weiwei ep131-140

ตอนที่ 131: ต้องมีสักอย่างที่เจ้าชอบ


“บัณฑิตน้อย เจ้าชอบกินขนมไหว้พระจันทร์ไส้อะไร ?” จู่ๆ หลินเว่ยเว่ยก็นึกถึงคำสัญญาที่เคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะทำขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะให้เขาโดยเฉพาะ เป็นสูตรที่ไม่มีทางขายให้คุณชายหนิงด้วย เป็นไปอย่างที่คิดว่าสาเหตุที่ทำให้บัณฑิตหนุ่มอารมณ์เสียจะต้องเกี่ยวข้องกับนางแน่ บาปกรรม บาปกรรมจริงๆ


“อะไรก็ได้ !” ในที่สุดสายตาของเจียงโม่หานก็หยุดลงที่ตำราพร้อมมุมปากโค้งมนขึ้นอย่างงดงาม เห็นได้ชัดว่าเขาอารมณ์ดีขึ้นแล้ว เฮ้อ พวกผู้ชายมีขนาดหัวใจเท่าเข็มใต้ก้นมหาสมุทรหรือไร !


หลินเว่ยเว่ยทำแป้งบัวหิมะไปพลางกล่าวไปด้วย “เช่นนั้นก็ทำไส้ถั่วแดง หมูฝอย งาดำและเนื้อหมูแล้วกัน มีทั้งเค็มทั้งหวาน ต้องมีสักอย่างที่เจ้าชอบ”


“อือ…” เห็นได้ชัดว่ามุมปากของเจียงโม่หานโค้งขึ้นกว่าเดิม


จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ตั้งใจทำแป้งบัวหิมะต่อ แป้งข้าวเหนียวและแป้งสาลีถูกผสมเข้าด้วยกันตามอัตราส่วนที่กำหนด จากนั้นก็นำนมแพะมาผสมกับแป้ง หลังนึ่งในหม้อจนสุกแล้วนางก็เก็บไว้ในห้องใต้ดินและแช่เย็นด้วยก้อนน้ำแข็งเพื่อให้แป้งจับตัว


เจ้าหนูน้อยถามด้วยความสงสัย “พี่รองไม่ได้จะทำขนมไหว้พระจันทร์ไส้บัวหิมะหรอกหรือ ? เหตุใดพี่รองจึงตั้งหม้อนึ่งด้วยล่ะ ?”


หลินเว่ยเว่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม “แป้งเหล่านี้เรียกว่าบัวหิมะ !”


นางหวงที่กำลังช่วยทำไส้ก็กล่าวกับเจ้าหนูน้อยด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “ควรทำเช่นไรพี่รองของเจ้ารู้ดีแก่ใจ ส่วนเจ้าอย่าเข้ามายุ่งก็พอแล้ว !”


หลังจากทำงานจนหัวหมุนมานาน ขนมไหว้พระจันทร์แสนหอมกรุ่นชุดแรกก็เสร็จ ขนมไหว้พระจันทร์ไส้สี่ชนิดถูกห่อด้วยกระดาษน้ำมัน จากนั้นนางก็มอบให้หยาเอ๋อร์ ป้ากุ้ยฮวาและแม่ของซัวถัว นอกจากขนมไหว้พระจันทร์แล้ว แต่ละบ้านยังได้เนื้อหมูป่าอีก1ชั่งด้วย…ฉลองเทศกาลถึงอย่างไรก็ต้องมีอาหารจานเนื้อกันบ้างไม่ใช่หรือ ?


ส่วนของหลิวว่ายจื่อนั้น นางได้มอบให้เขา2ชุด ชุดหนึ่งสำหรับหลิวว่ายจื่อ ส่วนอีกชุดถือเป็นของขวัญที่พี่สาวคนโตควรมอบให้มารดาของหลิวว่ายจื่อก็คือเนื้อหมูป่าอีก2ชั่ง


หลังจากครุ่นคิดแล้ว หลินเว่ยเว่ยยังห่อของขวัญเพิ่มอีกชุด…ขนมไหว้พระจันทร์2ชั่ง ( 8ชิ้น ) จากนั้นก็ให้หลินจื่อเหยียนนำไปส่งให้ท่านหมอเหลียงซึ่งมีฝีมือการแพทย์ไม่เลว ต้องขอบคุณเทียบยาที่เขาจัดให้เพราะตอนที่บ้านพวกนางลำบากและติดค่ายามากมาย เขาก็ไม่เคยมาทวงเลย !


หลังส่งของขวัญให้ครอบครัวที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ยกแป้งบัวหิมะแช่เย็นออกมาจากห้องใต้ดินแล้วเริ่มทำขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะ นางค่อนข้างกังวล…เมื่อชาติก่อนนางเคยทำมาครั้งหนึ่งแต่ล้มเหลว ดังนั้นนางจึงรับประกันไม่ได้ว่าครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ !


ต่อจากนั้นนางก็ทาน้ำมันถั่วลิสงลงบนเขียงแล้วใช้แป้งบัวหิมะในปริมาณพอเหมาะ จากนั้นกดให้เป็นแผ่นบนเขียงแล้วใส่ไส้ถั่วแดงลงไป ใช้มือห่อช้าๆ หลังห่อเสร็จแล้วก็คลึงให้เป็นลูกกลมๆเล็กๆ ใส่ลงในแม่พิมพ์ที่นางวานให้บัณฑิตหนุ่มช่วยแกะสลักไว้นานแล้ว


ตอนที่แกะออกจากแม่พิมพ์ นางถึงขั้นต้องกลั้นลมหายใจแล้วเคาะแม่พิมพ์เบาๆ ในชั่วอึดใจต่อมาขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะสีขาวนวลก็ค่อยๆไหลออกจากแม่พิมพ์ตกลงสู่ถาด…


“ว้าว ! สวยมาก ! เหมือนดอกไม้สีขาวนวลไร้ที่ติ !” ทันใดนั้นข้างกายของนางก็มีศีรษะของคนสามคนปรากฏขึ้น ศีรษะเล็กๆคือเจ้าหนูน้อย เขาใช้น้ำเสียงที่เกินจริงกล่าวชื่นชม


แต่หลินจื่อเหยียนชมได้สละสลวยกว่ามาก “ขาวนวลดั่งหยก ใสดุจก้อนน้ำแข็งไร้ที่ติในฤดูหนาว ไม่น่าแปลกใจเลยที่มันถูกเรียกว่า ‘ขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะ’!”


แม้บัณฑิตหนุ่มจะไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา ทว่าเพียงสายตาก็บ่งบอกถึงความพอใจและความชื่นชมได้แล้ว


หลินเว่ยเว่ยจึงเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น นางทำไส้งาดำ หมูฝอยและเนื้อหมูเพิ่มอีก หมูฝอยทำจากเนื้อหมูป่ามีรสเค็มตัดหวานกำลังดีจึงทำให้มีรสชาติที่อร่อย เจ้าหนูน้อยก็ชอบนำหมูฝอยไปโรยใส่โจ๊กจนสามารถกินได้ถึงสองชาม…ไม่รู้จักกลัวว่าจะกินจนท้องแตกบ้างหรือ !


แต่มีไส้งาดำชิ้นหนึ่งที่นางทำออกมาไม่ค่อยน่าพอใจ หลินเว่ยเว่ยจึงแบ่งมันเป็นสี่ส่วน ชิ้นแรกสุดนางยื่นให้บัณฑิตหนุ่ม จากนั้นก็นำมาใส่ปากตนเองหนึ่งชิ้น…รสชาติหวานสดชื่น ถือว่ารสดีมาก ! ส่วนสองชิ้นที่เหลือถูกเจ้าหนูน้อยเข้ามาคว้าแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว


แต่แล้วหลินจื่อเหยียนก็คว้าคอเสื้อด้านหลังน้องสี่ไว้ได้ทัน “เจ้าหนูน้อย รู้จักเอาไปกินคนเดียวตั้งแต่เมื่อไร ?”


“ข้าไม่ได้เอาไปกินคนเดียว อีกชิ้นหนึ่งข้าเอาไปให้ท่านแม่ !” เจ้าหนูน้อยพยายามดิ้น ขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะในมือของเขาจึงเละเทะไม่เหลือชิ้นดี


พอหลินจื่อเหยียนเห็นเช่นนั้นก็ยอมปล่อยไปแล้วเข้ามานั่งยองอยู่ด้านข้างพี่รองอีกครั้ง “พี่รอง แบบนี้ก็กินได้แล้วหรือ ? ไม่จำเป็นต้องเอาไปอบอีกรอบหรือ ?”


“เปลือกบัวหิมะข้างนอกกับไส้ข้างในสุกหมดแล้ว ดังนั้นหลังแกะออกจากแม่พิมพ์ก็สามารถกินได้เลย” หลินเว่ยเว่ยยิ่งทำก็ยิ่งชำนาญ ผ่านไปไม่นานทั่วทั้งถาดก็เต็มไปด้วยการผลิบานของ ‘ขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะ’ สีขาวนวล


หลินจื่อเหยียนถามอีกครั้ง “เช่นนั้น…หากใช้แป้งบัวหิมะห่อไส้เสร็จแล้วไม่กดลงในแม่พิมพ์ก็กินได้เหมือนกันใช่หรือไม่ ?”


“กินได้สิ !” หลินเว่ยเว่ยนำแป้งก้อนกลมที่เพิ่งปั้นเสร็จยัดใส่ปากเขา “รสชาติเหมือนกัน แต่ถ้าขาดรูป รส หรือกลิ่นอย่างใดไปก็ทำให้ขนมออกมาไม่สมบูรณ์ วันนี้เราฉลองเทศกาลกัน ดังนั้นต้องทำออกมาให้สมบูรณ์แบบ จริงหรือไม่ !”


หลินจื่อเหยียนมองขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะรูปดอกไม้สีขาวนวลราวหิมะบนถาด จากนั้นก็หันมามองแป้งกลมๆในมืออีกครา เขาไม่รู้สึกอยากกินแม้แต่น้อย เขาจึงหยิบแม่พิมพ์ของพี่รองมาลองกดบ้างแต่มันกลับมีรูปร่างที่บิดเบี้ยวและเผยให้เห็นไส้ด้านในด้วย เขาจึงโดนเจ้าหนูน้อยหัวเราะเยาะใส่อย่างไร้ความปรานีทันที !


หลินเว่ยเว่ยลองนับ ตอนนี้มีขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะทั้งหมด20ชิ้น ต่อจากนั้นนางก็ยกขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะไปที่ห้องใต้ดิน…เจ้าขนมนี้รสชาติจะดียิ่งขึ้นหลังจากแช่เย็น


“พี่รอง พี่รอง ! ข้าเป็นเด็กดีที่สุดแล้ว วันนี้ข้าตัดหญ้าให้กระต่ายได้2ตะกร้าและยังจับหนอนมาให้ลูกไก่ด้วย…พี่รองจะไม่ตบรางวัลเป็นขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะสักชิ้นให้ข้าหรือ !” เจ้าหนูน้อยก้าวขาสั้นๆของตนแล้ววิ่งตามติดหลินเว่ยเว่ยราวกับลูกสุนัขตัวหนึ่ง


หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองเจียงโม่หานครู่หนึ่ง ส่วนเจียงโม่หานก็หลบสายตาแล้วพลิกตำราในมือต่อไป


หลินเว่ยเว่ยเม้มริมฝีปากแล้วก้มหน้าพูดกับเจ้าหนูน้อยว่า “เจ้าอยากกินขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะหรือ ? เช่นนั้นก็ไปถามพี่โม่หานของเจ้าสิ เพราะขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะนี้ ข้าสัญญาว่าจะทำให้เขาตั้งนานแล้ว!”


แม้สายตาของเจียงโม่หานจะยังจับจ้องอยู่ที่ตำรา ทว่าคิ้วเลิกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มุมปากก็ยกยิ้มเบาบาง…เด็กตัวเหม็นยังจำถ้อยคำที่เคยกล่าวได้ เขาหลงเข้าใจผิดว่าตอนนั้นนางแค่พูดเพื่อเอาใจเล่นๆเสียอีก !


เจ้าหนูน้อยหันไปมองเจียงโม่หาน จากนั้นก็หันมามองพี่สาวของตนแล้วเบะปาก “พวกเขาพูดไม่ผิด พี่รองใกล้จะเป็นคนของตระกูลเจียงแล้ว หากมีของดีอันใด ท่านก็นึกถึงพี่โม่หานเป็นคนแรก !”


หลินจื่อเหยียนขมวดคิ้วทันทีพลางดุน้องชาย “พูดไร้สาระอันใด ? ผู้อื่นพูดว่าร้ายพี่รอง เจ้าไม่เถียง ทว่ายังเอากลับมาพูดให้พี่รองฟังที่บ้านอีก เสียแรงที่พี่รองรักเจ้า !”


“พี่สาม ท่านไม่คิดว่าพี่รองดีกับพี่โม่หานเกินไปหรือ ? ดีกว่าที่ทำกับพวกเราด้วย พวกเราเป็นน้องชายแท้ๆนะ !” เจ้าหนูน้อยทำปากมุ่ยจนเหมือนปากหมู


หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจแล้วทำสีหน้าสับสนราวกับต้องการที่จะพูดบางอย่างออกมาแต่ก็พูดไม่ออก ท้ายที่สุดนางก็ตัดสินใจได้จึงกัดฟันแล้วกล่าวว่า “ถึงเวลาบอกความจริงแล้ว…ที่จริง…เจ้าไม่ใช่ลูกแท้ๆของท่านแม่ เจ้าเป็นเด็กที่ท่านแม่เก็บมาเลี้ยงระหว่างทางหลบหนีจากสงคราม ตอนนั้นเจ้ามีร่างกายซูบผอมราวกับลูกแมวป่วย จะร้องไห้ก็ยังร้องไม่ออกเลย…ท่านแม่ของพวกเราสงสารจึงเก็บเจ้ากลับมา…”


ตอนที่ 132: เด็กที่ไม่มีใครต้องการ


ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็เริ่มอ้าปากกว้างขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาก็แดงราวกับลูกกระต่ายและคลอไปด้วยหยาดน้ำใส “พี่รอง ท่านโกหก ! ข้าเป็นลูกแท้ๆของท่านแม่ ไม่ใช่เด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง !”


“ข้าไม่ได้โกหก…” หลินเว่ยเว่ยเห็นมารดาเดินเข้ามาทางประตูหน้าบ้าน “ถ้าไม่เชื่อก็ถามท่านแม่เองสิ…ท่านแม่เจ้าคะ น้องสี่ถามว่าเขามาที่นี่ได้อย่างไร !”


นางหวงคลี่ยิ้มแล้วตอบคำถามเหมือนที่มารดาทุกคนตอบ “จะมาได้อย่างไร ? ก็ต้องเก็บมาจากข้างถนนน่ะสิ !”


“หา…” นี่ถือเป็นการแหย่รังแตนเพราะเจ้าหนูน้อยอ้าปากค้างจนเห็นลิ้นไก่ จากนั้นก็เริ่มร้องไห้โฮออกมา “ข้าไม่ได้ถูกเก็บมาเลี้ยง ข้าเป็นลูกแท้ๆของท่านแม่ ! ข้าไม่เชื่อ…ฮือฮือฮือ…”


นางหวงตกใจแล้วรีบมองไปทางบุตรชายและบุตรสาว “เขาเป็นอันใดไป ?”


“ท่านแม่ขอรับ…หากข้าไม่ใช่ลูกแท้ๆของท่าน แล้วข้าเป็นลูกของใคร ?” เจ้าหนูน้อยร้องไห้โฮแต่ก็ยังไม่ลืมถาม


พอหลินเว่ยเว่ยนำขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะไปไว้ในห้องใต้ดินแล้วก็ออกมาได้ยินประโยคนี้พอดี นางจึงพูดไปตามน้ำว่า “เจ้าก็ได้ยินแล้วไม่ใช่หรือ ? เก็บมาจากข้างถนน แล้วใครจะรู้ว่าคนที่โยนเจ้าทิ้งไว้เป็นผู้ใด ไม่รู้ว่ามีเด็กตั้งกี่คนที่โดนโยนทิ้งระหว่างทางหลบหนี…ท่านแม่ของพวกเรามีจิตใจงดงามจึงทนมองชีวิตน้อยๆเช่นเจ้าโดนทิ้งอยู่ข้างถนนไม่ได้ !”


เจ้าหนูน้อยปาดน้ำตาแล้วมองไปที่หลินเว่ยเว่ยด้วยท่าทางสะอึกสะอื้น “พี่รอง ท่านก็โดนครอบครัวทิ้งแล้วท่านแม่เก็บมาเหมือนกัน ใช่หรือไม่ ? พวกเขาชอบพูดว่าท่านไม่เหมือนพี่ใหญ่และพี่สาม !”


“ไอหยา ! หาพรรคพวกแล้วหรือ ? ทำไม ? ต้องให้ข้าถูกเก็บมาด้วย เจ้าถึงจะรู้สึกสบายใจขึ้นหน่อยหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยเริ่มเตรียมวัตถุดิบเพื่อทำมื้อเย็นในวันนี้


เจ้าหนูน้อยสูดน้ำมูก “พี่รอง ท่านกับข้าล้วนโดนเก็บมาเลี้ยง พวกเรา…หัว…หัวอกเดียวกัน ! พอข้าโตแล้วจะดูแลท่านอย่างดีแน่ ส่วนตอนนี้ท่านก็ดีกับข้าหน่อย…ฮือ…เพราะเราสองคนล้วนเป็นเด็กน่าสงสารที่ไม่มีผู้ใดต้องการ !”


ยิ่งเจ้าหนูน้อยนึกถึงเรื่องนี้มากเท่าไรก็ยิ่งเศร้ามากขึ้นเท่านั้น แล้วเขาก็เริ่มร้องไห้อีกครั้ง !


นางหวงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจึงดึงตัวเจ้าหนูน้อยเข้ามาในอ้อมแขน “เด็กโง่ ! ผู้อื่นกล่าวสิ่งใด เจ้าก็เชื่อหมดหรือ ? พวกเจ้าล้วนเป็นลูกแท้ๆของแม่ทั้งนั้น !”


ดวงตาของเจ้าหนูน้อยเต็มไปด้วยน้ำตา “ตะ…แต่พี่รองบอกว่าข้าถูกเก็บมาเลี้ยง ท่านแม่ก็กล่าวเช่นนั้น พวกท่านไม่ใช่คนอื่นเสียหน่อย !”


“แม่กับพี่รองหยอกเจ้าเล่น !” นางหวงใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดใบหน้ามอมแมมของบุตรชายคนเล็ก เจ้าเด็กโง่ ผู้อื่นกล่าวสิ่งใดเจ้าก็เชื่อหมด !


หลินจื่อเหยียนชี้ไปที่ศีรษะของตนแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “ตอนที่หลบหนีในเวลานั้น พี่รองยังเป็นเช่นนั้นอยู่เลย จะรู้ว่าเจ้าโดนเก็บมาเลี้ยงได้อย่างไร ? น้องสี่ เวลาเผชิญกับสิ่งใด เจ้าก็ควรใช้สมองเสียบ้าง !”


เจ้าหนูน้อยกะพริบตา “จริงสิ ! พี่รองเป็นคนโง่เขลา ถ้าจะทิ้งก็ต้องทิ้งนางสิ ข้าน่ารักถึงเพียงนี้ ทั้งฉลาดและขยัน บ้านใดมีลูกชายเช่นข้าก็ต้องปกป้องราวสมบัติล้ำค่าอยู่แล้ว จะทำใจทิ้งลงได้อย่างไร ? พี่รอง ข้าคิดว่า…ถ้าบ้านเรามีคนโดนเก็บมาเลี้ยงจริงๆ ก็ต้องเป็นท่าน ! ท่านกินเยอะ สมองก็ไม่ดี พ่อแม่จึงเกลียดท่านเลยโยนทิ้งไว้ข้างถนน แต่ท่านแม่ใจดีเลยเก็บท่านกลับมา…”


ทันใดนั้นนางหวงก็ตีก้นเขา “อย่าพูดเหลวไหล !”


ส่วนหลินเว่ยเว่ยถอนหายใจเล็กน้อย นางรู้สึกหดหู่จน ‘สะอื้น’ แล้วกล่าวว่า “โดนจับได้เสียแล้ว…ใช่ ข้าถูกเก็บมาเลี้ยง ! น้าเฝิง ท่านจะยอมรับเด็กน่าสงสารที่ไม่มีใครต้องการเช่นข้าหรือไม่ ?”


นางเฝิงที่เพิ่งเดินเข้าประตูมาได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึงทันที แต่นางก็กลับมาตอบสนองโดยเร็ว นางรีบกล่าวว่า “แน่นอนสิ !”


หลินเว่ยเว่ยเอ่ยกับเจ้าหนูน้อยต่อ “เด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงอย่างข้าไม่ขออยู่เป็นตัวถ่วงที่บ้านหรอก ข้าจะไปเป็นลูกสาวของน้าเฝิง ต่อไปนี้…ข้าไม่ใช่พี่รองของเจ้าอีก !” หลังกล่าวจบนางก็เสียใจจนปิดหน้าร้องไห้


เจ้าหนูน้อยเอียงศีรษะมอง “ท่าน…จะไปเป็นถงหย่างสี1ให้พี่โม่หานหรือ ?”


“ใครเป็นถงหย่างสี ? บัณฑิตน้อยใช่ว่าจะหาสตรีมาแต่งเมียไม่ได้เสียหน่อย ! แค่เขาโบกมือก็สามารถเรียกสาวน้อยสาวใหญ่มาแต่งงานกับเขาได้แล้ว ยังต้องการถงหย่างสีไปเพื่อเหตุใดอีก ?” หลินเว่ยเว่ยถือปลาที่ล้างน้ำสะอาดแล้วกล่าวกับนางเฝิงว่า “ในเมื่อตอนนี้ข้าเป็นลูกสาวของน้าเฝิงแล้ว ท่านแม่เจ้าคะ ข้ากลับไปทำอาหารที่บ้านเราดีกว่า !”


นางเฝิงก็ร่วมเล่นด้วย “ไปเถิด อย่าให้เหนื่อยมากเล่า เพราะแม่จะปวดใจเอาได้ !”


หลินเว่ยเว่ยหันมามองเจ้าหนูน้อยปราดหนึ่ง ต่อจากนั้นนางก็จงใจกล่าวว่า “ต่อไปข้าจะทำอาหารให้แค่ท่านแม่และพี่โม่หานกิน ! เพราะพวกเขาไม่รังเกียจที่ข้าโง่เขลา ไม่รังเกียจที่ข้าถูกเก็บมาเลี้ยง !”


ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็รีบเข้าไปคว้าชายเสื้อนางไว้แล้วกล่าวพร้อมดวงตาสีแดงก่ำ “พี่รอง ข้าไม่ได้รังเกียจท่าน ! ท่านไม่ได้ถูกเก็บมาหรอก ใครจะเก็บเด็กโง่เขลากลับมาเป็นภาระครอบครัว ? ท่านจะต้องเป็นลูกแท้ๆของท่านแม่แน่นอน ! เมื่อก่อนท่านแม่ไม่ยอมกินเพื่อประหยัดให้ท่านได้กินและเลี้ยงจนท่านตัวขาวอวบอ้วน…”


“ยังกล้าบอกว่าไม่รังเกียจข้าอีกหรือ ? เจ้าบอกว่าข้าเป็นคนโง่เขลาแถมยังบอกว่าข้าอ้วน ! ความสัมพันธ์ของเราสองพี่น้องจบลงวันนี้ ! ปลากระรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวานวันนี้ ข้าจะเพลิดเพลินกับมันแค่คนเดียว !” หลินเว่ยเว่ยเค้นเสียงด้วยความโมโห


นางเฝิงที่ช่วยล้างผักอยู่ก็หันมาหัวเราะ “น้าเฝิงไม่รังเกียจเจ้า ต่อไปเจ้าก็เป็นลูกสาวของบ้านข้าแล้วกัน ไป กลับบ้านเรากันเถิด !”


ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็รีบเข้ามากอดขาหลินเว่ยเว่ยเอาไว้ “พี่รอง ท่านอย่าไปเลย ข้ายอมรับผิดแล้ว ต่อไปข้าจะไม่พูดเช่นนี้กับท่านอีก ตอนนี้ท่านไม่อ้วนแม้แต่น้อย แถมงดงามมากด้วย ! พี่รอง ในบ้านของเรานี้ท่านฉลาด ฉลาดที่สุดแล้ว พี่สามก็ยังสู้ท่านไม่ได้เลย !”


หลินเว่ยเว่ยดิ้นพอเป็นพิธี ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็กอดแน่นกว่าเดิม นางจึงยิ้มแล้วเขกศีรษะเขาเบาๆ “เจ้ากอดขาไว้แล้วข้าจะทำอาหารได้อย่างไร ? หรือมื้อเย็นในงานฉลองวันนี้เจ้าคิดจะให้พี่ใหญ่ทำ ?”


เจ้าหนูน้อยเหมือนจะตกใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ยินเช่นนั้น เขาจึงรีบปล่อยมือทันที “ไม่ให้พี่ใหญ่ทำ ถ้าให้พี่ใหญ่ทำล่ะก็ บ้านเราอย่าคิดจะได้ฉลองเทศกาลดีๆกันเลย !”


บุตรสาวคนโตของตระกูลหลินที่กำลังก่อไฟอยู่ในห้องครัวถึงกับพูดไม่ออก


นางรีบถือท่อนฟืนออกมายืนที่หน้าห้องครัว จากนั้นก็ยกมืออีกข้างเท้าสะเอวแล้วชี้ฟืนไปที่หน้าเจ้าหนูน้อย “เจ้าเด็กไร้มโนธรรม ! เมื่อก่อนข้าก็เป็นคนทำกับข้าวให้คนในบ้านกินไม่ใช่หรือ ? ยังไม่เห็นเจ้ากินแล้วตายนี่ ! ดูท่าทางไม่เอาไหนของเจ้าเถิด รู้จักแต่จับเท้าเหม็นของผู้อื่น !”


“พี่ใหญ่ ทุกคนล้วนมีข้อดีและข้อเสียเป็นของตน ท่านควรรู้จักตัวเองให้ดีก่อนแล้วค่อยพัฒนาข้อดีมากลบข้อเสีย…ดังนั้นวันหน้าท่านอย่าทำอาหารอีกเลย จะสิ้นเปลืองวัตถุดิบเอาได้ !” เจ้าหนูน้อยทำหน้าทะเล้นใส่พี่ใหญ่


ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็หัวเราะดังลั่น “จากที่เจ้ากล่าวมาคือต่อไปพี่ใหญ่ไม่ต้องทำสิ่งใดอีก เพราะถ้าทำก็จะเผยจุดอ่อนออกมาให้เห็น…”


“หลิน ! เว่ย ! เว่ย ! เจ้าหัวเราะพอหรือยัง ?” พี่สาวคนโตลองคิดอยู่นานสองนานแต่ก็ยังหาข้อดีของตนไม่เจอเสียที หรือนางจะไม่มีข้อดีเลยจริงๆ ?


ไม่ถูก ! จะโดนน้องรองทำให้ไขว้เขวไม่ได้ เพราะนางก็มีส่วนช่วยเหลือครอบครัวเหมือนกัน นอกจากเรียนทอผ้าจากตระกูลหลิวแล้ว ครึ่งวันที่เหลือนางก็เป็นคนซักผ้า กวาดบ้าน เกี่ยวหญ้าให้กระต่าย ช่วยที่บ้านทำผลไม้อบแห้ง เนื้อแผ่น…ไม่มีเวลาว่างแม้แต่น้อย เมื่อก่อนตอนน้องรองยังโง่เขลาอยู่ งานในงานนอกก็มีนางเป็นคนดูแลทั้งหมด !


ทว่า…เมื่อเทียบกับน้องรองในเวลานี้แล้วสิ่งที่นางทำยังเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย…รอให้นางเรียนทอผ้าสำเร็จเมื่อไรก็จะใช้งานทอผ้าสร้างรายได้ให้ครอบครัว แล้วคนในบ้านก็จะไม่ต้องบูชาแต่น้องรองคนเดียว !


[1] ถงหย่างสี คือ การหาเด็กผู้หญิงมาเลี้ยง เมื่อโตเป็นสาวก็จะบังคับให้แต่งงานด้วย


[2] จับเท้าเหม็นของผู้อื่น หมายถึง การประจบสอพลอ


ตอนที่ 133: หรือจะเป็นบุรุษกลับชาติมาเกิด ?


น้องรองในอดีตไม่เพียงเป็นภาระของครอบครัวยังเป็นตัวถ่วงสำหรับการแต่งงานของนางด้วย…ส่วนน้องรองในเวลานี้ก็ทำให้นางไม่มีอะไรดีสักอย่าง…เด็กคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นดาวอัปมงคลของนาง !


ภายใต้เสียงสนทนาและเสียงหัวเราะ อาหารเย็นก็ถูกเตรียมจนเสร็จหมดแล้ว ตอนอาหารทุกจานถูกยกขึ้นโต๊ะ เจ้าหนูน้อยก็เข้าไปสูดดมกลิ่นอันหอมหวนหนึ่งครั้ง จากนั้นก็กล่าวด้วยใบหน้าเคลิบเคลิ้มว่า “อาหารเยอะแยะไปหมด ! ตอนปีใหม่ยังไม่มีอาหารดีๆเยอะเช่นนี้เลย !”


ถูกต้อง ! นางหวงมองอาหารเลิศรสที่วางเรียงเต็มโต๊ะ…หมูตุ๋นน้ำแดง ปลากระรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน ไก่ป่าตุ๋นเห็ด เนื้อกวางจือหราน…มีอาหารจำนวนมากที่อย่าว่าแต่ไม่เคยกินเลย เพราะแม้แต่ได้ยินชื่อยังไม่เคยมาก่อนด้วยซ้ำ เมื่อก่อนตอนที่สามียังอยู่ เวลาฉลองเทศกาลจะมีเพียงเนื้อ1ชั่ง แค่นั้นคนในครอบครัวก็รู้สึกพอใจมากแล้ว…ท่านพี่ ท่านเห็นหรือไม่ ? ครอบครัวของเราอยู่ดีมีสุข ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก…


“นี่คือเทศกาลแรกที่ข้าได้ฉลองหลังตื่นขึ้นมา” หลินเว่ยเว่ยยกสุราองุ่นที่หมักเองขึ้นมา “กิจการผลไม้อบแห้งและเนื้อแผ่นของพวกเรากำลังเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาเรื่อยๆ ห้องแถวที่ท่าเรือก็ใกล้จะปรับปรุงเสร็จแล้ว ชีวิตของพวกเราจะดีขึ้นและในภายภาคหน้าจะดียิ่งกว่าเดิม เพื่อปัจจุบัน เพื่ออนาคต พวกเรามาร่วมดื่มฉลองด้วยกัน”


ทุกคนยกจอกสุราขึ้นพร้อมกัน ส่วนจอกในมือของเจ้าหนูน้อยเป็นน้ำผลไม้คั้นสดที่หลินเว่ยเว่ยทำให้ ต่อจากนั้นเสียงของเขาก็ดังขึ้นว่า “หมดจอก !”


นางเฝิงยกจอกสุราองุ่นอันหวานฉ่ำขึ้นมาพลางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “จอกนี้ ข้าขอดื่มเพื่อให้เกียรติต่อเสี่ยวเว่ย !”


“เมื่อสามเดือนก่อน หานเอ๋อร์โดนทำร้ายปางตาย งานปักของข้าถูกปฏิเสธ แถมข้ายังไม่มีความสามารถด้านอื่น ขณะมองว่าเราสองแม่ลูกต้องอ้าปากกินลมตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อประทังชีวิต…”


ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็หัวเราะขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “น้าเฝิง ท่านพูดผิดแล้ว ! เดือนห้าจะมีลมตะวันตกเฉียงเหนือได้อย่างไร ?”


“จริงสิ ! ถ้าไม่ใช่เพราะเสี่ยวเว่ยชักชวนข้ามาทำผลไม้อบแห้งด้วยกัน แม้แต่ลมตะวันตกเฉียงเหนือ พวกเราก็คงไร้ชีวิตอยู่ทันได้สัมผัสมัน! เสี่ยวเว่ยยังทำอาหารอร่อยให้พวกเรากินทุกวัน ดูสิ ร่างกายของข้ากับหานเอ๋อร์ดูดีขึ้นตั้งเยอะ ล้วนเป็นผลงานของเสี่ยวเว่ยทั้งสิ้น !”


ต่อจากนั้นนางเฝิงก็ก้มหน้ามองนางหวงแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ถ้อยคำหยอกล้อเมื่อครู่ข้าไม่ได้คิดจะล้อเล่นเลยนะ ข้าอยากให้นางมาเป็นลูกสาวของบ้านข้าจริง !”


“พี่รองเป็นคนบ้านเรา ! ใครก็อย่าคิดจะแย่ง !” ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็รีบวางตะเกียบแล้วเข้าไปกอดแขนพี่สาวคนรองไว้ทันทีเพราะกลัวว่าจะถูกคนอื่นแย่งไป !


นางเฝิงยิ้มอ่อน จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้เด็กน้อย “พี่สะใภ้ ดูแลบุตรไม่ใช่เรื่องง่าย ! แม้หานเอ๋อร์ใจสู้ ด้านการเรียนไม่ต้องให้ข้ากังวล แต่นิสัยเขาในเวลานั้น…ข้ากังวลว่าเขาจะยิ่งโดดเดี่ยวและทะนงในศักดิ์ศรีมากกว่าเดิม ยามต้องเผชิญกับปัญหาเขาจะพ่ายแพ้ได้ง่าย ! โชคดีที่เสี่ยวเว่ยช่วยขัดเกลานิสัยของเขา ตอนนี้จึงทำให้ข้าวางใจได้มาก !”


คิ้วของเจียงโม่หานกระตุกสองสามครั้ง การที่นิสัยของเขาเปลี่ยนไปเป็นเพราะเขาย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่และได้เห็นสิ่งต่างๆจนกระจ่างแล้วมิใช่หรือ ? เรื่องนี้จะเกี่ยวกับเด็กตัวเหม็นได้อย่างไร ?


“ชีวิตดีๆของพวกเราล้วนเป็นเสี่ยวเว่ยมอบให้…”


ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็รีบลุกขึ้นยืนพร้อมถือจอกสุราไว้ในมือทั้งสองข้าง นางกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “น้าเฝิงอย่าพูดเช่นนี้เลย ! ชีวิตที่ดีของท่านเป็นสิ่งที่ท่านไขว่คว้าด้วยมือตนเอง แถมยังทำให้ข้าได้สุขสบายตามไปด้วย ถ้าไม่มีฝีมือการทำผลไม้อบแห้งของท่าน ผลไม้บนภูเขาก็คงต้องปล่อยให้เป็นอาหารนกต่อไป !”


“เสี่ยวเว่ย เจ้าเลิกผลักความดีความชอบมาให้ข้าเถิด ! ตัวเจ้าก็รู้ดีแก่ใจ ! เจ้าทำแยมผลไม้เป็น อบขนมอร่อยได้ แล้วผลไม้อบแห้งง่ายๆ เจ้าจะทำไม่เป็นหรือ ? ไม่ต้องพูดแล้ว ทุกอย่างมากเกินกว่าจะกล่าวออกมาได้ !” นางเฝิงดื่มสุราในจอกอย่างอารมณ์ดีพลางเอ่ยปากชมว่า “สุราดี ! รสชาติกลมกล่อมกว่าสุราบรรณาการชั้นดีจากทางตะวันตกเสียอีก”


“ว้าว ! น้าเฝิงเคยดื่มสุราองุ่นที่เป็นเครื่องบรรณาการจากทางตะวันตกด้วยหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยทำหน้าตกใจ


แต่นางเฝิงโบกมือแล้วกล่าวว่า “ไหนเลยชาวบ้านอย่างพวกเราจะมีวาสนาได้ดื่มสุราบรรณาการ ? แค่ได้มองอยู่ไกลๆหรือได้กลิ่นก็ถือว่าดีมากแล้ว ! นี่เป็นวิธีชมว่าเจ้าหมักสุราองุ่นได้มีรสชาติดีมากต่างหาก !”


“แค่สุราองุ่นธรรมดา รอให้สุราองุ่นไม่กี่ไหในห้องใต้ดินหมักเสร็จเมื่อใด ข้ารับรองได้เลยว่ารสชาติจะดีกว่านี้ !” หลินเว่ยเว่ยดื่มสุราในจอก…นี่เป็นแค่สุราที่มีกลิ่นองุ่นเท่านั้น หากเทียบกับไวน์ของแท้แล้วยังห่างชั้นอีกมากโข !


นางเฝิงหัวเราะ ในเมื่อหลินเว่ยเว่ยไม่อยากรับชื่อเสียง นางก็ไม่คิดที่จะกล่าวต่อ “เช่นนั้นข้าจะรอดื่มสุราองุ่นในห้องใต้ดินของเจ้า ! อ้อใช่ แล้วสุราองุ่นนี้…เจ้าคิดจะหมักขายเองหรือจะขายสูตรออกไป ?”


หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม “ไม่รีบ รอให้ข้ารู้วิธีเก็บรักษาสุราองุ่นในระยะยาวแล้วค่อยเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกที ตอนนี้บ้านเราก็ไม่ได้ขาดเงิน…”


นางหวงพยักหน้า แค่นี้ร่างกายของบุตรีก็เหนื่อยล้าพอแล้ว นางไม่อยากให้บุตรสาวต้องมาเดินซ้ำรอยตน บุตรสาวคนรองทำงานยุ่งทุกวัน เงินที่หามาก็ใช้ไม่หมดไม่สิ้น พอลองคำนวณแล้วตอนนี้เงินที่อยู่ในมือก็น่าจะพอให้บุตรชายคนโตใช้ไปจนถึงการสอบครั้งหน้าเลยทีเดียว


เจียงโม่หานลองดื่มสุราองุ่นในจอกบ้าง วิธีการหมักสุราองุ่นนี้เหมือนสุราหมักที่แพร่หลายจากทางตะวันตกมาถึงที่ราบตอนกลางในอีก30ปีข้างหน้า โดยตระกูลหนิงใช้สุราองุ่นชั้นดีเบิกทางจนกลายเป็นมหาเศรษฐีของเมืองหลวง หรือว่า…เด็กตัวแสบจะเป็นคนตระกูลหนิง ? ไม่ถูกสิ แวดวงการค้าของตระกูลหนิงไม่เคยมีสตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง…หรือว่าหลินเว่ยเว่ย…จะเป็นบุรุษกลับชาติมาเกิด ?


แต่นั่นก็ยิ่งไม่ถูกต้องเข้าไปใหญ่ บุรุษห่างไกลห้องครัวแล้วจะมีฝีมือการทำอาหารดีถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ไหนจะขนมแปลกๆเหล่านั้นอีก ที่มาของเด็กคนนี้ทำให้รู้สึกสับสนจนยากจะแยกแยะได้ !


แต่ไม่ว่านางจะมีที่มาอย่างไร มองจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว นางไม่มีทางส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อตระกูลเจียงและอนาคตของเขา รอดูต่อไปก็แล้วกัน ระหว่างอยู่ข้างเขาแล้ว นางก็ไม่มีทางเล่นลูกไม้อันใดได้แน่ !


ขณะมองทั้งสองครอบครัวเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์อย่างมีความสุขร่วมกัน เจียงโม่หานก็เริ่มเหม่อลอย…เวลานี้ของชาติที่แล้วเขากำลังฝืนร่างกายอย่างหนัก หลังทำพิธีศพให้มารดาเสร็จแล้ว ตัวเขาก็ติดอยู่ในวังวนของโรคเรื้อรัง โดดเดี่ยวไร้สหายคอยเคียงข้าง ส่วนตระกูลหลินที่อยู่บ้านข้างๆ…ก็เพิ่งมีงานศพไป หลินจื่อเหยียนออกจากสำนักศึกษาและสามคนพี่น้องก็ต้องเตรียมตัวรับมือกับชีวิตที่วุ่นวายต่อไป…


ท่ามกลางเมฆหมอกของมื้ออาหารจากตัวเขาและฉากการสนทนาพร้อมรอยยิ้มเคล้าเสียงหัวเราะจากคนอื่น มองแล้วช่างไม่เสมือนจริงเอาเสียเลย…สรุปว่าสิ่งที่เกิดในชาติที่แล้วเป็นเพียงความฝันหรือตอนนี้ต่างหากที่เป็นความฝัน ?


ทันใดนั้นเขาก็เห็นหลินเว่ยเว่ยตีศีรษะของตนแล้วเริ่มคีบอาหารทุกจานมาแยกเป็นจานเล็กๆ จากนั้นก็ตักน้ำแกงอีกถ้วยแล้วหยิบขนมไหว้พระจันทร์อีกสองสามชิ้นพร้อมยกออกไปข้างนอก


เจียงโม่หานยืนขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาแอบเดินตามหลังนางไปเงียบๆ ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็ผลักประตูบ้านข้างๆออกแล้วเดินเข้าไปในห้องที่หลีชิงพักอยู่


หลีชิงกำลังนั่งพิงอยู่ที่หัวเตียง เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรง “ถ้าไม่รู้มาก่อน ข้าคงคิดว่าเจ้ามีความแค้นต่อข้า คิดว่าหากข้าตายจะเป็นเรื่องง่ายเกินไป เลยจงใจช่วยออกมาจากฝูงหมาป่าเพื่อทรมานให้ข้าอดตาย !”


“ขอโทษ ! วันนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ ข้าจึงตั้งใจทำอาหารฉลองในเทศกาลอย่างเดียว พอทำงานก็ลืมเจ้าเสียสนิท เจ้าคงหิวมากกระมัง ? มาดื่มน้ำแกงก่อนเถิด…” หลินเว่ยเว่ยวางถ้วยน้ำแกงและอาหารต่างๆบนโต๊ะ แต่ในขณะที่จะหยิบอาหารมาให้อีกฝ่ายเพิ่ม ข้าวถ้วยหนึ่งก็ถูกยื่นมาที่ข้างมือของนางแล้ว


หลินเว่ยเว่ยมองบัณฑิตหนุ่มด้วยดวงตาโค้งมน ทันใดนั้นมุมปากของนางก็ยกยิ้มหวานหยด แต่ในขณะเดียวกันสายตาของหลีชิงกลับจ้องมาที่ร่างของนางราวกับว่าเขาเห็นใครบางคนซ้อนทับอยู่บนร่างของนาง…


ตอนที่ 134: ฆ่าล้างตระกูล


“เจ้ากินเองได้หรือไม่ ? กินช้าๆล่ะ อีกประเดี๋ยวข้าจะมาเก็บจาน !” หลินเว่ยเว่ยหันมามองเจียงโม่หาน “ไปเถิด ท่านแม่ น้าเฝิงและคนอื่นกำลังรอเราอยู่ !”


ขณะมองตามแผ่นหลังที่เปี่ยมไปด้วยพลังของหลินเว่ยเว่ย เจียงโม่หานก็จงใจลดฝีเท้าให้ช้าลง หลังรอให้นางเดินออกจากประตูแล้ว เขาก็หันมามองหลีชิงอีกครั้ง “เจ้าเป็นคนของตระกูลหลีแห่งหลิงหยางใช่หรือไม่ ?”


ทันใดนั้นหลีชิงที่กำลังนอนเกียจคร้านอยู่บนเตียงก็ขยำขนมไหว้พระจันทร์เละคามือ สายตาอันเฉียบคมหันมาจับจ้องที่เจียงโม่หาน ส่วนมือซ้ายก็ขยับหากระบี่ที่อยู่ข้างหมอน เขาพยายามแสร้งทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นและตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ตระกูลหลีแห่งหลิงหยางสิ้นนามไปนานแล้ว เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น ? เพราะข้าแซ่หลีใช่หรือไม่ ?”


เจียงโม่หานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ตระกูลหลีแห่งหลิงหยางชอบช่วยเหลือผู้อื่น ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ตลอดทั้งภาคเหนือมีผู้ใดไม่เคยได้ยินบ้าง แต่สวรรค์ช่างไร้เมตตา คืนหนึ่งเมื่อสิบสองปีก่อนทั้งตระกูลถูกฆ่าล้าง ไฟลุกโหมนานถึงสามวันสามคืนติด คนในตระกูลหลีร้อยกว่าชีวิตต้องมีจุดจบอย่างน่าอนาถ…”


หลีชิงกำหมัดแน่นแต่ก็ยังแสร้งทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เขาถอนหายใจ “ถูกต้อง เพราะสวรรค์ไร้เมตตา คนดีจึงทำดีไม่ได้ดี !”


“ได้ยินว่าบุตรสาวคนเล็กอายุสองขวบกว่าของตระกูลหลีโดนลักพาตัวไปตอนที่แอบออกไปด้านนอกกับพี่ชายก่อนที่ตระกูลจะโดนกวาดล้างประมาณสองถึงสามวัน…มองจากเรื่องนี้แล้วตระกูลหลีน่าจะยังหลงเหลือผู้สืบทอดอยู่ ถ้าลองคิดให้ดีแล้วบุตรสาวคนเล็กของตระกูลหลีก็น่าจะมีอายุประมาณบุตรสาวคนรองของตระกูลหลิน…” เจียงโม่หานเหลือบมองท่าทีของหลีชิง


หลีชิงรีบเงยหน้าขึ้นแล้วจ้องมายังเจียงโม่หาน จากนั้นก็เค้นถามว่า “บัณฑิตเจียงดูจะรู้เรื่องในยุทธภพมากทีเดียว ! เจ้าพูดถึงเรื่องพวกนี้เพื่อสิ่งใด ?”


เจียงโม่หานทำเหมือนไม่เห็นท่าทีหวาดระแวงของอีกฝ่ายและยังคงกล่าวต่อไป “ลือกันว่าตระกูลหลีถูกศัตรูฆ่าล้างตระกูล กล่าวกันว่าตอนนั้นตระกูลหลีไปขวางผลประโยชน์ของใครบางคนจึงถูกสังหาร…น่าเสียดายที่ไม่รู้ว่าทายาทคนสุดท้ายของตระกูลหลีอยู่ที่ใด หากสตรีผู้อ่อนแอรู้ฐานะของตนแล้ว ตระกูลหลีก็คงได้มีโอกาสชำระแค้น !”


“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับบัณฑิตเจียงเช่นไร ? ข้าสงสัยจริงๆว่าบัณฑิตเจียงเป็นปัญญาชนคนหนึ่ง เหตุใดจึงสนใจเรื่องในยุทธภพถึงเพียงนี้ ? ดูจากอายุของเจ้าแล้ว ไม่เหมือนคนที่จะเกี่ยวข้องกับคดีฆ่าล้างตระกูลหลีได้…หรือว่า…บัณฑิตเจียงกับตระกูลหลีมีสัญญาหมั้นหมายต่อกัน ?” หลีชิงมองสำรวจตัวอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แต่ในความทรงจำของเขาคือตระกูลไม่เคยมีการหมั้นหมาย…อะไรแบบนี้มาก่อน !


เจียงโม่หานยังกล่าวต่อ “รัชสมัยต้าชิงปีที่แปดสิบหก เมืองจงโจวไขคดีการลักพาตัวเด็กครั้งใหญ่และสามารถช่วยเด็กผู้ชายและหญิงรวมกันจำนวน46คน ซึ่ง32คนในนั้นถูกครอบครัวมารับตัวกลับไป ส่วนเด็กที่เหลืออีก14คน อาจเพราะอายุน้อยเกินไปหรือเพราะสาเหตุอื่นจึงหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดไม่เจอ…”


หลีชิงไม่สนใจความเจ็บจากบาดแผลที่หน้าอกอีกต่อไป เขารีบลุกมานั่งตัวตรงแล้วถามว่า “แล้วเด็กเหล่านั้นเป็นอย่างไร ? ถูกจัดการให้ไปอยู่ที่ไหน ?”


“บางคนถูกครอบครัวอื่นรับเลี้ยง แต่ส่วนใหญ่จะถูกส่งตัวไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า !” เจียงโม่หานมองใบหน้าเคร่งเครียดของหลีชิง ตอนนี้อีกฝ่ายยังไม่รู้จักเก็บซ่อนอารมณ์ ไม่เหมือนตอนที่ติดตามเขาในชาติก่อนที่มักทำหน้าตาไร้อารมณ์ตลอดเวลา !


“บัณฑิตน้อย เจ้ามัวทำอันใดอยู่ ? ถ้ายังไม่กลับไปอีก อาหารที่เจ้าชอบจะถูกพวกเรากินหมดแล้วนะ เจ้าจะได้แต่เลียก้นจาน รู้หรือไม่ !” ทันใดนั้นเสียงของหลินเว่ยเว่ยก็ดังมาจากบ้านข้างๆ


พอเจียงโม่หานออกไปแล้ว หลีชิงก็เอนตัวพิงหมอนอีกครั้ง เมื่อหลายปีก่อนมีสงครามเกิดขึ้นทางเหนือ ชาวบ้านส่วนใหญ่พลัดถิ่นที่อยู่อาศัย จากสิบคนเหลือเพียงหนึ่ง แม้จะเป็นหนุ่มวัยฉกรรจ์ก็ไม่อาจรอดจากสงคราม แล้วนับประสาอันใดกับเด็กสาวคนหนึ่ง ?


น้องเล็ก ! เจ้าตัวอ้วนกลมน่ารักของพี่ น้องสาวผู้มีรอยยิ้มอันงดงาม เพราะความประมาทของเขาจึงทำให้นางหายไป ! แม้ท่านพ่อท่านแม่จะไม่ได้ตำหนิเขา แต่เขาก็ลงโทษตัวเองโดยการนั่งคุกเข่าที่หอบรรพชนและคัดลอกคัมภีร์เพื่อหวังจะให้วิญญาณบรรพบุรุษช่วยพาน้องสาวกลับมา


อย่างไรก็ตามน้องสาวไม่ได้กลับมาอย่างที่หวัง ในบ้านยังเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นอีก วันที่โดนฆ่าล้างตระกูล เขาคุกเข่าจนเหนื่อยจึงเผลอหลับในหอบรรพชน ไม่รู้ว่าตัวเองกลิ้งไปอยู่ใต้แท่นบูชาตั้งแต่เมื่อใด บางทีอาจเพราะได้รับพรจากบรรพบุรุษจึงทำให้เขารอดมาได้


หลังตื่นขึ้นมาเพราะความหนาวเหน็บในตอนกลางดึก เขาก็ขยี้ตาแล้วคลานออกจากใต้แท่นบูชา ทว่าบรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวโลหิต เมื่อเดินออกจากหอบรรพชนแล้วบนพื้นก็เต็มไปด้วยซากศพ ในแววตาเต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน…สายเลือดโดยตรงของตระกูลหลีกว่า17ชีวิต ลูกศิษย์กว่า50คน บ่าวรับใช้อีก100กว่าชีวิต… ถูกสังหารสิ้นในราตรีเดียว


ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันพี่ใหญ่ทุบตีเขาหนึ่งยกเพราะเขาแอบออกไปเดินเล่นแล้วไม่ได้ปิดประตูให้ดีจนทำให้น้องสาวหายไป พี่สาวคนรองก็กำลังจะเป็นเจ้าสาวได้ออกเรือนในเดือนหน้า มารดาที่แอบร้องไห้เงียบๆ เพราะไม่อยากโทษเขาและบิดาที่ไม่กลัวตาย บนร่างกายมีบาดแผลนับไม่ถ้วนแต่ก็ยังปกป้องภรรยาและบุตร…


ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่หญิงหรือแม้แต่ศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักมาไม่นานซึ่งคอยติดตามเพื่อขอเป็นศิษย์น้อง…ตายหมด ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว ! เรือนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจึงหลงเหลือไว้เพียงค่ำคืนแห่งการนองเลือด !


เรื่องไฟไหม้นั้นเป็นฝีมือเขาทำเอง เพราะไม่รู้ว่าศัตรูเป็นใคร ยังซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆหรือไม่…ใช่ว่าเขากลัวตายแต่เพราะต้องการรักษาชีวิตนี้ไว้เพื่อตามหาฆาตกรที่สังหารบิดามารดา พี่ชายพี่สาว ศิษย์พี่ศิษย์น้องและคนอื่นๆ จากนั้นก็แก้แค้นแทนพวกเขา !


ดูจากห้องหนังสือที่โดนรื้อค้นและห้องนอนของบิดามารดาที่โดนค้นและชิงสมบัติไปแล้ว น่าจะไม่ใช่ความแค้นส่วนตัว ! ทว่าสกุลหลีมีสมบัติล้ำค่าอันใดให้ควรค่าแก่การโดนฆ่าล้างตระกูล ?


เขาไม่สามารถฝังศพให้บิดามารดาได้และยังกลัวว่าคนร้ายจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการแล้วหวนกลับมาระบายกับศพอีก เขาจึงจุดไฟเพื่อให้มันแผดเผาทำลายทุกอย่างในตระกูลหลีจนมอดไหม้


ช่วงหลายปีมานี้ เขาเพียรฝึกวรยุทธและตามสืบหาตัวคนร้ายที่ฆ่าล้างตระกูลหลีมาโดยตลอด หลังจากนั้น12ปีผ่านมา ในที่สุดเขาก็หาร่องรอยบางอย่างพบ แต่เสียดายที่ศัตรูมีอำนาจมากเกินไป ข้างกายมีองครักษ์ฝีมือดีคอยติดตาม เขาไม่เพียงลอบสังหารไม่สำเร็จแต่ยังเกือบเอาชีวิตไปทิ้งด้วย ถ้าไม่ได้กู่เหนียงที่ยิ้มเก่งมาช่วยไว้ เขาก็คง…


เขาสืบจนรู้แล้วว่าศัตรูเป็นใครแต่ยังไม่รู้ข่าวเกี่ยวกับน้องสาวเลย ดังนั้นจึงพักรักษาตัวในหมู่บ้านนี้ได้อย่างไร้กังวล สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือรักษาบาดแผลแล้วค่อยวางแผนขั้นต่อไป !


หลีชิงเทอาหารและซุปลงในถ้วยข้าว จากนั้นก็ขยับปากเคี้ยวอย่างจริงจัง…ขนมไหว้พระจันทร์ไส้ธัญพืชห้าชนิด…อร่อยเหมือนที่มารดาทำไม่มีผิด ! ในช่วงสิบกว่าปีมานี้ เขาสัมผัสถึงรสชาติขนมไหว้พระจันทร์ได้ในความฝันเท่านั้น ขณะลิ้มรสชาติอาหาร แล้วหลีชิงก็ร้องไห้ออกมา


สาวน้อยบ้านข้างๆ บอกว่านี่คือขนมที่นางทำเอง นางเป็นเหมือนน้องสาวของเขาไม่มีผิด นางมีดวงตาเปื้อนยิ้มเหมือนกัน เวลาไม่ยิ้มตาจะกลมโตสีนิลเป็นประกาย แต่พอยิ้มแล้วก็จะเป็นเสี้ยวพระจันทร์เล็กๆน่ารัก เขาจึงตั้งฉายาให้น้องสาวเป็นการส่วนตัวว่า ‘เยว่หยาเอ๋อร์’…ไม่รู้ว่า…หากไปถามนางว่าเป็นน้องสาวของตนหรือไม่ เขาจะโดนนางทุบตีหรือเปล่า ?


‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก !’ ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น หลีชิงรีบคว้ากระบี่ข้างกายขึ้นมา จากนั้นก็ฝืนลุกจากเตียงไปซ่อนยังหลังบานประตู สาวน้อยกล่าวไว้ว่าเจ้าของบ้านหลังนี้ย้ายไปอยู่ในเมืองแล้ว คนในหมู่บ้านต่างก็รับรู้ว่าที่นี่เป็นบ้างร้าง ดังนั้น…คนที่มาเคาะประตูจะต้องไม่ใช่คนในหมู่บ้านแน่นอน…


ตอนที่ 135: โจรชั่ว?


หลีชิงได้ยินเสียงประตูบ้านหลังข้างๆ ถูกเปิดออกแล้วตามมาด้วยเสียงสดใสของเด็กสาว “ท่านแม่ทัพ ท่านมาหาใครหรือ ? ย่าเถียนบ้านข้างๆ ย้ายไปอยู่ในเขตเริ่นอันแล้ว หากท่านมาหาพวกเขาก็สามารถไปที่ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ เพราะอาเถียนเป็นหลงจู๊อยู่ที่นั่น !”


ผู้มาเคาะประตูคือแม่ทัพหนุ่มนายหนึ่ง เขามองประตูใหญ่ที่ถูกปิดสนิทครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินมาที่บ้านตระกูลหลินและกางรูปวาดชายชุดดำที่อยู่ในมือออกพลางกล่าวเสียงดังว่า “คนผู้นี้คือโจรชั่วมือเปื้อนเลือด พวกเราตามจนมาถึงภูเขาแถบนี้ เกรงว่ามันจะออกมาทำร้ายผู้คน ไม่ทราบว่าช่วงนี้กู่เหนียงเห็นใครน่าสงสัยบ้างหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยลองสังเกตภาพนั้นอย่างละเอียด…คิ้วก็หนา ตาก็ดุ ไม่เหมือนเลยสักนิด ! ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดคนในสมัยโบราณจึงปิดคดีได้น้อยและต้องมีคดีที่ตัดสินอย่างไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นมากมาย


นางส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เห็นคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้าน…ช่วงนี้หมู่บ้านของเรามีฝูงหมาป่ามาเยือน พวกเราจึงไม่ได้ออกไปไหนเลย บ้านข้าอยู่หน้าหมู่บ้านและในบ้านก็ไม่มีผู้ชายอยู่ด้วย ดังนั้นในเวลาปกติจึงไม่เปิดประตูรับแขก เช่นนั้น…เหตุใดท่านไม่ลองไปถามชาวบ้านในส่วนลึกของหมู่บ้านดูเล่า?”


“ใครมาหรือ ?” ทันใดนั้นเสียงอบอุ่นของชายหนุ่มก็ดังขึ้นทางด้านหลัง


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองบัณฑิตหนุ่มแล้วกล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ทางการมาจับกุมโจร ! ช่วงสองสามวันนี้เจ้าอย่าทำตัวปลีกวิเวกเพื่อไปนั่งอ่านตำราในหุบเขาเลย หากพบโจรชั่วขึ้นมาแล้ว บัณฑิตน้อยที่ไร้เรี่ยวแรงอย่างเจ้าอาจถูกฆ่าได้นะ !”


แม่ทัพหนุ่มมองเจียงโม่หานปราดหนึ่ง จากนั้นก็ละสายตาแล้วหันไปมอง ‘สมาชิกครอบครัว’ ที่กำลังทานอาหารมื้อค่ำอยู่แทน นอกจากเด็กหนุ่มกึ่งโตคนหนึ่งแล้วก็มีเด็กน้อยอีกคนที่เป็นบุรุษ นอกนั้นล้วนเป็นสตรีทั้งหมด เขาจึงคลายความสงสัยไปพอสมควร “ถ้าพวกเจ้ามีข่าวของโจรชั่วก็สามารถไปรายงานได้ที่เมืองจงโจว หากจับคนร้ายได้จะมีรางวัลเป็นเงิน200ตำลึง !”


“ว้าว ! 200ตำลึง ! ดูสิ เจ้าอ่านตำราอันใดอยู่ ! อ่านมาตั้งหลายปียังเป็นแค่ถงเซิง ฝึกศิลปะการต่อสู้ดีจะตายไป ไม่เพียงทำให้ร่างกายแข็งแรงยังสามารถใช้ปกป้องคนในครอบครัวและในเวลาสำคัญยังช่วยทางการจับคนร้ายได้ด้วย แถมยังมีเงินรางวัลตั้ง200ตำลึง ! เฮ้อ ! เป็นนักปราชญ์ที่ไร้ประโยชน์…” ความโลภปรากฎขึ้นในแววตาของหลินเว่ยเว่ยขณะเดียวกันนางก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดาย


ทันใดนั้นแม่ทัพหนุ่มก็แสดงท่าทีรังเกียจแล้วเก็บรูปวาด จากนั้นก็พาลูกน้องเข้าไปตรวจตราในหมู่บ้านทันที


หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปากแล้วปิดประตูบ้านอีกครั้ง แต่เจียงโม่หานที่อยู่ด้านข้างกล่าวว่า “หากเจ้ายอมมอบตัวชายข้างบ้านออกมาก็จะได้เงินรางวัลถึง200ตำลึงเชียวนะ !”


“200ตำลึง ? มากนักหรือ ? ก็แค่สูตรขนมของข้าสูตรเดียวเท่านั้น !” หลินเว่ยเว่ยเงยหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ…เราเป็นพวกหน้าเงินหรือไร ?


เจียงโม่หานยังพูดเสริมอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าเขาจะเป็นโจรโฉดจริงหรือ ?”


“ตาข้าไม่ได้บอดเสียหน่อย ! คนเลวกับคนดี ข้าแยกแยะออก !” สำหรับฆาตกรหรือคนที่มือเปื้อนเลือดจะมีแววตากระจ่างใสได้เช่นไร ?


เจียงโม่หานเดินมาด้านข้างโต๊ะแล้วค่อยๆนั่งลง “คนเลวไม่ได้เขียนสองคำนี้ไว้บนหน้าผาก แม้ไม่ควรคิดร้ายต่อผู้ใด แต่พึงระวังคนมาคิดร้ายต่อเรา อย่าหลงเชื่อใครโดยง่าย !”


“รู้แล้วน่า จู้จี้จุกจิกอยู่ได้ !” หลินเว่ยเว่ยคีบปลากระรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวานขึ้นมากิน ด้านนอกกรอบด้านในรสเผ็ดจัดจ้าน เปรี้ยวหวานลงตัว รสชาติดีสุดๆไปเลย !


เจียงโม่หานก็กินอาหารจานนี้เหมือนกัน “ปลากระรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวานนี้เป็นอาหารท้องถิ่นของซูโจวใช่หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยกะพริบตาแล้วตอบอย่างไร้เดียงสา “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าบังเอิญเห็นสูตรอาหารชนิดนี้จากตำราในเมือง ข้าช่างมีพรสวรรค์เสียจริง ทำครั้งแรกก็ออกมาสมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้แล้ว ต้าฮว๋า เพราะเจ้าจึงทำให้บนโลกใบนี้ขาดแม่ครัวชื่อดังไปคนหนึ่งเลยนะ ช่างน่าเสียดาย !”


หลินจื่อเหยียนเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะอาหารแล้วถามด้วยความงงงวย “ข้าหรือ ? เหตุใดจึงเป็นเพราะข้า ?”


“ก็เดิมทีข้าอยากเปิดร้านอาหารตรงท่าเรือ พวกหมูตุ๋นน้ำแดง ปลากระรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวานแล้วยังมีปลาต้มในน้ำซุป ขาหมูตุ๋นน้ำแดง…ที่ข้าเคยทำทั้งหมดก็มากเกินพอที่จะเปิดร้านอาหารได้แล้ว รวมกับขนมอร่อยของข้าอีกนานาชนิด ถ้าร้านอาหารของเราไม่ดังก็คงจะแปลก ! แต่น่าเสียดาย…เพราะเจ้าต้องสอบซิ่วไฉ แผนการและความคิดของข้าจึงต้องหยุดอยู่แค่นั้น ! น่าเสียดายอาหารอร่อยเหล่านี้มาก !” หลินเว่ยเว่ยทำหน้าเศร้าสร้อย


“จะน่าเสียดายได้อย่างไร ? ท่านก็สามารถทำให้คนในบ้านกินได้นี่ !” หลินจื่อเหยียนไม่คิดเช่นนั้น “อีกอย่าง งานครัวก็เหนื่อยจะตาย ! ต้องเอาแต่ล้างโน้นล้างนี่อยู่ในครัวทั้งวัน ผ่านไปไม่กี่ปีท่านก็จะกลายเป็นป้าหน้าแก่แล้ว !”


เอ่ยมาถึงตรงนี้เขาก็กวาดสายตามองเจียงโม่หาน “พี่รอง ท่านทำอาหารเก่ง ในอนาคตจะต้องหาสามีได้อย่างแน่นอน ท่านเองก็เคยพูดไม่ใช่หรือว่าการจะมัดใจใครสักคนได้ เราต้องจับท้องของเขาให้ได้เสียก่อน!”


พอได้ยินเช่นนั้น เจียงโม่หานก็กวาดสายตามองหลินเว่ยเว่ยแล้ว ‘ตั้งใจ’ เพลิดเพลินกับอาหารเลิศรสต่อไป ส่วนหลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคัก “ข้าต้องหาสามีได้อยู่แล้ว รอให้ปีหน้าน้องชายของข้าสอบซิ่วไฉได้ แล้วพี่สาวของซิ่วไฉคนนี้ยังต้องกังวลเรื่องออกเรือนอีกหรือ? จะทำอาหารต้องดูที่อารมณ์ก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะเอาไว้หาเงินก้อนโต ข้าก็จะทำให้คนที่ชอบกินเท่านั้น!”


ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็รีบยกมือขึ้นมา “พี่รอง หนูน้อยคนนี้เป็นคนที่ท่านชอบหรือไม่?”


“แน่นอนสิ ! เจ้าหนูน้อยน่ารักถึงเพียงนี้ ทั้งยังรู้ความ ใครจะไม่ชอบบ้าง?” หลินเว่ยเว่ยหอมแก้มเจ้าหนูน้อยจนทิ้งรอยคราบน้ำมันไว้เป็นวง


เจ้าหนูน้อยจึงทำหน้ามีความสุข ดวงตาคู่โตของเขากวาดมองรอบโต๊ะอาหาร จากนั้นก็ถามอีกครั้งว่า “พี่รอง พี่รอง พี่โม่หานก็เป็นคนที่ท่านชอบด้วยหรือ?”


“ใช่!” หลินเว่ยเว่ยตอบอย่างมั่นใจ นางไม่ได้เว้นช่วงในการคิดหรือเขินอายแม้แต่น้อย “บัณฑิตน้อยรูปงามถึงเพียงนี้ แถมยังมีใบหน้าที่ทำให้เทพเซียนหรือภูติผีต้องร่ำไห้…จะมีใครไม่ชอบบ้างเล่า?”


ทันใดนั้นหลังมือของนางก็โดนเคาะด้วยตะเกียบ “อย่าใช้สำนวนมั่วซั่ว!”


“น้าเฝิง ท่านดูสิ ! บัณฑิตน้อยรังแกข้า !” หลินเว่ยเว่ยยกหลังมือที่ทิ้งรอยแดงขึ้นมาแล้วบ่นคร่ำครวญกับนางเฝิง


นางเฝิงรีบง้างมือขึ้นทันที จากนั้นก็ฟาดลงไปอย่างเบามือ “ข้าช่วยตีคืนให้แล้ว !”


เจียงโม่หานโดนตีไหล่สองสามครั้ง แม้แรงที่มากระทบจะไม่มากไปกว่าการปัดฝุ่นให้เด็กน้อย แต่เขาก็อยากพูดว่า ‘ใครเป็นลูกแท้ๆกันแน่ ?’ …แค่กแค่ก…ช่างเถิด ก็ไม่ใช่ทั้งนั้น !


หลังมื้ออาหารค่ำจบลง คนในครอบครัวก็มารวมตัวกันเพื่อชมจันทร์และกินขนมไหว้พระจันทร์ตรงลานบ้าน แต่หลินเว่ยเว่ยกลับย้ายบันไดไปทางฝั่งผนังบ้านตระกูลเถียน จากนั้นก็ปีนขึ้นไปราวกับลิง เมื่อนั่งบนกำแพงได้แล้ว นางก็ย้ายบันไดไปทางฝั่งหนึ่งแล้วกระโดดลงไปในลานบ้าน


หลังได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว หลีชิงก็เห็นฉากนี้จากทางหน้าต่าง เขาจึงแกล้งหยอกนางว่า “ไอหยา! มองจากท่าทางแล้วคงปีนกำแพงบ้านผู้อื่นบ่อยสิท่า คาดไม่ถึงเลยว่าหลินกู่เหนียงยังมีงานอดิเรกเช่นนี้ด้วย!”


ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เก็บถ้วยชามใส่ตะกร้าแล้วใช้สายตาเค้นถามเขา “โจรชั่วไม่มีสิทธิ์วิจารณ์ผู้อื่น ! บอกมาเถิด เหตุใดเจ้าจึงถูกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นตามจับ ?”


“เพราะข้าพยายามลอบสังหารท่านโหว เจ้ากลัวหรือไม่ ?” รอยยิ้มบนใบหน้าของหลีชิงได้จางหายไป สิ่งที่เหลืออยู่คือความเกลียดชังอันไร้ขอบเขต


“ข้าจะกลัวสิ่งใด ? เจ้าหน้าที่ทางการเหล่านั้นไม่ได้มาจับข้าเสียหน่อย !” หลังเก็บถ้วยชามเสร็จแล้ว นางก็ทิ้งกระบอกน้ำไว้กระบอกหนึ่ง จากนั้นก็ไม่ได้กล่าวเรื่องไร้สาระใดกับเขาอีก เพียงปีนกำแพงกลับทางเดิมเท่านั้น


[1] เทพเซียนหรือภูตผีต้องร่ำไห้ หมายถึง น่าทึ่งและน่าประทับใจมาก


[2] โหว ไม่ใช่ตำแหน่งที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในทางราชการโดยตรง แต่เป็นฐานันดรศักดิ์หรือชนชั้นทางสังคมที่แปลว่าไม่ใช่คนสามัญ การจะมีฐานะเป็นโหวได้มีสองแบบคือ โดยกำเนิดเป็นบุตรของอ๋องหรือแต่งตั้งโดยฮ่องเต้เนื่องจากทำความดีความชอบแก่แผ่นดิน


ตอนที่ 136: ยังต้องแบ่งข้าแบ่งเจ้าอีกหรือ


เจ้าหนูน้อยนั่งยองอยู่ใต้บันไดพลางถามด้วยสีหน้างุนงง “พี่รอง เหตุใดท่านไม่เข้าทางประตู ? เพราะกลัวเจ้าหน้าที่ทางการเมื่อครู่มาเห็นเอาหรือ ?”


“ข้าแค่ไม่ระวังจนทำกุญแจบ้านหายเท่านั้น ! บ้านเราไม่ได้ทำผิดกฎหมายอันใด เหตุใดต้องกลัวเจ้าหน้าที่ทางการด้วย ? เด็กน้อยอย่าพูดเหลวไหล เข้าใจหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยเข้าไปบีบจมูกเล็กๆของเขา


ขณะเดียวกันเจียงโม่หานที่กำลังชี้แนะบทกวีให้หลินจื่อเหยียนก็หันมามองทางหลินเว่ยเว่ย ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นหน้าประตู หลินเว่ยเว่ยจึงชะโงกศีรษะออกไปมองแล้วเห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่ทางการเหล่านั้นไม่ได้เบาะแสใดจากหมู่บ้านนี้จึงออกไปอย่างเร่งรีบ


“เฮ้อ ! เทศกาลเช่นนี้ยังต้องทำงานกันอีก นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ! สู้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีแล้วมีอิสระเป็นของตนเองดีกว่า !” เมื่อลงกลอนประตูเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็อดทอดถอนใจไม่ได้


เจียงโม่หานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “แม้ผู้พิพากษาและนายอำเภอจะมีตำแหน่งไม่สูง แต่ก็สามารถใช้อำนาจสั่งทำลายบ้านเรือนราษฎรได้อย่างง่ายดาย ถ้าเป็นเศรษฐีมีเงินคนธรรมดา ไร้อำนาจคอยสนับสนุนก็คงยากจะเลี่ยงการโดนกลั่นแกล้งได้ !”


“เจ้าพูดได้มีเหตุผล หากไร้อำนาจไฉนเลยจะได้รับการปฏิบัติด้วยความยุติธรรม ความหวังของบ้านเราถูกฝากไว้บนตัวเจ้าแล้วบัณฑิตน้อย พยายามเข้าล่ะ ! พี่สาวจะรอดูน้อง !” หลินเว่ยเว่ยตบบ่าเขาเพื่อให้กำลังใจ


หลินจื่อเหยียนแต่งบทกวีเสร็จแล้วจึงจะนำไปให้เจียงโม่หานชี้แนะ แต่เขามาได้ยินประโยคนี้เข้าพอดีจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “พี่รอง ท่านเป็นคนบ้านไหนกันแน่ ?”


“ความสัมพันธ์ของเราสองบ้านยังต้องแบ่งข้าแบ่งเจ้าอีกหรือ ?” ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ก้าวไปข้างหน้า นางจ้องบัณฑิตหนุ่มแล้วกล่าวว่า “ถ้าต่อไปเจ้าประสบความสำเร็จแล้วคงไม่ตายาวถึงศีรษะ ทอดทิ้งสหายที่ยากจนหรอกใช่หรือไม่?”


เจียงโม่หานลดระดับคางลงเล็กน้อย มือทั้งสองข้างไพล่หลังแล้วทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังอันเย่อหยิ่งให้นางคิดเอง!


ขณะถือบทกวีของตนนั้น หลินจื่อเหยียนก็กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “พี่รอง ท่านเมินข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”


“ข้าจะเมินเจ้าได้อย่างไร? หากเทียบเรื่องคุณวุฒิกันแล้ว เจ้ายังห่างชั้นจากบัณฑิตน้อยอยู่ เจ้าคงไม่ปฏิเสธกระมัง? อีกอย่างเจ้าเป็นน้องชายแท้ๆของข้า ถ้าในภายภาคหน้าเจ้าประสบความสำเร็จแล้วจะจำพี่สาวอย่างข้าไม่ได้หรือ? ทว่ากับบัณฑิตน้อยแตกต่างออกไป เพราะถ้าไม่ผูกสัมพันธ์เอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้แล้วไปไล่ตามในภายภาคหน้าก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะโดนมองว่าประจบสอพลอด้วยความโลภ เจ้าว่าจริงหรือไม่?” หลินเว่ยเว่ยอธิบายด้วยเหตุผลอย่างมั่นใจ


หลินจื่อเหยียนกระซิบเบาๆ “แล้วถ้าตามไปตอนนี้จะไม่เรียกว่าประจบสอพลอหรือโลภ ถูกต้องหรือไม่?”


“นี่เรียกว่าการลงทุนด้านความรู้สึก! กินข้าวหม้อเดียวกันก็คือคนในครอบครัวเดียวกัน ถ้าเรามีปัญหาอันใด เขาจะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเลยหรือ?” หลินเว่ยเว่ยนึกถึงครั้งแรกที่เจอกับบัณฑิตหนุ่ม ช่างเป็นเรื่องง่ายเสียจริงที่จะบอกว่าความอวดดีนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร


แต่ตอนนี้เล่า นิสัยของบัณฑิตหนุ่มโดนขัดเกลาแล้ว เขามีชีวิตชีวาขึ้นมาก คงไม่น่าจะ…สะบัดหน้าหนีแล้วทำเป็นไม่รู้จักกันหรอก


วันไหว้พระจันทร์ผ่านพ้นไปได้ไม่นานก็ใกล้จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ป้ากุ้ยฮวา แม่ของซัวถัวและหยาเอ๋อร์ต่างก็ทำงานล่วงเวลากันในช่วงสองสามวันนี้ หลังทำสินค้าให้พอจัดส่งสำหรับ10วันแล้วพวกนางก็เริ่มลาหยุด5วันเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตของตน ช่วงทำงานล่วงเวลาสองสามวันนั้นแม้จะต้องทำงานตั้งแต่เช้าตรู่และกลับถึงบ้านเมื่อพระจันทร์ลอยเหนือฟ้า ทว่าเงินค่าแรงก็ได้เพิ่มถึง2เท่าและยังมีรางวัลเป็นเนื้อครึ่งชั่งในทุกวันด้วย


ตั้งแต่มาทำงานที่บ้านตระกูลหลิน อาหารของทั้งสามบ้านก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างเช่นบ้านของหยาเอ๋อร์ เมื่อก่อนพวกนางยังเก็บผักป่าเพื่อประทังชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมารดาผู้ตาบอดหรือน้องชายทั้งสองล้วนมีร่างกายผ่ายผอมทั้งสิ้น


ส่วนตอนนี้แม้เงิน30อีแปะต่อวันจะไม่มาก ทว่าก็สามารถใช้ซื้อธัญพืชหยาบได้2ชั่ง เมื่อนำมารวมกับผักป่าที่พวกน้องๆเก็บมาได้แล้ว ทั้งสี่คนไม่เพียงอิ่มท้องแต่ยังสามารถกักตุนไว้ได้บางส่วนด้วย สิ่งที่หยาเอ๋อร์รอคอยมากที่สุดคือการทำงานล่วงเวลา! เพราะตระกูลหลินไม่เพียงให้เงินเพิ่มแต่ยังหั่นเนื้อให้อีกหลายชั่ง หากนำไปกินกับมันฝรั่งอบแล้วมันจะส่งกลิ่นหอมหวน ไม่เพียงอร่อยเท่านั้นแต่ยังช่วยประหยัดข้าวหรือแป้งได้ด้วย!


ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ตระกูลหลินส่งขนมไหว้พระจันทร์มาให้ทั้งหมด4ชิ้นซึ่งในแต่ละชิ้นมีไส้แตกต่างกันไป ทุกคนในบ้านแบ่งกันกิน พวกน้องชายต่างก็กล่าวว่าไม่เคยกินขนมที่อร่อยถึงเพียงนี้มาก่อนในชีวิต! และคนที่อาการหนักยิ่งกว่าพวกเขาคือมารดาของหยาเอ๋อร์ซึ่งใช้ชีวิตมากว่าครึ่งค่อนชีวิตไปแล้วยังไม่เคยกินขนมไหว้พระจันทร์เช่นนี้สักครั้ง เนื้อหมูหนึ่งชั่งถูกหั่นครึ่งแล้วหมัก ส่วนอีกครึ่งถูกแล่เป็นชิ้นบางๆแล้วตุ๋น ในเทศกาลไหว้พระจันทร์นั้นทุกคนในครอบครัวจึงได้ฉลองกันจนยากที่จะลืมเลือน


ส่วนอีกสองครอบครัวที่เหลือก็เป็นเช่นเดียวกัน ก่อนวันหยุดป้ากุ้ยฮวานำเงินค่าแรงและเนื้อหมูป่าห่อกระดาษน้ำมันครึ่งชั่งกลับบ้านของตน หลังได้ยินพวกเด็กๆปรึกษากันว่าวันนี้จะกินเนื้ออย่างไร นางจึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “พรุ่งนี้ก็เป็นเทศกาลเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เนื้อชุดนี้เก็บไว้ทำอาหารในฤดูเก็บเกี่ยวก็แล้วกัน กินของติดมันหน่อยถึงจะมีแรงทำงานกว่าปกติ !”


หลิวต้าหยามุ่ยปากแล้วกล่าวว่า “บ้านเรายังมีเนื้อหมูป่าตากแห้งอีกสองสามชิ้นไม่ใช่หรือเจ้าคะ ?”


“ตะกละเสียจริง ! เมื่อสองวันก่อนไม่ได้เพิ่งกินเนื้อไปหรือ ?” ป้ากุ้ยฮวาตีบุตรสาวหนึ่งที


หลิวต้าหยาลูบไหล่ของตนพลางบ่นพึมพำว่า “หนึ่งคนได้กินอยู่สองชิ้น นั่นเรียกว่ากินเนื้อแล้วหรือ ? ได้ยินว่าตอนที่บ้านตระกูลหลินฉลองวันไหว้พระจันทร์ อาหารมื้อหนึ่งมีทั้งไก่ ปลา เนื้อ…เมื่อใดบ้านเราจะได้กินเนื้อมื้อใหญ่บ้างเจ้าคะ !”


“เมื่อใดเจ้าเก่งได้อย่างหลินเว่ยเว่ยที่หาหมูป่ากลับมาได้ทุกสองสามวัน เจ้าจะกินเนื้อเท่าไรก็ได้ตามที่ต้องการ !” หยินเหลียนพี่ชายของหลิวต้าหยาพูดหยอกเย้า


หลิวต้าหยามุ่ยปาก “ท่านคิดว่าทุกคนก็เหมือนนางหรือ แค่มือเดียวก็ฆ่าหมูป่าได้แล้ว ! ผู้ชายอย่างท่านยังทำไม่ได้ แล้วมีสิทธิ์อันใดมาฝากความหวังที่ข้า ?”


“พอแล้ว เจ้าสองพี่น้องเลิกเถียงกันได้แล้ว ! ต้าหยา เจ้ามาช่วยแม่ทำกับข้าว ส่วนหยินเหลียนไปหยิบเคียวมาลับคมให้หมด !” ป้ากุ้ยฮวาตะโกนใส่บุตรชายและบุตรสาว


วันรุ่งขึ้น ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวต่างก็ถือเคียว แบกไม้คานหาบแล้วเป่าแตรเพื่อบ่งบอกว่าถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว


ผู้ใหญ่บ้านและชายสูงวัยสองสามคนในหมู่บ้านเกี่ยวข้าวสาลีไปพลางถอนหายใจไปด้วย “ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ในปีนี้เหลือเพียงครึ่งเดียวของปีที่แล้ว”


“ได้ยินว่าเพราะภัยแล้งทำให้ทางฝั่งตะวันตกของหยุนโจวได้ยกเว้นภาษี ปีนี้อำเภอเป่าชิงของพวกเราก็เจอภัยแล้งไม่เบาเหมือนกัน ไม่รู้ว่าทางราชสำนักได้ประกาศยกเว้นภาษีให้เราหรือไม่ ?”


ผู้ใหญ่บ้านส่ายหน้าพร้อมคิ้วที่ขมวดเป็นปมกว่าเดิม “ไม่ได้ยินข่าวเลย ! ผลผลิตในปีนี้ก็มีไม่เพียงพอที่จะให้จ่ายภาษีหรอก เฮ้อ…ไม่รู้ว่าฤดูหนาวปีนี้จะมีคนต้องหิวตายอีกเท่าไร…”


หลังจากชายสูงวัยหลายคนตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิดแล้ว ผ่านไปอีกพักใหญ่กว่าที่ผู้ใหญ่บ้านจะกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง “หมู่บ้านของเรายังถือว่าดี ! บนภูเขามีน้ำให้ใช้ไม่ขาด ขอแค่ขยันหมั่นเพียรจะต้องมีให้เก็บเกี่ยวเพิ่มแน่ ได้ยินว่าบางหมู่บ้านน้ำใกล้จะแห้งเหือดเต็มทน แม้แต่การดื่มน้ำยังกลายเป็นปัญหา ผลผลิตในแปลงนาก็ไม่ได้เก็บเกี่ยว…”


“พวกเราอยู่ติดภูเขา ตอนนี้ทุกบ้านขึ้นไปขุดหาของป่า แม้จะเลวร้ายเพียงใดก็ยังกินผักป่า เปลือกไม้…หวังว่าปีหน้าสวรรค์จะสงสารและเมตตาช่วยประทานฝนลงมาอีกสักหน่อย…” พวกผู้สูงวัยถอนหายใจและส่ายศีรษะกันไปมา


ที่ดินของบ้านหลินเว่ยเว่ยอยู่ใกล้ภูเขามากที่สุด ในที่ดิน3หมู่ถูกแบ่งออกเป็นข้าวสาลีต้นอวบอ้วนสีเหลืองทองครึ่งหนึ่ง ภัยแล้งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อข้าวสาลีแต่อย่างใด ส่วนอีกครั้งหนึ่งเป็นข้าวโพดสีเขียวขจี ดูมีชีวิตชีวา


หลินเว่ยเว่ยเป็นกำลังหลักในการเก็บเกี่ยวข้าวสาลี ตอนแรกเริ่มแม้จะรู้สึกไม่คุ้นชินต่อการใช้เคียว แต่นางก็เรียนรู้ที่จะใช้มันให้ชำนาญได้อย่างรวดเร็ว นางเกี่ยวข้าวสาลีได้เร็วจนไม่เห็นฝุ่น ทิ้งให้คนข้างหลังต้องอยู่ห่างออกไปจากระยะสายตา


[1] ตายาวถึงศีรษะ หมายถึง เย่อหยิ่ง


ตอนที่ 137: แฟนคลับของบัณฑิตน้อย


หลินเฉียงเอ๋อร์และหลินจื่อเหยียนได้แต่มองตามแผ่นหลังของหลินเว่ยเว่ยอย่างเงียบๆ…พวกเราไม่มีทางเทียบเจ้าสัตว์ประหลาดนี้ได้เลย ! ต่อจากนั้นทั้งสองก็ก้มหน้าก้มตาเกี่ยวข้าวสาลีต่อไป


ท่าทางจับเคียวของเจียงโม่หานทำให้คนมองอึดอัดยิ่งกว่าสิ่งใด เพราะเขาค่อยๆเอื้อมมือไปจับข้าวสาลีแล้วใช้เคียวเกี่ยวมันอย่างระมัดระวัง…


ตอนหลินเว่ยเว่ยเกี่ยวจนเดินกลับมาอีกช่องหนึ่งแล้วก็พบว่าบัณฑิตหนุ่มเพิ่งเกี่ยวข้าวได้แค่5-6รวงเท่านั้น นางจึงหัวเราะแล้วพูดหยอกล้อไปว่า “บัณฑิตน้อย เจ้ากำลังทำงานเย็บปักอยู่หรือ ?”


หลิวต้าหยาที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลกำลังเกี่ยวข้าวไปพลางแอบมองเจียงโม่หานไปด้วย นางจึงอดไม่ได้ที่จะทวงความยุติธรรมแทนบัณฑิตเจียง “มือของบัณฑิตเจียงมีไว้จับพู่กัน ไหนเลยจะเคยทำงานไร่นา ? เขามาช่วยเจ้าได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว เจ้ายังกล้าเยาะเย้ยเขาอีกหรือ ?”


“ไอหยา ! บัณฑิตน้อย มีคนออกหน้าแทนเจ้าด้วยล่ะ !” ใบหน้าของหลินเว่ยเว่ยปรากฎรอยยิ้มเบาบาง


ส่วนใบหน้าของเจียงโม่หานดูไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเขาไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น เพียงตั้งใจเกี่ยวข้าวสาลี ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าข้าวสาลีในมือเขาเป็นบทความที่เขียนขึ้นมาด้วยความยากลำบากจนคุ้มค่าที่จะกลั่นกรองและอภิปรายกันอย่างละเอียด


แต่ใบหน้าของหลิวต้าหยากลับแดงจนถึงต้นคอ นางรีบหาเศษดินแถวนั้นแล้วปามาทางตัวหลินเว่ยเว่ยทันที “ถ้ายังพูดเหลวไหลอีก ข้าจะฉีกปากเจ้า !”


ด้วยความไม่คาดคิด เศษดินเหล่านั้นไม่ไปในแนวเดียวหรือจะเรียกได้ว่าพวกมันส่วนใหญ่กระจายไปตกใส่ร่างกายของเจียงโม่หานนั่นเอง หลิวต้าหยาจึงได้แต่ตกตะลึง


เจียงโม่หานสะบัดกายเพื่อให้เศษดินหลุดออกแล้วเกี่ยวข้าวสาลีต่อโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองแม้แต่น้อย


ขณะมองแผ่นหลังของเขา หลิวต้าหยาก็เผยแววตาแห่งความผิดหวังอย่างลึกซึ้งออกมา…บัณฑิตเจียงยังดูสูงส่งและไม่สนผู้ใด ราวกับว่า…ไม่มีผู้ใดอยู่ในสายตาของเขาทั้งสิ้น


“ตอนเขาอยู่บ้าน…ก็เป็นเช่นนี้หรือ ?” หลิวต้าหยาถามด้วยเสียงแผ่วเบา


หลินเว่ยเว่ยยกแขนเสื้อปาดเหงื่อ จากนั้นก็อธิบายแทนบัณฑิตหนุ่มว่า “เขาน่ะ ! แข็งนอกอ่อนใน อ่านตำรามากไปหน่อยจึงไม่รู้ว่าควรเข้ากับผู้คนเช่นไร แต่พอสนิทกันแล้วประเดี๋ยวก็ดีเอง !”


หลิวต้าหยายืนนิ่งขณะมองแผ่นหลังของเขา หลังจากนั้นพักใหญ่นางก็สูดหายใจเข้าลึกแล้วถอนหายใจออกมา “ข้ารู้สึกเหมือนบัณฑิตเจียงเป็นเซียนที่ลงมาจากฟากฟ้า ส่วนข้าและคนธรรมดาทั้งหลายพยายามไขว่คว้าแต่ไปไม่ถึงเขาเสียที…”


“จริง ! วันแรกที่ข้าเจอเขาคือตอนกลางคืน ข้าก็เข้าใจผิดว่าเขาเป็นเทพเซียนที่ลงมาจากวังจันทรา !” หลินเว่ยเว่ยย่อตัวแล้วเกี่ยวข้าวสาลีไปพลางกล่าวไปด้วย “ตอนนั้นข้าถึงขั้นตกตะลึงไปเลย แต่บัณฑิตน้อยกลับโมโหจนแทบจะไล่ข้าออกจากบ้าน !”


“วันแรกหรือ ? เจ้าหมายถึงตอนที่เจ้าได้สติขึ้นมาแล้วเห็นเขาครั้งแรกใช่หรือไม่ ? บัณฑิตเจียง…สนิทด้วยยากถึงเพียงนี้ แล้วทุกวันนี้พวกเจ้าคบหากันได้อย่างไร ?” หลิวต้าหยาถามด้วยความสงสัย


“จะคบหาได้อย่างไร ? ก็ต้องหน้าหนาเข้าไว้น่ะสิ !” หลินเฉียงเอ๋อร์เค้นเสียงออกมาแล้วแสดงท่าทางดูถูกเหยียดหยาม


หลินเว่ยเว่ยยิ้มให้พี่สาวแล้วกล่าวว่า “เจ้าเองก็ทำได้ ! จะอิจฉาที่ข้าสนิทกับบัณฑิตน้อยไปไย ?”


“ข้าไม่เหมือนเจ้านี่ ไม่รู้จักเจียมตัว คิดจะเป็นคางคกกินเนื้อห่านฟ้าให้ได้ !” พี่สาวคนโตก็เคยเป็น ‘แฟนคลับ’ ของบัณฑิตเจียง ทว่าตั้งแต่บัณฑิตเจียง ‘ปล่อยให้ตัวเองตกต่ำ’ มาคบหากับน้องรองผู้โง่เขลาแล้ว นางก็ไม่มีความคิดเช่นนั้นอีก


ผู้ที่มี ‘กลิ่นสาบ’ คล้ายน้องรองจะมีสิ่งใดดี ? คนหนึ่งปากร้าย ส่วนอีกคนก็ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา สุดท้ายก็ต้องมีชีวิตแบบ…หมาขนดำบนเนินเขาที่น้องสามเคยพูดถึง ! !


หลิวต้าหยาเป็นหนึ่งใน ‘แฟนคลับ’ ของบัณฑิตเจียง แม้จะรู้สึกปวดใจ แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าพอลับหลังผู้คนแล้ว บัณฑิตเจียงจะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร จะเป็นเหมือนที่หลินเว่ยเว่ยบอกหรือไม่ว่าแม้เย่อหยิ่งแต่ก็ไม่ได้เมินผู้อื่นไปเสียทีเดียว ?


“หลินเว่ยเว่ย คนในหมู่บ้านต่างกล่าวว่าพวกเจ้าสองบ้านมีสัญญาหมั้นหมายต่อกันแล้ว ประเดี๋ยวเจ้าก็จะแต่งเป็นภรรยาบัณฑิตเจียง เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ?” ในน้ำเสียงของหลิวต้าหยาเต็มไปด้วยความหึงหวง เทพบุตรเดินดินของหมู่บ้านกลับถูกหญิงสาวผู้โง่เขลาคนหนึ่งครอบครอง นางไม่ยอมหรอก !


“คำพูดเน่าๆของพวกป้าแก่ๆในหมู่บ้านเจ้าก็เชื่อหรือ ? ต้าหยา เจ้าไปฟังมาจากที่ใด ? ข้าจะไปจัดการประเดี๋ยวนี้ !” แม้หลินเว่ยเว่ยจะชื่นชมในรูปโฉมของบัณฑิตหนุ่มแต่จะฝืนมัดตัวอีกฝ่ายไว้กับตนเพียงเพราะความคุ้นเคยไม่ได้…หากเรื่องแพร่ออกไปแล้ว หลังจากที่บัณฑิตหนุ่มสอบติดจะโดนผู้มีเจตนาร้ายนำไปใช้เป็นเครื่องมือโจมตีจนแย่แน่ !


หลิวต้าหยาได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก…ว่าแล้ว ! เป็นแค่ข่าวลือทั้งสิ้น ! บัณฑิตเจียงเป็นเหมือนเทพเซียน แล้วเขาจะโดนหลินเว่ยเว่ยผู้โง่เขลาลากไปตกนรกได้อย่างไร ?


หากเป็นหลานสาวของผู้ใหญ่บ้านหรือบุตรสาวคนเล็กของเศรษฐีหวังก็ว่าไปอย่าง คิดดูว่าเจ้าเป็นแค่เด็กโง่เขลาคนหนึ่ง ในสมัยก่อนยังยากจนแทบไม่มีจะกิน ในบ้านยังมีมารดาที่ป่วยจนต้องกินยาตลอดเวลาอีกด้วย คิดหน่อยเถิด…เอาเถิด ตอนนี้ถือว่าดูดีใช้ได้ แต่ถ้าเทียบกับบัณฑิตเจียงแล้วยังถือว่าห่างชั้นมากโข สาวน้อยในหมู่บ้านก็ไม่ด้อยไปกว่านางเลย ไม่ว่าอย่างไรก็เหนือกว่าหลินเว่ยเว่ยจอมโง่เขลา !


ในสายตาของเด็กสาวในหมู่บ้าน เห็นเจียงโม่หานเปรียบดั่งจันทราที่ลอยเด่นอยู่บนนภามาโดยตลอด ได้แต่มองทว่าจับต้องไม่ได้ วันนี้ดวงจันทร์ที่สว่างสดใสกำลังลอยอยู่เหนือหลังคาบ้านตระกูลหลินและยังเป็นเหมือนพวกนางที่ถือเคียวเกี่ยวข้าวสาลี


สาวน้อยทั้งหมดในหมู่บ้านหรือแม้แต่หลานสาวของผู้ใหญ่บ้านที่ทำใจให้นางลงมาทำนาไม่ได้ก็ยังถือเคียวเกี่ยวข้าวเป็นครั้งแรกพร้อมลงมาเก็บเกี่ยวผลผลิตในแปลงนาด้วย


ผ่านไปไม่นานหลินเฉียงเอ๋อร์ก็พบว่าที่ดินของบ้านตนที่อยู่ด้านในสุดและอยู่ใกล้ภูเขาที่สุดมีสาวน้อยคนแล้วคนเล่าหาเหตุผลมาพูดกับนาง บางคนนั้นนางไม่อยากจะสนใจสักเท่าไรในเวลาปกติ แต่ก็ยังเลือกที่จะฝืนใจแล้วเข้ามาสนทนากับนาง


วังม่านเหนียง หลานสาวคนเล็กของผู้ใหญ่บ้านเกี่ยวข้าวสาลีเป็นหรือ ? ยังกล้าบอกว่าจะมาช่วยพวกเรา ถ้าเผลอทำมือตนเองบาดเจ็บแล้วใครจะรับผิดชอบ ?


ซิ่วเอ๋อร์ ที่นาของบ้านเจ้าใหญ่กว่าพวกเรามาก บ้านเจ้ายังเกี่ยวไม่เสร็จเลย บ้านเราไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า ! กลับไปเสียเถิด ไม่เห็นลูกตาของมารดาเจ้าหรือ ? มันจะถลนออกมาแล้ว


คุณหนูหวังใส่อาภรณ์และรองเท้าปักแสนงดงาม ปิ่นปักผมพลิ้วไหว นี่ท่านยกน้ำชามาให้พวกเราหรือ ? บ้านเราไม่คุ้นชินกับการดื่มชาหรอก ทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลกรวดมาแทนเถิด !


หลินเฉียงเอ๋อร์กลอกตามองบน สาวน้อยเหล่านี้ขยันและใจดีแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร ? สุดท้ายก็ไม่ได้มาเพราะอยากเห็นบัณฑิตเจียงหรอกหรือ !


“พี่ใหญ่ร้อนหรือไม่ ? ดื่มชาแล้วพักผ่อนก่อนเถิด นี่คือชาชั้นดีที่พ่อข้าซื้อมาจากในเมืองเชียวนะ !” หวังอันชิงบุตรสาวคนสุดท้องของเศรษฐีหวังกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาฉบับสาวงาม


แต่เวลาเจ้าพูดกับข้า เหตุใดสายตาจึงไปอยู่ที่ตัวบัณฑิตเจียงเล่า !


“บัณฑิตน้อย พักหน่อยเถิด ดูใบหน้าอันงดงามของเจ้าสิ เป็นสีแดงก่ำหมดแล้ว” หลินเว่ยเว่ยยืดตัวตรง จากนั้นก็เริ่มยืดเส้นยืดสาย หลังปาดเหงื่อเสร็จแล้ว นางก็เดินตรงไปที่ต้นไม้ใหญ่


เมื่อเห็นบัณฑิตเจียงวางเคียวลงแล้วค่อยๆเดินเข้ามาหา หวังอันชิงก็แอบดีใจ ใบหน้ามีสีแดงเรื่อ แล้วนางก็กล่าวด้วยความเขินอายว่า “บัณฑิตเจียง ดื่มชาแก้กระหายหน่อยเถิด…ข้าชงมาด้วยตนเองเลยนะ”


แต่เจียงโม่หานกลับมองผ่านตัวนางไปราวกับไม่เห็นน้ำชาในมือนางด้วย เขาเดินตรงไปหาหลินเว่ยเว่ยแล้ว ‘แย่ง’ กระบอกน้ำที่อีกฝ่ายเพิ่งเปิดฝา จากนั้นก็ยกขึ้นดื่มอย่างสบายอารมณ์


[1] หมาขนดำ ( แรคคูน ) บนเนินเขา หมายถึง ทั้งสองคือประเภทเดียวกัน


ตอนที่ 138: มีเสน่ห์เกินห้ามใจ


หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มเป็นเชิงขอโทษไปทางหวังอันชิง…เด็กหนุ่มไม่รู้ความ ยกโทษให้ข้าด้วยเถิด


ทว่าในสายตาของหวังอันชิงกลับเห็นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน นางโมโหจนแทบจะปาถ้วยชาลายครามในมือใส่หน้าหลินเว่ยเว่ย…เจ้ามีสิ่งใดดี ? ท่านพ่อบอกว่าบัณฑิตเจียงมีอนาคตสดใส หากคราวก่อนไม่ใช่เพราะปัญหาสุขภาพ เขาก็คงเป็นซิ่วไฉวัยเยาว์ไปแล้ว ! ภายภาคหน้าการสอบจู่เหรินจะต้องไม่มีปัญหาแน่นอน !


หญิงโง่ ! หากเจ้าครอบครองเขาแล้วจะมีประโยชน์อันใด ? วันหน้าหากบัณฑิตเจียงทะยานขึ้นฟ้าแล้ว เจ้าจะทำสิ่งใดให้เขาได้ ?


ผิดกับข้าหวังอันชิงผู้นี้ ! แม้บัณฑิตเจียงจะมีความสามารถมากมาย แต่ก็ยังเหมือนทหารหลายพันนายข้ามสะพานไม้แผ่นเดียวกัน ในชีวิตคนผู้หนึ่งอาจยากที่จะผ่านด่านนี้ไปตลอดชีวิตเลยก็ได้ ทว่าครอบครัวของนางร่ำรวย หากบัณฑิตเจียงเป็นจู่เหรินแล้ว ครอบครัวนางก็สามารถช่วยผลักดันให้เป็นขุนนาง…และเมื่อถึงเวลานั้น นางก็จะเป็นฮูหยินของขุนนาง !


เมื่อพรมน้ำให้ชุ่มผ้าเช็ดหน้าแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ยื่นให้บัณฑิตหนุ่ม “เช็ดหน้าสิ !” จากนั้นก็หยิบหมวกฟางมาใส่ที่ศีรษะให้เขา


เจ้าหนูน้อยถือตะกร้าเดินผ่านหมู่บ้านด้วยศีรษะที่เต็มไปด้วยเหงื่อ ในขณะเดียวกันหลิวว่ายจื่อก็เดินตามมาพร้อมเคียวที่กวัดแกว่งในมือ หลังตามเจ้าหนูน้อยทันแล้วเขาก็เข้ามาช่วยถือตะกร้า


“พี่รอง ! ท่านแม่ต้มซุปถั่วเขียวมาให้ ท่านรีบดื่มสักถ้วยเพื่อคลายร้อนสิ !” เจ้าหนูน้อยวิ่งเหยาะเข้ามาหาหลินเว่ยเว่ยพร้อมดวงตากลมโตเบิกกว้างที่รอคำชม


เป็นอย่างที่คิดไว้ หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะอันเปียกโชกของเขา จากนั้นก็กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “เจ้าหนูน้อยเก่งมาก ! ร้อนหรือไม่ ? เหนื่อยหรือเปล่า ?”


“ไม่เหนื่อย พี่รอง พี่โม่หาน พวกท่านรีบดื่มเถิด น้าเฝิงเติมน้ำตาลลงไปด้วย หวานสุดๆเลยล่ะ !” ราวกับว่าเจ้าหนูน้อยกลัวคนอื่นจะได้ยิน เขาจึงกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบา


หลินเว่ยเว่ยหยิบถ้วยออกมาจากตะกร้าแล้วดื่มเข้าไปอึกใหญ่…ถูกแช่เย็นมาด้วย…อือ สดชื่นมากเลย !


เจียงโม่หานมองไปทางหลิวว่ายจื่อ เจ้ามาทำอันใด ? แปลงนาของตระกูลหลิวว่างเปล่าอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ?


หลิวว่ายจื่อส่งยิ้มให้เขา “พวกคนงานก่อสร้างต่างลาหยุดเพื่อกลับไปเก็บเกี่ยวที่บ้านหมดแล้ว ข้าว่างอยู่…พอคิดว่านางหนูรองน่าจะขาดแรงงาน ข้าจึงมาช่วยอีกแรง !”


งานที่เขาทำในตอนนี้คืองานที่หลินเว่ยเว่ยแนะนำให้ เกวียนเทียมล่อที่ขับเข้าไปในเมืองก็เป็นของนาง ในแต่ละวันเขาไม่ต้องทำงานหนักก็ได้เงินกว่า40อีแปะแล้ว ตอนนี้มีคนในหมู่บ้านไม่น้อยที่กำลังอิจฉาเขาอยู่! เขาโตจนป่านนี้เพิ่งเคยได้ลิ้มรสชาติของการเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจเป็นครั้งแรก…มันช่างรู้สึกดีเหลือเกิน !


เขาสามารถพูดได้ว่าหลินเว่ยเว่ยเป็นผู้มีพระคุณของตน ! หลิวว่ายจื่อผู้นี้แม้ทำตัวไม่ดีไปบ้างก็เป็นคนที่จงรักภักดี รู้จักสำนึกบุญคุณ ! ในเมื่อครอบครัวของผู้มีพระคุณขาดแรงงาน ถ้าไม่มาช่วยก็คงรู้สึกผิด !


หลินเว่ยเว่ยมองท่าทางเกี่ยวข้าวสาลีที่ดูแย่ยิ่งกว่าบัณฑิตหนุ่มของหลิวว่ายจื่อ มีสองสามครั้งที่เขาเกือบจะเกี่ยวน่องของตน แม้แต่กางเกงก็โดนเกี่ยวเป็นรอยยาว นางจึงอดไม่ได้ที่จะยกมือปิดหน้าแล้วกล่าวว่า “อาว่ายจื่อ ข้าวสาลีในนาถูกเกี่ยวไปพอสมควรแล้ว ท่านไปขับเกวียนเทียมล่อมาช่วยข้าขนกลับไปเถิด !”


ตั้งแต่เด็กจนโต หลิวว่ายจื่อเคยทำงานด้านเกษตรที่ไหนเล่า ? ถ้าเขาจับงานด้านนี้ แปลงนาของครอบครัวก็คงไม่เหี่ยวเฉามานานแรมปี ตอนเกี่ยวข้าวสาลี ตัวเขาก็มีเหงื่อโซก ! หลังได้ยินหลินเว่ยเว่ยกล่าวเช่นนั้น เขาจึงรีบโยนเคียวทิ้งแล้วสะบัดมือที่ร้อนเป็นไฟ จากนั้นก็รีบกลับไปยังหมู่บ้านเพื่อขับเกวียนมาทันที…งานของเกษตรกรเป็นงานที่เขาทำไม่ไหวอย่างแท้จริง !


ต่อจากนั้นหลิวว่ายจื่อก็ทำหน้าที่ขับเกวียนและขนข้าวสาลีที่มัดแล้วกลับมาบ้านตระกูลหลิน หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นบัณฑิตหนุ่มถูกจ้องมองจนเหนื่อยหน่าย นางจึงรีบเกี่ยวข้าวสาลีที่เหลือในคราวเดียว


นางหวงและนางเฝิงพาเจ้าหนูน้อยไปเก็บข้าวสาลีที่ตกหล่นในนา พวกนางตัดสินใจเก็บมันกลับมาทั้งหมด เพราะสำหรับครอบครัวชาวนาแล้ว ข้าวทุกเมล็ดคือสมบัติล้ำค่าโดยเฉพาะในปีแห่งภัยแล้งเช่นนี้ ข้าวแค่หยิบมือเดียวก็สามารถช่วยชีวิตคนได้หนึ่งชีวิตแล้ว


หลังเหลือบมองใบหน้าสีแดงก่ำของบัณฑิตหนุ่มและน้องชายคนโตแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็รีบกล่าวว่า “ที่นี่ไม่มีงานให้พวกเจ้าช่วยแล้ว กลับไปล้างหน้าล้างตาและอ่านตำราของพวกเจ้าเถิด !”


หลินจื่อเหยียนกวาดสายตามองวังม่านเหนียงที่กำลังนั่งพักอยู่บนพื้น…ดูเจ้าสิ ไม่พักผ่อนอยู่ที่บ้านแต่วิ่งมานั่งในนาไม่กี่หมู่แทน !


เมื่อหันไปมองอีกทาง คุณหนูหวังกำลังทำตาหวานแลเหงื่อโซก แต่ก็ไม่อาจทำใจจากไปได้อีกคน…ศิษย์พี่เจียงมีเสน่ห์เกินห้ามใจเสียจริง ! ข้ากังวลแทนพี่รอง ดูจะเป็นการแข่งขันที่ไม่ได้ใช้แรงน้อยนิดเสียแล้ว !


เจียงโม่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย หลังวางเคียวในมือแล้ว เขาก็เดินเข้าหมู่บ้านโดยไม่เหลือบมองสาวน้อยทั้งสองแม้แต่น้อย ส่วนวังม่านเหนียงและหวังอันชิงก็ได้แต่มองตามแผ่นหลังของเขาไปอย่างโง่งม…ท่าทางการเดินของบัณฑิตเจียงทำให้คนมองใจสั่นได้เลย !


ขณะที่เจียงโม่หานกำลังจะถึงหมู่บ้านก็ได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายว่า “หมูป่า ! ระวัง มีหมูป่าลงจากเขา ! !”


ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องของผู้หญิงตามมาติดๆ เจียงโม่หานนึกถึงร่างกายอันอ่อนแอของนางเฝิงและนางหวงขึ้นมาทันที พวกนางล้วนอยู่ในนา แถมในนายังมีเด็กน้อยที่อายุไม่ห่างจากเจ้าหนูน้อยอีกหลายคนด้วย เขาจึงรีบหันหลังแล้ววิ่งกลับไปทันที


“กรี๊ด…ช่วยด้วย! ช่วยด้วย ! !” ใบหน้าที่โดนแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมของคุณหนูตระกูลหวังเต็มไปด้วยความหวาดกลัวระคนตื่นตกใจ นางกรีดร้องเสียงสูงจนทำให้ผู้คนที่อยู่โดยรอบแสบแก้วหูทันที


หมูป่าที่ลงจากเขามีประมาณ3-4ตัว เห็นได้ชัดว่ามีหมูป่าตัวหนึ่งตื่นตกใจเพราะเสียงกรีดร้องของนาง มันย่อเท้าทั้งสี่ลงแล้วแผดเสียงคำรามออกมา จากนั้นก็พุ่งเข้าหานางทันที


ชาวบ้านที่อยู่โดยรอบต่างพากันวิ่งหนี หวังอันชิงถึงขั้นน้ำตาตก นางวิ่งไปทางชายรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งพร้อมกันนั้นก็กล่าวว่า “ช่วยข้าด้วย! ช่วยหยุดเจ้าหมูป่า แล้วข้าจะบอกให้ท่านพ่อมอบเงิน10ตำลึงแก่เจ้า!”


ชาวบ้านคนนั้นมองหมูป่าที่วิ่งอยู่ข้างหลังนาง คมเขี้ยวสีขาวคู่หนึ่งเปล่งประกายยามกระทบกับแสงแดด ฝีเท้าของมันทำให้พื้นสั่นสะเทือนจนชาวบ้านที่อยู่ห่างออกไปถึงขั้นใจสั่น แม้เงิน10ตำลึงน่าดึงดูดใจไม่น้อย แต่เงินหรือชีวิตสิ่งใดสำคัญกว่ากัน ! ชาวบ้านคนนั้นจึงรีบวิ่งหนีทันที !


ในใจของหวังอันชิงรู้สึกสิ้นหวัง ไม่ว่านางจะวิ่งไปทางใด ชาวบ้านที่อยู่ทางนั้นก็จะวิ่งหนีกันหมด ไม่มีใครยอมช่วยนางแม้แต่คนเดียว !


เสียงฝีเท้าและเสียงคำรามของหมูป่าที่อยู่ด้านหลังเริ่มเข้ามาใกล้นางขึ้นเรื่อยๆแล้ว ตัวนางที่เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ เวลาจะออกไปไหนก็นั่งรถม้าเสมอ เรี่ยวแรงจึงมีจำกัดและไม่มีทางยืนหยัดต่อไปได้เหมือนคนปกติ


น้ำตาผสมหยาดเหงื่อ สายตาของนางเริ่มพร่ามัว ลมหายใจอันหอบเหนื่อยก็เหมือนเครื่องสูบลม ปอดปวดร้าวจนแทบระเบิด ไม่ไหว นางจะไม่ไหวแล้ว !


ตัวนางเป็นบุตรสาวของเศรษฐีที่โดนเอาใจมาตั้งแต่เด็ก เหตุใดนางจึงคิดไม่ตกที่จะมายังแปลงนาหมู่นี้ ? ในสายตาของบัณฑิตเจียงไม่เคยมีนางอยู่เลย เหตุใดนางยังต้องดึงดันจะมาหาเขาให้ได้ ?


เมื่อใกล้ตายแล้ว มนุษย์ก็มักคิดตกเสมอ…รวมถึงสำนึกในความดื้อรั้นของตนด้วย !


หวังอันชิงรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับเต็มไปด้วยตะกั่ว นางไม่อาจขยับมันได้อีกต่อไป ส่วนหมูป่าที่อยู่ข้างหลังก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นั่นคือความตายที่กำลังใกล้เข้ามาทีละก้าว…


ทันใดนั้นในระยะสายตาของนางก็ปรากฎร่างกายอันงดงามของใครคนหนึ่งขึ้นมา…บัณฑิตเจียงหรือ ? เขาไม่ได้กลับหมู่บ้านไปแล้วหรือ ? หรือว่า…หรือว่าเขาจะกลับมาเพื่อช่วยนาง ?


“บัณฑิตเจียงช่วยข้าด้วย !” พละกำลังที่แฝงอยู่ในร่างกายของนางถูกกระตุ้นขึ้นในช่วงเวลาแห่งความเป็นและความตาย หวังอันชิงเป็นเหมือนคนที่โดนฉีดเลือดไก่เข้าเส้นเลือด นางเร่งฝีเท้าวิ่งเข้าหาเจียงโม่หานทันที !


[1] ทหารหลายพันนายข้ามสะพานไม้แผ่นเดียวกัน หมายถึง มีคนจำนวนมากที่ต้องการบรรลุเป้าหมายบางอย่าง แต่มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถผ่านไปได้


ตอนที่ 139: ควรตื่นจากฝันเสียที


ให้ตายเถิด ! หลินเว่ยเว่ยรีบอุ้มเด็กที่เกือบโดนหมูป่าเหยียบตายมาไว้ในอ้อมอกของบิดาเด็กน้อย “ดูแลลูกให้ดี !”


จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็รีบวิ่งออกมาไล่หมูป่าตัวนั้นพร้อมใจที่เดือดดาลและกระวนกระวาย…คุณหนูหวัง เจ้าโง่หรือไร ? ไม่เคยรู้ว่าผู้ที่พึ่งพาไม่ได้ที่สุดคือบัณฑิตหรือ ? เมื่อเผชิญหน้ากับหมูป่าแล้ว บัณฑิตหนุ่มยังดูแลตัวเองยากเลย ยังจะช่วยเจ้าได้อีกหรือ ?


เมื่อเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้งก็พบว่าระยะห่างของคุณหนูหวังกับบัณฑิตหนุ่มเข้าใกล้กันขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหมูป่าที่อยู่ด้านหลังก็พุ่งตัวเข้าหาทั้งสองคนอย่างบ้าคลั่ง…


“ดูนั่นสิ ! หลินเว่ยเว่ยวิ่งเข้าไปแล้ว !”


“นางคงไม่ได้จะช่วยคุณหนูหวังหรอกนะ โง่หรือเปล่า? หมูป่าตัวใหญ่จะตาย แค่พุ่งชนก็ทำคนตายได้แล้ว!”


“เมื่อครู่คุณหนูหวังก็กลอกตาใส่นางด้วย ! แล้วเหตุใดหลินเว่ยเว่ยต้องเสี่ยงชีวิตช่วยนางเล่า เด็กคนนี้ช่างมีจิตใจที่ดีเสียจริง !”


“แม้จิตใจดีก็ต้องรู้จักประมาณตน ! เพื่อที่จะช่วยคนอื่นกลับพาตัวเองไปตายแทน คนโง่ก็คือคนโง่อยู่วันยังค่ำ !”


“บางทีคนที่นางอยากช่วยอาจไม่ใช่คุณหนูหวังก็ได้ ดูสิว่าทางนั้นเป็นใคร…”


ตัวของหวังอันชิงในเวลานี้เห็นเจียงโม่หานเป็นที่พึ่งสุดท้าย นางจึงกระโดดเข้าหาเขา แต่เจียงโม่หานกลับหยุดเดินแล้วเบี่ยงตัวไปด้านข้าง ทำให้หวังอันชิงต้องล้มหน้าคว่ำกระแทกพื้นโดยแรง


ขณะเห็นหมูป่าที่อยู่ด้านหลังกำลังจะเหยียบร่างนางแล้วพุ่งเข้าหาเจียงโม่หานแทนนั้น…


“อ๊าก…” หลินเว่ยเว่ยที่ไล่ตามมายังอยู่ห่างจากหมูป่าประมาณ2ก้าว นางร้องคำรามแล้วพุ่งตัวกระโดดถีบมันทันที จากนั้นนางก็ล้มทับร่างของหมูป่าเหมือนลูกกระสุนปืนใหญ่


นางลุกขึ้นนั่งบนหลังของหมูป่าและเอาขารัดคอมันจนแน่น ขณะที่พวกชาวบ้านฉือหลี่โกวกำลังอ้าปากค้าง นางก็ร้องคำราม ใบหน้ากลายเป็นสีแดงก่ำ เวลาเดียวกันก็ออกแรงที่มือเพื่อบีบคอหมูป่าตัวนั้นจนมันหายใจไม่ออก


หมูป่าตัวนั้นพยายามสะบัดศีรษะและลำตัวสุดชีวิตเพื่อจะสลัดศัตรูบนหลังให้หลุดออกไป แต่หลินเว่ยเว่ยก็เหมือนหนวดปลาหมึกที่เกาะบนตัวหมูป่าไว้แน่น ขณะเดียวกันแขนทั้งสองข้างก็ยังทำงานหนักพลางกัดฟันแน่นจนมีเลือดซึมออกมาแล้ว


นางก็รู้สึกไม่สบายตัวเช่นกันเพราะการสะบัดตัวของหมูป่าทำให้อวัยวะภายในแทบจะไหลออกมาอยู่แล้ว หลินเว่ยเว่ยหันไปตะโกนใส่หวังอันชิงที่กำลังนอนโง่อยู่บนพื้นว่า “ไสหัวไปไกลๆหน่อย ! ถ้าหมูป่าเหยียบเจ้าล่ะก็ เจ้าได้พิการแน่ !”


หวังอันชิงได้สติเพราะเสียงตะโกนของอีกฝ่าย จากนั้นก็ใช้มือและเท้าพยุงตัวลุกขึ้นจากพื้น เมื่อไปอยู่ในที่ปลอดภัยได้แล้ว นางก็ร้องไห้ออกมาเพราะความหวาดกลัวที่ยังคั่งค้าง…ฮือฮือฮือ ! ตอนที่บัณฑิตเจียงเบี่ยงตัวหลบ ทำให้นางได้สติอย่างสมบูรณ์แล้วว่า…สุดท้ายการแอบรักข้างเดียวก็ไม่ได้สิ่งใดคืนมา นางควรตื่นจากฝันเสียที !


ดูเหมือนว่าหมูป่าจะเป็นบ้าไปแล้ว มันใช้เขี้ยวกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ แล้วลำต้นขนาดใหญ่ก็ถูกมันกระแทกจนหัก


“ไอหยา !” ลำต้นที่หักลงมาเกี่ยวให้เสื้อด้านหลังของหลินเว่ยเว่ยขาดเป็นรูกว้าง


หลินเว่ยเว่ยกัดฟันแล้วสูดหายใจเข้าลึก แขนทั้งสองข้างก็เริ่มออกแรงมากกว่าเดิม ทันใดนั้นเสียง ‘กร๊อบ’ ก็ดังขึ้นมา กระดูกคอของหมูป่าหัก ร่างอันใหญ่โตราวกับกำแพงของมันกำลังพังทลาย มันล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง


“ไอหยา ! เฮ้อ…” หลินเว่ยเว่ยที่นอนอยู่บนหลังของหมูป่าหอบหายใจเหนื่อย


ชาวบ้านฉือหลี่โกวต่างพากันเบิกตากว้างและอ้าปากค้าง…บุตรสาวคนรองของตระกูลหลินถึงขั้นใช้มือเปล่าหักคอหมูป่า นี่…คือพลังเหนือธรรมชาติอันใดกัน !


หลินเว่ยเว่ยที่ยังหอบเหนื่อยมองรองเท้าสีดำแสนคุ้นตาซึ่งมาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าของนาง หลังยกเปลือกตาขึ้นแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็กล่าวด้วยเสียงอ่อนแรงว่า “บัณฑิตน้อย เจ้าถอยไปไกลๆหน่อย หากว่ามันแกล้งตายแล้วจะทำร้ายเจ้าอีกครั้งได้!”


“คอหักแล้วมันจะกลับมามีชีวิตได้อีกหรือ?” เจียงโม่หานก้มมองนาง


หลินเว่ยเว่ยลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็กล่าวกับเขาว่า “เจ้าไม่ได้กลับเข้าหมู่บ้านไปแล้วหรือ? เหตุใดยังหวนมาอีก?”


เจียงโม่หานเหลือบมองเสื้อที่ขาดบนหลังของนาง พอถอดเสื้อชั้นนอกมาคลุมทับให้นางแล้ว เขาก็กล่าวออกมาว่า “ข้าได้ยินคนตะโกนว่าหมูป่าลงจากเขา จึงกลัวว่าพวกเจ้า…”


“เจ้าคงเป็นห่วงน้าเฝิงสิท่า? ยังมีข้าอยู่ทั้งคน ข้าจะปล่อยให้หมูป่าทำร้ายนางหรือไร เจ้าก็ดูถูกข้าเกินไปหน่อย” ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็นึกได้ว่าหมูป่าไม่ได้ลงจากเขาแค่ตัวเดียว นางจึงรีบลุกขึ้นจากพื้นแล้ววิ่งไปอีกด้านหนึ่งด้วยความร้อนใจ


หมูป่าอีกสามตัวล้วนเป็นหมูน้อยวัยกำลังโต แม้จะทำร้ายมนุษย์แต่ก็ไม่พอให้ถึงแก่ชีวิต หมูตัวหนึ่งถูกผู้ชายหลายสิบคนจัดการแล้ว ส่วนอีกตัวเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งหนีเข้าป่า และตัวสุดท้ายก็ตื่นตระหนกจนวิ่งไปรอบๆ กลุ่มของชาวบ้านราวกับแมลงวันหัวขาด ส่วนใหญ่คนที่โดนทำร้ายจะมีสาเหตุมาจากการโดนกัด


ตอนที่หลินเว่ยเว่ยไล่ตามไป เจ้าหมูป่ากำลังวิ่งไปทางเด็กกลุ่มหนึ่ง…เดรัจฉานนี่คิดจะเก็บลูกพลับอ่อนสิท่า!


เจ้าหนูน้อยก็อยู่ในเด็กกลุ่มนั้น แม้ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย แต่เขาก็ยังควบคุมสติได้ เขาใช้มือข้างหนึ่งจับวังตงเฉียงหลานชายคนเล็กของผู้ใหญ่บ้านเอาไว้ ส่วนอีกมือก็กำลังจับเด็กสาวที่ตกใจจนร้องไห้โฮ จากนั้นก็พาพวกเขาวิ่งไปทางที่มีผู้ใหญ่ยืนอยู่


ทันใดนั้นเขาก็เห็นพี่รองวิ่งเข้ามาในชุดบุรุษ เขาจึงรีบเปลี่ยนทิศทางแล้ววิ่งไปด้านนั้นแทน ในสายตาของเขาไม่มีที่ใดปลอดภัยเท่าข้างกายพี่รองอีกแล้ว!


หลินเว่ยเว่ยไม่ได้หยุดฝีเท้าอยู่ที่น้องชายคนเล็ก ตอนที่นางมาอยู่ข้างเด็กๆ และเห็นหมูป่าตัวนั้นกำลังจะพุ่งชนเด็กทั้งสองคน นางจึงรีบใช้มือข้างหนึ่งจับเด็กหนึ่งคนและกระโดดถีบหมูป่าให้ล้มกลิ้งกับพื้นทันที


หลังทิ้งตัวออกห่างเด็กสองคนที่กำลังตกใจกลัวแล้ว นางก็จับตัวลูกหมูป่าที่คิดจะลุกขึ้น จากนั้นก็หยิบหินก้อนหนึ่งขึ้นมาและกระแทกเข้าที่ศีรษะของมันทันที…ทันใดนั้นเหตุการณ์ก็กลับมาเงียบสงบอีกครา!


“ว้าว ! หมูป่า ! พี่รองของข้าเป็นคนสังหารมันเอง !” เจ้าหนูน้อยยิ้มและปรบมืออยู่ด้านหนึ่ง เพราะในหมู่บ้านมีกฎที่ไม่ได้เขียนว่า ‘หากใครฆ่าหมูป่าได้ มันก็จะเป็นของคนผู้นั้น ถ้าช่วยกันฆ่าก็ต้องแบ่งกันอย่างเท่าเทียม’


ท่ามกลางกลุ่มเด็กที่กำลังร้องไห้โฮ เจ้าหนูน้อยกำลังคลี่ยิ้ม เห็นได้ชัดว่าเขาแตกต่างจากคนอื่นมากเพียงใด ส่วนพวกผู้ใหญ่ที่รีบตามมาก็คิดว่าเด็กคนนี้ใจกล้าสุดๆ เหมือนพี่สาวคนรองของเขาที่มีหัวใจกล้าแกร่งเทียมฟ้า !


“ไม่เป็นไรแล้ว ! ควรทำสิ่งใดก็ไปทำเถิด !” หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะเจ้าหนูน้อย จากนั้นก็กล่าวกับชาวบ้านที่อยู่รอบข้าง


ทันใดนั้นเสียงของป้ากุ้ยฮวาก็ดังขึ้น “หลินเว่ยเว่ย เจ้าเก่งกาจยิ่งนัก ! ตัวคนเดียวก็จัดการหมูป่าได้ถึง2ตัว เจ้าคงเอากลับไปลำบากใช่หรือไม่ ? ประเดี๋ยวข้าให้ลุงต้าซวนกับพี่เหลียงถัวแบกกลับไปให้เจ้าเอง !” เหลียงถัวคือบุตรชายคนโตของนางนั่นเอง


หมูป่าวัยกำลังโตถูกลุงต้าซวนและบุตรชายแบกกลับไป ส่วนเจ้าตัวใหญ่นั้นหลินเว่ยเว่ยเป็นคนแบกกลับไปเอง ส่วนอีกตัวก็ถูกแบ่งให้ครอบครัวที่เป็นคนจัดการมันไปอย่างทั่วถึง


แม้พวกชาวบ้านมีความอิจฉาที่ตระกูลหลินได้หมูป่า2ตัว แต่นางก็ได้มันจากกำลังของตน และหากไม่ได้หลินเว่ยเว่ยช่วยจัดการหมูป่าตัวใหญ่นั้น มันคงทำร้ายคุณหนูหวังแล้วอาจจะบุกเข้ามาในหมู่บ้าน และไม่รู้ว่ายังจะมีชาวบ้านคนใดโชคร้ายอีก!


สำหรับชาวนาแล้ว นี่เป็นเพียงเหตุการณ์เล็กๆเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการเก็บเกี่ยวและการเพาะเมล็ดพันธุ์ต่างหาก!


หลังจากข้าวสาลีของตระกูลหลินถูกเก็บเกี่ยวหมดแล้วก็ถูกขนย้ายด้วยเกวียนเทียมล่อซึ่งเกวียนต้องขับผ่านแปลงนาอื่นในหมู่บ้าน เมื่อผู้ใหญ่บ้านเห็นข้าวสาลีขนาดอวบอ้วนและมีสีเหลืองทองวางเรียงรายอยู่บนเกวียนแล้ว เขาก็ย้อนมองข้าวสาลีอันผอมแห้งในนาของตนแล้วถอนหายใจออกมา


หลินเว่ยเว่ยแรงเยอะ นางพยายามรดน้ำอย่างหนัก เหมือนว่าผลผลิตนอกจากไม่ลดลงแล้วยังได้เยอะกว่าตอนที่ฝนตกต้องตามฤดูอีกด้วย หรือว่า…ตระกูลหลินจะเปลี่ยนพันธุ์ข้าวสาลีใหม่ ?


[1] แมลงวันหัวขาด หมายถึง รีบเร่งไปหมด


ตอนที่ 140: แสดงละครอันใดอยู่ ?


หลิวฝูเฉิงลูกพี่ลูกน้องของหลิวว่ายจื่อซึ่งโตถึงเพียงนี้แล้วเพิ่งเคยเห็นหลิวว่ายจื่อขยันเช่นนี้เป็นครั้งแรก ภรรยาของหลินฝูเฉิงนวดเอวของนางและเมื่อเห็นหลิวว่ายจื่อขับเกวียนผ่านมา นางก็กล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ว่ายจื่อ รอให้ขนของพวกนี้เสร็จแล้ว เจ้าจะให้บ้านเรายืมเกวียนเทียมล่อหน่อยได้หรือไม่ ?”


“พี่สะใภ้ ต้องขอโทษด้วย! เกวียนเทียมล่อนี้เป็นของเจ้านายข้า ถ้าทำมันเหนื่อยจนล้มป่วย ข้าคงรับผิดชอบไม่ไหว! ท่านเองก็ไม่ได้มีข้าวสาลีหลายมัด พอที่จะยกกลับบ้านไหวอยู่แล้ว!” หลิวว่ายจื่อกับญาติฝ่ายนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน


ตอนบิดาของเขาเพิ่งเสียชีวิต มารดาต้องเลี้ยงดูบุตรเพียงคนเดียว ชีวิตที่ผ่านมาของนางไม่ได้ง่ายดาย ทางฝั่งญาติเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลืออันใดเลย แถมยังรังแกพวกเขาสองแม่ลูกโดยการคิดจะครอบครองทรัพย์สินของบิดา แต่มารดาของเขาปากจัด จึงไม่ยอมให้ผู้อื่นมาสูบเลือดสูบเนื้อจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก!


ในวัยเยาว์ หลิวฝูเฉิงอาศัยที่ตัวเองอายุมากกว่าหลิวว่ายจื่อไม่กี่ปีมารังแกกันเป็นประจำ นอกจากนี้ยังให้พวกเด็กในหมู่บ้านแยกตัวออกห่างจากเขา ด่าว่าเขาเป็นเด็กไม่มีบิดาแถมยังแย่งของทุกอย่างจากมือ…หลิวว่ายจื่อจดจำความแค้นนี้ได้ขึ้นใจ! แม้เจ้าเกวียนเทียมล่อนี้จะว่างงาน เขาก็ไม่มีทางให้หลิวฝูเฉิงยืม!


ตระกูลหลินเป็นบ้านแรกที่เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงเสร็จ หลินเว่ยเว่ยจึงลากข้าวสาลีไปตากที่ลานหน้าหมู่บ้าน ช่วงสองวันนี้สภาพอากาศดีใช้ได้ หากแดดจัดอีกสักวันก็แห้งจนนำไปสีได้แล้ว


“ใครให้พวกเจ้ามาตากข้าวสาลีที่นี่? เจ้ารู้กฎหรือไม่? ลานนี้บ้านข้าจะได้ตากเป็นบ้านแรกทุกปี!” วังม่านเหนียงเท้าสะเอวพลางถลึงตาใส่หลินเว่ยเว่ย


แต่หลินเว่ยเว่ยเอ่ยด้วยท่าทางจริงใจและอ่อนโยน “ขอโทษด้วย ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีกฎเช่นนี้อยู่ แต่ข้าวสาลีของบ้านข้ายังไม่แห้งดีและลานนี้ก็ว่าง ขอให้ข้าตากอีกสักวัน แล้วพรุ่งนี้ข้าจะทำให้ลานกลับไปว่างเปล่าเหมือนเดิม!”


“ไม่ได้! ถ้าอยากใช้ลานนี้เจ้าต้องไปต่อแถว แต่ก็พูดเถิด เจ้าคงต้องรอให้ชาวบ้านทุกคนตากเสร็จก่อน อย่างน้อยก็ประมาณสิบกว่าวัน!” วังม่านเหนียงทำท่าทางเย้ยหยัน


นางหวงผู้มีนิสัยอ่อนโยนไม่อยากผิดใจกับผู้ใหญ่บ้านจึงกล่าวกับบุตรสาวว่า “เจ้ารอง ตากข้าวที่ลานบ้านเราก็ได้เหมือนกัน…”


จะเหมือนกันได้อย่างไร? แม้ลานบ้านเราจะใหญ่หน่อย แต่ถ้าเอาข้าวสาลีทั้งหมดมาตากอย่างน้อยต้องใช้เวลาถึง5วัน เวลา5วันทำให้เราสูญเสียรายได้หลักไปตั้งเท่าไร!


หลินเว่ยเว่ยมองข้าวสาลีที่ถูกตากอยู่ในลานแล้วขมวดคิ้วก่อนจะกล่าวว่า “ท่านแม่เจ้าคะ ลานนี้ไม่ได้ว่างอยู่หรือ? ประเดี๋ยวข้าไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านเอง…”


“ไปหาใครก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้น! ไม่ให้ตากก็คือไม่ให้ตาก!” วังม่านเหนียงกระดิกหางได้ใจจนแทบตัวลอยขึ้นฟ้า


หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปากใส่ “เสี่ยวม่าน อย่าทำตัวเป็นคนร้ายหน่อยเลย คิดว่าหากบัณฑิตเจียงเห็นสีหน้าที่น่าเกลียดของเจ้าแล้ว เขาจะคิดเช่นไร?”


สีหน้าของวังม่านเหนียงเปลี่ยนไปทันที นางโมโหจนกระทืบเท้า “นางโง่! เจ้ากล้านินทาข้าต่อหน้าบัณฑิตเจียงหรือ ข้า…ข้าจะให้ท่านปู่ไล่พวกเจ้าออกไป ! !”


“ไอหยา ! เสี่ยวม่าน เจ้าวางอำนาจมากไปแล้ว ! ทะเบียนบ้านของพวกเราอยู่ที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวหลายสิบปีแล้ว แม้จะเป็นนายอำเภอก็ไม่กล้าไล่พวกเราอย่างโจ่งแจ้ง หรือเจ้าคิดว่าในฉือหลี่โกวแห่งนี้ ปู่เจ้ามีอำนาจมากกว่านายอำเภอ ?” หลินเว่ยเว่ยมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม


รอยยิ้มของนางช่างกวนโทสะเหลือเกินจึงทำให้สมองของวังม่านเหนียงพวยพุ่งด้วยเปลวเพลิงทันทีและตะโกนออกมาว่า “แน่นอน ! ปู่ข้า…”


“หุบปาก !” ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาพร้อมมือที่ไพล่หลัง จากนั้นเขาก็พูดใส่หน้าวังม่านเหนียงว่า “ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว ? ไม่ให้ใช้ชื่อของข้ามาวางอำนาจหรือทำตัวเอาแต่ใจกับคนในหมู่บ้าน ! ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของข้ามาจากทุกคนในหมู่บ้านออกเสียงให้ ดังนั้นไม่ว่าจะทำสิ่งใดต้องทำให้ควรค่าแก่ความไว้วางใจของชาวบ้าน !”


หลินเว่ยเว่ยจึงรีบทำท่าทางชื่นชม “ท่านแม่เจ้าคะ ข้าบอกท่านแล้ว ! ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านของพวกเราเป็นคนมีคุณธรรม ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว แล้วจะให้หลานสาวมาวางอำนาจกดหัวคนในหมู่บ้านได้อย่างไร ? ผู้ใหญ่บ้านอย่าโมโหไปเลย บ้านใครไม่มีลูกหลานไม่ได้เรื่องสักคนสองคนบ้างเล่า จริงหรือไม่ ?”


แค่โดนท่านปู่ต่อว่า วังม่านเหนียงก็รู้สึกน้อยใจมากแล้ว หลังได้ยินถ้อยคำของหลินเว่ยเว่ยแล้ว นางก็โมโหจนแทบกระโดดเข้าไปฉีกปากอีกฝ่ายทันที “นางโง่ ! เจ้าว่าใครเป็นลูกหลานไม่ได้เรื่อง ?”


“ใครเถียงก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นคนนั้น ! เจ้าเองก็รู้ดีแก่ใจ !” มุมปากของหลินเว่ยเว่ยโค้งมนเผยให้เห็นรอยยิ้มชวนโดนทุบ


“เจ้า…” ไหนเลยวังม่านเหนียงจะเคยถูกกลั่นแกล้งเช่นนี้ ? หลังกรีดร้องเสียงดังลั่นแล้ว นางก็จะพุ่งเข้าไปทุบตีหลินเว่ยเว่ย เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านปู่แล้ว ต่อให้คนโง่มีแรงมากเพียงใดก็ไร้ประโยชน์เพราะไม่กล้าทุบนางคืนหรอก


“หยุดเดี๋ยวนี้ !” ผู้ใหญ่บ้านเข้าไปจับมือหลานสาวไว้แล้วเอ่ยเสียงดุ “กลับบ้าน ! นอกจากไม่ช่วยงานแล้วยังสร้างเรื่องให้อีก !”


“ท่านปู่ เห็นอยู่ชัดๆว่านาง…” ท่านปู่ไม่ได้ช่วยนางเลยสักนิด แถมยังด่านางด้วยหรือ ? วังม่านเหนียงตาแดงทันที หลังกระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจแล้ว นางก็ปิดหน้าพร้อมวิ่งร้องห่มร้องไห้กลับบ้าน…นางจะไปฟ้องมารดาว่าเด็กโง่ตระกูลหลินรังแกนาง แล้วให้มารดามาช่วยระบายความแค้นถึงบ้านตระกูลหลินเลย !


ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ “เด็กคนนี้โดนตามใจจนเสียคน ถ้านางรู้ความเหมือนเจ้าบ้าง ข้าคงต้องขอบคุณฟ้าดินแล้ว !”


ไฉนเลยผู้ใหญ่บ้านจะเคย ‘เป็นกันเอง’ เช่นนี้กับตระกูลหลิน ? นี่เขากำลังแสดงละครอันใดอยู่ ? นางหวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ “นางยังเด็ก ถ้าโตอีกหน่อยก็รู้ความเอง !”


ผู้ใหญ่บ้านมองข้าวสาลีบนพื้นแล้วก้มหยิบขึ้นมาถูไถในมือพร้อมกล่าวว่า “นางหวง ข้าวสาลีของบ้านเจ้าไปซื้อพันธุ์มาจากที่ใดหรือ ? ไม่เพียงมีเมล็ดยาวใหญ่เท่านั้น ยังทนแล้งอีกด้วย หากไม่ตายเพราะภัยแล้งไปบ้างแล้ว ผลผลิตที่ได้ก็คงมากกว่าปีก่อนแน่นอน !”


นางหวงก็เพิ่งทราบว่าข้าวสาลีบ้านของตนดูดีกว่าปีก่อน ต้องยกความดีความชอบให้บุตรสาวคนรองที่คอยรดน้ำใส่ปุ๋ยให้พวกมันเสมอ “เมล็ดพันธุ์ก็เหมือนกับของทุกคนที่ซื้อมาจากในเมือง !”


ผู้ใหญ่บ้านคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดความจริง คนต่างถิ่นอย่างไรก็เป็นคนต่างถิ่น ไม่มีทางจริงใจต่อพวกเขา ! เขาส่ายศีรษะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าปลูกมาทั้งชีวิต เมล็ดพันธุ์เหมือนหรือแตกต่าง ข้าจะแยกไม่ออกเชียวหรือ”


หลินเว่ยเว่ยยิ้มและกล่าวว่า “ท่านแม่เจ้าคะ ข้าคิดว่าเมล็ดข้าวสาลีของบ้านเราไม่เหมือนของบ้านป้ากุ้ยฮวาสักเท่าไร หรือว่าที่ร้านขายเมล็ดจะมีข้าวสาลีสองสายพันธุ์จริงๆ เขาอาจขายให้ท่านโดยไม่ได้ตั้งใจก็เป็นได้”


นางหวงทำหน้างุนงง จากนั้นก็ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้แม่เองก็ไม่รู้…อ้อ ใช่สิ ! ตอนแม่ไปซื้อเมล็ดพันธุ์ พ่อค้าเอาเมล็ดพันธุ์ถุงสุดท้ายที่เหลืออยู่เล็กน้อยขายให้แม่ทั้งหมดเลย…”


ผู้ใหญ่บ้านเห็นว่านางหวงทำตัวไม่เหมือนคนโกหก หลังครุ่นคิดสักพักเขาก็กล่าวว่า “หลินเว่ยเว่ยพูดได้ถูกต้อง ลานนี้เป็นลานสาธารณะของหมู่บ้าน ข้าวสาลีบ้านอื่นยังเกี่ยวไม่เสร็จ เช่นนั้นพวกเจ้าก็ใช้ไปก่อนเถิด…แล้วภาษีในปีนี้ พวกเจ้าคิดจะจ่ายเป็นข้าวสาลีหรือเงิน ?”


“ผู้ใหญ่บ้าน ท่านเองก็เห็นแล้วว่าพวกเราเก็บเกี่ยวมาได้แค่หนึ่งหมู่กว่าๆ ไม่มีทางนำไปจ่ายภาษีได้หรอก ดังนั้นจึงได้แต่ใช้เงินจ่ายแทน !” หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม


ทันใดนั้นดวงตาของผู้ใหญ่บ้านก็เป็นประกาย “เช่นนั้นข้าวที่บ้านเจ้าเกี่ยวมาคิดจะขายบ้างหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “ปีนี้การเก็บเกี่ยวไม่ดี ร้านก็รับซื้อในราคาถูกแต่ขายแพง ข้าจึงไม่คิดจะขายเพราะบ้านเรามีคนเยอะ ดังนั้นต้องกักตุนไว้กินในฤดูหนาว !”



จบตอน

Comments