ตอนที่ 201: ยิ้มเก่งถึงเพียงนี้
เมื่อหันไปเห็นจานใส่เนย หลินเว่ยเว่ยก็ถามด้วยความประหลาดใจ “คุณชายได้เนยมาจากที่ใดหรือ ?”
หนิงตงเซิ่งตอบ “ข้าซื้อมาจากชาวบ้านที่เลี้ยงสัตว์ตามทุ่งหญ้า คราวก่อนตอนที่ข้าไปคัดเลือกวัวนมบริเวณทุ่งหญ้าก็เจอเจ้านี่เข้า คิดว่ามันเหมือนเนยที่หลินกู่เหนียงเคยเอ่ยถึง ข้าจึงนำกลับมาด้วยเล็กน้อย เจ้านี่…ใช้งานได้จริงหรือ ?”
“แน่นอน ! หากนำไปทำขนมก็จะดีมากเลย !” หลินเว่ยเว่ยนำเนยและนมวัวต้มรวมกัน จากนั้นก็เทมันใส่ในแป้งสาลีสำหรับทำขนม นางอดรู้สึกไม่ได้ว่าสุดท้ายก็เป็นคนทำการค้าที่ร่ำรวยเพราะไม่ว่าสิ่งใดก็สามารถหามาได้ ไม่เหมือนนางที่อยากทำขนมเยอะแยะมากมายแต่มีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ เหมือนกับหญิงมากความสามารถแต่ไม่อาจหุงข้าวโดยไร้เมล็ดข้าวได้ !
เมื่อแป้งถูกผสมเข้ากันดีแล้วก็เติมไข่ขาวลงไป หลังนวดจนแป้งเนียนก็สามารถบีบลงกระดาษน้ำมันแล้วนำไปอบ ด้านครีมสดกับแยมบลูเบอร์รี่ถูกผสมเข้ากัน เมื่อรอให้ตัวแป้งพัฟอบเสร็จแล้ว นางก็บีบครีมผสมแยมบลูเบอร์รี่ลงไป จากนั้นก็ทาแยมบลูเบอร์รี่ที่ด้านบนเพื่อตกแต่งอีกเล็กน้อย…บลูเบอร์รี่ครีมพัฟที่อร่อยและสวยงามก็เสร็จสมบูรณ์
“ไอหยา กู่เหนียงมีฝีมือยอดเยี่ยม เจ้าดูขนมนี่สิ เหมือนดอกไม้ไม่มีผิด ให้ความรู้สึกว่าทำใจกัดไม่ลงทีเดียว !” แม่นมคาดไม่ถึงว่าเด็กสาวที่คุณชายชื่นชอบจะมีทักษะเช่นนี้จึงชมไม่ขาดปากทันที
หลินเว่ยเว่ยใช้เวลาว่างขณะอบครีมพัฟมาช่วยทำขนมปริมาณจำกัดอีกหน่อย แม่ครัวที่คิดว่าตนมีฝีมือดีใช้ได้หรือมั่นใจในตัวเองเหล่านั้น พอได้เห็นขนมที่นางทำแล้วก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที
“ขนมต้องใช้ใจทำถึงจะสามารถทำให้คนกินสัมผัสรสชาติแห่งความสุขได้” หลินเว่ยเว่ยกล่าวถ้อยคำที่ซึ้งกินใจขึ้นมาหนึ่งประโยค ทำให้พวกแม่ครัวมองนางสูงส่งขึ้นทันที แม้แต่เสื้อผ้าบุรุษที่เก่าซีดบนตัวนางก็กลายเป็นเหมือนเครื่องพิสูจน์แห่งการคืนสู่หลักพื้นฐานของชีวิต
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ยกบลูเบอร์รี่ครีมพัฟที่เพิ่งอบเสร็จออกจากห้องครัวแล้วกลับมายังห้องรับแขกอีกครั้ง หลินจื่อเหยียนซึ่งดื่มชาจนเต็มท้องแล้วกำลังรอช่วงเวลานี้อยู่ “พี่รอง ท่านทำเจ้านี่หรือ ? สวยมาก รสชาติจะต้องอร่อยแน่นอน ศิษย์พี่เจียงมากินด้วยกันเถิด !”
หลินเว่ยเว่ยหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วเริ่มเคี้ยวอย่างออกรส “อือ ! อร่อย ! คุณชายหนิง แบ่งขายเนยและแป้งสาลีสำหรับทำขนมให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ?”
“หลินกู่เหนียง ท่านกล่าวเช่นนี้ก็ไม่ต่างกับตบหน้าข้าหรือ ? ขายไม่ขายอันใดกัน ท่านอยากได้เท่าไรก็เอาไปเลย !” หนิงตงเซิ่งหยิบครีมพัฟขึ้นมาชิมหนึ่งชิ้น กลิ่นหอมนมเนยของตัวแป้งพัฟและกลิ่นหอมหวานของบลูเบอร์รี่ผสานเข้าด้วยกันจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแสนยอดเยี่ยม รสชาตินุ่มละมุนและเข้มข้นกว่าเดิม
สามารถจินตนาการได้ว่าหากนำบลูเบอร์รี่ครีมพัฟออกวางจำหน่ายจะต้องได้รับคำชมอย่างล้นหลามจากลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ การค้าของร้านก็ต้องเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกแน่นอน !
“ถ้าเช่นนั้น…ข้าไม่เกรงใจท่านแล้ว !” เมื่อมีเนยและแป้งสาลีสำหรับทำขนม นางก็จะสามารถทำเค้กได้อีกมากมาย! หืม…เหมือนว่าใกล้จะถึงวันเกิดบัณฑิตน้อยไม่ใช่หรือ? เช่นนั้น…สร้างเซอร์ไพรส์ให้เขาดีหรือไม่?
“ว้าว ! น้องหนิง วันนี้เนื้อเค้กฟองน้ำของร้านเจ้าหอมนิ่มขึ้นมาก ฝีมือแม่ครัวทำขนมพัฒนาขึ้นอีกแล้วหรือ” ในที่สุดคุณชายหูก็เข้าแถวจนได้ซื้อเค้กฟองน้ำที่เขาโหยหา ตอนนี้เขากำลังใช้มือข้างหนึ่งถือกล่องขนมไว้และใช้มืออีกข้างถือเค้กขึ้นมากินจนแก้มป่อง
หลินเว่ยเว่ยหันไปมองครู่หนึ่ง โชคของเจ้าแซ่หูไม่เลวเลยเพราะได้ซื้อเค้กที่นางเป็นคนอบพอดี ตอนนั้นนางทนแล้วทนอีกที่จะไม่บีบครีมเป็นรูปดอกไม้ลงบนหน้าเค้กด้วย เช่นนั้นจะไม่ทำให้พวกเขาแปลกใจจนคิดว่าเป็นเทพเซียนไปเลยหรือ ?
“ไอหยา นี่ขนมอะไรหรือ ? ขนมใหม่ของร้านใช่หรือไม่ ? สวรรค์ งดงามมาก !…ให้ข้าชิมหน่อยได้หรือไม่ ?” คุณชายหูเป็นลูกค้าประจำของร้าน พอรู้ว่าหนิงตงเซิ่งอยู่ในห้องรับแขก เขาก็ก้าวเท้าเดินเข้ามาทันที หลังเห็นบลูเบอร์รี่ครีมพัฟแล้ว ดวงตาของเขาก็เหมือนโดนทากาวติดไว้ ไม่ว่าจะดึงอย่างไรก็ดึงไม่ออก !
หลินเว่ยเว่ยเผยท่าทางเชื้อเชิญ ทันใดนั้นคุณชายหูก็รีบก้าวเท้าเข้ามาทันที เขาค่อยๆหยิบครีมพัฟขึ้นมาแล้วกัดชิมคำเล็ก เมื่อลองลิ้มรสอย่างละเอียดแล้วเขาก็กลืนครีมพัฟที่อยู่ในปากและชี้ขนมอีกสองสามชิ้นที่เหลืออยู่ “ห่อให้ข้าเลย ข้าเอาหมด…”
หนิงตงเซิ่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันที “คุณชายหู บลูเบอร์รี่ครีมพัฟนี้ ข้าใช้ต้อนรับลูกค้า…”
“ทำไมหรือ ? พวกเขาเป็นลูกค้าของเจ้า ส่วนข้าไม่ใช่หรือ ? นี่เรียกว่าบูเบอรี่…ครีมพับ ? ไม่ได้ หากวันนี้ไม่ขายให้ ข้าก็จะไม่ออกไปจากที่นี่ !” ร่างอวบอ้วนของคุณชายหูเบียดเข้าไปในเก้าอี้นวมและทำท่าทางพร้อมมีเรื่องเสมอ เพื่อของกินแล้ว เขาก็สู้สุดชีวิตเหมือนกัน !
หนิงตงเซิ่งยังพูดเกลี้ยกล่อมอีกสองสามประโยค แต่สุดท้ายก็ต้องเอ่ยด้วยความหดหู่ “ในครัวยังมีอยู่อีก ประเดี๋ยวข้าจะให้คนชั่ง…”
“ข้าไปกับเจ้าด้วย…” คุณชายหูลุกขึ้นยืน
แต่หนิงตงเซิ่งรีบกล่าวว่า “ต้องขออภัยด้วย ห้องครัวของร้านเราเกี่ยวพันกับการรักษาสูตรลับในการทำขนมจึงห้ามคนนอกเข้า”
คุณชายหูก็เกิดในตระกูลพ่อค้าจึงเป็นธรรมดาที่จะเข้าใจเรื่องความสำคัญของสูตรลับ เขาเผยท่าทีเข้าใจออกมาแล้วนั่งลงใหม่อีกครั้ง “ตกลงกันก่อนว่าขนมที่เหลือทั้งหมด ข้าเหมาแล้ว! เรื่องราคาไม่ใช่ปัญหา!”
ถ้อยคำนี้เหมือนพวกมหาเศรษฐีจริงๆ เปิดร้านขายขนมก็ต้องชอบลูกค้าไร้สมองแต่มีเงินเยอะเช่นนี้เอง ถ้าคำนวณถึงมูลค่าของเนย แป้งสำหรับทำขนมโดยเฉพาะและครีม ครีมพัฟที่เล็กเท่าไข่ไก่ขนาดเล็กสุดฟองหนึ่งก็น่าจะมีราคาประมาณ200อีแปะ ที่เหลือมีอยู่10ชิ้น ลูกค้าจะต้องใช้เงินซื้อถึง2ตำลึง
หลินจื่อเหยียนหยิบครีมพัฟขึ้นมาแล้วเผยสีหน้าอมทุกข์ “ขนมชิ้นเล็กเหล่านี้สามารถซื้อธัญพืชได้หลายสิบชั่ง ธัญพืชหลายสิบชั่งนี้จะช่วยชาวบ้านที่หิวโหยได้มากเพียงใดกัน…ช่างเป็นสุราดีกับเนื้อชั้นเยี่ยมที่เน่าเต็มจวนขุนนาง ทว่าริมถนนกลับมีซากศพของผู้อดอยากนอนเกลื่อนให้เห็น!”
หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจ “มนุษย์พอเกิดมาก็ก้าวเข้าสู่ความไม่เท่าเทียมแล้ว มีบัณฑิตยากจนมากเพียงใดที่ต้องพากเพียรด้วยความยากลำบากกว่าสิบปี ขณะที่บางคนเกิดมามีทุกสิ่ง ต้าฮว๋า เจ้าจำไว้ให้ดีว่าการที่เจ้าเรียนหนังสือไม่เพียงเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตน แต่สิ่งที่ต้องตั้งใจยิ่งกว่าคือไม่ทำให้ประชาชนต้องกลายเป็นซากศพริมถนนอีก!”
หลินจื่อเหยียนวางครีมพัฟในมือแล้วออกแรงพยักหน้า
แต่เจียงโม่หานหยิบขนมเข้าปากชิ้นแล้วชิ้นเล่า…หรือการที่เขาไม่กินครีมพัฟจะทำให้คนไม่อดตาย ? หรือแค่ทำให้ตนมีภาระหนักอึ้งถึงจะเรียกว่าการทำเพื่อบ้านเมือง ? ทำให้ร่างกายตัวเองทรมานจนตายตั้งแต่ยังหนุ่ม ต้องทำอย่างไรถึงจะเรียกได้ว่าทำประโยชน์ให้ประชาชน ?
ขอแค่มีใจคิดเพื่อราษฎร การอยู่ในจวนขุนนางก็สามารถสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้นับพันนับหมื่น นี่ไม่ใช่เรื่องขัดแย้งกัน เข้าใจหรือไม่ ?
หลินจื่อเหยียนเหลือบมองท้องฟ้า จากนั้นก็พูดกับเจียงโม่หานว่า “ศิษย์พี่เจียง ท่านจะไปซื้อตำราไม่ใช่หรือ ? ตอนนี้พวกเราควรไปร้านหนังสือกันแล้ว”
เจียงโม่หานไม่สบอารมณ์กับเจ้าแซ่หนิงที่ชอบกะพริบตาดอกท้อตั้งนานแล้ว ผู้ชายคนหนึ่งยิ้มเก่งถึงเพียงนี้ไม่เหมาะสมเลยสักนิด เขาจึงลุกขึ้นแล้วหันไปมองทางหลินเว่ยเว่ย
หลินเว่ยเว่ยรีบวางถ้วยชาในมือแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าทำความสะอาดมุมปาก จากนั้นก็ลุกขึ้นพูดกับหนิงตงเซิ่งว่า “คุณชายหนิง ท่านทำงานต่อเถิด พวกเราจะไปเดินเล่นในเมืองต่อ”
หนิงตงเซิ่งก็ลุกขึ้นพูดตาม “บังเอิญวันนี้ข้าก็ว่างเหมือนกัน พวกท่านไม่คุ้นเคยกับในเมือง ข้ารู้จักร้านขายตำราหลากชนิดอยู่สองสามร้าน แต่ร้านอยู่ค่อนข้างไกล ประเดี๋ยวข้าพาพวกท่านไปก็แล้วกัน !”
“ร้านขายหนังสือไม่กี่แห่งนั้นข้ารู้จัก ไม่รบกวนคุณชายหนิงหรอก !” ชาติก่อนเจียงโม่หานอยู่ในอำเภอหลายปี ระยะแรกเขาหาเลี้ยงตนด้วยการคัดลอกตำรา ดังนั้นเรื่องร้านหนังสือน้อยใหญ่ เขาถือว่า
ตอนที่ 202: ลองมอบให้แล้วหรือยัง?
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหนิงตงเซิ่งก็ไม่ดึงดันอีก เขากล่าวกับหลินเว่ยเว่ยว่า “หลินกู่เหนียง ข้าจองโต๊ะไว้ที่หยวนเค่อหลาย ขอให้กู่เหนียงและพี่ชายน้องชายทั้งสองตอบรับคำเชิญด้วย…”
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไม่เกรงใจคุณชายหนิงแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยตอบรับน้ำใจของอีกฝ่าย
ระหว่างทางไปร้านขายหนังสือเจียงโม่หานก็เดินตามถนนที่คุ้นเคยในความทรงจำของตนเส้นแล้วเส้นเล่า ภาพตัวตนที่ดิ้นรนท่ามกลางความหนาวเหน็บยังคงชัดเจน
ในฤดูหนาวปีนั้น เขาสวมเสื้อคลุมโทรมๆบางๆท่ามกลางพายุหิมะ เขาเคาะประตูร้านหนังสือด้วยมือที่คัดตำราจนบวมและแดง หลังรับเงินจำนวนหนึ่งมาแล้วเขาก็นำไปซื้อหมั่นโถว2ลูก แล้วเข้าไปซ่อนตัวใต้ชายคาผู้อื่นและเริ่มกัดกินคำโต
แต่แล้วอู๋ปัวศัตรูคู่แค้นและกลุ่มลูกน้องก็แห่ออกมาจากหยวนเค่อหลาย เจ้านั่นเข้ามาผลักเขาล้มลงกับพื้นแล้วเยาะเย้ยว่า “นี่ไม่ใช่บัณฑิตเจียงคนเก่งของเราหรือ ? เหตุใดจึงมีสภาพแย่ยิ่งกว่าขอทาน ? ไอหยา อัจฉริยะเจียงคนเก่งกินหมั่นโถว อาหนาน นายน้อยอย่างข้าให้น่องไก่เป็นรางวัลกับเจ้าน่ะ เอามาแบ่งให้บัณฑิตเจียงคนเก่งหน่อยสิ…”
ถ้อยคำที่น่าอับอายยังถูกพ่นออกมานานกว่า2เค่อ อู๋ปัวและลูกน้องจึงยอมจากไปพร้อมเสียงหัวเราะ ส่วนเขาดิ้นรนลุกขึ้นจากพื้น ขณะมองหมั่นโถวที่ตกบนพื้นและน่องไก่ที่เต็มไปด้วยความอัปยศ เขาก็ค่อยๆก้มลงแล้วหยิบหมั่นโถวขึ้นมาตบฝุ่นและปัดหิมะด้านบนออก จากนั้นก็กัดกินด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ส่วนน่องไก่อันนั้นยังถูกวางไว้ที่เดิม แล้วมันก็โดนลมกับหิมะกลบในที่สุด
สัจธรรมของชีวิตสอนให้เขารู้จักก้มศีรษะ ทว่าก็สู้การมีชีวิตเยี่ยงคนที่ยืดหลังตรงไม่ได้หรอก แม้ว่าการก้มศีรษะชั่วคราวอาจทำให้เรามีอนาคตที่สูงส่งกว่าเดิม….
“บัณฑิตน้อย ที่ข้าตอบรับจะไปตามคำเชิญของคุณชายหนิง เจ้าไม่พอใจหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยเห็นเขามองไปข้างหน้าพร้อมใบหน้าไร้ความรู้สึก นางจึงถามด้วยความระมัดระวัง “ถ้าเจ้าไม่อยากไปกินอาหารที่เขาเลี้ยง หากข้าเลี้ยงเจ้าแทนก็ได้แล้วใช่หรือไม่ ?”
“ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นหรอก เมื่อครู่…ข้านึกถึงเรื่องอื่นอยู่ อย่างไรพวกเจ้าก็เป็นหุ้นส่วนกัน เลี้ยงอาหารก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว” เจียงโม่หานหยุดฝีเท้า ขณะมองหลินเว่ยเว่ยเขาก็กล่าวว่า “เจ้าอยากทำสิ่งใดก็ทำ ไม่ต้องสนใจความรู้สึกของข้า”
“ไม่ได้ มีบางครั้งที่ข้าทำตัวงี่เง่า…ข้าจึงจำเป็นต้องมีคนคอยเตือนบ้าง อย่ามองว่าข้าเอาแต่ต่อต้านที่เจ้าคอยยุ่งคอยขัด แต่ในความเป็นจริงแล้วข้าชอบให้เจ้ายุ่งด้วย ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่วางใจในตัวเองหรอก !” หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคัก
มุมปากของเจียงโม่หานยกขึ้นเล็กน้อย เขาสาวเท้าเดินต่อไปข้างหน้า “เจ้าเห็นข้าเป็นบ่าวรับใช้หรือ ? ไม่คิดจะใช้สมองตนเองหน่อยหรือไร ?”
“ใช้สมองเหนื่อยจะตาย ! ข้าไม่ได้มีเจ้าอยู่หรอกหรือ ? พวกเราร่วมงานกัน เรื่องออกแรงยกเป็นหน้าที่ข้า ส่วนเรื่องใช้สมองก็ยกให้เจ้า !” หลินเว่ยเว่ยกระตุกเสื้อของเขาแล้วชี้ไปยังร้านปั้นตุ๊กตาน้ำตาล “บัณฑิตน้อยอย่าเพิ่งไป ให้เขาปั้นตุ๊กตาให้เราเถิด !”
น้อยครั้งที่หลินเว่ยเว่ยจะทำตัวเป็นเด็ก เจียงโม่หานจึงให้ความร่วมมือด้วยการหยุดเดินแล้วกล่าวกับนางว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อไปข้าพูดสิ่งใด เจ้าก็ต้องฟัง !”
“ฟังสิ ต้องฟังแน่นอน !” หลินเว่ยเว่ยชี้ไปที่เขาแล้วกล่าวกับชายชราผู้ปั้นตุ๊กตาน้ำตาลว่า “ปั้นให้เขาก่อน ปั้นให้สวยเลยนะ !”
เจียงโม่หานมองนาง “ถ้าเช่นนั้น ต่อไปหากเจอสถานการณ์เหมือนวันนี้อีก เจ้าห้ามเอาตัวเข้าไปเสี่ยง เข้าใจหรือไม่ ?”
“เข้าใจ ! เข้าใจอยู่แล้ว ! เจ้าคิดเพื่อความปลอดภัยของข้า ! ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วง ข้าจึงมีความสุขที่สุด !” หลินเว่ยเว่ยยิ้มอย่างทะเล้น
ชายชราผู้ปั้นตุ๊กตาน้ำตาลมองนาง จากนั้นก็หันไปมองเจียงโม่หาน ก่อนจะกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “นี่…เป็นกู่เหนียงใช่หรือไม่ ? เช่นนั้นข้าปั้นชุดผู้หญิงให้เจ้าดีกว่า”
“ดี ดี !” หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า จากนั้นก็ลงไปนั่งยองข้างชายชรา ขณะมองบัณฑิตน้อยในชุดบัณฑิต ตุ๊กตาก็ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างด้วยมืออันหยาบกร้านของชายชรา…อย่าให้กล่าวเลย ท่าทางเย่อหยิ่งนั้นดูองอาจไม่น้อยเลย
เมื่อทำเสร็จแล้วหลินเว่ยเว่ยก็แย่งไปถือไว้ในมือ ขณะมีรอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้านางก็กล่าวกับเจียงโม่หานว่า “เจ้าคิดว่าข้าจะเริ่มกินจากตรงไหนดี ? กัดศีรษะหรือแทะมือก่อน…”
เจียงโม่หานใบหน้าร้อนผ่าวทันที เขารีบแย่งตุ๊กตาปั้นมาจากมือเด็กตัวแสบ “กินของเจ้าเองสิ !”
ชายชรามองทั้งสองพร้อมรอยยิ้ม ท่าทางเช่นนี้เหมือนกำลังมองคู่รักที่ชอบกัดกัน “กู่เหนียง ประเดี๋ยวของเจ้าก็เสร็จแล้ว ไม่นานหรอก !”
ต่อจากนั้นชายชราก็เริ่มปั้นเด็กน้อยน่ารักคนหนึ่ง ใบหน้ามีรอยยิ้มสดใส ท่าทางฉลาดและซุกซน ชุดกระโปรงมีสีเดียวกับชุดของบัณฑิตหนุ่ม แค่มองก็รู้ว่าเป็นชุดคู่รัก
หลินเว่ยเว่ยรับมาอย่างหวงแหน นางนำตุ๊กตาปั้นของเจียงโม่หานตัวนั้นมาถือไว้เหมือนกัน โดยถือไว้ตัวละข้างพลางกล่าวด้วยดวงตาที่โค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์น่ารัก “ไอหยา ปั้นได้เหมือนมาก ผู้อาวุโส ข้าขอมอบคำให้ท่านสักสองสามคำ…มีทั้งรูปลักษณ์และจิตวิญญาณ บัณฑิตน้อย เจ้าดูที่ตาของข้าสิ โค้งๆแล้วยังกระตุกยิ้มมุมปาก แค่มองก็รู้ว่ากำลังคิดสิ่งที่ไม่ดีอยู่ !”
เจียงโม่หานก้มมองตุ๊กตาปั้นของนางแล้วกล่าวว่า “เจ้าก็รู้หรือว่าตนชอบมีความคิดไม่ดีหรือ ?”
“ฮ่าฮ่า…ท่าทางเย่อหยิ่งของเจ้าก็น่ารักเหมือนกัน ! ไม่ได้การ ประเดี๋ยวข้าต้องซื้อกล่องมาซ่อนตุ๊กตาปั้นเอาไว้ !” หลินเว่ยเว่ยนำตุ๊กตาปั้นของบัณฑิตหนุ่มมาเป็นของตนอย่างหน้าไม่อาย
ตอนที่หลินจื่อเหยียนจะนำตุ๊กตาปั้นของตนใส่ลงในกล่องที่พี่รองซื้อมา หลินเว่ยเว่ยกลับกลอกตาให้เขา “ถือเองสิ !”
หลินจื่อเหยียนจึงกล่าวด้วยความเหนื่อยหน่ายทันที “ข้าเป็นเด็กผู้ชาย การเดินถือตุ๊กตาปั้นจะดูเป็นเช่นไร?”
“ใช่ ดูไม่เหมาะ !” หลินเว่ยเว่ยนำตุ๊กตาปั้นมามองแล้วทันใดนั้นก็เอาไปแตะที่ปากของเขา “ถ้าไม่อยากถือก็กินสิ !”
“พี่รอง ท่านลำเอียงเกินไปแล้ว ! ในกล่องยังว่างอยู่ตั้งครึ่งหนึ่ง เหตุใดข้าวางตุ๊กตาปั้นของตนไม่ได้ ?” หลินจื่อเหยียนเบื่อที่มีพี่สาวเช่นนี้ เขาเหนื่อยใจจะตายอยู่แล้ว !
หลินเว่ยเว่ยกล่าวอย่างมั่นใจ “ถ้าเจ้าดูดีได้สักสามส่วนสิบของบัณฑิตน้อย ข้าต้องบูชาเจ้าเหมือนบรรพบุรุษแน่…”
“พี่รอง ข้า…ข้าก็ไม่ได้หน้าตาแย่ เข้าใจหรือไม่ ? ตอนนี้มีสาวน้อยมามอบพื้นรองเท้าให้ข้าแล้ว…” หลินจื่อเหยียนพูดอย่างโกรธแค้นแล้วทวงพื้นที่ของตนคืนมา
“มอบพื้นรองเท้า ? เหตุใดไม่มอบรองเท้าหรือผ้าเช็ดหน้า ? ต้องเป็นผู้หญิงที่ปักผ้าไม่งดงามแน่ คนเช่นนี้มอบของให้ เจ้าก็ยังกล้าเอามาอวดอีกหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยเค้นเสียงเย้ยหยันพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยการดูแคลน
หลินจื่อเหยียนไม่ยอมแพ้และรีบเถียง “แล้วท่านล่ะ ? แม้แต่พื้นรองเท้าก็ยังทำไม่เป็น อ้อ…จริงสิ แม้แต่เข็มท่านก็ยังไม่เคยร้อยด้ายด้วยซ้ำ ผ้าเช็ดหน้าเอย ถุงเท้าเอย ยังเป็นท่านแม่และน้าเฝิงทำให้ท่านอยู่เลย!”
หลินเว่ยเว่ยหันไปกัดฟันใส่เขา “กล้าว่าข้าหรือ ? อยากตายหรือ ! ดั่งคำกล่าวที่ว่าแต่ละคนย่อมมีความถนัดไม่เหมือนกัน ไม่มีใครสมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง ข้ามีข้อด้อยของตนแล้วอย่างไร ? เสื้อผ้า หมวก ถุงเท้าของบัณฑิตน้อยไม่ได้มีน้าเฝิงเป็นคนทำให้หรือ ? เจ้าว่าในหมู่บ้านฉือหลี่โกวมีใครฝีมือเย็บปักดีกว่าน้าเฝิงอีก ? หากข้าเย็บให้ บัณฑิตน้อยก็ไม่ชอบหรอก ! เจ้าว่าใช่หรือไม่ ? พูดบ้างสิบัณฑิตน้อย”
เจ้าไม่เคยให้เสียหน่อย รู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่ชอบ ? บัณฑิตหนุ่มเหลือบมองทั้งสองคนปราดหนึ่ง ท้ายที่สุดเขาก็ไม่อยากถกเถียงกับพี่น้องคู่นี้อีก
ตอนที่ 203: เขาก็มีวันนี้เหมือนกัน
“แม้ว่าข้าไม่เคยมอบพื้นรองเท้าแต่ข้าก็ทำของอร่อยให้บัณฑิตน้อยกิน ! อาหารเลิศรส ขนมหอมหวาน…เจ้าก็กินแล้วไม่ใช่หรือ ? อาหารอร่อยที่ข้าเคยทำ พวกสุนัขกินหมดเลยหรือ ? เหตุใดจึงเลี้ยงสุนัขเนรคุณอย่างเจ้าออกมาได้นะ แถมยังรังเกียจที่ข้าไม่ใช่หญิงปักผ้า !” ครีมพัฟที่ทำในวันนี้ก็เป็นเขาที่กินเยอะสุด ฮึ ! นางยังเก็บใส่กล่องของขวัญไว้ตั้งหลายกล่อง พอกลับไปแล้วไม่มีส่วนของเจ้าแน่ !
เจียงโม่หานถึงขั้นพูดไม่ออก
บอกว่าทำของอร่อยให้เขากินแล้วยังบอกว่าเอาไปให้สุนัขกิน…อย่าโจมตีไม่เลือกเช่นนี้ได้หรือไม่ ? บัณฑิตหนุ่มเผยท่าทางว่าโดนทำร้ายและถ้าไม่มีครีมพัฟเขาก็คงไม่ดีขึ้น !
“คุณชายรองฉิง เหตุใดอยู่ดีๆก็หยุดส่งสินค้าให้ร้านตระกูลอู๋ของเรา ? ถ้ามีปัญหาเรื่องราคา พวกเราคุยกันได้ !” น้ำเสียงที่คุ้นเคยแต่ใบหน้าแตกต่างออกไป คาดไม่ถึงว่าอู๋ปัวที่คอยวางมาดเดินอวดบารมีในเขตเริ่นอันมาโดยตลอดก็มีวันที่ต้องใช้น้ำเสียงขอร้องผู้อื่นเหมือนกัน !
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าคุณชายรองฉิงกำลังยืนอยู่บนบันไดหน้าร้านหยวนเค่อหลาย เขาก้มมองอีกฝ่ายอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า มุมปากค่อยๆโค้งมนขึ้น “ตระกูลอู๋ของพวกเจ้า…ไปผิดใจกับใครมาหรือไม่ ? ไม่ขายสินค้าให้ตระกูลอู๋ของเจ้าก็เป็นความคิดบิดาข้า เจ้ามาหาข้าก็ไม่มีประโยชน์อันใดหรอก !”
“นายท่านฉิงน่ะหรือ ? เป็นไปไม่ได้ แม้แต่หน้าตาของบิดาท่าน ข้ายังไม่เคยเห็นเลย จะไปทำให้เขาขุ่นเคืองได้อย่างไร ?” หรือเขาทำตัววางอำนาจเกินไป แล้วไม่ระวังไปขัดตานายท่านฉิงเข้า
คุณชายรองฉิงทำท่าทางอยากช่วยแต่ช่วยไม่ได้ “เรื่องในร้าน ข้าไม่เคยยุ่ง ! ท่านพ่อเป็นคนตัดสินใจและไม่ยอมให้ใครเข้าไปแทรกแซงด้วย ข้าขอแนะนำเจ้าว่าหากไม่อยากปิดกิจการก็หาช่องทางซื้อสินค้าใหม่เถิด !”
“คุณชายรองฉิง…คุณ…” ตระกูลฉิงคือตระกูลพ่อค้าผ้าไหมรายใหญ่ที่สุดในอำเภอเป่าชิง แม้แต่ทั่วทั้งเมืองจิงโจวก็สามารถพูดได้ว่าราคาซื้อและขายผ้าไหมยุติธรรมที่สุด ลวดลายหลากหลาย ด้านคุณภาพก็มีการรับประกัน ถ้าเปลี่ยนเป็นเจ้าอื่นก็เกรงว่า…
ราคาแพงเป็นเรื่องรอง ได้กำไรน้อยหน่อยก็ยังถือว่าได้อยู่ แต่เรื่องประเภทและคุณภาพไม่มีการรับประกัน ! อู๋ปัวกะพริบตาปริบๆ พลางมองคุณชายรองฉิงขึ้นไปชั้นบน จากนั้นก็ก้มหน้าเดินจากไปอย่างท้อแท้
“ฮ่าฮ่า ! เจ้าแซ่อู๋ไม่ได้ชอบวางอำนาจมาโดยตลอดหรือ ? ทำตัวราวกับเง็กเซียนฮ่องเต้องค์ที่สองบนโลก เขาก็มีวันนี้เหมือนกัน !” เมื่อเห็นภาพนี้หลินเว่ยเว่ยก็เหมือนได้กินไอศกรีมในวันที่อากาศร้อนถึง39องศาเซลเซียส
เจียงโม่หานเลิกคิ้วขึ้น “อู๋ปัวเคยหาเรื่องเจ้าหรือ ?”
“ไม่เคย ! แต่เขามาหาเรื่องเจ้าก็ยากที่ข้าจะทนรับไหว แค่เห็นเขาแล้วหงุดหงิด ! ดูท่า…ตระกูลอู๋จะซวยแล้ว !”
“คราวก่อนที่อู๋ปัวบาดเจ็บ เป็นฝีมือของเจ้าหรือไม่ ?” เจียงโม่หานมองดวงตาของนางขณะถาม
หลินเว่ยเว่ยทำดวงตาเล็กเรียวเป็นเส้นราวกับจิ้งจอกน้อยจอมซน “เจ้าทายสิ ?”
เจียงโม่หานมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้วจึงถามต่อ “ที่ร้านขายขนมและผลไม้อบอู๋จี้ต้องปิดกิจการเกี่ยวข้องกับเจ้าหรือไม่ ?”
“เจ้า…ลองทายอีกสิ !” หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มจนหน้าบานกว่าเดิม !
“โง่!” ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาถูกนางยั่วโทสะจนไม่น่ามองแม้แต่น้อย “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าโดนอู๋ปัวทำร้าย?”
“หืม ? คราวก่อนเจ้าโดนคนแซ่อู๋ทำร้ายหรือ ? ทนไม่ได้ ไป…ข้าจะพาเจ้าไปจับเขายัดใส่กระสอบ…” ท่าทางและน้ำเสียงของหลินเว่ยเว่ยดูเกินจริงเป็นอย่างมาก
เจียงโม่หานกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงคลุมเครือ “คราวก่อนที่อู๋ปัวโดนหักขาก็โดนคนเอากระสอบคลุมศีรษะไว้!”
“ฮ่าฮ่า ! ดูเหมือนจะมีคนคิดเหมือนข้า เจ้าแซ่อู๋หาเรื่องโดนทุบเอง น่าจะหักขาทั้งสองข้างของมัน ดูสิว่ายังจะกล้าออกมาทำตัวอวดเบ่งอีกหรือไม่ !” หลินเว่ยเว่ยเผยท่าทาง…แม้ตายข้าก็ไม่ยอมรับ เจ้าจะทำอันใดข้าได้
ทันใดนั้นเสียงของเจียงโม่หานก็แฝงไปด้วยความทอดถอนใจ “เจ้าช่วย…อย่าออกหน้าแทนคนอื่นได้หรือไม่?”
หลินเว่ยเว่ยบ่นพึมพำ “เจ้าไม่ใช่คนอื่น…”
“เจ้าทำเช่นนี้เหมือนทำให้ข้าไร้ประโยชน์…” เจียงโม่หานรู้สึกคันไม้คันมือ เขาจึงเอื้อมไปลูบผมของนาง…มันนุ่ม นุ่มมาก รู้สึกดีไม่น้อย !
“ถ้าเช่นนั้น…ก็ได้ ร้านขายผ้าตระกูลอู๋ก็เก็บไว้ให้เจ้าแก้แค้นเองแล้วกัน ! ที่จริงการปิดกิจการของร้านขายขนมและผลไม้อบอู๋จี้เกี่ยวข้องกับข้า แต่ร้านขายผ้านั้นข้าไม่รู้ไม่เห็นจริงๆ ข้ากับคุณชายหนิงยังไม่ทันลงมือเลยด้วย !” หลินเว่ยเว่ยสารภาพตามตรง
“ข้าทำเอง !” ท่าทางและน้ำเสียงของเจียงโม่หานแสนเรียบเฉยคล้ายกำลังพูดว่าอากาศวันนี้ดีใช้ได้ อู๋ปัว ตระกูลอู๋ ! รอให้โดนถีบลงในโคลนตมแล้วไม่มีวันกลับมาเชิดหน้าชูตาได้ตลอดกาลเถิด !
หลินเว่ยเว่ยยกมือขึ้นแล้วดึงมือของเขาออกจากศีรษะ จากนั้นตบที่หลังมือของเขาเบาๆ “อย่างเราเรียกว่าใจตรงกันหรือไม่ ? เรื่องทำลายตระกูลอู๋ เราจริงจังกันทั้งคู่ !”
“ก็แค่ตระกูลเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องจริงจังถึงเพียงนั้นหรอก !” รอยยิ้มเหยียดหยามของเจียงโม่หานทำให้หลินเว่ยเว่ยยิ่งมองก็ยิ่งหลงใหล !
“ใช่ ! ตระกูลอู๋ไม่คู่ควรให้กล่าวถึง ! ไป ไปร้านหนังสือกัน อย่าให้เป็นเพราะคนไร้ค่าคนหนึ่งมาทำให้แผนการของเราวุ่นวาย ! เขาไม่คู่ควร !” หลินเว่ยเว่ยอารมณ์ดีขึ้นมาทันที
ที่แท้นางกับบัณฑิตหนุ่มก็มีความคิดเหมือนกัน นางคาดเดาไว้แล้วว่าบัณฑิตหนุ่มไม่ใช่คนเห็นแก่หน้าตาแล้วจะยอมให้เจ้าแซ่อู๋มาคอยรังแกตลอดไป แต่ไม่รู้ว่าเขากำลังวางแผนทำสิ่งใด ? บางทีเขาคงเริ่มลงมือแล้ว…คาดไม่ถึงว่าดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ เย่อหยิ่งและเยือกเย็นของบัณฑิตหนุ่มก็มีด้านมืดเช่นกัน…อยากรู้จริงๆว่าเขาทำสิ่งใดได้บ้าง ?
ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยเหมือนติดอยู่กับเจียงโม่หาน ส่วนบัณฑิตหนุ่มพุ่งสมาธิทั้งหมดไปที่การเลือกตำรา ขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังเกาศีรษะอยู่ด้านหลัง มุมปากของเจียงโม่หานก็ยกยิ้มอย่างที่ไม่อาจสังเกตเห็นได้เล็กน้อย
หลินเว่ยเว่ยมองบัณฑิตหนุ่ม ราวกับเขาได้เข้าสู่โลกของตำราแล้ว เมื่อเหลือบไปมองน้องชายของตน ดวงตาก็ไม่ละจากตำราเช่นกัน เฮ้อ น่าเบื่อ…นางจึงเริ่มเดินไปมาในร้านหนังสือ หลังหยิบบันทึกท่องเที่ยวเล่มหนึ่งขึ้นมาพลิกดู นางก็ถูกแม่น้ำและภูเขาอันกว้างใหญ่ในคำบรรยายพร้อมเรื่องราวประหลาดน่าสนใจจากในบันทึกดึงดูดอย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุดก็เป็นเจียงโม่หานที่เข้ามาตบบ่านาง ทำให้นางละสายตาออกจากหนังสือนั้นได้
ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดแล้วหลินเว่ยเว่ยลูบท้องที่ไม่หยุดร้องของตนและรีบวางบันทึกท่องเที่ยวกลับที่เดิม “หิวมาก พวกเจ้าเลือกกันเสร็จหรือยัง ? เสร็จแล้วเราจะได้ไปกินอาหารมื้อใหญ่ที่หยวนเค่อหลาย !”
พนักงานร้านขายหนังสือจ้องพวกเขาอย่างหมดความอดทนนานแล้ว เสื้อผ้าบนตัวทั้งสามคนถูกใส่จนเก่า โดยเฉพาะหลินเว่ยเว่ยที่บนเสื้อยังมีรอยปะด้วย ร้านหนังสือรังเกียจคนประเภทไหนมากสุดน่ะหรือ ? ก็คนที่ดูแต่ไม่ซื้อและบัณฑิตยากจนที่มาถูไถหนังสือเล่น !
ไม่รู้ว่าพนักงานกลอกตาให้หลินเว่ยเว่ยกี่ครั้งแล้ว…เท้าเปื้อนโคลน เจ้าอ่านออกหรือ ? แสร้งได้เหมือนเชียวนะ ! เมื่อเห็นนางวางบันทึกกลับเข้าที่เดิม เขาก็มุ่ยปากทันที…เป็นอย่างที่คิด แค่อ่านแต่ไม่ซื้อ !
เจียงโม่หานเดินมายังชั้นหนังสือด้านข้างแล้วหยิบบันทึกการท่องเที่ยวที่หลินเว่ยเว่ยอ่านไม่จบเล่มนั้นรวมเข้ากับตำราอีกสองสามเล่มที่ตนเลือก “คิดเงิน !”
หลินจื่อเหยียนมองชุดตำราแสนตระการตา เขาไม่รู้จะเลือกเล่มไหนดีจึงเลือกมาสองสามเล่มที่เหมือนกับเจียงโม่หาน
เจียงโม่หานกวาดตามองหนังสือที่อีกฝ่ายเลือกแล้วเอ่ยว่า “เอากลับไปวางที่เดิม ! ตำราเหล่านี้ไร้ประโยชน์ต่อการสอบถงเซิงของเจ้า…”
จากนั้นเขาก็เดินมาที่ชั้นเพื่อเลือกตำราสองเล่มแล้วยื่นให้หลินจื่อเหยียน “เจ้าอ่านสองเล่มนี้ก่อน ส่วนพวกนั้นรอให้ข้าเขียนสรุปเสร็จแล้วเจ้าค่อยเอาไปอ่าน !”
ตอนที่ 204: ความยากจนเป็นตัวกระตุ้น
หลินจื่อเหยียนรับตำรามาถือไว้พร้อมรอยยิ้ม…ตำราที่ศิษย์พี่เจียงเลือกให้ต้องมีประโยชน์แน่นอน ช่วงหลายวันนี้ได้อ่านตำรากับศิษย์พี่เจียงก็รู้สึกว่าตนพัฒนาขึ้นมากโดยเฉพาะด้านการเขียนบทความ เขายังได้รับคำชมจากอาจารย์ด้วย ! การลาหยุดเพื่ออ่านตำรากับศิษย์พี่เจียงเป็นทางเลือกที่ฉลาดมาก !
ในบรรดาตำราของบ้านเจียงโม่หานล้วนมีการเขียนสรุปอย่างละเอียดเอาไว้ ยังมีพวกบทกวีหรือบทความที่เขียนในเวลาปกติ พอหลินจื่อเหยียนอ่านแล้วก็จะมีความรู้สึกว่าได้เปิดมุมมองและเข้าใจขึ้นมาทันที ขณะที่ตระหนักได้ถึงพัฒนาการของตน เขาก็ทราบถึงช่องว่างระหว่างตนเองกับเจียงโม่หานว่ามีมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสติปัญญาของตนยังไม่เพียงพอ ดังนั้นต้องขยันศึกษาตำรามากกว่าเดิม หากไม่ได้เป็นเพราะพี่รองทำของอร่อยให้กินทุกวัน เขาก็คงเหนื่อยจนซูบผอมไปแล้ว…
หลินเว่ยเว่ยแย่งตำราที่พวกเขาสองคนเลือกมาถือไว้แล้วเอื้อมมือไปตบที่โต๊ะคิดเงิน “คำนวณว่าเป็นเงินเท่าไหร่ อย่าชักช้า พวกเรารีบไปกินข้าว !”
พนักงานร้านหนังสือมุ่ยปากอีกครั้ง…ไปกินข้าวที่หยวนเค่อหลาย ? พวกเจ้าเนี่ยน่ะหรือ ? คุยโวไปเถิด การโอ้อวดไม่ต้องเสียเงินอยู่แล้วนี่ ! สภาพเช่นพวกเจ้ายังไม่ทันเบียดถึงประตูของหยวนเค่อหลายก็โดนไล่เยี่ยงขอทานแล้ว !
“ทั้งหมดสิบสองตำลึงสามอีแปะ !” พนักงานมองไปยังเจียงโม่หานซึ่งดูมีเงินมากที่สุดในบรรดาสามคนนี้แล้วพูดเสียงดังลั่น
เสียงเพิ่งเงียบลง หลินเว่ยเว่ยก็ตบตั๋วเงิน20ตำลึงลงบนโต๊ะ…โอ๊ย ! ทันใดนั้นหลังมือของนางก็โดนพัดตี นางจึงถลึงตาใส่บัณฑิตหนุ่มด้วยความโมโห เหตุใดต้องตีนางแรงเพียงนี้ มันเจ็บมาก รู้หรือไม่ ?
เจียงโม่หานดึงตั๋วเงินของนางกลับมาแล้วยัดใส่มือนางอีกครั้ง จากนั้นก็หยิบเงินสดจำนวน10ตำลึงกับ3อีแปะออกมาจากกระเป๋า
พนักงานเห็นมูลค่าของตั๋วเงินแล้วสีหน้าหมดความอดทนและการดูแคลนก็จางหายราวกับภาพมายา ดูไม่ออกเลย แท้จริงคนมีเงินสมัยนี้ชอบทำตัวเป็นยาจก
ใครจะคิดว่าเท้าเปื้อนโคลนกับบัณฑิตยากจนคนหนึ่งจะสามารถคว้าตั๋วเงิน20ตำลึงหรือเงินสิบกว่าตำลึงออกมาในชั่วพริบตาเดียว ?
หยวนเค่อหลายตั้งอยู่ในพื้นที่คึกคักที่สุดของอำเภอเป่าชิง เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ทำเลทอง หากทำการค้าบนถนนสายนี้ถ้าจะกล่าวว่าเงินทองไหลมาเทมาไม่ขาดสายย่อมไม่เกินจริงแต่อย่างใด แน่นอนว่าทางเท้าของถนนสายนี้ก็เป็นทำเลทองที่หาได้ยากเช่นกัน !
ตอนนั้นหนิงตงเซิ่งอยากใช้เส้นทางระดับสูงของอำเภอเพื่อเปิดร้านสาขาสอง แต่หลังจากค้นหายาวนานกว่าหนึ่งเดือน เขาก็ยังหาร้านที่เปิดให้เช่าไม่เจอจึงได้แต่ถอยไปเลือกถนนด้านข้างแทน
วันนี้เขาเป็นเจ้าภาพซึ่งหลินกู่เหนียงไม่เคยให้โอกาสเขาเช่นนี้มาก่อน หนิงตงเซิ่งมารออยู่ที่หน้าประตูร้านหยวนเค่อหลายนานแล้ว ก่อนที่พวกหลินเว่ยเว่ยจะโดนพนักงานไล่ออกไปเพราะเห็นว่าเป็นขอทาน เขาก็รีบเข้าไปต้อนรับ ไม่อย่างนั้นอาจเกิดสถานการณ์ที่เข้าใจผิดหรือกระอักกระอ่วนได้ !
“คุณชายทั้งหลายเชิญด้านใน เชิญที่หอชุนหลานขอรับ !” พนักงานมองการรวมตัวของกลุ่มคนประหลาดนี้ด้วยความสงสัย…คุณชายในชุดสง่างาม เด็กบ้านนอกในชุดเก่าโทรม บัณฑิตยากจนอีกสองคน นี่คือการรวมตัวของเทพเซียนอันใดกัน ?
ด้วยการต้อนรับอย่างอบอุ่นตามแบบฉบับที่สืบสานกันมา พนักงานได้พาทั้งสี่คนมายังหอชุนหลาน เมื่อรินชาเรียบร้อยแล้วก็ถามด้วยรอยยิ้ม “คุณชายทั้งหลายต้องการสั่งอาหารอะไรบ้างขอรับ ?”
หนิงตงเซิ่งเคยมาที่นี่สองสามครั้งเวลาคุยธุรกิจ ขณะมองหลินเว่ยเว่ยแล้วเขาก็กล่าวว่า “ซี่โครงน้ำแดงของที่นี่รสชาติไม่เลว ยังมีหมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน ผัดหมูกรอบ ซี่โครงตุ๋นกะหล่ำปลีล้วนทำออกมาได้มีรสชาติดั้งเดิมทั้งสิ้น !”
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เรามากันแค่สี่คน ไม่ต้องสั่งเยอะมาก ประเดี๋ยวจะสิ้นเปลืองเปล่า ๆ…เอาเนื้อขาวและไส้กรอกเลือดตุ๋นกะหล่ำปลี หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน ผัดสามเซียน ซี่โครงตุ๋นถั่วฝักยาว ส่วนซุป…แค่ซุปไข่ก็ได้แล้ว อ้อ เอาเกี๊ยวไส้เนื้อมาอีกหนึ่งชุด !”
นี่ยังถือว่าไม่เยอะอีกหรือ ? ต้องทราบว่าจุดเด่นของชาวเหนืออย่างหนึ่งคือการแบ่งกันกิน แค่เนื้อขาวและไส้กรอกเลือดตุ๋นกะหล่ำปลี เมื่อตักใส่ชามก็สามารถทำให้สองสามคนกินจนอิ่มท้องได้แล้ว ทั้งสี่คนนี้มีรูปร่างผอมแห้ง สั่งอาหารเยอะเช่นนี้แล้วยังกล้าบอกว่าไม่สิ้นเปลืองอีกหรือ ?
หนิงตงเซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ซี่โครงน้ำแดงและกระเพาะแพะลวกมาอีกอย่างละหนึ่ง…หลินกู่เหนียง กระเพาะแพะของร้านนี้เรียนสูตรมาจากเมืองหลวง สั่งมาสักจานเถิด พวกเราจะได้ชิมของใหม่ๆกันหน่อย”
อาหารที่ยกมาเป็นอย่างแรกคือเนื้อขาวและไส้กรอกเลือดตุ๋นกะหล่ำปลี หลินเว่ยเว่ยอยากชิมอาหารตะวันออกเฉียงเหนือแบบต้นตำรับมานานแล้ว ในชาติก่อน กว่านางจะแย่งที่ฝึกงานในพื้นที่ภูเขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย รถเพิ่งขับออกไปแค่ครึ่งทางนางก็ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่แล้ว ตอนที่นางย้อนเวลามาก็เป็นช่วงต้นฤดูร้อน ภัยแล้งรุนแรงแล้วจะมีใครในหมู่บ้านเชือดหมูเพื่อทำไส้กรอกเลือดบ้างล่ะ ? ในที่สุดนางก็มีโอกาสได้ชิมเสียที !
นางคีบเนื้อหมูขึ้นมากิน ไม่ต้องกล่าวเลย เนื้อหมูขาวๆแทรกมันราวหิมะ เมื่ออยู่ในปากรสสัมผัสกลมกล่อม มันแต่ไม่เลี่ยน ไส้กรอกเลือดรสชาติเข้มข้น สดใหม่ละเอียดนุ่มลิ้น เมื่อรวมกับต้นหอม น้ำมันพริก กระเทียมเจียว…ก็ยิ่งกลมกล่อมและมีรสชาติสดชื่นกว่าเดิม
“อือ ! อาหารจานนี้ทำได้มีรสดั้งเดิมมาก !” หลินเว่ยเว่ยคีบไส้กรอกเลือดและเนื้อหมูอย่างละชิ้น แม้กินจนปากมันเยิ้มแล้วนางก็หยุดมือไม่ได้
หนิงตงเซิ่งแนะนำซี่โครงน้ำแดง มันทำจากกระดูกสันหลังหมูที่ตุ๋นเป็นเวลานาน กระดูกสันหลังหมูที่เคี่ยวแล้วจะมีรสนุ่มละมุน เคี้ยวได้อย่างเพลิดเพลิน ทำให้รสชาติคั่งค้างอยู่ในปากไม่มีที่สิ้นสุด ซี่โครงน้ำแดงจานใหญ่ถูกหลินเว่ยเว่ยกินไปคนเดียวกว่าครึ่งจาน !
ของอร่อยพร้อมรสชาติดั้งเดิมทำให้หลินเว่ยเว่ยมีความอยากอาหารมากกว่าปกติและผลลัพธ์ที่ได้คือ…อาหารที่แปดคนกินแล้วก็ยังเหลือได้หายไปจนเกลี้ยงเพราะคนทั้งสี่ แน่นอนว่าผลงานส่วนใหญ่ต้องยกให้หลินเว่ยเว่ย
ตอนเริ่มแรกหนิงตงเซิ่งก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ทว่าต่อมาก็เริ่มชิน…อย่าว่าแต่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเลย แม้แต่ชายฉกรรจ์ที่กินได้แบบหลินกู่เหนียงก็มีไม่มาก !
เขายังกังวลว่าหลินเว่ยเว่ยจะกินจนแน่นท้อง แต่พอเห็นท่าทางเฉยชาของเจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนแล้วเขาก็วางใจได้ในที่สุด ตรงกันข้ามคือเขากินจนแน่นท้องเสียเอง ก็…เวลาเห็นหลินกู่เหนียงกินอะไร แม้จะเป็นคนที่ไม่อยากอาหารก็ยังกินเพิ่มได้อีกหลายคำ
หลินเว่ยเว่ยเช็ดมุมปาก ยกชาบนโต๊ะขึ้นจิบ จากนั้นก็เรียกพนักงานเข้ามา “เสี่ยวเอ้อร์ มีขนมกินหลังอาหารหรือไม่ ? ช่วยแนะนำหน่อย”
“ขนม ? อยากกินขนมท่านต้องไปที่ร้านขนม ร้านของเราไม่มีขอรับ !” พนักงานมองความเลอะเทอะบนโต๊ะแล้วดวงตาก็แทบถลนออกมา…คนพวกนี้กินเก่งเหลือเกิน !
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “เพราะพวกเจ้าคิดรอบคอบไม่พอ ! ลูกค้ากินข้าวเสร็จแล้วก็อยากกินขนมแก้เบื่อ แม้แต่บริการขั้นพื้นฐานที่สุดพวกเจ้ายังทำไม่ได้ จะทำให้ลูกค้าพอใจได้อย่างไร ? เจ้ามองถนนฝั่งตรงข้ามสิ เริ่มปรับปรุงแล้ว น่าจะเป็นร้านอาหารเหมือนกัน แถมขนาดไม่เล็กด้วย ! หากไม่เปลี่ยนแปลงความคิด พวกเจ้าจะรักษาลูกค้าได้นานเท่าไรกันเชียว ?”
เมื่อพนักงานได้ยินถ้อยคำเช่นนี้ก็ไม่กล้ามองด้วยความดูถูกอีกต่อไป เขาเกาศีรษะแล้วฉีกยิ้มอย่างขอโทษ “ท่านกล่าวได้มีเหตุผลมากขอรับ ทว่า…เรื่องนี้ข้าตัดสินใจไม่ได้ ประเดี๋ยวข้าจะไปเรียกหลงจู๊มาที่นี่ พวกท่านรอสักครู่…”
ต่อจากนั้นพนักงานก็วิ่งลงไปชั้นล่างเพื่อตามหาหลงจู๊ ช่วงนี้หลงจู๊ก็กำลังปวดศีรษะและหัวร้อนอยู่เหมือนกัน ฝั่งตรงข้ามกำลังจะมีร้านอาหารเปิดใหม่และยังเชิญพ่อครัวมาจากเมืองหลวง สามารถทำอาหารได้ตั้งหลายชนิด หยวนเค่อหลายอยู่ในฐานะผู้นำด้านอาหารของถนนสายนี้มาโดยตลอด คงไม่จบเห่ในมือของเขากระมัง ?
ช่วงหลายวันมานี้หลงจู๊เปรียบเสมือนมดที่เดินบนกระทะร้อน เขารีบคิดหากลยุทธ์จนศีรษะแทบจะล้านอยู่แล้ว
ตอนที่ 205: ไม่เจ้าเล่ห์คดโกง ไม่ใช่พ่อค้า
หลังได้ยินพนักงานพูดถึงสิ่งที่ลูกค้าหอชุนหลานชี้แนะซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็นึกได้อย่างฉับพลัน ! เมื่อตกอยู่ในความยากจนจะต้องหาวิธีเปลี่ยนแปลง พวกเขาแค่ต้องคิดในสิ่งที่ลูกค้าคิด กังวลในสิ่งที่ลูกค้าไม่ชอบ หากทำให้ลูกค้าเหมือนอยู่ในบ้านก็อาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันอีกต่อไป !
หลงจู๊รีบชงชาชั้นดีหนึ่งกาแล้วยกไปให้ลูกค้าหอชุนหลานด้วยตนเอง เมื่อเดินเข้ามาเขาก็ทักทายอย่างอบอุ่น “ไอหยา ดูแลไม่ดีแล้ว หวังว่าคุณชายจะให้อภัย…หืม ? ท่านนี้ไม่ใช่นายน้อยเจ้าของร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้หรอกหรือ ? แขกเจอตัวยาก แขกที่เจอตัวได้ยากยิ่ง !”
ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดจึงชี้แนะว่าร้านของพวกตนขาดขนมกินตบท้าย กำลังพาการค้ามาเยือนถึงร้านอาหารของตนแล้วสิท่า ! ทว่าขนมร้านตระกูลหนิงมีรูปแบบแปลกใหม่ รสชาติมีเอกลักษณ์ เป็นที่นิยมของสตรีและเด็ก ถ้าร่วมมือกับพวกเขา ร้านอาหารก็ไม่ขาดทุน !
“เถ้าแก่หนิง พวกเราจะคุยเรื่องขนมกันหรือ ?” ขณะมองหนิงตงเซิ่งแล้ว หลงจู๊ก็คลี่ยิ้มพลางกล่าวอย่างช้าๆ
หนิงตงเซิ่งสะบัดพัดในมือแล้วเอ่ยอย่างคนใจเย็น “ผู้ที่ให้คำแนะนำคือหลินกู่เหนียงท่านนี้ นางเคยชินกับการกินขนมหลังมื้ออาหาร หลงจู๊ฟางนั่งลงแล้วฟังนางพูดก่อนสิ ความคิดเห็นของลูกค้าย่อมเป็นความจริงที่สุด !”
หลงจู๊ฟางแอบมุ่ยปากในใจ พวกเจ้ามาด้วยกัน ถ้อยคำของนางถ้าไม่มีคำชี้แนะและคำบอกใบ้จากเจ้า ข้าจะบิดศีรษะลงมาให้เจ้าเตะเป็นลูกบอลเลย !
อย่างไรก็ตามหลงจู๊ฟางยอมนั่งลง เขาอยากฟังเหลือเกินว่าคนพวกนี้จะเล่นลูกไม้อันใด !
หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “หลงจู๊ฟาง ขอพูดตามตรงว่าพอเข้ามาในร้านอาหารของท่านแล้ว ข้ามีความไม่พอใจอยู่สามประการ !”
แต่หลงจู๊ฟางเชื่อว่าทั้งการตกแต่งของร้าน พนักงานหรือรสชาติของอาหารก็ดีเยี่ยม ไม่อย่างนั้นคงไม่ใช่ร้านอาหารดีที่สุดในอำเภอ
“หลงจู๊ฟางอย่าเพิ่งโกรธ! ฟังข้าพูดก่อน ! ประการแรก พอเข้ามาในร้านแล้วเวลาที่รออาหารค่อนข้างนานแต่มีเพียงชาแค่หนึ่งถ้วยไว้รับรอง ลูกค้าได้เบื่อตายพอดี ! ในเวลานี้สามารถใช้พวกเมล็ดแตงโม ถั่วลิสงหรือเมล็ดคั่วชนิดต่างๆในจานขนาดเล็กและประกาศให้ลูกค้ารู้ว่านี่เป็นของขวัญจากทางร้าน
ลูกค้าสามารถกินเมล็ดแตงโมระหว่างรออาหารจานหลักและยังสัมผัสได้ถึงบริการที่คำนึงถึงใจลูกค้า เป็นธรรมดาที่จะมีความสุขขึ้นมา ท่านลองคิดตามว่าแค่เมล็ดแตงโมหรือถั่วราคาไม่กี่อีแปะสามารถแลกมาด้วยเสียงชื่นชมจากลูกค้า ท่านคิดว่าคุ้มค่าหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้มขณะมองอีกฝ่ายและย้อนถาม
คุ้ม! เหตุใดจะไม่คุ้ม ? เหตุใดเขาจึงคิดไม่ได้ ? หลงจู๊ฟางแอบกำหมัดในใจ
“ประการที่สองก็คือรสชาติอาหารของร้านท่านไม่เลว มีรสชาติดั้งเดิมและเข้มข้น ทว่าขาดอาหารจานเด็ดที่ดึงดูดใจลูกค้า สิ่งใดเรียกว่าอาหารจานเด็ดน่ะหรือ ? พอมีคนอยากกินอาหารจานนี้ก็ต้องนึกถึงหยวนเค่อหลายเป็นอันดับแรกไงเล่า หากินที่ร้านอื่นไม่ได้หรือจะกล่าวว่าหารสชาติสูตรดั้งเดิมเช่นนี้ไม่ได้ !
ส่วนชื่ออาหารถูกแขวนอยู่ในห้องโถง อาหารกว่าหลายสิบรายการ ไฉนเลยลูกค้าสามารถจดจำได้หมด ? ลูกค้าในห้องอาหารส่วนตัวก็เหมือนพวกเราคือเวลาสั่งอาหารเสียเวลากันจะตายใช่หรือไม่ ? ดังนั้น สิ่งที่ร้านของพวกท่านยังขาดก็คือรายการอาหาร ด้านบนต้องมีชื่ออาหารประเภทต่างๆ ที่มีบริการในวันนี้ ถ้าใส่ภาพลงไปได้ก็จะยิ่งดี !”
ผู้ที่สามารถทานอาหารในห้องส่วนตัวได้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนมีฐานะทั้งสิ้น ทุกครั้งที่สั่งอาหารจำเป็นต้องถามว่ามีอะไรบ้างก็ยุ่งยากจะตาย ไม่สู้ให้พวกเขาดูเอง อยากกินอะไรก็สั่งอันนั้น สะดวกมากจริงหรือไม่ ?”
เมื่อฟังจบหลงจู๊ฟางก็จมดิ่งสู่ความคิด รายการอาหารทำง่าย หาคนเขียนขึ้นมาแล้วเอาเชือกผูกเข้าด้วยกันก็ได้แล้ว ทว่า…
“อาหารจานเด็ดไม่ใช่เรื่องง่าย อาหารของเรานั้นพวกท่านก็กินกันแล้ว ล้วนเป็นอาหารรสดั้งเดิมของแดนเหนือทั้งสิ้นและชนะในด้านรสชาติเท่านั้น ส่วนอาหารที่มีเอกลักษณ์ในปัจจุบันอย่างกระเพาะแพะลวก ตับหมูผัด…ร้านอาหารใหม่ฝั่งตรงข้ามก็เชิญพ่อครัวมาจากเมืองหลวง นี่ไม่ใช่ข้อได้เปรียบของพวกนั้นแล้วหรือ !” หลงจู๊ฟางส่ายหน้าพลางถอนหายใจ
“เรื่องนี้ข้าสามารถให้คำแนะนำท่านได้ !” หลินเว่ยเว่ยเอนกายพิงเก้าอี้ ใบหน้าเรียบนิ่ง อีกแค่นิดเดียวก็แทบแย่งพัดของบัณฑิตหนุ่มมาประกอบท่าทางแล้ว ! ทว่านางไม่เหมาะกับการถือพัดเอาเสียเลย ! ดังนั้นนางจึงขาดความรู้สึกแบบที่พวกนักปราชญ์รู้สึกอยู่ !
หลงจู๊ฟางไม่คิดว่านางจะมีคำแนะนำดีๆอันใด แต่ด้วยความคิดที่อยากลองฟังเสียหน่อย เขาก็กล่าวว่า “หืม ? ข้าน้อยล้างหูรอฟังแล้วขอรับ !”
“อำเภอเป่าชิงมีทำเลที่ตั้งยอดเยี่ยมคือเชื่อมต่อทั้งเหนือและใต้ สามารถเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ซึ่งพ่อค้าแดนเหนือและใต้ห้ามพลาด คนต่างถิ่นที่เข้ามาจะอยากกินสิ่งใดที่สุด ? แน่นอนว่าต้องเป็นของพิเศษประจำท้องถิ่นเช่นอาหารดั้งเดิมของตะวันออกเฉียงเหนือ อาหารจากฟาร์ม…อาหารที่สามารถผสมผสานของพิเศษประจำท้องถิ่น เช่น เห็ดโคน เมล็ดสน เป็นต้น…”
ขณะฟังของที่นางยกตัวอย่างขึ้นมา หลงจู๊ฟางก็ล้มเลิกความคิดดูถูกแล้วถามอย่างเจียมตัว “ข้ารู้ว่าเห็ดโคนสามารถนำมาทำอาหารได้เช่นไก่ตุ๋นกับเห็ด ซี่โครงย่างกับเห็ด แต่เมล็ดสนนี้…ไม่ได้เอาไว้กินเล่นหรือ ? มันนำมาทำอาหารได้ด้วยหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยแสดงสีหน้าว่าตนผ่านโลกมามาก “ย่อมได้ ! การนำเมล็ดสนมาทำอาหารก็สามารถทำให้รสชาติเข้มข้น สดใหม่มีเอกลักษณ์กว่าเดิม แค่สูตรอาหารจากเมล็ดสนที่ข้ารู้จักก็มีอยู่หลายชนิดแล้ว…”
“หืม ? มีอะไรบ้างช่วยพูดให้ข้าฟังได้หรือไม่ ?” หลงจู๊ฟางนั่งตัวตรงทันทีและถามด้วยความกระตือรือร้น
หนิงตงเซิ่งจึงกล่าวขึ้นในเวลานี้ “หลงจู๊ฟาง นี่อาจเป็นสูตรอาหารที่สืบทอดกันมาของบ้านนาง ท่านถามเช่นนี้…จะให้ตอบอย่างไร ?”
จริงสิ ! สำหรับพ่อค้าคนหนึ่งแล้วสูตรอาหารไม่ต่างจากเพลงกระบี่ในยุทธภพที่ล้วนไม่สืบทอดให้คนนอกตระกูล ! เขารีบร้อนถามเช่นนี้จะเสียมารยาทเกินไปแล้ว ! ใบหน้าของหลงจู๊ฟางจึงดูลำบากใจขึ้นมาทันที
หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “บรรพบุรุษของบ้านเราทิ้งสูตรอาหารไว้เล่มหนึ่งจริงๆ ตำราอาหารนี้เป็นเช่นไรน่ะหรือ ? แค่มองร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ในปัจจุบันก็รู้แล้ว…”
หนิงตงเซิ่งก็ร่วมมือด้วยอย่างให้เกียรติ “ใช่แล้ว ขนมขายดีในร้านของพวกเรา ถ้าไม่ใช่เพราะหลินกู่เหนียงยอมขายสูตรให้ก็เพราะได้เป็นหุ้นส่วนกับหลินกู่เหนียง…นางเสนอสูตร พวกเราร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้จึงให้เงินปันผลแก่นาง…”
เรื่องเงินปันผลนั้นตัดใจดีกว่า เพราะความสัมพันธ์เบื้องหลังของหยวนเค่อหลายนี้ อย่าว่าแต่หลงจู๊ฟางจะพูดไม่ได้เลย แม้แต่เจ้าของร้านก็ไม่อาจตัดสินใจเรื่องแบ่งเงินปันผลให้คนอื่นได้เอง หลงจู๊ฟางถอยเพื่อตั้งรับและถามว่า “ไม่ทราบว่าสูตรอาหารของกู่เหนียงขายหรือไม่ ?”
“สูตรอาหารดั้งเดิมย่อมขายไม่ได้ ข้ากลัวว่าบรรพบุรุษตระกูลหลินจะลุกขึ้นมาบีบคอ แต่ว่า…สูตรอาหารที่ใช้เมล็ดสนเป็นส่วนผสมยังสามารถขายได้ ! เนื่องจากในปีแห่งภัยแล้งเช่นนี้ หากยังอยากมีชีวิตต่อไปก็จะคิดสิ่งใดมากไม่ได้ ! บรรพบุรุษก็คงให้อภัยเช่นกัน !” หลินเว่ยเว่ยทำหน้าละอายใจ
มุมปากของหลินจื่อเหยียนกระตุก พี่รองก็เสียจริงเลย บรรพบุรุษตระกูลหลินมีสูตรอาหารที่ไหน ? ตอนที่บิดายังอยู่ แม้แต่ต้มโจ๊กยังไหม้ เกลือกับน้ำตาลแยกไม่ออกแล้วจะมีสูตรอาหารที่ร้ายกาจเช่นนั้นได้อย่างไร ? พี่รองเริ่มหลอกลวงชาวบ้านอีกแล้ว !
เมื่อหลงจู๊ฟางได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจทันที แต่แล้วก็จ้องนางอย่างระมัดระวัง “หืม ? กู่เหนียงยอมขายสูตรให้เราเช่นนั้นหรือ ? สามารถขายได้กี่อย่าง ? เมื่อครู่ท่านเองก็กล่าวแล้วว่าเป็นหมวดหมู่อาหารจากหลัก หากน้อยไป…ย่อมไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง !”
ช่างหัวการค้าเสียจริง ! หลินเว่ยเว่ยเลิกคิ้วและเมื่อหลงจู๊ฟางเห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มอย่างเขินอายราวกับคนซื่อสัตย์คนหนึ่ง เป็นอย่างที่คิดว่าไม่เจ้าเล่ห์คดโกง ไม่ใช่พ่อค้า !
ตอนที่ 206: เล่นใหญ่ไปหรือไม่
หลินเว่ยเว่ยหันมาส่งสายตาแห่งรอยยิ้มให้หนุ่มรูปงาม…หนิงตงเซิ่ง ในวงการค้าขายยังนับว่าเขามีอิทธิพลอยู่มาก เป็นอย่างที่คิดว่าคนรูปโฉม.งดงามถ้าไม่สร้างอันตรายที่ใหญ่หลวงให้ บางครั้งก็สามารถละเลยข้อบกพร่องเล็กน้อยได้
เจียงโม่หานขมวดคิ้ว…คุยธุรกิจก็คุยธุรกิจสิ จะหันมามองเจ้าแซ่หนิงเพื่อเหตุใด ? ตอนแรกเขายังเข้าใจผิดว่าเด็กตัวแสบช่วยหาหุ้นส่วนใหม่ให้เจ้าแซ่หนิง ดูจากตอนนี้แล้วนางคงกำลังหาทางออกให้เมล็ดสนของชาวบ้านฉือหลี่โกวมากกว่า
“เอาเถิด ! สูตรอาหารจากเมล็ดสน4สูตร ขายสูตรละ500ตำลึง !” หลินเว่ยเว่ยแกล้งทำเหมือนกัดฟันและร้องไห้ฟูมฟายเล็กน้อยเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนก็เสียน้ำตาเพราะเป็นลูกหลานที่อกตัญญู
บัณฑิตหนุ่มถึงขั้นคิดในใจว่า ‘เล่นใหญ่ไปหรือไม่ !’
สูตรละ500ตำลึง ? หลงจู๊ฟางสูดหายใจเข้าลึก กู่เหนียงคนนี้เป็นสิงโตหรืออย่างไร ปากถึงได้ใหญ่ขนาดนี้ ? ไม่กลัวว่ากลืนลงไปแล้วสำลักออกมาบ้างหรือ !
“สูตรละ500ตำลึงคือแพงมากเลยหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยหันมามองหนิงตงเซิ่งด้วยสีหน้างุนงง
เป็นธรรมดาที่หนิงตงเซิ่งจะให้ความร่วมมือ เขาจึงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่แพงเลย แค่เดือนเดียวก็คืนทุนได้แล้ว ประเด็นสำคัญคือหลงจู๊ฟางไม่เคยได้ใกล้ชิดหลินกู่เหนียงมาก่อนจึงไม่รู้ถึงฝีมือทำอาหารของท่าน เช่นนั้น…กู่เหนียงแสดงฝีมือให้เขาดูสักหน่อยดีหรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยเหล่มองหนิงตงเซิ่งทันที…เจ้าเป็นพวกเดียวกับใคร ? เจ้าไม่เคยกินอาหารฝีมือข้าเสียหน่อยแล้วมั่นใจได้อย่างไรว่าข้าทำอาหารเก่ง ?
หนิงตงเซิ่งส่งสายตาให้นาง…ขนมยังทำออกมาได้ดีแล้วอาหารจะต่างอันใดกัน ? ข้ารอดูอยู่ !
บัดนี้เลยเวลารับประทานอาหารมาแล้ว ในครัวจึงว่างงาน หลงจู๊ฟางจึงพาหลินเว่ยเว่ยมายังครัวหลังร้าน ขณะมองดูวัตถุดิบในครัวแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ครุ่นคิดในใจ
เมื่อให้คนอื่นออกไปจากครัวแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ใช้ปลาในอ่างมาทำ ‘ข้าวผัดปลากับเมล็ดสน’ และยังทำ ‘ปลากระรอกราดซอสเปรี้ยวหวาน’ เพื่อให้รางวัลแก่ตัวเอง ในปีแห่งภัยพิบัติเช่นนี้ นางอยากจะกินสักครั้งก็เป็นอะไรที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย !
หลงจู๊ฟางลองชิมข้าวผัดปลากับเมล็ดสนแล้วก็ยกจานอาหารออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงพวกหลินเว่ยเว่ยที่หันมามองหน้ากัน หลินจื่อเหยียนมุ่ยปากด้วยความไม่พอใจ “ข้าเพิ่งกินไปแค่คำเดียวเอง !”
หนิงตงเซิ่งถอนหายใจ “เจ้ายังได้กินไปตั้งหนึ่งคำ แต่ข้าเพิ่งยื่นตะเกียบเข้าไป ยังไม่ได้กินเลยสักคำอาหารก็ไม่มีแล้ว โชคดีที่ยังมีอีกจาน หลินกู่เหนียง จานนี้เรียกว่าอะไรหรือ ?”
“นี่เรียกว่าปลากระรอกราดซอสเปรี้ยวหวาน ตั้งชื่อจากเนื้อปลาที่ถูกทำออกมาให้เหมือนกระรอก แต่ในความเป็นจริงแล้วในอาหารไม่ได้มีกระรอกอยู่ ที่ข้าทำขึ้นมาเพราะความตะกละของตนล้วนๆ มาเถิด มากินกัน…” หลินเว่ยเว่ยเริ่มกินเป็นคนแรก อือ…กรอบ หอม เปรี้ยวนิดหวานหน่อย ทั้งช่วยเรียกน้ำย่อยและอร่อยมาก ! ฝีมือทำอาหารจานปลาของนางไม่ถดถอยเลย !
เจียงโม่หานชอบกินเผ็ดและยังชอบกินอาหารรสหวานอมเปรี้ยวด้วย เขาจึงเป็นคนที่กินปลากระรอกจานนี้เยอะที่สุด หลินจื่อเหยียนกินไปได้สองสามคำก็กุมท้องแล้วหยุดมือ “ข้าไม่ไหวแล้ว ถ้ากินต่ออีก ท้องข้าได้แตกแน่ อิ่มจะตายอยู่แล้ว…”
ผ่านไปไม่นานหลงจู๊ฟางก็กลับมา คราวนี้เขาเดินตามหลังเจ้านาย…เจ้าของร้านคนที่สองของหยวนเค่อหลาย
ทันทีที่เดินเข้ามา รองเจ้าของร้านก็ดูกังวลเล็กน้อย เขาพูดเปิดประเด็นทันที “ได้ยินว่าพวกท่านจะขายสูตรอาหารใช่หรือไม่ ?”
“ไม่ใช่พวกเราอยากขาย แต่พวกท่านอยากซื้อสูตรอาหารต่างหาก !” ต้องคุยให้ชัดเจนก่อนว่าใครเป็นฝ่ายขอร้องใครกันแน่ หลินเว่ยเว่ยจึงพูดอย่างไม่เกรงใจ
รองเจ้าของร้านอารมณ์ดีใช้ได้ เขาจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “อ้อ เข้าใจผิดกันแล้ว ! หากสูตรอาหารบ้านท่านเป็นของคุณภาพเช่นนี้ทั้งหมด ราคาสูตรละ500ตำลึงนี้ มีเท่าไรเราก็จะซื้อหมด !”
หลินเว่ยเว่ยก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เมื่อครู่ข้าคุยกับหลงจู๊ฟางแล้ว มากไปไม่ขาย ขายเพียง4รายการ !”
“ได้ ! นี่คือเงิน2พันตำลึง ตกลงกันก่อนว่าอาหารไม่กี่รายการนี้ต้องขายให้ร้านเราเท่านั้น ห้ามขายให้ร้านอื่น !” รองเจ้าของร้านนำเงินออกมาวางบนโต๊ะอย่างอารมณ์ดี
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “แน่นอน ผู้ไร้สัจจะย่อมไม่มีที่ยืน เรื่องความซื่อสัตย์นี้พวกเรามี แต่ถ้าคนอื่นมาเรียนไปจากร้านพวกท่านได้ก็จะไม่เกี่ยวกับข้าแล้ว ! ข้ายังขอเพิ่มเงื่อนไขอีกข้อคือเมล็ดสนของร้านท่าน พวกเราฉือหลี่โกวต้องได้รับสิทธิพิเศษในการจัดหาให้ !”
“หมายความว่าอย่างไร ?” รองเจ้าของร้านถาม
“สิทธิพิเศษในการจัดหาก็คือแต่ละเดือนพวกท่านต้องการเมล็ดสนเท่าไหร่ พวกเราฉือหลี่โกวจะขายให้พวกท่านในราคาตลาด มีเพียงสถานการณ์ที่ฉือหลี่โกวไม่มีสินค้าเท่านั้น ท่านถึงจะไปซื้อจากที่อื่นได้ เรื่องนี้ ต้องเพิ่มลงในสัญญา ถ้าพวกท่านผิดสัญญาจะต้องชดใช้เป็นเงินสามเท่าของสูตรอาหาร !” ถ้าไม่ใช่เพราะหาช่องทางให้แก่เมล็ดสนของฉือหลี่โกว หลินเว่ยเว่ยก็ไม่มีทางออกมาขายสูตรในเวลานี้เพราะนางไม่ได้ขาดแคลนเงิน
“เอ่อ…แล้วถ้าคุณภาพเมล็ดสนของพวกท่านไม่ดีหรือส่งสินค้าไม่ทันเวลา เช่นนั้นจะไม่ทำให้กิจการเราเสียหายหรือ ?” รองเจ้าของร้านกังวลอยู่พอสมควร
หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ท่านวางใจได้ ! หากคุณภาพเมล็ดสนตกต่ำจนถึงขั้นนั้น ท่านสามารถปฏิเสธการรับซื้อได้เลย หากเป็นเพราะส่งสินค้าไม่ทันเวลาแล้วทำให้กิจการเสียหาย เราจะชดใช้เป็นสองเท่า ! เรื่องพวกนี้สามารถเขียนลงในสัญญาได้ทั้งหมด !”
แม้แต่เรื่องที่รองเจ้าของร้านกังวล อีกฝ่ายยังคิดได้อย่างรอบคอบแล้วจะมีเหตุผลใดไม่ลงนามในสัญญา ? อีกอย่างคือเมล็ดสนจะซื้อบ้านไหนก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ ? สู้ซื้อที่สะดวกหน่อยเพื่อผูกสัมพันธ์ไว้ ไม่แน่วันหน้าอาจต้องไปขอพึ่งอีกฝ่ายก็ได้ !
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เขียนสูตรอาหารข้าวผัดปลากับเมล็ดสน กุ้งผัดเมล็ดสน แฮมเมล็ดสนและไข่กวนเต้าหู้หมักเมล็ดสนให้พวกเขา ทั้งยังลงมือทำอาหารทุกจานให้ชิมด้วย
กุ้งผัดเมล็ดสนมีรสชาติกรุบกรอบสมชื่อ รสชาติถูกปากคนกิน แฮมเมล็ดสนสีแดงสวยสด รสชาติชื่นใจ ไข่กวนเต้าหู้หมักเมล็ดสนคือการผสมผสานชนิดใหม่ เต้าหู้หมักถูกขนานนามว่าเป็น ‘ชีสแห่งตะวันออก’ มันเข้ากับไข่มาก เมื่อคั่วเมล็ดสนให้หอมแล้วกวนกับไข่เต้าหู้หมักก็มีรสชาติเพิ่มขึ้นอีกระดับทันที
ไม่ว่าจะเป็นหลงจู๊ฟางหรือรองเจ้าของร้านก็พอใจในอาหารไม่กี่อย่างนี้ พวกเขาคิดว่ามันคุ้มกับเงินที่ลงทุนไป ! เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าเมื่ออาหารรายการพิเศษจากเมล็ดสนถูกเปิดตัวก็จะดึงดูดลูกค้าหน้าใหม่และเก่าให้มาลิ้มลองแน่นอน รสชาติและคุณภาพของอาหารสามารถช่วยดึงดูดลูกค้ามากินเพิ่มกว่าเดิม ยังต้องกังวลว่าจะโดนร้านฝั่งตรงข้ามแย่งลูกค้าไปอีกหรือ ?
หลินเว่ยเว่ยเห็นอีกฝ่ายจ่ายเงินด้วยความสุข นางก็ดีใจและมอบสูตรปวยเล้งผัดเมล็ดสนให้พวกเขาอีกรายการ มันไม่ได้ยากอะไร ทว่ารสชาติดีสุดๆ
ดวงตารองเจ้าของร้านกลอกไปมา จากนั้นก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ใครๆก็บอกว่าเรื่องดีมักมาเป็นคู่ เวลายกอาหารที่มีเมล็ดสนห้าจานนี้ออกไปจะดูไม่ดีสักเท่าไรนัก เช่นนั้น…กู่เหนียงขายให้เราอีกสักสูตรได้หรือไม่ ?”
“รองเจ้าของร้านทำการค้าเก่งเสียจริง !” หลินเว่ยเว่ยไม่ชมไม่ได้ ท้ายที่สุดนางจึงเขียนสูตรข้าวโพดผัดเมล็ดสนสุดคลาสสิคให้เขาและรับเงินมาอีก500ตำลึง !
ตามชื่อเรียกคือวัตถุดิบหลักของข้าวโพดผัดเมล็ดสนย่อมเป็นเมล็ดสนกับข้าวโพด เมนูข้าวโพดผัดเมล็ดสนนี้จะใส่ถั่วลันเตาและแครอทหั่นเต๋าลงไปเพื่อเพิ่มสีสัน ในเวลาเดียวกันยังเพิ่มลูกเกดและเนื้อสัตว์เพื่อปรับรสชาติด้วย เจ้าเมนูข้าวโพดผัดเมล็ดสนนี้ไม่ว่าจะสีสันหรือรสชาติก็โดดเด่นเป็นพิเศษ เป็นที่รักของสตรีและเด็ก ทำให้รองเจ้าของร้านยิ้มไม่หุบอีกด้วย !
หลงจู๊ฟางยังไม่ลืมข้อชี้แนะ3ประการของนาง แค่2ประการแรกก็ทำให้ประหลาดใจแล้ว ดังนั้นประการสุดท้ายจึงทำให้เขาตั้งตารอกว่าเดิม “หลินกู่เหนียง เมื่อครู่ท่านบอกว่ามีข้อเสนอแนะสามประการแล้วข้อสุดท้ายคืออันใดหรือ ?”
“ประการที่สามก็พูดไปแล้วไม่ใช่หรือ ?” ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยเบิกกว้างและเปล่งประกายขึ้นมาทันที
ตอนที่ 207: ล่อลวงผู้ใด?
หลงจู๊ฟางขมวดคิ้วแล้วพยายามครุ่นคิด แต่ยังคิดไม่ออกหลินเว่ยเว่ยก็ส่งสัญญาณให้เขาโดยหันไปทางหนิงตงเซิ่ง
“อ้อ…ที่ท่านพูดคือร่วมมือกับร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้เพื่อเปิดตัวของหวานหลังมื้ออาหารใช่หรือไม่ ?” หลงจู๊ฟางเผยสีหน้าเข้าใจออกมา
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ใช่ ! แค่ไม่กี่เดือนขนมร้านตระกูลหนิงก็ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในอำเภอเป่าชิง ไม่ว่าด้านรสชาติหรือรูปลักษณ์ก็ไม่เหมือนของร้านอื่น ดูแถวยาวหน้าร้านเขาก็รู้แล้ว ถ้าหยวนเค่อหลายร่วมมือกับตระกูลหนิง สองฝ่ายย่อมมีแต่ได้กับได้ !”
ถูกต้อง ถ้าหยวนเค่อหลายรับขนมจากร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ก็จะสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่รักขนมร้านตระกูลหนิงมาที่ร้านได้ การที่หยวนเค่อหลายเปิดตัวของหวานหลังมื้ออาหารก็ยังสร้างชื่อเสียงให้ร้านตระกูลหนิงด้วย ถ้าไม่เรียกว่ามีแต่ได้กับได้จะเรียกว่าอะไร ?
รองเจ้าของร้านหยวนเค่อหลายอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “น้องหนิง ถ้ากู่เหนียงอยากเข้ามาในวงการค้าขายล่ะก็ เราสองคนคงมีศัตรูตัวฉกาจเพิ่มมาอีกคนแน่นอน !”
“เหตุใดไม่เรียกหุ้นส่วนที่ดีแทนศัตรูตัวฉกาจ ? ” หลินเว่ยเว่ยยิ้มมุมปาก “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะเข้าวงการค้าขายเพราะที่บ้านเดินบนเส้นทางเกษตรกร”
เป็นเกษตรกรและไม่ได้เข้ามาแย่งรายได้ของเจ้าเลยสักนิด ชั่วอึดใจเดียวก็ได้เงินเข้ากระเป๋ากว่า2พัน5รอยตำลึง แค่ความรวดเร็วในการหาเงินนี้ก็ทำให้คนอยากเข้ามาประจบแล้ว !
ตอนออกมาจากหยวนเค่อหลายก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว หลินเว่ยเว่ยอ้าปากหาวพลางทุบไหล่ไปด้วย จากนั้นนางก็กล่าวว่า “วันนี้เหมือนไปรบกับใครมาไม่มีผิด ไม่มีเวลาให้ว่างเลยสักนิด…”
เจียงโม่หานเหลือบมองนาง เรียกว่าต่อสู้อันใดกัน เจ้าไปต่อสู้มาจริงๆต่างหาก แถมยังเป็นมนุษย์โอสถที่ฟันแทงไม่เข้าอีกด้วย !
หนิงตงเซิ่งคลี่ยิ้ม “ข้าจองโรงเตี๊ยมด้านหน้าไว้แล้วเพื่อเปิดห้องให้หลินกู่เหนียงและทั้งสองท่านจำนวนสามห้อง เดินไปอีกไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว…”
พวกหลินเว่ยเว่ยไม่ทันระวังก็กินจนแน่นท้องจึงเดินเล่นบนถนนต่ออีกสักพัก หลังจากหลินเว่ยเว่ยขอบคุณหนิงตงเซิ่งแล้วก็พูดกับเจียงโม่หานว่า “คุณชายหนิงคิดได้รอบคอบมาก นิสัยก็ดี ผู้ชายอบอุ่นใครได้เป็นสามีจะต้องมีความสุขมากแน่นอน !”
ฝีเท้าของเจียงโม่หานหยุดเดินทันที ดวงตาจับจ้องไปที่หลังศีรษะของนาง เด็กคนนี้หมายความว่าอย่างไร ? ชอบเจ้าแซ่หนิงแล้วหรือ ? ต้องทำอย่างไรเล่า? เขา…ในฐานะที่เขาเป็นพี่ชายของเด็กตัวแสบต้องคอยตรวจสอบให้นาง !
ชายแซ่หนิงมีอันใดดี ? ดูสิ ! ดวงตาดอกท้อคู่นั้นแค่มองก็รู้ว่าโปรยเสน่ห์ไปทั่ว แถมยังชอบยิ้มให้ตนดูหล่อเหลาตลอด จะล่อลวงผู้ใด ? อีกอย่างแม้ว่าตระกูลหนิงมียศศักดิ์ แต่สุดท้ายก็เป็นแค่ตระกูลพ่อค้า เจ้าแซ่หนิงก็เป็นแค่บุตรชายของอนุภรรยา ให้มองอย่างไรก็ไม่คู่ควร !
เขารีบเดินตามไปสองก้าว เมื่อเข้าไปยืนด้านข้างหลินเว่ยเว่ย แล้วเขาก็กล่าวออกมาเบาๆ “เวลามองคนจะมองแค่รูปโฉมภายนอกไม่ได้ บางคนดูอบอุ่นใจดีเวลาอยู่ข้างนอก แต่พอกลับบ้านแล้วระบายโทสะใส่คนในครอบครัว ทุบตีภรรยา ข่มเหงบุตรราวกับเป็นคนละคน! ทว่ามีคนบางกลุ่มที่ภายนอกดูเข้าถึงยากแต่สลักชื่อลูกเมียไว้ที่กระดูก ยอมโดนคนในครอบครัวด่าว่าตามใจชอบ ! ”
ผู้ที่เขากล่าวถึงคือคนที่เคยเห็นในอดีตชาติ แต่หลินเว่ยเว่ยเข้าใจผิดไปในทางอื่น นางฉีกยิ้มหวานจนตาเป็นเสี้ยวพระจันทร์ จากนั้นก็ย้อนถามว่า “บัณฑิตน้อย เจ้ากำลังสื่อถึงอะไร ?”
ใบหน้าของเจียงโม่หานแข็งทื่อทันที “สื่ออะไร ? ผู้ที่อยู่นอกบ้านและในบ้านทำตัวไม่เหมือนกัน ข้าเห็นมาเยอะแล้ว ก็แค่อยากเตือนเจ้าไว้เท่านั้น !”
“เตือนข้า ? ไม่จำเป็นหรอก ข้าไม่ได้คิดอันใดกับเขาเสียหน่อย!” หลินเว่ยเว่ยยักไหล่ สองมือไพล่หลังเลียนแบบท่าทางของบัณฑิตหนุ่มแล้วเดินต่อไปด้านหน้า
เจียงโม่หานหมดถ้อยคำที่จะกล่าวออกมา เด็กประหลาดนี้จะมีคนแบบใดทนนางได้ ? ชอบทำให้ผู้อื่นเป็นห่วงเก่งนัก !
หนิงตงเซิ่งพาทั้งสามคนไปส่งที่โรงเตี๊ยมและบอกลาอย่างรู้ความ “ทั้งสามท่านคงเหนื่อยมากแล้ว รีบพักผ่อนเถิด ! พรุ่งนี้ข้าจะสั่งให้คนมารับพวกท่านออกนอกเมือง !”
หลินเว่ยเว่ยก็ไม่เกรงใจ “คุณชายหนิงคิดได้รอบคอบมาก ถ้าเช่นนั้นพวกเราไม่เกรงใจท่านแล้ว คุณชายหนิง ราตรีสวัสดิ์ !”
หลังกล่าวจบนางก็โบกมือให้หนิงตงเซิ่งแล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมทันที เป็นเวลา2วัน1คืนที่ไม่ได้อาบน้ำ วันนี้ยังไปต่อสู้มาอีก ตัวเหม็นจะตายอยู่แล้ว รีบผสมน้ำร้อนอาบหน่อยดีกว่า !
คุณชายหนิงมองตามแผ่นหลังของหลินเว่ยเว่ยที่ค่อยๆหายขึ้นไปบนบันไดแล้วปากถึงจะพึมพำออกมาว่า “ราตรีสวัสดิ์…”
ถ้อยคำเมื่อครู่ของหลินเว่ยเว่ยกับเจียงโม่หาน เขาพอได้ยินอยู่บ้าง หลินกู่เหนียงชมว่าเขาเป็นคนอบอุ่นและยังบอกว่าใครแต่งกับเขาจะต้องมีความสุขมาก นี่ทำให้หัวใจอดมีความหวังขึ้นมาไม่ได้…บางที ถ้าเขามีโอกาสได้ใกล้ชิดกับหลินกู่เหนียงอีกหน่อย ทำให้นางรู้จักตัวตนมากขึ้นก็คงมีหวังมากเรื่อยๆ
แต่คำพูดประโยค ‘ไม่ได้คิดอันใดกับเขา’ ของหลินเว่ยเว่ยเหมือนสาดน้ำเย็นใส่เขาอีกครั้ง…นางไม่ได้คิดว่าตัวเขาดีมากหรือ ? แล้วเหตุใดไม่ยอมให้โอกาสกันเลย ?
ไม่ ! โอกาสเป็นสิ่งที่ควรไขว่คว้ามาด้วยตนเอง ถ้าไม่พยายามสักครั้งต้องทำให้เขาเสียใจไปชั่วชีวิต ! หนิงตงเซิ่งกำหมัดแน่นพลางให้กำลังใจตัวเอง !
“พี่รอง คุณชายหนิงดีต่อท่านถึงเพียงนี้ เขาคงไม่ได้คิดอันใดหรอกกระมัง ?” ยิ่งคิดหลินจื่อเหยียนก็ยิ่งรู้สึกว่าผิดปกติ เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าหนิงตงเซิ่งขยันเอาใจพี่รองมากเกินจำเป็น ?
หลินเว่ยเว่ยหันไปเขกศีรษะน้องชาย “เขาต้องคิดอยู่แล้ว ! เขาอยากกล่อมให้พี่รองของเจ้ายอมขายสูตรอีกหลายๆสูตรอย่างไรเล่า ! ดูเจ้าสิ อายุแค่นี้ไม่ยอมตั้งใจเรียน ในสมองเต็มไปด้วยสิ่งใดนัก ?”
หลินจื่อเหยียนลูบหน้าผากที่เริ่มแดงของตนแล้วบ่นว่า “ไอหยา เหมือนจะบวมด้วย พี่รองนี่จริงๆเลย ไม่รู้หรือว่าตัวเองแรงเยอะ กลัวข้านอนไม่หลับจึงอยากตีให้สลบใช่หรือไม่?”
ขณะเดินผ่านเขาไป เจียงโม่หานก็ทิ้งถ้อยคำแสนเย็นชาไว้สั้นๆ “ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไปการศึกษาทุกอย่างเพิ่มเป็นเท่าตัว !”
หลินจื่อเหยียนคร่ำครวญทันที “ศิษย์พี่เจียง ท่านไม่ได้บอกว่าเรียนและพักผ่อนอย่างเพียงพอจะทำให้ผลลัพธ์ออกมาดีกว่าไม่ใช่หรือ ? แล้วเหตุใดถึงเปลี่ยนใจเสียได้ ?”
เมื่อเข้าห้องพักแล้วเจียงโม่หานก็ปิดประตู ทว่าคำพูดประโยคเดียวก็ทำให้หลินจื่อเหยียนหัวหมุนได้แล้ว “เรียนด้วยพักผ่อนด้วยก็เพราะเหลือเวลาให้เจ้าคิดทบทวน ไม่ได้เอาไว้ให้สมองของเจ้าเต็มไปด้วยเรื่องไร้สาระ !”
“ข้าผิดอันใด ? เห็นอยู่ชัดๆว่าคุณชายหนิงคิดบางอย่างกับพี่รอง นอกจากคนตาบอดเท่านั้นที่มองไม่ออก ! เหตุใดแต่ละคนต้องทำโทษข้าด้วย คนหนึ่งลงโทษด้วยกำลัง คนหนึ่งลงโทษด้วยตำรา ร่วมมือกันได้ดีเสียจริง !” หลินจื่อเหยียนบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ
“สามเท่า !” เสียงของเจียงโม่หานดังทะลุประตูออกมา หลินจื่อเหยียนจึงรีบหุบปากทันทีแล้วรีบวิ่งเข้าห้องของตน หลังกระโดดขึ้นเตียงนิ่มก็นอนหลับภายในไม่กี่อึดใจ…เวลา2วัน1คืนที่ผ่านมาทรมานเด็กน้อยคนหนึ่งมากเกินพอแล้ว
หลินเว่ยเว่ยให้เงินค่าเหนื่อยแก่พนักงาน10อีแปะเพื่อให้เขาต้มน้ำแล้วยกไปไว้ที่ห้องอาบน้ำ พนักงานบ่นในใจ ‘ปีแห่งภัยแล้งเช่นนี้ มีพื้นที่มากมายไม่มีแม้แต่น้ำดื่ม นางยังจะเรื่องมากอีก’ ทว่าเพื่อเงิน10อีแปะ เขาก็อดทนทำตามคำสั่ง
น้ำร้อนที่พนักงานยกเข้ามาเพียงพอให้นางเช็ดตัวเท่านั้น หลินเว่ยเว่ยจึงจัดการตัวเองง่ายๆ นางเข้าไปในมิติน้ำพุวิญญาณแล้วลงไปว่ายน้ำเล่นอย่างมีความสุข ขณะเดียวกันก็ถือว่าได้สระผมไปด้วย โคลนบนตัวก็โดนล้างออกไม่น้อย ให้ตายสิ…นางไม่เคยสกปรกเช่นนี้มาก่อน !
ตอนที่ 208: กลับมาสติไม่ดีเหมือนเดิม ?
ข้าวสาลีที่ปลูกไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณ อีกครึ่งเดือนก็น่าจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ข้าวสาลีมีรวงสีทองหนักอึ้ง เมล็ดอวบอิ่ม ผลผลิตที่ได้จะต้องสูงกว่าแปลงนาตระกูลหลินแน่นอน เนื่องจากข้าวสาลีในแปลงนาใช้น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณมารดตอนมันโตได้ครึ่งหนึ่งแล้ว ซ้ำยังเป็นน้ำที่เจือจางแล้วด้วย ทว่าในมิติน้ำพุวิญญาณใช้น้ำที่บริสุทธิ์รดตลอด จะเหมือนกันได้อย่างไร ?
หลินเว่ยเว่ยเช็ดผมที่เปียกชื้น ขณะเดินมาข้างแปลงข้าวสาลี นางก็เด็ดเมล็ดข้าวออกมาหนึ่งเมล็ด หลังแกะเปลือกด้านนอกออกแล้วก็ใส่เข้าปากเพื่อลิ้มรส…ดี ดีมาก ! ไม่ได้มีผลลัพธ์ที่เกินความเป็นจริง ( เจ้าอ่านนิยายมากไปต่างหาก ) อย่างมากก็…รสชาติดีกว่าหน่อย หากได้กินในระยะยาวน่าจะมีผลดีต่อร่างกายใช่หรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยเชื่อมั่นว่าผลผลิตในมิติน้ำพุวิญญาณจะต้องเป็นของดี ต่อไปต้องให้คนในบ้านกินก่อนเพราะคนในครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด !
นางยังเดินมาใต้ต้นท้อป่า…นี่คือลูกท้อรสชาติดีที่สุดซึ่งนางเลือกมาจากในป่าโดยใช้น้ำในมิติน้ำพุวิญญาณรดให้ชุ่มทุกวัน ต้นท้อเติบโตได้เป็นอย่างดี ลูกท้อแม้จะไม่ใหญ่แต่มีรสหวานและกรอบมาก
มิติน้ำพุวิญญาณยังมีข้อดีอีกหนึ่งอย่างก็คือเมื่อผลไม้สุกแล้ว ถ้าไม่เด็ดมันก็จะไม่มีวันร่วงลงมาเพราะสุกงอมจนเต็มที่ มันจะห้อยอยู่บนกิ่งด้วยสภาพดีเยี่ยมเช่นนั้นตลอดไป
เรื่องเดียวที่ทำให้หลินเว่ยเว่ยค่อนข้างเสียใจคือเวลาในมิติน้ำพุวิญญาณใกล้เคียงกับโลกภายนอก พืชผลจึงไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ทุก2-3วัน หรือทุก10วันครั้ง ( โถโถ คนเราจะโลภเกินไปไม่ได้ โลภมากจะโดนฟ้าผ่า เจ้าต้องรู้จักพอ! )
หลังกินลูกท้อเสร็จแล้ว นางก็หันไปเห็นข้าวโพดที่กำลังจะสุก นางจึงคิดขึ้นมาว่าพอกลับไปถึงบ้านจะเด็ดไปสักสองสามฝักแล้วต้มให้ทุกคนลองชิมเสียหน่อย !
เมื่อผมแห้งไปครึ่งหนึ่งแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เดินหาวออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณ หลังฟุบลงเตียงแล้วนางก็นอนหลับเหมือนตาย เจียงโม่หานที่พักผ่อนอยู่ห้องด้านข้างได้ยินเสียงลมหายใจของนางค่อยๆแผ่วลง เขาจึงส่ายหน้า…สองพี่น้องคู่นี้หลับง่ายเหมือนกันไม่มีผิด !
หลังวางตำราแล้วดับเทียน เจียงโม่หานก็ล้มตัวนอนและหลับตา ค่ำคืนเงียบสงัด นอกจากเสียงเคาะบอกเวลาบนท้องถนนแล้วจันทราก็เหมือนจะหลับใหลไปด้วย เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอจากข้างห้อง เขาก็เข้าสู่ดินแดนแห่งความฝัน…
กลางดึก จู่ๆเจียงโม่หานก็ตกใจตื่น ดวงตาแหลมคมสว่างขึ้นในความมืด ผิดปกติ เหตุใดจังหวะลมหายใจของห้องข้างๆ ถึงหนักเบาปั่นป่วน ? เด็กตัวแสบฝันร้ายหรือไม่ ? ร่างกายเป็นอันใดไป ?
เขารีบใส่เสื้อตัวนอกแล้วออกไปเคาะประตูห้องด้านข้างเบาๆ เมื่อผ่านไปสักพักแล้วยังไม่มีการตอบสนอง เขาก็เริ่มออกแรงเคาะ เสียงนี้แม้แต่คนที่นอนหลับเหมือนหมูตายก็ยังตกใจตื่นขึ้นมา แต่คนภายในห้องยังไม่มีเสียงตอบกลับ ส่วนหลินจื่อเหยียนที่อยู่ห้องข้างหลินเว่ยเว่ยก็ตื่นแทน !
“ศิษย์พี่เจียง กลางดึกท่านไม่นอน มาเคาะห้องพี่รองด้วยเหตุใด ? อ้อ…ท่านคงไม่ได้…ได้…มีความคิดสกปรกต่อพี่รองกระมัง ?” ทันใดนั้นดวงตาที่ง่วงงุนของหลินจื่อเหยียนก็มีประกายไฟปรากฏขึ้น !
เจียงโม่หานถลึงตาใส่เขา เกรงว่าการศึกษาหนักขึ้นสามเท่าจะเป็นการเมตตามากเกินไป !
เจียงโม่หานพูดว่า “เกิดเรื่องกับพี่รองของเจ้าแล้ว ! อย่าพูดมาก รีบเปิดประตู !”
หลินจื่อเหยียนได้ยินเช่นนั้น ตัวง่วงงุนก็บินหนีไปทันที ว่าอย่างไรนะ ? เกิดเรื่องกับพี่รอง ? แต่จะเกิดอันใดขึ้น ? หรือว่า…มือสังหารหมินอ๋องซื่อจื่อโกรธแค้นที่พี่รองทำลายงานของพวกมันจึงมาลงมือกับนาง ?
เท้าของหลินจื่อเหยียนทำลายสลักประตูทันที ส่วนตัวคนก็ลงไปนอนราบกับพื้นเหมือนกบโดนทับ เจียงโม่หานเดินอ้อมตัวเขาแล้วมายังข้างเตียง
หลินเว่ยเว่ยที่นอนอยู่บนเตียงมีใบหน้าแดงก่ำเหมือนปูต้มสุกไม่มีผิด เจียงโม่หานวางมือไว้บนหน้าผากนาง…ร้อนมาก !
ในความฝัน หลินเว่ยเว่ยถูกล้อมไว้ด้วยเปลวเพลิง ไม่ว่าทำอย่างไรก็ไม่อาจฝ่าออกมาได้ ทันใดนั้นนางก็สัมผัสได้ถึงความเย็นที่เข้ามาล้อมรอบกาย นางจึงเอื้อมมือไปสัมผัสกับความเย็นสบายนั้นแทน
เจียงโม่หานมองมือของตนที่โดนกอดไว้แน่น แถมยังเอาแก้มมาถูมืออย่างหน้าไม่อาย ท่าทางเช่นนี้…เหมือนแมวพันธุ์ปั๋วซื่อ ( เปอร์เซีย ) แสนล้ำค่าที่เขาเลี้ยงไว้ในชาติที่แล้วมาก !
เขาดึงมือออกไม่ได้จึงพูดกับหลินจื่อเหยียนที่เพิ่งลุกขึ้นจากพื้นว่า “พี่รองของเจ้าไข้ขึ้น ผ้าเช็ดหน้าของเจ้าอยู่ที่ใด…”
“พี่รอง…ป่วยหรือ ?” หลินจื่อเหยียนตื่นตระหนกทันที ช่วงหลายเดือนมานี้หลินเว่ยเว่ยกลายเป็นผู้ที่สามารถทำได้ทุกอย่างสำหรับหลินจื่อเหยียนไปแล้ว นางคือเสาหลักของครอบครัว บัดนี้พี่รองผู้แข็งแกร่งราวกับวัวล้มป่วย แถมยังป่วยหนักจนไม่ได้สติด้วย…
“ผ้าเช็ดหน้า? ใช่ ผ้าเช็ดหน้า! ผ้าเช็ดหน้าของข้า…” หลินจื่อเหยียนค้นหาตามตัวอย่างสะเปะสะปะ ไม่มี ? เหตุใดจึงไม่มี ? เขาจำได้ว่าพกติดตัวตลอด…รีบโผล่ออกมาสิ !
เจียงโม่หานขยับมุมปาก…นี่เป็นสัญญาณของความไม่พอใจ เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาทำให้มันเปียกจากน้ำในกระบอกน้ำบนโต๊ะ จากนั้นก็พับเป็นทบด้วยมือข้างเดียวแล้ววางบนหน้าผากของหลินเว่ยเว่ย
หลินเว่ยเว่ยที่ยังหลับไหลพ่นลมหายใจออกมา นางไล้มือที่จับมือเขาอยู่ไปมาเหมือนเด็กน้อยที่ทำสิ่งใดไม่ได้ ต่อจากนั้นนางก็กอดแขนเขาไว้แนบหน้าอกเหมือนตุ๊กตาตัวหนึ่ง
เวลานอนหลินเว่ยเว่ยถอดเสื้อชั้นนอกออกจึงเหลือเพียงเสื้อตัวในเนื้อบาง เด็กสาวอายุ14ปีเริ่มมีหน้าอกแล้ว เจียงโม่หานสัมผัสได้ว่าแขนของตนถูกเจ้าก้อนนิ่มตรึงไว้ ตัวเขาก็แข็งทื่อทันที ใบหน้าหล่อเหลามีสีแดงระเรื่อเล็กน้อย…
เขาเบือนหน้าหนีแล้วค่อยๆดึงแขนออก จากนั้นก็หยิบกระบอกน้ำ เมื่อประคองตัวหลินเว่ยเว่ยให้อยู่ในท่ากึ่งนั่ง เขาก็ค่อยๆป้อนน้ำให้นางดื่ม
หลินเว่ยเว่ยที่ฝันว่าโดนไฟเผาอยู่นานสองนานจึงสัมผัสได้ว่ามีน้ำหวานเข้ามาในปาก นางจึงรีบกลืน…และนางก็ไม่ทันระวังจนทำให้ตนสำลักในที่สุด !
เจียงโม่หานตบแผ่นหลังนางเบาๆ พลางกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “ดื่มช้าๆหน่อย ไม่มีใครแย่งเจ้าหรอก !”
“พี่รอง พี่รอง ! ท่านได้ยินเสียงข้าหรือไม่ ? ท่านลืมตามาดูข้าหน่อยเถิด !” หลินจื่อเหยียนเป็นเพียงเด็กอายุ13ปี เด็กน้อยที่ยังไม่เคยเผชิญเรื่องทางโลก ดวงตาของเขาแดงก่ำ แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและหวาดกลัวขณะเรียกหลินเว่ยเว่ยด้วยเสียงอ่อนแรง
ผ้าเช็ดหน้าเปียกที่วางอยู่บนหน้าผากของหลินเว่ยเว่ยอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจุ่มลงในน้ำเย็นสองสามครั้งแล้วความร้อนก็ยังมีอยู่ ไม่ได้ทำให้ไข้ของนางลดลงสักนิด เจียงโม่หานจึงใส่เสื้อนอกให้หลินเว่ยเว่ยแล้วอุ้มนางขึ้นพร้อมพูดกับหลินจื่อเหยียนว่า “ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ นางจะไข้ขึ้นจนทนไม่ไหว ข้ารู้จักโรงหมอแถวนี้ ต้องรีบพานางไปหาโดยเร็วที่สุด…”
หลังผ่านความตื่นตระหนกในตอนแรกแล้ว หลินจื่อเหยียนก็ค่อยๆกลับมาใจเย็น “ศิษย์พี่เจียง พี่รองไข้ขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ? ไข้ขึ้นมานานเท่าใดแล้ว ?”
ข้าจะรู้ได้อย่างไร ข้าไม่ได้นอนห้องเดียวกับนาง…แคกแคก ! เจียงโม่หานหูแดง ขณะเดียวกันก็พูดว่า “อย่าเพิ่งเอ่ยถึงเรื่องพวกนี้ พาคนไข้ไปหาหมอสำคัญกว่า !”
“ศิษย์พี่เจียง ท่านว่า…พี่รองจะไข้ขึ้นจนสมองได้รับผลกระทบ แล้วกลับมาสติไม่ดีเหมือนเดิมหรือไม่ ?” หลินจื่อเหยียนเดินตามเจียงโม่หานลงจากโรงเตี๊ยม คาดไม่ถึงว่าคนที่ดูอ่อนแออย่างศิษย์พี่เจียงจะมีแรงเยอะ แม้อุ้มคนน้ำหนัก110จิน ( 55กิโลกรัม ) เอาไว้ก็ยังเดินเร็วกว่าเขาเสียอีก !
เจียงโม่หานตกตะลึง คงไม่โชคร้ายถึงเพียงนั้นกระมัง ?
ตอนที่ 209: ค่ำคืนยาวนาน ไร้ใจนิทรา
หากเด็กตัวแสบกลับมาเป็นนางเด็กโง่คนเดิมก็จะไม่มีคนตั้งใจทำอาหารที่เขาชอบ ไม่มีคนเสียเวลาตุ๋นน่องไก่ ตุ๋นหมูสามชั้นที่ใช้เวลาถึงครึ่งค่อนวันให้ในยามที่เขาปวดท้อง ไม่มีคนกล้าเข้ามาทำหน้าทะเล้นเพื่อเอาใจในเวลาที่เขาทำหน้าตาเย็นชา…
เจียงโม่หานรู้สึกว่าตอนนี้สีหน้าของตนย่ำแย่เอาเสียมากๆ เขาพูดกับหลินจื่อเหยียนอย่างเย็นชา “ไม่ ! เจ้าคิดในแง่ดีหน่อยไม่ได้หรือ ?”
หลินจื่อเหยียนตอบ “ข้า…ข้ากังวลไม่ได้หรือไร ?”
ต่อจากนั้นทั้งสองคนก็เคาะประตูโรงหมออยู่นานสองนานกว่าจะมีคนออกมาเปิดประตูพลางบ่นว่า “เคาะอันใดนักหนา ? มาเคาะประตูก็ไม่ดูเวลาบ้าง ! ข้าทำงานนอกเมืองมาทั้งวันแล้ว เมื่อครู่เพิ่งได้เข้านอน มือสังหารนี่ก็จริงๆเลย จะเลือกวันลอบสังหารวันใดก็ไม่เลือก ต้องเป็นวันนี้เสียได้ ซวย…”
“ท่านหมอ จู่ๆ พี่รองของข้าก็ไข้ขึ้นกะทันหัน ท่านรีบดูอาการให้นางหน่อยเถิด !” หลินจื่อเหยียนเห็นประตูถูกเปิดออกเป็นช่องเล็กๆ เขาจึงรีบกระโจนเข้าไปทันที
ซ่งหมิงซวนยกมือกุมจมูกแล้วล้มลงนั่งกับพื้น…คนบ้าที่ไหนกัน ? รู้อยู่ว่าหลังบานประตูมีคนก็ยังจะออกแรงผลักเข้ามา เจ้าเด็กนี่คงไม่ใช่คนที่ศัตรูส่งมาแก้แค้นเขาหรอกกระมัง ?
หลินจื่อเหยียนเห็นว่าตนวู่วามเกินไปจนได้เรื่องจึงรีบทำมือคารวะและขอโทษทันที “ขออภัยด้วย ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ข้าไม่ได้ตั้งใจ…ข้าแค่ใจร้อนเกินไปเท่านั้น !”
ซ่งหมิงซวนเช็ดน้ำตาตรงหางตาและลูบจมูกที่เจ็บแสบของตนเบาๆ…โชคดีที่ไม่โดนชนจนดั้งหัก ! ทั่วใบหน้าของเขามีเพียงจมูกเท่านั้นที่ดูดี มันโด่งได้รูปและนี่ก็เป็นอาวุธที่เขาใช้เกี้ยวภรรยา…
“ใครป่วย !” ซ่งหมิงซวนวางมาดทันทีเพราะตอนนี้เขาเป็นถึงหมอรักษาอาการบาดเจ็บของหมินอ๋องซื่อจื่อจึงพลอยมีบารมีตามไปด้วย ดังนั้นเขาจะต้องมีทั้งชื่อเสียงและโชคลาภแน่นอน !
เจียงโม่หานยกผ้าที่คลุมตัวหลินเว่ยเว่ยออก ซ่งหมิงซวนก็ใช้แสงจากตะเกียงสลัวข้างประตูส่องหน้าคนไข้ให้ชัดเจนขึ้นมา…ไอหยา ! นี่ไม่ใช่เด็กที่เสี่ยงชีวิตช่วยหมินอ๋องซื่อจื่อไว้หรือ ? ตอนกลางวันไม่ได้ร่าเริงอยู่หรือไร แม้แต่ยักษ์ประหลาดก็ยังกล้าสู้ เหตุใดพอตกกลางคืนก็กลายเป็นแมวป่วยไปแล้ว ?
ความง่วงของซ่งหมิงซวนหายวับทันตา “อุ้มมาวางด้านใน !”
เจียงโม่หานวางหลินเว่ยเว่ยลงที่เตียงผู้ป่วยอย่างเบามือ ส่วนซ่งหมิงซวนก็รีบจับชีพจรนาง ภายใต้สายตากังวลของนักปราชญ์น้อยทั้งคู่ เขาจึงขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “เพราะนางตื่นตระหนกมากเกินไป ไม่เป็นอันใดมาก ประเดี๋ยวข้าจัดยาสงบจิตใจให้นาง ก่อนฟ้าสางไข้ก็จะลดเอง !”
ซ่งหมิงซวนบ่นในใจ คิดว่าจะเก่งเพียงใด ! องครักษ์ยังสู้ไม่ได้แต่นางกลับพุ่งเข้าไป คนน่ะช่วยไว้ได้แล้ว แต่ตัวเองตกใจจนล้มป่วย ! เฮ้อ ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงเด็ก คงเพราะเห็นคนตายต่อหน้าครั้งแรกสิท่า ? การจะตกใจหรือหวาดกลัวก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ยาก !
“ข้าจะไปต้มยา !” หลินจื่อเหยียนรีบแย่งพูด นางหวงต้องดื่มยาทุกวัน เด็กในบ้านล้วนกตัญญูจึงแย่งต้มยาก่อนมารดาลงมือเองเสมอ วิธีการต้มยาจึงถือว่าได้ฝึกฝนมาทุกคน
เจียงโม่หานยื่นกระบอกน้ำให้ “ใช้น้ำในกระบอกนี้ !”
ในความคิดของเจียงโม่หานคือปีแห่งภัยแล้งเช่นนี้ บ่อน้ำในเมืองก็น่าจะมีเหลือเพียงชั้นดินบางๆเท่านั้นย่อมไม่ปลอดภัยเท่าน้ำจากบนภูเขาที่พวกเขาพกมาด้วยแน่นอน ต้องระวังให้มากหน่อย
ก่อนหน้านี้เขายังบ่นว่าจะพกกระบอกน้ำมามากมายเพื่อเหตุใด ไม่คิดว่ามันหนักบ้างหรือ แต่ท้ายที่สุดก็เป็นเด็กตัวแสบที่คิดได้อย่างรอบคอบเพราะตลอดทางนี้ถ้าอยากดื่มน้ำสะอาดก็เป็นเรื่องยาก !
ไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์ยาหรือฤทธิ์ของน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณกันแน่ หลังผ่านไป1ชั่วยามแล้วไข้ของหลินเว่ยเว่ยก็ลดลงอย่างที่คิด ตอนนางลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็ได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาชวนตกตะลึงของบัณฑิตหนุ่ม นางจึงอดฉีกยิ้มไม่ได้ “บัณฑิตน้อย เหตุใดเจ้ามาอยู่ในห้องข้า ? หรือว่า…ค่ำคืนยาวนาน ไร้ใจนิทรา…”
“พี่รอง ท่านป่วยต่างหาก ! ไข้ขึ้นจนไม่ได้สติ ศิษย์พี่เจียงอุ้มท่านมาส่งที่โรงหมอ ท่านหมอบอกว่าพอไข้ท่านลดก็จะไม่เป็นไรแล้ว !” หลินจื่อเหยียนเข้าไปเบียดตัวเจียงโม่หาน จากนั้นก็จับมือพี่รองไม่ปล่อยพร้อมดวงตาแดงก่ำ
หลินเว่ยเว่ยจับหน้าผากของตน “ไข้ขึ้นหรือ ? ข้าสระผมแล้วหลับโดยที่ผมยังไม่แห้งดีจึงได้รับไอเย็นมากระมัง ?”
ต่อจากนั้นนางก็ตบหลังมือน้องชายอย่างไม่ใส่ใจมากนัก “มนุษย์กินข้าวปลาอาหารเหมือนกัน ไฉนเลยจะไม่ป่วยบ้าง ? แค่ไข้ขึ้นเท่านั้น นี่ไม่ได้ลดแล้วหรือ ? เจ้าจะกังวลไปเพื่ออันใด ?”
“แต่เมื่อคืนท่านไม่ได้สติ ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย น่ากลัวมากเลย !” หลินจื่อเหยียนบ่นพึมพำ
หลินเว่ยเว่ยชี้ไปที่กระบอกน้ำซึ่งตนพกติดตัวมาด้วย นางดื่มน้ำลงไปสองสามอึกเพราะคอแห้งและเจ็บคอเล็กน้อย “คงเพราะเมื่อวานข้าเหนื่อยเกินไป ตอนกลางคืนจึงนอนหลับเป็นตาย สลบไม่ได้สติอันใดกันเล่า เจ้าตื่นตูมไปเองมากกว่า ! ตอนนี้ข้าไม่เป็นไรแล้ว เรากลับกันเถิด !”
เมื่อออกมาจากโรงหมอแล้ว หลินจื่อเหยียนก็ดูแลนางราวกับดูแลเครื่องลายครามที่แสนเปราะบาง คอยประคองพี่รองอย่างระมัดระวัง “ท่านหมอบอกไว้ว่าเพราะตกใจจากเรื่องตอนกลางวัน พอตกกลางคืนจึงเป็นไข้ พี่รอง ต่อไปท่านอย่าอวดเก่งอีกเลย ! ท่านคิดว่าตนไร้เทียมทานจริงหรือ ?”
“หลินต้าฮว๋า ! ตอนนี้ใจกล้าแล้วใช่หรือไม่ ? กล้าสั่งสอนพี่รองแล้วสินะ ! ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป…”
“จื่อเหยียนพูดถูก ! คราวหน้าถ้ายังพุ่งเข้าไปอย่างไร้สมองแล้วตกใจจนล้มป่วยอีก ไม่มีใครพาเจ้าไปหาหมอหรอก !” เจียงโม่หานกล่าวเพียงสั้นๆ ก็ทำให้นางยอมปิดปากเงียบอย่างเชื่อฟัง
แต่เงียบได้ไม่นาน หลินเว่ยเว่ยก็เริ่มกลับมายิ้มอีกครั้ง “บัณฑิตน้อย เจ้าเป็นคนอุ้มข้าไปโรงหมอเองหรือ ? คาดไม่ถึงเลยว่าจะมีวันได้เพลิดเพลินกับวีรบุรุษช่วยสาวงาม ! ข้าควรเขินอายแล้วเอาผ้าเช็ดหน้าปิดครึ่งหน้าไว้พลางกล่าวว่า บุญคุณช่วยชีวิตไม่มีสิ่งใดตอบแทน มีเพียงใช้ร่างกายแทนคุณ เช่นนี้ดีหรือไม่ ?”
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่ใช่การทำคุณบูชาโทษ ?” เจียงโม่หานตอบกลับ
หลินจื่อเหยียนทนไม่ไหวจึงเปล่งเสียงหัวเราะออกมาทันที แต่พอหันไปเห็นสายตาข่มขู่ของพี่รองก็รีบทำตัวปกติและหันซ้ายแลขวา…..มีคนหัวเราะหรือ ? ใคร ? ใครหัวเราะ…
พอกลับมาพักที่โรงเตี๊ยมได้สักครู่หนึ่งฟ้าก็สว่าง เจียงโม่หานเดินมาเคาะประตู เมื่อหลินเว่ยเว่ยเหลือบมองหลินจื่อเหยียนที่กำลังนอนน้ำลายไหลอยู่ที่โต๊ะ นางก็ลุกขึ้นไปเปิดประตู
“รู้สึกอย่างไรบ้าง ? อยากพักผ่อนอีกสักวันหรือไม่ ?” เจียงโม่หานยกโจ๊กและซาลาเปาไส้เนื้อสองสามลูกเข้ามา
หลินเว่ยเว่ยรีบไปแปรงฟันล้างหน้า หลังยกโจ๊กที่กำลังอุ่นพอดีขึ้นมาแล้วก็ดื่มมันอย่างไม่เว้นช่วงหายใจ ซาลาเปาไส้เนื้อหนึ่งลูกโดนกัดไปกว่าครึ่ง ไฉนเลยจะเหมือนคนที่ต้องการพักผ่อน ?
“โจ๊กยังไม่ดี น้ำดื่มก็ไม่หวานเหมือนน้ำของพวกเรา แป้งซาลาเปาก็ไม่อร่อย ไส้ก็รสชาติธรรมดา !” แม้ปากจะบ่นแต่โจ๊กหนึ่งชามและซาลาเปาไส้เนื้ออีกสามลูกก็ลงไปอยู่ในท้องนางแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยเช็ดปาก จากนั้นก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “กินอิ่มแล้วร่างกายก็กลับมาแข็งแรงมีชีวิตชีวาดังเดิม สามารถเป็นวีรบุรุษได้เหมือนเดิมแล้ว !”
จริงแท้แน่นอน มองจากร่างกายของนางแล้วไม่มีส่วนไหนบ่งบอกเลยว่าเป็นคนป่วย แต่หลินจื่อเหยียนที่ไม่ได้นอนเต็มอิ่มสักเท่าไรกลับมีขอบตาเขียวคล้ำ ท่าทางอิดโรยไร้เรี่ยวแรง ดูเหมือนคนป่วยมากกว่านางเสียอีก !
ตอนที่ 210: เกิดมาเพื่อเป็นดาวอัปมงคลของเขา
“พวกท่านกินข้าวกันแล้วหรือ ? เมื่อคืนพักผ่อนเป็นอย่างไรบ้าง ?” หนิงตงเซิ่งนำคนเข้ามาส่งอาหารเช้าที่นี่ เขามองถ้วยโจ๊กที่ว่างเปล่าบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิดที่ตนมาช้าเกินไป
หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “พอใช้ได้ ดูแค่พลังที่ข้ามีก็รู้แล้ว !”
หนิงตงเซิ่งหันไปมองหลินจื่อเหยียนที่หาวอยู่บ่อยครั้ง หลินเว่ยเว่ยจึงรีบอธิบาย “เขารักสบาย ชอบตื่นสาย!”
หลินจื่อเหยียนอยากจะหันไปเถียงแต่ก็โดนพี่รองใช้สายตาขู่ไว้ เขาจึงได้แต่ก้มหน้าพลางกัดซาลาเปาด้วยความหงุดหงิด
หนิงตงเซิ่งพูดกับหลินเว่ยเว่ย “หลินกู่เหนียงจะออกนอกเมืองเลย หรือคิดจะเดินเล่นในเมืองต่ออีกหน่อย?”
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “ต่อไปมีโอกาสก็ค่อยมาเดินเล่นใหม่! พอได้อาหารบรรเทาทุกข์แล้วต้องรีบกลับบ้านเพราะในหมู่บ้านเหลือแค่เด็ก ผู้หญิงและคนแก่ที่อ่อนแอ ทำให้ข้าไม่วางใจเลย!”
หนิงตงเซิ่งเผยท่าทางเข้าใจ “ข้าจะเรียกรถม้ามาที่นี่เพื่อส่งพวกท่านออกนอกเมือง!”
หลินเว่ยเว่ยก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด เนื่องจากเมื่อคืนนี้ไข้ขึ้นร่างกายจึงยังล้าอยู่บ้าง พอนั่งรถม้าออกจากเมืองแล้ว นางก็เห็นพวกชาวบ้านฉือหลี่โกวกำลังขนข้าวสารขึ้นเกวียนหรือรถเข็นล้อลากหมดแล้ว
“นี่…รับอาหารกันหมดแล้วหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยประเมินปริมาณของข้าวสาร ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นไม่น้อย
ผู้ใหญ่บ้านตอบด้วยสีหน้าดีใจ “ท่านนายอำเภอรับประกันให้พวกเรา ผู้ที่ไม่ได้มาเอาข้าวด้วยตัวเองก็สามารถรับแทนได้ ต้องขอบคุณท่านนายอำเภอ ไม่อย่างนั้นเราคงต้องพาพวกชาวบ้านมาอีกรอบ !”
หลิวต้าซวนเบียดเข้ามาแล้วยื่นกล่องเล็กๆใส่มือนาง “นี่เป็นของที่ใต้เท้าซื่อจื่อส่งคนมามอบให้โดยบอกว่าต่อไปถ้าเจ้าเจอปัญหาอันใดก็นำมันไปที่จวนหมินอ๋องประจำชิงอันหรือไม่ก็จวนหมินอ๋องที่เมืองหลวง…”
หลินเว่ยเว่ยเปิดกล่องแล้วหยิบป้ายหยกเนื้อใสออกมาจากด้านใน “ว้าว ! ดูจากสีแล้วน่าจะมีราคาไม่น้อยเลย ด้านบนสลักลูกสุนัขเอาไว้ ดูมีชีวิตชีวาใช่ย่อย…”
“มันคือกิเลน !” เจียงโม่หานถึงขั้นมองสายตาลุกวาวของเด็กตัวแสบอย่างหมดถ้อยคำที่จะกล่าวออกมา แต่แล้วเขาก็กลัวว่านางจะเล่นพิเรนทร์นำป้ายหยกไปขาย “ป้ายหยกชิ้นนี้แสดงถึงตัวตนของหมินอ๋องซื่อจื่อ หากนำไปที่จวนหมินอ๋อง ไม่ว่าเจ้าเผชิญปัญหาที่ยากลำบากเพียงใด พวกเขาก็จะช่วยเหลือเจ้า !”
“ถ้าเช่นนั้น…หากไม่มีปัญหาอันใดก็สามารถนำมันไปแลกเงินสักหมื่นตำลึงที่จวนหมินอ๋องได้หรือ ?” ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยเป็นประกาย
เจียงโม่หานมองเข้าไปในส่วนลึกของดวงตานาง เขาอยากยืนยันว่านางกำลังคิดจริงจังหรือไม่ “เจ้าขาดแคลนเงินมากเลยหรือ?” คำมั่นสัญญาเพียงชิ้นเดียวของหมินอ๋องซื่อจื่อสามารถปกป้องชีวิตได้ในยามเข้าตาจน มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จะนำไปแลกเป็นเงิน!
“ถูกต้อง! ตอนนี้บ้านเราไม่ขาดแคลนเงิน ดังนั้นต้องเก็บไว้ก่อน!” หลินเว่ยเว่ยนำป้ายหยกกิเลนเก็บเข้ากล่อง หลังจากนั้นก็ยัดใส่อ้อมแขนของหลินจื่อเหยียน “กอดไว้ในดี นี่เป็นเงินหมื่นตำลึงเชียวนะ!”
หลินจื่อเหยียนทำเหมือนกอดเผือกร้อน แต่ก็ค่อยๆประคองกล่องราวกับของแสนเปราะบางเพราะกลัวหยกจะกระแทกกับตัวกล่องไปมา
ก่อนออกเดินทางมีทหารของทางการเดินเข้ามากลุ่มหนึ่ง ผู้บัญชาการพูดกับผู้ใหญ่บ้านว่า “ใต้เท้าหวางให้พวกเราไปส่งพวกเจ้า!”
เพราะนายอำเภอหวางทราบว่าหมินอ๋องซื่อจื่อมอบป้ายหยกกิเลนแทนตนให้กู่เหนียงน้อยแซ่หลิน นับว่าตระกูลหลินช่างร้ายกาจ สามารถทำให้จวนหมินอ๋องติดหนี้บุญคุณได้…สู้ผูกสัมพันธ์ไว้ดีกว่า สร้างความประทับใจให้จวนหมินอ๋องได้เห็นเสียหน่อย!
การเดินทางกลับฉือหลี่โกวต้องใช้เวลา4-5ชั่วยาม เป็นเส้นทางขึ้นเขาตลอด พวกเขานำข้าวสารกลับไปเยอะเช่นนี้ย่อมไม่ปลอดภัย ท่านนายอำเภอคิดได้รอบคอบเสียจริง!
ผู้ใหญ่บ้านและชาวฉือหลี่โกวต่างรู้แก่ใจดีว่าเท้าเปื้อนโคลนของพวกตนมีสิ่งใดให้นายอำเภอจดจำ สุดท้ายก็ไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้านางหนูรองและบัณฑิตเจียงหรอกหรือ?
ในระหว่างนั้นความศรัทธาที่พวกชาวบ้านฉือหลี่โกวมีต่อหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานก็เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหลินเว่ยเว่ยที่คราวนี้นางถึงขั้นช่วยชีวิตหมินอ๋องซื่อจื่อเอาไว้!
ตอนที่มอบป้ายหยกให้ก็กล่าวแล้วว่าเจ้าป้ายหยกอันนี้สามารถสนองทุกคำขอของนาง หากนางเอ่ยปากให้จวนหมินอ๋องรับเป็นบุตรสาวบุญธรรม ฐานะจะไม่สูงขึ้นทันตาหรอกหรือ? ไม่แน่ว่าฉือหลี่โกวของเราอาจมีจวิ้นจู่ปรากฏตัวขึ้นก็ได้!
สายตาของผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านฉือหลี่โกวที่ใช้มองหลินเว่ยเว่ยเปลี่ยนไปทันที ราวกับนางมีแสงอันล้ำค่าปรากฏออกมาจากตัว ควรค่าแก่การปกป้องและดูแลเป็นอย่างยิ่ง!
ระหว่างทางกลับนี้เหมือนหลินเว่ยเว่ยจะลืมคำมั่นสัญญาหรือป้ายหยกจนสิ้น นางลงไปช่วยผลักเกวียนเป็นครั้งคราวหรือช่วยแบกข้าวบ้าง นางยังเป็นเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิดคือชอบช่วยเหลือผู้อื่นที่สุด
ส่วนเจียงโม่หานที่ขับเกวียนเทียมล่อก็บอกจะเปลี่ยนหน้าที่กับนางหลายครั้งเพื่อให้นางมานั่งพักบนเกวียนบ้าง แต่นางไม่ฟัง ท้ายที่สุดเจียงโม่หานจึงโมโหขึ้นมาจริงๆ นางถึงได้ปีนมานั่งบนเกวียนเยี่ยงเด็กดี…ที่จริงนางหายป่วยแล้ว ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยพลังที่ใช้ไม่หมด!
บัณฑิตน้อยทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เกินไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นห่วงนางหรือ? ขณะครุ่นคิดอย่างหวานชื่น หลินเว่ยเว่ยก็หันไปขยิบตาให้อีกฝ่าย
เจียงโม่หานสะดุดเท้าซ้ายของตนจนแทบล้ม แต่แล้วเขาก็รีบเดินต่อไป ขณะเดียวกันก็มีเสียงหัวเราะของเด็กตัวแสบดังมาเป็นระยะ…นางเกิดมาเพื่อเป็นดาวอัปมงคลของเขา!
เมื่อขนข้าวเพื่อข้ามภูเขาลูกใหญ่มาแล้วสองลูก พวกเขาก็มาถึงเขตเริ่นอัน ระยะทางซับซ้อนและอันตรายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว นายทหารหลายสิบนายกำลังจะเดินทางกลับอำเภอเป่าชิงทันที
พวกเขาช่วยคุ้มครองมากว่าครึ่งวัน อย่างไรก็จะให้กลับไปมือเปล่าไม่ได้ หลินเว่ยเว่ยจึงนำเงินออกมา10ตำลึงแล้วยัดใส่มือนายทหาร “พวกท่านลำบากกันมาก! น้ำใจเล็กน้อยอาจไม่น่าพอใจสักเท่าไร ถือว่าเลี้ยงน้ำชาพวกท่านก็แล้วกัน!”
นายอำเภอให้พวกเขามาส่งชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง เดิมทีก็รู้สึกไม่พอใจอยู่แล้วเพราะชาวบ้านที่พึ่งพาอาหารบรรเทาทุกข์จะมีดีอันใด? คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะนำเงินออกมาทีเดียวได้ถึง10ตำลึง แต่มีเงินสิบตำลึงก็สามารถซื้อข้าวได้ตั้งมากมายไม่ใช่หรือ? เจ้ายังมารับอาหารบรรเทาทุกข์เพื่อเหตุใด?
ต้องบอกก่อนว่านายทหารของทางการ เดือนหนึ่งได้เงินอยู่เพียง1ตำลึงกว่าเท่านั้น นายทหารเหล่านี้แบ่งเงิน10ตำลึงกันก็เท่ากับได้เงินครึ่งเดือนแล้ว! การเดินทางครั้งนี้นับว่าไม่เสียเปล่า!
เมื่อพวกนายทหารรับเงินแล้วก็จากไปพร้อมรอยยิ้ม
หลินจื่อเหยียนขมวดคิ้วแล้วกล่าวด้วยความไม่พอใจ “พี่รอง เหตุใดท่านต้องให้เงินพวกเขาด้วย? ไม่ใช่นายอำเภอให้พวกเขามาส่งเราหรือ? เงินสิบตำลึงนั้น สู้เราเอาไปซื้ออาหารมาตุนไว้ช่วงฤดูหนาวไม่ดีกว่าหรือ!”
หลินเว่ยเว่ยใช้นิ้วจิ้มหน้าผากของอีกฝ่าย ก่อนจะกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจ้านี่นะ! จะคิดเช่นนี้ไม่ได้! ข้าไปสืบมาแล้วว่าภูเขาสองสามลูกที่เราผ่านมามีโจรออกปล้นอยู่บ่อยครั้ง
เจ้าอย่ามองว่านายทหารมาส่งพวกเราแค่ไม่กี่นาย ทว่าบนตัวพวกเขาล้วนเป็นเครื่องแบบของทางการย่อมสร้างความหวาดกลัวแก่โจรภูเขา นอกจากหมดทางเลือกแล้วพวกโจรภูเขาไม่มีทางหันมาสู้กับทางการเด็ดขาด! ถ้าไม่ได้ทหารเหล่านี้มาส่ง นอกจากเราจะรักษาข้าวสารเหล่านี้ไม่ได้ ทว่าอาจต้องบาดเจ็บล้มตายอีกด้วย!
นอกจากนี้ก็เป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง วันหน้าหากเราเจอปัญหาอันใดที่อำเภอ ถ้าแสดงตัวตนกับทางการแล้วอีกฝ่ายอาจยังจำเงินก้อนนี้ได้ เขาจะไม่ยื่นมือเข้าช่วยเลยหรือ? พอลองคิดเช่นนี้ก็รู้สึกว่าเงินก้อนนี้ไม่ได้สูญเปล่าใช่หรือไม่?”
ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยคก็ทำให้หลินจื่อเหยียนคิดตก แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านก็พยักหน้าเห็นด้วย “พอกลับไปแล้วพวกเราสามสิบกว่าครอบครัวจะรวมเงินกันแล้วคืนให้เจ้า ที่คุ้มกันก็เป็นอาหารของทุกคน จะให้บ้านพวกเจ้าออกเงินฝ่ายเดียวไม่ได้ ทุกคนเห็นด้วยหรือไม่?”
[1] จวิ้นจู่ คือ องค์หญิงหรือท่านหญิง ขึ้นอยู่กับการสืบสายเลือดทางบิดา ถือเป็นเชื้อพระวงศ์หญิงลำดับที่สาม
จบตอน
Comments
Post a Comment