weiwei ep261-270

ตอนที่ 261: ใครเล่าจะไม่กล้าเป็นสุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ


อู๋ปัวนอนอยู่บนพื้นครู่หนึ่ง คนในตระกูลอู๋ก็มาถึง ซึ่งคนที่มาคืออารองของเขานั่นเอง อารองท่านนี้เป็นคนหน้าเนื้อใจเสือมากผู้หนึ่ง แม้ว่ามุมปากจะยกยิ้มแต่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความชั่วร้าย “กู่เหนียงท่านนี้ ข้าจะชดใช้แทนหลานชายตัวดีเอง วันนี้เขาอารมณ์ไม่ดี ดังนั้น…”


“อารมณ์ไม่ดีก็เลยเที่ยวกัดคนไปทั่วสินะ ? สุนัขบ้าก็ต้องล่ามโซ่ไว้ให้ดี จะได้ไม่ออกมากัดผู้อื่น !” ตระกูลอู๋ในตอนนี้เป็นได้แค่แมวที่โดนดึงเล็บออก ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด หลินเว่ยเว่ยจึงไม่ไว้หน้าแต่อย่างใด !


“ไม่ทราบว่ากู่เหนียงเป็นบุตรตระกูลใด พำนักอยู่ที่ใดหรือ ตระกูลอู๋จะได้เตรียมของขวัญอย่างดีไปชดเชยให้…” อารองเห็นหลินเว่ยเว่ยทำเช่นนี้ได้จึงคิดว่าน่าจะเป็นชาวยุทธและยกมือขึ้นมาทำความเคารพ


“กู่เหนียง อย่าบอกพวกเขาเพราะตระกูลอู๋ชอบลอบกัด !” ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนออกมาจากในฝูงชน แต่เมื่ออารองหันไปมองก็พบว่าไม่มีใคร


อู๋ปัวถูกบ่าวสองคนประคองขึ้นมา เขาชี้ไปยังเจียงโม่หานและพูดกับอารองว่า “อารอง เจียงโม่หานอาศัยอยู่ในหมู่บ้านฉือหลี่โกว ส่วนเด็กอัปลักษณ์ผู้นี้อยู่กับเขาขอรับ !”


“เฮ้ ! นายน้อยอู๋คงจะไม่เข้าใจถึงความสำคัญของเรา ไม่ทราบนายน้อยอู๋เคยถามหรือไม่ว่าในตอนที่อำเภอเป่าชิงเปิดคลังเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัยนั้นมีความเป็นมาอย่างไร…อ้อ ข้าจะเตือนเจ้าไว้ว่ามันเกี่ยวข้องกับหมู่บ้านฉือหลี่โกวของพวกเรา !” หลินเว่ยเว่ยตัดสินใจทำตัวเป็นสุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ


อารองมีเส้นสายทั้งในด้านมืดและด้านสว่าง ย่อมทราบเรื่องที่หมินอ๋องซื่อจื่อโดนลอบสังหารในอำเภอเป่าชิง ลือกันว่าคนที่ช่วยเหลือหมินอ๋องซื่อจื่อคือเด็กที่มีพละกำลังมหาศาลจากหมู่บ้านฉือหลี่โกว…ช้าก่อน ผู้มีพละกำลังมหาศาล ? เด็ก ? คงไม่ใช่…


เมื่อหลินเว่ยเว่ยเห็นสีหน้าของอารองเปลี่ยนไปเล็กน้อย รอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์เยี่ยงสุนัขจิ้งจอกก็เผยออกมา นางล้วงหยิบจี้หยกชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ จากนั้นก็แกว่งไปมาต่อหน้าทุกคนอย่างรวดเร็วและยัดกลับไปอีกครั้ง


“รู้หรือไม่ว่านี่คือสิ่งใด ? ป้ายหยกกิเลนที่หมินอ๋องซื่อจื่อมอบให้ข้าไว้ ! หมินอ๋องซื่อจื่อคงจะเกรงใจเกินไป ข้าแค่จับตัวมนุษย์โอสถไว้ได้เท่านั้น โดยแท้จริงแล้วคนที่สังหารมนุษย์โอสถคือใต้เท้าซื่อจื่อเองต่างหาก จากนั้นเขาก็มอบของที่มีค่าเช่นนี้แก่ข้า เฮ้อ ข้าเกรงใจยิ่งนัก !”


“เพื่อนบ้านที่น่ารักทุกท่าน ลุงป้าน้าอา พี่ชายพี่สาวทั้งหลาย ! หากข้าและว่าที่สามีเกิดเป็นอันใดขึ้นมา นั่นหมายความว่าตระกูลอู๋เป็นผู้ลงมือ ! ถึงตอนนั้นคนของจวนหมินอ๋องก็จะมาตรวจสอบ ทุกคนต้องช่วยเป็นพยานด้วย ! คนที่ลอบทำร้ายผู้มีพระคุณของหมินอ๋องซื่อจื่ออาจเป็นพวกเดียวกับมนุษย์โอสถก็ได้ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด !” หลินเว่ยเว่ยมองไปทางอารองด้วยแววตาพินิจพิจารณาเพื่อคาดเดาความเป็นไปได้นี้


สีหน้าของอารองเปลี่ยนไปมาก คาดไม่ถึงว่าเจ้าเด็กอัปลักษณ์จะมีความเกี่ยวข้องกับหมินอ๋องซื่อจื่อ ตอนนี้ตระกูลอู๋ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน จะให้เกิดข้อผิดพลาดอันใดมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว !


เขาพยายามคลี่ยิ้มอย่างกล้ำกลืนฝืนทนและกล่าวว่า “กู่เหนียงเข้าใจผิดแล้ว ! กลับไปคราวนี้ข้าจะสั่งสอนหลานชายคนนี้อย่างดี ไม่ให้เขาออกมาก่อเรื่องได้อีก !”


“เช่นนั้นถูกต้องแล้ว สุนัขคลั่งก็ต้องล่ามไว้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้แพร่พิษสุนัขบ้าแก่ผู้อื่น !” หลินเว่ยเว่ยยกมือขึ้นมากอดอกแล้วมองสองอาหลานเดินกลับไปพร้อมความพ่ายแพ้ เมื่อหันกลับมาทางเจียงโม่หาน นางก็แสดงสีหน้าขอคำชื่นชม…การแสดงเปลี่ยนหน้ากากฉบับเสฉวนยังไม่เร็วเท่านางเลย


เจียงโม่หานลูบศีรษะของนางแล้วเดินเคียงบ่าเคียงไหล่เข้าไปยังร้านขายผ้าเปิดใหม่ในเขตเริ่นอัน “ทุกครั้งที่เจ้ารีบออกโรงก่อน เพราะคิดว่าสามีในอนาคตของเจ้าสู้เขาไม่ได้ใช่หรือไม่ ?”


“ไม่ใช่แน่นอน ! เจ้าเข้าใจสำนวนที่ว่าอย่าเอาทองไปลู่กระเบื้องหรือไม่ ? เจ้าเป็นคนตรงไปตรงมาเช่นนี้ หากลงไปโต้เถียงกับสุนัขขี้เรื้อนก็เท่ากับลดคุณค่าในตนเอง !” หลินเว่ยเว่ยไม่คิดว่าบัณฑิตที่แสนใจดีเช่นนี้สมควรโดนรังแก เหตุใดตระกูลอู๋จึงไม่พ่ายแพ้เสียที? นางไม่เชื่อว่าบัณฑิตน้อยจะไม่ทำสิ่งใดเลย !


ทั้งสองคนเข้ามาในร้านขายผ้าที่เพิ่งเปิดกิจการได้ไม่นาน เมื่อหลงจู๊เห็นผ้าที่บุตรสาวคนโตตระกูลหลินทอมีความละเอียดและนุ่มมือ โดดเด่นไม่ด้อยไปกว่าผ้าฝ้ายตามท้องตลาดทั่วไปจึงเสนอราคาที่ยุติธรรมมากให้แก่นาง สุดท้ายผ้าสองผืนนี้ก็ถูกขายในราคาผืนละ2ตำลึง


เจ้าของร้านส่งยิ้มให้แก่หลินเว่ยเว่ยพร้อมกล่าวว่า “ฝีมือในการทอผ้าของกู่เหนียงดีเช่นนี้ ต่อไปหากนำผ้าที่กู่เหนียงทอมาขายอีก ร้านเล็กๆของข้าจะให้ราคาอย่างยุติธรรมแน่นอน”


หญิงสาวขายผ้าอีกคนยกยิ้มพลางพยักหน้าคล้อยตามและเอ่ยว่า “ใช่! หลงจู๊หยางไม่เคยกดราคาผู้ใดมาก่อน ไม่เหมือนตระกูลอู๋ในอดีตที่ผ้าหนึ่งผืนกดราคาจนเหลืออยู่ไม่กี่อีแปะเท่านั้น !”


หลงจู๊หยางยิ้มตอบ “สิ่งที่ต้องศึกษาให้ดีในการทำธุรกิจคือใจมนุษย์ ผู้คนมากมายล้วนเปรียบเสมือนพ่อแม่ เราต้องทำธุรกิจอย่างสุจริตและมีศักดิ์ศรี ต่อไปหากทั้งสองท่านจะซื้อผ้าอันใดก็เข้ามาดูร้านเราก่อนได้ !”


หลินเว่ยเว่ยยิ้มรับ “แน่นอน แน่นอน !”


ร้านนี้เพิ่งเปิดได้ไม่ถึงครึ่งเดือน ธุรกิจดูท่าจะไปได้ด้วยดี กล่าวได้ว่าหลงจู๊ร้านนี้บริหารธุรกิจได้เก่งมาก !


“บัณฑิตน้อย เจ้าจะพาข้าไปที่ใด ?” หลินเว่ยเว่ยนั่งเกวียนเทียมล่อออกจากเขตเริ่นอันภายใต้การบังคับของเจียงโม่หานที่กำลังตรงไปยังทิศตะวันออก


เจียงโม่หานเผยรอยยิ้มชั่วร้ายดุจตัวร้ายในภาพยนต์ “พาไปขาย !”


“ระหว่างเราสองคน ถ้าคนฉลาดเห็นจะรู้ได้ทันทีว่าขายใครคุ้มค่ากว่ากัน !” หลินเว่ยเว่ยลูบไปบนใบหน้าของบัณฑิตหนุ่ม


เจียงโม่หานกุมมือที่ซุกซนของนางเอาไว้ จากนั้นก็ทำการนวดบนฝ่ามือ หลินเว่ยเว่ยเบิกตากลมโตที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม บัณฑิต…ผู้นี้ กล้าเอาเปรียบนางอย่างเห็นได้ชัด ก็ได้ นางอยากสนุกพอดี


หลินเว่ยเว่ยประสานนิ้วมือเข้ากับบัณฑิตหนุ่ม ดวงตาดุจสุนัจจิ้งจอกคู่นั้นโค้งเป็นพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวน่ารักยิ่งนัก นางจับมือกับว่าที่สามีของตน ทั้งชอบธรรมทั้งถูกต้องตามกฎระเบียบ ยังมีสิ่งใดต้องเกรงใจอีก ?


ไม่นานทั้งสองคนก็มาถึงหมู่บ้านเล็กๆธรรมดาแห่งหนึ่ง บ้านมุงจากสองหลังที่ตั้งอยู่บนเนินเขาท้ายหมู่บ้านคือจุดหมายปลายทางของทั้งสองคน


หลังปีนขึ้นมาบนเนินเขาเล็กๆแล้ว ทั้งสองก็ทอดมองไปยังหน้าบ้านมุงจากแห่งนั้น มีควันจากการหุงหาอาหารลอยขึ้นมาจากในบ้าน ส่วนบ้านหลังน้อยที่อยู่ไม่ไกลนักก็ปรากฏขึ้นเช่นกัน ช่างเป็นสถานที่เงียบสงบและเหมือนดินแดนสวรรค์


“ปลูกกระท่อมโอบล้อมด้วยผู้คน มากเสียงคนรถม้าแลสับสน”


อย่าถามข้าไฉนกล้าในบัดดล จิตพาตนมุ่งหวังมาอยู่ไกล


เบญจมาศเต็มรั้วบูรพา มองด้านหน้าเห็นยอดทักษิณไศล…”


ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้เหมาะสำหรับการท่องบทกวียิ่งนัก หลินเว่ยเว่ยจึงท่องบทกวี ‘ร่ำสุรา’ ของเถาหยวนหมิงออกมา ข้าไม่ได้แย่งบทกวีของท่าน ข้าแค่ท่องมันออกมาเท่านั้น !


“ดั่งประโยคที่ว่า ‘อย่าถามข้าไฉนกล้าในบัดดล จิตพาตนมุ่งหวังมาอยู่ไกล’!” ประตูบ้านมุงจากได้เปิดออก ปรากฏชายชราที่มีผมยาวขาวดุจนกกระเรียนร่างกายแข็งแรงกระฉับกระเฉงท่านหนึ่งเดินออกมา เสียงพูดที่เปี่ยมไปด้วยพลังบ่งบอกได้ถึงความแข็งแกร่งของเขาเป็นอย่างดี


“สหายน้อย กู่เหนียงท่านนี้คือ ?” นัยน์ตาของชายชราเต็มไปด้วยแววแห่งความชื่นชม


เจียงโม่หานชำเลืองมองไปทางหลินเว่ยเว่ยเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มและตอบว่า “นางคือว่าที่ภรรยาของข้าขอรับ !”


“เยี่ยม เยี่ยม ! รูปร่างหน้าตา…ไม่ ไม่ รูปลักษณ์หน้าตาก็ใช้ได้ ! กู่เหนียงน้อย บทกวีเมื่อครู่ของเจ้าช่างมีท่วงทำนองอันไพเราะยิ่ง จิตใจนิ่งสงบและท่าทางสบายเหมาะกับจิตใจของข้าในเวลานี้มาก กู่เหนียงยังท่องบทกวีเมื่อครู่ไม่จบใช่หรือไม่ ?” ชายชรามองนางอย่างคาดหวัง เขาหวังว่านางจะทำให้ตนเบิกบานใจมากยิ่งขึ้น


“เอ่อ…ตะ…ตะวันลับยอดผาระยะไกล เหล่านกไซร้บินกลับซึ่งรวงรัง อยากชี้แจงแถลงไขให้คนฟัง บัดนี้ยังยากเอ่ยถ้อยกระทงความ…” หลินเว่ยเว่ยจำต้องร่ายบทกวีทั้งหมดออกมา


“เยี่ยม !” ชายชราตีไปบนหน้าตักของตนเสียงดัง “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ! เดิมทีข้าคิดว่า ‘อย่าถามข้าไฉนกล้าในบัดดล จิตพาตนมุ่งหวังมาอยู่ไกล’ เป็นใจความหลักของบทกวี คาดไม่ถึงว่าสองวรรคสุดท้ายจะเข้าใจถึงความสำคัญของชีวิต แสดงถึงสภาพจิตใจที่นิ่งสงบไม่ยินดียินร้าย ! บ่งบอกถึงความงดงามของบทกวีได้ดีเหลือเกิน !”


ตอนที่ 262: การใช้ประโยชน์จากว่าที่สามีอย่างเหมาะสม


“ผู้อาวุโสอย่าเพิ่งเข้าใจผิด เนื่องจากบทกวีนี้ไม่ใช่ของข้าเจ้าค่ะ !” หลินเว่ยเว่ยรีบโบกมือไปมาราวกับใบไม้ที่ปลิวไสวยามต้องพายุ นางประพันธ์บทกวีเป็นที่ไหนกันเล่า หากชายชราอยากให้นางประพันธ์กวีบทใหม่ ๆ ขึ้นมา จะไม่เป็นการแสดงพิรุธหรอกหรือ ?


หัวคิ้วของชายชราขมวดเข้าหากันพลางเอ่ยถามอย่างผิดหวัง “แล้วผู้ใดประพันธ์บทกวีนี้หรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยรีบโยนไปด้านข้าง นางชี้ไปยังบัณฑิตหนุ่มที่อยู่ข้างกาย เลี้ยงดูว่าที่สามีได้นับพันวัน แต่ใช้ประโยชน์ได้แค่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วจะมีว่าที่สามีไปเพื่ออันใด ? เช่นนั้นเจ้าก็ออกหน้าแทนข้าแล้วกัน !


ใบหน้าของชายชราจึงเผยความยินดีอีกครา “ที่แท้ก็เป็นผลงานของสหายน้อย เช่นนั้นก็ไม่แปลกใจเลย ! แต่คาดไม่ถึงว่าจิตใจของสหายน้อยจะเบิกบานและสุขสบายเช่นนี้ เพราะกวีบทนี้แสดงถึงความงดงามโดยธรรมชาติ มีเหตุผลและน่าสนใจโดยสมบูรณ์ ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก !”


หลินเว่ยเว่ยรีบเอ่ยว่า “กวีบทนี้บังเอิญผุดขึ้นมาในช่วงที่เขาดื่มสุราอยู่กลางป่า ดังนั้นจึงมีชื่อว่า ‘ร่ำสุรา’ ผู้อาวุโส ท่านคิดว่ามันดูง่ายเกินไปหรือไม่เจ้าคะ ?”


“หากเรียกว่าบังเอิญแล้วจะดูง่ายได้อย่างไร ?” ชายชรายังครุ่นคิดถึงประโยคอันงดงามในกวีบทนี้ราวกับคนตะกละที่ได้เจออาหารอันโอชะและสุราชั้นยอด จะต้องลิ้มลองอย่างละเมียดละไม


หลินเว่ยเว่ยกลัวว่าอีกฝ่ายจะหยุดหัวข้อสนทนาอยู่ที่บทกวีจึงรีบหยิบสุราองุ่นที่หมักเองไหหนึ่งออกมาจากกระบุงที่แบกอยู่บนหลังของบัณฑิตหนุ่ม จากนั้นก็ยื่นออกไปราวกับของขวัญล้ำค่า “นี่คือสุราองุ่นที่ข้าตั้งใจนำมาให้ท่าน ผู้อาวุโส สุราเล็กน้อยนี้คงจะสร้างความสดชื่นให้ท่านได้บ้าง ท่านลองชิม…”


ปกติแล้วชายชราจะมีสิ่งที่ชื่นชอบเพียงสองอย่าง หนึ่งคือบทกวี สองคือสุราชั้นดี ! เขารับไหสุราไว้แล้วเปิดปากไหอย่างอดใจไม่ไหว จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก “สุราดี !”


สุราองุ่นจากอาณาจักรปั๋วซื่อ ( เปอร์เซีย ) เขาไม่ได้ดื่มมานานมากจนเกือบลืมรสชาติของสุราชนิดนี้หมดสิ้น อดีตเขาโดดเด่นมาก มีลูกศิษย์ทั่วหล้า ขุนนางทั้งจิ่วโจว แม้แต่ฮ่องเต้ก็เรียกเขาเข้าเฝ้าหลายครั้งหลายครา สุราองุ่นจึงกลายเป็นรางวัลพระราชทานจากฮ่องเต้ในราชวงศ์ก่อน ทว่าบัดนี้เรื่องราวในอดีตผ่านพ้นไปแล้ว เฮ้อ…


“ท่านนี้คือผู้อาวุโสเซวีย หนึ่งในปราชญ์ผู้นำแห่งลัทธิขงจื๊อ” เจียงโม่หานแนะนำประวัติความเป็นมาของชายชราให้หลินเว่ยเว่ยฟัง แววตาของหลินเว่ยเว่ยจึงแสดงออกถึงความเลื่อมใสทันใด ว้าว ! บัณฑิตในราชวงศ์ก่อนล้วนบูชาลัทธิขงจื๊ออันยิ่งใหญ่ภายใต้การนำของท่านผู้นี้ ไม่ใช่ข่าวลือ !…คาดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสเซวียจะยังแข็งแรงอยู่ !


ผู้อาวุโสเซวียโบกมือไปมา จากนั้นก็ชี้ไปยังสถานที่รกร้างของฮ่องเต้ในราชวงศ์ก่อนบนเนินเขา พลางยิ้มและกล่าวว่า “ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าพวกเจ้าในตอนนี้เป็นเพียงชาวนาซึ่งอาศัยอยู่ในเขตเริ่นอันเท่านั้น”


มีชื่อเสียงเลื่องลือเกินไปก็เป็นภาระ หากราชวงศ์ก่อนไม่ล่มสลาย คาดว่าผู้ที่โชคร้ายก็คงเป็นเขานี่เอง เพราะลองนึกภาพสิว่าขุนนางกว่าครึ่งของราชสำนักคือลูกศิษย์ของเขา มันน่ากลัวมากใช่หรือไม่ ? เพราะไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าราชสำนักนี้เป็นของฮ่องเต้หรือของเขากันแน่


ดังนั้น หลังจากการสถาปนาราชวงศ์ใหม่ขึ้นมา ฮ่องเต้ทรงให้ความนับถือนักปราชณ์ราชบัณฑิตอย่างมาก เขาจึงสามารถอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆทางตอนเหนือและใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ


หลินเว่ยเว่ยมองไปยังที่รกร้างแห่งนั้นซึ่งมีพืชพรรณไม่กี่ชนิดเติบโตจึงอดยิ้มไม่ได้ “ปลูกถั่วไว้ตรงเชิงเขาหนานซาน วัชพืชเติบโตอย่างสมบูรณ์ ทว่าต้นอ่อนถั่วลันเตากลับหาได้ยากยิ่ง”


ผู้อาวุโสเซวียหัวเราะฮ่าฮ่า “ใช่ ! แต่การเก็บเกี่ยวในปีนี้ ไม่ว่าจะปลูกสิ่งใดล้วนขึ้นได้ยากยิ่ง พวกวัชพืชยังไม่เติบโตเลย !”


เจียงโม่หานใช้สายตาปรามไปทางนาง ‘วันนี้เจ้าร่ายบทกวีที่น่าสนใจไปแล้ว ยังต้องการสิ่งใดอีก ? หรือคิดจะให้ข้าแบกรับสิ่งใดแทนเจ้าอีกหรือ ?’


หลินเว่ยเว่ยรับรู้ถึงสายตาของเขาจึงรีบหุบปากทันใด ผู้อาวุโสเซวียหยิบจอกสุราชุดหนึ่งออกมา จากนั้นก็รินสุราองุ่นลงในจอกนั้น


“สีแดงเข้ม สดใหม่ กลิ่นผลไม้และกลิ่นสุราผสมผสานกันได้ดี !” ผู้อาวุโสเซวียดมกลิ่น จากนั้นก็วิพากวิจารณ์เล็กน้อย ก่อนลองจิบไปหนึ่งอึก หลังสัมผัสรสชาติอยู่นานก็กล่าวว่า “หวานละมุน เข้มข้น สดชื่น ชุ่มคอ…เป็นสมบัติล้ำค่าในบรรดาสุราองุ่นเลยทีเดียว น่าเสียดาย ถ้าหมักให้นานกว่านี้ รสชาติจะยิ่งกลมกล่อมมากขึ้นแน่นอน !”


หลิ่นเว่ยเว่ยยกนิ้วโป้งไปทางชายชรา “ผู้อาวุโสเชี่ยวชาญยิ่งนักเจ้าค่ะ !”


ผู้อาวุโสเซวียยิ้มและกล่าวว่า “มิกล้า มิกล้า ! เมื่อครั้งก่อนได้ดื่มเพียงไม่กี่จอกเท่านั้น ! สหายน้อย สุราชนิดนี้เจ้าไปเอามาจากที่ใด ? ราคาสูงมากหรือไม่ ? เหตุใดจึงยอมสิ้นเปลืองถึงเพียงนี้ !”


“ไม่สิ้นเปลืองหรอกขอรับ เพราะเราหมักเอง !” เจียงโม่หานมองไปทางรอยยิ้มที่สะท้อนออกจากนัยน์ตาของหลินเว่ยเว่ย


ผู้อาวุโสเซวียเข้าใจทันที “เป็นสุราของกู่เหนียงเช่นนั้นหรือ ?” เขาเผยท่าทางภูมิใจราวกับมองลูกสะใภ้…น่าเสียดายที่ภรรยาของเขาจากไปนานแล้ว ทิ้งให้ตาเฒ่าต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวบนโลกใบนี้ ระเหเร่ร่อนตกระกำลำบากมานานหลายสิบปี !


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าพลางคลี่ยิ้มจนตาหยี “หากผู้อาวุโสเซวียชื่นชอบ ครั้งต่อไปข้าจะหมักมาให้ท่านสักสองสามไห ไหที่ใหญ่เช่นนี้ยังมีอีกหลายสิบใบในห้องใต้ดินของเรา !” นางกางแขนเพื่อแสดงท่าทางของขนาดไหสุรา


ผู้อาวุโสเซวียเลิกคิ้วสูงพร้อมคลี่ยิ้ม เมื่อเขาเห็นเสื้อผ้าบนร่างกายของทั้งสองก็รีบหุบยิ้มทันที “ไม่ดีหรอก ? สุราองุ่นชั้นดีเช่นนี้ หากขายออกไปก็คงเปลี่ยนเป็นเงินได้อย่างมหาศาล !”


หลินเว่ยเว่ยยกจอกสุราขึ้นและจิบไปหนึ่งอึก ก่อนจะคลี่ยิ้ม “สุราองุ่นชั้นดีเช่นนี้สร้างความสุขอุราให้ข้าได้ ไฉนจะต้องเปลี่ยนเป็นเงินด้วยเจ้าคะ ?”


องุ่นก็เป็นองุ่นป่าที่คัดเลือกมาอย่างดี ใช้น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณล้างจนสะอาด จากนั้นก็ค่อยๆบ่มมันในมิติ ก่อนจะนำมาบด คั้นและกรอง คุณสมบัติของมันคือช่วยบำรุงปอด บำรุงหัวใจ บำรุงหลอดเลือด เสริมสร้างและชะลอวัย


ทุกวันนี้นางจะให้นางหวงและนางเฝิงดื่มวันละหนึ่งจอก ร่างกายของสตรีสูงวัยทั้งสองจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ผมกลับมาเงางามยิ่งขึ้น ผิวกายก็เนียนละเอียด ผิวหน้าแดงระเรื่อ แม้แต่ริ้วรอยบนใบหน้าก็ดูตื้นขึ้นมาก สุขภาพร่างกายของนางหวงในตอนที่กลับมาตรวจสุขภาพกับหมอเหลียง เขาก็ยังรู้สึกประหลาดใจต่อความเร็วในการฟื้นตัวของมารดา นี่คือผลลัพธ์ของสุราองุ่นที่ขาดไม่ได้โดยเด็ดขาด !


ผู้อาวุโสเซวียได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาทันที “ถูกต้อง ของดีต้องให้คนในครอบครัวก็ถูกแล้ว ! ข้าหลงใหลเสียแล้วสิ !” กล่าวจบ เขาก็จิบสุราชั้นดีอีกครั้งด้วยท่าทางมึนเมาเล็กน้อย


เพียงไม่กี่จอกผู้อาวุโสเซวียก็เมาแล้ว กระทั่งมีชายหนุ่มชุดดำผู้หนึ่ง ‘รับ’ จอกสุราจากในมือเขาไป จากนั้นก็ประคองเขาเข้าไปนอนด้านใน ผู้อาวุโสเซวียโกรธเคืองมาก “ข้าไม่ได้เมา ข้าอยากดื่มต่อ”


ชายชุดดำไม่ได้กล่าวคำใด ยังคงประคองเขามายังข้างเตียง เจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยจึงยืนขึ้นและกล่าวอำลา ผู้อาวุโสเซวียเอ่ยเสียงดังว่า “อย่าเพิ่งไป ! อย่าให้ข้าเห็นว่าผู้ใดกลับก่อน ! อยู่ดื่มกับข้าสักสามร้อยจอกก่อนสิ !”


“หากไม่เชื่อฟัง ข้าจะทำลายไหสุราของท่าน !” ชายชุดดำข่มขู่ ผู้อาวุโสเซวียเบิกตากว้างไปทางเจียงโม่หานที่เยื้องย่างจากไปและหอบเอาไหสุราไปด้วย ผู้อาวุโสเซวียนั่งลงข้างเตียงอย่างขุ่นเคืองใจ !


หลินเว่ยเว่ยยิ้มออกมา เมื่อขึ้นเกวียนเทียมล่อแล้วจึงหลุดหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ชายชุดดำผู้นั้นเป็นหลานของผู้อาวุโสเซวียหรือ ?”


“ไม่ใช่ นั่นคือบุตรชายของหลงจู๊ห้องหนังสือต่างหาก ภรรยาของผู้อาวุโสเซวียจากไปนานแล้ว นางไม่ได้มีทายาทสืบสกุลไว้ให้เขา หลงจู๊เป็นบ่าวรับใช้คนสนิทของเขา คอยคุ้มครองเขาจากเจียงหนานมาจนถึงทางตอนเหนือเพื่อตั้งถิ่นฐาน” เจียงโม่หานเล่าอดีตและความสัมพันธ์ของบุคคลข้างกายผู้อาวุโสเซวีย


ในตอนที่เจียงหนานเกิดสงคราม บัณฑิตและคนรับใช้หลายคนของผู้อาวุโสเซวียช่วยกันปกป้องเขาจากเมืองหางโจวมาจนถึงแดนเหนือ เดิมทีความตั้งใจของลูกศิษย์เหล่านี้คืออยากไปหาศิษย์พี่ซึ่งเป็นขุนนางอยู่ในเมืองหลวง ทว่าผู้อาวุโสเซวียกลับดื้อรั้นจะขึ้นเหนือให้ได้


ตอนที่ 263: บัณฑิตน้อยน่ารำคาญยิ่งนัก


ท่ามกลางสงครามแสนวุ่นวาย ผู้อาวุโสเซวียและลูกศิษย์ก็แยกทางกัน ตัวเขาและบ่าวรับใช้สองพ่อลูกแต่งกายเป็นชาวบ้านธรรมดาปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ลี้ภัยมาจนถึงเขตเริ่นอัน ก่อนจะแยกตัวมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงแห่งนี้


เขตเล็กๆก็มีข้อดีในตัวของมัน นั่นคือความสงบ ! หลังจากลงหลักปักฐานแล้ว ผู้อาวุโสเซวียก็อยู่ที่นี่อย่างสันโดษ ใช้ชีวิตด้วยการ ‘ขยันทำนาทุกเช้า แบกจอบกลับบ้านเมื่อยามสนธยา’


สมัยยังหนุ่ม เขาศึกษาร่ำเรียนด้วยความยากลำบาก คิดแต่เรื่องชื่อเสียงและลาภยศเต็มสมอง แต่หลังจากมีชื่อเสียงแล้ว เขากลับเบื่อหน่ายกับการมีชื่อเสียงไปเสียอย่างนั้น เพราะไม่ว่าทางวาจาหรือการกระทำจะให้เสื่อมเสียความน่าเชื่อถือต่อหน้าลูกศิษย์ไม่ได้ เขาต้องเผชิญกับการสมคบคิดของผู้มีอำนาจ ต้องรับมือกับอารมณ์หลากหลายรูปแบบ ทั้งยังต้องรับลูกศิษย์ที่ไม่ชอบมาดูแลอีก…


หลายปีที่อยู่ในเขตเริ่นอัน แม้ว่าในแต่ละวันผ่านพ้นไปอย่างยากลำบากเพียงใดก็เป็นช่วงเวลาอิสระที่สุดในชีวิต


เขาและเจียงโม่หานได้พบกันเพราะพัดเล่มหนึ่ง วันนั้นเขาเดินเตร่จากบ้านไปถึงตัวเมืองอย่างยากลำบาก ระหว่างทางเขาเก็บพัดได้เล่มหนึ่ง ภาพวาดบนพัดนั้นดึงดูดความสนใจเขามาก ตอนที่ผู้อาวุโสเซวียเยาว์วัยก็มักชอบพัดที่รังสรรค์ขึ้นอย่างวิจิตรงดงาม เขาคิดว่าพัดขนาดเล็กนั้นสามารถสร้างสรรค์บทกวีได้อย่างยิ่งใหญ่


พัดเล่มนี้เป็นภาพวาดด้วยหมึกดำรูปภูเขาขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างไกล หมู่บ้านซุกซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา ควันจากการทำอาหารที่ลอยออกมาจากปล่องไฟปรากฎเป็นภาพฉากหลังของลูกศิษย์ผู้อยู่แดนไกล…ทำให้เขานึกย้อนไปถึงช่วงที่กำลังศึกษาเล่าเรียน


พัดเล่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดหรือรากฐานล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หากเป็นเขา…ผู้ซึ่งไม่ได้วาดภาพบนหน้าพัดมาหลายสิบปีแล้วอาจเทียบคนผู้นี้ไม่ได้ เขาอยากรู้มากว่าคนที่ทำพัดเล่มนี้จะมีวิสัยทัศน์งดงามเพียงใดจึงสามารถวาดภาพบนหน้าพัดได้อย่างวิจิตรและแฝงไปด้วยประเพณีดั้งเดิม


ในตอนนั้นเองก็มีบัณฑิตแต่งกายด้วยชุดคลุมยาว กิริยาสุภาพเรียบร้อย หน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งกำลังก้มหาบางอย่าง แต่เมื่อเห็นพัดในมือของเขาก็รีบเดินมาแสดงความเคารพทันทีและขอให้เขาคืนพัดอีกด้วย


ผู้อาวุโสเซวียทอดถอนใจอย่างเงียบๆ…อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง แต่เขามองแล้วรู้สึกสังหรณ์อยู่ในใจว่าพัดเล่มนี้เป็นฝีมือของอีกฝ่าย หลังจากถามไถ่แล้วก็ไม่ได้คำตอบ ทว่าทั้งสองคนเริ่มสนทนากันตั้งแต่เรื่องพัด พื้นที่ห่างไกล บทกวีไปจนถึงบทเพลง คาดไม่ถึงว่าบัณฑิตรูปงามไม่เพียงมีความลึกซึ้งในด้านภาพวาด ทั้งยังลึกซึ้งในด้านวรรณกรรมด้วย


สิบปีมานี้ผู้อาวุโสเซวียเพิ่งได้สนทนากับผู้อื่นอย่างสนุกสนานเป็นครั้งแรก นับแต่นั้นมาผู้อาวุโสเซวียก็กลายเป็นสหายต่างวัยของบัณฑิตเจียง


หลินเว่ยเว่ยเอียงคอมองอีกฝ่ายพร้อมคลี่ยิ้มเหมือนลูกจิ้งจอกตัวน้อย “เราสองควรพูดกันอย่างตรงไปตรงมา เจ้าไปมาหาสู่กับผู้อาวุโสเพราะมีแผนการล่วงหน้าแล้วใช่หรือไม่ ? พัดเล่มนั้น เจ้าตั้งใจทิ้งไว้ใช่หรือไม่ ? เช่นนั้นจะบังเอิญให้ผู้อาวุโสเซวียเก็บพัดที่ตกไว้ได้อย่างไร ?”


เจียงโม่หานชำเลืองมองนาง เขาอยากใช้พัดเคาะศีรษะของนางเสียจริง แต่เมื่อเห็นสองมือตนว่างเปล่าก็เพิ่งคิดได้ว่าพัดโดนนางขายไปในราคา50ตำลึงแล้ว เขายื่นมือออกไปเขกศีรษะของนางแทน “เมื่อชมเจ้าว่าฉลาด เจ้ากลับโง่เขลาอย่างน่าสงสาร เมื่อด่าว่าเจ้าโง่ ก็ดันฉลาดจนน่าตกใจ !”


หลินเว่ยเว่ยจึงโต้กลับ “แล้วข้าโง่เขลาตอนไหนไม่ทราบ ! ข้าเป็นเทพธิดาที่เฉลียวฉลาด ขยันขันแข็งและงดงามที่สุด !”


เจียงโม่หานส่งเสียงฮึดฮัดออกมาและกล่าวว่า “หากไม่โง่แล้วจะเอาตัวเองเข้าไปขวางมนุษย์โอสถโดยไม่มีความเกี่ยวข้องได้หรือ ? ไหนจะเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพียงเพื่อไปเก็บเห็ดหลินจือนั่นอีก ?”


หลินเว่ยเว่ยจึงพูดว่า “ข้าไปช่วยคน ไม่ได้บุ่มบ่ามเข้าไปเสียหน่อย ข้ามีการไตร่ตรองไว้แล้วว่าพละกำลังของตนและมนุษย์โอสถน่าจะใกล้เคียงกันจึงรุดหน้าขึ้นไป หมินอ๋องซื่อจื่อต้องการแจกจ่ายอาหารบรรเทาทุกข์แก่ชาวบ้านผู้ยากไร้จึงโดนลอบสังหารในอำเภอเป่าชิง ข้าทนนิ่งดูดายมองเขาถูกลอบสังหารไม่ได้หรอก”


“แล้วที่เก็บเห็ดหลินจือจนร่วงตกหน้าผาเล่า ?” เจียงโม่หานชำเลืองมองนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า


หลินเว่ยเว่ยพึมพำในใจ ‘หากไม่ใช่เพราะเจ้าดึงมือข้าไม่ยอมปล่อย ข้าก็คงแทรกตัวเข้าไปในมิติน้ำพุวิญญาณนานแล้ว เจ้าทำให้ข้าใช้มิติน้ำพุวิญญาณไม่ได้ แถมร่างกายก็ได้รับบาดเจ็บ ยังมีหน้ามาสั่งสอนข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า หึ ! น่าโมโหนัก !’


“คนตายเพราะเงิน นกตายเพราะอาหาร !” นางตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง


เจียงโม่หานเม้มริมฝีปากสีชมพูระเรื่อพร้อมจ้องเขม็ง หลินเว่ยเว่ยเมินหน้าไปอีกทางด้วยความโกรธ…บัณฑิตน้อยน่ารำคาญยิ่งนัก ยังมีหน้ามาสั่งสอนผู้อื่นอีก !


สุดท้ายเจียงโม่หานก็สูดลมหายใจเข้าลึก เขาเพิ่งอายุไม่กี่ปีแต่โกรธเคืองกู่เหนียงผู้นี้ไปกี่ครั้งแล้ว ? บัดนี้นางกำลังโกรธเกรี้ยว แม้แต่เสน่ห์ชายที่ชวนหลงใหลก็ใช้ไม่ได้ผล !


เมื่อว่าที่ภรรยาขุ่นข้องหมองใจ ว่าที่สามีอย่างเขาจึงต้องปลอบ “เพราะข้าเป็นห่วงเจ้าไม่ใช่หรือ ? ข้ากังวลว่าเจ้าจะวู่วามจนพลาดท่าถึงแก่ชีวิตเข้าสักวัน ข้าโกรธเพราะเจ้าไม่รักชีวิตต่างหาก แต่เจ้ากลับทำเป็นเก่ง ทั้งยังมาโวยวายใส่ข้าอีก !”


“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า แต่เจ้าจะต่อว่ากันตลอดเวลาไม่ได้ ! คิดว่าข้าไม่มีศักดิ์ศรีเลยหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยจับใบหน้าซาลาเปาน้อยๆของตนแล้วแสดงสีหน้าท่าทางทะเล้นไม่เบา


“เจ้ารับปากข้าก่อน ไม่ว่าจะทำสิ่งใดต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเป็นอันดับแรก ต่อไปข้าจะไม่พูดเรื่องโง่เขลาที่เจ้าเคยทำในอดีตอีก !”


หลินเว่ยเว่ยไม่ใช่คนชอบหาเรื่องโดยไร้เหตุผล นางเบะปากพร้อมพยักหน้าในขณะที่เจียงโม่หานกำลังจ้องเขม็งมาทางตน จากนั้นก็พึมพำว่า “ข้าไม่ได้โง่ !”


เจียงโม่หานหัวเราะและเอ่ยถามว่า “ตอนนี้จะไปที่ใด ?”


“ไปร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ ข้าจะสอนพวกเขาทำคุกกี้เมล็ดต้นเจิน จากนั้นก็ไปเยี่ยมย่าเถียนที่บ้านอาฟู่กุย !” แส้เส้นเล็กที่อยู่ในมือของหลินเว่ยเว่ยถูกเหวี่ยงไปกลางอากาศ เมื่อแส้ปะทะจนเกิดเสียงดังแล้วเท้าทั้งสี่กีบของล่อก็ลากล้อเกวียนวิ่งออกไป


“ไอหยา ! ถนนขรุขระเช่นนี้ ล้อลากเสียหมด…คงได้พากันหกคะมำตีลังกาเป็นแน่ !” หลินเว่ยเว่ยนึกถึงถนนลาดยางในอดีต ไหนจะล้อยางที่อัดลมจนเต็มเปี่ยม


เจียงโม่หานเลิกคิ้วเล็กน้อย “เจ้าคิดว่า…ถนนเช่นไรถึงจะดี ล้อเกวียนอย่างไรถึงจะไม่เสียง่าย ?”


“ถนนยิ่งเรียบยิ่งดี ส่วนล้อน่ะหรือ ไม่ทำให้คนตีลังกาอย่างไรเล่า” หลินเว่ยเว่ยจับเชือกค่าวแน่นเพื่อควบคุมระดับความเร็วของเกวียน เจียงโม่หานจึงถอนหายใจอย่างโล่ง.อก


เจียงโม่หานเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันใด “บทกวี ‘ร่ำสุรา’ ในวันนี้ เป็นฝีมือของผู้ใดประพันธ์ไว้หรือ ? ถูกเจ้าโยนมาให้ข้าเช่นนี้ ข้าเป็นกังวลว่าจะโดนประณามว่าลอกเลียนแบบ !”


“เถาหยวนหมิงอย่างไรเล่า ยอดกวีผู้รักสันโดษ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ! เจ้าไม่เคยได้ยินหรือ ?” เมื่อเห็นเจียงโม่หานส่ายหน้า หลินเว่ยเว่ยจึงเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “แล้วหลี่ไป๋หรือตู้ฝู่ เจ้ารู้จักหรือไม่ ?”


“สองคนนี้ข้ารู้จัก ยอดกวีหลี่ไป๋ ยอดกวีตู้ฝู่ ! แต่ไม่เคยได้ยินชื่อเถาหยวนหมิงท่านนี้มาก่อน…” เจียงโม่หานครุ่นคิดอยู่ในห้วงความทรงจำอย่างละเอียด หรือว่าข้าเป็นกบในกะลาจึงไม่รู้จักคนผู้นี้ ? ไม่น่าใช่ ! ดูจากบทกวี ‘ร่ำสุรา’ แล้ว คนผู้นี้ไม่มีทางที่เขาจะไม่รู้จัก !


หลินเว่ยเว่ยเงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงมั่นใจว่าโลกใบนี้แตกต่างจากประวัติศาสตร์อันคุ้นเคยในอดีตชาติของนางอย่างมาก โลกที่นางอยู่ในตอนนี้ บนหน้าประวัติศาสตร์ล้วนไม่มีราชวงศ์เซี่ย ซางและโจว…ดูเหมือนทั้งสองโลกจะยังมีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ถังเพราะมีทั้งยอดกวีหลี่ไป๋และยอดกวีตู้ฝู่…หรือจะมีความเหลื่อมล้ำกับโลกคู่ขนานในห้วงมิติเกิดขึ้น ?


เจียงโม่หานมองพิจารณาใบหน้าด้านข้างที่กำลังครุ่นคิดของหลินเว่ยเว่ย เด็กคนนี้กำลังคิดสิ่งใด ? นึกถึงถนนที่ราบเรียบในโลกเดิมของนางหรือรถม้าที่สั่นสะเทือน ? หรือนึกถึงเถาหยวนหมิงยอดกวีผู้รักสันโดษในโลกใบนั้น ?


ตอนที่ 264: เด็กสาวผู้มากด้วยเรื่องราว


เจียงโม่หานสามารถคาดเดาได้อย่างถูกต้องว่าเด็กน้อยผู้นี้มีที่มาแตกต่างจากตน เพราะในความทรงจำของนางมีทั้งยอดกวีนามว่าเถาหยวนหมิง มีทั้ง ‘รถ’ ที่วิ่งเร็วและไม่สั่นสะเทือน มีขนมรสเลิศที่เขาไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน มีสิ่งแวดล้อมที่สุขสบายสำหรับหญิงสาว…ไม่เช่นนั้นนางคงไม่ถูกเลี้ยงดูมาเป็นสตรีที่ไม่กลัวสิ่งใด มีนิสัยร่าเริง ใจดีและไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจของผู้ใด


หลินเว่ยเว่ยก้มหน้ามองมือที่โดนบัณฑิตหนุ่มจับไว้ จากนั้นก็เงยหน้ามองใบหน้ารูปงามยิ่งกว่าชายใด แต่แล้วเครื่องหมายสีดำ ‘???’ ก็ปรากฏขึ้นมาในสายตาของนาง


บัณฑิตรูปงามเปลี่ยนเป็นคนที่กระตือรือร้นตั้งแต่เมื่อใด ?


เจียงโม่หานก้มหน้าลง กระทั่งเห็นเงาของตนสะท้อนออกมาจากนัยน์ตาของหลินเว่ยเว่ยอย่างชัดเจน เขาจึงตัดสินใจแล้วว่า ‘ข้าจะปกป้องนาง ไม่ให้นางต้องรู้สึกกังวล โดดเดี่ยวและห่อเหี่ยวในโลกที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้เด็ดขาด…’


เจียงโม่หานครุ่นคิดด้วยการเอาใจอีกฝ่ายมาใส่ใจเรา หากให้เขาตื่นขึ้นมาในโลกที่แปลกประหลาด ยากจนข้นแค้น มารดาก็ป่วย น้องก็อ่อนแอเช่นนี้ เขาคงไม่สามารถทำเช่นเดียวกับนางคือแม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับความลำบาก แต่ก็ยังรักษาจิตใจที่ดีงามเช่นนี้ได้


เขาจึงรู้สึกสงสารนางมากขึ้นไปอีก ไม่รู้ว่าในตอนที่นางมายังโลกนี้จะตื่นตระหนกและกังวลเพียงใด น่าเสียดายที่ตอนนั้นเขาไม่ได้อยู่เคียงข้าง แต่ในอนาคตเขาจะใช้ทั้งชีวิตอยู่กับนางและชดเชยส่วนที่ขาดหายในใจของนางเอง !


หลินเว่ยเว่ยมีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มสมอง หรือว่านางจะตาพร่ามัว ? นางคิดมากเกินไปหรือ ? เหตุใดจึงเห็นความรักและความสงสารในแววตาของบัณฑิตหนุ่ม ? นางน่าสงสารอย่างนั้นหรือ ? มีส่วนใดที่ทำให้เขาเข้าใจผิดว่านางน่าสงสาร ? ช่วงนี้นางยังไม่ได้ทำสิ่งใดเลย


หลินเว่ยเว่ยยังคงมีเครื่องหมายคำถามผุดขึ้นมา เมื่อย้อนกลับมาถึงในเขตเริ่นอันแล้วก็ตรงไปยังร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ทันที กระทั่งพบกับหนิงตงเซิ่งผู้ที่ยุ่งจนหัวหมุนในที่สุด


“เถ้าแก่หนิง ตอนนี้ควรจะเตรียมร้านใหม่อยู่ในตัวเมืองไม่ใช่หรือ ? เหตุใดจึงมีเวลาว่างมาตรวจตราในเขตเริ่นอันเสียได้ ?” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยหยอกเย้า


หนิงตงเซิ่งมองไปทางนางด้วยแววตาสับสนและแฝงไปด้วยความเสียใจ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้ม “ในวันที่ท่านหมั้นหมาย ข้ากลับมาไม่ทันร่วมงาน ข้าจึงเสียใจไม่น้อย นี่เป็นของขวัญแสดงความยินดีที่ข้าตั้งใจมอบให้แก่ท่าน…”


เขาอยากให้ผู้ที่ส่งสินสอดทองหมั้นมาสู่ขอในวันนั้นเป็นตัวเอง ! แม้จะห่างกันเพียงก้าวเดียว ทว่าเขาก็ได้แต่มองนางยิ้มอย่างงดงามดุจดอกไม้อยู่เคียงข้างผู้อื่น


“ไอหยา ! เกรงใจยิ่งนัก ! ข้ารู้สึกไม่ดีจริงๆ…” ปากบอกรู้สึกไม่ดี ทว่ามือก็ยื่นออกไปรับ นางรับกล่องที่ห่ออย่างงดงามใบนั้นมา ว้าว ! นี่คือกำไลหยกขาวคู่หนึ่ง งดงามไร้ที่ติ เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่ามีมูลค่าสูง


“ชอบหรือไม่ ?” หนิงตงเซิ่งอยากเห็นนางหยิบกำไลหยกขาวขึ้นมาใส่บนข้อมือ ซึ่งกำไลหยกขาวนี้ช่วยขับผิวให้ผุดผ่องจะต้องทำให้นางงดงามมากแน่…


“ชอบ…” ถ้าราคาต่ำกว่านี้ นางจะยิ่งชอบเป็นพิเศษ ! หยกที่เปราะบางเช่นนี้ต่อให้งดงามเพียงใดก็ทำได้แค่วางประดับอยู่บนหิ้งเท่านั้น นางกลัวว่าถ้าสวมใส่มันแล้วตอนแบกฟืนหรือล่าสัตว์จะทำให้มันได้รับความเสียหาย


นางวางมันกลับเข้ากล่องอีกครั้ง จากนั้นก็ยื่นให้ว่าที่สามีและพูดกับหนิงตงเซิ่งว่า “ข้าคิดขนมสูตรใหม่ได้สูตรหนึ่ง มีชื่อว่าคุกกี้เมล็ดต้นเจิน ในความกรุบกรอบแฝงด้วยกลิ่นหอมละมุนของนมวัว เมล็ดถั่วจะช่วยเพิ่มรสสัมผัสของขนมได้ดี รสชาติยอดเยี่ยมมากทีเดียว คุณชายหนิงพอจะมีเวลาลิ้มลองหรือไม่ ?”


หนิงตงเซิ่งเก็บความพึงพอใจนั้นไว้ ก่อนจะเผยรอยยิ้มอย่างอ่อนโยนออกมา “มีสินค้าใหม่อีกแล้วหรือ ? ไม่ได้กินขนมฝีมือของหลินกู่เหนียงมานานมากแล้ว ดังนั้นข้าย่อมมีเวลาให้แน่นอน !”


วิธีทำคุกกี้เมล็ดต้นเจินไม่ได้มีความยุ่งยากนัก กอปรกับขนมที่กรุบกรอบเช่นนี้สามารถเก็บรักษาได้นาน หนิงตงเซิ่งจินตนาการว่ายอดขายจะต้องไม่เลว !


สุดท้ายคือการสรุปกันว่าขนมชนิดนี้จะถูกบรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์สามระดับ โดยระดับทั่วไปจะบรรจุในกระดาษน้ำมัน แนะนำให้ลูกค้ากินหมดภายในสองวันเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความชื้น ระดับกลางจะบรรจุในโถดินเผา ส่วนระดับสูงจะบรรจุในโถกระเบื้องเคลือบที่มีลวดลายประณีตงดงามและใช้ขี้ผึ้งปิดปากโถซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นานครึ่งปี ! หลินเว่ยเว่ยยังสอนวิธีใช้ปูนขาวดูดความชื้นให้แก่หนิงตงเซิ่งอีกด้วย


หนิงตงเซิ่งเคี้ยวคุกกี้เมล็ดต้นเจินอันกรุบกรอบ ก่อนจะเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ว่า “เหตุผลที่ท่านทำขนมชนิดนี้ขึ้นมา คงไม่ใช่เพราะอยากขายเมล็ดต้นเจินของหมู่บ้านใช่หรือไม่ ? ว่ามาสิ หมู่บ้านของพวกท่านมีเมล็ดต้นเจินมากเพียงใด ? ข้าจะคำนวณว่าต้องใช้มากน้อยแค่ไหน”


เขายังจำได้ว่าตอนที่อยู่ในอำเภอเป่าชิง เพื่อจะขายเมล็ดสนแล้ว นางใช้เมล็ดสนมาทำอาหารให้แก่หยวนเค่อหลายทั้งยังสร้างธุรกิจใหม่ได้อีก นอกจากนั้นยังให้แนวคิดสำหรับการมอบเมล็ดสนปากอ้าเป็นอาหารว่างระหว่างรออาหารจานหลักให้แก่ลูกค้า ตอนนี้ธุรกิจของหยวนเค่อหลายกำลังเจริญรุ่งเรือง หน้าร้านเต็มไปด้วยรถม้าจอดติดกันยาวเหยียด เถ้าแก่โอ้อวดไม่หยุดว่าเงินที่จ่ายเพื่อซื้อสูตรอาหารไม่ได้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ! จึงอยากติดต่อหลินกู่เหนียงผ่านทางเขา อยากให้นางช่วยให้คำแนะนำอันล้ำค่าอีก !


หลินเว่ยเว่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “เมล็ดต้นเจินมีจำนวนไม่มากนัก มีเพียงไม่กี่พันชั่งเท่านั้น ขนมชนิดนี้นอกจากเพิ่มเมล็ดต้นเจินแล้ว ยังสามารถเพิ่มเมล็ดสน ถั่วสมอง ถั่วลิสง…จริงสิ ถั่วสมองในร้านของพวกท่านดูเหมือนจะขายได้ไม่เลวเลย !”


“ใช่ ! เช่นนั้น…ท่านจะทำขนมที่ใช้ถั่วสมองเป็นส่วนประกอบได้หรือไม่ ?” ดวงตาที่งดงามดุจดอกท้อของหนิงตงเซิ่งจ้องเขม็งมาทางหลินเว่ยเว่ย ทำให้นางไม่อาจต้านทานความหล่อเหลาและไม่อาจปฏิเสธเขาได้


ตอนนี้นางถือว่าเป็นเจ้าของร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้เช่นกัน รูปแบบขนมมากมายล้วนสร้างผลกำไรได้ดีกว่าเงินปันผลปลายปีของนางเสียอีก ดังนั้นเพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋าแล้วนางจึงครุ่นคิดอย่างหนักจนได้สูตรขนมออกมาอีกสองสูตร สูตรที่หนึ่งคือ ‘เค้กพุทราแดงโรยถั่วสมอง’ สูตรที่สองคือ ‘ถั่วอัดแท่งงาดำ’ ประเภทที่หนึ่งทั้งนุ่มและหวาน อีกประเภทก็ทั้งหอมและกรอบอร่อย


หนิงตงเซิ่งหยิบสูตรเค้กและถั่วอัดแท่งขึ้นมาอย่างพึงพอใจ เขาอยากเชิญหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานร่วมมื้ออาหาร ทว่าเถียนฟู่กุยยื่นหน้าเข้ามาเอ่ยกับนางเสียก่อน “ไปกินข้าวที่บ้านข้าดีหรือไม่ ? ท่านแม่ถามถึงเจ้าหลายครั้งหลายคราแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปเยี่ยมอีกล่ะก็ ท่านแม่คงได้โวยวายจะกลับหมู่บ้านอีกแน่ !”


หนิงตงเซิ่งทราบว่ามารดาที่สมองเลอะเลือนของหลงจู๊เถียนเข้าใจผิดว่าหลินเว่ยเว่ยคือบุตรสาวที่หายสาบสูญ เพื่อเติมเต็มความรักอันเปี่ยมล้นของหญิงชรา เขาจึงพยักหน้าและกล่าวว่า “ดี! ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว ไปกันเถิด”


เถียนฟู่กุยเห็นว่าเจ้านายจะไปเยือนบ้านซอมซ่อของตนก็รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก เจ้านายกำลังเตรียมเปิดร้านในตัวเมืองจงโจว หลงจู๊ประจำสาขาในตัวอำเภอคาดว่าจะโดนย้ายไปดูแลที่นั่น ส่วนตัวเขาอาจถูกย้ายไปอยู่ที่สาขาอำเภอแทน เงินเดือนก็อาจจะเพิ่มขึ้นด้วย


มองจากเจตนาในตอนนี้ของเจ้านายแล้ว การยอมร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านของเขาคือความเชื่อใจและให้เกียรติมากทีเดียว เขารีบกระซิบบอกบุตรชายคนโตที่กำลังยุ่งอยู่ในร้านว่าให้วิ่งกลับไปเตือนภรรยาเพื่อเตรียมตัวเอาไว้


เจียงโม่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘เจ้าอัปลักษณ์ผู้นี้ไร้ยางอายเสียจริง เห็นได้ชัดว่าอาเถียนเชิญแค่เด็กน้อยและข้าไปร่วมโต๊ะอาหารที่บ้าน เจ้าแซ่หนิงดันตามไปอย่างไร้ยางอาย หรือว่ายังแอบมีใจให้คนของข้า ?’


นัยน์ตาดอกท้อของหนิงตงเซิ่งแฝงไปด้วยรอยยิ้ม ‘ข้าจะไปร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านของลูกจ้างแล้วอย่างไร ? ตอนนี้ข้ามีความสัมพันธ์กับหลินกู่เหนียงในฐานะผู้ร่วมงาน ท่านจะขวางไม่ให้เราพบหน้ากันได้หรือ ?’


ทั้งสองเดินขนาบซ้ายขวาของหลินเว่ยเว่ย จากนั้นก็ใช้สายตาจ้องเขม็งกันข้ามศีรษะนางอย่างไม่มีใครยอมใคร หลินเว่ยเว่ยมองไปด้านซ้ายของตน จากนั้นก็ชำเลืองมองไปด้านขวา สองคนนี้เป็นอะไร ? มองกันแทบจะกินเลือดกินเนื้อ ไม่มีท่าทีว่าจะยอมลงให้กัน…หรือว่า…ทั้งสองมีเรื่องที่ปิดบังนางอยู่ ? จู่ๆนางก็จำได้ว่าในชาติที่แล้วมีประโยคหนึ่งได้รับความนิยม นั่นก็คือ ‘หนุ่มหน้าตาดีมักลงเอยกันเอง’


ตอนที่ 265: ข้าเป็นบุรุษที่นางรัก


อย่าแม้แต่จะคิดเชียว บัณฑิตน้อยเป็นของนาง ผู้ใดแย่งผู้นั้นตาย ! หลินเว่ยเว่ยถลึงตาใส่หนิงตงเซิ่งโดยไม่ปรานี ดวงตาเรียวยาวคู่หนึ่งมองแล้วก็รู้ทันทีว่าเจ้าหมอนี่ไม่ได้รักเดียวใจเดียว แถมยังเป็นพวกที่ชอบหว่านเสน่ห์ไปทั่วอีกด้วย !


เจียงโม่หานยกมือขึ้นเพื่อหันศีรษะของหลินเว่ยเว่ยกลับมา…มองชายอื่นด้วยเหตุใด ? ว่าที่สามีของเจ้าอยู่ตรงนี้! หรือข้าดูดีสู้แซ่หนิงไม่ได้ ?


เถียนฟู่กุยที่เดินอยู่ด้านหน้ายังคงเช็ดเหงื่อที่ผุดออกมาเต็มหน้าผาก…เหตุใดจู่ๆอุณหภูมิก็ลดลงเช่นนี้ เหตุใดจึงมีเหงื่อซึมออกมา กระทั่งมีแรงกดอากาศที่ทำให้หายใจลำบากแผ่ขยายมาจากด้านหลัง อย่ากังวลสิ ก็แค่เจ้านายมาเยี่ยมบ้านไม่ใช่หรือ ? แค่ต้อนรับอย่างดีจะเสียหายอันใดเล่า ?


โชคดีที่ย่าเถียนซึ่งออกมายืนรออยู่หน้าประตูบ้านสามารถช่วยคลายสถานการณ์น่าอึดอัดได้ ทันทีที่ย่าเถียนเห็นหลินเว่ยเว่ยก็คลี่ยิ้มเหมือนเด็ก นางย่างเท้ามาด้านหน้าแล้วยื่นมือข้างหนึ่งออกไปคว้ามือของหลินเว่ยเว่ยเอาไว้ “ต้านเอ๋อร์ แม่กำลังรอเจ้าอยู่พอดี แม่เย็บชุดให้ด้วยนะ ไปกันเถิด ! ไปลองใส่ว่าจะเข้ากับเจ้าหรือไม่ !”


“ขอบคุณย่าเถียน !” หลินเว่ยเว่ยนึกถึงเงินค่าผ้าที่ต้องชดใช้ให้แก่อาฟู่กุย นางจึงนำขนมที่ห่อมาจากร้านหนิงจี้ยัดใส่มือของย่าเถียน


ย่าเถียนคลี่ยิ้มด้วยฟันที่เหลืออยู่ไม่กี่ซี่ “ต้านเอ๋อร์ของเราช่างกตัญญูยิ่งนัก ทุกครั้งที่มาก็มักจะนำขนมที่แม่ชอบมาฝาก ! ต้านเอ๋อร์ เจ้าก็กินสักชิ้นสิ !”


หลินเว่ยเว่ยอ้าปากรับขนมที่ย่าเถียนป้อนให้พลางส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มเป็นการตอบแทน “อร่อยมาก ย่าเถียนกินด้วยสิ !”


“กิน ! แม่จะกิน !” ย่าเถียนแบ่งเค้กฟองน้ำออกเป็นชิ้นเล็ก เนื้อสัมผัสทั้งร่วนและนุ่ม หวานละมุนถูกปากยิ่งนัก “อร่อย ! ต้านเอ๋อร์ของเราซื้อของฝากเก่งมาก ใช่หรือไม่เจ้าลูกเขย ?”


ย่าเถียนดวงตาฝ้าฟางจนมืออีกข้างไปลากเอามือของหนิงตงเซิ่งเข้ามา เจียงโม่หานจับทั้งสองแยกออกจากกันโดยไม่ให้แตกตื่น จากนั้นก็ยื่นมือของตนออกไปแทน “ข้าเป็นบุรุษที่เว่ยเว่ยรักขอรับ !”


หลินเว่ยเว่ยเลิกคิ้วสูงยิ่งกว่าเดิม…ตอนนี้ยังไม่ใช่ เข้าใจหรือไม่ ? ไม่ได้แต่งงานกันและนอนเตียงเดียวกันเสียหน่อย เหตุใดจึงเรียกตนว่าเป็น ‘บุรุษที่นางรัก’ ได้เล่า ?


ย่าเถียนมองไปทางหนิงตงเซิ่งและมองไปทางเจียงโม่หานก่อนจะหัวเราะออกมา “ข้าก็คิดอยู่เช่นกันว่าเหตุใดคนรักของต้านเอ๋อร์จึงน่าขบขันยิ่งนัก !”


เถียนฟู่กุยรีบดึงมารดาที่กำลังจะสร้างปัญหาออกมา “ท่านแม่ขอรับ นี่คือเจ้านายของข้าเอง”


“เจ้านายของฟู่กุยหรือ ! เข้ามานั่งด้านในเถิด ขอบคุณที่ดูแลฟู่กุยอย่างดี…มา มากินของว่างกัน !” ย่าเถียนช่วยต้อนรับแขกแทนบุตรชาย “พวกเจ้านั่งตามสบายเถิด ต้านเอ๋อร์ ไป ไปลองชุดในห้องของแม่ !”


แม้ว่าย่าเถียนจะขี้หลงขี้ลืมไปบ้าง ทว่าฝีมือการเย็บปักไม่ได้ถดถอยแต่อย่างใด นางเย็บกระโปรงและเสื้อคลุมสีชมพูกับสีเขียวอ่อนให้แก่หลินเว่ยเว่ย การเดินฝีเข็มละเอียดมาก บนปกเสื้อล้วนถูกปักเป็นลวดลายงดงาม เมื่อหลินเว่ยเว่ยเห็นแล้วก็ชอบใจยิ่งนัก


“ไอหยา ! ดูเหมือนสายรัดเอวจะใหญ่ไปหน่อย ต้านเอ๋อร์ ช่วงนี้เจ้าผอมลงหรือไม่ ? แม่สามีให้เจ้าได้กินอิ่มหรือเปล่า ? ตอนนี้ด้านนอกมีผู้คนอดอยากมากมาย ผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ต่อไปแม่จะให้พี่ชายของเจ้าไปส่งอาหารทุกเดือน อย่าทรมานตนเองเด็ดขาด !” ย่าเถียนลูบไปบนแขนของหลินเว่ยเว่ยแล้วถอดเสื้อให้นาง จากนั้นก็ทำการแก้ไขเล็กน้อย


หลินเว่ยเว่ยนั่งอยู่ข้างกายของหญิงชราพลางมองอีกฝ่ายที่กำลังหรี่ตาเย็บเสื้อผ้าอย่างพิถีพิถัน หลินเว่ยเว่ยจึงเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวลว่า “ข้ากินอิ่มนอนหลับดีมาก ! ส่วนสูงของข้ากำลังเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงดูผอมลง !”


ย่าเถียนมองพิจารณาอย่างละเอียด ก่อนจะพยักหน้าและกล่าวว่า “ต้านเอ๋อร์สูงขึ้นจริงด้วย ! ใกล้จะตามพี่ชายทันเสียแล้ว”


หลินเว่ยเว่ยสูงประมาณ170หลีหมี่ เถียนฟู่กุยก็สูงประมาณ172-173หลีหมี่ ถ้าเด็กผู้หญิงสูงขึ้นจะไม่ค่อยสังเกตเห็นได้ชัดเท่าเด็กผู้ชาย


เจียงโม่หานและหนิงตงเซิ่งยืนรออยู่ด้านนอก เจ้ามองข้า ข้าก็มองเจ้า จากนั้นต่างฝ่ายต่างเมินหน้าไปคนละทาง ไม่ร่วมบทสนทนากันสักนิด เถียนฟู่กุยที่อยู่ด้านข้างเหมือนนั่งอยู่บนพรมเข็ม…ดูเหมือนว่าเจ้านายจะไม่ลงรอยกับบัณฑิตเจียงสักเท่าไร ทั้งสองคนอาจมีความแค้นบางอย่างต่อกันก็ได้


โชคดีที่ย่าเถียนแก้ไขชุดได้เร็ว หลินเว่ยเว่ยเดินออกมาพร้อมชุดกระโปรงสีชมพูแซมเขียวอ่อน จากนั้นก็หมุนตัวตรงหน้าของชายหนุ่มทั้งสอง “เป็นอย่างไรบ้าง ? สวยหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยมีรูปร่างสะโอดสะอง เสื้อคลุมสีอ่อนทำให้นางดูน่ารักมากยิ่งขึ้นและยังขับผิวกายให้เนียนดุจหยก แวววาวน่าสัมผัส มุมปากสีแดงระเรื่อยกโค้งขึ้นเล็กน้อย เส้นผมที่ปรกลงมาด้านข้างอย่างไม่เชื่อฟังก็ขยับไปตามการเคลื่อนไหวของนาง สะบัดไล้แก้มสุกปลั่งอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน นัยน์ตาเฉลียวฉลาดแต่แฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและซุกซน ชายเสื้อเขียวอ่อนที่ปล่อยลงมาพลิ้วไหวคล้ายก้านบัวดอกงามที่อยู่ในบึง


หลินเว่ยเว่ยขยี้จมูกเล็กน้อย ก่อนจะล้อพวกเขาว่า “พวกท่านคงไม่ได้แสดง ‘ท่าทาง’ เช่นนี้ทั้งวันใช่หรือไม่ ? ต่อหน้าทุกคนที่พากันจับจ้องมายังตัวข้า บัณฑิตน้อย ท่าทางของเจ้าหมายความว่าอย่างไร ?”


“เจ้าแบกถังอยู่หรือ ? ถังหนักจะตายไป เจ้าจะแบกไปที่ใด ข้าจะได้ช่วย !” เจียงโม่หานเลียนแบบท่าทางการเคลื่อนไหวของนาง บุรุษโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุรุษรูปงามและมากความสามารถมาหยอกล้อกันเช่นนี้ ใครเล่าจะทนไหว !


หลินเว่ยเว่ยกัดนิ้วของเขาเบาๆอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หมุนตัวกลับเข้าไปในห้องของย่าเถียนแล้วเปลี่ยนเป็นชุดเดิมอีกครั้ง ชุดของนางส่วนใหญ่จะเบาและสวมใส่สบาย แม้ว่าจะใส่แล้วไม่ได้ดูงดงามมากนัก แต่ก็สบายตัวมากทีเดียว


หลังกินข้าวกับตระกูลเถียนเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็กลับไปยังร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้เพื่อเอาเกวียนเทียมล่อของตน เมื่อส่งสินค้าเรียบร้อยแล้ว คนขับและผู้คุ้มกันสินค้าก็นั่งเกวียนอีกคันกลับไปก่อนโดยเหลืออีกคันไว้ให้นาง


หนิงตงเซิ่งมาส่งพวกนางที่นอกเมือง เขายิ้มและกล่าวว่า “รอให้ร้านในตัวเมืองจงโจวเปิดทำการ หุ้นส่วนท่านนี้จะไปปรากฎตัวที่นั่นใช่หรือไม่ ?”


“แน่นอน !” หลังจากที่นางทะลุมิติมาก็ไปไกลสุดแค่ตัวอำเภอเท่านั้น เมื่อมีโอกาสไปถึงตัวเมืองใหญ่จะขอเที่ยวเล่นอีกสักสองสามวัน มีความสุขสักนิดสักหน่อยคงไม่ยากกระมัง ?


“ตกลงตามนี้ ข้าจะมารับท่านเอง !” นัยน์ตาของหนิงตงเซิ่งวูบไหวชวนหลงใหล เจียงโม่หานปรับตำแหน่งเล็กน้อยเพื่อขัดขวางการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างหลินเว่ยเว่ยกับอีกฝ่าย หลินเว่ยเว่ยจึงสะบัดมือแล้วบังคับเกวียนห่างออกไป


หนิงตงเซิ่งย้อนกลับมาที่ร้าน เถียนฟู่กุยก็รุดหน้าเข้ามาด้วยสีหน้าเป็นกังวล จากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน “คุณชายขอรับ คุณชายใหญ่หนิงมาอีกแล้ว !”


ตอนที่ 266: สีหน้าที่เต็มไปด้วยความโลภ


หนิงตงเซิ่งขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะลูบคลำไปบนสูตรขนมที่เก็บไว้ใต้อกเสื้อ รอยยิ้มพิมพ์ใจปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขาอีกครั้งราวกับว่าความเกลียดชังในชั่วพริบตานั้นเป็นเพียงภาพลวงตา


“พี่ใหญ่ ท่านจะมาที่ห้องครัวเพื่อเหตุใด ที่นี่ทั้งสกปรกทั้งวุ่นวาย ประเดี๋ยวก็เปื้อนชุดของท่านหรอก” หนิงตงเซิ่งเดินมาที่ห้องครัวแล้วเชิญอีกฝ่ายออกไปอย่างสุภาพ จากนั้นก็ชงชาเพื่อรั้งให้อยู่ในห้องรับรอง


หนิงตงจิ่งหยิบคุกกี้เมล็ดต้นเจินที่หลินเว่ยเว่ยเพิ่งทำเสร็จขึ้นมาสองชิ้น จากนั้นก็เอาเข้าปากและเคี้ยวไม่หยุด “ไม่พบกันหลายวัน รายการขนมของน้องสามเพิ่มขึ้นหลายอย่างเชียว ว่าแต่ขนมสีขาวน้ำนมในห้องครัวเมื่อครู่คือขนมอะไร ?”


หนิงตงเซิ่งให้เด็กในร้านยกถาดเมล็ดทานตะวันและเมล็ดสนปากอ้าจำนวนหนึ่งเข้ามาพลางยิ้มแล้วกล่าวว่า “พี่ใหญ่ ท่านกำลังเอ่ยถึงเต้าฮวยที่ข้าซื้อกลับมาจากทุ่งหญ้าใช่หรือไม่”


หนิงตงจิ่งกินขนมในมือจนหมดแล้วดื่มน้ำชาไปอึกใหญ่ จากนั้นก็เผยธาตุแท้ออกมาเพราะเหนื่อยที่จะต้องแสร้งเป็นพี่น้องผู้รักใคร่ปรองดองจึงบอกจุดประสงค์อย่างตรงไปตรงมา “เจ้าคิดได้หรือยัง? เจ้าครอบครองสูตรขนมเหล่านั้นอยู่ ดังนั้นแค่เราสองพี่น้องยกร้านหนิงจี้ไปในเมือง ไม่ถึงครึ่งปีรับรองว่าจะต้องทำให้ญาติๆเห็นความสำเร็จเป็นแน่ เจ้าลองบอกมาสิ การอยู่ในเขตเล็กๆแห่งนี้จะสร้างอนาคตอันใดให้เจ้าได้?”


“พี่ใหญ่” หนิงตงเซิ่งหุบยิ้มทันใด ก่อนจะพูดอย่างจริงจังว่า “ข้าเคยบอกไปแล้วว่าสูตรขนมเหล่านี้เป็นความลับที่สืบทอดมาจากตระกูลหุ้นส่วนของข้า เปิดเผยออกไปภายนอกไม่ได้ ! วงการธุรกิจของเราสิ่งใดสำคัญที่สุดรู้หรือไม่ ? นั่นก็คือความซื่อสัตย์ ! ถ้าสูตรขนมเหล่านี้ถูกเปิดเผยจากฝ่ายเราเอง อีกฝ่ายจะคิดกับตระกูลหนิงอย่างไร ? หากสร้างผลกระทบต่อชื่อเสียงของตระกูลหนิงเพราะเรื่องนี้ ญาติเหล่านั้นจะมองเราอย่างไร ? ท่านคงลืมไปแล้วว่าครอบครัวของอาหกโดนขับไล่ออกจากตระกูลเพราะเหตุผลใด !”


หนิงตงจิ่งเก็บความทะเยอทะยานของตนไว้ แต่ยังไม่ยอมแพ้ “แล้วผู้ใดจะให้เจ้าเปิดเผยสูตรขนมเหล่านั้นเล่า ? เราสองพี่น้องมาร่วมมือกันขยายสาขาร้านหนิงจี้ไปทั่วทั้ง6 เมือง28 อำเภอทางภาคเหนือไปเลยสิ หากเจ้าขาดเงินทุน ข้าจะบอกเลยว่ามันคือเรื่องเล็ก !”


หนิงตงเซิ่งมองไปทางหนิงตงจิ่งอย่างกล้ำกลืนฝืนทน “ข้าร่วมมือกับหุ้นส่วนโดยผลกำไรก็แบ่งกันคนละครึ่ง หากพี่ใหญ่เข้าร่วมด้วยก็ต้องมาคำนวณกันว่าจะต้องแบ่งกำไรคนละเท่าไร”


“ว่าอย่างไรนะ ? แบ่งกำไรคนละครึ่ง ? เจ้าโง่ไปแล้วหรือ ? เขาไม่ได้ออกเงิน แค่เสนอสูตรเพียงสองสามสูตรแต่ได้ผลกำไรถึงครึ่ง ! หากเป็นข้าจะให้เขามากสุดแค่สามส่วนสิบเท่านั้น ! น้องสาม เจ้าทำธุรกิจไม่เป็น !” หนิงตงจิ่งครุ่นคิดอยู่ในใจ ส่วนแบ่งห้าส่วนสิบ หากเขาเข้าร่วมด้วยอย่างมากสุดก็ได้แค่2-3ส่วน นี่กำลังเล่นบ้าอันใดกันอยู่ ?


เขาจึงเริ่มมีความคิดอยากได้สูตรขนมในมือของน้องสามขึ้นมา “น้องสาม เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ? เจ้าแบ่งสูตรขนมในมือให้ข้า ส่วนข้าจะเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านขนมที่มีชื่อเสียงจากแดนเหนือมาปรับสูตรให้ดียิ่งขึ้น เราสองพี่น้องมาร่วมมือกันเปิดร้านใหม่สักสองสามร้าน เป็นอย่างไร ?”


สำหรับเขาแล้ว ในเมื่อเจ้าของสูตรเลือกหนิงตงเซิ่งมือใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่วงการค้าขายและยังไม่ประสีประสามาร่วมธุรกิจก็น่าจะไม่มีเบื้องหลังอันใด ขอแค่ได้สูตรมาครองแล้วจะเป็นอันใดไป ?


หนิงตงเซิ่งเห็นถึงความคิดสกปรกในใจของอีกฝ่ายจึงอดกล่าวไม่ได้ว่า “พี่ใหญ่ การประเมินวงศ์ตระกูลไม่ได้มีแค่ความสามารถ ยังมีเรื่องของคุณธรรมด้วย ท่านคิดว่าผู้อื่นโง่เขลามากหรือ? เปลี่ยนวิธีการโดยเอาสูตรของผู้อื่นมาดัดแปลงเป็นของตน นั่นคือข้อห้ามในวงการค้าขาย!”


“เดิมทีวงการค้าขายก็คือการหลอกลวงซึ่งกันและกัน การทำขนมแม้ว่าจะต่างชนิดแต่วิธีการก็คล้ายกัน มนุษย์เราก็ไม่ต่างกันหรอก ขนมเหมือนกันแล้วอย่างไร? น้องสาม เจ้าทำธุรกิจไม่เป็น สมองทื่อเกินไป ไม่รู้จักพลิกแพลง นั่นต่างหากคือข้อห้ามของวงการค้าขาย” หนิงตงจิ่งกล้าที่จะสอน


หนิงตงเซิ่งยิ้มอย่างเย็นชาแต่ปากยังพูดโน้มน้าวว่า “พี่ใหญ่ อำนาจที่อยู่เบื้องหลังอีกฝ่าย ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลหนิงของเราหรือแม้แต่ทายาทสายตรงของตระกูลหนิงสามารถยื่นมือเข้าไปสอดได้!”


หนิงตงจิ่งหลุดหัวเราะออกมา นี่เจ้ากำลังหลอกใครอยู่หรือ? ข้าสอบถามมาหมดแล้ว อีกฝ่ายเป็นแค่คนชนบทจะมีอำนาจอันใดได้? ฝูงหมาป่ากับคนโง่หลังเขาเหล่านั้นน่ะหรือ?


หนิงตงเซิ่งเห็นท่าทางไม่ตกใจของอีกฝ่ายก็ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “พี่ใหญ่ เวลานี้ท่านคงกำลังคิดในใจว่าเป็นหญิงสาวชาวบ้านที่ออกมาจากหลังเขาแล้วจะมีอำนาจอันน่ากลัวอยู่เบื้องหลังได้อย่างไรใช่หรือไม่? เช่นนั้นท่านก็คิดผิด ท่านคงเคยได้ยินเรื่องที่หมินอ๋องซื่อจื่อโดนลอบสังหารในอำเภอเป่าชิงแล้วใช่หรือไม่?”


“แน่นอน ทั้งอำเภอ…ไม่สิ พูดได้ว่าทั้งเมืองจงโจวฮือฮากันเป็นอย่างมาก แม้แต่เจ้าเมืองจงโจวยังต้องไปเยี่ยมซื่อจื่อที่ได้รับบาดเจ็บถึงในจวนหมินอ๋อง! แล้วเกี่ยวอันใดกับที่เราคุยกัน? เจ้าอย่าคิดจะเบี่ยงประเด็น!” หนิงตงจิ่งเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย


หากไม่ใช่กฎระเบีบบที่ว่าตระกูลเดียวกันฆ่ากันเองไม่ได้ล่ะก็ ป่านนี้เขาคงหาคนมาสั่งสอนน้องสามที่ไม่รู้ความผู้นี้แล้ว แค่บุตรที่เกิดจากอนุภรรยาซึ่งตายไปคนหนึ่ง กล้าเพ้อฝันริอ่านเทียบชั้นกับเขาเชียวหรือ?


หนิงตงเซิ่งยังคงยิ้มอ่อนโยน แต่รอยยิ้มไม่ได้มาจากภายใน คนตรงหน้าคือบุตรชายคนโตที่บิดาโปรดปรานมากที่สุด แม้จะมีความทะเยอทะยานแต่ก็ขาดความสามารถ เย่อหยิ่งอวดดี ปฏิบัติต่อน้องชายต่างมารดาเหมือนคู่ต่อสู้ ดูถูกความสามารถของเขาอย่างร้ายกาจ!


“เช่นนั้น…พี่ใหญ่ก็รู้เรื่องนี้แล้ว ย่อมไม่มีทางไม่รู้ว่าผู้มีพระคุณที่ช่วยหมินอ๋องซื่อจื่อคือผู้ใด” หนิงตงเซิ่งปรายตามองอย่างสงบ เขามองคุณชายใหญ่ตระกูลหนิงอย่างไม่เกรงกลัว


หนิงตงจิ่งแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา “แล้วเจ้าจะพูดออกนอกทะเลให้ได้สิ่งใด? สุนัขรับใช้ที่ช่วยชีวิตหมินอ๋องซื่อจื่อเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านหลังเขาเล็กๆ…” จู่ๆ สีหน้าของเขาก็แข็งค้างขึ้นมา


หมู่บ้านเล็กๆแห่งนั้นมีชื่อว่าอันใด? ดูเหมือนจะ….หมู่บ้านฉือหลี่โกว…ฉือหลี่โกว? คงไม่บังเอิญเช่นนั้นหรอก?


“ความหมายของเจ้าคือคนที่ช่วยชีวิตหมินอ๋องซื่อจื่อ คนที่ได้รับมอบป้ายหยกแสดงฐานะหมินอ๋องซื่อจื่อก็คือหุ้นส่วนของเจ้าเองหรือ? ไม่มีทาง! ผู้ที่ช่วยหมินอ๋องซื่อจื่อตามข่าวลือคือเด็กหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง คนที่ร่วมหุ้นกับเจ้าคือเด็กสาวตัวเหม็นไม่ใช่หรือ?” หนิงตงจิ่งมองไปทางน้องชายอย่างลังเล เจ้าอัปลักษณ์นี้ไม่ได้ขู่กันใช่หรือไม่?


หนิงตงเซิ่งยิ้มเย็นชาและกล่าวว่า “พี่ใหญ่ ท่านไม่ได้รู้ทุกเรื่องหรอก เพื่อความสะดวกแล้วโดยส่วนใหญ่หลินกู่เหนียงมักจะแต่งกายเป็นบุรุษ! หากท่านไม่เชื่อก็ไปสอบถามชาวบ้านตามท้องถนนได้เลยว่าผู้ที่นำป้ายหยกกิเลนออกมาลงโทษตระกูลอู๋คือบุรุษหรือสตรี…”


เมื่อได้ยินเช่นนี้หนิงตงจิ่งจึงเชื่อทันที เด็กในร้านเมื่อครู่ได้กล่าวว่าน้องสามไปส่งหลินกู่เหนียง ส่วนเรื่องที่หลินกู่เหนียงลงโทษตระกูลอู๋ น้องสามคงไม่มีทางสร้างเรื่องโกหกที่สามารถเปิดโปงความจริงได้หรอกเพราะแค่ไปสอบถามก็รู้แล้ว


หนิงตงจิ่งเกิดความไม่พอใจขึ้นมา เขาต้องพักความคิดที่จะยึดอำนาจไว้ก่อน น้องสามพูดก็ถูก แม้ว่าจะเป็นทายาทตระกูลหนิง แต่เมื่อเทียบกับหมินอ๋องซื่อจื่อที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ที่สุดแล้ว มันคือความแตกต่างระหว่างมดกับช้าง หมินอ๋องซื่อจื่อมอบป้ายหยกให้แก่ตระกูลหลิน ย่อมเป็นการประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าตระกูลหลินได้รับความคุ้มครองจากจวนหมินอ๋อง


หนิงตงจิ่งเบิ่งตามองหนิงตงเซิ่งด้วยความโกรธ เจ้าอย่าชะล่าใจ คอยดูต่อไปแล้วกัน!


หนิงตงเซิ่งเห็นคุณชายใหญ่หนิงสะบัดแขนเสื้อเดินจากไปจึงตะโกนเสียงดังว่า “พี่ใหญ่เดินทางปลอดภัย!”


เมื่อเห็นแผ่นหลังที่ไกลออกไปของคุณชายใหญ่หนิง หนิงตงเซิ่งก็ค่อยๆหุบยิ้มลง ดูท่าแล้วร้านในเมืองจงโจวต้องหยุดลงก่อน สิ่งแรกที่ต้องทำคือขยายร้านในเมืองเหอโจวและบริหารให้กิจการรุ่งเรืองเพื่อแย่งชิงความสนใจของตระกูลหลัก…หนิงตงจิ่งไม่กล้าแตะต้องตระกูลหลิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมาลอบกัดน้องชายต่างมารดาไม่ได้


หนิงตงจิ่งได้รับการสนับสนุนจากมารดาซึ่งเป็นภรรยาเอก ส่วนบิดาก็ให้ความสนใจมาก ดังนั้นตัวหนิงตงเซิ่งจึงต้องป้องกันเอาไว้ก่อน!


ตอนที่ 267: มีคนยื่นหมอนให้


หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานบังคับเกวียนเทียมล่อกลับถึงบ้าน เมื่อนางเฝิงที่กำลังทำเนื้อแผ่นเห็นทั้งสองกลับมาแล้วก็รีบเข้าไปดึงตัวหลินเว่ยเว่ยทันที “ช่วงนี้เนื้อแผ่นของร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้เป็นที่ต้องการมาก เนื้อหมูป่าในห้องใต้ดินมีพอให้ใช้นานสุด3วัน เจ้าว่า…”


“ต่อไปปริมาณเนื้อแผ่นที่ส่งไปยังร้านหนิงจี้ต้องควบคุมปริมาณไม่ให้เกิน100ชั่งต่อวัน ของยิ่งหายากราคาก็ยิ่งสูง หากปริมาณยิ่งมากของก็ยิ่งหาได้ง่ายขึ้น สิ่งที่เราต้องการคืออุปสงค์จากตลาดที่กำลังหิวโหย หากเป็นเนื้อ…ข้าจะลองหาทางล่าให้มากที่สุด!”


แม้ว่าหลินเว่ยเว่ยจะตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ทว่าในใจยังคงกลัดกลุ้มไม่น้อย หมูป่าบนภูเขาของหมู่บ้านฉือหลี่โกวถูกนางล่าแทบหมดสิ้น นางจึงเหลือหมูพันธุ์หนึ่งคู่และลูกหมูป่าตัวเล็กๆไว้บนภูเขาทุกลูกเพราะยังต้องให้ความสำคัญต่อการขยายพันธุ์ จะหวังแต่ผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงผลในระยะยาวไม่ได้


จะทำอย่างไรดี? หรือว่านางต้องเข้าไปสำรวจในภูเขาลึกกว่าเดิม? ประการแรกคือระยะทางไกลเกินไป ไม่สามารถกลับออกมาได้ภายในวันเดียว ประการที่สองคือในภูเขาลึกใครเล่าจะรู้ว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่? จากคำบอกเล่าของคนรุ่นเก่าคือภูเขาต้าชิงแห่งนี้เคยมีเสือเดินลงจากเขาอย่างองอาจและดุดัน!


แม้ว่านางจะแข็งแกร่ง ทั้งยังได้เรียนรู้วิชาไม้กระบองแบบแมวสามขาจากหลีชิงมาแล้ว แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่อาจล่วงรู้ย่อมรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง หลีกเลี่ยงการพลาดตกหลุมพรางได้ยาก! บัณฑิตหนุ่มพูดถูกว่าชีวิตของตนสำคัญกว่าเงินทอง!


ในตอนที่หลินเว่ยเว่ยกำลังกลุ้มใจว่าจะไปหาเนื้อมาทำเนื้อแผ่นจากที่ใดนั้น ผู้ใหญ่บ้านก็พาชายชรารูปร่างซูบผอมคนหนึ่งมาเยือนถึงหน้าบ้าน


หลินจื่อเหยียนวางตำราในมือลง ก่อนจะเอ่ยทักทายผู้ใหญ่บ้าน “ผู้ใหญ่บ้าน เชิญเข้ามานั่งด้านในก่อน ไม่ทราบว่ามาเยือนคราวนี้มีธุระอันใดหรือ?”


ผู้ใหญ่บ้านโบกมือไปมา “ธุระอันใดกันเล่า? อย่าคิดว่าผู้ใหญ่บ้านจะเป็นปัญญาชนผู้มากความรู้เช่นเจ้าสิ พี่รองของเจ้าอยู่บ้านหรือไม่?”


หลินเว่ยเว่ยเดินออกมาจากในห้องพลางส่งยิ้มให้ชายสูงวัย “อยู่! ผู้ใหญ่บ้านมาหาข้ามีธุระอันใดหรือ?”


“สาวน้อยใจแคบผู้นี้! ข้าไม่มี ‘ธุระ’ ก็มาหาเจ้าไม่ได้หรือไร?” ผู้ใหญ่บ้านนั่งลงข้างโต๊ะหินในศาลาแล้วผายมือให้ชายชราผอมแห้งผู้นั้นนั่งลงด้วย


“ได้สิ! เหตุใดจะไม่ได้?” หลินเว่ยเว่ยถือจานขนมสำหรับต้อนรับแขกชุดหนึ่งออกมา “ท่านก้าวผ่านธรณีประตูบ้านของเรามาแล้ว เราต้องต้อนรับเสมือนแขกคนหนึ่ง!”


ผู้ใหญ่บ้านชี้ไปทางนาง ก่อนจะหัวเราะพลางกล่าวว่า “เด็กคนนี้ เจ้าและพี่สาวก็หมั้นหมายกันไปแล้ว ข้าจะมาเยือนประตูบ้านของเจ้าเพื่อเหตุใดได้บ้าง?”


หลินเว่ยเว่ยชี้ไปทางน้องสามโดยไม่คำนึงถึงความจริง หลินจื่อเหยียนแสดงสีหน้าตื่นตกใจทันใด “ข้า…ข้ายังเด็กอยู่เลย! เรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้คือเตรียมตัวสอบปีหน้า พี่รอง ท่านอย่าโยนมาให้ข้า!”


หลังจากที่เจียงโม่หานบุรุษรูปงามในหมู่บ้านได้หมั้นหมายไปแล้ว สถานะชายโสดผู้ร่ำรวยของหลินจื่อเหยียนจึงโดดเด่นตามไปด้วย หญิงสาวบางคนเบนเป้าหมายมาเป็นเขา โชคดีที่เขาไม่ชอบไปอ่านตำราบนภูเขาเหมือนศิษย์พี่เจียงจึงลดการเผชิญหน้าและการโดนห้อมล้อมได้มากทีเดียว


เขายังสามารถออกจากบ้านได้หรือไม่? ทุกครั้งที่ออกนอกบ้านก็มักมีเด็กสาวตัวน้อยแต่งกายเรียบร้อยและเหนียมอายเดินตามหลังเสมอ


เด็กสาวเหล่านั้นเพิ่งจะอายุได้เพียงสิบปีเท่านั้น แต่ละคนยังเปรียบเสมือนผลไม้ไม่สุกงอมแต่รีบร้อนอยากถูกเด็ดชิมเสียอย่างนั้น ไม่ต้องเอ่ยก็รู้ว่าเป็นฝีมือของพวกผู้ใหญ่ในครอบครัวที่สั่งสอนเรื่องเหล่านี้ให้


เมื่อเกิดขึ้นสองสามครั้ง หลินจื่อเหยียนจึงปิดประตูขังตนเองอยู่ภายในบ้าน ไม่ออกไปข้างนอกอีก เขาไม่กล้าข้ามผ่านธรณีประตูออกไปเหมือนพวกพี่สาว ดังนั้นจึงมักจะถูกพี่รองผู้ไร้น้ำใจหัวเราะเยาะเสมอ! มันกำลังเริ่มขึ้นอีกแล้ว!


ผู้ใหญ่บ้านมองไปทางสองพี่น้องด้วยรอยยิ้ม หลินเว่ยเว่ยยังหยอกล้อกับน้องชายตัวดีอีกครู่หนึ่ง กระทั่งเห็นชายชราซูบผอมท่านนี้จึงเอ่ยว่า “ผู้ใหญ่บ้าน ท่านนี้คือ?”


รอยยิ้มที่แต้มบนใบหน้าของผู้ใหญ่บ้านเบาบางลงเล็กน้อย “เขาคือน้องชายของข้าเอง ผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านต้าฝางจวง…”


น้องชายของผู้ใหญ่บ้าน? รอยย่นปรากฏอยู่บนใบหน้าของชายชราผอมแห้ง เส้นผมแทบจะขาวโพลนทั่วทั้งศีรษะ มองแล้วดูมีอายุมากกว่าผู้ใหญ่บ้านของเราเสียอีก


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงทอดถอนใจ ใบหน้าที่ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชนได้แสดงความกลัดกลุ้มออกมา “ข้าเองก็หมดหนทางแล้วจริงๆ จึงมาขอร้องหลินกู่เหนียงถึงที่!”


“ท่านปู่ ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย ท่านมีเรื่องใด หากช่วยได้ ข้าก็จะช่วย” หลินเว่ยเว่ยรินน้ำหวานถ้วยหนึ่งให้ชายชรา ไม่ใช่เพราะนางตระหนี่ถี่เหนียวใบชาชั้นดีหรอก แต่นางคิดว่าชายชราผู้นี้ต้องการปริมานน้ำตาลให้ร่างกายมากกว่า


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงมองพิจารณารูปร่างของนาง…นางคงจะอดทนและพยายามอย่างไม่ลดละจึงลดน้ำหนักได้สำเร็จเช่นนี้ นางมักจะทำกิจกรรมบนภูเขาอยู่บ่อยครั้ง แขนขาทั้งสี่จึงเรียวเล็กลงมาก ร่างกายสมส่วนดี กอปรกับรูปร่างสูงโปร่งที่สามารถมองข้ามศีรษะหญิงสาวทุกคนในหมู่บ้านได้ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ล้วนขับให้เห็นสัดส่วนทรวดทรงอย่างชัดเจน


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงมองไปทางกู่เหนียงตรงหน้า เขาจะกล้าดึงนางมาเกี่ยวข้องกับเรื่องฆ่าหมูป่าได้อย่างไร ความต้องการที่สุมอยู่ในอกจึงไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากขอร้องออกมาอย่างไรดี


สุดท้ายแล้วผู้ใหญ่วังจึงพูดแทนน้องชาย “หมู่บ้านต้าฝางจวงประสบปัญหาหมูป่ารุกราน หมูป่าลงจากเขามาทำลายหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้งจนทำให้มีคนบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก กำแพงหมู่บ้านก็พังทลาย ตกกลางคืนก็ไม่กล้าเข้านอนเพราะกลัวว่าหมูป่าจะเข้ามากัดคนในบ้าน…น้องชายของข้าได้ยินว่าเจ้าสามารถฆ่าหมูป่าได้ด้วยมือเปล่าจึงอยากให้เจ้าไปช่วยไล่หมูป่า… ”


เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ เขาก็เอ่ยต่อด้วยความเกรงใจ หมูป่าร้ายกาจมาก หมาป่าตัวเดียวก็ยังเอาชนะมันไม่ได้ แล้วนับประสาอันใดกับกู่เหนียงคนหนึ่ง ต่อให้นางแข็งแกร่งมากเพียงใด เมื่อเผชิญหน้ากับหมูป่าจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้สักกี่ครั้งกันเชียว?


ทันทีที่หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้น หัวคิ้วก็เลิกสูงขึ้น…กำลังสัปหงกก็มีคนยื่นหมอนให้ กำลังกลุ้มใจก็มีคนเสนอโอกาสดีมาวางถึงที่! นางจึงรีบพูดว่า “ท่านปู่ หมูป่าที่มารุกรานหมู่บ้านของท่านมีจำนวนเท่าไหร่?”


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงทอดถอนใจและตอบว่า “หากมีแค่ตัวสองตัว เราสามารถระดมชายหนุ่มกำยำทั้งหมู่บ้านก็ยังพอรับมือได้ ชายหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บในหมู่บ้านบอกว่าหมูป่าจากภูเขาที่โตเต็มวัยมีจำนวนอย่างน้อยเจ็ดแปดตัว!”


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงถอนหายใจออกมา คิดว่าตนมาผิดที่เสียแล้ว! หมูป่าโตเต็มวัย7-8ตัว ขนาดระดมคนที่แข็งแกร่งทั้งหมดในหมู่บ้านต้าฝางจวงมาช่วยกันก็ยังขัดขวางไม่สำเร็จ แล้วนางจะทำอันใดได้? ไม่เป็นการส่งนางไปตายหรอกหรือ?


“แต่แรกเริ่มเจ้าไม่ได้บอกว่ามีหมูป่ามากถึงเพียงนี้” ถ้าบอกก่อน เขาก็ไม่มีทางบากหน้าพาน้องชายมาขอความช่วยเหลือจากหลินเว่ยเว่ยเด็ดขาด!


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ท่าน….ท่านไม่ได้ถามข้านี่!”


หมูป่า7-8ตัว! นัยน์ตาของหลินเว่ยเว่ยเปล่งประกายทันใด จากนั้นก็เอ่ยถามว่า “มีเวลาที่หมูป่าบุกเข้ามาในหมู่บ้านแบบแน่นอนหรือไม่?”


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงเห็นกู่เหนียงตรงหน้าไม่ได้แสดงท่าทีขุ่นเคืองจึงพยักหน้ารับ “โดยทั่วไปพวกมันจะเข้ามาช่วงพลบค่ำ หากในหมู่บ้านไม่มีอาหาร พวกมันก็ไม่ยอมเดินไปที่อื่น ตรงกันข้ามคือเดินเตร่อยู่ในหมู่บ้าน บางครั้งก็อยู่ทั้งคืนกระทั่งฟ้าสว่างจึงยอมกลับไป…”


“แล้วเส้นทางที่พวกมันใช้เข้ามาในหมู่บ้านอยู่ตรงไหน?” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยถามเพิ่มเติม


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงครุ่นคิด จากนั้นก็ส่ายหน้าและกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริงๆ เพราะตอนที่หมูป่ามาถึง ทุกคนก็เอาแต่ซ่อนตัวไม่กล้าออกไป จึงไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากทางไหนและกลับไปทางใด”


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “พรุ่งนี้ข้าจะไปดูที่หมู่บ้านต้าฝางจวงกับท่าน! ท่านวางใจเถิด ท่านปู่ ถ้าช่วยได้ข้าต้องช่วยแน่นอน!”


[1] แมวสามขา หมายถึง รู้แบบงูๆปลาๆ ไม่ได้ชำนาญมากนัก


ตอนที่ 268: จูบ กอด กอดแน่นแน่น


ในตอนที่ผู้ใหญ่บ้านพาน้องชายจากไป เขายังหันมากำชับนางอีกครั้งว่า “นางหนูรอง อย่าอวดดีเกินไปเพราะนั่นคือหมูป่าโตเต็มวัยเจ็ดแปดตัวเชียวนะ!”


“ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านวางใจเถิด ข้าวางแผนไว้ในใจแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยเดินมาส่งพวกเขา จากนั้นก็หมุนตัวกลับมา ก่อนจะเห็นสายตาที่ไม่เต็มไปด้วยเสียงคัดค้านหลายคู่


เจียงโม่หานเอ่ยเป็นคนแรก “เจ้าสัญญากับข้าว่าอย่างไร ?”


นางหวงเอ่ยเป็นคนที่สอง “เจ้ารอง มันอันตรายเกินไป ไม่ได้เด็ดขาด !”


หลินจื่อเหยียนเอ่ยเป็นรายต่อมา “พี่รอง ข้ารู้ว่าท่านมีความคิดจะฆ่าหมูป่าเหล่านั้น ทว่าต้องใช้แรงมหาศาลเชียวนะ !”


เจ้าหนูน้อยกอดขาของนางเอาไว้ “พี่รอง อย่าไปเลย ! หมูป่าเหล่านั้นน่ากลัวจะตายไป !”


พี่สาวคนโตก็ไม่ได้เงียบ “ถ้าเจ้าอยากตาย ข้าก็จะไม่ขวาง ! หากเจ้าโชคไม่ดีแล้ว ว่าที่สามีรูปงามของเจ้าก็จะตกเป็นของตระกูลอื่น !”


อืม บุตรสาวคนโตตระกูลหลินนับว่าแน่จริง !


หลินเว่ยเว่ยดันใบหน้าที่ยื่นเข้ามาของพวกเขาไปทางอื่น “ในใจของทุกคนเห็นข้าไม่ได้เรื่องขนาดนั้นเชียวหรือ ?”


ทุกคนพากันพยักหน้า หลินเว่ยเว่ยจึงโกรธเคืองเป็นอย่างมาก “เรื่องที่ข้ากระทำ เคยทำให้ทุกคนผิดหวังเมื่อใดบ้าง ?”


“เจ้าก็เคยวิ่งขึ้นเขาแล้วตกน้ำตกท่าจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด !” นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนนางจะทะลุมิติมาต่างหาก คราวนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นอีกแน่นอน !


“เพื่อเก็บเห็ดหลินจือ เจ้าก็พาบัณฑิตเจียงตกหน้าผาไปด้วย !”


เฮ้…คนเราจดจำเรื่องหนึ่งฝังใจได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?


“หมินอ๋องซื่อจื่อโดนลอบสังหาร เจ้าก็เอาตัวไปสู้กับมนุษย์โอสถโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา !”


“องครักษ์ของหมินอ๋องซื่อจื่อแข็งแกร่งไร้ผู้ใดทัดเทียม เจ้าคิดว่าตนเป็นจอมยุทธ์หญิงหรืออย่างไร ?”


“มนุษย์โอสถนั้นฟันแทงไม่เข้า พลังไร้เทียมทาน เจ้าพยายามจะตีเสมอด้วยพลังของตน นี่คือความสำเร็จสำหรับเจ้าแล้วหรือ ?”


“…”


“เอาล่ะ เอาล่ะ ! หยุด…” หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่าตนเป็นเหมือนซุนหงอคงที่โดนรัดเกล้าครอบศีรษะอย่างไรอย่างนั้น รอบกายเต็มไปด้วยพระถังซานซังที่กำลังพ่นบทสวดออกมา น่ารำคาญเหลือเกิน !


“ข้าแค่ตอบว่าจะไปดูให้พรุ่งนี้ ข้าจะไม่ลงมือถ้าเห็นว่ามันอันตราย ! หากพวกท่านไม่เชื่อ…ก็ให้บัณฑิตน้อยตามไปเฝ้าได้เลย ตกลงหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยกระชากตัวเจียงโม่หานมาขวางตรงหน้าเอาไว้


นางหวงจึงหยุดบ่นทันใด จากนั้นก็พยักหน้า “ถ้ามีหานเอ๋อร์ไปด้วย แม่ก็วางใจ !”


หลินจื่อเหยียนตอบรับอีกเสียง “มีศิษย์พี่เจียงตามไปด้วยก็น่าจะวางใจได้ !”


เจ้าหนูน้อยเอ่ยด้วยเสียงอันไพเราะ “พี่เขยรอง ท่านต้องดูแลพี่รองของข้าให้ดี !”


บุตรสาวคนโตประชดว่า “เจ้าตัดสินใจไว้เองแล้ว เหตุใดต้องทำให้ข้าสิ้นเปลืองน้ำลายมากเพียงนี้ !”


เมื่อกล่าวจบ คนเหล่านี้ก็หันหลังแล้วทยอยเดินจากไป


หลินเว่ยเว่ยกัดฟันกรอด จากนั้นก็หันไปแสร้งร้องไห้ใส่เจียงโม่หาน “เจ้าเห็นพวกเขาหรือไม่ ! แต่ละคนจะโมโหอันใดนักหนา !”


เจียงโม่หานพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เพราะมันน่าโมโหมาก !”


หลินเว่ยเว่ยยกมือขึ้นกุมหน้าและแสร้งร้องไห้ต่อ “ฮือฮือฮือ บัณฑิตน้อย เจ้าไม่รักข้าแล้วหรือ ? หัวใจดวงน้อยของว่าที่ภรรยาโดนย่ำยีอย่างรุนแรง ปรารถนาการปลอบใจจากว่าที่สามี…”


เจียงโม่หานชำเลืองตามองไปทางนาง “ต้องการให้ปลอบใจอย่างไร ?”


“จูบ กอด กอดแน่นแน่น…” หลินเว่ยเว่ยกางแขนรอเขาพร้อมทำปากจู๋


เจียงโม่หานดันใบหน้าของนางออกไปไกลๆ “เจ้ายังบาดเจ็บอยู่ !”


หลินเว่ยเว่ยมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไปอย่างรีบร้อนของเขาพร้อมหลังใบหูที่แดงระเรื่อ นางจึงอดก้มหน้าหัวเราะไม่ได้…หยอกเย้าบัณฑิตน้อยสนุกยิ่งนัก !


วันรุ่งขึ้น ผู้ใหญ่บ้านพาชายฉกรรจ์หลายคนไปรอหน้าหมู่บ้าน เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยเดินออกมา เขาก็โยนมวนยาสูบลงพื้นและบดขยี้มันด้วยส้นรองเท้าพลางกล่าวว่า “ไปดูด้วยกันเถิด การล่าหมูป่านี้เจ้าคนเดียวคงไม่รอดกลับมาแน่ เห็นด้วยหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้มอย่างสดใส จากนั้นก็พยักหน้ารับ “ได้สิ ! ข้าก็กำลังกังวลอยู่พอดีว่าหมูป่าเจ็ดแปดตัวจะแบกกลับมาคนเดียวอย่างไร !”


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงส่ายหน้า ‘กู่เหนียงน้อยผู้นี้คงพึ่งพาไม่ได้เสียแล้ว ฆ่าหมูป่าได้ตัวเดียวก็คิดว่าตนไร้เทียมทาน ! ยกโขยงกันไปมากมายเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน จำนวนคนเยอะก็จะทำให้หมูป่าหวาดกลัว !’


หมู่บ้านต้าฝางจวงห่างจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวแค่ภูเขาลูกเดียวขวางกั้น ถ้าเดินอ้อมภูเขาไปก็คงต้องเดินต่อไปอีกหลายสิบลี้ หลินเว่ยเว่ยพาชายฉกรรจ์7-8คนเหล่านั้นขึ้นไปบนภูเขาซึ่งเป็นสถานที่ที่นางเคยล่าหมูป่าได้ หมูป่าหลายสิบตัวก่อนหน้านั้นทำให้การขึ้นภูเขาอันตรายมาก ตอนนี้หลับตาเดินเตร่ในภูเขาก็ไม่กลัวแล้ว !


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงเดินไปด้วยความเคร่งเครียด พ่อซัวถัวยิ้มและกล่าวว่า “ท่านอาวางใจเถิด ! ภูเขานี้นางหนูรองเคยพาพวกเราขึ้นมาแล้วยังไม่เคยเจอสัตว์ป่าที่มีขนาดใหญ่โตมาก่อน !”


“เช่นนั้นถือว่าพวกเจ้าโชคดี !” ดวงตาของผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงยังคงมองไปรอบด้านด้วยความระแวดระวัง เขากลัวว่าจำนวนคนที่มากมายเช่นนี้จะหลอกล่อให้สัตว์ป่าที่ดุร้ายจู่โจมออกมา


พ่อซัวถัวยิ้มและกล่าวว่า “ไม่ได้โชคดีหรอก ! เห็นหรือไม่ นางหนูรองเดินขึ้นหน้าไปสำรวจสถานการณ์โดยรอบอย่างละเอียดแล้ว สถานที่มีสัตว์ป่าเดินผ่านนั้นจะต้องมีร่องรอยหลงเหลือไว้แน่ สิ่งที่นางต้องมีในตอนนี้คือความกล้าหาญ ความรอบคอบและความรู้ในด้านนิสัยของสัตว์ป่า”


เมื่อเดินทะลุป่าไม้เข้ามาก็ต้องปีนป่ายขึ้นไปบนยอดเขา เมื่อทอดมองจากด้านบนก็เห็นหมู่บ้านต้าฝางจวงอย่างชัดเจน หลังเห็นหมู่บ้านของตนแล้ว ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงจึงทอดถอนใจอย่างโล่ง.อก


หากเปรียบเทียบกับหมู่บ้านฉือหลี่โกวแล้ว หมู่บ้านต้าฝางจวงยากจนข้นแค้นยิ่งกว่า คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านล้วนอาศัยอยู่ในบ้านมุงจากแสนทรุดโทรม แม้แต่กำแพงก็ยังใช้ดินเหนียวผสมหญ้าก่อขึ้นมา ไม่น่าแปลกใจที่หมูป่าสามารถพังทลายกำแพงของบ้านเหล่านั้นได้


ตอนนี้น่าจะเป็นเวลาอาหารเช้า แต่ทั่วทั้งหมู่บ้านแทบจะมองไม่เห็นควันจากปล่องไฟ ในฉือหลี่โกวนั้นทันทีที่เข้ามาในหมู่บ้านจะได้ยินเสียงเด็กๆวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่ที่นี่เงียบสงบราวกับหมู่บ้านรกร้าง บางครั้งก็เห็นเงาคนเดินช้าๆในหมู่บ้านโดยไม่มีเสื้อผ้าห่อหุ้มร่างกาย ลำตัวผอมแห้งไม่ต่างจากผู้ลี้ภัยที่หนีตายสักเท่าไร


หลินเว่ยเว่ยเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งแอบมองออกมาจากรอยแตกของประตูด้วยความสนใจ ศีรษะของเด็กผู้ชายคนนั้นใหญ่มาก แต่ร่างกายลีบเล็กเหมือนฟืนไม้ ดวงตาปูดโปน มีแต่หนังหุ้มกระดูก…


นางจึงอดถามไม่ได้ว่า “ทางราชสำนักเริ่มแจกจ่ายเสบียงช่วยเหลือชาวบ้านแล้วไม่ใช่หรือ ? เหตุใด…”


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงทอดถอนใจแล้วตอบว่า “ทุกคนล้วนหิวโหย ! แม้จะได้รับธัญพืชเหล่านั้นแต่ไม่กล้ากินมากมายนักหรอก เพราะไม่รู้ว่าครั้งต่อไปจะได้รับอาหารอีกหรือไม่ ตอนนี้ภายในหมู่บ้านต้องอดมื้อกินมื้อ แค่ไม่หิวตายก็เกินพอ !”


สาเหตุที่ไม่มีใครเดินเตร่ในหมู่บ้าน เพราะทุกคนล้วนนอนอยู่บนเตียงเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้พลังงาน ให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการประหยัดธัญพืช นางมองไปยังต้นไม้ในหมู่บ้านก็พบว่าเปลือกไม้ถูกกรีดและเลาะออกจนหมดสิ้น ต้นไม้ส่วนใหญ่แห้งเหี่ยว ทั่วทั้งหมู่บ้านหาความเขียวขจีได้ยากยิ่ง น่าเวทนา ! น่าเวทนายิ่งนัก !


เด็กผู้ชายศีรษะโตมองไปยังกระบอกไม้ไผ่ที่แขวนไว้รอบเอวของหลินเว่ยเว่ยพลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก จากนั้นก็ยื่นหน้าออกมาอย่างระมัดระวังและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแอว่า “พี่สาว ในนั้นมีน้ำหรือไม่ ? ข้าขอดื่มสักอึกได้หรือเปล่า ?”


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงจะตำหนิเขาแต่ต้องหยุดชะงักลง เขาเช็ดหางตาพลางเอ่ยอย่างสะอึกสะอื้นว่า “บ่อน้ำในหมู่บ้านแห้งเหือดหมดแล้ว เหลือเพียงระดับน้ำที่ตื้นเขินในบ่อเล็กน้อยเท่านั้น ตอนนี้จึงกำหนดไว้ว่าทุกครัวเรือนจะแบ่งน้ำไว้ใช้แค่ครึ่งถัง…”


หลินเว่ยเว่ยดึงกระบอกไม้ไผ่ที่เอวออกมา หลังเปิดฝาแล้วก็รินน้ำในกระบอกไม้ไผ่ใส่ฝาจนเต็มและยื่นให้เด็กชายคนนั้น


ตอนที่ 269: สัตว์ขนดำจะหนีไปไหนได้


เด็กผู้ชายรับมาอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ดื่มเข้าไปอึกใหญ่ หลังจากดื่มแล้วครึ่งฝา เขาก็แลบลิ้นเลียริมฝีปากจนหลินเว่ยเว่ยหัวเราะออกมา “ข้าขอน้ำไปให้ท่านแม่และน้องชายดื่มได้หรือไม่ ?”


พอได้รับคำอนุญาตจากหลินเว่ยเว่ยแล้ว เด็กตัวน้อยก็ถือฝากระบอกน้ำเดินเข้าไปในลานกว้างอันผุพังแล้วครึ่งหนึ่งทีละก้าวอย่างระมัดระวัง หลินเว่ยเว่ยจึงอดเดินตามเข้าไปไม่ได้


มีเสียงของหญิงอ่อนแอมากผู้หนึ่งดังมาจากในห้อง “ไปเอาน้ำมาจากที่ใด ?”


“แขกของท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านให้มาขอรับ ท่านแม่ รีบดื่มเถิด !”


“เจ้าและน้องดื่มเถิด แม่ไม่กระหาย”


“ท่านแม่ขอรับ ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ท่านยังไม่ดื่มน้ำเลยสักอึก ! ข้าดื่มมาแล้ว ท่านรีบดื่มเถิด…”


หลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามาในห้องครัวด้วยความปวดใจ กระทั่งมาถึงโถที่สะอาดโบหนึ่งนางจึงเติมน้ำลงไปจนเต็มโถแล้ววางในจุดที่สามารถมองเห็นได้ชัด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติ ชีวิตมนุษย์ก็เหมือนมดที่มีขนาดเล็กลงและเปราะบางอย่างชัดเจน…


ในตอนที่เด็กผู้ชายคืนฝากระบอกไม้ไผ่ให้นางก็ยังกล่าวขอบคุณอย่างเหนียมอายและมีมารยาท


หลินเว่ยเว่ยปฏิเสธคำเชื้อเชิญให้ไปพักเหนื่อยในบ้านของผู้ใหญ่บ้าน แต่เลือกจะเดินสำรวจในละแวกใกล้เคียงของหมู่บ้านแทน ไม่นานนักนางก็พบร่องรอยของหมูป่า ‘รอยเท้าสะเปะสะปะ ทั้งยังมีมูลสัตว์สดใหม่ด้วย’ ทำให้นางคาดเดาเส้นทางเข้าหมู่บ้านของหมูป่าได้


นางหยิบแท่งเหล็กขึ้นมาเพื่อขุดหลุมกับดักไว้ในละแวกนั้น…แม้ว่าวันนี้หมูป่าจะเบนเส้นทางนี้ไปแล้ว นางก็มีวิธีหลอกล่อพวกมันกลับมาได้


พ่อซัวถัวและชายหนุ่มในหมู่บ้านฉือหลี่โกวได้ขุดหลุมพรางภายใต้คำแนะนำของหลินเว่ยเว่ย แต่พละกำลังของพวกเขาดูเหมือนจะสู้การขุดดินของนางไม่ได้เลย


หลินเว่ยเว่ยคิดในใจว่า ‘ได้โปรดเรียกข้าว่าเครื่องขุดเจาะ ขอบคุณ !’


หลุมกับดักทั้งใหญ่และลึกมาก หนังของหมูป่าก็หนาและหยาบกร้าน ความแหลมของไม้ไผ่คงสร้างผลกระทบให้มันไม่มากนักจึงไม่จำเป็นต้องใช้ ขอแค่ให้หมูป่าปีนขึ้นมาไม่ได้ก็พอแล้ว ! จากนั้นนางก็ใช้เศษกิ่งไม้คลุมด้านบนหนึ่งชั้นตามด้วยหญ้าและดินที่ผสมไปด้วยมูลของหมูป่า


หลินเว่ยเว่ยถือโอกาสตอนที่ทุกคนไม่ทันสังเกตโยนข้าวโพดที่ผ่านการล้างด้วยน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณสองสามฝักลงไปในหลุมกับดัก…นางไม่เชื่อหรอกว่าหมูป่าจะต้านทานความเย้ายวนของน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณได้


ตอนที่ใกล้ถึงช่วงเวลาพลบค่ำ นางก็มาตรวจสอบอีกหนึ่งรอบเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หลุมกับดักถูกสัตว์ตัวอื่นเหยียบโดนเสียก่อน ทว่าสัตว์ตัวเล็กๆในบริเวณนี้ถูกชาวต้าฝางจวงผู้หิวโหยล่าไปหมดแล้ว จึงทำให้กับดักของนางรอดปลอดภัย


ตกดึก เจ้าของกำแพงบ้านที่ได้รับความเสียหายต่างพากันไปเบียดเสียดอยู่ในบ้านของผู้อื่น หลินเว่ยเว่ยจึงพูดกับเจียงโม่หานว่า “เช่นนั้น…เจ้าไปพักที่บ้านผู้ใหญ่บ้านสักคืนดีหรือไม่ ?”


เจียงโม่หานเห็นถึงเจตนาของนางจึงส่ายหน้าและกล่าวว่า “เจ้านอนที่ใด ข้าก็นอนที่นั่น !”


หลินเว่ยเว่ยยังอยากโน้มน้าวเขาต่อ “หมูป่าฝูงนี้มีจำนวนมาก บางทีหลุมกับดักอาจจับหมูป่าไม่ได้ทั้งหมด ข้าไม่รู้ว่ายังมีอีกกี่ตัวที่เข้ามาในหมู่บ้าน มันอันตรายเกินไป…”


“เจ้าก็รู้จักคำว่าอันตรายด้วยหรือ ?” เจียงโม่หานหรี่ตามองนางอย่างไม่พอใจ


หลินเว่ยเว่ยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “ถ้าหมูป่ามาถึง อย่างน้อยข้าก็ปกป้องตัวเองได้ หากเจ้าอยู่ที่นี่ด้วย ข้าต้องปกป้องเจ้า…”


“ข้าอยู่ด้วย อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีความยับยั้งชั่งใจบ้าง ไม่กล้าทำสิ่งใดบุ่มบ่าม !” เจียงโม่หานชำเลืองตามองนาง…ข้าไม่เข้าใจเจ้าเลยจริงๆ


“เอาเถิด ! เจ้าต้องยืนให้ห่างออกไปอีกหน่อยเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ชนกัน” หลินเว่ยเว่ยทำได้แค่ยอมประนีประนอม


เจียงโม่หานเหลือบมองนางอย่างเงียบๆ “ข้าเป็นตุ๊กตาดินเผาอย่างนั้นหรือ ?”


พูดก็ไม่ได้ ชนก็ไม่ได้ ต้องให้เจ้าคอยจับมือไว้ตลอดเลยหรือ !


หลินเว่ยเว่ยพาชายหนุ่มในหมู่บ้านฉือหลี่โกวมาพักในบ้านหลังแรกตรงทางเข้าหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงพาเด็กหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีมาสบทบด้วย หลินเว่ยเว่ยให้พวกเขาซ่อนตัวอยู่ในบ้านที่ว่างเปล่าสองสามหลัง


ม่านแห่งความมืดมิดค่อยๆคืบคลานเข้ามาเยือน บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดก็แผ่ขยายไปทั่วหมู่บ้าน พวกเด็กหนุ่มของหมู่บ้านต้าฝางจวงแม้ไม่กล้าออกแรงเต็มที่ แต่ในมือก็ถือพลั่วและจอบไว้แน่น คนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวกลับดูผ่อนคลายแต่ก็ไม่ชะล่าใจมากนัก


การรอคอยเป็นความทรมานชนิดหนึ่ง ยิ่งนานเข้าสภาพจิตใจของมนุษย์ก็จะยิ่งร้อนรนมากขึ้น หลินเว่ยเว่ยจึงนำเมล็ดสนปากอ้าไปแจกจ่ายให้ทุกคนในลานกว้างได้กินฆ่าเวลา…


“มาแล้ว !” คนแรกที่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวคือเจียงโม่หานที่มีประสาทสัมผัสด้านการได้ยินเสียงดีกว่าผู้อื่น หลินเว่ยเว่ยนั่งยองๆอยู่บนกำแพงซึ่งพังทลายไปแล้วครึ่งหนึ่งพร้อมหรี่ตามองไปยังระยะทางไกลออกไป คืนนี้ดวงจันทร์งดงามมาก แสงจันทร์เจิดจ้า น้ำค้างประกายสีเงินปกคลุมอยู่บนพื้นทอแสงระยิบระยับ


“หมูป่าตัวใหญ่2ตัว หมูป่าตัวเล็กสามตัว !” หลินเว่ยเว่ยเห็นเงาที่กำลังพุ่งตัวเข้ามาได้อย่างเลือนราง


ก็ดี พอรับมือไหว !


“ข้ารับผิดชอบหมูป่าตัวใหญ่1ตัว ลุงหวังพาพรรคพวกไปจับอีกตัวหนึ่ง ส่วนหมูป่าตัวเล็กที่เหลือมอบให้คนในหมู่บ้านต้าฝางจวงแล้วกัน ใครมีปัญหาอันใดหรือไม่?” หลินเว่ยเว่ยกระซิบเบาๆเพื่อวางแผนและแบ่งหน้าที่


หากบอกให้พวกเขาไปจับหรือฆ่าหมูป่าตัวใหญ่สองตัว บางทีอาจจะยากกว่าเดิมก็ได้ แต่ถ้าแบ่งกันเช่นนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอันใด! พรานหวังพยักหน้าและนำทุกคนออกไป


“มาแล้ว ! ระวังตัวด้วย !”


รอกระทั่งหมูป่ามาถึงหน้าบ้าน พรานหวังก็โยนหินก้อนหนึ่งใส่หมูป่าตัวแรกจนเกือบกระแทกจมูกของมัน แม้ว่าจะทำร้ายหมูป่าตัวนี้ไม่ได้มากนัก แต่ก็ทำให้มันบาดเจ็บบ้าง ! หมูป่าตัวแรกโกรธเกรี้ยวทันใด มันจึงใช้เขี้ยวสีขาวดุจหิมะทำลายประตู จากนั้นก็พุ่งตัวเข้าชนพรานหวังอย่างแรง


พรานหวังไม่ได้เก่งเรื่องต่อสู้นัก เขาจึงก้าวเท้าวิ่งไปยังทิศทางของหลินเว่ยเว่ย หมูป่าตัวนั้นส่งเสียงฟึดฟัดออกมาพร้อมวิ่งไล่ตาม ด้านหลังของมันยังมีหมูป่าตัวใหญ่อีกหนึ่งตัวไล่ตามมาติดๆ ส่วนลูกหมูป่าทั้งสามตัวค่อนข้างวิ่งช้าจึงถูกทิ้งไว้ด้านหลัง


หลินเว่ยเว่ยสบโอกาสจึงกระโจนขึ้นไปบนหลังของหมูป่าตัวที่สอง มันตกใจเล็กน้อยจากนั้นก็สะบัดตัวราวกับคลุ้มคลั่ง มันต้องการสะบัดให้มนุษย์ที่อยู่บนหลังตกลงไป หลินเว่ยเว่ยจับใบหูของหมูป่าแน่น ขาคู่นั้นก็หนีบข้างลำตัวของมันไว้ หึ! มนุษย์โอสถยังสะบัดนางไม่หลุด คิดว่าสัตว์ขนดำตัวนี้จะสะบัดนางจนหลุดได้หรือ ไม่มีทาง !


ไม่ได้การ หมูป่าที่อยู่ด้านหน้าสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวนี้จึงหันมามองด้วยดวงตาสีแดงฉาน มันจ้องเขม็งไปยังหลินเว่ยเว่ยอย่างโหดเหี้ยม ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีทันที


พ่อซัวถัวกระโจนเข้าใส่อย่างรุนแรง พลั่วในมือเสียบเข้าในก้นของหมูป่าตัวแรก เนื่องจากก้นของมันแข็งมากจึงส่งผลให้มือของเขาชาไปเลยทีเดียว ส่วนก้นของหมูป่ามีแค่ขนที่หลุดร่วงออกมาไม่กี่เส้นเท่านั้น


หมูป่าที่ได้รับการโจมตีจากทางก้นรู้สึกว่าพลังอำนาจของมันถูกกระตุ้น ไฟโทสะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง มันจึงไล่ตามพ่อซัวถัวไปทันที กระทั่งมันไล่ตามได้ทัน พรานหวังจึงยิงธนูใส่ก้นของมัน กลายเป็นว่าพอจะไล่ตามศัตรูได้ทันก็ต้องเปลี่ยนเป้าหมายในการไล่ล่าทุกครั้งเพราะมีผู้อื่นเข้ามาขัดขวางเสมอ


ชาวบ้านต้าฝางจวงตกตะลึง ทำเช่นนี้ได้ด้วยหรือ ?


พ่อซัวถัวหาโอกาสตะโกนไปทางพวกเขาว่า “มัวยืนตกตะลึงอันใดกัน ? เอาชนะหมูป่าตัวใหญ่ไม่ได้ ยังจะเอาชนะลูกหมูป่าตัวเล็กทั้งสามตัวไม่ได้อีกหรือ ?”


ชาวต้าฝางจวงเหมือนตื่นจากภวังค์แล้วจับอาวุธในมือแน่น จากนั้นก็พุ่งเข้าหาลูกหมูป่าทั้งสามอย่างกล้าหาญ ลูกหมูป่าตัวน้อยทั้งสามตัวหนักรวมกันไม่เกินร้อยชั่ง เขี้ยวของมันยังไม่ยืดยาวออกมา พอมีมนุษย์พุ่งเข้าหากว่าสิบคน ไม่นานพวกมันก็พ่ายแพ้


หลินเว่ยเว่ยกำลังขี่อยู่บนหลังหมูป่าตัวที่สองและถูกมันเหวี่ยงไปมาจนแทบอาเจียน นางมองไปทางสงครามระหว่างมนุษย์กับหมูป่าครู่หนึ่ง หมูป่าตัวแรกถูกจับแล้วทว่าเพราะเห็นลูกหมูป่าโดนทำร้าย มันจึงเข้าสู่สภาวะคลุ้มคลั่งอีกครั้ง พรานหวังก็ควบคุมมันแทบไม่ไหว


ตอนที่ 270: อิจฉาริษยา


หลังจากเรื่องของมนุษย์โอสถในครานั้น นางจึงต้องเสียเงินซื้อกริชเพื่อป้องกันตัวในราคาหลายสิบตำลึง คราวนี้ได้ออกมาล่าหมูป่า อย่างไรก็ต้องพกมันมาด้วยแน่นอน


ขั้นตอนต่อไปคงง่ายขึ้น แค่ดึงกริชออกมาจากนั้นก็เสียบไปบนศีรษะหมูป่าอย่างโหดเหี้ยม กริชทะลุหนังที่หนาหลายชั้นของหมูป่าไปจนถึงกระดูกของมันเลยทีเดียว ทำให้หมูป่าเดินต่อไปข้างหน้าอีกไม่กี่ก้าวก็ล้มลงกับพื้น


หลินเว่ยเว่ยกลิ้งไปตามพื้นและพลิกตัวกลับมาท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเจียงโม่หาน จากนั้นก็แสดงท่าทางส่งจูบไปทางเขาแล้วไล่ตามหมูป่าตัวแรกที่หลุดจากการควบคุมของพรานหวังออกไป เมื่อมีกริชอยู่ในมือแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เหมือนมีผู้ช่วย ไม่นานก็จัดการหมูป่าตัวใหญ่อีกตัวได้สำเร็จ


เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไป ผู้คนทั่วหมู่บ้านต้าฝางจวงก็พากันออกมามุงดูหมูป่าตัวใหญ่ทั้งสองตัวที่นอนอยู่บนพื้น และลูกหมูป่าที่หายใจรวยรินหลังถูกชาวบ้านต้าฝางจวงจับไว้ทั้งสามตัว พวกชาวบ้านพากันโห่ร้อง…ในที่สุดภัยคุกคามของหมู่บ้านก็ถูกกำจัดไปส่วนหนึ่ง !


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงกล่าวขอบคุณคนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลินเว่ยเว่ย ส่วนลูกบ้านคนอื่นก็พากันส่งสายตาไปทางหลินเว่ยเว่ยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคารพ คาดไม่ถึงว่าร่างกายแสนสะโอดสะองเช่นนี้จะมีพลังเหลือล้น หมูป่าตัวใหญ่ที่หนักหลายร้อยชั่งล้วนถูกนางสังหารเพียงผู้เดียว ! ไม่อยากจะเชื่อเลย !


ตามที่ตกลงกันไว้คือผู้ใดฆ่าหมูป่าได้ก็ต้องเป็นของผู้นั้น เพียงแต่ในตอนที่จับหมูป่าอีกตัวได้นั้น ชาวต้าฝางจวงก็ช่วยออกแรงโดยหลินเว่ยเว่ยเป็นผู้นำ ไม่เพียงแต่ลูกหมูป่าทั้งสามตัวที่ตกเป็นของหมู่บ้านต้าฝางจวง หมูป่าตัวใหญ่ตัวแรกก็ได้แบ่งให้ต้าฝางจวงเช่นกัน


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ! ที่พี่ชายพูดก็ถูกว่ากู่เหนียงตระกูลหลินไม่เพียงเก่งกาจเท่านั้น จิตใจยังงดงามอีกด้วย คิดดูสิ พาทั้งหมู่บ้านเข้าไปเก็บผลไม้ เก็บเมล็ดสนบนภูเขา ทำให้คนในหมู่บ้านรอดพ้นจากความหิวโหย จิตใจกว้างขวางไม่เห็นแก่ตัวเช่นนี้ คนทั่วไปจะทำได้หรือ ?


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงทอดถอนใจ ‘คนเช่นนี้ เหตุใดไม่หลงมาอยู่ในหมู่บ้านของตนสักคนหนึ่ง ?’


คนในต้าฝางจวงมีสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังท่ามกลางความยินดี พวกเขาตัดสินใจว่าจะยกหมูป่าตัวใหญ่ให้แก่ผู้นำ ส่วนลูกหมูป่าก็แบ่งให้เด็กหนุ่มที่มาช่วยก่อนหน้านั้น


ภรรยาที่ขัดขวางไม่ให้สามีของตนมาช่วยเหล่านั้นจึงรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง ถ้ารู้ว่ามันง่ายเพียงนี้ แค่ออกตัวเข้ามายุ่งก็ได้เนื้อกลับบ้านหลายสิบชั่งแล้ว ใครเล่าจะขัดขวางสามีของตน ? พอมานึกเสียใจภายหลังทุกอย่างก็สายเกินแก้ !


โชคดีที่ยังมีหมูป่าตัวใหญ่ให้แบ่งอยู่บ้าง หมูป่านี้มีน้ำหนักประมาณ400-500ชั่ง ตอนนี้ในหมู่บ้านมีจำนวนสมาชิกทั้งหมด160คน อย่างน้อยก็สามารถแบ่งให้แต่ละครอบครัวจำนวนหลายชั่งได้ หากครอบครัวใดมีจำนวนคนมากหน่อยก็แบ่งเพิ่มอีกหลายสิบชั่งย่อมไม่มีปัญหา เนื้อหมูป่าสามารถนำมาหมักแล้วตากแห้งเพื่อเก็บรักษาไว้กินได้นานยิ่งขึ้น! ปีนี้ธัญพืชยังไม่ได้กินแล้วนับประสาอันใดกับเนื้อ? ต้องมีมูลค่าอยู่แล้ว!


เช้าวันต่อมา หลินเว่ยเว่ยนำข้าวที่ห่อมาเองจากบ้านและหั่นเนื้อเป็นชิ้นเพื่อต้มโจ๊กเนื้อ หลังกินอิ่มแล้วก็ขึ้นไปเดินเตร่บนภูเขา นางพบว่าในระยะทาง10ลี้จากหมู่บ้านต้าฝางจวงมีหุบเขาอยู่แห่งหนึ่ง ที่นั่นมีวัชพืชน้ำอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังมีลำธารสายเล็กๆไหลลงจากภูเขา


ในปีที่แห้งแล้งที่สุดยังมีลำธารจากภูเขาซึ่งยังไม่แห้งขอด ช่างน่าชื่นชมยิ่งนักที่รอดจากความแห้งแล้งมาได้ แต่หุบเขาแห่งนี้ถูกหมูป่ากลุ่มหนึ่งครอบครอง ก่อนหน้านั้นคนในหมู่บ้านต้าฝางจวงก็เคยมาที่นี่แล้ว บ้างก็ตกใจหมูป่าจนหนีเตลิดกลับไป บ้างก็ถูกหมูป่าทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ นานวันเข้าคนในหมู่บ้านต้าฝางจวงจึงไม่กล้ามาเหยียบที่นี่


ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก พืชพรรณที่เขียวขจีมากมายเพียงนี้ แหล่งธารน้ำอุดสมบูรณ์หล่อเลี้ยงชีวิตสัตว์ป่าตัวเล็กได้เป็นอย่างดี บริเวณนี้นอกจากหมูป่าแล้วก็ไม่มีสัตว์ใหญ่ชนิดอื่น ขอแค่กำจัดหมูป่าเหล่านี้ได้ก็จะกลายเป็นสวนผักและฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์เล็กของหมู่บ้านต้าฝางจวงไปโดยปริยาย!


หลินเว่ยเว่ยตัดสินใจแล้วว่าจะรวบรวมหมูป่าจากที่นี่ไปให้หมด! ตอนที่เจียงโม่หานออกมาตามหานั้น หลินเว่ยเว่ยได้กลับมายังสถานที่วางหลุมกับดักไว้พอดี 1 2 3…หมูป่าตัวใหญ่5ตัว ทั้งยังมีลูกหมูป่าอีก2ตัว…เกินคุ้ม !


หมูป่าถูกขังไว้ทั้งคืน แต่นิสัยดุร้ายของมันยังคงอยู่ เมื่อเห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมเข้ามา มันจึงพยายามกระแทกกำแพงกับดักอย่างรุนแรงส่งผลให้ดินถล่มลงมา ไม่นานกับดักนั้นก็ถูกพวกมันทำลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดี


หลินเว่ยเว่ยยกหินขึ้นมาหนึ่งก้อนแล้วทุบไปบนศีรษะของหมูป่าตัวใหญ่ที่ชอบสร้างความวุ่นวายที่สุด ส่งผลให้ศีรษะของมันมีเลือดสาดกระจาย กะโหลกแข็งๆของมันก็ร้าว ถ้าไม่ตายก็คงเลี้ยงไม่โต !


เอ๋ ! ดูเหมือนจะมีกลิ่นคาวเลือดลอยออกมา ! เช่นนั้นก็ลงแรงให้น้อยกว่านี้อีกหน่อยแล้วกัน !


หลินเว่ยเว่ยยั้งแรงไว้แล้วนำหมูป่าที่อยู่ในหลุมกับดักออกมา พ่อซัวถัวกระโดดลงในหลุมกับดักแล้วมัดหมูป่าไว้ ส่วนหลินเว่ยเว่ยช่วยดึงหมูป่าที่หนักหลายร้อยชั่งจากด้านบน ท่าทางของนางเหมือนกำลังตักน้ำในบ่อและหาบกลับได้อย่างสบาย


ผู้ชาย5-6คนที่เหลือช่วยกันดึงหมูป่าตัวใหญ่หนึ่งตัวพร้อมตะโกนส่งสัญญาณอย่างเต็มกำลังจนใบหน้าแดงก่ำ พ่อซัวถัวจึงรู้สึกละอายแทนชายหนุ่มในหมู่บ้าน


เขาชำเลืองมองไปยังเจียงโม่หานที่ยังนิ่งสงบอยู่ด้านข้างพลางพูดในใจว่า ‘บัณฑิตเจียงผู้มีกิริยาสุภาพเรียบร้อยเช่นนี้จะควบคุมเสี่ยวเว่ยได้หรือ ? หากทั้งสองคนทะเลาะเบาะแว้งกัน บัณฑิตเจียงคงได้เสียเปรียบแน่ !’


หมูป่าตัวใหม่ทั้ง7ตัวบวกกับอีก1ตัวจากในหมู่บ้าน จำนวนคนกว่า20คนต้องใช้คนแบก4คนต่อหมูป่าตัวใหญ่1ตัว พวกเขาช่วยกันแบกหมูป่ากลับหมู่บ้านพร้อมฮัมเพลงอย่างมีความสุข คนในหมู่บ้านต้าฝางจวงมองอย่างอิจฉาริษยา หากเก็บหมูป่าเหล่านี้ไว้ก็คงจะได้กินจนถึงวันปีใหม่


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงออกมาส่งหลินเว่ยเว่ยและคนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวที่หน้าหมู่บ้าน เมื่อส่งแขกแล้วหันกลับไปเห็นสีหน้าท่าทางของชาวบ้านที่อยู่ด้านหลัง เขาก็ได้แต่ทอดถอนใจและกล่าวว่า “พวกเจ้าต้องคิดเช่นนี้แน่ แค่ขุดหลุมนอกหมู่บ้านก็ได้รางวัลเป็นเนื้อหมูป่ามากมาย จึงเสียใจที่ข้าเชิญพวกเขามาทั้งที่คิดว่าเราเองก็ทำได้ ใช่หรือไม่ ?”


พวกชาวบ้านมองหน้ากัน ข้ามองเจ้า เจ้ามองข้าโดยไม่ส่งเสียงใด แต่สีหน้าก็เผยให้เห็นถึงความคิดภายในใจของพวกเขาชัดเจน ผู้ใหญ่บ้านส่ายหน้าและกล่าวว่า “ตอนที่หมูป่าทำร้ายคนในหมู่บ้านจนได้รับบาดเจ็บสาหัส พวกเจ้าทำอันใดอยู่ ?”


“นั่นไม่ใช่เพราะคิดไม่ออกหรือ !” มีคนตอบด้วยความไม่พอใจ


ผู้ใหญ่บ้านเห็นคนที่ซ่อนตัวอยู่ในฝูงชนผู้นั้นก็ส่ายหน้าระอา “เจ้าคิดว่ากับดักนี้จะขุดอย่างไรก็ได้หรือ ? ตอนที่ข้ายังเยาว์วัย พรานอาวุโสที่อยู่ในหมู่บ้านบอกข้าว่าวางกับดักไม่ยากหรอก ที่ยากก็คือการคาดเดาเส้นทางของเหยื่อต่างหาก เขาล่าเหยื่อมาเป็นเวลา3-4ปี ยังไม่กล้าบอกเส้นทางของเหยื่อได้อย่างแม่นยำ แล้วนับประสาอันใดกับพวกเจ้า ?”


“กู่เหนียงตัวน้อยในหมู่บ้านฉือหลี่โกวเพิ่งจะอายุเท่าไรเอง เหตุใดนางจึงคาดเดาเส้นทางของหมูป่าได้อย่างแม่นยำ ? นางคงไม่ได้หลอกลวงพวกเราหรอกกระมัง ?”


“พรสวรรค์ เข้าใจหรือไม่ ? บางคนก็สอบซิ่วไฉได้ตั้งแต่เยาว์วัย บางคนใช้ชีวิตจนหนวดขาวโพลนแล้วเพิ่งจะได้เป็นบัณฑิต นี่ก็เหตุผลเดียวกัน ต้องยอมรับสิ พรสวรรค์กำหนดให้เป็นเช่นนั้น ! พวกเจ้าดูสิ หมู่บ้านฉือหลี่โกวก็มีนายพราน แล้วเหตุใดคนที่นำพวกผู้ชายซึ่งไม่ใช่นายพรานเข้ามาในหมู่บ้าน กลับกลายเป็นหญิงสาวตระกูลหลินแทน ?


ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงเห็นว่ามีบางคนไม่พอใจจึงกล่าวขึ้นว่า “หลินกู่เหนียงได้เอ่ยไว้ก่อนจากไปว่านางพบหุบเขาแห่งหนึ่ง พืชพรรณในป่าอุดมสมบูรณ์และยังมีลำธารอีกสาย ภายในนั้นล้วนถูกหมูป่ากลุ่มหนึ่งครอบครองไว้ นางจึงไปขุดหลุมกับดักไว้บริเวณใกล้เคียงหุบเขา ดูสิว่าแมวจะจับหนูได้หรือไม่ !”



จบตอน

Comments