weiwei ep251-260

ตอนที่ 251: บุตรชายอัปลักษณ์ช่างมีสายตาแหลมคม


“นี่คงเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูลหลินใช่หรือไม่ ? ท่านแม่ของเจ้าอยู่บ้านหรือเปล่า ?” นางเผิงและนายท่านเผิงมองตากันด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง


หลินเว่ยเว่ยรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตานายท่านเผิงผู้นี้อย่างฉับพลัน เพราะเผิงหยูเหยี่ยนมีใบหน้าคล้ายคลึงกับผู้เป็นบิดามาก เหมือนนายท่านเผิงตอนหนุ่มไม่มีผิด นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่คู่สามีภรรยาตระกูลเผิงรักบุตรชายคนเล็กมากนั่นเอง


หลินเว่ยเว่ยยิ้ม ตระกูลเผิงช่างใจร้อนเสียจริง เพิ่งเอ่ยเมื่อวาน วันนี้ก็มาถึงหน้าประตูตั้งแต่เช้า นางเอ่ยทักทายคู่สามีภรรยาตระกูลเผิงอย่างมีมารยาท “ลุงเผิงและป้าเผิงใช่หรือไม่ ? ข้าคือบุตรสาวคนรองของตระกูลหลิน ท่านแม่อยู่บ้านหลังข้างๆเจ้าค่ะ เชิญเข้ามาด้านในก่อนเถิด !”


หลินเว่ยเว่ยตะโกนไปยังเรือนที่มีเสียงเครื่องทอผ้าดังอยู่ “พี่ใหญ่ มีแขกมาเยือน รีบยกชามาต้อนรับแขกหน่อยเร็ว”


นางเชิญทั้งสองเข้ามารอในบ้านด้วยความเคารพ เสียงเครื่องทอผ้าหยุดชะงักลง บุตรสาวคนโตจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง ลูบผมที่ยุ่งเหยิงพลางบ่นพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “มีแขกมา เจ้ามีมือมีเท้า เหตุใดไม่ยกชามาให้แขก ต้องเรียกใช้คนอื่นให้เสียเวลา !”


นางเผิงชะเง้อมองอย่างคาดหวัง ไม่นานก็มีกู่เหนียงตัวน้อยแต่งกายด้วยชุดกระโปรงธรรมดา ใบหน้างดงามสะอาดสะอ้านผู้หนึ่งยกถาดน้ำชาก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา


กู่เหนียงผู้นี้เตี้ยกว่านางสาวเล็กน้อย องค์ประกอบทั้งห้าบนใบหน้ามองผิวเผินไม่ได้งดงามโดดเด่นสักเท่าไรนัก ทว่ามีความติดตาตรึงใจ บุตรสาวคนโตเห็นว่าแขกที่มาเยือนคือผู้อาวุโสสองท่านจึงรีบเก็บอากัปกิริยาไม่พอใจน้องสาวไว้ จากนั้นก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “นี่คือเนื้อแผ่นที่บ้านเราทำเอง เชิญทั้งสองท่านตามสบายเจ้าค่ะ!”


“ดี ดี ดี!” สายตาของนางเผิงไม่ได้มองอื่นไกล นางจ้องเขม็งไปยังบุตรสาวคนโตพลางคลี่ยิ้มอย่างมีความสุขจนแทบล้นอก!


หลินเว่ยเว่ยกำชับนางอีกครั้งว่า “พี่ใหญ่ ท่านไปเรียกท่านแม่มาเถิด”


บุตรสาวคนโตเอียงคอเล็กน้อยพร้อมถลึงตาใส่น้องสาว จากนั้นก็เอ่ยโดยไร้เสียงว่า “เหตุใดเจ้าไม่ไปเอง?”


“ท่านลุงและท่านป้าของตระกูลเผิงไม่ได้มาคุยเรื่องของข้าเสียหน่อย!” หลินเว่ยเว่ยถือนมแพะย่างที่เพิ่งย่างเสร็จถาดหนึ่งพร้อมกระซิบข้างหูของพี่สาว


บุตรสาวคนโตตกตะลึง แซ่เผิง? สหายของบัณฑิตเจียงเมื่อวานผู้นั้นดูเหมือนจะมีแซ่เผิง ใบหน้าของนางจึงเริ่มแดงระเรื่อทันที คงไม่หรอก เมื่อวานบัณฑิตผู้นั้นเพิ่งจะกลับไปเอง วันนี้ครอบครัวเขาจะมาสู่ขอถึงที่เชียวหรือ? เร็วเกินไปกระมัง…นี่คงไม่ได้หมายความว่าพวกเขาพึงพอใจนางหรอกหรือ?


นางหน้าแดงระเรื่อ พยายามแสดงให้เห็นด้านที่ใจกว้างออกมาและกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ท่านทั้งสองโปรดรอสักครู่ ข้าจะไปตามท่านแม่…”


นางเผิงยิ้มพลางพยักหน้า “ดี ดี ! ไปเถิด ไปเถิด !”


สายตาของลูกชายไม่เลวเลย แม้ว่ากู่เหนียงผู้นี้จะไม่ได้งดงามเฉกเช่นน้องสาวแต่ถือว่ามีมารยาทมากทีเดียว นางหันไปมองสามีของตน อยากเอ่ยถามเขาว่าคิดอย่างไรกับกู่เหนียงคนนี้ แต่นางกลับเห็นเขาหยิบนมแพะย่างชิ้นหนึ่งเข้าปากกินอย่างเอร็ดอร่อย


“นมแพะย่างอร่อยมาก ทั้งยังมีรสชาติดั้งเดิมกว่าร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ด้วย เจ้าลองชิมสิ !” นายท่านเผิงเหมือนบุตรชายมากคือเป็นนักชิมตัวยง


นางเผิงแอบหยิกเขาเล็กน้อย เจ้าจะมากินอย่างเดียวหรือ? เรื่องสำคัญของลูกชาย เจ้าลืมไปหมดแล้วหรือ?


หลินเว่ยเว่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “หากท่านลุงชอบ ก่อนกลับก็นำติดมือไปด้วยสิเจ้าคะ เราทำเอง ไม่เป็นไรหรอก…”


“ว่าอย่างไรนะ ? นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าทำเองหรือ ? ฝีมือของผู้ใด เหตุใดจึงอร่อยเพียงนี้ ?” นายท่านเผิงโดนดึงดูดความสนใจ โอ๊ย…หญิงชราหยิกเขาอีกครั้ง นางเป็นอันใดไป ? ผู้อาวุโสของอีกฝ่ายก็ยังไม่มา ต้องชวนคุยบ้างสิ จะปล่อยให้บรรยากาศเงียบสงัดไม่ได้ !


“นี่คือเนื้อแผ่นที่ข้าทำเอง ! พี่สาวของข้าก็ทำได้เจ้าค่ะ คุกกี้เมล็ดต้นเจินเมื่อวานก็เป็นฝีมือของข้าและพี่สาว ท่านลุงได้ชิมหรือไม่ ? ถูกปากของท่านลุงหรือไม่เจ้าคะ ?” นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเว่ยเว่ยออกหน้าช่วยพี่สาวอย่างหนัก เมื่อเห็นท่าทางอยากออกเรือนของอีกฝ่ายแล้วก็อดสงสารไม่ได้ วันนี้จึงไว้หน้าพี่ใหญ่เสียหน่อย !


“คุกกี้ ? ขนมอันใด ? อร่อยหรือไม่ ? โอ้ ที่แท้โถกระเบื้องเคลือบที่เจ้าเด็กอัปลักษณ์อุ้มไม่ยอมปล่อยเมื่อวานก็คือขนมนี่เอง เจ้าลูกอกตัญญู มีของดีแต่ไม่รู้จักให้พ่อกิน แอบกินอยู่ผู้เดียว !” นายท่านเผิงโกรธเป็นอย่างยิ่ง


นางเผิงตีมือที่กำลังยื่นออกไปหยิบนมแพะย่างของเขาอีกครั้ง “ท่านหมอก็บอกแล้วว่าให้เจ้าลดน้ำตาล หลีกเลี่ยงอาหารมีไขมันสูง เจ้าลูกชายจึงระวังเรื่องนี้อย่างดี เขาไม่กล้าบอกว่ามีสิ่งใดอยู่ในโถกระเบื้องเคลือบต่อหน้าเจ้าหรอก !”


นายท่านเผิงกล่าวด้วยน้ำเสียงฮึดฮัด “ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่พวกเจ้าพูดเสียหน่อย เจ้าสองแม่ลูกร่วมมือกันปั่นหัวข้า !” อาหารแสนโอชะอยู่ตรงหน้าแต่กินไม่ได้ สำหรับคนเห็นแก่กินอย่างเขาจะให้มาทุกข์ทรมาน ! น้ำตานองหน้าได้อย่างไร !


หลินเว่ยเว่ยทนเห็นความอยากกินที่สะท้อนออกมาทางแววตาของนายท่านเผิงไม่ได้ นางลุกขึ้นและกล่าวว่า “ท่านลุงท่านป้าเจ้าคะ ข้าพาท่านทั้งสองไปเดินเล่นในลานกว้างดีหรือไม่ ?”


นางเผิงดึงตัวของสามีเพราะนางก็อยากรู้เรื่องราวของตระกูลหลินเพิ่มอีกเล็กน้อย


มีกลิ่นเนื้อแผ่นลอยอบอวลไปทั่วลานกว้าง ระหว่างนั้นก็ยังปะปนไปด้วยกลิ่นหอมหวานของผลไม้นานาชนิด เนื้อที่เพิ่งออกจากเตา กู่เหนียงตัวน้อยวัย15ปีผู้หนึ่งกำลังถือกรรไกรตัดเนื้อแผ่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม


“นี่คงไม่ใช่เนื้อแผ่นของร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้หรอกกระมัง ? เพราะรสชาตินี้ใช่เลย ข้าไม่มีทางจำผิดแน่นอน !” นายท่านเผิงเบิกตากว้าง “เนื้อแผ่นของร้านหนิงจี้…ก็คือเนื้อที่พวกเจ้าทำไปส่งเช่นนั้นหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยมีเจตนาให้อีกฝ่ายได้รับรู้ถึงความมั่งคั่งของครอบครัวตน หลีกเลี่ยงไม่ให้บุตรสาวคนโตโดนดูถูก “ถูกต้อง ไม่เพียงแต่เนื้อแผ่นเท่านั้น ยังมีผลไม้อบแห้ง แยมผลไม้ รวมทั้งเมล็ดสนปากอ้าที่ล้วนเป็นสินค้าจากทางเราทั้งสิ้น ยิ่งร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้มีชื่อเสียงมากเท่าไร สินค้าที่ต้องการก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เดิมทีเกวียนเทียมล่อเพียงคันเดียวก็เพียงพอแล้ว ตอนนี้ต้องเพิ่มมาอีกคันเจ้าค่ะ !”


นางเผิงมองเข้าไปในลานกว้างที่ไม่ใหญ่มากนักแห่งนี้ ทุกพื้นที่มีการใช้สอยอย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ยังมีหญิงสาวอีกเจ็ดแปดคนอยู่รวมกันในลานกว้างและกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น หญิงสาวในหมู่บ้านเหล่านั้นยังพูดกันว่าอีกฝ่ายมีโรงงานแปรรูปเมล็ดสน คาดว่าเมล็ดสนปากอ้าคงได้รับการผลิตจากโรงงานแห่งนั้นเอง


“เรือนด้านข้างแห่งนี้คือเรือนทอผ้าของ…พี่สาวของข้า !” บุตรสาวคนโตตระกูลหลินเรียนรู้การทอผ้าจนชำนาญ ครอบครัวจึงซื้อเครื่องทอผ้าให้ถึง2เครื่อง นางใช้เวลาทอผ้ามากกว่าหนึ่งชั่วยามทุกวัน ช่วงเวลาอื่นก็ช่วยเก็บกวาดจัดโน้นจัดนี่ภายในบ้าน


หลินเว่ยเว่ยขู่นางไว้ว่าต้องทอผ้าแค่ครึ่งชั่วยามเท่านั้นแล้วลุกมาทำงานบ้าน ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนย่าหลิวคือหลังค่อม สายตาฝ้าฟาง ตระกูลหลินไม่ขาดแคลนเงินทองแล้ว จึงไม่ต้องดิ้นรนเกินพอดี กล่าวได้ว่าการทำงานบ้านเป็นกิจกรรมผ่อนคลายอย่างหนึ่ง เงินที่หามาได้สามารถดูแลทั้งครอบครัวได้อย่างสบายอีกด้วย !


แม้ว่าบุตรสาวคนโตจะไม่เชื่อคำน้องสาว แต่สุดท้ายก็ยังทำตามที่อีกฝ่ายบอก ตอนอยู่กับย่าหลิวนั้น นางก็นั่งอยู่เป็นครึ่งค่อนวันจนเริ่มรู้สึกปวดเมื่อยตามเอว…นางไม่อยากเป็นเหมือนย่าหลิวที่มีหลังค่อมคล้ายถั่วงอก !


นางเผิงมาถึงเรือนทอผ้า นางใช้มือลูบไปบนผ้าที่ถักทออย่างสวยงามแล้วแสดงท่าทางตกตะลึงจนอดชมไม่ได้ว่า “ไอหยา ! ผ้าทอผืนนี้ละเอียดและนุ่มมือมาก น่าจะขายได้ราคาดีกว่าร้านทั่วไป”


นางมีความประทับใจแรกต่อบุตรสาวคนโตตระกูลหลินเป็นอย่างยิ่ง สมกับที่เป็นเด็กสาวผู้ชำนาญการทอผ้าดั่งที่บุตรชายได้พูดไว้ บุตรชายอัปลักษณ์ช่างมีสายตาแหลมคม !


นางหวงกลับบ้านมา ด้านหลังตามมาด้วยนางเฝิง หลินเว่ยเว่ยยกผู้อาวุโสทั้งสองและแม่สื่อให้แก่ผู้ใหญ่ฝ่ายตนทั้งสองรับมือต่อ จากนั้นก็รั้งพี่สาวที่กำลังจะกลับไปทอผ้าไว้ทันที


พี่สาวเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้าไม่ไปสนใจเจ้าดำบ้างหรือ ?”


ตอนที่ 252: สงบศึกและปรองดอง


เจ้าดำหมาป่าตัวน้อยที่ดูท่าทางไม่ได้มีสายเลือดบริสุทธิ์คือสมบัติล้ำค่าของเด็กในหมู่บ้านไปเสียแล้ว ไม่ว่าเจ้าหนูน้อยทำสิ่งใดก็จะพามันไปด้วยทุกครั้ง แม้แต่จะไปเกี่ยวหญ้ากระต่ายบนภูเขาก็อุ้มมันไว้แนบอก มันดึงดูดให้เด็กในหมู่บ้านทยอยเข้าไปหาหญ้ากระต่ายบนภูเขา คราวนี้ไม่ใช่เพื่อของกินแต่คือการได้รับสิทธิ์ในการสัมผัสเจ้าดำ


เจ้าดำเป็นหมาป่าที่ยังไม่หย่านม แรกเริ่มที่ถูกเจ้าเทาคาบมาให้นั้นแค่มองก็รู้ทันทีว่ามันอ่อนแอมาก มันยังไม่ลืมตาเสียด้วยซ้ำ นี่เพิ่งผ่านไปแค่10วันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น


ขนทั่วตัวของมันเป็นสีดำเงา ร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์ ดวงตาสีเหลืองอำพันเปล่งประกายแวววาวดุจอัญมณีส่องแสงวิบวับยามต้องแสงอาทิตย์ ใบหูน้อยๆข้างหนึ่งตั้งตรง อีกข้างยังพับครึ่ง ดูน่ารักน่าชังไม่เบา


หลินเว่ยเว่ยไม่อาจต้านทานการดึงดูดของสัตว์ที่น่ารักน่าชังเช่นนี้ได้ นางต้องลูบมันทุกวัน นับประสาอะไรกับเด็กในหมู่บ้าน ?


หลินเว่ยเว่ยดึงตัวของพี่สาวด้วยมือข้างหนึ่งพลางกระซิบข้างหูอย่างแผ่วเบาว่า “ไปสิ ! ไปทำขนมปังกรอบรสผักที่ข้าสอนไว้ !”


พี่สาวคนโตไม่ยอมโดนหลอกจึงสะบัดมือของน้องสาว “เจ้าอยากกินแต่ขี้เกียจทำใช่หรือไม่ ? หากขี้เกียจก็ช่างมันเถิด อย่าคิดจะโน้มน้าวให้ข้าทำเสียให้ยาก !”


หลินเว่ยเว่ยกระตุกมุมปากเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ไม่รู้จักสำนึกบุณคุณเอาเสียเลย ข้ากำลังช่วยสร้างความประทับใจแรกต่อหน้าพ่อแม่สามีในอนาคตของเจ้าอยู่นะ !”


ใบหน้าของบุตรสาวคนโตร้อนผ่าวทันใด “เจ้าพูดเหลวไหลอันใดอีก ! ยังไม่ได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวเสียหน่อย !”


“เหตุใดยังไม่เป็นเรื่องเป็นราวอีก ? เมื่อครู่ข้าเห็นป้าเผิงแสดงท่าทางพึงพอใจเจ้ามาก !” หลินเว่ยเว่ยหยุดชะงักทันใด ก่อนจะพูดเอาความดีความชอบเข้าตัว “เจ้าต้องขอบใจข้าที่ช่วยสร้างความประทับใจแรกต่อหน้าพ่อแม่สามีในอนาคตของเจ้าไม่น้อย ข้าพูดแต่เรื่องดีๆทั้งนั้น !”


“เจ้าพูดแต่เรื่องดีได้ด้วยหรือ ?” พี่สาวมองอย่างสงสัยเพราะมักรู้สึกว่าขอเพียงน้องสาวไม่ถ่วงนางก็มากพอแล้ว จะช่วยพูดแทนเชียวหรือ ?


หลินเว่ยเว่ยโอบรอบคอของอีกฝ่าย “เราสองคนเป็นพี่น้องกัน ! จะหักหลังทรยศกันได้อย่างไร ! เจ้าลองคิดสิ หากเจ้ามีชีวิตไม่ดี ท่านแม่ต้องเสียใจมาก เจ้าก็รู้ดีว่าเรื่องที่ข้ากลัวคือการเห็นท่านแม่เสียน้ำตา เจ้าลองคิดดีๆอีกครั้ง แม้ข้าชอบทะเลาะกับเจ้าบ่อยครั้ง ชอบเห็นเจ้าโกรธแล้วมีความสุข แต่เมื่อถึงเวลาที่เจ้าต้องการความช่วยเหลือ ใครเล่าเป็นฝ่ายช่วยออกหน้าให้ตลอด ?”


พี่สาวครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน นึกถึงตอนที่ตนอยากเรียนเย็บปักก็เป็นหลินเว่ยเว่ยช่วยพูดกับน้าเฝิงให้ อยากให้ย่าหลิวช่วยสอนทอผ้าก็เพราะเห็นแก่หน้าของหลินเว่ยเว่ย ผักป่าที่เต็มตะกร้าทุกวันก็เป็นหลินเว่ยเว่ยอาสาไปเก็บให้ นอกจากนี้เมื่อนางชำนาญในการทอผ้าแล้วก็เป็นหลินเว่ยเว่ยที่ช่วยซื้อเครื่องทอผ้าให้อีก…


เมื่อคิดได้ว่าเมื่อก่อนตนปฏิบัติต่ออีกฝ่ายอย่างไร ทั้งเคยเกลียดและสาปแช่งให้ไปตายด้วย…ความรู้สึกผิดนี้เพิ่มพูนขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ นางเงยหน้ามองหลินเว่ยเว่ยและกำลังจะอ้าปากแต่ไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใด


“เอาล่ะ ! อย่ามัวทำหน้าตาน่าเกลียดอยู่เลย เดิมทีก็ดูไม่ดีอยู่แล้ว ยิ่งหน้านิ่วคิ้วขมวดก็ยิ่งน่าเกลียดเข้าไปใหญ่ !” หลินเว่ยเว่ยพูดโผงผางออกมาโดยไม่เกรงใจ “พ่อสามีในอนาคตของเจ้ากินหวานมากไม่ค่อยได้ ข้าเคยสอนเจ้าทำขนมปังอบกรอบรสผัก ! เจ้าคงทำเป็นเพราะเรียนจบแล้ว ดูสิว่าจะได้คะแนนจากพ่อแม่สามีในอนาคตสักเท่าไร ?”


พี่สาวเดินไปด้านหลังของนางด้วยใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย ผ่านไปเนิ่นนานหลินเว่ยเว่ยก็ได้ยินเสียงที่นุ่มนวลดังขึ้นข้างหูว่า “ขอบใจ…แล้วก็ขอโทษ !”


“เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ ? เหตุใดช่วงนี้หูข้าไม่ค่อยดีเอาเสียเลย ? เจ้าพูดเสียงดังหน่อยสิ !” หลินเว่ยเว่ยขยี้หูเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มคล้ายหมาป่าเจ้าเล่ห์


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินถึงขั้นพูดไม่ออก


“ถ้อยคำดีๆไม่พูดซ้ำสอง ไม่ได้ยินก็ช่าง !” บุตรสาวคนโตเดินไปเก็บผักในสวนทันที


หลังแสดงจุดประสงค์ของการมาเยือนอย่างชัดเจนแล้ว นางเผิงก็สนทนากับนางหวงและนางเฝิงอย่างสนุกสนานอยู่ภายในห้อง ครั้นเห็นสองพี่น้องที่กำลัง ‘พูดคุยอย่างสนุกสนาน’ อยู่ในลานกว้างก็คลี่ยิ้มและเอ่ยกับนางหวงว่า “บุตรสาวทั้งสองของเจ้าเฉลียวฉลาดมาก สองพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกันดี !”


นางหวงไม่มั่นใจเล็กน้อย “พี่สะใภ้เผิงก็ชมเกินไป พวกนางก็มีช่วงเวลาที่ทะเลาะกันบ้าง…”


มีช่วงเวลาอันใดเล่า เรียกว่าทะเลาะกันแทบตลอดเวลาดีกว่า เห็นได้ชัดว่าคนหนึ่งเอาชนะอีกฝ่ายไม่ได้ก็ยังสู้ไม่ถอย ส่วนอีกคนก็ฝีปากกล้าแกร่งชอบแกล้งอีกฝ่ายจนไม่กล้าเงยหน้าสู้อยู่บ่อยครั้ง นางได้แต่หวังว่าทั้งสองจะสงบศึกและปรองดองกัน วันนั้นนางคงมีความสุขมาก


นางเผิงยิ้มพลางกล่าวว่า “กินข้าวยังต้องใช้ฟันและลิ้น ! น้องสะใภ้หวงน่าจะเป็นผู้หญิงที่มีความสุขมาก เจ้าให้กำเนิดบุตรสาวแสนน่ารักตั้งสองคน ไม่เหมือนข้าที่ให้กำเนิดเด็กอัปลักษณ์ถึงสองคน ! บุตรชายคนโตรู้ความแล้ว ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยทำให้เราปวดใจ มีเพียงบุตรชายคนเล็ก…ข้าไม่กลัวว่าเจ้าจะขบขันหรอก พวกคนแก่ก็ให้ท้ายเขาตลอด แต่ไม่ได้ตามใจจนเสียคน ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงได้กลายมาเป็นหนอนหนังสือเสียได้ ทุกวันนี้ก็รู้จักแค่ตำรา ไม่เคยชมชอบผู้ใด แม้แต่จะกินข้าวก็ยังลืม…”


“รักในการเรียนก็ดีแล้ว ! อนาคตจะได้สอบเป็นขุนนางสร้างเกียรติแก่วงศ์ตระกูล !” นางหวงรวบรวมถ้อยคำดีๆ แล้วเอื้อนเอ่ยออกมา


นางเผิงส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ “ก็เขาโง่เขลาน่ะสิ ต่อให้สอบได้ก็คงรับราชการไม่ได้หรอก ข้าคิดไว้นานแล้วว่าหากเขาสอบติดซิ่วไฉก็จะสร้างสำนักศึกษาให้เขาในหมู่บ้านเพื่อรับบัณฑิตไม่กี่คนมาเรียนตำรา โดยมีเขาสอนและปรารถนาจะหาภรรยาที่ปรับตัวเก่งให้แก่เขา หลังจากที่ข้ากับสามีแก่ชราแล้ว เขาจะได้มีเพื่อนกินข้าว ไม่ปล่อยให้ตนหิวตายอยู่ในห้องหนังสือ !”


นายท่านเผิงขยิบตาให้ภรรยา ‘พูดเรื่องเหล่านี้จะมีประโยชน์อันใด ? หากฝ่ายหญิงไม่ชอบใจในคุณสมบัติของบุตรชายก็คงไม่ยอมยกบุตรสาวให้แน่ เจ้าจะกลับไปบอกเจ้าลูกชายว่าอย่างไร’


นางเผิงกล่าวต่อ “เด็กโง่ของข้ามีเพียงเรื่องตำราในสมอง แต่แล้วเขาก็ได้พบสตรีนางหนึ่ง สิ่งที่น่าตกตะลึงคือกู่เหนียงที่เขาชอบนั้นมีหน้าตาอย่างไร เขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมวางตำราเหล่านั้นลงอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ อดีตข้าเป็นกังวลเรื่องงานแต่งของเขาจนผมขาวเพียงนี้แล้ว ยังไม่กล้าไปสู่ขอภรรยาสักคนมาให้เขา กลัวเขาจะลืมว่าภรรยาของตนมีหน้าตาเป็นอย่างไร กระทั่งจำไม่ได้ว่าตนเคยสู่ขอภรรยากลับมาด้วย…”


นางหวงและนางเผิงมองหน้ากันและพยายามอย่างเต็มที่ในการระงับรอยยิ้มตรงมุมปากของพวกตน


นางเผิงคว้ามือของนางหวง แววตาฉายชัด “เจ้าคงไม่รู้ เมื่อวานเขากลับมาบอกข้าว่าเขาตกหลุมรักกู่เหนียงผู้หนึ่ง เขาอยากให้ข้ามาสู่ขอนาง ข้าดีใจมากจนเกือบหายใจไม่ทัน ในที่สุดบุตรชายก็เปิดใจ ข้าจึงไม่ต้องกังวลว่าเขาจะแก่ตายอย่างเดียวดายอีกแล้ว !”


นางหวงจึงกล่าวด้วยความเขินอาย “ช่างเป็นพ่อแม่ที่น่านับถือ !”


“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ! เพื่อเด็กอัปลักษณ์แล้วข้า ตาเฒ่าและพี่ชายของเขาล้วนเป็นกังวลยิ่งนัก !” นางเผิงเริ่มเปิดประเด็น “ตระกูลของเรามีที่ดิน260หมู่ มีชาวไร่ชาวนากว่ายี่สิบครัวเรือนเป็นผู้เช่าและยังมีร้านค้า16ร้านในเขตอันผิง นอกจากนี้ยังมีที่ดินและร้านค้าอีกหลายร้านในเขตใกล้เคียง เดิมทีตาเฒ่าเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา แต่พี่ชายและพี่สะใภ้ของเจ้าลูกชายบอกว่าขอแค่ส่วนแบ่งเล็กน้อยก็พอ…ผลสรุปคือตกลงกันว่าจะแบ่งเป็นสองส่วนไปเลย !”


นางหวงรีบเอ่ยว่า “พ่อแม่ไม่ได้แยกบ้านกันเสียหน่อย พวกท่านแบ่งกันเช่นนี้ไม่เร็วเกินไปหรือ ?”


นางเผิงตอบว่า “ในตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ควรจัดสรรให้ชัดเจน ตอนนี้คือที่ดินและร้านค้าทั้งหมดได้ผนวกเข้าด้วยกันโดยให้พี่ชายของเขาช่วยจัดการ แต่ผลประโยชน์ก็ยังต้องแบ่งกันเป็นสองส่วน รอบุตรชายคนเล็กแต่งงานค่อยแบ่งเป็นสองส่วน แล้วให้เขากับภรรยาดูแลส่วนหนึ่งกันเอง !”


ตอนที่ 253: ไม่เกรงใจ ? ไม่เกรงใจอย่างไร


ความหมายของนางเผิงชัดเจนมากว่าหากบุตรสาวของเจ้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลข้า นางจะไม่มีวันลำบาก ทันทีที่แต่งเข้าไป นางจะได้ครอบครองผลประโยชน์ครึ่งหนึ่งของที่ดินและร้านค้า เรือนสองหลังก็จะทำการแบ่งแยกอย่างชัดเจน ไม่มารบกวนซึ่งกันและกัน พวกตนก็จะไม่ไปก้าวก่ายชีวิตของทั้งสองซึ่งสามารถใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุขได้หลังประตูบานนั้น !


ตระกูลเผิงแสดงความจริงใจถึงเพียงนี้ นางหวงจึงไม่มีสิ่งใดขัดเคืองต่อการทาบทาม ทั้งสองบ้านจึงตกลงกันว่าสามวันหลังจากนี้ถือเป็นฤกษ์งามยามดี ตระกูลเผิงจะนำสินสอดทองหมั้นมาสู่ขอและกำหนดการหมั้นหมายของทั้งสองตระกูลอย่างเป็นทางการ


แม่สื่อที่ตามมาด้วยยังไม่ได้พูดสักคำ


นางเป็นแค่ตัวประกอบ ไม่ได้ปริปากเอ่ยอันใดสักคำเดียว พวกเขาจัดการเรื่องหมั้นหมายเรียบร้อย โชคดีที่ส่วนแบ่งของการเป็นแม่สื่อนั้นได้รับไม่น้อย หมายความว่าเงินก้อนนี้หาง่ายมาก !


นางหวงอยากให้ว่าที่แม่สามีของบุตรสาวคนโตร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน แต่นางเผิงยิ้มพลางปฏิเสธ “ลูกชายของเรารอฟังข่าวดีอยู่ที่บ้าน ! ตอนเที่ยงถ้าเราไม่กลับไป เขาจะต้องกินข้าวไม่ลง ! ข้าวมื้อนี้เก็บไว้กินวันที่พ่อสื่อแม่สื่อมาสู่ขออย่างเป็นทางการก็แล้วกัน !”


จะดีหรือ สองเฒ่าคู่นี้จะส่งสินสอดทองหมั้นมาด้วยตนเองหรือ ? พวกเขาให้ความสำคัญมากเพียงนี้เพราะกลัวว่าสะใภ้คนเล็กจะหนีหายใช่หรือไม่ ?


ครอบครัวฝ่ายสามีในอนาคตให้ความสำคัญต่อบุตรสาวคนโตเช่นนี้ นางหวงยังไม่ทันได้ดีใจสักเท่าไร หลังส่งพวกเขาที่หน้าบ้านแล้ว นางก็หันกลับไปและเห็นบุตรสาวคนรองกำลังก่อกวนบุตรสาวคนโตที่หน้าแดงเรื่อ เล่นอะไรแผลงๆอีกเป็นแน่


บุตรสาวคนโตยกโถกระเบื้องเคลือบที่ดูคุ้นตาไปให้นางเผิงพร้อมความเขินอาย นางค่อยๆเดินเข้ามาทีละก้าวพร้อมก้มหน้าลงและกล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “นี่คือขนมปังกรอบรสผัก ท่านลุงกับท่านป้ารับไว้กินระหว่างทางเพื่อแก้หิวนะเจ้าคะ !”


นางเผิงรับมา จากนั้นก็มองไปทางกู่เหนียงตัวน้อยที่แสดงท่าทางเขินอายตรงหน้า ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน “นี่คือขนมที่เจ้าทำเองหรือ ?”


บุตรสาวคนโตพยักหน้า ใบหน้าเล็กๆขาวเนียนสุกปลั่งขึ้นมาเล็กน้อย ทำให้นางที่ดูงดงามอยู่แล้วยิ่งงดงามมากขึ้น ไม่น่าล่ะ เจ้าเด็กโง่ถึงได้ชอบกู่เหนียงผู้นี้มาก !


“เกรงใจยิ่งนัก !” นางเผิงพอใจในตัวว่าที่สะใภ้มากขึ้นเรื่อยๆ


ระหว่างทางกลับ นายท่านเผิงเปิดโถกระเบื้องเคลือบแล้วหยิบขนมปังกรอบรสผักแผ่นบางออกมากินอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นก็พยักหน้าอย่างพอใจ “มีกลิ่นหอมและกรอบกำลังดี ฝีมือการทำอาหารของว่าที่สะใภ้เล็กไม่เลวเลย ! เจ้าว่าลูกชายของเราชอบนางที่ฝีมือการทำอาหารใช่หรือไม่ ? ขนมที่เขานำกลับไปด้วยเมื่อวานจะต้องเป็นฝีมือของกู่เหนียงผู้นี้แน่ ดังนั้นจึงไม่ยอมหยิบออกมา แต่แอบกินผู้เดียว !”


นางเผิงถลึงตามองเขา จากนั้นก็แย่งโถกระเบื้องเคลือบที่บรรจุขนมในมือของเขามา “กินน้อยๆหน่อย เหลือให้ลูกชายด้วย นี่เป็นฝีมือของว่าที่สะใภ้เล็ก ให้เขาได้ลิ้มลองด้วยสิ !”


“โถกระเบื้องเคลือบใบนี้หนักตั้ง2ชั่ง ข้าเพิ่งกินได้แค่2ชิ้นเอง !” นายท่านเผิงประท้วง “ขนมนี้มีรสเค็มติดปลายลิ้น ไม่เลี่ยนเลยสักนิด ! เห็นได้ชัดว่าสะใภ้เล็กในอนาคตตั้งใจแสดงความกตัญญูต่อว่าที่พ่อสามีอย่างข้า รีบเอามา ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่เกรงใจ !”


“ไม่เกรงใจ ? เอาสิ เก่งจริงก็เอาสิ ! แสดงให้ข้าดูหน่อย !” นางเผิงซ่อนโถกระเบื้องเคลือบไว้ด้านหลังแล้วยกสองมือขึ้นมา.กอด.อก ไม่เกรงใจ ? เจ้าจะไม่เกรงใจอย่างไร ?


นายท่านเผิงเมินหน้าหนีไปทางอื่นและส่งเสียง ฮึ อย่างภาคภูมิใจ จากนั้นก็หันกลับมา “เรียบร้อยแล้ว ! เอาขนมคืนมาให้ข้า…ข้าโดนเจ้าคุมอาหารตั้งแต่เช้าตรู่ มื้อเช้าก็ไม่ได้กิน ขนมของตระกูลหลินก็ไม่ให้กิน…เจ้าอยากให้ข้าหิวตายหรือ ! หากข้าตาย ลูกชายก็ต้องไว้ทุกข์ตั้งสามปี สะใภ้ก็ไม่ได้แต่งเป็นเรื่องเป็นราว…”


“เฮอะ ! เจ้ากำลังพูดเรื่องอันใด !” เมื่อเอ่ยถึงสะใภ้เล็ก นางเผิงก็พูดอย่างกระตือรือร้นว่า “ก็คอยดูสิว่าปลายปีนี้จะมีงานมงคลหรือไม่ ! ดั่งสำนวนที่ว่าจะมีหรือไม่มีเงิน วันปีใหม่ก็ต้องแต่งลูกสะใภ้เข้าบ้าน !”


นายท่านเผิงถือโอกาสที่อีกฝ่ายไม่ทันระวังแอบหยิบโถกระเบื้องเคลือบไป จากนั้นก็หยิบขนมออกมาเคี้ยวพลางกล่าวว่า “ก็ต้องดูความประสงค์ของพ่อแม่ฝ่ายหญิงอีก อย่างไรกู่เหนียงก็เพิ่งอายุ 15 ปี !”


นางเผิงกลอกตาใส่อีกฝ่าย “เจ้าอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ ? เหตุใดจึงพูดแต่เรื่องไม่ดี ? ขนมนี้เจ้าควรเก็บไว้ให้ลูกชายด้วย อย่ากินคนเดียวจนหมดเด็ดขาด !”


ระหว่างกลับบ้าน พวกเขาก็พบว่าบุตรชายคนโตกลับมาจากข้างนอกพอดีและกำลังนั่งอยู่กับน้องชาย จากนั้นบุตรทั้งสองก็มองหน้ากัน !


“ชางเอ๋อร์กลับมาแล้วหรือ ? ซื้อธัญพืชกลับมาด้วยหรือไม่ ?” การเก็บเกี่ยวผลผลิตในภาคเหนือปีนี้ล้มเหลว หลายหมู่บ้านต้องรวมเงินกันเพื่อจ้างเรือไปซื้อธัญพืชจากทางใต้ บุตรชายคนโตออกเดินทางเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ผู้อาวุโสทั้งสองได้แต่เป็นห่วงอยู่ทางนี้ !


เผิงหยูชางมีอายุประมาณ36-37ปี รูปร่างสูงใหญ่ ผิวดำคล้ำ มีหนวดสั้น เมื่อได้ยินเสียงของบิดามารดาแล้วในที่สุดเขาก็หยุดการจ้องเขม็งไปทางน้องชายและพูดกับมารดาว่า “การเดินทางในครานี้ราบรื่นมากขอรับ ทำการซื้อขายธัญพืชได้ตั้งห้าหมื่นกว่าชั่งและขนย้ายเข้าไปที่โกดังเก็บสินค้าในเขตเรียบร้อยแล้ว !”


ธัญพืชทางภาคใต้มีราคาถูกกว่าที่นี่เป็นเท่าตัว ธัญพืชเหล่านี้ไม่ว่าจะเก็บไว้กินเองหรือวางขายให้ร้านค้าก็ล้วนคุ้มค่าทั้งสิ้น !


“เมื่อหลายวันก่อนผู้ใหญ่บ้านได้กล่าวว่าผู้เช่าภายในหมู่บ้านเริ่มขายบุตรชายบุตรสาวกันเพราะแทบเอาชีวิตไม่รอด เจ้าดูสิ ธัญพืชที่เจ้านำกลับมานี้ให้พวกเขายืมสักหน่อยได้หรือไม่ ?”


ตระกูลเผิงใจบุญมาก ปีนี้ธัญพืชในแปลงนาไม่ได้รับการเก็บเกี่ยว พวกเขาก็ยกเว้นค่าเช่าให้แก่ผู้เช่าเหล่านั้น ส่วนตนก็ยังต้องจ่ายภาษีให้ทางการตามเดิม ธัญพืชในโกดังตอนนี้ก็เป็นผลผลิตมาจากคนยากคนจนทั้งสิ้น !


ตอนนี้ต้องยืมธัญพืชในโกดังไปให้พวกผู้เช่า ธัญพืชมีราคาแพงมาก ! หากปีที่แล้วฝนตกตามฤดูกาล ราคาธัญพืชก็คงจะต่ำลง ส่วนธัญพืชที่คืนโดยผู้เช่าย่อมมีไม่เพียงพอและไม่คุ้มทุน…แต่ก็ทนมองคนเหล่านั้นอดอยากโดยไม่ช่วยเหลือได้อย่างไร ?


ไอหยา ! ยืมก็ยืม ! พวกเขาได้ทราบข่าวระหว่างเดินทางว่าอาหารบรรเทาทุกข์จากราชสำนักอยู่ระหว่างเดินทางแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะสามารถช่วยพวกชาวบ้านได้ !


“ท่านแม่ขอรับ ! เรื่องของข้าเล่า ? สำเร็จหรือไม่ ?” เผิงหยูเหยี่ยนเห็นบิดามารดาและพี่ชายกำลังถกเถียงกันเรื่องบรรเทาภัยพิบัติจึงอดไม่ได้ที่จะแทรกบทสนทนา ‘ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านลืมสิ่งใดหรือไม่ ?’


นางเผิงตั้งใจแกล้ง “เรื่องของเจ้า ? เรื่องอันใดหรือ ? เจ้าไม่มีเงินไปซื้อตำราอีกแล้วหรือ ? ขอจากพี่ชายเองสิ !”


เผิงหยูเหยี่ยนร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง “ไม่ใช่ตำราขอรับ ! เรื่องแต่งงาน งานแต่งของข้า พวกท่านไปพูดคุยเป็นอย่างไรบ้าง ? ตระกูลหลินตอบรับหรือไม่ ?”


เผิงหยูชางเบิกตากว้าง “ว่าอย่างไรนะ ? เรื่องแต่งงานอันใด ? ท่านพ่อท่านแม่ขอรับ ท่านไปพูดเรื่องแต่งงานให้เจ้าเด็กบ้านี่หรือ ? เขายินยอมหรือขอรับ ?” เผิงหยูชางเพิ่งกลับบ้านจึงยังไม่ทราบเรื่องนี้ !


บุตรชายคนโตของเขาวิ่งเข้ามาจากด้านนอกและอยากกอดผู้เป็นบิดาสุดหัวใจ แต่พอได้ยินหัวข้อสนทนานี้ก็หันหลังกลับแล้วสาวเท้าออกห่างทันที


นางเผิงเอ่ยด้วยความยินดี “น้องชายของเจ้าชอบผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นผู้หญิงที่ดีมาก ฝ่ายหญิงยินยอมและอีกสามวันก็ส่งสินสอดไปสู่ขอได้เลย !”


เผิงหยูเหยี่ยนได้ยินเช่นนั้นก็คลี่ยิ้มกว้างแล้วกระโดดโลดเต้นดีใจยิ่งกว่าได้รับของขวัญราคาแพง


“เจ้าเด็กอัปลักษณ์ เจ้ามานี่กับพ่อหน่อย !” เผิงหยูชางเหลือบเห็นร่างที่กำลังทำลับๆล่อๆ จากนั้นก็สาวเท้าก้าวใหญ่แล้วดึงหูของเผิงเจียเหลียงเข้ามาในห้อง “ดูเจ้าสิ ! ท่านอาอายุน้อยกว่าเจ้าหนึ่งปี ! แต่เขารู้จักชอบสตรีแล้ว ส่วนเจ้ามัวทำอันใดอยู่ ?”


ตอนที่ 254: ต้องทำดีต่อเขา


“ท่านพ่อขอรับ ท่านลดเสียงลงหน่อย หู…หูข้าจะแตกแล้ว ท่านย่าช่วยด้วยขอรับ ลูกชายของท่านย่าทำตัวนักเลงใส่ข้าอีกแล้ว !” เผิงเจียเหลียงทำท่าปิดหู จะมาโทษข้าได้อย่างไรก็สตรีที่พวกท่านอยากให้ข้าชอบเหล่านั้นไม่ได้ตรงตามความปรารถนาของข้าเลย !


“ไอหยา ! โตถึงเพียงนี้แล้วยังไม่แต่งงานอีก น่าโดนเขกศีรษะเสียจริง !” นางเผิงไม่มีท่าทีจะช่วยหลานเลยสักนิด นางกำลังปรึกษากับบุตรชายคนเล็กว่าจะให้สิ่งใดเป็นสินสอดทองหมั้นอีกสามวันหลังจากนี้


“ห่านคู่ขอรับ ! ศิษย์น้องเจียงอุ้มห่านตัวใหญ่ไปสู่ขอถึงหน้าบ้าน !” หนอนหนังสือเผิงหยูเหยี่ยนให้ความสำคัญต่อพิธีหมั้นแบบโบราณมากที่สุด การสู่ขอตามแบบโบราณนั้นล้วนใช้ห่านเป็นหนึ่งในสินสอดทั้งสิ้น ดูจากท่าทางของเขาแล้วของขวัญชิ้นอื่นคงเป็นเรื่องรอง ห่านคู่ต่างหากจำเป็นที่สุด


นางเผิงกังวลขึ้นมาทันที “ฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้จะไปหาห่านที่แข็งแรงมาจากที่ใด?”


ในที่สุดเผิงเจียเหลียงก็หลุดพ้นจากเงื้อมมือบิดา “ข้ารู้! ข้ามีศิษย์พี่ที่แสนดีคนหนึ่ง พี่น้องของเขามีห่านอยู่คู่หนึ่ง ลือกันว่าห่านตัวผู้บาดเจ็บ ห่านตัวเมียจึงวนเวียนอยู่รอบตัวไม่ยอมไปไหน พี่น้องของเขาจึงนำห่านตัวผู้กลับมาช่วยรักษา ห่านตัวเมียก็ตามมาด้วย ตอนนี้พวกมันถูกเลี้ยงอยู่ในกรงเป็ดที่เขาเคยเลี้ยงเมื่อครั้งอดีต! คราที่แล้วพี่น้องของเขาตั้งใจจะขายมันในราคาคู่ละ50ตำลึง หวังจะทำเงินได้ไม่น้อย แต่มันกลับขายไม่ได้…”


คู่ละ50ตำลึง? แพงมากเลย หากซื้อเป็ดในราคา50ตำลึงก็คงซื้อได้หลายร้อยตัว…ของหายากมักมีราคาสูงเสมอ! อีกอย่างคือพี่น้องตระกูลหลินก็จัดพิธีหมั้นหมายไล่เลี่ยกัน น้องสาวมีแล้วพี่สาวไม่มีก็จะทำให้ทุกคนมองอย่างไร? ให้ว่าที่สะใภ้เล็กของตนต้องเสียหน้าเช่นนั้นหรือ? ซื้อ! ต่อให้แพงกว่านี้ก็ต้องซื้อ!


เผิงหยูชางไว้ชีวิตบุตรชายชั่วคราว “เรื่องสินสอดที่เป็นห่านคู่ พ่อยกให้เป็นหน้าที่เจ้าแล้วกัน! อย่าทำให้เสียเรื่องเด็ดขาด!”


เผิงเจียเหลียงทุบหน้าอกให้คำมั่นสัญญา “วางใจได้ขอรับ! ข้าเคยมีเรื่องใดที่ทำให้ท่านพ่อผิดหวังด้วยหรือ? ข้าและท่านอาเติบโตมาด้วยกัน รับรองว่าข้าต้องจัดการให้เขาอย่างดี!”


จะว่าไปแล้ว นอกจากเรื่องแต่งงานที่เขาไม่สนใจ ความสามารถในด้านอื่นของเผิงเจียเหลียงก็ไม่เคยทำให้ผู้ใดต้องผิดหวัง ร้านค้าในเขตก็ยกให้เขาดูแลโดยผลกำไรทุกร้านต้องแบ่งออกเป็นสองส่วน! เรื่องที่มอบหมายให้จัดการ เขาไม่เคยทำให้ครอบครัวผิดหวังเลย!


นางเผิงครุ่นคิดอย่างหนักอีกครั้ง สินสอดทองหมั้นที่ต้องมอบให้ฝ่ายเจ้าสาวควรมีจำนวนมากหน่อย แต่แล้วกลับถูกเผิงหยูชางขัดเสียก่อน “ท่านแม่ขอรับ บัณฑิตเจียงเป็นสหายของน้องเล็ก ปกติแล้วมักมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ทุกครั้งที่น้องเล็กประสบปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ก็มีเขาค่อยชี้แนะ! หากเราเตรียมสินสอดทองหมั้นที่มีจำนวนมากกว่าเขา จะไม่เป็นการหักหน้าเขาหรอกหรือ? จากที่ข้ากล่าวคือเราต้องทำตามมาตรฐานของเมื่อวาน ไม่มากไปและไม่น้อยไปขอรับ! หากท่านแม่รู้สึกแย่ก็รอให้แต่งว่าที่สะใภ้เสียก่อน แล้วท่านอยากจะเพิ่มสินสอดทองหมั้น ข้าและพี่สะใภ้ของน้องเล็กก็จะไม่แสดงความคิดเห็นใดอีก!”


นางเผิงครุ่นคิด จากนั้นก็เห็นด้วย “ที่เจ้าใหญ่พูดก็ถูก! ต่อไปลูกชายคนเล็กและบัณฑิตเจียงก็ต้องเป็นพี่เขยและน้องเขยต่อกัน จะทำให้ความสัมพันธ์ไม่ดีเพราะเรื่องนี้ไม่ได้!”


นางเอ่ยถามบุตรชายถึงเรื่องของขวัญวันหมั้นของบัณฑิตเจียงอย่างละเอียดและจัดเตรียมสินสอดในปริมาณที่ไม่แตกต่างกันมากนัก


สองพี่น้องผู้น่าสนใจที่สุดในหมู่บ้านฉือหลี่โกวจัดงานหมั้นหมายห่างกันสี่วัน บุตรสาวคนรองช่างเถิดเพราะนางและบัณฑิตเจียงรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เติบโตมาด้วยกัน แต่คาดไม่ถึงว่าบุตรสาวคนโตก็หมั้นหมายกับหนอนหนังสือผู้หนึ่งด้วย คู่รักที่หมั้นหมายกันก็เป็นสหายของบัณฑิตเจียง พูดกันว่าเป็นเขาที่ตกหลุมรักนางตอนมาช่วยงานหมั้นหมายวันนั้น ครอบครัวของเขาก็พึงพอใจกับบุตรสาวคนโตตระกูลหลินเป็นอย่างมาก!


สินสอนทองหมั้นของบุตรสาวคนโตตระกูลหลินโดดเด่นไม่เป็นสองรองจากน้องสาว ห่านก็มาเป็นคู่ ผ้าไหม เครื่องประดับ ผลไม้หลากสี ราคาไม่ต่ำไปกว่าของตระกูลเจียง พ่อแม่สามีในอนาคตยังมาเยือนถึงหน้าบ้านด้วยตนเอง ตระกูลหลินพอใจที่ตระกูลเผิงให้ความสำคัญต่อบุตรสาวคนโตมากถึงเพียงนี้! ได้ยินมาว่าครอบครัวฝ่ายชายนอกจากที่ดินหลายร้อยหมู่ก็ยังมีร้านค้าอีกหลายสิบแห่งในเมือง หากนางแต่งเข้าไปก็จะต้องมีความสุขชั่วชีวิต!


เจ้าดูสิ เหตุใดสองพี่น้องคู่นี้ถึงได้โชคดีนัก? หาครอบครัวฝ่ายสามีดีเช่นนี้ อีกทั้งว่าที่สามีในอนาคตก็เป็นบัณฑิต ถ้าสอบซิ่วไฉได้แล้ว นางทั้งสองก็จะได้เป็นภรรยาของซิ่วไฉ!


พวกผู้หญิงในหมู่บ้านพากันอิจฉาตาร้อน เรื่องดีเช่นนี้เหตุใดสองพี่น้องตระกูลหลินจึงมีโอกาสอยู่ฝ่ายเดียว? แล้วเหตุใดพวกนางไม่มีโชคบ้าง!


หัวข้อสนทนาหลังมื้ออาหารของคนในฉือหลี่โกวตลอดหลายวันมานี้เป็นเรื่องงานหมั้นหมายของสองพี่น้องตระกูลหลินแทบทั้งสิ้น ประเด็นหลักของการถกเถียงก็คือครอบครัวฝ่ายว่าที่สามีของบุตรสาวคนโตและบุตรสาวคนรอง ผู้ใดจะดีกว่ากัน


กลุ่มหนึ่งคิดว่า ครอบครัวฝ่ายว่าที่สามีของบุตรสาวคนโตดีกว่า เหตุผลน่ะหรือ? เพราะตระกูลเผิงมีที่ดินมีร้านค้าและที่สำคัญครอบครัวของพวกเขามีฐานะร่ำรวยกว่ามาก ดังนั้นถ้าแต่งงานเข้าไปไม่มีวันลำบากแน่นอน


อีกกลุ่มคิดว่าครอบครัวฝ่ายว่าที่สามีของบุตรสาวคนรองดียิ่งกว่าเพราะความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวนั้นคล้ายกัน นางเฝิงรู้สึกกับบุตรสาวคนรองเหมือนบุตรสาวแท้ๆคนหนึ่ง ไม่เคยมีความขัดแย้งกับครอบครัวฝ่ายว่าที่สามีเลยแม้แต่น้อย บ้านของฝ่ายหญิงและฝ่ายชายห่างกันแค่กำแพงกั้น เวลามีเรื่องอันใดก็แค่ตะโกนข้ามกำแพงไป คนในบ้านฝ่ายหญิงก็จะออกมา


มีอีกเรื่องคือบัณฑิตเจียงมีความรู้และมีศักยภาพที่เหมาะสม หากในอนาคตสอบจิ้นซื่อได้ บุตรสาวคนรองตระกูลหลินก็จะได้เป็นฮูหยินของขุนนาง ไม่แน่ว่าในอนาคตพวกตนอาจต้องแสดงความเคารพอีกฝ่ายเมื่อพบกัน…


หลายวันมานี้ไม่ว่าหลินเว่ยเว่ยไปที่ใดก็ล้วนได้ยินคนถกเถียงกันเรื่องนี้เสมอ นางเองก็ได้แต่จนปัญญา เพราะพวกเขาเปรียบเทียบอย่างชัดเจนมาก ทว่าสำหรับนางคือบัณฑิตน้อยดีที่สุดแล้ว!


“บุตรสาวคนรองตระกูลหลิน!” ในขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังเดินขึ้นเขาก็ถูกเสียงอันสดใสเรียกไว้ นางหันกลับไปก็พบว่าเป็นหวังอันชิงบุตรสาวของเศรษฐีหวัง ไม่ได้พบอีกฝ่ายมาเป็นเวลานานมาก ลือกันว่าหลังจากที่โดนหมูป่าวิ่งไล่คราวก่อนก็หนีกลับเข้าเมืองทันที ทั้งยังเป็นไข้ไปอีกหลายวัน!


แม้เศรษฐีหวังจะเป็นคนในหมู่บ้านฉือหลี่โกว แต่หลังจากที่ร่ำรวยก็พากันย้ายไปอาศัยอยู่ในเขตเริ่นอัน กลับมาเยือนหมู่บ้านแห่งนี้น้อยมาก เหตุใดบุตรสาวจึงกลับมาตอนนี้? หรือจะได้ยินข่าวที่นางและบัณฑิตหนุ่มหมั้นหมายกันจึงมาก่อความวุ่นวาย?


หวังอันชิงเดินมาตรงหน้าของหลินเว่ยเว่ยด้วยความรู้สึก…สับสนมาก นางหยิบกล่องขนาดเล็กใบหนึ่งออกมาอย่างลังเล จากนั้นก็ยัดใส่มือของหลินเว่ยเว่ยและเอ่ยด้วยความอึดอัดเล็กน้อย “ได้ยินว่าเจ้าหมั้นหมายแล้ว นี่เป็นของขวัญแสดงความยินดีที่ข้าอยากมอบให้เจ้า!”


หลินเว่ยเว่ยก้มมองกล่องในมือ จากนั้นก็มองหวังอันชิงอีกครั้ง ก่อนจะพึมพำอย่างแผ่วเบาว่า “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเจ้ามีเจตนาร้าย?”


หวังอันชิงโกรธจนเกือบจะแย่งกล่องคืนมา “หากไม่ใช่เพราะเจ้าเคยช่วยชีวิตข้าไว้ คิดว่าข้าจะให้ของขวัญเจ้าหรือ?”


หลินเว่ยเว่ยแกว่งกล่องไม้ที่แกะสลักอย่างสวยงามไปมา ไม่ค่อยเชื่อว่าอีกฝ่ายจะนำของขวัญแสดงความยินดีมาให้ตนถึงที่จึงเอ่ยถามว่า “ในนี้คงไม่มีงู หนูหรือแมลงใช่หรือไม่?”


“เจ้า! อย่าคิดจะเอาความคิดชั่วช้ามาใช้กับคนสูงส่งอย่างข้าเชียว!” หวังอันชิงโกรธมากกว่าเดิม “จะเอาหรือไม่เอา ถ้าไม่เอาก็ส่งคืนมา!”


เสียงของหวังอันชิงสูงขึ้นเล็กน้อยจึงสามารถดึงดูดเจียงโม่หานที่อ่านตำราอยู่ใต้ต้นไม้ละแวกใกล้เคียงได้ เมื่อเห็นสตรีทั้งสองยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตน เด็กน้อยของเขายืนหันหลังพูดอยู่ เขาจึงมองไม่เห็นสีหน้าท่าทางของนาง ส่วนบุตรสาวของเศรษฐีหวังกำลังแสดงท่าทีโกรธเคืองอย่างหนัก


ปฏิกิริยาแรกของเจียงโม่หานคือบุตรีตระกูลหวังตั้งใจมาหาเรื่องถึงที่ ไม่ได้การ เขาจะต้องช่วยเหลือเด็กน้อยของตน! เจียงโม่หานรีบสาวเท้าเดินไปข้างกายของหลินเว่ยเว่ยและยืนเคียงข้างกับนาง


หวังอันชิงจ้องไปที่ใบหน้าหล่อเหลาของเขาครู่หนึ่ง สุดท้ายก็แสดงสีหน้าเสียใจแล้วกล่าวว่า “เจ้าต้องดีต่อเขาให้มาก” จากนั้นนางก็หันหลังกลับแล้วรีบสาวเท้าจากไปทันที!


หลินเว่ยเว่ยกับเจียงโม่หานหันมามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ


ตอนที่ 255: โปรยเสน่ห์เพื่อล่อลวงข้า


หลินเว่ยเว่ยชี้มายังใบหน้าของตน “บัณฑิตน้อย ข้ามีหน้าตาเหมือนคนชอบหาเรื่องเช่นนั้นหรือ? อีกอย่างเจ้าก็เป็นว่าที่สามีของข้า ข้าปฏิบัติต่อเจ้าดีหรือไม่ดี เกี่ยวอันใดกับนางมิทราบ? แปลกคน!”


เจียงโม่หานรับกล่องจากมือของนาง เมื่อเปิดออกก็พบกำไลคู่หนึ่งวางโดดเด่นอยู่ด้านใน จากนั้นเขาก็ยื่นให้นางอีกครั้ง “รับไว้เถิด นางพูดแล้วไม่ใช่หรือว่าเจ้าเคยช่วยชีวิตเอาไว้ นางจึงให้ของขวัญเพื่อแสดงความยินดีสำหรับงานหมั้นของเจ้า”


หลินเว่ยเว่ยปิดฝากล่อง จากนั้นก็โยนเล่นไปบนอากาศ2-3ครั้ง สุดท้ายก็รับไว้ “หากตอนนั้นไม่ใช่เพราะนางรีบโผเข้าหาเจ้าจนข้ากังวลว่าหมูป่าจะทำร้ายเจ้าแทน ใครจะสนใจชีวิตของนาง!”


“เจ้าอย่างไรเล่า!” เจียงโม่หานรู้ว่านางเป็นคนที่ปากร้ายแต่จิตใจดี อ่อนโยนนุ่มนวลคล้ายเค้กฟองน้ำ แม้ว่าคุณหนูตระกูลหวังจะตั้งตนเป็นศัตรูกับนาง อย่างไรก็เป็นชีวิตคน นางไม่มีทางยืนมองหมู่ป่าทำร้ายอีกฝ่ายโดยไม่ช่วยเหลือแน่นอน!


หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วครุ่นคิด ก็จริง! นางแย่งพัดจากในมือของเจียงโม่หานแล้วใช้ปลายพัดเชยปลายคางของเขาขึ้น ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “ช่างรู้ใจข้าเสียจริง บัณฑิตน้อยผู้แสนงดงาม!”


แววตาที่เปล่งประกายเหมือนดวงดาวท่ามกลางจักรวาลของเจียงโม่หานได้จับจ้องมาที่นางคล้ายต้องการดึงดูดให้จมหายไปในทะเลลึกไร้ที่สิ้นสุด หลินเว่ยเว่ยอยากจมลงในทะเลดวงดาวนี้…


“เช็ดน้ำลายของเจ้าด้วย!” ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่พัดในมือของนางกลับไปอยู่ในมือของบัณฑิตหนุ่มอีกครั้ง


หลินเว่ยเว่ยรีบดึงแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดมุมปากทันที “มีน้ำลายหกที่ไหนกัน? บัณฑิตน้อยผู้แสนดีอย่างเจ้ากล้าโปรยเสน่ห์เพื่อล่อลวงข้า!”


“ไม่ได้ล่อลวงเสียหน่อย อย่างข้าจะโปรยเสน่ห์ใส่ใครเป็นหรือ?” เจียงโม่หานโบกพัดไปมาพร้อมก้าวเดินอย่างสง่างาม


จริงสิ! หากบัณฑิตหนุ่มใช้เสน่ห์ล่อลวงผู้อื่น นางคงร้องไห้โดยไร้น้ำตา หลินเว่ยเว่ยไล่ตามไป ก่อนจะพูดอย่างเอาแต่ใจ “ต่อไปเสน่ห์ของเจ้ามีไว้ให้ข้าเชยชมผู้เดียว เข้าใจหรือไม่?”


เจียงโม่หานเหล่ตามองไปทางนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “แน่นอน บนโลกใบนี้มีผู้ใดคู่ควรกับเสน่ห์ของข้าบ้าง?”


“ข้าเอง ข้าอย่างไรเล่า!” หลินเว่ยเว่ยชี้มาทางจมูกของตน ก่อนจะยื่นหน้าไปตรงเบื้องหน้าของบัณฑิตหนุ่ม


เจียงโม่หานมองพิจารณานางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยท่าทางไม่อยากจะเชื่อ “เอาเถิด ข้าจะฝืนใจนับเจ้าไว้คนหนึ่งก็ได้”


หลินเว่ยเว่ยเดินมาข้างกายของเขา จากนั้นก็เอียงศีรษะมองหน้า “บัณฑิตน้อย ช่วงนี้เจ้าทำตัวลึกลับซับซ้อนมาก มีเรื่องอันใดหรือไม่?”


“พรุ่งนี้เจ้าต้องเข้าเมืองพร้อมข้า ประเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง” เจียงโม่หานยิ้มอย่างมีเลศนัยซึ่งรอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา หลินเว่ยเว่ยมองอย่างหลงใหลซ้ำแล้วซ้ำเล่า!


ระหว่างที่เดินเล่น เด็กกลุ่มหนึ่งก็ส่งเสียงร้องโวยวายขึ้นมา สองผู้นำที่เกรี้ยวกราดที่สุดก็คือเจ้าหนูน้อยกับเสี่ยวร่าง ตามมาด้วยวังตงเฉียงและพวกถู่โต้ว!


“พี่รอง พี่โม่หาน!” เจ้าหนูน้อยมองมาทางพวกเขาและวิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว เร็วเหมือนเหยียบอยู่บนล้อลมและล้อไฟ “พวกท่านมาทำอันใดหรือ?”


“มาจับไก่ป่าสองสามตัวไปทำอาหารที่บ้าน!” หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะเจ้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู ทันใดนั้นสายคาดอกของเขาก็สั่นสะเทือนขึ้นเล็กน้อย ไม่นานก็มีศีรษะเล็กๆสีดำโผล่ออกมาแล้วใช้ดวงตาสีอำพันจ้องเขม็งไปบนมือของหลินเว่ยเว่ยอย่างมีความหวัง


เจ้าตัวนี้เมื่อครั้งอยู่ในตระกูลหลินก็เป็นที่รักของทุกคน เจ้าหนูน้อยแทบจะนอนกอดมันทั้งคืน แต่คนที่มันใกล้ชิดที่สุดก็คือหลินเว่ยเว่ย จนพี่สาวคนโตล้อว่านางเป็นแม่ของเจ้าดำ!


“น้องสี่พาเจ้าดำออกมาอีกแล้วหรือ? ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าเจ้าดำยังเด็กเกินไป ควรให้มันนอนหลับอยู่ในกรง!” หลินเว่ยเว่ยจับท้ายทอยเจ้าดำ จากนั้นก็อุ้มมันออกมาจากอ้อมกอดของเจ้าหนูน้อย นางประคองมันไว้ในอุ้งมือและลูบขนมันเบาๆ เจ้าดำรู้สึกสบายจนตาเริ่มปรือลงเล็กน้อย ไม่นานก็กอดหัวแม่มือของนางและหลับไปในที่สุด!


เจ้าหนูน้อยหัวเราะคิกคักพลางกล่าวว่า “วันนี้เจ้าดำเก่งขึ้นมาก จับตั๊กแตนตัวยาวได้หนึ่งตัว” เขาใช้มืออ้วนๆแสดงท่าทาง


หลินเว่ยเว่ยตอบ อืม เพียงสั้นๆ แล้วก้มหน้ามองเจ้าดำที่กำลังนอนกรนเบาๆ มันคงเหนื่อยมาก ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนก็โดนเจ้าหนูน้อยพาวิ่งเล่นทั่วทั้งภูเขาโดยไร้ความปรานีแล้ว โชคดีที่นางใช้นมกวางซึ่งผสมน้ำจากมิติพุวิญญาณมาเลี้ยงดูมันจนแข็งแรง ไม่เช่นนั้นอาจสร้างความยุ่งยากตามมาก็ได้


“หึหึหึ…” เจ้าหนูน้อยเดินตามหลังนางต้อยๆ


หลินเว่ยเว่ยได้ยินการเคลื่อนไหวจึงหันกลับไปมองเขาและถามว่า “ว่ามา จะทำสิ่งใด?”


“พี่รอง ข้าอยากตามท่านขึ้นเขา ข้าอยากดูท่านจับไก่ป่า!” เจ้าหนูน้อยเบิกตาที่กลมโตให้กว้างขึ้น พยายามทำตัวน่ารักต่อหน้าพี่สาว


“ข้าก็อยากไป พี่รองหลิน ข้าก็อยากไปด้วย!” ปกติแล้วเด็กจำนวน7-8คนที่เดินตามเจ้าหนูน้อยอยู่ด้านหลังล้วนมีอายุใกล้เคียงกับเขา บัดนี้เพิ่มเสี่ยวร่างเข้ามาอีกคน เจ้าหนูน้อยจึงกลายเป็นหัวหน้าของเด็กกลุ่มนี้ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ จะทำสิ่งใดก็คอยทำตามตลอด


เจ้าหนูน้อยขุ่นเคืองไม่เบา “ข้าไม่อนุญาตให้พวกเจ้าตามไป! คนมากมายเช่นนี้ทำให้ไก่ป่าหนีกระเจิงพอดี!”


เดิมทีลำพังเขาคนเดียว หากอยู่นิ่งสักพักพี่รองก็ยังมีโอกาสทำสำเร็จ แต่หากทุกคนตามไปเพื่อความสนุกสนาน พี่รองไม่มีทางเห็นด้วยแน่นอน เส้นผมที่ชี้โดดเด่นบนศีรษะของเจ้าหนูน้อยพับลงมาทันทีพร้อมแสดงท่าทางน่าสงสารเหมือนเจ้าดำที่ถูกเขาปฏิเสธไม่ให้กินเนื้อ


หลินเว่ยเว่ยลูบไปบนศีรษะของเจ้าหนูน้อย เดิมทีที่นางออกมาวันนี้ก็แค่มาเดินเล่น ในเมื่อเด็กๆเอ่ยปากแล้วก็คงต้องพาพวกเขาออกไปเที่ยวเล่นบนภูเขาสักรอบ!


“เรามาตกลงกันก่อนว่าห้ามวิ่งวุ่นวายเด็ดขาด ทุกการเคลื่อนไหวต้องฟังคำสั่ง ใครแตกแถว ข้าจะทิ้งไว้ให้หมาป่าบนภูเขาจับกิน!” หลินเว่ยเว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมจัดระเบียบพวกเด็กๆ จากนั้นก็พากลุ่มลูกเสือน้อยเดินขึ้นภูเขาอย่างกล้าหาญเปี่ยมไปด้วยพลัง!


ก่อนออกเดินทาง เด็กๆได้หยิบเอาหญ้ากระต่ายออกจากตะกร้าและยกให้ตระกูลหลินทั้งหมด เมื่อหลินจื่อเหยียนได้ยินการเคลื่อนไหวก็อดตามไปด้วยไม่ได้


หลินเว่ยเว่ยพาเด็กกลุ่มหนึ่งเดินเข้าไปในป่าที่ไม่ลึกสักเท่าไร ระหว่างเดินทางก็ได้ค้นหาร่องรอยบางอย่าง ในที่สุดท่ามกลางหุบเขาที่น้อยคนจะเดินทางมาถึงก็พบร่องรอยของไก่ป่าและกระต่ายป่าเข้าจนได้


“เด็กเด็ก!” หลินเว่ยเว่ยส่งเสียงเรียก


พวกเด็กๆหยุดเดินอย่างพร้อมเพรียงและตะโกนออกไปว่า “ขอรับ!”


เสียงที่ดังกังวานนั้นทำให้นกที่อยู่บนต้นไม้พากันบินแตกตื่น หลินจื่อเหยียนอดปิดหน้าไม่ได้ การเคลื่อนไหวเสียงดังเช่นนี้ทำให้สัตว์ป่าที่อยู่ในละแวก2-3ลี้หนีกระเจิงไปหมด!


“เชือกของพวกเจ้าพร้อมแล้วใช่หรือไม่?” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้น


เด็กๆตอบกลับด้วยเสียงที่สดใส “พร้อมแล้วขอรับ!”


“ดี! ข้าจะช่วยพวกเจ้าวางเชือก จดจำเชือกและตำแหน่งกับดักของตนให้ดี เหยื่อติดกับดักของใครก็เป็นของคนนั้น ช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ตนเองมาถึงแล้ว!” หลินเว่ยเว่ยเป็นหัวหน้าเด็กในทันที การตัดสินใจของนางเปลี่ยนให้เด็กน้อยเปล่งเสียงที่ดังยิ่งขึ้น


ขั้นตอนต่อไปคือการหย่อนเชือก นางตรวจสอบแล้วว่าในหุบเขาเล็กๆนี้ไม่มีเหยื่อตัวใหญ่นัก ไก่ป่าและกระต่ายป่ามีจำนวนไม่น้อย นางช่วยเด็กทุกคนหย่อนเชือกเพื่อไม่ให้เด็กน้อยผิดหวังนางจึงพรมน้ำจากในมิติน้ำพุวิญญาณบริเวณรอบๆเชือก


“เอาล่ะ! เราไปเกี่ยวหญ้ากระต่ายที่อื่นกันเถิด ก่อนจะลงจากภูเขาค่อยกลับมาตรวจสอบการพิสูจน์ตัวเองของพวกเจ้า” จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็โบกฝ่ามือเพื่อให้เด็กน้อยเดินตามไป


ตอนที่ 256: ชอบเจ้าจึงรังแกเจ้า


เด็กน้อยเดินตามหลินเว่ยเว่ยไปติดๆ และมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยยังหันกลับมามองเชือกของตนอย่างพะว้าพะวังจนเกือบสะดุดก้อนหิน


หลินเว่ยเว่ยพาเด็กๆไปยังพื้นที่เต็มไปด้วยหญ้าอันอุดมสมบูรณ์ เด็กน้อยพุ่งตัวเข้าไปอย่างกระตือรือร้น ใช้พลั่วของตนและเคียวเล็กๆเกี่ยวหญ้ากระต่ายอย่างมีความสุข หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจียงโม่หาน ก่อนจะคลี่ยิ้ม “ดูสิ ข้าเหมือนคนเลี้ยงแกะหรือไม่ ?”


“เหมือน !” เจียงโม่หานหาที่นั่ง จากนั้นก็เปิดตำราในมือ “เหมือนสุนัขเลี้ยงแกะที่มีอำนาจตัวหนึ่ง !”


หลินเว่ยเว่ยโยนหญ้ากองหนึ่งไปทางเขา “เจ้าน่ะสิสุนัขเลี้ยงแกะ ! เจ้าเคยเห็นสุนัขเลี้ยงแกะที่ช่วยจ่าฝูงหมาป่าเลี้ยงลูกของมันหรือไม่ ?”


“เคย !” เจียงโม่หานมุ่ยปากไปยังทิศทางของนาง “ก็มีหนึ่งตัวไม่ใช่หรือ ?”


“บัณฑิตน้อย ! ข้าคิดว่าตอนนี้เจ้านิสัยเสียเกินไปแล้ว ! เจ้าชอบรังแกข้า !” หลินเว่ยเว่ยโยนลูกหมาป่าที่กำลังหลับพริ้มใส่อ้อมแขนของเจียงโม่หานด้วยความโกรธ


เจ้าดำตื่นตกใจจึงลืมตาที่มีสีดุจอัญมณี จากนั้นก็เบิกตากว้างมองเจียงโม่หานด้วยความโง่เขลา เห็นได้ชัดว่ามันเพิ่งจะหลับอยู่ในอ้อมแขนอบอุ่นได้ไม่นาน แล้วเหตุใดภาพตรงหน้าจึงเปลี่ยนเป็นมนุษย์ที่ชอบทำหน้าตาน่าเกลียดเช่นนี้ได้ ?


เจียงโม่หานใช้สองนิ้วบีบท้ายทอยของเจ้าดำขึ้นมาและทำการตรวจสอบทั่วร่างกายของมันอีกครั้ง เมื่อพบว่าเจ้าลูกหมาป่าตัวนี้สะอาดสะอ้านจึงวางมันบนตักอย่างเบาใจ


เขาใช้นิ้วชี้จิ้มไปบนตัวที่นอนหงายเท้าชี้ฟ้าของมัน จากนั้นก็กดแล้วมองมันดิ้นพล่านเหมือนเต่าหงายท้อง ก่อนจะตอบกลับถ้อยคำเมื่อสักครู่ของหลินเว่ยเว่ยว่า “เพราะข้าชอบเจ้าจึงรังแกเจ้า ! ดูสิ นอกจากเจ้าแล้วข้าเคยรังแกผู้ใดอีก ? เจ้าน่าจะดีใจด้วยซ้ำ !”


เมื่อได้ยินดังนั้น นางจึงส่งเสียงฮึดฮัดออกมา “ใช่ ใช่ ! การทำให้เจ้าตาบอดมาชอบข้าได้ ข้ามีความสุขยิ่งนัก ! บัณฑิตน้อย เจ้าถือตำรานั้นทั้งวันแต่ไม่เคยเห็นอ่านเป็นจริงเป็นจังสักครั้ง การสอบในวันพรุ่งนี้เจ้าวางแผนไว้อย่างดีหรือตั้งใจจะปล่อยวางงั้นหรือ ?”


“เดิมทีข้าตั้งใจจะปล่อยวาง รู้สึกว่าตนยังหนุ่ม เข้าร่วมการสอบช้าสักหน่อยคงไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้ข้ามีว่าที่ภรรยาแล้ว จึงรู้สึกมีภาระหนักอึ้งขึ้นมาทันใด ข้าจึงตัดสินใจลองอีกสักครั้ง ข้าจะสอบซิ่วไฉเพื่อเป็นเกียรติให้ว่าที่ภรรยา !” เจียงโม่หานยื่นมือออกไปจะช่วยนาง แต่โดนนางผลักไปตามเดิม…แรงอันน้อยนิดของเจ้า ทำงานนี้ไม่ไหวหรอก !


หลินเว่ยเว่ยยังจิกกัดต่อ “เช่นนั้นหรือ ! การเป็นว่าที่ภรรยาของเจ้าจะต้องมีความสุขมากแน่ เจ้าจงทะนุถนอมข้าไว้ให้ดีแล้วกัน”


“แน่นอน ในเมื่อข้าให้คำมั่นสัญญากับป้าหวงไปแล้วก็คงต้องดูแลเจ้าไปตลอดชีวิต !” เจียงโม่หานก้มหน้ามองเจ้าดำที่กำลังแทะนิ้วของตน จากนั้นก็เช็ดน้ำลายบนมือกับขนของมันด้วยท่าทางรังเกียจที่สุด พร้อมเอ่ยถ้อยคำหวานซึ้งด้วยน้ำเสียงเย็นชา นอกจากบัณฑิตหนุ่มแล้วก็ไม่มีผู้ใดทำได้อีก !


“เด็กๆเรียบร้อยหรือยัง ?” หลินเว่ยเว่ยตะโกนไปยังกลุ่มเด็กน้อยที่กำลังไล่จับตั๊กแตนและหนอนตามพุ่มหญ้า


“เรียบร้อย…แล้ว…” เด็กๆถือตะกร้าใบเล็กที่บรรจุหญ้าจนเต็มเดินเข้ามาอย่างกระตือรือร้น จากนั้นก็เริ่มรวมตัวกันอย่างเป็นระเบียบ พวกเขาค่อยๆย่างเท้าตามหลังหลินเว่ยเว่ยไปยังหุบเขาที่วางกับดักเอาไว้


เจ้าของเชือกเส้นหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้หุบเขาที่สุดคือถู่โต้ว เขาตะโกนเสียงแหลมสะเทือนแก้วหูออกมา “อ๊าก ข้าจับได้แล้ว ! จับกระต่ายตัวอ้วนได้แล้ว ! ฮ่าฮ่า คืนนี้เรามีกระต่ายกินกันแล้ว !”


เด็กคนอื่นรีบวางตะกร้าลงแล้ววิ่งไปยังเชือกของตน หลังจากนั้นเสียงร้องด้วยความดีใจก็ดังขึ้นเป็นระยะ “ข้าก็จับได้ !”


“ข้าก็ด้วย !”


“ของข้าเป็นไก่ป่าที่งดงามหนึ่งตัว หางก็ยาวมากด้วย !”


บ่วงเชือกที่วางไว้ล้วนดักจับเหยื่อได้แทบทุกเส้น เด็กๆพากันดีใจยกใหญ่ นี่คือการล่าสัตว์ครั้งแรกของพวกตน ! หลินเว่ยเว่ยและหลินจื่อเหยียนช่วยมัดเหยื่อให้เด็กๆ จากนั้นก็วางลงในตะกร้าของพวกเขาอีกที


เจ้าหนูน้อยเช็ดน้ำตา ที่แท้ก็มีเพียงบ่วงเชือกของตนยังว่างเปล่า! เสี่ยวร่างรีบเอาไก่ป่าในบ่วงเชือกของตนยัดใส่ตะกร้าของนายน้อย “คืนนี้เราก็มีไก่กินขอรับ”


“แต่ทุกคนจับเหยื่อได้หมด เหตุใดข้าจับไม่ได้เลย ?” เจ้าหนูน้อยรู้สึกเสียใจ


หลินเว่ยเว่ยลูบไปบนศีรษะของเจ้าหนูน้อย “ชีวิตของเราจะสมความปรารถนาไปตลอดได้อย่างไร? เจ้าเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับ เรียนรู้ความอยุติธรรมของชีวิต แต่เจ้าอย่ายอมจำนนต่อโชคชะตา ชีวิตเจ้าต้องกำหนดเอง ไม่ใช่รอฟ้าลิขิต! ไปกันเถิด ข้าจะพาเจ้าไปเปลี่ยนโชคชะตาของตน !”


นางใช้เชือกมัดตะกร้าใบหนึ่งไว้กับไม้ จากนั้นก็โรยข้าวโพดที่ได้รับการพรมด้วยน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณลงไปบนดิน ส่วนตนก็ลากเจ้าหนูน้อยมาหมอบบนพุ่มหญ้าด้านหลัง ไม่นานก็มีแม่ไก่ป่าตัวหนึ่งพาลูกไก่ตัวน้อยกลุ่มหนึ่งเดินมายังทิศทางของพวกตน


แม่ไก่ป่ามองไปโดยรอบอย่างระมัดระวัง เจ้าหนูน้อยแทบจะกลั้นหายใจเลยทีเดียว แม่ไก่ป่าไม่สังเกตเห็นอันตรายนี้และทนต่อความเย้ายวนของข้าวโพดไม่ไหว จึงพาลูกของมันเข้ามาบริเวณใต้ตะกร้า จากนั้นก็จิกกินพลางเฝ้าระแวดระวังการเคลื่อนไหวโดยรอบ


เจ้าหนูน้อยตื่นเต้นจนอยากกระตุกเชือกแทบใจจะขาด แต่โดนพี่รองกดมือไว้เพื่อให้รออีกครู่ เมื่อถึงเวลาเหมาะสม หลินเว่ยเว่ยจึงพยักหน้าให้เขา เจ้าหนูน้อยรีบกระตุกเชือกอย่างรวดเร็วส่งผลให้ตะกร้าร่วงลงมาครอบแม่ไก่ป่าและลูกตัวน้อยของมันที่โลภกินอย่างแม่นยำ!


“เจ้าดูสิ เหยื่อของเจ้าในตอนนี้ไม่ได้เป็นเพียงไก่ป่าตัวใหญ่ ยังมีลูกไก่ตัวเล็กอีกไม่น้อยด้วย ดังนั้นจงจำไว้ ไม่ว่าประสบความพ่ายแพ้และความลำบากมากเพียงใด อย่าเพิ่งโทษตนเองและอย่าเพิ่งเสียใจ ทว่าให้คิดหาทางเอาชนะให้ได้!” หลินเว่ยเว่ยมัดไก่ป่าไว้อย่างแน่นหนาและใส่ลงในตะกร้า จากนั้นก็ปิดฝาด้านบนแล้วให้เจ้าหนูน้อยแบกเอง


เจ้าหนูน้อยพยักหน้าพลางครุ่นคิดบางอย่าง


มุมปากของเจียงโม่หานกระตุกยิ้มเล็กน้อย เด็กน้อยคนนี้ นางก็ยังเป็นแค่เด็กแท้ๆ แต่ยังรู้จักสั่งสอนผู้อื่น เชื่อได้เลยว่าต่อไปบุตรของพวกตนจะต้องมีความโดดเด่นเพราะมีมารดาที่ดี!


เขาและบุตรที่ให้กำเนิดจากนาง…อืม ต้องเฝ้ารออย่างมีความหวัง! น่าเสียดายที่เด็กน้อยอายุยังน้อยเกินไป ไม่สิ ทั้งสองคนยังเด็กเหมือนกัน จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ ก็คาดว่าต้องรอไปอีก2ปี!


“เจ้ายิ้มอันใด?” หลินเว่ยเว่ยแบกฟืน ก่อนจะหันไปมองบัณฑิตหนุ่มที่ยิ้มหน้าระรื่นครู่หนึ่ง นางอยากรู้ว่าเขากำลังคิดเรื่องใดอยู่?


เจียงโม่หานส่ายหน้าพลางยิ้มและกล่าวว่า “ไม่มีอันใด! แค่รู้สึกว่าเวลาเดินช้าเหลือเกิน!”


แววตาของหลินเว่ยเว่ยเต็มไปด้วยความสงสัย เหตุใดจึงเป็นกังวลเช่นนี้? หรืออาจเพราะเขายังเด็กอยู่ เพราะเมื่อครั้งเยาว์วัยนางก็มักรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้ามาก เมื่อเติบโตขึ้นจึงได้ทอดถอนใจต่อความรวดเร็วของวันเวลา ชีวิตที่ไร้ค่าได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว…


ทางด้านหมู่บ้าน เมื่อถึงเวลากินอาหาร หลายครอบครัวก็ออกตามหาบุตรหลานของตน สุดท้ายก็มารวมตัวกันที่บ้านตระกูลหลิน เพราะเด็กของตนชอบมาเล่นกับเจ้าหนูน้อย


ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถามนางหวงว่า “วันนี้ตงเฉียงของเราไม่มาเล่นกับเอ้อร์ฮว๋าของเจ้าหรือ?”


“มาแล้วนี่ เห็นแบกตะกร้าออกไปด้วยกัน” นางหวงเริ่มร้อนใจเพราะปกติเวลานี้เด็กๆต้องกลับมาแล้ว! เหตุใดวันนี้จึงไร้การเคลื่อนไหว? คงไม่ได้พบอันตรายใช่หรือไม่?


ตอนที่ 257: กระโดดโลดเต้น


มารดาของเสี่ยวหนี่ชิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ “เสี่ยวหนี่ชิวของเรายังไม่กลับมาเลย เด็กคนนี้ ข้ากำชับหลายครั้งแล้วว่าอย่าขึ้นไปบนภูเขาก็ไม่ฟัง…คงไม่ได้เกิดเรื่องร้ายขึ้นใช่หรือไม่ ?”


ชาวบ้านที่ช่วยกันออกตามหาจำนวนหนึ่งพูดปลอบอย่างอ่อนโยน “คงไม่มีเรื่องอันใดหรอก เมื่อเช้านี้ข้าเห็นเด็กๆเดินขึ้นไปจากหน้าหมู่บ้านเล็กน้อยเท่านั้น แค่ตะโกนก็น่าจะได้ยิน หากเจอกับอันตรายจะไม่มีเสียงอันใดเลยหรือ ?”


หญิงสาวที่มีใบหน้าเรียวยาว ดวงตากลมโตผู้หนึ่งกลอกตาไปมา จากนั้นก็พุ่งเข้าหานางหวงพลางร้องไห้คร่ำครวญว่า “โก่วเชิ่งเอ๋อร์ของข้า ! เจ้าคืนโก่วเชิ่งเอ๋อร์ของข้ามาเดี๋ยวนี้ ! บุตรสาวคนรองของเจ้าต้องล่อลวงเด็กๆไปใช้แรงงานเป็นวัวเป็นม้าแน่นอน ไม่เช่นนั้นเขาจะหายตัวไปหรือ ? เด็กคนนี้ข้าเลี้ยงดูมาตั้งแต่สามขวบ ไม่ว่าสุนัขหรือแมว เขามักเห็นอกเห็นใจพวกมันเสมอ เจ้าต้องชดใช้ให้โก่วเชิ่งเอ๋อร์ของข้า !”


ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัว นางหวงโดนอีกฝ่ายพุ่งเข้าใส่จนเซไปด้านหลังหลายก้าว หากไม่ใช่เพราะแม่ซัวถัวประคองอยู่ด้านหลังก็คงล้มไปแล้ว


แม่ซัวถัวชี้ไปทางจมูกของหญิงคนนั้น “หลี่เสี่ยวฮวา ! เจ้ามันไร้จิตสำนึก สรุปว่าเจ้าปฏิบัติต่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์อย่างไรบ้าง ? ก่อนหน้านั้นพ่อของโก่วเชิ่งเอ๋อร์ต้องไปทำงานในเขตเริ่นอัน ไม่กลับบ้านเป็นเวลาสามวัน เจ้าก็ปล่อยให้โก่วเชิ่งเอ๋อร์หิวโหยเป็นเวลาสามวันเต็ม เขาหิวจนต้องขุดหญ้าบนพื้นมากิน !


เจ้าดูเสื้อผ้าที่เด็กสวมใส่ ล้วนปิดก้นไม่มิดแล้ว เมื่อฤดูหนาวมาถึง ฝ่าเท้าก็แข็งจนขยับแทบไม่ไหว ขณะที่ลูกแท้ๆของเจ้ามีสิ่งห่อหุ้มร่างกายอย่างแน่นหนา ทั่วทั้งหมู่บ้านฉือหลี่โกว ใครบ้างจะไม่รู้จักแม่เลี้ยงจิตใจอำมหิตเช่นเจ้า เด็กกลับมาช้าเล็กน้อยก็ร้องโวยวายเป็นเดือดเป็นร้อน แสร้งทำตัวเป็นแม่ผู้เปี่ยมไปด้วยความรัก ใครจะเชื่อเจ้า ?”


หญิงผู้นั้นยังร้องห่มร้องไห้ต่อไป “หนึ่งในนั้นไม่มีลูกของเจ้า เจ้าก็พูดได้สิ ! สองสามวันก่อนฝูงหมาป่าเข้ามาในหมู่บ้าน ไม่แน่ว่าเด็กกลุ่มนี้อาจจะ… นางหวง ถ้าวันนี้เจ้าไม่มีคำอธิบายที่น่าพอใจให้แก่พวกเรา ข้าจะ….พวกเจ้าอย่าคิดว่าจะได้ทำงานอย่างสงบสุข !”


หลิวเสี่ยวเอ๋อร์ที่ทำงานอยู่ในบ้านตระกูลหลินก็ร้อนใจขึ้นมา ไม่ให้พวกนางทำงานแล้วเงิน30อีแปะต่อวัน จะทำอย่างไร ? ผู้หญิงคนหนึ่งกับบุตรอีกสองคนไม่เหมือนหนุ่มสาวในหมู่บ้านที่หาเงินได้จากการกะเทาะเปลือกลูกสนแล้วก็ได้เงิน30อีแปะต่อวันหรอกนะ


นางเดินออกมาและกล่าวว่า “พี่สะใภ้ เจ้าตั้งใจมาหาเรื่อง ! แล้วพี่ชิงซานรู้หรือไม่ ? อ้อ จริงสิ วันนี้เขาเข้าเมือง รอเขากลับมาและรู้เรื่องที่เจ้ามาเรียกเงินกับตระกูลหลินก่อนเถิด มีหวังว่าเขาจะไล่เจ้ากลับไปพึ่งบ้านมารดาแน่นอน”


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์หวาดกลัวเล็กน้อย นางนึกถึงเหตุการณ์ที่ตนไม่ให้โก่วเชิ่งเอ๋อร์กินข้าวในคราวนั้นจนสามีเกือบพานางกลับไปส่งบ้านมารดา นางจึงคิดจะถอดใจกลางคัน แต่เมื่อเห็นผลไม้อบแห้งที่ตากอยู่ในลานกว้างบ้านตระกูลหลิน กลิ่นหอมของเนื้อแผ่นที่กระจายออกมาจากเตาอบ ทำให้นางพูดอย่างกล้าหาญอีกครั้ง


“ใครบอกว่าข้ามาเรียกเงิน ? ข้ามาหาโก่วเชิ่งเอ๋อร์ต่างหาก ! โก่วเชิ่งเอ๋อร์หายตัวเพราะไปเกี่ยวหญ้ากระต่ายแทนเจ้า ข้าไม่มาหาเจ้าแล้วจะหาใคร ? ทุกคนลองพูดมาสิว่าเพราะเหตุผลนี้ใช่หรือไม่ ?”


หลายครอบครัวที่บุตรของตนหายตัวไปพากันปาดน้ำตาโดยไร้เสียงสะอื้น บุตรคือหัวใจของผู้เป็นมารดา หากโดนหมาป่าคาบไปกินเพราะเรื่องนี้ หัวใจของพวกนางต้องแค้นเป็นฟืนเป็นไฟแน่ !


“เด็กหายก็ออกไปตามหาบนภูเขาสิ มาโวยวายเช่นนี้ให้ได้สิ่งใด ?” เสียงของผู้ใหญ่บ้านดังออกมาจากกลุ่มชาวบ้าน “ไปเอาฆ้องของข้ามาแล้วระดมคนในหมู่บ้านไปช่วยกันตามหา !”


หลินเว่ยเว่ยเดินนำเด็กๆร้องเพลงอย่างมีความสุขพลางอุ้มตะกร้าที่บรรจุสัตว์ป่าซึ่งล่ามาได้คนละไม้คนละมือแล้วเดินลงจากภูเขาอย่างมีความสุข


หลินเว่ยเว่ยแบกฟืนพร้อมช่วยเด็กบางคนถือตะกร้า คนที่ร้องเพลงเสียงดังที่สุดก็คือนาง


ทันใดนั้นเสียงร้องเพลงของนางก็หยุดชะงัก จากนั้นก็เงี่ยหูฟังบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “หืม ? ผู้ใหญ่บ้านตีฆ้องของเขาอีกแล้วหรือ ? มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นกระมัง ? เร็วเข้า รีบเดินกันเถิด ! ไปร่วมวงสนุกกับชาวบ้าน !” ฝ่ายเจียงโม่หานอุ้มเจ้าดำแล้วเดินตามหลังของนางไปติดๆ


“ไปร่วมสนุกกันเถิด !” เด็กๆเหมือนเครื่องอัดเสียงอย่างไรอย่างนั้น พวกเขาลอกเลียนถ้อยคำของนางแล้วพุ่งตัวลงเขาอย่างกระตือรือร้น ตอนที่มาถึงหน้าหมู่บ้านก็เห็นกลุ่มคนทั้งหมดในหมู่บ้านเดินหน้าภายใต้การนำของผู้ใหญ่วัง


“ท่านปู่ขอรับ ! ข้าจับกระต่ายป่าได้หนึ่งตัว มันอ้วนมากเลย !” วังตงเฉียงรีบรับตะกร้าของตนจากในมือของหลินจื่อเหยียนแล้วหอบมันด้วยมือทั้งสองข้าง จากนั้นก็สาวเท้าเดินตรงไปยังหมู่บ้านด้วยท่าทางคล้ายเป็ดน้อย


“นั่นคือเอ้อร์ฮว๋า ! เด็กๆกลับมาแล้ว !” ชาวฉือหลี่โกวถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที ผู้ปกครองของเด็กๆ พากันวิ่งไปหาบุตรหลานของตนซึ่งทำให้พบว่าในตะกร้าของเด็กน้อยเต็มไปด้วยสัตว์ป่าที่โดนมัดเท้าไว้หนึ่งตัว เด็กๆพากันเล่าเรื่องด้วยความตื่นเต้น สัตว์ป่าเหล่านี้เป็นเหยื่อที่พวกตนจับได้ !


หลินเว่ยเว่ยที่แบกฟืนก็ยิ้มทักทายทุกคน “ผู้ใหญ่บ้าน พวกท่านเตรียมตัวจะไปไหนกันหรือ ? เฮ้ ! ยกโขยงกันมาทั้งหมู่บ้านเลย มีเรื่องอันใดหรือ ?”


แม่เลี้ยงของโก่วเชิ่งเอ๋อร์ถลึงตาใส่ลูกเลี้ยงอย่างโหดเหี้ยม จากนั้นก็แย่งไก่ป่าในมือเขาไปและพูดอย่างโกรธเคืองว่า “จะไปไหนได้อีก ? ก็เด็กในหมู่บ้านหายตัวไป พวกเราจึงออกตามหาให้ทั่วน่ะสิ !”


หลินเว่ยเว่ยจึงพูดกับผู้ใหญ่บ้านและเพื่อนบ้านคนอื่นว่า “ข้าผิดเองที่ไม่บอกทุกคนก่อนว่าจะพาเด็กๆไปล่าสัตว์ป่าบนภูเขา”


ความปรารถนาในการเรียกเงินของแม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ยังไม่หมดไป นางไม่พอใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก “ทั่วทั้งหมู่บ้านไม่มีผู้ใดกล้าพาเด็กๆขึ้นไปบนภูเขาสักคน เพราะเด็กยังเล็ก หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมา เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือไม่ ?”


ในที่สุดหลินเว่ยเว่ยจึงเผชิญหน้ากับนางโดยตรง “รับผิดชอบไม่ไหวหรอก ! ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่มู่เกินเอ๋อร์ของท่านร้องไห้คร่ำครวญเจียนตายเพราะข้าไม่กล้าพาเขาขึ้นภูเขา หากโดนหญ้าคมบาดเพียงเล็กน้อย ข้าก็คงจะชดใช้ไม่ไหว !”


มู่เกินเอ๋อร์คือลูกติดของแม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ ฝ่ายมู่เกินเอ๋อร์ผู้นี้เป็นตัวภาระอย่างยิ่ง เขาอายุมากกว่าโก่วเชิ่งเอ๋อร์แค่หนึ่งปีเท่านั้น มักจะรังแกน้องชายต่างบิดามารดาอยู่เสมอ มู่เกินเอ๋อร์ต้องการที่จะเล่นกับเจ้าหนูน้อย แน่นอนว่าเจ้าหนูน้อยไม่ชอบเขาจึงไม่ยอมชวนมาเล่นด้วย


วังตงเฉียงคอยดูสถานการณ์อยู่ด้านหลังของท่านปู่ เขารู้ว่าเพราะพวกตนดื้อจะตามพี่รองหลินขึ้นภูเขาไปโดยไม่บอกไม่กล่าวผู้ปกครองจึงเกิดปัญหาขึ้น เขากังวลว่าท่านปู่จะโทษพี่รองหลินจึงยอมเสี่ยงให้ก้นร้าวระบมแล้วตะโกนเสียงดังว่า “เรารบเร้าจะให้พี่รองหลินพาขึ้นไปจับไก่ป่าบนภูเขาเอง จะตำหนิพี่รองไม่ได้เด็ดขาด !”


เจ้าหนูน้อยไม่สนใจไก่ป่าในมืออีกต่อไป เขาปิดหน้าอยากจะร้องไห้ “พี่รอง ข้าขอโทษด้วย ถ้าไม่ใช่ข้าอยากตามท่านไป พวกเขาก็คงไม่ตามไปด้วย เป็นความผิดของข้าเอง !”


“ไม่หรอก พวกเรารบเร้าจะตามไปด้วยต่างหาก…” เด็กในกลุ่มพากันตะโกนออกมา


บิดามารดาบางคนจึงเริ่มถามบุตรจนรู้ว่าทุกคนไปในหุบเขาเล็กๆที่ไม่ไกลมากนัก…ก็ดี พาเด็กๆขาสั้นไปด้วยย่อมไปไกลกว่านี้ไม่ได้ ! อีกทั้งนางหนูรองเป็นคนที่เชื่อถือได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีบัณฑิตเจียงตามไปอีกคน !


หลิวต้าซวนเดินมาตรงหน้าของบุตรชาย เมื่อเห็นกระต่ายป่าในมือของเขา หัวคิ้วจึงเลิกสูงขึ้นทันที “พี่รองหลินของเจ้าพาไปเรียนรู้ประสบการณ์ภายนอก เหตุใดเจ้าจึงถือเหยื่อของนาง ? เอาคืนไปเดี๋ยวนี้ !”


“แต่…แต่นี่คือเหยื่อที่มาติดกับดักของข้าขอรับ !” อย่างไรก็เป็นเหยื่อตัวแรกของถู่โต้ว สำหรับเขาแล้วถือเป็นความทรงจำอันล้ำค่ามาก เหตุใดต้องคืนด้วยเล่า ?


ตอนที่ 258: สูญเสียสิทธิ์ในการดูแลเงิน


หลิวต้าซวนตีไปบนก้นของบุตรชายเบาๆ ก่อนจะตำหนิว่า “กับดักของเจ้า ? แล้วเจ้าหย่อนเชือกได้อย่างไร ? ไม่ใช่เพราะพี่รองหลินช่วยหย่อนให้หรอกหรือ ? กฎของพรานล่าสัตว์คือ ‘เหยื่อติดกับดักของผู้ใดก็ต้องเป็นของคนผู้นั้น !’ จะเอาเปรียบพี่รองหลินของเจ้าไม่ได้ !”


วังตงเฉียงยกมือน้อยๆของตนขึ้นมา “เราหย่อนเชือกเอง ! พี่รองหลินสอนเราทีละขั้นตอนขอรับ !”


“เช่นนั้นเจ้าก็ทำเป็นแล้วใช่หรือไม่ ?” ผู้ใหญ่บ้านไม่เชื่อว่าหลานของตนจะมีความสามารถเช่นนี้จึงเอ่ยถามออกมา


วังตงเฉียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพูดอ้ำอึ้ง “ดูเหมือน…ดูเหมือนข้าจะลืมแล้วขอรับ !”


ผู้ปกครองของเด็กคนอื่น แม้ว่าไม่อยากปล่อยเหยื่อแต่ก็ต้องขอให้บุตรคืนเหยื่อเหล่านั้นไป เด็กๆพากันมองอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง


หลินเว่ยเว่ยเห็นสถานการณ์ดังนั้นจึงรีบกล่าวว่า “ก่อนขึ้นเขา ข้าได้สัญญากับเด็กๆไว้แล้วว่าเชือกของผู้ใดจับเหยื่อได้ก็ต้องเป็นของผู้นั้น พวกท่านก็เหมือนกัน คงไม่ได้อยากทำให้ข้าเสียคำพูดใช่หรือไม่ ? เอาล่ะ นี่ก็เย็นมากแล้ว เด็กๆคงหิวกันมาก กลับไปกินข้าวที่บ้านเถิด !”


แม่เลี้ยงของโก่วเชิ่งเอ๋อร์ยังอยากจะพูดบางอย่าง แต่แล้วแม่ซัวถัวก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “นั่นพ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์ใช่หรือไม่ ? เขากลับมาจากเขตเริ่นอันแล้วสินะ ?”


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์หุบปากทันใด ก่อนจะทำตัวลีบปะปนอยู่ในฝูงชน ! คืนนั้นเพื่อนบ้านของโก่วเชิ่งเอ๋อร์จึงได้ยินเสียงบิดาดุด่าแม่เลี้ยง ทั้งยังไล่นางกลับบ้านมารดาอีกด้วย ส่วนแม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ก็คุกเข่าวิงวอนอย่างน่าเวทนาอยู่บนพื้น…


ครอบครัวของนางประสบภัยพิบัติ ต้นไม้ใบหญ้าในละแวกหมู่บ้านโดนขุดกินหมดแล้ว มีคนหิวตายจำนวนมาก หากพี่น้องในตระกูลฝ่ายมารดาไม่บากหน้ามาขอธัญพืชหยาบจากบ้านสามีก็คงจะแย่เช่นกัน หมู่บ้านฉือหลี่โกวเป็นหมู่บ้านที่ได้กินอิ่มทั้งสองมื้อต่อวัน มีผู้หิวโหยไม่มากนักและในตอนที่นางกลับบ้านมารดาในคราที่แล้ว เหล่าพี่น้องในหมู่บ้านก็พากันอิจฉาตาร้อนทั้งสิ้น !


พวกเด็กสาวนอกหมู่บ้านอยากแต่งงานเข้ามาในหมู่บ้านฉือหลี่โกว ถ้าแม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ถูกไล่กลับไป อย่างน้อยก็ยังมีสาวใหญ่อีกมากมายยอมแต่งงานเป็นภรรยาของบิดาโก่วเชิ่งเอ๋อร์ ไม่ได้ ! นางจะโดนเฉดหัวทิ้งไม่ได้…จะยอมให้หญิงอื่นชุบมือเปิบได้อย่างไร จึงเป็นเหตุผลที่นางคิดจะไปเรียกเงินจากตระกูลหลินเพราะอีกฝ่ายอยู่ในฐานะใด คนในหมู่บ้านย่อมรู้ดี


หลังจากโดนตบหน้าไปฉาดหนึ่ง แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ที่ได้สติกลับมาจึงวิงวอนว่า “ข้าจะไปขอโทษตระกูลหลินแล้วคุกเข่าสำนึกผิดหน้าบ้านของพวกนาง ในฐานะผู้ดูแลเงินและบ้านหลังนี้ ท่านอย่าไล่ข้าไปเลย !”


บิดาโก่วเชิ่งเอ๋อร์โกรธมาก “จะไปคุกเข่าต่อหน้าพวกนางให้ได้สิ่งใดขึ้นมา เจ้ากำลังบังคับผู้อื่นให้อภัยอย่างนั้นหรือ ? เจ้าไปขอโทษเขาดีๆเถิด แสดงความจริงใจออกมา ! หากเขาไม่ยอมให้อภัย เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาอีก !”


ในตอนที่หญิงผู้นี้เพิ่งแต่งงานเข้ามา นางขยันขันแข็งมาก ทำงานอย่างขะมักเขม้น ดูใช้ได้เลยทีเดียว แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหน้าของนางเป็นอีกอย่าง เบื้องหลังจะเป็นอีกอย่าง หากไม่ใช่เพราะเขาค้นพบเรื่องเหล่านี้ก่อน โก่วเชิ่งเอ๋อร์คงถูกนางทรมานมากกว่านี้ ถ้าจะบอกว่าครอบครัวของเขายากจน ไม่มีข้าวกิน ไม่มีเสื้อผ้าใส่แล้วเหตุใดไม่เคยเห็นว่ามู่เกินเอ๋อร์ต้องขุดหญ้ากินบ้าง ?


โก่วเชิ่งเอ๋อร์กับเจ้าหนูน้อยเล่นกันอย่างสนุกนาน เขาให้การสนับสนุนเสมอ แม้จะบอกว่าเด็กเหล่านั้นมักช่วยเจ้าหนูน้อยเกี่ยวหญ้าก็ตาม แต่เจ้าหนูน้อยไม่เคยให้ทำงานเสียเปล่า มักเลี้ยงข้าวสองมื้อเป็นเวลาสามวัน บางครั้งก็เป็นเนื้อ บางครั้งก็ขนม


ในตอนที่เขาออกไปหางานทำในเขตเริ่นอัน โก่วเชิ่งเอ๋อร์ไม่มีข้าวกิน เจ้าหนูน้อยยังซ่อนขนมไว้ให้ แถมยังใจดีกว่าแม่มดใจอำมหิตผู้นี้เสียอีก นางชี้มือสั่งให้โก่วเชิ่งเอ๋อร์ทำงานอย่างเดียว ทั้งยังจับจ้องให้อยู่ในสายตาตลอดเวลา ! ตอนนี้ปีกกล้าขาแข็ง ริอ่านไปเรียกเงินจากตระกูลหลิน ! ครั้งนี้สิ่งที่นางทำไม่อาจแก้ไขได้ด้วยคำขอโทษที่จริงใจ เขาจึงตั้งใจจะไล่นางกลับบ้านมารดาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่กว่านี้ขึ้นในอนาคต !


ช่วงเวลาพลบค่ำได้มีกลุ่มคนมายืนออกันเต็มหน้าบ้านตระกูลหลิน บางคนถือจานข้าวออกมามองแม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ที่ขอโทษอยู่หน้าประตู ไม่มีผู้ใดเห็นใจหญิงผู้นี้สักคน หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้คงไม่ทำตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ดูเจ้าสิ เรียกเงินใครไม่เรียก ดันมาเรียกเงินจากตระกูลหลิน


หากเจ้าเป็นแม่เลี้ยงผู้เมตตาเสียหน่อย เป็นห่วงลูกเลี้ยงจากใจจริงก็อาจให้อภัยกันได้ แต่ในยามปกตินางมักตบตีทำร้ายโก่วเชิ่งเอ๋อร์และปล่อยให้เขาหิวโหยโดยไร้ความปรานี พอเด็กหายตัวไป สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่การออกตามหา แต่คิดว่าทำอย่างไรถึงจะทำเงินจากตัวเด็กได้ หากคนอื่นเป็นบิดาโก่วเชิ่งเอ๋อร์ เมื่อรู้สันดานแท้จริงของสตรีผู้นี้คงส่งกลับบ้านมารดาไปนานแล้ว จะเลี้ยงไว้ให้เปลืองข้าวสุกเพื่อสิ่งใด ?


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ร้องไห้น้ำตานองหน้า คราวนี้นางไม่ได้เสแสร้งเพราะกลัวจากใจจริง ในหมู่บ้านฉือหลี่โกวได้มีกินมีใช้ ใน1ปีนางสามารถตัดชุดสวมใส่ได้ถึง2ชุด หมู่บ้านอื่นต้องกินก้อนดินไม่รู้ตั้งเท่าไร หากนางถูกไล่กลับไปก็คงมีเพียงความตายรออยู่เท่านั้น !


หลินเว่ยเว่ยประคองนางหวงเดินมายังหน้าประตู จากนั้นก็จ้องไปยังแม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ที่ร้องไห้น้ำตานองหน้า มุมปากของนางกระตุกยิ้มเหยียดหยาม “เจ้าไม่ควรมาขอให้ข้ายกโทษเพราะคนที่เจ้าควรขอโทษที่สุดคือโก่วเชิ่งเอ๋อร์ ! หากเจ้าอยากปรับปรุงตัวจริงๆ ต่อไปจะต้องปฏิบัติต่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์อย่างดีที่สุด ! คนทั้งหมู่บ้านจะคอยจับตาดูเจ้า !”


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์จึงรีบกล่าวว่า “ข้าจะปรับปรุงตัวเอง จะปฏิบัติต่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์อย่างดี ให้เขากินอิ่มนอนหลับ ให้เขาใส่เสื้อผ้าอุ่นๆ จะไม่ทำร้ายเขาอีกแล้ว…”


บิดาโก่วเชิ่งเอ๋อร์ส่งเสียง หึ อย่างเย็นชา “ต่อไปเงินในบ้าน ข้าจะเป็นคนเก็บเอง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้ใดมาสูบเลือดจากเราสองพ่อลูกไปปรนเปรอบ้านฝ่ายมารดาอีก !”


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์คร่ำครวญเสียใจเพราะสูญเสียสิทธิ์ในการดูแลเงิน นางยังเหลือตำแหน่งอันใดในบ้านหลังนี้อีก ? ต่อไปนางจะอวดเก่งต่อหน้าพี่สะใภ้ทางบ้านมารดาได้อย่างไร ? ทว่าตอนนี้เรื่องเหล่านั้นไม่สำคัญอีกแล้ว สิ่งสำคัญคือนางต้องอยู่ต่อให้ได้ จะโดนไล่ออกไปไม่ได้เด็ดขาด !


หลินเว่ยเว่ยเอ่ยกับพวกเขาว่า “เอาล่ะ กลับไปเถิด ! เราไม่มีวันยกโทษให้หรอก แม้ว่าเจ้าจะอยู่หรือไม่อยู่ ไม่ว่าเจ้าจะปรับปรุงตัวจากใจจริงหรือไม่ ต่อไปจะโดนสามีไล่หรือไม่ไล่ก็ล้วนขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนภายนอก !”


โก่วเชิ่งเอ๋อร์เดินตามหลังเจ้าหนูน้อยแล้วแทรกตัวออกมาจากลานกว้างของตระกูลหลิน จากนั้นก็ยกน่องไก่ที่อยู่ในมือขึ้นมา “ท่านพ่อขอรับ ดูนี่สิ นี่เป็นน่องไก่ที่ข้าเกี่ยวหญ้ากระต่ายตั้งสิบวันเพื่อแลกมันมา ข้ายกให้ท่านขอรับ !”


เมื่อบิดาโก่วเชิ่งเอ๋อร์เห็นแขนของบุตรชายเรียวเล็กคล้ายต้นกกก็แสบจมูกจะร้องไห้ขึ้นมาทันที เขาพูดออกไปอย่างอดกลั้นว่า “พ่อไม่กินหรอก โก่วเชิ่งเอ๋อร์พยายามด้วยตนเองก็เก็บไว้กินเถิด !”


โก่วเชิ่งเอ๋อร์ยังคงชูน่องไก่อยู่อย่างนั้นจนบิดาจำใจต้องกัดกินหนึ่งคำ เขาเคี้ยวอย่างดีใจ ส่วนมู่เกินเอ๋อร์กัดนิ้วอยู่ด้านข้าง น้ำลายไหลออกจากมุมปากด้วยความกระหายอยาก


บิดาโก่วเชิ่งเอ๋อร์กอดบุตรชายไว้พลางมองเขาเคี้ยวเนื้อไก่จนหมดเกลี้ยง ทั้งยังใช้ลิ้นเลียกระดูกไก่อย่างอาลัยอาวรณ์ ภาพนั้นทำผู้เป็นบิดาปวดร้าวทั้งใจ ก่อนจะกล่าวว่า “ไปกันเถิด กลับถึงบ้านแล้วพ่อจะตุ๋นกระต่ายให้เจ้ากิน ! ขากระต่ายเป็นของโก่วเชิ่งเอ๋อร์ทั้งหมดเลย !”


แต่โก่วเชิ่งเอ๋อร์ส่ายหน้าและพูดอย่างคนเข้าใจชีวิต “เราหมักเนื้อกระต่ายไว้แล้วก็ตากลมตากแดดเพื่อเก็บไว้กินในวันขึ้นปีใหม่ดีกว่าขอรับ !” เด็กคนอื่นก็ได้เหยื่อของตนกลับบ้าน นอกจากบ้านผู้ใหญ่วังแล้วบ้านอื่นนำเหยื่อไปหมักและแขวนไว้ ชาวฉือหลี่โกวมีชีวิตที่เรียบง่ายมัธยัสถ์ ไม่เฉลิมฉลองพร่ำเพื่อเพราะเนื้อสัตว์หาได้ยากยิ่ง


บิดาโก่วเชิ่งเอ๋อร์พยักหน้าพลางกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ตุ๋นครึ่งหนึ่ง หมักครึ่งหนึ่ง !”


เด็กจะไม่โลภกินเนื้อได้อย่างไร ? โก่วเชิ่งเอ๋อร์ตอบรับด้วยความดีใจ รางวัลจากการทำงานอย่างหนักทำให้รู้สึกดีไม่น้อย หลังจากเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะต้องเหมือนเจ้าหนูน้อยที่หาเงินได้มากมายและได้กินเนื้อทุกมื้อ !


ตอนที่ 259: บัณฑิตน้อยของเรามีแผนการ


เช้าวันต่อมา หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานนั่งเกวียนเทียมล่อเข้ามาส่งสินค้าในเขตเริ่นอัน ก่อนออกเดินทางพี่สาวคนโตได้หอบผ้าจำนวน2ผืนออกมาพร้อมเรียกนางไว้ “เจ้าช่วยนำผ้าเหล่านี้ไปขายให้ข้าด้วย ย่าหลิวบอกว่าผ้าประเภทนี้น่าจะขายได้อย่างน้อย500อีแปะ อย่าขายต่ำกว่านี้แล้วฝากซื้อด้ายกลับมาให้ข้าด้วย !”


หลินเว่ยเว่ยรับผ้าไปพลางทอดถอนใจไปด้วย “เหนื่อยมาตั้งหลายวันกว่าผ้าผืนนี้จะทอเสร็จ แต่ขายได้เงินแค่500อีแปะ ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย !”


พี่สาวคิดว่านางดูหมิ่นที่ตนหาเงินได้ช้าจึงกล่าวอย่างไม่พอใจ “จะอวดว่าเจ้าหาเงินได้เร็วกว่าใช่หรือไม่ ? แม้เงินจะน้อย แต่ก็หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง เจ้าดูถูกข้าได้ แต่จะเหยียดหยามความตั้งใจของข้าไม่ได้ !”


หลินเว่ยเว่ยชำเลืองมองอีกฝ่าย “อย่าหาเรื่อง ! ข้ากำลังคิดว่าจะช่วยเจ้าหาเงินให้มากกว่าเดิมอย่างไรต่างหาก ไม่เข้าใจกันบ้างเลย !”


พี่สาวแสดงสีหน้าไม่เชื่อ จากนั้นก็เอ่ยอย่างข้องใจ “ผ้าฝ้ายทอก็ขายราคานี้ทั้งนั้น ย่าหลิวสอนวิธีทอผ้าประเภทนี้แก่ข้า ราคาขายสูงกว่าเล็กน้อย ราคาฝ้ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีหลายคนทอผ้าชนิดอื่นอย่างยากลำบาก สุดท้ายแม้แต่ต้นทุนก็ยังไม่ได้คืนมา”


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดครู่หนึ่งและถามว่า “เจ้าคิดจะปั่นไหมทอผ้าบ้างหรือไม่ ?”


พี่สาวเบิกตากว้าง “ว่าอย่างไรนะ ? เจ้าคิดประหลาดอีกแล้ว ! หนอนไหมนั้นเป็นของทางใต้ไม่ใช่หรือ ? เราเลี้ยงหนอนไหมชนิดนี้ไม่ได้ ปั่นไหมเองไม่ได้หรอก ! ”


หลินเว่ยเว่ยยิ้มอย่างมีเลศนัย “ความคิดประหลาดของข้ามีสิ่งใดบ้างที่เป็นความจริงไม่ได้ ? หรือว่าเจ้าไม่คิด ! ข้าให้เวลาเจ้าคิดหนึ่งวัน รอข้ากลับมาจากเขตเริ่นอัน แล้วเจ้าค่อยให้คำตอบ !”


คนที่บังคับเกวียนเทียมล่อในครานี้คือน้องชายหยาเอ๋อร์ อย่าเพิ่งมองว่าเขาเป็นเด็กเพราะเกวียนที่เขาบังคับไปนั้นทั้งเร็วและมั่นคง ส่วนเกวียนที่ตามอยู่ด้านหลังอีกคันเป็นของหลิวต้าซวน บนเกวียนทุกคันจะมีชาวบ้านรูปร่างสูงใหญ่กำยำ4คนประจำอยู่ ทุกคนล้วนถือท่อนไม้ที่หนาไว้ในมือเพื่อคอยคุ้มกันสินค้าไปตลอดทางทำให้พวกชาวบ้านที่ขวางอยู่ด้านหน้าพากันตื่นตระหนก


เส้นทางจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวมาถึงเขตเริ่นอันนี้ หลังจากที่หลินเว่ยเว่ยสั่งสอนคนที่ก่อเหตุจลาจลกลุ่มนั้นไปแล้วก็แทบไม่มีผู้ใดเสนอหน้าออกมารบกวนอีก กอปรกับตอนนี้อำเภอเป่าชิงกำลังหว่านเมล็ดพืช ชาวบ้านผู้หิวโหยที่มักจะเดินร่อนเร่ไปมาก็ลดน้อยลง ทำให้พวกเขาเดินทางอย่างปลอดภัยโดยไร้กังวล


เจียงโม่หานหลุบตามองว่าที่ภรรยาของตนและเอ่ยถามว่า “เจ้าตั้งใจจะเลี้ยงหนอนไหมใช่หรือไม่ ?”


“เจ้ารู้จักหนอนไหมด้วยหรือ ? เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าหนอนไหมชนิดนี้หาซื้อได้จากที่ใด ?” ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยเปล่งประกายทันที นัยน์ตาที่มองไปยังเจียงโม่หานระยิบระยับดุจดวงดาวพร่างพราวกลางฟ้ายามราตรี


เจียงโม่หานก้มหน้าครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยว่า “ตระกูลเซวียแห่งเมืองเหอโจวร่ำรวยจากการเลี้ยงหนอนไหม แต่ปีนี้ฝนตกน้อย ป่าไม้ของตระกูลเซวียจึงประสบภัยแล้ง หากเจ้าอยากเลี้ยงหนอนไหมเพื่อมาปั่นไหมทอผ้า ข้ามีสหายผู้หนึ่ง เขามีญาติอยู่ในเมืองเหอโจวพอดี ข้าจะให้เขาไปถามดีหรือไม่ ?”


“จะเป็นการรบกวนเกินไปหรือเปล่า ?” ไม่รู้ว่าบัณฑิตน้อยมีความสัมพันธ์กับคนผู้นั้นอย่างไร ? คุ้มที่จะติดหนี้บุญคุณเพราะเรื่องนี้หรือไม่ ?


เจียงโม่หานอมยิ้ม “ไม่รบกวนเลย !”


สหายผู้นั้นเป็นญาติห่างๆของตระกูลเซวีย ถ้าขอซื้อหนอนไหมสัก2-3ตัวคงไม่โดนปฏิเสธ ส่วนเรื่องน้ำใจนั้น…ชาติที่แล้วคนผู้นั้นเคยเข้าไปมีส่วนร่วมในการก่อความวุ่นวายเพราะเหตุนี้จึงทำให้ถึงแก่ความตาย ส่วนหนอนไหมไม่กี่ตัวจะสามารถเปลี่ยนชีวิตเขาได้ การซื้อขายในครานี้สามารถสร้างเงินมหาศาลได้ในอนาคต !


“แสดงว่าบัณฑิตน้อยของเรามีแผนการ !” หลินเว่ยเว่ยใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสเหมือนแฟนคลับตัวยงมองอีกฝ่าย


เมื่อโดนว่าที่ภรรยาใช้สายตาเต็มไปด้วยความเคารพมองมา เจียงโม่หานจึงรู้สึกภาคภูมิและลำพองใจอยู่ลึกๆ มุมปากของเขาโค้งขึ้นเผยความในใจอย่างชัดเจน หลินเว่ยเว่ยหลุดขำอยู่ในใจ ‘บัณฑิตน้อยหลอกง่ายเสียจริง ! น่ารักมาก !’


เมื่อเกวียนเทียมล่อมาถึงเขตเริ่นอัน หลินเว่ยเว่ยก็เห็นว่าร้านขายขนมและผลไม้อบอู๋จี้ในปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นห้องหนังสือไปเสียแล้ว วันนี้กำลังคึกคักเลยทีเดียว ! นางจึงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง “ผู้ใดเป็นเจ้าของห้องหนังสือนี้ ?”


“ก็ต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์เช่นข้า !” เจียงโม่หานกระโดดลงจากเกวียน จากนั้นก็ยื่นมือออกไปหาหลินเว่ยเว่ย นางกอดผ้าสองผืนด้วยมือข้างหนึ่งจึงยื่นมืออีกข้างไปบนฝ่ามือของบัณฑิตหนุ่ม


เจียงโม่หานตกตะลึง


เขาชักมือกลับพร้อมดึงผ้าจากในอ้อมกอดของนาง ในที่สาธารณะเช่นนี้พวกเขายื้อกันไปมาเหมือนอะไรก็ไม่รู้ หลินเว่ยเว่ยแลบลิ้นเล็กน้อย ‘ที่แท้ก็จะช่วยถือผ้า !’


“ห้องหนังสือ…ลวี่…ฉา !” หลินเว่ยเว่ยชี้ไปทางตัวอักษรด้านบนอย่างหมดคำพูด “บัณฑิตน้อย เจ้าเป็นคนตั้งชื่อห้องหนังสือแห่งนี้หรือ ?”


ชื่อดีๆมีไม่ตั้งมาตั้งว่าลวี่ฉา บุรุษผู้นี้คงจะต้านทานแรงดึงดูดของชาเขียวไม่ไหวกระมัง ? หรือว่านางต้องศึกษา ‘พิธีการชงชา’ เสียแล้ว ?


เจียงโม่หานใช้พัดในมือเคาะไปบนศีรษะของนางอย่างอดไม่ได้ “ข้าให้เจ้าตั้งใจศึกษาตำราก็ไม่จำ ‘ลวี่ฉา’ อันใดกัน นั่นอ่านว่า ‘ห้องหนังสือหยวนถู’ ต่างหาก !”


มาจากดอกถูหมีซึ่งหมายถึงความงามของจุดสิ้นสุด ชาติภพนี้ของเขาเป็นผลมาจากการสิ้นสุดของชาติที่แล้วไม่ใช่หรือ ?


หลินเว่ยเว่ยเดินตามหลังอีกฝ่ายเข้าไป ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ! ในห้องหนังสือเต็มไปด้วยหนังสือต่างๆ นอกจากหนังสือเล่มใหม่ที่วางขายแล้วก็ยังมีชั้นหนังสือที่มีผู้คนห้อมล้อมอยู่เป็นจำนวนมาก พูดกันว่าบนนั้นเป็นหนังสือที่ไม่ตีพิมพ์อีกแล้ว มีไว้ให้คัดลอกไม่ได้มีไว้ขาย แน่นอนว่าไม่ได้ให้คัดลอกโดยเปล่าประโยชน์ เจ้าต้องคัดลอก2เล่มแล้วให้หยิบไปเล่มหนึ่งเก็บไว้เล่มหนึ่ง ในลานกว้างแห่งนี้ยังมีสถานที่สำหรับอ่านตำราอีกด้วย…ตำราเรียนที่ไม่ตีพิมพ์แล้วมีเล่มเดียวในโลก ไม่อนุญาตให้นำออกไปโดยเด็ดขาด


อีกด้านหนึ่งมีผู้คนแน่นขนัดไม่แพ้กันคือฝั่งภาพวาดและภาพตัวอักษร ภายในห้องหนังสือแห่งนี้มีผลงานแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งคือผลงานภาพวาดและตัวอักษรของผู้อาวุโสเซวียอดีตนักปราชญ์ผู้มากความรู้ความสามารถและส่วนที่สองคือผลงานอันโดดเด่นภายใต้นามแฝงว่าปราชญ์ชนบท


ชื่อของผู้อาวุโสเซวียไม่ต้องเอ่ยถึง เพราะเขาเป็นบุคคลโดดเด่นในด้านตัวอักษรของเจียงหนาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปราชญ์ผู้นำแห่งลัทธิขงจื๊อ มีความลึกซึ้งในด้านการเขียนพู่กันอย่างมาก แต่น่าเสียดาย หลังจากที่เจียงหนานเกิดสงครามก็ไม่เคยได้ยินข่าวคราวของเขาอีกเลย มีคนบอกว่าเขาตายในสงครามครานั้น ผลงานที่เขาทิ้งไว้จึงมีราคาค่อนข้างสูงมาก คาดไม่ถึงว่าในห้องหนังสือที่เพิ่งเปิดใหม่แห่งนี้จะมีผลงานต้นฉบับของผู้อาวุโสเซวียเจ็ดถึงแปดชิ้น ! ตระกูลตงผู้เป็นเจ้าของตัวจริงเหล่านี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไรกันแน่ ?


ส่วน ‘ปราชญ์ชนบท’ อีกชื่อนั้น แม้ว่าจะไม่เคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อน แต่ลายมือก็มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ด้านภาพวาดถูกวางไว้ข้างผลงานของผู้อาวุโสเซวีย แต่ดูไม่ด้อยไปกว่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งพัดที่มีภาพวาดนี้เปี่ยมด้วยแนวคิดและฝีมือถึงระดับผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้น !


ผลงานของผู้อาวุโสเซวียไม่มีผู้ใดสามารถเทียบชั้นได้ หรือว่าปราชญ์ชนบทผู้นี้จะต้องมาเก็บผลงานของตนกลับไปเสียแล้ว หลินเว่ยเว่ยยืนคิดอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นก็พบว่าพัดเหล่านั้นถูกขายออกไปหลายชิ้น


“ว้าว! พัดอันเล็กๆ ขายได้ตั้ง50ตำลึง คนเหล่านี้คงรวยมากใช่หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยพึมพำออกมา ห้องหนังสือที่เพิ่งเปิดใหม่แห่งนี้ทำเงินได้มากสักเท่าใด?


เจียงโม่หานชำเลืองมองนางอย่างไม่สบอารมณ์ พัดของเขาในชาติที่แล้วมีลักษณะพิเศษมากในแวดวงศิลปะ เศรษฐีร่ำรวยข้างนอกยากจะขอซื้อพัดของเขาได้ ราคา50ตำลึงนี้เขายังไม่อยากขายด้วยซ้ำ !


บัณฑิตที่แย่งภาพวาดภูเขาเขียวขจีที่นางชื่นชอบได้หันกลับมามองหลินเว่ยเว่ย จากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคารพว่า “ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด เสน่ห์หรือแนวคิดด้านศิลปะของปราชญ์ชนบทท่านนี้ก็ล้วนถึงระดับผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้น ตอนนี้เขายังไม่มีชื่อเสียงมากนัก แต่อีกไม่กี่ปีข้างหน้า อย่าว่าแต่50ตำลึงเลย เกรงว่า500ตำลึงก็ไม่อาจซื้อผลงานของเขาได้ !”


“ได้ยินหรือไม่ ? เจ้ามีตาแต่หามีแววไม่ อย่าพูดมั่วซั่วอีก ระวังจะจมน้ำลายของปัญญาชนเหล่านี้ตายโดยไม่รู้ตัว !” เจียงโม่หานโบกพัดในมือไปมาอย่างสบายอารมณ์


ตอนที่ 260: มโนธรรมของเจ้าไม่สะเทือนบ้างหรือ ?


แม้ว่าการแสดงออกของเจียงโม่หานจะไม่เด่นชัด แต่หลินเว่ยเว่ยก็ยังจับความอวดเก่งเล็กๆของเขาได้อย่างแม่นยำ “สิ่งที่เขาชมคือพัด เจ้าจะลำพองใจเพื่อเหตุใด ?”


ทันใดนั้นสายตาของนางก็มาหยุดอยู่ที่พัดในมือของบัณฑิตน้อย…


เจียงโม่หานยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหลุบตามองด้วยความภาคภูมิใจโดยไม่ปิดบัง ‘ในที่สุดก็ค้นพบจนได้ ! เป็นอย่างไรบ้าง ว่าที่สามีในอนาคตของเจ้าเก่งใช่หรือไม่ ? เจ้ายังกล้าพูดว่าสามีเป็นเพียงบัณฑิตไร้ความสามารถอีกหรือเปล่า ?’


หลินเว่ยเว่ยแย่งพัดในมือของเขาไปและกางหน้าพัดออก “คนเช่นเจ้ารู้จักใช้เงินฟุ่มเฟือยตั้งแต่เมื่อใด ? พัดราคาตั้ง50ตำลึง มโนธรรมของเจ้าไม่สะเทือนบ้างหรือ ? ใช้ชีวิตไม่เป็นเลย !”


เจียงโม่หานมองไปยังพัดที่สร้างขึ้นมากับมือและถูกผู้อื่นซื้อไปอย่างเบิกบานใจ พัดที่เขาเก็บไว้เองล้วนเป็นพัดที่พึงพอใจที่สุด แม้ว่าบนหน้าพัดจะมีต้นไผ่ไม่กี่ต้น มีหินหนึ่งก้อนใต้ต้นไผ่ ดูเรียบง่ายแต่ให้ความรู้สึกองอาจไม่น้อย พัดที่แม้แต่ผู้อาวุโสเซวียยังชื่นชม !


หลินเว่ยเว่ยไม่สนใจว่าเขาจะแสดงสีหน้าอย่างไร นางยังคงเดินเล่นอยู่ในห้องหนังสือ ปากก็ยังพึมพำว่า “บัณฑิตน้อย นี่คือร้านที่เจ้าเปิดเองหรือ ? เจ้าเปิดห้องหนังสือนี้ตั้งแต่เมื่อใด รักษาความลับได้เก่งเชียว !”


“คาดไม่ถึงว่าธุรกิจภาพวาดจะขายดีเช่นนี้ ! รอให้สำนึกศึกษาเปิดอีกครั้ง สหายของเจ้ากลับมาเรียนเมื่อใด ธุรกิจนี้จะต้องดียิ่งขึ้น ! บัณฑิตน้อย ธุรกิจที่เจ้าทำดูมีแววรุ่งมาก…แต่การที่เจ้าทำธุรกิจ ไม่มีผลกระทบอันใดต่ออนาคตใช่หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยเดินเล่นอยู่ในห้องหนังสือครู่หนึ่งก็เอ่ยถามด้วยความกังวล


เจียงโม่หานยิ้มพลางกล่าวว่า “ร้านค้าแห่งนี้เป็นร้านที่ข้าเปิดร่วมกับสหาย !”


เขาพูดถูก หนังสือทั่วไปภายในร้านล้วนเป็นหนังสือที่ขอให้ใครสักคนนำกลับมาจากโรงพิมพ์ ภาพวาดและหน้าพัดก็เป็นฝีมือวาดของเขาเอง หนังสือที่ไม่ตีพิมพ์แล้วก็เป็นหนังสือที่ผู้อาวุโสเซวียจัดหามาให้…เดิมทีร้านนี้คือร้านของตระกูลอู๋ที่โดนเขาซื้อไว้ ส่วนผู้ที่บริหารห้องหนังสือคือคนสนิทที่จงรักภักดีของผู้อาวุโสเซวีย หากไม่เรียกว่าหุ้นส่วนแล้วจะเรียกคำใดได้อีก ?


“ห้องหนังสือแห่งนี้อยู่ภายใต้ชื่อผู้อื่นหรือ ? คนนั้นเชื่อถือได้หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยมองไปยังหลงจู๊ที่ยังจัดการทุกสิ่งอย่างเป็นระบบระเบียบท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านี้ ชายวัย40-50ปี ดูสุภาพเรียบร้อย มีเอกลักษณ์ไปทางปัญญาชนผู้มากความรู้…คนเช่นนี้จะทำธุรกิจได้หรือ ?


เจียงโม่หานพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวว่า “เชื่อถือได้แน่นอน ! ประเดี๋ยวไปขายผ้าเป็นเพื่อนเจ้าก่อน แล้วข้าจะพาเจ้าไปพบใครคนหนึ่ง !”


“ใคร ?” ต้องเป็นความลับถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? หลินเว่ยเว่ยเดินตามเขาอยู่ด้านหลัง


“เฮ้ ! นี่คืออัจฉริยะเจียงใช่หรือไม่ ! มาห้องหนังสือทั้งที เหตุใดจึงกลับไปมือเปล่า ? เท่าที่ข้าจำได้คือแม้แต่พู่กันน้ำหมึกของตนก็ยังต้องคัดลอกตำรามาแลกไปเลย เจ้าจะซื้อภาพวาดกลับไปได้อย่างไร ? พัดของที่นี่ต้องใช้เงินซื้อ ต่อให้แม่เจ้าปักผ้าตลอดชีวิตก็ยังได้เงินไม่พอซื้อพัดเลย !”


โลกกลมเสียจริง ทันทีที่ออกจากห้องหนังสือก็พบกับอู๋ปัว ทว่าครอบครัวของอู่ปัวเหมือนจะล้มละลายจึงไม่มีสหายเสเพลคอยเดินตามก้นอีกแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขามาเพียงลำพัง แต่เจ้าหมอนี่สันดานเสียไม่หาย ตระกูลก็เป็นเช่นนั้นไปแล้วยังอยากแสดงความเหนือชั้นใส่ผู้อื่นอีก !


เขาเห็นผ้าที่เจียงโม่หานกอดอยู่ในอกก็ยิ่งรู้สึกลำพองใจพร้อมหัวเราะร่าออกมา “แม่ของเจ้าไม่ปักผ้าแต่เปลี่ยนมาทอผ้าแล้วหรือ ? อ้อ…ที่เจ้ามาก็เพื่อถามร้านว่ายังต้องการให้คัดลอกตำราอีกหรือไม่ ? ฮ่าฮ่าฮ่า…ไร้ค่าเสียจริง !”


ทันใดนั้นคอเสื้อด้านหลังของเขาก็ถูกรัดแน่น ขาของเขาก็ถูกยกจนลอยจากพื้นพร้อมน้ำเสียงเคร่งขรึมดังที่ข้างหู “เจ้าว่าใครไร้ค่า ?! คัดลอกตำรามาแลกพู่กันและน้ำหมึกก็คือการประหยัดของเขา หลักธรรมเรื่องใช้ความประหยัดในการส่งเสริมคุณธรรม เจ้าเข้าใจหรือไม่ ? ศึกษาร่ำเรียนมาตั้งมากมาย เอาความรู้ไปไว้ไหนหมด ? ตัวอักษรแสนยึกยือของเจ้า ทางร้านที่รับคัดลอกตำราก็ยังไม่เอาเลย ! เรียนก็ไม่เอาไหน ธุรกิจของตระกูลก็โดนเจ้าล้างผลาญจนไม่มีเหลือ ใครกันแน่ที่ไร้ค่า !”


อู๋ปัวปัดมือปัดเท้าไปมาเหมือนคางคกที่ถูกจับไว้ “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ! เจ้า…เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร ? เจ้ายังอยากมีชีวิตรอดออกไปจากเขตเริ่นอันหรือเปล่า ?”


หลินเว่ยเว่ยยกเขาขึ้นสูงจากพื้นด้วยการยืนอยู่บนขั้นบันไดที่สูงกว่า ก่อนจะวางเขาในระดับสายตาปกติของตน “ข้ารู้ว่าเจ้าคือนายน้อยอู๋ปัว ! ชายหนุ่มเสเพลที่สุดในเมือง ลูกผู้ดีมีเงิน…ไม่สิ จะบอกว่าเจ้าเป็นลูกผู้ดีมีเงินก็คงจะดูถูกลูกผู้ดีตัวจริงเสียงจริงเปล่าๆ


อู๋ปัว บุตรชายผู้ล้างผลาญตระกูลคนแรกของอำเภอเป่าชิง ทำลายชื่อเสียงของตระกูลไม่เหลือชิ้นดี ร้านถูกโอนถ่ายกรรมสิทธิ์ จริงสิ ท่านอาของเจ้าก็โดนเนรเทศ ไร้ค่าทั้งตระกูล ! กล้าขู่ว่าข้าจะไม่มีชีวิตรอดออกจากเขตเริ่นอันอย่างนั้นหรือ ? ตระกูลเจ้าปกครองเขตเริ่นอันหรือ ? เจ้าเอาเจ้าหน้าที่ดูแลราษฎรไปไว้ที่ใด เอานายอำเภอหวางไปไว้ที่ไหน ?”


“เด็กอัปลักษณ์ เชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้ข้าสังหารเจ้าได้ ! ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้ !” อู๋ปัวลั่นวาจาหยาบคายออกมา หากไม่ใช่เพราะขาคู่นั้นถูกยกจนลอยอยู่กลางอากาศ คำพูดเหล่านี้ก็คงจะไม่รุนแรงเท่าไรนัก !


มุมปากของหลินเว่ยเว่ยยกยิ้มอย่างชั่วร้าย “ปล่อยเจ้าหรือ ? เจ้าพูดเองนะ !”


นางมองไปรอบด้านเพื่อหาขั้นบันไดสูงที่สุด ระยะห่างจากพื้นน้อยสุดก็ประมาณ1หมี่ จากนั้นก็ยกมือที่จับอู๋ปัวให้สูงขึ้นพร้อมเขย่งปลายเท้าของตน “ข้าปล่อยแล้วนะ ข้าจะปล่อยจริงๆแล้ว !”


“อย่า…” ใบหน้าของอู๋ปัวถอดสี คิดว่าจะขู่นางอย่างไรให้ยอมวางตนลงดีๆ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าคอเสื้อด้านหลังถูกปล่อย ร่างทั้งร่างร่วงหล่นลงมาอย่างอิสระสู่พื้นดิน


“ไอหยา !” แผ่นหลังของเขากระแทกพื้นอย่างแรงจนต้องส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด คนที่มามุงดูล้วนจุกแทนเขาทั้งสิ้น !


“พวกท่านก็เห็นว่าเขาบอกให้ข้าปล่อยเอง !” ใบหน้าซาลาเปาอันขาวเนียนของหลินเว่ยเว่ยเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา


ทันใดนั้นผู้คนที่มามุงดูก็พากันหัวเราะ กระทั่งมีคนแสดงความคิดเห็นว่า


“เด็กสาวผู้นี้ช่างกล้าหาญยิ่งนัก ! ยกชายหนุ่มรูปร่างกำยำด้วยมือข้างเดียวเหมือนหิ้วลูกไก่ตัวเล็กอย่างไรอย่างนั้น”


“ถูกสาวน้อยผู้นี้ยกขึ้นมาอย่างง่ายดายเหมือนอุ้มสุนัข ศักดิ์ศรีของตระกูลอู๋ไม่เหลือแล้ว !”


“คนแซ่อู๋ผู้นี้ ในอดีตเคยถลุงเงินของครอบครัว พวกเขามั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในเขตเริ่นอันด้วย วันนี้โดนเหยียบย่ำเหมือนเศษดิน ! สถานะของตระกูลอู๋ในตอนนี้ยังมีต้นทุนอันใดมากลั่นแกล้งผู้อื่นอีกหรือ !”


“ตระกูลอู๋จบเห่แล้ว ในอดีตคนที่โดนเขารังแกล้วนโกรธแต่ไม่กล้าพูด ตอนนี้เขาโดนเด็กสาวผู้หนึ่งสั่งสอนไม่เหลือชิ้นดี ! คนแซ่อู๋ผู้นี้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์น่าอับอาย ต่อไปเขาจะได้กินข้าวทั้งน้ำตา !”


เมื่ออู๋ปัวได้ยินการวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นก็พาลโกรธเคืองและพยายามลุกขึ้นจากพื้น เขาโดนโทสะครอบงำแล้วพุ่งตัวใส่หลินเว่ยเว่ยอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง “นางสารเลว ข้าจะฆ่าเจ้า…”


หลินเว่ยเว่ยยกเท้าขวาขึ้น ในตอนที่เขาพุ่งตัวเข้ามาชน นางก็ใช้ไหวพริบอย่างฉับไวจนอู๋ปัวลอยกลับออกไปทันที จากนั้นก็ล้มกองกับพื้นที่ห่างออกไป7-8หมี่แล้วนอนกุมท้องขดตัวงอเหมือนกุ้ง เขาเจ็บปวดจนพูดสิ่งใดไม่ออก


หลินเว่ยเว่ยจึงแสร้งทำสีหน้าไร้เดียงสาต่อ “พวกท่านก็เห็นว่าเขาพุ่งตัวเข้ามาชนขาของข้าเอง ข้าไม่ได้ออกแรงเลยสักนิด เขาคงตั้งใจหลอกลวงแล้วคิดจะเรียกเงิน ตระกูลอู๋ตกต่ำถึงเพียงนี้แล้วหรือ ? ไอหยา ข้าอยากถามจริงๆ ว่าท่านอาของเขาอยากเรียกร้องเงินด้วยหรือไม่ จึงไปวางเพลิงโกดังเก็บสินค้าที่อยู่บนท่าเรือแล้วถูกจับได้ ที่แท้การเรียกร้องเงินผู้อื่นก็เป็นนิสัยของตระกูลอู๋นี่เอง !”



จบตอน

Comments