weiwei ep11-20

 ตอนที่ 11: อยากเอาเปรียบข้าหรือ ไม่มีทาง !


“วางเนื้อของข้าลงเดี๋ยวนี้ ! นั่นเป็นของครอบครัวข้า ! ” แม้ดวงตาของเจ้าหนูน้อยยังเอ่อไปด้วยหยาดน้ำตา ทว่าเขาก็กล้าหาญจนเข้ามาขวางหญิงวัยกลางคนหน้าตาเจ้าเล่ห์ผู้นี้ไว้ ราวกับแม่สุนัขจิ้งจอกขวางเสือที่จะมาทำร้ายลูก


นางหวงได้ยินเสียงเอะอะจึงเดินออกมาอย่างอ่อนแรง บุตรสาวคนโตจึงรีบวิ่งไปหามารดาแล้วย้อนถามหญิงวัยกลางคนเสียงแผ่ว “พวกเจ้าคิดทำอันใด? ของเหล่านี้ครอบครัวข้าซื้อกลับมาทั้งนั้น จะมีที่มาที่ไปไม่ชัดเจนได้เช่นไร?”


“ครอบครัวเจ้ายอมอดอยากเพื่อเก็บหอมรอมริบไว้ให้น้องชายได้เรียนหนังสือ นอกจากช่วงฉลองเทศกาลปีใหม่แล้วครอบครัวเจ้าก็มักทานบะหมี่ทั่วไป เหตุใดจู่ๆสามารถซื้อเส้นหมี่ขาวชั้นดีมาได้มากมายและทั้งที่ไม่ใช่ช่วงเทศกาลก็ยังซื้อเนื้อมากิน ! พวกเจ้าไปเอาเงินมาจากที่ใด ? ” หญิงวัยกลางคนยิ้มเยาะในขณะกล่าวออกมา


บุตรสาวคนโตได้ยินเช่นนั้นก็นึกถึงเรื่องที่น้องสาวผู้โง่เขลาซ่อนหมูป่าเอาไว้ ในใจพลันนึกได้ว่าไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ดังนั้นนางจึงกล่าวด้วยเสียงแผ่ว “แล้วเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาสงสัยว่าครอบครัวของข้าเอาเงินมาจากที่ใด ? ”


“พี่น้องทุกท่านมาถึงบ้านข้าเช่นนี้มีธุระใดหรือ ? ” หลินจื่อเหยียนเดินมาตรงหน้าแล้วยกกำปั้นขึ้นคารวะพลางถามหญิงวัยกลางคนอย่างนอบน้อม


ผู้ใหญ่บ้านเห็นหลินจื่อเหยียนออกหน้าจึงพูดอย่างวางมาดว่า “มีชาวบ้านบอกว่าครอบครัวเจ้ามีสิ่งที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง แต่ไหนแต่ไรมาหมู่บ้านฉือหลี่โกวของพวกเราใช้ชีวิตกันอย่างสมถะ มิเคยมีผู้ใดลักเล็กขโมยน้อย ! ”


ทันใดนั้นในแววตาของหลินจื่อเหยียนก็เผยความประชดประชันออกมาพร้อมพูดย้อนผู้ใหญ่บ้านไปว่า “ผู้ใหญ่บ้าน การตัดสินคดีความของทางการยังต้องใช้หลักฐานมาพิสูจน์ ! ไม่มีผู้ใดสรุปคดีทั้งที่ยังมิอาจพิสูจน์ความจริงได้หรอก ! ”


หญิงวัยกลางคนได้ยินก็เถียงกลับคอเป็นเอ็น “ก็เจ้าอ้วนซานของบ้านข้าไงเล่า ไหนจะพวกเด็กๆในหมู่บ้านอีก พวกเขาต่างก็เห็นกันทั้งนั้น หรือว่านี่ยังมิใช่สิ่งที่พิสูจน์ได้ ? ”


หลินจื่อเหยียนยังย้อนถามด้วยท่าทีสุขุม “เห็นสิ่งใดหรือ ? ”


“ก็เห็นว่าเจ้าเด็กโง่แบกของเหล่านี้แล้ววิ่งกลับมาอย่างรวดเร็วไงเล่า ! ข้าจึงสงสัยว่าหากนางไม่ได้ขโมยก็คงไปดักปล้นใครเขามา ! ” มารดาของเจ้าอ้วนซานยกมือเท้าสะเอวแล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจประดุจว่าจับผู้ร้ายได้


นางหวงทั้งรู้สึกร้อนใจและโมโหในเวลาเดียวกันจึงทำให้ร่างกายสั่นเทาจนยืนเอนเอียง “ลูกรองของข้ามิเคยขโมยของ นางไม่ได้ไปขโมยมาแล้วก็มิได้ปล้นผู้ใดทั้งนั้น ! ”


“พี่ใหญ่ ท่านประคองท่านแม่กลับเข้าในบ้านเถิด ! ที่นี่ยังมีข้าอยู่ มิต้องกังวล ! ” ตั้งแต่โบราณมีคำกล่าวที่ว่าบุตรชายของครอบครัวที่ยากจนต้องเป็นผู้มีความรับผิดชอบและหนักแน่นตั้งแต่เยาว์วัย หลินจื่อเหยียนเพิ่งมีอายุแค่13ปีเท่านั้น แต่เขาต้องมารับผิดชอบทุกสิ่งในครอบครัวเสียแล้ว “ผู้ใหญ่บ้าน ก่อนที่ทางการจะตัดสินคดีต้องให้โอกาสนักโทษได้โต้แย้งใช่หรือไม่ ? ”


หลินจื่อเหยียนมองไปยังผู้ใหญ่บ้านที่ปล่อยให้มารดาของเจ้าอ้วนซานพูดปาวๆอย่างถือวิสาสะ ภายในใจของเขาก็เกิดไฟโทสะปะทุขึ้นมา นี่ถือเป็นการรังแกพวกตนมิใช่หรือ ? เพราะในครอบครัวไม่มีท่านพ่อคอยปกป้องถึงได้มารังแกกันเช่นนี้ใช่หรือไม่ ? ดังนั้นเขาจึงยืดตัวตรงแล้วมองไปยังผู้ใหญ่บ้านด้วยความโมโห !


ผู้ใหญ่บ้านมองเด็กหนุ่มที่กำลังจ้องมาราวกับสิงโตหนุ่ม เขาจึงกระตุกมุมปากขึ้นแล้วกล่าวว่า “ได้ เช่นนั้นก็ให้ลูกสาวคนรองของนางหวงมาอธิบายเรื่องนี้”


“ผู้ใดเรียกหาข้า ? หลีกไป เจ้าหลีกไปสิ ! เจ้าขวางทางข้าอยู่ ! ” หลินเว่ยเว่ยใช้แรงที่มีอย่างมหาศาลแหวกฝูงชนเข้ามาและในตอนที่นางเดินผ่านมารดาของเจ้าอ้วนซานก็จงใจสะบัดไหล่ของตนจึงทำให้เลือดที่ชุ่มตัวกวางกระเด็นไปโดนอีกฝ่าย


“พวกเจ้ากำลังทำอันใด ? ถือโอกาสตอนข้าไม่อยู่มารังแกน้องชายของข้าใช่หรือไม่ ? ” หลินเว่ยเว่ยจงใจใช้ถ้อยคำที่เหมือนอันธพาลย้อนถามพวกเขาเหล่านั้น ทั้งยังเชิดอกใส่มารดาของเจ้าอ้วนซานอีกด้วย


แม้ว่านางควบคุมแรงแล้ว ทว่ามารดาของเจ้าอ้วนซานยังเดินโซเซถอยหลังไปสองสามก้าวพลันขาอ่อนแรงล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้น


“นางตีข้า เจ้าเด็กโง่ผู้นี้ทำร้ายข้าแล้ว ! ” มารดาของเจ้าอ้วนซานตีที่ต้นขาของตนแล้วคร่ำครวญขึ้นมา


“เจ้าใส่ร้ายผู้อื่นให้มันน้อยหน่อย ! มีคนมองอยู่ตั้งมากมาย เจ้าคิดว่าพวกเขาตาบอดหรือไร ? สองมือของข้ากำลังแบกสัตว์ป่าที่ล่ามาอยู่ หรือเจ้าคิดว่าข้ามีมือที่สามงอกออกมาตีเจ้าได้หรือ ? ” หลินเว่ยเว่ยวางกวางที่ล่ามาได้ไว้บนโต๊ะหิน จากนั้นก็นั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้ามารดาของเจ้าอ้วนซานพร้อมแกว่งสองมือที่ชุ่มเลือดกวางไปตรงหน้าอีกฝ่าย


ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาห้ามมารดาของเจ้าอ้วนซานที่กำลังตั้งท่าจะเอาเรื่อง จากนั้นเขาก้มลงถามหลินเว่ยเว่ยว่า “มีคนบอกว่าวันนี้เจ้าแบกวัตถุดิบสำหรับทำอาหารกลับมาเป็นจำนวนมาก มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ? ”


มารดาของเจ้าอ้วนซานก็ยังมิวายที่จะพูดแทรกขึ้นมา “ยังมีพวกเนื้อหมูอีกด้วย เจ้าอ้วนซานบอกว่าเป็นเนื้อก้อนใหญ่มาก เป็นเนื้อก้อนใหญ่กว่าตอนที่ครอบครัวของข้านำมาทำอาหารฉลองช่วงเทศกาลปีใหม่เสียอีก ! ”


หลินเว่ยเว่ยลุกขึ้นยืนแล้วสบสายตาในระดับเดียวกับผู้ใหญ่บ้าน ชักรู้สึกพึงพอใจกับความสูงของตนในชาตินี้เสียแล้วสิ หลินเว่ยเว่ยยิ้มแสดงให้เห็นฟันขาวแล้วกล่าวว่า “ใช่ ! วันนี้ข้าซื้อเนื้อและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารกลับมาเพื่อทำอาหารบำรุงร่างกายให้ท่านแม่ พวกเจ้ามีปัญหาอันใดหรือ ? ”


“แล้วเจ้าเอาเงินมาจากที่ใด ? ” มารดาของเจ้าอ้วนซานชิงถามตัดหน้าผู้ใหญ่บ้าน


หลินเว่ยเว่ยชี้ไปที่กวางบนโต๊ะหิน “ก็ไปล่ามาจากบนภูเขาไงเล่า ! ฟ้ายังมิทันสว่างข้าก็หิวจนต้องตื่นมาแล้ว ดังนั้นข้าจึงขึ้นไปบนภูเขาแล้วพบหมูป่าตัวใหญ่ ตัวของมันใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวนะ ! ”


นางใช้มือทำท่าบ่งบอกว่าตัวของมันใหญ่เท่าความสูงของมารดาเจ้าอ้วนซาน “จากนั้นข้าก็ก้มไปเก็บก้อนหินก้อนใหญ่ขึ้นมาแล้วทุบหมูป่าจนตาย ! ก่อนจะนำไปขายให้หอจุ้ยเซียนซึ่งทั้งหมดนี้ลุงหวังแนะนำข้ามา ! ”


“เหลวไหล! ขนาดผู้ชายหลายคนยังไม่สามารถต้านทานกำลังของหมูป่าได้เลย แต่เจ้าใช้หินทุบมันเพียงไม่กี่ทีก็ตายแล้ว เจ้าคิดจะโกหกผู้ใดกัน ? ” ระหว่างนี้ได้มีคนถามขึ้นมาด้วยความไม่ยอม


“มันเป็นเรื่องจริง ข้ามิได้โกหก ! ข้าใช้หินก้อนใหญ่เท่านี้ทุบหัวหมูป่า ! ” หลินเว่ยเว่ยมองไปรอบลานบ้านแล้วเห็นโต๊ะหินที่มีขนาดใหญ่กว่าหินโม่แป้งถึงสองเท่า นางจึงเดินไปยกมันให้สูงท่วมศีรษะพร้อมทำท่าเหมือนจะใช้โต๊ะหินทุบลงเพื่อหลอกชาวบ้าน ทำเอาทุกคนถึงขั้นตกอกตกใจยกใหญ่จนต้องถอยห่างออกไป


“เจ้า…เจ้าวางโต๊ะหินลงเถิด วางลงเดี๋ยวนี้!” ผู้ใหญ่บ้านก็หลบไปด้านหลังเช่นกันเพราะกลัวว่านางมือลื่นจนทำโต๊ะหินหล่นทับตัวของเขา


หลินเว่ยเว่ยยกโต๊ะหินแล้วเดินไปข้างหน้าอีกหลายก้าวราวกับกลัวว่าพวกเขาจะไม่เชื่อในสิ่งที่นางกล่าว จากนั้นนางก็พูดอีกครั้งว่า “มันเป็นเรื่องจริง จริงๆนะ ข้าใช้หินก้อนใหญ่เท่านี้ทุบที่หัวของหมูป่าจนมันตาย หัวของมันเละจนกะโหลกเปิดออกเลยล่ะ”


“พอ…พอแล้ว ! ข้ารู้แล้ว เจ้ารีบวางโต๊ะหินลงก่อน ! ” ผู้ใหญ่บ้านยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผากแล้วกล่าวออกมาอย่างอึกอักเพราะกลัวว่าจะไปยั่วโมโหเจ้าเด็กโง่เข้า


หลินเว่ยเว่ยวางโต๊ะหินไว้ที่เดิมแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ลุงหวังเป็นคนดีมาก หลงจู๊หานก็เป็นคนดีเช่นกัน ! ส่วนเจ้าหมูป่าก็ใช้ได้ ! มิเช่นนั้นครอบครัวข้าคงต้องพากันอดตายแล้ว ! ”


แม้นางมิได้ดูโง่เขลาเหมือนเมื่อก่อน แต่พอชาวบ้านได้ยินในสิ่งที่นางพูดด้วยท่าทีไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไร พวกเขาก็ยังตกตะลึงอยู่ดีเพราะไม่รู้ว่าอึดใจต่อมานางจะทำอันใด…


โต๊ะหินของนางต้องใช้แรงของผู้ใหญ่หลายคนถึงจะยกขึ้นได้ ทว่านางยกมันขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย แม้แต่กวางที่ดูแล้วมีน้ำหนักกว่าร้อยชั่ง นางก็สามารถแบกขึ้นมาเหมือนมันคือปุยนุ่น พละกำลังเช่นนี้ไม่มีผู้ใดเทียบได้แล้ว หากนางเกิดบ้าขึ้นมาแล้วจะมีผู้ใดรับไหว ?


ผู้ใหญ่บ้านเคยไปถามพรานหวังมาแล้วว่าวันนี้บุตรสาวคนรองของตระกูลหลินมาถามเรื่องขายสัตว์ป่าจริงและเรื่องทั้งหมดก็ได้พิสูจน์อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งว่าเงินที่ครอบครัวนี้นำไปซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารได้มาอย่างถูกต้อง ! เขายังจะกล้าเอาเปรียบพวกนางได้เยี่ยงไร ?


ผู้ใหญ่บ้านจึงถลึงตาใส่มารดาของเจ้าอ้วนซานทันที จากนั้นก็กล่าวเพียงว่ามันคือเรื่องเข้าใจผิดและหันหลังเดินออกไป


มารดาของเจ้าอ้วนซานจับจ้องไปยังกวางที่ถูกวางไว้บนโต๊ะด้วยแววตาเป็นประกาย ‘เนื้อเยอะเหลือเกิน ! เนื้อเยอะเช่นนี้ต้องทานกี่วันถึงจะหมด ! หากเนื้อพวกนี้เป็นของข้าก็คงดีไม่น้อย…’


ทันใดนั้นใบหน้าอวบอ้วนของมารดาเจ้าอ้วนซานก็โผล่มาตรงหน้าจนหน้าผากของหลินเว่ยเว่ยเกือบแตะกับหน้าผากของนางอยู่แล้ว ดวงตากลมโตของหลินเว่ยเว่ยจึงจับจ้องไปที่อีกฝ่ายด้วยความเคร่งขรึม มารดาของเจ้าอ้วนซานเห็นดังนั้นก็ตกใจจนเซถอยหลังไปอีกครั้ง


หลังจากคิดดีแล้วนางจึงแสร้งทำเป็นล้มลงกับพื้นอีกครั้ง “เจ้าทำให้ข้าได้รับบาดเจ็บ ข้าเจ็บหน้าอกจนหายใจแทบมิออกแล้ว…หากเจ้าไม่ชดใช้ด้วยเงินก็ต้องแบ่งเนื้อให้ข้าสองสามชั่ง ! ”


ผู้ที่อยากเอาเปรียบตั้งแต่แรกพากันหนีหายไปหมดแล้ว ตอนนี้ที่เหลืออยู่มีเพียงพวกชาวบ้านที่ชอบมุงดูเรื่องของผู้อื่นเท่านั้น มารดาของเจ้าอ้วนซานคิดอยากเอาเปรียบจึงใช้ข้ออ้างนี้เพื่อขอส่วนแบ่งเนื้อสัตว์จากตระกูลหลิน มารดาของเจ้าอ้วนซานเป็นคนขี้เหนียวและจิตใจคับแคบ คิดอยากขอเนื้อเปล่าๆ ทั้งที่ไม่เกี่ยวอันใดด้วย ! พวกชาวบ้านที่มามุงดูจึงอยากรู้เหลือเกินว่าตระกูลหลินจะรับมือกับคนเช่นนี้อย่างไร !


ตอนที่ 12: น้ำใจนี้พวกเราควรตอบแทน


มารดาของเจ้าอ้วนซานกลิ้งตัวไปมาอยู่บนพื้น หลินเว่ยเว่ยมองท่าทีเสแสร้งนี้ออกจึงนั่งยองตรงเบื้องหน้าของอีกฝ่าย “ราวกับดูละครลิงอยู่เลย แสดงได้สมจริงดีนี่”


ขณะเดียวกันบรรดาชาวบ้านที่มามุงดูถึงขั้นพากันหัวเราะออกมา


มารดาของเจ้าอ้วนซานกลิ้งบนพื้นจนเหนื่อยแล้วหอบหายใจพร้อมกล่าวว่า “เจ้าต้องชดใช้เงินและเนื้อให้ข้า ! ”


หลินเว่ยเว่ยจึงเอื้อมมือไปหา มารดาของเจ้าอ้วนซานเห็นดังนั้นจึงถอยหลังกรูแล้วส่งเสียงร้องราวกับหมู “เจ้าจะทำอันใด ? เจ้าจะฆ่ากันหรือ ! เจ้าเด็กโง่ของบ้านตระกูลหลินจะลงมือสังหารข้าแล้ว ! ”


หลินเว่ยเว่ยยกตัวมารดาเจ้าอ้วนซานขึ้นมาไว้เหนือศีรษะแล้วหันไปบอกพวกชาวบ้านที่อยู่หน้าประตูว่า “พวกท่านช่วยหลีกทางให้ข้าที นางเสียงดังน่ารำคาญเหลือเกิน นางรบกวนการพักผ่อนของท่านแม่ข้าแล้ว ! ”


ตลอดทางนางได้ยกตัวมารดาของเจ้าอ้วนซานไว้จนกระทั่งเดินออกไปนอกประตูรั้วบ้านจึงวางตัวอีกฝ่ายลงพื้น จากนั้นนางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนตอนที่นางหวงคุยกับนางในยามปกติ “จงเป็นเด็กดีที่เชื่อฟัง จงนั่งนิ่งๆ อย่าขยับไปไหน เพราะสิ่งที่เจ้าหมาป่าชอบกินที่สุดคือเด็กดื้อไม่เชื่อฟัง ! ”


บรรดาชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็พากันหัวเราะด้วยความชอบอกชอบใจ มารดาของเจ้าอ้วนซานไม่สามารถทนการดูหมิ่นเช่นนี้ได้จึงง้างมือแล้วพุ่งตัวหมายตบสั่งสอนหลินเว่ยเว่ย


แต่หลินเว่ยเว่ยใช้นิ้วมือเพียงนิ้วเดียวดันหน้าผากของอีกฝ่ายเอาไว้ จากนั้นก็เปิดปากหัวเราะร่า “ดูสิ ! ตอนนี้ข้ารักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าหายแล้ว หน้าอกของเจ้าไม่เจ็บปวดแล้วสินะ คงหายใจสะดวกขึ้นถึงได้กระปรี้กระเปร่าเช่นนี้ ! ”


มารดาของเจ้าอ้วนซานพยายามยื่นแขนไปด้านหน้าสุดแรงเพราะคิดตบสั่งสอนหลินเว่ยเว่ย แต่ด้วยความจนปัญญาเพราะแขนสั้นเกินไปจึงทำให้นางไม่สามารถสัมผัสได้แม้แต่ปลายแขนเสื้อของอีกฝ่าย พอคิดจะยื่นเท้าไปถีบก็ถีบได้เพียงอากาศเท่านั้น นางโวยวายเช่นนี้ไปพักใหญ่จนเหงื่อท่วมตัวและสุดท้ายก็มิได้สิ่งใดติดมือกลับไป


คนในหมู่บ้านเริ่มทนดูมิไหวจึงพูดตำหนิ “โก่วเซิ่งจื่อ เจ้าปล่อยให้ภรรยามาทะเลาะกับเด็กโง่คนหนึ่งได้เช่นไร ? ต่อให้เจ้าไม่อายแต่พวกข้ารู้สึกอับอายแทนเหลือเกิน ! ”


บิดาของเจ้าอ้วนซานได้ยินเช่นนั้นจึงลากภรรยากลับไปที่บ้านท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนบ้านที่ไล่หลังพวกเขาไป จะเอาเปรียบผู้อื่นทั้งทียังไม่สามารถทำได้ ทั้งยังก่อเรื่องวุ่นวายจนน่าอับอายไปถึงบรรพบุรุษอีกด้วย ! ดังนั้นเมื่อกลับถึงบ้านแล้วทั้งคู่จึงทะเลาะตบตีกันพักใหญ่ !


เมื่อไม่มีสิ่งใดให้ดูแล้ว บรรดาชาวบ้านที่อยู่รอบด้านก็พากันถอยออกจากบ้านตระกูลหลิน แม้ว่าพวกเขาจะเกิดความโลภอยากได้ส่วนแบ่งเนื้อกวางที่เจ้าเด็กโง่แบกกลับมา ทว่าคนที่ปากจัดและเจ้าเล่ห์เพทุบายเช่นมารดาของเจ้าอ้วนซานยังไม่สามารถช่วงชิงมาได้ แล้วนับประสาอันใดกับพวกตน !


หลินจื่อเหยียนมองพี่สาวคนรองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย นางกำลังขู่ให้ชาวบ้านกลัว ! นางที่เคยเป็นคนเบาปัญญาจอมโง่เขลาและเป็นภาระของครอบครัวมาโดยตลอด จู่ๆก็กลายเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาดและมีไหวพริบดีเพียงนี้ ทำให้เขารู้สึกไม่ชินเอาเสียเลย…


ขณะเดียวกันเจ้าหนูน้อยก็มองไปยังพี่สาวคนรองด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความนับถือเพราะขนาดมารดาเจ้าอ้วนซานที่เป็นคนไร้เหตุผลและเจ้าเล่ห์เพทุบายที่สุดยังไม่สามารถทำอันใดพี่รองได้ นางช่างเก่งกาจเหลือเกิน !


“ลุงหวัง รอข้าก่อน” หลินเว่ยเว่ยเรียกพรานหวังเอาไว้ “ท่านช่วยข้าจัดการเจ้าสิ่งนี้ได้หรือไม่ ? ” จริงอยู่ที่นางสามารถอาศัยพละกำลังในการล่าสัตว์ได้ แต่ถ้าจะให้มาถลกหนังแล้วเอาอวัยวะของสัตว์เหล่านี้ออกมา เกรงว่าคนมือหนักเช่นนางคงทำเละไม่เป็นท่า


บรรดาชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังล้วนมองไปที่พรานหวังด้วยสายตาอิจฉา เพราะการที่เขาถูกขอร้องให้ช่วยเช่นนี้ รับรองได้เลยว่าจะมิได้กลับบ้านมือเปล่าอย่างแน่นอน


พรานหวังได้ยินดังนั้นจึงกลับบ้านไปเอามีดเล่มโตมาแล้วเริ่มทำการถลกหนัง แล่เนื้อและควักอวัยวะภายในออกมาอย่างชำนาญ ตัวเขามิได้ล่ากวางป่าตัวใหญ่เช่นนี้นานแล้ว !


พรานหวังกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจ้ากวางตัวนี้อ้วนมาก แค่เนื้อที่ถูกแล่ออกมาก็มีน้ำหนักร้อยกว่าชั่งแล้ว ! ส่วนหนังของมันแม้ฉีกขาดไปเล็กน้อยแต่ถ้าเอาไปฟอกหนังก็ยังสามารถทำเป็นเสื้อกั๊กไว้ใส่คลายหนาวได้”


“พวกข้าไม่เอาหนังของมันไว้หรอกเพราะฟอกไม่เป็น หากลุงหวังไม่รังเกียจก็สามารถนำกลับไปได้ ! ” หลินเว่ยเว่ยแล่เนื้อกวางแบ่งให้เขาอีกห้าหกชั่ง


แต่พรานหวังโบกมือปฏิเสธ “ครอบครัวของเจ้าลำบาก จงนำเนื้อพวกนี้ไปขายแลกเงินที่หอจุ้ยเซียนเถิด ส่วนหัวและกีบเท้าของมัน หากเจ้าไม่เอาก็ค่อยให้ข้าแทน ! ”


“ท่านเอากีบเท้าพวกนี้ไปเถิด รวมถึงเนื้อก้อนนี้ด้วย ! หากมิใช่เพราะท่านแนะนำให้ข้ารู้จักกับหอจุ้ยเซียน ข้าก็คงไม่รู้ว่าจะไปแลกเงินได้จากที่ใด ! นี่ถือเป็นของแทนคำขอบคุณจากข้า ! ” หลินเว่ยเว่ยยังดึงดันที่จะให้พรานหวังรับเนื้อกวางไปด้วย


เวลานี้นางหวงถูกบุตรสาวคนโตประคองออกมาจากในบ้าน เมื่อเห็นเช่นนั้นนางจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “พี่หวัง ในเมื่อนางอยากให้ ท่านก็รับไปเถิด ตลอดหลายปีมานี้ท่านและพี่สะใภ้ก็คอยช่วยเหลือพวกเราไม่น้อยเลย ! ”


ช่วงสองปีที่ผ่านมานี้เกิดเหตุสัตว์ป่าออกอาละวาดอย่างรุนแรงจึงทำให้บริเวณรอบหมู่บ้านมิค่อยปลอดภัย บางครั้งก็มีหมูป่าวิ่งลงมาจากบนเขาแล้วเข้าทำลายพืชผักสวนครัวและเมล็ดพันธุ์พืชที่ชาวบ้านตากเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเคยทำให้ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บอีกด้วย


เนื่องจากครอบครัวของพรานหวังมีที่ดินน้อยแต่บุตรเยอะมาก เขาจึงไม่สามารถขึ้นไปล่าสัตว์บนภูเขาได้และทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวเริ่มลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งเด็กในครอบครัวไม่ได้ลิ้มรสชาติเนื้อมานานแล้ว พรานหวังจึงเกิดความรู้สึกลังเลเล็กน้อย สุดท้ายจึงยอมรับน้ำใจในครั้งนี้ไว้ เขาตั้งใจว่าจะนำเนื้อก้อนนี้ไปแลกเป็นบะหมี่และวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร จากนั้นก็เก็บกีบเท้าของกวางไว้ทำอาหารให้เด็กในครอบครัวทาน


“เจ้ามีน้ำใจมากเหลือเกิน ! ” พี่สาวของหลินเว่ยเว่ยยังมิวายพูดประชดประชันเพื่อหาเรื่อง !


“ชมกันเกินไปแล้ว ! อันที่จริงข้าก็รู้สึกว่าตนใจกว้างอยู่เช่นกัน ไม่เหมือนใครบางคนที่ดีแต่คอยหาเรื่องผู้อื่น ! ” หลินเว่ยเว่ยชำเลืองมองอีกฝ่าย


เมื่อพี่สาวได้ยินเช่นนั้นก็กระทืบเท้าด้วยความโมโหแล้วชี้หน้าเพื่อด่าหลินเว่ยเว่ย ทว่าพอเห็นหลินเว่ยเว่ยเดินเข้าไปในครัวแล้วหยิบมีดทำครัวออกมา ทันใดนั้นนางก็ขี้ขลาด “ เจ้า…เจ้าเอามีดออกมาทำไม ? ”


“ก็เอามาแล่เนื้อไงเล่า หรือเจ้าคิดว่าข้าจะเอามีดมาฟันเจ้าหรือ ? หากข้าอยากจัดการกับเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องใช้มีดหรอก” หลินเว่ยเว่ยทำเป็นชกกำปั้นไปทางพี่สาว


“พี่ใหญ่ ได้เวลาทำอาหารแล้ว ! ” หลินจื่อเหยียนถือว่ามองสถานการณ์ออก ขืนยังให้พวกนางทะเลาะกันอยู่เช่นนี้ คนที่เสียเปรียบก็เห็นมีแต่พี่ใหญ่เท่านั้น ดูจากนิสัยของพี่ใหญ่แล้วคงไม่สามารถเอาชนะพี่รองได้


เมื่อพี่สาวคนโตได้ยินน้องชายกล่าวเช่นนี้จึงเดินกระทืบเท้าเข้าไปในครัวทันที นางมองไปยังเนื้อที่เหลือเอาไว้ ไหนจะเส้นหมี่คุณภาพดีที่ถูกเก็บไว้ในโถอย่างมิดชิด ทันใดนั้นนางก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้นมา “ท่านแม่ วันนี้อากาศร้อน พวกเราคงไม่สามารถเก็บเนื้อไว้ได้นาน มาทำไส้ซาลาเปาดีหรือไม่เจ้าคะ ! ”


เพื่อเก็บหอมรอมริบให้น้องสามได้ศึกษาเล่าเรียนจึงทำให้พวกนางมิได้ลิ้มรสชาติของเกี๊ยวและซาลาเปามานานมากแล้ว วันนี้นางเด็กโง่ขึ้นไปบนภูเขาแล้วได้กวางกลับมา อีกทั้งยังจงใจจักทำอาหารให้แค่ท่านแม่และน้องชายทั้งสองคนเท่านั้น เช่นนี้นางจงใจที่จักมิให้นางได้มีส่วนร่วมด้วย นางเด็กบ้า ช่างน่าโมโหยิ่งนัก !


นางหวงลังเลไปครู่หนึ่ง แต่ด้วยสายตาอ้อนวอนของเด็กๆ สุดท้ายจึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ได้ คืนนี้เราจะทานเกี๊ยวกับซาลาเปาไส้เนื้อกัน ! ” อย่างมากสุดต่อไปนี้นางแค่ต้องทำงานให้หนักขึ้น ดังนั้นวันนี้ปล่อยให้พวกเด็กๆได้ดีใจก่อนแล้วกัน !


บุตรสาวคนโตได้เผยรอยยิ้มดีใจออกมา ส่วนเจ้าหนูน้อยที่ได้ยินมารดาเอ่ยเช่นนั้นก็ปรบมือด้วยความดีอกดีใจ “เยี่ยม ! เยี่ยมไปเลย ! จะได้ทานเกี๊ยวแล้ว ! พวกเรากำลังจะได้ฉลองปีใหม่ครั้งใหญ่ใช่หรือไม่ ! ! ”


นางหวงเผยรอยยิ้มออกมาโดยมิรู้ตัว ดูเหมือนว่าตั้งแต่ที่บิดาของพวกเขาจากโลกนี้ไป พวกเขาก็มิเคยเผยรอยยิ้มดีใจเช่นนี้ออกมา แม้ว่าในใจของนางเสียดายแป้งและเนื้อ แต่ก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่ายิ่งนัก !


“ลูกรอง เมื่อวานนี้มีพวกผู้ใหญ่สิบกว่าคนยอมเสี่ยงอันตรายขึ้นไปบนภูเขาเพื่อช่วยแม่ตามหาเจ้า ตอนนี้คนในหมู่บ้านต่างก็รู้แล้วว่าครอบครัวของเราได้เนื้อกวางกลับมา หากเราไม่แบ่งให้พวกเขาสักหน่อยก็คงไม่เหมาะสม ! ” ไม่ว่าผู้ใดจะกล่าวเช่นไร พวกเขาก็ยอมเสี่ยงอันตรายขึ้นไปช่วยตามหา นี่คือน้ำใจของมนุษย์ซึ่งพวกนางควรตอบแทน !


แม้ในตอนสุดท้ายหมูป่าจะบุกเข้ามาจนทำให้พวกชาวบ้านวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง เหลือเพียงพวกนางสามคนแม่ลูก ทว่านี่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ หากเปลี่ยนเป็นนางก็คงวิ่งหนีเช่นกัน ! การช่วยเหลือก็คือการช่วยเหลือ แต่จะให้เอาชีวิตของตนไปแลกกับชีวิตของอีกฝ่ายก็คงเป็นไปมิได้ !


หลินเว่ยเว่ยไม่โต้แย้งในข้อนี้เพราะมีคำกล่าวไว้ว่า ‘ญาติที่อยู่ไกลก็ยังไม่สนิทใจเท่าเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกัน’ ไม่ว่าอย่างไรพวกนางก็ต้องผูกสัมพันธ์กับชาวบ้านเอาไว้ ! เดิมทีกวางตัวนี้ก็เป็นสิ่งที่ได้มาจากฝูงหมาป่า หากจะให้แบ่งให้ผู้อื่นก็มิใช่ปัญหา !


“คนที่ไปช่วยแม่ตามหาเจ้ามีน้าเฝิงบ้านข้างๆ มีครอบครัวของลุงต้าซวนและครอบครัวฝ่ายภรรยาของเขา…” นางหวงพยายามนึกชื่อซึ่งทุกคนที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสามีของตนทั้งสิ้น


ซึ่งพวกเขาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากนอกหมู่บ้าน เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ได้เกิดสงครามครั้งใหญ่จึงทำให้ผู้คนอพยพมาตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ พวกชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านก่อนแล้วต่างพากันรังเกียจพวกตน ดังนั้นเหล่าผู้อพยพจึงต้องรวมกลุ่มกันอย่างสมัครสมานสามัคคีถึงจะไม่โดนเจ้าถิ่นรังแก


1. โก่วเซิ่งจื่อ หากแปลตามรากศัพท์คือ ลูกที่สุนัขไม่เอา


ตอนที่ 13: ใจเต้นแรง


หลินเว่ยเว่ยแล่เนื้อกวางออกเป็นชิ้นซึ่งแต่ละชิ้นมีน้ำหนักอย่างน้อยห้าถึงหกชั่ง ! หลังจากที่นางแบ่งชิ้นเนื้อออกเป็นสิบกว่าชิ้นแล้วเพียงชั่วพริบตากวางทั้งตัวก็ถูกแล่เนื้อไปกว่าครึ่ง ! เมื่อพี่สาวเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดใจจนแทบกระอักเลือด เหตุใดนางเด็กโง่ไม่แล่เนื้อเป็นชิ้นเล็กกว่านี้ ? นางจะใจกว้างจนครอบครัวต้องอดอยากหรือไร !


หลังห่อเกี๊ยวเสร็จแล้ว ทั้งครอบครัวก็เริ่มทานเกี๊ยวกันอย่างมีความสุข พี่สาวคนโตที่มักชอบหาเรื่องก็ยังยอมสงบปากสงบคำเพราะเห็นแก่กิน


หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย หลินจื่อเหยียนและพี่สาวคนโตจึงนำเนื้อไปแจกจ่ายให้เพื่อนบ้านที่คอยช่วยเหลือกันซึ่งถือว่าเป็นการแบ่งปันน้ำใจให้กันและกัน


หลินเว่ยเว่ยต้มยาเสร็จแล้วจึงยกมาให้นางหวงดื่ม ส่วนเจ้าหนูน้อยก็นั่งบิดเค้กข้าวเหนียวอุ่นๆเพื่อป้อนให้มารดา


นางหวงมองไปยังห่อยาที่หลินเว่ยเว่ยซื้อกลับมาพลางถอนหายใจเพราะนึกสงสารบุตรี “เมื่อวานเจ้าซื้อยามาเยอะเพียงนี้เชียวหรือ ? แล้วต้องจ่ายเงินไปเท่าไร ? อีกสักครู่เจ้าจงนำเงินไปคืนหมอเหลียงเป็นค่ารักษาและค่ายาที่ติดเขาไว้เสียเถิด”


ระหว่างที่กล่าวนั้นก็นับเงินประมาณหนึ่งร้อยกว่าอีแปะแล้วส่งให้บุตรสาว เมื่อมองเงินที่ถูกห่อไว้ด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าแล้วขอบตาของนางหวงก็รื้นด้วยคราบน้ำตา ตอนนี้บุตรสาวคนรองเก่งขึ้นแล้ว สามารถล่าหมูป่าไปขายแลกเงินมาได้ ! ‘ท่านพี่ ท่านเห็นแล้วใช่หรือไม่ ? ลูกรองเก่งขึ้นแล้ว’ น่าเสียดายเหลือเกินที่ร่างกายของนางไม่แข็งแรงมากนัก สุดท้ายก็ต้องมาเป็นภาระให้พวกลูกๆ…


“ท่านแม่ ท่านมิต้องกังวลเรื่องเงินหรอกเจ้าค่ะ ท่านดูแลร่างกายให้ดีก็พอ ! มีข้าอยู่ทั้งคน ท่านมิต้องห่วง ! ” หลินเว่ยเว่ยประคองให้มารดานอนลง


เวลานี้พี่สาวเพิ่งกลับมาจากการเอาเนื้อไปแจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน หลินเว่ยเว่ยยื่นพวงเงินอีแปะให้ก่อนจะหันไปแล่เนื้ออีกสองสามชั่งแล้วยื่นให้อีกครั้ง “ท่านแม่ให้เจ้าเอาของพวกนี้ไปมอบแก่ท่านหมอเหลียง”


“เหตุใดเจ้าไม่ไปเอง ? ” พี่สาวมิวายจิกกัด !


“ข้าไม่ใช่เทพเซียนที่เมื่อกลับมาเป็นปกติแล้วจะรู้ไปเสียทุกเรื่อง ! ข้าก็อยากไปเองอยู่หรอก แต่ข้าไม่รู้จักบ้านของหมอเหลียง” หลินเว่ยเว่ยมองค้อน


ยามนี้เอง หลินจื่อเหยียนได้ผลักประตูเข้ามา เมื่อเห็นว่าพี่สาวทั้งสองกำลังเถียงกันอยู่ เขาจึงมองพวกนางด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ข้าไปจ่ายให้เอง ! ”


สุดท้ายพี่สาวคนโตไม่อยากให้เขาต้องออกไปเอง ดังนั้นนางจึงทำสีหน้าบึ้งตึงแล้วยอมไปเอง ส่วนหลินเว่ยเว่ยตำหนินางว่า “ทำหน้าราวกับมีผู้ใดตาย หมอเหลียงคงคิดว่าเจ้าไม่เต็มใจเป็นแน่”


“พี่รอง ! ” ทั้งที่รู้ว่าพี่ใหญ่สู้ไม่ได้ ทว่าก็ยังจงใจยั่วยุ จะให้ที่บ้านมีเสียงโวยวายไปถึงเมื่อไรกัน ?


หลินเว่ยเว่ยหันไปหัวเราะเฮอะๆให้น้องสาม จากนั้นนางก็นำเนื้อกวางในส่วนที่แบ่งไว้ขึ้นมาแล้วเดินออกไปอย่างลอยหน้าลอยตา “ข้าจะเอาเนื้อไปให้น้าเฝิง ! ” จากนั้นนางก็ไปเคาะประตูบ้านข้างๆอย่างเบามือและไม่นานประตูบ้านก็เปิดออก


หลินเว่ยเว่ยอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงจนเนื้อในมือเกือบหล่นลงพื้น สวรรค์ ! นางมาเห็นสิ่งใดเข้าหรือ ? จิตวิญญาณใต้แสงจันทร์เช่นนั้นหรือ ?


ดวงตาที่ลุ่มลึกทว่าเต็มไปด้วยประกายสง่างาม ใบหน้าที่ดูสงบนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์ ผิวหน้าขาวผ่องราวหิมะ ริมฝีปากเรียวหยักอมชมพูราวกับผลอิงเถา เส้นผมดำขลับถูกปล่อยพลิ้วไสวไปตามแรงลมจนทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นอยากยื่นมือไปช่วยปัดปอยผมให้ คนผู้นี้ช่างเป็นบุรุษที่มีใบหน้างดงามคล้ายสตรี ดูผุดผ่องราวเทพบุตรที่อยู่ใต้แสงจันทร์ แม้ว่าอาภรณ์ที่เขาสวมใส่จะซีดขาวแต่ก็มิอาจบดบังความสง่างามไว้ได้เลย


‘ว้าว ! นี่คือความงามอย่างแท้จริง งามจนไม่อาจละสายตาไปได้ งามเสียจนใจเต้นแรงโดยไม่สามารถควบคุมได้ ! ’


สายตาที่เร่าร้อนของนางทำเอาบุรุษหน้าหวานถึงขั้นขมวดคิ้วมุ่น เสียงที่เย็นชาของเขาถามนางว่า “มีธุระอันใด ? ”


หลินเว่ยเว่ยรีบดึงสายตาออกมาอย่างอ้อยอิ่ง นางกลืนน้ำลายดังอึกแล้วเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตนก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบนแก้มตุ้ยนุ้ย “ข้าเอาเนื้อมามอบให้น้าเฝิง มันคือเนื้อกวางและยังสดใหม่อยู่เลย ! ”


“มิต้อง ! เจ้าเอากลับไปเถิด ! ” แววตาของเจียงโม่หานไม่อาจปกปิดความขุ่นเคืองและความดูแคลนที่มีต่ออีกฝ่ายได้ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แสนเย็นชาแล้วตั้งท่าเตรียมปิดประตู


หลินเว่ยเว่ยจึงรีบใช้มือจับประตูเอาไว้ จากนั้นนางก็ออกแรงผลักเข้าไปด้านในเบาๆ ทำให้บุรุษหนุ่มเซถอยหลังไปหลายก้าวพร้อมจับจ้องนางด้วยความขุ่นเคืองกว่าเดิม !


“เมื่อวานนี้ทุกคนที่ช่วยตามหาข้าบนภูเขาล้วนได้รับส่วนแบ่งทั้งสิ้น ข้าจะลืมน้าเฝิงได้เช่นไร ? ” หลินเว่ยเว่ยเบียดตัวเข้าไปในบ้าน ร่างอวบอ้วนของนางสามารถเบียดเข้าไปได้อย่างว่องไวและพลิ้วไหวเสมือนปลาว่ายน้ำ จากนั้นนางก็ตะโกนอย่างร่าเริง “น้าเฝิง ข้ามาหา ! ”


นางเฝิงวางงานปักผ้าในมือลงแล้วเดินออกมาจากในห้อง เมื่อเห็นว่าเป็นหลินเว่ยเว่ยมิใช่พี่สาวก็เกิดความสงสัยยิ่งกว่าเดิม


เจียงโม่หานได้รับยีนเด่นมาจากทั้งบิดาและมารดา เขามีใบหน้าที่หวานไม่เหมือนบุรุษทั่วไป ตราบใดที่เขายังอยู่ในหมู่บ้านก็รับรองได้เลยว่าสาวน้อยสาวใหญ่จะต้องแวะเวียนมาส่งสายตาให้เขาเหลียวมอง ไม่เว้นแม้แต่พี่สาวของหลินเยว่เยว่


“น้าเฝิง ข้าได้กวางมาจากบนเขาจึงแล่เนื้อมาแบ่งให้ท่าน ข้าขอขอบคุณท่านมากที่เมื่อวานคอยช่วยเหลือท่านแม่ของข้า ! ” หลินเว่ยเว่ยเอาเนื้อกวางไปวางไว้ในครัวให้นางเฝิง แต่นางยังทำเอื่อยเฉื่อยมิยอมกลับบ้านเสียที


“มิต้อง เจ้ารีบเอากลับไปเดี๋ยวนี้ ! ” เจียงโม่หานที่ยืนอยู่ข้างมารดาเอ่ยขึ้นมา สีหน้าของเขาไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง เขาทำราวกับว่าสิ่งที่นางเอามาไม่ใช่เนื้อแต่มันคือความอัปยศที่มีต่อตนอย่างไรอย่างนั้น


หลินเว่ยเว่ยจับจ้องไปที่ใบหน้าของเขาอยู่นานและเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะโวยวายในอีกไม่กี่อึดใจต่อมานางจึงรีบตัดบท “น้าเฝิง เขาคือบุตรชายของท่านหรือ ? ”


นางเฝิงเห็นแววตาที่อีกฝ่ายมองไปยังเจียงโม่หาน แม้ดูเปิดเผยไปหน่อยแต่นางก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ใช่ ! ”


หลินเว่ยเว่ยเบิกตากว้างพร้อมจับจ้องไปที่ชายหนุ่มอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “ไม่เหมือน ! ไม่เหมือนเลยสักนิด ! ”


เจียงโม่หานกัดฟันด้วยความโกรธ ใบหน้าของเขาเชิดขึ้นอย่างขุ่นเคืองแล้วกล่าวว่า “หากไม่มีธุระอันใดแล้ว ขอเชิญเจ้าออกไป ! ”


หลินเว่ยเว่ยเดินวนรอบเขาหนึ่งรอบ จากนั้นก็มองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า มือก็ลูบคางของตนไม่หยุด ขณะเดียวกันนางก็เอ่ยว่า “น้าเฝิง ข้าไม่คิดเลยว่าผู้ที่อ่อนโยนเช่นท่านจะมีลูกชายปากร้ายเพียงนี้ ควรเรียกว่าไผ่ดีกลับให้หน่อไม้ไม่ดีใช่หรือไม่ ? ”


นางเฝิงคาดมิถึงว่าที่อีกฝ่ายพูด ‘ไม่เหมือน’ แท้จริงแล้วกำลังตำหนิที่บุตรชายไม่รู้จักทำตัวอ่อนโยนและเป็นมิตรกับผู้อื่นเหมือนมารดา ทั้งยังคาดมิถึงว่าจะมีวันที่โม่หานถูกสตรีปฏิเสธเช่นนี้จึงทำให้นางอดใจมิไหวจนต้องหัวเราะออกมา ก่อนจะกระแอมไอเสียงเบา “เกรงว่าลูกชายของข้าเรียนหนังสือมากไปจึงหลงลืมการปฏิบัติตัวต่อผู้อื่นเสียแล้ว เจ้าอย่าถือสาเลย ! ”


หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าน้ำเสียงของอีกฝ่ายแหบพร่าเล็กน้อยจึงถามด้วยความเป็นห่วง “น้าเฝิง ท่านป่วยหรือ? ให้ข้าเชิญหมอมาหรือไม่ ? ”


เจียงโม่หานเก็บความโกรธเอาไว้แล้วหันไปมองมารดาด้วยความเป็นห่วง นางเฝิงเห็นเช่นนั้นจึงยิ้มเพื่อปลอบประโลมบุตรชาย ก่อนหันไปบอกหลินเว่ยเว่ยว่า “ข้าแก่มากแล้วจึงเป็นธรรมดาที่จะป่วยไข้ ข้าไม่เป็นไรหรอก ผ่านไปสักสองวันก็หาย ! ”


“เช่นนั้นท่านต้องดื่มน้ำให้มาก หากท่านไม่สบายจริงๆ ก็ให้หมอมาดูอาการ แต่อย่าไปฝืนเลย” หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าน้ำในถังใหญ่ของบ้านนางเฝิงใกล้หมดเต็มที นางจึงยกถังน้ำขึ้นมา “ข้าจะไปตักน้ำให้ ! ”


นางเฝิงจึงรีบห้ามเอาไว้ “จะให้เจ้าไปตักให้ได้เช่นไร ? เจ้าวางลงเถิด ค่อยให้หานเอ๋อร์ไปทำแทน…”


หลินเว่ยเว่ยมองไปยังร่างผอมบางของเจียงโม่หานที่ยังสูงไม่เท่าตนด้วยซ้ำ แขนขาก็เล็กนิดเดียว นางเพียงออกแรงบีบแขนขาของเขาก็เกรงว่ากระดูกต้องหักเป็นแน่


โทสะของเจียงโม่หานเริ่มปะทุขึ้นหัวร้อน ใบหน้าของเขาแดงเถือกเพราะความอัดอั้น สายตาเช่นนั้นของเจ้าหมายความว่าอย่างไร ? เจ้าดูถูกข้าหรือ ? คิดว่าผู้อื่นต้องอ้วนพุงพลุ้ยและโง่เขลาเหมือนเจ้าทุกคนหรือไร ?


ทว่าสิ่งที่เขาได้รับการอบรมสั่งสอนมาได้ย้ำเตือนว่ามิควรพูดคำเหล่านี้ออกไป เขาจึงทำได้เพียงใช้แววตาขุ่นเคืองจ้องเขม็งไปยังหลินเว่ยเว่ย ทว่านางก็ยกถังน้ำขึ้นมาแล้วเดินออกจากบ้านไปพลางร้องเพลงที่เขาไม่คุ้นทำนองไปด้วย


ยามที่คนในหมู่บ้านต้องการน้ำสำหรับดื่มก็ล้วนต้องไปตักน้ำในบ่อที่เชิงเขาทั้งนั้น หลินเว่ยเว่ยใช้เวลาไม่นานในการตักน้ำให้เต็มถังใหญ่เพราะการยกน้ำทีละสองถังสำหรับนางไม่ต่างจากการถือน้ำถ้วยเล็กสองถ้วย ขาของนางก้าวฉับไปอย่างรวดเร็ว ปกติเจียงโม่หานต้องใช้เวลากว่าครึ่งวันจึงตักน้ำได้เต็มถังใหญ่ ทว่าไม่ถึงครึ่งชั่วยามหลินเว่ยเว่ยก็สามารถตักมาเติมจนเต็มได้แล้ว !


เจียงโม่หานเห็นเช่นนั้นก็ถึงขั้นพูดไม่ออกเลยทีเดียว…


1. ผลอิงเถา คือ ผลเชอร์รี่


ตอนที่ 14: โดนขโมย ?


หลินเว่ยเว่ยยิ้มอย่างภาคภูมิใจใส่เขาแล้วหันไปกล่าวกับนางเฝิง “น้าเฝิง ข้าขอตัวกลับก่อน ท่านก็รีบพักผ่อนเถิด หากรู้สึกเจ็บคอก็ให้ดื่มน้ำมากๆ” ถึงอย่างไรน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณก็มีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษอยู่แล้ว !


หมู่บ้านฉือหลี่โกวมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ในมิช้าข่าวที่ตระกูลหลินแบ่งเนื้อกวางให้เพื่อนบ้านที่ไปช่วยตามหาเจ้าเด็กโง่บนภูเขาก็แพร่ไปทั่วหมู่บ้าน มารดาของเจ้าอ้วนซานโมโหจนตีอกชกตัว ปากก็ด่าทอมิหยุด “หากไม่ใช่เพราะเจ้าอ้วนซานบอกว่าเจ้าเด็กโง่บ้านหลินเดินขึ้นเขาไปแล้ว ทุกคนจะไปตามหาได้จากที่ใด ? แบ่งเนื้อให้คนที่ช่วยทั้งทีเหตุใดไม่แบ่งให้ครอบครัวพวกเรา ข้าจะไปหาพวกนาง ! ”


บิดาของเจ้าอ้วนซานจับแขนของภรรยาเอาไว้ จากนั้นก็จับนางโยนไปบนแคร่ไม้แล้วชี้หน้าด่า “เจ้ายังอยากอับอายต่อหน้าผู้อื่นอีกหรือ ! รู้หรือไม่ว่าเหตุใดตระกูลหลินไม่ยอมแบ่งเนื้อให้พวกเรา ? นั่นมิใช่เพราะว่าเจ้าไปก่อความวุ่นวายถึงบ้านพวกเขาหรอกหรือ ? และเพราะเจ้าดึงดันที่จะใส่ร้ายบ้านนั้นว่าวัตถุดิบสำหรับทำอาหารและเนื้อสัตว์ของพวกเขามีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน เจ้าละโมบโลภมากอยากได้ของเขามา สุดท้ายเป็นเช่นไร ? ยังไม่ทันโกงเอาเนื้อมาได้กลับถูกบ้านนั้นลงโทษโดยไม่แบ่งเนื้อให้ ! ฉะนั้นเจ้าหยุดเสียที ! ”


“ที่ข้าทำทั้งหมดก็เพื่อผู้ใด ? ลูกชายของเราไม่ได้ทานเนื้อมานานหลายเดือนแล้ว หากเจ้าทนไหวแล้วเหตุใดต้องให้ข้าบากหน้าไปเอาเปรียบผู้อื่นด้วย ? แต่จะว่าไปตอนที่ข้าไปบ้านตระกูลหลิน เจ้าก็ไม่ห้ามข้าสักคำ…เจ้าก็ดีแต่ตอกย้ำ ! ”


มารดาของเจ้าอ้วนซานเคยถูกสามีทำร้ายร่างกายมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ตอนนี้นางก็ยังมิยอมเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังสามี เมื่อเห็นฝ่ายสามีง้างมือขึ้นมานางก็ร้องไห้โฮทันที “ตีข้าเลย ตีข้าให้ตายไปเลย ! ลูกแม่ แม่ของเจ้ามีชะตาชีวิตที่โชคร้ายเหลือเกินถึงได้คว้าชายชั่วที่ดีแต่ทุบตีทำร้ายร่างกายภรรยามาเป็นคู่ชีวิต…ในเมื่อมีชีวิตที่ดีไม่ได้ก็ตีข้าให้ตายไปเสียดีกว่า ! ”


บุตรชายของนางมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับบุตรชายคนโตของตระกูลหลิน แต่มีรูปร่างใหญ่โต เนื่องจากในครอบครัวมีเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวจึงถูกบิดามารดาเอาอกเอาใจตั้งแต่เด็กและเลี้ยงจนทำให้เขามีร่างกายที่อวบอ้วน มองปราดเดียวก็ดูคล้ายขนาดตัวของหลิวเยว่เยว่


เวลานี้เจ้าอ้วนซานสะบัดแขนของมารดาออกอย่างโมโหแล้วกล่าวอย่างหงุดหงิด “ท่านแม่จะร้องเพื่ออันใด ? ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะไปจัดการน้องชายของนางโง่คนนั้นเอง ข้าจะทุบตีน้องของนางเพื่อระบายความแค้นให้ท่าน เช่นนี้ท่านพอใจหรือไม่และตอนนี้ก็เลิกร้องโหยหวนได้แล้ว ข้าจะนอน ! ”


มารดาของเจ้าอ้วนซานได้สติขึ้นมาทันที นางรีบคว้าแขนของบุตรชายเอาไว้แล้วกล่าวว่า “นางเด็กโง่มีพละกำลังมากมายมหาศาล ขนาดหมูป่ายังถูกนางทุบจนตาย หากเจ้าไปทำร้ายร่างกายน้องชายของนางแล้วทำให้นางโมโหขึ้นมา นางอาจทุบเจ้าจนเลือดท่วมหัวได้ ! เจ้าเป็นลูกเพียงคนเดียวของแม่ แม่คิดว่าอย่าไปยั่วโทสะนางดีกว่า ! ”


“รู้แล้ว รู้แล้ว ! หากท่านไม่ยอมปล่อยข้าเข้านอนเสียที ลูกชายคนเดียวของท่านก็คงถูกทำให้ง่วงจนตายก่อนถูกนางเด็กโง่ตระกูลหลินตีจนตาย ! ” เจ้าอ้วนซานสะบัดแขนมารดาออกแล้วปิดประตูห้องนอนดังปัง ยิ่งนึกถึงเส้นหมี่คุณภาพดีเหล่านั้น ไหนจะเนื้อก้อนโตอีก ทันใดนั้นเจ้าอ้วนซานก็ฉีกทึ้งหมอนด้วยความโมโห


‘เหตุใดนางเด็กโง่ได้กิน เหตุใดน้องชายคนเล็กของนางได้กิน แต่ข้าไม่มีโอกาสได้กิน ? ’ เจ้าอ้วนซานไม่ยอมและด้วยความดันทุรังจึงทำให้เขานอนไม่หลับตลอดทั้งคืนเพราะมัวแต่คิดว่าจะทำเช่นไรเพื่อแย่งของอร่อยมาจากนางเด็กโง่


สายหมอกยามเช้าแผ่ปกคลุมไปทั่วหมู่บ้านฉือหลี่โกวที่ตั้งอยู่บนเนินเขาลูกเล็กแห่งนี้ เสียงนกร้องยามเช้าไพเราะคล้ายกำลังบรรเลงบทเพลงอยู่ หลินเว่ยเว่ยตื่นนอนท่ามกลางสายลมพัดเอื่อยและเสียงนกร้อง นางยังอยู่ในห้วงภวังค์ มิรู้ว่าตนอยู่ที่ใดและมิรู้ว่านี่คือยุคสมัยใด


“ท่านแม่ น้องสาม ! แย่แล้ว บ้านของเราโดนขโมยของ ! ” เสียงดังแสบแก้วหูของพี่สาวคนโตดังไปทั่วบ้าน


หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วเป็นปม จากนั้นก็ได้ลุกขึ้นแล้วสวมรองเท้าพร้อมผลักประตูออกไปอย่างหัวเสีย “เหตุใดถึงได้เสียงดังโวยวายแต่เช้า ? ท่านแม่กำลังป่วยอยู่ อย่าตะโกนเรียกสุ่มสี่สุ่มห้าได้หรือไม่ ? เจ้าคิดว่าตนเป็นเด็กน้อยร้องไห้ขอกินนมแม่หรือไร ? ”


พี่สาวถลึงตาใส่นาง จากนั้นก็ผ่อนลมหายใจออกมาแล้วตะโกนอีกครั้ง “อย่าเพิ่งปะทะฝีปากกับข้า ! ตอนนี้เนื้อในบ้านของเราหายไปแล้ว ! ”


หลินจื่อเหยียนสวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกมาถาม “เนื้อ ? เมื่อวานเราคล้องโซ่ปิดห้องครัวไว้อย่างแน่นหนาแล้วมิใช่หรือ ? หรือว่ามีคนทุบโซ่เข้าไป ? ”


“โซ่ยังอยู่ดี ! แต่เนื้อไม่มีแล้ว ! ” พี่สาวคนโตเดินวนไปเวียนมาอย่างร้อนใจราวกับแมลงวันบินหึ่ง ทำเอาคนมองถึงขั้นเวียนศีรษะเลยทีเดียว


หลินเว่ยเว่ยใช้อกดันประตูเข้าไปในห้อง จากนั้นก็ถือตะกร้าไม้ไผ่มาวางไว้ที่เท้าของพี่สาวพลางกล่าวว่า “ในห้องครัวร้อนเกินไป ข้าจึงกลัวว่าหากวางเนื้อไว้จะทำให้มันเสีย เมื่อคืนข้าจึงเอามันออกมาจากในครัว!”


พี่สาวคนโตจึงยกมือเท้าสะเอวและในขณะกำลังจะกล่าวบางอย่างก็ถูกหลินจื่อเหยียนชิงตัดบทเสียก่อน “เนื้อมิได้หายไปไหนก็ดีแล้ว ! หลังทานข้าวเช้าเสร็จพี่รองก็เอาไปขายแลกเงินเถิด มันจะได้ไม่เน่าเสียโดยเปล่าประโยชน์ ! ”


พี่สาวคนโตมองน้องสามตาเขม็ง ‘เมื่อก่อนเจ้าเข้าข้างข้ามิใช่หรือ ? เหตุใดตอนนี้เจ้าถึงเข้าข้างพี่รอง น้องสาม เจ้าเปลี่ยนไปแล้ว ! ’


เมื่อเห็นสายตาคาดโทษของพี่สาวคนโตแล้ว หลินจื่อเหยียนถึงขั้นหมดถ้อยคำที่จะกล่าวออกมา…


‘ข้ามิได้เข้าข้างผู้ใดทั้งสิ้น ข้าแค่ไม่อยากฟังพวกเจ้าทะเลาะกันต่างหาก คิดว่ามันน่าสนุกนักหรือ ? ’


“ต้าฮว๋า ! อีกประเดี๋ยวเจ้าทานข้าวเสร็จก็กลับไปในเมืองเถิด อย่าปล่อยให้เวลาเรียนต้องมาเสียเปล่าอยู่ที่นี่เลย ! เจ้าไม่ต้องกังวลเพราะที่บ้านยังมีข้าอยู่ ! ” มุมปากของหลินเว่ยเว่ยยกขึ้นอย่างอดมิได้


ต้าฮว๋า…ฮ่าฮ่าฮ่า ! เด็กหนุ่มหน้าตาดีมีการศึกษาผู้นี้กลับมีชื่อเรียกที่แสนเรียบง่ายและติดดิน ทำเอานางอดร้องเพลงในใจมิได้ ‘ลูกน้ำเต้า ลูกน้ำเต้า เจ็ดผลบนเถาไม่กลัวลมฝน ลาลาลา ลาลาลา…’


ต้าฮว๋าเอ๋ยต้าฮว๋า อันที่จริงเจ้าควรมีความสามารถในเรื่องพละกำลังไร้ขีดจำกัด ทว่าความสามารถนั้นดันถูกถ่ายทอดมาให้พี่สาวเยี่ยงข้าเสียได้ !


หลินจื่อเหยียนเห็นร่องรอยแห่งความเจ้าเล่ห์และความหยอกเย้าในดวงตาเปี่ยมชีวิตชีวาของพี่รอง อีกทั้งคำเรียก ‘ต้าฮว๋า’ ที่นางใช้ก็เน้นเสียงเป็นพิเศษ ทว่าเขาไม่เข้าใจว่านางหัวเราะอันใด


หลินจื่อเหยียนทำสีหน้าขุ่นเคืองทันที พี่รองคนนี้ ! ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าเหตุใดนางถึงกลายเป็นคนฉลาดภายในชั่วข้ามคืน สรุปแล้วมันคือเรื่องดีหรือไม่ดีสำหรับเขากันแน่ ! เพราะนางกล้ามาล้อเลียนข้าเช่นนี้ !


“พอ ! เลิกทำหน้าเหมือนหาวจูหยีแต่เช้าเถิด ข้าจะทำชงโหยวปิงให้เจ้านำติดตัวไปทานที่สำนักศึกษา จงแบ่งให้สหายทานด้วย ! ” หลินเว่ยเว่ยทอดชงโหยวปิงจนหอมตลบอบอวลไปทั่วบ้าน ยิ่งทอดกลิ่นของมันก็ยิ่งหอม ! แม้แต่น้องสี่ยังทานหมดทั้งแผ่น !


หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะกลมเล็กของน้องสี่ ‘หนุ่มน้อยช่างผอมแห้งเหลือเกิน’ นางอยากให้น้องชายทานเยอะๆ แม้เด็กน้อยจะยังมิได้เรียนหนังสือเช่นพี่ชาย แต่เขาก็ควรได้เติบโตอย่างแข็งแรงและเฉลียวฉลาด


“น้องสี่ รอให้เจ้าอายุครบ6ขวบแล้วข้าจะส่งไปเรียนหนังสือ ดีหรือไม่ ? ” เมื่อหลินเว่ยเว่ยมองเจ้าตัวน้อยที่ตัวผอมแห้ง แข้งขาก็เล็กเหมือนตะเกียบเดินได้ นางก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาอย่างบอกมิถูก


เด็กน้อยชูมือขึ้นด้วยความดีใจ ในแววตาของเขาสุกสกาวด้วยความตื่นเต้น “พี่รองกล่าวจริงหรือ ? ปีนี้ข้าจะอายุ6ขวบแล้ว ! ”


หลินเว่ยเว่ยมองน้องชายอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง เขายังสูงไม่เท่าเด็ก4ขวบเลยด้วยซ้ำ หากเขายังผอมแห้งเช่นนี้ต่อไป คงมีคนเชื่อว่าเขาอายุเพียงสามสี่ขวบเป็นแน่…เด็กน้อยผู้น่าสงสารเอ๋ย เจ้าขาดสารอาหารมากเกินไปแล้ว!


“ที่เจ้าเอ่ยถึงคือการนับอายุแบบซวีซุ่ย4ใช่หรือไม่ ? แต่ที่ข้าเอ่ยถึงคือการนับอายุแบบโจวซุ่ย5ต่างหาก ! ” หลินเว่ยเว่ยอุ้มน้องชายขึ้นมาแล้วมองดวงตาของเขาอย่างแน่วแน่ “ปีหน้าก็ยังทัน รอให้เจ้าสูงเท่าเอวของข้าเสียก่อน แล้วข้าจะส่งไปเรียน ดังนั้นเจ้าจงรีบทานข้าวเสียเถิด จะได้โตไวๆ ”


เจ้าหนูน้อยได้ยินเช่นนั้นก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจขณะที่กำลังกัดชงโหยวปิงไปคำใหญ่ หลินเว่ยเว่ยที่ได้เห็นเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี นางลูบพุงน้อยๆของน้องชายแล้วแย่งชงโหยวปิงในมือเด็กน้อยกลับมา “ยังไม่ต้องรีบหรอก ! หากเจ้าทานมากเกินไปก็มีหวังว่าท้องจะแตกดัง ‘ผลัวะ’ แน่นอน!”


น้องสี่พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ดวงตากลมโตของเขาเปล่งประกายระยิบระยับราวกับสุนัขตัวน้อยที่ทั้งน่ารักและเชื่อฟังเจ้าของก็มิปาน


1. ต้าฮว๋า แปลว่า เด็กยักษ์ หรือใช้เรียกบุตรชายคนโตของบ้าน


2. หาวจูหยี คือ ปลาปักเป้า


3. ชงโหยวปิง คือโรตีต้นหอม แผ่นโรตีไม่บางและไม่หนามาก ทำจากแป้งสาลีใส่ไข่ใส่ต้นหอมซอย ปรุงรสด้วยเกลือ มีเทคนิคการนวดเล็กน้อยและนำมาทอดกรอบ


4. การนับอายุแบบซวีซุ่ย คือการนับอายุหลังคลอดได้1วันก็นับอายุเป็น1ขวบ เนื่องจากรวมอายุในครรภ์ไปด้วย


5. การนับอายุแบบโจวซุ่ย คือการนับอายุแบบปัจจุบันโดยนับจากวันเดือนปีเกิดของวันที่คลอดออกมาเป็นการเริ่มนับวันที่1 จวบจนเมื่อครบรอบ1ปี คือวันเกิดของตนจึงนับเป็น1ขวบ


ตอนที่ 15: ข้าเกลียดท่าน !


หลินเว่ยเว่ยหอมแก้มน้องชายคนเล็กด้วยความเอ็นดูแล้วถามว่า “เจ้าหนูน้อยของข้าเป็นเด็กดีมาก เช่นนั้นเจ้าอยากไปเที่ยวในเมืองกับข้าหรือไม่ ? ”


เจ้าหนูน้อยเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม “ข้าไปได้จริงหรือ ? ”


“ยังคิดไปเที่ยวเล่นกันอยู่อีกหรือ ? งานบ้านก็ยังไม่เสร็จ ไหนจะซักเสื้อผ้า ทำกับข้าว รดน้ำพรวนดิน…คนอื่นยุ่งกันจะตายอยู่แล้ว แต่เจ้ายังมีเวลาว่างไปเที่ยวเล่นในเมืองอีก ! ” พี่สาวคนโตเริ่มบ่นอย่างไม่ยอมเสียเปรียบ !


ทันใดนั้นดวงตาที่เคยสว่างสดใสของเจ้าหนูน้อยก็พลันมืดมนและน้ำตาไหลอย่างอดกลั้นมิได้พลางเอ่ยอย่างรู้ความ “พี่รอง ท่านไปเถิด หากท่านนำเนื้อไปแลกเงินมาได้ บ้านของเราก็จะได้อิ่มท้องกัน ! ข้าจะช่วยพี่ใหญ่รดน้ำพรวนดินอยู่ที่บ้านเอง”


หลินเว่ยเว่ยรู้สึกสงสารน้องชายจับใจจึงใช้มือปาดน้ำตาให้น้องแล้วหันไปจ้องพี่สาวตาเขม็ง “หากเจ้ามีความสามารถในการล่าสัตว์และจับกวางเพื่อนำไปขายแลกเงินสิบกว่าตำลึงมาให้ครอบครัว เจ้าก็มีสิทธิ์เที่ยวเล่นที่ใดก็ได้เช่นกัน เจ้าอยากจะพาผู้ใดไปด้วยก็ย่อมได้ ! ตอนนี้ข้าก็หาเงินเลี้ยงดูทุกคนในครอบครัวอยู่ เจ้ามีปัญหาหรือไม่ ? ”


“เจ้า…เจ้าเป็นภาระของครอบครัวมานานหลายปีแต่เพิ่งหาเงินได้ไม่กี่ตำลึงก็คิดว่าตนเก่งถึงเพียงนั้นแล้วหรือ ? หากมิใช่เพราะเจ้ากินจุราวกับหมู คิดว่าครอบครัวของเราจะยากจนถึงเพียงนี้หรือไม่ ? ตอนนี้เจ้าทุ่มเทเพื่อครอบครัวก็ถือเป็นเรื่องถูกต้องและสมควรที่สุดแล้ว ! ” พี่สาวคนโตกล่าวด้วยท่าทีเหมือนต้องการเปิดศึก !


“แล้วเมื่อครู่ผู้ใดที่เพิ่งทานชงโหยวปิงไปถึง4แผ่น ? ” หลินเว่ยเว่ยมองอีกฝ่ายด้วยแววตาท้าทาย น้องชายคนโตยังทานไปเพียง3แผ่น แต่พี่สาวเป็นแค่สตรีธรรมดาคนหนึ่งกลับทานไปถึง4แผ่น ผู้ใดกันแน่ที่กินจุราวกับหมู !


พี่สาวคนโตอายจนหน้าแดงก่ำและในขณะที่ตั้งท่าเตรียมปะทะฝีปากกับน้องสาวนั้น หลินเว่ยเว่ยก็ยกมือขึ้นตัดบทเสียก่อน “หากเจ้าไม่อยากทำงานบ้านก็พักงานเอาไว้ก่อนและรอให้ข้าไปขายเนื้อในเมืองกลับมา ประเดี๋ยวข้าทำเอง อย่าพูดเหมือนว่ามีแต่เจ้าคนเดียวที่ทุ่มเทเพื่อครอบครัว ! เจ้าเองก็โตถึงเพียงนี้แล้วยังไม่รู้ความเท่าเจ้าหนูน้อยเลย ! ”


จากนั้นนางก็ไม่สนใจท่าทีกระฟัดกระเฟียดของพี่สาวอีกต่อไป นางนั่งบนเก้าอี้แล้วมองไปทางมารดาด้วยความกังวล “ท่านแม่ หากท่านสงสารลูกและไม่อยากให้พวกข้าเป็นกังวลก็ไม่ต้องทำอันใดทั้งสิ้น ท่านจงรักษาสุขภาพให้ดี ! หากมีงานก็รอให้ข้าและน้องเล็กกลับจากในเมืองเสียก่อน ! ”


หลังกล่าวจบนางก็ถือตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นมาแล้วอุ้มเจ้าหนูน้อยพลางหันไปขยิบตาให้หลินจื่อเหยียนที่ได้แต่มองโดยไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา จากนั้นนางก็รีบสาวเท้าเดินทางเข้าเขตเริ่นอัน


เจ้าหนูน้อยที่ถูกอุ้มไว้ในอ้อมกอดของพี่รองรู้สึกเขินอายจึงกล่าวว่า “พี่รอง ท่านวางข้าลงก็ได้ ข้ามิใช่เด็กน้อยแล้ว ข้าสามารถเดินเองได้ ! ”


หลินเว่ยเว่ยจับขาเล็กๆของเจ้าหนูน้อยแล้วกล่าวว่า “ดูสิ ขาของเจ้าทั้งสั้นและเล็ก กว่าเราจะเดินไปถึงในเมือง พระอาทิตย์คงอยู่กลางศีรษะพอดี ! เช่นนั้นเจ้าจงเป็นเด็กดี เพราะน้ำหนักของเจ้าสำหรับพี่รองไม่ต่างอันใดจากการอุ้มกบตัวเล็กตัวหนึ่ง ! ”


น้องเล็กจึงเบ่งกล้ามของตนทันที “ ข้าไม่เหมือนกบเสียหน่อย !”


“ผู้ใดบอกว่าเจ้าไม่เหมือน ? กบมันตาโต พุงป่องแถมยังปากจู๋อีก ตอนนี้เจ้าเหมือนมันมากเลย !” หลินเว่ยเว่ยบีบแก้มของเด็กน้อย จากนั้นก็กล่าวเย้าแหย่ “แต่ถึงอย่างนั้นกบก็ยังขยันเพราะมันช่วยชาวนาจับพวกแมลงร้ายกิน !”


“ข้าก็สามารถช่วยครอบครัวจับแมลงในแปลงนาได้เช่นกัน ! ” น้องเล็กทำสีหน้าน่าเอ็นดู


หลินเว่ยเว่ยเห็นท่าทีของน้องชายคนเล็กก็หัวเราะชอบใจแล้วกล่าวว่า “เจ้าหนูน้อยของเราเหมือนกบจริงด้วย ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเจ้าจึงขยันยิ่งนัก ! ” เมื่อเห็นว่าพี่รองยิ้มอย่างมีความสุข เจ้าหนูน้อยก็หัวเราะอย่างมีความสุขเช่นกัน !


หลินเว่ยเว่ยก้าวเท้าเดินให้เร็วขึ้นและทุกครั้งที่เดินไปมักทำให้เกิดลมพัดขึ้น นางเดินไปพร้อมหยอกล้อน้องเล็ก ทำให้ตลอดทางไม่มีความน่าเบื่อเลย แต่ทันใดนั้นนางก็รู้สึกราวกับว่ากำลังลืมบางสิ่งบางอย่างไป


นางหันไปแล้วพบว่าน้องชายคนโตหลินจื่อเหยียนกำลังลากสัมภาระเพื่อกลับสำนักศึกษาและเดินรั้งท้ายอยู่ไกลๆ ยามนี้เด็กหนุ่มกำลังใช้มือนวดหน้าขาเพราะความเหนื่อยล้า ส่วนอีกมือก็พยายามฮึดสู้เพื่อลากสัมภาระของตนให้เดินหน้าต่อ หน้าผากของเขามีเหงื่อเม็ดโตผุดออกมามิหยุด ด้านหลังเสื้อคลุมตัวยาวเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ เส้นผมของเด็กหนุ่มเปียกจนติดแนบไปกับใบหน้า ตอนนี้เขาไม่มีมาดของบัณฑิตผู้มีปัญญาสูงส่งแต่อย่างใด


หลินเว่ยเว่ยจึงรีบเดินย้อนไปหาอย่างรวดเร็วแล้วรับเอาสัมภาระของเด็กหนุ่มมาพลางเอ่ยถ้อยคำที่คล้ายตำหนิอีกฝ่าย “เจ้าเป็นบัณฑิตที่มิได้เรื่องเสียจริง ! พวกเราเพิ่งเดินมาไกลแค่ไหนกันเชียว เจ้าก็มีสภาพเหงื่อซกเสียแล้ว ต้าฮว๋า เจ้าคงเรียนหนักเกินไปจนมิได้ออกกำลังกายใช่หรือไม่ ! ”


หลินจื่อเหยียนเอ่ยอย่างยอมแพ้ระคนโมโห “พี่รอง ท่านก็ดูถนนหนทางนี่ก่อนสิ ผู้ใดจะมีพละกำลังยิ่งกว่าวัวเทียมเกวียนเช่นท่าน จะรีบเดินไปเพื่อเหตุใด ! ”


“เฮอะเฮอะ ! ต้าฮว๋า อย่าหาข้ออ้างให้ร่างกายที่อ่อนแอของตนเลย รูปร่างเยี่ยงเจ้าในภายภาคหน้าหากสอบได้ขุนนางก็คงเป็นขุนนางที่ผอมแห้งกว่าผู้ใด ข้าขอเตือนด้วยใจจริงเลยว่าวันหน้าถ้ามีเวลาว่างหลังเรียนหนังสือ ในแต่ละวันเจ้าต้องออกกำลังกายให้ถึงครึ่งชั่วยาม มันจะมีประโยชน์ต่อเจ้าไม่น้อย ! ” หลินเว่ยเว่ยให้คำแนะนำ


ใบหน้าขาวเนียนของหลินจื่อเหยียนเริ่มมีสีแดงขึ้นมา จากนั้นน้ำเสียงของเขาก็แฝงไปด้วยความประชดประชัน “รู้สึกว่าท่านรู้มากเสียเหลือเกิน เมื่อก่อนท่านคงมิได้แกล้งบ้าแกล้งโง่เขลาใช่หรือไม่ ? ”


หลินเว่ยเว่ยไม่ได้โกรธน้องชายแต่อย่างใด นางลูบศีรษะของบัณฑิตหนุ่มแล้วกล่าวว่า “ในที่สุดเจ้าก็มีมาดของเด็กหนุ่มอายุสิบสองสิบสามปีเสียที เวลาอยู่ต่อหน้าคนในครอบครัว เจ้าไม่จำเป็นต้องแสร้งทำตัวแข็งแกร่งหรอก เช่นนั้นมันจะไม่เหนื่อยแย่เลยหรือ ! ”


“ท่านเสียสติหรือไร ! เหตุใดต้องมาหาเรื่องให้ข้าด่าท่าน ? ท่านไม่อยากให้ข้าเป็นคนน่าเชื่อถือใช่หรือไม่ ? ได้ ! เช่นนั้นข้าขอบอกท่านด้วยใจจริงเลยว่า ข้า ! เกลียด ! ท่าน ! ในอดีตเกลียดท่านเช่นไรตอนนี้ก็เกลียดเช่นนั้น แถมยังเกลียดมากกว่าเดิมด้วย ! ” หลินจื่อเหยียนเหมือนสุนัขตัวน้อยที่โดนเหยียบหาง แม้ดูดุดันแต่ก็น่ารักและโง่เขลาในเวลาเดียวกัน !


เจ้าหนูน้อยที่เห็นดังนั้นก็เริ่มเบะปาก “พี่สาม พี่รอง พวกท่านอย่าทะเลาะกันเลย”


หลินเว่ยเว่ยหันไปยิ้มให้น้องชายคนเล็ก จากนั้นก็หันไปบอกหลินจื่อเหยียนว่า “ข้ารู้แล้วน่า ! ข้าไม่ใช่เงินตำลึงเสียหน่อยที่จะทำให้ทุกคนหันมาชอบได้ ! ข้าก็แค่อยากเป็นตัวของตัวเองที่สามารถทำสิ่งใดโดยไม่ต้องรู้สึกละอายใจ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ! ”


หลังกล่าวจบ นางก็ใช้มือเพียงข้างเดียวอุ้มน้องเล็กขึ้นมา จากนั้นก็ใช้มืออีกข้างถือสัมภาระให้หลินจื่อเหยียนแล้วเดินนำเพื่อมุ่งหน้าสู่เขตเมือง ด้านความเร็วของนางช้าลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


เดิมทีหลินจื่อเหยียนเตรียมต่อปากต่อคำกับพี่รอง แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่านอกจากนางจะไม่ถือโทษโกรธเคืองกันแล้วขณะเดียวกันก็ยังช่วยถือสัมภาระโดยไม่บ่นสักคำ สีหน้าของเขาในตอนนี้จึงเหมือนคางคกที่โกรธจนตาโปนแต่ไม่สามารถพ่นพิษออกมาได้ !


เมื่อมีภาระเยี่ยงสัมภาระของหลินจื่อเหยียนเพิ่มขึ้นมา หลินเว่ยเว่ยจึงใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยามในการมาถึงเขตเริ่นอัน พอมาถึงนางก็เดินตรงไปที่หอจุ้ยเซียนทันที แต่สัมภาระของหลินจื่อเหยียนยังอยู่ในมือนางซึ่งเขาอยากเรียกพี่สาวให้หยุด ทว่าก็อายเกินกว่าจะเอ่ยปากก่อน ดังนั้นเขาจึงยอมเดินตามนางไปด้วย !


ณ หอจุ้ยเซียนยังมีคนต้อนรับคนเดิม หลังจากที่เขาเห็นหลินเว่ยเว่ยแล้วท่าทีก็เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ “น้องหลิน เจ้าเอาของดีมาส่งให้โรงเตี๊ยมของพวกข้าใช่หรือไม่ ? เนื้อหมูป่าที่เจ้าเอามาส่งขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ถึงขั้นที่หลงจู๊หานเอาแต่บ่นไม่ขาดปากว่าเมื่อไรเจ้าจะมาอีก ! ”


หลินเว่ยเว่ยส่งสัมภาระคืนให้น้องสาม จากนั้นก็วางน้องเล็กลงแล้วยื่นตะกร้าไปด้านหน้าพร้อมกล่าวว่า “วันนี้ข้าเอาเนื้อกวางมาขายครึ่งหนึ่ง ไม่ทราบว่าหลงจู๊หานอยู่หรือไม่ ? ”


“อยู่ อยู่สิ ! น้องหลินรอสักประเดี๋ยว ข้าจะไปเรียกหลงจู๊มาให้ ! ” จากนั้นคนต้อนรับก็รีบวิ่งไปชั้นสองเพื่อเชิญหลงจู๊หาน


หลงจู๊หานเดินมาต้อนรับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “น้องหลิน คาดมิถึงเลยว่าเจ้าจะเอาของมาส่งให้พวกข้าเร็วเพียงนี้ เจ้าช่างรู้ใจกันเสียจริง ! ”


เพราะเสียงเล่าลือว่าที่นี่มีเนื้อหมูป่าขายจึงทำให้กิจการของหอจุ้ยเซียนดีขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว หลังจากที่เจ้าของโรงเตี๊ยมทราบเรื่องก็แสดงท่าทีพึงพอใจออกมา จากนั้นก็ให้หลงจู๊หานผูกสัมพันธ์กับพรานหนุ่มผู้นี้ซึ่งสามารถแบกหมูป่าหนักห้าร้อยกว่าชั่งเอาไว้ ต่อให้อีกฝ่ายขอขึ้นราคาก็ไม่เป็นไร ขอเพียงให้สามารถนำสัตว์ป่ามาขายที่นี่ได้เป็นประจำก็พอ !


ตอนที่ 16: เขาก็คงแซ่เดียวกับนาง


“เมื่อวานนี้ข้าได้กวางมาตัวหนึ่งและได้แบ่งให้เพื่อนบ้านไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือข้าจึงนำมาขายให้โรงเตี๊ยมของท่าน แม้แต่ในครอบครัวของข้ายังไม่เหลือไว้กินแม้แต่ชั่งเดียว ข้าเอามาส่งให้โรงเตี๊ยมท่านหมดเลย ! ” หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม


หลงจู๊หานก็ยิ้มกว้างในขณะเหลือบมองเนื้อกวางในตะกร้า “ไอหยา! เจ้าเก็บรักษาเนื้อได้ดีมาก ราวกับว่าเพิ่งล่ามันมาสดๆ เมื่อเช้าอย่างไรอย่างนั้น เนื้อกวางของเจ้า…ข้าให้ราคาสูงกว่าเนื้อวัวชั่งละ5อีแปะ เจ้าพอใจหรือไม่ ? ”


เมื่อก่อนพรานล่าสัตว์ชอบเอากวางมาขายทั้งตัว ดังนั้นโรงเตี๊ยมจึงต้องนำไปถลกหนัง เลาะกระดูกและแล่เนื้อเองทำให้ราคาค่อนข้างต่ำ ซึ่งเนื้อกวางล้วนเช่นนี้ก็เคยรับซื้อไว้เช่นกันและการที่เขาให้ราคาโดยยึดตามราคาของเนื้อวัวเพราะต้องการผูกสัมพันธ์กับหลินเว่ยเว่ยหนุ่มน้อยในสายตาของเขาผู้มีพรสวรรค์เรื่องการล่าสัตว์ คนเช่นนี้ย่อมควรค่าแก่การให้หลงจู๊หานลงทุน !


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าอย่างพอใจแล้วกล่าวว่า “หลงจู๊หานเป็นคนใจถึงอย่างที่ข้าคิดไว้จริง ข้าชอบคนใจถึงเช่นท่านนี่ล่ะ ! ยึดตามที่ท่านกล่าวเลยแล้วกัน ข้าตกลงตามนั้น ! ”


เนื่องจากเกิดภาวะภัยแล้งจึงทำให้ราคาเนื้อในเมืองเพิ่มสูงขึ้นจนถึงชั่งละ60อีแปะ เนื้อกวางที่หลินเว่ยเว่ยนำมามีราคาสูงถึงชั่งละ65อีแปะและน้ำหนักทั้งหมดก็อยู่ที่92ชั่ง หลงจู๊หานจึงให้ราคาเพิ่มและจ่ายให้นางทั้งหมด6ตำลึง “ที่ข้าเพิ่มให้อีก20อีแปะถือว่าให้น้องหลินเอาไปซื้อขนมให้น้องชายก็แล้วกัน ! ”


“ข้าไม่กินขนม ข้าจะเก็บไว้ซื้อยาบำรุงร่างกายให้ท่านแม่ ! ” น้องชายคนเล็กกล่าวอย่างรู้ความ


หลังออกมาจากหอจุ้ยเซียนแล้ว หลินเว่ยเว่ยได้นำเงิน2ตำลึงยัดใส่มือหลินจื่อเหยียน “ปีหน้าเจ้าตั้งใจลงสนามสอบถงเซิงไม่ใช่หรือ ? หากมีเวลาว่างจงท่องตำราให้มาก ไม่ต้องไปรับจ้างคัดลอกตำราให้ผู้ใดแล้ว เช่นนั้นมันเปลืองเวลาใช่หรือไม่ ? ”


หลินจื่อเหยียนเตรียมตัดสัมพันธ์กับพี่สาวของตนแล้ว แต่คาดมิถึงเลยว่านางไม่คิดเล็กคิดน้อยต่อคำที่เขาเอ่ยออกมาเลยสักนิด อีกทั้งยังเอาเงินให้เขาตั้ง2ตำลึงเพื่อไว้ใช้จ่ายโดยมิต้องกังวลสิ่งใด


หลินจื่อเหยียนจึงเกิดความรู้สึกผิดขึ้นในใจขณะที่กำลังคิดว่าจะยอมรับผิดต่อพี่รองดีหรือไม่ แต่พอถึงเวลาที่จะกล่าวออกมา ปากของเขาก็พูดออกไปว่า “ท่านรู้หรือไม่ ? การคัดลอกตำราก็ถือเป็นวิธีเรียนรู้อย่างหนึ่ง ดังนั้นการคัดหนึ่งรอบย่อมได้ผลกว่าการอ่านสองสามรอบเสียอีก…”


“เวลาที่เจ้าใช้คัดตำราหนึ่งรอบสามารถนำมาใช้ท่องตำราได้ห้าหกรอบ เหตุใดเจ้าจึงบอกว่าไม่เสียเวลา ? สหายน้อย เลิกปากแข็งได้แล้ว ! ทำตัวเช่นนี้ไม่น่ารักเลย ! ” หลินเว่ยเว่ยยกมือดีดหน้าผากน้องสามไปหนึ่งที


เดิมทีหลินจื่อเหยียนเกิดความรู้สึกซาบซึ้งอยู่ภายในใจ ทว่าเมื่อได้ยินคำกล่าวของพี่รองแล้ว เขาก็เอ่ยด้วยความโมโห “ข้ามิใช่น้องเล็กที่จะได้น่ารักถึงเพียงนั้น ข้ามิใช่เด็กแล้วนะ ! ”


“ใช่ ใช่ ! ต้าฮว๋าของข้าไม่ใช่เด็กแล้ว ทว่าเป็นเสาหลักของครอบครัวต่างหาก ! สหายน้อย หากเจ้ายังไม่ยอมไปเรียนอีกก็อาจสายได้นะ ! ” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยเตือนน้องชายด้วยท่าทีที่เหมือนกำลังเตือนเด็กน้อย


หลินจื่อเหยียนมองเงินที่พี่รองยัดใส่มือให้ หัวพู่กันของเขาใกล้จะพังแล้ว กระดาษที่ใช้เขียนตัวอักษรก็ใกล้หมดเต็มที ไหนจะหมึกอีก…เงินสองตำลึงนี้สามารถแก้ไขความทุกข์ใจให้เขาได้จริง ตอนนี้เขามีความรู้สึกโล่งอกมากขึ้นราวกับว่ามีคนมาช่วยยกก้อนหินก้อนใหญ่ออกจากก้นบึ้งของจิตใจ !


แม้ว่าพี่รองเป็นคนหยาบโลนมุทะลุ อีกทั้งยังปากร้ายและเจ้าเล่ห์เพทุบาย แต่นางก็ยังสัมผัสได้ถึงความยากลำบากของเขาในยามนี้ ทั้งยังเป็นกังวลแทนเขาด้วย…


“เป็นอันใดไปหรือ ? ยังโกรธข้าอยู่หรือไร ? ไม่อยากใช้เงินที่ข้าหามาได้ใช่หรือไม่ ? เอาล่ะ เช่นนั้นข้าจะรอให้เจ้าหาเงินมาฟาดหน้าคืนก็แล้วกัน ! ” หลินเว่ยเว่ยทำสีหน้าเหมือนติดค้างกับน้องชายคนโต


หลินจื่อเหยียนเม้มริมฝีปากแน่นแล้วเอาเงินยัดใส่ในซอกแขนเสื้อ จากนั้นก็ยกสัมภาระอันหนักอึ้งขึ้นมาแล้วเดินจากไปอย่างทุลักทุเล พี่รองจะปากร้ายไปถึงเมื่อใด เสียบรรยากาศหมด ! หากเขายังรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของนางก็คงใช้แซ่เดียวกับนางไปแล้ว ! ( เดิมทีเจ้าก็ใช้แซ่เดียวกับนางอยู่แล้วมิใช่หรือ ! )


ในยามนี้น้องเล็กเงยหน้ามองพี่รองแล้วกล่าวอย่างเป็นกังวลว่า “ดูเหมือนพี่สามจะโกรธท่านมากเลย ! ”


“เจ้าไม่คิดว่าพี่สามดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นหรือ ? ” หลินเว่ยเว่ยไม่ยอมรับว่าตนมีเจตนายั่วโทสะน้องชายคนโตเพราะเด็กหนุ่มก็ควรมีมาดของเด็กหนุ่มถึงจะถูก !


สีหน้าเช่นนี้ของเจ้าหนูน้อยช่างหาได้ยากเหลือเกิน ! หลินเว่ยเว่ยจึงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา “ไปกันเถิด พี่รองมีเงินแล้วจะซื้อขนมให้เจ้าทาน แล้วก็ซื้อเค้กข้าวเหมือนเมื่อวานให้เจ้าอีก1ชั่งด้วย ! ”


“ไม่เอาเค้กข้าวแล้ว ที่ซื้อมาเมื่อวานข้ายังกินไม่หมดเลย ! ” เด็กน้อยส่ายศีรษะเป็นพัลวัน พี่รองหาเงินเก่งเหลือเกินและนางก็ใช้เงินเก่งอีกด้วย ทั้งที่เมื่อวานเพิ่งซื้อแป้ง เส้นหมี่ขาว วัตถุดิบคุณภาพดีและเนื้อเข้าบ้าน สามารถทำซาลาเปาทานเองได้แล้ว ไม่รู้ว่าเหตุใดนางต้องไปเสียเงินซื้อของกินอีก !


“หากเจ้าซ่อนไว้โดยไม่ยอมทาน มันจะงอกขนยาวออกมา ระวังทานไม่ได้เอานะ ! ” หลินเว่ยเว่ยแกล้งให้เจ้าหนูน้อยตื่นกลัว


เด็กน้อยได้ยินพี่สาวกล่าวเช่นนี้ก็ร้อนใจจนแทบร้องไห้ “ข้าควรทำเช่นไรดี ? พี่รองจ่ายเงินซื้อมันให้ข้าเชียวนะ ! ”


หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “หากเก็บไว้ช่วงเช้าก็น่าจะไม่มีปัญหา เช่นนั้นพอกลับถึงบ้านเราจะทานเค้กข้าวให้หมด จะได้ไม่เสียของและเสียเงินเป็นร้อยกิมตุ้ง ! ”


“เป็นร้อยกิมตุ้งเชียวหรือ ? ฟังแล้วมันคงแพงมากใช่หรือไม่พี่รอง ? และมันคงสามารถซื้อเนื้อได้หลายชั่ง ! พี่รอง ต่อไปนี้เราไม่ต้องซื้อเค้กข้าวแล้ว ข้าไม่ชอบกิน ! ” เด็กน้อยพูดอย่างปวดใจ แม้ไม่เข้าใจว่ากิมตุ้งคือสิ่งใดก็ตาม


“เจ้าไม่ชอบทานแต่ท่านแม่ชอบ ! ” หลินเว่ยเว่ยอุ้มเด็กน้อยเดินไปตามถนนพลางมองหาร้านขายบ๊ะจ่างไปด้วย


เจ้าหนูน้อยขมวดคิ้วเหมือนลังเลอันใดบางอย่าง จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า “ท่านแม่ก็ไม่ชอบกินเช่นกัน ! ”


หลินเว่ยเว่ยชักรู้สึกสนุกแล้วจึงแกล้งเขาต่อ “แต่ว่า…เค้กข้าวรสชาติหอมหวาน ข้าชอบทานนี่นา จะทำเช่นไรดี ? ”


เด็กน้อยเกิดความลังเลอยู่พักใหญ่ สุดท้ายเขาก็กัดฟันแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้น…เช่นนั้นพี่รองก็ซื้อให้ตนเองสักนิดแล้วกัน แต่วันนี้อากาศร้อน พวกเราควรซื้อขนมที่เสียยากดีกว่า ! ”


คำว่า ‘สักนิด’ ของเจ้าหนูน้อยก็คือเค้กข้าวที่มีขนาดเท่ากำปั้นของเขา หลินเว่ยเว่ยเห็นดังนั้นก็หัวเราะร่าจนเกือบทำเด็กน้อยร่วงหลุดมือ นางจึงรีบกอดเขาเอาไว้แล้วลูบศีรษะด้วยความเอ็นดู “เด็กน้อย เหตุใดเจ้าน่ารักได้ถึงเพียงนี้ ? ”


ตอนนี้นางเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับร่างกายนี้มากแล้ว อีกทั้งยังสามารถควบคุมพละกำลังได้อย่างชำนาญ เด็กน้อยเอนตัวซบในอ้อมกอดของนางด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ มุมปากของเขายกยิ้มขึ้น ขณะที่พูดในใจว่า ‘พี่รองของข้าช่างดีเหลือเกิน ข้าชื่นชอบพี่รองคนนี้ ! ’


“เฮ้…เฮ้…เฮ้ย…!”


หางตาของหลินเว่ยเว่ยเห็นเงาดำคล้ายคนถลามาจากร้านข้างๆ นางจึงรีบกอดเด็กน้อยไว้แน่นแล้วเบี่ยงตัวหลบด้วยความว่องไว จากนั้นนางก็เห็นว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าเนื้อดีสีฟ้าครามพร้อมจี้หยกที่ห้อยอยู่ตรงเอว ตอนนี้ใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นก็กำลังทิ่มอยู่บนรองเท้าของนาง


เจ้าบ้านี่คิดจะทำอันใด ? คิดมาหลอกเอาเงินใช่หรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นก็เขี่ยใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นออกจากรองเท้าแล้วถอยหลังออกไปสองก้าวราวกับไม่รู้เห็นอันใดเพื่อเตรียมตัวหนีออกจากตรงนี้ !


“คุณชาย…คุณชายไม่เป็นไรใช่หรือไม่ขอรับ ! ”


จากนั้นไม่นาน นางก็เห็นบ่าวรับใช้สองคนที่ดูคุ้นหูคุ้นตารีบวิ่งปรี่เข้ามาประคองชายหนุ่มในชุดสีฟ้าคราม “ท่านจะรีบร้อนไปไหนขอรับ ? ผู้มีพระคุณของท่านไม่หนีหายไปที่ใดหรอก ! หากท่านสะดุดล้มแล้วเป็นอะไรขึ้นมา พวกบ่าวจะชดใช้ให้นายท่านได้อย่างไรขอรับ ! ”


หืม ? บ่าวสองคนนี้ดูคุ้นหน้าคุ้นตามาก ไหนจะพ่อหนุ่มคนนี้อีก พูดไปแล้วถ้าเพ่งมองใบหน้าของพ่อหนุ่มชุดฟ้าอย่างละเอียดถี่ถ้วน แม้บนแก้มจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นคราบดินแต่นางก็คุ้นเคยเหลือเกิน หลินเว่ยเว่ยถึงขั้นกุมขมับพร้อมกล่าวว่า “เจ้าอีกแล้ว เหตุใดเวลาเจอเจ้าเป็นต้องมีเรื่องทุกที ? ”


ลู่เหวินจวินปัดฝุ่นที่เปื้อนตามเนื้อตัวออกแล้วยิ้มกว้างให้นาง “ช่างมีวาสนาต่อกันเหลือเกิน ในที่สุดก็ได้พบน้องชายอีกครา ! น้องชาย เมื่อวานนี้เจ้าช่วยเหลือข้าไว้ อีกทั้งยังไม่ต้องการให้ข้าตอบแทน ช่างเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งและทำให้ข้ารู้สึกนับถือชื่นชมในตัวเจ้ามิน้อย วันนี้มีวาสนาได้พบกันอีกครา หวังว่าน้องชายจะให้โอกาสข้าได้เลี้ยงอาหารสักมื้อ”


“ข้าขอรับน้ำใจเจ้าไว้ แต่เรื่องทานอาหารเอาไว้คราวหน้าแล้วกัน เพราะข้ายังมีเรื่องด่วนต้องรีบไปทำ ! ” หลินเว่ยเว่ยจะรีบไปซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเพื่อเอาไปปลูกซ่อมในส่วนที่ข้าวสาลีตายไป !


ลู่เหวินจวินได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ทันใดนั้นเขาก็หันไปเห็นใบหน้าเล็กๆที่มีดวงตากลมโตสีดำขลับซึ่งยามนี้กำลังมองมาที่ตนด้วยความสงสัย เขาจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “น้องชาย นี่คือน้องของเจ้าใช่หรือไม่ ? ช่างหน้าตาน่ารักเหลือเกิน…รับไปสิ ถือว่าเป็นของขวัญแห่งการพบกันที่พี่ชายคนนี้มอบให้เจ้า รับไปเถิด ! ”


1. กิมตุ้ง มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า หยวนเป่า เป็นเงินจีนในสมัยโบราณหรือเรียกว่า เงินตำลึงจีน มีลักษณะเป็นแท่งเงินที่มีปลายโค้งสูงทั้งสองด้าน มีรูปร่างคล้ายเรือสำเภานั่นเอง


ตอนที่ 17: อย่าให้ข้ารู้สึกเสียใจที่ช่วยท่าน


ลู่เหวินจวินดึงจี้หยกที่แตกต่างจากของเมื่อวานออกจากเอวแล้วยัดใส่มือของเจ้าหนูน้อยเพราะกลัวว่าหลินเว่ยเว่ยจะปฏิเสธอีก จากนั้นเขาก็ลูบแก้มของเด็กน้อยพลางกล่าวเย้าแหย่ “น้องชายตัวน้อย พี่ชายของเจ้าตัวอ้วนเพียงนี้ เหตุใดเจ้าจึงผอมนักเล่า ? เพราะเขาแย่งข้าวเจ้าทานหมดใช่หรือไม่ ? ”


“พี่สาวไม่ได้แย่งข้าวข้ากิน ! ท่านว่าร้ายพี่รอง ข้าไม่รับของจากท่านหรอก ! ” เจ้าหนูน้อยโยนจี้หยกคืนให้อีกฝ่ายแล้วปราดตามองอย่างขุ่นเคือง !


“เฮ้ ! หนูน้อย ตัวก็ไม่โตแล้วเหตุใดจึงขี้โมโหนัก ไม่อยากได้ก็บอกกันดีๆสิ พี่สาวของเจ้ายังมิทันได้กล่าวอันใดเลย เจ้าจะโกรธ…เห ? เดี๋ยวก่อน ! ! พะ…พี่สาว ? เจ้าควรเรียกเขาว่าพี่ชายมิใช่หรือ ? ” ลู่เหวินจวินพูดตะกุกตะกักพลางชี้หน้าหลินเว่ยเว่ย !


เจ้าหนูน้อยยังมิวายเถียงกลับ “นางคือพี่สาว ! บ้านของข้ามีพี่ชายคนเดียว ไม่ได้มีสองคน ! พี่รอง พวกเราไปกันเถิด เขาไม่เหมือนคนฉลาดเลย ! ”


หลินเว่ยเว่ยถือโอกาสตอนที่ลู่เหวินจวินกำลังตกตะลึงอุ้มน้องชายเดินจากไป


ลู่เหวินจวินอ้าปากค้างอยู่นาน กว่าจะได้สติแล้วหันไปถามบ่าวรับใช้ของตน “เมื่อครู่ข้ามิได้ล้มหัวฟาดพื้นจนหมดสติใช่หรือไม่ ? เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าได้พบผู้ที่ช่วยชีวิตเมื่อวานนี้ ? แต่น้องชายของเขาบอกว่าเขาไม่ใช่ผู้ชาย”


ชิงเฟิงบ่าวรับใช้ได้หันมามองคุณชายราวกับมองคนหัวอกเดียวกัน “คุณชายมิได้หมดสติไป…”


“สวรรค์ ! ข้าโดนสตรีนางหนึ่งที่ไม่มีรูปร่างเหมือนสตรีช่วยชีวิตไว้หรือนี่ ! แถมข้ายังกอดคอนางและถูกนางอุ้มไว้อยู่นานสองนาน…โอ้ สวรรค์ ! นาง…นางคงมิได้ต้องการให้ข้ารับผิดชอบใช่หรือไม่ ? ” ลู่เหวินจวินดูอกสั่นขวัญแขวนอยู่ไม่น้อย เขาแทบอยากให้ตนหมดสติไปเสียจริง !


“คง…คงมิต้องนะขอรับ” ชิงเฟิงนึกถึงรูปร่างของสตรีเมื่อครู่ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว !


หมิงเยว่ที่เห็นเช่นนั้นก็เสนอความคิดแทนเจ้านาย “คุณชายขอรับ ท่านคงไปทำให้เจ้าที่เจ้าทางของที่นี่โกรธโดยมิรู้ตัว ทั้งที่เพิ่งมาถึงได้เพียงสองวันก็ล้มไปแล้วสองครั้ง บ่าวคิดว่าเรารีบไปจากที่นี่กันเถิดขอรับ”


ลู่เหวินจวินรู้สึกราวกับโดนฟ้าผ่าเข้ากลางศีรษะ เขายืนตกตะลึงอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน แต่ท้ายที่สุดเขาก็ทำการตัดสินใจในสิ่งที่ยากลำบากและแสนเจ็บปวด “มิได้ ! ข้าเป็นคนเช่นนั้นมิได้ ! นางช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าไม่สามารถเพิกเฉยต่อบุญคุณที่นางมีต่อตนได้ ! หากนางต้องการให้ข้ารับผิดชอบ ข้า…ข้าก็จะแต่งงานกับนาง ! ”


หลินเว่ยเว่ยซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดมาแล้ว จากนั้นก็เตรียมเดินไปซื้อขนมหวานให้น้องเล็กเด็กดี แต่แล้วก็ถูกชายหนุ่มชุดสีฟ้าครามคนเดิมขวางทางไว้ นางเห็นเช่นนั้นจึงแสดงสีหน้าเอือมระอาออกมา “เจ้าคิดทำอันใดกันแน่ ? ข้าก็บอกไปแล้วมิใช่หรือว่าการช่วยชีวิตเจ้าเป็นการกระทำโดยไม่รู้ตัว มันก็แค่บังเอิญไปช่วยชีวิตของเจ้าได้เท่านั้นเอง เจ้าไม่ต้องขอบคุณข้ามากมายนักหรอก เจ้าช่างน่ารำคาญเหลือเกิน ! ”


“กู่เหนียง ! ข้า…ยินดีรับผิดชอบ ! ข้าจะกลับไปบอกเรื่องนี้ต่อท่านพ่อท่านแม่เพื่อพาพวกท่านมาสู่ขอ แต่งกู่เหนียงเข้าบ้าน ! ” ลู่เหวินจวินทำสีหน้าราวกับพลีชีพเพื่อคุณธรรมอย่างไรอย่างนั้น


หลินเว่ยเว่ยพยายามอดกลั้นอารมณ์ที่อยากพุ่งตัวเข้าชกหน้าอีกฝ่ายเอาไว้แล้วกัดฟันกรอดขณะที่พูดออกไปว่า “เจ้าป่วยหรือไร เจ้า ! เจ้า ! แล้วก็เจ้าอีกคน ! นายของพวกเจ้าเป็นคนสติเลอะเลือน อย่าปล่อยเขาออกมาทำให้ผู้คนข้างนอกตกใจกลัวดีกว่า ! ”


สิ่งใดคือการไปบอกให้พ่อแม่มาสู่ขอ ให้แต่งงานเข้าบ้าน ! ข้ารู้จักเจ้าหรือ ? ไอ้คนบ้า ! ! หน้าตาก็ดีแต่ที่แท้เป็นคนบ้า !


ภายในใจของหลินเว่ยเว่ยรู้สึกสงสารเขามากแต่ก็โมโหเช่นเดียวกัน หากไปสู่ขอผู้หญิงคนอื่นมาแต่งงานด้วยไม่ได้ เขาก็ไม่ควรมาหาตามท้องถนนเช่นนี้ นี่ไม่เรียกว่าสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นหรอกหรือ ?


ชิงเฟิงจึงรีบแก้ตัวแทนคุณชายทันที “คุณชายของพวกข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นสตรี และเมื่อวานคุณชายก็ได้ล่วงเกินท่านไปมิน้อย…คุณชายจึงกังวลว่าจะช่วงชิงความบริสุทธิ์ของท่านไป ดังนั้น…”


อ้อ…เป็นเช่นนี้เอง ! ที่แท้เขาก็เป็นบัณฑิตผู้ร่ำเรียนตำราจนสมองเลอะเลือนไปแล้ว แต่อย่างน้อยก็ยังถือว่าเป็นผู้มีความรับผิดชอบ หลินเว่ยเว่ยก้มมองพุงแสนอ้วนกลมที่เต็มไปด้วยชั้นไขมันของตน ทั้งที่เจ้าของร่างเดิมมีรูปร่างเช่นนี้แต่เขาก็ยังกัดฟันยอมแสดงความรับผิดชอบออกมา แสดงว่าเขาเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งไม่น้อย !


“คุณชาย ท่านจะทำเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด ! ข้าไม่อยากกลายเป็นคนอาศัยผลประโยชน์จากบุญคุณมาทำเรื่องเห็นแก่ตัวในสายตาของผู้อื่น หากท่านยังพูดจาเรื่อยเปื่อยเช่นนี้อีกก็อย่าหาว่าข้าไร้คุณธรรมแล้วกัน ! หากท่านซาบซึ้งในบุญคุณของข้าก็จงคิดว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พวกเราต่างก็มีเส้นทางที่ต้องเดินของตนทั้งสิ้น ! ”


หลินเว่ยเว่ยทำท่าเหมือนอยากไล่เขาไปให้พ้น จากนั้นนางก็หันหลังแล้วเดินออกไปโดยไม่แยแสเขา ทั้งหมดที่ลู่เหวินจวินเตรียมตัวเตรียมใจมาเป็นอย่างดีต้องพังมิเป็นท่า หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้เขาคงตอบแทนน้ำใจนางด้วยการโยนตั๋วเงินให้ยังดีกว่าเสียกว่า !


“กู่เหนียง รอก่อน…” ลู่เหวินจวินเดินตามไปติดๆ


หลินเว่ยเว่ยจึงหันมาหาเขาทันที “หากท่านยังดึงดันเช่นนี้ ข้าก็จะตอบแทนบุญคุณด้วยความแค้น ! อย่าให้ข้าต้องรู้สึกเสียใจที่ช่วยท่านเลย ! ”


ลู่เหวินจวินจึงจำใจหยุดฝีเท้าเอาไว้แล้วก็ได้แต่มองนางเดินจากไปไกล ภาพลักษณ์ของนางยิ่งเด่นชัดขึ้นในหัวใจของเขา !


หลินเว่ยเว่ยเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เห็นว่ามีร่างคุ้นตายืนอยู่หน้าร้านหนังสือ ‘เขตเมืองนี้เล็กถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? เหตุใดหลังจากที่ข้าเพิ่งทะลุมิติมาได้เพียงสองวันก็พบเจอคนคุ้นตามากมายเช่นนี้ ? ’


ชุดบัณฑิตที่ดูเรียบร้อยและสุุขุม แม้ถูกซักจนสีซีดก็ไม่อาจบดบังใบหน้าที่แสนหล่อเหลาของชายหนุ่มผู้นี้ได้ ไม่ว่าเป็นสาวน้อยหรือสาวใหญ่ที่เดินผ่านไปมาตามท้องถนนก็ล้วนส่งสายตาหยาดเยิ้มไปที่เขา มีบางคนที่มัวแต่มองเขาจนเดินชนคนข้างหน้าและก็มีบางคนสะดุดเท้าตนเองเพราะมิได้มองทาง หรือมีแม้กระทั่งบางคนเดินชนขอบประตู…เขาช่างเป็นบุรุษที่สร้างความเดือดร้อนให้สตรียิ่งนัก !


เมื่อเป็นเพื่อนบ้านกันจะแกล้งทำไม่เห็นก็คงไม่เหมาะสม หลินเว่ยเว่ยจึงจับมือของเจ้าหนูน้อยแล้วเดินไปทางร้านหนังสือ น้องสี่ก็เห็นพี่ชายข้างบ้านที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีจึงกล่าวทักทายอย่างเป็นมิตร “พี่โม่หาน ! ”


เจียงโม่หานพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบเฉย คางของชายหนุ่มเชิดขึ้นเล็กน้อย แววตาที่มองไปยังหลินเว่ยเว่ยเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง ถึงกระนั้นก็ยังแฝงไปด้วยความซับซ้อนบางอย่าง มุมปากของเขาจึงกระตุกยิ้มเย้ยหยันขึ้นมา


เฮอะ ! เจ้าหนุ่มคนนี้ เหตุใดต้องทำราวกับตนเป็นยอดฝีมือผู้สูงส่งและโดดเดี่ยวอยู่เป็นประจำ ทำราวกับว่าอยู่เหนือคนทั้งปวง ไม่ทราบว่าจะทำสีหน้าดูถูกดูแคลนให้ผู้ใดดู ? เจ้าก็แค่บัณฑิตที่ร่ำเรียนหนังสือหลายปีมิใช่หรือ ? ก็แค่บัณฑิตที่สอบผ่านถงเซิง เมื่อชาติก่อนข้าเป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในประเทศเลยนะ ! แม้ว่ามิใช่ผู้เชี่ยวชาญที่สุดแต่ก็เป็นนักศึกษาผู้มากความสามารถ ! คนอย่างเจ้ามีสิ่งใดให้ทะนงตนต่อหน้าข้าหรือ ?


เมื่อหลินเว่ยเว่ยเดินมาถึงหน้าประตูร้านหนังสือ ทันใดนั้นนางก็พบว่าบริเวณที่ชายหนุ่มหน้าหวานยืนอยู่สามารถมองเห็นฉากตอนที่นางถูกเด็กหนุ่มสมองกลับตามตื๊อได้อย่างชัดเจน


“เจ้าเห็นแล้วใช่หรือไม่ ? ” ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกขัดหูขัดตากับรอยยิ้มดูแคลนของเขา ! ‘นายมีปัญหาหรือไง ? นายคิดว่าเป็นเช่นนี้แล้วจะทำให้จับฉันไว้ในกำมือได้หรือ ? แน่จริงก็ลองยิ้มดูแคลนออกมาอีกทีสิ’


เจียงโม่หานไม่แม้แต่มองหน้านางเลยสักนิด เขายังมองไกลออกไป “เห็นสิ่งใดหรือ ? เห็นว่ามีคนมาขอเจ้าแต่งงานใช่หรือไม่ ? ก็แค่พวกคนมีเงินที่หาความบันเทิงส่วนตัว เจ้าคิดว่าเขาจริงจังด้วยหรือ ? ”


หลินเว่ยเว่ยเริ่มรู้สึกโมโหเข้าแล้ว “จุดประสงค์ที่เจ้ามายืนอยู่ตรงนี้ก็เพื่อให้ข้ามองเห็นเจ้าแล้วเดินมาหา จากนั้นจะได้เตือนข้าว่าอย่าให้ผู้อื่นหลอกใช่หรือไม่ ? เหตุใดไม่ยอมพูดมันออกมาดีๆ ”


เจียงโม่หานหันกลับไปมองนาง แต่หลังจากนั้นเขาก็หันกลับมาอย่างรวดเร็ว “เจ้าคิดมากไปแล้ว ! ”


หลังกล่าวจบเขาก็รีบเดินปรี่เข้าไปในร้านหนังสือ จากนั้นก็นำบรรดาตำราเล่มน้อยเล่มใหญ่ที่คัดลอกมาตลอดหลายวันนี้ให้หลงจู๊ตรวจสอบความเรียบร้อย ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นกังวลเกี่ยวกับนางมากไป เจ้าเด็กโง่ของตระกูลหลินมิได้โง่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว หลังจากที่อาการป่วยของนางหายดีก็เฉลียวฉลาดจนอยู่เหนือความคาดหมายของทุกคน !


ทางด้านหลินเว่ยเว่ยคิดในใจว่า ‘เฮอะ ! พ่อบัณฑิตหนุ่มผู้ทรงคุณธรรม ผู้มีความรู้สึกไว ผู้หยิ่งทะนง ถ้านายรู้สึกเป็นห่วงผู้อื่นก็แค่พูดออกมาตามตรง เหตุใดต้องทำให้ผู้ฟังอยากชกหน้านายสักหมัดด้วยล่ะ’


“น้องสี่ ไปกันเถิด ข้าจะซื้อขนมให้เจ้า ! ” หลินเว่ยเว่ยแบกถุงเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดขึ้นหลัง ขณะที่อีกมือหนึ่งก็จับมือของน้องเล็กเอาไว้แล้วเดินกลับหมู่บ้านด้วยความโมโห !


ต่อให้บททดสอบในชีวิตจะยากเพียงใด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยิ้มสู้และก้าวเดินต่อไปเพราะชัยชนะมักเป็นของผู้ที่กล้าหาญเสมอ ! นี่คือคำขวัญประจำใจของนางตั้งแต่เมื่อชาติที่แล้ว


ชาติที่แล้วนางถูกเลี้ยงดูมาในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า อาศัยความมุมานะและความพยายามของตนเพื่อบรรลุเป้าหมายในชีวิตจนได้เข้าเรียนในสถาบันมีชื่อเสียง ! ซึ่งในชาตินี้นางก็จะทำให้ได้เช่นกัน ! !


ตอนที่ 18: บุรุษหน้าหวานตายแล้วหรือ ?


เจียงโม่หานถือตำราที่จะนำไปคัดลอกเพิ่มออกมาจากร้านหนังสือ เขามองตามแผ่นหลังนั้นจนกระทั่งนางเดินหายไปจากสายตา ท่ามกลางแผ่นหลังที่ใหญ่โตแลดูแข็งแกร่งเกินสตรี ทำให้ผู้คนที่พบเห็นสามารถสัมผัสได้ถึงความกล้าหาญและความหวังที่มีอย่างเต็มเปี่ยม


ความหวังเช่นนั้นหรือ ? บนโลกใบนี้มีศึกสงครามและความขัดแย้งมากมาย ยากที่จะหาความสงบได้ อีกไม่นานภัยแล้งก็กำลังมาเยือนและราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นก็สร้างความกดดันให้คนยากจน พวกเขาแทบหายใจไม่ออก แล้วเช่นนี้จะไปเอาความหวังมาจากที่ใด ?


เจียงโม่หานจับตำราในมือไว้แน่นพลางกัดปากจนริมฝีปากอมชมพูได้สูญเสียสีเดิมของมันไป ทว่าแผ่นหลังของเขากลับยืดตรงอย่างทะนง เขามีเพียงความหยิ่งทะนงเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความรู้สึกมั่นใจ หากเขาต้องสูญเสียท่าทางเช่นนี้ไปแล้วจะยังเหลือสิ่งใดในชีวิตอีก ?


“เจียงโม่หาน ! ” เมื่อได้ยินเสียงเรียกนี้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายของเขาพลันหดเกร็งขึ้นมา ความแข็งกร้าวในดวงตาของเขาได้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้น


“เจ้ามาเอาตำราจากร้านหนังสือไปคัดลอกอีกแล้วหรือ ? เจ้าใช้เงินอันน้อยนิดที่ได้จากการคัดลอกตำรามาอย่างยากลำบากเพื่อซื้อข้าวและอาหารแห้งเพียงไม่กี่ชั่งไว้ประทังชีวิต แต่ก็ช่างมันเถิด ในฐานะที่เป็นสหายร่วมชั้นเรียนเดียวกัน ข้าจะหาลู่ทางทำเงินให้เจ้าเอง เจ้าช่วยข้าเขียนบทกลอนสักบท แล้วข้าจะให้เจ้าบทละ1ตำลึง หากข้ามีชื่อเสียง เจ้าก็พลอยได้ผลประโยชน์ไปด้วย เช่นนี้ดีหรือไม่ ? ”


ผู้ที่กล่าวคือชายหนุ่มคนหนึ่งในอาภรณ์ราคาแพงซึ่งจัดแต่งทรงผมไว้เสียเรียบแปล้ นัยน์ตาสีขาวของเขามีมากกว่านัยน์ตาสีดำ จมูกโด่งปลายงุ้มเล็กน้อย ในมือได้ถือพัดที่ดูมีราคาสูงลิ่วเอาไว้


“เจ้าช่างมีน้ำใจเหลือเกิน ! ” เจียงโม่หานยืดคอสูงขึ้น ความหยิ่งทะนงในแววตาก็มีเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน ในความเป็นจริงมีเพียงตัวเองเท่านั้นที่รู้ว่าใช้ความเย่อหยิ่งมาปกปิดความรู้สึกต่ำต้อยและความน่าสมเพชของตนเอาไว้ !


“อย่าเพิ่งไป ! แท้จริงพวกเราสามารถเจรจาต่อรองราคากันได้ ! มารดาของเจ้าปักผ้าจนมือเจ็บระบมเพื่อเอามาขายให้ร้านของข้าแล้วนำเงินที่ได้มาอย่างยากลำบากไปซื้อตำราให้เจ้าเรียน เหตุใดเจ้าไม่รู้จักสงสารและเห็นใจมารดาบ้าง ? ควรคิดให้ดีว่าการที่เจ้าเขียนบทกลอนให้ข้าสักบทจะช่วยให้มารดาแบ่งเบาภาระได้มาก ! ” หลังกล่าวจบแล้วชายหนุ่มในอาภรณ์มีราคาก็หัวเราะออกมาพลางคิดในใจว่าแค่คนยากจนคนหนึ่งจะมัวทำตัวหยิ่งทะนงไปเพื่อเหตุใด ?


“หลีกไป ! ” เจียงโม่หานกำหมัดแน่น จากนั้นก็พยายามกัดฟันพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ เวลานี้เขาคาดหวังเหลือเกินที่จะให้ตนกลายเป็นเหมือนบุตรคนรองตระกูลหลินที่มีร่างกายสูงใหญ่และมีพละกำลังมากพอจัดการเหล่าคนที่ดูถูกดูแคลนจนต้องคุกเข่าอ้อนวอนกับพื้น คนเหล่านี้จะได้ไม่ต้องมารังแกเขาอีก !


“ไอหยา ! อัจฉริยะเจียงของเราโกรธแล้วหรือ ! ” ชายหนุ่มในชุดมีราคาหัวเราะร่าอย่างชวนหาเรื่อง เขายังคงท้าทายอารมณ์ของเจียงโม่หานต่อไป “แต่เจ้าจะทำอันใดข้าได้ ? ข้าให้เวลาเจ้าคิดอีกสามวัน หากไม่รู้จักใช้ฝีมือของตนหากินก็อย่าหวังว่ามารดาจะได้เลิกปักผ้า แล้วเจ้าสองแม่ลูกก็รอกินอากาศประทังชีวิตเสียเถิด…อ้อ ! จริงสิ ในช่วงเวลานี้เกรงว่าคงไม่มีแม้แต่ลมให้เจ้าได้กิน ฮ่าฮ่าฮ่า…”


ทุกคนล้วนมีสิ่งที่ตนหวงแหนยิ่งกว่าชีวิตและเมื่อใดก็ตามที่มีคนมาแตะต้องสิ่งที่หวงแหนก็อาจทำให้โกรธจนขาดสติได้ ! เจียงโม่หานโยนตำราในมือทิ้ง จากนั้นก็ถกแขนเสื้อแล้วง้างแขนเล็กๆขึ้นมา ก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่ชายหนุ่มในชุดราคาแพง


น่าเสียดายที่เขามิใช่เทพเจ้าผู้มีพลังพิเศษ เป็นเพียงบัณฑิตหนุ่มผู้อ่อนแอเท่านั้น ชายหนุ่มในชุดมีราคายังมิทันได้ลงมือทำอันใด บรรดาบ่าวรับใช้ก็เข้ามาทุบตีเจียงโม่หานจนเลือดอาบไปทั้งกายเสียแล้ว จากนั้นเขาก็หงายหลังไปกับพื้นและไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้อีก


ตอนที่เจียงโม่หานล้มลงกับพื้นไปนั้น ด้านหลังของศีรษะได้กระแทกกับพื้นหินอย่างรุนแรงจึงทำให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา ! เพราะเจียงโม่หานเป็นลูกศิษย์ที่อาจารย์ภาคภูมิใจยิ่งกว่าสิ่งใด หากอาจารย์รู้ว่าเจียงโม่หานถูกเขาทุบตี ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็อย่าหวังว่าเขาจะได้อยู่ที่สำนักศึกษาอีกต่อไป


ทว่าเรื่องการเรียนหนังสือนั้น เดิมทีเขาก็ไม่ได้สนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าเขาถูกสำนักศึกษาไล่ออก บิดาก็คงจำกัดอิสรภาพของเขาไปทั้งชีวิตและเขาก็จะไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเสเพลอีกต่อไป ! ชายหนุ่มในอาภรณ์ราคาแพงจึงใช้เท้าเตะเจียงโม่หาน “ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ อย่าแกล้งตายเพื่อหลอกข้าดีกว่า ! เจ้าเป็นคนลงมือก่อนเองนะ ! แต่พอสู้มิได้ก็คิดแกล้งตาย เจ้ายังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือไม่ ? ”


เจียงโม่หานที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้นยังไร้ปฏิกิริยาใดตอบกลับมา อีกฝ่ายเห็นเช่นนั้นก็หน้าซีดเผือดทันใด เขาค่อยๆคุกเข่าลง หลังจากที่เกิดความลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ตัดสินใจยื่นมือไปอังตรงจมูกของเจียงโม่หาน ‘แย่แล้ว เจ้านี่ตายแล้ว ! ’


ชายหนุ่มในอาภรณ์ราคาแพงตกใจจนถึงกับล้มหงายหลังก้นจ้ำเบ้าลงพื้น หลังจากที่ตกตะลึงอยู่พักใหญ่ก็พยายามตะเกียกตะกายลุกจากพื้นแล้วรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ซวยแล้ว ! เขาดันพลาดฆ่าคนตายเข้าแล้ว…‘ไม่ใช่สิ ข้าไม่ได้ฆ่าเขาตายเสียหน่อย ต้องโทษเจ้าพวกนั้นต่างหาก เจ้าพวกนั้นซ้อมเขาแรงเอง ! ’


หลินเว่ยเว่ยซื้อขนมให้น้องชายตัวน้อยเสร็จเรียบร้อยจึงไปถามราคาของวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารต่อ ซึ่งตอนนี้ราคาของมันเพิ่มสูงขึ้นกว่าเมื่อวาน1อีแปะ ถึงกระนั้นนางก็ยังซื้อวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารไปมากถึงสองร้อยกว่าชั่ง โดยแบ่งเป็นเส้นหมี่คุณภาพดี100ชั่ง และธัญพืชต่างๆอีกหนึ่งร้อยกว่าชั่ง !


เมื่อเดินออกมาจากร้านขายวัตถุดิบสำหรับทำอาหารแล้ว นางก็บังเอิญพบกับแผงลอยที่ขายแม่ไก่แก่ ๆ ดังนั้นนางจึงซื้อกลับไปที่บ้านด้วยหนึ่งตัวเพื่อต้มซุปไก่ให้มารดาได้ดื่มบำรุงร่างกาย พอคิดได้เช่นนั้นนางจึงไปซื้อตังกุยกับเก๋ากี้ที่ร้านขายยาสมุนไพรเพิ่มเติม


พอเดินออกจากร้านขายยาสมุนไพร นางก็ได้ยินคนกลุ่มหนึ่งสนทนากันว่า “ที่หน้าร้านหนังสือมีคนโดนซ้อมจนตาย พูดกันว่าเป็นบัณฑิตที่เรียนอยู่ในสำนักศึกษาของเขตเรานี่เอง ! ทั้งที่เป็นคนมากความสามารถจนสอบผ่านถงเซิงได้แล้วแท้ๆ ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน ! ”


ว่าอย่างไรนะ ? บัณฑิตหนุ่มผู้มากความสามารถที่สอบผ่านถงเซิงแล้ว ? บัณฑิตหนุ่มที่ว่าก็มีแต่บุตรของน้าเฝิงมิใช่หรือ ? จริงอยู่ที่นิสัยของเขาน่าโดนซ้อม แต่เขาคงมิได้ไปยั่วยุใครสักคนแล้วถูกอีกฝ่ายพลั้งมือฆ่าตายใช่หรือไม่ ?


หลินเว่ยเว่ยจึงโน้มตัวไปอุ้มน้องชายขึ้นมากอดไว้ จากนั้นนางก็แบกเมล็ดพันธุ์ขึ้นหลังพร้อมเดินไปทางร้านหนังสือ เมื่อไปถึงก็พยายามแหวกฝูงชนเข้าไปแล้วได้พบว่าบนพื้นมีบุรุษหนุ่มคนหนึ่งนอนไม่ได้สติด้วยสภาพเลือดอาบกาย เป็นบัณฑิตหนุ่มหน้าหวานคนนั้นจริงด้วย ผู้ใดมีจิตใจโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ เหตุใดต้องลงมือทำร้ายร่างกายบุรุษหนุ่มหน้าหวานผู้นี้ด้วย !


‘เขาคงไม่ตายจริงใช่หรือไม่ ? ’ ตอนแรกหลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่าหากบุรุษผู้มีใบหน้างดงามประดุจสตรีแล้วต้องมาตายก็คงน่าเสียดายแย่ แต่หลังจากนั้นมินานนางก็ตระหนักได้ว่าสิ่งที่ควรกังวลมากสุดคือความเสียใจของน้าเฝิงต่างหาก !


เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางจึงรีบใช้นิ้วมือแตะไปบนเส้นชีพจรของอีกฝ่าย ทันใดนั้นก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา หลินเว่ยเว่ยจึงลองใช้หลอดไม้ไผ่ที่พกติดกายไว้เสมอป้อนน้ำจากในมิติน้ำพุวิญญาณให้ เขาก็ยังกลืนน้ำลงไปได้ หวังว่ามันจะสามารถช่วยเขาได้


หลงจู๊ร้านหนังสือจึงถามนางว่า “เจ้ารู้จักเด็กหนุ่มผู้นี้หรือไม่ ? รีบพาเขาไปส่งโรงหมอเถิด มิแน่ว่าอาจยังพอมีหวัง เขาช่างโชคร้ายเหลือเกิน ผู้ใดกันหนอช่างลงมือได้โหดร้ายถึงเพียงนี้ ! ”


หลินเว่ยเว่ยอุ้มบุรุษหนุ่มหน้าหวานขึ้นมาแล้วก้มมองไปยังน้องชายของตน “เจ้าจงจับชายเสื้อของข้าเอาไว้ อย่าปล่อยมือเป็นอันขาด ! ในเขตนี้มีโจรและมีคนชั่วอยู่มากมาย ถ้าพวกเขาจับเจ้าไปขายก็จะไม่ได้พบหน้าท่านแม่และข้าอีก เข้าใจหรือไม่ ! ”


เจ้าหนูน้อยได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าราวไก่จิกข้าวเปลือก มือเล็กจับชายเสื้อของนางไว้แน่น จากนั้นก็รีบเดินตามพี่สาวไปติดๆ


บางทีอาจเพราะน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณมีประสิทธิภาพในการรักษาอันยอดเยี่ยม ระหว่างที่กำลังไปโรงหมออยู่นั้น เจียงโม่หานที่อยู่ในอ้อมกอดของนางก็ฟื้นขึ้นมา


เจียงโม่หานค่อยๆลืมตาขึ้นและสติสัมปชัญญะก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ข้าอยู่ที่ใด ? เหตุใดหลังจากถูกตัดศีรษะแล้วยังรู้สึกเจ็บบริเวณท้ายทอยอยู่อีก ? มิใช่แค่ท้ายทอยเท่านั้นเพราะไม่ว่าศีรษะ ตามใบหน้าและลำตัวล้วนรู้สึกเจ็บระบมไปหมด ! เหตุใดคนตายยังเกิดความรู้สึกเจ็บได้อีก ? หรือว่า…ข้ายังไม่ตาย ?


เป็นไปมิได้ ! ฝ่าบาททรงตัดสินประหารชีวิตข้าแล้ว แม้ว่าการประหารชีวิตในครั้งนี้จะมีเพียงข้าและบ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์อีกไม่กี่คนเท่านั้น ทว่าข้าก็รู้จุดจบนี้ดีแก่ใจ


องค์ฮ่องเต้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงดำริของพระองค์ ! และตัวเขาก็เปรียบเสมือนกระบี่ในพระหัตถ์มาโดยตลอด ไม่ว่าปลายกระบี่ชี้ไปที่ใดก็ล้วนต้องมีศีรษะตกสู่พื้นตรงนั้น ! แม้เป็นขุนนางผู้สูงส่งและมากความสามารถ สุดท้ายกลับมีจุดจบไม่ต่างอันใดจากหมูหรือไก่


ในยามที่องค์ฮ่องเต้มีพระบัญชาสั่งประหารชีวิตเขา บรรดาคนของราชวงศ์ชิงต่างปรบมือโห่ร้องด้วยความยินดี และในลานประหารยังเต็มไปด้วยผู้คนที่มาร่วมชมอย่างคับคั่ง พวกเขาโห่ร้องว่าในที่สุดฝ่าบาทก็สั่งประหารขุนนางกบฏ มันทำให้พวกเขาดีใจเหลือเกิน แต่พวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าแท้จริงแล้วคนที่คิดคดทรยศและโหดร้ายที่สุดก็คือองค์ฮ่องเต้ที่พวกเขายกย่องต่างหาก ?


ร่างกายของเขาสั่นสะท้านไปตามแรงคมดาบที่บั่นมายังลำคอ มีผู้ใดบ้างที่กล้าเข้ามาช่วยกบฏของแผ่นดินเช่นตน? ทันใดนั้นดวงตาคู่งามของเจียงโม่หานก็เห็นทุกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากมองบริเวณโดยรอบอย่างชัดเจนแล้วทันใดนั้นเขาก็พบว่าถูกเด็กสาวแปลกหน้ากอดไว้ในอ้อมแขน


จากนั้นเขาก็รีบหันไปมองรอบด้าน ที่นี่คือเขตเริ่นอันซึ่งข้าเคยเรียนหนังสือเมื่อครั้งอดีตไม่ใช่หรือ ? เหตุใดข้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้ ? แล้วเด็กสาวตัวสูงใหญ่นี้คือผู้ใด ?


“ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้ ! ” เจียงโม่หานเผยน้ำเสียงข่มขู่และวางอำนาจออกไปโดยไม่รู้ตัวเพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็รับตำแหน่งโฉวฝู่1มานานกว่ายี่สิบปี จะไม่ให้เขามีความน่าเกรงขามได้เช่นไร !


1. โฉวฝู่ หรือ ประธานผู้ช่วยของเน่ย์เก๋อ ( ศาลาใน ) เป็นองค์กรในระบบราชการจีนโดยพฤตินัยเป็นสถาบันสูงสุดในการปกครอง ตำแหน่งนี้มักเป็นข้าราชการชั้นกลาง มีหน้าที่กลั่นกรองเอกสารที่หน่วยงานราชการถวายต่อฮ่องเต้ มีอำนาจร่างราชหัตถเลขา สมาชิกบางคนของเน่ย์เก๋อจึงอาจครอบงำการปกครองไว้ได้ทั้งสิ้นประหนึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดี


ตอนที่ 19: เขียนชื่อเจ้าลงบัญชีแค้น


หลินเว่ยเว่ยก้มหน้าลงสบตากับเจียงโม่หาน ในดวงตาคู่งามคล้ายถูกบดบังไว้ด้วยความอ้างว้างและเงียบเหงามานานนับหมื่นปี แววตาที่แสนอ้างว้างของเขา ความเย็นเยือกที่บาดลึกไปถึงกระดูกเช่นเดียวกับน้ำค้างแข็งที่ทับถมมาเนิ่นนานราวกับว่าในใจของเขามีเพียงความหนาวเหน็บเท่านั้น


เพียงชั่วพริบตาเธอก็รู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปยังช่วงเวลายากลำบากที่สุดของชาติที่แล้ว เด็กสาวอายุสิบกว่าปีถูกเลี้ยงดูอยู่ภายในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ถูกเด็กคนอื่นรังแกเอารัดเอาเปรียบเพียงเพราะเธอสอบได้คะแนนดีกว่าผู้ใด พอเข้าเรียนในโรงเรียนก็ถูกเพื่อนร่วมชั้นหัวเราะเยาะ พูดจาถากถางและหาเรื่องกลั่นแกล้งสารพัดเพียงเพราะรู้ว่าเธอเป็นเด็กกำพร้า


ทุกครั้งที่ถึงช่วงเวลากลางดึกอันเงียบสงัด เธอก็มักขดตัวอยู่ตรงมุมเตียงด้วยความเงียบเหงาราวกับว่าบนโลกใบนี้เหลือเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนว่าเธอเป็นวัชพืชน้ำที่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำโดยไร้ที่พึ่งพิง


เพียงแต่ความเยือกเย็นและความอ้างว้างในแววตาของบัณฑิตหนุ่มผู้นี้ ดูเหมือนผ่านประสบการณ์เลวร้ายมายิ่งกว่าตน หรือว่าเขาถูกกลั่นแกล้งในสำนักศึกษากันนะ ? จะว่าไปแล้วเขาคนนี้ก็มีใบหน้างดงามยิ่งกว่าผู้หญิงเสียอีก บางทีบทสรุปที่เลวร้ายกว่านั้นอาจเป็นเพราะเขาถูก…


เจียงโม่หานเข้าใจความคิดของเด็กอ้วนผ่านทางแววตาที่ซับซ้อนของนาง หากแววตาสามารถสังหารคนได้ หลินเว่ยเว่ยคงโดนลูกศรนับหมื่นแทงทะลุหัวใจไปนานแล้ว ! หากเป็นเมื่อชาติที่แล้ว เขาคงมีวิธีสังหารเด็กอ้วนคนนี้สารพัด !


แต่ตอนนี้เขารู้สึกปวดและเวียนศีรษะจนยืนแทบไม่ไหว ! เจียงโม่หานขมวดคิ้วมุ่นแล้วกล่าวด้วยความไม่พอใจว่า “เจ้า…ปล่อยข้าลง ! ”


แม้เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่เจียงโม่หานก็มั่นใจแล้วว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ใด ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงเรื่องราวในวัยเด็กเมื่อประมาณสามสิบปีที่แล้วได้ ตอนนั้นเป็นช่วงที่เขายังเรียนอยู่ที่ในเขตเริ่นอันและไม่ยอมแต่งบทกลอนให้อู๋ปัวคู่กรณีที่ให้บ่าวมารุมทำร้ายเขา


ในปีนั้นเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ดังนั้นครอบครัวจึงต้องขายสมบัติทั้งหมดที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิตเพื่อรักษาชีวิตของเขาไว้


เนื่องจากความขัดแย้งของเขากับอู๋ปัวจึงทำให้ทางครอบครัวของคู่กรณีไม่ยอมรับซื้องานปักผ้าของมารดา เป็นเหตุให้มารดาต้องออกไปยังต่างหมู่บ้านซึ่งต้องเดินเท้าผ่านป่าไปไกลกว่าเดิม ด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหยทำให้มารดาหมดสติอยู่กลางป่า แต่กว่าจะมีคนไปพบเข้ามารดาก็ถูกสัตว์ป่ารุมกัดแทะจนไม่เหลือเค้าหน้าเดิมแล้ว !


ในปีนั้นเขาได้สูญเสียความอ่อนโยนและแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตไป นับแต่นั้นมาเขาก็พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อจะได้กลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เขาได้เข่นฆ่าผู้คนมากมายกว่าจะมาถึงจุดนี้ !


“พี่โม่หาน ท่านเจ็บหรือไม่ ? ”


เมื่อได้สติกลับมา เจียงโม่หานก็พบว่าตอนนี้เจ้าเด็กโง่ปล่อยตัวเขาลงแล้ว เพียงแต่ว่าเขายังเวียนศีรษะจนหน้ามืดตาลายอยู่จึงทำให้ยืนได้ไม่มั่นคง นางจึงต้องคอยประคองเขาเอาไว้


พอเขาก้มไปมองก็พบว่าคนที่ถามเมื่อครู่คือเด็กผู้ชายซึ่งมีรูปร่างทั้งผอมและตัวเล็กจ้อย เขาจึงพยายามนึกย้อนความทรงจำที่มีต่อคนในหมู่บ้านนี้ตั้งแต่เมื่อสามสิบปีก่อนและดูเหมือนว่าในความทรงจำเจ้าเด็กน้อยคนนี้ก็คือบุตรชายคนเล็กของบ้านตระกูลหลินที่อยู่ติดกัน


“พี่รอง เหตุใดพี่โม่หานไม่ยอมพูดสักคำ คงมิได้ล้มหัวฟาดจนกลายเป็นเหมือนพี่รองในอดีตใช่หรือไม่ ? อย่าบอกว่าเขาลืมทุกคนไปหมดแล้ว” เจ้าหนูน้อยเห็นว่าเจียงโม่หานจับจ้องมาที่ตนเป็นเวลานาน อีกทั้งในแววตายังเจือไปด้วยความรู้สึกเหมือนเห็นคนแปลกหน้า เด็กน้อยจึงอดเดินไปแอบด้านหลังพี่รองด้วยความกลัวมิได้ เพราะบางครั้งคนโง่ก็ชอบทุบตีทำร้ายร่างกายผู้อื่น !


‘พี่รองเช่นนั้นหรือ ? ’ เจียงโม่หานเงยหน้ามองเจ้าเด็กโง่ ภาพจำคือบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินที่อยู่ถัดไปเป็นสตรีผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ แต่นางเป็นคนโง่เขลา อีกทั้งยังตกสระน้ำตายไปเมื่อไม่กี่วันก่อนที่เขาจะถูกบ่าวของอู๋ปัวรุมทำร้าย


“เจ้ายังเวียนศีรษะและอยากอาเจียนหรือไม่ ? ” หลังจากหลินเว่ยเว่ยเห็นว่าบัณฑิตหน้าหวานฟื้นแล้วจึงถามด้วยความเห็นใจ “ให้ข้าไปส่งเจ้าที่โรงหมอหรือไม่ ? ”


“มิต้อง ! ” โรงหมอน่ะหรือ ? ตอนนี้เขาเป็นเพียงบัณฑิตยากจนซึ่งอาศัยงานปักของมารดาประทังชีวิต เขาจะมีเงินไปพบหมอได้เช่นไร เขาเอามือไปสัมผัสที่ด้านหลังศีรษะและมือก็กลายเป็นสีแดงทันที


ไอหยา ! บุรุษหน้าหวานเลือดออกเยอะมาก ไม่รู้ว่าน้ำจากน้ำพุวิญญาณของข้าจะช่วยห้ามเลือดได้หรือไม่ หลินเว่ยเว่ยจึงฉีกชายเสื้อของตนออก จากนั้นก็ใช้น้ำในกระบอกไม้ไผ่ของตนเทใส่จนเปียกชุ่ม “ข้าช่วยล้างแผลให้เจ้าดีกว่า อากาศร้อนเช่นนี้หากไม่ล้างแผลให้สะอาดก็อาจทำให้ติดเชื้อได้ ! ”


เจียงโม่หานมองเศษชายเสื้อสีหม่นในมือของนาง เขาเริ่มกลัวว่าหากนางช่วยเช็ดแผลให้แล้วจะไม่ยิ่งทำให้แผลติดเชื้อกว่าเดิมหรือ ?


“ไม่ต้องห่วงหรอก แม้เสื้อผ้าของข้าจะเก่าแต่ก็ซักมันอย่างสะอาด หากไม่วางใจก็ใช้เสื้อผ้าของเจ้าแทนได้ ! ” หลินเว่ยเว่ยเข้าใจสายตาของอีกฝ่ายจึงยื่นมือไปเหมือนทำท่าจะฉีกเสื้อของเขา


เจียงโม่หานจึงรีบยกมือขึ้นห้าม เขามีชุดบัณฑิตแค่สองชุดเท่านั้น หากโดนฉีกแล้วจะให้เอาหน้าไปไว้ที่ใด ? ดังนั้นเขาจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา


หลินเว่ยเว่ยแย่งผ้าเช็ดหน้ามาแล้วนำน้ำพุวิญญาณในกระบอกไม้ไผ่เทบนผ้า จากนั้นก็จับเขาหันหลังแล้วบรรจงเช็ดแผลตรงท้ายทอยให้อย่างเบามือ


เจ้าเด็กโง่ ! นี่เจ้าโง่งมไปถึงไหน เจ้าไม่รู้ความแตกต่างระหว่างชายหญิงเลยหรือ เหตุใดมาจับศีรษะบุรุษกลางถนนเช่นนี้ ?


เจ้าคิดว่าตนมีรูปร่างสูงใหญ่แล้วจะไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่นก็ได้หรือ ? เจ้าคิดว่าสามารถตัดสินใจแทนผู้อื่นได้หรือไร ? เช่นนั้นเจ้าเคยถามความสมัครใจของผู้อื่นบ้างหรือไม่ ?


‘ข้าเป็นถึงโฉวฝู่ผู้เปี่ยมอำนาจและยิ่งใหญ่ เจ้าบังอาจมาก ! หากเป็นเมื่อชาติที่แล้ว ข้าคงใช้นิ้วดีดเจ้าตายไปแล้ว ! นางเด็กอ้วน เจ้าจำไว้เลย ! ’


ว่าที่โฉวฝู่ในอนาคตจะขอจดจำชื่อของเจ้าเด็กโง่คนนี้ไว้ให้ขึ้นใจ ตอนนี้เขากลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิมเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นเขาเป็นเพียงบัณฑิตยากจน ไม่มีเงินและไร้อำนาจใดจึงทำได้เพียงปล่อยให้ผู้อื่นรังแก ความรู้สึกนี้ช่างน่าอัปยศเหลือเกิน !


ขณะที่บัณฑิตหน้าหวานกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโหอยู่นั้น หลินเว่ยเว่ยก็เช็ดแผลที่หลังศีรษะของเขาจนสะอาดหมดจด โชคดีที่บาดแผลไม่ลึกมาก เลือดจึงค่อยๆหยุดไหล


เขายังมีรอยแผลอยู่ตรงหน้าผาก ใบหน้าที่หวานเสียยิ่งกว่าสตรีบัดนี้มีรอยฟกช้ำน้อยใหญ่ทั่วใบหน้า หลินเว่ยเว่ยจึงอดสงสารมิได้จึงตั้งใจจะช่วยเช็ดคราบเลือดให้เขา


เจียงโม่หานตกตะลึง “…” เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าที่เปียกชุ่มมาเช็ดหน้าของตนอย่างโมโห


“ตรงนี้ยังเช็ดไม่สะอาดเลย” หลินเว่ยเว่ยจ้องใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ให้คลาดสายตาเลยสักจุด


เจียงโม่หานปัดมือนางออก จากนั้นก็ถลึงตามองแล้วออกแรงเช็ดบริเวณที่นางเน้นย้ำจนแก้มปรากฏรอยแดงขึ้นมา !


หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปาก บุรุษหนุ่มหน้าหวานทำหน้าโมโหแล้วเหมือนลูกหมาป่ายิ่งนัก !


เจียงโม่หานรู้ดีถึงพลังอำนาจแห่งการคุกคามที่สะท้อนออกจากแววตาของตน ไม่ว่าเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยหรือทหารนายใดก็ตามที่มีความขลาดก็มักตกใจกลัวจนหมดสติไปเป็นแถว แต่เจ้าเด็กโง่ที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับมีอารมณ์มาหัวเราะ สรุปแล้วนางเป็นคนกล้าหรือคนบ้ากันแน่ ?


“เจ้าไม่กลัวข้าเลยหรือ ? ” เจียงโม่หานอดถามมิได้


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็ย้อนถามด้วยความประหลาดใจ “แล้วเหตุใดข้าต้องกลัวเจ้าด้วย ? หรือเพราะหน้าตาของเจ้ารูปงามเกินไป ? เจ้าดูสิ เจ้ายังสูงไม่เท่าข้าเลย อีกทั้งไม่มีรูปร่างที่แข็งแกร่งเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังเหมือนข้าที่แค่ใช้นิ้วสะกิดเจ้าก็เซแล้ว ต้องเป็นเจ้าต่างหากที่กลัวข้าถึงจะถูก”


นางยื่นมือมาดันเขาจริง เจียงโม่หานถูกนางใช้นิ้วดันที่บ่าจนเข่าอ่อนเซไปเล็กน้อย หากไม่ได้หลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามาประคองไว้ได้ทัน ป่านนี้เขาคงล้มหงายหลังไปแล้ว


เจียงโม่หานคิดในใจ ‘เจ้าเด็กโง่ เจ้ารอข้าก่อนเถิด ! ! เจียงโม่หานเขียนชื่อนางลงบัญชีแค้นไว้แล้ว ! ’


“เอาล่ะ ! เลิกโมโหได้แล้ว ! ” หลินเว่ยเว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงคล้ายกำลังปลอบเด็กน้อยให้เป็นเด็กดี “ดูสภาพเจ้าตอนนี้ด้วย คิดว่ายังกลับไปที่สำนักศึกษาไหวหรือ ? เจ้าอยากให้ข้าไปที่สำนักศึกษาเพื่อช่วยสั่งสอนคนที่ทำร้ายร่างกายเจ้าหรือไม่ ? ”


ข้าเป็นถึงโฉวฝู่ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของคนเพียงคนเดียวแต่อยู่เหนือผู้คนนับหมื่น เหตุใดต้องให้เด็กอ้วนเยี่ยงเจ้ามาคอยสั่งสอนด้วย ?


เจียงโม่หานคิดได้เช่นนั้นก็กล่าวอย่างเย็นชา “กลับหมู่บ้าน ! ”


“รับทราบ ! ” หลินเว่ยเว่ยมองเขาด้วยสีหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม “เจ้าเดินเองไหวหรือไม่ ? ให้ข้าช่วยแบกเจ้าดีหรือไม่ ? ”


“ไม่ ! จำ ! เป็น ! ” เจียงโม่หานกัดฟันพูดทีละคำ


ไม่อยากให้ข้าแบกก็บอกดีๆได้นี่ เหตุใดต้องทำกระฟัดกระเฟียดโมโหด้วย ? เหตุใดบัณฑิตหนุ่มจอมหยิ่งถึงได้กลายเป็นบัณฑิตน้อยเจ้าอารมณ์ไปเสียได้ ? ไม่รู้ว่าข้าไปทำให้เขาโมโหได้เช่นไร น่าปวดหัวเสียจริง !


ตอนที่ 20: ให้ข้าช่วยแบกเจ้าหรือไม่ ?


“น้องสี่ เจ้าอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนพี่โม่หานก่อน ข้าจะไปดูว่าสามารถหาเช่าเกวียนได้หรือไม่” หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าเจียงโม่หานเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ขาอ่อนแล้ว กระนั้นเขาก็ยังกัดฟันทน นางจึงตัดสินใจด้วยตนเอง


ในที่สุดนางเด็กอ้วนก็ทำตัวน่าเชื่อถือเป็นเสียที เจียงโม่หานขมวดคิ้วแล้วเอ่ยเตือนนาง “เจ้าไปผิดทางแล้ว ! ”


หลินเว่ยเว่ยตอบกลับเสียงแข็ง “ข้ารู้แล้ว ข้าก็แค่อยากไปซื้อของที่ด้านนั้นเสียหน่อย”


เมื่อมาถึงร้านให้เช่าเกวียน นางได้เช่าเกวียนแล้วพยุงบัณฑิตหนุ่มหน้าหวานขึ้นไป จากนั้นใช้มือข้างหนึ่งยกตะกร้าไม้ไผ่ซึ่งบรรจุของที่ซื้อน้ำหนักรวมประมาณสองร้อยกว่าชั่งขึ้นมา มืออีกข้างก็อุ้มเด็กน้อยให้ไปนั่งข้างเจียงโม่หาน ส่วนนางก็ไปนั่งข้างคนบังคับเกวียนเพื่อจะได้เรียนรู้วิธีบังคับเกวียนจากอีกฝ่าย


เจ้าหนูน้อยจ้องมองเจียงโม่หานอย่างไม่วางตา จากนั้นจึงเปิดห่อขนมในมือแล้วหยิบขนมก้อนน้ำตาลเข้าปาก ‘หวานจัง ! ’ เด็กน้อยหลับตาพริ้มด้วยความเอร็ดอร่อย


เจียงโม่หานมองบรรดาธัญพืชและเส้นหมี่ในตะกร้า จากนั้นก็ก้มมองขนมก้อนน้ำตาลในมือบุตรชายคนเล็กของตระกูลหลิน บุตรทั้งสี่ของครอบครัวหลินได้พึ่งพานางหวงเพียงผู้เดียว สถานการณ์ทางบ้านของพวกนางแย่เสียยิ่งกว่าบ้านของเขาอีก เหตุใดพวกนางจึงสามารถซื้อของดีๆได้โดยไม่เสียดายเงิน ทั้งยังซื้อขนมให้บุตรได้อีก ?


เมื่อชาติที่แล้ว เจ้าเด็กโง่จมน้ำตายจึงทำให้นางหวงตรอมใจจนล้มป่วย หลินจื่อเหยียนต้องลาออกจากสำนักศึกษา ส่วนน้องเล็กก็ถูกชาวต่างชาติมาซื้อตัวไป ครอบครัวของนางจึงนำเงินที่ขายน้องชายได้มารักษาอาการป่วยให้นางหวง


ทว่าต่อมาที่พึ่งทางใจและแสงสว่างหนึ่งเดียวในชีวิตของเขาก็จากไป เขาจึงย้ายออกจากหมู่บ้านที่มีแต่ความทรงจำแสนเจ็บปวดแล้วเข้าร่วมกับกองทัพ จากนั้นเขาก็ค่อยๆปีนขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งสูงและไม่ได้ข่าวคราวของตระกูลหลินอีกเลย !


ระหว่างนี้เกิดอันใดขึ้น ? เหตุใดเจ้าเด็กโง่ยังไม่ตายทั้งยังหายเป็นปกติ ? ไม่ได้มีสติปัญญาผิดแปลกและดูโง่เขลา


ส่วนเจ้าหนูน้อยได้ทานขนมอย่างเอร็ดอร่อย ที่แท้รสชาติของขนมน้ำตาลก้อนก็เป็นเช่นนี้เอง อร่อยมาก ! พี่รองช่างใจดีเหลือเกินที่ซื้อขนมอร่อยเช่นนี้ให้ข้ากิน !


เมื่อเห็นว่าเจียงโม่หานเอาแต่จับจ้องขนมในมือของตน แม้ว่ารู้สึกเสียดายเป็นอย่างมากแต่เด็กน้อยก็ยังมีใจแบ่งปันโดยแกะขนมอีกห่อนึงแล้วป้อนใส่ปากของเจียงโม่หาน “พี่โม่หาน หากท่านกินน้ำตาล ศีรษะของท่านก็จะไม่เจ็บแล้ว ! นี่คือขนมที่พี่รองซื้อให้ข้ากิน มันหวานมากเลย ! ”


เพราะมัวเหม่อลอยนึกถึงเรื่องราวต่างๆ จึงทำให้มิทันได้ระวังตัว สุดท้ายขนมก็ถูกป้อนเข้ามาในปากของเจียงโม่หาน เขาขมวดคิ้วแน่น ในใจอยากพ่นทิ้งออกมา ทว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มไร้เดียงสาของเด็กน้อยและสายตาที่คาดหวังว่าเขาจะทานขนมอย่างเอร็ดอร่อยก็ทำให้เขาไม่อยากทำลายความสุขในวัยเด็กของอีกฝ่าย


ขนมก้อนน้ำตาลเป็นลูกอมมีราคาถูกที่สุด มันทั้งหวานทั้งเหนียวและชอบติดตามซอกฟัน ให้ความรู้สึกหนุบหนับน่ารำคาญ แต่ผู้ที่ไม่ชอบทานของหวานเช่นเขากลับรู้สึกว่าก้อนน้ำตาลนี้หอมหวานไปถึงหัวใจ


ในชาตินี้มารดายังไม่จากไป ตัวเขาก็ยังไม่ต้องจมปลักอยู่กับความเจ็บปวดและความเศร้าโศก ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีโอกาสได้เลือกทางเดินใหม่อีกด้วย


“ดื่มน้ำสักหน่อยหรือไม่ ? ” กระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุน้ำสะอาดไว้เต็มกระบอกถูกยื่นมาตรงหน้า


เจียงโม่หานจับจ้องไปที่กระบอกไม้ไผ่อยู่นานก่อนจะยื่นมือไปรับแล้วยกดื่มหลายอึก ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเวียนศีรษะจนอาเจียนออกมา


ก่อนที่สติสัมปชัญญะของเขาจะค่อยๆหายไปและก่อนที่จะไม่รู้สึกตัวนั้นก็ได้เห็นใบหน้าอวบอ้วนที่ดูเป็นห่วงเป็นใยเขาอย่างยิ่ง


หลินเว่ยเว่ยรีบเข้ามาประคองศีรษะของเขาก่อน จากนั้นก็ค่อยๆย้ายมันมานอนทับบนขาของตน


“พี่รอง พี่โม่หาน… ” เด็กน้อยมองไปยังเจียงโม่หานด้วยความกังวล


“ไม่เป็นไรหรอก เขาแค่หมดสติไป” หลินเว่ยเว่ยประคองศีรษะของชายหนุ่มอย่างเบามือเพื่อพยายามลดแรงกระแทกในขณะที่เกวียนกำลังเคลื่อนตัวอยู่


เวลานี้ชายผู้บังคับเกวียนเริ่มเกิดความไม่พอใจเข้าแล้ว “เจ้าหนุ่มผู้นี้คงไม่มาตายบนเกวียนของข้าใช่หรือไม่ ? หากบนเกวียนของข้ามีคนตายขึ้นมา ต่อไปจะมีผู้ใดกล้าเช่าเกวียนของข้าอีก ? พวกเจ้าลงจากเกวียนไปเถิด ข้าไม่คิดเงินหรอก ! ”


“ท่านลุง เขาแค่เวียนศีรษะเพราะเมาเกวียน ใช่ เขาแค่เมาเกวียนเท่านั้น อีกประเดี๋ยวเขาก็ตื่นขึ้นมาแล้ว เขาไม่ตายแน่นอน ! ” หลินเว่ยเว่ยพยายามอธิบายอย่างสุดความสามารถ


ทว่าผู้บังคับเกวียนมองไปที่บาดแผลของชายหนุ่ม ทั้งยังมองไปที่ใบหน้าซีดเผือดและรูปร่างผอมบางก็รู้สึกว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้พร้อมตายได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเขาจึงหยุดเกวียนแล้วหยิบเงินอีแปะออกมาพวงหนึ่ง จากนั้นยื่นให้นางพลางกล่าวว่า “ข้าคืนเงินให้เจ้าเพื่อเอาไปรักษาเขา แต่ข้าไม่บังคับเกวียนต่อแล้ว ! ”


เดิมทีหมู่บ้านฉือหลี่โกวทั้งอยู่ไกลและทุรกันดาร เขาก็ไม่อยากบังคับเกวียนอยู่แล้ว เห็นแก่ที่หลินเว่ยเว่ยยอมจ่ายหนักถึง100อีแปะ เขาจึงยอมตกลงอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ผู้ใดจะรู้ว่ากลายเป็นความโชคร้ายถึงเพียงนี้เพราะเขาต้องมาบังคับเกวียนเพื่อพาคนใกล้ตายไปส่ง หากเจ้าหนุ่มผู้นี้ตายจริงแล้ว ชาวบ้านคงไม่กล้ามาเช่าเกวียนของเขาอีกแน่ !


หลินเว่ยเว่ยพยายามโน้มน้าวอยู่นาน แต่คนบังคับเกวียนก็ยังยืนกรานคำเดิม สุดท้ายนางจึงยอมประนีประนอมด้วย “ท่านลุง เช่นนั้นท่านช่วยข้าลากเกวียนพาน้องชายและตะกร้าใบนั้นไปได้หรือไม่ ข้าจะจ่ายให้ท่านเท่าเดิมโดยไม่ขาดแม้แต่อีแปะเดียว ท่านคิดว่าอย่างไร ? ”


คนบังคับเกวียนเพียงแสดงท่าทีให้เห็นว่าขอแค่ไม่ต้องให้เขาลากคนเจ็บ เรื่องอื่นก็สามารถเจรจากันได้ ด้วยความจนปัญญานี้ หลินเว่ยเว่ยจึงต้องแบกเจียงโม่หานขึ้นหลัง


นางต้องแบกเขากลับหมู่บ้านฉือหลี่โกว สำหรับนางแล้ว น้ำหนักเขาไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยสักนิด ดังนั้นความเร็วในการเดินของนางทั้งที่มีคนเจ็บอยู่บนหลังมิด้อยไปกว่าเกวียนของท่านลุงเลย ทำให้คนบังคับเกวียนตกใจอยู่ไม่น้อย ทั้งยังคอยชำเลืองมองมาที่นางอยู่บ่อยครั้ง


เมื่อเกวียนมาหยุดที่หน้าประตูบ้านตระกูลหลิน เจ้าหนูน้อยก็รีบกระโดดลงจากเกวียนแล้วไปเคาะประตูบ้านของนางเฝิงทันที คนบังคับเกวียนต้องการย้ายตะกร้าไม้ไผ่ลงให้พวกเขา ทว่าต่อให้พยายามเพียงใดมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเลย เขาจำได้ว่าเด็กอ้วนถือมันได้ด้วยมือเพียงข้างเดียวเท่านั้น !


ทันทีที่นางเฝิงเดินออกจากในบ้านก็ชะงักไปครู่หนึ่งค่อยจำได้ว่าเด็กหนุ่มที่บุตรสาวคนรองของนางหวงแบกไว้บนหลังคือบุตรชายของตน เกิดเรื่องใดขึ้น ? วันนี้ตอนเช้าเขากลับเข้าเมืองแล้วมิใช่หรือ ? เหตุใดใบหน้าของเขาจึงบวมช้ำแล้วถูกแบกกลับมาเช่นนี้ อีกทั้งตรงศีรษะยังมีบาดแผลฉกรรจ์มากด้วย


“เกิดอันใดขึ้น ? ” นางเฝิงเริ่มตื่นตระหนกและไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร


หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นจึงพูดปลอบใจว่า “น้าเฝิงอย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย ลูกของท่านแค่หมดสติไปเท่านั้น ตอนนี้บาดแผลตรงหลังศีรษะของเขาเป็นอันตรายมาก ท่านต้องรีบไปเชิญหมอเหลียงมา ประเดี๋ยวข้าจะช่วยแบกเขาเข้าไปเอง ! ”


บังเอิญกับที่ในยามนี้เจียงโม่หานได้ยินเสียงมารดาจึงทำให้เขาค่อยๆได้สติคืนมา


เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ก็ได้เห็นใบหน้าที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำมานานแสนนาน ใบหน้าที่งดงามหมดจด สีหน้าโอบอ้อมอารีและรูปร่างผอมบาง นางเป็นเพียงสตรีอ่อนแอที่เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ท่ามกลางความยากลำบากและสถานการณ์บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยสงคราม ยิ่งไปกว่านั้นนางยังคอยเน้นย้ำให้เขาเรียนหนังสือเพื่อสอบเป็นขุนนางสร้างชื่อเสียงให้แก่ตน


เจียงโม่หานมองไปยังมารดาผู้ที่เลี้ยงเขามาเป็นเวลานานสิบกว่าปี เขาไม่กล้าแม้แต่กะพริบตาเพราะกลัวว่ามารดาจะหายไป !


ความทรงจำในวัยเด็กมันเลือนลางไปนานแล้ว ในตอนนั้นเขามักต้องหลีกหนีเด็กคนอื่นเพราะโดนกลั่นแกล้ง ดูหมิ่นและถูกขับไล่อยู่เสมอ ทุกครั้งที่มีเด็กมาด่าทอเขาด้วยถ้อยคำหยาบคายเช่น ‘ไอ้บุตรกำพร้าพ่อ’ “ไอ้เด็กไม่มีพ่อดูแล’ หรือ ‘เจ้าขอทาน’ มารดาก็มักใช้ร่างกายที่อ่อนแอแบกรับการทารุณทั้งหมดเพื่อเขาและกลายเป็นความอบอุ่นเดียวในหัวใจของเขา


ช่างดีเหลือเกิน ! แสงสว่างเดียวภายในใจของเขายังมิดับไปและความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวนี้ยังคงอยู่


“เจ้าลูกคนนี้ จำแม่ไม่ได้แล้วหรือ ? เหตุใดไม่ยอมพูดสักคำ ? เจ้ายิ้มหรือ…ทั้งที่บาดเจ็บถึงเพียงนี้แต่เจ้าก็ยังยิ้มออกมา ลูกของแม่คงมิได้ล้มจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วใช่หรือไม่ ? ” นางเฝิงเริ่มร้อนใจจนแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ


หลินเว่ยเว่ยจึงรีบปลอบทันที “อาจเพราะเขายังได้สติกลับมาไม่เต็มที่ น้าเฝิง ท่านรีบไปเชิญหมอมาตรวจอาการเขาเถิด ! ”


เจียงโม่หานจับจ้องไปที่นางเฝิงจนกระทั่งนางหายลับไปจากสายตาของตน


“ปล่อยข้าได้แล้ว ! ” เขาผงะไปครู่หนึ่ง ตอนนี้เพิ่งกลับมาเกิดใหม่จึงเป็นเรื่องยากที่ในชั่วขณะหนึ่งจะสามารถปกปิดน้ำเสียงเย่อหยิ่งในฐานะโฉวฝู่ผู้มีอำนาจได้ หลังจากนี้เขาต้องระวังให้มากขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เผยพิรุธต่อหน้าผู้อื่น


จบตอน

Comments