weiwei ep171-180

ตอนที่ 171: ขุนนางใหญ่มาเยือนหมู่บ้าน


ตอนที่ผู้ใหญ่บ้านมาถึง คนกลุ่มนี้ก็มาอยู่บริเวณหน้าบ้านตระกูลหลินแล้ว…หรือว่าจะเป็นแขกสำคัญที่นางหนูรองรู้จักในเมือง ?


เมื่อลองเพ่งมองให้ดีก็พบว่าหนึ่งในนั้นคือท่านนายอำเภอซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่สุดเท่าที่ผู้ใหญ่บ้านเคยเจอ หากพบเจอในเวลาปกติ ทุกคนก็จะเห็นนายอำเภอในท่าทางสูงส่ง มีมาดของขุนนางใหญ่ แต่พอมาอยู่ต่อหน้าชายชราตัวอ้วนด้านข้างแล้วกลับดูประจบประแจงไม่น้อย


เหตุใดนายอำเภอจึงมาที่นี่ ? แล้วชายชราเคราแพะคือผู้ใด ? การที่พวกเขามาเยือนหมู่บ้านฉือหลี่โกวถือเป็นเรื่องดีหรือร้ายกันแน่ ?


ผู้ใหญ่บ้านเข้าไปคารวะด้วยใจกังวล ทันใดนั้นนายอำเภอหวางก็ถามว่า “เจียงโม่หาน บัณฑิตเจียงเป็นคนฉือหลี่โกวของพวกเจ้าหรือไม่ ?”


“เรียนใต้เท้า ใช่ขอรับ !” ผู้ใหญ่บ้านตอบกลับอย่างระมัดระวัง


“ได้ยินว่าบัณฑิตเจียงช่วยสร้างกังหันวิดน้ำให้หมู่บ้าน เรื่องนี้จริงหรือไม่ ?” คราวนี้คนที่ถามคือฟางเหยียนไว่หลาง


ฟางเหยียนไว่หลางมีรูปร่างค่อนข้างอ้วน ใบหน้าอ้วนกลม ท่าทางใจดี หลังผู้ใหญ่บ้านได้ยินเช่นนั้นก็สบายใจขึ้นพอสมควร เพราะถามถึงเรื่องกังหันวิดน้ำคงไม่ใช่เรื่องร้าย !


เขาจึงรีบตอบ “มีขอรับ ! บัณฑิตเจียงไม่เพียงสร้างกังหันวิดน้ำเท่านั้น ยังเป็นแกนนำร่วมกับบุตรสาวคนรองตระกูลหลินบ้านข้างๆ พาทุกคนในหมู่บ้านขุดคูน้ำ คนในหมู่บ้านจึงไม่ต้องไปหาบน้ำมารดแปลงนาอีกต่อไป ! ใต้เท้าอยากพบบัณฑิตเจียงหรือขอรับ ? แต่ว่าตอนนี้เขาน่าจะกำลังอ่านตำราอยู่บนภูเขา ส่วนจะอยู่ตรงจุดใดนั้นข้าน้อยก็ไม่แน่ใจ ใต้เท้าได้โปรดอย่าถือสาเลยขอรับ !”


“ไม่เป็นไร ผู้ใหญ่บ้านวังสามารถพาพวกเราไปดูกังหันวิดน้ำของหมู่บ้านฉือหลี่โกวได้หรือไม่ ?” ฟางเหยียนไว่หลางแทบรอไม่ไหวที่จะได้เห็นการทำงานของกังหันวิดน้ำของจริง


ผู้ใหญ่บ้านเห็นขุนนางท่านนี้พูดเก่งยิ่งกว่านายอำเภอ ความหนักอึ้งที่เหลือในใจจึงค่อยๆหายไปจนหมด เขารีบโค้งให้แล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “แน่นอน แน่นอนขอรับ ! ใต้เท้าเชิญตามข้าน้อยมาเลยขอรับ !”


เมื่อเดินมาใกล้บ้านตระกูลฝาง กลิ่นหอมอบอวลของบางอย่างก็แรงขึ้นทันที นายอำเภอหวางสูดหายใจหนึ่งครั้ง “นี่คือบ้านของใคร ? ทำของอร่อยอันใดอยู่ ?”


ผู้ใหญ่บ้านรีบตอบ “นี่คือโรงงานแปรรูปของหมู่บ้านพวกเราโดยมีบุตรสาวคนรองตระกูลหลินเป็นแกนนำ…อ้อ ใช่ เพราะโรงงานนี้บุตรสาวคนรองตระกูลหลินยังขอร้องให้บัณฑิตเจียงปรับปรุงกังหันวิดน้ำใหม่ ตอนนี้กังหันวิดน้ำสองตัวไม่ต้องใช้แรงคนขับเคลื่อนแล้ว แค่พึ่งพาลมให้ขับเคลื่อนกังหันและชักน้ำลงเขาขอรับ !”


“กังหันวิดน้ำสองตัว ?” ฟางเหยียนไว่หลางหันไปมองสหาย เจ้าไม่ได้บอกว่ามีแค่ตัวเดียวหรือ ? เปลี่ยนเป็นสองตัวตั้งแต่เมื่อใด ? ทั้งยังไม่ต้องใช้แรงคนขับเคลื่อนแต่ใช้พลังลมทำแทนอีก…คุยโวเกินไปหน่อยหรือไม่ ?


“ขอรับ ! กังหันตัวเล็กอีกตัวชักน้ำมาที่บ้านหลังนี้ ไม่เพียงมีไว้สำหรับโรงงานเท่านั้นแต่ยังสร้างความสะดวกสบายให้คนทั้งหมู่บ้านด้วย ใต้เท้าทั้งสองเชิญดู นี่คือกังหันวิดน้ำที่ช่วยชักน้ำลงมาจากภูเขาขอรับ”


เมื่อมองไปตามนิ้วมือของผู้ใหญ่บ้าน ทุกคนก็เห็นเพียงท่อไม้ไผ่ขนาดเท่าน่องคนทอดตัวอยู่เหนือกำแพงจนไปถึงบนเขา ระหว่างนั้นน้ำใสๆก็ไหลมาตามท่อไม้โดยไม่ขาดสาย ซึ่งด้านล่างจะมีถังขนาดใหญ่รองรับอยู่ เวลานี้มีเด็กประมาณ10ขวบกำลังตักน้ำที่ใกล้เต็มไปใส่ถังขนาดใหญ่อีกใบ…


ผู้ใหญ่บ้านทำงานเป็นสุด ๆ จึงรีบห่อเมล็ดสนที่เพิ่งคั่วเสร็จมาประเคนให้ขุนนางทั้งสองกับอาจารย์ฟ่าน “ใต้เท้าทุกท่านลองชิมผลิตภัณฑ์พิเศษของฉือหลี่โกวเถิดขอรับ…มันชื่อว่า เมล็ดสนปากอ้า !”


“ที่แท้เมล็ดสนปากอ้าของร้านตระกูลหนิงก็เป็นผลิตภัณฑ์จากฉือหลี่โกวนี่เอง !” นายอำเภอหวางหันไปมองผู้แทนพิเศษ เมื่อเห็นอีกฝ่ายยอมรับเมล็ดสนไว้จึงกล้ารับตาม


มารดาของเขาชอบกินเมล็ดสนเป็นพิเศษ แต่เพราะอายุมากแล้วฟันจึงไม่ค่อยดีและยังชอบเมล็ดที่คนอื่นแกะให้ด้วย เมล็ดสนปากอ้าที่ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ล้วนมีเปลือกที่เปิดแล้วทุกเมล็ด แค่ใช้มือแกะเบาๆ เมล็ดสนก็จะหลุดออกมาแล้ว มันจะไม่ถูกใจนางได้อย่างไร ? นางกินวันละหนึ่งกำมือเลยทีเดียว!


นายอำเภอหวางขึ้นชื่อว่าเป็นบุตรกตัญญู เขามักเข้าร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้บ่อยครั้ง เนื่องจากต้องซื้อเมล็ดสนให้มารดาและยังมีขนมซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของภรรยารวมถึงเด็กในบ้าน!


ไม่ว่าเป็นเมล็ดสนหรือขนมของร้านตระกูลหนิงก็ดีหมดทุกอย่าง เพียงแต่…ราคาค่อนข้างแพงไปหน่อย ! เงินเดือนน้อยนิดของเขาไม่เพียงพออยู่แล้ว โชคดีที่ภรรยามีสินเดิมเป็นร้านค้าสองสามร้าน นางจึงพอมีเงินในมืออยู่บ้าง


ผู้ใหญ่บ้านกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ “ใช่ขอรับ ! ไม่ว่าจะเป็นผลไม้อบแห้ง เนื้อแผ่น แยมผลไม้แล้วก็เมล็ดสนปากอ้าอีก4รสชาติล้วนเป็นสินค้าที่ส่งออกจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวของพวกเรา !”


“ผู้ใหญ่บ้าน ระหว่างที่ผ่านมานี้ชาวบ้านของหมู่บ้านอื่นล้วนตัวผอมแห้งกันหมด มีเพียงหมู่บ้านของพวกเจ้าที่ชาวบ้านยังมีชีวิตชีวาอยู่ ผู้ใหญ่บ้านวังสร้างผลงานชิ้นใหญ่แล้ว !”


การที่ฟางเหยียนไว่หลางเดินทางมาถึงที่นี่ย่อมได้เห็นพิษจากภัยแล้งในภาคเหนือด้วยสองตา หญ้าไม่อาจหยั่งราก ชาวบ้านอดอยากมีอยู่ทุกหนทุกแห่งแล้วจะไม่ใช้คำว่าน่าสลดใจได้อย่างไร แต่เมื่อเข้ามาในฉือหลี่โกวทุกอย่างกลับต่างออกไป ราวกับจู่ๆก็ออกมาจากเขตภาคเหนือแล้วเข้าสู่พื้นที่แห่งใหม่


“ข้าน้อยไม่อาจรับว่ามีผลงานใดได้ขอรับ ! ใต้เท้า มีคำกล่าวประโยคหนึ่งที่เอ่ยว่าอยู่ใกล้ภูเขากินของในภูเขา อยู่ใกล้น้ำกินของในน้ำ หมู่บ้านแห่งนี้ล้อมรอบไปด้วยภูเขาหลายพันลี้ เป็นเส้นทางหล่อเลี้ยงหลักของฉือหลี่โกวขอรับ !” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวด้วยความซาบซึ้ง


“หืม ? อย่างไรหรือ ?” ฟางเหยียนไว่หลางมีฐานะครอบครัวค่อนข้างดีจึงไม่รู้ว่าภูเขาขนาดใหญ่เหล่านี้สามารถหล่อเลี้ยงชาวบ้านได้อย่างไร


ผู้ใหญ่บ้านชี้ไปยังบ้านตระกูลฝาง “พวกเราทั้งหมู่บ้านขึ้นไปเก็บลูกสนด้วยกัน จากนั้นก็นำมาแปรรูปที่นี่ขอรับ หากขายได้เงินก็จะนำมาแบ่งกันอีกที พวกผู้หญิงและเด็กเก็บผลไม้ป่าที่อยู่ในละแวกหมู่บ้านแล้วตระกูลหลินก็จะรับซื้อในราคาสูง หากเป็นผู้หญิงที่ขยันหน่อย เมื่อออกทำงานทั้งวันก็จะแลกข้าวสารมาได้ถึงสองสามชั่ง ! ปีนี้ภัยแล้งรุนแรง ผลผลิตลดลงกว่าครึ่ง คนในหมู่บ้านจึงต้องหันมาพึ่งงานเหล่านี้เพื่อเอาชีวิตรอดขอรับ !”


นายอำเภอหวางนึกถึงหมู่บ้านอื่นที่อยู่ติดภูเขาเช่นกัน ผู้ใหญ่บ้านล้วนไปร้องไห้ไม่เว้นวัน ณ ที่ว่าการอำเภอเพื่อขอให้ทางการเปิดยุ้งฉางบรรเทาทุกข์ ดูเหมือนฉือหลี่โกวแห่งนี้จะอาศัยความขยันหมั่นเพียรของชาวบ้านจนสามารถหาเส้นทางอันมั่งคั่งได้ นับว่าเป็นมนุษย์เหนือมนุษย์ สินค้าเหนือสินค้าอย่างแท้จริง !


“ไม่ได้บอกว่าในภูเขามีสัตว์ป่าเดินเพ่นพ่าน ขึ้นเขามีเพียงความตายเท่านั้นหรือ ? หรือสัตว์ป่าบนเขาก็ดูแลพวกเจ้าชาวฉือหลี่โกวเป็นพิเศษ ?” นายอำเภอหวางถามขึ้นมา


“ท่านนายอำเภอล้อเล่นแล้ว ! ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้สัตว์บนเขาดุร้ายมาก หมู่บ้านของพวกเราเคยจับกลุ่มเด็กหนุ่มขึ้นไปล่าสัตว์แต่ก็เกือบโดนหมีควายไล่ฆ่า โชคดีที่ในหมู่บ้านมีพรานฝีมือฉกาจ2คน พวกเขามีประสบการณ์ในการล่าสัตว์มากจึงสามารถพาทุกคนในหมู่บ้านไปยังสถานที่ไร้สัตว์ดุร้ายโผล่มาได้ ชาวบ้านอย่างเราก็ไร้ทางเลือกถึงได้กล้าขึ้นเขาไปแย่งอาหารมาจากปากของสัตว์ป่าขอรับ !”


ผู้ใหญ่บ้านนึกถึงตอนเก็บลูกสน เสียงหมาป่าหอนดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้หลิวต้าจ้วงตกใจแทบตกจากต้นไม้ แล้วพรานหวังยังบอกว่าเห็นหมาป่า50-60ตัวซึ่งพวกมันกำลังล่าเหยื่อภายใต้คำสั่งของจ่าฝูง แม้แต่นายพรานผู้มากประสบการณ์ก็ยังเข่าอ่อน…


“ชาวฉือหลี่โกวต้องเดิมพันด้วยชีวิตขอรับ !” ไม่พูดก็คงไม่ได้ว่าระหว่างอดตายกับไปเสี่ยงตายบนภูเขา พวกเขาเลือกอย่างหลัง แต่ก็โชคดีที่สามารถชนะเดิมพันมาได้ !


ระยะทาง5ลี้จากหมู่บ้านขึ้นไปยังสระน้ำบนภูเขาทำให้นายอำเภอและเหยียนไว่หลางต้องฝืนสังขารกันเลยทีเดียว เมื่อมาถึงบริเวณแหล่งน้ำแล้วแต่ละคนก็หอบหายใจเหนื่อยและมีเหงื่อโซกเต็มตัว


ตอนที่ 172: คู่รัก


ฟางเหยียนไว่หลางนำผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อที่ใบหน้าและลำคอ จากนั้นก็กล่าวกับผู้ใหญ่บ้านว่า “เมื่อก่อนพวกเจ้าต้องคอยหาบน้ำลงจากเขาไปรดแปลงนาครั้งละหลายเที่ยวเช่นนั้นหรือ ?”


ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ “ขอรับ ! โชคดีที่บัณฑิตเจียงสร้างกังหันวิดน้ำให้พวกเรา ช่างเป็นโชคแก่ชาวบ้านฉือหลี่โกวอย่างแท้ ! พวกเรารู้สึกขอบคุณเขามาก !”


หลังจากผู้ใหญ่บ้านพาทั้งสามคนมายืนที่ข้างสระน้ำแล้ว ชาวบ้านซึ่งรับหน้าที่ดูแลกังหันวิดน้ำก็ยิ้มทักทายผู้ใหญ่บ้าน


ฟางเหยียนไว่หลางรีบเดินเข้าหากังหันวิดน้ำ ขณะมองกระดูกมังกรซึ่งดิ่งลงในน้ำแล้วปากของเขาก็สั่นระริกด้วยความตื่นเต้น ผ่านไปอีกพักใหญ่เขาก็กล่าวออกมาว่า “กังหันน้ำกระดูกมังกร เป็นกังหันน้ำกระดูกมังกรจริงด้วย…”


“ไม่ถูก ! เหตุใดไม่มีคนคอยขับเคลื่อน แต่กังหันวิดน้ำนี้ก็สามารถชักน้ำขึ้นมาได้แล้ว ?” ฟางเหยียนไว่หลางพบความพิเศษของกังหันวิดน้ำได้อย่างรวดเร็ว


การแสดงของผู้ใหญ่บ้านในเวลานี้เหมือนเป็นคนออกแบบและผลิตกังหันวิดน้ำเองไม่ผิดเพี้ยน เขาอธิบายพร้อมสีหน้าภาคภูมิ “เป็นบุตรสาวคนรองตระกูลหลินขอรับ ตอนที่นางเห็นพวกเด็กๆในหมู่บ้านเล่นกังหันลม นางก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา…ลมสามารถพัดกังหันลมให้ขยับได้ แล้วถ้านำมาใส่กังหันวิดน้ำเล่า ? เด็กคนนี้ค่อนข้างสนิทกับบัณฑิตเจียง ทั้งสองต้องหารือกันอยู่หลายวันและก็ทำสำเร็จจนได้ขอรับ !”


“บุตรสาวคนรองตระกูลหลิน ?” ฟังเหมือนเป็นเด็กสาวชาวบ้านทั่วไป ทว่าได้ยินจากปากผู้ใหญ่บ้านหลายต่อหลายครั้ง สตรีผู้นี้มีสิ่งใดดีหรือพิเศษกว่าคนอื่น ?


หลังได้ยินชื่อนี้แล้ว อาจารย์ฟ่านก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้ เดิมทีคิดว่าสตรีผู้นี้แค่มีความฉลาดเล็กน้อยหรือฉลาดแกมโกงจนคิดค้นวิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่ขึ้นมา คาดไม่ถึงว่าจะสามารถนำทางคนทั้งหมู่บ้านขึ้นเขา รับซื้อผลไม้ป่า สร้างรายได้ให้คนในหมู่บ้านและก็ยังเป็นนางที่ปรับปรุงกังหันวิดน้ำโดยไม่ต้องใช้แรงคนขับเคลื่อน…


เมื่อนำมารวมกันแล้ว ภาพของสาวน้อยผู้กล้าหาญ ใจดีและเฉลียวฉลาดก็มารวมอยู่ตรงหน้า ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดลูกศิษย์ของเขาคนนั้นจึงอยากยกประโยชน์ให้นางมาโดยตลอด…รักแรกของหนุ่มสาวนี่เอง พอเข้าใจได้ !


เมื่อกล่าวถึงบุตรสาวคนรองตระกูลหลิน ผู้ใหญ่บ้านก็พูดได้แบบไม่รู้จักจบจักสิ้น แน่นอนว่าสิ่งที่เขาเอ่ยล้วนเป็นด้านดีของนาง ส่วนเรื่องที่แต่ก่อนนางเป็นคนสติไม่ดีย่อมไม่กล่าวถึงแม้แต่คำเดียว เนื่องจากในสายตาของผู้ใหญ่บ้านคือรูปโฉมสำคัญที่สุดสำหรับสาวน้อย ชื่อเสียงก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นเรื่องในอดีตจะเอ่ยถึงอีกเพื่ออันใด ?


“หืม ? เช่นนั้นโรงงานแปรรูป สาวน้อยผู้นี้ก็เป็นคนสร้างใช่หรือไม่ ?” ฟางเหยียนไว่หลางก็รู้สึกสนใจในตัวสาวน้อยผู้ชาญฉลาดคนนี้เช่นกัน


“ใช่ขอรับ ! เมล็ดสนปากอ้าไม่กี่รสนี้ก็เป็นสูตรลับของบ้านนางทั้งสิ้น ! นางยอมแบกรับความเสี่ยงไว้ก่อนเพื่อทดลองขายหนึ่งปี ถ้าผลตอบรับดีแล้ว ปีหน้าก็จะคืนโรงงานให้หมู่บ้าน เด็กคนนี้จิตใจดีขอรับ ! สำหรับชาวฉือหลี่โกวแล้ว นางถือเป็นผู้มีพระคุณ ! พอนึกถึงตอนที่บ้านนางเพิ่งหนีภัยสงครามมายังที่นี่ ช่วงเวลาที่ยากลำบากเหล่านั้น พวกเรากลับไม่มีใครเอื้อมมือเข้าช่วย…ช่างน่าละอายเสียจริง !” พอนึกถึงเรื่องนี้แล้วใบหน้าชราของผู้ใหญ่บ้านก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที


“ผู้ใหญ่บ้าน วันนี้จะขึ้นเขาหรือ ?” ทันใดนั้นเสียงคมชัดและสดใสที่ทำให้คนได้ยินรู้สึกสดชื่นก็ดังก้องไปทั่วผืนป่า


พร้อมกันนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของผู้ใหญ่บ้านก็ดูจริงใจมากพอสมควร “เรียนใต้เท้า คนผู้นี้คือบุตรสาวคนรองตระกูลหลินที่ข้าน้อยกล่าวถึง นางหนูรองกลับมาจากบนเขาหรือ ? วันนี้ล่าของดีอันใดได้ ?”


หลินเว่ยเว่ยไม่ได้อยู่คนเดียว ด้านซ้ายมือของนางคือหลีชิงรูปร่างสูงใหญ่ ด้านขวาเป็นเจียงโม่หานที่กำลังเดินด้วยท่าทีสบายพร้อมถือตำราในมือ


หลินเว่ยเว่ยเห็นคนแปลกหน้าทั้งสามตรงด้านข้างของผู้ใหญ่บ้าน นางจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ไอหยา ที่บ้านมีแขกหรือ ? พอดีเลย ข้าล่ากวางได้ตัวหนึ่ง อีกประเดี๋ยวข้าจะหั่นขากวางไปส่งให้ที่บ้านท่าน !”


เจียงโม่หานเห็นอาจารย์ฟ่านเป็นคนแรก จากนั้นก็จดจำนายอำเภอหวางได้…ตอนสอบบัณฑิตถงเซิงระดับอำเภอนั้น นายอำเภอหวางคนนี้ก็ไปเป็นประธานสอบ จากนั้นเขาก็หันไปมองชายชรารูปร่างค่อนข้างอ้วนซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง หลังมองจากท่าทางของนายอำเภอหวางและอาจารย์ฟ่านแล้วก็เดาฐานะของอีกฝ่ายได้ไม่ยาก


เจียงโม่หานรีบเดินมาตรงหน้าอาจารย์ฟ่านแล้วทำการคารวะก่อนจะกล่าว “บัณฑิตคารวะท่านนายอำเภอ ! คารวะท่านอาจารย์ เหตุใดท่านมาที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวแล้วไม่แจ้งให้ศิษย์ทราบก่อนขอรับ”


อาจารย์ฟ่านรีบแนะนำฟางเหยียนไว่หลางให้ลูกศิษย์ได้รู้จัก “ท่านผู้นี้คือใต้เท้าฟางเป็นผู้แทนพิเศษที่ฮ่องเต้ส่งมา ฝ่าบาททรงตรัสว่ากังหันวิดน้ำที่เจ้าสร้างนั้น พระองค์เล็งเห็นความสำคัญมากจึงส่งใต้เท้าฟางมาดูก่อน….เด็กคนนี้ เจ้าสร้างกังหันวิดน้ำซึ่งเป็นเรื่องใหญ่เช่นนี้ เหตุใดไม่เล่าให้อาจารย์ฟังบ้าง ?”


เดิมทีเข้าใจผิดว่ากังหันวิดน้ำที่สร้างโดยลูกศิษย์คนนี้จะเป็นเพียงการทดลองอันล้มเหลว คาดไม่ถึงว่าจะทำมันสำเร็จจริงๆ และทำได้ยอดเยี่ยมมากด้วย เหนือกว่ากังหันน้ำกระดูกมังกรในตำนานด้วยซ้ำ ช่างเป็นการพัฒนาด้านชลประทานสำหรับการเกษตรอย่างแท้จริง ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดฮ่องเต้จึงให้ความสำคัญถึงเพียงนี้และยังส่งผู้แทนพิเศษมาตรวจสอบก่อนด้วย


ฟางเหยียนไว่หลางมองความอ่อนเยาว์และ…รูปโฉมอันงดงามของเจียงโม่หานด้วยความตกตะลึง ขณะลูบเคราใต้คางก็ถามว่า “เจ้าคือบัณฑิตเจียงผู้สร้างกังหันน้ำกระดูกมังกรเองหรือ ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่มากความสามารถยิ่งนัก !”


“ใต้เท้ายกย่องเกินไปแล้วขอรับ !” เจียงโม่หานโค้งคารวะ ท่าทางไม่ร้อนรนหรือเย่อหยิ่ง ดูอ่อนน้อมและมีมารยาท แต่ท้ายที่สุดก็ยังดูเย็นชาไม่เปลี่ยน


อาจารย์ฟ่านรีบกล่าว “ท่านนี้คือใต้เท้าฟางที่อาจารย์เคยเล่าให้เจ้าฟัง ผู้แทนพิเศษที่ฮ่องเต้ส่งมา เห็นได้ชัดว่าฝ่าบาททรงให้ความสำคัญต่อเจ้าและกังหันวิดน้ำของเจ้ามากเพียงใด !”


ฟางเหยียนไว่หลางยิ้มแล้วบอกให้อีกฝ่ายไม่ต้องมากพิธี “บัณฑิตเจียง เหตุใดเจ้าจึงคิดสร้างกังหันวิดน้ำขึ้นมา ?”


เดิมทีคิดว่าเขาจะตอบด้วยถ้อยคำที่ชาญฉลาดเพื่อแสดงถึงสติปัญญาของตน คาดไม่ถึงว่าบัณฑิตผู้อ่อนเยาว์และหล่อเหลากลับหันไปมองสาวน้อยที่อยู่ด้านหลังครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ตอนแรกเพราะอยากช่วยทุ่นแรงในการทำงานของนางขอรับ”


จู่ๆ หลินเว่ยเว่ยที่กำลังแกล้งเป็นฉากหลังให้เขาอยู่ก็ถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้อง นางจึงทำตัวไม่ถูกทันที หลังได้ยินถ้อยคำที่กล่าวออกมาของบัณฑิตหนุ่มแล้ว นางก็มีความรู้สึกอยากจะยกมือปิดหน้า…เจ้าพูดเช่นนั้นจะทำให้คนอื่นคิดว่าพวกเราเป็นคู่รักกันนะ ! บัณฑิตน้อย เหตุใดเจ้าซื่อถึงเพียงนี้ ?


“หืม ? กู่เหนียงคนนี้คือ…” ใต้เท้าฟางมองสำรวจตัวหลินเว่ยเว่ย…ก็แค่เด็กสาวที่ดูฉลาดและงดงามคนหนึ่งไม่ใช่หรือ เมื่อเทียบกับรูปโฉมของบัณฑิตเจียงแล้วยังถือว่าห่างชั้นอยู่พอสมควร ใต้เท้าฟางอยู่มาได้มากกว่าค่อนชีวิตไปแล้ว ทว่าผู้ที่มีรูปโฉมทัดเทียมกับบัณฑิตเจียงเกรงว่าจะมีอยู่ไม่มาก !


“คารวะใต้เท้า ข้าน้อยชื่อหลินเว่ยเว่ยเจ้าค่ะ !” หลินเว่ยเว่ยย่อตัวคารวะ นางแสร้งไม่รู้ว่าเวลาที่สามัญชนเจอขุนนางแล้วต้องคุกเข่าคารวะ


ผู้ใหญ่บ้านสบโอกาสจึงพูดต่อทันที “เรียนใต้เท้า เด็กสาวผู้นี้ก็คือบุตรสาวคนรองตระกูลหลินที่ข้าน้อยกล่าวถึงขอรับ”


“บุตรสาวคนรองตระกูลหลิน ?” คือหนึ่งในผู้ริเริ่มสร้างระบบชลประทานน่ะหรือ ? และยังเป็นเด็กสาวที่บริจาคสูตรคั่วเมล็ดสนให้คนทั้งหมู่บ้าน ? “ธรรมชาติสร้างสม สายน้ำในฉือหลี่โกวของเจ้าช่วยหล่อเลี้ยงผู้คนได้จริงๆ !”


“ใต้เท้ายกย่องเกินไปแล้วเจ้าค่ะ !” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยอย่างถ่อมตน


ใต้เท้าฟางเบนสายตามาที่ตัวเจียงโม่หานแล้วถามด้วยรอยยิ้ม “หืม ? ที่เจ้าสร้างกังหันวิดน้ำล้วนเป็นเพราะนางเองหรือ ?”


เวรกรรม ฟังจากถ้อยคำของใต้เท้าฟางแล้วเห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองยิ่งดูคลุมเครือมากกว่าเดิม ! ใต้เท้า ท่านอย่านินทาซึ่งหน้ากันเช่นนี้เลย


ทว่าทางฝั่งเจียงโม่หานกลับพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “ขอรับ ! ตระกูลหลินมีบุญคุณต่อบัณฑิตและมารดา ทั้งสองบ้านเปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน ตระกูลหลินมีบุรุษเพียง2คน คนหนึ่งเป็นนักเรียนมีอายุ13ปีซึ่งเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาเดียวกับบัณฑิต ส่วนอีกคนเป็นเพียงเด็กน้อย


ปีนี้ประสบภัยแล้ง ไม่ว่าดื่มน้ำหรือรดน้ำแปลงนา ชาวบ้านในฉือหลี่โกวก็ต้องขึ้นเขาไปหาบน้ำทั้งสิ้น ป้าหลินร่างกายอ่อนแอ น้องชายยังเล็ก ดังนั้นปากท้องของคนทั้งบ้านจึงตกมาอยู่บนบ่าของนาง…”


ตอนที่ 173: เป็นตัวถ่วงไม่ได้


“ดังนั้นเจ้าจึงทนไม่ได้ที่จะเห็นสาวน้อยเดินขึ้นและลงเขาเพื่อหาบน้ำ เจ้าจึงสร้างกังหันวิดน้ำให้นางใช่หรือไม่ ?” ใต้เท้าฟางถามอย่างติดตลก


ฝ่ายเจียงโม่หานกลับตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “บัณฑิตไม่ขอปิดบังใต้เท้าว่าความตั้งใจแรกเริ่มคือเช่นนี้จริงขอรับ แต่ก็หวังว่ากังหันวิดน้ำจะทำให้ราษฎรทั่วหล้าเป็นเหมือนตระกูลหลินที่สามารถลดแรงกดดันจากการเอาชีวิตรอดได้บ้าง”


มันคือการเอาชีวิตรอด ไม่ใช่แรงกดดันในการใช้ชีวิต ! ท่ามกลางภัยธรรมชาติย่อมเห็นได้ชัดว่าพละกำลังของผู้คนมีอยู่น้อยนิด แม้แต่การเอาชีวิตรอดก็ยังกลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน !


“หืม ? วิธีใช้กังหันลมแทนแรงคนขับเคลื่อน เจ้าก็คิดเพื่อช่วยตระกูลหลินด้วยหรือ ?” ใต้เท้าฟางเดินลงเขาไปพลางไต่ถามเจียงโม่หานไปด้วย


เจียงโม่หานเดินตามหลังใต้เท้าฟาง เขาหันไปมองหลินเว่ยเว่ยปราดหนึ่งแล้วกล่าวว่า “ไม่ใช่ขอรับ หลินเว่ยเว่ยเป็นผู้คิดค้นขอรับ !”


ก็เรื่องจริง การใช้พลังงานลมขับเคลื่อนกังหันวิดน้ำแทนนี้เขาคิดไม่ได้จริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะนางพูดออกมา เขาก็ไม่มีทางได้รับคำชมเช่นตอนนี้จากใต้เท้าฟางแน่นอน ชาติก่อนจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาก็ยังใช้เท้าถีบกังหันวิดน้ำมาโดยตลอด !


ใต้เท้าฟางเผยสีหน้าเข้าใจ ต้องเป็นเพราะสาวน้อยคนนี้บ่นว่าถีบกังหันวิดน้ำเหนื่อยเกินไป บัณฑิตหนุ่มผู้มากความสามารถจึงทรมานหลายคืนติดเยี่ยงบุรุษหมายเอาใจสตรีเพื่อคิดวิธีเช่นนี้แก่คนรัก ปรับปรุงกังหันวิดน้ำโดยใช้พลังงานลมทดแทน ความรักในวัยเยาว์ช่างบริสุทธิ์และงดงามเหลือเกิน !


เมื่อลงจากเขาและกำลังเดินผ่านบ้านตระกูลฝางอีกครา ในที่สุดใต้เท้าฟางก็เอ่ยชมหลินเว่ยเว่ย “เจ้าไม่เห็นแก่ตัวและนำพาทุกคนในหมู่บ้านมาสร้างโรงงานแปรรูปหลังนี้ขึ้นมา ทำให้ชาวฉือหลี่โกวมีโอกาสในการอยู่รอดมากกว่าเดิม ช่างเป็นสตรีจิตใจดีที่หาได้ยากยิ่ง !”


หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม สร้างโรงงานแปรรูปไม่ได้ใจกว้างหรือเห็นแก่ส่วนร่วมอย่างที่ใต้เท้าฟางเอ่ยหรอก ! อยากช่วยชาวบ้านให้รอดพ้นจากปีแห่งหายนะก็เป็นเรื่องจริง แต่เรื่องหาเงินแล้วนางจริงจังยิ่งกว่า !


ท้ายที่สุดใต้เท้าทั้งสองและอาจารย์ฟ่านก็ไม่ได้ไปรับประทานอาหารที่บ้านผู้ใหญ่วัง แต่โดนหลินเว่ยเว่ยเชิญมาที่บ้านนางอย่างกระตือรือร้นแทน ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ได้คัดค้าน เพราะรู้ดีว่าฝีมือทำอาหารของคนทั้งหมู่บ้านที่พอจะเทียบกับตระกูลหลินได้มีเพียงไม่กี่บ้านเท่านั้น !


ใต้เท้าฟาง นายอำเภอหวางและอาจารย์ฟ่านจึงเดินตามเจียงโม่หานมาสนทนาถึงรายละเอียดกันที่ห้องหนังสือตระกูลเจียง ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็เริ่มเตรียมอาหารกลางวันอย่างตั้งอกตั้งใจ


ขุนนางทั้งสองที่เดินทางมาในคราวนี้เอ่ยชื่นชมการสร้างกังหันวิดน้ำของบัณฑิตหนุ่ม นอกจากนี้ยังบอกอีกว่าจะขอรางวัลจากทางราชสำนักให้เขา รางวัลถือเป็นเรื่องรอง แต่ถ้าเขาได้เข้าพระเนตรฮ่องเต้ล่ะก็ อนาคตจะต้องราบรื่นไร้ขวากหนาม บินขึ้นสู่ฟากฟ้าได้อย่างง่ายดาย !


ดังนั้นนางจะเป็นตัวถ่วงให้บัณฑิตหนุ่มไม่ได้ งานจัดหาเสบียงนี้นางจำเป็นต้องรับไว้ ! หลังได้รู้ว่าใต้เท้าฟางชอบกินรสเผ็ด นางก็เตรียมอาหารกลางวันมื้อนี้แบบอาหารเสฉวนเป็นหลัก โดยแบ่งเป็นหัวกระต่ายผัดหม่าล่า เนื้อแล่ต้ม ต้มเลือดหม่าล่า ผัดเผ็ดไก่ป่า ผัดเผ็ดเนื้อกระต่ายใส่ถั่วลิสงและหมูตุ๋นน้ำแดงที่นางถนัดที่สุด ! อาหารจานเนื้อ6อย่างรวมกับผักตามฤดูกาลเพิ่มอีกสองสามอย่าง หากอาหารโต๊ะนี้อยู่ในร้านอาหารที่ตัวเมืองก็ถือว่าให้เกียรติแขกมากแล้ว !


ในห้องหนังสือตระกูลเจียงมีจานวางอยู่บนโต๊ะหนังสือ4ใบ ใบแรกใส่เมล็ดสนปากอ้ารสห้าเครื่องเทศ ใบที่สองใส่เนื้อกวางแผ่น ใบที่สามใส่สาลี่อบแห้ง และใบสุดท้ายใส่ผลไม้ในโถกระเบื้องเคลือบ คนในครอบครัวคิดได้รอบคอบมาก การต้อนรับเช่นนี้ก็ถือว่าไม่ด้อยไปกว่าตระกูลใหญ่เลย


ใต้เท้าฟางหยิบเนื้อกวางแผ่นขึ้นมาหนึ่งชิ้น เมื่อลองชิมแล้วก็เอ่ยปากชมทันที “ของดี ! เนื้อแผ่นนี้ตระกูลหลินเป็นคนทำหรือ ? ถ้านำไปวางขายในเมืองหลวงแล้วรสชาติเช่นนี้ย่อมเป็นหนึ่ง ! ใต้เท้าหวาง คนในอำเภอเป่าชิงของพวกท่านมีลาภปากแล้วจริงๆ”


เมื่อนายอำเภอหวางได้ยินเช่นนั้นก็รีบกล่าวต่อทันที “ถ้าเก็บรักษาให้เหมาะสม มันจะเก็บได้นานสองถึงสามเดือนเลยขอรับ หากใต้เท้าฟางชอบก็สามารถนำกลับไปเยอะๆได้เลยขอรับ !”


ขณะพูดนั้น ในใจก็กำลังคำนวณผลไม้อบแห้งและเมล็ดสนปากอ้า อืม อย่างละ10ชั่งเพื่อมอบให้ใต้เท้าฟาง เดิมทีขุนนางในเมืองหลวงก็มีตำแหน่งสูงกว่าขุนนางประจำท้องถิ่นอยู่ขั้นหนึ่งแล้ว ยิ่งเป็นผู้แทนพิเศษที่ฮ่องเต้ส่งมาจะมีลำดับขั้นขนาดไหน ?


อาจารย์ฟ่านเตะเจียงโม่หานเบาๆที่ใต้โต๊ะ…เด็กคนนี้ เหตุใดไม่รู้จักประจบคนบ้าง ใต้เท้าฟางแสดงความชอบเช่นนั้นแล้ว เจ้าไม่เผยท่าทีอันใดเลยหรือ ?


เจียงโม่หานรีบชักขากลับและทำตัวเหมือนน้ำเต้าที่มีปากเลื่อย ใต้เท้าฟางถามประโยคหนึ่ง เขาก็ตอบประโยคหนึ่ง ไม่มีเกินแม้แต่คำเดียว เพราะเขารู้ว่าเด็กตัวแสบต้องจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เขายังต้องพูดมากไปเพื่อสิ่งใด ?


เจียงโม่หานหยิบภาพกังหันวิดน้ำออกมา ใต้เท้าฟางวางความคิดทั้งหมดลงกับสิ่งนี้ เขาหยิบมาดูอย่างละเอียด…ไม่เข้าใจ ! แต่ก็ไม่เป็นไร ขอแค่คนในกรมโยธาธิการเข้าใจก็พอ เพราะไม่ว่าอย่างไรภารกิจในครั้งนี้ของตนก็ถือว่าสำเร็จลุล่วงด้วยดี


หากฮ่องเต้ทรงทราบว่าบัณฑิตหนุ่มผู้นี้ไม่เพียงสร้างกังหันวิดน้ำขึ้นมาได้ แต่ยังเป็นกังหันวิดน้ำแบบไม่ต้องใช้แรงคนขับเคลื่อน พระองค์จะต้องปีติยินดีมากแน่นอน ส่วนตนก็จะได้รางวัลและไม่แน่ว่าอาจก้าวหน้าในทางราชการขึ้นไปอีก !


หลังคิดได้เช่นนั้น ใต้เท้าฟางก็ชื่นชมเจียงโม่หานอย่างเปิดเผย เขาเอ่ยชมถึงวิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่ การออกแบบกังหันวิดน้ำ พรสวรรค์ในการเรียนรู้ของอีกฝ่ายและยืนกรานว่าสอบเยวี่ยนซื่อปีหน้าจะต้องเจิดจรัสอย่างแน่นอน…


ขุนนางขั้นสูงกล่าวชมบัณฑิตเจียงถึงเพียงนี้แล้ว นายอำเภอหวางจึงรู้สึกมีเกียรติตามไปด้วย ตัวเขาจึงให้ความสำคัญต่อเจียงโม่หานเช่นกัน


หลังคุยกันไปสักพัก กลิ่นหอมอันแสนเข้มข้นก็ลอยเข้าสู่จมูก ใต้เท้าทั้งสองอดไม่ได้ที่จะหลงใหลไปกับกลิ่นหอมหวนนั้น พอเจียงโม่หานเห็นแล้วก็ลุกขึ้นพลางกล่าวว่า “ใต้เท้าทั้งสอง อาจารย์ขอรับ ! ในชนบทไม่มีของดีอันใดต้อนรับ ขอพวกท่านทั้งหลายโปรดอย่าถือสาเลยขอรับ”


“ไม่ถือสา ไม่ถือสา !” ฟางเหยียนไว่หลางไปร้านอาหารเสฉวนในเมืองหลวงบ่อยครั้ง กลิ่นหอมที่ลอยมาจากข้างบ้านเป็นกลิ่นหอมของรสเผ็ด ทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นเสฉวนของจริงยิ่งกว่าร้านที่โปรดปรานเสียอีก


หลินเว่ยเว่ยนำหยาเอ๋อร์ยกอาหารเข้ามาด้วยกัน แต่ละจานล้วนเป็นอาหารรสเผ็ดร้อนและมีสีแดงจัด แค่ ‘สี’ ของอาหารก็ทำให้ฟางเหยียนไว่หลางน้ำลายสอแล้ว


“หัวกระต่ายผัดหม่าล่า ?” เมื่ออาหารถูกยกมาวางครบแล้ว ฟางเหยียนไว่หลางก็หยิบหัวกระต่ายขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ ต่อจากนั้นก็กินอย่างเอร็ดอร่อย ขณะกินก็ยังไม่ลืมชมด้วยว่า “คาดไม่ถึงว่าในภาคเหนือของเราจะได้กินอาหารเสฉวนดั้งเดิมเช่นนี้ ! ตระกูลหลินคงไม่ได้อพยพมาจากเสฉวนใช่หรือไม่ ?”


ทันใดนั้นเจียงโม่หานจึงช่วยปกปิดแทนหลินเว่ยเว่ย “เรียนใต้เท้า บางทีระหว่างทางอาจเคยช่วยเหลือชาวเสฉวนมาก่อน พวกเขาอาจให้ของตอบแทนเป็นสูตรอาหารก็ได้ขอรับ”


นึกถึงตอนที่ราชวงศ์ก่อนยังไม่ล่มสลายและฉากอันโกลาหลในทุกหนทุกแห่ง ฟางเหยียนไว่หลางก็พยักหน้ารับ เขาจึงไม่ถามต่อว่าเหตุใดคนทางเหนือถึงทำอาหารเสฉวนได้และตั้งใจกินอาหารทุกจาน


เนื้อกระต่ายรสเผ็ดจัดจ้านสีแดงมันวาวถูกตุ๋นกำลังพอดี เนื้อหลุดออกจากกระดูก ต้มเลือดหม่าล่าใช้เลือดกวางเป็นหลักและประกอบด้วยผ้าขี้ริ้ว ไส้ กระเพาะ…กลิ่นหอมหม่าล่าพร้อมด้วยรสสัมผัสชุ่มฉ่ำ ด้านเนื้อแล่ต้มก็ใช้ส่วนนุ่มที่สุดของเนื้อกวางมาแทนที่เนื้อหมู หอมนุ่มลิ้น เนื้อดีผักสด ผัดเผ็ดไก่ป่าเนื้อแน่นเป็นสีแดงแวววาวพร้อมกันนั้นยังมีรสชาติเผ็ดร้อนทว่ากลมกล่อม…


ฟางเหยียนไว่หลางกินจนอิ่มหนำสำราญ ! คาดไม่ถึงว่าในชนบทและบ้านหลังเล็กๆ เช่นนี้จะมีอาหารที่ใช้ต้อนรับแขกแสนยอดเยี่ยมยิ่งกว่าร้านอาหารชั้นยอดในตัวอำเภอที่นายอำเภอหวางพาไปกินเสียอีก


“ตระกูลหลินมีคนรุ่นหลังที่มากความสามารถ ! หากบ้านนางไปเปิดร้านอาหารในเมืองหลวงแล้วล่ะก็ ข้าจะต้องไปอุดหนุนทุกวันแน่นอน !” หากเทียบกันแล้วร้านอาหารเฉสวนในเมืองหลวงยังถือว่าห่างชั้นอีกมากโข !


[1] น้ำเต้าที่มีปากเลื่อย หมายถึง คนที่นิ่งๆทื่อๆ ถามคำตอบคำ ไม่ค่อยพูดมาก


ตอนที่ 174: เรื่องดีกำลังบังเกิด?


เจียงโม่หานคลี่ยิ้มแล้วเอ่ยกระตุ้น “ปีหน้าบุตรชายคนโตตระกูลหลินก็ต้องเข้าสอบถงเซิงขอรับ ! ”


ฟางเหยียนไว่หลางได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย จริงสิ ตระกูลหลินก็มีนักเรียนอยู่1คน ตั้งแต่ราชวงศ์ใหม่ถูกสถาปนาก็มีหลายสิ่งหลายอย่างรอให้ทำอยู่ แม้ฮ่องเต้จะผ่อนปรนข้อจำกัดของผู้ทำการค้าแล้ว ทว่าพ่อค้าก็ยังมีฐานะต่ำสุดในสังคม ดังนั้นเมื่อบุตรหลานจากตระกูลพ่อค้าเข้าร่วมการสอบขุนนาง พวกเขาก็ยังต้องอยู่ในกฎระเบียบและข้อจำกัดเข้มงวดอยู่ดี


ฟางเหยียนไว่หลางคลี่ยิ้ม “บัณฑิตเจียงบอกว่าพวกเจ้าสองบ้านเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ”


พวกตนมาหาบัณฑิตเจียงอย่างกะทันหัน แต่ของที่นำมาต้อนรับก็ถูกยกมาจากบ้านตระกูลหลินทั้งหมดและบัณฑิตเจียงที่ดูเย็นชาแลเย่อหยิ่งกลับไม่ปฏิเสธหรือผลักไสแม้แต่น้อย…ดูท่าแล้วเรื่องดีของบุตรชายบุตรสาวสองบ้านนี้กำลังบังเกิด !


“ฮ่องเต้ให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติงานที่สุด ! กลับไปครานี้บัณฑิตเจียงจะต้องได้รับคำชื่นชมจากฝ่าบาทแน่นอน สอบเยวี่ยนซื่อปีหน้าเจ้าก็ทำให้ดี ! ด้วยสติปัญญาของเจ้าแล้ว สำหรับตำแหน่งซิ่วไฉไม่น่าจะมีปัญหาอันใด ! ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอำเภอเป่าชิงอาจมีจิ้นซื่อ ( บัณฑิตชั้นสูง ) รุ่นเยาว์ปรากฎตัวขึ้นก็ได้ !”


เมื่อนายอำเภอหวางได้ยินเช่นนั้นก็อดดีใจไม่ได้ ตั้งแต่สมัยโบราณผู้ที่ยังไม่ทันได้เข้าพิธีสวมกวาน แล้วได้เป็นจิ้นซื่อมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย หากในอำเภอเป่าชิงบังเกิดขึ้นมาสักคนหนึ่งก็ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จของเขาไม่ใช่หรือ ? หากฮ่องเต้ให้ความสำคัญต่อบัณฑิตเจียงจริงๆ อนาคตของเขาก็ต้องเป็นดั่งดอกไม้ไฟไปด้วยแน่นอน…


ทันใดนั้นนายอำเภอหวางก็ยิ่งทำดีต่อเจียงโม่หาน สายตาที่ใช้มองอีกฝ่ายก็เหมือนกำลังมองลูกหลานของบ้านตน


หลังรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย ใต้เท้าฟางยังชวนคุยเรื่องวิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่ต่ออีกหน่อย ตอนแรกเริ่มนั้น ยามที่สหายฟ่านฝากวิธีเขียนบัญชีหลายสิบแผ่นให้ส่งเข้าราชสำนัก เขาก็ยังแอบหัวเราะว่าสหายทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่อยู่เลย


แต่หลังจากลองอ่านแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะให้เจ้าหน้าที่บัญชีของตระกูลมาลองทำตามรูปแบบบัญชีใหม่สองสามแผ่น พอมองแล้วก็เข้าใจเนื้อหาด้านในทันที เห็นได้ชัดว่าสะดวกมากแล้วก็ยังมีตัวเลขง่ายๆเหล่านั้น แม้แต่คนที่ไม่รู้หนังสือ แค่ใช้สัญลักษณ์เหล่านี้จนชำนาญก็จะสามารถเขียนบัญชีได้อย่างช่ำชอง


พอนึกถึงบันทึกกองเท่าภูเขาในกรมคลังเหล่านั้น ไม่ว่าจะนำมาทำบัญชีตอนไหน เขาและเพื่อนร่วมงานก็เหมือนโดนถลกหนัง แต่ถ้าใช้วิธีเขียนบัญชีเช่นนี้ก็จะสามารถประหยัดเวลาและพลังงานไปได้มาก…


เป็นอย่างที่คิดว่าหลังจากที่เขานำมันไปเสนอแก่ช่างชูแห่งกรมคลังแล้ว อีกฝ่ายก็ดูจะชื่นชอบมันเป็นอย่างยิ่ง ต่อจากนั้นก็ไม่พูดไม่จานำขึ้นถวายต่อหน้าพระพักตร์ทันที ส่วนทางฝั่งฮ่องเต้ก็ชื่นชอบเป็นอย่างมาก…


“วิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่นี้ เหล่าฟ่านบอกว่าเป็นเจ้าเรียบเรียงและสรุปออกมาจากความคิดของเด็กสาวคนหนึ่ง เด็กสาวคนนั้นคงไม่ใช่บุตรสาวคนรองข้างบ้านหรอกกระมัง ?” ฟางเหยียนไว่หลางยักคิ้วให้อีกฝ่ายแล้วฉีกยิ้มอย่างคลุมเครือ


“ขอรับ !” เจียงโม่หานนำสมุดบัญชีที่ยืมจากหลินเว่ยเว่ยออกมา จากนั้นก็วางไว้ตรงเบื้องหน้าของฟางเหยียนไว่หลาง “ใต้เท้าเชิญดู สมุดบัญชีเล่มนี้ผู้จดบันทึกเป็นคนไม่รู้ตัวอักษรเลยสักตัวขอรับ”


“นี่คือสิ่งใด ? หืม ? ดูเหมือนจะเป็นบันทึกในการจ่ายเงินให้คนงาน แต่รูปนกสยายปีกนี้หมายความว่าอย่างไร ?” ฟางเหยียนไว่หลางมอง ‘รูปภาพและตัวเลข’ ในสมุดบัญชีด้วยความตื่นเต้น


“เรียนใต้เท้า นกสยายปีกหมายถึงเหล่าจาง ส่วนนกสยายปีกขนาดเล็กกว่าเหล่าจางหมายถึงเสี่ยวจางขอรับ” เจียงโม่หานช่วยอธิบาย


ฟางเหยียนไว่หลางพยักหน้า ขณะชี้ไปที่ตัวเลขอารบิกด้านในก็กล่าวว่า “ตัวนี้ข้ารู้จัก เลข30หมายความว่าทั้งสองคนนี้ได้ค่าแรงวันละ30อีแปะใช่หรือไม่ ? หืม แล้วผลไม้เล็กๆนี้หมายความว่าอย่างไร ?”


“ลูกพลัมหมายถึงเสี่ยวหลี่ขอรับ” สมุดบัญชีเล่มนี้มาจากหลิวว่ายจื่อจึงมีภาพวาดที่ไม่เหมือนใคร แม้ว่าภาพวาดยากที่จะมองออก แต่ทำให้เดาได้ว่าต้องการบันทึกสิ่งใด นี่ถือเป็นจุดแข็งของวิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่กระมัง ?


“ไม่เลว ไม่เลว! เจ้าสองคน คนหนึ่งฉลาดเกินใคร ส่วนอีกคนก็มากความสามารถ เหมาะสมกันอย่างไร้ที่ติ!” ฟางเหยียนไว่หลางอดไม่ได้ที่จะหยอกเย้า “ข้าสามารถนำสมุดบัญชีเล่มนี้กลับไปที่เมืองหลวงได้หรือไม่?”


เจียงโม่หานตอบ “เรื่องนี้ต้องถามเจ้าของก่อนขอรับ”


เมื่อเรียกหลินเว่ยเว่ยมาสอบถามแล้ว คำตอบที่ได้ย่อมไม่มีปัญหา เพราะสมุดบัญชีเล่มนี้ใช้จดบันทึกค่าแรงคนงานก่อสร้าง ทว่าโกดังที่สร้างก็ถูกปล่อยเช่าออกไปแล้ว ดังนั้นสมุดบัญชีเล่มนี้จึงไม่เหลือประโยชน์อันใดมาก


ภายใต้การยืนกรานของเจียงโม่หาน ทำให้ฟางเหยียนไว่หลางแสดงออกว่าจะช่วยขอรางวัลให้หลินกู่เหนียง


เมื่อกลับถึงเมืองหลวง ตอนที่ฟางเหยียนไว่หลางได้เข้าไปทูลรายงานในห้องทรงพระอักษร เขายังนำเรื่องของเด็กหนุ่มและเด็กสาวคู่นี้มาทูลเป็นเรื่องตลกต่อหน้าพระพักตร์ ฝ่าบาทจึงพอพระทัยในตัวเจียงโม่หานยิ่งกว่าเดิมและตรัสชมว่าเขาเป็นคนที่มีจิตใจดีงามเปี่ยมคุณธรรม ไม่ขอรางวัลแก่ตนและยังมีหัวใจที่ซื่อตรง ในราชสำนักขาดแคลนขุนนางเช่นนี้ที่สุด !


แต่แล้วฮ่องเต้ก็รู้สึกเสียดาย เหตุใดผู้มีความสามารถและความมุ่งมั่นถึงเพียงนี้ยังเป็นแค่ถงเซิง! หากไม่เข้าร่วมการสอบซิ่วไฉในเดือน8ปีหน้าก็จะพลาดการสอบประจำฤดูใบไม้ร่วง ( ระดับภูมิภาค ) ไหนจะการสอบฮุ่ยซื่อ ( ระดับเมืองหลวง ) ที่ต้องรอกว่า3ปีถึงจะวนมาสอบอีกครั้ง ต้องเสียเวลาไปกว่า4ปี !


จริงสิ เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์แล้วก็ดูเหมือนจะยังไม่ได้ประทานการสอบเค่อจวี่2เลยสักครั้ง ! ปีนี้เกรงว่างานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันประสูติครบรอบ50ชันษาของฮองเฮาก็พระราชทานการสอบเค่อจวี่สักครั้งเพื่อเฉลิมฉลองแล้วกัน !


ต่อจากนั้นฮ่องเต้ก็ออกพระราชโองการ นี่สามารถพระราชทานการสอบง่ายๆเช่นนี้เลยหรือ ?


ณ เขตเริ่นอัน กู่เหนียงใบหน้างดงาม รูปร่างสูงโปร่งในชุดสีเขียวอ่อนนางหนึ่งกำลังเดินตามหลังบัณฑิตที่มีใบหน้างดงามยิ่งกว่านางด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ


เมื่อมาถึงร้านขนมแห่งหนึ่ง สตรีผู้นั้นก็หยุดเดินแล้วมองเข้าไปในร้านค้า


เจียงโม่หานยังเดินต่อ ทว่าพอไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตามมา เขาก็หันกลับไปมอง เด็กคนนั้นกำลังมองเข้าไปในร้านขนมของผู้อื่น !


เขามองป้ายร้านขนมครู่หนึ่ง แต่ก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความกังวลแล้วเดินกลับไปหาหลินเว่ยเว่ย จากนั้นก็ถามเบาๆว่า “อยากกินขนมหรือ ? ร้านขนมนี้ไม่มีผู้คนแวะเวียนเข้ามา พนักงานด้านในก็ว่างจนแทบนอนหลับ การค้าแย่เช่นนี้รสชาติคงไม่ต้องกล่าวถึง ด้านหน้ามีร้านขนมเก่าแก่อยู่หนึ่งร้าน หากเจ้าอยากกิน ข้าจะพาไปซื้อ !”


หลินเว่ยเว่ยหรี่ตาลงพร้อมรอยยิ้มที่ผุดขึ้นแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงลากยาว “เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้วควรทำให้ร้านขายขนมและผลไม้อบอู๋จี้เจ๊งเสียที…”


เจ๊ง ? หมายความว่าอย่างไร ? นางคิดจะทำสิ่งใดอีก ? นางรู้จักตระกูลอู๋ได้อย่างไร ? แล้วมีความแค้นอันใดกับตระกูลอู๋ ? ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงท่าทางแสนเย่อหยิ่งของอู๋ปัว หรือเจ้าหมอนั่นเคยมีเรื่องกับนาง ?


เสียงของหลินเว่ยเว่ยเพิ่งเงียบลง เจียงโม่หานก็เห็นพ่อบ้านใหญ่ของตระกูลอู๋พาคนสองสามคนเดินเข้ามา หลังถอนหายใจและส่ายศีรษะแล้วก็กล่าวบางอย่างกับหลงจู๊และลูกน้องในร้าน ผ่านไปไม่นานร้านขายขนมและผลไม้อบอู๋จี้ก็แขวนป้ายว่า ปิดปรับปรุง…


ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ยกยิ้มมุมปากแล้วกล่าวสั้นๆว่า “ทำเลร้านค่อนข้างดี แต่น่าเสียดาย…”


คำพูดประโยคนี้หนีไม่พ้นเจียงโม่หาน เขาหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ย “ถ้าเจ้าคิดว่าไม่เลวก็ซื้อไว้สิ !”


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดก่อนจะกล่าวว่า “ข้าก็อยากซื้ออยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าเขาจะขายให้หรือเปล่า !”


สายตาของเจียงโม่หานกลับมาอยู่ที่ร้านค้าอีกครั้ง มุมปากก็ยกยิ้มเย็นชา “พวกเขา…ต้องขาย ! การที่ร้านขายขนมและผลไม้อบอู๋จี้เปิดกิจการต่อไปไม่ได้ เป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่ ?”


แม้คำพูดประโยคนี้จะเป็นประโยคคำถาม แต่มันเต็มไปด้วยความมั่นใจ


หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้มแล้วเดินต่อไปด้านหน้า “ร้านเปิดต่อไม่ได้เพราะเจ้าของไม่ได้เรื่อง ลูกน้องดูแลไม่ดี แข่งขันสู้คนอื่นไม่ได้ ดังนั้นเกี่ยวอันใดกับข้า ?”


[1] พิธีสวมกวาน คือ ประเพณีก้าวพ้นวัยของจีน สำหรับภาคเหนือจะอยู่ที่บุรุษอายุ20ปี ขณะที่ภาคใต้จะอยู่ที่บุรุษอายุ16ปีโดยประมาณ


[2] การสอบเค่อจวี่ เป็นการสอบคัดเลือกข้าราชการที่ฮ่องเต้มีพระราชโองการลงมาให้จัดสอบในช่วงเวลาใดก็ได้ มักโดนเหล่าขุนนางมองว่าเป็นการสอบทางลัดจึงไม่ได้รับความสนใจในหมู่บัณฑิตมากนัก


ตอนที่ 175: เชื่อเจ้าก็บ้าแล้ว


แข่งขัน ? ก็ไม่ใช่เพราะเจ้ามอบสูตรขนม10สูตรแก่ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ภายในชั่วอึดใจเดียวหรอกหรือ ? ยังให้สิทธิ์พิเศษในการขายเมล็ดสนปากอ้ากับทางร้านอีก ไม่อย่างนั้นร้านขายขนมและผลไม้อบอู๋จี้ที่เปิดมากว่า20ปีแห่งเขตเริ่นอันนี้คงไม่มีกิจการทรุดโทรมจนปิดตัวหรอก


“ดูถูกเจ้าแล้ว ! เดิมทีข้าหลงคิดว่าถ้ามีใครมาผิดใจด้วย เจ้าจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่และยอมให้อภัย คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะเล่นลูกไม้เป็นเหมือนกัน…สมองเท่าเมล็ดแตงโมของเจ้าใช้งานได้ดีตั้งแต่เมื่อไร ?” เจียงโม่หานอารมณ์ดีใช้ได้ เขาใช้สันพัดในมือเคาะใส่ศีรษะนางเบาๆ


“สมองเท่าเมล็ดแตงโมของข้าใช้งานได้ดีมาโดยตลอด !” หลินเว่ยเว่ยเห็นเจียงโม่หานเลิกคิ้วมองมาอย่างสนุกสนาน นางจึงพูดเสริมอีกหน่อย “อย่าพึ่งไม่เชื่อ ! เมื่อก่อนเบื้องบนอิจฉาในสติปัญญาของข้า จึงจงใจผนึกความฉลาดของข้าเอาไว้ พอข้าตกน้ำแล้วผนึกนั้นก็ถูกเปิดออก สติปัญญาและความฉลาดจึงไม่อาจปิดบังไว้อีกต่อไป…”


เจียงโม่หานได้แต่คิดในใจว่า ‘ข้าเชื่อเจ้าก็บ้าแล้ว !’


เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ช่วงนี้เจ้าซื้อเมล็ดสนไว้เยอะจนแทบไม่มีที่เก็บ ทว่ามีตระกูลหนิงเป็นหุ้นส่วนเพียงร้านเดียว ไม่ทราบว่าหลินกู่เหนียงผู้ชาญฉลาดคิดวางไข่ลงในตะกร้าหลายใบหรือไม่ ?”


“เจ้าเห็นว่าบ้านเรามีเมล็ดสนกองอยู่กว่าพันชั่งแล้วจะขายไม่ออกจนต้องค้างอยู่ในมือสิท่า เป็นห่วงข้าก็บอกมาตามตรงเถิด พูดวกไปวนมาเพื่อสิ่งใด ? ไป ! ประเดี๋ยวพี่จะพาน้องไปหาตลาดใหม่ !” หลินเว่ยเว่ยโบกมือแล้วเดินทางไปยังท่าเรืออย่างเย่อหยิ่ง


เฮอะ ! ใครเป็น ‘บ้านเรา’ กับเจ้า ? แล้วใครเป็นห่วงเจ้า ? เจ้าเป็นพี่ใคร ? เจียงโม่หานเดินตามเด็กตัวแสบอย่างหมดถ้อยคำที่จะเอ่ย…มีสตรีบ้านใดเดินเร็วและก้าวขายาวเช่นนั้นบ้าง ? ตัวเขาแทบจะตามไม่ทัน นางยังใส่กระโปรงอยู่ด้วย ถ้าไม่ใส่กระโปรงก็ไม่ลอยขึ้นฟ้าไปเลยหรือ ?


เมื่อมาถึงโกดังตรงท่าเรือแล้วก็จะเห็นชายหนุ่มยืดคอเป็นยีราฟคล้ายกำลังรอคอยด้วยใจจดจ่ออยู่หน้าโกดัง


ลู่เหวินจวินเห็นหลินเว่ยเว่ยแล้วใบหน้าของเขาก็เปื้อนยิ้มพร้อมรีบสาวเท้าเข้ามาต้อนรับทันที “กู่เหนียง ข้าคิดว่าวันนี้ท่านจะไม่เข้ามาแล้วเสียอีก !”


ทว่าหลิวว่ายจื่อก็เข้ามาขวางทางไว้ก่อนพร้อมแสร้งถือสมุดบัญชีไว้ในมือด้วยท่าทางจริงจัง จากนั้นก็กล่าวว่า “คุณชาย ในเมื่อนางหนูรองของพวกเราอนุญาตให้ท่านตั้งแต่ตอนแรกว่าถ้าเกินกว่าระยะเวลา10วันไปประมาณวันสองวันก็จะไม่เก็บท่านเพิ่ม ดังนั้นโกดัง16ห้องนี้ถ้าคิดตามสัญญาแล้วจะตกเป็นเงินทั้งสิ้น160ตำลึง ท่านจะจ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินสดดีขอรับ?”


หลังจากโกดังถูกปล่อยเช่าออกไปแล้ว หลิวว่ายจื่อก็กลับฉือหลี่โกวน้อยมาก ตัวเขาแทบจะหยั่งรากอยู่กับท่าเรือ แม้ทางฝั่งผู้เช่าจะทิ้งผู้คุ้มกันไว้ดูแลโกดัง แต่หลิวว่ายจื่อก็ยังเดินลาดตระเวนในยามค่ำคืนหลายรอบเพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่ดีขึ้นแล้วตำแหน่งงาน ‘ผู้ดูแล’ ในมือจะหลุดหายไป!


หลิวว่ายจื่อรู้ว่าหากสินค้าชุดนี้ถูกขนส่งแล้ว ตัวเขาก็จะได้ส่วนแบ่งหนึ่งในสิบส่วนของผลกำไร…นางหนูรองคำนวณให้เขาเรียบร้อยแล้วว่าเป็นเงิน1-2ตำลึงเชียวล่ะ! มากกว่าเงินเดือนเสียอีก! ถ้าเดือนนี้โกดังไม่ว่างเว้นผู้เช่าไปตลอด เมื่อรวมกับเงินทำงานล่วงเวลาของเขาก็จะมีมากเกือบ5ตำลึง!


ฮ่าฮ่า! เมื่อก่อนเขาคิดว่าเถียนฟู่กุยเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในหมู่บ้าน เป็นหลงจู๊ในเมืองและได้เงินเดือนประมาณ2ตำลึงก็ทำให้ผู้อื่นอิจฉาได้แล้ว ทว่าตอนนี้เงินเดือนของเขามากกว่าเถียนฟู่กุยสองเท่า ดังนั้นได้เวลาย้ายความโดดเด่นที่สุดมายังคนใหม่แล้ว!


หากเรื่องนี้หลุดจากปากเขาเอง ความน่าเชื่อถือต้องลดลงแน่นอน…หลิวว่ายจื่อกัดฟัน จากนั้นก็ไปหาหลิวเอ้อร์ล่ายเพื่อให้มารับหน้าที่ดูแลและตรวจตรายามค่ำคืน วันหนึ่งก็ให้เงินค่าแรง30อีแปะ… เงิน30อีแปะนี้ถูกควักออกมาจากกระเป๋าของตนซึ่งมันช่างน่าปวดใจยิ่งนัก!


หลิวเอ้อร์ล่ายจึงปฏิบัติต่อเขาเหมือนพี่ชายแท้ๆทันที! การดูแลโกดังย่อมสามารถนอนในโกดังเวลากลางวันได้ เมื่อตกกลางคืนก็แค่ตื่นตัวหน่อย ถือตะเกียงน้ำมันเดินดูโดยรอบทุก1ชั่วยาม เมื่อกลับมาแล้วยังสามารถพักสายตาได้ครู่หนึ่ง ไม่เหมือนงานหนักที่ท่าเรือซึ่งทำงานตั้งแต่เช้าตรู่และต้องใช้แรงเยอะมาก ดังนั้นงานนี้จึงเป็นเหมือนงานในฝัน!


“พี่ใหญ่! สินค้าในโกดังถูกขนออกไปหมดแล้ว ไม่มีของเสียหายหรือสูญหายแม้แต่ชิ้นเดียว ผู้ดูแลจางพอใจมาก เขายังให้รางวัลข้าเป็นเงิน20อีแปะด้วย!” หลิวเอ้อร์ล่ายวิ่งเข้ามาอย่างมีความสุข เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยแล้ว เขาก็รีบยืนตัวตรง หุบยิ้ม แสร้งทำเหมือนเห็นศัตรูตัวฉกาจ


หลินเว่ยเว่ยคิดในใจว่าเห็นข้ากินคนได้หรือไร?


หลิวว่ายจื่อหัวเราะจากนั้นก็รีบอธิบายว่า “ตอนกลางคืนที่ท่าเรือไม่เงียบสงบ มีโกดังหลายแห่งที่สินค้าสูญหาย ข้ากังวลว่าตัวคนเดียวจะดูแลไม่ทั่วจึงให้เอ้อร์ล่ายมาช่วย เจ้าก็รู้ว่าเขาทำอันใดไม่เป็น แต่เรื่องเล่ห์กลของการลักเล็กขโมยน้อยเขาถนัดนัก เมื่อไม่กี่คืนก่อนมีโจรสองคนคิดจะขโมยเครื่องลายครามเอาไปแลกเงิน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย…ข้าจึงจ้างเขามาช่วยงาน ไม่ต้องให้เจ้านายออกเงินด้วย…”


“อาว่ายจื่อ ท่านใช้เงินส่วนตัวจ้างคนดูแลโกดังหรือ? ข้าคิดว่าท่านโง่เขลาไปแล้ว” หลินเว่ยเว่ยใช้สายตาแบบมองคนโง่จ้องหลิวว่ายจื่อ ในอดีตชายผู้นี้ลื่นเป็นปลาไหลจะตาย จู่ๆก็เปลี่ยนมาเป็นคนซื่อไปแล้วหรือ? “ทางฝั่งโกดังมีคนไม่พอ เหตุใดท่านไม่บอกข้า?”


“ข้าไม่ได้เพิ่งเข้ามาทำงานหรือ? ข้าย่อมไม่อยากเพิ่มปัญหาให้เจ้านาย” แม้โดนด่าว่า ‘โง่’ หลิวว่ายจื่อไม่เพียงไม่หัวเสีย ทว่ายังมีความสุขกว่าเดิมเพราะเขาฟังความหมายในถ้อยคำของนางออก นางกำลังบอกให้เพิ่มคน ประโยคนั้นทำให้เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ดูแลแต่ยังมีลูกน้องไว้ใช้งานอีกด้วย!


“เอาเช่นนี้แล้วกัน! ข้าจะเพิ่มคนให้ท่านอีก2คน ถ้ามีใครที่เหมาะสมท่านก็สามารถแนะนำข้าได้เลย” เสียงของหลินเว่ยเว่ยเพิ่งเงียบลง หลิวเอ้อร์ล่ายก็ขยิบตาให้หลิวว่ายจื่อทันที


ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็นึกถึงบรรดาสหายจิ้งจอกของหลิวว่ายจื่อได้ นางจึงกล่าวว่า “แต่พวกเราต้องคุยกันอย่างตรงไปตรงมาหน่อย ถ้าคนที่ท่านเลือกมาสร้างความเสียหายแก่โกดัง พวกท่านจะต้องช่วยกันรับผิดชอบ หากเสียหายรุนแรงก็จะลงโทษฐานขโมยทรัพย์สินแล้วส่งตัวให้ทางการ!”


หลิวเอ้อร์ล่ายจึงรีบแสดงความภักดีทันที “วางใจได้ ข้าจะกลับตัวกลับใจแล้วบอกลาตนเองในอดีต ไม่มีทางทำให้เจ้าต้องผิดหวังและไม่สร้างความลำบากแก่พี่ใหญ่!”


หลินเว่ยเว่ยนึกถึงสถานการณ์ของบ้านหลิวเอ้อร์ล่ายจึงตัดสินใจลองให้โอกาสเขาสักครั้ง “ทดลองงาน2เดือน ถ้าทำได้ดีจะเก็บไว้ แต่ถ้าทำไม่ดีก็ไสหัวออกไป!”


ในเวลานี้ซัวถัวก็ขับเกวียนเทียมล่อเข้ามาพอดี…ตั้งแต่หลิวว่ายจื่อมาทำงานตรงท่าเรือแล้ว หน้าที่ส่งสินค้า ก็ตกเป็นของเขา


“เสี่ยวเว่ย ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้รับซื้อเมล็ดสนวันละ100ชั่งเท่านั้น โรงงานแปรรูปของพวกเรากักตุนไม่ไหวแล้ว เราจะทำอย่างไรดี!” ซัวถัวรู้สึกกังวลแทนหลินเว่ยเว่ยด้วยใจจริง


แต่ละวัน กระทะ5ใบที่โรงงานจะทำเมล็ดสนออกมาได้500ชั่ง แต่ขายออกเพียง100ชั่ง คิดว่าน่าห่วงหรือไม่?


“อย่าเพิ่งร้อนใจ! ประเดี๋ยวร้านตระกูลหนิงก็สั่งเพิ่มอีก!” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยด้วยความมั่นใจ ราวกับว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของตน


ลู่เหวินจวินเดินมาหยุดข้างเกวียน จากนั้นก็หยิบเมล็ดสนปากอ้าขึ้นมาจากกระสอบหนึ่งกำมือ “ไอหยา! เมล็ดสนนี้เหตุใดเปลือกจึงเปิดออกได้ เวลากินก็คงสบายขึ้นเยอะกระมัง?”


ทันใดนั้นเขาก็แกะเปลือกแล้วโยนเมล็ดสนเข้าปาก อึดใจต่อมาดวงตาของเขาก็เป็นประกายและกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “รสชาติมีเอกลักษณ์ ซ้ำยังหอมกว่าปกติ…ผู้ดูแลจาง เราไม่ต้องแล่นเรือเปล่ากลับบ้านแล้ว!”


[1] วางไข่ลงในตะกร้าหลายใบ หมายถึง การกระจายความเสี่ยง


ตอนที่ 176: คนซื่อสัตย์จริงๆ


ตระกูลลู่ทำการค้าให้ทางราชสำนักและเป็นมหาเศรษฐีแห่งเมืองหลวง เครื่องเคลือบตระกูลลู่กระจายไปทั่วแคว้น หากเขายินดีทำการค้าเมล็ดสนปากอ้า อย่าว่าแต่เป็นพันเป็นหมื่นชั่งเลย ให้เติมเลขศูนย์เพิ่มอีกตัวก็ไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ออก!


ท่าทีของหลินเว่ยเว่ยไม่ได้ดูจริงจังสักเท่าไร นางฉีกยิ้มแล้วกล่าวว่า “ที่คุณชายลู่ชิมคือเมล็ดสนปากอ้ารสห้าเครื่องเทศ ยังมีรสเกลือและพริก รสหวาน ซึ่งแต่ละรสชาติก็ต่างกันออกไป มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หากคุณชายไม่รังเกียจก็ชิมทุกรสได้เลย! ถ้าชอบ ข้าจะมอบแต่ละรสให้คุณชายสักสองสามชั่ง…”


เจียงโม่หานมุ่ยปาก เด็กคนนี้ไม่เห็นกระต่ายไม่ปล่อยเหยี่ยว มอบให้สองสามชั่งอันใดกัน สุดท้ายก็ไม่ใช่การถอยแล้วค่อยรุก หลอกล่อกระต่ายให้มาติดกับหรอกหรือ! คุณชายรองตระกูลลู่ก็แทบจะควักหัวใจออกมาในนางดูอยู่แล้ว ฮึฮึ…เทียบกับนายท่านลู่แล้ว คุณชายรองยังตามหลังอีกไกล!


เมื่อลู่เหวินจวินลองชิมแล้วก็เรียกให้ผู้ดูแลจางมาชิมด้วย “เมืองหลวงไม่มีเมล็ดสนที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์ถึงเพียงนี้ พวกคุณหนูกับสตรีสูงศักดิ์เหล่านั้นต้องชอบแน่นอน!”


ผู้ดูแลจางอยากเตือนคุณชายรองว่าถึงแม้ท่านจะชอบก็ไม่ควรแสดงออกอย่างชัดเจนเช่นนี้! ทำการค้าหากชอบก็ห้ามแสดงออกจนทำให้อีกฝ่ายหลุดจากการควบคุมของตน นี่คือกฎสำคัญของการค้า!


ผู้ดูแลจางยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด ลู่เหวินจวินก็เริ่มเอ่ยกับหลินเว่ยเว่ยต่อ “เมล็ดสนปากอ้าของท่านมีอีกกี่ชั่ง ? ข้าขอเหมาหมดเลย…”


“คุณชายรอง ราคา…ราคายังไม่ได้ตกลงเลยนะขอรับ!” แม้แต่ชิงเฟิงที่เป็นบ่าวรับใช้ก็ยังอดร้อนใจแทนเจ้านายไม่ได้ หากหลินกู่เหนียงยื่นข้อเสนอมากมาย ท่านก็จะทำตามทั้งหมดหรือ?


ลู่เหวินจวินหันไปถลึงตาใส่ชิงเฟิงที่กำลังดึงชายเสื้อของตนแล้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ราคาอันใด? หลินกู่เหนียงใจดีถึงเพียงนี้ นางจะวางอุบายใส่เราได้หรือ?”


“ในด้านการค้า พี่ชายท่านนี้เตือนได้ถูกต้องแล้ว ให้เราคุยเรื่องราคากันเสร็จ แล้วคุณชายลู่ค่อยตัดสินใจเรื่องปริมาณในการสั่งซื้ออีกทีดีกว่า!” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าน่าหัวเราะมากๆ คุณชายลู่ท่านนี้ไม่เหมาะทำการค้าจริงๆ ช่างไร้เดียงสาจนทำใจวางอุบายใส่เขาไม่ได้ เพราะนางคงรู้สึกผิดเสียเอง


ลู่เหวินจวินถามอย่างหมดความอดทน “ร้านค้าที่กู่เหนียงเป็นหุ้นส่วนด้วยให้ราคาเท่าไหร่? กู่เหนียงวางใจได้เลย ท่านเคยช่วยชีวิตข้าเอาไว้และยังดูแลสินค้าครั้งนี้ด้วย ดังนั้นราคาที่ข้าให้จะต้องไม่น้อยกว่าฝ่ายนั้นแน่นอน!”


ผู้ดูแลจางอดไม่ได้ที่จะยกมือปิดหน้า ท่านกล่าวเช่นนี้แล้วอีกฝ่ายไม่ตั้งราคาสูงก็แปลก คุณชายของข้า ท่านอย่าพูดอีกได้หรือไม่ เรื่องเจรจาการค้ายกให้ข้าน้อยทำก็พอ!


หลินเว่ยเว่ยมองท่าทีของผู้ดูแลจาง นางจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เมล็ดสนปากอ้านี้ ในเขตเริ่นอันขายชั่งละ100อีแปะ ราคาขายส่งสำหรับตระกูลหนิงคือ50อีแปะต่อ1ชั่ง ส่วนคุณชายลู่ต้องส่งไปยังเมืองหลวงด้วยระยะทางไกล จำเป็นต้องจ่ายค่าขนส่งและพวกค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก…เอาเช่นนี้แล้วกัน หากคุณชายสั่งซื้อมากกว่า1พันชั่ง ข้าจะลดให้ท่านอีก5อีแปะเป็นราคา45อีแปะต่อ1ชั่ง ท่านเห็นว่าอย่างไร?”


ขณะที่นางถาม ‘เห็นว่าอย่างไร’ ก็หันไปทางผู้ดูแลจาง


ผู้ดูแลจางได้ยินเช่นนั้นก็อดพยักหน้าไม่ได้ คุณชายรองทำการค้าไม่ไหวจริงๆ ทว่าสายตาที่ใช้มองคนยังพอใช้ได้ กู่เหนียงคนนี้ถือว่าเป็นคนซื่อสัตย์จริงๆ!


ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากขอต่อราคาลงอีกสัก2อีแปะ คุณชายรองก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน “ไม่ต้องหรอก ! ราคาที่เมืองหลวงต้องแพงกว่าเมืองเล็กๆแห่งนี้เป็นเท่าตัว ข้าขอบอกกับกู่เหนียงตามตรงว่าหากเป็นที่เมืองหลวงเมล็ดสนเช่นนี้ต่อให้ขายในราคา150อีแปะ ก็ยังถือว่าไม่แพง…หลินกู่เหนียงเป็นผู้มีพระคุณและคนสำคัญของข้า อย่างไรก็จะให้ท่านเสียเปรียบไม่ได้ ! ที่บ้านกู่เหนียงยังมีเมล็ดสนเหลืออีกเท่าไร ข้าให้ราคา50อีแปะต่อชั่งและเหมาหมดเลย !”


ไอหยา ! บรรพบุรุษน้อยของข้า ! ท่านอย่าพูดอีกได้หรือไม่ เรื่องเจรจาการค้าจะรบกวนคุณชายรองอย่างท่านได้เช่นไร ? ไม่ได้ตกลงกันแล้วหรือว่าการค้าในครั้งนี้ท่านแค่นั่งเป็นคุณชายรูปงามเท่านั้น ?


หัวใจของผู้ดูแลจางเจ็บปวดเหลือเกิน ! คุณชายยังประเคนเงินให้คนนอกอีก นางลดราคาให้แล้ว ท่านกลับทำให้มันราคาเท่าเดิม ! ไม่ได้การ กลับไปต้องเรียนนายท่านว่าคุณชายรองไม่เหมาะสำหรับทำการค้า ! เป็นคุณชายเจ้าสำราญไปวันๆไม่ดีหรืออย่างไร ?


หลินเว่ยเว่ยพยามยามกลั้นหัวเราะ พลางคิดว่าถ้าตนเป็นผู้ดูแลจางก็คงอยากตีเจ้านายให้ตายไปเลย !


ในเมื่อคุณชายลู่ใจกว้างถึงเพียงนี้ ไม่สนใจส่วนลดเล็กน้อยของนาง แล้วนางจะเกรงใจเพื่อเหตุใด ? หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มทันที “เมล็ดที่คั่วเสร็จแล้วยังมีอยู่ประมาณสามพันกว่าชั่ง ! หากคุณชายลู่ยังไม่รีบกลับก็สามารถเร่งงานให้อีกพอสมควร !”


คุณชายลู่พยักหน้า “พวกเราต้องไปส่งสินค้าอีกครั้งและจะใช้เวลามากกว่าสิบวันในการไปและกลับ พวกท่านก็เริ่มทำงานได้เลย เรือข้าสามารถบรรทุกได้ทั้งหมด2หมื่นชั่ง !”


“ว้าว ! 2หมื่นชั่ง !” คิ้วที่ขมวดกันของซัวถัวคลายออกทันที ! ปีนี้ในหมู่บ้านมีเมล็ดสนไม่ต่ำกว่า6หมื่นชั่ง ตอนแรกยังกังวลว่าหลินเว่ยเว่ยจะรับซื้อไม่ไหว แต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ เขาคงกังวลไปเอง


เสี่ยวเว่ยร้ายกาจมาก ! แค่คุยไม่กี่ประโยคก็ขายเมล็ดสนปากอ้าได้หนึ่งในสามส่วนแล้ว ทันใดนั้นความชื่นชมที่ซัวถัวมีต่อนางก็เปรียบดั่งสายน้ำไหลเชี่ยวไม่มีวันสิ้นสุด!


2หมื่นชั่ง? หลินเว่ยเว่ยมองเข้าไปในดวงตาของลู่เหวินจวิน ไม่ว่ากะพริบตากี่ครั้งก็ออกมาเป็น ‘หยวน หยวน’ กำไร30อีแปะต่อชั่ง หาก2หมื่นชั่งก็ได้เท่ากับ600ตำลึง!


เพียงแต่จะทำเมล็ดสนออกมาให้ได้2หมื่นชั่งภายใน10วัน ถือว่าเป็นเรื่องยากพอสมควร ! หลินเว่ยเว่ยเม้มปาก ความยากลำบากก็คือการโดนยกเลิกคำสั่งซื้อ ! ไม่ได้ก็ต้องได้ แม้จะมีเงื่อนไขให้ทำไม่ได้ นางก็ไม่อนุญาตให้มี !


เมื่อทั้งสองคนทำสัญญากันเสร็จแล้ว ลู่เหวินจวินก็จ่ายเงินมัดจำ ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ตรงไปที่โรงตีเหล็กและซื้อกระทะอีก2ใบ เถ้าแก่โรงตีเหล็กเป็นชายร่างกำยำ เขาจดจำนางได้จึงถามว่า “บ้านเจ้ามีกี่คนกันแน่ เหตุใดจึงซื้อกระทะมากมายเช่นนี้ ?”


หลินเว่ยเว่ยจึงตอบพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ได้ซื้อให้บ้านตน แต่มาช่วยซื้อให้คนอื่น !”


“ข้าก็คิดอยู่ ช่วงสองสามเดือนนี้เจ้าซื้อกระทะไปทั้งหมด10ใบแล้ว ! ถ้าไม่ทราบสถานการณ์ของหมู่บ้านเจ้า ข้าก็คงคิดว่าเจ้ามีกินมีใช้แล้วทำอาหารบ่อยจนพังจึงมาซื้อใหม่ !” เถ้าแก่โรงตีเหล็กหัวเราะอย่างขบขัน


หลินเว่ยเว่ยกลอกตา ขอบคุณในความซื่อตรงของเจ้าและไม่สงสัยที่นางแอบซ่องสุมกองกำลังเล็กๆเอาไว้!


หลินเว่ยเว่ยถามเรื่อยเปื่อย “ข้าถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ในช่วงครึ่งปีมานี้ใช่หรือไม่? เช่นนั้นลดราคากระทะ2ใบนี้ได้หรือไม่?”


“เจ้าไม่ใช่ลูกค้ารายใหญ่ที่สุด ! ยังมีคนที่ซื้อกระทะทีเดียวถึง30ใบจากร้านข้า บอกว่าจะเปิดร้านเมล็ดถั่วคั่วจึงจำเป็นต้องใช้ ! เขายังไม่ต่อราคาด้วย ! อีกอย่างราคานี้ก็ถือว่าถูกที่สุดแล้ว !” พอได้ยินว่าให้ลดราคา เถ้าแก่โรงตีเหล็กก็ส่ายศีรษะทันที


เจียงโม่หานได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นตกใจ ซื้อกระทะกลับไปทีเดียว30ใบ ร้านค้าขายเมล็ดถั่วคั่วส่วนใหญ่ใช้กระทะเยอะถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? อีกอย่างในพื้นที่ทางเหนือเช่นนี้ ถ้ามีร้านขายเมล็ดถั่วคั่วร้านใดที่ใช้กระทะเยอะขนาดนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่ทราบ !


หรือว่า…ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็นึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมา…กองทัพ ! มีเพียงในค่ายทหารเท่านั้นที่จะใช้กระทะคราวเดียวเยอะเช่นนี้ ! จากร่องรอยของความทรงจำแล้ว เขาก็ค้นพบเบาะแสบางอย่าง


ชาติก่อน เวลานี้เป็นช่วงที่เขากำลังดิ้นรนเอาตัวรอด พลังทั้งหมดถูกวางไว้แค่การเอาชีวิตรอดและการสอบ พอหวนนึกถึงแล้วถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือจากอาจารย์ฟ่าน เขาก็ไม่มีทางผ่านฤดูหนาวในปีนั้นมาได้ น่าเสียดายที่ยังไม่ทันได้ตอบแทนพระคุณอาจารย์ พวกที่ทำการทุจริตข้อสอบก็โยนความผิดให้อาจารย์เสียก่อน…


[1] ไม่เห็นกระต่ายไม่ปล่อยเหยี่ยว หมายถึง ลงมือเมื่อเห็นเป้าหมายชัดเจน


ตอนที่ 177: อาศัยหน้าตาหากิน


ในเวลานั้นเจียงโม่หานย้ายเข้ามาอยู่ในเขตเริ่นอันแล้ว แม้จะไม่สนใจเรื่องต่างๆรอบตัว แต่เขาก็ยังได้ยินเรื่องที่ทำให้กองทหารในเมืองตื่นตระหนกได้คือเศษเสี้ยวที่เหลือของราชวงศ์ก่อนกำลังรวบรวมชาวบ้านผู้ประสบภัยแล้วบุกสร้างฉากนองเลือดหลายต่อหลายหมู่บ้าน ส่วนหมู่บ้านฉือหลี่โกวก็ไม่ได้รับการยกเว้น…


หรือว่า…ผู้ที่มาซื้อกระทะมีความเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนี้ ? เจียงโม่หานยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้ ชาวบ้านผู้ประสบภัยจำนวนมากล้วนตกอยู่ในสภาพเข้าตาจน การเข้าไปพัวพันกับคนกลุ่มหนึ่งแล้วไม่อาจย้อนมาเดินทางเก่าได้ก็ถือว่าปกติ ส่วนพวกคนร้ายที่โดนทางการออกหมายจับก็ไม่มีอาหารเช่นกัน ดังนั้นจึงง่ายมากที่จะโดนหลอกใช้


จู่ๆ กองกำลังก่อจลาจลก็มีจำนวนปากท้องเยอะขึ้นเพียงนั้นแล้วจะไม่ซื้อกระทะเพิ่มได้อย่างไร !


เวลานี้ของชาติที่แล้วเขาใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง คิดแต่จะทำลายตระกูลอู๋เพื่อปีนให้ถึงตำแหน่งสูงกว่าเดิมแล้วจะได้ไม่ถูกคนอื่นควบคุม สำหรับฉือหลี่โกวแล้ว เขาไม่คิดถึงแม้แต่น้อย หมู่บ้านนี้จะมีจุดจบอย่างไร เขาก็ไม่ได้สนใจ


แต่ชาตินี้แตกต่างออกไป ท่านแม่ ตระกูลหลิน ผู้ใหญ่บ้าน…หรือแม้แต่อันธพาลเยี่ยงหลิวว่ายจื่อและหลิวเอ้อร์ล่ายก็ยังมีชีวิตอยู่ตรงหน้าเขา ยังมีเด็กน้อยที่กำลังต่อรองราคากับเถ้าแก่โรงตีเหล็กเพื่อเงินไม่กี่อีแปะ…ใจของเขาจึงไม่อาจเย็นชาได้เหมือนอดีตชาติมาตั้งนานแล้ว เขาจะทนมองผู้คนในฉือหลี่โกวโดนฆ่าล้างหมู่บ้านได้อย่างไร ?


โชคดีที่หายนะนั้นยังเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่า ทุกอย่างยังพอหาทางรับมือได้ทัน !


เมื่อออกมาจากโรงตีเหล็กแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็นำกระทะใบใหญ่ที่เพิ่งซื้อไปวางบนเกวียนเทียมล่อ จากนั้นเปิดกระบอกน้ำแล้วดื่มน้ำหมดภายในชั่วอึดใจ


เจียงโม่หานส่ายหน้า บางครั้งนางก็ฉลาดยิ่งกว่าอันใด แต่บางครั้งก็โง่เขลาเหลือเกิน เมื่อครู่ตอนอยู่ตรงท่าเรือนั้นเมล็ดสน1ชั่งสามารถลดได้5อีแปะ ถ้า2หมื่นชั่งก็คิดเป็นเงิน100ตำลึงไปแล้ว ตอนนี้เพราะเงิน5อีแปะ นางถึงขั้นต่อรองกับเถ้าแก่โรงตีเหล็กอยู่นานสองนาน !


เจียงโม่หานค่อยๆเข้าใจนิสัยของนางว่าสำหรับคนที่นางชอบแล้ว นางไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยด้วยเลย ทว่าสำหรับคนที่ไม่ชอบแล้วก็อย่าคิดจะได้ผลประโยชน์อันใดจากนางแม้เพียงน้อยนิด !


“ว้าว ! ซี่โครงที่แผงขายเนื้อด้านหน้าไม่เลวเลย บัณฑิตน้อย เจ้าไม่ได้ชอบกินซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานหรือ ? พวกเราซื้อกลับไปสัก2ชั่งดีหรือไม่ ?” ปากของหลินเว่ยเว่ยบอกว่าจะซื้อ2ชั่ง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาคือให้เจ้าของร้านห่อซี่โครงกลับถึงครึ่งแผง รวมน้ำหนักทั้งหมดเกือบ10ชั่งเลยทีเดียว !


“เหตุใดจึงซื้อเยอะเช่นนี้ ?” ในบางครั้งเจียงโม่หานก็รู้สึกโชคดีที่ตนมีหน้าตาหล่อเหลา เพราะมันสามารถทำให้นางปฏิบัติต่อเขาแตกต่างจากผู้อื่น สามารถหลอกกินหลอกดื่มต่อนางได้ ! ฮ่าฮ่า ! สุดท้ายโฉวฝู่อย่างเขาก็มีวันที่ต้องอาศัยหน้าตาหากินเหมือนกัน !


“กินไม่หมดก็เก็บไว้ที่ห้องใต้ดินได้ ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะทำซี่โครงนึ่งกระเทียมให้เจ้าลองชิม บัณฑิตน้อย เจ้าต้องไม่เคยกินมาก่อนแน่นอน” หลินเว่ยเว่ยขยิบตาให้เขาอย่างมีความสุข


ซี่โครงนึ่งกระเทียม ? เหตุใดจะไม่เคยกิน ? ชาติก่อนเขาเลี้ยงพ่อครัวฝีมือไม่ธรรมดาไว้ในจวนตั้งหลายสิบคนซึ่งหนึ่งในอาหารจานถนัดคือซี่โครงนึ่งกระเทียม ต่อมาพ่อครัวคนนั้นถูกซื้อตัวจนลอบวางยาพิษลงในอาหารของเขา แต่ถูกจับได้เสียก่อนจึงโดนหลีชิงหักกระดูกทุกส่วนต่อหน้าพ่อครัวคนอื่น มีเสียงกรีดร้องยาวนานกว่า2ชั่วยามก่อนจะหมดลมหายใจ เมื่อลงโทษในครั้งนั้นแล้ว เขาก็ไม่ได้กินซี่โครงนึ่งกระเทียมที่ถูกปากอีกเลย…


หลินเว่ยเว่ยยังไปซื้อข้าวเหนียวอีก1กระสอบที่ร้านขายธัญพืช ขากลับก็บ่นพึมพำว่า “เฮ้อ ! ราคาข้าวขึ้นอีกแล้ว ! กลับไปถามคุณชายลู่ดีหรือไม่ว่าบ้านเขาไม่ได้มีเรือขนสินค้าหรอกหรือ ? จะให้เขาขนข้าวสารจากทางใต้มาถ่วงดุลเสียหน่อย ราคาจะได้ลดลง !”


“เบื้องหลังของแต่ละร้านก็มีผลประโยชน์ซับซ้อนแตกต่างกันออกไป แม้จะเป็นตระกูลลู่พ่อค้าหลวงก็ไม่อาจยื่นมือเข้ามายุ่งโดยง่ายหรอก ถ้าอยากให้ราคาคงที่จะต้องรอให้ทางราชสำนักออกคำสั่งลงมาเท่านั้น!” เจียงโม่หานยิ้มในใจให้แก่ความไร้เดียงสาของนาง เห็นชัดว่าในบางครั้งนางก็ทำเหมือนเข้าใจไปเสียทุกอย่าง แต่ในบางครั้งก็บริสุทธิ์ราวกับเด็กแรกเกิด เป็นคนที่มีสองด้านในตัวเอง !


เมื่อเกวียนเทียมล่อออกจากประตูเมืองแล้วก็จะเห็นภาพชาวบ้านผู้ประสบภัย ถ้าไม่นอนก็นั่งอยู่ตลอดสองข้างทาง หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา “เมื่อใดทางราชสำนักจะสั่งให้แจกจ่ายเสบียงเพื่อบรรเทาทุกข์ ? ชาวบ้านตาดำๆ จะไม่ไหวกันแล้ว !”


“น่าจะ…ใกล้ถึงเวลาแล้ว !” ชาติก่อนผู้ประสบภัยในเมืองจงโจวต้องรอแล้วรอเล่า แต่ก็รอไม่ถึงเสบียงบรรเทาทุกข์จากทางการหรอก เมื่อถึงทางตัน ผู้คนยิ่งเข้าร่วมกองกำลังก่อจลาจลมากขึ้น โดนพวกราชวงศ์ก่อนหลอกใช้และตายตกหรือบาดเจ็บในสงครามนับไม่ถ้วน…


เพียงเพราะเจ้าเมืองจงโจวปกปิดสถานการณ์ภัยแล้งอย่างโง่เขลาจึงทำให้ผู้คนทางเหนืออดตายและต้องทำสงครามกันยาวนานถึง3ปี…บางทีชีวิตนี้ เขาก็คงหนีไม่พ้น ! !


เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงถ้อยคำซึ่งอาจารย์เพิ่งกล่าวไว้ว่าเรื่องฉ้อฉลยังไม่เกิดขึ้นในเวลานี้ ดังนั้นควรคิดหาวิธีไม่ให้มันเกิด ไม่ใช่ทำการหลบเลี่ยงแล้วเสียเวลาวัยเยาว์ของตนออกไปอีกหนึ่งปี


อาจารย์ฟ่านไม่เชื่อข้ออ้างเรื่องการโดนทำร้ายที่ศีรษะของเขาแล้วต้องใช้เวลาพักรักษาตัวแม้แต่น้อย เพราะปากเขาบอกว่าพักรักษาตัวอย่างเงียบๆ แต่สามารถสร้างกังหันวิดน้ำพลังงานลมและวิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่ขึ้นมา จะไม่สามารถเข้าร่วมการสอบในปีหน้าได้หรือ ?


เมื่อออกมาจากบ้านอาจารย์ฟ่านแล้ว เจียงโม่หานก็ได้ตระหนัก ใช่สิ ! เมื่อรู้ว่าในปีหน้ามีการฉ้อฉลแล้ว เหตุใดต้องหาวิธีหลบเลี่ยงมัน ไม่บดขยี้มันแทนเล่า ? หรือว่าการใช้ชีวิตอันเรียบง่ายนี้จะทำให้จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของเขาหายไปด้วย ?


ประธานในการสอบเยวี่ยนซื่อคือเจ้าหน้าที่ติงถีแห่งเมืองจงโจว น้องชายของภรรยาเจ้าหน้าที่ติงถีมีอนุภรรยาคนหนึ่งซึ่งเป็นพี่สาวของอู๋ปัวนั่นเอง ในชาติที่แล้วเพราะน้องชายของภรรยาเจ้าหน้าที่ติงถีซื้อตัวคนข้างกายของพี่เขย ทำให้เปิดเผยข้อสอบออกมาขายแก่บัณฑิตจำนวนมากจนได้เงินก้อนใหญ่


อู๋ปัวก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ ชาติก่อนคนที่เรียนหนังสือไม่เอาไหนเช่นนั้น ไม่เพียงสอบติดซิ่วไฉแต่ยังอยู่ในห้าอันดับแรกเสียด้วย ทำให้สหายและอาจารย์ในสำนักศึกษาเกิดความสงสัย ผู้ที่ซื้อข้อสอบมีคนเก่งอยู่ไม่กี่คนแต่ทั้งหมดกลับอยู่ใน50อันดับแรก ส่วนคนที่เรียนเก่งยิ่งกว่าคนเหล่านั้นในเวลาปกติไม่ติดอันดับเลย !


เพราะความโลภของน้องชายภรรยาเจ้าหน้าที่ติงถี หากเขาขายให้แค่สองสามบ้านก็คงไม่ถูกจับได้ ทว่าเนื่องจากมี30อันดับจาก50อันดับแรกที่ซื้อข้อสอบจึงเป็นธรรมดาที่จะสร้างความสงสัยและความไม่พอใจจากบัณฑิตจำนวนมาก


บัณฑิตนับพันล้วนมาถามหาความเป็นธรรมในผลสอบจึงทำให้ทางราชสำนักหันมาสนใจ เมื่อตรวจสอบก็ได้พบการฉ้อฉลและโทษของการปล่อยข้อสอบหลุดออกมาคือประหารชีวิต ! แม้เจ้าหน้าที่ติงถีไม่รู้ไม่เห็นด้วย แต่น้องภรรยาเป็นคนก่อหายนะนี้ขึ้นมา หากโดนตรวจพบ เขาเองก็ไม่รอด ! ท้ายที่สุดอาจารย์ฟ่านผู้บริสุทธิ์จึงกลายเป็นแพะรับบาปแทนคนเหล่านั้น…


หลังทราบว่าน้องภรรยาขายข้อสอบออกไปเกือบ50ชุด เจ้าหน้าที่ติงถีก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร สุดท้ายราชสำนักตัดสินผลคือตัดรายชื่อ50อันดับแรกออก…


เจ้าเมืองจงโจว เจ้าหน้าที่ติงถี…ขณะเดียวกันนั้นเจียงโม่หานก็เคาะนิ้วไปมาบนเกวียน


หลินเว่ยเว่ยมองเขา หลังจ้องนิ้วเรียวสวยอยู่พักใหญ่ นางก็ใช้ไหล่ชนเขาแล้วขยิบตาให้ก่อนจะถามว่า “ตอบมาเสียดีๆ ว่าครุ่นคิดเรื่องอันใดอยู่ ?”


“เหตุใดจึงถามเช่นนี้ ?” เจียงโม่หานถามด้วยความประหลาดใจ


หลินเว่ยเว่ยเลียนแบบท่าทางเคาะนิ้วของเขาดัง ตึกตึกตึก


“บัณฑิตน้อย เจ้าคงจะไม่รู้ตัวว่าเวลาเจ้าจมอยู่ในความคิด นิ้วมือก็จะขยับอย่างควบคุมไม่อยู่ ยิ่งเป็นเรื่องยากเท่าไรก็ขยับชัดเจนขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นตอนที่ข้าถามว่าเจ้าสามารถสร้างกังหันวิดน้ำได้หรือไม่ นิ้วโป้งและนิ้วชี้ข้างซ้ายของเจ้าจะขยับเล็กน้อย ส่วนตอนนี้ถึงขั้นต้องเคาะเกวียนเลย…อายุเจ้ายังน้อย มีเรื่องอันใดให้ครุ่นคิดเพียงนั้นเชียวหรือ ?”


ตอนที่ 178: ควรมีเสียงปรบมือ


“ก็เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ถามว่าเมื่อใดทางการจะแจกจ่ายเสบียงเพื่อบรรเทาทุกข์หรอกหรือ? ข้าจึงกำลังคิดว่าจะทำเช่นไรให้ทางราชสำนักสังเกตเห็นเมืองจงโจวของพวกเราอย่างรวดเร็วกว่านี้…” เจียงโม่หานตกใจจึงรีบดึงมือเข้าไว้ในแขนเสื้อทันที คาดไม่ถึงว่าเด็กตัวแสบที่ภายนอกดูเป็นคนไม่ละเอียดอ่อนจะช่างสังเกตถึงเพียงนี้ เพราะแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่สังเกตว่ามีจุดอ่อนนี้อยู่ !


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะพลางกล่าวว่า “เจ้าทำได้แล้วไงเล่า ! การสร้างกังหันวิดน้ำทำให้เจ้าได้รับรางวัลจากฮ่องเต้ รอให้รางวัลมาถึง แล้วเจ้าก็แค่แสร้งพูดว่า…เจ้าสามารถเปลี่ยนรางวัลเป็นอาหารบรรเทาทุกข์จากภัยแล้งได้หรือไม่ ถือว่าตนพยายามทำดีที่สุดในปีแห่งภัยธรรมชาตินี้แล้ว…ว้าว ! ดูสูงส่งจะตายไป ! ขุนนางที่ทางราชสำนักส่งมาจะต้องซาบซึ้งในความเสียสละและเห็นแก่ส่วนรวมของเจ้าแน่…”


“ไม่แน่ว่าอาจมีรางวัลของเจ้าด้วยก็ได้ ! หรือเจ้าทำใจยอมสละได้จริง ?”


เสียงหัวเราะของหลินเว่ยเว่ยหยุดลง เหมือนมีความขัดแย้งบางอย่างเกิดขึ้นในใจ แต่ท้ายที่สุดนางก็เลือกได้ “หากการบรรเทาภัยแล้งในภาคเหนือทำให้ชาวบ้านมีทางรอดเพิ่มอีกหน่อย แม้จะเป็นรางวัลที่ล้ำค่าเพียงใด ข้าก็สามารถเสียสละได้ !”


เจียงโม่หานค่อนข้างตกใจ นางเป็นแค่หญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งยังมีความคิดเช่นนี้ แล้วเขายังจะมีเหตุผลใดให้ลังเลอีก ?


“กู่เหนียง คุณชายผู้ใจดี ให้ของกินแก่ข้าหน่อยเถิด”


“พี่สาว พี่ชาย ให้อาหารแก่ข้าหน่อยเถิด ข้าหิวเหลือเกิน !”


“กู่เหนียง…”


ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน จู่ๆก็มีกลุ่มเด็ก สตรีและคนชราโผล่ออกมากลางถนนและยืนขวางเกวียนเทียมล่อเอาไว้ ซัวถัวรีบดึงเชือกค่าวจึงเลี่ยงเหตุพุ่งชนได้ทันเวลา


“หืม ? เหตุใดจู่ๆก็มีผู้ประสบภัยปรากฎตัวขึ้นเยอะเช่นนี้ ? ตอนขามาก็ไม่เห็นนี่ !” ซัวถัวมองผู้ประสบภัยรูปร่างผอมแห้งติดกระดูกราวกับสามารถโดนลมพัดไปได้ทุกเมื่อด้วยความปวดใจ ถ้าไม่ได้เป็นเพราะหลินเว่ยเว่ยเสี่ยงชีวิตพาชาวบ้านขึ้นเขาไปเก็บเมล็ดสน ชีวิตของชาวบ้านฉือหลี่โกวก็คงไม่ต่างจากคนกลุ่มนี้ !


หลังเจียงโม่หานเห็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่และมีใบหน้าดุร้ายตรงด้านหลังของพวกเด็กและคนชราแล้วเขาก็ตกใจทันที เนื่องจากเขากลับชาติมาเกิดจึงได้รู้ว่ามีคนหลอกใช้ผู้ประสบภัยมาขอความเมตตาจากผู้คน จากนั้นก็ฉวยโอกาสฆ่าและปล้นชิงทรัพย์…


“ซัวถัว รีบขับต่อไป ไม่ต้องหยุด !”


ซัวถัวหันมามองเขา “แต่ว่าด้านหน้ามีคนอยู่ ไม่หยุดจะชนเอาได้ !”


เจียงโม่หานเห็นคนด้านหลังเหล่านั้นเริ่มเดินล้อมเข้ามาแล้ว จึงหยิบท่อนไม้บนเกวียนขึ้น แล้วเตือนหลินเว่ยเว่ยว่า “เสี่ยวเว่ย ระวังตัว !”


หลินเว่ยเว่ยเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติของผู้ประสบภัยกลุ่มนี้เหมือนกัน ทว่าคนชราและเด็กยังยืนขวางทางอยู่ ถ้าขับเกวียนพุ่งออกไปจะต้องสร้างบาดแผลไม่น้อย ส่วนชายฉกรรจ์ด้านหลังคนชราและเด็กมีใบหน้าที่น่ากลัว เห็นได้ชัดว่ากำลังควบคุมคนอ่อนแออยู่ !


นางใช้ความคิดอย่างหนัก จากนั้นก็คว้าเงินอีแปะออกมากำใหญ่แล้วกล่าวกับกลุ่มคนอ่อนแอที่กำลังขออาหารตรงหน้าเกวียนว่า “ข้าเห็นพวกเจ้าน่าสงสาร ข้ามีเงินอยู่ร้อยกว่าอีแปะ…ยกให้พวกเจ้าหมดแล้วกัน…”


เงินร้อยกว่าอีแปะสามารถนำไปซื้อข้าวได้เกิน3ชั่ง ! เด็ก สตรีและคนชราจึงหันมามองเงินในมือนาง แล้วเมินเฉยต่อสายตาชายฉกรรจ์ที่อยู่เบื้องหลัง


ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ชูมือขึ้นแล้วโยนเงินในมือเป็นทางยาว ซึ่งพวกมันลอยไปยังพื้นที่โล่งๆข้างทาง ผู้หิวโหยกลัวว่าจะเก็บเงินได้แค่ไม่กี่เหรียญจึงรีบตะเกียกตะกายไปยังพื้นที่นั้นทันที


ทว่าชายฉกรรจ์สามสิบกว่าคนไม่ขยับตัวไปไหน หนึ่งในนั้นจับผู้หญิงคนหนึ่งไว้ หลังกระชากผมให้นางเดินกลับมา แล้วเขาก็ตะโกนไปทางกลุ่มผู้หิวโหยแต่ไม่สามารถหยุดการเก็บเงินของอีกฝ่ายได้


“ไม่ต้องสนพวกมันแล้ว ! พี่น้องทั้งหลาย ลุย !” หนึ่งในชายฉกรรจ์ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ที่สุดและมีใบหน้าดุดันออกคำสั่ง ทันใดนั้นชายฉกรรจ์สามสิบกว่าคนก็วิ่งเข้ามาหาเกวียนอย่างดุเดือด !


จู่ๆ มือของเจียงโม่หานก็ว่างเปล่าเพราะท่อนไม้ในมือโดนหลินเว่ยเว่ยแย่งไปแล้ว นางแสดงท่าทางประหนึ่งสามีผู้ปกป้องภรรยา จากนั้นก็กวัดแกว่งท่อนไม้อย่างคล่องแคล่ว ชายฉกรรจ์ที่พุ่งเข้ามาคนแรกถูกนางใช้ท่อนไม้ตีจนกระเด็นออกไป แล้วมันก็นอนจับแขนเอาไว้พร้อมเสียงร้องโหยหวน


จากนั้นเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนคนที่กระเด็นออกไปก็มีเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดหัวหน้าชายฉกรรจ์ก็ถูกหลินเว่ยเว่ยตีแสกหน้าแล้วนอนเลือดไหลอาบเต็มใบหน้า ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย ! ส่วนพวกที่โดนซัดกระเด็นออกไปถ้าไม่ได้แขนหักก็ขาหัก แต่ละคนนอนร้องโอดครวญบนพื้น


ส่วนพวกสตรี เด็กและคนชราที่เก็บเงินเหล่านั้นก็ยืนนิ่งทำตัวไม่ถูกอยู่ที่เดิม สุดท้ายแล้วพวกเขาก็แค่โดนบังคับอย่างไร้ทางเลือก หากติดตามคนชั่วแล้วอย่างน้อยถ้าปล้นของมาได้ แม้จะแบ่งของกินให้พวกตนแค่คนละคำก็ดีกว่าอดตาย


หลินเว่ยเว่ยจับท่อนไม้แล้วทำท่าทางองอาจ เมื่อหันกลับมาแล้วเห็นซัวถัวกำลังอ้าปากค้างและเจียงโม่หานที่มีสีหน้าเรียบเฉย นางก็ยิ้มแล้วถามว่า “เป็นเช่นไร? เก่งหรือไม่? ตอนนี้ควรมีเสียงปรบมือไม่ใช่หรือ!”


ซัวถัวปรบมือแปะแปะเยี่ยงคนโง่เขลา แต่เขาก็กลับมาได้สติเพราะเสียงปรบมือของตนนั่นเอง “เสี่ยวเว่ย เจ้าไปเรียนศิลปะป้องกันตัวมาจากผู้ใด ? สง่า สง่างาม ! สง่างามมาก ! !”


เรียนกับใครน่ะหรือ ? ก็ต้องเป็นหลีชิงอยู่แล้ว ! หลีชิงอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลหลินด้วยฐานะบุตรชายของพี่สาวนางหวง ด้านหนึ่งเพื่อพักรักษาอาการบาดเจ็บและอีกด้านหนึ่งคือต้องการสืบหาข่าวของน้องสาว


โรงงานแปรรูปเมล็ดสนและธุรกิจผลไม้อบแห้งกับเนื้อแผ่นของตระกูลหลินต้องใช้ฟืนจำนวนมาก เมื่อก่อนหลินเว่ยเว่ยหาเวลาว่างขึ้นเขาไปเก็บฟืน แต่ตอนนี้ยกให้เป็นหน้าที่หลีชิงแล้ว !


ทุกวันนี้ชาวบ้านฉือหลี่โกวต่างเห็นคนรูปร่างสูงใหญ่กับฟืนกองโตเดินลงเขาเสมอ เขาเป็นชาวยุทธ พละกำลังต้องมากกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว เพื่อลดความหวาดระแวง เขาจึงพยายามท้าทายขีดจำกัดของตนตลอดเวลา ชาวบ้านในฉือหลี่โกวจึงยิ่งเชื่อในตัวตนของเขามากกว่าเดิม ที่แท้พละกำลังของบุตรสาวคนรองตระกูลหลินก็สืบทอดมาทางตระกูลมารดานี่เอง !


ตกเย็น หลินเว่ยเว่ยจะให้หลีชิงช่วยสอนศิลปะป้องกันตัวให้นางและน้องชายทั้งสองเพื่อถือเป็นค่ากินค่าอยู่ในบ้านตระกูลหลิน หลินจื่อเหยียนและเจ้าหนูน้อยโอดครวญยิ่งกว่าสิ่งใด แต่หลินเว่ยเว่ยกลับมีความสุข


นี่ก็เพิ่งเรียนวิธีใช้ไม้เป็นอาวุธมาจากหลีชิง วันนี้ก็มีสถานการณ์จริงให้ใช้แล้ว นางจึงตื่นเต้นเป็นอย่างมาก นางยั้งแรงไว้แล้ว เพราะถ้าออกแรงสุดกำลังก็ต้องตัดต้นไม้ขนาดสองคนโอบได้แน่นอน…


“น่าเสียดายที่อาวุธนี้จับไม่ถนัดมือ ประเดี๋ยววันหลังให้เถ้าแก่โรงตีเหล็กทำท่อนเหล็กให้ข้าสักอัน ถือเป็นอาวุธประจำกายของข้า !” หลินเว่ยเว่ยเก็บท่อนไม้แล้วมองไปที่เด็ก สตรีและคนชราซึ่งกำลังยืนเงียบอยู่อีกด้านหนึ่ง


หญิงชราคนหนึ่งตื่นตัวเร็วกว่าหน่อยจึงรีบคุกเข่าขอร้องทันที “ไว้ชีวิตด้วย จะ…จอมยุทธหญิงไว้ชีวิตด้วย! เป็นพวกเขาที่บังคับให้เรามาขวางเกวียนไว้ ถ้าไม่เชื่อฟังก็จะโดนทุบตี พวกเราล้วนมีชะตากรรมที่ไม่อาจเอาชีวิตรอดได้แล้ว ท่านจอมยุทธหญิงฝีมือสูงส่ง…”


“พวกเจ้าไปในตัวอำเภอสิ! ที่นั่นมีคนแจกโจ๊กข้าวทุกวันแล้วยังมีหมอคอยตรวจรักษา นายอำเภอก็สร้างสถานที่พักพิงแก่ผู้ประสบภัยไว้นอกเมือง…แดนเหนือแห้งแล้ง ราชสำนักไม่มีทางเพิกเฉยหรอก!” หลินเว่ยเว่ยมองผู้อ่อนแอกลุ่มนี้ แล้วนางก็ชี้นิ้วบอกทางให้แก่อีกฝ่าย


ตอนที่ 179: ต้องมีสักวันที่โดนเอาเปรียบ


เหล่าผู้ประสบภัยหันมามองหน้ากัน เด็กที่ดูมีอายุห่างจากเจ้าหนูน้อยไม่มากก็มองหลินเว่ยเว่ยด้วยสายตางุนงง เขตเริ่นอันอยู่ห่างจากตัวอำเภอมาก หากขับเกวียนหรือรถม้าไปต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม แต่ถ้าคนกลุ่มนี้เดินเท้าไปที่นั่นต้องใช้เวลา2-3วัน ในสภาพไม่ได้กินไม่ได้ดื่มเช่นนี้จะทนได้อย่างไร? ดวงตาของสตรีสองสามนางจึงดูซึมเศร้าขึ้นมาทันที


หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะปวดใจ นางนำมันเทศที่ซื้อมาหนึ่งกระสอบแบ่งให้พวกเขาคนละหัวสองหัว ตอนแบ่งไปถึงเจ้าถั่วงอกน้อยอายุประมาณ6-7ขวบคนนั้น เขากลับไม่ได้ยื่นมือออกมารับ ทว่ามองนางด้วยดวงตาสีแดงก่ำอยู่พักหนึ่ง ต่อจากนั้นเสียงร้องไห้โฮก็ดังขึ้นมา เขาเอ่ยคำว่า ‘พี่สาว’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า…


หญิงชราร่างกายผอมแห้งซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มถอนหายใจพลางเอ่ย “เขาเป็นเด็กน้อยชะตาอาภัพ บิดาทำงานที่ท่าเรือในเขต แต่พอเข้าไปพัวพันกับเหตุทะเลาะวิวาทของคนสองกลุ่มแล้วก็หายตัวไปในที่เกิดเหตุ มารดาที่ป่วยของเด็กน้อยคนนี้เพื่อประหยัดอาหารไว้ให้ลูกสองคน นางจึงยอมนอนอดตายบนเตียง พี่สาวของเขาพาน้องชายออกมาแต่โดนเดรัจฉานกลุ่มนั้น…ทำร้ายจนตาย


กู่เหนียงผู้ใจบุญ หากบ้านท่านไม่ได้เดือดร้อนอันใดมากก็ซื้อเขาไว้เถิด แม้กู่เหนียงจะให้ของกินแก่เขาก็พอประทังได้แค่วันเดียว…เด็กโตขนาดนี้ต้องช่วยทำงานได้ไม่น้อย !”


เด็ก สตรีและคนชรากลุ่มนี้ล้วนมาจากหมู่บ้านเดียวกัน หญิงชรายังเป็นญาติกับเด็กน้อย…แต่เป็นญาติแล้วอย่างไร ? นางยังดูแลตัวเองไม่ไหว ไฉนเลยจะไปช่วยดูแลผู้อื่นได้ ?


หลินเว่ยเว่ยมองเจ้าถั่วงอกน้อยที่ร่างกายผอมแห้ง ศีรษะใหญ่กว่าตัว เขามีสภาพเหมือนเจ้าหนูน้อยตอนที่นางได้เจอในครั้งแรกไม่มีผิด นางจึงเริ่มใจอ่อน


นางย่อตัวลงแล้วยื่นมือไปลูบศีรษะถั่วงอกน้อยพลางถามว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าการเป็นบ่าวรับใช้ให้ผู้อื่นหมายความเยี่ยงไร ? หมายความว่าชีวิตของเจ้าจะไม่ใช่ของตนอีกต่อไป…เจ้าเต็มใจหรือไม่ ?”


เจ้าถั่วงอกน้อยใช้มือแสนสกปรกของตนเช็ดหน้า หลังออกแรงพยักหน้าแล้วเขาก็กล่าวออกมาว่า “แม้ชีวิตจะไม่ใช่ของข้า ทว่าอย่างน้อยก็สามารถรักษาเอาไว้ได้ ข้ายอมเป็นบ่าวรับใช้ของกู่เหนียง…”


แต่แล้วเขาก็ถูกขัดจังหวะเพราะจู่ๆก็มีเด็กน้อยวิ่งเข้ามากอดขาหลินเว่ยเว่ย “กู่เหนียง ท่านซื้อข้าไว้ด้วยเถิด ! ข้าเองก็ไม่มีพ่อแม่ อยู่ต่อไม่ไหวแล้วเหมือนกัน !”


ถั่วงอกน้อยตาโต หลังมองเด็กผู้หญิงตัวน้อยแล้วก็หันไปมองสตรีคนหนึ่งในกลุ่ม สตรีนางนั้นมีใบหน้าเหี่ยวแห้งและเผยสีหน้าตกใจออกมา ต่อจากนั้นก็รีบเข้าไปหลบหลังสตรีคนอื่นพลางปิดปากร้องไห้เงียบๆ


เจียงโม่หานเห็นฉากนี้เข้าพอดี เขาจึงลงจากเกวียนเทียมล่อ หลังใช้ปลายเท้าเขี่ยเด็กน้อยคนนั้นออกแล้วเขาก็พูดอย่างเย็นชา “ถ้าเจ้าเป็นบ่าวของบ้านเรา การทำเสื้อผ้าของเจ้านายสกปรกจะต้องโดนลงโทษโดยการโบยยี่สิบไม้ ! ซัวถัว…”


เจียงโม่หานแผ่บารมีน่าเกรงขามออกมา แววตาเต็มไปด้วยความเย็นชาราวกับควบคุมความเป็นความตายของผู้อื่นไว้ ทำให้คนมองสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บ เด็กหญิงตัวน้อยไม่กล้าสบตา จากนั้นนางก็คุกเข่ากับพื้นพร้อมร่างที่สั่นเทา


“โกหกเจ้านายก็เพิ่มอีกหนึ่งข้อหา !” น้ำเสียงเย็นชาราวกับคมกระบี่สามารถเปิดโปงคำโป้ปดได้ทุกอย่าง “เจ้ายังอยากเป็นบ่าวรับใช้ของบ้านเราหรือไม่ ?”


เด็กน้อยตัวสั่นเทาสักพักหนึ่ง นางหันไปมองหลินเว่ยเว่ยแล้วพูดเล่นลิ้นว่า “ขะ…ข้าเป็นบ่าวรับใช้ให้กู่เหนียง ไม่ได้บอกว่า…ไม่ได้บอกว่าจะเป็นให้ท่าน…”


เสียงของนางค่อยๆเบาลงภายใต้สายตาของเจียงโม่หาน เขาเค้นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา จากนั้นก็กล่าวว่า “ข้ากับนางเป็นครอบครัวเดียวกัน ! อย่าคิดว่าน้องสาวของข้าใจดีแล้วจะหลอกนางได้ !”


ทันใดนั้นสตรีคนหนึ่งในกลุ่มก็พุ่งออกมา นางเข้ามากอดเด็กน้อยแล้วคร่ำครวญว่า “นางยังเด็ก กู่เหนียงและคุณชายได้โปรดอย่าถือสานางเลย นางกลัวเพราะความหิวถึงได้…”


หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวว่า “ข้าย่อมไม่ถือสานางอยู่แล้ว ! ทว่าเด็กที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากมายเช่นนี้ ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก ! ไม่แน่ว่าอาจมีสักวันที่โดนนางทรยศ !”


“ข้าไม่ทำหรอก ! ข้าแค่ไม่อยากหิวอีกต่อไป ไม่อยากรู้สึกว่าพอตื่นมาแล้วข้างกายก็มีคนตายเพิ่มอีกหนึ่ง ไม่อยากโดนด่าโดนทุบตีราวกับสุนัข…ข้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป หรือก็ผิดด้วย ?” เด็กน้อยร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง


“เจ้าไม่ผิดหรือ ? มารดาที่ตายจากปากเจ้าและถูกเจ้าทอดทิ้ง นางทำผิดอันใด ? แม้แต่คนใกล้ชิดยังกล้าสาปแช่งอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วใครจะกล้าใช้งานเจ้า ?” หลินเว่ยเว่ยเผยสีหน้าเสียใจ จนถึงตอนนี้อีกฝ่ายก็ยังไม่ตระหนักในความผิดของตน คิดว่าทุกอย่างเป็นความผิดของผู้อื่น และนางเกลียดคนเช่นนี้ที่สุด !


ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็โน้มกายไปอุ้มเจ้าถั่วงอกน้อยขึ้นเกวียน เขามองมันเทศในมือแล้วรีบวิ่งกลับไปที่กลุ่มคนเพื่อนำมันเทศมอบให้หญิงชราคนหนึ่ง…หลังจากพี่สาวเสียชีวิต ถ้าไม่ได้ย่าห้าคอยปกป้อง เขาก็ไม่มีทางอยู่มาจนถึงตอนนี้ได้เลย !


หลินเว่ยเว่ยมองฉากนี้ด้วยความประทับใจ นางมองคนไม่ผิดจริงๆ ผู้ที่รู้จักสำนึกบุญคุณไม่มีทางมีนิสัยเจ้าเล่ห์แน่นอน !


เจียงโม่หานส่ายศีรษะพลางคิดในใจว่านางมีจิตใจดีเกินไป ต้องมีสักวันที่โดนเอาเปรียบ !


เมื่อเกวียนเทียมล่อกลับถึงฉือหลี่โกว เด็กห้าหกคนกลุ่มหนึ่งก็ถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยหญ้าเขียวสดเข้ามาต้อนรับ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผู้นำกลุ่มคือเจ้าหนูน้อยตัวขาวอวบนั่นเอง


“พี่รอง ดูสิ ! พวกเราตัด หนึ่ง สอง สาม…หญ้ากระต่ายได้ตั้งแปดตะกร้า ! แถมนี่ยังเป็นรอบที่สามของวันด้วยนะ !” เจ้าหนูน้อยทำหน้าตาน่ารักแล้วทำท่าทางราวกับต้องการที่จะบอกว่า ‘รีบชมข้าเร็วเข้า’


หลินเว่ยเว่ยกระโดดลงจากเกวียนเทียมล่อแล้วอุ้มเจ้าหนูน้อยขึ้นเกวียนพลางลูบศีรษะน้อยๆของเขา “น้องสี่ของพวกเราเก่งที่สุด !”


พอเห็นสีหน้าอิจฉาของเด็กคนอื่น นางจึงย้ายของบนเกวียนแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “เข้ามานี่สิ !” พวกตัวน้อยจึงทำเสียงดีใจแล้วรีบเข้ามาล้อมและปีนขึ้นเกวียนทันที !


วังตงเฉียงหลานชายคนเล็กของผู้ใหญ่บ้านยังนำกิ่งหลิวก้านหนึ่งมาตีที่ก้นล่อ


เจ้าหนูน้อยที่ขึ้นมาบนเกวียนคนแรกก็เห็นว่าบนเกวียนมีเด็กตัวสกปรกคนหนึ่งนั่งอยู่ เขาจึงหันไปมองด้วยความสงสัย “พี่รอง เขาคือใคร ?”


“เขาหรือ ? ต่อไปจะมาเป็นลูกน้องเจ้า ! เขาจะช่วยเจ้าตัดหญ้าให้กระต่าย จับตั๊กแตน ทำความสะอาดคอกกระต่าย คอกแพะ รอให้เจ้าเริ่มเข้าเรียน แล้วเขาจะช่วยแบกกระเป๋าและฝนหมึก !” หลินเว่ยเว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม


เจ้าหนูน้อยขมวดคิ้วและเผยให้เห็นสีหน้าขมขื่น “พี่รอง ต่อไปเขาจะมาอยู่ที่บ้านเราหรือ ? บ้านเราเลี้ยงคนเยอะแยะเช่นนี้ไหวหรือ ? เช่นนั้น…ท่านส่งเขากลับไปได้หรือไม่ ! ข้าสามารถให้อาหารกระต่ายหรือทำความสะอาดคอกกระต่ายเอง แถมข้าก็แบกกระเป๋าและฝนหมึกเองได้”


เจ้าถั่วงอกน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ทำหน้าเคร่งเครียดทันทีแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “ข้า…ข้ากินน้อยมาก มื้อหนึ่งกินแค่ผักป่ากับโวโวโถวชิ้นเดียวก็ได้แล้ว ข้าอยู่ห้องเก็บฟืนก็ได้ แค่ปูฟางก็พอแล้ว…แต่…แต่อย่าไล่ข้าไปเลย…”


วังตงเฉียงมองมือที่ดูเล็กเสียยิ่งกว่าไข่ไก่ของอีกฝ่ายแล้วกล่าวด้วยความตกใจ “เจ้ากินน้อยถึงเพียงนี้เลยหรือ ? ข้ากินได้ตั้งห้าชิ้นเชียวล่ะ !”


“ข้ากินได้หกชิ้น !”


“เจ้ากินไม่ได้เยอะเท่าข้าหรอก ข้ากินได้ตั้งเจ็ดชิ้น…”


“ข้ากินได้สิบชิ้น !”


“โกหก พ่อของข้ายังกินไม่เยอะถึงเพียงนั้นเลย ! เจ้าไม่กลัวจะกินเยอะเกินไปหรือไร !”


ฮ่าฮ่าฮ่า…


[1] โวโวโถว คือ อาหารประเภทแป้งของคนจีนทางเหนือโดยทำจากแป้งข้าวโพดและถั่วเหลือง ในอดีตเป็นอาหารหลักของคนจน รสชาติแห้งกระด้างกว่าหมั่นโถว


ตอนที่ 180: เอาข้าไปขายให้ตระกูลหลินเถิด


หากต้องการทราบถึงสภาพความเป็นอยู่ภายในหมู่บ้านต้องให้ดูจากสภาพของบรรดาเด็กน้อย


ในมือของชาวบ้านฉือหลี่โกวไม่ขาดแคลนเงินและยังร่วมแรงร่วมใจกันทั้งหมู่บ้าน พวกเขาไปซื้อเสบียงจากอำเภอจิงหยุนกลับมา2-3ลำเกวียน กอปรกับผักป่าและอาหารอื่นๆ แล้วก็สามารถทำให้อิ่มท้องได้ เด็กกลุ่มนี้ที่คอยติดตามเจ้าหนูน้อยยังได้กินเนื้อเป็นครั้งคราว จึงเป็นธรรมดาที่จะมีชีวิตชีวาต่างจากเด็กนอกหมู่บ้าน !


หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะเจ้าหนูน้อยแล้วกล่าวว่า “พ่อแม่ของเขาไม่อยู่แล้ว ข้างกายก็ไม่เหลือญาติสักคน ถ้าเราส่งเขากลับไปจะมีแค่จุดจบเดียว…”


เจ้าหนูน้อยมองเจ้าถั่วงอกน้อยอย่างเห็นใจ เมื่อลองคิดทบทวนอย่างตั้งใจแล้ว เขาก็กล่าวราวกับว่าตนเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง “เอาเถิด ! ข้าเห็นใจเจ้าและจะให้อยู่ต่อก็ได้ ! ต่อไปเจ้าก็คอยติดตามข้า ไม่ว่าเป็นเรื่องใดก็ต้องฟังข้า เข้าใจหรือไม่ ? บ้านเราเลี้ยงคนว่างงานไม่ไหว ถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีข้าวกิน จำไว้หรือยัง ?”


เจ้าถั่วงอกน้อยถอนหายใจแสดงความโล่งอก จากนั้นก็ออกแรงพยักหน้ารับ


เจ้าหนูน้อยมองคู่หูคนใหม่ด้วยรอยยิ้มพลางถามว่า “เจ้ามีนามว่าอันใด อายุเท่าไหร่แล้ว ?


เจ้าถั่วงอกน้อยตอบด้วยเสียงแผ่วเบา “ข้าชื่อจางหนิวฮว๋า อายุแปดขวบแล้ว !”


เจ้าหนูน้อยมองร่างกายอันผอมแห้งของอีกฝ่ายแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงตกใจ “ว่าอย่างไรนะ? เจ้าอายุแปดขวบแล้ว? ไม่เหมือนเลย ท่าทางเหมือนยังอายุน้อยกว่าข้านะ! ต่อไปเจ้าเป็นพี่น้องคนที่สี่ของเจ้าหนูน้ำเต้าทั้งเจ็ดแล้วกัน เป็นตัวสีเขียวที่สามารถพ่นไฟได้ !”


ทันใดนั้นเด็กคนอื่นก็มองหนิวฮว๋าด้วยความอิจฉา เพราะเคยได้ยินเรื่องอภินิหารเจ้าหนูน้ำเต้าทั้งเจ็ดจากเจ้าหนูน้อยมาแล้ว ความสามารถของพี่น้องน้ำเต้าทั้งเจ็ดในเรื่องเต็มไปด้วยจินตนาการน่าโหยหา ไม่ว่าใครก็อยากมีบทบาททั้งนั้น


วังตงเฉียงที่สนิทกับเจ้าหนูน้อยที่สุดก็ดีอกดีใจที่ตนได้สวมบทบาทเป็นตัวลิ่น ส่วนเด็กที่มีความสัมพันธ์ทั่วไปก็ได้เป็นค้างคาวหรือไม่ก็คางคก ฟากเด็กที่น่ารำคาญอย่างเจ้าอ้วนซานได้สวมบทบาทเป็นหัวหน้าวายร้ายอย่างสมเหตุสมผล…คือแมงป่องนั่นเอง


ส่วนบทพี่น้องน้ำเต้าทั้งเจ็ด เจ้าหนูน้อยทำใจให้คนอื่นเล่นไม่ได้เสียที คาดไม่ถึงว่าเด็กที่เพิ่งมาใหม่คนหนึ่งจะได้เป็นพี่น้องคนที่สี่…ไม่รู้ว่าที่บ้านเจ้าหนูน้อยยังขาดพี่น้องอีกหรือไม่ ?


หลังจากได้ยินพวกเด็กๆเอ่ยพึมพำเรื่องเจ้าหนูน้ำเต้าแล้ว ดวงตาของจางหนิวฮว๋าก็เป็นประกายทันที เขาพูดกับเจ้าหนูน้อยว่า “ข้าอยากเป็นคนที่ห้าซึ่งสามารถพ่นน้ำได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นพืชผลในไร่นาก็จะไม่แห้งตาย มนุษย์ก็ไม่ต้องอดตาย…”


เจ้าหนูน้อยนึกถึงคำพูดของพี่รองที่เอ่ยเกี่ยวกับเด็กน้อยคนนี้ เขาจึงรู้สึกสงสารขึ้นมาทันทีและแสดงความใจกว้าง “ได้ เช่นนั้นเจ้าก็เป็นคนที่ห้า! แล้วคนที่สี่จะเป็นใคร?”


“ข้า! ข้า! ข้าก่อไฟเก่งมาก ข้ายินดีเป็นคนที่สี่!” เด็กน้อยคนหนึ่งยกมือขึ้น


วังตงเฉียงทำเสียง ฮึ ใส่อีกฝ่าย “ตอนนี้ข้าเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเอ้อร์ฮว๋า ข้าเองก็ก่อไฟเป็นเหมือนกัน คนที่สี่ควรเป็นข้าต่างหาก!”


เด็กคนนั้นจึงเอ่ยด้วยความไม่พอใจ “เจ้าไม่เล่นเป็นตัวลิ่นแล้วหรือ? เหตุใดยังมาแย่งเป็นคนที่สี่กับข้าอีก?”


วังตงเฉียงก็กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์เช่นกัน “เจ้าก็เล่นเป็นคางคกเหมือนกัน!”


“เลิกทะเลาะกันได้แล้ว! ข้าคิดว่าฉือถัวเล่นเป็นคนที่สี่เหมาะสมกว่าเพราะเขาสามารถก่อไฟได้ตั้งหลายเตา แถมไฟก็แรงมากด้วย!” ในที่สุดเจ้าหนูน้อยก็นึกถึงผู้ที่เหมาะสมได้แล้ว


ทว่าวังตงเฉียงไม่เห็นด้วย “ฉือถัวโตกว่าพวกเราตั้งเยอะ เขาไม่อยากมาเล่นแบบพวกเราหรอก! ให้ข้าเป็นเถิด ต่อไปข้าจะช่วยบ้านเจ้าก่อไฟทุกวัน ไฟของข้าก็จะแรงมากเหมือนกัน!”


เจ้าหนูน้อยมองเขาอย่างไม่เชื่อ “แม่เจ้าบอกว่าเจ้าช่วยงานที่บ้านน้อยมาก เจ้ามาก่อไฟให้บ้านข้าแล้ว นางจะต้องไม่เห็นด้วยแน่นอน! เช่นนั้นก็ช่างมันเถิด…”


“ข้ากลับบ้านไปแล้วก็จะช่วยท่านแม่ก่อไฟ เช่นนี้ก็ได้แล้วสินะ?” วังตงเฉียงรีบกล่าว


“เช่นนั้น…ให้เจ้าเป็นก็ได้ ถ้าไม่เหมาะสมค่อยเปลี่ยนคนใหม่แล้วกัน” เจ้าหนูน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจสักเท่าไร เพราะในสายตาของเขาคือวังตงเฉียงไม่ช่วยงานครอบครัว ถือเป็นเด็กที่ค่อนข้างเกียจคร้าน ไม่เหมาะกับบทพี่น้องคนที่สี่เลย


ในคืนนั้น พอถึงเวลาที่มารดาวังตงเฉียงต้องทำอาหารให้บ้านผู้ใหญ่บ้าน นางก็ต้องประหลาดใจที่พบว่า บุตรชายออกตัวจะช่วยก่อไฟและยังก่อได้อย่างคล่องแคล่วด้วย นี่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วหรือ? หรือว่าบุตรชายจะโดนบางอย่างสิงสู่? จู่ๆก็ขยันขึ้นมาเสียอย่างนั้น


พอถามก็ได้รู้ว่ามีเหตุมาจากเจ้าหนูน้อย ผู้ใหญ่บ้านจึงยิ้มอย่างมีความสุขทันที “เป็นอย่างที่คิด คบเพื่อนดีก็สามารถส่งผลดีต่อชีวิต เฉียงจื่อ ต่อไปเจ้าต้องเรียนรู้จากเอ้อร์ฮว๋าให้มาก!”


มารดาของวังตงเฉียงก็ดีใจเหมือนกัน แต่ยังไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร “เขาน่ะ! ทำงานให้บ้านอื่นก็ทำได้ดีอยู่หรอก ทั้งออกไปตัดหญ้า จับตั๊กแตน ช่วยบ้านอื่นเลี้ยงกระต่ายเลี้ยงแพะทุกวัน แต่ไม่ได้สิ่งใดกลับมาสักอย่าง!”


“ใครบอกขอรับ? คราวก่อนเอ้อร์ฮว๋ายังให้เนื้อกระต่ายข้าชิ้นหนึ่งแล้วก็นมแพะย่างอีกครึ่งหนึ่ง…ข้าไม่เคยกินเนื้อและขนมที่อร่อยเช่นนั้นมาก่อน!” วังตงเฉียงเคี้ยวเค้กข้าวโพด จากนั้นก็กล่าวอีกว่า “เค้กข้าวโพดของบ้านเอ้อร์ฮว๋าทั้งกรอบและหอม อร่อยกว่าของบ้านเราตั้งเยอะ!”


“ในเมื่อบ้านคนอื่นมีดีถึงเพียงนั้น เจ้าก็ไปเป็นลูกชายให้บ้านเขาเลยสิ!” มารดาของวังตงเฉียงผลักบุตรชายเพราะนางโมโหจะตายอยู่แล้ว ในสายตาของบุตรชาย แม้แต่อุจจาระบ้านคนอื่นยังหอมกว่า!


วังตงเฉียงถอนหายใจแล้วกล่าวอย่างคร่ำครวญ “ข้าก็คิดเหมือนกัน! แต่แม่ของเอ้อร์ฮว๋าไม่ขาดลูกชาย…ท่านแม่ขอรับ ท่านขายข้าให้ตระกูลหลินเถิด วันนี้พี่รองหลินซื้อเด็กกลับมาคนหนึ่ง เจ้าหนูน้อยให้เขาเป็นเจ้าหนูน้ำเต้าธาตุน้ำ เพิ่งรู้จักกันก็ให้เป็นพี่น้องคนที่ห้าแล้ว ข้าอยากเป็นคนที่สี่ ต้องคุยกับเขาอยู่นานถึงจะยอมตกลง ท่านว่ามันน่าโมโหหรือไม่!”


มารดาของวังตงเฉียงบิดหูและตีหน้าผากเขา “ข้าคิดว่าคนที่น่าโมโหคือเจ้าต่างหาก เพื่อของกินแล้วถึงขั้นจะขายตัวเป็นบ่าวรับใช้ให้บ้านอื่น! ขายหน้าเขาหรือไม่?”


ผู้ใหญ่บ้านจึงถามว่า “นางหนูรองซื้อคนกลับมาด้วยหรือ?”


ขณะร้องโอดโอย วังตงเฉียงก็รีบวิ่งเข้ามาซ่อนด้านหลังท่านปู่ “ใช่ขอรับ! ซื้อเด็กผู้ชายอายุแปดขวบไม่มีพ่อแม่โดยบอกว่า…ต่อไปเวลาเจ้าหนูน้อยไปเรียนหนังสือจะให้ช่วยแบกกระเป๋า…ข้าเองก็ช่วยเอ้อร์ฮว๋าแบกกระเป๋าได้เหมือนกัน!”


ทันใดนั้นผู้ใหญ่บ้านก็ถอนหายใจ “เด็กไม่มีพ่อแม่ข้างนอกมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง อยู่ต่อไปไม่ได้ถึงเอาตัวมาขายเป็นทาสให้คนอื่น แล้วพวกที่มีพ่อแม่แต่เลี้ยงไม่ไหวก็เอาลูกชายลูกสาวไปขาย…โชคดีที่หมู่บ้านเรามีบุตรสาวคนรองตระกูลหลินอยู่!”


มารดาของวังตงเฉียงมุ่ยปาก “ท่านพ่อเจ้าคะ ท่านชื่นชมบุตรสาวคนรองตระกูลหลินมากเกินไปแล้ว ไม่ว่าเรื่องใดท่านก็ฟังนางหมด สรุปแล้วนางเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือท่านกันแน่?”


ผู้ใหญ่บ้านถลึงตาใส่ลูกสะใภ้ “ถ้าเจ้าทำให้หมู่บ้านเรามีกินมีใช้ ไม่หิวตายในปีที่ประสบภัยแห้งแล้งนี้ได้ ข้าก็ฟังเจ้าเหมือนกัน! บุตรสาวคนรองตระกูลหลินพาคนในหมู่บ้านขึ้นเขาไปเก็บผักป่า เมล็ดสน รับซื้อของป่ากับเมล็ดสนในราคาสูงแล้วยังช่วยหมู่บ้านสร้างโรงงานแปรรูปขึ้นมาอีก ถ้านางอยากเป็นผู้ใหญ่บ้าน ข้าก็จะให้นางเป็น!”


วังตงเฉียงจึงพูดแทรกทันที “ยังมีไม้ไผ่ที่ส่งน้ำลงจากเขา พี่รองหลินก็เป็นคนตัดขอรับ!”


“ใช่! ถ้าไม่มีบุตรสาวคนรองตระกูลหลิน เจ้าคิดว่าบัณฑิตเจียงจะสนความเป็นตายของคนในหมู่บ้านเราหรือ?” ทันใดนั้นผู้ใหญ่บ้านก็กวาดสายตามองทุกคนในครอบครัว “ต่อไปนี้ข้าไม่อยากได้ยินพวกเจ้าคนไหนพูดให้ร้ายบุตรสาวคนรองตระกูลหลินอีก! โดยเฉพาะเจ้า ม่านเหนียง! มนุษย์ต้องรู้จักสำนึกบุญคุณ ไม่อย่างนั้นจะไม่คู่ควรแก่การเป็นมนุษย์ รู้หรือไม่!”


พวกบุตรชายและสะใภ้ไม่กี่คนของเขาต่างขานรับอย่างเชื่อฟัง แม้วังม่านเหนียงจะไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาอย่างรู้กาลเทศะ



จบตอน

Comments