ตอนที่ 21: ยิ้มสักหน่อยเถิด
หลินเว่ยเว่ยหาได้สนใจไม่ นางแบกเขาไว้บนหลังแล้วเข้าไปส่งเขาในห้องนอน จากนั้นก็วางเขาไว้บนเตียง ยิ่งไปกว่านั้นยังประคองศีรษะของเขาอย่างระมัดระวังเพื่อให้นอนบนหมอน “อย่าขยับ ! ศีรษะของเจ้าน่าจะได้รับความกระทบกระเทือน หากเจ้ายังไม่ยอมทำตามที่ข้าบอกก็อาจอาเจียนออกมาอีก ! เอาล่ะ เจ้าไม่ต้องอายหรอก บ้านของพวกเราอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน ระหว่างทางจึงไม่มีผู้ใดเห็นข้าแบกเจ้าหรอก ! ”
แบกหรือ ? ที่จริงมีเกวียนไม่ใช่หรือ ? เหตุใดเขาต้องมาถูกนางแบกไปตลอดทาง ? นางจงใจให้เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยเข้าใจสายตาของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี “เจ้าอย่าเพิ่งเข้าใจผิด จงคิดตามข้า ! ตอนนั้นเจ้าหมดสติไป ท่านลุงผู้บังคับเกวียนกลัวว่าเจ้าจะตายบนเกวียนของเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมให้เจ้าขึ้นเกวียนกลับมา ข้าจึงต้อง…”
“เช่นนั้นก็ขอบใจเจ้ามาก ! ” เจียงโม่หานคิดได้ว่าการที่สตรีนางหนึ่งต้องแบกเขาเดินมาไกลหลายสิบลี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไม่ว่าอย่างไรเขาต้องขอบคุณนางสำหรับน้ำใจนี้
“เอ่อ ไม่ต้องขอบคุณหรอก ขอแค่เจ้าไม่โมโห ไม่ทำท่าทีหงุดหงิดเช่นเด็กน้อย แค่นี้เจ้าก็น่ารักมากแล้ว ! ” หลินเว่ยเว่ยเทน้ำให้และรอจนเขาดื่มหมดถ้วย น้ำที่บ้านของเขาก็คือน้ำที่นางเอาออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณตั้งแต่เมื่อวานนี้ หากดื่มมากก็จะมีประโยชน์ยิ่งขึ้น !
หากเป็นเจียงโม่หานคนเมื่อวานพอได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ก็คงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแล้วรีบขับไล่นางออกไปจากห้อง แต่นี่ไม่ใช่ เขาเป็นผู้มีชีวิตมานานถึงสองภพสองชาติแล้ว เขาเรียนรู้ที่จะปรับสีหน้าโดยไม่แสดงความปีติยินดีและความโกรธออกมา เขาในตอนนี้เปรียบได้กับภูเขาไท่ซานที่ตั้งตระหง่านอย่างมั่นคง เจียงโม่หานเพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “น่ารักเช่นนั้นหรือ ? คำชมนี้ไม่สมควรใช้กับบุรุษ ! ”
หลินเว่ยเว่ยพูดพร้อมรอยยิ้ม “เจ้ายังเป็นเด็กหนุ่มอยู่เลย ! เลิกทำตัวเป็นคนแก่แล้วเลิกปั้นสีหน้าจริงจังเช่นนี้ได้แล้ว เจ้าควรมีความเป็นเด็กหนุ่มสักหน่อยสิ ! หากเป็นทุกข์ก็แสดงออกมาหรือหากเป็นสุขก็แสดงออกมาได้เช่นกัน เหตุใดต้องฝืนธรรมชาติด้วย ? ”
ภายในใจของเจียงโม่หานเกิดความสั่นไหวเล็กน้อย เขาเงียบพลางพิจารณาอยู่นาน จากนั้นก็ค่อยๆกล่าวว่า “ที่เจ้าเอ่ยมาก็มีเหตุผล ! ”
“เจ้าก็เห็นด้วยใช่หรือไม่ ? ในเมื่อเจ้าเองก็ยอมรับ เช่นนั้นก็ยิ้มสักหน่อยดีหรือไม่ ? มา ยิ้มเหมือนข้านี่…” หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มหวานแสดงให้เห็นฟันสวยที่เรียงตัวกันเป็นซี่
เจียงโม่หานสถบออกมา “โง่เสียจริง ! ”
“เฮ้อ ! ก็แค่ยิ้มมิใช่หรือ ! ยิ้มสักหน่อยเถิด แล้วเจ้าจะรู้สึกได้ว่าชีวิตสวยงามเพียงใด เจ้าจะรู้ว่าพายุฝนและความทุกข์ทั้งหมดต้องพ่ายแพ้ให้แก่เรา ! ” หลินเว่ยเว่ยยื่นมือออกไปเพราะอยากดึงหน้าให้เขายิ้ม แต่เจียงโม่หานหลบได้เสียก่อน
“ระวัง ! อย่าขยับสุ่มสี่สุ่มห้าสิ ศีรษะของเจ้ายังมีบาดแผลฉกรรจ์อยู่ ! ” หลินเว่ยเว่ยประคองศีรษะของเขาเพราะไม่อยากให้แผลได้รับการกระทบกระเทือน
เจียงโม่หานเอ่ย “หากเจ้าไม่ทำตัววุ่นวายเช่นนี้ มีหรือที่ข้าจะขยับตัวหลบ ! ”
“เอาล่ะ ข้าไม่กวนเจ้าแล้ว ! เจ้าพักผ่อนเถิด อีกไม่นานท่านหมอก็คงมาถึง ! ” หลินเว่ยเว่ยทำราวกับสามารถอ่านใจคนได้ นางรับรู้ได้ถึงอารมณ์ของเขาเป็นอย่างดี
นางเป็นสตรีเช่นไรกัน ไม่รู้จักศีลธรรมจรรยา ไม่มีการแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างชายหญิง ทั้งยังใช้ชีวิตป่าเถื่อนและเอาแต่ใจอีกด้วย
จะว่าไปแล้วก็เข้าใจได้อยู่เพราะนางเคยโง่งมมาก่อน นางเพิ่งกลับมาเป็นปกติได้มินาน ก็เปรียบเสมือนผ้าขาวที่ยังไร้มลทิน แต่ท่าทีมีความสุขอย่างไร้เดียงสาเช่นนี้ไม่รู้จะคงอยู่ได้ถึงเมื่อใด ?
จู่ๆ เจียงโม่หานก็เกิดความคิดที่อยากปกป้องความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาที่น่าขันนี้ไว้ ก็มันน่าขันจริงมิใช่หรือ ? เขาเป็นถึงโฉวฝู่ผู้เลือดเย็น เหตุใดจึงมีช่วงเวลาใจอ่อนเช่นนี้ ?
นางเฝิงพาหมอเหลียงเข้ามา หลินเว่ยเว่ยจึงลุกขึ้นแล้วขอตัวกลับ “เอ๋ ? ท่านลุง เหตุใดท่านยังไม่กลับไปเล่า ? ” หลินเว่ยเว่ยเดินออกมาจากบ้านของนางเฝิงก็พบว่าเกวียนยังไม่ไปไหน ส่วนน้องสี่ก็นั่งตาใสแป๋วจ้องเกวียนอยู่ตรงประตู
ผู้บังคับเกวียนกล่าวด้วยเสียงฮึดฮัด “รีบย้ายตะกร้าของเจ้าลงเถิด หากยังไม่รีบย้ายลงไปอีก มีหวังว่าข้าคงกลับไม่ถึงบ้านในคืนนี้แน่ ! ”
หลินเว่ยเว่ยรีบยกตะกร้าลงแล้วยื่นหมั่นโถวที่ซื้อมาจากในเมืองให้เขาสองลูก จากนั้นก็เอ่ยขอโทษ “ท่านลุง ต้องขออภัยด้วย ! ข้ายกหมั่นโถวสองลูกนี้ให้ท่านไว้ทานระหว่างทาง”
คนบังคับเกวียนรับหมั่นโถวมาโดยมิได้กล่าวอันใด จากนั้นก็รีบบังคับวัวให้ลากเกวียนออกไป
หลินเว่ยเว่ยเดินเข้าประตูบ้านมาแล้ว ส่วนเจ้าหนูน้อยก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องของนางหวงแล้วหยิบขนมก้อนน้ำตาลออกมาอย่างเบามือราวกับมันคือสมบัติล้ำค่า “ท่านแม่ พี่รองซื้อขนมก้อนน้ำตาลให้ข้า หากท่านดื่มยาเสร็จแล้วกินมันต่อ ท่านก็จะไม่รู้สึกขมขอรับ ! ”
นางหวงลุกขึ้นนั่งแล้วหยิบขนมก้อนน้ำตาลในมือของเด็กน้อยมาเพื่อป้อนใส่ปากของเด็กน้อยเสียเอง นางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “แม่ไม่กลัวความขม ดังนั้นขนมก้อนนี้แม่ยกให้เจ้า”
เด็กน้อยยิ้มร่าแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าฝากไว้ที่ท่านแม่ก่อนแล้วพวกเราค่อยมากินด้วยกัน ! ท่านแม่ พี่รองยังซื้อแม่ไก่แก่ๆมาด้วย นางบอกว่าจะทำน้ำแกงให้ท่านดื่มขอรับ ! ”
เมื่อนางหวงเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามาจึงกล่าวคล้ายตำหนิบุตรสาว “น้ำแกงกระดูกหมูเมื่อวานก็ยังดีอยู่มิใช่หรือ ! เหตุใดต้องซื้อแม่ไก่มาเพิ่ม ? แม่ไก่ตัวหนึ่งมีราคาสูงมิใช่หรือ ? ”
“ท่านแม่ แม้เราใช้เงินไปแต่ก็สามารถหาได้อีกมิใช่หรือ ! ตอนนี้งานของท่านคือการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ! ท่านอย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ ! ” หลินเว่ยเว่ยเห็นว่านางหวงยอมฟังคำแนะนำของตน อีกทั้งยังไม่มีท่าทีดึงดันว่าจะขอทำงานบ้าน ด้วยความดีใจนางจึงยิ้มกว้างให้มารดา
จากนั้นนางก็ยื่นซาลาเปาไส้เนื้อให้นางหวง “ท่านทานซาลาเปาก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะต้มน้ำแกงไก่ให้ท่านดื่มในตอนเย็น ! ”
“ลูกแม่คนนี้ เจ้าซื้อซาลาเปามาอีกแล้ว ! ซาลาเปาเนื้อลูกหนึ่งก็ตั้ง3อีแปะ…เหตุใดเจ้าจึงซื้อมันมา ? ” นางหวงกังวลว่าบุตรสาวจะใช้เงินโดยไม่ยั้งคิดจนเงินที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงหมดภายในเวลาไม่กี่วัน
เจ้าหนูน้อยที่อยู่ด้านข้างได้เอ่ยอย่างซื่อตรง “ท่านแม่ ตอนนี้ซาลาเปาราคาขึ้นเป็น5อีแปะแล้วขอรับ ! ”
“ว่าอย่างไรนะ? ผ่านไปเพียงไม่กี่วันราคาขึ้นมาตั้ง2อีแปะเชียวหรือ ? ” ซาลาเปาในมือของนางหวงเกือบร่วงลงพื้น
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้ารับ “วันนี้ราคาเส้นหมี่ แป้งและพวกเมล็ดพันธุ์ล้วนขึ้นราคาหมด ข้านำเงินที่ขายเนื้อกวางมาแบ่งให้ต้าฮว๋า ส่วนที่เหลือก็นำไปซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเจ้าค่ะ”
นางหวงเริ่มรู้สึกว่าซาลาเปาในมือไม่หอมเสียแล้ว นางถอนหายใจพร้อมกล่าวว่า “สวรรค์เอ๋ย หลังจากที่เริ่มฤดูใบไม้ผลิมาก็ยังไม่เคยมีฝนตกมาก่อน ตอนนี้ไร่นาก็แห้งผากไม่อาจปลูกสิ่งใดได้ เมื่อเกิดภัยแล้งก็ต้องกักตุนอาหารให้มาก ! ”
วันนี้แดดข้างนอกค่อนข้างดี หลินเว่ยเว่ยจึงช่วยพยุงนางหวงให้ออกมาสูดอากาศข้างนอกบ้าง พวกนางมองแม่ไก่ตัวน้อยที่โดนผูกขาและกำลังกระพือปีกในลานบ้าน นางจึงอดถามมิได้ “ท่านแม่ ลานหลังบ้านของเรากว้างเช่นนี้ เหตุใดไม่เลี้ยงหมูเลี้ยงไก่เจ้าคะ ? ”
“เมื่อก่อนเราเคยเลี้ยงหมูหนึ่งตัว แต่เพราะเรายุ่งเกินไปจึงไม่มีเวลาเลี้ยง สุดท้ายก็ต้องขายมันทิ้ง ส่วนไก่นั้น…ในหมู่บ้านของเราไม่ได้เลี้ยงไก่มานานแล้ว” นางหวงส่ายหน้าขณะกล่าว
หลินเว่ยเว่ยดื่มน้ำหนึ่งถ้วยแล้วหยิบถุงที่มีเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดขึ้นมา ก่อนจะหันไปบอกเด็กน้อยว่า “เจ้าอยู่บ้านคอยดูแลท่านแม่ ข้าจะไปปลูกเมล็ดพันธุ์เอง ! ”
นางหวงได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวเตือน “ปลูกเมล็ดพันธุ์ตอนนี้ไม่ช้าไปหรือ ? ”
“ข้าถามคนขายเมล็ดพันธุ์แล้วว่าอายุการเก็บเกี่ยวข้าวโพดอยู่ที่4เดือน ตอนนี้เพิ่งปลายเดือนสี่และเท่าที่ข้าคำนวณไว้น่าจะได้เก็บเกี่ยวในเดือนเก้าเจ้าค่ะ ! ” หลินเว่ยเว่ยตอบอย่างมั่นใจ
นางหวงไม่อยากขัดความคิดของบุตรสาวจึงมิได้ห้ามเพราะหากปลูกไม่ขึ้นอย่างมากก็แค่เสียเมล็ดพันธุ์ไป แต่หากปลูกขึ้นก็ไม่ต้องกังวลว่าจะขาดแคลนอาหารแล้ว
“พี่รอง ข้าจะไปช่วยท่านกลบดิน ! เมื่อก่อนตอนที่ท่านแม่จะหยอดเมล็ดพันธุ์ ข้าก็มักไปช่วยเสมอ พี่รอง พาข้าไปด้วยได้หรือไม่ ข้าเก่งมากนะ ! ” เจ้าหนูน้อยไม่อยากอยู่บ้าน เขาเป็นผู้ชายและอยากช่วยงานบ้าง !
“ได้ ! คาดมิถึงเลยว่าน้องสี่จะเป็นนักกลบเมล็ดพันธุ์ที่เก่งกาจ ! ” หลินเว่ยเว่ยให้เด็กน้อยแบกเสียมไปด้วย จากนั้นนางก็หิ้วถังน้ำสองใบและสองพี่น้องก็เดินออกจากบ้านไปอย่างอารมณ์ดี
ตอนที่ 22: มาร่วมมือกัน
พืชพรรณที่ถูกรดด้วยน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณดูมีชีวิตชีวามากกว่าบริเวณที่ไม่ได้รด เห็นได้ชัดว่าน้ำในมิติน้ำพุของนางมีประโยชน์มากเพียงใด !
นางตั้งอกตั้งใจเอาจอบมาขุดพรวนดินอีกครึ่งแปลงที่เคยแห้งผาก จากนั้นก็ใช้เสียมขุดเป็นหลุมเล็กๆ ห่างกันประมาณ1ฉื่อ ส่วนเจ้าหนูน้อยก็คอยหยอดเมล็ดพันธุ์ตามอยู่ด้านหลัง โดยพี่รองบอกว่าให้เขาหยอดหลุมละ2เมล็ด
หลินเว่ยเว่ยขุดดินเร็วมาก พอหันไปมองก็พบว่าน้องชายตัวน้อยเดินตามหลังมาติดๆ อีกทั้งยังหยอดเมล็ดพันธุ์อย่างขยันขันแข็ง หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวชมและด้วยความดีใจเด็กน้อยจึงทำงานดีขึ้นกว่าเดิม
บริเวณไม่ไกลออกไป ป้ากุ้ยฮวาเห็นว่านางได้ขุดหลุมห่างกันมากจึงอดพูดเตือนมิได้ “การที่เจ้าปลูกเช่นนั้นไม่ถูกต้อง ปลูกห่างกันถึงเพียงนี้จะได้กี่ต้นกันเชียว แล้วจะได้ผลผลิตดีอย่างไร ? ”
ชาติที่แล้วหลินเว่ยเว่ยเป็นนักศึกษาผู้มากความสามารถของภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตรจึงมีทักษะการปลูกข้าวโพดยิ่งกว่าสิ่งใด ถึงกระนั้นนางก็ยังย้อนถามด้วยความสงสัย “ป้ากุ้ยฮวา แล้วปกติพวกท่านปลูกกันเช่นไร ? ”
“ก็เหมือนปลูกข้าวสาลีคือหยอดไปทีละเมล็ด ! ” ป้ากุ้ยฮวาตอบอย่างมีเหตุผล
หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วถามต่อ “แล้วผลผลิตเป็นอย่างไร ? หนึ่งหมู่เก็บเกี่ยวได้เท่าไหร่ ?”
“หากผลผลิตดีหน่อยก็จะได้ราว200ชั่ง แต่หากช่วงไหนได้ผลผลิตไม่ดีก็ยังได้ไม่เท่าข้าวสาลีเลย ! รสชาติเส้นหมี่ข้าวโพดไม่อร่อยเท่าเส้นหมี่จากข้าวสาลี เวลาราชสำนักเก็บภาษีก็มักไม่รับพวกแป้งและเส้นหมี่จากข้าวโพด พวกเราจึงไม่ค่อยชอบปลูกกัน ! ” ป้ากุ้ยฮวาส่ายหน้าขณะที่พูด
ข้าวโพดของพวกท่านปลูกเบียดเสียดจนแทบไม่มีที่ให้ดูดซับสารอาหาร คงได้ผลผลิตสูงอยู่หรอก ! จากนั้นนางก็ถามป้ากุ้ยฮวาอีก “ทุกคนปลูกข้าวโพดด้วยวิธีนี้หมดเลยหรือ ? ”
“ใช่ ! ข้ายังไม่เคยเห็นผู้ใดปลูกเช่นเจ้ามาก่อนเพราะมันเปลืองพื้นที่ ! ” ป้ากุ้ยฮวาตอบอย่างเป็นจริงเป็นจัง
หลินเว่ยเว่ยก็ไม่อยากเถียงอีกต่อไป รอให้ถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนเถิด ถึงเวลานั้นความจริงย่อมชนะถ้อยคำปากเปล่าของมนุษย์ ดังนั้นนางจึงยิ้มรับแล้วกล่าวว่า “เมล็ดพันธุ์ที่ข้าซื้อมามีไม่มาก ข้าไม่รู้ว่าหากปลูกตอนนี้แล้วจะได้ผลผลิตหรือไม่ เช่นนั้นข้าจึงอยากลองเสียหน่อย”
“เจ้าปลูกให้น้อยลงหน่อย เผื่อว่าลมหนาวมาเร็วและถึงตอนนั้นเจ้าจะทำอันใดไม่ทัน” จากนั้นป้ากุ้ยฮวาก็หันไปรดน้ำในแปลงนาของตนต่อ
สวรรค์บ้า ! เหตุใดไม่ยอมปล่อยให้ฝนตกลงมาเสียที ! หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป สระน้ำที่เชิงเขาคงแห้งเหือดก่อนเป็นแน่ พอถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่ไม่มีน้ำมารดแปลงไร่นาเลย แม้แต่มนุษย์ก็อาจอดน้ำตาย ! นางมองไปยังแปลงนาที่พืชพันธุ์ตายไปกว่าครึ่งด้วยความเหนื่อยใจ ปีนี้ช่างแร้นแค้นเหลือเกิน !
ในตอนแรกหลินเว่ยเว่ยขุดดินไม่เก่งนัก แต่หลังจากนั้นนางก็เริ่มจับทางถูกและใช้เวลาไม่นานก็ขุดหลุมปลูกข้าวโพดเสร็จ หลังจากนั้นนางก็ไปแบกน้ำมาทีละครึ่งถัง ใช่ว่าขี้เกียจแต่อย่างใด ทว่านางจะได้แอบนำน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณมาใส่เพิ่มได้สะดวกยิ่งขึ้น
หลินเว่ยเว่ยรดน้ำใส่หลุมที่หยอดข้าวโพดไว้ทีละหลุม เจ้าหนูน้อยก็คอยกระโดดโลดเต้นตามหลังพี่สาว ขณะเดียวกันก็ช่วยใช้เท้ากลบดินให้ สองพี่น้องทำงานกันอย่างขยันขันแข็งจนในไม่ช้าทั้งคู่ก็ทำภารกิจสำเร็จ จากนั้นหลินเว่ยเว่ยยังแบกถังน้ำไปรดแปลงข้าวสาลีที่เหี่ยวแห้งใกล้ตายอีกด้วย
บริเวณนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือจึงทำให้ประสบภัยหนาวยาวนานกว่าที่อื่น เป็นเหตุให้ข้าวสาลีที่ปลูกในต้นเดือนสี่จนถึงตอนนี้ก็ยังสูงไม่ถึง1ฉื่อ สมแล้วที่มันเป็นต้นข้าวจิ๋ว !
นางเดินแบกน้ำมารดครั้งแล้วครั้งเล่า อีกทั้งยังสามารถรดน้ำทั่วทั้งแปลงได้อย่างรวดเร็ว ขนาดแปลงข้างๆ มีคนมาช่วยงานถึงสามคนก็ยังเร็วไม่เท่านาง ทำให้พวกเขาแปลกใจอยู่มิน้อย
ในอดีตที่ดินของตระกูลหลิวทั้งสามหมู่จะถูกดูแลโดยนางหวงและบุตรสาวคนโต แต่ระยะหลังมานี้นางหวงล้มป่วย บุตรสาวคนโตก็มักแอบอู้งานเป็นประจำ ทำให้ผลผลิตของครอบครัวได้น้อยสุดในหมู่บ้าน หลังจากนำพืชพรรณไปจ่ายภาษีแล้วที่เหลือไว้ทานก็มีไม่เท่าไร หากมิใช่เพราะนางหวงมีฝีมือในการทำอาหารยอดเยี่ยมและเวลามีงานมงคลของหมู่บ้านใกล้เคียง คนละแวกนั้นมักมาจ้างให้นางไปทำอาหารเพื่อแลกแป้งหมี่ต่างๆ ไม่อย่างนั้นครอบครัวของนางคงอดตายกันไปนานแล้ว
แม้เป็นเช่นนี้นางก็ยังดึงดันที่จะส่งบุตรชายคนโตไปเรียนหนังสือจึงทำให้คนในหมู่บ้านล้อเลียนและถากถาง นางว่าหากให้บุตรชายคนโตผลาญเงินไปกับการเรียนแล้วบุตรที่เหลือจะทานอันใด !
ในตอนที่สามีของนางหวงยังมีชีวิตอยู่ เขาขยันขันแข็งและทุ่มเทแรงกายทั้งหมดทำไร่ทั้งสามหมู่นี้ บางครั้งเขาก็ไปเอาดินที่อุดมสมบูรณ์มาจากบนภูเขาเพื่อมาบำรุงดิน เวลาว่างเขาก็มักเข้าไปทำงานในเมืองโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดังนั้นผู้คนในหมู่บ้านจึงชอบไหว้วานเขา
กอปรกับเขามีพรสวรรค์ในการล่าสัตว์มิด้อยไปกว่าพรานหวัง ทั้งคู่จึงมักชอบเข้าไปล่าสัตว์ในป่าด้วยกันเป็นประจำ ขณะที่บ้านของชาวบ้านคนอื่นอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างแออัดเบียดเสียด แต่เจ้าเด็กโง่ บุตรสาวคนรองของนางหวงกลับมีห้องเป็นของตนเอง !
หากมิใช่เพราะการหายตัวไปของสามีนางหวงเมื่อห้าปีก่อนตอนขึ้นไปล่าสัตว์บนภูเขา ป่านนี้ตระกูลหลินคงอาศัยการล่าสัตว์จนมีกินมีใช้ไปนานแล้ว การหายตัวไปในสายตาของชาวบ้านเทียบได้กับการตายจากโดยไม่พบศพ เมื่อตระกูลหลินขาดเสาหลักเช่นบิดาไปและหากไม่ได้มรดกเล็กน้อยที่ผู้เป็นบิดาเคยสะสมไว้ ป่านนี้พวกนางคงอดตายไปนานแล้ว !
แต่พวกเขาคาดมิถึงเลยว่าในยามที่ตระกูลหลินเดินทางมาสุดทางตันแล้ว จู่ๆ สวรรค์ก็เมตตา เพราะเจ้าเด็กโง่บุตรสาวคนรองมิได้โง่เขลาเบาปัญญาอีกต่อไป ทั้งยังได้สืบทอดความแข็งแกร่งมาจากบิดาอีกด้วย นางเพียงคนเดียวก็สามารถทำงานได้เทียบเท่าคนห้าคน นอกจากนี้นางยังสามารถล่าหมูป่าและล่ากวางเอาไปขายเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้อีก ดูท่าแล้วนางหวงคงมีวาสนาอยู่มิน้อย ในตอนที่เป็นสาวน้อยก็ได้พึ่งพาสามีคนขยัน พอมาตอนนี้ก็มีบุตรคอยดูแลไม่ขาด ! ช่างเป็นชีวิตที่เปี่ยมวาสนาเหลือเกิน !
“ป้ากุ้ยฮวา ข้าขอตัวกลับบ้านก่อน ! ” หลินเว่ยเว่ยโบกมือลาอีกฝ่าย จากนั้นก็หันไปตะโกนเรียกน้องชายที่กำลังเก็บฟืนอยู่บริเวณไม่ไกลออกไป “น้องสี่ กลับบ้านกันเถิด ! ”
เด็กน้อยแบกเสียมด้ามเล็กขึ้นบ่าอย่างภาคภูมิใจ “พี่รอง ท่านดูสิ ! ข้าเก็บฟืนได้เยอะเชียว ! ”
“เด็กน้อย เจ้าช่างขยันเสียจริง วันนี้ข้าจะให้น่องไก่เป็นรางวัลหนึ่งชิ้น ! ” หลินเว่ยเว่ยใช้มือเดียวยกถังน้ำขึ้นมาสองใบ จากนั้นก็เอาฟืนที่เด็กน้อยมัดไว้เรียบร้อยแบกขึ้นบ่า
ตอนใกล้ถึงหมู่บ้าน ระหว่างทางก็ได้พบกับพรานหวัง ในมือของเขามีกระต่ายป่าสองตัว สีหน้าของเขาดูหนักใจมิน้อยราวกับว่ามีเรื่องบางอย่างภายในใจ
“ลุงหวัง ท่านไปล่าสัตว์มาหรือ! เจ้ากระต่ายสองตัวนี้ตัวใหญ่ไม่เบาเลย” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยทักทายพรานหวังด้วยรอยยิ้ม
พรานหวังถอนหายใจออกมาแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้หมูป่าเริ่มล่าได้ยากขึ้น ข้าเองก็ไม่กล้าเข้าไปในป่าลึก อีกทั้งหมูป่าบริเวณชายป่ารอบนอกก็มีน้อยลงทุกที หากนำเจ้ากระต่ายสองตัวนี้ไปขายคงได้เงินมาซื้อเส้นหมี่สักสองสามชั่ง ! ”
ครอบครัวของพรานหวังยึดอาชีพล่าสัตว์ในการดำรงชีวิต ทว่าทุกวันนี้ล่าสัตว์ได้ยากขึ้นทุกที กอปรกับเขายังมิเคยล่าได้สัตว์ใหญ่มาก่อนจึงทำให้ครอบครัวต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดมากขึ้น ยิ่งตอนนี้พวกเขาไม่มีรายได้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว พวกเขาจะมีจุดจบเช่นไรอีกนอกจากอดตาย ! ครอบครัวจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปเช่นไร !
“ลุงหวัง ข้าได้ยินว่าท่านชำนาญด้านการวางกับดัก เช่นนั้นพวกเรามาร่วมมือกันดีหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยมีเพียงพละกำลังที่เป็นข้อได้เปรียบ หากนางพบสัตว์ป่าที่วิ่งหนีได้อย่างรวดเร็วขึ้นมาก็คงทำได้เพียงมองเหยื่อวิ่งหนีไป !
แต่ความแข็งแกร่งของนางถือว่ามีข้อดีอยู่เช่นกัน หากเจอพวกหมียักษ์หรือสัตว์ใหญ่ อย่างน้อยนางก็มีความสามารถในการป้องกันตัว ตราบใดที่นางไม่ประมาทเข้าไปในฝูงหมาป่าก็ไม่มีวันกลัวสัตว์เหล่านั้นหรอก ! ส่วนพรานหวังก็มีความชำนาญในการวางกับดักและขุดหลุมพราง
“ร่วมมือกันหรือ ? ” พรานหวังเกิดความสนใจจึงถามด้วยความตื่นเต้น
“ท่านสอนข้าวางกับดักและขุดหลุมพราง แล้วข้าจะพาท่านไปบนป่าลึก ! ” หลินเว่ยเว่ยเสนอ
พรานหวังลังเลไปครู่หนึ่งแล้วตอบ “เจ้าอาจยังไม่รู้ พวกเราอย่าเพิ่งเอ่ยถึงเรื่องป่าลึกเลยเพราะปีนั้นมีพรานป่าที่เคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงซึ่งมีพรสวรรค์ด้านการล่าสัตว์ยิ่งกว่าข้า แต่เขาโดนหมีตบไปทีเดียวและยังไม่ทันได้หามไปส่งถึงบ้าน เขาก็สิ้นลมเสียแล้ว ดังนั้นข้าจึงกล้าล่าสัตว์แค่ในละแวกใกล้หมู่บ้านเท่านั้น”
ตอนที่ 23: เป็นบุตรคนโตไม่ง่ายเช่นกัน
“ลุงหวัง ท่านไม่ต้องกังวลหรอก ในเมื่อข้ากล้าพาท่านขึ้นไปบนภูเขาก็หมายความว่าข้าสามารถรับประกันด้านความปลอดภัยของท่านได้ หากมีอันตรายเข้ามา ท่านหนีไปก่อนข้าได้เลย ข้าจะขวางไว้ให้เอง !” หลินเว่ยเว่ยมีความมั่นใจในตนเองมาก เพราะต่อให้นางสู้ไม่ได้ก็ยังมีมิติน้ำพุวิญญาณที่สามารถหลบซ่อนตัวได้!
แม้พรานหวังเคยได้ยินเรื่องที่นางฆ่าหมูป่าด้วยมือ ถึงกระนั้นเขาก็มิได้เห็นกับตา ! และการขึ้นไปบนภูเขาก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หากไม่ระวังขึ้นมาก็อาจจบชีวิตได้อย่างง่ายดาย
หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าพรานหวังเกิดความลังเลไม่แน่ใจ ถึงกระนั้นนางก็ยังพยายามโน้มน้าวอีกฝ่าย “ลุงหวัง ท่านกลับไปคิดก่อนก็ได้แล้วค่อยให้คำตอบข้าทีหลัง”
เมื่อพรานหวังกลับถึงบ้าน ภรรยาได้เดินออกมาจากบ้านด้วยน้ำตาอาบแก้ม “อาการป่วยของคังเอ๋อร์กำเริบอีกแล้ว หมอเหลียงมาดูอาการแล้วบอกว่าเพราะครั้งที่แล้วหยุดยาทั้งที่ยังไม่หายดี ดังนั้นอาการจึงกลับมากำเริบอีก ครานี้เขาต้องทานยาต่อเนื่องถึงสิบวัน แค่ข้าวก็ยังไม่มีจะทานอยู่แล้ว พวกเราจะไปเอาเงินจากที่ใดมาซื้อยา ท่านพี่ ท่านรีบคิดหาวิธีเถิด ! ”
“ไม่ต้องร้อนใจ พรุ่งนี้ข้าจะเอากระต่ายป่าสองตัวนี้ไปขายแล้วซื้อยามาสักสองชุดเพื่อให้คังเอ๋อร์ได้ทานก่อน หลังจากนั้นข้าจะคิดหาวิธีให้” เขามองไปยังภรรยาที่มีรูปร่างผอมแห้งและสีหน้าซีดอมเหลืองเนื่องจากการใช้ชีวิตอย่างขัดสนและบุตรชายรูปร่างผอมซูบที่ยามนี้นอนหลับอยู่บนเตียง พรานหวังจึงกัดฟันแล้วเดินไปยังบ้านตระกูลหลินอีกครั้ง
หลินเว่ยเว่ยพาน้องชายคนเล็กกลับมาถึงหน้าประตูบ้านก็ได้ยินเสียงพี่สาวคนโตกำลังพูดติฉินนินทาน้องสาวให้มารดาฟัง “ท่านแม่ นางเด็กโง่ต้องซ่อนเงินตำลึงไว้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ เช่นนั้นเนื้อกวางตั้งหลายสิบชั่งจะซื้อได้แค่แป้งและเส้นหมี่เพียงน้อยนิดได้อย่างไร !”
เสียงของนางหวงดังมาจากในบ้าน “แต่น้องของเจ้าก็ซื้อแม่ไก่มาด้วยตัวหนึ่งมิใช่หรือ ? ”
“แม่ไก่ตัวเดียวจะสักเท่าไหร่กันเชียว ? ราคาแค่ร้อยกว่าอีแปะก็ถือว่าเป็นราคาที่สูงลิ่วแล้ว ! ส่วนซาลาเปาเนื้อข้าก็เคยคำนวณมาก่อนแล้ว โดยรวมนางน่าจะใช้เงินไปประมาณสองสามตำลึงเท่านั้นเจ้าค่ะ!” พอคิดได้ว่าเจ้าเด็กโง่สามารถใช้จ่ายเงินตำลึงได้อย่างสบาย ในขณะที่ตนไม่มีแม้แต่อีแปะเดียว ภายในใจก็รู้สึกอัดอั้นและโมโหอยู่มิน้อย !
กระนั้นนางหวงก็ยังอธิบายแทนบุตรสาวคนรอง “ปีนี้สภาพอากาศไม่ดี เพียงชั่วพริบตาก็ทำให้ราคาเมล็ดพันธุ์และวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มสูงขึ้นแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าวัตถุดิบสำหรับทำอาหารสองร้อยกว่าชั่งนี้มีราคาหลายตำลึงเชียวนะ !”
บุตรสาวคนโตได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวด้วยความโมโห “ท่านแม่ ! นางพูดสิ่งใดท่านก็เชื่อเสียหมด ! ท่านโดนนางหลอกแล้วยังไม่รู้ตัวอีก ! ข้าคิดว่าในมือของนางต้องมีเงินไม่น้อยกว่าหนึ่งตำลึงแน่นอนเจ้าค่ะ ! แล้วอีกอย่าง ต่อให้ตอนนี้ครอบครัวของเราจะมีเงินอยู่หลายตำลึงก็ไม่ควรให้นางเป็นคนดูแลทั้งหมด ใช่ว่านางอยากซื้อสิ่งใดก็ซื้อได้ตามอำเภอใจ ท่านดูเจ้าคะ นางใช้เงินมือเติบมากเพียงใด อยากซื้อสิ่งใดก็ซื้อ วันนี้ซื้อเนื้อพรุ่งนี้ซื้อไก่ เช่นนั้นก็เท่ากับว่าเป็นการให้นางผลาญเงินคนเดียวมิใช่หรือเจ้าคะ ?”
หลินเว่ยเว่ยทนฟังต่อไม่ไหวจึงผลักประตูเข้ามา แม้ว่านางใช้แรงไม่มากนักแต่ประตูก็ยังกระแทกเข้ากับขอบประตูอีกด้านจนเกิดเสียงดัง ‘โครม’ ทำให้พี่สาวถึงขั้นสะดุ้งโหยงเพราะตกใจที่ตนกำลังนินทาน้องคนรองอยู่
“ที่ข้าซื้อเนื้อซื้อไก่มาก็เพราะต้องการบำรุงร่างกายให้ท่านแม่ทั้งนั้น หมอเหลียงก็เคยกล่าวไว้แล้วว่าท่านแม่สุขภาพไม่แข็งแรงเพราะเอาพวกเส้นหมี่และอาหารมาให้พวกเราทานทั้งหมด ดังนั้นอาการป่วยของนางจึงกำเริบ และแน่นอนว่านางต้องได้ทานของบำรุงที่ดีกว่านี้ !” หลินเว่ยเว่ยวางถังน้ำและฟืนลงพื้น
ส่วนน้องชายคนเล็กก็ไปยกอ่างน้ำมาให้พี่รองล้างหน้าล้างมืออย่างรู้งาน หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นก็อดลูบศีรษะเจ้าหนูน้อยแล้วกล่าวชื่นชมมิได้ “น้องสี่ของข้าน่ารักเหลือเกิน ! ”
พี่สาวคนโตจึงถลึงตาใส่เจ้าหนูน้อยทันที ในใจก็ด่าสาดเสียเทเสียแล้วกล่าวว่า “เพราะเจ้ามิใช่หรือ เจ้าทานคนเดียวก็เท่ากับทั้งครอบครัวทานหนึ่งมื้อ ! หากมิใช่เพราะเจ้าแล้ว คิดว่าท่านแม่จะป่วยหนักเช่นนี้หรือ ? ”
นางหวงกลัวว่าถ้อยคำของบุตรสาวคนโตจะไปกระทบจิตใจของบุตรสาวคนรองจึงรีบปรามทันที “ลูกแม่ อาการป่วยของแม่ไม่เกี่ยวกับน้องรอง…”
“เหตุใดจะไม่เกี่ยวเจ้าคะ ? เวลาที่ท่านทำบะหมี่สองชามก็มักยกให้นางคนเดียวถึงหนึ่งชาม ส่วนอีกหนึ่งชามก็ให้ข้าแบ่งกับน้องสี่ ส่วนตัวท่านทำได้แค่ดื่มน้ำซุปเท่านั้น หากไม่มีนาง ท่าน…” ในตอนที่บุตรสาวคนโตยกตัวอย่างให้ฟัง ในน้ำเสียงก็แฝงไปด้วยความโมโหและความคับข้องใจ
“เจ้าใหญ่ รอให้เจ้ามีลูกเสียก่อนแล้วจะเข้าใจเอง” นางหวงมองไปยังบุตรีด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและเมตตา
“ข้ายอมรับว่าที่ท่านแม่ป่วยจนต้องมีสภาพเช่นนี้เพราะทำเพื่อพวกเราทุกคน ทำเพื่อครอบครัวของเรา การที่ข้าซื้อเนื้อ ซื้อไก่และซื้อของดีมาบำรุงก็เพื่อต้องการให้สุขภาพของท่านแม่กลับมาแข็งแรงมิใช่หรือ ? อีกอย่างเงินที่ข้าใช้จ่ายล้วนเป็นเงินที่หามาด้วยตนเองทั้งสิ้น ผู้อื่นไม่มีสิทธิ์มาชี้นิ้วสั่งข้า ! ”
หลินเว่ยเว่ยจับคอไก่เอาไว้แล้วใช้มีดเฉือนไปที่คอของมัน จากนั้นก็เอาชามมารองเลือดไก่ ส่วนน้องสี่ทำหน้าที่ช่วยก่อฟืนและถอนขนไก่
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พี่สาวก็ชักสีหน้าด้วยความไม่พอใจ “ตอนนี้เจ้าไม่เห็นท่านแม่อยู่ในสายตาใช่หรือไม่ ? ”
“ผู้ใดบอกเจ้า ? ข้าไม่เพียงเห็นท่านแม่อยู่ในสายตาเท่านั้นแต่ยังยกให้เป็นที่หนึ่งในใจ ! ข้าคิดว่าเป็นเจ้ามากกว่า ! ควรเอาเวลาทำตัวเอื่อยเฉื่อยและขอข้าวคนอื่นทาน ไปรดน้ำพรวนดินปลูกผักไม่ดีกว่าหรือ อย่าทำตัวไร้ประโยชน์นักเลย ! ” หลินเว่ยเว่ยยั่วโทสะเพื่อความสนุกเพราะหากไม่ได้ยั่วก็คงอึดอัดและแน่นอนว่าพี่ใหญ่สมควรโดนแล้ว !
“แล้วผู้ใดที่ทานข้าวโดยไม่ทำงานมาตลอด ? คนที่ทานโดยไม่ลงแรงมานานสิบกว่าปียังกล้าตำหนิผู้อื่นว่าขอข้าวทานอีกหรือ ? ผู้ใดที่เก็บฟืนเข้าบ้าน ? ผู้ใดที่ซักผ้าให้ ? ผู้ใดกันที่ทำอาหาร ? เจ้าเพิ่งทุ่มเทดูแลคนในบ้านแค่ไม่กี่วัน แต่ข้า…”
นางหวงได้ยินเช่นนั้นก็รีบตัดบททันที “เจ้าใหญ่ ! เมื่อก่อนน้องสาวของเจ้าป่วยอยู่มิใช่หรือ ? ตอนนี้นางหายป่วยแล้วเจ้าควรดีใจถึงจะถูก เหตุใดต้องทะเลาะกันด้วย ? ”
“ท่านแม่ ! ท่านก็เอาแต่เข้าข้างนาง ! ท่านลำเอียง ! ! ” บุตรสาวคนโตวิ่งร้องไห้ออกไป
หลินเว่ยเว่ยเห็นดังนั้นก็หันไปตะโกนใส่ว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ไปเลย ประเดี๋ยวพวกข้าจะซดน้ำแกงไก่ให้หมดและไม่เหลือให้เจ้า ! ”
นางหวงได้ยินเช่นนั้นก็ทั้งหัวเราะและโมโหในเวลาเดียวกัน “เจ้านี่นะ ! ชอบแกล้งนางยิ่งนัก เจ้าเลิกยั่วยุพี่สาวได้แล้ว”
หลินเว่ยเว่ยนำไก่ที่ทำความสะอาดเสร็จแล้วใส่ลงในหม้อต้ม จากนั้นก็ใส่ต้นหอม ขิง ตังกุย เก๋ากี้แล้วตามด้วยน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณ ก่อนจะโหมกระพือไฟตุ๋นน้ำแกงไก่และในมิช้ากลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งไปทั่วบ้าน
เมื่อนางได้ยินมารดากล่าวเช่นนั้นก็ตอบว่า “ท่านแม่เจ้าคะ มีครั้งใดบ้างที่นางไม่เป็นฝ่ายยั่วโมโหข้าก่อน ? ท่านไม่เห็นที่นางทำหรือ แค่นางเห็นข้าก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแล้ว นางไม่เคยเอ่ยคำดีๆกับข้าเลยสักครั้งและนางก็ทำราวกับข้าไปสร้างความแค้นไว้ให้มากมาย ! ”
นางหวงได้ยินบุตรสาวคนรองกล่าวเช่นนี้ก็ถอนหายใจออกมา “นางคงเก็บความโกรธและความคับข้องใจมานาน ! พี่สาวของเจ้าอายุมากกว่าเจ้าเพียงหนึ่งปีเท่านั้น ทว่านางต้องมาช่วยแม่ทำอาหารตั้งแต่ห้าหกขวบ หลังพ่อของเจ้าจากไปแม่ต้องไปช่วยชาวบ้านในหมู่บ้านอื่นทำอาหารเพื่อแลกกับวัตถุดิบและเส้นหมี่กลับมาที่บ้าน ส่วนพี่ของเจ้าก็ต้องอยู่บ้านเพื่อซักเสื้อผ้า ทำอาหารและต้องคอยดูแลเจ้ากับน้องชายที่ยังแบเบาะเดินไม่ได้ หลังจากทำงานบ้านเสร็จแล้ว นางก็ยังต้องไปลงแปลงปลูกผักกับแม่อีก…”
พอนึกถึงตอนที่บุตรสาวคนโตเพิ่งมีอายุได้เพียงไม่เท่าไรก็ต้องมาช่วยทำงานบ้านอย่างยากลำบากแล้ว นางหวงก็พลันรู้สึกสงสารบุตรสาวคนโตจับใจ
หลินเว่ยเว่ยอดลำบากใจแทนมารดามิได้ นางจึงให้คำมั่นสัญญาว่า “ท่านแม่ ขอเพียงนางไม่ทำกับข้าจนเกินไป ข้าก็จะไม่ติดใจเอาความเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องโศกเศร้าไปหรอก เพราะต่อไปนี้ครอบครัวของเราจะต้องดีขึ้นกว่านี้ ! ”
“แม่รู้ ลูกของแม่เป็นคนเก่ง” น้ำเสียงที่นางหวงกล่าวคล้ายกำลังปลอบเด็กน้อย “บนภูเขานั้นเต็มไปด้วยอันตราย เจ้าอย่าขึ้นไปบนนั้นนักเลย…”
ขณะที่สนทนากันอยู่นั้นตรงหน้าบ้านก็มีเสียงของพรานหวังดังขึ้น หลินเว่ยเว่ยจึงให้น้องสี่ไปคอยดูหม้อน้ำแกงแล้วทำสีหน้าบ่งบอกให้พรานหวังไปคุยกันที่ด้านนอก
พรานหวังได้กลิ่นของน้ำแกงไก่และได้ยินเพียงว่าเมื่อวานหลินเว่ยเว่ยไปล่ากวางมาได้หนึ่งตัว บัดนี้ของจริงก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา ไม่ว่าอย่างไรกวางหนึ่งตัวก็ขายได้หลายตำลึงจึงไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดครอบครัวที่ยากจนมากสุดในหมู่บ้านถึงมีน้ำแกงไก่ทาน !
พรานหวังกัดฟันแล้วกล่าวขึ้นว่า “ข้าคิดดีแล้ว ! ข้าจะร่วมมือกับเจ้า เช่นนั้นเจ้าเห็นว่าเราควรขึ้นไปบนภูเขาเมื่อไรดี ? ”
หลินเว่ยเว่ยยอมรับความเห็นของอีกฝ่าย “ลุงหวัง ท่านคิดว่าอย่างไร ? ”
“วันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ! ” ตอนนี้ที่บ้านแทบไม่มีกินอยู่แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือคังเอ๋อร์ต้องได้ดื่มยาโดยเร็ว แน่นอนว่ายิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี
ตอนที่ 24: เป้าหมายแท้จริงของบัณฑิตหนุ่ม
“ตกลง เช่นนั้นก็พบกันตรงทางแยกด้านหลังภูเขา” ซึ่งเป็นสถานที่ที่นางสังหารหมูป่าตายในวันนั้น
เมื่อน้ำแกงไก่ได้ที่แล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงม้วนบะหมี่ใส่ลงในถ้วยแล้วเติมน้ำแกงไก่พร้อมใส่เนื้อไก่ลงไป จากนั้นก็นำกะหล่ำปลีมาลวกและหั่นแตงกวาเป็นฝอยเพื่อนำไปคลุกเคล้ากับซอสเนื้อที่ผัดเมื่อวาน ส่งผลให้มีกลิ่นหอมเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม
หลินเว่ยเว่ยตักให้นางหวงชามใหญ่ ทั้งยังยกน่องไก่ให้อีกหนึ่งน่อง ส่วนอีกน่องก็ยกให้เจ้าหนูน้อยตามสัญญาที่ช่วยงานอย่างขะมักเขม้น
“ท่านแม่เจ้าคะ ลูกชายของน้าเฝิงข้างบ้านได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะเมื่อวาน ทั้งยังมีเลือดไหลออกมามาก วันนี้ข้าจึงตั้งใจแบ่งน้ำแกงไก่ให้หนึ่งชามเพื่อให้เขาได้ดื่มบำรุง ! ” หลินเว่ยเว่ยต้องการหาข้ออ้างเพื่อไปเยี่ยมเยียนบัณฑิตหนุ่มหน้าหวานว่าตอนนี้อาการเป็นเช่นไรบ้าง ? สมองได้รับความกระทบกระเทือนมากเกินไปหรือไม่ ? เพราะหากล้มหัวกระแทกพื้นจนสติปัญญาโง่เขลาขึ้นมาก็มีหวังว่านางคงเสียดายใบหน้าที่แสนงดงามนั้นแย่ !
แต่เมื่อเดินถึงหน้าประตูบ้านก็ถอยกลับเข้ามาใหม่ ! นี่ฉันเป็นอะไรไป ? อย่าบอกว่าฉันถูกความงามของบุรุษล่อลวงเข้าแล้ว ? เมื่อชาติก่อนฉันเคยได้เห็นดาราหนุ่มหน้าอ่อนในโทรทัศน์มากมาย หรือเรียกได้ว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ในการพบบุคคลประเภทนี้อยู่แล้ว แต่หลังจากแยกกับหนุ่มหน้าหวานเมื่อวาน ฉันก็ยังคิดถึงเขาไม่ลืมเลือน !
“เหตุใดจึงเดินกลับมาอีก ? ” นางหวงเห็นว่าบุตรสาวมีท่าทีประหลาดจึงอดถามมิได้
“ตอนที่ข้าเอาเนื้อกวางไปให้ก็ดูเหมือนลูกชายของน้าเฝิงจะโกรธมาก หากข้าทะเล่อทะล่าเอาน้ำแกงไก่ไปให้อีก เช่นนั้นเขาจะไม่คิดว่าข้ามีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงหรือเจ้าคะ ! ” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าหลังจากที่บัณฑิตหนุ่มล้มหัวฟาดพื้นเมื่อวานก็คล้ายกับแปลกไป ถึงกระนั้นเขาก็ยังชอบทำท่าทีโมโหดังเดิม !
นางหวงได้ยินบุตรสาวกล่าวเช่นนั้นก็หัวเราะ “ตลอดหลายปีมานี้น้าเฝิงช่วยครอบครัวของเราไว้มากมาย ตอนที่น้องสี่ของเจ้ายังเด็ก ช่วงฤดูทำนาแม่ต้องออกไปที่แปลงนา นางก็จะปักผ้าและคอยดูแลเขาให้แม่ ดังนั้นหากช่วยเหลือกันได้ก็ต้องช่วยเหลือกันไป อีกทั้งวันนี้อากาศยังร้อนจัด น้ำแกงไก่คงเก็บได้ไม่นานและพวกเราก็คงทานไม่หมด เราจะปล่อยให้ของกินเสียเปล่ามิได้ เช่นนั้นเจ้าจงนำไปให้เขาเถิด ถึงอย่างไรสุขภาพของพี่เฝิงก็ไม่ดีสักเท่าไร”
หลินเว่ยเว่ยตอบรับคำของมารดาจากนั้นก็ไปเปลี่ยนเป็นชามใหญ่และใส่เนื้อเพิ่มเข้าไปหลายชิ้น ทว่าเท่านั้นยังไม่พอ เพราะนางยังเอาปีกไก่ที่ชอบทานแบ่งให้บัณฑิตหนุ่มอีกหนึ่งปีก เฮ้อ…ความงามช่างบังตามนุษย์ได้จริง !
จากนั้นนางก็ผลักประตูบ้านข้างๆเข้าไป หลินเว่ยเว่ยเพิ่งเดินเข้ามาในตัวบ้านและพอเงยหน้าขึ้นก็เห็นบัณฑิตหนุ่มกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ริมหน้าต่าง
แสงตะเกียงสีเหลืองอ่อนสั่นไหวไปตามแรงลมช่วยเพิ่มความอบอุ่นและความผ่องใสให้แก่เสี้ยวหน้านวลซึ่งมีผิวขาวราวหิมะ ขนตาเป็นแพหนาขยับในขณะที่กำลังตั้งอกตั้งใจอ่านหนังสือ ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเม้มเข้าหากันคล้ายเจ้าของกำลังจดจ่ออยู่กับตำราจนไม่สนใจโลกภายนอก ช่างเป็นภาพที่สง่างามเหลือเกิน สีหน้าของเขาสงบนิ่งด้วยเครื่องหน้าที่ดูสะอาดสะอ้านและงดงามในฉบับบุรุษหน้าหวาน ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นไม่อาจละสายตาได้ ! หลินเว่ยเว่ยลอบกลืนน้ำลายลงคอพลางจับจ้องไปที่ชายหนุ่มรูปงามโดยไม่วางตา ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าใบหน้านี้น่าหลงใหลเหลือเกิน
เหมือนว่าเขารู้สึกได้ถึงสายตาของนางจึงวางตำราในมือลงแล้วเงยหน้ามองก็พบกับดวงตาสีดำขลับแสนลุ่มลึกและอ้างว้างของนาง นับเป็นแววตาที่ไม่ว่าผู้ใดได้มองก็พร้อมถูกกลืนกินได้ทุกเมื่อ
เจียงโม่หานเห็นบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินแล้วเขาก็หันไปพูดบางอย่างกับนางเฝิงที่ขะมักเขม้นกับงานปักผ้า นางเฝิงได้ยินบุตรชายเอ่ยก็วางงานปักในมือลงแล้วเดินมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม “เด็กน้อย เข้ามานั่งในบ้านก่อน ! ”
“น้าเฝิง วันนี้ที่บ้านข้าตุ๋นน้ำแกงไก่ ข้าจึงนำมาฝากท่านหนึ่งชาม ในน้ำแกงนี้ใส่ขิง ตังกุยและเก๋ากี้ลงไปด้วย มันจะช่วยบำรุงเลือดลมและถือว่าเป็นของบำรุงชั้นดี ! ” หลินเว่ยเว่ยยกชามน้ำแกงไก่ร้อนๆให้ดูแล้วเดินตามเข้ามาในบ้าน จากนั้นก็วางไว้บนโต๊ะตรงเบื้องหน้าบัณฑิตหนุ่ม
นางเฝิงจึงกล่าวด้วยความละอายใจ “เจ้านี่นะ เมื่อวานข้าก็เพิ่งได้เนื้อกวางมาจากเจ้า ตอนนี้ยังทานไม่หมดเลย พอมาวันนี้เจ้าก็เอาน้ำแกงไก่มาให้อีก ครอบครัวของเจ้าก็ไม่ได้มีเงินเป็นถุงเป็นถังเช่นเดียวกัน อย่ามัวแต่ทำเช่นนี้เลย”
“น้าเฝิง น้องโม่หานอาการดีขึ้นหรือยัง ? ” หลินเว่ยเว่ยหันไปมองบัณฑิตหนุ่มหน้าหวานอย่างเปิดเผย ตอนนี้บนศีรษะของเขามีผ้าสีขาวพันไว้โดยรอบ แม้สีเลือดจางลงบ้างแล้วแต่บาดแผลก็ยังสามารถสร้างความเปราะบางให้เจ้าของร่างได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นภายในใจของนางจึงเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมา
“ข้าแก่กว่าเจ้าหนึ่งปี ! ” เจียงโม่หานมีแววตาสงบนิ่งราวกับว่าไม่มีสิ่งใดสามารถสร้างความหวั่นไหวแก่ดวงตาคู่นั้นได้ คล้ายว่าในเวลานี้เขาเป็นคนละคนกับเมื่อวาน
หลินเว่ยเว่ยมองรูปร่างเพรียวบางของเขาแล้วก้มมองพุงพลุ้ยของตน เจียงโม่หานจึงเข้าใจความหมายในแววตาของนางได้ทันที จากนั้นเขาก็ใช้มือพลิกตำราไปอีกหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ข้าอายุ15ปี”
“ใช่แล้ว ! บางคนก็โตเร็ว บางคนก็โตช้า บุรุษสามารถเติบโตและมีรูปร่างสูงใหญ่ได้จนถึงอายุ20ปี ! เจ้ายังมีเวลาอีก5ปี ไม่ต้องเสียใจไปหรอก !” หลินเว่ยเว่ยพูดปลอบใจ
เจียงโม่หานเงยหน้ามองนางคล้ายกำลังพูดทางสายตาว่า เจ้าใช้สิ่งใดมองว่าข้าเสียใจ ? เมื่อชาติที่แล้วข้าเป็นถึงบุรุษผู้มีความแข็งแกร่งและอยู่สูงสุดกว่าบุรุษทั่วไป ร่างกายของข้าสูงใหญ่กำยำกว่าบรรดาทหารมากมายนับมิถ้วน แล้วจะมีสิ่งใดทำให้ข้าต้องเสียใจ ?
เขาวางตำราลงแล้วหันไปกล่าวกับนางเฝิงที่กำลังปักผ้าใกล้กับตะเกียง “ท่านแม่ แสงตะเกียงมิได้สว่างมากนัก ท่านหยุดปักผ้าแล้วมาดื่มน้ำแกงไก่จากนั้นก็หลับตาพักผ่อนสักครู่เถิดขอรับ”
นางเฝิงยื่นชามน้ำแกงไก่ไปตรงหน้าเขาแล้วกล่าวว่า “เด็กน้อยอุตส่าห์นำมาให้เจ้าดื่ม เจ้าก็รีบดื่มเถิด ประเดี๋ยวมันจะเย็นหมด”
จากนั้นนางก็หันไปกล่าวกับหลินเว่ยเว่ยว่า “ท่านหมอเหลียงมาดูอาการให้แล้วบอกว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก หากมิได้รับการห้ามเลือดทันเวลาก็คงไม่อาจฟื้นขึ้นมาอีก ! ตอนนี้เขาแค่ต้องอยู่นิ่งๆ เพื่อรักษาตัวและค่อยๆฟื้นฟูจนหายดี”
“ขอแค่น้องโม่หาน…เอ่อ บัณฑิตไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ตั้งแต่โบราณมีคำกล่าวที่ว่า ‘ญาติที่อยู่ไกลก็ยังไม่สนิทใจเท่าเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกัน’ พวกเราไม่ต้องขอบคุณอันใดกันทั้งสิ้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนว่าเป็นคนนอกด้วย น้าเฝิง ท่านเอาชามมาใส่น้ำแกงเถิด ประเดี๋ยวข้าจะกลับก่อน” หลินเว่ยเว่ยรู้สึกท้องร้องโครกครากขึ้นมาจึงขอตัวลาอย่างแสนเสียดาย
ชามที่หลินเว่ยเว่ยนำมาเป็นชามที่ใช้เฉพาะของตนเองซึ่งมันเป็นชามที่ใหญ่มาก เมื่อเทเปลี่ยนชามก็ต้องใช้ชามถึงสองใบเต็ม จากนั้นนางก็หัวเราะคิกคักแล้วเดินออกไป
นางเฝิงไปส่งอีกฝ่ายแล้วก็หันมาพูดกับเจียงโม่หาน “หลังจากที่ลูกสาวคนรองของตระกูลหลินตกไปในสระน้ำบนภูเขาก็เหมือนว่าได้รับความโชคดีหลังการประสบทุกข์ภัย ตอนนี้นางมิได้โง่เขลาเบาปัญญาอีกต่อไปแล้ว เรียกว่านางเป็นผู้มีความสามารถโดดเด่นมิน้อยเลย”
เจียงโม่หานยื่นชามที่มีเนื้อไก่มากกว่าไปตรงหน้ามารดา นางเฝิงเห็นเช่นนั้นก็รีบปรามบุตรชายทันที “น้องเอามาให้เจ้าดื่มก็รีบดื่มไปเถิด รีบทำให้ร่างกายแข็งแรงโดยเร็ว เพราะปีหน้าเจ้าตั้งใจจะลงสอบเยวี่ยนซื่อมิใช่หรือ ? เจ้าเตรียมตัวมานานเพียงนี้แล้ว อย่าปล่อยให้เสียเปล่าเลย”
เจียงโม่หานยังคงยืนยันคำเดิม “แต่มันก็มีสองชามมิใช่หรือ ? ข้าดื่มเพียงชามเดียวก็พอแล้ว…อีกอย่างข้าตั้งใจว่าจะยังไม่ร่วมสอบเยวี่ยนซื่อในปีหน้าขอรับ ! ”
“เหตุใดจึงไม่เข้าสอบเล่า ? ” นางเฝิงถามด้วยความสงสัยและเพราะครอบครัวค่อนข้างลำบากยากเข็ญ กอปรกับบุตรชายเป็นผู้มีความตั้งอกตั้งใจร่ำเรียน นางอยากให้เขาสอบได้และมีชื่อเสียงเร็วขึ้นเพราะจักได้ช่วยลดภาระที่บ้านให้น้อยลง แต่เมื่อเห็นว่าบุตรชายกดดันถึงเพียงนี้ นางเฝิงก็ทั้งรู้สึกสงสารและรู้สึกตำหนิตนเองมิได้
เจียงโม่หานก้มหน้าก้มตาเป่าไล่ความร้อนในน้ำแกงไก่ หลังดื่มไปหนึ่งอึกแล้วภายในดวงตาของเขาก็มีประกายขึ้นมา การทดสอบเยวี่ยนซื่อปีที่แล้วเกิดการฉ้อโกงขึ้นในจวนชิงอันและคดีในครั้งนั้นยังเกี่ยวข้องกับบัณฑิตเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้คะแนนของบัณฑิตห้าสิบอันดับแรกถือเป็นโมฆะและดูเหมือนว่าทุกคนจะพลาดไปกับการทดสอบครั้งนั้นซึ่งเขาไม่อยากผิดพลาดและโดนทำลายชื่อเสียงเหมือนชาติที่แล้ว !
แน่นอนว่าเขาไม่อาจบอกเหตุผลแท้จริงให้แก่มารดาได้ เขาเผยแววตาอ่อนโยนและหนักแน่นพร้อมกล่าวว่า “ข้ามีเป้าหมายที่จะสอบได้เป็นหลิ่นเซิง ตอนนี้ข้ายังเตรียมความพร้อมได้ไม่ดีพอจึงอยากทดสอบในครั้งหน้าแทนขอรับ”
ทุกสามปีจะมีการสอบเยวี่ยนซื่อถึง2ครั้งและเพราะคดีฉ้อโกงที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีหน้าทำให้เมื่อชาติที่แล้วทางราชสำนักส่งเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจมาคอยควบคุมดูแลให้การสอบ ดังนั้นเมื่อกลับชาติมาเกิดใหม่เขาก็อยากสอบเข้าเรียนขุนนางให้ได้ ไม่ว่าต้องประสบกับสิ่งใดก็ตาม !
แน่นอนว่าการสอบถัดไปต่างหากคือเป้าหมายที่แท้จริง หากเขาไม่ต้องการโดนผู้อื่นมาบงการชีวิตก็ต้องมีความสามารถและคุณสมบัติมากพอมิใช่หรือ ? ในชาตินี้เขามีคนที่ต้องปกป้องจึงไม่รีบร้อนปีนถึงจุดสูงสุดเหมือนชาติก่อนอีกแล้ว คราวนี้เขาต้องการก้าวไปทีละขั้นเพื่อทำให้ก้าวเดินได้อย่างมั่นคง !
1. หลิ่นเซิง หรือบัณฑิตยุ้งฉาง คือผู้สอบได้คะแนนในระดับดีที่สุดของการสอบเยวี่ยนซื่อซึ่งบัณฑิตกลุ่มนี้จะได้รับรางวัลจากราชการให้สำเร็จการสอบโดยสามารถเข้าศึกษาต่อในบัณฑิตยสถานของราชสำนักในฐานะก้งเชิง หรือบัณฑิตบรรณาการ และมีสิทธิเข้าสอบในระดับมณฑลหรือเซียงชื่อได้ อาจมีบางคนสามารถข้ามระดับไปสอบในระดับเมืองหลวงได้ด้วย
ตอนที่ 25: หนีเร็ว !
“หานเอ๋อร์ แม่ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก เจ้าตัดสินใจเองเถิด ขอเพียงอย่าสร้างความกดดันให้ตนมากเกินไปก็พอ ! ” จะว่าไปแล้วรออีกสักปีสองปีก็ช่างปะไร ถึงอย่างไรหมอเหลียงก็กล่าวไว้แล้วว่าหานเอ๋อร์ควรได้รับการรักษาและฟื้นฟูประมาณปีครึ่ง มิเช่นนั้นอาจทำให้เขาเจ็บป่วยเรื้อรังเอาได้
“ท่านแม่ ท่านเองก็ต้องดูแลสุขภาพเช่นเดียวกัน ท่านจะเอาแต่ปักผ้าทั้งวันทั้งคืนเช่นนี้มิได้ หากสุขภาพของท่านแย่ขึ้นมา ลูกชายจะเรียนหนังสืออย่างสบายใจได้อย่างไรขอรับ ? ” แม้ว่าในน้ำเสียงของเจียงโม่หานเต็มไปด้วยความอ่อนโยนแต่มีพลังที่ทำให้ยากจะโต้แย้งได้
นางเฝิงเห็นว่าบุตรชายมิใช่คนเจ้าอารมณ์อีกต่อไป ทั้งยังรู้จักเป็นห่วงเป็นใยสุขภาพของมารดา นางจึงกล่าวด้วยความดีใจ “ได้ หลังจากนี้แม่จะฟังเจ้า ! ”
“เช่นนั้น…ท่านแม่ดื่มน้ำแกงไก่แล้วหรือยัง ! ” เจียงโม่หานยักคิ้วให้มารดาคล้ายต้องการบอกว่า ‘ท่านแม่เป็นคนพูดเองว่าหลังจากนี้จะฟังคำของข้าทุกอย่างมิใช่หรือ ? ’
“เจ้านี่นะ ! ” นางเฝิงคีบเนื้อไก่ในชามของตนใส่ในชามของบุตรชาย จากนั้นนางก็ดื่มน้ำแกงไก่รวดเดียวจนหมดเพราะรู้ดีว่าหากตนไม่ดื่ม บุตรชายก็ไม่มีวันยอมดื่มเป็นอันขาด การได้มีบุตรชายกตัญญูเช่นนี้ ต่อให้ต้องลำบากและเหนื่อยยากเพียงใดก็คุ้มค่าที่จะทำเพื่อเขา
“ฝีมือของพี่สะใภ้หลินนับวันก็ยิ่งดีขึ้น ! ”
รสชาติน้ำแกงหอมหวาน ความร้อนและเวลาในการตุ๋นกำลังดี เรียกได้ว่าฝีมือการทำอาหารไม่ด้อยไปกว่าพ่อครัวเอกในจวนของเจียงโม่หานเมื่อชาติที่แล้วเลย
ทว่าเจียงโม่หานได้ยินความเคลื่อนไหวจากบ้านตระกูลหลินอย่างชัดเจน หลังจากสติปัญญาของบุตรสาวคนรองกลับมาเป็นปกติแล้ว นางไม่เพียงมีฝีปากที่เก่งขึ้นเท่านั้นเพราะขณะเดียวกันยังมีฝีมือในการทำอาหารแสนยอดเยี่ยมราวกับว่าได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
ช่วงเวลานี้ของอดีตชาติ บุตรสาวคนรองตระกูลหลินได้ตายเพราะจมน้ำในสระบนภูเขา หรือว่า…มีวิญญาณกลับมาเกิดใหม่ในร่างของนาง ? เจียงโม่หานหรี่ตาลงในขณะกำลังพิจารณาถึงข้อสันนิษฐานของตน นัยน์ตาของเขาลึกลงราวกับค่ำคืนอันมืดมิดที่สามารถกลืนกินทุกสิ่งได้
เช้ามืดวันต่อมา ท้องฟ้าเริ่มทอประกายแสงสว่าง ฝูงนกน้อยเกาะกิ่งไม้ส่งเสียงร้องสร้างความสดชื่นให้แก่เช้าวันใหม่ หลินเว่ยเว่ยถือถังน้ำกลับมาจากด้านนอกซึ่งนางได้รดน้ำพืชพันธุ์บนที่ดิน3หมู่ของครอบครัวเสร็จแล้ว
ขณะนี้พี่สาวก็ได้ทำอาหารเสร็จเรียบร้อยเช่นกัน หลังจากที่เห็นว่าหลินเว่ยเว่ยกลับมาจากแปลงนาแล้วนางก็เบือนหน้าหนีโดยไม่พูดจา
หลินเว่ยเว่ยนำแป้งทอดมา3ชิ้นและราดด้วยซอสเนื้อผัด จากนั้นก็หยิบเอากระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำดื่มของตนขึ้นมาพร้อมเดินออกไปด้านนอกพลางทานแป้งทอดไปด้วย
“พี่รอง ท่านจะไปที่ใด ? ” เจ้าหนูน้อยยกชามใส่ซุปเส้นหมี่ที่เย็นแล้วออกมาจากในบ้านพลางเดินตามนางเพื่อให้นางดื่มสักสองสามคำ
หลินเว่ยเว่ยดื่มซุปเส้นหมี่จนหมดในรวดเดียว จากนั้นก็ลูบศีรษะของน้องชายด้วยความเอ็นดู “เจ้าจงเป็นเด็กดีอยู่ที่บ้านเป็นเพื่อนท่านแม่ ข้าจะไปล่ากระต่ายป่าและไก่ป่ามาทำอาหารให้เจ้า ! ”
หลังจากนางหวงที่อยู่ในบ้านได้ยินก็รีบส่งเสียงมาจากด้านใน “เจ้าอย่าไปบนภูเขาเลย ที่นั่นมีทั้งหมีตัวใหญ่และหมาป่า มันอันตรายมาก ! ”
“เข้าใจแล้วท่านแม่ ข้าจะเดินตามละแวกหมู่บ้านนี่แหละเจ้าค่ะ ! ” หลินเว่ยเว่ยแบกจอบขึ้นมาแล้วตอบรับอย่างขอไปที จากนั้นก็ทำท่าไขว้นิ้วมือไว้ด้านหลังโดยไม่ให้ผู้ใดเห็น
เมื่อมาถึงพื้นที่บริเวณแอ่งกระทะของด้านหลังภูเขา พรานหวังถือเสียมและพลั่วมาด้วย ที่ขาของเขายังมีมีดสั้นแหลมคมมัดเอาไว้ ดูเหมือนว่าเขาจะรออยู่ที่นี่มานานหลายชั่วยามแล้ว
หลังจากที่เห็นว่าหลินเว่ยเว่ยเดินมามือเปล่า เขาก็อดเตือนมิได้ “เจ้าไม่เอาสิ่งใดมาป้องกันตัวเลยหรือ ? ”
หลินเว่ยเว่ยก้มมองจอบในมือของตน หรือว่ายังเตรียมการป้องกันไม่พอ ? นางจึงมองไปรอบด้านแล้วเลือกกิ่งไม้ที่มีขนาดเท่าข้อมือของตน จากนั้นก็ออกแรงหักมัน “ลุงหวัง ข้าขอยืมมีดของท่านหน่อย”
หลังรับมีดมาจากพรานหวังแล้วนางก็ทำการเลาะกิ่งเล็กกิ่งน้อยและริดใบออกจนหมด จากนั้นก็เหลาให้มันมีลักษณะเหมือนกระบองแล้วแบกไว้บนบ่า ด้วยแรงและพละกำลังของนาง หากใช้กระบองนี้ฟาดลงไปก็อาจทำให้ศีรษะของหมียักษ์แหลกกระจุยได้ !
ทั้งคู่เดินไปตามเส้นทางเล็กๆที่ทอดยาวเข้าไปในป่า ตอนแรกยังพอมีทางที่เดินง่าย แต่ยิ่งเดินเข้าไปลึกมากเท่าไรก็พบว่าทางเดินยากขึ้นเนื่องจากรอบด้านเต็มไปด้วยวัชพืชที่ขึ้นรกสูง ทำให้กระบองในมือของหลินเว่ยเว่ยกลายเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับเปิดทางทันที นางกวาดกระบองไปมา ทำให้บรรดาหญ้ารกชัฏในบริเวณนั้นถูกกวาดจนราบเป็นหน้ากอง
พรานหวังเดินตามหลังนางไปพลางก้มมองหาร่องรอยของสัตว์ป่าในระหว่างทางไปด้วย และเขาก็พบว่ายิ่งเดินเข้าด้านในก็ยิ่งพบร่องรอยของสัตว์ป่าเป็นจำนวนมาก เขาชี้ไปยังรอยหญ้าที่ล้มเป็นแนวซึ่งมิได้โดดเด่นมากนักพร้อมกล่าวว่า “นี่คือรอยเท้าของกระต่ายป่า ส่วนใหญ่ถ้าสัตว์ป่าออกมาจากตรงไหนก็จะกลับมาตรงนั้น หากเราวางกับดักไว้ที่นี่ก็มีโอกาสสูงที่จะจับกระต่ายป่าได้”
หลินเว่ยเว่ยฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ในใจคิดว่าพรานหวังเป็นพรานล่าสัตว์ที่มีประสบการณ์สูงจริงด้วย เขาสามารถบอกได้ว่าบริเวณใดและเวลาใดมีสัตว์ป่าผ่านมาโดยอาศัยการสังเกตจากรอยเท้า มูลสัตว์และร่องรอยที่สัตว์ป่าทิ้งไว้บนหญ้าซึ่งเขาสามารถวิเคราะห์ได้เกือบแม่นยำเต็มร้อย
ในเมื่อนางและเขาตัดสินใจขึ้นมายังป่าลึกบนภูเขาแล้ว แน่นอนว่าเป้าหมายต้องมิใช่บรรดาไก่ป่าและกระต่ายป่าซึ่งเป็นสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยแน่นอน ในมิช้าพรานหวังก็ได้พบรอยเท้ากวางเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด อีกทั้งด้านหน้ายังมีแอ่งน้ำเล็กๆ แต่เพราะความแห้งแล้งจึงเหลือเพียงหลุมน้ำตื้น ในแอ่งก็มีรอยเท้าสัตว์เล็กทุกชนิดมากินน้ำ
“บริเวณนี้ไม่เลวทีเดียว หากพวกเราขุดหลุมพรางไว้ที่นี่ รับรองเลยว่าพวกเราคงจับกวางป่าหรือไม่ก็เก้งได้บ้าง ! มิแน่เราอาจโชคดีจับหมูป่าได้ ! ” พรานหวังเอ่ยด้วยความดีใจ
จากนั้นเขาก็พูดกับหลินเว่ยเว่ยอีกว่า “มนุษย์มีวิถีของมนุษย์ สัตว์ก็มีเส้นทางของมันเช่นเดียวกัน ก่อนที่เราจะวางกับดัก อันดับแรกต้องสังเกตและตรวจสอบว่าบริเวณนี้มีร่องรอยของสัตว์ป่าเดินผ่านไปมาหรือไม่ สัตว์มักใช้เส้นทางเดียวกันในการออกหาอาหารหรือออกไปเที่ยวเล่น จากนั้นมันก็กลับมาที่รังด้วยเส้นทางเดิม ดังนั้นเส้นทางที่มีพวกสัตว์เดินผ่านจึงเป็นจุดเหมาะสมในการวางกับดักที่สุด แล้วสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งที่ใช้สำหรับสังเกตเส้นทางเดินของสัตว์ก็คือมูลของพวกมันรวมถึงบรรดาต้นหญ้าที่มันเดินข้ามไป
มือใหม่เช่นเจ้าอาจยังแยกแยะร่องรอยของสัตว์ได้ยาก ดังนั้นพวกเราจะเริ่มค้นหาจากบริเวณที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ไม่อาจแยกจากแหล่งน้ำได้ ยกตัวอย่างเช่นตามลำธาร เราควรสังเกตทั้งสองฝั่งของลำธารให้ดีว่ามีสัตว์อยู่หรือไม่ หรือบางทีก็ไปสำรวจบริเวณรอบทะเลสาบ ข้ารับรองได้เลยว่าเราจะไม่เสียเปล่าแน่นอน !
เจ้าดูสิ บริเวณนี้เป็นจุดที่มักมีฝูงกวางมาดื่มน้ำมากที่สุด ดังนั้นพวกเราควรทำหลุมพรางบริเวณนี้ ! ”
พรานหวังเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่รู้ให้หลินเว่ยเว่ยฟังหมดเปลือก ในมิช้านางก็สามารถจับจุดทักษะจนกระทั่งสำรวจบริเวณหญ้ารกทึบที่ข้างแอ่งน้ำและพบเข้ากับรอยเท้ารวมถึงมูลของสัตว์ป่าในบริเวณนั้น
มันน่าจะเป็นรอยเท้าของหมูป่าที่มีน้ำหนักไม่น้อยกว่าร้อยชั่ง ซึ่งหากนำไปขายก็คงได้สิบกว่าตำลึง แต่ถ้าเป็นกวางป่าก็ถือว่าไม่เลวเพราะทั่วทั้งตัวของมันเปรียบเสมือนสมบัติที่สามารถขายได้ทุกส่วน อีกทั้งบรรดาเศรษฐีที่อยู่ในเมืองก็มักชอบทานสัตว์ประเภทนี้เพราะเชื่อว่าเป็นยาชูกำลัง
พรานหวังเดินมาดูบริเวณที่นางเลือกไว้ จากนั้นก็พยักหน้าอย่างชื่นชมพลางคิดในใจว่าเด็กน้อยคนนี้เกิดมาเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการล่าสัตว์เสียจริง ทั้งที่อายุยังน้อยแต่มีทักษะยอดเยี่ยม !
ทั้งนี้เขายังบอกหลินเว่ยเว่ยว่าไม่ให้ทิ้งกลิ่นในระหว่างวางกับดัก ดังนั้นก่อนวางกับดักนางต้องเอาโคลนทามือเสียก่อน หลังวางกับดักเสร็จแล้วก็ให้ใช้มูลที่อยู่รอบด้านรวมถึงเศษใบไม้ใบหญ้ามาปกคลุมไว้เพื่อมิให้สัตว์น้อยใหญ่เห็นเข้า !
ด้วยคำแนะนำของพรานหวังทำให้หลินเว่ยเว่ยเลือกสถานที่เหมาะสมและเริ่มขุดหลุม จากนั้นนางก็คลุมมันด้วยกิ่งไม้และหญ้าแห้งพร้อมใช้ใบไม้ที่เปื้อนดินและมูลสัตว์โรยไว้ด้านบนของหลุมพราง เนื่องจากนางมีกำลังมากจึงทำให้สามาถขุดหลุมได้ขนาดใหญ่และรวดเร็ว
หลุมพรางของหลิ่นเว่ยเว่ยเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่พรานหวังขุดไปได้เพียงครึ่งเดียว ด้วยความช่วยเหลือจากหลินเว่ยเว่ยจึงทำให้หลุมพรางของพรานหวังเสร็จเร็วขึ้น เขาจึงพยักหน้าให้หลินเว่ยเว่ยอย่างพึงพอใจ
“ไปกันเถิด พวกเราไปดูรอบบริเวณนี้กัน ประเดี๋ยวข้าจะสอนเจ้าวางกับดัก ! ” พรานหวังเดินนำหลินเว่ยเว่ยเข้าไปยังป่าบริเวณใกล้เคียง
หลินเว่ยเว่ยได้เรียนรู้วิธีผูกเงื่อนกับดัก จากนั้นนางจึงขอยืมเชือกที่พรานหวังเตรียมมาแล้วเลือกมุมที่คาดว่าพวกกวางป่าและเก้งน่าจะผ่านมาบริเวณนั้นพร้อมวางกับดักลงไป
พรานหวังเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งตื่นเต้น มันทำให้เขารู้สึกเหมือนเข้าไปในสวนร้อยสมบัติ ที่จริงเมื่อก่อนเขาก็เคยมาเยือนที่แห่งนี้ มันยังมีสัตว์ป่าปรากฏตัวให้เห็นไม่มากนัก อีกทั้งตอนนั้นพรานล่าสัตว์ยังพบร่องรอยของสัตว์ป่าน้อยมาก ไม่เหมือนตอนนี้ที่สามารถเห็นร่องรอยใหม่ได้แทบทุกย่างก้าว
ตลอดหลายปีมานี้ไม่มีพรานป่าคนใดกล้าขึ้นเขามาล่าสัตว์จึงทำให้สัตว์ป่าขยายพันธุ์จนมีจำนวนมากขึ้น พอเดินไปข้างหน้าเพียงไม่กี่ก้าว เขาก็นั่งยองแล้วจ้องไปที่มูลสัตว์กองหนึ่ง
จากนั้นพรานหวังก็เปลี่ยนสีหน้าทันทีแล้วรีบวิ่งกลับมาอยู่ข้างหลินเว่ยเว่ยพร้อมกล่าวว่า “ที่นี่ไม่ปลอดภัย ข้าเห็นมูลของหมียักษ์ เราไม่ควรอยู่ที่นี่นานเกินไป เอาไว้วันพรุ่งนี้ค่อยมาดูกับดักอีกที ! ”
หลินเว่ยเว่ยออกมาจากพุ่มไม้และถือไข่ของไก่ป่ามาสองสามฟอง เมื่อครู่นี้นางพบรังของไก่ป่า น่าเสียดายเหลือเกินที่ไม่มีแม่ไก่อยู่ที่รัง มันน่าจะออกไปหาอาหาร ! แม้ไม่มีตัวแม่ทว่าเหลือไข่ไว้ที่รังก็ยังดี เย็นนี้นางจะได้ทำเจี่ยวจือ !
แต่พอนางหันกลับมาก็เห็นสีหน้าตกใจกลัวของพรานหวัง นางจึงลูบศีรษะของตนพลางลูบหน้าด้วยความงุนงง ใบหน้าของข้าน่ากลัวเพียงนั้นเชียวหรือ ?
หลังจากที่พรานหวังตื่นตกใจสุดขีดแล้วก็ชี้ไปที่ด้านหลังของนางด้วยมืออันสั่นเทาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า “หนีเร็ว !”
1. เจี่ยวจือ คือ เกี๊ยวซ่า
ตอนที่ 26: แค้นเคืองอันใดนักหนา
ตัวของหลินเว่ยเว่ยว่องไวกว่าสมอง นางเปิดปลายเท้าเผ่นแนบนำหน้าลุงหวัง แต่หลังจากวิ่งไปได้สิบกว่าก้าว นางถึงได้สงบสติอารมณ์แล้วคิดย้อนไปว่าเหตุใดข้าต้องวิ่งหนีด้วย ? สิ่งใดที่ทำให้ลุงหวังตกใจกลัวได้ถึงเพียงนี้ กลัวถึงขั้นโยนพลั่วในมือทิ้ง
ด้านหลังของนางมีเสียงหายใจแรงฟึดฟัดดังขึ้น นางจึงอดหันไปมองมิได้และทันใดนั้นเอง ! โอ้ สวรรค์ ! ข้างหลังก็คือหมีควายตัวดำเมื่อม ! หมีควายอยู่ห่างจากนางเพียงสองก้าวพร้อมเลือดเต็มปากและมุมปากของมันก็เผยให้เห็นเขี้ยวที่ชุ่มไปด้วยน้ำลายและเลือด
หลินเว่ยเว่ยตัวเกร็งด้วยความตื่นกลัว ฝ่าเท้าของนางจึงวิ่งด้วยความเร็วสุดแรงเกิดราวกับล้อของรถยนต์ นางก้มหน้าลงแล้ววิ่งตะบึงไปด้านหน้า เพียงชั่วพริบตาก็วิ่งนำหน้าพรานหวังไปแล้ว ทั้งคู่วิ่งหนีโดยคิดชีวิต ! ทั้งที่บนภูเขามีพุ่มไม้และก้อนหินขวางทางระเกะระกะก็ไม่อาจบั่นทอนความเร็วของพวกเขาได้
ป่าบนภูเขาเป็นที่อยู่ของหมีควาย ดังนั้นเท้าทั้งสี่ของมันจึงวิ่งตะกุยได้อย่างคล่องแคล่ว มันสามารถทะยานไปได้ไกล ต่อให้มีก้อนหินและกิ่งไม้ใหญ่ขวางทางก็มิอาจขวางมันไว้ได้ มนุษย์ทั้งสองวิ่งหนี ส่วนเจ้าหมีควายก็ทำหน้าที่ไล่ล่า !
หลินเว่ยเว่ยมีพละกำลังสูงมาก ทั้งยังวิ่งได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นหมีควายจึงวิ่งตามนางไม่ทัน ส่วนพรานหวังที่กลายเป็นผู้วิ่งตามหลังถูกไล่ตามชนิดที่พร้อมเกิดอันตรายกับเขาได้ทุกเมื่อ พอวิ่งไปได้สักพัก เขาเริ่มหมดแรงจนวิ่งช้าลง หมีควายเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกราวกับโดนกระตุ้น รู้สึกว่ายิ่งวิ่งไล่ก็ยิ่งตื่นเต้น !
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าด้านหลังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ พรานหวังก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นลมหายใจอันร้อนแรงของหมีควายที่เป่ารดต้นคออยู่
เดิมทีในใจของพรานหวังรู้สึกสิ้นหวังไปแล้ว ยิ่งเขาเคยได้เห็นศพของพรานหยางพรานล่าสัตว์ที่อยู่ในหมู่บ้านถัดไป ตรงหน้าอกของพรานหยางโดนอุ้งตีนหมีควายตะปบแล้วลากครูดลงมาจนเนื้อเปิด ขนาดตายยังตายตาไม่หลับ ราวกับว่าไม่อยากตายเช่นนี้ !
หากจะโทษคงต้องโทษที่ตนละโมบโลภมาก อยากขึ้นเขามากับเด็กน้อยตระกูลหลินเพื่อเสี่ยงโชค
“ลุงหวัง พวกเราแยกกันไปคนละทาง ! ” หลินเว่ยเว่ยชะลอฝีเท้าลง กลายเป็นว่าตอนนี้นางวิ่งอยู่ข้างพรานหวังแทน นางตอบรับไปแล้วว่าจะคุ้มกันความปลอดภัยให้เขา ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้ได้อย่างที่เคยกล่าว ขอเพียงนางสามารถดึงความสนใจของหมีควายได้ก็ย่อมมีวิธีสลัดมันให้พ้นได้อยู่แล้ว !
พรานหวังชำเลืองมองนางอย่างซาบซึ้ง จากนั้นทั้งคู่ก็วิ่งแยกกันไปซ้ายคนขวาคน หลังจากที่ทั้งสองแยกย้ายกันวิ่งหนีไปสองฝั่งหมีควายก็ชะงักไปครู่หนึ่งแล้ววิ่งไล่ไปทางเดียว
ปรากฏว่าพรานหวังคือผู้เคราะห์ร้ายที่โดนหมีควายไล่ล่า…
หลินเว่ยเว่ยก็วิ่งไปได้สักพัก เมื่อผ่านไประยะหนึ่งนางจึงหันกลับไปมอง…
นางหยุดฝีเท้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หันกายแล้ววิ่งตะบึงไปทางพรานหวัง พอหมีควายเห็นร่างอ้วนท้วนวิ่งแซงหน้ามันไปจึงรู้สึกราวกับว่าโดนท้าทายพละกำลัง มันจึงส่งเสียงร้องคำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวโกรธแล้ววิ่งไล่ตามด้วยความเร็วที่ยิ่งยวดกว่าเดิม
พรานหวังยิ่งวิ่งก็ยิ่งรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างอ่อนล้า เขาเริ่มหายใจถี่ขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความที่หายใจเอาอากาศเข้าไม่ทันจึงทำให้เขารู้สึกว่าหน้าอกใกล้ระเบิดเต็มทน หางตาของเขาพลันชำเลืองไปเห็นหลินเว่ยเว่ยที่เดิมทีรอดพ้นจากอันตรายไปแล้ว ทว่านางไม่ห่วงชีวิตและวิ่งกลับมาช่วยเขาจึงทำให้เขาถึงกับหัวเราะออกมาอย่างรันทด
“ข้า…ข้าวิ่งไม่ไหวแล้ว ! เจ้าไม่ต้อง…ห่วงข้า เจ้าน่ะ…วิ่งหนีไปเถิด…ฟู่ว…ฟู่ว”
หลินเว่ยเว่ยวิ่งไปพลางสังเกตสภาพของป่าโดยรอบไปด้วย จากนั้นนางจึงชี้ไปที่ต้นไม้ข้างหน้าแล้วตะโกนบอกพรานหวัง “ลุงหวัง ท่านปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ! ข้าจะล่อมันไปเอง ! ”
ตอนนี้ในใจของเขาเริ่มมีความหวังขึ้นมาแล้ว ความหวังที่จะทำให้เขาดึงศักยภาพของตนออกมาได้อย่างเต็มที่ พรานหวังเริ่มวิ่งช้าลงจากนั้นก็เริ่มสะสมแรงไว้ปีนต้นไม้
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงต้นไม้ต้นนั้น พรานหวังก็ใช้ทั้งมือและเท้าตะกุยอย่างเต็มที่เพื่อหมายจะปีนขึ้นต้นไม้สูง ทว่าเพราะเขาตื่นเต้นเกินไปจึงทำให้มือและเท้าไม่ยอมฟังคำสั่งของสมอง เพราะไม่ว่าพยายามปีนเท่าไรก็ปีนไม่ขึ้น !
พรานหวังกำลังจะร้องไห้โฮ ! ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าตัวของเขาทะยานขึ้นไปบนอากาศและ ‘บิน’ ไปยังกิ่งไม้ลำหนาที่ยื่นออกมาในแนวทแยง เขาอ้าแขนและกอดกิ่งไม้แน่นพร้อมเตะเท้าตวัดขึ้นรัดกิ่งไม้เอาไว้ ในที่สุดก็ค่อยๆปีนป่ายจนเกาะกิ่งไม้ในท่า ‘ขี่’ ได้ !
แต่ยังมิทันที่เขาจะนั่งได้อย่างมั่นคง ทันใดนั้นต้นไม้ที่เขาปีนขึ้นมาก็ถูกเขย่าจากด้านล่างจนสั่นเทา เขาจึงรีบปีนลงมาจากกิ่งไม้ที่นั่งอยู่ในตอนแรก เขาได้กอดกิ่งไม้ที่หนากว่าด้วยมือ ส่วนขาก็หนีบเอาไว้แน่น ทว่าต้นไม้ก็ยังสั่น !
พรานหวังที่อยู่บนต้นไม้ได้แต่คร่ำครวญในใจว่า ‘หมีควายเอ๋ย เหตุใดเจ้าไม่วิ่งไล่ตามผู้อื่นบ้างเล่า เหตุใดต้องมาเขย่าต้นไม้เช่นนี้ ? ตัวข้าเหล่าหวังไปมีความแค้นอันใดต่อเจ้า ? เจ้าแค้นเคืองอันใดกันนักหนา ? ’
หลินเว่ยเว่ยวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านหลัง นางจึงรีบหันไป เมื่อเห็นภาพด้านหลังก็หมดคำที่จะกล่าวในทันที ‘ลุงหวัง ท่านเคยไปขุดหลุมบรรพบุรุษของเจ้าหมีควายตัวนี้หรือไร หรือเคยไปสังหารพ่อแม่ของมันมาก่อน มันถึงได้จ้องตามราวีท่านมิเลิกเช่นนี้ ? ’
หลินเว่ยเว่ยหยิบก้อนหินขึ้นมาแล้วขว้างใส่ตัวของเจ้าหมีควายจากในระยะไกลเพื่อลองยั่วโทสะมัน เผื่อมันจะได้หันมาไล่ล่านางเอง แต่ดูเหมือนว่าหมีควายจับจ้องพรานหวังเป็นเหยื่อไปแล้ว ดังนั้นมันจึงระบายความโกรธทั้งหมดที่มีไปยังต้นไม้ต้นนั้นโดยใช้ร่างกายอันใหญ่โตมหึมาพุ่งชนต้นไม้อยู่หลายครั้ง จากนั้นก็ใช้อุ้งเท้าเขย่าต้นไม้อย่างบ้าคลั่ง มันแทบไม่ให้โอกาสพรานหวังได้หยุดพักหายใจเลย !
พรานหวังที่โดนเขย่าอยู่บนต้นไม้แทบขย้อนเอาของที่เพิ่งทานเมื่อเช้าออกมาจนหมด ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าเท้าเริ่มลื่น สองขาห้อยต่องแต่งอยู่บนกิ่งไม้ เวลานี้หมีควายอยู่ใต้ต้นไม้ด้านล่างตัวเขาพอดี อุ้งเท้าขนาดใหญ่ของมันไล่ตะปบเท้าของเขา พรานหวังจึงรีบหดเท้าขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ก้มมองคอยระวังมันทุกระยะ
เมื่อเหยื่ออยู่ตรงหน้าแล้วหมีควายก็รู้สึกดีใจยิ่งกว่าเดิม มันใช้อุ้งเท้าหน้าตะปบขึ้นไปกลางอากาศเพื่อหมายจะคว้าตัวเหยื่อลงมา
พรานหวังพยายามวางขากลับไปบนต้นไม้ใหม่อีกครั้ง แต่ไม่ว่าพยายามเท่าไรก็ไม่สำเร็จเสียทีและเวลานี้ดูเหมือนว่าหมีควายจะจู่โจมเขาเป็นครั้งที่สองด้วยการเขย่าต้นไม้อย่างบ้าคลั่ง ทำให้พรานหวังตัวแกว่งไปตามแรงสั่นราวกับผีที่ผูกคอตายอยู่ใต้ต้นไม้
หากเป็นเช่นนี้ต่อไปต้องแย่แน่ๆ เพราะตอนนี้แขนทั้งสองข้างล้าและเจ็บระบมไปหมด อีกไม่นานเขาก็จะฝืนไม่ไหวแล้ว ! พรานหวังรู้สึกสิ้นหวังเหลือเกิน หรือวันนี้เขาต้องกลายเป็นอาหารของเจ้าหมีควาย ?
หลินเว่ยเว่ยเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายก็กัดฟันแน่น นางจึงหลับตาแล้ววิ่งเข้าปะทะเจ้าหมีควายทันที
ภาพที่พรานหวังเห็นคือหมีควายตัวใหญ่มหึมาถูกบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินวิ่งชนจนกระเด็นออกไปไกลถึง3จั้ง จากนั้นมันก็ล้มลงกับพื้นถึงขั้นที่ต้นไม้ใต้ตัวเขายังต้องสั่นตามแรงสะเทือน พรานหวังที่อยู่ในที่สูงย่อมเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน
หมีควายดูเหมือนตะลึงจากการถูกชนจนกระเด็น มันชะงักไปพักใหญ่จึงได้สติกลับมา จากนั้นมันก็คำรามด้วยความโมโหแล้ววิ่งกระโจนเข้าใส่หลินเว่ยเว่ยทันที
หลินเว่ยเว่ยเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างจนรอดพ้นการโจมตี จากนั้นนางก็เหวี่ยงหมัดซ้ายเข้าโจมตีหมีควายจนมันกระเด็นออกไปอีกครั้งและมันก็ล้มลงกับพื้นในระยะไกลกว่าเดิม
พรานหวังตกตะลึงจนทำอันใดไม่ถูก เขาตะลึงถึงขั้นที่ลืมปีนขึ้นไปบนต้นไม้ให้สูงกว่าเดิมและค้างอยู่ในท่าใช้มือทั้งสองโหนกิ่งไม้ไว้ด้วยสีหน้าที่กำลังตะลึงอ้าปากค้าง
“ลุงหวัง กางเกงของท่านกำลังจะหลุดแล้ว ! ” หลินเว่ยเว่ยยังมีแก่ใจมาเตือนอีกฝ่ายถึงเรื่องนี้
เมื่อพรานหวังได้สติกลับมาจากอาการตกตะลึงก็เห็นว่าเป็นอย่างที่เด็กสาวกล่าวไว้จริง ตอนนี้กางเกงของเขากำลังค่อยๆลื่นหลุดลงมาจนแทบปิดสะโพกไว้ไม่มิด แท้จริงในตอนที่หลินเว่ยเว่ยเพิ่งโยนเขาขึ้นไปนางไม่ทันได้ระวังจึงเผลอทำเข็มขัดของเขาขาด
มิรู้ว่าคราวนี้เขาไปเอาแรงมาจากที่ใด พรานหวังใช้สองแขนออกแรงดันกายจากนั้นก็ใช้มือข้างหนึ่งกอดกิ่งไม้ไว้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งยื่นไปดึงกางเกงขึ้นมา หากต้องให้เขามาเปลือยก้นต่อหน้าบุตรสาวคนรองตระกูลหลิน ต่อไปนี้เขาจะมีหน้าพบนางได้เช่นไร ?
มันช่างน่าเหลือเชื่อเหลือเกิน ! กับการที่บางคนเห็นกางเกงสำคัญกว่าชีวิตของตน เมื่อครู่นี้หมีควายเกือบจับขาเขาไว้ได้แล้ว แถมตอนนั้นเขายังมิได้กระฉับกระเฉงเช่นนี้เลย ภาพนี้ทำเอาหลินเว่ยเว่ยถึงขั้นไม่เข้าใจว่าเขากำลังคิดอันใดอยู่ !
“ระวังหมี ! หมีมาแล้ว ! ! ” ทางด้านพรานหวังรู้สึกนับถือบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินเหลือเกิน หมีควายอยู่ตรงหน้านางแท้ๆ แต่นางก็ยังมีแก่ใจมาเตือนเขา เพราะนางโง่เขลาหรือ ? รึว่านางกล้าหาญเกินบุรุษกันแน่ ?
หลินเว่ยเว่ยได้สติกลับมาอีกครั้งก็พบว่าหมีควายกำลังกระโจนเข้าใส่ตนพร้อมลมหายใจเหม็นเน่าของมันที่คละคลุ้งเต็มใบหน้านาง
ตอนที่ 27: ข้าเป็นลูกพลับอ่อนนุ่มน่าบีบ
หลินเว่ยเว่ยง้างหมัดแล้วชกเข้าที่คางของหมีควายโดยไม่รู้ตัว ทำให้ศีรษะของหมีควายเอียงไปตามแรงเหวี่ยงหมัดของนางแล้วมันก็เซถอยหลังไปหลายก้าว
นางก้มมองกำปั้นของตน ทันใดนั้นความกลัวภายในใจก็ค่อยๆสลายไป ทั่วทั้งตัวถูกแทนที่ด้วยพละกำลังอันไร้ขีดจำกัด ! นางจึงเลียนแบบกระบวนท่าของนักมวยชาวไทยคนหนึ่งที่เคยเห็นในโทรทัศน์ตั้งแต่อดีตชาติ เท้าขวาของนางค่อยๆวาดไปด้านหลัง จากนั้นนางก็ยกกำปั้นทั้งสองขึ้นมาตั้งท่าในระดับเดียวกันแล้วหงายมือกระดิกนิ้วท้าทายหมีควายอย่างอวดดี
หมีควายโมโหจนขีดสุด มันอ้าปากกว้างแสดงให้เห็นเขี้ยวที่ชุ่มไปด้วยน้ำลาย มันเหวี่ยงอุ้งเท้าหน้าทั้งสองข้างเข้าหานางราวกับหัวรถจักรที่แล่นมาด้วยความเร็ว แต่ยังไม่ทันที่อุ้งเท้าหนาได้ปะทะตัวของหลินเว่ยเว่ย นางก็ง้างหมัดขึ้นมาแล้วทุบใส่ใบหน้า คางและศีรษะของมันราวกับคนเสียสติ ต่อให้เจ้าหมีควายพยายามหลบเพียงใดก็ไม่อาจหลบพ้น
หมีควายถูกชกจนเวียนหัวตาลาย มันไม่มีเรี่ยวแรงที่จะตอบโต้ได้แล้ว หลินเว่ยเว่ยสูดลมหายใจเข้าลึกและถือโอกาสตอนที่มันกำลังเอาอุ้งเท้าทั้งสองข้างกุมหัวเพื่อป้องกันหมัดของนาง ถีบเข้าที่ไหล่จนมันเซล้มลงพื้น จากนั้นนางก็กระโดดใส่หลังของมันแล้วทุบกำปั้นไปบนผิวหนังที่ปกคลุมด้วยเส้นขนอย่างไม่ยั้งมือ !
หมีควายใช้อุ้งเท้ากุมหัวเอาไว้แล้วขดตัวอยู่บนพื้น บัดนี้มันเหมือนเม่นยักษ์ที่ขี้กลัวมากกว่า ไหนเลยจะมีท่าทีดุร้ายและทรงพลังเช่นเมื่อครู่ แม้บอกว่ามันมีชั้นไขมันและผิวหนังหนาเตอะ แต่การที่มันถูกรัวหมัดใส่เช่นนี้ก็ทำให้รู้สึกเจ็บระบมได้เช่นกัน หากมันยังยอมให้นางทุบตีอีกต่อไป มินานชีวิตน้อยๆของมันคงต้องถึงคราวจบสิ้นเป็นแน่ !
สัตว์ทุกชนิดมีการรับรู้ถึงอันตรายโดยสัญชาตญาณ หมีควายจึงส่งเสียงคำราม ‘โฮก’ ออกมา จากนั้นมันก็กระแทกตัวนางแล้วสะบัดออกอย่างแรง โดยมันยอมเสียขนที่หลุดติดมือหลินเว่ยเว่ยไปเป็นกำมือ ก่อนจะวิ่งแจ้นหนีหายไปอย่างรวดเร็ว…มันหนีไปแล้วหรือ ?
หลินเว่ยเว่ยลูบมือที่บวมแดงของตน หน็อยแน่ ! เจ้านี่หนังหนาชะมัด ข้าทั้งทุบทั้งชกตั้งนานแต่ยังไม่สามารถล้มมันได้ จะว่าไปหมีควายก็มีช่วงเวลาขี้ขลาดตาขาวหรือนี่ พอสู้ไม่ได้ก็หนีไปเช่นกัน !
“เฮ้อ ! เสียดายอุ้งเท้า เสียดายหนังของมัน ! ” หลินเว่ยเว่ยมองไปยังทิศทางที่หมีควายวิ่งหนีด้วยความเศร้าสลด ในแววตาได้เผยให้เห็นความไม่ยอมแพ้ หากตามมันไปตอนนี้จะไล่ล่ามันทันหรือไม่?
พรานหวังค่อยๆปีนลงจากต้นไม้ จากนั้นก็รีบก้มไปหยิบเข็มขัดที่ตกบนพื้นพร้อมเอามาสวมไว้ที่กางเกงอีกครั้ง ดูเหมือนเขามองความคิดของนางออก พรานหวังจึงมิวายกล่าวเตือนว่า “ไม่ต้องตามมันไปหรอก ! หากเจอฝูงหมาป่าขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่เอาได้ ! ”
พรานหวังเอ่ยเตือนแล้วก็อดลอบมองไปยังหลินเว่ยเว่ยมิได้ เขารู้ว่าบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินมีพละกำลังมากมาย แต่ก็ไม่คาดคิดเลยว่านางจะมีกำลังมากเพียงนี้ แม้แต่หมีควายยังต้องหนี ผู้ใดก็ได้ช่วยบอกทีว่าข้ามิได้ฝันไป ?
“เด็กน้อย…หากมิได้เจ้าช่วยในวันนี้ ข้าก็คงตายไปแล้ว ! ” พรานหวังย่อมเกิดความรู้สึกหวาดกลัวอยู่ภายในใจ ถึงขั้นที่แข้งขาเริ่มอ่อนแรง !
“ข้าเคยให้สัญญากับท่านแล้วมิใช่หรือ ? ข้าให้ท่านสอนวางกับดัก ส่วนข้าจะคอยคุ้มกันความปลอดภัยให้ท่านเอง ! ” หลินเว่ยเว่ยโบกมือปัดราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย
แม้คำพูดเช่นนี้อาจเหมือนคำพูดทั่วไป ทว่าส่วนใหญ่เมื่อเผชิญหน้ากับอันตราย มนุษย์ย่อมเห็นความปลอดภัยของตนมาก่อนเสมอ มีผู้ใดบ้างที่ยามพบอันตรายยังหันกลับมาช่วยผู้อื่นเช่นนาง
พรานหวังเพิ่งถอนหายใจได้มินานก็ได้ยินบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินเอ่ยหยอกล้อ “ลุงหวัง ท่านเคยมีความแค้นเช่นสังหารพ่อแม่ของเจ้าหมีควายตัวนั้นมาก่อนหรือ ! เหตุใดมันถึงจ้องตามราวีท่านเพียงผู้เดียว ! ”
พรานหวังส่ายหน้าแล้วหัวเราะอย่างขมขื่น “ หากข้ามีความสามารถสังหารพ่อของมันได้ วันนี้ข้าคงไม่ต้องวิ่งหนีแบบอุตลุดหรอก ! มันคงเห็นข้าเป็นลูกพลับอ่อนนุ่มน่าบีบกระมัง ! ”
พรานหวังกังวลว่าหมีควายตัวนั้นจะกลับมาอีก เขาจึงรีบไปตรวจดูหลุมพรางและกับดักที่วางไว้เพื่อเร่งให้หลินเว่ยเว่ยรีบลงจากภูเขาโดยไว วันนี้เขาได้ประสบกับเหตุการณ์ที่ระทึกเกินไปจึงต้องกลับไปสงบสติอารมณ์เสียก่อน
หลินเว่ยเว่ยวางบ่วงดักสัตว์ไว้5บ่วง ในบรรดานั้นมีสัตว์มาติดกับดัก3บ่วง ได้แก่ ไก่ป่าห้าสี กระต่ายป่าตัวอ้วนพุงพลุ้ยและ…
“ว้าว ! นี่คือลูกหมีใช่หรือไม่ ? ” หลินเว่ยเว่ยมองสัตว์ป่าตัวน้อยที่หยุดดิ้นรนแล้วหันมาแยกเขี้ยวขู่ นางจึงยื่นไม้ไปเขี่ยมัน สัตว์ป่าตัวนั้นก็กัดไม้แล้วขู่นางอีกครั้งและทิ้งรอยเขี้ยวลึกไว้บนไม้ ดุเหมือนกันนะนี่ !
พรานหวังเอ่ยด้วยน้ำเสียงปนอิจฉาว่า “ไม่ใช่ มันคือหลางฮวน เนื้อของมันนุ่มและมีรสชาติอร่อย แถมยังมีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกายอีกด้วย ตัวที่เจ้าดักได้สมบูรณ์อ้วนท้วนดีมาก อย่างน้อยน่าจะหนักประมาณสี่สิบห้าสิบชั่ง ข้าคิดว่าคงขายได้อย่างน้อยห้าถึงหกตำลึง ไหนจะหนังของมันที่มีลักษณะสวยงามและมีเอกลักษณ์ ถือเป็นสินค้าชั้นยอดเช่นเดียวกัน อย่างน้อยก็น่าจะขายได้สามถึงห้าตำลึง มากขึ้นหน่อยก็ได้ประมาณเจ็ดแปดตำลึงก็ใช่ว่าเป็นไปมิได้ ! ครั้งนี้ถือว่าเจ้าไม่เสียเปล่าแล้ว ! ”
หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะชอบอกชอบใจแล้วกล่าวว่า “นั่นเพราะลุงหวังสอนข้ามาดีต่างหาก ! ”
พรานหวังยิ้มรับ “เพราะพรสวรรค์ของเจ้าต่างหาก เจ้าเพิ่งขึ้นเขามาแค่วันแรกก็ได้สัตว์ป่าเยอะเพียงนี้แล้ว หากขึ้นมาหลายวันเข้าหน่อย ข้าคงไม่มีอันใดต้องสอนเจ้าแล้ว ! ”
หลินเว่ยเว่ยออกแรงใช้ไม้กระบองแหย่เจ้าหลางฮวนพลางกล่าวไปด้วย “มันก็แค่เรื่องของดวง ! หืม ? ลุงหวัง ท่านดูให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าเจ้าหลางฮวนตัวนี้เป็นตัวเมียหรือเปล่า ? ”
พรานหวังเห็นว่านางใช้ไม้กดตัวหลางฮวนเอาไว้จึงเผยให้เห็นหน้าท้องของมัน เขาจึงหุบยิ้มแล้วพยักหน้า “ใช่ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นหลางฮวนที่เพิ่งคลอดลูกได้มินานอีกด้วย”
พรานป่าเช่นพวกเขามีกฎที่ยึดถือมาโดยไม่ได้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่ล่าสัตว์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ของพวกมันและหากไปเจอสัตว์ตัวเมียที่เพิ่งคลอดลูกก็ต้องปล่อยพวกมันไปเช่นกัน
พรานหวังมีทีท่าราวกับต้องการกล่าวบางอย่าง แต่สุดท้ายเขาก็กลืนลงคอ หากรวมตัวหลางฮวนและสัตว์ที่เพิ่งล่าได้อีก2ตัวก็น่าจะทำเงินได้อย่างน้อย10ตำลึง ต่อให้เป็นตัวเขาเองก็ยังลังเลว่าจะปล่อยมันไปดีหรือไม่ เหตุใดเขาต้องพูดออกไปเพื่อทำให้นางลำบากใจด้วย ?
หลินเว่ยเว่ยกดแท่งไม้ไปบนตัวหลางฮวนด้วยมือเดียวทำให้มันขยับไปไหนมิได้ จากนั้นนางก็ยื่นอีกมือหนึ่งไปปลดเชือกที่คอของมัน หลางฮวนเป็นสัตว์มีนิสัยดุร้ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มันจึงพยายามยื่นมือมาข่วนมือของนาง แต่โชคดีที่นางเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว มิเช่นนั้นต้องเป็นแผลลึกเข้าแน่ ! ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณเสียเลย !
เมื่อหลางฮวนกลับมามีอิสระอีกครั้ง มันก็หันมาแยกเขี้ยวขู่เสียงต่ำใส่หลินเว่ยเว่ย จากนั้นก็ค่อยๆก้าวถอยหลังออกไป เมื่อมันเห็นว่านางไม่มีท่าทีจะไล่ตามแล้ว มันจึงหันหลังแล้ววิ่งหนีหายเข้าไปในป่าลึกอย่างรวดเร็ว !
พรานหวังรู้สึกชื่นชมนางจากใจจริงอีกครั้ง ทั้งที่เงินนับสิบตำลึงกองอยู่ตรงหน้าแล้วนางกลับปล่อยมันไปง่ายดายเพียงนี้เชียวหรือ ? จิตใจของนางช่างประเสริฐยิ่งนัก !
ตอนนี้หลินเว่ยเว่ยมั่นใจอีกเรื่องหนึ่งว่าน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณไม่เพียงมีประโยชน์ต่อมนุษย์เท่านั้น นอกจากนี้มันยังมีแรงดึงดูดที่รุนแรงต่อสัตว์น้อยใหญ่อีกด้วย สาเหตุที่กับดักของนางสามารถดักสัตว์ป่าได้ก็เพราะว่านางได้พรมน้ำพุวิญญาณไว้รอบบริเวณที่วางกับดัก ด้วยกลโกงนี้มีหรือจะไม่สามารถจับสัตว์ป่าได้อีกในอนาคต ?
จากนั้นทั้งคู่ก็ไปตรวจสอบหลุมพรางที่เคยขุดเอาไว้ แม้ว่าบ่วงของพรานหวังไม่มีสัตว์ป่ามาติดกับสักตัว แต่กระนั้นหลุมพรางที่เขาขุดไว้ก็มีแพะป่ามาติดแล้วหนึ่งตัว พรานหวังจึงรีบไปดูที่หลุมด้วยความดีอกดีใจทันที
ทั้งคู่ช่วยกันนำแพะป่าขึ้นมาจากหลุมแล้วมัดเท้าทั้งสี่ข้างของมันเอาไว้ จากนั้นก็ทำให้หลุมพรางคืนสู่สภาพเดิม แล้วทั้งคู่ก็ลงเขาไปด้วยความดีอกดีใจ
ตอนมาถึงตีนเขา ท้องฟ้าเริ่มกลายเป็นสีส้มเหลือบแดงแล้ว พรานหวังได้แบกแพะป่าที่ปากยังร้องแบะแบะพลางย่ำเท้าเดินเข้าหมู่บ้าน เมื่อคนในหมู่บ้านเห็นก็มองมาด้วยแววตาอิจฉา
“ไอหยา ! พรานหวังขึ้นไปบนภูเขาหรือ ? ได้ของดีมาด้วย ! ” มารดาของเจ้าอ้วนซานกล่าวด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
หลังจากที่นางเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยจับไก่ป่าและกระต่ายป่าเดินตามหลังมาติดๆ ก็เบ้ปากแล้วกลอกตามองบนใส่ “ก็ว่าเหตุใดพรานหวังจึงกล้าขึ้นไปบนภูเขา ที่แท้ก็มีนางเด็กโง่คอยช่วยขวางอันตรายให้นี่เอง ! พรานหวังหนอพรานหวัง เจ้าช่างไร้ประโยชน์เสียจริง เห็นว่านางมีพละกำลังเหลือล้นและสามารถล่าหมูป่ากวางป่าได้หน่อยก็รีบประจบประแจงนางเชียว สุดท้ายการที่เจ้าช่วยนางแล่เนื้อกวางก็เพื่อรอวันนี้เอง ! ฮึ่ม สรุปว่าแพะป่าตัวนี้เป็นฝีมือของผู้ใดเล่า ? ”
1. หลางฮวน หรือ เตียวสุง แปลว่า Mink bear หรือหมีตัวเล็ก คือ wolverine ในปัจจุบัน
ตอนที่ 28: อีเห็นมาอวยพรไก่ มีหรือในใจจะหวังดี
“ผู้ใดล่าได้ก็ต้องของผู้นั้นมิใช่หรือ ! ” หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าพรานหวังมีสีหน้าลำบากใจไม่น้อย นางจึงอาสาอธิบายแทน “ข้าเป็นคนชวนลุงหวังขึ้นภูเขาและให้สอนข้าล่าสัตว์เอง ยังไม่ต้องพูดเลยว่าแพะป่าตัวนี้ตกหลุมพรางของลุงหวังหรือไม่ เพราะเขาสอนข้าวางกับดักล่าสัตว์ การที่ข้าจะมอบแพะให้เขาสักตัวก็ถือว่าสมควรมิใช่หรือ ! ”
“ไอหยา…เด็กโง่เอ๋ย เจ้าอาจโดนเขาหลอกแล้ว ในมือของเจ้าเป็นเพียงไก่ป่าและกระต่ายตัวจ้อย หากขายได้มากสุดก็คงไม่เกิน200อีแปะ ขณะที่แพะป่าตัวนี้อย่างน้อยน่าจะขายได้เงิน2ตำลึง ราคาของมันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ! ต่อให้แพะป่าตัวนี้เป็นฝีมือของเขา ข้าก็อยากรู้นักว่าหากไม่มีเจ้าแล้วพรานหวังจะกล้าขึ้นไปบนภูเขาหรือไม่ หากไม่มีเจ้าแล้วเขาจะล่าแพะป่ามาได้หรือ ? แพะป่าตัวนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องแบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่งถึงจะถูก ! ” มารดาของเจ้าอ้วนซานทำตาเจ้าเล่ห์และมุมปากก็ยกยิ้มแฝงความนัยออกมา
“ข้าไม่ใช่คนโง่ ! ดังนั้นคิดว่าคนเช่นข้าจะฟังคำยุแยงตะแคงรั่วของผู้อื่นไม่ออกหรือ ! ” หลินเว่ยเว่ยส่งสายตาหาเรื่องให้อีกฝ่ายราวกับต้องการย้อนถามว่า ‘คิดว่าข้าโง่สินะ’ ให้อีกฝ่ายได้สัมผัสประสบการณ์ถูกมองด้วยสายตาเช่นนี้บ้าง
มารดาของเจ้าอ้วนซานเห็นว่านางไม่ติดกับจึงชักสีหน้าด้วยความโมโห แต่หลังจากนั้นมินานสีหน้าก็ปั้นยิ้มจนน่าขนลุก “ข้าจะยุยงอันใดเจ้าได้ ? ข้าคิดเช่นนี้จริง ! หากเจ้าพาสามีของข้าขึ้นไปล่าสัตว์บนเขาบ้าง เขาต้องแบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่งแน่นอน เขาไม่มีวันยึดไว้เพียงผู้เดียวหรอก”
หลินเว่ยเว่ยมองปราดเดียวก็เข้าใจเจตนาแอบแฝงของอีกฝ่ายจึงกล่าวว่า “เดิมทีสัตว์ป่าบนภูเขาไม่มีเจ้าของอยู่แล้ว ผู้ใดล่าได้ก็ต้องตกเป็นของผู้นั้น มันขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน ! ”
พรานหวังหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาเป็นผู้ชายพอที่จะไม่ทะเลาะเบาะแว้งหรือมีเรื่องขุ่นเคืองใจกับคนในหมู่บ้าน เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “มารดาเจ้าอ้วนซาน เจ้าควรหัดพูดเรื่องดีๆบ้าง ! ”
“แล้วข้าพูดไม่ดีตรงไหน ? เช่นนั้นก็ให้ทุกคนเห็นกันไปเลยว่าลูกสาวคนรองตระกูลหลินอุตส่าห์พาเจ้าขึ้นไปล่าสัตว์บนภูเขา แต่เจ้าแบ่งให้นางแค่ไก่ป่ากับกระต่ายอย่างละตัวเท่านั้น คราที่แล้วนางขึ้นไปบนภูเขาเพียงลำพังยังได้กวางกลับมาตั้ง1ตัว ! หรือเจ้าคิดเอาผลประโยชน์ดีๆไว้กับตัวแล้วสิ่งใดไม่ดีก็ยกให้ผู้อื่นแทน ? ” มารดาของเจ้าอ้วนซานแสร้งทำสีหน้าเหมือนต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้หลินเว่ยเว่ย
“ใช่แล้ว ! พรานหวัง เจ้าอย่าคิดว่าบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินไม่รู้เรื่องรู้ราว แล้วเจ้าจะเอาเปรียบนางได้ มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ! ” เมื่อมีคนหนึ่งจุดไฟ อีกหลายคนก็ยินดีช่วยเติมเชื้อไฟ
พรานหวังโมโหจนแทบกระอักเลือดออกมา หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นจึงหันไปพูดกับเขาว่า “ลุงหวัง นี่ก็เย็นมากแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้ตอนบ่ายพวกเราค่อยไปพบกันที่เดิม” เมื่อกล่าวจบนางก็เดินกลับบ้านโดยไม่หันไปมองมารดาของเจ้าอ้วนซานเลย
มารดาของเจ้าอ้วนซานยังกล่าวโทษนางอย่างไร้ยางอายว่า “พวกเจ้าดูสิ เด็กโง่ก็ยังเป็นเด็กโง่อยู่วันยังค่ำ ! ข้าอุตส่าห์ทวงความยุติธรรมให้ แต่นางไม่รู้สึกซาบซึ้งใจเลยสักนิด ทั้งยังปล่อยให้พรานหวังเอาเปรียบตามอำเภอใจ ช่างไม่รู้ดีชั่วเอาเสียเลย ! ”
ทางด้านพรานหวังทำเสียงฮึดฮัดครู่หนึ่ง จากนั้นก็แบกแพะป่าแล้วสาวเท้าเดินกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
มารดาของเจ้าอ้วนซานกลอกตาไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ จนในที่สุดนางก็กลับไปหารือกับสามีที่บ้าน “กี่ปีมาแล้วที่ไม่มีผู้ใดกล้าขึ้นไปล่าสัตว์บนภูเขา ข้าเชื่อว่าสัตว์ป่าบนภูเขาต้องมีมากมายแน่นอน อีกประเดี๋ยวข้าจะไปคุยกับนางหวงว่าพรุ่งนี้ให้เจ้าขึ้นเขาไปพร้อมเจ้าเด็กโง่แล้วกัน ? ”
บิดาของเจ้าอ้วนซานเรียกได้ว่าเป็นคนละประเภทกับภรรยาที่มีรูปร่างผอมเพรียวเพราะเขาตัวสูงใหญ่ แต่ก็เหมือนคำกล่าวที่ว่าสุนัขยิ่งตัวใหญ่ยิ่งทึ่ม เห็นได้ชัดว่าเขามีท่าทีเงอะงะราวกับเด็กโข่งผู้โง่เขลา
เมื่อได้ยินภรรยากล่าวว่าพรานหวังขึ้นไปบนภูเขาแล้วกลับมาอย่างปลอดภัย ทั้งยังล่าแพะป่าที่คาดว่ามีน้ำหนักกว่าร้อยชั่งมาได้อีกตัวหนึ่ง แน่นอนว่าเขาย่อมเกิดความโลภเป็นธรรมดา ทว่าต่อให้เขาเกิดความละโมบโลภมากเพียงใดก็ไม่กล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงหรอก
“ข้าล่าสัตว์ไม่เป็น ขึ้นไปก็มีแต่เสียเปล่า ! ” ให้ตายอย่างไรบิดาของเจ้าอ้วนซานก็ไม่มีทางยอมรับว่าตนเป็นคนขี้ขลาด
มารดาของเจ้าอ้วนซานจึงถลึงตาใส่เขาด้วยความโมโหแล้วกล่าวว่า “เจ้าก็พาคนไปเยอะๆหน่อยสิ หากเจ้าพาพรรคพวกที่เป็นบุรุษร่างกายกำยำขึ้นไปด้วยสักสิบคน เช่นนั้นจะยังล่าสัตว์ป่าไม่ได้อีกหรือ ? สัตว์ป่าตัวหนึ่งก็มีน้ำหนักอย่างน้อยสองสามร้อยชั่งแล้ว ให้แต่ละครอบครัวแบ่งกันประมาณสิบกว่าชั่งก็ยังได้ ลูกของเราไม่ได้ทานเนื้อมานานแล้ว เมื่อวานตอนที่ครอบครัวหลินตุ๋นน้ำแกงไก่ เขาก็ได้แต่มองอยู่ตรงประตูพร้อมน้ำลายไหลไปด้วย ข้าสงสารลูกของเราเหลือเกิน ! ”
“เช่นนั้น…ก็ได้ ! ” หลังทานมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย มารดาและบิดาของเจ้าอ้วนซานได้ร่วมมือกับชาวบ้านอีกสองสามครัวเรือนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่ค่อนข้างสนิทสนมกันไม่น้อยและพากันบุกมาถึงประตูบ้านตระกูลหลิน
ไก่ป่ามีสรรพคุณในการบำรุงตับและโลหิต ทั้งยังให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายได้ หลินเว่ยเว่ยจึงแบ่งครึ่งตัวไว้ตุ๋นทำน้ำซุป ส่วนอีกครึ่งตัวก็เอาไว้ตุ๋นกับเห็ด นอกจากนี้นางยังทำแป้งทอดอีกสี่ชิ้นแล้วเอาเนื้อกระต่ายป่าเก็บในตะกร้าไม้ไผ่เพื่อทำอาหารในวันพรุ่งนี้
มารดาของเจ้าอ้วนซานพาพรรคพวกมาถึงหน้าบ้านตอนที่ตระกูลหลินทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้วพอดี แต่ภายใต้อากาศก็ยังตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นของเนื้อตุ๋นหอมๆ จึงทำให้มารดาของเจ้าอ้วนซานต้องกลืนน้ำลายยกใหญ่ กระนั้นนางก็ยังยืนกรานที่จะให้สามีตามขึ้นไปบนภูเขาด้วย
“นางหวงอยู่บ้านหรือไม่ ? ” นางออกแรงเคาะประตูแล้วตะโกนเสียงดังไปเจ็ดบ้านแปดบ้าน
ทว่าผู้ที่เดินออกมาเปิดประตูคือบุตรสาวคนโต หลังจากเห็นท่าทีมารดาของเจ้าอ้วนซาน นางจึงสะดุ้งแล้วเอ่ยถามเสียงเบา “พวกท่านมาหาท่านแม่ด้วยเหตุใด ? ”
“มิใช่เรื่องของเด็ก ข้ามีธุระจะหารือกับแม่ของเจ้า ! ” มารดาของเจ้าอ้วนซานผลักประตูเข้าไปโดยไม่เกรงใจ จากนั้นก็เดินนำพรรคพวกซึ่งเป็นชายฉกรรจ์กว่าสิบคนเข้ามาในบ้าน
เป็นจังหวะเดียวกับที่หลินเว่ยเว่ยเดินออกมาจากในห้องพอดี นางจึงเดินมาขวางทางแล้วบอกทุกคนว่า “ตอนนี้ท่านแม่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงจึงหลับไปแล้ว หากมีธุระใดก็ให้มาปรึกษาข้าแทนแล้วกัน”
มารดาเจ้าอ้วนซานรู้ดีว่านางหวงมีนิสัยใจอ่อนจึงอยากเพิ่มความกดดันให้อีกฝ่าย ขอเพียงนางหวงยินยอม มีหรือบุตรสาวจะปฏิเสธได้ ?
ทว่าตอนนี้บุตรสาวคนรองมาขวางไว้เสียได้ หากต้องการอาศัยให้นางพาคนพวกนี้ขึ้นไปบนภูเขา แน่นอนว่ามารดาเจ้าอ้วนซานย่อมมิกล้ามีปัญหาด้วยอยู่แล้ว
พอคิดได้เช่นนั้นจึงปั้นหน้ายิ้ม “ตอนนี้เจ้าเก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง ถึงขั้นสามารถตัดสินใจแทนครอบครัวได้แล้ว ! ”
บุตรสาวคนโตที่ยืนอยู่ในมุมหนึ่งได้แต่เบ้ปากจากในระยะไกล ถึงอย่างนั้นนางก็ยังข่มใจได้โดยไม่ปริปากพูดอันใดออกมาสักคำ
“เด็กดี ตอนที่พ่อของเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เขากับท่านอาสนิทกันมาก อาของเจ้า…” มารดาของเจ้าอ้วนซานแสร้งเอ่ยถึงไมตรีเมื่อครั้งเก่า
หลินเว่ยเว่ยมิได้ตกหลุมพรางจึงพูดตัดบทไปว่า “มีธุระใดก็พูดมาตามตรง ไม่ต้องอ้อมค้อมถึงเพียงนั้นหรอก ! ”
ตอนนี้ทำเป็นพูดเรื่องมิตรภาพระหว่างสองครอบครัว แต่ตอนที่เจ้าพาผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านมามากมายเพื่อก่อเรื่องถึงบ้านข้า ไหนจะบอกว่าวัตถุดิบสำหรับทำอาหารของบ้านข้ามีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน เหตุใดตอนนั้นไม่อ้างว่าครอบครัวของข้าสนิทกับครอบครัวของเจ้า ?
รอยยิ้มบนใบหน้าของมารดาเจ้าอ้วนซานแข็งทื่อทันที นางยิ้มเจื่อนแล้วกล่าวว่า “เจ้านี่นะ เด็กน้อย…เช่นนั้นข้าจะไม่พูดถึงเรื่องในอดีตแล้ว เอาเป็นว่าเอ่ยเรื่องในตอนนี้ก่อนแล้วกัน พวกเราล้วนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันและเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดมาเนิ่นนาน ดังนั้นเวลามีสิ่งใดก็ควรช่วยเหลือกัน เจ้าว่าจริงหรือไม่ ? ”
“ก็บอกแล้วว่าให้เลิกพูดจาอ้อมค้อมไปมา มีเรื่องอันใดก็กล่าวมาตามตรง ! ” หลินเว่ยเว่ยเพิ่งย้อนเวลามาอยู่ที่นี่ได้สามวันจึงพอเข้าใจสถานการณ์ในหมู่บ้านเกือบทั้งหมดแล้ว นางกวาดตามองชาวบ้านที่ตามมารดาเจ้าอ้วนซานมาด้วย มองแล้วไม่มีผู้ใดมีไมตรีที่ดีต่อตระกูลหลินของนางเลย
มารดาของเจ้าอ้วนซานผงะไปเล็กน้อย สุดท้ายจึงกล่าวว่า “เจ้าก็เห็นว่าปีนี้แห้งแล้งมากเพียงใด ขนาดน้ำในบ่อตรงตีนเขายังแทบเหือดแห้งเต็มที ไม่รู้ว่าปีนี้จะเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ได้หรือไม่ ไหนจะราคาของข้าวและธัญพืชที่เพิ่มสูงเป็นรายวัน หากยังเป็นเช่นนี้พวกเราคงอดตายแน่…”
เมื่อเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยเริ่มหมดความอดทน นางจึงเอ่ยจุดประสงค์แท้จริงออกมา “สิ่งที่พวกข้าต้องการสื่อก็คือวันพรุ่งนี้ตอนเจ้าพาพรานหวังขึ้นภูเขา พอจะพาพวกอาๆของเจ้าไปด้วยได้หรือไม่ ? ”
หลินเว่ยเว่ยได้ยินก็รู้สึกอยากหัวเราะออกมาดังๆ ครั้งที่แล้วก็คนกลุ่มนี้ที่มาก่อความวุ่นวายในบ้านของนาง บัดนี้ยังคิดมาเอาเปรียบนางด้วย พอเห็นว่านางเข้าป่าแล้วกลับมาอย่างปลอดภัยก็เกิดความโลภอยากขอติดตามไปด้วย คิดว่าข้าเป็นมนุษย์ดินปั้นที่พวกเจ้าอยากบีบเช่นไรก็ได้ตามอำเภอใจหรือ ?
ตอนที่ 29: คางคกหมายจะกินเนื้อห่านฟ้า
“ใช่ว่าข้าจะพาพวกท่านไปมิได้ ! ” หลินเว่ยเว่ยกล่าวเช่นนี้ออกมา พอเห็นว่ามารดาเจ้าอ้วนซานและชาวบ้านที่มาด้วยกันแสดงสีหน้าดีใจ มุมปากของนางก็ยิ้มกริ่มแล้วกล่าวต่อ “แต่ข้าต้องขอพูดคำไม่เป็นมงคลเสียหน่อย ! บนภูเขามีสัตว์ร้ายมากมาย ขนาดวันนี้ข้ากับลุงหวังยังเจอเข้ากับหมีควายตัวใหญ่ ! หากพวกท่านขึ้นไปบนภูเขากับข้า ข้าไม่สามารถสร้างความปลอดภัยให้พวกท่านได้ทุกคน! หากมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น พวกท่านห้ามโยนความผิดมาที่ข้าเด็ดขาด ! ”
“พวกข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ? เจ้าแค่พาพวกเขาขึ้นไปบนภูเขาแล้วเจ้าก็ออกล่าสัตว์เช่นเคยได้เลย ผู้อื่นไม่มีทางเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเจ้าแน่นอน ! ” เดิมทีมารดาของเจ้าอ้วนซานมิได้ใส่ใจคำพูดของอีกฝ่ายมากนักเพราะถ้าเจ้าเด็กโง่ไปเจอหมีควายเข้าจริง แล้วนางจะมีชีวิตรอดกลับมาได้เช่นไร ?
ตามความคิดของมารดาเจ้าอ้วนซานคือคำกล่าวพวกนี้คงเป็นเพียงคำที่บุตรสาวคนรองตระกูลหลินใช้ข่มขู่ คงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่อยากให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัวจนไม่กล้าขึ้นไป บัดนี้ความละโมบในเนื้อชิ้นโตและเงินตำลึงได้เข้าครอบงำจิตใจมารดาเจ้าอ้วนซานไปหมดแล้ว !
ส่วนผู้อื่นก็ไม่ได้สนใจเท่าไรนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้บุตรสาวคนรองของตระกูลหลินและพรานหวังก็ขึ้นไปบนภูเขาแค่สองคน แต่ทั้งคู่ยังสามารถกลับลงมาได้อย่างปลอดภัย พวกเขาที่เป็นชายชาตรีรูปร่างกำยำนับสิบคนเช่นนี้น่าจะทำให้สัตว์ป่าหวาดกลัวได้บ้าง ฉะนั้นยังมีสิ่งใดให้ต้องกลัวอีก ?
“ข้าเองก็ไม่อยากทำคุณบูชาโทษ แค่ลมปากอย่างเดียวคงไม่สามารถรับประกันสิ่งใดได้ ฉะนั้นพวกเรามาร่างข้อตกลงกันเถิด ข้อตกลงแรกคือพวกท่านยินยอมพร้อมใจติดตามหลินเว่ยเว่ยซึ่งก็คือข้าขึ้นไปบนภูเขาโดยที่พวกท่านจะรับผิดชอบความเป็นความตายของตนเอง ! จากนั้นพวกเราก็ประทับลายนิ้วมือเพื่อยืนยัน หากพวกท่านยอมรับข้อตกลงนี้ พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยขึ้นไปบนภูเขาด้วยกัน ! ” หลินเว่ยเว่ยได้สร้างข้อตกลงนี้ขึ้นมาเพื่อไม่ให้พวกเขาได้มีโอกาสพลิกลิ้นทีหลัง
บิดาของพวกนางเป็นคนตั้งชื่อให้บุตรสาวทั้งสองด้วยตนเอง โดยบุตรสาวคนโตมีชื่อว่าหลินเฉียงเอ๋อร์ ส่วนบุตรสาวคนรองมีชื่อว่าหลินเว่ยเอ๋อร์ ซึ่งคำว่า เฉียง และ เว่ย เมื่อนำมารวมกันจะมีความหมายว่าดอกกุหลาบ เนื่องจากบิดาคาดหวังว่าบุตรสาวทั้งสองจะเติบโตอย่างอิสระและเบ่งบานอย่างงดงามเช่นเดียวกับดอกกุหลาบ ส่วนชื่อของนางเพราะว่ามีตัว เอ๋อร์ ที่พอรวมกันแล้วเหมือนคำว่า ฉ่าหนี่เอ๋อร์ ที่แปลว่าคนโง่เขลา ทำให้ชาวบ้านชอบเรียกนางว่า เจ้าเด็กโง่ นางจึงตัดคำว่า เอ๋อร์ ทิ้งแล้วตั้งชื่อตนขึ้นมาใหม่เป็นหลินเว่ยเว่ย ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องเรียกนางว่าเด็กโง่อีกต่อไป !
คนกลุ่มนั้นแอบไปปรึกษาหารือเป็นการส่วนตัวอยู่ครู่หนึ่ง กระนั้นก็ยังมีคนขี้ขลาดตาขาวอยากถอย แต่พวกเขาต้องตกใจเมื่อมารดาของเจ้าอ้วนซานตอบรับอย่างเต็มปากเต็มคำ สุดท้ายพวกเขาก็ต้องยอมกัดฟันทำข้อตกลงกับหลินเว่ยเว่ย
“พวกท่านรอข้าอยู่ตรงนี้สักประเดี๋ยว ! ” หลินเว่ยเว่ยไปยกชามขนาดใหญ่มาจากในครัว จากนั้นนางก็หันไปขยิบตาให้น้องชายคนเล็ก ส่วนตนก็เดินออกไปบ้านข้างๆ
พี่สาวคนโตแอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่เงียบๆ นับตั้งแต่ที่เจ้าเด็กคนนี้ไม่โง่แล้วก็เอาแต่รีบแจ้นนำของดีไปมอบให้บ้านใกล้เรือนเคียง เมื่อวานก็น้ำแกงไก่ มาวันนี้ก็เป็นเนื้อไก่ป่า หรือว่านางจะถูกใจบุตรชายของน้าเฝิง ?
เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็หัวเราะเยาะอยู่ในใจ ไม่รู้จักประมาณตนเอาเสียเลย บุตรชายของน้าเฝิงรูปงามเพียงใดก็น่าจะรู้ดี ทุกครั้งที่กลับมาจากในเมืองก็มักมีสตรีในหมู่บ้านแวะเวียนไปชายตามองเขาตลอดเวลา แม้แต่บุตรสาวคนเล็กของตระกูลเซินในหมู่บ้านถัดไปยังแอบหลงรักเจียงโม่หาน ถึงขั้นที่หาคนมาคุยกับน้าเฝิงแล้วด้วย
ทว่าเจ้าเป็นเพียงสตรีผู้โง่เขลา แถมยังอ้วนราวกับหมี ใบหน้าของเจ้าใหญ่กว่าใบหน้าของเขาเป็นสองเท่าและเอวก็ใหญ่เหมือนถังน้ำ คิดว่าเขาจะชอบเจ้าหรือ ? โดยนิสัยของเจียงโม่หานแล้ว ไม่ไล่ตะเพิดเจ้าออกมาก็ถือว่าไว้หน้ามากพอ ! เจ้าเป็นเพียงคางคกที่หมายจะกินเนื้อห่านฟ้า !
หลินเฉียงเอ๋อร์รู้สึกหึงหวงอยู่ภายในใจ นางเคยพบเจียงโม่หานที่หน้าหมู่บ้านอยู่หลายครา ตอนนั้นนางเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายเขาก่อน แต่เขาไม่ชายตามองนางสักครั้ง
หลินเฉียงเอ๋อร์คิดว่าหน้าตาของตนก็พอไปวัดไปวาได้ ไม่ว่าเป็นคิ้วทรงก้านหลิว ดวงตาที่คมสวยและริมฝีปากเล็กน่ารัก ขนาดนางมีหน้าตาที่งดงามเพียงนี้เจียงโม่หานยังไม่สนใจเลย นับประสาอันใดกับคนที่ทั้งอ้วนและโง่เขลาเช่นน้องสาว ?
“พี่ใหญ่ ท่านคอยจับตาดูตรงประตูห้องโถงหลักแล้วกัน ส่วนข้าจะไปยืนเฝ้าประตูครัวเอาไว้เอง ! ” เจ้าหนูน้อยยังจำภาพที่มารดาของเจ้าอ้วนซานพาผู้อื่นบุกมาก่อความวุ่นวายที่บ้านได้อย่างชัดเจน ด้วยความไม่ไว้ใจ เขาจึงอาสานั่งเฝ้าอยู่ตรงประตูห้องครัว เพราะในครัวนอกจากมีธัญพืชและเส้นหมี่ชั้นดีแล้วยังมีกระต่ายป่าอีกหนึ่งตัวที่พี่รองเพิ่งเอากลับมา จะให้คนพวกนั้นถือวิสาสะเอาไปเป็นของตนมิได้เด็ดขาด !
หลินเว่ยเว่ยเดินตรงไปยังบ้านข้างๆ ขณะเดียวกันก็กำลังคิดว่าจะใช้ข้ออ้างใดในการนำน้ำแกงไก่ป่ามามอบให้บัณฑิตผู้นี้ ?
“น้าเฝิง ข้ามาหาท่านอีกแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยที่เพิ่งเดินเข้าบ้านก็ส่งเสียงเรียกหานางเฝิงแล้ว
เจียงโม่หานที่กำลังฝึกคัดตัวอักษรอยู่ริมหน้าต่างได้เงยหน้าขึ้น ดวงตาสุกสกาวคล้ายมีดวงดาวเป็นประกายระยิบระยับอยู่ภายในได้ทอดมองนางด้วยความเรียบเฉย เหมือนกำลังบอกว่าเจ้าเองก็รู้จักคำว่า ‘อีกแล้ว เช่นกันหรือ ?
“โม่หาน เจ้ากำลังเขียนตัวอักษรอยู่ใช่หรือไม่ ? ” หลินเว่ยเว่ยยกชามเข้ามาในบ้าน จากนั้นก็วางไว้อีกด้านหนึ่งของบัณฑิตหนุ่ม
เจียงโม่หานคิดในใจ ‘ข้าสนิทกับเจ้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ? โม่หาน เป็นชื่อที่เจ้าควรเรียกอย่างสนิทสนมเช่นนี้หรือ ? ไม่นึกบ้างหรือว่าตนเป็นคนนอก ? ’
“เจ้าเขียนตัวอักษรสวยมาก ! ” หลินเว่ยเว่ยชมออกมาด้วยใจจริง ตัวอักษรที่เขาเขียนดูชำนาญเป็นอย่างยิ่ง ด้วยน้ำหนักเส้นที่พอดีและการตวัดอันเฉียบคม ทำให้ตัวอักษรเหล่านี้ดูแข็งแกร่งมาก แม้แต่นางที่ไร้ความรู้เรื่องการเขียนอักษรยังมองออกถึงความไม่ธรรมดา !
เจียงโม่หานชำเลืองมองพลางคิดในใจว่า ‘เจ้าอ่านออกหรือไร ? ’
“แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเจ้ากำลังเขียนอันใดอยู่ แต่ข้าคิดว่ามันสวยมาก !” หลินเว่ยเว่ยหัวเราะอย่างขัดเขิน เจียงโม่หานที่ได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความรู้สึกสงสัยทันที นางรู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังคิดอันใดอยู่ ? หรือนางเพียงกล่าวออกมาเช่นนั้นเอง ?
“มีธุระอันใด ?” ยามบาดเจ็บสาหัสก็ได้นางช่วยไว้ ไหนจะน้ำแกงไก่ที่นางนำมามอบให้ดื่ม นี่ยังไม่รวมเนื้อกวางที่นางแบ่งมาให้เมื่อคราวก่อน หากนางต้องการความช่วยเหลือ เขาที่เป็นสุภาพบุรุษจะปฏิเสธได้เช่นไร
“ช่วยข้าเขียนหนังสือสัญญาสักฉบับได้หรือไม่ จากนั้นก็ช่วยเป็นพยานให้ข้าด้วย !” หลินเว่ยเว่ยอธิบายเนื้อความของข้อตกลงให้เขาฟัง เพราะเขาเรียนหนังสือมานานหลายปีจนใกล้ได้สอบเป็นซิ่วไฉแล้ว ย่อมรู้หนังสือเป็นธรรมดา “ไม่ต้องเป็นทางการมากหรอก ใช้ภาษาธรรมดาที่ชาวบ้านพอเข้าใจก็ได้”
เจียงโม่หานเขียนเนื้อหาตามที่นางต้องการอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้เขายังลงชื่อเป็นพยานตรงท้ายสัญญาให้นางด้วย หลินเว่ยเว่ยอ่านออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่ก็พอเข้าใจภาพรวมของหนังสือสัญญาฉบับนี้ได้ นางจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาเขียนข้อตกลงให้นางด้วยข้อความที่เข้มงวด รัดกุมและเข้าใจง่าย มิเลวเลย!
เจียงโม่หานปรายตามองนางด้วยความเฉยชา ‘เหตุใดถึงพยักหน้า ? ทำราวกับว่าเจ้าอ่านมันออก !’
หลินเว่ยเว่ยยกแท่งหมึกของเขาไปด้วย “ข้าขอยืมแท่งหมึกของเจ้าหน่อย ประเดี๋ยวจะนำมาคืน ! ”
เจียงโม่หานคิดในใจ ‘ข้าอนุญาตให้เจ้าใช้แล้วหรือ ? เฮอะ เจ้านี่มันหน้าหนาเสียจริง ! ’
หลังได้แท่งหมึกมาแล้ว นางก็รีบกลับมาที่บ้านแล้วอธิบายเนื้อหาของข้อตกลงให้ทุกคนฟังอีกครั้ง “หากพวกท่านยอมรับข้อตกลงนี้ได้ก็มาประทับลายนิ้วมือในหนังสือสัญญาฉบับนี้ ! ข้าได้ขอให้บัณฑิตหนุ่มบุตรชายของน้าเฝิงช่วยเป็นพยานให้แล้ว ข้าจะขอเน้นย้ำเรื่องข้อตกลงกับพวกท่านอีกรอบ หากขึ้นไปบนภูเขาแล้วพบเจอสัตว์ป่าดุร้ายและมีใครเป็นอันใดขึ้นมา ข้าจะไม่รับผิดชอบทุกกรณี หากในภายหลังมีใครต้องการก่อความวุ่นวายหรือหาเรื่องข้าอีก ถึงตอนนั้นก็ให้ไปคุยกันที่ศาลาว่าการ ! นี่คือข้อตกลงของข้า ตัวพยานบุคคลข้าก็มีแล้วคือบัณฑิตหนุ่มข้างบ้านนี่เอง ! พวกท่านพิจารณาให้ดีอีกรอบแล้วกัน ! !”
เสียงของนางนั้นเจียงโม่หานที่อยู่บ้านถัดไปจะไม่ได้ยินเชียวหรือ เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาถึงขั้นกล่าวสิ่งใดไม่ออกไปชั่วขณะ
หลังส่งทุกคนกลับไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงเก็บหนังสือสัญญาที่ชาวบ้านลงนามเอาไว้และเข้าไปคุยกับนางหวงในห้อง พอเอ่ยให้นางหวงคลายความกังวลแล้วก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องของตน
เมื่อกลับถึงห้อง นางได้แอบเข้าไปในมิติน้ำพุวิญญาณแล้วนำเมล็ดข้าวสาลีรวมถึงเมล็ดข้าวโพดที่เหลือจากแปลงนามาปลูกไว้ในพื้นที่ขนาดใหญ่ภายในมิตินี้ จากนั้นก็รดน้ำให้มัน และด้วยความเหนื่อยล้า นางจึงนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงจนหลับไป
วันต่อมา นางหวงลงจากเตียงมาเตรียมอาหารและแป้งทอดตั้งแต่เช้ามืด พอเห็นว่าบุตรสาวคนรองทานอิ่มแล้วจึงให้นำติดตัวขึ้นไปทานบนเขาด้วยอีกสองชิ้น เพราะการขึ้นไปล่าสัตว์ต้องใช้พละกำลังมาก มันจะทำให้หิวได้ง่าย ! นอกจากนี้ด้วยความเป็นห่วง นางหวงจึงไม่ลืมกำชับว่าไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของตนแล้ว
หลินเว่ยเว่ยรับปากมารดาเป็นมั่นเป็นเหมาะ จากนั้นไปรวมกลุ่มกับคนอีกสิบกว่าคนแล้วเดินขึ้นไปบนภูเขาอย่างฮึกเหิม เช้าตรู่วันนี้พรานหวังไปส่งเนื้อสัตว์ป่าที่ล่ามาได้เมื่อวานให้แก่โรงเตี๊ยมในเมืองจึงไม่ได้ขึ้นเขาด้วย
ตอนที่ 30: ได้เห็นดีกัน
ต้นไม้สีเขียวขจีตั้งตระหง่านรกทึบทั่วเขตแดนป่า สายลมพัดกลิ่นหอมอ่อนๆของธรรมชาติโชยมาปะทะกับจมูกของพวกเขา ยิ่งเดินลึกเข้าไปหมู่แมกไม้ก็เริ่มหนาตามากขึ้น ใบไม้สีเขียวสดแผ่ปกคลุมบดบังแสงของดวงอาทิตย์ ให้ความรู้สึกราวกับมีกลุ่มเมฆสีเขียวเข้าปกคลุมผืนป่า ผืนดินที่เหยียบย่ำก็ถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้เปียกชื้นและเน่าเสีย บางบริเวณที่เดินผ่านมีเถาวัลย์ขึ้นรกจนต้องอ้อมเลี้ยวไป บางทีก็มีต้นไม้ใหญ่ล้มขวางทางจนต้องปีนข้ามไปอย่างทุลักทุเล ยิ่งเข้าไปในป่าลึกเท่าไรก็ยิ่งเดินได้ยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น
บัดนี้พวกเขาเดินเข้าป่าได้1ชั่วยามแล้ว ทว่าก็ยังไม่พบสัตว์ป่าเลยสักตัว เวลานี้เริ่มมีคนทนไม่ไหวจึงกล่าวขึ้นว่า “นี่! พวกเราเดินมานานแล้ว เป็นไปได้หรือว่าจะไม่เห็นแม้แต่ไก่ป่าสักตัว เจ้ามิได้นำทางพวกเรามั่วๆใช่หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยมองเขาอย่างดูแคลนแล้วกล่าวว่า “พวกท่านทำเสียงดังเอะอะมาตลอดทาง คิดว่าสัตว์ป่าจะโง่จนเป็นฝ่ายวิ่งมาให้พวกท่านจับหรือ ? ถ้าอยากล่าสัตว์ก็หุบปากแล้วผ่อนฝีเท้าเดินเบาๆเสีย !”
แม้เป็นชายชาตรีที่มีจำนวนมากกว่าสิบคน กระนั้นหลังจากที่นางตำหนิ พวกเขาก็ยอมทำตามแต่โดยดีและเป็นอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด หลังเดินไปได้มินานพวกเขาก็พบว่าในพื้นที่โล่งกลางป่ามีฝูงกวางดาวกำลังก้มหน้าก้มตาแทะเล็มยอดหญ้าอยู่
บรรดาชายชาตรีเมื่อได้เห็นก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจขึ้นมาทันที พวกเขากระโดดส่งเสียงร้องเฮพลางวิ่งเข้าไปหมายจับกวาง แต่กวางเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประสาทสัมผัสไวมาก มันจะยอมยืนนิ่งให้พวกเขาจับได้เช่นไร ?
เมื่อมันสัมผัสได้ว่ามีมนุษย์บุกเข้ามาจับก็วิ่งกระโดดข้ามผืนป่าไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีลูกกวางตัวหนึ่งที่หันมาส่งสายตาดุร้ายคล้ายกำลังดูแคลนพวกเขาว่าช่างเป็นมนุษย์ที่โง่เขลาเสียจริง
บรรดาชายชาตรีวิ่งตามฝูงกวางไปตลอดทาง พวกเขาเหนื่อยจนหอบหายใจหนัก แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถจับได้แม้กระทั่งลูกกวางตัวเล็ก ด้วยความโมโห หลิวว่ายจื่อจึงตำหนิหลินเว่ยเว่ยด้วยความไม่พอใจ “โอกาสดีเช่นนี้เหตุใดเจ้าไม่ลงมือ ? หรือเจ้าจงใจปล่อยกวางพวกนั้นหนีไปเพื่อมิให้พวกข้าล่าสัตว์ได้สักตัว?”
หลินเว่ยเว่ยจึงชักสีหน้าทันทีที่ได้ยิน “ในหนังสือสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจนว่าข้ามีหน้าที่นำทางพวกท่านขึ้นมาบนภูเขาเท่านั้น แต่จะสามารถล่าสัตว์ได้หรือไม่ต้องดูที่ฝีมือของพวกท่านเอง ก็เล่นวิ่งเตลิดออกไปเช่นนั้นย่อมทำให้ฝูงกวางตกใจจนวิ่งหนีไป ยังมาตำหนิว่าข้าไม่ช่วยพวกท่านอีกหรือ ? เหตุใดท่านไม่บอกให้ข้าไปล่าสัตว์แล้วเอาไปส่งให้ถึงที่บ้านเลยล่ะ ? พวกท่านรู้หรือไม่ว่าการได้สิ่งใดมาโดยบังคับผู้อื่นทำแทนมันทั้งอันตรายและน่าละอายมากเพียงใด ! !”
“เจ้าอย่าเพิ่งโกรธสิ ความหมายของว่ายจื่อคือเมื่อครู่นี้โอกาสดีมาก หากเจ้าลงมือก็อาจทำให้กวางฝูงนั้นหนีไปมิได้ !” บิดาเจ้าอ้วนซานรีบพูดหว่านล้อมทันที
หลินเว่ยเว่ยเบื่อจะสนใจพวกเขาแล้ว นางจึงสะบัดหน้าหนีไปอีกด้านแล้วกล่าวว่า “ข้าต้องขอบคุณทุกท่านมากที่อุตส่าห์ชื่นชมยกย่องข้า แต่ข้าเป็นเพียงสตรีที่มีพละกำลังมากเท่านั้น มิได้วิ่งเร็วเหมือนกวาง หากพวกมันจะหนีแล้วข้ายังทำอันใดได้ ?”
หากเป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ ดังนั้นในกลุ่มของพวกเขาจึงมีคนพูดต่อรองกับหลินเว่ยเว่ย “บริเวณที่เจ้าล้มหมูป่าเมื่อครั้งที่แล้วอยู่ตรงไหน ? พวกข้าไม่ขอสิ่งใดมาก ขอแค่ได้ล้มหมูป่าสักตัวสองตัวก็พอแล้ว”
ล้มหมูป่าสักตัวสองตัว ? ก็เพียงพอแล้ว ? คิดว่าการล้มหมูป่าเป็นเรื่องง่ายเพียงนั้นเชียวหรือ ? พวกท่านคิดว่ามันจะยอมยืนนิ่งให้เอาก้อนหินทุบศีรษะมันหรือ ? หลินเว่ยเว่ยหมดคำที่จะพูดกับพวกเขาแล้ว นางจึงก้มหน้ามองพื้นดินในขณะที่เดินหน้าต่อไป แต่หลังจากเดินไปได้มินานก็พบกองมูลสัตว์ที่คุ้นเคย ตรงนี้มีหมีควายด้วยหรือ ?
แม้นางรู้สึกรำคาญคนโลภมากเช่นพวกเขา กระนั้นนางก็ยังเอ่ยเตือนด้วยความปรารถนาดี “ระวังด้วย บริเวณนี้มีหมีควาย !”
กลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังได้ยินเช่นนั้นก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันที “ว่าอย่างไรนะ ? มีหมีควายหรือ ? เจ้าพูดเรื่องจริงหรือไม่ เจ้าคงมิได้คิดทำให้พวกข้าตกใจกลัวใช่หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยถูกพวกเขาคาดคั้นจนปวดหัวเข้าแล้ว นางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมพร้อมปั้นหน้านิ่ง “หากไม่อยากให้หมีควายออกมา พวกท่านก็รีบหุบปาก !”
“มีหมีควายจริงหรือ ? ข้า…ข้าไม่เอาด้วยแล้ว ! ข้ามีลูกตั้ง6คนที่กำลังรอให้กลับไปเลี้ยงดู หากมีอันใดเกิดขึ้นกับข้า แล้วครอบครัวจะอยู่ต่อไปเช่นไร !”
“ข้าก็ไม่เอาด้วยแล้ว ! ข้าไม่อยากเป็นอาหารของหมีควาย ! ”
…
“เอาล่ะ เลิกโวยวายกันได้แล้ว ! ! บางทีหมีควายอาจแค่ผ่านมาทางนี้ก็ได้ ป่านนี้มันคงเดินออกไปไกลแล้ว อย่าสร้างความกลัวให้ตนเองสิ ! ” บิดาเจ้าอ้วนซานก็รู้สึกตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย แต่เขาเหลือบไปเห็นสีหน้าที่ไม่ทุกข์ร้อนของหลินเว่ยเว่ยจึงสะกดกลั้นความกลัวในใจเอาไว้ ตอนนี้เขาขึ้นมาบนภูเขาแล้ว จะไม่ยอมกลับบ้านมือเปล่า !
“เด็กน้อย เจ้าพอบอกได้หรือไม่ว่าหมีควายอยู่ที่ใด ? เราพอจะหลบเลี่ยงมันได้หรือไม่ ? ” บิดาของเจ้าอ้วนซานถาม
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าปฏิเสธด้วยความสัตย์จริง “เมื่อวานข้าเพิ่งเรียนทักษะการล่าสัตว์มาจากลุงหวัง รวมถึงทักษะการดูสถานที่อยู่ของสัตว์ผ่านมูลของพวกมัน มองจากรูปร่างของมูลกองนี้แล้วหมีควายน่าจะเพิ่งผ่านทางนี้ไปได้มินาน ส่วนเรื่องที่ว่ามันเดินไปไกลแล้วหรือไม่ ข้าเองก็มิอาจรู้ได้”
หลิวว่ายจื่อได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวกับบิดาของเจ้าอ้วนซาน “พวกเรากลับไปยังบริเวณที่พบฝูงกวางดีหรือไม่ บริเวณนั้นเป็นที่เปิดโล่ง หากพบเข้ากับหมีควายก็อาจหนีได้ทัน”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้กล่าวจบ ทันใดนั้นพุ่มไม้สูงเท่าตัวคนที่อยู่มิไกลออกไปก็สั่นไหวอย่างรุนแรงและมีร่างสีดำซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวถึงโผล่หัวขนาดใหญ่ของมันออกมา
มิรู้ว่าผู้ใดที่ร้อง ‘อ๊าก’ ส่งเสียงดังลั่นป่า “หมี ! หมีควาย ! ! พวกเรารีบหนีเร็ว…”
เจ้าหมีดำตัวใหญ่กำลังถือรังผึ้งป่าและเตรียมเพลิดเพลินไปกับรสชาติของน้ำผึ้ง แต่ทันใดนั้นมันก็ถูกเสียงของมนุษย์รบกวนจนทำให้เกิดความไม่พอใจ ด้วยความโมโหมันจึงออกมาจากพุ่มไม้แล้วเตรียมกระโจนเข้าใส่คนที่ร้องเอะอะโวยวายเมื่อครู่
เมื่อวานมันก็ถูกสัตว์สองเท้าทุบตีจนต้องวิ่งหนีไปอย่างอัปยศ ภายในใจของมันยังคับแค้นมิหาย วันนี้ก็มีกลุ่มสัตว์สองเท้ามาหาถึงที่ หลังจากเห็นว่าสัตว์สองเท้าพวกนั้นหวาดกลัวมันจนปัสสาวะแทบราดเป็นแถว มันก็ได้แต่สบถในใจว่าเหตุใดพ่อแม่ของพวกเจ้าให้ขามาเพียงสองข้างและดูจากขาที่ลีบเล็กพวกนั้นแล้วคงไม่แข็งแกร่งเหมือนสัตว์สองเท้าตัวเมียเมื่อวานแน่
สัญชาตญาณสัตว์ป่าทุกชนิดล้วนเป็นเช่นนี้ ยิ่งเราวิ่งหนีอย่างตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวมากเท่าไร มันก็จะยิ่งไล่ตามอย่างดุร้ายมากขึ้นเท่านั้น หากพวกเขาเหล่านี้กล้าใช้จอบต่อสู้กับมันอย่างห้าวหาญ รับรองได้เลยว่าหมีควายที่เคยโดนมนุษย์ทุบตีมาแล้วครั้งหนึ่งต้องไม่กล้าแสดงท่าทีเผด็จการเช่นนี้แน่นอน !
เจ้าหมีควายใช้เท้าข้างเดียวจับรังผึ้งไว้แน่น ส่วนอีกสามข้างที่เหลือได้สาวเท้าวิ่งมาอย่างรวดเร็ว ! ในกลุ่มคนเหล่านี้ผู้ที่เตี้ยและขาสั้นที่สุดก็คือหลิวว่ายจื่อ เขาจึงโดนทิ้งไว้ท้ายแถว หมีควายวิ่งเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังอยู่ใกล้เขามากขึ้นทุกที มันได้กระโจนเข้าใส่หมายตะปบเข็มขัดของเขา
หลิวว่ายจื่อถูกพละกำลังของหมีควายตะปบจนขาอ่อนล้มทรุดลงกับพื้น พอหันมามองก็พบกับดวงตาสีดำขนาดใหญ่ที่กำลังจับจ้องมาทางตนคล้ายหมายเอาชีวิต ไหนจะลมหายใจของเจ้าหมีควายที่กำลังรินรดหน้าเขาอยู่…ด้วยความหวาดกลัวจึงทำให้หลิวว่ายจื่อร้องเสียงหลงแล้วเป็นหมดสติไป
เจ้าหมีควายเห็นเช่นนั้นก็เกิดความรู้สึกสงสัยทันที เจ้าสัตว์สองเท้าตัวนี้เอาแต่ร้องโวยวายอยู่เนิ่นนาน เหตุใดตอนนี้ไม่ขยับเขยื้อนและไม่ร้องโวยวายแล้ว ? ดังนั้นมันจึงก้มหน้าลงดมฟุตฟิตบนใบหน้าของหลิวว่ายจื่อพร้อมใช้อุ้งเท้าเขี่ยไปมาสักพัก แต่สุดท้ายเขาก็ยังไม่ยอมขยับเขยื้อน
นี่มิใช่สัตว์สองเท้าตัวเมื่อวาน มันจะกัดสักทีสองทีดีหรือไม่ ? แต่เวลานี้มันก็ยังไม่หิวนี่นา เรียกได้ว่าหลิวว่ายจื่อมิได้มีแรงดึงดูดใจต่อมันเท่ารังผึ้งในเท้าเลย !
กระนั้นภายในใจของมันก็ยังมีไฟโกรธปะทุอยู่ มันไม่อยากปล่อยสัตว์สองเท้าที่แอบบุกรุกเข้ามาในอาณาเขตให้รอดไปได้อย่างง่ายดาย มันจึงอยากสั่งสอนพวกเขาเสียหน่อย เจ้าหมีควายจึงขยับก้นแสนอุ้ยอ้ายของมันพร้อมตั้งท่าเหมือนจะนั่งไปบนแผงอกของหลิวว่ายจื่อ…
มันมีน้ำหนักตัวมากถึงห้าร้อยหกร้อยชั่ง หากมันหย่อนก้นนั่งลงไปเช่นนั้นรับรองได้เลยว่าหลิวว่ายจื่อต้องกระดูกหักทั้งตัวแน่ พอถึงตอนนั้นคิดหรือว่าเขาจะมีชีวิตรอด !
หลินเว่ยเว่ยที่หลบอยู่ด้านข้างจึงทนไม่ไหว จริงอยู่ที่นางอยากแกล้งขู่พวกที่คิดเอาเปรียบผู้อื่นตลอดเวลา ดังนั้นนางจึงได้ร่างข้อตกลงที่ระบุไว้ว่า ‘ให้รับผิดชอบความเป็นความตายของตนเอง’ เพื่อที่นางจะได้ไม่ต้องมีปัญหาจุกจิกน่ารำคาญมาคอยกวนใจ กระนั้นนางก็ไม่อยากให้ผู้ใดต้องมาตายบนเขาลูกนี้ !
ดังนั้นหลินเว่ยเว่ยจึงกระโดดถีบเจ้าหมีควายตัวนั้น…
1. กวางดาว เป็นกวางที่มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกและถูกนำไปเป็นสัตว์เลี้ยงในหลายพื้นที่บนโลก ปัจจุบันเกือบจะสูญพันธุ์แล้วในทุกพื้นที่ยกเว้นในประเทศญี่ปุ่น กวางดาวเป็นกวางขนาดกลาง มีขนตามลำตัวสีน้ำตาลส้ม มีจุดสีขาวกระจายอยู่ทั่วไป หางสั้นมีสีน้ำตาลอ่อน ก้นมีสีขาว
จบตอน
Comments
Post a Comment