ตอนที่ 241: อยากให้ข้าเป็นห่วงหรือ ?
อนุยอดรักกลับบ้านเดิมไปเยี่ยมบิดา เมื่อได้ทราบสาเหตุก็มาร้องไห้ฟูมฟายกับเจ้าหน้าที่จ้าว ก่อนหน้านี้ได้มีผู้คนจำนวนมากมาร้องเรียนเรื่องนี้ซึ่งทำให้เขาเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก คราวนี้ได้สร้างปัญหากวนใจให้แก่อนุที่เขาโปรดปรานมากที่สุดจึงออกหน้าเรียกร้องความยุติธรรมโดยสั่งตระกูลอู๋คืนเงินผู้เสียหายทั้งหมดและปิดกิจการเสีย !
สำหรับตระกูลอู๋ที่เพิ่งสูญเสียเงินไปหลายหมื่นตำลึง คงไม่มีสิ่งใดเลวร้ายไปมากกว่านี้อีกแล้ว ร้านขายขนมและผลไม้อบอู๋จี้ต้องโอนถ่ายกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่น ร้านขายผ้าก็ต้องปิดตัวลงอีก ต่อไปอาวุโสและเด็กตาดำๆ จะกินอะไรกันเล่า ?
ไม่ได้การ จู่ๆท่านอาของอู๋ปัวก็ผุดความคิดชั่วร้ายขึ้นมา เขาจ้องเขม็งไปทางโกดังเก็บสินค้าหลายสิบห้องของตระกูลหลินอยู่นานสองนาน จากการคำนวณแล้วในสิบวันตระกูลหลินมีรายได้เข้ามามากกว่าหนึ่งร้อยตำลึง หนึ่งเดือนก็มีรายได้เข้ามาประมาณสี่ร้อยถึงห้าร้อยตำลึง โอ้ นี่คือแม่ไก่ฟักไข่ทองคำชัดๆ !
หลังจากสอบถามแล้วก็พบว่าเจ้าของโกดังเป็นคนต่างถิ่น ไม่มีผู้สนับสนุน แต่บอกคนภายนอกว่าเป็นโกดังเก็บสินค้าของตระกูลหนิง นางตั้งใจจะข่มขู่ผู้ใดกันแน่ ท่านอาของอู๋ปัวสอบถามตระกูลหนิงมาแล้วได้รับคำยืนยันว่าไม่มีความสัมพันธ์ใดกับตระกูลหลิน ! ดังนั้นเขาจึงวางแผนลอบวางเพลิงในคราวนี้อย่างอุกอาจ
แผนการเป็นไปตามนี้ ไม่รู้ว่าตระกูลอู๋ลอกเลียนตัวอย่างสัญญาเช่ามาจากที่ใด ทั้งยังเข้าใจจุดอ่อนของหลิวว่ายจื่อผู้มีปัญญาน้อยนิดอีกด้วย ลอกเลียนได้แม้กระทั่งสัญญาที่เต็มไปด้วยหลุมพรางอย่างสมบูรณ์หนึ่งชุด จากนั้นก็หลอกล่อให้หลิวว่ายจื่อลงนามสัญญา บนสัญญาได้ระบุอย่างชัดเจนว่าหากสินค้าได้รับความเสียหายจะต้องชดใช้เป็นเงิน10เท่า
พวกเขาคิดว่าเจ้าของคนต่างถิ่นผู้นี้จะต้องไม่มีเงินชดใช้มากมายถึงเพียงนั้น เขาก็แค่ยื่นข้อเสนอให้ใช้หนี้ด้วยโกดังเก็บสินค้า โกดังที่มีเงินเข้าทุกวันเหล่านี้จะไม่ตกสู่เงื้อมมือตระกูลอู๋ได้อย่างไร ?
ในเมื่อเป้าหมายคือโกดังเก็บสินค้า การวางเพลิงด้านนอกคงจะดูไม่ดีแน่นอน พวกเขาจึงเข้าไปในโกดังอีกครั้งและเผาม้วนผ้าที่เก็บอยู่ภายในจนเกิดเป็นรูหลายวง เมื่อควบคุมไฟได้แล้ว วันที่สองก็ไปเรียกร้องให้ตระกูลหลินชดใช้ แผนการนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก !
คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจถึงแผนการชั่วร้าย ทั้งยังคิดแผนซ้อนแผนให้ดาบนั้นคืนสนอง ทำเหมือนจับตะพาบในไห แม้ออกแรงดิ้นให้ตายก็ดิ้นไม่พ้น พวกมันจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ สุดท้ายตระกูลอู๋จึงต้องรับสารภาพความจริงออกมา !
คดีความนี้ถูกมอบหมายให้ทางอำเภอ เมื่อนายอำเภอหวางเห็นแล้วก็ช่วยผู้มีพระคุณของหมินอ๋องซื่อจื่อทันที คดีความนี้ได้รับการพิพากษาขั้นร้ายแรง สุดท้ายก็ตัดสินให้ท่านอาของอู๋ปัวซึ่งบริหารงานมานานนับสิบปีและทั้งตระกูลอู๋ชดใช้ให้แก่เจ้าของโกดังเก็บสินค้าซึ่งก็คือหลินเว่ยเว่ยเป็นจำนวนเงิน1พันตำลึง !
ตระกูลอู๋ร่ำไห้โดยไร้หยดน้ำตา ตระกูลหลินซื้อโกดังเก็บสินค้าแห่งนั้นด้วยเงิน800ตำลึง อีกทั้งกำแพงรอบนอกก็เลอะคราบสีดำเล็กน้อย ยังให้พวกตนชดใช้ด้วยเงินตั้ง1พันตำลึง…
เงินจำนวน1พันตำลึงสำหรับตระกูลอู๋ในอดีตย่อมไม่ถือว่ามากมาย ทว่าตอนนี้รากฐานของตระกูลอู๋แทบจะกลวงเป็นโพรง อีกทั้งร้านค้าทั้งสองแห่งที่สร้างเงินได้มากสุดก็ต้องปิดตัวลงและโอนถ่ายกรรมสิทธิ์ ผู้เฒ่าและเด็กน้อยตาดำๆในตระกูลต้องอาศัยที่นาหลายสิบหมู่ประทังชีวิต…ตอนนี้ยังต้องมาประสบภัยแล้งอันร้ายแรงอีก พืชผลไม่ผลิดอกออกผลเลย !
สุดท้ายเงินจำนวน1พันตำลึงนี้จึงต้องนำเงินสินเดิมของเหล่าสตรีตระกูลอู๋มาชดใช้ !
ด้วยความที่เกือบสร้างปัญหาใหญ่หลวงให้แก่เจ้าของตัวจริงอย่างนางหนูรอง หลิวว่ายจื่อจึงรู้สึกผิดไม่น้อย แม้แต่ส่วนแบ่งที่ได้มาคราวนี้ก็ยังไม่ต้องการ ถึงกระนั้นหลินเว่ยเว่ยก็อยากให้เขาเก็บไว้
“ในโลกของการค้าขายก็เป็นเช่นนี้ ต่างฝ่ายต่างเจ้าเล่ห์เพทุบาย หลังจากนี้ก็ควรมีสติให้มากหน่อย ! อาว่ายจื่อ ชีวิตคนเราก็เป็นเช่นนี้ ชายชราสูญเสียม้าแต่ได้รับโชคอันยิ่งใหญ่ ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ ไม่ว่าอย่างไรคราวนี้เราก็ยังถือว่าโชคดี ประสบพบเจอกับเรื่องเลวร้ายแต่ไม่ถึงแก่ชีวิตและใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างปกติสุข แม้ตอนนี้จะยังราบรื่นแต่ในวันข้างหน้าอาจตกอับโดยไม่รู้ตัวก็ได้”
เมื่อเรื่องนี้ผ่านพ้นไป หลิวว่ายจื่อยิ่งมุมานะเพื่อช่วงชิงชัยชนะ เขามักจะพกกระดาษขนาดเล็กที่หลินเว่ยเว่ยเขียนให้ทุกวันติดตัวไป ระหว่างเดินทางก็ครุ่นคิด กินข้าวก็นึกถึง แม้แต่จะนอนก็ยังเฝ้าฝันแต่คำที่อยู่บนกระดาษนั้น หลิวว่ายจื่อไม่ใช่คนโง่ แถมยังฉลาดหลักแหลมมาก แม้ว่าในอดีตเขาจะฉลาดแต่เรื่องไร้ประโยชน์ แต่ตอนนี้ก็ใช้ประโยชน์จากความฉลาดมาจดจำคำที่มักใช้เขียนสัญญา เขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จดจำได้เกือบขึ้นใจแล้ว
ผิดเป็นครูและต่อไปถ้าต้องลงนามสัญญาอีก เขาต้องอ่านสัญญาเหล่านั้นให้ละเอียดหลายรอบ รูปแบบสัญญาของตนจะจดจำไว้ขึ้นใจ ไม่มีทางยอมให้ผู้อื่นมาหลอกลวงโดยง่ายอีกเด็ดขาด !
หลังจากเรื่องนี้ผ่านไป หลินเว่ยเว่ยก็นำเงินชดใช้นั้นซ่อนไว้ก่อนจะขึ้นเกวียนเทียมล่อกลับหมู่บ้านพร้อมบัณฑิตหนุ่มอย่างเบิกบานใจ เจียงโม่หานเริ่มเอ่ยถึงเรื่องราวในอดีต “ตอนเจ้ามาที่นี่ เจ้าสัญญาไว้ว่าอย่างไร ?”
“อะไรเล่า ? ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดเสียหน่อย ?” หลินเว่ยเว่ยคิดทบทวนอย่างจริงจังครู่หนึ่ง หลายวันมานี้นางอยู่กับบัณฑิตหนุ่ม ไม่ได้ทำเรื่องที่นอกเหนือจากข้อตกลงเลย !
“คืนนั้นผู้ดูแลชิวได้บุกมา….” เจียงโม่หานเอ่ยถึงชื่อคนผู้นั้น
หลินเว่ยเว่ยจึงรีบพูดทันทีว่า “เจ้ายังกล้าเอ่ยถึงเขาอีก ! คนปัญญาอ่อนผู้นั้น แค่กระดิกนิ้ว ข้าก็สามารถควบคุมได้แล้ว ไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายหรอก หากกลับถึงบ้านไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามเอ่ยชื่อเขาให้ท่านแม่ข้าได้ยินเด็ดขาด นางต้องเป็นห่วงแน่”
“ไม่อยากให้ท่านป้าเป็นห่วง แต่อยากให้ข้าเป็นห่วงหรือ ?” เจียงโม่หานชำเลืองตามองครู่หนึ่ง
“ไม่ใช่!” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยอย่างมุ่งมั่น “เขาก็เป็นได้แค่เห็บตัวน้อยเท่านั้น โดนกัดแต่ไม่ถึงตาย ข้าไม่ใช่คนโง่ที่พาตนเองไปตายหรอก ข้ายับยั้งชั่งใจได้ เอาล่ะ หยุดโมโหได้แล้ว กลับไปข้าจะทำอาหารอร่อยให้เจ้ากิน!”
เจียงโม่หานส่งเสียง หึ “ยั่วโมโหข้า แล้วบอกจะทำอาหารอร่อยให้กิน เจ้าเห็นข้าเป็นสิ่งใด นักกินเช่นนั้นหรือ?”
“นักกินก็ดีจะตายไป! ได้กินก็มีความสุขแล้ว! ข้าซื้อซี่โครงมาด้วย เจ้าอยากกินซี่โครงตุ๋นน้ำแดง ซี่โครงผัดเปรี้ยวหวานหรือซี่โครงชุบแป้งข้าวเจ้า?…” เกวียนเทียมล่อเคลื่อนที่ไปตามทาง เสียงของหลินเว่ยเว่ยค่อยๆกลืนหายเป็นหนึ่งเดียวกับสายลม…
ฤดูใบไม้ร่วงปรากฏสีเหลืองทองอร่ามพัดพาสายลมเย็นชุ่มช่ำปกคลุมทั่วทุกหนแห่ง ผืนป่าที่เคยเขียวขจีบัดนี้ถูกย้อมจนมีสีสันโดดเด่นตัดสลับไปมาในช่วงเดือนเก้า ผู้คนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวต่างทำงานกันอย่างขะมักเขม้น หลินจื่อเหยียนถูกหลินเว่ยเว่ยส่งมาเก็บของป่าบนภูเขา ทำงานจนตัวเป็นเกลียวถึงพลบค่ำทุกวัน ภายในระยะเวลาไม่กี่วันเขาสามารถเก็บรวบรวมเมล็ดสนได้มากกว่า2พันชั่ง เมล็ดต้นเจินและถั่วสมองอีก3พันกว่าชั่ง นอกจากนี้ก็ยังเก็บเห็ดป่า เห็ดหูหนูดำและเห็ดหูหนูขาวได้มากกว่า200ชั่งอีกด้วย
โชคดีเมล็ดสนปากอ้าที่ลู่เหวินจวินกำหนดไว้ได้ถูกขนส่งไปยังเมืองหลวงแล้ว ทำให้โรงงานแปรรูปเมล็ดสนมีที่ว่างสำหรับเก็บพืชผลที่เพิ่งเก็บเกี่ยวจากภูเขา
รอให้แขนของหลินเว่ยเว่ยดีขึ้นกว่านี้ ข้าวโพดในนาของตระกูลหลินก็คงจะสุกงอม ตั้งแต่เหตุการณ์น้ำค้างแข็งในครานั้นตระกูลหลินก็ระวังมาก เวลานี้จึงเตรียมอุ่นเครื่องให้ผืนนา โชคดีที่สวรรค์ยังเมตตา แม้ว่าอุณภูมิจะลดลงเรื่อยๆ แต่อุณภูมิที่ลดลงโดยไม่ได้ตั้งตัวนั้นไม่เคยเกิดขึ้นอีก
เมื่อล่วงเลยมาถึงปลายฤดูใบไม้ร่วง อุณหภูมินอกบ้านในยามราตรีต่ำสุดแค่6-7องศาเซลเซียสเท่านั้น ผลผลิตข้าวโพดตระกูลหลินไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด มันจึงค่อยๆสุก.งอมขึ้นทุกวัน
ทั่วทั้งหมู่บ้านฉือหลี่โกวล้วนจับจ้องข้าวโพดของตระกูลหลิน ! อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ‘จับจ้อง’ ในที่นี่ไม่ใช่คำศัพท์ในแง่ลบ เพราะทุกคนล้วนให้ความสำคัญนั่นเอง !
ในด้านอื่น บุตรสาวคนรองตระกูลหลินก็ล้วนมีความสามารถทั้งสิ้น ทำไร่ทำนาก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้ผู้ใด ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวของครอบครัวอื่นถูกเก็บเกี่ยวได้ไม่เกิน100ชั่งต่อหมู่ แต่ผืนนาที่นางเฝ้าทะนุถนอมสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ400ชั่งต่อหมู่ เมื่อเมล็ดพันธุ์ดีผลผลิตที่ได้ก็สูงตามไปด้วย
คนอื่นไม่ยอมปลูกข้าวโพด ทว่าภายใต้การดูแลอย่างพิถีพิถันของนางส่งผลให้ลำต้นข้าวโพดมีความหนา ฝักอวบ เมล็ดมีขนาดใหญ่สีเหลืองทอง หมู่บ้านฉือหลี่โกวในอดีตก็เคยปลูกข้าวโพดเช่นกัน แต่สิ่งที่ได้คือข้าวโพดแต่ละต้นมีฝักงอกงามออกมาแค่หนึ่งฝัก ซึ่งในฝักนั้นมีเมล็ดที่ค่อนข้างเล็กจนน่าสงสารและมีน้อยมากจนนั่งนับได้
ข้าวโพดของตระกูลหลินที่ทุกคนเห็นมีฝักเหยียดยาวยิ่งกว่าฝ่ามือของชายวัยกลางคน เมล็ดข้าวโพดเรียงตัวสวย มีความอวบอิ่ม เห็นแล้วน่าชื่นใจยิ่งนัก อีกทั้งบนลำต้นก็มีฝักข้าวโพดงอกงามออกมาสองถึงสามฝัก มากสุดก็ห้าฝักและค่อยๆสร้างผลผลิตที่เพิ่มพูนยิ่งขึ้น
ตอนที่ 242: พรุ่งนี้เป็นวันดี
ครั้งที่แล้วพวกชาวบ้านจับจองเมล็ดข้าวช้าเกินไป ครั้งนี้จึงเร่งมือกันอย่างเต็มที่ ถ้าได้ผลผลิตข้าวโพดมากขึ้นจริงก็อาจจะไปจองเมล็ดข้าวโพดจากตระกูลหลิน
เนื่องจากไม่รู้ว่าปีหน้าจะประสบภัยแล้งหรือน้ำท่วม แต่นายอำเภอหวางเคยเผยอย่างคลุมเครือไว้ว่าภาษีในปีหน้าอาจได้รับการยกเว้น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่สามารถดันทุรังปลูกข้าวสาลีได้ ข้าวโพดสามารถทนแล้งต้านหนาวได้มากกว่า รสชาติของธัญพืชหยาบเหล่านี้ก็ไม่เลว หากสามารถเพิ่มผลผลิตได้ปีหน้าก็อาจจะไม่ต้องทนหิวกันอีก
ในขณะที่ตระกูลหลินเตรียมตัวจะลงไปเก็บข้าวโพดก็พบว่าบนที่ดินของตนเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก
“ผู้ใหญ่บ้าน ทุกคนกำลัง…..” หลินเว่ยเว่ยวางตะกร้าลงข้างเท้า แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
ผู้ใหญ่บ้านคลี่ยิ้มและกล่าวว่า “แขนของเจ้าบาดเจ็บอยู่ คงไม่สะดวกในการทำงาน ทุกคนซาบซึ้งที่เจ้ามักช่วยเหลือหมู่บ้านตั้งมากมาย จึงอาสามาช่วยเก็บข้าวโพดอย่างไรเล่า!”
หลิวต้าซวนพยักหน้า “ใช่! เจ้าไปนั่งพักเถิด! ตรงนี้พวกเราจัดการเอง!” กล่าวจบเขาก็แทรกตัวเข้าไปในไร่ข้าวโพด จากนั้นก็ทำการเก็บฝักข้าวโพดออกจากต้น เสียงดัง สวบ สวบ สวบ เป็นระลอก
เมื่อคนอื่นเห็นภาพนั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้า ทั้งหมดพากันแทรกตัวเข้าไปในไร่ข้าวโพดขนาดหนึ่งหมู่ครึ่ง เหล่าชาวบ้านวัยชราและวัยหนุ่มสาวประมาณ30-40คนร่วมแรงกัน ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็เก็บฝักข้าวโพดได้ทั้งหมด แม้แต่ต้นข้าวโพดก็ยังตัดไม่มีเหลือ จากนั้นก็แบกกลับหมู่บ้านเพื่อทำเป็นเชื้อเพลิงสำหรับก่อไฟ
หลินเว่ยเว่ยตกตะลึง แทบทุกครัวเรือนเกณฑ์คนมาช่วยกัน ครอบครัวของนางมีความสัมพันธ์อันดีกับคนเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อใด ?
“นี่…นี่ข้าไม่รู้ว่าจะขอบคุณพวกท่านอย่างไรดี !” นางหวงรู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อย อดีตทุกคนพากันหลีกเลี่ยงไม่สนทนาด้วย แต่ตอนนี้ได้รับการต้อนรับและพากันวิ่งตามเสมอ แค่ระยะเวลาไม่ถึงครึ่งปี ทุกคนก็เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อตระกูลหลินไปโดยสิ้นเชิง
ผู้ใหญ่บ้านยิ้มปลอบใจนาง “ทุกคนเต็มใจและยินดี ! ก่อนหน้านั้นข้าไปรับอาหารบรรเทาทุกข์มาจากอำเภอเป่าชิง หลังได้ออกไปเปิดหูเปิดตาก็เพิ่งได้รู้ว่าหมู่บ้านอื่นใช้ชีวิตกันอย่างไร ! หากไม่ใช่เพราะนางหนูรองยอมเสี่ยงอันตรายพาทุกคนขึ้นเขา หมู่บ้านฉือหลี่โกวก็คงไม่เจริญขึ้นมาเช่นนี้…คนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวแยกแยะได้ว่าสิ่งใดดีสิ่งใดไม่ดี ความรู้สึกนี้เราทุกคนล้วนจดจำมันไว้ในส่วนลึกของหัวใจ ! เจ้าให้พวกเขาทำไปเถิด พวกเขาทำแล้วมีความสุข ทำแล้วสบายใจก็ให้ทำไป !”
หลังเก็บข้าวโพดและกลับถึงบ้าน ตกเย็นก็ยังมีเหล่าสะใภ้กลุ่มหนึ่งพากันมาช่วยนำฝักข้าวโพดไปแขวนใต้ชายคาเพื่อตากให้แห้ง ก่อนที่พวกนางจะกลับก็ยังทิ้งท้ายว่า “รอตากจนแห้งแล้ว เราจะมาช่วยแกะเมล็ดข้าวโพด !”
ทุกคนในครอบครัวล้วนนั่งนิ่งแทบไม่ได้กระดิกนิ้ว ข้าวโพดก็ช่วยเก็บ ทั้งยังมาช่วยตากให้อีก คนในตระกูลหลินรู้สึกว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่ความจริง หลินเว่ยเว่ยจึงได้แต่พึมพำกับตนเอง “พวกเขาทำเช่นนี้จนข้านึกถึงประโยคที่ว่า ‘ไม่มีสิ่งใดลงทุนโดยไม่หวังผล ประจบประแจงเพื่อหวังประโยชน์ทั้งนั้น’!”
เจียงโม่หานมองเห็นจุดประสงค์ของเรื่องนี้ “พวกเขามีแผนจะทำบางอย่างกับเมล็ดข้าวโพด !”
“อ้อ…หากเป็นเช่นนั้นข้าก็วางใจ !” ทุกคนในหมู่บ้านมีความกระตือรือร้นมากเกินไปจึงทำให้นางรับไม่ทันและรู้สึกกระวนกระวายใจ แต่เมื่อรู้จุดประสงค์ของพวกเขาจึงไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีก
ไม่กี่วันผ่านไป เหล่าหญิงสาว สะใภ้และหญิงชราก็พากันมารวมตัว ณ ลานตากข้าวของหมู่บ้าน เพื่อช่วยตระกูลหลินแกะเมล็ดข้าวโพด ตอนที่ทุกคนในหมู่บ้านพากันไปเก็บผลผลิตบนภูเขาก็พร้อมเพรียงกันเช่นนี้
ข้าวโพดบนที่ดินหนึ่งหมู่ครึ่ง ลำพังแค่ตระกูลหลินจะแกะเสร็จภายในสองสามวันได้อย่างไร หากมีทุกคนมาช่วยกันอย่างกระตือรือร้น ไม่ถึงหนึ่งวันก็แกะเมล็ดข้าวโพดได้ทั้งหมด
ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านตะโกนอย่างมีความสุขว่า “เร็ว เร็ว ! ตงเฉียง ให้พ่อเจ้าไปนำตาชั่งมาสิ เราจะมาชั่งกันว่าทุกคนเก็บข้าวโพดได้กี่ชั่ง !”
ทันทีที่นางส่งเสียงโหวกเหวกขึ้นมาก็แทบดึงดูดความสนใจของทุกคนได้ ตอนนี้ผลผลิตบนภูเขาก็ล้วนถูกเก็บจนหมดแล้ว หากเข้าไปในป่าลึกกว่านี้คงไม่ได้กลับออกมาในหนึ่งวันแน่ สัตว์ป่าบนภูเขาเกลื่อนกลาดมากมาย คงไม่มีผู้ใดกล้าไปค้างคืนบนภูเขายามราตรี พวกเขาจึงทำได้แต่มองและถอยออกมา
คนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวล้วนอยากรู้ว่าผลผลิตข้าวโพดนี้มีจำนวนเท่าใด ตอนที่รอให้คนนำตาชั่งมานั้น พื้นที่ตากข้าวโพดก็ล้อมไปด้วยฝูงชนจำนวนมาก
“เก่งมาก ทุกคนเก็บข้าวโพดได้มากกว่าสิบกระสอบเลยทีเดียว !”
“หนึ่งกระสอบก็น่าจะประมาณ70-80ชั่ง คำนวณแล้ว…ก็ถือว่าเยอะมากทีเดียว หมายความว่าที่นาหนึ่งหมู่ครึ่งของนางหนูรองสามารถเก็บเกี่ยวข้าวโพดได้ถึง1พันชั่ง ! ”
“ว่า... ว่าอย่างไรนะ? เจ้าคำนวณผิดหรือไม่ ? หนึ่งพันชั่งเชียวหรือ ? ที่ดินหนึ่งหมู่ครึ่งนั้นน่าจะเก็บเกี่ยวได้แค่600-700ชั่ง ไม่เกินนี้สิ….”
“เป็นไปได้อย่างไร ! ตอนข้ายังเด็ก ท่านพ่อพาข้าไปปลูกข้าวโพด ที่ดินขนาดหนึ่งหมู่เก็บเกี่ยวได้….ไม่ถึง200ชั่งด้วยซ้ำ ไม่ต่างจากข้าวสาลีเท่าไรนัก !”
“จะโวยวายให้ได้สิ่งใด ? จริงหรือไม่จริงประเดี๋ยวชั่งก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยคิดอยากจะพูดว่า ‘อะไรกันนักหนา ธัญพืชก็ของครอบครัวข้าไม่ใช่หรือ ? ทำราวกับเก็บเกี่ยวธัญพืชของหมู่บ้านอย่างไรอย่างนั้น แต่ละคนพากันกระตือรือร้น ปลาบปลื้มปีติยินดีเสียยิ่งกว่าอะไร’
“1พัน60ชั่ง !” ผู้ใหญ่บ้านลูบเคราด้วยความตื่นเต้น “ที่ดินขนาดหนึ่งหมู่ครึ่ง ผลผลิตที่ได้คือ1พัน60ชั่ง ! ไหน ใครลองคิดสิว่าที่ดินหนึ่งหมู่ได้ผลผลิตเท่าไหร่ ?”
“เจ็ดร้อยนิดๆ…” หลินเว่ยเว่ยโพล่งออกมา !
“ว่าอย่างไรนะ ! 700ชั่ง ! ผลผลิตจากที่ดินขนาดหนึ่งหมู่มีจำนวนเกินกว่า700ชั่ง ! !”
“นางหนูรอง เจ้าไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากที่ใด? เหตุใดจึงมีผลผลิตสูงเช่นนี้ ?”
…ก็ซื้อมาจากร้านขายธัญพืชในเขตเริ่นอันอย่างไรเล่า
“นางหนูรอง แล้วเจ้าปลูกมันอย่างไร ?”
…ก็ปลูกตามวิธีปกติ จริงสิ ดูเหมือนว่าคนที่นี่จะเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการปลูกข้าวโพด !
“นางหนูรอง เจ้าเป็นบุตรสาวของเทพเจ้าแห่งขุนเขาหรืออย่างไร ? เป็นพรที่เทพเจ้าแห่งขุนเขาประทานให้แก่เจ้าใช่หรือไม่ ?”
…ตาเฒ่า เจ้างมงายเกินไปแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยอยากจะร้องก็ร้องไม่ออก จะยิ้มก็ยิ้มไม่ไหว
“นางหนูรอง สอนเราปลูกข้าวโพดด้วยสิ ! ขายเมล็ดเหล่านี้ให้เราได้หรือไม่ ?” ในที่สุดก็มีคนพูดเข้าประเด็น !
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “ได้แน่นอน ! ข้าวโพดเหล่านี้ปลูกได้สูงสุด100หมู่ พวกท่านต้องจัดสรรปันส่วนกันให้ดี !”
“ว่าอย่างไรนะ ? ปลูกได้ถึง100หมู่เชียวหรือ ? ที่ดินขนาดหนึ่งหมู่ปลูกได้เท่าไหร่ ?” มีบางคนเริ่มนับนิ้วกันแล้ว
หลินเว่ยเว่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “ที่ดินขนาดหนึ่งหมู่จะปลูกมากเกินไปไม่ได้ แค่7-8ชั่งก็พอแล้ว ! หากปลูกให้มันถี่เกินไปลมจะผ่านไม่ได้ อาจทำให้มันไม่แข็งแรง พวกแมลงยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ดังนั้นพวกมันไม่มีทางผลิดอกออกผลเป็นฝักสวยแน่นอน การปลูกข้าวโพดหรือการปลูกข้าวสาลี ไม่ใช่สักแต่จะปลูกให้มีจำนวนมากแล้วจะทำให้เก็บผลผลิตได้มากขึ้นหรอก !”
“เอาล่ะ ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว ! ขนย้ายเมล็ดข้าวโพดไปเก็บในห้องเก็บของตระกูลหลินกันเถิด !” ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยขึ้น เขาอยากเรียนรู้การปลูกข้าวโพดและการปลูกข้าว แต่ไม่ได้รีบร้อนมากนัก นางหนูรองก็ไม่ได้จะแต่งงานออกเรือนไปไกลในปีหน้าเสียหน่อย…
“จริงสิ พรุ่งนี้เป็นวันที่นางหนูรองและบัณฑิตเจียงหมั้นหมายกันไม่ใช่หรือ อย่างไรก็ต้องมาช่วย” ผู้ใหญ่บ้านนึกขึ้นได้จึงอวยพรให้ทั้งสอง
เจียงโม่หานมองไปทางหลินเว่ยเว่ยด้วยแววตาอ่อนโยน จากนั้นก็คลี่ยิ้มพลางเอ่ยกับผู้ใหญ่บ้านว่า “เราสองครอบครัวไม่ได้มีญาติที่นี่ พรุ่งนี้เรียนเชิญผู้ใหญ่บ้านมาเป็นสักขีพยานร่วมดื่มฉลองด้วยกัน”
ผู้ใหญ่บ้านจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงปีติยินดี “แน่นอน แน่นอนอยู่แล้ว!”
คนอื่นมองตากันปริบๆ หวังให้ครอบครัวของตนถูกเชื้อเชิญเช่นเดียวกัน บัณฑิตเจียงไม่ค่อยไปมาหาสู่กับใครในหมู่บ้าน แต่พวกตนก็มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหลิน มองจากตอนนี้ก็คงไม่น้อยด้วย ! ตอนนี้ตระกูลหลินไม่ได้เป็นครอบครัวที่แสนธรรมดาสำหรับคนในหมู่บ้านอีกแล้ว หากได้รับการเชื้อเชิญก็ถือว่าเป็นเกียรติมากทีเดียว
ตอนที่ 243: งดงามยิ่งกว่าบุปผา
“พี่สะใภ้กุ้ยฮวา ท่านกับนางหวงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ท่านยังช่วยดูแลโรงงานแปรรูปให้พวกนางด้วย ท่านไม่โดนรับเชิญหรือ ?” สะใภ้คนหนึ่งเอ่ยถามป้ากุ้ยฮวาที่อยู่ข้างกาย
“ไม่ !” ป้ากุ้ยฮวาส่ายหน้า นางพึมพำอยู่ในใจว่าหากตระกูลหลินไม่เชิญตนไปช่วยแล้ว นางต้องไปหรือ ?
สะใภ้ผู้นั้นจึงถามแม่ซัวถัวอีกคน “นางไม่ได้เชิญเจ้าด้วยหรือ ?”
แม่ซัวถัวตอบ “แล้วเจ้าจะสนใจอันใดมากมาย ไม่ใช่การหมั้นหมายของลูกสาวเจ้าเสียหน่อย เหตุใดต้องเป็นเดือดเป็นร้อนด้วย !”
สะใภ้ผู้นั้นแสยะยิ้มมุมปากพลางกล่าวว่า “ขนาดคุยโวว่าตนเป็นคนที่ตระกูลหลินต้องเกรงใจ แต่พวกนางไม่เคยสนใจอันใดเจ้าเลย นางหนูรองหมั้นหมายเป็นเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้แต่ไม่เชิญพวกเจ้าสักคน สงสัยจะต้องรีบเข้าไปประจบประแจงทั้งวันแล้วกระมัง…”
สามีรีบเข้ามาดึงแขนของนางไว้พร้อมถลึงตาใส่อย่างเกรี้ยวกราด พวกหญิงอัปลักษณ์ สามวันไม่โดนตีบ้าง ต่อไปคงได้ขึ้นไปรื้อหลังคา! หากคนในตระกูลหลินมาได้ยินเรื่องยั่วยุเหล่านี้เข้า สักวันจะได้โดนดี มารดาเจ้าอ้วนซานได้รับบทเรียนจนกระอักเลือด จำไม่ได้แล้วหรือ !
ก่อเรื่องให้นางหนูรองถึงเพียงนี้ ต่อไปก็คงไม่มีโอกาสของเจ้าอีก ผลไม้ในป่าก็ไม่ใช่หน้าที่เจ้า เห็ดก็ไม่ต้องถึงมือเจ้า เป็นคนงานก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องของเจ้า คิดว่าจะเรียกร้องสิ่งใดได้อีก ? ปากมีแต่นำพาเรื่องทุกข์ยากมาสู่ครอบครัว ! สะใภ้ผู้นั้นโดนสามีลากออกไปพร้อมสีหน้าเศร้าหมอง
ตกดึก ประตูบ้านซัวถัวก็ถูกเคาะเรียกเพราะหลินจื่อเหยียนได้นำเทียบเชิญสีแดงไปแจกจ่ายนั่นเอง “พรุ่งนี้เป็นวันหมั้นหมายของพี่รองและบัณฑิตเจียง เรียนเชิญทุกท่านมาร่วมเฉลิมฉลองและแสดงความยินดี”
แม่ซัวถัวยกมือขึ้นเช็ดเสื้อเล็กน้อย จากนั้นก็รับเทียบเชิญมา นางมองพิจารณาด้วยความแปลกใจพลางกล่าวว่า “แน่นอน ข้าต้องไปแน่นอน…นี่คือ…”
“บัณฑิตเจียงกล่าวไว้ว่าใครจะรับความไม่เป็นธรรมก็ได้ แต่พี่สาวของข้าจะได้รับความอยุติธรรมไม่ได้เด็ดขาด การแต่งงานเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต จะต้องมีสามหนังสือนัดหมาย หกพิธีการสู่ขอ เทียบเชิญนี้เป็นข้อเสนอของบัณฑิตเจียง ถือเป็นการแสดงถึงความเคารพและการให้ความสำคัญต่อแขกทุกท่าน !” หลินจื่อเหยียนโค้งตัวไปทางแม่ซัวถัวอย่างนอบน้อม “ข้ายังต้องไปส่งเทียบเชิญตระกูลอื่น ขอตัวลา !”
แม่ซัวถัวถือเทียบเชิญเข้ามาในบ้าน ทุกคนพากันล้อมเข้ามาราวกับต้องการชื่นชมในสิ่งที่พบเห็นได้ยากยิ่ง พ่อซัวถัวลูบไปบนตราประทับสีทองบนเทียบเชิญ ก่อนจะทำเสียงจุ๊ปากพลางกล่าวว่า “เทียบเชิญฉบับนี้แตกต่างจากปกติโดยสิ้นเชิง แค่เทียบเชิญก็ราคาหลายสิบอีแปะแล้วกระมัง…”
แม่ซัวถัวแย่งคืนมา “มือหยาบกร้านของเจ้า ประเดี๋ยวก็ลูบจนเสียของหมด! นี่เป็นเทียบเชิญที่บัณฑิตเจียงตั้งใจวาดมันขึ้นมากับมือ เจ้าดูสิ ดูดอกไม้บนนี้สิ บานสะพรั่งดูมีชีวิตชีวา สีสันก็ดูชื่นมื่นมากทีเดียว!”
ซัวถัวเดินขากะเผลกเข้ามา “ข้าคิดว่าบัณฑิตเจียงเย็นชากับเสี่ยวเว่ยมาโดยตลอด สู้ความรู้สึกที่เสี่ยวเว่ยมีต่อเขาไม่ได้ ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้วไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นได้เลย”
น้องชายของเขามองไปบนเทียบเชิญสีแดงพลางเอ่ยถาม “พรุ่งนี้เราไปดื่มฉลองกันดีกว่า ว่าแต่จะให้สิ่งใดเป็นของขวัญดี? คงไปมือเปล่าไม่ได้หรอกกระมัง?”
ทันทีที่แม่ซัวถัวได้ยินก็เป็นกังวล “ไอหยา! ดูเหมือนครอบครัวเราไม่มีสิ่งใดเป็นหน้าเป็นตาให้ได้เลย ครั้งก่อนไปดื่มฉลองที่ตระกูลอื่น มากสุดก็แค่ไข่ไก่สองสามฟองไม่ก็ธัญพืชสองสามชั่ง…หากให้สิ่งนี้เป็นของขวัญอีกจะไม่โดนผู้อื่นหัวเราะเยาะตายเลยหรือ จริงสิ เรามีกำไลเงินอันใหม่ใช่ไหม? ใช้สิ่งนั้นเป็นของขวัญก็แล้วกัน!”
“ได้อย่างไรกัน? สิ่งนั้นเป็นของที่ท่านพ่อตั้งใจซื้อให้ท่านแม่นะเจ้าคะ!” เสี่ยวเหลียนน้องสาวของซัวถัวมุ่ยปากอย่างไม่พอใจ
แม่ซัวถัวนำกำไลเงินวงนั้นออกมา จากนั้นก็ใช้ผ้าสีแดงผืนหนึ่งห่อไว้อย่างดี “ไอหยา! แม่ก็อายุปูนนี้แล้วจะแต่งตัวไปเพื่ออะไร? ตอนที่พ่อเจ้าซื้อมา แม่ก็บอกแล้วว่าเปลืองเงิน!”
พ่อซัวถัวยิ้มอย่างจริงใจแล้วกล่าวว่า “เอาเถิด พรุ่งนี้เรานำของสิ่งนี้เป็นของขวัญไปก่อนแล้วกัน จากนั้นข้าค่อยซื้อให้เจ้าใหม่! เมื่อครั้งแต่งงานกัน ครอบครัวเราไม่ได้มีเงินมากมายนัก แต่ตอนนี้ครอบครัวสบายมากขึ้น กำไล ปิ่นปักผม ต่างหู ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องชดเชยให้เจ้า!”
แม่ซัวถัวเลิกคิ้วสูงพร้อมคลี่ยิ้ม แต่ปากบ่นอย่างไม่พอใจว่า “ใครเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดของครอบครัวกันแน่?”
“เจ้า! แน่นอนว่าเจ้าเป็นผู้ชี้ขาด!” พ่อซัวถัวตอบโดยไม่ลังเล ทำให้เด็กๆพากับหัวเราะขบขัน
“เช่นนั้นก็ดี ! ฟังข้า ไม่ต้องเปลืองเงินไปซื้อของเหล่านั้นหรอก เก็บเงินไว้เป็นค่าสินสอดสู่ขอสะใภ้ให้ลูกๆเถิด ! เสี่ยวเหลียน เจ้าเองก็ไม่ใช่เด็กแล้ว คนเราต้องรู้จักประมาณตน อย่าไปพร่ำเพ้อนึกถึงดวงจันทร์ที่ลอยเด่นฟ้าแต่จับต้องไม่ได้ ! พรุ่งนี้บัณฑิตเจียงต้องเข้าพิธีหมั้น เจ้าก็ควรตัดใจได้แล้ว !” แม่ซัวถัวมองไปทางบุตรสาวพลางพูดเกลี้ยกล่อมด้วยความขมขื่นใจ
เสี่ยวเหลียนร้อนใจทันที “ท่านแม่ ! ท่านพูดอันใดเจ้าคะ ? เหตุใดจึงใส่ร้ายบุตรสาวของตนเช่นนี้ ? ข้าไม่ได้มีใจให้บัณฑิตเจียงเสียหน่อย ก็แค่รู้สึกว่าเขา…งดงาม งดงามยิ่งกว่าบุปผาที่บานสะพรั่ง ! มองแล้วเพลินใจก็แค่นั้น !”
“หากเจ้าคิดเช่นนี้ แม่ก็วางใจ ! เจ้าอย่าเลียนแบบพวกสาวๆในหมู่บ้านที่เที่ยวไปอวดรู้ต่อหน้านางหนูรอง บัณฑิตเจียงไม่ได้ตาบอด นางหนูรองมีหน้าตาที่งดงามแถมยังซื่อสัตย์และมีจิตใจเมตตา ทั้งหมู่บ้านไม่มีผู้ใดเหมือนนางอีกแล้ว ไม่เลือกนาง แล้วจะให้เลือกหญิงสาวที่วันทั้งวันไม่ทำสิ่งใดนอกจากสุมหัวนินทาเหล่านั้นหรือ ?”
แม่ซัวถัวยังรู้สึกเสียใจอยู่ไม่น้อย หากนางไม่ลังเลตั้งแต่แรกเริ่ม แล้วให้บุตรชายไปทำการสู่ขออีกฝ่าย บางทีผู้ที่ได้แต่งงานกับบุตรสาวคนรองตระกูลหลินอาจจะเป็นซัวถัว ! สุดท้ายทั้งสองตระกูลจึงยิ่งมีระยะห่างออกไปเรื่อยๆ นางเองก็ละอายแก่ใจเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ย เฮ้อ ! เป็นนางเองที่เข้าไปรั้งซัวถัวไว้…
“ท่านแม่ขอรับ ท่านมองข้าด้วยเหตุใด ?” ซัวถัวงุนงง จากนั้นก็เดินกะเผลกกลับไปยังห้องของตน ทันใดนั้นผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าผืนหนึ่งก็ร่วงสู่พื้นตรงเบื้องหลัง
แม่ซัวถัวเก็บมันขึ้นมาและมองรอยฝีเข็มที่สม่ำเสมอทั้งยังปักเป็นรูปดอกกล้วยไม้อีกด้วย ไม่เหมือนฝีมือของเสี่ยวเหลียนน้องสาว นางเองก็ยุ่งทั้งวันจนแทบไม่ได้พัก ไม่มีเวลามานั่งปักดอกไม้บนผ้าเช็ดหน้าเช่นนี้หรอก นี่…เห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือของเด็กผู้หญิง หรือว่า…
“ท่านพี่ ท่านทำผ้าเช็ดหน้าหล่น !” เสี่ยวฉาวขยิบตาไปทางพี่ชาย สุดท้ายก็ได้ค้นพบความลับของพี่ชาย หึหึ…
ซัวถัวรีบคลำหาบนหน้าอกของตนเอง เมื่อพบว่าว่างเปล่าจึงรีบมองหาด้วยความร้อนใจ กระทั่งเห็นผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นบนมือมารดา เขาแสดงสีหน้าดีใจและรีบเข้าไปแย่งผ้าเช็ดหน้าทันที จากนั้นก็ปัดฝุ่นที่เปื้อนบนผ้าอย่างระมัดระวัง
แม่ซัวถัวถามว่า “ลูกรัก เจ้าจะไม่พูดสิ่งใดหน่อยหรือ ?”
เมื่อซัวถัวเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นสายตาของทุกคนกำลังจับจ้องมาที่ตน สองแก้มของเขาจึงแดงระเรื่อ “พูด…พูดสิ่งใดขอรับ ? ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เป็นของตอบแทนน้ำใจที่นางมอบให้ตอนที่ข้าช่วยชีวิตเอาไว้ นางเย็บให้ข้า…พวกท่านอย่าได้คิดเป็นอื่น !”
พวกเรายังไม่ได้คิดเป็นอื่น เจ้านั่นแหละหน้าแดงเอง เสี่ยวฉาวเอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า “ท่านพี่ ท่านรู้จักสำนวนที่ว่า ‘ที่ตรงนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง’ หรือไม่ ? ดูจากท่าทางของท่านตอนนี้ก็รู้แล้ว !”
แม่ซัวถัวขยิบตาให้สามี ฝ่ายพ่อซัวถัวเป็นอันเข้าใจ จากนั้นก็จับตัวบุตรชายไว้ด้วยสองมือ ตั้งใจจะทำการสอบสวน! “เจ้าเด็กอัปลักษณ์มีอนาคตแล้วสิ รู้จักเกี้ยวพาสตรีแล้ว! ไหนว่ามาสิ แม่สาวน้อยผู้นั้นคือใคร!”
ซัวถัวอ้ำอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะลอบมองไปยังมารดาและเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “นาง…อายุมากกว่าข้าหนึ่งปี”
“อายุมากกว่าหนึ่งปีก็ดีสิ รู้ความ รู้จักรักผู้อื่น !” โตกว่าบุตรชายแถมยังเคยได้รับความช่วยเหลือจากบุตรชายของตน ! แม่ซัวถัวมีคำตอบเลือนรางอยู่ในใจแล้ว !
“นาง…ครอบครัวนางมีฐานะไม่ดีขอรับ !” นี่คือสิ่งที่ซัวถัวกังวลที่สุด ครอบครัวนางมีมารดาตาบอด ทั้งยังมีน้องชายที่ยังไม่แต่งงานอีก2คน เขากลัวคนในบ้านคิดว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาเป็นภาระแล้วพากันคัดค้าน
[1] สามวันไม่โดนตีบ้าง ต่อไปคงได้ขึ้นไปรื้อหลังคา หมายถึง หากไม่ห้ามปรามเสียบ้าง ต่อไปคงเหลวไหลยิ่งกว่าเดิม
[2] ที่ตรงนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง หมายถึง มีความลับที่อยากปกปิด แต่กลายเป็นการเปิดเผยให้โลกรู้
ตอนที่ 244: สวัสดี ว่าที่เจ้าสาว !
แม่ซัวถัวจึงยิ่งมั่นใจ แต่ใบหน้าไม่ได้แสดงความรู้สึกใดออกมา “นางเป็นคนในหมู่บ้านเราใช่หรือไม่ ?”
ซัวถัวรีบพยักหน้า มารดาจึงคลี่ยิ้มพลางกล่าวว่า “หมู่บ้านฉือหลี่โกวในตอนนี้ ผู้ที่ลำบากจะลำบากมากเพียงใดกันเชียว ? ขอแค่ไม่ใช่คนเกียจคร้านสันหลังยาว ทำงานบ้านได้ก็พอแล้ว !”
“นางทำงานบ้านเป็นทุกอย่าง เวลาว่างก็มักจะออกไปหางานทำและยังขึ้นไปเก็บผลไม้ป่าผักป่าอีกด้วย! ในบ้านก็เก็บกวาดเรียบร้อยเป็นที่เป็นทาง…” กู่เหนียงที่ขยันขันแข็งเช่นนี้ทั่วทั้งหมู่บ้านมีไม่กี่คนเท่านั้น ในใจของซัวถัวเห็นว่ากู่เหนียงที่ต้องใจล้วนดีทุกด้าน !
แม่ซัวถัวยิ้ม “เจ้าอย่าเพิ่งรีบร้อนไป หยาเอ๋อร์เป็นหญิงสาวที่ดีคนหนึ่ง ! แม่กับนางมักจะไปช่วยงานที่ตระกูลหลินด้วยกันเสมอ แล้วจะไม่เข้าใจว่านางเป็นคนเช่นไรหรือ ? ตาของแม่หยาเอ๋อร์ไม่ได้บอดสนิทหรอก งานบ้านบางอย่างก็ยังพอทำได้ ส่วนน้องชายทั้งสองก็โตแล้ว คนโตจะต้องออกไปส่งสินค้าในเขตเริ่นอันกับลุงต้าซวนของเจ้าทุกวัน บ้านนางจึงพอมีเงินบ้าง !”
ซัวถัวก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย “ท่านแม่ขอรับ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าหมายถึงหยาเอ๋อร์ ?”
“เจ้าเป็นลูกชายที่คลอดออกมาจากท้องแม่ แค่หายใจก็รู้แล้วว่าเจ้าอยากจะทำสิ่งใด ! ความคิดน้อยๆของเจ้าจะปิดบังแม่ได้หรือ ? รออีกสักสองสามวัน แม่จะไปสู่ขอหยาเอ๋อร์ให้ เด็กดีเช่นนี้อย่าให้โดนครอบครัวอื่นแย่งไปอีก !” แม่ซัวถัวคาดเดาท่าทางของบุตรชายได้อย่างแม่นยำ
ทุกวันนางต้องไปทำงานในบ้านตระกูลหลิน บัณฑิตเจียงมักจะปฏิบัติตัวต่อทุกคนอย่างดี ด้านหยาเอ๋อร์ไม่เคยแสดงออกว่าชมชอบเขาในทำนองนั้น ปกติก็มักหลีกเลี่ยงเสียด้วยซ้ำ คิดเพียงอย่างเดียวคือต้องทำงานอย่างหนัก ในที่สุดบุตรชายก็ตกหลุมรักกู่เหนียงที่แสนดีผู้หนึ่งเข้า !
ไม่ได้การ พรุ่งนี้ต้องไปร่วมเฉลิมฉลองงานหมั้นของตระกูลหลิน นางจะได้เชิญ…นางหวงมาเป็นแม่สื่อให้ซัวถัว หลีกเลี่ยงไม่ให้โดนผู้อื่นตัดหน้าไปอีก
ตอนนี้ตระกูลหลินถือเป็นศูนย์กลางของคนในหมู่บ้านและได้ยกระดับให้อยู่ในตำแหน่งเทียบเท่ากับผู้ใหญ่บ้าน ปกติแล้วนางหวงก็ใจดีกับผู้อื่นเสมอ ดังนั้นน่าจะยอมช่วยเหลือ !
เสี่ยวฉาวเอ่ยถาม “ท่านแม่ขอรับ เหตุใดนางต้องโดนผู้อื่นแย่งไป ‘อีก’? หรือมีคนแย่งกู่เหนียงที่ท่านพี่ชอบมาก่อน ? ผู้ใดหรือ ? ข้าจะไปซัดหน้ามันเอง !”
“ไม่มีผู้ใดทั้งสิ้น ! เจ้าก็อย่ามัวทำตัวว่างงาน เอ้อระเหยลอยชายทั้งวัน มีเวลาก็ไปช่วยแยกสินค้าในโรงงานแปรรูป ! ตอนนี้สินค้าที่ต้องส่งไปยังเขตเริ่นอันมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน อีกไม่นานตระกูลหลินต้องเพิ่มเกวียนเทียมล่อและรถม้าอีกแน่ ! ครั้งต่อไปก็สมัครเป็นคนขับรถม้า รู้จักแสวงหาบ้างก็ดี !” แม่ซัวถัวดึงหูของบุตรชายคนเล็กประจำบ้าน ดึงจนเขาต้องตะโกนร้องขอชีวิต
เสี่ยวฉาวหรือฉาวจื่อร้องตะโกนเสียงดัง “ท่านแม่ขอรับ ข้ารู้แล้ว ! เจ็บ เจ็บ ! ท่านเบามือหน่อย ! !”
เช้าวันต่อมา เป็นวันที่อากาศดีแสงแดดอบอุ่น สายลมพัดโชยเบาๆ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง นกน้อยส่งเสียงขานร้องดังระงมอยู่บนยอดไม้เก่าแก่ของหมู่บ้านตั้งแต่เช้าตรู่ คล้ายกำลังฉลองเรื่องน่ายินดีของทั้งสองตระกูล
ดั่งที่คนโบราณกล่าวไว้ ‘หากจะไปสู่ขอว่าที่เจ้าสาว ควรให้พ่อสื่อแม่สื่อเป็นผู้เอ่ยก่อน เมื่อได้รับการอนุญาตจึงให้เจ้าสาวทำการรับสินสอด’ ซึ่งกล่าวได้ว่าตระกูลไหนชมชอบบุตรสาวตระกูลใด ควรให้พ่อสื่อแม่สื่อทาบทามเสียก่อน หากทั้งสองฝ่ายเห็นว่าเหมาะสมก็เป็นอันว่าการทาบทามสู่ขอสำเร็จ
เช้าตรู่วันนี้ บัณฑิตเจียงแบกห่านตัวใหญ่คู่หนึ่งมาถึงหน้าประตูบ้าน ตามมาด้วยหนุ่มสาวน้อยใหญ่ที่แต่งกายด้วยชุดให้เกียรติต่อวงศ์ตระกูล บ้างก็เป็นสหายร่วมห้องเรียนที่ค่อนข้างสนิทสนมกันเมื่อครั้งยังศึกษาอยู่ในสำนักศึกษา บ้างก็เป็นลูกหลานในหมู่บ้าน พวกเขาทั้งยกทั้งหามสินสอดสู่ขอมาประเคนให้ถึงหน้าประตูบ้านตระกูลหลิน
ตระกูลหลินได้เชิญคนที่มีความสัมพันธ์อันดีเข้ามาดื่มฉลองด้านใน นอกจากนี้ก็ยังมีครอบครัวผู้ใหญ่บ้าน ครอบครัวป้ากุ้ยฮวา ครอบครัวซัวถัว ครอบครัวหยาเอ๋อร์ ส่วนครอบครัวของคนงานที่ทำงานอยู่ในโรงงานแปรรูปล้วนมาช่วยเตรียมงานตั้งแต่เช้า
กำไลเงินของแม่ซัวถัวยังไม่ถูกมอบให้อีกฝ่าย ตระกูลหลินกลับพูดดักทางเสียก่อนว่าจะไม่รับของขวัญจากผู้ใดเด็ดขาด แค่มาดื่มเฉลิมฉลองด้วยกันก็พอแล้ว หากต้องให้ของขวัญอีกก็เชิญหันหลังกลับ มาทางไหนก็กลับไปทางนั้น
เวลานี้ลานกว้างของตระกูลหลินแน่นขนัดไปด้วยผู้คน แม้แต่บนกำแพง ต้นไม้ที่อยู่ละแวกใกล้เคียงก็ล้วน ‘แน่น’ ไปด้วยเด็กน้อย !
“ว้าว ! ห่านตัวใหญ่ ! บัณฑิตเจียงอุ้มห่านคู่มาถึงหน้าประตู !” กลุ่มเด็กที่อยู่ด้านนอกมองเห็นได้อย่างชัดเจนจึงทยอยกันส่งเสียงร้องตะโกนออกมา
ในบรรดาสินสอดสู่ขอสมัยโบราณ แค่ห่านตัวใหญ่ก็เป็นสินสอดได้เพราะห่านหนึ่งตัวจะมีคู่แค่ตัวเดียวตลอดชีวิต นั่นหมายความว่าตั้งแต่เกิดจนถึงตายมันจะซื่อสัตย์และจงรักภักดีไม่เปลี่ยนแปลง ! ทว่าตอนนี้ก็ปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว นกจำพวกห่านประเภทนี้พากันบินไปทางทิศใต้หมด บัณฑิตเจียงไปเอาห่านคู่นี้มาจากที่ใด ?
หลังเปิดกล่องสินสอดสู่ขอแต่ละกล่อง ในนั้นประกอบด้วยผ้า4ผืน เครื่องประดับ4ชุด ขนมมงคล6กล่อง ผลไม้กล่องอีก6ชนิด ในตอนที่ยื่นสินสอดเหล่านี้ บัณฑิตเจียงค่อนข้างไม่พอใจ จำนวนของขวัญในการสู่ขอมีการกำหนดไว้แล้ว หากเป็นขุนนางระดับสี่ขึ้นไปจะประกอบไปด้วยผ้าไหม เครื่องประดับ8ชิ้น อาหาร10อย่าง หากเป็นขุนนางระดับห้าลงมาจะต้องลดลงอย่างละ2ชิ้น หากเป็นขุนนางระดับแปดลงมาก็ค่อยลดอีก2ชิ้น ส่วนคนทั่วไปจำกัดไว้แค่4…
หากเป็นในอดีต เขาดำรงตำแหน่งโฉวฝู่ขุนนางระดับหนึ่ง จะสามารถกำหนดมาตรฐานดีที่สุดให้แก่คนของตนได้ ทว่าตอนนี้…เฮ้อ! ต่อให้มีเงินมีทองก็ไม่สามารถทำได้ !
เจียงโม่หานไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่ชาวบ้านที่ห้อมล้อมเข้ามากลับสร้างความวุ่นวาย
“เอาน่า แค่สินสอดสู่ขอก็มากพอแล้ว ! ทั้งยังมีมูลค่ามากกว่าหลายร้อยตำลึงอีกกระมัง ?”
“ว้าว ! ผ้าผืนนี้งดงามมาก จับแล้วให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มคล้ายก้อนเมฆที่อยู่บนฟ้าเลย…”
“ไป ไป ! หยุดคุยโว อย่าทำเหมือนเคยจับก้อนเมฆมาก่อน ผ้าผืนนี้ในเขตเริ่นอันไม่มีขายหรอก น่าจะมาจากทิศใต้ ! มีราคาแพงมาก !”
“เจ้ารู้ด้วยหรือ ? เจ้าเคยไปทิศใต้มาใช่หรือไม่ ? ดูเหมือนเจ้าจะเชี่ยวชาญไปเสียทุกอย่าง ! แต่มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าพูดถูกคือผ้าผืนนี้จะต้องมีราคาแพงมากแน่นอน ครั้งที่แล้วข้าเห็นผ้าผืนหนึ่งในร้านขายผ้าของเขตเริ่นอันยังไม่นุ่มเท่านี้เลย น่าจะมีราคาผืนละ10ตำลึงได้แล้ว !”
“ไอหยา มาดูเครื่องประดับชิ้นนี้เร็ว ! เป็นทองคำเสียด้วย ! ลวดลายบนกำไลคู่นี้งดงามมาก ดูปิ่นคู่นี้สิ ด้านบนยังประดับด้วยหยกอีกด้วย…คิดเป็นมูลค่าของเงินตั้งเท่าไหร่กัน !”
…...
การสู่ขอในหมู่บ้าน หากทุ่มเงินกว่าแปดหรือสิบสองตำลึงก็ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาให้แก่วงศ์ตระกูลมากแล้ว นี่ตั้งใจให้ผ้าชั้นดีอีกด้วย วันนี้พวกชาวบ้านได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ ที่แท้การสู่ขอจะต้องเตรียมการมากมาย…ถึงเพียงนี้ !
ทั้งสองฝ่ายล้วนพึงพอใจเป็นอย่างมาก การสู่ขอเป็นแค่ขั้นตอนตามประเพณีเท่านั้น หลินเว่ยเว่ยยังคงนิ่งสงบเป็นแมวน้อยเชื่อฟังอยู่ในห้องของตน นางแค่อยากออกไปดูความคึกคักด้านนอก แต่มารดาไม่อนุญาต สั่งให้นางอยู่แต่ในห้อง ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินก็อยู่เป็นเพื่อนในห้องด้วยและกำลังก้มหน้าจัดการรองเท้าอยู่ด้านข้าง ไม่เอ่ยสิ่งใดแม้แต่คำเดียว ไม่นานหยาเอ๋อร์ที่วิ่งออกไปดูความคึกคักด้านนอกก็วิ่งกลับเข้ามาและเล่าสถานการณ์ด้านนอกอย่างละเอียด ห่านเอย เครื่องประดับเอย ผ้า…เล่าจนหลินเว่ยเว่ยทนไม่ไหวต้องแง้มหน้าต่างด้านเดียวกับลานกว้างเพื่อชำเลืองมองสถานการณ์ครู่หนึ่ง
เจียงโม่หานแบกห่านคู่เข้ามา สายตาของเขาชำเลืองมองอย่างอดไม่ได้ แต่แล้วเขาก็เห็นใบหน้าอ่อนหวานแอบมองมาจากรอยแง้มของบานหน้าต่าง ดวงตาคู่โตจึงกลอกไปมาด้วยความกระสับกระส่าย
เขาเอี้ยวกายมาทางนี้เพื่อให้นางเห็นห่านในมืออย่างชัดเจน ห่านสองตัวนี้เหมือนเคยเจอกับสถานการณ์เช่นนี้มาแล้ว มันจึงค่อนข้างนิ่งมาก ห่านตัวผู้ถูปีกของห่านตัวเมียด้วย !
นางหวงได้เชิญท่านหมอเหลียงที่เป็นพ่อสื่อและมารดาของเจียงโม่หานเข้ามาด้านใน เนื้อแผ่น ผลไม้อบแห้งและขนมหลากสีสันถูกจัดวางเรียงรายเต็มโต๊ะ หลินจื่อเหยียนก็ทำการต้อนรับสหายของเจียงโม่หานอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง…
ตอนที่ 245: มาเพื่อทำลาย
บัดนี้ทั้งสองครอบครัวได้ผ่านขั้นตอนการสู่ขอไปแล้ว นางหวงไม่มีสิ่งใดคัดค้าน นางเขียนวันตกฟากของบุตรสาวคนรองและยื่นให้ฝ่ายชาย ด้านเจียงโม่หานรับมาด้วยสีหน้าจริงจัง
คนในตระกูลหลินรับสินสอดไป จากนั้นก็เชิญแขกผู้มีเกียรติมาร่วมเฉลิมฉลอง บุตรสาวคนโตได้เรียนรู้วิธีการทำอาหารกับหลินเว่ยเว่ยไม่น้อย เวลานี้นางจึงกลายเป็นแม่ครัวใหญ่ไปโดยปริยาย
หลินเว่ยเว่ยแอบเข้ามาในห้องครัวแต่โดนป้ากุ้ยฮวากับแม่ซัวถัวไล่ออกไป “กลับไปอยู่ในห้องเดี๋ยวนี้ วันนี้เป็นวันมงคลของเจ้า ไม่ต้องเข้ามาในครัว ที่นี่เป็นของพวกเรา !”
รายการอาหารถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าหนึ่งวัน วัตถุดิบถูกตระเตรียมไว้เพียงพอ อาหารบางอย่างถูกรังสรรค์ไว้ในหม้อตุ๋นตั้งแต่เช้าตรู่ เวลานี้จึงส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลชวนน้ำลายไหลไปทั่วงาน เหล่าหญิงสูงวัยช่วยกันล้างช่วยกันหั่น ไม่นานอาหารก็พร้อมยกออกมาให้ทุกคนได้ลิ้มลอง !
เหล่าสหายของเจียงโม่หานฉลองอยู่ในห้องที่หลินจื่อเหยียนจัดเตรียมไว้ให้ เดิมทีเจียงโม่หานตั้งใจรับรองสหายที่บ้านของตน แต่ฝีมือการทำอาหารของนางเฝิง…มันยากที่จะบรรยายออกมาได้ นางหวงจึงเสนอให้ทั้งสองครอบครัวนั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยกัน จะได้ครึกครื้นสนุกสนานยิ่งขึ้น !
สหายของเจียงโม่หานบ้างก็อาศัยอยู่ในเขตเริ่นอัน บ้างก็อาศัยอยู่ในเขตใกล้เคียง โดยปกติพวกเขามักชื่นชมในความสามารถของเจียงโม่หาน มักจะขอคำปรึกษาอย่างถ่อมตนอยู่แล้ว ในด้านนิสัยของสหายเหล่านี้จึงได้รับการยอมรับจากเจียงโม่หาน แต่มีใครบอกได้บ้างว่าเฝิงชิวฟานมาได้อย่างไร ? ไม่ใช่ว่ากลับบ้านที่อยู่นอกเมืองเหอโจวไปแล้วหรอกหรือ ?
ใบหน้าของเฝิงชิวฟานแต้มไปด้วยรอยยิ้ม แต่มองแล้วเหมือนกำลังสวมหน้ากากและไร้จิตวิญญาณ เขาเอ่ยด้วยความสนใจว่า “แม้ข้าจะไม่ชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่นและสงสัยว่าเหตุใดเจ้ายังกล้าเอ่ยปากขอยืมเงินข้า ! ที่แท้ก็เพื่อซื้อสินสอดทองหมั้นนี่เอง ! ดูท่าศิษย์น้องตัวดีจะชอบเด็กสาวผู้นั้นมาก ถึงได้ประโคมสินสอดมากมายถึงเพียงนี้ !”
เมิ่งจิ่งหงมองไปทางเจียงโม่หานอย่างกังวล อีกฝ่ายเป็นผู้มีพรสวรรค์ เรียนดี นิสัยดี ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือทะนงตนเกินไปและมักลำพองตน ว่าแต่ศิษย์พี่เฝิงเป็นอันใดไป ? วันนี้คือวันมงคลของสหายเจียงแท้ๆ จะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาให้ได้สิ่งใด ?
เผิงหยูเหยี่ยนก็ผงะไปชั่วขณะ จากนั้นก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ศิษย์น้องเจียง สาวน้อยผู้นั้นทั้งเด็ดขาดและงดงามจึงทำให้เจ้าชมชอบ เชื่อได้เลยว่าอีกไม่นานจะต้องได้ดื่มสุรามงคลสมรสของพวกเจ้าแน่นอน”
หลิ่วจงเทียนจึงรีบเสริมว่า “ใช่ ใช่ ! ในตอนที่สหายเจียงแต่งงาน พวกเราต้องมาช่วยงานแน่นอน ! จะบุ๋นหรือบู๊ล้วนไม่เกินมือพวกเรา ไม่มีทางทำให้เจ้าพลาดฤกษ์ดีเด็ดขาด !”
พวกเขามักจะลอบมองสีหน้าของเจียงโม่หานอยู่เสมอ กลัวว่าจะรู้สึกไม่ดีและยิ่งเป็นกังวลว่าเจียงโม่หานจะไม่ช่วยเหลือเรื่องการเรียนอีก
ใบหน้าของเจียงโม่หานแต้มไปด้วยรอยยิ้มเบาบาง ก่อนจะพูดว่า “ว่าที่เจ้าสาวของข้าอายุยังน้อย หากจะแต่งงานก็คาดว่าต้องรออีกสองปี”
“อ้อ…ข้ารู้แล้ว แม่สาวน้อยผู้นั้นต้องโดดเด่นมากแน่ สหายเจียงถึงได้เป็นกังวลว่าจะมีผู้อื่นแย่งไป ดังนั้นจึงรีบจับจองตั้งแต่เนินๆใช่หรือไม่ ?” เมิ่งจิ่งหงใช้ศอกกระทุ้งเล็กน้อย ก่อนจะขยิบตาให้อย่างเจ้าเล่ห์
เฝิงชิวฟานเอ่ยในสิ่งที่ไม่ควรเอ่ยออกมา “ข้าเคยเจอนางมาแล้ว คราที่แล้วข้ามาเยี่ยมศิษย์น้องเจียงและนางกำลังตัดฟืนจากภูเขาอยู่พอดี นางยังชี้บอกทางให้ข้าด้วย ! ศิษย์น้องเจียง เรี่ยวแรงของสาวน้อยผู้นั้นมากมายมหาศาล เจ้าจะรับไหวหรือไม่ ?”
หัวคิ้วของทั้งสามคนขมวดเข้าหากันเล็กน้อย วันนี้เฝิงชิวฟานเป็นอันใด ? ถ้อยคำที่เอาแน่เอานอนไม่ได้เช่นนี้ เหตุใดยังกล้านำมาเอ่ยในสถานการณ์นี้อีก ? จะไม่ให้ความเคารพกันเกินไปกระมัง ?
เมิ่งจิ่งหงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอีกครั้ง “สหายเจียง การสอบขุนนางเดือนแปดปีหน้า เจ้าเตรียมตัวไปถึงไหนแล้ว ? แค่ความสามารถของเจ้าการสอบซิ่วไฉย่อมไม่มีปัญหา ส่วนข้าก็ช่างเถิด สอบผ่านบัณฑิตถงเซิงได้ก็เพียงพอแล้ว !”
เจียงโม่หานรินชาให้เขาพลางกล่าวว่า “ข้าได้ ‘ตำราชุนชิว’ มาใหม่เล่มหนึ่ง ในนั้นมีคำอธิบายถึงนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ผนวกกับความรู้บางส่วนของข้า หากสหายเมิ่งไม่รังเกียจก็หยิบไปอ่านได้ !”
“ไม่รังเกียจหรอก อาวุโสเซวียก็เป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่มากชื่อเสียงในเจียงหนานเมื่อครั้งอดีต ภาพวาดของท่านไม่เป็นสองรองใคร ในขณะที่กำลังศึกษาท่านได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองส่วนตัว แต่ในตอนที่เจียงหนานกำลังเกิดสงครามกลับไม่มีข้อมูลของท่านหลงเหลือ…” ใบหน้าของเมิ่งจิ่งหงประหลาดใจนัก คาดไม่ถึงว่าจะยังได้รับการจดจำอย่างไม่น่าเชื่อ !
เผิงหยูเหยี่ยนและหลิ่วจงเทียนจึงแย่งกันพูดว่า “ศิษย์น้องเจียง สหายเจียง หากสหายเมิ่งอ่านจบแล้ว เราขออ่านต่อได้หรือไม่ ?”
“ย่อมได้ !” เจียงโม่หานพยักหน้า จากนั้นก็มองไปทางเฝิงชิวฟานที่มีสีหน้าไม่ค่อยดี หากยังไม่มีผู้ใดสนใจครั้งแล้วครั้งเล่าก็คงคิดหารอยแยกของโต๊ะแล้วแทรกตัวหนีเสียเลย
เจียงโม่หานลุกขึ้นยืน จากนั้นก็หยิบตั๋วเงินสองสามใบออกจากกล่องไม้แล้ววางลงเบื้องหน้าของเฝิงชิวฟาน “ในระหว่างที่ข้าได้รับบาดเจ็บต้องขอบคุณศิษย์พี่เฝิงที่ช่วยเหลือ นี่คือเงินจำนวน350ตำลึง 300ตำลึงที่ข้ายืมท่านไป ส่วนอีก50ตำลึงคือดอกเบี้ย ศิษย์พี่เฝิงช่วยตรวจสอบด้วยเถิด !”
สีหน้าของเฝิงชิวฟานไม่สู้ดีนัก “ดอกเบี้ยอันใด ? เจ้าก็ทำเหมือนเป็นคนนอกเกินไป ! กระนั้นข้าจะรับเงินนี้ไว้ แต่ถ้าเจ้าเอ่ยถึงดอกเบี้ยนี้กับข้าอีก ข้าจะไม่ไว้หน้าเจ้าแล้ว !”
“เช่นนั้นต้องขอบคุณศิษย์พี่เฝิงเป็นอย่างสูง !” เจียงโม่หานรับเงินจำนวน50ตำลึงมาด้วยสีหน้านิ่งสงบ อย่างไรเป้าหมายของตนก็สำเร็จลุล่วงแล้ว เจ้าตบหน้าข้าจนบวมโดยกล่าวหาว่าข้าทำเป็นหน้าใหญ่ใจโตยืมเงินไปซื้อสินสอดทองหมั้น คราวนี้เป็นอย่างไรเล่า หน้าของเจ้าถูกตบคืนจนแสบไปแล้วกระมัง
เฝิงชิวฟานหยิบผลไม้อบแห้งขึ้นมาหนึ่งชิ้น ก่อนจะเอาเข้าปากเพื่อชิมรสชาติอย่างละเอียด “ศิษย์น้องเมิ่ง ศิษย์น้องหลิ่ว ลองชิมอาหารฝีมือมารดาศิษย์น้องเจียงสิ ! ไม่ต่างจากที่ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ในเขตเริ่นอันเลย !”
มุมปากของเจียงโม่หานกระตุกยิ้มเบาบาง จากนั้นก็กล่าวอย่างนิ่งสงบว่า “แน่นอนอยู่แล้ว เพราะร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้มีสูตรที่สืบทอดมาอย่างยาวนานจากตระกูลเจียง !”
เมื่อเมิ่งจิ่งหงและหลิ่วจงเทียนได้ยิน สายตาของพวกเขาก็กวาดมองออกไป เมิ่งจิ่งหงเผยสีหน้าสนอกสนใจออกมา “ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้นั้นที่บ้านข้าชอบกินมาก คาดไม่ถึงว่าจะเป็นสูตรลับของตระกูลเจียงเสียได้ ! ผลไม้อบแห้งนี้ข้าชอบกินมากเพราะคุ้มค่าและรสชาติไม่เสียดายเงิน !”
“ไอหยา ! ขนมชนิดนี้ไม่มีทางใช่ของร้านหนิงจี้กระมัง ? ไหนจะเนื้อแผ่นนี้อีก…อืม เนื้อกวางแผ่นคือสินค้าที่มีราคาแพงที่สุดของร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ ปกติแล้วมักจับจองไม่ทัน สหายเจียง หรือว่าเจ้ามีวิธีทำ !” หลิ่วจงเทียนหยิบเนื้อกวางแผ่นชิ้นหนึ่งขึ้นมา จากนั้นก็กินอย่างเอร็ดอร่อย
เผิงหยูเหยี่ยนหยิบขนมถั่วชิ้นหนึ่งและกินอย่างเอร็ดอร่อยเช่นกัน “ศิษย์น้องเจียง นี่คือขนมอะไร ดูเหมือนที่ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้จะไม่มี ? คงไม่ได้มีสินค้าออกใหม่ใช่หรือไม่ ?”
“นี่คือคุ้กกี้เมล็ดต้นเจิน เป็นสูตรใหม่ที่คิดค้นโดยว่าที่เจ้าสาวของข้า ลองชิมสิ เป็นอย่างไรบ้าง ?” เจียงโม่หานไม่ได้สนใจเฝิงชิวฟาน เพราะหากไม่มีจี้หยกแล้วชาตินี้เขาก็เป็นได้แค่ตัวตลกในสายตาผู้อื่นเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวเลย !
“กรอบและหอม หวานแต่ไม่เลี่ยน เมล็ดถั่วกรุบกรอบกำลังดี ตัวขนมก็ทำอย่างพิถีพิถัน…คาดไม่ถึงว่าจะเป็นฝีมือของสาวน้อยผู้นั้น !” สภาพแวดล้อมของเผิงหยูเหยี่ยนไม่เลวเลย ปกติจะไม่ค่อยมีงานให้ทำมากนัก เรื่องสำคัญเพียงอย่างเดียวคือปากท้อง ดูจากร่างกายที่มีน้ำมีนวลของเขาแล้วไม่ต้องบอกก็รู้ !
“คุ้กกี้บรรจุในโถกระเบื้องเคลือบ สามารถเก็บได้นานหลายเดือน ! เมื่อวานว่าที่เจ้าสาวของข้าทำไว้หลายชุด หากทุกคนไม่รังเกียจ…”
“ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจเลย !” เผิงหยูเหยี่ยนไม่รอให้อีกฝ่ายกล่าวจบก็ตอบรับอย่างอดใจไม่ไหว เมิ่งจิ่งหงและหลิ่วจงเทียนจึงมองไปทางเขาด้วยท่าทางที่ยากจะบรรยายออกมา
[1] ตำราชุนชิว คือ บันทึกแห่งการเรียนรู้ก่อนราชวงศ์ฉิน
ตอนที่ 246: ได้หมั้นหมายกับใครไว้หรือไม่ ?
ในขณะที่กำลังรองานเฉลิมฉลองเริ่มต้นขึ้น สหายของเจียงโม่หานก็ได้เปิดโลกทัศน์ยิ่งกว่าเดิม อาหารละลานตาทั้งหกอย่างตรงหน้าทำให้ทุกคนได้เปิดหูเปิดตามากทีเดียว หลิ่วจงเทียนกล่าวด้วยความตกใจจนแทบเปล่งเสียงไม่ออก “สหายเจียง ว่าที่เจ้าสาวของเจ้าคงไม่ได้เชิญพ่อครัวใหญ่มาจากในเขตเริ่นอัน…ไม่สิ เหล่าพ่อครัวในโรงเตี๊ยมของเขตเริ่นอันไม่ได้มีฝีมือการทำอาหารเช่นนี้ !”
อาหารเรียกน้ำย่อยคือหูหมูน้ำแดงแสนชุ่มคอและกรุบกรอบสามารถเรียกน้ำย่อยได้ดี เนื้อหมักซอสตุ๋นก็นุ่มแทบละลายในปาก กลิ่นหอมอบอวลเย้ายวนใจ ไก่น้ำลายสออันชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำซอสหม่าล่า หนังหมูเย็นแช่แข็งโปร่งใสดุจอัญมณีแก้วส่วนกระดูกกรอบกำลังดี มะเขือยาวผัดกระเทียมและยำเห็ดหูหนูที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ทำให้ถอยก็ไม่ได้จะไปต่อก็แทบไม่ไหว
เพราะจำนวนคนบนโต๊ะมีน้อยแต่อาหารมีจำนวนมากเกินไป ทุกคนล้วนได้รับอาหารเรียกน้ำย่อยทุกชนิดในถ้วยขนาดเล็กลวดลายละเมียดละไม คีบด้วยตะเกียบไม่กี่ครั้งก็เห็นก้นถ้วยแล้ว เมิ่งจิ่งหงและผู้อื่นไม่รู้สึกว่านี่คือความตะกละตะกลาม ตรงกันข้ามคือคาดหวังอาหารจานหลักหลังจากนี้ !
ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน หมูตุ๋นน้ำแดง หมูสามชั้นนึ่งข้าวคั่ว ไก่ป่าตุ๋นเห็ด เนื้อกวางผัด เห็ดรวมผัดแห้ง ปลากระรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน ข้าวโพดผัดเมล็ดสนและอิงเถาโร่ว ล้วนโดดเด่นชวนลิ้มลองในตัวมันเอง แม้ว่าฐานะของพวกเขาจะไม่เลวแต่ก็มีหลายรายการที่ไม่เคยได้ยินชื่อเรียกมาก่อน
โดยเฉพาะหางกวางตุ๋นจานสุดท้าย สิ่งสำคัญคือการใช้ ‘กระเทียมหอมเผ็ดร้อนผัดพร้อมกับอบเชยและขิง’ ใช้ศิลปะในการปรุงอาหารเป็นตัวชูโรง หนังที่เปื่อย เนื้อที่หอมอบอวล รสชาติที่กลมกล่อม เรียกได้ว่า ‘อัญมณีแห่งความอร่อย !’
เผิงหยูเหยี่ยนกินอย่างเอร็ดอร่อยจนไม่อาจวางตะเกียบได้ หยาดน้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้นออกมา เขากินไปพลางเอ่ยถามไปด้วย “ศิษย์น้องเจียง เจ้าไปเชิญพ่อครัวใหญ่ผู้นี้มาจากที่ใดหรือ ? โรงเตี๊ยมที่ใด ? ต่อไปหากข้าอยากกินขึ้นมาอีกจะได้ไปกินอย่างอิ่มหนำสำราญ !”
คนอื่นพากันพยักหน้าคล้อยตาม แต่ในใจรู้สึกงุนงงว่า ‘ฝีมือการทำอาหารของพ่อครัวผู้นี้มีความโดดเด่นเหนือใคร ไม่มีทางเป็นท่านลุงไร้ชื่อเสียงหรอก พวกตนจะไม่เคยรู้จักได้อย่างไร ? หรือว่าตนจะเป็นกบในกะลาครอบ ?’
เจียงโม่หานยิ้มแล้วพูดว่า “อาหารเหล่านี้ บางชนิดก็เป็นฝีมือว่าที่เจ้าสาวของข้าซึ่งลุกขึ้นมาตุ๋นไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ อย่างเช่นหางกวางตุ๋น อิงเถาโร่วและปลากระรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน…ส่วนอาหารอื่นๆล้วนเป็นฝีมือพี่สาวของนาง !”
เมิ่งจิ่งหงเห็นสหายที่วันนี้มีความอ่อนโยนมากจึงเอ่ยด้วยความสนใจ “สหายเจียง ดูเหมือนเจ้าจะเก็บอัญมณีล้ำค่าได้แล้ว ฝีมือการทำอาหารของว่าที่ภรรยาเจ้ายอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินมา !”
เผิงหยูเหยี่ยนพยักหน้าเห็นด้วย “อาหารเหล่านี้รูปรสกลิ่นสีครบถ้วนสมบูรณ์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว…น่าอิจฉาศิษย์น้องเจียงที่ต่อไปจะได้กินอาหารอันโอชะระดับพ่อครัวเอก”
ในใจของเขากำลังร่ำไห้ เหตุใดอาหารรสเลิศเหล่านี้จึงไม่ใช่ฝีมือของพ่อครัวที่มาจากตระกูลของตน เขาจะได้กินอาหารอร่อยสมปรารถนาตลอดเวลา หากเป็นเช่นนี้ก็แพ้ราบคาบ !
เผิงหยูเหยี่ยนระบายความโศกเศร้าและความโกรธด้วยปริมาณอาหาร เขากัดซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานคำโต สัมผัสเนื้อที่สดและนุ่มละมุนลิ้น ซอสที่หวานอมเปรี้ยวกำลังดี…ช้าก่อน อาหารจานนี้เป็นฝีมือของว่าที่พี่ภรรยาศิษย์น้องเจียงใช่หรือไม่ ?
“ศิษย์น้องเจียง พี่สาวคนนั้นได้หมั้นหมายกับใครไว้หรือไม่ ?” เผิงหยูเหยี่ยนวางตะเกียบลงทันที สายตาของเขามองไปยังเจียงโม่หาน
เฝิงชิวฟานมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ จากนั้นก็เอ่ยหยอกล้อว่า “ศิษย์พี่เผิง ท่านไม่ควรรู้สึกอะไรกับพี่สาวของนางเพียงเพื่อเรื่องกิน จริงหรือไม่ ?”
เผิงหยูเหยี่ยนมีนิสัยรักในการกินจึงมองไปทางอีกฝ่ายพร้อมถามกลับ “หากนางยังไม่ได้หมั้นหมายกับผู้อื่น บุรุษที่ยังไม่แต่งงานและสตรีที่ยังไม่ออกเรือน เหตุใดจะเป็นไปไม่ได้ ? หญิงสาวที่บริสุทธิ์เช่นนี้ หากได้แต่งงานด้วยจะต้องมีความสุขไปชั่วชีวิตแน่นอน !”
เฝิงชิวฟานเบิกตากว้าง “อย่างไรนางก็เป็นหญิงสาวชาวบ้าน ! รู้แค่เรื่องฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ หม้อและเตาไฟ คงไม่รู้จักเรื่องหวานซึ้งทำนองนั้นหรอก กระทั่งการเข้าสังคมก็คงไม่รู้จัก หรือท่านไม่โหยหาคู่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบดุจกิ่งทองใบหยกอย่างนั้นหรือ ?”
สีหน้าของเผิงหยูเหยี่ยนไม่ค่อยดีนัก “หญิงสาวชาวบ้านแล้วอย่างไร ? อาหารการกิน เสื้อผ้าอาภรณ์ของเจ้าไม่ใช่มาจากชาวบ้านชนบทและเป็นฝีมือเย็บปักของหญิงสาวชาวบ้านหรือ ? จะว่าไปแล้วครอบครัวของข้าก็เป็นชาวบ้านเช่นกัน !”
เมิ่งจิ่งหงและหลิ่วจงเทียนปรายตามองเผิงหยูเหยี่ยนแวบหนึ่ง ‘ใช่ ครอบครัวของเจ้าก็เป็นชาวนาเช่นกัน เพียงแต่เป็นเจ้าของที่ดินกว่าหลายร้อยหมู่ เกษตรกรผู้เช่าแค่ช่วยดูแลเท่านั้น ไม่เพียงเท่านี้คือครอบครัวของเจ้าก็ยังมีร้านค้าอีกหลายสิบร้านภายในฝูอัน บ้างก็ปล่อยเช่า บ้างก็จ้างคนมาดูแลแทน’
เจ้านี่เป็นคนทึ่ม เพื่อปากท้องแล้ว เขาจึงอยากสู่ขอสตรีที่มีฝีมือทำอาหารกลับไปจริงๆ โดยไม่คำนึงถึงที่มาและรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย !
“ถือได้ว่าศิษย์น้องเจียงตาแหลมมาก แค่ชมชอบตัวตนของอีกฝ่ายโดยไม่สนที่มาของนาง !” ครานี้เผิงหยูเหยี่ยนค่อนข้างโกรธเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียงฮึดฮัดออกมาโดยไม่หันไปมองเฝิงชิวฟานอีก จากนั้นก็ยกจอกสุราชนกับเจียงโม่หาน “ขอดื่มฉลองให้ศิษย์น้องเจียงที่ได้เป็นฝั่งเป็นฝา !”
“ขอบพระคุณศิษย์พี่เผิง !” เจียงโม่หานในอดีตเคยมีความประทับใจแรกต่อเผิงหยูเหยี่ยน แต่ก็มีปฏิสัมพันธ์กันแบบผิวเผิน สุดท้ายตนก็ได้ออกโรงช่วยเจ้าทึ่มนี้ อีกฝ่ายจึงให้เขาเป็นสหายคนสนิทตลอดชีวิต
ในอดีตเขากับเผิงหยูเหยี่ยนได้ช่วยเหลือกันยามโศกเศร้าหลายครั้งหลายครา โดนเขาดุด่าก็ยังให้เกียรติและอ่อนโยน หลังจากนั้นอีกหลายครั้งเผิงหยูเหยี่ยนจึงทำได้แค่คิดหาทางช่วยเหลือในสิ่งที่ทำได้ เรียกได้ว่าใช้สมองมากทีเดียว
ต่อมาจี้หยกของเฝิงชิวฟานที่ไม่รู้ว่าได้มันมาจากที่ใดกลับกลายเป็นจี้หยกที่ได้รับมาจากเจียงโม่หาน ฝ่ายเผิงหยูเหยี่ยนแอบเข้าเมืองหลวงเงียบๆ โดยคิดจะเปิดเผยตัวตนของเฝิงชิวฟาน ทว่าหลังจากนั้นก็ไม่ได้รับข่าวคราวอันใดเกี่ยวกับเผิงหยูเหยี่ยนอีกเลย เจียงโม่หานคิดว่าการหายสาบสูญของเผิงหยูเหยี่ยนต้องเกี่ยวข้องกับเฝิงชิวฟานแน่นอน !
ทันใดนั้นสายตาของเผิงหยูเหยี่ยนก็มาหยุดตรงด้านนอกของหน้าต่าง เขาใช้ศอกกระทุ้งเจียงโม่หาน “สหายเจียงน้องข้า หญิงสาวสองคนที่ถือจานอยู่ด้านนอกนั้น คนไหนเป็นพี่สาวของน้องสะใภ้หรือ ?”
เมิ่งจิ่งหงเป็นกังวลว่าเจียงโม่หานจะไม่สบายใจ จึงช่วยดึงเผิงหยูเหยี่ยนพลางกล่าวด้วยสีหน้าจะยิ้มก็ไม่ออกจะร้องไห้ก็ไม่ได้ “ศิษย์พี่เผิง ไปจ้องสตรีถึงเพียงนั้นแล้วมาถามว่าเป็นผู้ใด ? ใจร้อนเกินไปแล้ว !”
เผิงหยูเหยี่ยนพยายามดึงแขนเสื้อของตน กระทั่งเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ปีหน้าข้าก็ต้องเข้าพิธีสวมกวานแล้วยังไม่ได้แต่งงาน ข้าแค่อยากเลือกหญิงสาวให้ตน มันผิดมากหรือ ?”
“เลือกหญิงสาวให้ตนเองไม่ผิดหรอก ! แต่การทาบทามจากพ่อสื่อแม่สื่อก็ไม่มี ให้ท่านไปถามสาวน้อยที่โดนท่านจ้องจนแทบจะกลืนกินทั้งตัวก็ไม่สมควรอย่างยิ่ง !” หลิ่วจงเทียนพยายามโน้มน้าวให้อีกฝ่ายยังยั้งชั่งใจบ้าง
“อวดรู้ ! อวดรู้ยิ่งนัก !” คาดไม่ถึงว่าเผิงหยูเหยี่ยนผู้โง่เขลาจะด่าผู้อื่นว่าอวดรู้ “ท่านพ่อท่านแม่เคยกล่าวไว้ว่าสตรีของข้าไม่ต้องมีเงื่อนไขมากมาย ขอเพียงข้าชอบก็พอ ! ข้าจะกลับไปบอกพวกท่านให้รีบมาสู่ขอ !”
แท้จริงแล้วเผิงหยูเหยี่ยนเป็นบุตรชายคนเล็กของตระกูล บิดามารดาย่อมรักมากเป็นธรรมดา ส่วนพี่ชายคนโตเห็นเขาเป็นน้องที่ต้องรักทะนุถนอม สำหรับเขาแล้วไม่ต้องมีเงื่อนไขมากมาย เขาเรียนหนักทั้งวัน พี่ชายก็เคยกล่าวไว้ว่าต่อให้เรียนจนผมขาวดุจหิมะก็ยังจะสนับสนุนต่อไป
ปกติแล้วนอกจากเรียนหนักจนแทบกลายเป็นหนอนหนังสือ เผิงหยูเหยี่ยนผู้นี้ก็แทบไม่มีงานอดิเรกอย่างอื่น เขาไม่ได้มีสหายมากมาย ในตอนที่อายุ16ปีเต็ม ในตระกูลก็ให้ความสนใจต่อการแต่งงานของเขา ทว่าเขาไม่เคยเปิดใจ โดยปกติแล้วมักจะมีเด็กสาวมายืนยิ้มเอียงอายอยู่ตรงหน้าแต่เขาก็ไม่สนใจเลย
คนในตระกูลรู้นิสัยเขาดีจึงไม่กล้าเจ้ากี้เจ้าการตัดสินใจแทน จึงมักวางแผนส่งเด็กสาวบางส่วนมาลองหยั่งเชิงโดยหวังให้เขาถูกตาต้องใจสักคน
แต่ใครจะรู้ว่าตลอด3-4ปีที่ผ่านมา ในสายตาของเขาจะมีเพียงคัมภีร์หลุนอวี่และคัมภีร์เมิ่งจื่อ ไม่มีสีสันอื่นในชีวิตเลย บิดามารดาและพี่ชายล้วนเป็นกังวลว่าเขาจะรู้จักแต่การเรียนแล้วโดดเดี่ยวไปชั่วชีวิต จึงเฝ้าวิงวอนต่อสวรรค์ว่าสักวันเขาจะเปิดใจเลือกหญิงสาวให้ตนเอง ไม่ต้องเอ่ยถึงสถานะทางสังคม ขอแค่เป็นสตรีที่บริสุทธิ์และมีคุณธรรมจริยธรรมก็พอ !
[1] อิงเถาโร่ว คือ หมูสามชั้นที่มีสีแดงสวยเหมือนผลเชอร์รี่ ( อิงเถา ) หนังนุ่ม ชิ้นพอดีคำ รสหวานอมเค็ม
ตอนที่ 247: ใครตาบอดมาชอบนาง ?
เจียงโม่หานได้รู้จากปากของมารดาว่านางหวงเป็นกังวลเรื่องการออกเรือนของบุตรสาวคนโตมาก ! ก่อนที่หลินเว่ยเว่ยจะหายเป็นปกตินั้น ตระกูลหลินยากจนข้นแค้น แม้แต่ข้าวถ้วยเล็กก็ยังต้องแบ่งกันกิน คนในบ้านเริ่มอ่อนแอ.ลงเรื่อยๆ ตัวก็เล็ก ปัญญาก็เขลา ครอบครัวเช่นนี้ถือว่าเป็นภาระมากทีเดียว จึงไม่มีผู้ใดมาสู่ขอ
ทว่าหลังจากที่ตระกูลหลินมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นก็มีคนมาสู่ขอบุตรสาวคนโตมากขึ้น ส่วนใหญ่ก็หวังแค่ทรัพย์สมบัติของตระกูลหลินทั้งนั้น มีบางคนถึงขั้นรุดหน้าเข้ามาถามว่าเนื้อแผ่นสร้างเงินได้มากมายเพียงใด โรงงานแปรรูปขายได้ในจำนวนเท่าไหร่ต่อหนึ่งวัน นางหวงจึงไม่กล้ายกบุตรสาวคนโตให้โดยง่าย ตอนนี้บุตรสาวคนรองก็หมั้นหมายแล้ว ทว่าบุตรสาวคนโตยังไร้วี่แวว นางหวงจึงเป็นกังวลจนผมกลายเป็นสีขาว…
แม้ว่าเผิงหยูเหยี่ยนผู้นี้จะโง่เขลาไปบ้าง แต่ไม่ได้มีนิสัยแย่เหมือนบุตรหลานตระกูลร่ำรวยคนอื่นและไร้เล่ห์เหลี่ยมให้ระวังด้วย ชาติที่แล้วก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยและยังไม่ได้แต่งงาน หากยกบุตรสาวคนโตให้คนผู้นี้ก็ถือว่าไม่เลว…
เฮอะเฮอะ แล้วเขาเป็นอันใดไปอีก ? มีความสัมพันธ์กับเด็กโง่มาตั้งนานจนติดนิสัยสามนางหกแม่ พูดเรื่องแต่งงานแทนผู้อื่นขึ้นมาเสียได้ !
ไอหยา ! ในเมื่อหมั้นหมายกับเด็กน้อยไปแล้ว เรื่องการออกเรือนของพี่สาวนางก็ต้องดูแลเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นพี่สาวคนโตหรือหลินจื่อเหยียน ในภายภาคหน้าไม่ว่าเดินในสายอาชีพใดก็ต้องคอยดูแลไม่ให้โดนเอาเปรียบได้ !
“ศิษย์พี่เผิง ผู้ที่อยู่ในชุดคลุมตัวยาวสีฟ้าอ่อนก็คือนาง !” ถ้อยคำของเจียงโม่หานทำให้คนอื่นพากันเบิกตากว้างเท่าไข่ห่านยิ่งกว่าเดิม ! ไม่ใช่หรอกกระมัง…ปกติสหายเจียงเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องมารยาทและธรรมเนียมมากไม่ใช่หรือ ?
เพราะมีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้นในบ้าน บุตรสาวคนโตของตระกูลหลินจึงแต่งกายค่อนข้างพิเศษโดยสวมกระโปรงคลุมยาวที่ตัดเย็บใหม่ บนศีรษะแต่งแต้มด้วยปิ่นประดับลูกปัดรูปดอกไม้ที่น้องรองเคยให้ไว้ สองสามเดือนที่ผ่านมานี้นางได้กินอิ่มนอนหลับ ทั้งยังไปเรียนทอผ้ากับย่าหลิวโดยไม่ต้องตากแดดตากลมให้เหนื่อย ผิวกายก็ได้รับการบำรุงจนขาวผุดผ่อง กอปรกับที่นางมีหน้าตางดงามอยู่แล้ว จึงถือว่ายิ่งอ่อนหวานมากกว่าเดิม !
“พรุ่งนี้ข้าจะให้ท่านแม่มาสู่ขอนาง !” เผิงหยูเหยี่ยนพลันนึกถึงประโยคหนึ่งในตำราขึ้นมาได้ ‘มือสตรีนั้นบอบบาง ผิวขาวเนียนละเอียด อวบอิ่มดุจตัวด้วง ฟันคมดุจนอแรด ขนตางอนยาว หน้าผากกว้างเปิดโหงวเฮ้ง รอยยิ้มงดงามชวนหลงใหล ดวงตากลมโตงดงามอย่างไร้ที่ติ…’
เขาคีบหมูนึ่งข้าวคั่วขึ้นมาอีกหนึ่งชิ้น นั่นยิ่งทำให้เขามั่นใจมากขึ้นว่าสตรีนางนี้คือคนที่ตามหามาตลอดครึ่งชีวิต !
เจียงโม่หานยิ้มพร้อมชนจอกสุรากับเขา “ศิษย์พี่เผิงอย่าใจร้อนไปเลย เรื่องนี้ท่านควรถามความเห็นของคนในครอบครัวเสียก่อน ! ท่านกลับบ้านไปลองหยั่งเชิงคนในครอบครัวก่อนเถิด…”
“น้องรัก ครอบครัวของข้าไม่มีปัญหา แต่ไม่รู้ว่านางจะชอบข้าหรือไม่…ข้ารู้ว่านอกจากตนจะบ้าตำราแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดโดดเด่นสักอย่าง เรียนก็ไม่ได้เก่งเหมือนสหายท่านอื่น…แต่ท่านพ่อและพี่ชายเคยกล่าวไว้ว่าหลังจากที่ข้าแต่งงานแล้วจะแบ่งที่ดิน80หมู่ ร้านค้าในเขตฝูอันจำนวน5ร้าน ที่ดินก็ให้ผู้เช่าดูแลไป ร้านก็ปล่อยเช่า ไม่มีทางให้กู่เหนียงตามมาลำบากกับข้าเด็ดขาด !” เผิงหยูเหยี่ยนตะโกนบอกทรัพย์สินของตนอย่างสั่นสะท้านด้วยความรีบร้อนเพื่อแสดงความจริงใจ
เจียงโม่หานพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ตกลง ! พรุ่งนี้ข้าจะช่วยถามแทนท่านแล้วกัน !”
“เช่นนั้นต้องรบกวนสหายเจียงน้องข้าแล้ว!” เผิงหยูเหยี่ยนดีใจราวกับได้อ่านตำราดีๆถึง2เล่ม เขายื่นตะเกียบออกไปที่จานหมูตุ๋นน้ำแดง ฝีมือการทำอาหารของพี่สาวว่าที่น้องสะใภ้ไม่เลวเลย หากได้สตรีเช่นนี้มาเป็นศรีภรรยา คงโชคดีไปทั้งชาติ!
หลิ่วจงเทียนชูจอกสุราขึ้นสูง “เรื่องนี้ต้องสำเร็จเป็นแน่ ศิษย์พี่เผิงและสหายเจียงก็จะได้เป็นพี่เขยน้องเขย ต่อไปถ้าอยากขอคำชี้แนะก็สะดวกยิ่งขึ้น !”
ดวงตาของเผิงหยูเหยี่ยนเปล่งประกาย จริงสิ! เหตุใดเขานึกไม่ถึงจุดนี้? ช่างน่าปีติยินดี น่าปีติยินดีอย่างยิ่ง!
ด้านเจียงโม่หานแสดงสีหน้าบึ้งตึง เอ่อ! เผิงหยูเหยี่ยนมีฐานะปานกลาง เขาคงไม่สร้างปัญหาให้ข้า…ใช่หรือไม่?
พวกเขาดื่มกินอย่างสนุกสนาน ตั้งแต่เริ่มกินอาหารรสเลิศไปจนถึงสนทนากันเรื่องบทความ พูดคุยกันถึงเรื่องการสอบ ในระหว่างที่เมามายไม่ได้สติและกำลังมีความสุขนั้น พวกเขาก็ยังมีอารมณ์สุนทรีประพันธ์บทกวีอีกด้วย จากนั้นก็วิพากษ์วิจารณ์ผลงานซึ่งกันและกัน ในลานกว้างของบ้านตระกูลหลินนั้น ผู้ที่มาช่วยงานกลับไปหมดแล้ว สหายของเจียงโม่หานเพิ่งจะกล่าวลาอย่างอาลัยอาวรณ์ ในตอนที่แยกย้ายนั้นทุกคนพากันหอบเอาคุ้กกี้ในโถกระเบื้องเคลือบหนึ่งชุดและหมูแผ่นหนึ่งห่อติดไม้ติดมือไปด้วย แน่นอนว่าการกินไปพลางเดินไปด้วย ช่างไม่สมกับเป็นบัณฑิตเอาเสียเลย !
ผู้ที่ว่างงานก็แยกย้ายกันหมดแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงเดินออกมาจากห้องได้ในที่สุด จากนั้นก็รุดหน้าเข้าไปเอ่ยถามเจียงโม่หานด้วยความสนใจว่า “สหายของเจ้าคิดว่าตนเป็นยอดกวีหลี่ไป๋หรือ ตั้งใจจะท่องบทกวีเป็นร้อยรอบหรืออย่างไร ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายหนุ่มที่สวมชุดยาวสีเทาผู้นั้น ทั้งยังตาเหล่ข้าง…”
เจียงโม่หานถามกลับด้วยความแปลกใจ “ตาเหล่ ? เจ้าเข้าใจผิดแล้ว เขาก็มองเห็นได้ปกติ !”
“ไม่ตาเหล่หรอกหรือ ? เหตุใดเขาถึงได้มองเข้าไปในลานกว้าง ? ตอนที่จะกลับนั้นสายตาของเขาก็ยังไม่วายเหล่มองอีกหลายรอบ” หลินเว่ยเว่ยอึดอัดใจอยู่ภายในห้อง นางมองไปในลานกว้างผ่านหน้าต่างห้องของตน ส่วนห้องของหลินจื่อเหยียนอยู่ตรงข้ามกันซึ่งมองเห็นเรื่องราวและคนภายในห้องอย่างชัดเจน
“หลินเสี่ยวเว่ย อย่าเที่ยววิจารณ์เรื่องมีมารยาทหรือไม่มีมารยาทอีกเลย เจ้าก็กำลังจ้องชายหนุ่มกลุ่มหนึ่ง เจ้าคิดว่าเหมาะสมหรือไม่ ?” เจียงโม่หานมองนางอย่างหมดคำพูด
“เฮ้ เฮ้ เฮ้ ! สถานะของเราสองคนเปลี่ยนไปแล้ว เหตุใดจะต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย ?” หลินเว่ยเว่ยยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาเท้าสะเอวเพื่อแสดงความหัวรั้นอย่างชัดเจน
เจียงโม่หานโกรธพร้อมดึงผมเปียของนางพลางกล่าวว่า “วันมงคล ทว่าเจ้ากลับแสดงกิริยาเช่นนี้ออกมา จะชวนทะเลาะใช่หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยมองพิจารณาเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ชะ…ชวนทะเลาะ ? เจ้าชักจะดูถูกข้าเกินไปแล้ว !
เจียงโม่หานเห็นท่าทางการมองของนางแล้วถึงขั้นพูดไม่ออก
เจ้าเด็กอัปลักษณ์ ! ไม่โกรธ ไม่โกรธ ! นี่คือคู่หมั้นที่เขาเป็นคนเลือกเอง !
หลินเว่ยเว่ยมองบัณทิตหนุ่มที่หันหลังและเดินจากไป “เจ้าจะไปที่ใด ?”
“ไปหาป้าหวง !” เจียงโม่หานทิ้งท้ายด้วยประโยคนั้นแล้วเดินต่อไปโดยไม่หันกลับมาอีก
“ทำไม ? จะไปฟ้องหรือ ? ไม่เห็นต้องทำเช่นนี้เลย !” หลินเว่ยเว่ยสาวเท้าตามไป นางก้าวเท้าเสียกว้างจนเกือบจะเหยียบชายกระโปรงของตนเลยทีเดียว
เจียงโม่หานพลิกมือแล้วยื่นไปประคองตัวนางไว้ “ใครบอกว่าข้าจะไปฟ้อง ? ทำตัวเป็นเด็กอยู่ได้ !”
หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มเผยให้เห็นฟันขาว “ขอบใจ ว่าที่สามี !”
เมื่อได้ยินนางเรียกเช่นนี้ มุมปากของเจียงโม่หานก็โค้งมากขึ้น จากนั้นก็ยื่นมือออกไปบีบใบหน้าซาลาเปาเล็กๆของนาง “ระวังหน่อยสิ ว่าที่ภรรยาของข้า!”
“ชิ! จะกินเนื้อหรือไม่!” บุตรสาวคนโตตระกูลหลินยกจานใบหนึ่งแล้วเดินออกมาจากห้องทิศตะวันออก จากนั้นก็จ้องเขม็งและส่งยิ้มโง่ๆให้บ่าวสาวคู่ใหม่นี้ “ถอยไป อย่าขวางทาง!”
“พี่ใหญ่ ข้าไม่อยากลดตัวลงมาทะเลาะ เพราะรู้ว่าเจ้าอิจฉาที่ข้ามีสามีแต่ตนเองไม่มี!” หลินเว่ยเว่ยควงแขนบัณฑิตหนุ่ม ตั้งใจเอียงศีรษะอิงแอบแนบชิดบนไหล่กว้างของเขา “หืม? บัณฑิตน้อย เจ้าสูงขึ้นอีกแล้ว!”
“ข้าอายุเท่านี้แล้ว ไม่สูงขึ้นสิแปลก” เจียงโม่หานหรี่ตามองนาง ในตอนที่กลับมาเกิดใหม่ เขาสูงเท่าศีรษะนางเท่านั้น ตอนนี้สูงกว่านางไป4ชุ่นแล้ว ระดับความสูงนี้เขาพอใจเป็นอย่างยิ่ง! “ไม่แน่ว่าบางทีพี่สาวเจ้าอาจเลิกอิจฉาน้องสาวในเร็ววันนี้ก็ได้!”
“หมายความว่าอย่างไร? มีคนอยากมาทาบทามพี่สาวของข้าหรือ?” หลินเว่ยเว่ยดีใจทันที “ใครตาบอดมาชอบนาง…”
[1] สามนางหกแม่ หมายถึง กลุ่มหญิงสูงวัยที่ชอบนินทาและยุ่งเรื่องชาวบ้าน
ตอนที่ 248: ว่าที่สามี นางตวาดข้า
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินทำแก้มป่องอย่างโกรธเคืองคล้ายหาวจูหยีที่พองตัว จากนั้นก็ตวาดใส่น้องสาวโดยไม่ระวังกิริยา “เจ้าเด็กโง่ จะหาเรื่องกันใช่หรือไม่ ? คิดว่าข้ากลัวเจ้าหรือ ?”
“ว่าที่สามี นางตวาดข้า! ไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนมาชอบสตรีที่แผดเสียงสูงเช่นนี้ คงจะตาบอดจริงๆใช่หรือไม่?” หลินเว่ยเว่ยชำเลืองมองท่าทางของเจียงโม่หานและจู่ๆนางก็ตื่นเต้นขึ้นมา “ฮ่าฮ่า! ชายตาเหล่ผู้นั้นจริงหรือ?…ที่แท้เขาก็ไม่ได้ตาเหล่ แต่เพราะแอบชะเง้อมองสตรีที่ชอบแผดเสียงเกรี้ยวกราดของเรานี่เอง!”
“เจ้าว่าใครเป็นสตรีแผดเสียงเกรี้ยวกราด?” พี่สาวคนโตโกรธจนเกือบจะเอาจานที่อยู่ในมือโยนใส่หน้าของน้องรอง
แต่หลินเว่ยเว่ยมองข้ามนาง จากนั้นก็ซักถามด้วยความกระตือรือร้นว่า “บัณฑิตน้อย รีบพูดมาสิ สหายของเจ้าชอบพี่สาวข้าใช่หรือไม่? เขาอายุเท่าไหร่? แล้วที่บ้านทำงานอะไร? ปกติเขาเป็นคนอย่างไร? รีบบอกมาสิ บอกมา!”
เจียงโม่หานดึงว่าที่ภรรยาของตนออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บุตรสาวคนโตระบายความโกรธจนโยนจานใส่หน้าแล้วทำให้นางต้องอับอาย เรื่องนี้ต้องปรึกษากับป้าหวงเสียก่อน!
นางหวงเก็บสินสอดของหมั้นเรียบร้อย เมื่อเห็นบุตรสาวคนรองและว่าที่ลูกเขยเดินเข้ามาเคียงคู่กันคล้ายกิ่งทองใบหยก ใบหน้าจึงแต้มไปด้วยรอยยิ้ม “เว่ยเว่ย เจ้ายั่วโทสะพี่สาวอีกแล้วหรือ?”
“ไม่ใช่เสียหน่อยเจ้าค่ะ! ท่านแม่ บัณฑิตน้อยมีเรื่องจะคุยกับท่าน…” นางใช้ศอกกระทุ้งเจียงโม่หาน “พูดไปสิว่าสหายของเจ้าเป็นอย่างไร?”
นางหวงและนางเฝิงมองหน้ากันพลางเอ่ยถามว่า “มีเรื่องอันใดหรือ?”
เจียงโม่หานเล่าเรื่องที่เผิงหยูเหยี่ยนชอบบุตรสาวคนโตให้ฟังและอยากเชิญพ่อสื่อแม่สื่อมาคุยเรื่องแต่งงาน จากนั้นก็แนะนำเผิงหยูเหยี่ยนผู้นี้ให้ทุกคนได้รู้จักแล้วก็ประเมินครอบครัวของฝ่ายชายและคุณสมบัติของว่าที่เจ้าบ่าวอย่างเป็นกลาง
“ศิษย์พี่เผิงเป็นบุตรชายคนเล็กของตระกูล เขาเรียนไม่ค่อยเก่งหรอก แต่พี่ชายในตระกูลล้วนแต่งงานเป็นอิสระแล้ว หลังจากทั้งหมดแต่งงานแล้วเขาจึงอาศัยอยู่ในบ้านเพียงผู้เดียว ทรัพย์สมบัติในตระกูลได้มีการเจรจาแบ่งสรรปันส่วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากในอนาคตต้องแยกครอบครัวกัน อย่างน้อยก็ยังสามารถเลี้ยงดูทั้งตระกูลด้วยเงินทองจากร้านค้าและผลผลิตจากผืนนาได้” เจียงโม่หานเล่าในสิ่งที่เผิงหยูเหยี่ยนเคยบอกให้นางหวงฟังอย่างละเอียด
“ท่านแม่เจ้าคะ เขาก็คือชายหนุ่มที่สวมชุดบัณฑิตสีเทาซึ่งยืนเหม่อลอยผู้นั้นเจ้าค่ะ…หน้าตาก็ธรรมดาแต่สะอาดสะอ้าน ดูสง่างามดี” หลินเว่ยเว่ยเห็นว่านางหวงเหมือนคิดไม่ออกว่าคือผู้ใดจึงอธิบายรูปร่างให้ฟัง
เจียงโม่หานชำเลืองมองนางปราดหนึ่ง ‘เจ้าสังเกตละเอียดเช่นนี้เชียวหรือ’
นางหวงนึกขึ้นได้ เป็นชายหนุ่มที่สง่าผ่าเผยและมีมารยาทผู้หนึ่ง ในเมื่อว่าที่ลูกเขยเป็นผู้เอ่ยปากเรื่องนี้เอง ย่อมหมายความว่าเขาประเมินคุณชายท่านนั้นไว้อย่างดีแล้ว คิดว่าพอคุยกันได้อยู่ แต่…ครอบครัวนี้ดีเหลือเกิน การแต่งงานกับคนที่มีฐานะใกล้เคียงกันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก สถานะของอีกฝ่ายดีเกินไปจึงกลัวว่าทางครอบครัวจะไม่ชอบพวกนาง…
หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นบางอย่าง หน้าต่างมีการเปิดแง้มอยู่เล็กน้อยซึ่งไม่รู้ว่าเปิดแง้มตั้งแต่เมื่อใดและมีเงาคนวูบไหวไปมาอยู่นอกหน้าต่าง…ที่แท้ก็เป็นพี่สาวคนโต ถ้าอยากฟังก็สามารถเข้ามาฟังอย่างเปิดเผยได้ อย่าทำตัวลับล่อแบบนี้สิ!
หลินเว่ยเว่ยรีบเดินออกไปแล้วดึงเจ้าตัวเข้ามา บุตรสาวคนโตตระกูลหลินเขินอายจนหน้าแดงก่ำ นางออกแรงดิ้นอย่างสุดกำลัง แต่พละกำลังนั้นแตกต่างกันเกินไป นางเหมือนลูกไก่และสุดท้ายก็ถูกหิ้วเข้ามา นางหลุบตาต่ำ อายจนอยากจะร้องไห้เสียให้รู้แล้วรู้รอด!
“เจ้ารอง! เจ้าจะทำอันใด?” นางหวงขมวดคิ้วมองบุตรสาวคนรองด้วยความฉงน
หลินเว่ยเว่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “ก็กำลังคุยเรื่องการสู่ขอนางอยู่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ? เช่นนั้นก็ถามความเห็นของนางเสียเลย ถึงอย่างไรเราก็ไม่ควรจับนางคลุมถุงชน!”
นางหวงถลึงตาใส่ จากนั้นก็ดึงตัวของบุตรสาวคนโตที่อยากแทรกตัวหนีออกมาจากการควบคุมของหลินเว่ยเว่ยแล้วลากมานั่งข้างกาย “ลูกแม่ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
บุตรสาวคนโตก้มหน้าลงอีกครั้งพร้อมดึงชายเสื้อของตน ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร สหายของบัณฑิตเจียงเหล่านั้น นางกลัวว่าจะทำให้น้องสาวต้องอับอายขายขี้หน้าไปด้วย ทำให้ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ นางไม่กล้ามองหน้าพวกเขาแม้แต่น้อย เดิมทีไม่ได้สังเกตว่าใครใส่เสื้อผ้าอย่างไรและไม่รู้ว่าเจ้าตัวมีรูปร่างหน้าตาเช่นไร จะให้นางกล่าวอันใดได้?
อีกอย่างเขาก็ยังเป็นบัณฑิต นางแค่รู้จักตัวอักษรไม่กี่ตัวจากน้องสาม ตระกูลของเขาจะไม่ดูถูกนางเอาหรือ? ครอบครัวของพวกเขามีที่ดินหลายร้อยหมู่และมีร้านค้าอีกหลายสิบแห่ง จะมาชอบหญิงสาวในหมู่บ้านหลังเขาแห่งนี้หรือ?
แต่ในใจของบุตรสาวคนโตก็ยังเต็มไปด้วยความคาดหวังมากมาย ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ต่อไปคงได้พบเจอยากขึ้น หากพลาดโอกาสนี้ไปก็คงน่าเสียดายยิ่งนัก!
“เจ้าพูดมาสิ! อยากแต่งหรือไม่อยาก ปกติแสบนักไม่ใช่หรือ พอเจอเรื่องจริงจังแล้ว เหตุใดจึงกลัวจนหัวหดเช่นนี้เล่า?” หลินเว่ยเว่ยร้อนใจแทนพี่สาว
บุตรสาวคนโตเงยหน้ามองนางและเห็นว่าแม้แต่นางหวงกับนางเฝิงก็มองมาทางตนทั้งสิ้น นางจึงรีบก้มหน้าลงอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงอู้อี้คล้ายเสียงยุงบินว่า “แล้วแต่ท่านแม่เจ้าค่ะ!”
นางหวงเห็นความกังวลของบุตรสาวจึงทอดถอนใจและเอ่ยว่า “ชายหนุ่มผู้นี้ อย่างอื่นดีพร้อม! มีแต่…ฐานะที่ไม่เหมาะสมกัน แม่กลัวว่าครอบครัวของอีกฝ่ายจะดูถูกครอบครัวเรา หากเจ้าแต่งงานออกไปจะได้รับความลำบาก!”
บุตรสาวคนโตตัวสั่นเทาเล็กน้อยและก้มหน้าลงมากขึ้น
หลินเว่ยเว่ยเอ่ยขึ้นว่า “เหตุใดฐานะถึงไม่เหมาะสมกันเจ้าคะ? ตระกูลของพวกเขามีร้านค้าหลายสิบร้าน เราเองก็มีโกดังเก็บสินค้าสิบกว่าห้องในท่าเรือไม่ใช่หรือ? ผลผลิตจากผืนนาจำนวนหลายร้อยหมู่ของพวกเขาจะสร้างเงินได้มากกว่าโรงงานแปรรูปและร้านค้าของเราถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? เขาเป็นบัณฑิต เราก็มีบัณฑิตน้อยถึง2คนไม่ใช่หรือเจ้าคะ? แถมพี่ใหญ่ก็ยังมีฝีมือทอผ้าอีกด้วย! หากจะพูดว่าใฝ่สูง ตระกูลพวกเขาต่างหากที่ใฝ่สูงอยากถีบตนเองมาเทียบกับพวกเรา!”
นางหวงครุ่นคิดอย่างหนัก…จริงสิ! ตระกูลหลินไม่ใช่ครอบครัวที่ยากจนเหมือนครึ่งปีก่อน พวกนางไม่เพียงแต่มีทรัพย์สินของตนอยู่ในเขตเริ่นอันเท่านั้น ในครอบครัวก็ยังมีธุรกิจค้าขายที่สร้างเงินได้มหาศาลอีกด้วย ในมือของนางยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง นางยังมีเงินในครอบครองอีกหลายพันตำลึง!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เอวและหลังของนางก็ยืดตรงขึ้น รอยยิ้มได้แย้มออกมาจากมุมปากอีกครา “ลูกแม่ เรื่องการออกเรือนครั้งนี้เจ้าคิดอย่างไร?”
แผ่นหลังที่ค่อมของบุตรสาวคนโตค่อยๆยืดตรง จากนั้นก็กล่าวอย่างเอียงอายว่า “แล้วแต่ท่านแม่เจ้าค่ะ!” นี่หมายความว่าเต็มใจแล้วใช่หรือไม่?
หลินเว่ยเว่ยทอดถอนใจและเอ่ยถามเจียงโม่หาน “เจ้าว่าหน้าตาพี่ใหญ่ก็ดูไม่ได้โดดเด่นมากนัก แถมวันนี้ก็ไม่ได้สร้างเรื่องอับอายอันใด เหตุใดสหายของเจ้าถึงได้ชอบนาง?”
พี่สาวคนโตได้ยินดังนั้นก็อดเขินอายไม่ได้ จากนั้นก็ถลึงตาใส่น้องสาวอย่างแรง “บัณฑิตเจียงชอบที่เจ้าเป็นเช่นนี้ เหตุใดข้าจะมีคนมาชอบบ้างไม่ได้?”
“อย่างบัณฑิตน้อยเรียกว่ามีสายตาแหลมคม แต่สหายของเขาเรียกว่าตาบอด!” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยอย่างชั่วร้าย
บุตรสาวคนโตโกรธจนพูดไม่ออก “ท่านแม่ ท่านดูนางสิเจ้าคะ!”
นางหวงมองไปทางสองพี่น้องที่กำลังทะเลาะกันอยู่ “เอาเถิด! เว่ยเว่ย เจ้าพูดให้น้อยหน่อย!”
หลินเว่ยเว่ยแลบลิ้นใส่พี่สาวและทำหน้าตาล้อเลียนอีกฝ่าย
เจียงโม่หานมองนางด้วยรอยยิ้มเบาบาง ก่อนจะตอบคำถามเมื่อครู่ “สหายของข้าผู้นี้ไม่มีงานอดิเรกอื่นหรอก มีเพียงเรื่องเดียวที่เขาไม่อาจต้านทานได้คือความหลงใหลในอาหารรสเลิศ !”
“ที่แท้เขาชื่นชอบฝีมือการทำอาหารของเจ้า ! ไม่น่าล่ะ ถึงได้มีคำกล่าวที่ว่าถ้าอยากจะมัดใจชายก็จะต้องมัดด้วยเสน่ห์ปลายจวัก !” หลินเว่ยเว่ยยิ้มมุมปากให้พี่สาว “พี่ใหญ่ เจ้าต้องขอบคุณข้า !”
แน่นอนว่าฝีมือการทำอาหารของบุตรสาวคนโตได้มาจากการโดนขัดเกลาและฝึกฝนของหลินเว่ยเว่ยผู้นี้
ตอนที่ 249: บุตรชายหัวแก้วหัวแหวน
แขนของหลินเว่ยเว่ยเพิ่งได้รับบาดเจ็บมาไม่นานก็ยังสามารถสอนพี่สาวทำอาหารได้ แน่นอนว่าคงจะถือโอกาสนี้จู้จี้จุกจิกและเอาคืนอีกฝ่ายไปไม่น้อย
หากไม่มีการตำหนิติเตียนของตน พี่สาวก็คงไม่มีฝีมือทำอาหารที่ดีเช่นในตอนนี้ พี่สาวคนโตกลอกตาไปมาพลางกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ขอบใจ !”
“ไม่ต้องขอบใจหรอก ! แม้ว่าในอดีตเจ้าจะทอดทิ้งน้องสาวที่แสนโง่เขลาผู้นี้ คิดสาปแช่งให้ข้าถูกหมาป่าคาบไปกินจนใจจะขาด ! กระนั้นเราก็เป็นพี่น้องที่ลืมตาดูโลกจากท้องมารดาคนเดียวกัน ข้าคงจะทนเห็นเจ้าเป็นคนไร้ประโยชน์ไม่ได้ใช่หรือไม่ ? โชคดีที่ข้าไม่ใช่คนโง่เขลาอีกและยังมีพรสวรรค์ในการทำอาหารเป็นเลิศ !”
เมื่อได้ยินสองประโยคก่อนหน้านี้ พี่สาวก็รู้สึกผิดเล็กน้อย แต่ไม่นานใบหน้าก็หม่นหมอง “เจ้าจะตายถ้าไม่ได้ทำให้ข้าโกรธใช่หรือไม่ ?”
“ใช่! ข้าจะตาย” หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าอย่างจริงจัง สำหรับพี่สาวคนโตแล้ว นางจะช่วยในเวลาที่สมควรช่วยและจะต่อสู้จนตายเมื่อสมควรทำ!
นักกินอย่างเผิงหยูเหยี่ยนผู้นี้เหมือนโดนตะปูตอกไว้บนที่นั่ง ในขณะที่มือก็ยังถือห่อเนื้อแผ่นและสุดท้ายเนื้อแผ่นเหล่านั้นก็ไม่มีเหลือสำหรับครอบครัว เขาเปิดปากโถกระเบื้องเคลือบออกและหยิบคุกกี้ชิ้นหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะโยนเข้าปากและเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
เมิ่งจิ่งหงมองอีกฝ่ายอย่างหมดคำพูด กระทั่งได้กลิ่นนมอันหอมหวานลอยอบอวลอยู่ในอากาศ จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นมาลูบหน้าท้องอย่างลำบากใจพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่เผิง ท่านกินมื้อเที่ยงไม่อิ่มหรือ?”
“จะอิ่มได้อย่างไรเล่า ? ข้ายังไม่เคยกินอาหารที่ใดได้อิ่มหนำสำราญเช่นนี้มาก่อน !” เผิงหยูเหยี่ยนเป็นคนสายตาสั้น เขาหรี่ตามองจนกลายเป็นเส้นตรง ฝีมือการทำอาหารของพี่สาวตระกูลหลินยอดเยี่ยมนัก ! หากกินไม่อิ่ม ไม่เป็นการขาดทุนหรอกหรือ ? ไม่ได้ ต้องกลับไปบอกท่านแม่ให้รีบมาสู่ขอเพื่อหลีกเลี่ยงการโดนผู้อื่นตัดหน้าเสียก่อน !
หลิ่วจงเทียนก็ชื่นชมกับปริมาณอาหารที่อีกฝ่ายกินเข้าไป “ท่านหิวอีกแล้วหรือ ?”
เผิงหยูเหยี่ยนส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “นี่คือขนม กินขนมไม่เกี่ยวกับหิวไม่หิวหรอก!” เขากินไปเพียงสองชิ้น จากนั้นก็ปิดฝาด้วยความเสียดาย แท้จริงแล้วท้องของเขาไม่มีที่ว่างเพียงพอสำหรับบรรจุอาหารอีก
เฝิงชิวฟานเอ่ยถาม “พวกเจ้าจะกลับไปจัดงานเลี้ยงช่วงค่ำในเขตเริ่นอันหรือต่างคนต่างจัด?”
ครอบครัวของเมิ่งจิ่งหงอยู่ในชานเมือง เป็นเศรษฐีมีชื่อเสียงในชนบทและเป็นเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่งร่ำรวย วันนี้เขาไม่พอใจกับการกระทำและถ้อยคำของเฝิงชิวฟานอย่างมาก เจ้าไปเพื่อแสดงความยินดีแล้วจะเอ่ยเรื่องยืมเงินยืมทองได้อย่างไร? ทั้งยังเมินเฉยต่อตระกูลหลินที่เป็นชาวนาอีกด้วย…ในอดีตเขาเคยคิดว่าอีกฝ่ายมีความกล้าหาญ คาดไม่ถึงว่าจะเป็นเพียงการแสดงละครเท่านั้น กลายเป็นคนเช่นนี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อเลือกในเส้นทางที่ต่างกันย่อมอยู่ด้วยกันไม่ได้ เขาจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “ข้ายังมีเรื่องต้องไปจัดการที่บ้าน ต้องขอตัวก่อน มะรืนค่อยมาฉลองกันอีกครั้ง!”
เผิงหยูเหยี่ยนก็รีบกล่าวขึ้นทันที “ข้าก็ต้องขอตัวกลับเช่นกัน!”
ตระกูลของหลิ่วจงเทียนอยู่ในเขตเริ่นอัน เขาจึงพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ค่อยมาฉลองวันมะรืน!”
เมื่อมาถึงสี่แยกหนึ่ง ทั้งสี่ต่างนั่งรถม้าของตนแล้วแยกกันไปตามทางของแต่ละคน
แม้ว่าเผิงหยูเหยี่ยนจะอาศัยอยู่ในเขตใกล้เคียง แต่เขตอันผิงที่เขาอาศัยอยู่นั้นห่างจากเขตเริ่นอันเพียงแค่10ลี้ รถม้าใช้เวลาครึ่งชั่วยามก็ถึงจุดหมายแล้ว
ทันทีที่เข้าไปในเขตอันผิงก็เห็นลานกว้างสามทางเข้าซึ่งสร้างติดกันทั้งสองหลังของตระกูลเผิง ตระกูลนี้มีสองพี่น้อง หลังจากที่นางเผิงให้กำเนิดบุตรชายคนโตแล้วสุขภาพก็ไม่สู้ดีจนคิดว่าจะมีบุตรไม่ได้อีกตลอดชีวิต แต่ผู้ใดจะรู้ว่าในปีที่พี่ใหญ่อายุได้18ปี นางเผิงจะตั้งครรภ์เผิงหยูเหยี่ยน ซึ่งพี่ใหญ่ก็มีบุตรของตนเองแล้ว!
นางเผิงอายุมากแล้ว หลังจากที่คลอดเผิงหยูเหยี่ยนออกมาก็ต้องตื่นตกใจกันยกใหญ่เพราะน้ำนมของนางไม่ไหล บุตรชายคนเล็กหิวจนร้องไห้ยกใหญ่ ภายใต้ความจนปัญญาจึงต้องวิ่งมาหาพี่สะใภ้ใหญ่ของเผิงหยูเหยี่ยน หลานชายคนโตของเผิงหยูเหยี่ยนยังไม่หย่านม เขาจึงได้กินนมของพี่สะใภ้ใหญ่จนเติบโต เมื่อครั้งเยาว์วัยหลานชายคนโตไม่รู้ความจึงเรียกเขาว่า ‘น้องชาย’! ต่อมาก็โดนบิดาเคาะศีรษะไปหลายครั้งจึงเปลี่ยนมาเรียกเขาว่า ‘ท่านอา’ อย่างเชื่อฟัง
หลานชายคนโตของเผิงหยูเหยี่ยนเห็นท่านอาอุ้มโถกระเบื้องเคลือบใบหนึ่งด้วยมือข้างเดียวจึงรีบเดินเข้าไปอย่างรีบร้อนพร้อมซักถามว่า “ท่านอาขอรับ ท่านไปร่วมงานแต่งของสหายมาใช่หรือไม่? เหตุใดจึงกลับบ้านเร็วเช่นนี้ขอรับ?”
หลานชายยื่นมือออกไปเพราะอยากช่วยถือของในมือท่านอา ทว่าเผิงหยูเหยี่ยนหลบเลี่ยง จากนั้นก็พยักหน้าพลางกล่าวว่า “งานแต่งจบแล้วก็ต้องกลับมาสิ พ่อกับแม่ของข้าอยู่ที่ใด?”
“ท่านปู่ท่านย่าน่าจะออกไปตกปลาในสวนดอกไม้ด้านหลัง…ท่านอามีเรื่องอันใดหรือขอรับ?” ปกติแล้วทันทีที่ท่านอากลับบ้านก็จะแทรกตัวเข้าไปในห้องหนังสืออย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาอ่านตำราไม่หยุดยั้ง ไม่รู้ว่าตำราเล่มนั้นถูกอ่านไปแล้วกี่รอบ มันมีสิ่งใดน่าสนใจนักหนา! แล้วเหตุใดวันนี้ผิดแปลกไปจากเดิมคือถามหาท่านปู่และท่านย่าเสียได้?
เมื่อเผิงเจียเหลียงเห็นท่านอาตัวน้อยรีบวิ่งไปสวนดอกไม้ด้านหลัง เขาจึงรีบวิ่งตามไปทันที
“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!” เผิงหยูเหยี่ยนตะโกนเรียกหญิงชราที่กำลังตกปลาอยู่ริมสระน้ำจากระยะไกล “ข้าชอบกู่เหนียงผู้หนึ่งแล้ว ท่านแม่ต้องรีบไปสู่ขอให้ข้าประเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
ทันใดนั้นเผิงเจียเหลียงก็ลื่นไถลจนหน้าเกือบคว่ำลงดิน ‘ว่าอย่างไรนะ? เหตุใดท่านอาถึงได้เปิดใจกะทันหันเช่นนี้ จะสู่ขอภรรยาแล้วหรือ? ไม่หรอกกระมัง? งั้นต่อไปข้าก็ไม่มีข้ออ้างปฏิเสธเรื่องแต่งงานกับท่านพ่อแล้วล่ะสิ?’
เผิงเจียเหลียงยกมือขึ้นค้างกลางอากาศ ไม่สิ ท่านอา ท่านหักหลังสัญญาว่าเราจะไม่แต่งงานได้อย่างไร? แอบไปดูตัวสตรีเสียเองหรือ? แต่เรื่องที่ทำให้เขายิ่งประหลาดใจก็คือสตรีแบบใดที่สามารถทำให้หัวใจของท่านอาเต้นแรงได้?
นายท่านเผิงตื่นตกใจกับเสียงของบุตรชายคนเล็กจนคันเบ็ดตกปลาหลุดจากมือไปในสระน้ำ ภรรยาของเขาก็ทิ้งสามีแล้ววิ่งตรงไปหาบุตรชายด้วยความกระตือรือร้น
นางเผิงมักชอบเอ่ยประโยคหนึ่งเสมอว่า “ลูกรัก แม่จะมีชีวิตได้เห็นเจ้าสู่ขอภรรยาใช่หรือไม่?” ชาติที่แล้วนางไม่ได้เห็นบุตรชายสู่ขอภรรยาจึงร้องห่มร้องไห้ต่อการหายตัวไปของบุตรชายจนมีปัญหาด้านสายตาและตรอมใจอยู่ไม่นานก็…
“ลูกรัก เจ้าพูดว่าอย่างไร? แม่ไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่?” นางเผิงจับแขนของบุตรชายคนเล็ก นัยน์ตาเปล่งประกายอย่างมีความสุข
โถกระเบื้องเคลือบในมือของเผิงหยูเหยี่ยนเกือบจะหลุดร่วง เขาจึงรีบตอบว่า “ท่านแม่! ท่านแม่ขอรับ! โถกระเบื้องเคลือบกำลังจะตก…”
นางเผิงตีไปบนแขนของเขาด้วยความร้อนใจ “ใช่เวลาที่จะมาสนใจของอีกหรือ? รีบพูดมาสิว่าคนที่เจ้าชอบเป็นกู่เหนียงจากตระกูลใด? อายุเท่าไหร่?”
เผิงหยูเหยี่ยนเดินเข้ามาในศาลาที่ใช้นั่งตกปลาของนายท่านเผิงแล้ววางโถกระเบื้องเคลือบในมือลงอย่างทะนุถนอมพลางทอดถอนใจและกล่าวว่า “วันนี้ข้าได้ไปร่วมงานหมั้นของสหายเจียงน้องรักไม่ใช่หรือขอรับ?”
“ใช่! สหายแซ่เจียงผู้นั้น เจ้าเคยบอกว่าเขาเรียนเก่งและยังช่วยชี้แนะเจ้าตั้งมากมาย! พ่อจำได้ว่าเขาเพิ่งอายุ15ปีเท่านั้น…เจ้าดูสิ เขาอายุ15ปีก็หมั้นหมายแล้ว หันมาดูเจ้าที่อายุเกือบ20ปีแล้วยังไม่มีภรรยา เส้นผมของพ่อและแม่เจ้าขาวโพลนทั่วทั้งศีรษะแล้ว!” นายท่านเผิงจ้องบุตรชายตาเขม็ง
นางเผิงเบียดเข้ามาด้านข้าง “หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว! รีบพูดมา รีบพูดมาสิ! เจ้าชอบเด็กสาวตระกูลใด?”
เผิงหยูเหยี่ยนหัวเราะเบาๆ พลางเกาศีรษะของตนเล็กน้อย “ข้าชอบว่าที่ภรรยาสหายเจียง…”
“ว่าอย่างไรนะ ? เจ้าชอบว่าที่ภรรยาของเขาหรือ ? ลูกรัก ภรรยาของสหายไม่อาจแตะต้องได้ สุภาพบุรุษไม่ควรแย่งคนรักของผู้อื่น เหตุผลนี้เจ้าไม่เข้าใจหรือ ? เรียนหนังสือก็ตั้งมากมาย ความรู้ตกสู่ท้องสุนัขหรือคืนอาจารย์ไปหมดแล้ว ?” นายท่านเผิงมีนิสัยใจร้อน ได้ยินแค่ครึ่งเดียวก็ตีโพยตีพายไปก่อน เขาโกรธจนต้องมองหาเก้าอี้ในศาลาเพื่อจะสั่งสอนเจ้าลูกอกตัญญูผู้นี้ให้จงได้ !
ตอนที่ 250: สู่ขอและแต่งงาน
เผิงหยูเหยี่ยนนิ่งไปชั่วขณะ “ท่านพ่อขอรับ ท่านพูดเหลวไหลอันใด ? ข้าจะไปชอบว่าที่ภรรยาของศิษย์น้องเจียงได้อย่างไร เขาหมั้นหมายไปแล้วนะขอรับ ! ”
“ก็ใช่น่ะสิ ! ตาเฒ่า เจ้าจะร้อนใจไปไย ฟังลูกพูดให้จบก่อน…” นางเผิงถลึงตาใส่สามีจนแทบถลนออกมา จากนั้นก็เอ่ยกับบุตรชายด้วยท่าทีอ่อนโยนและนุ่มนวลว่า “ลูกแม่ เจ้าพูดต่อเถิด !”
นางกลัวความโง่เขลาของบุตรชายมาก กลัวว่าเขาจะโพล่งออกมาว่าไม่แต่งแล้ว !
เผิงหยูเหยี่ยนยิ้มอย่างโง่เขลา “คนที่ข้าชอบคือพี่สาว…ของว่าที่ภรรยาศิษย์น้องเจียงต่างหากขอรับ ! นางเป็นหญิงสาวที่มีความสามารถและมีจิตใจงดงามมากผู้หนึ่ง !” ที่สำคัญคือทำอาหารเก่ง ! จึงได้รับการพิจารณาสูงมาก นอกจากนางก็ไม่มีใครอีกแล้ว !
“ได้ยินแล้วใช่หรือไม่ ? เป็นพี่สาวของว่าที่ภรรยา ! ให้ตายเถิดตาเฒ่า เหตุใดจึงได้ยินเป็นว่าที่ภรรยาที่หมั้นหมายไปแล้วเสียได้ ? ลูกชายของเราจะแย่งภรรยาของผู้อื่นได้อย่างไร ?” นางเผิงแอบกังวลอยู่ลึกๆ แต่สุดท้ายก็คลายความกังวลได้ครึ่งหนึ่ง
ที่ยังเหลืออีกครึ่งคือนางกังวลว่าบุตรชายผู้แสนโง่เขลาของตนจะชอบแค่รูปลักษณ์ภายนอกและโดนหลอกลวง นางเอียงหน้าไปถามอย่างระมัดระวังว่า “กู่เหนียงผู้นั้นคงจะงดงามมาก เช่นนั้นเจ้าไม่มีทางชอบนางแน่นอน !”
เผิงหยูเหยี่ยนก้มหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก พยายามไตร่ตรองว่ากู่เหนียงผู้นั้นมีหน้าตาอย่างไร ? เขาพยักหน้าอย่างลังเลก่อนจะกล่าวว่า “หน้าตาคง…พอใช้ได้กระมังขอรับ ?”
ว่าอย่างไรนะ ? แม้แต่หน้าตาของนางก็ยังไม่เคยเห็น แล้วเหตุใดเจ้าอยากสู่ขอนางกันเล่า ? หรือว่า…บุตรชายผู้แสนโง่เขลาของตนไปย่ำยีศักดิ์ศรีของนาง ? เป็นไปไม่ได้ ! เจ้าหนอนหนังสือผู้นี้คงไม่พาตนไปข้องเกี่ยวกับเรื่องพรรค์นั้นหรอก !
นางเผิงครุ่นคิดอีกครั้ง น้องสาวของสตรีนางนั้นได้หมั้นหมายแล้ว แต่พี่สาวกลับยังโสด ? คงไม่ได้ทำสิ่งใดไม่เหมาะสมแล้ววางแผนจับเจ้าเด็กโง่ของเราใช่หรือไม่ ? นางเผิงอดคิดในแง่ร้ายไม่ได้
นางจึงถามอย่างละเอียด “ลูกแม่ กู่เหนียงผู้นั้นอายุเท่าไรหรือ ?”
“มากกว่าว่าที่ภรรยาของศิษย์น้องเจียง1ปี…น่าจะประมาณ…15ปีเห็นจะได้ขอรับ” เผิงหยูเหยี่ยนระดมสมองคิดอย่างหนักจึงได้ข้อสรุปออกมาเช่นนี้
“เพิ่งจะ15ปีเองหรือ ? ก็ไม่เลว ยังไม่ถือว่าโตเกินไป แต่เด็กสาวที่มีอายุเท่านี้ในหมู่บ้านล้วนหมั้นหมายกันหมดแล้ว เหตุใดนางยัง…”
“แล้ว…ครอบครัวของนางได้พูดสิ่งใดหรือไม่ เหตุใดไม่ยอมให้นางหมั้นหมายตั้งนานแล้ว ?”
เผิงหยูเหยี่ยนมองไปทางมารดาอย่างไม่พอใจ หากนางหมั้นหมายแล้วบุตรชายของท่านจะทำอย่างไรเล่า ? เขาจึงเล่าในสิ่งที่ได้ยินมาจากฝ่ายตระกูลเจียงว่า “ในอดีตครอบครัวของนางยากจนข้นแค้นมาก ต้องแบกรับภาระอย่างหนัก มีครอบครัวอื่นมาสู่ขอไม่น้อย แต่คนเหล่านั้นล้วนมีหน้าตาที่น่าเกลียด…หญิงสาวที่แสนดีอย่างนาง ทางครอบครัวไม่มีทางยอมให้ไปตกระกำลำบากขอรับ !”
อ้อ ! เพราะเหตุผลนี้เอง ! บ้านยากจนก็ไม่เป็นไร ตระกูลเผิงมีฐานะที่มั่นคงย่อมไม่คิดเรียกร้องสินเดิมจากฝ่ายหญิง ต่อให้ครอบครัวต้องแบกรับภาระอย่างหนัก ขอแค่มีคุณสมบัติที่ดี ทำงานบ้านงานเรือนได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่พวกตนจะยอมทุ่มทุนเพิ่มอีกสักหน่อย…
นางเผิงจึงถามเรื่องสมาชิกในตระกูลหลินอย่างละเอียด ‘มารดาของนางเป็นคนมีเหตุผลนิสัยอ่อนโยน น้องสาวและบัณฑิตเจียงหมั้นหมายกันแล้ว น้องชายคนโตกำลังศึกษาอยู่ในสำนักศึกษาเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมสอบถงเซิง ส่วนน้องชายคนเล็กอยู่ในวัยกำลังน่ารัก ช่วยงานบ้านได้ดี… ’
นางเผิงพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงขั้นชื่นชมบุตรชายไม่ขาดปาก “เอาล่ะ พรุ่งนี้แม่จะไปเตรียมสินสอดทองหมั้นแล้วเชิญแม่สื่อไปสู่ขอนาง !”
นางถามบุตรชายอีกว่าบัณฑิตเจียงเตรียมสินสอดทองหมั้นอย่างไรไปสู่ขอบุตรสาวคนรองตระกูลหลิน พี่น้องที่หมั้นหมายกันในเวลาไล่เลี่ยจะทำให้บุตรชายและว่าที่สะใภ้เสียหน้าไม่ได้เด็ดขาด !
ก่อนจะหารือเรื่องนี้ควรไปถามความเห็นของอีกฝ่ายให้ชัดเจนเสียก่อน นางเผิงดำเนินการอย่างรวดเร็ว วันรุ่งขึ้นคู่สามีภรรยาสูงวัยแทบรอไม่ไหวที่จะนำแม่สื่อไปที่ประตูบ้านตระกูลหลิน
บ้านหลังที่สองของหมู่บ้าน ไม่ผิดแน่ บ้านหลังนี้เอง ! นางเผิงรีบลงจากรถม้า จากนั้นก็มองเข้าไปในลานกว้างของตระกูลหลินจากด้านนอก ใหญ่โตยิ่งนัก มีเกวียนเทียมล่อคันหนึ่งจอดอยู่หน้าบ้านด้วยหรือ ? นี่คงเป็นเกวียนเทียมล่อที่ครอบครัวของนางซื้อไว้ ครอบครัวยากจนข้นแค้นที่ไหนกัน ? เจ้าเด็กโง่ของเราคงไม่ได้ถูกหลอกกระมัง ?
ตอนนี้เป็นเวลาพักผ่อนของพวกชาวไร่ชาวนาพอดี มีหญิงสองสามคนนั่งเย็บพื้นรองเท้าอยู่ใต้ต้นไม้เก่าแก่ของหมู่บ้าน เมื่อเห็นคู่สามีภรรยาที่สูงวัยจากตระกูลเผิงและรถม้าอยู่ด้านหลังของอีกฝ่ายจึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “พวกเจ้ามาหาใครหรือ ?”
“เรามาหานายหญิงตระกูลหลิน !” นางเผิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านใช้ปลายเข็มถูๆบนศีรษะที่เต็มไปด้วยผมขาว จากนั้นก็ใช้ปลายคางพยักพเยิดไปยังเกวียนเทียมล่อที่จอดอยู่พลางกล่าวว่า “ที่นั่นถูกแล้ว !” ทั่วทั้งหมู่บ้านฉือหลี่โกวมีเพียงครอบครัวแซ่หลินของนางหนูรองหลังเดียวเท่านั้น !
นางเผิงครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นก็ตัดสินใจถามว่า “ข้าได้ยินว่าตระกูลหลินนั้นยากจน เหตุใดจึงซื้อเกวียนเทียมล่อได้เล่า?”
ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านมองด้วยความสงสัย ก่อนจะย้อนถาม “แล้วเจ้ามีความสัมพันธ์อันใดกับตระกูลหลิน? เหตุใดจึงถามเช่นนี้?”
นางเผิงฉีกยิ้มและโป้ปดไปว่า “เราเป็นญาติห่างๆ ได้ยินว่าพวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่และได้รับความลำบากเป็นอย่างยิ่งจึงอยากมาช่วยเหลือ!”
หญิงสาวที่มีหน้ากลมโตเท่าจานใบหนึ่งหัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า “ตระกูลหลินน่ะหรือลำบาก? นั่นคือในอดีต! หากเป็นครึ่งปีก่อนตระกูลหลินยากจนข้นแค้นถึงขั้นอดมื้อกินมื้อเลยทีเดียว! แต่นั่นล้วนเป็นอดีต เพราะตอนนี้ตระกูลหลินมีฐานะมั่นคงที่สุดในหมู่บ้าน!”
หญิงสาวที่มีใบหน้าเรียวยาวอีกคนพยักหน้าคล้อยตาม “ใช่! มีผลไม้อบแห้งร้อยกว่าชั่ง ทั้งยังมีเนื้อแผ่นไปส่งในเขตเริ่นอันทุกวัน นอกจากนี้ยังมีเมล็ดสนปากอ้า คราวที่แล้วขายได้ตั้ง2หมื่นชั่ง มีลูกค้ามาทำการซื้อขายด้วยรถม้ากว่าสิบคัน!”
“แค่นั้นยังน้อยไปไม่ใช่หรือ? คราวที่แล้วหลิวว่ายจื่อกลับมาหมู่บ้าน ข้าได้ยินที่เขาพูดกับมารดาว่าโกดังเก็บสินค้าสิบกว่าห้องตรงท่าเรือก็เป็นของตระกูลหลิน!”
“จริงหรือ? ข้าได้ยินว่าค่าเช่าเพียงเดือนเดียวก็ปาไปตั้งร้อยกว่าตำลึง! หึหึ! ใครจะคิดว่าตระกูลหลินที่ยากจนในอดีตจะกลายเป็นเศรษฐีภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน…”
“ก็ไม่ใช่เพราะมีบุตรสาวที่ดีหรอกหรือ?”
“พอแล้ว พอ! หยุดอวดรู้ได้แล้ว ข้าก็ให้กำเนิดบุตรสาวที่เก่งกาจเหมือนกัน!” ภรรยาผู้ใหญ่บ้านถลึงตาใส่หญิงสาวเหล่านั้น จากนั้นก็ชำเลืองตามองไปยังคู่สามีภรรยาตระกูลเผิงอีกรอบ หญิงสาวเหล่านั้นหุบปากลงทันที นางเผิงคิดจะถามบางอย่างแต่ไม่มีผู้ใดพูดกับนางอีก!
คนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวพากันมาชุมนุมโดยไม่ได้นัดหมาย ต่อหน้าคนภายนอกแล้ว การพูดคุยต้องมีการเก็บไว้เป็นความลับอย่างน้อยสามส่วน ผู้ใหญ่บ้านกล่าวไว้ว่าตอนนี้มีพวกขี้อิจฉาจากนอกหมู่บ้านจำนวนมาก จะทำสิ่งใดต้องพึงระวังอย่าให้เสียเปรียบ!
เมื่อนายท่านเผิงเห็นว่าไม่สามารถถามสิ่งใดได้อีก เขาจึงลากนางเผิงตรงไปยังบ้านตระกูลหลินทันที แม่สื่อก็รีบตามทั้งสองไปอย่างกระชั้นชิด
เมื่อทั้งสามคนเดินจากไปแล้ว หญิงสาวเหล่านั้นก็เริ่มซุบซิบนินทาทันที
“พวกเจ้าเห็นหรือไม่? แม่สาวที่ประโคมเครื่องประทินโฉม ทัดดอกไม้ไว้บนใบหูผู้นั้น เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าเป็นแม่สื่อ ! นั่นมิได้มาสู่ขอบุตรสาวคนโตตระกูลหลินหรอกหรือ?”
“ไอหยา! บุตรสาวคนโตในตอนนี้ก็เนื้อหอมไม่เบา มีคนมาสู่ขอถึงหน้าบ้านไม่น้อย แต่ล้วนถูกนางหวงปฏิเสธจนหมด พี่สะใภ้ เจ้าคงไม่ได้ชอบบุตรสาวคนโตหรอกกระมัง?
“ข้าชอบนาง ทว่าประเด็นคือเจ้าตัวจะชอบเด็กอัปลักษณ์ของเราด้วยหรือไม่!” นางทอดถอนใจ “มีบัณฑิตเจียงเป็นต้นแบบ ถ้านางหวงชอบผู้อื่นคงจะแปลก!”
…....
คู่สามีภรรยาตระกูลเผิงเคาะประตูบ้านตระกูลหลินซึ่งผู้ที่เดินออกมาเปิดประตูคือหลินเว่ยเว่ย เมื่อเห็นผู้อาวุโสแปลกหน้าท่าทางมีเมตตาทั้งสองคน จึงเอ่ยถามว่า “ทั้งสองท่านคือ…”
นางเผิงมองพิจารณาหลินเว่ยเว่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า โอ้! เด็กสาวผู้นี้วัยประมาณ15-16ปี ผิวขาวเนียนราวกับไข่ไก่ที่แกะเปลือกออกแล้ว ดวงตาแฝงไปด้วยรอยยิ้มคู่หนึ่ง จมูกโด่งเป็นสัน…ช่างเป็นเด็กสาวที่ยากจะได้พบพาน!
จบตอน
Comments
Post a Comment