weiwei ep191-200

ตอนที่ 191: เหตุผลช่างไร้สาระ


หัวหน้าองครักษ์ของหมินอ๋องซื่อจื่อพูดกับชาวบ้านฉือหลี่โกวว่า “เรียกผู้นำของพวกเจ้าออกมา ท่านแม่ทัพมีเรื่องจะถาม !”


สำหรับเจ้าหน้าที่ทางการ ชาวบ้านต่างให้ความเคารพและหวาดกลัวมาโดยตลอด หลังจากผู้ใหญ่บ้านเห็นกลุ่มของหมินอ๋องซื่อจื่อเดินเข้ามา เขาก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ขณะมีจิตใจที่วิตกกังวลและหวาดกลัว เขาก็เข้าไปต้อนรับภายใต้สถานการณ์ที่รายล้อมไปด้วยฝูงชน “ไม่ทราบว่าพวกท่านมีเรื่องใดจะสั่งการหรือขอรับ ?”


หมินอ๋องซื่อจื่อพยายามทำเสียงให้นุ่มนวลที่สุด แต่ก็เห็นได้ชัดว่าล้มเหลวเพราะใบหน้ายังเคร่งขรึมไม่น้อย “บัณฑิตเจียงอยู่หรือไม่ ?”


ในยามที่เขามีสีหน้าเยือกเย็น บรรดานายทหารภายใต้บัญชาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ส่วนผู้ใหญ่บ้านเป็นชายชรามีอายุพอสมควรแล้ว เขาจึงไม่อยากทำให้ตกใจกลัว เมื่อบัณฑิตเจียงสอบติดถงเซิงก็น่าจะมีประสบการณ์ทางสังคมบ้างแล้ว ดังนั้นเข้าไปคุยกับเจ้าตัวโดยตรงน่าจะสะดวกกว่า


เจียงโม่หานที่โดนขานเรียกชื่อ อยากจะหลบก็หลบไม่ได้ เขาจึงเดินออกมาด้านหน้าสองสามก้าวแล้วโค้งคารวะ “บัณฑิตเจียงโม่หานแห่งสำนักศึกษาเหวินหยวน คารวะซื่อจื่อ !”


หลินเว่ยเว่ยที่ออกมาเองก็เลียนแบบการทำมือคารวะของเขา “หลินเว่ยเว่ยคารวะซื่อจื่อ ท่านเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ ?”


ถ้อยคำที่กล่าวออกมาอย่างคุ้นเคย ฟังราวกับสนิทสนมกับหมินอ๋องซื่อจื่อมากเหลือเกิน เจียงโม่หานจึงหันไปส่งสายตาตักเตือนนางทันที…อย่าพูดมากและสร้างปัญหา ชีวิตน้อยๆของเจ้าเป็นแค่สิ่งไร้ค่าของผู้มีอำนาจเท่านั้น !


“บัณฑิตเจียง หลินกู่เหนียง ไม่ต้องมากพิธี…” ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างฉายขึ้นในสมองของหมินอ๋องซื่อจื่อ เขาหันไปพูดกับหลินเว่ยเว่ย “วิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่ที่บัณฑิตเจียงทูลถวายขึ้นไป หลินกู่เหนียงเป็นคนต้นคิดใช่หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยจึงเอ่ยอย่างถ่อมตนชนิดหาได้ยากในยามปกติ “ข้าน้อยรู้อักษรไม่มาก แค่คิดวิธีช่วยให้ประหยัดเวลาของตนเท่านั้น อย่างไรก็ยังเป็นบัณฑิตน้อย…บัณฑิตเจียงที่มีสติปัญญาเฉียบแหลม สามารถค้นพบคุณค่าของมัน เขาจึงได้รวบรวมและเรียบเรียงด้วยความอุตสาหะ แต่งเติมเสริมสร้างเนื้อหา…ส่วนใหญ่เป็นผลงานของบัณฑิตเจียงทั้งนั้น !”


“บัณฑิตเจียงมากความสามารถ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดฮ่องเต้ทรงปฏิบัติต่อเจ้าแตกต่างออกไป !” หมินอ๋องซื่อจื่อหันมามองเจียงโม่หาน ขณะเดียวกันในใจก็อดชื่นชมไม่ได้…อัจฉริยะ !


เมื่อในท้องมีหนังสือและบทกวีอยู่ บุคลิกย่อมสง่างามด้วยตนเอง คงเอาไว้ใช้บรรยายบุคคลผู้นี้ได้กระมัง ? บุคลิกภายนอกแสนโดดเด่น ความสามารถน่าอัศจรรย์…คนผู้นี้ไม่ได้อยู่ในก้นบ่อและอนาคตจะต้องมีวันบินสู่ฟากฟ้าแน่นอน !


เจียงโม่หานเงยหน้ามองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “บัณฑิตโชคดีที่ได้รับความห่วงใยจากฝ่าบาท ซื่อจื่อกล่าวชมเกินไปแล้วขอรับ !”


หมินอ๋องซื่อจื่อในตอนนี้เป็นเด็กหนุ่มอายุเพียง18-19ปี ทว่าท่าทางดูสุขุมและมีความเย่อหยิ่งอยู่ในตัว เมื่อเทียบกับองครักษ์คนก่อนหน้ายังเหนือชั้นกว่ามาก


ในอดีตชาติ หลังจากนี้ไปอีกสองปี เพื่อช่วยชีวิตฮ่องเต้แล้ว หมินอ๋องซื่อจื่อก็สิ้นชีพลงด้วยธนูของกบฏจากราชวงศ์ก่อน หมินอ๋องจึงกลายเป็นคนผมขาวที่ต้องส่งคนผมดำขึ้นสวรรค์และล้มป่วยเพราะความตรอมใจ ด้วยเหตุนี้จวนหมินอ๋องจึงตกอยู่ในเงื้อมมือของตัวปลอม !


ระหว่างย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตชาติ เขาก็ได้ยินเพียงหมินอ๋องซื่อจื่อกล่าวอีกครั้งว่า “ได้ยินว่าเจ้าคิดค้นวิธีกรองน้ำได้อีกแล้ว สามารถนำออกมาให้ข้าดูได้หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยจึงรีบเสนอตัวทันที “เรื่องนี้ข้าน้อยรู้ ! หากซื่อจื่อไม่รังเกียจ ข้าน้อยสามารถอธิบายให้ท่านฟังได้เจ้าค่ะ !”


หมินอ๋องซื่อจื่อก็มองออกว่าบัณฑิตเจียงผู้นี้เป็นเหมือนตนคือต่างคนต่างพูดไม่เก่ง ทว่าหลินกู่เหนียงกลับน่าสนใจ นางพูดจาคล่องแคล่ว ฉลาดหลักแหลม ถ้าได้นางมาช่วยอธิบายคงน่าสนใจขึ้นอีกหน่อย เขาจึงพยักหน้าตอบรับทันที !


“ซื่อจื่อเชิญดู นี่เป็นเพียงอุปกรณ์กรองน้ำอย่างง่ายเท่านั้น ยังมีข้อจำกัดคือน้ำไหลได้ช้า ถ้าอยากกรองน้ำในปริมาณมากก็สามารถสร้างภาชนะที่หนาและใหญ่ขึ้นเป็นพิเศษได้ ทางที่ดีควรทำด้านล่างให้เป็นทรงกรวยและเจาะรูเล็กๆไว้ให้ทั่ว


ชั้นแรกหรือชั้นล่างที่วางลงไปคือผ้าสะอาดเพื่อป้องกันไม่ให้วัสดุเช่นถ่านหรือทรายต่างๆไหลลงมาตามรูได้ ชั้นต่อมาเป็นถ่าน…ดีที่สุดควรเป็นถ่านที่เผาจากช่างผู้ชำนาญเพราะถ่านที่เราเผาเองโดยทั่วไปจะทำให้กรองแล้วไม่สะอาดเท่าที่ควรเจ้าค่ะ !”


หมินอ๋องซื่อจื่อถามว่า “เหตุใดต้องใช้ถ่าน ไม่เลือกใช้วัสดุอย่างอื่นแทน ?”


“เรียนซื่อจื่อ ท่านลองมองให้ดีว่าในถ่านมีรูพรุนอยู่มากมาย มันจึงมีคุณสมบัติช่วยดูดซับได้ดีมาก ในน้ำมีแมลงตัวเล็กที่ทำให้คนล้มป่วยและยังไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่อีก ในระหว่างนี้มันจะถูกกรองออกไปประมาณเจ็ดแปดส่วน ทรายละเอียดและก้อนกรวดด้านบนใช้สำหรับกรองสิ่งสกปรกขนาดใหญ่ แม้แต่น้ำขุ่นๆ หลังกรองผ่านก้อนหิน กรวด ทรายและถ่านแล้วก็จะสามารถดื่มได้อย่างมั่นใจ !” หลินเว่ยเว่ยอธิบายอย่างละเอียด


หมินอ๋องซื่อจื่อพยักหน้า “วิธีนี้วิเศษมาก ! บัณฑิตเจียง เจ้ายินดีมอบวิธีนี้ให้กองทัพหรือไม่ ?”


เจียงโม่หานหันไปมองหลินเว่ยเว่ย เขาเห็นเพียงเด็กคนนี้กำลังพยักหน้ามาด้วยความตื่นเต้น เฮ้อ ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่านี่เป็นผลงานของนางเอง ยังผลักมาให้เขาทุกครั้ง หากไม่เรียกว่าโง่แล้วจะเรียกว่าอันใด ? เป็นเด็กโง่อย่างที่คิดไว้เสียจริง !


หลินเว่ยเว่ยเห็นปากเขาขยับจึงเข้าใจผิดไปเองว่ารู้ใจอีกฝ่ายมาก “บัณฑิตน้อย เจ้าอยากเขียนวิธีกรองน้ำออกมาใช่หรือไม่ ประเดี๋ยวข้าจะหาแท่นฝนหมึกให้ !”


“เจ้า…คงไม่ได้บอกว่าเอาแท่นฝนหมึกมาด้วยหรอกนะ ?” เจียงโม่หานมองเข้าไปในดวงตาของนาง เขาอยากรู้ว่าการที่นางทำเช่นนี้กำลังวางแผนอันใดอยู่ อย่างไรก็ตามดวงตาของนางก็เป็นดั่งน้ำที่ใสบริสุทธิ์จนน่าตกใจ


หลินเว่ยเว่ยออกไปค้นหาบางอย่างที่เกวียนเทียมล่อ หลังพลิกไปพลิกมานางก็หยิบพู่กัน แท่นฝนหมึกและกระดาษออกมาจริงๆ จากนั้นนางก็เดินมาอธิบายกับหมินอ๋องซื่อจื่อ “ที่บ้านมีบัณฑิตกำลังจะสอบอยู่สองคนจึงเป็นธรรมดาที่จะพกพู่กันและแท่นฝนหมึกไปด้วยทุกที่ หากพวกเขามีอารมณ์สุนทรี อยากประพันธ์บทกวีขึ้นมา เวลาเช่นนั้นจะขาดพู่กันได้หรือเจ้าคะ ?”


เจียงโม่หานส่ายหน้าเบาๆ…คนหนึ่งกำลังจะสอบบัณฑิตถงเซิง อีกคนแม้แต่ซิ่วไฉก็ยังไม่ได้สอบ อารมณ์สุนทรีอันใดกัน ? เหตุผลช่างไร้สาระ !


แต่หมินอ๋องซื่อจื่อกลับไม่ได้คิดเช่นนั้นเพราะแม้แต่ฮ่องเต้ยังตรัสว่าบัณฑิตเจียงผู้อ่อนเยาว์เป็นอัจฉริยะ บางทีในด้านบทกวีแล้วอาจประสบความสำเร็จอย่างลึกซึ้งก็ได้ !


“ฝนหมึกเสร็จแล้ว เขียนได้เลย !” หลินเว่ยเว่ยขยิบตาให้อีกฝ่าย


ภายใต้ความเหนื่อยหน่ายนั้น เจียงโม่หานก็หยิบกระดาษและพู่กันขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มเขียนถ้อยคำเมื่อครู่ของหลินเว่ยเว่ยพร้อมแต่งเสริมเข้าไปอีกเล็กน้อย


ต่อจากนั้นหมินอ๋องซื่อจื่อก็รับกระดาษมาถือไว้แล้วเก็บมันอย่างระมัดระวัง “มีสิ่งนี้แล้วก็สามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำดื่มในระหว่างยกทัพได้เสียที รอให้ข้ากลับเมืองหลวงเมื่อไร จะนำผลงานของเจ้าขึ้นกราบทูลต่อฝ่าบาทแน่นอน”


“แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึงหรอกขอรับ !” เจียงโม่หานกล่าวด้วยท่าทางสบาย


หมินอ๋องซื่อจื่อเผยแววตาชื่นชมเล็กน้อย แค่การไม่สูญเสียกิริยานี้ก็เหมือนลูกผู้ดีมีสกุลแล้ว เขาจึงกล่าวต่อพร้อมรอยยิ้ม “สำหรับเจ้าอาจเป็นเรื่องเล็ก แต่มันเป็นประโยชน์ต่อทหารทั้งกองทัพ ! ผลงานนี้คือสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับ !”


เมื่อหมินอ๋องซื่อจื่อจากไปแล้ว เจียงโม่หานก็ดึงสีหน้า แววตาแสนหนาวเหน็บจับจ้องมายังหลินเว่ยเว่ย “เจ้ามีสิ่งใดอยากพูดหรือไม่ ?”


“พูด…พูดสิ่งใด ? คำยินดีเช่นนั้นหรือ ?” เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย หลินเว่ยเว่ยก็ใจสั่นทันที เสียงก็มีความหวาดระแวงพอสมควร


“อย่าแกล้งโง่หน่อยเลย ! เห็นอยู่ชัดๆว่าวิธีนี้เจ้าเป็นผู้คิดค้น เหตุใดจึงผลักมาให้ข้า ? หรือในใจของเจ้าเห็นข้าสุดแสนจะเกินทน ต้องคอยอาศัยผลงานของผู้อื่นเพื่อเข้าพระเนตรฮ่องเต้ได้” แววตาของเจียงโม่หานไร้ระลอกคลื่นเพราะเขาไม่ได้โมโหหรือดีใจแต่อย่างใด


ตอนที่ 192: น้ำแกงหมดอายุ


ท่าทางเช่นนี้สู้ให้เขาโมโหยังดีเสียกว่า หัวใจของหลินเว่ยเว่ยกระตุกทันที ให้ตายเถิด ! นี่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย เหตุใดจึงลืมว่าเจ้าหมอนี่เป็นคนหยิ่งทะนงและดูแคลนผู้ที่ด้อยกว่าเสมอ


นางจึงรีบพูดปลอบประโลมหัวใจดวงน้อยๆของอีกฝ่ายทันที “ไม่ใช่ ! หากเขาถามว่าข้าไปเอาวิธีนี้มาจากที่ใด ข้าจะสามารถตอบได้อย่างไรเล่า ? อีกอย่าง…เมื่อครู่ก็บอกกับทุกคนไปแล้วว่าวิธีนี้เจ้าเปิดเจอในตำรา หากเปลี่ยนมาเป็นความคิดของข้าต่อหน้าซื่อจื่อ ข้าจะกลายเป็นตัวอะไรในสายตาผู้อื่น ? แย่งผลงานเจ้าเช่นนั้นหรือ ?”


“แล้วอย่างไร ? เจ้าไม่อยากแย่งผลงานของข้า แล้วข้าสามารถแย่งผลงานเจ้าได้หรือ ? ในสายตาของเจ้าเห็นข้าเป็นคนไร้ยางอาย ทำทุกอย่างได้เพื่อชื่อเสียง ใช่หรือไม่ ?” ดวงตาของเจียงโม่หานค่อยๆมีเส้นเลือดปรากฎขึ้น


ตัวเขาในชาติก่อน เพื่ออำนาจแล้วไม่ว่าหนทางใดก็สามารถลงมือทำได้ทั้งสิ้น ในชาตินี้เขาตัดสินใจจะใช้ความสามารถของตนค่อยๆทำให้สิ่งที่ปรารถนาให้กลายเป็นจริง ทว่าเด็กคนนี้ก็ก่อกวนแผนการครั้งแล้วครั้งเล่า…


“ไม่ใช่ ! ข้าเต็มใจให้เจ้าแล้วจะเรียกว่าแย่งได้อย่างไร ?” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าอารมณ์ของเขาผิดแปลกไป นางจึงรีบสำนึกผิดเพราะไม่อยากให้บัณฑิตหนุ่มโมโหจนกู่ไม่กลับ “ได้ ได้ ได้ ! ข้ายอมรับ ข้าเป็นคนผิดเอง ! ต่อไปข้าจะไม่บุ่มบ่ามตัดสินใจเอาเอง ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็จะปรึกษากับเจ้าก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ ตกลงหรือไม่ ?”


เมื่อเหลือบมองเจียงโม่หานแล้ว นางก็ม้วนผมเล่น “ข้ากลัวเกิดปัญหาจึงลากเจ้าเข้ามาเอี่ยว เดิมทีไม่คิดว่าจะดึงดูดความสนใจจากหมินอ๋องซื่อจื่อ อีกทั้งข้าจะรู้เรื่องแย่งไม่แย่งผลงานได้อย่างไร เจ้าเองก็รู้ว่าข้าชอบทำสิ่งต่างๆโดยไม่คิด พูดโดยไร้เจตนาร้าย เจ้ายกโทษให้ข้าซึ่งไม่ได้ตั้งใจเถิดนะ”


“อีกอย่างในใจข้าเห็นเจ้ามีตัวตนดุจเทพเซียนบนสวรรค์มาโดยตลอด เวลาคนอื่นนินทาเจ้าให้ได้ยิน ข้าก็ไปคิดบัญชีถึงที่ แล้วจะเห็นเจ้าเป็นคนไร้ยางอายได้อย่างไร ? แม้เจ้าจะยังโมโหข้าอยู่ แต่จะใส่ร้ายข้าไม่ได้นะ !” หลินเว่ยเว่ยก้มหน้าพลางใช้นิ้วจิ้มกัน ท่าทางราวกับเด็กน้อยที่เพิ่งทำผิดมา


หากนางไม่ซุกซนลอบแอบมองเจียงโม่หานเป็นครั้งคราว ท่าทางสำนึกผิดก็คงดูจริงใจมากกว่านี้


อารมณ์ของเจียงโม่หานกลับมาเป็นปกติแล้ว ขณะมองเจ้าก้อนขนที่ก้มหน้าด้วยความน้อยอกน้อยใจและยังมีดวงตาหวาดระแวงก็ทำให้ตำหนิไม่ลง


ใจที่เคยโดนหล่อหลอมไปด้วยความเยือกเย็นก็เริ่มอ่อนลงเล็กน้อย เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “บอกข้ามาตามตรงว่าไปเรียนวิธีนี้มาจากที่ใด ข้าจะหายโกรธแน่นอน”


นางมีท่าทางกังวลแล้วลุกขึ้นยืนตัวตรง หลินเว่ยเว่ยเงยหน้าพร้อมฉีกยิ้มประจบเขาราวกับลูกสุนัขตัวน้อย “เจ้าจะไม่โกรธข้าจริงหรือ ?”


เจียงโม่หานยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากนางที่กำลังจะพุ่งเข้ามาแบบได้คืบจะเอาศอก “ก่อนอื่นคือเจ้าต้องสารภาพความจริง…”


“เฮ้อ…” เจ้าก้อนขนที่ไม่อยู่สุขจึงกลับไปนั่งใหม่อีกครั้ง หลินเว่ยเว่ยทำหน้าสับสน สายรัดเอวแทบจะถูกนางดึงจนขาดแล้ว


ต่อจากนั้นเจียงโม่หานก็ถูกนางที่ทำหน้าตาลับล่อลากมายังสถานที่ไม่มีคนอยู่ หลินเว่ยเว่ยทำท่าทางราวกับโจร นางหันซ้ายแลขวา เจียงโม่หานจึงกล่าวว่า “ที่นี่ไม่มีคนอื่น พูดมาเถิด !”


“เจ้าเชื่อเรื่องภูตผีหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง


เจียงโม่หานมีสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ใจไม่ได้นิ่งเหมือนหน้า…แน่นอนว่าเชื่ออยู่แล้ว เพราะตนก็กลับชาติมาเกิดใหม่ !


“หืม ? แล้วเจ้าอยากกล่าวสิ่งใด ?” เจ้าเองก็กลับชาติมาเกิดเช่นกันหรือ ? แต่ชีวิตเขาในชาติก่อนไม่มีนางอยู่ด้วย ! หรือเจ้าจะบอกว่ายืมร่างไร้วิญญาณของผู้อื่นมาใช้ ?


“กล่าวกันว่าเวลาจะมาเกิดใหม่ต้องดื่มน้ำแกงของยายเมิ่งเพื่อลืมอดีตชาติ เจ้าคิดว่า…ยายเมิ่งต้มน้ำแกงมาหลายปี จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าพอถึงคราวของข้าแล้ว…มันจะหมดอายุ ? ดังนั้นในตอนแรกสมองของข้าจึงสับสนวุ่นวาย ต่อมาพอตกไปในสระน้ำแล้วจู่ๆก็ได้สติขึ้นมา ซ้ำยังมีความทรงจำของชาติก่อนด้วย เช่นวิธีทำเนื้อแผ่น วิธีแปรรูปเมล็ดสนและยังมีวิธีกรองน้ำ…ทั้งที่ไม่มีใครสอนข้า แต่พวกมันก็อยู่ในความทรงจำของข้าเอง เจ้าคิดว่าแปลกหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยกะพริบตาปริบๆ แล้วทำท่าทางว่าเชื่อข้าเถิด สิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริงทั้งหมด


เจียงโม่หานพูดไม่ออก


หากเจ้าไม่กะพริบตา ข้าอาจเชื่อไปแล้วก็ได้ !


“ช่างเถิด ! ถ้าเจ้าไม่อยากบอก ข้าก็จะไม่บังคับ !” เจียงโม่หานไม่อยากบังคับอีกฝ่าย จากนั้นก็เดินกลับไปยังค่ายพักแรมของฉือหลี่โกว


หลินเว่ยเว่ยก็เดินตามไปอย่างกระตือรือร้น ขณะเดียวกันก็หยิบเคียวออกมาเกี่ยวหญ้าแห้งใกล้ตัวเพื่อทำเป็นเสื่อรองนอนชั่วคราวให้บัณฑิตหนุ่ม ทำให้เขาได้นอนสบายขึ้นอีกหน่อย


ถึงเวลาที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวต้องเปลี่ยนเวรอีกแล้ว หลินจื่อเหยียนและหยาเอ๋อร์จึงได้กลับมาที่พักอีกครั้ง เขาเห็นท่าทางรีบเร่งของพี่รองจึงไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร “พี่รอง เขาเป็นผู้ชายมีมือมีเท้า ท่านไม่ต้องไปดูแลเขาหรอก !”


หลินเว่ยเว่ยไม่ได้ลำเอียงแต่อย่างใด เพราะนางก็ทำ ‘ฟูก’ ชั่วคราวให้น้องชายเช่นกัน “ข้าทำงานนี้จนชินแล้ว ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่อันใดหรอก พอถึงตาพวกเจ้าก็ต้องลุกขึ้นมากลางดึกอีก อยากจะนอนหรือไม่ ? คว้าโอกาสตอนที่ข้ายังดูแลพวกเจ้าไว้เถิด ประเดี๋ยวรอให้พวกเจ้าแต่งสะใภ้แล้วก็ถึงตาพวกนางรับหน้าที่ดูแลแทนข้า !”


หลินจื่อเหยียนเข้ามาช่วยนางปูหญ้าพลางกล่าวว่า “ท่านเป็นพี่รองของข้า ดังนั้นการดูแลข้าจึงไม่ทำให้คนอื่นต่อว่า แต่ศิษย์พี่เจียง…ท่านเลี่ยงได้ก็เลี่ยงหน่อยเถิด ถ้าให้คนหมู่บ้านอื่นเอาไปลือกันอีก พวกท่านได้แต่งงานกันแน่ !”


“เหตุใดฟังแล้วเหมือนว่าการที่ข้าดูแลบัณฑิตน้อย เจ้าจะหวงข้ากันนะ ?” หลังปูหญ้าเสร็จแล้วหลินเว่ยเว่ยก็โบกมือเรียกหยาเอ๋อร์ให้มานอนเบียดกับตน


พี่รองดีกับศิษย์พี่เจียงมากเกินไปแล้ว ดีกว่าน้องชายแท้ๆเสียอีก หลินจื่อเหยียนย่อมรู้สึกไม่พอใจแน่นอนและเขาไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด


“ในสายตาข้า เห็นน้าเฝิงและบัณฑิตน้อยเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน คนอื่นจะพูดหรือมองอย่างไร เจ้าจะสนใจไปเพื่อเหตุใด ? แค่ใช้ชีวิตของเราก็พอแล้ว ! ต้าฮว๋า เจ้าอายุยังน้อย อย่าคิดให้มากนักเลย ตั้งใจเรียนหนังสือ สอบได้ถงเซิงกลับมา ! ข้ายังรอเป็นพี่สาวของซิ่วไฉอยู่ทั้งคน !” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยกับน้องชายด้วยเหตุผลแสนยิ่งใหญ่


ค่ำคืนมาเยือน นอกตัวอำเภอเป่าชิงค่อยๆกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง แม้แต่ผู้ที่ต่อแถวอยู่ก็เริ่มนั่งจับกลุ่มเพื่องีบหลับ เหลือเพียงดวงดาวกะพริบแสงบนท้องฟ้าเท่านั้น…


เช้าวันต่อมา ข้าวสารก็ถูกแจกจ่ายตั้งแต่ยามเฉิน ( 7โมงเช้า ) ตัวอำเภอจึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง…


ผู้ที่ได้รับข้าวสารแล้วก็เริ่มนำข้าวกลับบ้าน ชาวบ้านที่ได้รับอาหารเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนจึงเดินทางมายังอำเภอเป่าชิงจากทั่วทุกสารทิศ


“ทะเบียนบ้านของเจ้าไม่ได้อยู่ในอำเภอเป่าชิง ไม่สามารถขอรับข้าวสารได้ !” มีชาวบ้านจากอำเภออื่นเข้ามาทุกวันเพื่อฉวยโอกาสจากตอนที่ผู้คนชุลมุนแล้วพอจะมีโชคกับเขาบ้าง ทว่าคลังของอำเภอเป่าชิงก็ยังแทบแจกจ่ายให้คนในอำเภอไม่พอ ไฉนเลยจะพอแจกให้คนนอกอำเภอ ?


“นายท่าน ขอร้องขอรับ ! แจกข้าวให้พวกเราหน่อยเถิด บ้านเราไม่อดตายก็ป่วยตาย หากยังไม่ได้กินข้าวอีกจะต้องตายแน่นอน !” ชายคนนี้ผอมแห้งจนเหลือแต่กระดูก ในมือของเขาจับเด็กสองคนไว้ ซึ่งเด็กก็มีร่างเล็กศีรษะโต ยืนโซเซไปมาแทบจะล้มลงเพียงเพราะลมพัดผ่าน


ตอนที่ 193: ถ้อยคำนี้ตัวเจ้าเองก็เชื่อหรือ


“พวกเราไม่ได้เป็นผู้ตัดสิน ! พวกเจ้าไปเอาหมั่นโถวทางโน้นแล้วกลับบ้านไปเถิด หมินอ๋องซื่อจื่อกล่าวแล้วว่าเสบียงบรรเทาทุกข์ของทางราชสำนักกำลังจะมาถึง !” เจ้าหน้าที่แจกข้าวสารส่ายหน้า เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นทุกวัน แม้เขาจะเห็นใจแต่ก็ทำสิ่งใดไม่ได้


ชายคนนั้นตัวแข็งทื่อไปพักหนึ่ง มันไร้ประโยชน์ เขาจึงได้แต่พาบุตรไปรับหมั่นโถวแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างสิ้นหวัง ตอนนี้ได้แต่ฝากความหวังไว้ที่เสบียงบรรเทาทุกข์ของทางราชสำนัก…หวังว่าถ้อยคำของซื่อจื่อจะเป็นความจริง !


การแจกจ่ายอาหารยังคงดำเนินต่อไป ตอนมาถึงคราวของหมู่บ้านฉือหลี่โกวก็เข้าสู่ช่วงบ่ายแล้ว


“ว่าอย่างไรนะ ? ไม่ได้แจกข้าวตามใบทะเบียนบ้านหรอกหรือ ? ต้องมารับด้วยตนเองถึงจะให้”


ผู้ใหญ่บ้านถูกชาวบ้านฉือหลี่โกวผลักไปอยู่ด้านหน้าเพื่อลองเจรจากับเจ้าหน้าที่ “นายท่าน ระยะห่างของหมู่บ้านฉือหลี่โกวกับอำเภอเป่าชิงต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับถึง150-160ลี้ ท่านพอจะยืดหยุ่นได้หรือไม่ขอรับ ? ข้าคือผู้ใหญ่บ้านฉือหลี่โกว ข้ายินดีรับประกันว่าคนในทะเบียนบ้านเหล่านี้มีตัวตนแน่นอน !”


เจ้าหน้าที่แจกข้าวสารกล่าวอย่างอดทน “ผู้อาวุโส นี่ก็เป็นกฎที่เบื้องบนกำหนดลงมา”


ในปีแห่งภัยพิบัติมีหลายหมู่บ้านที่เหลือเพียงหนึ่งส่วนสิบ ใครจะรู้ว่าคนในทะเบียนบ้านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ? ข้าวสารในคลังแม้แต่คนเป็นยังไม่พอกิน ไฉนเลยจะปล่อยให้คนเป็นกับคนตายมาแย่งอาหารกัน ?


“นายท่านขอรับ คนในทะเบียนบ้านของพวกเรายังมีชีวิตอยู่จริง ! หากไม่เชื่อ ท่านสามารถไปตรวจสอบที่หมู่บ้านเราได้” ผู้ใหญ่บ้านกังวลจนเหงื่อแตก ไปและกลับต้องใช้เวลากว่า2-3วันแล้วจะให้มาเสียเที่ยวอย่างนั้นหรือ น่าหงุดหงิดเหลือเกิน !


ท่าทีของเจ้าหน้าที่ก็ดีใช้ได้ “ผู้อาวุโส พวกเราตัดสินไม่ได้ เช่นนั้นพวกเจ้านำข้าวสารบางส่วนกลับไปก่อน เมื่อคนในบ้านกินอิ่มแล้ว สักสองวันมีพลังมากพอก็ค่อยกลับมาเอาใหม่ !”


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนี้จึงเบียดมาอยู่ข้างผู้ใหญ่บ้านซึ่งหันไปมองนางปราดหนึ่ง จากนั้นก็ส่ายหน้าแล้วสูดหายใจเข้าลึก


ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างปรากฏขึ้นในสมองของหลินเว่ยเว่ย นางกล่าวกับเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า “ไม่ทราบว่าท่านนายอำเภอจะเข้ามาตรวจสอบตอนไหนหรือ ?”


“ท่านนายอำเภอน่ะหรือ ?” เจ้าหน้าที่มองนางด้วยความสงสัยและกล่าวอย่างหมดความอดทน “ท่านนายอำเภองานยุ่งจะตาย ! ไฉนเลยจะมีเวลามาพบพวกเจ้า ? พวกเจ้าจะเอาหรือไม่ ถ้าไม่เอาก็ไสหัวออกไปแล้วเปลี่ยนให้คนอื่นเข้ามาแทน !”


“เกิดอันใดขึ้น ?” เมื่อทางฝั่งนี้เกิดความเคลื่อนไหวขึ้นก็ดึงดูดความสนใจของหมินอ๋องซื่อจื่อที่เฝ้าระวังการแจกอาหารบรรเทาทุกข์มาโดยตลอด


หลินเว่ยเว่ยเข้าใจผิดว่าตนเคยเสนอวิธีสร้างที่กรองน้ำให้คนกลุ่มนี้แล้ว อย่างไรหมินอ๋องซื่อจื่อก็ต้องให้เกียรติอยู่บ้างหรือไม่ก็ดูแลอย่างพิเศษอยู่บ้างกระมัง แต่ใครจะคิดว่าเขาทำเหมือนไม่รู้จัก…แค่กแค่ก ต้องเรียกว่ายุติธรรมไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด ราวกับว่าไม่เคยรู้จักพวกนางมาก่อน “ทุกอย่างต้องทำตามกฎ ! หากผู้ใดขัดคำสั่งเจ้าหน้าที่ โทษสถานเบาคือโดนไล่ออกไป โทษสถานหนักจะโดนจับขังคุกและรอการตัดสิน !”


หลินเว่ยเว่ยแยกเขี้ยวใส่ลับหลัง ปากก็บ่นพึมพำเบาๆ เจียงโม่หานกลัวว่าเด็กใจกล้าหน้าโง่จะเข้าไปพูดจากวนโทสะจึงเอ่ยเตือนนางว่า “ดีที่สุดเจ้าอย่าไปท้าทายอำนาจของหมินอ๋องซื่อจื่อ เพราะเขาไม่เหมือนข้าหรอกที่จะสามารถทนการหยอกล้อของเจ้าได้ เขาจะจับเจ้าเข้าคุก…”


เสียงของเขายังไม่ทันเงียบลง สีหน้าของหลินเว่ยเว่ยก็เปลี่ยนไป นางรีบดึงตัวเขามาหาแล้วปกป้องเขาไว้ด้านหลัง เจียงโม่หานสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างลอยผ่านแก้มของเขาไปพร้อมกับลมที่บาดผิวจนทำให้เกิดความเจ็บแสบ


เมื่อเจียงโม่หานหันไปมองอีกครั้ง ลูกธนูดอกนั้นก็พุ่งตรงไปที่ตัวหมินอ๋องซื่อจื่อ ส่วนเขาเป็นเพียงผู้ได้รับลูกหลงเท่านั้น


หมินอ๋องซื่อจื่อชักกระบี่ออกจากฝักที่เหน็บเอวแล้วหมุนตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ตวัดไปทางลูกธนูดอกนั้น ลูกธนูและคมกระบี่ปะทะกันจนเกิดประกายไฟ มันถูกเบี่ยงไปทางด้านข้าง เมื่อลอยไปอีกหลายสิบลี้มันถึงจมดิ่งลงกับพื้นดิน


หมินอ๋องซื่อจื่อตกใจเล็กน้อย มือที่จับกระบี่ไว้ก็มีอาการสั่นเทา…พลังรุนแรงมาก !


“ปกป้องซื่อจื่อ !” ทันใดนั้นเหล่าทหารองครักษ์ของจวนอ๋องก็ชักกระบี่ออกมาแล้วเข้ามาล้อมรอบตัวหมินอ๋องซื่อจื่อเอาไว้


“กรี๊ด…” ชาวบ้านธรรมดาที่มารับอาหารไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ขณะที่เสียงกรีดร้องดังขึ้น พวกเขาก็เริ่มวิ่งชุลมุนจนหัวหมุน ภายใต้สถานการณ์ชุลมุนจึงสามารถปิดกั้นวิถียิงเอาไว้ได้ คนผู้นั้นยังยิงธนูมาทางหมินอ๋องซื่อจื่ออีกสองสามดอก หากไม่พลาดโดนชาวบ้านที่กำลังวิ่งหนีก็โดนองครักษ์ที่คอยปกป้องหมินอ๋องซื่อจื่อเอาไว้


เนื่องจากมีผู้บาดเจ็บล้มลงกับพื้น ประชาชนจึงตื่นตกใจยิ่งกว่าเดิม แน่นอนว่าสถานการณ์ยิ่งเละเทะเข้าไปใหญ่ มือยิงธนูไม่อาจเล็งไปที่หมินอ๋องซื่อจื่อได้อีกต่อไป ตัวหมินอ๋องซื่อจื่อก็ไม่อาจตัดสินได้ว่าศัตรูอยู่ในตำแหน่งใด สถานการณ์ในเวลานั้นจึงดูวุ่นวายยิ่งกว่าอะไรดี


หลินเว่ยเว่ยใช้มือหนึ่งปกป้องเจียงโม่หาน อีกมือก็คอยปกป้องหลินจื่อเหยียน นางหันไปตะโกนใส่ชาวฉือหลี่โกว “อย่าวิ่งมั่วซั่ว ! ทำตามคำสั่งของข้า ถอยไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ !”


นางผลักเจียงโม่หาน “เป้าหมายของอีกฝ่ายคือหมินอ๋องซื่อจื่อ เจ้าพาทุกคนถอยไปทางนั้น ประเดี๋ยวข้าจะตามไป !”


เจียงโม่หานจับข้อมือนางไว้ “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด ? หมินอ๋องซื่อจื่อมีองครักษ์คอยปกป้อง ตัวเขาเองก็มีวรยุทธสูงส่ง หากองครักษ์เหล่านั้นปกป้องเขาไม่ไหวแล้ว เจ้าเข้าไปก็ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรอกหรือ !”


“ข้ารู้ ! เจ้าเห็นข้าเหมือนแม่พระที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะช่วยทุกคนหรือไร ? ข้าจะยืนดูอยู่ด้านข้างและไม่ทำอันใดทั้งสิ้น !” หลินเว่ยเว่ยชูสามนิ้วเพื่อเป็นการรับประกัน


“เจ้าไม่ทำอันใดสักอย่างหรือ ? ถ้อยคำนี้แม้แต่ตัวเจ้าเองก็เชื่อลงหรืออย่างไร ?” เจียงโม่หานจับนางไว้แน่น หลินเว่ยเว่ยไม่กล้าสะบัดมือออกเพราะกลัวจะควบคุมแรงไม่ได้แล้วทำร้ายเขาแทน


ภายใต้ความจนปัญญา หลินเว่ยเว่ยได้แต่เดินตามเขาไปแล้วตะโกนบอกทางให้ชาวบ้านอพยพไปยังที่ปลอดภัย เมื่อมีนางกับเจียงโม่หานอยู่ ชาวบ้านฉือหลี่โกวก็คล้ายว่ามีผู้ทรงอิทธิพลอยู่ด้วย แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังติดตามด้านหลังของทั้งสองอย่างเป็นระเบียบ


หลังอพยพออกมาแล้ว พวกเขาก็เริ่มนับจำนวนคน โชคดีที่ตอนเกิดเหตุวุ่นวายเป็นตอนที่ชาวฉือหลี่โกวเข้ารับอาหารบรรเทาทุกข์พอดี ทุกคนต่างมารวมตัวกัน ณ จุดแจกจ่ายอาหาร กอปรกับการออกคำสั่งที่ถูกจังหวะของหลินเว่ยเว่ยจึงทำให้ถอนตัวออกจากเขตการต่อสู้ระยะประชิดได้เกือบจะราบรื่น


แต่แล้วพ่อซัวถัวก็เบียดออกมาหาหลินเว่ยเว่ยที่ด้านหน้าและกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตกใจ “นางหนูรอง เจ้าเห็นซัวถัวหรือไม่ ? พวกเจ้ามีใครเห็นซัวถัวหรือเปล่า…ซัวถัว ซัวถัว…”


พอนับจำนวนคนครบแล้ว หลิวต้าซวนก็กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ขาดไปสองคน ซัวถัวกับหยาเอ๋อร์หายไป !”


พ่อซัวถัวแข้งขาอ่อน แทบจะล้มลงนั่งกับพื้น เขากล่าวพร้อมดวงตาที่เริ่มแดงก่ำ “ซัวถัว…ซัวถัวคงไม่เป็นไรใช่หรือไม่ ! ตอนที่เขาเพิ่งเกิด ยายของเขาก็เอาเงินสินเดิมไปซื้อกุญแจอายุยืนให้หลานหวังให้ช่วยคุ้มครองและให้เขามีอายุยืนนาน !…”


หลินเว่ยเว่ยรีบเข้าไปประคองอีกฝ่าย “ท่านลุง ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจ คงจะพลัดหลงกันเมื่อครู่ ประเดี๋ยวข้าจะไปตามหา…”


ในสายตาของชาวบ้านฉือหลี่โกวเห็นนางเป็นคนที่แม้แต่หมีควายก็ยังกลัว พอได้ยินนางกล่าวเช่นนั้น พ่อซัวถัวก็เหมือนได้รับฟางเส้นสุดท้ายในการช่วยชีวิต เขาสำลักถ้อยคำออกมาทันที “ดะ ดี…นางหนูรอง ฝากซัวถัวด้วย…”


ใบหน้าของเจียงโม่หานปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็ง เด็กคนนี้คิดว่าตนไม่มีทางเป็นอันใด เป็นอมตะสิท่า นั่นคือลูกธนูเหล็กเชียวนะ เป็นอาวุธที่สามารถคร่าชีวิตได้ !


ผู้ใหญ่บ้านอ้ำอึ้งและสุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาพลางกำชับว่า “นางหนูรอง เจ้าระวังตัวด้วย ถ้าหาไม่เจอจริงๆก็กลับมา ทุกชีวิตล้วนมีค่าเท่ากัน…”


ทันใดนั้นก็มีชาวบ้านคนหนึ่งแจ้งเบาะแสที่เป็นประโยชน์ “เมื่อครู่ตอนถอยมาฝั่งนี้ หยาเอ๋อร์ถูกคนกลุ่มหนึ่งชนเข้า ซัวถัวอยู่ใกล้นางที่สุดจึงเข้าไปช่วยประคองไว้…แต่ตอนนั้นสถานการณ์วุ่นวายเกินไป น่าจะเข้าไปปะปนกับหมู่บ้านอื่น ทว่าต่อมาเป็นเช่นไร…ข้าก็ไม่รู้แล้ว !”


ตอนที่ 194: มนุษย์โอสถ.แดนใต้


“ท่านอา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ใดหรือ ? คนกลุ่มนั้นเดินจากทางใดและไปทางใด ท่านยังพอจำได้หรือไม่ ?” หลังได้รับคำตอบแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ส่งสายตาปลอบโยนเจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียน…ไม่ต้องห่วง ข้าต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนและจะกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน !


หลินเว่ยเว่ยพุ่งเข้าสู่ฝูงชนอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่ามือยิงธนูคนนั้นยังไม่ยอมแพ้ เขาคอยยิงธนูมาทางหมินอ๋องซื่อจื่อเป็นครั้งคราว ชาวบ้านที่ได้รับลูกหลงก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่องครักษ์รอบกายหมินอ๋องซื่อจื่อก็บาดเจ็บและล้มตายเช่นกัน


ขณะเบี่ยงตัวหลบชาวบ้านที่กำลังหลบหนี หลินเว่ยเว่ยก็พยายามตามหาซัวถัวและหยาเอ๋อร์ไปด้วย นอกตัวอำเภอเป่าชิงมีผู้คนมารวมตัวหลายหมู่บ้านจนมีชาวบ้านนับพันนับหมื่น ดังนั้นการหาคนสองคนท่ามกลางความวุ่นวายจึงไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทร


แต่หลินเว่ยเว่ยยังถือว่ามีโชคดีอยู่บ้าง หลังตามหาไปตามทิศทางที่ชาวบ้านฉือหลี่โกวคนนั้นบอกประมาณ2เค่อ นางก็ได้พบคนทั้งสองซึ่งกำลังปะปนอยู่ในฝูงชน


เส้นผมของหยาเอ๋อร์ยุ่งเหยิงลงมาปิดใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา บัดนี้นางกำลังออกแรงพยุงกายของซัวถัวเอาไว้ ดูเหมือนซัวถัวจะได้รับบาดเจ็บ ขาข้างเดียวต้องแบกรับน้ำหนักตัวไว้ทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าหยาเอ๋อร์อยากจะพยุงซัวถัวออกมายังสถานที่มีคนน้อย แต่รอบกายยังเต็มไปด้วยผู้คนที่เผลอมาชนพวกนางเป็นครั้งคราวด้วย เดิมทีคิดอยากออกห่างพวกหมินอ๋องซื่อจื่อ แต่ไม่ทันไรก็เข้ามาใกล้ขึ้นเสียอย่างนั้น !


‘ฉึก !’ ลูกธนูอีกดอกปักสู่พื้นดินซึ่งห่างจากพวกนางเพียงไม่กี่ก้าว ชาวบ้านที่อยู่รอบตัวพวกนางจึงเริ่มผลักและดันกันอย่างบ้าคลั่ง ดูเหมือนว่าชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่คนหนึ่งจะไม่ชอบใจที่พวกหยาเอ๋อร์ขวางทางตนอยู่ เขาจึงใช้ไหล่ออกแรงชนทันที หยาเอ๋อร์มีรูปร่างผอมบางและกำลังช่วยประคองซัวถัวอยู่ ไฉนเลยจะรักษาสมดุลไว้ได้ ? ทันใดนั้นทั้งสองคนก็ล้มลงพื้นอย่างแรง !


ภายใต้ความโกลาหล สิ่งน่ากลัวที่สุดคือการล้ม ขณะเห็นทั้งสองคนกำลังจะโดนเหยียบ หลินเว่ยเว่ยก็ทำศีรษะราวกับแรดตัวน้อยรีบพุ่งเข้าชนด้านข้างของชายฉกรรจ์คนนั้นทันที นางตั้งใจจะชนเบาๆ ชายฉกรรจ์จึงเซออกไปสองสามก้าวและล้มลงในที่สุด


เมื่อเข้ามาถึงเบื้องหน้าทั้งสองแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ใช้ร่างกายปิดกั้นผู้คนที่จะเข้ามาชนเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ดึงทั้งสองขึ้นมาด้วยมือเพียงข้างเดียว “เป็นอย่างไรบ้าง ? บาดเจ็บกันหรือไม่ ?”


มือและแขนของหยาเอ๋อร์ถูกเหยียบประมาณ2-3ครั้ง ดูเหมือนจะเป็นเพียงบาดแผลภายนอกเท่านั้น ไม่ได้ร้ายแรงถึงกระดูกหรือเส้นเอ็น ทว่าขาของซัวถัวเหมือนจะไม่ดีสักเท่าไร


หยาเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงปนร้องไห้ “ซัวถัว…ถ้าเขาไม่ได้เข้ามาช่วยข้าก็คงไม่โดนเหยียบจนบาดเจ็บเช่นนี้ เป็นความผิดของข้าเอง…ข้ามันไร้ประโยชน์สิ้นดี !”


ทันใดนั้นเอง ก็มี ‘ยักษ์’ ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางฝูงชน ตัวมันสูงประมาณ2หมี่ ทั่วตัวเต็มไปด้วยผ้าพันแผลจนเหลือเพียงดวงตาสีแดงก่ำที่บ่งบอกได้ว่ามันก็เป็น ‘มนุษย์’ ให้เห็น สภาพของมันเหมือนตัวประหลาดที่ได้รับบาดเจ็บไม่มีผิด ท่วงท่าในการเดินของมันแปลกมาก ค่อนข้างเหมือน ‘ซอมบี้’ ในวันสิ้นโลก ข้อต่อแข็งขืนแต่ความเร็วไม่ช้าแม้แต่น้อย


เรี่ยวแรงของมันมหาศาล พอเจอชาวบ้านที่ขวางทางอยู่ก็ใช้มือหยิบขึ้นมาเบาๆ แล้วโยนออกไป ชาวบ้านที่โชคร้ายเหล่านั้นตกกระแทกพื้นอย่างแรง หากไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัส ! พร้อมกันนั้นเสียงกรีดร้องของชาวบ้านก็ดังระงม ทุกคนรีบหาที่หลบเหมือนหนีโรคระบาด สถานการณ์จึงตึงเครียดกว่าเดิม


หลินเว่ยเว่ยเห็นการกระทำของเจ้าตัวประหลาดนั้นและมันกำลังตรงมาทางนี้พอดี…หรือจะพูดให้ถูกหน่อยคือเป้าหมายของมันมีเพียงหมินอ๋องซื่อจื่อ ส่วนพวกนางที่โชคไม่ดีก็บังเอิญอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่ายพอดี


ขณะมองชาวบ้านที่อยู่ข้างหน้าไม่ไกลถูกโยนออกไปและตกลงมาตายคนแล้วคนเล่า หลินเว่ยเว่ยก็ยกร่างของทั้งสองคนที่กำลังตกตะลึงอยู่ แล้วเบียดชาวบ้านออกไปยังจุดที่นางคิดว่าปลอดภัย


แรงเยอะก็คือข้อได้เปรียบ หลินเว่ยเว่ยหอบทั้งสองคนออกไปจนเหงื่อท่วมกาย ในที่สุดก็มาถึงสถานที่มีผู้คนน้อย จุดนี้ไม่อยู่ในอาณาเขตของผู้ลอบสังหารและยังอยู่ห่างเจ้ายักษ์.นั่นด้วย


หลินเว่ยเว่ยวางทั้งสองคนลง จากนั้นก็กลับเข้าสู่ฝูงชนอีกรอบ นางเข้าไปรับร่างหญิงคนหนึ่งที่ถูกโยนขึ้นฟ้า เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนั้นตกใจจนไม่เหลือสติ ตอนที่หลินเว่ยเว่ยวางตัวอีกฝ่ายลง ดวงตาอีกฝ่ายยังคงแข็งค้างแล้วทันใดนั้นก็หมดสติไปทันที หลินเว่ยเว่ยพาคนไปวางยังสถานที่ปลอดภัย จากนั้นก็ออกไปรับผู้เคราะห์ร้ายรายใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า


ชาวบ้านที่อยู่ค่อนข้างใกล้นางล้วนถูกนางช่วยไว้จนหมด ส่วนคนที่ถูกโยนไกลเกินไปก็มีฝูงชนรวมตัวรอรับ นางเองก็จนปัญญาเหมือนกัน ช่วยได้ไม่กี่คนก็ไม่กี่คนสิ ! ต่อมาชาวบ้านส่วนมากที่ถูกเจ้ายักษ์.โยนออกไปก็ถูกหลินเว่ยเว่ยช่วยไว้ไม่น้อย


หมินอ๋องซื่อจื่อก็เห็นยักษ์.ตัวนี้เหมือนกัน “มนุษย์โอสถ ? มนุษย์โอสถ.แห่งแดนใต้เหตุใดมาปรากฎตัวที่แดนเหนือ ? เทพธนู.ตงหู.และมนุษย์โอสถ.แดนใต้ สองนักฆ่าปรากฎตัวขึ้นพร้อมกัน…เกรงว่าคราวนี้มีคนอยากให้ข้าตายอยู่ที่นี่ !”


องครักษ์จวนหมินอ๋องเผยสีหน้าเคร่งขรึม “มนุษย์โอสถ.แดนใต้มีเรี่ยวแรงมหาศาล ฟันแทงไม่เข้า ลือกันว่าจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวคือดวงตา ซื่อจื่อขอรับ สุภาพชนควรอยู่ห่างจากอันตราย ท่านถอยออกไปก่อน ประเดี๋ยวข้าน้อยจะขวางมันไว้เอง !”


หมินอ๋องซื่อจื่อมีศักดิ์ศรีของตน การหลบหนีไม่ใช่นิสัยแน่นอน “เป้าหมายของมนุษย์โอสถ.คือข้า หากข้าหนีไปแล้ว ชาวบ้านนอกอำเภอนี้ต้องทุกข์ทรมานแน่นอน ! ข้าอยากรู้ว่ามนุษย์โอสถ.แดนใต้ผู้นี้จะร้ายกาจเพียงใด !”


กล่าวจบ เขาก็ตะโกนใส่เหล่าองครักษ์ “พวกเจ้าพาชาวบ้านโดยรอบออกไปอยู่ในที่ปลอดภัยก่อน เพื่อลดจำนวนผู้บาดเจ็บและล้มตาย !”


ยักษ์ตนนั้นเห็นเป้าหมายกำลังพุ่งมาทางมันจึงแสยะยิ้มอย่างดุดัน เมื่อเห็นหมินอ๋องซื่อจื่อเข้ามาพร้อมกระบี่ มันก็ไม่หลบแม้แต่น้อย เพียงเอื้อมมือออกไปจับกระบี่ไว้เท่านั้น


หมินอ๋องซื่อจื่อรู้ว่ามันไม่กลัวคมกระบี่และมีพละกำลังมหาศาลจึงเป็นธรรมดาที่จะไม่ปล่อยให้มันทำสำเร็จ เขาผ่อนแรงบนมือออกแล้วยกกระบี่พร้อมทะยานกายขึ้นฟ้า ต่อจากนั้นกระบี่ในมือก็ทำมุมทแยงแล้วพุ่งไปที่ใบหน้าของมนุษย์โอสถ


มนุษย์โอสถ.รีบใช้มือปกปิดดวงตาเอาไว้ เมื่อกระบี่เข้าไปกระทบมือของมันก็เหมือนสัมผัสโดนโล่จากเหล็กกล้า พลันเปล่งประกายไฟออกมา !


หัวหน้าองครักษ์และเหล่าองครักษ์อีกหลายนายก็พุ่งทั้งดาบทั้งกระบี่เข้ามาเหมือนกัน มนุษย์โอสถ.ไม่หลบแต่อย่างใด เดิมทีผ้าบนร่างกายก็สกปรกอยู่แล้ว สภาพในตอนนี้ก็ย่ำแย่ยิ่งกว่าขอทาน แต่คมกระบี่เหล่านั้นไม่ทิ้งบาดแผลไว้บนร่างกายมันแต่อย่างใด


องครักษ์นายหนึ่งทะยานขึ้นหน้า แต่แล้วมนุษย์โอสถ.ก็ใช้แขนอวบใหญ่ขวางคมกระบี่ของเขาไว้และองครักษ์ก็ถูกโจมตีกลับอย่างแรง เขากระอักเลือดแล้วลอยออกไปทันที


หมินอ๋องซื่อจื่อขมวดคิ้วพร้อมตะโกนออกมา “มนุษย์โอสถ.มีเรี่ยวแรงมหาศาล อย่าเข้าปะทะแบบตัวต่อตัว ร่างกายของมันไม่ยืดหยุ่น คอยหาทางก่อกวนมันไว้ แล้วค่อยหาโอกาสอีกรอบ !”


หมินอ๋องซื่อจื่อและเหล่าองครักษ์เดินวนไปเวียนมารอบมนุษย์โอสถ พอมันเอื้อมมือจะคว้า พวกเขาก็หลบ สมาธิของมนุษย์โอสถ.เปลี่ยนไปอยู่ที่คนอื่น พวกเขาก็จะรอโอกาสให้มีช่องโหว่แล้วเข้าจู่โจมทันที มนุษย์โอสถ.จำต้องหดมือเข้ามาเพื่อปกป้องดวงตาอีกครั้ง…


เรื่องก็เป็นเช่นนี้ ต่างฝ่ายต่างเดินทางมาสู่ทางตัน ตั้งแต่มนุษย์โอสถ.ปรากฎตัวขึ้น เทพธนู.ตงหู.ก็หยุดลงมือราวกับเชื่อใจมนุษย์โอสถ.มากจนไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองลูกธนูของตนอีก


หมินอ๋องซื่อจื่อและมนุษย์โอสถ.ยังสู้กันต่อไป สถานการณ์ดูเหมือนไม่มีผู้ใดได้เปรียบ แต่มนุษย์โอสถ.ไม่รู้จักเหนื่อยล้า เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า หมินอ๋องซื่อจื่อและองครักษ์จะต้องเผยช่องโหว่แน่นอน


เป็นอย่างที่คิดว่าการเคลื่อนไหวขององครักษ์สองนายค่อยๆช้าลง


หลินเว่ยเว่ยคิดในใจ ‘ซอมบี้ตัวนี้ ลองมางัดข้อกันไหมเล่า ดูสิว่าใครแรงเยอะกว่ากัน !’


ตอนที่ 195: อันตราย อันตราย อันตราย !


เมื่อมนุษย์โอสถ.สบโอกาสก็ยกแขนสองข้างขึ้นแล้วโยนคนออกไปทันที องครักษ์นายหนึ่งหน้า.อกกระแทกพื้นสภาพไม่น่ารอด ขณะเดียวกันองครักษ์อีกนายก็จับหน้าท้องเอาไว้ เขากระอักเลือดออกมา หลังดิ้นรนไปมาประมาณสองสามรอบ เขาก็ไม่เคลื่อนไหวอีกเลย


หมินอ๋องซื่อจื่อตะโกนเสียงดังลั่น เขากระโจนตัวขึ้น แทงกระบี่และเล็งไปยังใบหน้าของศัตรู มนุษย์โอสถ.รีบยกมือปิดบังใบหน้าเอาไว้ หลังรอให้ปลายกระบี่มาถึงแล้ว มันก็รีบสะบัดกระบี่ออกไปอย่างแรง


กระบี่ของหมินอ๋องซื่อจื่อโค้ง.งอ.อย่างกะทันหันจนกลายเป็นไม้บรรทัด หมินอ๋องซื่อจื่อก็ใช้ความยืดหยุ่นของกระบี่เพื่อกระโดดถอยหลังออกมา ซึ่งเขารอดจากหมัดของมนุษย์โอสถ.มาได้


หลังร่วงสู่พื้นแล้วหมินอ๋องซื่อจื่อก็อ้าปากหายใจหอบเหนื่อย มือที่ถือกระบี่ไว้ก็ค่อยๆสั่นเล็กน้อย ทว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะให้เขาได้พักหายใจอยู่แล้ว มันจึงเตะเขาด้วยเท้าอันใหญ่โต ทว่าสายเกินไปที่จะหลบสำหรับหมินอ๋องซื่อจื่อ เพราะเขากำลังคุกเข่าอยู่ข้างหนึ่งจึงได้แต่ใช้กระบี่ขวางไว้


ได้ยินเพียงเสียงดัง ‘ปึก’ กระบี่ในมือของเขาก็หักเป็นสองท่อน ตัวคนก็กระเด็นออกไปเหมือนกัน เมื่อร่วงลงแล้วก็กลิ้งไปกับพื้น ร่างกายของเขาสูญเสียสมดุล เลือดลมในหน้าอกแล่นพล่าน มุมปากปรากฏคราบเลือดขึ้นมาทันที


หัวหน้าองครักษ์อ้อมไปอยู่ข้างหลังมนุษย์โอสถ อาวุธในมือก็ถูกยกขึ้นสูงแล้วฟาดลงบนคอศัตรูอย่างรุนแรง ‘แกรก !’ ลำคอของมนุษย์โอสถ.ไร้ซึ่งบาดแผล แต่ดาบของหัวหน้าองครักษ์กลับมีรอยร้าวเกิดขึ้น!


มนุษย์โอสถ.ไม่ได้หันศีรษะกลับไป แต่มันสะบัดมือไปข้างหลัง หัวหน้าองครักษ์หลบไม่ทันจึงถูกซัดลอยออกไป โชคดีที่มนุษย์โอสถ.โจมตีโดนแขนของเขาจึงไม่อันตรายถึงชีวิต แต่เขาก็ต้องสูญเสียแขนซ้ายไปเลย !


จนถึงเวลานี้องครักษ์รอบตัวหมินอ๋องซื่อจื่อต่างล้มตายและบาดเจ็บ ส่วนตัวเขาเองก็บาดเจ็บภายในสาหัส เขาพยุงกายให้ลุกขึ้นด้วยด้ามกระบี่ที่หักแล้ว จากนั้นก็ยืนอย่างเซไปเซมา


มนุษย์โอสถ.แสยะยิ้มเผยให้เห็นฟันสีเลือด ทันใดนั้นตัวมันก็เหมือนสัตว์ร้ายกินคนพุ่งตรงมายังหมินอ๋องซื่อจื่อทันที


หมินอ๋องซื่อจื่ออยากจะหลบแต่อาการบาดเจ็บภายในรุนแรงเกินไป เพียงขยับตัวเล็กน้อยก็แทบจะหมดสติทันที ไฉนเลยจะยังเคลื่อนย้ายไปไหนภายในชั่วอึดใจได้ ?


เขาออกศึกตั้งแต่อายุ13รบชนะรวมกับฟู่หวางนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ศัตรูได้ยินเพียงเสียงลมก็หวาดกลัวยิ่งกว่าสิ่งใดแล้ว ต่างก็กล่าวกันว่าโถดินเลี่ยงไม่ให้แตกหักได้ยาก แม่ทัพเองก็ยากที่จะรอดจากสนามรบ คาดไม่ถึงว่าตัวเขาที่ยังไม่สิ้นชีพในสนามรบต้องมาจบชีวิตด้วยน้ำมือมนุษย์โอสถ.แดนใต้ ! หมินอ๋องซื่อจื่อเผยสีหน้าเศร้าสร้อยแสนสิ้นหวัง !


ฟู่หวางเคยกล่าวไว้ว่า ลูกผู้ชายค้ำฟ้ายันแผ่นดิน แม้จะตายก็ต้องยืนตาย ! ทันใดนั้นใบหน้าหล่อเหลาของหมินอ๋องซื่อจื่อก็เผยให้เห็นความเด็ดเดี่ยวและหนักแน่น…ชายชาตรีไม่กลัวตาย เข้ามาเลย !


ทันใดนั้นเอง ขณะที่มนุษย์โอสถ.อยู่ห่างเขาเพียงช่วงแขน มันก็ล้มลงกับพื้น อะ…อะไร เกิดอะไรขึ้น ?


ตอนที่มนุษย์โอสถ.ล้มลง มันยังมีท่าทางยืดมือไปข้างหน้า ตัวมันล้มลงกับพื้นแต่ไม่อาจ.ขยับลุกได้เลย


หมินอ๋องซื่อจื่อประหลาดใจยิ่งกว่าอะไร ด้วยพละกำลังของมนุษย์โอสถ.จะมีสิ่งใดล้มมันจนลุกไม่ขึ้นได้ ? หรือว่ามัน…เป็นโรคร้ายแรง ?


“ใต้เท้าซื่อจื่อ ยังจะนิ่งอยู่อีก รีบลงมือสิเจ้าคะ !” ภายใต้สถานการณ์น่าหวาดหวั่น หลินเว่ยเว่ยรีบพุ่งเข้าไปกอดขามนุษย์โอสถ.ไว้…โชคดีที่มาทันจึงช่วยหมินอ๋องซื่อจื่อไว้ได้


ทว่าเจ้าหมินอ๋องซื่อจื่อจิตอ่อนไปหน่อยหรือไม่ ? โอกาสดีถึงเพียงนี้ไม่รีบคว้าไว้แล้วจัดการเจ้ายักษ์นี่ ยังจะรอสิ่งใดอยู่ ?


มนุษย์โอสถ.ออกแรงถีบเพราะอยากสลัดตัวหลินเว่ยเว่ยออก นางจึงต้องกอดไว้ด้วยพละกำลังทั้งหมด เจ้ายักษ์ตนนี้มีพลังมหาศาล ถ้าถูกมันสลัดออกล่ะก็ ไม่เพียงรักษาชีวิตซื่อจื่อไม่ได้ แต่นางเองก็จะซวยไปด้วย ไม่สนแล้ว มีแรงเท่าไรก็ต้องใช้เท่านั้น อย่างไรก็ปล่อยให้มันลุกขึ้นไม่ได้ !


มนุษย์โอสถ.มียาบำรุงขนานพิเศษ มีเอ็นทองแดงกระดูกเหล็ก เป็นคู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจเอาเรื่อง ด้วยระดับพลังของหลินเว่ยเว่ยแล้ว แค่ใช้กำลังครึ่งหนึ่งก็ทำให้คนกระดูกหักจนป่นได้ แต่ตอนนี้นางถึงขั้นใช้พลังทั้งหมดที่มียังไม่ได้ยินเสียงกร๊อบของขาสองข้างในอ้อมแขนและมันก็ยังมีแรงขยับได้อีก


หมินอ๋องซื่อจื่อยกกระบี่ในมือขึ้นสูงแล้วเล็งมาที่ใบหน้ามนุษย์โอสถ เขาแทงลงมาที่ใบหน้าอีกฝ่าย มันจึงรีบก้มหน้าลงพื้น แต่มือทั้งสองข้างยังอยากคว้าตัวเป้าหมายมาฉีกเป็นชิ้น !


กระบี่กระทบเข้ากับหลังศีรษะมนุษย์โอสถ สัมผัสของมันเหมือนกับท่อนเหล็ก จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวถูกตัวมันซ่อนไว้อย่างมิดชิด แม้แขนทั้งสองข้างของหมินอ๋องซื่อจื่อจะชาหนัก แต่เขาก็ยังจัดการมนุษย์โอสถ.ไม่ได้เสียที


หลินเว่ยเว่ยเงยหน้าขึ้นแล้วตะโกนไปทางหมินอ๋องซื่อจื่อ “เร็ว ! หลบไป !”


ร่ายกายของหมินอ๋องซื่อจื่อเร็วกว่าสมองจึงรีบหลบไปอยู่ด้านข้างทันที ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ปล่อยขามนุษย์โอสถ มือของมันตะปบพื้นอยู่ตลอดเวลาแล้วออกแรงคลานไปข้างหน้า แต่ทันใดนั้นมันก็เหมือนโดนใครผลักและไถลไปด้านหน้าทันที


แม้มนุษย์โอสถ.จะมีแรงมาก แต่การเคลื่อนไหวบนพื้นก็มีข้อจำกัด หรือจะเรียกว่าเงอะงะเลยก็ว่าได้ มันเหมือนเต่าทะเลยักษ์ตัวหนึ่ง หลังดิ้นอยู่บนพื้นสักครู่มันก็ยังลุกขึ้นมาไม่ได้


หลินเว่ยเว่ยลุกขึ้นยืนแล้วเดินมายังแผ่นหลัง ‘เต่ายักษ์’ จากนั้นกระโดดลงมาทับมันอย่างแรงราวกับแรงกดทับของภูเขาไท่ซานก็มิปาน


ต่อจากนั้นนางก็กดเข่าแนบลงที่แผ่นหลังมนุษย์โอสถ มันทำตัวเหมือนกับซุน.หงอ.คงที่ถูกกักขังไว้ใต้ภูเขา มือและเท้าของมันขยับอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ลุกไม่ขึ้น


อึดใจต่อมาไม่รู้ว่าหลินเว่ยเว่ยไปหยิบก้อนหินที่ใหญ่กว่าศีรษะมนุษย์ถึงสองเท่ามาจากที่ใด เมื่อเล็งไปที่ศีรษะมนุษย์โอสถ.แล้วนางก็กัดฟันทุบมันลงไป หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง…


กะโหลกของมนุษย์โอสถ.เป็นเหมือนกับหินที่โดนตอกด้วยลิ่มลงไปลึกเรื่อยๆ


ช่วงศีรษะแข็งมาก ! หลินเว่ยเว่ยตกใจที่มัน…มันฝึกวิชากระโหลกเหล็กมาหรือ หลินเว่ยเว่ยที่กลัวเศษกระโหลกจะระเบิดใส่จึงไม่ออมแรงอีกต่อไป นางใช้มือทั้งสองข้างจับหิน หลังตะโกนเสียงดังลั่นแล้วก็ทุ่มมันใส่ศีรษะตรงหน้าอย่างแรง


อึดใจต่อมาหินในมือนางก็แตกเป็นสี่ห้าเสี่ยง ด้านศีรษะมนุษย์โอสถตรงหน้าไม่บุบสลาย มันได้โอกาสรีบลุกขึ้นแต่หลินเว่ยเว่ยใช้เท้าเกี่ยวเข็มขัดมันไว้แล้วขึ้นไปนั่งบนคอของมัน ในบรรดาสตรี นางมีรูปร่างสูงโปร่ง แต่เมื่อมาอยู่บนตัวมนุษย์โอสถที่สูงกว่า2หมี่แล้ว นางเป็นเหมือนลิงขนทองที่ห้อยโหนอยู่บนต้นไม้ใหญ่


มนุษย์โอสถ.ยื่นมือไปเกาหลังของตนเป็นอย่างแรก มันคิดจะจับคนที่ทุบจนมึนออกมาฉีกเป็นสองซีก หลินเว่ยเว่ยหลบไปมาบนหลังของมัน สภาพจึงดูเหมือนลิงที่ว่องไวกว่าเดิม


เมื่อไม่ได้ดั่งใจ มนุษย์โอสถ.ก็ร้องคำรามด้วยความโมโห มันสะบัดตัวไปมาอย่างแรงทำให้มือของหลินเว่ยเว่ยแทบจะหลุดออก


เจียงโม่หานที่ไม่วางใจจึงเดินกลับมาอีกครั้ง เมื่อเห็นฉากนี้แล้ว ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างจนแทบจะหลุดออกจากเบ้า เขารีบตะโกนไปทางหลินเว่ยเว่ย “โจมตีมันที่ทวารทั้งเจ็ด นั่นคือจุดอ่อนของมัน !”


ทวารทั้งเจ็ด ? คือสิ่งใดกัน ? ไม่ใช่สิ บัณฑิตน้อยเจ้าระบุให้ชัดเจนหน่อยได้หรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยคิดว่าเวลานี้เหมือนตนกำลังควบอาชาพยศ อวัยวะภายในของนางแทบจะทะลักออกมาอยู่แล้ว !


นางเด็กโง่ ปกติไม่ได้ฉลาดนักหรือ ? เจียงโม่หานตะโกนออกมาอีกครั้ง “คือปาก จมูก ตา หูและลิ้นของมัน!”


เจ้าพูดให้มันเร็วกว่านี้ก็จบแล้วไม่ใช่หรือ ! ทันใดนั้นในมือของหลินเว่ยเว่ยก็มีเหล็กปลายแหลมที่ใช้ทำรองเท้าปรากฎขึ้น…มิติน้ำพุวิญญาณย่อมรู้ดีว่านางทำรองเท้าไม่เป็นจึงไม่พกของสิ่งนี้ติดกาย ทว่าช่างรู้ใจนางเหลือเกิน


[1] ฟู่หวาง คือ คำที่บุตรใช้เรียกบิดาผู้เป็นท่านอ๋อง


ตอนที่ 196: ทำดีไม่ได้ดี


จากมุมของนางในเวลานี้คือทวารทั้งเจ็ดของมนุษย์โอสถ.มีเพียงหูเท่านั้นที่นางสามารถมองเห็น นางแอบดึงพลังจากจุดตันเถียนไปรวมไว้ที่มือขวา หลังตะโกนออกมาเสียงดั่งลั่นแล้วเหล็กแหลมในมือก็ถูกแทงเข้าที่หูของมนุษย์โอสถ !


ตอนนี้มนุษย์โอสถ.ได้เอื้อมมือมาคว้าข้อเท้าของหลินเว่ยเว่ยไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ในขณะที่มันกำลังออกแรงดึงนางออกจากกาย ทันใดนั้นมันก็ต้องปล่อยมือแล้วเลื่อนไปจับศีรษะของตน จากนั้นก็ลงไปดิ้นกับพื้นแทน


“ไอหยา !” เมื่อหลินเว่ยเว่ยล้มลงกับพื้นก็รีบกลิ้งไปด้านข้างอย่างรวดเร็วจึงรอดจากการโดนมนุษย์โอสถ.ทับ


มนุษย์โอสถ.ที่โดนเหล็กแหลมแทงเข้ารูหูก็เอามือกุมศีรษะพลางกรีดร้องดั่งสัตว์ร้าย อาการดิ้นไปดิ้นมาของมันเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ เสียงก็อ่อนแรง หมินอ๋องซื่อจื่อสบโอกาสจึงรีบพุ่งเข้าไปแล้วหาจังหวะแทงกระบี่ที่หักไปยังดวงตาของมนุษย์โอสถ.และกดให้คมกระบี่ลงลึกไปถึงแกนสมองของมัน


บัดนี้มนุษย์โอสถ.จึงนิ่งสนิท


ยามที่มนุษย์โอสถ.กำลังดิ้นไปมาก่อนหน้านั้น เจียงโม่หานก็เดินอ้อมมายังข้างกายหลินเว่ยเว่ยแล้วถามด้วยความร้อนใจ “เป็นเช่นไรบ้าง ? บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยขยับแขน สะบัดเท้า ทันใดนั้นนางก็ร้องด้วยเสียงน่าสงสาร “เจ็บ…”


“เจ็บตรงไหน?” เจียงโม่หานเคยเห็นมนุษย์โอสถ.มาก่อนในชาติที่แล้ว ยามนั้นฮ่องเต้เสด็จประพาสทิศใต้พอดี ตัวเขาก็ตามเสด็จด้วย สามเมืองในทิศใต้สมรู้ร่วมคิดกับกบฏของราชวงศ์ก่อนจึงส่งมนุษย์โอสถ.มาลอบสังหารฝ่าบาท ตอนนั้นทหารรักษาพระองค์จำนวนแปดร้อยนายหลงเหลือไม่ถึงร้อย พวกเขาสูญเสียกันอย่างหนัก มีบางคนโดนมนุษย์โอสถ.แตะเพียงเล็กน้อยก็แขนขาขาด ได้แต่นั่งบนเก้าอี้ล้อเข็นไปชั่วชีวิต


เจียงโม่หานแตะไหล่หลินเว่ยเว่ยเบาๆ เพราะกลัวนางเจ็บ “หมอ ! หมออยู่ที่ใด ? มีหมออยู่หรือไม่…”


“ชู่…” หลินเว่ยเว่ยห้ามเขาแล้วกล่าวด้วยความเขินอายว่า “ข้าไม่ได้เป็นอันใด เพียงแต่เมื่อครู่ตอนร่วงลงมาก้นกระแทกพื้น…”


ไอหยา ตรงนั้นของสตรีจะให้หมอตรวจได้อย่างไร ? อีกอย่างคือเนื้อตรงก้นหนานุ่ม อย่างมากก็แค่บาดเจ็บที่ผิวหนังเท่านั้น ไม่ร้ายแรงจนถึงกระดูกหรือเส้นเอ็น เพื่อให้เจียงโม่หานสบายใจ หลินเว่ยเว่ยจึงลุกขึ้นจากพื้นแล้วกระโดดไปมาอยู่กับที่สองสามครั้ง


โอ๊ย ! ดูเหมือนข้อเท้าที่มนุษย์โอสถ.จับจะเจ็บเล็กน้อย เมื่อยกขากางเกงขึ้น นางก็ได้เห็นข้อเท้าที่มีสีเขียวอมม่วง


เจียงโม่หานเห็นเช่นนั้นก็รีบเข้าไปประคองนางทันทีแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ข้อเท้าบาดเจ็บหรือ ? นายอำเภอหวางมาถึงแล้ว ข้าจะไปถามว่าในอำเภอเป่าชิงมีหมอด้านกระดูกฝีมือดีหรือไม่”


หลินเว่ยเว่ยรีบคว้าข้อมือเขาไว้แล้วยกเท้าขึ้นมาแกว่งไปมา ก่อนจะวางมันลงกับพื้นและลองเดินสองสามก้าว “ข้าไม่เป็นไร ! ไม่ได้บาดเจ็บถึงกระดูกหรอก !”


เมื่อนายอำเภอหวางทราบเรื่องก็รีบพา.ทหารของทางการที่เหลือมายังจุดเกิดเหตุ…เป็นอย่างที่คิดว่าเจ้าหน้าที่ของทางราชการมักจะมาถึงสถานที่เกิดเหตุเป็นรายสุดท้ายเสมอ ภาพยนต์และละครโทรทัศน์ไม่ได้นำเสนอเรื่องหลอกลวง !


“ซื่อจื่อ ท่านได้รับบาดเจ็บหรือขอรับ ? หมอซ่ง หมอซ่งอยู่ที่ใด ?” นายอำเภอหวางเห็นหมินอ๋องซื่อจื่อใช้กระบี่ยันพื้นไว้แล้วกระอักเลือดออกมา ร่างกายโซเซ แววตาขุ่นมัวจนเกือบหมดสติอยู่แล้ว หมินอ๋องซื่อจื่อเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของหมินอ๋องซึ่งฮ่องเต้ก็รักเสียยิ่งกว่าโอรสแท้ๆของพระองค์ ดังนั้นท่านจะเป็นอันใดไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นการที่ข้าจะสูญเสียหมวกขุนนางไปคงเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะอาจกลายเป็นหายนะของตระกูลมากกว่า !


หมินอ๋องซื่อจื่อโบกมือ “ไม่เป็นไร ท่านออกคำสั่งให้หมอไปดูอาการเหล่าองครักษ์ของข้าก่อน…”


หมินอ๋องซื่อจื่อนำองครักษ์ของจวนหมินอ๋องมาด้วย14นาย ครึ่งหนึ่งถูกแบ่งไปอพยพประชาชน ส่วนอีกครึ่งก็คง…


เดิมทีหมอซ่งเป็นหนึ่งในทีมแพทย์อาสาของอำเภอเป่าชิง หลังมีการแจกข้าวสารบรรเทาทุกข์แล้วหมอที่เคยประจำการอยู่ก็ถูกจัดระเบียบโดยหมินอ๋องซื่อจื่อ ในแต่ละวันจะมีหมอประจำการ ณ ประตูนอกเมืองหนึ่งคนเพื่อช่วยรักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วย วันนี้ก็มาถึงเวรของหมอซ่งพอดี !


เขาถูกนำตัวออกจากที่ซ่อน…เพื่อตรวจอาการเหล่าองครักษ์ที่ไม่อาจลุกขึ้นจากพื้นได้ ในบรรดาองครักษ์8นาย มีครึ่งหนึ่งที่หมดลมหายใจไปแล้ว ส่วนที่เหลือบ้างก็แขนฉีกออกจากหัวไหล่ บ้างก็ซี่โครงหักถึงเจ็ดแปดซี่ บางนายอวัยวะภายในบาดเจ็บสาหัสจนมีลมหายใจแผ่วเบา บางนายกระอักเลือดและหมดสติยังไม่ฟื้น…อาการบาดเจ็บรุนแรงเกินไปจนทำให้เขาตึงมือขั้นสุด !


“ท่านหมอ ข้ามาช่วย !” หลินเว่ยเว่ยทนเห็นองครักษ์ผู้ภักดีตายไปเช่นนี้ไม่ได้ นางจึงเข้าไปช่วยโดยฝืนความเจ็บที่ก้นและข้อเท้าเอาไว้


เจียงโม่หานดึงไว้ก็ไม่อยู่ เขาจึงเดินตามนางไปด้วยสีหน้าเย็นชา…เด็กคนนี้จิตใจดีเกินไป ทำเพื่อคนอื่นจนชีวิตน้อยๆของตนก็ไม่สนแล้วหรือ ?


หมอซ่งล้างบาดแผลให้ผู้บาดเจ็บ หลินเว่ยเว่ยก็ส่งน้ำสะอาดให้ หมอซ่งเขียนใบสั่งยา หลินเว่ยเว่ยก็อาสาไปต้มยา หมอซ่งหยิบยาสูตรลับออกมา หลินเว่ยเว่ยก็คอยส่งน้ำอุ่นถ้วยหนึ่งให้ถึงมือ…


เด็กรับใช้ของหมอซ่งโดนแย่งงานจนไม่มีที่จะยืน…เจ้าหมอนี่คงไม่ได้คิดแย่งอาจารย์ไปจากเขาหรอกกระมัง ?


หมอซ่งค่อนข้างมีชื่อเสียงในอำเภอเป่าชิง ฝีมือด้านการแพทย์ไม่เลว เมื่อเขาไม่มีศิษย์คอยสืบทอดวิชาจึงทำให้ครอบครัวของเด็กคนนี้ใช้เส้นสายเพื่อส่งเขามารับใช้ข้างกายหมอซ่ง


แน่นอนว่าเขาไม่มีทางพอใจกับตำแหน่งเด็กรับใช้เล็กๆนี้หรอก เขามาเพื่อเป็นลูกศิษย์หมอซ่ง ดังนั้นจะปล่อยให้ผู้อื่นแย่งไปไม่ได้ !


ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเหตุการณ์แย่งงานทำของคนสองคนขึ้นมา ในเวลาปกติเด็กรับใช้ก็ขยันขันแข็งอยู่แล้ว วันนี้กลับดูโดดเด่นยิ่งกว่า ยังไม่ทันให้หมอซ่งออกคำสั่ง เขาก็รู้แล้วว่าควรทำอย่างไร หลังแย่งงานมาได้แล้วเขายังทำตัวเป็นเด็กที่ส่งสายตาเย้ยหยันให้หลินเว่ยเว่ย !


การที่หลินเว่ยเว่ยเข้าไปช่วยเพราะอยากใช้น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณรักษาชีวิตพวกองครักษ์ไว้ เมื่อเห็นเด็กรับใช้คอยแย่งงาน นางก็หาถังน้ำมาสองสามใบแล้วแสร้งเดินวนรอบค่ายพักฉือหลี่โกวรอบหนึ่งเพื่อเปลี่ยนจากน้ำธรรมดาให้กลายเป็นน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณ เมื่อวางถังน้ำไว้ข้างมือเด็กรับใช้ของหมอซ่งแล้ว นางจึงว่างงานในที่สุด


หมินอ๋องซื่อจื่อลากสังขารของตนโดยมีนายอำเภอหวางช่วยประคองมาดูอาการบาดเจ็บขององครักษ์ ทันใดนั้นหมอซ่งก็กล่าวด้วยน้ำเสียงตกตะลึง “เรียนซื่อจื่อ พวกเขาบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่พวกเขามีร่างกายแข็งแรง จิตใจเข้มแข็งจึงพ้นขีดอันตรายมาได้ ทว่าแขนขององครักษ์ท่านนี้…ข้าน้อยไร้ความสามารถจะต่อคืนแล้วขอรับ !”


องครักษ์นายนั้นมีสีหน้าซีดเผือด แต่ท่าทางดูดีขึ้นบ้างแล้ว “แค่รักษาชีวิตไว้ได้ข้าก็พอใจแล้ว ! ซื่อจื่อขอรับ หมอซ่งมีวิชาแพทย์สูงส่ง พอข้าน้อยดื่มยาที่เขาสั่งให้แล้ว ข้าน้อยก็รู้สึกได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่ไหลออกมาจากอวัยวะภายใน มันไหลวนไปทั่วทั้งแขนขา รู้สึกได้ว่าร่างกายเปลี่ยนไปทันที ท่านเองก็บาดเจ็บภายใน อย่าห่วงแต่พวกข้าน้อยเลยขอรับ ท่านให้หมอซ่งตรวจอาการเถิด !”


ไม่รู้ว่าหลินเว่ยเว่ยโผล่ออกมาจากไหน นางได้ยื่นน้ำอุ่นให้หมินอ๋องซื่อจื่อทันที


จู่ๆ แววตาขององครักษ์นายนั้นก็มีไฟลุกโชน เขาจ้องหลินเว่ยเว่ยแล้วตวาดเสียงดังลั่น “เจ้าเป็นใคร ? เหล่าลิ่วอยู่ที่ใด ? เหตุใดจึงปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้ามาได้ ถ้ามีศัตรูปะปนเข้ามา ซื่อจื่อไม่ต้องเสี่ยงอันตรายอีกหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปากใส่เขา “เมื่อครู่ข้าทำงานหัวหมุนร่วมกับหมอซ่ง ยาที่เจ้ากินเข้าไปข้าก็เป็นคนต้ม ถ้าข้ามีเจตนาร้าย เจ้าจะยังมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้หรือ ?”


เจียงโม่หานหงุดหงิดทันทีเมื่อเห็นนางทำดีแล้วยังโดนต่อว่า เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ตนเองได้รับบาดเจ็บแล้วยังไม่ยอมพักผ่อน คอยอยู่ช่วยหมอรักษาคนเจ็บ สมองเจ้าคิดอันใดอยู่ ? ดูสิ อีกฝ่ายซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้าหรือไม่ ?”


ตอนที่ 197: ฮือ ฮือ ฮือ


องครักษ์นายนั้นยังอยากพูดบางสิ่งบางอย่างแต่โดนหมินอ๋องซื่อจื่อห้ามไว้ก่อน “เมื่อครู่เพราะกู่เหนียงท่านนี้ช่วยถ่วงเวลามนุษย์โอสถเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเรายังจะมีชีวิตมาถึงตอนนี้หรือ ? หากนางต้องการชีวิตของข้าจริง นางคงไม่ต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อช่วยข้าไว้หรอก !”


ขณะที่กล่าว เขาก็ดื่มน้ำอุ่นในมือจนหมดเพื่อแสดงให้เห็นความเชื่อใจที่มีต่อหลินเว่ยเว่ย


หลินเว่ยเว่ยที่บรรลุเป้าหมายแล้วก็รับถ้วยน้ำกลับคืนมา หลังฉีกยิ้มแล้ว นางก็หันหลังเดินออกไปทันที


หมินอ๋องซื่อจื่อทำมือคารวะตามแผ่นหลังของนาง “บุณคุณช่วยชีวิต วันหน้าจะต้องตอบแทนแน่นอน !”


หลินเว่ยเว่ยไม่ได้หันหลังกลับไปมองอีก นางเพียงโบกมือให้เท่านั้น


หลังออกจากระยะสายตาของทุกคนได้พอสมควรแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็หยุดเสแสร้ง นางกระโดดราวกับลิงอยู่ตรงที่เดิมครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดกับเจียงโม่หานพร้อมเสียงหัวเราะ “เมื่อครู่ข้าดูดีมากใช่หรือไม่ ? เหมือนยอดฝีมือในยุทธภพ ให้ความรู้สึกคาดเดายากใช่หรือไม่ ?”


“ไม่เจ็บข้อเท้าแล้วหรือ ?” เจียงโม่หานยังจำรอยเขียวช้ำตรงข้อเท้าของนางได้ แววตาทั้งสองข้างจึงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ


หลินเว่ยเว่ยที่เคยกระโดดด้วยความสนุกสนานเมื่อครู่จึงมีร่างกายอ่อนยวบในทันที นางเอนไปพิงกายบัณฑิตหนุ่มราวกับหลินไต้อวี้1ผู้อ่อนแอ “ไอหยา เดิมทีไม่ควรเจ็บ ทว่าพอเจ้าถลึงตาใส่แล้ว ข้อเท้าของข้าก็เริ่มเจ็บขึ้นมาทันที ไอหยา…ข้าเดินไม่ไหวแล้ว จะทำอย่างไรดี ?”


สีหน้าของเจียงโม่หานเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย รู้ทั้งรู้ว่านางแสร้งทำ แต่เขาก็ยังช่วยประคอง หลินเว่ยเว่ยเอนกายเข้าสู่อ้อมแขนบัณฑิตหนุ่ม ทิ้งน้ำหนักตัวส่วนใหญ่ไว้ที่เขา…ให้นางได้เพลิดเพลินกับการบริการของพี่ชายสุดหล่อหน่อยเถิด !


ตอนนี้หยาเอ๋อร์กำลังประคองซัวถัวเดินตามหลังทั้งสองคน ซัวถัวมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายด้วยความปวดร้าว…บัณฑิตเจียง เจ้าแบกเสี่ยวเว่ยขึ้นหลังสิ นางเจ็บข้อเท้าอยู่ เจ้ายังให้นางเดินอีก หากขาของเขาไม่บาดเจ็บก็คงดี…


หยาเอ๋อร์มองพวกเขาด้วยความอิจฉาเล็กน้อย “พวกเขาดูเหมาะสมกันมากเลย !”


เหมาะสมตรงไหน ? บัณฑิตเจียงทำตัวสูงส่ง วันหน้าหากสอบซิ่วไฉได้ จะต้องไม่กลับมาหาภรรยายังสถานที่แร้นแค้นอย่างฉือหลี่โกวแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นเสี่ยวเว่ยจะทำอย่างไร ?


มีบัณฑิตมากมายเพียงใดในนิทานที่ละทิ้งภรรยาผู้ยากไร้แล้วเลือกปีนขึ้นที่สูง ? ท้ายสุดคนที่ต้องขมขื่นก็คือสตรี…เสี่ยวเว่ยฉลาดหลักแหลมถึงเพียงนี้ จะเหมือนกับเด็กสาวโง่เขลาในหมู่บ้านที่โดนรูปลักษณ์ภายนอกของเจ้านี่หลอกให้สับสนได้อย่างไร ?


บุรุษหน้าตาดีแล้วมีประโยชน์อันใด ? อ่อนแอราวกับลูกไก่ ไหล่ไม่แข็ง มือไม่ด้าน ไม่ว่างานใดก็ทำไม่ได้ทั้งนั้น…สตรีในหุบเขาควรจะเลือกผู้ชายที่แข็งแรงและทำงานหนักไว้ก่อน ! เหตุใดพวกนางจึงคิดไม่ได้ ?


ขณะกำลังจะถึงค่ายพักแรมของชาวบ้านฉือหลี่โกว จู่ๆ หลินเว่ยเว่ยก็ยืนตัวตรง ศีรษะก็ไม่ได้เวียน ขาก็ไม่ได้อ่อนแรงอีกต่อไป ท่าเดินทรงพลัง ดูดีเสียยิ่งกว่าเจียงโม่หานราวกับว่าสตรีผู้อ่อนแอในอ้อมแขนบัณฑิตหนุ่มเมื่อครู่ไม่ใช่นาง !


“พี่รอง ! เป็นเช่นไรบ้าง ? มือสังหารถูกจับตัวได้หรือไม่ ? แล้วใต้เท้าซื่อจื่อปลอดภัยหรือเปล่า ?” หลินจื่อเหยียนรีบเดินเข้ามาหา หลังจากสังเกตพี่สาวอย่างละเอียดแล้ว เขาก็เห็นนางมีชีวิตชีวาดี เขาจึงเดินผ่านตัวนางไปยังซัวถัวที่ร่างกายโอนเอนอยู่


เจียงโม่หานทำหน้าราวกับมีใครไปติดหนี้ตนไว้หลายหมื่นตำลึง เขาเค้นเสียง ฮึ อย่างเย็นชา “ซื่อจื่อไม่เป็นไร แต่พี่รองของเจ้าเป็น ! ใครใช้ให้นางใจกล้า แม้แต่หมินอ๋องซื่อจื่อกับองครักษ์ยังจัดการไม่ได้ แต่นางก็พุ่งเข้าไปอย่างไร้สมอง ทำไมหรือ ? อยากได้รับคำชมจนเป็นบ้าไปแล้ว ?”


เมื่อหลินจื่อเหยียนได้ยินเช่นนั้นก็รีบผละออกจากซัวถัวแล้วกลับมาอยู่ข้างกายหลินเว่ยเว่ยอีกครั้ง “พี่รองบาดเจ็บหรือ ? เมื่อครู่ได้ยินว่ามียักษ์ตัวใหญ่แสนน่ากลัว พละกำลังมหาศาล สามารถฉีกคนเป็นชิ้นได้ ท่าน…ท่านคงไม่คิดว่าตนมีแรงเยอะจึงเข้าไปสู้กับยักษ์ใช่หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยรีบคุยโวทันที “เจ้าพูดเกินจริงแล้ว พละกำลังของเจ้านั่นก็แค่นั้นเอง โดนข้าจับกดอยู่กับพื้นยังลุกไม่ขึ้น…”


“เช่นนั้นรอยเขียวช้ำตรงข้อเท้าของเจ้ามาจากที่ใด ? !” เจียงโม่หานพูดขัดนางอย่างไร้ความปรานี


หลินเว่ยเว่ยกล่าวด้วยความกระอักกระอ่วน “ดูเจ้าสิ หมดสนุกกันพอดี ? เจ้าแค่พูดมาว่าข้าเป็นคนฆ่าเจ้ายักษ์นั่น ! เฮ้…ข้าสังหารคน ! หัวใจดวงน้อยได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงแล้ว ต่อไปอีกหลายวันข้าต้องฝันร้ายแน่…เจ้า เจ้าไม่ปลอบข้าก็ช่างเถิด แต่ยังทำหน้าเย็นชาใส่แถมยังถากถางข้า ข้า…ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ…”


เมื่อบทละครเริ่มขึ้น นางก็แสดงได้ดีเสียยิ่งกว่านักแสดงชื่อดัง ! เดิมทีเจียงโม่หานไม่อยากสนใจนาง แต่แล้วเขาก็เริ่มคิดทบทวนทันที เนื่องจากนางเป็นเพียงเด็กสาวเท่านั้น อดีตเคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ที่ไหน ไม่ควรให้จิตใจเกิดปัญหา เขาจึงรีบพูดปลอบนางทันที


“มนุษย์โอสถถูกเจ้าสังหารที่ไหนกัน ? อย่าเอาผลงานเข้าตัวหน่อยเลย ! เห็นอยู่ชัดๆว่ามันตายเพราะกระบี่ของหมินอ๋องซื่อจื่อแทงลงที่ลูกตา เจ้าใจกล้าไม่น้อย ถึงขั้นกล้าแย่งผลงานหมินอ๋องซื่อจื่อ คิดว่าตนเป็นนักรบจริงหรือ ?”


“ข้าไม่ได้สังหารมันจริงหรือ ? แต่ข้าเป็นคนแทงเหล็กแหลมใส่หูของมัน…” หลินเว่ยเว่ยมองมืออันสะอาดสะอ้านที่ล้างแล้ว แต่ความรู้สึกเหนียวเหนอะนั้นยังไม่จางหายไป


“เจ้าเองก็พูดแล้ว แค่แทงเข้าไปที่หูมัน อย่างมากก็ทำให้มันหูหนวกเท่านั้น ถ้ามนุษย์โอสถ.สังหารได้ง่ายถึงเพียงนั้นจริง ไฉนเลยจะต้องให้เจ้าลงมือ ?” เจียงโม่หานปลูกฝังความคิดเพื่อล้างสมองว่านางไม่ได้เป็นฆาตกร


ทันใดนั้นหัวใจของหลินเว่ยเว่ยก็โล่งขึ้นมา แต่ปากเอ่ยออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้ายักษ์ตัวนั้นฟันแทงไม่เข้า ข้าทำร้ายมันได้ก็ถือว่าเก่งแล้วไม่ใช่หรือ ? อีกอย่างนะ ถ้าไม่ได้ข้าทำให้มันบาดเจ็บก่อน หมินอ๋องซื่อจื่อจะมีโอกาสจัดการมันได้อย่างไร ? เจ้าจะทำลายชื่อเสียงของข้าไปหมดไม่ได้ !”


เจียงโม่หานลอบสังเกตนางอย่างละเอียด เมื่อเห็นนางเกือบกลับมาเป็นปกติแล้ว เขาจึงตอบว่า “เพื่อชื่อเสียงที่ว่า เจ้าเอาชีวิตตนเข้าไปเสี่ยง มันคุ้มแล้วหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าคราวนี้บัณฑิตน้อยมีโทสะ นางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “เราจะเอาแต่ปล่อยให้มันทำร้ายชาวบ้านตาดำๆไม่ได้ ! แล้วยังมีหมินอ๋องซื่อจื่อคนหล่อเช่นนั้น หากตายด้วยน้ำมือของเจ้าอัปลักษณ์นั่น ไม่คิดว่าน่าเสียดายหรือ ? ”


“เจ้า !” ทันใดนั้นไฟโทสะที่อยู่ในก้นบึ้งหัวใจก็ทะยานขึ้น เจียงโม่หานฉีกยิ้มเย็นชา “ที่แท้หน้าตาดีก็ยังสามารถเอาชีวิตรอดได้ ! ข้าได้มุมมองใหม่อีกแล้ว !”


“ไม่ใช่ ! เจ้าอย่าเพิ่งโมโห ต่อไปข้าจะไม่วู่วามเช่นนั้นแล้ว ตกลงหรือไม่ ? ข้ารับปากเจ้าเลย ถ้าไม่มั่นใจมากพอข้าไม่มีทางเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอีก หายใจเข้าลึกๆนะ ยิ้มหน่อย…” หลินเว่ยเว่ยแอบสังเกตสีหน้าเขา จากนั้นก็กล่าวต่อ “แท้จริงสาเหตุที่ข้าช่วยซื่อจื่อก็เพราะเขาค่อนข้างเหมือนเจ้า !”


“เหมือนข้า ? เหมือนตรงไหน ?” หมินอ๋องซื่อจื่อเหมือนบิดาชนิดว่าแทบจะถอดแบบมาราวกับแกะ ส่วนเขา…ไม่รู้ว่านางเห็นพวกเขาทั้งสองเหมือนกันจากตรงไหน


“ที่จริง ถ้ามองให้ดีแล้วรูปโฉมไม่เหมือนกันหรอก ทว่าพอมองโดยรวมกลับทำให้ข้ารู้สึกว่ายังพอเหมือนกันอยู่เล็กน้อย…หากจะให้บอกว่าเหมือนกันตรงไหน…ก็น่าจะเป็นบุคลิกและนิสัยกระมัง บัณฑิตน้อย เจ้ามี ‘buff’ ชนชั้นสูง ไม่แน่ว่าบรรพบุรุษของเจ้าอาจมีสายเลือดของชนชั้นสูงอยู่ก็ได้ !” หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มเอาใจเยี่ยงเด็กรับใช้


หืม ? คืออันใดอีก ? เด็กตัวแสบนี้พูดภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่องอีกแล้ว ! นางชอบทำตัวไม่สนโลก แต่ในบางครั้งนางก็ฉลาดหลักแหลมจนน่าตกใจ ในทุกครั้งก็เหมือนจะพูดความจริงหรือไม่ก็เหมือนล้อเล่นได้ในคราเดียว…


[1] หลินไต้อวี้ คือ ตัวละครหลักจากเรื่องความฝันในหอแดง


ตอนที่ 198: สองมาตรฐานเกินไปแล้ว


เจียงโม่หานใช้นิ้วชี้ดันตัวหลินเว่ยเว่ยให้ออกห่างพลางกล่าวด้วยเสียงปนเหนื่อยหน่าย “จำไว้ ไม่ว่าชีวิตใครก็ไม่ล้ำค่าเท่าชีวิตตนเอง ! เจ้าคิดว่าตนเป็นแมวเก้าชีวิตจริงหรือ ?”


“ใช่ ใช่ ! เชื่อฟังเจ้า ต่อไปข้าจะเชื่อฟังเจ้าตลอด ! หายโกรธแล้วใช่หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยทำสีหน้าเอาใจแล้วแอบถอนหายใจโล่งอก…ในที่สุดก็ปลอบบัณฑิตหนุ่มได้เสียที ข้าเก่งเหลือเกิน !


หลินจื่อเหยียนทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากบทสนทนาของทั้งสองคน เขาจึงดึงตัวพี่รองเข้ามาพูดด้วย “พี่รอง ศิษย์พี่เจียงสั่งสอนได้ถูกแล้ว คราวนี้ข้าไม่เข้าข้างท่าน ! ก่อนที่ท่านจะเอาตัวเข้าไปเสี่ยงก็ช่วยนึกถึงท่านแม่ น้องสี่หรือคนในครอบครัวอย่างพวกเราหน่อยได้หรือไม่ ? อย่าว่าแต่ศิษย์พี่เจียงเลย ถ้าเปลี่ยนเป็นข้า ข้าเองก็โมโหเหมือนกัน !”


หลินเว่ยเว่ยผลักเขาออกด้วยความรังเกียจ “เจ้าไปโมโหทางโน้นเลยไป๊ อย่ามาทำตาขวางใส่ข้า !” นางปลอบบัณฑิตหนุ่มด้วยความยากลำบาก แต่เจ้าเด็กนี่มาราดน้ำมันลงบนกองไฟ หาเรื่องโดนทุบหรือไร !


“พี่รอง ท่านสองมาตรฐานเกินไปหรือไม่ ?” หลินจื่อเหยียนประท้วงเสียงดัง เวลาศิษย์พี่เจียงโมโห ท่านฉีกยิ้มหน้าบานพลางกล่าวถ้อยคำปลอบประโลม แต่พอถึงคราวน้องชายแท้ๆ กลับบอกให้ไสหัวออกไปยิ่งไกลยิ่งดี เรียกว่าสองมาตรฐานชัดๆ


ผู้ใหญ่บ้านก็มาถามถึงสถานการณ์เหมือนกัน เขาดูเป็นห่วงหลินเว่ยเว่ยและสุดท้ายก็ถอนหายใจออกมาพลางกล่าวว่า “ดูท่าแล้ววันนี้เราจะเอาข้าวสารกลับไม่ได้…”


หลินเว่ยเว่ยมองไปยังจุดแจกอาหารที่อยู่ห่างออกไป บริเวณนั้นยังเต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีทั้งคนช่วยรักษาผู้บาดเจ็บ คนปลอบโยนประชาชนและสำคัญที่สุดคือหมินอ๋องซื่อจื่อได้รับบาดเจ็บ นายอำเภอหวางจะเอากะจิตกะใจที่ไหนมาสนใจการแจกข้าวสาร ?


หวังว่าวันพรุ่งนี้จะมีการแจกข้าวสารใหม่ เพราะหลังจากพวกตนได้ข้าวสารแล้ว ถ้ารีบเดินทางก็อาจถึงหมู่บ้านฉือหลี่โกวในยามเย็น แต่ถ้ากลับไม่ทัน เมื่อถึงเขตเริ่นอันแล้วก็สามารถพักผ่อนแถวโกดังได้ ! ที่นั่นมีทหารซึ่งองค์ชายเจ็ดทิ้งไว้เฝ้าระวังเสบียงอยู่จึง…ปลอดภัยหายห่วง !


หลินเว่ยเว่ยนั่งบนเกวียนเทียมล่อของตน เมื่อลูบข้อเท้าที่รู้สึกปวดร้าวแล้ว นางก็หันไปมองประตูเมืองที่ยังมีผู้คนพลุกพล่านดังเดิม นางคลี่ยิ้มแล้วเงยหน้าพลางหรี่ตามองหมู่เมฆและท้องฟ้าสีคราม


ทันใดนั้นก็มีขวดพร้อมกลิ่นยาบางอย่างมาปรากฏขึ้นตรงหน้า


ต่อจากนั้นเจียงโม่หานก็ยัดน้ำมันนวดใส่มือนาง “ไปหาที่ไม่มีคนอยู่แล้วออกแรงนวดรอยฟกช้ำ !”


หลินเว่ยเว่ยนำขวดยาในมือมาเล่น “เจ้าแน่ใจว่าจะให้ข้า ‘ออกแรง’ นวดจริงหรือ ?”


เจียงโม่หานมองนางราวกับมองคนโง่ “เจ้าจะหาเรื่องใช่หรือไม่ ? ถ้าเจ้าออกแรงนวด ! ก็คงทำให้ตนกลายเป็นคนพิการพอดี”


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะอย่างโง่งม “ข้ากลัวว่าจะควบคุมแรงไม่อยู่ต่างหาก เช่นนั้น…”


“ข้าจะไปหาหยาเอ๋อร์แล้วให้นางมาช่วยเจ้า !” เจียงโม่หานรีบลุกขึ้นแล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็วเพราะกลัวนางจะพูดสิ่งใดที่น่าตื่นตกใจออกมาอีก


“ฮ่าฮ่าฮ่า…” ทันใดนั้นเสียงหัวเราะแสนชั่วร้ายของหลินเว่ยเว่ยก็ดังไล่หลัง


ถ้าจะแข่งเรื่องความหน้าด้านหน้าทน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็พ่ายแพ้เสมอ !


“หลิน…หลินกู่เหนียงเองหรือ ?” ทันใดนั้นน้ำเสียงแฝงความประหลาดใจของหนิงตงเซิ่งก็ดังขึ้น “กู่เหนียงจะมาอำเภอเป่าชิง เหตุใดไม่ให้คนส่งจดหมายมาบอกข้า ? มากันตั้งแต่เมื่อไร ? อย่าพูดเรื่องพวกนี้เลย ตามข้าเข้าเมืองเถิด ที่นี่เพิ่งมีเหตุลอบสังหารเกิดขึ้น ไม่ปลอดภัยแม้แต่น้อย !”


หลินเว่ยเว่ยกระโดดลงจากเกวียนแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “คุณชายหนิงเองหรือ ? จริงสิ ! เหตุใดข้าคิดไม่ออกว่าเรายังมีคนรู้จักที่อำเภอเป่าชิงด้วย ! คุณชายหนิง เหตุใดท่านจึงมาที่นี่ ?”


เจียงโม่หานเข้ามายืนข้างหลินเว่ยเว่ย ใบหน้าของหนิงตงเซิ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น จากนั้นก็เหลือบมองเขาปราดหนึ่งแล้วกล่าวต่อ “เมื่อครู่ตอนที่ข้ากำลังจะเข้าเมืองก็เห็นแผ่นหลังของใครคนหนึ่งเหมือนบัณฑิตเจียง ข้าจึงคิดว่าพวกท่านก็น่าจะมารับอาหารบรรเทาทุกข์เหมือนกันจึงตามมา แล้วก็เป็นอย่างที่คิด ได้เจอกู่เหนียงจริงด้วย !”


เจียงโม่หานเป็นห่วงเพียงข้อเท้าของหลินเว่ยเว่ย เขาถลึงตาใส่นาง “เท้าไม่เจ็บแล้วหรือ ? กลับไปนั่งบนเกวียนเดี๋ยวนี้ !”


“เกิดอันใดขึ้น ? หลินกู่เหนียงบาดเจ็บหรือ ? ได้ยินว่าเมื่อครู่หมินอ๋องซื่อจื่อถูกลอบสังหาร ประชาชนบาดเจ็บจำนวนมาก หลินกู่เหนียง เท้าของท่าน…มา ตามข้าเข้าเมืองจะได้ให้หมอตรวจอาการ” หนิงตงเซิ่งได้สอบถามเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว เมื่อครู่ยังรู้สึกขอบคุณที่ตนเสียเวลาระหว่างทางไปครู่หนึ่งจึงหลบพ้นภัยครั้งนี้ได้ !


หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้มแล้วโบกมือ “ไม่เป็นไร ก็แค่รอยช้ำเล็กน้อยเท่านั้น ประเดี๋ยวนวดยาก็หายแล้ว !”


หนิงตงเซิ่งยังคงกล่าวต่อ “ในเมื่อหลินกู่เหนียงมาที่อำเภอเป่าชิง วันนี้ข้าจะเป็นเจ้าบ้านเอง หวังว่าหลินกู่เหนียง…แล้วก็บัณฑิตเจียงจะให้เกียรติ !”


หลินเว่ยเว่ยชี้ไปที่ประตูทางเข้าอำเภอ “วันนี้คุณชายหนิงเพิ่งจะกลับมาจากเขตเริ่นอันใช่หรือไม่ ? ประตูอำเภอเป่าชิงถูกปิดล้อมไว้ หากไม่มีทะเบียนบ้านหรือทะเบียนการค้าก็ไม่มีทางเข้าไปได้ !”


หนิงตงเซิ่งยิ้มอบอุ่นดั่งฤดูใบไม้ผลิ ให้ความรู้สึกเหมือนสายลมแสนอ่อนโยน “หลินกู่เหนียงคงไม่ทราบว่าพ่อค้าที่เข้าออกเมืองบ่อยเช่นพวกข้าจะมีหนังสือเดินทางสำหรับเอาไว้ใช้เข้าออก หนังสือเดินทางหนึ่งฉบับสามารถพาคนต่างถิ่นเข้าเมืองได้สองคน”


หลินจื่อเหยียนเบียดตัวเข้ามาพลางมองหนิงตงเซิ่งตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สายตาที่อีกฝ่ายมองพี่รอง…เหมือนตะขอไม่มีผิด แค่มองก็รู้ว่ามีเจตนาร้าย ! หน้าตาพอใช้ สายตาแพรวพราว แค่มองก็รู้ว่าเป็นคนเจ้าชู้ ยิ้มหน้าบานเช่นนี้ อยากเกี้ยวพาใครมิทราบ ?


“พี่รอง เขาคือใคร ?” พี่รองคงไม่ได้จะเปลี่ยนเป้าหมายเพราะไม่ได้รับความรู้สึกใดจากศิษย์พี่เจียงแล้วเปลี่ยนมาตรฐานใหม่กระมัง ? พี่รอง เวลาเลือกพี่เขยจะมองเพียงหน้าตาไม่ได้ !


หนิงตงเซิ่งโดนสายตาพินิจพิเคราะห์ของอีกฝ่ายมองจนรู้สึกไม่สบายใจ พอได้ยินคำเรียกจากปากอีกฝ่ายเท่านั้น คิ้วที่ขมวดเข้าหากันก็คลี่ออก “หลินกู่เหนียง ท่านนี้คือ…”


“นี่คือคุณชายหนิงซึ่งเป็นหุ้นส่วนของพวกเรา ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ที่เขตเริ่นอันเป็นของเขา อายุยังน้อยก็เป็นเจ้าของร้านค้าถึงสองสาขาแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยแนะนำให้น้องชายรู้จักก่อน จากนั้นก็พูดกับหนิงตงเซิ่งว่า “เขาคือน้องชายคนโตของข้า เป็นเหมือนบัณฑิตน้อยคือศึกษาอยู่ที่สำนักศึกษาในเขตเริ่นอัน ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็จะเริ่มสอบถงเซิงแล้ว !”


รอยยิ้มของหนิงตงเซิ่งดูอบอุ่นกว่าเดิม “น้องชายอายุน้อยแค่นี้ก็จะร่วมการสอบถงเซิงแล้ว ช่างเป็นเด็กหนุ่มมากความสามารถเหลือเกิน !”


หลินจื่อเหยียนกล่าวด้วยรอยยิ้มคลุมเครือ “มิกล้า มิกล้า คุณชายหนิงก็เป็นคนหนุ่มที่เก่งกาจเช่นกัน !”


สายตาของหนิงตงเซิ่งหันไปจับจ้องที่ตัวหลินเว่ยเว่ยอย่างอ่อนโยน “ข้าได้รับโชคจากหลินกู่เหนียง ถ้าไม่มีสินค้าของนางและสูตรขนมเหล่านั้น ข้าก็คงไม่รู้ว่าร้านในความดูแลจะออกมาเป็นเช่นไร !”


หลินเว่ยเว่ยยิ้มอย่างไม่คิดอันใดมาก “คุณชายหนิงกล่าวเกินไปแล้ว ด้วยความสามารถด้านการค้าของคุณชายหนิง แม้ไม่มีข้าช่วยเหลือ ท่านก็ไม่มีทางขาดทุนแน่นอน คุณชายหนิง พวกเรามากับชาวบ้านในหมู่บ้านจึงไม่กล้ารบกวนท่านหรอก !”


ภายใต้การประคองของหลานชาย ผู้ใหญ่บ้านจึงเดินเข้ามาพูดว่า “นางหนูรอง วันนี้คงไม่ได้ข้าวสารแล้ว พวกเรารออยู่ที่นี่ก็ได้ ส่วนเจ้าตามคุณชายท่านนี้เข้าเมืองไปเถิด ตรวจรักษาข้อเท้าของเจ้าให้ดีแล้วจะปล่อยให้เป็นโรคเรื้อรังตามมาไม่ได้ !”


หลิวต้าซวนก็พยักหน้าแล้วพูดตาม “ใช่ ใช่ ! ทางนี้มีพวกเราลุงป้าคอยดูแล เจ้าตามคุณชายท่านนี้เข้าเมืองอย่างสบายใจเถิด !”


หลินเว่ยเว่ยหันมามองเจียงโม่หาน จากนั้นก็มองน้องสาม สุดท้ายนางก็ยังส่ายหน้าเหมือนเดิม “ข้อเท้าข้าไม่ได้เป็นอันใด ไม่จำเป็นต้องให้ท่านหมอมาดูอาการ ขอบคุณน้ำใจของคุณชายมาก คราวหน้าหากมีโอกาส ข้าจะรบกวนคุณชายแน่นอน…”


ตอนที่ 199: ใครจะทนไหว?


“อืม” หลังขานรับแล้ว หนิงตงเซิ่งก็พูดกับผู้ติดตามของตนว่า “เจ้านอนที่นอกอำเภอคืนหนึ่ง แล้วพรุ่งนี้ข้าจะออกมารับเจ้า หลินกู่เหนียง เช่นนี้ท่านก็สามารถพาน้องชายเข้าเมืองได้แล้ว !”


“ไม่ต้อง” เจียงโม่หานหันไปพูดกับหลินเว่ยเว่ยด้วยท่าทางสบาย “มีจื่อเหยียนอยู่กับเจ้า ข้าก็วางใจแล้ว พอเข้าเมืองก็หาหมอเป็นอันดับแรก ให้หมอดูข้อเท้าของเจ้า…เจ้ายังอยากขึ้นเขาอีกหรือไม่ ?”


เมื่อบัณฑิตหนุ่มไม่คิดจะเข้าเมือง หลินเว่ยเว่ยก็ยิ่งไร้อารมณ์เข้าไปใหญ่ “ประเดี๋ยวให้ท่านหมอซ่งดูก็พอแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดเสียหน่อย”


ในจำนวน10ครั้งที่หนิงตงเซิ่งพบหลินเว่ยเว่ย จะมีถึง8ครั้งที่บัณฑิตเจียงอยู่ด้วยเสมอ โดยสัญชาตญาณของบุรุษ เหมือนบัณฑิตเจียงคิดจะเป็นศัตรูหัวใจกับเขาโดยไม่อยากให้เขามีโอกาสได้ใกล้ชิดหลินกู่เหนียงมากนัก


ส่วนหลินกู่เหนียงก็เชื่อใจหรือแม้แต่ไว้ใจจนให้บัณฑิตเจียงเป็นที่พึ่งอีกคน บัณฑิตเจียงเพิ่งบอกไม่ไป หลินกู่เหนียงก็ยืนกรานที่จะไม่เข้าเมือง สองคนนี้…มีสายสัมพันธ์อย่างไรกันแน่ ? คู่รักวัยเด็ก ? หรือว่าที่สามีภรรยาในอนาคต ?


หืม ? ความรู้สึกหงุดหงิดนี้คืออะไรกัน ?


ใบหน้าของหนิงตงเซิ่งยังคงเปื้อนรอยยิ้มอบอุ่น “วันนี้อากาศไม่ค่อยดี ตอนกลางคืนอาจมีลมแรง หลินกู่เหนียงบาดเจ็บอยู่ หากตากลมอีกจะไม่แย่เข้าไปใหญ่หรือ ? บัณฑิตเจียง ท่านคิดว่าใช่หรือไม่ ?”


เจียงโม่หานกวาดตามองอีกฝ่ายแล้วพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “เจ้าเข้าเมืองไปกับคุณชายหนิงเถิด ไปหาหมอแล้วค่อยหาโรงเตี๊ยมพักผ่อน จื่อเหยียน ดูแลพี่รองให้ดี !”


หลินเว่ยเว่ยขึ้นไปนั่งบนเกวียนอีกครั้ง ขณะที่พูดนางก็แกว่งขาทั้งสองข้างไปมา “ข้าไม่ได้อ่อนแออย่างที่พวกเจ้าคิด ! ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น ข้าจะอยู่ที่นี่ ร่วมลำบากไปกับพวกชาวบ้าน…”


เจียงโม่หานจึงพูดแทรกนางขึ้นมา “จู่ๆ ข้าก็คิดได้ว่ามีตำราสองเล่มที่ซื้อไม่ได้ในเขตเริ่นอัน ไม่ทราบว่าร้านขายหนังสือในเมืองจะมีหรือไม่…”


“ข้าไปหาซื้อเป็นเพื่อนเจ้าเอง !” ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็กระโดดลงจากเกวียน


ทว่าในชั่วอึดใจต่อมานางก็รู้สึกเหมือนจะไม่ค่อยสุภาพสักเท่าไร หนิงตงเซิ่งอดไม่ได้ที่จะก้มมองข้อเท้านางด้วยความเป็นห่วง…นี่มัน…ท่าทางของคนบาดเจ็บตรงข้อเท้าหรือ ? ถ้าไม่บาดเจ็บ นางจะไม่ลอยขึ้นฟ้าเลยหรือไร ?


ส่วนเจียงโม่หานใช้น้ำเสียงเย็นชากล่าวกับนาง “ข้ายังต้องให้เจ้าไปเป็นเพื่อนอีกหรือ ?”


“แน่นอน ! แน่นอนอยู่แล้ว !” หลินเว่ยเว่ยออกแรงพยักหน้า “เจ้ารูปโฉมงดงามเช่นนี้ ดูเหมือนสตรียิ่งกว่าข้าในชุดบุรุษนี่อีก หากโดนคนตาไม่ดีฉุดไป ข้าจะอธิบายกับน้าเฝิงอย่างไร ? ก่อนเดินทางข้ารับปากน้าเฝิงไว้แล้วว่าจะพาเจ้ากลับบ้านอย่างปลอดภัย !”


สายตาของหนิงตงเซิ่งเคลื่อนไปจับจ้องที่ใบหน้าของเจียงโม่หานอย่างควบคุมไม่อยู่…จริงสิ น่าทึ่งสุดๆ หากเปลี่ยนเป็นชุดสตรีล่ะก็…ใครจะทนไหว ?


เจียงโม่หานแอบกัดฟัน ต่อหน้าคนนอกเช่นนี้ เขาจะยอมปล่อยเด็กตัวแสบไปสักครั้งแล้วจะมาคิดบัญชีทีหลัง !


พอได้ยินว่าศิษย์พี่เจียงจะไปซื้อตำรา หลินจื่อเหยียนก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันทีเพราะไม่ว่าตำราประเภทใดก็มีน้อยกว่าศิษย์พี่เจียงทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ที่ใช้อ่านอยู่ในเวลานี้ล้วนเป็นบันทึกโดยละเอียดของศิษย์พี่เจียง หากพบตำราที่มีประโยชน์ เขาเองก็จะซื้อสักสองสามเล่ม


เมื่อพวกหลินเว่ยเว่ยมาถึงบริเวณประตูเมือง พวกนางก็บังเอิญเจอกับกลุ่มของนายอำเภอหวางที่กำลังพาหมินอ๋องซื่อจื่อเข้าไปพักรักษาตัวในเมืองพอดี


หนิงตงเซิ่งยังไม่ทันแสดงหนังสือเข้าเมือง นายอำเภอหวางก็เอ่ยปากขึ้นก่อนแล้ว “หลินกู่เหนียง บัณฑิตเจียงจะเข้าเมืองกันหรือ ? พวกเจ้าไม่ต้องแสดงหลักฐานเพราะที่มาของพวกเจ้านั้นข้ารู้ดี ใช้นามข้ารับประกัน ขอมอบป้ายเข้าเมืองให้แก่หลินกู่เหนียงและบัณฑิตเจียง !”


เมื่อนายอำเภอกล่าวแล้ว ลูกน้องใต้บัญชาย่อมทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ผ่านไปเพียงแค่เสี้ยวของก้านธูป ในมือของหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานก็มีป้ายเข้าเมืองคนละหนึ่งอันและด้านบนยังมีตราประทับของนายอำเภออยู่ด้วย…นี่ถือว่าดีกว่าของในมือหนิงตงเซิ่งเสียอีก เพราะเวลาเข้าเมืองจะไม่ได้รับการตรวจสอบเอกสารเลย !


หนิงตงเซิ่งกำหนังสือเข้าเมืองในมือ เขาสับสนพอสมควร เดิมทีคิดว่าเจ้าสิ่งนี้จะสามารถดึงดูดความสนใจของหลินกู่เหนียงได้ แต่ใครจะรู้ว่าผ่านไปเพียงพริบตาเดียวพวกนางก็มีเป็นของตนเองแล้ว ยังมีระดับสูงกว่าของเขาด้วย นางไม่ได้เป็นแค่เด็กสาวชาวบ้านและบัณฑิตธรรมดาคนหนึ่งหรือ ? เหตุใดจึงรู้จักนายอำเภอได้ ?


หลินเว่ยเว่ยวิ่งกลับมายังที่พักนอกเมืองขณะถือป้ายเข้าเมืองไว้ด้วยความดีใจ “ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน ท่านเข้าเมืองไปกับข้าเถิด ? ป้ายทุกอันสามารถพาคนเข้าไปด้วยสองคน ยังมีใครอยากเข้าไปเดินเล่นในเมืองหรือไม่ ?”


ผู้ใหญ่บ้านคลี่ยิ้มทำให้ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น “ข้าแก่แล้ว ไม่ไปทรมานกับพวกเจ้าหรอก”


คนอื่นเพิ่งเผชิญเหตุการณ์ลอบสังหารน่าหวาดกลัวมาจึงยังรู้สึกกลัวอยู่ ใครยังมีกะจิตกะใจอยากเข้าไปเดินเล่นในเมือง อีกอย่างเทพธนูคนนั้นยังไม่โดนจับ หากมันปะปนเข้าไปในเมือง…ช่างเถิด อย่างไรก็อยู่รอที่ค่ายดีกว่า


แต่ซัวถัวอยากเข้าเมืองเพื่อเปิดหูเปิดตา เขาเติบโตมาสิบกว่าปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่มายังตัวอำเภอ แต่ขา…เขาจึงได้แต่มองตามแผ่นหลังของกลุ่มหลินเว่ยเว่ยที่เดินจากไปอย่างเศร้าสร้อย


สำหรับเมืองจงโจวแล้วอำเภอเป่าชิงเป็นอำเภอใหญ่หนึ่งในสามอันดับแรก ที่ตั้งด้านยุทธศาสตร์โดดเด่น ขนาดของตัวเมืองก็กว้างขวาง แม้จะอยู่ในปีแห่งภัยแล้งทว่าในตัวเมืองก็ยังไม่ได้ทรุดโทรม


ร้านค้าในเมืองเปิดให้บริการตามปกติ บนท้องถนนก็มีผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ หนิงตงเซิ่งชี้ไปยังสองฟากฝั่งข้างทาง “ร้านค้าสองฝั่งถนนลดลงไปบางส่วน ก่อนจะถูกทางการควบคุมก็มักมีชาวบ้านจากนอกเมืองเข้ามาขายผักขายของมากมาย…”


“ทางนั้นมีคนต่อแถวเยอะเลย เขาขายของดีอันใดหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยกว่าจะยอมรับน้ำใจของหนิงตงเซิ่งก็นาน ทว่าบัดนี้นางชี้ไปยังแถวยาวที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลอย่างตื่นเต้น


“อ้อ! ตรงนั้นเป็นร้านขายธัญพืช ! ในเมืองมีร้านค้าที่ทำตามคำสั่งของนายอำเภอคือขายข้าวสารในราคาถูก แต่มีปริมาณจำกัดในแต่ละวัน หากไม่มาต่อแถวรอก็ไม่มีทางได้ซื้อ !” หนิงตงเซิ่งรับบทบาทเป็นผู้นำเที่ยว


หลินเว่ยเว่ยถามด้วยความสนใจ “ราคาถูก ? ราคาชั่งละเท่าไหร่หรือ ?”


ไฉนเลยหนิงตงเซิ่งจะมีเวลาสนใจเรื่องนี้ เขาหันไปมองผู้ติดตาม เสี่ยวไห่ที่เกือบโดนเจ้านายทิ้งให้นอนนอกเมืองจึงรีบกล่าวว่า “ธัญพืชหยาบราคาชั่งละ10อีแปะ ธัญพืชเกรดดีราคาชั่งละ25-30อีแปะ”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “อือ ถูกกว่าเขตเริ่นอันมาก เราสามารถซื้อกลับไปได้เยอะเลย”


เสี่ยวไห่พูดต่อ “ข้าวหรือธัญพืชราคาถูกมีข้อจำกัดคือต้องถือทะเบียนบ้านไปและในแต่ละบ้านจะซื้อได้3ชั่งต่อวัน…”


“หืม ? ต่อแถวนานถึงเพียงนี้ซื้อได้แค่3ชั่ง ?” ถ้าในบ้านมีคนเยอะก็ไม่พอกินแน่นอน ! เป็นอย่างที่คิดว่าราคาถูกเป็นแค่หลุมพราง !


“เอ๋ ? แล้วทางนั้นเล่า ? ทางนั้นก็ขายข้าวเหมือนกันหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังร้านค้าหนึ่งบนถนนสายหลัก หน้าร้านมีคนต่อแถวยาว แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกับร้านขายธัญพืชคือถ้าผู้ที่ต่อแถวไม่ใช่คนมีเงินซึ่งใส่เสื้อผ้าหรูหราก็เป็นคนแต่งกายในชุดบ่าวรับใช้


หนิงตงเซิ่งมีแววตาเป็นประกายขึ้นมาทันที เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ภูมิใจขึ้นมาเล็กน้อย “อ้อ ทางนั้นหรือ ! เป็นร้านขนมของพวกเรา เดือนนี้เพิ่งเปิดตัวสินค้าใหม่โดยใช้เหตุผลว่าทำจากวัตถุดิบหายาก เปิดขายในจำนวนจำกัด เรามีไม่พอขายทุกวันเลย”


หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองเขาปราดหนึ่งแล้วเค้นเสียง ‘ชิ’ ในใจ ขนมพวกนั้นเป็นสิ่งที่นางสอนทำกับมือ ไม่เห็นตรงไหนจะมีวัตถุดิบหายาก ทว่าเหตุผลก็ดูเข้ากับการค้าดีเพราะมันจะสร้างความกระหายให้แก่ผู้บริโภค


“เราไปดูในร้านได้หรือไม่ ? ” จู่ๆ หลินเว่ยเว่ยก็นึกสนุกขึ้นมา ความหอมหวานของขนมสามารถปัดเป่าอารมณ์ด้านลบทั้งหมดออกไปทำให้รู้สึกดี และเมื่อครู่นางเพิ่งผ่านเหตุการณ์ลอบสังหารอันน่าหวาดกลัวมา ดังนั้นควรกินขนมสักชิ้นสองชิ้นเพื่อปลอบประโลมจิตใจ !


ตอนที่ 200: เชื่อใจกู่เหนียงได้หรือ


หนิงตงเซิ่งแทบรอไม่ไหว ! เหมือนนกยูงเพศผู้ที่อยากรำแพนเพื่อดูดความสนใจจากนกยูงเพศเมีย สำหรับร้านค้าที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างมา เขามั่นใจเต็มร้อยว่าหลินกู่เหนียงต้องชอบแน่นอน !


เขาคิดว่าหลินกู่เหนียงกับตนต่างหากถึงจะเป็นคนที่เดินบนทางเส้นเดียวกัน บัณฑิตเจียงผู้นั้นเย็นชาและเย่อหยิ่งเกินไป เวลาที่หลินกู่เหนียงอยู่ต่อหน้าก็ต้องระวังเสมอ แม้อนาคตทั้งสองคนจะพัฒนาไปถึงความสัมพันธ์ขั้นสามีภรรยา แต่นางก็อาจจะไม่มีความสุข…นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่อยากเห็น !


“น้องหนิง เราเองก็ถือเป็นลูกค้าประจำ เหตุใดเวลาอยากกินขนมร้านเจ้าจึงยากเช่นนี้ ?” ชายหนุ่มท้ายแถวสะบัดพัดไปมาด้วยความหงุดหงิด


หนิงตงเซิ่งจึงกล่าวกับพนักงานในร้านว่า “ไปชงชาชั้นดีมาให้คุณชายหูถ้วยหนึ่ง ถือเป็นคำขอโทษที่ข้ามีต่อท่านก็แล้วกัน ท่านดูสิ สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ไม่ว่าสิ่งใดก็ขาดแคลน วัตถุดิบทำขนมก็เช่นเดียวกัน หาซื้อได้ยากมาก ! ต้องขอให้คุณชายหูอภัยด้วย !”


หลังจากสนทนากับลูกค้าประจำเสร็จแล้ว หนิงตงเซิ่งก็พาพวกหลินเว่ยเว่ยสามคนเข้ามาในร้าน หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ถ้าไม่อยากให้ลูกค้ารอแล้วเสียเวลาเปล่าก็สามารถทำบัตรคิวขึ้นมาได้ ! หนึ่งคนหนึ่งหมายเลข วันนี้ทำขนมเท่าไรก็ให้บัตรคิวเท่านั้น แบบนี้จะเลี่ยงไม่ให้ลูกค้าด้านหลังต้องต่อคิวนานถึงหนึ่งชั่วยามแต่ไม่ได้ขนมกลับไป ! พอเจอเช่นนี้เข้าสองสามครั้งแม้จะยังอยากกินขนมอยู่ แต่จะไม่เหลือใจให้ไขว่คว้า ไม่แน่ว่าอาจเก็บไปขุ่นเคืองแล้วพลอยว่าร้ายไปทุกที่ด้วย !”


“ใช่ ! ความคิดนี้ดี ประเดี๋ยวข้าจะรีบสั่งคนไปทำบัตรคิว !” ต่อจากนั้นหนิงตงเซิ่งก็ให้นักบัญชีทำชุดบัตรคิวขึ้นมาแล้วออกไปอธิบายกฎใหม่แก่ลูกค้าที่ต่อแถวอยู่หน้าร้าน


ลูกค้าที่อยู่ด้านนอกล้วนคิดว่าเป็นวิธีที่ดี ตอนนี้ฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะผ่านไปแล้ว หากเป็นช่วงกลางฤดูร้อนแสงแดดสาดใส่ผู้ที่ต่อแถวอยู่ เช่นนั้นได้ทรมานกันแน่ หากได้รับบัตรคิวแล้วก็สามารถไปหาที่รอใต้ร่มไม้ใกล้เคียงหรือนั่งรอใต้ชายคา เมื่อถึงคิวของตนก็ค่อยเดินออกมาซื้อขนม


นอกจากนี้หลินเว่ยเว่ยยังชี้ไปตรงทางเท้าริมถนนหน้าร้าน “บริเวณนี้สามารถกางร่มหนังวัวขนาดใหญ่ไว้สักสองสามผืน ใต้ร่มสามารถตั้งพวกโต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่งต่างๆ เวลาลูกค้ารอคิวก็จะสามารถเลือกสั่งน้ำชา ถั่วคั่วชนิดต่างๆ เพื่อกินหรือดื่มรอ จะได้ไม่ต้องรอจนหงุดหงิด !”


“น้องชายท่านนี้คิดได้รอบคอบนัก น้องหนิง เจ้าไปหาขุมทรัพย์เช่นนี้มาจากที่ใด ? ความคิดของเขาแตกต่างจากเจ้าของร้านจริงๆ หากไม่ได้เป็นเพราะขนมร้านเจ้ามีรสอร่อยและแปลกใหม่ ข้าไม่มีทางมาต่อแถวรอเช่นนี้แน่ ทว่าหากตรงนี้มีที่ให้ข้านั่งแถมยังได้กินไปรอไป ข้าก็คงไม่คิดว่ามันน่าหงุดหงิด !” เมื่อคุณชายหูได้รับบัตรคิวแล้วก็สะบัดพัดเดินเข้ามาอย่างมีความสุข


ทันใดนั้นหนิงตงเซิ่งก็แนะนำหลินเว่ยเว่ยให้คุณชายหูรู้จักด้วยความภาคภูมิใจเป็นพิเศษ “ท่านผู้นี้เป็นถึงหุ้นส่วนของร้านขนมและผลไม้อบหนิงจี้ของพวกเรา ขนมชนิดใหม่มากมายในร้านล้วนเป็นสูตรที่เขามอบให้ทั้งนั้น คุณชายหูกล่าวถูกแล้วว่าเขาเป็นเหมือนขุมทรัพย์อย่างหนึ่ง ยิ่งขุดเท่าไรก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าล้ำค่ามากเท่านั้น !”


คุณชายหูมีดวงตาเบิกกว้าง เขามองหลินเว่ยเว่ยอย่างไม่อยากเชื่อสายตา จากนั้นก็พูดกับหนิงตงเซิ่งว่า “น้องหนิง เจ้าเป็นฝ่ายผิดแล้ว นี่เป็นถึงหุ้นส่วนของพวกเจ้าก็เหมือนเป็นเจ้าของร้านคนที่สอง แต่ไม่รู้จักส่งเสื้อผ้าดีๆให้เขาใส่บ้าง”


“เสื้อผ้าเก่าสวมใส่สบาย !” หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มและแก้ตัวให้หนิงตงเซิ่ง


หนิงตงเซิ่งเองก็คลี่ยิ้มอย่างอบอุ่น เขากล่าวกับคุณชายหูว่า “พวกเรายังมีธุระอีก ขอเข้าไปในร้านก่อน คุณชายหูรอสักครู่ ขนมอบชุดต่อไปใกล้จะออกจากเตาแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยเดินตามหลังอีกฝ่ายเข้าไปในร้าน ตัวร้านมีสามห้อง ห้องหนึ่งไว้เก็บเมล็ดแตงโม ถั่วและเมล็ดคั่วชนิดต่างๆ ห้องที่สองเป็นห้องเก็บผลไม้อบแห้งและแยมผลไม้ นอกจากลูกท้ออบแห้ง บลูเบอร์รี่อบแห้งและเนื้อแผ่นที่มาจากบ้านพวกนางแล้วยังมีสินค้าอีกหลายชนิด แต่คุณภาพและราคาไม่เท่าสินค้าของพวกนาง ห้องสุดท้ายคือห้องเก็บขนมอบชนิดต่างๆ


ในร้านขนมมีชั้นวางสินค้า ขนมแต่ละชนิดถูกคลุมด้วยผ้าโปร่งแสงซึ่งมีประโยชน์ช่วยป้องกันแมลงและยังไม่ปิดกั้นมุมมองของลูกค้าด้วย หากลูกค้าชอบขนมชนิดไหน พนักงานก็จะเปิดผ้าคลุมออกแล้วหยิบขนมใส่กระดาษห่อ จากนั้นก็คิดเงินกับลูกค้าต่อไป แม้จะมีลูกค้าเยอะ แต่พวกพนักงานก็ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ทั่วทั้งร้านดูเป็นระเบียบเรียบร้อย หลินเว่ยเว่ยจึงอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าชื่นชม


หนิงตงเซิ่งรับกล่องใบหนึ่งมาถือไว้ เขาเลือกขนมที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆออกมาสองสามชนิดซึ่งมีวางจำหน่ายอย่างจำกัด หลังพาทั้งสามคนเข้ามานั่งในห้องแล้วเขายังชงชาด้วยตนเองอีกหนึ่งกาพลางกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “หลินกู่เหนียง รีบชิมเถิด ดูว่ายังมีสิ่งใดต้องปรับปรุงอีกหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยชิมทุกอย่างอย่างละคำ จากนั้นก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่เลว การควบคุมไฟและวัตถุดิบทำได้ไม่เลว ไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดการค้าของคุณชายจึงดีเช่นนี้ !”


“เพราะสูตรที่หลินกู่เหนียงชี้แนะต่างหาก !” หนิงตงเซิ่งยกคำชมเชยให้นาง


หลังดื่มชาแล้วหลินเว่ยเว่ยก็ลุกขึ้น นางถามหนิงตงเซิ่งว่า “คุณชายหนิง ข้าขอดูห้องครัวของพวกท่านได้หรือไม่ ?”


หนิงตงเซิ่งเห็นเจียงโม่หานกับน้องชายหลินกู่เหนียงล้วนกินกันแค่หนึ่งชิ้นก็หยุดมือ จึงรู้ว่าแม่ครัวทำขนมของร้านยังมีฝีมือห่างชั้นกับหลินกู่เหนียง หลังได้ยินเช่นนั้นดวงตาดอกท้อของเขาก็เปล่งประกายความสุขออกมาทันที “ย่อมได้อยู่แล้ว อย่ารอช้าอยู่เลย !”


ความประทับใจแรกที่หลินเว่ยเว่ยมีต่อห้องครัวคือ…สะอาดเรียบร้อย พวกแม่ครัวที่กำลังทำขนมอยู่ต่างมีหน้าที่เป็นของตนเองและทำงานกันอย่างเคร่งเครียด ผู้ดูแลห้องครัวคือแม่นมของหนิงตงเซิ่ง นางเป็นสตรีที่ฉลาดหลักแหลมและเข้มงวดคนหนึ่ง


เมื่อเห็นหนิงตงเซิ่งเดินเข้ามา ใบหน้าเคร่งขรึมของนางก็มีรอยยิ้มปรากฎขึ้นเล็กน้อย “คุณชายห้า เหตุใดวันนี้ท่านจึงสนใจเข้ามาในครัวเจ้าคะ ?”


หนิงตงเซิ่งกล่าวกับนางพร้อมรอยยิ้ม “ข้าพาสหายคนหนึ่งมาดูห้องแปรรูปขนมของเรา !”


แปรรูปขนม คำนี้ยังเป็นสิ่งที่เขาได้ยินมาจากปากหลินเว่ยเว่ยจึงคิดว่ามันดูแปลกใหม่ดี !


แม่นมรู้สึกประหลาดใจทันที นางมองหลินเว่ยเว่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า…นี่เป็นเด็กสาวในชุดบุรุษ ! ห้องครัวด้านหลังถูกคุณชายห้าสั่งให้เป็นพื้นที่หวงห้ามมาโดยตลอด แม้คุณชายใหญ่จะมาก็ยังถูกปิดกั้นไว้อย่างเข้มงวด เขาจะพาสตรีที่ไหนไม่รู้เข้ามาได้อย่างไร ? คุณชายห้าของตนคงไม่ได้ไปเที่ยวเล่นแล้วคิดอันใดกับกู่เหนียงคนนี้หรอกกระมัง ?


มารดาของหนิงตงเซิ่งเสียชีวิตไปนานมากแล้ว แม่นมผู้ภักดีจึงเลี้ยงเขาเหมือนบุตรแท้ๆ ทุกอย่างที่ทำจึงคิดจากมุมมองของเขา คุณชายมีคนที่ชอบแม่นมย่อมดีใจแทน แต่…นางก็ยังกังวลว่าคุณชายใหญ่จะทำเพราะสูตรขนมแล้วใช้อุบายหญิงงามมาหลอกล่อ ด้วยนิสัยของคุณชายใหญ่แล้วสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้จริง


แม่นมจึงลากหนิงตงเซิ่งมายังมุมหนึ่งแล้วกระซิบเบาๆว่า “กู่เหนียงผู้นี้เชื่อใจได้หรือเจ้าคะ ? เหตุใดท่านพานางมายังห้องครัว ที่นี่วุ่นวายจะตาย ถ้าคนอื่นสัมผัสโดนเนื้อตัวของกู่เหนียงเข้าจะไม่ดีเอานะเจ้าคะ !”


หนิงตงเซิ่งรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่ เขาจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “แม่นมวางใจได้ ห้องครัวนี้เป็นหัวใจของร้านเรา ข้าจึงเชิญท่านมาจับตาดูไว้ ฐานะของกู่เหนียงผู้นี้ไม่มีปัญหาแน่นอน ท่านเชื่อข้าเถิด !”


เมื่อเห็นครีมสดที่ถูกตีจนขึ้นฟูแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมา นางพับแขนเสื้อขึ้นแล้วกล่าวว่า “จู่ๆ ก็อยากกินครีมพัฟขึ้นมา วันนี้วัตถุดิบมีครบ มาดูข้าแสดงฝีมือกันเถิด !”


หนิงตงเซิ่งหันมามองด้วยความดีใจ เขารีบสั่งแม่ครัวมือหนึ่งของร้าน “หรงเหนียง เจ้าไปเป็นลูกมือให้หลินกู่เหนียง !”



จบตอน

Comments