weiwei ep151-160

ตอนที่ 151: การแต่งงานสุดเลวร้าย


เมื่อก่อนตอนที่ตระกูลหลินขาดเสาหลักเหลือเพียงแม่ม่ายลูกติดและยังมีตัวถ่วงเป็นบุตรโง่เขลาอีกหนึ่งคน บุตรสาวคนโตของบ้านก็มีอายุ15ปี แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดเข้ามาพูดเรื่องการแต่งงานเลย


บุตรสาวคนโตของตระกูลหลินไม่ได้มีหน้าตาน่าเกลียดเพราะได้ยีนเด่นของบิดาและมารดา แม้ว่าบุตรชายและบุตรสาวทั้งสี่คนจะเทียบไม่ได้กับเจียงโม่หาน แต่ท่ามกลางเด็กในหมู่บ้าน พวกเขาก็ถือว่ามีหน้าตาระดับกลางถึงสูง


แม้หน้าตาและอุปนิสัยของบุตรสาวคนโตจะด้อยกว่าน้องสาว ทว่ายังไม่ใช่จุดสำคัญที่ชาวบ้านไม่เลือกนาง แต่มีเพียงเหตุผลข้อเดียว…เหตุผลใหญ่ที่สุดคือกังวลว่าพอแต่งนางเข้าบ้านแล้ว บุตรที่คลอดออกมาจะเป็นเด็กสติปัญญาไม่ดีเหมือนน้องสาว และนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้บุตรสาวคนโตตระกูลหลินมีปมเรื่องความเกลียดชังน้องรอง


หลังจากที่หลินเว่ยเว่ยลงเขามาแล้วก็ได้กวางแดงไปเก็บไว้ในห้องใต้ดิน จากนั้นก็เดินมาที่สวนหลังบ้านและเห็นนางหวงกำลังส่งสตรีชุดสีเขียวแดงออกจากบ้านด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม นางจึงถามด้วยความสงสัย “ท่านแม่เจ้าคะ นั่นใครหรือ ? แต่งตัวสวยเชียว”


นางหวงตอบพร้อมรอยยิ้ม “นางน่ะหรือ เจ้าควรเรียกนางว่าอาฮวา นางเป็นแม่สื่อที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในละแวกนี้”


“แม่สื่อ ? มาคุยเรื่องแต่งงานของพี่ใหญ่หรือ ? ฝ่ายชายเป็นครอบครัวเช่นไร ? เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิท่านแม่” หลินเว่ยเว่ยหยิบผลไม้อบแห้งเข้าปากแล้วเคี้ยวโดยไม่รักษาภาพลักษณ์


ในเวลานี้เจ้าหนูน้อยก็พาบุตรสาวคนโตตระกูลหลินเดินเข้ามา นางหวงให้พี่น้องสตรีทั้งสองมานั่งข้างตน จากนั้นก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า “ครอบครัวที่อาฮวาของพวกเจ้ากล่าวถึงเป็นคนในหมู่บ้านละแวกนี้ อายุมากกว่าเจ้าใหญ่1ปีและมีพี่สาวอีก3คน มีเพียงเขาคนเดียวที่เป็นลูกชาย ฐานะทางบ้านก็ไม่เลว มีที่นา10หมู่ อาฮวาของเจ้ายังกล่าวอีกว่าเด็กผู้ชายคนนั้นนิสัยดีมาก…บ้านพวกเขากำลังหาคนที่ขยันและทำงานเก่งเหมือนพี่เจ้าอยู่ !”


พี่สาวคนโตก้มหน้าลง ในขณะที่ฟังนั้นใบหน้าของนางก็เป็นสีแดงระเรื่อราวกับว่าไม่มีความเห็นใด


แต่สัญชาตญาณของหลินเว่ยเว่ยบอกว่าชายผู้นั้นไม่ใช่คู่ครองที่ดี “ในบ้านมีพี่สาว3คน มีน้องชายสุดรักสุดหวงเพียงคนเดียว เช่นนี้พวกนางจะไม่ตามใจเขาเป็นว่าเล่นเลยหรือ ? ท่านแม่เจ้าคะ พวกเราต้องไปลองสืบดูก่อน อย่าเอาแต่นิ่งเฉย กินดีอยู่ดีในบ้านไปวันๆ คนที่หาลูกสะใภ้ขยันคืออยากให้ไปเป็นวัวเป็นควายที่บ้านแล้วเอาใจลูกชายต่อไปไม่ใช่หรือ ?


บ้านมีที่นา10หมู่ เท่าที่ข้ารู้คือปีนี้หมู่บ้านในละแวกนี้ไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยว ดังนั้นที่นา10หมู่คงว่างเปล่า เลยคิดจะมาขอข้าวสารไปเติมท้องไม่น้อยเลยกระมัง ? ถ้าพี่ใหญ่แต่งเข้าไปแล้วกินไม่อิ่ม ท่านจะไม่ปวดใจจนต้องส่งเงินส่งของไปช่วยนางหรือ ? นิสัยดีเสียด้วย ? ขออย่าให้เป็นคนไร้หัวคิด อะไรก็เอาแต่เชื่อฟังพ่อแม่เถิด”


ใบหน้าเขินอายของบุตรสาวคนโตจางหายไปทันที นางขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาจะเอาแต่กินนอนไม่ทำสิ่งใดและไร้สมอง ? บ้านมีที่นา10หมู่ก็ถือว่ามีทรัพย์สมบัติอยู่บ้าง เขาจะมาขอข้าวจากทางบ้านฝ่ายหญิงได้อย่างไร ? ไม่รู้อันใดก็อย่าพูดจาเรื่อยเปื่อย !”


“ใช่สิ ! เพราะไม่รู้อันใดเราจึงต้องสืบให้แน่ใจก่อน ปากของแม่สื่อคือผีเจ้าเล่ห์ ไหนเลยจะเชื่อได้ ?” หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปาก “ท่านอยากออกเรือนเร็วถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ?”


พี่สาวคนโตจึงกล่าวอย่างเขินอาย “ใครรีบแต่งกันเล่า ? ถ้ายังพูดเหลวไหลอีก ข้าจะฉีกปากเน่าๆของเจ้าเสีย !”


นางหวงถอนหายใจ “เด็กสาวในหมู่บ้านคุยเรื่องหมั้นหมายกันตั้งแต่อายุสิบสองสิบสามแล้ว คนที่เป็นเช่นเจ้าใหญ่ที่อายุ15ปีแล้วยังไม่มีสัญญาหมั้นหมายก็เหลืออยู่แค่ไม่กี่คน เป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องเอง ทำให้การแต่งงานของพี่เจ้าล่าช้า !”


“เพิ่ง15ปีไม่ใช่25ปีเสียหน่อย เหตุใดต้องรีบร้อนด้วยเจ้าคะ ?” หลินเว่ยเว่ยรีบปลอบมารดาที่กำลังร้องไห้ “ชีวิตของบ้านเราก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พี่ใหญ่ยังเรียนทอผ้าจากย่าหลิวอยู่ รอให้นางเรียนจบแล้ว แค่งานทอผ้าอย่างเดียวก็สามารถทำเงินได้ไม่น้อยในหนึ่งเดือน บ้านเราเพิ่มสินเดิมเข้าไปอีกหน่อย จะต้องกังวลว่าแต่งออกไปไม่ได้อีกหรือ ?”


“อายุ15ปีก็ไม่น้อยแล้ว บุตรสาวตระกูลติงอายุรุ่นเดียวกับพี่เจ้า แต่บุตรของนางกลับเรียกแม่ได้แล้ว !” นางหวงก็เศร้าเหมือนกัน แต่หลังจากได้ยินบุตรสาวคนรองวิเคราะห์ก็เริ่มคิดว่าครอบครัวที่นางฮวากล่าวถึงดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าไร


“อายุสิบห้าก็ยังมีร่างกายเป็นเด็กอยู่ ยังไม่โตเต็มที่ พอมีลูกแล้วก็มักจะแท้งง่าย เด็กก็ไม่ได้เลี้ยงง่ายๆ…เรื่องพวกนี้ข้าได้ยินมาจากท่านหมอเหลียง เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มาจากครอบครัวหมอก็มักออกเรือนตอนอายุได้18ปีทั้งนั้น !


ที่บ้านอื่นให้บุตรสาวแต่งออกไปเร็วเพราะจะได้ประหยัดข้าวปลาอาหาร แต่ฐานะของพวกเราในเวลานี้ใช่ว่าจะเลี้ยงพี่ใหญ่ไม่ไหวเสียหน่อย แต่ก็พูดเถิด ปริมาณอาหารที่พี่ใหญ่กินก็ไม่น้อยจริงๆ ถ้าครอบครัวธรรมดาทั่วไปจะต้องเลี้ยงไม่ไหวแน่นอน…” ท้ายที่สุดหลินเว่ยเว่ยก็อดไม่ได้ที่จะบ่นสักประโยค


“เจ้ากล้าพูดว่าข้ากินเยอะหรือ ? มีมื้อไหนบ้างที่ข้ากินเยอะกว่าเจ้า ?” บุตรสาวคนโตโกรธจนควันออกหู การที่ข้ายังไม่มีสัญญาหมั้นหมายจนถึงตอนนี้ไม่ได้เป็นเพราะตัวถ่วงสติไม่สมประกอบอย่างเจ้าหรือ ? ยังรังเกียจที่ข้ากินเยอะอีก ! บ้านยากไร้เพราะใครกันแน่ ?


หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้ม “สิ่งที่ข้ากินเป็นของที่หามาด้วยตนเอง ดังนั้นข้าจึงสามารถกินได้อย่างสบายใจ !”


“เจ้าไม่ได้เพิ่งหาเงินเข้าบ้านในช่วงไม่กี่เดือนนี้เองหรือ ? หลายปีก่อนท่านแม่ก็ไม่ได้รังเกียจที่เจ้ากินเยอะ ! แต่ตอนนี้เพิ่งหาเงินได้แค่ไม่กี่วันก็ทำตัวเป็นคางคกขึ้นวอแล้ว ! รอให้ผ่านไปอีกสองสามเดือน ข้าเรียนทอผ้าจบแล้ว กินของเจ้าไปเท่าไร ข้าจะคืนให้เป็นเท่าตัว !” บุตรสาวคนโตโมโหจนตาแดง


หลินเว่ยเว่ยจึงไม่แกล้งนางอีก “มาจริงจังกันต่อเถิด เรื่องการแต่งงานครั้งนี้ของพี่ใหญ่ยังต้องสืบให้แน่ใจก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ ท่านแม่เจ้าคะ ท่านคิดตามนะ ปีแห่งภัยแล้งเช่นนี้มีบ้านไหนไม่ใช้ชีวิตอย่างประหยัดบ้าง ? แต่งลูกสะใภ้เข้าบ้านในเวลานี้ไม่เหมือนเพิ่มปากมาอีกหนึ่งปากหรือ ? การเอ่ยถึงเรื่องแต่งงานในเวลานี้ หากไม่ได้เป็นเพราะบ้านมีฐานะร่ำรวย เลี้ยงเพิ่มอีกปากไหว ก็ต้องมีแผนร้ายบางอย่างซ่อนอยู่…”


บุตรสาวคนโตยังโมโหอยู่จึงคิดว่าหลินเว่ยเว่ยเห็นนางได้ดีกว่าไม่ไหว ดังนั้นต้องจงใจไม่อยากให้การแต่งงานครั้งนี้สำเร็จ ส่วนนางหวงกลับคิดตก “เจ้ารองกล่าวได้ถูกต้อง ต้องสืบให้แน่ใจเสียก่อน ! แม่เคยได้ยินป้ากุ้ยฮวาของเจ้าบอกว่านางมีพี่สาวคนหนึ่งแต่งไปอยู่ในหมู่บ้านนั้น ประเดี๋ยวแม่จะให้นางไปสืบ”


เมื่อพักกลางวันเสร็จแล้ว ป้ากุ้ยฮวาก็เข้างานช่วงบ่ายและได้ยินเรื่องราวจากนางหวง นางจึงขอลางานครึ่งเช้าของวันถัดไปทันที หลังเตรียมข้าวสารจำนวนหนึ่งแล้วก็ไปเยี่ยมบ้านพี่สาวคนรอง ณ หมู่บ้านเซี่ยถัง


มื้อกลางวันนั้นป้ากุ้ยฮวาไม่ได้อยู่กินข้าวที่บ้านพี่สาว เพราะนางกลับมาด้วยความโมโหทันที “น้องหวง โชคดีที่เจ้าให้ข้าไปสืบก่อน !”


นางหวงถามด้วยสีหน้าจริงจัง “เป็นเช่นไรบ้าง ? บ้านนั้นมีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ ?”


“มีสิ่งใดผิดปกติเช่นนั้นหรือ? บ้านนั้นไม่เห็นเด็กผู้หญิงเป็นคนด้วยซ้ำ เดิมทีบ้านนั้นไม่ได้มีลูกสาวแค่3คนหรอก พอคลอดออกมาก็กดให้จมน้ำตายตั้งแต่เกิด จากนั้นก็เอาไปโยนทิ้งบนภูเขา ต่อมาก็เหลืออยู่แค่3คน พวกนางโดนครอบครัวใช้ให้เป็นวัวเป็นควายตั้งแต่เด็ก พอโตแล้วเพื่อให้ได้สินสอดเพิ่มหน่อยก็ให้ออกเรือนไปอยู่ในบ้านสามีแบบไหนรู้หรือไม่? พ่อม่ายบ้างล่ะ คนพิการบ้างเล่า จะแบบไหนก็ให้แต่งเข้าไปหมด แถมยังบีบบังคับให้ลูกสาวเอาของมีค่าต่างๆมาจากบ้านสามี ลูกสาว3คนไม่มีใครได้มีชีวิตที่ดีสักคน!”


ป้ากุ้ยฮวาเอ่ยถ้อยคำมากมายออกมาภายในชั่วอึดใจ หลังรับน้ำจากมือหลินเว่ยเว่ยมาดื่มแล้ว นางก็กล่าวต่อทันที “หมู่บ้านเซี่ยถังย่ำแย่มาก พืชผลเก็บเกี่ยวไม่ได้แถมยังไม่กล้าขึ้นเขาไปหาของป่า เปลือกไม้และรากหญ้าแถวหมู่บ้านโดนขุดมากินหมดแล้ว ส่วนบ้านพี่สาวของข้านั้น…ไม่มีข้าวกินมาสองวันแล้ว ครอบครัวที่นางฮวาเอ่ยถึงก็ไม่ได้อดอยากหรอก แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดถึงไม่อดอยาก? เพราะผู้หญิงคนนั้นบังคับให้ลูกสาวขายบุตรเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงคนในครอบครัวมารดา!”


นางหวงมีสีหน้าที่ย่ำแย่ “เช่นนั้น…ครอบครัวฝ่ายสามีจะเห็นด้วยหรือ?”


“ไม่เห็นด้วยก็ไปสร้างปัญหาให้ทุกวัน ก่อกวนจนอีกบ้านใช้ชีวิตต่อไม่ได้ หลังโดนปลูกฝังจากมารดาตั้งแต่เด็ก พวกลูกสาวก็คิดว่าเด็กผู้หญิงเป็นตัวล้างผลาญครอบครัว ในปีแห่งภัยแล้งเช่นนี้ การขายลูกไม่ได้มีแค่บ้านสองบ้านหรอก…” ขณะที่พูดป้ากุ้ยฮวาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาแรงๆ


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินที่ไม่รู้ว่าก้าวเข้ามาในบ้านตั้งแต่เมื่อใด นางมีสีหน้าซีดขาวทันทีและคิดในใจว่าโชคดีที่น้องรองปากมากให้คนไปสืบก่อน เช่นนั้นหากเข้าไปในครอบครัวนั้นแล้ว ไม่เพียงต้องกลายเป็นทาส แต่อาจโดนปลิงดูดเลือดกัดกินนางและครอบครัวมารดาตลอดไป


ตอนที่ 152: ข้าทำอันใดให้อีก ?


หลินเว่ยเว่ยเดินเข้าไปหาแล้วตบบ่าพี่สาวพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องเสียใจ ในชีวิตหนึ่งมีใครไม่ต้องเจอผู้ชายแย่ๆบ้าง ? คางคกสองขาหายาก บุรุษสองขาหาได้ทั่วไปไม่ใช่หรือ ? เจ้าก็อย่าใจร้อน…”


“คะ…ใครใจร้อน ? เห็นข้าเป็นตัวเจ้าที่จะเห็นผู้ชายแล้วขยับตัวไม่ได้น่ะหรือ !” พี่สาวคนโตสะบัดมือนางออกด้วยความโมโห


หลินเว่ยเว่ยจึงเถียงกลับทันที “ข้าเห็นผู้ชายแล้วขยับตัวไม่ได้ตั้งแต่เมื่อใด ? เจ้ากำลังใส่ร้ายผู้อื่น ! ถ้าไม่ใช่รูปโฉมและสติปัญญาอย่างบัณฑิตน้อยก็ไม่มีทางเข้าตาคนอย่างข้าหลินเว่ยเว่ยผู้นี้หรอก !”


“หืม ? เช่นนั้นข้าต้องขอบคุณคำชื่นชมจากเจ้าหรือไม่ ?” เจียงโม่หานเดินผ่านพี่น้องคู่นี้ด้วยท่าทางสบาย จากนั้นก็หาบริเวณที่สะอาดแล้วนั่งลงอ่านตำราใต้ต้นพลับซึ่งท่าทางการถือตำราของเขาได้กลายเป็นภาพวาดแสนงดงามทันที


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินดึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโง่งมของหลินเว่ยเว่ยกลับมา “ข้าขอเตือนคางคกเกียจคร้านอย่างเจ้าว่าให้รู้จักเจียมตัวเอาไว้ หากไม่ลดมาตรฐานลงหน่อย ข้ากลัวเจ้าจะขึ้นคานไปชั่วชีวิต”


“ขึ้นคานก็ขึ้นสิ ข้าไม่ได้เหมือนเจ้าเสียหน่อยที่…อยากออกเรือนจนตัวสั่น !” หลินเว่ยเว่ยเสียดายที่ในชาติก่อนไม่เรียนวาดภาพจึงไม่อาจวาดภาพอันงดงามนี้เก็บไว้ได้ หลังรอให้บัณฑิตหนุ่มแต่งภรรยาแล้ว นางอยากจะเห็นภาพนี้เท่าไรก็เป็นเรื่องยาก…ดังนั้นต้องมองให้มากหน่อย คิดเสียว่านี่เป็นโอกาสสุดท้าย ! เฮ้อ…


เจียงโม่หานเงยหน้ามอง…จู่ๆถอนหายใจทำไมหรือ ? เด็กคนนี้ไม่ได้ขัดแย้งกับพี่สาวหรอกหรือ ? เหตุใดจึงกังวลเรื่องงานแต่งแทนพี่สาวถึงขนาดนั้น ?


เจียงโม่หานครุ่นคิดแล้ววางตำราในมือลง จากนั้นก็พูดกับหลินเว่ยเว่ยที่กำลังจ้องมาอย่างโง่งมว่า “โกดังสร้างไปได้พอสมควรแล้ว ข้าคิดจะเข้าเมืองพรุ่งนี้ เจ้าอยากไปด้วยหรือไม่ ?”


“ได้สิ ในเมื่อเจ้าอุตส่าห์เชิญทั้งที ข้าก็จะฝืนตามไปแล้วกัน !” หลินเว่ยเว่ยแค่เศร้าในช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น นางเริ่มกลับมาร่าเริงอีกครั้งแล้ว


เจียงโม่หานมองนางพลางคิดว่า…เปล่าประโยชน์ที่จะเป็นห่วงเด็กตัวเหม็น !


วันรุ่งขึ้น เมื่อทั้งสองขึ้นไปนั่งเกวียนที่มีหลิวว่ายจื่อเป็นคนขับแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็หยิบเกี๊ยวทอดห่อหนึ่งขึ้นมา จากนั้นยื่นไปทางบัณฑิตหนุ่ม “ข้าเห็นว่าเมื่อเช้าเจ้ากินโจ๊กไปแค่ถ้วยเดียว กินอีกหน่อยสิ”


เจียงโม่หานมองเกี๊ยวทอดพักหนึ่ง จากนั้นก็ส่ายหน้าอย่างมั่นใจ ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็ไม่บังคับ หลังแบ่งให้หลิวว่ายจื่อสองสามชิ้นแล้ว นางก็เริ่มเคี้ยวไม่เหมือนใคร


ขณะมองท่าทางการกินของนาง เจียงโม่หานก็ขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “ในฐานะเด็กผู้หญิง เจ้า…”


หลินเว่ยเว่ยยกมือห้ามแล้วกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าจะพูดสิ่งใด เจ้าไม่เห็นข้าเป็นเด็กผู้หญิงก็จบแล้วไม่ใช่หรือ ? ข้าคิดว่าใส่ชุดบุรุษยังจะสบายกว่า…”


หลิวว่ายจื่อกำลังกินเกี๊ยวทอดไส้หมูอย่างเอร็ดอร่อย หลังได้ยินเช่นนั้นเขาก็รีบพูดประจบทันที “หลานสาว เจ้าใส่ชุดสตรีก็งดงามเช่นกัน ข้าคิดว่าคุณหนูในเมืองเหล่านั้นยังเทียบเจ้าไม่ได้เลย !”


หลินเว่ยเว่ยก้มหน้ามองชุดกระโปรงที่นางเฝิงทำให้ สีเขียวอ่อนเข้าชุดทำให้นางดูเหมือนต้นอ่อนที่เพิ่งแตกหน่อ ชุดนี้เมื่อมองไปแล้วก็สวยแต่นางรู้สึกสบายใจมากกว่าเมื่อได้ใส่กางเกง


“สิ่งที่บัณฑิตน้อยหมายถึงคือพวกคุณหนูสูงศักดิ์ในเมืองมีความเป็นผู้ดี ไม่เหมือนคนที่กล้ากินเกี๊ยวทอดบนถนนเช่นข้า !” ขณะที่กล่าวเช่นนี้หลินเว่ยเว่ยก็หยิบเกี๊ยวทอดเข้าปากอีกชิ้น


หลิวว่ายจื่อทำปากบิดเบี้ยวแล้วกล่าวว่า “ผู้ดีอันใดกัน สตรีเหล่านั้นก็แค่ดัดจริต ! ชาวบ้านอย่างพวกเราไม่ได้พิถีพิถันถึงเพียงนั้นเสียหน่อย !”


“พิถีพิถันก็ทำให้ผู้อื่นดู ในป่ารกร้างห่างไกลความเจริญเช่นนี้จะทำตัวเป็นผู้ดีให้ใครดู ?” หลินเว่ยเว่ยถือโอกาสตอนที่เจียงโม่หานไม่ทันตั้งตัวยัดเกี๊ยวทอดเข้าปากเขาหนึ่งชิ้นแล้วยกยิ้มด้วยปากมันเยิ้มของตน “กินสิ ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล แต่กระเพาะเราใหญ่ที่สุดแล้ว การหิวมันทรมานมากนะ !”


ท้ายที่สุดเจียงโม่หานก็ทำใจไม่ได้ที่จะพ่นเกี๊ยวทอดในปากทิ้ง วันนี้หลินเว่ยเว่ยขึ้นเขาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างซึ่งกลับมาพร้อมแอปเปิลและบลูเบอร์รี่อย่างละหนึ่งตะกร้า มื้อเช้าเป็นฝีมือของบุตรสาวคนโต โจ๊กข้าวขาว ผักดองรวมกับแป้งทอดซึ่งรสชาติไม่ค่อยดีนัก เขาจึงฝืนกินโจ๊กเข้าไปเพียงหนึ่งถ้วย


เมื่อหลินเว่ยเว่ยกลับมาแล้วก็นำหมูสับที่คนงานทำไว้แล้วมาทำเป็นเกี๊ยวทอดไส้หมู เมื่อกินไม่ทัน นางก็ใช้กระดาษน้ำมันห่อแล้วบอกว่าจะนำมากินระหว่างทาง คนหนึ่งประหยัดได้ก็ประหยัด ทำอาหารโดยไม่ใส่เกลือหรือน้ำมัน ส่วนอีกคนมือใหญ่ใจถึง ไม่ว่าจะกินหรือดื่มก็จัดเต็ม…สองพี่น้องนี้ นางหวงเลี้ยงมาเหมือนกัน เหตุใดแตกต่างกันถึงเพียงนี้ ?


เจียงโม่หานเห็นเกี๊ยวทอดในมือหลินเว่ยเว่ยเหลือไม่มากแล้วจึงแอบเอื้อมมือไปหยิบ (แย่ง) มาจากนาง หลินเว่ยเว่ยหันไปมองด้วยดวงตากลมโต…เจ้าไม่เห็นตัวเองเป็นคนนอกแล้วสินะ !


เกวียนเทียมล่อมาถึงในเมืองอย่างรวดเร็ว ผ่านไปแรมเดือนแต่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ต้องมีคนสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในเขตเริ่นอัน หน้าประตูมีด่านเกิดขึ้น แต่ละคนต้องจ่าย2อีแปะเป็นค่าผ่านทางและภายนอกก็มีชาวบ้านหน้าตาซีดเหลือง หุ่นซูบผอม เสื้อผ้าขาดวิ่นกำลังแบมือขออาหารจากคนที่ผ่านไปผ่านมา


“กู่เหนียง คุณชาย ขออาหารให้เราหน่อยเถิด…”


“กู่เหนียง ท่านดูลูกสาวบ้านข้าสิ นางอายุ6ขวบแล้ว สามารถทำอาหาร ซักผ้าและทำความสะอาดบ้านได้ ขอแค่2ตำลึงเท่านั้น…”


“พี่สาว ท่านซื้อข้าได้หรือไม่ ? ข้าไม่ต้องการเงินท่านเลย ขอแค่มีอาหารให้กินก็พอแล้ว…”


“กู่เหนียง…”


ตอนที่ต่อแถวเข้าเมืองก็มีชาวบ้านที่ประสบภัยไม่น้อยเห็นหลินเว่ยเว่ยอยู่ในชุดใหม่เอี่ยม ผิวพรรณขาวสะอาด ดูราวกับสตรีที่มาจากครอบครัวร่ำรวย พวกเขาจึงเข้ามารุมล้อมทันที


หลิวว่ายจื่อรีบไล่คนพวกนั้นออกไปทันที “ออกไป ออกไปให้หมด! พวกเราไม่มีของกินแล้วก็ไม่ซื้อคนด้วย!”


แม้หลิวว่ายจื่อจะมีรูปร่างผ่ายผอม ทว่าแค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นอันธพาลที่ไม่ควรหาเรื่อง เป็นอย่างที่คิดคือชาวบ้านซื่อๆ พวกนั้นไม่กล้าเข้ามาอีก ได้แต่ใช้สายตาน่าสงสารมองอยู่ห่างๆ เพื่ออ้อนวอนหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หาน


“ตั้งแต่เมื่อไรที่นอกเมืองมีการขายเด็กเยอะเช่นนี้ ?” หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้ว


หลิวว่ายจื่อถอนหายใจ “ก่อนฤดูเก็บเกี่ยวก็เป็นเช่นนี้แล้ว! หมู่บ้านเรายังพอเก็บเกี่ยวได้บ้าง ส่วนหมู่บ้านอื่นแม้แต่เรื่องดื่มน้ำยังกลายเป็นปัญหา ในไร่ยิ่งไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยว ทว่าทางการก็ยังบีบให้ชาวบ้านจ่ายภาษี พวกเขาจึงจำใจเอาลูกมาขาย…”


“แม้ในเมืองจะดีกว่าข้างนอกหน่อย แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตกันอย่างลำบากเหมือนกัน ตอนนี้ราคาข้าวสารเพิ่มขึ้นทุกวันและยังไม่แน่ว่าจะหาซื้อได้ด้วย พวกพ่อค้าใจดำก็กักตุนข้าวสารเอาไว้แล้วค่อยปล่อยขายอีกทีตอนราคาสูงขึ้น…เฮ้อ พวกโจรนี่ จงใจไม่เหลือทางรอดให้ราษฎร!”


เจียงโม่หานมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาเมินเฉย เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ในชาติก่อนเขาเคยเผชิญมากับตัว เจ้าเมืองจงโจวกำลังจะเกษียณอายุราชการและเพื่อสร้างความประทับใจให้เจ้านายจึงพยายามปกปิดผลจากภัยแล้งอย่างสุดกำลัง


ในเวลาไม่กี่เดือน บ้านสิบหลังในเมืองจงโจวจะว่างถึงเก้าหลัง มีผู้หิวโหยยาวนับพันลี้ ชาวบ้านที่ประสบภัยต่างโจมตีที่ว่าการอำเภอและที่ว่าการเมือง พวกกบฏจากราชวงศ์ก่อนใช้โอกาสนี้กลับมาสร้างความโกลาหล ทางเหนือจึงเข้าสู่สมรภูมิรบอีกครั้ง…


เจียงโม่หานขมวดคิ้ว ท่ามกลางโลกที่แสนวุ่นวาย สิ่งที่ไม่คุ้มค่ากับเงินที่สุดคือชีวิตมนุษย์ หลังกลับชาติมาเกิดอีกครั้ง ถ้าเขาปล่อยให้ครอบครัวของตนและสหาย…ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายหรือได้รับบาดเจ็บ เขาจะไม่ทำให้โอกาสที่สวรรค์มอบให้ครั้งนี้สูญเปล่าหรือ?


หลินเว่ยเว่ยมองมาทางบัณฑิตหนุ่มด้วยความงุนงง นางชี้ที่จมูกของตนและใบหน้าเต็มไปด้วยคำถาม…มองข้าด้วยเหตุใด? ข้าทำอันใดให้อีก?


ตอนที่ 153: ไม่ค่อยปลอดภัย


ณ ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ หนิงตงเซิ่งกำลังเดินอยู่ในร้านและเมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยในชุดสีเขียวอ่อน เขาก็เผยแววตาประหลาดใจและตกตะลึงกับภาพตรงหน้าทันที…คาดไม่ถึงว่าหลินกู่เหนียงในชุดสตรีจะดูโดดเด่นเพียงนี้!


“หลินกู่เหนียง ไม่พบกันหลายวัน ที่บ้านเป็นอย่างไรบ้าง?” การแสดงออกของหนิงตงเซิ่งเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอย่างที่ตัวเองก็ไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ


“ทำให้คุณชายหนิงเป็นห่วงแล้ว ทุกอย่างที่บ้านเรียบร้อยดี!” หลินเว่ยเว่ยชี้ไปที่ตะกร้าไม้ไผ่แล้วกล่าวว่า “สินค้าที่ส่งมาในครั้งนี้คือแอปเปิลแคระอบแห้ง หากผ่านไปอีกหน่อยจะมีสาลี่ป่าอบแห้งด้วย โชคดีที่คุณชายหนิงอยู่พอดี ลองชิมสินค้าดีหรือไม่?”


“สินค้าของหลินกู่หลินยังมีสิ่งใดให้กังวลอีกหรือ?” หนิงตงเซิ่งคลี่ยิ้ม ทว่าภายใต้การยืนกรานของหลินเว่ยเว่ย ท้ายที่สุดเขาก็หยิบแอปเปิลแคระอบแห้งขึ้นมาหนึ่งชิ้น เขามองมันอย่างละเอียดจากนั้นก็ใช้จมูกสูดดม แล้วถึงจะใส่เข้าปาก


“ไม่เลว แอปเปิลแคระมีสีสันสดใส ชิ้นกำลังพอดี กลิ่นหอมของผลไม้เข้มข้น รสหอมหวานสดชื่น สามารถกล่าวได้ว่าสี กลิ่นและรสเป็นหนึ่งเดียวกัน!” หนิงตงเซิ่งพอใจจนชมไม่ขาดปาก


“คุณชายหนิงพอใจก็ดีแล้ว!” หลินเว่ยเว่ยรับสมุดบัญชีมาจากเถียนฟู่กุยจากนั้นก็เริ่มมองอย่างจริงจัง…ไม่จริงจังก็คงไม่ได้เพราะวิธีเขียนบัญชีที่พวกเขาใช้ล้วนเป็นรูปแบบเก่า เวลาอ่านจึงกินพลังงานสุดๆ หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองบัณฑิตหนุ่มครู่หนึ่ง…นางหวังจริงๆว่าอาจารย์ของบัณฑิตหนุ่มจะทำได้มากกว่านี้เพื่อส่งเสริมวิธีการเขียนบัญชีรูปแบบใหม่


ต่อจากนั้นนางก็ลงชื่อในสมุดบัญชีเพื่อรับเงินค่าสินค้าในช่วงยี่สิบกว่าวันนี้ ตอนที่หนิงตงเซิ่งส่งหลินเว่ยเว่ยออกจากร้าน เขาก็อดไม่ได้ที่จะเตือนว่า “หลินกู่เหนียง เจ้าควรกักตุนข้าวสารไว้ที่บ้านแล้วก็ทุกครั้งที่มาส่งสินค้า ทางที่ดีควรส่งคนมาเพิ่มสองสามคนเพราะช่วงนี้นอกเมืองไม่ค่อยสงบ…”


หลินเว่ยเว่ยแสดงท่าทางครุ่นคิด พอมาถึงท่าเรือแล้วนางก็กล่าวกับเจียงโม่หานด้วยน้ำเสียงท้อแท้ว่า “ดูเหมือนโลกกำลังจะวุ่นวาย ! ช่วงนี้เจ้าทำตัวดีๆ อ่านตำราแต่ในบ้าน ห้ามเดินไปไหนมั่วซั่วเพราะใบหน้าเช่นเจ้าไม่ค่อยปลอดภัย…”


เจียงโม่หานทำสีหน้ามืดมนทันที “ประโยคนี้ข้าควรกล่าวกับเจ้าต่างหาก !”


“เฮ้ ! เช่นนั้นเจ้าก็ยอมรับว่าข้าไม่ได้มีหน้าตาเลวร้ายใช่หรือไม่ ? ต่อไปห้ามเรียกข้าว่าเด็กอ้วนหรือเด็กตัวเหม็นอีกล่ะ ตอนนี้ข้าเปลี่ยนจากลูกเป็ดขี้เหร่มาเป็นหงส์แล้ว !” หลินเว่ยเว่ยทำท่าสะบัดผมแล้วขยิบตาให้เขา


เจียงโม่หานทนมองไม่ได้จริงๆ


“ห้องแถวเหล่านี้เป็นของใคร ?” ระหว่างที่ทั้งสามคนเพิ่งเดินมาถึงบริเวณใกล้เคียงโกดังก็ได้ยินเสียงคนมาถามถึงเจ้าของโกดัง


หลินเว่ยเว่ยกับเจียงโม่หานหันมาสบตากันทันที…ฮึ ! เวลาทำการค้ามาถึงแล้ว !


หลิวว่ายจื่อรีบเดินขึ้นไปข้างหน้า เขาฉีกยิ้มอย่างกระตือรือร้นเป็นพิเศษ “ห้องแถวเป็นของเจ้านายข้าเอง ลูกค้าท่านนี้ถามไปเพื่อเหตุใดหรือ ?”


“ห้องแถวของพวกเจ้าปล่อยเช่าหรือไม่ ?” คนที่กล่าวคือชายวัยกลางคนดูเหมือนผู้ดูแลคนหนึ่ง เขามีหน้าตาที่ฉลาดเฉลียวทีเดียว


“ปล่อยเช่าสิ ขอแค่ราคาสมเหตุสมผล เหตุใดจะไม่ปล่อย ?” หลินเว่ยเว่ยเดินขึ้นด้านหน้าแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม


ชายผู้นั้นกวาดตามองนางอย่างเย็นชา เขาเลือกจะพูดกับหลิวว่ายจื่อต่อ “เรียกนายของพวกเจ้ามา บอกว่ามีข้อตกลงจะคุยกับเขา”


“เจ้าเป็นแค่ผู้ดูแลคนหนึ่ง ทว่าใจกล้านัก ! อยากเจอนายข้าหรือ ? ได้สิ ผู้ดูแลหลิว ดูตารางเจ้านายว่าเมื่อไรจะว่าง” หลินเว่ยเว่ยส่งสายตาให้หลิวว่ายจื่อ


พอหลิวว่ายจื่อได้ยินคำเรียก ‘ผู้ดูแลหลิว’ ก็มีความสุขขึ้นมาทันที ทันใดนั้นเขาก็หยิบสมุดบัญชีของตนออกมาพลิกดู เขาทำท่าทางพลิกกลับไปกลับมาหลายครั้ง จากนั้นก็แสร้งแสดงสีหน้าเสียใจ “ไอหยา พี่ชาย ต้องขอโทษด้วยจริงๆ หากเจ้ายืนกรานจะพบเจ้านายของพวกเราให้ได้ก็ต้องขอให้รอไปอีกครึ่งเดือน ได้หรือไม่ ?”


หลังกล่าวจบหลินเว่ยเว่ยก็เดินมาที่ริมน้ำ เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ว่าระดับน้ำลดลงเยอะมาก จากนั้นนางก็หันไปมองเรือขนสินค้าหนักที่กำลังเกยตื้นอยู่ตรงท่าเรือ…นางไม่กังวลว่าโกดังจะไม่มีคนเช่า แล้วเหตุใดต้องถ่อมตนเพื่อคอยดูสีหน้าของบ่าวรับใช้คนหนึ่งด้วย ?


“หืม ? ผะ…ผู้มีพระคุณเองหรือ ? ชิงเฟิง เจ้ารีบดูสิ นี่คือผู้มีพระคุณของพวกเราใช่หรือไม่ ?” ทันใดนั้นเสียงแห่งความดีใจก็ดังมาถึงหูของหลินเว่ยเว่ย


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองทางต้นเสียง ขณะมองใบหน้าที่แปลกตาแต่ก็ดูคุ้นเคยนั้น นางเกิดความลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ท่านเองหรือ…พัฒนาขึ้นแล้วนี่ คราวนี้ไม่ได้เล่นมวยปล้ำแล้วสิท่า !”


ลู่เหวินจวินใช้พัดถูท้ายทอยของตนด้วยความเขินอาย “ทำให้กู่เหนียงต้องหัวเราะแล้ว…กู่เหนียงเคยช่วยข้าไว้ถึงสองครั้ง ข้ายังไม่ทราบชื่อแซ่ของท่านเลย”


“ข้าก็บอกแล้วว่าเรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องเกรงใจหรอก ท่านแม่สอนข้าตั้งแต่เด็กว่าเวลาทำความดีไม่ต้องแสดงชื่อแซ่ คุณชายไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก” หลินเว่ยเว่ยโบกมือ ขณะสาวเท้าไปนางก็แอบมองทางบัณฑิตหนุ่มเพราะกลัวว่าเขาจะพ่นถ้อยคำบ้าๆ อย่างเช่น ‘บุญคุณช่วยชีวิต ต้องอุทิศร่างกายตอบแทน’ ออกมาอีก


เจียงโม่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย เท่าที่รู้จักเด็กตัวแสบแล้วสายตานี้หมายความว่านางกำลังรู้สึกผิด แต่นางรู้สึกผิดเรื่องใด ? หรือจะเกี่ยวข้องกับหนุ่มน้อยรูปงามตรงหน้านี้ ?


เจียงโม่หานใช้สายตาพิจารณาลู่เหวินจวิน รูปร่างไม่สูงมาก คิ้วก็ไม่ยาวเท่าไร รอยยิ้มก็ดูประจบสอพลอ…บุรุษแต่มีเขี้ยวน่ารักราวกับเสือน้อย กล่าวคือดูอ่อนหวานเกินไป ขาดกลิ่นอายเยี่ยงบุรุษพึงมี !


“คุณชาย นี่ก็ใกล้ยามอู่แล้วขอรับ พวกเรารีบหาที่เก็บของกันเถิด นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่นายท่านมอบให้คุณชายแล้ว อย่าให้ล้มเหลวอีกเลย…” ชิงเฟิงเห็นว่าเจ้านายกำลังเอาแต่นึกถึงความหลังจนลืมงานไปเสียสนิท เขาจึงอดไม่ได้ที่จะร้อนใจแทน


เดิมทีคุณชายของเราก็ไม่ควรมาทำการค้าเลย แต่เขาไม่ยอมนั่งเป็นคุณชายรองดีๆที่บ้าน เขาโวยวายบอกว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระนายท่านและคุณชายใหญ่ แต่ทุกครั้งที่การค้ามาอยู่ในมือก็จะเจอกับเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไม่เคยได้เจรจาอย่างราบรื่นสักครั้ง


คราวนี้นายท่านเอ่ยไว้อย่างชัดเจนว่าหากยังทำไม่สำเร็จก็ต้องหยุดอยู่บ้านดีๆ แล้วต่อไปจะแบ่งพวกร้านค้าและที่ดินให้คุณชายรอง แม้อาศัยแค่ค่าเช่าก็ยังเลี้ยงตัวได้ ส่วนเรื่องทำการค้า…เลิกคิดเสียเถิด !


พอหลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าเหินห่างก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นทันที “คุณชายกำลังมองหาโกดังเก็บสินค้าหรือ ?”


ชิงเฟิงเข้าไปห้ามไม่ทันเพราะคุณชายพยักหน้ารับอย่างโง่งมแล้ว “ใช่ ! ท่านพ่อให้ข้ามาส่งสินค้าไปเมืองหมินโจว แต่ระดับน้ำลดลงกะทันหัน เรือขนสินค้าหลายลำจึงเกยตื้นในแม่น้ำ ด้วยความจนปัญญาก็ต้องขนถ่ายสินค้าออกบางส่วนแล้วเก็บพวกมันไว้ที่ท่าเรือระยะหนึ่งเพื่อเปลี่ยนเป็นการขนส่งสองรอบแทน !”


“ไอหยา ! ถือว่าท่านโชคดีที่ได้มาเจอข้า ! ข้ารู้จักโกดังใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จพอดี ทั้งแข็งแรง กว้างขวาง แห้งสะอาด…ใช้เก็บสินค้าได้ดีเชียวล่ะ !” หลินเว่ยเว่ยยกย่องโกดังของตนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้…ใช่ว่านางต้องการที่จะโอ้อวด ทว่าแม้จะเดินตามหาทั้งท่าเรือนี้แล้วก็ไม่มีโกดังที่กว้างและได้มาตรฐานเหมือนโกดังของนางอีกแล้ว


ลู่เหวินจวินดีใจมาก “เยี่ยมไปเลย รบกวนกู่เหนียงนำทางเลยดีกว่า”


ตอนหลินเว่ยเว่ยพาลู่เหวินจวินมาถึงโกดัง ผู้ดูแลซึ่งไม่ทราบที่มาที่ไปคนนั้นก็ยังทำท่าทางวางอำนาจและเถียงกับหลิวว่ายจื่อไม่จบ


“ผู้ดูแลหลิว ในเมื่อเขาไม่อยากดูโกดังของเราก็เชิญผู้ดูแลท่านนี้ไปหาที่อื่นเถิด คุณชายท่านนี้เป็นคนรู้จักของข้าเอง จงพาไปดูโกดังของพวกเรา ถ้าพอใจก็ให้ราคาพิเศษสำหรับคนกันเอง !”


ตอนที่ 154: ผู้ใดมีอำนาจกว่ากัน


หลิวว่ายจื่อไม่พอใจชายคนนี้ตั้งนานแล้ว ! เจ้าก็เป็นแค่ผู้ดูแล ตัวข้าก็เป็นผู้ดูแล จะมาวางอำนาจไปเพื่อสิ่งใด ? ถ้าไม่ได้กลัวว่าจะทำการค้าของเจ้านายเสียหาย ข้าคงชักสีหน้าใส่เจ้าตั้งนานแล้ว !


นางหนูรองมีความสามารถจริงๆ ซ้ำยังมีหน้ามีตามากจนถึงขั้นรู้จักผู้ที่แต่งตัวดี ดูมีฐานะเช่นนี้ได้ หลานสาวคนนี้เป็นดาวนำโชคสำหรับข้า !


“คุณชายเชิญทางนี้เลยขอรับ…ท่านดูโกดังของพวกเราก่อน สองแถวนี้มีทั้งหมด16ห้อง เพดานสูงจากพื้น5หมี่ โกดังทุกห้องมีความยาว9หมี่และกว้าง6หมี่ มีการระบายอากาศที่ดี…ไม่ทราบว่าสินค้าที่คุณชายต้องการเก็บคือสิ่งใด ? หากเป็นเครื่องปั้นดินเผาก็ควรเช่าโกดังของพวกเราขอรับ ! ท่านลองคิดตามว่าหากเป็นโกดังแคบๆตามปกติ เครื่องปั้นดินเผาจะต้องเรียงซ้อนกันขึ้นไป หากมีชิ้นไหนกระแทกกันขึ้นมา มันก็อาจเสียหายได้ขอรับ…” ในที่สุดลิ้นสามฉื่อของหลิวว่ายจื่อก็ได้ใช้ประโยชน์เสียที


ชิงเฟิงไม่วางใจในความสามารถของคุณชายอยู่แล้วจึงกลับไปหาผู้ดูแลจางที่อยู่บนเรือ ตัวผู้ดูแลจางก็เดินรอบท่าเรือหนึ่งรอบเสร็จแล้วก็ไม่อาจหาโกดังที่ดีเท่าของเจ้านี้ได้ ! คราวนี้คุณชายรองสามารถพึ่งพาได้แล้ว !


หลังเดินดูโกดังเสร็จแล้ว ลู่เหวินจวินก็สาวเท้าเดินมาที่ข้างกายหลินเว่ยเว่ยแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าพอใจกับโกดังที่กู่เหนียงแนะนำให้มาก ท่านช่วยข้าไว้อีกคราแล้ว !”


ขณะเจรจาเรื่องค่าเช่า ผู้ดูแลจางก็ถามถึงเรื่องราคากับหลิวว่ายจื่อซึ่งรีบหันมามองหลินเว่ยเว่ยทันที…ราคาค่าเช่าโกดังนี้คุณชายหนิงไม่ได้บอกเขาเอาไว้ แล้วจะทำเช่นไรดี ?


หลินเว่ยเว่ยถามลู่เหวินจวินพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ทราบว่าคุณชายจะเช่าเป็นเวลานานเท่าไร ?”


ลู่เหวินจวินเริ่มคำนวณเวลาในการล่องเรือไปเมืองหมินโจวแล้วให้คำตอบว่า “น่าจะใช้เวลาเก็บสินค้าประมาณแปดถึงเก้าวัน ถ้าเกิดความการล่าช้าขึ้นก็น่าจะไม่เกินสิบวัน…”


“โกดังของเราคิดตามระยะเวลาเช่า ราคาก็แตกต่างกันออกไป หากใช้หนึ่งเดือนแล้วราคาต่อห้องจะอยู่ที่20ตำลึง หากใช้20วัน ราคาต่อห้องจะอยู่ที่15ตำลึง แต่ถ้าใช้10วันราคาต่อห้องจะอยู่ที่10ตำลึง เมื่อครู่ข้ากล่าวไว้แล้วว่าจะให้ราคาพิเศษแก่คุณชาย…เช่นนั้นเก็บท่านห้องละ8ตำลึงแล้วกัน คุณชายคิดจะเช่ากี่ห้อง ?”


ระดับน้ำในแม่น้ำหรงเจียงตอนบนกำลังลดลงเป็นอย่างมาก ทำให้เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่จำนวนมากต้องติดอยู่ที่ท่าเรือ ถ้าไม่เช่าโกดังเก็บสินค้าก็ต้องปล่อยให้สินค้าตากแดดตากลมอยู่เช่นนั้น บัดนี้ชาวบ้านที่ประสบภัยแล้งนอกตัวเมืองเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ หากวางสินค้าไว้บนพื้นที่โล่งของท่าเรือ นอกจากไม่ดีต่อการเก็บรักษาแล้วยังเสี่ยงหายได้ง่ายด้วย…โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นข้าวสารหรือพวกอาหารต่างๆ หากจัดการไม่ดีก็อาจโดนปล้นไปเสียดื้อๆ ทำให้ขาดทุนหนักกว่าเดิม !


ของหายากย่อมกักตุนไว้เก็งกำไรได้ ดังนั้นราคาบ้านบริเวณท่าเรือหรือริมฝั่งจึงมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาที่ปล่อยเช่าแค่ห้องปีกเล็กก็มีราคาอยู่ที่1ตำลึงต่อหนึ่งวันแล้ว เมื่อเทียบกันแล้วโกดังแสนกว้างขวางของหลินเว่ยเว่ยมีราคาคุ้มกว่ามาก


ผู้ดูแลจางยังอยากกดราคาลงมาอีกหน่อยจึงส่งสายตาให้คุณชายรองอย่างต่อเนื่อง ทว่าลู่เหวินจวินตอบตกลงทันที “ไม่ต้องลดราคาหรอก ยึดตามราคาห้องละ10ตำลึงนั่นแหละ ได้เช่าโกดังที่กว้างขวางเช่นนี้เพราะได้กู่เหนียงช่วยแนะนำให้ ไฉนเลยจะกล้าติดค้างน้ำใจท่านอีก ? โกดังทั้งสิบหกห้องนี้พวกเราเหมาทั้งหมด !”


บุญคุณช่วยชีวิตยังไม่ได้ตอบแทน หากติดค้างน้ำใจกันอีก เขาจะเอาสิ่งใดมาตอบแทนนางเล่า ? แม้ใช้ร่างกายตอบแทน นางก็ยังไม่อยากได้เลย ! ลู่เหวินจวินเหลือบตามองเจียงโม่หานที่อยู่ถัดจากหลินเว่ยเว่ย ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกอับอายต่อความอัปลักษณ์ของตนขึ้นมาทันที…ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดนางจึงไม่ชอบข้า เพราะข้างกายนางมีคนที่โดดเด่นถึงเพียงนี้อยู่แล้ว !


“เยี่ยมไปเลยคุณชาย ! 16ห้องก็คิดเป็นเงิน160ตำลึง หากมีการเปลี่ยนแปลงใดแล้วเกิดล่าช้าไปอีกวันสองวัน เราจะไม่คิดเงินคุณชายเพิ่มสักตำลึงเดียว !”


ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ให้หลิวว่ายจื่อไปเตรียมสัญญาเช่าให้เรียบร้อย จากนั้นก็ให้บัณฑิตหนุ่มกรอกวันเวลา ราคาค่าเช่าและเงื่อนไขเพิ่มเติมต่างๆ แต่ในขณะที่กำลังจะลงชื่อของตนก็มีมือหยาบกร้านของใครบางคนมากระชากกระดาษไปเสียก่อน !


“ข้าเจอโกดังแห่งนี้ก่อน! ยังไม่ทันพูดว่าจะเช่าหรือไม่ พวกเจ้าก็ให้ผู้อื่นเช่าโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วหรือ?” ผู้ดูแลเหมาทำท่าวางอำนาจ เขาสาวเท้าก้าวออกมาจากกลุ่มผู้คุ้มกันที่แยกกระดาษไป จากนั้นก็แสยะยิ้มแล้วกล่าวว่า “โกดัง16ห้องนี้ ข้าจะเช่า5ห้อง!”


“ไอหยา ! เคยเห็นแต่พวกบังคับค้าขายหรือดักปล้นสตรีมาก่อน เพิ่งเคยเห็นการบังคับให้เช่าครั้งแรก ! ผู้ดูแลหลิว ตอนที่เขาดูโกดังเมื่อครู่ได้พูดหรือไม่ว่าจะเช่าโกดังของเรา ? ได้ตกลงราคากันหรือเปล่า ? ได้จ่ายเงินมัดจำหรือไม่ ? ได้ลงนามในสัญญาหรือยัง? หากไม่มีเลย เช่นนั้นเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาห้ามให้พวกเราปล่อยเช่าแก่ผู้อื่น ?” หลินเว่ยเว่ยยกมือกอดอกแล้วจ้องผู้ดูแลเหมาโดยไม่เกรงกลัว


ผู้ดูแลเหมาเผยสีหน้าดูถูก “เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าที่ไหนกัน ไสหัวไป ! เวลาของข้ามีค่า ดังนั้นรีบเรียกผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจมาคุยกับข้าเดี๋ยวนี้ !”


มุมปากของหลินเว่ยเว่ยยกขึ้น “ต้องขอโทษด้วย โกดัง16ห้องนี้เป็นของสาวน้อยที่ไร้ความสามารถเช่นข้า ! จะให้ผู้ใดเช่าก็เป็นสิทธิ์ของข้า !”


“ของเจ้าหรือ ?” จนถึงตอนนี้ผู้ดูแลเหมาจึงเริ่มกวาดสายตามองนาง เมื่อเห็นเสื้อผ้าบนตัวนางแม้จะถูกตัดเย็บอย่างประณีต แต่เนื้อผ้าธรรมดามาก เขาจึงไม่ได้คิดจริงจังต่อถ้อยคำของนาง “ในเมื่อเจ้ากล่าวว่าเป็นเจ้าของ เช่นนั้นก็จัดการง่ายแล้ว นี่คือเงิน80ตำลึง ข้าเหมาโกดังสองแถว16ห้องนี้แล้ว !”


“เฮอะเฮอะ หากเจ้าไม่ใช่คนหูหนวกก็คงตาบอดกระมัง ? โกดัง1ห้อง เช่า10วันราคา10ตำลึง เช่า16ห้องก็ต้อง160ตำลึง ทว่าโกดัง16ห้องนี้ข้าปล่อยเช่าให้คุณชายท่านนี้แล้ว สิทธิ์ในการเช่าอีกสิบวันข้างหน้าอยู่ในมือคุณชาย หากเจ้าอยากใช้โกดังก็ขอร้องเขาสิ…”


หลินเว่ยเว่ยเดินไปตรงหน้าผู้คุ้มกันร่างกำยำซึ่งสูงกว่าตน จากนั้นก็เขย่งเท้าพลางบีบข้อมือของเขา ‘เบาๆ’ ในขณะที่เขากำลังกัดฟันนางก็แย่งสัญญากลับมา เมื่อลงนามของนางไปแล้วก็เป่าน้ำหมึกครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่งให้ลู่เหวินจวิน


“อวดดี รู้หรือไม่ว่านายพวกข้าเป็นใคร ? ท่านคือน้องชายของฮูหยินเจ้าเมืองจงโจว ! ก่อนที่เจ้าจะลงนามก็จงคิดให้ดีก่อน นายของเราไม่ใช่คนที่พ่อค้าตัวเล็กๆสามารถผิดใจได้ !” ผู้ดูแลเหมาถลึงตาใส่ผู้คุ้มกันที่ไม่ได้เรื่องแล้วหันไปจ้องลู่เหวินจวินด้วยแววตาข่มขู่


“ที่แท้ก็เป็นน้องภรรยาของท่านเจ้าเมือง ไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดจึงกล้าวางอำนาจในเขตเริ่นอัน !” ลู่เหวินจวินลงนามของตนอย่างไม่แยแส ขณะเดียวกันก็พูดกับผู้ดูแลจางโดยไม่ยกเปลือกตาขึ้นมองด้วยซ้ำ “ผู้ดูแลจาง บอกเขาว่าข้าเป็นใคร ? ท่านตาและท่านน้าของข้าเป็นใคร…”


ผู้ดูแลจางฉีกยิ้มเย้ยหยัน จากนั้นก็กล่าวว่า “คุณชายของเราคือคุณชายรองแห่งตระกูลลู่ ตระกูลพ่อค้าหลวงซึ่งได้รับสิทธิ์ทำการค้ากับราชสำนักจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ท่านตาคือเจิ้นหยวนโหว ส่วนท่านน้าคือชื่อหลางแห่งกรมขุนนาง…”


“ว้าว ! กรมขุนนาง ! การพิจารณาเลื่อนขั้นเจ้าเมืองต้องผ่านกรมขุนนางใช่หรือไม่ ? หากท่านเจ้าเมืองรู้ว่าบ่าวเยี่ยงเจ้ามาผิดใจกับเจ้านายเบื้องบน ไม่รู้ว่าเขาจะจัดการเจ้าเช่นไร ?” หลินเว่ยเว่ยหัวเราะซ้ำเติมอยู่ด้านข้าง


ผู้ดูแลเหมาตกตะลึงทันที ความจริงแล้วพี่สาวของคุณชายเป็นแค่อนุภรรยาคนโปรดของท่านเจ้าเมือง ถ้าปล่อยให้ท่านเจ้าเมืองรู้ว่าเขามาทำให้หลานชายของชื่อหลางแห่งกรมขุนนางขุ่นเคืองใจ อย่าว่าแต่งานเลย แม้แต่ชีวิตก็ยากที่จะรักษา!


[1] ชื่อหลาง คือ รองหัวหน้า ( ช่างชู ) กรม


ตอนที่ 155: สุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ


“หากบอกว่าน้าของเจ้าเป็นชื่อหลางกรมขุนนาง เจ้าก็เป็นหลานของชื่อหลางโดยไม่ต้องตรวจสอบเลยหรือ? เช่นนั้นข้าก็กล้าบอกว่าช่างชูแห่งกรมขุนนางเป็นบิดาข้า!” ผู้ดูแลเหมาเอ่ยด้วยท่าทางดุดันแต่ภายในใจแสนเปราะบาง


ลู่เหวินจวินหัวเราะจนเผยให้เห็นเขี้ยวของตน “ช่างชูแห่งกรมขุนนางอายุมากกว่าเจ้าแค่สองสามปีเท่านั้น เขาจะมีลูกชายที่โตเช่นเจ้าได้อย่างไร อีกอย่างคือถ้าบิดาเจ้าเป็นช่างชูกรมขุนนาง เขาจะยังปล่อยให้เจ้ามาเป็นบ่าวรับใช้เช่นนี้หรือ? เจ้าคิดจริงหรือว่าที่นี่ห่างไกลจากราชสำนักแล้วเรื่องจะไม่ลอยไปถึงหูใต้เท้าฉิง?”


“เข้าใจผิด ล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันทั้งนั้น!” ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ผู้คุ้มกันซึ่งโดนทำร้ายตรงมือขวาไปเชิญเจ้านายของพวกตนมาที่นี่…น้องชายของอนุภรรยาท่านเจ้าเมืองจงโจวนั่นเอง


เขาถลึงตาใส่ผู้ดูแลเหมา จากนั้นก็พูดกับลู่เหวินจวินด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “พี่ชายท่านนี้ บ่าวของข้าเสียมารยาทแล้ว โปรดอภัยให้ด้วย ข้าต้องขออภัยแทนเขา…”


“นายน้อย ท่านลองคิดนะขอรับ หากท่านเป็นเจิ้นหยวนโหว ท่านจะให้ลูกสาวแต่งกับพ่อค้าคนหนึ่งหรือไม่? เจ้าเด็กนี่พูดจาเหลวไหล เขาหลอกพวกเราขอรับ! ท่านอย่าปล่อยให้เขาหลอกง่ายๆนะขอรับ!” ตาของผู้ดูแลกลอกไปมาขณะพูดแก้ต่างให้ตนเอง


ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “รัชสมัยจิงลี่ปีที่36ฤดูหนาว เจิ้นหยวนโหวนำทัพขึ้นเหนือ หลังถูกศัตรูซุ่มโจมตีแล้วเขาก็หนีไปยังหุบเขาหลิวชางด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส กองคาราวานสินค้าตระกูลลู่ผ่านมาแถวนั้นจึงช่วยเจิ้นหยวนโหวที่หมดสติกลับมารักษาอาการบาดเจ็บยังบ้านตระกูลลู่


หลังเจิ้นหยวนโหวกลับมาได้สติอีกครั้งก็หวนคืนสู่กองทัพ ภายใต้แผนที่และข่าวสารจากกองคาราวานตระกูลลู่จึงทำให้เขาสามารถกวาดล้างศัตรูได้ในคราวเดียว สร้างชื่อในสนามรบ แน่นอนว่าบรรดาศักดิ์ ‘เจิ้นหยวนโหว’ ก็ได้รับมาจากผลงานครานี้เอง


เจิ้นหยวนโหวสำนึกบุณคุณที่ตระกูลลู่ช่วยชีวิตไว้จึงให้บุตรีหัวแก้วหัวแหวนแต่งเข้าตระกูลลู่ แน่นอนว่าฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลลู่ในเวลานี้ก็คือพี่น้องร่วมสายเลือดกับชื่อหลางกรมขุนนาง!”


ผู้ดูแลเหมามีความตื่นตระหนกในแววตาพลางเอ่ยเยี่ยงสุนัขจนตรอก “จะ…เจ้าเป็นพวกเดียวกันต้องเข้าข้างเขาอยู่แล้วสิ”


“ข้าคือบัณฑิตแห่งสำนักศึกษาเหวินหยวน บัณฑิตถงเซิงแห่งรัชสมัยหยวนถ่งปีที่เก้า…” บัณฑิตหนุ่มใช้สายตามองผู้ดูแลเหมาอย่างดูแคลน


สายตาหยิ่งผยองของผู้ดูแลเหมา ทำให้คนมองรู้สึกอยากทุบตีสักยก ส่วนความเย่อหยิ่งของบัณฑิตหนุ่มมองเช่นไรก็สบายตา! หลินเว่ยเว่ยแทบเผลอปรบมือให้เขา!


‘น้องชายฮูหยิน’ เจ้าเมือง เห็นเจียงโม่หานเป็นบัณฑิตถงเซิงตั้งแต่เยาว์วัยจึงคิดว่าอนาคตจะต้องสดใสแน่อน เขาจึงไม่กล้าดูถูกแล้วรีบบอกผู้คุ้มกันที่อยู่ด้านข้างว่า “ยังไม่รีบพาเจ้าบ่าวคนนี้ออกไปอีก! คุณชายลู่ บัณฑิตถงเซิง ท่านเป็นคนใจกว้างคงไม่ถือสาผู้น้อยกระมัง อย่าถือสาบ่าวตาต่ำคนนั้นเลยขอรับ…”


“ข้าคิดไว้แล้ว! ญาติของท่านเจ้าเมืองจะมาวางอำนาจข่มเหงชาวบ้านตรงท่าเรือได้อย่างไร? ที่แท้บ่าวคนนั้นก็อาศัยบารมีนาย! ผู้ดูแลหลิว เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ไม่ต้องรายงานให้คุณชายหนิงรับทราบหรอก!” หลินเว่ยเว่ยก็ทำตัวเป็นสุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือเช่นกัน


“เดิมทีก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันอยู่แล้ว เรื่องเล็กเช่นนี้ไม่ต้องให้ถึงเจ้านายจนเป็นกังวลหรอก!” ทันใดนั้นคลื่นสมองของหลิวว่ายจื่อก็สอดคล้องกับหลินเว่ยเว่ยอย่างน่าประหลาด หลินเว่ยเว่ยหันไปส่งสายตาชื่นชมเขา ส่วนหลิวว่ายจื่อก็ฉีกยิ้มกว้าง…การเสแสร้งหรือหลอกคนเพื่อเอาเงินก็เป็นความสามารถเดิมของเขาอยู่แล้ว!


ทันใดนั้น ‘น้องชายฮูหยิน’ เจ้าเมืองก็ถามด้วยความระมัดระวัง “ขอถามกู่เหนียง คุณชายหนิงที่ท่านกล่าวถึงคือคุณชายหนิงแห่งจวนหยงหนิงโหวเมืองเหอโจวใช่หรือไม่?”


“ถูกต้อง!” หลินเว่ยเว่ยเชิดคางขึ้นพร้อมเผยแววตาแสนภาคภูมิใจออกมาเล็กน้อย


หยงหนิงโหวแห่งเมืองเหอโจวเป็นอีกบุคคลที่ท่านเจ้าเมืองจะผิดใจด้วยไม่ได้ ทันใดนั้น ‘น้องชายฮูหยิน’ ของท่านเจ้าเมืองก็ดูอ่อนน้อมขึ้นมาทันที เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ที่แท้กู่เหนียงก็เป็นคนของคุณชายหนิง…เป็นข้าที่มีตาแต่ไร้แวว อบรมสั่งสอนบ่าวไม่ดีจึงล่วงเกินกู่เหนียงและคุณชายทั้งสองแล้ว…”


น้องชายของอนุท่านเจ้าเมืองกัดฟันกรอด ‘บ่าวไม่มีตา! เกือบสร้างหายนะให้ข้าแล้ว เจิ้นหยวนโหว ชื่อหลางกรมขุนนางและหยงหนิงโหว มีผู้ใดบ้างที่ข้าจะผิดใจด้วยได้?’ หากมีเรื่องกับพวกเขา แม้แต่พี่เขยซึ่งเป็นเจ้าเมืองก็ช่วยไม่ไหวหรอก…โชคยังดีที่เขาโยนความผิดทุกอย่างไปที่บ่าวหน้าโง่ ไม่อย่างนั้นหายนะได้มาถึงตัวเขาแน่!


หลังส่งน้องชายอนุท่านเจ้าเมืองออกไปแล้ว ลู่เหวินจวินก็หันมามองหลินเว่ยเว่ยแล้วกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “ที่แท้กู่เหนียงก็เป็นคนของตระกูลหนิง…”


“ต้องให้คุณชายหัวเราะแล้ว ข้าแค่รู้จักกับคุณชายคนหนึ่งของตระกูลหนิงเท่านั้น ที่ข้าพูดไปเช่นนั้นเพราะกลัวว่าหลังจากคุณชายลู่กลับไปแล้ว คนร้ายจะถือโอกาสกลับมาโจมตีซ้ำ!” ในยุคนี้หากไม่มีอำนาจหนุนหลังก็ได้แต่ปล่อยให้ผู้อื่นทุบตีตามใจชอบเท่านั้น!


ลู่เหวินจวินพยักหน้าด้วยความเข้าใจ หลังหยิบแผ่นป้ายห้อยเอวชิ้นหนึ่งออกมาแล้วก็ยื่นให้หลินเว่ยเว่ย “กู่เหนียงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือข้าหลายครา ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก หากวันหน้ากู่เหนียงมีเรื่องอันใดก็สามารถแสดงป้ายนี้เพื่อขอความช่วยเหลือจากร้านเครื่องเคลือบตระกูลลู่สาขาใดก็ได้ หากเป็นเรื่องที่ทำได้จะต้องช่วยเหลือท่านแน่นอน”


ขอแค่ไม่ใช้ร่างกายตอบแทน หลินเว่ยเว่ยก็ยินดีรับไว้หมด หลังปฏิเสธไม่กี่คำแล้ว นางก็รับป้ายนั้นมาถือไว้อย่าง ‘จำยอม’ ตระกูลลู่ทำการค้าหลวงและยังมีภูมิหลังทรงอำนาจ ไม่แน่ว่าอาจมีสักวันที่มันจะเป็นประโยชน์ต่อนาง เมื่ออีกฝ่ายปฏิบัติด้วยใจจริง หากนางยังปฏิเสธต่อไปก็คงดูดัดจริตเกินทน!


ลู่เหวินจวินเก็บสัญญาฝั่งตนเรียบร้อย จากนั้นก็จ้างคนมาขนถ่ายสินค้าลงจากเรือ ผู้ดูแลจางไม่ทราบเรื่องในอดีตจึงอดไม่ได้ที่จะเตือนเขา “คุณชายรอง ท่านมอบป้ายแสดงฐานะออกไปเช่นนั้น มันจะไม่ดูเกินไปหน่อยหรือขอรับ!”


ไม่ทันให้เจ้านายได้กล่าว ชิงเฟิงก็เล่าว่ากู่เหนียงคนนั้นเคยช่วยคุณชายรองไว้อย่างไร คุณชายจะใช้ร่างกายตอบแทนเช่นไร หรือนางปฏิเสธอย่างไรล้วนเผยออกมาหมดราวกับเทเมล็ดถั่วออกจากกระบอกไม้ไผ่


ลู่เหวินจวินใช้พัดเคาะศีรษะเขาทันที “คุณชายของเจ้าไม่เหลือศักดิ์ศรีแล้วกระมัง? ข้าโดนปฏิเสธ แต่เจ้ายังดีใจเช่นนี้อีกหรือ?”


ผู้ดูแลจางลูบคางแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นกู่เหนียงก็มีชาติกำเนิดธรรมดา แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคุณชายรองที่มีฐานะสูงส่ง รูปโฉมหล่อเหลาหรือเป็นทางเลือกแรกที่ควรเลือกเป็นสามี นางกลับพยายามตีตัวออกห่าง อืม ถือว่าเป็นคนน่าสนใจคนหนึ่ง!”


ลู่เหวินจวินเอ่ยด้วยความปวดใจทันที “ข้างกายนางมีบัณฑิตถงเซิงผู้โดดเด่นเช่นนั้นอยู่ หากนางไม่หันมาชอบข้าก็ถือเป็นเรื่องปกติ…”


ชิงเฟิงรีบทวงความยุติธรรมแทนคุณชายทันที “คุณชายรอง เหตุใดท่านจึงดูถูกตนเองเช่นนี้ขอรับ? ในเมืองหลวงมีสตรีคนใดที่ไม่อยากต่อแถวแต่งงานกับท่าน นางก็แค่เด็กสาวบ้านนอก วิสัยทัศน์ตื้นเขิน ให้มาเป็นอนุของท่านยังไม่คู่ควรเลย…ถ้าตอนนั้นนางทราบฐานะของท่านจะต้องร้องไห้อ้อนวอนให้ท่านรับผิดชอบแน่นอน!”


“วันนี้นางก็รู้ฐานะของข้าแล้วไม่ใช่หรือ?” ไม่เห็นจะมาร้องไห้อ้อนวอนขอให้ข้ารับผิดชอบ? เฮ้อ ไม่ให้ข้ารับผิดชอบ ข้าก็ควรจะดีใจ แล้วเหตุใดข้าจึงรู้สึกผิดหวังขึ้นมา? แปลกจริง! หรือว่าตอนตกจากอาคารเมื่อครั้งก่อน สมองของข้าจะมีปัญหา?


ชิงเฟิงยังพูดไม่หยุด “คุณชายรองขอรับ บ่าวคิดเช่นเดียวกับผู้ดูแลจาง คิดว่าการที่ท่านมอบป้ายให้นางนั้นเกินไปจริงๆ ถ้านางนำป้ายไปขอเงินจากร้านค้า หากขอเป็นพันเป็นหมื่นแล้วนายท่านรู้เข้าจะไม่ว่าคุณชายไร้ความสามารถทำแต่เรื่องล้มเหลวอีกหรือขอรับ”


ลู่เหวินจวินไม่สบอารมณ์ต่อถ้อยคำที่จู้จี้ของอีกฝ่ายจึงใช้สันพัดเคาะศีรษะชิงเฟิงอีกสองสามที “ชีวิตของข้าไม่คุ้มค่ากับเงินหลักพันหลักหมื่นอย่างนั้นหรือ?”


ตอนที่ 156: เบาเกินไป !


“คุณชายขอรับ บ่าวไม่ได้หมายความเช่นนั้น!” ชิงเฟิงรีบกุมศีรษะแล้วเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังของผู้ดูแลจาง


ผู้ดูแลจางพยักหน้าพลางครุ่นคิด “หากนางนำป้ายไปขอเงินจากร้านค้าจริงๆ ก็ถือว่าตอบแทนบุญคุณนี้แล้วขอรับ” เพียงแต่…หนี้ชีวิตคงไม่ได้ชดใช้กันโดยง่ายหรอก!


ลู่เหวินจวินหาแรงงานจำนวนหนึ่งจากท่าเรือ เมื่อขนเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องเคลือบออกได้ครึ่งลำเรือและกลับมายังโกดังอีกครั้ง หลินเว่ยเว่ยกับเจียงโม่หานก็จากไปแล้ว มีเพียงหลิวว่ายจื่อที่คอยนับและจดบันทึกอย่างละเอียดเท่านั้น


เจียงโม่หานเดินทางไปหาอาจารย์ฟ่านแล้วนำวิธีเขียนบัญชีที่เรียบเรียงใหม่ให้อาจารย์ฟ่านพิจารณา เดิมทีอาจารย์ฟ่านก็ชำนาญด้านตัวเลขอยู่แล้ว สำหรับวิธีเขียนบัญชีด้วยรูปแบบง่ายๆเช่นนี้ เขาถึงขั้นให้ความสำคัญกับมันมาก โดยเฉพาะตัวเลขอารบิกที่เรียบง่ายและชัดเจน หากได้รับการส่งเสริมก็เกรงว่าแม้แต่ชาวบ้านที่เขียนหนังสือไม่เป็นก็สามารถใช้สัญลักษณ์อันเรียบง่ายนี้จดบันทึกได้


อาจารย์ฟ่านยังพลิกดูอย่างจริงจังอีกรอบแล้วมองศิษย์คนโปรดด้วยสายตาชื่นชม จากนั้นก็เอ่ยว่า “ได้ยินว่าเจ้าสร้างกังหันวิดน้ำที่หมู่บ้านของตนและขุดคูน้ำเพื่อแก้ปัญหาด้านชลประทานได้ ตอนนี้ยังเรียบเรียงวิธีเขียนบัญชีแบบใหม่ขึ้นมาอีก…พักรักษาตัวที่บ้านก็ไม่ลืมสร้างประโยชน์แก่ราษฎร ทำงานเพื่อบ้านเมือง อาจารย์มองเจ้าไม่ผิดเลย!”


สร้างประโยชน์แก่ราษฎร? ทำงานเพื่อบ้านเมือง? หลังได้ยินสองประโยคนี้แล้ว เจียงโม่หานก็รู้สึกว่าไม่สอดคล้องกับตนแม้แต่น้อย เขาจึงงุนงงในทันที เรื่องสร้างกังหันวิดน้ำเป็นเพราะเด็กตัวแสบหลินเว่ยเว่ยอยากเบาแรงหาบน้ำขึ้นมากะทันหัน เขาก็แค่วาดภาพกังหันวิดน้ำที่เคยเห็นเมื่อชาติก่อนเท่านั้น สำหรับวิธีเขียนบัญชีแสนเรียบง่ายนี้ก็ได้แรงบันดาลใจจากนาง ตอนนี้เขาแค่เรียบเรียงมาเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเท่านั้น…


“ท่านอาจารย์ขอรับ วิธีเขียนบัญชีนี้เป็นเพราะศิษย์เห็นจากข้างบ้าน…” ยากนักที่เจียงโม่หานจะค้นพบมโนธรรม เขาจึงทนไม่ได้ที่จะแย่งผลงานของเด็กตัวแสบมาเป็นของตน


อาจารย์ฟ่านคลี่ยิ้มแล้วพยักหน้ารับ “อาจารย์รู้เพราะด้านหลังก็เขียนไว้แล้วไม่ใช่หรือ? เป็นสาวน้อยผู้ฉลาดเฉลียวและมีไหวพริบข้างบ้านของเจ้า นางคิดวิธีเช่นนี้ขึ้นมาก็ไม่ควรประมาทสติปัญญาของชาวบ้านผู้ทำงานหนัก! โม่หาน วิธีเขียนบัญชีของเจ้าสรุปออกมาได้ดีมาก หากเบื้องบนเห็นความสำคัญและถูกส่งเสริม มันจะเป็นประโยชน์ต่อเส้นทางในอนาคตของเจ้ามาก…”


“แต่วิธีเขียนบัญชีนี้เป็นความคิดของผู้อื่น ศิษย์ก็แค่สรุปและเรียบเรียงมัน…ศิษย์จะแย่งผลงานของผู้อื่นได้อย่างไรขอรับ?”


หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น เจียงโม่หานคงไม่ลังเลที่จะแย่งมาเป็นของตนและยังมีอีกหลายพันวิธีในการปิดปากอีกฝ่ายด้วย ทว่าเหตุใดพอเป็นเด็กตัวแสบแล้ว เขากลับรู้สึกผิดขึ้นมาเสียอย่างนั้น? เห็นอยู่ว่านางยอมยกผลงานให้เขาเองแท้ๆ


อาจารย์ฟ่านเข้าใจนิสัยของอีกฝ่าย ในความเย่อหยิ่งก็มีความบริสุทธิ์อยู่จึงไม่อาจครอบครองผลงานของผู้อื่นได้ หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็กล่าวว่า “เอาเช่นนี้แล้วกัน เมื่อถึงเวลานั้นอาจารย์จะเสนอวิธีเขียนบัญชีนี้ในนามของเจ้า หากมีรางวัลลงมา เจ้าก็ยกรางวัลนั้นให้เด็กสาวข้างบ้าน ดีหรือไม่?”


ด้วยความเข้าใจที่เจียงโม่หานมีต่อหลินเว่ยเว่ย เมื่อเทียบกับชื่อเสียงแล้ว นางยินดียอมรับเงินรางวัลมากกว่า! แต่เขาก็ยังขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “ไม่มีทางเขียนชื่อสองคนได้เลยหรือขอรับ?”


อาจารย์ฟ่านชื่นชมอุปนิสัยของลูกศิษย์คนนี้ที่ซื่อตรงและยึดติดเกินกว่าผู้อื่น ทว่าสำหรับเส้นทางของขุนนางแล้ว การซื่อตรงและยึดติดเกินควรจะขัดขวางความยิ่งใหญ่ อาจารย์ฟ่านจึงอดชี้แนะไม่ได้ “สหายร่วมชั้นของอาจารย์คือเหยียนไว่หลางแห่งกรมคลัง หากเขาเห็นแล้วชอบก็สามารถเสนอเรื่องให้แก่หัวหน้าได้ การเสนอเรื่องของเขาไม่ใช่การเสนอธรรมดา…เจ้าเข้าใจความหมายที่อาจารย์สื่อหรือไม่?”


เจียงโม่หานเผชิญหน้ากับอุบายในเส้นทางขุนนางมา20กว่าปี เขาจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของราษฎรที่สุด วิธีเขียนบัญชีแบบใหม่เช่นนี้ ไม่ว่าสำหรับเจ้าหน้าที่กรมต่างๆ หรือสามัญชนคนธรรมดาก็ใช้ง่ายและสะดวกสบายจึงมีโอกาสสูงที่จะดึงดูดให้ฝ่าบาทเห็นความสำคัญและมีราชโองการให้ส่งเสริมต่อไป


การได้เสนอหน้าต่อเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ เหยียนไว่หลางแห่งกรมคลังผู้นั้นจะไม่สอดเท้าเข้ามายุ่งได้อย่างไร? เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเข้ามาเบียดเบียนโอกาสของผู้อื่น…ระหว่างเด็กสาวชาวบ้านคนหนึ่งกับบัณฑิตมากความสามารถ ผลลัพธ์ที่ได้ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด


อาจารย์ฟ่านเห็นเขายังแสดงแววตาสับสนแต่ก็เข้าใจความคิดของเขาจึงกล่าวต่อ “เจ้ากำลังคิดจะเขียนชื่อเด็กสาวคนนั้นคนเดียวเพราะไม่อยากแย่งผลงานนางใช่หรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าคิดผิดแล้ว! ความสำเร็จของเด็กสาวข้างบ้านได้กลายเป็นถนนให้ผู้อื่นก้าวไปสู้เส้นทางแห่งความสำเร็จ หากให้มันเป็นของผู้อื่น ไม่สู้เอามาเป็นทุนแห่งความสำเร็จให้ตนเองดีกว่า”


อาจารย์ฟ่านเห็นเขายังแสดงสีหน้าทำใจไม่ได้จึงถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “เจ้าสามารถกลับไปคุยเรื่องประโยชน์และโทษให้เด็กสาวข้างบ้าน นางสามารถคิดวิธีเขียนบัญชีที่แปลกใหม่และสมบูรณ์แบบเช่นนี้ได้ย่อมเป็นคนฉลาดและมีไหวพริบแน่นอน นางต้องเข้าใจเจ้า”


เจียงโม่หานคิดในใจ ‘หรือว่าเด็กตัวแสบจะคาดเดาผลลัพธ์นี้ออกตั้งแต่แรกจึงปฏิเสธไม่ให้ใช้ชื่อของนาง? แต่นางจะมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’


เจ้าคิดมากไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยที่มองคนจากสีหน้าก็แค่เต็มใจยกผลงานที่ ‘ยืม’ คนอื่นมามอบให้เจ้าเพื่อเป็นฐานสร้างความสำเร็จของเจ้าเท่านั้น


ชื่อเสียง สำหรับบัณฑิตคนหนึ่งแล้วเป็นสิ่งสำคัญ แต่สำหรับเด็กสาวชนบทอย่างนาง ชื่อเสียงที่กล่าวถึงยังไม่สู้ข้าวสารสองสามชั่งหรือเงินสองสามตำลึงด้วยซ้ำ นางแค่อยากทำนาอย่างสงบสุขและร่ำรวยอย่างเงียบๆเท่านั้น!


“โม่หาน เรื่องราวบนโลกมีสองด้านเสนอ ขุนนางก็เช่นกัน ยิ่งตำแหน่งของเจ้าสูงขึ้นมากเท่าไร การสร้างประโยชน์ให้ผู้คนบนโลกก็มีมากขึ้นเท่านั้น” อาจารย์ฟ่านเป็นห่วงลูกศิษย์ด้วยใจจริง ความรู้ ความสามารถหรือพรสวรรค์ก็ไม่ขาดทั้งนั้น แต่มีเพียงนิสัยนี้…ที่ยังต้องขัดเกลาอีกมาก!


ครั้งนี้เจียงโม่หานได้รับบาดเจ็บจึงวางแผนลงสอบช้าไปหนึ่งปี บางทีเขาอาจใช้ประโยคนั้นมาอ้างได้ว่า ‘ชายชราสูญเสียม้า แต่เป็นโชคอันยิ่งใหญ่แทน’


หลังจากหลินเว่ยเว่ยไปส่งบัณฑิตหนุ่มที่สำนักศึกษาแล้ว นางก็ออกไปเดินเล่นตามท้องถนน จากระยะไกลนางมองเห็นคนในชุดบัณฑิตสองสามคนกำลังรุมล้อมบุรุษหนุ่มไว้ตรงกลาง ซึ่งพวกเขาเดินราวกับปูก้ามใหญ่ นางจึงลองเพ่งมองดีๆ…เฮ้! คนตรงกลางไม่ใช่คนที่โดนนางใช้กระสอบคลุมศีรษะแล้วซ้อมจนขาหักหรอกหรือ! ขากลับมาดีแล้วสิท่า? ฟันหน้าหายไปสองซี่ก็ยังกล้าออกมาเดินข้างนอกอีกหรือ?


“พี่อู๋ เดาสิว่าเมื่อครู่ข้าเพิ่งเห็นใครมา?” ชายที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอแค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นลูกน้องคนหนึ่งในสำนักศึกษาและกำลังใช้น้ำเสียงนอบน้อมเอ่ยกับอีกฝ่าย


“ใคร? สหายของเจ้าหรือ?” อู๋ปัวใช้นิ้วก้อยเขี่ยระหว่างฟันพลางเหลือบมองปราดหนึ่ง หลังพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านสองสามเดือน ตัวเขาก็แทบจะมีเห็ดงอกออกมาอยู่แล้ว เขาอ้อนวอนท่านย่าอยู่นานถึงได้ออกมาเดินเล่นเช่นนี้ นี่ก็เพิ่งออกมาจากหอจุ้ยเซียน อีกประเดี๋ยวจะไปไหนต่อดี? หรือจะไปหาเสี่ยวเฟิ่งเซียนที่ชิงเหลียนเสี่ยวดี? ไม่เจอหลายเดือนก็ไม่รู้ว่าสุดที่รักจะคิดถึงเขาหรือไม่?


ชายคนนั้นหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่ได้มีงานอดิเรกชอบดูผู้ชาย! แม้เขาจะดูดีกว่าสตรี…คิคิคิ! เจียงโม่หาน ข้าเห็นเจียงโม่หานไปที่สำนักศึกษา!”


“เจียงโม่หาน? เจ้าหมอนั่นไม่ได้โดนพี่อู๋ซ้อมจนหัวหดไปแล้วหรือ แม้แต่สอบเยวี่ยนซื่อปีหน้าก็ไม่เข้าร่วม เหตุใดไม่ทำตัวเป็นเต่าหดหัวอยู่ในหุบเขาของมันต่อไป?” ชายหนุ่มในชุดบัณฑิตอีกคนสะบัดพัดแล้วคลี่ยิ้มอย่างหยิ่งยโส


หลินเว่ยเว่ยค่อยๆขมวดคิ้ว…ดูเหมือนว่าคราวก่อนยังเบาเกินไป น่าจะทำให้เจ้านี่ต้องนอนติดเตียงอีกสักสามเดือน!


[1] เหยียนไว่หลาง คือ รองหัวหน้ากรม


[2] ชายชราสูญเสียม้า แต่เป็นโชคอันยิ่งใหญ่แทน หมายถึง สิ่งใดที่สูญเสียไป อาจไม่ใช่เรื่องร้ายก็ได้เพราะนำไปสู่เส้นทางใหม่ๆอีกมากมาย


ตอนที่ 157: ฟันหน้าสองซี่


อู๋ปัวส่ายนิ้วใส่ชายหนุ่มชุดบัณฑิตตรงหน้าแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “น้องจาง เจ้าระวังคำพูดไว้หน่อย ไม่ได้เป็นเพราะเจียงโม่หานทำตัวหยิ่งยโสเกินไปจึงโดนพวกอันธพาลที่เห็นแล้วขัดหูขัดตาทุบตีเข้าหรือ?”


“ใช่ ใช่! ดูปากข้าสิ!” บัณฑิตผู้นั้นรีบตบปากตนเองสองที “เป็นพวกอันธพาล ไม่เกี่ยวข้องกับพี่อู๋!”


“ใช่แล้ว ได้ยินว่าแม่ของบัณฑิตเจียงผู้นั้นโดนโรงปักผ้าของพี่อู๋ปฏิเสธรับซื้องานปักจึงหันไปทำผลไม้อบแห้งขาย! บัณฑิตเจียงก็ตระหนี่เสียจริง ที่บ้านทำผลไม้อบแห้งก็ไม่หยิบมาให้สหายร่วมห้องกินบ้าง…”


“ฮ่าฮ่าฮ่า! บัณฑิตเจียงของเราทำตัวสูงส่งมาโดยตลอด แต่ก็สายเกินไปแล้วที่เขาจะปกปิดเรื่องนี้ เขาจะปล่อยให้ผู้อื่นรู้ว่ามีมารดาเป็นแม่ค้าต่ำต้อยได้อย่างไร? โอ๊ย…”


ทันใดนั้นบัณฑิตที่หัวเราะดังที่สุดก็ยกมือปิดปากแล้วร้องออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเลือดก็ไหลออกมาตามร่องนิ้วของเขาด้วย


“เป็นอันใด?” มีสหายสองสามคนรีบเข้ามาล้อมตัวเขาทันที


หลังจากเอามือที่ปิดปากออกแล้ว ‘พู่’ เขาพ่นฟันหน้าสองซี่ออกมา ในความเป็นจริงคือหลินเว่ยเว่ยทนไม่ไหวอีกต่อไป นางจึงหยิบลูกท้อออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณแล้วปาไปที่ฟันหน้าของอีกฝ่ายอย่างแรง!


หัวเราะหรือ! หัวเราะสิ! ต่อไปเวลาพูดลับหลังคนอื่น ข้าจะรอดูว่าเจ้ายังกล้าอ้าปากกว้างแล้วหัวเราะอย่างไร้ยางอายอีกหรือไม่?


เมื่ออู๋ปัวเห็นตำแหน่งหลุมดำตรงฟันหน้าของสหายแล้ว เขาก็รีบยกมือปิดปากตนเองทันที จากนั้นก็หันไปมองโดยรอบด้วยแววตาตื่นตระหนก “ผู้ใด? ถ้าเป็นบุรุษก็ก้าวออกมา หดหัวเป็นเต่าอยู่ในกระดองเช่นนี้ยังจะเป็นลูกผู้ชายอันใดอีก!”


หลินเว่ยเว่ยที่แกล้งก้มมองเหอเปาอยู่ก็ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ข้าไม่ใช่ผู้ชายและไม่ใช่ลูกผู้ชายด้วย ข้าจะออกไปยืดอกยอมรับด้วยเหตุใด? พูดนินทาลับหลังคนอื่นแล้วโดนเอาคืนแค่ฟันหน้าสองซี่ก็ถือว่าข้าใจดีมากแล้ว เพราะแม้แต่ลิ้นของเจ้า ข้าก็ตัดได้ รู้ไว้ด้วย!


“กู่เหนียง เหอเปาในมือท่านเป็นลายต้นไผ่งามสง่า เหมาะจะมอบให้คนรักที่สุด!” คนขายเหอเปาเป็นหญิงอายุสามสิบกว่าปี นางเห็นหลินเว่ยเว่ยหยิบเหอเปาสีเขียวอ่อนขึ้นมา ‘ดูไม่วางตา’ เมื่อครู่กู่เหนียงเพิ่งส่งบัณฑิตรูปงามคนหนึ่งเข้าสำนักศึกษา นางจึงเข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายจะซื้อให้ชายในดวงใจจึงแนะนำให้อย่างกระตือรือร้น


มอบให้คนรัก? ดวงตาข้างไหนของเจ้าเห็นข้ามีคนรัก? แต่ว่า…สีนี้ ลายปักนี้…นับว่าเหมาะกับบัณฑิตหนุ่มมาก…ช่างเถิด ไม่จำเป็นต้องซื้อหรอก น้าเฝิงปักได้งดงามกว่านี้อีก!


หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้มให้แม่ค้าแล้ววางเหอเปาลงตามเดิม นางเดินเล่นบนท้องถนนต่อจนมาถึงร้านขายขนมและผลไม้อบอู๋จี้


“หลงจู๊ พวกเจ้าทำนมแพะย่างเป็นหรือไม่! เหตุใดจึงมีกลิ่นคาวน่าขยะแขยงเช่นนี้” ชายคนหนึ่งนำห่อกระดาษน้ำมันในมือมาวางกระแทกลงโต๊ะเบื้องหน้าหลงจู๊


“นมแพะบ้านไหนไม่คาว? นมแพะย่างก็มีกลิ่นเช่นนี้! อยากกินก็กิน ไม่อยากกินก็เรื่องของเจ้า!” หลงจู๊แสดงท่าทีแข็งกร้าว กระทั่งเรียกคนงานมาอีกสองคนราวกับพร้อมมีเรื่องเสมอ


“พ่อหนุ่ม นมแพะย่างเป็นของที่พวกเขาเลียนแบบมาจากร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้! แม้ราคาถูกกว่า แต่รสชาติเทียบกันไม่ติด! ถ้าอยากกินนมแพะย่างของแท้ต้องไปที่ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้!” ชายสูงวัยคนหนึ่งเดินผ่านมาที่หน้าร้านขายขนมและผลไม้อบอู๋จี้ เมื่อเห็นคนโดนหลอก เขาก็ส่ายศีรษะแล้วเดินต่อไปทางร้านของหนิงตงเซิ่ง


ชายหนุ่มผู้นั้นถอนหายใจ “ภรรยาข้าตั้งครรภ์ ข้าจึงอยากซื้อนมแพะย่างสักสองชิ้นไปให้นางกิน คาดไม่ถึงว่า…จะแพ้ท้องหนักกว่าเดิม! เฮ้อ ไม่น่าโลภของราคาถูก ซื้อขนมร้านของพวกเจ้าเลย!”


“ร้านตระกูลอู๋มีชื่อเสียงเก่าแก่นานนับทศวรรษ แต่โดนบุตรชายไม่ได้เรื่องทำพัง เสียชื่อเสียงที่สั่งสมมาหมด!” พักนี้ร้านค้าที่อยู่โดยรอบได้เห็นเรื่องสนุกทุกวัน หลังจากร้านค้าของตระกูลหนิงทำขนมชนิดใหม่ออกมาสองสามอย่างแล้วก็สามารถกล่าวได้ว่าสถานการณ์ของร้านตระกูลอู๋ก็แย่ลงทุกวัน


หลินเว่ยเว่ยเข้าไปเดินวนในร้านหนึ่งรอบ ขนมโบราณสองสามอย่างถูกวางไว้บนชั้นอย่างลวกๆ ตราชั่งที่ใช้ชั่งขนมก็มีคราบสีดำเคลือบอยู่ ไม่รู้ว่ามีคราบน้ำมันสะสมกันอยู่กี่ชั้น กระดาษที่ใช้ห่อขนมก็กองซ้อนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ…เมื่อก่อนตอนยังไม่มีร้านขนมอื่นผุดขึ้นมา การค้าก็เป็นไปด้วยดี แต่ในสายตาของหลินเว่ยเว่ยคือที่นี่ไม่มีจุดแข็งอันใดในสนามแข่งขันนี้!


ฮึ! ตอนนี้บัณฑิตหนุ่มมีนางคอยคุ้มกัน หากคิดจัดการเขาก็ถือว่าเป็นศัตรูกับนางด้วย! หลินเว่ยเว่ยไม่ชอบหาเรื่องแต่ก็ไม่กลัวการมีเรื่อง! มาสิ การแข่งขันรอบแรกก็เริ่มจากการทำลายร้านขนมนี้แล้วกัน!


หลังออกมาจากร้านตระกูลอู๋แล้ว นางก็เดินตรงไปที่ร้านตระกูลหนิง เมื่อได้ยินว่าคุณชายหนิงยังอยู่ นางก็ให้คนงานเชิญเขาออกมา “คุณชายหนิง ข้าอยากทำการค้ากับท่าน!”


หนิงตงเซิ่งไม่เคยเห็นนางทำสีหน้าจริงจังเช่นนี้มาก่อน เขาจึงเก็บรอยยิ้มและทำท่าตั้งใจฟังทันที


“ข้าจะมอบสูตรขนมให้ท่านโดยไม่คิดเงินเป็นเวลาครึ่งปี แต่ภายในครึ่งปีนี้ท่านต้องช่วยข้าล้มร้านค้าแห่งหนึ่ง!” เมื่อชาติที่แล้วหลินเว่ยเว่ยเคยทำงานที่ร้านขนมอยู่พักใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นขนมสไตล์จีนหรือตะวันตกของร้านนั้นก็มีการผลิตออกมาอย่างเป็นระบบ เรื่องสูตรขนมนั้นนางก็คิดออกประมาณ8-10อย่างแล้ว!


“หืม? ผู้ใดช่างไม่มีตามาทำให้หลินกู่เหนียงขุ่นเคืองได้?” ทุกครั้งที่หนิงตงเซิ่งเจอหลินเว่ยเว่ย นางมักจะยิ้มจนหน้าบานและมีท่าทางเป็นมิตร คาดไม่ถึงว่าลูกแมวก็มีช่วงเวลากางกรงเล็บใส่มนุษย์เช่นกัน!


“ผู้ที่ทำให้ข้าขุ่นเคือง ข้ายังพอให้อภัยได้ แต่ถ้ามารังแกคนข้างกาย ข้าต้องให้มันได้ลิ้มรสบทเรียนที่อาบไปด้วยโลหิต!” หลินเว่ยเว่ยยกเปลือกตาขึ้นพลางคลี่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ในชั่วอึดใจนั้นลูกแมวได้กลายเป็นเสือขึ้นมาทันที ทำให้ผู้อื่นสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งอันตราย


หนิงตงเซิ่งไม่เคยดูแคลนสตรีคนนี้มาก่อนและตอนนี้ก็ต้องมองอีกฝ่ายใหม่ด้วย “ไม่ทราบว่ากู่เหนียงอยากล้มร้านค้าใด?”


“ไม่ต้องห่วง เพราะเป้าหมายของพวกเราเหมือนกัน! คุณชายหนิง ท่านไม่รู้สึกว่าร้านตระกูลอู๋ควรหายไปตั้งนานแล้วหรือ?” หลินเว่ยเว่ยยกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นแล้วหมุนเล่นบนฝ่ามือ


หนิงตงเซิ่งได้ยินเช่นนั้นก็แอบถอนหายใจ ร้านขายขนมและผลไม้อบอู๋จี้ไม่มีทางให้เดินต่อนานแล้ว เรื่องนี้เพียงรอเวลาเท่านั้น แน่นอนว่าหากมีสูตรขนมของหลินกู่เหนียง ผลลัพธ์ก็ต้องเพิ่มเป็นสองเท่าโดยใช้แรงเพียงครึ่งเดียว!


“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก! สูตรที่หลินกู่เหนียงจะให้โดยไม่คิดเงินครึ่งปีหมายถึงครึ่งปีต่อจากนี้ใช่หรือไม่?” นี่ต่างหากคือเรื่องที่หนิงตงเซิ่งสนใจ!


“เมื่อครบกำหนดครึ่งปีแล้ว ข้าต้องได้รับเงินปันผลจากร้านตระกูลหนิงสามในสิบส่วน!” หลินเว่ยเว่ยทำนิ้วเป็นเลขสามโดยไม่เกรงใจ


หนิงตงเซิ่งเลิกคิ้วแล้วถามว่า “ข้าขอทราบได้หรือไม่ว่าหลินกู่เหนียงจะเอาสูตรออกมากี่สูตร?”


“สิบสูตร! ข้ารับประกันได้เลยว่ารสชาติและยอดขายของขนมทุกชนิดไม่แพ้นมแพะย่างแน่นอน!” เทพธิดาหลินเว่ยเว่ยมาเองทั้งทีจึงไม่กลัวว่าจะโดนปฏิเสธแม้แต่น้อย


ยอดขายของนมแพะย่างเป็นขนมขายดีที่สุดในบรรดาขนมทั้งสามชนิด สามารถเรียกได้ว่าสินค้าขาดตลาดทุกวัน โดยเฉพาะร้านสาขาในตัวอำเภอ บ้านใดมีแขกมาเยือนต้องรับรองด้วยขนมจากร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ทั้งสิ้น ไม่เช่นนั้นจะโดนผู้อื่นดูถูกและไม่ถึงหนึ่งเดือนก็ไร้กังวลแล้วว่าจะไม่ได้ค่าสูตรขนมคืน มิหนำซ้ำยังได้กำไรมาอีกเล็กน้อยด้วย! การที่ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้สามารถตั้งหลักอยู่ในตัวอำเภอได้อย่างรวดเร็วก็เพราะผลไม้อบแห้งและเนื้อแผ่นของหลินเว่ยเว่ย นอกจากนี้ก็ยังมีขนมสามชนิดนั้นด้วย!


บัดนี้ร้านทั้งสองสาขาล้วนมีชื่อเสียงแล้ว หากฉวยโอกาสนี้คว้าชัยชนะโดยการเปิดตัวขนมใหม่อีก10ชนิด ความหวังที่เขาจะได้ไปเปิดร้านในตัวเมืองจงโจวก็คงอยู่อีกไม่ไกลใช่หรือไม่?


[1] เหอเปา หรือกระเป๋าบัว เป็นกระเป๋าเล็กรูปร่างหลากหลาย มีไว้สำหรับใส่ของจุกจิกติดกาย


ตอนที่ 158: หรือข้าเหมือนจะโดนเอาเปรียบได้ง่าย?


เงินทุนเพียง100ตำลึงก็เปิดร้านทั้งหมด3สาขาได้ภายในระยะเวลาไม่ถึง1ปี แถมผลกำไรของแต่ละสาขายังมหาศาล แม้เป็นทายาทที่สืบทอดกิจการโดยตรงก็ยังทำไม่ได้ใช่หรือเปล่า?


หนิงตงเซิ่งนึกถึงคำทำนายในอดีตว่าผู้สืบทอดคนต่อไปของตระกูลต้องเป็นหนิงตงหยู แต่ในปีแรกที่ออกจากบ้านก็ดูเหมือนว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น


ไม่ได้! ห้ามตื่นเต้นมากเกินไป ต้องใจเย็นเข้าไว้! หลังปรับสภาพจิตใจเรียบร้อยแล้ว หนิงตงเซิ่งก็เจรจาการค้าต่อ “ข้าสามารถแบ่งเงินปันผลให้กู่เหนียงสามในสิบส่วนได้ ทว่าจะไร้ข้อแม้เลยก็ไม่ได้ใช่หรือไม่?”


“สูตรขนมสิบชนิดแลกกับเงินปันผลของร้านคุณชายสิบปี หลังจากสิบปีแล้วพวกเราสิ้นสุดสัญญาต่อกัน ท่านเห็นว่าอย่างไร?” หลินเว่ยเว่ยรู้ดีแก่ใจว่าสูตรขนม10ชนิดถ้ายึดตามราคาเก่า นางจะได้เงินแค่2พันตำลึง


นางไม่สงสัยแม้แต่น้อย เพราะด้วยความสามารถในการทำการค้าของหนิงตงเซิ่ง กอปรกับขนมใหม่อีก10ชนิดนี้ เงินปันผลสามในสิบส่วนตลอด10ปีจะต้องเกินกว่า2พันตำลึงแน่นอนและเป้าหมายในการทำลายร้านขายขนมและผลไม้อบอู๋จี้ของนางก็จะสมความปรารถนาด้วย การค้าครั้งนี้…ไม่ขาดทุนแม้แต่น้อย!


สำหรับหนิงตงเซิ่งแล้ว การทำลายร้านขายขนมและผลไม้อบอู๋จี้เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับเวลา เมื่อร้านนั้นปิดตัวลง ตลาดขนมในเขตเริ่นอันก็จะโดนตระกูลหนิงครอบครอง สำหรับเขาคือมีแต่ได้กับได้ แล้วเหตุใดจะไม่ตกลง?


ส่วนเงินปันผลที่เพิ่งเอ่ยปากขอตลอด10ปีของหลินเว่ยเว่ยก็อยู่ในความคาดหมายของเขาแล้ว หลายคนที่กุมสูตรลับเอาไว้จะเรียกร้องข้อเสนอเยอะแยะไปหมดย่อมมีอยู่ถมเถ ดังนั้นเขาจึงคาดเดาไว้ต่ำสุดที่20ปีด้วยซ้ำ และคำขอของหลินกู่เหนียงก็ถือว่าดีมาก


เจรจากับคนนิสัยดีย่อมรู้สึกดีตามไปด้วย หนิงตงเซิ่งจึงแสดงท่าทางว่าจะร่วมมืออย่างมีความสุข


ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็มอบสูตรขนมให้เขา5สูตรก่อน นางเป็นคนพูด ส่วนหนิงตงเซิ่งเป็นคนจดบันทึก สูตรแรกคือขนมดอกบัว วัตถุดิบหลักคือแป้ง ขนมดอกบัวที่ทำออกมาแล้วด้านนอกจะมีรูปร่างเหมือนดอกบัว โครงสร้างชัดเจน ชั้นแป้งบางเหมือนปีกจักจั่น รูปลักษณ์เหมือนดอกบัวที่กำลังผลิบาน แค่มองก็ทำให้น้ำลายไหล


สูตรที่สองคือขนมถั่วหยก วัตถุดิบหลักคือถั่วลันเตา แป้งข้าวเหนียวและโป้เหอ ( สะระแหน่ ) ทำออกมาเป็นขนมถั่วสีเขียวราวกับหยก สีสันเขียวละมุน รสชาติสดชื่นนุ่มลิ้น


นอกจากนี้ยังมีขนมเห่งยิ้งเกล็ดหิมะ เค้กข้าวผลไม้รวมและขนมกุ้ยฮวาไส้เมล็ดสน ขนมไม่กี่อย่างล้วนเป็นขนมพื้นฐานของจีนซึ่งถูกปรับปรุงเรื่องสี รูปทรงและรสชาติให้ดีขึ้น


ขณะฟังนางอธิบาย หนิงตงเซิ่งก็รู้สึกว่าน้ำลายของตนไหลออกมาเร็วกว่าเดิม เมื่อลองมองไปที่สูตรขนมอีกครั้งก็รู้สึกว่ามันเป็นนามธรรมไปหน่อย ไม่รู้ว่าแม่ครัวจะทำขนมเหล่านี้ออกมาได้หรือไม่


เขาจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “ไม่ทราบว่าช่วงนี้หลินกู่เหนียงมีเวลาว่างพอจะมาสอนพวกแม่ครัวทำขนมได้หรือไม่…”


หลินเว่ยเว่ยนึกถึงเงินปันผลของในอีก10ปีนับจากนี้ พูดตามตรงคือถ้าให้แม่ครัวลงมือทำเอง นางก็ไม่ค่อยวางใจสักเท่าไร นางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดีว่า “แน่นอน! หน้าที่ของตนเองจะผลักให้ผู้อื่นไม่ได้! ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ท่านเรียกแม่ครัวฝีมือดีที่สุดของร้านมาสิ ประเดี๋ยวข้าจะสอนนางทำขนมสองชนิดก่อน!”


เห่งยิ้งและผลไม้อบแห้งต่างๆล้วนมีในร้านอยู่แล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงเริ่มสาธิตวิธีทำ ‘ขนมเห่งยิ้งเกล็ดหิมะ’ เป็นลำดับแรกโดยนำเห่งยิ้งที่คั่วเสร็จแล้วไปแช่น้ำ จากนั้นก็กรองน้ำออกแล้วบดให้ละเอียด กรองน้ำเห่งยิ้งอีกรอบ จากนั้นก็เติมน้ำตาลสีขาวและแป้งข้าวเหนียวที่ละลายน้ำไว้ลงไปแล้วคนจนกว่าพวกมันจะเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อเคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนเหนียวข้นแล้วก็เทใส่แม่พิมพ์ รอจนกว่ามันจะเย็น ต่อจากนั้นก็โรยผงงาขาวคั่วทั่วแป้งชั้นนอก รสชาติหอมหวานเข้ากัน และขนมเห่งยิ้งเกล็ดหิมะราวหยกขาวก็เสร็จสิ้น


หนิงตงเซิ่งหยิบขึ้นมากินหนึ่งชิ้น ตัวขนมนุ่มละมุน กลิ่นเห่งยิ้งหอมฟุ้งกระจายทั่วปากและจมูก ผงงาขาวคั่วที่โรยอยู่บนชั้นแป้งข้าวเหนียวช่วยเพิ่มสัมผัสเหนียวหนึบของขนมและกลิ่นหอมขึ้นกว่าเดิม สองรสชาติผสมกันลงตัว ให้กินกี่ครั้งก็ไม่รู้สึกเบื่อ!


“ขนมเห่งยิ้งเกล็ดหิมะนี้ หากกินบ่อยๆ จะช่วยบำรุงปอด บรรเทาอาการหอบหืดและป้องกันโรคหัวใจได้ด้วย! หากสตรีกินจะทำให้ผิวพรรณเนียนละเอียด ใบหน้ามีสีเลือดฝาดและอิ่มน้ำ…” ถ้อยคำด้านการตลาดในชาติที่แล้ว หลินเว่ยเว่ยท่องได้อย่างคล่องแคล่ว


ทันใดนั้นหนิงตงเซิ่งก็ใช้แววตาประหลาดใจมองนาง “หลินกู่เหนียงรู้วิชาแพทย์ด้วยหรือ?”


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะแห้งไม่กี่ครั้ง จากนั้นก็อธิบายว่า “ข้าเรียนมาจากท่านหมอเหลียงในหมู่บ้านโดยผิวเผินจึงพอรู้วิธีดูแลสุขภาพอยู่บ้าง…”


ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็สอนทำเค้กข้าวผลไม้รวม วัตถุดิบคือแป้งข้าวเหนียว พุทราแดง น้ำตาล ถั่วสมอง ลูกเกด เมล็ดสน งาคั่ว ผลไม้หวาน ฯลฯ หลังแช่ถั่วสมองในน้ำเดือดจนได้ที่แล้ว นางก็นำพวกมันออกมาแกะเปลือกแล้วนำไปผัดในกระทะให้สุก จากนั้นก็นำไปสับอีกรอบ ส่วนผลไม้อบแห้ง ผลไม้เชื่อมต่างๆก็ถูกสับแล้วนำไปพักไว้เช่นกัน จากนั้นนางก็นำพวกมันใส่ภาชนะ เติมน้ำตาลลงไปแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน จบด้วยการนวดแป้งข้าวเหนียวให้เป็นก้อนกลม นำไปนึ่งจนสุกแล้วยกออก หลังพักให้เย็นแล้วก็ใส่น้ำตาล ทาน้ำมันงาแล้วพับแป้งทบไปทบมา จากนั้นก็นวดอีกรอบแล้วทาน้ำมันงาอีกครั้งเพื่อคลี่แป้งออก ชั้นน้ำตาลและชั้นแป้งซ้อนทับกันสองสามชั้นเมื่อหั่นเป็นชิ้นแล้วรสชาติเข้มข้นเกินบรรยาย เปรี้ยวหวานถูกปากยิ่งนัก


เมื่อหนิงตงเซิ่งลองชิมแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้ “หลินกู่เหนียงตรงกับสำนวนที่ว่าฮุ่ยจื่อหลานซิน1 ยิ่งนัก ขนมที่ทำออกมาไม่เพียงมีรสชาติดีแต่ยังดูดีด้วย”


“คุณชายหนิงชมเกินไปแล้ว…ไอหยา! สายขนาดนี้แล้วหรือ? ข้านัดกับผู้อื่นไว้ว่าจะกลับบ้านพร้อมกัน…” ทว่านี่ก็เลยจากเวลานัด2เค่อแล้ว ไม่รู้ว่าบัณฑิตหนุ่มจะรอจนหงุดหงิดหรือไม่? หรือจะโมโหจนกลับไปก่อนแล้ว?


หนิงตงเซิ่งเห็นนางรีบวิ่งออกไปจึงรีบวิ่งตามแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นให้ข้าสั่งคนขับรถม้าไปส่งท่านกลับดีหรือไม่?”


“ไม่ต้อง พวกเรามีเกวียน!” หลังกล่าวทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้แล้ว หลินเว่ยเว่ยก็พุ่งออกไปจากประตูร้านราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ แต่แล้วนางก็หยุดกระทันหันจนเกือบชนร่างอันสูงโปร่งด้านนอกประตู


“อะ…เฮ้เฮ้! บัณฑิตน้อย เหตุใดเจ้ามารออยู่ที่นี่? ไม่ได้นัดว่าจะเจอกันที่หน้าประตูเมืองหรือ?” หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้มแล้วเหลือบมองสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง


เจียงโม่หานกวาดสายตามองนางและเงียบไม่พูดไม่จา หลังจากนั้นก็เดินไปขึ้นเกวียนแล้วนั่งตรงที่นั่งคนขับเพื่อขับเกวียนเทียมล่อไปยังนอกประตู ทำให้เกวียนเทียมล่อแสนธรรมดากลายเป็นรถม้าคันหรูเพราะเขา


“รอข้าก่อน!” เกวียนเคลื่อนตัวไม่เร็วนัก หลินเว่ยเว่ยจึงวิ่งตามทัน นางกระโดดขึ้นเกวียนทั้งที่ใส่กระโปรงอยู่ จากนั้นก็ขยับไปใกล้บัณฑิตหนุ่มทีละนิดและยิ้มอย่างโง่งมขณะที่มองเขา


เจียงโม่หานมองไปข้างหน้าเพื่อบังคับเกวียนเทียมล่อให้รีบวิ่งกลับฉือหลี่โกว หลินเว่ยเว่ยจับขอบเกวียนไว้เพื่อไม่ให้กลิ้งตกลงไป


นางลองถามหยั่งเชิง “บัณฑิตน้อย เหตุใดวันนี้เจ้าเป็นคนขับ? อาว่ายจื่อหายไปไหน? เขาคงไม่ได้กลับไปแล้วกระมัง”


เจียงโม่หานทำราวกับไม่ได้ยิน เขาทำหน้าไม่แยแส เฮอะ นิสัยขี้โมโหกำเริบอีกแล้ว ต้องรีบเอาใจเสียหน่อย!


หลินเว่ยเว่ยจึงรีบอธิบาย “ข้าไม่ได้ตั้งใจออกมาช้า ตอนนั้นข้ากำลังชี้แนะการทำขนมสองชนิดให้แม่ครัวแห่งร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้อยู่ อาจเพราะตั้งใจไปหน่อยจึงไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใดแล้ว”


เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาของเจียงโม่หานยังดูเย็นชาอยู่ นางก็ขอโทษจากใจจริง “ข้ารู้ ข้าทำให้เจ้ารอนานถึงเพียงนี้ ข้าผิดเอง! ครั้งหน้าข้าจะไม่ทำอีกแล้ว ครั้งนี้เจ้ายกโทษให้ข้าได้หรือไม่?”


“เจ้า…ขาดแคลนเงินนักหรือ?” เจียงโม่หานคาดไม่ถึงว่าการออกไปเดินเล่นที่นางกล่าวถึงจะเป็นการกลับไปที่ร้านตระกูลหนิงและยังโดนกล่อมจนยอมขายสูตรขนมไปอีกสองสูตร…เด็กโง่ ไม่รู้ว่าสูตรลับมีค่าและสำคัญเพียงใดเลยหรือ?


หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม “คราวนี้ไม่ใช่เพราะเรื่องเงิน…ไอหยา ประเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง วางใจได้เลย หรือเจ้าเห็นข้าเหมือนคนที่จะโดนเอาเปรียบได้ง่าย?”


[1] ฮุ่ยจื่อหลานซิน หมายถึง ผู้หญิงที่มีจิตใจบริสุทธิ์และฉลาดหลักแหลม


ตอนที่ 159: ถูกผู้อื่นขายแล้วยังจะช่วยนับเงิน


“เหมือน!” เจียงโม่หานไม่ไว้หน้านางแม้แต่น้อย “แค่ถ้อยคำดีๆไม่กี่ประโยคก็กล่อมจนเจ้าไม่รู้เหนือรู้ใต้ได้แล้ว!”


“เป็นไปไม่ได้!” หลินเว่ยเว่ยเถียงด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จากนั้นก็กล่าวด้วยถ้อยคำสุดแสนยั่วยุ “นอกเสียจากผู้ที่มีหน้าตา…เหมือนเจ้า!”


เจียงโม่หานสูดหายใจเข้าลึก หลังกัดฟันแล้วก็กล่าวว่า “หากข้าเป็นคนพูด เจ้าจะยอมทำตามทุกอย่างเลยหรือ?”


“หืม? ใช่!” หลินเว่ยเว่ยออกแรงพยักหน้า “พูดมาสิ เจ้าต้องการสิ่งใด? เงิน? อาหารเลิศรส? หรือว่า…หญิงงาม?”


หลังกล่าวจบ นางก็ขยิบตาให้เขาพร้อมหัวเราะคิกคัก


“เจ้า…อย่าเชื่อผู้อื่นโดยง่ายได้หรือไม่? โดยเฉพาะบุรุษ!” เจียงโม่หานละสายตาจากนางแล้วมองเงาไม้ตลอดสองข้างทาง เสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย


“เจ้าไม่ใช่คนอื่นเสียหน่อย!” เสียงเพิ่งเงียบลง เกวียนเทียมล่อก็เกิดกระแทกเข้ากับบางอย่าง หลินเว่ยเว่ยยังไม่ทันนั่งให้ดีจึงล้มไปทางเจียงโม่หาน มือนางรีบคว้าตัวบัณฑิตหนุ่มเอาไว้ หลังกลับมาทรงตัวได้อีกครั้งนางก็รีบปล่อยมือ “หากข้าบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะเอาเปรียบเจ้า เจ้าจะเชื่อหรือไม่?”


เจียงโม่หานถลึงตาใส่นางทันที “เจ้าจำไว้นะ เจ้าเป็นสตรี ใครเอาเปรียบใครกันแน่ !?”


“เจ้าไม่คิดมากก็ดี…ระหว่างเราสองคน ใครเอาเปรียบใครก็ยังไม่แน่หรอก! ฮ่าฮ่า…” ใบหน้าของหลินเว่ยเว่ยเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเยี่ยงโจรชั่ว


เจียงโม่หานกลับมาเงียบอีกครั้ง เขาหมดถ้อยคำที่จะเอ่ยออกมาแล้วจริงๆ…


“มีสิ่งใดผิดปกติหรือ? อารมณ์ไม่ดีหรือไร? คงไม่ใช่เพราะข้าอีกนะ ข้าขอโทษเจ้าไปแล้วก็เลิกทำหน้าเย็นชาสักทีเถิด” หลินเว่ยเว่ยยื่นสองนิ้วไปดึงแขนเสื้อเขาเบาๆ “หรือว่า…เรื่องที่เจ้าไปหาอาจารย์ฟ่านจะไม่ราบรื่น?”


“ถ้าวิธีเขียนบัญชีที่เจ้าคิดขึ้นมาสามารถใส่ได้แค่ชื่อข้าคนเดียว เจ้าคิดเช่นไร?” เจียงโม่หานมองเข้าไปในดวงตาของนางราวกับว่าอยากขุดหาความจริงจากก้นบึ้งของหัวใจนาง


หลินเว่ยเว่ยตกตะลึง จากนั้นก็ตบบ่าเขาแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าคงไม่ได้อารมณ์เสียเพราะเรื่องนี้กระมัง? ข้าไม่ได้บอกไปแล้วหรือ? นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับข้าเลย!”


“แม้เจ้าไม่อยากสร้างชื่อเสียงให้ตน แต่เจ้าไม่คิดจะเก็บไว้ให้น้องชายหรืออย่างไร?” เหตุใดต้องยกให้คนนอก?


หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม “วิธีเขียนบัญชีของข้าใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นเสียหน่อย เหตุใดเขาไม่คิดจะเรียบเรียงมันขึ้นมา? ข้าเคยอ่านเนื้อหาที่เจ้าเรียบเรียงออกมาแล้ว มีหลายจุดพัฒนาไปไม่น้อยซึ่งพอรวมเข้ากับความเข้าใจของตัวเจ้าเอง การจะเขียนชื่อเจ้าลงไปก็ไม่ใช่เรื่องผิด เจ้าน่ะ ไม่ว่าสิ่งใดก็ดีหมด เสียอย่างเดียวคือเถรตรงเกินไป!” ถ้าพูดให้แย่อีกหน่อยก็คือหัวโบราณเกินไป!


เจียงโม่หานมองนางพักใหญ่ ก่อนละสายตากลับไป…เด็กโง่ ถูกผู้อื่นขายแล้วยังจะช่วยนับเงิน!


วิธีเขียนสมุดบัญชีแบบใหม่นี้ถูกส่งไปถึงช่างชูแห่งกรมคลังโดยสหายของอาจารย์ฟ่าน ช่างชูแห่งกรมคลังเป็นขุนนางผู้เที่ยงตรงและยังพูดจริงทำจริง เช่นนั้นคงไม่ถูกฮ่องเต้แต่งตั้งไปอยู่ในกรมคลังได้หรอก หลังจากที่เขาอ่านแล้วก็คิดว่านี่เป็นความคิดยอดเยี่ยม ด้วยเหตุนี้ขณะประชุมราชสำนัก เขาจึงหยิบเรื่องนี้ขึ้นทูลถวายแด่องค์ฮ่องเต้


หลังจากฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรแล้วก็ตรัสชมยกใหญ่ทันที พอได้สดับตรับฟังว่าเป็นผลงานของบัณฑิตในเขตเริ่นอัน พระองค์ก็ตรัสด้วยความดีพระทัยว่า “ดี ดี! บัณฑิตผู้นี้มีความสามารถเป็นเสาหลักของบ้านเมือง!”


แค่บัณฑิตถงเซิงคนหนึ่งสามารถได้รับคำชมว่า ‘มีความสามารถเป็นเสาหลัก’ จากพระโอษฐ์ของโอรสสวรรค์ย่อมเห็นได้ชัดว่าบัณฑิตผู้นี้จะต้องมีอนาคตสดใสไร้ขีดจำกัดแน่นอน!


ช่างชูแห่งกรมคลังเห็นฮ่องเต้ทรงเกษมสำราญจึงนำข่าวที่ได้ยินมาจากเหยียนไว่หลางกราบทูลต่อฝ่าบาททั้งหมด “ทูลฝ่าบาท บัณฑิตผู้นี้ไม่เพียงประสบความสำเร็จในด้านการเขียนสมุดบัญชีรูปแบบใหม่ ทว่ายังสร้างกังหันวิดน้ำเพื่อหมู่บ้านของเขา ส่งผลให้คนทั้งหมู่บ้านมีน้ำสำหรับอุปโภคและบริโภคโดยชักน้ำจากแหล่งน้ำที่ไม่มีวันแห้งลงจากภูเขามาสร้างเป็นระบบชลประทาน สร้างความสะดวกสบายให้คนในหมู่บ้านนั้นอย่างมากพ่ะย่ะค่ะ!”


ฮ่องเต้ได้สดับแล้วก็ยืดกระวรกายตั้งตรงทันที จากนั้นก็ตรัสถามอย่างละเอียด “ว่าอย่างไรนะ? บัณฑิตผู้นี้สร้างกังหันวิดน้ำเป็นด้วยหรือ? หรือจะเป็นกังหันน้ำกระดูกมังกรที่สาบสูญไปนาน?”


“ทูลฝ่าบาท เรื่องจะเป็นกังหันน้ำกระดูกมังกรหรือไม่นั้น กระหม่อมก็ไม่อาจทราบได้พ่ะย่ะค่ะ ทว่าสามารถชักน้ำลงจากภูเขา แก้ไขภัยแล้ง ห่วงใยราษฎร เห็นอกเห็นใจประชาชน วันหน้าเขาต้องเป็นขุนนางที่ดีแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!” ช่างชูแห่งกรมคลังคล้อยตามฝ่าบาทคือเอ่ยชมไม่หยุด!


เมื่อช่างชูแห่งกรมโยธาธิการได้ยินก็เอ่ยอย่างไม่ยอมตามหลังผู้อื่น “ทูลฝ่าบาท กังหันน้ำกระดูกมังกรริเริ่มขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่น ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่ากังหันน้ำกระดูกมังกรสามารถใช้ในการชลประทานสำหรับการเกษตร การระบายน้ำและอื่นๆอีกมากมาย นับเป็นอุปกรณ์สูบน้ำที่หายาก ทว่าน่าเสียดายเพราะความโกลาหลจากภัยสงครามในอดีตทำให้วิธีสร้างกังหันน้ำกระดูกมังกรหายสาบสูญไป…หากบัณฑิตผู้นี้ชำนาญด้านนี้จริง กระหม่อมอยากทูลขอให้เขามาทำงานในกรมโยธาธิการพ่ะย่ะค่ะ”


ฮ่องเต้พยักดวงพักตร์ทันที ทางทิศเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือกำลังประสบภัยแล้งอย่างรุนแรง แม้ทางใต้จะมีน้ำเยอะ แต่การดึงน้ำมาทำชลประทานก็เป็นปัญหา หากกังหันน้ำกระดูกมังกรกลับมาปรากฎตัวบนแผ่นดินอีกครั้งก็จะเป็นประโยชน์ต่อราษฎรและแผ่นดินอย่างแท้จริง!


ทันใดนั้นช่างชูแห่งกรมคลังก็หันไปมองช่างชูแห่งกรมโยธาธิการด้วยความไม่พอใจ…ผู้มีความสามารถท่านนี้เป็นกรมคลังค้นพบก่อนและก็เป็นกรมคลังที่เสนอเรื่องนี้แก่ฝ่าบาท หากจะให้เข้ามาทำงานเป็นกรณีพิเศษก็ต้องมาที่กรมคลังของข้า!


“ทูลฝ่าบาท พระองค์ทรงทราบหรือไม่ว่าบัณฑิตผู้นี้มีอายุเท่าไรพ่ะย่ะค่ะ?” ก่อนที่ฮ่องเต้จะตรัสออกมา ช่างชูแห่งกรมคลังก็รีบทูลถาม


“เท่าไร?” หรือจะเป็นชายชราอายุแปดสิบเก้าสิบปี? เช่นนั้นจะรอช้าไม่ได้เพราะวิธีการที่สูญหายไปนี้ไม่ได้กลับมาปรากฏบนโลกง่ายๆ จะปล่อยให้นำลงหลุมไปพร้อมกับเขาไม่ได้!


ช่างชูแห่งกรมคลังทูลว่า “ทูลฝ่าบาท บัณฑิตผู้นี้มีอายุเพียง15ปี เขาเป็นบัณฑิตถงเซิงในรัชสมัยหยวนถ่งปีที่เก้า ตามที่อาจารย์ของเขาบอกมา หากไม่ใช่เพราะเขาป่วยหนักในสนามสอบปีที่แล้ว ด้วยพรสวรรค์ของเขาจะสอบให้ได้ตำแหน่งซิ่วไฉก็ไม่ใช่ปัญหาพ่ะย่ะค่ะ!”


“ว่าอย่างไรนะ? พึ่งจะอายุ15ปีก็สร้างวิธีเขียนสมุดบัญชีรูปแบบใหม่และยังสร้างกังหันน้ำกระดูกมังกรออกมาได้” หากเอ่ยถึงเด็กอายุ15ปีที่สอบติดถงเซิงหรือซิ่วไฉในเจียงหนานย่อมถือว่าเป็นเรื่องปกติ ทว่าหากเป็นทางเหนือและยังเป็นเขตเล็กๆที่ห่างไกลอย่างเขตเริ่นอันก็ยิ่งเป็นไปได้ยาก


ผู้มีความรู้ความสามารถมักเย่อหยิ่งและไม่สนใจเรื่องทางโลก ทว่าเพื่อช่วยราษฎรแล้ว เขาถึงขั้นสร้างวิธีเขียนบัญชีซึ่งไม่เหมือนผู้ใดและเรียบง่ายขึ้นมา นอกจากนี้ยังทำให้ชาวบ้านได้มีน้ำใช้อุปโภคบริโภคด้วย ผู้มากความสามารถเช่นนี้จะปล่อยให้กลายเป็นฝุ่นผงไม่ได้เด็ดขาด


ช่างชูแห่งกรมคลังพยักหน้า “ทูลฝ่าบาท กังหันวิดน้ำอาจไม่ใช่กังหันน้ำกระดูกมังกรที่สาบสูญไปก็ได้ ทว่าการสามารถชักน้ำลงมาจากภูเขาก็เหมือนสามารถดึงน้ำขึ้นฝั่ง หากเผยแพร่มายังเจียงหนานและใช้ทำระบบชลประทาน ภัยแล้งก็จะบรรเทาลงและหมดความกังวลในที่สุดพ่ะย่ะค่ะ!”


ช่างชูแห่งกรมโยธาธิการเดินขึ้นหน้าเพื่อทูลขออนุญาต “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมยินดีช่วยแบ่งเบาความกังวลของฝ่าบาทเพื่อไปหาอัจฉริยะผู้นี้ยังเขตเริ่นอัน จากนั้นจะเผยแพร่การสร้างกังหันวิดน้ำโดยเร็ววันพ่ะย่ะค่ะ!”


ช่างชูแห่งกรมคลังรีบกล่าวทันที “ช่วงนี้กรมโยธาธิการงานรัดตัว เหตุใดต้องนำเรื่องนี้มารบกวนใต้เท้าหวงอีกเล่า? ทูลฝ่าบาท เหยียนไว่หลางแห่งกรมคลังเป็นสหายกับอาจารย์ของบัณฑิตผู้นี้ วิธีเขียนบัญชีนี้ก็เป็นสิ่งที่กระหม่อมนำมาถวายแทนเขา กระหม่อมคิดว่าเรื่องนี้สามารถจัดการด้วยคนผู้เดียว เช่นนั้นให้ใต้เท้าฟางไปหา ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”


ล้อเล่นหรืออย่างไร? ถ้าปล่อยให้คนของกรมโยธาธิการแย่งงานนี้ไป ชิงผู้มากความสามารถท่านนี้ไปก่อน ข้าก็ไม่เหมือนตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่นหรอกหรือ? ในเมื่อบัณฑิตหนุ่มเก่งเรื่องความเป็นอยู่และปากท้องของราษฎรก็ต้องมาร่วมงานกับกรมคลังอยู่แล้ว จะได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่!


[1] ถูกผู้อื่นขายแล้วยังจะช่วยนับเงิน หมายถึง โง่เขลามาก, ซื่อบื้อมาก


[2] ตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่น หมายถึง ตนไม่ได้รับประโยชน์แต่ยังสนับสนุนให้ผู้อื่นได้ประโยชน์แทน


ตอนที่ 160: ลิ้นยาวเกินไป


ฮ่องเต้ทรงดำริว่าช่างชูแห่งกรมคลังกล่าวได้ถูกต้อง กังหันน้ำกระดูกมังกรเป็นเรื่องสำคัญและกรมโยธาธิการมักจะมีปัญหา ช่างชูแห่งกรมโยธาธิการก็แค่ประจบแล้วสะบัดก้นหนีเท่านั้น ต่อจากนั้นใครจะมาแบ่งเบาภาระแทนเจิ้น?


ฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัยทันทีและแต่งตั้งให้เหยียนไว่หลางฟางเป็นผู้แทนพิเศษ ให้เดินทางไปยังเขตเริ่นอันแห่งเมืองจงโจวเพื่อนำรางวัลไปมอบให้แก่ผู้คิดวิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่…ส่วนการสร้างกังหันวิดน้ำไม่ใช่เรื่องเล็ก จะปล่อยให้ผู้ที่มีเจตนาร้ายนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ ทว่าการเดินทางไปอย่างเปิดเผยก็ไม่ได้อีกเช่นกัน ดังนั้นจึงได้แต่ไปเยือนอย่างลับๆ!


หลังฤดูใบไม้ร่วงไปแล้วชาวบ้านฉือหลี่โกวก็เริ่มคึกคักขึ้นมา หุบเขาในช่วงฤดูใบไม้ผลิมีพืชผลให้ผู้คนได้เก็บอย่างใจกว้าง ไม่ว่าจะเป็น…ซู่เหมยหรือราสเบอร์รี่ องุ่นป่า แอปเปิลปู ซานจา เมล็ดต้นเจิน เมล็ดสน ซานเหอเถาหรือพีแคน…


เมื่อ2ปีก่อน สัตว์ป่าบนภูเขาดุร้าย แม้จะมีหุบเขาแห่งขุมทรัพย์อยู่ไม่ไกล ทว่าพวกชาวบ้านก็ได้แต่มองอยู่ห่างๆ ส่วนปีนี้หลินเว่ยเว่ยเข้าไปเก็บของป่ามาสองสามรอบแล้ว นางจึงวาดจุดที่ค่อนข้างปลอดภัยไว้ ในบรรดาชาวบ้านมีคนใจกล้าอยู่จึงเริ่มคิดจะขึ้นไปเก็บขุมทรัพย์ต่างๆบนภูเขาขึ้นมา


เมล็ดต้นเจิน เมล็ดสน เห็ดและเห็ดหูหนูเหล่านี้ในตลาดพอจะสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินอีแปะมาเลี้ยงครอบครัวได้บ้าง


สำหรับราสเบอร์รี่ ซานจา องุ่นป่า ผลไม้ป่าเหล่านี้มีคนเก็บไม่มากเพราะหนึ่งคือเก็บรักษายาก สองคือผลไม้ป่าเหล่านี้เทียบไม่ได้กับผลไม้สวนที่มนุษย์ปลูกขึ้นมา รสชาติยังค่อนข้างแตกต่าง ราคาจึงไม่ค่อยดีสักเท่าไร


ทว่าในสายตาของหลินเว่ยเว่ยนั้น นางเห็นพวกมันคือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นความมั่งคั่งได้! ราสเบอร์รี่ก็เหมือนบลูเบอร์รี่ป่าคือสามารถนำมาทำแยมขายในราคาดีได้ ซานจาและแอปเปิลปูสามารถนำมาทำเป็นผลไม้กระป๋อง…หลังปิดผนึกบรรจุภัณฑ์ด้วยขี้ผึ้งแล้วก็จะเก็บรักษาได้นานถึงครึ่งปี!


ระยะเวลาที่ผลไม้ป่าจะสุกงอมมีอยู่สั้นๆเท่านั้น หากพึ่งนางคนเดียวให้เก็บทั้งหุบเขา จำนวนที่ได้ก็จะมีจำกัด นางจึงรับซื้อจากพวกชาวบ้านในราคา3อีแปะต่อ1ชั่ง


ช่วงสองปีที่ผ่านมานี้มีชาวบ้านขึ้นเขาน้อยมาก ผลไม้ป่าจึงมีอยู่แทบทุกหนทุกแห่ง อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่เลย แม้แต่เด็กอายุ7-8ขวบก็เก็บได้วันละ10-20ชั่ง เงินที่ได้กลับมาก็เกินกว่าเงินค่าแรงของบุรุษที่ทำงานอย่างหนักเพียงวันเดียวในท่าเรือเสียอีก!


หลินเว่ยเว่ยยังจ้างลูกมือที่ขยันขันแข็งอีก3คนซึ่งเป็นหญิงที่มีบุคลิกดีและครอบครัวยากจน คนแรกรับผิดชอบเรื่องทำความสะอาด คนที่สองทำแยมโดยเฉพาะ ส่วนคนสุดท้ายทำผลไม้กระป๋องร่วมกับหลินเว่ยเว่ย


เรียกว่ากระป๋อง ทว่าสิ่งที่ใช้แทนกระป๋องคือโถกระเบื้องเคลือบขนาด1ชั่งซึ่งได้มาจากลู่เหวินจวิน คุณชายรองตระกูลลู่ใจกว้างมาก เขาคิดราคาต้นทุนให้นางเพื่อช่วยให้ประหยัดต้นทุนมากที่สุด


โถกระเบื้องเคลือบสีขาวมีลวดลายดอกบัววิจิตร ด้านในถูกเติมเต็มด้วยซานจาหรือแอปเปิลปู เมื่อเปิดฝาออกมากลิ่นหอมหวานจะลอยแตะจมูก เมื่อลิ้มลองจะได้รสสัมผัสเปรี้ยวอมหวานกำลังพอดี จัดได้ว่ารสชาติดีเลิศ ล้วนเป็นที่นิยมของเด็ก สตรีและคนชรา เวลาไปเยี่ยมญาติหรือมิตรสหายถ้าซื้อซานจาในโถกระเบื้องเคลือบสักสองโถก็จะถูกยกระดับขึ้นมาทันที ผู้รับก็จะรู้สึกว่าตนมีเกียรติ


ตั้งแต่ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้เปิดตัวผลไม้ในโถกระเบื้องเคลือบนี้แล้ว มูลค่าการซื้อขายก็แตะระดับสูงสุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กำไรก็พุ่งสูงแล้วสูงอีก หลังจากนั้นสองเดือนขณะตรวจดูบัญชีแล้วหนิงตงเซิ่งก็พบว่าเป้าหมายที่จะเปิดสาขาในตัวเมืองอยู่ตรงหน้าแล้ว เขาจึงเริ่มทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะได้เปิดร้านก่อนเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ ( ตรุษจีน )


สูตรขนมที่หลินเว่ยเว่ยสอนให้แม่ครัวของร้านตระกูลหนิงมีสามชนิดที่ต้องใช้แยมผลไม้ ด้วยเหตุนี้แยมบลูเบอร์รี่และแยมราสเบอร์รี่ของนางจึงขาดตลาดเช่นกัน ส่วนหนึ่งคือเก็บไว้ทำขนมร้านตระกูลหนิงและอีกส่วนหนึ่งถูกบรรจุลงในโถกระเบื้องเคลือบอย่างประณีตแล้ววางจำหน่ายในร้าน


เพราะต้องทำแยมและผลไม้ ‘กระป๋อง’ เหล่านี้จึงทำให้พื้นที่ของห้องครัวตระกูลหลินไม่เพียงพอ โชคดีที่ลานบ้านของตระกูลหลินกว้างพอ นางจึงสร้างเพิงอีก2หลังขนาบข้างประตูสองฝั่งทางทิศใต้ ด้านในสร้างเตาดินเผาไว้4เตา แต่ละวันต้องทำงานต้ม6หม้อและงานอบอีก2เตาพร้อมกัน ดังนั้นแค่การใช้ฟืนก็น่าตกใจมากแล้ว


“ไอหยา! ตระกูลหลินช่างน่าเหลือเชื่อ! สินค้าที่ส่งเข้าเขตเริ่นอันทุกวันมีเป็นตะกร้า เต็มเกวียนเทียมล่อไปหมด นี่เป็นเงินเท่าไรกันแล้ว!”


“แน่นอนสิ! ถ้าทำเงินไม่ได้ แค่จ้างคนงานก็ปาไป6คนแล้ว…ไม่สิ ยังมีซัวถัวที่ขับเกวียนเทียมล่อไปส่งสินค้าโดยเฉพาะอีกคน ทั้งหมดรวมเป็น7คนแล้ว แค่ค่าแรงต่อวันก็ปาไปสองร้อยกว่าอีแปะ แถมยังรับซื้อผลไม้ป่าทุกวันอีก…ถ้าทำเงินได้น้อยคงไม่พอจ่ายค่าสิ่งของเหล่านี้!”


“บ้านนั้นมีช่องทางกว้างขวาง ในเขตเริ่นอันมีร้านตระกูลหนิงใช่หรือไม่ คราวก่อนข้าผ่านไปแถวนั้นจึงเข้าไปดู ผลปรากฏว่าเป็นเช่นไรเจ้ารู้หรือไม่? สินค้าของตระกูลหลินถูกวางเต็มร้าน ข้ายืนงงพลางฟังพนักงานเอ่ยอยู่ประโยคหนึ่งว่า ‘เนื้อกวางแผ่น100อีแปะต่อ1ชิ้น’ ใช่ เจ้าฟังไม่ผิด เนื้อแผ่นแค่ชิ้นเดียวก็ต้องจ่ายถึง100อีแปะแล้ว ถ้า1ชั่งไม่ต้องจ่ายเป็นตำลึงเลยหรือ? ( ในสมัยโบราณ 1ชั่งคือประมาณ16ชิ้น ) ตระกูลหลินส่งไปวันละหลายสิบชั่งใช่หรือไม่?”


“เจ้าไม่เคยค้าขายย่อมไม่รู้ต้นทุนและกำไรในธุรกิจนั้น เขาขายที่ร้านเป็นตำลึงแต่ให้สกุลหลินแค่200-300อีแปะก็ถือว่าไม่เลวแล้ว! ผู้ที่ได้เงินเยอะคือร้านค้า ส่วนตระกูลหลินอย่างมากสุดก็ได้แค่ดื่มน้ำแกงไม่กี่อึกเท่านั้น!”


“เจ้าเลิกหัวเสียได้แล้ว แม้อยากจะซดน้ำแกงตามก็ยังทำไม่ได้เลย! ถ้าซดลมตะวันตกเฉียงเหนือก็ว่าไปอย่าง!”


“แม้จะทำเงินได้ไม่มาก พวกนางก็ส่งสินค้าเป็นจำนวนมากทุกวัน! หากสินค้าหลายร้อยชั่งจะทำเงินได้แค่ไม่กี่อีแปะต่อชั่ง ทว่านับรวมกันแล้วก็มีรายได้หลายตำลึง!”


“ทำไม? เจ้าอิจฉาหรือ? อิจฉาไปก็ไร้ประโยชน์ ใครใช้ให้บ้านเจ้าไม่มีลูกสาวเก่งเหมือนลูกคนรองบ้านนั้น? อ้อใช่ ลูกชายบ้านเจ้าไม่ได้แก่กว่านางหนูรองแค่ปีเดียวหรอกหรือ? แต่งนางเข้าบ้านสิ การค้าขายเหล่านี้ก็จะได้กลายมาเป็นของบ้านเจ้า”


“แต่งนาง? หากวันใดนางป่วยหรือสติไม่สมประกอบขึ้นมาอีก เจ้าจะดูแลนางหรือ? อีกอย่างนะ แรงของนางแม้แต่ลูกกลิ้งหินของหมู่บ้านยังใช้มือเดียวถือได้ ลูกชายข้าตัวเล็กจะตาย ไม่พอให้นางใช้นิ้วจิ้มด้วยซ้ำ! เจ้าเองก็มีลูกชายเหมือนกันไม่ใช่หรือ? เหตุใดไม่ไปคุยเรื่องหมั้นหมายกับตระกูลหลิน?”


“ตระกูลหลินไม่ได้มีนางหนูรองเป็นลูกสาวคนเดียวเสียหน่อย นางยังมีพี่สาวอีกคนไม่ใช่หรือ? ปีใหม่นี้ก็มีอายุครบ16ปีแล้ว ถ้ายังไม่คุยเรื่องหมั้นหมายอีกก็จะกลายเป็นสาวแก่ พอถึงเวลานั้นเจ้าก็บอกให้ตระกูลหลินเอาสูตรอะไรสักอย่างมาเป็นสินเดิมสิ ประเดี๋ยวเจ้าก็ได้นอนรอนับเงินอยู่ที่บ้านแล้ว….”


“นับเงินจนมือเป็นตะคริวก็รู้สึกดีมากจริงๆนั่นแหละ…” ทันใดนั้นเสียงดังฟังชัดของสตรีคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา


“ใช่หรือไม่เล่า…” หญิงที่กำลังคุยจนน้ำลายกระเด็นถูกคนด้านข้างใช้ศอกกระทุ้ง เมื่อหันไปมองก็ต้องพบกับใบหน้าเปื้อนยิ้มไม่เหมือนยิ้มของหลินเว่ยเว่ย สีหน้าของพวกนางจึงเปลี่ยนไปทันที รอยยิ้มก็แข็งค้าง “ไอหยา! นางหนูรองเองหรือ เอ่อ…เจ้าไปไหนมา?”


“ข้าเพิ่งไปเก็บเมล็ดสน ข้าคิดว่าจะจ้างคนแกะเมล็ดสนเพิ่มอีกสักสองสามคน!” ทันใดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเว่ยเว่ยก็ดูสดใสกว่าเดิม


“ยังจะจ้างคนอีกหรือ? คราวนี้คิดจะจ้างอีกสองสามคนใช่หรือไม่? ถ้าเช่นนั้นนางหนูรอง เจ้าคิดว่าข้าพอไหวหรือเปล่า?” หญิงคนนั้นมีแววตาเป็นประกายขณะเสนอตัว


หลินเว่ยเว่ยมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็กล่าวว่า “ท่านป้า มาตรฐานในการเลือกคนของข้าคือหนึ่ง ทำงานหนักได้ สอง ต้องพูดน้อยและรู้จักระวังคำพูดเนื่องจากบ้านข้ามีสูตรเฉพาะ ดังนั้นคนที่ลิ้นยาวเกินไป ข้าไม่กล้าใช้หรอก!”


ทันใดนั้นใบหน้าของเหล่าหญิงขี้นินทาก็ย่ำแย่ พวกนางหันมามองหน้ากันแล้วแยกย้ายไปคนละทางทันที พวกนางไม่ได้โง่ จึงเป็นธรรมดาที่จะมองออกว่าหลินเว่ยเว่ยตั้งใจพูดตอกหน้า


หญิงสองคนนั้นมีชื่อเสียงด้านความร้ายกาจในหมู่บ้าน ทว่าเมื่อมาอยู่ต่อหน้าหลินเว่ยเว่ยแล้ว พวกนางก็ไม่กล้าแม้แต่จะผายลมออกมา


[1] เจิ้น คือ คำเรียกแทนพระองค์ของฮ่องเต้



จบตอน

Comments