weiwei ep231-240

ตอนที่ 231: สวรรค์ ! ประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว


ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า แสงสีทองอบอุ่นสาดไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ใบไม้และวัชพืชในหุบเขาล้วนถูกน้ำค้างแข็งปกคลุม ทว่าแปลงนาของหมู่บ้านฉือหลี่โกวยังมีชีวิตชีวาดังเดิม


หลินเว่ยเว่ยหย่อนกายลงนั่งกับพื้นพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อของตน ทว่าต่อมานางก็ต้องโยนผ้าเช็ดหน้าทิ้งด้วยความรังเกียจ “ไอหยา สกปรกชะมัด ! ฮ่าฮ่า…บัณฑิตน้อย เจ้า…”


นางชี้ไปยังใบหน้าแสนมอมแมมของเจียงโม่หานแล้วหัวเราะเสียงดังลั่น เจียงโม่หานกลอกตาใส่นาง จากนั้นก็ใช้เสื้อด้านในเช็ดหน้าของตนเพราะผ้าเช็ดหน้าก็สกปรกจนแยกไม่ออกว่าเป็นสีอะไรนานแล้ว


“ไม่ต้องกังวล เขม่าควันบนหน้าของเจ้าไม่ส่งผลต่อรูปโฉมอันงดงามแม้แต่น้อย แม้หน้าตาจะมอมแมมแต่เจ้ายังหล่อเหลาที่สุด !” หลินเว่ยเว่ยช่วยเช็ดรอยเขม่าใต้คางของเขา แต่มันกลับมีเยอะกว่าเดิม นางจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะขึ้นมาอีก


เจียงโม่หานลูบคางของตน ทันใดนั้นบนมือก็มีเขม่าดำติดออกมามากมาย พอเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเขาก็เอื้อมมือจะไปป้ายใบหน้าของนางบ้าง หลินเว่ยเว่ยรีบหลบอย่างรวดเร็วและยังไม่ลืมไล้คราบที่แก้มมาทำเป็นหนวดให้เขาด้วย ตอนเบี่ยงตัวหลบนั้นร่างกายนางโซเซอยู่พักหนึ่ง เจียงโม่หานเอื้อมไปดึงตัวอีกฝ่ายกลับมาจึงเลี่ยงไม่ให้แขนที่บาดเจ็บของนางกระแทกกับพื้นได้…


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินเดินผ่านทั้งสองคนจึงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ให้ตายเถิด ! เจ้าสองคนเลิกหวานใส่กันได้แล้ว ไม่เหนื่อยกันบ้างหรือ !”


แม่ซัวถัวก็เดินเข้ามาพลางหัวเราะแล้วถามว่า “บัณฑิตเจียง นางหนูรอง ได้ยินว่าอีกไม่นานพวกเจ้าก็จะหมั้นกันแล้ว จะทำพิธีเมื่อใดหรือ ? พวกเราก็อยากไปร่วมงานมงคลบ้าง !”


ประเพณีในชนบท โดยเฉพาะวันที่หมั้นหมายกัน ถ้ามีแขกไปร่วมงานมากเท่าไร หนุ่มสาวทั้งสองก็จะมีชีวิตคู่ที่สุขสมมากเท่านั้น ตระกูลเจียงและตระกูลหลินเป็นกลุ่มเดียวในหมู่บ้านฉือหลี่โกวที่ไม่มีญาติ ถ้าในวันงานมีแค่สองบ้านร่วมทำพิธีกัน บรรยากาศจะเงียบเหงามากเพียงใด ?


หืม ? บัณฑิตเจียงกับนางหนูรองจะหมั้นกันหรือ ? จริงหรือไม่ ? ดูท่าทางหยอกเย้ากันของคนทั้งสอง ก็แตกต่างไปจากเมื่อก่อนจริงๆ ตอนนั้นมีเพียงนางหนูรองที่เดินเข้าหาบัณฑิตเจียง แต่บัณฑิตเจียงไม่แสดงท่าทีตอบรับแม้แต่น้อย !


พวกเด็กสาวในหมู่บ้านรวมถึงหลานสาวของผู้ใหญ่บ้านล้วนหอบหัวใจที่แตกสลายมองมาทางเจียงโม่หานพร้อมน้ำตาคลาเบ้าเพื่อหวังจะได้ยินคำว่า ‘ไม่จริง’ จากปากของเขา


บัณฑิตหนุ่มยิ้มอ่อนพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและอ่อนโยน “อืม ข้าเชิญท่านหมอเหลียงมาเป็นพ่อสื่อแล้ว อีกครึ่งเดือนหลังจากนี้จะเป็นวันดี พิธีหมั้นจัดขึ้นในวันนั้นเอง ท่านป้ารีบมาดื่มสุรามงคลได้เลย !”


ต่อจากนั้นชาวบ้านฉือหลี่โกวที่อยู่โดยรอบก็เข้ามาอวยพรทั้งสองจากใจจริง


ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน หลินเว่ยเว่ยขยิบตาให้เจียงโม่หานอย่างขี้เล่น “เจ้าได้ยินหรือไม่ ?”


“ได้ยินอันใด ? คำอวยพรของทุกคนน่ะหรือ ?” เจียงโม่หานถามกลับด้วยความงุนงง


“ได้ยินเสียงหัวใจที่กำลังแตกสลายของพวกสาวๆอย่างไรเล่า !” หลินเว่ยเว่ยเผยฟันขาวสองแถวหน้าและดวงตาโค้งมนเหมือนเสี้ยวพระจันทร์บนท้องฟ้า


“ข้าได้ยินแค่เสียงหัวใจพองโตอย่างมีความสุขของเจ้า !” เจียงโม่หานดีดหน้าผากนางเบาๆ


หลินเว่ยเว่ยรีบกุมหน้าอกแล้วหัวเราะอย่างโง่งม…สวรรค์ ! ประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว ! ในที่สุดบัณฑิตน้อยรูปงามที่เป็นดั่งห่านฟ้าผู้เย่อหยิ่งตัวนี้ก็มาอยู่ในปากนาง…ฮ่าฮ่าฮ่า !


“เด็กโง่ !” เจียงโม่หานใช้มือข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บไพล่ไว้ข้างหลังแล้วเดินเข้าหมู่บ้านด้วยท่วงท่าสง่างาม มุมปากของเขาโค้งขึ้นจนเป็นเหมือนวงกลมครึ่งเสี้ยว…


หลินเว่ยเว่ยเดินตามหลังอีกฝ่าย แต่หัวใจยังคงพองโต…ได้กินเนื้อห่านฟ้าแล้ว นางเป็นคางคกที่มีความสุขและสร้างแรงบันดาลใจได้ดีที่สุด ฮ่าฮ่า…


“ทุกคนทำงานหนักแล้ว ! ประเดี๋ยวข้าจะเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่เอง…แท่นแท้นแท๊น ! ข้าวโพดต้มสดใหม่ !” หลินเว่ยเว่ยยกตะกร้าใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้าวโพดออกมาจากด้านหลัง


เจ้าหนูน้อยรีบพุ่งไปที่ตะกร้าแล้วเขย่งขาอย่างมีความสุข “พี่รอง ท่านไปเก็บข้าวโพดตอนไหน ! ว้าว ! ข้าวโพดดูดีจังเลย แถมข้างในก็มีเมล็ดข้าวโพดเยอะมาก ! พี่รอง พี่รอง ! ข้าวโพดอร่อยหรือไม่ ?”


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวิธีการปลูกหรือเมล็ดพันธุ์ คนแถวนี้ล้วนกล่าวกันว่าข้าวโพดให้ผลผลิตน้อยและจะปลูกได้เฉพาะในพื้นที่แห้งแล้งซึ่งไม่สามารถปลูกข้าวสาลีได้ แต่ในฉือหลี่โกวนี้หลินเว่ยเว่ยปลูกเพราะไม่เห็นบ้านไหนปลูก !


หลินเว่ยเว่ยยิ้มและบีบจมูกเจ้าหนูน้อยพักหนึ่ง “อร่อยหรือไม่อร่อย ประเดี๋ยวต้มเสร็จแล้วลองกินก็รู้”


นางหวงทอดสายตามองข้าวโพดในตะกร้าและรู้สึกค่อนข้างปวดใจ ข้าวโพดหลายสิบฝักเหล่านี้หากนำไปตากแห้งจะสามารถแกะเมล็ดออกมาทำเป็นธัญพืชได้เจ็ดแปดชั่ง ? หากนำไปแลกเป็นเงิน ก็ได้ตั้งหลายร้อยอีแปะ ! เจ้ารอง เจ้าใช้ชีวิตไม่เป็นเสียจริง !


เด็กและผู้ใหญ่ในบ้านรวมกันแล้วก็มี9คน แต่ละคนแบ่งกันกินข้าวโพดคนละฝัก ผ่านไปไม่นาน กลิ่นหอมของข้าวโพดก็ลอยออกมาจากห้องครัว ตอนยกออกมาเจ้าหนูน้อยทำตัวราวกับสุนัขไม่มีผิด เขาแกว่งหางไปมาพลางเดินตามก้นพี่รองต้อยๆ


ข้าวโพดที่ต้มสุกแล้วมีรสชาติหวานสดชื่นกลมกล่อม ด้านรสชาติถือว่าไม่เลว นางหวงที่เคยกินข้าวโพดมาก่อนถึงขั้นกล่าวด้วยความประหลาดใจ “เจ้ารอง เจ้าไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากที่ใด รสชาติไม่เหมือนเมื่อก่อนที่แม่เคยกิน ข้าวโพดที่เคยกินไม่ได้อร่อยถึงเพียงนี้ !”


“ท่านแม่เจ้าคะ นี่คงมีผลมาจากจิตใจกระมัง ? ของที่เราปลูกเองเวลากินก็ต้องอร่อยกว่าปกติอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ?” หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม น่าจะเป็นผลมาจากน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณ ตอนรดน้ำ นางอยากทุ่นแรงจึงใช้น้ำในมิติน้ำพุวิญญาณกับแปลงข้าวโพดไม่น้อย ! ทำให้ฝักข้าวโพดใหญ่ รสชาติก็ดี น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน !


หลังกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว นางหวงก็ไล่เจ้าหนูน้อยที่ง่วงจนนั่งสัปหงกไปนอน ขณะมองใต้ตาสีคล้ำของหลินเว่ยเว่ยและหลินจื่อเหยียน นางก็พูดอย่างเอ็นดู “วางชามไว้ตรงนั้น ประเดี๋ยวแม่จัดการเอง พวกเจ้าไปนอนเถิด…หวังว่าคืนนี้จะไม่มีลมหนาวพัดมาอีก !”


หลินเว่ยเว่ยปิดปากหาว นางสะบัดศีรษะแล้วเดินเข้าห้อง “วันนี้อากาศดีมาก ตอนกลางคืนอากาศไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันอีก เมื่อคืน…อาจเพราะมีฝนตกลงมา !”


“บัณฑิตน้อย เจ้าก็ทำงานมาทั้งคืนแล้ว รีบกลับไปนอนเถิด !” คนอื่นทำงานกันแค่ครึ่งคืน แต่เจ้าหมอนี่กังวลจนเกินเหตุ ! ลุกขึ้นมาปีนกำแพงตอนกลางดึก…จับตามองการเคลื่อนไหวของฝูงหมาป่าและจ่าฝูง ลำบากแล้ว !


เมื่อกลับถึงห้อง หลินเว่ยเว่ยก็เข้าไปอาบน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณและป้อนนมกวางให้กับลูกหมาป่าที่ยังลืมตาไม่ขึ้นอีกครั้ง…เมื่อคืนอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน นางจึงเอาตัวเจ้าลูกหมาไปไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณ อืม บางทีอาจเพราะเจ้าเทาสัมผัสได้ว่าอากาศจะเปลี่ยนแปลง มันจึงเอาลูกมาให้นางดูแลกระมัง ?


หลินเว่ยเว่ยนอนจนถึงตอนเที่ยงเพราะโดนเสียงเจ้าหนูน้อยปลุกให้ตื่นเสียก่อน


เจ้าหนูน้อยพยายามระงับความดีใจเอาไว้ เขาเรียกเสี่ยวร่างเบาๆ “เสี่ยวร่าง เข้ามาเร็ว ! ในห้องพี่รองมีลูกหมาตัวสีดำด้วยล่ะ !”


เสี่ยวร่างทำเสียง ‘ชู่’ หนึ่งครั้ง “นายน้อย เบาเสียงหน่อย ประเดี๋ยวทำให้คุณหนูรองตื่นขอรับ !”


เจ้าหนูน้อยก็พูดทันที “นี่ข้าเบาเสียงมากแล้ว ไม่ทำให้พี่รองตื่นหรอก…อื่อ…เอ่อ…ท่านตื่นแล้วหรือ ? อ้อ อาหารใกล้จะเสร็จแล้ว ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาเตรียมตัวกินข้าวเถิด !”


หลังกล่าวจบ เขาก็อุ้มลูกหมาออกมาแล้ววิ่งกลับมาที่ลานบ้านเพราะทำให้พี่รองตื่น ก้นน้อยๆของเขาจะไม่ปลอดภัย !


ตอนที่ 232: บัณฑิตน้อยสวมชุดสตรีต้องงามมาก


หลินเว่ยเว่ยสวมเสื้อผ้าแล้วรีบไล่ตามออกมา “เจ้าหนูน้อย รีบวางเจ้าดำลงเดี๋ยวนี้ !”


“เจ้าดำ ( เสี่ยวเอ้อร์เฮย )? เป็นชื่อของลูกหมาหรือ ? ชื่อนี้คงตั้งมาจากเจ้าหนูน้อย ( เสี่ยวเอ้อร์ฮว๋า ) ใช่หรือไม่ ?” เจ้าหนูน้อยหยุดยืนอยู่กับที่พลางอุ้มลูกหมาป่าผู้น่าสงสารไปวางข้างหลินเว่ยเว่ย


“โฮ่ง !” ลูกหมาป่าตัวน้อยที่กลับมาหาหลินเว่ยเว่ยแล้วก็รู้สึกถึงความปลอดภัยขึ้นมาทันที มันจึงส่งเสียงร้องออกมาพร้อมค่อยๆลืมตาคู่เล็ก


หลินเว่ยเว่ยนั่งลงแล้ววางเจ้าตัวน้อยลงบนตัก จากนั้นก็ลูบศีรษะน้อยๆของมัน “ไอหยา ! ลืมตาแล้ว ลูกหมาป่าแข็งแรงตัวหนึ่งแค่5-6วันก็ลืมตา แต่เจ้าผ่านไปครึ่งเดือนแล้วเพิ่งลืมตา ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดจึงโดนแม่ทอดทิ้ง โชคดีที่พ่อเจ้าสามารถพึ่งพาได้…ไม่ถูกสิ ! ทั้งตัวเจ้าไม่เห็นมีตรงไหนเหมือนหมาป่าเลย เหมือนหมาบ้านมากกว่า หรือว่า…หมาใจกล้าตัวใดบังอาจสวมเขาให้จ่าฝูงหมาป่า ?”


เจ้าหนูน้อยมองหลินเว่ยเว่ยที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยความสงสัย หลังเกยคางไว้บนเข่านางแล้วก็โดนเจ้าดำเลียจมูก เจ้าหนูน้อยหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข “พี่รอง ท่านคงไม่ได้ดูผิดไปหรอก เจ้าดำเป็นเพียงหมาดำตัวหนึ่ง ! แล้วจะเป็นหมาป่าได้อย่างไร ? ตอนที่ข้ากับเสี่ยวร่างให้อาหารกระต่ายก็เห็นมีซากกวางตัวหนึ่งอยู่หลังบ้านด้วยล่ะ เป็นเจ้าเทาเอามาให้ ถูกหรือไม่ ?”


“หืม ? เมื่อวานตอนที่เจ้าเทาเอาลูกมาส่งก็โยนกวางทิ้งไว้ด้วยหรือ ? คงไม่ได้เอามาเป็นค่าตอบแทนให้พวกเราเลี้ยงเจ้าดำหรอกกระมัง ? เจ้าเทาเกรงใจเกินไปแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยเกาคอเจ้าดำแล้วหัวเราะอย่างมีความสุข


เจ้าหนูน้อยวางมือลงไป บางทีอาจเพราะเขาเพิ่งล้างมือมา บนมือจึงยังมีกลิ่นน้ำจากน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณอยู่ เจ้าตัวน้อยจึงเลียมือเขา เสี่ยวร่างก็คุกเข่าอยู่ข้างเจ้าหนูน้อย เขามองด้วยแววตาอิจฉา เจ้าหนูน้อยจึงดึงมือเขาไปไว้ตรงหน้าเจ้าดำซึ่งให้เกียรติเลียมือเขาเหมือนกัน เด็กทั้งสองคนจึงยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุข !


เจ้าหนูน้อยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “พี่รอง ตอนเจ้าดำยังไม่ได้มาอยู่บ้านเรา เจ้าเทาก็เอากวางมาให้พวกเราไม่ใช่หรือ ? เจ้าเทาคือหมาป่าเป็นมิตรที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอแล้ว !”


“เด็กอย่างเจ้าเคยเจอหมาป่ามากี่ตัว ? จงจำไว้ ไม่ใช่หมาป่าทุกตัวจะไม่โจมตีมนุษย์เหมือนเจ้าเทา ต่อไปหากพวกเจ้าเจอหมาป่าอยู่ในระยะไกลก็วิ่งให้เร็วเท่าที่ทำได้ ! ถ้าหนีไม่พ้นก็ปีนต้นไม้ที่อยู่ใกล้ตัว เข้าใจหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยใช้โอกาสนี้สอนเด็กทั้งสอง เวลาสัตว์ป่าเข้าใกล้มนุษย์แล้ว ท้ายที่สุดอาจทำร้ายมนุษย์ หากมนุษย์เผลอเข้าใกล้สัตว์ป่าเอง ผลลัพธ์ก็เหมือนกัน !


วันรุ่งขึ้น ผู้ใหญ่บ้านพาคนหนุ่มสาวและวัยกลางคนในหมู่บ้านขึ้นเขาด้วยพลังเปี่ยมล้น เมื่อเดินไปตามสัญลักษณ์ที่หลินเว่ยเว่ยทำไว้ พวกเขาก็เจอต้นสนแดงหลายสิบต้น ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็เก็บลูกสนจนหมด ครึ่งวันต่อมาพวกเขายังไปอีกสองสามแห่งซึ่งสามารถเก็บลูกสนได้ทั้งหมด2พันชั่ง เมล็ดต้นเจิน5พันชั่งและยังมีถั่วสมองอีก3พันชั่ง


ถั่วสมองถูกกะเทาะเปลือกชั้นนอกออก เมล็ดสนและเมล็ดต้นเจินถูกนำไปตากให้แห้งแล้วส่งไปยังโรงงานแปรรูป เมล็ดสนยังคงรับซื้อในราคา15อีแปะ เมล็ดต้นเจินและถั่วสมอง12อีแปะ เมื่อคำนวณงานในหนึ่งวันนี้แล้วแต่ละครอบครัวจะได้เงิน4ตำลึง ! มากกว่าเงินที่ได้ในปีก่อนเสียอีก !


หลินเว่ยเว่ยอธิบายลักษณะของเครื่องหนีบถั่วสมองและวิธีใช้ ส่วนหลินจื่อเหยียนเป็นคนวาดออกมาเพื่อจะนำไปให้ช่างในเขตเริ่นอันทำ แต่ใครจะรู้ว่านางอธิบายอยู่นานสองนาน หลินจื่อเหยียนก็ยังไม่เข้าใจสิ่งที่นางอธิบายเสียที สิ่งที่วาดออกมาก็ไม่เหมือนเลยสักนิด หลินเว่ยเว่ยจึงเริ่มหงุดหงิดจนอยากทุบคนขึ้นมา


เจียงโม่หานที่อ่านตำราอยู่ด้านข้างทนมองไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงส่งสัญญาณให้หลินจื่อเหยียนเดินออกมา จากนั้นใช้มือซ้ายจับพู่กัน ฝนหมึกและเริ่มวาดสิ่งที่หลินเว่ยเว่ยต้องการออกมา นอกจากนี้ยังเขียนรายละเอียดไว้ด้านข้างด้วย


หลินเว่ยเว่ยดวงตาเป็นประกาย ต่อจากนั้นก็เข้าไปประจบเจียงโม่หานโดยไม่ลังเล “ไอหยา ! บัณฑิตน้อย เจ้าเป็นวีรบุรุษของข้าจริงๆ เจ้าได้สลักเข้าไปในใจข้าแล้ว ! เช่นนี้เรียกว่าใจตรงกันหรือไม่ ? ท่าทางการจับพู่กันด้วยมือซ้ายของเจ้าสง่างามมาก คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะมีความสามารถมากมายเช่นนี้ เจ้าเหมือนขุมสมบัติที่ยิ่งขุดเท่าไรก็ยิ่งทำให้ประหลาดใจ !”


“ต่อไปยังมีเรื่องให้เจ้าประหลาดใจอีก ! มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน พรุ่งนี้ให้หลีชิงเอารูปวาดเข้าเมือง ส่วนเจ้าพักรักษาตัวอยู่บ้าน !” เจียงโม่หานรู้ทันความคิดของนาง…หากไม่รีบปราม นางก็คงไม่หายป่วย !


หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปาก “เข้าใจแล้ว ! บัณฑิตน้อย เจ้าบ่นเก่งกว่าท่านแม่อีก !”


นางหวงพูดขึ้นจากด้านข้าง “หานเอ๋อร์ทำเพื่อเจ้า ฟังเขาไว้ รักษาตัวให้หายเร็วๆ เจ้าไม่อยากไปทำเรื่องที่อยากทำเร็วขึ้นหรือ ? ดูตัวเองเถิด ชอบทำให้เป็นห่วงอยู่เรื่อย !”


“ใช่ ใช่เจ้าค่ะ ! ท่านแม่พูดสิ่งใดก็ถูกทั้งนั้น ขาดข้าไป ท่านก็ไม่ไหวหรอก ! ข้าเชื่อฟังท่านแม่ พรุ่งนี้ไม่ไปไหนทั้งนั้นและจะอยู่บ้านเป็นเพื่อนท่าน !” หลินเว่ยเว่ยพุ่งเข้าไปสวมกอดนางหวงแล้วเอาศีรษะถูไถในอ้อมกอดมารดา !


“ระวังหน่อย ประเดี๋ยวก็โดนแขนหรอก !” นางหวงฉีกยิ้มแสนอบอุ่นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็จิ้มศีรษะน้อยๆของนาง “เด็กคนนี้อายุเท่าไหร่แล้ว ยังทำตัวขี้อ้อนอยู่ได้ !”


นางเฝิงมองอยู่ด้านข้างด้วยความอิจฉา “แม้จะโตเพียงใดก็ยังเป็นเด็กในสายตาพ่อแม่ ลูกสาวดีกว่าจริงๆ นุ่มนิ่มน่ารักแถมยังทำตัวขี้อ้อน ไม่เหมือนของข้าที่วันทั้งวันเอาแต่ทำหน้าไร้อารมณ์ราวกับมีคนไปติดเงินเขาหลายพันตำลึง”


เจียงโม่หานถึงขั้นพูดไม่ออก


นี่เรียกว่าหลบแล้วก็ยังโดนลูกหลงใช่หรือไม่ ?


ทว่าสิ่งที่เกินกว่านั้นคือเด็กน้อยหลินเว่ยเว่ยยังฉีกยิ้มร้ายกาจใส่เขา “น้าเฝิง ท่านอยากมีลูกสาวหรือ ? ง่ายนิดเดียว ! ถ้าบัณฑิตน้อยสวมชุดสตรี เกล้ามวยผมเหมือนสตรีแล้วแต่งหน้าอีกหน่อยก็ต้องงามเหมือนเขาอู่ไถแน่นอน !”


เจียงโม่หานถลึงตาใส่นางทันที…คิดบ้าอันใดออกมา ? เขาเป็นผู้ชายทั้งแท่ง แต่งกายด้วยชุดสตรี จะเหมือนอะไรกันเล่า ? เมื่อเห็นท่าทางหวั่นไหวน่าดูของนางเฝิงแล้ว เขาก็ทุบโต๊ะ “แม้แต่คิดก็ห้ามขอรับ !”


หลังทิ้งประโยคนี้ไว้แล้ว เขาก็รีบเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ขณะมองแผ่นหลังที่รีบเร่งออกไปของบัณฑิตหนุ่ม มารดาและว่าที่ภรรยาผู้ไร้คุณธรรมอย่างนางเฝิงและหลินเว่ยเว่ยก็หันมามองหน้ากันพร้อมรอยยิ้ม นางหวงทนมองไม่ไหวอีกต่อไป “พวกเจ้าพอได้แล้ว ! ดูสิ เขาโมโหแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าคิดว่าตนน่าจะเป็นลูกสาวของน้าเฝิง ส่วนบัณฑิตน้อยเป็นลูกของท่าน ท่านแม่ไม่พูดเพื่อข้าแต่ช่วยพูดให้บัณฑิตน้อยทุกครั้ง ! เมื่อก่อนพวกท่านคงไม่ได้เผลออุ้มลูกมาผิดคนหรอกนะเจ้าคะ !”


นางเฝิงถอนหายใจ “ข้าก็อยากอุ้มผิดอยู่หรอก ! แต่น่าเสียดายที่ตอนเจ้าสองคนเกิดมาทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยความโกลาหล ตอนนั้นข้ายังไม่ทันได้รู้จักแม่ของเจ้าเลย ! แต่เจ้าไม่ใช่ลูกสาวข้าก็ไม่เป็นไร แม้จะเป็นลูกสะใภ้ของข้าแต่เราก็ยังเป็นคนบ้านเดียวกันไม่ใช่หรือ ข้าจะรักและปฏิบัติต่อเจ้าราวกับลูกสาวแท้ๆ!”


หากเปลี่ยนเป็นเด็กสาวคนอื่น พอได้ยินคำหยอกเย้านี้แล้วจะต้องหน้าแดงพลางวิ่งไปหลบแน่นอน แต่หลินเว่ยเว่ยกลับเข้าไปพิงตัวนางเฝิงแล้วพูดอย่างหน้าไม่อาย “ถ้าเช่นนั้นข้าก็มีแม่ที่รักเพิ่มอีกคนแล้วสิ ชาติก่อนข้าจะต้องช่วยกอบกู้โลกไว้แน่ ถึงได้โชคดีและมีความสุขมากเพียงนี้ !”


[1] เขาอู่ไถ คือ แหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในมณฑลส่านซี เป็นหนึ่งในสี่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาของจีน


ตอนที่ 233: รู้แล้วก็ไม่ต้องพูดออกมา


นางหวงส่ายหน้าแล้วพูดกับนางเฝิงว่า “เด็กคนนี้ไม่รู้จักอาย ต่อไปต้องรบกวนให้เจ้าใจกว้างกับนางหน่อยแล้ว !”


“ไอหยา ! ข้าชอบเด็กอย่างเสี่ยวเว่ย ไร้เล่ห์เหลี่ยม น่ารักจะตายไป !” นางเฝิงพอใจที่สุด ! นางชอบหนุ่มสาวคู่นี้นานแล้ว เวลาทั้งสองคนอยู่ด้วยกันช่างน่ามอง !


ทว่าหานเอ๋อร์ของบ้านนางถ้าไม่เย็นชาก็ถูกเสี่ยวเว่ยยั่วโทสะจนเสียอาการ นอกนั้นก็ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจอีก นางยังรู้สึกกลัวอยู่เลย ! แต่ใครจะรู้ว่าบุตรชายเมื่อได้รู้ความก็รู้ขึ้นมาทันที ! เสี่ยวเว่ยเป็นเด็กที่น่าสนใจถึงเพียงนี้ ต่อไปในบ้านจะต้องไม่เงียบเหงาแน่นอน !


นางเฝิงชอบเห็นท่าทางตอนโดนยั่วโทสะของบุตรชายที่สุด !


ตกบ่าย ป้ากุ้ยฮวาเข้ามาทำงานก็ยังนำเห็ดมาอีกหนึ่งตะกร้า “เมื่อวานฝนตก ตอนที่ต้าหยากับพวกพี่น้องเข้าไปเก็บของป่า นางได้เก็บกลับมาไม่น้อย พวกนี้จึงแบ่งไว้ให้พวกเจ้าตุ๋นกับไก่ !”


นางหวงกำลังจะพูดบางอย่างออกมาอย่างเกรงใจ แต่หลินเว่ยเว่ยรับมาอย่างง่ายดาย “ไอหยา ! เห็ดหอม เห็ดฟาง เห็ดนางรม…แถมยังมีเห็ดมันไก่ด้วย ! ป้ากุ้ยฮวา ตอนนี้บนเขามีเห็ดเยอะหรือไม่ ? ถ้ามีล่ะก็ให้คนในหมู่บ้านเก็บมาตากแห้ง ข้าจะรับซื้อตามราคาตลาดทั้งหมด !”


ป้ากุ้ยฮวาและแม่ซัวถัวได้ยินดังนั้นก็เผยสีหน้าดีใจพลางพยักหน้ารับทันที “เยอะสิ ! เมื่อก่อนไม่มีใครกล้าขึ้นไปเก็บ พอเมื่อวานฝนตกมันก็ผุดขึ้นมาหมด !”


หลินเว่ยเว่ยได้วาดสถานที่ปลอดภัยของภูเขาไม่กี่ลูกรอบฉือหลี่โกวไว้แล้ว เมื่อก่อนยังพอมีพวกหมูป่าอยู่บ้าง แต่ตอนนี้สะอาดหมดจน ผลไม้ป่าหรือของป่าด้านในก็ถูกเก็บจนหมด แต่พวกเห็ดหรือเชื้อราต่างๆมีไม่น้อย ! แค่ยามเช้านี้หลิวต้าหยาก็สามารถเก็บได้ตะกร้าใหญ่แล้ว แม้จะตากแห้งก็ยังมีน้ำหนัก5-6ชั่ง !


ป้ากุ้ยฮวาฉีกยิ้มจนหน้าบาน “ตอนลุงต้าซวนของเจ้าขึ้นเขาไปเก็บของป่าก็เก็บเห็ดโคนได้จำนวนมากในป่าต้นเจิน เดิมทีจะเก็บไว้ตุ๋นให้เด็กๆกินเย็นนี้ หากได้ยินว่าเจ้ารับซื้อ เขาจะต้องกินไม่ลงแน่นอน !”


แม่ซัวถัวก็พยักหน้าแล้วให้คำชี้แนะหลินเว่ยเว่ย “นางหนูรอง เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อนรับซื้อเห็ด อย่างไรก็ควรไปถามตลาดในเขตเริ่นอันก่อนว่ารับซื้อหรือไม่…พวกเรารู้ว่าเจ้าอยากหาช่องทางทำเงินให้คนในหมู่บ้าน แต่จะทำให้ตนเองลำบากแทนไม่ได้ !”


“ท่านวางใจได้ ! ข้าไปสืบข่าวมาแล้วว่าเห็ดจากภูเขาต้าชิงของพวกเรามีคุณภาพเป็นเลิศ มีพ่อค้าต่างถิ่นเข้ามารับซื้อทุกปี เพียงแต่ปีนี้ค่อนข้างพิเศษหน่อยเท่านั้น ! ข้าได้ยินว่าเห็ดราจากภูเขาต้าชิงเป็นที่นิยมมาก ไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ออก !” หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด รอให้ลู่เหวินจวินมารับเมล็ดสนปากอ้าไป แล้วค่อยถามเขาว่าจะเอาเห็ดกลับไปเมืองหลวงบ้างหรือเปล่า


เมื่อเอ่ยถึงโจโฉ โจวโฉก็มา ! เพราะเที่ยงของวันถัดไปขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังใช้ไม้เท้าเขียนอักษรอยู่ในลานบ้านกับเด็กทั้งสองด้วยความเบื่อหน่าย นางก็ได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าบ้าน


“ข้าไปเปิดประตูเอง !” หลินเว่ยเว่ยดีดกายลุกขึ้นแล้วเดินไปเปิดประตูอย่างมีความสุข นางทำงานจนชินแล้ว ดังนั้นการนั่งอยู่ในบ้านเฉยๆ จึงเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นชิน…หืม นี่นางเกิดมาเพื่อทำงานหนักสินะ !


เมื่อประตูเปิดออก นางก็เห็นลู่เหวินจวินในรูปลักษณ์หล่อเหลาองอาจและหนิงตงเซิ่งที่ยืนยิ้มอบอุ่นรออยู่หน้าบ้าน


“หืม ? เหตุใดท่านทั้งสองจึงมาด้วยกัน ?” หลินเว่ยเว่ยเบี่ยงตัวแล้วเชิญทั้งสองคนเข้าบ้าน “คุณชายลู่ ทางท่านยังราบรื่นดีหรือไม่ ?”


เหตุผลที่นางถามเช่นนี้ก็เพราะลู่เหวินจวินมาช้ากว่ากำหนดไป2-3วัน


ลู่เหวินจวินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ยังพอไหว ! มีข้อผิดพลาดเล็กน้อย ทว่าประเดี๋ยวก็แก้ไขได้แล้ว ! ช้าไปสองสามวัน ข้าจึงมาเพื่อขออภัยโดยเฉพาะ หลินกู่เหนียงคงไม่ถือสาใช่หรือไม่ ?”


ขณะที่พูดเขาก็ยื่นของขวัญให้…ขนมหนึ่งกล่องแถมยังเป็นของร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ ! ชุดพู่กันและแท่นฝนหมึก2ชุด ยังมีพวกเครื่องประดับของสาวน้อยและผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดอีกสองม้วน…เจ้าหมอนี่รอบคอบใช้ได้ ของที่มอบให้ล้วนเป็นของที่บ้านตระกูลหลินได้ใช้ !


หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “คุณชายลู่เกรงใจเกินไปแล้ว ! ซื้อของมาตั้งมากมายเช่นนี้ !”


“แม้ไม่ได้ทำเพื่อขออภัยแต่ก็เก็บไว้เป็นของขวัญที่มาเยือน หากมามือเปล่าจะไม่เสียมารยาทเกินไปหรือ…” เมื่อเห็นแขนที่โดนพันผ้าไว้ของหลินเว่ยเว่ย เขาก็รีบออกคำสั่งกับบ่าวของตน “หมิงเยว่ ชิงเฟิง นำของขวัญเข้าไปให้หลินกู่เหนียง !”


หนิงตงเซิ่งสำรวจบ้านชาวบ้านธรรมดาหลังนี้ กำแพงทางทิศตะวันตกมีเตาอบที่ก่อด้วยอิฐหลายเตา พวกหญิงสูงวัยและเด็กสาวที่อยู่แถวนั้นกำลังยุ่งอยู่กับงาน เนื้อแผ่นที่เพิ่งอบเสร็จส่งกลิ่นหอมเข้มข้นอบอวลในอากาศ


บนพื้นและหลังคาบ้านปูด้วยเสื่อกกและเสื่อฟางผืนสะอาด ด้านบนเป็นผลไม้อบแห้งและเชื่อมชนิดต่างๆ…แอปเปิลอบแห้ง สาลี่อบแห้ง บลูเบอร์รี่และองุ่น…


เมื่อเดินเข้าสู่กำแพงทางทิศใต้มีเพิงไม้ตั้งสะดุดตา ด้านในมีเตาสองสามหลุมกำลังมีไฟลุกไหม้ ผู้หญิงหลายคนกำลังกวนแยมอยู่ที่เตา…บ้านทั้งหลังเต็มไปด้วยความหวังและชีวิตชีวา !


แม่ซัวถัวเห็นชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดสง่างามเดินตามหลังเข้ามากับหลินเว่ยเว่ยจึงยับยั้งชั่งใจในความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว “นางหนูรอง คุณชายทั้งสองท่านคือ…”


“พวกเขาน่ะหรือ ! เป็นแขกสูงศักดิ์ที่สุดของเรา ! ท่านนี้คือคุณชายลู่ มาจากเมืองหลวง แค่ชั่วอึดใจก็สั่งเมล็ดสนของเรา2หมื่นชั่ง ส่วนท่านนี้คือนายน้อยแห่งร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ ผลไม้อบแห้ง เนื้อแผ่นที่พวกเราทำแล้วก็ยังมีแยมผลไม้…ล้วนส่งให้ร้านของเขา !” หลินเว่ยเว่ยแนะนำด้วยรอยยิ้ม


เจียงโม่หานเดินเข้ามาพร้อมท่าทางของเจ้าบ้าน “คุณชายทั้งสองเชิญด้านใน ! เชิญนั่งก่อน น้องสี่ไปยกชาให้แขก !”


มุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือของลานบ้าน ใต้ร่มไม้ใหญ่ของต้นพลับมีศาลาโดดเด่นตั้งอยู่ มีไผ่เขียวตั้งเป็นเสา มุงหญ้าเป็นหลังคา ทว่าไม่เรียบง่ายแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามยังดูมีความน่าเกรงขามพอสมควร


ศาลานี้เป็นความต้องการของบัณฑิตหนุ่มโดยมีหลินเว่ยเว่ยเป็นคนสร้าง มันทั้งกันแดดกันฝน มีโต๊ะหินอยู่กลางศาลา เวลากินข้าวก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีมูลนกหรือแมลงตกลงมา !


บนศาลามีป้ายคำว่า ‘ศาลาเถาหราน’ ซึ่งเจียงโม่หานสลักขึ้นมากับมือ มันค่อนข้างทรงพลังโดยมีความหมายว่า ‘สุขใจลืมกังวล !’ หลินเว่ยเว่ยล้อเขาว่า “เพราะของอร่อยจึงทำให้เจ้าลืมเรื่องกังวลใช่หรือไม่ ?” เขาจึงตอบกลับสั้นๆ “รู้แล้วก็ไม่ต้องพูดออกมา !”


ขณะมองเจียงโม่หานแล้ว หนิงตงเซิ่งก็ค่อยๆขมวดคิ้วพลางถามว่า “เหตุใดท่านมาอยู่ที่นี่ ?” เหตุใดทุกที่ที่มีหลินกู่เหนียงอยู่จะต้องเจอท่านตลอด ? ท่านคอยเดินตามก้นนางหรือ ?


เจียงโม่หานเลิกคิ้วแล้วฉีกยิ้มดั่งไม่ได้ยิ้ม “บ้านของว่าที่คู่หมั้น เหตุใดข้าจะอยู่ไม่ได้ ?”


“ว่าที่คู่หมั้น ?” สีหน้าของหนิงตงเซิ่งเปลี่ยนไปทันที เขาหันไปมองหลินเว่ยเว่ย “กู่เหนียงหมั้นแล้วหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยหยิบชุดชงชาสำหรับรับแขกออกมา จากนั้นก็ใส่ใบชาลงไป พอน้ำบนเตาดินเดือดแล้วนางก็เทลงในถ้วยชา “ยังหรอก ! ทว่าก็อีกไม่นานแล้ว !”


หลังได้ยินนางกล่าวเช่นนั้น สีหน้าของหนิงตงเซิ่งก็ดูผ่อนคลายขึ้นทันที แต่แล้วมันก็กลับมาเคร่งเครียดในชั่วอึดใจเดียว “อีกไม่นานแล้ว…หมายความว่าอย่างไร ?”


เจียงโม่หานกวาดตามองอีกฝ่าย “ความหมายก็คือทั้งสองครอบครัวตกลงกันเรียบร้อยแล้ว รอเพียงฤกษ์ดีอีกเก้าวันข้างหน้าก็เริ่มสามหนังสือหกพิธีการได้ !” เจ้าหนุ่มเอ๋ย เจ้าหมดโอกาสแล้ว !


หนิงตงเซิ่งไม่สนใจเขาทว่าหันไปพูดกับหลินเว่ยเว่ยแทน “ท่านเพิ่งอายุได้เท่าไรเอง หมั้นตอนนี้จะไม่เร็วไปหน่อยหรือ ?”


[1] สามหนังสือหกพิธีการ คือขั้นตอนการสู่ขอเจ้าสาวแบบจีนโบราณโดยการแลกเปลี่ยนหนังสือสามฉบับระหว่างตระกูลและการดำเนินตามพิธีการ6ขั้นตอน


ตอนที่ 234: ท่านใช้ฐานะอะไร ?


เจียงโม่หานพูดย้ำอีกครั้ง “ไม่เร็วไปหรอก ปีนี้เสี่ยวเว่ยอายุ14 รอให้ขั้นตอนตามสามหนังสือหกพิธีการเสร็จสมบูรณ์ก็เกือบอายุ16ปีแล้ว นับว่าพอดี ! ในชนบทเด็กจำนวนมากที่อายุน้อยกว่านางก็มีคู่หมั้นกันหมดแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยกระตุกชายเสื้ออีกฝ่าย…สามหนังสือหกพิธีการอันใด ? หมั้นหมายก็แค่ให้แม่สื่อพ่อสื่อมาพูดไม่ใช่หรือ วันที่สองตระกูลหมั้นหมายกันก็กินข้าวด้วยกันสักมื้อ สามหนังสือหกพิธีการกว่าจะเสร็จก็ปีกว่าพอดี…ฟังแล้วยุ่งยากจะตายไป !


เจียงโม่หานส่งสายตาให้นาง…เจ้าไม่ต้องพูด แค่ให้ความร่วมมือก็พอ !


สายตาของหนิงตงเซิ่งที่ใช้มองเจียงโม่หานดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันที เขาเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “บัณฑิตเจียง หากวันหน้าท่านสอบติดจอหงวนแล้วได้เป็นขุนนาง ท่านจะรับประกันได้หรือไม่ว่าตนจะไม่เสียใจภายหลังและทอดทิ้งภรรยาผู้ยากไร้เพื่อไปเลือกสตรีสูงศักดิ์แทน ?”


“ท่านใช้ฐานะอะไรมาถามข้า ?” เจียงโม่หานมองตอบด้วยสายตาเย็นชา


ท่าทีของหนิงตงเซิ่งดูอ่อนลงทันที แต่น้ำเสียงยังแข็งกระด้าง “ข้า…ข้าเห็นหลินกู่เหนียงเป็นเหมือนน้องสาว จึงเป็นธรรมดาที่จะพิจารณาหลายด้านเพื่อนาง !”


น้องสาว ? นางมีวาสนาเป็นน้องสาวของเขาตั้งแต่เมื่อใด ? ก่อนหน้านี้หลีชิงแม้จะดูเหลาะแหละไปบ้าง แต่ก็ดูแลนางเหมือนน้องสาวแท้ๆ ส่วนคุณชายหนิงคนนี้ก็บอกว่าเห็นนางเป็นน้องสาว หรือว่า…นางจะมีใบหน้าเหมือนน้องสาวเขาจริง ?


มุมปากของเจียงโม่หานโค้งขึ้นเล็กน้อย “คุณชายหนิง เสี่ยวเว่ยไม่ขาดน้องชายที่จะหนุนหลังนาง ! อีกอย่างคือเหตุใดท่านมั่นใจถึงเพียงนั้นว่าข้าจะเป็นคนไร้คุณธรรมที่ทอดทิ้งภรรยาผู้ยากไร้ได้ลงคอ ?”


เพราะเมื่อก่อนเจ้าเย็นชากับหลินกู่เหนียงมาก เพราะสายตาเจ้ามักเต็มไปด้วยความห่างเหิน เพราะเจ้ามีใบหน้าที่สามารถดึงดูดผีเสื้อ…หนิงตงเซิ่งบ่นในใจแต่มีหลายถ้อยคำที่ไม่อาจพูดออกมาได้


เหตุใดหรือ ? เหตุใดจึงไม่ให้เขาเจอเสี่ยวเว่ยเร็วกว่านี้ ? เหตุใดตอนรู้จักนาง ข้างกายนางถึงได้มีหนุ่มรูปงามอยู่แล้ว ? เหตุใดสวรรค์ถึงสร้างชะตาให้พวกเขาได้พบกันแต่ไร้วาสนาได้ครองคู่ ? แววตาของหนิงตงเซิ่งเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง !


“เอ่อคือ…ชาจะเย็นแล้ว คนป่วยอย่างข้าชงชาให้พวกท่านดื่มด้วยตนเอง พวกท่านไม่ลองสักหน่อยหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยคว้าโอกาสพูดเปลี่ยนบรรยากาศ…สองคนนี้เป็นอันใดไป เหตุใดจึงทำให้บรรยากาศเคร่งเครียด ? พวกเขามีความแค้นกันตั้งแต่เมื่อใด ?


“ใช่ ใช่ ! ชิมฝีมือของหลินกู่เหนียงเถิด !” ลู่เหวินจวินรีบยกชาขึ้นจิบเบาๆ พอชาไหลเข้าปากแล้ว ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายทันที “ชาดี !”


หลินเว่ยเว่ยยิ้มและกล่าวว่า “ใบชาเป็นชาธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือคนชง…แล้วก็มีน้ำที่ดีในการชง ! น้ำจากภูเขาต้าชิงของพวกเราแม้แต่ในปีแห่งภัยแล้งเช่นนี้ก็ไม่แห้งเหือด น่าอัศจรรย์มากใช่หรือไม่ ? ประเดี๋ยวท่านกลับเมืองหลวงแล้วก็เอากลับไปสักสองสามถังสิ เอาไว้ชงชาหรือต้มโจ๊กระหว่างทางก็จะได้อีกรสชาติหนึ่ง !”


นางหวงที่ยกผลไม้อบแห้งและเนื้อแผ่นเข้ามาก็ได้ยินเช่นนั้นแล้วดุบุตรีทันที “เด็กคนนี้ เขาให้ของขวัญมาตั้งเยอะเพียงนั้น เจ้ากล้ามอบน้ำภูเขาเป็นสิ่งตอบแทนเองหรือ ?”


“ใช่ที่ไหนล่ะเจ้าคะ ? ข้าคิดก่อน…อ้อ ในห้องใต้ดินยังมีกวางอีกครึ่งตัว ประเดี๋ยวตัดขากวางให้ท่านกลับไปแล้วก็ยังมีหมูป่าให้อีก2ชั่ง…น้องสี่ กระต่ายที่เจ้าเลี้ยงก็นำออกมาอีกคู่หนึ่ง เป็นเช่นไรบ้าง ?” หลินเว่ยเว่ยเห็นเด็กสองคนถือตะกร้าใส่หญ้ากระต่ายกลับมาจึงตะโกนเรียก


เจ้าหนูน้อยรีบทุบอกรับคำอย่างใจกว้าง “แน่นอน ! พี่รองจะให้เท่าไหร่ ข้าจะไปจับให้เอง !”


ลู่เหวินจวินได้ยินเช่นนั้นก็รีบลุกขึ้นแล้วเข้าไปรับตะกร้าหญ้ามาจากมือเจ้าหนูน้อย จากนั้นจับมืออีกฝ่ายไว้ “ไป ไปดูกระต่ายที่เจ้าเลี้ยงกันเถิด ได้ยินว่ากระต่ายของเจ้ามีหลายครอกเลยนี่ !”


ลู่เหวินจวินไม่อยากอยู่กับผู้ชายสองคนนี้แล้ว โชคดีที่คู่หมั้นของนางยังไม่รู้ว่าตนเคยบอกจะตอบแทนด้วยร่างกายแก่หลินเว่ยเว่ยมาก่อน ไม่อย่างนั้น…คนที่โดนปฏิบัติอย่างเย็นชาก็คงเปลี่ยนเป็นเขาแทน รีบออกไปดีกว่า…ถ้ารักชีวิตก็หนีให้ไกลจากชายขี้หึง !


ลู่เหวินจวินเข้าใจผิดว่าอย่างมากเจ้าตัวน้อยก็เลี้ยงแค่กระต่าย8-10ตัวไว้ดูเล่น คาดไม่ถึงว่าลานหลังบ้านกว่าครึ่งจะกลายเป็นคอกกระต่ายไปแล้ว บ้านกระต่าย3ชั้นถูกสร้างด้วยอิฐ มีลานบ้านสุดหรูหราปูด้วยอิฐอีกชนิดหนึ่ง….ในปีแห่งภัยพิบัติเช่นนี้ กระต่ายยังมีชีวิตดีกว่ามนุษย์ ชาวบ้านส่วนใหญ่ในฉือหลี่โกวยังอาศัยอยู่ในบ้านมุงหญ้าคาด้วยซ้ำ !


คอกกระต่ายสะอาดมาก มีเจ้าหนูที่อายุไล่เลี่ยกับเจ้าหนูน้อยกำลังล้างพื้นอยู่ ! น้ำไหลออกไปตามรางน้ำของกำแพง พื้นเปล่งประกายจนแทบสะท้อนเงาร่างมนุษย์ได้


ต่อจากนั้นเจ้าถั่วงอกน้อยก็วางหญ้าแห้งและหญ้าสดบนพื้นแล้วปล่อยกระต่ายจากอีกรั้วหนึ่งออกมา สวรรค์ ! กระต่ายตัวอ้วนกลมมีทั้งสีดำ สีเทาแล้วก็ขาว กระโดดออกมาตัวแล้วตัวเล่า พอมาถึงกองหญ้าแล้วพวกมันก็เริ่มเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย !


เจ้าหนูน้อยดึงตัวลู่เหวินจวินเข้ามาในคอกกระต่าย จากนั้นก็พูดอย่างมีลับลมคมใน “พี่ชาย ข้าจะพาท่านไปดูลูกกระต่ายที่เพิ่งเกิดใหม่ น่ารักมากเลย!”


เจ้าหนูน้อยมายังพื้นที่หนึ่งของบ้านกระต่าย แม่กระต่ายที่เพิ่งคลอดลูกได้ไม่ถึงสองวันกำลังซ่อนลูกน้อยตัวแดงเถือกไว้ในนั้น ลู่เหวินจวินตาโตทันที “สวรรค์! นี่คือลูกกระต่ายหรือ? เหตุใดจึงไม่มีขน?”


“ตอนที่ลูกกระต่ายเพิ่งคลอด พวกมันจะไม่มีขน!” ท่าทางของเจ้าหนูน้อยทำให้ลู่เหวินจวินรู้สึกว่าตนมีความรู้เพียงน้อยนิด “ลูกกระต่ายฝั่งนี้มีอายุจะหนึ่งเดือนแล้ว พวกมันจึงมีขน กระต่ายขาวครอกนี้มีขนสีขาวดุจหิมะ ดูดีมากเลย!”


เจ้าหนูน้อยอุ้มลูกกระต่ายออกมาจากอีกครอก ขนนุ่มฟู ตัวอ้วนกลมถือว่าน่ารักเป็นพิเศษ เจ้ากระต่ายน้อยเชื่องมาก แม้จะถูกอุ้มออกมาจากครอกก็ไม่ตื่นตกใจแม้แต่น้อย มันหมอบอยู่บนมือเจ้าหนูน้อยอย่างเชื่อฟัง


เสี่ยวร่างหยิบหญ้าสดขึ้นมาจากพื้นหนึ่งเส้น จากนั้นก็นำไปวางข้างปากของมัน ก้อนขนน้อยน่ารักตั้งใจกินหญ้าสดอย่างเอร็ดอร่อย ท่าทางของมันดูน่าทนุถนอมยิ่งนัก


ลู่เหวินจวินนึกถึงหลานชายและหลานสาวสองคนที่บ้านทันที เขายิ้มและพูดกับเจ้าหนูน้อยว่า “กระต่ายตัวใหญ่เจ้าเลี้ยงมาด้วยความยากลำบาก ข้าไม่อาจรับไว้ได้ เจ้ามอบกระต่ายน้อยให้ข้าสักคู่ได้หรือไม่? หลานสาวของข้ามีอายุไล่เลี่ยกับเจ้า นางจะต้องชอบมากแน่นอน!”


เจ้าหนูน้อยลังเลครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็พยักหน้า “ตกลง! ถ้าเช่นนั้น…ท่านต้องให้หลานสาวดูแลมันอย่างดี!”


ตรงลานหน้าบ้าน หนิงตงเซิ่งและหลินเว่ยเว่ยกำลังสนทนาหัวข้อใหม่ “ได้ยินว่าพอตระกูลอู๋โดนคุณชายรองฉิงปฏิเสธก็ไปทำการค้ากับพ่อค้าผ้าชาวเจียงหนานคนหนึ่งโดยทำการสั่งจองผ้าไปหลายหมื่นตำลึง แต่ใครจะรู้ว่าพ่อค้าคนนั้นจะเป็นนักต้มตุ๋นที่รับเงินแล้วก็หนีหายทันที! ตอนนี้ร้านขายผ้าตระกูลอู๋ไม่มีสินค้าให้ขาย เงินก็ไม่เหลือ ตระกูลอู๋จึงตกอยู่ในเมฆหมอกอันน่าเวทนา!”


“เช่นนั้นหรือ? ฟังแล้วรู้สึกสะใจเหลือเกิน!” หลินเว่ยเว่ยมองเจียงโม่หานปราดหนึ่ง นางเห็นเพียงเขาทำสีหน้าไร้ความรู้สึก…เสแสร้ง ยังกล้าเสแสร้ง! ในเมื่อเกี่ยวข้องกับเจ้าอยู่แล้ว!


หนิงตงเซิ่งอดไม่ได้ที่จะถามว่า “หลินกู่เหนียง เขาทำอันใดให้ท่านขุ่นเคืองหรือ?”


“เขา…” หลินเว่ยเว่ยมองรอยแผลจางๆบนหน้าผากของบัณฑิตหนุ่มแล้วนึกถึงสภาพแทบสิ้นลมและเลือดไหลอาบหน้าในวันนั้นของเขา นางก็โมโหขึ้นมาทันที “เขาเคยลวนลามข้า…”


‘กร๊อบ!’ พัดในมือของบัณฑิตหนุ่นโดนหักเป็นสองท่อนอย่างน่าตกใจ


ตอนที่ 235: ผู้ชายหลงเสน่ห์


หลินเว่ยเว่ยรีบตรวจดูมือของเขาทันที “บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่? ไปซื้อพัดเน่าๆมาจากที่ใด คุณภาพจึงแย่เช่นนี้ เราต้องไปเรียกค่าเสียหายให้รู้เรื่อง!”


“ไม่เป็นไร…เจ้าแซ่อู๋…” เจียงโม่หานกัดฟันถาม


หลินเว่ยเว่ยรีบขยิบตาให้เขา เมื่ออยู่ในมุมที่หนิงตงเซิ่งไม่เห็น แล้วนางก็ทำปากว่า ‘ข้า…โก…หก…!’


ทันใดนั้นสีหน้าของเจียงโม่หานก็ค่อยๆดีขึ้นราวกับท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครา แต่หนิงตงเซิ่งกลับขุ่นเคืองต่อความไม่ชอบธรรม “เจ้าแซ่อู๋ทำเกินไป! อาศัยที่ตระกูลมีเงินเน่าๆ ก็เที่ยวออกไปแทะโลมสตรี ทำเรื่องไร้เกียรติ! ได้ยินว่าคะแนนของเขาที่สำนักศึกษาก็มาจากการติดสินบนและการข่มขู่ให้คนคดโกงแทน! ช่างไร้ยางอายเหลือเกิน!”


บีบบังคับให้คนคดโกงแทน? หลินเว่ยเว่ยหันไปมองบัณฑิตหนุ่มทันที “ข้าจำได้ว่าเจ้าเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนกับเขา เขาเคยบีบบังคับให้เจ้าช่วยประพันธ์กวีเขียนบทความ แต่เจ้าไม่ยอม เขาจึงลงมือกับเจ้าถูกหรือไม่?”


เจียงโม่หานถือไม้ไผ่และมีดแกะสลักไว้ในมือ เขากำลังก้มหน้าแกะสลักสันพัด เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองนางแล้วยิ้ม “เจ้าไม่ต้องคิดมากถึงเพียงนั้นได้หรือไม่? บางครั้งเจ้าก็เหมือนแมวน้อยขี้เซา แต่บางครั้งก็ฉลาดจนน่าตกใจ!”


หนิงตงเซิ่งถาม “บัณฑิตเจียงก็เคยโดนเขาบีบบังคับมาก่อนหรือ? เหตุใดสำนักศึกษายังปล่อยให้คนอันตรายพรรค์นี้เข้าเรียน? ควรไล่ออกไปตั้งนานแล้ว!”


เจียงโม่หานยิ้มอ่อน จากนั้นก็มองต่ำเพื่อเก็บซ่อนแววตาแสนเย็นชาไว้ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ที่กรรมยังมาไม่ถึงก็อาจเพราะยังไม่ถึงเวลา!”


นี่…เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ฆ้องและกลองเริ่มบรรเลงแล้ว เรื่องสนุกยังต้องรอดูต่อไป!


พอมองท้องฟ้าแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็พูดกับหนิงตงเซิ่งและลู่เหวินจวินที่ถือกระต่ายน้อยคู่หนึ่งออกมาจากลานหลังบ้านว่า “พวกท่านคุยกันไปก่อน ข้าจะไปดูที่ห้องครัวหน่อย!”


ลู่เหวินจวินมองแขนที่ห้อยของนางแล้วกล่าวพร้อมคิ้วที่ขมวดเป็นปม “ข้ายังมีเรื่องต้องทำที่เขตเริ่น…”


“แม้ท้องฟ้ากว้างใหญ่ แต่ท้องเราสำคัญที่สุด! ท่านต้องคิดให้ดี กลับเข้าเมืองตอนนี้แม้จะนั่งรถม้าก็ใช้เวลาถึง1ชั่วยาม! ถ้าไปกินที่ร้านอาหารก็เป็นอาหารเหลือของคนอื่นแล้ว! วันนี้ใครก็ห้ามอ้างว่ามีธุระเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นข้าโกรธพวกท่านแน่!”


หลินเว่ยเว่ยใช้มือข้างหนึ่งกดเขาให้นั่งลงกับเก้าอี้ เขาพยายามดิ้นพักหนึ่งแต่แล้วก็ต้องยอมแพ้…เสือเฒ่าที่บาดเจ็บยังดุร้ายกว่าแมวบ้าน มือของหลินกู่เหนียงไม่เหมือนคนที่บาดเจ็บแม้แต่น้อย!


เมื่อนางออกไปแล้ว บุรุษทั้งสามก็มองหน้ากันไปมา ตาใหญ่มองตาเล็ก สุดท้ายก็หาเรื่องสนทนากันไม่ได้เสียที


เจียงโม่หานจึงกวักมือเรียกเจ้าหนูน้อย “เจ้ามาคุยเป็นเพื่อนแขก ข้าจะไปดูว่าในครัวมีอันใดให้ช่วยบ้าง”


หนิงตงเซิ่งมองแขนที่ถูกดามของเขาแล้วมุ่ยปากไม่พอใจ เจ้าก็เป็นคนเจ็บไม่ใช่หรือ แล้วจะช่วยอันใดได้ ? เจ้าก็แค่อยากไปตามติดหลินกู่เหนียง นางไปที่ใด เจ้าก็ไปที่นั่น…ติดคนเช่นนี้ ไฉนเลยจะเหมือนชายชาตรี ? หลินกู่เหนียงคงตาบอดถึงได้เลือกไก่อ่อนเช่นเจ้า !


วันนี้ฆ่ากระต่าย50ตัวมาทำเนื้อกระต่ายแล่ ขณะมองหัวกระต่ายที่กองอยู่ในห้องครัวแล้วหลินเว่ยเว่ยก็ตัดสินใจจะทำหัวกระต่ายผัดหมาล่าต้อนรับแขก พี่สาวคนโตจึงบ่นขึ้นมาทันควัน “เจ้าจะใช้สิ่งนี้ต้อนรับแขกหรือ ?”


“ใช้เจ้านี่แล้วอย่างไร ? หัวกระต่ายผัดหมาล่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของเสฉวนเชียวนะ ! เราไปใช้กระทะข้างนอกเพื่อทำหัวกระต่ายพวกนี้กันเถิด กินไม่หมดก็สามารถเอามาทำเป็นรางวัลให้พวกคนงานได้ !” หลินเว่ยเว่ยเก่งเรื่องฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว !


พี่สาวส่ายหน้าแล้วถามว่า “จากนั้นล่ะ ? เจ้าคงไม่ให้แขกกินแต่เจ้านี่กระมัง ?”


“ค่อยทำกระต่ายผัดเผ็ด ป้ากุ้ยฮวาไม่ได้เอาพวกเห็ดมาให้หรือ ? ข้าจำได้ว่าในห้องใต้ดินยังมีไก่ป่าอยู่ เอามันมาทำไก่ป่าตุ๋นเห็ดแล้วกัน เนื้อกวางที่เจ้าเทาเอามาให้…ก็ทำเป็นเอ็นกวางตุ๋นแป้งข้าวโพด แล้วก็เนื้อกวางรมควัน ส่วนที่เหลือเอาเป็นจานผัก…ผัดผักกาดขาวใส่เห็ด ผัดใบหัวไชเท้า ยำผักป่า…อ้อใช่ ทำผัดข้าวโพดใส่เมล็ดสนเพิ่มอีกหนึ่งจาน ส่วนซุปก็ทำซุปเห็ดมันไก่แล้วกัน !” หลินเว่ยเว่ยร่ายรายชื่ออาหารออกมา


โชคดีที่กระทะบ้านตระกูลหลินมีเยอะพอสมควร ตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยง กระทะที่ใช้กวนแยมข้างนอกก็ว่างเหมือนกัน บุตรสาวคนโตตระกูลหลินและนางหวงสองแม่ลูกช่วยกันทำอาหาร นางเฝิงก็มาช่วย ส่วนหลินเว่ยเว่ยเป็นคนออกคำสั่ง ต่อจากนั้นครึ่งชั่วยามอาหารทุกอย่างก็พร้อมสรรพ พวกนางจึงยกไปตรงหน้าลู่เหวินจวินและหนิงตงเซิ่ง


“ขะ…ของเหล่านี้พวกท่านเป็นคนทำเองหรือ ? ครบครันเกินไปหน่อยกระมัง ?” ลู่เหวินจวินรู้ว่าตนไม่ได้เป็นแขกที่เจ้าบ้านเชิญมา ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้บอกกล่าวเอาไว้และไม่คิดว่าในหมู่บ้านชนบทจะมีอาหารดีต้อนรับแขก คาดไม่ถึงว่าอาหารที่ยกมาจะมีกว่าสิบชนิด หากที่นี่มีร้านอาหารตั้งอยู่เขาก็คงสงสัยว่าอาหารเหล่านี้สั่งมาจากร้านอาหารเพราะถ้านำไปต้อนรับแขกสูงศักดิ์หรือพวกขุนนางก็ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาให้อย่างมาก !


“วัตถุดิบล้วนเป็นของในป่าและผักในแปลงนาบ้านเราทั้งนั้น คุณชายทั้งสองไม่ต้องเกรงใจ ถือว่ามาชิมอาหารแปลกใหม่แล้วกัน !” แม้ปากของหลินเว่ยเว่ยจะพูดอย่างถ่อมตน แต่ท่าทีที่แสดงออกมาไม่เป็นเช่นนั้น…เพราะนางดูภูมิใจมาก !


ลู่เหวินจวินชี้ไปที่หัวกระต่ายด้วยดวงตากลมโต “นะ…นี่คือหัวกระต่ายผัดหมาล่าใช่หรือไม่ ? เมื่อก่อนข้าเคยตามท่านพ่อไปฉวนส่าน ( เสฉวนและส่านซี ) แล้วกินเมนูนี้ แม้จะเผ็ดมากแต่ก็กินเพลิน ! ข้าไม่เกรงใจแล้วนะ !”


หลังกล่าวจบ เขาก็หยิบหัวกระต่ายขึ้นมากินคำโต จากนั้นก็แทะไปพลางวิจารณ์ไปด้วย “เนื้อหัวกระต่ายนี้เผ็ดมาก ปรุงจนเข้าเนื้อ เนื้อล่อนออกจากกระดูก หมาล่าหอมเผ็ด อร่อยมากจริงๆ รสชาติดีกว่าหัวกระต่ายที่ข้าเคยกินเสียอีก ! คุณชายหนิง ท่านไม่กินหน่อยหรือ ?”


ตอนแรกเริ่มหนิงตงเซิ่งไม่ค่อยกล้า แต่พอเห็นคนรูปงามอย่างเจียงโม่หานก็หยิบหัวกระต่ายขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็อดไม่ได้ที่จะหยิบขึ้นมาบ้างและเริ่มแทะกินคำโต ตอนแรกเขายังรู้สึกแปลกๆ แต่ท้ายที่สุดยิ่งแทะก็ยิ่งอร่อย ยิ่งแทะยิ่งหยุดไม่ได้


อาหารจานอื่นก็อร่อยเช่นกัน หากไม่หอมหวนชวนกินก็มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ลู่เหวินจวินชี้ไปที่เอ็นกวางตุ๋นแป้งข้าวโพด “นี่อร่อยมาก เอ็นกรอบกระดูกไม่แข็งมาก ! ถ้าอยู่ในร้านอาหารของเมืองหลวง อาหารจานนี้ต้องใช้เงินถึงหลายร้อยตำลึงเชียวล่ะ ! พวกท่านต้อนรับแขกได้อบอุ่นและมีน้ำใจมาก !”


หลินเว่ยเว่ยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “เมื่อวันก่อนข้าเพิ่งได้กวางมาหนึ่งตัว ทั้งสองท่านก็มาได้เวลาพอดี หากพวกท่านไม่รังเกียจจะหั่นเนื้อกวางกลับไปให้พ่อครัวทำอาหารหรือไม่…”


ลู่เหวินจวินกินเนื้อกวางรสนุ่มลิ้นหนึ่งคำแล้วส่ายศีรษะ “ช่วงสองวันนี้ข้าพักโรงเตี๊ยม อีกสองวันก็ต้องเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว กู่เหนียงให้คุณชายหนิงเถิด ส่วนของข้าไม่เป็นไร !”


“เอาเนื้อกวางไปไม่ได้ท่านก็สามารถเอาลู่เปียน ( ตัวเดียวอันเดียวของกวาง) ไปได้ ถ้าดองไว้ในสุรา ไม่ว่าดื่มเองหรือมอบเป็นของขวัญ…บัณฑิตน้อย เจ้าเตะข้าทำไม ?” หลินเว่ยเว่ยเห็นใบหน้าแดงระเรื่อของลู่เหวินจวินแล้ว นางจึงเริ่มคิดได้ว่าถ้อยคำของตนทำให้เขาเขินอาย ชิ คนโบราณก็หัวโบราณสมชื่อ !


หลินเว่ยเว่ยยังหยิบสุราองุ่นที่หมักเองมาต้อนรับแขก กลิ่นหอมสดชื่น รสหวานอมเปรี้ยว เสริมความงามต่อต้านริ้วรอย ! ดื่มจอกเล็กๆทุกวันก็เพลิดเพลินยิ่งกว่าสิ่งใด !


ลู่เหวินจวินคิดว่าสุราองุ่นของทางปั๋วซื่อที่พี่ชายนำกลับมายังอร่อยไม่เท่า เขาจึงทำหน้าประจบพลางพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “สุราองุ่นนี้ พวกท่านยังมีอีกหรือไม่ ?”


“มี ! ในห้องใต้ดินยังมีอีกสิบกว่าไห หากท่านทั้งสองชอบก็เอากลับไปคนละไหได้เลย !” ในสายตาของหลินเว่ยเว่ยเห็นว่าวัตถุดิบในการทำสุราองุ่นเหล่านี้อยู่ในป่า ขอแค่ออกแรงหน่อยก็ได้แล้ว ไม่มีค่าอันใดให้หวงแหนเลย


ตอนที่ 236: ทรมานคนโสดหรือ ?


ทว่าเจียงโม่หานไม่ค่อยพอใจสักเท่าไร ของพวกนี้เด็กน้อยหมักด้วยความยากลำบาก ที่บ้านยังดื่มไม่เท่าไรก็จะให้คนอื่นถึง2ไหภายในชั่วอึดใจเดียว เด็กน้อยดีทุกอย่างแต่ใจกว้างกับผู้อื่นมากเกินไป ดูท่า…ต้องมีคนคอยคุมอยู่ข้างๆ ไม่อย่างนั้นจิตใจแสนบริสุทธิ์ต้องโดนทำร้ายแน่ !


อาหารมื้อหนึ่งสามารถเรียกได้ว่าทำให้เจ้าบ้านและแขกมีความสุขสนุกสนาน หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้วจู่ๆ หลินเว่ยเว่ยก็ถามว่า “จริงสิ เหตุใดพวกท่านจึงมาด้วยกันได้ ?”


หนิงตงเซิ่งยิ้มอย่างอ่อนโยน “ก็ไม่ถือว่ามาด้วยกันหรอก เราบังเอิญพบกันระหว่างทางเท่านั้น เราต่างมาที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวจึงเดินทางมาพร้อมกัน หลังสอบถามพวกเด็กๆที่เล่นอยู่หน้าหมู่บ้านแล้ว จึงได้รู้ว่าคุณชายลู่ก็มาหาหลินกู่เหนียง !”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “คุณชายลู่มาเพราะเรื่องเมล็ดสนปากอ้า แล้วคุณชายหนิงไม่ทราบว่ามาด้วยเหตุอันใด?”


แววตาอ่อนโยนของคุณชายหนิงจับจ้องอยู่ที่ดวงตาแห่งรอยยิ้มของนาง…หรือว่าเขาจะไม่เหลือโอกาสแล้ว?


ทว่าเขาไม่ใช่คนที่จะสับสนเพราะความรู้สึก หลังเงียบไปครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “ข้ามาเพราะอยากคุยเรื่องธุรกิจใหม่”


“หืม? ท่านมีความคิดใหม่เช่นนั้นหรือ?” หลังได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ หลินเว่ยเว่ยก็เริ่มเข้าใจพอสมควร


“คราวก่อนบลูเบอร์รี่ครีมพัฟที่หลินกู่เหนียงสอนไว้สามารถเรียกลูกค้าหน้าใหม่ให้ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ไม่น้อย แถมการร่วมงานกับหยวนเค่อหลายก็เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องแล้ว ข้าจึงคิดว่า ความสามารถของหลินกู่เหนียงไม่ควรเก็บไว้ใต้ชีวิตเรียบง่ายของคนทั่วไป ดังนั้นจึงอยากร่วมงานกับหลินกู่เหนียงให้ยิ่งใหญ่กว่านั้น!”


ด้วยพรสวรรค์และความทะเยอทะยานของหนิงตงเซิ่งจึงเป็นธรรมดาที่จะไม่หยุดอยู่ที่อำเภอเป่าชิงเล็กๆแห่งนี้ ขอแค่เขาทำให้ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง แกร่งจนสามารถดึงดูดสายตาตระกูลหลักได้ ตี๋หมู่และพี่ชายต่างมารดาก็จะไม่กล้ายื่นมือมายุ่งกับความคิดความอ่านของเขาอีก!


“อ้อ ? ถ้าเช่นนั้นจะร่วมงานกันอย่างไร ?” เมื่อมีคนเอาเงินมาใส่มือจึงเป็นธรรมดาที่นางจะไม่ผลักไส ! หลินเว่ยเว่ยจึงถามด้วยความตื่นเต้น


หนิงตงเซิ่งกล่าว “ข้าเตรียมจะเปิดร้านใหม่ที่ตัวเมืองจงโจวและยังมีตัวเมืองเหอโจวอีกแห่ง ข้าจะแบ่งเงินปันผลให้หลินกู่เหนียงสี่ในสิบส่วนโดยท่านแค่มอบสูตรขนมใหม่ๆ5สูตรให้ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ทุกหนึ่งปีเท่านั้น !”


“หรือจะกล่าวได้ว่า…ท่านใช้สูตรขนมตระกูลหลินหาเงินให้ตน แต่แบ่งเงินให้ตระกูลหลินเพียงสี่ในสิบส่วนเช่นนั้นหรือ ? คุณชายหนิงดีดลูกคิดเก่งเสียจริง !” เจียงโม่หานเอ่ยอย่างไม่พอใจ


หนิงตงเซิ่งไม่มองเขา เพียงจ้องหลินเว่ยเว่ยพร้อมถามว่า “หลินกู่เหนียงมีความคิดจะเปิดร้านเป็นของตนเองหรือไม่ ?”


“ตอนนี้ยังไม่มี !” ในบ้านมีบัณฑิตต้องสอบ2คน กฎที่ราชสำนักกำหนดให้พ่อค้าไม่ค่อยเป็นธรรมสักเท่าไร ดังนั้นเกรงว่ามันจะส่งผลเสียต่อสองคนนี้


เจียงโม่หานพูดต่อ “ตอนนี้ยังไม่คิดก็ไม่ได้แปลว่าวันหน้าจะไม่ทำ !”


รอให้เขาสอบได้สามอันดับแรกแล้วก็สามารถอยู่ในสำนักบัณฑิตฮั่นหลินได้ แม้จะบอกว่าขุนนางไม่สามารถทำการค้าได้ แต่ก็ไม่นับรวมร้านค้าที่มาจากสินเดิมของฝ่ายฮูหยิน ! ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ทางการหรือขุนนางในเมืองหลวง ใครบ้างไม่มีร้านค้าสัก2-3แห่งอยู่ในครอบครอง ?


ตราบใดที่อยู่ในขอบเขตการค้าอันเหมาะสม ฮ่องเต้ก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น และเมื่อถึงเวลานั้นเด็กน้อยอยากเปิดร้านอาหารหรือร้านขนม เขาก็จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ !


หลินเว่ยเว่ยพูดกับเจียงโม่หานด้วยรอยยิ้ม “แม้จะสอนสูตรออกไปก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเปิดร้านเองไม่ได้ สูตรเหมือนกันก็จริง แต่คนทำขนมไม่เหมือนกัน รสมือย่อมมีทั้งดีและเลว ! ในวงการค้าขายไม่ขาดแคลนที่สุดก็คือการแข่งขัน คุณชายหนิงว่าจริงหรือไม่ ?”


หนิงตงเซิ่งครุ่นคิดแล้วพยักหน้ารับ “หลินกู่เหนียงพูดได้ถูกต้อง พวกเราร่วมงานกันก็ไม่ได้แปลว่าจะตัดช่องทางการค้าเสียทีเดียว หากต่อไปหลินกู่เหนียงต้องการเปิดร้านเป็นของตนเองก็สามารถทำได้!”


“เงิน ร้านค้า บ้านไหนก็มีทั้งนั้น สูตรที่เสี่ยวเว่ยมีจะหาใครมาร่วมมือด้วยก็ได้ เหตุใดต้องเป็นท่านคนเดียว? ถ้าอยากร่วมงานก็ต้องเผยความจริงใจของท่านออกมา!” เจียงโม่หานกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น


หลินเว่ยเว่ยกระตุกเสื้ออีกฝ่ายเบาๆ ก่อนกระซิบว่า “ข้าคิดว่าสี่ส่วนก็ไม่น้อยแล้ว…เอาเถิด ข้าจะฟังเจ้า!” ภายใต้สายตาของเขา หลินเว่ยเว่ยต้องยอมแพ้แล้วทำเป็นคนไม่มีปากไม่มีเสียง


เจียงโม่หานคิดในใจ หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นแล้วสี่ส่วนสิบน่ะได้ มีเพียงเจ้าแซ่หนิงเท่านั้นที่ไม่ได้!


“นี่เป็นการค้าขายของหลินกู่เหนียง ท่านมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินใจแทนนาง?” หนิงตงเซิ่งจ้องเจียงโม่หานด้วยความโมโห


“ทำไม? ข้าตัดสินใจแทนนางไม่ได้ แล้วท่านทำได้หรือ? เสี่ยวเว่ยของพวกเราจิตใจบริสุทธิ์เห็นแก่มิตรภาพเกินไปจึงไม่กล้าเอ่ยปาก ดังนั้นว่าที่คู่หมั้นของนางช่วยพูดแทน แล้วผิดหรือไร?” เจียงโม่หานจับมือน้อยๆของหลินเว่ยเว่ยต่อหน้าแขกทั้งสอง


หลินเว่ยเว่ยเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เฮอะเฮอะเฮอะ! บัณฑิตน้อยจับมือนางด้วยล่ะ หรือเขาจะชอบเป็นฝ่ายรุก!


แต่หนุ่มหัวโบราณผู้ไร้เดียงสาทั้งสองหน้าแดงทันที ลู่เหวินจวินคิดในใจว่าความรักของพวกเจ้าสองคนช่วยปิดบังไว้หน่อยได้หรือไม่? คิดทรมานคนโสดหรือไร?


หนิงตงเซิ่งก็คิดว่า เจ้าจงใจ! ใช่แน่! น่ารังเกียจ แต่…ตนมีสิทธิ์อะไรไปโมโห? เฮ้อ จะโทษก็โทษที่เขาช้าไปหนึ่งก้าว เป็นคนที่นางจะพึ่งพาไปตลอดชีวิตไม่ได้ เช่นนั้นก็เป็นพี่น้องที่นางสามารถพึ่งพาได้ก็แล้วกัน!


“ตัดต้นทุนด้านต่างๆออกแล้วครึ่งต่อครึ่งก็แล้วกัน!” หนิงตงเซิ่งไม่ยอมรับว่าตนยอมถอยเพราะเจียงโม่หาน แต่ทำเพื่อนางต่างหาก เขาจึงเต็มใจยอมยกกำไรให้อีกหนึ่งส่วน! อย่างมาก…ทำให้ร้านเติบโตแข็งแกร่ง ขยายสาขามากหน่อย เงินก็เพิ่มแล้วไม่ใช่หรือ?


หลินเว่ยเว่ยดึงเสื้อบัณฑิตหนุ่มด้วยความตื่นเต้น…ตอบตกลงสิ ตอบตกลงไปเลย! ครึ่งต่อครึ่งก็ไม่น้อยแล้วจริงๆ เนื่องจากนางไม่ต้องออกเงินแม้แต่อีแปะเดียวและยังไม่ต้องออกแรงด้วย แค่นั่งรอนับเงินอยู่ที่บ้าน เรื่องดีเช่นนี้จะไปหาได้จากที่ใดอีก?


เจียงโม่หานกระตุกมุมเสื้อของตนเบาๆ แล้วจับมือที่อยู่ไม่สุขของนาง…เขากลัวนางตื่นเต้นเกินไปจนดึงเสื้อเขาขาดจริงๆ


ได้ ได้ ได้! ข้าเข้าใจความหมายของเจ้าแล้ว! เจียงโม่หานหันไปมองนางแต่ท่าทางยังไม่ค่อยพอใจพร้อมถามนางว่า “เจ้าคิดว่าอย่างไร? ถ้าไม่พอใจ ข้าจะช่วยหาคนมาร่วมงานกับเจ้าใหม่…คุณชายลู่มีความคิดจะเปิดร้านขนมที่เมืองหลวงบ้างหรือไม่?”


ลู่เหวินจวินที่จู่ๆก็โดนลากเข้ามาเอี่ยวจึงรีบกลืนเนื้อกวางแผ่นในปากทันที “แม้ข้าไม่เคยมีประสบการณ์เปิดร้านขนมมาก่อน แต่…ถ้าหลินกู่เหนียงสนใจ ข้าก็ยินดีจะลอง…”


หนิงตงเซิ่งหันไปมองเขาด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะถามเจียงโม่หานว่า “ท่านถามความเห็นของหลินกู่เหนียงหรือยัง? หลินกู่เหนียงมีความคิดและสิทธิ์ในการตัดสินใจ เหตุใดท่านต้องควบคุมนางด้วย? นี่คือสูตรลับของบ้านตระกูลหลิน ผู้ที่จะมาต่อรองกับข้าก็ควรเป็นคนตระกูลหลิน!”


คนตระกูลหลิน…หลินจื่อเหยียนทำหน้างุนงง ตระกูลหลินมีการสืบทอดสูตรอาหารด้วยหรือ? เหตุใดข้าจึงไม่รู้? ท่านแม่ก็ต้องไม่รู้แน่นอน หากรู้ก็คงทำขนมไปขายในเมืองแล้ว ไฉนเลยจะมานั่งอดอยากอยู่ในบ้าน?


“พอแล้ว พวกท่านเลิกทะเลาะกันได้หรือยัง?” หลินเว่ยเว่ยหันไปทางเจียงโม่หาน “เรื่องค้าขายปรุงสุกไม่ปรุงดิบ คุณชายหนิงบริหารร้านได้เก่งมาก ยกร้านให้เขาแล้ว ข้าวางใจ! เห็นแก่หน้าคุณชายหนิงโดยยึดตามที่เขากล่าวคือครึ่งต่อครึ่งแล้วกัน!”


หนิงตงเซิ่งกวาดตามองเจียงโม่หานอย่างได้ใจ จากนั้นจึงพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “ยังเป็นหลินกู่เหนียงที่ใจกว้าง! วางใจได้ ข้าจะต้องดูแลกิจการด้วยใจจริง ทำให้ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้กลายเป็นร้านขนมของคนทั้งเมืองจงโจวหรือร้านใหญ่ที่สุดในแดนเหนือ! ทำให้ผู้มีฐานะพอประมาณก็นึกถึงร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้เวลาฉลองเทศกาลเป็นแห่งแรก!”


[1] ตี๋หมู่ หมายถึง แม่เลี้ยงที่เป็นภรรยาเอก


[2] สำนักบัณฑิตฮั่นหลิน คือหน่วยงานรวมบัณฑิตที่มีความสามารถ บัณฑิตฮั่นหลินมีหน้าที่ร่างราชโองการและเอกสารราชการต่างๆโดยคัดเลือกจากผู้ที่สอบบัณฑิตจิ้นซื่อซึ่งเป็นบัณฑิตที่ผ่านการสอบชั้นสูงสุดของจีนได้


ตอนที่ 237: คุณชายโปรดสำรวม


เจียงโม่หานพูดแทรกอย่างเย็นชา “ข้าชื่นชมผู้มีความทะเยอทะยาน แต่ความสามารถของมนุษย์ก็ต้องคู่ควรกับความทะเยอทะยานของตนด้วย! ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับ ‘คางคกหาว…ฝีปากไม่เบาพูดจาคุยโว’!”


“ข้ามีความสามารถหรือไม่ ต่อไปทุกคนก็รอดูได้เลย!” หนิงตงเซิ่งถลึงตามองอีกฝ่ายด้วยความโมโห แต่รอยยิ้มที่มีให้หลินเว่ยเว่ยอ่อนโยนดั่งสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ความสามารถในการเปลี่ยนสีหน้าถือเป็นอันดับหนึ่ง “หลินกู่เหนียง ท่านว่า…พวกเราจะลงนามในสัญญากันเมื่อไร?”


“ตอนนี้ข้าบาดเจ็บจึงถูกคนในบ้านจำกัดอิสระ ช่วงนี้น่าจะไม่ได้เข้าไปที่เขตเริ่นอัน หากเลือกวันไม่สู้ทำกันวันนี้เลยดีกว่า เราลงนามกันวันนี้ดีหรือไม่?” เรื่องดีถึงเพียงนี้แน่นอนว่ายิ่งจัดการให้เสร็จเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี ไม่อย่างนั้นพออีกฝ่ายเริ่มย้อนคิดแล้วเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาจะดีได้อย่างไร?


เอาล่ะ! กระดาษและแท่นฝนหมึกถูกเตรียมขึ้นในทันควัน หลินเว่ยเว่ยเป็นคนพูด เจียงโม่หานใช้มือซ้ายช่วยเขียน ผ่านไปไม่นานสัญญาอันไร้จุดบกพร่องก็เสร็จสิ้น ลู่เหวินจวินหยิบมาดู สัญญาจำเป็นจะต้องเขียนให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นจะนำพามาซึ่งความขัดแย้งในวันหน้า


หลังส่งคุณชายหนิงและคุณชายลู่ออกไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็หยิบสัญญามามองอย่างมีความสุขอีกครั้ง จากนั้นก็ยื่นให้หลินจื่อเหยียน “เก็บไว้ให้ดี! นี่คือเงินปันผลครึ่งหนึ่งในอีก50ปีข้างหน้าของร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ ดูจากตอนนี้แล้ว แม้ร้านหนิงจี้จะมีเพียง2สาขา แต่วันหน้าแค่เมืองเล็กๆเมืองหนึ่งก็อาจหากินขนมจากร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ได้แล้ว! เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราก็รอนับเงินจนเป็นตะคริวได้เลย!”


หลินจื่อเหยียนเอามือไปซ่อนไว้ข้างหลัง จากนั้นก็ถอยห่างทันที “ของสำคัญถึงเพียงนี้เอามาให้ข้าด้วยเหตุใด ถ้าทำหายหรือเปื้อนขึ้นมา ข้ารับผิดชอบไม่ไหว…”


“ดูท่าทางของเจ้าสิ! ของบ้านตนเองมีสิ่งใดที่รับผิดชอบไม่ไหว? ต่อไปเจ้าจะเป็นผู้นำตระกูลหลินของเรา หากไม่ให้เจ้าเก็บของสำคัญแล้วจะให้ใครเก็บ? ท่านแม่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง หรือเจ้าจะให้ท่านแม่ช่วยแบกภาระไปทั้งชีวิต?” หลินเว่ยเว่ยนำสัญญาไปตบที่หน้าอกของน้องสาม


หลินจื่อเหยียนจับสัญญาไปวางบนโต๊ะเหมือนเดิมอย่างระมัดระวัง “ข้ารู้ แต่เดิมก็ไม่มีสูตรที่สืบทอดกันมาของตระกูลหลินอยู่แล้ว สูตรขนมเหล่านี้ก็เป็นของที่พี่รองคิดขึ้นมา…สัญญาควรให้ท่านเก็บจะดีกว่า!”


“เฮ้! เจ้าเด็กคนนี้ ข้าบอกว่าเป็นของตระกูลหลินก็ตระกูลหลินสิ! หรือเจ้าคิดว่าพี่รองไม่ใช่คนตระกูลหลิน? ข้าเขียนสูตรไว้ หลังผ่านไปสองสามรุ่นก็ไม่ได้กลายเป็นสูตรตระกูลหลินแล้วหรือ? ข้าให้เจ้าเก็บก็เก็บไป พูดมากอันใดนักหนา! อย่ายั่วให้ข้าโมโห ถึงตอนนี้ข้าจะเหลือมือข้างเดียวแต่ก็ทุบเจ้าจนนอนติดเตียงได้ เจ้าเชื่อหรือไม่?” หลินเว่ยเว่ยใช้น้ำเสียงดุร้ายที่สุดมาทำเรื่องอ่อนโยนที่สุด!


“พะ…พี่รอง ข้าไร้ประโยชน์มากใช่หรือไม่?” หลินจื่อเหยียนรู้สึกเหมือนสัญญาในมือหนักขึ้นทันที พี่รองเพิ่งอายุ14ปี แต่บ้านหลังนี้พึ่งพานางคนเดียวและยังสร้างรากฐานไว้ให้ลูกหลาน ลำคอของเขาเหมือนมีบางอย่างขวางอยู่ ใบหน้าก็เศร้าสร้อยพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมา!


หลินเว่ยเว่ยตบบ่าอีกฝ่าย “เจ้าจะมีประโยชน์หรือไม่ก็ต้องดูว่าปีหน้าสอบบัณฑิตถงเซิงได้หรือเปล่า! ถ้าแม้แต่บัณฑิตถงเซิงยังคว้ามาไม่ได้…ฮึฮึ!”


หลินจื่อเหยียนเบือนหน้าหนีแล้วเช็ดน้ำตาที่หางตา จากนั้นก็กล่าวด้วยเสียงขึ้นจมูก “พี่รอง ท่านตั้งเงื่อนไขต่ำไปหรือไม่? ข้าหลงคิดว่าท่านจะกล่าวว่าสอบซิ่วไฉไม่ได้ต่างหาก ข้าถึงจะไร้ประโยชน์!”


“เรื่องช่วยให้ต้นกล้าเติบใหญ่ ข้าทำไม่ได้! ข้าต้องกินทีละคำ เดินทีละก้าว ปีหน้าเจ้าเพิ่งอายุ14ปี ไฉนเลยจะกำหนดอนาคตได้ในทันที? เจ้าเป็นน้องชายของข้า ข้าฉลาด มากความสามารถถึงเพียงนี้ แล้วเจ้าจะเป็นคนไร้ประโยชน์ได้อย่างไร?” หลินเว่ยเว่ยเอื้อมมือจะไปหยิกแก้มอ้วนของพ่อหนุ่มน้อย แต่เจียงโม่หานห้ามนางไว้


“จื่อเหยียนอายุ13ปีแล้ว ไม่ใช่เด็กน้อยแล้ว!” น้ำเสียงของเจียงโม่หานคมชัด


หลินเว่ยเว่ยจ้องเขาอยู่นานสองนาน จนกระทั่งเห็นใบหน้าสีแดงก่ำของอีกฝ่ายถึงจะกล่าวว่า “เขาเป็นน้องชายของข้า นี่เจ้าก็หึงหรือ?”


เจียงโม่หานมองต่ำทันที แต่มือที่จับนางไว้กลับไม่ขยับ “ไม่เกี่ยวกับความหึงหวง พี่น้องทั้งหลายเมื่อเติบโตขึ้น อย่างไรก็ควรเลี่ยงคำครหา…ตามหลักควรจะเป็นเช่นนั้น!”


หลินเว่ยเว่ยยกมือตนขึ้นแล้วเหลือบมองมือที่ติดอยู่ตรงนั้นของบัณฑิตหนุ่ม “อ้อ…พอชายหญิงเติบโตแล้วควรเลี่ยงคำครหาสินะ!”


“ระหว่างสามีภรรยาไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น!” บัณฑิตหนุ่มกล่าวด้วยความมั่นใจ แต่ฟังแล้วไม่สมเหตุสมผลเลย


หลินจื่อเหยียนถลึงตามองมือที่จับกันอย่างไม่สบอารมณ์ “แต่ตอนนี้พวกท่านยังไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน แม้แต่คู่หมั้นก็ยังไม่ใช่! ศิษย์พี่เจียง ท่านอย่ามาหยอกพี่รองผู้ไร้เดียงสาของข้า ต่อไปข้าจะคอยจับตามองท่าน…พวกท่านเอาไว้!”


เจียงโม่หานค่อยๆปล่อยมือหลินเว่ยเว่ย แล้วเอ่ยเยี่ยงคุณชายจอมเสแสร้ง “ในที่สุดก็มีท่าทางของน้องชายบ้างแล้ว รู้จักปกป้องพี่สาว ไม่เสียแรงที่นางทำเพื่อเจ้า! วันนี้อักษรห้าหน้าคัดเสร็จหรือยัง? มีนโยบายที่ให้เจ้าศึกษา…”


หลินจื่อเหยียนได้ยินถึงนโยบายก็เริ่มปวดศีรษะขึ้นมาทันที “ข้าจะไปศึกษาและไปคัดประเดี๋ยวนี้ ศิษย์พี่เจียง ท่านเองก็ใกล้สอบแล้ว เหตุใดจึงทำตัวสบายได้ทุกวัน?”


“หากเจ้าเรียนรู้ได้เท่าข้า เจ้าก็สามารถทำตัวสบายได้!” แม้ชาติก่อนเจียงโม่หานจะเป็นขุนนางกบฎที่ใครก็เกรงกลัว แต่ด้านการศึกษานั้นเขาตั้งใจจริง ทำให้คนเหล่านั้นได้แต่ไล่ตามหลัง


หลินจื่อเหยียนสะบัดก้นออกไปคัดตัวอักษร หลินเว่ยเว่ยมองเจียงโม่หานด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไม่ถ่อมตัวแม้แต่น้อย!”


“นี่ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ? ถ้าน้องชายเจ้าอยากขึ้นมาสู่ระดับสูงเช่นข้า ยังต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปี!” คุณสมบัติของหลินจื่อเหยียนดีใช้ได้ บทความก็เขียนได้มีจิตวิญญาณ หากขัดเกลาสักสองสามปีแล้วตำแหน่งบัณฑิตจิ้นซื่อก็ไม่ใช่ปัญหา


“ห่างอีกหลายสิบปี ? บัณฑิตน้อย เจ้าสะกดคำว่าอายเป็นหรือไม่?” หลินเว่ยเว่ยเอื้อมมือไปเขี่ยแก้มของเขา


เจียงโม่หานรีบคว้ามือที่อยู่ไม่สุขของนางทันที “ข้าไม่รู้ เช่นนั้น…เจ้าเขียนให้ข้าดูได้หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยรีบชักมือกลับ “ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด คุณชายโปรดสำรวมด้วย !”


“ร่างกายของข้า กินเท่าไรก็ไม่อ้วน ดังนั้น…ไม่จำเป็นต้องสำรวม !”


“บัณฑิตน้อย คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะเป็นคนเช่นนี้ ! ความเย็นชาของเจ้าและท่าทางสูงส่งยากเอื้อมถึงหายไปไหนแล้ว ?” หลังจากบัณฑิตหนุ่มสารภาพความในใจออกมาแล้ว ตัวเขาก็…เปลี่ยนเป็นคนละคน ! บัณฑิตน้อยผู้หยิ่งยโสเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น กลับทำตัวผ่อนคลายเมื่ออยู่ต่อหน้านางมากขึ้นเรื่อยๆ…ไม่ตรงปกอย่างแรง !


“โดนเด็กน้อยคนหนึ่งขัดเกลาจนไม่เหลือแล้ว เด็กน้อยคนนี้ทำตัวติดข้าทุกวัน แกล้งบ้าง หยอดบ้าง ดึงดูดให้ข้าสนใจ พอข้าชอบนางแล้วก็ยังมาถามถึงความเย็นชาของข้าว่าอยู่ที่ไหน !” เจียงโม่หานเผยท่าทางเย็นชาออกมา


“ที่พูดนี่คือ…ความผิดของข้าหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยหัวเราะอย่างมีความสุขเพราะถ้อยคำที่ว่า ‘ชอบนาง’


เจียงโม่หานเหลือบมองอีกฝ่าย “หรือข้าเป็นคนผิด ?”


“ไม่ผิด เจ้าไม่ผิด ! จะผิดก็ผิดที่ข้าเก่งเกินไป เก่งจนเจ้าไม่อาจปฏิเสธได้…” หลินเว่ยเว่ยหันมาชมตัวเองแทน


เจียงโม่หานนึกอยากอาเจียน…


หลินเว่ยเว่ยพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านอย่างที่พูดไว้จริง ในแต่ละวันถ้าไม่เดินไปดูงานที่โรงงานแปรรูปหนึ่งรอบก็คอยชี้แนะพี่สาวคนโตให้ทำอาหารอยู่ที่บ้าน ส่วนหลินจื่อเหยียนจะใช้เวลาว่างในช่วงเย็นเพื่อรับซื้อของป่าและผลไม้ป่า ตั้งแต่ชั่งน้ำหนักและจดลงบัญชี…


[1] คางคกหาว หมายถึง คนที่ชอบพูดจาโอ้อวด


ตอนที่ 238: หลุมพราง


ทว่านางเองก็แทบจะไม่ได้พักผ่อน


“หลานสาว โอ้ ! เหตุใดจึงพันแขนเช่นนั้น ? ไปเจ็บตัวได้อย่างไร ? ไม่ระวังล่ะสิ !” หลิวว่ายจื่อกำลังนั่งอยู่บนเกวียนเทียมล่อของบ้านตระกูลหลินเพื่อกลับมารายงานเรื่องของงานทั้งหมด !


เขายื่นสมุดบัญชีให้หลินเว่ยเว่ยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เมื่อห้าวันก่อน องค์ชายเจ็ดย้ายเสบียงขึ้นเรือไปหมดแล้ว นอกจากเงิน160ตำลึงก็ยังให้รางวัลแก่ข้าอีก5ตำลึง สมแล้วที่เป็นองค์ชาย พระทัยกว้างดุจมหาสมุทร!”


หลินเว่ยเว่ยพลิกดูสมุดบัญชีแล้วพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง “เหตุใดยังรับเงินจากองค์ชายเจ็ดอีกล่ะ? ข้าไม่ได้พูดแล้วหรือ? ขอแค่พระองค์ช่วยเรื่องเสบียงบรรเทาทุกข์กับเราได้ เราจะให้ใช้โกดังโดยไม่คิดเงิน!”


“ข้าก็ทูลแล้ว! แต่องค์ชายตรัสว่าพระองค์ไม่ขาดแคลนเงินเล็กน้อยเหล่านี้!” หลิวว่ายจื่อมองนาง แล้วก็มองนางอีก เขาดูเหมือนมีบางอย่างที่อยากจะพูดแต่ก็ไม่ยอมเอ่ยออกมา


หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นจึงพูดกับเขาว่า “อาว่ายจื่อ เราไม่ใช่คนนอกเสียหน่อย ท่านมีอันใดก็พูดออกมาเถิด!”


“นางหนูรอง ได้ยินว่าคุณชายหนิงมาที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวของเราหรือ? เขาคงมาหาเจ้าสินะ?” หลิวว่ายจื่อขมวดคิ้ว “เจ้ามีความสัมพันธ์อันใดกับคุณชายหนิงเช่นนั้นหรือ?”


“แน่นอนว่า…เป็นหุ้นส่วน!” หลินเว่ยเว่ยยังพลิกไปอีกหน้า โอ้ โกดังถูกเช่าอีกแล้ว เงินค่าเช่ายังจ่ายล่วงหน้าด้วย ไม่เลวเลย ระยะเวลาสั้นๆไม่กี่สิบวัน เงิน300กว่าตำลึงก็เข้าบัญชีแล้ว เงินต้นทุนที่ใช้ซื้อโกดังได้คืนมา!


แววตาของหลิวว่ายจื่อดูคลุมเครือขึ้นมาทันที “ไม่ใช่แค่นั้นกระมัง? เหตุใดเจ้าถึงมีอำนาจมากเพียงนั้น เงินค่าเช่าร้อยกว่าตำลึงบอกจะไม่เอาก็ไม่เอาได้หรือ?”


“ง่ายมาก เพราะโกดังที่ท่าเรือไม่ใช่ของตระกูลหนิงแต่เป็นของตระกูลหลิน!” เจียงโม่หานเข้ามานั่งข้างๆหลินเว่ยเว่ยแล้วกวาดตามองหลิวว่ายจื่ออย่างเย็นชา…นอกจากความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนแล้ว เขาไม่มีทางปล่อยให้เด็กน้อยมีสถานะอันใดกับเจ้าคนแซ่หนิงอีก!


หลิวว่ายจื่อแทบล้มในทันที “หืม? โกดังสิบกว่าห้องที่ท่าเรือเป็นของหลานสาว…?”


“ใช่! ดังนั้นต้องรู้ว่าใครเป็นนาย อย่าเอาแต่ทำหน้าประจบใส่คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง!” แม้แต่นายตัวจริงยังไม่รู้ว่าเป็นใคร โง่เง่าเสียจริง! ไม่รู้ว่าเหตุใดเด็กน้อยถึงเลือกมาใช้งาน!


หลินเว่ยเว่ยกระตุกชายเสื้อเขาเบาๆ แล้วพูดกับหลิวว่ายจื่อว่า “โกดังที่ท่าเรือเป็นตระกูลหลินและตระกูลเจียงร่วมกันซื้อ เดิมทีมี8ห้อง ต่อมาปรับปรุงเป็น16ห้อง…นี่ก็เป็นท่านที่ดูแลจนเสร็จสิ้น ตอนนั้นไม่อยากให้มันเด่นสะดุดตาจึงปล่อยให้ท่านเข้าใจผิดว่าโกดังเป็นของคุณชายหนิง”


“ดังนั้นต้องเข้าใจว่าเงินเดือนที่ได้รับมาจากผู้ใดหรือทำงานให้ใคร! ถ้าแค่นี้ยังไม่เข้าใจ ข้าก็คงพูดได้แค่ ‘เสี่ยวเว่ย เจ้ามองคนผิดแล้ว!’” เจียงโม่หานพูดแบบตัวร้ายอยู่ด้านข้าง!


หลิวว่ายจื่อรีบพูดต่อทันที “ใครให้เงินข้า ข้าก็จะภักดีกับผู้นั้น! แม้ข้าหลิวว่ายจื่อจะเลว แต่สำหรับเรื่องนี้ชัดเจนพอ! เพียงแต่…คาดไม่ถึงว่าหลานสาว ไม่สิ ต่อไปต้องเรียกเจ้าว่า ‘นายหญิง’ ฮ่าฮ่า! คาดไม่ถึงว่าตระกูลหลินที่เคยลำบากที่สุดจะสามารถซื้อโกดังหลังโตในเขตเริ่นอันได้!”


“เห็นหรือไม่! ข้าบอกแล้ว แม้ในอดีตอาว่ายจื่อจะทำตัวไม่ดี แต่เขาก็ให้ความสำคัญเรื่องความรู้สึกและคุณธรรม อย่างไรก็ถือเป็นคนฉลาด! อาว่ายจื่อ เมื่อก่อนท่านเคยเรียกข้าอย่างไรก็เรียกอย่างนั้นเถิด! โกดังที่เขตเริ่นอัน เมื่อก่อนท่านเคยดูแลอย่างไรตอนนี้ก็ดูแลอย่างนั้น! อืม แล้วค่าเช่าในบัญชีนี้เล่า?” หลินเว่ยเว่ยทำตัวเป็นนักแสดงที่ดี


หลังเผชิญกับการค้าขายหลายครั้งแล้ว หลิวว่ายจื่อชื่นชมในความกล้าหาญของหลินเว่ยเว่ย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับองค์ชายและซื่อจื่อ สีหน้านางไม่เปลี่ยนและยังพูดคุยได้อย่างธรรมชาติ…อ้อ ได้ยินว่าตอนอยู่ที่อำเภอเป่าชิง นางยังอาศัยพละกำลังของตนช่วยซื่อจื่อไว้ด้วย มีความสัมพันธ์นี้แล้วรวมกับความสามารถอันเหนือมนุษย์ของนางหนูรอง การติดตามนางจะต้องไม่ผิดหวังแน่นอน!


เมื่อได้ยินถ้อยคำพวกนี้ของหลินเว่ยเว่ยแล้ว หลิวว่ายจื่อก็เหมือนได้ดื่มน้ำเย็นเข้าไปในวันที่อากาศร้อนจัด เขารู้สึกสบายไปทั้งตัวจึงยืดตัวตรงและทุบหน้าอกเพื่อรับประกัน “หลานสาว ข้าหลิวว่ายจื่อให้คำมั่นสัญญาแก่เจ้าว่าจะดูแลโกดังที่ท่าเรือให้อย่างดีแน่นอน! ค่าเช่าที่เจ้ากล่าวถึงก็ได้มาโดยบังเอิญ คนขององค์ชายเจ็ดเพิ่งย้ายของออกไป ผู้ดูแลชิวก็มาหาถึงที่ทันที หลังฟังราคาจากข้าแล้ว เขาก็ลงนามในสัญญาโดยไม่กล่าวอันใดสักคำ แถมยังจ่ายเงินค่าเช่าล่วงหน้า…”


“มาหาเองถึงที่? แถมยังใจกว้างเช่นนั้น แม้แต่ราคาก็ไม่ต่อรอง…” หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจียงโม่หาน เหตุใดจึงได้กลิ่นไม่ดี? “สินค้าเหล่านั้นคืออะไร?”


“เป็นผ้า ผู้ดูแลชิวบอกว่าได้ซื้อสินค้ามีตำหนิราคาถูกมาจากทางใต้หนึ่งลำเรือ จะมาลองว่าขายได้ราคาดีๆในภาคเหนือหรือไม่ ข้าดูสินค้าแล้วแม้จะเป็นสินค้ามีตำหนิก็ไม่ส่งผลต่อการตัดเสื้อผ้า!” หลิวว่ายจื่อเห็นทั้งสองคนมีสีหน้าผิดปกติไป จึงเริ่มใจสั่นแล้วรายงานละเอียดกว่าเดิม!


ในชาติที่แล้วเจียงโม่หานไม่เคยเผชิญกับเรื่องเลวร้ายใดมาบ้าง? หลังได้ยินเขาก็คิดว่ามันมีบางอย่างมากกว่านั้นแน่นอน เขาจึงพูดกับหลิวว่ายจื่อว่า “สัญญาที่ลงนามแล้วเจ้าเอามาด้วยหรือไม่? ข้าขอดูหน่อย!”


“เอามาด้วย เอามาด้วย!” หลิวว่ายจื่อรีบหยิบสัญญาออกมา “ดูสิ ข้างบนเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าระยะเวลาเช่า10วัน จ่ายเงินทั้งหมด160ตำลึง…”


เป็นอย่างที่คิด! พอเจียงโม่หานเห็นแล้วก็ชี้ไปยังค่าชดใช้10เท่าในสัญญาแล้วพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “สินค้าชำรุดหนึ่งลำเรือคุ้มค่าให้ขนจากใต้มาเหนือเช่นนั้นหรือ? แม้แต่ค่าขนส่งยังสูงกว่าต้นทุนมากโข! ที่อื่นไม่ยอมไปแต่เลือกมายังพื้นที่ประสบภัยแล้ง ราษฎรยังมีไม่พอกิน ไฉนเลยจะมีเงินไปซื้อผ้ามาตัดเสื้อ?”


หลิวว่ายจื่อฟังออกถึงความไม่ชอบมาพากล “เจ้าหมายความว่า…พวกเขาวางหลุมพรางเพื่อหลอกเอาเงินค่าชดใช้จากเราใช่หรือไม่?”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ผ้ากลัวสิ่งใดมากที่สุด? น้ำ! ไฟ! ความสกปรก!”


น้ำ เขตเริ่นอันไม่มีฝนตกมาหลายเดือนแล้ว! ถ้าเรื่องความสกปรก โกดังตระกูลหลินก็สะอาดมาโดยตลอด หากผ้าเหล่านี้ยังสกปรกได้ก็คงจงใจทำเกินไปหน่อย ! ดังนั้นมีเพียงสถานการณ์เดียว…


“ไฟ?” หลิวว่ายจื่อพูดเสียงสูง “ไอ้สารเลวแซ่ชิวคงไม่ได้อยากจุดไฟเผาโกดังเราหรอกนะ?”


เจียงโม่หานเผยแววตาเย็นชา เขาโบกมือให้หลิวว่ายจื่อแล้วเข้าไปกระซิบออกคำสั่งสองสามประโยค ขณะฟังหลิวว่ายจื่อก็พยักหน้าเป็นครั้งคราว ฟังจบแล้วน้ำเสียงก็ดูฮึกเหิมขึ้นมาทันที “ได้! ข้าจะกลับเขตเริ่นอันเดี๋ยวนี้!”


เจียงโม่หานอยากรู้ว่าใครวางหลุมพรางใส่พวกตนกันแน่ จึงพูดด้วยน้ำเสียงไม่วางใจ “ข้าจะไปกับเจ้า!”


“ข้าก็จะไปด้วย!” หลินเว่ยเว่ยยกมือขึ้น


แต่เจียงโม่หานไม่เห็นด้วย “เจ้าอยู่รักษาตัวที่บ้าน…”


“บาดแผลของข้าหายพอสมควรแล้ว สะเก็ดส่วนใหญ่ก็หลุดออกด้วย! ข้าไม่สน เจ้าไป ข้าก็จะไป เจ้าไม่ไป…ข้าก็จะไปอยู่ดี!” ช่วงหลายวันนี้หลินเว่ยเว่ยอยู่บ้านว่างๆ จนเบื่อจะตายอยู่แล้ว…ถ้านางมีนิสัยอย่างว่าก็…คงอดใจไม่ไหวที่จะหนีออกไปนานแล้ว!


เมื่อเห็นว่าเจียงโม่หานยังไม่เห็นด้วย นางจึงหยิบไพ่ตายออกมา “ถ้าเจ้าไม่ให้ข้าตามไปด้วย ข้าก็จะแอบไปเอง อย่างไรเจ้าก็ห้ามข้าไว้ไม่ได้”


แววตาของเจียงโม่หานเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย “เอาเถิด ให้เจ้าไปด้วยก็ได้ แต่ห้ามทำสิ่งใดเองโดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาด จะเอาตัวเข้าไปเสี่ยงไม่ได้! เข้าใจหรือไม่?”


“ทราบแล้ว! ทราบแล้วเจ้าค่ะ! ข้าจะทำทุกอย่างตามคำสั่งเจ้าค่ะ!” หลินเว่ยเว่ยป้อนอาหารล่อจนอิ่มหนำสำราญเพื่อให้มันมีแรงวิ่ง!


ตอนที่ 239: วางแผนมานาน


หลินเว่ยเว่ยบอกมารดาว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นจึงต้องเข้าไปดูแลโกดังที่เขตเริ่นอันเสียหน่อย นางหวงเห็นเจียงโม่หานก็ตามไปด้วย จึงกำชับสองสามประโยคแล้วยอมปล่อยบุตรสาวคนรองออกมา


“เฮ้อ ! ข้าดูไม่น่าเชื่อถือถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ? ข้ากล้าพูดเลยนะ ถ้าคราวนี้ไม่มีบัณฑิตน้อยอย่างเจ้าตามมาด้วย ท่านแม่ไม่มีทางยอมให้ข้าออกนอกหุบเขา !” หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปาก


ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็ใช้พัดเคาะศีรษะของนาง “ปล่อยเจ้าออกนอกหุบเขาอันใดกัน เจ้าคิดว่าตนเป็นเสือหรือไร ! ถ้าอยากทำให้ท่านป้าเชื่อใจก็อย่าทำเรื่องเสี่ยงอันตรายแล้วทำให้ตนบาดเจ็บ !”


“เกิดอันใดขึ้น ? หลานสาว บาดแผลของเจ้าได้มาอย่างไรกันแน่ ?” เป็นอย่างที่คิดว่าหลิวว่ายจื่อมีนิสัยชอบนินทาเหมือนพวกหญิงสูงวัยจริงๆ


พอได้ยินว่าเพียงเพื่อเก็บเห็ดหลินจือแล้ว ทั้งสองคนก็เกือบตกสู่เหวลึก หลิวว่ายจื่อก็หันมามองนางอย่างไม่เห็นด้วย “ชีวิตหรือเงินทองสำคัญกันแน่ ? เจ้าน่ะเห็นแก่เงินจนลืมห่วงชีวิต ! แล้วจะให้พี่สะใภ้หลินวางใจในตัวเจ้าได้อย่างไร ?”


หลินเว่ยเว่ยกลอกตา…นี่ก็ผ่านมานานแล้วยังพูดเรื่องในอดีตอยู่ได้ อย่าเอาแต่เอ่ยถึงมันได้หรือไม่ ?


เมื่อถึงตัวเมือง เจียงโม่หานก็ขอลงที่ถนนเส้นหลักก่อน ส่วนหลินเว่ยเว่ยและหลิวว่ายจื่อมาที่โกดัง เพื่อตรวจผ้าที่อยู่ด้านใน…ทุกอย่างปกติดี หลินเว่ยเว่ยจึงเริ่มสบายใจขึ้นบ้าง


ชายแซ่ชิวผู้มีจิตใจคดโกง.บอกหลิวว่ายจื่ออย่างโจ่งแจ้งว่าเป็นสินค้ามีตำหนิ ทว่าราคาที่เขียนไว้ในสัญญากลับยึดตามราคาผ้าในท้องตลาดและยังต้องชดใช้ถึง10เท่า…นี่ไม่เท่ากับอยากได้เงินจากค่าเสียหายหรือไร!


สีหน้าของหลิวว่ายจื่อดูแย่ในทันตา เขากำหมัดทุบกำแพงอย่างแรง “ชั่วช้า คนแซ่ชิวสารเลวอาศัยที่ข้าไม่รู้หนังสือมาเปลี่ยนสัญญาของเรา หลอกให้ข้าทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรม!”


เดิมทีสัญญาเช่าโกดังเป็นฝั่งพวกตนร่างเอาไว้แล้ว ด้านบนเหลือช่องว่างเอาไว้เพื่อให้ผู้เช่าและเจ้าของโกดังลงนาม แค่เขียนวันที่และประทับรอยนิ้วมือก็ได้แล้ว เนื้อความในสัญญาของพวกตนเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าฝ่ายผู้เช่าต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของสินค้าเอง คาดไม่ถึงว่า…


กล่าวได้ว่าคนผู้นี้วางแผนมานานแล้ว ไม่เพียงเข้าใจในตัวหลิวว่ายจื่อ เพราะแม้แต่สัญญาของพวกเขาก็ยังรู้ดี ไม่อย่างนั้นก็คงจินตนาการได้ไม่ถึงขั้นนี้ เนื้อหาตรงกันข้ามกับสัญญาเดิมโดยสิ้นเชิง!


“รู้ว่าตนไม่รู้หนังสือจึงทำให้พบช่องโหว่ อาว่ายจื่อไม่คิดจะพูดสิ่งใดหน่อยหรือ?” หลินเว่ยเว่ยยิ้มแล้วถามหลิวว่ายจื่อ


หลิวว่ายจื่อกัดฟันกล่าว “เรียน! ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องจดจำอักษรให้ได้! ข้าไม่เชื่อจริงๆ ว่าเติบโตถึงเพียงนี้แล้วจะต้องมาจนปัญญาเพราะตัวอักษรไม่กี่ตัว!”


“อาว่ายจื่อ ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องทำได้แน่นอน! ตัวอักษรก็เหมือนกับมนุษย์ เจอทุกวัน ทุกเวลา ยังจำไม่ได้อีกหรือ? เรียนวันละ10คำ ปีหนึ่งท่านก็ได้เรียนอักษรพื้นฐานครบแล้ว! ขอแค่มีความเพียรและจิตใจแน่วแน่ ท่านจะต้องทำได้แน่นอน!” เป็นธรรมดาที่นายจ้างมักชื่นชมและสนับสนุนความก้าวหน้าของลูกจ้าง!


หลิวเอ้อร์ล่ายก็พุ่งเข้ามาเช่นกัน “พี่ว่ายจื่อ ข้าก็จะเรียนกับท่านด้วย! มีคำกล่าวว่าคนเขลาสามคนเทียบเท่าหนึ่งจูกัดเหลียง ไม่ว่าอย่างไรเราสองก็เป็นเหมือนจูกัดเหลียงครึ่งหนึ่งแล้ว!”


หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เช่นนั้นข้าจะสอนพวกท่านให้รู้จักอักษรสองสามตัวที่พบได้บ่อยในสัญญา พูดตามข้า…เช่า…ค่าเช่า…ยกเว้น…ชดใช้…ชำระ…”


“โอ้! กำลังทำอันใดอยู่หรือ? น้องหลิวเป็นถึงผู้ดูแลแล้วยังต้องเรียนอักษรเหมือนลูกน้องอีกหรือ? กู่เหนียงน้อยท่านนี้คือใคร? บุตรสาวของน้องหลิว? ถือว่าดูดีใช้ได้!” ผู้ดูแลชิวที่หายตัวไปสองสามวันเดินถือไหสุราเข้ามาสองไห


หลิวว่ายจื่ออยากเข้าไปคุยให้รู้เรื่อง แต่โดนหลินเว่ยเว่ยหยุดไว้เสียก่อน…อย่าวู่วาม จงสละเหยื่อเพื่อจับปลาตัวใหญ่!


หลิวว่ายจื่อพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา สีหน้าไม่ค่อยดี หลิวเอ้อร์ล่ายก็กลอกตาไปมา จากนั้นพูดกับผู้ดูแลชิวว่า “ผู้ดูแลชิวอย่าถือสาเลย ปกติพี่ว่ายจื่อของข้าเห็นนางเป็นบุตรสาวสุดที่รัก นี่ก็ให้โรงเรียนในหมู่บ้านสอนเขียนและอ่านหนังสือให้นางด้วย…ดังนั้นพี่ว่ายจื่อจึงให้ท้ายลูกไปหน่อย!”


หลินเว่ยเว่ยส่งสายตาชื่นชมให้หลิวเอ้อร์ล่าย…หัวไวมาก!


พอได้ยินว่าเด็กสาวคนนี้รู้หนังสือ ผู้ดูแลชิวก็ใจสั่นขึ้นมาทันที เขาคลี่ยิ้มแล้วถามหยั่งเชิงว่า “โอ้! กู่เหนียงรู้จักอักษรไม่น้อยเลย…น้องหลิวจะได้มีคนช่วยอ่านสัญญาต่างๆ…”


“เด็กน้อยคนหนึ่งจะเข้าใจสิ่งใด? เจ้านายของพวกเราพูดแล้วว่าสัญญา…คืออะไรนะ? อ้อ ใช่! เป็นความลับทางการค้า ไฉนเลยจะให้เด็กน้อยคนหนึ่งเข้ามายุ่ง? สัญญานั้นข้าเก็บไว้อย่างดี นอกจากข้าแล้ว คนอื่นก็อย่าคิดจะได้เห็น!” หลิวว่ายจื่อเผยท่าทางจงรักภักดีออกมา


ผู้ดูแลชิวพยักหน้าด้วยความพอใจ จากนั้นก็หันมามองหลินเว่ยเว่ยและพูดกับหลิวว่ายจื่อต่อ “ลูกสาวของเจ้า…”


“นางจำที่ข้าเคยซื้อดอกไม้กลับไปให้ นี่ก็เพราะกลับไปมือเปล่า นางจึงขึ้นเกวียนเทียมล่อในหมู่บ้านตามมา ได้, ได้! พ่อจะซื้อให้เจ้า นี่เป็นเงิน100อีแปะ อยากซื้อสิ่งใดก็ไปซื้อ ตอนนี้พ่อกำลังทำงานอยู่ ออกไปเป็นเพื่อนเจ้าไม่ได้!” หลิวว่ายจื่อสวมบทบาทความเป็นบิดาอย่างโอ้อวด…ถ้าเขามีลูกสาวที่เก่งอย่างนางหนูรองก็คงต้องหัวเราะจนตื่นจากฝัน!


หลินเว่ยเว่ยรับเงินอีแปะมาด้วยความดีใจและเขินอาย “ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นท่านทำงานเถิด ข้าไปก่อน!”


“ซื้อเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้าน อย่าทำให้แม่เจ้าเป็นห่วง!” หลิวว่ายจื่อส่งหลินเว่ยเว่ยออกมา จากนั้นก็หันมาพูดกับผู้ดูแลชิว “เด็กคนนี้โดนแม่ตามใจจนเสียคน!”


ผู้ดูแลชิวกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าอย่าว่าน้องสะใภ้ เจ้าเองก็ให้ท้ายนางไม่ใช่หรือ?”


“แน่นอน! มีแค่ลูกสาวคนเดียวจะไม่เอาใจได้อย่างไร! เมื่อก่อนไม่มีเงินทำเช่นนั้น! แต่ตอนนี้…งานที่ข้าดูแลอยู่เจ้านายให้เงินเดือนถึง1ตำลึงเชียวนะ! พี่ชิว อย่างไรก็ต้องขอบคุณที่ท่านเลือกโกดังของเรา! ข้ากล้ารับประกันเลยว่าโกดังของพวกเราใหญ่ที่สุดและสะอาดที่สุดในท่าเรือ! ท่านเช่าโกดังของพวกเราไม่ขาดทุนแน่นอน!” หลิวว่ายจื่อยิ้มยิงฟัน


ผู้ดูแลชิวยิ้มอย่างเย็นชาในใจ รอให้ผ่านคืนนี้ไปก่อนเถิด ดูสิว่าเจ้ายังจะยิ้มออกหรือไม่?


“แน่นอน! เรือของพวกเราอยู่ที่ท่าเรือสามวันกว่าจะพบโกดังที่เหมาะสม ไม่ต้องพูดขอบคุณข้าหรอก เป็นข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณเจ้า! ข้าได้สุราดีมา2ไห น้องหลิว น้องเอ้อร์ล่าย มาดื่มด้วยกันเถิด!” ผู้ดูแลชิวยกไหสุราขึ้นแล้วแกว่งไปมา


แต่หลิวว่ายจื่อโบกมือ “ไม่ได้ ไม่ได้! ข้ายังต้องดูแลโกดัง ท่านไม่รู้หรือว่าที่ท่าเรือแห่งนี้มีผู้ประสบภัยเร่ร่อนอยู่ข้างนอก ข้ากังวลว่าพวกเขาจะพุ่งเป้ามาที่สินค้า”


“ไม่เป็นไร! ข้าทิ้งลูกน้องสองสามคนไว้ที่นี่แล้ว น้องหลิว เจ้าระแวงเกินไปไม่เหนื่อยบ้างหรือ? ข้าจะบอกเจ้าว่าทำงานให้เจ้านายไม่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจถึงเพียงนี้หรอก ทำแค่ให้มันผ่านไปได้ก็พอแล้ว! เจ้าดูพวกที่ได้หน้าในสายตาเจ้านายสิ มีคนไหนไม่รู้จักประจบเอาใจบ้าง? ส่วนพวกทำงานจริงๆ ต้องไปยืนอยู่อีกด้าน…ไป พี่จะสอนเจ้าสักสองสามบทเรียน!”


ผู้ดูแลชิวโยนไหสุราไปที่อกของเขาแล้วลากตัวเขาออกไปทันที! หลิวเอ้อร์ล่ายก็ถูกลูกน้องของเจ้านี่ลากออกไปเช่นกัน!


กลางดึกของวันนั้น ผู้ดูแลชิวและลูกน้องพาหลิวว่ายจื่อและหลิวเอ้อร์ล่ายที่ไม่ได้สติกลับมา ลูกน้องคนนั้นถามว่า “ผู้ดูแลจะเอาเจ้าสองคนนี้ไปไว้ที่ใด?”


“ห้องแรกก็แล้วกัน…” จะหนีได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับชะตาของพวกมันแล้ว! “ประเดี๋ยวทิ้งไหสุราทั้งสองไว้ในที่เกิดเหตุด้วย!”


[1] คนเขลาสามคนเทียบเท่าหนึ่งจูกัดเหลียง (ขงเบ้ง) หมายความว่าหากร่วมแรงร่วมใจกันก็จะสามารถคิดวิธีดีๆออกเช่นเดียวกับจูกัดเหลียง


ตอนที่ 240: ประหารเก้าชั่วโคตร


ท้องฟ้าในยามราตรีเปรียบดั่งม่านดำผืนใหญ่ที่ปกคลุมไปทั่วท่าเรือเขตเริ่นอัน คืนนี้ไร้แสงจันทร์จึงมีเพียงแสงไฟจากเรือตกปลาที่ล่องอยู่ในแม่น้ำ ท่าเรือจึงเหมือนโดนย้อมไปด้วยสีดำสนิท


ผู้เคาะบอกเวลาตีบั้งซื่อสามครั้ง ดึกดื่นเที่ยงคืนเช่นนี้เป็นเวลาที่ผู้คนมักจะเข้านอน แต่คืนนี้กลับมีคนไม่ยอมนอน ชายชุดดำหลายคนปรากฏตัวขึ้นบนท่าเรือ ในมือถือไหใบหนักและเมื่อมาถึงหน้าโกดังแล้วพวกมันก็หันมาสบตากัน ทันใดนั้นไหใบหนักในมือก็ถูกโยนไปที่กำแพงโกดังพร้อมกลิ่นหอมของสุราที่ลอยคละคลุ้งในอากาศ!


“สหายทั้งหลาย กลางดึกเช่นนี้ไม่ยอมหลับยอมนอน กำลังจะเชิญพวกเราไปชมจันทร์ด้วยกันหรือ?” หลินเว่ยเว่ยปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหลังคนกลุ่มนี้ หลังสูดหายใจเข้าแล้วนางก็กล่าวต่อ “สุราเป็นสุราดี น่าเสียดายที่…บางคนใช้มันในทางที่ผิด!”


“ผู้ใด!” คนชุดดำเหล่านั้นรีบหันมามอง ทันใดนั้นก็พบกับหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานอยู่ตรงหน้า นอกจากนี้หลิวว่ายจื่อและหลิวเอ้อร์ล่ายที่ตัวอ่อนปวกเปียกเพราะฤทธิ์สุราก่อนหน้านี้ก็มายืนอยู่ด้านหลังพวกมันด้วย


“เจ้า…ไม่ใช่ลูกสาวของหลิวว่ายจื่อหรือ?” หนึ่งในชายชุดดำถามด้วยความตื่นตระหนก


“ผู้ดูแลชิว หลักกลศึกไม่หน่ายเล่ห์ หากเจ้ายังไม่เข้าใจ ไฉนเลยจะมีความสามารถเป็นผู้ดูแลได้? ถ้าไม่เอ่ยเช่นนั้น เจ้าจะปล่อยวาง แล้วลากพวกหนูที่ทั้งโสโครกและเหม็นเน่าเหล่านี้ออกมาได้อย่างไร?” หลินเว่ยเว่ยยกยิ้มมุมปาก แต่คิ้วที่โค้งมนกลับไร้ซึ่งรอยยิ้ม


ผู้ดูแลชิวคิดไม่ตกว่าทำผิดพลาดตรงไหน…แต่เรื่องนี้ไม่สำคัญ เพราะเขาเหลือบมองกำแพงที่ชุ่มไปด้วยสุราและฟืนกองใหญ่ที่อยู่นอกกำแพงแล้วตะโกนออกมาเสียงดังลั่น “ลงมือ!”


อีกฝ่ายมี4คน หนึ่งในนั้นยังเป็นเด็กสาวที่อ่อนแอ ฝ่ายตนพาลูกน้องมาถึง7คน ไม่ว่าใครก็อย่าคิดจะขวางทาง!


หนึ่งในลูกน้องรีบจุดไฟแล้วโยนไปบริเวณกำแพงโกดังที่ราดสุราไว้ก่อนหน้านั้น เปลวเพลิงลุกโชนและกระจายไปโดยรอบอย่างรวดเร็ว แต่มีฟืนบางกอง…ไฟไม่ลุกเหมือนที่ผู้ดูแลชิวคิดไว้ มันกลายเป็นควันปกคลุมไปทั่วโกดังแทน!


“แย่แล้ว ผู้ดูแล! พวกมันทำฟืนของเราเปียก…” หนึ่งในลูกน้องรีบเข้ามารายงาน


“ดับไฟ!” อึดใจต่อมาเสียงเย็นชาของใครบางคนก็ดังขึ้นพร้อมร่างคนหลายสิบคนที่พุ่งออกมาจากความมืด แต่ละคนถือพลั่วไว้ในมือ จากนั้นก็เริ่มขุดดินเพื่อดับไฟ เดิมทีกำแพงโกดังก็ถูกก่อด้วยอิฐอยู่แล้ว กอปรกับฟืนเปียก ที่แม้ในตอนแรกไฟจะลุกโหมกระหน่ำ แต่ฤทธิ์สุราก็ถูกเผาไหม้อย่างรวดเร็ว เมื่อสัมผัสกับดินที่เข้าปกคลุมจึงทำให้ไฟโดนควบคุมได้อย่างรวดเร็ว


“ใต้เท้าจ้าว ท่านก็เห็นแล้วว่าคนพวกนี้จงใจจุดไฟ วันนี้อากาศแห้งจึงง่ายต่อการเกิดประกายไฟ ไกลออกไปก็มีห้องแถวมุงหญ้าคาอยู่ ถ้าพวกเราไม่ได้เตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า ท่าเรือก็อาจโดนพวกมันทำลายไปแล้ว! มือลอบวางเพลิงที่ร้ายกาจเช่นนี้จะอ่อนข้อให้ไม่ได้เจ้าค่ะ!”


หลินเว่ยเว่ยทำมือคารวะชายชรารูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง ถูกต้อง ท่านผู้นี้ก็คือเจ้าหน้าที่ดูแลราษฎรซึ่งเจียงโม่หานเชิญมา…แม้ในเขตเริ่นอันจะไม่มีที่ทำการตั้งอยู่ แต่ก็มีหน่วยงานเจ้าหน้าที่ดูแลราษฎรซึ่งทุกคนลงมติเลือกมา โดยมีหน้าที่เดินลาดตระเวนและดูแลความปลอดภัยด้านต่างๆ เมื่อกล้าวางเพลิงในถิ่นของพวกเขาก็แปลว่าไม่เกรงกลัวอำนาจกันเลยใช่หรือไม่?


บรรพบุรุษของเจ้าหน้าที่จ้าวเป็นถึงแม่ทัพขั้น4 เป็นผู้ร่ำรวยในเขตเริ่นอันและชอบทวงความยุติธรรมให้ราษฎร มีความอาจหาญพอสมควร พอมีหน้ามีตาในเมืองอยู่บ้าง คราวก่อนที่นายอำเภอมาเยือนก็เอ่ยปากชมเขาด้วย!


แต่ใครจะรู้ นี่เพิ่งผ่านไปไม่ถึงเดือนก็มีเรื่องใหญ่เพียงนี้เกิดขึ้น! ต้องทราบก่อนว่าท่าเรือตั้งอยู่ในเขตเริ่นอัน เป็นหนึ่งในแหล่งเก็บภาษีสำคัญของอำเภอเป่าชิง เสบียงบรรเทาทุกข์ที่องค์ชายเจ็ดขนมาก็เคยถูกเก็บไว้ที่นี่ ถ้าโดนทำลายไปเช่นนี้ อย่าว่าแต่เขาจะนั่งตำแหน่งเจ้าหน้าที่ดูแลราษฎรไม่ได้เลย ด้านชีวิตน้อยๆก็อาจรักษาไว้ไม่ไหว


เจ้าหน้าที่จ้าวแทบข่มโทสะไม่อยู่ “จับตัวกบฏเหล่านี้กลับไปให้ข้า!”


ผู้ดูแลชิวได้ยินก็ตกตะลึง กบฏเช่นนั้นหรือ? หากโทษมหันต์นี้มาอยู่บนศีรษะตนจะหมายถึงโดนตัดศีรษะทั้งตระกูล ประหารเก้าชั่วโคตร! ขณะที่เขากำลังหันหลังคิดหนีก็ถูกสาวน้อยรูปร่างสูงโปร่งผู้นั้นเข้ามาขวางไว้


“ไสหัวไป!” ผู้ดูแลชิวไม่ลดความเร็วลง เขายังพุ่งเข้ามาหานาง ในสายตาของเขาคือเด็กน้อยคนหนึ่งจะมีสิ่งใดน่ากลัว แต่พอพุ่งชนแล้ว เขากลับเหมือนชนเข้ากับแผ่นเหล็ก


ผู้ดูแลชิวรู้สึกเพียงฟ้าดินกลับหัว หลังจากความเจ็บปวดแล่นมาที่แผ่นหลังแล้ว ตัวเขาก็นอนราบลงกับพื้น ขณะพยายามจะลุกขึ้นยืน ไหล่ของเขาก็โดนรองเท้าปักลายงดงามเหยียบไว้ แต่นั่นเป็นเพียงเท้าที่ไหนเล่า มันเป็นเหมือนหุบเขาสูง5ชุ่นชัดๆ ไม่ว่าตะเกียกตะกายอย่างไรก็ไม่อาจขยับตัวได้แม้แต่น้อย!


เจ้าหน้าที่จ้าวส่งลูกน้องสองคนเข้ามารับตัว หลินเว่ยเว่ยจึงถอยออกไปสองสามก้าว จากนั้นก็ฉีกยิ้มให้ผู้ดูแลชิวที่โดนเจ้าหน้าที่พาตัวออกไป


หลิวว่ายจื่อและหลิวเอ้อร์ล่ายก็ช่วยจับคนร้ายด้วย ลูกน้อง8คนที่ผู้ดูแลชิวพามาด้วยไม่มีใครรอดไปได้สักคน


“ใต้เท้าจ้าว องค์ชายเจ็ดตรัสแล้วว่าเสบียงบรรเทาทุกข์ของเขตเริ่นอันอยู่ระหว่างเดินทาง หากท่าเรือเขตเริ่นอันถูกทำลาย มันจะไม่เท่ากับทำลายหนทางอยู่รอดของราษฎรในเขตเริ่นอันหรอกหรือ แม้แต่ทั่วอำเภอเป่าชิงนี้ด้วย! เมื่อราษฎรไม่มีอาหารก็จะโดนความหิวครอบงำสติ…ถึงเวลานั้นเขตเริ่นอันก็จะเกิดความโกลาหล…แล้วพวกโจรกบฏในราชวงศ์ก่อนหรือกองทัพตงหูจะพลาดโอกาสดีเช่นนี้หรือ? ใต้เท้าจ้าว ข้าสงสัยว่าพวกเขาเป็นไส้ศึกที่กบฏส่งมาเพื่อทำให้แคว้นเราโกลาหลอีกครั้ง!” หลินเว่ยเว่ยยัดคำพูดที่สมเหตุสมผลใส่ผู้ดูแลชิว!


ทันใดนั้นใบหน้ามืดมนของเจ้าหน้าที่จ้าวก็เหมือนท้องฟ้าในค่ำคืนนี้ “นำไส้ศึกพวกนี้กลับไป พรุ่งนี้ส่งตัวให้ที่ว่าการอำเภอเป่าชิง!”


“ใต้เท้าปราดเปรื่องยิ่งนัก! อ้อใช่ หมินอ๋องซื่อจื่อน่าจะยังรักษาตัวอยู่ที่อำเภอเป่าชิง! ลูกน้องของเขามากมายต้องตกตายด้วยน้ำมือพวกกบฏ จะต้องไม่ยอมปล่อยไส้ศึกเหล่านี้ไปแน่นอน! พวกกบฏชั่วควรประหารเก้าชั่วโคตร!” หลินเว่ยเว่ยยกแขนขึ้นแล้วพูดปลุกใจ!


หลิวว่ายจื่อและหลิวเอ้อร์ล่ายก็ให้ความร่วมมือ “ใช่ ควรประหารพวกมันเก้าชั่วโคตร!”


“ปรักปรำ ใต้เท้าจ้าว นี่คือการปรักปรำ!” ผู้ดูแลชิวไม่เหลือสติอีกต่อไป เขาแค่รับคำสั่งให้มาทำงานนี้ จะกลายเป็นกบฎได้อย่างไร? ไม่ได้การ เขาจะไม่ยอมแบกรับชื่อเสียงกบฏ!


เจ้าหน้าที่จ้าวและเจียงโม่หานหันมาสบตากัน คิดว่าเติมเชื้อไฟจนได้ที่แล้วจึงทำการสอบสวนกลางดึกนั้นเลย สุดท้ายเพื่อคนแก่และเด็กในครอบครัวแล้ว จึงเป็นธรรมดาที่ผู้ดูแลชิวจะสารภาพออกมาทั้งหมด


“ตระกูลอู๋? ตระกูลอู๋อีกแล้วหรือ!” เจ้าหน้าที่จ้าวขมวดคิ้ว คราวก่อนร้านขายผ้าตระกูลอู๋หลอกลวงชาวบ้าน สร้างชื่อเสียงฉาวโฉ่มากพอแล้ว ท้ายที่สุดพอชดใช้ค่าเสียหายทางร้านก็ปิดตัวลง…คาดไม่ถึงว่าจะมีความคิดชั่วช้าอีก!


ที่แท้ผู้บงการก็คือท่านอาของอู๋ปัว คราวก่อนตระกูลอู๋ไม่ได้ถูกพ่อค้าต่างถิ่นหลอกเงินไปหลายหมื่นตำลึงหรอกหรือ? ไม่รู้เพราะเหตุใดสินค้าในโกดังของตระกูลอู๋จึงกลายเป็นสินค้ามีตำหนิเสียหมด


เรื่องที่ร้านขายผ้าตระกูลอู๋หลอกลวงชาวบ้าน ตอนแรกก็ขายให้เพียงชาวบ้านธรรมดา พอพวกชาวบ้านมาเรียกร้องก็ข่มขู่แล้วไล่ออกไป คาดไม่ถึงว่าต่อมาบิดาของอนุภรรยาผู้โปรดปรานของใต้เท้าจ้าวก็ชอบสินค้าราคาถูก เขาไม่รู้ตัวว่าซื้อผ้าที่ไม่สามารถตัดเป็นเสื้อผ้าไปตั้งหลายพับ สุดท้ายเมื่อขอคืนเงินไม่ได้ เขาจึงโมโหจนล้มป่วยลงในที่สุด


[1] บั้งซื่อ คือ บล็อกไม้ขนาดเล็กให้เสียงโทนสูง



จบตอน

Comments