ตอนที่ 271: เราเองก็เล่นแง่บ้าง
มีชาวบ้านบางส่วนตาบอดเพราะเนื้อหมูป่าจนลืมความน่าหวาดกลัวของพวกมันเสียสิ้น เดิมทีการล่าสัตว์ก็มีกฎว่าใครล่าคนนั้นได้อยู่แล้ว หมูป่าหนึ่งตัวมีน้ำหนักกว่าหลายร้อยชั่ง ถ้าลากไปขายที่เขตเริ่นอันจะทำเงินได้หลายสิบตำลึง แล้วมันจะทำให้ซื้อข้าวสารได้ตั้งเท่าไร ! หรือแม้แต่หมูป่าแค่ตัวเดียวก็ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องในฤดูหนาวแล้ว ไม่ได้แค่ขุดหลุมทำกับดักหรอกหรือ หากจับไม่ได้ก็ไม่เสียหายอันใดเสียหน่อย
ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงเอ่ยเตือนพวกเขา “ข้าขอเตือนพวกเจ้าก่อนว่าในหุบเขามีหมูป่าหลายสิบตัว หากพวกเจ้ายังยืนกรานจะขึ้นเขา ผลที่ตามมาต้องรับผิดชอบกันเอง !”
พอชาวบ้านบางส่วนได้ยินเช่นนั้นก็คิดในใจว่า ‘สวรรค์ เมื่อคืนพวกเขาและชาวบ้านฉือหลี่โกวตั้งหลายสิบคนยังจัดการหมูป่าตัวเดียวไม่ได้ แล้วนับประสาอันใดกับหมูป่าเป็นฝูง ?’ แม้ว่าเนื้อหมูป่าจะน่าดึงดูดใจมากเพียงใด อย่างไรชีวิตก็สำคัญกว่า ! ท้ายที่สุดคนส่วนใหญ่จึงล้มเลิกความคิดนี้ไป มีเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่ยังคิดกระทำ
เพราะการแบกหมูป่าทำให้ไม่สามารถเดินขึ้นเขาได้ หลินเว่ยเว่ยและชายชาวฉือหลี่โกวจึงได้แต่เลือกเดินบนถนนใหญ่ที่ไกลกว่าหน่อย หลินเว่ยเว่ยแบกหมูป่าตัวใหญ่เดินอย่างองอาจอยู่เบื้องหน้า ส่วนด้านหลังเป็นชายฉกรรจ์ตัวสูงใหญ่ที่แบกหมูป่าไว้เช่นกัน คนกลุ่มนี้ดูสะดุดตามากเพียงใดคงไม่ต้องบรรยาย โชคดีที่ระหว่างทางพบคนแค่ไม่กี่คน ไม่อย่างนั้นคงโดนจับตามองแน่นอน
“พี่รอง ! พี่รอง !” หลินจื่อเหยียนและน้องชายคนโตของหยาเอ๋อร์ขับเกวียนเทียมล่อมารอรับพวกนาง
พ่อซัวถัวเช็ดเหงื่อแล้วถามว่า “วันนี้ไม่ได้ไปส่งของกันหรือ ?”
หลินจื่อเหยียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ส่ง ! พวกลุงต้าซวนออกไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พอถึงเขตเริ่นอันก็ไม่หยุดพักสักอึดใจเดียว เพราะกลัวพวกท่านจับหมูป่ามาเยอะเกินไปแล้วเสียแรงมาก ! มา เอาหมูป่าใส่เกวียนได้เลย”
เกวียนเทียมล่อคันหนึ่งบรรทุกหมูป่าตัวใหญ่3ตัว หมูป่าตัวเล็กอีก1ตัวจนกลายเป็นภูเขาน้อยๆหนึ่งลูก ล่อแข็งแรงคู่หนึ่งเหนื่อยจนหมดแรงแทบใจจะทำงาน ชายชาวฉือหลี่โกวจึงต้องช่วยกันดันเกวียนอย่างขำขัน
เจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยเดินเคียงคู่กันอยู่ด้านหลัง เขาถามนางเบาๆว่า “เจ้าคิดจะช่วยทำความสะอาดหุบเขาหมู่บ้านต้าฝางจวงให้สะอาดเอี่ยมเลยหรือ ? ทว่า…คนในต้าฝางจวงอาจไม่ซาบซึ้งในบุญคุณของเจ้าก็ได้ !”
เมื่อครู่เขาเห็นท่าทีของชาวบ้านต้าฝางจวง…มีคนเนรคุณอยู่กลุ่มหนึ่ง เห็นแค่ผลประโยชน์จากหมูป่าแล้วลืมอันตรายของพวกมัน สำหรับเขาแล้วคนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องช่วยหรือเห็นใจแต่อย่างใด !
“ใครอยากให้พวกเขาซาบซึ้งกันเล่า ? ข้าทำเพราะเจ้าพวกนี้ !” หลินเว่ยเว่ยพยักพเยิดคางไปที่หมูป่าบนเกวียนเทียมล่อ “ส่วนหมูป่าในหุบเขาพวกนั้น…รอให้เนื้อหมูป่าชุดนี้ใกล้หมดแล้วค่อยว่ากันใหม่ !”
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้าน หลินเว่ยเว่ยก็นำหมูป่าตัวใหญ่และตัวเล็กอีกหนึ่งตัวแบ่งให้คนที่มาช่วยโดยมีพรานหวังจัดการหั่นพวกมัน เนื้อที่ได้ทั้งหมดมีถึง400กว่าชั่ง บ้าน20กว่าหลังได้เนื้อกลับไปถึง20ชั่ง ! พวกชาวบ้านฉือหลี่โกวถือเนื้อกลับบ้านอย่างเขินอายที่ช่วยงานไม่เท่าไรแต่ได้เนื้อเยอะเช่นนี้…
เจียงโม่หานก็ได้ส่วนแบ่ง เขาจึงถือเนื้อเอาไว้โดยไร้คำพูด
เหมือนเขาจะไม่ได้ทำอันใดเลย
พ่อซัวถัวจึงแกล้งหยอกเย้า “เนื้อพวกนี้คู่หมั้นเจ้าเป็นคนหามา ดังนั้นเจ้าสมควรได้รับ !”
ด้วยความช่วยเหลือจากพวกชาวบ้าน หมูป่าที่เหลือจึงถูกเชือดและแบ่งเนื้อเป็นส่วน จากนั้นก็ย้ายไปยังห้องใต้ดิน ตอนนี้ห้องใต้ดินตรงลานหลังบ้านตระกูลเจียงก็ถูกปรับให้ใหญ่ขึ้นเพื่อใช้เก็บอาหารของทั้งสองครอบครัว ห้องใต้ดินทางฝั่งบ้านตระกูลหลินเก็บเนื้อไว้ครึ่งหนึ่ง เก็บผลไม้ป่าอีกครึ่งและยังมีพวกผลิตภัณฑ์แปรรูป
ขณะมองเนื้อหมูป่าที่กองจนเป็นเนินเขาเล็กๆในห้องใต้ดิน หลินเว่ยเว่ยก็ถอนหายใจออกมา…ในที่สุดก็ไม่ต้องกังวลเรื่องวัตถุดิบในการทำเนื้อแผ่น เนื้อหมูป่าพวกนี้น่าจะพอใช้ได้อีกครึ่งเดือน !
เพียงแต่ไม่รู้ว่าหลังจากที่พวกชาวบ้านต้าฝางจวงเห็นผักป่าอันเขียวชอุ่มในหุบเขาหรือธารน้ำที่ไหลรินแล้ว คนมีกินมีดื่มน้อยอย่างพวกเขาจะยังนิ่งเฉยอยู่หรือไม่ ?
เป็นไปตามคาดคือต่อจากนั้น5วัน ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงก็มาเยี่ยมอีกครา เป้าหมายในคราวนี้คือให้หลินเว่ยเว่ยช่วยกวาดล้างฝูงหมูป่าในหุบเขา แถมยังบอกว่านางสามารถใช้ชายหนุ่มในหมู่บ้านต้าฝางจวงได้ตามใจชอบ และหมูป่าที่ล่าได้ในหุบเขาจะเป็นของนางทั้งหมด !
ก่อนหน้านี้ เมื่อ ‘ผู้กล้า’ หลายสิบคนของต้าฝางจวงไปถึงหุบเขาลูกนั้นแล้ว แม้จะไม่กล้าเข้าไป ทว่าก็เห็นความเขียวขจีอันมีชีวิตชีวาได้จากด้านนอก
ชาวบ้านต้าฝางจวงไม่ได้ลิ้มรสชาติผักใบเขียวมานานมากแล้ว ผิวบริเวณปากจึงเต็มไปด้วยตุ่มพุพอง เด็กถ่ายไม่ออก บางคนเริ่มมีอาการสายตาสั้น หากไม่ใช่เพราะกลัวพวกหมูป่าในหุบเขา พวกเขาก็คงขึ้นไปเก็บของป่านานแล้ว !
พวกเขาเฝ้าทางเข้าหุบเขาอย่างระมัดระวัง ช่วยกันขุดหลุมทำกับดักไม่น้อยโดยไม่เป็นงาน นอกจากนี้ยังทำเสียงบางอย่างเพื่อล่อให้พวกหมูป่าวิ่งมาติดกับดัก พวกหมูป่าล่อมาได้ก็จริง แต่ดูเหมือนพวกมันจะรู้ถึงตำแหน่งที่ตั้งของกับดัก พวกมันจึงเดินอ้อมแล้วออกมาวิ่งไล่พวกเขาแทน
ทำให้พวกเขาตกใจจนต้องรีบวิ่งหนีอย่างรวดเร็วเพื่อกลับหมู่บ้านทันที โชคดีที่พวกหมูป่าตามมาแค่ระยะหนึ่งเท่านั้น ไม่อย่างนั้นพวกชาวบ้านได้จบชีวิตแน่ ! เมื่อลองทำต่อจากนั้นอีกสองสามครั้ง พวกเขาก็ต้องจำใจยอมแพ้ ทว่าเรื่องผักป่าที่มีทุกหนทุกแห่งในหุบเขาและผลไม้ป่าต่างๆ กลับแพร่ไปทั่วหมู่บ้าน ดังนั้นผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงจึงมาหานางอีกครา
หลินเว่ยเว่ยเอ่ยด้วยความลำบากใจ “ผู้ใหญ่ฝาง ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยท่าน แต่หมูป่ามีเยอะเกินไป มันอันตรายมาก ! ท่านลองคิดดู ครั้งก่อนที่หมูป่าสองตัวนั้นพาลูกเข้ามาบุกทำลายก็ทำให้ปวดหัวมากแล้ว แต่คราวนี้เป็นฝูงหมูป่ากว่า40-50ตัวเชียวนะ !”
ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงกล่าวด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “ขุดหลุมทำกับดักไม่ได้หรือ ?”
“หมูป่าเหล่านั้นใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขา นานครั้งจะออกมา การทำหลุมกับดักต้องเข้าไปในหุบเขา แล้วถ้าทำให้หมูป่าเกิดความตื่นตระหนกขึ้นมา…” หลินเว่ยเว่ยส่ายศีรษะเพื่อแสร้งทำให้ตัวงานดูยากยิ่งขึ้น “ผู้ใหญ่ฝาง ท่านกลับไปก่อนเถิด ข้าขอเวลาคิด…”
ง่ายไปก็จะไม่เห็นค่า ถ้าอยากให้นางออกโรงก็ต้องแสดงความจริงใจให้เห็นก่อน !
ผู้ใหญ่บ้านฝางก้มหน้าก้มตาเดินออกจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวไปอย่างหัวเสีย ผู้ใหญ่วังจึงช่วยเตือนเขาว่า “นางหนูรองเป็นคนใจอ่อน เจ้ามาขอร้องนางบ่อยๆ แล้วเล่าสถานการณ์ในหมู่บ้านให้นางฟังอย่างชัดเจน นางจะช่วยเจ้าแน่นอน…คราวก่อนตอนไปหมู่บ้านพวกเจ้า…มีเหตุการณ์ใดที่ทำให้นางหัวเสียหรือไม่ ?”
ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงนึกถึงการตอบสนองของลูกบ้านหลังจากที่หลินกู่เหนียงไปช่วยจัดการหมูป่าขึ้นมาทันที แม้แต่เขายังมองออก แล้วหลินกู่เหนียงที่เป็นคนฉลาดถึงเพียงนี้จะอ่านความคิดพวกนั้นไม่ออกได้อย่างไร ?
พอกลับมาถึงหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงก็ด่าคนพวกนั้นทันที ฝ่ายลูกบ้านที่พอขึ้นเขาแล้วถึงได้เข้าใจว่าการขุดหลุมกับดักไม่ใช่ใครก็สามารถทำได้อย่างที่คิด พวกเขาคิดไม่ตกว่าเหตุใดหมูป่าถึงได้หลบกับดักแล้วออกมาไล่พวกตนแทน ?
เพื่อคนทั้งหมู่บ้าน เพื่อลูกหลานบ้านตนจะได้กินผักป่าสดใหม่ แม้แต่พวกหัวแข็งก็ยังตามผู้ใหญ่บ้านมาขอโทษหลินเว่ยเว่ยด้วยใจจริง หวังให้นางใจกว้างไม่ถือสาคนโง่และไม่ติดใจกับอดีตเพื่อช่วยกำจัดหมูป่าแห่งต้าฝางจวง และสร้างทางรอดให้คนในหมู่บ้าน
เจียงโม่หานเห็นหลินเว่ยเว่ยเตรียมตัวออกจากบ้านจึงเดินตามหลังไปอย่างสบายแล้วกล่าวว่า “ไม่ได้บอกว่าจะรับคำขอโทษจากใจจริงหรอกหรือ ? นี่คนต้าฝางจวงเพิ่งมาหาแค่2รอบเอง”
ตอนที่ 272: รั่วเหมือนตะแกรง
หลินเว่ยเว่ยใส่เชือกป่านลงกระบุงไม้ไผ่ เมื่อสะพายขึ้นหลังแล้วก็หันไปฉีกยิ้มให้เขา “ก็ไม่ใช่เพราะเนื้อหมูป่าในห้องใต้ดินใกล้หมดแล้วหรือ ช่วงหลายวันนี้หยาเอ๋อร์กับพวกป้าจินเอ๋อร์ขยันกันน่าดู ทำงานเสร็จทุกวัน นี่เงินค่าล่วงเวลาแทบจะเท่ากับเงินเดือนอยู่แล้ว”
ป้าจินเอ๋อร์ก็คือแม่ซัวถัวที่กล่าวพร้อมรอยยิ้มทันที “ใครใช้ให้เจ้าตั้งเงินค่าล่วงเวลาดึงดูดเกินไป? พอได้ลิ้มลองแล้ว ใครจะอยากได้แค่เงินค่าแรงวันละ30อีแปะอยู่ล่ะ หยาเอ๋อร์ เจ้ารีบคำนวณให้ข้าเร็ว เงินทำงานล่วงเวลาเดือนนี้ของข้ามีเท่าไหร่แล้ว? นางหนูรอง ตอนจ่ายเงินเดือน เจ้าอย่าปวดใจเองแล้วกัน!”
หยาเอ๋อร์หยิบสมุดบัญชีของตนขึ้นมา…ตอนนี้นอกจากการทำเนื้อแผ่นแล้ว นางยังมีหน้าที่จดบันทึกเงินเดือนและเงินพิเศษต่างๆของคนงานหญิง นางใช้ตัวเลขอารบิกได้อย่างชำนาญและยังเรียนรู้วิธีบวกลบแนวตั้งจนสามารถจดบันทึกได้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง
หยาเอ๋อร์พลิกไปหน้าผีเสื้อยักษ์ เมื่อหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาขีดเขียนบนพื้นแล้วนางก็เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ท่านป้า นี่เพิ่งผ่านไปครึ่งเดือนกว่า ท่านก็มีเงินตำลึงกว่าแล้ว ตอนสิ้นเดือนจะต้องมีอย่างน้อย2ตำลึงแน่นอน!”
แม่ซัวถัวยืดอกทันที “พ่อซัวถัวขึ้นเขาไปขนลูกสนลงมาสองสามเที่ยวก็หลงคิดว่าตนมีเงินเยอะแล้ว กล้าดูถูกเงินเดือนของข้า ถ้าคำนวณดูแล้ว เงินเดือนในปีหนึ่งของข้าก็ไม่น้อยไปกว่าเขาหรอก!”
ก็จริง เก็บลูกสนมีช่วงเวลาของมัน แม้ว่าแต่ละครอบครัวจะได้เงินเฉลี่ยกันหลายสิบตำลึง แต่ทำงานที่บ้านตระกูลหลิน ถ้าตั้งใจแล้วเงินเดือนรวมกับเงินค่าล่วงเวลาในปีหนึ่งก็ได้ไม่น้อยเหมือนกัน หรืออาจได้ถึง20ตำลึงเลยก็ว่าได้ เมื่อก่อนเวลาที่ผู้ชายทำงานแบกหามในท่าเรือ แม้ทำจนเหนื่อยตายก็ยังไม่ได้เงินเยอะเช่นนี้ ไม่รู้ว่าคนหมู่บ้านอื่นอิจฉานางตั้งเท่าไรต่อเท่าไรแล้ว !
หลินเว่ยเว่ยใกล้จะเดินพ้นประตูบ้าน หลังได้ยินพวกนางกล่าวเช่นนั้น นางก็หันมาพูดว่า “ท่านป้า พี่หยาเอ๋อร์ พวกท่านพักผ่อนกันบ้าง อย่าโหมทำงานเกินไป ! พักกันบ้าง !”
“นายจ้างบ้านอื่นกลัวคนงานแอบอู้ แต่เจ้าอยากให้พักผ่อน วางใจได้ เวลาที่ข้ากลับบ้านก็ไม่ต้องทำอันใดทั้งนั้น เพราะถ้าต้องการสิ่งใดก็แค่อ้าปากสั่ง หยาเอ๋อร์ก็เหมือนกัน หลังจากแม่หยาเอ๋อร์กินยาที่หมอเหลียงสั่งให้แล้ว ดวงตาของนางก็ดีขึ้นมาก พอจะมองเห็นของที่อยู่ใกล้ได้บ้าง นางสงสารลูกสาวจึงรับทำงานบ้านทั้งหมด อีกอย่างน้องชายคนเล็กของหยาเอ๋อร์ก็เริ่มช่วยงานได้แล้ว !” แม่ซัวถัวดีใจแทนหยาเอ๋อร์ ในที่สุดช่วงชีวิตอันขมขื่นของเด็กคนนี้ก็ผ่านพ้นไป !
ทันใดนั้นฝ่าเท้าของหลินเว่ยเว่ยก็หยุดอยู่ที่ธรณีประตู นางหันมามองหยาเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้ม “ป้าจินเอ๋อร์ ได้ยินว่าซัวถัวกับพี่หยาเอ๋อร์ชอบพอกัน เมื่อไรท่านจะไปสู่ขอพี่หยาเอ๋อร์ !”
หยาเอ๋อร์หันมามองนางปราดหนึ่ง จากนั้นก็รีบเดินเข้าไปซ่อนตัวในห้องครัวด้วยความเขินอาย แม่ซัวถัวยิ้มจนตาหยี “เดือนหน้าวันที่หกเป็นวันดี ถึงเวลานั้นเจ้ากับพี่สาวอย่าลืมมาช่วยกันล่ะ !”
“แน่นอน แน่นอน !” หลินเว่ยเว่ยเดินโบกมือออกไปพร้อมรอยยิ้มหวาน เจียงโม่หานที่ยืนอยู่หน้าประตูมองนางด้วยสายตาเบื่อหน่าย…เด็กน้อยเป็นเถาวัลย์หรือ ? เลื้อยไปเรื่อยได้เก่งเสียจริง
คราวนี้หลินเว่ยเว่ยปฏิเสธความช่วยเหลือจากพวกชาวบ้าน เพราะการขุดหลุมกับดักในหุบเขา ถ้าจำนวนคนเยอะไปอาจไม่ระวังทำสัตว์แตกตื่นได้ นางยังไม่คิดจะสู้กับพวกหมูป่าสุดชีวิต ดังนั้นแค่คนเดียวก็พอแล้ว !
หลินเว่ยเว่ยเดินทางขึ้นเขาโดยข้ามสายน้ำร่วมกันกับเจียงโม่หาน หลังข้ามผ่านผืนป่ามายังเส้นทางบนหุบเขาแล้ว นางก็ท่องบทกวีขึ้นมาอย่างมีความสุข “กวาดสายตาเห็นทั่วแนวสันเขา ใกล้ไกลเราแตกต่างชัดต่ำตระหง่าน ไม่อาจรู้ถึงโฉมจริงของหลูซาน เพราะยืนนานอยู่ในเขา (หลูซาน) ลูกนี้เอง !”
หลูซาน ? นั่นไม่ได้อยู่ที่ก้านโจวหรอกหรือ ? เด็กน้อยคนนี้ ตัวตนของเจ้ารั่วเหมือนตะแกรงแล้ว ต่อหน้าข้าผู้นี้ เจ้าไม่คิดจะปิดบังแล้วหรือ ?
“นี่คือบทกวีของนักประพันธ์ท่านใดอีก ?” เจียงโม่หานชื่นชมในใจพักหนึ่ง บทกวีเชิงปรัชญาเช่นนี้ไม่มีทางออกมาจากหัวสมองเด็กน้อยเองแน่นอน
“ซูซื่อ ฉายาตงพัว ! หมูตงพัวที่เลื่องลือก็มาจากซูตงพัว มันอร่อยมากจึงใช้ชื่อของเขามาตั้ง แต่ก็มีเรื่องเล่าน่าสนุกอื่นๆด้วยนะ อย่างเช่น…
กล่าวกันว่าวันหนึ่งขณะที่ซูตงพัวกำลังอ่านตำราอยู่ในห้องหนังสือ เขาก็เริ่มง่วงจึงงีบหลับบนโต๊ะหนังสือพักหนึ่ง ในความฝันเขายืนอยู่ริมถนนแล้วเห็นรถม้าที่เต็มไปด้วยหญิงงามแล่นผ่านมา หญิงงามในรถม้าก็โบกมือให้ เขาจึงรีบขึ้นรถม้าไปกับพวกนางทันที
ต่อจากนั้นรถม้าก็พุ่งเข้าไปในเล้าหมูของชาวบ้าน แม่หมูในเล้ากำลังออกลูกอยู่พอดี สุดท้ายหญิงงามและซูตงพัวล้วนถูกทิ้งไว้ในเล้าหมู หลังรอให้ซูตงพัวได้สติขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าตนกลายเป็นหมูน้อยที่กำลังร้องขอน้ำนมแม่ไปเสียแล้ว
และคนในบ้านของซูตงพัวก็พบว่าตัวเขาที่นอนอยู่บนโต๊ะหมดลมหายใจแล้ว จึงตกใจรีบออกไปเชิญเพื่อนสนิทของซูตงพัวมาทันที…สหายท่านนั้นเป็นพระนักบวชชั้นสูงรูปหนึ่ง
พระรูปนั้นเพ่งสมาธิ ‘มอง’ ก็เห็นซูตงพัวกำลังทำเรื่องไร้สาระอยู่ จึงเดินทางไปยังบ้านชนบทหลังนั้น แล้วตะโกนใส่หมูน้อยสองสามตัวในเล้าว่า ซูตงพัว ซูตงพัว ! ทันใดนั้นหมูน้อยตัวหนึ่งก็วิ่งออกมา
พระรูปนั้นให้เงินแก่เจ้าของหมู จากนั้นก็นำตัวลูกหมูกลับมาที่บ้านตระกูลซู หลังทำพิธีแล้ว ซูตงพัวก็กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง ผ่านไปได้ประมาณสองสามวัน พระรูปนั้นก็เชิญซูตงพัวมากินข้าวด้วยกัน เขาชี้ไปยังเนื้อหมูในจานอาหารแล้วแกล้งหยอกเย้าซูซื่อว่า ‘มา มาเถิด ทุกคนมาลองชิมเนื้อตงพัวนี่กัน’!”
หลินเว่ยเว่ยอธิบายที่มาของเนื้อตงพัวอย่างละเอียด แต่ขณะเล่านางก็เริ่มรู้สึกผิด เพราะนางไม่ได้ทำเนื้อตงพัวมาด้วย หนึ่งวันหนึ่งคืนนี้จึงได้แต่กินอาหารแห้งเท่านั้น เฮ้อ…
เจียงโม่หานวิพากษ์วิจารณ์ “เจ้าซูตงพัวเป็นเฒ่าบ้ากามหรือ? เห็นสาวงามแล้วขยับตัวไม่ได้ ? ถ้าเปลี่ยนเป็นข้า สาวงามที่โบกมือเรียกจะต้องไม่ใช่สตรีดีงามแน่นอน จะขึ้นรถม้าไปกับพวกนางได้อย่างไร ?”
“เฒ่าบ้ากามอันใดกัน ? เขาเป็นถึงนักประพันธ์และจิตรกรในราชวงศ์เป่ยซ่ง ! หนึ่งในแปดปรมาจารย์แห่งราชวงศ์ถังและซ่ง ! ปรมาจารย์ของศิลปะทุกแขนง ! เพลงสุ่ยเตี้ยวเกอโถวของเขายังถูกขับร้องสืบต่อกันมา !” หลังกล่าวจบหลินเว่ยเว่ยก็เริ่มร้องเพลง “จันทร์กระจ่างฟ้าจะมีในยามใด…”
เป่ยซ่ง ? คนรุ่นหลังหรอกหรือ ? ปล่อยให้เขาคว้าเปียได้จริงๆเสียแล้วสิ เด็กน้อยจะต้องไม่ใช่คนในยุคสมัยนี้แน่นอน หรือแม้แต่ไม่ใช่คนในโลกเดียวกัน เขามั่นใจเพราะในประวัติศาสตร์ไม่มีราชวงศ์เป่ยซ่งอยู่และไม่มีซูตงพัวหรือเถาหยวนหมิงนั่นด้วย
เรื่องที่เด็กน้อยจะมาจากที่ใด เขาเริ่มไม่อยากรู้แล้ว แค่สงสัยว่าเป็นยุคสมัยใดกันแน่ที่สร้างนางให้เป็นคนรักอิสระและไร้ความกังวลได้เช่นนี้
ขณะคิดจะหลอกถามต่อ เขาก็ล้มเลิกความคิดอีกครั้งเพราะตัวเองก็มีความลับที่ไม่อาจเปิดเผยได้เช่นกัน นางเปิดใจเมื่อไร เขาค่อยรู้ตอนนั้นยังไม่สาย ! หากในชาตินี้นางเก็บซ่อนความลับไว้ในใจตลอด…เช่นนั้นก็คงต้องโทษที่เขาทำให้นางรู้สึกปลอดภัยไม่พอ จึงไม่อาจทำให้นางเชื่อใจและเป็นที่พึ่งได้อย่างสุดหัวใจ
หลังข้ามหุบเขาลูกนั้นแล้ว ตอนมาถึงหมู่บ้านต้าฝางจวงก็เกือบเที่ยงวัน ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงจึงเชิญทั้งสองมาทานอาหารร่วมกันที่บ้าน แต่หลินเว่ยเว่ยปฏิเสธอย่างแนบเนียน
ไม่ใช่เพราะนางเกรงใจ แต่…อาหารของหมู่บ้านต้าฝางจวงเป็นสิ่งที่ทำให้กลืนลำบากจริงๆ ธัญพืชหยาบที่พวกเขากินไม่เหมือนกับธัญพืชหยาบในท้องตลาดเพราะพวกเขาไม่เพียงบดเมล็ดมาทำเป็นแป้งแต่ยังเพิ่มใบไม้ที่ไม่รู้จักเข้าไปอีกพอสมควร พอกินหนึ่งคำก็สำลักไปครึ่งวัน ทำให้เจ็บคอไปหมด…
อย่างไรก็กินข้าวปั้นที่นางพกมาดีกว่า ! ข้าวขาวสวยใสดุจหิมะ ด้านในยังสอดไส้ด้วยแตงกวา หมูฝอย แฮมและผักต่างๆรสชาติไม่แย่เลย !
ตอนที่ 273: บัณฑิตน้อยเปี่ยมคุณธรรมและความสามารถ
หลานชายของผู้ใหญ่บ้านฝางแอบมองปราดหนึ่ง จากนั้นก็รีบวิ่งกลับไปพร้อมกลืนน้ำลายแล้วพูดกับคนในครอบครัวว่า “ท่านปู่ขอรับ พวกเขากินข้าวขาวกันด้วย ! ขาวดุจหิมะแถมกลิ่นยังหอมมาก !”
เจ้าตัวน้อยก็เพิ่งเคยเห็นข้าวขาวหลังจากที่น้องชายลืมตาดูโลก เพราะหลังจากมารดาให้กำเนิดน้องชายแล้วนางไม่มีน้ำนม คนในบ้านจึงกัดฟันซื้อข้าวขาวมา1ชั่งเพื่อต้มเป็นโจ๊กให้ทารกน้อยดื่มทุกวัน มีครั้งหนึ่งน้องชายกินไม่หมด เขาจึงพลอยได้ลาภปากชิมหนึ่งคำ ทันใดนั้นเขาก็คิดว่าข้าวขาวเป็นของอร่อยที่สุดและที่สุดบนโลกใบนี้แล้ว
น่าเสียดายที่บ้านเลี้ยงน้องชายผู้กินข้าวขาวไม่ไหว จึงมอบทารกน้อยให้คนอื่น…
ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงลูบศีรษะเจ้าตัวน้อย “ตระกูลหลินทำกิจการค้าขายเนื้อแผ่นและผลไม้อบแห้งให้แก่ร้านค้าในเขตเริ่นอันจึงได้เงินเยอะพอสมควร การจะกินข้าวขาวก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอันใด บ้านเราเองก็ได้เนื้อมาหลายสิบชั่งไม่ใช่หรือ ? คืนนี้ให้แม่เจ้าทำสักครึ่งชั่ง ให้อาเหมาของเราได้กินสักหน่อย !”
เจ้าตัวน้อยกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจทันที “ว้าว ! ได้กินเนื้อแล้ว ! ถึงปีใหม่แล้ว !”
แม่อาเหมาเหมือนมีบางอย่างจะพูดกับพ่อสามี แต่แล้วนางก็เลือกที่จะไม่พูดออกมา เนื้อพวกนี้ ไม่ได้บอกว่าจะเก็บไว้กินตอนปีใหม่หรอกหรือ ? ตอนนี้ยังห่างจากสิ้นปีอีกตั้งสองสามเดือน ถ้ากินตอนนี้…มันจะไม่ฟุ่มเฟือยเกินไปหน่อยหรือ ?
หลังกินข้าวปั้นสองก้อนที่มีขนาดเท่ากำปั้นแล้ว ทั้งสองก็ดื่มน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณสองสามอึกแล้วพักอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ก่อนที่หลินเว่ยเว่ยจะถือพลั่วและพาบัณฑิตหนุ่มขึ้นเขาลงห้วยอีกครั้ง
ผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวงและพวกชาวบ้านมองส่งทั้งสองออกจากหมู่บ้าน ต่อจากนั้นก็มีชาวบ้านคนหนึ่งถอนหายใจ “ยอดฝีมือช่างใจกล้าเสียจริง เวลาขึ้นเขานั้นพวกเราแทบแห่กันไปสิบกว่าคน แต่พวกนางไม่พาใครไปด้วยเลย”
“หลินกู่เหนียงก็จริงๆเลย จะพาใครไปก็ควรพาคนที่ช่วยงานได้สิ พาบัณฑิตอ่อนแอคนหนึ่งไปเพื่อเหตุใดกัน ? ”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไม่เข้าใจ! แค่หลินกู่เหนียงคนเดียวก็จัดการได้แล้ว ยังจะพาคนอื่นไปเพื่อเหตุใดอีก? เอาไปเป็นตัวถ่วงหรือ? บัณฑิตเจียงเป็นคู่หมั้นของนาง พาเขาไปก็ยังมีเพื่อนคุย ไม่เหงาหงอย หากไม่พาเขาไปแล้วจะให้พาเจ้าไปแทนหรือ? หน้าแก่ๆของเจ้า ข้ายังไม่อยากเห็นเลย นับประสาอันใดกับหลินกู่เหนียง!”
ผู้ใหญ่บ้านฝางเห็นพวกชาวบ้านเริ่มพูดจาไม่ดีมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาจึงรีบขัดบทสนทนาทันที “พอได้แล้ว ! จะไปทำอันใดก็ไปทำ อย่ามาพ่นน้ำลายกันอยู่แถวนี้ หากทำให้หลินกู่เหนียงขุ่นเคืองขึ้นมาอีก พวกเจ้ายังคิดจะขึ้นเขาไปเก็บของป่าอยู่หรือไม่ ? ยังอยากได้ดื่มน้ำอย่างมีความสุขทุกวันหรือเปล่า ? ถ้าไม่มีอันใดทำก็กลับไปเลี้ยงแมวที่บ้านโน้น !”
เด็กชายที่เคยได้ดื่มน้ำจากหลินเว่ยเว่ยก็แกว่งมือมารดาไปมาพลางถามว่า “ท่านแม่ขอรับ พี่สาวคนนั้นจะจับหมูป่าจนหมดได้จริงหรือ ? แล้วพวกเรากำลังจะได้กินผักป่าและมีน้ำที่ดื่มไม่หมดจริงหรือขอรับ ?”
ท่านแม่ของเขาใช้มือที่ผอมแห้งลูบศีรษะบุตรชายและเอ่ยคล้ายให้กำลังใจตนเอง “ใช่ ! วันนั้นใกล้จะมาถึงแล้ว !”
เด็กชายแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผากของตนแล้วฉีกยิ้มอย่างมีความสุข…
“บัณฑิตน้อย เจ้าเหนื่อยหรือไม่ ?” นี่สามารถกล่าวได้ว่าแถวหมู่บ้านต้าฝางจวงไม่มีหญ้าขึ้นอยู่เลย หรือน่าจะกล่าวได้ว่าหญ้าที่สามารถกินได้จำนวนมากถูกพวกชาวบ้านขุดไปกินยันรากหมดแล้ว แม้แต่เปลือกไม้ก็เหมือนโดนแพะภูเขาแทะ ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ยิ่งคิดว่าการช่วยหมู่บ้านต้าฝางจวงกำจัดหมูป่าในหุบเขาเป็นเรื่องดีสำหรับนางเองและชาวต้าฝางจวง !
เจียงโม่หานสะบัดพัดในมือพร้อมส่ายศีรษะไปมา “อย่าดูถูกข้าเชียว ช่วงครึ่งปีมานี้ข้าขึ้นลงภูเขาบ่อยครั้ง ฝึกร่างกายได้เหมือนกัน !”
“ข้าหลงเข้าใจผิดว่าเจ้าทุ่มเทในการศึกษาตำรา ที่ไหนได้ขึ้นเขาเพื่อฝึกฝนร่างกายนี่เอง !” หลินเว่ยเว่ยจับก้อนหินขนาดใหญ่แล้วยื่นมือไปทางเขา
เจียงโม่หานก็เอื้อมมือไปจับ ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ออกแรงดึงตัวคนขึ้นไป แล้ว…ก็ไม่ปล่อยมือจากกันอีก เจียงโม่หานก็ไม่มีทีท่าว่าจะชักมือกลับ ตรงกันข้ามยังปล่อยให้นางจับมือ แล้วหนุ่มสาวคู่นี้ก็จับมือกันเดินบนถนนขรุขระของหุบเขา
“ประเดี๋ยวด้านหน้าก็ถึงหุบเขาลูกนั้นแล้ว เจ้าจะรอข้าอยู่ตรงทางเข้าหรือจะเข้าไปกับข้าด้วย ?” หลินเว่ยเว่ยแกว่งมือน้อยๆของพวกตนไปมา
เจียงโม่หานตอบทันที “เข้าไปด้วยกัน !”
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า จากนั้นก็แหวกวัชพืชที่สูงเท่าตัวคนออกเป็นทางสายหนึ่ง แต่นางก็ยังหันกลับมามองบัณฑิตหนุ่มเพื่อบอกให้เขาตามติด พอเดินเข้าไปข้างในไม่ไกลนัก นางก็หยุดเดิน หลังเลือกสถานที่ได้แล้ว นางก็พับแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มลงมือใช้พลั่วขุดดิน
ส่วนเจียงโม่หานก็ก้มเก็บผลไม้ป่าที่อยู่ใกล้ๆ ขณะเดียวกันก็เงี่ยหูฟังการเคลื่อนไหวในป่า หลังขุดไปได้พักหนึ่ง หลินเว่ยเว่ยก็หยิบเชือกเส้นหนึ่งออกมาทำเป็นสายบ่วงกับดักแล้ววิ่งไปวางยังจุดที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก “เย็นนี้ข้าไม่อยากกินข้าวปั้นแล้ว หวังว่าจะมีไก่ป่าสักตัวมาติด แล้วข้าจะทำบะหมี่ไก่ให้เจ้ากิน”
ยามเย็นของเดือนสิบเริ่มมีลมหนาวพัดมาแล้ว หากได้กินของร้อนๆหน่อย ตอนกลางคืนจะได้นอนหลับสบาย !
“เหตุใดทุกครั้งที่เจ้าวางบ่วงหรือขุดหลุมกับดักจึงมีสัตว์มาติดทุกรอบ ? มีเคล็ดลับอันใดหรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยเริ่มพูดจาไร้สาระ “ข้าเป็นเด็กที่เทพเจ้าแห่งขุนเขาเอ็นดู ! ย่อมโชคดีเป็นธรรมดา สัตว์เข้ามาติดกับดัก แล้วข้าจะมีเคล็ดลับอันใดได้ ?”
“พูดจาเหลวไหล !” เจียงโม่หานแย่งพลั่วมาจากมือนางแล้วช่วยขุดได้ประมาณสองสามครั้ง…เฮ้อ งานใช้แรงไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดจริงๆ เมื่อครู่เขาเห็นเด็กน้อยขุดอย่างสบาย แต่พอเปลี่ยนเป็นตน กลับใช้แรงทั้งตัวเหยียบพลั่วก็ไม่เห็นพลั่วจะจมดินไปสักเท่าไร
หลินเว่ยเว่ยรับพลั่วมาถือพลางกวาดตามองไปรอบร่างกายอันผอมบางของเขา “กินเยอะๆหน่อย ผอมเกินไปแล้ว !”
เจียงโม่หานก้มมองตนเอง ก็สมส่วนอยู่นะ หรือว่า… “เจ้าชอบคนอ้วนหรือ ?”
“ข้าชอบคนที่ภายนอกดูผอมแต่ความจริงมีกล้ามเนื้อ ! ถ้ามีกล้ามหน้าท้องแปดก้อนยิ่งดีเข้าไปใหญ่ !” หลินเว่ยเว่ยกลัวบัณฑิตหนุ่มจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ นางจึงรีบเอ่ยเสริมอีกประโยค “ที่จริงตอนนี้หุ่นเจ้าก็ดีมากแล้ว เวลายืนอยู่ท่ามกลางสายลมเหมือนดั่งเทพเซียนไม่มีผิด”
“กล้ามหน้าท้องแปดก้อน ?” บัณฑิตหนุ่มลูบหน้าท้องของตน ทว่าทันใดนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติจึงรีบหันไปมองนางอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าไปเห็นคนมีกล้ามหน้าท้องแปดก้อนจากที่ใด ?”
“โทรทัศน์…อ้อ สมุดภาพวาดในร้านค้า !” หลินเว่ยเว่ยเกือบจะหลุดพูดภูมิหลังของตนออกมาแล้ว
เจียงโม่หานขมวดคิ้วทันใด “สมุดภาพเช่นนั้น ต่อไปห้ามดูอีก !”
“ได้ ! ไม่ดูก็ไม่ดู !” เพราะไม่ว่าอย่างไรชาติก่อนนางก็เห็น ‘ซิกแพค’ ของผู้ชายมาไม่น้อย พวกศัลยกรรมหรือคนแต่งหน้าหนาๆ นางก็เคยเห็นมาหมด สู้มองใบหน้าอันหล่อเหลาที่สวรรค์สร้างมาของบัณฑิตน้อยดีกว่า !
พอขุดหลุมกับดักได้สองหลุม หลินเว่ยเว่ยก็พรมน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณไว้ล่อเหยื่อลงไป เมื่อพรางด้านบนเสร็จแล้ว นางก็เดินไปดูบ่วงกับดักของตน…มีกระต่ายมาติดหนึ่งตัว ไม่มีปลา ไม่มีกุ้ง ไม่มีไก่ป่า เช่นนั้นเย็นนี้ก็ใช้เนื้อกระต่ายตุ๋นกินกับบะหมี่แทนแล้วกัน !
หลินเว่ยเว่ยรับกระบุงสะพายหลังมาจากบัณฑิตน้อยแล้วใส่กระต่ายลงไป จากนั้นก็เอ่ยชมว่า “นี่เพิ่งออกแรงไปไม่เท่าไรก็เก็บผักป่าได้เต็มกระบุงแล้ว บัณฑิตน้อยเปี่ยมคุณธรรมและความสามารถยิ่งนัก !”
“ช่วยลบสองคำก่อนหน้าออกไปด้วย ขอบคุณ !” เจียงโม่หานล้างมือในลำธาร หลังหยิบพัดออกจากเข็มขัดด้านหลัง แล้วเขาก็เริ่มสะบัดมันไปมา
หลินเว่ยเว่ยมองเขาอย่างขบขัน “บัณฑิตน้อย ฤดูหนาวแล้ว เจ้าก็ยังจะโบกพัดไปมา ไม่กลัวป่วยหรือ ?”
“นี่เรียกว่าความสง่าและความอดทน เข้าใจหรือไม่ ?” เจียงโม่หานใช้พัดเคาะหน้าผากนาง ทว่าหลังโดนนางหยอกเย้าแล้ว เขาก็ถือพัดไว้ในมือและไม่กางมันออกมาอีก บัณฑิตน้อยควรเป็นชาวราศีสิงห์แทนที่ราศีพิจิก เพราะเขาทำได้แค่โอ้อวดแต่ไม่เย่อหยิ่ง !
ตอนที่ 274: โดนกัดจนคันไปทั้งตัว
“จริงสิ ! บัณฑิตน้อย ใกล้ถึงวันเกิดของเจ้าแล้วใช่หรือไม่ ?” ไอหยา วันสำคัญเช่นนี้นางเกือบลืมเสียได้ ไม่ไหวเลย ! นี่เป็นครั้งแรกที่นางจะได้ฉลองวันเกิดให้แฟนหนุ่ม อย่างไรก็ต้องทำเซอร์ไพรส์ให้เขา !
เจียงโม่หานมองนางแล้วพยักหน้ารับ “ยังเหลืออีกสามวัน…”
เขาครุ่นคิดในใจ เมื่อเด็กน้อยถามเองย่อมแสดงว่านางจะมอบของขวัญบางอย่างให้เขา จะเป็นสิ่งใด ? กระเป๋าเงินที่นางเย็บเองหรือ ? แม้แต่เข็มเย็บผ้านางยังไม่เคยจับ แล้วกระเป๋าที่นางเย็บให้เขาจะกล้าใช้หรือเปล่า ? ช่างเถิด นางเป็นคู่หมั้น เขาก็ต้องเอาใจนาง ไม่ว่ามันจะน่าเกลียดเพียงใด ขอแค่นางทำให้ เขาก็จะใช้ !
หรือจะเป็นรองเท้าสักคู่ ? เมื่อสองวันก่อนตอนที่เขาอ่านตำราอยู่บนหุบเขาก็เห็นแอบหยาเอ๋อร์กับซัวถัวที่เดินกะเผลกนัดพบกัน หยาเอ๋อร์มอบรองเท้าที่ปักเองให้ซัวถัวเพื่อถือเป็นของขวัญวันเกิด…
เขาจึงตั้งตารอคอยรองเท้าจากคู่หมั้น แต่ไม่รู้ว่ารองเท้าที่เด็กน้อยทำออกมาจะใส่ได้หรือเปล่า ถ้าใส่ไม่ได้ นางจะเฉือนเท้าของเขาให้พอดีกับรองเท้าหรือไม่ ?
ช่างเถิด สิ่งที่เด็กน้อยทำได้ดีอย่างเดียวก็คืออาหาร เขาไม่เรียกร้องสิ่งใดมาก ขอแค่นางทำอาหารที่เขาชอบให้กินเต็มโต๊ะก็พอใจแล้ว !
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านต้าฝางจวง ทันทีที่เดินเข้ามาในหมู่บ้านก็เห็นเด็กชายที่มาขอน้ำจากนางกำลังพาน้องชายออกมาแหย่รังมดอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน น้องชายของเขาก็มีศีรษะใหญ่ตัวลีบเหมือนกัน ท่าทางบอบบางกำลังนั่งยองบนพื้น ทำให้นางอดนึกถึงภาพนกอินทรีหัวล้านกับเด็กแอฟริกันในชาติที่แล้วไม่ได้…
หลินเว่ยเว่ยหยิบผักป่ากำหนึ่งออกมาจากตะกร้าแล้วโยนเข้าไปทางกำแพงที่พังทลายนั้น เด็กน้อยที่เห็นผักป่าตกลงมาข้างตัวก็เงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ หลังเห็นหลินเว่ยเว่ยแล้ว เขาก็ฉีกยิ้มหน้าบานทันที “ให้พวกข้าหรือ ? ขอบคุณพี่สาว !”
หลินเว่ยเว่ยยิ้มและพยักหน้าให้อีกฝ่าย ก่อนจะเดินไปทางบ้านผู้ใหญ่ฝางซึ่งค่อนข้างคับแคบ สามารถเพิ่มห้องว่างได้อีกหนึ่งห้องเท่านั้น เดิมทีเขาคิดจะให้บัณฑิตเจียงนอนเบียดกับบุตรชายตนเอง แต่พอคิดว่าบ้านตนไม่ได้ทำความสะอาดมาหลายเดือนแล้ว จึงกลัวว่าบัณฑิตเจียงจะรังเกียจ เขาจึงไปหาครอบครัวที่มั่งคั่งในหมู่บ้านเพื่อให้อีกฝ่ายแบ่งห้องพักแก่บัณฑิตเจียง
เมื่อกลับมาถึงบ้านผู้ใหญ่ฝางฟ้าก็มืดแล้ว หลินเว่ยเว่ยถามอาเหมาที่กำลังเล่นก้อนหินในลานบ้านว่า “อาเหมา กินข้าวกันแล้วหรือยัง ?”
เจ้าตัวน้อยออกแรงพยักหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงมีความสุข “กินแล้ว ! ได้กินเนื้อแถมยังมีโจ๊กที่ต้มด้วยน้ำซุปเนื้ออีกด้วย !”
ในสายตาของเขาเห็นว่าการได้กินเนื้อหนึ่งคำก็มีความสุขและเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การโอ้อวดแล้ว !
“ว้าว ! กระต่าย ! พี่เว่ยเว่ย กระต่ายนี้ท่านเป็นคนจับมาหรือ ?” หลังจากได้คำตอบที่แน่ชัดจากหลินเว่ยเว่ยแล้ว เจ้าตัวน้อยก็อุทานออกมาทันที “ว้าว ! พี่เว่ยเว่ยร้ายกาจมากเลย !”
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ถลกหนังกระต่ายแล้วโยนให้เจ้าตัวน้อย “เอาไปให้แม่เจ้าทำเสื้อกั๊กใส่ในฤดูหนาว มันช่วยให้ความอบอุ่นได้มาก !”
ชาวบ้านส่วนใหญ่ในต้าฝางจวง ถ้ามีสิ่งใดที่ประหยัดได้ก็จะประหยัดกันทั้งหมด ! พูดกันว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ในบ้านหลังหนึ่งจะมีเสื้อบุนวมแค่ตัวเดียว ใครออกไปข้างนอกคนนั้นก็ใส่ ส่วนคนอื่นต้องเบียดกันเพื่อความอบอุ่นอยู่ในบ้าน !
แม้อาเหมาจะอยากได้เสื้อกั๊กหนังกระต่าย แต่เขาก็รู้ความมากพอที่จะไม่รับ “พี่เว่ยเว่ย ท่านนำกลับไปทำเสื้อผ้าให้น้องชายเถิด ท่านปู่กล่าวว่าท่านช่วยพวกเราเยอะมาก จะรับของจากท่านง่ายๆไม่ได้อีก !”
“บ้านข้าเลี้ยงกระต่ายแล้วยังจะขาดแคลนหนังกระต่ายอีกหรือ ? เจ้าไปบอกท่านปู่ว่าข้ายกให้ ไม่ใช่เจ้าเอ่ยปากขอ !” หลินเว่ยเว่ยยัดใส่มือเขา
อาเหมาจึงถือหนังกระต่ายเข้าไปในบ้าน ผ่านไปไม่นานมารดาของอาเหมาก็ออกมา นางพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “ข้าช่วยเจ้าแล้วกัน !”
“ได้ !” หลินเว่ยเว่ยเข้าใจความคิดของอีกฝ่ายว่ารู้สึกเกรงใจที่รับหนังกระต่ายของตนไว้ จึงอยากช่วยงานบ้าง นางเองก็เบื่อที่จะจัดการสัตว์ป่า เมื่อมีคนยื่นมือเข้ามาช่วย แล้วเหตุใดต้องปฏิเสธ ?
“หั่นกระต่ายเป็นครึ่งตัวก่อน แล้วค่อยเลาะเนื้อออกมา” มารดาของอาเหมาทำตาม
จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็นำเนื้อที่เลาะเสร็จออกมา ส่วนอวัยวะของกระต่ายที่เหลือไม่ว่าจะเป็นกระดูกหรือเครื่องในล้วนไม่ต้องการ ดวงตาของมารดาอาเหมาจึงเบิกกว้างทันที “กระดูกของกระต่ายสามารถนำมาต้มน้ำซุปได้ แล้วเครื่องในพวกนี้…ของพวกนี้ช่างเถิด เนื้อกระต่ายอีกครึ่งตัวสามารถเก็บไว้กินพรุ่งนี้ได้ !”
หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “พรุ่งนี้พวกเราก็กลับแล้ว ! ที่เหลือทั้งหมดท่านก็จัดการเอาแล้วกันว่าส่วนไหนกินได้ส่วนไหนกินไม่ได้ ท่านก็เก็บเอาไว้กินเถิด !”
หลังกล่าวจบนางก็หมุนตัวเดินเข้าครัวเพื่อเริ่มนวดแป้ง ดึงเส้น ตุ๋นเนื้อ…และแล้วบะหมี่เนื้อกระต่ายตุ๋น2ชามใหญ่ก็เสร็จสิ้น ! หลังซดบะหมี่ร้อนๆเสร็จ…ท้องก็อุ่นสบาย ช่างน่าพอใจเหลือเกิน !
มารดาอาเหมามองกระต่ายครึ่งตัวในมือ นางรู้ว่าหลินกู่เหนียงต้องการเหลือไว้ให้พวกตน นางจึงจดจำไว้ในส่วนลึกของหัวใจ แล้วเริ่มหมักเนื้อกระต่ายครึ่งตัวด้วยเกลือ กระดูกเก็บไว้ต้มซุปพรุ่งนี้ รวมกับผักป่าที่หลินกู่เหนียงให้มาก็น่าจะยังทำอาหารได้อีกหลายมื้อ
ส่วนพวกกระเพาะหรือลำไส้กระต่าย นางผ่าออกแล้วถูทำความสะอาดอย่างแรง หากรวมเข้ากับหัวใจและตับก็จะมีอาหารจานเนื้อเพิ่มขึ้น! ทันใดนั้นมารดาอาเหมาก็หวังให้หลินกู่เหนียงอยู่บ้านเพิ่มอีกสองสามวัน!
วันรุ่งขึ้น หลินเว่ยเว่ยผลักประตูออกมาก็พบกับใบหน้าบึ้งตึงของบัณฑิตหนุ่มตรงลานบ้าน “เป็นอันใด ? เมื่อคืนนอนไม่หลับหรือ ?”
เจียงโม่หานรีบเหยียดแขนออกมา ด้านบนเต็มไปด้วยตุ่มแดง เขากล่าวด้วยความโมโห “เจ้าคิดว่า ข้าจะนอนหลับหรือไม่ ?”
“นี่คือ…โดนยุงกัดหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยรีบใช้น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณเช็ดทำความสะอาดแขนให้อีกฝ่าย
น้ำเสียงของเจียงโม่หานยังแฝงไปด้วยความไม่พอใจ “เข้าสู่ฤดูหนาว แล้วบ้านเจ้ายังมียุงอีกหรือ ? เป็นตัวหมัดกับตัวเรือดต่างหาก !”
ทางหมู่บ้านต้าฝางจวงแม้แต่น้ำยังไม่มีให้ดื่ม แล้วจะเอาน้ำที่ไหนไปทำความสะอาดเตียงกับผ้าห่ม ? เจียงโม่หานเพิ่งล้มตัวลงนอนก็โดนกัดจนคันและมีตุ่มไปทั้งตัว ต่อมาเขาจึงไม่กล้าสัมผัสเตียงนั้นอีกและนั่งอยู่บนเก้าอี้ตลอดทั้งคืน
เรื่องก็เป็นเช่นนี้และบัดนี้เขายังรู้สึกว่าบนตัวและบนหลังยังมีบางอย่างเกาะอยู่จึงอดไม่ได้ที่จะเริ่มเกาอีกรอบ เขาเห็นหลินเว่ยเว่ยดูสบายดีทุกอย่างจึงถามนางว่า “เจ้ายังสบายดีหรือ ?”
“ข้า ? ก็ดีนะ หลับฝันดีทั้งคืน !” นางต้องสบายดีอยู่แล้วเพราะไม่ได้แตะต้องเตียงหรือฟูกของบ้านหลังนี้เลย เมื่อดูแลงานไร่นาในมิติน้ำพุวิญญาณเสร็จแล้ว นางก็หลับไปในนั้น
ข้าวสาลีในมิติน้ำพุวิญญาณถูกเก็บเกี่ยวหมดแล้วจึงจำเป็นต้องมีคนนวดข้าว ข้าวโพดก็ถูกเก็บเกี่ยวแล้วเช่นกัน ดังนั้นในทุกคืนนางต้องใช้เวลาเลาะเมล็ดข้าวโพดเป็นเวลา2ชั่วยาม ที่ดิน3หมู่ในมิติน้ำพุวิญญาณใช้ปลูกข้าวสาลีและข้าวโพดลงไปอีกรอบจึงต้องรดน้ำเป็นครั้งคราว…นางเหนื่อยยิ่งกว่าอะไรจึงเป็นธรรมดาที่จะหลับอย่างง่ายดายหรือเรียกว่าหลับเป็นตาย !
เจียงโม่หานยังคงมีใบหน้าบึ้งตึง เขาเริ่มหันไปเกากระเป๋าแขนเสื้อ หลินเว่ยเว่ยกลั้นหัวเราะแล้วพูดกับเขาว่า “คราวนี้เป็นข้าเองที่คิดไม่รอบคอบ คราวหน้าเราไปขอยาไล่แมลงจากหมอเหลียงแล้วก็เอาฟูกมาเองดีกว่า”
“ไม่ต้องทำอาหารแล้ว ! กินแค่ของแห้งนิดหน่อยแล้วขึ้นไปตรวจดูกับดักบนเขาเถิด !” เขายังต้องรีบกลับไปอาบน้ำล้างตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน !
“ได้ ได้ !” นางอุ่นข้าวปั้น2-3ก้อนแล้วถือกินไประหว่างทาง
หลุมกับดักไม่ใหญ่มากสองหลุมมีหมูป่ามาติด3ตัว เป็นตัวใหญ่2ตัว ตัวเล็ก1ตัว เจียงโม่หานตกตะลึงในทันใด…จับก็จับได้อยู่หรอก แต่จะแบกกลับบ้านอย่างไร !
ตอนที่ 275: กลัวว่าบุตรสาวจะถูกส่งคืน
หลินเว่ยเว่ยทำให้หมูป่าตัวใหญ่2ตัวสลบ จากนั้นก็มัดขาลูกหมูป่าเอาไว้ นางเงยหน้าขึ้นมองสีของท้องฟ้า…ไม่มีนาฬิกาดูเวลาก็ลำบาก ! จากนั้นนางก็พูดกับเจียงโม่หานว่า “เจ้าไปนั่งบนก้อนหินก้อนนั้น แล้วคอยดูหมูป่าที่เหลือเอาไว้ ส่วนข้าจะขนพวกมันลงเขาไปก่อน…”
หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังก้อนหินที่สูงประมาณตัวคน สัตว์ป่าธรรมดาทั่วไปไม่มีทางปีนขึ้นไปได้แน่นอน เจียงโม่หานเงยหน้ามองหินยักษ์ที่สูงยิ่งกว่าตนเองด้วยท่าทางหดหู่ ก้อนหินยักษ์มีขอบที่คมเหมือนใบมีด แม้เขาจะอยากปีนแต่ก็ต้องมีที่สำหรับเหยียบขึ้นไปไม่ใช่หรือ ?
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ก้มลงแล้วกอดสองขาเรียวยาวของเขา จากนั้นออกแรงดันเขาขึ้นไปเบาๆ ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็ขึ้นไปนั่งบนก้อนหินด้วยความงุนงง ข้าเป็นใคร ? ข้าอยู่ที่ใด ? ข้ากำลังทำอันใดอยู่ ?
จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็โบกมือให้เขาแล้วแบกหมูป่าตัวหนึ่งลงจากเขา เมื่อนางเดินไปตามถนนของภูเขาได้พักหนึ่งก็เห็นหลินจื่อเหยียนบังคับเกวียนเทียมล่อเข้ามาจากระยะไกล
“พี่รอง วันนี้ล่าหมูป่าได้กี่ตัว ?” หลินจื่อเหยียนช่วยจับหมูป่ามัดกับเกวียนไปพลางถามไปด้วย
หลินเว่ยเว่ยชูสามนิ้วให้เขา “ใหญ่สอง เล็กหนึ่ง !”
หลินเว่ยเว่ยให้เขารออยู่ข้างถนน จากนั้นก็กลับไปแบกหมูป่าตัวใหญ่ออกมาอีกตัว ส่วนเจียงโม่หานก็อุ้มลูกหมูป่าที่ท่าทางอายุยังไม่ถึงเดือนตามออกมาพร้อมสีหน้าบึ้งตึง
หลินจื่อเหยียนรีบเข้าไปข้างหูพี่รองแล้วกระซิบถามเบาๆ ว่า “ศิษย์พี่เจียงเป็นอันใดไปหรือ ? ท่าทางดูอารมณ์เสีย…แม้ในเวลาปกติเขาก็ดูไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไร แต่วันนี้เห็นชัดมาก !”
“เขาก็เหมือนพระหลัวฮั่นที่มีใบหน้าดูโกรธตลอดเวลา !” หลินเว่ยเว่ยกลั้นหัวเราะ ไม่ใช่เพราะตอนกระโดดลงจากก้อนหิน แล้วนางรับเขาไว้เหมือนอุ้มองค์หญิงหรอกหรือ บัณฑิตน้อยผู้หยิ่งยโสจึงเขินอายแล้วทำหน้าเช่นนี้ออกมา อยากจะขู่ใครเล่า ?
“มัวแต่พูดอันใดอยู่ ?” เจียงโม่หานเคาะเกวียน เสียงของพี่น้องคู่นี้แม้แต่คนตายก็ยังได้ยิน จงใจจะแกล้งใครกันแน่ ?
“พวกข้ากำลังคุยกันว่าใบหน้าของเจ้าดำเหมือนหมูป่าในอ้อมแขนของเจ้าไม่มีผิด !” หลินเว่ยเว่ยช่วยดันเกวียน ขณะหันกลับมามองเขา นางก็เผยรอยยิ้มชวนโมโหที่เป็นเอกลักษณ์ออกมา
เจียงโม่หานรีบโยนเจ้าหมูน้อยใส่เกวียน หลังทำหน้าเคร่งขรึมแล้วเขาก็เร่งฝีเท้าเดินแซงมายังหน้าเกวียน
หลินจื่อเหยียนขยิบตาให้พี่รอง จบเห่ โมโหจริงแล้ว ! ท่านไม่ไปปลอบเขาสักหน่อยหรือ ?
หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มให้น้องสาม ไม่เป็นไร บัณฑิตน้อยโกรธง่ายหายเร็ว
หลังกลอกตาไปมาเพื่อมองโดยรอบแล้วนางก็เริ่มร้องเพลง “คางคกตัวหนึ่งหนึ่งปาก สองตา สี่ขา มันกระโดดลงไปในน้ำ คางคกไม่ดื่มน้ำในปีที่สงบสุข คางคกไม่ดื่มน้ำในปีที่สงบสุข คางคกสองตัวสองปาก สี่ตา แปดขา กระโดดลงไปในน้ำ…คางคกหกตัวหกปาก…บัณฑิตน้อยกี่ขากี่ตา ?”
เจียงโม่หานเค้นเสียง ฮึ “นับเอง ไม่ต้องมาถามข้า !”
“เจ้าในตอนนี้โมโหเหมือนคางคกไม่มีผิด ไม่ถามเจ้าแล้วจะไปถามใคร ?” หลังแกล้งสำเร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เค้นเสียงหัวเราะออกมา หลินจื่อเหยียนที่อยู่ด้านข้างพยายามควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าสุดแรงเกิด เขาจะหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ เช่นนั้นจะเป็นการทำร้ายศิษย์พี่เจียง
เจียงโม่หานสะบัดแขนเสื้อแล้วรีบเดิน…ถ้าเขายังสนใจนางอีก เขาได้ใช้แซ่เดียวกับนางแน่ ! ระหว่างทางต่อจากนั้นไม่ว่าหลินเว่ยเว่ยจะแกล้งหยอกเย้าอย่างไร เขาก็ทำเหมือนไม่ได้ยินและตีสีหน้าเย็นชาตลอดเวลา
พอกลับมาถึงหมู่บ้านฉือหลี่โกวแล้ว เขาก็ตรงเข้าบ้านตระกูลเจียงทันทีและไม่ออกมาอีกแม้จะผ่านไปนานเท่าไร นางหวงและนางเฝิงมองหน้ากันพักใหญ่ จากนั้นพวกนางก็มาที่ลานบ้านตระกูลหลินแล้วเรียกหลินเว่ยเว่ยออกมาซักถาม “หานเอ๋อร์เป็นอันใดไป ? เจ้าไปยั่วโทสะอันใดเขาอีก ?”
หลินจื่อเหยียนขายพี่รองอย่างไม่ไยดี “พี่รองบอกว่าศิษย์พี่เจียงโมโหเหมือนคางคก แต่ดูเหมือนว่านางจะทำให้เขาอารมณ์เสียตั้งแต่อยู่ในป่าแล้วขอรับ !”
หลินเว่ยเว่ยรีบขู่อีกฝ่ายด้วยกำปั้นแล้วพูดแก้ตัว “ที่บัณฑิตน้อยอารมณ์เสียไม่ใช่เพราะข้าหรอกเจ้าค่ะ สาเหตุหลักก็คือเขาโดนหมัดกับตัวเรือดกัด และที่เขารีบกลับเข้าบ้านก็เพราะไปถอดเสื้อผ้าออก ถ้าไม่เชื่อพวกท่านก็ลองเข้าไปดูว่าตอนนี้เขากำลังอาบน้ำอยู่หรือไม่ ?”
เจ้าหนูน้อยอาสาวิ่งไปดูบ้านหลังด้านข้าง จากนั้นก็กลับมาพยักหน้าเหมือนไก่จิกข้าวสาร “ใช่ พี่โม่หานกำลังอาบน้ำอยู่จริงขอรับ แม้แต่ผมก็สระด้วย เหมือนในน้ำที่อาบจะใส่สมุนไพรลงไปด้วยขอรับ !”
พอนางหวงได้ยินก็รีบไปต้มน้ำให้บุตรสาวอาบน้ำสระผมทันที ไม่ว่าหลินเว่ยเว่ยจะอธิบายอย่างไรก็ไม่ช่วยให้อันใดดีขึ้นมา แม้สถานที่ที่นางนอนหลับจะไม่มีเจ้าตัวเหล่านั้นก็ตาม ตัวเรือดไม่เท่าไรหรอก แต่ถ้ามีเหาติดมาล่ะก็ คนทั้งบ้านได้ลำบากไปด้วยแน่
หลังจากการประท้วงไม่เป็นผลแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ถูกขัดถูทั่วทั้งกาย ต่อจากนั้นนางหวงยังแหวกผมของนางเพื่อดูว่ามีเหาอยู่หรือไม่ ท้ายที่สุดก็ใช้หวีสางออกหลายต่อหลายรอบ นางหวงก็วางใจได้ในที่สุด !
หลินเว่ยเว่ยพูดจาขี้เล่น “ข้ารู้สึกว่าโดนล้างจนสะอาดเหมือนวัตถุดิบทำอาหารอย่างไรอย่างนั้นเจ้าค่ะ !”
นางหวงจิ้มหน้าผากบุตรสาวทันที “เจ้านี่นะ ! ดูตัวเองเถิด ! ปากของเจ้าชอบสร้างเรื่องอยู่เรื่อย ไป ไปขอโทษหานเอ๋อร์เดี๋ยวนี้”
ทันใดนั้นนางเฝิงก็กล่าวพร้อมรอยยิ้มอยู่ด้านข้าง “ไม่ต้องหรอก ! บุรุษต้องใจกว้างหน่อย ! อย่าไปสนใจเขาเลย ประเดี๋ยวก็โมโหจนชินไปเอง !”
“ท่านแม่ขอรับ ! ใครเป็นลูกแท้ๆของท่านกันแน่ ?” เจียงโม่หานเดินเข้ามาพร้อมเส้นผมที่เปียกโชก
นางเฝิงหยิบผ้ามาเช็ดผมให้บุตรชาย “ใช่ ! เจ้าไม่ใช่ลูกแท้ๆของข้า เสี่ยวเว่ยต่างหากที่ใช่ !”
เจียงโม่หานเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ “ในที่สุดท่านก็ยอมพูดออกมา !”
ขณะมองใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา ดวงตาของนางเฝิงก็ดูขุ่นมัวขึ้นมา ‘คุณหนูเจ้าคะ ท่านเห็นหรือไม่ ? ทารกที่ท่านให้กำเนิดในสนามรบเมื่อครานั้นเติบโตเป็นหนุ่มน้อยรูปงามที่มีทั้งรูปโฉมและความสามารถ ! คุณหนู ท่านอยู่ที่ใด ? ท่านจะยังสบายดีหรือไม่เจ้าคะ ?’
นางเฝิงคิดว่าคุณหนูของตนน่าจะเผชิญความโชคร้ายมากกว่าโชคดี เพราะหลังให้กำเนิดทารกแล้ว คุณหนูก็ไม่มีเวลาแม้แต่จะมองหน้าเด็ก ทว่าต้องรีบขึ้นหลังอาชาเพื่อหลอกล่อทหารซึ่งตามพวกตนให้ออกไป สตรีที่ให้กำเนิดบุตรแล้วยังอ่อนแอถึงเพียงนั้น จะเอาตัวรอดจากศัตรูที่โหดร้ายได้อย่างไร ? นอกจากนี้ถ้าคุณหนูยังมีชีวิตอยู่ เหตุใดไม่มาตามหาพวกตนในจุดที่ได้ตกลงกันไว้ ? หรือตามหาบุตรที่ให้กำเนิดอย่างสิ้นหวังในสนามรบก็ยังไม่เคยได้ยิน
หลินเว่ยเว่ยหยิบหวีที่นางหวงเพิ่งหวีให้ตนเมื่อครู่แล้วเข้าไปพูดเชิญชวน “มา บัณฑิตน้อย ข้าจะหวีผมให้เจ้า ดูว่ามีเหาอยู่หรือไม่ เหาแพร่พันธุ์ได้เร็วมาก ผ่านไปไม่ถึงสองวันผมสีดำของเจ้าก็จะเต็มไปด้วยไข่เหา แล้วเราก็จะใช้มือบีบดัง แปะ…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจียงโม่หานก็เริ่มรู้สึกคันศีรษะขึ้นมาทันใด พอเห็นเขาไม่มีทีท่าจะต่อต้าน หลินเว่ยเว่ยก็เริ่มลงมือ…
“เจ้าคิดจะดึงผมข้าให้ร่วงหมดหัวหรือไร ข้าจะกล้าออกจากบ้านอย่างไร ?” เจียงโม่หานเริ่มต่อต้านความป่าเถื่อนของอีกฝ่าย เพราะผมกับศีรษะแทบจะถูกดึงลงมาหมดแล้ว
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน “เชื่อข้าสิ แม้เจ้าจะไม่มีผมแล้วก็ยังเป็นหลวงจีนหล่อที่สุดบนโลกใบนี้อยู่ดี…แต่ไม่รู้ว่าหลวงจีนจะไปสอบบัณฑิตได้หรือไม่ !”
“หลินเว่ยเว่ย !” นางหวงมองบุตรีตาขวาง เด็กเหลวไหลคนนี้เล่นไม่รู้ขอบเขต หากทำให้คนฟังหัวเสียก็ต้องเปลืองแรงไปง้ออีก นางล่ะกลัวจริงๆ ว่าถ้าวันไหนหานเอ๋อร์ทนไม่ไหว แล้วอยากจะส่งตัวลูกสาวคนรองกลับคืน…แค่กแค่ก ถอนหมั้นเชียวนะ !
ตอนที่ 276: วันเกิดของบัณฑิตน้อย
ถ้าคนอื่นมีคู่หมั้นดีถึงเพียงนี้ก็ต้องเคารพและชื่นชม แต่นางทำตัวดีนัก ยั่วโทสะอีกฝ่ายได้วันละหลายร้อยรอบ โชคดีที่ก่อนหมั้นหมายหานเอ๋อร์รู้นิสัยนี้ของนางอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นคงจะนำพายุแห่งการหวนคืนมาสู่ตระกูลหลิน…
เมื่อหลินเว่ยเว่ยหวีผมให้บัณฑิตหนุ่มเสร็จแล้วก็เริ่มนวดหนังศีรษะให้อย่างชำนาญ นางไม่ได้ทำงานในร้านทำผมช่วงวันหยุดฤดูร้อนของชาติที่แล้วอย่างเสียเปล่าเลยจริงๆ
เจียงโม่หานรู้สึกสบายจนหลับตา ใบหน้าน้ำแข็งก็ค่อยๆผ่อนคลาย หลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและทายาในกระเป๋าลงบนร่างกายแล้ว เขาจึงไม่รู้สึกคันขึ้นมาอีก อารมณ์ก็ดีขึ้นมาก ตอนนี้นางยังนวดหนังศีรษะให้อย่างใส่ใจอีก ช่างเถิด ไม่เอาความนางแล้วก็ได้ ถ้าเอาจริงเอาจังกับนางมากกว่านี้ เขาก็คง…โมโหจนคลั่งตายเพราะนางไปนานแล้ว !
เจียงโม่หานเค้นเสียงดัง ฮึ “เจ้าจะเป็นสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำให้คู่หมั้นโมโหจนตาย !”
“ไอหยา ตายไม่ตายอันใดกัน ! อย่าพูดจนติดปากเชียว ไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย ! หมอดูได้ทำนายดวงชะตาให้ข้าแล้วว่ามีดวงส่งเสริมสามี เจ้าจะต้องอายุยืนร้อยปีแน่นอน !” หลินเว่ยเว่ยค่อยๆนวดหนังศีรษะให้เขาอย่างอ่อนโยน เจียงโม่หานก็รู้สึกสบายจนส่งเสียงแห่งความสุขออกมา !
สามวันต่อจากนั้นก็มาถึงวันคล้ายวันเกิดของเจียงโม่หานซึ่งหลินเว่ยเว่ยตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ เป็นอย่างที่เจียงโม่หานคิดว่าสิ่งเดียวที่นางถนัดคือการทำขนมและอาหาร นางจึงตัดสินใจทำเค้กวันเกิดขนาดใหญ่ให้บัณฑิตน้อย !
วันนี้นางให้คนงานทำเนื้อแผ่นและแยมผลไม้หยุดงาน…เนื่องจากมีงานมงคล นางจึงให้หยุดหนึ่งวัน !
เตาอบไม่กี่เตาถูกนำมาอบเค้กพร้อมกัน นางตัดสินใจจะทำเค้กสามชั้นและด้านในยังมีพวกผลไม้เชื่อมอีกด้วย พวกสีที่ใช้ในการตกแต่ง สีแดงมาจากน้ำผลเชอร์รี่ป่า สีเขียวมาจากน้ำผักโขมและสีเหลืองมาจากลูกพลับ
“พี่รอง พี่รอง ! ท่านกำลังทำขนมอะไรอยู่หรือ !” เจ้าหนูน้อยมีนิสัยเดียวกับเจ้าดำที่อยู่ข้างเท้าของเขา เพราะต่างเดินวนไปมารอบตัวหลินเว่ยเว่ยจนนางเกือบเหยียบเจ้าดำหลายต่อหลายครั้ง
หลินเว่ยเว่ยเริ่มเฉือนเค้กที่อบเสร็จแล้วให้เป็นรูปวงกลมสามขนาด จากนั้นก็นำมุมเค้กที่ตัดออกยัดใส่ปากเจ้าหนูน้อยที่ฉีกยิ้มและพูดประจบทันที “อร่อย ! ขนมฝีมือพี่รองอร่อยที่สุด !”
เจ้าดำเห็นปากของเจ้านายตัวน้อยขยับ มันจึงรีบเดินไปมาแล้วยืนด้วยขาหลังและใช้หางน้อยๆตีใส่ขากางเกงของหลินเว่ยเว่ย
“เจ้าหมาตะกละ !” เจ้าหนูน้อยย่อตัวอุ้มเจ้าดำขึ้นมา จากนั้นก็ใช้เล็บมือบิเค้กเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วยื่นไปที่ปากของมัน เจ้าดำก็อ้าปากรับอย่างว่าง่าย งั่มงั่มงั่ม…ขออีก !
เจ้าดำอายุเกือบครบหนึ่งเดือนแล้ว หูข้างหนึ่งตั้งขึ้นแต่อีกข้างยังพับเหมือนเดิม เวลาที่ดวงตาสีอำพันเป็นประกายคู่นั้นมองมา มันจะดูไร้เดียงสาเป็นพิเศษ ทำให้คนปฏิเสธมันไม่ลง
คนในบ้านล้วนกระตือรือร้นที่จะป้อนอาหารให้มัน ไม่ว่าจะเป็นนมแพะ เนื้อบด เนื้อติดกระดูก ไข่ไก่…ตอนแรกเริ่มที่มาถึง เจ้าตัวน้อยมีรูปร่างผอมแห้ง แต่ตอนนี้มันกลายเป็นหมาป่าอ้วนท้วนไปแล้ว เวลาวิ่งเหมือนลูกบอลสีดำกลิ้งไปกลิ้งมาไม่มีผิด ! พวกเด็กๆในหมู่บ้านต่างแย่งกันจะอุ้มมัน
ในบ้านตระกูลหลิน เจ้าดำทำตัวอ่อนโยน ไม่ว่าใครอุ้มมันก็จะถูไถคนนั้น แต่เมื่อออกไปด้านนอกกลับทำตัวหยิ่งยโส ไม่ว่าเด็กในหมู่บ้านคนไหนก็จับไม่ได้ อย่ามองว่ามันตัวอ้วนเชียว เวลาเคลื่อนไหวขึ้นมามันเร็วยิ่งกว่าอะไร ไม่ว่าใครก็อย่าคิดจะจับมันทั้งนั้น
หากคนแปลกหน้าคิดจะสัมผัส มันจะก็แยกเขี้ยวฟันน้ำนมออกมา ขนหลังตั้งชูชันแล้วส่งเสียงขู่อีกฝ่าย !
“พี่รอง เหตุใดท่านต้องทำเค้กไข่สามก้อนด้วย ?” ตัวเจ้าหนูน้อยเต็มไปด้วยคำว่า ‘เหตุใด’ เขาคอยถามโน้นนี่นั่นอยู่ข้างนาง
หลินเว่ยเว่ยเอื้อมมือไปเขกศีรษะเขา จากนั้นก็นำมุมเค้กที่ตัดออกแล้วห่อด้วยกระดาษน้ำมันและยัดใส่มือเจ้าหนูน้อย “รอให้ทำเสร็จแล้วเจ้าก็รู้เอง ไป ไปแบ่งขนมกับเพื่อนเจ้า…อย่าลืมแบ่งให้พี่เยี่ยนเอ๋อร์กับพี่ฉือถัวที่โรงงานแปรรูปด้วยล่ะ…”
หลินเว่ยเว่ยยังพูดไม่ทันจบ เจ้าหนูน้อยก็วิ่งออกไปไกลแล้ว เขาคุ้นเคยกับการแบ่งปันของกินเหล่านี้ จึงวิ่งไปที่โรงงานแปรรูปก่อน จากนั้นก็ยัดมุมเค้กสองสามก้อนให้เยี่ยนเอ๋อร์กับฉือถัวแล้วถึงจะวิ่งไปเคาะประตูบ้านเหล่าสหายสนิทของตนพร้อมตะโกนว่า “มารวมตัวกันเร็ว !”
มีเด็กบางคนกำลังกินข้าวเช้าอยู่ หลังได้ยินเสียงของเขาแล้วเด็กคนนั้นก็กินโจ๊กอีกสองคำ จากนั้นก็วิ่งออกมาพร้อมหมั่นโถว มารดารีบวิ่งตามออกมาสองสามก้าวและตะโกนด่าเสียงดังลั่น “เจ้าเด็กคนนี้ ไม่หิวแล้วหรือ คิดแต่จะเล่นจนข้าวก็ไม่กิน !”
พวกผู้ใหญ่ในบ้านยัดเกี๊ยวไส้ผักเข้าปากพลางกล่าวว่า “พอเถิด ด่าให้น้อยหน่อย นั่นเป็นเสียงของเอ้อร์ฮว๋า ถ้าเทียบกับเอ้อร์ฮว๋าแล้ว ตำแหน่งพวกเราในใจของลูกยังต้องอยู่ข้างหลัง ! ถ้าเล่นกับเอ้อร์ฮว๋าแล้ว ลูกเรายังพอท่องกลอนได้สองบท จำอักษรได้สองตัว ยังดีกว่าพวกมู่เกินเอ๋อร์ที่เอาแต่เล่นกับหมาแมว !”
“ข้าก็ไม่ได้ห้ามเขาออกไปเสียหน่อย แต่เขาเพิ่งกินโจ๊กได้แค่ครึ่งชาม…” มารดาของเด็กน้อยเทโจ๊กที่เหลือของบุตรชายให้สามี บุตรกินน้อยลง มารดาทุกคนล้วนรู้สึกไม่ดี
เมื่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์ที่กำลังกวาดลานบ้านอยู่ได้ยินเสียงของเจ้าหนูน้อยก็รีบทิ้งไม้กวาดแล้วกำลังจะวิ่งออกไป แต่มู่เกินเอ๋อร์เข้ามาขวางเขาไว้ “พาข้าไปด้วย ต่อไปข้าจะไม่แกล้งเจ้าอีก ตกลงหรือไม่ ?”
โก่วเชิ่งเอ๋อร์มองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า “ใช่ว่าข้าไม่อยากพาเจ้าไปด้วย แต่เอ้อร์ฮว๋าไม่ชอบเจ้า บอกว่าเจ้าชอบรังแกเด็กในหมู่บ้านและชอบแย่งของคนอื่น แถมยังบอกว่าถ้าเจ้าเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เมื่อไร เขาก็จะพิจารณารับเจ้าเข้ากลุ่มเมื่อนั้น”
มู่เกินเอ๋อร์เช็ดน้ำมูก “ข้าจะเปลี่ยน แล้วข้าต้องเปลี่ยนอย่างไร ?”
“เอ้อร์ฮว๋าชอบเล่นกับเด็กนิสัยดี เจ้าคิดเองแล้วกัน พวกเราต่างช่วยทำงานบ้าน เจ้าลองกวาดลานก่อนก็แล้วกัน !” โก่วเชิ่งเอ๋อร์ชี้ลานบ้านที่ตนเพิ่งกวาดไปได้ครึ่งหนึ่ง มู่เกินเอ๋อร์จำใจจับไม้กวาด ส่วนโก่วเชิ่งเอ๋อร์ที่วิ่งออกไปข้างนอกก็มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม…
“ทั้งหมด แถวตรง !” เมื่อพวกสหายมาครบหมดแล้ว เจ้าหนูน้อยจึงออกคำสั่งเหมือนทหาร ในมือถือมุมเค้กห่อใหญ่เอาไว้แล้วเริ่มออกคำสั่งอย่างน่าเกรงขามอีกรอบ
“เริ่มนับ !” เวลาที่หลินเว่ยเว่ยมีเวลาว่างก็จะมาหยอกเย้าทหารเด็กกลุ่มนี้ เจ้าหนูน้อยจึงเลียนแบบนาง แถมท่าทางยังดูมีความเป็นผู้นำมากด้วย
“หนึ่ง สอง สาม…” เพื่อนๆก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
มู่เกินเอ๋อร์ที่กวาดลานบ้านเสร็จแล้วก็รีบวิ่งเข้ามาเหมือนกัน “สิบ !”
เด็ก7คนก่อนหน้านั้นรีบหันมามองเขาพร้อมสีหน้ารังเกียจ “เจ้าต้องเป็นแปดต่างหาก! นับเลขเป็นหรือไม่”
มู่เกินเอ๋อร์สูดน้ำมูกพร้อมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ไม่มีใครสอนข้า ! พวกเจ้าสอนข้าสิ ประเดี๋ยวข้าก็นับเลขเป็นแล้วไม่ใช่หรือ ?”
วังตงเฉียงปิดจมูกแล้วพูดกับเขาว่า “เจ้าสกปรกมาก ! โตถึงเพียงนี้ยังมีน้ำมูกไหลอยู่ ตอนเช้าเจ้าไม่ได้ล้างหน้าหรือ ? แถมยังมีเมล็ดข้าวติดอยู่บนหน้า…พวกเราไม่เล่นกับเด็กสกปรก !”
“ข้าจะไปล้างหน้า !” มู่เกินเอ๋อร์อาลัยอาวรณ์กับห่อขนมในมือเจ้าหนูน้อยเพราะเขาได้กลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากด้านใน มันจะต้องเป็นของอร่อยแน่นอน ! ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดเจ้าโก่วเชิ่งเอ๋อร์ถึงวิ่งออกมาเร็วเช่นนี้ ! “รอข้าก่อนนะ ประเดี๋ยวข้าก็กลับมาแล้ว !”
ตอนที่เจ้าหนูน้อยแบ่งเค้กให้เพื่อน มู่เกินเอ๋อร์ก็กลับมาพอดี ใบหน้าน้อยๆของเขาถูกล้างจนสะอาด คราบน้ำมูกก็หายไปแล้ว แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังเปลี่ยนเป็นชุดใหม่
ตอนที่ 277: จะโดนทำลายอยู่แล้ว
ขณะมองห่อขนมในมือของสหายก็พบว่าด้านในเป็นขนมแปลกประหลาดที่ตัดแบ่งเป็น4-5ชิ้น มู่เกินเอ๋อร์เกือบน้ำลายไหล เขาสูดน้ำลายแล้วรีบยื่นมือน้อยๆของตนออกไป
เจ้าหนูน้อยมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาด้วยท่าทางสับสนน่าดู เพราะเมื่อก่อนมู่เกินเอ๋อร์ชอบรังแกคนอื่น ทุบตีโก่วเชิ่งเอ๋อร์และยังโยนพวกขยะใส่กลุ่มตน เจ้าหนูน้อยจึงไม่ชอบเด็กคนนี้เลย ! แต่…พี่รองเคยบอกว่าทุกคนล้วนมีข้อเสียทั้งนั้น คนที่รู้จักสำนึกผิดและเปลี่ยนแปลงตนเองถือว่าเป็นเด็กดีคนหนึ่ง !
มู่เกินเอ๋อร์แบมือพร้อมยิ้มประจบ เจ้าหนูน้อยแบกรับหน้าที่เปลี่ยนเด็กเลวให้เป็นเด็กดีไว้บนบ่า เขาจึงทำหน้าเคร่งขรึม “ต่อไปเจ้าห้ามรังแกคนอื่น ห้ามโกหก เพราะเด็กที่พูดโกหกล้วนเป็นเด็กไม่ดี…โก่วเชิ่งเอ๋อร์เป็นน้องชายของเจ้า เจ้าควรปกป้องเขา ครอบครัวเดียวกันต้องรักใคร่ปรองดอง…เหมือนข้ากับพี่รอง !”
มู่เกินเอ๋อร์พยักหน้าเหมือนไก่จิกข้าวสาร จากนั้นก็กล่าวพร้อมรอยยิ้มประจบสอพลอ “ข้าฟังเจ้าหมดทุกอย่าง คราวหน้าหากพี่รองหลินพาเจ้าไปดักกระต่ายบนเขาอีก เจ้าพาข้าไปด้วยคนได้หรือไม่ ?”
เจ้าหนูน้อยยื่นห่อขนมให้เขาหนึ่งห่อ แต่พอได้ยินเช่นนั้นเขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “ยังจะกล้าอีก ! เพราะแม่เจ้าไปอาละวาดที่บ้านข้า ท่านแม่จึงด่าพี่รองไปยกใหญ่ หลังจากนั้นพี่รองก็ไม่ยอมรับปากว่าจะพาข้าขึ้นเขาอีกเลย !”
มู่เกินเอ๋อร์ก้มหน้าด้วยความผิดหวัง นั่นมันมารดาของตน คนอื่นว่านางได้แต่เขาทำไม่ได้ แม้เจ้าหนูน้อยจะไม่ชอบเขามาก แต่ก็ยังแบ่งมุมเค้กชิ้นเล็กให้เขาหลายชิ้น
มู่เกินเอ๋อร์รีบหยิบขนมเข้าปาก…หอม หวาน นิ่มและอร่อยมากเลย ! เขาไม่เคยกินขนมที่อร่อยเช่นนี้มาก่อน มันอร่อยจน…แทบจะร้องไห้ !
มู่เกินเอ๋อร์ตัดสินใจในทันทีว่าต่อไปนี้จะเป็นสหายกับเจ้าหนูน้อยและเชื่อฟังทุกอย่าง ! ขอแค่ได้กินของที่อร่อยเช่นนี้บ่อยๆ แม้จะต้องเป็นลูกน้อง เขาก็เต็มใจ !
“รู้หรือไม่ว่าเหตุใดวันนี้จึงมีเค้ก ?” เหล่าสหายของเจ้าหนูน้อยส่ายหน้า เขาจึงกล่าวต่อ “เพราะวันนี้เป็นวันเกิดของพี่โม่หาน ! มา ข้าจะสอนพวกเจ้าร้องเพลงอวยพรวันเกิด !”
ผ่านไปไม่นาน ชาวฉือหลี่โกวที่ผ่านเข้าออกหน้าหมู่บ้านก็ได้ยินเสียงเด็กร้องเพลง ‘‘อวยพรวันเกิด (จู้หนี่เซิงรื่อไคว่เล่อ)’’ แบบทำนองผิดเพี้ยนเป็นครั้งคราว…สุขสันต์วันเกิด สุขสันต์วันเกิด สุขสันต์วันเกิด สุขสันต์วันเกิดพี่โม่หาน !
ดังนั้นชาวบ้านแทบทุกคนในฉือหลี่โกวจึงรู้ว่าวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของบัณฑิตเจียง ! มีครอบครัวแกนนำสองสามครอบครัวไปหาผู้ใหญ่บ้าน แต่ละบ้านออกเงินกันคนละเล็กละน้อยแล้วให้บุตรชายของผู้ใหญ่บ้านขับเกวียนเข้าเขตเริ่นอันเพื่อซื้อพวกพู่กัน แท่งหมึก กระดาษและที่ฝนหมึก เมื่อถึงยามเย็นก็นำพวกมันไปมอบให้เจียงโม่หาน…
ส่วนเจ้าหนูน้อยก็หลงคิดว่าตนฝึกซ้อมจนดีแล้วจึงพาพวกสหายวิ่งกลับไปบ้านตระกูลหลิน เมื่อต่อแถวตรงหน้าเจียงโม่หานแล้ว พวกเขาก็เริ่มแหกปากร้องเพลงหลายต่อหลายรอบ เจียงโม่หานแทบอยากเอาถังคลุมศีรษะ…แต่ละประโยคไม่มีทำนองแม้แต่น้อย หูของเขาจะโดนทำลายอยู่แล้ว
หลินเว่ยเว่ยเห็นสีหน้าของบัณฑิตน้อยจึงหัวเราะจนตัวงอ แต่นางก็ยังใจดีช่วยเขาไล่พวกเด็กๆให้ออกไปเล่นข้างนอก !
เจียงโม่หานวางตำราแล้วเดินมาหาหลินเว่ยเว่ยเพื่อดูว่าของขวัญวันเกิดของตนคือสิ่งใด หลินเว่ยเว่ยชำเลืองมองเขาแล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่คิดจะหลบหน่อยหรือ ? เจ้ามองเช่นนี้จะไม่เหลือสิ่งใดให้ประหลาดใจแล้ว !”
“ตอนนี้ข้าก็พอเดาออกว่าเจ้าคิดจะทำสิ่งใด ยังมีอันใดให้แปลกใจอีกหรือ ?” เจียงโม่หานตอบกลับนางด้วยน้ำเสียงสบาย จากนั้นก็หยิบมุมเค้กที่ถูกตัดออกมากินหนึ่งคำ
“เช่นนั้นก็ช่างเถิด !” ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ยัดไม้ไผ่ที่ใช้ในการตีไข่ให้เขาพร้อมชามที่มีไข่ขาวอยู่ด้านใน “ออกแรงตีไปทางเดียวกัน ดูนะ ทำแบบนี้ !”
เจียงโม่หานเริ่มขมวดคิ้ว ไม่ใช่ว่านางต้องเป็นคนทำของขวัญวันเกิดให้เขาหรอกหรือ ? แล้วเหตุใดถึงเปลี่ยนเป็นเขาแทน ? หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่ได้ให้เจ้ารู้สึกมีส่วนร่วมหรือ ? ตามคำกล่าวที่ว่าออกแรงทำเองถึงจะอร่อยที่สุด”
เจียงโม่หานขมวดคิ้วพลางถือชามใบใหญ่ไว้ในมือและออกแรงตีไข่ขาวต่อไปเรื่อยๆ หลินเว่ยเว่ยเห็นเขาตีจนมีฟองจำนวนมากแล้วจึงใส่นม น้ำมัน น้ำตาลครึ่งหนึ่งลงไปแล้วปล่อยให้บัณฑิตหนุ่มตีอีก หลังไข่ขาวเริ่มหนืดแล้ว นางก็ใส่นมวัวและน้ำตาลอีกครึ่ง แน่นอนว่ายังต้องตีต่อไปอย่างต่อเนื่อง…
เจียงโม่หานบ่นในใจ เมื่อยมือชะมัด…
กระทั่งไข่ขาวกลายเป็นเนื้อครีม แม้ไม่ถึงกับตั้งยอดทว่าเนื้อไม่ขาดออกจากกันก็ถือว่าครีมที่ตีด้วยมือเป็นอันสำเร็จ ! เจียงโม่หานวางชามลง พอคว้าตำราขึ้นมาถือแล้ว เขาก็รีบออกไปหลบยังที่ห่างไกลทันที
หลินเว่ยเว่ยยกยิ้มมุมปากอย่างได้ใจ งานเหนื่อยที่สุดของการทำเค้กผ่านไปแล้ว ขั้นตอนอื่นล้วนเป็นงานที่ต้องใช้เทคนิค บัณฑิตน้อย เจ้าหมดประโยชน์แล้ว !
หลินเว่ยเว่ยควักตรงกลางของเค้กแต่ละขนาดออกแล้วใส่ครีมลงไป จากนั้นก็วางลูกท้อเชื่อมสีเหลืองทอง ทับด้วยแยมบลูเบอร์รี่เพื่อเพิ่มรสชาติ หลังจากนั้นปาดครีมด้านนอกให้เรียบ ทำแบบนี้กับเค้กอีกสองขนาดแล้ววางซ้อนกันเป็นเค้กสามชั้น เติมสีสันของครีมด้านนอกด้วยน้ำผลไม้เบาบาง จากนั้นก็เริ่มตกแต่งบริเวณฐานของเค้กแต่ละชั้นด้วยดอกไม้แสนงดงาม
ดอกกุหลาบสีแดงบานสะพรั่ง ดอกโบตั๋นสีเหลือง ดอกกล้วยไม้สีขาวถูกบีบด้วยมือนางดอกแล้วดอกเล่า ชั้นล่างสุดเป็นดอกกุหลาบ ถัดขึ้นมาเป็นดอกกล้วยไม้และฐานของชั้นบนเป็นดอกโบตั๋น
ครีมดอกไม้ที่ราวกับเป็นของจริงพวกนี้เบ่งบานอยู่ตรงฐานเค้กทำให้ทุกคนในบ้านอดมองไม่ได้ เจ้าหนูน้อยตัวสูงไม่พอจึงต้องเหยียบบนเก้าอี้อีกที ทันใดนั้นเขาก็ต้องเอ่ยด้วยเสียงสูง “ว้าว ! สวยมาก ! พี่รอง ดอกไม้พวกนี้กินได้หรือไม่ ?”
“ได้สิ !” ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เลือกเชอร์รี่ป่ามาวางบนหน้าเค้กเพื่อเพิ่มสีสัน ท้ายที่สุดก็ใช้แยมเขียนคำว่า “สุขสันต์วันเกิด บัณฑิตน้อย” ลงไปที่หน้าเค้ก !
ไม่ทราบว่าเจียงโม่หานยื่นศีรษะเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ลายมือน่าเกลียดมาก !”
หลินเว่ยเว่ยเถียงกลับทันที “แบบข้าเรียกว่าศิลปะ ! เจ้าเข้าใจศิลปะหรือไม่ ?”
“ศิลปะจำเป็นต้องเขียนตัวอักษรผิดด้วยหรือ ?” เจียงโม่หานชี้ไปยังตัวอักษรแบบตัวเต็มของคำว่า ‘สุข’ อย่างไร้ความปรานี
หลินเว่ยเว่ยรีบลบคำนั้นออกเพื่อไม่ให้หลงเหลือหลักฐาน ! จากนั้นก็ยกถุงแยมขึ้นมาใหม่อีกรอบ แต่มือนางหยุดอยู่ตรงหน้าเค้กเป็นเวลานาน ก่อนจะหันมาถามหลินจื่อเหยียนว่า “คำว่าสุขแบบตัวเต็มเขียนอย่างไร ?”
“ข้าเขียนเป็น ข้าเขียนเป็น !” เจ้าหนูน้อยเริ่มกระโดดบนเก้าอี้ตัวน้อย หลินจื่อเหยียนกลัวว่าเขาไม่ทันระวังจะไปทำเค้กแสนสวยพัง จึงรีบอุ้มเขาออกมาให้ห่างจากเค้ก
เจ้าหนูน้อยมุ่ยปาก “ข้าเขียนเป็นจริงๆนะ !”
เจียงโม่หานดึงมือซ้ายของนางมาแล้วเขียนคำว่า ‘สุข’ ลงบนฝ่ามือให้ แถมปากยังพูดอย่างไม่ถนอมน้ำใจ “เห็นหรือไม่ น้องสี่ยังรู้จักอักษรมากกว่าเจ้าเสียอีก ต่อไปเจ้าต้องฝึกคัดลายมือกับเอ้อร์ฮว๋าวันละสองหน้า!”
ขณะที่หลินเว่ยเว่ยเขียนคำว่า ‘สุข’ ลงบนหน้าเค้ก นางก็บ่นพึมพำ “ข้าไม่ได้ไปสอบจอหงวนเสียหน่อย จะฝึกไปเพื่อเหตุใด ? แค่อ่านออกก็พอแล้วไม่ใช่หรือ ?”
“ต่อไปถ้าเจ้าจะเขียนจดหมายถึงข้าหรือเขียนบางอย่างที่เป็นความลับ เจ้าก็จะขอให้คนอื่นเขียนแทนหรือ?” เจียงโม่หานถลึงตาใส่นาง…ไม่เรียนย่อมไม่รู้วิชาและไม่เจริญก้าวหน้า !
ตอนที่ 278: ตีเหล็กยังต้องอาศัยกำลังตนเอง
หลินเว่ยเว่ยเอ่ยด้วยความมั่นใจ “พวกเราอยู่ด้วยกันทุกวัน มีสิ่งใดก็พูดกันต่อหน้า ยังจะเขียนจดหมายอันใดอีก ? อ้อ…เจ้าอยากให้ข้าเขียนจดหมายรักเช่นนั้นหรือ ? ไม่ต้องเขียนหรอก ข้าบอกซึ่งหน้าเลยก็ได้…บัณฑิตในชุดฟ้าคราม หัวใจข้าห่วงใยเจ้า ! ไม่พบหนึ่งวันเหมือนนานสามเดือน !”
“แล้วก็ แล้วก็ ! นกจีจิวส่งเสียงเรียกหาคู่ เสนาะหูบนเกาะแก่งกลางแม่น้ำ หนุ่มแสนดีอีกทั้งยังรูปงาม ช่างลือนามหมายปองของสตรี !” หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าเหมือนนักปราชญ์อาวุโส
“ข้าไม่เพียงท่องเป็น แต่ยังร้องได้ด้วย เจ้าอยากฟังหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันใด “กกอ้อ…เขียวใบเรียวแสนผุดผ่อง ตะวันส่องต้องน้ำค้าง…เหมันต์ใส บัณฑิตน้อย…งดงาม คนึงหาอยู่…ริมฝั่งน้ำ…”
ทันใดนั้นหลินจื่อเหยียนก็หลุดหัวเราะออกมา “ฮ่า” แต่เขาก็รีบปิดปากแล้วลอบมองสีหน้าของศิษย์พี่เจียง
ตามคาดว่าสีหน้าของเจียงโม่หานไม่ได้เปลี่ยนแปลง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยดังเดิม “คำสารภาพรักที่เจ้ากล่าวออกมา ข้ารับไว้แล้ว แต่คราวหน้าช่วยหาสถานที่ไม่มีคนหน่อย คนเยอะเกินไป ข้าอาย ! แต่…อักษรก็ยังต้องฝึกคัดอยู่ดี !”
หลินเว่ยเว่ยหูลู่หางตกทันใด แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะต่อรอง “ข้างานยุ่งจะตายไป ฝึกคัดแผ่นเดียวได้หรือไม่ ?”
“ถ้าหนึ่งแผ่นของเจ้าทำได้ตามมาตรฐานของข้า เช่นนั้นก็ได้ !” ดวงตาของเจียงโม่หานเปื้อนยิ้ม เขาใช้นิ้วปาดกลีบกุหลาบชั้นนอกมากิน
หลินเว่ยเว่ยรีบหยิบถุงบีบครีมมาแต่งเติมดอกไม้พร้อมบ่นพึมพำว่า “ช่างเถิด มาตรฐานของเจ้าสูงขนาดนั้น อย่าว่าแต่หนึ่งแผ่นเลย แม้จะเขียนสักร้อยแผ่นก็ยากเกินกว่าจะถึงมาตรฐานของเจ้า ข้ายอมรับชะตากรรมเขียนสองแผ่นต่อไปดีกว่า !”
หลังทำเค้กเสร็จแล้วนางก็นึกถึงเตาเผาที่ทำไว้เมื่อวานจึงเดินออกไปทางประตูหลังบ้าน เจียงโม่หานเดินตามโดยไม่คิดแม้แต่น้อยและด้านหลังของเขายังมีหนอนตามมาด้วยสองตัวและมีเจ้าดำอีกหนึ่งตัว
หลินเว่ยเว่ยลอกชั้นโคลนด้านนอกออกแล้วหยิบถ่านออกมา ถ่านพวกนี้มาจากไม้ของต้นผลไม้ หากนำไปย่างหมูหันแล้วรสชาติจะต้องดีกว่าเดิม !
เจียงโม่หานช่วยนางหยิบถ่านใส่ตะกร้าพร้อมถามอย่างเหนื่อยหน่ายใจว่า “มีสิ่งใดที่เจ้าทำไม่เป็นบ้างหรือไม่ ?”
เด็กน้อยคนนี้แม้แต่เผาถ่านก็ทำเป็น ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดนางชอบชมตัวเองว่า ‘ทำเป็นทุกอย่าง’ อยู่บ่อยครั้ง !
“เจ้าพูดถึงการเผาถ่านนี้หรือ ! เมื่อก่อนเคยเห็นในอินเทอ…ในหนังสือ เมื่อวานก็เพิ่งลองทำเป็นครั้งแรก ข้าฉลาดบวกกับโชคดีเล็กน้อยจึงทำสำเร็จ !” หลินเว่ยเว่ยยกยอตนเองอย่างไม่ถ่อมตน ท่าทางภาคภูมิใจทำให้คนมองทั้งรักทั้งเกลียด !
อาหารกลางวันเป็นอาหารที่บัณฑิตน้อยชอบกินทั้งหมดและยังมีหมูหันอีกตัว หมูป่าน้อยที่มีอายุประมาณหนึ่งเดือนตัวนั้นถูกย่างออกมาได้ความสุกกำลังพอดี !
“สหายเจียงผู้ประเสริฐ !” เมิ่งจิ่งหง หลิ่วจงเทียนแล้วก็ยังมีเผิงหยูเหยี่ยนคู่หมั้นของบุตรสาวคนโตตระกูลหลินอีกคนมาเคาะประตูบ้านตระกูลหลินราวกับรู้เวลาเฉลิมฉลองอยู่แล้ว
เมื่อเห็นคู่หมั้นของตน บุตรสาวคนโตตระกูลหลินก็รีบเข้าไปซ่อนตัวในครัวด้วยความเขินอาย ส่วนเผิงหยูเหยี่ยนแค่เห็นเงาของคู่หมั้นก็ดีใจจนยิ้มโง่งมแล้ว ปากอ้าไม่หุบเลยทีเดียว
งานแต่งของพวกตนถูกกำหนดให้จัดขึ้นก่อนเทศกาลฤดูหนาวของปีหน้า ( ประมาณวันที่21 หรือ22 ธันวาคม ) เดิมที ความหมายของตระกูลเผิงคือจะจัดงานแต่งให้เด็กทั้งสองในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่บ้านตระกูลหลินมีความเห็นแตกต่างออกไป หรือจะกล่าวว่าจริงๆ แล้วก็คือหลินเว่ยเว่ยไม่เห็นด้วย !
ตอนนั้นบุตรสาวคนโตตระกูลหลินหลงเข้าใจผิดว่าน้องรองแค่อยากก่อกวนจึงโมโหจนไม่สนใจกันไปพักใหญ่ !
หลินเว่ยเว่ยจึงเปิดประชุมครอบครัวเพื่ออธิบายเจตนาอันดีของตน
“ตีเหล็กยังต้องอาศัยกำลังตนเอง ! แม้จะบอกว่าตอนนี้ฐานะครอบครัวเราไม่แย่ แต่เมื่อเทียบกับตระกูลเผิงแล้ว ในสายตาคนอื่นเรายังใฝ่สูงอยู่ดี ! พี่ใหญ่ หรือเจ้าอยากให้คนอื่นนินทาว่าร้าย บอกว่าเจ้าพึ่งพาน้องเขยของตนมาทำให้มีงานแต่งนี้เกิดขึ้น ?
ข้าไปสืบมาแล้วว่าพี่สะใภ้ใหญ่ของตระกูลเผิงมีฐานะครอบครัวและสินเดิมเยอะมาก พี่สะใภ้น้องสะใภ้เป็นสิ่งที่คนมักเอาไปเปรียบเทียบได้ง่ายที่สุด หรือเจ้าอยากจะเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นตลอดไป ?” หลินเว่ยเว่ยหันไปมองพี่สาวแล้วถามด้วยใจจริง
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินพยักหน้าด้วยความลำบากใจ “ข้าอยากเป็นเช่นนั้นที่ไหนเล่า ? แต่…สถานการณ์ของบ้านเราในตอนนี้ก็ดีกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว…แม้ต้องเลื่อนการแต่งงานไปตอนสิ้นปีแล้วจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ ?”
“ได้อยู่แล้ว !” แววตาของหลินเว่ยเว่ยเต็มไปด้วยความมั่นใจ “เจ้าดูบ้านเราสิ จากครอบครัวยากจนเปลี่ยนมามีฐานะเช่นในตอนนี้ เราใช้เวลาแค่ครึ่งปีเท่านั้น ก่อนถึงเทศกาลฤดูหนาวในปีหน้ายังเหลือเวลาอีกปีกว่า เจ้าคิดว่าจะเปลี่ยนสิ่งใดไม่ได้เลยหรือ ? เจ้าไม่เชื่อในตัวข้าหรือไม่เชื่อในตนเองกันแน่ ?”
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินรีบเงยหน้าขึ้นมาทันทีพร้อมกำหมัดไว้ใต้โต๊ะ “ข้าเชื่อเจ้า ! เจ้าบอกมาเลยว่าต้องทำเช่นไรบ้าง !”
“ดี ! จงฟังข้า ! ปีหน้าสินเดิมของเจ้าจะเป็นโรงงานทอผ้า ! ให้คนทั่วหล้าได้รู้ว่าเผิงหยูเหยี่ยนแต่งเข้าแล้วได้ดี ไม่ใช่เจ้าแต่งออกแล้วได้ดี !” หลินเว่ยเว่ยเอื้อมมือไปตบบ่าพี่สาว ทว่านางออกแรงตบจนตัวพี่สาวแทบจะหมอบลงด้านหน้าและศีรษะก็โขกกับโต๊ะอย่างแรง
“ขอโทษที ข้าตื่นเต้นเกินไปจึงไม่ทันควบคุมแรงให้ดี !” หลินเว่ยเว่ยมองรอยแดงบนหน้าผากของพี่สาวแล้วขอโทษด้วยความจริงใจ !
แต่บุตรสาวคนโตตระกูลหลินไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อยเพราะนางก็ตื่นเต้นยิ่งกว่าสิ่งใด “ว่าอย่างไรนะ ? โรงงานทอผ้า ? ผ้าไม่ได้มาจากทางใต้หมดหรือ ? แล้วเราจะเอารังไหมมาจากไหน ? ถ้าไปเอามาจากทางใต้แล้วต้นทุนต่างๆ จะต้องเพิ่มขึ้น มันไม่คุ้ม…”
“เจ้าโง่หรือไร ! ทางเหนือของเราก็เลี้ยงหนอนไหมมาช้านานแล้ว ไม่เชื่อเจ้าก็ถามบัณฑิตน้อยสิ !”
ทันใดนั้นพี่สาวคนโตก็เบนสายตาอันร้อนแรงไปทางเจียงโม่หาน แต่หลินเว่ยเว่ยใช้มือเข้ามาบังตรงหน้าไว้ “คู่หมั้นของข้า ช่วยเก็บสายตาเจ้าหน่อย !”
เจียงโม่หานพยักหน้าภายใต้สายตาทุกคนในบ้านตระกูลหลิน “ใช่ ทางเหนือสามารถเลี้ยงหนอนไหมได้ พ่อค้าผ้าไหมรายใหญ่ที่สุดของภาคเหนือคือตระกูลเซวีย หากเจ้าอยากเพาะพันธุ์หนอนไหมก็ยกให้เป็นหน้าที่ข้าเถิด !”
เมื่อครึ่งปีก่อนบุตรสาวคนโตตระกูลหลินคิดว่าจุดหมายปลายทางดีที่สุดคือการแต่งกับผู้ชายที่ขยันทำงานเพราะจะไม่มีวันอดอยาก จากนั้นก็คลอดลูกสักสองสามคนเหมือนผู้หญิงส่วนใหญ่ในหมู่บ้านที่เหน็ดเหนื่อยเพื่อครอบครัวไปชั่วชีวิต
ทว่าในครึ่งปีมานี้ได้เห็นน้องสาวคนรอง ‘ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่’ แล้วนางก็พบว่าผู้หญิงก็สามารถทำงานได้เหมือนกันและไม่จำเป็นต้องอยู่แต่หน้าเตา ! ผู้หญิงก็สามารถทำงานจนทำให้ผู้อื่นเคารพหรืออิจฉาได้…
แม้น้องสาวจะปากร้ายไปหน่อย ใจแคบไปบ้าง แต่ถ้อยคำที่กล่าวออกมาหรือเรื่องที่กระทำ ไม่มีสิ่งใดไม่เคยสำเร็จ ถ้าบอกว่าสินเดิมของนางคือโรงงานทอผ้า มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น ! ดังนั้นการเกี่ยวดองกันของตระกูลหลินและตระกูลเผิงจึงถูกกำหนดให้จัดขึ้นก่อนเทศกาลฤดูหนาวของปีหน้าภายใต้ความยินยอมจากนาง
ทว่าทำให้เผิงหยูเหยี่ยนลำบากใจเพราะเดิมทีเขาคิดว่าอีกไม่นานก็ได้แต่งภรรยาเข้าบ้าน ได้กินอาหารฝีมือภรรยาทุกวัน แต่ตอนนี้ลองนับแล้วยังเหลือเวลาอีกตั้งปีกว่า
อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ตระกูลหลินให้มาก็สมเหตุสมผลมาก…พวกนางไม่อยากให้เขาเสียสมาธิแล้วถ่วงการสอบปีหน้า เพราะคำพูดประโยคนี้ มารดาจึงจับจ้องเผิงหยูเหยี่ยนอ่านตำราทุกวัน เนื่องจากน้องชายว่าที่ลูกสะใภ้สอบติดถงเซิง แม้แต่น้องเขยก็ยังสอบติดซิ่วไฉ แต่ผู้เป็นพี่เขยอย่างเขายังไม่ติดอะไรสักอย่าง
เวลาอยู่บ้านเผิงหยูเหยี่ยนเป็นเหมือนนักโทษไม่มีผิด แต่ละวันเขาถูกขังไว้ในห้องหนังสือ นอกจากอ่านตำราแล้ว พี่ชายยังส่งคนรู้หนังสือมาจับตามองเขาเพื่อไม่ให้เขาอ่านตำราไร้สาระอีกด้วย
ตอนที่ 279: วัวแก่เคี้ยวหญ้าอ่อน ?
คราวนี้กว่าจะได้ใช้ข้ออ้างออกมาฉลองวันคล้ายวันเกิดให้เจียงโม่หานไม่ใช่เรื่องง่าย ในที่สุดเขาก็ได้ออกมาเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายอารมณ์สักที เพิ่งเดินเข้าประตูบ้านตระกูลหลินมาก็ได้กลิ่นหอมหวนของเค้กและยังมีกลิ่นหอมเข้มข้นของหมูหันอีกด้วย…เผิงหยูเหยี่ยนรู้สึกว่าประสาทสัมผัสทั้งหมดในร่างกายตื่นตัวขึ้นมาทันที นี่ต่างหากถึงจะเป็นสวรรค์บนดินที่เขาโหยหามาโดยตลอด
หลินจื่อเหยียนช่วยว่าที่พี่เขยต้อนรับสหาย พวกเมิ่งจิ่งหงเดินตามหลังเข้ามาในห้องซึ่งโต๊ะริมหน้าต่างเต็มไปด้วยบทความที่เขาเอาเขียนไว้ ด้านบนยังมีคำชี้แนะและคำวิพากษ์วิจารณ์ของเจียงโม่หานเขียนกำกับไว้ด้วย
หลังขออนุญาตหลินจื่อเหยียนแล้ว หลิ่วจงเทียนก็หยิบมาอ่านอย่างละเอียดพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงตกใจ “ศิษย์น้องหลิน เจ้าก้าวหน้ามาก !” เมื่ออ่านคำชี้แนะและคำวิพากษ์วิจารณ์ของเจียงโม่หานแล้ว เขาก็คิดว่าข้างกายมีคนชี้แนะเช่นนี้อยู่ ไม่ก้าวหน้าสิถึงจะแปลก !
พอเผิงหยูเหยี่ยนได้ยินเช่นนั้นก็รับบทความมาจากมือหลินจื่อเหยียนแล้วอ่านไปพลางพยักหน้าไปด้วย ทันใดนั้นก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจ…หลินจื่อเหยียนก้าวหน้าได้ถึงเพียงนี้ด้วยเวลาสั้นๆเพียงสองเดือน ถ้าเขามาที่นี่แล้วศึกษากับศิษย์น้องเจียงก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะประสบความสำเร็จไปกว่าครึ่งแล้วหรือ ?
หอคอยใกล้น้ำได้หมายจันทร์ก่อน เขาเองก็จะสามารถเห็นหน้าคู่หมั้นบ่อยๆ และได้กินอาหารกับขนมฝีมือนางด้วย เพื่อของกินแล้ว เขาก็สู้สุดชีวิตเช่นกัน !
กลิ่นหอมชวนหิวเริ่มอบอวลขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บัณฑิตไม่กี่คนในห้องชะโงกหน้ามองออกไปด้านนอก หลินจื่อเหยียนจึงแนะนำ “อาหารหลักในวันนี้คือหมูหัน เพื่อทำอาหารจานนี้แล้ว พี่รองเตรียมถ่านจากต้นผลไม้ตั้งแต่เมื่อวาน หมูหันที่ย่างด้วยถ่านนี้จะมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ !”
ถ้อยคำของหลินจื่อเหยียนอยากเผยให้รู้ว่า วันนี้พวกเจ้ามีลาภปากแล้ว ! ตั้งแต่พี่รองสอนพี่ใหญ่ทำอาหาร นางก็เข้าครัวทำเองน้อยมาก…แต่ก็เป็นเพราะพี่รองงานยุ่งเกินไปด้วย !
ระหว่างสนทนากันอาหารด้านนอกก็ถูกจัดเตรียมเสร็จหมดแล้ว หลินจื่อเหยียนจึงเชิญทั้งสามคนมาร่วมโต๊ะอาหาร
เดิมทีเค้กวันเกิดจะถูกเก็บไว้ตอนกลางคืนเพราะจุดเทียนตอนกลางคืนย่อมสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้นอีกหน่อย ทว่าสหายทั้งสามของบัณฑิตน้อยเดินทางมาไกลและต้องกลับในช่วงบ่าย หลินเว่ยเว่ยจึงยกเค้กสามชั้นออกมา
“นี่คืออะไร ?” พวกเผิงหยูเหยี่ยนรู้สึกเหมือนตนเป็นเด็กบ้านนอกเข้าเมืองหลวง แต่ละคนต่างอ้าปากตาค้างมองเค้กสามชั้นที่มีสีสันเด่นสะดุดตา รอบข้างรายล้อมไปด้วยบุปผา งดงามยิ่งกว่าสิ่งใดและปล่อยแสงเปล่งประกายชวนชิมออกมา
เจ้าหนูน้อยอธิบายให้พวกเขาฟัง “นี่คือเค้กวันเกิด ดอกไม้เหล่านี้ล้วนทำมาจากครีม ทั้งดูดีและอร่อย !”
“เจ้านี่…กินได้จริงหรือ ?” นี่มันสวยเกินไปหน่อย ราวกับดอกไม้จริงไม่ผิดเพี้ยน แล้วจะให้กล้าทำลายความงดงามดั่งฤดูใบไม้ผลิได้อย่างไร ?
“สุขสันต์วันเกิด บัณฑิตน้อย !” คำเรียกนี้แค่มองก็รู้ว่าคู่หมั้นศิษย์น้องเจียงเป็นคนทำให้เขากับมือ ว้าว ! ช่างเป็นของขวัญที่พิเศษยิ่งนัก หาจากที่ใดบนโลกไม่ได้แล้วกระมัง…มีเพียงชิ้นเดียวถึงจะล้ำค่าที่สุด !
หลินเว่ยเว่ยยังเตรียมเทียนสีไว้อีกหนึ่งชุด เนื้อของเทียนเนียนละเอียด ด้านล่างยังมีกระดาษน้ำมันหนึ่งชั้นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาเทียนหยดไปบนหน้าเค้ก จากนั้นนางก็เริ่มจุดเทียน15เล่ม…ไอหยา บัณฑิตน้อยเพิ่งเป็นเด็กอายุ15ปี ! ชาติก่อนนางอายุตั้ง22ปีเข้าไปแล้ว เรียกว่าวัวแก่เคี้ยวหญ้าอ่อนหรือไม่ ? ใช่ ใช่ ยังไม่ได้กินย่อมไม่ถือว่าผิดกฎหมาย !
“มา มาร้องเพลงอวยพรวันเกิดพร้อมกันเพื่ออวยพรให้เจ้าของวันเกิด…สุขสันต์วันเกิด …” ตอนแรกเริ่มยังมีหลินเว่ยเว่ยคนเดียวที่ร้อง ทว่าต่อจากนั้นเจ้าหนูน้อยก็เข้าร่วมอย่างรวดเร็ว แล้วท่วงทำนองที่แสนเรียบง่ายและงดงามนี้ก็เปล่งออกมาจากปากของทุกคน บรรยากาศของงานฉลองวันคล้ายวันเกิดจึงเริ่มสนุกสนานขึ้นทันที…
“บัณฑิตน้อย อธิษฐานสิ ! ขอพรในใจนะ ถ้ากล่าวออกมาแล้วมันจะไม่เป็นจริง !” หลินเว่ยเว่ยพนมมือไหว้แสดงท่าทางการอธิษฐานขอพร
เจียงโม่หานมองท่าทางของนาง…ที่แท้วันเกิดในโลกของพวกนางก็ฉลองกันเช่นนี้ ! วันเกิดของเด็กน้อยอยู่ในเดือนสิบสอง พอถึงเวลานั้นเขาเองก็ควรวางแผนจัดงานวันเกิดให้นางแบบเดียวกันนี้ ดีหรือไม่ ?
“คิดอันใดอยู่ รีบอธิษฐานแล้วเป่าเทียนสิ !” หลินเว่ยเว่ยดึงแขนเสื้อเขา ถ้ายังไม่เป่าอีก เทียนจะไม่เหลือแล้วนะ !
เจียงโม่หานเลียนแบบท่าทางของนางคือค่อย ๆ หลับตาลง เมื่อขอพรในใจแล้ว เขาก็ลืมตาขึ้นมา จากนั้นก็เป่าเทียน
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะแล้วถามว่า “บัณฑิตน้อย เจ้าอธิษฐานว่าอย่างไร ?”
“เจ้าไม่ได้บอกว่าถ้ากล่าวออกมามันจะไม่เป็นจริงหรอกหรือ ?” เจียงโม่หานช่วยนางดึงเทียนออกจากหน้าเค้ก
หลินเว่ยเว่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม “ไม่บอกข้าก็รู้ ! น่าจะเป็น ‘การสอบราบรื่น มีชื่อในกระดาน’ ‘คนในครอบครัวสุขภาพแข็งแรง’ ถ้าใหญ่กว่านั้นหน่อยก็ ‘ฝนตกต้องตามฤดูกาล แผ่นดินสงบสุข ราษฎรร่มเย็น’…พรของเจ้าต้องเป็นจริงแน่นอน ตัดเค้กสิ ทุกคนกำลังรอฉลองอยู่ !”
ตอนที่เจียงโม่หานหยิบมีดตัดเค้กขึ้นมา เขาก็มองไปที่ดอกไม้แล้วรู้สึกไม่อยากลงมีดสักเท่าไร หลินเว่ยเว่ยจึงจับมือเขาแล้วลงมีดตัดเค้กชิ้นแรก จากนั้นนางก็ยกมันให้นางเฝิง “น้าเฝิงลำบากเลี้ยงดูบัณฑิตน้อยมาตั้งแต่เด็กจนโต ไม่ใช่เรื่องง่าย ! ดังนั้นเค้กชิ้นแรก ต้องเป็นของคนสำคัญที่สุด !”
นางเฝิงรับเค้กไว้แล้วฉีกยิ้มหน้าบาน “ได้ ได้ ! ถ้าเช่นนั้นเค้กชิ้นที่สองก็ต้องให้เสี่ยวเว่ยใช่หรือไม่ ! เนื่องจากคนที่จะอยู่กับเขาไปชั่วชีวิตคือคู่หมั้นอย่างเจ้า !”
สำหรับหลินเว่ยเว่ยแล้ว นางเฝิงมีความรู้สึกซับซ้อนมาก ตอนแรกเริ่มนางรู้สึกซาบซึ้งใจเพราะตอนนั้นนางอาศัยงานปักผ้าเพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่ถูกโรงปักผ้าตระกูลอู๋ปฏิเสธ หานเอ๋อร์ยังไม่รู้ว่าโดนใครตีศีรษะจนเลือดอาบมาอีก มันอาจส่งผลกระทบต่อการสอบจอหงวนในอนาคต ตอนนั้นนางทั้งสิ้นหวังและสับสนมาก ในปีแห่งภัยแล้งเช่นนี้ ผู้หญิงตัวคนเดียวเช่นนางนอกจากจะใช้งานปักผ้าหาเลี้ยงตนและบุตรชายแล้ว จักยังทำสิ่งใดได้อีก ?
แต่แล้วเด็กสาวผู้ที่ไม่เคยหุบยิ้มตรงหน้านี้ก็ช่วยดึงนางออกมาจากความสิ้นหวังและความสับสน ร่วมมือทำผลไม้อบแห้งและแยมผลไม้ด้วยกัน สาวน้อยมีความสามารถด้านการทำขนม ทำเนื้อแผ่นและทำแยม จะทำผลไม้อบแห้งไม่เป็นได้อย่างไร ? การร่วมมือที่ว่านี้ก็เป็นเพียงข้ออ้างที่จะให้นางมีงานหาเลี้ยงชีพเท่านั้น !
นอกจากความรู้สึกตื้นตันแล้ว สิ่งที่นางมีมากกว่านั้นคือความรักต่อเด็กคนนี้ จิตใจดี เรียบง่าย จริงใจ ไม่เสแสร้ง ! เสี่ยวเว่ยไม่ได้ชอบรูปโฉมของหานเอ๋อร์แล้วตามรังควานเขาหรือมีความคิดไม่ดีอันใด นอกจากนี้ยังไม่อาศัยบุญคุณที่มีต่อตระกูลเจียงมาเรียกร้องสิ่งใดที่มากเกินไปด้วย
‘ความสนุก’ เพียงอย่างเดียวของสาวน้อยก็คือการหยอกล้อหานเอ๋อร์ ทำให้เขาหูแดงหน้าแดง โมโหเหมือนฟ้าผ่า แล้วนางก็จะหัวเราะอยู่ด้านข้าง นิสัยที่ไม่ค่อยดีของหานเอ๋อร์ก็ค่อยๆถูกขัดเกลาแล้วเปลี่ยนเป็นดีมากขึ้น เพราะเสี่ยวเว่ยทำให้หานเอ๋อร์ผู้ชอบทำตัวโตกว่าวัยได้กลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเด็กหนุ่มอีกครั้ง (ถ้าโมโหก็จะมีชีวิตชีวาอีกแบบ ) เพราะเสี่ยวเว่ยแล้ว ชีวิตของพวกนางสองแม่ลูกจึงเริ่มมีความหวังขึ้นทุกขณะ !
นางเฝิงคิดว่าเด็กสองคนนี้เหมาะสมกันมาตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เพราะฐานะแต่คือนิสัย เสี่ยวเว่ยประมาท หานเอ๋อร์ละเอียดรอบคอบ ถ้าเสี่ยวเว่ยเป็นดั่งแสงตะวันที่ส่องประกายตลอดเวลา หานเอ๋อร์ในอดีตที่เหมือนเอาหัวใจไปซ่อนไว้ใต้ธารน้ำแข็งก็รอให้แสงตะวันสาดส่อง เสี่ยวเว่ยใจดี หานเอ๋อร์เย็นชา…ถ้าทั้งสองคนนี้มาอยู่ด้วยกันก็จะลงตัวยิ่งนัก
ตอนที่ 280: ปัญหาโลกแตก
มีหลายต่อหลายครั้งที่นางเฝิงอยากพูดเรื่องระหว่างเสี่ยวเว่ยกับบุตรชายให้เจียงโม่หานฟัง แต่ก็กลัวจะทำให้เขาตื่นตูมจนต่อต้านและทำให้ผลออกมาเป็นตรงกันข้าม นางจึงได้แต่มองเด็กทั้งสองหยอกเย้ากันและปล่อยให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปตามธรรมชาติ
โชคดีที่สุดท้ายหานเอ๋อร์ก็รู้ตัว หลังจากทั้งสองคนเสี่ยงอันตรายด้วยกันแล้วเขาก็เป็นฝ่ายเสนอให้มารดามาสู่ขอเด็กสาวข้างบ้าน คาดไม่ถึงว่าร่วมเป็นร่วมตายกันเพียงครั้งเดียวก็จะทำให้เขารู้ใจตัวเอง เรียกว่าเป็นโชคดีจากโชคร้าย !
ก่อนหน้านี้แม่ซัวถัวเคยเผยความคิดที่จะมาสู่ขอเสี่ยวเว่ยให้ซัวถัว นางเฝิงจึงกังวลมาโดยตลอด กลัวว่าเสี่ยวเว่ยจะไร้วาสนากับตระกูลเจียงแล้วกลายเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลอื่น หลังหมั้นหมายเด็กทั้งสองคนแล้ว นางก็สบายใจได้เสียที
เมื่อหลุดออกจากห้วงความคิด นางเฝิงก็เห็นหลินเว่ยเว่ยกำลังใช้นิ้วที่เปื้อนครีมชี้มาที่หน้าเจียงโม่หานซึ่งรีบหลบอย่างรวดเร็ว หลินเว่ยเว่ยจึงหัวเราะพลางกล่าวว่า “ไม่ได้นะ ต้องเปื้อนหน่อยเพราะนี่เป็นการแสดงออกถึงการอวยพรและความรักที่พวกเรามีต่อเจ้า !”
เจียงโม่หานคิดในใจ ข้าขอบคุณ ขอบคุณในน้ำใจนี้ !
สหายไม่กี่คนของเจียงโม่หานก็ร่วมวงด้วย “ใช่ ต้องเปื้อนหน่อย ! เอาตรงจมูก…ฮ่าฮ่าฮ่า…”
สุดท้ายใบหน้าของเจียงโม่หานก็เปื้อนครีมเล็กน้อย แต่คนที่ป้ายไม่ใช่หลินเว่ยเว่ย เขามองนางเฝิงที่แอบหุบนิ้วแล้วแสร้งทำเป็นตั้งอกตั้งใจกินเค้กราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เขาจึงเอ่ยด้วยความเหนื่อยหน่าย “ท่านแม่ขอรับ เหตุใดท่านก็เล่นเป็นเด็กด้วยเล่า ?”
“แม่ก็อยากแสดงการอวยพรและความรักเช่นกัน !” นางเฝิงกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะร่า ทันใดนั้นนิ้วที่เปื้อนครีมก็หันมาป้ายจมูกนางเฝิงแทน “น้าเฝิง ท่านรังแกคู่หมั้นของข้า ข้าแก้แค้นแทนเขา !”
ระหว่างที่กำลังพูด มือเปื้อนครีมของใครบางคนก็ยื่นเข้ามา และใบหน้าของหลินเว่ยเว่ยก็มีรอยเปื้อนครีมเป็นรูปหนวดแมว นางรีบหันไปมองแต่เห็นเพียงบัณฑิตน้อยกำลังใช้ผ้าเช็ดมือเหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น นางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงโมโห “เหตุใดเจ้าทำเช่นนี้ ! ข้ากำลังช่วยเจ้าอยู่นะ !”
เจียงโม่หานเหลือบมองนาง “ใครเป็นฝ่ายเริ่ม ? อีกอย่างคือคนเป็นลูกแก้แค้นให้แม่แล้วผิดตรงไหน ?”
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ถามเขาด้วยสีหน้าจริงจัง “ถ้าข้ากับน้าเฝิงตกน้ำพร้อมกัน เจ้าจะเลือกช่วยใครก่อน?”
นี่คือปัญหาโลกแตกอย่างหนึ่ง
นางเฝิงคลี่ยิ้มแล้วช่วยแก้สถานการณ์ให้บุตรชายทันที “เขาจะไปช่วยใครได้ ? เขาเป็นเป็ดที่ว่ายน้ำไม่เป็น ! ข้าว่ายน้ำเป็น ถึงเวลานั้นข้าจะช่วยเจ้าเอง !”
เมื่อก่อนตอนที่นายท่านเลือกสาวใช้คนสนิทให้คุณหนูก็ให้พวกนางฝึกฝนศาสตร์แขนงต่างๆมากเป็นพิเศษ บางคนชำนาญด้านสมุนไพร ศิลปะการต่อสู้ อาหารชั้นเลิศและเย็บปักเป็นเลิศ แน่นอนว่ามีคนชำนาญในการว่ายน้ำด้วย เพราะถ้าใครตกน้ำก็จะได้มีคนคอยช่วย จริงหรือไม่ ? เพื่อคุณหนูแล้ว นายท่านทุ่มเทแรงใจไปมากจริงๆ แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อแผ่นดินก้าวเข้าสู่ความโกลาหล คุณหนูจะเคราะห์ร้ายเช่นนั้น…
“น้าเฝิงสอนข้าว่ายน้ำบ้างเถิด ข้าเห็นแล้วว่าผู้ชายพึ่งพาไม่ได้ สู้เป็นผู้หญิงแกร่งเองดีกว่า !” หลินเว่ยเว่ยมองเป็ดเจียงโม่หานอย่างขำขัน เป็ดว่ายน้ำไม่เป็นก็มีประโยชน์ของตัวมันเอง เพราะปัญหาโลกแตกเช่นนี้กลับปล่อยให้เขารอดตัวไปโดยง่าย
“กินน้อยๆหน่อย ประเดี๋ยวยังต้องกินข้าวกันต่อ !” เมื่อเห็นเจ้าหนูน้อยและเผิงหยูเหยี่ยนกินเค้กหมดแล้ว กำลังจะเอื้อมมือมาหยิบอีกชิ้น หลินเว่ยเว่ยก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวเตือน
ท่าทางของทั้งสองคนเหมือนกันจนน่าเหลือเชื่อคือรีบกุมมือตนเองคล้ายทำสิ่งใดผิดมา เผิงหยูเหยี่ยนอดไม่ได้ที่จะเถียงเบาๆ “ข้ากินเก่ง กินอีกชิ้นก็ไม่ส่งผลต่อมื้อหลัก !”
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินยกยิ้มมุมปาก นางตัดเค้กให้เขาอีกชิ้น ขณะที่แก้มแดงระเรื่อ นางก็วางจานเค้กลงข้างตัวเขา เผิงหยูเหยี่ยนดวงตาเป็นประกายทันใดและมองนางอย่างไม่วางตา…คู่หมั้นของข้าดีจริงๆ ไม่เหมือนคนที่ชอบควบคุมข้า คู่หมั้นของข้าดูดีมาก ใบหน้ารูปไข่แดงระเรื่อ ท่าทางจะสุขภาพดีเป็นพิเศษ…
ที่แท้เขาดูว่าผู้หญิงงามไม่งาม ไม่ได้อยู่ที่องค์ประกอบของใบหน้า แต่เป็นสีหน้า ! พวกหนอนหนังสือมีภาพความงามอันเป็นเอกลักษณ์ของตน ถือว่ายอดเยี่ยม !
หลินเว่ยเว่ยรีบดึงเค้กออกมาแล้วยกหมูหันขึ้นมาวาง ทันใดนั้นดวงตาของเผิงหยูเหยี่ยนก็เปล่งประกาย เขาอดไม่ได้ที่จะถามว่า “นี่คือ ‘หมูหัน’ หนึ่งใน ‘อาหารชั้นเลิศทั้งแปด’ ของหนังสือประวัติศาสตร์เช่นนั้นหรือ ?”
ดวงตาของนักชิมคนนี้เป็นประกายจนน่าตกใจ สีสันน่าดึงดูด กลิ่นหอมชวนหิว…เขาเริ่มจะทนไม่ไหวแล้วจริงๆ หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “จะรอดูสิ่งใดกันอีก ? ลงมือสิ !”
นางหั่นเนื้อหมูประมาณสองสามแผ่นใส่ถ้วยข้าวของนางเฝิงก่อน แล้วหั่นให้มารดาของตน สหายของเจียงโม่หานก็เริ่มหั่นกินเองอย่างไม่เกรงใจ
เมื่อหลิ่วจงเทียนกินไปได้หนึ่งแผ่น เขาก็อดไม่ได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ออกมา “สีเหมือนอำพันและยังเหมือนทองแท้ เมื่อเข้าปากก็ละลาย แข็งเหมือนน้ำแข็ง เมื่อเข้าปากกลับชุ่มน้ำไม่แห้งเกิน ช่างพิเศษยิ่งนัก”
หลินเว่ยเว่ยรีบสอนบทเรียนแก่เจ้าหนูน้อย “ได้ยินหรือไม่ ? นี่คือความแตกต่างระหว่างคนรู้หนังสือกับไม่รู้ เวลาคนหยาบกระด้างไม่รู้หนังสือกินแล้วก็จะกล่าวว่า สวรรค์ ! อร่อยมาก ! เหตุใดจึงอร่อยปานนี้ ! แต่คนรู้หนังสือก็เหมือนหลิ่วจงเทียนเมื่อครู่คือพ่นสำนวนชมของอร่อยออกมา !”
เจ้าหนูน้อยกลืนหมูหันในปากแล้วรีบพยักหน้ารับ “พี่รอง ข้าเข้าใจแล้ว ! ข้าจะตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่เพียงรู้สำนวนหรือบทกวีชมของอร่อย แต่จะสอบจอหงวนแล้วกลับมาเพื่อเปลี่ยนชีวิตท่านกับท่านแม่ให้จงได้ !”
เจียงโม่หานเหลือบมองเขา เมื่อตัดส่วนที่อ่อนนุ่มที่สุดของหมูหันใส่ลงในถ้วยหลินเว่ยเว่ยแล้วก็เริ่มเอ่ยออกมาช้าๆ “ถ้าพี่รองของเจ้ารอให้เจ้ามาเปลี่ยนชีวิต นางไม่ต้องรอจนผมขาวเสียก่อนหรือ ? ชีวิตของพี่รองมีข้าอยู่ เจ้าสนใจแค่มารดาก็พอ !”
หลินจื่อเหยียนหั่นหมูหันให้เจ้าหนูน้อยสองสามแผ่นแล้วมองด้วยความรังเกียจ “ชีวิตท่านแม่ก็มีข้าอยู่ เจ้าสนใจแต่ตัวเองก็พอ !”
เจ้าหนูน้อยรีบเถียงทันที “พวกท่านอย่าเห็นว่าข้าเป็นเด็กแล้วจะเอาแต่รังแก ! รู้จักประโยคที่ว่าคนรุ่นหลังแซงหน้าคนรุ่นก่อนหรือไม่ ? รู้จัก ‘คลื่นลูกใหม่ของแม่น้ำแยงซีซัดคลื่นลูกเก่า’ หรือเปล่า ? รอดูเถิด คลื่นลูกใหม่อย่างข้าคนนี้ จะต้องทำให้พวกท่านกลัวว่าจะโดนซัดไปบนฝั่ง !”
หลินเว่ยเว่ยลอบยิ้มอยู่ด้านข้าง เจียงโม่หานจึงหันมาเขกศีรษะนาง “เจ้าไปสอนสิ่งใดที่ไร้สาระให้เขา…”
“ตีข้าอีกแล้ว ถ้าตีจนข้ากลายเป็นคนโง่แล้ว จะเลี้ยงข้าหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะที่ไม่เจ็บไม่คันของตนพลางกลอกตาใส่เขา
“ภรรยาของตน ข้าต้องเลี้ยงดูอยู่แล้ว ! กินเยอะๆหน่อย !” เจียงโม่หานยกหมูเนื้อนุ่มให้นางอีกชิ้น คนในหมู่บ้านล้วนชอบภรรยาอวบขาว แต่เด็กน้อยทำตรงกันข้ามคือจะลดน้ำหนักให้ได้ ทำให้ตัวเองผอมราวกับต้นไผ่ หรือนี่เรียกว่าดูดี ?
หมูหันมีมันแต่ไม่เลี่ยน หนังกรอบ เนื้อนุ่ม เมื่อเข้าปากก็จะหอมเป็นพิเศษ ทั้งสดใหม่และนุ่มลิ้น หมูหันตัวน้อยหนักสิบกว่าชั่งจึงเหลือแต่กระดูกในเวลาไม่กี่อึดใจ อาหารจานอื่นก็เน้นรสชาติเบาๆเป็นหลัก เช่น ปลากระพงนึ่ง
ปลากระพงนี้หลินเว่ยเว่ยหาได้จากท่าเรือ นางเลี้ยงมันไว้ที่สระน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณ คาดไม่ถึงว่าเลี้ยงได้ไม่นานเจ้าปลากระพงตัวนี้ก็วางไข่ มีลูกปลาเกิดมาจำนวนมาก สำหรับหลินเว่ยเว่ยแล้ว นี่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจปนความน่ายินดี !
ปลากระพงนึ่งออกมาได้กำลังพอดี เนื้อนุ่มละมุน รสชาติเบาสบาย หลังกินหมูหันแล้วถือว่าสร้างรสชาติที่สดชื่นได้เป็นพิเศษ ยังมีสลัดผักอีกจานซึ่งได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน กล่าวคืออาหารในวันนี้ทำให้ทั้งแขกและเจ้าบ้านแสนจะพึงพอใจ
จบตอน
Comments
Post a Comment