weiwei ep121-130

ตอนที่ 121: ไม่เหมาะสม


หลินเว่ยเว่ยโบกมือปัด “ไม่เป็นไร ! อีกประเดี๋ยวค่อยนอนพิงตะกร้าไม้ไผ่บนเกวียนก็ได้ พอไปถึงเขตเริ่นอันข้าก็สามารถกระโดดโลดเต้นได้เหมือนมนุษย์เหล็กแล้ว !”


“มนุษย์เหล็ก ? เจ้าคิดว่าร่างกายทำมาจากเหล็กจริงหรือ ? เจ้าอย่าลืมว่าห้องแถวก็มีชื่อข้าเป็นเจ้าของด้วย !” เจียงโม่หานแสดงความห่วงใยออกมาอย่างขัดเขิน แม้สิ่งที่หลินเว่ยเว่ยได้ยินจะเป็นถ้อยคำที่เหมือนไม่พอใจของเขาก็ตาม


กระนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ยังพูดหยอกล้อได้อยู่ “ข้ารู้ว่ามีชื่อเจ้าด้วย วางใจเถิด ข้าไม่ได้มีความคิดจะยึดไว้คนเดียวเสียหน่อย !”


ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็หันไปถลึงตาใส่นาง ข้าหมายความเช่นนั้นที่ไหนกันเล่า ? เด็กตัวแสบ เหตุใดเจ้าไม่เข้าใจภาษามนุษย์ ! อารมณ์ไม่ดีก็พักผ่อนอยู่บ้านสักหนึ่งวันสิ ไม่มีเจ้าแล้วงานจะไม่เดินเลยหรือไร ?


“เหตุใดต้องโกรธอีกแล้ว ? พวกท่านก็เห็นว่าวันนี้ข้าไม่ได้หาเรื่องเขานะ เป็นเขาที่ชอบโมโหขึ้นมาเอง !” หลินเว่ยเว่ยกล่าวด้วยสีหน้าไร้เดียงสา


“ใช่ ! เป็นข้าที่โมโหขึ้นมาเอง ! !” เจียงโม่หานสูดหายใจเข้าลึก จากนั้นก็หันหลังแล้วเดินออกไปทางประตูใหญ่เพราะถ้ายังเผชิญหน้ากับนางต่อไป เขาก็คงโมโหจนกระอักเลือด ! เด็กคนนี้ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณหรอก !


หลินเว่ยเว่ยแบกกระบุงเนื้อแผ่นหนักหนึ่งร้อยชั่งขึ้นหลัง จากนั้นก็ถือตะกร้าผลไม้อบแห้งที่หนักกว่าห้าสิบชั่งและยังห่อชงโหยวปิงไปอีกหนึ่งห่อด้วย…บัณฑิตหนุ่มก็เหลือเกิน แม้จะโมโหเช่นไรก็ควรกินให้อิ่มท้องก่อนสิ !


หลิวว่ายจื่อรออยู่ตรงหน้าหมู่บ้านแล้ว เมื่อเห็นเจียงโม่หานเดินออกมาก่อน เขาก็ชะโงกมองข้างหลังบัณฑิตหนุ่มปราดหนึ่ง “มีแค่เจ้าคนเดียวหรือ ? หลินเว่ยเว่ยไม่มาด้วยหรือ ?”


เจียงโม่หานเหลือบมองอีกฝ่าย จากนั้นก็เดินต่อไปโดยไม่ลังเล ทว่าดวงตาที่เฉียบคมและแฝงไปด้วยความเย็นชาสามารถทำให้หลิวว่ายจื่อเผลอหดคอลงได้…บัณฑิตเจียงทำให้เขารู้สึกราวกับได้เผชิญหน้ากับนายอำเภอ น่าขนลุกใช้ได้เลย !


เมื่อเขาหันหลังกลับไปมองก็เห็นหลินเว่ยเว่ยเดินออกมาพร้อมตะกร้าใบน้อยและใบใหญ่ หลิวว่ายจื่อจึงรีบวิ่งเข้าไปหาแล้วรับตะกร้าจากมือของนางมาถือด้วยรอยยิ้ม “ส่งใบนี้มาให้ข้าเถิด ประเดี๋ยวข้าช่วยเจ้าถือเอง !”


สำหรับผู้ที่ไม่เคยทำงานหนักเยี่ยงหลิวว่ายจื่อ ผลไม้อบแห้งที่หนักกว่าห้าสิบชั่งจึงนับว่าค่อนข้างหนักพอสมควร ทว่าเพื่อทำดีต่อหน้าหลินเว่ยเว่ยแล้ว เขาก็กัดฟันพร้อมถือมันจนถึงเกวียน


หลังจากขึ้นมาบนเกวียนแล้ว หลิวว่ายจื่อก็พักหายใจอีกครู่ใหญ่ถึงจะกลับมามีแรงอีกครั้ง เมื่อเช็ดเหงื่อบนใบหน้าเสร็จแล้วก็หันไปหัวเราะกับหลินเว่ยเว่ย “เสี่ยวเว่ย เจ้าลำบากใช่ย่อย ! ถ้าข้าเป็นเจ้าล่ะก็คงจ่ายเงินเพื่อซื้อเกวียนสักคัน จะได้ประหยัดแรงมากกว่านี้ !”


จริงสิ ! เหตุใดนางคิดไม่ได้ ? ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ตบที่ต้นขาของตน “อีกประเดี๋ยวพอไปถึงในเมืองแล้วเราไปดูเกวียนกันเถิด ! ถ้าซื้อเกวียนเทียมวัวไม่ได้ก็ซื้อเกวียนเทียมล่อสักคัน !”


เพราะหลังจากห้องแถวปรับปรุงเสร็จก็ยังต้องปล่อยเช่า ดังนั้นต้องมีคนไปดูแลไม่ใช่หรือ ? ต่อไปโอกาสที่จะต้องเข้ามาในเมืองก็มากขึ้น ดังนั้นการมีเกวียนสักคันย่อมทำให้สะดวกขึ้นมาก


ดวงตาของหลิวว่ายจื่อกลิ้งกลอกไปมา ทันใดนั้นเขาก็ไปหาชายชราที่กำลังบังคับเกวียนอยู่ ขณะเดียวกันปากก็เรียกนายท่านครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนดวงตาคู่นั้นก็จับจ้องท่าทางการบังคับเกวียนของอีกฝ่ายและยังถามบางอย่างเป็นครั้งคราวด้วย


หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานส่งสายตาให้กัน หลิวว่ายจื่อผู้นี้ช่างเรียนรู้ได้เร็วเสียจริง พวกนางยังไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องอื่นด้วยซ้ำ นับว่าเอางานเอาการใช้ได้เลย !


ยังไม่ทันไปถึงในเมือง หลิวว่ายจื่อก็เรียนรู้วิธีบังคับเกวียนได้แล้ว ระยะทางสิบลี้สุดท้ายจึงมีเขาเป็นผู้บังคับแทน ส่วนชายชราก็ได้รู้จากหลิวว่ายจื่อแล้วว่าแม้อีกฝ่ายจะซื้อเกวียนก็ไม่ทับซ้อนกับเส้นทางทำมาหากินของตน ดังนั้นในเมื่ออีกฝ่ายอยากลองบังคับเกวียนจึงปล่อยให้ทำไป ส่วนตนก็ได้พักผ่อนอย่างสบายใจ


หลินเว่ยเว่ยหลับตลอดทางจนถึงจุดหมายและก็เป็นเหมือนเคยคือให้เงินชายชราเพิ่มอีก 2 อีแปะเพื่อให้เขาจอดเกวียนไว้ที่หน้าร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้


“โอ้ ! ป้ายร้านเปลี่ยนไปแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยเห็นป้าย ‘ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้’ แผ่นใหม่ นางจึงกล่าวกับคุณชายหนิงที่กำลังยืนอยู่ในร้านด้วยความยินดีว่า “ขอแสดงความยินดีกับคุณชายหนิง ธุรกิจเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกแล้ว !”


“เพราะได้ความช่วยเหลือจากหลินกู่เหนียงทั้งนั้น !” คุณชายหนิงยกมือคารวะ ขณะที่มองนางแล้ว เขาก็คลี่ยิ้มพลางกล่าวว่า “ดูพวกเราสิ อีกคนเรียก ‘คุณชายหนิง’ อีกคนเรียก ‘หลินกู่เหนียง’ เห็นได้ชัดว่าห่างเหินกันเกินไป ข้าอายุมากกว่าหลินกู่เหนียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น หากท่านไม่รังเกียจก็เปลี่ยนคำเรียกข้าว่า ‘หนิงซานเกอ’ เถิด !”


เนื่องจากคุณชายหนิงเป็นบุตรคนที่สามของครอบครัวนั่นเอง


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า แต่ในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนคำเรียกเป็น ‘หนิงซานเกอ’ ก็มีเสียงเย็นชาดังขัดขึ้นมาเสียก่อนว่า “ไม่เหมาะสม !”


คุณชายหนิงมองไปยังบุรุษรูปงามที่เข้ามายืนขวางตรงหน้าของหลินเว่ยเว่ย แม้เป็นบุรุษด้วยกัน แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมในใจว่าชุดบัณฑิตที่พลิ้วไหวช่างให้อารมณ์เย็นเยือกและสูงส่งเหมือนป่าไผ่ที่สลับซับซ้อน !


“ท่านนี้คือ…” คุณชายหนิงเอนตัวไปด้านหน้าเล็กน้อยพร้อมถามหลินเว่ยเว่ยด้วยความสงสัย


หลินเว่ยเว่ยผลักบัณฑิตหนุ่มไปด้านข้างเบา ๆ จึงทำให้ฝ่ายตรงข้ามขมวดคิ้ว ส่วนนางก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า “นี่คือพี่ชายข้างบ้าน ท่านเองก็รู้ว่าคนที่ศึกษาตำรามักเป็นคนอวดดีเล็กน้อย…”


สายตาที่เจียงโม่หานหันมามองจึงแฝงไปด้วยความไม่พอใจอย่างมาก…การป้องกันไม่ให้เจ้าเรียกบุรุษคนอื่นว่าพี่น้องเป็นเรื่องอวดดีหรือ ? เด็กตัวแสบ ตระกูลหนิงมีชาติกำเนิดเป็นพ่อค้า ในกระดูกของพ่อค้าล้วนมีแผนการแอบแฝงไว้ทั้งสิ้น ส่วนเจ้าเป็นแค่เด็กน้อยที่มีลูกไม้เพียงไม่กี่อย่าง แค่โดนอีกฝ่ายพูดเกลี้ยกล่อมไม่กี่ประโยค เจ้าก็ไม่รู้ว่าตนเองแซ่อะไรแล้ว !


แม้หนิงตงเซิ่งยังเยาว์วัย ทว่ามีความสามารถในการอ่านคนอยู่ไม่น้อย บัณฑิตหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในสระ ดังนั้นเขาจึงยกมือขึ้นคารวะแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าคิดไม่รอบคอบเอง ขอพี่ชายท่านนี้และหลินกู่เหนียงอย่าถือสาเลย !”


“ไม่ถือ ไม่ถือ !” หลินเว่ยเว่ยหัวเราะ แต่แล้วก็โดนบัณฑิตหนุ่มถลึงตาใส่อีกครา นางจึงถลึงตากลับ…คิดทำสิ่งใดกันแน่ ? เทียบกันว่าผู้ใดตาโตกว่ากันหรือ ? ข้าเองก็ไม่ได้แพ้เจ้าสักเท่าไรหรอก !


คิ้วของหนิงตงเซิ่งกระตุกขึ้นเล็กน้อย บางทีบัณฑิตท่านนี้กับสาวน้อยข้างบ้านคง…


ส่วนหลิวว่ายจื่อที่ยืนอยู่หน้าร้านอย่างเชื่อฟังก็ร้อนใจจนเกาศีรษะไม่หยุด เมื่อใดจะถึงเวลาเอ่ยเรื่องของข้า ? นายน้อยท่านนี้จะเห็นด้วยหรือไม่ ? ไอหยา ร้อนใจจะตายอยู่แล้ว !


ขณะเดียวกันดวงตาของหลินเว่ยเว่ยก็เหลือบไปเห็นหลิวว่ายจื่อที่กำลังเดินวนไปเวียนมาตรงหน้าร้าน “หนิง…คุณชายหนิง ขอคุยธุระหน่อยเถิด !” เดิมทีนางคิดจะเรียกว่า ‘หนิงซานเกอ’ แต่แล้วลิ้นของนางก็ต้องพันกันเพราะโดนบัณฑิตหนุ่มถลึงตาใส่อีกครา


ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็หยิบขนมไหว้พระจันทร์ไส้ธัญพืชห้าชนิดที่ทำให้เจ้าหนูน้อยเมื่อคืนออกมาหนึ่งชิ้นแล้วยื่นให้หนิงตงเซิ่ง “ลองชิมสิ”


“นี่คือ…ขนมไหว้พระจันทร์หรือ ?” หนิงตงเซิ่งพิจารณา ภายนอกก็ดูเหมือนขนมไหว้พระจันทร์ทั่วไป หลังลองชิมแล้วถึงได้พบว่ามันแตกต่างจากขนมไหว้พระจันทร์แบบดั้งเดิมเพราะตัวแป้งกรอบกว่า แค่กัดแป้งก็ร่วนออกทันทีและไส้ด้านในทั้งหอมและกรุบกรอบ ไม่หวานเลี่ยนเหมือนขนมไหว้พระจันทร์ทั่วไป วัตถุดิบที่ใช้ก็ดีและหอมยิ่งกว่าขนมไหว้พระจันทร์ไส้ธัญพืชห้าชนิดตามปกติด้วย


หนิงตงเซิ่งไม่ได้ลังเลแต่อย่างใด เขารีบหยิบตั๋วเงิน200ตำลึงออกมาทันที “ข้าขอซื้อสูตรขนมนี้ !”


“เอ่อ…ไม่ต้อง คุณชายหนิงซื้อสูตรข้าไปเยอะแล้ว สูตรนี้ข้ายกให้เลย” ขณะมองตั๋วเงิน แม้หลินเว่ยเว่ยจะรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ทว่าหากหวังจะตกได้ปลาตัวใหญ่ก็ต้องวางแผนในระยะยาวโดยไม่รีบร้อน อย่างน้อยก็ต้องให้อีกฝ่ายได้ลิ้มลองรสชาติหอมหวานเสียบ้าง


หนิงตงเซิ่งรู้สึกขำขันต่อสายตาอาลัยอาวรณ์ของนาง การแต่งกายของอีกฝ่ายไม่เหมือนผู้ที่เกิดในครอบครัวมีฐานะร่ำรวย เงิน200ตำลึงนี้แม้แต่ครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยในเขตเริ่นอันก็ยังไม่ปฏิเสธที่จะรับ สาวน้อยคนนี้ช่างน่าชื่นชมเสียจริง…อย่างน้อยนางก็ไม่ละทิ้งสัญญาของทั้งสองฝ่ายโดยง่ายเพียงเพราะได้รับผลประโยชน์ที่มากกว่า


[1] ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในสระ เป็นการเปรียบเปรยถึงบุคคลที่กำลังจะก้าวหน้าในวันใดวันหนึ่ง


ตอนที่ 122: สีหน้าของบัณฑิตหนุ่มกับอากาศเดือนหก


ทว่าคุณชายหนิงยังยืนกรานจะให้เงินแก่หลินเว่ยเว่ย เพราะเชื่อว่าสูตรขนมไหว้พระจันทร์นี้จะนำผลกำไรคืนมาสองเท่าหรือมากกว่านั้นในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ของปีนี้ และนี่ก็ใกล้ถึงเทศกาลแล้ว นางควรได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่หรือพวกเครื่องประดับบ้าง


เมื่อออกมาจากร้านของคุณชายหนิงแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เก็บตั๋วเงินพร้อมกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ “คุณชายหนิงเป็นคนดีมีน้ำใจ ข้าบอกว่าไม่รับเงินแต่เขาก็ยังยืนกรานที่จะให้…”


ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “พ่อค้ามักเห็นแก่ผลประโยชน์ เขาบอกจะซื้อสูตรขนมไหว้พระจันทร์ด้วยเงินจำนวน200ตำลึง ก็ต้องเป็นเพราะสูตรของเจ้าจะนำผลกำไรมาให้เขามากกว่านั้น หากไม่ให้เจ้าลิ้มรสความหอมหวานสักหน่อย แล้วคราวหน้าเจ้าจะหน้ามืดเอาของดีๆมาส่งให้เขาได้อย่างไร?”


หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองเขาปราดหนึ่ง จากนั้นก็ถามด้วยความงุนงง “บัณฑิตน้อย เจ้ามีความแค้นอันใดต่อคุณชายหนิงหรือไม่ ?”


เจียงโม่หานถึงขั้นพูดไม่ออก ข้าทำไปเพราะใคร ? เด็กตัวแสบไร้หัวใจเอ๋ย ถ้าไม่ได้ข้าคอยจับตามอง เจ้าก็คงโดนสูบเลือดสูบเนื้อจนหมดตัวไปแล้ว !


ขณะมองแผ่นหลังของบัณฑิตหนุ่มที่สะบัดพัดแล้วเดินออกไป หลินเว่ยเว่ยก็ยื่นมือเข้าไปคว้าตัวเขาไว้ “บัณฑิตน้อย เหตุใดเจ้าโมโหอีกแล้ว ? นี่เจ้าเป็นหาวจูหยีหรือไร ?”


เจียงโม่หานหันกลับมามองนางอย่างเย็นชา นัยน์ตาไร้รอยยิ้มแม้แต่น้อย “ข้าไม่ได้โมโห ! ข้าจะโมโหสิ่งใด ? เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับข้าหรือ มีผลประโยชน์ของข้าหรือไม่ ? แล้วเหตุใดข้าต้องแสร้งทำตัวเป็นคนชั่วผู้ไร้คุณธรรมด้วย ?”


ไฟโทสะของเจียงโม่หานลุกโชนครั้งแล้วครั้งเล่า เขาไม่รู้ตัวว่าเป็นอันใด แต่พอเห็นเด็กตัวแสบพูดคุยพลางยิ้มและหัวเราะใส่เจ้าคนแซ่หนิงจนสนิทสนมถึงขั้นจะเรียกกันว่าพี่น้อง เขาก็รู้สึกโมโห…จนอยากทำให้บุรุษแซ่หนิงทำการค้าต่อไปไม่ได้และหายไปจากสายตาตลอดกาล !


แต่…เขาก็กังวลว่าเด็กตัวแสบจะหาคนร่วมมือทางธุรกิจรายใหม่ไม่ได้แล้วจะกระวนกระวายขาดสติจนไปเจอกับพ่อค้าชั่ว…


ข้าเป็นคนใจแข็งและไร้เมตตามาโดยตลอด แล้วตัวข้าเปลี่ยนไปเหมือนสตรีตั้งแต่เมื่อใดกัน ?


“เฮ้เฮ้ ! โกรธจริงแล้วหรือ ? บัณฑิตน้อย ข้าผิดไปแล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าทำเพราะหวังดีกลัวข้าจะเสียเปรียบ ใช่ว่าข้าไม่รู้จักสำนึกบุญคุณหรอก ข้าน่ะจดจำใส่ใจเสมอ…”


เจียงโม่หานยิ้มอย่างเย็นชา “เจ้ามีหัวใจด้วยหรือ ? มีสมองเช่นนั้นหรือ ? ข้าเคยบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้รักษาระยะห่างกับบุรุษ แล้วเจ้าล่ะ ? แค่พริบตาเดียวก็ทำเป็นหูทวนลม เจ้าบริสุทธิ์ใจและไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ แต่คนแซ่หนิงจะไม่เข้าใจด้วยหรือ ? หนิงซานเกอ ? เฮอะ ฐานะพ่อค้าอย่างเขาก็คู่ควรด้วยหรือ !”


หลินเว่ยเว่ยทำหน้าใสซื่อ บัณฑิตหนุ่มเอ่ยหนึ่งประโยคนางก็พยักหน้ารับทันที นางทำตัวเหมือนหนอนตัวหนึ่ง แม้จะไม่เห็นด้วยกับความคิดของอีกฝ่าย ทว่าในขณะเดียวกันนางก็สัมผัสได้ว่าบัณฑิตหนุ่มเปลี่ยนไปแล้ว


เมื่อก่อนเขาทำให้นางรู้สึกว่านอกจากน้าเฝิงแล้วเขาจะไม่สนใครอีก เขาทำตัวราวกับคนนอกที่ยืนมองเหตุการณ์รอบกายด้วยสายตาเย็น แม้ตอนนี้ยังนิสัยเสียไปหน่อย แต่ก็เรียนรู้ที่จะห่วงใยผู้อื่นอย่างไร้เหตุผล ซึ่งคนที่โดนต่อว่าเช่นนางก็มีความสุขมาก !


เจียงโม่หานเผยสีหน้าอึดอัดใจแล้วกล่าวพร้อมคิ้วที่ขมวดเป็นปม “ช่างเถิด ! พูดมากไปก็ไร้ค่า เจ้าก็หัดดูแลตัวเองด้วยแล้วกัน !”


“บัณฑิตน้อย อย่าโมโหสิ ! ประเดี๋ยวกลับไปแล้วข้าจะทำขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะให้ รับรองว่าเจ้าไม่เคยกินมาก่อนแน่นอน !” หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าบัณฑิตหนุ่มชอบกินขนมหวานแต่ไม่ชอบขนมในตลาดเพราะหวานเลี่ยนเกินไป สรุปก็คือเป็นคนเรื่องมากนั่นเอง !


เจียงโม่หานจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เห็นข้าเป็นหนูทดลองเสียมากกว่า พอทดลองรสชาติว่าผ่านก็จะเอามาถวายต่อหน้า ‘คุณชายหนิง’ ของเจ้าอีกหรือ ? ฮึ ! สูตรราคา200ตำลึง บอกจะให้เปล่าก็ให้เลย เหตุใดข้าไม่รู้มาก่อนว่าบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินเป็นคนใจกว้างเช่นนี้ ?”


เฮ้อ ! เอาอีกแล้ว ! บัณฑิตหนุ่มกับคุณชายหนิงต้องมีความแค้นต่อกันเป็นแน่ ! ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็รีบพูดว่า “ข้าไม่ได้ยกสูตรให้เขาเพราะน้ำใจเสียหน่อย แบบนี้เรียกว่าถอยก่อนแล้วค่อยรุกต่างหาก ! ส่วนขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะข้าทำให้บ้านเรากินเท่านั้น ไม่ได้เอามาแลกเป็นเงินหรอก พอใจหรือไม่ ?”


ไม่ว่าอย่างไรช่วงนี้นางก็ทำเงินได้จากคุณชายหนิงกว่าหนึ่งพันตำลึงแล้ว อีกทั้งที่บ้านก็ยังไม่มีค่าใช้จ่ายอันใดในตอนนี้ด้วย !


แม้เจียงโม่หานจะยังแสดงสีหน้าไร้ความรู้สึก แต่หลินเว่ยเว่ยสัมผัสได้ว่าอารมณ์ของเขาคือ ‘เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย’ เฮ้อ สีหน้าของบัณฑิตหนุ่มช่างแปรปรวนไม่ต่างจากอากาศในเดือนหก…คิดจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้ทันทีทันใด !


“เอ่อคือ…” หลิวว่ายจื่อที่เดินตามทั้งสองอยู่ด้านหลังก็อ่านสีหน้าคนออก ในเวลานี้จึงกล้าเอ่ยขึ้นมาว่า “หลานสาว แล้วเรื่องของข้า…”


ตอนนี้หลินเว่ยเว่ยจึงนึกออกว่ายังมีเขาอีกคน นางจึงหันไปพยักหน้าให้ “คุณชายหนิงเห็นด้วยแล้วจะให้ท่านทดลองทำงานก่อนสองวัน อาว่ายจื่อ ท่านทำให้ดีล่ะ !”


หลิวว่ายจื่อรีบพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น ต่อจากนั้นก็ให้คำรับประกันว่า “วางใจได้ ! ข้าจะไม่ทำให้หลานสาวต้องขายหน้าเด็ดขาด !”


ต่อจากนั้นทั้งสามคนก็เดินทางมาที่ท่าเรือ เมื่อเห็นห้องแถวทั้งแปดห้องและถามถึงราคาแล้ว หลิวว่ายจื่อก็อดที่จะลิ้นพันกันไม่ได้ “คุณชายหนิงช่างร่ำรวยเสียจริง หากว่าห้องแถวเก่านี้อยู่ในหมู่บ้านราคา100ตำลึงก็ยังไม่มีคนซื้อเลย ส่วน1พันตำลึง…แฮะแฮะ !”


คนโง่เขลามักมีเงินมาก ! ทว่าเขาไม่กล้าพูดประโยคนี้ออกมา เนื่องจากตอนนี้สิ่งที่เขากินอยู่ล้วนเป็นของที่คนโง่เขลาประทานมาให้ทั้งสิ้น !


จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็แนะนำหลิวว่ายจื่อแก่หัวหน้าคนงาน “ในอนาคตถ้ามีปัญหาอันใดก็ให้มาหาเขา !”


จากนั้นนางก็หันมาพูดกับหลิวว่ายจื่ออีกครั้ง “ท่านลองทำความคุ้นเคยกับลุงหวางคนนี้ไปก่อน ท่านทำบัญชีเป็นหรือไม่ ?”


“บัญชีหรือ ? ใช้พู่กันน่ะหรือ ? ตัวอักษรรู้จักข้าแต่ข้าไม่รู้จักพวกมันหรอก แฮะแฮะ !” หลิวว่ายจื่อเกาศีรษะจนผมยุ่งเหยิงไปหมดพร้อมฉีกยิ้มเขินอาย


เนื่องจากกลัวหลินเว่ยเว่ยจะทอดทิ้ง หลิวว่ายจื่อจึงรีบกล่าวว่า “แต่ข้าคิดบัญชีเก่งเพราะตอนเล่นพนัน ใครติดข้าเท่าไหร่ ข้าจำได้อย่างแม่นยำ ไม่ผิดแม้แต่อีแปะเดียว”


หลินเว่ยเว่ยคิ้วกระตุก ส่วนหลิวว่ายจื่อกลับหัวเราะแล้วกล่าวต่อ “ข้าไม่มีงานทำจึงไปเล่นพนัน…เจ้าอย่านำเรื่องนี้ไปบอกแม่ข้าเชียวล่ะ ถ้านางรู้ล่ะก็ข้าโดนหักขาแน่ !”


“รู้ว่าเล่นพนันแล้วจะโดนตี ท่านก็ยังเล่นอยู่หรือ ?” หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปาก


“เมื่อก่อนไม่ได้มีงานทำใช่ไหมเล่า ? ตอนนี้ข้ามีงานดีๆให้ทำแล้ว ใครจะให้ข้าไปเล่นพนันอีกก็ไม่ไปหรอก !”


หลินเว่ยเว่ยจึงเอ่ยเตือนว่า “คุณชายหนิงเกลียดผีพนันที่สุด ในเขตเริ่นอันนี้มีวิธีชักจูงผู้คนไปเสี่ยงโชคมากมาย ถ้าท่านไปเกลือกกลั้วกับของไม่ดีแล้วโดนคุณชายหนิงไล่ออก ท่านก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”


หลิวว่ายจื่อจึงรีบทุกอกรับประกัน “เจ้าดูถูกอาว่ายจื่อของเจ้าเกินไป เล่ห์เหลี่ยมเหล่านั้นเล็ดลอดสายตาข้าหลิวว่ายจื่อไม่ได้หรอก ส่วนข้าจะไหวหรือไม่ เจ้ารอดูการกระทำของข้าได้เลย !”


หลินเว่ยเว่ยลองยกโจทย์คณิตศาสตร์ง่ายๆมาให้เขาคำนวณสักสองสามข้อ ส่วนหลิวว่ายจื่อก็พอจะพูดพึมพำออกมาได้ แม้ช้าไปบ้างแต่คำตอบที่ได้รับก็ถูกต้อง


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด จากนั้นก็พูดกับหลิวว่ายจื่อว่า “ข้าจะสอนวิธีคำนวณแบบพิเศษให้ท่าน แม้ไม่รู้ตัวอักษรก็สามารถทำบัญชีได้”


หลินเว่ยเว่ยเลือกสอนชุดตัวเลขอารบิกให้ ด้านหลิวว่ายจื่อพอเห็นแล้วก็รู้สึกว่าไม่ยากจึงจดจำเลข1 – 100ได้อย่างรวดเร็วและสามารถใช้กิ่งไม้เขียนตัวเลขลงพื้นได้ด้วย


ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยยังสอนวิธีบวกและลบเลขสองหลักให้ด้วย หลิวว่ายจื่อก็เงอะงะในช่วงแรกและคำนวณออกมาได้ในที่สุด


หลินเว่ยเว่ยจึงชมเขาว่า “ไม่เลวนี่ ท่านมีศักยภาพที่จะเป็นหลงจู๊ ดังนั้นจงตั้งใจทำงาน แล้วชีวิตในวันหน้าของท่านจะดีไม่แพ้อาเถียนแน่นอน !”


พอหลิวว่ายจื่อได้ยินเช่นนั้นก็มีความสุขขึ้นมาทันที “จริงหรือ ? หลานสาว เจ้าคงไม่ได้หลอกให้ข้าดีใจกระมัง ? เจ้าฟู่กุยร่ำเรียนที่สำนักศึกษามาหลายปีเชียวนะ ! แล้วคนอย่างข้าจะสามารถแทนที่ตำแหน่งหลงจู๊ของร้านค้าตระกูลหนิงได้หรือ ?”


ความทะเยอทะยานไม่น้อยเลย แค่นี้ก็คิดจะแทนที่เถียนฟู่กุยแล้ว ทว่าการมีความทะเยอทะยานไม่ใช่เรื่องเลวร้าย อย่างไรมนุษย์ก็ต้องมีความทะเยอทะยานกับความสามารถรวมกันถึงจะประสบความสำเร็จได้ ถ้าเจ้าทำตัวเป็นบัวใต้ตม เช่นนั้นไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจดึงเจ้าขึ้นมาอยู่เหนือน้ำได้ !


ตอนที่ 123: ชื่อเสียงจอมปลอม


หลินเว่ยเว่ยยังคงย้ำขอบเขตในการทำงานอีกรอบ หลังมั่นใจว่าเขาจำได้ทั้งหมดแล้ว นางก็ปล่อยให้เขาคุมงานก่อสร้าง ส่วนตัวนางก็ออกมาดูเกวียนเทียมวัวกับบัณฑิตหนุ่ม


ระหว่างทางไปดูเกวียนเทียมวัว เจียงโม่หานก็อดถามไม่ได้ว่า “ตัวเลขที่เจ้าสอนหลิวว่ายจื่อเหล่านั้น…คงไม่ใช่สิ่งที่เจ้าคิดค้นเองใช่หรือไม่ ?”


“เจ้าลองเดาสิ !” หลินเว่ยเว่ยขยิบตาให้เขาอย่างขี้เล่น


ส่วนเจียงโม่หานใช้มือข้างหนึ่งเขียนเลขอารบิกตัวหนึ่งออกมา ลักษณะเหมือนตัวเลขที่พวกผู้ใหญ่ใช้กัน ถ้าเด็กตัวแสบคิดออกมาเองจริงๆ เช่นนั้นเขาก็ขอชื่นชมสติปัญญาของนางด้วยใจจริง แต่ถ้าไม่…นางประสบพบเจอมาจากที่ใด ? คราวนี้ไม่ใช่ความรู้สึกอยากสอบสวนหรือหวาดระแวง แต่เป็นความรู้สึกสงสัย!


เวลาใกล้เข้าสู่ช่วงเที่ยงวันแล้ว ในตลาดค้าวัวจึงมีคนไม่มาก วัวมีเพียงสองสามตัวและท่าทางผ่ายผอมจนเห็นกระดูก ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาดูไม่พอใจมาก ส่วนล่อมีถึงเจ็ดแปดตัวซึ่งพวกมันเป็นล่อที่ทำหมันแล้วทั้งสิ้น เจ้าพวกนี้มีแรงทำงานไม่เท่าวัวก็จริง แต่มันกินจุมากและให้กำเนิดล่อรุ่นต่อไปไม่ได้ด้วย ดังนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่จึงยอมเสียเงินอีกเล็กน้อยเพื่อซื้อวัวมากกว่าล่อ


หลินเว่ยเว่ยเดินเข้าไปถามราคา วัวไม่กี่ตัวทั้งผอมทั้งแก่ ราคาก็สูงจนน่าใจหาย ราคาถูกที่สุดอยู่ที่30ตำลึง ส่วนล่อแข็งแรงหนึ่งตัวมีราคาอยู่ที่18ตำลึงเท่านั้น


หลินเว่ยเว่ยไม่ลังเลจึงเลือกล่อสีน้ำตาลเข้มตัวหนึ่งมา นางบอกว่าล่อมีรูปร่างใกล้เคียงกับม้า ร่างกายแข็งแรงและสวยงาม กล้ามเนื้อได้สัดส่วนมีกำลัง ดวงตาอ่อนโยนและสดใสเหมาะกับนางมากเหลือเกิน


หลินเว่ยเว่ยต่อรองราคาจนเหลือ16ตำลึง และเมื่อนำมารวมกับเกวียนแล้วก็มีราคาอยู่ที่20ตำลึง


เมื่อใช้เกวียนเทียมล่อกลับมาที่ท่าเรือก็เป็นเวลาช่วงพลบค่ำ พอเห็นเกวียนเทียมล่อแล้ว ดวงตาของหลิวว่ายจื่อก็แทบจะโดนผูกติดกับมันทันที เพราะไม่ว่าอดีต ปัจจุบันหรืออนาคตบุรุษก็คล้ายกันทั้งสิ้น ล้วนมีความหลงใหลในยานพาหนะอันเหนือจินตนาการ สำหรับชาวบ้านธรรมดาทั่วไปแล้ว เกวียนเทียมล่อคันหนึ่งก็ไม่ต่างอันใดจากรถยนต์แบรนด์หรู


“หลานสาว เจ้าซื้อจริงหรือ ? นี่คือล่อไม่ใช่หรืออย่างไร ? ท่าทางแข็งแรงกว่าม้าเสียอีก ! ใครเป็นคนเลือก ตาแหลมใช้ได้เลย !” หลิวว่ายจื่อเดินวนรอบเกวียนเทียมล่อสองสามรอบ จากนั้นก็เอื้อมมือไปลูบขนอันมันเงาของล่อเบาๆ


หลินเว่ยเว่ยปีนขึ้นไปบนเกวียน จากนั้นก็พูดกับหลิวว่ายจื่อพร้อมรอยยิ้ม “อาว่ายจื่อ เลิกลูบได้แล้ว ท่านยังมีโอกาสได้เข้าใกล้เจ้าล่อนี้อีกเยอะ ! มาเถิด ถึงเวลาทดสอบทักษะการขับเกวียนของท่านแล้ว !”


หลิวว่ายจื่อขึ้นไปนั่งประจำที่นั่งคนขับอย่างมีความสุข หลังสะบัดเชือกค่าวเบาๆแล้วเขาก็ตะโกนขึ้นมาว่า “ยะ !”


ทันใดนั้นล่อตัวสีน้ำตาลเข้มก็สะบัดหางของมันแล้วเริ่มก้าวเดินไปยังประตูเมืองอย่างมั่นคง หลังออกมาจากประตูแล้ว หลิวว่ายจื่อก็เริ่มสะบัดเชือกค่าวแรงขึ้น ล่อจึงเริ่มเปลี่ยนจังหวะมาวิ่งเหยาะ…แต่มันเคลื่อนตัวได้เร็วกว่าเกวียนเทียมวัวของหมู่บ้านด้านข้างมาก


“ช้าหน่อย ช้าหน่อย !” เนื่องจากเกวียนเทียมล่อสมัยโบราณทำจากไม้ ไม่ได้มี ‘โช้คอัพ’ เอาไว้รองรับแรงกระแทกแต่อย่างใด หลินเว่ยเว่ยจึงแทบล้มทับตัวบัณฑิตหนุ่ม สวรรค์ ถ้าเร็วกว่านี้ก็เกรงว่าอวัยวะภายในจะไหลไปกองผิดทิศทางเสียแล้ว


หลิวว่ายจื่อทำราวกับว่ากำลังขับรถสปอร์ตระดับไฮเอนด์ จิตวิญญาณของเขากำลังโบยบินอย่างอิสระ ไม่พูดก็คงไม่ได้ว่าเมื่อนักเลงเกิดความจริงจังขึ้นมาก็ดูได้เรื่องได้ราวไม่น้อย เขาเพิ่งเรียนรู้การขับเกวียนได้ไม่นานแต่ดูมีแววมาก หลังทำความคุ้นเคยกับมันแล้ว หลิวว่ายจื่อก็สามารถควบคุมเกวียนได้ดีและเกวียนก็เคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่น


เมื่อเกวียนเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว พวกเด็กที่เล่นอยู่หน้าหมู่บ้านต่างก็วิ่งมาหา เวลาเจ้าหนูน้อยเล่นกับสหาย ในมือของเขาจะไม่มีตะกร้าและที่ขุดดิน…ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญของคนดูแลให้อาหารกระต่ายหลายสิบตัวในสวนหลังบ้าน !


“คนบนเกวียนคือพี่รองของข้ากับพี่โม่หาน !” เจ้าหนูน้อยเห็นร่างคนบนเกวียนอย่างชัดเจน เขาจึงยืดอกด้วยความภาคภูมิใจแล้วก้าวขาอวบอ้วน จากนั้นก็พุ่งเข้าหาเกวียนเทียมล่อ ส่วนสหายที่เล่นอยู่ด้วยก็วิ่งตามหลังเขามาพลางจับจ้องล่อตัวสูงใหญ่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น


หลินเว่ยเว่ยอุ้มเจ้าหนูน้อยที่เดินเข้ามาใกล้ด้วยมือข้างหนึ่ง “น้องสี่ วันนี้เจ้าทำอันใดที่บ้านบ้าง ?”


เจ้าหนูน้อยอยู่ท่ามกลางสายตาอิจฉาของเด็กคนอื่น เพราะในขณะอยู่บนเกวียนเขาได้ลูบโน้นลูบนี่ ดวงตาก็เปล่งประกาย ปากยิ้มไม่หุบ หลังได้ยินเช่นนั้นเขาก็ฉีกยิ้มอย่างมีความสุข “วันนี้ตัดหญ้าให้กระต่ายได้5ตะกร้าแล้วยังจับตั๊กแตนกับแมลงให้แม่ไก่ พี่สามยังสอนตัวอักษรให้ข้าหลายสิบตัว…วันนี้อาหารกลางวันที่พี่ใหญ่ทำไม่อร่อยเท่าของพี่รองเลย !”


“เด็กน้อย เจ้าพูดเช่นนี้ไม่กลัวพี่ใหญ่ได้ยินหรือ ?” เมื่อเห็นคนในหมู่บ้านแล้ว หลิวว่ายจื่อก็รีบโบกมือทักทายชาวบ้านตั้งแต่ระยะไกลราวกับกลัวผู้อื่นไม่เห็นว่าตัวเองขับเกวียน


เจ้าหนูน้อยทำหน้าทะเล้น “ข้าพูดเรื่องจริงนี่ ไม่มีสิ่งใดที่คนอื่นฟังไม่ได้หรอก พี่รอง พี่สามบอกว่าตอนอยู่ในเมืองท่านทำปลาให้เขากิน ข้าโตถึงเพียงนี้แล้วยังไม่เคยได้กินปลามาก่อนเลย !”


“เจ้าทำตัวน่าสงสารให้มันน้อยๆหน่อย คูน้ำหรือแม่น้ำคงแห้งหมดแล้ว เจ้าจะให้ข้าหาปลามาจากที่ใด ?” หลินเว่ยเว่ยบีบแก้มอวบอ้วนของอีกฝ่าย…ในที่สุดก็เริ่มมีเนื้อขึ้นมาแล้ว รู้สึกประสบความสำเร็จมาก !


หลิวว่ายจื่อหันมามองพี่น้องคู่นี้แล้วหัวเราะ “ท่าเรือน่าจะมี ถ้าหลานอยากซื้อ ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะช่วยดูให้ ดีหรือไม่ ?”


พอเจ้าหนูน้อยได้ยินเช่นนั้น ดวงตากลมโตมีชีวิตชีวาก็หันมามองหลินเว่ยเว่ยด้วยความตั้งตารอทันที ดวงตาที่ดูเหมือนลูกสุนัขน่าสงสารคู่นี้จะทำให้หลินเว่ยเว่ยปฏิเสธได้อย่างไร ? นางจึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ถ้าเจอปลาหลีหนักประมาณ2ชั่งก็ซื้อมาสักสองสามตัว แช่ไว้ในน้ำมาด้วยเพราะเนื้อปลาจะได้สดใหม่และอร่อยกว่า”


หลิวว่ายจื่อบังคับเกวียนมาที่หน้าบ้านตระกูลหลิน เมื่อมองเข้าไปแล้วเห็นทุกหนทุกแห่งในลานบ้านเต็มไปด้วยผลไม้อบแห้ง เขาจึงหัวเราะแล้วกล่าวว่า “หลานสาว ดูบ้านเจ้าสิ ไม่ว่างเลย ถ้าเอาเกวียนเทียมล่อมาอยู่ในบ้านข้าก็รับประกันได้เลยว่าจะเลี้ยงให้เจ้าอย่างดี !”


“ได้ เช่นนั้นก็รบกวนอาว่ายจื่อด้วย” ในเมื่อเขายินดีช่วย หลินเว่ยเว่ยจึงรับไว้ทันที


นางหลงเข้าใจผิดว่าหลิวว่ายจื่อรู้สึกขอบคุณที่ช่วย ‘แนะนำ’ งานดีๆให้ แต่เจียงโม่หานก็มาเปิดโปงเสียก่อน “แค่อยากสนองความต้องการของตนเท่านั้น !”


หลินเว่ยเว่ยจึงหันไปมองก็เป็นอย่างที่คิด หลิวว่ายจื่อเริ่มขับเกวียนเทียมล่อและคุยโวกับชาวบ้านว่า “แน่นอน คุณชายหนิงเห็นข้าเป็นคนฉลาดมีความสามารถจึงพอใจในตัวข้ามาก เขาไม่เพียงให้ข้าคุมงานก่อสร้างแต่ยังให้เกวียนเทียมล่อกับข้าคันหนึ่งด้วย…


ว่าอย่างไรนะ? พวกเจ้าคิดว่าเกวียนคันนี้เป็นของตระกูลหลินหรือ? ฮ่าฮ่า รู้หรือไม่ว่าเกวียนเทียมล่อคันนี้ราคาเท่าไหร่? 30ตำลึงเชียวนะ! อย่ามองว่าบ้านตระกูลหลินทำงานยุ่งจนหัวหมุนและทำเงินได้มหาศาลสิ!


กล่าวถึงเนื้อแผ่นก็แล้วกัน รู้หรือไม่ว่าตอนนี้หมูตัวเป็นๆ ราคาเท่าไหร่? ราคาขึ้นมากกว่าสามสิบอีแปะแล้ว ดังนั้นเนื้อหมูก็ขึ้นราคาเป็นห้าสิบหกสิบอีแปะแล้วด้วย เนื้อหมูสามสี่ชั่งสามารถทำเนื้อแผ่นได้แค่ชั่งเดียว แค่ต้นทุนก็ปาไป200อีแปะแล้วนะ


แม้ว่าเนื้อแผ่นจะมีราคาแพง แต่เงินเหล่านั้นก็ไปตกอยู่ที่ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ หลังจากหักค่าแรงงานแล้วตระกูลหลินทำเงินได้แค่สิบถึงยี่สิบอีแปะเท่านั้น ดังนั้นรายได้ตลอดทั้งปีจะสามารถซื้อเกวียนคันนี้ได้หรือ


นอกจากนี้พี่สะใภ้ตระกูลหลินยังต้องกินยาด้วย! ได้ยินหมอเหลียงบอกว่าส่วนผสมมีโสมคนกับเขากวางอ่อนซึ่งราคาแพงจนน่าใจหาย! แม้ตระกูลหลินจะขายเนื้อแผ่นกับผลไม้อบแห้งก็ยังเป็นหนี้ค่ายาหมอเหลียงอยู่เลย!”


หลินเว่ยเว่ยพอใจต่อถ้อยคำของหลิวว่ายจื่อมาก เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงของการประสบภัยแล้ง ครอบครัวอื่นไม่ได้กินข้าวด้วยซ้ำ แต่นางกลับได้เงินก้อนโตเข้าบ้านทุกวัน ถ้าไม่โดนผู้อื่นจับจ้องก็แปลกแล้ว !


ตอนที่ 124: เป็นห่วง


แม้นับรวมบัณฑิตหนุ่มและน้าเฝิงแล้วในบ้านของหลินเว่ยเว่ยก็ไม่มีบุรุษที่เป็นผู้ใหญ่สมวัยอยู่ด้วยสักคน หากวันใดวันหนึ่งนางไม่อยู่บ้านแล้วโดนชาวบ้านที่หิวกระหายบุกปล้น เช่นนั้นก็ถึงคราวโชคร้ายกันพอดี !


เป็นอย่างที่คิด คนที่เคยสนิทใกล้ชิดกับหลิวว่ายจื่อได้เอ่ยถามอย่างไม่เชื่อหู “บ้านตระกูลหลินเป็นหนี้จริงหรือ ? บ้านนางมีกลิ่นหอมของเนื้อทุกวัน พวกผู้หญิงในหมู่บ้านต่างก็กล่าวว่าตระกูลหลินมีเนื้อให้กินทุกมื้อ ! แม้แต่คนที่ไปทำงานบ้านนางก็ยังได้เนื้อกลับมาบ่อยครั้ง !”


คนที่พูดมีนามว่าหวางล่ายจื่อ ทันใดนั้นไม้กะตักในมือของหลิวว่ายจื่อก็เคาะไปที่ศีรษะของอีกฝ่ายพร้อมถลึงตามอง “เจ้าจะเชื่อข้าหรือเชื่อคำนินทาเหล่านั้น ? ที่มีกลิ่นเนื้อลอยออกมาจากบ้านตระกูลหลินก็เพราะพวกนางทำเนื้อแผ่นขาย บ้านใครทำเนื้อแผ่นแล้วไม่ใช้เนื้อบ้าง ? ส่วนเนื้อที่ให้คนอื่นกลับไปก็เพราะตระกูลหลินไม่มีเงินค่าจ้างจึงเอาเนื้อแลกเป็นค่าจ้างแทน ! เจ้านี่นะ ใช้สมองให้มากหน่อย !”


“ตระกูลหลิน…ไม่มีเงินจริงหรือ ?” หวางล่ายจื่อถามอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง


หลิวว่ายจื่อจ้องเขม็ง “ทำไม ? เจ้าอยากถามให้แน่ชัดเพื่อสิ่งใด ? คงไม่ได้ใช้สมองคิดสิ่งใดที่เลวร้ายหรอกนะ ? ข้าเตือนให้เจ้าหยุดคิดได้เลย ! บุตรสาวคนรองของตระกูลหลินสามารถไล่หมีควายได้ด้วยหมัดเดียว สภาพร่างกายเจ้ายังไม่พอให้นางใช้นิ้วจิ้มด้วยซ้ำ !”


หวางล่ายจื่อหรี่ตามองแล้วฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ “เสือยังมีเวลาหลับ ! แล้วบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินก็ไม่ได้อยู่บ้านตลอด…”


หลิวว่ายจื่อใช้นิ้วชี้ไปที่อีกฝ่าย “เมื่อครู่ข้าบอกให้เจ้าใช้สมอง แต่เจ้าก็คิดน้อยอีกแล้ว เจ้าดูข้าสิ รู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงหางานดีๆได้ในเมือง? แล้วเหตุใดได้นั่งเกวียนด้วย? นั่นก็เพราะบุตรสาวคนรองตระกูลหลินมีเส้นสายที่นั่น! ถ้าเจ้าไม่คิดประจบนางแล้วยังเล็งเป้าหมายไปที่บ้านนางอีก เจ้าไม่ได้โง่เขลาไปแล้วหรือ?”


“พี่หลิว…ความหมายของท่านคือ…นางหนูรองก็ช่วยหางานให้ข้าได้หรือ ? ข้าเองก็สามารถก้าวหน้าเหมือนท่านที่ใต้ฝ่าเท้ามีลูกน้องคอยช่วยเหลือและยังมีเกวียนให้ขับด้วย ใช่หรือไม่ ?” ทันใดนั้นหวางล่ายจื่อ หลิวจู่จื่อและหลี่เกินจู่ที่มักมาเล่นพนันกับหลิวว่ายจื่อก็พากันเบียดมาตรงหน้าเขาพร้อมรอยยิ้มประจบประแจง


“บุตรสาวคนรองของตระกูลหลินกล่าวไว้ว่าโอกาสมีไว้ให้คนที่พร้อมเสมอ ! เจ้าดูข้าสิ ข้าเองก็ไม่ได้คอยเฝ้าอยู่แถวหน้าบ้านตระกูลหลินบ่อยๆหรอกหรือ ข้าช่วยพวกนางไล่คนที่คิดไม่ดีออกไป ถึงได้มีวันที่น่าภาคภูมิใจเช่นวันนี้ ถ้าอยากเป็นเหมือนข้าที่ได้งานดีๆ ทำในเมืองก็ต้องทำตัวให้ดีและอย่าคิดร้ายต่อตระกูลหลิน !” หลิวว่ายจื่อรู้ว่าขอแค่ทำให้ไม่กี่คนนี้สงบลงได้ก็แทบจะไม่เหลือใครในหมู่บ้านให้ก่อพายุขึ้นมาอีก


เจียงโม่หานมองมาทางหลินเว่ยเว่ยแล้วกระซิบเบาๆ “เจ้าไม่ได้มองผิดไปหรอก ดูเหมือนหลิวว่ายจื่อผู้นี้…จะฉลาดอยู่บ้าง !”


หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม “คนในหมู่บ้านนี้มีนิสัยเรียบง่าย แม้จะเลวร้ายแต่จะร้ายได้ถึงเพียงใดเล่า ? ขอแค่ให้ความหวังแก่เขา ประเดี๋ยวเขาก็จะตอบแทนเจ้าด้วยความจริงใจเอง”


“ที่เจ้าสอนเขาคิดเลขทำบัญชี เจ้าคงไม่ได้คิดซื้อห้องแถวมาไว้แล้วยกให้เขาเป็นผู้ดูแลหรอกกระมัง ?” ส่วนใหญ่สิ่งที่เจียงโม่หานได้สัมผัสในชาติก่อนคือความมืดมนและความชั่วร้าย ดังนั้นจึงขาดความไว้วางใจในตัวผู้คน แล้วคนอย่างหลิวว่ายจื่อจะเชื่อใจได้หรือ ?


หลินเว่ยเว่ยยักไหล่ “ก็ต้องดูที่ความประพฤติของเขา”


หากหลิวว่ายจื่อผ่านบททดสอบของนางได้จริง เช่นนั้นการจะยกให้เขาดูแลแล้วจะเป็นอันใด ?


วันรุ่งขึ้นหลิวว่ายจื่อก็ขับเกวียนเทียมล่อมาถึงหน้าบ้านตระกูลหลินแล้ว จากนั้นเขาก็ขนของไปพลางกล่าวไปด้วย “นางหนูรอง วันนี้เจ้าคนใดจะไปส่งสินค้าหรือ ?”


ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ยัดขนมปังอบโรยงาไส้ต้นหอมใส่มือเขา2ชิ้นแล้วรีบปีนขึ้นเกวียน “เพิ่งอบเสร็จเช้านี้ ยังร้อนอยู่เลย รีบกินตอนร้อนๆสิ !”


หลิวว่ายจื่อแสร้งปฏิเสธสองสามประโยค จากนั้นก็รีบกลืนลงไปอย่างรวดเร็ว “หอมดี ! ข้างในคงมีกากหมูใช่หรือไม่ ? ใช่สิ บ้านเจ้าทำเนื้อแผ่นนี่นา ต้องไม่ขาดกากหมูอยู่แล้ว ! ทั้งกรอบทั้งหอม หลานสาว ฝีมือทำขนมปังอบของเจ้าสามารถเปิดร้านในเมืองได้เลย !”


“นี่ถือเป็นของแทนคำขอบคุณที่เมื่อวานท่านพูดเช่นนั้นกับคนในหมู่บ้าน !” ในหมู่บ้านมีคนจำนวนมากที่กินข้าวได้แค่วันละ2มื้อ ดังนั้นการได้กินขนมปังอบจากแป้งขาวและกากหมูยังถือว่าฟุ่มเฟือยกว่าตอนที่ฉลองปีใหม่เสียอีก


เมื่อเช้าหลิวว่ายจื่อก็กินผักป่าแสนเหนียวหนึบมาแล้ว แต่เขายังกินขนมปังอบอย่างตะกละตะกลาม จากนั้นก็กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “เรื่องเล็กน้อย ข้าขอบอกเจ้าตามตรงว่ามีคนจำนวนไม่น้อยในหมู่บ้านเพ่งเล็งมาที่บ้านเจ้า ก่อนหน้านี้ข้าชอบมาเดินหน้าบ้านเจ้าบ่อยๆ ก็เพราะคอยระวังพวกหวางล่ายจื่อให้


แต่นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด ! ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าช่วยชีวิตข้าจากหมีควายตัวนั้น ข้าคงตายไปนานแล้ว แถมตอนนี้เจ้ายังหางานดีๆให้ข้าทำอีก ดังนั้นการที่ข้าจะช่วยบ้านเจ้าบ้างก็ถือเป็นเรื่องสมควรแล้ว !”


“น้องว่ายจื่อ เจ้าจะเข้าเมืองหรือ ? ขอข้าขึ้นเกวียนไปสักระยะได้หรือไม่ ?” มารดาของเจ้าอ้วนซานกำลังไล่แพะป่า2ตัวไปด้านหน้า พอได้ยินเสียงเกวียนแล้วนางก็หยุดยืนพลางถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม


หลิวว่ายจื่อรู้ว่ามารดาของเจ้าอ้วนซานบาดหมางกับคนตระกูลหลิน เขาจึงตีฝีปากเป็นพ่อค้า “ได้สิ ! 2อีแปะ !”


สีหน้าของมารดาเจ้าอ้วนซานเปลี่ยนไปทันที นางจึงเอ่ยเสียงดังลั่น “ต้องใช้เงินจำนวนมากในการเข้าเมืองเลยหรือ ข้าเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกับเจ้า แต่เจ้าเรียกเก็บข้า2อีแปะเชียวหรือ ?”


“ถ้ามีเจ้าคนเดียวข้าก็เก็บอีแปะเดียวอยู่แล้ว แต่เจ้ายังมีแพะอีกสองตัวไม่ใช่หรือ? เกวียนของข้ายังใหม่เอี่ยม ถ้าทำสกปรก แล้วข้าจะไปรายงานคุณชายอย่างไร ถ้าไม่…เจ้าก็เดินเข้าเมืองเองสิ !” หลิวว่ายจื่อสะบัดเชือกค่าวในมือเบาๆ เกวียนก็เริ่มขยับไปด้านหน้า


วันนี้มารดาของเจ้าอ้วนซานต้องเข้าเมืองเพื่อไปขายแพะ ถ้าเดินเท้าแล้วกว่าจะถึงตัวเมืองก็เกือบยามอู่แล้ว ส่วนตัวแพะก็ไม่รู้จะขายได้เมื่อไร ถ้ากลับไม่ได้ภายในวันนี้การพักในเมืองก็ต้องเสียเงินอีกหลายอีแปะ !


ขณะกำลังคิดจะต่อราคากับหลิวว่ายจื่อ นางก็คิดได้ว่าหากเปลี่ยนเป็นคนอื่นคงจะรู้สึกสงสารแล้วเก็บค่าโดยสารน้อยลงหรือไม่เก็บเลยก็ได้ แต่หลิวว่ายจื่อขึ้นชื่อเรื่องความเสเพลในหมู่บ้าน หน้าหนาจนมีดก็แทงไม่เข้า หากนิสัยเสียของเจ้าหมอนี่กำเริบก็อาจขับเกวียนทิ้งไปเลยก็ได้


มารดาของเจ้าอ้วนซานอดกลั้นความปวดร้าวในใจไว้แล้วยื่นเงินให้หลิวว่ายจื่อ2อีแปะ หลิวว่ายจื่อจึงกล่าวกับนางว่า “ไปนั่งด้านหลังแล้วดูแพะของเจ้าให้ดี ถ้ามันฉี่หรืออึใส่เกวียนข้า เจ้าต้องจ่ายเงินเพิ่ม รู้หรือไม่?”


การนั่งเกวียนเทียมล่อให้สบายที่สุดต้องนั่งด้านหน้า ยิ่งอยู่หลังเท่าไรก็ยิ่งอันตรายเวลาเจอหลุมต่างๆ มารดาของเจ้าอ้วนซานจึงกล่าวด้วยความไม่พอใจ “ข้าก็จ่ายเงินแล้วเหตุใดนั่งหน้าไม่ได้ ? สัตว์อยากจะฉี่ก็ปล่อยมันฉี่ไปสิ ข้าห้ามมันไม่ให้ฉี่ได้ที่ไหน…”


แต่ทันใดนั้นหลิวว่ายจื่อก็ทำปากขมุบขมิบพลางกล่าวด้วยถ้อยคำผิดแปลก “เจ้าห้ามไม่ได้แต่รองฉี่มันได้ ! เกวียนใหม่ของข้าใช้เงินซื้อมาหลายตำลึงเชียวนะ ถ้าทำสกปรกแล้วเจ้าชดใช้ไหวหรือ?”


นอกจากมารดาของเจ้าอ้วนซานแล้วในหมู่บ้านยังมีผู้หญิงอีกสองคนที่จะเข้าไปในเมือง มารดาของเจ้าอ้วนซานปากไม่ดี นิสัยไร้เมตตา ดังนั้นจึงไม่มีใครในหมู่บ้านชอบนาง ผู้หญิงอีกสองคนจึงช่วยหลิวว่ายจื่อพูด “ใช่ ! นี่คือเกวียนของเจ้านายว่ายจื่อ ถ้าทำสกปรกแล้ว เขาต้องรับผิดชอบเหมือนกัน เพิ่งไปทำงานวันแรกถ้าทำให้เจ้านายไม่พอใจ งานจะยังรักษาไว้ได้หรือ ?”


“ท่านทั้งสองพูดได้ถูกต้องที่สุด ! คราวหน้าถ้าอยากได้เข็มกับด้ายจากในเมืองก็บอกได้เลย….” หลิวว่ายจื่อสะบัดไม้กะตักในมือ เขาไม่พอใจกับมันสักเท่าไร…ขากลับคงต้องหาเชือกมาทำเป็นแส้สักหน่อย ดูสิว่าเกวียนเทียมวัวของตาเฒ่านั่นจะแรงสักเพียงใด !


ด้วยพลังแห่งเกวียนเทียมล่อจึงทำให้การเดินทางรวดเร็วขึ้นมาก ผ่านไปแค่หนึ่งชั่วยามกว่าๆ ทุกคนก็มาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว


ตอนที่ 125: ฉกฉวยชื่อเสียงดีหรือไม่ ?


หลังส่งผู้โดยสารทั้งสามคนที่หน้าประตูเมืองเสร็จแล้ว หลิวว่ายจื่อก็ขับเกวียนไปที่ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ จากนั้นเขาก็ยื่นเงินจำนวน4อีแปะที่หามาได้เมื่อครู่ให้หลินเว่ยเว่ย


หลินเว่ยเว่ยโบกมือปฏิเสธ “บังคับเกวียนคืองานลำบาก ท่านเก็บไว้ซื้อหมั่นโถวกินตอนกลางวันเถิด !”


หลิวว่ายจื่อจึงยิ้มและกล่าวอย่างร่าเริง “เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ หลานสาว เจ้าช่างใจกว้างเสียจริง ไม่น่าแปลกใจที่ร้านค้าตระกูลหนิงเลือกทำธุรกิจกับเจ้า !”


เมื่อถึงร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้แล้ว หลินเว่ยเว่ยก็กวักมือเรียกหลิวว่ายจื่อเพื่อให้เข้ามาในร้าน จากนั้นก็พูดกับเถียนฟู่กุยว่า “อาเถียน ต่อไปอาว่ายจื่อจะเป็นคนมาส่งสินค้า รบกวนท่านลงบัญชีให้ละเอียด แล้วข้าจะเข้ามาตรวจทุกสิบวัน”


ทันใดนั้นหลิวว่ายจื่อก็ชี้นิ้วมาที่จมูกของตน “ข้าหรือ ? เจ้าไว้ใจให้ข้ามาส่งสินค้าแทนหรือ ?”


“มีสิ่งใดไม่น่าเชื่อใจเล่า ? หรือท่านไม่อยากทำ ? ข้าไม่ให้ท่านมาส่งโดยไม่ได้เงินหรอก เพราะจะให้ค่าเหนื่อยวันละ10อีแปะ เป็นเช่นไรบ้าง ?” เมื่อทำเช่นนี้แล้วไม่ว่านางหรือนางเฝิงก็ไม่ต้องวิ่งเข้าออกเขตเริ่นอันทุกวัน อีกทั้งยังประหยัดเวลา สามารถทำผลไม้อบแห้งเพิ่มและทำเงินได้อีกไม่น้อย !


หลิวว่ายจื่อจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าเรื่องเงินก็ช่างเถิด เจ้าหางานที่ดีให้ข้าเช่นนี้ หากข้าช่วยทำงานเล็กน้อยให้เจ้าแถมยังรับเงินเพิ่มอีก เช่นนั้นข้าจะยังเป็นคนอีกหรือ ? ข้ากังวลว่าจะทำออกมาได้ไม่ดีแล้วทำให้เจ้าเสียงาน…”


“แค่นำผลไม้อบแห้งและเนื้อแผ่นมาส่งที่ร้านค้า ส่วนเรื่องชั่งน้ำหนักกับลงบัญชี อาเถียนเป็นคนทำ ! แล้วจะมีสิ่งใดผิดพลาดได้เล่า ? อาว่ายจื่อ เชื่อมั่นในตนเองหน่อย ดึงจิตวิญญาณของหลงจู๊ใหญ่ออกมา !”


หลิวว่ายจื่อหัวเราะอย่างโง่เขลา ตำแหน่งหลงจู๊ใหญ่นี้เขาสามารถโอ้อวดที่หมู่บ้านได้ แต่งานของเขาจริงๆแล้วเป็นแค่คนคอยจัดการธุระให้ผู้อื่นเท่านั้น…


หลิวว่ายจื่อเกาศีรษะ “เช่นนั้นก็ได้ ! หลานสาว ถ้าเจ้าไว้ใจให้ข้ามาส่งสินค้าแทน ข้าก็จะลองดู แต่เรื่องเงิน…ข้ารับไม่ได้จริงๆ”


“ส่งสินค้าในเมืองไม่ใช่งานที่จะทำเพียงวันสองวัน หากท่านไม่รับเงิน แล้วต่อไปข้าจะกล้ารบกวนท่านได้อย่างไร ?” ความหมายของหลินเว่ยเว่ยก็คือหากวันหน้างานที่ห้องแถวจบแล้ว นางก็ยังจะให้ตัวเขาคอยส่งสินค้าเข้ามาในเมืองอย่างนั้นหรือ ? แปลว่าตราบใดที่ตระกูลหลินยังทำการค้าอยู่ เขาก็จะไม่ว่างงานและมีเงินใช้ต่อไป


หลิวว่ายจื่อรีบยืดตัวตรงและทุบอกรับประกันทันที “วางใจได้ ! เรื่องนี้ข้าจะทำให้อย่างดี !”


ขณะมองหลิวว่ายจื่อขับเกวียนออกไป เถียนฟู่กุยก็กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่วางใจ “ถ้อยคำของคนเสเพลจะเชื่อได้หรือ ? ข้าไม่ได้กลัวเขาขโมยกินหรอกนะ ทว่าราคาเนื้อแผ่นแพงถึงเพียงนี้ ถ้าเขาแอบขโมยไปวันละนิด…เรื่องขโมยของเขาทำน้อยลงหรือยัง ?”


“ดังนั้นข้าจึงต้องรบกวนอาเถียนช่วยลงบัญชีอย่างละเอียดไงเล่า !” หลินเว่ยเว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย โอกาสนางสร้างให้แล้ว แต่จะคว้าไว้ได้หรือไม่ก็ยังต้องรอดูว่าหลิวว่ายจื่อจะเลือกอย่างไร !


สุดท้ายวันเวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่านางไม่ได้มองคนผิด คนในหมู่บ้านต่างสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าหลิวว่ายจื่อเปลี่ยนไปจริงๆ เมื่อก่อนถ้าไม่นอนจนถึงเที่ยงก็จะไม่ตื่น เกียจคร้านชนิดคนสันหลังยาว แต่ทุกวันนี้ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นก็ตื่นนอนและยังขับเกวียนมารับสินค้าที่บ้านตระกูลหลิน จากนั้นก็นำไปส่งในเมืองอย่างสม่ำเสมอ ส่วนห้องแถวตรงท่าเรือ เขาก็คอยคุมคนงานก่อสร้างอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้แต่กระเบื้องหรือวัสดุในการก่อสร้าง เขาก็เป็นคนไปเลือกซื้อด้วยตนเอง…


ต่อจากนั้น10วัน หลิวว่ายจื่อก็กลับมาจากในเมืองตอนหัวค่ำ เขาจอดเกวียนเทียมล่อไว้ที่หน้าบ้านตระกูลหลิน จากนั้นก็นำสมุดบัญชีมายื่นให้หลินเว่ยเว่ย


หลินจื่อเหยียนยื่นศีรษะมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ในนั้นเต็มไปด้วยลายพู่กันน่าเกลียด แม้อ่านจนตาลายก็ยังไม่เข้าใจแม้แต่น้อย


ส่วนหลินเว่ยเว่ยค่อยๆพลิกหน้ากระดาษ นอกจากตัวเลขอารบิกที่นางสอนแล้วก็ยังมีรูปวาดประหลาดด้วยบางส่วน


หลิวว่ายจื่อถือกระบวยมาตักน้ำแล้วดื่มน้ำเย็นสดชื่นเข้าไป…น้ำของตระกูลหลินหวานสดชื่นกว่าน้ำบนภูเขาเสียอีก


ต่อจากนั้นเขาก็ชี้ที่รูปลูกท้อแล้วพูดว่า “นี่หมายถึงผลไม้อบแห้ง เลขสิบต่อจากนั้นคือจำนวนสินค้าที่ส่งไปทุกวันและหลงจู๊เถียนได้ชั่งแล้ว ! ตอนเจ้าไปร้านในวันพรุ่งนี้ก็นำสมุดบัญชีไปด้วย เผื่อจะได้เอาไว้เทียบกัน ! ส่วนรูปสี่เหลี่ยมคือเนื้อแผ่น ข้าจดไว้หมดแล้ว”


เมื่อหยุดอธิบายไปพักหนึ่ง เขาก็ชี้ไปยังตัวเลขแสนยุ่งเหยิงที่อยู่ด้านล่าง “พวกนี่คือบันทึกวันเวลาที่พวกคนงานก่อสร้างเข้าและออกงาน เหล่าจางมาทำ10วัน แต่เหล่าติงมาแค่8วัน แล้วก็ยังมีเสี่ยวจาง…”


หลังได้ยินแล้วเจียงโม่หานก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อยจึงหยิบสมุด ‘บัญชี’ มาดูบ้าง…นอกจากหลิวว่ายจื่อแล้วก็ไม่มีใครเข้าใจเจ้าสมุดบัญชีเล่มนี้เลย


หลังดูเสร็จแล้วหลินเว่ยเว่ยก็ถอนหายใจเบาๆ จากนั้นก็หยิบกระดาษออกมาจากห้องของหลินจื่อเหยียนปึกหนึ่งแล้ววาดตารางลงไปทุกแผ่น จากนั้นก็เขียนบัญชีแยกประเภทสินค้า แบ่งวันเวลาและน้ำหนักเสร็จสรรพ


ในรูปแบบตารางจะเป็นวันที่ตามด้วยภาพรหัสของคนงานก่อสร้างแต่ละคน…หลิวว่ายจื่อเขียนหนังสือไม่เป็น แต่เขาก็เก่งมากที่แทนคนงานก่อสร้างด้วยรูปวาด เช่น เหล่าจางเป็นภาพนกสยายปีก เหล่าติงเป็นตะปู เสี่ยวจางเป็นนกสยายปีกขนาดเล็กกว่าเหล่าจาง…


พอได้สมุดบัญชีสองเล่มที่สมบูรณ์มาครองแล้วหลิวว่ายจื่อก็ดีใจจนดวงตากลายเป็นเส้นโค้ง “หลานสาว เจ้านี่ฉลาดจริงๆ ต่อไปข้าแค่จดตัวเลขใส่ก็ได้แล้ว ใครเข้างานอย่างไรก็ให้ค่าแรงเท่านั้น แค่มองครั้งเดียวก็รู้หมด เหตุใดข้าจึงคิดไม่ได้ ?”


เจียงโม่หานหยิบสมุดบัญชีไปพลิกดู…ยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดไว้เสียอีก เพราะการเขียนสมุดบัญชีนี้ทั้งเรียบง่ายและสะดวก ถ้านำไปใช้ในกรมคลังก็คงเป็นการลงทุนลงแรงน้อยแต่ผลตอบแทนที่ได้มากเป็นทวีคูณ…แต่เดี๋ยวก่อน ตอนนี้เขาเป็นบัณฑิตยากจนไม่ใช่ขุนนางชั้นสูงผู้มีอำนาจดูแลราชสำนักในชาติที่แล้ว ดังนั้นแม้อยากจะทำก็ทำไม่ได้


ทว่า…หากนายอำเภอเป่าชิงผู้ซื่อตรงคนนั้นเรียบเรียงวิธีเขียนบัญชีนี้แล้วยื่นถวายฎีกาขึ้นไป เช่นนั้น…


แม้บัณฑิตที่ยากจนจะสอบติดแล้วเมื่ออยู่บนเส้นทางขุนนางก็มักจะไม่ราบรื่นเสมอไป ด้านหนึ่งเพราะไม่มีวงศ์ตระกูลคอยหนุนหลังและอีกด้านหนึ่งคือไม่มีผลงานสร้างชื่อเสียง หากสร้างชื่อจากเรื่องนี้แทนก็จะสร้างประโยชน์อย่างมากต่อเส้นทางอาชีพในอนาคต !


หากเป็นคนในชาติที่แล้วคงตัดสินใจฉกฉวยโดยไม่ลังเล ทว่า…นี่คือความคิดของเด็กตัวแสบ…แม้เจียงโม่หานจะจู้จี้จุกจิกกับหลินเว่ยเว่ยหรือไม่ชอบนางในหลายเรื่อง แต่เขาก็รู้ดีว่าหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ชะตาชีวิตตนแตกต่างไปจากชาติก่อนคือการปรากฎตัวของนาง


ณ เวลานี้ของอดีตชาติ ตัวเขากำลังทนทุกข์อยู่เพียงลำพัง ป่วยนอนติดเตียง อาการปวดศีรษะก็เกิดขึ้นเป็นระยะและในอกก็ร้อนผ่าว…สาเหตุคือเขาโดนบ่าวของอู๋ปัวทำร้ายจนบาดเจ็บที่ศีรษะและรักษาไม่ทันเวลา ดังนั้นหลังจากที่มารดาจากไปแล้ว เขาก็ยิ่งไม่เหลือเงินให้รักษาตัวจึงได้แต่ยอมรับชะตากรรมไปวันๆ


แต่ตอนนี้เล่า หลังจากเขาโดนทำร้ายก็ถูกส่งเข้าโรงหมอทันทีและนางยังนำอาหารมาให้อีกเป็นครั้งคราว เพราะนางจึงทำให้มารดาไม่จากไปเหมือนชาติก่อนที่เพื่อขายผ้าปักเพียงไม่กี่ผืนต้องเดินข้ามเขาแล้วล้มลงเพราะความเหนื่อยล้ากลางป่า จากนั้นก็โดนสัตว์ป่า…


เพราะทำการค้าผลไม้อบแห้งกับอีกฝ่าย ในบ้านจึงมีเงินเก็บมากพอให้เขาซื้อยารักษาตัว ใช้เวลาไม่ถึง3เดือนอาการบาดเจ็บของเขาก็ใกล้จะหายดี กระทั่งตอนนี้ยังไม่มีอาการวิงเวียนศีรษะหรือปวดศีรษะเหมือนชาติก่อนเลย จะไม่เอ่ยถึงก็คงไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเขาและครอบครัวมีผลมาจากเด็กตัวเหม็นทั้งสิ้น…


ถ้าเขาฉกฉวยชื่อเสียงของนางไปอีก เขาจะไม่มีจิตใจเหี้ยมโหดเยี่ยงหมาป่าและต่ำทรามยิ่งกว่าสมุนของหลิวว่ายจื่อหรอกหรือ ?


ตอนที่ 126: บัณฑิตน้อยเท่ที่สุด


หลังจากหลินเว่ยเว่ยส่งหลิวว่ายจื่อออกไปแล้วก็เห็นบัณฑิตหนุ่มเอาแต่มองหน้าของตน ทำให้นางยื่นมือไปโบกผ่านสายตาของเขาแล้วถามว่า “เป็นอะไรไป ? เจ้าอย่าเอาแต่มองข้าเช่นนี้สิ ข้าจะหลงคิดว่าเจ้ากำลังชอบข้าอยู่ !”


“ใช่ ! ข้าชอบ…” ขณะมองท่าทางตกตะลึงของหลินเว่ยเว่ยแล้ว เจียงโม่หานก็ค่อยๆอธิบายว่า “ข้าชอบวิธีทำบัญชีของเจ้า !”


“ตอนที่เจ้าพูดก็อย่าเว้นช่วงนานได้หรือไม่ ? ข้าตกใจหมด !” หลินเว่ยเว่ยลูบหน้าอกของตนแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เจ้าพูดว่าชอบที่ข้าทำ ! แต่ข้ายังไม่เคยเห็นสมุดบัญชีของผู้อื่นเลย เวลาที่พวกเจ้าทำบัญชีเป็นอย่างไร ?”


“พวกข้าหรือ ?” เจียงโม่หานพึมพำเบาๆ ทันใดนั้นเขาก็สงสัยที่มาของนางมากกว่าเดิมเพราะจากถ้อยคำและการกระทำของอีกฝ่าย ซ้ำยังมีข้อมูลที่ถูกเปิดเผยออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจด้วย ราวกับว่า…นางไม่ใช่คนในโลกใบนี้…เขาเงยหน้ามองฟ้า…ไม่มีทาง จะมีเทพเซียนที่ไม่น่าเชื่อถือลงมาจุติยังโลกมนุษย์ได้อย่างไร ?


เจียงโม่หานจึงพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “วิธีทำบัญชีของเจ้าสะดวกมาก ถ้าใช้กันอย่างแพร่หลาย ผู้คนจำนวนมากก็จะสะดวกสบายมากขึ้น เจ้าอยากเผยแพร่มันออกไปหรือไม่ ?”


“อยากสิ เหตุใดจะไม่อยาก” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ


“เช่นนั้น…ข้าจะช่วยเจ้าจัดระเบียบมันอีกสักหน่อย จากนั้นก็ให้อาจารย์ฟ่านแนะนำให้แก่ฮูหยินของขุนนางชั้นสูง ไม่แน่ว่าบางทีจะมีรางวัลด้วย…” หลังกล่าวเรื่องพวกนี้จบแล้ว หัวใจของเจียงโม่หานก็เหมือนได้หลุดจากพันธนาการ เขาจึงรู้สึกสบายใจขึ้นเป็นอย่างยิ่ง


หลินเว่ยเว่ยเพิ่งพยักหน้ารับ แต่แล้วนางก็รีบส่ายหน้าพร้อมกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “ไม่ได้ ! ข้าเป็นแค่เด็กสาวบ้านนอกที่ไม่รู้หนังสือแล้วจะสร้างสมุดบัญชีได้เช่นไร ? นั่นจะนำพาข้อสงสัยมาเยือนมากมาย ! เช่นนั้น…เผยแพร่ภายใต้ชื่อบัณฑิตของเจ้าเพราะจะดูน่าเชื่อถือมากกว่า !”


“ข้าจะแย่งผลงานของเจ้าได้อย่างไร ?” เจียงโม่หานขมวดคิ้วมุ่น เมื่อครู่เขาเพิ่งกัดฟันตัดสินใจได้แล้ว ทว่านางกลับมาสั่นคลอนความตั้งใจของเขาเสียได้ !


หลินเว่ยเว่ยตบบ่าของอีกฝ่าย “บัณฑิตน้อย ไม่ต้องคิดมากได้หรือไม่ ? เราสองคนไม่ใช่คนอื่นคนไกล จะมาพูดเรื่องผลงานอันใดอีก แม้จะแย่งผลงานจริง ทว่าข้าก็ยอมให้เจ้าแย่ง…”


บุตรสาวคนโตของตระกูลหลินเดินเข้ามาพร้อมตะกร้าใส่หญ้ากระต่ายและได้ยินประโยคหลังพอดี นางจึงโมโหจนหน้าแดงก่ำ “บุตรสาวคนรองตระกูลหลิน ! เจ้ายังมียางอายอยู่หรือไม่ ? หากถ้อยคำเหล่านี้แพร่ออกไป ครอบครัวเราจะดูเป็นคนเช่นไร ?”


“บัณฑิตน้อย นางด่าข้า…” หลินเว่ยเว่ยคร้านจะอธิบายกับพี่สาวจึงหันมาคร่ำครวญกับบัณฑิตหนุ่มแทน


ทันใดนั้นแววตาเย็นชาของเจียงโม่หานก็ปรากฏขึ้น เขาหันไปพูดกับพี่สาวคนโตว่า “เจ้ายังไม่ทราบที่มาที่ไปก็รีบสรุปผล ปั้นน้ำเป็นตัว ด่าประจานนาง ตำหนินาง เสี่ยวเว่ยเป็นน้องสาวของเจ้า พวกเจ้าจะต้องเจริญหรือล่มจมไปพร้อมกันอยู่แล้ว ทว่าเวลาเผชิญปัญหา เจ้าไม่เคยพูดเพื่อปกป้องนาง ตรงกันข้ามยังสาดโคลนใส่นางด้วย ของอร่อยที่นางทำให้กินทุกวันกลับเอาไปป้อนให้คนเนรคุณกินเสียหมด !”


หลินเว่ยเว่ยปรบมือและชื่นชมเขาในใจว่า ‘ท่าทางการด่าคนของบัณฑิตน้อยเท่ที่สุด ! เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งบอยเฟรนด์แมทิเรียล ! แต่น่าเสียดายเพราะไม่รู้ว่าหนุ่มหล่อคนนี้จะโดนหญิงสาวหมู่บ้านไหนครอบครอง เฮ้อ ! หัวใจของคนเป็นแม่อย่างเรารู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน !’


พี่สาวคนโตโดนต่อว่าจนตาแดงก่ำ นางจึงรีบกล่าวด้วยความลนลาน “ก็เพราะนางเป็นน้องสาว เมื่อนางพูดสิ่งใดผิดหรือทำสิ่งใดผิดไป ข้าต้องสั่งสอนนาง ! บัณฑิตเจียง ถ้าหวังดีต่อน้องสาวข้าจริงก็อยู่ให้ห่างจากนาง อย่าเข้ามายุ่งกับนางมากนัก


เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้างนอกพูดถึงนางอย่างไร ? พวกเขาบอกว่านางไม่รู้จักเจียมตัว ชอบเดินตามบัณฑิตเจียง ฝันจะเป็นภรรยาของบัณฑิตเจียง ช่างเป็นคางคกหมายจะกินเนื้อห่านฟ้า !”


“คางคกที่ไม่อยากกินเนื้อห่านฟ้าก็เป็นคางคกที่ไร้ความทะเยอทะยานอยากปีนขึ้นที่สูงน่ะสิ…” หลินเว่ยเว่ยไม่คิดว่าเป็นเรื่องหน้าอายเพราะสิ่งที่คนอื่นพูดไม่ใช่เรื่องจริง แล้วจะโมโหไปเพื่อสิ่งใด ? ถ้าโมโหจนเสียสุขภาพแล้วใครจะมารับผิดชอบ ?


“เจ้าหุบปาก ! แม้จะทะเยอทะยานเพียงใดก็เป็นได้แค่คางคกในโคลนตม ! ส่วนเนื้อห่านฟ้านั้น เจ้าก็ได้แค่มอง !” พี่สาวคนโตโมโหจนหันมาตวาดใส่


“เจ้าคิดผิดแล้ว ข้าไม่ใช่คางคกแต่เป็นลูกเป็ดขี้เหร่ !” หลินเว่ยเว่ยส่งสัญญาณว่าอีกฝ่ายระบุสายพันธุ์ผิด พี่สาวจึงกลอกตาใส่…ยังถือว่าพอรู้ตัวอยู่บ้าง รู้ว่าตนเองนั้นอัปลักษณ์ !


“อย่ามองว่าตอนนี้ข้าไม่เหมือนเป็ดตัวอื่นจนโดนดูถูกและกลั่นแกล้ง ทว่าต้องมีสักวันที่ข้าจะเปลี่ยนเป็นหงส์ผู้งดงามแล้วทำให้พวกเจ้าและคนอื่นมองข้าใหม่ !” หลินเว่ยเว่ยเต้นบัลเลต์อย่างสง่างาม


“เจ้าฝันไปเถิด !” พี่สาวกลอกตาใส่อีกครั้ง


เมื่อหันกลับมามองเจียงโม่หานแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็สบเข้ากับแววตาที่ไม่อาจอธิบายได้ นางแอบหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวอย่างหน้าไม่อายว่า “บัณฑิตน้อย ข้าคิดว่าเจ้าชอบจ้องข้าบ่อยๆ หรือว่า…เจ้าจะแอบชอบข้าแล้ว ? แต่ยังไม่สามารถพูดมันออกมาได้…”


เจียงโม่หานดึงสายตากลับแล้วทำสีหน้าไร้ความรู้สึก ใครแอบชอบใคร ? เมื่อครู่ยังเอ่ยว่าอยากกินเนื้อห่านฟ้า ตอนนี้มาบอกว่าจะเปลี่ยนตนเองเป็นหงส์เพื่อมาอยู่ข้างกายเขา ไม่ยอมรับผิดแล้วยังเฉไฉไปเรื่องอื่นอีก ! เด็กตัวแสบคุยโวเสียยกใหญ่ เถียงกับนางต่อไปก็มีแต่เสียเวลา !


เช้าวันรุ่งขึ้นมาเยือน หลินเว่ยเว่ยก็ตามหลิวว่ายจื่อเข้าเมือง พวกนางไปจัดการบัญชีตลอดช่วง10วันที่ร้านค้าตระกูลหนิงเป็นอันดับแรก สมุดบัญชีของเถียนฟู่กุยไม่ต่างจากสิ่งที่หลิวว่ายจื่อจดไว้แม้แต่น้อย จากนั้นพวกนางก็เดินทางไปแลกตั๋วเงินเป็นเงินอีแปะแล้วไปจ่ายค่าจ้างคนงานก่อสร้างที่ท่าเรือ


ขณะที่กำเงิน400อีแปะเอาไว้ หลิวว่ายจื่อก็รู้สึกสับสนในใจสุดๆ เขามีทั้งความภาคภูมิ ตื่นเต้นและความรู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่ เขาเปิดปากขึ้นแล้วกล่าวกับหลินเว่ยเว่ยว่า “คุณชายหนิงเชื่อใจเจ้ามาก แม้แต่การจ่ายเงินค่าจ้างก็ยังให้เจ้ารับผิดชอบ”


“ตอนนี้ร้านในตัวอำเภอของคุณชายหนิงงานยุ่งมาก เขาจึงไม่มีเวลามาดูแลอย่างทั่วถึง ! นี่ต้องขอบคุณการสนับสนุนจากคุณชายหนิง…” หลินเว่ยเว่ยเดินตรวจสอบงานก่อสร้าง หลังจากมีหลิวว่ายจื่อคอยคุมคนงานก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับช่างก่ออิฐที่จะอู้งาน ดังนั้นพวกเขาจึงทำงานหนักมากราวกับการก่อสร้างจะเสร็จในอีกช่วงครึ่งเดือนนับจากนี้


ท่าเรือมีปลาขายอยู่จริง หลินเว่ยเว่ยเห็นมันสดใหม่ดีจึงซื้อตัวใหญ่มาสองสามตัว หลังเก็บพวกมันไว้ในถังน้ำแล้ว นางก็เลือกตัวเล็กอีกสองสามตัว เมื่อเดินมาถึงสถานที่ไร้ผู้คนแล้ว นางก็โยนพวกมันเข้าไปในลำธารของมิติน้ำพุวิญญาณ เลี้ยงจนมันเติบโตแล้วอยากกินเมื่อไรก็ค่อยตกขึ้นมา เนื้อต้องอร่อยยิ่งกว่าเดิมแน่นอน


ไม่รอให้หลิวว่ายจื่อขับเกวียนกลับในตอนเย็น หลินเว่ยเว่ยก็นำปลาสองสามตัวที่ซื้อไว้มาถึงหมู่บ้านฉือหลี่โกวก่อนแล้ว ตอนเที่ยงนางทำปลาผัดเปรี้ยวหวานและได้รับคำชมไม่ขาดปากจากเจ้าหนูน้อย ยังมีปลาต้มในน้ำซุปที่แม้บัณฑิตหนุ่มจะไม่กล่าวสิ่งใด ทว่ามองจากการที่เขาไม่หยุดขยับตะเกียบก็แสดงว่าชอบอาหารจานนี้มาก


หลังกินมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ขึ้นเขาไปท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง เนื่องจากบนภูเขามีผลไม้ป่ามากมาย เช่น ลูกท้อ บลูเบอร์รี่ป่า องุ่นป่าและสาลี่ป่าที่สุกกำลังพอดีแล้วยังมีเมล็ดสน เมล็ดต้นเจินและแอปเปิลป่า นับเป็นขุมทรัพย์ที่ไร้วันสิ้นสุดอย่างแท้จริง


หลินเว่ยเว่ยจดบันทึกแหล่งที่ตั้งของผลไม้ป่าและป่าต้นสนแดงที่ค้นพบใหม่เอาไว้ จากนั้นก็ค่อยๆเดินเข้าสู่ส่วนลึกของป่า ตั้งแต่เจ้าเทาได้กลายเป็นจ่าฝูงหมาป่า หลินเว่ยเว่ยก็ได้รับการคุ้มครองเพิ่มขึ้นเมื่ออยู่ในภูเขา สำหรับเขตแดนของฝูงหมาป่าแล้ว นางสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ


ขณะเก็บบลูเบอร์รี่ในผืนป่าแห่งหนึ่ง หลินเว่ยเว่ยก็ได้พบสหายเก่าซึ่งก็คือ…หมีควายแสนแข็งแกร่งตัวนั้นอีกครา


ตอนที่ 127: พบหนุ่มหล่อ


ตอนแรกเริ่มหมีควายตัวนั้นยังไม่เห็นนาง มันยังคว้าเด็ดบลูเบอร์รี่ป่ากำใหญ่เข้าปาก ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็ประหลาดใจที่พบว่าเวลานี้มีลูกหมีน้อยไร้เดียงสาตัวหนึ่งกำลังเล่นอยู่ข้างเท้าของมันอย่างสนุกสนาน


กล่าวกันว่าการปกป้องลูกของแม่สัตว์เป็นสิ่งที่รับมือยากที่สุด ในขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังจะออกจากบริเวณนั้นเพื่อสละผืนป่าบลูเบอร์รี่ให้แม่หมี มันก็สังเกตเห็นร่องรอยของนางเสียก่อน


หมีควายค้ำยันร่างของมันขึ้นด้วยสองขาหลัง ท่าทางคว้าบลูเบอร์รี่เข้าปากของมันเหมือนโดนกดปุ่มหยุดค้างเอาไว้ ในดวงตาดำทมิฬคู่นั้นเผยให้เห็นความหวาดกลัวที่ฝังลึกถึงแกนกระดูก


หลินเว่ยเว่ยลูบปลายจมูก มันเห็นนางแล้วหรือ ? เอาเถิด เช่นนั้นก็เตรียมตัวสู้แล้วกัน ! หลินเว่ยเว่ยออกมาจากพุ่มไม้พลางสะบัดเท้า หมุนคอไปมาแล้วกำหมัดพร้อมสู้


หมีควายตัวนั้นเซถอยหลังไปสองก้าว แต่ทันใดนั้นเท้าทั้งสี่ข้างก็เหมือนจะงอกเพิ่มขึ้นมาทันที เพราะมันกระโจนเข้าพุ่มไม้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย


ส่วนลูกหมีควายก็โดนแม่ที่กระโจนหนีถีบจนตีลังกากลับหลัง มันจึงนั่งอยู่กับพื้นด้วยความงุนงง…หืม ? นี่คือเรื่องอันใด ? มันโดนถีบหนึ่งครั้งและพอกลับมาตั้งหลักได้แม่ก็หายไปแล้ว


มันจึงกรีดร้องด้วยความโง่งม แต่แล้วดวงตาคู่น้อยก็เป็นประกายเมื่อหันมาเห็นหลินเว่ยเว่ย มันจึงเอียงหัวพลางมองสำรวจตัวหลินเว่ยเว่ยด้วยความสงสัย มันดูมีอายุแค่หนึ่งเดือนกว่าๆ ยังตัวเท่าลูกสุนัขเท่านั้น เจ้าตัวน้อยไม่กลัวมนุษย์ ตรงกันข้ามมันยังคลานมาหาหลินเว่ยเว่ยด้วย


หลินเว่ยเว่ยก้มมองเจ้าตัวน้อยที่กลิ้งอยู่บนรองเท้าของนาง จากนั้นนางก็ย่อตัวลงแล้วจับที่ใต้รักแร้ของมันเพื่ออุ้มตัวมันขึ้นมา เจ้าตัวน้อยไม่ดิ้นแต่อย่างใด ดวงตาเหมือนเมล็ดถั่วของมันกะพริบไปมาพร้อมกันนั้นก็ร้องเสียงออดอ้อนใส่นางด้วย


หลินเว่ยเว่ยนำลูกท้อออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณหนึ่งผลแล้วยัดใส่อุ้งเท้าของลูกหมีควาย ส่วนเจ้าตัวน้อยก็อยู่ในอ้อมแขนของหลินเว่ยเว่ยอย่างสบายอารมณ์ มันใช้ฟันน้ำนมกัดกินอย่างออกรส ลูกท้อที่ผ่านการล้างจากน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณแล้วจะมีรสหวานหอมกว่าเดิม มันจึงกินไม่หยุดปากเลยทีเดียว !


“เจ้าตัวน้อยผู้น่าสงสาร แม่เจ้าทิ้งไปแล้วนะ ! กลับบ้านกับข้าดีหรือไม่ ?” เจ้าตัวน้อยยังเด็กเกินไป หากทิ้งมันไว้ในหุบเขาหรือแม่หมีไม่กลับมาหามัน เจ้าตัวน้อยจะไม่มีทางอยู่รอดได้ด้วยตัวมันเลย นี่คือธรรมชาติของผืนป่า !


แต่นางก็ยังหวังว่าแม่หมีที่ไม่ได้เรื่องจะนึกถึงลูกที่ลืมทิ้งไว้และกลับมาหาลูกหลังจากเอาชนะความกลัวได้แล้ว บาปกรรม บาปกรรม นางสร้างบาดแผลทางจิตใจให้หมีควายตัวนั้นเอง !


จากนั้นหลินเว่ยเว่ยยังเก็บบลูเบอร์รี่ป่าต่อไป ฝั่งนี้อยู่ในส่วนภูเขาลึกจึงทำให้บลูเบอร์รี่สุกค่อนข้างเร็ว บ้างก็สุกจนร่วงหล่นลงกับพื้น น่าเสียดายมาก ! นางจะพยายามเก็บให้ได้มากที่สุด เพราะแม้การทำบลูเบอร์รี่อบแห้งหรือแยมบลูเบอร์รี่จะลำบากมากหน่อย แต่ของพวกนี้ก็ทำเงินให้ไม่น้อย !


ส่วนลูกหมีควายก็นั่งเล่นไม่ไกลจากเท้าของนางอย่างเชื่อฟัง ในบางครั้งยังชูอุ้งเท้าน้อยๆขึ้นมาเพื่อขอของกินจากนาง แม้มันจะดูโง่เขลาแต่ก็รู้จักเลือกกิน บลูเบอร์รี่ที่เด็ดจากต้นสดๆ จะไม่ยอมกิน จำเป็นต้องผ่านการล้างจากน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณก่อนถึงจะกิน


ขณะที่บลูเบอร์รี่ในแถบนี้ถูกเก็บได้พอสมควรแล้ว หลินเว่ยเว่ยกำลังจะพาลูกหมีลงจากเขาก็มีเสียงการเคลื่อนไหวบางอย่างดังมาจากพุ่มไม้ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก หัวสีดำโผล่ออกมาจากพุ่มไม้อย่างระแวดระวัง เมื่อพบว่าหลินเว่ยเว่ยกำลังมองมันอยู่ มันก็รีบหดหัวลงไปอย่างรวดเร็ว


ผ่านไปไม่นาน อุ้งเท้าที่มีขนดกก็ยื่นออกมาจากพุ่มไม้และตรงอุ้งเท้ายังมีรังผึ้งขนาดใหญ่ติดมาด้วย รังผึ้งมีน้ำผึ้งไหลลงมาเรื่อยๆ ดีเหลือเกิน ! ไม่รู้ว่าเจ้าหมีควายไปปีนเอารังผึ้งมาจากที่ใด หืม ? นี่มัน…คิดจะเอารังผึ้งมาแลกกับลูกเช่นนั้นหรือ ?


หลินเว่ยเว่ยยก ‘ตัวประกัน’ ไปทางหมีควายตัวนั้นแล้วก็ชี้ไปที่รังผึ้งในมือของมันเพื่อส่งสัญญาณว่า…ตกลง ! นางไม่ต้องช่วยแม่หมีเลี้ยงลูก แถมยังได้รังผึ้งขนาดใหญ่มาอีก เหตุใดนางจะไม่ตอบตกลง ?


ดูเหมือนแม่หมีจะเข้าใจความหมายของนางดี ดวงตาเล็กสีดำเปล่งประกายในทันที มันลองก้าวมาข้างหน้าสองสามก้าวเพราะไม่กล้าเข้าใกล้หลินเว่ยเว่ยมากเกินไป มันวางรังผึ้งไว้บนก้อนหินที่กั้นระหว่างทั้งสอง จากนั้นก็รีบถอยออกไปหลายก้าวแล้วจับจ้องมาที่ลูกหมีตัวน้อยในมือของหลินเว่ยเว่ย


หลินเว่ยเว่ยไม่ได้สร้างความลำบากให้มันแต่อย่างใด นางก้าวเท้าไปข้างหน้าหลายก้าวแล้วนำตัวลูกหมีวางไว้บนก้อนหิน หลังหยิบรังผึ้งมาแล้ว นางก็ก้าวถอยหลังออกมาทันที แต่ข้อเท้าของนางกลับโดนลูกหมีจับไว้นอกจากนี้เจ้าตัวน้อยยังยื่นอุ้งเท้าเล็กๆออกมาเพื่อขอของอร่อยจากนาง


เป็นอันใดไปเล่า ยังอยากอยู่กับข้าอีกหรือ ! แม่ของเจ้ามารับแล้วก็รีบตามแม่ไปเถิด ! หลินเว่ยเว่ยยัดลูกท้อใส่อุ้งเท้าเจ้าตัวน้อยแล้วดึงขาออกมา จากนั้นก็แบกกระบุงที่บรรจุบลูเบอร์รี่ลงจากเขาทันที


อีกด้านหนึ่ง แม่หมีควายก็รีบออกมาคว้าลูกหมีที่กำลังเดินโซซัดโซเซตามหลังหลินเว่ยเว่ย จากนั้นมันก็รีบวิ่งเข้าไปในส่วนลึกของป่าอย่างไม่คิดชีวิต ส่วนลูกหมีก็จับลูกท้อที่หลินเว่ยเว่ยให้ไว้ไม่ยอมปล่อย…


“บรู…” เสียงคำรามหอนที่ลากยาวดังขึ้นจากบริเวณนั้น นี่คือเสียงของเจ้าเทาที่เสียงก้องกังวานและน่าเกรงขาม


หลินเว่ยเว่ยจึงเดินไปทางต้นเสียง ผ่านไปไม่นานนางก็ได้พบกับฝูงหมาป่า


“เจ้าเทา เหตุใดพวกเจ้าต้องล้อมตรงนี้ไว้ ? จับสัตว์ใหญ่ได้หรือ ?” หลินเว่ยเว่ยชะโงกหน้าไปมองด้วยความสงสัย


ทันใดนั้นฝูงหมาป่าก็เบี่ยงตัวเป็นทางพอที่จะให้มนุษย์คนนึงผ่านได้ ส่วนหมาป่าสีเทาที่อยู่ตรงกลางฝูงก็หันมามองนางแล้วหันกลับไปมองยังทิศทางเดิมด้วยสายตาหวาดระแวง


หลินเว่ยเว่ยมองตามทิศทางสายตาของมัน แต่นั่นคือสัตว์ป่าที่ไหนกันเล่า นั่นเป็นมนุษย์คนหนึ่ง…ไม่ถูกสิ ถ้ากล่าวให้แน่ชัดก็คือคนที่ใกล้จะหมดลมหายใจแล้วต่างหาก


คนผู้นี้ใส่อาภรณ์สีดำ ในมือกำด้ามกระบี่เล่มยาวเอาไว้ บนคมกระบี่ยังมีรอยเลือดหลงเหลืออยู่ บนร่างกายของเขาก็มีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง รู้แล้วว่าเหตุใดจึงดึงดูดฝูงหมาป่ามาที่นี่ได้ โชคดีที่เขามาเจอกับฝูงของเจ้าเทาเพราะพวกมันจะไม่โจมตีมนุษย์ทันที ถ้าเปลี่ยนเป็นสัตว์ชนิดอื่นล่ะก็ ตอนนี้เขาคงเหลือแต่โครงกระดูกแล้ว


บุรุษผู้นี้มีคิ้วเรียวยาวคมเข้ม ใบหน้าซีดขาวไร้เลือดฝาด คราบเลือดตรงมุมปากยังไม่แห้งดีส่งผลให้ใบหน้าหล่อเหลาดูปวดร้าวยิ่งกว่าเดิม แต่ในเวลาเดียวกันก็ให้ความรู้สึกเหมือนพระเอกในเรื่อง ‘ซานเหอลิ่ง’ ที่นางเคยดูก่อนจะทะลุมิติมาที่นี่


แฮะแฮะ ! เมื่อชาติก่อนนางเป็นชิปเปอร์ตัวยงของนักแสดงนำเรื่องนี้เชียวล่ะ !


เมื่อบุรุษผู้นั้นสังเกตเห็นนางแล้วแววตาประหลาดใจก็เผยออกมาทันที ขณะเดียวกันร่างกายที่หดเกร็งของเขาก็ผ่อนคลายขึ้นด้วย


“เจ้า…” ขณะกำลังจะถามถึงที่มาที่ไปของอีกฝ่าย หลินเว่ยเว่ยก็เห็นชายชุดดำหมดสติไปเสียแล้ว


หลินเว่ยเว่ยจึงเดินเข้าไปแล้วใช้เท้าสะกิดชายชุดดำเบาๆ เมื่อไม่มีการเคลื่อนไหวใดกลับมา นางจึงย่อตัวลงอย่างระมัดระวังแล้วยื่นมือไปกดที่ร่องใต้จมูกของเขา ทันใดนั้นมือแกร่งข้างหนึ่งก็คว้าข้อมือของนางเอาไว้…ให้ตายเถิด ! จะตายอยู่แล้วยังแกล้งสลบได้อีก !


“ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ได้คิดร้าย !” หลินเว่ยเว่ยไม่ขัดขืน นางชี้ไปที่กระบุงบนหลัง “ข้าเป็นชาวบ้านที่อยู่แถวเชิงเขาและขึ้นมาเก็บผลไม้ป่า”


ดวงตาของชายผู้นั้นจับจ้องไปที่ฝูงหมาป่าด้านหลังของนาง…เด็กสาวชาวบ้านคนหนึ่งหรือ ? แล้วเรื่องเหล่านี้เจ้าจะอธิบายอย่างไร ?


“ข้าเคยช่วยชีวิตของจ่าฝูงหมาป่าเอาไว้ มันเคยอยู่รักษาบาดแผลกับข้าระยะหนึ่งจึงยอมรับข้าเป็นนาย เช่นนั้นเด็กสาวชาวบ้านตัวเล็กๆที่ไม่มีแรงแม้แต่มัดขาไก่เช่นข้าจะกล้าขึ้นเขามาคนเดียวได้อย่างไร ?” หลินเว่ยเว่ยโบกมือเรียกจ่าฝูงหมาป่า จากนั้นเจ้าเทาก็เดินเข้ามาหมอบลงที่ด้านข้างของนาง


ตอนที่ 128: ถอดเองหรือให้ข้าช่วยถอด


หลินเว่ยเว่ยเอื้อมมือไปลูบขนมันเงาของเจ้าเทา ส่วนจ่าฝูงเจ้าเทาผู้สูงส่งก็ให้เกียรติโดยการเลียมือของนางอยู่พักหนึ่ง


หลินเว่ยเว่ยเทน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณที่อยู่ในกระบอกไม้ไผ่ออกมาให้มันดื่มแล้วกล่าวว่า “เจ้าทำได้ดีมาก โอกาสในการได้กินเนื้อมนุษย์มีแค่ศูนย์หรือนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเผชิญหน้ากับอาหารอันโอชะพร้อมกลิ่นคาวเลือดชวนกระหายหิว เจ้าก็ยังไม่ขยับปากและห้ามฝูงของตนด้วย ประเดี๋ยวข้าจะเอาซากสัตว์จากมิติน้ำพุวิญญาณมาเป็นรางวัลให้เจ้า !”


ในสมองของชายชุดดำมีเพียงประโยคที่ว่า ‘อาหารอันโอชะพร้อมกลิ่นคาวเลือดชวนกระหายหิว…’


เมื่อหลบให้พ้นสายตาของชายชุดดำแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็นำซากกวางสองตัวและกระต่ายอีกหลายตัวออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณ จากนั้นก็โยนไปให้ฝูงหมาป่า “นี่คือรางวัลสำหรับพวกเจ้า อาหารมีไม่มาก ตัวหนึ่งก็กินสองสามคำถือว่าได้ลับคมเขี้ยวก็แล้วกัน !”


จากนั้นนางก็เทน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณลงสู่แอ่งหิน ทันใดนั้นฝูงหมาป่าก็ไม่สนอาหารตรงหน้าอีกต่อไปแต่พวกมันมาแย่งกันดื่มน้ำแทน


เป้าหมายของนางคือต้องการทำให้ฝูงหมาป่าเข้าใจว่าหากไม่กินเนื้อมนุษย์แล้ว พวกมันจะมีทั้งอาหารและน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณให้กิน เมื่อเวลาผ่านไปนางก็จะสร้างนิสัยไม่จู่โจมหรือทำร้ายมนุษย์แก่พวกมันได้


หลังจากลูบศีรษะของเจ้าเทาแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็กลับไปหาผู้บาดเจ็บอีกครั้ง “เจ้า…ดื่มน้ำหน่อยหรือไม่ ?”


ชายชุดดำผู้มีนามว่าหลีชิง กำลังมองนางอย่างตกตะลึง


กระบอกไม้ไผ่นี้ไม่ได้เพิ่งเอาไปให้หมาป่ากินหรอกหรือ ? เขาไม่รู้ว่าควรรู้สึก…เป็นเกียรติที่ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับหมาป่าดีหรือไม่ ?


จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็หยิบหญ้าที่มีสรรพคุณสำหรับห้ามเลือดขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้วใช้กิ่งไม้บดมันพลางมองชายชุดดำ “เจ้าจะถอดเองหรือให้ข้าช่วยถอด ?”


หลีชิงรู้ว่านางกำลังจะช่วยรักษาบาดแผลให้ แต่การที่ตัวเขาจะรักษาสติไว้ได้ก็ถือเป็นเรื่องยากมาก ดังนั้นในขณะที่พยายามนั่งพิงต้นไม้ ดวงตาก็เริ่มพร่ามัวและอาการเวียนศีรษะก็เข้าครอบงำ…


เขาจึงกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินว่า “เช่นนั้น…ต้องรบกวนกู่เหนียงแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยจึงเริ่มแก้เสื้อของเขาออกอย่างไม่ขัดเขินราวกับเขาไม่ใช่ผู้ชาย และเป็นรูปปั้นแกะสลักที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้แทน


“ถือว่าเจ้าดวงแข็งมากเพราะบาดแผลฉกรรจ์จนเกือบถึงแก่ชีวิต เลือดก็ไหลออกมาเยอะมาก ไม่รู้ว่าเจ้ายังรักษาสติมาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร ถ้าไม่ได้มาเจอข้าล่ะก็ ชีวิตของเจ้าคงจบลงที่ภูเขาแห่งนี้แล้ว มีแค่ฝูงหมาป่าเท่านั้นที่จะคอยเก็บศพให้เจ้า…” หลินเว่ยเว่ยทำความสะอาดบาดแผลแล้วใส่หญ้าห้ามเลือดพลางบ่นไปพร้อมกัน


หลีชิงกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “เจ้าไม่กลัวข้าเป็นคนชั่วหรือ ? เมื่อพ้นขีดอันตรายแล้วก็สังหารเจ้าเพื่อปิดปาก”


“ฆ่าปิดปากข้า ? เช่นนั้นเจ้าต้องมีความสามารถมากพอก่อน !” ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็หันไปทุบหินด้านข้าง หินก้อนนั้นแตกเป็นชิ้นในทันที “เห็นหรือไม่ ? คิดว่าศีรษะของเจ้าหรือหินแข็งกว่ากัน ?”


“กู่เหนียงรู้วรยุทธด้วยหรือ ? ไม่ทราบว่าอาจารย์ของเจ้าคือผู้ใด ?” หลีชิงนึกถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของตนจึงถามอย่างระแวดระวัง


“แรงเยอะเป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด ข้าไม่เคยฝึกวรยุทธมาก่อน” หลังพันแผลให้เขาเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เหลือบมองไปที่กางเกงของเขา “ยังมีแผลที่อื่นหรือไม่ ?”


ในที่สุดใบหน้าที่ไร้สีเลือดของหลีชิงก็กลับมามีสีแดงจางๆอีกครั้ง พร้อมกันนั้นเขาก็จับเข็มขัดของตนไว้แน่น “ไม่มีแล้ว ที่อื่นไม่มีบาดแผลแล้ว !”


นะ…นี่คือเรื่องบ้าอันใด ? สตรีแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ?


หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่ จะจับไว้แน่นเพื่อเหตุใด ? เจ้าคิดจริงหรือว่าข้าอยากถอดกางเกงของเจ้า ? แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นบัณฑิตหนุ่มล่ะก็ ข้าอาจจะ…


หากให้บัณฑิตหนุ่มรู้ความคิดของนางก็เกรงว่าเขาจะต้องปั้นหน้าแล้วเทศนานางยกใหญ่แน่นอน !


“หา! ฟ้ามืดแล้ว เจ้าจะรักษาตัวในถ้ำบนภูเขาหรือจะตามข้ากลับไป ? เฮ้…เฮ้ !” ไม่ขยับตัวแล้วหรือ ? หลินเว่ยเว่ยเขย่าตัวชายชุดดำ ให้ตายเถิด ! สลบเวลาใดไม่สลบ ดันมาสลบในเวลานี้เสียได้ !


จะปล่อยไว้เป็นอาหารหมาป่าก็ไม่ได้ แม้ว่าฝูงของเจ้าเทาจะไม่กินเขา แต่ในป่าก็ยังมีสัตว์อื่นใช่หรือไม่ ? ในเมื่อช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด…หลินเว่ยเว่ยจึงตัดสินใจแบกเขาขึ้นหลังอย่างคนที่ยอมรับในชะตากรรม


เมื่อเดินมาถึงเชิงเขาแล้วฟ้าก็มืดสนิท เนื่องจากใกล้ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์จึงทำให้แสงจันทร์ส่องสว่างพอใช้ มันสว่างพอให้นางเห็นทางลงเขาได้


ทันใดนั้นก็มีเสียงการเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้นตรงระหว่างทางที่จะเลี้ยวลงเขา หลินเว่ยเว่ยจึงหยุดเดินพลางคิดว่ากลิ่นเลือดของชายชุดดำคงไม่ล่อสัตว์ตัวอื่นมาหรอกกระมัง ?


ภายใต้แสงจันทร์ บุรุษรูปงามราวกับต้นไม้หยกก็ปรากฏกายขึ้น สายลมพัดชายเสื้อของเขาและเส้นผมให้ปลิวไสว ใบหน้างดงามไร้ที่ติราวกับเทพเซียนที่ลอยมาจากดวงจันทรา…


“น้ำลายจะหกแล้ว !” เสียงแผ่วเบาของชายหนุ่มดังขึ้นที่ข้างหู


หลินเว่ยเว่ยเค้นเสียง เฮอะ แสดงความขัดใจออกมาแล้วกล่าวว่า “เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว เจ้ายังมีกะจิตกะใจมาล้อข้าอีกหรือ ? ถ้าทำให้ข้ารำคาญล่ะก็ เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถโยนเจ้าทิ้งได้ ?”


“พี่รอง ท่านพูดกับใคร ?” แท้จริงก็ไม่ได้มีแค่บัณฑิตหนุ่มที่กำลังรอนางอยู่ เพราะหลินจื่อเหยียนก็เดินออกมาจากเงาของต้นไม้ด้วย


หลินเว่ยเว่ยสาวเท้าก้าวใหญ่มาหาบัณฑิตหนุ่ม นางเอียงศีรษะมองเขาอย่างทะเล้นแล้วหัวเราะ “บัณฑิตน้อย เจ้ารอข้าอยู่หรือ ? แสงจันทร์คืนนี้สวยมาก ทำให้ข้าอดไม่ได้ที่จะนึกถึงบทกวี ‘จันทร์เฉิดฉายเหนือกิ่งหลิว นัดพบยามสนธยา’”


เจียงโม่หานทำเหมือนไม่ได้ยินถ้อยคำของนาง สายตาของเขากวาดมองใบหน้าของคนบนหลังนางต่างหาก ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็ต้องตกตะลึง หลีชิงอย่างนั้นหรือ ? เหตุใดจึงเป็นเขาไปได้ ?


ในอดีตชาติหลังจากที่หลีชิงถูกข้าช่วยชีวิตไว้แล้วยังมีข้าเป็นคนชี้แนะแนวทาง แค้นก็ถูกชำระให้ ต่อจากนั้นหลีชิงก็กลายเป็นลูกน้องที่ซื่อสัตย์ของข้า แล้วสุดท้ายก็รับลูกธนูแทนข้าอีก…


จริงสิ หากเทียบกับเวลาของชาติที่แล้วก็คงเป็นอีกสองวันข้างหน้า จำได้ว่าข้าอดกลั้นความรู้สึกปวดศีรษะเอาไว้ขณะเดินบนถนนที่นำไปสู่หมู่บ้านแล้วข้าก็ได้พบหลีชิง เวลานั้นหลีชิงบาดเจ็บสาหัสจนแทบสิ้นลม ข้าไม่ได้ช่วยคนเพราะความหวังดีอย่างแท้จริงหรอก แค่อยากหาองครักษ์และหาคนที่สามารถทำงานแทนตนได้เท่านั้น


ต่อมาข้าก็ทรงอำนาจมากขึ้น หลีชิงจึงฝึกฝนองครักษ์ที่ซื่อสัตย์ให้ข้า ทั้งยังปล้นชิงและลอบสังหาร…แม้ต้องฆ่าคนนับไม่ถ้วน แต่หลีชิงก็ไม่เคยบ่นแม้แต่คำเดียว หลีชิงมักจะกล่าวว่าเขาเป็นหนี้ชีวิตข้า ! และท้ายที่สุดยังตอบแทนด้วยชีวิต…


พอมาคิดให้ดีแล้วหลีชิงไม่ได้เป็นหนี้ชีวิตข้าหรอก ตรงกันข้ามคือตัวข้าต่างหากที่ติดหนี้อีกฝ่ายมากมาย ! ในยามที่ข้าโดนจับมัดไว้ตรงหน้าประตูอู่1ก็ได้ตระหนักว่าหลีชิงเป็นหนึ่งในคนที่ข้ารู้สึกละอายใจด้วยยิ่งนัก ตอนนั้นข้าจึงคิดว่า…ถ้ามีโอกาสได้เกิดใหม่อีกคราก็หวังว่าหลีชิงจะไม่ต้องมาเจอข้าอีก…


คาดไม่ถึงว่าสวรรค์จะได้ยินเสียงภาวนาของข้า ในชาตินี้เด็กตัวเหม็นจึงเป็นคนช่วยชีวิตของหลีชิงเอาไว้ ! เช่นนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะหลีชิงเป็นคนรู้คุณคน แม้นางจะทำสิ่งใดโดยไม่คิด แต่จิตใจของนางก็อ่อนโยนและมีเมตตา ดังนั้นในชาตินี้หลีชิงน่าจะได้อยู่ห่างจากกระแสน้ำเชี่ยวกรากและได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข !


หลีชิงมองหลินเว่ยเว่ย จากนั้นก็หันไปมองเจียงโม่หานแล้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดว่า “ที่แท้เทพธิดาก็มีใจ แต่เซียนอ๋องไร้รัก !”


“หุบปาก! ถ้ายังพูดอีกแม้แต่ประโยคเดียว ข้าจะทำให้เจ้าพูดไม่ได้อีกในชาตินี้ !” คนตายไม่มีทางพูดได้ หลินเว่ยเว่ยเริ่มรู้สึกผิดแล้วที่ช่วยอีกฝ่ายไว้


หลังขมวดคิ้วพลางจ้องหน้าหลีชิงอยู่นาน หลินจื่อเหยียนก็พูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “พี่รอง เขาเป็นใคร ! เหตุใดเหมือนไม่ใช่คนดีเลย !”


“น้องชาย เจ้ามองคนที่รูปร่างหน้าตาภายนอกได้อย่างไร ?” หลีชิงเริ่มมีแรงแล้วจึงดิ้นลงจากหลังของหลินเว่ยเว่ย…ข้าเป็นถึงนายน้อยแห่งสำนักหลิงหูที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วหล้าแล้วจะไม่ใช่คนดีได้อย่างไร ?


[1] ประตูอู่ คือประตูใหญ่ที่สุดของวังหลวง เป็นประตูชั้นที่สามของพระราชวัง ขนาดกำแพงของประตูมีความสูง12เมตร เมื่อมีพระราชโองการหรือประกาศกำหนดการณ์ต่างๆ ข้าราชการฝ่ายพลเรือนและทหารจะมารวมตัวกันอยู่ที่จัตุรัสหน้าประตูอู่เพื่อรอรับฟัง


ตอนที่ 130: อารมณ์เสีย


ทว่าโสมที่นางใช้ก็มีอายุ60-70ปีแล้ว เมื่อรวมกับน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณเข้าไปอีกจึงทำให้น้ำแกงไก่มีคุณสมบัติในการบำรุงร่างกายเพียงพอ ชะตาชีวิตของคนผู้นี้ยังดีอยู่ ไม่มีทางตาย ณ เวลานี้แน่นอน !


หลีชิงซดน้ำแกงไก่จนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว…ฝีมือดีใช้ได้ ไก่ก็สดมาก รสชาติสมุนไพรเยี่ยงโสมผสานเข้ากับน้ำแกงได้อย่างลงตัว ไม่โดดขึ้นมาแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามยังทำให้รสชาติพิเศษขึ้นด้วย


หลินเว่ยเว่ยเห็นอีกฝ่ายซดน้ำแกงหมดแล้วจึงนำขวดยาขึ้นมาเขย่าไปมา “แผลของเจ้าจะต้องใส่ยาใหม่…”


“เจ้าออกไป ประเดี๋ยวข้าทำเอง !” เจียงโม่หานคว้าขวดยามาจากมือนางแล้วส่งสายตาให้ออกไป


เอาเถิด ออกก็ออก ใช่ว่านางไม่เคยเห็นรูปร่างของชายชุดดำมาก่อนเสียหน่อย…ดีใช้ได้เลย !


ต่อจากนั้นเจียงโม่หานก็ถอดเสื้อของหลีชิงแล้วล้างสมุนไพรที่อยู่ด้านบนบาดแผลออก…เป็นอย่างที่คิดว่าเหมือนกับชาติที่แล้วไม่มีผิดเพราะบาดแผลอยู่ใกล้บริเวณหัวใจ ทว่าตอนเขาช่วยหลีชิงเมื่อชาติก่อนนั้นบาดแผลเริ่มเน่าแล้วยังมีไข้ด้วยจึงมีอาการที่ไม่ดีตามมาอีก


เมื่อใส่ยาบนบาดแผลแล้ว เจียงโม่หานก็พบว่ายาในมือของตนเป็นยาที่เหลือจากตอนใช้รักษาบาดแผลตรงศีรษะ เดิมทีมันก็มีไม่มากอยู่แล้ว บาดแผลของหลีชิงทั้งลึกและใหญ่ เขาจึงนำผงยาที่เหลือทั้งหมดใส่บนบาดแผล


ทั้งสองเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว เมื่อไม่มีหลินเว่ยเว่ยคอยพูดอยู่ใกล้ๆ ทำให้ตลอดระยะเวลาการทำแผลจึงเหมือนละครใบ้ที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากสนทนา


“เสร็จหรือยัง ? ข้าเข้าไปแล้วนะ !” หลินเว่ยเว่ยคอยคำนวณเวลา บาดแผลของหลีชิงเพิ่งโดนพันเสร็จ นางก็ส่งเสียงบ่นอยู่ที่ลานหน้าบ้านแล้ว


ต่อจากนั้นนางก็วางขวดน้ำบนโต๊ะที่หลีชิงสามารถเอื้อมถึงได้แล้วพูดกับเขาว่า “ในนี้คือน้ำต้ม ถ้าตกกลางคืนแล้วเจ้าหิวน้ำก็ดื่มได้ พักผ่อนเร็วๆด้วย…”


จากนั้นนางก็หันมาหาเจียงโม่หาน “ตอนเย็นเจ้ากินบะหมี่แค่ไม่กี่คำ ในหม้อยังมีน้ำแกงไก่อยู่ ประเดี๋ยวข้าทำเกี๊ยวให้ดีหรือไม่ ?”


เจียงโม่หานกำลังรอประโยคนี้อยู่ ฝีมือการทำอาหารบุตรสาวคนโตตระกูลหลินทำให้ยากที่จะกลืนเข้าไปจริงๆ แค่บะหมี่ครึ่งชามนั้น เขาก็ไม่รู้ว่าจะกลืนมันลงไปได้อย่างไร ! เปลี่ยนจากการกินจุเป็นฝืนกินได้ทันที!


เวลาต่อมาหลินเว่ยเว่ยก็เริ่มสับเนื้อหมูเพื่อทำไส้เกี๊ยวแล้วนำแป้งขาวมาปั้นเป็นก้อน หลังพักแป้งได้สักครู่นางก็เริ่มทำเป็นแผ่นบางๆ…


“พี่รอง…” หลินจื่อเหยียนได้ยินเสียงจึงลุกขึ้นจากเตียงเตาปูนแล้วเดินมายังประตูห้องครัว เป็นอย่างที่คิดว่าศิษย์พี่เจียงก็อยู่ด้านใน พี่รองลำเอียงเหลือเกิน ตอนเย็นเขาเองก็ไม่ได้กินไปเยอะเท่าไร เหตุใดนางถึงจุดเตาทำให้ศิษย์พี่เจียงคนเดียว ?


“ยังไม่นอนอีกหรือ อ่านตำราเหนื่อยแย่ล่ะสิ ! มื้อดึกใกล้จะเสร็จแล้ว เจ้ามากินเกี๊ยวหมูสักชามสิ !” หลินเว่ยเว่ยตักเกี๊ยวออกจากหม้อแล้วนำไปใส่ในหม้อน้ำแกงไก่


“พี่รอง ยังมีข้าด้วย…” ทันใดนั้นที่ประตูห้องครัวก็มีศีรษะน้อยๆยื่นเข้ามา เจ้าหนูน้อยใส่กางเกงตัวเล็กและเอี๊ยมแดงปักลายห้าอสรพิษพลางหัวเราะคิกคักให้นาง


หลินเว่ยเว่ยยิ้มแล้วส่ายศีรษะ จากนั้นนางก็หันไปกล่าวกับหลินจื่อเหยียนว่า “เอาไปให้ท่านแม่ชามหนึ่ง ไม่รู้ว่าน้าเฝิงนอนหรือยัง บัณฑิตน้อย เจ้ายกไปให้น้าเฝิงสักชามสิ”


โชคดีที่นางห่อเกี๊ยวไว้เยอะ หนึ่งคนกินหนึ่งชามยังพอมีเหลือด้วยซ้ำ ส่วนพี่สาวคนโตที่กำลังแกล้งนอนอยู่บนเตียงก็ได้กลิ่นหอมของน้ำแกงไก่และเกี๊ยวต้ม ทันใดนั้นนางก็กำมือจนเล็บแทบจะแทงทะลุเนื้อ ทุกคนได้กินหมด ยกเว้นนางคนเดียว…นางน้องรอง ข้าจะจำไว้ !


หลังทุกคนกินจนอิ่มแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ยกชามสุดท้ายเข้ามา นางเขย่าตัวพี่สาวแล้วกล่าวว่า “เลิกเสแสร้งได้แล้ว ! จะกินหรือไม่ ? ถ้าไม่กิน ข้าจะยกออกไปแล้วนะ !”


พี่สาวทนไม่ไหวจึงรีบลุกขึ้นแล้วก้มหน้ารับชามเกี๊ยวน้ำไว้ทันที จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาคีบเกี๊ยวเข้าปากโดยไม่เงยหน้าสักนิด ที่แท้น้องรองก็ไม่ได้ลืมนาง เป็นตัวนางเองที่คิดมากไป ! แต่ถ้าจะให้นางทำเหมือนน้องสามและน้องสี่ที่ไปขอของกินจากน้องรองถึงห้องครัวเช่นนั้น นางก็ทำไม่ได้จริงๆ


ตอนน้องรองยังโง่เขลาอยู่ ตัวนางก็ไม่ดูแลน้องและแทบอยากทำให้น้องสาวที่เป็นภาระคนนี้หายไปจากครอบครัว แต่ตอนนี้น้องสาวไม่โง่เขลาแล้ว ซ้ำยังเก่งขึ้นทุกวัน ส่วนตัวนางกลับไม่รู้ว่าควรใช้อารมณ์เช่นไรเวลาเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย…


“กินเสร็จแล้วอย่าลืมล้างชามด้วย !” หลังทิ้งประโยคสุดท้ายไว้แล้ว หลินเว่ยเว่ยก็หันไปพูดกับมารดาว่า “ท่านแม่เจ้าคะ ท่านรีบพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้อยากกินอะไร ? โจ๊กไก่ฉีกใส่เห็ดหอมคู่กับซาลาเปาทอดสดใหม่สามชิ้น เป็นเช่นไรเจ้าคะ ?”


“อะไรก็ได้ ! ทำอะไรง่ายๆก็ได้ วันนี้เจ้าทำงานดึกอีกแล้ว พรุ่งนี้นอนให้มากหน่อยเถิด” นางหวงสงสารบุตรสาว ตอนนี้การค้าของครอบครัวทำกำไรได้ดี แต่ทุกคนก็ยุ่งเหมือนกัน โดยเฉพาะบุตรสาวคนรองที่ทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนไม่มีเวลาพักผ่อน ดูสิ สาวน้อยตัวอ้วนกลมบัดนี้ผอมจนเอวบางร่างน้อยไปหมดแล้ว !


“เจ้าค่ะท่านแม่ ฝันดี !” หลินเว่ยเว่ยเข้าไปสวมกอดนางหวงแล้วฉีกยิ้มหวาน


ขณะที่พี่สาวถือชามลงจากเตียงก็บ่นพึมพำว่า “อายุเท่าไหร่แล้วยังให้ท่านแม่กอดอีก คิดว่าตนเป็นน้องสี่หรือไร !”


ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็พูดแก้ต่างให้ตนอยู่อีกด้านหนึ่ง “ข้าไม่ให้ท่านแม่กอดตั้งนานแล้ว ! พี่รองต่างหากที่ทำตัวเป็นเด็กกับท่านแม่ เหมือนตุ๊กตาตัวน้อย !”


นางหวงเข้าไปจิ้มจมูกของบุตรชายแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พรุ่งนี้แม่จะเอาถ้อยคำของเจ้าไปบอกพี่รอง ดูสิว่านางยังจะทำขนมให้เจ้ากินอีกหรือไม่ !”


เจ้าหนูน้อยได้ยินเช่นนั้นจึงรีบประจบทันที “ท่านแม่ขอรับ ข้าผิดไปแล้ว ! ข้าไม่ควรว่าพี่รอง ท่านอย่าเอาไปบอกพี่รองเลยนะ ต่อไปข้าจะไม่ทำอีกแล้ว…”


ส่วนหลินเว่ยเว่ยที่กลับมายังห้องทางฝั่งตะวันตกก็ได้ยินเสียงหัวเราะมาจากห้องหลัก ทันใดนั้นมุมปากของนางก็ยกยิ้มเพราะความสุขที่เกิดขึ้นในใจ…การมีครอบครัวช่างดีเหลือเกิน !


ส่วนพี่สาวคนโตที่เดินเข้ามาในครัวก็ต้องอารมณ์เสียขณะมองข้าวของที่วางกองบนเตา ความรู้สึกซาบซึ้งค่อยๆจางหาย…นางน้องรอง เราได้เห็นดีกันแน่ ! ที่ยกไปให้ข้าคนสุดท้ายก็เพราะอยากให้ข้าเป็นคนเก็บกวาดใช่หรือไม่ ?


ในเทศกาลไหว้พระจันทร์ หลินเว่ยเว่ยมอบวันหยุดให้พวกป้าและพี่ๆที่คอยทำงานมาด้วยกัน ดังนั้นพอตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ นางก็เริ่มทำงานคนเดียวจนหัวหมุน


“พี่รอง พี่รอง วันนี้ท่านจะทำขนมไหว้พระจันทร์ไส้ถั่วแดงหรือไม่ ?” เจ้าหนูน้อยเข้ามาเดินวนรอบหลินเว่ยเว่ยราวกับลูกสุนัขตัวน้อยที่กำลังติดคน


หลินเว่ยเว่ยเอื้อมมือที่เต็มไปด้วยแป้งไปแตะบนจมูกของเขาแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ทำสิ มีไส้ธัญพืชห้าชนิด ไส้ถั่วแดง ไส้พุทราแดง…มีหมดเลย !”


ตอนนี้นางกำลังทำขนมไหว้พระจันทร์อยู่ใต้ต้นลูกพลับ ขณะเดียวกันเจียงโม่หานที่อยู่ในชุดสีนวลจันทร์ พร้อมตำราเล่มหนึ่งก็นั่งอยู่ไม่ไกลออกไป


ขณะมองนางอบขนมไหว้พระจันทร์ในเตา คิ้วของเขาก็ขมวดเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เดินวนบริเวณรอบๆ ในระยะที่นางพอจะเห็นได้ เพื่อเตือนนางว่า…เจ้าลืมสิ่งใดหรือไม่ ?


“บัณฑิตน้อย ไปนั่งทางโน้น ประเดี๋ยวเสื้อผ้าชุดใหม่ของเจ้าจะเปื้อน” บัณฑิตหนุ่มใส่ชุดสีนวลจันทร์แล้วดูดีมาก ถ้าใส่ชุดของสตรีจะต้องเปล่งประกายยิ่งกว่าเทพเซียนลงมาจุติแน่นอน แต่นางคิดว่าถ้าเขาใส่ชุดสีขาวจะต้องดูเหมือนเทพเซียนมากกว่าอีก


เจียงโม่หานกลับไปนั่งใต้ต้นไม้แต่ท่าทางดูเหมือนอารมณ์เสีย นี่เขาเป็นอันใดไป หรือในช่วงเทศกาลเช่นนี้ก็มีคนมากวนโมโหเขาแล้ว ?


“วันนี้คือวันไหว้พระจันทร์ ช่วยอารมณ์ดีหน่อย อย่าทำหน้ายักษ์สิ ! ประเดี๋ยวข้าทำขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะให้…” หลินเว่ยเว่ยใช้น้ำเสียงออดอ้อนแบบเจ้าหนูน้อยมาพูดปลอบใจบัณฑิตหนุ่ม


ทันใดนั้นความเย็นชารอบตัวของเจียงโม่หานก็ดูจะลดลงทันที หืม ? หรือปัญหาจะอยู่ที่ขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะ ?



จบตอน

Comments