่อยากให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่ออีกยาวนาน ? แค่คิด เจียงโม่หานก็เห็นภาพสวนหลังบ้านที่โดนนางเด็กตัวแสบเหยียบย่ำจนเละเทะไปหมดแล้ว


“หากยังไม่ประสบความสำเร็จ ข้าก็จะไม่คิดเรื่องอื่น !” เจียงโม่หานมุ่งมั่นเด็ดขาด คราวนี้ท่าทางของเขาเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าปกติ


เฝิงชิวฟานเหลือบมองครู่หนึ่ง หลังใช้เหล้าเหลืองล้างคอแล้วก็ส่ายศีรษะพลางเอ่ยต่อพร้อมรอยยิ้ม “ตั้งตัวสร้างครอบครัวก่อนแล้วค่อยสร้างผลงานก็ได้ ! รับอนุไม่ใช่แต่งภรรยา อย่างน้อยข้างกายก็มีคนดูแลเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง !”


เจียงโม่หานจึงย้อนถาม “ศิษย์พี่ก็ยังไม่ได้แต่งงานไม่ใช่หรือ ?”


ทันใดนั้นเฝิงชิวฟานก็ยิ้มกว้าง “มารดาของข้าได้หาคู่ให้แล้ว เพียงรอให้ข้าสอบติดซิ่วไฉแล้วจึงจะไปสู่ขอนาง สตรีนางนั้นเป็นไข่มุกในมือเศรษฐีหลิวแห่งตัวอำเภอ นางมีรูปโฉมงดงามและมีพรสวรรค์ ตอนยังไม่มีผู้ใดทำสัญญาหมั้นหมาย หน้าบ้านนางก็มีคนเข้ามาสู่ขอไม่หยุดไม่หย่อน แต่ก็โดนไล่ออกไปหมด…”


“ศิษย์พี่มีรูปโฉมโดดเด่นและมีปัญญาเหนือกว่าผู้ใด จะต้องเป็นตามที่ท่านปรารถนาแน่นอน !” เจียงโม่หานก้มหน้ากินหูหมูน้ำแดง แต่ในความเป็นจริงแล้วต้องการปกปิดสายตาดูหมิ่นในดวงตาเอาไว้


เมื่อชาติก่อน หลังจากเฝิงชิวฟานสอบซิ่วไฉได้แล้วก็หมั้นหมายกับบุตรีเศรษฐีหลิวคนนั้น แต่หลังจากที่เขาได้รับการยอมรับจากจวนหมินอ๋องเพราะจี้หยกแสดงฐานะและถูกฮ่องเต้แต่งตั้งเป็นจวิ้นอ๋อง เมื่อถึงเวลาแต่งงานกับสตรีนางนั้น เขาก็ให้ม้าเร็วไปส่งจดหมายถอนหมั้นแก่ตระกูลหลิวทันที


บุตรีเศรษฐีหลิวคิดไม่ตกจึงผูกคอฆ่าตัวตายในคืนเดียวกัน ส่วนบุรุษหลายใจคนนี้กลับเอาชนะใจสาวงามในเมืองหลวงและเพลิดเพลินกับการโอบกอดพวกนาง…


หลังมื้ออาหารจบลง เฝิงชิวฟานก็ตัวอ่อนราวกับโคลน เขาถูกบ่าวรับใช้ประคองขึ้นรถม้าและกลับเรือนไปอย่างไม่รู้ตัว


เมื่อฤดูร้อนจบลง ฝูงหมูป่าก็จะออกมารับลม ส่วนหลินเว่ยเว่ยที่ปีนอยู่บนต้นไม้ก็สังเกตเห็นฝูงหมูป่ามีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ นางจึงหงุดหงิดขึ้นมาทันที


นางทำธุรกิจเนื้อแผ่นได้1เดือนแล้ว ทุกสามวันนางต้องมาล่าหมูป่าหนึ่งตัว ดังนั้นฝูงหมูป่าที่มีหมูโตเต็มวัยกว่า30ตัวจึงเหลือเพียงหมูน้อยประมาณ20ตัวซึ่งถือว่าหายไปหนึ่งส่วนสามแล้ว อย่างมากสุดนางก็ใช้ได้ไม่เกิน2เดือนแล้วต้องหาฝูงใหม่แทน !


ท้ายสุดก็เป็นจ่าฝูงเจ้าเทาที่นำสัตว์ป่ามาส่งบ้านตระกูลหลินบ่อยครั้ง ไม่อย่างนั้นหมูป่าฝูงนี้ก็คงโดนใช้จนมีไม่พอถึงสองเดือน !


เมื่อนึกถึงเจ้าเทาขึ้นมา ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยก็กลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวในทันทีเพราะในทุกสามหรือห้าวัน มันจะคาบกวางมาวางไว้ที่ประตูหลังบ้าน บางครั้งก็เป็นกวางแดง กวางดาว กวางเรนเดียร์หรือกวางชะมด ครั้งหนึ่งมันเคยนำกวางมูสที่มีเขายาวมากกว่า2หมี่มาให้ด้วย


ในคืนวันนั้น เสียงหอนของฝูงหมาป่าดังขึ้นคราแล้วคราเล่า ทำให้คนในหมู่บ้านตกใจจนรีบปิดประตูหน้าต่างทันที ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้านอนตลอดทั้งคืน พอวันรุ่งขึ้นมาถึงผู้ใหญ่บ้านก็พาเหล่าชายฉกรรจ์ ถือจอบ ถือเคียวออกไปเดินลาดตระเวนแถบภูเขาบริเวณใกล้เคียงทันที


พวกเขาพบมูลของหมาป่าจำนวนมากบริเวณภูเขาหลังบ้านตระกูลหลินและยังมีรอยลากสัตว์ป่าขนาดใหญ่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน พวกชาวบ้านจึงตื่นตกใจกันมาก ! เพราะฝูงหมาป่าลงเขามายังไม่พอ พวกมันยังเคยมาเยือนหมู่บ้านอีกด้วย !


ตอนที่ 107: อย่าปากว่ามือถึง


คนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวล้วนจดจำได้ดีว่าเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนมีฝูงหมาป่ามาที่หมู่บ้านและมีชาวบ้านหลายครอบครัวต้องตายยกครัวเพราะความกระหายของหมาป่า แม้แต่เด็กและสัตว์เลี้ยงก็ยังไม่รอด ! หากบ้านของผู้ใดโชคร้ายโดนหมาป่ามาดูลาดเลา เช่นนั้นต้องตกอยู่ในหายนะแห่งการทำลายล้างแน่นอน !


ดังนั้นทั่วทั้งหมู่บ้านฉือหลี่โกวจึงมีเวรยามคอยลาดตระเวนตลอดเวลา ในหมู่บ้านไม่มีภาพเด็กออกมาวิ่งเล่นกันอีกต่อไป เพราะเด็กที่ออกมาจะโดนอุ้มเข้าบ้านทันที พวกแม่บ้านที่ขึ้นไปขุดหาของป่าบนภูเขาก็รวมตัวกันไปแล้วกลับพร้อมกัน เนื่องจากกลัวว่าไปคนเดียวจะโดนหมาป่าลากไปเป็นอาหาร


มีเพียงบ้านตระกูลหลินเท่านั้นที่ยังเข้าออกตามปกติ พี่น้องของตระกูลหลินขึ้นเขาตั้งแต่เช้าตรู่ทุกวันและพวกเขายังเข้าไปรดน้ำในแปลงนาตอนไม่มีคนอื่น พี่น้องตระกูลหลินสองคนพากันถือเคียวอันเล็กและหมวกฟางไปตัดหญ้าให้กระต่ายอย่างมีความสุข


พวกนางจะไม่มีความสุขได้หรือ ? กระต่ายสุดที่รักของเจ้าหนูน้อยออกลูกอีกแล้ว จำนวนกระต่ายในคอกมีเพิ่มขึ้นถึงสี่สิบกว่าตัว แพะตัวเมียก็ออกลูกอีกสองตัว และในทุกเช้าพี่รองก็จะบีบนมแพะมาต้มผสมกับเห่งยิ้ง1ให้น้องสี่และมารดาดื่มคนละชาม


ในบางครั้งพี่รองก็ยังทำซวงผีหน่ายหรือพุดดิ้งนมสด นมตุ๋นน้ำขิง พุดดิ้งไข่ ซาลาเปาไส้ครีม…ให้เขากิน ตัวเขาไม่เคยกินอาหารที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ! พี่รองคงไม่ได้เป็นนางฟ้าบนสวรรค์ใช่หรือไม่ เพราะไม่ว่าสิ่งใดนางก็สามารถเปลี่ยนได้หมด เปลี่ยนออกมาเป็นอาหารมากมายแถมอร่อยมากด้วย !


อ้อ แล้วยังมีอีกอย่างหนึ่ง…บัณฑิตเจียงออกจากบ้านในตอนเช้าและกลับในตอนค่ำของทุกวันเพื่อตามหาสถานที่มีทิวทัศน์อันงดงาม จากนั้นก็นั่งเพ่งตำราของตน หากไม่ถึงเวลาอาหารก็จะไม่มีผู้ใดเห็นเงาของเขาทั้งสิ้น


หลินเว่ยเว่ยจึงเข้าไปขู่เขาว่า “เจ้ายังกล้าขึ้นเขาอีกหรือ ? ไม่กลัวฝูงหมาป่าลากไปแทะเล่นหรืออย่างไร ?”


เจียงโม่หานกวาดสายตามอง “มีหมูตุ๋นน้ำแดงอันโอชะเยี่ยงเจ้าอยู่ ฝูงหมาป่าจะหันมาสนใจร่างกายอันผอมแห้งของข้าได้อย่างไร ?”


หลินเว่ยเว่ยโมโหจึงทำตัวราวกับเป็นกาน้ำชาเดือดทันที “เจ้าหมายความว่าอย่างไร ? เจ้าว่าผู้ใดอ้วน ? เจ้าเบิกตาแล้วมองให้ดีว่าบนตัวข้ามีชั้นไขมันหรือไม่ ?”


“ผู้ใดเถียงก็เอ่ยถึงผู้นั้น !” บัณฑิตหนุ่มเก่งขึ้นแล้ว เขาบังเอิญเถียงชนะได้ภายในไม่กี่ประโยคเท่านั้น


“สายตาของเจ้าคงพร่าเลือนเพราะตัวอักษรในตำรา เจ้าดูเอว ดูขาของข้า…มา มาเทียบกันว่าเอวของผู้ใดบางกว่า…ช่างเถิด เจ้าชนะแล้ว ! ทุกวันเจ้ากินอาหารเข้าไปตั้งเยอะ หรือเจ้าเอาไปป้อนให้สุนัขกินหมด ?”


เจียงโม่หานเบี่ยงตัวออกจากมือที่เข้ามาบีบเอวของตน ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนกลมโตพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเขินอาย “เจ้า ! ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด มีผู้ใดเถียงแพ้แล้วปากว่ามือถึงเช่นนี้บ้าง ? จำไว้เลยว่าเจ้าเป็นสตรี !”


“รู้แล้ว รู้แล้วน่า ! แค่ใช้มือวัดรอบเอวเจ้านิดเดียวไม่ใช่หรือไร ? จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตเพื่อเหตุใด ? บัณฑิตน้อย บอกข้าหน่อยสิ เจ้ากินไปตั้งเยอะตั้งแยะแล้ว เหตุใดไม่อ้วนขึ้นบ้าง !” หลินเว่ยเว่ยก้าวไปด้านหน้าเพราะคิดที่จะจิ้มเอวของเขา


เจียงโม่หานจึงรีบเบี่ยงตัวหลบราวกับนางเป็นโรคระบาดน่ากลัว “ก็บอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ? อย่าปากว่ามือถึง เจ้ามีหูหรือไม่ ?”


“บอกมาหน่อยเถิด อย่าหวงเคล็ดลับเลยน่า ! ประเดี๋ยวเย็นนี้ข้าจะทำหมูสามชั้นผัดเปรี้ยวหวานให้ดีหรือไม่ ? ไม่พอหรือ ? เช่นนั้นข้าเพิ่มเนื้อแล่ต้มให้อีกถ้วยหนึ่งเลย” บัณฑิตน้อยชอบกินเนื้อ ชอบกินของหวานแล้วชอบอาหารรสจัดด้วย


เจียงโม่หานเริ่มหวั่นไหวเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “จะมีเคล็ดลับอันใดอีก เกิดมาก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ! ข้าอยากตัวใหญ่กว่านี้เสียอีก แต่กินเท่าไรก็ไม่ตัวใหญ่ขึ้นเสียที !”


“เฮอะ ฝานเอ๋อร์ซ่าย ! ไม่มีหมูสามชั้นผัดเปรี้ยวหวาน เนื้อแล่ต้มก็บินไปแล้ว เย็นนี้กินแค่หมั่นโถวกับผักดองก็พอ !” หลินเว่ยเว่ยเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งทะนง จมูกน้อยๆของนางแทบจะติดกับขอบฟ้าอยู่แล้ว !


บนหลังของนางแบกกระบุงใส่บลูเบอร์รี่ป่าเอาไว้ ในมือทั้งสองข้างเต็มไปฟืนหนึ่งมัด ส่วนเท้าก็เดินลงเขาราวกับดาวตก แม้แต่บัณฑิตหนุ่มที่ถือตำราเพียงเล่มเดียวก็ยังเร่งฝีเท้าเดินตามไม่ทัน


เจียงโม่หานบ่นลับหลังนาง ไม่ใช่แพ้แค่เรื่องขนาดเอวหรือไร ? ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ !


เขาเงยหน้ามองแผ่นหลังของอีกฝ่าย รูปร่างเหมือนต้นไผ่ เอวไม่มีไขมันแม้แต่น้อย ทว่าแขนทั้งสองข้างยังมีแรง…นี่ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ? แข็งแรงดีออก ! ยังต้องการเคล็ดลับกินไม่อ้วนไปเพื่อเหตุใด ? หรือต้องผอมจนลมพัดได้จึงจะเรียกว่าดูดี ?


แต่ทันใดนั้นเขาก็สำนึกได้ว่าสายตาไปจับจ้องอยู่บนร่างกายของอีกฝ่ายนานเกินไปจึงอดใช้ตำราเคาะศีรษะของตนไม่ได้ แม้ว่าเด็กตัวแสบจะไม่เหมือนสตรีทั่วไป แต่นางก็เป็นสตรีคนหนึ่ง ห้ามมอง ห้ามมองเด็ดขาด !


“เฮ้ ! เจ้าหนูน้อย ขยันเสียจริง !” หลินเว่ยเว่ยยกเท้าเตะเบาๆ ที่ก้นของน้องสี่ซึ่งกำลังเกี่ยวหญ้าอยู่


ส่วนเจ้าหนูน้อยที่เกือบโดนพี่รองเตะจนหน้าทิ่มก็ลูบก้นที่ไม่เจ็บเท่าไรแล้วขานรับอย่างร่าเริง “พี่รอง วันนี้ท่านเก็บสิ่งใดมาหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยวางฟืนลง จากนั้นก็หยิบบลูเบอร์รี่2ลูกมายัดใส่ปากเจ้าหนูน้อย “หลานเหมยป่า ต่อไปนี้ข้าจะเรียกว่าบลูเบอร์รี่ กินบ่อยๆจะช่วยบำรุงสายตาและร่างกายให้แข็งแรง ช่วยเรื่องความจำด้วย ! พอกลับไปแล้วข้าจะทำแยมบลูเบอร์รี่กับเค้กแยมบลูเบอร์รี่3ให้เจ้ากิน”


เจ้าตัวน้อยทำตัวราวกับสุนัขอ้อนขออาหารทันที เขากระดิกหางอย่างรวดเร็วและเดินวนรอบพี่สาวไปมา เจียงโม่หานเบื่อหน่ายพฤติกรรมของสองพี่น้องคู่นี้เสียจริง…คนหนึ่งถือเนื้อมาแกว่งเล่น ส่วนอีกคนก็ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เนื้อมาครอง…ทว่าเจ้า ‘เนื้อ’ ก้อนนั้นก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย !


ข้อดีเด็กตัวเหม็นก็อยู่ตรงนี้ เวลาทำของอร่อยเสร็จแล้วก็จะไม่เก็บไว้กินคนเดียว แม้นางจะไม่กินก็มักเก็บไว้ให้เขา หลังจากมีความสับสนเกิดขึ้นในใจแล้ว เขาก็กลับมามั่นใจอีกครา…ว่าที่นางทำกับตนเช่นนั้นก็แค่หลงใหลในความสามารถและรูปโฉม…อย่าหลงกลนางเด็ดขาด !


ระหว่างทางกลับบ้าน เจ้าหนูน้อยตัดหญ้าจนเต็มตะกร้าและแขวนมันไว้บนบ่าของพี่รอง หลินเว่ยเว่ยคิดว่าทุกคราที่นางลงเขาก็มักจะเหมือนต้นคริสต์มาสที่มีของต่างๆห้อยเต็มตัวไปหมด


“พี่สาม ! ท่านกลับมาแล้ว!” พอเห็นร่างคุ้นตาที่หน้าประตูบ้าน เจ้าหนูน้อยก็เปลี่ยนเป็นกระสุนปืนใหญ่รีบพุ่งเข้าหาร่างอันผอมบางตรงหน้าทันที


หลินจื่อเหยียนโดนน้องสี่ชนจนเดินเซ แม้จะอยากอุ้มน้องขึ้นมาแต่เมื่อลองถึงสองคราแล้วก็ยังอุ้มไม่ขึ้นอยู่ดี เขาจึงเลือกที่จะหยิกแก้มป่องๆของเจ้าก้อนเนื้อแทน “พี่รองทำของอร่อยอันใดให้เจ้ากินถึงทำให้เจ้าตัวอ้วนได้เพียงนี้ ถ้ากินต่ออีกหน่อย ข้าคงจำเจ้าไม่ได้แล้ว !”


หลินจื่อเหยียนคิดจะเข้าร่วมการสอบถงเซิงในครานี้ เจียงโม่หานจึงแนะนำเขาให้แก่อาจารย์ฟ่าน หนุ่มน้อยขยันขันแข็งสามารถทนความลำบาก แม้แต่ในวันหยุดที่หายากก็เลือกที่จะร่ำเรียนอยู่ในสำนักศึกษา


อาจารย์ฟ่านพอใจกับความพากเพียรของเขาเป็นอย่างยิ่ง แม้มีพื้นฐานน้อยกว่าเจียงโม่หานไปบ้างก็ถือว่ายังเป็นศิษย์ที่ปั้นได้ ท่านจึงให้อยู่ข้างกายเพื่อคอยชี้แนะ ในสำนักศึกษาต่างเล่าลือกันว่าอาจารย์ฟ่านทอดทิ้งเจียงโม่หานที่บาดเจ็บแล้วมารับหลินจื่อเหยียนเป็นศิษย์แทน


ช่วงเวลาในเดือนนี้ แม้ยังไม่ได้กลับมาเยี่ยมที่บ้านเลย ทว่าเมื่อสองสามวันที่แล้วหลินเว่ยเว่ยก็นำหมูสับไข่เค็มนึ่ง พายไข่กรอบ แป้งห่อใส่หมูป่าและยังทำพวกซอสเนื้อกับพวกหมูสามชั้นต้มไปให้เขาด้วย ทุกคราที่เจอหน้ากันนางก็จะให้เงินเขาอีกหลายร้อยอีแปะ


หนุ่มน้อยคนนี้เป็นคนใจคอกว้างขวาง นอกจากค่าอาหารในสามมื้อแล้ว เขายังชวนสหายไปทานอาหารชั้นดีด้วยกันหนึ่งมื้อ ส่วนอาหารที่พี่รองนำมาให้นั้น หลินจื่อเหยียนก็ไม่ได้ละเลย โดยเฉพาะซอสเนื้อเข้มข้นที่หอมหวนชวนรับประทาน หากนำมากินคู่กับหมั่นโถวแล้วจะอร่อยกว่าอาหารในโรงอาหารของสำนักศึกษาหลายเท่า


[1] เห่งยิ้ง คือ เมล็ดสุกแห้งที่ลอกเปลือกหุ้มเมล็ดออกแล้วของเอพริคอต


[2] ฝานเอ๋อร์ซ่าย หรือ แวร์ซายส์ คือคำแสลงที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นจีน ความหมายประมาณว่า ตอแหล


[3] เค้กแยมบลูเบอร์รี่ ทำจากกลอยบดผสมกับแยมบลูเบอร์รี่


ตอนที่ 108: ลูกผู้ชายยืดได้ก็หดได้


เดิมทีซอสเนื้อหนึ่งโถสามารถกินได้สิบวันหรือครึ่งเดือน แต่ตอนนี้โดนสหายที่ทำตัวราวกับฝูงหมาป่าหิวโหยรุมกินจนท้ายที่สุดผ่านไปไม่ถึงสามวันก็หลงเหลืออยู่ที่ก้นโถแล้ว


สหายไม่กี่คนของหลินจื่อเหยียนหวังอยากเจอพี่รองมากกว่าตัวเขาเสียด้วยซ้ำ แต่ละคนเอ่ยปากเรียก ‘พี่รองของพวกเรา’ ไม่มีผู้ใดคิดว่าตนเป็นคนนอกแม้แต่คนเดียว ช่างไม่ดูตัวเองบ้างเลยว่าแต่ละคนอายุมากกว่าพี่รองเสียด้วยซ้ำ ไม่รู้จักอายบ้างเลย !


หลังจากที่น้องสามได้พี่รองเป็นคนบำรุงแล้ว แม้ไม่ได้ดูอวบอ้วนแต่ก็ดูมีสัดมีส่วนขึ้นมา บัดนี้ตัวเขาสูงเกือบ1.7หมี่ ซึ่งใกล้จะเทียบเคียงกับหลินเว่ยเว่ยได้แล้ว !


เจ้าหนูน้อยยกมือของหลินจื่อเหยียนที่หยิกแก้มตนออกแล้วทำแก้มป่อง “พี่รองเอ่ยแล้วว่าเด็กน้อยตัวอ้วนหน่อยไม่เป็นไร เพราะยิ่งป่วยน้อยยิ่งดี ! พี่รองใช้มือแค่ข้างเดียวก็อุ้มข้าได้แล้ว พี่สามอ่อนแอเกินไป!”


“เฮ้ ! เก่งแล้วหรือ ? กล้าต่อปากต่อคำแล้วใช่หรือไม่ ?” หลินจื่อเหยียนลูบศีรษะของน้องชาย ทำให้เส้นผมของเจ้าหนูน้อยยุ่งเหยิงไปหมด


เจ้าหนูน้อยจึงรีบเดินหนี จากนั้นก็ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของพี่รองพร้อมยื่นหน้าออกมาแลบลิ้นให้พี่สาม “พี่รองกล่าวว่าหากญาติทำพฤติกรรมหรือพูดผิดไป เราต้องบอกให้เขารู้ เพราะไม่อย่างนั้นจะทำผิดซ้ำจนลุกลามกลายเป็นความผิดที่ไม่อาจแก้ได้ !”


“สิ่งใดก็พี่รองเอ่ยไปเสียหมด เจ้าเด็กนี่กล้านำขนไก่มาทำลูกศรแล้วใช่หรือไม่ !” หลังจากนั้นหลินจื่อเหยียนก็รับฟืนในมือพี่รองมาถือไว้แล้วนำเข้าไปในบ้านด้วยความยากลำบาก


เจ้าหนูน้อยกลับฉีกยิ้มหน้าบานแล้วย้อนถามว่า “พี่สาม ท่านไม่คิดว่าพี่รองพูดถูกหรอกหรือ ?”


หลินจื่อเหยียนเหลือบมองน้องชาย “เก่งนักนะ คิดวางกับดักข้าใช่หรือไม่ ? สิ่งที่พี่รองพูดก็ต้องถูกอยู่แล้ว เจ้ากล้าสงสัยในตัวพี่รองได้อย่างไร ? พี่รองรักเจ้าถึงเพียงนี้ เลี้ยงเจ้าให้โตมาตัวอวบอ้วนอย่างเปล่าประโยชน์ !”


“ข้าไม่ได้อ้วนเสียหน่อย ! พี่รองบอกแล้วว่าซาลาเปาขาวๆนิ่มๆเยี่ยงข้าน่ารักจะตาย ! ท่านเป็นเหมือนพี่โม่หานที่ผอมเกินไป ! กินแต่ไม่โต เสียของหมด !” เจ้าหนูน้อยกระโดดพร้อมเถียงไม่หยุด


“หืม ? นี่ก็เป็นคำพูดของพี่รองอีกหรือ ?” เจียงโม่หานกวาดสายตามองหลินเว่ยเว่ย จากนั้นก็หันมามองเจ้าหนูน้อยแล้วถามเบาๆ


เจ้าหนูน้อยมองหลินเว่ยเว่ยราวกับตนได้ทำบางอย่างผิดไป เขาจึงรีบตอบกลับเสียงอ่อน “ไม่ใช่ ! ข้าเป็นคนพูดเอง…”


“เช่นนั้น…พี่รองของเจ้าพูดอย่างไรจึงทำให้เจ้าเข้าใจผิดเช่นนี้ ?” เจียงโม่หานย้อนถามอีกครา


เจ้าหนูน้อยที่เอาตัวรอดเก่งจึงตอบว่า “พี่รองไม่ได้กล่าวอันใดเลย พี่รองชมว่าพี่โม่หานรูปงามแถมยังรู้หนังสือและจิตใจดี…”


“สรุปคือไม่ได้กล่าวอันใดแต่ยังชมข้าด้วยหรือ ? เด็กน้อยไม่ควรโกหก” เจียงโม่หานย่อตัวลงแล้วจ้องมองเจ้าหนูน้อย


เจ้าหนูน้อยลูบจมูกตนเอง เขาไม่อยากเป็น ‘พินอคคิโอ’ ในนิทานของพี่รองจึงหันไปมองขอความช่วยเหลือจากหลินเว่ยเว่ย


ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็นำฟืนที่อยู่อีกมือโยนให้เจียงโม่หานแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “บัณฑิตน้อย เจ้าก็อายุมากถึงเพียงนี้แล้ว เอาชนะเด็กอายุหกขวบได้มันน่าภาคภูมิใจมากเลยหรือ ? เอ้อร์หวาไม่ต้องกลัว เจ้ากินเสียของแล้วจะทำไม ? ข้ามีเนื้อ ผักและข้าวคอยบำรุงเยอะขนาดนั้น ถ้าทำให้เจ้าดูโตขึ้นไม่ได้แม้แต่น้อย หากไม่เรียกเสียของแล้วจะเรียกว่าอย่างไร ? ถ้ายังรังแกน้องข้าอีก ต่อไปเจ้าก็กินหมั่นโถวกับผักดองทั้งสามมื้อแล้วกัน !”


ในที่สุดเจียงโม่หานก็เข้าใจแล้วว่าสิ่งใดเรียก ‘กินของผู้อื่นแล้วปากอ่อน’ หากเปลี่ยนเป็นเจียงโม่หานที่มีอายุ15ปีในอดีตชาติ หลังถูกผู้อื่นต่อว่าเช่นนี้ก็ต้องโมโหจนสะบัดแขนเสื้อเดินออกไปแล้ว ต่อไปจะเชิญเขากลับมารับประทานอาหาร เขาก็ไม่มีทางเข้าร่วมแน่นอน !


ทว่าลูกผู้ชายยืดได้ก็หดได้! เมื่ออยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ท้ายที่สุดต้องก้มหัวไม่ใช่หรือไร ! มีเพียงสตรีและคนต่ำทรามเท่านั้นที่เลี้ยงยาก! เจียงโม่หานท่องประโยคนี้ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายเขาก็ไม่คิดจะเอาเรื่องกับนางตัวแสบ เขาจึงถือฟืนกองนั้นเข้าบ้านตระกูลหลินโดยทำเหมือนเมื่อครู่ไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น


ขณะที่หลินเว่ยเว่ยพูด หลินจื่อเหยียนก็คอยดึงชายเสื้อนางอย่างต่อเนื่องเพราะเขากังวลว่าเจียงโม่หานจะอายจนโมโห แต่คาดไม่ถึงว่าเจียงโม่หานที่ดูหยิ่งยโสมาโดยตลอด หลังได้ยินถ้อยคำที่ไม่รื่นหูของพี่รองแล้วจะทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น…ศิษย์พี่เจียงเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน !


“พี่สาม พี่สามไม่ต้องคิดมากหรอก พี่รองกับพี่โม่หานเถียงกันบ่อยครั้ง พวกเราชินกันแล้ว ! พี่สามจะอยู่ที่บ้านอีกกี่วัน ? พี่รองต้องทำของอร่อยให้ท่านกินเยอะๆแน่นอน รสชาติวิเศษมากเลย !”


เจ้าหนูน้อยคำนวณในใจ พี่สามไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ดังนั้นพี่รองจะต้องทำของอร่อยให้กินแน่นอน และเมื่อถึงเวลานั้นเขาก็อาศัยความอายุน้อยคอยออดอ้อนพี่รองจนได้กินไปด้วย


หลินจื่อเหยียนเดาความคิดของน้องชายออก ทว่าไม่ได้เปิดโปงแต่อย่างใด เพียงบีบใบหน้าอ้วนกลมแล้วตอบพร้อมรอยยิ้ม “ข้าได้ยินว่ามีหมาป่าเข้ามาที่หมู่บ้าน ส่วนบ้านเราอยู่ใกล้ทางเข้าหมู่บ้านที่สุด ด้านหลังยังติดกับภูเขา แถมที่บ้านยังไม่มีผู้ชายอยู่ด้วย แล้วข้าจะวางใจได้อย่างไร ? ข้าจึงขอลาหยุดกับสำนักศึกษาจนถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวของฤดูใบไม้ร่วง ดังนั้นจึงมีเวลาอยู่บ้านเกือบยี่สิบวัน !”


ระหว่างสนทนากันทั้งสามพี่น้องก็เดินเข้าบ้าน แต่หลังจากที่นางหวงได้ยินก็รู้สึกกังวลขึ้นมา “ขอลาหยุดนานถึงเพียงนั้นจะไม่ทำให้เจ้าเสียเวลาเรียนหรือ ? ตั้งใจเรียนให้ดี ไม่ต้องนึกถึงเรื่องอื่นหรอก แม้คืนนั้นฝูงหมาป่าจะหอนกันดังระงมแต่ก็ไม่มีผู้ใดในหมู่บ้านได้รับบาดเจ็บ แล้วก็อีกอย่างถ้ามีฝูงหมาป่าเข้ามาในหมู่บ้าน เจ้าก็ช่วยอันใดไม่ได้…”


“ท่านแม่ขอรับ ท่านรังเกียจข้าใช่หรือไม่ ? บุตรชายของท่านแม้แต่วันหยุดก็ยังไม่กลับมา แล้วท่านไม่คิดถึงบ้างหรือ ?” หลินจื่อเหยียนเอามือจับหน้าอกแล้วทำท่าทางคล้ายกำลังปวดใจ…ประมาณว่าถ้าไม่มีของอร่อยก็รักษาอาการนี้ไม่ได้ !


นางหวงกลอกตาใส่บุตรชาย “คนเป็นแม่จะรังเกียจบุตรได้อย่างไร แม่เพียงกังวลเรื่องการเรียนของเจ้า !”


ตั้งแต่สถานการณ์ของครอบครัวดีขึ้น มีกินมีดื่มไม่ขาด บุตรชายคนโตที่เคยเงียบขรึมและมีชีวิตมืดมนก็กลับมามีชีวิตชีวาเช่นคนในวัยที่ควรจะเป็น ช่างดีเหลือเกิน !


หลินจื่อเหยียนฉีกยิ้มเห็นฟันขาว “ท่านแม่ขอรับ ท่านวางใจได้ ! ท่านอาจารย์ฟ่านได้กล่าวแล้วว่าด้วยระดับของข้าในตอนนี้ การสอบถงเซิงไม่ใช่ปัญหา ทว่า…ถ้าเป็นการสอบซิ่วไฉยังห่างอยู่อีกขั้น”


นางหวงไม่อยากให้บุตรชายกดดันมากเกินไปจึงรีบกล่าวว่า “เจ้าอายุยังน้อย ไม่ต้องรีบสอบซิ่วไฉหรอก ! ฐานะบ้านเราก็ดีขึ้นแล้ว พวกเราไม่ต้องการเงินจากตำแหน่งบัณฑิตของเจ้าหรอก…”


หลินจื่อเหยียนล้างมือแล้วหยิบเนื้อแผ่นออกมาจากตะกร้าไม้ไผ่ จากนั้นก็ลองลิ้มรสอย่างละเอียด “ท่านแม่ ท่านรู้หรือไม่ว่าเนื้อแผ่นของบ้านเราขายในเขตเริ่นอันราคาเท่าไหร่ ? ไม่ถึงครึ่งชั่งยังต้องใช้เงินตั้ง400อีแปะเลยนะขอรับ !”


หลินเว่ยเว่ยบ่นพึมพำอยู่ด้านข้าง “ร้ายกาจ ร้ายกาจยิ่งนัก ! ราคาขึ้นเป็นเท่าตัว สมกับคำกล่าวที่ว่าไม่เจ้าเล่ห์ขี้โกง ไม่เป็นพ่อค้า !”


เมื่อกินของในมือจนหมดแล้ว หลินจื่อเหยียนก็หยิบผลไม้อบแห้งขึ้นมากิน “คราวก่อนข้ากับสหายร่วมห้องนามหลี่อันซู่…พี่รองยังจำได้หรือไม่ ? เจ้าอ้วนที่ชอบเรียกท่านว่า ‘พี่รอง’ แล้วยังทำตัวสนิทสนมเสียยิ่งกว่าข้าเสียอีกคนนั้น หลี่อันซู่ซื้อมาแบ่งพวกเราในสำนักศึกษาคนละแผ่น ถ้าเขารู้ว่าของสิ่งนี้ผลิตจากบ้านพวกเรา เขาต้องกระโดดโลดเต้นขอตามข้ากลับมาแน่…!”


นางหวงจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล “หากสหายในสำนักศึกษาของเจ้ารู้ว่าบ้านเราทำเนื้อแผ่นขาย พวกเขาจะดูหมิ่นเจ้าหรือไม่ ?”


“พวกเราอาศัยสองมือทำมาหากิน มีสิ่งใดให้ดูหมิ่นกันเจ้าคะ ? ถ้ามีจริงล่ะก็ คนตาต่ำเช่นนั้นไม่คู่ควรให้ต้าฮว๋าคบหาและควรตีตัวออกห่างโดยเร็วที่สุด !” ขณะที่พูดหลินเว่ยเว่ยก็ยกนมแพะที่รีดเสร็จแล้วเข้ามาจากหลังบ้าน


[1] นำขนไก่มาทำเป็นลูกศร หมายถึง หลอกใช้อำนาจของผู้ใหญ่มาปกป้องตนเอง


[2] กินของผู้อื่นแล้วปากอ่อน หมายถึง กินข้าวบ้านคนอื่นแล้วยอมโอนอ่อนผ่อนตามเจ้าบ้านได้ง่าย


[3] ลูกผู้ชายยืดได้ก็หดได้ หมายถึง มีความผ่อนปรน ยืดหยุ่นกันได้


[4] มีเพียงสตรีและคนต่ำทรามเท่านั้นที่เลี้ยงยาก หมายถึง เข้าใกล้เกินไปก็เดาใจยาก ทำตัวไม่มีมารยาทใส่ พอตีตนออกห่างก็จะไม่พอใจอีก


ตอนที่ 109: ไม่ใช่คนนอก


หลินจื่อเหยียนพยักหน้าแล้วพูดคล้อยตาม “พี่รองพูดได้ถูกต้อง ! ไม่ใช่คนเดินบนเส้นทางเดียวกัน ไม่ช้าก็เร็วต้องมีปัญหาจนเลิกรา ! พี่รอง ท่านกำลังจะทำสิ่งใด ? อยากให้ข้าช่วยหรือไม่ ?


“ระหว่างที่พวกของป้ากุ้ยฮวากับพี่หยาเอ๋อร์กลับไปกินข้าวกลางวัน ข้าจะใช้เตาที่ว่างนี้ทำนมแพะย่างให้พวกเจ้ากิน”


หากใช้กระทะที่ใช้ทำเนื้อแผ่น ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ค่อยดีสักเท่าไร คราวนี้หลินเว่ยเว่ยจึงตัดสินใจใช้ก้อนอิฐและแผ่นเหล็กที่สั่งทำเป็นเตา.อบ เจ้าเตา.อบถูกแบ่งออกเป็นสองชั้นจึงสามารถ.อบเนื้อแผ่นได้ในเวลาเดียวกันถึง2เตา พื้นที่ของเตาอบค่อนข้างใหญ่ เนื้อแผ่นที่อบออกมาจึงมีขนาดใหญ่กว่ากระทะปกติถึงสองเท่า สามารถเพิ่มผลผลิตและคุณภาพได้อย่างมากทีเดียว


เนื้อแผ่นที่ผ่านการอบแล้วมีกลิ่นหอมยิ่งกว่าเวลาใช้กระทะปกติ ขั้นตอนการทำก็ง่ายกว่า ขอเพียงควบคุมไฟให้ดี พลิกเพียงครั้งเดียวก็สามารถรับประทานได้แล้ว


เมื่อมีเตาอบที่เรียบง่ายเช่นนี้ หลินเว่ยเว่ยก็คิดอาหารใหม่ เช่น การ.อบเค้กชิ้นเล็กๆ หรือปีกไก่ซึ่งจะสะดวกสบายมากขึ้น


ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็หยิบหม้อดินขึ้นมาแล้วเทนมแพะลงไป ตามด้วยเห่งยิ้งเพื่อขจัดกลิ่นคาวของนมแพะ เมื่อนมเดือดแล้วก็ใส่น้ำตาล ไข่แดงและแป้งข้าวโพดที่ผ่านการกรองมาแล้วสองรอบ หลังจากนั้นก็ค่อยๆเคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนนมแพะเริ่มเหนียวข้นค่อยเทใส่ถาดสี่เหลี่ยมและทิ้งให้เย็นตัวประมาณครึ่งชั่วยามในห้องใต้ดินแล้วค่อยนำออกมาใช้ เมื่อหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วก็ทาไข่แดงบนหน้าขนม จากนั้นก็อบต่อในเตาประมาณ1เค่อ


นมแพะที่ย่างเสร็จแล้วจะมีสีเหลืองทอง ผิวบนสุดเป็นสีน้ำตาล รสชาตินุ่มละมุนลิ้นและหอมกลิ่นนมแพะอันเข้มข้น อย่าว่าแต่เด็กที่กำลังโตเยี่ยงหลินจื่อเหยียนเลย แม้แต่น้าเฝิงและนางหวงก็ยัง.อดหลงใหลในรสชาติของนมแพะย่างไม่ได้


ในบ้านยังมีเนื้อกวางอยู่ หลินเว่ยเว่ยจึงนำมาทำเป็นเนื้อกวางห่อฟองเต้าหู้ทอด เอ็นกวางตุ๋นแป้งข้าวโพด ยังมีบะหมี่อีกสองชนิดที่เส้นทำมาจากแป้งข้าวโพดและแป้งสาลีด้วย ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะนางยังนำผักป่ามาทำเป็นผักดองแล้วก็ผัดบวบอีกหนึ่งจาน


น้ำซุปก็คือซุปซี่โครง…ตั้งแต่ครอบครัวของนางทำการค้าเนื้อแผ่น เครื่องใน ซี่โครงและพวกเนื้อติดกระดูกก็มีให้พวกนางกินจนเหลือเสมอ


คนงานสามคนที่มาช่วยงานก็พลอยได้ผลประโยชน์ไปด้วย ในบ้านมีกลิ่นหอมของเนื้อทุกสองวัน ชีวิตของพวกนางไม่เป็นเหมือนอดีตที่จะได้กินเศษเนื้อเพียงเล็กน้อยเฉพาะช่วงปีใหม่อีกต่อไป !


หลินจื่อเหยียนเอ่ยด้วยความรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย “ข้าไม่ใช่คนนอกเสียหน่อย นี่มากเกินไปแล้ว !” เขาเข้าใจผิดว่าพี่รองเห็นตนไม่ค่อยได้กินของดีๆ ในสำนักศึกษาจึงตั้งใจทำมื้ออาหารแสนพิเศษให้เช่นนี้


แต่เจ้าหนูน้อยทำลายความซาบซึ้งใจของเขาอย่างไม่ไยดี “ปกติพวกเราก็กินกันแบบนี้ ! แม้พี่สามจะกลับมาก็แค่เพิ่มตะเกียบอีกคู่เท่านั้น !”


หลินจื่อเหยียนใช้ตะเกียบเคาะศีรษะน้องชาย “เจ้าอย่าทำตัวน่าเบื่อได้หรือไม่ ? บอกว่าเตรียมไว้เพื่อข้าแล้วจะตายหรืออย่างไร ?”


“พี่รองเคยพูดไว้ว่าเป็นมนุษย์ต้องซื่อสัตย์และจริงใจ ! สิ่งที่ข้ากล่าวไปนั้นเป็นเรื่องจริง เหตุใดต้องตีข้าด้วย ?” เจ้าหนูน้อยคีบนมแพะย่างเข้าปากหนึ่งชิ้นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ…เขารู้สึกว่ามีเพียงขนมแสนอร่อยเท่านั้นถึงจะเติมเต็มความรู้สึกน้อยใจได้


เมื่อหลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นก็ปัดมือน้อยๆของเขาออกจากนมแพะย่างทันที “กินขนมเช่นนี้ ประเดี๋ยวจะกินข้าวได้อีกหรือ ? กินข้าวก่อน !”


เจ้าหนูน้อยไม่กล้าหัวรั้นแต่ยังบ่นพึมพำว่า “พี่รองกินขนมก็อิ่มได้เช่นกัน แล้วต่างอันใดจากกินข้าวหรือ ?”


“ขนมเป็นของหวาน กินมากแล้วจะฟันผุ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องฟันผุหรอก พอผ่านไปนานเข้ากรดในกระเพาะจะเพิ่มสูงแล้วทำร้ายกระเพาะได้ หากเด็กน้อยกินของหวานมากไปจะเปลี่ยนเป็นคนโง่เขลาและไม่เติบโตสมวัย หรือเจ้าอยากกลายเป็นคนโง่ตัวเตี้ย ?” หลินเว่ยเว่ยคีบเนื้อกวางห่อฟองเต้าหู้ทอดใส่ปากของน้องสี่


เจ้าหนูน้อยเชื่อในถ้อยคำของพี่รองมาโดยตลอด นอกจากนี้มารดาที่อยู่ทางด้านหนึ่งยังช่วยพูดอีกแรง “พี่รองรักเจ้าถึงเพียงนี้ ถ้าขน.มอร่อยมาก นางจะไม่ให้เจ้ากินหรือ ? เชื่อฟังพี่รองของเจ้า กินข้าวเยอะๆ ส่วน.นมแพะย่างเอาไว้เป็นขนมตบท้าย !”


เจ้าหนูน้อยพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ข้าเชื่อฟังพี่รอง พี่รองดีกับข้าที่สุด !”


“เช่นนั้นแม่ไม่ดีกับเจ้าหรือ ?” นางหวงก็คีบเอ็นกวางตุ๋นแป้งข้าวโพดให้ จากนั้นก็จิ้มหน้าผากเขาแล้วแสร้งทำเหมือนไม่มีความสุข


ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็ทำปากหวานขึ้นมา “ท่านแม่ก็ดีกับข้าที่สุด พี่ชาย พี่สาวแล้วก็น้าเฝิงกับพี่โม่หานดีกับข้าที่สุดทั้งนั้น ชีวิตของข้าโชคดีมากขอรับ !”


“ไม่รู้เหมือนใครถึงได้ปากหวานเช่นนี้ !” นางหวงส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม


หลังมื้อเที่ยง.หลินจื่อเหยียนก็เดินตามติดเจียงโม่หานไปยังสถานที่อันเงียบ.สงบ.บนภูเขาเพื่อหาสถานที่อ่านตำราโดยเฉพาะ นอกจากนี้หากเจอเนื้อหาที่ไม่เข้าใจ เจียงโม่หานก็จะคอยชี้แนะอยู่ด้านข้าง เขาอธิบายเนื้อหาที่ยากให้ฟังเข้าใจง่ายกว่าเวลาอาจารย์สอนเสียอีก ดังนั้นหลินจื่อเหยียนจึงได้รับความรู้มากมายในช่วงบ่ายนี้


แยม.บลูเบอร์รี่ก็เสร็จในคืนนั้น บลูเบอร์รี่.อบแห้งก็ทำออกมาได้ประมาณ20ชั่ง พอวันรุ่งขึ้นมาถึงหลินเว่ยเว่ยก็ทำเค้กแยม.บลูเบอร์รี่หนึ่งถาด เค้กข้าวบลูเบอร์รี่หนึ่งถาด นมแพะย่างหนึ่งถาดแล้ววางซ้อนพวกมันลงในตะกร้าไม้ไผ่ จากนั้นก็แบกขึ้นหลังเพื่อออกไปส่งเนื้อแผ่นและผลไม้อบแห้งของวันนี้


ทุกครั้งที่มีสินค้าใหม่ หลินเว่ยเว่ยจะเข้ามาส่งด้วยตนเอง คราวนี้นางต้องการขายเค้กแยมบลูเบอร์รี่และเค้กข้าวบลูเบอร์รี่ซึ่งนางเชื่อว่าคุณชายหนิงต้องตื่นเต้นมาก !


เมื่อมาถึงในเมือง นางก็ตรงมาที่ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ทันที ช่วงนี้ใกล้เทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปเยี่ยมญาติหรือต้อนรับแขก ผลไม้.อบแห้งและเนื้อแผ่นล้วนทำให้ดูมีฐานะทั้งสิ้น บริเวณหน้าร้านมีลูกค้ามายืนต่อแถวจนยาวเหยียด รอเพียงนางนำเนื้อแผ่นและผลไม้.อบแห้งมาส่งให้เท่านั้น


ไม่รู้ว่าเถียนฟู่กุยยืด.คอ.มองกี่คราแล้ว พอเห็นร่างของหลินเว่ยเว่ย เขาก็รีบพานางเข้าร้านทันที จากนั้นก็รีบชั่งน้ำหนัก ทำตามลำดับลูกค้าที่มาต่อแถว ห่อให้เรียบร้อยแล้วส่งไปยังหน้าร้าน


หลังรับเงินจากเถียนฟู่กุยแล้ว นางก็ถามเขาว่า “ไม่ทราบว่าคุณชายหนิงอยู่ในเมืองหรือไม่ ? คราวนี้ข้านำบลูเบอร์รี่อบแห้งแล้วยังมีขนมอีกสองสามชนิดมาด้วย !”


“ยะ อยู่ !” ตีนกาของเถียนฟู่กุยจมลึกกว่าเดิม ปากก็ฉีกจนจะถึงติ่งหูแล้ว ต่อจากนั้นเขาก็สั่งให้ลูกจ้างในร้านไปเชิญคุณชายหนิงมาที่นี่


หลินเว่ยเว่ยหยิบตะกร้าใบเล็กออกมาจากตะกร้าไม้ไผ่ ตะกร้าเล็กใบนี้ดูวิจิตรไม่เบา มีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือผู้ชายเท่านั้นและด้านในก็ถูกวางประดับด้วยเค้กแยมบลูเบอร์รี่2ชิ้น นมแพะย่าง2ชิ้นและเค้กข้าวบลูเบอร์รี่อีก2ชิ้น


“อาเถียน นี่ของฝากให้ย่าเถียน ตอนท่านกลับบ้านก็อย่าลืมเอาให้นางด้วย” หลินเว่ยเว่ยยื่นตะกร้าใบเล็กมาตรงหน้าเถียนฟู่กุย


เถียนฟู่กุยปฏิเสธแล้วกล่าวว่า “ตอนเที่ยงไปกินข้าวที่บ้านด้วยกันสิ ย่าเถียนคิดถึงเจ้าแล้ว”


“อีกประเดี๋ยวข้ายังมีธุระต่อ วันนี้คงไปไม่ได้ เอาไว้วันหลังข้าจะไปเยี่ยมย่าเถียนแน่นอน”


ระหว่างสนทนา หนิงตงเซิ่งก็รีบเดินเข้ามาจากทางหลังร้าน อาจเพราะรีบเดินเกินไป บริเวณหน้าผากของเขาจึงมีเหงื่อซึมออกมา


เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยแล้ว ดวงตาของเขาก็เป็นประกายพร้อมกันนั้นหางตาก็เหลือบมองตะกร้าไม้ไผ่ในมือเถียนฟู่กุย จากนั้นมุมปากของเขาก็ค่อยๆถูกยกขึ้น “หลินกู่เหนียง ได้ยินว่าเจ้ามีสินค้าใหม่มาให้ข้าดูหรือ?”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้ารับ “บลูเบอร์รี่บนภูเขาสุกแล้ว ข้าจึงทำเค้กแยม.บลูเบอร์รี่แล้วยังมีพวก.ขนม.จาก.บลูเบอร์รี่ คุณชายหนิงลองชิมสิ”


จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เปิดตะกร้าไม้ไผ่ออกมา กลิ่นหอมจากนมแพะย่างลอย.ตลบ.อบ.อวล.ทันที ตามด้วยกลิ่นหอมหวานของเค้กข้าว.บลูเบอร์รี่และกลิ่นจาก.บลูเบอร์รี่ป่า.ผสม.ปนเปกัน.จนทำให้ผู้คนบริเวณนั้นอดน้ำลายไหลไม่ได้


ตอนที่ 110: สูตรลับ


“ตงเซิ่ง วันนี้ในร้านมีของดีอันใดมาเพิ่มจึงได้หอมเช่นนี้ ? เอามาให้ข้าทุกอย่างเลย !” ในระหว่างนั้นก็มีชายวัยกลางคน รูปร่างอวบอ้วน พุงพลุ้ย กำลังยืดคอมองมาทางด้านหลัง


เมื่อหนิงตงเซิ่งมองขนมแสนวิจิตรและน่าดึงดูดใจในตะกร้าแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองหลินเว่ยเว่ย นางจึงเริ่มอธิบายให้ฟัง “นี่คือนมแพะย่าง รสชาตินุ่มละมุนลิ้นทั้งยังมีกลิ่นหอมของนมอย่างเข้มข้น นี่คือเค้กแยมบลูเบอร์รี่รสชาติหวานนุ่มเคี้ยวเพลิน มีรสเปรี้ยวหวานตัดกันพอดี อีกด้านหนึ่งคือเค้กข้าวบลูเบอร์รี่ รสหวานไม่เลี่ยน เนื้อสัมผัสดีมาก…”


หนิงตงเซิ่งยังไม่ทันได้กล่าวอันใด ชายวัยกลางคนผู้นั้นก็รีบวิ่งเข้ามาแทรกด้านหน้าเขาแล้ว “ไอหยา พ่อหนุ่มน้อยคนนี้ช่างอธิบายเก่งเสียจริง พูดจนข้าน้ำลายไหลไม่หยุดเลย เร็ว ! รีบชั่งให้ข้า2ชั่ง !”


“เจ้าอ้วน เจ้านี่นะ ! ดูรูปร่างตนเองหน่อย กินของหวานให้มันน้อยๆหน่อยเถิด เจ้าจะเอาแต่เหมาของกินที่เห็นไปเสียทุกอย่างไม่ได้ อย่างน้อยต้องแบ่งไว้ให้พวกเราบ้าง !” ด้านหลังของเขามีชายสองคนยืนต่อแถวอยู่ ท่าทางมีอายุห่างจากเขาไม่มากนักและฟังจากถ้อยคำแล้วก็คงสนิทกันไม่น้อยเลย


ชายวัยกลางคนที่อวบอ้วนหัวเราะแล้วกล่าวว่า “มาก่อนก็ต้องได้ก่อน เข้าใจหรือไม่ ? ผู้ใดใช้ให้เจ้ามาช้ากว่าเล่า ? อีกอย่างคือข้าจะเหมาทั้งหมดนั้นด้วย จะไม่เหลือสักชิ้นไว้ให้เจ้า !”


หนิงตงเซิ่งจึงรีบพูดขัดทันที “อาจง อาฟาง นี่เป็นสินค้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามา เราต้องต่อรองเรื่องราคาก่อน เกรงว่าวันนี้คงทำให้ท่านทั้งสองต้องผิดหวังแล้ว !”


ชายวัยกลางคนที่อวบอ้วนเป็นลูกค้าประจำของร้าน และยังมีความสัมพันธ์ฉันญาติทางฝั่งมารดาของหนิงตงเซิ่งด้วย หลังจากได้ยินเช่นนั้นเขาก็หยิบเนื้อแผ่นที่ชั่งเรียบร้อยแล้วพร้อมย้ายร่างอันอวบอ้วนมาที่ด้านหลัง แต่ก็ยังไม่หยุดชะเง้อมองขนมในตะกร้าไม้ไผ่พร้อมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก “สินค้าใหม่ของเจ้าก็มีไม่มากมิใช่หรือ ? รอให้เจ้าคุยเรื่องราคากันเสร็จแล้วค่อยจัดแบ่งทุกอย่างให้ข้าก็ได้นี่”


หนิงตงเซิ่งหันไปมองหลินเว่ยเว่ยด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย นางจึงหัวเราะแล้วกล่าวว่า “บลูเบอร์รี่.อบแห้งต้องใช้บลูเบอร์รี่5ชั่งจึง.อบ.ออกมาได้1ชั่ง ทั้งยังใส่น้ำตาลด้วย…ดังนั้นราคาจึงแพงกว่าลูกท้ออบแห้งหรือผลชิง.อบ.แห้ง ราคาส่งคือ400อีแปะต่อ1ชั่งถือว่าถูกที่สุด ! บลูเบอร์รี่อบแห้งไม่เพียงนำมาใช้กินเป็นผลไม้.อบแห้งแบบทั่วไป แต่ยังสามารถนำมาทำเค้กหรือขนมอย่างอื่นได้ด้วย”


แม้ราคาจะสูงไปหน่อยก็ถือเป็นของหายาก รสชาติก็ดีใช้ได้ ไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ออก หนิงตงเซิ่งเห็นด้วยกับราคานี้เพราะเมื่อเทียบกับหลานเหมยอบแห้งแล้ว เขายังสนใจเค้กแยมหลานเหมยและขนมที่เหลือมากกว่า


“แยมบลูเบอร์รี่1ขวดราคา1ตำลึง น่าจะหนักประมาณ2ชั่งกว่า ! สามารถนำไปกินได้เลยหรือนำไปละลายน้ำดื่มเป็นชาผลไม้ก็ได้ นอกจากนี้ยังนำไปกินกับหมั่นโถวหรือขนมอื่นๆได้ด้วย มันจะทำให้รสชาติดีกว่าเดิม เช่นตัว ‘เค้กแยมบลูเบอร์รี่’ ของข้าก็มีแยมทาอยู่ด้านบน เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนหากนำไปทำเป็นน้ำแข็งไสแยมบลูเบอร์รี่ก็จะได้รสสัมผัสที่หวานหอมสดชื่นและยังดับร้อนได้ด้วย” หลังจากฟังหลินเว่ยเว่ยอธิบายแล้ว หนิงตงเซิ่งกับชายอ้วนก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้


ชายอวบอ้วนจึงรีบตะโกนขึ้นมาทันที “ที่นี่มีแยมหลานเหมยอยู่2ขวด เจ้าหลานชาย เจ้าแบ่งให้ข้าสักขวดเถิด ! ข้ายอมจ่ายให้เจ้าในราคาสองเท่า !”


หนิงตงเซิ่งมองเขาด้วยท่าทีเคร่งขรึมเล็กน้อย จากนั้นก็หันมาสนทนากับหลินเว่ยเว่ย “แล้วขนมพวกนี้เล่า ? จะยึดตามราคาชั่งหรือยึดเป็นชิ้น ?” เขาลองชิมขนมสามชนิดนี้ก็พบว่ารสชาติอร่อยยิ่งกว่าขนมใดที่เคยกินมา ดังนั้นแม้จะเป็นคนรวยผู้ชอบติหรือจะตั้งราคาสูงเพียงใดก็ไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ออก


หลินเว่ยเว่ยยิ้มและส่ายหน้า “ขนมทั้งสามชนิดนี้มีเนื้ออ่อนเกินไป หากแบ่งขายให้ลูกค้ามันจะเปลี่ยนรูปได้ง่ายและในช่วงฤดูร้อนก็เก็บรักษายาก ดังนั้น…”


หลังได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ หนิงตงเซิ่งก็ยังไม่ทันได้กล่าวอันใด ชายอวบอ้วนก็ชิงเอ่ยขึ้นมาก่อนแล้ว “เจ้าหมายความว่าอย่างไร ? ไม่ขายขนมหรือ เช่นนั้นเจ้าเอาสินค้ามาเพื่อเหตุใด ? จงใจเอามาล้อหลานชายของข้าเล่นหรือไร ?”


รอยยิ้มมุมปากของหลินเว่ยเว่ยเด่นชัดยิ่งกว่าเดิม “คุณชายหนิงงานยุ่งกว่าอะไรดี ข้าจะทำให้เขาเสียเวลาได้อย่างไร ? สิ่งที่ข้าจะพูดก็คือขนมไม่สามารถขายได้ ทว่าสูตรทำขนม…”


ดวงตาของหนิงตงเซิ่งเป็นประกายทันที “กู่เหนียงหมายความว่า…จะยอมขายสูตรขนมเหล่านี้ให้ข้าหรือ?”


หลังได้ยินเช่นนั้น ชายอวบอ้วนก็หยิบนมแพะย่างออกจากตะกร้า1ชิ้นแล้วหันหลังออกไปทันที “พวกเจ้าคุยกันเถิด หลานชาย เหลือขนมทุกอย่างนี้ไว้ให้ข้าด้วย !”


ต่อจากนั้นหนิงตงเซิ่งก็เชิญนางมายังด้านหลังร้านแล้วเดินไปยังห้องพักของตน เขารินชาอย่างดีให้นางจากนั้นก็สั่งให้คนยกธัญพืชและถั่วอบต่างๆ จากในร้านเข้ามาสองสามจาน


หลินเว่ยเว่ยแกะเมล็ดทานตะวันกินโดยไม่เกรงใจแล้วกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “สูตรสามารถขายให้คุณชายหนิงได้ แต่เรื่องราคานั้น…”


ร้านค้าอายุนับร้อยปี เหตุใดยังยืดหยัดมาจนถึงร้อยปีได้ ? ไม่ใช่เพราะมีสูตรลับเป็นของตนเองหรือ ? การที่ร้านค้าของหนิงตงเซิ่งสามารถขายได้ในระดับกลางก็เพราะไม่มีสูตรลับเอาไว้มัดใจลูกค้านั่นเอง


ตัวเขาก็เคยไปเยี่ยมชมร้านค้าเก่าแก่เหล่านั้น ทว่าเมื่อเอ่ยจุดประสงค์จบก็โดนไล่ออกมาโดยอีกฝ่ายไม่ทุบตีเขาสักยกก็ถือว่าบุญโขแล้ว คาดไม่ถึงว่าตอนนี้จะมีคนนำสูตรขนมสามอย่างมาให้เขาถึงที่ นับเป็นสิ่งดีๆที่หล่นมาจากฟากฟ้า !


แม้ว่าเนื้อแผ่นและผลไม้.อบแห้งจะดี แต่เนื่องจากสูตรและวิธีทำอยู่ในมือผู้อื่นและไม่แน่ว่าอาจมีวันใดที่สินค้าหมดไป แม้ในช่วงหลายเดือนมานี้หนิงตงเซิ่งจะดีใจต่อ.ยอดขายที่พุ่งสูง ทว่าก็มีบางครั้งที่เขากลัวว่าเส้นทางการเงินจะพังทลายด้วยเหตุผลบางประการ


ดังนั้นแม้ว่าร้านค้าในอำเภอจะใหญ่กว่าในเขตเริ่นอันมาก เขาก็ยังเอาเวลาส่วนใหญ่มานั่งอยู่ในเมืองเล็กแห่งนี้…เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับคนตระกูลหลินและทำให้ความร่วมมือเป็นไปได้ด้วยดี เขาจึงจะรู้สึกถึงการมีอยู่ของรากฐานอันมั่นคง


หนิงตงเซิ่งดีใจเพราะหลินกู่เหนียงไม่ใช่คนเห็นผลประโยชน์แล้วลืมบุญคุณ ร้านขายขนมและผลไม้.อบ.อู๋จี้เคยไปหานางและเสนอ.ผลประโยชน์ให้มากมาย ทว่าก็โดนนางปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ผู้ค้าขายต้องหนักแน่นในวาจา’ แต่การปล่อยให้สูตรอยู่ในมือผู้อื่นก็เป็นสิ่งที่ทรมานมากเช่นกัน !


หนิงตงเซิ่งเชื่อว่าหลังมีสูตรขนมทั้งสามสูตรนี้แล้ว ร้านของตนจะต้องเป็นที่หนึ่งในตลาดการค้าประจำอำเภอเป่าชิงแน่นอน ! สูตรขนมสามสูตรนี้จะต้องทำให้เขาสมปรารถนา !


หนิงตงเซิ่งนั่งตัวตรงพลางมองหลินเว่ยเว่ยด้วยท่าทีจริงจัง เขากล่าวพร้อมทำมือคำนับ “ไม่ทราบว่าจะเสนอราคาเท่าไหร่ ?”


หลินเว่ยเว่ยคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนอยู่ที่บ้านแล้ว สูตรหนึ่งก็ไม่ได้ขายราคาแพงสักเท่าไร แค่200ตำลึงพอแล้ว อะไร? 200ตำลึงยังบอกว่าสูงไปหรือ ? ไม่ลองคิดบ้างว่าสูตรเนื้อแผ่นของนางสามารถสร้างเงินให้เขาต่อเดือนได้ตั้งกี่ร้อยตำลึง !


ขนมสามชนิดนี้ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างภายนอกหรือด้านรสชาติก็ไร้ที่ติ แถมยังชนะด้านความแปลกใหม่ ถ้าขายให้ถูกทางแล้ว พอผ่านไปหนึ่งเดือนก็น่าจะเอาทุนคืนได้ ถ้านางมีเวลา คนงานและสถานที่ก็ไม่มีทางมอบโอกาสสร้างเงินนี้ให้ผู้อื่นแน่นอน !


“200ตำลึงอย่างนั้นหรือ ? ตกลงทำสัญญา !” ในที่สุดจิตใจที่แสนกระวนกระวายของหนิงตงเซิ่งก็กลับมา.สงบ เขามองคนไม่ผิดจริงๆ นางมีคุณธรรมถึงเพียงนี้ นางไม่ทำตัวเป็นพ่อค้าใหญ่ผู้เรียกร้องข้อเสนอมากมายได้อย่างไร ? ราคาที่อยู่ในใจเขาคือ3สูตร 1,000ตำลึงด้วยซ้ำ ทว่าราคาที่นางเสนอ.มา.กลับห่างไกลจากที่เขาคาดเดาไว้มากนัก


หลินเว่ยเว่ยมองไปยังเมล็ดทานตะวันด้วยความรังเกียจ “คุณชายหนิง เมล็ดทานตะวันของท่านมีรสชาติธรรมดาเกินไปหรือไม่ ? นอกจากหวานแล้วก็เค็มไม่มีเอกลักษณ์แม้แต่น้อย ท่านควรใช้สมองบ้าง ลองทำหลายๆรสชาติสิ”


หนิงตงเซิ่งฉีกยิ้มอย่างขมขื่น “กู่เหนียงก็พูดง่ายเกินไป ถ้าสูตรเด็ดสามารถได้มาง่ายถึงเพียงนั้น บนท้องถนนเส้นนี้ก็คงเต็มไปด้วยร้านค้าขนม.อบแห้งแล้ว ไม่ทราบว่า…กู่เหนียงมีความคิดใดหรือไม่ ? หากมีสูตรเด็ด ข้ายินดีซื้อในราคาสูง”



จบตอน

Comments