ตอนที่ 181: เปลี่ยนชื่อ
หลินเว่ยเว่ยพาเด็กผู้ชายคนหนึ่งกลับมาที่บ้าน เมื่อนางหวงได้ยินเรื่องราวของเด็กผู้น่าสงสารคนนี้แล้วก็ยอมรับอีกฝ่ายโดยไม่กล่าวโต้แย้งอันใด ทว่าบุตรสาวคนโตตระกูลหลินกลับบ่นออกมา นางบอกว่าการดำเนินชีวิตของผู้คนบนโลกใบนี้ไม่ง่ายแล้วยังจะรับเด็กเข้าบ้านอีก แค่นี้ก็ทำให้เจ้าดูเป็นคนดีแล้วกระมัง!
จางหนิวฮว๋าสะดุ้งแล้วพยายามทำตัวราวกับไร้ตัวตนให้มากที่สุดเพราะกลัวว่าจะโดนไล่ออกไป เจ้าหนูน้อยเข้ามาจับมือเขาไว้ จากนั้นกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “ไปเถิด ข้าจะพาเจ้าไปอาบน้ำ หลังจากนั้นค่อยไปให้อาหารกระต่ายด้วยกัน!”
หนิวฮว๋าแอบเหลือบมองหลินเว่ยเว่ยแล้วกล่าวว่า “ข้า…ข้าไปทำงานก่อนดีกว่า”
เจ้าหนูน้อยมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จากนั้นก็ใช้มือปัดไปมาที่จมูกพลางกล่าว “เจ้าไม่ได้อาบน้ำมานานเท่าไรแล้ว ตัวเหม็นมาก ไปอาบน้ำก่อน เช่นนั้นคงได้ทำให้กระต่ายน้อยของข้าสลบหมด!”
พอเห็นหลินเว่ยเว่ยไม่ได้แสดงท่าทีอันใด หนิวฮว๋าก็พยักหน้ารับเบาๆ “เช่นนั้น…ก็ได้!”
ภายใต้ความช่วยเหลือของเจ้าหนูน้อยจึงทำให้หนิวฮว๋าอาบน้ำจนสะอาดหมดจดและพาไปใส่ผ้าเนื้อหยาบที่ตนเพิ่งใส่ได้ไม่นานนัก ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาเจ้าหนูน้อยได้กินข้าวจนอิ่มท้องทุกวันและยังได้รับการเลี้ยงดูจากน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณจึงทำให้ส่วนสูงของเขาเพิ่มขึ้น ดังนั้นเสื้อผ้าที่ทำเมื่อเดือนก่อนหรือกางเกงจึงสั้นเต่อขึ้นมา
หนิวฮว๋าเกิดในครอบครัวยากจน ตั้งแต่เด็กจนโตมีช่วงเวลาได้กินอิ่มน้อยมาก แม้อายุมากกว่าเจ้าหนูน้อยสองปี ทว่าตัวเขาก็ไม่สูงสักเท่าไรเลย เจ้าหนูน้อยยกคิ้วอย่างได้ใจ…ในที่สุดก็มีคนนำเสื้อผ้าของตนไปใส่แล้ว!
หนิวฮว๋าลูบเสื้อผ้าบนร่างกายอย่างหลงใหลเพราะไม่เคยสวมเสื้อผ้าที่ไร้รอยปะชุนมาก่อน เขากังวลว่าเจ้าหนูน้อยจะอ้างสิทธิ์แล้วเอาคืนจึงหันไปมองสีหน้าของทุกคนด้วยสายตาหวาดระแวง “เสื้อผ้าดีถึงเพียงนี้จะยกให้ข้าจริงหรือ?”
เจ้าหนูน้อยเดินวนรอบตัวอีกฝ่าย หลังจากหัวเราะอย่างมีความสุขแล้วก็กล่าวว่า “เสื้อผ้าชุดนี้เล็กไปสำหรับข้า ในบ้านก็ไม่มีใครตัวเล็กกว่านี้อีก ไม่ให้เจ้าแล้วจะให้ใคร!”
“แต่…ถ้าต่อผ้าเพิ่มเข้าไปตรงปลายขากางเกงก็ยังสามารถนำมาใส่ได้นะ!” ความเป็นจริงแล้วสำหรับหนิวฮว๋าชุดนี้ก็ถือว่าเล็กอยู่พอสมควร ทว่าในสายตาของเขานี่ถือเป็นชุดดีที่สุดซึ่งเคยสวมใส่มา!
นางเฝิงมองแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ที่บ้านข้ายังมีผ้าสีเดียวกันอยู่ อีกประเดี๋ยวเจ้าถอดออกมาก่อน ข้าจะปรับแก้ให้”
นางหวงก็กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ในหีบของข้ายังมีผ้าอยู่สองสามพับ ประเดี๋ยวจะทำเสื้อผ้าสักชุดไว้ให้เจ้าใช้เปลี่ยน เมื่อเจ้ามาอยู่ในบ้านเราแล้ว จะไม่ให้เจ้ามีเสื้อผ้าไว้ใส่ก็คงไม่เหมาะสมหรอก”
ว่าอย่างไรนะ ? ทำเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ข้าหรือ ? นี่ข้าไม่ได้หูฝาดใช่หรือไม่ ? แม้เป็นเด็กจากครอบครัวฐานะดีในหมู่บ้านของข้าก็ยังได้เสื้อผ้าชุดใหม่เฉพาะฉลองวันปีใหม่เท่านั้น…ทันใดนั้นหนิวฮว๋าก็มีความรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมา
เจียงโม่หานกล่าวกับเจ้าหนูน้อยว่า “ต่อไปเขาจะเป็นบ่าวรับใช้ของเจ้า ในชื่อของเขามีอักษรที่เหมือนกับของเจ้าอยู่ ตั้งชื่อใหม่ให้เขาสิ !”
เจ้าหนูน้อยมีดวงตาเป็นประกาย ริมฝีปากเปิดออก จากนั้นก็โบกไม้โบกมือด้วยความดีใจ “ข้าหรือ ? ข้าตั้งชื่อให้เขาได้หรือ ? ข้าต้องคิดให้ดีหน่อย ต้องตั้งชื่อที่ทั้งไพเราะและดูดีให้หนิวฮว๋า !”
จางหนิวฮว๋าไม่ต่อต้านการตั้งชื่อใหม่แม้แต่น้อย เด็กสาวที่หมู่บ้านของพวกเขาก็ถูกขายเป็นสาวใช้ให้เศรษฐีในเขตเริ่นอัน เจ้านายจึงเปลี่ยนชื่อให้เป็น ‘จุ้ยเอ๋อร์’ เมื่อนางกลับมาเยี่ยมครอบครัวก็ยังอวดชื่อใหม่ให้พวกพี่น้องทั้งหลายฟัง
การที่เจ้านายเปลี่ยนชื่อให้เขาก็หมายความว่ายอมรับในตัวเขาแล้ว ต่อไปเขาก็จะเป็นคนของบ้านเจ้านาย ไม่ถูกใครหน้าไหนด่าหรือทำร้ายโดยไร้ที่พึ่งเหมือนเด็กกำพร้าอีก !
หลังกระโดดโลดเต้นเสร็จแล้ว เจ้าหนูน้อยก็เริ่มคิดไม่ตก “ชื่ออะไรดี ? เสี่ยว…จ้วง ? ไม่ได้ เหมือนเสี่ยงจ้วงน้องชายที่เพิ่งคลอดของพี่ต้าจ้วง ชื่อต้าซาน ? ไม่ดี เหมือนว่าลุงของวังตงเฉียงก็ชื่อนี้…”
หลินจื่อเหยียนดึงผมจุกน้อยบนศีรษะของเขาแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าไม่ได้เรียนคัมภีร์สามอักษรกับตำราพันอักษรแล้วหรือ ? สามารถเลือกคำที่มีความหมายดีมาตั้งชื่อให้เขาได้นี่ !”
“หยงอายุสี่ขวบ สามารถเลือกสาลี่…ข่งหยงอายุสี่ขวบก็เข้าใจในการเสียสละและมิตรภาพ อืม…เจ้าชื่อ ‘เสี่ยวร่าง’ ก็แล้วกัน” หลังครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเจ้าหนูน้อยก็เลือกอักษรออกมาจากคัมภีร์สามอักษรได้
“เสี่ยวร่าง เสี่ยวร่างร่าง…” เจ้าหนูน้อยพูดซ้ำไปซ้ำมาสองสามครั้ง ยิ่งพูดเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกว่าชื่อนี้ตั้งได้ดีมาก หนิวฮว๋า…ไม่ใช่สิ สหายตัวน้อยจางเสี่ยวร่างก็พอใจมากเช่นกัน นายน้อยพูดแล้วว่าชื่อนี้หมายถึงการเสียสละและมิตรภาพ เป็นสิ่งที่เลือกออกมาจากตำรา เขาจึงรู้สึกว่าชื่อนี้ดูเลอค่าขึ้นมาทันที
หลินเว่ยเว่ยหยิบซี่โครงที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งออกมาแล้วประกาศว่า “เพื่อเป็นการต้อนรับที่เสี่ยวร่างมาอยู่กับบ้านเรา เย็นนี้ข้าจะทำข้าวเหนียวนึ่งซี่โครง!”
เจียงโม่หานเหลือบมองนาง…ไม่ได้ตกลงกันแล้วหรือว่าจะทำซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานให้ข้า ?
เพียงแค่สายตาของอีกฝ่าย หลินเว่ยเว่ยก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว นางหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานมีรสหวาน ตอนเย็นกินของรสหวานมากไปไม่ดี ! วันนี้ทำข้าวเหนียวนึ่งซี่โครงก่อน พรุ่งนี้ค่อยทำซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานดีหรือไม่ ?”
ได้ อย่างไรก็ต้องได้ ! ผู้ใดให้คนทำอาหารเป็นเจ้าล่ะ ? ความสามารถด้านอื่นของเด็กคนนี้ถือว่าอยู่ในระดับธรรมดา ทว่าฝีมือในการทำอาหารถือว่าไม่เลวจริงๆ ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็เริ่มตั้งตารอคอย ‘ข้าวเหนียวนึ่งซี่โครง’
การทำข้าวเหนียวนึ่งซี่โครงนี้ ตัวข้าวที่ใช้นึ่งกับเนื้อและซี่โครงถือเป็นวัตถุดิบสำคัญ ชาติก่อนหลินเว่ยเว่ยทำงานในร้านอาหาร ข้าวเหนียวนึ่งซี่โครงถือเป็นเมนูเด็ดของเถ้าแก่เนี้ย ข้าวที่ใช้นึ่งก็ล้วนทำเองทั้งนั้น
ข้าวเหนียว ข้าวหอม โป๊ยกั๊ก พริกหม่าล่าล้วนถูกล้างด้วยน้ำสะอาด ( เนื่องจากไม่มีข้าวหอม หลินเว่ยเว่ยจึงได้แต่ใช้ข้าวขาวธรรมดาแทน ) หลังนำออกจากน้ำแล้วก็ผึ่งให้แห้งในสถานที่อากาศถ่ายเทภายในลานบ้าน
เจ้าหนูน้อยและเสี่ยงร่างบ่าวคนใหม่ของเขาแย่งกันจุดไฟ ไฟที่แผดเผาทำให้กระทะแห้งสนิท ข้าวเหนียว ข้าวขาวและขิงแผ่นถูกคั่วด้วยไฟอ่อนจนกระทั่งพวกมันมีสีเหลืองนวลค่อยใส่โป๊ยกั๊กและพริกหม่าล่าลงไปคั่วต่อ หลังรอให้ข้าวเป็นสีเหลืองทองแล้วก็ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย จากนั้นพักให้เย็น
เจ้าหนูน้อยและเสี่ยวร่างได้กลิ่นหอมของการผัดข้าวจึงอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ โดยเฉพาะเสี่ยวร่างที่ไม่ได้กินสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันมาหนึ่งวันเต็ม กระเพาะจึงส่งเสียงร้องอย่างต่อเนื่อง
เขาหน้าแดงและพยายามปกปิดหน้าท้องอันไม่เชื่อฟังของตนเพราะกลัวบรรดาเจ้านายจะคิดว่าตนตะกละแล้วไม่ต้องการกันอีก
เมื่อข้าวเย็นตัวแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็หยิบเครื่องเทศขึ้นมาให้เด็กทั้งสองคนละหนึ่งกำมือ ข้าวผัดหอมกรุ่นคลุกเครื่องเทศช่างผสานกันลงตัว เวลากินจะมีรสสัมผัสกรุบกรอบ นำมาทำเป็นขนมกินเล่นของเด็กก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
เจ้าหนูน้อยลองกินสองคำ จากนั้นก็นำส่วนที่เหลือยกให้เสี่ยวร่างซึ่งร่อนเร่เป็นขอทานอยู่ข้างนอกได้เดือนกว่า สำหรับเขาแล้ว ข้าวผัดปริมาณน้อยแค่นี้อาจเป็นอาหารในหนึ่งวันหรือในช่วงสองสามวันเลยก็ว่าได้ เขาเห็นมันเป็นของมีค่าจึงค่อยๆหยิบเข้าปากทีละเม็ด
“หอมจังเลย ! นี่เป็นของอร่อยที่สุดเท่าที่บ่าวเคยกินมา !” แม้เป็นตอนที่บิดามารดายังอยู่ ในบ้านก็ไม่ค่อยมีของกินดีๆสักเท่าไร นี่เป็นข้าวขาวเชียวนะ ! ทันใดนั้นดวงตาของเสี่ยวร่างก็เริ่มร้อนผ่าว หลังกินข้าวผัดเสร็จแล้ว เขาก็ดื่มน้ำตามหนึ่งถ้วย ข้าวผัดในท้องบวมขึ้นเพราะน้ำ ความรู้สึกอิ่มท้องเช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่กล้าจินตนาการถึงมาก่อน
อีกด้านหนึ่ง ข้าวที่ผัดกับเนื้อก็ทำเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงเริ่มทำซี่โครงต่อ นางนำซี่โครงที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งออกมาตัดแบ่งเป็นชิ้นขนาดประมาณ3หลีหมี่ จากนั้นนางก็เริ่มปอกเปลือกมันเทศแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
ซอสพริกถั่วปากอ้าทำเอง ซอสถั่วเหลือง กระเทียมสับ น้ำข้าวหมัก น้ำตาลเล็กน้อย เกลือและน้ำมันถูกคลุกผสมรวมกับซี่โครง เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้วก็ราดบนข้าวผัด จากนั้นคลุกเคล้าให้ทุกอย่างเข้ากัน
หลังใส่มันเทศเป็นฐานลงในหม้อนึ่งแล้วค่อยวางข้าวคลุกซี่โครงลงไปอีกชั้นแล้วนึ่งด้วยไฟแรงประมาณครึ่งชั่วยาม เมื่อยกออกจากเตาก็โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยอีกที สุดท้ายข้าวเหนียวนึ่งซี่โครงก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ !
ตอนที่ 182: เขาจะเลี้ยงนางเอง
มื้อเย็นมีอาหารหลักเป็นข้าวสองชนิด ในโถใหญ่คือข้าวหุง จานใบใหญ่อัดแน่นไปด้วยข้าวเหนียวนึ่งซี่โครงที่หนักถึง5ชั่ง อาหารจานผักคือถั่วแขกผัดพริกแห้ง ผัดบวบและซุปคือซุปผักใบเขียวใส่ไข่
เสี่ยวร่างช่วยยกอาหารขึ้นโต๊ะ หลังจัดเรียงตะเกียบและถ้วยชามเสร็จแล้วเขาก็ถอยออกมา ขณะมองโถใส่ข้าวหุงใบใหญ่ ข้าวเหนียวนึ่งซี่โครงจานโตแล้วยังมีหม้อขนาดใหญ่กว่าหม้อที่บ้านของตนใช้ต้มซุปไก่ตอนฉลองปีใหม่กว่าครึ่ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะมีความสุข…พี่สาวเคยบอกว่าอาหารที่บ้านเจ้านายกินไม่หมดจะยกให้บ่าว อาหารเยอะแยะมากมายเช่นนี้น่าจะเหลือสักสองสามคำให้เขาได้ชิมบ้าง
เจ้าหนูน้อยเรียกให้เขาไปล้างมือเพื่อกินข้าว เสี่ยวร่างจึงรีบวิ่งเข้าไปและยื่นผ้าเช็ดมือให้นายน้อย ทว่าตอนที่จะขึ้นไปนั่งรับประทานอาหารกัน เขากลับถอยออกไปยืนห่างๆอย่างรู้งาน จากนั้นก็กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “นายน้อยกินข้าวเถิดขอรับ บ่าวเพิ่งกินข้าวผัดไป ยังไม่หิว…”
หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าถ้าฝืนให้เขามาร่วมโต๊ะด้วยกัน เจ้าถั่วงอกน้อยจะต้องอึดอัดแน่นอน นางจึงไปหยิบชามใบใหญ่มาจากห้องครัวแล้วตักข้าวหุง ซี่โครงสามชิ้นและพวกอาหารจานผัก จากนั้นก็ยื่นใส่มือเสี่ยวร่าง “บ้านเราไม่ได้มีกฎอันใดมากมายเพียงนั้น ถ้าเจ้าไม่อยากกินพร้อมพวกเราก็ไปกินในห้องครัวเถิด กินเสร็จแล้วก็ตักซุปเอง…”
“นะ…นี่ให้บ่าวหรือขอรับ ?” เสี่ยวร่างทนไม่ไหวอีกต่อไป เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอเสียงดัง เขาไม่ทันได้เขินอาย ดวงตาก็จับจ้องไปที่ซี่โครง…นี่…นี่คือเนื้อเลยนะ !
บ้านเจ้านายช่างดีเสียจริง ถึงขั้นยอมให้เขากินเนื้อ นี่เขาได้มาเจอกับครอบครัวคนดีซึ่งพี่สาวเคยกล่าวไว้แล้ว ! ต่อไปเขาต้องขยันทำงาน รับใช้นายน้อยอย่างรอบคอบ และกลายเป็นบ่าวรับใช้ที่มีคุณภาพให้ได้ !
ต่อจากนั้นเสี่ยวร่างก็กินอาหารที่ยากจะลืมที่สุดในชีวิต แม้ว่าในอนาคตเขาจะได้เป็นหัวหน้าพ่อบ้านซึ่งมีอำนาจที่สุดในจวนช่างชูแห่งกรมคลัง แต่ละมื้อไม่เคยอยู่ห่างจากอาหารจานเนื้อและได้แวะเวียนไปเยือนตามร้านอาหารชั้นยอดเป็นครั้งคราว แต่ถ้าถามเขาว่าอาหารใดอร่อยและดีที่สุดเท่าที่เคยกินมา เขาก็สามารถตอบโดยไม่ลังเลว่าข้าวหุง ข้าวเหนียวนึ่งซี่โครง ถั่วแขกผัดพริกแห้ง ซุปผักใบเขียวใส่ไข่…
อาหารมื้อนี้จึงกลายเป็นความทรงจำแสนอบอุ่นและมีค่าที่สุดในชีวิต !
เจียงโม่หานเคยได้กินข้าวเหนียวนึ่งซี่โครงมาก่อนแล้วจึงหยิบซี่โครงชิ้นแรกขึ้นมาพร้อมความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ซี่โครงที่นึ่งออกมาไม่มันหรือเลี่ยนแต่อย่างใด เนื้อนุ่มอร่อย เนื้อซี่โครงแต่ละชิ้นผสานกับข้าวที่นุ่มละมุน รสสัมผัสนุ่มลิ้น หอมเผ็ดและสดชื่น เรียกได้ว่ามีรสดั้งเดิม มันเทศซึ่งดูดซับกลิ่นและรสของเครื่องปรุงเอาไว้ก็อร่อยเหนือความคาดหมาย !
ข้าวเหนียวนึ่งซี่โครงที่นางทำช่างแตกต่างจากพ่อครัวในอดีตชาติของเขาพอสมควร รสชาติเข้มข้นกว่าและเขาชอบมาก !
เจียงโม่หานตัดสินใจแล้วว่าหากวันหน้านางไม่คิดออกเรือนจริงๆ เขาก็จะ…เขาก็จะเลี้ยงนางไว้ในจวน อาศัยฝีมือทำอาหารของนางแล้วให้เลี้ยงคนว่างงานไว้ในจวนเพิ่มอีกคนก็คงไม่เป็นไร ? ทว่านิสัยของเด็กคนนี้ต้องถูกขัดเกลาเสียหน่อย ไม่อย่างนั้นนางต้องสร้างเรื่องปวดหัวให้แน่
แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ถึงสองชาติแล้ว เขาจะยังไม่สามารถปกป้องคนที่อยากปกป้องได้อีกหรือ ?
“อ้า ! อิ่มมากเลย !” เจ้าหนูน้อยลูบท้องด้วยความพอใจ
หลินเว่ยเว่ยตีหน้าท้องเจ้าหนูน้อยเบาๆ “ไอหยา ! แตงโมสุกแล้ว รีบไปหยิบมีดมาเร็ว พวกเราจะได้กินผลไม้ล้างปากกันสักสองสามชิ้น !”
เจ้าหนูน้อยรีบกุมท้องเอาไว้พลางหัวเราะอย่างมีความสุข “ไม่ใช่แตงโมนะ เป็นท้องข้าต่างหาก ! จะใช้มีดผ่าไม่ได้ !”
นางหวงกลัวบุตรชายหัวเราะแล้วหายใจไม่ทันจึงรีบดึงตัวเขาเข้ามาและช่วยลูบท้องให้ จากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความตำหนิ “แม่บอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่ามื้อเย็นให้กินน้อยหน่อย ประเดี๋ยวก็ไม่ย่อยแล้วปวดท้องกลางดึกอีก”
เจ้าหนูน้อยทำหน้าน้อยใจ “เรื่องนี้จะโทษข้าไม่ได้ขอรับ ! ถ้าจะโทษก็ต้องโทษพี่รองเพราะนางทำอาหารอร่อยเกินไป ข้าแค่ไม่ทันระวังก็เผลอกินเข้าไปเยอะแล้ว !”
หลินเว่ยเว่ยเค้นเสียงดัง ฮึ จากนั้นก็เข้ามาบีบก้อนเนื้อน้อยๆบนใบหน้าของน้องชาย “เหตุใดไม่พูดว่าตัวเองตะกละ ? ยังกล้าโทษว่าข้าทำอาหารอร่อย ! ข้าขอประกาศไว้เลยว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป งานทำอาหารยกให้พี่ใหญ่…”
“อย่า…” เจ้าหนูน้อยกล่าวด้วยเสียงคร่ำครวญและเผยท่าทางหวาดกลัวออกมา “พี่รอง ข้าผิดไปแล้ว ท่านเป็นผู้อาวุโสไม่ควรถือสาผู้น้อย อย่าคิดเล็กคิดน้อยกับเด็กเลยนะ ท่านแสนดีที่สุดในโลกแล้ว…”
หลินเว่ยเว่ยไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย นางยังกล่าวต่อ “จริงสิ โกดังของบ้านเราตรงท่าเรือต้องมีคนคอยดูแล ต้องมีคนคอยต้อนรับลูกค้าอีก ไหนจะเรื่องต่อรองราคาอะไรทำนองนั้น ผู้ใดในครอบครัวของเราสามารถทำได้บ้าง ? แน่นอนว่ามีเพียงข้า ! ดังนั้นตั้งแต่พรุ่งนี้ข้าจะไปพักอยู่ในเขตเริ่นอัน…”
“แต่…แต่บ้านเรายังต้องทำเนื้อแผ่น อีกอย่างเนื้อหมูป่ากับกวางในห้องใต้ดินก็น่าจะใช้ได้อีกไม่กี่วัน ยังมีเรื่องโรงงานแปรรูปเมล็ดสนอีก ท่านไม่ได้เพิ่งซื้อกระทะมาอีกสองใบหรือ ? ไม่ได้บอกว่าภายในสิบวันต้องคั่วให้ได้สองหมื่นชั่งหรืออย่างไร ? หากท่านไม่อยู่แล้วเราจะทำเช่นไร ?” เจ้าหนูน้อยพยายามเกลี้ยกล่อมให้พี่รองลบความคิดที่จะไปอยู่ในเขตทิ้ง
หลินเว่ยเว่ยยิ้มแล้วกล่าวว่า “ขึ้นเขาล่าสัตว์ไม่ได้มี ‘ญาติผู้พี่’ ของเราแล้วหรือ ? วรยุทธเขาสูงส่งถึงเพียงนั้น ล่าหมูป่าสองสามตัวเป็นเรื่องง่ายใช่หรือไม่ ? ส่วนเรื่องโรงงานแปรรูปข้าก็จัดการไว้แล้ว จ้างคนงานชั่วคราวเพิ่มสองสามคน ทำงานสามกะต่อวัน แต่ละคนทำงานวันละสองชั่วยาม ทำงานกะกลางคืนได้เงินเพิ่มขึ้นสิบอีแปะ ถ้าคิดเป็นรายวันก็สามารถคั่วเมล็ดสนได้2พัน100ชั่ง ถ้าสิบวันก็จะได้2หมื่น1พันชั่ง หากรวมกับที่เก็บอยู่ในคลังสินค้าก็มีเหลือเฟือ ! ไม่ส่งผลกระทบอันใดต่อการที่ข้าจะไปอยู่ในเขตเริ่นอัน !”
เจียงโม่หานวางตะเกียบแล้วกล่าว “ข้าเองก็มีปัญหาบางอย่างอยากไปปรึกษาอาจารย์ฟ่าน จะไปพักที่สำนักศึกษาสองสามวัน…”
หลินจื่อเหยียนมองน้องสี่ผู้มีใบหน้าโง่งมปราดหนึ่ง จากนั้นก็กล่าวด้วยอีกคน “ข้าเองก็จะไปยกเลิกการลาหยุดที่สำนักศึกษา…พี่รอง รสชาติอาหารในสำนักศึกษาแย่มาก ท่านส่งข้าวให้ข้าทุกวันได้หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยมองใบหน้าที่ค่อนข้างกลมขึ้นของน้องสามแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงรังเกียจว่า “เจ้ายังจะกินอีกหรือ ? เจ้ากลับสำนักศึกษาตอนนี้ อาจารย์จะคิดว่าเจ้าเข้าเรียนผิดชั้นเอาได้”
“ข้ามีเวลาอีกครึ่งปีก็จะสอบถงเซิงแล้ว ถ้าไม่ทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้วเกิดหมดสติตอนสอบขึ้นมาจะไม่ส่งผลต่อคะแนนสอบหรืออย่างไร?” หลินจื่อเหยียนกล่าวด้วยความมั่นใจ
เขาจะไม่อ้วนขึ้นได้อย่างไร ช่วงเวลาที่เขากลับมาอยู่บ้านก็ไม่รู้ว่าสบายขึ้นตั้งเท่าไร แต่ละมื้อมีของดีให้กินให้ดื่ม แล้วยังมีศิษย์พี่เจียงคอยอธิบายเรื่องราวต่างๆให้ฟังอีก พอนึกถึงช่วงเวลาในอดีตที่สำนักศึกษา…มันง่ายเหลือเกินที่จะเปลี่ยนจากความประหยัดเป็นความร่ำรวย ทว่าเปลี่ยนจากความร่ำรวยเป็นการประหยัดนั้นยากยิ่งกว่า!
เจ้าหนูน้อยมองพี่ชาย จากนั้นก็หันไปมองเจียงโม่หาน ทันใดนั้นเขาก็แอบร้องไห้ในใจ ฮือฮือฮือ เขาถูกพี่รองทอดทิ้งแล้ว ต่อไปจะมีแค่พี่ชายทั้งสองที่ได้กินอาหารอร่อยฝีมือพี่รอง…
“พี่รอง ท่านพูดว่าจะส่งข้าไปเรียนที่สำนักศึกษา ท่านยังจะทำอยู่หรือไม่?” เมื่อก่อนเจ้าหนูน้อยมีใจคิดเพียงเรื่องการเลี้ยงกระต่ายเท่านั้น สำหรับการเล่าเรียนไม่ได้ใส่ใจสักเท่าไร ตอนนี้กลับเอ่ยถึงเรื่องเข้าสำนักศึกษาขึ้นมาเอง นับว่าเพื่อของกินแล้วเขาสู้ตาย!
หลินเว่ยเว่ยจงใจขมวดคิ้ว “เช่นนั้นกระต่ายที่หลังบ้านแล้วยังมีไก่ไม่กี่ตัวจะทำอย่างไร? เจ้าทิ้งธุรกิจเลี้ยงกระต่ายได้หรือ?”
ดวงตาเจ้าหนูน้อยกลอกไปมา ทันใดนั้นเขาก็เห็นเสี่ยวร่างที่ยืนห่างออกไป เขาจึงรีบลุกขึ้นยืน “ไม่ได้มีเสี่ยวร่างอยู่หรือ? ข้าสอนงานเขาแล้วต่อไปก็ให้เขาเป็นคนดูแล!”
เสี่ยวร่างพยักหน้าด้วยความดีใจ ‘บ่าวทำได้ ยกให้เป็นหน้าที่ของบ่าวเถิด!’ เมื่อเจ้านายมอบหมายงานให้ เขาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนไล่ออก เขาจะตั้งใจทำงาน สาบานได้เลย!
ตอนที่ 183: ขายฝีมือไม่ขายเรือนร่าง
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” หลินเว่ยเว่ยหัวเราะจนตัวโยน นางยื่นมือไปลูบศีรษะเจ้าหนูน้อย “แค่หยอกเจ้าเล่น! แม้ตอนกลางวันข้าจะไปอยู่ในเมือง แต่พอตกเย็นก็จะกลับบ้านเหมือนเดิม!”
“พี่รองไม่ไปอยู่ในเขตเริ่นอันแล้วหรือ?” เจ้าหนูน้อยยังถามต่อ
“ไม่ไป! ไปอยู่ที่นั่นก็พักได้แค่ที่โกดัง แถมยังไม่มีเตาให้ทำอาหารด้วย ไฉนเลยจะสบายเท่าที่บ้าน” หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมยิ้มหวาน
ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็หันไปมองหลินจื่อเหยียนและเจียงโม่หาน “พี่สาม พี่โม่หาน ยังจะไปอยู่ที่สำนักศึกษาอีกหรือไม่?”
หลินจื่อเหยียนยิ้มแล้วเกาจมูกพักหนึ่ง “เนื่องจากภัยแล้งเป็นเหตุ นักเรียนส่วนใหญ่ก็เหมือนข้าที่ลากลับบ้านและมีบางส่วนที่เลิกเรียนไปเลย ดังนั้นห้องของพวกเราจึงเหลืออยู่แค่ไม่กี่คน อาจารย์ก็เหลือแค่ท่านสองท่าน ข้าคิดว่าอยู่ศึกษาตำรากับศิษย์พี่เจียงไปก่อนดีกว่า!”
หลินเว่ยเว่ยยิ้มแล้วแกล้งหยอกน้องสาม “เจ้าศึกษาตำรากับบัณฑิตน้อยแล้วได้มอบของขวัญแทนคำขอบคุณแก่เขาหรือยัง?”
หลินจื่อเหยียนรู้ว่าพี่รองกำลังแกล้งตนอยู่ เขาจึงกล่าวต่อไป “ของขวัญแทนคำขอบคุณของข้าไม่ได้มีพี่รองจัดการให้หรือ? พี่รองอยากให้สิ่งใดก็ให้เถิด!”
หลินเว่ยเว่ยเอียงศีรษะแล้วมองไปทางเจียงโม่หาน “บัณฑิตน้อย เจ้าอยากได้สิ่งใด?”
เจียงโม่หานตอบโดยไม่ลังเล “ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…ยังอยากกินซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานอยู่สิท่า! ข้าวเหนียวนึ่งซี่โครงไม่อร่อยหรือ?” หลินเว่ยเว่ยล้อเลียนว่าเขาเป็นนักกิน!
เจียงโม่หานจึงกล่าวอีกครั้ง “เช่นนั้นก็เอาข้าวเหนียวนึ่งซี่โครงเพิ่มอีกจาน!”
“ได้! ขอแค่เจ้าทำให้ต้าฮว๋าของบ้านเราสอบติดถงเซิง เจ้าอยากกินสิ่งใดข้าจะทำให้หมด! หมูนึ่งข้าวคั่ว ข้าวเหนียวไก่ ข้าวเหนียวนึ่งซี่โครง หัวสิงโตน้ำแดง ลูกชิ้นไข่มุก หมูสับทอดตุ๋นผักกาดขาว ( ลูกชิ้นแห่งความสุข )…” หลินเว่ยเว่ยนับนิ้วขณะพูดชื่ออาหารขึ้นมาทีละเมนู
เจียงโม่หานเหลือบมองนาง “แล้วถ้าเขาสอบติดซิ่วไฉล่ะ?”
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ถ้าเจ้าสอนจนต้าฮว๋าของบ้านเราสอบติดซิ่วไฉได้ เจ้าให้ทำสิ่งใด ข้าก็จะทำหมดทุกอย่าง!”
“ขายตัวเองมาเป็นแม่ครัวให้บ้านข้าก็ทำได้หรือ?” เจียงโม่หานทำท่าทางมั่นใจราวกับมีแผนการอยู่แล้ว
“เป็นแม่ครัวได้ แต่ขายตัวไม่ได้ ! ข้าเป็นแม่ครัวมืออาชีพ ขายฝีมือไม่ขายเรือนร่าง ! !” หลินเว่ยเว่ยยักคิ้วให้เขา !
นางเฝิงหัวเราะทันที ! นางเข้าใจแล้วว่าด้านการปะทะคารม บุตรชายผู้วิเศษของตนมักตกเป็นรองเมื่ออยู่ต่อหน้าหลินเว่ยเว่ย
แต่นางหวงส่ายศีรษะอย่างหมดคำที่จะกล่าวออกมา เด็กคนนี้เวลาอยู่ต่อหน้าบัณฑิตเจียงทีไรชอบพูดเหลวไหลอยู่เรื่อย ! ยิ่งเคยได้ยินบุตรสาวกล่าวว่าไม่อยากออกเรือนมาแล้ว คนเป็นมารดาก็รู้สึกกังวลขึ้นมาทันที ! ในเวลานี้ดูเหมือนว่าบุตรสาวจะไม่สนใจบุรุษอื่นใดนอกจากบัณฑิตเจียง เฮ้อ ! ถ้าบัณฑิตเจียงเป็นเหมือนคนธรรมดาเหล่านั้นก็คงจะดีไม่น้อย
บ้านตระกูลหลินเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะสนุกสนาน เมื่อมีหลินเว่ยเว่ยอยู่ก็ไม่เคยขาดเสียงหัวเราะอีกเลย
ลมเย็นพัดโชย เจียงโม่หานกำลังเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้านและมองร่างอันร่าเริงสดใสในลานบ้านพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นตรงมุมปาก……แม้ว่าลานบ้านนี้จะธรรมดา แต่ภาพแสนอบอุ่นและหวานชื่นถึงจะเป็นความรู้สึกของการมีครอบครัวสำหรับเขา ชีวิตในจวนขุนนางใหญ่เมื่อชาติก่อนเป็นเพียงคุกที่สวยหรูเท่านั้น…หากไม่มีคนในครอบครัวอยู่ด้วย ท้ายที่สุดมันก็หนาวเหน็บอยู่ดี !
หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เสี่ยวร่างก็เข้ามาแย่งหน้าที่ล้างจาน น้ำใสสะอาดถูกบรรจุจนเต็มถัง ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะชะโงกศีรษะเข้าไปดื่มกิน บ้านเจ้านายโชคดีมากเพราะที่อื่นแม้แต่การดื่มน้ำยังกลายเป็นปัญหา แต่ทางฝั่งนี้ล้วนใช้น้ำสะอาดซักผ้าและล้างจาน !
เมื่อล้างจานเสร็จแล้ว เขาก็ไปทำความสะอาดห้องต่างๆ เสี่ยวร่างยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพราะยังทำความสะอาดลานบ้านด้วย หลังรอให้เขาว่างงานแล้ว เจ้าหนูน้อยก็ลากเขาไปที่คอกกระต่าย
เจ้าหนูน้อยเท้าสะเอวแล้วกล่าวด้วยเสียงภาคภูมิ “เห็นแล้วใช่หรือไม่ ? เดิมทีที่นี่มีกระต่ายอยู่แค่ไม่กี่ตัว แต่ตอนนี้นับรวมกับลูกกระต่ายที่เพิ่งคลอดออกมาก็มีถึงร้อยตัวได้ เมื่อไม่กี่วันก่อนยังคลอดออกมาอีกครอก ทำเป็นเนื้อกระต่ายผัดห้าเครื่องเทศก็ขายได้เงินเยอะมากเลย ! พี่รองกล่าวว่าเงินจากการเลี้ยงกระต่ายของข้าจะเก็บไว้ให้ข้าทั้งหมด เพื่อให้ข้าได้ใช้ศึกษาเล่าเรียนในอนาคต !”
ระหว่างที่เจ้าหนูน้อยกำลังเอ่ยเรื่องเหล่านี้ ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความปลื้มปีติ “ดูเถิด ! นี่คือโลกที่ข้าสร้างมากับมือ”
เสี่ยวร่างมองกระต่ายขนปุยตัวแล้วตัวเล่าด้วยดวงตากลมโต “เก่งกาจมากขอรับ ! นายน้อยอายุแค่นี้ก็สามารถหาเงินเพื่อช่วยครอบครัวได้แล้ว !” ถ้าเขาเก่งเหมือนนายน้อย บิดามารดาและพี่สาวก็อาจจะ…เขาช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย !
“ข้าจะสอนวิธีเลี้ยงกระต่ายให้เจ้า ต่อไปเจ้าจะได้เก่งกาจเหมือนข้า ! เราสองคนต้องทำเงินให้เยอะกว่าเดิมและเมื่อถึงเวลานั้นเจ้ากับข้าก็จะไปเรียนที่สำนักศึกษาด้วยกัน ในเมืองมีซาลาเปาไส้เนื้อ เจี่ยวจือ (เกี๊ยวซ่า) และถังหูลู่รสชาติเปรี้ยวหวาน…แต่ถังหูลู่ที่เขตเริ่นอันไม่อร่อยเท่าผลไม้ในโถกระเบื้องเคลือบที่พี่รองทำหรอก !” เจ้าหนูน้อยจับมือเสี่ยวร่างเอาไว้…จงติดตามข้า แล้ววันหน้าเจ้าจะได้อยู่ดีกินดี !
เสี่ยวร่างพยักหน้า ทว่าทันใดนั้นเขาก็เปลี่ยนมาส่ายศีรษะแทน “บ่าวเรียนวิธีเลี้ยงกระต่ายจากท่านเพราะเป็นเด็กรับใช้ของท่าน เมื่อท่านไปเรียนหนังสือแล้ว บ่าวก็จะไปช่วยแบกกระเป๋าและฝนหมึกขอรับ !”
แต่เจ้าหนูน้อยกล่าวว่า “ไม่ได้ เจ้าเองก็ต้องเรียนหนังสือ ไม่อย่างนั้นพอวันหน้าข้าได้เป็นขุนนางใหญ่แล้ว คนข้างกายไม่รู้หนังสือก็จะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเอาได้ !”
“ถ้าเช่นนั้น…รอให้นายน้อยมีเวลาว่างแล้วก็สอนหนังสือบ่าว รับรองว่าบ่าวจะตั้งใจเรียนแน่นอนขอรับ !” เสี่ยวร่างรู้ว่าการไปที่สำนักศึกษาต้องมอบของขวัญแสดงความขอบคุณแก่อาจารย์ ทว่าเขาเป็นบ่าวรับใช้คนหนึ่งแล้วจะให้เจ้านายออกเงินแทนได้อย่างไร ?
หลังรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้วหลินเว่ยเว่ยก็ไปดูโรงงานแปรรูปเมล็ดสน ตั้งแต่มีลูกจ้างเสนอตัวทำงานกะกลางคืน7คน หน้าเตาก็ไม่เคยว่างเว้น เมล็ดสนที่แช่เสร็จแล้วถูกนำไปคั่วต่อ ฟืนใต้เตาก็ถูกเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง
เยี่ยนเอ๋อร์และฉือถัวเดิมทีเลิกงานแล้ว แต่ทั้งสองก็ยังช่วยงานอยู่หน้าเตา ชาวบ้านที่มาคุมไฟประจำกะดึกก็ตั้งใจฟังประสบการณ์ควบคุมไฟของเด็กสองคนนี้ เพราะการดูไฟถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการคั่วเมล็ดสน!
ป้ากุ้ยฮวาเปลี่ยนจากงานทำเนื้อแผ่นมาเป็นผู้ดูแลโรงงานแปรรูปเมล็ดสนแทน พอหลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามาในโรงงานก็ได้ยินเสียงอีกฝ่ายกำลังอบรมคนงานใหม่ “นี่คือโรงงานแปรรูปแห่งหมู่บ้านฉือหลี่โกวของพวกเราจึงเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ของทุกบ้าน
หากผู้ใดปล่อยให้สูตรเล็ดลอดออกไปก็จะถือเป็นคนเลวของฉือหลี่โกว ผู้ใหญ่บ้านกล่าวแล้วว่าไม่เพียงไล่ออกจากโรงงาน แต่ยังจะไล่ออกจากฉือหลี่โกวด้วย ! ตั้งใจทำงานให้ดี พวกเจ้าลองคิดตามว่าเพียงคืนเดียวก็ทำเงินได้ถึง40อีแปะแล้ว งานดีๆเช่นนี้จะไปหาได้จากที่ใด ?
ทุกคนต้องตั้งใจทำงาน ลูกค้ารายใหญ่ที่เสี่ยวเว่ยหามาก็ต้องรั้งไว้ให้ได้ ! ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วพอโรงงานแปรรูปกลับมาเป็นของหมู่บ้านในปีหน้า มันก็จะกลายเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภของพวกเรา ! แค่ธุรกิจเดียวนี้ แต่ละบ้านก็จะได้เงินถึง20ตำลึง 20ตำลึงเชียวนะ !
นึกถึงในอดีตสิ คนในครอบครัวต้องทำงานเหนื่อยยากถึง2ปีเต็มก็ยังไม่ได้เงินกลับมาเยอะเท่านี้เลย จะเกียจคร้านไม่ได้เด็ดขาด !”
ไม่ว่าเป็นคนดูไฟหรือคนคั่วเมล็ดสนก็แสดงท่าทีว่าจะตั้งใจทำงานและรักษาสูตรลับไว้อย่างดี…แม้จะให้เงินมากกว่าก็ไม่มีทางนำไปบอกคนนอก นางหนูรองคำนวณรายได้ให้พวกตนนานแล้ว ดังนั้นพวกตนไม่ได้โง่เสียหน่อย จะตัดช่องทางทำมาหากินทำไม !
ตอนที่ 184: ของดีควรค่าแก่การลงทุน
เมล็ดสนปากอ้านี้มีเพียงหมู่บ้านฉือหลี่โกวเท่านั้นที่ทำได้ แต่ละรสชาติก็เป็นสูตรเฉพาะ ต่อไปจะมีลูกค้ามากกว่าเดิมที่มาสั่งซื้อกับทางหมู่บ้าน พอลองคำนวณแล้วแค่รายได้จากเมล็ดสนปากอ้า แต่ละบ้านก็มีเงินประมาณ50-60ตำลึงต่อปี
ถ้าปล่อยให้สูตรหลุดออกไป เมล็ดสนปากอ้าของหมู่บ้านฉือหลี่โกวก็จะมีคู่แข่งอันแข็งแกร่ง เมื่อเมล็ดสนขายไม่ออก คนทั้งหมู่บ้านก็จะสูญเสียรายได้ก้อนโต
ปีละ50-60ตำลึง หากผ่านไป10ปีก็เปลี่ยนเป็น500-600ตำลึง ถ้า20ปี 30ปี… หรือแม้แต่100ปีต่อจากนี้ ลูกหลานชาวฉือหลี่โกวจะมีความชำนาญในด้านนี้ ขอแค่อย่าถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ไม่กี่ร้อยตำลึงแล้วทำให้ดวงตามืดบอด ดังนั้นต้องมองการณ์ไกลเข้าไว้!
ภายใต้ความหวังแสนสดใสที่หลินเว่ยเว่ยสร้างขึ้นมา ทุกคนทำเหมือนเห็นหมู่บ้านฉือหลี่โกวกลายเป็นหมู่บ้านร่ำรวยที่สุดในเมืองจงโจวหรือแม้แต่ทั่วแดนเหนือแห่งนี้ ไม่ว่าใครในหมู่บ้านก็สามารถกินอิ่ม มีเสื้อผ้าใส่อย่างอบอุ่น อยากกินเนื้อก็กิน อยากตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ก็ตัด ! ในหมู่บ้านไม่ไร้ชายโสดเพราะสตรีจากหมู่บ้านอื่นล้วนแย่งกันมาแต่งงานกับเด็กหนุ่มในฉือหลี่โกว…
คนโง่เท่านั้นที่จะทำเพื่อผลประโยชน์อันน้อยนิดและทำลายอนาคตแสนสดใส ! เพราะนี่ถือเป็นผลประโยชน์ของลูกหลานสืบไป !
พ่อค้าแสวงหาเพียงผลกำไร ผ่านไปไม่นานก็มีพ่อค้าหน้าเลือดมาหาคนงานหญิงในโรงงานแปรรูปโดยเสนอราคาจาก100 เป็น500ตำลึงเพื่อซื้อสูตรเมล็ดสนปากอ้า
ห้าร้อยตำลึง ! ถ้าไม่ใช่เพราะหลินเว่ยเว่ยสร้างแนวป้องกันเอาไว้ล่วงหน้าโดยการสร้างภาพขนมปังไส้เนื้อแสนหอมกรุ่นไว้ให้คนทั้งหมู่บ้าน คนงานหญิงผู้นี้ก็อาจหวั่นไหว ตอนที่พ่อค้าเสนอราคามา นางพยายามรักษารอยยิ้มแสนเย็นชาไว้ตลอดและใช้สายตาดูแคลนมองอีกฝ่าย…ห้าร้อยตำลึงเช่นนั้นหรือ ? ก็แค่รายได้10ปีของบ้านข้าเท่านั้น เจ้าด่าใครอยู่ ? คิดว่าข้าโง่หรือไร ?
นางไม่เพียงไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย ทว่ายังให้บุตรไปตามผู้ใหญ่บ้านมาด้วย
เมื่อผู้ใหญ่บ้านได้ยินว่าพ่อค้าหน้าเลือดต้องการตัดช่องทางทำมาหากินของฉือหลี่โกว เขาจะทนนิ่งเฉยได้อย่างไร ? ทันใดนั้นผู้ใหญ่บ้านก็พาชายฉกรรจ์ทั้งหมู่บ้านเข้าปิดล้อมพ่อค้าหน้าเลือดเอาไว้ หลังทุบตีได้ยกหนึ่งแล้วก็โยนอีกฝ่ายออกไปจากฉือหลี่โกว
หลังจากนั้นตามทางแยกต่างๆที่ใช้เข้ามายังหมู่บ้านก็มีคนเดินลาดตระเวนตลอดเวลาและมีการตั้งเวรยามขึ้น ขอเพียงเห็นคนแปลกหน้าก็จะถูกดึงเข้ามาสอบถามทั้งหมด แม้แต่ชาวบ้านที่มาเยี่ยมญาติก็ไม่ถูกปล่อยเข้าไปโดยง่าย เพราะอาจถูกคนอื่นซื้อตัวได้เสมอ !
ชาวบ้านฉือหลี่โกวล้วนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน คนในหมู่บ้านสามัคคีกันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เข้มงวดจนไร้ช่องโหว่ ! แต่ละคนเชื่อมั่นว่าการรักษาสูตรลับคือการรักษาความอยู่รอดของฉือหลี่โกว ! ข้างนอกมีผู้ประสบภัยแล้งนับไม่ถ้วนที่อดตาย ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องขายบุตรหลานเพื่อรักษาชีวิต ดังนั้นถ้าขายสูตรลับออกไป ชีวิตในวันนี้ของคนเหล่านั้นก็จะกลายเป็นชีวิตในวันพรุ่งนี้ของฉือหลี่โกว !
วันรุ่งขึ้น หลินเว่ยเว่ยยกสินค้าขึ้นเกวียนเทียมล่อเพื่อเตรียมเดินทางไปที่เขตเริ่นอัน ทันใดนั้นนางก็สัมผัสได้ถึงการโดนกระตุกชายเสื้อ นางจึงก้มมอง อ้อ ที่แท้ก็เจ้าหนูน้อยเป็นคนดึง
แม้เมื่อวานพี่รองจะบอกว่าแค่หยอกเล่น แต่เจ้าหนูน้อยยังกลัวว่าพี่รองจะ ‘ทอดทิ้ง’ ตนแล้วไปอยู่ในเขตเพียงลำพัง เมื่อเห็นดวงตาของพี่สาวเต็มไปด้วยความสงสัย เจ้าหนูน้อยจึงกล่าวอย่างเอียงอายว่า “พี่รอง ท่าน…ท่าน…กลับมาเร็วๆนะ”
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะขึ้นมาทันที นางย่อตัวลงแล้วอุ้มเจ้าหนูน้อยขึ้นไปบนเกวียนเทียมล่อพลางพูดกับซัวถัวว่า “ไปเถิด !”
เจ้าหนูน้อยดีใจมาก…ไม่ได้เข้าเขตเริ่นอันกับพี่รองนานมากแล้ว ! แต่ว่า…ถ้าเขาไป แล้วกระต่าย ไก่และแพะในบ้านจะทำเช่นไร ?
เขาเห็นเสี่ยวร่างถือตะกร้าเดินเข้ามา ดวงตาจึงเป็นประกายทันที “เสี่ยวร่าง เจ้าไปเกี่ยวหญ้ากับพวกวังตงเฉียงนะ กลับมาแล้วข้าจะจดบันทึกงานของพวกเขาเอง !”
เจ้าหนูน้อยเห็นสมุดบัญชีของพี่สาวจึงเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา เขาใช้กระดาษด้านหลังที่พี่สามใช้คัดลายมือมาวาดตารางโดยใช้รูปร่างต่างๆ แทนสหายของตนแล้วจดจำนวนหญ้ากระต่ายที่อีกฝ่ายเกี่ยวลงไป เมื่อครบ10ครั้งก็จะสามารถแลกไก่ได้หนึ่งขา หรือหมูตุ๋นน้ำแดง2ชิ้น หรือเป็นพวกเนื้อกระต่ายอะไรทำนองนั้น
หลินเว่ยเว่ยยิ้มพลางส่ายหน้า “เจ้าก็ตระหนี่เกินไป ! ตั้งสิบครั้งถึงจะแลกเนื้อได้ แม้แต่สหายตัวน้อยก็ถูกเจ้าเล่นเล่ห์ใส่ พวกเขายังไม่ปริปากเถียงอีกด้วย !”
เจ้าหนูน้อยเอ่ยอย่างมีความสุข “สิ่งใดเรียกว่าข้าเล่นเล่ห์ ? ข้าไม่ได้เล่นเล่ห์เสียหน่อย ! ข้าให้ของตอบแทนแล้วนี่ ! วังตงเฉียงชอบกินหมูตุ๋นน้ำแดงที่สุด เขาทำเกือบครบสิบครั้งแล้ว พี่รอง วันนี้พวกเราซื้อหมูกลับมาทำหมูตุ๋นน้ำแดงดีหรือไม่”
“เป็นเจ้ามากกว่าที่อยากกินหมูตุ๋นน้ำแดง” หลินเว่ยเว่ยบีบจมูกน้องสี่
เจ้าหนูน้อยหัวเราะอย่างมีความสุข “จะโทษว่าข้าตะกละไม่ได้หรอก เพราะพี่รองทำอาหารอร่อยเกินไปต่างหาก ข้ากินจนจะอ้วนแล้วนะ !”
หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าเกี่ยวหญ้าให้กระต่ายทุกวัน เหนื่อยหรือไม่ ? ประเดี๋ยวก็จะมีกระต่ายออกมาอีกครอกแล้ว ? เจ้าจะมีเงินเพิ่มอีกด้วย ตัวเจ้าไม่ต้องไปเกี่ยวหญ้าเองหรอก เจ้ารับซื้อหญ้าหนึ่งตะกร้าจากพวกเด็กในหมู่บ้านเป็นเงินหนึ่งอีแปะก็ได้ !”
“แต่พวกเขาอยากได้เนื้อมากกว่า !” สหายที่เล่นกับเจ้าหนูน้อยล้วนมีอายุไม่มากทั้งนั้น สำหรับเด็กน้อยที่ไม่สามารถขึ้นเขาไปเก็บของป่าหรือผลไม้ป่าได้ย่อมไม่คิดเรื่องเงินทอง เด็กในสมัยนี้โลภอยากกินเนื้อที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นคือเนื้อที่บ้านตระกูลหลินทำ บ้านอื่นยังทำรสชาตินี้ไม่ได้ด้วย !
“หลังฤดูใบไม้ร่วงแล้วอากาศก็จะหนาวขึ้นทุกวัน ดังนั้นจ่ายเงินซื้อหญ้าให้กระต่าย พวกมันก็จะผ่านฤดูหนาวไปได้ อาศัยแค่สหายตัวน้อยๆของเจ้าอย่างมากสุดก็พอให้กระต่ายกินไปวันต่อวัน ดังนั้นเจ้าสามารถรับซื้อหญ้าจากพวกเด็กที่โตกว่าหน่อยได้ เวลาไปเก็บผลไม้ป่า พวกเขาก็สามารถเกี่ยวหญ้ากลับมาสักตะกร้าพร้อมกันเลย” หลินเว่ยเว่ยชี้แนะ
เจ้าหนูน้อยพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นก็จะรับซื้อไว้มากเกินไปไม่ได้ พี่รอง ท่านไม่ได้บอกว่าจะจัดการกระต่ายให้หมดก่อนเข้าฤดูหนาวหรอกหรือ ?”
“ได้ ถ้าเช่นนั้นเจ้าตัดสินใจเองเถิด !” หลินเว่ยเว่ยจงใจให้เขาฝึกคิดเอง สำหรับคอกกระต่ายของเขาแล้วนางออกคำสั่งน้อยมาก เพียงออกความคิดเห็นในเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
เจ้าหนูน้อยคำนวณในใจ เขาจะแอบไปบอกพี่ชายพี่สาวที่ตนชื่นชอบเงียบๆ สำหรับหลิวเสี่ยวอิงที่เขาไม่ชอบหน้าก็ไม่ควรรับซื้อแม้แต่ผลไม้ป่าของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ !
ระหว่างทาง ซัวถัวก็ใจเต้นแรงตลอดเพราะกลัวว่าจะเจอชาวบ้านที่มาก่อความวุ่นวายอีก แต่บางทีอาจเพราะเมื่อวานเพิ่งจัดการโจรกลุ่มนั้นไป การเดินทางครั้งนี้จึงไม่เจอสิ่งที่ทำให้ต้องกังวล
เมื่อมาถึงเขตเริ่นอัน ซัวถัวก็ต่อแถวยื่นเงินค่าผ่านทางแล้วขับเกวียนเทียมล่อมาที่ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็พาเจ้าหนูน้อยมาที่ท่าเรือ
“นางหนูรอง เจ้ามาได้เสียที !” เมื่อหลิวว่ายจื่อที่กำลังสนทนากับผู้อื่นอยู่ได้เห็นหน้านาง เขาก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับทันที
“ช่วงสองวันนี้มีคนอยากเช่าโกดังบ้างหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยถามขณะยื่นของกินที่ห่อมาด้วยให้เขา
หลิวว่ายจื่อตอบ “ข้ากำลังอยากคุยเรื่องนี้กับเจ้าพอดี ! โกดังของเรามีคนเข้ามาถามไม่น้อยเลย ทว่าพอได้ยินเรื่องค่าเช่าแล้วก็ถอยออกไปหมด เช่นนั้น…เจ้าไปคุยกับเจ้านายให้ลดราคาลงมาหน่อยดีหรือไม่ ?”
“ท่านรู้จักคำพูดที่ว่า ‘ของดีควรค่าแก่การลงทุน’ หรือไม่ ? ผู้ที่คิดว่าราคาแพงไม่ยอมเช่า ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้ารายย่อยที่ไม่มีกำลังจ่าย ถ้าปล่อยให้พวกเขาเช่า เราก็อาจดูแลได้ไม่ง่ายเพราะแต่ละห้องเก็บสินค้าคนละชนิด ท่าเรือเขตเริ่นอันของพวกเราถือเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งทางน้ำซึ่งเชื่อมระหว่างตะวันออกและตะวันตก เรายังต้องกังวลว่าจะไม่มีลูกค้ารายใหญ่อีกหรือ ? ใจร้อนไปจะไม่ได้กินเต้าหู้ร้อนๆต้องอดทนหน่อยสิ…ผู้ดูแลหลิว !” หลินเว่ยเว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายพร้อมรอยยิ้มราวกับมีแผนอยู่ในใจแล้ว
ตอนที่ 185: ในสมองมีภาพละครฉากใหญ่
หลังได้ฟังถ้อยคำของนางแล้ว ความกังวลภายในจิตใจของหลิวว่ายจื่อก็ค่อยๆสงบลง เขาพูดด้วยรอยยิ้มหวานหยด “หลานสาว ข้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดคุณชายหนิงจึงมองเจ้าต่างออกไป แค่สายตาที่สงบนิ่งนี้ก็ไม่มีคนธรรมดาที่ใดสามารถเทียบได้แล้ว !”
“ท่านก็แค่อยากให้โกดังถูกเช่าโดยเร็วเพื่อลดความกังวลให้เจ้านาย ! อาว่ายจื่อ เวลาต่อรองธุรกิจจะเสี่ยงไม่ได้ จะให้อีกฝ่ายรู้ไพ่ตายในมือของท่านไม่ได้ มิฉะนั้นจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ท่านต้องกุมอำนาจของฝ่ายรุกเอาไว้ในมือ อย่าปล่อยให้ผู้อื่นมาจูงจมูกเด็ดขาด” หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะชี้แนะอีกฝ่าย
“พี่รอง ตรงท่าเรือมีทหารเยอะมาก พวกเขามาจับคนเลวกันหรือ ?” เจ้าหนูน้อยจับมือหลินเว่ยเว่ยอย่างเชื่อฟัง ขณะที่ดวงตาก็มองไปทางท่าเรือ
หลินเว่ยเว่ยมองไปที่แม่น้ำก็พบว่าเรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งกำลังเข้าเทียบท่า ทันใดนั้นนางก็หันไปฉีกยิ้มให้หลิวว่ายจื่อ “เตรียมตัวให้พร้อม ลูกค้ากำลังมาเยือนแล้ว !”
ท่ามกลางเหล่าทหาร ชายผู้ดูเหมือนผู้บัญชาการกำลังสอบถามแรงงานบนท่าเรือสองสามประโยค จากนั้นก็หันมามองทางพวกนาง แล้วพานายทหารกองใหญ่เดินตรงมาทางนี้ทันที
เจ้าหนูน้อยตกใจจนเข้าไปหลบด้านหลังของหลินเว่ยเว่ย
ผู้บัญชาการวางสายตาบนตัวหลินเว่ยเว่ยและหลิวว่ายจื่อครู่หนึ่ง หลังขมวดคิ้วแล้วเขาก็พูดกับหลิวว่ายจื่อว่า “โกดังของพวกเจ้าอยู่ที่ใด ? พาข้าไปดูหน่อย !”
หลิวว่ายจื่อมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นที่หน้าผาก นายทหารกองนี้มีท่าทางดุดัน ไฉนเลยชาวบ้านในหุบเขาเช่นตนจะเคยเห็นท่าทางเช่นนี้มาก่อน ?
“อาว่ายจื่อไม่ต้องกลัว ! คนเหล่านี้คือทหารรักษาการณ์ของทางราชสำนัก ไม่ใช่กองโจรภูเขา พวกเขาไม่มีทางทำร้ายท่านแน่ !” หลินเว่ยเว่ยนึกระอาในใจ…หลิวว่ายจื่อยังด้อยประสบการณ์อีกมาก !
ทันใดนั้นทหารหนุ่มนายหนึ่งที่อยู่แถวหน้าก็หันมามองหลินเว่ยเว่ย “กองโจรภูเขา ? เขตเริ่นอันไม่สงบสุขอย่างนั้นหรือ ?”
“ในอดีตไม่มีหรอก ! ทว่าปีนี้ภัยแล้งรุนแรงมาก นอกเขตเริ่นอันจึงมีผู้ประสบภัยไม่น้อย…เมื่อวานระหว่างทางกลับบ้านก็ได้เจอกับผู้ประสบภัยที่มาก่อความวุ่นวาย ข้ามีพลังเหนือธรรมชาติและเกวียนเทียมล่อก็เคลื่อนที่เร็วจึงไม่ถูกคนเหล่านั้นทำร้าย…” ภายใต้สายตาเค้นเอาความจริงของอีกฝ่าย หลินเว่ยเว่ยกลับทำตัวไม่เหมือนสาวน้อยผู้ตื่นตระหนก
“หืม ? เจ้ามีพลังเหนือธรรมชาติ พลังมากเพียงใดหรือ ?” ทันใดนั้นเสียงทุ้มต่ำของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา
นายทหารหนุ่มหันไปทำมือคารวะ “ถวายพระพรองค์ชายเจ็ด คารวะหมินอ๋องซื่อจื่อ !”
‘ตึก!’ ทันใดนั้นหลิวว่ายจื่อก็เข่าอ่อนจนคุกเข่าลงกับพื้น สวรรค์ ! ผู้ใดหรือ ? องค์ชายเจ็ด ? ซื่อจื่อ ? ตะ…ตัวละครเหล่านี้ล้วนได้ยินจากบทละครพื้นบ้านเท่านั้น เหตุใดมาปรากฏที่เขตเริ่นอันได้ ?
“ไม่ต้องมากพิธี !” องค์ชายเจ็ดโบกพระหัตถ์ให้นายทหารหนุ่มแล้วตรัสด้วยสุรเสียงแห่งความเกษมสำราญ “ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องให้เกียรติเสียยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น !”
เสียงของหลิวว่ายจื่อค่อนข้างสั่นเครือ “เฉ่า…เฉ่าหมิน…สม…สมควรทำแล้ว…”
องค์ชายไม่ใช่หรือ ? ไม่ใช่พระโอรสขององค์ฮ่องเต้หรืออย่างไร ? กลับไปมีเรื่องให้คุยโวอีกแล้ว พระโอรสของฮ่องเต้ตรัสกับข้า ดูทรงเกียรติมากเพียงใดกันเล่า !
“หืม ? ท่านไม่ใช่ผู้สูงศักดิ์ ( เจ้าโง่ ) ที่ซื้อแมวป่าจากข้าไปหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยจดจำสองคนนี้ได้ ! เขตเริ่นอันเป็นพื้นที่เล็กๆ แม้จะมีเศรษฐีผ่านไปผ่านมาไม่น้อย ทว่าผู้ที่ดูสูงศักดิ์และมีรัศมีไม่ธรรมดาเช่นนี้ยังมีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ดวงเนตรคู่นั้นขององค์ชายเจ็ดค่อยๆเบิกกว้างเพราะความตกพระทัย “เจ้า…เจ้าคือคนที่ขายแมวป่าผู้นั้นหรือ ? คาดไม่ถึงว่าจะเป็นกู่เหนียงนางหนึ่ง !”
พระองค์จึงไม่ได้ยืนกรานที่จะให้นางแสดง ‘พลังเหนือธรรมชาติ’ แต่อย่างใด…เพราะสตรีที่สามารถจับแมวป่าได้ จะสู้กับผู้ที่มาก่อความวุ่นวายได้จริงย่อมไม่ใช่เรื่องน่าสงสัยอันใด !
องค์ชายเจ็ดยังตรัสถามต่อ “กู่เหนียง เล่าให้องค์ชายผู้นี้ฟังหน่อยเถิดว่าสถานการณ์ภัยแล้งของพวกเจ้าร้ายแรงถึงเพียงใดแล้ว ?”
หลินเว่ยเว่ยจึงเล่าโศกนาฏกรรมของหมู่บ้านอื่นและยกตัวอย่างถึงเสี่ยวร่างเด็กกำพร้าที่นางเพิ่งรับกลับไปให้องค์ชายเจ็ดสดับตรับฟังเพื่อให้ได้เห็นภาพชัดเจนกว่าเดิม และทำให้องค์ชายเจ็ดกับหมินอ๋องซื่อจื่อเข้าใจสถานการณ์ในเขตเริ่นอันหรือแม้กระทั่งภัยแล้งทั่วเมืองจงโจว
องค์ชายเจ็ดขมวดพระขนงพร้อมฉายประกายเย็นชาในดวงเนตรทรงเสน่ห์ “ภัยแล้งในเมืองจงโจวหนักถึงเพียงนี้ เหตุใดไอ้หม่าชิงฮุ่ยไม่ถวายฎีกาขึ้นไป ?”
“หม่าชิงฮุ่ย ?”
ใครหรือ ? หลินเว่ยเว่ยมีสีหน้างุนงงทันที
องค์ชายเจ็ดเห็นท่าทางงุนงงของนางจึงระงับไฟโทสะแล้วยกริมพระโอษฐ์ขึ้น “มันคือเจ้าเมืองจงโจว !”
“ไม่ได้รายงานเรื่องภัยแล้ง? เพราะเหตุใด? พวกชาวบ้านยังรอให้ราชสำนักเปิดคลังบรรเทาทุกข์! คราวก่อนตอนที่หม่อมฉันมาขายแมวป่าก็ได้ยินพวกเขาบอกว่าทางราชสำนักได้เปิดคลังแจกจ่ายเสบียงไปยังพื้นที่ประสบภัยแล้งขั้นรุนแรงบางพื้นที่แล้ว หม่อมฉันหลงเข้าใจผิดว่าอีกไม่นานก็จะมาถึงพวกเราเสียอีก!” หลินเว่ยเว่ยไม่รู้ว่าพวกขุนนางคิดอันใดอยู่ คิดปิดบังเรื่องภัยแล้งก็ปิดได้เลยหรือ? นี่ไม่ได้เป็นการเอาเปรียบราษฎรหรืออย่างไร?
“จินเฉิง เจ้าคุ้มกันเสบียงไปส่งทางทิศตะวันตก ส่วนที่นี่เปิ่นหวางจะอยู่จัดการหม่าชิงฮุ่ยเอง !” งานบรรเทาทุกข์เป็นเรื่องน่าเบื่อ ดังนั้นองค์ชายเจ็ดจึงอยากปัดความรับผิดชอบมานานแล้ว
หมินอ๋องซื่อจื่อยกมือกอดอกแล้วยกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา “องค์ชายเจ็ด ผู้ที่ทูลของานบรรเทาทุกข์จากฝ่าบาทเป็นพระองค์เองและตลอดทางนี้ผู้ที่หาเรื่องอู้งานตลอดก็ยังเป็นพระองค์! ข้าแค่ได้รับบัญชาให้ขนเสบียงมาทางตะวันตก ส่วนเรื่องอื่นข้าไม่สนใจ!”
ความหมายชัดเจนมาก นั่นก็คือหากเจ้าละทิ้งงานบรรเทาทุกข์แล้วเกิดปัญหาอันใดขึ้นในระหว่างนั้นก็อย่าหวังว่าข้าจะตามล้างตามเช็ดให้เจ้า!
หลินเว่ยเว่ยมองไปยังใบหน้าของหมินอ๋องซื่อจื่อครั้งแล้วครั้งเล่า ดวงตานี้ รอยยิ้มแสนเย็นชานี้ เหตุใดจึงดูเหมือนบัณฑิตน้อยมากเลย? หรือผู้ที่ดูดีเวลาเยาะเย้ยคนอื่นก็จะเป็นเช่นนี้ทุกคน?
องค์ชายเจ็ดเก็บพัดแล้วเคาะที่ฝ่าพระหัตถ์ จากนั้นก็แย้มพระโอษฐ์ราวกับปิศาจร้าย “จินเฉิง เราสองคนเติบโตมาด้วยกัน ใส่กางเกงตัวเดียวกัน นอนบนเตียงและยังดื่มนมจากแม่นมคนเดียวกัน ยังจะแบ่งเจ้าแบ่งข้าด้วยเหตุใดอีก?”
“พี่น้องแท้ๆยังต้องทำบัญชีให้ชัดเจน! หน้าที่บรรเทาทุกข์ยิ่งใหญ่ดุจฟ้า ปัญหานี้ข้าไม่ช่วยแบกรับแทนพระองค์หรอก!” ตั้งแต่เด็กจนโตหมินอ๋องซื่อจื่อช่วยแบกปัญหาแทนองค์ชายเจ็ดน้อยครั้งเสียที่ไหน? องค์ชายเจ็ดผู้แสนเจ้าเล่ห์พระองค์นี้ มีครั้งไหนที่ทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัยแล้วจะไม่ลากเขาไปรับกรรมด้วยบ้าง?
องค์ชายเจ็ดทำสีพระพักตร์เป็นเชิงประจบสอพลอ “ทว่าสายสัมพันธ์ของเราสองคนแน่นแฟ้นกว่าพี่น้องแท้ๆ ถูกหรือไม่?”
หลินเว่ยเว่ยรับชมการโต้เถียงของบุรุษทั้งสองด้วยความตื่นเต้น ทันใดนั้นในสมองก็มีภาพละครฉากใหญ่ปรากฏขึ้น…ซื่อจื่อจอมซึน vs องค์ชายตัวร้าย…
“สาวน้อย เจ้าหัวเราะอันใดอยู่ ?” องค์ชายเจ็ดเหลือบมาเห็นรอยยิ้มผิดแปลกบนใบหน้าของหลินเว่ยเว่ย ทันใดนั้นพระองค์ก็รู้สึกหวาดกลัวและขนลุกไปทั่วพระวรกายทันที
หลินเว่ยเว่ยรีบจัดการสีหน้าของตน ดวงตาดุจตาลูกกวางดูบริสุทธิ์และใจดีขึ้นมา หลังกะพริบตาแล้วนางก็กล่าวด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสาว่า “ไม่ได้หัวเราะอันใดเลยเพคะ ! แค่คิดว่าหม่อมฉันได้สนทนากับองค์ชายและยังมีหมินอ๋องซื่อจื่อด้วย หม่อมฉันจึงตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก ! การที่องค์ชายทรงห่วงใยเรื่องภัยแล้งของเขตเริ่นอัน ราษฎรชาวเริ่นอันจะต้องมีทางรอดแน่นอนเพคะ !”
องค์ชายเจ็ดหรี่ดวงเนตรลง พระองค์มักรู้สึกว่านางเด็กคนนี้ไม่ซื่อสัตย์แต่ก็จับหางจิ้งจอกน้อยๆของนางไม่ได้ ท่าทีหลังจากได้เห็นองค์ชายกับหมินอ๋องซื่อจื่อของเด็กสาวชนบทคนหนึ่งดูนิ่งเกินไปหรือไม่ ? แม้ปากจะพูดว่าตื่นเต้นแต่ไม่รู้สึกถึงความตื่นเต้นจากตัวนางเลย…นับว่าเป็นเด็กสาวประหลาดเสียจริง !
องค์ชายเจ็ดเสด็จไปที่หน้าโกดังแล้วเข้าไปสำรวจด้านในเพื่อดูความแห้ง ความสะอาด สิ่งสำคัญคือกว้างขวาง ย่อมเป็นทางเลือกดีที่สุดในการเก็บเสบียง !
“เอาล่ะ ! โกดังนี้พวกเราเช่าแล้ว !” องค์ชายเจ็ดโบกพระหัตถ์แสดงว่าได้ตัดสินพระทัยแล้วนั่นเอง
[1] เฉ่าหมิน แปลว่า ราษฎรผู้ต่ำต้อยเสมือนต้นหญ้า
ตอนที่ 186: เรื่องระหว่างเจ้าสองคน
นายทหารหนุ่มเมื่อครู่ทูลขึ้นมาเบาๆว่า “ทูลองค์ชายเจ็ด โกดังนี้ต้องใช้เงิน10ตำลึงต่อหนึ่งหลังพ่ะย่ะค่ะ คิดเป็นรายวันทั้ง16หลังก็เป็นเงิน160ตำลึง! นี่ถือเป็นเงินก้อนโตในขณะที่แคว้นกำลังลำบากพ่ะย่ะค่ะ!”
เงินก้อนโตในขณะที่แคว้นกำลังลำบากอันใดกัน นายของพวกเจ้าวางมาดถึงเพียงนี้แล้วยังต้องกลัวอันใดอีก?
หลินเว่ยเว่ยจึงรีบกล่าวว่า “องค์ชายผู้สูงศักดิ์ เมื่อครู่พระองค์ตรัสว่าจะสอบสวนเรื่องที่เจ้าเมืองจงโจวปิดบังเหตุภัยแล้ง จริงหรือไม่เพคะ?”
องค์ชายเจ็ดรีบรับคำ “แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง เจ้าคิดว่าองค์ชายว่างจนมีเวลามาล้อเจ้าเล่นหรือไร? นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับราษฎรหมู่มาก ดังนั้นเปิ่นหวางต้องจัดการแน่นอน!”
หมินอ๋องซื่อจื่อมองอีกฝ่ายแล้วกล่าวพร้อมคิ้วที่ขมวด “พระองค์ไปบรรเทาทุกข์ทางตะวันตก ประเดี๋ยวข้าอยู่จัดการที่นี่เอง !”
องค์ชายเจ็ดตรัสอย่างไม่สบอารมณ์ “ถ้าเจ้าอยู่ที่นี่แล้วมีคนพุ่งเป้าไปที่เสบียงบรรเทาทุกข์ระหว่างทาง เปิ่นหวางจะทำเช่นไร ?”
“ข้าขอเพียงผู้ช่วยสองคนไว้ที่นี่ ส่วนพระองค์ก็นำทหารหลายพันนายที่เหลือไปด้วย เช่นนั้นจะมีปัญหาอันใดอีก ?” หมินอ๋องซื่อจื่อยืนกรานว่าจะไม่เปิดโอกาสให้องค์ชายเจ็ดหลุดรอดเด็ดขาด !
องค์ชายเจ็ดเข้าไปอยู่ข้างอีกฝ่ายแล้วแย้มพระโอษฐ์เหมือนปิศาจร้าย “สำหรับองค์ชายแล้ว ทหารหลายพันนายก็สู้จินเฉิงคนเดียวไม่ได้…”
“องค์ชายเจ็ดตรัสเช่นนี้จะทำให้เหล่าทหารหมดกำลังใจเอาได้ !”
ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยเป็นประกายมากขึ้นเรื่อยๆ ไอหยา องค์ชายทรงเสน่ห์ใช้ความงามเป็นอุบาย ส่วนซื่อจื่อผู้เย่อหยิ่งก็มีหัวใจแกร่งดั่งเหล็ก ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย ละครน่าตื่นเต้นมากขึ้นแล้ว !
องค์ชายเจ็ดเห็นว่าแผนการไม่สำเร็จจึงวางแผนใหม่อีกครั้ง แต่แล้วพระองค์ก็หันไปเห็นหลินเว่ยเว่ยที่กำลังตื่นเต้นต่อบางสิ่งบางอย่างอยู่ พระองค์จึงตรัสกับหมินอ๋องซื่อจื่อว่า “เอาเช่นนี้ดีกว่า ! สายตาของสามัญชนมักซื่อตรง ดังนั้นก็ให้กู่เหนียงตัดสินว่าเปิ่นหวางผู้นี้หรือเจ้าซื่อจื่อควรอยู่ต่อ ?”
หืม ? เรื่องระหว่างเจ้าสองคน เหตุใดลากข้าไปเกี่ยวเสียได้ ? นี่ไม่ใช่ว่าแกล้งตายอยู่แต่ยังโดนยิงอีกหรือ ? หลินเว่ยเว่ยจึงตอบโต้ไปอย่างไม่รีบร้อน “ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายหรือใต้เท้าซื่อจื่อ ขอเพียงนำเสบียงบรรเทาทุกข์ออกมาแจกจ่ายราษฎรเขตเริ่นอันได้ หม่อมฉันก็ยอมยกโกดังให้ใช้โดยไม่คิดเงิน !”
หลิวว่ายจื่อที่หลบอยู่ด้านข้างได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นตกใจ ว่าอย่างไรนะ? ให้เช่าโดยไม่คิดเงิน? ไม่ได้เงินกลับมา แล้วคุณชายหนิงจะไม่ตำหนิว่าข้าทำงานไม่ได้เรื่องและไล่ข้าออกหรือ? ข้าเพิ่งแตะประตูของการเป็นผู้ดูแลใหญ่ได้เอง ข้าไม่อยากโดนไล่ออกเพราะเรื่องนี้!
ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าองค์ชายและซื่อจื่อ แม้เขาจะเต็มไปด้วยความวิตกกังวลก็ไม่อาจแสดงออกมาได้ นางหนูรองหนอนางหนูรอง เหมือนในนิทานพื้นบ้านไม่มีผิด…สำเร็จก็เพราะเจ้า ล่มจมก็เพราะเจ้า!
“ไม่เป็นไรจริงหรือ? นี่คือเงินร้อยกว่าตำลึงเชียว! เจ้าไม่จำเป็นต้องปรึกษากับผู้ใหญ่ในตระกูลก่อนหรือ?” ดวงเนตรอันทรงเสน่ห์ขององค์ชายเจ็ดสำรวจตัวหลินเว่ยเว่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
จากประสบการณ์อ่านความนึกคิดของผู้คน ( เดาใจสตรี ) ที่ได้สั่งสมมานานหลายปี แม้จะบอกว่ากู่เหนียงนางนี้มีรูปร่างสูงโปร่ง ใจเด็ด ใบหน้ากลมมนแฝงความเยาว์วัยพอสมควรและแววตาอันไร้เดียงสาคู่นั้นจึงมั่นใจเต็มร้อยว่าเด็กคนนี้มีอายุไม่มาก เสื้อผ้าบนตัวนางก็มีฝีมือเย็บปักและเนื้อผ้าธรรมดา ไม่เหมือนสตรีจากตระกูลร่ำรวย ทว่าผู้ใดให้ความกล้านี้แก่นางจนมาคุยโวว่าจะไม่เก็บเงิน160ตำลึงต่อวันจากพวกพระองค์?
หรือว่า…กู่เหนียงน้อยคนนี้ดูถูกพระองค์ ไม่คิดว่าจะสามารถนำเสบียงบรรเทาทุกข์ออกมาแจกจ่ายเมืองจงโจวได้?
หลินเว่ยเว่ยเอ่ยต่อพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ต้องปรึกษาหรอกเพคะ! เรื่องเล็กน้อยแค่นี้หม่อมฉันตัดสินใจเองได้! ถ้าคนในบ้านทราบถึงการตัดสินใจของหม่อมฉันก็ไม่เพียงเห็นด้วย แต่ยังสนับสนุนอีกแรง!”
“ได้! ถือว่าเขตเริ่นอันมีราษฎรที่ภักดีเยี่ยงเจ้า ขอแค่เป็นอย่างที่เจ้ากล่าวมาว่าเหตุภัยแล้งในเมืองจงโจวเกิดขึ้นจริง องค์ชายต้องพยายามนำเสบียงออกมาแจกจ่ายอย่างสุดความสามารถ หากฟู่หวงไม่สนับสนุน เปิ่นหวางก็จะควักเงินในคลังส่วนตัวมาซื้ออาหารให้พวกเจ้าเอง!!” องค์ชายเจ็ดเก็บพัดพร้อมหยุดตรัสอยู่ที่ตรงนี้!
หลินเว่ยเว่ยเผยฟันอันขาวสวยราวหิมะ “แม่ทัพน้อย ท่านมัวยืนนิ่งเพื่อเหตุใด ! รีบขนย้ายเสบียงสิ !”
ต่อจากนั้นนางก็หมุนตัวไปทูลกับองค์ชายเจ็ด “ตกลงกันให้ชัดเจนก่อนเพคะ หม่อมฉันให้ใช้แค่โกดัง ยังไม่รวมบริการด้านอื่น เสบียงที่พระองค์เก็บรักษาเป็นอาหารที่ใช้บรรเทาทุกข์! งานเฝ้าระวังจึงไม่อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของพวกเรา!”
“แน่นอนอยู่แล้ว!” องค์ชายเจ็ดหันไปตรัสกับหมินอ๋องซื่อจื่อ “จินเฉิง นั่งเรือมานานถึงเพียงนี้ สนใจจะควบม้าออกไปนอกเขตกับเปิ่นหวางหรือไม่? จะได้ยืดเส้นยืดสายกันหน่อย”
หมินอ๋องซื่อจื่อเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการสื่ออย่างรวดเร็วจึงรีบพยักหน้ารับ “ข้าต้องไปเป็นเพื่อนพระองค์อยู่แล้ว!”
ใช้โอกาสระหว่างขนเสบียงเข้าโกดัง บุรุษทั้งสองก็ออกไปขี่ม้าสำรวจหมู่บ้านใกล้เขตเริ่นอัน ในพื้นที่เพาะปลูกไม่มีแม้แต่หญ้าขึ้น บ้าน10หลังจะว่างถึง9หลัง แม่น้ำแห้งเหือด ดินแตกระแหง นอกเมืองมีการรวมตัวของผู้ประสบภัยมากมายและมีคนตายทุกวัน…
เมื่อกลับจากนอกเมืองแล้ว องค์ชายเจ็ดและหมินอ๋องซื่อจื่อก็มีสีหน้าหมองคล้ำราวกับท้องฟ้าก่อนที่จะเกิดพายุโหมกระหน่ำ เจ้าเมืองจงโจวมัวทำสิ่งใดอยู่? ขุนนางที่มาตรวจตราภัยแล้งก่อนหน้านี้ก็ตาบอดกันหรือไร?
“หม่าชิงฮุ่ยเก่งเสียจริง แม้แต่คนที่ฟู่หวงส่งมาก็ยังกล้าซื้อตัว!” องค์ชายเจ็ดบีบพัดจนเสียรูปทรง!
พระองค์รีบร่างฎีกาหนึ่งเล่มแล้วรีบให้ม้าเร็วส่งไปยังเมืองหลวง ฎีกาเล่มนี้ต้องถึงเมืองหลวงก่อนค่อยถูกส่งกลับมา อย่างน้อยต้องใช้เวลาครึ่งเดือน ไม่รู้ว่าชาวบ้านในเมืองจงโจวต้องอดตายอีกเท่าไร…
องค์ชายเจ็ดจึงเสด็จไปหานายอำเภอหวางแล้วสั่งให้เขาเปิดคลังบรรเทาทุกข์เพื่อแก้ไขสถานการณ์อย่างเร่งด่วน
นายอำเภอหวางเผยสีหน้าย่ำแย่ “ทูลองค์ชาย หากไม่มีพระราชโองการจากฝ่าบาท กระหม่อมจะกล้าเปิดคลังได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ? นะ…นี่เป็นโทษประหารชีวิตเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
องค์ชายเจ็ดทราบว่าฮูหยินของอีกฝ่ายจัดงานชมบุปผาขึ้นแล้วเชิญภรรยาของพ่อค้าต่างๆมาร่วมสังสรรค์ เพื่อรวบรวมเงินซื้อข้าวสารแล้วต้มโจ๊กเพื่อแจกจ่ายอยู่นอกเมือง ผู้ประสบภัยที่อยู่นอกเมืองล้วนซาบซึ้งในบุญคุณของนายอำเภอ แม้คนผู้นี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้างแต่ก็ถือว่าเป็นขุนนางที่ดีซึ่งทำงานเพื่อราษฎร!
องค์ชายเจ็ดทุบพระอุระเพื่อเป็นการรับประกัน “เปิ่นหวางได้ถวายฎีกาเรื่องภัยแล้งของอำเภอเป่าชิงไปยังราชสำนักแล้ว เสบียงบรรเทาทุกข์กำลังอยู่ในระหว่างเดินทาง เจ้าเปิดคลังก่อน หากเกิดปัญหาแล้ว เปิ่นหวาง…กับหมินอ๋องซื่อจื่อจะช่วยกันรับผิดชอบเอง!”
หมินอ๋องซื่อจื่อถึงขั้นพูดไม่ออก
เจ้าเป็นคนตัดสินใจทำเองแล้วเหตุใดจึงลากข้าไปเกี่ยวด้วย? อยากให้ข้ารับปัญหาแทนเจ้าอีกแล้วสิท่า?
นายอำเภอหวางหันไปมองหมินอ๋องซื่อจื่อที่ดูมีความชอบธรรมและน่าเกรงขามครู่หนึ่ง จากนั้นก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายน่าพึ่งพากว่ามาก! ไม่ได้แปลว่าหมินอ๋องซื่อจื่อพึ่งพาได้ แต่หมายถึงตำแหน่งในหทัยของฮ่องเต้ที่แตกต่างจากผู้อื่น
เนื่องจากหมินอ๋องคือหนึ่งในทหารร่วมรบของฮ่องเต้ที่ยังมีชีวิตจนถึงบัดนี้ ในสนามรบได้ช่วยชีวิตฮ่องเต้ไว้หลายต่อหลายครั้ง ไม่เพียงเท่านี้คือเมื่อ15ปีก่อน แม้แต่หมินหวางเฟย2ที่กำลังใกล้คลอดบุตรก็สวมฉลองพระองค์ของฮองเฮาเพื่อช่วยหลอกล่อกบฏออกไปและแบกรับหายนะแทนฮองเฮาที่กำลังตั้งครรภ์องค์รัชทายาทเอาไว้
และหมินหวางเฟยยังให้กำเนิดทารกในสนามรบซึ่งมีโอกาสรอดตายน้อยมาก ต่อมาหมินหวางเฟยได้กลับไปตามหาตัวบุตรชาย ทว่ากระทั่งบัดนี้นางก็ยังหาตัวบุตรชายไม่พบ ร่างกายของหมินหวางเฟยได้รับบาดเจ็บสาหัสและยังสูญเสียบุตรไปอีกจึงส่งผลกระทบต่อจิตใจ นางจึงมีสติบ้างสับสนบ้างเป็นครั้งคราว ต้องใช้ชีวิตอย่างมืดมนมาถึง15ปีแล้ว
สามารถกล่าวได้ว่าด้วยผลงานของหมินอ๋องและหมินหวางเฟย ขอแค่ทั้งสองไม่คิดก่อกบฏ ไม่ว่าบรรดาเจ้านายทั้งหลายของจวนหมินอ๋องทำผิดอันใด ฮ่องเต้ก็ไม่มีทางเอาชีวิตพวกเขาแน่นอน!
ด้วยเหตุนี้สำหรับนายอำเภอหวางแล้ว ป้ายแสดงฐานะของหมินอ๋องซื่อจื่อจึงดูน่าเชื่อถือกว่าการทุบอกรับประกันขององค์ชายเจ็ด…เกรงว่าภาพลักษณ์องค์ชายเจ้าสำราญจะหยั่งรากลึกในจิตใจของผู้คนมากเกินไป
[1] ฟู่หวง คือ คำที่พระโอรสหรือพระธิดาใช้เรียกพระบิดาที่เป็นองค์ฮ่องเต้
[2] หวางเฟย คือ พระชายาเอกของอ๋อง
ตอนที่ 188: ทำให้ตนซาบซึ้งจนน้ำตาไหล
ใต้เท้าหยวนผู้ดำรงตำแหน่งช่างชูแห่งกรมคลังดีใจขึ้นมาทันที เพราะตอนนี้กรมคลังกำลังขาดแคลนคนทำงานและยังต้องรวบรวมเสบียงบรรเทาทุกข์ ทำบัญชีรูปแบบใหม่อีก เขาเคยทูลขอคนจากฝ่าบาทหลายต่อหลายครั้ง แต่ในราชสำนักก็ขาดแคลนคนทำงาน…หากได้เพิ่มขึ้นมาหนึ่งคนก็มีแรงเพิ่มขึ้นมาหนึ่งแรง แม้ใต้เท้ากวนท่านนี้จะเป็นคนขวานผ่าซากและอวดดีอยู่บ้าง ทว่าด้านการทำงานก็ถือว่ามีฝีมือ ! ลูกน้องที่คอยบ่นว่างานเยอะเหล่านั้นก็คงบ่นน้อยลง !
หันมาเอ่ยถึงด้านของหลินเว่ยเว่ยบ้างดีกว่า เมื่อนางกลับมาที่ฉือหลี่โกวในยามเย็นแล้วก็โอ้อวดถึงสิ่งที่ได้ทำให้แก่ราษฎร นางหันไปอวดกับบัณฑิตหนุ่มอยู่พักหนึ่ง “อย่าว่าแต่เงินค่าเช่า160ตำลึงเลย ถ้าองค์ชายเจ็ดสามารถเปิดคลังบรรเทาทุกข์ในผู้คนในเขตเริ่นอันได้จริง แม้จะให้ข้าจ่ายเงินเพิ่มไปอีกเท่าตัว ข้าก็ยอม !”
ทุกครั้งที่เดินทางเข้าเมือง นางจะต้องเห็นร่างผู้ประสบภัยที่ผอมแห้งราวกับท่อนฟืนและมีใบหน้ามีแต่ความสิ้นหวังเสมอ ร่างกายดุจซากศพเดินได้เหล่านั้นมีให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจกลายเป็นซากศพเข้าจริงๆในสักวัน มีแต่คนบอกว่าเมื่อเห็นบ่อยเข้าก็จะชินชาไปเอง ทว่าหัวใจของนางมีเลือดเนื้อ ความรู้สึกสุดจะทนเช่นนั้น นางรับไม่ได้หรอก มันทรมานเกินไป !
เจียงโม่หานมองนางอย่างอ่อนโยน ความหวาดระแวงและความสงสัยที่เขามีต่อนางก็หายไปจนสิ้น แม้จะบอกว่าที่มาของนางลึกลับซับซ้อน แต่นางเป็นคนอ่อนโยน จิตใจดี มองโลกในแง่ดีและเด็ดเดี่ยว ภายนอกนางดูเป็นคนฉลาดและมากเล่ห์ ทว่าในความเป็นจริงแล้วนางไร้เดียงสาจนน่ากังวล คนเช่นนี้หากคิดร้ายกับผู้อื่นจริงก็ต้องเป็นเพราะอีกฝ่ายร้ายจนเกินเยียวยาใส่นางก่อน
“เจ้าทำได้ดีมาก !” เจียงโม่หานอ่านความคิดของนางออกและต้องการที่จะเอื้อมมือไปลูบศีรษะน้อยๆของนางเพื่อปลอบโยนหัวใจที่อ่อนแอและย่ำแย่นั้น
นางระดมคนในหมู่บ้านมาช่วยกันขุดคูน้ำสร้างทางชักน้ำลงจากภูเขา ไม่เพียงแก้ปัญหาด้านชลประทานของหมู่บ้าน แต่ยังสร้างผลงานให้เขาโดยไม่ตั้งใจด้วย นางทนเห็นคนในหมู่บ้านอดตายไม่ได้จึงพาทุกคนขึ้นเขาไปเก็บของป่า เมล็ดสนขายไม่ออกเท่าที่หวัง นางก็บริจาคสูตรลับและช่วยหมู่บ้านสร้างโรงงานแปรรูป…ตอนนี้ชาวฉือหลี่โกวล้วนมีเงินอยู่ในมือ ไม่ต้องกังวลว่าจะผ่านฤดูหนาวไม่ได้…นางทำได้ดีมากแล้ว !
ชาติก่อน ความทรงจำที่เขามีต่อองค์ชายเจ็ดคือพระองค์เจ้าอารมณ์ จุบจบของพระองค์ก็ไม่ดีไปกว่าเขาหรอก องค์ชายพระองค์หนึ่งกลับโดนปลดเป็นสามัญชนและถูกจองจำอยู่ในคุกหลวงตลอดชีวิต พระบิดาซึ่งถือกำเนิดมาจากสวรรค์ไม่เหลียวแลอีกต่อไป เพื่อแผ่นดินแล้วแม้แต่พระโอรสก็ยังละทิ้งได้ นับประสาอันใดกับกระบี่ของฮ่องเต้อย่างเขาคนนี้ ?
เมื่อเด็กคนนี้อยู่ต่อหน้าจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์อย่างองค์ชายเจ็ด นางกลับไม่มีท่าทีขลาดกลัวแม้แต่น้อยและยังฉวยโอกาสประกาศเรื่องภัยแล้งของเมืองจงโจวออกไปด้วย
องค์ชายเจ็ดในเวลานี้ยังไม่โดนผู้มีเจตนาร้ายมอมเมา ไม่โดนบีบบังคับให้เดินสู่เส้นทางของการแย่งชิงอำนาจ ในทหัยยังมีความเคารพและสนิทสนมต่อพระบิดา ทรงอยากแบ่งเบาภาระของฮ่องเต้อยู่ร่ำไป
ยิ่งไปกว่านั้นคือข้างพระวรกายยังมีหมินอ๋องซื่อจื่ออยู่อีกคน…ไม่แน่ว่าภายใต้ความคิดตื้นเขินของเด็กตัวแสบแล้ว เรื่องนี้อาจสำเร็จลุล่วงได้จริง !
เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับหนิงตงเซิ่ง ซื้อโกดังตรงท่าเรือ หาหนทางทำให้องค์ชายเจ็ดสนพระทัยภัยแล้งของเมืองจงโจว หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น เขาคงสงสัยว่าอีกฝ่ายกลับชาติมาเกิด แต่เด็กคนนี้…จะบอกว่านางโชคดีได้หรือไม่ ? หรือนางมีวิสัยทัศน์ไม่เหมือนคนอื่นจึงมักคว้าโอกาสดีๆได้บ่อยครั้ง ?
“บัณฑิตน้อย ? บัณฑิตน้อยรูปงาม ? ?” มือเล็กๆของหลินเว่ยเว่ยโบกไปมาตรงหน้าเจียงโม่หาน “คิดอันใดอยู่ ? ดูเจ้าจมดิ่งอยู่กับความคิดมากเหลือเกิน ข้าถามเจ้าอยู่นะ ! อ้อ…..คงไม่ได้กำลังคิดถึงสาวน้อยคนไหนอยู่หรอกกระมัง ? บัณฑิตน้อยเริ่มมีความรักแล้วหรือ ?”
เจียงโม่หานปัดมือที่อยู่ไม่สุขของนางออกแล้วถลึงตาใส่ “พูดเหลวไหลอันใด ! องค์ชายเจ็ดกับหมินอ๋องซื่อจื่อ…โดยเฉพาะหมินอ๋องซื่อจื่อมีอิทธิพลมากต่อพระทัยของฮ่องเต้ เจ้าน่ะ ได้ช่วยชีวิตชาวจงโจวไว้ด้วยความคิดแสนหุนหันพลันแล่นของตน รู้ตัวหรือไม่ ?”
“เรียกหุนหันพลันแล่นอันใดกัน อย่างข้าน่ะเรียกว่าทั้งกล้าหาญ มากกลอุบาย ใจกล้าและละเอียดรอบคอบ ! ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้อื่น เวลาพบองค์ชายกับซื่อจื่ออะไรนั่นก็ต้องตกใจจนเข่าอ่อนไปนานแล้ว เวลาพูดก็คงอ้ำๆอึ้งๆแน่นอน ไฉนเลยจะเหมือนข้า ! สิ่งแรกที่ข้าคิดได้ไม่ใช่ความปลอดภัยของตน แต่เป็นความอยู่รอดของราษฎรทั่วหล้า…ข้านี่สุดยอดจริงๆเลย ทำให้ตนซาบซึ้งจนน้ำตาไหลแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยแสร้งทำเป็นเช็ดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง
เจียงโม่หานจึงบ่นนางทันที “อย่างเจ้าเรียกว่าใจกล้าแบบคนโง่! ต่อไปก็ออกห่างจากผู้ที่มีอำนาจหน่อย คนเหล่านั้นเจ้าอารมณ์ผิดปกติ ไม่เห็นชีวิตของคนอื่นสำคัญ อึดใจนี้ยังยิ้มพลางหัวเราะพูดคุยกับเจ้า แต่อึดใจต่อมาเจ้าอาจกลายเป็นศพก็ได้!”
“หลอกให้คนตกใจน้อยๆหน่อยเถิด เห็นข้าเป็นคนขี้ขลาดหรือไร?” หลินเว่ยเว่ยกลอกตา แม้องค์ชายเจ็ดจะดูไม่เอาไหนก็จริง ทว่าก็มีหมินอ๋องซื่อจื่อคอยจับตาดูอยู่ “หมินอ๋องซื่อจื่อคนนี้ ดูท่าทางยังพึ่งพาได้อยู่!”
หมินอ๋องซื่อจื่อผู้นี้…ไม่เคยทำให้ฮ่องเต้ทรงผิดหวังมาก่อน น่าเสียดายที่…
“บัณฑิตน้อย ซื่อจื่อหยิ่งทะนงคนนี้ดูคล้ายเจ้าอยู่บางส่วน! เจ้าคงไม่ได้เป็นลูกหลานของท่านอ๋องที่ตกอับมาเป็นลูกชาวบ้านธรรมดาใช่หรือไม่?” หลินเว่ยเว่ยนึกถึงพล็อตนิยายน้ำเน่าในอดีตชาติ ทันใดนั้นสมองของนางก็แล่นผิดปกติ
เจียงโม่หานไม่เอ่ยอันใดสักคำ
“เฮ้เฮ้ ! เจ้าอย่าเพิ่งไปสิ ! ข้าหยอกเล่นต่างหาก เหตุใดจึงสะบัดแขนเสื้อใส่อีกแล้ว ?” หลินเว่ยเว่ยเดินตามไปพลางปากก็บ่นพึมพำไปด้วย “บัณฑิตน้อย เจ้าน่ะ ไม่ว่าสิ่งใดก็ดีไปหมด เสียอยู่อย่างเดียวคือขี้โมโห เจ้าจะเป็นเช่นนี้ไม่ได้นะ รู้หรือไม่ ? ต่อไปกู่เหนียงบ้านใดจะทนรับนิสัยของเจ้าได้ ? ผู้ชายน่ะต้องใจกว้าง ใจกว้างหน่อย…”
นี่ข้ายังไม่เรียกว่าใจกว้างอีกหรือ ? ถ้าใช้นิสัยของโฉวฝู่ในชาติที่แล้วมาวัด ศีรษะของเด็กตัวแสบอย่างเจ้าไม่รู้ว่าหลุดออกจากบ่าไปกี่ครั้งแล้ว !
หลีชิงที่กลับมาพร้อมมัดฟืนขนาดใหญ่ก็เห็นหลินเว่ยเว่ยทำตัวเหมือนหนอนคลานตามก้นเจียงโม่หานออกไปยังบ้านด้านข้าง คนหนึ่งมีใบหน้ายิ้มแย้ม ส่วนอีกคนทำเหมือนว่าติดหนี้800ตำลึงอยู่ เขาจึง.อดขมวดคิ้วไม่ได้ เมื่อวางมัดฟืนลงแล้ว เขาก็โบกมือเรียกเจียงโม่หาน
เจียงโม่หานยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่
ทว่าสุดท้ายก็ยอมเดินตามหลีชิงออกไป หลีชิงเดินไปยังสถานที่ไร้ผู้คน ต่อจากนั้นก็กอดอกแล้วมองเจียงโม่หานด้วยแววตาไม่สบอารมณ์ “บัณฑิตเจียง เสี่ยวเว่ยของบ้านเราเพิ่งฟื้นคืนสติขึ้นมาจึงไม่เข้าใจเรื่องทางโลก เจ้าศึกษาตำรามาตั้งหลายปีหรือไม่เข้าใจว่าชายหญิงควรรักษาระยะห่างต่อกัน ? ต่อไปอยู่ให้ห่างเสี่ยวเว่ยของบ้านเราหน่อย !”
เจียงโม่หานหงุดหงิดกับคำว่า ‘เสี่ยวเว่ยของบ้านเรา’ จากปากหลีชิงที่สุด เขาเพียงถามกลับไปว่า “เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาพูดเรื่องนี้กับข้า ?”
หลีชิงเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิ “สิทธิ์ที่ข้าเป็นญาติผู้พี่ของเสี่ยวเว่ย ! ญาติผู้พี่ก็ยังเป็นพี่อยู่ดี ในฐานะพี่ชายก็ต้องปกป้องน้องสาว จะให้ใครบางคนหลอกไม่ได้เด็ดขาด !”
“น้องสาวของเจ้า ? ข้าคิดว่าเจ้าเอาเวลาไปตามหาน้องสาวแท้ๆของตนจะดีกว่า” เจียงโม่หานฉีกยิ้มอย่างเย็นชา !
สีหน้าของหลีชิงเปลี่ยนไปทันที “เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากทำหรือ ? ผ่านมานานเช่นนี้ แถมในระหว่างนั้นยังเกิดสงครามขึ้นอีก การตามหาใครสักคนก็เหมือนการงมเข็มในมหาสมุทร…”
“ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้หรอก จงอี้โหวสามารถทำเพื่อเรื่องส่วนตัวจนฆ่าล้างตระกลูหลีได้ ด้วยความทะเยอทะยานของเขาจะต้องไม่ยอมถูกจำกัดอำนาจอยู่แค่ภาคเหนือแน่นอน เขาเป็นท่านโหวที่ไม่ได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้คนหนึ่งไม่ใช่หรือ…”
ข้าช่วยเจ้าถึงเพียงนี้แล้ว ความแค้นจะชำระได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าเอง ! เจียงโม่หานใช้สองมือไพล่หลังแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว…เขาขอให้ความช่วยเหลืออยู่ห่างๆก็พอ
ตอนที่ 189: ไม่รีบก็หมายความว่าสมองมีปัญหา
หลีชิงขมวดคิ้วเป็นปม เจ้าบัณฑิตผู้นี้หมายความว่าอย่างไร ? จงอี้โหวทะเยอทะยานแล้วอย่างไร มันจะคิดก่อกบฏต่อฮ่องเต้ได้หรือ ? อีกอย่างแม้ว่าจงอี้โหวจะคิดทรยศ แต่บัณฑิตในหมู่บ้านอันแสนห่างไกลจะทราบได้อย่างไร ?
คราวก่อนตอนที่เขาพยายามลอบสังหาร จวนจงอี้โหวมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนาดุจถังเหล็กใบหนึ่ง ! ดูเหมือนต้องใช้วิธีอื่นลอบเข้าไป กระนั้น…การวิเคราะห์ของบัณฑิตเจียงดูค่อนข้างมีเหตุผล เพราะพรมแดนของภาคเหนือมีส่วนที่ติดกับตงหู และพวกที่เหลือของราชวงศ์ก่อนก็เฝ้าดูอยู่ในความมืด ด้วยความทะเยอทะยานของจงอี้โหวย่อมไม่มีทางอยากเป็นเพียงท่านโหวที่ไร้ความสำคัญแน่นอน…
การสอบสังหารสามารถแก้แค้นให้เพียงตระกูลของตน แต่ถ้าหาหลักฐานที่จงอี้โหวสมรู้ร่วมคิดกับพวกกบฏทำให้มันโดนประหารเก้าชั่วโคตร จะไม่สะใจกว่าเดิมหรือ ?
วันเวลาต่อจากนั้นหลีชิงก็มักออกจากบ้านแต่เช้าและกลับบ้านดึกเสมอ หรือแม้แต่ออกไปนานหลายวัน คนในหมู่บ้านล้วนถามถึงเขา หลินเว่ยเว่ยจึงจำเป็นต้องหาข้ออ้างเพื่อปกปิดให้สารพัด…เฮ้อ ! เหมือนว่านางเก็บตัวปัญหากลับมาไม่มีผิด !
ผ่านไปไม่นานคนในหมู่บ้านก็ไม่มีกะจิตกะใจจะสนเรื่องของหลีชิงอีกต่อไป เพราะผู้ใหญ่บ้านประกาศข่าวด้วยความตื่นเต้นว่า…ทางอำเภอเป่าชิงได้เปิดคลังบรรเทาทุกข์แล้ว !
เจียงโม่หานหันมาสบตากับหลินเว่ยเว่ยด้วยความตกใจ…เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? นายอำเภอหวางคนนี้มักทำอะไรอย่างรอบคอบ เป็นขุนนางที่ชอบหวาดระแวงและขี้ขลาด ไม่มีทางตัดสินใจทำเองแน่นอน จะต้องเป็นเพราะคำสั่งขององค์ชายเจ็ด…ซึ่งไม่เหมือนองค์ชายเจ็ดที่เขารู้จักในชาติก่อนเลย !
“ไป ! ไปรับอาหารบรรเทาทุกข์กัน !” หลินเว่ยเว่ยหยิบทะเบียนบ้านของตนออกมาแล้วขับเกวียนเทียมล่อมาหยุดรออยู่ที่หน้าบ้านบัณฑิตหนุ่ม คราวนี้แจกอาหารตามจำนวนสมาชิกในใบทะเบียนบ้าน ตระกูลหลินมีด้วยกัน5คนก็สามารถรับข้าวสารได้ถึง100ชั่ง !
ทางหมู่บ้านฉือหลี่โกวล้วนเป็นคนหนุ่มสาวที่ออกไปรับ บ้านที่มีรถเข็นล้อเดียวก็เตรียมรถเข็นล้อเดียวเอาไว้ บ้านไหนมีรถลากก็ลากไป ใครมีเกวียนเทียมวัวก็ขับเกวียนเทียมวัว ส่วนคนที่ไม่มีอันใดเลยก็ได้แต่อาศัยเรี่ยวแรงของตน นี่เป็นอาหารบรรเทาทุกข์เชียวนะ แม้จะเหนื่อยเพียงใดก็ต้องแบกกลับมาให้ได้ !
ส่วนบ้านสองสามหลังที่ไม่มีแรงงานคนหนุ่มสาวก็ไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ทั่วทั้งหมู่บ้านมีเพียงครอบครัวผู้ใหญ่วังและตระกูลหลินเท่านั้นที่เลี้ยงสัตว์ ทั้งสองครอบครัวจึงร่วมมือกันเพื่อนำข้าวสารของคนเหล่านี้ใส่เกวียนและนำกลับมาให้ที่หมู่บ้าน !
ไม่รีบไปรับอาหารหมายความว่าสมองมีปัญหา ! ดังนั้นฟ้ายังไม่ทันสว่าง ชาวบ้านฉือหลี่โกวก็มุ่งหน้าไปยังตัวอำเภออย่างแข็งขันภายใต้การนำของผู้ใหญ่บ้าน
ระยะห่างจากฉือหลี่โกวไปยังตัวอำเภอ หากเทียบกับไปเขตเริ่นอันแล้วก็อยู่ห่างประมาณ2เท่าได้ ต้องเดินทาง1วันเต็มจึงจะถึงตัวอำเภอเป่าชิง
ด้านนอกอำเภอเป่าชิงมีผู้คนรวมตัวกันนับไม่ถ้วน ผู้คนส่วนมากก็เหมือนกับฉือหลี่โกวคือออกจากหมู่บ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
และบนตัวพวกเขายังมีลักษณะเด่นเหมือนกัน…ร่างกายซูบผอมเหมือนท่อนฟืน ฝีเท้าโซเซไปมา เมื่อเทียบกับชาวฉือหลี่โกวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างภายนอก หน้าตาหรือสภาพจิตใจก็ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ชาวฉือหลี่โกวแม้จะใส่เสื้อผ้าเก่าแต่หน้าตาก็สะอาดสะอ้าน แม้จะไม่อ้วน แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้วก็สามารถบรรยายด้วยคำว่าแข็งแรงได้
สิ่งที่สะดุดตากว่านั้นคือในบรรดาชาวฉือหลี่โกวยังมีเกวียนเทียมสัตว์ที่มีชีวิตชีวาด้วย…พื้นที่อื่นแทบไม่มีหญ้าขึ้น มนุษย์แทบไม่มีน้ำดื่ม แล้วจะเลี้ยงสัตว์ไว้ใช้งานได้อย่างไร ? ในสถานการณ์ที่หิวกระหาย สัตว์เลี้ยงเหล่านี้ล้วนกลายเป็นอาหารเพื่อประทังชีวิตเจ้าของทั้งสิ้น…
“หะ…เหตุใดพวกเขาจึงมองพวกเราเช่นนี้ ? แปลก…มันอนาถจนน่าตกใจ !” ซัวถัวนำเกวียนเทียมล่อเคลื่อนผ่านผู้ประสบภัยอย่างช้าๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ประสบภัยมากเช่นนี้ ขณะมองใบหน้าที่เฉยชาของแต่ละคนก็ทำให้เขานึกถึงคำหนึ่ง…ซากศพเดินได้ !
หลินเว่ยเว่ยเขย่งเท้ามองคนที่มาขอรับเสบียงซึ่งต่อแถวยาวราวกับหางมังกรพลางพูดกับเจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนว่า “ต้องต่อแถวไปจนถึงเมื่อไร ? อย่าว่าแต่พรุ่งนี้เลย แม้จะเป็นวันมะรืนก็ยังไม่ได้กลับ ! พวกเราออกมากันหมดแล้ว ในบ้านไม่มีคนอยู่เลย ข้ารู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก !”
ขณะมองหลินเว่ยเว่ยที่กลับมาอยู่ในชุดของบุรุษอีกครั้ง เจียงโม่หานก็กล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมไม่สมวัย “ข้าส่งจดหมายถึงหลีชิงแล้ว เขาน่าจะรีบกลับมาถึงหมู่บ้านวันนี้”
ทันใดนั้นจิตใจที่กระวนกระวายของหลินเว่ยเว่ยก็ถูกปลอบประโลมเพราะน้ำเสียงหนักแน่นของอีกฝ่าย “มีเขาอยู่ ข้าก็วางใจแล้ว !”
ชายฉกรรจ์ทั้งหมู่บ้านออกมาหมด ในหมู่บ้านจึงเหลือเพียงคนแก่ เด็กและสตรีที่อ่อนแอ ตอนนี้สามารถกล่าวได้ว่าหมู่บ้านฉือหลี่โกวเป็น ‘เรือโนอาห์’ ในปีแห่งภัยพิบัติ ขณะที่ให้ความหวังแก่พวกเขา ตัวเรือก็อาจนำหายนะมาสู่ตัวพวกเขาด้วย !
โชคดีที่ฉือหลี่โกวอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไปมาหาสู่หมู่บ้านในละแวกใกล้เคียงไม่บ่อยนัก ผู้ใหญ่บ้านยังออกคำสั่งให้ชาวบ้านปิดปากเงียบ แม้จะเป็นญาติที่สนิทยิ่งกว่าสิ่งใดก็ห้ามเปิดเผยว่าในหมู่บ้านฉือหลี่โกวมีเงินหรือมีอาหารใดบ้าง เนื่องจากสิ่งที่น่ากลัวกว่าภัยพิบัติคือจิตใจมนุษย์ !
ในสายตาของหลินเว่ยเว่ยแล้ว ความลับของฉือหลี่โกวไม่อาจถูกปิดบังได้นานนักหรอก เพราะหัวใจมนุษย์มีเลือดเนื้อ ใครจะทนเห็นบ้านฝ่ายมารดาหรือบุตรสาวที่ออกเรือนไปต้องอดตาย ?
โชคดีที่ทางการเปิดคลังบรรเทาทุกข์ ชาวบ้านจึงมีทางรอด ดังนั้นย่อมมีน้อยคนที่จะเลือกเดินบนทางสุ่มเสี่ยง การตัดสินใจของทางการไม่เพียงช่วยชีวิตของชาวบ้านหลายพันที่ต้องเผชิญความหิวโหย แต่ยังช่วยกันอันตรายที่ซ่อนอยู่ให้แก่หมู่บ้านฉือหลี่โกวด้วย
เท่าที่หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นคือผู้ที่มารับอาหารบรรเทาทุกข์ส่วนใหญ่จะมาเป็นหมู่บ้าน ชาวบ้านที่ได้รับอาหารแล้วก็กลับมารวมตัวกับคนในหมู่บ้านของตน พวกเขาไม่ได้รีบเดินทางกลับ แต่ใช้โถดินที่พกติดตัวมาด้วยตักน้ำสีโคลนจากแม่น้ำแถวนั้นใส่ลงไป หลังกำจัดสิ่งสกปรกเล็กน้อยออกแล้วก็แทบอดใจรอไม่ไหวที่จะใช้มันต้มโจ๊กกินตรงนั้นเลย เนื่องจากตอนเดินทางมา พวกเขาทั้งหมดใช้กำลังใจในการเดินทาง หากยังไม่กินสิ่งใดเข้าไปอีกก็คงจะหมดแรงก่อนจะไปถึงหมู่บ้าน
และก็มีบางคนที่มาถึงอำเภอเป่าชิงแล้วน่าเสียดายที่ยังไม่ทันรอให้ได้อาหารบรรเทาทุกข์ก็ต้องสิ้นลมเสียก่อน บรรดาทหารประจำอำเภอเป่าชิงนำร่างเหล่านี้ไปเผารวมกันและโรยผงปูนตรงที่ผู้ประสบภัยรวมตัวอยู่หรือพ่นยาบางชนิดที่สามารถป้องกันโรคระบาดได้
หลินเว่ยเว่ยเห็นชายชราคนหนึ่งคว้าข้าวสารที่บุตรชายเป็นคนแบกมากินดิบๆ ทว่าอาหารมื้อนี้ก็ยังไม่อาจหยุดคมเขี้ยวมัจจุราชไว้ได้ ตอนที่เขาล้มลงกับพื้น ปากก็ยังเคี้ยวข้าวดิบไม่หยุด…
แม้ราษฎรนอกเมืองจะมีจำนวนมาก แต่ก็เงียบสงัดราวกับสุสาน มีเพียงเสียงร่ำไห้เท่านั้นที่ดังอื้ออึงขึ้นเป็นครั้งคราว…
“ผู้ใหญ่บ้าน ทางการไม่อนุญาตให้เราเข้าไปเอาอาหารในเมือง เช่นนั้นคืนนี้พวกเราก็หาที่พักกันข้างนอกนี้เถิด” หลิวต้าซวนออกมาจากฝูงชนแล้วกล่าวพร้อมคิ้วที่ขมวดเป็นปม
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้ารับ จากนั้นก็หันไปมองเจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ย “ดูเหมือนได้แต่รออยู่ที่นอกเมือง!”
หลินเว่ยเว่ยมองผู้คนที่พลุกพล่านไปมาอยู่ใกล้ประตูเมือง นางจึงกล่าวขึ้นว่า “คนเยอะเช่นนี้ ใครจะรู้ว่ามีคนเป็นโรคระบาดหรือไม่ ? เช่นนั้น…พวกเราออกไปไกลๆหน่อย เลือกที่ว่างตั้งค่ายพักแรมดีหรือไม่ ?”
หลินจื่อเหยียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “จะตั้งค่ายพักแรม ท่านเห็นพวกเราเป็นทหารแนวหน้าหรือ ?”
“ทหารปกป้องแคว้นเพื่อราษฎร พวกเราก็ทำเพื่อครอบครัวเพื่อคนที่รักเหมือนกัน กลุ่มหนึ่งทำเพื่อคนทั้งแผ่นดิน อีกกลุ่มทำเพื่อคนในครอบครัว ก็เหมือนกันนั่นแหละ !” หลินเว่ยเว่ยเริ่มมีความคิดอลังการ
แต่ผู้ใหญ่บ้านบังเกิดความลังเล “ถ้าอยู่ห่างจุดที่แจกอาหารไปไกล พรุ่งนี้ตอนเริ่มแจกอาหาร พวกเราจะไม่ต่อแถวหลังสุดเลยหรือ ?”
ตอนที่ 190: โยนให้บัณฑิตน้อยอีกแล้ว
หลินเว่ยเว่ยกล่าวว่า “เรื่องนี้แก้ไขง่ายมาก ตอนกลางคืนพวกเราผลัดกันเข้าแถวสองคนต่อหนึ่งกลุ่ม กลุ่มหนึ่งต่อแถวเป็นเวลา2เค่อ หากทำเช่นนี้ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการพักผ่อนและยังไม่ทำให้การรับอาหารล่าช้าด้วย”
ผู้ใหญ่บ้านค่อยๆพยักหน้ารับ “ยังเป็นนางหนูรองที่สมองดี ! เอาตามนี้ก็แล้วกัน เจ้ากับบัณฑิตเจียงไปต่อแถวก่อน ส่วนจื่อเหยียนกับหยาเอ๋อร์ค่อยต่อรอบสอง…”
ในเวลานี้ก็แน่นอนว่าคนต่อแถวก่อนย่อมได้เปรียบเพราะไม่ต้องลุกขึ้นมาต่อแถวกลางดึก
ท้องฟ้าค่อยๆมืดมิด คนต่อแถวรับอาหารก็ขยับไปด้านหน้าไม่หยุด หลินเว่ยเว่ยรับหน้าที่ต่อแถวครู่เดียวก็เริ่มอยู่ไม่สุขแล้ว นางอยากไปดูกลุ่มคนข้างหน้าแต่ก็โดนทางการหยุดไว้ “ต่อแถว ห้ามแซง ! ถ้าไม่ทำตามลำดับจะหมดสิทธิ์รับอาหาร !”
หลินเว่ยเว่ยยังยืดคอต่อไป นางมองไปยังสถานที่แจกอาหาร เจ้าหน้าที่คนหนึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบทะเบียนบ้าน คนหนึ่งจดบันทึก อีกคนชั่งน้ำหนักข้าว การเคลื่อนไหวก็ไม่ได้ช้าแต่อย่างใด
หากมองไปยังบริเวณโดยรอบซึ่งห่างจากการรักษาความปลอดภัยของทางการก็ยังมีนายทหารอีกจำนวนไม่น้อย ดูจากอาวุธบนตัวแล้วน่าจะเป็นคนที่องค์ชายเจ็ดทิ้งไว้ กองทหารรักษาการณ์ในชุดเกราะเต็มยศ ท่าทางน่าเกรงขามกว่าทหารของทางการมาก
หลินเว่ยเว่ยยังไปดูค่ายพักแรมของหมู่บ้านอื่นด้วย หลังได้รับอาหารบรรเทาทุกข์แล้ว คนส่วนใหญ่จะนำไปต้มโจ๊กเป็นมื้อเย็นและกลิ่นหอมของข้าวสุกก็หอมฟุ้งไปทั่ว นำพามาซึ่งความหวังแก่ชาวประชา
ตอนที่หลินเว่ยเว่ยเข้าไปดู แววตาของชาวบ้านในหมู่บ้านอื่นเต็มไปด้วยความหวาดระแวง หรือบางคนถึงขั้นไล่นางออกมาอย่างดุร้าย…ถ้าไม่แกร่งจริงคงอยู่รอดในปีแห่งภัยพิบัติได้ยาก !
กระทั่งฟ้ามืดสนิท การแจกอาหารก็หยุดลง ผู้คนที่มารอรับยังไม่แยกย้าย พวกเขาก็เป็นเหมือนชาวฉือหลี่โกวที่รวมตัวเป็นหมู่บ้านและจัดกลุ่มเข้าแถว ส่วนคนอื่นก็ไปพักตามลำดับ
หลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศในตอนกลางวันและกลางคืนจะแตกต่างกันมาก กองไฟผุดขึ้นไม่น้อยในค่ายพักแรม หลินจื่อเหยียนสวมเสื้อแขนยาวผ้าฝ้ายบุนวมหนาซึ่งบิดาทิ้งไว้และเดินเข้ามากับหยาเอ๋อร์ผู้มีรูปร่างผอมแห้ง “พี่รอง ศิษย์พี่เจียง พวกท่านไปพักผ่อนเถิด เรามารับช่วงต่อ !”
“พวกเจ้าได้กินข้าวกันหรือยัง ?” หลินเว่ยเว่ยถาม
หลินจื่อเหยียนพยักหน้า “กินอาหารที่นำมาด้วยแล้ว เพียงแต่น้ำ…ไม่ค่อยพอดื่มสักเท่าไร…”
แต่ละคนพกน้ำมาคนละ2กระบอก ตอนเดินทางมาก็ดื่มแล้วหนึ่งกระบอก ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ได้กลับ พวกเขาก็จะไม่มีน้ำให้ดื่มแล้ว พอมองแหล่งน้ำที่คนอื่นตักมาบริโภคก็เห็นว่าน้ำในสระเหลือแค่ชั้นตื้นๆเท่านั้น ด้านบนยังเต็มไปด้วยใบไม้ เศษซากของสิ่งต่างๆ สกปรกยิ่งกว่าอะไรดี…ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นดื่มลงได้อย่างไร
“ที่ข้ายังมีอีกหลายกระบอก ประเดี๋ยวแบ่งให้เจ้า2กระบอก ต้องบอกคนในหมู่บ้านว่าให้ต้มน้ำก่อนเท่านั้นถึงจะดื่มได้” ใครจะรู้ว่าแถวนี้มีสัตว์หรือสิ่งอื่นตกไปตายในแหล่งน้ำหรือไม่ หากดื่มเข้าไปก็เสี่ยงจะเกิดเรื่องได้ไม่ยาก !
ตอนที่หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานมาถึงค่ายพักแรมหมู่บ้านฉือหลี่โกว พวกชาวบ้านก็เริ่มถกเถียงกันเรื่องน้ำ ผู้ใหญ่บ้านจึงหันมามองทั้งสองคนซึ่งมากความสามารถที่สุดในหมู่บ้าน “พวกเจ้ามีวิธีดีๆบ้างหรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยชี้ไปที่เจียงโม่หาน “เมื่อครู่พวกเราลองปรึกษากันแล้ว บัณฑิตน้อยอธิบายวิธีกรองน้ำให้ข้า พวกเราลองทำกันเถิด !”
คิ้วแสนงดงามของเจียงโม่หานเลิกขึ้นเล็กน้อย…เฮอะ เอาอีกแล้ว เรื่องปวดหัวถูกโยนมาบนหลังของเขาอีกแล้ว เคยถามความเห็นกันหรือไม่ ? คิดว่าเขาไม่กล้าเปิดโปงนางจริงหรือ ?
หลินเว่ยเว่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย หลังหยิบกระบอกน้ำขึ้นมานางก็เจาะรูด้านล่างสองรู นำผ้าสะอาดยัดเข้าไปด้านใต้สุด ทับด้วยถ่าน ต่อมาเติมทรายละเอียด หลังจากนั้นเติมทรายหยาบเพื่อกรองสิ่งสกปรกขนาดใหญ่และเติมก้อนกรวดกับหินลงไปเป็นชั้นสุดท้าย
ซัวถัวไปตักน้ำโคลนมาจากสระที่ห่างไกล จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ตักน้ำใส่กระบอกที่เพิ่งทำใบนั้น น้ำค่อยๆไหลผ่านรอยแยกของชั้นหิน กรองสิ่งสกปรกชั้นแล้วชั้นเล่าจนถึงชั้นถ่านก็เหลือสิ่งสกปรกไม่มากแล้ว ถ่านนี้ยังสามารถกรองสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ง่ายด้วย
“เฮ้ ! น้ำใสแล้ว !” ซัวถัวร้องตะโกนด้วยความตกใจ ด้านล่างกระบอกน้ำมีถ้วยรองไว้ น้ำใสสะอาดราวกับน้ำแร่จากหุบเขา
ซัวถัวกำลังจะยกมาดื่ม แต่ก็ถูกหลินเว่ยเว่ยห้ามไว้ก่อน “ยังดื่มไม่ได้ ต้องนำไปต้มก่อน”
ผู้คนจากหมู่บ้านข้างเคียงให้ความสนใจกับชาวบ้านฉือหลี่โกวมาโดยตลอด…เพราะดูสะดุดตาเกินไป จะไม่ให้คนอื่นสนใจก็คงยาก!
พอคนในหมู่บ้านอื่นได้ยินเสียงทางฝั่งนี้ก็เริ่มอยู่ไม่สุข ปีแห่งภัยพิบัติเช่นนี้การได้ดื่มน้ำสะอาดเปรียบเสมือนเรื่องเพ้อฝันอย่างหนึ่ง มีผู้คนจำนวนมากที่หากไม่ได้ขาดน้ำตายก็อดอาหารตาย การดื่มน้ำไม่สะอาดก็เป็นเหตุให้ท้องเสียจนตายได้ โดยเฉพาะคนแก่และเด็กที่มีลำไส้ไม่แข็งแรง
ถ้ามีวิธีกรองน้ำให้สะอาดได้จริง เช่นนั้นความอยู่รอดของคนทั้งหลายก็จะมีการรับประกันเพิ่มขึ้น ผู้ใหญ่บ้านอื่นได้ปรึกษากับลูกบ้านสักพักหนึ่ง จากนั้นก็ให้หลานชายช่วยประคองเขาขึ้นมาและเดินตรงมาทางค่ายพักแรมของชาวฉือหลี่โกว
อายุของผู้ใหญ่บ้านคนนั้นดูจะแก่กว่าผู้ใหญ่บ้านฉือหลี่โกวไปสักหน่อย ไม่ว่าเส้นผมหรือเคราก็มีสีขาวทั้งสิ้น ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยริ้วรอย หลานชายตัวน้อยของเขาเป็นเด็กอายุ10ขวบเท่านั้น ยามที่พวกตนเข้ามาในอาณาเขตเช่นนี้กลับไม่มีการข่มขู่หรือคุกคามจากอีกฝ่ายแต่อย่างใด นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความจริงใจและทัศนคติของอีกฝ่ายแล้ว
“ข้าชื่อหวางเต๋อชุนเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านวังคานจื่อ เขตฝูหยุน อำเภอเป่าชิง” ผู้ใหญ่บ้านวังคานจื่อเข้ามาแนะนำตัวก่อน ท่าทางจริงใจน่าคบ ผู้มีมารยาทแล้วผู้คนย่อมไม่ถือสา!
ผู้ใหญ่วังหันไปทำมือคารวะอีกฝ่าย “ข้าคือผู้ใหญ่บ้านฉือหลี่โกว เขตเริ่นอัน ไม่ทราบว่าพี่หวางมีอันใดหรือ?”
“มิกล้าหรอก ข้าบากหน้ามาขอให้น้องชายช่วยเหลือ!” หวางเต๋อชุนค่อนข้างละอายแก่ใจเหลือเกิน
หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “มาถามวิธีกรองน้ำใช่หรือไม่ ?”
หวางเต๋อชุนพยักหน้าแล้วมองผู้ใหญ่วังอย่างเปี่ยมความหวัง ผู้ใหญ่วังจึงพูดกับเขาว่า “วิธีนี้บัณฑิตเจียงอ่านมาจากตำรา หากพวกท่านอยากเรียนรู้ก็ต้องให้เขาตัดสินใจก่อน”
สองปู่หลานหวางเต๋อชุนพากันหันไปมองบัณฑิตท่าทางเย็นชาและเมินเฉยต่อสิ่งรอบตัว ทันใดนั้นพวกเขาก็ดูระวังตัวขึ้นมาทันที หลินเว่ยเว่ยใช้ศอกสะกิดบัณฑิตหนุ่ม “เจ้าพูดบ้างสิ !”
“เจ้าอยากสอนก็สอนไปสิ !” เจียงโม่หานยืนอยู่ข้างกระบอกกรองน้ำ มองน้ำขุ่นที่ค่อยๆเปลี่ยนเป็นน้ำสีใสแล้วนึกในใจว่าเด็กคนนี้ซุกซ่อนขุมทรัพย์ไว้มากมาย ต้องเป็นครอบครัวเช่นไรถึงจะเลี้ยงเด็กผู้หญิงให้ออกมาเช่นนี้ได้?
หลินเว่ยเว่ยให้ผู้ใหญ่บ้านไปถามคนในหมู่บ้านข้างเคียง เผื่อว่ามีใครอยากเรียนวิธีกรองน้ำอีกจะได้มาเรียนพร้อมกัน ไม่อย่างนั้นนางต้องสอนซ้ำเป็นสองสามรอบไม่มีสิ้นสุด
เครื่องกรองน้ำทำขึ้นมาง่ายมากและวัสดุที่ใช้ก็หาได้รอบตัว ผ่านไปไม่นานผู้คนจากหมู่บ้านอื่นก็ทำได้
หมินอ๋องซื่อจื่อสร้างค่ายพักแรมห่างออกไปไม่ไกล เขาเกิดในตระกูลนักรบและต้องยกทัพออกศึกบ่อยครั้ง การบริโภคน้ำที่สะอาดจึงมีความสำคัญต่อกองทัพ ตอนที่เขาได้ยินทหารมารายงานว่าบัณฑิตเจียงแห่งหมู่บ้านฉือหลี่โกวสามารถสร้างอุปกรณ์กรองน้ำได้ เขาก็ใจเต้นแรงขึ้นมาทันที
บัณฑิตเจียงแห่งหมู่บ้านฉือหลี่โกว ไม่ใช่คนที่ฮ่องเต้ตรัสว่าสามารถสร้างกังหันวิดน้ำพลังลมคนนั้นหรือ? แท้จริงแล้วเขตเริ่นอันก็อยู่ในอำเภอเป่าชิง หากได้เจออีกฝ่ายในกลุ่มผู้ประสบภัยที่มารอรับอาหารก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด!
ทว่าเจ้าอุปกรณ์กรองน้ำนี้สามารถดึงดูดความสนใจของหมินอ๋องซื่อจื่อได้มาก เขาจึงออกจากค่ายพักแรมโดยพาทหารองครักษ์ไม่กี่นายติดตามมายังค่ายพักแรมของชาวบ้านฉือหลี่โกว
จบตอน
Comments
Post a Comment