ตอนที่ 221: เจ็บจะตายอยู่แล้ว
“ข้าจะอยู่ที่นี่ ไม่เช่นนั้นข้าไม่วางใจ…” เจียงโม่หานยังนั่งนิ่งจนนางเฝิงไม่อาจขยับเขยื้อนตัวเขาได้เลย
นางเฝิงใช้นิ้มจิ้มหน้าผากบุตรชาย “อย่าว่าแต่เราสองบ้านยังไม่ได้หมั้นหมายกันเลย แม้จะหมั้นกันแล้ว ถ้าอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าก็ต้องเลี่ยง” ขณะที่พูดนางก็หันไปส่งสายตาให้หลินเว่ยเว่ย
หลินเว่ยเว่ยเข้าใจอย่างรวดเร็ว นางมุ่ยปากอย่างไม่สบอารมณ์ “บัณฑิตน้อย เจ้ารีบออกไปเถิด ข้าไม่อยากให้เจ้าเห็นบาดแผลน่าเกลียดของข้า มันจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของข้าในใจเจ้ามากเพียงใด ?”
“สภาพปัญญาอ่อนน้ำลายยืดของเจ้า ข้าก็เห็นมาแล้ว ยังจะกลัวส่งผลต่อภาพลักษณ์อันใดอีก ? เจ้ามีภาพลักษณ์กับเขาด้วยหรือ ?” เจียงโม่หานไม่ยอมไป !
หลินเว่ยเว่ยเริ่มโยนของบางอย่างลงจากเตียงด้วยความโมโห “ไสหัวออกไป ! ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้า ! อย่ามานั่งบื้ออยู่ตรงนี้เพื่อส่งผลกระทบต่อจิตใจผู้ป่วย !”
เจียงโม่หานรับของที่ถูกโยนมาด้วยมือข้างเดียว…เป็นพื้นรองเท้าผู้ชาย ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วกระมัง เด็กตัวแสบจึงทำพื้นรองเท้า ? รอยฝีเข็มนี้ทั้งกว้างและเบี้ยว พอใส่ไปไม่กี่ครั้งก็คงขาด…แม้ในใจจะรู้สึกรังเกียจยิ่งกว่าสิ่งใด แต่มือก็เก็บพื้นรองเท้าข้างนั้นเข้าแขนเสื้ออย่างเต็มใจ…งานปักครั้งแรกของเด็กตัวแสบต้องทำให้เขาคนเดียวเท่านั้น !
ต่อจากนั้นเจียงโม่หานก็โดนนางเฝิงผลักออกไป หมอเหลียงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ไอหยา ! ดูสิ พวกเจ้าสองบ้านกำลังจะมีเรื่องมงคลใช่หรือไม่ ?”
นางเฝิงยิ้มหน้าบาน “ใช่ไหมเล่า ! รอให้กำหนดวันได้แล้วก็ขอเชิญท่านหมอเหลียงมาร่วมดื่มสุรามงคลด้วยกัน ! ไม่ทราบว่าท่านหมอจะมาเป็นพ่อสื่อให้บุตรชายข้าได้หรือไม่ ?”
เวลาที่ตระกูลชนชั้นสูงเกี่ยวดองกันก็จะเชิญบุคคลสำคัญที่มีคุณธรรมสูงส่งมาเป็นพ่อสื่อ ยิ่งฐานะสูงส่งเท่าไรก็ยิ่งแสดงว่าให้ความสำคัญต่อฝ่ายหญิงมากเท่านั้น ในหมู่บ้านฉือหลี่โกวแล้วฐานะหรือชื่อเสียงของหมอเหลียงย่อมเทียบเท่าผู้ใหญ่บ้าน ถ้าเขายินดีล่ะก็ ทั้งสองตระกูลจะมีเกียรติตามไปด้วย
“ยินดียิ่งนัก !” หมอเหลียงเริ่มแกะผ้าพันแผลบริเวณมือของหลินเว่ยเว่ยออก ทันใดนั้นเขาก็ได้เห็นบาดแผลเหวอะหวะของนาง เล็บหลุดสองนิ้วและมีบางบาดแผลที่ลึกจนเห็นกระดูก เขาจึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “เหตุใดจึงมีสภาพเช่นนี้ได้ !”
ตอนล้างแผล หลินเว่ยเว่ยเจ็บจนต้องกัดฟัน น้ำตาแทบจะไหลออกมา ฉีดยาชาไม่ได้หรือ ? ตอนนั้นตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤติ ชีวิตของคนสองคนอยู่ในมือนางคนเดียว นางจึงได้แต่คว้าทุกอย่างเท่าที่ทำได้และไม่รู้สึกเจ็บอันใดหรอก ทว่าตอนนี้…เจ็บจะตายอยู่แล้ว !
นางหวงก็เช็ดน้ำตาอยู่ด้านข้างพลางถามไม่หยุดปาก “ท่านหมอเหลียง เสี่ยวเว่ยบาดเจ็บหนักเช่นนี้จะส่งผลต่อการใช้งานของมือหรือไม่ ?”
เมื่อล้างแผลเสร็จแล้วหมอเหลียงก็พันแผลที่มือของนางใหม่อีกครั้งพลางกล่าวว่า “ไม่หรอก ไม่ได้บาดเจ็บถึงกระดูก ล้วนเป็นบาดแผลภายนอกทั้งสิ้น !”
หลินเว่ยเว่ยแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง “ท่านแม่เจ้าคะ ท่านเลิกร้องได้แล้ว ข้าเห็นจนจะร้องตามอยู่แล้ว ดูสิ น้ำตาข้าไหลออกมาเพราะท่านทั้งนั้น !”
นางหวงรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาและมองบุตรสาวอย่างเหนื่อยใจ “ก่อนขึ้นเขา เจ้าสัญญากับแม่ไว้ว่าอย่างไร ?”
“ข้าก็ไม่ได้ไปในที่มีสัตว์ร้ายเยอะนี่เจ้าคะ” หลินเว่ยเว่ยปากแข็ง
“หน้าผาเป็นสถานที่อันตรายเพียงใด เจ้าก็ยังกล้าไปเช่นนั้นหรือ ? ยังไม่เอ่ยถึงเรื่องแทบเอาชีวิตไม่รอด เจ้ายังทำให้หานเอ๋อร์ลำบากไปด้วย ! จงพูดมา ถ้าเจ้าจับซากต้นไม้ไว้ไม่ได้และไม่มีที่พักเท้าตรงหน้าผา ถ้าพวกเราไม่ได้ไปพบพวกเจ้าทันเวลาแล้ว ทั้งสองคน…” นางหวงคิดแล้วก็กลัว !
“ไอหยา ไอหยา…” หลินเว่ยเว่ยรู้สึกราวกับว่าเอาหูเข้าไปอยู่ในรังผึ้ง นางจึงรีบทำตัวอ่อนแอ “เจ็บจังเลย ! ท่านหมอเหลียง มียาที่กินแล้วไม่รู้สึกเจ็บหรือไม่ ? หรือยาสลบที่กินแล้วทำให้ข้าไม่ได้สติไปเลย !”
หมอเหลียงกำลังดึงเศษไม้ออกจากแขนนาง เขาเป่าเคราไปมาก่อนจะกล่าวว่า “ไม่มี ! ตัวข้าเป็นหมอมีจรรยาบรรณ ไฉนเลยจะมียานอกรีตเหล่านั้น ? กินแล้วก็ไม่เจ็บอีก เจ้าช่างกล้าคิด !”
แค่จัดการเศษหินเศษไม้ในแขนหลินเว่ยเว่ยก็กินเวลานานถึง2เค่อแล้ว หลินเว่ยเว่ยเหงื่อออกด้วยความเจ็บปวด นางแทบอยากสลบไปเสียตอนนั้น
โชคดีที่บาดแผลตรงแขนของนางล้วนเป็นบาดแผลภายนอก รักษาตัวประมาณครึ่งเดือนก็กลับมาเป็นหญิงแกร่งผู้มีชีวิตชีวาได้แล้ว !
หลังส่งท่านหมอเหลียงออกไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยที่ถูกพันแขนจนเป็นมัมมี่ก็จับจ้องไปยังเจียงโม่หานที่กำลังถือถ้วยยาสุดขมเข้ามา “บัณฑิตน้อย ที่จริงแล้วบาดแผลของข้าไม่ต้องดื่มยาหรอก นอนพักสักตื่น แล้วพรุ่งนี้ก็กลับมากระโดดโลดเต้นได้เหมือนเดิม !”
“ไม่ได้ ! ยาที่หมอเหลียงสั่งให้ เจ้าต้องดื่มให้หมด ! จะดื่มเองหรือให้ข้าป้อน ?” เจียงโม่หานทำสีหน้าเที่ยงธรรมโดยไม่คิดจะให้ต่อรองแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เผยรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์และหลอกบัณฑิตหนุ่มว่า “ป้อนด้วยปากหรือ ?”
เจียงโม่หานไม่พูดไม่จา ใช้มือข้างที่ไม่บาดเจ็บตักยาเข้าปากตนเอง หลินเว่ยเว่ยตกใจจนหน้าถอดสีจึงรีบเข้ามาแย่งถ้วยยาแล้วดื่มรวดเดียวทันที มันขมจนนางต้องขมวดคิ้ว “ข้าล้อเล่น…ข้าว่านะ บัณฑิตน้อย ความหนาของใบหน้าที่เจ้าฝึกออกมาได้นี้ ! ต้องขอบคุณข้าคนเดียว !”
“เดี๋ยวเจ้าก็จะเป็นว่าที่ภรรยาของข้า การป้อนยาเจ้าจะเป็นไร ?” น้ำเสียงของเจียงโม่หานเหมือนกับทั้งสองคนเป็นสามีภรรยากัน จู่ๆก็เหมือนว่าร่างกายของบัณฑิตหนุ่มได้ทลายจุดชีพจรและมีทักษะการต่อต้านคำพูดเชิงล้อเล่นขึ้นมา นี่มัน…ไม่ตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ !
ล้อเล่นหรือ โลกของเรามีสัตว์ประหลาดมากกว่า50-60ตัว เหตุใดยังต้องมากลัวลูกไก่อย่างเจ้า ? ก็มาสิ !
“ไม่สนุกเลย !” หลินเว่ยเว่ยยังนึกถึงบัณฑิตหนุ่มผู้ไร้เดียงสาซึ่งสามารถบันดาลโทสะได้เพียงกดปุ่มเปิด
ต่อจากนั้นเจียงโม่หานก็ยัดผลไม้อบแห้งเข้าปากนางหนึ่งชิ้น หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวด้วยความจู้จี้ “ไม่อยากกิน อยากกินของเผ็ด…”
เจียงโม่หานทำใจแข็งแล้วปฏิเสธคำขอ “ท่านหมอบอกแล้วว่างดกินของเผ็ด !”
หลินเว่ยเว่ยเบะปาก จากนั้นก็เริ่มกังวล “มื้อเย็นใครทำอาหาร ? อย่าบอกว่าเป็นพี่ใหญ่ ? ข้ากลัวว่าหากได้กินโจ๊กของนางแล้วจะไม่ได้เห็นแสงอรุณในวันรุ่งขึ้น…”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ทนหิวต่อไป ! โจ๊กที่ข้าต้มมันเป็นอย่างไร ? กลัวว่าข้าจะวางยาพิษเจ้าหรือ ?” บุตรสาวคนโตตระกูลหลินผลักประตูเข้ามา นางได้ยินคำพูดประโยคนี้พอดีจึงโมโหจนแทบอยากเอาโจ๊กในมือสาดหน้าน้องสาว
เจียงโม่หานย้ายโต๊ะมาไว้ข้างหลินเว่ยเว่ย หลังจากรับโจ๊กมาวางไว้ที่โต๊ะแล้ว เขาก็ใช้มือซ้ายหยิบช้อนเพื่อตักโจ๊กขึ้นมา1คำ เป่าให้คลายความร้อนสักพักหนึ่งก่อนจะลองชิม “ไม่แย่ รสชาติพอใช้ได้ ! น่าจะเป็นป้าหวงต้มให้เจ้า !”
หลังกล่าวจบ เขาก็ยื่นช้อนมาที่ริมฝีปากหลินเว่ยเว่ยซึ่งจ้องช้อนอยู่นานสองนาน ก่อนจะกล่าวขึ้นมาเบาๆ “ช้อนนี้…เมื่อครู่เจ้าใช้แล้ว…”
“ใช้แล้วอย่างไร ? เจ้ารังเกียจข้าหรือ ?” สีหน้าของเจียงโม่หานเปลี่ยนไปทันที ถ้าเจ้ากล้าพูดคำว่ารังเกียจออกมา ข้าจะสาดโจ๊กใส่หน้าเจ้าแน่
หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม “ไม่ใช่ ถ้าข้ากินช้อนที่เจ้าใช้มาก่อนก็ไม่เท่ากับว่า…พวกเราจุมพิตกันหรือ ? ไม่ค่อยดีหรอก นี่มันเร็วเกินไป…อือ !”
นางยังไม่ทันได้พูดจบก็เห็นบัณฑิตหนุ่มเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว จากนั้นริมฝีปากอุ่นร้อนก็เข้ามาสัมผัสกับอวัยวะเดียวกันแล้วผละออกทันที อะ…อะไรกัน ? นาง…นางถูกบัณฑิตน้อยจูบหรือ…
“ตอนนี้…กินโจ๊กดีๆได้แล้วหรือยัง ?” ภายใต้การอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงของสองพี่น้อง เจียงโม่หานก็ยัดช้อนเข้าปากหลินเว่ยเว่ย
ตอนที่ 222: ผิดกฎหมายหรือ ?
หลินเว่ยเว่ยสำลักและไออย่างแรง เจียงโม่หานจึงรีบส่งน้ำอุ่นให้นางดื่ม “กินดีๆ อย่ามัวคิดเรื่องไร้สาระ !”
“ไม่สิ…บัณฑิตน้อย เจ้าคงไม่ได้โดนวิญญาณร้ายแห่งขุนเขาเข้าสิงร่างใช่หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยดื่มน้ำหมดภายในอึดใจเดียว แม้จะระงับอาการสำลักได้ ปากของนางยังค่อนข้างแห้ง…ไอหยา นี่ข้าได้จูบกับหนุ่มรูปงามระดับพระเอกเชียวหรือ นางเป็นบุตรสาวแท้ๆของสวรรค์จึงมีโชคดีเยอะมาก ! แต่แล้วนางก็เริ่มเสียใจเพราะเมื่อครู่ไม่ฉวยโอกาสจูบตอบอีกฝ่าย
เจียงโม่หานพูดด้วยน้ำเสียงสมเหตุสมผล “จุมพิตว่าที่ภรรยาของตนจะเป็นอะไร ? ผิดกฎหมายหรือ ?” ถ้าลองมองให้ดีแล้วใบหูของเขาเริ่มเจือสีแดงระเรื่อขึ้นมา
“ไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่…เจ้าถามความเห็นของข้าหรือยัง ?” หลินเว่ยเว่ยแตะริมฝีปากของตนคล้ายกำลังย้อนนึกถึงรสจูบแต่แล้วก็ดูเหมือนต้องผิดหวังอีกครั้ง
“เจ้า…ไม่เห็นด้วยหรือ ?” เจียงโม่หานเริ่มหงุดหงิด ดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยคำข่มขู่…เจ้าลองพูดว่าไม่เห็นด้วยสิ
หลินเว่ยเว่ยจิ้มใบหน้าของเขาแล้วฉีกยิ้มขณะพูด “ข้าเห็นด้วยหรือไม่ เจ้าจะรู้ได้ตอนที่ถามข้าอีกครั้ง ?”
“ไม่ถาม !” เจียงโม่หานไม่มีทางหลงกลนางเด็ดขาด
“ถามหน่อยสิ !” หลินเว่ยเว่ยบิดตัวไปมาอย่างขี้เล่น
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินทนมองต่อไม่ไหว หลังจากถูแขนที่ขนลุกชันแล้วนางก็ทิ้งคำพูดประโยคสั้นๆไว้ว่า “ประเดี๋ยวข้าจะเข้ามาเก็บชาม…” เสียงเพิ่งเงียบ ตัวคนก็ออกไปราวกับหายตัวได้
เจียงโม่หานมองโจ๊กที่กำลังจะเย็น ทันใดนั้นมุมปากก็โค้งขึ้น “ถ้าเจ้าเป็นเด็กดียอมกินโจ๊กจนหมด ข้าจะให้รางวัลเป็นสิ่งที่เจ้าต้องการ…”
หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็แย่งช้อนในมืออีกฝ่ายมาถือแล้วใช้มือข้างที่ไม่เจ็บตักโจ๊กกินอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับว่าโจ๊กไม่ร้อนเลยสักนิด…เด็กตัวแสบ !
“กินหมดแล้ว ! มาสิ !” หลินเว่ยเว่ยทำปากราวกับตุ่นปากเป็ด นางหลับตาและรอรับรางวัลที่ควรได้
เจียงโม่หานย้ายโต๊ะข้างเตียงออกไป จากนั้นก็ประคองนางให้นอนลง
หลินเว่ยเว่ยตกใจทันที ! นี่เขากำลัง…ขึ้นรถก่อนซื้อตั๋วโดยสารอย่างนั้นหรือ ? ไม่ค่อยดีกระมัง ? นางยังเป็นเด็กอยู่เลย…
ระหว่างห่มผ้าผืนบางให้นาง เจียงโม่หานก็เหลือบมองท่าทางคิดไปเองของอีกฝ่าย เขาจึงยื่นมือไปดีดหน้าผากขาวเนียน “คิดอันใดอยู่ ? สิ่งจำเป็นสำหรับเจ้าในเวลานี้คือการพักผ่อน ! นอนเถิด !”
“เจ้าเล่ห์ ! เมื่อครู่เจ้ายังพูดอยู่ชัดๆว่าจะให้รางวัลในสิ่งที่ข้าต้องการ ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุด ! อย่ามาเล่นคำกับข้าหน่อยเลย !” หลินเว่ยเว่ยทุบเตียงด้วยความโมโห…โอ๊ย ! มือที่ใช้ทุบดันเป็นมือข้างที่เจ็บเสียอีก เจ็บชะมัด !
เจียงโม่หานขมวดคิ้วพลางค่อยๆยกมือข้างที่บาดเจ็บของนางขึ้นมาแล้วพยายามมองว่าแผลเปิดหรือไม่ “เหตุใดจึงไม่ระวัง ? ถ้าเจ้ายังทำเช่นนี้อีก ข้าจะโมโหจริงๆแล้วนะ !”
“เป็นเจ้าที่เสียสัจจะก่อน !” หลินเว่ยเว่ยทำสีหน้าเรียกร้อง ดวงตากลมโตทั้งสองข้างฉายคำว่าน้อยใจ
เจียงโม่หานจึงกล่าวด้วยความเหนื่อยหน่าย “เอาเถิด เจ้าอยากได้สิ่งใดก็บอกมาสิ !”
“ข้าอยากให้เจ้า…มานอนเป็นเพื่อน !” หลินเว่ยเว่ยตบเตียงพร้อมสีหน้าขี้เล่น…ดูสิว่าเจ้าจะกล้าหรือไม่ ?
‘เพล้ง’ ถ้วยที่เต็มไปด้วยน้ำผสมน้ำผึ้งร่วงหลุดจากมือนางหวงแล้วกระแทกกับพื้นจนแตกเป็นเสี่ยง ส่วนตัวนางหวงกำลังยืนตกตะลึงอยู่กับที่และมองมาทางบุตรสาวด้วยความตกตะลึง
“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าหยอกบัณฑิตน้อยเล่น !” หลินเว่ยเว่ยเลิ่กลั่กทันที ราวกับเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โดนผู้ปกครองจับได้ นางจึงมีสีหน้าย่ำแย่
เจียงโม่หานหูแดงกว่าเดิม เขาใช้สีหน้าไร้อารมณ์ปกปิดความเขินอายเอาไว้ หลังก้มเก็บเศษถ้วยที่แตกแล้วเขาก็ผลักบานประตูพร้อมเดินออกไป
นางหวงเข้ามานั่งตรงขอบเตียง ขณะมองบุตรสาวแล้วก็เหมือนว่าต้องการที่จะเอ่ยบางอย่างออกมาแต่ก็ไม่ได้พูด หลินเว่ยเว่ยไม่รู้จะเอ่ยเรื่องใดจึงได้แต่ฉีกยิ้มอย่างโง่งม
นางหวงถอนหายใจ ในที่สุดก็เรียบเรียงถ้อยคำได้ “เสี่ยวเว่ย ! น้าเฝิงบอกว่าผ่านไปอีกสองวันก็จะมาสู่ขอเจ้า ความหมายของแม่คือให้พวกเจ้าหมั้นหมายกันไว้ก่อน ผ่านไปอีกสักสองปีค่อยแต่งงาน เจ้าคิดว่าอย่างไร ?”
“ข้าหรือ ? ข้าคิดว่า…ดีอยู่แล้วเจ้าค่ะ ! ข้ายังอยากอยู่บ้านเป็นเพื่อนท่านสักสองสามปี !” หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าด้วยความจริงจัง…เรื่องแต่งงานนั้นนางไม่รีบ จริงๆนะ !
นางหวงยังพูดต่อ “พอหมั้นกันแล้วพวกเจ้าจะเดินใกล้กันเกินไปไม่ได้…หานเอ๋อร์ยังต้องสอบจอหงวนและในอนาคตต้องเป็นขุนนาง จะมีความด่างพร้อยไม่ได้เด็ดขาดเพราะจะทำให้โดนวิจารณ์ !”
“ข้ารู้ ! ต่อไปข้าจะทบทวนให้ถี่ถ้วน ในอดีตปฏิบัติกับเขาเช่นไร ต่อไปก็จะทำกับเขาเช่นนั้น…”
พอนางหวงได้ยินเช่นนั้นก็ดูเหมือนว่าอยากจะพูดบางอย่างขึ้นมาอีกครั้ง…ท่าทีที่เจ้าเคยปฏิบัติต่อเขาก็สนิทและเป็นกันเองเกินไป ทว่าเดิมทีเด็กทั้งสองคนก็คบหากันเช่นนี้อยู่แล้ว จู่ๆจะให้อีกคนมาทำตัวเย็นชาใส่อีกฝ่ายก็คงส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของว่าที่สามีภรรยา
เฮ้อ ! ไม่ว่าบุตรจะเติบโตมากเพียงใดก็ยังเป็นเด็กในสายตาบิดามารดาเสมอ แม้กังวลว่าเด็กทั้งสองจะใกล้ชิดกันมากเกินไปแล้วควบคุมตนเองไม่อยู่พาลให้เกิดเรื่องขึ้นมา แต่ก็กังวลว่าหากให้ทั้งสองคนเว้นระยะห่างจากกัน ในอนาคตคงจะแยกทางกันเสียมากกว่า ช่างเถิด จะเป็นเช่นไรก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ อย่างมากสุดคือนางกับนางเฝิงจับดูไว้หน่อยก็พอแล้ว
“ท่านแม่เจ้าคะ ท่านช่วยหยิกข้าหน่อย !” จู่ๆ หลินเว่ยเว่ยที่นอนอยู่ก็หัวเราะใต้ผ้าห่ม
นางหวงมองด้วยความสงสัยแล้วเอื้อมมือไปลูบหน้าผากอีกฝ่าย เด็กโง่คงไม่ได้เป็นไข้หรอกนะ เหตุใดจึงอยากให้ทำเรื่องประหลาดเช่นนี้ ?
“รู้สึกราวกับฝันไม่มีผิด !” หลินเว่ยเว่ยทำหน้าเพ้อฝัน “ท่านแม่เจ้าคะ ท่านคิดว่าบัณฑิตน้อยที่ดูดีถึงเพียงนั้น แถมสติปัญญาก็ดีจนแม้แต่อาจารย์เอ่ยปากชม เหตุใดผู้ชายที่น่าทึ่งจึงมาชอบข้าได้ ?”
“เด็กโง่ มีใครพูดด้อยค่าตัวเองเหมือนเจ้าบ้าง ? หานเอ๋อร์เก่งมากก็จริง แต่ลูกสาวของแม่ก็ดีไม่แพ้กัน ! ไม่อย่างนั้นในหมู่บ้านที่มีเด็กสาวมากมาย เหตุใดหานเอ๋อร์จึงมาชอบเสี่ยวเว่ยของบ้านเราคนเดียวเล่า ?” บุตรของบ้านตนย่อมดีทุกอย่าง ! ในใจของนางหวงคือบุตรสาวคนรองทั้งเก่งและกล้าหาญ มีลูกบ้านไหนที่สามารถทำให้ครอบครัวยากจนมีสภาพเหมือนปัจจุบันในระยะเวลาอันสั้นแค่ครึ่งปีเท่านั้น
หลินเว่ยเว่ยเริ่มกลัวกับสิ่งที่จะได้มาครอบครอง “ท่านแม่เจ้าคะ ท่านคิดว่า…วันนี้บัณฑิตน้อยจะตัดสินใจเพราะความคิดชั่ววูบหรือไม่ ? ถ้าพรุ่งนี้เขาเกิดรู้สึกคิดผิดขึ้นมาแล้วคืนคำ ไม่ดีเลย เมื่อครู่ตอนที่ท่านหมอเหลียงอยู่ด้วย เราน่าจะหมั้นกันให้สิ้นเรื่องไปเลย !”
นางหวงจิ้มใบหน้าของบุตรีด้วยความขบขัน “ถ้าหานเอ๋อร์เป็นคนไร้สัจจะจริงๆ แม้เขาจะมีอนาคตเพียงใดเราก็ไม่ต้องการ ! รีบพักผ่อนเถิด อย่าเอาแต่คิดเรื่องไร้สาระ !”
ใช่ ! ต้องใจเย็นเอาไว้ จะให้ความงามมอมเมาไม่ได้เด็ดขาด ! ถ้าพรุ่งนี้บัณฑิตน้อยกล้ากลับคำขึ้นมา นางจะเตะเขาจนกระเด็นไปบ้านข้างๆ แล้วไม่ให้เขาเหยียบบ้านตระกูลหลินอีกเลย ของอร่อยที่นางทำเหล่านั้น แม้จะต้องเอาไปให้สุนัข นางก็จะไม่ให้เขากิน !
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ค่อยๆหลับตาลง นางหวงกลัวว่าบุตรีจะตื่นมาหิวน้ำกลางดึกหรือเข้าห้องน้ำไม่สะดวกจึงคอยอยู่ดูแลด้านข้าง
หลังค่ำคืนผ่านไป วันรุ่งขึ้นก็มาเยือน หลินเว่ยเว่ยได้ยินเสียงอ่านตำราพึมพำในลานบ้านจึงขยี้ตาแล้วลุกขึ้น เมื่อเปิดประตูออกมาแล้ว ดวงอาทิตย์ก็เกือบอยู่เหนือศีรษะ !
“ฮ่าฮ่า พี่รองเป็นหนอนขี้เกียจ อาทิตย์ส่องก้นแล้วเพิ่งตื่น !” เจ้าหนูน้อยที่กำลังเรียนหนังสือกับพี่ชายรีบวางตำราลง เจ้าเด็กนี่ ใจกล้าแล้วสินะ กล้าล้อนางแล้ว !
หลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามาอุ้มเขาแล้วเหวี่ยงไปรอบๆสองครั้ง เจียงโม่หานที่กำลังนั่งอ่านตำราใต้ต้นพลับจึงรีบโยนตำราทิ้งแล้วเดินเข้ามารับตัวเจ้าหนูน้อย จากนั้นก็หันไปถลึงตาใส่นาง “ระวังบาดแผล !”
ตอนที่ 223: ฟ้าบกพร่อง vs ดินแหว่งเว้า
หลินเว่ยเว่ยก้มหน้ามองแขนของตน จากนั้นก็หันไปมองแขนขวาที่โดนพันแล้วดามขึ้นมาบนหน้าอกของบัณฑิตหนุ่ม ทันใดนั้นนางก็หัวเราะเสียงดังลั่น “เราสองคน คนหนึ่งเป็นฟ้าบกพร่อง อีกคนเป็นดินแหว่งเว้า ช่างเป็นพี่น้องผู้ตกทุกข์ได้ยากมาด้วยกันเหลือเกิน !”
เจียงโม่หานยกน้ำแปรงฟันมาให้พร้อมยัดแปรงใส่มือนาง “มีแค่เจ้าเท่านั้นที่ชอบล้อเลียน !” ตัวเขาเองไม่สังเกตเหมือนกันว่าภายใต้คำที่ฟังเหมือนดุด่าของตนได้แฝงไปด้วยการตามใจนางมากเพียงใด !
“ท่านแม่เจ้าคะ เช้านี้ทำของอร่อยใดหรือ ? ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว !” เมื่อวานอยู่ที่หน้าผาทั้งวัน ตกกลางคืนได้กินโจ๊กแค่ถ้วยเดียว พยาธิในกระเพาะจะไม่น้อยอกน้อยใจหมดหรือ ?
นางหวงยกถาดซาลาเปาเข้ามา “ทำซาลาเปาไส้ผักแห้งหมูสับแล้วก็น้ำเต้าหู้ที่เจ้าชอบกิน !”
ในหมู่บ้านไม่มีเครื่องทำเต้าหู้ ดังนั้นเวลาอยากกินน้ำเต้าหู้ต้องไปยืมใช้เครื่องบดถั่วเหลืองจากอีกหมู่บ้านหนึ่ง แค่เดินทางไปกลับก็ใช้เวลา1ชั่วยามแล้ว ดังนั้นแม้หลินเว่ยเว่ยจะชอบดื่มก็รบกวนให้ที่บ้านทำน้ำเต้าหู้น้อยมาก
“ใครไปบดถั่วเหลืองมาหรือเจ้าคะ ?” หลินเว่ยเว่ยดื่มน้ำเต้าหู้หนึ่งถ้วยหมดอย่างรวดเร็ว เจ้าหนูน้อยยังยกออกมาจากครัวให้นางอีกหนึ่งถ้วย
“เป็นต้าฮว๋า ฟ้ายังไม่สางเขาก็ออกจากบ้านแล้ว !” บุตรชายคนโตรู้จักเอาใจพี่รองบ้างแล้ว นางหวงรู้สึกปลื้มใจมาก ตอนนี้การที่เด็กในบ้านขยันและรู้ความทำให้นางดีใจยิ่งกว่าสิ่งใด มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่นางยังกังวลก็คือความสัมพันธ์ของบุตรสาวคนโตกับบุตรสาวคนรอง แม้จะผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง แต่พอทั้งสองคนเจอหน้ากันทีไรก็ปะทะคารมกันตลอด เมื่อใดจะรักใคร่ปรองดองกันเสียที ?
เมื่อกินซาลาเปาไป5ลูก หลินเว่ยเว่ยก็ลูบท้องด้วยความพึงพอใจ จากนั้นก็แบกแขนที่บาดเจ็บของตนเดินออกไปนอกบ้าน
เจียงโม่หานส่งเสียงเรียก “จะไปไหน ?” เด็กคนนี้บาดเจ็บแล้วไม่รู้จักรักษาตัวอยู่บ้าน ยังคิดจะวิ่งออกไปข้างนอก ไม่รักตัวเองเลย !
หลินเว่ยเว่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม “เมื่อวานเราไม่ได้เจอป่าต้นเจินกับถั่วสมองสองสามแห่งหรือ ? ป่าสนแดงก็มีอยู่บ้างประปราย ข้าจะนำข่าวนี้ไปบอกพวกผู้ใหญ่บ้าน !”
“ข้าไปเอง ! เจ้าทำตัวดีๆอยู่ที่บ้านไปเถิด !” เจียงโม่หานเหลือบมองแขนของอีกฝ่าย
หลินเว่ยเว่ยยู่ปากไปทางแขนของเขาเช่นกัน…พี่ใหญ่อย่าว่าพี่รองเลย เราก็เหมือนกันนั่นแหละ !
ผ่านไปไม่นานผู้ใหญ่บ้านก็เรียกรวมตัวคนหนุ่มสาวและวัยกลางคนในหมู่บ้านอีกครั้ง ทุกคนยังมารวมตัวกันที่ลานตากข้าวของหมู่บ้าน สีหน้าแต่ละคนเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข…นี่เป็นภาพแสนคุ้นเคยเพียงใด ? เมื่อก่อนตอนที่นางหนูรองพาพวกตนขึ้นเขาไปเก็บลูกสน ทุกคนก็มารวมตัวกันที่นี่
ผู้ใหญ่บ้านยืนอยู่บนก้อนหินซึ่งพื้นราบเรียบก้อนหนึ่ง เขายกมือขึ้นส่งสัญญาณ ทันใดนั้นเสียงพูดคุยสนุกสนานของชาวบ้านก็หยุดลงทันที ผู้ใหญ่บ้านจึงเริ่มเปล่งเสียงดังลั่น “พวกเจ้าคงทราบถึงสาเหตุที่ข้าเรียกมารวมตัวแล้วใช่หรือไม่ ? ใช่แล้ว นางหนูรองพบป่าสนแดงอีกสองสามแห่ง บริเวณใกล้เคียงยังมีต้นเจินและถั่วสมองอยู่ด้วย ที่สำคัญคือไม่มีสัตว์ร้าย จึงปลอดภัยมาก !”
“เยี่ยมไปเลย นางหนูรองคนนี้เป็นเด็กที่มีคุณธรรมสูงส่ง เวลาเจอของดีก็ไม่เคยลืมพวกเรา !”
“ใช่แล้ว ! ป่าสนแดงผืนนั้นถ้าไม่ได้โชคจากนาง ไฉนเลยพวกเราจะกล้าไปเยือน ? แม้แต่หมีควายก็โดนนางไล่มาแล้ว ราวกับพอสัตว์ป่าเห็นนางก็ตกใจจนเกลียดที่พ่อแม่ไม่ให้ขาพวกมันเพิ่มอีกสองสามขา !”
“อาจเป็นเช่นนั้นจริงก็ได้ ! พรานหวังไม่ได้พูดแล้วหรือว่าแถวป่าสนแดงมีร่องรอยของฝูงหมาป่า พวกเราก็ไปเก็บเมล็ดสนนานหลายวันแล้วก็ไม่เห็นหมาป่าสักตัว ฝูงหมาป่าอาจรู้ว่านางหนูรองอยู่ที่นั่นก็เลยตกใจจนไม่กล้าออกมาปรากฎตัว !”
“พวกเจ้าคิดว่าจู่ๆนางหนูรองก็ไม่โง่เขลา จะเป็นเพราะได้พบเทพเจ้าแห่งขุนเขาจึงโดนประทานพรให้รู้สติหรือไม่ ? การที่พวกสัตว์ป่าในหุบเขาปล่อยนางเดินเล่นอย่างอิสระ อาจเพราะเป็นที่รักของเทพเจ้าแห่งขุนเขาหรือเปล่า ?”
“เรื่องนี้จะเอามาพูดเล่นไม่ได้ อย่าทำให้ท่านเทพเจ้าแห่งขุนเขาต้องขุ่นเคืองเชียวล่ะ…”
“เมื่อคืนบ้านตระกูลหลินวิ่งไปตามหมอเหลียง ข้าได้ยินว่านางหนูรองได้รับบาดเจ็บด้วยล่ะ…”
“จริงหรือ ? เช้าวันนี้ข้ายังเจอนางหวงอยู่เลย ถ้านางหนูรองบาดเจ็บแล้ว สีหน้าของมารดาไม่มีทางเป็นปกติได้หรอก”
“ต้าซวน บ้านเจ้ากับบ้านตระกูลหลินสนิทกัน แม่ยายของเจ้ายังไปทำงานที่บ้านของนาง เจ้าได้ยินข่าวใดมาบ้างหรือไม่ ?”
สายตาของทุกคนหยุดอยู่ที่หลิวต้าซวน วันนี้ท่านแม่ยายไปที่บ้านตระกูลหลินจริงๆ ทว่ากระทั่งเที่ยงวันจึงเพิ่งกลับมา แล้วต้าซวนจะรู้ได้อย่างไร
ในขณะที่เขาไม่รู้จะตอบเช่นไร จู่ๆก็มีคนตะโกนขึ้นว่า “นางหนูรองมาแล้ว !”
เป็นอย่างที่คิดว่าหลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามาพร้อมแขนที่โดนพันไว้ข้างหนึ่ง ด้านหลังยังมีเจียงโม่หานภายใต้ใบหน้าบึ้งตึงตามมาด้วย
ผู้ใหญ่บ้านเข้าไปต้อนรับ ทุกคนจึงเดินตามมาล้อมรอบเหมือนกัน ผู้ใหญ่บ้านมองแขนของนางแล้วถามว่า “นางหนูรอง เจ้าเป็นอะไรไป ? คงไม่ได้บาดเจ็บเพราะขึ้นเขาไปหาแหล่งของป่าแทนทุกคนกระมัง ? อาการเป็นเช่นไรบ้าง ?”
เมื่อชาวบ้านฉือหลี่โกวได้ยินดังนั้นก็ทั้งซาบซึ้งและรู้สึกผิด
หลินเว่ยเว่ยโบกมือ “ไม่เป็นไรมาก แค่โดนกิ่งไม้ข่วนเท่านั้น เป็นแค่บาดแผลภายนอก รักษาตัวสักสองวันก็หายแล้ว ! พวกท่านดูสิ ข้ายังกระโดดโลดเต้นได้เหมือนเดิมไม่ใช่หรือ ?” ขณะพูดนางก็กระโดดอยู่กับที่สองสามครั้งเพื่อพิสูจน์ว่าตนสบายดี !
ผู้ใหญ่บ้านเห็นนางยังมีชีวิตชีวาไม่น้อยจึงสบายใจขึ้นมาทันที “บาดเจ็บอย่างไรก็ควรพักอยู่บ้านสักสองวัน…”
“ได้ยินหรือไม่ ? เดินตามหลังผู้ใหญ่สุนัขไม่กัด เข้าใจหรือเปล่า ?” เจียงโม่หานกวาดสายตามองนาง ไม่เชื่อฟังกันเลย !
หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้ากินอิ่มแล้วอยากออกมาเดินเล่นไม่ได้หรือ ? เหตุใดต้องทำหน้าเครียดถึงเพียงนั้น ?”
นางยังพูดกับผู้ใหญ่บ้านว่า “ที่นั่นมีต้นสนไม่มาก แต่ทุกคนแบ่งกันสักสองสามร้อยชั่งยังพอได้แล้วก็ยังมีต้นเจินกับต้นถั่วสมองที่มีผลเต็มต้น !”
ใบหน้าพวกชาวบ้านเต็มไปด้วยความดีใจ หนึ่งในชาวบ้านคนหนึ่งถามว่า “เมล็ดต้นเจินกับถั่วสมองนั้นโรงงานแปรรูปของเราก็รับซื้อหรือ ?”
“รับสิ ! ซื้อตามราคาตลาด !” หลินเว่ยเว่ยไขข้อข้องใจให้ทุกคน พวกเขากังวลว่าพอขนกลับมาแล้วจะขายไม่ออกจนดีใจเก้อ
ผู้ใหญ่บ้านถามด้วยความห่วงใย “มันทั้งเปลือกหนาและแข็ง จะขายออกจริงหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยนึกถึงปากคีบถั่วสมองที่ได้มาเป็นของแถมตอนซื้อถั่วของชาติที่แล้ว นางจึงตอบด้วยรอยยิ้ม “วางใจได้ ! วิธีแก้ย่อมมีมากกว่าปัญหา ! สถานที่แห่งนั้นอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของภูเขา ข้าทำสัญลักษณ์ไว้ตลอดทาง หาไม่ยากหรอก ! ระหว่างทางไม่พบร่องรอยสัตว์ร้าย ทว่าอย่างไรก็ให้ลุงหวังนำทางดีกว่า ป้องกันไว้ดีกว่าตามแก้ !”
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าและยังหันมามองที่มือของนาง “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวล พักรักษาตัวให้ดีเถิด !”
จนถึงตอนนี้เขาเพิ่งสังเกตว่าแขนของเจียงโม่หานก็ถูกดามไว้จึงถามว่า “บัณฑิตเจียง…ก็บาดเจ็บเหมือนกันหรือ ?”
“อ้อ…เขาน่ะ ! เมื่อวานฝึกเขียนอักษรนานเกินไป กระดูกไหล่จึงเคลื่อน !” หลินเว่ยเว่ยกลัวเจียงโม่หานจะพูดออกมา นางจึงชิงพูดเรื่องไร้สาระก่อนจนเจียงโม่หานหันมาถลึงตาใส่ !
ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านที่อยู่โดยรอบเผยแววตาชื่นชมทันที “บัณฑิตเจียงเพียรศึกษายิ่งนัก ไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดอายุยังน้อยก็สอบบัณฑิตถงเซิงได้แล้ว ! ไม่แน่ว่าปีหน้าหมู่บ้านเราอาจมีซิ่วไฉก็ได้ ทว่าบัณฑิตเจียงก็ควรคำนึงถึงสุขภาพบ้าง ไม่ควรหักโหมจนร่างกายเหนื่อยล้ามากเกินไป !”
ตอนที่ 224: ทำให้เจ้าเอื้อมไม่ถึง
เจียงโม่หานยังช้อนสายตามองหลินเว่ยเว่ยอีกครา เขาขานรับผู้ใหญ่บ้าน ‘อืม’ อีกสองสามครั้ง เดิมทีก็เป็นคนพูดน้อยและให้ความรู้สึกห่างเหินอยู่แล้วทุกคนจึงชินชาไปโดยปริยาย
หลังออกมาจากลานตากข้าวแล้วเจียงโม่หานก็พูดกับหลินเว่ยเว่ยด้วยความเหนื่อยหน่ายปนเอ็นดู “ตอนนี้กลับบ้านได้หรือยัง ?”
“รีบไปไหนเล่า? กระดูกในร่างกายของเรา เราย่อมรู้จักดี…” หลินเว่ยเว่ยเดินเล่นมาจนถึงโรงงานแปรรูปเมล็ดสน นางให้ป้ากุ้ยฮวาตัดสินใจจ้างคนกะเทาะเปลือกสีน้ำตาลอีกสองสามคน…เนื้อเมล็ดสนที่หยวนเค่อหลายรับซื้อ แม้จะนับค่าจ้างคนงานแล้วราคาก็แพงกว่าเมล็ดสนธรรมดาเยอะมาก !
“เจ้าน่ะเห็นแก่เงิน !” เจียงโม่หานเค้นเสียง ฮึ พร้อมสีหน้าเย็นชา แต่ตอนที่หลินเว่ยเว่ยกระโดดข้ามคูน้ำ เขากลับเอื้อมมือไปประคองโดยใช้ท่าทางเย็นชาที่สุดมากระทำเรื่องของชายอบอุ่น…บัณฑิตน้อยช่างน่ารักเหลือเกิน !
หลินเว่ยเว่ยเพลิดเพลินกับแฟนหนุ่มของตน ก่อนจะพูดว่า “แค่พูดไม่กี่ประโยค ข้าไม่เหนื่อยเสียหน่อย !”
เจียงโม่หานถลึงตาใส่ “ที่ข้าพูดไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้ ! เมื่อวานถ้าไม่ใช่เพราะความโลภของเจ้าที่จะเก็บเห็ดหลินจือนั่น เราจะลงเอยด้วยสภาพเช่นนี้หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะอย่างโง่งม “ถ้าเมื่อวานไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าคิดอะไรกับข้า ? พูดมา ! เจ้าเริ่มคิดไม่ซื่อกับข้าตั้งแต่เมื่อใด ?”
“ชายมีใจ หญิงมีรัก เป็นเรื่องไม่ดีงามอย่างไร ? หรือเจ้าคิดว่าพออยู่ต่อหน้าข้าแล้วไม่กล้าเงยหน้ามองคนอื่น เจ้าไม่กล้าออกมาพบหน้าผู้คนอย่างนั้นหรือ ?” เจียงโม่หานตีมือข้างที่ไม่บาดเจ็บของนาง
หลินเว่ยเว่ยรีบยืนตัวตรงและพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “เจ้าดูใบหน้ารูปไข่ของข้าสิ ผิวพรรณเรียบเนียนไร้จุดด่างดำ ดวงตาเปล่งประกาย ตาโต รูปปากเหมือนผลอิงเถา ดูรูปร่างข้าอีกสิ เอวบาง ช่วงขายาว สัดส่วนเหมาะสม แล้วจะไม่กล้าเจอหน้าผู้คนได้อย่างไร ? เจ้าไปถามเลย ทุกคนเห็นข้าหลินเว่ยเว่ยเป็นดอกไม้ของฉือหลี่โกว !”
เจียงโม่หานลูบปลายคางพลางมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หลินเว่ยเว่ยแค่ยกมือกอดอกและทำตัวสั่นเล็กน้อย “เจ้าคิดจะทำอะไร ? ท่านแม่พูดแล้วว่าก่อนพวกเราจะแต่งงานกัน ห้ามใกล้ชิดเด็ดขาด !”
“คิดอะไรของเจ้า ? แม้ข้าเป็นเดรัจฉานก็ไม่มีทางคิดลวนลามถั่วงอกเหี่ยวต้นหนึ่ง !” ประโยคนี้ของเจียงโม่หานเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
หลินเว่ยเว่ยก้มหน้าอกที่เริ่มมีเนินเนื้อขึ้นมาบ้างของตน ทันใดนั้นสีหน้าก็เต็มไปด้วยความโกรธ “เจ้าต่างหากเหี่ยวแห้ง เจ้าต่างหากเป็นถั่วงอก ! ข้าอายุยังน้อย เมื่อก่อนกินไม่อิ่มจึงทำให้เติบโตช้า เจ้ารอดูเถิด…”
“ต่อไปจะให้ข้าเอื้อมไม่ถึงใช่หรือไม่ ?” เจียงโม่หานยังจำคำพูดประโยคนั้นของนางได้…คำพูดมั่นอกมั่นใจที่ว่าตอนนี้ไม่สนใจข้า แล้วต่อไปข้าจะทำให้เจ้าเอื้อมไม่ถึง !
หลินเว่ยเว่ยโมโหจนควันออกหู นางหยิบป้ายหยกกิเลนออกมาแกว่งต่อหน้าเขา “เห็นหรือไม่ ? นี่คืออะไร ? ป้ายหยกของหมินอ๋องซื่อจื่อ เขาพูดแล้วว่าสามารถใช้ป้ายหยกนี้ทำให้ข้าสมปรารถนาได้ ถ้าเจ้ายังทำให้ข้าโมโหอีก ข้าจะถือป้ายหยกไปที่จวนหมินอ๋องและให้พวกเขาแนะนำนายทหารฝีมือดีสักคน หัวหน้าองครักษ์ของจวนหมินอ๋องมีตำแหน่งไม่ใช่หรือ ? อย่างน้อยก็ยังมียศในระดับหนึ่ง !”
เจียงโม่หานรีบชิงป้ายหยกมาจากมือของอีกฝ่ายแล้วพูดว่า “หัวหน้าองครักษ์จวนหมินอ๋องมีตำแหน่งแค่ระดับห้าเท่านั้น พยายามแทบตายก็ให้เจ้าได้แค่อี้เหริน ( ขั้นที่ห้า ) เก้ามิ่ง! ถ้าเจ้าแต่งกับข้าแล้วในอนาคตจะได้เป็นฝูเหริน ( ขั้นที่หนึ่งหรือสอง ) เจ้าไม่ได้ฉลาดนักหรือ ? สิ่งไหนได้กำไรมากกว่ากัน เจ้าจะคำนวณออกมาไม่ได้หรือไร ? ส่วนป้ายหยกนี้ก็เก็บไว้ที่ข้าก่อน !”
“เจ้า ! แย่งของผู้อื่นได้อย่างไร ? ระวังหน่อย อย่าทำมันหัก ! เจ้าสิ่งนี้สามารถช่วยชีวิตในยามวิกฤติได้ !” หลินเว่ยเว่ยอยากเข้าไปแย่งแต่ก็กลัวจับแรงจนป้ายหยกกิเลนหัก นางจึงได้แต่มองอีกฝ่ายเก็บป้ายหยกกิเลนเข้าแขนเสื้อ
ต่อจากนั้นเจียงโม่หานก็หยิบจี้หยกที่มีสีขาวนวลยิ่งกว่าอันใดออกมาแล้วแขวนไว้ที่เอวของนาง “สิ่งนี้ใช้คืนให้เจ้า พอใจหรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยถอดจี้หยกขึ้นมาเล่น “ว้าว ! หยกนี้อุ่นมาก เนื้อใสเนียนนุ่มเหมือนจะเปล่งแสงออกมาได้ด้วย ! เวลาลูบก็อุ่นๆสบายมือไม่น้อย ! บัณฑิตน้อย จี้หยกนี้คงแพงมากใช่หรือไม่ ? เจ้าเอาของมีค่าเช่นนี้มาจากไหน ?”
“จากไหนหรือ ? ก็สืบทอดกันมาน่ะสิ ! ให้ลูกสะใภ้ไม่ให้ลูกสาว ! เจ้าห้ามคิดพิเรนทร์เด็ดขาด ใครให้เงินเยอะแค่ไหนก็ห้ามขาย เข้าใจหรือไม่ ? ในอนาคตต้องมอบมันให้ลูกสะใภ้ของพวกเรา !”
ในอดีตชาติ พอเขาได้ทราบถึงฐานะแท้จริงของตนแล้ว ชีวิตก็เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย เดินบนแผ่นน้ำแข็งบางๆ ไม่แต่งภรรยาและไม่มีลูกไปตลอดชีวิต…ตอนนี้มาลองคิดแล้วถ้าสามารถมีเจ้าถั่วงอกน้อยมาเรียกว่าท่านพ่อสักคนก็ไม่เลวเหมือนกัน !
หลินเว่ยเว่ยลูบไล้ลวดลายบนจี้หยก จากนั้นก็เอียงศีรษะมองเจียงโม่หานพร้อมรอยยิ้ม “บัณฑิตน้อย แบบนี้เรียกว่าเราสองมอบของแทนใจกันหรือไม่ ?”
มอบหรือ ? เห็นอยู่ชัดๆว่าข้าเป็นคนแย่งป้ายหยกกิเลนของหมินอ๋องซื่อจื่อมาเอง ! นางเด็กไม่รู้คุณค่า จี้หยกที่ข้ามอบให้มีค่ายิ่งกว่าป้ายหยกกิเลนเสียอีก !
เจียงโม่หานกำลังจะนำจี้หยกกลับมาแขวนที่เอวของหลินเว่ยเว่ยดังเดิม แต่โดนนางเบี่ยงตัวหลบ “จะแขวนไว้ที่เอวได้อย่างไร ? นี่คือสมบัติที่สืบทอดกันมาเชียวนะ ถ้าไปชนอะไรเข้าจะทำอย่างไร ? พอกลับไปแล้วข้าจะให้ท่านแม่ร้อยเชือกและเอามาสวมเป็นสร้อยคอดีกว่า !”
เจียงโม่หานเห็นนางทำจี้หยกให้มีค่ามากถึงเพียงนั้น อารมณ์ก็ดีขึ้นทันตา คิ้วคลายปมออก มุมปากยกยิ้ม บนกายดูมีรังสีความงามยิ่งกว่าเดิม ทำให้สาวน้อยที่อยู่ในละแวกนั้นร้องอุทานเบาๆ
หลินเว่ยเว่ยเข้าไปบีบใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่าย “ไอหยา ! ใบหน้าที่ดึงดูดผีเสื้อนี้จะทำอย่างไรให้วางใจได้ !” แต่แล้วการกระทำของนางกลับดึงดูดเสียงร้องจากเด็กสาวคนอื่นมากกว่าเดิม
นางหันไปทำหน้าทะเล้นใส่พวกเด็กสาวที่เข้ามาเดินในระยะสายตาของบัณฑิตหนุ่มพลางพูดอย่างภาคภูมิ “ร้องอะไรนักหนา ? หรือเพราะข้าทำในสิ่งที่พวกเจ้าไม่กล้า ?”
หลิวเสี่ยวอิงโกรธจนหน้าแดง นางทวงความยุติธรรมแทนเจียงโม่หาน “บุตรสาวคนรองตระกูลหลิน เจ้าอย่าอาศัยที่ตนเองแรงเยอะและบัณฑิตเจียงตอบโต้ไม่ได้เพื่อเอาแต่รังแกเขา ! เหตุใดจึงมีเด็กผู้หญิงแบบเจ้า ? กิริยาท่าทางไม่สมเป็นกุลสตรี ไม่รู้คิดแม้แต่น้อย !”
เจียงโม่หานขมวดคิ้วมุ่น แววตาเย็นชาขึ้นมาเล็กน้อย เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ผิด ! ใช่ว่าข้าตอบโต้ไม่ได้ แต่ข้าไม่อยากทำ ! ข้ามีความสุขที่จะให้ว่าที่คู่หมั้นบีบแก้ม คนอื่นเข้ามายุ่งให้น้อยๆหน่อย !”
บัณฑิตเจียงกำลังมองข้าอยู่ ! บัณฑิตเจียงพูดกับข้าหรือ ? หลิวเสี่ยวอิงแทบหมดสติ นางไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่ นางมีใบหน้าแดงก่ำพลางก้มหน้าด้วยความเขินอาย แต่แล้วก็กลับมาจ้องหลินเว่ยเว่ยอย่างมั่นหน้าอีกรอบ “มีพวกเราอยู่ ไม่มีทางปล่อยให้เจ้ารังแกบัณฑิตเจียงหรอก !”
ทันใดนั้นเด็กสาวที่อยู่ด้านข้างก็เข้ามากระตุกชายเสื้อของหลิวเสี่ยวอิง ทว่านางสะบัดออกแล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “บัณฑิตเจียงเป็นสุภาพชนย่อมไม่ถือสาคนป่าเถื่อน แต่พวกเราไม่อาจทนเห็นเขาโดนรังแก…เจ้าดึงเสื้อข้าทำไม ? กลัวหรือ ? เจ้ากลัวนางแต่ข้าไม่กลัว !”
หลินเว่ยเว่ยมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ยิ้ม “เจ้าไม่กลัว…เจ้ากลับไปถามพ่อแม่ก่อนไหมว่ากลัวผิดใจกับข้าหรือเปล่า !”
“เจ้า ! เจ้าไม่ได้อาศัยโรงงานแปรรูปเมล็ดสนหรือไร ? ประเดี๋ยวปีหน้าโรงงานแปรรูปเมล็ดสนก็กลับมาเป็นของหมู่บ้านแล้ว พอถึงเวลานั้นคนในหมู่บ้านก็ไม่ต้องอ้อนวอนให้เจ้ารับซื้อเมล็ดสน ! แล้วใครจะอยากประจบเท้าเน่าๆอย่างเจ้าอีก ?” หลิวเสี่ยวอิงยกมือกอดอก ยืนตัวตรงและพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ
[1] เก้ามิ่ง หมายถึงตำแหน่งภรรยาของขุนนางระดับ1 ถึงระดับ5
ตอนที่ 225: ฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรือ ?
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเว่ยเว่ยกว้างกว่าเดิมทันที “ใช่ ข้าสัญญาไว้ว่าจะคืนโรงงานแปรรูปให้หมู่บ้านปีหน้า แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าโรงงานแปรรูปนี้ข้าได้เงินปันผลสามในสิบส่วน ! ด้านช่องทางจัดจำหน่ายก็ต้องให้ข้าเป็นผู้ติดต่อ เจ้าคิดว่า…หากข้าไปพูดกับผู้ใหญ่บ้านว่าไม่รับซื้อจากทุกบ้าน เขาจะไม่เห็นแก่หน้าข้าหรือ?”
“เจ้า !” สีหน้าของหลิวเสี่ยวอิงเปลี่ยนไปทันที ริมฝีปากก็สั่นระริก “เจ้าทำแบบนั้นไม่ได้ ! ตอนนี้เรากำลังพูดเรื่องที่เจ้ารังแกบัณฑิตเจียง เหตุใดเจ้าจึงโยงไปเรื่องอื่นเสียได้ ?”
“ก็ข้าเป็นคนใจแคบ ถ้าไม่เข้ามาหาเรื่องข้าก่อน ข้าจะไม่ไปหาเรื่องใคร แต่ถ้ามาหาเรื่องก็จะเอาคืนเป็นสิบเท่า !” หลินเว่ยเว่ยสะบัดเท้าพร้อมทำหน้าเหมือนตัวร้ายในภาพยนตร์
ท่าทางกวนประสาทนี้ แม้ดูไม่เหมาะสมในสายตาของเจียงโม่หาน ทว่าดูน่ารักยิ่งกว่าอะไรดี เขามักกังวลว่าเด็กคนนี้จิตใจดีและอ่อนโยนเกินไปจนโดนคนอื่นรังแกหรือทำร้าย ดูจากตอนนี้แล้วนางก็คงไม่ใช่คนใจอ่อนหรือใจดีขนาดนั้น !
“เจ้า…บัณฑิตเจียงมองอยู่ เจ้าไม่กลัวเขารังเกียจหรือ ?” หลิวเสี่ยวอิงเชิดหน้าขึ้นอีกครั้ง จริงสิ ! บัณฑิตเจียงคงเห็นความน่ารังเกียจของนางเด็กโง่แล้ว แม้บุตรสาวคนรองตระกูลหลินคิดจะกินผักกาดขาวพันธุ์ดีอย่างบัณฑิตเจียงก็ไม่มีทางสมปรารถนา !
หลินเว่ยเว่ยชี้มาที่จมูกของตนแล้วถามเจียงโม่หานว่า “ข้าเป็นคนอย่างไร บัณฑิตน้อยน่าจะรู้ดี ! พูดมาเถิด เจ้ารังเกียจข้าหรือไม่ ?”
“จะรังเกียจได้อย่างไร ? เมื่อวานข้าไม่ได้พูดแล้วหรือ ? ข้าชอบเจ้า ! เจ้ายังจะถามข้าอีกกี่รอบ ?” สำหรับพฤติกรรมของเด็กสาวเหล่านี้ เจียงโม่หานเบื่อหน่ายสุดๆ พวกนางเอาแต่เดินตาม แอบมองและวิพากษ์วิจารณ์ เขาก็พยายามไม่สนใจ ทว่าตอนนี้มาหาเรื่องเด็กน้อยก็ถึงเวลาให้พวกนางตัดใจเสียที !
สำหรับการสารภาพรักอย่างกะทันหันนี้ หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่าตั้งรับไม่ทันเล็กน้อย นางควรก้มหน้าเขินอายหรือเปล่า ? แต่แล้วในชั่วอึดใจต่อมานางก็พูดสิ่งที่ ‘น่าอาย’ จนแม้แต่ตัวเองก็รู้สึกขนลุกออกมา “คำพูดประโยคนี้ ไม่ว่าข้าจะฟังสักกี่รอบก็ไม่เคยเบื่อ !”
“ว่าอย่างไรนะ ?” หลิวเสี่ยวอิงตกตะลึง ทั้งเนื้อทั้งตัวเหมือนโดนฟ้าผ่า ทว่านางจะเชื่อแต่ ‘ความจริง’ เท่านั้น นางจึงหันไปมองเจียงโม่หานด้วยความเจ็บปวด “บัณฑิตเจียง พวกเรามีคนมากขนาดนี้ เจ้าไม่ต้องกลัวนางหรอก ! เจ้าต้องโดนข่มขู่แน่นอน พวกเราไปทวงความยุติธรรมกันที่บ้านตระกูลหลินเถิด !”
ซุนเอ้อร์หยาซึ่งอยู่ข้างกายก็กระตุกชายเสื้อนางอีกครั้ง หลิวเสี่ยวอิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าจะเอาแต่ดึงเสื้อข้าทำไม มีอะไรก็พูดมาสิ ! ไม่ต้องกลัวบุตรสาวคนรองตระกูลหลิน !”
ซุนเอ้อร์หยาพูดเบาๆ “เมื่อครู่…บัณฑิตเจียงหมายความว่า…บุตรสาวคนรองตระกูลหลินเป็นว่าที่คู่หมั้นของเขา !”
ไม่ว่าใครได้ยินคนอื่นว่าร้ายคู่หมั้นของตนก็ต้องไม่สบอารมณ์ทั้งนั้น เข้าใจแล้วว่าเหตุใดบัณฑิตเจียงจึงทำหน้าบึ้ง !
“ว่าอย่างไรนะ ? ว่าที่คู่หมั้น ! จะเป็นไปได้อย่างไร ? บัณฑิตเจียงไม่มีทางชอบผู้หญิงป่าเถื่อนอย่างนางหรอก !” หลิวเสี่ยวอิงเหมือนไก่ที่โดนบีบคอ นางพูดเสียงแหลมและสีหน้าไม่อยากเชื่อ !
ใบหน้าของเด็กสาวคนอื่นก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดราวกับว่าอาลัยอาวรณ์ความรักที่ยังไม่ทันมาถึงก็ต้องสูญเสียไปแล้วของตน
หลังจากหลิวเสี่ยวอิงตกตะลึงไปพักหนึ่งแล้วก็ใช้สายตาน่าสงสารมองเจียงโม่หาน “บัณฑิตเจียง จะต้องไม่ใช่ความปรารถนาของเจ้าจริงหรือไม่ ? ต้องเป็นเพราะแม่เฝิงบังคับเจ้าใช่หรือไม่ ? ใช่ ต้องเป็นเช่นนั้น ! บัณฑิตเจียง แม้คำพูดของพ่อแม่จะเหมือนคำพูดแม่สื่อ แต่เจ้าเองก็สามารถแสดงความไม่พอใจเพื่อเรื่องใหญ่ที่จะอยู่กับตนไปชั่วชีวิตได้…”
“พอแล้ว !” เจียงโม่หานพูดแทรก ดวงตาคู่งามหันมามองหลิวเสี่ยวอิงด้วยความดูแคลน “เจ้าฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรือ ? ข้าชอบหลินเว่ยเว่ย เรื่องหมั้นหมาย ข้าก็เป็นฝ่ายพูดเอง ! ถ้าใครยังกล้านินทานางอีกแม้แต่คนเดียวก็อย่าหาว่าข้าทำตัวหยาบคาย !”
หลังพูดจบ เขาก็เริ่มจับมือหลินเว่ยเว่ยก่อนต่อหน้าสตรีเหล่านั้นแล้วเดินออกไปทางหน้าหมู่บ้านด้วยความโกรธ !
หลินเว่ยเว่ยทำหน้าปลาบปลื้ม “ว้าว ! บัณฑิตน้อย เมื่อครู่เจ้าหล่อมากเลย ! ระเบิดพลังของแฟนหนุ่มสุดขีด ! เหมือนว่าหัวใจดวงน้อยๆของข้ามีกวางวิ่งชนกันไปมาเลยล่ะ !”
เจียงโม่หานลูบเส้นผมของนางแล้วพูดว่า “คราวหน้าหากใครกล้านินทาเจ้าอีกก็พาไปหาพ่อแม่พวกนาง ! ให้พ่อแม่สั่งสอนลูกสาว ! จะปล่อยให้พวกนางเอาแต่กินดีอยู่ดีแล้วเนรคุณเจ้าไม่ได้ !”
ระหว่างที่ศีรษะของหลินเว่ยเว่ยโดนลูบ นางก็พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “อืม ! ข้าเชื่อฟังเจ้า !”
เจียงโม่หานยิ้ม “เจ้าเป็นเด็กดีเช่นนี้ อย่างไรข้าก็รู้สึกไม่ชิน !”
“เพราะข้าโดนความสุขที่เข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวทำให้มึนศีรษะ ตัวข้าที่อยู่เบื้องหน้าเจ้าในเวลานี้คือคนไร้สมองจึงเป็นธรรมดาที่จะเชื่อฟังเจ้า !” หลินเว่ยเว่ยอยากพูดว่าใบหน้าแสนอบอุ่นของบัณฑิตหนุ่มผู้แสนเย็นชาก็หาดูยากเช่นกัน นางอยากให้มันคงอยู่นานกว่านี้
รอยยิ้มบนใบหน้าเจียงโม่หานดูชัดเจนขึ้นทันที “แค่นี้ก็รู้สึกว่ามีความสุขแล้วหรือ ? ความต้องการของเจ้าต่ำเหลือเกิน ! ตอนนี้ข้าเริ่มกังวลแล้วสิ…”
“กังวลสิ่งใด ?” ดวงตาเสี้ยวพระจันทร์คู่งามของหลินเว่ยเว่ยเผยให้เห็นความหลงใหล
เจียงโม่หานบีบจมูกของนาง “กังวลว่าตนจะแต่งผู้หญิงไม่มีสมองเข้าบ้าน ! พอถึงเวลานั้นเจ้าจะทำตัวเหมือนนกแก้ว ข้าพูดอะไรก็ทำตามหมด น่าเบื่อจะตาย !”
หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้มอย่างโง่งม “ถ้าเช่นนั้น…แต่งกับผู้หญิงที่ชอบเกี้ยวพาเจ้าล่ะ ? ดีกว่าแต่งกับท่อนไม้ใช่หรือไม่ ?”
เจียงโม่หานแกล้งก้มหน้าครุ่นคิด หลินเว่ยเว่ยจึงเริ่มมุ่ยปากประท้วงด้วยความไม่พอใจ “ต้องคิดนานเพียงนี้เชียวหรือ ? เจ้าเริ่มรู้สึกคิดผิดแล้วใช่หรือไม่ ? แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเรายังไม่ได้หมั้นหมาย…”
เจียงโม่หานรีบปราม “ข้าคิดไว้แล้วว่าที่จริงเลี้ยงแมวชอบเหยียดอุ้งเท้ามาเกาเจ้าของเป็นครั้งคราวก็ไม่เจ็บอะไร แถมอุ้งเท้าเล็กๆก็นุ่มดีด้วย อืม ถือว่าดีใช้ได้ !”
“จู่ๆ พูดเรื่องเลี้ยงแมวทำไม?…อ้อ! เจ้าว่าข้าเป็นแมวที่ชอบเกาสินะ ? บัณฑิตน้อย เจ้าตายแน่ !” หลินเว่ยเว่ยยกกำปั้นขึ้นด้วยความโมโห
ฝ่ามือแสนอบอุ่นของเจียงโม่หานรีบจับมือน้อยๆของนางเอาไว้แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ทำไม ? เจ้าคิดจะใช้ความรุนแรงในครอบครัวแล้วหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยทำแก้มป่องเหมือนหาวจูหยีที่มีซาลาเปากลมๆอยู่ตรงสองแก้ม “ข้าจะฟ้องน้าเฝิง บอกว่าเจ้ารังแกข้า !”
“ใครรังแกเสี่ยวเว่ยของพวกเรา ?” นางเฝิงเพิ่งหยิบผลไม้อบแห้งที่เพิ่งออกจากเตาใหม่ๆมาทางนี้ก็บังเอิญได้ยินเข้าพอดีจึงถามอย่างขบขัน
หลินเว่ยเว่ยชิงฟ้องทันที “น้าเฝิง บัณฑิตน้อยรูปงามของท่านรังแกข้า เขาบอกว่าข้าเป็นลูกแมวและยังใส่ร้ายว่าข้าจะใช้ความรุนแรงอีก !”
นางเฝิงมองเด็กคู่นี้ด้วยรอยยิ้ม ยิ่งมองก็ยิ่งพอใจ…คุณหนู หากท่านอยู่ด้วยก็คงดีใจแทนหานเอ๋อร์เช่นกัน!
“เกินไปแล้วจริงๆ เจ้าว่ามาเถิด เราจะลงโทษเขาอย่างไร ? ลงโทษให้เขาอดข้าวเที่ยง ลงโทษให้เขาไปยืนบนกำแพงหรือให้เขากินหมูผัดหน่อไม้ ?”
เจียงโม่หานถึงขั้นพูดไม่ออก
ท่านแม่ ข้ายังเป็นบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านอยู่หรือไม่ ? ท่าทางเหมือนรอลงโทษข้าอยู่ตลอดเวลา นี่กำลังเล่นตลกอันใดกัน ? ยังมีเด็กน้อยอีกคน เจ้าทำหน้ามีความสุขเสียจริง ข้าโดนลงโทษอยู่ เจ้ามีความสุขขนาดนั้นเชียวหรือ ?
ตอนที่ 226: มัดใจบุรุษด้วยเสน่ห์ปลายจวัก
มื้ออาหารเที่ยงนั้นหลินเว่ยเว่ยยื่นมือเข้ามาช่วยอย่างกระตือรือร้น แต่แล้วนางก็โดนเจียงโม่หานลากตัวออกมา หลินเว่ยเว่ยจึงมุ่ยปากพูดว่า “เจ้าเห็นหรือไม่? พี่ใหญ่จับทัพพีแล้ว! มื้อเที่ยงยังจะกินได้อีกหรือไม่?”
ทันใดนั้นก็มีเสียงพูดด้วยความโมโหของพี่สาวคนโตดังออกมาจากห้องครัว “ไม่กินก็ทนหิวต่อไป! ใครจะอยากเอาใจเจ้า!”
“ไม่ได้การ ข้าต้องเข้าไปดูหน่อย อย่าปล่อยให้หมูสามชั้นที่เราเพิ่งซื้อมาเสียเปล่า มื้อเที่ยงวันนี้ข้าจะทำหมูพะโล้ให้เจ้ากิน !” หลินเว่ยเว่ยขยับมือขวาที่สมบูรณ์ดีของตน นางบาดเจ็บแค่มือข้างซ้าย ไม่ได้เจ็บทั้งสองข้างเสียหน่อย !
เจียงโม่หานไม่เห็นด้วย “หมอเหลียงพูดไว้แล้วว่าให้เจ้านอนพักผ่อนอยู่บนเตียง !”
“หูข้างไหนของเจ้าได้ยินว่าท่านหมอเหลียงบอกให้ข้าอยู่บนเตียงอย่างเดียว ? เขาบอกแค่ว่าพักรักษาตัวสักครึ่งเดือนก็หายแล้ว ! ข้าไม่ได้ขยับมือซ้ายเสียหน่อย มือซ้ายได้พักไม่ใช่หรือ ?” หลินเว่ยเว่ยแถไปเรื่อย
เจียงโม่หานจ้องอีกฝ่ายตาเขม็ง ไม่มีท่าทีว่าจะยอมลงให้ หลินเว่ยเว่ยจึงต้องยอมมาคุยกับเขาแทน “เจ้าลองคิดแบบนี้ได้หรือไม่ ? ข้ายืนอยู่ในครัวโดยไม่ขยับมือ ขยับแค่ปาก คอยชี้แนะพี่ใหญ่ทำกับข้าว แบบนี้ได้หรือไม่ ?”
เจียงโม่หานพิจารณาอย่างจริงจังครู่หนึ่ง จากนั้นก็ฝืนพยักหน้าให้ หลินเว่ยเว่ยจึงเข้าไปในครัวและพูดกับพี่สาวอย่างได้ใจ “บุตรสาวคนโตตระกูลหลิน วันนี้พี่สาวจะสอนเจ้าทำหมูพะโล้สูตรเด็ด ตั้งใจเรียนหน่อยล่ะ ! ต้องรู้ว่าการจะมัดใจบุรุษได้ต้องจับกระเพาะของเขาให้ได้ก่อน ! ดูสิ บัณฑิตน้อยก็ไม่ได้โดนข้าหลอกมาด้วยวิธีนี้หรือ !”
พี่สาวคนโตถุยน้ำลายใส่นางแล้วพูดว่า “หน้าไม่อาย เป็นพี่สาวต่อหน้าใคร ? ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ ! ฝีมือทำอาหารแค่นั้นของเจ้าก็กล้าเอาออกมาอวด !”
“อย่างน้อยก็ดีกว่าฝีมือใครบางคนไม่ใช่หรือ ?” ตอนที่หลินเว่ยเว่ยพูดคำว่า ‘ใครบางคน’ ยังเหลือบมองพี่สาวอย่างรนหาที่ตาย !
พี่สาวกำทัพพีแน่น เจียงโม่หานจึงรีบดึงตัวหลินเว่ยเว่ยถอยมาด้านหลังเพราะกลัวบุตรสาวคนโตตระกูลหลินจะโมโหจนขาดสติแล้วโยนทัพพีใส่น้องสาว !
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินอดทนแล้วอดทนเล่า สุดท้ายนางก็ตัดสินใจไม่ถือสาคนแขนพิการ ทันใดนั้นมุมปากของนางก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นแล้วพูดอย่างไม่โอ้อวดเลยสักนิด “พรุ่งนี้ข้าจะไปเลือกเครื่องทอผ้าที่เขตเริ่นอัน ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ข้าจะใช้การทอผ้าเพื่อหาเงินเข้าบ้าน !”
“ว้าว ! เรียนจบแล้วหรือ ? ยินดีด้วย วันนี้ต้องทำอาหารเยอะหน่อย เราจะได้ฉลองกัน !” หลินเว่ยเว่ยตัดสินใจจะปล่อยอีกฝ่ายไปสักครั้งโดยไม่ยั่วโทสะอีก เด็กน้อยอายุสิบห้าสิบหกปีสามารถทำใจให้สงบแล้วนั่งทอผ้านานหลายชั่วยามก็ควรค่าแก่การชื่นชมและให้กำลังใจแล้ว !
ต่อจากนั้นบุตรสาวคนโตตระกูลหลินก็ทำอาหารภายใต้คำชี้แนะของหลินเว่ยเว่ยอย่างมีความสุข หมูสามชั้นถูกหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม จากนั้นก็ใช้เชือกมัดเข้าด้วยกันเป็นแพ…แม้นางจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องมัดเนื้อเข้าด้วยกัน แต่บางทีมันอาจทำให้รสชาติออกมาอร่อยกว่าเดิม นางยังแอบสงสัยว่าน้องรองจงใจสร้างเรื่องยุ่งยากให้นางด้วย !
เมื่อทาก้นหม้อด้วยน้ำมันแล้วก็ใส่หอมแดงและขิงหั่นแว่นลงไป จากนั้นก็วางส่วนหนังของหมูสามชั้นลงไปนาบกับก้นหม้อ หลังเติมเหล้าเหลือง ซอสถั่วเหลือง น้ำตาลและน้ำ ต้มให้น้ำเดือดแล้วก็ตุ๋นประมาณครึ่งชั่วยาม จากนั้นก็นำหมูขึ้นมากลับด้านแล้วตุ๋นอีกประมาณ1เค่อ
ตอนตักหมูพะโล้ขึ้นมารสชาติไม่ต้องพูดถึงเลย แค่สีมันวาวก็ทำให้รู้สึกไม่อยากเชื่อสายตาแล้ว
พี่สาวคนโตสะบัดหางด้วยความภาคภูมิ แต่ถูกคำพูดของหลินเว่ยเว่ยทำให้หงอยเหมือนเดิม “แม่ครัวใหญ่อย่างข้าลงมือสอนด้วยตนเองจนแทบจับมือเจ้าทำ ถ้ายังทำออกมาไม่ดีอีก เจ้าก็วิ่งเอาหัวชนกำแพงเถิด!”
มุมปากคนฟังกระตุกพลางกัดฟันพูด “เจ้าพูดสิ่งที่น่าฟังหน่อยไม่ได้หรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยยิ้มกริ่ม “อยากฟังสิ่งที่รื่นหู ? ได้ ! เอาเงินมา บอกมาว่าอยากฟังกี่ตำลึง ?”
“ไสหัวไป !” พี่สาวโยนตะเกียบ เจียงโม่หานจึงรีบดึงตัวเด็กน้อยไว้เพื่อไม่ให้ต้องเจ็บตัวจากการโดนอาวุธ !
ต่อจากนั้นพวกนางยังทำไก่ป่าตุ๋นเห็ด ผัดสามเซียนและหมูผัดพริกจนกลายเป็นอาหารสี่อย่างแล้วต้มซุปมะเขือเทศใส่ไข่อีกหนึ่งหม้อ หลินเว่ยเว่ยนั่งวางมาดอยู่ข้างโต๊ะหินในลานบ้าน จากนั้นก็โบกมือ “ยกอาหารเข้ามา !”
พี่สาวคนโตกลอกตาใส่ “ตอนเจ้าออกมาจากห้องครัวจะหยิบอาหารออกมาสักจานไม่ได้เลยหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยดึงตัวบัณฑิตหนุ่มให้นั่งลง จากนั้นก็ชี้ไปที่แขนของเขาและตนเอง “เห็นไหม พวกเราเป็นคนป่วย ! ป่วยจนกลายเป็นแบบนี้แล้วยังจะให้เราทำงานอีก ยังมีความเห็นใจฉันพี่น้องอยู่หรือไม่ ?”
“พี่รองบาดเจ็บ ไม่ให้พี่รองทำ ประเดี๋ยวข้าไปเอง !” เจ้าหนูน้อยพาเสี่ยวร่างบ่าวรับใช้คนสนิทให้รีบวิ่งเข้าครัวแล้วยกอาหารทีละจานมาวางบนโต๊ะ
ตอนนี้เขาและเสี่ยวร่างเป็นเหมือนพี่น้องที่แยกจากกันไม่ได้ ราวกับใช้กาวทาตัวติดกันเอาไว้ แม้จะดึงก็ดึงไม่ออกประมาณนั้น ด้วยเหตุนี้วังตงเฉียงจึงรู้สึกอิจฉามาก…ข้ายังเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเจ้าอยู่หรือเปล่า?
เสี่ยวร่างเป็นเด็กที่รู้ความมาก ไม่ว่างานอะไรก็แย่งทำหมด งานที่เร่งด่วนในแต่ละวันคือการออกไปเกี่ยวหญ้าเลี้ยงสัตว์กับนายน้อย เฝ้ามองนายน้อยที่ตัวคนเดียวก็เลี้ยงกระต่ายเกือบร้อยตัว แพะสองตัว กวางหนึ่งตัวแล้วก็ยังมีแม่ไก่อีก5ตัวได้ดีเพียงนั้น เงินในห้องของนายน้อยก็มีเยอะมาก ล้วนมาจากเงินในการเลี้ยงกระต่ายทั้งสิ้น !
ถ้าตัวเขาสามารถเลี้ยงกระต่ายได้เยอะขึ้นเพื่อช่วยนายน้อยหาเงินได้มากกว่าเดิม เขาก็คงไม่โดนไล่ออกไป ? ด้วยเหตุนี้การขึ้นเขาไปเกี่ยวหญ้าจึงกลายเป็นกิจกรรมที่เขาหลงใหล ตอนเช้า2รอบ ตกบ่าย2รอบ แค่หญ้าที่เขาเกี่ยวก็พอให้พวกกระต่ายกินแล้ว !
โดยเฉพาะช่วงสองวันนี้เขาขยันทำงานเป็นพิเศษ สาเหตุก็ง่ายมากคือคราวนี้ตอนที่ไปรับอาหารบรรเทาทุกข์ ณ อำเภอเป่าชิง แต่ละคนจะได้ประมาณ20ชั่ง ยกเว้นเขา…เขาจึงคิดว่ากำลังกินข้าวที่เจ้านายแบ่งให้อยู่ ปีนี้สิ่งใดแพงที่สุด ? แน่นอนว่าต้องเป็นข้าวสาร ทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยสุดๆ มักรู้สึกว่าตนเป็นส่วนเกิน ทำอะไรก็คอยระวังเพราะกลัวจะโดนทอดทิ้ง…
เขาไม่อยากจากไปเพราะพวกเจ้านายอ่อนโยนมาก เสมือนมารดาแท้ๆ และบรรดาพี่สาวก็ดีกับเขามากเช่นกันโดยเฉพาะคุณหนูรองที่ทุกครั้งเข้าเมืองแล้วนายน้อยได้รับของขวัญอะไร นางก็จะนำกลับมาให้เขาด้วยหนึ่งชุด ทำให้เขาคิดผิดในบางครั้งว่านางไม่ใช่เจ้านายแต่เป็นพี่สาว
นายน้อยทั้งสองก็ดีมาก ! คุณชายใหญ่สอนหนังสือให้ ส่วนนายน้อยก็เด็กกว่าเขาแต่คอยดูแลไม่ห่าง เวลาได้ของดีอะไรก็จะไม่ลืมกันเลย ในใจของเขาคือเห็นบ้านสกุลหลินเป็นบ้านของตนไปแล้ว !
“เสี่ยวร่าง มา มานั่งกับข้า !” เจ้าหนูน้อยย้ายเก้าอี้มาไว้ข้างตนเพราะไม่อยากให้สหายหลบไปกินคนเดียวในครัว
เสี่ยวร่างส่ายหน้า “บ่าว…บ่าวไปกินในครัวดีกว่าขอรับ !”
หลินเว่ยเว่ยกระดิกนิ้วใส่เขา “เสี่ยวร่างมานี่ วันนี้เป็นวันน่ายินดีของพี่ใหญ่ ทุกคนในครอบครัวต้องฉลองให้นาง เจ้าก็เป็นในครอบครัวนี้เหมือนกัน จะปล่อยให้พลาดงานนี้ได้อย่างไร ? หรือว่า…เจ้าไม่เห็นเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ?”
“ไม่ใช่ขอรับ บ่าว…บ่าว…” เสี่ยวร่างได้ยินแบบนั้นแล้วน้ำตาก็แทบไหลพรากทันที “บ่าวเป็นเพียงบ่าวรับใช้ จะร่วมโต๊ะอาหารกับเจ้านายได้อย่างไรขอรับ ?”
“บ้านเราไม่ได้มีกฎมากมาย ข้าจะนับถึงสาม ถ้าเจ้าไม่เข้ามานั่ง ข้าเก็บเจ้ามาจากที่ใดก็จะเอาไปโยนทิ้งไว้ตรงนั้น !” หลินเว่ยเว่ยแกล้งทำไม่พอใจ
ตอนที่ 227: กินให้น้อย ประเดี๋ยวจะโดนไล่ออก
เสี่ยวร่างร้อนใจทันทีเพราะสิ่งที่เขากลัวมากก็คือเรื่องนี้ เขารีบซอยเท้าน้อยๆของตนแล้ววิ่งเข้ามาอย่างว่องไว พอนั่งลงด้านข้างเจ้าหนูน้อยอย่างเชื่อฟังแล้วดวงตากลมโตสีใสซึ่งเปื้อนไปด้วยน้ำตาก็จับจ้องหลินเว่ยเว่ย ‘บ่าวเป็นเด็กดี อย่าทอดทิ้งบ่าวเลย !’
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าแล้วยัดตะเกียบใส่มือเขา “นี่จึงจะถูกต้อง ! ต่อไปข้าพูดอะไร เจ้าทำตามก็พอ อย่าหลงเชื่อเรื่องเหลวไหลในสมองเหล่านั้น เข้าใจหรือไม่ ?”
เสี่ยวร่างออกแรงพยักหน้า นายน้อยเคยสอนเขาว่าในบ้านหลังนี้ไม่เชื่อฟังคนอื่นได้ แต่คำพูดของคุณหนูรองต้องฟัง…เพราะบ้านหลังนี้ทุกคนฟังคุณหนูรองกันหมด !
หลินจื่อเหยียนถามด้วยความสงสัย “พี่รอง เมื่อครู่ท่านบอกว่าวันนี้เป็นวันน่ายินดีของพี่ใหญ่ น่ายินดีเรื่องอะไรหรือ ? พวกเราจะมีพี่เขยคนโตใช่หรือไม่ ?”
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินหน้าแดงทันทีพลางพูดเสียงดุ “พูดจาเหลวไหลอันใด ? ท่านแม่เจ้าคะ ท่านดูพวกเขาสิ แต่ละคนโดนน้องรองสอนจนเสียคนหมดแล้ว !”
“พูดให้มีเหตุผลหน่อย เห็นอยู่ชัดๆว่าต้าฮว๋าเป็นคนพูดถึงเจ้า เหตุใดจึงลากข้าเข้าไปเกี่ยว ?” หลินเว่ยเว่ยเคาะโต๊ะพร้อมเผยท่าทางไม่พอใจ
ก็เรื่องออกเรือนของพี่ใหญ่ไม่ได้ล้าช้ากว่าปกติหรือ ! หลินจื่อเหยียนคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีวันที่น่ายินดีอะไรได้ เขาจึงถามต่อ “ถ้าอย่างนั้นเป็นเรื่องอะไรกันแน่ ?”
หลินเว่ยเว่ยยกจอกสุราองุ่นขึ้นมา หลังหัวเราะร่าขณะมองใบหน้าอันหยิ่งยโสและภาคภูมิใจของพี่สาวแล้วนางก็ลุกขึ้นพูดว่า “มา ร่วมยินดีกับพี่ใหญ่ที่เรียนการทอผ้าจบได้อย่างราบรื่น บ้านเราจะลดจำนวนคนว่างงานไปได้อีกหนึ่งคนแล้ว พวกเรามาดื่มฉลองกัน !”
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินกลอกตาใส่อย่างแรง สิ่งใดเรียกลดจำนวนคนว่างงาน นางน้องรองไม่ชอบเห็นข้ามีความสุข !
เจ้าหนูน้อยหัวเราะร่า “ข้ากับเสี่ยวร่างล้วนไม่ใช่คนว่างงาน กระต่ายที่พวกเราเลี้ยงสามารถสร้างรายได้จำนวนมาก !”
หลินจื่อเหยียนก้มหน้าดื่มน้ำผลไม้ด้วยความหดหู่ เขาถอนหายใจยาวๆครั้งหนึ่งก่อนจะพูดว่า “มา ในบ้านหลังนี้มีข้าเท่านั้นที่ยังว่างงาน !”
หลินเว่ยเว่ยตบบ่าปลอบประโลม “ตอนนี้เจ้าอยู่ในระหว่างลงทุน รอให้เจ้าสอบซิ่วไฉได้เมื่อใด ทำให้บ้านเรามีสิทธิ์เว้นภาษีที่ดินก็ไม่ได้มีส่วนช่วยแล้วหรือ ? สู้ๆพ่อหนุ่มน้อย ! ข้าจะรอดูเจ้า !”
“จู่ๆ ข้าก็รู้สึกเหมือนมีภูเขาสองลูกมากดทับบนบ่า !” หลินจื่อเหยียนห่อไหล่
“มีแรงกดดันจึงจะมีแรงจูงใจ ! เจ้ามีอาจารย์ดีเช่นบัณฑิตน้อยทั้งคน ถ้ายังสอบไม่ติดก็ต้องพิจารณาตนเองว่าเป็นปัญหาของใครกันแน่ !” คนโบราณอ่านตำรากันโดยมัดผมติดกับคานบ้านเพื่อไม่ให้หลับหรือปล่อยเวลาเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ ต้าฮว๋าของข้าทำตัวสบายเกินไปแล้ว
เจียงโม่หานพูด “การสอบยังเหลือเวลาอีกครึ่งปี ถ้าจื่อเหยียนพยายามขึ้นอีกหน่อยก็ยังพอมีหวังอยู่มาก!”
“ดูสิ ศิษย์พี่เจียงยังพูดแล้วว่าความหวังของข้ายังมีอยู่มาก! ถ้าข้าสอบติดซิ่วไฉจริงๆ จะไม่ได้กลายเป็นซิ่วไฉอายุน้อยสุดในหมู่บ้านหรือ? ร้ายกาจกว่าศิษย์พี่เจียงอีก!” หลินจื่อเหยียนเผยดวงตาเป็นประกายเหมือนไฟดวงใหญ่ เขาดีใจจนเกือบทำตะเกียบหลุดมือ!
“ตอนที่เจ้าพูดประโยคนี้ออกมา รู้สึกอายบ้างหรือไม่?” หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าพร้อมตัดสินใจตีกลางแสกหน้าน้องชายเพื่อปลุกจากฝัน!
เจียงโม่หานช่วยพูดเพื่อความเป็นธรรมให้ว่าที่น้องภรรยา “หากปีหน้าพวกเราลงสนามสอบเดียวกัน สอบติดซิ่วไฉเหมือนกัน เขาเพิ่งอายุ14ปีแต่ข้า16ปีแล้ว ในจุดนี้เขาถือว่าร้ายกาจกว่าข้าจริงๆ!”
“เห็นไหม เห็นไหมเล่า!” หลินจื่อเหยียนกระดิกหางจนแทบจะลอยขึ้นฟ้าอยู่แล้ว
ขณะที่หลินเว่ยเว่ยมองท่าทางมีชีวิตชีวาของน้องสาม นางก็เริ่มนึกถึงครั้งแรกที่ได้เจอกัน ตอนนั้นเขากลายเป็นเด็กผู้เคร่งขรึมราวกับเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและความเคียดแค้น…นี่ต่างหากจึงจะเป็นธรรมชาติที่เด็กน้อยพึงมี!
ทว่าปล่อยให้เขาได้ใจเกินไม่ได้ “แม้เจ้าร้ายกาจมากเพียงใดก็เป็นศิษย์ที่บัณฑิตน้อยสอนสั่ง!”
หลินจื่อเหยียนหัวเราะฮ่าฮ่า “เราสองคนร้ายกาจกันหมด ล้วนเป็นซิ่วไฉวัยเยาว์ทั้งคู่…หืม? ศิษย์พี่เจียง ท่านคิดจะลงสอบปีหน้าด้วยหรือ? เยี่ยมไปเลย! จะได้ร่วมสอบสนามเดียวกับศิษย์พี่เจียง ในใจของข้าเหมือนได้กินยาสงบจิตใจเข้าไปเชียวล่ะ”
เจียงโม่หานมองลงล่างและคลี่ยิ้ม “อาการบาดเจ็บภายในของข้าฟื้นตัวพอสมควรแล้ว ไม่ส่งผลเสียต่อการสอบในปีหน้า!”
เดิมทีเขาไม่อยากทำตัวโดดเด่นจึงหลบความวุ่นวายในปีหน้า แต่พอเห็นเด็กน้อยไม่ว่าทำอะไรก็ดูร่าเริงไปหมด แม้ต้องเผชิญความยากลำบากก็ไม่ย่อท้อ เขาก็เริ่มรู้สึกว่าจะพ่ายแพ้ให้แก่ว่าที่ภรรยาไม่ได้
เรื่องวุ่นวายยังไม่เกิดขึ้น ทุกอย่างพอมีทางแก้ไขได้ทัน เขามีโอกาสให้คว้าและถ้าเป็นเพราะเรื่องนี้จะยอมเสียเวลาไปอีก1ปี ก็ไม่เท่ากับทำตัวไม่เอาไหนหรอกหรือ? ในชาตินี้ได้มีครอบครัวอยู่ข้างกายย่อมมีความกังวลตามไปด้วย เขาต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวัง แต่ถ้าหยุดก็ก้าวต่อไปข้างหน้าไม่ได้อยู่ดี
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินเริ่มไม่พอใจ “ไม่ได้ฉลองให้ข้าหรือ? เหตุใดไปพูดถึงเรื่องอื่น?”
“ใช่ ใช่! ฉลองให้พี่ใหญ่ที่เรียนจบได้อย่างราบรื่น ชนฉลองกันอีกรอบ!” จอกสุราองุ่นและน้ำผลไม้ทั้งเก้าใบกระทบกัน ส่งเสียงกังวานใสคล้ายจะบอกว่าครอบครัวใหญ่หลังนี้กำลังเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
หลีชิงวางจอกสุราลงแล้วคีบหมูพะโล้วางบนข้าว จากนั้นก็เริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย ขณะที่เสี่ยวร่างมองมาก็เหมือนมีอะไรต้องการพูด
หลีชิงมองเจ้าถั่วงอกน้อยข้างกายด้วยความสงสัยจึงเอ่ยถามว่า “มองข้าทำไม เจ้าก็กินสิ!”
เสี่ยวร่างลดเสียงลงต่ำและพูดเตือนอีกฝ่ายเบาๆว่า “คุณชาย ท่านก็โดนบ้านนายน้อยรับไว้เหมือนกัน ไม่ได้รับอาหารบรรเทาทุกข์เหมือนคนอื่นด้วย ท่านน่าจะ…กินให้น้อย ประเดี๋ยวจะโดนไล่ออกไปขอรับ!”
หลีชิงแทบสำลักข้าว เขาไอสองสามครั้ง เมื่อกลืนข้าวได้แล้วก็ชี้มาที่จมูกของตนและถามว่า “เหตุใดข้าจะโดนไล่ออกไป?”
“เพราะคุณชายเป็นเหมือนข้าคือถูกรับมาเลี้ยงเหมือนกัน ไร้ประโยชน์เหมือนกัน! ตอนนี้ข้าวสารแพงยิ่งกว่าอะไร ถ้าท่านกินเยอะเกินไป บ้านเจ้านายจะเลี้ยงไม่ไหว หากไม่ไล่ท่านออกไป แล้วจะไล่ใครขอรับ?” เสี่ยวร่างก้มหน้าแล้วเขี่ยข้าวในชามเบาๆ
ฮือฮือฮือ นี่เป็นข้าวขาวเชียวนะ อร่อยมาก ไม่ว่าอาหารจานใดก็อร่อยเหมือนกันหมด! เขาได้ยินว่าบ่าวในทะเบียนบ้านพวกคนใหญ่คนโตในเขตเริ่นอัน ทุกวันนี้ได้กินหมั่นโถวสองลูกก็ถือว่าไม่เลวแล้ว แต่เขาสามารถกินข้าวขาวที่หอมกรุ่น เป็นอะไรที่…มีความสุขมาก!
ตัดสินใจแล้วว่าจะตั้งเป้าหมายชีวิตคือ…ขยันทำงานเพื่อไม่ให้โดนไล่ออก!
เป็นธรรมดาที่การเคลื่อนไหวของทั้งสองคนจะอยู่ในสายตาของเจียงโม่หาน เมื่อเห็นเว่ยเว่ยของตนยิ้ม เขาก็ใช้มือซ้ายคีบหมูพะโล้ชิ้นอวบไปวางใน…ในชามข้าวของหลินเว่ยเว่ย
หลินเว่ยเว่ยก็สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวเล็กน้อยนี้จึงถามว่า “เจ้าสองคนบ่นพึมพำอะไรกัน ?”
หลีชิงเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟังเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องตลก “เสี่ยวร่างบอกว่าข้ากินเยอะ ให้ข้ากินน้อยๆ เพราะไม่อย่างนั้นจะโดนไล่ออกไป !”
ทุกคนตกตะลึงทันที นางหวงมองเจ้าถั่วงอกน้อยด้วยความรัก “ที่เจ้าแอบไปกินของเหลือในครัวทุกวันเพราะกลัวจะกินเยอะเกินไปแล้วโดนไล่ออกหรือ ?”
เจ้าหนูน้อยบีบแขนของเขาแล้วพูดว่า “รู้แล้วว่าทำไมเจ้าผอมขนาดนี้ ไม่กินข้าวให้อิ่มแล้วจะมีเนื้อมีหนังมีแรงทำงานได้อย่างไร ? ดูสิ ข้าเด็กกว่าเจ้าสองปีแต่ตัวโตกว่าเจ้าแล้ว หรือเจ้าอยากตัวเล็กไปตลอดชีวิต ? เจ้าไม่มีแรงแล้วจะช่วยข้าหาเงินก้อนโตได้หรือ ? ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารในบ้าน เพราะข้ามีเงินย่อมเลี้ยงเจ้าไหว !”
ไม่น่าแปลกใจที่เจ้าหนูน้อยมั่นอกมั่นใจได้ถึงเพียงนี้ เพราะกระต่ายในคอกที่สามารถมีลูกได้คือ5คู่แล้ว ลูกกระต่ายสองรุ่นที่ได้จาก5คู่นี้ รวมกันแล้วก็มีมากกว่า50ตัว! ช่วงสองวันนี้เขาเตรียมจะเอากระต่ายออกจากคอกประมาณ60ตัว! แค่หนังกับเนื้อกระต่ายก็ทำเงินเข้ากระเป๋าได้มากโข!
ตอนที่ 228: ท่านคือบิดาแท้ๆของข้า!
เจียงโม่หานมองเสี่ยวร่าง “หากมีอาหารบรรเทาทุกข์ชุดแรกก็มีชุดที่สองที่สามตามมา เมื่อก่อนเพราะเจ้าเมืองปิดบังเรื่องภัยแล้ง ตอนนี้ทางราชสำนักได้รู้ความจริง ย่อมไม่มีทางปล่อยราษฎรอดตายได้หรอก !”
เสี่ยวร่างคิดว่าเจียงโม่หานเป็นผู้มากความรู้ที่สุดในบ้านหลังนี้จึงเป็นธรรมดาที่จะเชื่อคำพูดของอีกฝ่าย แต่เขาก็ยังพูดติดขัด “ถ้าอย่างนั้น…ย้ายทะเบียนบ้านของข้ามาไว้ที่บ้านสกุลหลินได้หรือไม่ขอรับ ?”
เขาก็เป็นคนมีทะเบียนบ้าน ! ทว่าเมื่อหลายเดือนก่อนที่หมู่บ้านตกอยู่ในความโกลาหล ในห้องโดนคนอื่นรื้อค้นจึงเป็นธรรมดาที่ทะเบียนบ้านจะหายไปด้วย
เจียงโม่หานเหลือบมองอีกฝ่าย ย้ายทะเบียนบ้านหรือ ? เจ้าไม่ได้ขายตัวเองให้ตระกูลหลินแล้วหรือไร ? แน่นอนว่าแค่มีทะเบียนทาสคนหนึ่งแล้วจะย้ายทะเบียนบ้านอะไรอีก ?
“ทางอำเภอน่าจะมีข้อมูลเก็บไว้ รออีกสักสองสามวันข้าจะพาพวกเจ้าไปที่อำเภอแล้วจัดการเรื่องทะเบียนบ้านของเจ้า ! ตอนนี้กินข้าวก่อน ทำให้ตัวเองอ้วนท้วน คนข้างนอกจะได้ไม่คิดว่าตระกูลหลินของเราทารุณเด็ก !”
เจ้าหนูน้อยใช้ช้อนตักไก่ป่าตุ๋นเห็ดแล้วถามเสี่ยวร่างว่า “เจ้าจะกินนี่ไหม เอามันไปคลุกกับข้าวขาวแล้วอร่อยมากเลย ! คราวหน้าให้พี่รองทำหมูตุ๋นน้ำแดงซึ่งน้ำสีแดงนั้นกินกับข้าวก็อร่อยเช่นกัน แต่จะกินมากไม่ได้ พี่รองบอกว่ามีน้ำมันเยอะเกินไป กระเพาะเด็กอย่างพวกเราอ่อนแอจะทำให้ท้องเสียเอาได้ !”
เมื่อเสี่ยวร่างได้ยินว่าทะเบียนบ้านของตนก็สามารถแก้ไขได้จึงสบายใจขึ้นมาทันทีและรีบตักกินข้าวคำใหญ่ กัดกินเนื้อไก่อันหอมหวาน เขารู้สึกว่าชีวิตในยามนี้เสมือนกับการได้ฉลองปีใหม่ทุกวัน !
เจ้าหนูน้อยกินอย่างออกรส “ฝีมือพี่รองดีเหลือเกิน !”
พี่สาวคนโตโมโหจนตบแผ่นหลังของเขา “เจ้าเนรคุณ อาหารมื้อนี้พี่ใหญ่ของเจ้าเป็นคนทำ !”
เจ้าหนูน้อยยิ้มทะเล้นให้นาง “นั่นก็เพราะพี่รองคอยให้คำชี้แนะ ! ตอนไม่มีพี่รองแล้ว อาหารที่ท่านทำเหมือนอาหารหมูไม่มีผิด ไม่สิ…แม้แต่หมูก็ยังไม่กิน !”
“คราวหน้าตอนพี่รองของเจ้าไม่อยู่บ้าน ข้าจะรอดูว่าเจ้ายัดมันเข้าไปหรือไม่ !” พี่สาวคนโตชี้หน้าเจ้าหนูน้อยด้วยความโมโห อาหารแต่ละจานล้วนเรียนมาจากน้องสาวทั้งสิ้น มันทำให้นางอารมณ์เสียสิ้นดี ! บ้านหลังนี้…บ้านหลังนี้แทบจะไม่มีที่ให้นางยืนแล้ว !
“ไอโยว ! ฝนตกแล้วหรือ ?” ตอนสายของวันนั้น บนท้องฟ้ามีเมฆลอยหนาแน่น หลินเว่ยเว่ยเงยหน้ามองฟ้าก็พบว่าเมฆสีเทาลอยเต็มไปหมด ฝนสองสามหยดก็ตกกระทบโต๊ะหิน
นางหวงพูดพร้อมรอยยิ้ม “วิเศษไปเลย ! ถ้าตอนนี้ฝนตกมาสักห่า หมู่บ้านอื่นอาจปลูกพวกผักกาดขาวหรือหัวไชเท้าได้ทันเวลา !”
เจียงโม่หานมองท้องฟ้า เมฆดำลอยซ้อนกัน ลมพัดกิ่งไม้ ท่าทางเหมือนฝนกำลังจะตกจริงๆ น่าเสียดายที่เขารู้ดีว่าฝนห่านี้ตกแค่ในเขตภูเขาเท่านั้น หมู่บ้านสองสามแห่งที่อยู่โดยรอบได้รับเพียงละอองฝนบางเบา ส่วนที่อื่นไม่มีฝนแม้แต่หยดเดียว สถานการณ์ภัยแล้งของเมืองจงโจวจะดำเนินต่อไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนปีหน้า…
ฉือหลี่โกวและหมู่บ้านโดยรอบอีกหลายแห่งล้วนภาวนาขอให้ฝนครั้งนี้ตกหนัก ตกหนักกว่านี้อีก…น่าเสียดายที่สวรรค์ไม่เห็นใจ ส่งฝนลงมาไม่กี่หยดแล้วก็ดึงมันกลับไปอย่างตระหนี่ พอถึงเวลาเย็นแล้วกลุ่มเมฆก็สลายตัว ท้องฟ้าส่องสว่างไปทั่วทิศตะวันตก
ฝนตกเช้า แดดออกเย็น ผู้ใหญ่บ้านยืนอยู่ในลานบ้านของตนพลางส่ายศีรษะและทอดถอนใจ “สวรรค์ ! ไม่เหลือทางรอดให้ชาวบ้านเลย !”
เขาเอามือไพล่หลังพลางเดินไปทางทุ่งนาทิศตะวันออกของหมู่บ้าน น้ำใสๆไหลจากท่อลงสู่ร่องน้ำจนลึกประมาณเอวเห็นจะได้ แมลงน้ำแหวกว่ายไปมา จากนั้นเขาก็หันไปมองแปลงนาที่ได้รับน้ำจนเพียงพอ ผักกาดขาวมีน้ำมีนวล หัวไชเท้าใบเขียวขจี ต้นกล้ามันฝรั่งโตเท้าข้อเท้าแล้ว…
โชคดี ! หมู่บ้านพวกตนมีบัณฑิตเจียงและนางหนูรองอยู่ ภัยแล้งในปีนี้คงไม่ใช่ของขวัญที่เทพเจ้าแห่งขุนเขาส่งมาให้หมู่บ้านฉือหลี่โกวเสียแล้ว หุบเขามีจิตวิญญาณ เมตตาชาวประชา…หรือว่านางหนูรองก็จะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับความเมตตา ?
“ใคร ? ใครอยู่ตรงนั้น ?” ฟ้าค่อยๆมืด ผู้ใหญ่บ้านมองเงาคนเคลื่อนไหวไปมาบนพื้น หรือจะมีคนจากหมู่บ้านอื่นมาขโมยผักของหมู่บ้านฉือหลี่โกว ?
ผักกาดขาวชุดแรกยังเป็นแค่ต้นกล้า หัวไชเท้าและมันฝรั่งงอกมาแค่ใบ…จะปล่อยให้คนมาทำลายไม่ได้เด็ดขาด !
“ผู้ใหญ่บ้าน เป็นพวกข้าเอง !” เมื่อเดินเข้ามาดูใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นพวกของหลิวต้าซวนที่พาสุนัขสองตัวมาลาดตระเวนรอบทุ่งนา
หลิวต้าซวนชี้ไปที่ต้นกล้าผักกาดขาวแล้วพูดกับผู้ใหญ่บ้านว่า “ท่านดูเถิด มันน่าโมโหนัก ! ต้นผักกาดขาวเพิ่งงอกออกมาก็โดนเด็ดไปแล้ว ! หมู่บ้านรอบๆนี้รู้ว่าหมู่บ้านฉือหลี่โกวของเรามีน้ำใช้ไม่ขาดจึงแอบหาบน้ำออกไปด้วย !”
“จะหาบน้ำก็ปล่อยให้หาบไปสิ ทำไมต้องมาเด็ดผักกาดขาวในแปลงเราด้วย ? บนเขามีของป่าให้เก็บมากมายขนาดนั้นจะมาลักขโมยกันทำไม ถ้าบรรพบุรุษของพวกเขารู้ว่ามีลูกหลานไม่รักดีมากขนาดนี้ คงโมโหจนลุกขึ้นมาบีบคอพวกเขากลางดึก !” หลิวเอ้อร์กัวพูดด้วยความโมโห
หลิวชุนจิงก็ไม่พอใจ “แถมยังมีพวกที่ขนของป่าไปที่บ้านตระกูลหลินแล้วถามว่าบ้านนางรับซื้อหรือไม่ !”
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ “ปีนี้…ใครก็ลำบาก ! แล้วนางหนูรองรับซื้อหรือไม่ ?”
“รับ ! ตอนนี้หมู่บ้านโดยรอบก็ขึ้นเขาไปเก็บผลไม้ป่า ผู้หญิงในหมู่บ้านเราล้วนพูดว่าผลไม้ที่พวกนางเก็บได้เริ่มมีน้อยทุกที ! จุดที่พวกนางไปเก็บผลไม้ป่าบ่อยๆ ก็โดนคนหมู่บ้านอื่นเก็บจนหมด…” หลิวเอ้อร์กัวพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร ภูเขาลูกใหญ่ขนาดนี้ก็ไม่รู้จักหาที่เก็บกันเอง จำเป็นต้องมาแย่งพื้นที่ของฉือหลี่โกวให้ได้ !
“ช่างเถิด ตอนนี้พวกเราก็ไม่ได้ขาดแคลนผลไม้ป่าหรือของป่าเหล่านั้นเสียหน่อย อย่างไรก็ต้องให้ทางรอดคนอื่นบ้าง !” ไม่อย่างนั้นชาวบ้านที่อดอยากจะก่อเรื่องขึ้นมาอีก ! ให้คนอื่นสบายก็เหมือนทำให้ตัวเองสบายไปด้วย !
ผู้ใหญ่บ้านเดินเล่นมาจนถึงแปลงนาของบ้านตระกูลหลิน ผักในแปลงก็ปลูกเหมือนกัน แต่ผักของบ้านตระกูลหลินเติบโตได้ดีกว่าบ้านอื่นเล็กน้อย เมื่อเห็นข้าวโพดที่กำลังจะได้เวลาเก็บเกี่ยว ผู้ใหญ่บ้านก็พูดกำชับว่า “คอยดูข้าวโพดบ้านนางหนูรองไว้หน่อย เหลือแค่ไม่กี่เดือนก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว อย่าให้ใครหน้าไหนมาทำลาย !”
หลิวเอ้อร์กัวพูดพร้อมรอยยิ้ม “วางใจได้ ตอนออกจากบ้านมา ท่านแม่ก็พูดแล้วว่าแม้ไม่เฝ้าที่นาของบ้านตัวเองก็จะปล่อยให้คนมาทำลายที่นาบ้านนางหนูรองไม่ได้เด็ดขาด…จริงสิ ไปเก็บของป่าพรุ่งนี้พวกเราจะพบกันที่เดิมเวลาเดิมอยู่หรือไม่ ?”
ผู้ใหญ่บ้านตอบอย่างอารมณ์ดี “พวกเจ้าไม่กี่คนก็เดินลาดตระเวนกันทั้งคืนแล้วยังจะลุกขึ้นมาไหวหรือ ?”
“อย่างไรก็ต้องไปเก็บ ! นั่นเป็นของล้ำค่าจากภูเขาไม่ใช่หรือ ? เป็นเงินทั้งนั้น !” หลิวเอ้อร์กัวทุบหน้าอกเพื่อแสดงให้เห็นว่าร่างกายแข็งแรงดี !
ผู้ใหญ่บ้านพูดกับพวกเขาว่า “พรุ่งนี้พวกเจ้านอนอยู่บ้านเถิด ! ตอนที่แบ่งของกันจะไม่ขาดส่วนของพวกเจ้าแน่นอน ! ถึงอย่างไรพวกเจ้าก็ทำเพื่อคนในหมู่บ้าน !”
“ไอหยา ผู้ใหญ่บ้าน ท่านคือบิดาแท้ๆของข้า…” หลิวเอ้อร์กัวเป็นคนกะล่อน แต่เวลาทำงานไม่เคยใช้เล่ห์เหลี่ยม
ผู้ใหญ่บ้านถลึงตาใส่อีกฝ่าย “คำพูดนี้เจ้ากล้าพูดต่อหน้าบิดาหรือไม่ ? บิดาของเจ้าเรียกข้าว่าท่านอา เจ้าอย่าพลิกฟ้าเพื่อปีนข้ามรุ่นมาอยู่รุ่นเดียวกับบิดาหน่อยเลย”
หลิวเอ้อร์กัวฉีกยิ้มขี้เล่น “ข้าไม่ได้แสดงว่ากำลังให้ความเคารพรักท่านหรือ ? วางใจได้ แปลงนาในหมู่บ้านทั้งหมด พวกเราจะดูแลให้เอง !”
ผู้ใหญ่บ้านยังกำชับอีกรอบ “ตอนกลางคืนมีสติกันหน่อย ประเดี๋ยวจะให้คนเอาฆ้องมาให้ หากเกิดอะไรขึ้นพวกเจ้าก็ตีฆ้องดังๆได้เลย !”
ตอนที่ 229: แนะนำอย่างยิ่งใหญ่ว่า…คู่ครอง
ยามราตรี ดวงดารากะพริบแสงกระจ่างฟ้า จู่ๆ เจียงโม่หานก็ตื่นขึ้นมาจากความฝัน เขาเงี่ยหูฟังก็พบว่าประตูหลังบ้านตระกูลหลินมีเสียงเหมือนโดนข่วนเกิดขึ้น
เขารีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วแล้วย้ายบันไดมาที่หลังบ้านตระกูลเจียง ตอนที่ปีนขึ้นไปเห็นนอกกำแพงแล้วเขาต้องสูดหายใจเข้าลึกทันที…ภายใต้ความมืดมิด ดวงตาสีอำพันคู่หนึ่งมองมาทางเขาพอดิบพอดี
หมาป่าตัวหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้เขาที่สุดยังแยกเขี้ยวข่มขู่ราวกับพร้อมโจมตีเสมอ แต่มันก็โดนหมาป่าสีเทาอีกตัวใช้ร่างกายที่แข็งแรงกว่าหยุดไว้
เห็นได้ชัดว่าหมาป่าสีเทาเป็นจ่าฝูง มันกวาดสายตามองเจียงโม่หาน หลังจากค่อยๆถอยไปสองสามก้าวแล้วหมาป่าตัวที่ขู่เมื่อครู่ก็ไปยืนอยู่บริเวณกำแพง ทันใดนั้นจ่าฝูงก็วิ่งกระโจนขึ้นหลังหมาป่าตัวนั้นแล้วทะยานตัวเข้ามาในกำแพงบ้านตระกูลหลิน
เหมือนว่าหมาป่าตัวนี้จะเปี่ยมสติปัญญา เพราะหลังจากกระโดดเข้ามาแล้วก็ไม่ได้ไปทำร้ายสัตว์ที่ถูกเลี้ยงไว้ตรงหลังบ้าน แต่เดินอย่างองอาจมายังประตูหลังบ้านแล้วยกสองขาหลังขึ้นยืนเหมือนมนุษย์เพื่อดึงสลักกลอนประตูหลังบ้านออกอย่างชำนาญ
ต่อจากนั้นหมาป่าอีกหลายตัวซึ่งอยู่ข้างนอกก็ค่อยๆคาบสัตว์ที่ล่าได้เข้ามาไว้ตรงหลังบ้าน เมื่อวางเสร็จแล้วก็เดินออกไปอย่างเป็นระเบียบ จ่าฝูงก็เดินออกไปเช่นกัน แต่ในขณะที่เจียงโม่หานกำลังถอนหายใจด้วยความโล่งอก มันก็คาบบางอย่างไว้ในปากแล้วเดินกลับเข้ามาอีกครั้งและตรงไปที่ลานหน้าบ้าน !
เจียงโม่หานจึงรีบลงจากกำแพงแล้วย้ายบันไดมาที่ลานหน้าบ้าน ห้องที่หลินเว่ยเว่ยพักอยู่มีกำแพงติดกับบ้านสกุลเจียง เขาจึงปีนขึ้นกำแพงอีกครั้งแล้วใช้ก้อนหินโยนไปที่หลังคาห้องของหลินเว่ยเว่ย
เร็ว ! รีบตื่นขึ้นมา ! ถ้ายังไม่ตื่นอีก…ข้าจะข้ามไปแล้ว ! เขาใช้แสงจันทร์เพื่อมองจ่าฝูงเดินข้ามลานหลังบ้านมายังมุมของลานทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออย่างชัดเจน นัยน์ตาสีอำพันเผยความเยือกเย็นออกมา
โชคดีที่เด็กน้อยหลับไม่ลึกมาก เมื่อผลักประตูออกมาแล้วนางก็ขยี้ตาพลางกวาดมองโดยรอบ “เฮ้ ! บัณฑิตน้อย เพิ่งห่างกันเอง เจ้าคิดถึงข้าแล้วหรือ ? อยาก ‘จันทร์เฉิดฉายเหนือกิ่งหลิว คนรักนัดพบยามสนธยา’ กับข้าแล้วหรือ ?”
หืม ? เหตุใดใบหน้าที่งดงามของบัณฑิตหนุ่มจึงขาวซีดขึ้นมาก ? รูปหน้าบิดเบี้ยวอีก หมายความว่าอย่างไร ? เจ้าพูดออกมาสิ
เจียงโม่หานเห็นจ่าฝูงตัวนั้นค่อยๆเดินเข้าใกล้หลินเว่ยเว่ย เขาจึงร้อนใจจนเหงื่อตกและชี้ไปด้านหลังของนาง เพราะอยากเตือนให้ทราบถึงอันตรายที่อยู่ด้านหลัง แต่ก็กลัวเสียงของตนจะทำให้หมาป่าตกใจ พอคิดว่าหากให้นางหันไปมองแล้ว โบราณไม่ได้บอกว่าเวลาเจอหมาป่าอย่าหันกลับไปมองเด็ดขาดหรอกหรือ ? เพราะมันจะขย้ำคอเอาได้ !
“เจ้าเป็นอะไร ? เจอผีมาหรือ ? หรือว่าฝันร้าย ? ข้างหลังข้า ? ข้างหลังของข้ามีอะไรอีกเล่า ? คงไม่ใช่…สิ่งไม่ดีกระมัง ?” หลินเว่ยเว่ยไม่กลัวดินไม่กลัวฟ้า แต่กลัวฉากหนังสยองขวัญเหล่านั้นมาก
นางเครียดขึ้นมาทันที ราวกับภาพสโลว์โมชั่นในภาพยนตร์คือนางค่อยๆหันไปมอง แต่แล้วก็ต้องตกใจเพราะดวงไฟสีเหลืองขนาดเล็กที่อยู่ข้างหลัง นางจึงกระโดดถอยออกมาสองสามก้าว
“ระวัง !” เจียงโม่หานกระวนกระวายยิ่งกว่าอะไร เท้าข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนกำแพงแล้ว เขารู้ดีว่าช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ตอนที่หมาป่าพุ่งเข้าใส่ เขาก็สามารถเข้าไปขวางได้ ตอนนี้เขามีอยู่แค่ความคิดเดียวคือ…จะปล่อยให้หมาป่าทำร้ายเด็กน้อยไม่ได้ !
ทันใดนั้นตัวเขาก็ถูกแช่แข็งอยู่ตรงกำแพง เขายกมือขยี้ตา นี่ข้าเห็นอะไรเข้า ? เด็กน้อยใจกล้าจนสามารถตบศีรษะจ่าฝูงหมาป่าแถมยังดุมันด้วย “สวรรค์ ! ตกใจแทบแย่! อย่าแอบมายืนอยู่ข้างหลังเช่นนี้สิ ตาสีเหลืองคู่หนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าตอนกลางดึก เจ้าจะกลัวหรือไม่ ?”
จ่าฝูงเจ้าเทาใช้สายตาของราชามองนางอย่างดูแคลนเหมือนกำลังบอกว่ามีอะไรน่ากลัว นางขี้ขลาด ! ทันใดนั้นมันก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาจับจ้องไปยังสิ่งมีชีวิตที่กำลังปีนกำแพงอยู่…โจรขึ้นบ้านเจ้าหรือ ให้มันช่วยไล่ออกไปหรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยมองตามสายตาของมันแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที นางรีบวิ่งไปที่ใต้กำแพงบ้านแล้วยื่นมือข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บให้บัณฑิตหนุ่มจับ เมื่อรับตัวคนลงมาได้แล้วนางก็พูดอย่างขี้เล่นว่า “บัณฑิตน้อย เจ้าคือ…โจรเด็ดบุปผาหรือ ?”
“หมาป่าตัวนี้คืออะไร ? อ้อ ไม่ใช่แค่ตัวนี้เพราะหลังบ้านยังมีอีกมาก !” เจียงโม่หานดึงตัวหลินเว่ยเว่ยมาไว้ด้านหลังด้วยมือเพียงข้างเดียวเพื่อให้ตนกลายเป็นฝ่ายเผชิญหน้ากับจ่าฝูงหมาป่าแทน
หลินเว่ยเว่ยตบบ่าของเขาแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ต้องเครียด ก่อนหน้านี้จ่าฝูงหมาป่าได้รับบาดเจ็บจึงรักษาตัวอยู่ที่บ้านข้าระยะหนึ่ง เจ้าตัวนี้รู้คุณคนจึงเอาสัตว์ที่ล่ามาตอบแทนอยู่บ่อยครั้งและไม่เคยโจมตีมนุษย์มาก่อน จริงสิ ป่าสนแดงก็เป็นอาณาเขตของหมาป่าฝูงนี้ ข้าไปบอกพวกมันไว้ล่วงหน้าว่าให้พวกมันออกไปตอนกลางวันแล้วค่อยกลับมาใหม่ตอนกลางคืน !”
เจียงโม่หานมองนาง จากนั้นก็ก้มหน้ามองจ่าฝูงหมาป่าที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองก้าว ฟังจากที่นางพูดแล้ว เขาก็คิดว่าแววตาของจ่าฝูงหมาป่าเต็มไปด้วยความหวาดระแวงเพราะกังวลว่าเขาจะทำร้ายนาง !
ภายใต้สายตาหวาดระแวงของจ่าฝูงหมาป่า เจียงโม่หานจึงค่อยๆยกมือขึ้นแล้วลูบศีรษะหลินเว่ยเว่ยจนผมยุ่งเหยิง “เจ้า…มีเรื่องให้ประหลาดใจ ( ตกใจ ) มากแค่ไหนกัน ?” เสมือนสุราเก่าที่ยิ่งเก่ายิ่งทำให้ประหลาดใจ ยิ่งเก่ายิ่งมีรสชาติ !
“แท้ที่จริงสติปัญญาของเจ้าเทาเทียบเท่าเด็กอายุสองสามขวบเท่านั้น ! เจ้าดีกับมันหน่อย มันก็จะสัมผัสได้เอง เรื่องหมาป่าตอบแทนบุญคุณมนุษย์มีอยู่ในนิทานหลายเรื่องเลย” ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็โน้มกายไปลูบศีรษะเจ้าเทา หลังจากสะบัดหัวไปมาแล้ว มันก็เบี่ยงหลบมือของนาง แต่ไม่มีทีท่าจะโจมตีแม้แต่น้อย
“มา แนะนำให้รู้จักกันหน่อย นี่คือจ่าฝูงเจ้าเทา ทั้งฉลาดและมีคุณธรรม !” หลินเว่ยเว่ยตบศีรษะเจ้าเทา จากนั้นก็ชี้มาที่เจียงโม่หานแล้วเปลี่ยนมาแนะนำให้จ่าฝูงหมาป่ารู้จัก “นี่คือบัณฑิตน้อย อีกไม่นานก็จะกลายเป็นคู่หมั้นของข้าแล้ว ! คู่หมั้น เจ้ารู้ไหมว่ามีความหมายอย่างไร ? ก็คือคู่ครองในฝูงหมาป่า…”
พอได้ยินคำแนะนำนี้แล้วใบหน้าของเจียงโม่หานก็มีแต่สีดำคล้ำ หลินเว่ยเว่ยลากมือเขามาวางไว้ใต้จมูกของเจ้าเทา “จดจำกลิ่นนี้ไว้ ต่อไปห้ามทำร้ายเขาเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่ ?”
“เอ๋ ?” จนถึงตอนนี้หลินเว่ยเว่ยเพิ่งพบว่าในปากของเจ้าเทามีบางอย่างดิ้นอยู่ เมื่อนางเอื้อมมือออกไปเพื่อเอาสิ่งเล็กๆออกมาจากปากมัน ร่างกายของเจียงโม่หานก็เต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดเย็นเยือก
“ว้าว ! ลูกสุนัข ? หรือลูกหมาป่า ? หรือลูกของสุนัขกับหมาป่า ?” หลินเว่ยเว่ยอาศัยแสงจันทร์สลัวเพื่อมองสิ่งมีชีวิตที่กำลังดิ้นอยู่ในฝ่ามือ เป็นเจ้าตัวน้อยสีดำขนาดเท่าฝ่ามือ ท่าทางไม่ค่อยเหมือนหมาป่าแต่เหมือนหมาป่าผสมสุนัขบ้านมากกว่า !
“ตัวเล็กมาก ! เจ้าเทา มันคงไม่ได้เป็นลูกของเจ้าหรอกกระมัง ?” หลินเว่ยเว่ยคำนวณในใจว่าหมาป่าใช้เวลาตั้งท้องสองเดือน…เจ้าเทาก็รวดเร็วเหมือนกันนี่ พอกลับเข้าป่าได้ไม่นานก็หาคู่ครองได้เลย !
เจ้าเทาเลียลูกน้อยในมือของนาง ดวงตาสีอำพันจับจ้องมาที่นาง…เจ้าอย่าเพิ่งรีบร้อนเล่นลูกชายของมัน ลองนึกดูว่าเจ้าลืมอะไรหรือเปล่า ?
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็วางลูกหมาป่าไว้ในมือเจียงโม่หาน แล้วหยิบจานอาหารของสัตว์เลี้ยงในบ้านมาเพื่อเทน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณลงไป
จ่าฝูงเจ้าเทาจ้องหน้าเจียงโม่หานด้วยแววตาดุร้ายทันทีราวกับว่ากลัวเขาจะทำร้ายลูกน้อยของตน
ตอนที่ 230: ชีวิตฉาบฉวย
ทางด้านเจียงโม่หานก็อุ้มลูกหมาป่าไว้ในมือด้วยท่าทางใจเย็น…เกือบจะไม่ไหวแล้ว !
“ดื่มสิ !” หลินเว่ยเว่ยวางจานอาหารลง ในที่สุดจ่าฝูงหมาป่าก็ละสายตาแล้วก้มหน้าเลียน้ำอย่างสง่างาม
ระหว่างนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ย่อตัวนั่งด้านข้างเจียงโม่หานที่เฝ้ามองจ่าฝูงดื่มน้ำเหมือนกัน เมื่อเห็นมันเลียกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็พูดขึ้นมาเบาๆว่า “วันนี้บนภูเขาไม่ได้มีฝนตกหรอกหรือ ? ยังจะขาดน้ำอีกหรือไร ?”
“ใครจะรู้ ! ทุกครั้งที่มันมาเยือน ถ้าไม่ยอมให้ดื่มน้ำก็จะไม่ออกไป อาจเพราะ…น้ำของบ้านเราอร่อย” หลินเว่ยเว่ยยื่นมือออกไปลูบหัวเล็กๆของลูกหมาป่า “เจ้าคิดว่าเจ้าเทาจะเห็นข้าเป็นเจ้านายหรือไม่ ? พอมีลูกก็พามาให้ข้าดู !”
“บางที…มันอาจเห็นเจ้าเป็นแม่นมมากกว่า…” เจียงโม่หานชี้ไปยังจ่าฝูงหมาป่าที่ดื่มน้ำจนอิ่มแล้วก็เดินออกไปทางลานหลังบ้านด้วยท่าทางสบายอารมณ์
หลินเว่ยเว่ยอุ้มเจ้าตัวน้อยไล่ตามไป “เจ้าเทา เจ้าลืมอะไรหรือไม่ ?” เป็นพ่อที่ดูแลลูกไม่ได้เรื่อง แค่น้ำมื้อเดียวก็ขายลูกได้แล้ว !
จ่าฝูงเจ้าเทาหันมาเลียขนเจ้าตัวน้อยสองสามครั้ง เมื่อมองนางอย่างมีความหมายแล้ว มันก็วิ่งออกไปจากประตูหลังบ้านทันที หลินเว่ยเว่ยวิ่งตามไป ฝูงหมาป่าก็วิ่งออกไปไกลแล้ว
“บัณฑิตน้อย เจ้าพูดถูกว่าเจ้าเทายกให้ข้าดูแลลูกของมัน !” หลินเว่ยเว่ยอุ้มลูกหมาป่าน้อยที่ยังไม่ลืมตาเสียด้วยซ้ำอย่างทำตัวไม่ถูก…แม้ตอนเรียนอยู่ที่ภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตรก็เคยเรียนเรื่องสัตว์มาบ้าง แต่นั่นเป็นเพียงทฤษฎี ! ในช่วงชีวิตทั้งสองชาติภพนางไม่เคยมีประสบการณ์เลี้ยงสัตว์มาก่อน !
เจียงโม่หานจึงเอ่ยว่า “หลังจากหมาป่าออกลูกแล้ว มันจะเลือกตัวที่แข็งแรงไว้ ส่วนตัวที่อ่อนแอหรือพิการก็มักโดนทอดทิ้ง นี่คือกฎของธรรมชาติ หมาป่าน้อยตัวนี้ท่าทางเหมือนหมาป่ากับหมาบ้านผสมกัน บางทีแม่หมาป่าอาจไม่ยอมเลี้ยง จ่าฝูงจึงเอามาให้เจ้าช่วยเลี้ยงแทน”
ยังมีอีกสาเหตุก็คือเจ้าเทาทราบถึงประโยชน์ของน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณ รู้ว่านางสามารถเลี้ยงเจ้าตัวน้อยได้ มันถึงพาลูกมาให้เลี้ยงเช่นนี้
หลินเว่ยเว่ยมองลูกหมาป่าที่อ่อนปวกเปียกในมือ บางทีอาจรับรู้ได้ว่ามันถูกทอดทิ้ง เจ้าตัวน้อยจึงเริ่มอยู่ไม่สุขแล้วส่งเสียงร้องแผ่วเบาออกมา…
“น่าสงสารเหลือเกิน น่าจะเพิ่งเกิดได้ไม่กี่วันเอง ยังไม่ลืมตาด้วยซ้ำ ! จะเลี้ยงรอดหรือไม่นะ ?” หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่าได้รับภาระอันหนักอึ้ง !
“หืม ? เหมือน…อากาศเย็นขึ้น ! ” จู่ๆ ตัวของหลินเว่ยเว่ยก็สั่นเทา นางจึงหันไปถามบัณฑิตหนุ่ม “เจ้าหนาวหรือไม่ ?”
เจียงโม่หานได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มสัมผัสได้ทันทีเพราะร่างกายสวมใส่เพียงเสื้อผ้าธรรมดา เขาจึงลูบแขนแล้วพูดว่า “อากาศเดือนเก้า (เทียบเท่ากับเดือนสิบของปฏิทินสุริยคติยุคปัจจุบัน) แปรปรวนมาก มีบันทึกไว้ว่าปีหนึ่งในอดีต เพิ่งเข้าเดือนเก้าหิมะก็ตกหนักหนึ่งรอบ ทำให้สัตว์เลี้ยงและชาวบ้านแข็งตายจำนวนมาก !”
“หืม ? ถ้าอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันจริง ข้าวโพดบ้านข้าจะไม่แย่เอาหรือ ?” อีกแค่เดือนเดียวก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว ถ้าแข็งตายในคืนเดียวจะไม่เท่ากับเสียแรงเปล่าหรือไร ?
หลินเว่ยเว่ยพาเจ้าหมาป่าน้อยเข้าห้อง จากนั้นก็ออกมาพูดกับเจียงโม่หานด้วยน้ำเสียงกังวล “บัณฑิตน้อย รีบช่วยข้าคิดว่าจะทำอย่างไรจึงปกป้องพืชผลจากไอเย็นและน้ำค้างแข็งได้ ?”
เจียงโม่หานครุ่นคิดและก็คิดออกจริงๆ “ข้าเคยเห็นในตำราเขียนว่าสามารถใช้การรมควันเพื่อป้องกันน้ำค้างแข็งได้ !”
“ใช่ ใช่ !” หลินเว่ยเว่ยก็นึกได้เช่นกัน ในชาติที่แล้วนางเคยดูภาพยนต์เก่าของต่างประเทศเรื่องหนึ่ง เมื่อน้ำค้างแข็งมาเยือนก็ใช้การก่อไฟรมควันรอบสวนองุ่น ภายใต้ควันพวยพุ่งนั้นพระเอกกับนางเอกก็บังเกิดความรู้สึกลึกซึ้งต่อกัน โรแมนติกสุดๆไปเลย !
ระหว่างสนทนากันนั้น ลมเหนือก็พัดเข้ามา หลินเว่ยเว่ยจึงจามออกมาหนึ่งครั้ง เจียงโม่หานรีบพูดทันที “เจ้าเข้าห้องไปก่อน เรารอดูอีกหน่อยดีกว่า บางทีเราอาจกังวลไปเองแล้วเป็นแค่อากาศเย็นธรรมดา ไม่มีน้ำค้างแข็งก็ได้”
“ได้ เจ้าก็กลับไปพักเถิด !” หลินเว่ยเว่ยมองบัณฑิตหนุ่มปีนกำแพงกลับบ้านอย่างเชื่องช้า ฮ่าฮ่า ท่าทางปีนกำแพงของบัณฑิตน้อยเหมือนตัวสลอธมาก น่าตลกชะมัด !
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ใช้เสื้อผ้าที่ขาดแล้วมาทำเป็นรังให้เจ้าหมาป่าน้อยและยังรีดนมกวางที่เพิ่งคลอดลูกจากในมิติน้ำพุวิญญาณออกมาให้มันดื่ม หลังเจ้าตัวน้อยได้กินจนอิ่มก็นอนหลับในรังอันแสนอบอุ่นอย่างรวดเร็ว…ถือว่ายังเลี้ยงง่าย !
ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็นอนบนเตียง ระหว่างที่กำลังจะหลับใหล นางก็ตื่นขึ้นมาเพราะความเย็นรอบกาย พอได้ยินเสียงเคาะประตูแล้ว นางก็รีบสวมเสื้อผ้าหนาๆ พลางเดินมาเปิดประตูอย่างรวดเร็ว
เมื่อเปิดประตูแล้ว นางก็ได้พบกับใบหน้ารูปงามของเจียงโม่หาน เขามีสีหนาเคร่งเครียด “เริ่มมีน้ำค้างแข็งแล้ว ข้าจะไปดูแปลงนาเป็นเพื่อนเจ้า !”
หลินจื่อเหยียนได้ยินเสียงเปิดประตูก็ลุกขึ้นมาถามด้วยความง่วงงุน “เป็นอะไรกัน ? เกิดอะไรขึ้น ?”
“มีน้ำค้างแข็งแล้ว เร็ว ! ไปช่วยพืชผลในนากับข้า !” หลินเว่ยเว่ยเอามือที่เย็นยะเยือกของตนไปซุกที่คอของน้องชาย หลินจื่อเหยียนจึงตื่นเต็มตาทันที !
“ว่าอย่างไรนะ ? น้ำค้างแข็ง ? แล้วข้าวโพดของเราจะทำอย่างไร ? สภาพอากาศบ้าบอ อีกประเดี๋ยวก็ได้เก็บเกี่ยวอยู่แล้ว จะเลื่อนออกไปสักวันสองวันไม่ได้เลยหรือ ?” หลินจื่อเหยียนขมวดคิ้ว ปากก็บ่นด้วยความโมโห
ต่อจากนั้นบ้านตระกูลหลินก็ตื่นกันหมด นางหวงสุขภาพไม่ดีจึงถูกทิ้งให้อยู่ดูแลบ้าน ส่วนคนอื่นรวมถึงเด็กอีกสองคนก็ออกไปกันหมด ! เมื่อพวกเขามาถึงแปลงนาก็พบว่าที่นั่นมีคนจำนวนมากรวมตัวอยู่ก่อนแล้วเพราะเพิ่งปลูกผัก พวกชาวบ้านจึงกลัวว่าผักจะแข็งตาย !
ผู้ใหญ่บ้านกังวลจนคล้ายจะมีผมขาวเพิ่มขึ้นไม่น้อย “สวรรค์ไม่เหลือทางรอดให้เราเลย !”
หลินเว่ยเว่ยประกาศดังลั่น “ทุกคนไม่ต้องกังวล เพราะบัณฑิตเจียงมีวิธีป้องกันน้ำค้างแข็ง !”
“นางหนูรองมาแล้ว ! บัณฑิตเจียงก็มาด้วย !” มีคนพูดเสียงดังพร้อมกันนั้นภายในน้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความดีใจและความหวัง
ผู้ใหญ่บ้านวางกล้องยาสูบอันเก่าในมือลง ขณะมองเจียงโม่หานก็ถามอย่างตั้งความหวัง “บัณฑิตเจียงมีวิธีอะไรหรือ ?”
เจียงโม่หานพยักหน้าแต่ไม่มีทีท่าจะพูดออกมาเลย หลินเว่ยเว่ยจึงตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ทุกคนรีบไปเตรียมฟืนมาเถิด ดีที่สุดคือเอาแบบยังไม่ค่อยแห้งสักเท่าไร เพราะควันที่ลอยออกมาสามารถรักษาความอบอุ่นได้ !”
“ได้ ได้ !” ชาวบ้านพร้อมใจกันทำงานขึ้นมาทันที ผ่านไปไม่นานฟืนกองแล้วกองเล่าก็มากองอยู่ที่แปลงนาและบนคันนาของแต่ละบ้าน หลังจุดไฟขึ้นแล้วเปลวไฟก็มอดดับลงอีกครั้ง ตามมาด้วยควันสีเทาลอยกระจายไปทั่วผืนนาเข้าห้อมล้อมพืชผลเอาไว้…
“เสี่ยวร่าง พัดให้เร็วๆหน่อย ! ทำให้ควันลอยไปในนา อย่าให้เสียเปล่าเด็ดขาด !” เจ้าหนูน้อยอ้าปากหาว เมื่อเช็ดน้ำตาออกจากหางตาแล้ว พวกเขาก็เข้าร่วมกลุ่มต่อต้านน้ำค้างแข็ง อย่าดูถูกเชียว เจ้าหนูน้อยและเสี่ยวร่างทำงานหนักกันน่าดู ใบหน้าน้อยๆทั้งสองกลายเป็นสีดำและสีเทามีสภาพเหมือนลูกแมวลายพร้อยไม่มีผิด
หลินเว่ยเว่ยและบัณฑิตหนุ่มคือฟ้าบกพร่องและดินแหว่งเว้า คนหนึ่งจับเศษผ้าอยู่ด้านข้างและออกแรงพัดอย่างหนัก ระหว่างที่ควันกลายเป็นปุยเมฆ พวกเขาก็ยังหันมามองสบตากันเป็นครั้งคราว…
“แค่กแค่กแค่ก ! ข้าจะตายแล้ว น้ำตา…บัณฑิตน้อย ผ้าเช็ดหน้าของเจ้าอยู่ที่ใด รีบเช็ดให้ข้าเร็ว !” เมื่อลมเปลี่ยนทิศก็พัดควันมาทางพวกตน ทั้งสองก็รีบหลบกันอย่างหัวหมุน น้ำตาน้ำมูกไหลพราก…ที่แท้ละครก็โกหก มีความโรแมนติกที่ไหนเล่า ? มีเพียงชีวิตอันสิ้นหวังและฉาบฉวยเท่านั้น !
เสียงไอดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าของทุกคนกลายเป็นสีดำจากเขม่าเหมือนคนขุดถ่านหินไม่มีผิด
จบตอน
Comments
Post a Comment