ตอนที่ 161: เหยื่อของจ่าฝูงหมาป่า
เนื่องจากบ้านของตนก็เก็บผลไม้ป่ามาขายให้แก่บ้านตระกูลหลินจึงยังพอสร้างรายได้ให้ครอบครัวหลายสิบอีแปะ หากไปผิดใจด้วยแล้วนางไม่รับซื้อผลไม้จากบ้านตน จะไม่เหมือนตัดช่องทางทำมาหากินเสียเองหรือ ?
พวกผู้ชายในหมู่บ้านจัดกลุ่มที่เชี่ยวชาญในการเก็บของป่าขึ้นมาหนึ่งกลุ่ม พวกเขาเก็บของป่าจำพวกลูกสน เมล็ดต้นเจินและพีแคน นอกจากนี้ยังเชิญหลินเว่ยเว่ยและพรานหวังมาช่วยนำทางให้ด้วย โดยเฉพาะหลินเว่ยเว่ยซึ่งเส้นทางในการเก็บของป่านางเป็นคนเลือก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เคยได้พบสัตว์ร้ายจู่โจมเลย
ในอดีต สำหรับตระกูลหลินและตระกูลเจียงที่หลบหนีภัยสงครามมาจากต่างถิ่น จึงถูกชาวบ้านจำนวนมากในหมู่บ้านฉือหลี่โกวต่อต้าน มีเพียงคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่ยอมคบหาด้วย
ตั้งแต่เจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยเป็นแกนนำในการสร้างกังหันวิดน้ำและขุดคูน้ำให้หมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านไปจนถึงลูกบ้านก็มีท่าทีเปลี่ยนไปต่อสองครอบครัวนี้
หลินเว่ยเว่ยพบว่าระยะเวลาหนึ่งแปลงนาของตนจะถูกใครบางคนรดน้ำให้อย่างเงียบๆ หากมีปัญหาอันใดก็จะมีคนเข้ามาช่วยอย่างกระตือรือร้น เวลาเดินอยู่ในหมู่บ้าน ไม่ว่าคนแก่หรือเด็กล้วนฉีกยิ้มหน้าบานให้นาง…
แม้แต่เจ้าหนูน้อยก็ยังสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ เด็กในหมู่บ้านที่ยอมเล่นกับเขามีเพิ่มขึ้นกว่าเดิม มีเด็กบางคนที่โตกว่าเขาหน่อย หลังเก็บผลไม้ป่ากลับมาแลกเป็นเงินที่บ้านตระกูลหลินเสร็จแล้วยังจะช่วยเขาเกี่ยวหญ้าให้กระต่ายด้วย เจ้าหนูน้อยที่เคยถูกทอดทิ้งและมีสหายน้อยจึงกลายเป็นที่ต้อนรับมากในหมู่บ้าน
หลินเว่ยเว่ยเป็นคนที่เมื่อผู้อื่นดีด้วย นางก็จะดีตอบเป็นสองเท่า ดังนั้นตอนที่ผู้ใหญ่บ้านพาคนหนุ่มมาเชิญนางไปเก็บเมล็ดสนบนภูเขาด้วยกัน นางก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเลเลย
ด้วยการคุ้มครองของจ่าฝูงเจ้าเทา หลินเว่ยเว่ยแทบจะเดินได้ทั่วทุกแห่งในภูเขาสองสามลูกซึ่งอยู่ติดกัน ในอาณาเขตของฝูงหมาป่ามีป่าสนแดงผืนใหญ่และในเวลานี้มันก็กำลังออกดอกออกผล นางคนเดียวเก็บสองเดือนก็ยังเก็บไม่หมด
ปีนี้ภัยแล้งรุนแรง แม้คนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวจะไม่เหมือนหมู่บ้านอื่นที่ต้องขูดเปลือกไม้ ขุดรากหญ้ากินหรือขายบุตรหลาน แต่ก็ยังกังวลเรื่องอาหารการกินอยู่ หากไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ ใครจะกล้าเสี่ยงขึ้นเขาโดยไม่คำนึงถึงอันตรายในชีวิต ?
หลินเว่ยเว่ยรู้ดีแก่ใจว่าหากคนในหมู่บ้านใช้ชีวิตต่อไม่ได้ พวกเขาก็จะพุ่งเป้ามายังตระกูลหลินซึ่งมีการค้าอันรุ่งเรือง ในสถานการณ์ที่คนอดอยากเจียนตายแล้ว ไม่ว่าสิ่งใดก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น ! ดังนั้นนางต้องสร้างทางรอดให้คนในหมู่บ้าน…
หลินเว่ยเว่ยติดสินบนจ่าฝูงเจ้าเทาและฝูงหมาป่าด้วยน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณโดยให้พวกมันออกไปที่อื่นและออกห่างจากป่าสนแดงในเวลากลางวัน จากนั้นค่อยกลับมาอีกทีในเวลากลางคืน มิหนำซ้ำนางยังไปเยือนอาณาเขตของหมีควายที่อยู่ด้านข้างแล้วใช้กำลังข่มขู่หมีขี้ขลาดตัวนั้นจนท้ายที่สุดก็ค่อยปลอบลูกหมีที่น่ารักและติดคนอีกที
วันนี้ หลังจากที่นางพาพวกชาวบ้านมายังป่าสนแดงผืนนี้แล้ว พรานหวังก็พบร่องรอยของฝูงหมาป่าบนพื้นดินอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนไปทันทีและรีบเตือนทุกคนว่า “ระวังให้มาก แถวนี้มีฝูงหมาป่าอยู่ ! รีบออกไปจากป่าสนแดงผืนนี้เร็ว !”
พวกชาวบ้านเห็นลูกสนเต็มต้นราวกับได้เห็นเงินและอาหารกำลังกวักมือเรียกพวกตนอยู่ ฝูงหมาป่าเช่นนั้นหรือ ? จะเป็นไปได้อย่างไร ? หากมีฝูงหมาป่าจริง แล้วเหตุใดนางหนูรองยังพาพวกตนมาที่นี่อีก ?
มีชาวบ้านบางคนที่ใจร้อนจึงรีบปีนขึ้นไปบนต้นสน หลังขึ้นไปอยู่บนลำต้นแล้วก็ใช้ไม้ตีลูกสนลงมา คราวนี้ผู้ใหญ่บ้านก็มาด้วยและใช่ว่าไม่เชื่อพรานหวัง แต่เขาเชื่อหลินเว่ยเว่ยมากกว่า
“เสี่ยวเว่ย ! ลุงหวังของเจ้าบอกว่าที่นี่มีฝูงหมาป่า เจ้าว่าอย่างไร ?” ผู้ใหญ่บ้านก็เสียดายป่าสนแดงผืนนี้เหมือนกัน เขาแอบคำนวณในใจว่าถ้าทำงานทั้งวัน ทุกคนจะได้เมล็ดสนถึง100ชั่ง ! หากนำไปขายในเมืองก็จะแลกเป็นข้าวสารกลับมาได้ไม่น้อย !
“ฝูงหมาป่าเช่นนั้นหรือ ? ลุงหวังคงเห็นมูลหมาป่าเข้ากระมัง ? ไม่ต้องห่วง หมาป่าฝูงนั้นออกไปไกลแล้ว ผู้ใหญ่บ้าน หากท่านไม่วางใจ ข้าจะไปเดินโดยรอบนี้สักรอบ หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นเราจะออกจากที่นี่ทันที ดีหรือไม่ ?” ถ้าหลินเว่ยเว่ยรู้จักร่องรอยของฝูงหมาป่า ดังนั้นย่อมไม่มีทางปิดบังนายพรานมากประสบการณ์ได้อยู่แล้ว แต่นางมั่นใจว่าแค่สามารถรับประกันความปลอดภัยของชาวบ้านได้ก็เพียงพอ
ผู้ใหญ่บ้านเห็นนางแสดงท่าทางมั่นใจจึงพลอยรู้สึกสบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก ทว่าชาวบ้านที่ขึ้นเขาในวันนี้ล้วนเป็นแรงงานเด็กและชายวัยกลางคนทั้งหมดของหมู่บ้าน หากเจอฝูงหมาป่าจริงๆ สำหรับฉือหลี่โกวแล้วจะกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่ ดังนั้นจึงไม่อาจละเลยได้
“ถ้าเช่นนั้นต้องรบกวนนางหนูรองช่วยเดินดูโดยรอบ แต่เจ้าวางใจได้ ลูกสนที่เก็บในวันนี้จะแบ่งให้ทุกครอบครัวอย่างเท่าเทียม ไม่ขาดส่วนของเจ้าแน่นอน !” ท่ามกลางภัยธรรมชาติ ชาวบ้านฉือหลี่โกวต้องร่วมมือกันเข้าไว้ถึงจะผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้ !
ในหมู่บ้านฉือหลี่โกว นอกจากครอบครัวที่ย้ายเข้ามาอยู่ในช่วงสงครามแล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็มีความสัมพันธ์ฉันญาติมิตรกันทั้งนั้น ในเวลาปกติหากบ้านใครมีปัญหา คนในหมู่บ้านก็จะร่วมแรงช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ตอนนี้ครอบครัวสองสามหลังที่กำลังลำบากที่สุดในหมู่บ้านก็ได้ตระกูลหลินช่วยเหลือ นอกจากทำให้คนในครอบครัวไม่ต้องทนหิวก็ยังช่วยประหยัดอาหารให้ผ่านฤดูหนาวไปได้ด้วย
เรื่องนี้ทำให้ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจอย่างโล่ง.อก…ครอบครัวไม่กี่หลังนี้หากไม่มีบิดามารดาป่วยไข้หรือพิการก็ต้องเป็นแม่ม่ายลูกติดสองสามคน…หากบอกว่าให้ทนดูพวกเขาหิวตายก็เป็นไปไม่ได้แน่นอน แต่ตอนนี้ทุกบ้านก็กำลังดิ้นรนเพื่อปากท้อง ไม่มีกำลังจะช่วยเหลือจริงๆ โชคดีที่ตระกูลหลินทำการค้าใหญ่โต โชคดีเหลือเกิน…
ตอนนี้นางหนูรองตระกูลหลินยอมเสี่ยงอันตรายหาทางรอดให้พวกตน ทั้งพาคนในหมู่บ้านขึ้นมาเก็บลูกสน ภายใต้ความเสียสละเช่นนี้ หากพวกเขายังคิดเล็กคิดน้อยกับการแจกจ่ายแล้วก็จะดูน่าเกลียดทั้งเห็นแก่ตัวเกินไป ! พวกคนแก่และคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านต่างเห็นด้วยกับวิธีแจกจ่ายของผู้ใหญ่บ้าน…แม้ว่าการแจกจ่ายให้คนที่มีกินมีใช้ดูไม่ยุติธรรมไปหน่อยก็เถิด
เพื่อความสบายใจของทุกคน หลินเว่ยเว่ยจึง ‘ลาดตระเวน’ รอบป่าสน พรานหวังไม่ค่อยวางใจ…นางเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง มีแรงเยอะหน่อยก็ออกไปคนเดียว หากเจอสถานการณ์คับขันขึ้นมา แม้แต่คนไปเรียกใครมาช่วยก็ไม่มี ด้วยเหตุนี้พรานหวังจึงแอบตามนางไปเงียบๆ
เมื่อเดินเล่นไปสักพัก หลินเว่ยเว่ยก็ไม่ทันระวังจนออกจากป่าสนมายังสถานที่ซึ่งฝูงหมาป่ากำลังล่าเหยื่อ ว้าว ! ฝูงหมาป่าหลายสิบตัวล้อมรอบกวางมูสตัวอ้วนไว้สองสามตัว ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ช่างน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ ทำให้เลือดในกายพลุ่งพล่านได้เลย
โดยเฉพาะกวางมูสสองตัวตรงนั้น ลำตัวยาวกว่า2หมี่ หากวัดจากสายตาแล้วน่าจะหนักประมาณ500กว่าชั่ง สำหรับหลินเว่ยเว่ยแล้ว ทุกตัวล้วนเป็นเนื้อกวางแผ่นเดินได้…นั่นเป็นเงิน100กว่าตำลึงเลยนะ !
จ่าฝูงเจ้าเทามีหน้าที่วางแผนและออกคำสั่ง มันเหลือบมองหลินเว่ยเว่ยที่กำลังนั่งน้ำลายไหลอยู่ข้างชายป่าครู่หนึ่ง มันสัมผัสได้ถึงลมหายใจของนางตั้งนานแล้ว แต่มันก็ทำตามสัญญาให้นางยืมผืนป่าสนแดงแล้วไม่ใช่หรือ ? นางจะมาที่นี่ด้วยเหตุใดอีก ? คงไม่ได้พุ่งเป้าหมายมายังเหยื่อที่พวกมันกำลังล่ากระมัง ?
ทันใดนั้นหูของมันก็กระดิกแล้วค่อยๆหมุนตัว จากนั้นก็เดินหันคมเขี้ยวสีขาวอันแหลมคมมาทางหลินเว่ยเว่ย…เมื่อหลินเว่ยเว่ยหันไปมองทางด้านหลัง นางก็พบกับใบหน้าขาวซีดของพรานหวังที่กำลังเดินมาหา
“ลุงหวัง เหตุใดมาอยู่ที่นี่ได้ ?” หลินเว่ยเว่ยทักทายเขาด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย
จ่าฝูงเจ้าเทามองมาทางพวกนางพักหนึ่ง หลังเก็บคมเขี้ยวแล้วมันก็เบนสายตากลับไปมองในสนามรบใหม่…ตอนนี้ฝูงของพวกมันจัดการกวางมูสหลายตัวนั้นได้แล้ว…ความเร็วยังพอใช้ได้ คราวหน้าต้องลองใช้กลยุทธ์ใหม่บ้าง !
ตอนที่ 162: ตกใจจนฉี่แทบราด
พรานหวังตกใจจนแทบหมดสติ ! นางหนูรองเอ๋ยนางหนูรอง จะตำหนิเจ้าอย่างไรดี ? บอกว่าเจ้าโง่เขลาแต่ใจกล้าก็แล้วกัน ไม่ผิดไปจากนี้แม้แต่น้อย ! เจ้านั่งมองสัตว์ล่าเหยื่อใกล้ถึงเพียงนี้ ไม่กลัวว่าหมาป่าจะสังเกตเห็นแล้วล่าเจ้าไปพร้อมกันหรือ ?
“ไปกับข้า…” พรานหวังกล้าใช้แค่ปากทำการส่งสัญญาณ เพราะหมาป่ามีประสาทสัมผัสไวต่อกลิ่นและเสียงจนถึงขั้นน่าสยดสยอง หากทำให้พวกมันตกใจแล้วล่ะก็ มนุษย์ทั้งสองอย่าได้คิดจะหนีเลย เพราะบัดนี้ตรงหน้าคงมีหมาป่าประมาณห้าสิบถึงหกสิบตัวได้
แต่ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าของเขาก็หยุดลง ดวงตาเบิกกว้าง ใบหน้าซีดเผือดและยืนนิ่งเหมือนไม้แกะสลัก ท่าทางไม่กล้าขยับตัวไปไหนนั้นทำให้หลินเว่ยเว่ยหันกลับไปมองอีกฝั่งก็เห็นว่าจ่าฝูงเจ้าเทาและหมาป่ารูปร่างสูงใหญ่ตัวหนึ่งที่เคยโดนนางบีบคอกำลังลากซากกวางมูสมาทางนางอย่างเชื่องช้า
อย่าขยับ อย่าขยับตัวเด็ดขาด ! ! พรานหวังทำรูปปากส่งสัญญาณให้หลินเว่ยเว่ยอย่างต่อเนื่อง ทว่าภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความโศกเศร้า…จบแล้ว จบเห่แล้ว ! วันนี้เขาต้องพบจุบจบอยู่ที่นี่ ! แล้วภรรยาที่อ่อนแอคนนั้นกับพวกเด็กๆจะทำเช่นไรต่อไป ?
ภายใต้แววตาอันสิ้นหวังของพรานหวัง หมาป่าร่างยักษ์ก็ลากกวางมูสเข้ามาใกล้หลินเว่ยเว่ยในระยะไม่ถึง2หมี่แล้ว จบกัน บุตรสาวคนรองตระกูลหลินถูกเจอตัวแล้ว ! ระยะห่างเพียงเท่านี้แม้แต่ตัวเขาเองก็คงไม่รอดไปด้วย
พรานหวังกัดฟันแล้วตัดสินใจว่าจะพุ่งเข้าไปเพื่อขวางหมาป่าสองตัวนั้นเอาไว้ หลินเว่ยเว่ยจะได้มีโอกาสหนีเอาชีวิตรอด…นางเป็นคนจิตใจดี รู้จักสำนึกบุญคุณ หากหนีไปได้ก็จะต้องปฏิบัติต่อแม่ม่ายลูกติดของเขาอย่างดีแน่นอน…
เมื่อร่างกายของเขาขยับก็ทำให้เกิดเสียง ‘กรอบแกรบ’ จากการสัมผัสโดนพุ่มหญ้าที่อยู่รอบตัว
ดวงตาสีอำพันคู่นั้นของจ่าฝูงเจ้าเทามองไปยังทิศทางที่พรานหวังยืนอยู่อย่างเย็นชา…มนุษย์โง่เขลา เวลาเผชิญหน้ากับอันตรายแม้แต่ซ่อนให้ดีก็ยังทำไม่เป็น โง่เกินเยียวยา !
แต่หมาป่าอีกตัวทำเหมือนกำลังล่าเหยื่อไม่มีผิด สายตาจับจ้องไปยังพุ่มหญ้าที่พรานหวังซ่อนอยู่ ภายใต้ดวงตาดุร้ายคู่นี้ พรานหวังจึงรวบรวมความกล้าอย่างยากลำบาก แต่กลับพังทลายในชั่วพริบตาเพราะแข้งขาอ่อนแรงและลงไปนั่งกองกับพื้นทันที
ทันใดนั้นหมาป่าตัวผู้ก็วางกวางมูสลงแล้วเดินมาทางพรานหวังสองสามก้าว แต่แล้วมันก็ถูกจ่าฝูงเจ้าเทาตบจนล้ม…เจ้าจะทำให้เขาตกใจเพื่อเหตุใด ? ถ้าสลบไปแล้ว เจ้าจะแบกขึ้นหลังแทนนางมนุษย์นั่นหรือ ?
หมาป่าตัวผู้เลียปาก…ใช่สิ ! มันรับปากมนุษย์นางนี้แล้วว่าจะไม่ทำร้ายมนุษย์และไม่กินด้วย มันจึงเริ่มรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะตั้งแต่เติบโตมาจนป่านนี้ยังไม่เคยรู้เลยว่าเนื้อมนุษย์มีรสชาติอย่างไร !
จ่าฝูงเจ้าเทากดศีรษะของมันเอาไว้…ทำไม ? คิดทรยศหรือ ? เจ้าไม่อยากดื่มน้ำของนางมนุษย์แล้วหรือไร ? แม้เจ้าไม่อยากแต่ข้ายังอยากดื่ม เพราะพอดื่มน้ำนั้นแล้วร่างกายก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พละกำลังก็มากขึ้นไม่น้อย ! ตอนที่ข้าบาดเจ็บก็ได้รู้ว่าน้ำนั้นแตกต่างจากน้ำธรรมดา นับเป็นของดี !
หมาป่าตัวผู้ที่โดนกดศีรษะไว้ก็สะบัดหางไปมา มันหันหลังกลับอย่างไม่พอใจ…ห่างออกไปไม่ไกลพวกหมาป่ากำลังกัดกินเหยื่ออย่างดุร้าย แต่พวกมันก็เหลือกวางมูสที่มีเนื้ออ่อนที่สุดไว้หนึ่งตัว…นั่นเป็นของจ่าฝูง !
พรานหวังเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากแล้วตั้งหลักกับพื้น กระทั่งพวกฝูงหมาป่ากินเสร็จแล้วเดินจากไปอย่างเกียจคร้าน เขาจึงกล้าลุกขึ้นมาอีกครั้ง
หลินเว่ยเว่ยเดินวนรอบกวางมูสสองตัวที่ถูกเจ้าเทาทิ้งไว้แล้วรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย หากพรานหวังไม่อยู่ก็คงดี เพราะนางจะได้เอากวางมูสโยนใส่มิติน้ำพุวิญญาณ แต่ตอนนี้ต้องแบกมันแทน อย่างน้อยก็เกือบพันชั่งเข้าไปแล้ว !
“ที่แท้บนเขาก็มีหมาป่าฝูงใหญ่ด้วย ! ที่นี่ห่างจากหมู่บ้านแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้น ภัยแล้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าสัตว์ป่าบนภูเขาลดลงแล้วหมาป่าลงจากเขา หมู่บ้านฉือหลี่โกวของเราจะไม่ตกเป็นเป้าหมายแรกหรอกหรือ ?”
พรานหวังยืนพิงต้นไม้ด้วยขาที่อ่อนเปลี้ยพลางมองมาทางหลินเว่ยเว่ยด้วยสีหน้าซับซ้อน นางหนูรองผู้โง่เขลาคนนี้ เหตุใดไม่รู้จักกลัวบ้างนะ ? เมื่อครู่หมาป่าสองตัวนั้นอยู่ห่างนางไม่ถึง3ศอก แค่เดินมาอีกไม่กี่ก้าวก็จะประสานสายตากับนางแล้ว แต่ตอนนี้นางทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นและยังมีกะจิตกะใจแบกกวางมูสขึ้นหลังอีก
นี่คืออาหารค่ำที่จ่าฝูงเหลือไว้ หากพวกมันจับได้ว่าเราขโมยแล้วตามไปล้างแค้นที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวจะทำเช่นไร ! หมาป่าถือเป็นสัตว์ใจแคบที่สุด !
“ไม่หรอก ! ท่านก็เห็นแล้วว่าภูเขาเหล่านี้ซ้อนกันลูกแล้วลูกเล่า อย่างไรต้องมีแหล่งน้ำและสถานที่ให้พวกมันล่าเหยื่ออีกมาก ฝูงหมาป่าคุ้นชินกับป่าเขามากกว่าที่ราบ” หลินเว่ยเว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
พรานหวังครุ่นคิด “เช่นนั้น…เสียงหอนของหมาป่าที่พวกเราได้ยินจากในหมู่บ้านเมื่อก่อนหน้านี้เล่า ?”
“พวกเราก็แค่ได้ยินเสียงหอนไม่ใช่หรือ ? ทว่าไม่เห็นสิ่งใดเลย ในหมู่บ้านก็ไม่มีสิ่งใดสูญหาย ฝูงหมาป่าคงไม่ได้เข้ามาในหมู่บ้านและแค่เคลื่อนไหวอยู่ในป่าใกล้เคียง เพราะตอนกลางคืนเงียบสงบ ทุกคนจึงรู้สึกว่าอยู่ในหมู่บ้านต่างหาก” หลินเว่ยเว่ยพูดโกหกหน้าตาย
นางแบกกวางมูสที่หนักกว่าน้ำหนักตัวเองหลายเท่าแล้วเดินตามทางเพื่อกลับไปยังป่าสนแดง
“โอ้ ! เสี่ยวเว่ย เจ้าล่ากวางได้อีกแล้วหรือ ? ยอดเยี่ยมจริงๆ อย่างน้อยก็คงแปดร้อยถึงเก้าร้อยชั่งใช่หรือไม่ ? เนื้อกวางแผ่นของบ้านเจ้ามีวัตถุดิบเพิ่มอีกแล้ว !” หลิวต้าซวนปีนอยู่บนต้นสนและนั่งอยู่บนกิ่งไม้พลางใช้ท่อนไม้ในมือตีลูกสน
“นี่เป็นของที่เก็บได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม ถ้าไม่เชื่อพวกท่านก็ถามลุงหวังสิ ตามกฎเดิมคือสัตว์ที่เก็บมาได้ ทุกคนล้วนมีส่วนแบ่งทั้งนั้น !” หลินเว่ยเว่ยวางกวางมูสลงพื้น
หลังผู้ใหญ่บ้านได้ยินเช่นนั้นก็แอบรู้สึกละอายใจทันทีเพราะตอนที่ตระกูลหลินตกอับที่สุด แม่ม่ายและลูกติดที่ยังไม่โตอีกสี่คนก็ใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก เนื่องจากพวกนางเป็นคนนอกจึงทำให้คนในหมู่บ้านไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ แต่ดูสิ ดูว่าตอนนี้นางทำสิ่งใดบ้าง ? ความช่วยเหลือที่พวกชาวบ้านได้รับจากตระกูลหลินหรือกล่าวว่าคือความช่วยเหลือจากนางหนูรอง พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไรไหว !
“เจ้าพบมันก็ถือเป็นของเจ้า นี่คือสิ่งที่เจ้าควรได้รับ !” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวด้วยความละอายใจ ส่วนคนอื่นก็มองไปยังกวางมูสที่กองสูงเหมือนเนินเขาขนาดเล็ก หากแล่แล้วคงแบ่งออกมาได้คนละหลายชั่ง…ผู้คนจำนวนมากในที่นี้ปกติจะกินได้แค่โจ๊กผักสองมื้อจนเริ่มจำไม่ได้แล้วว่ากินเนื้อสัตว์ครั้งล่าสุดเมื่อใด !
หลังได้ยินถ้อยคำของผู้ใหญ่บ้านแล้ว พวกเขาก็แอบกลืนน้ำลายและไม่ส่งเสียงใดอีก ทุกคนต่างยอมรับการตัดสินใจของผู้ใหญ่บ้านอย่างเงียบๆ
หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ? อีกประเดี๋ยวก็จะถึงยามอู่แล้ว พวกเราหั่นกวางมูสแล้วนำมาย่างเป็นอาหาร พอกินอิ่มแล้วถึงจะมีแรง”
ทุกคนออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างแล้วเดินต่อมาอีก2ชั่วยาม สำหรับพวกผู้ชายที่กินมื้อเช้าแค่โจ๊กผักแล้วจึงมีความหิวเข้ามาแทนที่ เมื่อได้ยินเช่นนั้นต่างก็เผยดวงตาแห่งความหวังและหันไปทางผู้ใหญ่บ้านทันที
ผู้ใหญ่บ้านทราบสถานการณ์ของครอบครัวส่วนใหญ่ แม้ครอบครัวที่มั่งมีเล็กน้อยอย่างตนก็ทำได้แค่อิ่มท้องเพียงนิด เนื้อยิ่งไม่กล้านึกถึง ทุกครั้งที่หลานชายคนสุดท้องได้กลิ่นเนื้อจากบ้านตระกูลหลินก็อยากกินจนร้องไห้ออกมา เด็กบ้านอื่นเกี่ยวหญ้าแลกเนื้อหนึ่งคำ แต่หลานชายของตนทำไม่ได้ เพราะมารดาคิดว่าน่าอายจึงทั้งตีทั้งด่าไม่ยอมให้ทำ เฮ้อ…ล้วนเกิดจากภัยธรรมชาติทั้งสิ้น
สิ่งเดียวที่สามารถปลอบประโลมพวกเขาได้คือการเก็บเกี่ยวในหมู่บ้าน เมื่อเทียบกับที่อื่นซึ่งเก็บเกี่ยวไม่ได้แล้วสถานการณ์ยังถือว่าดีกว่า อย่างน้อยตอนนี้ในหมู่บ้านก็ไม่ต้องทอดทิ้งคนชราหรือขายบุตรหลาน แต่หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาเองก็ไม่อาจรับประกันได้เช่นกัน
ตอนที่ 163: กลับบ้านแม่
เมื่อเห็นเช่นนั้นหลินเว่ยเว่ยก็แสร้งหยิบมีดออกมาจากตะกร้าแล้วถลกหนังกวางออกอย่างชำนาญ จากนั้นก็ควักเครื่องในออกแล้วหั่นเนื้อกวางเป็นชิ้น ทำการเสียบเนื้อกวางด้วยไม้ไผ่ ก่อไฟแล้วเริ่มย่างเนื้อ !
กลิ่นหอมเข้มข้นของเนื้อลอยมาแตะจมูก เช่นนี้ใครจะทนไหว !
“รีบมาช่วยเร็ว ! พวกท่านหกสิบเจ็ดสิบคนคงไม่รอให้ข้าย่างเนื้อคนเดียวใช่หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยส่งเนื้อเสียบไม้ในมือให้พรานหวัง
คนอื่นที่กำลังเก็บลูกสนอยู่ก็ไม่เก็บอีกต่อไปแล้ว พวกเขายืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลพร้อมใจจดจ่อ ผู้ใหญ่บ้านจึงถอนหายใจ ติดหนี้น้ำใจนางอีกแล้ว จะติดมากติดน้อยแล้วต่างกันอย่างไร ?
เขาก่อไฟขึ้นมาอีกกองแล้วเริ่มย่างเนื้อบ้าง ชาวบ้านคนอื่นเห็นผู้ใหญ่บ้านยอมตกลงจึงส่งเสียงร้องด้วยความดีใจและเข้ามาห้อมล้อม ในบรรดาคนเหล่านี้ บ้างเป็นชายวัยกลางคน บ้างเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ และยังมีเด็กหนุ่มอายุ14-15ปีด้วย ทุกคนล้วนดีใจเหมือนเด็กน้อยที่ตามมาก็ไม่ปาน
ไม่เอ่ยถึงก็คงไม่ได้ ผู้ชายกลุ่มหนึ่งทั้งหิวและโลภย่อมมีความอยากอาหารเทียบเท่าฝูงหมาป่าฝูงหนึ่ง กวางมูสหนักเกือบพันชั่งถ้าคิดแค่เนื้อก็หนักกว่า600-700ชั่งได้แล้ว มันถูกกินไปกว่าครึ่ง หลินเว่ยเว่ยจึงกลัวว่าพวกเขาจะย่อยไม่ทันหรือกินเนื้อกวางมากเกินจนเลือดกำเดาไหล
ถึงยามเว่ย ทุกคนทำงานกันอย่างหนักแต่ก็มีพลังงานมากขึ้นและประสิทธิภาพก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หลินเว่ยเว่ยเปรียบดั่งเครื่องจักร นางกอดต้นสนขนาดเท่าเอวแล้วส่ายมันอยู่พักหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นลูกสนหรือใบสนก็ร่วงลงมาทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่กระรอกน้อยที่งุนงงตัวหนึ่งด้วย !
กระรอกน้อยคิดในใจว่า ‘มันเป็นใคร ? มันอยู่ที่ไหน ? เมื่อครู่มันไม่ได้แทะเมล็ดสนอยู่ในรังหรอกหรือ ? เหตุใดมันจึงร่วงมาอยู่บนพื้นได้ ?’
หลินเว่ยเว่ยหยิบกระรอกน้อยขึ้นจากพื้นด้วยความรู้สึกขอโทษแล้ววางมันบนกิ่งไม้ จากนั้นก็จิ้มหางเจ้าตัวน้อยพลางกล่าวว่า “ไปเถิด กลับไปหามารดาของเจ้า แล้วช่วงสองสามวันนี้อย่าวิ่งมั่วซั่วไปที่ไหนอีก !”
หลังเขย่าต้นสนติดต่อกันหลายต้นแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็เอ่ยเตือนอยู่ด้านข้าง “พอเถิด แค่นี้ก็พอแล้ว ! ถ้าทำต่อไปอีก กระสอบของพวกเราใส่ไม่หมดแน่ !”
หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าอีกนานกว่าดวงอาทิตย์จะตกดินจึงเสนอความเห็น “ลูกสนเหล่านี้สุกกำลังพอดี มาเถิด พวกเราจัดการแยกเมล็ดออกจากเกล็ด จะได้ขนลงเขาได้เยอะขึ้นอีกหน่อย”
พวกชาวบ้านบางคนเก็บหินขึ้นมาหนึ่งก้อน บางคนก็หยิบท่อนไม้หนาเท่าข้อมือแล้วเลือกลูกสนที่มีเกล็ดแตกออกบ้าง จากนั้นก็ทุบดัง ตุบตุบตุบตุบ
แต่ทางฝั่งหลินเว่ยเว่ยอลังการกว่านั้นมาก เพราะนางถือลูกสนไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง จากนั้นก็ออกแรงบีบแล้วเกล็ดของลูกสนก็แตกออก เมล็ดสนที่อยู่ด้านในหลุดออกมา ทำให้ชาวบ้านทุกคนอ้าปากค้างทันที…นี่ไม่ได้เป็นแค่เครื่องจักรเก็บลูกสน แต่ยังเป็นเครื่องกะเทาะเกล็ดลูกสนด้วย !
หลังจากทำงานได้2ชั่วยาม ผู้ใหญ่บ้านก็เงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วพูดกับพวกชาวบ้านที่กำลังเพลิดเพลินกับงานตรงหน้าว่า “ฟ้าเริ่มมืดแล้ว กลับกันดีหรือไม่ ? พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ !”
เมล็ดสนถูกเก็บใส่กระสอบที่พกมาจนเต็มทีละกระสอบ ตะกร้าก็ใช้บรรจุจนเต็ม เรื่องก็เป็นเช่นนี้ ลูกสนที่ร่วงลงมาไม่อาจเก็บได้หมด แม้พวกชาวบ้านรู้สึกเสียดายแต่ก็ทำสิ่งใดไม่ได้
หลินเว่ยเว่ยสร้างเชือกสะพายหลังซึ่งบนหลังมีเมล็ดสนด้วยกัน4กระสอบ รวมแล้วมีน้ำหนักประมาณ500-600ชั่งได้เลย ! พวกมันถูกเชือกมัดร้อยเข้าด้วยกัน ส่วนนางก็แบกขึ้นหลังเหมือนไม่ได้ออกแรงแม้แต่น้อย ทว่าคนอื่นแบกได้แค่กระสอบเดียวก็รู้สึกหนักมากแล้ว
ชายหนุ่มหกสิบเจ็ดสิบคนแบกของกลับมาพร้อมความสำเร็จ แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าแต่จิตใจเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เพราะบนแผ่นหลังไม่ได้มีแค่เมล็ดสน ทว่ายังเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ด้วย !
ตอนใกล้ถึงหมู่บ้านก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว ดังนั้นระยะสุดท้ายที่เดินลงจากเขาจึงจำเป็นต้องจุดไฟส่องนำทาง เมื่อมาถึงบ้านของผู้ใหญ่บ้านและใช้ตาชั่งสำหรับชั่งเมล็ดพืช พวกมันมีน้ำหนักประมาณแปดพันถึงเก้าพันชั่งเลยทีเดียว !
บุรุษเกือบ70คนที่ขึ้นเขาพร้อมกันคราวนี้มาจาก30ครัวเรือน ส่วนอีก8ครัวเรือนที่เหลือถ้าไม่ใช่เพราะไร้แรงงานผู้ชายที่บ้านก็เพราะผู้ชายในบ้านป่วยหรือพิการจึงไม่อาจเข้าร่วมงานนี้ได้
พวกเขาทำตามกฎการแบ่งปันที่ยุติธรรมซึ่งตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น บ้านแต่ละหลังได้รับประมาณ300ชั่ง ! พวกชาวบ้านแบ่งเมล็ดสนอย่างเป็นกันเองและยุติธรรมมาก ไม่มีใครออกมาบอกว่าบ้านตนส่งคนมาเยอะหรือน้อย เพราะเมล็ดสนส่วนใหญ่ที่หาได้ล้วนอาศัยแรงของหลินเว่ยเว่ย เมล็ดสนกว่าครึ่งก็ถูกกะเทาะออกจากเกล็ดโดยหลินเว่ยเว่ย หากยึดตามการออกแรงแล้ว พวกเขาไม่มีทางแบ่งได้เยอะเช่นนี้แน่นอน
พวกชาวบ้านล้วนหันไปมองหลินเว่ยเว่ยด้วยความละอาย…ผู้ใหญ่เยี่ยงตนกำลังเอาเปรียบเด็กสาวคนหนึ่ง ช่างน่าละอายเหลือเกิน ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็โบกมืออย่างไม่แยแส ต่อจากนั้นก็นำเมล็ดสน300ชั่งซึ่งเป็นส่วนของตนกลับบ้านอย่างมีความสุข
พวกชาวบ้านจดจำความดีของนางไว้ในใจ เมื่อกลับมาที่บ้านแล้ว ทุกคนก็กำชับภรรยาและบรรดาบุตรหลานว่าให้ทำดีต่อคนตระกูลหลิน เพราะพวกนางคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตคนทั้งหมู่บ้านเอาไว้ !
“ผู้มีพระคุณอันใด ? แค่พาพวกเจ้าขึ้นเขาไม่ใช่หรือ ? ไม่ได้เจอฝูงหมาป่าก็ถือเป็นโชคของพวกเจ้าเอง เกี่ยวอันใดกับนางมิทราบ ?” มารดาเจ้าอ้วนซานโดนหลินเว่ยเว่ยสั่งสอนไปหลายรอบจึงรู้สึกไม่พอใจและพูดเช่นนี้ออกมา
คราวนี้บิดาของเจ้าอ้วนซานไม่ได้ตามใจภรรยาอีกต่อไป เขาตบไปที่บ่าของนางแล้วกล่าวว่า “ข้าเตือนเจ้าไว้เลยว่าอย่าหาเรื่องนางหนูรองตระกูลหลินอีก ! โชคดีเองอย่างนั้นหรือ ? ถ้าเช่นนั้นคนที่ตายในป่าก็เป็นเพราะโชคร้ายอย่างเดียวน่ะสิ”
“ควรเรียกว่านางมีความสามารถ ! แม้แต่พรานหวังยังไม่แน่ใจ แต่นางสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่าฝูงหมาป่าออกจากป่าสนแดงนั้นแล้ว ! เจ้าคิดตามนะ ถ้าทำตามที่พรานหวังพูดคือพวกเราถอยออกมาจากป่าสน แล้วจะเอาเมล็ดสนมากมายเช่นนี้มาจากไหน ?”
“ข้าเตือนเจ้าไว้เลยว่าหากไปสร้างปัญหาให้ตระกูลหลินอีก ข้าจะส่งเจ้ากลับบ้านมารดา ถ้าเปลี่ยนนิสัยเสียๆไม่ได้ก็ไม่ต้องกลับมาอีก !”
มารดาเจ้าอ้วนซานตบหน้าขาแล้วตะคอกเสียงดังลั่น “ไอ้แก่เอ๊ย ข้าคลอดลูกชายลูกสาวให้เจ้า ใช้ชีวิตยากลำบากกับเจ้ามานานถึงเพียงนี้ แต่เจ้าจะส่งข้ากลับบ้านแม่เพียงเพราะข้าต่อว่าบุตรสาวคนรองตระกูลหลินไม่กี่ประโยค…ชีวิตเช่นนี้ข้าอยู่ต่อไม่ได้หรอก !”
“อยู่ต่อไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่ ประเดี๋ยวข้าจะให้บัณฑิตเจียงเขียนหนังสือหย่า และในบ้านจะได้ประหยัดเสบียงอาหารไปอีกหนึ่งปาก !” บิดาเจ้าอ้วนซานถลึงตาโตและพ่นลมหายใจหนักหน่วงออกมาทางรูจมูก…เขาโมโหจนแทบบ้าอยู่แล้ว !
มารดาของเจ้าอ้วนซานเงียบปากทันที เพราะเท่าที่รู้จักผู้ชายคนนี้มาคือเขาไม่ได้กำลังพูดเล่น เขาคิดจะหย่าแล้วไล่นางกลับบ้านแม่จริงๆ !
ตอนนี้บ้านแม่มีสถานการณ์เป็นเช่นไรน่ะหรือ ? สิ่งใดที่พอจะขายได้ก็เอาไปขายหมดแล้ว แต่ละวันกินได้แค่มื้อเบาๆ พี่ชายคนโตก็เริ่มขายบุตร…สองสามวันก่อนมารดามาหาที่บ้าน อีกทั้งร้องไห้ทั้งโอดครวญ นางจึงฝืนใจให้ยืมข้าวสารไป10ชั่ง
แม้สามีจะไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่สีหน้าเรียกว่าย่ำแย่เลยก็ว่าได้ เนื่องจากข้าวในบ้านก็มีน้อยจนไม่รู้ว่าจะทนผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้หรือไม่ แต่จะให้นางทนมองมารดาอดตายก็ทำไม่ได้เช่นกัน
บิดาเจ้าอ้วนซานมองนางอยู่นาน จากนั้นก็หันไปมองบุตรชายที่หลับอยู่ด้านข้างแล้วถอนหายใจออกมาแรงๆ “พรุ่งนี้เจ้าพาลูกขึ้นเขาไปเก็บผลไม้ป่า ถ้าเก็บได้ไม่ถึง20ชั่ง เจ้าก็กลับบ้านแม่ไปเสีย !”
เด็กสาวอายุ10กว่าปียังเก็บได้20ชั่งต่อวัน นางเป็นหญิงสูงวัยกับเด็กชายอายุประมาณสิบสามสิบสี่อีกคนจะสู้เด็กผู้หญิงคนเดียวไม่ได้เชียวหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นยังจะเก็บนางไว้เพื่อสิ่งใด ? ให้อยู่ต่อไปเพื่อสอนลูกจนเสียคนหรืออย่างไร ?
ตอนที่ 164: กล้ามาก !
มารดาของเจ้าอ้วนซานพยักหน้ารับเบาๆโดยไม่กล้าเถียงแม้แต่คำเดียว ในยามปกติที่นางร้ายกาจได้ก็เพราะสามีไม่ถือสา ทว่าแท้จริงแล้วผู้ที่มีอำนาจในบ้านไม่ใช่นางเลย
“ว้าว ! เนื้อ ได้กินเนื้อแล้ว !” วันนี้บุตรชายทั้งสามคนของผู้ใหญ่บ้านก็ขึ้นเขากันหมด แม้ว่าเมล็ดสนหนัก300ชั่งจะไม่ถือว่าเยอะมาก แต่เนื้อกวางที่ได้แบ่งกันอย่างเท่าเทียม…ถูกต้อง เนื้อกวางมูสที่เหลือตัวสุดท้ายนั้นยังอยู่ภายใต้การตัดสินใจของหลินเว่ยเว่ย และนางก็แบ่งให้ทุกคน ! ผู้ใหญ่บ้านและบุตรชายรวมกันสี่คนได้แบ่งเนื้อมา7-8ชั่งเลยทีเดียว ! แน่นอนว่าผู้ที่ดีใจที่สุดย่อมหนีไม่พ้นหลานชายคนเล็ก
ผู้ใหญ่บ้านตบก้นหลานชายคนเล็กหนึ่งครั้งแล้วกล่าวด้วยใบหน้าเปี่ยมยิ้ม “ดี ! เย็นนี้กินเนื้อกัน ! ยายเฒ่าจงหั่นเนื้อ2ชั่งแล้วตุ๋นใส่มะเขือม่วงกับมันฝรั่ง ทุกคนจะได้กินอย่างมีความสุขเสียหน่อย !”
“2ชั่ง ? เยอะเกินไปหรือไม่ ?” ภรรยาผู้ใหญ่บ้านรู้สึกเสียดายเพราะนี่เป็นเนื้อกวางมูสชั้นดี หากทำเป็นเนื้อรมควันก็จะกลายเป็นอาหารหายากได้เลย !
“เยอะอะไร ? คนในครอบครัวไม่ได้กินเนื้อสัตว์มาครึ่งปีแล้ว ให้พวกเด็กๆได้กินให้หายอยากเสียหน่อย !” ผู้ใหญ่บ้านยื่นคำขาด ! ทันใดนั้นพวกเด็กๆในบ้านก็โห่ร้องด้วยความดีใจ
วังม่านเหนียงเข้ามาออดอ้อนท่านปู่แล้วถามว่า “ท่านปู่เจ้าคะ ท่านเอาเนื้อเหล่านี้มาจากที่ใด ? พวกท่านล่ามันได้บนเขาหรือ ? เหตุใดจึงได้มาน้อยเช่นนี้เจ้าคะ ?”
ผู้ใหญ่บ้านลูบศีรษะของสาวน้อยแล้วตอบพร้อมรอยยิ้ม “ดูปู่กับท่านพ่อของเจ้าว่าเหมือนคนล่ากวางเป็นหรือไม่ ? เนื้อกวางนี้เป็นนางหนูรองตระกูลหลินล่ามาได้
สาวน้อยคนนี้จิตใจดี รู้ว่าพวกชาวบ้านกินไม่อิ่มและไม่มีแรงเก็บลูกสนจึงยืนกรานว่ากวางที่ตัวยังอุ่นนี้เป็นของที่นางไปพบโดยบังเอิญและต้องการแบ่งให้ทุกคน…
นึกถึงตอนที่หลินเหล่าซาน ( พ่อหลิน ) ยังอยู่ เขาก็คอยช่วยเหลือครอบครัวที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อตนเช่นกัน ทำดีย่อมได้ดี ดูสิ ชีวิตของบ้านตระกูลหลินเจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน !”
เมื่อวังม่านเหนียงได้ยินเช่นนั้นก็มุ่ยปากทันทีและเริ่มคิดว่าเนื้อกวางไม่น่าอร่อยอีกต่อไป “นางเองหรือ ! เสแสร้งน่ะสิไม่ว่า ! แต่ถึงนางจะเสแสร้งอย่างไร บัณฑิตเจียงก็ไม่มีทางชอบนางหรอก !”
“แล้วเขาจะหันมาชอบเจ้าหรือ ?” ผู้ใหญ่บ้านไม่สบอารมณ์แล้ว ใบหน้าเหี่ยวย่นดูหมองคล้ำทันที “ม่านเหนียง บัณฑิตเจียงคนนี้เรื่องสอบซิ่วไฉในอนาคตย่อมไม่มีปัญหาและดูเหมือนเขา…มากพรสวรรค์ คนเช่นนี้ไม่คู่ควรกับครอบครัวเราหรอก !”
วังม่านเหนียงอารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิม “ท่านปู่ ท่านเป็นผู้ใหญ่บ้าน ส่วนบ้านเขาขายผลไม้อบแห้ง เหตุใดไม่คู่ควรเจ้าคะ ? ข้าไม่คู่ควร แล้วนางหลินโง่คู่ควรหรืออย่างไร ?”
“อย่าดูถูกคนหนุ่มผู้ยากจน ! เขาอาจเป็นคนสำคัญในภายภาคหน้า ! บัณฑิตเจียงยังเยาว์วัย ในอนาคตเมื่อสอบซิ่วไฉและสอบขุนนางได้แล้ว แม้แต่คุณหนูจวนขุนนางก็ยินดีจะแต่งกับเขา ส่วนเจ้าก็ควรรู้ฐานะตนไว้ด้วย !”
น้อยครั้งที่ผู้ใหญ่บ้านจะเข้มงวดกับหลานสาวเช่นนี้ “อย่าเอาแต่เรียกนางหลินโง่ ! หากไม่มีนางหนูรอง แล้วหมู่บ้านเราจะมีระบบชลประทานที่คนอื่นอิจฉาแบบนี้หรือ ไม่มีนางหนูรองก็ไม่มีเมล็ดสนหลายร้อยชั่งกับเนื้อกวางในวันนี้ ! เด็กผู้หญิงสามารถทำตัวบอบบางได้บ้าง แต่จะทำตัวโง่เขลาไม่ได้ !”
วังม่านเหนียงเคยโดนท่านปู่ตำหนิอย่างรุนแรงเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด น้ำตาของนางจึงเอ่อล้น ในบ้านหลังนี้นางสามารถทำตัวงี่เง่ากับบิดามารดาได้ แต่กับท่านปู่ไม่ได้ เพราะหากสูญเสียความรักจากท่านปู่ไปแล้ว พวกญาติก็จะปฏิบัติต่อนางด้วยความไม่เท่าเทียม แม้รู้สึกเสียใจและไม่พอใจมาก ท้ายที่สุดนางก็แสร้งพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
วันรุ่งขึ้น นางยังพาน้องชายขึ้นภูเขาไปเก็บผลไม้ป่าแล้วนำไปแลกเงินที่บ้านตระกูลหลิน แน่นอนว่านางไม่มีทางไปแลกเงินด้วยตนเอง หลินเว่ยเว่ยคือขวากหนามในใจนาง ดังนั้นนางจึงทำใจไม่ได้ที่จะลดตัวลงมาเผชิญหน้าด้วย
แต่วังตงเฉียงน้องชายคนเล็กของนางมีท่านปู่คอย ‘ให้ท้าย’ เขาจึงสามารถไปเล่นกับเจ้าหนูน้อยได้อย่างมีความสุข คอยช่วยเกี่ยวหญ้าให้กระต่ายและจับตั๊กแตน หลังเสร็จงานแล้วก็จะได้เนื้อกระต่ายเป็นรางวัลหนึ่งชิ้นใหญ่…อร่อยสุดๆไปเลย !
วันนี้กลิ่นเนื้อตลบอบอวนไปทั่วหมู่บ้านฉือหลี่โกว เพราะแทบทั้งหมู่บ้านล้วนทำเมนูเนื้อกวางให้บุตรหลาน มีเด็กน้อยบางคนถามบิดามารดาอย่างไร้เดียงสาว่า “วันนี้เราฉลองปีใหม่กันหรือ ?”
เพราะในความทรงจำของพวกเขามีเพียงช่วงฉลองปีใหม่เท่านั้นถึงจะสามารถกินเนื้อได้ ทุกครั้งที่ถามบิดามารดาว่าเมื่อใดจะได้กินเนื้อก็มักได้คำตอบอย่างขอไปทีว่า ‘ตอนฉลองปีใหม่’ ดังนั้นในสายตาของพวกเขาแล้วการกินเนื้อก็คือการฉลองปีใหม่ !
วันรุ่งขึ้น ในขณะที่พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้ามาได้เล็กน้อย หลินเว่ยเว่ยกำลังอ้าปากหาวและรอพาชายหญิงอีก70-80คนเข้าสู่ส่วนลึกของภูเขา ทันใดนั้นประตูบ้านข้างๆก็เปิดออก หลินเว่ยเว่ยจึงหันไปมองและพบกับใบหน้าหล่อเหลาจนทำให้จิตวิญญาณสั่นสะท้านแห่งยามรุ่งสาง เมื่อมองเพียงครู่เดียวแล้วนางก็ยิ้มทักทายเจียงโม่หาน “บัณฑิตน้อย เช้าถึงเพียงนี้เจ้าตื่นขึ้นมาทำงานหรือ ?”
เจียงโม่หานยังคงมีสีหน้าเย็นชาแต่ปากก็ตอบว่า “วันนี้ข้าจะขึ้นเขาพร้อมพวกเจ้า”
หลินเว่ยเว่ยมองสำรวจร่างบอบบางของเขาแล้วจงใจแสดงท่าทางหนักใจออกมา “เจ้าหรือ ? ต้องเดินถึง2ชั่วยามเชียวนะ เจ้า…จะไหวหรือ ?”
“บุรุษจะพูดว่า ‘ไม่ไหว’ ได้อย่างไร ?” เจียงโม่หานกวาดตามองนางอย่างไม่แยแส เขาอารมณ์เสียเพราะเด็กตัวแสบอีกแล้ว…เขากำลังพยายามที่จะทำใจกว้างและไม่ถือสานางอย่างมาก
หลินเว่ยเว่ยกระตุกมุมปากแล้วคลี่ยิ้ม “เอาเถิด ! หากเจ้าเหนื่อยก็บอก อย่าฝืนเชียว…”
“พอ ! ข้าไม่ใช่เยื่อกระดาษเสียหน่อย ! ใช่ว่าจะไม่ได้เรื่องอย่างที่เจ้าคิด !” หากยึดตามนิสัยในชาติที่แล้ว ผู้ที่กล้าเอ่ยว่าเขาไม่ได้เรื่อง ป่านนี้คงถูกจับโยนลงหลุมฝังศพไร้ญาติไปนานแล้ว
ระหว่างมารวมตัวกันตรงสี่แยกก่อนขึ้นเขา พวกคนแก่และเด็กทั้งหลายก็ได้เห็นบัณฑิตเจียงในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบ…บัณฑิตเจียงใส่ชุดเหมือนพวกตนไม่มีผิด ทว่ายังเป็นหนุ่มน้อยที่ดูหล่อเหลาไม่ด้อยไปเลย ใบหน้ายังคงเย็นชาดังเดิม
หลิวต้าซวนเอ่ยทักทายเขาก่อน “บัณฑิตเจียง เจ้าก็จะขึ้นเขาเช่นกันหรือ ?”
“อืม !” ไม่เกินความคาดคิด หากไม่ตอบกลับเพียงเสียงในจมูกก็ตอบแค่ไม่กี่คำ มีแต่นางหนูรองตระกูลหลินเท่านั้นที่สามารถดึงคำพูดออกมาจากปากเขาในประโยคยาวๆได้
“เพราะเป็นห่วงน้องรองใช่หรือไม่ ?” ชายหนุ่มที่แก่กว่าไม่กี่ปีขยิบตาให้เจียงโม่หาน แต่หลังจากโดนสายตาเย็นชากลับมาแล้วสีหน้าก็แข็งทื่อทันที จากนั้นรีบถอยกลับเข้าในกลุ่มฝูงชนอย่างรวดเร็ว พี่ชายที่พูดเล่นกับเขาเช่นนี้ ข้าขอยกนิ้วให้ท่าน…ที่กล้าหยอกล้อบัณฑิตเจียง ช่างกล้ามาก !
ต่อจากนั้นทุกคนก็เดินไปตามถนนบนภูเขาแสนขรุขระ ผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า ขากางเกงและรองเท้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำค้าง แต่ชาวบ้านฉือหลี่โกวยิ่งเดินยิ่งมีพลัง ยิ่งเดินยิ่งตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะคนอายุ30-40ปี พวกเขาจำได้ว่าในตอนที่อายุ14-15ปี เวลาพวกผู้ใหญ่ในบ้านพาขึ้นเขามาเก็บลูกสนเสร็จแล้ว นานครั้งก็ยังจับไก่ป่าโง่เง่าตัวหนึ่งมาส่งให้ถึงหน้าบ้านด้วย เวลานั้นสัตว์ในหุบเขาไม่ได้ดุร้ายเช่นนี้ ชาวบ้านที่อยู่ติดภูเขาจึงได้มีชีวิตสมบูรณ์พูนสุขทุกคืนวัน
หลินเว่ยเว่ยเดินไปพลางแอบสังเกตบัณฑิตหนุ่มไปด้วย หืม ร่างกายของเขาใช้ได้เลย ! แม้จะดูลำบากไปหน่อยแต่ก็ไม่เคยอยู่รั้งท้าย
ในเวลาพัก หลินเว่ยเว่ยยื่นผ้าเช็ดหน้าให้แต่เจียงโม่หานไม่รับไว้ เขาเลือกใช้ผ้าเช็ดหน้าของตนเพื่อเช็ดเหงื่อบนหน้าผากและคอจนแห้ง หลินเว่ยเว่ยจึงเก็บผ้าเช็ดหน้ากลับแล้วนำกระบอกน้ำที่ใส่น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณยัดใส่มือเขา
ตอนที่ 165: มือหนึ่งส่งหมี มือหนึ่งรับน้ำผึ้ง
หลังเจียงโม่หานดื่มน้ำรสหวานฉ่ำได้ประมาณสองสามอึกก็ใช้หลังมือเช็ดคราบน้ำตรงมุมปาก ทันใดนั้นความเหนื่อยล้าบนร่างกายก็หายไปไม่น้อยเลย “ในนี้คือ…”
“อ้อ ! น้ำผสมน้ำตาล ผสมในอัตราส่วนที่แน่นอน เมื่อคนมีเหงื่อออกมากได้ดื่มเข้าไปแล้วจะช่วยฟื้นฟูกำลังได้ !” หลินเว่ยเว่ยรับกระบอกน้ำมาถือบ้าง นางดื่มในชั่วอึดใจเดียว “อีกประเดี๋ยวพอผ่านเขาลูกนี้ไปแล้วก็จะถึงป่าสนแดง เป็นเช่นไรบ้าง ยังไหวหรือไม่ ?”
เจียงโม่หานลุกขึ้นแล้วสะบัดเท้าไปมา “ไม่มีปัญหา !”
“เก่งนี่ บัณฑิตน้อย ! ข้าขอถอนคำพูดก่อนหน้านี้ เจ้าดูไหวจริงๆ ! พรุ่งนี้ข้าจะพาต้าฮว๋าของเรามาฝึกด้วย จะปล่อยให้เขาเอาแต่อ่านตำราไม่ได้ ประเดี๋ยวจะอ่านจนโง่ไปเสียก่อน !” หลินเว่ยเว่ยส่งเสียงเรียกทุกคนให้รีบไปถึงป่าสนแดงไวๆ จะได้เก็บลูกสน.กลับมาเยอะอีกหน่อย !
เป็นธรรมดาที่คนอื่นจะไร้ความเห็นใด แต่ในขณะเดียวกันพวกหนุ่มน้อยไม่กี่คนก็หันมาขยิบตาให้กัน…บัณฑิตเจียงคนนี้ไม่อยากสนทนากับพวกตนสักคำเดียว แต่พอคุยกับน้องรองตระกูลหลินแล้วดูมีความสุขยิ่งกว่าอันใดดี บัณฑิตเจียงปฏิบัติต่อน้องรองพิเศษอย่างที่คิดเอาไว้จริง !
เหมือนอย่างเคยคือเมื่อมาถึงป่าสนแดงแล้วหลินเว่ยเว่ยและพรานหวังก็ออกไปเดินลาดตระเวนหนึ่งรอบ พรานหวังแสดงท่าทางหนักใจและวิตกกังวล เขาเดินมาข้างตัวหลินเว่ยเว่ยแล้วกล่าวเบาๆว่า “นางหนูรอง ข้าพบมูลของหมาป่าที่ยังใหม่…เจ้าว่าฝูงหมาป่าจะยังอยู่โดยรอบยังไม่ออกไปไหนหรือไม่ ?”
“ไม่เป็นไร ! ในป่าสนแดงนี้มีเหยื่อน้อย ฝูงหมาป่าไม่มีทางโง่อยู่ที่นี่เวลากลางวันแน่นอน !” หลินเว่ยเว่ยยังมีท่าทางมั่นใจ
ส่วนพวกชาวบ้านก็เริ่มปีนขึ้นต้นไม้แล้ว พวกเขาต่างใช้ไม้ตีลูกสนและเริ่มทำงานกันอย่างตั้งใจ เจียงโม่หานปีนต้นไม้ไม่เป็นจึงได้แต่ใช้ไม้สอยลูกสนอยู่ด้านล่าง
เขาเห็นหลินเว่ยเว่ยเดินออกไปอีกครั้ง หลังครุ่นคิดแล้วก็แอบเดินตามนางไป ผ่านไปไม่นานนักหลินเว่ยเว่ยก็หยุดเดินแล้วหันมายิ้มให้
“เหตุใดจึงรู้ว่าข้าตามมา ?” เจียงโม่หานค่อนข้างสงสัย
หลินเว่ยเว่ยยักไหล่เล็กน้อยแล้วโน้มกายเข้ามาสูดดมที่คอของเขาราวกับบุรุษบ้ากามกำลังลวนลามสตรีไม่มีผิด จากนั้นนางก็กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เพราะ…บนตัวเจ้ามีกลิ่นอายของหนุ่มหล่อไงเล่า ฮ่าฮ่า!”
เจียงโม่หานผลักนาง.ออกพร้อมสีหน้าเย็นชา เขาไม่ควรถามนางเลยจริงๆ ปากของเด็กตัวแสบนี้พ่นถ้อยคำแปลกๆออกมาได้ตลอด !
“เจ้าจะไปไหน ?” เจียงโม่หานเห็นว่านางไม่ได้เดินอย่างไร้จุดหมายจึงถามอีกครั้ง
หลินเว่ยเว่ยยิ้มแล้วตอบว่า “นัดกับชายชุดดำไว้ตอนพลบค่ำ !”
“แต่ตอนนี้ยังไม่เที่ยง !” ชายชุดดำ ? ใครกัน ? เหตุใดฟังเหมือนพวกผู้ชายในหุบเขาไม่มีผิด…ซ่อนตัวอยู่ในป่าเป็นเต่าหดหัวเช่นนั้นจะเป็นคนดีอันใด ? เด็กตัวแสบคงไม่โดนใครหลอกใช่หรือไม่ ? ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็รีบเดินตามติดหลินเว่ยเว่ยไป
หลังเดินผ่านโขดหินและพงหญ้ากว่าครึ่งชั่วยาม เจียงโม่หานก็เหนื่อยจนไม่อยากสงสัยแล้วว่าคนผู้นั้นเป็นใคร แต่แล้วทันใดนั้นเขาก็ได้ยินหลินเว่ยเว่ยตะโกน “หยุดเดี๋ยวนี้ อย่าวิ่ง !”
ใครหรือ ? เจียงโม่หานยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้น หลินเว่ยเว่ยก็พุ่งออกไปแล้ว เขาเห็นเพียงนางวิ่งออกไปดุจสายลม นางคว้าสิ่งของสีดำบางอย่าง จากนั้นก็กดมันไว้กับพื้น
เมื่อลองเข้าไปดูก็พบว่าเป็นหมีควายที่ตัวใหญ่กว่าเขาถึงสองเท่า ! หมีควายตัวนั้นทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก มันถูกหลินเว่ยเว่ยคว้าขนที่คอไว้ ร่างกายแน่นิ่ง แม้แต่ขัดขืนก็ยังไม่กล้าทำ
แต่แล้วขาของเขาก็ถูกบางอย่างเข้ามาจับไว้ สัญชาตญาณของเจียงโม่หานบอกให้สลัดออก จากนั้นตัวอ้วนๆกลมๆก็กลิ้งออกไปจากขา…ที่แท้ก็เป็นลูกหมีตัวหนึ่ง
“โฮก โฮก !” มันร้องคร่ำครวญสองสามครั้ง จากนั้นก็เข้าไปออดอ้อนที่ข้อเท้าของหลินเว่ยเว่ยราวกับเด็กทารก
“รีบถอยออกมาเร็ว !” เจียงโม่หานอดไม่ได้ที่จะตะโกน หมีเป็นสัตว์ที่ปกป้องลูกอย่างสุดกำลัง หากลูกหมีอยู่ใกล้ๆเช่นนี้ แม่หมีก็จะบ้าคลั่งได้ !
หลินเว่ยเว่ยปล่อยมือ ทันใดนั้นแม่หมีก็รีบวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ปกป้องลูกอันใด ? มันลืมด้วยซ้ำว่ายังมีลูกอยู่อีกตัว !
หลินเว่ยเว่ยก้มไปอุ้มลูกหมีขึ้นมาแล้วตะโกนไปยังแผ่นหลังของแม่หมีที่ไม่ได้เรื่องตัวนั้นว่า “ลูกของเจ้า ข้าจะเก็บไว้เป็นตัวประกัน…ไม่สิ หมีประกัน ! ถ้าอยากได้ลูกคืนก็ไปเอาน้ำผึ้งมาแลก !”
พอหันกลับมาอีกครั้ง นางต้องเผชิญหน้ากับสายตาอันเหลือเชื่อของเจียงโม่หาน นางจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “น้ำผึ้งป่าดีต่อร่างกายของท่านแม่กับน้าเฝิง ต้องดื่มให้บ่อยๆ เจ้าเองก็รู้ว่าน้ำผึ้งในบ้านใกล้จะหมดแล้ว…”
ใกล้จะหมดแล้วเจ้าก็มาปล้นเอากับหมีน่ะหรือ ? แถมยังเป็นแม่หมีที่มีลูกติดด้วย เจียงโม่หานมองลูกหมีซึ่งมีท่าทางคุ้นเคยในอ้อมอกของหลินเว่ยเว่ย ชัดเจนสุดๆว่าเรื่องเช่นนี้เด็กตัวแสบไม่ได้เพิ่งทำเป็นครั้งแรก !
“ไม่ต้องกังวล เจ้าหมีตัวนี้ขี้ขลาดจะตาย มันโดนข้าทุบจนกลัว ! อีกอย่างคือพวกเรามีตัวประกันอยู่ในมือ มันไม่กล้าต่อต้านเราหรอก !” หลินเว่ยเว่ยป้อนผลไม้ให้ลูกหมี แต่ลูกหมีตัวนั้นกลับเอื้อมอุ้งเท้ายาวๆ เพื่อจะเลียน้ำในกระบอกไม้ไผ่…แม้เจ้าตัวนี้ยังเป็นเด็ก แต่มันก็รู้ว่าสิ่งใดคือของดี
หลินเว่ยเว่ยจึงเทน้ำใส่ฝ่ามือ ทันใดนั้นเจ้าหมีน้อยก็รีบเลียจนเกลี้ยง หลังจากนั้นก็จะมาเลียใบหน้าของหลินเว่ยเว่ยอย่างเอาใจ แต่นางดึงตัวลูกหมีออกเพื่อไม่ให้มันสมปรารถนา…ล้อเล่นใช่หรือไม่ หน้าของข้า จะให้ก้อนขนดำๆอย่างเจ้ามาเลียได้หรือ ? หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะหันไปมองทางบัณฑิตหนุ่มแล้วเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา
เจียงโม่หานรีบหลบสายตาทันที…เด็กคนนี้คิดบางอย่างแปลกๆอีกแล้ว ไม่รู้ว่าในสมองนั้นเอาแต่คิดสิ่งใดอยู่ !
ผ่านไปไม่นาน ลูกหมีน้อยก็กินและดื่มจนอิ่ม ส่วนแม่หมีที่ไร้มโนธรรมของมันก็เดินทางมารับได้ตามกำหนด นอกจากนี้มันยังถือรังผึ้งใหญ่ๆไว้ด้วยอุ้งเท้าทั้งสองข้างเพื่อเป็นของแลกเปลี่ยนกับหลินเว่ยเว่ย
หลินเว่ยเว่ยนำรังผึ้งใส่ลงในตะกร้า จากนั้นก็ส่งตัวลูกหมีออกไป…มือหนึ่งส่งหมี มือหนึ่งรับน้ำผึ้ง ! ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน ! ทันใดนั้นแม่หมีก็รีบพาลูกหมีจากไปทันที…ใครร่วมงานกับเจ้า หวังว่าคราวหน้ามันจะไม่ต้องมาเจอนางอีก !
ณ ป่าสนแดง เมื่อไม่มีหลินเว่ยเว่ยแล้ว ประสิทธิภาพในการทำงานของทุกคนก็ออกมาธรรมดามาก หลินเว่ยเว่ยที่กลับมาถึงแล้วก็เขย่าต้นสนต้นหนึ่ง ทันใดนั้นลูกสนก็ตกลงมาทันที แล้วนางก็เปลี่ยนไปเขย่าต้นใหม่…
“พอแล้ว !” ลูกสนเมื่อวานยังเก็บไม่หมด พอมาวันนี้อีกทีลูกสนเหล่านั้นก็หายไปหมดแล้ว…แค่ชั่วข้ามคืน ใครจะมาขโมยไปได้ ? พอลองคิดแล้วก็น่าประหลาดใจยิ่งนัก !
ต่อจากนั้นเจียงโม่หานก็ได้รู้แล้วว่าสิ่งใดคือ ‘เครื่องกะเทาะเกล็ดสน’ เด็กตัวแสบยอมเสี่ยงอันตรายและออกแรงทำงาน แต่สุดท้ายก็แบ่งผลประโยชน์ให้คนอื่นอย่างเท่าเทียม…นี่ไม่เหมือนตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่นหรอกหรือ ?
เจียงโม่หานเคาะลูกสนอย่างขอไปที พวกเด็กหนุ่มต่างรวมตัวกันแล้วเริ่มสนทนาเสียงเบาที่สุด
“เจ้าดูนั่นสิ บัณฑิตเจียงทำงานไม่ได้เรื่องเลย ! ดูจากท่าทางเขาแล้วกะเทาะเกล็ดสนวันหนึ่งก็ได้เมล็ดสนไม่ถึงร้อยชั่ง !”
“ไม่เป็นไร นางก็ชดเชยในส่วนของเขาให้แล้ว ! พวกเราไม่เสียเวลางานหรอก !”
“น้าเฝิงร่างกายอ่อนแอ บัณฑิตเจียงก็ช่วยทำงานไม่ได้ ไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดต้องไปกินข้าวและทำผลไม้อบแห้งกับนาง ข้าได้ยินว่าพวกลูกท้อหรือผลชิงที่ใช้ทำผลไม้อบแห้งก็เป็นของที่นางเก็บมาจากบนเขา ส่วนเงินที่หาได้สองบ้านก็แบ่งกันคนละครึ่ง !”
“เฮ้อ ! อย่าให้นางมาได้ยินถ้อยคำเหล่านี้เชียว ! !”
ตอนที่ 166: แบกรับความอัปยศและคำประณาม
เจียงโม่หานได้ยินเช่นนั้นจึงมีใบหน้าเย็นชาไร้อารมณ์กว่าเดิม ‘ไม่กลัวว่าข้าจะได้ยินหรือ ? พวกเจ้าทำผิดพลาดหรือไม่ ?’
“ใช่ ! คราวก่อนที่ต้าจ้วงพูดเช่นนี้ก็โดนนางทุบจนมารดาแทบจำหน้าลูกไม่ได้”
“น่าเสียดาย ไม่รู้ว่าความจริงใจของนางจะได้รับการตอบแทนหรือไม่ มีบัณฑิตไม่น้อยที่พอสอบติดแล้วก็ทอดทิ้งภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่บ้านแล้วไปแต่งกับสตรีจากตระกูลมั่งมีหรือครอบครัวขุนนาง…”
เจียงโม่หานได้ยินแล้วถึงขั้นพูดไม่ออก
เฮอะ ตอนนี้ทั่วหล้าต่างรู้ว่าหลินเว่ยเว่ยมีใจให้เขา แล้วถ้าเขาไม่แต่งนางเข้าบ้านก็จะกลายเป็นบุรุษหลายใจ ทรยศต่อภรรยา…ข้าผิดหรือ !
หลินเว่ยเว่ยเงยหน้าแล้วสบเข้ากับแววตาซับซ้อนของเจียงโม่หาน…มองข้าด้วยเหตุใด ? ตกใจในความองอาจของข้าหรือ ? ข้าเก่งกาจใช่หรือไม่ ? จากนั้นนางก็เริ่มบีบลูกสนสองลูกด้วยมือเดียวแล้วยักคิ้วให้เขาอย่างได้ใจ !
เจียงโม่หานหลบสายตาอย่างยากที่จะเอ่ย เขาล่ะเศร้าเหลือเกิน ! เห็นได้ชัดว่าเด็กตัวแสบยังไม่โต หัวใจยังเหมือนเด็กคนหนึ่ง การยั่วเย้าแบบไม่รู้ตัวเป็นเพียงการหยอกเล่นของนางเท่านั้น เฮ้อ ! ความอัปยศนี้เขายอมแบกรับก็ได้ !
พูดเหมือนในชาติก่อนเขาแบกความอัปยศน้อยที่ไหนกัน ? ทว่าเหตุใดคราวนี้เขาถึงรู้สึกเศร้า ? ส่วนชื่อเสียงของบุรุษหลายใจนี้ เขาไม่อยากแบกรับไว้เลย !
เมื่อถึงเวลาลงเขา หลินเว่ยเว่ยก็ยังแบกกระสอบขนาดเท่าเนินเล็กๆเช่นเดิม นางเดินอยู่ด้านหลังของเจียงโม่หาน ขณะเดียวกันก็ยังช่วยเขาถือกระบุงไม้ไผ่บนหลังเป็นครั้งคราวด้วย
ถึงจะเป็นเช่นนั้น เมื่อกลับเข้าหมู่บ้านแล้ว เจียงโม่หานก็ยังเหนื่อยเอาเสียมากๆ ดูเหมือนต้องฝึกวรยุทธกับ เรียนสิ่งที่เกี่ยวกับขาหรือเท้าสักหน่อย ไม่อย่างนั้นเขาคงกลายเป็นไก่อ่อนไร้เรี่ยวแรงในสายตาเด็กตัวแสบจนมันหยั่งรากลึกในสมองนางแล้วไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ !
พวกเขายังไปที่ลานบ้านของผู้ใหญ่บ้านและแบ่งกันอย่างเท่าเทียม คราวนี้ก็มีส่วนของเจียงโม่หานซึ่งได้มาไม่มากไม่น้อย แต่ละบ้านจึงได้300กว่าชั่งเหมือนเดิม
พอขึ้นเขาได้3วันติดกัน เมล็ดสนที่อยู่ในแต่ละบ้านก็มีมากถึง1พันชั่ง ผู้ใหญ่บ้านจึงตัดสินใจจะพักหนึ่งวัน ! หลายครอบครัวที่ขาดแคลนอาหารย่อมอดใจไม่ไหวที่จะนำเมล็ดสนหนึ่งกระสอบไปแลกเงินในเมือง
ขาไปพวกเขามีความสุขมาก แต่ตอนกลับมาก็คอตกและหัวเสีย ใบหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ผู้ใหญ่บ้านจึงถามว่า “เป็นอันใดกัน ?”
“ปีนี้สถานการณ์ย่ำแย่ ชาวบ้านในเขตก็ไม่ค่อยมีเงินเหมือนกัน แม้แต่ข้าวยังซื้อไม่ไหว แล้วใครจะมีเงินมาซื้อเมล็ดสน ?” หลิวต้าจ้วงกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“น่ารังเกียจที่สุดคือตระกูลอู๋ ! กดราคาจนได้แค่3อีแปะต่อชั่ง ราคาเมล็ดสนปีที่แล้วดีถึง20อีแปะต่อชั่ง แต่เขากดเหลือแค่3อีแปะ ใจดำอำมหิตยิ่งกว่าสิ่งใด !”
ผู้ใหญ่บ้านเข้าสู่ความเงียบ ลำบากมา3วัน แต่ละบ้านมีเมล็ดสนกว่าพันชั่ง เดิมทีหลงเข้าใจผิดว่าพอแลกเงินกลับมาในจำนวนไม่น้อย แล้วเขาก็จะรวมกลุ่มพากันไปซื้อข้าวสารที่อำเภอจิงหยุน จะได้รับรองว่าคนทั้งหมู่บ้านสามารถผ่านฤดูหนาวไปได้ แต่ใครจะรู้ว่าเมล็ดสนที่อยู่ในมือกลับขายไม่ออก…
“3อีแปะเช่นนั้นหรือ ? รังแกกันเกินไป ! ไม่ขาย ! อย่างมาก…อย่างมากพวกเราก็เก็บไว้กินเอง !” ต่อจากนั้นชาวบ้านที่เข้ามาล้อมรอบก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ พอเข้าใจสถานการณ์แล้ว ทุกคนก็โมโหทันที
แต่ก็มีบางเสียงที่ต่างออกไป “1ชั่ง3อีแปะ ถ้า1พันชั่งก็ได้เงิน3ตำลึง ถ้าไม่ขาย…กินเมล็ดสนจะอิ่มท้องได้หรือ ? เด็กๆในบ้านต่างรอให้ขายเมล็ดสนมาซื้อข้าว !”
ผู้ใหญ่บ้านมองใบหน้าเศร้าสร้อยที่อยู่รอบกาย เขาเคาะกระบอกยาสูบในมือแล้วเดินหลังค่อมมาที่บ้านตระกูลหลิน ชาวบ้านที่เดินตามมาด้านหลังดวงตาเป็นประกาย จริงสิ ! ไปหานางหนูรองสิ นางต้องมีวิธีแน่นอน ! ผ่านไปไม่ทันไรหลินเว่ยเว่ยก็กลายเป็นที่พึ่งของคนทั้งหมู่บ้านแล้ว !
“จะให้ข้าใช้เส้นสายเพื่อขายเมล็ดสนให้ตระกูลหนิงเช่นนั้นหรือ ? ได้ก็ได้อยู่หรอก แต่ตอนนี้คุณชายหนิงมีร้านแค่สองสาขา เขาจะซื้อเมล็ดสนที่เยอะเช่นนี้ไหวหรือ ?” เมื่อความต้องการขายในตลาดมากเกินไป ราคาสินค้าย่อมตกเป็นธรรมดา ปัจจุบันมีการขายเมล็ดสนนับหมื่นชั่งในท้องตลาด ราคาไม่ถูกกว่าผักกาดขาวถึงจะแปลก !
“ถ้าเช่นนั้นเราจะทำอย่างไรดี !” ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ เดิมทีคิดว่าไปเสี่ยงอันตรายกับฝูงหมาป่าบนเขาแล้วจะสามารถพัฒนาชีวิตชาวบ้านได้ แต่ผลลัพธ์เล่า ? ทำงานหนักมาหลายวันกลับขายเมล็ดสนไม่ได้
หลิวต้าซวนหันไปมองทางเจียงโม่หานแล้วถามด้วยท่าทางหวาดหวั่นว่า “บัณฑิตเจียง แม้แต่กังหันวิดน้ำเจ้ายังทำได้ ต้องมีทางแก้ปัญหานี้ใช่หรือไม่ ?”
เจียงโม่หานมองด้วยความอึ้งงันเล็กน้อย
ตรรกะบ้าบออันใด ? สร้างกังหันวิดน้ำเป็นก็ไม่ได้แปลว่าจะขายเมล็ดสนให้พวกเจ้าได้
“ข้าไม่มีวิธีแก้ !” เจียงโม่หานทำหน้านิ่ง ระหว่างที่ทุกคนทำหน้าผิดหวังเขาก็กล่าวต่อ “หลินเว่ยเว่ยต้องมีวิธีแน่นอน พวกเจ้าไปขอร้องนางสิ !”
“หลินเว่ยเว่ยหรือ ? คือผู้ใดกัน ?”
“ไม่ว่านางเป็นใคร ขอแค่มีวิธีช่วยพวกเราแลกเมล็ดสนเป็นเงินได้ก็พอ หรือจะให้พวกเราไปคุกเข่าขอร้องก็ยังได้ !”
“บัณฑิตเจียง รบกวนบอกเราหน่อยเถิดว่าหลินเว่ยเว่ยอยู่ที่ใด ?”
หลินเว่ยเว่ยยกมือขึ้นพร้อมใบหน้ามืดมน “ข้า ! ข้าอยู่นี่ ! !”
“หืม ? เจ้าไม่ใช่หลินเว่ยเอ๋อร์หรอกหรือ ? เปลี่ยนเป็นหลินเว่ยเว่ยตั้งแต่เมื่อไร ?” หลิวต้าซวนมองนางอย่างงุนงง
“ใช่ หลินเว่ยเอ๋อร์ก็หลินเว่ยเอ๋อร์สิ จะเปลี่ยนเป็นหลินเว่ยเว่ยได้อย่างไร ?”
หลินเว่ยเว่ยกลอกตามองบนแต่ปากก็อธิบายว่า “หลินเว่ยเอ๋อร์ชื่อเดิมของข้ามีความหมายไม่ค่อยดี พวกท่านจึงเอาแต่เรียกข้าว่าเด็กโง่ ! ข้าจึงเปลี่ยนเป็นหลินเว่ยเว่ยตั้งนานแล้ว !”
หลิวต้าซวนตบศีรษะตนเองแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ใช่ ! ข้านึกออกแล้ว ! นางหนูรองชื่อเสี่ยวเว่ย พี่สาวชื่อเสี่ยวเฉียง แถมยังเป็นชื่อที่สหายหลินตั้งให้ด้วยล่ะ”
ฮ่าฮ่า เสี่ยวเฉียง…เสี่ยวเฉียง ! พี่ใหญ่แน่วแน่ไม่กลัวความยากลำบาก แม้จะล้มแต่ก็ลุกขึ้นสู้ใหม่ได้ เป็นเสี่ยวเฉียง1ที่ตีไม่ตายสมชื่ออย่างแท้จริง !
“อย่ามัวแต่เอ่ยถึงเรื่องพวกนี้อยู่เลย ! เมื่อครู่บัณฑิตเจียงกล่าวว่าอย่างไร ? นางหนูรองมีวิธีแก้ปัญหาหรือ ? เจ้าแนะนำคนซื้อเมล็ดสนให้เราได้หรือไม่ ?” สิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านสนใจคือประเด็นนี้ !
หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด จากนั้นก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เมล็ดสนในตลาดมีมากมายถึงเพียงนั้นย่อมราคาตกเป็นธรรมดา สิ่งที่พวกเราต้องทำคือเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้เมล็ดสน !”
เจียงโม่หานคลายคิ้วที่ขมวดทันที…ปัญหาเล็กน้อยแค่นี้ไม่มีทางสร้างความลำบากให้นางได้หรอก !
ผู้ใหญ่บ้านถามต่อ “จะสร้างมูลค่าทางการตลาดให้เมล็ดสนอย่างไร ? คุณภาพของเมล็ดสนก็ดีที่สุดแล้ว เมล็ดอวบใหญ่ รสชาติก็ดี…”
“ผู้ใหญ่บ้าน ท่านชอบกินเมล็ดสนหรือไม่ ?” จู่ๆ หลินเว่ยเว่ยก็ถามขึ้นมา
ผู้ใหญ่บ้านเงียบไปพักหนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าอย่างให้ความร่วมมือ “ชอบสิ !”
“แล้วเวลาท่านกินเมล็ดสนมักรู้สึกเช่นไร ?” หลินเว่ยเว่ยถามอีกครั้ง
ผู้ใหญ่บ้านก้มหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง แต่แล้วทันใดนั้นหลานชายตัวน้อยที่อยู่ข้างต้นขาก็ยกมือขึ้น “เมล็ดสนแข็งเกินไป เคี้ยวไม่เพลิน ปวดฟันด้วย !”
“ถูกต้อง !” หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะเจ้าตัวน้อยพร้อมส่งสายตาชื่นชมให้เขา วังตงเฉียงเขินอายจึงรีบเข้าไปซ่อนด้านหลังท่านปู่ทันที จากนั้นก็แอบมองนางผ่านช่องขา…อิจฉาเอ้อร์ฮว๋าที่มีพี่สาวทั้งเก่งและอ่อนโยนเช่นนี้จัง !
[1] เสี่ยวเฉียง เป็นคำแสลง หมายถึงแมลงสาบ
ตอนที่ 167: มีกลิ่นอายของแฟนหนุ่มหรือไม่
หลินเว่ยเว่ยบอกกับทุกคน “ข้าก็ชอบกินเมล็ดสนและเวลากินก็ไม่อยากปวดฟันเช่นกัน…วันหนึ่งข้าจึงเผลอค้นพบวิธีที่ทำให้เปลือกสีดำของเมล็ดสนเปิดออก !”
เจียงโม่หานคิดในใจว่า ‘เผลอ ? ถ้าเจ้าไม่เผลอคงคิดวิธีบินขึ้นฟ้าได้เลยสิท่า !’
“เปิด.ออก ? ถ้าเปลือกของเมล็ดสนเปิดออกก็แค่ใช้มือบีบเบาๆ เมล็ดสีนวลด้านในก็จะหลุดออกมาสินะ เมล็ดสนพร้อมทานเช่นนี้ต้องเป็นที่ชื่นชอบของทุกบ้านแน่นอน !” ทันใดนั้นบุตรชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านก็มองหลินเว่ยเว่ยด้วยแววตาเป็นประกาย
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าแล้วกล่าวต่อ “ใช่ ! ข้าตั้งชื่อเมล็ดสนเช่นนี้ว่า ‘เปิดปากยิ้ม’ แต่ก็ยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือถ้าเมล็ดสนมีรสชาติเหมือนเดิมหมด พอกินเข้าไปเยอะๆ แล้วจะรู้สึกเบื่อ ดังนั้นเราต้องทำให้มีรสหลากหลายคือนำไปปรุงรสกับเครื่องเทศ เกลือและพริก ครีม…เมื่อมีรสชาติที่หลากหลายแล้วจะกินมากเพียงใดก็ไม่รู้สึกเบื่อ !”
หลังได้ยินถ้อยคำของนางแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็รู้สึกตื่นเต้นทันที ใช่ ยิ่งรสชาติหลากหลายมากเท่าไรก็แปลว่าโอกาสที่จะขายออกมีมากขึ้นเท่านั้น หากเก็บเมล็ดสนไว้อย่างเหมาะสมก็จะเก็บได้นานถึงครึ่งปี ขายช้าๆไม่ต้องรีบ อย่างไรก็ต้องมีวันขายหมด !
ผู้ใหญ่บ้านครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “นางหนูรอง สูตรลับของเจ้า…เช่นนั้น…ให้พวกเราขายเมล็ดสนในราคา10อีแปะต่อชั่งให้เจ้าดีหรือไม่ พอเจ้าทำเสร็จแล้วก็เอาไปขาย ไม่ว่าได้เงินมาเท่าไหร่ก็เป็นของเจ้า ว่าอย่างไร ?”
คนอื่นก็เห็นด้วย พวกเขาล้วนพยักหน้ากันอย่างต่อเนื่อง…ถ้าตระกูลหลินทำเมล็ดสนสำเร็จรูปขายแล้วคนงานไม่พอก็ต้องจ้างคนเพิ่มแน่นอน ! เกือบทุกครอบครัวที่ประสบปัญหาล้วนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกมีความหวังทันที
แต่หลินเว่ยเว่ยทำสีหน้าลำบากใจ “ผู้ใหญ่บ้าน ท่านก็เห็นแล้วว่าลานบ้านข้าใหญ่แค่นี้และแทบทุกเตาก็ใช้อบหรือเต็มไปด้วยเครื่องครัว ไหนเลยจะว่างให้ทำเมล็ดสนอีก…”
ผู้ใหญ่บ้านมีวิธีแก้ไข “บ้านตระกูลฝางยังว่างอยู่ไม่ใช่หรือ ? ตอนที่ตระกูลฝางออกไปก็บอกไว้แล้วว่ายกบ้านหลังนั้นให้หมู่บ้าน ข้าตัดสินเอง ข้าจะให้เจ้ายืมบ้านหลังนั้นใช้…ทุกคนมีความเห็นใดหรือไม่ ?”
บ้านตระกูลฝางก็เหมือนตระกูลหลินที่เพราะสงครามจึงหนีมาทางเหนือและตั้งรกรากในหมู่บ้านฉือหลี่โกว ช่วงหลายปีก่อน ภายใต้การช่วยเหลือของตระกูลหลัก บ้านตระกูลฝางจึงย้ายกลับไปอยู่บ้านเก่า เดิมทีพวกเขาคิดจะขายบ้านที่มีอยู่ แต่คนในฉือหลี่โกวที่มีเงินพอจะซื้อบ้านก็ไม่ได้สนใจจะซื้อ ส่วนคนที่ขาดบ้านก็ไม่มีเงิน ท้ายที่สุดตระกูลฝางจึงใจกว้างยกบ้านหลังนั้นให้เป็นสินทรัพย์ของหมู่บ้าน
บ้านตระกูลฝางมีขนาดพอๆกับตระกูลหลิน บ้านหลังใหม่เอี่ยม คนในหมู่บ้านล้วนอยากเข้าไปอยู่ทั้งนั้น เพื่อบ้านหลังนี้แล้วมีหลายครอบครัวแย่งชิงกันจนแทบหมดแรง สุดท้ายก็ยังตัดสินไม่ได้ว่าจะให้ใครอยู่ ดังนั้นบ้านจึงว่างมาจนถึงบัดนี้ !
หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “ข้ามีสองทางเลือก ทางแรกคือทำเหมือนที่ผู้ใหญ่บ้านเสนอคือพวกท่านขายเมล็ดสนให้ข้าในราคา10อีแปะต่อ1ชั่ง แล้วข้าก็ออกเงินจ้างคนในหมู่บ้านมาช่วยงาน ส่วนเมล็ดสนที่ทำออกมาแล้วไม่ว่าขายได้เงินเท่าไหร่ก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับพวกท่านอีก ส่วนอีกทางหนึ่งคือคนในหมู่บ้านสร้างโรงงานแปรรูปเมล็ดสนขึ้นมา ทุกคนลงแรงและออกเงิน เมื่อถึงเวลาทำเงินได้แล้วก็แบ่งกันอย่างเท่าเทียม…พวกท่านคิดเช่นไร ?”
“เรื่องนี้…” ผู้ใหญ่บ้านไม่สามารถตัดสินใจเพียงลำพังได้ เขาจึงหันไปมองพวกชาวบ้านที่อยู่โดยรอบแล้วกล่าวกับหลินเว่ยเว่ยว่า “นางหนูรอง พวกเราต้องกลับไปปรึกษากันก่อนแล้วค่อยมาให้คำตอบอีกที”
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า แต่แล้วเสียงของเจียงโม่หานก็ดังขัดจังหวะขึ้นมา “ช้าก่อน !”
หลินเว่ยเว่ยมองเขาด้วยความสงสัย ผู้ใหญ่บ้านก็ถามด้วยความประหลาดใจ “บัณฑิตเจียง มีเรื่องอันใดหรือ ?”
“หลินเว่ยเว่ยร่วมทำธุรกิจกับร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ในเขตเริ่นอัน นางแค่บอกสูตรขนมก็ได้เงินปันผลสามในสิบส่วนแล้ว หากคนทั้งหมู่บ้านร่วมกันสร้างโรงงาน นางออกแรงและยังบอกสูตรด้วย ทว่าได้แบ่งผลประโยชน์เท่ากับทุกคน มันจะไม่ยุติธรรมต่อนางไปหน่อยหรือ !”
เจียงโม่หานหันมามองหลินเว่ยเว่ยปราดหนึ่ง ปกตินางไม่ได้ฉลาดนักหรือไร เหตุใดพอโดนเอาเปรียบแล้วถึงไม่พูดให้ชัดเจน…โดนเอาเปรียบแล้วเหมือนไม่ได้สิ่งใดเลย
ผู้ใหญ่บ้านจึงกล่าวว่า “ความหมายของบัณฑิตเจียงคือ…”
“ทุกคนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เงินปันผลสามในสิบส่วนไม่ต้องกล่าวถึงก็ได้ แต่อย่างไรก็ควรให้สักสองในสิบส่วน ! เว่ยเว่ยพาพวกเจ้าขึ้นเขาไปเก็บเมล็ดสน บอกวิธีเปิดเปลือกเมล็ดสนแถมยังเอื้อสูตรเมล็ดสนปรุงรสเครื่องเทศ เมล็ดสนรสเกลือและพริก เมล็ดสนรสครีมอีก ดังนั้นกำไรสองในสิบส่วนของโรงงานแปรรูปต้องมอบให้นาง ส่วนที่เหลือพวกเจ้าก็ค่อยเอาไปแบ่งกันอีกที !”
หลินเว่ยเว่ยมีดวงตาเป็นประกายทันที หัวใจดวงน้อยก็ค่อยๆเต้นแรงขึ้น…บัณฑิตหนุ่มรูปงามกำลังต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของนาง ช่าง…เท่เหลือเกิน ! มีกลิ่นอายของแฟนหนุ่มหรือไม่ ?
เฮ้อ! น่าเสียดาย แฟนหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบคนนี้ไม่ใช่ของตน ในภายภาคหน้าก็ไม่รู้จะถูกหมูบ้านไหนแย่งไป!
ผู้ใหญ่บ้านกล่าวด้วยน้ำเสียงละอายใจ “เรื่องนี้…พวกเราต้องกลับไปปรึกษากันก่อนแล้วจะมาให้คำตอบพวกเจ้า…”
หลังออกมาจากบ้านตระกูลหลินแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็เรียกตัวแทนของทั้ง38ครัวเรือนออกมาประชุมหารือซึ่งหัวข้อในการประชุมคือขายเมล็ดสนให้ตระกูลหลินหรือจะสร้างโรงงานแปรรูปขึ้นมา !
ทุกคนแย่งกันพูดไม่หยุดปาก บางคนบอกว่าการขายเมล็ดสนชั่งละ10อีแปะให้ตระกูลหลิน แม้ได้เงินเข้ากระเป๋าเรื่อยๆ แต่ก็ได้น้อยเกินไป ! เมื่อก่อนเมล็ดสนคุณภาพเช่นนี้ขายในราคาถึง20อีแปะเชียวนะ !
บางคนก็บอกว่าการสร้างโรงงานแปรรูปนั้นคนในหมู่บ้านไม่เคยทำมาก่อน หรือไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร พูดแค่ว่าผลกำไรสองในสิบส่วนต้องแบ่งให้ตระกูลหลิน…เมล็ดสนคั่วจะขายได้เงินสักเท่าไหร่ แล้วจะมีกำไรเหลือเท่าไหร่ ? ถ้าผลกำไรน้อย หลังตัดให้ตระกูลหลินแล้วก็จะไม่เหลืออีก ถ้าเป็นเช่นนั้นพวกเขาจะไม่เหนื่อยโดยเปล่าประโยชน์หรือ ?
ในระหว่างนั้นชาวบ้านฉือหลี่โกวถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ทั้งสองฝ่ายล้วนมีเหตุผลพอๆกันจึงทำให้ตัดสินไม่ขาด เนื่องจากจนปัญญาแล้ว ผู้ใหญ่บ้านจึงเชิญหลินเว่ยเว่ยมาคุยอีกครั้ง
“นางหนูรอง ได้ยินว่าเจ้าคำนวณเก่ง ช่วยคำนวณให้ทุกคนหน่อยว่าการขายเมล็ดสนให้เจ้าหรือสร้างโรงงานแปรรูปอันใดได้เงินมากกว่ากัน” ตอนเอ่ยถึงเรื่องนี้ผู้ใหญ่บ้านก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อย นางหนูรองอยากช่วยชาวบ้านด้วยใจจริง แต่พวกเขากลับสนใจแค่ผลประโยชน์ที่จะตามมา…
ทว่าผู้ที่รู้หนังสือในหมู่บ้านมีไม่มากนัก บุตรชายคนรองที่ไม่ได้เรื่องของตนแม้จะเข้าไปเรียนอยู่ในเมืองมาสองสามปี ทว่าด้านการคำนวณกลับพอถูไถ ! ผู้ใหญ่บ้านหันไปมองบุตรคนรองด้วยความรู้สึกไม่อาจหลอมเหล็กให้เป็นเหล็กกล้าได้…วังเอ้อร์จู !
หลินเว่ยเว่ยไม่ได้ค้านอันใด นางยกตัวอย่างค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงงานแปรรูปให้ทุกคนฟัง “หากจะสร้างโรงงานแปรรูปเมล็ดสนต้องซื้อกระทะอย่างน้อย5ใบ สร้างเตา5เตา คนงานก็ต้องมีอย่างน้อย5คน แล้วยังมีพวกวัตถุดิบต่างๆ เช่น ฟืน…”
“ตอนนี้ข้าส่งเมล็ดสนแบบเปิดเปลือกแล้วให้ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ในราคาชั่งละ50อีแปะ นอกจากค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วก็จะได้กำไรต่อชั่งประมาณ30อีแปะ ยึดตามการผลิต500ชั่งต่อวัน ผลกำไรก็คือ…15ตำลึง…”
นางยังไม่ทันกล่าวจบพวกชาวบ้านก็เริ่มกลับมาเสียงดังอีกครั้ง “ว้าว ! ได้กำไรวันละ15ตำลึงเชียวหรือ ? จริงหรือไม่ ?”
“ถ้าอย่างนั้นสร้างโรงงานแปรรูปก็ได้เงินเยอะกว่าน่ะสิ !”
“แต่ว่า…ผลิต500ชั่งต่อวันจะขายได้หรือ ?”
ผู้ใหญ่บ้านกวาดสายตามองแล้วเคาะโต๊ะ “ให้นางหนูรองพูดจบก่อน !”
หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวต่อ “15ตำลึงนี้ ไม่รวมสองในสิบส่วนของข้าแล้วก็จะเหลือ12ตำลึง หากมี30ครัวเรือนที่ร่วมลงทุนและแบ่งให้อย่างเท่าเทียม…แต่ละครัวเรือนก็จะได้ประมาณ400อีแปะไม่ใช่หรือ ?”
ตอนที่ 168: นัมเบอร์วันตลอดกาล
บุตรชายคนรองของผู้ใหญ่บ้านใช้ไม้วาดบนพื้น “เมล็ดสน500ชั่ง หากกระจายไป30ครัวเรือนก็ได้สิบกว่าชั่ง แต่ละบ้านออกเมล็ดสนสิบกว่าชั่งก็ได้เงินกลับมา400อีแปะแล้ว…แน่นอนว่าการสร้างโรงงานคือตัวเลือกที่ดีใช่หรือไม่ ?”
ผู้ใหญ่บ้านตาโตทันที “จะคิดแค่นี้ไม่ได้ ! ต้องคิดค่าวัตถุดิบอื่นด้วย! แล้วก็500ชั่งต่อวัน ตระกูลหนิงก็ไม่แน่ว่าจะขายหมด ถ้าขายไม่ออกแม้แต่อีแปะเดียวก็เอาคืนมาไม่ได้แล้วยังต้องจ่ายค่าวัตถุดิบอื่นๆอีก พวกเจ้าลองคิดตามนะ ถ้าต้องการความมั่นคงให้ขายเมล็ดสนออกไปตรงๆก็สิ้นเรื่อง ความหมายของข้าคือ…เราไม่เคยทำโรงงานมาก่อนจึงไร้ประสบการณ์ ดังนั้นต้องคิดให้รอบคอบหน่อย !”
ชาวบ้าน38ครัวเรือนเริ่มกลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง คนที่มีอายุหน่อยก็คิดว่าสถานการณ์ในยามนี้ไม่อาจทนทรมานต่อได้อีก ดังนั้นควรระวังไว้ก่อนก็ดี ส่วนพวกหนุ่มสาวก็คิดอยากหาเงินก้อนโต แน่นอนว่าพวกเขาสนับสนุนให้สร้างโรงงานประจำหมู่บ้าน…ระหว่างนั้นจึงไม่อาจสรุปผลได้ !
ผู้ใหญ่บ้านมีสีหน้าเศร้าสร้อย เขาเบนสายตาไปทางหลินเว่ยเว่ย
หลินเว่ยเว่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “เอาเช่นนี้แล้วกัน ! ความเสี่ยงในปีแรกข้าจะช่วยรับไว้ให้เอง ข้าจะรับซื้อเมล็ดสนของทุกบ้านในราคา15อีแปะต่อ1ชั่ง แล้วเรามาสร้างโรงงานแปรรูปให้เสร็จก่อน ถ้าปีนี้ทำเงินได้ ปีหน้าข้าจะคืนโรงงานให้หมู่บ้าน แต่ว่าเงินลงทุนก่อนหน้านั้นเมื่อถึงเวลาต้องหักจากรายได้ของโรงงาน !”
พอผู้ใหญ่บ้านได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารัวๆ “แน่นอน แน่นอนอยู่แล้ว !”
ไม่ว่ากลุ่มคนหัวโบราณหรือคนรุ่นใหม่ล้วนพอใจ ! พวกเขาใช้สายตาซาบซึ้งมองหลินเว่ยเว่ย เวลาเดียวกันก็รู้สึกว่าพวกตนผลักความเสี่ยงทั้งหมดไว้ที่ตัวเด็กสาวคนหนึ่ง ดังนั้นในดวงตาจึงแฝงไปด้วยความละอาย พวกเขาทำสิ่งใดไม่ได้เพราะล้วนยากจน !
ผู้ใหญ่บ้านตื่นเต้นจนน้ำตาแทบไหล ถ้าหลินเว่ยเว่ยเป็นผู้ชายแล้ว เขาจะต้องเข้าไปจับมือนางไว้แน่นๆแน่นอน ! เขาไม่รู้ว่าได้กล่าวขอบคุณนางไปกี่ครั้งแล้ว หลังผู้ใหญ่บ้านใจเย็นลงก็กล่าวกับหลินเว่ยเว่ยว่า “นางหนูรอง ! ถ้ามีสิ่งใดให้พวกเราทำ เจ้าบอกมาได้เลย ใครกล้าไม่ทำตามแม้แต่น้อย ปู่ผู้ใหญ่บ้านของเจ้าจะด่าจนมันเงยหน้าไม่ขึ้นเอง ! พวกเราควรทำเช่นไรเจ้ากล่าวมาได้เลย !”
ไม่ต้องให้หลินเว่ยเว่ยได้ออกปาก วันรุ่งขึ้นผู้ใหญ่บ้านก็สั่งเหล่าชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านให้ซ่อมแซมบ้านตระกูลฝาง จากนั้นก็ต่อเติมเพิงไม้เพิ่มอีกหลังแล้วสร้างเตา5เตาไว้ด้านใน
ส่วนกลุ่มคนที่ขึ้นไปเก็บลูกสน แม้ขาดสมาชิกไม่กี่คนก็ไม่ได้ส่งผลอันใดจึงขึ้นเขาไปสามวันติด จากนั้นก็พักผ่อนหนึ่งวัน เมล็ดสนในห้องใต้ดินหรือในบ้านของแต่ละหลังจึงกองสูงเรื่อยๆ ใบหน้าของชาวฉือหลี่โกวก็มีรอยยิ้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน…
ส่วนคนที่อยู่สร้างเตาก็พยายามทำงานล่วงเวลาให้มากที่สุด แม้แต่ชาวบ้านที่กลับมาจากการขึ้นเขาก็มาช่วยทำงานด้วยเพราะถ้าโรงงานของตระกูลหลินเริ่มเร็วเท่าไร เมล็ดสนที่พวกตนกักตุนไว้ก็จะเปลี่ยนเป็นเงินเร็วขึ้นเท่านั้น
ในระหว่างนั้นบ้านตระกูลหลินก็เกิดเหตุการณ์ฉากเล็กๆขึ้น คือ…หลานชายของนางหวงมาอยู่กับนางแล้ว! หึ แท้จริงนางหวงมีญาติที่ไหนเล่า สุดท้ายก็เพราะต้องการปกปิดตัวตนแท้จริงของหลีชิงต่อหน้าสาธารณะชนต่างหาก
“คิ้วเจ้าหนาไป คนจะมองออกได้ง่าย ไม่ได้การ ต้องแก้ไขหน่อย !”
หลีชิงมองหลินเว่ยเว่ยด้วยความหวาดกลัว นางถือมีดคมกริบกวัดแกว่งไปมาตรงหน้าแล้ว เขากลัวว่านางจะมือลื่นจนทำให้เขาเสียโฉม! แม้ว่าผู้ชายไม่ให้ความสำคัญต่อรูปโฉมภายนอก…พอเหลือบมองเจียงโม่หานแล้ว…อย่างน้อยหน้าตาดีก็ช่วยดึงดูดสตรีได้ เขายังไม่ได้แต่งงาน ถ้าเสียโฉมแล้วแต่งภรรยาไม่ได้จะทำอย่างไร?
“เสี่ยวเว่ย ข้าทำเอง ข้าทำเองดีกว่า…” หลีชิงลงมือราวกับสายฟ้าฟาด หลังแย่งมีดมาจากมือหลินเว่ยเว่ยได้แล้ว เขาจึงถอนหายใจได้อย่างโล่ง.อก!
หลินเว่ยเว่ยยังหยิบที่ถอนขนตอนฆ่าหมูเสร็จแล้วขึ้นมาอีกครั้ง “เจ้าทนหน่อยนะ ข้ารับรองได้เลยว่าอีกประเดี๋ยวเจ้าต้องมีคิ้วคมเหมือนกระบี่! คิ้วคม แววตาสดใส พอถึงเวลานั้น ‘ญาติผู้พี่’ จะต้องเป็นจุดสนใจของสาวน้อยแน่นอน!”
“เป็นจุดสนใจยิ่งกว่าบัณฑิตน้อยของบ้านเจ้าหรือไม่?” หลีชิงโดนบังคับให้มานั่งตรงมุมหนึ่งของเตียงเตาปูน ขณะหลับตาลงเขาก็เผยสีหน้าของการยอมรับชะตากรรมที่กำลังจะโดนเชือดออกมา
เพื่อหลีกเลี่ยงความสงสัยระหว่างทั้งสองคน เจียงโม่หานจึงมาอยู่ที่นี่ด้วย
“บ้านข้า? เจ้าหมายถึงจื่อเหยียนหรือ? เด็กนั่นยังขนไม่ขึ้นเลย จะมาเทียบกับหนุ่มอย่างเจ้าได้อย่างไร? เจ้าต้องโดดเด่นกว่าอยู่แล้ว!” หลินเว่ยเว่ยนำผ้าร้อนมาปิดคิ้วอีกฝ่ายไว้แล้วเริ่ม…ถอนขน!
“โอ๊ย! ช้าหน่อย ช้าหน่อย ไม่ใช่คิ้วเจ้าจึงกล้าถอนสินะ ลงมือหนักเหลือเกิน!” หลีชิงเจ็บจนกัดฟัน มาถึงขั้นนี้แล้วก็ยังไม่ลืมที่จะหันมาขยิบตาให้หลินเว่ยเว่ย “ข้าหมายถึงใคร เจ้ายังไม่รู้อีกหรือ?”
“เจ้าหมายถึงบัณฑิตน้อยรูปงามหรือ!” หลินเว่ยเว่ยตั้งใจมองหลีชิงพักหนึ่งแล้วส่ายศีรษะอย่างต่อเนื่อง “คนละระดับกัน เทียบกันไม่ได้เลย! บัณฑิตน้อยคือนัมเบอร์วันในใจข้าตลอดกาล”
“นามเบอวาน? นามเบอวานอันใดหรือ?” ไม่เพียงหลีชิงเท่านั้น เพราะแม้แต่บัณฑิตหนุ่มก็ละสายตาจากตำราแล้วหันมามองนาง…ปากของเด็กตัวแสบนี้พ่นคำประหลาดออกมาอีกแล้ว!
“ก็คือที่หนึ่งในใจตลอดกาล ผู้ใดก็เทียบไม่ได้ทั้งนั้น! แต่เจ้าเข้าใจผิดเพราะเขาไม่ใช่คนบ้านข้า ทว่าเป็นคนตระกูลเจียง! เป็นของบ้านน้าเฝิง!” หลินเว่ยเว่ยเห็นเจียงโม่หานหันมามองจึงรีบเน้นเสียงทันที ไม่อย่างนั้นเขาต้องเข้าใจผิดว่านางกำลังแสดงบทบาทชิปเปอร์ที่ ‘ชง’ เขาให้ตัวนางแน่นอน!
เจียงโม่หานละสายตาจากนางแล้วกลับมามองตำราอีกครั้ง…เด็กตัวแสบยังมีรสนิยมดีเหมือนเดิม!
“ยังมีผิวพรรณของเจ้าด้วย ไม่ได้! ชาวบ้านผู้ยากไร้บ้านใดมีผิวขาวใสเช่นนี้บ้าง?” เมื่อปรับรูปคิ้วเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เริ่มลงมือตรงใบหน้าของหลีชิงต่อ!
“ช้าก่อน? ผิวของข้ายังเรียกว่าขาวอีกหรือ?” หลีชิงมองไปที่ใบหน้าของนาง…เจ้าเองก็เป็นบุตรสาวชาวนาไม่ใช่หรือไร? ผิวเช่นเจ้าต่างหากถึงจะเรียกว่าขาวผิดปกติ
หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าไม่ต้องมองข้าหรอก ผิวของข้าเรียกว่าสวยจากธรรมชาติ ยากจะเปลี่ยนได้! คนบ้านข้าผิวดีตามธรรมชาติกันหมด!”
“หลานชายก็เหมือนน้า ผิวข้าก็ดีเหมือนท่านน้าไม่ได้หรือ?” หลีชิงคัดค้าน
“ไม่ได้ ! ถ้าเปิดภาพเหมือนของเจ้าออกมา สีผิวนี้จะต้องน่าสงสัยแน่นอน ! พี่หลี พวกเจ้าท่องยุทธภพ ไม่ได้เตรียมของไว้สำหรับปลอมตัวหรือ ? ถ้าไม่ใช้ตอนนี้แล้วจะเอาไว้ใช้ตอนไหน ?” หลินเว่ยเว่ยนึกถึงรองพื้นต่างๆในยุคอนาคตอันไกลโพ้น
ทันใดนั้นหลีชิงก็หยิบตลับเล็กๆบางอย่างออกมาจากกระเป๋าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทำใจไม่ได้สักเท่าไร “อันนี้คือแป้งเปลี่ยนโฉมที่ข้าได้มา เอาไว้ช่วยชีวิตในยามวิกฤติ…”
“เจ้าโดนไล่ต้อนจนเหมือนสุนัขและทางการยิ่งต้องการตัว นั่นยังไม่เรียกว่าวิกฤติอีกหรือ ? เอาออกมาใช้เถิด !” หลินเว่ยเว่ยได้ทราบประโยชน์จากหลีชิงว่าแป้งนี้สามารถปรับระดับสีได้ นางจึงเริ่มทามันบนใบหน้าของเขา
ว่าไปแล้วของสิ่งนี้มีประโยชน์มาก ! หลังทาลงไปแล้วผิวสีข้าวสาลีอ่อนๆของหลีชิงก็เปลี่ยนเป็นเหมือนระฆังทองแดงโบราณ ผิวหน้าดูหยาบกร้านทันที หลังแปลงโฉมเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็มองซ้ายแลขวาและผสมสีให้เข้มกว่าเดิม จากนั้นก็เพิ่มฝ้าลงไปบนใบหน้าของหลีชิง
“เรียบร้อย ! ตอนนี้แม้ว่าท่านแม่ของเจ้าจะมายืนอยู่ตรงหน้า นางก็จำเจ้าไม่ได้แน่นอน !” หลินเว่ยเว่ยมองผงแป้งที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งแล้วก็เก็บเข้ากระเป๋าอกเสื้อของตน
ตอนที่ 169: หลานชายผู้น่าสงสารของตระกูลหลิน
ท่านแม่น่ะหรือ ? ท่านแม่เห็นข้าตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ผ่านไปกว่าสิบปีถ้านางยังมีชีวิตอยู่ แม้ข้าไปยืนอยู่ตรงหน้า นางจะจำข้าได้หรือ ?
“อะ เฮ้ ! เหตุใดเจ้าจึงหยิบของคนอื่นไปเช่นนี้ ? แป้งแปลงโฉมหาซื้อยากมาก ตลับแค่นั้นต้องใช้เงินหลายร้อยอีแปะ ! อีกอย่างที่นี่เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องใช้เสียหน่อย รีบคืนมาเลย !” หลีชิงไม่สนบาดแผลบนตัว เมื่อเห็นการกระทำของหลินเว่ยเว่ยแล้ว เขาก็เริ่มกังวลขึ้นมา
“ดูเจ้าสิ ! ของแค่ไม่กี่ร้อยอีแปะเอง ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้และให้เจ้ากินดีอยู่ดีเป็นสิบยี่สิบวัน จะเอาแป้งของเจ้าไปครึ่งตลับแล้วอย่างไร ? เจ้าไม่ได้บอกว่าตนเป็นจอมยุทธ์หรือ ? อย่าใจแคบนักเลย !” หลินเว่ยเว่ยตบตลับแป้งตรงกระเป๋าอกเสื้อ…เนื้อที่เข้าปากแล้ว เจ้าจะคายออกมาหรือไม่ ? แน่นอนว่าไม่ !
หลีชิงแสยะยิ้ม หลังสูดหายใจเข้าแล้วก็กล่าวว่า “บุญคุณช่วยชีวิต ข้าต้องตอบแทนแน่ ! แต่ว่าผู้มีพระคุณที่แย่งของจากผู้อื่นเช่นเจ้า ข้าเจอมาน้อยเหลือเกิน !”
“เจอน้อย ? วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้เห็นจนเต็มตา !” ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็นำชุดเก่าๆเยินๆมาโยนไว้บนเตียงเตาปูน “ใส่แล้วออกไปเดินอ้อมมาจากภูเขา จากนั้นก็เดินเข้ามาทางหน้าหมู่บ้าน ! วางใจได้ สภาพเจ้าในเวลานี้ แม้คนที่ตามล่ามาพบเข้าก็ไม่ต้องกลัวว่าเขาจำได้ ! พอเข้าหมู่บ้านมาแล้วก็แกล้งทำเหนื่อยล้าหน่อย อย่าทำตัวเย่อหยิ่ง นั่นไม่เหมือนมาขอพึ่งพาญาติ ตรงกันข้ามคือเหมือนมาปล้นญาติเสียมากกว่า !”
“พอแล้ว ไม่ต้องพูดหรอก ข้าเข้าใจเรื่องเหล่านี้มากกว่าเจ้าอีก !” หลีชิงสวมชุดผ้าขี้ริ้วและยังใส่รองเท้าที่เปิดให้เห็นนิ้วเท้าอีกคู่ จากนั้นก็ถือสัมภาระชิ้นเล็กออกไปทางสวนหลังบ้าน
ผ่านไปไม่นาน พวกเด็กๆที่เล่นกันอยู่หน้าหมู่บ้านก็กวาดตามองชายหนุ่มผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งด้วยสายตาหวาดระแวง “เจ้าเป็นใคร ? มาทำอันใดที่หมู่บ้านของพวกเรา ?”
“เจ้าหนู ที่นี่คือหมู่บ้านฉือหลี่โกวใช่หรือไม่ ?” ชายหนุ่มกล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง มือจับไม้ยาวเอาไว้ ร่างกายดูเหนื่อยล้า ยืนโงนเงนตลอดเวลา
พวกเด็กๆมองเขาอย่างเว้นระยะห่างและยังมองด้วยสายตาหวาดระแวงไม่หยุด “ใช่ ! เจ้ามาหาใคร ? รีบบอกมา ถ้าไม่บอกข้าจะเรียกผู้ใหญ่บ้านมาไล่เจ้าออกไป !”
“ที่นี่มีบ้านตระกูลหลินอยู่หรือไม่ ? ข้าเป็นหลานชายของน้าหวง นางมีลูกสี่คน…” ทันใดนั้นชายหนุ่มก็ไอออกมาสองสามทีแล้วนั่งบนก้อนหินขนาดใหญ่หน้าหมู่บ้านด้วยความ ‘อ่อนล้า’…เล่นใหญ่ไปแล้วกระมัง !
“ตระกูลหลิน ? มาหาบ้านเอ้อร์ฮว๋าเช่นนั้นหรือ ? เสี่ยวต้าน เจ้าวิ่งได้เร็ว รีบไปดูว่าพี่รองหลินอยู่ที่บ้านหรือไม่ แล้วบอกนางว่ามีคนมาหา !” ถือว่าเด็กพวกนี้รู้จักระวังตัวพอใช้ ทุกคนล้วนจับจ้องมาที่ชายหนุ่มแปลกหน้าด้วยสายตาข่มขู่และให้ตายก็ไม่มีทางปล่อยเขาเข้ามาในหมู่บ้าน
หลินเว่ยเว่ยเดินตามหลังเสี่ยวต้านออกมา นางแกล้งมองหลีชิงอย่างพินิจพิจารณา “เจ้าคือหลานชายของท่านแม่จริงหรือ ? เมื่อก่อนไม่เคยพบเจ้ามาก่อนเลย”
“เจ้าคือ…ญาติผู้น้องหลินใช่หรือไม่ ?” ละครยังดำเนินต่อไป หลีชิงก็มองนางอย่างพิจารณาเช่นกัน
“ข้าคือลูกสาวคนรองตระกูลหลิน !” หลินเว่ยเว่ยตอบ
“ไม่ถูกสิ ท่านแม่เคยบอกข้าว่าลูกคนรองของน้าหลินเป็น…” หลังกล่าวมาถึงตรงนี้แล้ว หลีชิงก็หยุด
“ท่านหมอบอกว่าเมื่อก่อนข้ามีปัญหาด้านสมอง แต่พอพลัดตกสระน้ำบนภูเขาแล้วอาการเหล่านั้นก็หายไป ข้ายังกินยาอีกพักหนึ่ง อาการที่เป็นอยู่จึงหายจนสิ้น ข้าจึงกลับมาเป็นปกติ !”
“ใช่ ใช่ !” พวกเด็กๆก็ไม่สงสัยแม้แต่น้อย “พี่รองหลินกลับมาเป็นปกติได้หลายเดือนแล้ว ตอนนี้ก็เก่งมากด้วย !”
หลินเว่ยเว่ยเอ่ยกับหลีชิง “เจ้าไปกับข้าก่อนเถิด ท่านแม่อยู่บ้านพอดี เจ้าจะเป็นญาติของข้าจริงหรือไม่ แค่เจอท่านแม่ก็รู้คำตอบแล้ว !”
นางพาหลีชิงกลับบ้าน พวกเด็กๆกลุ่มนั้นก็เดินตามมาด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงได้เห็นฉากต้อนรับญาติอันน่าประทับใจ
“ท่านปู่ ญาติผู้พี่ของเอ้อร์ฮว๋ามีสภาพน่าสงสารมากเลย ! บ้านของเขาเกิดภัยแล้ง คนในบ้านอดตายกันหมด เหลือแค่เขาคนเดียวที่รอดมาได้” หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว วังตงเฉียงก็เล่าเรื่องนี้ให้ท่านปู่ฟัง
ส่วนเด็กคนอื่นพอกลับถึงบ้านก็เล่าเรื่องนี้ให้ญาติผู้ใหญ่ฟัง ดังนั้นผ่านไปไม่นานคนทั้งหมู่บ้านก็ได้รู้ว่าหลานชายของนางหวงมาขออยู่ด้วย !
วันรุ่งขึ้น ‘ญาติผู้พี่’ ที่กินอิ่มนอนอุ่นแล้วหนึ่งคืนก็มีเรี่ยวแรงกลับมาดังเดิม เขาตาม ‘ญาติผู้น้อง’ ขึ้นเขาเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดำรงชีวิต การกระทำของเขาคล้ายคนหนุ่มในหมู่บ้าน ขากลับก็แบกเมล็ดสนหนึ่งกระสอบซึ่งมีน้ำหนักถึง200ชั่งมาด้วย
คนในหมู่บ้านเห็นเด็กคนนี้พูดน้อย ซื่อตรง ขยันและทำงานหนักได้จึงแอบดีใจแทนตระกูลหลิน…เพราะแม้บุตรสาวคนรองของตระกูลหลินจะเก่งกาจ ทว่าในบ้านไม่มีผู้ชายสักคน สุดท้ายก็หมดปัญหาเสียที !
ลานบ้านตระกูลฝางและเตาในเพิงก็ถูกสร้างเสร็จตอนนี้เช่นกัน ! หลินเว่ยเว่ยซื้อกระทะเหล็กกลับมาจากในเมือง5ใบ…แม้แต่เจ้าของโรงตีเหล็กในเขตเริ่นอันก็จำนางได้แล้ว นี่เพิ่งผ่านไปไม่กี่เดือนนางก็ซื้อกระทะใบใหญ่ไปถึงเจ็ดแปดใบ ถือว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ของโรงตีเหล็กเลยก็ว่าได้ !
พวกชาวบ้านในฉือหลี่โกว นอกจากบ้านไม่กี่หลังที่ไร้ผู้ชายให้ขึ้นเขาได้แล้ว แต่ละครอบครัวก็จะมีเมล็ดสนตุนไว้ถึงสองสามพันชั่ง ในที่สุดพวกเขาก็รอจนถึงเวลาที่ตระกูลหลินจะเริ่มรับซื้อเมล็ดสน !
เพื่อแก้ไขปัญหาครอบครัวยากจนต้องการใช้เงินเร่งด่วน นางจึงเริ่มรับซื้อจากครอบครัวที่ยากลำบากก่อน สำหรับครอบครัวที่ไม่มีสิ่งใดจะกินแล้วนางรับซื้อครอบครัวละ500ชั่ง บ้านไม่กี่หลังนั้นถือเงิน1ตำลึงกว่าไว้ในมือด้วยความตื่นเต้นจนมือสั่น หากนำเงินพวกนี้ไปเปลี่ยนเป็นข้าวสารก็จะมีกินได้อีกสักระยะ เฮ้อ ! ตอนนี้ในเขตเริ่นอัน ราคาข้าวคุณภาพต่ำสุดได้ปรับขึ้นเป็นชั่งละ30อีแปะแล้ว !
ชุดแรกรับซื้อมาสิบครัวเรือนก่อน รวมทั้งหมดเป็น5พันชั่ง หลังชั่งเรียบร้อยแล้วพวกชาวบ้านก็ขนเมล็ดสนทั้งหมดมายังห้องใต้ดินและโกดังของบ้านตระกูลหลิน
หลินเว่ยเว่ยยังเลือกชาวบ้านเจ็ดคนมาจากครอบครัวที่กำลังลำบากเพื่อให้มาทำงานในโรงงานแปรรูปเมล็ดสนซึ่งค่าแรงต่อวันยังคงอยู่ที่30อีแปะ หากทำงานล่วงเวลาก็จะได้ค่าแรงเพิ่ม ชาวบ้าน5คนรับหน้าที่แปรรูปเมล็ดสน ส่วนอีก2คนมีหน้าที่ดูแลไฟทั้งห้าเตาโดยเฉพาะ
ผู้รับหน้าที่ดูแลไฟคือเยี่ยนเอ๋อร์ เด็กผู้หญิงที่เพิ่งมีอายุสิบเอ็ดสิบสองปีเท่านั้น อีกคนคือฉือถัว เด็กผู้ชายที่มีอายุต่างจากนางไม่มากนัก เยี่ยนเอ๋อร์ไม่มีมารดาตั้งแต่เด็ก บิดานั้นตอนขึ้นเขาไปหาบน้ำก็ไม่ทันระวังจึงพลาดกลิ้งตกมาจากเนินเขาจนขาหักทั้งสองข้าง
ในบ้านไม่มีเงินเชิญท่านหมอมาดูอาการ เยี่ยนเอ๋อร์จึงไปคุกเข่าที่หน้าบ้านหมอเหลียงแล้วร้องไห้อ้อนวอนขอให้เขาช่วยรักษาขาของบิดา ท่านหมอเหลียงเป็นหมอที่มีใจเมตตา ไม่เพียงตรวจรักษาโดยไม่คิดค่าเสียเวลาแล้วยังให้ติดหนี้ค่ายา หลังได้รับบาดเจ็บถึงเอ็นและกระดูกมากกว่าร้อยวัน บิดาของเยี่ยนเอ๋อร์จึงขาหักอยู่เช่นนั้น ได้แต่นอนรักษาตัวอยู่บนเตียง
เด็กสามคนในบ้านมีเยี่ยนเอ๋อร์เป็นบุตรคนโตที่สุดและมีอายุเพียง11-12ปี แต่นางต้องมาทำหน้าที่แทนผู้ใหญ่แล้ว นางขึ้นเขาไปเก็บของป่ากับคนในหมู่บ้าน ท่านลุงและอาสามก็ช่วยได้บ้าง แต่หลังจากทนช่วยมากว่าสองเดือน พวกเขาก็เริ่มเห็นว่าทนช่วยต่อไม่ไหวแล้ว
เมื่อโรงงานแปรรูปของตระกูลหลินรับคนงานจากในหมู่บ้านโดยบอกว่าจะเลือกคนที่มีฐานะยากลำบากก่อน เยี่ยนเอ๋อร์จึงไปขอร้องผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยแนะนำชื่อนาง แต่นางเด็กเกินไปจริงๆ ตัวยังผอมจนเห็นกระดูก แล้วนางจะทำอันใดได้ ? ตระกูลหลินต้องการคือคนที่ทำงานได้ ไม่ใช่ตัวถ่วง !
ฉือถัวเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่งเป็นทารกที่โดนทอดทิ้ง ย่าหลิวซื่อซึ่งเป็นแม่ม่ายในหมู่บ้านได้เก็บมาเลี้ยง ย่าหลิวซื่อเป็นคนแข็งแรงคนหนึ่ง ตอนยังเป็นสาวก็ออกไปทำนาถึง5หมู่ หลังผ่านไปสิบกว่าปีนางก็ทำให้เป็นพื้นที่เพาะปลูก
ตามอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ นางก็ทำนามากมายเช่นนั้นไม่ไหวจึงปล่อยให้คนในหมู่บ้านเช่า โดยค่าเช่าคือข้าวสารหลายสิบชั่งต่อหนึ่งหมู่ ย่าหลิวซื่อเป็นพี่สะใภ้ของผู้ใหญ่บ้าน เขาจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะช่วยเหลือนางอยู่บ้าง เรื่องก็เป็นเช่นนี้คือย่าหลิวซื่อเลี้ยงฉือถัวมาจนได้อายุสิบกว่าปี
ช่วงหลายวันมานี้ร่างกายของย่าหลิวซื่อไม่ค่อยดีจึงไม่สามารถขึ้นเขาไปเก็บผลไม้ป่าได้ พอเห็นเสบียงอาหารในบ้านไม่เหลือแล้ว ผู้ใหญ่บ้านจึงแนะนำฉือถัวมาทำงานนั่นเอง
ตอนที่ 170: พี่ชายผู้รู้ใจ
หลินเว่ยเว่ยถามถั่วงอกน้อยแสนผอมแห้งทั้งสองว่า “พวกเจ้าดูไฟเป็นหรือไม่ ?”
“เป็น ! ข้าไม่เพียงดูไฟเป็น แต่ยังทำอาหารเป็นด้วย อาหารของที่บ้านก็ล้วนเป็นฝีมือของข้า !” เยี่ยนเอ๋อร์มีนิสัยขี้อาย ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาเหนียมอาย หากทำงานให้ตระกูลหลินแล้ว นอกจากค่าแรงวันละ30อีแปะ นางยังได้ค่าทำงานล่วงเวลาเป็นเนื้อสัตว์กับอาหารอย่างอื่นในบางครั้งด้วย…
นางต้องการงานนี้มาก ! เมื่อนึกถึงบิดาที่นอนป่วยติดเตียงและยังมีพวกน้องๆที่หิวเกินกว่าจะลุกจากเตียงได้ เยี่ยนเอ๋อร์ก็ดึงความกล้าออกมาเพื่อแย่งชิงโอกาสในครั้งนี้ !
ฉือถัวก็ไม่ยอมแพ้ รีบพูดต่อทันที “ข้าก็ทำได้เหมือนกัน ! เวลาท่านย่าทำอาหาร ข้าเป็นคนดูไฟให้ตลอด ท่านย่ายังชมว่าข้าดูไฟได้ดีมาก !”
“ดี ! แค่ดูไฟเป็นก็พอแล้ว ! เจ้าสองคนต้องดูไฟห้าเตานี้ ทำได้หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยตบบ่าเพื่อปลอบถั่วงอกน้อยสองต้น
“ได้ !” เยี่ยนเอ๋อร์และฉือถัวแย่งกันพูด หน้าที่ดูไฟจำเป็นต้องใช้ฟืนท่อนใหญ่ หลังเผาไหม้แล้วก็ต้องคอยดูไม่ให้ไฟมอด อย่าว่าสองคนเลย แค่คนเดียวก็สามารถดูได้ทั้งหมด
“ดี ! เจ้าสองคนถูกรับเข้าทำงานชั่วคราว ! ทดลองงาน3วัน ถ้าเป็นเหมือนที่พวกเจ้ากล่าวจริงว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อและดูไฟ พวกเจ้าก็จะได้เป็นเหมือนคนงานประจำในโรงงานแปรรูปเมล็ดสน !” หลินเว่ยเว่ยมองเด็กน้อยที่สูงยังไม่ถึงหน้าอกของตน…นับว่าทารุณเด็กหรือไม่ ?
“ทารุณเด็กน่ะหรือ ? เจ้าลดค่าแรงพวกเขาเหลือครึ่งเดียวหรือเปล่า ? หรือแบ่งงานหนักจนไม่มีทางทำเสร็จให้พวกเขา ? ก็ไม่มี ถ้าเช่นนั้นจะเรียกทารุณเด็กได้อย่างไร ?” เจียงโม่หานเคยชินกับความผิดปกติเป็นครั้งคราวของนางแล้ว ตอนนี้มีบ่าวรับใช้หรือสาวใช้ในตระกูลใหญ่ใดบ้างที่ไม่เริ่มทำงานตั้งแต่เด็ก ? ทารุณเด็กหรือ ? มีแค่นางเท่านั้นที่คิดได้ !
“เจ้ากำลังช่วยเหลือ ไม่ได้กดขี่พวกเขา !” เจียงโม่หานไม่รู้ตัวว่าได้รับบทบาทเป็น ‘พี่ชายผู้รู้ใจ’ อีกครั้งแล้ว เขาได้ช่วยบรรเทาความรู้สึกผิดเล็กน้อยของหลินเว่ยเว่ย
ลูกจ้างคนอื่นอีก5คนเป็นสตรีทั้งหมด มาตรฐานในการเลือกของหลินเว่ยเว่ยคือนิสัยดีและสามารถทำงานหนักได้ หลังกำหนดมาตรฐานสองข้อนี้แล้วก็ค่อยเลือกจากครอบครัวอันยากไร้ที่สุดซึ่งผู้ใหญ่บ้านแนะนำมาอีกที
สตรีทั้ง5คนนี้ล้วนเป็นครอบครัวที่จะยากจนเกินกว่าอยู่รอดอีกต่อไป ดังนั้นทุกคนจึงหวงแหนโอกาสในครั้งนี้มาก หากมองในระยะสั้น การทำงานในโรงงานแปรรูปของตระกูลหลินได้เงินไม่เยอะเท่าการไปหาของป่ามาขาย ทว่าผลไม้ป่ามีระยะเก็บแค่สองสามเดือนเท่านั้น ไม่เหมือนการทำงานให้ตระกูลหลินที่มีรายได้ตลอดสี่ฤดู คนตระกูลหลินมีช่องทางกว้างขวาง ขอแค่มือเท้าว่องไวอย่างน้อยก็จะได้เงินค่าแรงเดือนละหนึ่งหรือสองตำลึง !
ลูกจ้างใหม่ทั้ง5คนในโรงงานแปรรูปล้วนมีพลังเต็มเปี่ยม พวกนางทำตามวิธีที่หลินเว่ยเว่ยสอน…คือนำเมล็ดสนไปแช่ในน้ำสะอาดประมาณ2เค่อ จากนั้นก็นำไปนึ่งอีก2เค่อ หลังตากในอากาศถ่ายเทแล้วก็นำไปคั่วจนเปลือกของเมล็ดสนส่วนใหญ่เปิดออก
เพื่อสะดวกในการแช่ให้เป็นรสชาติต่างๆ หลินเว่ยเว่ยจึงสั่งทำถังไม้ขนาดใหญ่อีก5ถัง ซึ่งขนาดของมันใหญ่กว่าถังน้ำที่นางใช้อาบเสียอีก จากนั้นเมล็ดสนรสดั้งเดิมก็จะถูกแช่ลงในน้ำสะอาด ส่วนรสห้าเครื่องเทศจะถูกแช่ในถังที่หลินเว่ยเว่ยต้มเครื่องเทศเตรียมไว้แล้ว ทำเช่นเดียวกันกับรสอื่นๆ เช่น รสเกลือและพริกก็จะถูกแช่ในน้ำเกลือ รสหวานก็จะถูกแช่ลงในน้ำผสมน้ำตาล…
การแปรรูปเมล็ดสนจำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณมาก ตอนนี้น้ำที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวใช้ต้องอาศัยแหล่งน้ำบนภูเขา หากคอยหาบน้ำไปกลับก็ต้องอาศัยคนและเงินจำนวนมาก
หลินเว่ยเว่ยจึงหันไปประจบบัณฑิตหนุ่มเพื่อขอให้เขาสร้างกังหันวิดน้ำสำหรับโรงงานแปรรูป นางต้องการกังหันวิดน้ำขนาดเล็กพร้อมให้มันขับเคลื่อนด้วยพลังงานลม จากนั้นค่อยต่อท่อไม้ไผ่อีกชุดเพื่อชักน้ำมาให้ถึงบ้านตระกูลฝาง
เมื่อทำเช่นนี้ ไม่เพียงสร้างความสะดวกสบายให้โรงงานแต่ยังช่วยผู้คนในหมู่บ้านด้วย ทุกเย็นหลังงานของโรงงานแปรรูปเสร็จหมดแล้ว ชาวบ้านก็จะเรียงแถวกันเพื่อหาบน้ำ หลินเว่ยเว่ยไม่ได้เข้าไปห้ามเพราะคนในหมู่บ้านจะได้ยกย่องนางขึ้นไปอีก !
“เรียนใต้เท้า ด้านหน้าคือหมู่บ้านฉือหลี่โกวขอรับ !” นายอำเภอเป่าชิงนั่งรถม้ามาบนถนนที่เป็นหลุมบ่อของชนบทร่วมกับชายชราผู้มีเคราแพะและตัวไม่สูงมากนัก ขณะเดียวกันอาจารย์ฟ่านของเจียงโม่หานก็อยู่ในรถม้าคันนั้นด้วย
นายอำเภอหวางมองอาจารย์ฟ่านตาขวางอย่างไม่พอใจ ศิษย์ของเจ้าสร้างกังหันวิดน้ำได้ เหตุใดไม่ไปรายงานต่อที่ว่าการอำเภอ ? ข้ามหัวข้าโดยส่งไปถึงเมืองหลวงเช่นนี้ กลัวว่าข้าจะแย่งผลงานศิษย์รักเจ้าหรือ ? ข้าเป็นคนเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อใด ?
จู่ๆ ผู้แทนพิเศษจากเมืองหลวงก็มาปรากฏตัว ณ อำเภอเป่าชิง โดยที่นายอำเภออย่างเขาไม่ทราบแม้แต่น้อย จึงต้องเล่นละครทำเป็นรับมือไม่ทัน หวังว่าใต้เท้าฟางคนนี้จะไม่ถือสา
ฟางเหยียนไว่หลางที่กำลังสนทนากับอาจารย์ฟ่านอยู่ แม้จะเป็นคนฉลาด ไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ไหน แต่อยู่บนเส้นทางขุนนางที่แสนจะขึ้นๆลงๆ เป็นเวลาหลายปีก็ยังปีนขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ย่อมเป็นผู้ที่มีจิตใจแน่วแน่มั่นคง
คราวนี้ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการให้เขามาตรวจสอบกังหันวิดน้ำ หากเรื่องนี้เป็นความจริง ลูกศิษย์ของฟ่านหยุนหนิงผู้นั้นก็จะถูกขึ้นทะเบียนต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ เมื่อครู่ได้ลองสอบถามฟ่านหยุนหนิงเกี่ยวกับพรสวรรค์ในการเรียนของลูกศิษย์แล้ว คาดไม่ถึงว่าสหายคนนี้จะประเมินบัณฑิตสูงส่งเหลือเกิน !
หากบัณฑิตผู้นี้เป็นเหมือนที่ฟ่านหยุนหนิงกล่าวไว้คือสามารถผ่านการสอบขุนนางทุกสนามได้โดยไร้ข้อกังขา อีกทั้งยังคิดค้นวิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่และสร้างกังหันวิดน้ำจนได้รับการยอมรับจากฮ่องเต้ ขอแค่สอบได้คะแนนในสามอันดับแรก ตำแหน่งจอหงวนก็ต้องไม่หลุดมืออย่างแน่นอน
บัณฑิตผู้นี้ไม่เพียงมีพรสวรรค์ด้านการเรียนเหนือผู้อื่น ทว่ายังเชี่ยวชาญด้านการใช้ชีวิต…เมื่อก้าวเข้าสู่ราชสำนัก การงานจะต้องเจริญก้าวหน้าเพราะฮ่องเต้กำลังประสงค์ผู้มากความสามารถเช่นนี้อยู่ ! ตำแหน่งด้านหน้าที่การงานของบัณฑิตผู้นี้จะเจริญก้าวหน้าได้หรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับระยะเวลาแล้ว !
สาเหตุที่ฟางเหยียนไว่หลางไม่ได้เดินออกจากเส้นทางขุนนางก็เพราะเป็นคนมีสติ ! เขารู้จักตนเองอย่างชัดเจน ด้วยพรสวรรค์ของตนและความไม่มีเงินหรืออำนาจคอยหนุนหลัง การได้มานั่งอยู่ในตำแหน่งรองหัวหน้ากรมคลังก็ถือว่าเกือบถึงจุดสูงสุดแล้ว…ไม่แน่ว่าเขาอาจอาศัยคนผู้นี้ได้ ! ขณะคิดแล้ว ท่าทีที่เขามีต่อสหายเยี่ยงฟ่านหยุนหนิงก็ดูสุภาพกว่าเดิม
เมื่อกังวลว่านายอำเภอหวางจะสร้างความลำบากแก่ฟ่านหยุนหนิงและศิษย์เอก ฟางเหยียนไว่หลางจึงฉีกยิ้มแล้วกล่าวกับนายอำเภอว่า “ใต้เท้าหวาง ในอำเภอมีผู้มากความสามารถเช่นนี้ก็เพราะใต้เท้าให้ความสำคัญต่อการศึกษาและเป็นผู้นำที่ดี !”
“มิกล้า มิกล้าขอรับ !” นายอำเภอหวางดูมีความสุขจึงรีบพูดต่อด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ข้าน้อยก็เคยเป็นบัณฑิตผู้ยากไร้ ดังนั้นจึงเข้าใจในความยากลำบากของบัณฑิตเหล่านี้ บัณฑิตเจียงสามารถเล่าเรียนได้ด้วยความเพียรและยังศึกษาศาสตร์ตัวเลขอีกทั้งงานไม้พร้อมกัน ช่างเป็นผู้มีความสามารถที่หาตัวจับได้ยาก ! นี่ก็เป็นเพราะการสอนสั่งของอาจารย์ฟ่าน…”
อาจารย์ฟ่านเข้าสังคมไม่เก่ง รอยยิ้มบนใบหน้าจึงดูแข็งไปหน่อย “มิกล้า มิกล้า ! เพราะใต้เท้าหวางปราดเปรื่อง อำเภอเป่าชิงจึงมีการศึกษาที่ดี สามัญชนจึงส่งลูกหลานมาที่สำนักศึกษามากมาย ใต้เท้าหวางจะไม่มีผลงานได้อย่างไร !”
นายอำเภอเห็นว่าท่านเหยียนไว่หลางตรงหน้าช่วยพูดแทนตนอย่างต่อเนื่อง ปมเล็กๆในใจจึงค่อยคลายออก จากนั้นเขาก็ทำมือคารวะไปทางเมืองหลวงแล้วพ่นคำสรรเสริญต่างๆนานาออกมา จากนั้นยังพูดประจบฟางเหยียนไว่หลางอีกหนึ่งยก
อาจารย์ฟ่านฟังจนถึงขั้นรู้สึกอึดอัดและเหนื่อยหน่าย เมื่อหันไปมองสหายแล้วกลับพบว่าเจ้าหมอนี่กำลังมีท่าทีเพลิดเพลิน เป็นอย่างที่คิดว่าตัวเขาไม่เหมาะต่อการเป็นขุนนางเลย อย่างไรก็สู้เป็นอาจารย์สอนหนังสือต่อไปไม่ได้
เมื่อภาพรถม้า ‘หรูหรา’ และยังมีคนควบม้าตามหลังด้วยอีกสี่ตัวได้ตกอยู่ในสายตาของชาวบ้านฉือหลี่โกวก็เป็นเหมือนการชมภาพทิวทัศน์ทางตะวันตกไม่มีผิด พวกเด็กที่วิ่งเล่นอยู่หน้าหมู่บ้านและสายตาดีจึงรีบวิ่งไปหาผู้ใหญ่บ้านทันที
จบตอน
Comments
Post a Comment