ตอนที่ 211: หัวขโมยเคราะห์ร้าย
สำหรับชาวบ้านทุกคนแล้วเงิน10ตำลึงถือเป็นเงินก้อนโต ทว่าหากชาวบ้าน38ครัวเรือนในฉือหลี่โกวรวมเงินกันแล้วแต่ละบ้านก็ต้องจ่ายประมาณ200กว่าอีแปะเท่านั้น ตามราคาข้าวสารของเขตเริ่นอันก็ถือเป็นธัญพืชหยาบประมาณ10ชั่ง
อาหารบรรเทาทุกข์ที่ได้รับมาคราวนี้ครอบครัวที่ได้น้อยสุดก็อยู่ที่40ชั่ง เหมือนที่หลินเว่ยเว่ยพูดว่าหากไม่ได้เจ้าหน้าที่ทางการคอยคุ้มกัน ข้าวสารบนเกวียนก็ต้องโดนพวกโจรภูเขาจับจ้องและไม่ได้สิ่งใดกลับมาสักอย่าง !
แม้ชาวบ้านฉือหลี่โกวจะปวดใจก็ยังกัดฟันรับปาก เนื่องจากถ้าคราวนี้ไม่ได้หลินเว่ยเว่ยช่วยหมินอ๋องซื่อจื่อไว้ ท่านนายอำเภอหวางก็ไม่จำเป็นต้องรับประกันให้พวกตนและให้สามารถรับข้าวสารของบ้านอื่นกลับมาด้วย หากไม่เห็นแก่หน้าหลินเว่ยเว่ยแล้ว นายทหารทางการเหล่านั้นก็ไม่มีทางตามมาส่งพวกตน !
หากว่าพวกตนมีศีลธรรม เงินก้อนนี้ก็ไม่ควรให้ตระกูลหลินออกฝ่ายเดียว ! ถ้าเป็นคนใจดำแล้ว ต่อไปเวลาทุกคนเผชิญปัญหาจะยังมีใครช่วยออกเงินและออกแรงอีก ?
“ตกลงตามนี้ ! จ่ายตามปริมาณข้าวที่แต่ละบ้านนำกลับมาแล้วกัน ! บัณฑิตเจียงช่วยคำนวณหน่อยว่าต้องจ่ายคนละเท่าไหร่ ? พวกครอบครัวที่ประสบปัญหาเหล่านั้น ข้าให้สิทธิ์พวกเขาไม่ต้องเข้าร่วม !” ผู้ใหญ่บ้านสรุปหัวข้ออย่างง่ายดาย !
ตอนนี้แต่ละบ้านในฉือหลี่โกวไม่มีสิ่งใดมากมาย ทว่าเงินสิบหรือยี่สิบตำลึงยังพอมีอยู่ ถ้าเป็นสมัยก่อนตัวเขาก็ไม่กล้าตัดสินใจเหมือนกันเพราะถ้าชาวบ้านไม่มีเงิน แม้จะฆ่าให้ตายก็หยิบเงินออกมาไม่ได้อยู่ดี !
หากตัด8ครอบครัวที่ไม่มีผู้ชายหรือคนที่สามารถเข้าไปเก็บเมล็ดสนได้ ชาวบ้านในฉือหลี่โกวก็จะเหลือทั้งหมด180คน ถ้าแบ่งตามรายหัวแล้วเงิน10ตำลึงก็จะมีค่าใช้จ่าย50กว่าอีแปะหรือประมาณธัญพืชหยาบ2ชั่ง คราวนี้ไม่ว่าอายุเท่าไรก็ได้อาหารบรรเทาทุกข์คนละ20ชั่ง ดังนั้นธัญพืชหยาบ2ชั่งจึงไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ !
ระหว่างทางกลับจากเขตเริ่นอันมายังหมู่บ้านฉือหลี่โกวก็มีโอกาสได้เจอผู้คนน้อยมาก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหลังจากอำเภอเป่าชิงเปิดคลังบรรเทาทุกข์ ผู้คนก็แห่ไปที่นั่นหมด คนที่เคยดักปล้นเงินทองและอาหารของคนอื่นล้วนไม่ได้ชั่วช้าโดยสันดาน เมื่อมีความหวังขึ้นมาจะยังมีใครอยากทำเรื่องไร้ศีลธรรมอีก
ด้วยเหตุนี้ระหว่างทางกลับจึงถือว่าราบรื่นมาก แม้มีผู้ประสบภัยเร่ร่อนอยู่กลุ่มเล็กๆ แต่เมื่อเห็นคนหนุ่มสาว70-80คนของหมู่บ้านฉือหลี่โกวแล้วก็ไม่กล้าเข้ามายุ่งวุ่นวาย
ยามพลบค่ำ กลุ่มผู้ขนอาหารก็กลับมาถึงหมู่บ้านอย่างราบรื่น หืม? ในเวลาปกติถ้าเป็นยามนี้พวกเด็กๆ น่าจะมาเล่นอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน แต่ละบ้านก็ต้องเริ่มก่อไฟกันแล้ว เหตุใดในหมู่บ้านจึงเงียบเช่นนี้…เหมือนว่าไม่มีคนอยู่เลย
สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านเปลี่ยนไปทันที “แย่แล้ว ! เกิดเรื่องกับคนในหมู่บ้าน !”
ผู้ที่ออกไปรับอาหารบรรเทาทุกข์ในคราวนี้แทบเป็นคนหนุ่มสาวเกือบทั้งหมู่บ้าน ที่เหลืออยู่จึงมีเพียงคนแก่ เด็กและสตรีที่อ่อนแอ แม้เรื่องที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวทำให้ครอบครัวร่ำรวยจากเมล็ดสนได้ถูกปิดบังไว้อย่างจริงจัง ทว่าท้ายที่สุดข่าวก็ยังเล็ดลอดออกไปอยู่ดี…หรือเรื่องที่พวกเขากังวลที่สุดจะเกิดขึ้นแล้ว?
คนทั้งหมดไม่สนใจอาหารบรรเทาทุกข์อีกต่อไป พวกเขาวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านอย่างร้อนรนเพราะมารดา ภรรยาและบุตรชายบุตรสาวของตน…อยู่ในหมู่บ้านทั้งหมด จะมีสิ่งใดเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด…
ทว่าทันใดนั้นก็มีเสียงชัดแจ๋วของเด็กน้อยคนหนึ่งดังมาจากต้นไม้เก่าแก่หน้าหมู่บ้าน “พี่รองเองหรือ ? พี่รองกลับมาแล้วหรือ ? เฉียงจื่อ รีบประกาศออกไปว่ากลุ่มขนอาหารกลับมาแล้ว !”
หลินเว่ยเว่ยที่พุ่งไปยังต้นไม้เก่าแก่คนแรกจึงหยุดฝีเท้า หลังเงยหน้าขึ้นมอง นางก็เห็นก้นอ้วนกลมของเด็กคนหนึ่งกำลังปีนลงมาจากต้นไม้ อาจเพราะได้เห็นคนในครอบครัวแล้วตื่นเต้นดีใจจนเกินเหตุ เท้าของเจ้าหนูน้อยจึงลื่น มือผละจากกิ่งและตกมาจากต้นไม้สูง
หลินเว่ยเว่ยจึงรีบเข้าไปรับเขาไว้แล้วทำคล้ายกำลังอุ้มลูกไก่ตัวน้อย นางรับเขาไว้ได้ทันพร้อมกันนั้นก็ตบก้นเจ้าหนูน้อยเบาๆ “น้องสี่เก่งแล้วหรือ ? ต้นไม้สูงเช่นนี้เจ้าก็กล้าปีน ปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่หรือไม่ ?”
เจ้าหนูน้อยโอบรอบคอนางแล้วหัวเราะคิกคัก “พี่รองอย่าเพิ่งตำหนิ ! ข้ากำลังทำงานอยู่”
“หืม ? งาน ? งานซุกซนหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยตีก้นที่เต็มไปด้วยก้อนเนื้อของเขา พอมีน้ำหนักอยู่บ้าง ช่วงหลายเดือนมานี้ไม่ได้กินไปอย่างเปล่าประโยชน์ !
“ข้ารับหน้าที่เฝ้าระวังและสังเกตการณ์ หากพบเห็นศัตรูก็ส่งต่อให้วังตงเฉียง…” ขณะกล่าวเขาก็ชี้ไปยังศีรษะน้อยๆที่โผล่ออกมาจากก้อนหินขนาดใหญ่ฝั่งตรงข้ามหน้าหมู่บ้าน “วังตงเฉียงจะคอยตีฆ้องและเข้าไปรายงานในหมู่บ้าน ญาติผู้พี่จะได้เปิดใช้งานกับดักและเอาชนะศัตรูได้อย่างงดงาม !”
วังตงเฉียงเห็นท่านปู่ บิดาและพวกลุงกับอาของตนจึงพุ่งเข้ามากอดผู้ใหญ่บ้านเหมือนลูกกระสุนปืนใหญ่ “ท่านปู่ขอรับ พวกท่านกลับมาเสียที ข้าคิดถึงท่านมาก !”
ผู้ใหญ่บ้านโดนหลานชนจนยืนเซ โชคดีที่ได้บิดาวังตงเฉียงช่วยประคองหลังไว้ ปู่หลานคู่นี้จึงไม่ได้ล้มไปนอนกับพื้น บิดาวังตงเฉียงอุ้มบุตรชายคนเล็กขึ้นด้วยแขนข้างเดียว จากนั้นก็ตบก้นเขาเบาๆ “เจ้าตัวแสบ ไม่เจอกันสองวันเจ้าก็คิดถึงท่านปู่แล้ว เจ้าเด็กขี้อ้อน ไหนบอกมาสิว่าคิดถึงพ่อหรือไม่ ?”
“คิดถึงคิดถึงแล้วก็คิดถึงลุงใหญ่ อาสามและอาสี่ด้วยขอรับ !” ปากเจ้าตัวน้อยหวานมาก แต่ท่าทางการพูดเหมือนขายผ้าเอาหน้ารอดไปหน่อย เมื่อหลุดออกจากอ้อมแขนบิดาแล้ว เขาก็เข้าไปจับมือท่านปู่เพื่ออวดผลงานของตน “ท่านปู่ ข้าร้ายกาจมากเลย ข้าทำให้คนเลววิ่งหนีไปตั้งหลายคนขอรับ !”
“คนเลว ?” เจียงโม่หานขมวดคิ้ว
เจ้าหนูน้อยยกมือขึ้นแล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจเช่นกัน “ญาติผู้พี่พาพวกเราไปทำกับดักเพื่อจับโจรซึ่งมาขโมยของในหมู่บ้านได้ตั้งหลายคน ยังมีคนอีกหลายสิบคนเข้ามาในหมู่บ้านกลางดึก มีสองสามคนอยากปีนกำแพงเข้าบ้านเรา แต่โดนญาติผู้พี่เลียนเสียงหมาป่าทำให้พวกมันตกใจจนเผ่นหนีไปหมด…”
เวลานี้หลีชิงก็ถือคันธนูและลูกศรเดินออกมาจากหมู่บ้าน ด้านหลังของเขายังมีกลุ่มเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบตามมาด้วย เหมือนว่าเขากลายเป็นผู้นำของเด็กน้อยไปแล้ว
เจ้าหนูน้อยนึกได้ว่าคันธนูของตนยังอยู่บนต้นไม้จึงให้พี่รองวางตัวลง เขาจะได้ปีนขึ้นไปใหม่ แต่หลินเว่ยเว่ยจับศีรษะเขาไว้ “จะขึ้นไปทำอันใดอีก ?”
“คันธนูของข้า ! ญาติผู้พี่ทำคันธนูให้ข้า พวกเราทุกคนมีคนละชุด ของข้าสวยที่สุดและร้ายกาจที่สุด ! แถมข้ายังยิงโดนก้นหัวขโมยคนหนึ่งด้วย !” เจ้าหนูน้อยชี้ไปยังคันธนูและลูกศรขนาดเด็กเล็กบนต้นไม้ เหมือนว่าหางของเขากระดิกอย่างภูมิใจจนแทบลอยขึ้นฟ้า
วังตงเฉียงก็ไม่ยอมแพ้ “คันธนูของข้าก็ร้ายกาจ ข้ายิงโดนต้นขาคนเลวด้วยล่ะ…”
“ข้ายิงโดนแขน !”
“ข้ายิงโดนเท้าคนเลว !”
“ข้า…”
พวกเด็กๆที่ตามหลังหลีชิงมาล้วนยกคันธนูของตนขึ้นโบกสะบัดและอวดผลงานให้พวกผู้ใหญ่รับรู้
หลินเว่ยเว่ยเหงื่อตก เจ้าหัวขโมยก็โชคร้ายใช่ย่อย คงไม่โดนยิงจนพรุนหรอกนะ !
ต่อจากนั้นคนทั้งหมู่บ้านก็แบ่งอาหารกันอย่างมีความสุข ส่วนเรื่องที่ทุกคนต้องจ่ายกันคนละ50กว่าอีแปะ แม้สตรีจากสองสามหลังคาเรือนจะแสดงความไม่พอใจออกมา ทว่าผ่านไปไม่นานก็ต้องสงบลงเพราะผู้ชายของตนปรามไว้ เนื่องจากถ้าไม่มีการคุ้มกันของทางการก็คงจะโดนโจรภูเขาปล้นข้าวสารไปจนหมด พวกเขาจะไม่เหลือแม้แต่ชั่งเดียว !
ตอนนี้ข้าวสารหาซื้อยากมาก ! ราคาข้าวสารเขตเริ่นอันแพงถึงเพียงนั้น ยังไม่แน่ว่าจะซื้อได้ ! ต่อมาพวกชาวบ้านที่ไปยังเขตเริ่นอันก็ได้ยินว่ากลุ่มขนอาหารบรรเทาทุกข์กลุ่มหนึ่งโดนปล้นกลางทาง ไม่เพียงข้าวสารถูกปล้นจนหมด คนยังตายอีกหลายราย ชาวบ้านฉือหลี่โกวจึงคิดว่าเงิน10ตำลึงนั้นจ่ายไปอย่างคุ้มค่าแล้ว !
ตอนที่ 212: ทำตัวติดคนอื่น
ผู้ใหญ่บ้านไปดูพวกหัวขโมยไม่กี่คนในหอบรรพชน ท่านหมอเหลียงทำแผลจากลูกธนูให้พวกเขาแล้ว…อย่างไรก็จะปล่อยให้คนตายอยู่ในฉือหลี่โกวไม่ได้ โชคดีที่พวกเด็กๆแรงไม่เยอะมาก ลูกธนูจึงแทงเข้าไม่ลึก คร่าชีวิตคนไม่ได้ อย่างมากก็แค่ต้องทนทุกข์ทรมานบ้างเท่านั้น
หลีชิงกล่าวว่า “ข้าตรวจสอบมาแล้วว่าหัวขโมยเหล่านี้ไม่ใช่พวกเดียวกับโจรอีกกลุ่ม ! พวกมันเป็นกลุ่มอันธพาลเร่ร่อนของหมู่บ้านละแวกใกล้เคียง ไม่รู้ได้ยินมาจากไหนว่าหมู่บ้านฉือหลี่โกวหาเงินได้จากโรงงานแปรรูปเมล็ดสนจึงเข้ามาทำลับๆล่อๆ เมื่อกลางดึกของคืนก่อนโชคดีที่ข้าเตรียมการไว้แล้ว เมื่อเจ้าพวกนี้เข้ามาในหมู่บ้านก็ติดกับดักทันทีแล้วโดนทิ้งไว้อย่างนี้หนึ่งคืนเต็ม”
เจ้าหนูน้อยชี้ไปยังชายที่โดนห่อตัวราวกับ ‘มัมมี่’ เพราะบาดเจ็บเยอะที่สุด “เจ้านี่โดนแขวนห้อยศีรษะลงที่ใต้ต้นไม้จึงเป็นเป้าให้พวกเรายิง…”
“ส่วนอีกกลุ่มที่ตกใจหนีไปน่าจะเป็นโจรจากที่อื่น ! พวกมันมีจำนวนเยอะเกินไป ในหมู่บ้านเหลืออยู่แค่ผู้หญิง เด็กและคนชรา ข้ากังวลว่าพวกมันจะย้อนกลับมาโจมตีจึงไม่ได้ไล่ตามออกไป…” ศิลปะการต่อสู้ของเจ้าพวกนั้นสำหรับหลีชิงแล้วเป็นเพียงพวกหางแถวเท่านั้น แต่สำหรับหลักการไม่ไล่ตามให้ตนเองจนตรอก เขายังพอเข้าใจอยู่
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า “หลีชิง โชคดีที่คราวนี้มีเจ้าอยู่ ! คนเหล่านี้ขังไว้อีกคืนหนึ่งก่อน พรุ่งนี้ค่อยเอาไปส่งทางการ !”
“ใช่ ใช่ เอาพวกเราไปส่งทางการเถิด !” หัวขโมยเหล่านั้นน้ำตานองหน้า เด็กเหล่านี้ทำตัวร้ายกาจเกินไปแถมยังชอบแหย่ชอบทิ่ม…เนื้อตัวจะโดนทิ่มจนเน่าหมดแล้ว !
ใครจะคิดว่าเด็กตัวน้อยอายุ6-7ขวบกลุ่มหนึ่งโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้ หญิงชราหมู่บ้านนี้ก็ร้ายกาจไม่แพ้กัน พร่ำบ่นสั่งสอนจนพวกเขาแทบจะออกบวชได้อยู่แล้ว…อมิตาพุทธ พระพุทธเจ้าทรงโปรดพวกข้าเถิด ขอแค่หลุดออกจากคนกลุ่มนี้ได้ พวกข้ายอมติดคุก !
ตกเย็น ขณะยกชามข้าวเข้ามา หลีชิงก็พูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “โจรกลุ่มนั้นไม่ได้ตกใจหนีไปเพราะข้าเลียนเสียงหอนของหมาป่าหรอก ในคืนนั้นมีหมาป่าเข้ามาที่หมู่บ้านจริงๆ และยังเป็นฝูงที่มีจำนวนหลายสิบตัวด้วย โชคดีที่พวกมันแค่เดินวนรอบภูเขาหลังหมู่บ้าน หลังทำให้โจรตกใจหนีไปแล้ว พวกมันก็เดินจากไป พวกมันใช่ฝูงที่พาเจ้าไปเจอข้าใช่หรือไม่ ? ถือว่าได้ช่วยฉือหลี่โกวทางอ้อม !”
แม้จะเป็นโจรกระจอกทว่าก็มีจำนวน40-50คน อย่างไรสองมือก็สู้สี่มือได้ยาก แม้วรยุทธเขาจะสูงส่งเพียงใดก็ไม่มีทางไร้ช่องโหว่ ถ้าปล่อยให้พวกมันเข้ามาในหมู่บ้านจริงก็เลี่ยงได้ยากที่จะไม่ทำร้ายชาวบ้านผู้บริสุทธิ์…
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้ารับ “หมาป่าของหุบเขานี้ฉลาด ไม่ทำร้ายมนุษย์ง่ายๆ ตอนนั้นทั้งตัวของเจ้าเต็มไปด้วยเลือด สำหรับฝูงหมาป่าแล้วไม่ต่างจากขนมเลิศรสที่ยังมีชีวิต แต่พวกมันก็ยังอดทนไม่ขยับปากได้ ต่อไปถ้าเจ้าเห็นจ่าฝูงที่มีขนสีเทาดำและตรงหน้าอกมีขนสีขาว เจ้าอย่าทำร้ายพวกมันเชียวล่ะ”
“ถ้าเจอหมาป่าฝูงใหญ่ ข้าแทบจะหนีไม่ทันแล้ว จะไปจู่โจมพวกมันได้อย่างไร ? ฝูงหมาป่าฉลาดอย่างที่เจ้าว่าจริงหรือ ? สามารถอดทนไม่ทำร้ายมนุษย์ได้จริง” หลีชิงคีบหมูทอดเข้าปากแล้วพุ้ยข้าวตามคำใหญ่
ช่วงสองวันนี้บุตรสาวคนโตตระกูลหลินเป็นคนทำอาหาร น้ำมันขาด เกลือไม่ถึง กลืนยากสุดๆ อย่างไรบุตรสาวคนรองก็ฝีมือดี…นางยังขาดพี่ชายหรือไม่ ? พี่ชายที่เก่งทั้งบุ๋นและบู๊แถมยังดูแลบ้านได้ด้วย
หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าขึ้นเขาไปก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ ? ในป่ายังมีหมีควายที่ขี้ขลาดอีกตัวหนึ่ง ถ้าเจ้าปราบมันได้ก็จะสามารถบีบให้มันเอารังผึ้งมาประเคนได้ !”
“พี่รอง น้ำผึ้งของบ้านเรา…ท่านคงไม่ได้…ขโมยมาจากหมีควายตัวนั้นใช่หรือไม่ ?” ตะเกียบของหลินจื่อเหยียนตกลงพื้น ดวงตาเบิกกว้างเหมือนระฆังทันที
หลินเว่ยเว่ยยักคิ้วให้เขาอย่างภาคภูมิ “หืม ? เจ้าคิดว่าน้ำผึ้งที่บ้านเรากินมาจากที่ใด ?”
“พี่รอง…ข้าจะต่อว่าท่านอย่างไรดี ? เวลาคนอื่นเจอหมียังหนีกันแทบไม่ทัน ! แต่ท่านเก่งยิ่งนัก แม้แต่สัตว์ป่าก็ยังกล้าใช้กำลังข่มขู่ ใจกล้าไม่ธรรมดาเลย !” หลินจื่อเหยียนเก็บตะเกียบขึ้นมาอีกครั้งพลางส่ายศีรษะ เผยท่าทางที่กำลังพยายามจะปรับมุมมองใหม่
นางหวงกล่าวด้วยแววตาวิตกกังวล “เวลาหมีควายบ้าคลั่งขึ้นมา แม้แต่เสือก็ยังตายได้ เจ้าอย่าอาศัยที่ตนแรงเยอะแล้วคิดว่าทำได้ทุกอย่าง ! ต่อไปนี้เจ้าขึ้นเขาให้น้อยหน่อย เข้าใจหรือไม่ !”
“ท่านแม่เจ้าคะ ข้ารับปากท่านว่าต่อไปจะไม่ยุ่งกับหมีควายตัวนั้นอีก ท่านพอใจหรือยัง ? แต่พรุ่งนี้ข้ายังคิดจะขึ้นเขาไปดูเสียหน่อยว่ามีเมล็ดต้นเจินกับพวกถั่วสมองหรือไม่ เพราะโรงงานแปรรูปของเรายังมีสินค้าน้อยเกินไป !” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยพร้อมหัวเราะ
ต่อจากนั้นเจียงโม่หานก็กล่าวขึ้นมาว่า “ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าขึ้นเขาเป็นเพื่อนเจ้า !”
หลินเว่ยเว่ยขยิบตาให้เขา “ไอหยา ! บัณฑิตน้อย เจ้าเริ่มทำตัวติดคนอื่นตั้งแต่เมื่อใด ? ข้าขึ้นเขา เจ้าก็จะตามไปด้วย…”
“ตกลงตามนี้ !” เจียงโม่หานพูดแทรก การที่นางพูดคำเหล่านี้ก็ไม่ได้อยากให้เขาอายจนกลายเป็นโมโหแล้วยอมแพ้ไปหรือ ? เขามองอุบายของนางออกนานแล้ว จะทำให้นางสมปรารถนาได้อย่างไร ?
หลินเว่ยเว่ยเบะปาก บัณฑิตน้อยหลอกยากขึ้นทุกวัน !
วันรุ่งขึ้น หลินเว่ยเว่ยยังไม่ทันตื่น เจียงโม่หานก็มาปรากฎตัวที่ลานบ้านตระกูลหลินแล้ว…หากมาช้าแล้วเด็กคนนี้จะทิ้งเขาและแอบขึ้นเขาคนเดียวแน่นอน
หลินจื่อเหยียนที่โดนเจียงโม่หานปลุกขึ้นมาอ่านตำราก็มองท้องฟ้าที่เพิ่งสว่างด้วยความงุนงงพร้อมสีหน้าสิ้นหวัง เจียงโม่หานจึงดุเขาทันที “สีหน้าอันใดของเจ้า ? เรื่องได้ยินไก่ขันลุกมารำดาบ เจ้าคงไม่เคยอ่านกระมัง ? ไก่บ้านเจ้าขันกี่รอบแล้ว ?”
“ทั้งหมู่บ้านมีแค่บ้านเราที่เลี้ยงไก่แถมยังเป็นแม่ไก่ ใครจะรู้ว่ามันร้องเพราะเหตุใดกันแน่ ?” หลินจื่อเหยียนบ่นไปพลางล้างหน้าไปด้วย เขาไม่อยากโดนศิษย์พี่เจียงดึงผมเปีย ลงโทษให้เขาต้องเขียนบทกวีหรือบทความอีก ! ด้านการเรียนนั้นศิษย์พี่เจียงเข้มงวดยิ่งกว่าอาจารย์ที่สำนักศึกษาเสียอีก !
หลินเว่ยเว่ยต้มโจ๊กหนึ่งหม้อ เกี๊ยวทอดไส้ต้นหอมผัดไข่และยังทำอาหารแห้งสองสามอย่างเพื่อเอาไว้เป็นอาหารกลางวันของตนกับบัณฑิตหนุ่ม
หลังมื้อเช้าจบลงนางก็สะพายกระบุงไม้ไผ่ขึ้นหลังแล้วหันกลับมามองบัณฑิตหนุ่ม “ไปกันเถิด !”
เจียงโม่หานเป็นคนรอบคอบมาโดยตลอด นางหวงจึงค่อนข้างวางใจในตัวเขาและพูดกำชับว่า “เจ้ารอง เจ้าฟังเสี่ยวหานเยอะๆหน่อย อย่าอวดเก่งเด็ดขาด…”
“ท่านแม่เจ้าคะ มีครั้งใดที่ข้าไม่กลับมาอย่างปลอดภัยบ้าง ? ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอก !” หลินเว่ยเว่ยผลักเจียงโม่หาน จากนั้นก็รีบวิ่งออกไปทันที
นางหวงถอนหายใจแล้วส่ายหน้าไปมา “เด็กคนนี้เมื่อใดจะทำตัวสุขุมบ้าง ?”
นางเฝิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าชอบนิสัยของเสี่ยวเว่ยจะตาย สดใสร่าเริงและแข็งแรง ! เห็นนางซุกซนเช่นนั้นแท้จริงมีแผนในใจอยู่แล้ว ! ท่านดูสิ เดิมทีไปรับอาหารบรรเทาทุกข์ แต่ยังหาลูกค้าให้โรงงานแปรรูปได้อีกหนึ่งราย ก่อนหน้านี้ท่านไม่ได้กังวลว่าเมล็ดสนจะขายไม่ออกหรือ ? ในสถานการณ์เช่นนี้ท่านควรกังวลว่าจะมีเมล็ดสนไม่พอขายต่างหาก !”
นางหวงเม้มปากแล้วยิ้ม “ข้ากลัวนิสัยไม่กลัวฟ้าดินของนางว่าจะนำพาอันตรายและความยุ่งยากมาสู่นางเอง…”
“ลูกหลานย่อมมีโชคลาภเป็นของตน พวกเขาก็โตกันหมดแล้ว ท่านน่ะ ! ควรปล่อยวางบ้าง !” นางเฝิงหยิบผลไม้ป่าออกมาจากห้องใต้ดินแล้วให้นางหวงช่วยล้างและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ…พอเริ่มทำงานแล้วจะไม่มีเวลาคิดฟุ้งซ่านอีก !
[1] ได้ยินไก่ขันลุกมารำดาบ หมายถึง ผู้ที่ขยันมากกว่าคนอื่น
ตอนที่ 213: หากข้าชื่อฉางอาน เจ้าก็คือบ้านเกิด
“ว้าว ! ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก แสงแดดทอประกายไปทั่วผืนฟ้า ! ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดพวกปัญญาชนทั้งหลายจึงชอบขึ้นเขาเพื่อชมอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า งดงามมาก !” ในที่สุดหลินเว่ยเว่ยก็พาบัณฑิตหนุ่มที่กำลังลากขามาจนถึงยอดเขาซึ่งทั้งสองไม่เคยมาเยือนได้สำเร็จ ขณะมองพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก นางก็แสดงความปลาบปลื้มออกมา
เจียงโม่หานหย่อนกายนั่งบนก้อนหินใหญ่ เขาหอบหายใจพลางใช้มือพัดใบหน้าของตน จากนั้นก็หันไปมองหลินเว่ยเว่ยที่กำลังร่าเริงสดใสครู่หนึ่ง…เด็กตัวแสบไม่รู้จักเหนื่อยบ้างหรือ ? ทำตัวเหมือนลิงไม่มีผิด ชอบแสดงว่าตนมีพลังเหลือล้นอยู่เสมอ !
หลินเว่ยเว่ยหันกลับมามองบัณฑิตน้อยที่กำลังเหงื่อโซกแล้วรู้สึกว่ามีเพียงคำเดียวที่สามารถบรรยายได้ก็คือ ‘งามจนน่ากลืนกิน !’ บัณฑิตน้อยเป็นลูกรักของสวรรค์หรือไร ? เหตุใดจึงดูดีเช่นนี้ !
“บัณฑิตน้อย เด็กผู้หญิงอายุ15ปีไม่ได้ตั้งชื่อรองได้แล้วหรือ ? ปีหน้าข้าก็จะมีชื่อรอง แต่เจ้ายังต้องรออีกตั้งหลายปี !” ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยกลอกไปมาพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เจียงโม่หานเหลือบมองนาง น่าภูมิใจตรงไหน ? แม้แต่เรื่องนี้ก็ยังต้องแข่งกันหรือ ?
หลินเว่ยเว่ยชะโงกตัวเข้ามาข้างหูบัณฑิตหนุ่มแล้วกระซิบเบาๆว่า “ถ้าให้ข้าตั้งชื่อรองของพวกเรา เช่นนั้นข้าจะชื่อฉางอาน ส่วนเจ้าชื่อบ้านเกิด”
เจียงโม่หานเหลือบมองนางแล้วย้อนถาม “คงมีความหมายแอบแฝงอีกสิท่า ?”
“หากข้าชื่อฉางอาน เจ้าก็คือบ้านเกิด ใครก็บอกว่าฉางอานคือบ้านเกิด !” หลินเว่ยเว่ยขยิบตาให้เขาและรอคอยท่าทางแยกเขี้ยวจากเขาอยู่
ทว่าอีกฝ่ายตอบสั้นๆ “ข้าเห็นว่าเจ้าสวยดี…ฝันไปเถิด !”
“โอ้ บัณฑิตน้อยก็ใช้ได้นี่ รู้จักเล่นคำแล้ว เจ้าจ่ายค่าเรียนมาหรือยัง ?” หลินเว่ยเว่ยยื่นมือขวาให้เขาแล้วกระดิกนิ้วไปมา
เจียงโม่หานยื่นมือไปตีฝ่ามืออีกฝ่ายทันที “หน้าเลือด !”
หลินเว่ยเว่ยมองแสงแดดที่กระทบใบหน้าของเขา มันทำให้ดูงดงามยิ่งกว่าเดิมโดยเฉพาะรอยยิ้มเบาบางตรงมุมปาก ทำให้คนมองอดหวั่นไหวไม่ได้ น่าเสียดายที่หนุ่มหล่อน่าเชยชมคนนี้เสมือนเมฆหมอกบนขอบฟ้า แม้นางจะปีนขึ้นไปบนต้นไม้สูงที่สุดของยอดเขาก็ไม่อาจเอื้อมถึง
ขณะร่องรอยแห่งความโศกเศร้าปรากฏขึ้นในหัวใจ นางก็พูดกับเจียงโม่หานว่า “บัณฑิตน้อย ข้าจะร้องเพลงให้เจ้าฟัง ดีหรือไม่ ?”
เจียงโม่หานเหลือบมองนางแล้วเค้นเสียงดัง ฮึ “ใครอยากฟังเนื้อเพลงหน้าไม่อายของเจ้า ?”
ทว่าหลินเว่ยเว่ยก็เริ่มร้องเพลงออกมา
“หากข้าชื่อฉางอาน เจ้าก็คือบ้านเกิด
ผู้คนเย้ยหยันเมื่อกลับฉางอานบ้านเกิด
ข้าลุ่มหลงรอเจ้าวาดพู่กัน
หนึ่งภาพวาดเจ้าและข้าในที่แห่งนั้น…”
เจียงโม่หานเผยสีหน้าดูแคลน สุดท้ายก็ไม่ได้อยากลวนลามข้าทางวาจา อยากอยู่กับข้าเช่นนั้นหรือ ? ทันใดนั้นความสุขเล็กๆก็ผุดขึ้นในก้นบึ้งหัวใจ แต่แล้วเขาก็ทำเป็นไม่สนใจอีก
เมื่อฟังไปนานเข้า เขาก็เริ่มสัมผัสได้ว่าในเนื้อเพลงที่ไพเราะแฝงไปด้วยความเศร้าหมองเล็กน้อย เด็กตัวแสบเป็นคนร่าเริงมาโดยตลอด ในอดีตเวลาร้องเพลงหากไม่ทำตัวเหมือนเด็กก็มีความสุขจนผิดปกติ เหตุใดวันนี้…ทันใดนั้นท่าทางของเขาก็ดูสุขุมขึ้นมาทันที หรือว่าถ้อยคำเมื่อครู่ของตนจะไปสะกิดแผลใจบางอย่างของนางเข้า ?
ตอนนี้หลินเว่ยเว่ยกำลังยืนอยู่ริมหน้าผา ลมภูเขาพัดผ่านทำให้เสื้อผ้านางปลิวไสวคล้ายจะลอยตามสายลมได้ นางมีท่าทางเศร้าสร้อย ดวงตาแฝงไปด้วยความเจ็บปวด
“หากข้าชื่อฉางอาน เจ้าก็คือบ้านเกิด
น่าเสียดาย สุดท้ายฉางอานมิได้กลับบ้านเกิด
ข้ารอจากวัยเยาว์จนแก่ชราไม่ไหว…”
“เลิกร้องได้แล้ว ! เพลงอะไรก็ไม่รู้ !” เจียงโม่หานขัดจังหวะร้องเพลงของนาง ‘รอจากวัยเยาว์จนแก่ชราไม่ไหว’ อะไรกัน ? นางคิดว่ามีความแตกต่างระหว่างเขากับนาง ราวกับเมฆและโคลน นางไม่อยากเฝ้าฝันแล้วคิดยอมแพ้เช่นนั้นหรือ ?
เขาควรจะมีความสุขที่ทิ้งขนมหนิวผีถัง ซึ่งชอบตามติดเขาออกไปได้ไม่ใช่หรือ ? เหตุใด…เหตุใดเขาถึงอารมณ์เสีย สับสน ผิดหวัง…ความรู้สึกผสมปนเปแต่ไม่มีความรู้สึกดีใจอยู่เลยสักนิด ?
พอคิดว่าเพื่อหลบหน้าเขา แล้วเด็กตัวแสบจะตีตนออกห่าง เวลาเจอหน้าก็ยืนคารวะอยู่ในที่ห่างไกล…หัวใจของเจียงโม่หานก็ปั่นป่วนขึ้นมาทันที…ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ ต่อไปเขาจะกินข้าวบ้านนางได้อย่างไร ? พอนึกถึงฝีมือทำอาหารของมารดาแล้วก็รู้สึกแย่กว่าเดิม
เจียงโม่หานแอบเรียบเรียงคำพูดในใจเงียบๆ คิดว่าจะปลอบเด็กคนนี้อย่างไร…แต่แล้วเขาก็ได้ยินหลินเว่ยเว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจเสียก่อน “บัณฑิตน้อย รีบมาดูนี่สิ ! เร็วเข้า เห็ดหลินจือดอกใหญ่มากเลย ! ถ้าเอาไปขายจะต้องได้เงินก้อนโตแน่นอน !”
เจียงโม่หานถึงขั้นพูดไม่ออก
เฮอะ เขาคงคิดไปเอง ! รู้อยู่แล้วว่านางไม่ได้คิดมาก จะเสียใจหรือผิดหวังได้อย่างไร ? เป็นเพราะเขาคิดผิดแน่นอน !
หลินเว่ยเว่ยวางกระบุงไม้ไผ่บนหลังลงกับพื้นแล้วเอนตัวไปที่หน้าผาเพื่อเตรียมปีนลงไปและเก็บเห็ดหลินจือสีเข้มดอกใหญ่นั้นขึ้นมา
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเจียงโม่หานจึงรู้สึกกังวลอยู่ลึกๆ เขาเข้าไปห้ามหลินเว่ยเว่ยเอาไว้ “หน้าผาสูงชันเช่นนี้แม้แต่ลิงก็ยังไม่มั่นใจว่าจะปีนได้ เจ้าไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือ ?”
“เจ้าดูสิ ข้าจับหลักไม้นี้ไว้แล้วเหยียบไปบนก้อนหินก้อนนั้น ค่อยๆเอื้อมมือไปทางขวา…ก็เก็บเห็ดหลินจือได้แล้ว ตอนปีนขึ้นไป เจ้าอย่าลืมช่วยดึงข้าด้วย !” หลินเว่ยเว่ยปีนไปตามขอบหน้าผา เท้ายื่นออกไปก่อน มือทั้งสองข้างเกาะหลักไม้ขนาดหนาเท่าต้นขาตรงขอบหน้าผาไว้ จากนั้นค่อยๆปีนลงไปอย่างระมัดระวัง
เจียงโม่หานคุกเข่ามองอยู่ตรงเบื้องหน้าและเอ่ยเตือนด้วยความกังวล “เจ้าระวังหน่อย…”
เมื่อเขาเหลือบมองก้นเหวใต้ฝ่าเท้าหลินเว่ยเว่ยแล้วก็มีอาการเวียนศีรษะเล็กน้อย เขาจึงจ้องไปที่ศีรษะของนางแทน “ไหวหรือไม่ ? อันตรายเกินไปแล้ว ! ไม่ต้องเก็บเห็ดหลินจือนั่นแล้ว เงินค่อยๆหาก็ได้ หาก…เจ้าขึ้นมาดีกว่า !”
“รบกวนเจ้าช่วยหุบปากด้วย ! อย่าบ่นเหมือนนักบวชได้หรือไม่ ? ข้าได้ยินแล้วปวดหัว !” หลินเว่ยเว่ยพูดกับเขาอย่างอารมณ์เสีย แต่แล้วคิ้วนางก็คลายออกเพราะเท้าได้เหยียบอยู่บนก้อนหินที่คิดไว้
ขณะที่นางปรับสมดุลร่างกายและกำลังจะเอื้อมมือออกไปเก็บเห็ดหลินจือที่อยู่แค่เอื้อมนั้น…ทุกอย่างก็เป็นเหมือนคำพูดที่ว่าท้องฟ้าย่อมไม่อาจคาดเดาได้ ทันใดนั้นหินใต้เท้าซึ่งโดนฝนและลมพัดมานานปีย่อมรับน้ำหนักนางไม่ไหว มันจึงแตกออกเป็นเสี่ยงทันที
ในเวลานี้มือนางก็ผละจากหลักไม้มาแล้ว หากจะกลับไปจับอีกครั้งก็ไม่ทัน นางจึงตกสู่หน้าผาต่อหน้าต่อตาเจียงโม่หาน…
“หลินเว่ยเว่ย !” เจียงโม่หานไม่คิดเลยสักนิด เขาพุ่งตัวไปด้านหน้าเพื่อจับมือซ้ายของนางไว้…หนักมาก ! เด็กตัวแสบ ถึงเวลาที่เจ้าควรลดน้ำหนักจริงๆเสียที ! !
หลินเว่ยเว่ยถูกจับไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง นางก้มหน้ามองเท้าของตนที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศ แต่แล้วนางก็ต้องพบกับความน่าเศร้าที่ใต้ฝ่าเท้าไม่มีสิ่งใดให้ยึดเกาะได้เลย ความหวังเดียวในตอนนี้คือบัณฑิตน้อยจะมีแรงมากพอจนดึงนางขึ้นไปได้
แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้นก็พบว่าร่างกายกว่าครึ่งของบัณฑิตหนุ่มก็ดิ่งลงมาในเหวแล้ว ยังค่อยๆขยับลงมาตามน้ำหนักตัวของนางอีกด้วย
ลำคอของเจียงโม่หานขึ้นเอ็น เขาจับมือนางไว้แน่นพร้อมตะโกนว่า “มองอะไร ? ตอนนี้ใช่เวลามองข้าหรือไม่ ? ถ้าไม่อยากทำให้ข้าลำบากจนตายตามเจ้าไปก็รีบหาวิธีปีนขึ้นมา !”
[1] ขนมหนิวผีถัง เนื้อเหนียวนุ่มมีกลิ่นหอม ทำจากน้ำตาล งาขาว แป้งและถั่วลิสง มักใช้เปรียบเปรยว่าเกาะติดเหนียวหนึบ
ตอนที่ 214: ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน
เหตุใดหลินเว่ยเว่ยไม่อยากปีนขึ้นมา ? แต่รอบกายล้วนเป็นพื้นที่โล่งทั้งสิ้น แม้แต่กิ่งไม้หรือก้อนหินก็ไม่มี ! นางพลาดแล้ว เมื่อครู่ไม่น่ามั่นใจมากเกินไป !
นี่ก็เข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว บนหุบเขามีลมพัดแรงแต่มีหยดเหงื่ออุ่นๆบนใบหน้าบัณฑิตหนุ่ม หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นร่างกายกว่าครึ่งที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศและค่อยๆไถลลงมา แววตานางจึงเปื้อนไปด้วยความเศร้าโศกแห่งความผิดหวัง มือที่จับมือบัณฑิตหนุ่มไว้จึงค่อยๆคลายออก
เจียงโม่หานรู้ว่านางต้องการทำสิ่งใด เขาจึงมองนางอย่างดุดัน “ข้าขอออกคำสั่ง จงจับมือข้าให้แน่น ! …เสี่ยวเว่ย เด็กดี เชื่อฟังข้าเถิด ! ยังไม่ถึงอึดใจสุดท้ายห้ามยอมแพ้เด็ดขาด จับมือข้า…”
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “เจียงโม่หาน ปล่อยข้าเถิด ข้าตายคนเดียวย่อมดีกว่าสูญเสียสองชีวิต ! เจ้าต้องสอบซิ่วไฉ สอบจอหงวนเพื่อแสดงความสามารถและความทะเยอทะยานในอนาคต…น้าเฝิงยังรอเจ้าอยู่ที่บ้าน…ปล่อยมือเถิด…”
ใช่ เขาวางแผนชีวิตไว้แล้วว่าชาตินี้จะอาศัยสติปัญญาของตนสอบจอหงวน ทำให้มารดามีชีวิตสูงส่งขึ้น จากนั้นก็ค่อยๆเดินไปสู่ตำแหน่งที่อยู่ใต้คนผู้เดียว แล้วเด็กตัวแสบที่รู้จักแต่ยั่วโทสะทั้งวัน คู่ควรให้เขาต้องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้หรือ ?
ถ้าเป็นตัวเขาในชาติก่อนจะต้องเลือกปล่อยมือนางโดยไม่เสียดายแม้แต่น้อย หรือแม้แต่แววตาแห่งความเห็นใจก็ไม่มีให้นางด้วย หากเป็นตัวเขาในชาติก่อน ตอนที่นางตกสู่ก้นเหว เขาไม่มีทางเอื้อมมือไปช่วยแน่ !
แต่ว่า…เขาโดนสิ่งใดเข้าสิงหรือไม่ ? เหตุใดตอนที่ตนกำลังจะถูกลากลงไปก็ยังจับมือนางไม่ยอมปล่อย ? เหตุใดพอคิดว่านางตกเหวโดยไร้ความช่วยเหลือ หัวใจของเขาก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา ?
“เสี่ยวเว่ย อดทนต่ออีกหน่อย ไม่แน่ว่าอาจมีคนเดินผ่านมา…บางทีหลีชิงอาจจะมา…เจ้าอย่าได้พูดเช่นนั้นจนกว่าถึงอึดใจสุดท้าย ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ อย่ายอมแพ้ ตกลงหรือไม่ ?” เจียงโม่หานเริ่มรู้สึกว่ามือของตนไม่ใช่ของตนอีกต่อไป แขนก็ค่อยๆหมดแรงแต่ยังกัดฟันแน่นและจับข้อมือของหลินเว่ยเว่ยไว้
“เจียงโม่หาน ข้าชอบเวลาโดนเจ้าเรียกว่าเสี่ยวเว่ยและนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ยิน !” หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมทอดถอนใจ
เจียงโม่หานจึงรีบพูดว่า “จะเป็นครั้งสุดท้ายได้อย่างไร รอให้เจ้าขึ้นมาก่อน ข้าจะเรียกเจ้ากี่ครั้งก็ได้ ! เสี่ยวเว่ย เสี่ยวเว่ย เสี่ยวเว่ย…จับมือข้าไว้ !”
“เจียงโม่หาน ไม่มีประโยชน์หรอก ! ที่นี่เป็นยอดเขาห่างไกลผู้คน จะมีคนผ่านมาเห็นได้อย่างไร ? วันนี้หลีชิงไปส่งสินค้าที่เขตเริ่นอันตั้งแต่เช้าแล้ว เจ้าลืมหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยทำลายความหวังในใจของเจียงโม่หาน
ทันใดนั้นเสียงของหลินเว่ยเว่ยก็แปรเปลี่ยนเป็นเล็กแหลม “รีบปล่อยมือ เจ้าจะตกลงมาแล้ว !”
เสียงของนางเพิ่งเงียบลง บริเวณเอวของเจียงโม่หานก็หลุดออกจากขอบหน้าผา เวลานี้ถ้าเขาปล่อยมือของหลินเว่ยเว่ยแล้วคว้าวัชพืชที่อยู่ริมหน้าผาเอาไว้ บางทีเขาอาจยังมีโอกาสได้กลับขึ้นไป แต่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว มือที่จับหลินเว่ยเว่ยก็ยิ่งแน่นกว่าเดิม !
“เจียงโม่หาน เจ้าโง่ !” หลินเว่ยเว่ยจ้องบัณฑิตหนุ่ม เขาจะตกหน้าผาไปกับนาง ทำให้นางต้องตวาดใส่เขา
เจียงโม่หานขยับริมฝีปาก ดูเหมือนว่าเขากำลังพูดบางสิ่งบางอย่างแต่ก็โดนลมภูเขาพัดปลิวไป
เนื่องจากเจียงโม่หานเป็นผู้ชาย น้ำหนักของเขาจึงมากกว่าหลินเว่ยเว่ยเล็กน้อย ความเร็วในการร่วงลงมาจึงมีมากกว่า ในเวลานี้หลินเว่ยเว่ยคว้ามือเรียวยาวของเขาไว้ เมื่อสูดหายใจเข้าลึก นางก็ไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางใช้มืออีกข้างหนึ่งคว้าโอกาสที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเอื้อมไปจับ ใช้แขนหรือใช้ข้อศอกดันตามหน้าผา…นางพยายามใช้ทุกวิถีทางเพื่อลดความเร็วการตกของทั้งสองคนหรือหาโอกาสรอดเท่าที่ทำได้
ผ่านไปไม่นาน มือ แขนและข้อศอกก็เต็มไปด้วยเลือด เหมือนว่านางไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดและยังหาทางรอดแบบไม่ยอมแพ้ เพราะเวลานี้ในมือนางไม่ได้มีเพียงชีวิตของตนเท่านั้นแต่ยังกุมชะตาชีวิตของบัณฑิตหนุ่มไว้ด้วย
โชคดีที่ตกมาได้ไม่กี่สิบหมี่ มือของนางก็คว้าเข้ากับต้นสนเก่าแก่ซึ่งงอกออกจากข้างหน้าผา ทำให้ร่างของทั้งสองหยุดลง ณ ตรงนั้น แต่ในขณะเดียวกันกิ่งสนก็แทงเข้าไปในเนื้อของนางด้วย เลือดจึงค่อยๆไหลย้อมแขนเสื้อของนาง
ดวงตาที่ชอบโค้งมนเหมือนเสี้ยวพระจันทร์บัดนี้กลายเป็นดวงตาผลชิงกลมโตเพื่อค้นหาไปตามหน้าผา ทันใดนั้นใบหน้าของนางก็มีรอยยิ้มผุดขึ้นเล็กน้อย นางก้มหน้าลงพร้อมสบตากับดวงตาที่สว่างไสวเหมือนดวงดาวและแสงจันทร์
“มีสติอยู่หรือ ? ดีมาก !” ระหว่างที่ร่วงลงมาบัณฑิตหนุ่มไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย หลินเว่ยเว่ยจึงเข้าใจผิดว่าเขาหมดสติไปแล้ว ในเมื่อมีสติอยู่ก็จัดการง่าย “เจ้าเห็นก้อนหินใหญ่ที่ยื่นออกมาทางนั้นหรือไม่ ? เจ้าไปยืนบนหินก้อนนั้นแล้วเอื้อมมือจับกิ่งไม้ด้านข้างเอาไว้ เข้าใจหรือเปล่า ?”
“เข้าใจ !” เจียงโม่หานเงยหน้ามองมือซ้ายที่เปื้อนเลือดของหลินเว่ยเว่ยและพยักหน้าให้นาง
“ต้นสนนี้รับน้ำหนักได้ไม่นาน ถ้าไม่สำเร็จก็ยอมรับชะตากรรม ! บัณฑิตน้อย เจ้ากลัวหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยยกยิ้มมุมปากแล้วถามอย่างติดตลก
เจียงโม่หานเหลือบมองอีกฝ่าย นี่คือเวลาอะไร ยังจะล้อเล่นอีก ! เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เจ้ายังไม่กลัว แล้วข้าจะกลัวอันใด ?”
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ออกแรงที่มือซ้ายเพื่อแกว่งตัวเจียงโม่หานกลางอากาศราวกับเล่นชิงช้า
“เล็งได้ที่แล้ว ไป !” ขณะพูดหลินเว่ยเว่ยก็ปล่อยมือจากเจียงโม่หานที่แกว่งเป็นลูกตุ้มกลางอากาศแล้วตัวเขาก็ตกไปบนก้อนหินที่หลินเว่ยเว่ยเล็งไว้จริง
เขารีบคว้าจับต้นไม้ตายที่อยู่ด้านข้าง เมื่อปรับตัวได้แล้วเขาก็หันมามองหลินเว่ยเว่ย ทว่าสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปแล้วรีบตะโกนมาทางหลินเว่ยเว่ยว่า “เร็ว รีบกระโดดมาเร็ว !”
เศษหินเหนือศีรษะเข้าดวงตาของหลินเว่ยเว่ย แต่นางไม่มีเวลาปัดออกเพราะรู้ว่ารากที่ยึดกับหน้าผาของต้นสนเริ่มหลุดออกแล้ว นางจึงหลับตาและกระโจนไปทางบัณฑิตหนุ่มอย่างเด็ดเดี่ยว…
โชคดีที่นางคำนวณระยะทางได้ดี เท้าของนางเหยียบลงพื้นแต่เหมือนสายลมคิดเป็นศัตรูกับนาง เมื่อร่างกายไม่สมดุล สายลมก็เหมือนความซวยซ้ำซวยซ้อน มือของหลินเว่ยเว่ยกวัดแกว่ง หลังจากนั้นก็เอนไปยังพื้นและล้มลงในที่สุด
ทันใดนั้นเอวของนางก็ถูกกระชากและทั้งกายก็จมเข้าสู่อ้อมกอดแสนอบอุ่นพร้อมลมหายใจที่เย็นเยือก นางกอดตอบตามสัญชาตญาณ ทั้งสองคนแนบชิดเข้าด้วยกัน กอดอย่างไร้ระยะห่าง…
ทั้งสองชาติสองภพ นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเว่ยเว่ยได้ใกล้ชิดกับผู้ชายมากขนาดนี้ ใบหน้าของนางจึงร้อนเหมือนไข่ทอดใหม่ ร่างกายบิดไปมา มือก็อยากจะผละออกเช่นเดียวกัน
ตอนที่ 215: อย่าแตะต้อง
“อย่าขยับ !” มือใหญ่โอบเอวของนางแน่นกว่าเดิม
หลินเว่ยเว่ยเชื่อฟังจึงไม่ขยับตัวอีก ไม่รู้ว่าหัวใจของใครเต้นแรงกว่ากัน ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก…
ในสถานการณ์ที่หลินเว่ยเว่ยมองไม่เห็น ใบหูของเจียงโม่หานก็แดงเหมือนสีเลือดไปแล้ว เขาก้มหน้ามองเด็กสาวในอ้อมกอด ยากนักที่เด็กตัวแสบจะเชื่อฟังเช่นนี้
เมื่อเห็นใบหน้ามอมแมมและดวงตาที่หรี่จนใกล้จะปิดของหลินเว่ยเว่ยนั้น เขาก็ตกใจ หรือว่าดวงตาของนางจะได้รับบาดเจ็บ ? สวรรค์โปรดคุ้มครอง จะให้ดวงตาเปื้อนยิ้มคู่นี้เป็นอันใดไม่ได้ !
“ตาเป็นอย่างไรบ้าง ?” เจียงโม่หานถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หลินเว่ยเว่ยออกแรงกะพริบตา ความรู้สึกระคายเคืองที่ดวงตาทำให้นางรู้สึกไม่สบายมาก “มีเศษบางอย่างเข้าตา เจ้ารีบเป่าออกให้หน่อย !”
“ได้ เจ้ากอดข้าให้แน่น !”
หลินเว่ยเว่ยทำตามอย่างว่าง่าย มือทั้งสองข้างกอดเอวเจียงโม่หานไว้ คิคิ เอวบัณฑิตน้อยบางมาก หืม ? ไม่ได้บางเป็นเนื้อนุ่มแต่เขามีกล้ามหน้าท้องด้วย เจ้าเอวเล็กๆนี้กำลังพอดี สัมผัสแล้วรู้สึกดีมาก เหมาะเอาไว้สำหรับกอด…
“อย่าแตะต้อง !” เจียงโม่หานตีมือเล็กๆที่อยู่ไม่สุขของนาง
ต่อจากนั้นเจียงโม่หานก็ละมือข้างหนึ่งออกจากเอวของนางแล้วจับคางหลินเว่ยเว่ยเอาไว้ เขาเชยคางนางขึ้นมา ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันเกินไป แม้หลินเว่ยเว่ยหลับตาอยู่ก็สัมผัสได้ถึงจมูกที่แทบจะชนหน้าผากของตนและลมอุ่นร้อนที่เป่ามาบริเวณใบหน้า…
นางจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์ในเวลานี้ คนหนึ่งเงยหน้า อีกคนก้มหน้า นี่ไม่เหมือนคนกำลังจะจุมพิตกันหรือ ? ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็จงใจทำปากเป็นรูปปากเป็ดตัวน้อย
เจียงโม่หานกลอกตาอย่างหมดความอดทน…ไม่ก่อเรื่องสักครั้งจะตายหรือไร ?
เขาเปิดเปลือกตาของ ‘เจ้าเป็ดน้อย’ ขึ้นแล้วเป่าแรงๆ “ลองดูว่าลืมตาได้หรือยัง ?”
“ยังไม่ได้ ! เจ้าไม่ต้องเป่าแล้ว ใช้แขนเสื้อเช็ดก็พอ” เหมือนหลินเว่ยเว่ยจะเคยอ่านเจอว่าการเป่าตาไม่ใช่วิธีทางวิทยาศาสตร์
เจียงโม่หานมองแขนเสื้อของตน จากนั้นก็ดึงผ้าซับในออกมาแล้วช่วยเช็ดตาอีกฝ่ายอย่างเบามือ ท่าทางที่ตั้งใจและระมัดระวังเช่นนี้เหมือนเขากำลังอยู่กับสมบัติอันล้ำค่าที่รักมากชิ้นหนึ่งในอดีตชาติ
“ลองลืมตาว่าหายหรือยัง ?” เจียงโม่หานไม่ได้สังเกตว่าเสียงของตนเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนมาก
หลินเว่ยเว่ยกะพริบตาสีแดงอ่อน จากนั้นก็พยายามบีบน้ำตาสองสามหยดเพื่อไล่เศษฝุ่นผงแล้วพยักหน้า “หายแล้ว…”
อ๋า ! ทั้งสองอยู่ใกล้กันเกินไป แค่พยักหน้าเล็กน้อย คิ้วของนางก็แตะโดนริมฝีปากอีกฝ่ายแล้ว อุ่นๆนุ่มๆชุ่มๆ เหมือน…พุดดิ้งนุ่มนิ่มแสนอร่อย อยากลองกินสักคำจะทำอย่างไรดี ?
หลินเว่ยเว่ยเงยหน้าพลางจ้องริมฝีปากที่ใกล้เพียงเอื้อมมือของบัณฑิตน้อยเขม็ง อาจเพราะแววตาของนางดูใจกล้าเกินเหตุ ใบหูของเจียงโม่หานจึงค่อยๆถูกย้อมด้วยสีดอกกุหลาบอีกครั้ง
“หืม ? บัณฑิตน้อย เจ้าตัวสูงกว่าข้าตั้งแต่เมื่อใด ?” พอทั้งสองคนได้มาแนบชิดกัน หลินเว่ยเว่ยจึงได้พบว่าเจียงโม่หานที่เคยสูงเท่าศีรษะของนาง บัดนี้สูงกว่านางประมาณ4-5หลีหมี่แล้ว
เจียงโม่หานค่อยๆยกมุมปากขึ้น อารมณ์ก็เหมือนจะดีใช้ได้ “ข้าเป็นผู้ชาย ถ้าไม่สูงขึ้นสิแปลก”
ความสูงในชาติที่แล้วของเขามีมากกว่าเด็กน้อยในอ้อมกอดถึงครึ่งศีรษะแน่นอน ขอสันนิษฐานว่าเด็กตัวแสบจะไม่สูงไปกว่านี้อีก เจ้าดูตัวเองเถิด จะตัวสูงไปเพื่อเหตุใด ? เวลาที่ตัดเสื้อผ้าก็ใช้ผ้ามากกว่าคนอื่นตั้งเยอะ ! เบาๆหน่อยเถิด เหลือทางไว้ให้ผู้ชายบ้าง
เด็กน้อยในอ้อมกอดเริ่มขยับตัว เขาจึงรีบกลับไปกอดเอวเรียวบางของนางให้แน่นเหมือนเดิม ตั้งแต่นางกลับมามีสติจนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปแค่ครึ่งปีเท่านั้น ร่างกายที่เคยอวบอิ่มกลายเป็นผอมบางภายใต้เสียงกรีดร้องจะลดน้ำหนักของนางอยู่เลย
มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นทั้งตัว ! ใบหน้าที่เคยอ้วนกลมเปลี่ยนเป็นใบหน้ารูปไข่แสนน่ารัก ขาที่เคยอวบแน่น ตอนนี้เป็นขาเรียวยาวและยังดูสวยขึ้นอีกด้วย ดวงตาโค้งมนดั่งเสี้ยวพระจันทร์ ปากเล็กดูดี ถ้ามองให้ดีแล้ว…ถือว่าน่ามองมาก !
“อะแฮ่ม !” เจียงโม่หานกระแอมในลำคอพร้อมละสายตาออกจากใบหน้าเด็กตัวน้อย แต่เขาเห็นมือและแขนซ้ายที่เปื้อนเลือดของนางแทน มือขาวเนียนเต็มไปด้วยบาดแผล เล็บถึงขั้นหลุดสองนิ้วและเลือดกำลังไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง บริเวณแขนมีกิ่งสนหักคาเนื้อ…แค่เห็นยังเจ็บแทน !
เขาฉีกเสื้อตัวในออกมาแล้วห่อแขนของนางเหมือนห่อบ๊ะจ่าง ขณะเดียวกันก็อยากลองดึงกิ่งสนที่แขนของนางออก ทว่าก็กลัวนางเจ็บจนทนไม่ไหว
หลินเว่ยเว่ยมองตามสายตาของเขาแล้วรีบดึงกิ่งสนออกมาด้วยมือขวา โชคดีที่กิ่งสนแทงเข้าไม่ลึกจึงไม่บาดเจ็บถึงเส้นเอ็น
เจียงโม่หานตกตะลึงจนพูดไม่ออก
เด็กคนนี้ไม่รู้จักคำว่าเจ็บบ้างหรือ ?
จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็นำกระบอกน้ำออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณแล้วยื่นให้บัณฑิตหนุ่ม “ช่วยข้าล้างแผลหน่อย”
หืม ? เมื่อครู่มีกระบอกน้ำอยู่ด้วยตลอดหรือ ? เหตุใดเขาจึงไม่สังเกตเห็น ? หรือเพราะเป็นห่วงนางเกินไปจึงเอาแต่สนใจตัวนางจนละเลยเจ้าสิ่งนี้ ? ทว่าเหตุใดตอนที่ร่วงลงมา เจ้านี่ไม่ร่วงมาด้วย ?
ทว่าเจ้ากระบอกน้ำนี้มีประโยชน์พอดี เจียงโม่หานรีบรับมาล้างแผลให้หลินเว่ยเว่ย จากนั้นก็พันแผลใหม่อีกครั้งแล้วยื่นกระบอกน้ำไปที่ปากของนาง “ดื่มสิ…ตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี ?”
“ทำอย่างไรหรือ ? สวดภาวนาน่ะสิ !” หลินเว่ยเว่ยเปลี่ยนจุดศูนย์ถ่วงของเท้าใหม่ ร่างกายเอนไปด้านหน้ามากขึ้น ทำให้บัณฑิตหนุ่มถูกเบียดกับหน้าผา…นี่มันเป็นการต้อนเข้ามุมที่ไม่สมเหตุสมผลเสียจริง !
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเล่น ต้องคิดหาวิธีสักอย่างสิ !” เจียงโม่หานเงยหน้ามองข้างบน หน้าผาทอดยาวสุดสายตา ไม่มีสิ่งใดให้เหยียบเพื่อปีน ถ้าอยากปีนขึ้นไปก็แทบไม่มีโอกาสเลย
“เจ้าฉลาดถึงเพียงนี้ เรื่องใช้สมองต้องยกให้เจ้าอยู่แล้ว !” หลินเว่ยเว่ยลองดึงเส้นหวายเพื่อทดสอบความยืดหยุ่น จากนั้นก็เอามาพันรอบเอวของทั้งสองคนและมัดหวายไว้กับซากต้นไม้ตายต้นหนึ่ง…บัดนี้ซากต้นไม้ยังดูค่อนข้างแข็งแรงอยู่
เอาล่ะ สามารถปล่อยมือเพื่อไปทำเรื่องอื่นได้แล้ว เช่น…ลวนลามบัณฑิตน้อย ?
เจียงโม่หานตีมือเล็กที่ยื่นมาจิ้มแก้มของตน “หากปีนขึ้นไปคงหมดหวัง เช่นนั้นลองมองข้างล่างว่าจะพอปีนลงได้หรือไม่ !” ดวงตาของเขาหยุดอยู่ที่หวายระหว่างเอวของทั้งสองคน
หลินเว่ยเว่ยพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ภูเขาลูกนี้พวกเราใช้เวลาถึง2ชั่วยามกว่าจะปีนขึ้นมาถึงยอด หน้าผาในแนวตั้งอย่างน้อยก็น่าจะประมาณหลายร้อยหมี่ เจ้าหน้าผานี้เหมือนงานศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นมา ยากที่จะหาของให้เหยียบปีน อาศัยแค่หวายย่อมไม่อาจรับรองได้ว่าเราจะไม่ตกไปด้านล่าง !”
เจียงโม่หานถอนหายใจ ขึ้นก็ไม่ได้ ลงก็ไม่ได้ หรือจะปล่อยให้ว่าที่เสาหลักของราชสำนักอย่างเขามาติดอยู่ตรงหน้าผาไปจนตาย ?
“เฮอะ ! เจ้าก็กล้าคุยโว ! เสาหลักของราชสำนัก ? เจ้ามั่นใจหรือว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ ? เจ้าต้องรู้ไว้ว่าทุกสามปีทางราชสำนักจะไม่ขาดแคลนจอหงวน !” ปรากฏว่านางพูดกับ ‘ความคิด’ ของเขาได้เสียอย่างนั้น
“หรือเจ้าไม่รู้ว่าข้าจะได้นั่งตำแหน่งที่อยู่ใต้คนผู้เดียวทว่าอยู่เหนือคนนับหมื่นสำเร็จ ?” เจียงโม่หานย้อนถามอย่างติดตลก
ตอนที่ 216: ไม่หมั้นกับข้าแล้วจะหมั้นกับผู้ใด ?
ตอนแรกเจียงโม่หานยังสงสัยว่าหลินเว่ยเว่ยจะกลับชาติมาเกิดเหมือนตนและเข้าใจผิดว่านางใกล้ชิดตนเพราะล่วงรู้ตำแหน่งและอำนาจในอนาคตของเขามาก่อน ทว่าพอรู้จักกันนานเข้าจึงได้รู้ว่านางมีนิสัยเช่นนี้อยู่แล้ว !
“ข้าควรรู้สิ่งใด ? เอาเถิด ข้าจะลองคิดดู…บัณฑิตน้อย เจ้าฝันกลางวันอยู่หรือ !” หลินเว่ยเว่ยยังเอื้อมมือไปสัมผัสหน้าผากของเขา…ไม่ได้เป็นไข้ใช่หรือไม่ !
เป็นอย่างที่คิดว่าเด็กคนนี้ไม่รู้เรื่องราวในอดีตชาติ แต่อย่างไรนางก็ต้องมีที่มาที่ไปเช่นกัน ตอนนี้เขาไม่อยากซักไซ้ ก็ใครใช้ให้เขา…ตกอยู่ในมือเด็กตัวแสบเล่า !
ก่อนที่จะตกหน้าผา มือของเขาก็ยังจับมือนางไว้แน่น…แม้ไม่อยากยอมรับ แต่เขาก็รู้ดีแก่ใจว่าเด็กตัวแสบที่ไม่มีข้อดีอยู่กับตัวคนนี้ได้เข้าไปหยั่งรากลึกในหัวใจเขาแล้ว
คาดไม่ถึงว่าตำแหน่งฮูหยินของโฉวฝู่ในอนาคตจะเป็นเด็กป่าเถื่อนนิสัยหยาบคายและตรงไปตรงมาคนนี้ ! เขาต้องโดนเหล่าผู้ทรงอำนาจในเมืองหลวงหัวเราะเยาะแน่นอน !
ทว่าโฉวฝู่อย่างเขาเป็นผู้ปกป้องครอบครัวได้ดีที่สุด สามารถหัวเราะเยาะเขาได้แต่จะหัวเราะเยาะฮูหยินของเขาไม่ได้เด็ดขาด ! เด็กตัวแสบมีจิตใจบอบบาง ถ้าเขาไม่ปกป้องไว้หน่อยก็จะโดนสตรีสูงศักดิ์เหล่านั้นรังแกจนตาย
หืม ? ดูเหมือนว่าเขาจะคิดไปไกลโข สถานการณ์ของตนในเวลานี้ยังจะมีโอกาสได้เป็นโฉวฝู่หรือไม่ยังไม่ทราบ ! อีกอย่างตอนนี้ทั้งสองคนยังไม่ทลายกำแพงที่กั้นระหว่างกันออกเลย !
ไม่ได้การ แม้วันนี้ทั้งสองจะไม่รอด ทว่าก็แค่ตายเท่านั้น ก่อนตายจะต้องคุยเรื่องความสัมพันธ์ให้ชัดเจนเสียก่อน เจียงโม่หานวางมือที่เอวหลินเว่ยเว่ยแล้วค่อยๆออกแรงทำให้ทั้งสองคนอยู่แนบชิดกันมากกว่าเดิม
หลินเว่ยเว่ยรู้สึกได้ว่าเนินหน้าอกอันนุ่มนิ่มชนิดสาวน้อยแรกรุ่นของตนถูกเบียดจนรู้สึกเจ็บเล็กน้อย นางจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “บัณฑิตน้อย อย่าออกแรงเยอะเช่นนี้สิ เราไม่ตกไปหรอก !”
“ข้าสละชีวิตช่วยเจ้าไว้ เจ้าไม่มีสิ่งใดจะพูดหน่อยหรือ ?” เจียงโม่หานมองไปที่นางพร้อมคำใบ้ในประโยคคำถาม
“มี !” หลินเว่ยเว่ยมองแล้วทันใดนั้นนางก็เอื้อมมือไปดึงแก้มอีกฝ่าย “ดูเจ้าสิ โง่ใช่หรือไม่ ? เหตุใดไม่รู้จักปล่อยมือ ? ตายคนเดียวดีกว่าตายสองคน เจ้าโง่เอ๊ย ข้าจะชี้แนวทางการใช้ชีวิตให้เจ้าว่าเวลาที่ควรปล่อยมือก็ต้องปล่อย !”
“ไม่ว่าสิ่งใดข้าก็ยอมปล่อยได้ !” มีเพียงเจ้าคนเดียวที่ปล่อยไม่ได้ ! ! ดวงตาของเจียงโม่หานจับจ้องไปที่ใบหน้าของหลินเว่ยเว่ย
หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจ “ข้ารู้ว่าเจ้าใจอ่อน ทนเห็นชีวิตใครคนหนึ่งสูญสลายไม่ได้ แต่เจ้าจะสละชีวิตไปพร้อมกันไม่ได้ ! นี่ไม่เรียกว่าจิตใจดีแต่เรียกว่าโง่ต่างหาก”
ใจอ่อน ? จิตใจดี ? โฉวฝู่ที่โดนขุนนางในราชสำนักเห็นเป็นปิศาจเลือดเย็นในชาติที่แล้วสามารถใจอ่อนและมีจิตใจดีได้หรือ ? ตลกสิ้นดี !
เจียงโม่หานจ้องนางด้วยแววตาหนักแน่น เด็กคนนี้มีดวงตาที่ใสยิ่งกว่าน้ำในหุบเขา เวลาปกติชอบยิ้มหัวเราะสนุกสนานจนทำให้กลายเป็นเสี้ยวพระจันทร์น่ารัก ยามที่หันมามองแล้วความแวววาวในดวงตาก็เผยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ใบหน้าที่แสนธรรมดาเปลี่ยนไปจนทำให้ผู้คนหวั่นไหว
“ไม่ได้มีคำโบราณกล่าวไว้ว่าบุญคุณช่วยชีวิตมีเพียงใช้ร่างกายตอบแทน เจ้าคิดว่าอย่างไร ?” เจียงโม่หานเห็นว่าคำใบ้ของตนไม่ประสบความสำเร็จจึงเปลี่ยนมาเป็นพูดตรงๆ…เร็ว โอกาสของเจ้ามาถึงแล้ว พลาดโอกาสนี้ก็จะไม่มีอีกเป็นครั้งที่สอง
หลินเว่ยเว่ยตาโตแล้วทำท่าทางเหลือเชื่อ “บัณฑิตน้อย เจ้าอ่านตำรามากไปหรือ ? เจ้ากลายเป็นคนหัวโบราณตั้งแต่เมื่อใด ?”
“บุญคุณช่วยชีวิตก็มีแล้ว กายแนบกายก็เกิดแล้ว ! เจ้าไม่หมั้นกับข้าแล้วจะหมั้นกับผู้ใด ?” เจียงโม่หานขมวดคิ้ว…ทำไมหรือ ? คิดใช้กลยุทธ์แสร้งปล่อยมือเพื่อจับใช่หรือไม่ ?
“บุญคุณช่วยชีวิต ?” หลินเว่ยเว่ยก้มหน้ามองสถานการณ์ของทั้งสองคน…เขาไม่เป็นตัวถ่วงก็ถือว่าดีแล้ว จะเอาบุญคุณช่วยชีวิตมาจากไหน เอาเถิด แม้เขาสละชีวิตช่วยไว้ แต่เมื่อก่อนนางก็เคยช่วยเขานี่ ถือว่าเสมอกัน !
ส่วนประเด็นกายแนบกายนี้…ยังมีเสื้อผ้ากั้นอยู่ไม่ใช่หรือ ? บัณฑิตน้อย เมื่อก่อนเจ้าเห็นข้าเป็นกอเอี๊ยะหนังสุนัขที่อยากแกะออกแทบตายไม่ใช่หรือ ? เหตุใดวันนี้อยากให้นางใช้ร่างกายตอบแทน ? หรือไม่อยากเดินบนถนนหวงฉวนคนเดียวจึงอยากลากนางไปอยู่เป็นเพื่อนด้วย ?
เจียงโม่หานไม่ชอบท่าทีของนาง หมายความว่าอย่างไร ! เมื่อก่อนคนที่เข้ามาเกาะแกะเขาโดยไร้ยางอายไม่ใช่นางหรอกหรือ คนที่อยากจะลงมือลวนลามเขาก็เป็นนางไม่ใช่หรือ ? แล้วตอนนี้เขาให้นางได้สมปรารถนา นางกลับเล่นตัว เฮ้อ ! สตรีหนอสตรี !
โอ้ ! เขาโมโหอีกแล้ว ! ช่างเป็นบุรุษที่เอาใจยากเสียจริง !
ทั้งสองกอดกันอยู่อย่างนั้น เจ้ากอดข้า ข้ากอดเจ้า หากไม่ได้อยู่บนหน้าผาแห่งนี้ก็คง ‘โรแมนติก’ ไม่น้อย ! อาทิตย์ค่อยๆขึ้นมาจนถึงเหนือศีรษะแล้วมันก็ค่อยๆลาลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก
ตอนที่พวกนางออกจากหมู่บ้านได้นำอาหารติดตัวมาด้วย ดังนั้นการไม่กลับบ้านตอนกลางวัน คนในครอบครัวย่อมไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ เฮ้อ ! ไม่รู้ว่าเมื่อใดคนในบ้านจึงจะสังเกตเห็นความผิดปกติแล้วขึ้นเขามาตามหา ?
“บัณฑิตน้อย เหนื่อยหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยเช็ดเหงื่อบนใบหน้าของตนด้วยเสื้อของบัณฑิตหนุ่ม จากนั้นก็หาหัวข้อสนทนาเรื่อยเปื่อย
เจียงโม่หานเข้าใจผิดว่านางยืนจนเมื่อยแล้วจึงออกแรงประคองเอวบางให้ยกขึ้น “อย่าคิดเปลี่ยนเรื่อง พูดแค่ว่าเจ้าจะยอมหมั้นกับข้าหรือไม่ !”
“เจ้า…พูดจริงหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยมองหน้าเขาอย่างจริงจัง แต่ในใจมีใบหน้าของแฟนคลับตัวน้อยโผล่ขึ้นมา…ว้าว ! หล่อจัง ! ดูดีมาก ! เป็นชายในอุดมคติมากเลย !
เจียงโม่หานพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ใครจะเอาเรื่องเช่นนี้มาพูดเล่น ?”
“ไม่ใช่สิ…” หลินเว่ยเว่ยพูดติดขัด “เหตุใด…จู่ๆ เจ้าก็…”
นางหยุดพูดเพื่อเรียบเรียงความคิด จากนั้นก็เงยหน้ามองบัณฑิตหนุ่มแล้วเอ่ยในสิ่งที่ตนคิด “แม้ว่า…ข้าจะหลงใหลในความงามของเจ้า แต่…เราสองคนแตกต่างกันเกินไป เจ้าน่ะ เป็นหิมะขาวท่ามกลางแสงอรุณในฤดูใบไม้ผลิ แต่ข้าเป็นคนธรรมดาเดินดิน เจ้ามีสายลม บุปผา หิมะและจันทราของตน ส่วนข้ามีเพียงฟืน ข้าว น้ำมันและเกลือเท่านั้น !”
เมื่อเห็นว่าเขาคิดค้าน นางก็ยังกล่าวต่อ “เป้าหมายของเจ้าคือการสอบซิ่วไฉ สอบจอหงวน ลองคิดว่าหากให้เพื่อนร่วมงานรู้ว่าเจ้ามีภรรยาเป็นสาวบ้านนอกไม่รู้หนังสือจะน่าอายมาก !”
“เจ้าอายุยังน้อย ตอนสอบติดจอหงวนก็คงสวมกวานแล้ว ได้ยินว่าพวกคนมีอำนาจในเมืองหลวงหรือพวกเชื้อพระวงศ์ชอบจับลูกหลานคลุมถุงชน พอถึงเวลานั้นด้วยรูปร่างหน้าตาของเจ้าต้องทำให้สาวงามในเมืองหลวงหลงใหลแล้ว ให้เจ้าเลือกได้จนตาพร่ามัวไปเลย ! หากหมั้นตอนนี้ข้ารู้สึกเสียดายแทนเจ้า ขาดทุนเกินไป !
“ยิ่งไปกว่านั้น บรรดานักปราชญ์ทั้งหลายให้ความสำคัญแก่ความสง่างามมากที่สุด ไหนจะสาวงามที่คอยปรนนิบัติ ฉินเซ่อสอดประสานนั่นอีก” หลินเว่ยเว่ยไม่รู้ว่าเขากำลังมีความรู้สึกอย่างไร
ชายในอุดมคติคิดจะบินลงมาแต่งกับนาง นี่เป็นเรื่องที่เด็กสาวได้แต่ร้องขอแล้วเหตุใดนางจึงโง่ผลักไสออกไป ? ทว่าเมื่อวิเคราะห์มาจนถึงอึดใจสุดท้ายแล้ว นางรู้สึกไม่ปลอดภัย…หากได้รับแล้วค่อยสูญเสีย ถ้าเป็นเช่นนั้นสู้ไม่หวังตั้งแต่ต้นยังจะดีกว่า !
เจียงโม่หานเผยให้เห็นรอยยิ้มแต่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาเล็กน้อย “โอ้ ! รู้เยอะใช่ย่อย ‘หิมะขาวท่ามกลางแสงอรุณในฤดูใบไม้ผลิ’ ‘คนธรรมดาเดินดิน’ ‘สายลม บุปผา หิมะและจันทรา’ ‘สาวงามคอยปรนนิบัติ’ ‘ฉินเซ่อสอดประสาน’ ! เสแสร้ง เจ้าเสแสร้งต่อไปสิ ! คิดว่าคำพูดเหล่านี้สาวชาวบ้านไม่รู้หนังสือคนหนึ่งจะพูดออกมาได้หรือ ?”
[1] ถนนหวงฉวน ในวัฒนธรรมจีนหมายถึงสถานที่ที่ผู้คนอาศัยอยู่หลังความตาย
[2] ฉินเซ่อสอดประสาน หมายถึง คู่สามีภรรยาที่รักกันอย่างลึกซึ้ง
ตอนที่ 217: ตัวแปรสำคัญที่สุดในชีวิต
“ข้า…ข้าพูดออกไปแล้ว เจ้าจะทำอันใดข้าได้ ?” หลินเว่ยเว่ยทำหน้าทะเล้นใส่อีกฝ่ายราวกับว่า ‘เจ้าจะทำอันใดข้า’
“ใช่ ทำอันใดเจ้าไม่ได้ ! ทว่าเวลายังอีกยาวไกล ข้ามีเวลากับเจ้าชั่วชีวิต ! เจ้าเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในชีวิตนี้ของข้า จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องมัดไว้ข้างกายและเฝ้าสังเกตตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นข้าจะสบายใจได้อย่างไร ?” ถ้อยคำของเจียงโม่หานแฝงความขุ่นเคืองเล็กน้อย เห็นอยู่ชัดๆว่าใจเขาไม่ได้ขุ่นเคือง…เฮ้อ สมควรตายเหลือเกินเจ้าศักดิ์ศรีนี้ !
“ตัวแปรสำคัญ ? ข้าเป็นแค่เด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง นายท่านโปรดอย่าถือสา !” หลินเว่ยเว่ยหดหู่อย่างมาก เดิมทีนางก็เป็นคนเสแสร้งไม่เก่งอยู่แล้ว ยิ่งอยู่ต่อหน้าบุรุษรูปงามย่อมมีจุดอ่อนเป็นธรรมดา บัณฑิตหนุ่มฉลาดถึงเพียงนี้จะไม่สังเกตเห็นได้อย่างไร ? แต่ไม่ทราบว่าเขาล่วงรู้ความลับของนางมากเท่าใดแล้ว…
“พอเถิด ข้าไม่พูดเรื่องพวกนี้กับเจ้าแล้ว ! ถ้าคราวนี้พวกเรามีชีวิตรอดกลับไป ข้าจะให้ท่านแม่ไปสู่ขอ เจ้ารอกลายเป็นภรรยาบัณฑิตถงเซิงได้เลย !” เจียงโม่หานเห็นคำปฏิเสธของนางเป็นความอายจนลามไปกลายเป็นโมโห…เขาไม่เชื่อว่านางไม่อยากแต่งกับตน
“สะ…สู่ขอ? ปะ…ประเดี๋ยวก่อน! เจ้าอายุสิบห้า ส่วนข้าอายุสิบสี่ ตอนนี้แต่งงานกันจะไม่เร็วไปหน่อยหรือ? ไม่ถูกสิ ข้าหมายความว่าข้าเป็นฝ่ายหญิง ความเห็นของข้าต่างหากถึงจะสำคัญ การแต่งงานแบบคลุมถุงชนนี้ไม่ยอมรับเด็ดขาด!” หลินเว่ยเว่ยโดนจู่โจมจนเริ่มไปไม่เป็น
บัณฑิตน้อย ความคิดของเจ้าหลุดโลกไปหน่อย นางเริ่มเดาทางเขาไม่ถูกแล้ว บัณฑิตน้อยผู้เย่อหยิ่งและเย็นชาน่าจะไม่ชอบคนติดดินเช่นนาง เหตุใดจึงเอาแต่ร้องจะแต่ง…กับนางให้ได้ ? คงไม่ใช่เพราะ…โดนวิญญาณร้ายในหุบเขาสิงร่างกระมัง ? หรือศีรษะไปกระแทกเข้ากับสิ่งใด ?
นางเอามือที่โดนห่อเหมือนบ๊ะจ่างไปคลำศีรษะของอีกฝ่าย
เจียงโม่หานมองมือที่อยู่ไม่สุขของนางด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย แต่ก็กำลังภูมิใจ…เป็นอย่างไรบ้าง? ดีใจมากเลยสิท่า พูดไม่ออกแล้วหรือ? ขนาดยังไม่ได้หมั้นหมายกันก็เริ่มจับโน่นจับนี่แล้ว ไม่ได้การ ต่อไปต้องใช้ตราบทบัญญัติสามประการ กับเด็กตัวแสบว่าเวลาอยู่ต่อหน้าผู้อื่นห้ามจับเช่นนี้อีกเพราะมันไม่เหมาะสม!
“โอม…ดวงมณีผุดขึ้นกลางดอกบัว! ปิศาจร้ายจงออกไป!” หลินเว่ยเว่ยประสานนิ้วมือเป็นรูปดอกบัวแล้วชี้ไปที่คิ้วของบัณฑิตหนุ่ม
“อย่าปากว่ามือถึง! เรื่องอายุของพวกเรา…น้อยไปจริงๆ ทว่าอย่างไรก็หมั้นกันไว้ก่อน รอให้เจ้าอายุสิบหกปีแล้วค่อยจัดงานแต่งก็ยังไม่สาย!” เจียงโม่หานมองเข้าไปในส่วนลึกของดวงตานาง…เผยออกมาสิ อยากออกเรือนกับข้าเร็วๆใช่หรือไม่?
“อัญเชิญให้ทหารกล้าทั้งหลายมาอยู่เบื้องหน้าข้า! ขออัญเชิญเทพไท่ซ่างเหล่าจวินออกมาสำแดงฤทธิ์! หลิงเป่าเทียนจุนปลอบประโลมกาย…” หลินเว่ยเว่ยยังคงสวดคาถาไล่ผีที่รู้มาอย่างต่อเนื่อง
เจียงโม่หานยืนจนขาทั้งสองข้างแข็งไปหมดแล้วจึงพยายามขยับเท้าไปมาในที่แคบแห่งนั้น หลินเว่ยเว่ยลืมตาเบิกกว้างแล้วพูดกับเขาว่า “เจ้ารอครู่หนึ่ง!”
จากนั้นนางก็ดึงเส้นหวายอย่างระมัดระวังแล้วเอนกายพิงและจัดพื้นที่เพื่อให้เกิดช่องว่างขึ้นเล็กน้อย “ตอนนี้มีที่ว่างแล้ว เจ้านั่งพักหน่อยเถิด!”
เจียงโม่หานมองนางทำท่าห้อยขาอยู่บนเส้นหวายเหมือนลิง แม้มันจะน่าหัวเราะแต่เขาก็ประทับใจอยู่บ้าง นางไม่ได้ไร้หัวใจหรอก ทุกครั้งที่เขามีสิ่งใดผิดแปลกไป แม้จะยังไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นชัดเจน นางก็สังเกตเห็นแล้ว คราวก่อนตอนที่ปวดท้องก็เป็นเช่นนี้…
เห็นอยู่ชัดๆว่าเป็นห่วงเขาแต่ปากแข็งไม่ยอมแต่งด้วย ช่างเป็นเด็กตัวแสบที่ปากไม่ตรงกับใจ เขาครุ่นคิดว่าคนที่เป็นห่วงกันตลอดเวลา ภรรยาที่มีแต่เขาสุดหัวใจก็ไม่เลว ใช่หรือไม่?
เจียงโม่หานดึงตัวสาวน้อยให้กลับมายืนดีๆดังเดิม “อย่าขยับ ระวังตกลงไป!”
หลินเว่ยเว่ยโน้มกายมาด้านหน้าแล้วดึงเส้นหวายที่ค่อนข้างแข็งแรงไว้สองสามเส้น จากนั้นก็นำมันไปผูกติดไว้กับซากต้นไม้และลองนั่งถ่วงน้ำหนัก หลังทดลองเสร็จก็พูดกับเจียงโม่หานด้วยความพอใจ “เราสองคนมาเปลี่ยนตำแหน่งกัน เจ้ามานั่งพักที่เส้นหวายนี้บ้าง”
ขาทั้งสองข้างของเจียงโม่หานยืนจนแทบไม่เหลือความรู้สึกแล้ว พอขยับก็รู้สึกเจ็บทันที บุรุษอย่างเขายังเหนื่อยจนเป็นเช่นนี้ นางจะต้องทรมานเหมือนกันแน่นอน เขาจึงจงใจพูดว่า “ใครจะรู้ว่าหวายแข็งแรงหรือไม่ ข้าไม่นั่งหรอก !”
หลินเว่ยเว่ยเอนตัวนั่งบนหวายแล้วยังออกแรงแกว่งไปมา “เจ้าดูสิ ไม่เป็นไรหรอก ! มีข้าอยู่ด้วย แม้หวายจะขาด ข้าก็ยังจับเจ้าแล้วดึงขึ้นมาได้ วางใจเถิด !”
“ไม่ ! เจ้านั่งต่ออีกหน่อยแล้วกัน ถ้าปลอดภัยจริงๆ ประเดี๋ยวข้าค่อยนั่ง !”
หลินเว่ยเว่ยอ่านความคิดอีกฝ่ายออก ดวงตาจึงแปรเปลี่ยนเป็นเสี้ยวพระจันทร์แล้วฉีกยิ้มหวานให้ “ดี ! เช่นนั้นข้านั่งพักก่อน แล้วอีก1เค่อก็ค่อยเปลี่ยนกัน !”
เด็กตัวแสบ ยิ้มอะไร ? เจียงโม่หานใช้สีหน้าไร้ความรู้สึกปกปิดหัวใจแสนปั่นป่วนของตนเอาไว้…เหตุใดรอยยิ้มของนางถึงได้หวานหยาดเยิ้มเช่นนี้ เหมือนกับทั่วร่างเปล่งประกายบางอย่างออกมาด้วย !
ต่อจากนั้นทั้งสองคนก็ผลัดกันนั่งพัก เวลาค่อยๆล่วงเลยผ่านไป ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าแล้วจมดิ่งสู่อีกฟากฝั่งภูเขา
ท้องฟ้ายามอาทิตย์อัสดงเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานย้อมไปทั่วทั้งหุบเขา นกบินกลับรังแล้วความมืดก็คืบคลานมาเยือน…
“บัณฑิตน้อย เจ้าคิดว่าน้าเฝิงกับท่านแม่จะสังเกตว่าเราหายตัวไปหรือไม่ ? พี่หลีชิงจะมาตามหาเราที่นี่หรือเปล่า ?” หลินเว่ยเว่ยนั่งอยู่บนเส้นหวาย ศีรษะพิงบนร่างเจียงโม่หานและทำตัวไร้ชีวิตชีวาไม่เหมือนในอดีต
เจียงโม่หานเลียริมฝีปากและจงใจจับผิด “พี่หลีชิงอันใด เรียกอย่างสนิทสนมไม่ดีเลย เจ้าต้องจำไว้ว่าต่อไปนี้เจ้ามีคู่หมั้นแล้ว ต้องรักษาระยะห่างจากผู้ชายคนอื่น เข้าใจหรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยเค้นเสียง ฮึ “หากข้าจำไม่ผิด ข้ายังไม่ได้รับปากจะแต่งกับเจ้า ! แม้ว่าการแต่งงานของบุตรจะต้องเชื่อฟังพ่อแม่ แต่เจ้าอย่าลืมว่าตอนนี้ตระกูลหลินใครมีสิทธิ์ตัดสินใจ ! ท่านแม่ต้องเคารพในความคิดของข้า !”
“ก็ไม่แน่หรอก ! ลูกเขยที่ดีเช่นข้า ถ้าพลาดโอกาสคราวนี้ก็จะไม่มีอีก ! ท่านป้าต้องไม่ยอมให้เจ้าก่อเรื่องแน่นอน !” เจียงโม่หานเห็นนางมีชีวิตชีวาขึ้นมา มุมปากที่แห้งแตกจึงยกยิ้มเล็กน้อย
หลินเว่ยเว่ยเค้นเสียงดัง ชิ “หากท่านแม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนหลงตนเอง เย่อหยิ่งและเผด็จการเช่นนี้ จะไม่โยนข้าเข้ากองไฟแน่นอน !”
“กองไฟ ? ในเมื่อข้าเป็นกองไฟก็ย่อมมีแมลงเม่าบินเข้ามาไม่ขาดสาย !” ลำคอที่กระหายน้ำของเจียงโม่หานเหมือนมีมีดคว้านอยู่ด้านใน แต่เขาก็ยังอดทนเถียงกับเด็กสาวต่อไป
“พวกที่บินเข้ากองไฟล้วนเป็นแมงเม่าที่โง่เขลา ส่วนผีเสื้อที่ดึงดูดสายตาคนอย่างข้าจะสนใจแค่ดอกไม้ที่งดงามเท่านั้น !” หลินเว่ยเว่ยสังเกตได้ว่าเสียงของเขาแหบแห้งแล้วจึงหยิบกระบอกน้ำออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณและยัดใส่มือเขาอย่างรวดเร็ว
เจียงโม่หานรับกระบอกน้ำมา เขาไม่ได้เปิดดื่มทันทีแต่ชี้มาที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของตนก่อน “นี่ยังไม่งดงามพอหรือ ไม่พอให้ดึงดูดผีเสื้ออย่างเจ้าอีกหรือ ?”
“ฮ่าฮ่า…ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…” หลินเว่ยเว่ยหัวเราะ “ในที่สุดเจ้าก็ยอมรับว่าตนงดงามแล้วสินะ ข้าหลงเข้าใจผิดว่า…”
“ชู่…เงียบก่อน ! คล้ายมีคนตะโกนเรียกชื่อเจ้า !” ความสามารถในการได้ยินของเจียงโม่หานดีกว่าคนปกติ แม้ท่ามกลางสายลมแห่งขุนเขาก็ยังได้ยินเสียงของมนุษย์ลอยมา
[1] ตราบทบัญญัติสามประการ คือ ข้อบังคับหลักสำคัญแห่งตัวบทกฎหมายของราชวงศ์
ตอนที่ 218: บุรุษขึ้นชื่อว่า ‘ปากไม่ตรงกับใจ’
หลินเว่ยเว่ยหุบปากแล้วพยายามเงี่ยหูฟัง แต่ได้ยินเพียงเสียงลมและนกร้อง นางจึงหันไปมองบัณฑิตหนุ่มด้วยความรู้สึกขอโทษและเห็นอกเห็นใจ…หนุ่มคนนี้เริ่มหลอนแล้วสินะ!
“เจ้าฟังสิ มีคนกำลังเรียกชื่อเจ้าอยู่จริงๆ! น่าจะเป็นหลีชิงที่สังเกตเห็นความผิดปกติแล้วขึ้นเขามาตามหา!” ในที่สุดคิ้วของเจียงโม่หานก็คลายออก แม้มีสิ่งสกปรกบนใบหน้าก็ไม่อาจปกปิดรูปโฉมอันโดดเด่นเหนือผู้ใดของเขาได้
หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจ “บัณฑิตน้อย มา เจ้ามานั่งพักบ้าง เหนื่อยจนหลอนไปหมดแล้ว อย่าเพิ่งสิ้นหวังเชียว นึกถึงความฝันของการได้อยู่เหนือคนนับหมื่นแต่อยู่ใต้คนผู้เดียวของเจ้าสิ มันกำลังรอให้เจ้าทำสำเร็จอยู่นะ!”
“ผู้ใดหลอน? เจ้าพูดเรื่องอันใด? เจ้าคงกังวลว่าข้าจะเป็นอะไรไป แล้วไม่ได้เป็นฮูหยินโฉวฝู่กระมัง?” เจียงโม่หานโดนนางยั่วโทสะจนยิ้มออก ช่างเถิด อีกประเดี๋ยวก็ได้หลุดพ้นแล้ว ข้าจะไม่ถือสาเจ้า!
“ข้าว่านะ บัณฑิตน้อย! มนุษย์ควรมีความมั่นใจในตนเองแต่ไม่ควรทำตัวอวดดีเกินไป เจ้าก็ดูไม่ใช่คนหลงตัวเอง แล้วเหตุใดจึงกล้าจินตนาการไปเสียทุกอย่าง? โฉวฝู่? ถ้าโชคดีแล้วบางทีคงรอให้เจ้ามีเคราขาวถึงจะไปถึงจุดนั้นได้ ทว่าตำแหน่งฮูหยินโฉวฝู่นี้ ข้าไม่กล้าหวังหรอก เจ้าไปเชิญคนที่สูงส่งกว่านี้เถิด!” หลินเว่ยเว่ยยกมุมปากขึ้นและดูถูกเหยียดหยามเล็กน้อย
เด็กตัวแสบคิดจะเล่นลูกไม้อันใดอีก ? แสร้งปล่อยเพื่อจับหรือ ? ไม่กล้าหวังตำแหน่งฮูหยินโฉวฝู่ แล้วคนที่คอยคิดหาสารพัดวิธีเพื่อล่อลวงเขาคือใครกัน ? พอเขายอมแต่งด้วยก็มาเล่นตัว
“รู้หรือไม่ว่าการปฏิเสธของเจ้าจะทำให้ตัวเจ้าสูญเสียสิ่งใดไปบ้าง ?” เจียงโม่หานเตือนนางอย่างไม่สบอารมณ์
หลินเว่ยเว่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ “รู้สิ!…ชายผู้สง่างามไร้ใครเปรียบ สามีที่มีรูปโฉมงดงามหล่อเหลาชนิดหลุดโลกคนหนึ่ง! น่าเสียดายจริงๆนั่นแหละ…”
ทว่าทันใดนั้นดวงตาเสี้ยวพระจันทร์ของนางก็เปล่งประกาย นางเงยหน้ามองไปด้านบนแล้วตะโกนไปที่หน้าผา “เฮ้…พวกเราอยู่นี่! บัณฑิตน้อย ฟังสิ เป็นเสียงพี่ใหญ่หลีชิง! พวกท่านแม่มาตามหาเราแล้ว!”
เจียงโม่หานรีบเข้ามาสวมกอดนางเพราะกลัวนางจะดีใจจนอยู่ไม่สุขแล้วตกหน้าผา พี่ใหญ่หลีชิง! เรียกอย่างสนิทสนม ใบหน้ารูปไข่อันหล่อเหลาของเจียงโม่หานเปื้อนไปด้วยความหงุดหงิด “เจ้าจำแซ่หลีได้แม่นยำเหลือเกิน! เก็บแรงไว้หน่อย ตอนนี้เจ้าตะโกนจนคอแตกพวกเขาก็ไม่ได้ยินหรอก!”
หลินเว่ยเว่ยเข้าไปพิงไหล่อีกฝ่ายพลางคอยฟังเสียงครอบครัวตะโกนเรียกชื่อเงียบๆ ขณะที่เสียงค่อยๆเด่นชัดขึ้น นางก็เริ่มแสบจมูกและมีน้ำตาไหลรินอาบหน้า! ดีเหลือเกิน! นางกับบัณฑิตหนุ่มมีคนมาช่วยแล้ว!
“เด็กตัวแสบ เจ้า…ร้องไห้หรือ?” เจียงโม่หานสังเกตเห็นเสื้ออันเปียกชื้นที่ไหล่ของตน ทันใดนั้นน้ำเสียงของเขาก็อ่อนลง
หลินเว่ยเว่ยสูดจมูก ฮือฮือฮือ จากนั้นนางก็กล่าวพร้อมร้องไห้ “ในใจข้ากลัวมาก! ตอนที่พวกเราตกลงมาจากข้างบน ข้าตกใจจนจะตายอยู่แล้ว ข้างล่างก็ลึกถึงเพียงนี้ สภาพตอนตกไปตายเกรงว่าศพไม่สวยแน่ บัณฑิตน้อย เจ้ารูปงามมากหากกลายเป็นกองเลือด ข้าคงให้อภัยตนเองไม่ได้…”
เจียงโม่หานถึงขั้นหมดคำพูด
“เลิกร้องได้แล้ว ตอนนี้เราก็ยังอยู่กันดีไม่ใช่หรือ?” เจียงโม่หานช่วยเช็ดน้ำตาให้นางอย่างเก้อเขิน เขาไม่เคยมีประสบการณ์ปลอบเด็กผู้หญิงที่อารมณ์อ่อนไหวมาก่อน
“ฮือฮือฮือ…ข้า…ขาแข็งจนงอไม่ไหวแล้ว มือก็เจ็บมาก แขนก็เจ็บมากเหมือนกัน…” หลินเว่ยเว่ยร้องไห้เหมือนเด็กอายุสิบสี่สมวัย
เจียงโม่หานตบแผ่นหลังนางเบาๆ พลางพูดปลอบด้วยเสียงอ่อนโยน “ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวก็ได้ขึ้นไปแล้ว พอกลับไปก็ให้หมอเหลียงสั่งยาดีที่สุดให้เจ้า คราวก่อนตอนที่ข้าโดนงูกัด ยาที่เจ้าเอากลับมาด้วยก็ใช้ดีเหมือนกัน พอทาแล้วก็จะไม่เจ็บอีกเลย”
คาดไม่ถึงว่าเด็กน้อยที่ปกติไม่เคยมีสิ่งใดสามารถเอาชนะนางได้ ก็มีด้านที่อ่อนแอเช่นกัน เจียงโม่หานจึงตระหนักได้ว่านางก็เป็นเพียงเด็กน้อยอายุ14ปีคนหนึ่งเท่านั้น…ในความเป็นจริงแล้วท่าทางร้องห่มร้องไห้ของเด็กน้อยก็ดูน่ารักไม่หยอก!
“ฮือฮือฮือฮือ…” หลินเว่ยเว่ยไม่อยากร้องไห้แต่ทำอย่างไรมันก็ไม่ยอมหยุด “เจ้าห้ามหัวเราะ ข้าก็แค่ดีใจที่เราจะรอดไปได้!”
“อืม ไม่หัวเราะเจ้าหรอก! ไม่รู้สึกว่าเจ้าใช้สำนวนได้คล่องแคล่วขึ้นหรือ?” เจียงโม่หานลองเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
หลินเว่ยเว่ยสูดจมูก “คล่องแคล่วอันใดกัน? แค่ที่บ้านมีบัณฑิตน้อยสองคน ข้าน่ะเป็นคนฉลาด พอได้ยินบ่อยครั้งจึงจำได้หมดเท่านั้นเอง”
“เท่าที่รู้คือข้ากับจื่อเหยียนไม่ได้เป็นคนชอบพูดสำนวน!” เจียงโม่หานจงใจเอ่ย
หลินเว่ยเว่ยใช้ดวงตากระต่ายสีแดงอ่อนจ้องอีกฝ่าย “แต่ในบางครั้งพวกเจ้าก็ยังหลุดพูดหนึ่งหรือสองประโยค แค่พวกเจ้าไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง ที่เจ้าพูดหมายความว่าอย่างไร? เหตุใดเจ้าไม่ถามว่าข้าไปเรียนสำนวนมากจากใครดีกว่า?”
“ท่าทางมั่นอกมั่นใจของเจ้ากำลังพยายามปกปิดความผิดของตน!” เจียงโม่หานใช้สำนวนที่เอาไว้พูดแทงใจดำ
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ชี้มาที่เขา “เจ้าดูเถิด ตอนนี้เจ้าก็ไม่ได้ใช้สำนวนแล้วหรือ ? อีกอย่างนะ การที่ข้าเรียนสำนวนมาจากไหนเป็นเรื่องสำคัญหรือไร ?”
“สำคัญหรือไม่ก็ต้องดูที่สถานการณ์ !” หากเจ้าเป็นภรรยาข้า ไม่ว่ามีที่มาอย่างไร ภายใต้จมูกข้าผู้นี้ เจ้าก็อย่าหวังจะได้เล่นลูกไม้ทั้งสิ้น ถ้าเจ้ายังยืนกรานไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของพวกเรา…เช่นนั้นข้าก็จะไม่ยอมให้ตัวแปรสำคัญอยู่ห่างจากสายตาเด็ดขาด !
อือ ! เจียงโม่หานพอใจในคำตอบนี้มาก เพราะดูเหมือนเขาจะหาข้อแก้ตัวดีๆได้หลังจากที่อยากแต่งงานกับหลินเว่ยเว่ยขึ้นมาเสียดื้อๆ บุรุษขึ้นชื่อว่า ‘ปากไม่ตรงกับใจ’ ที่สุดแล้ว
นางเฝิงกำลังประคองนางหวงพลางเดินหอบหายใจขึ้นมาบนยอดเขา เพราะกลัวนางหวงจะร้อนใจจนเป็นอะไรขึ้นมา นางเฝิงจึงกลั้นความกังวลในใจเอาไว้พลางปลอบว่า “ไม่ต้องกังวล ! เด็กทั้งสองดวงแข็ง พวกเขาไม่เป็นไรหรอก !”
นางหวงหอบหายใจพลางพยักหน้ารับ จากนั้นก็ถามเสี่ยวฉาวน้องชายของซัวถัวว่า “เจ้าเห็นเว่ยเว่ยขึ้นเขาลูกนี้มาจริงหรือ ?”
เสี่ยวฉาวพยักหน้าด้วยความมั่นใจ “ใช่ ! วันนี้ไม่มีอะไรทำ ข้ากับเด็กในหมู่บ้านอีกสองสามคนจึงมาเก็บฟืนที่หลังเขา พี่รองหลินแบกกระบุงเดินผ่านพวกเราไป ข้าถามว่าจะไปไหนนางก็บอกว่าจะไปดูที่ยอดเขา”
นางหวงเดินวนรอบยอดเขาด้วยความวิตกกังวล “ยอดเขากว้างแค่นี้แล้วเงาคนอยู่ที่ใด ? คง…คงไม่ได้เจอสัตว์ร้ายใช่หรือไม่ ?”
หลีชิงก้มมองเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ทันใดนั้นเขาก็พบร่องรอยบางอย่าง “ที่นี่เคยมีมนุษย์ผ่านมาจริงๆ…”
“เจ้ารอง เจ้าอยู่ที่ใด ? เจ้าอยู่ที่ไหน ? ขานรับแม่หน่อย” น้ำเสียงของนางหวงแหบพร่า เสียงที่ฟังอ้างว้างของนางสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา
“ท่านแม่…หน้าผา…” ภายใต้สายลมแรง เสียงจึงดังอย่างไม่ต่อเนื่อง
ทันใดนั้นนางหวงก็เหมือนคนที่โดนฉีดเลือดไก่เข้าเส้นเลือด ราวกับความเหนื่อยล้าบนร่างกายจางหายไปทันที “เจ้ารอง…เว่ยเว่ย…เจ้าอยู่ที่ไหน ?”
“…ใต้หน้าผา…”
หลีชิงตั้งใจฟัง ในที่สุดก็ฟังออกบางคำจึงรีบมาที่ริมหน้าผา “นี่คือกระบุงของเว่ยเว่ย…แล้วยังมีตำราของบัณฑิตเจียง !”
สีหน้าของนางเฝิงเปลี่ยนไปทันที นางพูดด้วยความกระวนกระวายใจ “เด็กทั้งสอง…คงไม่ได้ตกลงไปกระมัง ?”
เสี่ยวฉาวมองไปยังก้นเหว มันลึกจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดและทำให้ตาลายไปเสียหมด “หน้าผาสูงชันมาก ถ้าตกลงไปล่ะก็ไม่มีทางรอดแน่นอน”
ตอนที่ 219: ขานรับหน่อย
“ญาติผู้น้อง…เสี่ยวเว่ย เจ้าอยู่ข้างล่างหรือไม่ ?” หลีชิงยืนอยู่ริมหน้าผา สายลมพัดเสื้อคลุมของเขาขึ้นจึงทำให้ดูเหมือนกับจอมยุทธ์ในภาพยนตร์
“พี่หลีชิง…ตรงตำแหน่งของกระบุงมีเห็ดหลินจือดอกใหญ่อยู่ เจ้าเห็นหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยเอามือป้องปากแล้วตะโกนขึ้นมาบนยอดเขา แต่เสียงของนางโดนตัดขาดเป็นระลอกเพราะลมภูเขา
หลังตะโกนต่อเนื่องสองสามรอบ ในที่สุดหลีชิงก็เข้าใจคำพูดของนาง หลีชิงจึงเริ่มตามหาบนหน้าผา สุดท้ายเขาก็หาเห็ดหลินจือพบ มันคืออัญมณีหายากสำหรับผืนป่า เว่ยเว่ยตกลงไปเพราะต้องการจะเก็บมันใช่หรือไม่ ?
“เห็นแล้ว !” หลีชิงตะโกนเสียงดัง
“พวกเรา…ข้ากับบัณฑิตน้อยอยู่ใต้เห็ดหลินจือไปประมาณ30-40หมี่ ข้างล่างไม่มีที่ให้ปีนกลับ ในกระบุงของข้ามีเชือกอยู่ เจ้าโยนเชือกลงมาหน่อย !” หลินเว่ยเว่ยแผดเสียงตะโกน
เจียงโม่หานรู้สึกว่าหูกำลังจะหนวกแล้ว…เสียงดังมาก ! เหตุใดเขาถึงชอบเด็กป่าเถื่อนที่ไม่อ่อนโยน พฤติกรรมน่าละอายหรือแม้แต่หยาบคายเล็กน้อยนี้ได้ ?
หลีชิงหยิบเชือกออกจากกระบุงไม้ไผ่แล้วคำนวณความยาว…ดูเหมือนว่าจะยาวไม่พอ !
เสี่ยวฉาวรีบพูด “ข้าก็เอาเชือกมาด้วย” เวลาที่คนในหมู่บ้านขึ้นเขาก็ล้วนพกเชือกมาด้วยเพื่อเอาไว้มัดฟืนหรือสิ่งใดก็ตาม
หลีชิงนำเชือกของเสี่ยวฉาวมามัดต่อกัน จากนั้นก็ออกแรงกระตุกให้มั่นใจแล้วโยนไปยังทิศทางที่หลินเว่ยเว่ยบอก
หลินเว่ยเว่ยตะโกนจนรู้สึกไม่สบายคอ นางหยิบกระบอกน้ำออกมาแล้วให้บัณฑิตหนุ่มเปิดฝา หลังดื่มน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณเข้าไปจนชุ่มคอแล้ว นางก็ส่งให้บัณฑิตหนุ่ม “ประเดี๋ยวจะต้องขึ้นไป ไม่ต้องเก็บไว้แล้ว เจ้าดื่มหน่อยเถิด !”
เจียงโม่หานไม่ได้เกรงใจ เขาดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่ เมื่อเห็นปลายเชือกที่หย่อนลงมาแล้วก็พูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “มือของเจ้าบาดเจ็บ ข้าจะขึ้นไปก่อน พอเชือกลงมาอีกรอบก็เอาเชือกผูกรอบเอวไว้ แล้วข้ากับหลีชิงจะดึงตัวเจ้าขึ้นไป”
หลินเว่ยเว่ยทำมือเป็นรูป ‘OK’ ให้เขา แต่พอคิดได้ว่าเขาไม่เข้าใจจึงพยักหน้าให้แทน “ได้ เจ้าระวังด้วย ไม่ต้องกลัว เพราะถึงจะตกลงมาก็ยังมีข้าที่คอยรับเอาไว้ !”
สายตาของเจียงโม่หานมองสัญญาณมือแปลกๆของนางอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเคาะศีรษะนางแล้วกล่าวว่า “พูดสิ่งที่ฟังดูดีหน่อยไม่ได้หรือ ?”
“จงเชื่อมั่นในตัวเอง เจ้าทำได้ ! สู้สู้ ! !” หลินเว่ยเว่ยมองขาเรียวยาวของอีกฝ่ายอย่างไม่วางใจ
เจียงโม่หานจับเชือกแล้วหันมาถลึงตาใส่นาง “นั่นคือสายตาอันใดของเจ้า ?”
“สายตาเชื่อมั่นอย่างไรเล่า !” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าไม่ใช่เวลาที่จะยั่วโมโหอีกฝ่าย นางจึงให้กำลังใจเขาแทน
เจียงโม่หานสาวเชือก เท้ายันหน้าผา จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าแล้วพยายามปีนขึ้นสู่หน้าผาทีละก้าว
ตอนแรกหลินเว่ยเว่ยยังกังวลเล็กน้อย แต่โชคดีที่มือบัณฑิตน้อยดูค่อนข้างจะมีแรงอยู่บ้าง แม้ในตอนแรกดูไม่ค่อยคุ้นชินมากนัก แต่เขาก็สามารถรักษาความเร็วได้อย่างคงที่และค่อยๆขยับขึ้นไปบนหน้าผาทีละน้อย
ในที่สุดนางเฝิงและนางหวงที่อยู่ริมหน้าผาก็ได้เห็นเจียงโม่หาน หัวใจพวกนางก็เริ่มผ่อนคลาย เท้าจึงอ่อนแรงทรุดลงกับพื้น นางเฝิงสำลักเสียง “หานเอ๋อร์ !”
ระยะทาง30กว่าหมี่ เจียงโม่หานใช้เวลาปีนประมาณ2เค่อและยังมีอีกระยะหนึ่งที่ตัวเขาโดนหลีชิงดึงขึ้นมาจากหน้าผา
หลีชิงขมวดคิ้ว “เหตุใดเจ้าขึ้นมาก่อน ? เสี่ยวเว่ยอยู่ที่ใด ?”
“เสี่ยวเว่ยอยู่ข้างล่าง มือของนางบาดเจ็บ !” เจียงโม่หานหันหน้ากลับไปตะโกนที่ก้นเหว “เสี่ยวเว่ย พอเจ้ามัดเชือกเสร็จแล้วก็ขานรับหน่อย !”
“หน่อย…” เด็กตัวแสบยังมีกะจิตกะใจมาล้อเล่น !
หลีชิงม้วนแขนเสื้อขึ้นแล้วจับเชือกไว้แน่น จากนั้นก็ค่อยๆออกแรงดึงขึ้นมา เจียงโม่หานเห็นท่าทางของเขา จึงรีบเข้าไปช่วย
หลินเว่ยเว่ยค่อยๆปรากฏสู่สายตาของทุกคน นางยังไม่ลืมโบกมือให้พร้อมรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม
“หยุด ! หยุดก่อน !”
เจียงโม่หานเข้าใจผิดว่านางมีสถานการณ์ฉุกเฉินบางอย่าง คาดไม่ถึงว่านางจะเอื้อมมือไปเก็บเห็ดหลินจือดอกนั้น…เป็นสตรีหน้าเงินจนไม่นึกถึงชีวิต !
“ช้าก่อน แขนซ้ายของนางบาดเจ็บ ระวังหน่อย !” เจียงโม่หานเห็นหลีชิงจะดึงแขนซ้ายของหลินเว่ยเว่ยจึงรีบเข้าไปห้ามไว้
ทันใดนั้นนางหวงและนางเฝิงก็พบว่าทั่วทั้งแขนซ้ายของหลินเว่ยเว่ยเต็มไปด้วยเลือด หลังรอให้บุตรสาวได้ขึ้นมายืนดีๆแล้ว นางหวงก็เดินเข้าไปพร้อมน้ำตาอาบหน้า อยากแตะแขนของบุตรสาวแต่ก็กลัวจะเจ็บ นางหวงจึงถามด้วยเสียงสั่นเครือ “เจ็บหรือไม่ ?”
“ไม่เจ็บเลยท่านแม่ แค่แผลเล็กน้อยเท่านั้น !” หลินเว่ยเว่ยยิ้มปลอบ
เจียงโม่หานถลึงตาใส่อีกฝ่าย แล้วคนที่ร้องห่มร้องไห้ขี้มูกโป่ง ร้องว่าเจ็บอย่างโน้นอย่างนี้ข้างล่างหน้าผาคือผู้ใด ? นางชอบทำตัวแข็งแกร่งพลางเก็บซ่อนความอ่อนแอของตนเสมอ
ทว่าพอทบทวนแล้ว มารดาป่วย พี่สาวตั้งตนเป็นศัตรูและยังต้องเลี้ยงดูน้องชายคนโตที่กำลังศึกษากับน้องชายคนเล็กที่อายุยังน้อยอีกคน ความอยู่รอดของคนทั้งครอบครัวอยู่บนบ่าของนาง ไม่เหลือที่ให้นางได้อ่อนแอเลย…เจียงโม่หานพยายามไม่สนใจความเจ็บปวดและความรู้สึกสงสาร แต่ดูเหมือน…มันจะไร้ประโยชน์
ทันใดนั้นเขาก็เห็นหลีชิงโค้งตัวลงเพื่อจะแบกหลินเว่ยเว่ยขึ้นหลัง เขาจะปล่อยให้ทำเช่นนั้นได้อย่างไร นางเป็นคู่หมั้นที่เขาตัดสินใจแต่งงานด้วย จะให้ผู้ชายคนอื่นมา ‘ลวมลาม’ ได้หรือ
เจียงโม่หานก้าวขึ้นไปด้านหน้าแล้วคว้าแขนหลีชิงไว้
หลีชิงเงยหน้ามองอีกฝ่าย ความคิดของบุรุษย่อมเชื่อมโยงกัน หลีชิงจึงขมวดคิ้ว “หากข้าไม่แบกนาง เจ้าจะเป็นคนแบกหรือ ? เจ้าน่ะ ยืนมั่นคงให้ได้ก่อน !”
เจียงโม่หานตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ในพื้นที่เล็กๆเช่นนั้น เขายืนจนขาแข็งทั้งวัน ขาจึงแทบไม่ใช่ของตนอีกต่อไป สามารถยืนอยู่ได้ก็ดีเพียงใดแล้ว แม้ว่าตอนเดินลงเขาก็ยังต้องให้คนช่วยประคองไว้ ! เป็นอย่างที่คิดว่าผู้ไร้ประโยชน์ที่สุดคือบัณฑิต !
หลินเว่ยเว่ยปีนขึ้นหลังของหลีชิงอย่างไม่เกรงใจ นางหวงจับมือขวาที่ไม่บาดเจ็บของนางไว้ขณะเดินอยู่ด้านหน้า
หลินเว่ยเว่ยหันมามองเจียงโม่หานที่เดินโซเซอยู่ด้านหลังแล้วพูดกับน้องชายซัวถัวว่า “เสี่ยวฉาว รบกวนเจ้าช่วยน้าเฝิงประคองบัณฑิตเจียง เขาต้องลำบากเพราะข้า !”
“ไม่ ! ข้ายินดีช่วยสตรีที่ตนชอบ !” เจียงโม่หานเอ่ยคำปฏิญาณขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
นางเฝิงทั้งตกใจและดีใจ ไอหยา ! ตกหน้าผาวันนี้ไม่ได้เสียเปล่า ในที่สุดหานเอ๋อร์เจ้าลูกทึ่มก็ได้สติ ! ทันใดนั้นในสมองของนางก็เต็มไปด้วยฉากรักแสนซาบซึ้งที่คู่รักไม่ยอมพรากจากกัน
ตัวของหลินเว่ยเว่ยเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและเจ็บปวด ระหว่างอยู่บนหลังของหลีชิง นางก็กลายเป็นนางเอกผู้อ่อนแอน่าอิจฉาในบทละคร บอกจะสลบก็สลบได้ทันที นางจึงไม่ได้ยินว่าบัณฑิตหนุ่มพูดสิ่งใดออกมา
นางหวงเป็นห่วงบาดแผลของบุตรสาวจึงได้ยินเพียงคำว่า ‘ยินดี’ เท่านั้น นางหันไปพูดขอบคุณนางเฝิง “ถ้าไม่ได้หานเอ๋อร์ช่วยเหลือ เด็กใจกล้าคนนี้ก็ไม่รู้จะเป็นเช่นไรบ้าง ! หานเอ๋อร์ทำสิ่งใดก็รอบคอบมาโดยตลอด ต่อไปช่วยจับตาดูเว่ยเว่ยให้ป้าด้วยเถิด”
ริมฝีปากของนางเฝิงแนบชิดติดกันไม่ได้ นางยิ้มราวกับดอกไม้ผลิบาน “เหตุใดจะต้องพูดขอบคุณด้วย ในเมื่อพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว !”
เสี่ยวฉาวอ้าปากค้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ ว่าอย่างไรนะ ? เมื่อครู่บัณฑิตเจียงพูดว่าชอบบุตรสาวคนรองตระกูลหลินใช่หรือไม่ ? จะเป็นไปได้อย่างไร ? ทั้งสองไม่ใช่คนที่เดินบนเส้นทางเดียวกันด้วยซ้ำ ! ท่านแม่ยังลังเลอยู่เลยว่าจะมาสู่ขอนางให้พี่ชาย นี่ไม่ใช่ว่าโดนคนอื่นชิงลงมือตัดหน้าแล้วหรือ ?
ตอนที่ 220: ชายหญิงมีใจตรงกัน
ระหว่างที่หลินเว่ยเว่ยอยู่บนหลังของหลีชิง พอนางฟื้นขึ้นมา นางก็เล่าเหตุการณ์ตกหน้าผาให้ทุกคนฟังอย่างออกรสออกชาติโดยเน้นส่วนสำคัญว่านางใจกล้า ละเอียดรอบคอบมากเพียงใดและฉลาดหลักแหลมแค่ไหนตอนที่นางช่วยบัณฑิตน้อยให้พ้นจากอันตราย…
แต่เมื่อนางเฝิงได้ยินกลับแปลความหมายว่าแม้จะต้องตายบุตรชายก็จะตายไปพร้อมกับเสี่ยวเว่ย เขาไม่ยอมปล่อยมือจากเด็กสาว น่าซาบซึ้งมาก ! ในที่สุดหมูของบ้านตนก็รู้จักเอาใจผักกาดขาวแล้ว ! เรียกว่ารู้หัวใจตนเองหลังผ่านความทุกข์ยาก !
แต่ฝั่งนางหวงกลับกลายเป็นว่าบุตรสาวที่น่าห่วงของตนได้ลากบุตรชายผู้มีอนาคตสดใสของเพื่อนบ้านลงเหวไปด้วย ระหว่างอยู่บนพื้นที่แคบๆของหน้าผา อีกฝ่ายยังรู้จักดูแลบุตรสาวที่ไร้หัวจิตหัวใจ ไอหยา ! ติดค้างบุญคุณครั้งใหญ่แล้ว !
ด้านเสี่ยวฉาวกลับตีความว่าชายหญิงใจตรงกัน ไม่มีที่ว่างสำหรับพี่ชายแล้ว ! เฮ้อ ! น่าสงสารพี่ชายผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ต้องมาโดนตัดออกตั้งแต่เนิ่นๆเช่นนี้
เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว เสี่ยวฉาวก็แทบอดใจรอไม่ไหว เขาไปหาซัวถัวที่กำลังพักรักษาตัวอยู่ “ท่านพี่ ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว !”
ซัวถัวรีบเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้ในแขนเสื้อแล้วหันไปถลึงตาใส่น้องชาย “เป็นอะไร ? เกิดเรื่องใหญ่อันใดขึ้น ? โดนคนเหยียบหางมาหรือ ?”
“บัณฑิตเจียงชอบพี่รองหลิน เขาแสดงให้เห็นต่อหน้าผู้ใหญ่ทั้งสองครอบครัวแล้ว !” เสี่ยวฉาวทำท่าทางเหมือนว่าฮ่องเต้ไม่ร้อนรนแต่ขันทีร้อนรนแทน
ซัวถัวกลับเผยท่าทางเงียบนิ่งไม่ตกใจแม้แต่น้อย “นี่คือเรื่องดี ! ไม่แน่ว่าปีหน้าเราอาจได้ดื่มสุรามงคลของทั้งสองฝ่ายก็ได้ !”
“ท่านพี่ ท่านไม่เสียใจหรือ ?” เสี่ยวฉาวมองหน้าพี่ชายเพื่อหาร่องรอยของความผิดหวังและไม่พอใจจากอีกฝ่าย
ซัวถัวลูบผ้าเช็ดหน้าที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อ จากนั้นก็ลงมือเขกศีรษะน้องชายทันที “เหตุใดข้าต้องเสียใจ ? เจ้าคงไม่ได้เก็บเอาถ้อยคำเรื่องสู่ขอที่ท่านแม่เอ่ยมาคิดเป็นจริงเป็นจังกระมัง ? เจ้าดูบ้านเราสิ มีจุดไหนสามารถเทียบกับตระกูลหลินได้ ? เจ้าเด็กนี่ อยู่กับความเป็นจริงหน่อย !”
“ท่านพี่ ท่านไม่ได้คิดอันใดกับพี่รองหลินจริงหรือ ? พี่รองหลินเก่งจะตาย รูปร่างหน้าตาก็ดี ตัวก็สูง เป็นคนสวยที่จิตใจดี ท่านไม่ลองสู้สักหน่อยหรือ ? มันน่าเสียดายมากเลย” เสี่ยวฉาวรู้สึกเสียดายแทนพี่ชาย
ซัวถัวคลี่ยิ้ม “ถ้าเจ้ารู้สึกเสียดายนักก็ให้ท่านแม่ไปขอให้ตนสิ”
เสี่ยวฉาวเกาศีรษะด้วยความเขินอาย “ท่านพี่ ท่านพูดสิ่งใดออกมา ? พี่รองหลินอายุมากกว่าข้าหนึ่งปี !”
“สตรีที่โตกว่าสามปีจะมีทั้งความอ่อนโยน เห็นอกเห็นใจและใส่ใจบุรุษ นี่เพิ่งห่างกันแค่ปีเดียวจะเป็นอะไรไป ?” ซัวถัวแกล้งหยอก
เสี่ยวฉาวส่ายศีรษะทันที “ไม่ ไม่ ! เรื่องพี่รองหลินชอบบัณฑิตเจียงมีใครในหมู่บ้านไม่รู้บ้าง ? วันนี้บัณฑิตเจียงก็บอกแล้วว่าคนที่เขาชอบคือพี่รองหลิน ทั้งสองมีใจตรงกันแล้ว เราจะเข้าไปแทรกเพื่ออันใด ? ถ้าก่อเรื่องยุ่งแล้ว แม้แต่ฐานะพี่น้องก็ยังเป็นกับหลินจื่อเหยียนไม่ได้ !”
ใช่สิ ทั้งสองเรียกว่าคู่รักที่มีใจให้กันตั้งแต่เด็ก เล่นกันโดยไม่ต้องสงสัยสิ่งใด ก่อนหน้านี้เขายังคิดว่าทั้งสองไม่ใช่คนที่เดินบนเส้นทางเดียวกัน ไม่เหมาะที่จะอยู่ด้วยกัน จึงเกิดความคิดเพ้อฝันขึ้นมา โชคดีที่เขาได้สติและเข้าใจว่าสิ่งใดเหมาะสมกับตน !
หลังน้องชายออกไปแล้ว ซัวถัวก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาอีกครั้งพร้อมฉายรอยยิ้มแสนโง่.งม รอให้สองขาหายดีเมื่อใด เขาจะให้มารดาไปสู่ขอ !
เวลานี้พวกหลินเว่ยเว่ยก็กลับถึงบ้านแล้ว พอเห็นสภาพเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยคราบเลือดของพี่รองแล้ว หลินจื่อเหยียนก็ตกตะลึงทันที จากนั้นเขาก็หันไปมองท่าทางอิดโรยของศิษย์พี่เจียง…สองคนนี้ไปเจอสัตว์ร้ายมาหรือ ?
“พี่รอง ท่านเป็นอะไร ?” เจ้าหนูน้อยแทบจะร้องไห้ออกมาทันที “พี่รอง ท่านมีเลือดไหลเยอะมาก ท่านจะไม่ตายใช่หรือไม่ ?”
ร่างกายซีกซ้ายของหลินเว่ยเว่ยเจ็บที่สุด เจ็บจนสูญเสียการรับรู้ไปนานแล้ว โชคดีที่บัณฑิตหนุ่มช่วยล้างแผลด้วยน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณ เลือดจึงหยุดไหลไปนานแล้วเหมือนกัน หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นที่ได้รับบาดเจ็บหนักเช่นนี้และยังอยู่ใต้หน้าผาทั้งวันก็คงทนไม่ไหวจนทรุดหนัก
หลินเว่ยเว่ยใช้มือข้างที่ไม่บาดเจ็บลูบศีรษะเจ้าหนูน้อย ขณะที่กำลังจะพูดออกมา นางก็ได้ยินเสียงของหลินจื่อเหยียนที่ดุเจ้าหนูน้อยผู้หวาดกลัวแทนนาง “ถุยถุย คำพูดเด็กไร้เดียงสา ขอให้สายลมพัดพาไป ! พูดเรื่องใครตายไม่ตายได้อย่างไร ? ไม่เห็นหรือว่ามันเป็นลางร้าย !”
เจ้าหนูน้อยร้องไห้โฮด้วยความเสียใจ หลินเว่ยเว่ยจึงพูดปลอบ “พี่รองไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล น้องสี่ช่วยพี่รองหน่อยได้หรือไม่ ? ไปตามท่านหมอเหลียงมาให้พี่รองหน่อย…”
เจ้าหนูน้อยเช็ดน้ำตา หลังจากขานรับสั้นๆ แล้วเขาก็วิ่งออกไปทันที ผ่านไปไม่นานเขาก็ดึงท่านหมอเหลียงเข้ามา ด้านหลังทั้งสองคนยังมีพี่สาวคนโตที่สีหน้าไม่สู้ดีตามมาด้วย…คาดไม่ถึงว่าคนที่ไปตามท่านหมอคนแรกจะเป็นนาง !
หมอเหลียงถือกล่องยาด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็จับมือเจ้าหนูน้อยไว้ เขาเดินสะดุดเท้าตนเองเข้ามาในบ้าน “ข้าว่า…เอ้อร์ฮว๋า เจ้าคงเรียนมาจากพี่รองกระมัง จะให้พวกเราพักกันหน่อยไม่ได้หรือ ?”
“พี่รองของข้าบาดเจ็บ มีเลือดไหลเยอะมาก !” เจ้าหนูน้อยคร่ำครวญ
“เกิดอันใดขึ้น ? ไปเจอสัตว์ร้ายมาหรือ ?” หมอเหลียงเข้าใจผิดว่าจะมาเจอหลินเว่ยเว่ยในสภาพนอนสลบไสลและแผลเปิดเลือดไหลอาบ แต่ใครจะรู้ว่านางยังมีแรงแกล้งหยอกคนอื่นได้อยู่
“ท่านหมอเหลียง ต้องรบกวนอีกแล้ว ! คงไม่ได้ไปรบกวนการกินมื้อเย็นของท่านใช่หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยมีสีหน้าซีดเซียวเล็กน้อยแต่ก็ยังเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มขี้เล่น
“ไม่ วันนี้เรากินข้าวก่อนเวลา…ไอหยา นี่ไปทำอันใดมา ?” หมอเหลียงเห็นคราบเลือดกว่าครึ่งตัวของนางจึงขมวดคิ้วถามทันที
หลินเว่ยเว่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ทันระวังจึงตกหน้าผา ตรงนี้โดนก้อนหิน กิ่งไม้แทง…สภาพดูน่ากลัว แต่ความจริงแล้วไม่ร้ายแรง ท่านหมอเหลียงไปดูอาการบัณฑิตเจียงก่อนเถิด เหมือนว่าแขนขวาของเขาจะหลุด”
เวลาเขียนตำราต้องพึ่งมันทั้งนั้น หากเป็นอันใดขึ้นมา แล้วการสอบของบัณฑิตหนุ่มจะทำเช่นไร ? หากเป็นเพราะนางแล้วทำให้บัณฑิตหนุ่มเสียอนาคต นางต้องรู้สึกผิดไปชั่วชีวิตแน่ !
เจียงโม่หานรีบหลบจากมือของหมอเหลียง “รักษานางก่อน นางอาการหนักกว่า !”
หลินเว่ยเว่ยใช้มือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บกดตัวเจียงโม่หานเอาไว้ “เร็ว ท่านหมอเหลียง ข้าช่วยจับเขาไว้แล้ว…”
เจียงโม่หานกลัวว่าหากตนดิ้นแล้วทำให้หลินเว่ยเว่ยเจ็บ จึงได้แต่นั่งอยู่บนเตียงเตาปูนอย่างเชื่อฟังและให้หมอเหลียงตรวจอาการ
หมอเหลียงคลำแขนของเจียงโม่หาน จากนั้นก็ค่อยๆยกแขนขึ้น เมื่อได้ระดับที่แม่นยำแล้วก็ออกแรง ‘กร๊อบ’ ทันใดนั้นข้อต่อที่หลุดก็กลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม
“ช่วงสิบวันนี้อย่าโหมออกแรงใช้มือข้างนี้เยอะ !” หมอเหลียงใช้ผ้าพันแขนและดามเอาไว้กลางหน้าอก ไม่อย่างนั้นถ้าไปขยับมั่วซั่วก็ได้เคลื่อนอีกแน่
พอถึงคราวหลินเว่ยเว่ย เลือดบนแขนเสื้อนางก็แห้งหมดแล้ว มีบางตำแหน่งที่เนื้อเริ่มสมานกันด้วย หมอเหลียงนำกรรไกรออกมาเพื่อเตรียมจะตัดแขนเสื้อนาง
หมอเหลียงถือกรรไกรเอาไว้แล้วหันไปมองเจียงโม่หานที่นั่งอยู่บนเตียงราวกับไม่คิดจะลุกขึ้น…
ประเดี๋ยวพอตัดแขนเสื้อออกแล้ว ท่อนแขนของนางจะเผยสู่สายตาคนนอก…ไม่เห็นหรือว่าน้องชายของนางก็ออกไปหมดแล้ว ? เจ้าจะมองตาปริบๆอยู่ที่นี่ มันเหมาะสมหรือ ?
นางเฝิงเห็นบุตรชายผู้โง่เขลาของตนจับจ้องบาดแผลบุตรสาวบ้านอื่นไม่วางตา แล้วทำเป็นมองไม่เห็นการส่งสัญญาณของหมอเหลียง นางจึงลากแขนออกไปพลางหัวเราะเล็กน้อย “หานเอ๋อร์ เจ้าออกไปก่อน รอให้ท่านหมอเหลียงพันแผลเสี่ยวเว่ยเสร็จแล้ว เจ้าค่อยเข้ามาใหม่ !”
จบตอน
Comments
Post a Comment