ตอนที่ 141: บัณฑิตน้อย เจ้าฉลาดมาก
แววตาของผู้ใหญ่บ้านฉายประกายบางอย่างออกมา “คนจริงไม่พูดอ้อมค้อม หลินเว่ยเว่ย พันธุ์ข้าวสาลีของบ้านเจ้าไม่เลวเลย ผลผลิตที่ได้ก็สูง เจ้าสามารถแบ่งขายให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยคำนวณเมล็ดพันธุ์ที่บ้านของตนจำเป็นต้องใช้อยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า “บ้านข้ามีที่ดิน3หมู่ ผลผลิตที่ตากอยู่นี้ไม่รู้จะได้เมล็ดพันธุ์สักเท่าไร ถ้าปู่ผู้ใหญ่บ้านต้องการไม่เยอะล่ะก็ ข้าสามารถรับปากท่านตอนนี้ได้เลย แต่ถ้าต้องการเยอะก็…ต้องรอให้ข้าสีออกมาก่อนแล้วถึงจะตัดสินใจได้อีกที”
ผู้ใหญ่บ้านเป็นชาวนามืออาชีพ แค่มองปราดเดียวเขาก็สามารถคำนวณผลผลิตต่อหมู่ได้อย่างรวดเร็ว เขายิ้มแล้วกล่าวว่า “จากการประเมินแล้ว อย่างน้อยบ้านเจ้าก็ได้ผลผลิตมากกว่า500ชั่งแน่นอน ! เมล็ดพันธุ์ทั่วไปแม้จะอยู่ในฤดูที่อุดมสมบูรณ์ก็ให้ผลผลิตได้มากสุดสองร้อยกว่าชั่งต่อหมู่ ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไรเมล็ดพันธุ์บ้านเจ้าก็ดีกว่าจริงหรือไม่ ? ข้าไม่ต้องการเยอะหรอก เก็บไว้ให้ข้าสัก5หมู่ได้หรือไม่ ?”
มีเมล็ดพันธุ์บางชนิดที่ให้ผลผลิตได้ดีในปีแรก ทว่าในปีที่สองกลับมีปริมาณลดลง ผู้ใหญ่บ้านมีที่นากว่า20หมู่ การได้เมล็ดพันธุ์ใหม่มาทดลองปลูก5หมู่ก็ถือว่าทำให้เขามีแรงเพิ่มขึ้นแล้ว
หลังตากข้าวสาลีไว้ตลอดทั้งบ่ายกับอีกหนึ่งคืนแล้ว พวกมันก็แห้งจนสามารถนำมาสีได้ หลินเว่ยเว่ยลากลูกกลิ้งหินไปมารอบลานตากข้าว เมื่อลูกกลิ้งหินกดทับข้าวสาลีแล้วเปลือกก็จะมีรอยร้าว จากนั้นข้าวสาลีก็จะแยกออกจากเปลือก…
ลูกกลิ้งหินนี้แม้จะเป็นบุรุษตัวโตสองคนก็ยังต้องใช้แรงที่เยอะในการลากและเมื่อลากไปได้ประมาณ2เค่อก็จะต้องพักเอาแรง แต่หลินเว่ยเว่ยลากลูกกลิ้งหินด้วยมือเพียงข้างเดียว นางทำราวกับว่ากำลังจูงลูกสุนัขตัวน้อยไม่มีผิด เหมือนไม่ต้องใช้แรงแม้แต่น้อยเพราะแค่ลากมันเบาๆเท่านั้น
พอชาวบ้านที่มาเกี่ยวข้าวสาลีในทุ่งเห็นฉากนี้เข้าก็เบิกตาโตทันที พวกเขาได้เห็นถึงพละกำลังของหลินเว่ยเว่ยอีกครั้งแล้ว นางแข็งแกร่งยิ่งกว่าวัวของผู้ใหญ่บ้านเสียอีก !
ดูนั่นสิ เพิ่งผ่านไปไม่นานนางก็สีข้าวจนเสร็จแล้ว ทว่าการฝัดข้าวต้องอาศัย ‘เทคนิค’ เนื่องจากเทคโนโลยีด้านการเกษตรในชาติที่แล้วพัฒนาไปไกลมาก หลินเว่ยเว่ยจึงไม่สามารถลงมือในขั้นตอนนี้ได้เองเพราะก็ไม่เคยฝัดข้าวแบบโบราณมาก่อน
ขณะที่นางเลือกเมล็ดข้าวแยกออกจากแกลบด้วยใบหน้ากระอักกระอ่วนก็มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่กำลังมองเรื่องนี้เป็นเรื่องตลก…หลินเว่ยเว่ยไม่ได้เก่งนักหรอกหรือ ? ยังมีเรื่องที่เจ้าทำไม่ได้อยู่อีกหรือ ?
หลิวต้าซวนคอยให้คำแนะนำอยู่ด้านข้าง หลังเห็นว่านางฝัดข้าวไม่เป็นจริงๆ เขาก็รับสีฝัดข้าวมาจากมือนางแล้วช่วยนางฝัดข้าวสาลี
หมูไปไก่มา เมื่อถึงเวลาที่บ้านป้ากุ้ยฮวาต้องสีข้าว หลินเว่ยเว่ยก็มาช่วยลากลูกกลิ้งหินให้บ้าง บ้านอื่นต้องทำถึง1วันเต็มๆ แต่นางสามารถทำมันเสร็จในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน ส่วนพวกชาวบ้านที่เคยหัวเราะเยาะนางต่างก็ไส้บิดจนหน้าเขียว….เพราะเมื่อเทียบกับการลากลูกกลิ้งหินแล้ว การฝัดข้าวถือเป็นงานที่สบายกว่ากันเยอะ พวกเขาจึงเริ่มเสียใจว่าเหตุใดตอนนั้นไม่เข้าไปช่วยตระกูลหลิน
หลังข้าวสาลีถูกบรรจุงลงในกระสอบแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็จะนำตราชั่งขนาดใหญ่มาชั่ง…600ชั่ง ! นี่คือผลผลิตข้าวจากที่นาเพียงครึ่งเดียวของบ้านตระกูลหลินและยังอยู่ในช่วงภัยแล้งอันรุนแรง หากฝนตกต้องตามฤดูกาลล่ะก็ มันจะไม่…
ผู้ใหญ่บ้านเริ่มรู้สึกเสียใจ เขาคิดว่าได้จองเมล็ดพันธุ์ไว้น้อยเกินไป เขาควรจะปลูกมันสัก20หมู่ไปเลย แม้ผลผลิตในปีถัดไปจะลดลงบ้างก็ยังดีกว่าเมล็ดพันธุ์ธรรมดาทั่วไปอยู่ดี
“หลินเว่ยเว่ย เมล็ดพันธุ์ที่เหลือนี้จะขายให้ข้าได้หรือไม่ ?” ผู้ใหญ่บ้านอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
แต่หลินเว่ยเว่ยกลับยิ้มอย่างขอโทษ “ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน ท่านพูดช้าไปแล้ว ! เมื่อวานป้ากุ้ยฮวา พี่ซัวถัวแล้วก็ยังมีพี่หยาเอ๋อร์ มาจองเมล็ดพันธุ์ที่เหลือไปหมดแล้ว…”
ข้าวสาลีของตระกูลหลินให้ผลผลิตสูง แค่ใช้สายตามองก็รู้แล้ว บ้านสองสามหลังนี้มีความสัมพันธ์ค่อนข้างดีกับตระกูลหลิน เมื่อพวกเขาเอ่ยปากขอจองเมล็ดพันธุ์ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธ ผู้ใหญ่บ้านจึงได้แต่เสียใจและไม่พูดสิ่งใดอีก
ในปีที่มีภัยแล้งเช่นนี้ ข่าวเรื่องผลผลิตข้าวสาลีของตระกูลหลินได้ถึง600ชั่งต่อหมู่ครึ่งถูกแพร่ออกไปสู่ชาวบ้านในหมู่บ้านฉือหลี่โกวอย่างรวดเร็ว มีชาวบ้านที่อยากซื้อ (แลกเปลี่ยน) เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีกับนางเยอะมาก แต่พอรู้ว่าเมล็ดพันธุ์ของบ้านนางถูกจับจองไปหมดแล้วก็มีชาวบ้านไม่น้อยที่หงุดหงิดเพราะคิดว่าเหตุใดตนถึงไม่คิดให้เร็วกว่านี้
และมีบางคนที่หันไปสนใจข้าวโพดในที่ดินของตระกูลหลินแทน ไม่เอ่ยถึงก็คงจะไม่ได้ว่าฝีมือการเพาะปลูกของหลินเว่ยเว่ยดีมาก แม้โรยเมล็ดข้าวโพดด้วยระยะห่างมากผิดปกติแต่ปลูกออกมาได้ดี ลำต้นอวบใหญ่ ใบหนาเต็มไปด้วยสารอาหาร ดูท่าทางเหมือนไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแม้แต่น้อย ตอนนี้ฝักข้าวโพดออกมาให้เห็นแล้ว ทุกลำต้นจะมีฝักข้าวโพดแตกออกมาหลายฝัก…มองแล้วปริมาณข้าวโพดก็ไม่มีทางตกต่ำแน่นอน !
ในเมื่อจองเมล็ดข้าวสาลีไม่ได้ อย่างน้อยก็คงแย่งเมล็ดข้าวโพดมาได้บ้าง ผ่านไปไม่นานข้าวโพดหมู่ครึ่งก็ถูกคนในหมู่บ้านจับจองตั้งแต่ยังไม่สุกงอม
หลินเว่ยเว่ยขายเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีและข้าวโพดตามราคามาตรฐานของร้านค้าเมล็ดพันธุ์ในตัวอำเภอ หากใครใช้เงินซื้อได้ก็ใช้เงิน หากไม่มีเงินก็เขียนสัญญาหนี้ไว้แล้วใช้เมล็ดพันธุ์จำนวนสองเท่ามาจ่ายคืน
หลังเก็บเกี่ยวข้าวสาลีเสร็จแล้ว ทุกคนมักจะปลูกผักกาดขาว หัวไชเท้า มันฝรั่งและผักอื่นๆ แต่ภัยแล้งของปีนี้รุนแรงมาก มีความเป็นไปได้มากที่แม้แต่เงินค่าเมล็ดพันธุ์ก็จะหามาคืนไม่ได้ แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านก็ยังลังเลที่จะปลูก
ปีนี้ย่ำแย่ มีหลายคนในหมู่บ้านเริ่มประหยัดโดยการขุดหาของป่าประทังชีวิต ในอดีตหลังจ่ายภาษีเสร็จแล้วชาวบ้านก็ยังพอมีข้าวเหลือเก็บอยู่บ้าง ถ้าปลูกผักที่ทำให้อิ่มท้องเพิ่มอีก เช่น มันฝรั่งและหัวไชเท้า พวกเขาก็จะยังพอผ่านฤดูหนาวไปได้ ทว่าตอนนี้…เฮ้อ ! ไม่รู้มีกี่ครอบครัวที่ต้องขายบุตรขายหลาน และไม่รู้ว่ามีอีกกี่คนที่ไม่รอดจากปีแห่งหายนะนี้…
ในระหว่างที่พวกชาวบ้านกำลังลังเล หลินเว่ยเว่ยก็เริ่มออกไปไถพรวนดินแล้ว หลังจากได้รู้ถึงความวิตกกังวลของคนในหมู่บ้านจากปากพี่หยาเอ๋อร์ นางก็ขมวดคิ้วพลางจมดิ่งสู่ความคิดตลอดทั้งคืน ต่อจากนั้นนางก็ไปหาบัณฑิตหนุ่ม “บัณฑิตน้อย เจ้ามีวิธีที่จะนำน้ำจากบนเขาลงมาหรือไม่ ?”
เจียงโม่หานเข้าใจว่านางต้องการผ่อนแรงจึงวาดกังหันวิดน้ำที่เคยเห็นในชาติที่แล้วออกมา “กังหันวิดน้ำสามารถดึงน้ำจากต้นน้ำ จากนั้นก็เชื่อมท่อไม้ไผ่มายังแปลงนา…”
“จริงสิ ! เหตุใดข้าคิดไม่ออก ? บัณฑิตน้อย เจ้าฉลาดมาก แม้แต่ภาพกังหันวิดน้ำก็วาดออกมาได้ !” แม้นางจะรู้จักคำว่ากังหันวิดน้ำ แต่มันมีหน้าตาเช่นไรและมีหลักการทำงานอย่างไรก็ไม่ได้อยู่ในเรื่องที่นางชำนาญ
เจียงโม่หานฉลาดตั้งแต่เด็ก อักษรที่ผู้อื่นใช้เวลาจดจำถึงครึ่งวัน เขามองแค่สองรอบก็แทบจดจำได้แล้ว ภาพกังหันวิดน้ำเป็นประเภทใช้เท้าขับเคลื่อนง่ายที่สุด ในชาติก่อนหลังจากเขาสอบติดแล้วก็ถูกส่งตัวไปอยู่ชนบทประมาณ2-3ปี เขาจึงมีเวลาได้พัฒนามันร่วมกับช่างฝีมือประจำท้องถิ่นคนหนึ่งจึงเป็นธรรมดาที่จะจดจำมันได้อย่างแม่นยำ
บอกว่าจะทำก็ลงมือทำทันที หลังจากหลินเว่ยเว่ยปลูกผักเสร็จแล้วก็เริ่มพับแขนเสื้อขึ้นเพื่อเลื่อยไม้แล้วนำไปตากแดด…นางทำงานหามรุ่งหามค่ำ แม้แต่การค้าของบ้านก็ไม่สนใจ นางกลายเป็นเถ้าแก่เนี้ยที่เอาแต่ออกคำสั่ง
ในที่สุดหลิวต้าซวนก็จัดการที่นาของบ้านตนเองเสร็จ ขณะมองหลินเว่ยเว่ยแบกท่อนไม้และไม้ไผ่ลงจากเขาต้นแล้วต้นเล่า เขาก็เข้าใจผิดว่านางจะสร้างบ้านจึงพาบุตรชายมาช่วยงาน
ผู้ใหญ่บ้านจึงอดไม่ได้ที่จะถามนาง “หลินเว่ยเว่ย นี่เจ้ากำลัง…”
“ผู้ใหญ่บ้าน ข้าจะลองทำกังหันวิดน้ำ ดูว่าจะดึงน้ำบนเขาลงมาได้หรือไม่” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง ถ้าทำสำเร็จแล้วทั่วทั้งหมู่บ้านก็จะได้รับประโยชน์ตามไปด้วย
เป็นอย่างที่คิดไว้ พอผู้ใหญ่บ้านได้ยินเช่นนั้นก็ดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที “เจ้า…เจ้าทำกังหันวิดน้ำเป็นหรือ ?”
“ไม่เป็น !”
ผู้ใหญ่บ้านมีปฏิกิริยาตอบสนองเหมือนโดนเทน้ำแข็งใส่ศีรษะ มันหนาวจนจับขั้วหัวใจ…ไม่เป็นแล้วยังคุยโวว่าจะทำกังหันวิดน้ำ นี่เจ้ากำลังล้อข้าเล่นอยู่หรือ ?
[1] หมูไปไก่มา หมายความว่า ดีมาดีตอบ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ตอนที่ 142: ผลประโยชน์ในอนาคต
ทว่าคำพูดต่อจากนั้นของหลินเว่ยเว่ยช่วยดึงจิตใจที่จมสู่ก้นเหวของเขากลับมาได้อีกครั้ง “แต่บัณฑิตน้อยวาดวิธีทำกังหันวิดน้ำไว้แล้ว ต้นไม้บนภูเขาของเราไม่ต้องเสียเงินซื้อ และการหาช่างไม้มาสักสองคนก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากด้วย !”
ทันใดนั้นผู้ใหญ่บ้านก็รีบกล่าวว่า “ถ้ากังหันวิดน้ำนี้สร้างเสร็จ มันจะกลายเป็นพรอันยิ่งใหญ่ของหมู่บ้านฉือหลี่โกว แล้วจะให้พวกเจ้าออกเงินบ้านเดียวได้อย่างไร ? หลินเว่ยเว่ย เจ้าสนใจแค่ตัวงานก็พอ ไม่ว่าเงินจำนวนเท่าไหร่ ทั้งสามสิบแปดครัวเรือนจะช่วยกันจ่ายเอง !”
ในหมู่บ้านฉือหลี่โกวนี้ ผู้ใหญ่บ้านยังถือว่ามีความน่าเกรงขามอยู่มาก แม้จะมีพวกต่ำทรามอยู่บ้างก็ไม่กล้าคัดค้านเรื่องนี้ เนื่องจากนี่เป็นงานใหญ่ที่ทำให้ได้รับผลประโยชน์ทั้งหมู่บ้าน !
พ่อของซัวถัวเป็นช่างไม้เพียงคนเดียวในหมู่บ้าน ซัวถัวก็เคยเรียนกับพ่อมา2ปี เครื่องเรือนธรรมดาก็สามารถทำออกมาได้หมด หลังรู้ว่าหลินเว่ยเว่ยต้องการทำกังหันวิดน้ำ แม่ของซัวถัวก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงเพราะรีบเรียกผู้ชายบ้านตัวเองกลับมาจากในเขตเริ่นอันทันที…ปีแห่งภัยแล้งเช่นนี้ภายในเมืองก็เหลืองานให้ทำไม่มาก !
พ่อซัวถัวไม่เข้าใจภาพวาด เจียงโม่หานจึงค่อยๆอธิบายให้ฟังทีละจุด เจ้ากังหันวิดน้ำเท้าถีบมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า กังหันน้ำกระดูกมังกร โครงสร้างค่อนข้างเรียบง่าย ส่วนหัวใช้ไม้ทำ ส่วนหางแช่อยู่ในน้ำ ปลายอีกด้านติดอยู่บนโครงไม้ของคันกั้นน้ำ เมื่อจะใช้งานให้ยกเท้าถีบไม้จนทำให้เพลาล้อใหญ่หมุน พารางน้ำให้ยกขึ้นแล้วน้ำก็จะไหลลงท่อไม้ไผ่
สำหรับช่างไม้แล้ว ส่วนอื่นไม่ใช่เรื่องยาก มีเพียงเพลาที่ต้องใช้ทักษะอยู่บ้าง โชคดีที่เจียงโม่หานอธิบายอย่างละเอียดและยังแกะสลักแบบจำลองอันเล็กออกมาให้เห็น เมื่อพ่อซัวถัวพยายามศึกษาอย่างยากลำบากแล้ว ในที่สุดเขาก็เข้าใจ
ซัวถัวเดินตามหลินเว่ยเว่ยเพื่อไปจัดการไม้ไผ่ที่นางตัดเอาไว้ เขาใช้สายตาชื่นชมมองหลินเว่ยเว่ยตัดลำไผ่ที่หนาเท่าน่องอย่างง่ายดายราวกับตัดต้นอ้อย หลังจากนั้นก็แบกลงภูเขาอย่างง่ายดาย เขาทดสอบน้ำหนักมันในสถานที่ไม่มีคนอยู่พักหนึ่งก็พบว่าแม้แต่ผู้ใหญ่สามคนรวมกันก็ไม่สามารถแบกมันได้ เสี่ยวเว่ยกลับแบกมันด้วยไหล่ข้างหนึ่งแต่ก็ยังลงเขาได้ราวกับโบยบิน
ซ่วนเหมียว สหายที่เติบโตกับเขามาตั้งแต่เด็กเคยแอบฟังมารดาของเขาแล้วรีบวิ่งมาบอกให้ฟังว่าท่านแม่อยากให้หลินเว่ยเว่ยมาเป็นภรรยาของเขา และซ่วนเหมียวยังมองหน้ากันด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจอีกด้วย
ซ่วนเหมียวบอกว่าหลินเว่ยเว่ยสามารถฆ่าหมูป่าตายด้วยหมัดเดียว ถ้าซัวถัวแต่งกับนางล่ะก็ ในภายภาคหน้าจะต้องเป็นหายนะของสามี จะต้องถูกเด็กโง่หลินเว่ยเว่ยกดขี่จนตาย หากเป็นเช่นนั้นสู้ไม่มียังดีเสียกว่า ไม่อย่างนั้นซี่โครงอาจโดนทุบจนหักเป็นหลายท่อน…และยังบอกว่าหลินเว่ยเว่ยเป็นคนปัญญาอ่อน บางทีบุตรในภายภาคหน้าของพวกเขาก็อาจเกิดมาเป็นคนปัญญาอ่อนอีกด้วย !
ซัวถัวที่มีอายุ15ปี ถึงวัยควรมีความรักกับสาวน้อยแล้ว แต่ละปีคุณหนูหวังบุตรสาวของเศรษฐีหวังจะมาอยู่บ้านประมาณ2-3ครั้ง ผิวพรรณของนางขาวผ่อง ท่าทางสง่างามทำให้คนหวั่นไหว เด็กหนุ่มในหมู่บ้านล้วนขนานนามกันเองว่านางเป็นนางฟ้านางสวรรค์และได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆเท่านั้น
ยังมีหลานสาวคนเล็กของผู้ใหญ่บ้านที่มีดวงตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อย รูปร่างสะโอดสะอง คือเป้าหมายที่หนุ่มน้อยทั้งหลายแย่งชิง…ไม่รู้ว่าภายภาคหน้าใครจะโชคดีได้แต่งเป็นหลานเขยของผู้ใหญ่บ้าน
แต่ซัวถัวไม่เหมือนคนอื่น แม้สตรีเหล่านั้นจะหน้าตาดี ใส่เสื้อผ้างดงาม แต่มีประโยชน์อันใด ? หากแต่งภรรยาเช่นนี้เข้าบ้าน ไหล่แบกของไม่ได้ มือก็ทำสิ่งใดไม่เป็น แถมยังต้องหาของกินดีๆมาคอยเอาใจอีก
มารดาของเขาเคยกล่าวไว้ว่าเขามีนิสัยอ่อนโยนมากเกินไป จะโดนคนอื่นรังแกได้ง่าย ดังนั้นควรแต่งกับภรรยาที่แข็งแกร่งและมากความสามารถถึงจะดูแลบ้านได้
ซัวถัวมองหลินเว่ยเว่ยอีกครั้ง…ความสามารถของหลินเว่ยเว่ยเป็นที่ยอมรับของคนในหมู่บ้าน แม้สมัยก่อนจะอ้วนไปหน่อย ทว่าตัวนางที่ผอมลงมาแล้ว ถ้าแต่งตัวอีกนิดก็จะไม่ต่างอันใดกับหลานสาวคนเล็กของผู้ใหญ่บ้านเลย ถ้าตัดเรื่องที่นางสนิทสนมกับบัณฑิตเจียงออกไป เขาก็จะพอใจในตัวนางมาก…
“ซัวถัว เจ้ามัวยืนนิ่งทำไม ? เจ้าผ่าลำไผ่ออก ตัดข้อต่อข้างในให้หมด ทำไม้ไผ่สองท่อนให้มีช่องเสียบเข้าด้วยกัน…เจ้าทำได้หรือไม่ ? ช่องเสียบต่อกันต้องแน่นด้วยนะ ห้ามให้น้ำรั่วออกมาเด็ดขาด !” หลินเว่ยเว่ยถลึงตาใส่ซัวถัว เจ้านี่มาทำอันใดกันแน่ ? อะไรก็ไม่ทำสักอย่าง ยืนนิ่งอยู่ได้…หรือกำลังแอบอู้งานอยู่ ?
ในที่สุดซัวถัวก็ได้สติ เขามีสีหน้าแดงก่ำแล้วตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ข้าเคยเรียนทำถังเก็บน้ำกับท่านพ่อแล้ว น่า…น่าจะไม่มีปัญหา…กระมัง ?”
“อย่า ‘น่าจะ’ เพราะต้อง ‘ไม่มี’ จะปล่อยให้มีปัญหาอันใดไม่ได้ !” หลินเว่ยเว่ยเริ่มเหนื่อยหน่าย เหตุใดซัวถัวคนนี้ทำตัวเหมือนสาวน้อยไม่มีผิด ยังไม่ทันทำอันใดก็หน้าแดงแล้ว !
“ดะ…ได้ !” ซัวถัวหยิบมีดขึ้นมา สำหรับไม้ไผ่ยาวหลายสิบหมี่แล้ว เขาไม่รู้ว่าจะเริ่มลงมือจากตรงไหนก่อน
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็แย่งมีดมาจากมือเขาแล้วบอกให้เขาไปกดไม้ไผ่ไว้แทน หลังจากหามุมที่เหมาะได้แล้วนางก็ลงมือราวกับสับเต้าหู้ นางจัดการผ่าลำไผ่ตั้งแต่หัวจรดปลาย ส่วนด้านบนที่ถูกตัดออกจะเล็กกว่าเล็กน้อย ส่วนไม้ไผ่ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งถูกตัดเป็นครึ่งวงกลมขนาดใหญ่
ไม้ไผ่แต่ละลำถูกตัดเป็นครึ่งวงกลม หลินเว่ยเว่ยตัดไม้ไผ่หลายสิบลำเสร็จในเวลาเพียงครึ่งวัน ต่อจากนั้นนางก็ตบบ่าซัวถัวแล้วกล่าวว่า “งานที่เหลือยกให้เจ้าหมด !”
งานของซัวถัวก็ไม่เบาเหมือนกัน เขาต้องเลาะข้อต่อในไม้ไผ่ออกให้หมดและต้องทำช่องเสียบระหว่างไม้ทั้งสองท่อนด้วย
หลินเว่ยเว่ยก็ไม่ได้ว่างงาน หลังสำรวจบนภูเขาเสร็จแล้วนางก็เลือกเส้นทางเหมาะสมที่สุดในการวางท่อไม้ไผ่ขึ้นมา จากนั้นก็ลงสิ่วบนหินเพื่อทำชั้นวาง ตัดพุ่มไม้…งานก็ไม่เบาเหมือนกัน ! บนพื้นก็ต้องขุดยกร่อง…
ในเมื่อผู้ใหญ่บ้านกล่าวแล้วว่าหากต้องการความช่วยเหลือก็เอ่ยปากได้เลย หลินเว่ยเว่ยก็ไม่ได้บอกไปแล้วหรือ…ว่าให้เรียกเด็กหนุ่มและชายวัยกลางคนทั้งหมดในหมู่บ้านมาช่วยกันขุดยกร่อง
การขุดคูน้ำและสร้างระบบชลประทานถือเป็นงานช้างที่สร้างผลประโยชน์ในอนาคต ผู้ใหญ่บ้านจึงรีบเรียกทุกคนในหมู่บ้านมาช่วยกันทำกังหันวิดน้ำโดยดึงน้ำจากบนเขาและบอกถึงข้อดีเกี่ยวกับการชลประทานนี้แก่ทุกคน พอพวกชาวบ้านได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นตกใจทันที
ภัยแล้งในปีนี้รุนแรงมาก ธารน้ำสายเล็กที่ไหลอยู่ข้างหมู่บ้านล้วนแห้งเหือดไปนานแล้ว บ่อน้ำตรงตีนเขาก็ใกล้จะเห็นก้นบ่อ หากไม่ได้เป็นเพราะบนเขามีแหล่งน้ำไม่แห้งเหือดตลอดปี พวกเขาก็คงเป็นเหมือนหมู่บ้านอื่นที่แม้แต่การบริโภคน้ำก็กำลังเกิดปัญหา
แหล่งน้ำบนภูเขากับแปลงนาห่างกันเป็นระยะทาง5ลี้ การแบกถังน้ำขึ้นลงเขาจึงใช้ระยะเวลา2เค่อ ( 30นาที ) หลังจากเหนื่อยมาทั้งวันสามารถรดน้ำได้แค่ประมาณ2หมู่เท่านั้น หากบ้านใดมีผู้ชายเยอะก็ว่าไปอย่าง ยังสามารถผลัดกันระหว่างกลางวันกลางคืนไปหาบน้ำได้ แต่ถ้าบ้านไหนมีแรงงานน้อยก็ได้แต่มองพืชผลในไร้เหี่ยวตายเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่นบ้านตระกูลหลิน ตอนเจ้าเด็กโง่ยังไม่หายก็มีเพียงนางหวงที่พาบุตรสาวคนโตไปทำงานในนาเท่านั้น นางเหนื่อยจนล้มป่วยแต่ก็รักษาผลผลิตไว้ได้แค่หนึ่งหมู่กว่าๆเท่านั้น
หลังจากที่หลินเว่ยเว่ยกลับมาเป็นปกติแล้วยังมีพละกำลังมหาศาลอีก แม้ว่าในแต่ละวันจะยุ่งเพียงใด นางก็จะรดน้ำในแปลงนาทั้งเช้าและเย็นจึงทำให้ผลผลิตไม่ลดลง…เมล็ดพันธุ์ของบ้านนางก็ดี น่าเสียดายที่พวกเขาไปช้าเกินไป พวกมันต่างถูกผู้ใหญ่บ้านและครอบครัวที่สนิทแลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว ไม่รู้ว่าปีหน้าจะหาซื้อเมล็ดพันธุ์เช่นเดียวกันได้จากในเมืองหรือไม่
ถ้ามีกังหันวิดน้ำรวมกับการขุดคูน้ำเพื่อนำน้ำเข้าสู่แปลงนาของทุกครัวเรือน แม้ภัยแล้งจะยังดำเนินต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องผลผลิตอีก
หลังคิดได้เช่นนี้ทุกคนในหมู่บ้านก็กระตือรือร้นในการช่วยกันขุดคูน้ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ตอนที่ 143: ไม่โดนสักทีไม่ดีขึ้นเลย
แน่นอนว่าต้องมีดอกไม้ประหลาดแฝงอยู่ในหมู่ผู้คนด้วย มารดาของเจ้าอ้วนซานคิดแค่เรื่องกินไม่คิดจะลงแรง นางจึงกระโดดออกมาแล้วทำตัวเป็นจุดสนใจอีกครั้ง “ผู้ใหญ่บ้าน เวลาที่ทางการหาคนมาขุดคูน้ำยังเลี้ยงอาหารสองมื้อเลย ของป่าก็จะถึงเวลาเก็บแล้ว ปีนี้เก็บเกี่ยวได้ไม่ดี ในบ้านต้องหาของป่ามาประทังชีวิต ถ้าผู้ชายในบ้านมาขุดยกร่องกันหมด ต่อไปพวกเราไม่ต้องกินลมตะวันตกเฉียงเหนือกันเลยหรือ ?”
ทุกครั้งที่นางออกมาสร้างเรื่องเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ก็มักจะมีหญิงสูงวัยหลายคนออกมาเห็นดีเห็นงามด้วยเพราะหวังว่าจะได้ประโยชน์ร่วมกัน ทว่าคราวนี้ไม่มีใครเห็นด้วยกับนางเลย มารดาของเจ้าอ้วนซานจึงเป็นเหมือนตัวตลกที่กระโดดออกมาแล้วกลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งหมู่บ้าน…แต่ได้รับสายตาที่ใช้มองคนโง่เขลาเสียมากกว่า
บิดาของเจ้าอ้วนซานรีบดึงตัวภรรยาออกมาแล้วทุบตีนางหนึ่งครั้ง “เจ้าโง่หรือ ! นี่เหมือนกันที่ไหน ? นั่นคือการทำงานให้ทางการ เขากลัวไม่ทำงานกันจึงเอาแป้งทอดมาให้2แผ่น แต่คูน้ำสำหรับแปลงนาเหล่านี้เป็นการสร้างผลประโยชน์ให้บ้านของตน แล้วเจ้าอยากได้การเลี้ยงอาหารจากผู้ใด ?”
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าแล้วเรียกบิดาเจ้าอ้วนซานอย่างเป็นกันเอง “เหล่าเนียน ดีที่เจ้าไม่ได้สับสนกับเรื่องนี้ แล้วคนอื่นเล่า ? ใครมีความคิดเช่นเดียวกับภรรยาของเหล่าเนียนหรือไม่ ?”
คนที่เงียบอยู่แล้วก็เงียบเป็นเป่าสาก ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้างมารดาของเจ้าอ้วนซานก็รีบเดินหนีทันทีเพราะกลัวว่าตนจะโดนรวมเป็นพวกเดียวกันกับนางโง่เง่าคนนี้ หลังจากโดนทุบตีจากสามีแล้ว มารดาของเจ้าอ้วนซานก็ทำตัวดีขึ้นมาทันที นางก้มหน้าก้มตาและไม่กล้าพูดสิ่งใดอีก
ผู้ใหญ่บ้านเค้นเสียง ฮึ แล้วกล่าวว่า “ฟังให้ดี ขุดคูน้ำและพัฒนาระบบชลประทานจะสร้างผลประโยชน์ใหญ่หลวงให้แก่คนทั้งหมู่บ้าน ดังนั้นเด็กผู้ชายที่มีอายุเกิน15ปีขึ้นไปต้องเข้าร่วมทั้งหมด ! ไม่ต้องพูดว่าบ้านตนส่งคนมามากเท่าไรหรือบอกว่าบ้านอื่นส่งคนมาน้อย ! ถ้าเจ้าไม่เห็นด้วยก็สามารถไม่เข้าร่วมได้และแน่นอนว่าหลังจากระบบกังหันวิดน้ำสร้างเสร็จแล้วก็อย่าหวังจะได้ใช้ !”
แววตาเฉียบคมของผู้ใหญ่บ้านกวาดมองเหล่าชาวบ้านหนึ่งครั้ง หลังเห็นทุกคนไม่แสดงความคิดเห็นอันใดเขาก็กล่าวต่อ “นับแต่วันนี้ไป พ่อซัวถัว ซัวถัว หลิวต้าซวนและต้าฝู พวกเจ้าช่วยกันทำกังหันวิดน้ำ ต้าหยง เอ้อร์หยง โกวเชิ่ง เอ้อร์เหมาและเอ้อร์ต้าน พวกเจ้าคอยฟังคำสั่งจากหลินเว่ยเว่ย…”
ต้าหยงและเอ้อร์หยงคือหลานชายคนโตกับคนรองของผู้ใหญ่บ้าน ทั้งสองมีรูปร่างสูงใหญ่และทำงานได้ดีเยี่ยม ส่วนพวกโกวเชิ่งก็คิดว่าให้พวกตนมาฟังเด็กน้อยคนหนึ่งจึงรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
ทว่าหลังจากเห็นผู้ใหญ่บ้านถึงขั้นให้หลานชายทั้งสองมารับใช้หลินเว่ยเว่ย พวกเขาก็ไม่กล้าพูดสิ่งใดออกมาเพราะบิดามารดาของพวกเขาก็กำลังส่งสายตามาเตือนว่าให้ทำตัวดีๆ
กังหันน้ำหรือการขุดคูน้ำล้วนเป็นความคิดที่มาจากบัณฑิตเจียงและหลินเว่ยเว่ย ฝ่ายหลินเว่ยเว่ยได้รับการยอมรับจากคนในหมู่บ้านว่าเป็นผู้นำที่ร้ายกาจและยังใจแคบ มีความเจ้าคิดเจ้าแค้น หากผิดใจกับนางแล้วไม่ให้บ้านพวกตนใช้น้ำในคูเพื่อรดแปลงนา พวกตนจะทำเช่นไร ?
ผู้นำของตระกูลหลิวในหมู่บ้านตั้งคำถามว่า “อย่าว่าแต่พวกเราเขตเริ่นอันเลย แม้แต่ทั่วอำเภอฝูอันก็ไม่เคยได้ยินใครใช้กังหันวิดน้ำผลักดันน้ำมาก่อน แล้วบัณฑิตเจียงจะทำออกมาได้จริงหรือ ?” ตัวอักษรยังไม่ทันเริ่มเขียนก็เริ่มยกร่องน้ำแล้ว หากทำกังหันวิดน้ำออกมาไม่ได้แล้วจะไม่ขุดคูน้ำเสียแรงเปล่าหรือ ?
ผู้ใหญ่บ้านอายุเยอะถึงเพียงนี้แล้วยังไม่เคยเห็นกังหันวิดน้ำเช่นกัน ทว่าเขาเคยได้ยินจากคนทางใต้ซึ่งลี้ภัยมาพูดถึงบ้าง เขาจึงหันไปมองหลินเว่ยเว่ยผู้ริเริ่มเรื่องนี้ด้วยสายตาลังเล…
หลินเว่ยเว่ยเผยรอยยิ้มมั่นใจและพยักหน้าอย่างหนักแน่น “บัณฑิตเจียงเป็นคนเช่นไรทุกคนไม่รู้กันหรือ ? เขาเคยพูดจาเรื่อยเปื่อยหรือไร ? ในเมื่อเขาวาดรูปกังหันวิดน้ำออกมาได้ก็ต้องทำได้แน่นอน ! ทุกคนลองคิดสิ ถ้ากังหันวิดน้ำเสร็จสมบูรณ์ แล้วท่อไม้ไผ่ของพวกเรายังไม่เสร็จหรือคูน้ำยังไม่พร้อมใช้งาน นั่นจะไม่ทำให้เสียการใหญ่หรือ !”
เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคนผ่อนคลายขึ้นแล้วหลินเว่ยเว่ยก็กล่าวต่อ “ไม่เป็นไร ถ้าพวกท่านไม่เชื่อก็สามารถรอดูในอีกไม่กี่วันนี้ได้ แต่ท่อที่ข้าสร้าง คูน้ำที่ข้าขุดจะไม่สามารถแบ่งให้พวกท่านใช้เยี่ยงคนใจกว้างได้หรอก !”
ตอนนี้ครอบครัวที่คิดจะปลูกผักก็ล้วนหว่านเมล็ดพันธุ์ไว้แล้ว รอให้คูน้ำสร้างเสร็จเมื่อไรหรือทำกังหันวิดน้ำออกมาได้จริง พวกเขาก็จะได้รดน้ำพอดี ช่วงหลายเดือนมานี้พวกชาวบ้านหาบน้ำกันจนเกิดอาการกลัว บางคราคานหาบเกี่ยวเสื้อพวกเขาออก มีไหล่ผู้ใดไม่บวมแดง เน่าเพราะเสียดสีไปกับเสื้อผ้าบ้าง ? แม้แต่รองเท้าฟางก็โดนบดขยี้อย่างรุนแรง ใช้เพียงไม่กี่วันต้องเปลี่ยนคู่ใหม่แล้ว !
“ขุดคูน้ำก็แค่เสียแรงเล็กน้อย แม้สิ่งอื่นพวกเราไม่มี แต่แรงมีเต็มร้อย ผู้ใหญ่บ้าน พวกเราเชื่อท่านและจะทำตามที่ท่านกล่าว !”
“ใช่ ! ยอมถอยมาสักก้าว หากสร้างกังหันวิดน้ำในคราวนี้ไม่สำเร็จ คูน้ำที่ขุดไว้ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว ในช่วงฤดูน้ำหลากสามารถใช้เป็นที่ระบายน้ำและยังเป็นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งได้ด้วย…”
“ฤดูแห่งการทำนาไม่รอผู้ใด ผู้ใหญ่บ้าน ลงมือเถิด !”
“ใช่ ผู้ใหญ่บ้าน ท่านสั่งมาเลย !”
…....
ส่วนใหญ่คนในหมู่บ้านจะขยันขันแข็งและมีวิถีชีวิตเรียบง่าย แต่ก็แน่นอนที่จะมีข้อยกเว้นบ้าง ยกตัวอย่างเช่นพวกที่ชอบเล่นการพนันหรือลักขโมยของกับหลิวว่ายจื่อในสมัยก่อน
หนึ่งในนั้นมีชื่อว่าหลิวเอ้อร์ล่าย หลังเห็นกิจการค้าผลไม้อบแห้งและเนื้อแผ่นของตระกูลหลินเจริญรุ่งเรืองและเห็นว่าบ้านพวกเขามีแค่เด็กและหญิงสูงวัย หลิวเอ้อร์ล่ายก็ปีนเข้าบ้านหลินเว่ยเว่ยกลางดึก หลังถูกหลินเว่ยเว่ยพบเข้า เขาก็โดนนางทุบตีจนไม่เหลือชิ้นดีและยังเตือนเขาว่า “ต่อไปถ้าเจอข้าก็ให้หาทางเลี่ยง หากปล่อยให้ข้าเห็นเจ้าอีก ขาเจ้าโดนหักแน่ !”
เมื่อหลิวเอ้อร์ล่ายอยู่ต่อหน้าหลินเว่ยเว่ยที่ส่วนสูงน้อยกว่าเขาครึ่งศีรษะ ทว่าเขาก็ไม่ต่างอันใดกับเด็กทารกเจอปรมาจารย์แห่งศิลปะการต่อสู้เลย เขาไม่มีแม้แต่โอกาสได้สวนกลับ หลังโดนทุบตีจนยับเยินแล้วก็ไม่กล้าแอบเข้าบ้านตระกูลหลินอีก ทว่าไฟโทสะในใจไม่ได้ระบายออกมาก็นอนไม่หลับ เขาจึงป่าวประกาศไปทั่วหมู่บ้านว่าหลินเว่ยเว่ยเป็นแม่เสือร้าย ใครแต่งด้วยผู้นั้นก็ถือว่าโชคร้ายสุดๆ
ต่อมาหลิวว่ายจื่อมาหาเขาพลางตบบ่าเขาเบาๆ แล้วถอนหายใจออกมา “สหาย เจ้านี่นะ หาเรื่องใครไม่หา ดันไปหาเรื่องหลานสาวข้าคนนั้น เจ้าไม่ได้อิจฉางานที่ไม่ต้องออกแรง แค่ดูแลคนงานสิบกว่าคนก็ยังได้เงินทุกวันของข้าตั้งนานแล้วหรือ ? เจ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้แนะนำงานนี้ให้ข้า ?”
“ไม่ผิดหรอก คือคนที่เจ้าเรียกว่าแม่เสือร้ายหลานสาวของข้า ! เจ้านี่หนอ สมองของเจ้าโดนลาถีบไปแล้วหรือไร ? ตอนนี้หลินเว่ยเว่ยเก่งกาจจะตาย ไม่เพียงรู้จักเจ้าของหอจุ้ยเซียนแต่ยังสนิทกับเจ้าของร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ด้วย เจ้าไม่ได้อยากไปทำงานในเมืองหรือ ? ตอนนี้ผู้ใดในหมู่บ้านมีช่องทางนี้บ้าง ? ไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้านและไม่ใช่เศรษฐีหวังด้วย แต่เป็นหลานสาวของข้า !”
“ข้าคิดว่าเจ้ารีบไปขอโทษนางเถิด รอให้นางหายโกรธเมื่อไร ข้าจะช่วยพูดแทน แล้วต่อไปถ้ามีโอกาสเหมือนข้าเข้ามาอีกก็อาจตกเป็นของเจ้าได้ !”
หลิวเอ้อร์ล่ายได้ยินถ้อยคำของหลิวว่ายจื่อแล้วก็นอนพลิกไปพลิกมาทั้งคืน แต่สุดท้ายก็นอนไม่หลับอยู่ดี เมื่อวันรุ่งขึ้นมาถึงเขาก็ไม่สนใจเสียงกรีดร้องหรือเสียงห้ามปรามจากภรรยาแต่อย่างใด เขานำข้าวที่เหลือในบ้านมาทำเป็นของกินเพื่อแทนคำขอโทษต่อตระกูลหลิน
พอหลินเว่ยเว่ยเห็นว่าอีกฝ่ายกล้ามาที่บ้านอีก นางก็ผลักเขาให้ล้มลงกับพื้นทันที ถ้าเขาเอ่ยคำขอโทษช้ากว่านั้นเพียงชั่วอึดใจเดียว ขาของเขาก็คงโดนหักไปแล้ว
เมื่อมองภรรยาเอ้อร์ล่ายที่กำลังยืนเช็ดน้ำตาอยู่ด้านหลังแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ยกเท้าออกจากตัวเขาและเค้นเสียงดัง ฮึ อย่างเย็นชา “อยากให้ข้ายกโทษให้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่เจ้าต้องทำให้ข้าเห็นเสียก่อน !”
ตอนที่ 144: สร้างความประทับใจ
“ทะ…ทำสิ่งใด ?” หลิวเอ้อร์ล่ายถามด้วยเสียงอ่อนแรง
“เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าให้เวลาเจ้า10วัน จงพรวนดินที่นา2หมู่ของเจ้าแล้วปลูกพวกมันฝรั่ง หัวไชเท้า ผักกาดขาวและขึ้นเขาไปเก็บผักป่ากลับมาวันละ1ตะกร้า ถ้าทำได้ก็จะพิสูจน์ว่าเจ้าอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองจากใจจริง แต่ถ้าทำไม่ได้…ก็ยังเป็นประโยคเดิมคืออย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีก ! รีบเก็บข้าวของแล้วไสหัวออกไป !” หลินเว่ยเว่ยไม่อยากสร้างความลำบากใจให้เขานักหรอก
ทว่าหลิวเอ้อร์ล่ายเป็นใคร ? งานเกษตรกรหรืองานบ้านล้วนไม่เคยเอื้อมมือเข้าไปแตะ ดังนั้นการให้เขาไปจัดการที่นา2หมู่ภายใน10วันและต้องปลูกผักอีกก็ถือเป็นสิ่งที่พรากอายุขัยเขาไปกว่าครึ่ง !
ในขณะที่คิดจะปฏิเสธก็นึกถึงหลิวว่ายจื่อผู้ไม่เอาไหนยิ่งกว่าตนขึ้นมา หลิวว่ายจื่อได้ขับเกวียนเทียมล่อทุกวัน เดินทางไปมาระหว่างเขตเริ่นอันและหมู่บ้านจนมีรายได้เป็นเงินตำลึงทุกเดือน มีใครในหมู่บ้านไม่มองด้วยความอิจฉาว่า ‘บุตรผู้ไม่ได้ความกำลังกลับใจ’ บ้าง ?
ตัวเขาจะสู้ไม่ได้แม้แต่หลิวว่ายจื่อเลยหรือ ? ไม่ เขาทนไม่ได้หรอก ! อย่าว่าแต่ต้องเสียครึ่งชีวิตเลย แม้ต้องเสียทั้งชีวิต เขาต้องกู้ศักดิ์ศรีคืนมาและทำให้หลินเว่ยเว่ยให้อภัยจงได้ !
ทุกคนในหมู่บ้านล้วนเห็นการเปลี่ยนแปลงของหลิวเอ้อร์ล่าย ในแต่ละวันเขาจะตื่นมาพรวนดินในไร่ตั้งแต่เช้าตรู่และยังหาเวลาว่างตามพวกผู้หญิงขึ้นเขาไปเก็บผักป่าด้วย สิบวันผ่านไปตัวเขาผอมจนเห็นได้ชัด ผิวก็ดำจนลอกไปแล้วหนึ่งชั้น ในที่สุดเขาก็ทำตามความต้องการของหลินเว่ยเว่ยได้แล้ว
ภรรยาของเอ้อร์ล่ายไม่รู้จะขอบคุณหลินเว่ยเว่ยเช่นไรดี ตอนที่หลิวเอ้อร์ล่ายนำข้าวสารไม่กี่ชั่งในบ้านไปเป็นของขวัญเพื่อขอโทษตระกูลหลิน นางได้แต่เก็บซ่อนความแค้นไว้ในใจ แต่คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายไม่รับข้าวสารของบ้านตนไว้ แถมยังทำให้สามีเปลี่ยนเป็นคนขยันได้…ในช่วงสิบวันนี้นางรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน…ถ้าสามีเป็นเช่นนี้ตลอดก็คงวิเศษไปเลย
หลังจากทำงานในไร่เสร็จแล้ว หลิวเอ้อร์ล่ายก็ร้องไห้โดยไร้น้ำตา ขณะจับมือที่เต็มไปด้วยตุ่มน้ำใสของตนก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าวันเวลาต่อจากนี้เขาจะนอนอยู่ที่บ้านสักสองสามวัน…ไม่ว่าใครก็อย่าคิดจะให้เขาทำงานทั้งสิ้น !
“ท่านพี่…ผู้ใหญ่บ้านรวบรวมคนไปขุดคูน้ำ ให้คนทั้งหมู่บ้านตั้งแต่อายุ15ปีขึ้นไปและไม่เกิน50ปีไปช่วยทั้งหมด…” ภรรยาเอ้อร์ล่ายใช้เข็มลนไฟที่ตะเกียงเพื่อเจาะตุ่มน้ำบนมือให้สามี
“ขุดคูน้ำหรือ ? เกี่ยวอันใดกับข้าด้วย ?” หลิวเอ้อร์ล่ายนอนอยู่บนเตียงราวกับสุนัขตัวหนึ่งที่ตายไปแล้ว
ภรรยาเอ้อร์ล่ายจึงพูดอย่างระมัดระวัง “หลินเว่ยเว่ยบอกว่าจะสร้างกังหันวิดน้ำเพื่อดึงน้ำลงมาจากภูเขาแล้วถ้าวันหน้าเผชิญภัยแล้งอีกจะได้ไม่ต้องไปหาบน้ำลงมาจากบนเขาแล้ว…”
“ว่าอย่างไรนะ ? กังหันวิดน้ำ ? ถ้าดึงน้ำลงมาจากบนเขาได้ คนรุ่นก่อนไม่ทำตั้งนานแล้วหรือ ? ยังต้องรอให้ถึงตอนนี้ทำไม ? ใครอยากไปก็ช่าง !” หลิวเอ้อร์ล่ายกำลังคิดว่าจะเอาเงินก้อนโตของที่บ้านออกมาได้หรือไม่ เพราะจะไปเล่นพนันกับพวกผู้ชายในหมู่บ้านให้สบายใจเสียหน่อย
ภรรยาเอ้อร์ล่ายมองเขาปราดหนึ่ง หลังจากนั้นก็รีบก้มหน้าทันทีแล้วกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “แต่…ผู้ใหญ่บ้านกล่าวไว้ว่าหากบ้านไหนไม่ออกแรงช่วยขุดคูน้ำก็จะไม่ให้บ้านนั้นใช้น้ำในคู…แปลงนาบ้านเราอยู่ไกลจากเชิงเขามาก ถ้า…”
“ไม่ใช้ก็ไม่ใช้สิ ! บ้านเรามีที่ดินแค่2หมู่ การหาบน้ำจะทำให้เจ้าเหนื่อยตายหรือไร ?…ช้าก่อน เมื่อครู่เจ้าพูดว่า…ใครจะสร้างกังหันวิดน้ำและขุดคูน้ำ ?” จู่ๆ หลิวเอ้อร์ล่ายก็ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงแล้วจ้องเขม็งมาที่ภรรยา
ภรรยาเอ้อร์ล่ายเข้าใจผิดว่าเขาจะทุบตีนางอีกจึงรีบยกมือปิดหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงของคนร้องไห้ “ไม่ไปก็ไม่ไป ข้าหาบน้ำ…ข้าหาบน้ำเองก็ได้ พอใจหรือยัง ?”
หลิวเอ้อร์ล่ายรีบดึงมือของนางออกแล้วเขย่าไหล่ทั้งสองข้างของนาง “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าหลินเว่ยเว่ยเป็นคนออกความเห็นให้ขุดคูน้ำหรือ ? ข้าไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่ ?”
ภรรยาเอ้อร์ล่ายพยักหน้าด้วยความสั่นเทา หลังจากหดคอแล้ว นางก็ใช้หางตาแอบมองสามี
หลิวเอ้อร์ล่ายกัดฟันครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็กล่าวว่า “นางตัวแสบนั่นอยากทรมานข้าถึงตาย ! ข้าไม่ทนทำต่อแล้ว ! อยากทำสิ่งใดก็ช่างเถิด !” ขณะที่กล่าวเขาก็ทุบเตียงอย่างแรง
ภรรยาเอ้อร์ล่ายตัวสั่นสะท้าน นางรีบถอยออกไปหลายก้าวทันที “ข้า…ท่านหิวหรือไม่ ประเดี๋ยวข้าออกไปต้มผักให้ท่าน…”
ครอบครัวของหลิวเอ้อร์ล่ายเป็นเหมือนครอบครัวส่วนใหญ่ในหมู่บ้านคือแต่ละวันกินข้าวได้แค่สองมื้อ เจ้าผักต้มก็มีไว้ให้หลิวเอ้อร์ล่ายได้เพลิดเพลินในยามค่ำคืนเพียงคนเดียว แม้แต่เด็กสองคนที่อยู่ในบ้านก็ไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้
หลิวเอ้อร์ล่ายนอนอยู่บนเตียงราวกับแผ่นแป้งทอด เขาพลิกตัวไปมาและทันใดนั้นก็ลุกขึ้นนั่งพลางบ่นพึมพำว่า “ไม่ได้ ! ถ้าไม่ไปล่ะก็นางตัวแสบต้องมาเลาะกระดูกข้าแน่ เช่นนั้นความลำบากที่ข้าฝืนทนมาก่อนหน้านี้ก็จะสูญเปล่าไม่เหลือชิ้นดี ให้ตายเถิด ! หลินเว่ยเว่ยหาเรื่องใส่ตัว ถ้าดึงน้ำลงมาไม่ได้ ข้าจะดูว่านางยังมีหน้าไปเผชิญกับคนทั้งหมู่บ้านหรือไม่ !”
วันรุ่งขึ้นหลิวเอ้อร์ล่ายก็ลากสังขารอันเหนื่อยล้าของตนมารวมตัวกับพวกชาวบ้านที่จะขุดคูน้ำ เขาเพิ่งได้หยุดยืน ไหล่ก็ถูกสะกิดและเมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นหลิวว่ายจื่อที่กำลังถือพลั่วอยู่ในมือ
“เจ้า…โดนแม่บังคับมาหรือ ? ที่นาไม่กี่หมู่ของบ้านเจ้าคิดจะปลูกใหม่หรือ ?” พอเห็นหลิวว่ายจื่อก็มาขุดคูน้ำเหมือนกัน เอ้อร์ล่ายก็รู้สึกดีขึ้นมาก
หลิวว่ายจื่อตอบพร้อมรอยยิ้ม “จะปลูกไปเพื่อสิ่งใด ? เหนื่อยจะตายไป ทำทั้งปีก็เติมท้องไม่อิ่ม ข้ามาเพื่อสร้างความประทับใจให้หลินเว่ยเว่ย ! เอ้อร์ล่าย อย่าว่าข้าเตือนเจ้าเลยนะ ทำให้ดีๆ ทำให้ทุกคนเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเจ้า กลายเป็นบุตรไม่ได้ความผู้กลับใจ รอให้คราวหน้ามีโอกาสแล้ว ข้าจะพูดถึงเจ้าต่อหน้าหลินเว่ยเว่ยให้ !”
หลังได้ยินเช่นนั้นหลิวเอ้อร์ล่ายที่เดินตัวงอด้วยความเหนื่อยล้าก็ยืดอกตัวตรงแล้วถือพลั่วเข้ามาร่วมการขุดคูน้ำพร้อมพลังอันเต็มเปี่ยมทันที ทว่าหลิวว่ายจื่อก็ลากเขาออกมาเงียบๆ แล้วพาไปยังแปลงนาของตระกูลหลิน
หลิวเอ้อร์ล่ายทำท่าทางเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย เจ้าใช้ได้จริงๆนะหลิวว่ายจื่อ เรื่องประจบสอพลอนี้เจ้ามีมากกว่าข้า ! ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลินเว่ยเว่ยจะมองข้ามคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวแล้วแนะนำให้หลิวว่ายจื่อได้ทำงานในเมืองแทน ! สิ่งที่ข้าต้องเรียนรู้จากเจ้ายังมีอีกมาก !
หลิวเอ้อร์ล่ายถุยน้ำลายลงฝ่ามือ หลังจากนั้นก็เริ่มจับพลั่วขุดดิน
การขุดคูน้ำก็ไม่ได้ทำแบบมั่วซั่วเพราะหลินเว่ยเว่ยได้ทำตามภาพวาดของบัณฑิตหนุ่ม นางโรยขี้เถ้าเป็นเส้นไว้บนพื้นให้แต่ละบ้านเห็นว่าเริ่มขุดจากตรงไหนหรือกว้างเท่าไหร่ ต้องขุดไปทางใดล้วนถูกวางรายละเอียดไว้หมดแล้ว
หลินเว่ยเว่ยมองบัณฑิตหนุ่มด้วยสายตาเป็นประกาย…ว้าว ! เจ้าหนุ่มน้อยต้องเป็นนักประดิษฐ์แน่นอน เขาไม่เพียงหล่อเหลาเท่านั้น ยังฉลาดและมีความรู้มากด้วย ! ร้ายกาจจริงๆ บัณฑิตน้อยของข้า !
เจียงโม่หานแสร้งทำใจเย็นอย่างเต็มที่ เขาแกล้งทำเป็นไม่เห็นแววตา ‘เลื่อมใส’ ของนาง…ฮึ ! เด็กตัวแสบ ชอบเห็นเสือร้ายเป็นแมวป่วย ตอนนี้รู้ถึงความเก่งกาจของพี่ชายแล้วหรือยัง ?
แค่กแค่ก ก็แค่ระบบชลประทานของหมู่บ้านเล็กๆเท่านั้น มีสิ่งใดให้น่าโอ้อวด ! พอนึกถึงตนเองในชาติที่แล้ว แม้จะถูกฮ่องเต้มองเป็นคมดาบที่เอาไว้กำจัดเหล่าผู้ขวางทาง แต่เขาก็สร้างคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองไว้หลายอย่าง แค่เรื่องขุดคูน้ำนี้ไม่คู่ควรให้กล่าวถึงด้วยซ้ำ !
ต่อจากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็พาคนหนุ่มและชายวัยกลางคนทั้งหมดมาทำงานภายใต้ขอบเขตที่หลินเว่ยเว่ยวาดไว้ แน่นอนว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างขุดคูน้ำตรงที่นาของบ้านตนเองก่อนเพราะกลัวว่าหลังจากกังหันวิดน้ำสร้างเสร็จแล้ว หรือน้ำไหลมาตามท่อไม้ไผ่แล้ว คูน้ำยังขุดไม่เสร็จก็จะรดน้ำในแปลงนาล่าช้า
ตอนที่ 145: ควักตามองใหม่
ผู้ชายของตระกูลหลินนอกจากเจ้าหนูน้อยที่อายุหกขวบกว่าแล้วก็มีหลินจื่อเหยียนที่อายุเพียง13ปี ในฐานะเสาหลักของครอบครัว เขาไม่อาจหวังพึ่งแต่พี่รองได้ ! ดังนั้นแม้ว่าอายุไม่ถึงเกณฑ์ เขาก็ยังหยิบพลั่วไปเข้าร่วมการขุดคูน้ำด้วย
พอมาถึงที่นาของตนแล้วก็เห็นร่างสูงและเตี้ยของคนสองคนซึ่งกำลังขุดคูน้ำอย่างสุดกำลัง เมื่อเดินเข้าไปใกล้และมองให้ดีเขาก็อดพูดเตือนสองคนนั้นไม่ได้ “อาว่ายจื่อ พวกท่านขุดผิดที่หรือไม่ ?”
ทันใดนั้นหลิวว่ายจื่อก็หันไปส่งสายตาให้เอ้อร์ล่าย…เรียนรู้เอาไว้ เขาปาดเหงื่อเสร็จแล้วก็หันมายิ้มให้หลินจื่อเหยียน “ไม่ผิด ! หลินเว่ยเว่ยทำเพื่อทุกคนในหมู่บ้าน ทั้งตัดไม้ไผ่ ทำรางไม้ไผ่ พวกเราจะไร้มโนธรรมจนปล่อยให้ที่นาของบ้านนางไม่มีคนขุดคูน้ำได้อย่างไร ? ต้าฮว๋า มือของเจ้าใช้จับพู่กัน ไฉนเลยจะเอามาขุดคูน้ำได้ ? กลับไปอ่านตำราของเจ้าเถิด ประเดี๋ยวทางนี้อาว่ายจื่อของเจ้าจัดการเอง !”
“ยังมีข้าด้วย ยังมีข้าอีกคน !” หลิวเอ้อร์ล่ายรีบส่งเสียงแสดงการมีตัวตน งานนี้ทำโดยคนสองคน แล้วจะปล่อยให้หลิวว่ายจื่อได้หน้าคนเดียวได้อย่างไร !
หลินจื่อเหยียนใช้พลั่วขุดไปบนดิน จากนั้นก็ใช้เท้ากดเพื่อดันพลั่วให้ตักดินขึ้นมาแล้วพยักหน้าให้ทั้งสองคน “ขอบคุณทั้งสองท่าน แต่พี่รองกล่าวไว้ว่าการเรียนรู้ต้องมีความผ่อนคลาย นอกจากนี้ต้องรู้จักการทำงานร่วมกัน จะเป็นแต่หนอนหนังสือไม่รู้จักงานเกษตรไม่ได้…”
หลิวว่ายจื่อจึงรีบกล่าวว่า “พี่รองของเจ้าพูดได้ถูกต้อง ! เจ้าขุดได้ตามที่ต้องการแต่อย่าให้เหนื่อยเกินไป งานที่เหลือยกให้พวกอาทั้งสองเถิด !”
หลิวเอ้อร์ล่ายขุดดินไปพลางพยักหน้าไปด้วยอย่างสิ้นหวัง
หลินเว่ยเว่ยแบกท่อไม้ไผ่เดินเข้ามา หลังเห็นหลิวว่ายจื่อทั้งสองคนแล้วนางก็เอ่ยหยอกล้อว่า “ไอหยา ! อาว่ายจื่อ หลิวเอ้อร์ล่าย ! วันนี้ดวงอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตกใช่หรือไม่ ?”
“หลานสาว เจ้าล้อข้าอีกแล้ว ! ไม่ได้มีถ้อยคำประโยคหนึ่งว่า ‘จากไปสามวัน ควักตามองใหม่’ หรอกหรือ ? อาว่ายจื่อของเจ้าไม่ใช่คนเดิมแล้วนะ !” ทันใดนั้นหลิวว่ายจื่อก็ยกพลั่วขึ้นเหนือศีรษะ
เมื่อคนผู้นี้ได้ใจก็ลืมตัว เขายกพลั่วสูงเกินไปจึงเกือบทำให้ตนเสียสมดุลจนล้มลงพื้น หลิวว่ายจื่อเดินเซไปหลายก้าว ก่อนจะกลับมายืนได้มั่นคงอีกครั้ง ชาวบ้านที่ขุดคูน้ำอยู่ด้านข้างต่างส่งเสียงหัวเราะกันอย่างไม่ไว้หน้า
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะเสียงดังที่สุด “อาว่ายจื่อ ต้องเป็น ‘เปิดตามองใหม่’ ถ้าควักตาออกมาแล้วจะมองเห็นได้อย่างไร ? ใช้ได้นี่ ตอนนี้รู้จักเล่นสำนวนแล้ว ! สงสัยว่าข้าต้อง ‘ควักตามองใหม่’ บ้างแล้ว !”
หลิวว่ายจื่อหัวเราะแล้วกล่าวว่า “หลานสาว เจ้าเลิกล้ออาว่ายจื่อได้แล้ว เจ้าไปทำงานต่อเถิด ส่วนคูน้ำตรงที่นาบ้านเจ้าก็ไม่ต้องเป็นห่วง !”
“อาว่ายจื่อ หลิวเอ้อร์ล่าย ข้าคิดว่าพวกท่านไปขุดคูน้ำบ้านตนก่อนเถิด ! ตอนนี้หมู่บ้านเราเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ถ้าบ้านไหนไม่มีร่องน้ำแล้ว น้ำก็จะไหลไปไม่ถึง !” หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะกล่าวเตือน
หลิวว่ายจื่อกำลังฮัมเพลงขณะขุดดิน เขาเงยหน้ามองนางแล้วกล่าวว่า “วางใจได้ ! แม้ข้าจะไม่ได้กินไม่ได้นอน ข้าต้องขุดคูน้ำให้เสร็จ ไม่มีทางเป็นตัวถ่วงทุกคนแน่นอน !”
ผู้ใหญ่บ้านเดินเอามือไพล่หลังเข้ามาตรวจงาน พอได้ยินถ้อยคำของเขาแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็พยักหน้าให้พลางกล่าวว่า “หลินเว่ยเว่ยพูดได้ถูกต้อง ! ตอนนี้พวกเราเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทุกคนต้องร่วมมือกัน บ้านใครมีคนเยอะก็ไปช่วยบ้านที่มีคนน้อย เราต้องขุดคูน้ำให้เสร็จก่อนที่กังหันวิดน้ำจะสร้างเสร็จ !”
พวกผู้หญิงในหมู่บ้านนำน้ำดื่มมาส่ง ไม่ว่าใครกระหายก็สามารถตักดื่มได้เลย ไม่มีใครตระหนี่น้ำต้มสะอาดเหล่านั้น ทุกคนล้วนมีใจเดียวกันเพราะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ชาวบ้านในฉือหลี่โกวจึงมีความกลมเกลียวกันยิ่งกว่าเดิม
เวลาเพียง5วัน คูน้ำก็ถูกขุดจนเสร็จแล้ว ส่วนท่อที่ถูกวางขึ้นเขาก็ถูกจัดเรียงไว้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวาน เพียงรอให้กังหันวิดน้ำสร้างเสร็จเท่านั้น
ภายใต้คำอธิบายอย่างละเอียดของเจียงโม่หาน ในที่สุดพ่อซัวถัวและซัวถัวก็ทำชิ้นส่วนทุกชิ้นเสร็จ หลังพวกชาวบ้านได้ข่าวก็แห่กันมาที่บ้านซัวถัวทันที ผู้ใหญ่บ้านมาถึงเป็นคนแรก เขาหยุดชาวบ้านให้อยู่ตรงด้านนอกของลาน “เด็กหนุ่มเข้ามา10คนก็พอ ไม่ต้องเข้ามาหมด ถ้าทำชิ้นส่วนกังหันวิดน้ำพังก็จะเสียการใหญ่ได้ !”
หลานชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านจึงเลือกชายหนุ่มจำนวน10คนเข้ามาในบ้าน เมื่อหันไปทางชิ้นส่วนต่างๆที่วางอยู่บนพื้นแล้วพวกเขาก็ส่งสายตาไปทางบัณฑิตเจียงด้วยท่าทางที่ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรต่อไป
เจียงโม่หานออกคำสั่งอย่างเป็นระบบ พวกหนุ่มน้อยจึงกล้าลงมือทำ พวกเขายก แบก หามและขนชิ้นส่วนกังหันวิดน้ำขึ้นเขาราวกับสมบัติอันล้ำค่า
ณ ริมสระน้ำบนภูเขา เจียงโม่หานและพ่อซัวถัวถูกฝูงชนห้อมล้อมจนดำมืดเพราะช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยใกล้มาถึงแล้ว พวกชาวบ้านพยายามระงับความตื่นเต้นที่อยู่ในใจอย่างสุดกำลังพลางเฝ้ามองพ่อซัวถัวประกอบชิ้นส่วนกังหันวิดน้ำภายใต้คำสั่งของบัณฑิตเจียงอย่างเงียบๆ
ภายในฝูงชนมีทั้งคนชราที่บุตรหลานประคองขึ้นมา เด็กน้อยที่ยังไม่รู้ความ หญิงตั้งครรภ์ที่ได้สามีคอยประคองขึ้นเขา และคนส่วนใหญ่ที่มาเข้าร่วมล้วนเป็นชายหนุ่มซึ่งช่วยกันขุดคูน้ำ ไม่มีใครคนไหนอยากพลาดโอกาสอันน่าตื่นเต้นนี้ไป
สุดท้ายพ่อซัวถัวก็ประกอบกังหันวิดน้ำเสร็จ โครงไม้เรียงสูง ‘หาง’ ยาวลงไปในสระน้ำเหมือนโครงกระดูกมังกรจริงๆ ไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดคนในสมัยโบราณจึงเรียกว่า ‘กังหันน้ำกระดูกมังกร’ หลินเว่ยเว่ยยืนมองด้วยรอยยิ้มอยู่ด้านข้าง
ซัวถัวตื่นเต้นจนเข้าไปแย่งบิดาถีบไม้คันชักให้วงล้อไม้เปิดการทำงาน วงล้อเคลื่อนขยับโซ่ไม้และเริ่มทำงาน ‘ชัก’ น้ำในแหล่งน้ำขึ้นมาบนร่องไม้ จากนั้นน้ำก็ไหลลงสู่รางไม้ไผ่ที่ทำไว้ต่อเข้ากับท่อไม้ไผ่ น้ำจึงไหลลงไปตามท่อเรื่อยๆ …
“น้ำออกมาแล้ว ! น้ำขึ้นมาอยู่ในกังหันวิดน้ำได้จริงๆด้วย !” ชาวบ้านที่มุงอยู่รอบๆ พากันส่งเสียงเฮทันที ท่าทางตื่นเต้นดีใจนั้นราวกับว่าได้เห็นภาพการเก็บเกี่ยวในปีหน้า
เด็กวัยกำลังโตสองสามคนรีบสาวเท้าวิ่งลงเขา ผ่านไปไม่นานพวกเขาก็ได้มาเจอกับหลิวต้าซวนที่เฝ้าอยู่ตรงปลายท่ออีกฝั่งของเชิงเขา จากนั้นพวกเขาก็วิ่งหอบหายใจกลับขึ้นมาแล้วตะโกนเสียงดังลั่นว่า “มีน้ำแล้ว ! น้ำไหลลงจากเขาแล้ว !”
“เจ้าเด็กนี่ ครั้งต่อไปให้ข้าลองบ้าง !” หากเอ่ยถึงผู้ที่ตื่นเต้นที่สุดก็คงเป็นพ่อซัวถัว เพื่อสร้างกังหันวิดน้ำก็สามารถกล่าวได้ว่าเขาลืมกินลืมนอน ทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนชนิดหามรุ่งหามค่ำและยังต้องทนรับสายตาดูแคลนว่า ‘เหตุใดเจ้าถึงโง่เช่นนี้’ จากบัณฑิตเจียงอีกด้วย !
โชคดีว่าในท้ายที่สุดก็ทำภารกิจสำเร็จ เขาสามารถทำกังหันวิดน้ำออกมาได้…เดิมทีคิดว่าตนจะได้เป็นคนถีบไม้คันชักเป็นคนแรก คาดไม่ถึงว่าจะโดนบุตรชายตัวแสบชิงตัดหน้าเสียก่อน !
พ่อซัวถัวดึงตัวบุตรชายออกมาแล้วขึ้นไปบนกังหันวิดน้ำแทน จากนั้นเขาได้ถีบไม้คันชักอย่างมีความสุขราวกับว่าการออกแรงนี้เป็นเรื่องมีเกียรติอย่างยิ่ง ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างก็มองด้วยสายตาอิจฉา ต่อจากนั้นไม่นานก็มีคนเสนอตัวว่าขอลองบ้าง
ชาวบ้านที่อยากลองทำมีเยอะเกินไป ผู้ใหญ่บ้านจึงกังวลว่าเหล่าคนหนุ่มทั้งหลายมือเท้าหยาบจะทำกังหันวิดน้ำพัง เขาจึงก้าวออกมาแล้วกล่าวเสียงดังลั่น “ลองอันใดกัน ? วันหน้ายังมีเวลาให้พวกเจ้าถีบ ! นับแต่วันนี้ไปก็ให้แต่ละบ้านผลัดกันขึ้นมา !”
เพราะเรื่องนี้ถูกเสนอโดยหลินเว่ยเว่ย ภาพวาดก็ขอให้บัณฑิตเจียงวาดให้ ดังนั้นเมื่อวางท่อตรงเชิงเขาซึ่งเป็นที่นาของนางนั้น ทุกคนจึงไม่ได้โต้แย้งอันใด
เพราะทุกคนในฉือหลี่โกวรู้ดีว่าหากไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ของตระกูลหลินกับบัณฑิตเจียง ด้วยนิสัยเย่อหยิ่งของเขา จะยอมหยุดพักการศึกษาตำราแล้วมาทำเรื่องกังหันวิดน้ำได้อย่างไร ตระกูลเจียงไม่มีที่นาสักหมู่ ดังนั้นการสร้างกังหันวิดน้ำจึงไม่มีประโยชน์ใดต่อเขาเลย
[1] จากไปสามวัน เปิดตามองใหม่ หมายถึง แม้ไม่ได้พบหน้ากันมาหลายวัน แต่อีกฝ่ายก็มีความก้าวหน้าขึ้น อีกนัยหนึ่งคือไม่สามารถมองคนเพียงผิวเผินได้อีกต่อไป
ตอนที่ 146: ความรู้สึกของหนุ่มสาว
ดังนั้นผู้ใหญ่บ้านจึงเข้าใจผิดว่าเจียงโม่หานพุ่งเป้าไปที่ตระกูลหลิน หรือจะกล่าวได้ว่าทำเพื่อหลินเว่ยเว่ยนั่นเอง ! อย่าเอ็ดไป ! บัณฑิตเจียงเคยสนใจเรื่องของใครบ้าง ? หรือสุดท้ายจันทราสว่างไสวนี้จะโดนเด็กโง่เขลาดึงลงมาจากนภา ?
เรื่องที่หลานสาวชื่นชอบบัณฑิตเจียงนั้น ผู้ใหญ่บ้านทราบดี แน่นอนว่าบัณฑิตเจียงเป็นตัวเลือกดีที่สุดของทุกคน เด็กหนุ่มคนนี้มีพรสวรรค์น่าภาคภูมิใจคนหนึ่ง แต่ในเวลาเดียวกันก็ทำตัวสูงส่งจนเอื้อมไม่ถึง บัณฑิตเจียงไม่เคยสนใจมองเด็กสาวในหมู่บ้านแม้แต่ครั้งเดียว…ทว่าบุตรสาวคนรองตระกูลหลินสมองมีปัญหากลายเป็นข้อยกเว้น หรือนี่จะเป็นโชคของคนโง่เขลาที่มักเอ่ยถึงกัน ?
“วันนี้รดน้ำในแปลงนาบ้านนางหนูรองก่อนแล้วกัน !” ผู้ใหญ่บ้านหันไปมองหลินเว่ยเว่ยที่กำลังยืนยิ้มอยู่อีกด้านหนึ่ง “ทุกคนคงไม่มีข้อโต้แย้งใช่หรือไม่ ?”
“ไม่มี !”
“ควรเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว !”
“นางหนูรองออกแรงเยอะที่สุด ตามหลักแล้วเราควรรดน้ำที่นาของนางก่อนอยู่แล้ว !”
พวกชาวบ้านต่างพยักหน้ารับ
ซัวถัวเห็นบิดาลงมาจากกังหันวิดน้ำแล้วจึงกะโดดขึ้นไปพร้อมรอยยิ้ม “ตระกูลหลินไม่มีผู้ชายที่แข็งแรง ข้าจะช่วยน้องรองเอง !”
“ไอหยา ! ซัวถัว เจ้าช่วยนางในฐานะใดหรือ !” หญิงคนหนึ่งเห็นเป็นเรื่องสนุกจึงเอ่ยเย้าขึ้นมา
ซัวถัวหน้าแดงก่ำพลางแอบเหลือบมองหลินเว่ยเว่ยที่กำลังยืนอยู่พร้อมร่างสะโอดสะองดั่งดอกกุหลาบผุดขึ้นทางด้านหนึ่ง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเขินอายว่า “ท่านแม่ของข้าสนิทกับป้าหวง สองบ้านจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็สมควรอยู่แล้ว ยังต้องใช้ฐานะอันใดอีก ?”
“ไอหยา ! ซัวถัว หากเจ้าไม่ได้คิดอันใดแล้วทำไมหน้าแดง ? เจ้าคงไม่ได้…คิดอันใดกับนางหรอกนะ ?” สหายที่เติบโตมาด้วยกันคนหนึ่งสะกิดไหล่เขาและขยิบตาให้
“เจ้า…อย่าพูดเหลวไหล ! จะทำให้ชื่อเสียงของนางเสื่อมเสีย…” แววตาของซัวถัวค่อนข้างสับสน เขาเงยหน้ามองท่าทีของหลินเว่ยเว่ย
ในชาติก่อน ถ้อยคำหยอกเย้าเช่นนี้ หลินเว่ยเว่ยเคยเจอมาเยอะแล้ว มันเป็นเพียงคำพูดสนุกสนานไร้สาระ ดังนั้นย่อมเป็นธรรมดาที่นางจะไม่เก็บมาใส่ใจ
ซัวถัวเห็นท่าทางของหลินเว่ยเว่ยไม่ได้เปลี่ยนไปก็เข้าใจผิดว่านางไม่ได้ยินจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ทว่าเจียงโม่หานสามารถอ่านความคิดในใจของซัวถัวออกทันที…ความรู้สึกของหนุ่มสาวจะแปรผันไปเรื่อยๆ…ผักกาดขาวเน่าข้างบ้านมีหมูคิดจะเข้ามากินแล้ว แต่ก็พูดเถิด หมูตัวนี้ไม่คู่ควรกับผักกาดขาวเน่าของเขา…ไม่ใช่สิ ผักกาดขาวเน่าข้างบ้านต่างหาก พูดผิดไป พูดผิดไปแล้ว !
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ถามหลินจื่อเหยียนที่กำลังอยากรู้อยากลองอยู่ข้างๆว่า “ทำไม ? เจ้าอยากลองบ้างหรือ ? ถีบกังหันวิดน้ำต้องใช้แรงเยอะมาก เจ้าสามารถไปลองได้ครู่หนึ่ง ถ้าเหนื่อยก็บอกข้า อย่าฝืนตนเอง เจ้ายังเด็กร่างกายยังโตไม่เต็มที่ ถ้าเหนื่อยจนล้มป่วยก็จะไม่โตเอานะ !”
“พี่รอง ท่านรู้หรือไม่ ? น้ำเสียงของท่านในตอนนี้ทำให้ข้าเข้าใจผิดว่าท่านแม่กำลังคุยกับข้าอยู่ ! รู้หรือไม่ว่าท่านอายุมากกว่าข้าแค่หนึ่งปี” หลินจื่อเหยียนกลอกตาใส่นาง
หลินเว่ยเว่ยไม่สนใจการทักท้วงของอีกฝ่าย นางลูบศีรษะของเขาแล้วกล่าวว่า “เจ้าตัวแสบ รู้จักหยอกล้อข้าแล้วหรือ ! แม้จะแค่หนึ่งปี ข้าก็เป็นพี่ของเจ้าอยู่ดี !”
หลินเว่ยเว่ยเรียกซัวถัวลงมา จากนั้นก็ผลักหลินจื่อเหยียน “ไปสิ ถ้าต่อไปปากร้ายใส่ข้าอีก เจ้าลองคิดแล้วกันว่าจะรับหมัดข้าไหวหรือไม่ !”
หลินจื่อเหยียนหันกลับมาทำหน้าทะเล้นใส่นาง เจ้าเด็กนี่ นับวันก็ยิ่งขี้เล่นและซุกซนเหมือนเด็กอายุ13ที่สมวัย เขายังเป็นเด็กในชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ดังนั้นเขาควรจะมีพลังงานและกระฉับกระเฉงเช่นนี้ !
“สายตาที่เจ้ามองจื่อเหยียนตอนนี้ ราวกับมารดามองบุตร มันทั้งอ่อนโยนและใจดี !” เจียงโม่หานมายืนด้านข้างนางตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ทำให้สายตาและเสียงกระซิบจากชาวบ้านดังขึ้นอีกครั้ง
หลินเว่ยเว่ยหันไปมองบัณฑิตหนุ่ม ทว่ารอยยิ้มตรงมุมปากของนางทำให้เจียงโม่หานรู้สึกแปลก…ในสมองของเด็กตัวเหม็นกำลังคิดเรื่องไร้สาระอีกแล้วกระมัง ?
ขณะมองบัณฑิตหนุ่มที่อยู่ด้านข้าง หลินเว่ยเว่ยก็คิดว่าเจ้าหมอนี่อาการหนักยิ่งกว่า เนื่องจากเด็กหนุ่มอายุ15ปี ถ้าเป็นเมื่อชาติก่อนคือเด็กในชั้นมัธยมศึกษาปีที่สามหรือสี่ แต่เขาทำตัวเหมือนคนแก่ที่มองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งไปเสียทุกอย่าง ทำให้ผู้อื่นรู้สึกหงุดหงิด และนี่ก็เป็นเหตุผลที่นางอยากแกล้งเขา !
พอเห็นสีหน้าอันสงบนิ่งของเขากำลังแตกร้าวก็จะทำให้นางรู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที ! เหมือนการได้กินไอศกรีมสักถ้วยในวันที่อากาศร้อน !
บัณฑิตหนุ่มขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม…เด็กคนนี้ยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่ได้ นางกำลังคิดร้ายอันใดอยู่ ? อย่างไรก็ตามเขาภูมิใจในการยับยั้งชั่งใจและการควบคุมตัวเองมาโดยตลอด ทว่าพอมาอยู่ต่อหน้าเด็กตัวแสบแล้ว เขามักจะทำมันไม่ได้ หรือเด็กคนนี้จะเกิดมาเพื่อเป็นดาวอัปมงคลของเขา ?
ริมฝีปากของหลินเว่ยเว่ยเปิดขึ้นเล็กน้อย “บัณฑิตน้อย อย่าทำตัวเหมือนคนแก่ที่คอยขมวดคิ้วทั้งวัน แม้จะเป็นคิ้วหรือตาที่ดูดีมากเพียงใด หากขมวดบ่อยๆระหว่างคิ้วของเจ้าจะเป็นริ้วรอย น่าเกลียดจะตาย !”
เจียงโม่หานเหลือบมองนาง “บุรุษมองกันที่ความสามารถ ไม่ได้ดูที่หน้าตา !”
“ยอมรับว่าข้าคิดตื้นเขิน ! ห้ามขมวดคิ้ว ห้ามมุ่ยปาก ทำเหมือนข้านี่สิ ยิ้มให้มากหน่อย !” หลินเว่ยเว่ยใช้นิ้วจิ้มแก้มทั้งสองข้างของตน จากนั้นดวงตาของนางก็โค้งราวกับพระจันทร์เสี้ยว
“ทำตัวเป็นเด็กไปได้ !” สายตาของเจียงโม่หานดูสับสนขึ้นมาทันที ท้ายที่สุดก็ยังเอ่ยปากถาม “ระหว่างหมอนปักที่งดงามแต่ยัดไส้ด้วยหญ้าฟาง กับคนที่หน้าตาธรรมดาแต่เป็นคนเก่งเปี่ยมพรสวรรค์และอนาคตสดใส เจ้าจะเลือกใคร ?”
“เลือกอะไร ?” หลินเว่ยเว่ยมองเขาด้วยความสับสน
“แน่นอนว่าเลือกสามี เจ้าอยากเลือกเช่นไร ?” เจียงโม่หานพ่ายแพ้ให้แก่สตรีนางนี้อีกแล้ว เขาอยากผ่าสมองนางดูจริงๆ ว่าเหตุใดนางจึงไม่เหมือนคนอื่นเลย
หากเปลี่ยนเป็นสตรีนางอื่น เมื่อเอ่ยถึงการเลือกสามีแล้วคงบิดตัวไปมาด้วยความเขินอาย หน้าแดงไปนานแล้ว ทว่าหลินเว่ยเว่ยเป็นคนทั่วไปหรือไม่ ? นางหน้าไม่แดง ใจไม่เต้นรัวและตอบพร้อมเสียงหัวเราะว่า
“บัณฑิตน้อย เหตุใดเจ้าจึงเป็นห่วงเรื่องชีวิตคู่ของข้าได้ ? ทำไมหรือ ? กลัวว่าข้าจะเกาะเจ้าไปตลอดหรือไร ? วางใจได้ ข้าเคยบอกนานแล้วว่าชั่วชีวิตนี้ไม่คิดออกเรือน ! หากกังวลว่าข้าจะทำตัวใกล้ชิดกับเจ้าเกินไปแล้วส่งผลต่อชื่อเสียงของเจ้า ต่อไปข้าจะระวังหน่อย พยายามไม่อยู่ใกล้เจ้า…”
“เหตุใดไม่คิดจะออกเรือน ? ชีวิตของมนุษย์บอกว่ายาวก็ไม่ยาว บอกว่าสั้นก็ไม่ได้สั้น แล้วเจ้าคิดจะอยู่คนเดียวไปชั่วชีวิตหรือ ?” เจียงโม่หานหันไปจ้องนาง…ถ้อยคำเหล่านี้ของนางเป็นความรู้สึกแท้จริงหรือว่าอยากพูดให้เขาตายใจเท่านั้น ?
หลินเว่ยเว่ยเลิกคิ้วพร้อมยกยิ้มที่มุมปากขึ้น “เจ้าจะเลือกสตรีที่แปลกแยกในสายตาผู้อื่นมาเป็นภรรยาหรือไม่ ?”
เจียงโม่หานครุ่นคิดอย่างจริงจังครู่หนึ่ง “ก็ไม่แน่ !”
“ฮ่าฮ่า !” หลินเว่ยเว่ยหัวเราะ “บัณฑิตน้อย เจ้าพูดเช่นนี้ไม่กลัวข้ารู้สึกมีความหวังแล้วตามตื้อเจ้าไม่เลิกหรือ ?”
“เจ้าจะทำหรือไม่ ?” เจียงโม่หานมองนางแล้วย้อนถาม
หลินเว่ยเว่ยยิ้มและส่ายหน้า “หากบุรุษไร้ใจ ข้าก็คงไม่ทำ ! เหมือนแตงที่ฝืนเด็ดมาก่อนเวลาก็จะไม่หวาน ! เจ้าอย่ามองว่าข้าหัวเราะมีความสุข ไม่จริงจังต่อสิ่งใด ทว่าข้าเป็นพวกคลั่งความสะอาดด้านความรู้สึกเชียวนะ !”
“‘คลั่งความสะอาดด้านความรู้สึก’ คือสิ่งใด ?” เจียงโม่หานได้ยินคำพูดแปลกๆจากปากนางเพียงหนึ่งครั้ง ในใจก็เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นในที่มาของตัวนางอีกแล้ว…ต้องมาจากสภาพแวดล้อมเช่นไรถึงจะสร้างบุคคลที่แปลกประหลาดและน่าสนใจเช่นนี้ได้ ?
ตอนที่ 147: มุมมองเรื่องชีวิตคู่ของข้า
“ถ้ารักความสะอาดเป็นพิเศษจนใกล้บ้าจะเรียกว่า ‘คลั่งความสะอาด !’ ส่วนคลั่งความสะอาดด้านความรู้สึกคือทนรับความสกปรกด้านความรู้สึกไม่ได้ ทั้งทางกายหรือทางความรู้สึกก็ไม่ได้…” หลินเว่ยเว่ยนึกถึงยุคสมัยอันย่ำแย่ที่บุรุษสูงส่งสตรีต้อยต่ำ นางจึงมีรอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นมา
เจียงโม่หานมองนาง “ข้าเข้าใจความหมายของเจ้าคือ ‘หนึ่งภพหนึ่งชาติหนึ่งคู่ชีวิต’ ใช่หรือไม่ !”
“ใช่ หากจะพูดให้น่าฟังหน่อยก็คือความหมายนี้เอง ทว่าถ้าพูดให้ฟังหยาบคายหน่อยก็คือรังเกียจบุรุษใจแคบ ขี้อิจฉา ไม่สนใจหลักความประพฤติอันดีงาม…ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีข้าวสารเพิ่มอีกหน่อยก็คิดจะรับอนุภรรยามาปรนนิบัติ จะมีบุรุษสักกี่คนที่ตรงตามมาตรฐานของข้า ?” หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจ หลังจากนั้นก็ค่อยๆเดินลงจากเขา
เจียงโม่หานหยุดยืนเพื่อคิดครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินลงเขาด้วยทางสายเดียวกัน
พวกชาวบ้านที่มุงดูกังหันวิดน้ำต่างขยิบตาและมุ่ยปากไปทางทั้งสองคน ดูสิ สองคนนี้กำลังจะมีข่าวดีกันหรือไม่ ? พวกเจ้าคนใดเคยเห็นบัณฑิตเจียงพูดจาสนิทสนมกับใครเช่นนี้หรือ ?
“ผิดคาดไปหมด ! เดิมทีคิดว่านางหนูรองเป็นคนตามตื้อบัณฑิตเจียง แต่ตอนนี้คงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ! ดูนั่นสิ นางหนูรองเพิ่งก้าวเท้าหน้า บัณฑิตเจียงก็ก้าวตามหลังแล้ว”
“ดูเถิด บัณฑิตเจียงเดินตามไปแล้ว แถมยังเริ่มชวนนางหนูรองคุยก่อนด้วย ! ที่แท้บัณฑิตเจียงผู้เย็นชาก็ชอบสตรีอย่างนางหนูรองนี่เอง !”
“เสี่ยวเว่ยแล้วทำไม ? นางเก่งจะตาย ? ล่าสัตว์บนเขา ทำนา ทำอาหารเก่งและยังทำการค้าขายกับคนในเมือง…บัณฑิตเจียงชอบอาหารฝีมือเสี่ยวเว่ยที่สุด !” ป้ากุ้ยฮวาจิ้มหน้าผากบุตรสาวของตน…เจ้ามีตรงไหนเทียบกับเสี่ยวเว่ยได้ ไม่ว่าการแต่งงานของบัณฑิตเจียงจะไปอยู่ที่ใครก็ไม่มีทางมาถึงเจ้าแน่นอน ตัดใจเสียเถิด !
“แต่งกับเสี่ยวเว่ยแล้วบัณฑิตเจียงก็ไม่ได้เสียหาย ! สอบซิ่วไฉต้องไปในเมือง พอสอบขุนนางต้องไปอยู่ในมณฑลที่ห่างไกลเป็นเวลานาน ถ้าอยากพัฒนาไปอีกขั้นก็ต้องไปที่เมืองหลวง…สตรีเช่นนางเฝิงที่ต้องเลี้ยงบุตรเพียงคนเดียวคิดจะสนับสนุนบัณฑิตเจียงนั้นเป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่ายาก
พวกเจ้าดูตระกูลหลินในเวลานี้ ทั้งบ้านพึ่งพาเสี่ยวเว่ยคนเดียว นางหวงต้องดื่มยาสองเทียบทุกวัน ต้าฮว๋าต้องเรียนหนังสือในเมือง การที่บุตรสาวคนโตตั้งใจเรียนทอผ้ากับแม่ว่ายจื่อได้ก็ไม่ใช่เพราะผลงานของเสี่ยวเว่ยหรือ ถ้านางแต่งเข้าไปก็ถือเป็นการสนับสนุนบัณฑิตเจียง เขาไม่มีทางได้รับแรงกดดันแน่นอน !”
“เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น บัณฑิตเจียงเป็นคนหยิ่งยโสจะแต่งกับนางหนูรองเพราะเรื่องนี้หรือ ? ทั้งความสามารถและรูปโฉม แม้แต่บุตรสาวของเศรษฐีหวังยังร้องโวยวายจะแต่งกับเขาเลย ดังนั้นบนตัวนางหนูรองต้องมีสิ่งใดที่พิเศษจนสามารถดึงดูดเขาได้แน่ !”
“พิเศษตรงไหน ? หยาบคายเป็นพิเศษหรือ ? หรือหน้าไม่อายเป็นพิเศษเล่า ?” สาวน้อยคนหนึ่งกล่าวขึ้นมา
“ดูท่าทางฉุนเฉียวของเจ้าสิ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดบัณฑิตเจียงจึงไม่ชอบเจ้า !”
….....
ซัวถัวมองตามทิศทางที่ทั้งสองคนหายตัวไปพร้อมความเศร้าที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น…
หลินเว่ยเว่ยได้ยินเสียงฝีเท้าทางด้านหลัง นางจึงหันกลับไปมองแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “ทำไม ? อยากคุยเรื่องมุมมองชีวิตคู่ของข้าต่อหรือ ?”
เจียงโม่หานพูดปลอบโยนนางเล็กน้อย “เจ้า…ไม่ต้องมองโลกในแง่ร้ายถึงเพียงนั้นหรอก รอให้ผ่านไปอีกสองสามปี ข้าจะช่วยเลือกสามีที่ตรงกับใจให้เจ้าแน่นอน”
“เจ้าเลือกให้ข้า ?” หลินเว่ยเว่ยชี้มาที่จมูกของตนแล้วแสดงความประหลาดใจออกมา หลังจากนั้นนางก็มองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแล้วกล่าวว่า “เจ้ามั่นใจว่าสายตาดีถึงเพียงนั้นเชียวหรือ อีกฝ่ายจะต้องเป็นคนรักเดียวใจเดียวมากนะ”
“แน่นอน !” หากใครกล้านอกใจนางเด็กโง่ เขาจะฆ่าล้างตระกูลของมันแน่นอน ! !
“เช่นนั้นก็ได้ ! แต่ข้าไม่ขอสิ่งใดมากหรอก เอาตามมาตรฐานเช่นเจ้าก็พอแล้ว ได้หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยกลั้นเสียงหัวเราะแล้วทำท่าทางฝืนรับไว้
เจียงโม่หานเหลือบมอง “นี่เรียกว่าไม่ขอสิ่งใดมากหรือ ? เจ้า…คือ…ชอบข้าหรือ ?” เจียงโม่หานพยายามละทิ้งความเขินอายภายในใจแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่คาดหวังอย่างอธิบายไม่ถูก
“ชอบสิ !” หลินเว่ยเว่ยตอบอย่างมั่นใจ “เจ้ามีหน้าตาหล่อเหล่าราวเทพเซียน ใครเห็นแล้วจะไม่ชอบ ?” อ้อ มีนิสัยเย่อหยิ่งที่ทำให้อดแกล้งแล้วแกล้งอีกไม่ได้ด้วย !
หลังได้ยินประโยคหลังแล้ว แววตาเปล่งประกายแห่งความสุขของเจียงโม่หานก็จางหายไปทันที ใบหน้าหล่อเหล่าไร้ซึ่งความรู้สึกใด “เจ้ามองคนแค่หน้าตาหรือ ?”
“แน่นอน ข้าทำตามปรัชญาสามทัศน์และประสาทสัมผัสทั้งห้า !” หลินเว่ยเว่ยนึกถึงตัวร้ายในละครโทรทัศน์เหล่านั้น ขอแค่ดูดีก็ยังมีแฟนคลับจำนวนมาก
“แม้ชายผู้นั้นจะโหดเหี้ยม ใจดำ ฆ่าคนเป็นว่าเล่นก็ได้หรือ ?” เจียงโม่หานนึกถึงตนเองในชาติก่อน
หลินเว่ยเว่ยหยุดยืนให้มั่นคงแล้วหันมาสบสายตาคู่นั้น นางคลี่ยิ้มและส่ายหน้า “สภาพอย่างเจ้าถ้ามีคนมาบอกว่าเป็นคนใจดำอำมหิต ทำทุกอย่างโดยไม่เลือกวิธีการเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ข้าไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด ! แต่ถ้าเจ้าเปลี่ยนเป็นเช่นนั้นจริงก็คงเพราะหมดหนทางให้เลือกเดินแล้ว !”
ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็หลบสายตา ในใจเกิดความตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย ใช่สิ คนที่ด่าเขาในชาติที่แล้วไม่เคยคิดถามว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนเป็นคนเช่นนั้น เขาเองก็เคยร่าเริงสดใส มีช่วงวัยหนุ่มแสนเร่าร้อน แต่โชคชะตาเล่นตลกกับชีวิต ทำให้เขาไม่ได้เดินบนเส้นทางปกติทั่วไป…
“เอาเถิด ! ใบหน้าของเจ้าให้เล่นบทตัวร้ายไม่ไหวหรอก ! ถึงอย่างไรก็ทำตัวดีๆ ตั้งใจอ่านตำราและตั้งใจสอบขุนนางต่อไปเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ราษฎร…ไป ไปดูคูน้ำของเราว่าเป็นเช่นไรดีกว่า !” หลินเว่ยเว่ยขยิบตาให้เขาอย่างขี้เล่นและท่าทางขี้เล่นนั้นทำให้ความเศร้าที่เพิ่งผุดขึ้นมาในใจของเขาจางหายทันที
ไม่รู้จริงๆว่าต้องเป็นครอบครัวเช่นไรถึงได้สร้างคนที่มองโลกในแง่ดี ร่าเริง จิตใจงามและมีนิสัยน่ารักเช่นนางได้ บางทีน่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและมีความสุขมากกระมัง ?
เจียงโม่หานมองไปยังแผ่นหลังของหญิงสาวตัวเล็กที่เดินไปข้างหน้าด้วยความสุขอย่างสงสารจับใจ…เมื่อมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ แล้วต้องเผชิญหน้ากับความแตกต่างขนานใหญ่ นางเอาชนะความกลัวในจิตใจหรือรักษาสภาพจิตใจให้ร่าเริงเบิกบานได้อย่างไร ?
“บัณฑิตน้อย เจ้ามองแผ่นหลังของข้าเช่นนี้ พวกผู้หญิงในหมู่บ้านจะสานต่อนิยายรักของเราอีกนะ !” หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มอย่างมีความสุขแล้วชี้ไปยังสาวน้อยสาวใหญ่ที่กำลังกระซิบนินทากันในที่ห่างไกลออกไป
ทันใดนั้นสีหน้าของเจียงโม่หานก็เย็นชาขึ้นแล้วเค้นเสียงพูด “ขี้ปากชาวบ้าน ไม่ต้องไปสนหรอก !”
“พี่รอง พี่รอง ! มีน้ำออกมาแล้ว น้ำเยอะมากเลย !” เด็กน้อยกลุ่มหนึ่งกำลังล้อมรอบท่อไม้ไผ่เอาไว้ น้ำใสสะอาดจากแหล่งน้ำบนเขาไหลออกมาจากท่อไม้ไผ่จนมีน้ำอยู่ในคูจำนวนหนึ่งแล้ว มันเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆด้วย
“ผู้ใหญ่บ้านพูดไว้ว่าให้รดที่นาของบ้านเจ้าก่อน ข้าจึงปิดคูน้ำทั้งสองด้านไว้แล้ว รอให้น้ำสูงอีกหน่อยค่อยขุดรูให้น้ำไหลเข้านา เจ้าจะได้ไม่ต้องแบกน้ำมารดข้าวโพดอีก !”
ช่วงหลายวันมานี้หลิวว่ายจื่อกระตือรือร้นมาก เขาเข้าไปส่งสินค้าในเมืองตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น หลังจากเดินตรวจงานที่ท่าเรือรอบหนึ่งแล้วก็รีบกลับมาขุดคูน้ำ คูน้ำทั้งหมดบนที่นาของตระกูลหลินเกิดจากฝีมือของเขาและหลิวเอ้อร์ล่ายทั้งหมด คนในหมู่บ้านจึงหันมามองเขาใหม่และเข้าไปชมต่อหน้ามารดาว่ายจื่อว่าเขาก้าวหน้าขึ้นแล้ว !
[1] ปรัชญาสามทัศน์ ได้แก่ ทัศนคติต่อชีวิต ทัศนคติต่อโลกและทัศนคติต่อคุณค่า
ตอนที่ 148: ข้าเป็นบุรุษที่ชอบเล่นกับความรู้สึก ?
ตอนนี้หลินเว่ยเว่ยค่อนข้างพอใจในตัวหลิวว่ายจื่อมาก ตัวเลขอารบิกที่นางสอนให้ เขาก็ฝึกฝนจนชำนาญแล้ว การบวกลบในหลักร้อยก็สามารถคำนวณแล้วพูดปากเปล่าออกมาได้ วิธีการคำนวณแบบแนวตั้งก็เรียนได้พอสมควร สมุดบัญชีที่เขาเขียนก็มีระเบียบขึ้นมาก เพราะอย่างน้อยหลินเว่ยเว่ยก็อ่านแล้วเข้าใจ
“อาว่ายจื่อ งานก่อสร้างที่ท่าเรือใกล้เสร็จแล้ว ท่านช่วยลองสังเกตว่ามีเรือที่ผ่านมาอยากเช่าโกดังบ้างหรือไม่ คุณชายหนิงพอใจในผลงานของท่านมาก ข้าจะพูดชมท่านต่อหน้าเขาสองสามประโยค ดูว่าจะแย่งตำแหน่งผู้ดูแลโกดังมาให้ท่านได้หรือไม่ !” หลินเว่ยเว่ยแขวนเหยื่อไว้ตรงหน้าเขาอีกครั้ง
หลิวว่ายจื่อได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจจนแทบกระโดดโลดเต้น ผู้ดูแลโกดัง ! คืองานดูแลโกดังเหล่านั้นหรือ ? เดิมทีตัวโกดังมี8ห้อง ทว่าหลังจากปรับปรุงใหม่แล้วมันก็มีเพิ่มถึง16ห้อง ! ต่อไปเขาจะต้องดูแลโกดังทั้ง16ห้องนี้หรือ ! ! ใจเย็นๆ ! จะลืมตัวไม่ได้ ! ! ไม่อย่างนั้นความสุขที่มากล้นเกินไปจะแปรเปลี่ยนเป็นความทุกข์ได้ !
“หลานสาว เจ้าช่วยบอกคุณชายหนิงให้หน่อยว่าข้าจะตั้งใจทำงานแน่นอน ! ถ้าให้โอกาสนี้แก่ข้า ข้าจะไม่มีวันทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจที่คุณชายหนิงมีต่อข้า !” หลิวว่ายจื่อทุบหน้าอกแสนผอมแห้งของตน
หลินเว่ยเว่ยกวาดตามองหลิวเอ้อร์ล่ายที่กำลังยืนชะโงกศีรษะมองห่างออกไปไม่ไกล จากนั้นนางก็ยิ้มแล้วกล่าวกับหลิวว่ายจื่อว่า “ผู้ดูแลหลิวมีหน้าที่ดูแลแค่บัญชีสินค้าที่เข้าออกและสมุดบันทึก แต่ยังต้องการลูกน้องสักหน่อยเพื่อคอยคุ้มกันโกดัง…”
ดวงตาของหลิวว่ายจื่อเปล่งประกายทันที “หลานสาว คนคุ้มกันเหล่านี้ คุณชายหนิงจัดเตรียมไว้หรือยัง ?”
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “คุณชายหนิงงานยุ่งถึงเพียงนั้น ไฉนเลยจะมีเวลามาสนใจเรื่องเล็กน้อย ? เขากล่าวไว้ว่าถ้าฝั่งข้ามีคนที่ไว้ใจได้ก็แนะนำให้เขาสักคนสองคน เฝ้าโกดังต้องเป็นคนที่มีนิสัยดี มีความอดทน หากสินค้าโดนขโมยขึ้นมา ข้ารับผิดชอบไม่ไหวหรอก…ช่างเถิด ข้าให้คุณชายหนิงเลือกคนเองดีกว่า…”
“ไม่ดี ! หลานสาว เจ้าลองคิดว่าหากเจ้าแนะนำคนในหมู่บ้านฉือหลี่โกว พวกเขาก็จะนึกถึงความดีของเจ้าใช่หรือไม่ ? นี่ถือเป็นเวลาที่เจ้าจะได้สร้างบารมีในหมู่บ้าน ถ้าทำเรื่องนี้สำเร็จแล้ว ต่อไปจะมีใครกล้าเข้ามาขวางทางเจ้าอีก ?”
หลิวว่ายจื่อคิดแทนจากมุมมองของหลินเว่ยเว่ยจริงๆ แต่ก็แน่นอนว่าต้องมีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง ลองคิดว่าถ้าคนที่เขาแนะนำทำให้นางหนูรองพอใจได้ก็จะยิ่งพิสูจน์ได้ว่าเขามีอำนาจในการต่อรองกับนางหนูรอง ส่วนคนที่เคยดูถูกเขาในสมัยก่อนก็จะไม่เข้ามาประจบเขาหรือ ? มีหน้ามีตาจะตาย !
“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องมีคนที่เหมาะสมให้เลือก ! ตอนนี้ข้าขอยังไม่กล่าวสิ่งใดมาก รอดูไปก่อนก็แล้วกัน” หลินเว่ยเว่ยจงใจถอนหายใจ จากนั้นก็จับมือเจ้าหนูน้อยแล้วพากันออกมาจากตรงนั้น
เจียงโม่หานหันกลับไปมองหลิวเอ้อร์ล่ายที่โดนหลิวว่ายจื่อลากไปยังด้านข้างปราดหนึ่ง หลังจากนั้นก็หันกลับมาพูดกับหลินเว่ยเว่ย “เจ้าคิดจะใช้งานเขาหรือ ? เจ้าไม่กลัวนิสัยเก่าเขากำเริบหรือไร ?”
“จนถึงตอนนี้ข้ายังพอใจในการกระทำของเขามาก แต่ก็แน่นอนว่าต้องทดสอบไปอีกระยะหนึ่ง !” หลินเว่ยเว่ยเห็นระดับน้ำในคูข้างแปลงนาบ้านตนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นางจึงขุดรูระบายน้ำหนึ่งแห่งเพื่อให้น้ำไหลเข้ามาในแปลงปลูกข้าวโพด
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงว่า…สำเร็จแล้ว ! ต่อไปเวลาจะรดน้ำพืชผลก็ไม่ต้องขึ้นเขาไปหาบน้ำลงมาทีละถังแล้ว ! บัณฑิตเจียงกับนางหนูรองได้ทำความดีที่เป็นประโยชน์ใหญ่หลวงให้หมู่บ้านเรา ! สายตาที่พวกชาวบ้านมองทั้งสองคนจึงเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและตื้นตันใจ
หลินเว่ยเว่ยออกเดินสำรวจท่อไม้ไผ่อีกรอบ เมื่อพบว่าไร้ปัญหา นางก็เดินกลับมาที่หมู่บ้านอย่างสบายใจ ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงดื่มด่ำกับความสุขที่มี พวกเขาล้อมรอบกังหันวิดน้ำหรือตรงแปลงนา ท่าทางราวกับไม่อยากจากไป พวกเด็กหนุ่มที่อยู่บนภูเขาก็ผลัดกันขับเคลื่อนกังหันวิดน้ำ…ที่นาของตระกูลหลินจึงเปียกชุ่มอย่างทันใจ
เมื่อเข้ามาในบ้าน หลินเว่ยเว่ยก็เห็นหลีชิงในสภาพม้วนแขนเสื้อขึ้นสูงและกำลังผ่าท่อนฟืนอยู่ นางถอยกลับไปที่หน้าบ้านแล้วเหลือบมองไปยังประตูบ้านหลังข้างๆ…ก็ยังลงกลอนไว้อย่างดี !
“ไม่ต้องมองแล้ว กำแพงบ้านเจ้าสูงแค่นี้ คิดว่าจะขวางข้าได้หรือ ?” หลีชิงเหวี่ยงขวานลงไป ท่อนฟืนก็ถูกผ่าออกเป็นสองท่อน
“เฮอะ ! สารภาพมาโดยดีว่าเจ้าเป็นโจรใช่หรือไม่ โดนทางการไล่ตามจนถึงบนเขาใช่หรือเปล่า ?” หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจ ชายคนนี้เป็นแมลงสาบหรือไร ? เจ็บหนักถึงเพียงนั้นและเพิ่งผ่านมาไม่กี่วันก็ลุกมากระโดดโลดเต้นได้แล้ว
หลีชิงจัดเรียงฟืนที่ผ่าแล้วให้เรียบร้อย จากนั้นก็หยิบไม้มาอีกท่อนแล้วยกขวานขึ้นอีกครั้ง “หากข้าเป็นโจร ป่านนี้ของมีค่าในบ้านเจ้าก็หายหมดแล้ว ตอนนี้ข้าคงไปเสพสุขอยู่ที่ไหนสักแห่ง ยังจะอยู่ใช้แรงงานให้เจ้าเช่นนี้หรือ ?”
“ข้าไม่ได้กดขี่คนเจ็บ ใช้แรงงานก็เป็นสิ่งที่เจ้าทำเอง !” หลังจากคราวก่อนแม่ทัพหนุ่มของทางการก็มาที่นี่อีกสองครั้งและบอกว่าเพียงแจ้งเบาะแสของหลีชิงจะมีเงินรางวัลถึง50ตำลึงให้
โชคดีที่ตอนหลินเว่ยเว่ยช่วยคนกลับมาไม่มีใครเห็นเลย มิหนำซ้ำยังพามารักษาอาการที่บ้านปู่เถียน เวลาส่งอาหารส่งยาก็ปีนกำแพงกลับไปกลับมา หลีชิงรักษาบาดแผลอยู่ที่นี่ได้ประมาณ10กว่าวันแล้วก็ยังไม่มีใครรู้สักคน
“ฟังจากเสียงบนเขา กังหันวิดน้ำสร้างเสร็จแล้วใช่หรือไม่ ?” หลังผ่าฟืนเสร็จแล้วหลีชิงก็ตักน้ำมาดื่ม เมื่อดื่มลงไปอึกหนึ่งแล้วน้ำที่เหลือก็ถูกเทรดศีรษะของเขา…คนตระกูลหลินใจดี แม้แต่น้ำก็ยังหวานกว่าบ้านคนอื่น !
เอิ่ม…คือตรรกะบ้าบออะไรกัน ?
หลินเว่ยเว่ยใช้หลังมือตีหน้าอกของเจียงโม่หาน “ยังมีเรื่องที่ข้ากับบัณฑิตน้อยทำไม่ได้อีกหรือ ?”
เจียงโม่หานถอยหลังไปสองก้าว เขารีบหลบมือที่อยู่ไม่สุขของนางทันที
หลีชิงเห็นภาพนี้แล้วก็ถลึงตาอย่างไม่สบอารมณ์ใส่เจียงโม่หาน…ผู้มีพระคุณตีเจ้าก็ถือว่าชอบเจ้า ถ้าเจ้าไม่ได้มีหน้าตาเหมือนเทพเซียนลงมาจุติ คิดว่าใครอยากจะสนใจอีกหรือ ? อย่าได้รับเกียรติแล้วโยนทิ้งสิ ! ผู้มีพระคุณเป็นสาวน้อยมีจิตใจงดงามและบริสุทธิ์ผุดผ่อง เจ้ากล้าคิดทำร้ายจิตใจนางหรือ !
เจียงโม่หานกวาดสายตามองหลีชิงเบาๆ เขาเข้าใจนิสัยหลีชิงที่สุด แม้บุญคุณเพียงหยดเดียวก็จะตอบแทนมากเป็นสายธาร หลีชิงสามารถยกชีวิตไว้ในมือเจ้า ! ไม่ต้องบอกเลยว่าสายตาเช่นนี้ต้องกำลังเรียกร้องความยุติธรรมแทนเด็กตัวแสบอยู่เป็นแน่ !
นางเคยกล่าวไว้ว่าไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับตัวข้าเลย ทว่าเหตุใดคนรอบข้างต่างมองว่าข้าเป็นบุรุษที่ชอบเล่นกับความรู้สึก ? ข้าไปทำให้ใครไม่พอใจหรือ ? มีความยุติธรรมอยู่บ้างหรือไม่ ?
“บัณฑิตน้อย มื้อเที่ยงนี้เจ้าอยากกินอะไร ? ช่วงหลายวันมานี้เจ้าตรากตรำทำกังหันวิดน้ำ ถึงเวลาที่เจ้าจะได้รางวัลแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยนึกทบทวนว่ามีวัตถุดิบอะไรอยู่ในห้องใต้ดินบ้าง พอที่จะนำมาทำอาหารเลิศรสอะไรได้หรือไม่
“ข้าอยากกินอะไรเจ้าก็ทำออกมาได้หมดเลยหรือ ?” เจียงโม่หานเห็นนางพยักหน้าอย่างมีความสุขจึงจงใจหาเรื่องนาง “ข้าอยากกินเนื้อมังกรบิน เจ้าทำสิ !”
“เนื้อมังกรบิน ? ง่ายมาก ! พี่หลีชิง ได้เวลาใช้วรยุทธของท่านแล้ว ไปเถิด ไปยิงมังกรที่บินอยู่บนท้องฟ้ากลับมาสักสองสามตัว !” ใครต่างก็บอกว่า ‘ท้องนภามีเนื้อมังกร ปฐพีมีเนื้อลา’ ล้วนเป็นอาหารเลิศรสสำหรับมนุษย์ทั้งนั้น ในชาติก่อนหลินเว่ยเว่ยเคยกินเนื้อลาแล้ว ทว่ามังกรบินจะไปหากินจากที่ไหนเล่า
หลีชิงหันมาถลึงตาใส่เจียงโม่หานอีกครั้งแล้วก็รีบขึ้นเขาโดยออกทางประตูหลังทันที
ส่วนเจียงโม่หานรีบหลบสายตาและทำหน้าหดหู่ เห็นอยู่ชัดๆว่าเด็กตัวแสบใช้เจ้า แล้วเจ้าจะมาถลึงตาใส่ข้าด้วยเหตุใด ? เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “เจ้าคิดจะใช้นกขี้บ่นมาหลอกข้าหรือ ?”
“ก็เจ้าพูดเองว่า ‘เนื้อมังกรบิน’ มังกรบินไม่ได้อยู่บนฟ้าหรือ ? เจ้าอย่าดูถูกมังกรบินเชียวนะ นี่คืออาหารอันโอชะแสนเลื่องชื่อ เจ้าอย่าเพิ่งบอกว่าไม่ชอบ ระวังอีกประเดี๋ยวจะเป็นการตบหน้าตนเอง !” หลินเว่ยเว่ยกำลังยุ่งอยู่กับการล้างหม้อพลางเอ่ยอย่างแสนมั่นใจ
[1] นกขี้บ่น หรือนกเฮเซลบ่น มีขนสีน้ำตาลแดง บางครั้งเรียกว่าไก่ป่าและเป็นสัตว์สงวนของประเทศจีน
ตอนที่ 149: เสี่ยวกวนยังดีกว่าเจ้า
หลีชิงออกไปได้ไม่นานก็กลับมาพร้อมนกขี้บ่นสามตัว
หลินเว่ยเว่ยรับช่วงต่อ นางนำนกขี้บ่นสามตัวไปทำความสะอาดแล้วใช้เกลือถูล้างสักพักหนึ่ง หลังจากน้ำในหม้อดินเผาเดือดแล้วก็ใช้มือข้างหนึ่งจับ ‘มังกรบิน’ ไว้เหนือน้ำแล้วใช้มืออีกข้างถือกระบวยตักน้ำเดือดจัดราดบนตัว ‘มังกรบิน’ ขณะเดียวกันก็หมุนตัวนกอย่างต่อเนื่อง เมื่อสุกได้ประมาณครึ่งหนึ่งแล้วก็ใส่นกขี้บ่นและต้นหอมสับลงในหม้อ จากนั้นก็รอเพลิดเพลินกับอาหารมื้อนี้ได้แล้ว
เจียงโม่หานไม่เคยเห็นวิธีทำเช่นนี้มาก่อน เขาจึงไม่กล้าลองชิม ‘อาหารอันโอชะแสนเลื่องชื่อ’ หลินเว่ยเว่ยจึงหัวเราะแล้วบอกว่าเขาไม่รู้จักของดี
เวลาอาหารกลางวันผ่านมาได้พักใหญ่แล้ว ในที่สุดผู้คนที่ไปดูเรื่องสนุกบนภูเขาก็ต้องกลับมาเพราะเสียงท้องร้อง แต่ยังไม่ทันได้เดินเข้าประตูบ้านของตนก็ได้กลิ่นอันหอมหวนลอยมาแต่ไกล
พวกสหายของเจ้าหนูน้อยน้ำลายไหลและหันมามองเขาด้วยสายตาอิจฉา…นี่ไม่ใช่ช่วงเทศกาลแต่ก็ได้กินเนื้อ นอกจากตระกูลหลินก็ไม่มีบ้านไหนทำได้
“เอ้อร์ฮว๋า บ้านเจ้าทำของอร่อยอันใด หอมมาก…” โกวต้านที่แก่กว่าเจ้าหนูน้อย2ปี ลูบจมูกของตนแล้วสูดน้ำลายที่กำลังจะไหลออกมา จากนั้นก็สูดกลิ่นที่หอมฟุ้งในอากาศ
เจ้าหนูน้อยครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “น่าจะเป็นหน่อไม้ที่พี่รองขุดมาจากบนเขาแล้วก็ไก่ป่าที่ล่าได้เมื่อวาน น้ำแกงไก่ที่พี่รองทำอร่อยมากเลย !”
“หากข้ามีพี่รองที่เก่งกาจเช่นนี้บ้างก็คงดี !” โกวต้านจำแทบไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้กินเนื้อคือเมื่อไร
เจ้าหนูน้อยครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ถ้าเจ้าช่วยข้าเกี่ยวหญ้ากระต่าย10วัน คราวหน้าตอนที่บ้านข้าต้มน้ำแกงอีก ข้าจะแบ่งเนื้อไว้ให้เจ้าสองชิ้น ว่าอย่างไร ?”
เพราะกระต่ายสองตัวใหญ่ที่บ้านจะคลอดลูกหนึ่งครอกในระยะเวลาหนึ่งเดือนกว่าๆ ตอนนี้ในบ้านมีกระต่ายประมาณ60ตัวแล้ว ถ้าให้เขาเป็นคนเกี่ยวหญ้าให้อาหารทั้งหมดก็คงทำไม่ไหว !
เจ้าหนูน้อยเห็นพี่รองจ้างคนมาช่วยทำเนื้อแผ่นจึงเอาเป็นเยี่ยงอย่าง…เขานำเนื้อที่เหล่าสหายอิจฉามาเป็นตัวล่อในการให้อีกฝ่ายมาช่วยเกี่ยวหญ้ากระต่าย !
“เอ้อร์ฮว๋า หากข้าช่วยตัดหญ้าให้กระต่ายวันละ1ตะกร้า เจ้าก็จะแบ่งเนื้อให้ข้าสองชิ้นหรือ ?” เฮ่ยจื่อยกมือสีคล้ำขึ้นมา ทันใดนั้นเพื่อนห้าคนที่เหลือก็ส่งสัญญาณว่าจะช่วยด้วย
เจ้าหนูน้อยยิ้มหน้าบาน “จริงๆแล้วบ้านข้าไม่ได้ใช้หญ้ากระต่ายมากถึงเพียงนั้นหรอก แต่พวกเจ้าล้วนเป็นสหายที่สนิทของข้า จะให้ฝนตกไม่ทั่วฟ้าก็ไม่ดี ดังนั้นข้าจะรับหญ้าที่พวกเจ้าเกี่ยวมาทั้งหมด !”
หญ้ากระต่ายที่ได้รับทุกวัน แม้กระต่ายจะกินไม่หมดก็ไม่เป็นไร เพราะสามารถนำไปตากแห้งแล้วเก็บไว้ทำเป็นอาหารกระต่ายในฤดูหนาวได้ ! แต่…กระต่ายโตเต็มวัยในบ้านมีเยอะเกินไปแล้ว ตัวที่กินเยอะเกินไปก็ควรจะแบ่งขายสักส่วนดีหรือไม่ ?
ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็บอกลาบรรดาสหายอย่างกะทันหันแล้วรีบวิ่งตรงไปยังห้องครัวของบ้านทันที หลินเว่ยเว่ยหันมามองเขาแล้วแกล้งหยอกเย้าว่า “จมูกเจ้าหนูน้อยของเราดีมาก ! แกงมังกรบินใกล้เสร็จแล้ว เจ้าไปล้างมือเถิด ประเดี๋ยวข้าทำอาหารอีกสองอย่างก็กินข้าวได้แล้ว !”
เจ้าหนูน้อยไม่ได้รีบออกไป เขากล่าวกับหลินเว่ยเว่ยว่า “พี่รอง ข้าอยากแบ่งกระต่ายที่อยู่ในบ้านครึ่งหนึ่งไปขายได้หรือไม่ ?”
“ได้สิ กระต่ายของเจ้า เจ้าตัดสินใจได้เลย !” หลินเว่ยเว่ยรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่จู่ๆ เขาก็คิดที่จะขายกระต่าย นางถามเขาว่า “เจ้าอยากขายกระต่ายตัวเป็นๆเลย หรือจะเอามันไปแปรรูปเป็นอาหารก่อน ?”
“แปรรูปก่อนหรือ ? จะเอามาแปรรูปอย่างไร ? เอาไปทำเป็นเนื้อกระต่ายแผ่นเหมือนกันหรือ ?” เนื้อหมูป่าที่ถูกแปรรูปเป็นเนื้อแผ่น หลังจากหักต้นทุนแล้วก็จะได้กำไรเกือบเท่าตัวซึ่งเจ้าหนูน้อยรู้เรื่องนี้ดี จุดประสงค์ของเขาในการเลี้ยงกระต่ายก็เพื่อหารายได้และแบ่งเบาภาระแก่ครอบครัวไม่ใช่หรือ ? ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ได้เงินเยอะเท่าไรก็ยิ่งดี !
หลินเว่ยเว่ยยิ้มและส่ายหน้า “พวกเราไม่ทำเนื้อกระต่ายแผ่นหรอก แต่เราจะทำเป็นเนื้อกระต่ายผัดห้าเครื่องเทศ !”
“เช่นนั้น…เนื้อกระต่ายผัดห้าเครื่องเทศก็เหมือนเนื้อแผ่นที่ขายออกไปในราคาดีใช่หรือไม่ ?” เจ้าหนูน้อยไม่กังวลเรื่องรสชาติของเนื้อกระต่ายผัดห้าเครื่องเทศแต่อย่างใด หากพี่รองพูดว่าได้ก็ต้องไม่เลวร้ายแน่นอน สิ่งที่เขาเป็นห่วงในตอนนี้คือกระต่ายที่เลี้ยงมา4เดือนกว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินได้เท่าไหร่ !
“แน่นอน !” หลินเว่ยเว่ยเกาจมูกของตน จากนั้นก็คลี่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “น้องสี่ของพวกเรารู้จักหาเงินให้ครอบครัวแล้ว !”
เจ้าหนูน้อยเกาหลังศีรษะด้วยความเขินอาย “ตอนนี้เงินยังไม่ถึงมือเลย…จะเทียบกับพี่รองได้เช่นไร !”
เมื่อคนในครอบครัวกลับมาหมดแล้ว ทุกคนก็นั่งล้อมวงที่โต๊ะหิน ‘แกงมังกรบิน’ หนึ่งหม้ออันหอมหวน ข้าวขาวสีละมุน หลังรวมกับผัดผักตามฤดูกาลอีกสองอย่างแล้วอาหารเลิศรสก็อร่อยเพิ่มขึ้นทันที
หลินเว่ยเว่ยตักแกงมังกรบินให้คนละถ้วย เนื้อของนกขี้บ่นเป็นสีขาวนวลละเอียด แม้ตัวน้ำแกงจะเป็นสีใสแต่มันก็เข้มข้นและเต็มไปด้วยกลิ่นหอม หลังจากค่อยๆยกมาอังจมูก กลิ่นหอมละมุนก็ซึมลึกเข้ามาในโพรงจมูก หากเป่าครู่หนึ่งแล้วจิบช้าๆ เมื่อน้ำแกงอยู่ในปากเพียงระยะเวลาสั้นๆ ต่อมรับรสได้สัมผัสแล้วก็จะมอบความอร่อยที่ไม่สามารถบรรยายได้
ผ่านไปไม่นานแกงมังกรบินเต็มหม้อก็เหลือก้นหม้อ เพื่อแกงถ้วยสุดท้ายนี้ เจียงโม่หานกับหลีชิงแทบจะต่อสู้กันเลยทีเดียว
หลีชิงจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นก็เอ่ยออกด้วยเสียงทุ่มต่ำ “นกขี้บ่นนี้ข้าเป็นคนยิงกลับมา ดังนั้นแกงถ้วยนี้ข้าควรได้กิน !”
เจียงโม่หานมีสีหน้าเรียบเฉยแต่ก็ไม่ยอมแพ้ “แกงมังกรบินนี้เว่ยเว่ยทำให้ข้า !”
หลีชิงไม่ชอบหน้าอีกฝ่ายมานานแล้ว “เจ้ามีฐานะอันใด มีสิทธิ์อันใดถึงให้เสี่ยวเว่ยทำโน้นทำนี่ให้ ? ขณะเพลิดเพลินกับความสุขที่ผู้อื่นทำให้ เจ้ากลับตระหนี่ในการกระทำของตน แม้แต่เสี่ยวกวนในซ่องยังดีกว่าเจ้า เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็รู้จักยิ้มให้ลูกค้า !”
‘ปัง !’ ทันใดนั้นโต๊ะหินก็สั่นสะเทือน คนที่นั่งข้างโต๊ะล้วนตกใจทันที…รวมถึงสองคนที่กำลังทะเลาะกันด้วย เมื่อเห็นคนที่ลงมือตบโต๊ะแล้ว พวกเขาก็มองด้วยความเป็นห่วง เพราะกลัวว่าหลินเว่ยเว่ยจะตบโต๊ะอาหารเพียงหนึ่งเดียวของครอบครัวจนกลายเป็นก้อนกรวดแทน
“เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ! เพื่อแกงถ้วยเดียวมันคุ้มค่าหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยขยิบตาให้หลีชิงเพื่อบอกให้เลิกพูดได้แล้ว บัณฑิตหนุ่มมีนิสัยเย่อหยิ่ง หากพูดจนเขาหัวเสียแล้วก็ไม่ได้ง้อง่ายๆหรอกนะ !
เจียงโม่หานโกรธจนหน้าหล่อเหลาเปลี่ยนสี เขานั่งอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าไร้อารมณ์…หัวใจขนาดน้อยนิดของข้าถูกทำร้ายแล้ว ข้าไม่ควรได้แกงมังกรบินมาบำรุงสักถ้วยหรือ…เสี่ยวเว่ย เจ้าคิดเองแล้วกัน !
เจ้าหนูน้อยมองแกงมังกรบินถ้วยสุดท้ายด้วยความโลภ น่าเสียดายที่กระเพาะของตนเล็กเกินไป มันใส่ไม่ไหวแล้วจริงๆ ไม่อย่างนั้นเขาก็จะเข้าไปแย่งกับพี่หลีชิงและพี่โม่หานด้วย เจ้าหนูน้อยจ้องแกงมังกรบินแล้วถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา “พี่รอง ซ่องคือสิ่งใด ? เสี่ยวกวนเป็นเจ้าหน้าที่ทางการหรือ ?”
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ถลึงตาใส่หลีชิงด้วยความโมโห “ดูเจ้าสิ ทำเด็กเสียคนหมด ! ข้าขอลงโทษโดยห้ามเจ้ามากินข้าวเย็นด้วยกัน แล้วก็เร็วเลย รีบกลับไปทบทวนตนเองที่บ้านด้านข้าง ! บัณฑิตน้อย อีกประเดี๋ยวข้าจะทำเนื้อกระต่ายผัดห้าเครื่องเทศให้ เจ้าเก็บไว้กินตอนอ่านตำราตอนกลางคืน…”
เจียงโม่หานใช้นัยน์ตาสีรัตติกาลมองนางแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “ข้ามีฐานะอันใด ? ยังมีสิทธิ์ได้เพลิดเพลินกับความสุขที่เจ้าทำให้อยู่หรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยเบนสายตาขอความช่วยเหลือไปทางนางเฝิงที่กำลังมองเรื่องสนุกอยู่ด้านข้าง…น้าเฝิง ช่วยข้าด้วย ช่วยปลอบบัณฑิตน้อยผู้หยิ่งในศักดิ์ศรีและแสนเปราะบางของท่านหน่อยเถิด
[1] เสี่ยวกวน แปลว่า คณิกาชาย
ตอนที่ 150: หัวใจของบุรุษสูงวัย
นางเฝิงหัวเราะแล้วเอ่ยกับนางหวงว่า “ข้าเพิ่งนึกได้ว่าผลไม้อบแห้งของวันนี้ยังทำไม่เสร็จ เราจะส่งสินค้าล่าช้าไม่ได้…”
นางขยิบตาให้นางหวง…‘เรื่องของเด็ก เราอย่าเข้าไปยุ่งให้มากเลย’ ด้านนางหวงยังไม่ทันได้เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นก็โดนนางเฝิงลากตัวออกไปแล้ว
หลินเว่ยเว่ยโดนหญิงสูงวัยทั้งสองทอดทิ้ง เมื่อหันมามองอีกครั้งบัณฑิตหนุ่มก็ยังนั่งรอคำตอบด้วยใจจดจ่อดังเดิม นางจึงลูบจมูกพลางยิ้มแห้งแล้วถามอย่างระมัดระวัง “เอ่อ…เจ้าต้องการฐานะหรือสิทธิ์อันใดหรือ ?”
เจียงโม่หานจ้องนางแต่ไม่ส่งเสียงตอบกลับ…นี่เขาไม่พอใจคำตอบของนางหรือ ?
“มีหรือไม่มีฐานะ มีหรือไม่มีสิทธิ์อันใด พวกเราสองบ้านก็เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน แล้วคนในครอบครัวเดียวกันจะแบ่งแยกเพื่อเหตุใด ?” หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วพร้อมเผยท่าทางหมดความอดทนเล็กน้อย…เจ้าบัณฑิตตัวแสบ เอาใจยากเหลือเกิน !
เจียงโม่หานกลอกตาแล้วเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนในครอบครัวเดียวกันจริงหรือ ? เช่นนั้นเหตุใดไม่เอาของดีให้คนในครอบครัวแต่เอาไปให้คนนอก ?”
หลังถกปัญหามาเป็นเวลานานก็ยังเป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดจาก ‘แกงมังกรบิน’ หลินเว่ยเว่ยกลอกตามองบนอย่างชัดเจน นางไปหาเรื่องใครหรือ ? เหตุใดนางต้องมาเจอกับภัยร้ายที่เหนือความคาดหมายนี้ด้วย ?
“เจ้าพูดได้ถูกต้อง ! รอให้ข้าทำเนื้อกระต่ายผัดห้าเครื่องเทศเสร็จแล้วจะเก็บไว้ให้คนในบ้านเราเท่านั้น เจ้าตกลงหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยเหลือบตามองตามท้ายทอยของบัณฑิตหนุ่ม
เจียงโม่หานเดินกลับไปที่ห้องหนังสือบ้านตระกูลเจียง หลังหยิบกระดาษปึกหนึ่งออกมาแล้ว เขาก็พูดกับหลินเว่ยเว่ยที่กำลังเก็บจานชามอยู่ว่า “นี่คือวิธีเขียนสมุดบัญชีที่ข้าเรียบเรียงมาแล้ว เจ้าลองดูว่ามีส่วนไหนต้องแก้อีกหรือไม่ ?”
นางหวงเห็นเช่นนั้นจึงรีบกล่าวกับบุตรสาวว่า “เจ้าไปคุยงานเถิด ประเดี๋ยวแม่จัดการตรงนี้เอง”
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็พูดว่า “ข้าเป็นชาวนาที่ไม่รู้จักอักษรสักตัว แล้วเจ้าจะให้ข้าอ่านบทความ ไม่ประเมินข้าสูงเกินไปหน่อยหรือ ?”
แม้ปากพูดเช่นนั้น มือกลับเช็ดผ้าแล้วรับกระดาษมาจากมือบัณฑิตหนุ่ม จากนั้นก็เริ่มอ่านทีละบรรทัดอย่างระมัดระวัง
หลินเว่ยเว่ยอ่านไปพลางชี้ตัวอักษรแสนซับซ้อนที่ชวนงงงวยไปด้วย จากนั้นนางก็ถามบัณฑิตหนุ่มอย่างเจียมตัว เจียงโม่หานมองใบหน้าจดจ่อของนาง จมูกเชิดรั้นรูปทรงงดงาม แพขนตางอนยาวจนทอดเงามายังเบื้องล่าง…เวลาที่เด็กตัวแสบไม่พูดหรือไม่หัวรั้นก็พอจะดูเป็นสาวน้อยธรรมดาคนหนึ่งอยู่บ้าง ไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดหมูอัปลักษณ์บ้านอื่นจึงอยากเข้ามากัดสักคำ !
หมูอัปลักษณ์ที่ว่านั้นก็คือซัวถัว
แววตาของเจียงโม่หานเต็มไปด้วยอารมณ์ซับซ้อน ภายนอกเขาคือเด็กหนุ่มอายุ15ปี ทว่าภายในของเขาคือโฉวฝู่ผู้โหดเหี้ยมวัยใกล้50ปีเต็มทน เขามีความรู้สึกเหมือนบิดาสูงวัยคนหนึ่งที่เพิ่งตระหนักได้ว่า ‘ผักกาดขาวของตน’ เติบโตแล้ว
ในชาติก่อนเขาไม่เคยมีชีวิตสมรส แม้แต่อนุภรรยาที่ติดตามเขามานานกว่า20ปีก็ยังเป็นสายลับที่ผู้อื่นส่งมา ท้ายที่สุดยังไม่รู้เลยว่ามีคนมาเคารพหลุมศพของตนบ้างหรือไม่ แต่โชคดีที่เขาไม่มีบุตรหลานให้ห่วง เพราะเหล่าทายาทก็คงเดือดร้อนเพราะเขาและมีจุดจบเยี่ยงกบฏตามไปด้วย
หัวใจของบุรุษสูงวัยต้องมาโมโหแทบคลั่งเพราะเด็กตัวแสบคนหนึ่ง ! นี่มัน…เป็นความรู้สึกแสนซับซ้อนจริงๆ
ตอนที่หลินเว่ยเว่ยถามถึงตัวอักษรธรรมดาตัวหนึ่ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะใช้น้ำเสียงของชายชราสั่งสอนนาง “เคยอ่านตำราพันอักษรหรือไม่ ? นี่คือ ‘เชิง’ ใน ‘จูเชิงเยว่กวาง’ อย่างไรเล่า !”
“ก็บอกแล้วว่าข้าไม่รู้อักษร เป็นเจ้าเองที่อยากให้ข้าอ่าน !” หลินเว่ยเว่ยโต้ตอบอย่างมีเหตุผลและกลอกตาใส่เขา…ข้าเพิ่งถามเจ้ากี่ตัวเอง ? ไม่มีความอดทนแบบอาจารย์เลยสักนิด !
เจียงโม่หานผู้สูงวัยได้แต่ก่นด่าในใจว่า ‘เด็กโง่ !’
“ต่อไปเจ้าหาเวลา1ชั่วยามมาเรียนกับข้า !” ขณะที่นางถามถึงตัวอักษรธรรมดาอีกครั้ง เจียงโม่หานก็ทำสีหน้าเคร่งขรึมแล้วแสดงความเผด็จการทันที
ในที่สุดหลินเว่ยเว่ยก็อ่านกระดาษไม่กี่แผ่นเสร็จ นางชี้สองสามจุดที่คิดว่าควรแก้ไข จากนั้นก็ยื่นกระดาษคืนให้เขา “พอเถิดน่า ทุกวันนี้ข้ายุ่งจะตายแล้วจะมีเวลาว่างมานั่งศึกษาตำราหรือ ?”
ขณะมองใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่ยอมแพ้นั้น นางก็พยายามพูดต่อ “ตำราพันอักษรข้าเคยอ่านมาแล้ว ถ้าไม่เชื่อข้าจะท่องให้เจ้าฟัง…ฟ้าดำดินเหลือง จักรวาลนับบรรพกาล…เจ้ารู้หรือไม่ว่าจักรวาลกว้างใหญ่เพียงใด ? ข้าจะบอกเจ้าให้ว่าในจักรวาลประกอบด้วยกาแลคซีมากมาย กาแลคซีที่เราอาศัยอยู่เรียกว่าระบบสุริยะ ส่วนที่พวกเราเหยียบอยู่ก็คือดาวเคราะห์ เรียกว่าดาวโลก ส่วนดาวโลกนี้ตัวมันเองหมุนรอบดวงอาทิตย์จึงทำบนโลกมีสี่ฤดู….”
เจียงโม่หานฟังที่นางพูด แม้จะเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระแต่ก็ไม่เหมือนเรื่องจักรวาลที่เอ่ยขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย ทว่าสุดท้ายเขาก็ยังไม่หลงประเด็นเพราะถ้อยคำของนาง “ตกลงตามนี้1ชั่วยามทุกวัน !”
หลังคว้ากระดาษคืนไปแล้วเขาก็หันหลังเดินจากไป ทว่าหันกลับมามองหลินเว่ยเว่ยที่ทำตัวเหมือนมะเขือโดนแช่เย็นอีกครั้ง เขาจึงอดเตือนไม่ได้ว่า “ต่อไปเรื่องจักรวาล กาแลคซีหรือดาวโลกเหล่านี้ห้ามนำไปพูดต่อหน้าคนนอกเด็ดขาด จำไว้ !”
หลินเว่ยเว่ยทำแก้มป่องเหมือนคางคกเวลาโมโห “พูดแล้วจะทำไม ? จะโดนมองเป็นสัตว์ประหลาดแล้วโดนเผาตายหรืออย่างไร ?”
เจียงโม่หานขมวดคิ้วทันที “วางใจได้ ข้าไม่มีทางปล่อยให้ผู้ใดจับเจ้าไปเผาหรอก !” เว้นเสียแต่ข้าจะตายไปก่อน !
ทันใดนั้นดวงตาของหลินเว่ยเว่ยก็เปลี่ยนเป็นเสี้ยวพระจันทร์ “เจ้าไม่คิดว่าคนอย่างข้า…ผิดปกติมากหรือ ?”
“เดิมทีคนสติไม่ดีก็ใช้มุมมองปกติมองไม่ได้อยู่แล้ว มีบางอย่างที่ข้าคิดว่าเจ้ากำลังพูดไร้สาระ !” เจียงโม่หานอดเลิกคิ้วไม่ได้...เด็กตัวเหม็นคิดจะสารภาพรักต่อข้าหรือ ?
ทันใดนั้นดวงตาเสี้ยวพระจันทร์ของหลินเว่ยเว่ยก็เบิกโตพลางกล่าวด้วยความโมโห “เจ้าบอกว่าใครสติไม่ดี ? ข้าฉลาดจะตาย ! ตีคนไม่ตีหน้า ด่าคนไม่เผยจุดอ่อน นิสัยสุภาพบุรุษของเจ้าหายไปไหนแล้ว ?”
“สุภาพบุรุษหรือ ? แม้จะเป็นคนนิสัยดีเพียงใด ถ้ามาเจอคนอย่างเจ้าก็ไม่มีเหลือ !” หลังกล่าวประโยคนี้จบแล้วเจียงโม่หานก็เดินกลับบ้านทันที เขากลับไปแก้ไข ‘วิธีเขียนสมุดบัญชี’ ต่อไป !
ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็เหมือนเสือดาวที่โดนแย่งอาหาร นางยกไม้ยกมือพลางแยกเขี้ยวอยู่ด้านหลังของเขา
หลังฤดูใบไม้ร่วงแล้วอากาศก็ยังร้อนและแห้งแล้งเหมือนเดิม ดวงอาทิตย์ฉายแสงร้อนผ่าวลอยอยู่เหนือศีรษะ ไม่มีทีท่าว่าจะมีฝนตกแม้แต่น้อย หลังจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวสร้างกังหันวิดน้ำและขุดคูน้ำเสร็จแล้วชาวบ้านที่ไม่คิดจะปลูกผักในฤดูใบไม้ร่วงก็ลงมือปลูกชนิดข้ามวันข้ามคืนทันที
ผู้ใหญ่บ้านจัดลำดับการใช้น้ำให้แต่ละครัวเรือนโดยยึดจากบ้านที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำเรียงไปถึงอยู่ไกลสุด หากถึงลำดับของบ้านไหนแล้ว บ้านนั้นต้องเป็นคนไปออกแรงขับเคลื่อนกังหันวิดน้ำเอง เมื่อรดเสร็จแล้วถึงจะเปลี่ยนเป็นอีกบ้านหนึ่ง เนื่องจากกังหันวิดน้ำในฉือหลี่โกวเป็นสิ่งประดิษฐ์แปลกใหม่อย่างหนึ่งจึงส่งผลให้คนในหมู่บ้านใกล้เคียงแทบจะมารุมดูกันทั้งหมด
พวกเขารู้สึกอิจฉาริษยาเพราะไม่มีใช้เหมือนหมู่บ้านฉือหลี่โกวซึ่งมีน้ำบนภูเขาที่ไม่แห้งเหือดตลอดทั้งปี ภัยแล้งในปีนี้รุนแรงมาก น้ำในแหล่งอื่นล้วนแห้งเหือดจนเห็นพื้นดินด้านล่างแล้ว ดังนั้นหากไม่มีน้ำแล้ว มีกังหันวิดน้ำไปก็ไร้ประโยชน์อันใด !
คนในหมู่บ้านใกล้เคียงล้วนมีความสัมพันธ์อันดีต่อคนในฉือหลี่โกว บุตรสาวที่ออกเรือนไปหรือลูกสะใภ้ไม่น้อยที่มาขอยืมข้าวสารจากญาติในฉือหลี่โกว ทว่ากังหันวิดน้ำของหมู่บ้านฉือหลี่โกวเพิ่งสร้างเสร็จ การเก็บเกี่ยวของปีนี้ก็ไม่ดีจึงมีชาวบ้านจำนวนมากจ่ายภาษีที่นาไม่ไหว ในหนึ่งวันกินได้แค่แกงผักสองมื้อ แล้วไฉนเลยจะให้ผู้อื่นยืมข้าวสารได้ ?
ตระกูลหลินและตระกูลเจียงหนีภัยสงครามมาจากต่างถิ่น ไม่มีญาติในที่นี่จึงไม่มีใครมาขอยืมจากพวกเขา ทว่าแม่สื่อที่มาพูดเรื่องแต่งงานกับตระกูลหลินกลับมีเพิ่มมากขึ้น
จบตอน
Comments
Post a Comment