ตอนที่ 111: ประชุมครอบครัว
หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดสักพักจึงพูดว่า “ข้ามีสูตร ‘เมล็ดทานตะวันห้าเครื่องเทศอยู่’ แต่ไม่เคยลองทำมาก่อน…”
“สูตรของกู่เหนียงไม่มีวันผิดพลาดแน่นอน กู่เหนียงโปรดเขียนสูตรทิ้งไว้ แล้วข้าจะคิดราคาตามสูตรของขนมคือรับซื้อในราคา200ตำลึง !” หนิงตงเซิ่งกลัวต้องฝันหวานนานเกินไป นอกจากนี้ยังเหลือเวลาอีกไม่ถึงสิบวันก็จะถึงวันไหว้พระจันทร์แล้ว ดังนั้นหากได้สูตรมาเร็วขึ้น เขาก็จะได้คืนทุนเร็วๆเช่นกัน !
ในชาติก่อนหลินเว่ยเว่ยเคยทำงานในร้านขายธัญพืชและถั่วอบชนิดต่างๆมาระยะหนึ่ง ดังนั้นกระบวนการทำเมล็ดทานตะวันห้าเครื่องเทศจึงยังเป็นความทรงจำที่ติดอยู่ในใจเสมอ หลินเว่ยเว่ยเป็นคนบอกและหนิงตงเซิ่งเป็นคนจดบันทึก ผ่านไปไม่นานเงินอีก200ตำลึงก็มาอยู่ในมือของนางแล้ว สูตรโกงในการทะลุมิติกลับมาก็มีเพียงประสบการณ์เท่านั้นที่มากกว่าผู้อื่น
นางรับเงิน800ตำลึงมาแล้วเก็บมันเข้ากระเป๋า ทว่าในความเป็นจริงมันถูกเก็บไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณเพราะไม่มีที่ใดปลอดภัยเท่าในมิติน้ำพุวิญญาณของนางอีกแล้ว
หนิงตงเซิ่งเคยสืบประวัติของหลินเว่ยเว่ยมาก่อน เขารู้เพียงว่าเพราะภัยสงครามทำให้ครอบครัวของนางมาตั้งรกรากอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ภายใต้การปกครองของเขตเริ่นอัน ซึ่งวิธีทำผลไม้อบแห้ง เนื้อแผ่นและขนมชนิดต่างๆ หรือแม้แต่สูตรการทำเมล็ดทานตะวัน…บางทีก่อนเกิดสงครามขึ้นมา ครอบครัวของนางคงจะเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยตระกูลหนึ่งกระมัง ?
ส่วนเรื่องที่ว่าเหตุใดไม่เปิดกิจการขายขนมหรือผลไม้อบแห้งเป็นของตนเองก็คงอยากถือโอกาสออกจากวงการการค้าและคอยดูแลให้บุตรหลานในตระกูลเดินสู่เส้นทางของปัญญาชน ได้ยินว่าน้องชายคนโตของนางก็เป็นที่รักของเหล่าอาจารย์ในสำนักศึกษา เขาศึกษาตำราได้อย่างยอดเยี่ยมแล้วจะหันมาทำการค้าเพื่อทำลายเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดได้อย่างไร ?
หนิงตงเซิ่งหาเหตุผลมาเติมเต็มความน่าสงสัยในตัวหลินเว่ยเว่ย
หลังสนทนาต่อได้อีกไม่กี่ประโยค หลินเว่ยเว่ยก็ได้ทราบข่าวหนึ่งจากปากของหนิงตงเซิ่งว่า…มีบ้านปล่อยขายบริเวณท่าเรือ บางทีการที่เขารีบเดินทางมาที่นี่ก็คงเพราะเป้าหมายตรงท่าเรือนั่นเอง
หืม ท่าเรือ ? บ้านหรือ ? หากพูดในฐานะคนมีเงินอยู่ในมือและเยาวชนที่เลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์แห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดย่อมต้องมีความหลงใหลในอสังหาริมทรัพย์อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเด็กที่ออกมาจากบ้านเด็กกำพร้าเช่นนางย่อมมีความใฝ่ฝันอยากมีบ้านเป็นของตนเองสักหลัง
ตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือต้องเป็นทำเลที่ไม่เลวอยู่แล้ว แม้ว่าเจ้าของจะไม่ได้พักอาศัยก็สามารถเอาไว้ทำการค้าหรือปล่อยเช่าได้ มองในมุมไหนก็ไม่เลวทั้งสิ้น นางจึงถามด้วยความตื่นเต้น “คุณชายหนิงคิดจะซื้อเก็บไว้หรือไม่ ?”
หนิงตงเซิ่งส่ายหน้า “ตอนแรกก็คิดอยู่หรอก ทว่าตอนนี้…ควรขยายร้านและขายขนมหลายอย่างก่อนดีกว่า !”
หลินเว่ยเว่ยเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายดี เดิมทีเขามีกำลังพอจะซื้อบ้านตรงท่าเรือได้ แต่หลังจากซื้อสูตรขนมของนางแล้วก็ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากจึงจำใจต้องยอมแพ้
หลังออกจากร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้แล้ว นางก็ตรงไปที่ท่าเรือ บ้านหลังที่ปล่อยขายเป็นห้องแถวจำนวน8ห้อง แม้เก่าไปหน่อยทว่าตัวบ้านก็มีขนาดใหญ่ แต่ละห้องก็กว้างขวางและอยู่ใกล้ท่าเรือ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไม่ค่อยดี เจ้าของห้องแถวจึงทำการค้าขาดทุนและคิดจะขายเพื่อย้ายกลับไปอยู่ทางใต้ซึ่งเป็นบ้านเกิด
อย่างไรก็ตามเจ้าของไม่ยอมแบ่งขาย ดังนั้นราคาของทั้งแปดห้องจึงอยู่ที่1พันตำลึง ผู้ที่มีกำลังซื้อก็ไม่ชอบสภาพห้องแถวอันทรุดโทรม บางส่วนที่คิดจะซื้อก็มีเงินไม่พอ ในช่วงเดือนกว่ามานี้จึงขายไม่ออกเสียที !
หลินเว่ยเว่ยลูบหน้าอกของตน ตอนนี้นางมีเงิน800ตำลึง การค้าเนื้อแผ่นในช่วงเดือนกว่านี้ก็ทำให้ที่บ้านมีเงินเก็บอยู่ประมาณห้าถึงหกร้อยตำลึง บัดนี้นางจึงคิดว่าควรจะพูดเช่นไรถึงจะสามารถเกลี้ยกล่อมให้มารดายอมซื้อห้องแถวเหล่านี้ไว้
ในสายตาของหลินเว่ยเว่ยคือห้องแถวแปดห้องนี้ถือว่าเป็นร้านค้าที่ดี หากปรับปรุงใหม่แล้วจะปล่อยเช่าก็ต้องได้เงินกลับมาไม่น้อย! ต่อไปนางก็จะกลายเป็นเศรษฐีห้องเช่าแล้วไม่ใช่หรือ ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใด แค่นอนรอนับเงินเท่านั้น !
หลินเว่ยเว่ยเดินกลับบ้านอย่างมีความสุข เจียงโม่หานเห็นนางยิ้มหน้าบานจนตาแทบจะเป็นเส้นเดียวกันจึงอดถามขึ้นมาไม่ได้ “มีเรื่องดีอันใดจึงมีความสุขถึงเพียงนี้ ?”
“เรื่องดี เรื่องดีมากๆเลย ! บัณฑิตน้อย เร็วเข้า พูดสิ่งใดที่น่าฟังหน่อย พูดเอาใจข้าหน่อยเร็ว ทำให้พี่มีความสุขหน่อยสิน้อง แล้วพี่จะพาน้องไปหาเงินก้อนโต !” ฝ่ามือที่หลินเว่ยเว่ยลงน้ำหนักไปบนบ่าแทบทำให้เจียงโม่หานได้รับบาดเจ็บภายใน
เจียงโม่หานลูบบ่าอันปวดร้าวของตนแล้วกัดฟันกล่าวว่า “เจ้าไปโดนวิชามารมาหรือไร ? หรือสมองมีปัญหาไปแล้ว ?”
“มา มา มา ! ประเดี๋ยวพี่จะเล่าให้น้องฟังอย่างละเอียด !” หลินเว่ยเว่ยดีใจจนลืมตัว นางจึงยื่นมือไปจับมือของบัณฑิตหนุ่ม
เจียงโม่หานทำตัวราวกับโดนน้ำร้อนลวก เขารีบสะบัดมือออกทันที จากนั้นก็เดินเข้าบ้านของตนด้วยความโมโห ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็เห็นใบหูของเขาเป็นสีแดงก่ำจากทางด้านหลัง…อุ๊ย บัณฑิตน้อยเขินด้วยละ !
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เดินตามเจียงโม่หานเข้าไปยังบ้านตระกูลเจียง ตอนนี้นางเฝิงและนางหวงกำลังทำผลไม้อบแห้งอยู่ ! ผลชิงและลูกท้อบนภูเขาโดนหลินเว่ยเว่ยเก็บมาได้พอสมควรแล้ว เพียงแต่พวกมันถูกเก็บไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณ ในแต่ละวันหลังเดินวนรอบภูเขา นางก็แค่หยิบพวกมันออกมาใส่ตะกร้าเท่านั้น
ในฤดูกาลนี้ผลชิงล้วนสุกงอมจนหมดแล้ว ทว่าหลินเว่ยเว่ยอ้างถึงสภาพอากาศบนหุบเขาว่าจะทำให้ผลชิงสุกช้ากว่าปกติจึงไม่น่าสงสัยอันใด
“เสี่ยวเว่ยกลับมาแล้วหรือ ! วันนี้ราบรื่นเหมือนเดิมหรือไม่ ?” เมื่อเห็นเจียงโม่หานเข้ามาพร้อมสีหน้าเย็นชา นางเฝิงก็แสร้งตำหนิบุตรชายว่า “หานเอ๋อร์ เจ้าทะเลาะกับเสี่ยวเว่ยอีกแล้วหรือ ? เจ้าเป็นบุรุษต้องใจกว้างหน่อย เจ้าต้องยอมให้เสี่ยวเว่ยบ้าง”
ทันใดนั้นสีหน้าของเจียงโม่หานก็เย็นชายิ่งกว่าเดิม เขาโมโหจนต้องกัดฟัน อย่างเขายังถือว่ายอมไม่พออีกหรือ ? เขาตามใจนางมากเกินไปต่างหาก นางกำเริบขึ้นทุกวัน วาจาไม่เอ่ยก็ลงไม้ลงมือแล้ว ! ไม่รู้ว่าเวลาไปทำการค้ากับคนในเมืองจะทำเช่นนี้หรือไม่ ?
เถ้าแก่น้อยร้านผลไม้อบนั่นก็ดูเหมือนจะเป็นหนุ่มหน้าขาวด้วยนี่…ไม่ต้องบอกก็รู้ คำว่า ‘หนุ่มหน้าขาว’ นี้เจียงโม่หานต้องได้ยินมาจากหลินเว่ยเว่ยแน่นอน แต่เขาไม่รู้ความหมายแฝงหรอก แค่เข้าใจความหมายโดยผิวเผินเท่านั้น ทว่าตัวเขาและหนิงตงเซิ่งก็มีผิวที่ค่อนข้างขาวกว่าคนปกติ เจ้ากล้าว่าคนอื่นเป็นหนุ่มน้อยหน้าขาว ไม่อายบ้างหรือไร ?
พอคิดว่าเด็กตัวแสบอาจไปแตะตัวผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ ไฟโทสะของเจียงโม่หานก็ไม่อาจระงับได้อีกต่อไป ราวกับว่า…แมวที่ตนเลี้ยงไว้ถูกผู้อื่นหลอกล่อไปด้วยปลาย่างหนึ่งตัว แล้วมันก็ยังเข้าไปวนเวียนและร้องเรียกขออาหารอยู่อย่างนั้น ใช่ เป็นความรู้สึกเช่นนี้เอง !
หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นไฟโทสะในใจของบัณฑิตหนุ่ม นางจึงรีบกล่าวว่า “น้าเฝิง ท่านเข้าใจบัณฑิตน้อยผิดแล้ว พวกเราไม่ได้ทะเลาะกันหรอก บัณฑิตน้อย เจ้ามานี่สิ ข้ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษากับทุกคน”
นางเฝิงและนางหวงหยุดงานในมือทันที พวกนางเดินมานั่งยังกลางลานบ้าน ส่วนเจียงโม่หานก็ดึงหน้าแล้วกลับมานั่งข้างหลินเว่ยเว่ย ทว่ายังหันหลังให้อยู่
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เล่าสิ่งที่คิดให้ทุกคนรับฟัง
หลังฟังจบ เจียงโม่หานก็หันกลับมาพร้อมจ้องหลินเว่ยเว่ยอย่างมีนัย ในที่สุดหางจิ้งจอกก็โผล่ออกมาแล้ว ถ้าไม่ได้เพราะย้อนเวลากลับชาติมาเกิดใหม่เยี่ยงเขา เหตุใดจึงอยากซื้อห้องแถวตรงแถวท่าเรือ ยิ่งไปกว่านั้นห้องแถวเก่าๆ ก็ไม่เห็นจะมีสิ่งใดน่ามอง !
เมื่อนางหวงได้ยินถ้อยคำของบุตรสาวแล้วก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงลังเล “ซื้อห้องแถวตรงท่าเรืออย่างนั้นหรือ ? คนผ่านไปมาจะไม่วุ่นวายเกินไปสำหรับการใช้ชีวิตหรือไร อีกอย่างที่ดินของบ้านเราก็อยู่ตรงฉือหลี่โกว…”
ตอนที่ 112: ผู้ใดมีสิทธิ์ตัดสินใจในบ้าน
หลินเว่ยเว่ยส่ายศีรษะเบาๆ แล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ห้องแถวตรงท่าเรือราคาไม่ถูกก็จริง ทว่าก็มีคนผ่านไปผ่านมาตลอด หมายความว่าเราจะมีลูกค้าแวะเวียนมาเสมอ ! ท่านแม่ลองคิดสิเจ้าคะ ถ้าเป็นท่านที่ต้องนั่งเรืออยู่เหนือผิวน้ำนานแรมเดือน พอมาถึงท่าเรือแล้วต้องทำตัวให้ผ่อนคลายโดยการซื้อของประจำท้องถิ่นหรือหาของกินอร่อยใช่หรือไม่ ! ถ้าเราซื้อห้องแถวไว้แล้วปรับปรุงมันอีกหน่อยก็สามารถนำมาเปิดเป็นร้านค้าได้ !”
เมื่อเห็นว่านางหวงยังตัดสินใจไม่ได้ นางจึงอธิบายเสริม “ท่านแม่เจ้าคะ ฝีมือการทำอาหารของท่านเป็นที่ยอมรับของหมู่บ้านฉือหลี่โกว เมื่อรวมกับอาหารพิเศษจากฝีมือข้า ถ้าเปิดร้านอาหารยังต้องกังวลเรื่องลูกค้าอีกหรือ ? ผลไม้อบแห้ง เนื้อแผ่น แยมผลไม้ของพวกเรา…แล้วก็ยังมีเมล็ดสน เฮเซลนัทหรือเมล็ดต้นเจินและถั่วอื่นๆในฤดูใบไม้ร่วง เหล่านี้ไม่ใช่ของประจำท้องถิ่นหรือ ? บัณฑิตน้อย เจ้ามีความเห็นอย่างไร ?”
หลินเว่ยเว่ยรู้ว่ามารดามีนิสัยลังเลตัดสินใจไม่เด็ดขาด แต่บัณฑิตหนุ่มอ่านตำราเยอะ มีความรู้กว้างขวาง น่าจะมองเห็นโอกาสทางการค้ากระมัง ?
เจียงโม่หานจ้องนางแล้วแอบบ่นพึมพำในใจว่าเด็กตัวแสบย้อนเวลากลับชาติมาเกิดเหมือนเขาจริงหรือไม่ จะเป็นอย่างที่นางกล่าวจริงหรือ นางเห็นแค่โอกาสทางการค้าที่ท่าเรือเช่นนั้นหรือ ?
“มองข้าด้วยเหตุใด ? หรือจู่ๆก็คิดว่าข้าแข็งแกร่งและมีความสามารถมาก ?” หลินเว่ยเว่ยลูบไล้ใบหน้าด้วยความหลงตัวเองพร้อมยักคิ้วไปด้วย
เจียงโม่หานเงียบไปสักพัก ก่อนจะย้อนถาม “เจ้าอยากเปิดร้านอาหาร แถมยังอยากขายของประจำท้องถิ่น เจ้าอยากเปลี่ยนฐานะเป็นพ่อค้าหรืออย่างไร ? แล้วจื่อเหยียนของบ้านเจ้าจะทำเช่นไร ?”
หลินเว่ยเว่ยตกตะลึงทันที…จริงสิ พ่อค้าในสมัยโบราณมีฐานะต่ำต้อย มีบางราชวงศ์ไม่อนุญาตให้บุตรหลานของพ่อค้าสอบเป็นขุนนาง !
นางลูบใบหน้าน้อยๆของตนแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงรำคาญเล็กน้อย “แม้จะซื้อห้องแถวมาปรับปรุงใหม่แล้วเราก็ยังสามารถปล่อยเช่าได้ ! รายได้หนึ่งห้องต่อปีก็หลายสิบตำลึง เอาเงินไปวางไว้กับบ้านและที่ดินไม่มีทางลดลงอยู่แล้ว !”
หลังได้ใกล้ชิดและสังเกตอีกฝ่ายตลอดช่วงหลายวันมานี้ เหมือนว่าเด็กตัวเหม็นไม่ได้เจ้าเล่ห์เพทุบายและเสแสร้งทำเป็นคนดี แต่ถ้าความเรียบง่ายและสดใสนั้นเป็นสิ่งที่นางเสแสร้งขึ้นมา เขาก็คงไม่ตกอยู่ในเงื้อมมือนางอยู่แล้ว เด็กคนนี้คงรู้สึกว่าการซื้อไว้จะสร้างกำไรให้ แต่ไม่รู้ถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้านี้…
เจียงโม่หานหันมามองนางแล้วแสดงความคิดเห็นออกมา “แม้จะไม่ปล่อยเช่าให้คนอื่นทำเป็นร้านค้าก็ยังสามารถปล่อยเช่าเป็นโกดังเก็บสินค้าได้ ตอนนี้ทางเหนือประสบภัยแล้งโดยเฉพาะตะวันตกเฉียงเหนือที่ระดับน้ำของแม่น้ำเหลียงเหอลดลงมาก เรือที่ล่องไปทางตะวันตกจึงจำเป็นต้องขนถ่ายสินค้าออกบางส่วน…เมื่อถึงเวลานั้นโกดังที่ทำไว้เช่าให้เก็บสินค้าก็จะเป็นที่ต้องการแน่นอน !”
ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยเป็นประกายราวกับดวงดาวที่สว่างบนท้องนภา นางอดยกมือขึ้นไม่ได้เพราะคิดจะตบบ่าของเจียงโม่หาน เมื่อเห็นเช่นนั้นเจียงโม่หานก็ตกใจจนหน้าถอดสีแล้วรีบเบี่ยงตัวหลบจนเกือบลงไปนั่งกับพื้น
หลินเว่ยเว่ยจึงต้องเข้าไปช่วยประคองพลางยิ้มจนตาแทบปิด “ไม่ต้องกลัว ข้าออมแรงแล้ว ไม่ตีเจ้าจนเจ็บปางตายหรอกน่า ! สมแล้วที่เป็นบัณฑิต ความรู้ช่างแตกต่างจากคนปกติเสียจริง เป็นอย่างไรบ้าง ? ห้องแถวแปดห้อง บัณฑิตน้อยไม่คิดจะซื้อไว้สักห้องสองห้องหรือ ?”
ตอนแรกเริ่มเจ้าของห้องแถวคิดจะขายทั้งแปดห้องพร้อมกันโดยไม่แบ่งขาย ทว่าพอเวลาผ่านไปก็ไม่มีผู้ใดมาถามไถ่จนเห็นว่าขายไม่ออกจริงๆ เขาจึงยอมแบ่งขาย ด้านเงิน300ตำลึงที่เจียงโม่หานขอยืมมาจากเฝิงชิวฟานก็เพื่อรอเจ้าของปล่อยขายห้องแถวในอีกครึ่งเดือนข้างหน้าและตัดสินใจซื้อไว้สองห้อง
เจียงโม่หานมองหลินเว่ยเว่ย จากนั้นก็หันไปมองนางหวงเพราะเรื่องการซื้อขายหลายร้อยตำลึง นางหวงกลับจะให้เด็กน้อยคนหนึ่งเป็นคนตัดสินใจหรือ ?
เขาจึงอดพูดตักเตือนไม่ได้ “เช่นนั้นก็เรียกจื่อเหยียนมาปรึกษาสักหน่อยดีหรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยแสดงท่าทีฉุกคิด “ใช่ ใช่ ใช่ ! หัวหน้าครอบครัวของเราในอนาคต การซื้อบ้านเป็นเรื่องใหญ่ เขาจะไม่มาเข้าร่วมได้อย่างไร ? ท่านแม่เจ้าคะ ข้าลืมไปเลย ท่านเองก็ไม่เตือนข้าบ้าง”
ในช่วงสองเดือนนี้ ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ หลินเว่ยเว่ยก็เป็นคนตัดสินใจมาโดยตลอด นางหวงจึงเคยชินไปเสียแล้ว “จื่อเหยียนยังเด็ก ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก เจ้าตัดสินใจเองเถิด”
“ได้ที่ไหนเล่า ? ต้าฮว๋าอายุสิบสามแล้ว ถือเป็นหนุ่มน้อยแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปตระกูลเราต้องพึ่งพาเขา เรื่องซื้อบ้านก็ใหญ่ถึงเพียงนี้ เขาจะไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็นได้อย่างไร ?”
หลินเว่ยเว่ยยืนกรานที่จะเรียกหลินจื่อเหยียนที่กำลังศึกษาตำรามาที่นี่ เจ้าหนูน้อยก็เดินตามพี่รองไปด้วย
ตอนที่หลินจื่อเหยียนมาถึง บนนิ้วของเขายังมีกลิ่นของน้ำหมึกติดอยู่ หลังฟังหลินเว่ยเว่ยอธิบายสาเหตุเสร็จแล้ว เขาก็เกาศีรษะพลางกล่าวว่า “เรื่องนี้พี่รองตัดสินใจเลยก็ได้นี่ !”
หลินเว่ยเว่ยกดตัวเขาให้นั่งกับเก้าอี้ “ตามใบทะเบียนบ้านมีเจ้าเป็นหัวหน้าครอบครัว ดังนั้นเจ้าต้องเป็นคนตัดสินใจเรื่องใหญ่ในบ้าน ว่ามาเถิด หัวหน้าครอบครัว เราจะซื้อห้องแถวนี้หรือไม่ ?”
หลินจื่อเหยียนถามด้วยน้ำเสียงลังเล “ห้องแถวตรงท่าเรือน่าจะมีราคาแพงใช่หรือไม่ ?”
“ก็ไม่ถือว่าแพง ห้องแถวแปดห้องราคา1พันตำลึง !” น้ำเสียงของหลินเว่ยเว่ยเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ว่าอย่างไรนะ ? 1พันตำลึงยังบอกไม่แพงอีกหรือ ?” หลินจื่อเหยียนแทบกระโดดออกจากเก้าอี้ “บ้านเรามีเงินเยอะถึงเพียงนั้นที่ไหนเล่า ?”
นางหวงนับมือเงียบๆ เงินที่ขายผลไม้อบแห้งล้วนถูกเปลี่ยนเป็นข้าวสารและถูกเก็บซ่อนไว้ในห้องใต้ดินของบ้าน ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเงินขายเนื้อแผ่นและผลไม้อบแห้ง ถ้าหักจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็มีเหลืออยู่ประมาณหกร้อยถึงเจ็ดร้อยตำลึงน่าจะได้
ที่แท้บ้านของตนก็มีเงินเยอะเพียงนี้เชียวหรือ ? หากไม่นับก็คงไม่รู้ พอนับแล้วก็มีความสุขขึ้นมาทันที ทว่า ผ่านไปไม่นานคิ้วของนางหวงก็ตกลงอีกครา…มันยังห่างจาก1พันตำลึงไม่น้อยเลย !
หลินเว่ยเว่ยกดให้น้องชายนั่งลงอีกครา “เรื่องเงินเจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ประเดี๋ยวพี่สาวของเจ้าจัดการเอง”
เจ้าหนูน้อยยกมือขึ้นเพื่อบอกให้รู้ว่าเขายังมีตัวตนอยู่ “ถ้าไม่พอก็เอากระต่ายบ้านเราไปขายได้ !”
“เจ้าทำใจได้หรือ ?” หลินเว่ยเว่ยลูบเส้นผมอันอ่อนนุ่มของเจ้าหนูน้อย
เจ้าหนูน้อยกำหมัดแน่นพร้อมกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เลี้ยงกระต่ายไว้เพื่อหาเงิน ทำให้บ้านเรามีชีวิตที่ดีขึ้น ตอนนี้เป็นเวลาต้องใช้เงิน ถ้าไม่ขายตอนนี้แล้วจะขายตอนไหน ?”
“เป้าหมายของเจ้าไม่ได้จะเลี้ยงจนเต็มคอกกระต่ายหรือไร ? ถ้าเอาไปขายมันจะบรรลุเป้าหมายเจ้าเมื่อใดเล่า ?” หลินเว่ยเว่ยแกล้งหยอก
แต่เจ้าหนูน้อยกล่าวโดยไม่ลังเล “เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดของข้าคือทำเงินก้อนโตเพื่อให้ท่านแม่ พี่รอง พี่สามและพี่ใหญ่ได้มีชีวิตดีขึ้น ! หลังจากขายกระต่ายน้อย แม่กระต่ายก็ยังคลอดใหม่และเลี้ยงใหม่ได้ แน่นอนว่ามีเงินต้องใช้บนคมมีด! ทว่าบัดนี้การซื้อบ้านของพี่รองสำคัญที่สุด !”
หลังจากที่หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะร้องไห้ทันที “เหตุใดจึงเปลี่ยนเป็นซื้อบ้านให้ข้าเล่า ? ซื้อให้พวกเจ้าต่างหาก ! บัณฑิตน้อย เจ้าคิดจะซื้อกี่ห้อง ? สองห้องหรือ ? เช่นนั้นก็เหลือหกห้อง ให้ต้าฮว๋าสามห้อง น้องเล็กอีกสามห้อง !”
“แล้วพี่รองเล่า ? ไม่มีของพี่รองหรือ ?” เจ้าหนูน้อยทำตากลมโตแล้วพูดอย่างไม่เห็นด้วย
นางเฝิงคิดว่าน่าสนุกจึงแกล้งหยอกเจ้าหนูน้อยว่า “พี่รองเป็นสตรี ต่อไปต้องออกเรือน ใครก็พูดกันว่าสตรีที่แต่งออกไปก็เหมือนน้ำที่โดนสาดออกไป หากยกบ้านให้นางก็เหมือนยกประโยชน์ให้คนนอกไม่ใช่หรือ ?”
“คนนอก ? พี่รองไม่ใช่คนนอกเสียหน่อย !” เจ้าหนูน้อยรีบแย้งแล้วเข้าไปกอดแขนหลินเว่ยเว่ยพร้อมดวงตาเปียกชื้น ฮือฮือฮือ เขาไม่ให้พี่รองไปไหนทั้งนั้น พี่รองจะต้องไม่ออกเรือนแน่นอน !
[1] มีเงินต้องใช้บนคมมีด มาจากสำนวนเต็มที่ว่า มีเงินต้องใช้บนคมมีด ไม่อาจใช้บนสันมีด หมายความว่า ต้องใช้เงินด้วยความระมัดระวังเหมือนอยู่บนคมมีด
ตอนที่ 113: ให้เป็นสินเดิมของพี่รอง
หลินจื่อเหยียนก็ขมวดคิ้วตาม จากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ถ้าพี่รองหาคนจริงใจได้จริง ตอนแต่งออกไปฝั่งมารดาต้องเตรียมสินเดิมไม่ใช่หรือ ! หากสินเดิมล้ำค่าหน่อย บ้านสามีจึงจะไม่ดูหมิ่น เช่นนั้นแบ่งสามห้องของเราให้พี่รองคนละห้องดีหรือไม่”
เจ้าหนูน้อยสูดหายใจเข้าแล้วขยี้ตาตนเอง จากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา “พี่รอง ตอนท่านแต่งงานพาข้าไปด้วยได้หรือไม่ ? ข้ากับห้องของข้าถือเป็นสินเดิมของท่านหมดเลย”
ถ้อยคำแสนไร้เดียงสาของเขาสามารถสร้างเสียงหัวเราะให้ทุกคนได้ทันที เจียงโม่หานเหลือบมองเด็กน้อยด้วยแววตาเปื้อนยิ้ม พี่รองของเจ้าแต่งออกไปถือเป็นเรื่องดีมากแล้ว หากลากขวดน้ำมันเยี่ยงเจ้าไปด้วย งานแต่งนี้ก็คงมีเหตุให้น่าเป็นห่วงเสียแล้ว !
หลังหัวเราะเสร็จแล้ว นางหวงก็กล่าวด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “เจ้ารอง เงินส่วนใหญ่ที่อยู่ในบ้านก็ล้วนเป็นเจ้าหามาได้ทั้งสิ้น หากจะแบ่งให้เจ้าหนึ่งห้องก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าให้เจ้าแล้วไม่ให้พี่สาวด้วย นางคงตำหนิว่าแม่ลำเอียงอีกแน่นอน”
“นี่พวกท่านกำลังคิดอันใดอยู่ ? ห้องแถวยังไม่ทันซื้อก็เริ่มกังวลเรื่องการแบ่งแล้ว ใช่เรื่องที่จะต้องกังวลหรือไร ? ท่านแม่เจ้าคะ ข้าเป็นลูกสาวของท่านและเป็นพี่สาวของน้องชายทั้งสอง เงินที่หามาได้จะเป็นของข้าหรือของท่านได้อย่างไร ? การที่พวกเราหาเงินซื้อห้องแถวหกห้องได้ ต่อไปเราก็หาเงินมาซื้อห้องแถวหกห้องได้อีกเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่สามและครั้งที่สี่ ! ทว่าตอนนี้มากลัดกลุ้มเพราะเงินก้อนเล็กแค่นี้หรือ ต่อไปยังมีให้ท่านกังวลอีกมาก !” หลินเว่ยเว่ยเชื่อมั่นในความสามารถด้านการหาเงินของตน
“เอาเถิด ไม่ต้องเอ่ยอันใดแล้ว เป็นอันตกลงตามนี้! พรุ่งนี้บัณฑิตน้อยกับต้าฮว๋าไปซื้อห้องแถวกับข้า น้องสาม เจ้านำใบทะเบียนบ้านของพวกเราไปด้วย ดูว่าเราจะสามารถจัดการเรื่องโฉนดได้ในคราเดียวหรือไม่!” หลินเว่ยเว่ยไม่ปล่อยโอกาสให้ผู้อื่นได้กล่าวอันใดอีกและรีบสรุปผลทันที
รุ่งขึ้น หลินเว่ยเว่ยแต่งกายด้วยชุดของบุรุษ เมื่อมาพบเจ้าของห้องแถวแล้ว นางก็ใช้ลิ้นสามชุ่น2เริ่มต่อรองราคา เจ้าของห้องแถวที่ตอนแรกไม่ยอมลดราคาแม้แต่อีแปะเดียวจึงโดนหว่านล้อมจนยอมลดราคาลงมาเหลือ962ตำลึง
เจ้าของห้องแถวคือผู้สูงอายุประมาณ50ปีได้ เขาถอนหายใจและส่ายศีรษะใส่เจียงโม่หาน “ข้าไม่เคยเห็นคนต่อราคาเก่งเยี่ยงพี่ชายเจ้ามาก่อน !”
เจียงโม่หานชักสีหน้าทันที “ข้าต่างหากเป็นพี่ !”
ทันใดนั้นเจ้าของห้องแถวก็มองสำรวจทั้งสามคนใหม่อีกครา รอบนี้เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทแล้ว! ทั้งสามท่านเป็นผู้มากความสามารถ บิดามารดาของพวกท่านช่างโชคดีเสียจริง!”
หลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามาแล้วเอ่ยว่า “ทั้งสองคนนี้ในครอบครัวล้วนเป็นบัณฑิต คนหนึ่งกำลังจะสอบซิ่วไฉ ส่วนอีกคนกำลังจะสอบถงเซิงในปีหน้า !”
เจียงโม่หานหันไปถลึงตาใส่นาง ใครเป็นคนบ้านเดียวกับเจ้า ? เอาเปรียบข้าอีกแล้ว !
แรกเริ่มเจ้าของห้องแถวรู้สึกประหลาดใจพอสมควร เพราะเด็กหนุ่มสามคนนี้ดูเป็นผู้ซื้อบ้านที่มากความสามารถ หน้าตาดีเลิศและยังมีความโดดเด่นเฉพาะตัว สองในสามดูมีกลิ่นอายของปัญญาชนอย่างเข้มข้น แค่มองก็รู้ว่าเป็นตระกูลบัณฑิต ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งคนพูดจาฉะฉาน ดูเหมือนถูกฝึกมาเป็นอย่างดี ไม่เหมือนผู้ที่เดินบนเส้นทางเดียวกัน!
“แต่เมื่อก่อนฐานะของครอบครัวเราไม่ดี ส่งพี่น้องทุกคนเรียนหนังสือไม่ได้ ดังนั้นต้องมีคนอยู่ดูแลครอบครัวใช่หรือไม่ ? ข้าจึงเสียสละตนเองเพื่อให้น้องได้สมความปรารถนา ข้าละทิ้งเส้นทางปัญญาชนแล้วแบกรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวเต็มตัว ไม่ว่าจะเหนื่อยหรือท้อเพียงใด ข้าต้องกัดฟันสู้ต่อไปเพื่อให้พี่น้องได้เรียนหนังสืออย่างสบายใจ อนาคตจะได้เจริญรุ่งเรือง…” หลินเว่ยเว่ยแสดงละครสุดตัว นางกล่าวเสียจนตัวเองก็แทบจะซึ้งตามไปด้วย
เจ้าของห้องแถวเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องจริงจึงยกนิ้วโป้งให้นางทันทีแล้วตบบ่าของเจียงโม่หาน “พวกเจ้าพี่น้องหากประสบความสำเร็จแล้ว อย่าลืมน้ำใจของน้องรองบ้านเจ้าเสียล่ะ !”
หลินเว่ยเว่ยเม้มปากแน่นแล้วก้มหน้าลงเพราะกลัวตัวเองจะหลุดขำออกมา !
ต่อจากนั้นพวกเขาก็ไปยังที่ว่าการเขต พอได้โฉนดที่ดินและกรรมสิทธิ์บ้านมาครองแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “วันนี้ช่างมีความสุขเสียจริง ข้าจะเชิญพี่น้องไปกินข้าวและร่ำสุราที่หอจุ้ยเซียนดีหรือไม่ ?”
“ยังเล่นละครไม่พออีกหรือ ? ยังจะไปกินข้าวและร่ำสุราอีก เจ้าคิดว่าเป็นหนึ่งใน ‘สามวีรบุรุษสาบานในสวนท้อ’ หรือไร ?” หลังจากรับโฉนดที่ดินและกรรมสิทธิ์บ้านในส่วนของตนมาถือไว้แล้ว เจียงโม่หานก็กลอกตาใส่นาง
“หากไม่ดื่มสุราก็ไปกินอาหารได้ ! ทำธุระมาทั้งวันแล้ว พวกเจ้าไม่หิวบ้างหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยลูบหน้าท้องของตน มนุษย์ต้องกินข้าว อดอาหารไปมื้อเดียวก็หิวจะตายแล้ว ดังนั้นเรื่องกินถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด !
เจียงโม่หานหันกลับมาจ้องนาง “ซื้อห้องแถวเก่าๆไปแล้วก็ไม่รู้จักประมาณตนหรือไร ? หอจุ้ยเซียนเป็นสถานที่ที่เจ้าไปได้หรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยไม่สบอารมณ์ทันที “ทำไม ? ดูถูกข้าหรือ ? ข้าจะ…”
ทันใดนั้นหลินจื่อเหยียนก็กระตุกชายเสื้อนาง “พี่รองพอเถิด อาหารที่หอจุ้ยเซียนแพงจะตาย มันไม่คุ้มกันหรอก !”
“ต้าฮว๋า เจ้าก็ดูถูกข้าด้วยหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยตะโกนด้วยความโมโหเล็กน้อย
แต่ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็หันมาเคาะศีรษะเด็กตัวแสบที่กำลังหาเรื่องด้วยพัดในมือ “ไม่ใช่เรื่องที่ว่าใครดูถูกใคร แต่เป็นเรื่องที่ว่าคุ้มค่าหรือไม่ ! อาหารมื้อเดียวเทียบเท่าผลกำไรเนื้อแผ่นในหนึ่งวัน เจ้าเป็นคนโง่เขลาไปแล้วหรือ !”
หลินจื่อเหยียนก็พยักหน้าตาม “ใช่ ! อาหารแค่มื้อเดียวก็ต้องจ่ายไปหลายสิบตำลึงแล้ว เช่นนั้นเอามาซื้อห้องแถวได้เกือบครึ่งห้องเลยนะ ไม่คุ้มเลยสักนิด !”
หลินเว่ยเว่ยลูบหน้าผากที่โดนตีเมื่อครู่ จากนั้นก็บ่นพึมพำว่า “พวกเจ้า…พวกเจ้าดูถูกผู้อื่น…โอ๊ย หิวจะตายอยู่แล้ว !”
เจียงโม่หานเผยสีหน้าเบื่อหน่าย พอส่ายศีรษะแล้วเขาก็กล่าวว่า “ไป ประเดี๋ยวข้าจะเลี้ยงน้องชายน้องสาวเอง”
“ต้าฮว๋า ! บัณฑิตน้อยจะเลี้ยงพวกเราด้วยล่ะ ต้าฮว๋า ในที่สุดเราสองพี่น้องก็จะได้เพิ่มขนาดพุงกันแล้ว เราจะกินจนบัณฑิตน้อยต้องกำกระเป๋าเงินแล้วร้องไห้ไปเลย…” หลินเว่ยเว่ยรีบเดินขึ้นมาเคียงข้างกับเจียงโม่หาน
ส่วนหลินจื่อเหยียนกำลังอ้าปากค้าง ปกติพี่รองกับศิษย์พี่เจียงสนทนากันเช่นนี้หรือ ? ในเวลาปกติศิษย์พี่เจียงดูเป็นคนหยิ่งทะนงและเย็นชา คาดไม่ถึงว่าเวลาอยู่ต่อหน้าพี่รองจะเป็นคนเรียบง่ายและใจดีเช่นนี้…สองคนนี้เหมือนคำกล่าวที่ว่า ‘คู่รักคู่แค้น’ ไม่ ไม่ ! พี่รองกับศิษย์พี่เจียงก็แค่สหายที่เติบโตมาด้วยกัน…แต่ก็เหมือนจะไม่ใช่ !
หลินจื่อเหยียนเริ่มจ้องใบหน้าอันเปี่ยมเสน่ห์ของเจียงโม่หานพร้อมใจแสนกระวนกระวาย…พี่รองคงไม่ได้ชอบศิษย์พี่เจียงหรอกกระมัง ? อาจารย์ฟ่านก็กล่าวแล้วว่าบัณฑิตเจียงคือมังกรเหนือน้ำ หากพี่รองจมอยู่กับความรู้สึกนี้ ต่อไปจะต้องเสียใจมากไม่ใช่หรือ ? เขาจะเข้าไปเตือนพี่รองดีหรือไม่ ?
หรือว่า…จะลองดูท่าทีศิษย์พี่เจียงไปก่อน ? ดูว่าเขารู้สึกเช่นไรกับพี่รอง แต่เหมือนการทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ถูก…พอกลับไปแล้วควรบอกท่านแม่หาคู่ครองให้พี่รองเร็วๆดีกว่า นางจะได้หักห้ามใจและลืมความปรารถนานี้ตั้งแต่เนิ่นๆ
ทันใดนั้นหลินจื่อเหยียนก็ตีศีรษะของตน…นี่เขากำลังด้อยค่าพี่รองได้อย่างไร ? พี่รองเป็นคนดีมาก ! เป็นศิษย์พี่เจียงผู้แสนเย็นชาต่างหากที่ไม่คู่ควรกับนาง !
เมื่อเกิดความเจ็บจากการตีเบาๆบนศีรษะแล้ว เสียงของพี่รองก็ดังตามมา “เหตุใดจึงตีศีรษะตนเอง ? เดิมทีก็ไม่ค่อยฉลาดอยู่แล้ว ถ้าโง่เขลาขึ้นมาจะสอบถงเซิงได้อย่างไร ?”
จริงสิ ! ถ้าเขาฉลาดเหมือนศิษย์พี่เจียงก็คงจะดี ! หากสอบซิ่วไฉได้ก็จะทำให้พี่สาวของซิ่วไฉไม่ต้องกังวลเรื่องงานแต่งอีก หากพี่รองแต่งช้าออกไปสักสองปี รอจนเขาสอบติดแล้วจะแต่งกับศิษย์พี่เจียงก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอันใด…เป็นเพราะเขาเองที่โง่เกินไป !
หลังสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติของน้องสามแล้วหลินเว่ยเว่ยก็เบนสายตาเปี่ยมคำถามไปที่ตัวบัณฑิตหนุ่ม เขาเป็นอันใดไป ? ช่วงนี้พวกเจ้าศึกษาตำรากันจนทำให้มีแรงกดดันเยอะเกินไปหรือไม่ ?
[1] ลากขวดน้ำมัน คือสำนวนที่ใช้เปรียบเปรยว่าเป็นตัวภาระ
[2] ลิ้นสามชุ่น เป็นสำนวนใช้เพื่อยกย่องความสามารถในเชิงวาทะศิลป์หรือผู้ที่มีผีปากเป็นเลิศ
[3] สามวีรบุรุษสาบานในสวนท้อ ซึ่งเป็นการกล่าวร่วมสัตย์สาบานเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดระหว่างเล่าปี่ กวนอูและเตียวหุย มีวรรคทองว่า แม้นไม่เกิดวันเดือนปีเดียวกัน แต่ขอตายวันเดือนปีเดียวกัน
[4] มังกรเหนือน้ำ คือคำอุปมาสำหรับผู้ที่มีความทะเยอทะยานสูงส่ง
ตอนที่ 114: แรงกดดันแสนยิ่งใหญ่
เจียงโม่หานปรายตามองหลินจื่อเหยียนจากนั้นก็กล่าวว่า “ความสำเร็จในการศึกษาไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ หากยึดจากความสามารถของเจ้าในเวลานี้ การทดสอบระดับท้องถิ่นทั้งเซี่ยนซื่อและฝู่ซื่อไม่น่าจะมีปัญหาอันใด ขอเพียงอย่าเกิดเหตุไม่คาดฝันก็คงจะผ่านไปด้วยดี”
“อ้อ ! ที่แท้ก็กังวลก่อนสอบนี่เอง” หลินเว่ยเว่ยเริ่มเข้าใจจึงพูดปลอบ “บัณฑิตถงเซิงอายุสามสิบสี่สิบมีให้เห็นอยู่ทั่วไป เจ้าเพิ่งอายุสิบสามสิบสี่ สอบฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็แค่ไปลองสนามเท่านั้น ส่วนจะสอบติดหรือไม่ เจ้าก็เป็นความภาคภูมิใจของครอบครัวเราอยู่ดี !”
หลินจื่อเหยียนฟังแล้วไม่ได้รู้สึกสบายใจขึ้นแม้แต่น้อย
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หันไปมองเจียงโม่หาน “ศิษย์พี่เจียง ท่านบอกว่าข้าเหลือเวลาอีกครึ่งปีให้ศึกษาอย่างหนัก แล้วท่านคิดว่าข้ามีโอกาสสอบติดซิ่วไฉหรือไม่ ?”
เจียงโม่หานหันมามอง “ถ้าในครึ่งปีนี้เจ้าศึกษาตามที่ข้าบอก กอปรกับโชคช่วยแล้ว เจ้าก็น่าจะพอติดอันดับท้ายๆ”
เนื่องจากหัวข้อในการทดสอบปีหน้าเกิดการรั่วไหลและจับบัณฑิตที่โกงข้อสอบได้จำนวนมาก ผลการสอบที่ได้ยี่สิบอันดับแรกจึงเกือบเป็นโมฆะทั้งหมด ! ส่งผลให้บัณฑิตในสิบอันดับแรกของรายชื่อสำรองได้ผลประโยชน์ไปเต็มๆ กลายเป็นบัณฑิตที่ติดอันดับต้นๆ และได้รับตำแหน่งเป็นซิ่วไฉแทน
หลินจื่อเหยียนศึกษาตำราทั้งสี่และคัมภีร์ทั้งห้าได้ค่อนข้างดี ด้านความจำก็ไม่น่ามีปัญหา ทว่าจุดอ่อนของเขาอยู่ที่การเขียนกลวิธี หากนำหัวข้อในการทดสอบปีหน้ามาให้เขาฝึกฝนอย่างเข้มงวดก็อาจยังมีหวังในตำแหน่งซิ่วไฉอยู่บ้าง
ช่วงหลายวันมานี้หลินจื่อเหยียนติดตามศึกษาตำรากับเจียงโม่หานมาโดยตลอด ดังนั้นจึงมีความชื่นชมต่อศิษย์พี่เจียงเพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่น่าแปลกใจที่อาจารย์ฟ่านผู้รอบรู้จะปฏิบัติต่อศิษย์พี่เจียงต่างจากผู้อื่น เพราะศิษย์พี่เจียงทำให้เขารู้สึกเหมือนเห็นท้องทะเลที่ทั้งลึกลับซับซ้อนและอ้างว้างสุดบรรยาย คำตอบของศิษย์พี่เจียงมักทำให้เขาเข้าใจโดยฉับพลัน…ความรู้สึกเช่นนี้คือสิ่งที่เขาสัมผัสไม่ได้ในห้องเรียน !
ดังนั้นศิษย์พี่เจียงจะต้องไม่ใช่คนที่พูดอย่างเรื่อยเปื่อยแน่นอน ในเมื่อบอกว่าเขามีโอกาสที่จะสอบติดซิ่วไฉ เช่นนั้นตัวเขาก็ต้องสู้สุดกำลัง ต้องลองสักตั้ง !
“ต่อไปต้องรบกวนศิษย์พี่เจียงช่วยชี้แนะด้วย !” หลินจื่อเหยียนทำมือคารวะแล้วโค้งคำนับให้อีกฝ่าย เขาตัดสินใจแล้วว่าอีกครึ่งปีก่อนสอบระดับท้องถิ่น เขาจะไม่ไปศึกษาที่สำนักศึกษาแต่จะศึกษาตำราอยู่กับศิษย์พี่เจียงแทน เพียงแต่เขากลัวว่าจะเป็นตัวถ่วงให้อีกฝ่าย…
หลินจื่อเหยียนพึมพำในสิ่งที่กังวลด้วยเสียงแผ่วเบาแต่แล้วเจียงโม่หานก็กล่าวขึ้นว่า “ไม่เป็นไร ด้วยสุขภาพร่างกายของข้า ปีหน้าจะร่วมสอบได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ชัด อีกอย่างหากข้าคอยอธิบายหรือตอบคำถามของเจ้าก็ถือว่าได้ทบทวนให้ตนเองไปด้วย ดังนั้นไม่ถือว่าเจ้าเป็นตัวถ่วงอันใดทั้งสิ้น”
“ศิษย์พี่เจียง ปีหน้าท่านจะไม่ร่วมสอบหรือ ? เช่นนั้นคู่แข่งของข้าก็ลดลงหนึ่งคนใช่หรือไม่ ?” หลินจื่อเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงมีความสุขจากเรื่องน่าประหลาดใจนี้
แต่ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็หันมาเขกศีรษะเขา “เจ้าเด็กโง่ ในใจคิดอันใดอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาทั้งหมดหรอก ยังดีที่เราสนิทกับบัณฑิตน้อย หากเป็นผู้อื่นไม่มอบรองเท้าให้เจ้าก็แปลกแล้ว !”
หลินจื่อเหยียนลูบบริเวณที่โดนเขกพลางคลี่ยิ้มอย่างเขินอาย ศิษย์พี่เจียงไม่มีทางวางเป้าหมายไว้แค่ตำแหน่งซิ่วไฉหรอก ! ทันใดนั้นหลินจื่อเหยียนก็รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาอีกครา…ถ้าอยากไล่ตามอีกฝ่ายให้ทันก็ต้องพยายามให้มากกว่านี้ !
“ถึงแล้ว !” เจียงโม่หานหยุดยืนตรงหน้าบ้านที่แสนธรรมดาหลังหนึ่ง
หลินเว่ยเว่ยเดินตามเข้าไปในลานบ้าน นางกวาดสายตามองสิ่งของต่างๆด้วยความประหลาดใจแล้วมองไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก นี่คือลานบ้านธรรมดาที่มีห้องหลัก3ห้อง ซึ่งในแต่ละห้องมีห้องปีกทางซ้ายและขวา ในห้องปีกมีโต๊ะเก้าอี้วางประดับขณะเดียวกันก็มีกลิ่นหอมเย้ายวนลอยออกมาจากห้องครัว ที่แท้ในสมัยโบราณก็มีบ้านที่เปิดเป็นร้านอาหารด้วย !
“นี่ไม่ใช่บัณฑิตเจียงหรอกหรือ ไม่ได้เจอกันนานเลย !” หญิงวัยกลางคนนางหนึ่งเดินออกมาจากห้องครัว “หู่จือ รีบออกมาช่วยแม่ต้อนรับลูกค้าเร็ว !”
เจียงโม่หานเลือกนั่งที่ห้องปีกตะวันตก จากนั้นก็พูดกับหลินเว่ยเว่ยและน้องชายว่า “หลังจากสูญเสียสามีไปแล้ว นางต้องดูแลบุตรทั้งสามเพียงคนเดียว นางมีฝีมือในการทำอาหารไม่เลว เพื่อดูแลลูกที่ยังเล็กและไม่อยากไปช่วยทำครัวให้ตระกูลใหญ่ นางจึงเปิดร้านอาหารที่บ้านเพื่อหารายได้เล็กน้อย เนื่องจากอยู่ใกล้สำนักศึกษาจึงทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักเรียนในสำนักศึกษา ปัญหากวนใจจึงมีไม่มาก !”
หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม “ใช่แล้ว ! ต้องขอบคุณการสนับสนุนจากเหล่านักเรียนจึงทำให้ร้านเล็กๆของข้าอยู่มาได้จนถึงตอนนี้ บัณฑิตเจียงอยากกินอะไร ? ที่อู๋หลี่อิงมีบ่อน้ำขนาดใหญ่กำลังแห้งเหือด พวกชาวบ้านที่นั้นจึงจับปลามาขาย ข้าซื้อไว้สองตัว บัณฑิตเจียงอยากจะลองชิมหรือไม่ ?”
“มีปลาด้วยหรือ ?” พอได้ยินแล้วหลินเว่ยเว่ยก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ปลาอะไร ? ใช่ปลาหลี1หรือไม่ ?”
หญิงวัยกลางคนฟังออกจากน้ำเสียงว่าอีกฝ่ายเป็นสตรี จึงประหลาดใจว่าเหตุใดบัณฑิตทั้งสองมีสตรีแต่งชุดบุรุษอยู่ข้างกายได้ แต่นางก็อดกลั้นความสงสัยเอาไว้แล้วตอบพร้อมรอยยิ้ม “ใช่ หนึ่งในนั้นมีปลาหลีหนักครึ่งชั่ง”
ปลาหลีหนักครึ่งชั่งสามารถทำปลาต้มราดพริกกระเทียมได้พอดี เมื่อชาติที่แล้วอาหารที่หลินเว่ยเว่ยชอบกินที่สุดคือปลาต้มราดพริกกระเทียม พอทะลุมิติมาก็ยังเป็นช่วงเกิดภัยแล้งรุนแรงจนแทบไม่มีปลาให้เห็นอีก คาดไม่ถึงว่านางจะได้มาเจอในวันนี้
“พาข้าไปดูหน่อยได้หรือไม่ ?” จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็หันไปพูดกับบัณฑิตหนุ่มและน้องสาม “อีกประเดี๋ยวข้าจะทำของอร่อยให้กิน !”
ไม่เพียงหลินจื่อเหยียนเท่านั้น เพราะแม้แต่เจียงโม่หานก็ยังรู้สึกตั้งตารอว่า ‘ของอร่อย’ ที่นางกล่าวถึงจะต้องเป็นอาหารแปลกประหลาดและมีรสชาติไม่ธรรมดาแน่นอน !
หลินเว่ยเว่ยมองปลาสดใหม่ในครัวด้วยความพึงพอใจ นางกล่าวกับหญิงวัยกลางคนว่า “ข้าทำปลาตัวนี้เองได้หรือไม่ ? ควรจ่ายเท่าไหร่ ข้าจะจ่ายไม่ให้ขาดแม้แต่อีแปะเดียว !”
หลังจากที่หญิงวัยกลางคนได้ยินว่าไม่ต้องลงมือทำเองแล้วยังได้ราคาอาหารตามที่ควร นางจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร ?
หลินเว่ยเว่ยฆ่าปลาและนำไปล้างจนสะอาดแล้วจัดการเลาะก้างโดยเฉือนเพียงไม่กี่ครั้ง ผ่านไปไม่นานพริกแดงแห้งก็ถูกหั่นเป็นท่อน กระเทียมและขิงสับละเอียด ต้นหอมซอยก็พร้อมสรรพ เมื่อเตรียมวัตถุดิบเสร็จแล้ว นางก็วางปลาลงในกระทะ เติมเหล้าปรุงอาหาร ขิงหั่นแว่นและต้มนานไม่ถึง1เค่อ ( ประมาณเจ็ดถึงแปดนาที ) จากนั้นก็ตักปลาใส่จาน ราดซอสที่เคี่ยวไว้แล้วบนตัวปลาตามด้วยขิงและกระเทียมสับ ส่วนกระเทียมที่เหลือและพริกแห้งก็ใช้น้ำมันผัดจนหอม จากนั้นก็ราดบนตัวปลาชั้นแล้วชั้นเล่าทำให้มีกลิ่นหอมแปลกใหม่ลอยคละคลุ้งไปทั่ว สุดท้ายโรยด้วยต้นหอมซอยก็เป็นอันเสร็จสิ้น
หญิงวัยกลางคนที่ทำอาหารอยู่อีกด้านหนึ่งก็อดเหลือบมองไม่ได้…แดงๆขาวๆสีสดใส มองแล้วทำให้อยากอาหารขึ้นมาทันที กลิ่นหอมฉุนและกลิ่นกระเทียมรวมเข้าด้วยกัน คาดไม่ถึงว่าปลาก็จะนำมาทำอาหารเช่นนี้ได้ด้วย !
“จัง จั่ง จั้ง จั๊ง !” หลินเว่ยเว่ยนำปลาที่เพิ่งทำเสร็จแล้วมาวางบนโต๊ะ “มา มาชิมอาหารจานเด็ดฝีมือข้า…ปลาต้มราดพริกกระเทียม !”
หลินเว่ยเว่ยคีบเนื้อปลาส่วนท้องมาวางในถ้วยของบัณฑิตหนุ่มแล้วคีบให้น้องชายของตนเป็นลำดับถัดไป จากนั้นก็เริ่มลิ้มรสอย่างอดใจรอไม่ไหว เนื้อปลาหนึ่งคำทำให้สัมผัสกับรสชาติที่ขาดหายไปนาน นางมีความสุขจนน้ำตาแทบไหล !
ท่าท่างการรับประทานอาหารของเด็กตัวแสบทำให้คนมองอยากอาหารขึ้นพอสมควร เนื้อปลานุ่มและเค็มกำลังดี เผ็ดหอมอร่อยลงตัว แม้เจียงโม่หานจะเป็นผู้ที่เคยลิ้มลองอาหารชั้นเลิศในชาติที่แล้ว ทว่ายังไม่เคยกินปลาที่อร่อยถึงเพียงนี้มาก่อน
ขณะมองพี่รองกินปลา หลินจื่อเหยียนก็ขมวดคิ้วพลางถลึงตาใส่นางทันที จบกัน พี่รองถลำลึกไปแล้ว เนื้อปลาคำแรกไม่ให้น้องชายแต่คีบให้คนนอกแทน…ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ว่าความรู้สึกกดดันบนบ่าทะยานขึ้นทันที ทำอย่างไรจึงจะอยู่เหนือศิษย์พี่เจียงแล้วทำให้พี่รองมีโอกาสและคุณสมบัติคู่ควรได้แต่งงานกับตระกูลเจียง น้องชายคนนี้ต้องพยายามให้มากกว่าเดิม !
[1] ปลาหลี คือ ปลาไน
ตอนที่ 115: หากรักชีวิตก็ควรอยู่ให้ห่างจากบุตรสาวคนรอง
“รสชาติเป็นอย่างไร ? อร่อยใช่หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยแสดงสีหน้าตื่นเต้นยินดีขณะรอฟังคำตอบ
ส่วนเจียงโม่หานแสดงความเห็นอย่างตระหนี่ว่า “ใช้ได้ !”
“แค่ใช้ได้เองหรือ ? บัณฑิตน้อย เจ้าลองไตร่ตรองอีกสักรอบแล้วพูดอีกที !” หลินเว่ยเว่ยกัดฟันแล้วทำท่าทางราวกับว่าหากไม่ชมข้าก็จะยกปลาต้มราดพริกกระเทียมนี่ออกไป
เจียงโม่หานยกมือขึ้นจับหน้าอกข้างซ้าย จากนั้นก็พยักหน้าแล้วเอ่ยซ้ำประโยคเดิม “ใช้ได้ !”
หลินเว่ยเว่ยโมโหมากจนเกือบจะทุบโต๊ะ “นี่เจ้า ! รู้จักแต่ทำให้ข้าโมโห ! !”
เจียงโม่หานหันมาส่งสายตาให้นาง ใครกันแน่ที่ทำให้ผู้อื่นโมโห ? เจ้าลองใช้มโนธรรมแล้วพูดออกมา !
หลินเว่ยเว่ยพ่นลมหายใจเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ดีที่ข้ามีจิตใจโอบอ้อมอารีและเป็นผู้ใหญ่ใจกว้างจึงไม่ถือสาหาความเจ้า !”
ต่อจากนั้นนางก็คีบเนื้อปลาส่วนท้องขึ้นมาชิ้นโตแล้วกวัดแกว่งมันตรงเบื้องหน้าบัณฑิตหนุ่ม ท้ายที่สุดก็ส่งเข้าปากของตน
หลินจื่อเหยียนเริ่มรู้สึกว่าประสาทรับรสไม่ทำงาน ให้ตายเถิด ! พี่รองถลำลึกไปแล้ว ทว่าศิษย์พี่เจียงยังเย็นชาไร้ความรู้สึก ข้ากังวลว่าพี่รองจะผิดหวังและต้องเจ็บปวดเหลือเกิน !
หญิงวัยกลางคนทำอาหารมังสวิรัติซึ่งผักยังสดใหม่เหมือนเดิม ทว่าด้านรสชาติไม่ได้มีสิ่งใดพิเศษ หลินเว่ยเว่ยไม่ค่อยชอบกินอาหารมังสวิรัติแต่ก็ยังให้เกียรติกินเข้าไปไม่น้อยทีเดียว ราคาอาหารก็สมเหตุสมผล ปลาหนึ่งตัว อาหารมังสวิรัติสามอย่างกับหมั่นโถวอีกสองเข่งเมื่อรวมกันแล้วก็จ่ายเพียง200อีแปะเท่านั้น
หากเป็นตระกูลเจียงและตระกูลหลินในสมัยก่อนก็นับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่เลยทีเดียว บัณฑิตหนุ่มจึงแทบทำใจไม่ได้ที่จะจ่ายค่าอาหาร !
“การจะคบค้าสมาคมกับผู้ใด ในอนาคตยังต้องเผชิญเหตุการณ์เหล่านี้อีก !” หลินเว่ยเว่ยแกล้งเย้าจนทำให้เจียงโม่หานต้องหวนนึกถึงในตอนยากลำบากอีกครา
แม้ตัวเขาจะเป็นคนรักสันโดษและหยิ่งยโส ทว่าในสำนักศึกษาก็ยังคบหากับสหายที่มีนิสัยดีอยู่สองสามคน สหายทั้งหลายมีฐานะทางครอบครัวดีพอสมควร ดังนั้นจึงมักเชิญเขามานั่งที่ร้านของหญิงวัยกลางคนเพื่อถกเถียงเรื่องบทกวีและงานศิลปะต่างๆ
ด้วยนิสัยของเจียงโม่หานจึงเป็นธรรมดาที่จะไม่ปล่อยให้ผู้อื่นเลี้ยงอยู่ฝ่ายเดียว เพราะไม่ว่าอย่างไรระหว่างสหายก็ต้องมีมารยาทและเอาใจใส่กันอยู่แล้ว เพื่อมื้ออาหารมื้อหนึ่งในแต่ละเดือน อย่างน้อยเขาจะต้องคัดลอกตำราให้ได้สองเล่มหรือแม้แต่อดอาหารเป็นเวลานานก็ว่าได้…พอย้อนนึกถึงแล้วเขาก็รู้สึกว่าความทรงจำช่างแตกต่าง…ไม่ใช่ความทรงจำสิ มันคือคนละชีวิตเลยต่างหาก
โชคดีที่ในชาตินี้ หลังได้พบเด็กตัวแสบแล้ว ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไป ไม่ต้องทุกข์ทรมานเพียงลำพัง ไม่ต้องดิ้นรนในความหนาวเหน็บ ไม่ต้องพลัดพรากจากสหายและไม่ต้องยอมจำนนต่อชื่อเสียงและความมั่งคั่งอีกแล้ว…
พอตระหนักได้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งดูเหมือนจะเริ่มตั้งแต่ที่เด็กตัวแสบช่วยชีวิตเขาไว้ เขาจึงเริ่มคิดว่านางอาจเป็นเช่นที่มารดาพูดไว้จริงๆ
นางเป็นดาวนำโชคของตระกูลเจียงจริงหรือ ?
หากว่า…ตัวตนของนางไม่ได้มีสิ่งใดที่ผิดปกติและเป้าหมายที่นางเข้ามาใกล้ชิดเขากับมารดาไม่ใช่การทำร้าย เช่นนั้นเขาก็คงไม่ปฏิเสธที่จะเข้าใกล้นาง…
ทันใดนั้นถ้อยคำของเฝิงชิวฟานก็ผุดขึ้นมาในสมอง แต่แล้วมันก็ถูกเขาลบหายไปอย่างรวดเร็ว…หากเขารับเด็กตัวเหม็นไว้เป็นอนุภรรยา นางคงเลาะกระดูกเขาทิ้งแน่นอน !
“บัณฑิตน้อย เจ้าคิดอันใดอยู่ ! ได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่ ?” ฝ่ามือของหลินเว่ยเว่ยตบไปที่แผ่นหลังของเจียงโม่หาน
ดูเถิด ด้วยร่างกายและพละกำลังนี้ แค่การหยอกล้อกันก็ยังมือหนักได้ถึงเพียงนี้ หากรักชีวิตก็ควรอยู่ให้ห่างจากบุตรสาวคนรองตระกูลหลิน ! เจียงโม่หานกระแอมไอประมาณสองสามคราจากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงโมโห “แค่พูดก็ได้นี่ เหตุใดต้องลงไม้ลงมือด้วย ?”
หลินเว่ยเว่ยยกฝ่ามือที่ก่อปัญหาขึ้นมา จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “จะโทษข้าไม่ได้นะ มันขยับไปเองต่างหาก ! อีกอย่างข้าก็แค่ขยับมือ ไม่ได้ขยับไม้เสียหน่อย !”
ทำไม ? เจ้ายังอยากทุบข้าอีกหรือ ? ข้าไปมีความแค้นอันใดต่อเจ้า ? เจียงโม่หานโมโหจนควันออกหู
แต่หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มไร้เดียงสาแล้วแสร้งทำท่าทางโง่เขลา “ไม่ว่าบัณฑิตน้อยเป็นเช่นไรก็ดูดีหมดเลย แม้แต่ท่าทางโมโหก็ยังทำให้ผู้อื่นหวั่นไหวได้ถึงเพียงนี้ !”
“หุบปาก ! ต่อไปห้ามพูดเช่นนี้อีกโดยเฉพาะกับผู้อื่น จำไว้ !” เจียงโม่หานจ้องนางและตำหนิด้วยความโกรธเคือง แต่ถ้ามองให้ดีแล้วใบหูของเขากำลังมีสีแดงก่ำเผยให้เห็นอารมณ์ความรู้สึกอย่างชัดเจน
หลินเว่ยเว่ยยังคงพูดหยอกเขาต่อไป “เอาเถิด เอาเถิด ! ข้าจะพูดเช่นนี้กับผู้อื่นได้อย่างไร ? ใช่ว่าทุกคนจะเป็นเหมือนเจ้าเสียหน่อยที่หน้าตาอ่อนหวานราวกับลูกท้อและลูกพลัม เยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็ง ช่างงามล่มเมืองเสียเหลือเกิน !”
“เจ้า…อยากทำให้ข้าโมโหจนตายใช่หรือไม่ ?” อ่อนหวานราวกับลูกท้อและลูกพลัม เยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็ง งามล่มเมือง เหล่านี้เอาไว้ใช้สำหรับสตรี ! เล่นคำไม่เป็นก็อย่าพูดเรื่อยเปื่อย ! หากชาตินี้เขาต้องตายตั้งแต่เยาว์วัยก็ต้องเป็นเพราะนางตัวแสบชอบยั่วโทสะผู้นี้ !
หลินเว่ยเว่ยจึงรีบหาทางบรรเทาโทสะให้บัณฑิตหนุ่ม “เอาเถิด ! ข้าผิดเอง เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ ? ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่นจริงๆ ก็แค่อิจฉาที่เจ้ามีรูปโฉมงดงามกว่าเท่านั้นเอง ถ้ารูปโฉมของเจ้ามาอยู่บนหน้าของข้า ฮึ คำที่ว่ามัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนางจนกลายเป็นภัยต่อประเทศชาติบ้านเมืองต้องเป็นของข้าแน่นอน !”
หลินจื่อเหยียนที่เดินตามทั้งสองคนมาอย่างเงียบๆ ก็.อด.ยกมือปิดหน้าไม่ได้ พี่รอง สู้ท่านไม่อธิบายเพิ่มยังจะดีเสียกว่า ยิ่งพูดก็ยิ่งผิด รีบเงียบเถิด !
เจียงโม่หานสูดหายใจเข้าลึก “อย่างเจ้าน่ะหรือ ? ยังคิดจะงามล่มเมืองอยู่อีก เป็นตัวหายนะยังพอว่า ! ใครแต่งกับเจ้าคนนั้นก็ต้องโชคร้าย เพราะไม่ช้าก็เร็วต้องโดนฝ่ามือของเจ้าตีจนตาย !”
“คราวหน้าข้าจะเบามือกว่านี้ไม่ดีหรือไร ? อย่าสาปแช่งตนเองสิ !” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าการควบคุมแรงมือของตนเข้าขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว ดังนั้นไม่มีทางเกิดเหตุน่าอนาถขึ้นแน่ !
ทว่าเจียงโม่หานได้ยินเป็นอย่างอื่น เขาหันมาชี้หน้านางทันที แต่ในขณะที่กำลังจะต่อว่านางเป็นคางคกคิดจะกินเนื้อห่านฟ้า ด้านข้างก็มีผู้คนเดินผ่านไปมา เขาจึงได้แต่ใช้นิ้วชี้หน้านาง จากนั้นก็สะบัดมือแล้วหันไปเดินอย่างเร่งรีบ เป็นอย่างที่คิดว่าเด็กตัวแสบไม่ได้บริสุทธิ์ใจต่อเขา ! อยากแต่งกับเขาเช่นนั้นหรือ ? ฮึ ไม่ดูตัวเองบ้าง !
“เฮ้ ! เหตุใดจึงโมโหอีกแล้ว ? ข้าสัญญาว่าต่อไปจะไม่ตีเจ้าแล้วก็ได้ ยังไม่พอใจอีกหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยวิ่งตามเขาไป คนหน้าตาดีไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีล้วนมีนิสัยไม่แน่ไม่นอนเช่นนี้หมดหรือ ?
หลินจื่อเหยียนที่วิ่งตามทั้งสองคนก็โมโหจนควันออกหู พี่รอง ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้ ! เพราะจะยิ่งทำให้ศิษย์พี่เจียงตีตัวออกห่างมากขึ้น ! หืม ? หรือจะสอนพี่รองให้อ่านตำราสักหน่อยทุกคืน ให้นางอ่านตำราคุณสมบัติทั้งสี่ของสตรีเพื่อจะได้ปลูกฝังให้นางเป็นสตรีที่อ่อนโยนเสียบ้าง !
เมื่อทั้งสามคนกลับถึงห้องแถวที่เพิ่งซื้อ ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยก็จับจ้องสินทรัพย์ชิ้นแรกของครอบครัว ! ต่อไปนางต้องเพิ่มสินทรัพย์ให้ครอบครัวมากกว่านี้ ทำให้พวกน้องชายได้ว่ายอยู่ในห้วงทะเลแห่งการเรียนรู้โดยไร้กังวล !
“บัณฑิตน้อย ข้าคิดจะปล่อยให้เช่าทั้งหกห้อง ข้าจะทำให้มันเป็นห้องที่ว่างเปล่าแล้วปรับเป็นโกดัง ! เสริมผนังเดิมให้แข็งแรงขึ้นแล้วแทนที่หลังคาด้วยกระเบื้อง !” หลินเว่ยเว่ยเท้าสะเอว จากนั้นก็ชี้นิ้วพลางร่ายถึงแผนการต่อไปในอนาคตอย่างภาคภูมิใจ
เจียงโม่หานมองโครงสร้างของห้องแถวแล้วออกความเห็นว่า “พวกเราสามารถสร้างโกดังไว้ข้างหน้าได้อีกหนึ่งแถว ตรงกลางปล่อยให้เป็นทางเดินของรถม้าจะได้สะดวกในการขนถ่ายสินค้า พอทำเช่นนี้แล้วโกดัง6ห้องก็จะเปลี่ยนเป็น12ห้อง !”
“ข้าก็กำลังคิดเช่นนั้นเหมือนกัน เราสองคนช่างมีใจตรงกัน…ไม่ไม่ไม่ ข้าจะพูดว่าบังเอิญใจตรงกัน ! เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ว่าสมองที่ชาญฉลาดจะเข้ากันได้ !” คำว่า ‘ใจตรงกัน’ จากปากของหลินเว่ยเว่ยทำให้เจียงโม่หานหันกลับมาจ้องโดยฉับพลัน
บัณฑิตหนุ่มเขินอีกแล้ว นางอดไม่ได้ที่จะแกล้งเขานี่นา ! แต่ปล่อยเขาสักครั้งก็แล้วกัน เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นยั่วโทสะแทนและต่อไปพอเห็นหน้ากันเขาก็จะเอาแต่หลบหน้า ส่วนนางจะไม่มีอาหารตาไว้ให้มองอีก !
[1] อ่อนหวานราวกับลูกท้อและลูกพลัม เยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็ง ใช้เพื่ออธิบายสตรีที่มีลักษณะงดงามและมีทัศนคติที่จริงจัง
ตอนที่ 116: เก็บไว้เป็นอาหารตา
เจียงโม่หานค่อยๆสูด.ลมหายใจเข้า จากนั้นก็ไม่สนใจนางอีกเพราะประสบการณ์ได้สอนแล้วว่าหากเถียงกับนางต่อไป เขาก็จะตกสู่เงื้อมมือของเด็กตัวแสบและไม่รู้ว่านางยังจะพูดสิ่งใดออกมาอีก !
“บัณฑิตน้อย ในตัวเจ้าเหลือเงินอยู่เท่าไหร่ ? พอให้นำมาใช้ปรับปรุงโกดังหรือไม่ ? ถ้าไม่พอก็พูดออกมาเถิด ไม่ต้องอายเพราะพวกเรา…ความสัมพันธ์ของเราสองครอบครัวเป็นเช่นไร ไม่ต้องแบ่งแยกให้ชัดเจนถึงเพียงนั้นหรอก” เงินที่ใช้ซื้อห้องแถวล้วนเป็นเงินเก็บของครอบครัวทั้งสิ้น ตอนซื้อห้องแถวทั้งแปด หลินเว่ยเว่ยแทบไม่ต้องคิดมากเลย !
ห้องแถวสองห้องคิดเป็นเงิน240ตำลึง หากจะปรับปรุงเป็นโกดังก็ไม่มีสิ่งใดซับซ้อนมาก ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว สำหรับค่าวัสดุและแรงงาน เงิน300ตำลึงที่เจียงโม่หานได้จากเฝิงชิวฟานก็นับว่าเหลือเฟือ ! หากไม่พอจริงๆ เงินขายผลไม้อบแห้งในบ้านก็ยังมีเหลืออยู่มากกว่าสองร้อยตำลึงแล้วยังจะต้องยืมผู้อื่นไปเพื่อเหตุใด ?
ทว่าเจียงโม่หานสามารถสัมผัสได้ถึงความจริงใจจากถ้อยคำของเด็กตัวแสบจึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ถ้าไม่พอจริงๆ ข้าจะบอกเจ้าแน่นอน !”
“ถูกต้องแล้ว ! มนุษย์ไม่ควรไร้ศักดิ์ศรีก็จริง ทว่าเจ้าศักดิ์ศรีนี้ควรปล่อยวางในเวลาอันเหมาะสม มนุษย์ต้องกินธัญพืชห้าชนิด ไหนเลยจะไม่เปื้อน.มลทิน ? เจ้าเองก็ไม่ได้คิดจะเป็นเทพเซียนอยู่แล้ว !” หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มจนหน้าบาน ดวงตากลายเป็นพระจันทร์เสี้ยว
ฮึ ! เด็กคนนี้มีชะตาชีวิตเปี่ยมด้วยความวิตกกังวลเสียจริง ! ไม่เพียงเป็นห่วงตระกูลหลินของตน แม้แต่ตระกูลเจียงที่อยู่ข้างบ้านก็ยังโดนนางลากเข้ามาอยู่ในการดูแลด้วย เฮอะ ไม่รู้จักกลัวว่าจะแบกรับภาระมากเกินไปจนตัวเองล้มบ้าง ! มารดาของเขาแทบจะเห็นนางเป็นคนบ้านเดียวกันแล้วด้วยซ้ำ อ้าปากทีก็เรียกหาแต่เสี่ยวเว่ยหรือเจ้ารอง เอาใจใส่เสียยิ่งกว่าบุตรของตน !
แต่ก็น่าแปลกใจที่เป็นเช่นนี้ไปได้ เนื่องจากพฤติกรรมของนางช่างไม่เหมาะสม วาจาก็ทำให้คนโมโหจนแทบคลั่ง วันทั้งวันเอาแต่วิพากษ์วิจารณ์รูปโฉมบุรุษ ทว่าไม่ทำให้คนฟังเคียดแค้น แถมยังไม่ทำให้ผู้อื่นเบื่อหน่ายด้วย
ต่อจากนั้นเจียงโม่หานก็ไปหาช่างก่อสร้างในเขตเริ่นอันเพื่อสนทนาเรื่องการปรับปรุงโกดัง แม้ระยะเวลาในการทำงานห้ามเกินกำหนดสักวันเดียว แต่การหางานได้ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ถือว่าไม่เลวและอีกอย่างเงินที่นายจ้างให้มาก็ไม่น้อยเลย ถือว่าสูงกว่าค่าแรงของคนงานในท่าเรือด้วยซ้ำ
หัวหน้าคนงานก่อสร้างเลือกญาติและสหายที่สนิทก่อน จากนั้นก็ไปเลือกแรงงานจากท่าเรือโดยบอกว่าพวกเขาสามารถเริ่มงานได้ในวันรุ่งขึ้น
หลินเว่ยเว่ยคิดว่าเนื้อหมูป่าและเนื้อกวางแช่แข็งที่อยู่ในห้องใต้ดินยังเหลือเพียงพอให้กินได้อีกสามสี่วัน นางจึงเข้าเมืองมาคุมการก่อสร้างด้วยตนเอง
หลังกวาดสายตามองนางแล้ว เจียงโม่หานก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “เจ้าแย่งงานไปทำหมดแล้ว ยังต้องการบุรุษเยี่ยงพวกข้าไปทำสิ่งใดอีก ?”
“เก็บไว้เป็นอาหารตาไงเล่า” หลินเว่ยเว่ยขยิบตาให้เขา !
ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็สูดหายใจเข้าลึกพลางบอกตัวเองว่าอย่าโมโห ไม่อย่างนั้นจะโดนเด็กตัวแสบทำให้โมโหจนตายเข้าสักวัน ! เขาหันไปถลึงตาใส่นางแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า “พรุ่งนี้ข้าจะมาดูเอง ตกลงตามนี้ !”
“ได้ที่ไหนเล่า ? เจ้ายังต้องสอบซิ่วไฉแล้วข้าจะทำให้บัณฑิตซิ่วไฉในอนาคตต้องมาเสียเวลาได้อย่างไร ?” หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าราวกับปอล่างกู่
เจียงโม่หานเข้าไปจับหน้าผากนางให้หยุดส่ายไปมา “หยุดเลย ! เจ้าไม่เวียนศีรษะ แต่ข้ามองจนเวียนศีรษะไปหมดแล้ว ! เอาตามนี้เถิด ! ข้ายอมรับว่าเจ้าเป็นสตรีที่เก่งมาก แต่เจ้าจะเอาภาระทุกอย่างมาไว้บนบ่าไม่ได้ ! เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะพึ่งพาคนรอบข้างบ้าง เพราะทุกคนล้วนเต็มใจช่วยเจ้าแบ่งเบาภาระ !”
ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยร้อนผ่าว นางใช้รอยยิ้มที่กว้างกว่าปกติปิดบังความรู้สึกซาบซึ้งใจเอาไว้ “ข้ามีแรงเยอะ ! ต่อให้ภาระหนักกว่านี้ก็แบกไหว ! ทว่าบัณฑิตน้อยเอาใจใส่และเป็นห่วงข้าถึงเพียงนี้ ข้าซาบซึ้งใจมาก !”
สายตาของเจียงโม่หานหยุดลงที่ดวงตาคลอด้วยน้ำใสของนาง จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ “เด็กโง่ ! ตระกูลหลินคือบ้านของเจ้า ในนี้มีทั้งแม่ของเจ้า พี่สาวและน้องชาย พวกเขาล้วนเป็นญาติที่ใกล้ชิดกับเจ้าที่สุด ดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องปกปิดความรู้สึกของตนและไม่จำเป็นต้องทำงานหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเองด้วย ! เมื่อก่อนตอนที่เจ้าโง่เขลารู้จักแต่กิน พวกเขาก็ไม่เคยทอดทิ้งเจ้าใช่หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยรีบก้มหน้าลงทันที นางพยายามซ่อนน้ำตาเอาไว้ แท้จริงผู้ที่เข้าใจนางที่สุดคือบัณฑิตหนุ่มซึ่งภายนอกดูเย็นชาและเย่อหยิ่ง ทว่าใส่ใจนางถึงเพียงนี้ หลังทะลุมิติมาอยู่ในร่างบุตรีคนรองผู้โง่เขลาแล้วนางก็ได้ลิ้มรสกับความอบอุ่นจากความรักของมารดาและได้พบความสุขของการมีครอบครัว
แต่นางกลัว กลัวว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเพียงความฝันหรือฟองสบู่ ที่พอตื่นขึ้นมาแล้วฟองสบู่จะแตกสลายหายไป จากนั้นนางจะกลับไปเป็นเด็กกำพร้าที่แข็งนอกอ่อนในและไม่รู้สึกปลอดภัยคนเดิม !
“บัณฑิตน้อย เจ้าอย่าหลงเข้าใจผิดว่าข้าฟังไม่ออก เจ้ากำลังใช้โอกาสนี้เยาะเย้ยข้าใช่หรือไม่ !” เสียงของหลินเว่ยเว่ยเงียบไป หลังจากสูดลมหายใจเข้าเบาๆ แล้วนางจึงจงใจรีบพูดขัดคออีกฝ่าย
เจียงโม่หานกลอกตาให้นาง “สุนัขกัดลู่ตงปิน ข้าเคยเยาะเย้ยเจ้าตอนไหน ?”
“ก็เจ้าบอกว่าเมื่อก่อนข้าโง่เขลารู้จักแต่กิน !” หลินเว่ยเว่ยเถียงขาดใจ !
เจียงโม่หานทอดถอนลมหายใจพลางกล่าว “หรือที่ข้าพูดไม่ใช่เรื่องจริง ?”
“ข้า…ตอนนั้นข้าป่วยต่างหาก เจ้ากล้าเยาะเย้ยคนป่วยได้อย่างไร ?” หลินเว่ยเว่ยยกมือกอดอกแล้วทำแก้มป่อง
เมื่อเจียงโม่หานเห็นดวงตาที่กลิ้งกลอกไปมาของนางก็รู้ทันทีว่าต้องไม่มีความคิดดีๆแน่นอน ขณะที่กำลังจะปรามนาง หลินเว่ยเว่ยก็ลูบใบหน้าของตนแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงผิดเพี้ยน “แต่พอลองลูบใบหน้าแล้วก็พบว่าข้าช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง ! บัณฑิตน้อย เจ้าหวังดีให้คำปลอบโยนข้าเช่นนี้ คงไม่ได้…แอบชอบข้าแล้วกระมัง ?”
ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็หันหลังเดินออกไปโดยไม่ลังเล ในขณะเดียวกันก็ทิ้งประโยคสั้นๆไว้ว่า “ข้าไม่ได้ตาบอดเสียหน่อย !”
หลินจื่อเหยียนที่ยังเด็กจึงได้แต่ยืนตกตะลึงอยู่ด้านข้าง นี่…ผู้ใดคิดว่านี่ไม่ใช่คู่รักคู่แค้นกัน ? ท่าทีที่ศิษย์พี่เจียงมีต่อพี่รองทำให้เขาเดาไม่ถูก…ถ้าจะบอกว่าไม่สนใจพี่รอง แต่คนเย่อหยิ่งเยี่ยงศิษย์พี่เจียงกลับพูดปลอบใจนางเสียยกใหญ่ ถ้าบอกว่าในใจมีพี่รองอยู่แล้วจะพูดสื่อความหมายว่า ‘คนตาบอดถึงจะชอบเจ้า’ เพื่ออันใด มันน่าปวดใจจะตายไป !
แล้วก็พี่รองรู้สึกว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในตระกูลหลินเช่นนั้นหรือ ? นางจึงทำตัวลำบากตรากตรำขยันขันแข็งเพราะกังวลว่าครอบครัวจะทอดทิ้งหรือไม่ยอมรับ ? ใครเป็นผู้ปลูกฝังความคิดนี้ต่อนาง ? หรือคนในหมู่บ้านพูดจาไร้สาระลับหลัง ?
เมื่อก่อนตอนที่สมองของพี่รองยังไม่กลับมาเป็นปกติ เขา…เขาก็มีความคิดอยากทิ้งนางอยู่จริง เพราะกลัวว่าสหายในสำนักศึกษาจะรู้ว่าตนมีพี่สาวคนรองเป็นคนโง่เขลาแล้วจะเยาะเย้ย ดูถูกและทิ้งเขา…พอลองคิดดูแล้ว เขาไม่น่ามีความคิดเช่นนั้นเลย ยังมีพี่ใหญ่อีกคน นางไม่ชอบพี่รองมาโดยตลอด อยากกำจัดตัวภาระให้หายไป ความรู้สึกเช่นนี้เป็นเหตุให้พี่รองรู้สึกว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งอย่างนั้นหรือ ?
“พี่รอง ความจริงผู้ที่เป็นตัวถ่วงของครอบครัวมาโดยตลอดคือข้าเอง !” หลินจื่อเหยียนไม่รู้ว่าควรปลอบพี่รองอย่างไร เขาจึงพูดสิ่งที่เก็บกดอยู่ในใจออกมา “หลังจากท่านพ่อหายตัวไปในหุบเขา ครอบครัวก็ต้องพึ่งท่านแม่ที่ร่างกายไม่แข็งแรงมาโดยตลอด ในฐานะบุตรชายคนโตยังไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ครอบครัวได้อย่างไร กลับต้องทำให้ครอบครัวต้องมีภาระเพิ่มกว่าเดิมแล้ว !”
“นี่คือเรื่องที่ผ่านมาแล้ว เหตุใดเจ้ายังจะเอ่ยถึงอีก ?” หลินเว่ยเว่ยตบแผ่นหลังของหนุ่มน้อยเบาๆ
“พี่รอง ท่านฟังข้าพูดให้จบก่อน !” หลินจื่อเหยียนสำลักเล็กน้อย จากนั้นก็กล่าวต่อ “ถ้าตอนนั้นข้าไม่ยืนกรานที่จะศึกษาต่อแล้วคอยช่วยท่านแม่หาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ข้าก็คงไม่ต้องผลาญเงิน20ตำลึงที่ท่านพ่อเหลือทิ้งไว้ ร่างกายของท่านแม่ก็คงไม่ต้องมาทรมานและกินยาเช่นนี้ พี่รองก็คงไม่ต้องหิวจนวิ่งไปหาผลไม้ป่ากินและพลัดตกไปในสระน้ำจนเกือบตาย…”
[1] มนุษย์ต้องกินธัญพืชห้าชนิด ไหนเลยจะไม่เปื้อนมลทิน เปรียบเปรยได้ว่าคนธรรมดาย่อมเจ็บไข้ได้ป่วยและเจออุปสรรคในชีวิต ไม่ได้เดินบนเส้นทางที่โรยด้วยกลีบดอกไม้ไปเสียหมด
[2] ปอล่างกู่ คือ กลองป๋องแป๋ง คำว่า ป๋องแป๋ง มาจากจังหวะเสียงกลองที่ตี
[3] สุนัขกัดลู่ตงปิน เป็นวลีที่มาจากนิทานพื้นบ้าน หมายถึง การไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ
ตอนที่ 117: มีสตรีสูงศักดิ์เช่นนี้ที่ใดบ้าง ?
“แต่ข้าไม่ได้มีโชคดีในโชคร้ายหรืออย่างไร นี่ข้ากลับมาเป็นปกติแล้วจริงหรือไม่ ? จะนำเรื่องเหล่านี้มาโทษเจ้าได้อย่างไร ? อีกอย่างเมื่อห้าปีก่อนเจ้าอายุเท่าไรเอง ? เด็กเจ็ดแปดขวบ ถ้าไม่เรียนแล้วจะไปทำสิ่งใดได้ ?”
หลินเว่ยเว่ยได้ยินถ้อยคำของหลินจื่อเหยียนแล้วก็นึกออกทันทีว่าภายในใจของเด็กน้อยคนนี้คงรู้สึกผิดหรือมีแรงกดดันสูงมาก เขาเป็นเพียงเด็กอายุ13ปี ในชาติที่แล้วเด็กอายุประมาณนี้ยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่หนึ่งเท่านั้น !
หลินจื่อเหยียนตาแดงก่ำ พอหลินเว่ยเว่ยยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขาแล้ว นางก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป จงคิดว่าความขมขื่นในอดีตคือขวากหนามที่นำไปสู่ความสำเร็จ จงก้าวข้ามมันอย่างกล้าหาญ แล้วยอมรับอนาคตอันสดใสด้วยความยินดี !”
หลินจื่อเหยียนไม่อยากทำให้ผ้าเช็ดหน้าของพี่รองเปื้อน เขาจึงใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาแทน “พี่รอง บางครั้งท่านก็ดูเหมือนว่าจะพูดอย่างตรงไปตรงมา แต่บางคราท่านก็ควรคิดให้รอบคอบเสียก่อน !”
“นี่เรียกว่าภาษาซุปไก่ ซุปไก่ทั่วไปใช้บำรุงร่างกายแต่ภาษาซุปไก่ช่วยปลอบโยนจิตใจ ! เอาล่ะ อายุเท่านี้ไม่ต้องคิดมากหรอก ! เจ้าตั้งใจศึกษาตำราก็พอ สถานการณ์ของบ้านเราตอนนี้แม้จะต้องส่งบุตรเรียนหนังสืออีกสิบคนก็ยังทำได้สบาย
เงินค่าขนมที่ให้เจ้าก็ไม่ต้องรู้สึกว่าทำใจใช้ไม่ลง อยากซื้อตำราเล่มไหนก็ซื้อเลย หากเงินไม่พอก็มาบอกพี่รอง ในบ้านหลังนี้นอกจากท่านแม่ที่มีอำนาจทางการเงินมากสุดแล้ว ผู้มีอำนาจคนที่สองคือพี่รองของเจ้า!” หลินเว่ยเว่ยตบหน้าอกของตน
หลินจื่อเหยียนรู้ว่ามารดาจะให้เงินจำนวนหนึ่งกับพี่รองเสมอเพื่อนางจะได้ซื้อวัตถุดิบและเครื่องเทศต่างๆได้อย่างสะดวก แต่เขาไม่ได้อิจฉาเลย ตรงกันข้ามยังรู้สึกแปลกใจเสียมากกว่าจนอดถามไม่ได้ “พี่รอง ในมือของท่านมีเงินอยู่เท่าไหร่ ? มีถึง20ตำลึงหรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองเขาครู่หนึ่ง จากนั้นก็คลี่ยิ้มอย่างมีนัย “มีมากกว่าที่เจ้าจินตนาการเอาไว้ !”
“อ้อ…พี่รอง ท่านแอบเก็บเงินไว้ใช้ส่วนตัวใช่หรือไม่ ?” ที่บ้านทำการค้าเนื้อแผ่น แถมพี่รองยังเข้ามาส่งเนื้อหมูป่าและเนื้อกวางให้หอจุ้ยเซียนอีก ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่จะมีโอกาสสัมผัสเงินอยู่บ่อยครั้ง หากเก็บเงินไว้ใช้เองครั้งละนิดละหน่อยก็คงมีเงินอยู่ในมือไม่น้อยเลย !
หลินเว่ยเว่ยยื่นมือไปจับตัวเขาแล้วเข้าไปกระซิบข้างหูว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าคราวก่อนที่ข้าขายสูตรขนมได้เงินเท่าไหร่ ? สูตรละ200ตำลึงเชียวนะ !”
“หา ! เช่นนั้นขนมสามชนิดก็ขายได้600ตำลึงใช่หรือไม่ ? ถือว่าได้เยอะกว่าการขายเนื้อแผ่นตลอดหนึ่งเดือนเสียอีก !” ดวงตาของหลินจื่อเหยียนค่อยๆเบิกกว้างขึ้น เป็นอย่างที่คิดว่าพี่รองร่ำรวยที่สุดในบ้าน !
หลินเว่ยเว่ยโบกมือ “ไม่ขนาดนั้นหรอก ไม่ขนาดนั้น ! การขายสูตรคือการขายที่ได้เงินก้อนเพียงครั้งเดียว เนื้อแผ่นต่างหากจึงจะเป็นรายได้หลักของบ้านเรา !” ปากบอกว่าไม่เท่าไหร่ แต่มุมปากที่ยกขึ้นดูจะไม่ถ่อมตนแม้แต่น้อย !
สมองของหลินจื่อเหยียนจึงแล่นอย่างรวดเร็ว “พี่รอง แล้วซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน หมูตุ๋นน้ำแดง ยังมีปลาต้มราดพริกกระเทียมในวันนี้ รสชาติของพวกมันดีมาก ฝีมือเหนือชั้นกว่าหญิงวัยกลางคนเจ้าของร้านมาก ท่านว่าจะมีคนยอมซื้อสูตรอาหารเหล่านี้ในราคาสูงหรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยส่งสายตาชื่นชมให้เขา จากนั้นก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “สูตรอาหารเช่นนั้นหรือ…ร้านอาหารที่มีกำลังซื้อมากพอในเขตของเรามีแค่หอจุ้ยเซียน ไม่มีคู่แข่งที่แข็งแกร่งรายอื่นเลย ดังนั้นเจ้าของหอจุ้ยเซียนจะต้องกดราคาแน่นอน
อีกอย่างคนธรรมดาเช่นพวกเรายังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีคนหนุนหลังที่ทรงอำนาจหรือไม่ นิสัยเป็นเช่นไรก็ไม่อาจรู้ได้ ดังนั้นจะงัดไพ่ตายออกมาแสดงไม่ได้ หากวันหน้ามีโอกาสเราสามารถไปลองดูในอำเภอหรือในเมืองหลวงได้ !”
หลังจากที่หลินจื่อเหยียนได้ยินเช่นนั้นก็มองด้วยความตกตะลึง “พี่รอง ท่านฉลาดมาก ! ในบ้างครั้งข้าก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่านี่คือพี่รองของข้าจริงหรือไม่ ?”
เจียงโม่หานได้ยินเช่นนั้นก็หันมามองหลินเว่ยเว่ยทันทีเพราะเขาอยากรู้ว่านางจะตอบเช่นไร
หลินเว่ยเว่ยไม่ได้ทำตัวผิดปกติ นางยื่นมือแล้วตบไปที่ท้ายทอยของหลินจื่อเหยียน จากนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ถ้าข้าไม่ใช่พี่รองของเจ้าแล้วจะเป็นผู้ใด ? ทีเจ้าสอบบัณฑิตถงเซิงตั้งแต่อายุสิบสาม แล้วพี่สาวอย่างข้าจะฉลาดหน่อยไม่ได้หรือไร ? ดังนั้นจึงกล่าวได้เพียงว่ากรรมพันธุ์ของบ้านเราดี ไม่มีใครเกิดมาโง่เขลา !”
หลินจื่อเหยียนลูบท้ายทอยของตน จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ท่านแม่เคยบอกไว้ว่าคนที่มีใบหน้าเหมือนท่านพ่อที่สุดคือพี่รอง ส่วนคนที่มีสมองเหมือนท่านพ่อที่สุดคือข้า !”
“หมายความว่าอย่างไร ? เจ้าจะบอกว่าข้ามีหน้าตาหน้าเกลียดหรือไร ?” คิ้วทั้งสองของหลินเว่ยเว่ยเลิกขึ้น ภายใต้ใบหน้างดงามแฝงไว้ด้วยความกล้าหาญเล็กน้อย ทว่าดูองอาจยิ่งกว่าเจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนเสียอีก !
หลินจื่อเหยียนรีบส่ายหน้า “ท่านพ่อมีผิวขาว ใบหน้าหล่อเหลา กล้าหาญเกินคนทั่วไป ท่านแม่เคยบอกว่าตอนยังไม่ได้แต่งงานกัน ท่านพ่อก็เป็นเหมือนศิษย์พี่เจียงในเวลานี้คือเป็นที่หมายปองของสตรีในหมู่บ้าน แต่ท่านพ่อก็เลือกท่านแม่เพียงคนเดียว…”
หลินเว่ยเว่ยจ้องใบหน้าอันบอบบางของน้องชายเป็นเวลานาน ท้ายที่สุดนางก็เริ่มเข้าใจ “รูปโฉมหล่อเหลา กล้าหาญ ถ้าคำเหล่านี้ใช้บรรยายบุรุษจะต้องเป็นคำชมอย่างแน่นอน แต่ถ้าเอามาบรรยายสตรีก็ไม่ได้หมายถึงสตรีแกร่งหรอกหรือ !”
“แค่รูปโฉมยังไม่เพียงพอหรอก นิสัยก็เช่นกัน ! ใบหน้าของเจ้าไม่ได้อัปลักษณ์ สามารถเรียนรู้ที่จะทำตัวสงบเสงี่ยมและพัฒนาไปในทางของกุลสตรีได้” จู่ๆเจียงโม่หานก็เสนอหน้าออกความเห็น
หลินเว่ยเว่ยยักไหล่แล้วมองออกไปไกลโพ้น จากนั้นก็กล่าวว่า “เป็นสตรีที่สงบเสงี่ยมจะมีข้าวกินหรือไม่ ? ถ้าข้าทำตัวเป็นหยกงามอยู่ในบ้านก็เตรียมอดตายกันได้เลย ! ไม่เป็นกุลสตรีก็ไม่เป็นกุลสตรีเถิด ขอแค่ทำให้อิ่มท้องได้ก็พอ ! นี่ใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้วไม่ใช่หรือ ? ได้เวลาเตรียมพวกวัตถุดิบ ประเดี๋ยวเราจะทำขนมไหว้พระจันทร์กัน ! พวกเจ้าอยากกินรสชาติอย่างไร ?”
หลินจื่อเหยียนจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่กินขนมไหว้พระจันทร์คือเมื่อห้าหกปีก่อน เวลานั้นท่านพ่อยังอยู่ หลังได้ยินแล้วเขาก็ถามด้วยความตื่นเต้นว่า “พี่รอง ขนมไหว้พระจันทร์ไม่ได้ใส่แค่น้ำตาลหรอกหรือ ? มันยังมีรสชาติอื่นด้วยหรือ ?”
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ให้คนขายธัญพืชชั่งแป้งชั้นดีมายี่สิบชั่งแล้วหันมาอธิบายให้ฟังพร้อมรอยยิ้ม “ขนมไหว้พระจันทร์ที่มีชื่อเสียงคือขนมไหว้พระจันทร์แบบเมืองหลวง ขนมไหว้พระจันทร์แบบซูซื่อและขนมไหว้พระจันทร์แบบกว่างตง สำหรับเรื่องรสชาติมีรสหวาน เค็ม เค็มหวานและเค็มเผ็ด ในส่วนของไส้แบ่งเป็นขนมไหว้พระจันทร์ไส้ธัญพืชห้าชนิด ถั่วหวาน งา เนื้อสัตว์และอื่นๆอีกมากมาย หากอธิบายจากแป้งจะมีแบบแป้งหนา แป้งผสมน้ำตาลและแป้งพายเป็นหลัก…”
ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็อดหันมามองไม่ได้ ขนมไหว้พระจันทร์ที่เด็กตัวแสบกล่าวถึงมีเยอะกว่าที่เขาเคยกินในชาติที่แล้วเสียอีก หรือว่า…ตัวนางในชาติที่แล้วจะมีฐานะเป็นสตรีสูงศักดิ์ ? ไม่ถูก ! มีสตรีสูงศักดิ์ตระกูลใดเป็นเหมือนนาง ถ้าเช่นนั้นคงโดนส่งตัวไปอยู่ที่วัดประจำตระกูลนานแล้ว คงไม่ได้มีวันออกมาพบหน้าผู้คนได้อีก !
ส่วนหลินจื่อเหยียนตาโตพลางมองพี่รองด้วยความเคารพ “พี่รอง ท่านเก่งเกินไปแล้ว ! พวกเราทำทุกแบบไปเลย ทำอย่างละนิดอย่างละหน่อยแล้วมาลองชิมดีหรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่เขา “ในช่วงเวลาเร่งรีบเช่นนี้จะเอาวัตถุดิบทั้งหมดมาจากที่ใด ? เป็นมนุษย์จะโลภมากไม่ได้ ! ปีนี้ทำไส้ธัญพืชห้าชนิด ไส้ถั่วหวานและไส้เค็มหวานดีหรือไม่ ? พอถึงปีหน้าค่อยเปลี่ยนรสใหม่จะได้เหลือความรู้สึกรอคอยไว้ในปีถัดไปบ้าง จริงหรือไม่ ?”
เมื่อคนขายธัญพืชได้ยินเช่นนั้นก็อดกล่าวไม่ได้ว่า “ขนมไหว้พระจันทร์แบบซูซื่อและแบบกว่างตงที่เจ้าหนุ่มน้อยเอ่ยถึงคือขนมแบบทางใต้ใช่หรือไม่ ? เจ้าทำเป็นด้วยหรือ ?”
“เป็นที่ไหนกันเล่า ? ข้าแค่หยอกน้องชายเท่านั้น ! อย่าคิดเป็นจริงเป็นจังเลย ! ทำให้เจ้าต้องหัวเราะเยาะเสียแล้ว” หลินเว่ยเว่ยแกล้งทำเป็นยิ้มด้วยความเขินอาย
เจียงโม่หานพบว่าเด็กตัวแสบไม่ใช่คนโง่เสียทีเดียว เมื่อเผชิญกับคนแปลกหน้าหรือบางทีกับคนที่นางไม่ชอบ แม้ใบหน้าของนางจะเปื้อนยิ้มแต่รอยยิ้มไม่มีอยู่ในแววตา มีเพียงอยู่ต่อหน้าคนที่นางยอมรับเท่านั้น นางถึงจะเผยรอยยิ้มพระจันทร์เสี้ยว รอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มเหมือนตอนกินนมแพะย่างในเช้าวันนี้…
[1] ภาษาซุปไก่ คือ ภาษาในโลกอินเตอร์เน็ตและภาษาแชทของคนจีนยุคใหม่ มีความหมายในแง่การเป็นภาษาที่ให้แง่คิดและสร้างพลังบวกให้ผู้คน
ตอนที่ 118: เรียกข้าว่าสาวน้อยมหัศจรรย์
หลังซื้อวัตถุดิบในการทำขนมไหว้พระจันทร์เสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็รีบกระตุกชายเสื้อของบัณฑิตหนุ่มและต้าฮว๋าเพื่อให้พวกเขารีบออกจากร้าน “ไอหยา ! พวกเจ้าเห็นสายตาของคนขายหรือไม่? ราวกับหมาป่าหิวกระหายไม่ผิดเพี้ยน พวกเราเกือบไม่ได้ออกจากร้านแล้ว !”
หลินจื่อเหยียนหัวเราะต่อท่าทางตื่นตกใจของนาง “ร้ายแรงอย่างที่ท่านคิดที่ไหนเล่า? เขาไม่ได้เป็นเหมือนข้าหรืออย่างไร เขาแค่ประหลาดใจเท่านั้น ถ้าท่านยอมรับว่าทำเป็นล่ะก็ เขาจะลักพาตัวท่านไปหรืออย่างไร?”
“ก็ไม่แน่หรอก ! พี่รองของเจ้าเป็นเศรษฐีเชียวนะ เป็นผู้ที่สามารถหาเงินได้อย่างรวดเร็ว !” หลินเว่ยเว่ยชี้ที่ใบหน้าของตน…เรียกข้าว่าสาวน้อยมหัศจรรย์ !
จากนั้นทั้งสามคนก็ไปขึ้นเกวียนแล้วเดินทางกลับหมู่บ้านฉือหลี่โกวพร้อมเสียงหัวเราะ ทันทีที่มาถึงหมู่บ้านก็เห็นหลิวว่ายจื่อเดินอยู่หน้าหมู่บ้านพร้อมสูดหายใจเข้าลึกด้วยท่าทางคิดไม่ตก
“อาว่ายจื่อ ท่านไม่ไปที่แปลงนาหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยยิ้มทักทายอย่างร่าเริง หลิวว่ายจื่อขึ้นชื่อว่าเป็นจอมเสเพลประจำหมู่บ้าน บัดนี้ก็มีอายุยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปีแล้วยังไม่ยอมแต่งภรรยา มารดาของเขาก็ชรามากแต่ยังต้องฝืนสังขารทำงานเพื่อเลี้ยงดูบุตรชายผู้ไม่ได้เรื่องคนนี้
แม้หลิวว่ายจื่อทำตัวไม่เอาไหนก็ไม่เคยคิดร้ายต่อตระกูลหลิน เมื่อก่อนเพราะตระกูลหลินยากจนจึงไม่คู่ควรให้เขาจดจำ ทว่าตั้งแต่ได้หลินเว่ยเว่ยช่วยชีวิตจากหมีควาย เขาจะกินบนเรือนขี้รดบนหลังคาไม่ได้ ! เช่นนั้นจะถือเป็นมนุษย์ได้อีกหรือ ?
หลิวว่ายจื่อยิ้มตอบหลินเว่ยเว่ยแล้วกลับมาตีหน้าเศร้าหมองอีกครั้ง “จะเข้าแปลงนาไปเพื่อเหตุใดอีก ? พืชผลล้วนแห้งตายไปหมด ตอนนี้เกี่ยวเอามาเป็นเชื้อเพลิงหมดแล้ว เจ้าคิดว่าบ้านอื่นจะเป็นเหมือนเจ้าที่สามารถทำให้หมีควายกลัวได้หรือ !”
“เหตุใดไม่พูดว่าท่านไม่อยากลงแรงเสียมากกว่า ?” หลินเว่ยเว่ยตำหนิความเกียจคร้านของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ
หลิวว่ายจื่อจึงกระวนกระวายขึ้นมาทันที “ภัยแล้งเริ่มร้ายแรงขึ้นทุกขณะ แม้จะลงแรงไปเท่าไรก็ไร้ประโยชน์ ตอนนี้ผลผลิตที่ได้ไม่เพียงพอจ่ายค่าภาษีด้วยซ้ำ ! เฮ้อ ข้าคงจะอยู่ต่อไม่ได้แล้ว ! บ้านเจ้ายังจ้างคนอีกหรือไม่ ? ข้าไม่มีความสามารถอันใด แต่ข้ามีแรง…”
ทันใดนั้นหลิวว่ายจื่อก็พับแขนเสื้อขึ้นแต่แขนขาอันบอบบางกลับดูไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย
“ตอนนี้ที่บ้านข้าไม่มีงานอันใด ทว่า…ข้าได้ร่วมงานกับคุณชายหนิงหรือก็คือนายจ้างของอาฟู่กุย เขาเพิ่งซื้อห้องแถวใหม่สองสามห้องและกำลังปรับปรุงอยู่จึงอยากหาคนไปคอยดูแลกำกับงาน ถ้าทำงานดีก็จะได้เงินวันละ30อีแปะ…” หลินเว่ยเว่ยหันไปส่งสายตาถามเจียงโม่หาน
เงินหลายร้อยตำลึงยังจ่ายมาแล้ว เจียงโม่หานจึงไม่รู้สึกเสียดายเงินวันละ30อีแปะ ทว่าจะจ้างก็ควรจ้างคนที่สามารถพึ่งพาได้ หากจ้างหลิวว่ายจื่อผู้มีชื่อเสียงไม่ดีในหมู่บ้านแถมยังเป็นคนไม่เอาไหน แล้วจะทำงานได้หรือ ?
หลิวว่ายจื่อจึงทำตัวราวกับสุนัขได้กระดูก เขาแทบกระดิกหางแล้วพุ่งมาหาหลินเว่ยเว่ย “ค่าจ้างวันละ30อีแปะหรือ ? อย่าว่าแต่คุมงานเลย แม้จะใช้ให้ข้าไปปรับปรุงห้องแถวด้วย ข้าก็ยอม ! หลานสาว รบกวนเจ้าแนะนำข้าให้คุณชายหนิง…ถ้ายกงานนี้ให้ ข้ากล้าทุบอกรับประกันเลยว่าจะไม่ปล่อยให้ผู้ใดเข้ามายุ่งวุ่นวายแน่นอน !”
หลินเว่ยเว่ยยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อาว่ายจื่อ ข้าสามารถแนะนำท่านให้คุณชายหนิงได้ แต่เขาได้กล่าวไว้ว่าหากดูแลงานไม่ดีหรือเล่นลูกไม้อันใดจนทำให้คุณชายหนิงต้องเสียการใหญ่ นอกจากไม่ได้ค่าจ้างแล้วยังต้องชดใช้ให้เขาด้วย ท่านเองก็รู้ว่าเขาทำการค้าใหญ่โต หากล้าช้าไปหนึ่งวัน เงินที่ได้ก็จะลดไปหนึ่งวันและท่านต้องชดใช้ตามราคาเหล่านี้ !”
“หืม ? ยังต้องชดใช้เงินด้วยหรือ ? แล้วถ้าเขาจงใจวางตารางแน่นจนไม่มีทางทำงานเสร็จหรือเดิมทีเสร็จแล้วก็หาเรื่องติเพื่อไม่จ่ายค่าแรงให้ข้าเล่า ?” หลิวว่ายจื่อเริ่มอยากล้มเลิกความคิดกลางคัน
หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปาก “สิ่งที่พ่อค้าให้ความสำคัญที่สุดคือความซื่อสัตย์ คุณชายหนิงเป็นคนมีคุณธรรมแล้วจะจงใจกลั่นแกล้งท่านเพราะเงินไม่กี่อีแปะหรือ ? ถ้าทำได้ดีเขายังจะตบรางวัลให้ด้วยซ้ำ !”
เงินวันละ30อีแปะสามารถซื้อธัญพืชหยาบได้2ชั่ง หากรวมกับการหาของป่าแล้วนอกจากทำให้ท้องอิ่มก็ยังสามารถเหลือเก็บได้อีกเล็กน้อย ครอบครัวก็จะไม่ต้องทนหิวในฤดูหนาว หลิวว่ายจื่อกัดฟันกล่าวว่า…ข้าจะทำ !
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้ารับรู้ “พรุ่งนี้คุณชายหนิงจะเดินทางเข้าอำเภอ เขาจึงมอบหมายงานนี้ไว้ที่ข้า หลังทำสัญญาแล้ว ท่านก็สามารถเริ่มงานได้ ! อาว่ายจื่อ นี่เป็นงานดีที่หาได้ยาก ไม่ต้องให้ท่านเปลืองแรงเลย เพียงจับตามองคนงานก่อสร้างเหล่านั้น ท่านอย่าทำงานแบบขอไปที และแน่นอนว่าท่านไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงกับพวกเขาจนเกินไป !”
เมื่อหลิวว่ายจื่อทราบรายละเอียดในการทำงานของตนแล้วจึงกล่าวด้วยความพอใจ “เจ้าวางใจได้ ! แม้ข้าจะไม่มีความสามารถอันใด แต่ถ้าผู้ใดไม่ตั้งใจทำงานหรือชักช้าอืดอาด มันผู้นั้นก็ไม่มีทางเล็ดลอดไปจากสายตาของข้าแน่นอน ! ข้าไม่มีทางทำให้เจ้าเสียหน้าเด็ดขาด !”
หลังจากหลินเว่ยเว่ยและหลิวว่ายจื่อนัดเวลาเข้าเมืองในวันพรุ่งนี้เสร็จสรรพก็แยกย้ายเข้าบ้านของตน หลิวว่ายจื่อกระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุข เขาวิ่งกลับบ้านเพื่อจะไปบอกข่าวดีให้มารดารับรู้ด้วยความตื่นเต้น !
“ว่าอย่างไรนะ ? ไม่ออกแรงเพราะแค่อยู่คุมคนงานพวกนั้นก็ได้เงินวันละ30อีแปะแล้วหรือ ? เจ้าคงไม่ได้สร้างเรื่องมาเอาใจแม่หรอกกระมัง ? งานดีเช่นนี้ยังไม่โดนคนชิงตัดหน้าแต่มาตกที่ตัวเจ้าหรือ ? เจ้าบอกแม่มาเสียดีๆ ว่าไปทำเรื่องไม่ดีมาอีกใช่หรือไม่” ทันใดนั้นมารดาก็ยกตะกร้าบรรจุด้ายในมือขึ้นแล้วโยนไปทางหลิวว่ายจื่อ !
แม้ยามที่อยู่ข้างนอกหลิวว่ายจื่อจะทำตัวไม่ดี แต่ก็เป็นบุตรกตัญญูคนหนึ่ง แม้ว่ามารดาจะทุบตี เขาไม่คิดจะหลบแม้แต่น้อย เขายกมือกุมศีรษะไว้ หลังโดนตีได้สองสามครั้งก็รีบอธิบายให้มารดาฟังว่า “ท่านแม่ขอรับ ! ข้าพูดเรื่องจริง หากไม่เชื่อท่านก็ไปถามหลินเว่ยเว่ยได้เลย งานนี้นางช่วยแนะนำให้ข้าเอง !”
“หลินเว่ยเว่ยหรือ ?” ทันใดนั้นมือของมารดาหลิวว่ายจื่อก็หยุดค้างกลางอากาศ นางยังถามเขาด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ใช่ขอรับ ! ท่านเองก็รู้ว่าบ้านนางทำเนื้อแผ่นแล้วนำไปขายให้พ่อค้าผู้มั่งคั่งในเมืองคนหนึ่ง บัดนี้พ่อค้าคนนั้นเพิ่งซื้อห้องแถวมาสองสามห้องและกำลังปรับปรุงมันอยู่ แต่เขาหาคนคุมงานแทนไม่ได้จึงให้หลินเว่ยเว่ยช่วยหาคนให้ หลินเว่ยเว่ยมีน้ำใจและรู้ว่าบ้านเรากำลังลำบากจึงยกงานนี้ให้ข้าทำ !” หลิวว่ายจื่อฉีกยิ้มจนปากแทบถึงติ่งหูอยู่แล้ว !
ขณะมองหน้าบุตรชายด้วยความงุนงง มารดาของว่ายจื่อก็ค่อยๆขมวดคิ้ว “ไม่ได้การ เจ้ามีนิสัยเช่นไร ข้าผู้เป็นแม่มีหรือจะไม่รู้ ? ถ้าทำให้นายท่านผู้นั้นเสียงานแล้วมาตำหนิหลินเว่ยเว่ย เดิมทีนางมีจิตใจดีงามแต่ต้องโดนครหา…เจ้าไม่ต้องไปทำแล้ว !”
“ท่านแม่ขอรับ ! วันละ30อีแปะเชียวนะ ! ท่านทอผ้าหนึ่งวันต้องปวดเอวไปหมด หลังก็คดงอ ดวงตาก็พร่ามัวแต่ได้เงินกี่อีแปะ ? ข้าไม่ได้กำลังจะช่วยท่านแบ่งเบาภาระหรอกหรือ !” หลิวว่ายจื่อรีบเข้ามาประจบด้วยการนวดหลังให้มารดา
ทันใดนั้นดวงตาของมารดาว่ายจื่อก็เปียกชื้น “การที่เจ้าเอ่ยประโยคนี้ออกมาได้ แม้จะให้แม่เหนื่อยอีกเพียงใดก็คุ้มค่า ! ส่วนงานนี้…เจ้าก็ลองดูก่อนแล้วกัน หากทำไม่ไหวจริงๆก็รีบออกเสีย อย่าทำให้หลินเว่ยเว่ยเดือดร้อนเพราะตัวเจ้าเชียว ! บ้านเรายังเป็นหนี้ชีวิตนางอยู่ด้วย !”
หลิวว่ายจื่อเก็บรอยยิ้มขี้เล่นพร้อมแสดงท่าทางจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ท่านแม่ขอรับ ! ท่านวางใจเถิด ข้าจะไม่ทำให้ท่านและหลินเว่ยเว่ยต้องผิดหวังแน่นอน !”
ตอนที่ 119: ดอกไม้พิสดาร
เจียงโม่หานเดินตามหลินเว่ยเว่ยเข้าบ้าน เขาลังเลอยู่พักหนึ่งและท้ายที่สุดก็อดพูดไม่ได้ “ข้าไม่คัดค้านที่จะจ้างคนมาคุมงานก่อสร้าง แต่…แต่เจ้าคิดว่าหลิวว่ายจื่อรับผิดชอบไหวหรือ ?”
“เดิมทีมนุษย์ก็มีความซับซ้อนอยู่แล้ว ไม่มีผู้ใดเป็นคนเลวได้ตลอดและไม่มีผู้ใดเป็นคนดีไปตลอดกาล บางคนแค่ขาดโอกาสที่จะไขว่คว้าชีวิตที่ดี ! ข้ารู้ว่าอาว่ายจื่อมีนิสัยเช่นไร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปรับปรุงตัวเองไม่ได้ ข้าอยากลองให้โอกาสเขาสักครั้งเพื่อดูว่าเขาจะยอมคว้ามันไว้หรือไม่ !” หลินเว่ยเว่ยดูไม่กังวลแม้แต่น้อย
เมื่อถึงเวลาทำสัญญาจ้างงาน ในสัญญาระบุว่าจะจ่ายค่าแรงทุกสิบวัน ถ้าเขาทำงานไม่ดีก็จะหักเงินค่าแรง ! อย่างมากสุด…ก็เสียเวลางานก่อสร้างแค่ไม่กี่วัน !
เจียงโม่หานมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างแน่วแน่ ดวงตาของนางเปล่งประกายยิ่งกว่าตาน้ำตามธรรมชาติ ดูสะอาดและสดใส รอยยิ้มก็น่าหวั่นไหว งดงามราวกับดอกทานตะวันที่ยิ้มรับแสงอาทิตย์ตลอดเวลา ไม่ว่าดีหรือร้ายก็จะก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ย่อท้อและมองโลกในแง่ดีจนสามารถส่งผลต่อคนรอบข้างได้
ในช่วงเวลานี้เขาก็ไม่อยากทราบที่มาที่ไปของนางอีกแล้ว เพราะไม่ว่านางมาจากที่ใด การกระทำนี้ก็บ่งบอกได้ว่าสาวน้อยผู้มีจิตใจดีและโง่เขลาเล็กน้อยผู้นี้ไม่มีทางทำร้ายเขาหรือใครหน้าไหนทั้งสิ้น
“เหตุใดจึงมองข้าเช่นนั้น ? หืม หรือว่าเจ้าหลงใหลในความงามของข้า ?” หลินเว่ยเว่ยจับใบหน้าของตนพลางขยิบตาให้เขา
เจียงโม่หานหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็หันไปมองทางอื่น “เจ้าเข้าใจผิดเกี่ยวกับรูปโฉมของตนหรือไม่ ? พูดกันตามตรงคือเจ้ายังห่างไกลจากคำว่า ‘สาวงาม’ อีกมาก !”
“เจ้ามองเพียงเปลือกนอก ! ไม่เคยได้ยินว่า ‘จิตใจงดงามจึงจะเป็นสาวงามอย่างแท้จริง’ หรอกหรือ ? โปรดเรียกข้าว่าเทพธิดาผู้แสนดี !” หลินเว่ยเว่ยทำตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวและพูดจาขี้เล่น
เจียงโม่หานมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแต่แล้วก็หันไปมองตรงๆไม่ได้ “เทพธิดาบ้านใดชอบแต่งกายเป็นบุรุษ ?”
“นี่ยิ่งพิสูจน์ว่าข้าไม่เหมือนผู้ใดไงเล่า !” หลินเว่ยเว่ยยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ
เจียงโม่หานอดถากถางกลับไม่ได้ “สภาพอย่างเจ้าหาคนที่สองไม่ได้อีกแล้ว !”
“เฮ้ ! ตอนเจ้ากล่าวประโยคนี้ช่วยปรับน้ำเสียงหน่อยไม่ได้หรือ ? เจ้าพูดราวกับข้าเป็นดอกไม้พิสดาร !” หลินเว่ยเว่ยท้วงด้วยความไม่พอใจ
“พี่รอง เหตุใดจึงเป็นดอกไม้พิสดาร ?” หลินจื่อเหยียนมองทั้งสองโต้ตอบกันไปมาอยู่ด้านข้าง สุดท้ายจึงหาโอกาสพูดแทรกได้เสียที
“ดอกไม้พิสดารคือดอกไม้ที่แปลกประหลาดทว่างดงาม เดิมทีใช้กับตัวบุคคลเพื่อบรรยายว่าคนผู้นั้นไม่ยึดติดกับโลกมนุษย์และมีบุคลิกหลากหลาย…” หลินเว่ยเว่ยเปิดโหมดสารานุกรม
หลินจื่อเหยียนค่อยๆทำตาโต “นี่คือคำที่ดี !”
“ทว่าต่อมาความหมายของมันก็เปลี่ยนไป มันถูกนำมาใช้บรรยายความคิดหรือพฤติกรรมที่ผิดแปลกจนอยู่เหนือจินตนาการของผู้อื่น” หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมคิ้วที่ขมวดเป็นปม
ทันใดนั้นมุมปากของเจียงโม่หานก็โค้งขึ้นทันที “‘ดอกไม้พิสดาร’ คำนี้ถูกสร้างมาเพื่อเจ้า !”
“เจ้าต่างหากคือดอกไม้พิสดาร ! เดิมทีควรทำตัวแข็งแรงกระฉับกระเฉง เป็นวัยที่เสมือนแสงแรกของรุ่งอรุณแต่กลับทำตัวมืดมนไร้ชีวิตชีวา มีก็แค่ตอนเถียงกับข้าที่ดูกระปรี้กระเปร่าเหมือนเด็กหนุ่มขึ้นมาบ้าง ช่างเป็นดอกไม้พิสดารอย่างแท้จริง !” หลินเว่ยเว่ยยกมือกอดอกและแสดงท่าทีราวกับไก่ตัวผู้ที่เตรียมต่อสู้
ทันใดนั้นพัดในมือของเจียงโม่หานก็จิ้มไปบนหน้าผากของนาง “แบบข้าเรียกว่าทำตัวเป็นผู้ใหญ่รู้จักความหนักแน่น ! คิดว่าผู้อื่นจะเป็นเหมือนเจ้าที่กระโดดโลดเต้นราวกับตั๊กแตนหมดหรือ ?”
“โอ๊ย ! น้าเฝิง…บัณฑิตน้อยตีข้า !” หลินเว่ยเว่ยลูบหน้าผากของตน ทันใดนั้นหน้าผากอันขาวผ่องก็ขึ้นรอยแดง เมื่อหันมามองอีกครั้งนางก็ทำท่าทางเป็นเด็กน่าสงสารที่กำลังจะร้องไห้เสียแล้ว
นางเฝิงกำลังยกบลูเบอร์รี่ที่ล้างเสร็จแล้วเข้ามา เมื่อเห็นฉากที่เจียงโม่หานเก็บพัดคืนพอดีและหันไปเห็นรอยแดงบนหน้าผากของหลินเว่ยเว่ย นางก็กวาดสายตามองโดยรอบ จากนั้นก็ทิ้งตะกร้าไม้ไผ่ในมือแล้วหยิบท่อนฟืนก่อนจะสาวเท้าก้าวมาหาเจียงโม่หาน
“เสี่ยวเว่ยก็ชอบพูดสิ่งใดโดยไม่คิดตลอดอยู่แล้ว เจ้าเป็นบุรุษ โดนนางต่อว่าไม่กี่ประโยคแล้วจะเป็นไร ? เถียงไม่ชนะก็โทษที่ปากตนเองไม่ได้เรื่องสิ ยังกล้าลงมืออีกหรือ ! กล้าลงมือกับเด็กสาวคนหนึ่ง เจ้ายังเป็นสุภาพบุรุษอยู่หรือไม่ ?” นางเฝิงเปรียบเสมือนพลุที่ระเบิดดังต่อเนื่องโดยไม่เปิดโอกาสให้เจียงโม่หานได้อธิบายแม้แต่น้อย หลังกล่าวจบนางก็ทุบตีที่ขาของเขาไปหลายครั้ง
หลินเว่ยเว่ยตกตะลึงเพราะคาดไม่ถึงว่าสตรีที่อ่อนโยนเช่นนางเฝิงจะลงมือทันทีและไม่ออมแรงแม้แต่น้อย นางจึงรีบวิ่งออกไปข้างหน้าเพื่อจับท่อนฟืนในมือนางเฝิงไว้ “น้าเฝิง ! บาดแผลที่ศีรษะของเขายังไม่หายดี อย่าตีเขาอีกเลย !”
“ไม่เป็นไร ! ที่ข้าตีคือขาของเขา ยังห่างไกลจากศีรษะนัก !” นางเฝิงอยากแย่งท่อนฟืนกลับมาแต่สู้แรงของหลินเว่ยเว่ยไม่ได้ ท้ายสุด ‘อาวุธ’ ที่มีจึงโดนเด็กสาวแย่งไปได้
หลินเว่ยเว่ยนำฟืนท่อนนั้นไปใส่เตาเผา จากนั้นก็ก้มหน้ามองไปที่ขาของบัณฑิตหนุ่มอย่างสำนึกผิด “เจ้าโง่หรือไร ? โดนตีแล้วยังไม่รู้จักหลบอีก”
“ตอนนี้เจ้าพอใจแล้วหรือยัง ? นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เจ้าต้องการหรือ ?” เจียงโม่หานค่อยๆขยับขาที่โดนตี จากนั้นก็จงใจเดินกะเผลก
หลินเว่ยเว่ยจึงเข้าไปช่วยประคองแต่แล้วก็ถูกผลักอย่างไร้เยื่อใย นางตัดสินใจที่จะเข้าไปประคองเขาอีกครั้งและหลายต่อหลายครั้ง ท้ายที่สุดนางก็พาเขามาถึงห้องหนังสือจนได้
หลินเว่ยเว่ยเห็นในห้องของเขายังมียาที่ใช้รักษาอาการบาดเจ็บเมื่อครั้งก่อนอยู่จึงคุกเข่าลงแล้วดึงกางเกงของบัณฑิตหนุ่มเพื่อจะช่วยใส่ยาให้
แต่เจียงโม่หานซ่อนขาเอาไว้ใต้โต๊ะเขียนหนังสือ “ชายหญิงควรรักษาระยะห่าง เจ้าออกไปเถิด ข้าใส่ยาเองได้”
“พอเถิด เลิกปฏิเสธได้แล้ว ! เจ้าไม่ใช่สาวน้อยผู้งดงามที่ต้องกลัวว่าคนนั้นคนนี้จะมองขาของตน…” ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เข้ามาคว้าข้อเท้าของเขาไว้แล้วฉีกกางเกงของเขาออก ‘แควก’ “ผิวหนังแตกเลยหรือ ดูรอยเลือดสิ…น้าเฝิงลงมือแรงไปหน่อยกระมัง ?”
เจียงโม่หานคิดที่จะดึงขาของตนกลับมา แต่แล้วก็รู้สึกราวกับมีคีมเหล็กหนีบขาเอาไว้แน่นจนต้องยอมแพ้ที่จะขยับ เขาเค้นเสียงดัง ฮึ “แล้วผู้ใดเริ่มก่อน ?”
“ข้าผิดเอง ข้าขอโทษ ! ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าน้าเฝิงจะคิดเป็นจริงเป็นจัง ! อีกประเดี๋ยวข้าจะไปสารภาพความผิดต่อน้าเฝิงเอง” หลินเว่ยเว่ยก้มหน้าแล้วใช้น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณทำความสะอาดบาดแผลอย่างระมัดระวังจากนั้นก็ใส่ยาให้เขา ทว่าผู้ที่ก้มหน้าเช่นนางย่อมไม่เห็นบัณฑิตหนุ่มที่กำลังมีใบหูสีแดงก่ำ
หลังใส่ยาเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เงยหน้าขึ้นและเห็นบัณฑิตหนุ่มกำลังหันไปมองทางหน้าต่างราวกับคนที่ยังไม่หายโกรธ นางจึงกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “อีกประเดี๋ยวข้าจะทำของอร่อยให้กินเพื่อเป็นการไถ่โทษ”
“ข้าอยากกิน ‘ปอเซี๋ยกง’ ‘เนื้อกวางหม้อดิน’ ‘เคาหยก’ ‘หมูแดงอบน้ำผึ้ง’…แค่นี้แล้วกัน !” เจียงโม่หานแสดงท่าทางฝืนใจที่จะยกโทษให้เสียเหลือเกิน
หลินเว่ยเว่ยมีท่าทางลำบากใจอยู่พักหนึ่งเพราะอาหารเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการทำมากกว่าปกติ บัณฑิตหนุ่มสั่งอาหารได้เก่งเสียจริง แค่ ‘ปอเซี๋ยกง’ คนทั่วไปก็ไม่รู้แล้วว่าคืออะไร โชคดีที่ชาติก่อนนางชอบศึกษาอาหารเลิศรสและเคยทำงานในครัวของโรงแรมมาก่อน ดังนั้นเมนูนี้จึงไม่ได้เกินความสามารถ !
ปอเซี๋ยกงคือกระต่ายหม้อไฟ นางจึงไปเดินรอบภูเขาแล้วแบกกระต่ายอ้วนสองตัวกลับมา…แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกมันอยู่ในมิติน้ำพุวิญญาณ เฮ้อ แม้ที่บ้านจะเลี้ยงกระต่าย แต่เจ้าหนูน้อยออกตัวปกป้องพวกมันด้วยชีวิต แล้วจะไปแตะต้องได้อย่างไร
ตอนที่ 120: เรามาเกี่ยวดองกันดีหรือไม่ ?
พอแล่เนื้อกระต่ายเป็นแผ่นบางๆ เสร็จแล้วก็นำไปจุ่มในหม้อน้ำซุปที่กำลังเดือด จากนั้นยกออกมาจิ้มกับน้ำจิ้มรสเด็ด ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องความสดใหม่ของเนื้อ เพราะตัวน้ำจิ้มประกอบด้วยเครื่องปรุงหลายสิบชนิด เช่น ดอกหอม เจี้ยไช่ ต้นหอมซอย เหล้าปรุงอาหาร น้ำมันงาเป็นต้น รสชาติที่ได้จึงสดใหม่เข้มข้นทำให้เมื่อได้ลิ้มรสก็หยุดกินไม่ได้
เจียงโม่หานใส่น้ำมันพริกเผาลงในน้ำจิ้มไม่น้อย ความเผ็ดร้อนจึงทำให้ริมฝีปากเป็นสีแดงก่ำราวกับถูกทาด้วยชาดแต่สีที่ได้กลับเข้มยิ่งกว่า หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่ามันคุ้มค่าแล้วที่นางได้ปรุงอาหารมื้อนี้ !
“คาดไม่ถึงว่าแม้แต่ ‘ปอเซี๋ยกง’ เจ้าก็ยังทำเป็น ข้าอยากรู้จริงๆว่ายังมีอาหารใดที่เจ้าทำไม่เป็นบ้าง ?” เจียงโม่หานคีบหมูแดงอบน้ำผึ้งขึ้นมากิน…เมนูนี้เป็นเมนูที่เห็นในตำราท่องเที่ยวเมื่อชาติก่อน พูดกันว่าเป็นอาหารที่คนทางใต้ของซินเจียงชำนาญ เขาสงสัยว่าเด็กตัวแสบยังจะมีสิ่งใดที่น่าประหลาดใจรอให้สัมผัสอีก
หลินเว่ยเว่ยคีบเอ็นกวางชิ้นหนึ่งให้เขาแล้วยักคิ้วก่อนจะกล่าวว่า “ขอแค่เจ้าชอบ ข้าก็จะเอาชนะความยากลำบากทั้งมวลแล้วทำเพื่อเจ้าอย่างสุดความสามารถ น่าซาบซึ้งหรือไม่ ?”
เจียงโม่หานถึงขั้นตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ต่อหน้าคนเยอะเช่นนี้ เด็กตัวแสบไม่รู้สึกเขินอายบ้างหรือ ! เจ้าดูป้าหวงที่ทำหน้าตาเลิ่กลั่กสิ แถมยังมีพี่สาวของเจ้าที่แทบกลอกตาจนขึ้นไปติดฟ้าแล้ว…หืม ? ท่านแม่ แววตาตื่นเต้นของท่านเด่นชัดเกินไปหน่อยหรือไม่ ? บุตรชายของท่านกำลังโดนลวนลามอยู่ แต่ท่านกลับเห็นเป็นละครฉากเด็ดเช่นนั้นหรือ ?
นางเฝิงกลัวว่าเหตุการณ์จะวุ่นวายจึงรีบเอ่ยกับนางหวงว่า “พี่สะใภ้ ท่านดูลูกชายลูกสาวคู่นี้สิ ชายหญิงมีความรู้สึกต่อกัน เช่นนั้น…เราสองบ้านมาเกี่ยวดองกันดีหรือไม่ ?”
ทันใดนั้นนางหวงก็รีบกล่าวออกมาว่า “โม่หานบ้านเจ้าเป็นคนดี หน้าตาดี การศึกษาก็ดี ! ส่วนเจ้ารองบ้านข้าไม่คู่ควร…”
“ท่านแม่เจ้าคะ มีอย่างที่ไหนดูถูกบุตรของตนเช่นนี้ ? ข้าก็ดีเหมือนกันไม่ใช่หรือ ?” หลินเว่ยเว่ยคีบอาหารให้มารดา “กินเนื้อกวางหม้อดินเยอะๆเพื่อบำรุงหน่อย ! ส่วนต้าฮว๋ากินให้น้อยๆ…”
หลินจื่อเหยียนดึงตะเกียบกลับอย่างเงียบงันพลางมองพี่รองที่คีบเนื้อกวางหม้อดินให้ศิษย์พี่เจียงไม่หยุดอย่างเศร้าสร้อย…ให้น้องชายกินน้อยๆเพื่อเก็บไว้ในคนนอกน่ะหรือ ? พี่รองกำลังหันศอกไปด้านนอก !
“ท่าทีของเจ้าหมายความว่าอย่างไร ? เด็กผู้ชายมีพลังหยางมากกว่า ดังนั้นควรกินเนื้อกวางหม้อดินให้น้อยๆเข้าไว้ ไม่อย่างนั้นจะมีพลังเยอะเกินจนนอนไม่ค่อยหลับ รู้หรือไม่ !” หลินเว่ยเว่ยถลึงตาใส่น้องสาม เจ้าเด็กน้อยอย่าทำตัวไม่รู้จักดีชั่วเสียเลย !
พอเถิด อย่าอธิบายอีกเลย ยิ่งอธิบายก็ยิ่งเป็นการปิดบัง ! ความรู้สึกที่ท่านมีต่อศิษย์พี่เจียงยังต้องเก็บซ่อนไว้อีกหรือ ? แค่นี้ก็เกือบบังคับให้บ้านนั้นมาสู่ขอท่านอยู่แล้ว !
นางหวงมองบุตรสาวคนรองด้วยความกังวล แต่จะพูดสิ่งใดก็พูดไม่ออกจึงกินอาหารต่อด้วยความวิตกกังวล ดังนั้นแม้อาหารเลิศรสเพียงใดก็เหมือนการเคี้ยวขี้ผึ้งไม่มีผิด
ก่อนเข้านอน นางหวงได้เรียกบุตรสาวคนรองมาที่ห้อง จากนั้นก็ลองถามหยั่งเชิงว่า “เจ้ารอง บอกแม่มาเถิดว่าเจ้าคิดอย่างไร ?”
“คิดอะไรเจ้าคะ ?” คำถามไร้ที่มาที่ไปของนางหวงทำให้หลินเว่ยเว่ยคิดสิ่งใดไม่ออกและรู้สึกงุนงงไม่น้อย
“เจ้าคิดอะไรกับ…เจียงโม่หานหรือไม่ ?” นางหวงถามด้วยความระมัดระวัง
ทว่าพี่สาวคนโตที่อยู่ฝั่งของเตาปูนกลับเย้ยหยันออกมา “ช่างเหมือนประโยคนั้นเสียจริง…คางคกหมายจะกินเนื้อห่านฟ้า ไม่รู้จักเจียมตัว !”
“เฉียงเอ๋อร์ ! !” นางหวงปรามบุตรสาวคนโต
เมื่อหันมามองหลินเว่ยเว่ยครู่หนึ่งแล้ว พี่สาวคนโตก็กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “ท่านแม่เจ้าคะ ท่านจะตามใจนางอีกไม่ได้ ! แม้ว่าบัณฑิตเจียงไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องรูปร่างหน้าตา แต่ภายภาคหน้าเขาต้องสอบเป็นซิ่วไฉ สอบเป็นขุนนาง ! แต่น้องรองไม่รู้อักษรสักตัวเดียวและยังโง่เขลามาตั้งหลายปี ร่างกายก็มีเรี่ยวแรงผิดแปลกจากคนทั่วไป ท่านคิดว่าบัณฑิตเจียงจะหันมาชอบนางหรือเจ้าคะ ? หากไม่ทำให้นางได้สติตอนนี้ ต่อไปคนที่ต้องทุกข์ทรมานก็คือนางเอง !”
แม้ถ้อยคำของบุตรสาวคนโตจะหยาบกระด้าง แต่ก็เป็นความจริงและตรงกับเรื่องที่นางหวงกังวล
หลินเว่ยเว่ยมองพวกนางด้วยความรู้สึกขบขัน “ข้าบอกเมื่อใดว่าอยากแต่งกับบัณฑิตน้อย ? พวกท่านทำเหมือนถ้าข้าไม่ได้แต่งกับเขาแล้ว จะไม่แต่งกับผู้อื่น !”
“เจ้าอย่าปากแข็งเลย ถ้าเจ้าไม่อยากแต่งกับเขา แล้วเหตุใดต้องไปวนเวียนอยู่ใกล้เขาทั้งวัน ? ถ้าเจ้าไม่มีความคิดนั้นกับเขาจริงๆ ก็อย่าไปอยู่ใกล้มากจนเกินเหตุ ไม่อย่างนั้นจะถูกชาวบ้านนินทาว่าร้ายได้ !” หลินเฉียงเอ๋อร์มองน้องสาวอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่พูดออกมา
หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปาก “ปากเป็นของผู้อื่น ผู้ใดอยากกล่าวสิ่งใดก็ปล่อยเขาไปสิ ! เราจะทำตัวเหินห่างกับน้าเฝิงและบัณฑิตน้อยเพราะคำนินทาไม่ได้ หรือต่อไปจะไม่ให้สองแม่ลูกคู่นี้มากินข้าวที่บ้านเราอีก ? ถ้อยคำนี้ข้าไม่พูดออกไปหรอกนะ ถ้าอย่างไร…เจ้าก็ไปพูดเองสิ”
“ใครบอกว่าจะไม่ให้พวกเขามากินข้าวที่บ้านเราแล้ว ? เจ้าอย่าพูดเหลวไหล !” พี่สาวร้อนตัวทันที ไม่ว่าจะพูดอย่างไรนางเฝิงก็สอนนางปักผ้าอยู่ระยะหนึ่ง แล้วถ้อยคำที่ชวนให้ผิดใจกันเช่นนี้จะให้นางไปพูดได้หรือ ? น้องรอง เจ้าทำตัวเป็นกบฏเกินไปหน่อยแล้ว !
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็กางมือออก “ท่านดูสิ เราสองบ้านกินข้าวด้วยกัน ข้าจะไม่กินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกับบัณฑิตน้อยก็ไม่ได้ใช่หรือไม่ ? ในเมื่อกินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะสนทนากับเขา ! เขาเป็นคนอ่อนไหวและหยิ่งทะนงเช่นนั้น หากสังเกตเห็นว่าข้าทำตัวเหินห่างต้องไม่ยอมมาที่บ้านเราอีกแน่ ถ้าเขาไม่มา น้าเฝิงจะยังมาอีกหรือ ? เจ้าทำเช่นนี้ก็เหมือนสร้างความร้าวฉานให้ทั้งสองบ้านไม่ใช่หรอกหรือ ?”
ทันใดนั้นหลินเฉียงเอ๋อร์ก็หลงประเด็นเพราะอีกฝ่าย เมื่อลองคิดให้ดีแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ไม่สิ ! ข้าห้ามไม่ให้เจ้าคุยกับบัณฑิตเจียงตั้งแต่เมื่อไร ?
“ข้าก็แค่ไม่ให้เจ้าทำตัวสนิทสนมกับบัณฑิตเจียงเท่านั้น !” หลินเฉียงเอ๋อร์สะบัดแขนเสื้อด้วยความโมโห จากนั้นก็ลุกขึ้นมานั่งบนเตียง
หลินเว่ยเว่ยจึงหันมาสนทนากับมารดาบ้าง “ข้ามองบัณฑิตน้อยเป็นน้องชายคนหนึ่งเท่านั้น ท่านเองก็เห็นข้าหยอกน้องสามกับน้องสี่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ ? ท่านแม่ ท่านวางใจได้ ข้าจะไม่เสียใจเพราะเรื่องนี้แน่นอน !”
หากบอกว่าไม่รู้สึกดีกับบัณฑิตหนุ่มก็คงโกหกเพราะอยู่ใกล้ชิดกับคนหล่อมานานเช่นนี้ ตราบใดที่คนผู้นั้นไม่ใช่คนเลว ตามหลักแรงดึงดูดระหว่างเพศตรงข้ามก็ย่อมมีความรู้สึกดีๆเกิดขึ้นบ้าง
ทว่านางไม่อยากมีความรักและรู้ว่าชีวิตไม่ใช่แมรี่ ซู หากยึดจากความพยายามและพรสวรรค์ของอีกฝ่ายแล้ว อนาคตของเขาจะต้องสดใสแน่นอน ส่วนนางเป็นเพียงสาวน้อยในป่าในเขา บนโลกมีนกกระจอกตั้งมากมาย แต่จะมีสักกี่ตัวที่ได้เปลี่ยนเป็นหงส์ ?
เฮ้อ ! พอคิดว่าคนหล่อเช่นนั้นจะโดนผู้หญิงอื่นครอบครองในอนาคต ใจของนาง…ก็รู้สึกแย่เสียจริง !
ในคืนนั้นหลินเว่ยเว่ยนอนหลับไม่สนิทเลยแม้แต่น้อย นางฝันถึงงานแต่งของบัณฑิตหนุ่มทั้งคืน บัณฑิตผู้หล่อเหลาแต่งงานแล้ว ส่วนนางก็ไปก่อเรื่องที่ห้องหอ ผ้าประดับสีแดง เทียนมงคลพร้อมเจ้าบ่าวในชุดแดง ทว่าพอเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกกลับไม่เห็นใบหน้าของเจ้าสาว…
เมื่อนอนไม่พอ สมองจึงทำงานไม่ได้ตามปกติ นางตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้าอย่างสะลึมสะลือและกินข้าวด้วยความรู้สึกง่วงเหงาหาวนอน เจียงโม่หานเห็นขอบตาอันดำคล้ำของนางจึงอดถามไม่ได้ “เมื่อคืนเจ้าลุกออกไปขโมยหมูหมากาไก่มาหรือไร ?”
หลินเว่ยเว่ยยกมือปิดปากเพื่อหาว จากนั้นนางก็ตอบกลับอย่างเกียจคร้านว่า “ทั่วทั้งหมู่บ้านฉือหลี่โกวมีเพียงบ้านข้าที่เลี้ยงไก่ แล้วจะให้ข้าไปขโมยไก่จากที่ใด ? เมื่อคืนข้าฝันร้ายจึงรู้สึกไม่ค่อยดีต่างหาก !” ใช่ ที่ข้าเอ่ยถึงก็คือเจ้านั่นแหละ เจ้าบัณฑิตน้อย เจ้าคือฝันร้ายที่สุดในชีวิตข้า !
เจียงโม่หานย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสองวันนี้อย่างละเอียด แต่ก็ไม่ได้มีสิ่งใดผิดปกติ เด็กตัวแสบไร้หัวใจซ้ำยังเป็นสตรีใจกล้าที่ไร้สมองอีก ไม่เหมือนคนที่จะฝันร้ายได้เลย หรือว่าช่วงนี้นางเหนื่อยเกินไปจึงรู้สึกไม่สบาย ?
“วันนี้ข้าจะเข้าเมืองเอง ส่วนเจ้าก็พักอยู่ที่บ้าน ข้าจะพาหลิวว่ายจื่อไปเอง !” เจียงโม่หานก้มหน้ากินโจ๊กที่…ใช้ความร้อนต้มไม่เพียงพอ รสชาติจึงผิดเพี้ยนไปเสียหมด !
[1] เจี้ยไช่ คือ เมล็ดของต้นมัสตาร์ดจีน
[2] หันศอกไปด้านนอก หมายถึง เข้าข้างคนอื่น
[3] แมรี่ ซู คือตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเติมเต็มความปรารถนาของผู้เขียนโดยไม่คำนึงถึงหลักเหตุผลและความเป็นจริงหลายประการ เป็นตัวละครที่สมบูรณ์แบบหรือถ้าไม่สมบูรณ์แบบด้านรูปลักษณ์ก็จะมีความโชคดีสุดๆ
จบตอน
Comments
Post a Comment