weiwei ep281-290

ตอนที่ 281: เพิ่มอีกคนจะเป็นไร


หลังมื้อเที่ยง เผิงหยูเหยี่ยนก็คอยตามติดเจียงโม่หาน ไม่ว่าบัณฑิตหนุ่มจะเดินไปทางใด เขาก็ไปทางนั้น แต่แล้วจู่ๆ เจียงโม่หานก็หยุดเดินและหันหลังมาอย่างกะทันหัน ทำให้เผิงหยูเหยี่ยนเกือบจะชน


เจียงโม่หานจ้องอีกฝ่ายแล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ว่ามา มีเรื่องอันใดกันแน่ ?”


“ขะ…ข้าอยากศึกษาตำรากับเจ้า !” เผิงหยูเหยี่ยนรู้ความสามารถของตนดี หากคนโง่เขลาเบาปัญญาสามารถสอบซิ่วไฉติดก็ถือว่ามาถึงจุดสูงสุดแล้ว เขาไม่อยากมีเคราขาวแล้วยังเป็นเพียงถงเซิง


เมื่อก่อนเขาไม่กล้าคิด แต่หลังอ่านบทความของหลินจื่อเหยียนแล้ว ใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นมาทันที ภายใต้การชี้แนะของศิษย์น้องเจียง ทำให้หลินจื่อเหยียนสามารถพัฒนาได้ถึงเพียงนี้ด้วยระยะเวลาอันสั้น ถ้าตนเลือกติดตามศิษย์น้องเจียงก็อาจสอบติดถงเซิงและซิ่วไฉได้เร็วกว่าเดิม แล้วทำให้แผนการสำเร็จลุล่วงเร็วขึ้น


ตามแผนของเผิงหยูเหยี่ยนคือหลังสอบติดซิ่วไฉแล้วก็จะเปิดสำนักศึกษาของตระกูล คอยสอนพวกเด็กๆ และกลายเป็นเศรษฐีสุขสบายคนหนึ่ง


ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็มองเขาด้วยสายตาดูแคลน “อยากศึกษาตำรากับข้าหรืออยากกินอาหารฝีมือคู่หมั้นท่านบ่อยๆกันแน่ ?”


เมื่อโดนเปิดโปงความในใจแล้ว เผิงหยูเหยี่ยนก็ไม่ได้หงุดหงิดแต่อย่างใด เขาฉีกยิ้มและเกาศีรษะตนเอง “ข้าอยากศึกษาตำรากับเจ้าเพราะจะได้สอบติดเร็วๆนั่นเป็นเรื่องจริง แต่ก็แน่นอนว่าหากได้กินอาหารฝีมือเสี่ยวเฉียงบ่อยๆ ก็เหมือนได้โชคสองชั้นไม่ใช่หรือ !”


“เสี่ยวเฉียง ?” เจียงโม่หานเผยแววตาแห่งรอยยิ้ม หรือว่าเสี่ยวเฉียงที่ตีเท่าไรก็ไม่ตายจากปากของเด็กน้อยจะมาจากชื่อนี้ ?


ใบหน้าอวบขาวของเผิงหยูเหยี่ยนมีสีแดงระเรื่อทันที “เอ่อคือ…เจ้ายังเรียกคู่หมั้นว่าเสี่ยวเว่ย เหตุใดข้าจะเรียกนางว่าเสี่ยวเฉียงไม่ได้ ?”


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินมีชื่อว่าหลินเฉียงเอ๋อร์ ส่วนชื่อจริงของเด็กน้อยคือหลินเว่ยเอ๋อร์ ที่บิดาของพวกนางตั้งชื่อให้บุตรสาวทั้งสองเช่นนี้ก็คงหวังให้พวกนางเป็นเหมือนดอกกุหลาบที่ผลิบานอย่างงดงามและแข็งแรง


ทว่าตอนที่เผิงหยูเหยี่ยนเรียกบุตรสาวคนโตด้วยคำว่า ‘เสี่ยวเฉียง’ ก็ไปเข้าหูหลินเว่ยเว่ยอย่างรวดเร็ว นางจึงไปสร้างเรื่องสนุกยกหนึ่ง ทำให้เผิงหยูเหยี่ยนต้องเปลี่ยนมาเรียก ‘เฉียงเอ๋อร์’ แทน เนื่องจากบุตรสาวคนโตไม่พอใจ


เจียงโม่หานเห็นเผิงหยูเหยี่ยนมีท่าทางจริงใจ จึงคิดว่าไหนๆก็สอนคนหนึ่งอยู่แล้ว เพิ่มมาอีกคนจะเป็นไรไป เมื่อลังเลอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็ตอบตกลง


เผิงหยูเหยี่ยนเดินทางกลับบ้านอย่างมีความสุขและรีบเก็บกระเป๋าทันที ท่าทางของเขาเหมือนจะไปพักที่บ้านตระกูลเจียงในเย็นวันนั้นเลย


เมื่อนางเผิงเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา “ลูกแม่ ! นี่เจ้ากำลัง…จะหนีออกจากบ้านหรือ ?”


“หนีออกจากบ้าน ? เหตุใดต้องหนีออกจากบ้านขอรับ ?” เผิงหยูเหยี่ยนงุนงง


เผิงหยูชางมองมาที่ห่อข้าวของในมือน้องชายพลางถามว่า “ถ้าเจ้าไม่คิดจะหนีออกจากบ้าน แล้วเก็บเสื้อผ้า พู่กันกับแท่งหมึกด้วยเหตุใด ?”


ใบหน้าของเผิงหยูเหยี่ยนเปื้อนยิ้ม “ศิษย์น้องเจียงรับปากให้ข้าไปศึกษาตำรากับเขาแล้ว วันนี้ข้ากับสหายได้เห็นบทความของน้องชายเฉียงเอ๋อร์ เขาพัฒนาไปเยอะมาก เหนือกว่าระดับข้าเลยก็ว่าได้ เมื่อก่อนตอนอยู่สำนักศึกษา เขามีระดับธรรมดาทั่วไป ดังนั้นหากไม่ได้คำชี้แนะจากศิษย์น้องเจียงแล้ว จะเป็นใครอีก ? ท่านแม่ พี่ใหญ่ ท่านว่าหากข้าไปศึกษาอยู่กับเขาสักสองปี จะไม่สามารถสอบถงเซิงหรือซิ่วไฉกลับมาได้อย่างนั้นหรือ ?”


เผิงหยูชางได้ยินเช่นนั้นก็รีบเตรียมของขวัญแทนน้องชายทันที ในสายตาของเขาแล้ว ความขยันของน้องชายย่อมไม่ต้องกล่าวถึงอยู่แล้ว เพียงแต่…ขาดพรสวรรค์ไปหน่อย ! หากได้อาจารย์มีชื่อเสียงคอยชี้แนะก็จะเติมเต็มสิ่งเหล่านี้ได้ ! แม้ไม่ใช่การคำนับอาจารย์อย่างเป็นทางการ แต่น้องชายไปพักอยู่บ้านคนอื่น ไปรบกวนอีกฝ่ายมากเกินไป อย่างไรของขวัญตามมารยาทก็ยังต้องมี !


พี่สะใภ้ของเผิงหยูเหยี่ยนได้ยินว่าเขาจะออกไปอยู่นอกบ้านระยะหนึ่งจึงรีบจัดเตรียมเสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้าต่างๆมาใส่ในกระเป๋าเดินทาง ตอนที่นางเผิงคลอดบุตรชายคนเล็กก็มีอายุมากแล้ว ร่างกายฟื้นตัวช้า เผิงหยูเหยี่ยนจึงมีพี่สะใภ้คอยเลี้ยงดูมาโดยตลอด แล้วค่อยกลับสู่อ้อมอกบิดามารดาตอนอายุประมาณ5-6ขวบ ในใจของพี่สะใภ้ใหญ่จึงเห็นเผิงหยูเหยี่ยนเป็นเหมือนเผิงเจียเหลียงลูกชายแท้ๆ เพราะล้วนแต่มีนางเลี้ยงจนเติบใหญ่ทั้งสิ้น


มารดาที่เป็นกังวลเมื่อบุตรเดินทาง จึงให้พี่สะใภ้ใหญ่ตรวจสอบสัมภาระของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะกลัวจะมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องแล้วทำให้ชีวิตลำบาก นางเผิงจับมือบุตรชายพลางกำชับไม่หยุดราวกับว่าเขาจะเดินทางไกลนับพันลี้


เผิงเจียเหลียงทนมองต่อไม่ไหว “ท่านย่า ท่านแม่ขอรับ ! พวกท่านพอได้แล้ว ! ฉือหลี่โกวห่างจากพวกเราแค่10ลี้ นั่งรถม้าไปก็ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ถ้าขาดสิ่งใดก็ค่อยส่งไปให้ทีหลังได้ขอรับ !”


เผิงหยูเหยี่ยนก็พยักหน้ารัว “ใช่ขอรับ ! อาเหลียงพูดถูก ! ข้าไปศึกษาตำราไม่ได้ไปสงครามเสียหน่อย ! เอาของไปเยอะเกินจะทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะได้ขอรับ ! อ้อ จริงสิ เกือบลืมไปเลย ข้านำของดีมาให้พวกท่านด้วย…ดูสิว่านี่คือสิ่งใด !”


“ดอกกุหลาบ ? นี่ก็เข้าปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้วจะมีดอกกุหลาบที่ใดเบ่งบานได้สวยเช่นนี้…หืม ? ไม่ถูก ! ดอกกุหลาบไม่น่าจะอยู่ในถาด เหตุใด…” เผิงเจียเหลียงกวาดตามองสำรวจ เดิมทีเขาไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด ทว่าพอลองคิดแล้วก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เขาจึงลองมองให้ละเอียดอีกรอบ…นี่เป็นดอกกุหลาบที่ไหนกันเล่า มันคือครีมหอมหวานต่างหาก เป็นของกินชัดๆ


เผิงหยูเหยี่ยนแบ่งเค้กให้บิดามารดา พี่ชาย พี่สะใภ้คนละชิ้น จากนั้นก็ขูดดอกกุหลาบออกมาให้หลานชาย “นี่เป็นเค้กวันเกิดที่น้องสาวเฉียงเอ๋อร์ทำให้คู่หมั้น ดอกไม้พวกนี้ ล้วนทำมาจากครีม หอมหวาน อร่อยมากเลย ในเค้กยังมีลูกท้อและแยมบลูเบอร์รี่ด้วย รสชาติหลากหลายมาก !”


พอเอ่ยถึงของกิน เขาก็หยุดพูดไม่ได้ !


เผิงเจียเหลียงยกดอกไม้ครีมขึ้นมาดูครั้งแล้วครั้งเล่า “ฝีมือประณีตยิ่งนัก มีชีวิตชีวาราวกับเป็นของจริง!”


เมื่อใส่เข้าปากก็ละลายทันที ภายใต้กลิ่นหอมนมมีรสหวานละมุนซ่อนอยู่ หรือจะเรียกได้ว่ามีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ก็ว่าได้ เมื่อกัดกินเนื้อเค้กแล้วรสสัมผัสก็ยังอ่อนนุ่มละมุนลิ้น หอมหวานรสเลิศ เนื้อลูกท้อและแยมบลูเบอร์รี่ที่ผสมอยู่ข้างในยังทำให้รสชาติของเค้กหลากหลายและดึงดูดให้อยากกินเพิ่มกว่าเดิม


หลังจากนายท่านเผิงกินหมดหนึ่งชิ้นก็ยังต้องการเพิ่มอีกหน่อย แต่ถูกนางเผิงห้ามไว้เสียก่อน เพราะท่านหมอเคยกล่าวไว้ว่าจะให้เขากินของหวานเยอะเกินไปไม่ได้ ตาแก่คนนี้ห้ามปากไม่ได้ตลอด ต้องมีคนคอยเตือนอยู่เรื่อย


นายท่านเผิงถามบุตรชายคนเล็ก “น้องสาวของคู่หมั้นเจ้ามีฝีมือมาก ! แถมยังเป็นคนละเอียดอ่อนด้วย !”


คราวก่อน หลังจากรู้ว่าเขากินของหวานเยอะไม่ได้ก็ยังตั้งใจทำขนมปังกรอบรสผักให้เขา แต่น่าเสียดายขนมปังกรอบรสผักมีจำนวนจำกัด แม้ว่าเขาจะพยายามกินให้น้อยก็ยังกินหมดอย่างรวดเร็ว !


นางเผิงตีที่แขนของสามี “คู่หมั้นของเหยี่ยนเอ๋อร์ก็ไม่เลวเช่นกัน ฝีมือทำอาหารเป็นเลิศและยังมีฝีมือทอผ้า…”


เผิงหยูเหยี่ยนก็คิดว่าคู่หมั้นของตนดีไปหมดทุกอย่าง “ใช่ขอรับ น้องสาวเฉียงเอ๋อร์เย็บปักไม่เป็น เรื่องนี้สู้เฉียงเอ๋อร์ไม่ได้เลย !”


ขณะมองท่าทางโง่งมของบุตรชาย นางเผิงก็เริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาอีกครั้ง “เจ้าไปอยู่ข้างบ้านตระกูลหลินก็อย่าทำตัววู่วาม ทำให้คู่หมั้นตกใจกลัวเด็ดขาด บ้านเราแค่หมั้นกันเท่านั้น ถ้าบ้านนั้นเกิดรู้สึกคิดผิดขึ้นมา…”


แต่แล้วพี่สะใภ้ใหญ่ก็เข้ามาให้ท้ายเขา “คู่หมั้นของเหยี่ยนเอ๋อร์เป็นคนดีก็จริง แต่เหยี่ยนเอ๋อร์ของบ้านเราก็ไม่แย่ ! นิสัยซื่อตรง จริงใจและกตัญญู ท่านแม่เจ้าคะ แม้จะบอกว่าก้มหน้าขอลูกสะใภ้ แต่ท่านเองก็ไม่ควรเผยท่าทีถ่อมตนเกินไป”


นางเผิงหัวเราะแล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าก็ไม่ได้คิดว่าขอแค่เด็กสองคนมีชีวิตคู่ที่ดีแล้ว เรื่องอื่นก็ไม่สำคัญเสียหน่อย !”


ทันใดนั้นพี่สะใภ้ใหญ่ก็เริ่มกังวลขึ้นมา ไม่รู้ว่าสะใภ้เล็กในอนาคตจะมีนิสัยเช่นไร หวังว่าจะไม่โดนตามใจจนเสียคนก็พอ เฮ้อ ! ใครใช้ให้เหยี่ยนเอ๋อร์ชอบนางเองล่ะ ? อย่างไรถ้าแต่งเข้ามาแล้ว บิดามารดาต้องย้ายไปอยู่บ้านใหญ่ ถ้านิสัยไม่ดีก็อยู่ห่างไว้หน่อยคงจะพอ !


ตอนที่ 282: เช่นนี้จะดีหรือ ?


หลังจากกินเค้กเสร็จแล้วเผิงเจียเหลียงก็ยังอยากกินอีก เมื่อได้ยินท่านอาเอ่ยถึงหมูหันในมื้อเที่ยง เขาก็บ่นทันที “เฮ้อ ! ข้าเริ่มรู้สึกเสียใจแล้ว ! ตอนนั้นข้าน่าจะเลือกเรียนหนังสือกับท่านอา…”


เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เขาก็จะมีเหตุผลให้ตามท่านอาไปพักยังบ้านตระกูลเจียงด้วยกัน ได้ยินมาว่าบ้านตระกูลเจียงและตระกูลหลินเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน ต่างก็มากินข้าวร่วมกัน เมื่อไรเขาจะได้กินอาหารฝีมือว่าที่อาสะใภ้อีก ? หรือจะได้ลองชิมรสชาติหมูหันกับเขาบ้าง ?


เผิงหยูชางรีบตบหลังบุตรชายแล้วถลึงตาใส่ “มาเสียใจเอาตอนนี้จะมีประโยชน์อันใด ? ตอนนั้นคิดอันใดอยู่ ? รีบไสหัวไปทำบัญชีในห้องหนังสือเดี๋ยวนี้ !”


เผิงหยูเหยี่ยนห้ามพี่ชายแล้วพูดกับเผิงเจียเหลียงว่า “ท่านอาจารย์กล่าวว่า อยู่จนชราก็ศึกษาจนชรา ! เจ้าเริ่มหยิบตำราขึ้นมาตอนนี้ยังไม่สาย…”


เผิงเจียเหลียงนึกถึงตำรากองหนาเป็นตั้งและด้านในยังมีตัวอักษรที่เข้าใจยากมากมาย แววตาของเขาก็เหมือนมียุงบินไปมาทันที “ขะ…ข้าช่วยท่านพ่อดูสมุดบัญชีต่อไปดีกว่า…”


บ่ายวันนั้นเผิงหยูเหยี่ยนไม่ได้ออกจากบ้านแต่อย่างใด เพราะเพิ่งตกลงกันตอนเที่ยง แล้วจะให้เขารีบวิ่งไปหาในยามบ่ายเลย มันจะดูรีบร้อนเกินไปกระมัง? อีกอย่างการเตรียมของขวัญก็ต้องใช้เวลา


วันรุ่งขึ้น เผิงหยูเหยี่ยนก็เดินทางฝ่าน้ำค้างมายังหมู่บ้านฉือหลี่โกว


“หืม? นั่นไม่ใช่คู่หมั้นของบุตรสาวคนโตตระกูลหลินหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่ปีใหม่หรือเทศกาลอันใด เหตุใดจึงหอบของขวัญมาหาถึงบ้านแล้ว?” พวกผู้หญิงที่จับกลุ่มสนทนากันหน้าหมู่บ้านเห็นรถม้ามาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านตระกูลหลิน ต่อจากนั้นบ่าวรับใช้คนหนึ่งก็ย้ายข้าวของออกจากด้านในรถม้า พวกนางจึงเข้าใจผิดว่าลูกเขยในอนาคตนำของขวัญมาให้บ้านฝ่ายหญิง!


“คาดไม่ถึงเลยว่าบุตรสาวคนโตตระกูลหลินก็จะมีโชคกับเขาด้วย ตอนแรกไม่มีคนกล้ามาสู่ขอ แต่ตอนนี้กลายเป็นคนเนื้อหอม ได้หมั้นหมายกับครอบครัวที่ดีและมีฐานะ บ้านสามียังให้ความสำคัญถึงเพียงนี้อีก!”


“คู่หมั้นของบุตรสาวคนโตนั้นหน้าตาดูมีสง่าราศีมาก แค่มองก็รู้ว่าเป็นผู้มั่งมี แถมยังเป็นบัณฑิต! บุตรสาวคนโตตระกูลหลินมีโชคแล้วจริงๆ…”


“ข้าคิดว่าคนที่มีโชคจริงๆ เป็นบุตรสาวคนรองมากกว่า! ก่อนหน้านั้นนางสติไม่ดีอยู่นับสิบปี เกรงว่าจะขายไม่ออกแล้ว! แต่ใครจะรู้ว่าบัณฑิตเจียงผู้ดูดีและมีสติปัญญามากที่สุดในหมู่บ้านจะหลงรักนางเข้า! ไม่แน่ว่าปีหน้าปีไหนอาจได้เป็นภรรยาซิ่วไฉ ต่อไปก็เป็นภรรยาจู่เหรินแล้วก็ได้เป็นฝูเหริน!”


“ใช่ ! เรื่องการออกเรือนของพี่สาวนางก็เกิดขึ้นตอนนางหมั้นหมาย สหายของบัณฑิตเจียงหลงรักตั้งแต่แรกพบ ! นางล่าสัตว์และยังหาเงินได้ เจ้าดูบ้านตระกูลหลินก็รู้แล้ว เดิมทียากจนที่สุดในหมู่บ้าน แต่ตอนนี้กลายเป็นบ้านที่ร่ำรวยจนบ้านไหนก็เอื้อมไม่ถึง !”


“ป้ากุ้ยฮวาและแม่ซัวถัวที่สนิทกับบ้านนางก็ได้ดีตามไปด้วย กลายเป็นผู้ดูแลโรงงานแปรรูปเมล็ดสนและงานทำเนื้อแผ่น ! ได้ยินว่าเดือนหนึ่งทำเงินถึง2ตำลึงเชียวนะ !”


“ตอนนี้ข้าสนใจอยู่อย่างเดียวว่าพวกนางยังอยากได้คนงานอีกหรือไม่ ทำงานบ้านนางได้เงิน30อีแปะต่อวัน ในปีแห่งภัยพิบัติเช่นนี้ ถ้าเทียบกับพวกผู้ชายที่ขายแรงงานในท่าเรือแล้วยังคุ้มกว่ามาก !”


“ตระกูลหลินดูแลคนยากไร้ในหมู่บ้านโดยจ้างครอบครัวที่ไม่มีผู้ชายอยู่ดูแล ส่วนบ้านเจ้านั้นพวกผู้ชายแข็งแรง ลูกชายทั้งสองก็เติบใหญ่แล้ว เลิกคิดเสียเถิด !”

…...


รถม้าของเผิงหยูเหยี่ยนหยุดอยู่หน้าบ้านตระกูลหลิน ขณะที่เขากำลังเดินเข้าไปเคาะประตู บ่าวรับใช้ก็ชี้ไปยังประตูบ้านหลังข้างๆ “นายน้อยรองขอรับ บ้านตระกูลเจียงอยู่ทางนั้นขอรับ !”


“ข้ารู้แล้วว่าบ้านศิษย์น้องเจียงอยู่ด้านข้าง แต่ตอนนี้เป็นเวลาอาหารเช้าพอดี เขาจะต้องอยู่ในบ้านตระกูลหลิน ไม่ผิดแน่ !” ฮึฮึ ข้าได้กลิ่นแล้ว ! เช้าตรู่เช่นนี้บ้านตระกูลหลินทำของอร่อยอันใดกัน ? หลังได้ยินคำว่า ‘เชิญเข้ามา’ จากด้านใน เผิงหยูเหยี่ยนก็ผลักประตูเข้าไปอย่างทนรอไม่ไหว !


“หืม? ว่าที่พี่เขย เช้าเช่นนี้ท่านมาหาพี่ใหญ่หรือ ?” หลินเว่ยเว่ยกำลังหุงข้าวอยู่ในลานบ้าน พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาแล้ว นางจึงทักทายอย่างสนิทสนม


ในห้องครัวนั้นบุตรสาวคนโตชะโงกหน้าออกมาพลางถลึงตาใส่น้องสาว “พูดบ้าบออันใด ?”


“ประเดี๋ยวก็เป็นแล้ว ใช่หรือไม่พี่เขย ?” หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มให้เผิงหยูเหยี่ยน


เผิงหยูเหยี่ยนหน้าแดงแล้วฉีกยิ้มอย่างโง่งมพักใหญ่จึงจะตอบกลับมาได้ “ขะ…ข้ามาหาศิษย์น้องเจียง”


“มาหาบัณฑิตน้อย ! โอ้ อ่านตำรายามเช้าอยู่ตรงโน้น !” หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังมุมหนึ่งของลานบ้าน เจียงโม่หาน หลินจื่อเหยียนและยังมีคนที่ไม่น่าจะอยู่ด้วยอย่างเจ้าหนูน้อย ถือว่ากลิ่นอายแห่งการศึกษาเข้มข้นมาก เผิงหยูเหยี่ยนจึงรีบหยิบตำราไปเข้าร่วมทันที…


กลิ่นแกงไก่ลอยตลบอบอวลไปทั่วลานบ้าน เช่นเดียวกับกลิ่นหอมเย้ายวนจากของทอดในกระทะ แม้เผิงหยูเหยี่ยนจะถือตำราไว้ในมือ ทว่าสองตาของเขาก็อดไม่ได้ที่จะกวาดมองไปยังลานบ้าน ในห้องครัวนั้นคู่หมั้นของเขากำลังทำงาน กลิ่นอาหารทำให้คนที่กินข้าวเช้ามาแล้วอย่างเขาเริ่มหิวขึ้นมาอีกครา


ทันใดนั้นก็มีพัดเคาะมาที่มือของเขาและน้ำเสียงเย็นชาของเจียงโม่หานก็ดึงสติเขากลับมาอีกครั้ง “ชุ่น1ถามเก่งวิเคราะห์เก่ง ไม่เอ่ยข้อเสียส่งเสริมข้อดี จะอธิบายอย่างไร ?”


เรื่องนี้เคยอ่านมาก่อน เผิงหยูเหยี่ยนจึงรีบนั่งตัวตรงแล้วพูดจาเสียงดังฟังชัด “ชุ่นชอบขอคำชี้แนะจากผู้อื่นและยังวิเคราะห์คำพูดของผู้อื่นเก่ง เข้าใจความหมายของผู้อื่นได้ง่าย เขาซ่อนคำพูดไม่เหมาะสมของผู้อื่นเอาไว้ แล้วส่งเสริมคำพูดดีๆของคนผู้นั้นออกมาแทน”


สายตาของเจียงโม่หานหันไปหยุดอยู่ที่หลินจื่อเหยียนที่รีบแสดงความคิดเห็นของตนออกมาทันที “คำพูดนี้มาจากตำราจงยง บทที่หก ข้าเข้าใจว่าเหตุผลที่จักรพรรดิในสมัยโบราณได้รับการสนับสนุนจากราษฎรก็เพราะมักยึดหลักทางสายกลางปกครองแผ่นดิน เวลาจัดการปัญหาต่างๆ ไม่ใช่ว่าจะฟังคำพูดของใครก็ได้หรือจะไม่ฟังเลยก็ไม่ได้ แต่จะยึดหลักส่วนใหญ่ตามกฎพื้นฐาน ไม่ลำเอียงทว่าเป็นกลาง ถือเป็นแนวทางอันชาญฉลาด !”


เผิงหยูเหยี่ยนได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาทันที เจียงโม่หานยังกล่าวต่อ “เวลาอ่านตำราอย่าเอาแต่ท่องจำ ไม่อย่างนั้นผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นการอ่านตำราจนตาย บทความไม่เพียงต้องเข้าใจ แต่ยังต้องวิเคราะห์ความหมายแอบแฝงของบทความและเพิ่มความรู้สึกกับความเข้าใจของตนเข้าไปด้วย ศิษย์พี่เผิง เป้าหมายบทแรกของตำราจงยงนี้ ท่านเอามาเขียนบทความจากความรู้สึกก็แล้วกัน !”


เผิงหยูเหยี่ยนพยักหน้า จากนั้นก็ก้มหน้าครุ่นคิดถึงเนื้อหาในบทความ หลังจากเรียบเรียงเสร็จแล้วก็เริ่มนอนหมอบบนโต๊ะและขยับพู่กันเขียนออกมาสองสามบรรทัด บัดนี้ทั้งกายและใจของเขาจดจ่ออยู่ที่บทความ คู่หมั้นเอย ของอร่อยเอย เขาลืมเลือนไปหมดแล้ว


หลินจื่อเหยียนฉีกยิ้มหน้าบานให้อีกฝ่าย ท่าทางในตอนนี้ของว่าที่พี่เขยใหญ่คือตัวเขาในอดีตที่ค่อยๆโดนศิษย์พี่เจียงขัดเกลาเช่นกัน


“ส่วนเจ้าไปเขียนหลักกลยุทธ์ หัวข้อคือ ‘จิ้นอู่ประสบความสำเร็จจากความเด็ดขาด ฟูเจียนสิ้นชีพเพราะความเด็ดขาดในการบุกโจมตีราชวงศ์ตงจิ้น, ฉีหวงกงให้ก่วนจ้งปกครองเจริญรุ่งเรือง แต่หลังให้ลูกชายหยานก๋วยสละอำนาจกลับพ่ายแพ้ สองเรื่องนี้มีสิ่งใดต่างกันและเป็นเพราะเหตุใด ?’ สองวันต่อจากนี้จงนำมาส่งให้ข้า !” หลังจัดการเรื่องการบ้านให้ทั้งสองคนแล้วเจียงโม่หานก็ลุกขึ้น ขณะที่กำลังจะไปดูว่าคู่หมั้นทำของอร่อยอันใด ชายเสื้อของเขาก็ถูกดึงสองสามครั้ง


เมื่อก้มมองก็พบว่าเจ้าหนูน้อยกำลังกระพริบตากลมโตอย่างกระหายการเรียนรู้ “พี่โม่หาน ข้าล่ะ ? ข้าต้องทำสิ่งใด ?”


“เจ้าหรือ? คัดคัมภีร์หลุนอวี่ให้คุ้นชิน แล้วคัดอักษรตัวเต็มวันละสองแผ่น !” เจียงโม่หานยัดคัมภีร์หลุนอวี่ใส่มือของเจ้าหนูน้อยแล้วเดินออกมาทันที


“บัณฑิตน้อย เจ้าโยนลูกศิษย์ทิ้ง แล้วตนเองแอบมากินซาลาเปาทอดก่อนเช่นนี้จะดีหรือ ?” ซาลาเปาทอดเพิ่งออกจากกระทะ บัณฑิตหนุ่มก็ดูท่าจะไม่กลัวร้อนแม้แต่น้อย เขาใช่ตะเกียบคีบขึ้นมาทันที หลินเว่ยเว่ยจึงอดไม่ได้ที่จะหยอกเย้า


[1] ชุ่น หรือ พระเจ้าชุ่น / ตี้ชุ่น เป็นหนึ่งในสามมหาบุรุษผู้ปกครองจีนโบราณตามตำนาน ผู้ได้ชื่อว่าลูกกตัญญูและมีคุณธรรมสูงส่ง


ตอนที่ 283: ต้นไม้เรียกทรัพย์?


เจียงโม่หานเป่าซาลาเปาทอด หลังกัดกินหนึ่งคำแล้วเขาจึงเอ่ยว่า “อาจารย์เป็นผู้ชี้นำ ทว่าการฝึกฝนขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ! หากจำเป็นต้องให้คนคอยจับตามองถึงจะเรียนได้ คนผู้นั้นจะได้เรื่องได้ราวอันใด ? สู้ยอมแพ้ตั้งแต่เนิ่นๆยังจะดีเสียกว่า !”


เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เขาก็เห็นรถม้าและบ่าวรับใช้ของเผิงหยูเหยี่ยนยังอยู่ที่หน้าประตู ! ส่วนเผิงหยูเหยี่ยนกำลังหมกมุ่นอยู่กับหัวข้อที่ได้รับ คงลืมเรื่องพวกนี้ไปเสียสนิท


การโดนนายน้อยทอดทิ้งนับครั้งไม่ถ้วนทำให้บ่าวรับใช้คุ้นชินต่อพฤติกรรมนี้ของเจ้านายแล้ว เมื่อเห็นบัณฑิตเจียงเดินเข้ามาหา เขาก็รีบทำมือคารวะแล้วถามว่า “ของพวกนี้เป็นสัมภาระของนายน้อย ท่านว่า…”


เจียงโม่หานเปิดประตูบ้านหลังด้านข้างแล้วหันมาพูดกับอีกฝ่ายว่า “ย้ายเข้าไปด้านในเถิด !”


ในบ้านตระกูลเจียงมีเพียงเขาและมารดาสองคนจึงถือว่ากว้างขวางพอสมควร เจียงโม่หานชี้ไปยังห้องติดกำแพงด้านทิศตะวันตก “ต่อไปคุณชายของเจ้าจะพักอยู่ห้องนั้น !”


บ่าวรับใช้รีบย้ายสัมภาระเข้าไปทันที จากนั้นก็ตักน้ำในถังใหญ่เพื่อเริ่มทำความสะอาดเตียง โต๊ะ เก้าอี้ภายในห้องแล้ววางถ้วยชาลงข้างเตียง วางชั้นหนังสือนายน้อยที่ปลายเตียง จากนั้นก็นำเสื้อผ้าในหีบมาจัดวางให้เรียบร้อย…นอกจากอ่านตำราแล้ว ชีวิตของเผิงหยูเหยี่ยนก็แทบจะเหมือนคนอ่อนต่อโลก ตอนเลือกบ่าวรับใช้ให้เขา นางเผิงถึงขั้นทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากทีเดียว


เจียงโม่หานเห็นอีกฝ่ายจัดการของเจ้านายได้พอสมควรแล้วจึงเริ่มออกคำสั่ง “พอแล้ว เจ้ากลับไปเถิด !”


ดวงตาของบ่าวรับใช้เบิกกว้างทันทีพร้อมกล่าวขึ้นมาเบาๆว่า “นายหญิงให้ข้าน้อยคอยติดตามนายน้อยรองเพื่อช่วยชงชา รินน้ำ…”


เจียงโม่หานมองด้วยสายตาเย็นชา บ่าวรับใช้จึงไม่กล้าพูดต่อ เจียงโม่หานจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “นายน้อยรองของเจ้าไม่มีมือมีเท้าหรือ ? ถ้าเขาสอบเยวี่ยนซื่อ ( ระดับท้องถิ่น ) ผ่านแล้วเข้าร่วมการสอบเซียงซื่อ ( ระดับมณฑล ) ก็ต้องอยู่ในก้งย่วนนานถึงเก้าวันหกคืน เจ้าจะเข้าไปช่วยเขาได้หรือ ? หากเจ้าอยู่ต่อไปก็จะไม่เป็นผลดีต่อเจ้านาย แต่เป็นการทำให้นายน้อยกลายเป็นคนพิการ !”


สุดท้ายบ่าวรับใช้ก็โดนไล่ออกมา เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว เขาก็เล่าเรื่องราวทุกอย่างให้นางเผิงและพี่สะใภ้ใหญ่ฟัง สตรีทั้งสองรู้สึกสงสารและกังวลมาก แต่พวกนางก็รู้ดีว่าการทำเช่นนี้จะส่งผลดีต่อเผิงหยูเหยี่ยนจึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น ทว่าในเวลาต่อมาทั้งสองก็ยังให้เผิงเจียเหลียงมาเยือนบ้านตระกูลเจียงอยู่บ่อยครั้งเพื่อดูว่าเขาขาดสิ่งใดหรือไม่ ? กินดีอยู่ดีหรือเปล่า ?


ส่วนนายท่านเผิงคิดว่าพวกนางกังวลจนเกินเหตุ มีพี่น้องตระกูลหลินเช่นนั้นอยู่แล้ว บุตรชายจะไม่กินดีอยู่ดีได้อย่างไร ?


เผิงเจียเหลียงเดินทางไปฉือหลี่โกวครั้งหนึ่ง ขากลับมาก็มีพุงกลมโตทุกครั้ง เมื่อเรอเพราะความอิ่มแล้ว เขาก็เอ่ยอย่างคนตะกละตะกลาม “พวกท่านวางใจได้แล้ว ท่านอามีชีวิตอยู่ดีกินดียิ่งกว่าสิ่งใด ! อาหารสามมื้อในหนึ่งวันไม่ซ้ำกันสักอย่าง แถมตอนสายและตอนเย็นยังมีขนมให้กินอีก ช่วงหลายวันนี้ดูเหมือนท่านอาจะอ้วนขึ้นกว่าตอนอยู่บ้านเสียอีกขอรับ !”


แม่สามีและลูกสะใภ้คู่นั้นถึงได้วางใจ เผิงเจียเหลียงยังหอบ ‘ของขวัญ’ กลับมาจากบ้านตระกูลหลินด้วย นั่นคือ…หมูฝอย ลือกันว่าสามารถกินได้เลย ไม่ก็กินคู่กับโจ๊กและยังสามารถใส่ลงในหมั่นโถวหรือกินกับข้าวขาวได้ด้วย


“ท่านย่า ท่านแม่ขอรับ ! คราวหน้าถ้าจะส่งของสิ่งใดไปให้ท่านอา พวกท่านอย่าลืมตะโกนเรียกข้าด้วย ! ในที่สุดข้าก็รู้แล้วว่าเหตุใดท่านอาถึงได้อยากพักอยู่บ้านตระกูลเจียง ก็เพราะอาหารเลิศรสของบ้านตระกูลหลินนั่นเอง ! ฝีมือทำอาหารของว่าที่อาสะใภ้อร่อยกว่าของร้านอาหารทั้งหมดในเขตเราตั้งหลายเท่า ข้าอยากให้อาสะใภ้แต่งเข้ามาเร็วๆ ! โอ๊ย ท่านแม่ขอรับ เหตุใดท่านต้องดึงหูข้า ? ข้าพูดสิ่งใดผิดอีกเล่า !” เผิงเจียเหลียงรีบจับใบหูแล้วถอยหลังออกไปทันที


พี่สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลเผิงตามหาที่ปัดฝุ่นด้วยความโมโห “อาสะใภ้แต่งเข้ามาเพื่อทำอาหารให้เจ้าหรือ ? ถ้าเจ้าอยากกิน…เจ้าก็แต่งภรรยาเข้าบ้านเอง เช่นนั้นก็มีคนทำอาหารให้เจ้ากินแล้วไม่ใช่หรือ ?”


เผิงเจียเหลียงเหมือนหนูที่วิ่งหนีจากการตามล่า เขาวิ่งไปหลบภายในบ้าน “ท่านแม่ขอรับ ใช่ว่าข้าไม่อยากแต่งงาน แต่อาสะใภ้และน้องสาวหมั้นหมายแล้ว ข้าจะไปหาภรรยาที่มีฝีมือทำอาหารเก่งเหนือผู้ใดมาจากไหนอีก ? หากท่านหาคนทำอาหารเก่งกว่าอาสะใภ้ได้ ข้าจะรีบแต่งนางเข้าบ้านเลย แม้ว่านางจะเป็นจอมมารก็ตาม !”


นางเผิงหัวเราะไปพลางกล่าวไปด้วย “เหลวไหล ! ไฉนเลยแต่งงานจะดูกันแค่ฝีมือทำอาหาร ? บ้านเราไม่ได้จ้างพ่อครัวแม่ครัวมาทำอาหารไม่ไหวเสียหน่อย !”


เผิงเจียเหลียงรีบเข้าไปหลบด้านหลังท่านย่าแล้วถอนหายใจออกมายาวเหยียด “จะไปหาพ่อครัวฝีมือดีเช่นนั้นมาจากที่ใดขอรับ ? ข้ารอแค่ให้ท่านอาแต่งอาสะใภ้เข้าบ้านเร็วๆ วันใดหากอาสะใภ้อารมณ์ดีแล้วเข้าครัว ข้าก็จะได้มีลาภปากด้วย !”


สะใภ้ใหญ่บ่นใส่เขาทันที “ดูท่าทางไม่เอาไหนของเจ้าสิ ! โตถึงเพียงนี้แล้วยังคิดแต่เรื่องกิน !”


ชีวิตของเผิงหยูเหยี่ยนไม่ได้สุขสบายเหมือนที่เผิงเจียเหลียงเล่ามาหรอก…เพราะมีทั้งทุกข์และสุขผสมกัน ! ตัวเขาที่เพิ่งออกมาอยู่ข้างนอกเป็นครั้งแรกต้องฝนหมึกเอง ซักผ้าเอง แต่ละวันยังต้องเกี่ยวหญ้า ผ่าฟืน…เรื่องพวกนี้ยังไม่เท่าไร ทว่าเหตุใดเขาต้องมาปลูกต้นไม้ด้วย ?


“นี่ดูไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการปลูกต้นไม้” แม้เผิงหยูเหยี่ยนจะไม่รู้เรื่องการแตกดอกออกผล แต่ก็รู้ว่าอากาศเย็นขึ้นแล้วยังจะปลูกต้นไม้อีก ไม่เท่ากับว่าโอกาสรอดมีน้อยไปอีกหรือ !


หลินจื่อเหยียนออกแรงขุดหลุมปลูกต้นไม้ หลังได้ยินเช่นนั้นเขาก็กล่าวว่า “พี่รองบอกว่าได้ก็ต้องได้”


เฮอะ นอกจากเจ้าหนูน้อยแล้ว ยังมีลูกสมุนผู้โง่เขลาของหลินเว่ยเว่ยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน !


หลินเว่ยเว่ยแบกต้นโอ๊กสูงใหญ่เข้ามาสองต้น นางวางต้นโอ๊กไว้ด้านข้างแล้วเริ่มริดใบด้านบนออก เผิงหยูเหยี่ยนอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ปลูกต้นไม้ไม่ควรปลูกต้นเล็กหรอกหรือ ? ต้นไม้ใหญ่เช่นนี้รากจะโดนทำร้ายได้ง่าย โอกาสรอดน้อย…ข้าเห็นในตำราพืชศาสตร์ !”


หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “แค่ไม่ทำร้ายรากของมันก็จบแล้วไม่ใช่หรือ? เจ้ามองทางนั้นสิ ข้าย้ายพวกมันมาจากในหุบเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกมันก็ยังอยู่รอดไม่ใช่หรือ?”


เผิงหยูเหยี่ยนหันไปมองต้นโอ๊กเขียวชอุ่มไม่กี่ต้น ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง…พวกนี้เพิ่งถูกย้ายออกมาจากหุบเขาหรือ? เขานึกว่าพวกมันอยู่ตรงนั้นตั้งนานแล้วเสียอีก! ต่อจากนั้นเขาก็ไม่พูดสิ่งใดออกมา เพียงทุ่มเทแรงขุดหลุมปลูกต้นไม้ต่อไป


แต่เมื่อหันไปมองคนอื่น หลุมปลูกต้นไม้ใหญ่สองหลุมถูกขุดจนเรียบร้อยแล้ว ส่วนเขาเหนื่อยจนหอบ มือก็ขึ้นตุ่มน้ำใส แต่ตรงหน้ากลับมีหลุมเพียงตื้นๆ…ต้องเป็นเพราะพลั่วของเขาไม่ดี ไม่ใช่เพราะเขาไม่พยายาม!


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินทนมองต่อไปไม่ไหว นางจึงใช้เวลาที่เขาพักผ่อนไปหยิบพลั่วมาช่วยขุดหลุม พลั่วอันเดียวกัน หลุมเดียวกัน แต่แขนขาบอบบางและรูปร่างผอมเพรียวของคู่หมั้นกลับขยับพลั่วได้อย่างพลิ้วไหว…หรือว่า…การขุดหลุมปลูกต้นไม้ก็ต้องมีเคล็ดลับ?


เขาจะปล่อยให้คู่หมั้นช่วยทำงานไม่ได้ อีกประเดี๋ยวนางต้องไปเข้าครัวทำอาหารแล้ว เผิงหยูเหยี่ยนรีบรับพลั่วมาจากมือนางแล้วขุดหลุมต่อทันที


หลินเว่ยเว่ยมองว่าที่พี่เขยและพี่สาวคนโต จากนั้นก็เอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้ม “พี่เขย ท่านจะเหนื่อยบ้างก็สมควรแล้ว เพราะต้นโอ๊กเหล่านี้จะเป็นสินเดิมของบุตรสาวคนโตตระกูลหลิน!”


เมื่อบุตรสาวคนโตได้ยินเช่นนั้นก็หน้าแดงด้วยความเขินอาย หลังถลึงตาใส่น้องสาวแล้วนางก็รีบวิ่งไปทางหลังบ้าน ฮ่าฮ่า คนสมัยก่อนเขินง่ายเกินไปแล้วกระมัง?


เผิงหยูเหยี่ยนมองต้นโอ๊กสูงใหญ่ด้วยความงุนงง เจ้าพวกนี้จะเป็นสินเดิมหรอกหรือ ? เอาไปทำเครื่องเรือนหรือไร ? คงไม่ใช่หรอกกระมัง ? ถ้าเอาไปทำเครื่องเรือนก็ควรนำไปตัดก่อน พอแห้งแล้วถึงจะเอามาทำได้ไม่ใช่หรือ ?


สมองของหนอนหนังสือค่อนข้างแตกต่างจากคนธรรมดาอยู่บ้าง ทันใดนั้นเขาก็เริ่มมีความคิดแปลกใหม่ผุดขึ้นมาจึงกล่าวพึมพำว่า “ต้นไม้พวกนี้คงไม่ใช่ต้นไม้เรียกทรัพย์ใช่หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเขาแล้วขยิบตาอย่างขี้เล่น “พี่เขย ท่านฉลาดมาก วันหน้าต้นไม้พวกนี้จะเป็นต้นไม้เรียกทรัพย์ ! มันจะทำเงินได้อย่างมหาศาล !”


[1] ก้งย่วน คือ สถานที่จัดสอบขุนนางส่วนภูมิภาคในสมัยจีนโบราณ


ตอนที่ 284: ตัดฟืนเผาถ่านที่หลังเขา


หลินเว่ยเว่ยยังขึ้นเขาอีกรอบ นางแบกต้นโอ๊กออกมาอีกหลายต้น ต้นโอ๊กทุกต้นล้วนถูกปลูกไว้ที่เนินเขาหลังบ้าน เมื่อลองนับดูแล้วการลงแรงในช่วงหลายวันนี้พวกนางได้ปลูกไปกว่า50ต้น


“ปิดงาน !” หลินเว่ยเว่ยมองผลงานชิ้นเอกของทุกคนด้วยความพึงพอใจ หนอนไหมที่เลี้ยงในปีหน้าเป็นปีแรกไม่จำเป็นต้องมีตัวใหญ่มาก ต้นไม้พวกนี้ก็น่าจะพอแล้ว ต่อไปถ้าอยากขยับขยายก็สามารถใช้วิธีตอนกิ่งเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตได้


ในตอนเย็น ผู้ใหญ่บ้านก็มาเยือนพร้อมโฉนดที่ดินของเนินเขาด้านหลัง เขาเดินทางเข้าเขตเริ่นอันเพื่อจัดการเรื่องนี้ทั้งวัน ! ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านมอบโฉนดให้หลินเว่ยเว่ย เขาก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อยว่าเหตุใดนางจึงซื้อเนินเขาอันแห้งแล้งเหล่านี้ ? หรือนางจะเอาไว้ใช้เลี้ยงกระต่ายในอนาคต ?


หลินเว่ยเว่ยรับโฉนดมาถือไว้แล้วยัดใส่มือพี่สาวคนโต จากนั้นก็รั้งผู้ใหญ่บ้านให้อยู่รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน เขาทำงานให้บ้านนางทั้งวัน อย่างไรก็จะปล่อยให้กลับบ้านไปแบบท้องว่างไม่ได้


หลินเว่ยเว่ยยังเชิญหมอเหลียงมาร่วมวงดื่มสุรากับผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหนูน้อยเป็นคนวิ่งออกไปตาม เขาจึงเรียกวังตงเฉียงและหลานชายคนโตของหมอเหลียงมาด้วย


หลานชายคนโตของหมอเหลียงอายุมากกว่าเจ้าหนูน้อย1ปี เป็นเด็กผู้ชายที่เรียบร้อยคนหนึ่ง ในเวลาปกติเรียนวิชาแพทย์จากท่านปู่ ตอนนี้เขาจึงสามารถจดจำสมุนไพรได้จำนวนมากและคุ้นเคยกับสรรพคุณของตัวยา ถือเป็นเด็กที่ฉลาดมาก


ส่วนผู้ชายในบ้าน…เจียงโม่หาน หลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยนก็มาร่วมดื่มและรับประทานอาหารกับพวกผู้ใหญ่วัง ส่วนเด็กและผู้หญิงที่เหลือก็รับประทานอาหารกันอยู่ในบ้าน เมื่อมีเด็กสองคนมาเพิ่ม มื้ออาหารก็มีสีสันขึ้นทันใด


หลานชายของหมอเหลียงเป็นเด็กเงียบๆ แต่ก็ไม่อาจต้านทานความร่าเริงของเจ้าหนูน้อยและวังตงเฉียงได้ บนโต๊ะอาหารจึงเต็มไปด้วยภาษาเด็กของพวกเขา ทุกคนจึงรับประทานอาหารกันอย่างมีความสุข


หลังจากปลูกต้นโอ๊กเสร็จแล้วหลินเว่ยเว่ยก็เดินทางไปยังหมู่บ้านต้าฝางจวงอีกหลายครั้งเพื่อจัดการกับหมูป่าในหุบเขาทั้งหมด ! ส่วนลูกหมาป่าที่จับมาได้ นางก็ขังไว้ในเล้าไม้ข้างแปลงนาของมิติน้ำพุวิญญาณ


ตอนนี้ในมิติน้ำพุวิญญาณมีต้นท้อ ต้นแอปเปิล ต้นสาลี่ป่าและเถาองุ่นป่า เมื่อนับรวมกันแล้วพวกมันมีหลายสิบต้น แม้แต่ต้นเจิน ต้นสนแดง ต้นโอ๊กก็มีปลูกไว้บ้างจนมุมหนึ่งในมิติน้ำพุวิญญาณกลายเป็นป่าผืนเล็ก


ข้างผืนป่าเป็นทุ่งหญ้าซึ่งเลี้ยงสัตว์ที่กินพืชเช่นกวางดาว กวางโร กระต่ายป่า ไก่ป่าและสัตว์อื่นๆในมิติน้ำพุวิญญาณสัตว์พวกนี้ไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ พวกมันจึงแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะกระต่ายป่าและไก่ป่าจะถูกจับไปทุกระยะเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันมีเยอะจนเสียสมดุล


น้ำแร่วิญญาณเล็กๆสายหนึ่งกลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างผืนนาและทุ่งหญ้า สัตว์ในมิติน้ำพุวิญญาณล้วนมีสติปัญญา พวกมันไม่เคยข้ามมาทำลายพืชผล ในเวลานี้แปลงนาถูกปลูกข้าวสาลีครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งยังเป็นข้าวโพด หลินเว่ยเว่ยยังบุกเบิกแปลงนาอีกประมาณ7-8ส่วนเพื่อปลูกข้าว พอทำเช่นนี้แล้ววันหน้านางก็จะสามารถกินข้าวที่ปลูกเองในมิติน้ำพุวิญญาณได้ !


ตอนนี้แป้งสาลีและแป้งข้าวโพดที่บ้านตระกูลหลินใช้ประกอบอาหารล้วนมาจากผลผลิตที่หลินเว่ยเว่ยแอบนำออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณ เวลารับประทานรสชาติจะดีเป็นพิเศษ ดีกว่าแป้งชั้นหนึ่งของร้านขายธัญพืชเสียอีก นอกจากนี้ยังดีต่อสุขภาพมาก


แค่มองการเปลี่ยนแปลงของเผิงหยูเหยี่ยนก็รู้แล้ว ! ตอนที่เขาเพิ่งมาถึง ร่างกายดูอวบใหญ่ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเต็มไปด้วยไขมัน เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็หอบหายใจ หลังกินอยู่กับบ้านตระกูลหลินได้ครึ่งเดือน ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือจิตใจก็ดีขึ้นมากจนเห็นได้ชัด


เมื่อก่อนตอนเดิน เขามักจะรู้สึกหอบเหนื่อย แต่ในตอนนี้เขาสามารถเดินตามเจียงโม่หานไปถึงยอดเขาได้อย่างสบาย ร่างกายที่เคยอวบอ้วน น่ารักไร้เดียงสา ตอนนี้ผอมลงมาก โครงหน้าก็เห็นได้ชัดขึ้นและหล่อเหลาขึ้นไม่น้อย


ตัวหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกได้เหมือนกัน หลังกินข้าวที่มาจากมิติน้ำพุวิญญาณในช่วงหนึ่งเดือนกว่าๆมานี้ การทำงานด้านต่างๆของร่างกายดีขึ้นมาก แน่นอนว่ามันไม่เหมือนถ้อยคำที่กล่าวเกินจริงซึ่งเขียนไว้ในหนังสือเทพนิยาย เช่นล้างไขกระดูก ตัดกระดูก ถอดกระดูกเปลี่ยนเนื้ออะไรทำนองนั้น เนื่องจากการซ่อมแซมระบบทำงานของร่างกายเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า หากผ่านไปนานกว่านี้การเปลี่ยนแปลงจะมีให้เห็นอย่างชัดเจนแน่นอน


แม้มิติน้ำพุวิญญาณของนางจะไม่อลังการเหมือนของคนอื่นหรือสามารถเก็บผลผลิตได้หลังผ่านไปไม่กี่วัน แต่มันก็ไม่ได้มีฤดูหนาวที่เยือกเย็นจึงสามารถปลูกพืชผลได้ตลอดสี่ฤดูกาล ในปีหนึ่งจะปลูกพืชผลได้ประมาณ3ครั้ง ! กอปรกับผลผลิตที่สูงจากมิติน้ำพุวิญญาณแล้ว นอกจากบ้านพวกนางจะมีกินตลอดก็ยังมีเหลืออีกไม่น้อย !


ขณะมองข้าวสาลีเขียวขจีในทุ่งและต้นข้าวโพดสูงใหญ่ หลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกสุขใจ แม้ไม่รู้ว่าภัยแล้งของโลกภายนอกจะจบลงเมื่อไร แต่อย่างน้อยการมีมิติน้ำพุวิญญาณอยู่ก็ทำให้นางมั่นใจว่าครอบครัวจะไม่หิวโหยในปีแห่งภัยแล้งเช่นนี้!


หลินเว่ยเว่ยเด็ดผลไม้ที่ดูไม่ดีเท่าไรลงมา หลังโยนใส่เล้าลูกหมูป่าที่อยู่ด้านข้างแล้วนางก็ออกมาจากห้วงมิติ หลังกำจัดหมูป่าในหุบเขาของหมู่บ้านต้าฝางจวงจนสะอาดหมดจดแล้ว นางก็ยังพาชาวต้าฝางจวงเข้าไปในหุบเขาสองสามครั้ง ต่อจากนี้ก็จะไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับนางอีก


ชาวบ้านต้าฝางจวงยุ่งกับการเก็บผักป่าและผลไม้ป่าเพื่อตุนอาหารไว้สำหรับฤดูหนาว ได้ยินว่าพวกเขายังพบพวกสมุนไพรป่าในหุบเขาด้วย หากนำมาบดก็สามารถทำให้อิ่มท้องได้และยังมีผลดีต่อสุขภาพ


ทว่าเพื่อสมุนไพรป่าเหล่านี้แล้ว พวกเขาถึงขั้นทะเลาะต่อยตีกัน ดูจากเรื่องนี้แล้ว อย่างไรชาวบ้านฉือหลี่โกวก็สามัคคีกว่ามาก แม้ว่าบางครอบครัวจะเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่ผู้ใหญ่บ้านก็ควบคุมได้ ภาพรวมจึงยังดูมีความสุข !


กลางเดือนสิบ อากาศก็เริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ เสื้อกันหนาวไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอีกต่อไปเพราะโชคดีที่ทั้งสองบ้านได้เตรียมเสื้อกันหนาวหรือผ้านวมไว้ตั้งนานแล้ว เสื้อกันหนาวของหลินเว่ยเว่ยเป็นฝีมือนางเฝิง มันมีสีแดงเลือดหมู ตรงปกเสื้อและแขนเสื้อไม่เพียงปักด้วยดอกไม้อันงดงามแต่ยังเย็บขนกระต่ายสีขาวล้อมรอบไว้ด้วย เวลาใส่จึงดูทั้งน่ารักและสดใส ทว่ากระโปรงเข้าชุดที่อยู่ด้านล่างกลับทำให้นางรู้สึกไม่สะดวกสบายสักเท่าไร


ตัวนางในตอนนี้กำลังใส่เสื้อกันหนาวตัวเก่าของบัณฑิตน้อย…เพราะเวลาทำสกปรกแล้วก็ไม่ต้องปวดใจ เนื่องจากนางจะต้องเผาถ่านให้ทั้งสองบ้านมีพอใช้ก่อนฤดูหนาวจะมาเยือน


พื้นที่ว่างหลังเขามีคนมารายล้อมมากมาย มีทั้งพวกที่มาเพื่อช่วยงานและมาเรียนรู้เพิ่มประสบการณ์ เดิมทีหลินเว่ยเว่ยคิดจะทำแค่เตาเผาถ่านง่ายๆเท่านั้น แต่หลังจากเห็นคนทั้งหมู่บ้านอยากเรียนรู้วิธีเผาถ่าน นางก็เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา


ก่อนอื่นนางเลือกเนินเขาลูกหนึ่งเพื่อขุดเป็นอุโมงค์จนมีพื้นที่ใหญ่ประมาณบ้านหลังหนึ่ง ด้านบนยังมีช่องสำหรับระบายอากาศ ส่วนคนอื่นช่วยกันตัดฟืนมากองไว้ในอุโมงค์และจุดไฟจากพื้นด้านล่าง


ต่อจากนั้นทุกคนก็ถอยออกมาดูอยู่ด้านข้าง เริ่มแรกควันสีขาวลอยออกมาตามช่องเป็นจำนวนมาก น้ำที่อยู่ในเนื้อไม้ระเหยเป็นไอ หลังเผาไหม้ต่อไปเรื่อยๆ ควันก็เริ่มกลายเป็นสีเทาเข้มแสดงให้เห็นว่าน้ำระเหยออกไปหมดแล้ว


หลินเว่ยเว่ยเริ่มใช้อิฐเพื่อปิดทางเข้าแล้วปิดทับให้สนิทอีกครั้งด้วยโคลน ช่องระบายอากาศด้านบนก็ถูกปิดเช่นกัน หลังปัดมือที่เปื้อนโคลนเสร็จแล้วนางก็พูดกับทุกคนพร้อมรอยยิ้ม “เรียบร้อย ! ความร้อนในเตาจะทำให้ไม้ที่เหลือกลายเป็นถ่าน ผ่านไปอีกไม่กี่วันก็สามารถเปิดเตาเพื่อเก็บถ่านมาใช้งานได้แล้ว !”


บุตรชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านถามต่อทันที “กี่วันหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด “ประมาณ3วัน ! ทำไมหรือ ? อาต้าจู้มีอันใดหรือไม่ ?”


วังต้าจู้หัวเราะพลางกล่าวอย่างเขินอาย “มะ…มีบ้าง! นางหนูรอง เจ้ามีความคิดจะเผาถ่านเพื่อขายบ้างหรือไม่ ?”


ตอนที่ 285: อาจเป็นเทพธิดาจากสรวงสวรรค์


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “เผาถ่านลำบากเกินไป แค่ขึ้นเขาไปตัดฟืนแล้วแบกฟืนลงเขาก็เป็นงานหนักมากแล้ว ตอนเผาถ่านนั้นเวลาปิดปากเตาก็ต้องควบคุมให้ดี ไม่เช่นนั้นแรงที่เสียไปก่อนหน้านี้จะสูญเปล่าทั้งหมด ตอนที่เอาถ่านออกจากเตาจะทั้งเหนื่อยและสกปรก ถ่านหนึ่งเตาอย่างมากก็ขายได้ประมาณตำลึงสองตำลึง…ไม่คุ้ม !”


ทว่าทำงานไม่กี่วันก็ได้เงินตำลึงสองตำลึงแล้ว ! ‘เงินก้อนเล็ก’ ที่นางไม่เห็นอยู่ในสายตา กลับเป็นรายได้จำนวนไม่น้อยในสายตาชาวฉือหลี่โกว คนในเมืองชอบใช้ถ่านเพื่อเพิ่มความอบอุ่น ทุกฤดูหนาวแต่ละบ้านต้องการถ่านจำนวนมาก ถ้าทำทั้งฤดูหนาวก็อาจได้เงินหลายสิบตำลึง !


ผู้ที่มีความคิดเหมือนวังต้าจู้มีไม่น้อยเลย ! พวกเขาเชิญหลินเว่ยเว่ยมาช่วยเลือกสถานที่และชี้แนะในการขุดอุโมงค์ทำเตาเผา จากนั้นก็ฟังหลินเว่ยเว่ยอธิบายถึงวิธีปิดเตาและควบคุมไฟอย่างตั้งอกตั้งใจ…


ผ่านไปไม่นาน หุบเขารอบหมู่บ้านฉือหลี่โกวก็มีหมอกควันปกคลุมเหมือนเอฟเฟคพิเศษเวลามีปิศาจออกมาจากเรื่อง ‘การเดินทางสู่ทิศตะวันตก ( ไซอิ๋ว )’


ต่อจากนั้นสามวัน ถ่านในเตาของบ้านหลินเว่ยเว่ยก็ได้เวลาเก็บ ทุกคนพากันเข้าไปช่วยเหลือ ในเวลานี้เตาเย็นตัวลงแล้ว หลังเปิดเตาเสร็จ หลินเว่ยเว่ยก็สาดน้ำเข้าไปด้านในเพื่อป้องกันถ่านที่ยังไม่เย็นตัวติดไฟขึ้นมาอีกรอบ เช่นนั้นจะต้องมาล้มเหลวในขั้นตอนสุดท้ายแทน


เมื่อรอให้อากาศถ่ายเทแล้ว วังต้าจู้ วังเอ้อร์จู้และวังซานจู้สามพี่น้องก็ขยันขันแข็งกันเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่คำนึงถึงสีดำทมิฬของเตา แต่ละคนเดินเข้าเดินออกเพื่อนำถ่านออกจากเตาครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อจากนั้นหลิวต้าซวนและพ่อซัวถัวก็ช่วยขนไปตากในที่โล่งแจ้ง


หลินเว่ยเว่ยย่อตัวลง นางเคาะถ่านด้านที่ยังเผาไม่หมดกับพื้นดิน หลังแกะเปลือกออกแล้วก็ตากอีกประมาณวันสองวันถึงจะเก็บไว้ใช้ในฤดูหนาวได้ !


เมื่อเห็นเตาเผาของบ้านตระกูลหลินเผาถ่านได้จริง ชาวบ้านฉือหลี่โกวก็รู้สึกตื่นเต้น ทันใดนั้นจึงมีหลายครอบครัวเข้าร่วมการเผาถ่านมากกว่าเดิม


หลินเว่ยเว่ยนำถ่านบรรจุตะกร้าแล้วตะกร้าเล่าเทใส่ที่เก็บถ่านของบ้าน การเผาถ่านในคราวนี้นางมีโอกาสลงมือทำน้อยมากเพราะนางมีหน้าที่เพียงแบกฟืนลงเขา งานส่วนอื่นมีคนทำแทนหมดแล้ว ตอนขุดอุโมงค์ทำเตาเผาก็มีคนช่วย ตอนเก็บถ่านก็มีชาวบ้านช่วยเหลือ แถมยังช่วยขนกลับบ้าน บริการกันถึงระดับนี้…


เจียงโม่หานตักน้ำจากถังเทใส่มือดำๆของนาง หลินเว่ยเว่ยออกแรงถู แต่มือก็ยังมีคราบดำอยู่ เจ้าหนูน้อยจึงกำขี้เถ้าออกมาจากก้นหม้อ “พี่รองใช้เจ้านี่สิ มันช่วยล้างมือได้สะอาดมากเลย !”


หลินเว่ยเว่ยวาดหนวดแมวบนหน้าเจ้าหนูน้อยแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “สบู่บ้านเราหมดแล้วหรือ ?” ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็รีบวิ่งไปหยิบสบู่มาทันที


หลินเว่ยเว่ยล้างไปพลางบ่นไปด้วย “สบู่นี้ทำร้ายผิวมือเกินไป ถ้ามีอุปกรณ์สกัดน้ำมันหอมระเหยก็ทำสบู่ที่ถนอมผิวได้ ! คราวหน้าลองทำสบู่น้ำนมบำรุงผิวให้อ่อนเยาว์ดีกว่า !”


“เผาถ่าน ทำสบู่…ยังมีสิ่งใดที่เจ้าทำไม่เป็นอีกหรือ ?” เจียงโม่หานตักน้ำเพิ่มให้นางอีกขันเพื่อให้ล้างฟองสบู่ออกจากมือ


“ข้ายังทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ ! ต่อไปเจ้าก็จะรู้เอง…” หลินเว่ยเว่ยมองถ่านในที่เก็บฟืน “น่าจะพอใช้แล้วกระมัง ? มองแล้วน่าจะมีมากกว่าหลายร้อยชั่ง !”


“ไม่พอ ! เจ้าประเมินความหนาวเหน็บและระยะเวลาของฤดูหนาวที่นี่ต่ำเกินไป ! ภายใต้สถานการณ์ปกติเช่นตอนนี้ควรเริ่มมีหิมะตกแล้ว กระทั่งถึงเดือนสามปีหน้าแดนเหนือจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็งถึงครึ่งปีเต็ม ทว่าอากาศในปีนี้ค่อนข้างผิดปกติ !” เจียงโม่หานรู้ว่านี่เป็นฤดูหนาวแรกในฉือหลี่โกวของอีกฝ่าย นางจึงยังไม่เคยสัมผัสถึงความโหดร้ายในฤดูหนาวของภาคเหนือ


ในชาติก่อน ภัยแล้งบวกกับลมหนาวทำให้หมู่บ้านเก้าในสิบแห่งของสามเมืองใหญ่ในแดนเหนือหลงเหลือเพียงความว่างเปล่า ชาวบ้านเสียชีวิตกันอย่างน่าเศร้า ในชาตินี้เด็กน้อยเอ่ยปากต่อหน้าพระพักตร์ขององค์ชายเจ็ด ราชสำนักจึงให้ความสำคัญต่อภัยแล้งของภาคเหนือ เจ้าเมืองจงโจวโดนปลดลงจากตำแหน่ง หลายเมืองในภาคเหนือได้รับอาหารบรรเทาทุกข์ ในที่สุดชาวบ้านก็หายใจได้อย่างสะดวก เมื่อราษฎรมีความหวังแล้ว ผู้ใดจะยังเลือกติดตามพวกกบฏแห่งราชวงศ์ก่อน?


หลินเว่ยเว่ยนึกถึงเรื่องของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในชาติก่อน ฤดูหนาวแสนหนาวเหน็บเริ่มขึ้นในเดือนสิบ ที่แห่งนี้อากาศน่าจะเหมือนมณฑตเฮยหลงเจียง? นางจึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นอีกสองสามวันค่อยไปเผาใหม่ ทำจนที่เก็บฟืนทั้งสองบ้านไม่เหลือที่ว่าง เก็บไว้เยอะหน่อยเพื่อป้องกันไว้ดีกว่าแก้!”


นางสนใจแต่การก้มหน้าถูมือจึงไม่เห็นสายตาที่เจียงโม่หานใช้มองตน ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความรักแสนอ่อนโยน เจียงโม่หานมองไปยังใจกลางศีรษะของหลินเว่ยเว่ยด้วยรอยยิ้ม แม้แต่ผมของเด็กน้อยก็อยู่ไม่สุข ชอบมีลูกผมชี้ออกมาเสมอ


เหมือนว่าทุกอย่างที่เปลี่ยนไปในชาตินี้ของเขาเริ่มมาจากตัวนาง ไม่ว่าเขา นางเฝิงหรือจะเป็นพวกชาวบ้านฉือหลี่โกว ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อผู้คนทั้งภาคเหนือ หรือนางอาจเป็นเทพธิดาที่สวรรค์ส่งมาช่วยเหลือมนุษย์ยามทุกข์ยากและในเวลาเดียวกันก็มาช่วยเขาด้วย?


“คิดอันใดอยู่?” หลินเว่ยเว่ยสาดน้ำใส่หน้าเขา จากนั้นก็รีบถอยหลังไปพร้อมเสียงหัวเราะและทำท่าทางที่คิดว่าสามารถหนีได้ตลอดเวลา


เจียงโม่หานวางขันน้ำในมือแล้วเอื้อมมือไปทางศีรษะของเด็กน้อย ขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังลังเลว่าจะหลบดีหรือไม่ ศีรษะของนางก็สัมผัสกับความอบอุ่นเสียแล้ว


เจียงโม่หานช่วยเก็บลูกผมเล็กๆบนศีรษะนาง ขณะลูบศีรษะนางเบาๆ เขาก็ไม่ได้ทำทีท่าว่าจะโมโหแม้แต่น้อย เขาถามเบาๆว่า “คนทั้งหมู่บ้านแทบทำเตาเผาถ่านกันหมด เจ้าไม่กลัวว่าถ่านของพวกเขาจะขายไม่ออกหรือ?”


“ขายไม่ออกก็เก็บไว้ใช้เอง! ไม่ได้เสียเปล่าสักหน่อย!” หลินเว่ยเว่ยล้างแอปเปิลสองผล จากนั้นก็โยนให้บัณฑิตน้อยหนึ่งผล ส่วนนางก็ถือมาแทะกินเองอีกหนึ่งผล อื้อ…หวานกรอบอร่อย ชุ่มน้ำกำลังพอดี ผลไม้จากมิติน้ำพุวิญญาณแตกต่างออกไปจริงๆ


ห้องใต้ดินของบ้านตระกูลหลินมีผลไม้ป่ากองเต็มไปหมด ผลไม้ป่าเก็บรักษายากเพราะเน่าเสียง่าย หลินเว่ยเว่ยจึงนำผลไม้ในห้องใต้ดินไปผลัดเปลี่ยนกับผลไม้ในมิติน้ำพุวิญญาณอยู่บ่อยครั้ง หรือจะกล่าวว่าภายในมิติน้ำพุวิญญาณเต็มไปด้วยผลไม้ป่าหลากหลายชนิด ในทุกหนึ่งถึงสองวันนางจะมีการเปลี่ยนของในห้องใต้ดินเสมอ


แม้เจียงโม่หานจะสงสัยแต่ก็เข้าใจว่าหลินเว่ยเว่ยมีวิธีเก็บรักษาพิเศษ จึงไม่ได้สงสัยอันใดต่อผลไม้สดใหม่ที่นางนำออกมาอยู่บ่อยครั้ง!


“เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน! ฉือหลี่โกวไม่จำเป็นต้องเสียต้นทุนอันใด แค่ออกแรงก็สามารถนำถ่านที่เผาไปขายในเมืองต่างๆได้ เมื่อมีการแข่งขันในท้องตลาด ราคาถ่านก็จะตก แล้วชาวเมืองเหล่านั้นก็จะได้ใช้ถ่านราคาถูก!” หลินเว่ยเว่ยขยิบตาให้เขาพร้อมท่าทางขี้เล่น


ใช่จริงๆ ฤดูหนาวของชาติก่อน คนที่แข็งตายส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนในตัวเมือง ส่วนชาวบ้านในชนบทไม่ต้องใช้ถ่านเพราะเตรียมฟืนไว้ใช้ในฤดูหนาวนานแล้ว จึงสามารถจุดไฟเพิ่มความอบอุ่นได้ ชาวบ้านธรรมดาในเมืองใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับการซื้อข้าวสาร ดังนั้นคนที่สามารถซื้อถ่านไหวจึงมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย…


ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็มองเด็กน้อยด้วยรอยยิ้ม เขาใช้มือลูบศีรษะนางอีกครั้ง ตัวหลินเว่ยเว่ยในตอนนี้เหมือนเจ้าหนูน้อยที่เพลิดเพลินกับ ‘ความรัก’ ของบัณฑิตหนุ่มจนใช้ศีรษะถูมือของอีกฝ่าย ขณะมองเขากัดแอปเปิลแล้วนางก็กล่าวว่า “บัณฑิตน้อย แอปเปิลของเจ้าดูน่ากินกว่าของข้าอีก!”


ตอนที่ 286: โดนแกล้งคืน


เจียงโม่หานก้มหน้ามองแอปเปิลในมือ จากนั้นก็เหลือบมองผลที่อยู่ในมือนาง ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกัน! ทันใดนั้นเด็กน้อยก็เอื้อมมาจับข้อมือของเขาแล้วดึงให้เข้าไปข้างริมฝีปากนาง จากนั้นนางก็กัดแอปเปิลที่โดนเขากัดแล้วคำใหญ่ ทั้งยังทำท่าทางเหมือนจิ้งจอกน้อยแอบขโมยองุ่น นางฉีกยิ้มอย่างได้ใจและเอ่ยวิพากษ์วิจารณ์ “เป็นอย่างที่คิดว่าแอปเปิลของบัณฑิตน้อยอร่อยกว่าจริงๆ!”


เจียงโม่หานมองรอยกัดแอปเปิลในมือ ใบหน้าหล่อเหลายังไม่แสดงความรู้สึกแต่อย่างใด ทว่าถ้ามองให้ดีแล้วใบหูของเขากำลังมีสีแดงระเรื่อ ต่อจากนั้นเขาก็ยกแอปเปิลขึ้นกัด เมื่อเคี้ยวเสร็จแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย “อืม อร่อยมากจริงๆ!”


เดิมทีหลินเว่ยเว่ยคิดจะกลั่นแกล้งบัณฑิตน้อย คาดไม่ถึงว่าตนจะโดนแกล้งคืน…บัณฑิตน้อยโดนนางกลั่นแกล้งจนตอบโต้ได้เก่งขึ้นทุกวัน!


นางยกยิ้มมุมปากแล้วพุ่งเข้าหาอีกฝ่าย จากนั้นก็จับแขนของเขาเอาไว้แล้วกัดแอปเปิลในมือเขาอีกครั้ง “ของดี ต้องแบ่งให้คู่หมั้น…อื้อ อร่อย!”


ตอนที่นางเฝิงเดินเข้ามาก็เห็นเด็กสองคนนี้กำลังแบ่งกันกินแอปเปิล แต่แล้วก็เกิดฉากเด็ดที่ทั้งสองต้องแย่งชิงคำสุดท้ายกันเกิดขึ้น


“แอปเปิลในห้องใต้ดินมีมากมาย อยากกินอีกก็เอามาล้างใหม่สิ! หานเอ๋อร์ เจ้าก็ยอมให้เสี่ยวเว่ยหน่อย นางเป็นผู้หญิง…” ถ้อยคำของนางเฝิงหยุดลงกะทันหันเพราะเห็นหลินเว่ยเว่ยชิงกัดกินแอปเปิลคำสุดท้ายได้ ที่แท้ไม่ใช่เพราะขาดแคลนแอปเปิล แต่เพราะแย่งกินมักอร่อยกว่า…ปิดประเด็น!


เจียงโม่หานยอมให้คู่หมั้นกินแอปเปิลคำสุดท้ายในมือ แล้วเขาก็เอาแอปเปิลของหลินเว่ยเว่ยมาถือไว้เพื่อเริ่มกัดกินจนหมด ก่อนจะหันหลังออกไปเพื่อตรวจบทความของหลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยน


หลินเว่ยเว่ยแอบหัวเราะลับหลังเขา…บัณฑิตน้อยมีสองบุคลิก ตอนอยู่ด้วยกันสองคน เขากล้ากลั่นแกล้งนางจนหน้าแดงหูแดง แต่พออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่แล้วก็กลับไปสวมภาพลักษณ์ของบัณฑิตจอมเย็นชา…ช่าง…น่ารักเกินไปแล้ว!


ในตอนเย็น ลมตะวันตกเฉียงเหนือพัดมาตลอดทั้งคืน อากาศที่เคยอบอุ่นลดลงอีกครั้ง หลังจากโดนปลุกให้ตื่นเพราะความหนาวเหน็บ หลินเว่ยเว่ยก็รีบสวมเสื้อกันหนาวแล้วออกมาที่ลานบ้าน ทันใดนั้นนางก็เห็นตะเกียงในบ้านหลักถูกจุด นางเข้าไปช่วยพี่สาวก่อไฟแล้วยังไปเคาะประตูห้องหลินจื่อเหยียนเพื่อเรียกให้มาช่วยกันก่อไฟ


ในเวลานี้นางได้ยินเสียงตีฆ้องดังขึ้นจากในหมู่บ้านและเหมือนจะตามมาด้วยเสียงของวังต้าจู้บุตรชายคนโตของผู้ใหญ่บ้าน เขาตะโกนให้แต่ละบ้านลุกขึ้นมาก่อไฟ ในปีก่อนคนแก่และผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอจำนวนมากต้องแข็งตายเพราะลมหวานที่พัดเข้ามาโดยกะทันหัน


หลินเว่ยเว่ยมองกำแพงของบ้านหลังข้างๆปราดหนึ่งแล้วย้ายบันไดมาปีนขึ้นกำแพง แต่ทันใดนั้นนางก็ได้สบตากับเจียงโม่หานที่อยู่ตรงลานบ้านพอดี บัณฑิตหนุ่มกำลังใส่เสื้อคลุมขนจิ้งจอก ริมฝีปากอมชมพูอ่อน เสื้อคลุมพัดไปตามแรงลมทำให้เกิดความงามแสนเปราะบางราวกับเซียนตกสวรรค์…


“ลมแรงเช่นนี้เจ้ามัวยืนตกตะลึงอันใดอยู่ตรงกำแพง? ก่อไฟแล้วหรือยัง?” เจียงโม่หานมองศีรษะน้อยๆเหนือกำแพง…เด็กโง่!


หลินเว่ยเว่ยกะพริบตาพร้อมฉีกยิ้ม จากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงมีความสุข “ท่านแม่กับต้าฮว๋าก่อไฟในบ้านแล้ว…เจ้าอยากให้ข้าช่วยหรือไม่?”


“ข้าไม่ได้อ่อนแอจนก่อไฟไม่เป็นเสียหน่อย…” เสียงของเขาเพิ่งเงียบลง ทางห้องปีกตะวันตกก็มีเสียงไอดังขึ้นพร้อมควันที่พวยพุ่งออกมาทางประตู


“ฮ่าฮ่า ! ยังมีคนที่จุดไฟไม่เป็นอยู่อีกหนึ่ง !” หลินเว่ยเว่ยหัวเราะจนตัวงอ เจียงโม่หานกลัวนางจะพลาดตกจากบันไดจริงๆ ต่อจากนั้นนางก็พูดกับเผิงหยูเหยี่ยนว่า “พี่เขย ท่านคิดจะเผาบ้านด้วยหรือ ?”


ใบหน้าดำคล้ำของเผิงหยูเหยี่ยนเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง “ก็ข้าเห็นบ่าวรับใช้ก่อเช่นนี้…”


เจียงโม่หานหันมาพูดกับหลินเว่ยเว่ย “ข้าจะไปช่วยเขา ส่วนเจ้ารีบกลับเข้าห้องได้แล้ว ลมแรงเช่นนี้ไม่รู้จักใส่เสื้อผ้าให้หนาเสียบ้าง !”


“พี่รอง ท่านแม่บอกว่าเตียงในห้องกว้างขวาง ให้ท่านอย่าฝืนอยู่คนเดียว คืนนี้มานอนกับพวกเรา…” เสียงของเจ้าหนูน้อยที่ดังออกมาจากหน้าต่างบ้านหลักถูกลมพัดขาดเป็นช่วง


หลินเว่ยเว่ยจึงขานรับแล้วหันมาถามเจียงโม่หานอีกครั้ง “เจ้าสองคนทำได้จริงหรือ ?”


“อืม…” เจียงโม่หานพยักหน้า “ข้าจะไปช่วยศิษย์พี่เผิงก่อไฟ เจ้าเข้าไปเถิด เดี๋ยวจะไม่สบาย !”


หลินเว่ยเว่ยส่งจูบให้เขา จากนั้นก็เดินลงบันได ส่วนเจียงโม่หานคลี่ยิ้ม ผ่านไปไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงอันทรงพลังของเด็กน้อยดังมาจากข้างบ้านอีกรอบ “น้องสี่ เจ้าคงไม่ทำน้ำท่วมภูเขาในคืนนี้ใช่หรือไม่ ?”


ต่อจากนั้นก็เป็นเสียงของเจ้าหนูน้อยเถียงกลับ “ข้าไม่ได้ฉี่รดที่นอนตั้งแต่อายุสามขวบแล้ว! ถ้าไม่เชื่อ ท่านก็ถามท่านแม่สิ!”


หลินเว่ยเว่ยทำเสียงดังขึ้นมา “ไอหยา! น้องสี่ ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน เจ้าดูท่านแม่ พี่ใหญ่และข้าก็ล้วนเป็นผู้หญิงกันหมด เด็กผู้ชายอย่างเจ้ามานอนร่วมเตียงเดียวกับพวกข้า มันดูไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง?”


เจ้าหนูน้อยทำเสียงอึกอักอยู่นานกว่าจะกล่าวว่า “ชายหญิงอายุเจ็ดขวบแล้วถึงเว้นระยะห่าง ข้าเพิ่งอายุหกขวบ ยังเป็นเด็กน้อยอยู่!”


“ไอหยา เด็กน้อย ยังกินนมอยู่หรือไม่? มาสิเด็กน้อย ให้พี่สาวอุ้มหน่อย…” เสียงหยอกล้อของหลินเว่ยเว่ยทำให้เจียงโม่หานอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า เด็กทะเล้น แกล้งคนอื่นเก่งยิ่งนัก!


เจ้าหนูน้อยเริ่มเขินอายทันที เขารีบวิ่งเข้าไปซ่อนข้างกายนางหวง “ท่านแม่ขอรับ ท่านดูพี่รองสิ ! ท่านจะไม่สั่งสอนนางบ้างหรือ !”


นางหวงยิ้มให้พวกเด็กๆอย่างอ่อนโยน จากนั้นก็นำตัวเจ้าหนูน้อยเข้ามาไว้ในอ้อมกอด “พอแล้ว เลิกแกล้งกันได้แล้ว ! ระวังพรุ่งนี้จะกลายเป็นแพนด้า !”


แพนด้าคือสัตว์ชนิดใด แม้ว่านางหวงจะไม่เคยเห็นมาก่อน ทว่าตอนที่บุตรสาวคนรองวาดให้บุตรชายคนเล็กดู นางแอบมองครู่หนึ่ง…ตัวอวบอ้วน ท่าทางไร้เดียงสา แต่ที่ดูสะดุดตาที่สุดคือดวงตาสีดำคู่นั้น บุตรสาวคนรองเคยใช้ตาแพนด้าแกล้งคนอื่น นางจึงสามารถจดจำได้


หลังก่อไฟเพื่อเพิ่มความอบอุ่นแล้วร่างกายยังถูกคลุมด้วยผ้าห่มผืนหนา หลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกสบายจนกลิ้งไปมาบนเตียง นางและพี่สาวใช้ผ้าห่มผืนเดียวกัน พอกลิ้งไปกลิ้งมาแล้วผ้าห่มจึงไปพันอยู่ที่ตัวเองคนเดียว


บุตรสาวคนโตพยายามแย่งคืนพร้อมกล่าวด้วยความหงุดหงิด “เจ้าจะนอนหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยพลิกตัว ทันใดนั้นต้นขาก็ไปอยู่บนตัวพี่สาว “นอนสิ…ง่วงจะตายอยู่แล้ว !”


“ออกไป ! เหมือนหมูไม่มีผิด หนักจะตายอยู่แล้ว !” บุตรสาวคนโตพยายามผลักตัวอีกฝ่ายออก แต่เพราะเรี่ยวแรงแตกต่างกันมากเกินไป จึงทำให้นางต้องเสียแรงเปล่า


ขณะที่พี่สาวกำลังหอบหายใจจนทั่วตัวแทบจะระเบิดออกมา หลินเว่ยเว่ยก็บิดเอวด้วยความเกียจคร้านแล้วชักขากลับไป “เจ้าเห็นหมูมีขาเรียวยาวเช่นนี้หรือ ? หมูบ้านใครจะขายาวถึงเพียงนี้ ?”


บุตรสาวคนโตเหลือบมอง “เมื่อก่อนไม่เคยเห็น แต่ตอนนี้ก็ได้เห็นแล้วไม่ใช่หรือ ?” หลังกล่าวจบ นางก็หันหลังให้คล้ายว่าพอเห็นหน้าน้องสาวแล้วจะฝันร้าย


หลินเว่ยเว่ยเค้นเสียง ชิ “เก่งแล้วสิท่า ! ถึงขั้นกล้ามีเรื่องกับข้า !”


ขณะฟังเสียงลมที่พัดไปมาด้านนอก บุตรสาวคนโตตระกูลหลินก็นอนพลิกตัวไปมา ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับ หลินเว่ยเว่ยหาวแล้วถามอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้าไปกินยากระตุ้นมาหรือ ? กลางคืนไม่หลับไม่นอนจะทำตัวเป็นแป้งทอดบนเตียงหรือไร ?”


ทันใดนั้นบุตรสาวคนโตก็ลุกขึ้นนั่งพลางมองไปทางเนินเขาด้านหลังด้วยสีหน้าเป็นกังวล “อากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหันเช่นนี้ ต้นโอ๊กที่พวกเราเพิ่งย้ายมาคงจะไม่หนาวตายใช่หรือไม่ ?”


ตอนที่ 287: กองทหารชาวฉือหลี่โกว


“ไม่หรอก ! พวกเราไม่ได้คลุมฟางแล้วก็ทาปูนขาวไว้อีกชั้นแล้วหรือ ? ไม่ต้องห่วง ต้นโอ๊กไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิด !” หลินเว่ยเว่ยพลิกตัว ดวงตาค่อยๆปิดลงแล้วลมหายใจก็เปลี่ยนเป็นสม่ำเสมออย่างรวดเร็ว


เช้าวันต่อมา เจ้าหนูน้อยชี้หน้าพี่สาวคนโตแล้วหัวเราะเสียงดังลั่น “แพนด้า ! พี่ใหญ่ รอบดวงตาของท่านดำมาก !”


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินไม่สนใจเขา หลังใส่เสื้อกันหนาวเสร็จแล้วนางก็ลงจากเตียงและผลักประตูออกวิ่งไปยังเนินเขาหลังบ้านทั้งที่ยังไม่หวีผมหรือล้างหน้าด้วยซ้ำ สายลมอันหนาวเหน็บทำให้นางตัวสั่นสะท้าน…


พอมาถึงเนินเขา ต้นโอ๊กยังคงตั้งตระหง่านท่ามกลางลมหนาว แม้ใบไม้ที่ต้องลมมาทั้งคืนจะร่วงลงพื้น แต่กิ่งก็ไม่ได้เหี่ยวเพราะความเย็น ต้นโอ๊กทนหนาวได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? เมื่อก่อนนางไม่ค่อยสนใจมันสักเท่าไร แต่บัดนี้นางหวังเพียงว่าต้นโอ๊กจะรอดไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า…


ตอนที่หลิวว่ายจื่อมารายงานผลการดำเนินงาน เขานำข่าวที่ไม่ค่อยดีมาด้วย “ได้ยินว่า ในเมืองจงโจวของเรามีโจรกลุ่มหนึ่งบุกปล้นข้าวสารของตระกูลหงไปหมด โจรกลุ่มนี้โหดเหี้ยมอำมหิต ไม่เพียงปล้นเท่านั้น แต่ชีวิตคนก็ไม่ปล่อยไว้ด้วย มันสังหารทุกคน ! หลานสาว สินค้าของบ้านเจ้านั้นทางที่ดีต้องเพิ่มคนไปส่งอีกสองสามคนน่าจะดีกว่า !”


แม้จะหาคนเพิ่มอีกสักเท่าไหร่ สุดท้ายก็เป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไร้วรยุทธ หากเผชิญหน้ากับโจรกลุ่มนั้นจริงๆ ก็ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรอกหรือ ? พี่ใหญ่หลีชิงพอมีวรยุทธอยู่บ้าง แต่เขายุ่งอยู่กับการหาหลักฐานเพื่อโค่นล้มศัตรู แถมยังต้องตามหาน้องสาวที่หายตัวไปอีก ทุกวันนี้นางแทบไม่เห็นเขาแม้แต่เงา…


เอ่ยถึงโจโฉ โจโฉก็มา ! ตกเย็นวันนั้นหลีชิงก็ฝ่าลมหนาวแล้วกระโดดข้ามกำแพงบ้านตระกูลหลินเข้ามาโดยไม่แม้แต่จะเคาะประตูบอกล่วงหน้า


“กินอันใดกันหรือ ? หอมมาก !” หลีชิงผลักประตูแล้วเดินเข้ามา เมื่อแขวนเสื้อคลุมไว้กับบานประตูแล้วในบ้านก็อบอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ หัวใจที่เย็นชาและอ้างว้างของเขาจึงค่อยๆกลับมาอบอุ่นอีกครา


หลินเว่ยเว่ยที่กำลังใส่เนื้อลงหม้อก็กลอกตาใส่เขาทันที “เห็นประตูบ้านเราเป็นของตกแต่งหรือไร ? ระวังเถิด ข้าอาจทุบเจ้าเพราะเห็นเป็นโจรเข้าสักวัน !”


“สภาพอย่างเจ้าน่ะหรือ ? แม้แต่วิชาแมวสามขาของเจ้า ข้ายังเป็นคนสอนเลย !” หลีชิงไม่เห็นตนเองเป็นคนนอก เขาเดินไปหยิบถ้วยและตะเกียบจากห้องครัวแล้วก็เริ่มกินเนื้อในหม้อ


หลินเว่ยเว่ยใช้ตะเกียบเคาะมือเขา “เพิ่งใส่ลงไป ยังไม่สุก ! เจ้าชำนาญการใช้มีดก็ไปแล่เนื้อแพะข้างนอกให้เป็นแผ่น แล่มาเยอะหน่อยเพราะจะไม่พอกิน !”


หลีชิงวางตะเกียบ “เพิ่งกลับมาถึงก็ใช้ข้าทันที มีผู้ใดทำกับแขกเช่นนี้บ้าง ?”


“กฎของบ้านเราคือ…ไม่ทำงาน ไม่มีกิน !” หลินเว่ยเว่ยก้มหน้าใส่มันฝรั่ง ผักกาดขาว ถั่วงอกและเต้าหู้…ในเวลานี้ผักสดมีน้อยมาก ในมิติน้ำพุวิญญาณก็มีอยู่หรอก แต่มันเอาออกมายาก !


หลีชิงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ใครเป็นผู้ตั้งกฎ ?”


“ข้า ! เพิ่งตั้งเมื่อครู่ !” หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ !


หลีชิงไม่เชื่อว่านางจะทำใจใช้เจียงโม่หานลง จึงชี้ไปยังบัณฑิตหนุ่มที่กำลังทำน้ำจิ้มอยู่พลางถามว่า “แล้วเขาล่ะ ? เขาทำอันใด ?”


“บัณฑิตน้อยช่วยข้าชิมรส แล้วปรับปรุงรสชาติของหม้อไฟ !” จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็คีบเนื้อที่ต้มสุกแล้วใส่ลงในถ้วยของเจียงโม่หาน


สายตาของหลีชิงมาหยุดอยู่ที่ตัวเผิงหยูเหยี่ยนซึ่งรีบยกมือทั้งสองข้างแล้วกล่าวอย่างฉับไว “ข้าช่วยล้างผัก เผาถ่าน…”


ส่วนเจ้าหนูน้อยดึงมือเสี่ยวร่างแล้วยกขึ้นเช่นกัน “แพะตัวนี้โดนพวกเราเลี้ยงจนโต ! เราลงแรงเยอะที่สุดแล้ว !”


ขณะที่หลินจื่อเหยียนกำลังจะเอ่ยต่อ หลีชิงก็ขัดจังหวะเสียก่อน “ได้ ได้ ! ข้าไปแล่ก็จบเรื่องใช่หรือไม่ ?”


เนื้อแพะข้างนอกแข็งกำลังดี มีดหั่นผักในมือหลีชิงพลิ้วไหวไปมา ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ทว่าเขาก็แล่เนื้อแพะได้จานใหญ่ ไม่อยากจะโอ้อวดว่าเนื้อแพะที่เขาแล่เหมือนใช้เครื่องแล่ออกมาไม่มีผิด ความหนาบางกำลังพอดี


เจ้าหนูน้อยและเสี่ยวร่างกินเผ็ดไม่ได้ หลินเว่ยเว่ยจึงเตรียมน้ำซุปกระดูกให้พวกเขา ด้านในยังใส่เห็ดลงไปด้วย เมื่อนำเนื้อแพะแผ่นบางลงไปลวกแล้วก็นำออกมาจิ้มกับน้ำจิ้มน้ำมันงากระเทียมสับ ทำให้อร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วย


ส่วนพวกผู้ใหญ่กินเผ็ดกันได้ ยิ่งกินก็ยิ่งติดใจ ครอบครัวหนึ่งกินเนื้อแพะไปเกือบสิบชั่ง ผักก็กินไปไม่น้อย นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเว่ยเว่ยลองทำหม้อไฟในบ้าน ขณะมองท่าทางอิ่มหนำสำราญของทุกคนแล้ว นางก็รู้ว่าตนประสบความสำเร็จ ในฤดูหนาวเช่นนี้เหมาะแก่การที่ทุกคนจะมาล้อมวงกินหม้อไฟร่วมกันที่สุด !


เมื่อหลินเว่ยเว่ยทำน้ำแกงช่วยย่อยให้คนละชามแล้ว นางก็ทำตัวเหมือนแมวขี้เกียจที่นอนพิงบนเก้าอี้พลางถามหลีชิงว่า “เหตุใดเจ้ากลับมาเวลานี้ ? เรื่องน้องสาวมีข่าวคราวบ้างหรือไม่ ?”


แววตาของหลีชิงไร้ประกายทันใด เขาส่ายศีรษะเบาๆ “ไม่มี ! หลังสงครามยาวนานติดต่อกันหลายปีนั้น การจะหาญาติที่หายตัวไปก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร”


“เจ้าต้องหาเจอแน่นอน ! ข้ามีลางสังหรณ์ว่าประเดี๋ยวเจ้ากับน้องสาวก็ได้พบกันแล้ว ! ” เมื่อพูดปลอบแล้วหลินเว่ยเว่ยก็ยังเอ่ยว่า “คราวนี้…เจ้าคงไม่ได้กลับมาเพื่อกินหม้อไฟหรอกกระมัง ?”


หลีชิงยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย “ตอนที่ข้าสืบเรื่องศัตรูก็พบโจรกลุ่มหนึ่งเข้า พวกมันทั้งเผา ปล้นและฆ่า มีพ่อค้าจำนวนไม่น้อยต้องจบชีวิตเพราะพวกมัน ข้าจึงกลับมาดูสถานการณ์ทางฝั่งนี้ !”


“ถ้าเช่นนั้น…เจ้าจะรีบออกไปที่ไหนอีกหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา


หลีชิงยิ้มอย่างขมขื่น “เรื่องของข้าไม่ได้จัดการในเวลาชั่วข้ามคืนได้หรอก รอมาตั้งหลายปีเช่นนี้แล้ว ศัตรูเป็นอย่างไรข้าย่อมรู้ดี ตอนนี้รอแค่โอกาสเท่านั้น ส่วนเบาะแสของน้องสาวก็ไม่มีเพิ่มเติม เหมือนแมลงวันหัวขาดที่บินเร่ร่อนไปมา ไม่มีประโยชน์อันใด ข้าจึงได้แต่รออยู่ที่นี่จนหมดฤดูหนาว…”


“ถ้าเช่นนั้น…เจ้าช่วยข้าฝึกกองทหารชาวบ้านสักกลุ่มได้หรือไม่ ? สอนแค่ศิลปะการต่อสู้โดยพื้นฐานเพื่อฝึกฝนร่างกายของพวกเขา ถ้าพบโจรหรือพวกก่อเหตุจลาจลขึ้นมาก็จะไม่โดนทำร้ายโดยง่าย !” ภัยแล้งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ มีผู้ก่อเหตุจลาจลปรากฏตัวขึ้นในหลายพื้นที่ ความมั่งคั่งของหมู่บ้านฉือหลี่โกวจะนำพาให้ผู้อื่นอิจฉา…คนที่มองการณ์ไกลจะเป็นกังวลในทันที ดังนั้นควรเตรียมตัวให้พร้อม !


หลีชิงคิดว่าถึงอย่างไรก็ว่างอยู่แล้วจึงตอบตกลงโดยง่ายดาย “กองทหารชาวบ้านอย่างนั้นหรือ ? คำเรียกนี้น่าสนใจมากทีเดียว ! แต่ไม่รู้ว่าทางการจะอนุญาตหรือไม่ ?”


“พวกเรายังไม่ใช่ทหารประจำการ พวกครอบครัวใหญ่ในเมืองยังเลี้ยงคนคุ้มกันได้ ส่วนพวกเราแค่ป้องกันตัวเอง ไม่ได้ก่อเรื่องที่ไหน แล้วจะมีใครไม่อนุญาต ?” หลินเว่ยเว่ยไม่รู้ข้อกฎหมายในสมัยโบราณจึงหันไปมองบัณฑิตน้อย


“ถ้าจำนวนคนไม่เกินกว่าที่กำหนดก็สามารถทำได้ !” เจียงโม่หานคิดว่าทำได้เพราะหลังจากชาวบ้านฉือหลี่โกวฝึกเสร็จก็จะสามารถป้องกันตัวเองได้ แล้วเด็กน้อยก็ไม่จำเป็นต้องพุ่งออกไปลุยก่อนเสมอ จับปลามาให้หรือจะสู้สอนวิธีจับปลา เขาจึงยกมือแสดงความเห็นด้วย


วันรุ่งขึ้น หลินเว่ยเว่ยก็ไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านซึ่งเรียกรวมพลคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านเพื่อถามความเห็นจากพวกเขา แน่นอนว่าการเรียนศิลปะการต่อสู้ย่อมเป็นเรื่องดี เรื่องทำให้ร่างกายแข็งแรงนั้นยังไม่ต้องกล่าวถึงหรอก เอาแค่หากพบเจอคนชั่วก็จะไม่โดนสังหารโดยง่ายแล้ว


ในวันต่อมาคนหนุ่มสาวเกือบทั้งหมู่บ้านก็มารวมตัวกัน ณ ลานตากข้าว ในจำนวนคนทั้งหมดยังมีเด็กอายุประมาณ13-14ปีมาเข้าร่วมด้วยไม่น้อย !


ตอนที่ 288: หนีกันเถิด


หลีชิงให้พวกเขาไปวิ่งรอบหมู่บ้านครึ่งชั่วยาม จากนั้นก็สอนท่าต่อสู้ขั้นพื้นฐานสองสามท่าแล้วให้พวกเขาฝึกฝนกันเอง ส่วนตนก็ออกไปช่วยส่งสินค้าให้ตระกูลหลิน !


หมู่บ้านฉือหลี่โกวตั้งอยู่ในหุบเขา ถนนที่เข้าสู่เขตเริ่นอันจึงรกร้างและห่างไกลมาก ทำให้เกิดเหตุจลาจลได้ง่าย ขากลับของวันที่ห้า หลีชิงยังได้เจอกับพวกมันจริงๆ กลุ่มโจรมีด้วยกัน50-60คน แถมส่วนใหญ่ยังเป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไป สุดท้ายก็สู้หลีชิงคนเดียวไม่ได้


ชาวบ้านฉือหลี่โกวที่ตามไปด้วยยังไม่ทันได้ออกแรง อีกฝ่ายก็ลงไปนอนกองกับพื้นแล้ว…นี่อาจเป็นกลุ่มโจรน่าอนาถมากที่สุด ใครใช้ให้พวกมันดวงซวยมาเจอกับเทพสังหารหลีชิง ?


เมื่อกลับไปแล้ว ชาวบ้านนับสิบที่ตามไปด้วยก็เล่าเรื่องนี้ออกมา ชาวฉือหลี่โกวจึงอยากเรียนการต่อสู้ยิ่งกว่าเดิม สำหรับโลกภายนอกแล้ว หลีชิงผู้ที่อ้างตนว่าเป็นหลานชายของนางหวงจึงเล่าว่าเคยเป็นผู้คุ้มกันในสำนักคุ้มกันภัยมาก่อน ด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถอธิบายถึงที่มาที่ไปของวรยุทธได้


หลังจากว่างงานแล้วไม่มีสิ่งใดทำ หลินเว่ยเว่ยก็ตามมาฝึกด้วย อาจเพราะมีพรสวรรค์ตั้งแต่กำเนิด นางจึงเรียนรู้ได้เร็วเป็นพิเศษ คนอื่นฝึกท่าหนึ่งแปดรอบสิบรอบก็ยังจับทางไม่ถูก แต่นางแค่มองสองสามรอบก็สามารถวาดลวดลายได้อย่างดุดันแล้ว


หลีชิงจำใจต้องยอมรับ “เจ้าเป็นอัจฉริยะด้านวรยุทธ ! ถ้าเจอกันเร็วกว่านี้สักสองสามปี ข้าคง…ให้อาจารย์รับเจ้าเป็นศิษย์ไปแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยเก็บสายตาข่มขู่ “ก็ไม่เลว ข้าเข้าใจผิดว่าเจ้าจะเป็นอาจารย์แล้วเอาเปรียบข้าเสียแทน ! ทว่าถ้าพบกันเร็วกว่านี้เจ้าก็รับข้าไม่ไหวหรอก…เพราะตอนนั้นข้ายังสติไม่ดี กินข้าวก็ต้องมีคนป้อนอยู่เลย !”


ขณะที่หลีชิงสอนกระบวนท่าออกหมัดให้นั้น หลินเว่ยเว่ยก็ฮำเพลงไปพลางฝึกไปด้วย หลีชิงเบิกบานเพราะเห็นหัวใจนักสู้จึงเข้าไปปะทะกับนาง หลังปะทะกันได้สองสามกระบวนท่า เขาก็ต้องถอยออกมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าอะไร ! สตรีนางนี้มีพละกำลังมหาศาล กอปรกับกระบวนท่าในการออกหมัดทำให้หมัดธรรมดามีพละกำลังเพิ่มกว่าสิบสองเท่าหรืออาจมากกว่านั้น


ต่อจากนั้นเขาก็หยิบกิ่งไม้ขึ้นมา เมื่อลองชั่งน้ำหนักในมือแล้วเขาก็พูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “มา มาทดสอบวิชากระบองของเจ้า ดูว่าช่วงนี้เจ้าแอบอู้หรือไม่ ?”


ตัวหลินเว่ยเว่ยก็เข้าไปหยิบกระบองเหล็กหนาเท่าข้อมือเด็กออกมาจากในบ้าน พอวาดลวยลายในมือแล้วนางก็ฟาดลงพื้น ทันใดนั้นแผ่นหินก็แตกเป็นเสี่ยง


หลีชิงตกตะลึงทันใด…ลาก่อน !


“เตรียมตัว !” หลังวาดลวดลายเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็กวาดกระบองเหล็กใส่เขาทันที


หลีชิงใช้วิชาตัวเบาหลบได้อย่างว่องไว เขาสัมผัสได้ถึงสายลมที่โดนกระบองพาดผ่านข้างแก้มและซัดชายเสื้อของตน…เจ้าตัวแสบ ถ้าตัวเขาเผลอไปโดนเข้า กระดูกได้หักเป็นท่อนแน่นอน !


ขณะที่เขากำลังเหม่อลอย กระบองเหล็กก็พุ่งเข้ามาที่ใบหน้า หลีชิงจึงรีบเดินลมปราณแล้วใช้กิ่งไม้ในมือสกัดไว้ ‘กึก’ กิ่งไม้หักเป็นสองท่อน ส่วนตัวเขาก็กลิ้งไปกับพื้น ในที่สุดก็ออกจากวิถีของกระบองเหล็กได้


“หยุด หยุด ! เจ้าคิดจะฆ่ากันหรือ ? กระบองเหล็กพุ่งเข้ามาเช่นนี้ ถ้าข้าหลบไม่ทัน ศีรษะจะไม่แหลกหรอกหรือ !” หลีชิงโยนกิ่งไม้สองท่อนในมือทิ้งและหยุดต่อสู้กับคนประหลาด ไม่อย่างนั้นเขาได้ตายจริงๆแน่ !


หลินเว่ยเว่ยเค้นเสียงดัง ฮึ “ข้าจะใช้กระบอกเหล็กนี้ทำอันใดได้เล่า…”


เมื่อเก็บกระบองเหล็กแล้วนางก็ถอนหายใจออกมา “ไร้ศัตรู…น่าเบื่อจะตาย…”


“พอแล้ว ! วรยุทธแบบแมวสามขาของเจ้ายังด้อยกว่าพวกศัตรูมาก ! แม้จะมีพละกำลังมหาศาล ทว่าอ่อนก็เอาชนะแข็งได้ หากพบศัตรูที่มีความว่องไวเป็นเลิศ เจ้าเพิ่งฟาดกระบองออกไป อีกฝ่ายก็สามารถอ้อมมาด้านหลังแล้วควบคุมตัวเจ้าได้แล้ว !” หลีชิงแสดงให้นางเห็นถึงกระบวนท่าแสนร้ายกาจของตน


หลินเว่ยเว่ยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ย่างก้าวเมฆาของเจ้าไม่เลว สอนข้า สอนข้าด้วย !”


“เจ้าไปฟังจากที่ใดว่าเรียกย่างก้าวเมฆา ? นี่เรียกว่าย่างก้าวดารานพเก้าต่างหาก ! สืบทอดกันในตระกูลเท่านั้น !” หลีชิงเผยท่าทางภาคภูมิใจ


“เมฆา ดารา ก็อยู่บนฟ้าทั้งนั้น มันก็เหมือนกันหมด ! สอนข้าได้หรือไม่ ข้าเลี้ยงหม้อไฟเจ้าเลย !”


“สองมื้อ !” หลีชิงต่อรอง


“ตกลง !” หลินเว่ยเว่ยตกปากรับคำ เฮอะ ไม่มีสิ่งใดที่หม้อไฟจะแก้ไขไม่ได้ !

…....


ในยามค่ำคืน ราวกับน้ำหมึกปกคลุมไปทั่วผืนฟ้า บนท้องฟ้าไม่ปรากฏดวงจันทร์และมองไม่เห็นประกายแสงดาวแม้แต่ดวงเดียว มืดสนิทราวกับปิศาจร้ายได้กลืนกินฉือหลี่โกว และภูเขาต้าชิงเอาไว้…


ดึกดื่นเที่ยงคืน คนทั้งหมู่บ้านหลับกันหมดแล้ว แต่จู่ๆเจียงโม่หานก็ตื่นขึ้นมา เขารีบกระโดดลงจากเตียงอุ่น แม้แต่เสื้อผ้าก็ยังไม่สวมทับแล้วรีบนอนหมอบกับพื้นพลางเอาหูแนบลงไป


แย่แล้ว ! เจียงโม่หานรู้สึกได้ถึงแผ่นดินไหว เขาจึงรีบวิ่งออกจากบ้านแล้วออกแรงทุบประตูบ้านตระกูลหลิน หลินเว่ยเว่ยได้ยินเสียงจึงใส่เสื้อขนกระต่ายแล้ววิ่งออกมาเปิดประตูให้เขา


หลังเห็นบัณฑิตน้อยสวมแค่เสื้อผ้าเนื้อบางออกมา นางก็รีบดึงตัวเขาเข้ามาแล้วแบ่งเสื้อคลุมให้เขาครึ่งหนึ่ง เสื้อคลุมหลวมๆห่อหุ้มทั้งสองคนเข้าหากัน ความอบอุ่นในตัวหลินเว่ยเว่ยจึงทำให้ร่างอันเย็นยะเยือกของเจียงโม่หานอุ่นขึ้น


“เป็นอันใด ? ฝันร้ายอย่างนั้นหรือ ?” ความจริงแล้วหลินเว่ยเว่ยอยากหยอกเย้าเขาว่าคิดถึงนางใช่หรือไม่ จึงลอบมาเจอในยามค่ำคืนเช่นนี้ แต่พอเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเขาแล้ว นางก็เก็บความคิดล้อเลียนเอาไว้


“รีบไปบอกผู้ใหญ่บ้านว่าพวกโจรกำลังจะเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว !” เจียงโม่หานเห็นบ้านตระกูลหลินตื่นกันทุกคน จึงบอกกับพวกเขาว่า “รีบเก็บทรัพย์สินมีค่า ส่วนของอย่างอื่นสิ่งใดทิ้งได้ก็ทิ้ง สำคัญที่สุดคือรักษาชีวิต !”


หลังกล่าวจบ เขาก็หันหลังวิ่งกลับเข้าบ้านตนเอง แล้วปลุกนางเฝิงและเผิงหยูเหยี่ยนให้ตื่นขึ้นมา จากนั้นก็ใส่เสื้อกันหนาวผ้าฝ้ายที่ทั้งอุ่นและนุ่มสบายแล้วเก็บตั๋วเงิน หลังจากครุ่นคิดแล้ว…เขายังนำข้าวสารอีก3-5ชั่งใส่ลงในไห !


หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าบัณฑิตน้อยมีความสามารถในการฟังเหนือผู้ใด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับชีวิตคน นางจึงไม่กล้ารอช้า ‘ก๊อกก๊อกก๊อก’ เสียงเคาะประตูบ้านผู้ใหญ่วังดังขึ้น พร้อมกันนั้นก็มีถ้อยคำยาวเป็นหางว่าวตามมาติดๆ “ผู้ใหญ่บ้าน ประเดี๋ยวโจรจะเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว รีบบอกให้พวกชาวบ้านมารวมตัวกันที่ลานหมู่บ้าน ไม่เกิน1เค่อ ข้าจะพาทุกคนไปซ่อนบนภูเขา !”


ผู้ใหญ่บ้านรีบบอกให้บุตรชายคนโตเก็บข้าวของ ส่วนคนอื่นไปบอกลูกบ้านทั้งหมดโดยกำชับว่าให้เอาแต่ของมีค่าน้ำหนักเบาไปเท่านั้น ส่วนของอย่างอื่นไม่ต้องเอาไป !


สำหรับโจรที่หลินเว่ยเว่ยกล่าวถึง เขาไม่สงสัยแม้แต่น้อย เพราะสำหรับความเชื่อมั่นที่ชาวฉือหลี่โกวมีต่อนาง มันถึงขั้นที่ไม่เคยมีมาก่อนในตัวของผู้ใด !


บุตรชาย ลูกสะใภ้และหลานชายที่โตหน่อยของผู้ใหญ่บ้านจึงรีบใส่เสื้อผ้าแล้ววิ่งออกไปข้างนอกทันที พวกเขาเคาะประตูปลุกบ้านแล้วบ้านเล่าและแจ้งข่าวร้ายนี้ต่อทุกคน ในช่วงเวลานั้นหมู่บ้านฉือหลี่โกวจึงเกิดความโกลาหลทันที เสียงปลุกบุตรหลาน เสียงเก็บข้าวของและเสียงด่าทอ…


แน่นอนว่าต้องมีคนที่สงสัยอยู่ด้วย พวกเขามองไปยังหน้าหมู่บ้านและไม่พบความผิดปกติอันใด…นางหนูรองรู้ได้อย่างไรว่าอีกประเดี๋ยวโจรจะเข้ามาในหมู่บ้าน ?


บุตรชายคนรองของผู้ใหญ่บ้านเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “นางหนูรองเคยหลอกเราตั้งแต่เมื่อไร ? นางได้ประโยชน์อันใดจากการหลอกพวกเรา ? ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็อยู่ที่นี่ต่อไป !” หลังกล่าวจบ เขาก็วิ่งไปหาอีกบ้านทันที !


หลินเว่ยเว่ยก็ไม่ได้กลับบ้านของตน แต่นางวิ่งไปแจ้งครอบครัวสองสามหลังที่อยู่ค่อนข้างไกลแทน อย่างเช่นบ้านท่านหมอเหลียงที่รักความสะอาดจึงไปตั้งอยู่ตรงเชิงเขาอันห่างไกลจากหมู่บ้าน


ตอนที่ 289: โจรบุก


นางกำลังรีบร้อนจึงใช้เท้าถีบประตูบ้านหมอเหลียงให้เปิดออกทันที คนในบ้านหมอเหลียงจึงตกใจตื่นกันหมดและคิดว่าโจรบุกปล้น !


หมอเหลียงที่ใส่เสื้อผ้าแล้วออกมาเห็นหลินเว่ยเว่ย เขาจะโมโหหรือตำหนินางก็ไม่ได้ “ประตูบ้านข้ามีความแค้นต่อเจ้าหรือ ? เจ้าถึงได้ทำมันพังบ่อยครั้งนัก”


“อย่ามัวสนใจประตูบ้านเลย ! โจรจะบุกมาในหมู่บ้านแล้ว ! รีบเก็บข้าวของสำคัญแล้วไปรวมตัวกันที่ลานหมู่บ้านในอีกหนึ่งเค่อ !” หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองสมุนไพรในลานบ้านตระกูลเหลียงครู่หนึ่ง ก่อนจะกำชับเพิ่มอีกอย่าง “สมุนไพรเอาไปแต่ของราคาแพงหน่อย ส่วนอย่างอื่นนั้นวันหน้าค่อยหามาทดแทน !”


หมอเหลียงเคยผ่านความโกลาหลในช่วงสงครามมาแล้ว แม้จะรู้สึกไม่อยากทิ้งสมุนไพรเหล่านั้น แต่เขาก็รู้ว่าผลของการตัดสินใจอันลังเลจะเป็นเช่นไร เมื่อให้คนในบ้านสวมเสื้อหนาวกันแล้ว แต่ละคนก็หอบข้าวสารพอประมาณ แบ่งของมีค่าในบ้านให้ทุกคนในครอบครัวและพยายามเก็บข้าวของติดตัวให้มีน้ำหนักเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้


หลินเว่ยเว่ยยังไปบอกป้ากุ้ยฮวา แม่ซัวถัวและบ้านหยาเอ๋อร์ด้วย จากนั้นก็วิ่งไปยังบ้านย่าหลิวเพื่อช่วยเก็บข้าวของมีค่าแล้วพาไปยังลานหมู่บ้าน…บัดนี้หลิวว่ายจื่อทำงานในเขตเริ่นอันอย่างขยันขันแข็ง ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่นางจะไม่ทอดทิ้งมารดาของเขาไว้ที่นี่ !


ย่าหลิวจับเงินในกระเป๋าอกเสื้อ พอแบกกระบุงไม้ไผ่แล้ว นางก็หันกลับมามองเครื่องปั่นฝ้ายของตนด้วยความปวดใจ…หวังว่าโจรเหล่านั้นจะไม่ทำลายเครื่องปั่นฝ้ายของนาง !


ณ ลานหมู่บ้านมีคนมารวมตัวกันจำนวนมาก เด็กน้อยที่โตหน่อยและเก่งในการปีนต้นไม้ก็ปีนขึ้นไปบนต้นไม้เก่าแก่หน้าหมู่บ้าน ทันใดนั้นพวกเขาก็เห็นแสงไฟสลัวกำลังเคลื่อนไหวอยู่บนถนนในหุบเขาอย่างรวดเร็ว คนที่เคยสงสัยก่อนหน้านี้จึงเชื่อว่ามีโจรจะมาบุกปล้นหมู่บ้านจริงๆ


มีคนร้องไห้คร่ำครวญและร้องไห้ด่าทอไม่น้อย มีชาวบ้านจำนวนมากที่ปวดใจกับข้าวสารซึ่งกักตุนเอาไว้แต่ก็เอาไปด้วยไม่ได้ บางคนแบกข้าวสารเป็นกระสอบ บางคนย้ายของหนักในบ้านออกมาจำนวนมาก แล้วยังมีบ้านที่เลี้ยงแพะก็ต้อนแพะออกมาด้วย…


ขณะมองความวุ่นวายตรงหน้า ผู้ใหญ่บ้านก็รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันใด เขาประกาศเสียงดังลั่น “พวกเรากำลังจะหนีเอาชีวิตรอด ไม่ใช่ย้ายบ้าน ! นอกจากเงินทอง เสื้อผ้ากันหนาวแล้ว อย่างมากสุดก็นำข้าวสารไปกินประทังชีวิตประมาณสองวัน สิ่งใดที่ทิ้งได้ก็ทิ้ง ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ต้องทิ้งอาจเป็นชีวิตของพวกเจ้าเอง เมื่อไม่มีชีวิตแล้วจะมีเงินทองหรือข้าวไปเพื่อเหตุใดอีก ? ถ้าใครไม่ทำตามแล้วหนีตามคนอื่นไม่ทันจนโดนโจรจับหรือสังหารก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่เตือน !”


หลินเว่ยเว่ยมองคนในครอบครัวของตน ภายใต้การนำของเจียงโม่หานและหลีชิง พวกเขากำลังยืนอยู่ในมุมหนึ่งของลานหมู่บ้าน นางหวงกำลังเช็ดน้ำตาเพราะรู้สึกอาลัยอาวรณ์กับข้าวสาร เนื้อหมูป่า พวกเนื้อแผ่นและผลไม้อบแห้งในห้องใต้ดิน…พอนับรวมกันแล้วก็คิดเป็นเงินหลายร้อยตำลึง !


หลินเว่ยเว่ยเข้าไปปลอบมารดาสองสามประโยค จากนั้นก็อ้างว่าตนยังมีของที่ไม่ได้หยิบมาแล้วรีบวิ่งกลับไปเพื่อเข้าไปยังห้องใต้ดินแล้วกวาดของทุกอย่างเข้าไปในมิติน้ำพุวิญญาณ หลังครุ่นคิดแล้ว นางยังทิ้งธัญพืชหยาบไว้สองสามกระสอบและพวกผักเหี่ยวเฉาไว้ตามเดิม จากนั้นก็วิ่งไปบ้านตระกูลเจียงและกวาดของในห้องใต้ดินจนเกลี้ยง


เมื่อกลับมาถึงลานหมู่บ้านอีกครั้ง หลินเว่ยเว่ยก็ประกาศเสียงดังลั่น “ได้เวลาแล้ว ! เดินตามหลังข้ามา !”


นางเลือกเส้นทางที่ใช้ขึ้นเขาบ่อยครั้งพร้อมเตือนทุกคนว่าห้ามส่งเสียงและห้ามจุดไฟเด็ดขาด !


นางไม่ได้นับจำนวนคนและไม่มีเวลามานับด้วย ใครเชื่อนางก็จะพาคนนั้นขึ้นเขา หาทางรอดให้ด้วย ส่วนคนที่คิดไม่ดีหรือไม่ฟังคำสั่งของผู้นำก็ช่วยไม่ได้ จงรอรับชะตากรรมจากสวรรค์เองแล้วกัน !


โชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านมีบารมี ทั้งความเชื่อใจในตัวหลินเว่ยเว่ยของชาวฉือหลี่โกวก็สูงมาก พวกชาวบ้านส่วนใหญ่จึงฟังคำสั่งอย่างเงียบๆ…


“เฮ้ ! พวกเจ้ารอข้าด้วย ! แพะของข้า…อย่าวิ่งมั่วซั่วสิ !” มารดาเจ้าอ้วนซานเลี้ยงแพะไว้ที่บ้านสามตัว เพียงรอให้ขายได้เงิน นางก็จะมีชีวิตอย่างสุขสบายในปีหน้า ! เจ้าพวกนี้เป็นเงินทั้งสิ้น แล้วนางจะยอมทิ้งได้อย่างไร ?


บิดาเจ้าอ้วนซานที่กำลังจับมือบุตรและประคองมารดาผู้แก่ชราอยู่ก็หันกลับไปเค้นเสียงพูดกับนางเบาๆ “อย่าไปสนแพะพวกนั้น แพะหรือชีวิตเจ้าสำคัญกันแน่ ?”


“สำคัญทั้งสอง !” มารดาเจ้าอ้วนซานไล่จับแพะที่ไม่เชื่อฟังเหล่านั้น แม้อากาศจะหนาวเหน็บ แต่ศีรษะของนางก็เต็มไปด้วยเหงื่อ


บิดาเจ้าอ้วนซานเห็นคนข้างหน้าเดินนำไปไกลแล้วจึงกัดฟันพูดว่า “ตามใจ ! เจ้ารนหาที่ตายเอง อย่าลากพวกเราลงไปด้วย ! ท่านแม่ขอรับ เจ้าอ้วนซาน พวกเราไปกันเถิด !”


เจ้าอ้วนซานหันกลับไปมอง ทันใดนั้นเขาก็ตกใจจนแทบร้องไห้ออกมา “ท่านแม่ อย่าสนแพะเลย ! โจรเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว !” ถ้ามองจากบนเนินเขาตรงนี้จะสามารถมองเห็นใบหน้าอันโหดเหี้ยมผ่านแสงสะท้อนจากคบเพลิง และในความเงียบงันจะได้ยินเสียงตะโกนด่าทอของพวกโจรชั่ว !


อาจเพราะหวาดกลัวมากเกินไป เขาจึงควบคุมน้ำหนักเสียงไม่ได้ ภายใต้หุบเขาที่เงียบสงัดคำว่า ‘ท่านแม่’ ที่เขาเอ่ยออกมานั้นเสียงดังฟังชัดมาก บิดาเจ้าอ้วนซานจึงต้องรีบเอามือปิดปากบุตรชายและไม่กล้าหยุดเดินแม้แต่ชั่วอึดใจเดียว เขารีบลากบุตรชายไล่ตามชาวบ้านคนอื่นทันที


หัวหน้ากองโจรได้ข่าวว่าหมู่บ้านฉือหลี่โกวอาศัยเมล็ดสนและของป่าต่างๆ ทำเงินได้อย่างมหาศาล แล้วยังออกไปซื้อข้าวสารจากอำเภอจิงหยุนหลายต่อหลายครั้ง แต่ละบ้านล้วนมั่งคั่งและหมู่บ้านฉือหลี่โกวยังอยู่ในพื้นที่ห่างไกล อยู่ไกลจากตัวอำเภอกับทหารรักษาการณ์ด้วย กว่าที่ทางการหรือทหารรักษาการณ์จะได้ข่าว พวกมันก็คงกวาดทรัพย์สินไปจนเกลี้ยงและหนีไปโดยไร้ร่องรอยแล้ว !


แต่ใครจะรู้ว่าพอเข้ามาในหมู่บ้าน สิ่งที่รออยู่คือหมู่บ้านร้าง ! ลูกน้องคนสนิทก็เพิ่งรู้ว่าพวกมันต้องมากวาดล้างฉือหลี่โกว ดังนั้นข่าวไม่มีทางรั่วไหลออกไปก่อนแล้วชาวฉือหลี่โกวจะทราบและอพยพไปก่อนได้อย่างไร ?


ไฟโทสะของหัวหน้ากองโจรยังไม่ทันลดลง มันก็ได้ยินเสียงดังขึ้นจากในหุบเขาที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล มันจึงโบกมือและตะโกนเสียงดังลั่น “ไปล่าตัวมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ !”


มารดาเจ้าอ้วนซานออกแรงคว้าเขาของแพะตัวใหญ่และอ้วนที่สุดเอาไว้ จากนั้นก็พยายามดันตัวมันไปข้างหน้า “เจ้าเดินสิ ! ถ้าอยู่ที่นี่ต่อ เจ้าจะโดนโจรจับเชือด…เดิน…”


นางหันไปมองด้านล่าง ไอหยา ! แสงไฟกำลังตรงมาทางนี้แล้ว มารดาเจ้าอ้วนซานจึงไม่สนแพะอีกต่อไป นางรีบวิ่งไปข้างหน้าทันที “กรี๊ด…โจรไล่ตามมาแล้ว ! ช่วยด้วย…ช่วยด้วย…”


เสียงกรีดร้องของนางดังก้องไปทั่วผืนป่า ! หัวหน้ากองโจรจึงมั่นใจในทิศทางยิ่งกว่าเดิม มันโบกมือทันที “ตาม ! อย่าให้หนีรอดแม้แต่คนเดียว !”


ผู้ที่ดูคล้ายกุนซือข้างกายก็เอ่ยปากแนะนำ “ดูจากร่องรอยที่ทิ้งไว้ พวกมันน่าจะรีบร้อนหนีตาย ข้าวสารที่อยู่ในห้องใต้ดินก็ไม่ได้เอาไปด้วย เป้าหมายในครั้งนี้ของเราคือข้าวสาร ท่านแม่ทัพอย่าสร้างอุปสรรคซึ่งทำให้ยากแก่การแก้ไข…”


หัวหน้ากองโจรที่โดนเรียกว่าท่านแม่ทัพหันมามองอีกฝ่ายด้วยแววตากระหายเลือด “เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าถ้าหนึ่งในพวกนั้นมองตัวตนแท้จริงของพวกเราออกขึ้นมา วันหน้าเราจะต้องมีชีวิตอยู่กับการตามล่าจากสุนัขรับใช้ของฮ่องเต้ ! ตัวเองยังยากรักษา แล้วจะเอาสิ่งใดมากอบกู้ราชวงศ์ ?”


กุนซือจ้องมองหุบเขากว้างใหญ่ที่เหมือนสัตว์ร้าย ทันใดนั้นมันก็รู้สึกกังวลขึ้นมา “ในหุบเขานี้มีสัตว์ป่าดุร้ายอาศัยอยู่ มีอันตรายซ่อนอยู่ทุกหนแห่ง เราไม่เข้าใจภูมิประเทศ พรุ่งนี้เช้าค่อยขึ้นไปหา…”


“ไม่ได้ ! รบเร็วย่อมชนะเร็ว ก็แค่ชาวบ้านโง่เขลากลุ่มเดียวเท่านั้น ! ไปตามล่ามาให้ข้าเดี๋ยวนี้ !” เมื่อหัวหน้ากองโจรเป็นผู้นำในการเข้าป่า ลูกน้องใต้บัญชาจึงตามไปด้วยความฮึกเหิม


ตอนที่ 290: โยนให้พวกโจร


ใครก็บอกว่าหมู่บ้านฉือหลี่โกวมั่งคั่ง แต่ละบ้านมีเงินเก็บหลายสิบตำลึง ท่านแม่ทัพกล่าวแล้วว่าผู้ใดสังหารแล้วค้นเอาเงินออกมาได้ก็เป็นของผู้นั้น…เงินหลายสิบตำลึงเป็นเงินเดือนของพวกมันจำนวนหลายเดือน ! เหล่าทหารในคราบกองโจรจึงเลือดพลุ่งพล่านขึ้นมาทันใด พวกมันต่างพุ่งเข้าป่าอย่างฮึกเหิม !


ขณะตะโกนแหกปาก มารดาเจ้าอ้วนซานก็รีบวิ่งขึ้นเขาอย่างต่อเนื่อง อาจเพราะความกลัวขึ้นสมองจึงทำให้เท้าของนางไม่เหลือแรง ขณะเงยหน้ามองแผ่นหลังของสามีแล้วนางก็แหกปากตะโกน “พ่อของลูก ช่วยประคองข้าหน่อย ข้าลุกไม่ขึ้น ช่วยข้าด้วย…เจ้าอ้วนซานจะขาดแม่ไม่ได้…”


บิดาเจ้าอ้วนซานใช้มือข้างหนึ่งประคองบุตรชาย อีกข้างหนึ่งจับตัวมารดาไว้ ไฉนเลยจะมีมือที่สามมาช่วยนาง ? เขาจึงหันกลับไปตวาดนาง “ลุกขึ้นมาวิ่งเอง ! แรงที่เอาไว้ใช้ตีไก่ด่าหมาไปไหนหมดแล้ว ?”


มารดาเจ้าอ้วนซานคร่ำครวญ “ข้ากลัว ! พวกมัน…พวกมันไล่ตามมาแล้ว ! ช่วยด้วย…ช่วย…ฮือฮือฮือ !”


หลินเว่ยเว่ยดึงวัชพืชยัดปากมารดาเจ้าอ้วนซาน จากนั้นก็กัดฟันกล่าวว่า “ท่านอยากให้พวกโจรมาทางนี้แล้วทำให้คนทั้งหมู่บ้านต้องซวยไปกับท่านด้วยหรือ ?”


“ฮือฮือฮือฮือ…” มารดาเจ้าอ้วนซานน้ำตาซึม นางกอดขาหลินเว่ยเว่ยเอาไว้ ช่วยข้าด้วย ข้าไม่อยากตาย !


หลินเว่ยเว่ยยกตัวนางขึ้น ตอนเดินมาถึงข้างตัวบิดาเจ้าอ้วนซาน นางยังช่วยอุ้มเจ้าอ้วนซานขึ้นมาจนเท้าลอยจากพื้น เขาจึงตกใจจนหลับตาพร้อมเอามือปิดปาก เพราะกลัวว่าหลินเว่ยเว่ยจะโมโหแล้วแขวนเขาไว้บนต้นไม้…เด็กน้อย เจ้าไม่ต้องกลัวโดนแขวนหรอก !


หลินเว่ยเว่ยอุ้มสองแม่ลูกขึ้นเขาราวกับเดินบนพื้นราบ เมื่อไล่ตามชาวบ้านคนอื่นได้แล้ว นางก็โยนคนลงพื้นพร้อมเตือนแม่ลูกคู่นี้ “ถ้าเจ้าคนใดคนหนึ่งส่งเสียงล่อโจรออกมาอีก ข้าจะจับพวกเจ้าโยนให้พวกโจร !”


มารดาเจ้าอ้วนซานและบุตรชายรีบยกมือปิดปาก จากนั้นก็พยักหน้ารับอย่างแรงเพราะกลัวพยักหน้าช้าแล้วจะถูกโยนให้กองโจร หลินเว่ยเว่ยยังถลึงตาใส่เจ้าอ้วนซาน “ประคองแม่เจ้าเอาไว้ ! โตถึงเพียงนี้แล้ว อย่าทำให้การกินจนมีเนื้อมีหนังสูญเปล่า”


เจ้าอ้วนซานไม่พูดไม่จารีบประคองมารดาอย่างเชื่อฟังและเดินตามหลังชาวบ้านคนอื่นทันที หลินเว่ยเว่ยยังวิ่งไปข้างหลังอีกสองสามรอบ นางช่วยเด็ก ผู้หญิงและคนชราที่อ่อนแออยู่รั้งท้ายให้เข้ามาอยู่ในฝูงชนทีละคน ในฤดูหนาวเช่นนี้นางกลับเคลื่อนไหวจนเหงื่อท่วมกาย !


จังหวะที่กำลังจะพักหายใจ นางก็เหลือบไปเห็นบัณฑิตน้อยนั่งอยู่บนก้อนหินและมองไปยังบริเวณคบเพลิงอย่างครุ่นคิด นางจึงเดินเข้าไปแล้วถามว่า “เหนื่อยแล้วหรือ ? ให้ข้าแบกเจ้าหรือไม่ ?”


เจียงโม่หานเหลือบมองนางพลางคิดในใจว่า ‘หรือในใจนางเห็นข้าเป็นคนไม่ได้เรื่องมากเหลือเกิน ?’


หลินเว่ยเว่ยเข้าใจสายตาของอีกฝ่าย นางจึงหัวเราะแห้งออกมา “ข้าก็ไม่ได้เป็นห่วงเจ้าหรือ ! เป็นห่วงจนกังวล เจ้าเองก็อย่าคิดเล็กคิดน้อยกับข้าเลย !”


ทันใดนั้นเสียงม้าศึกและคำสั่งที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีก็ดังขึ้นตรงเชิงเขา แววตาของเจียงโม่หานเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมโดยฉับพลัน “คนพวกนี้ดูไม่เหมือนโจรทั่วไป แต่เหมือน…”


“เหมือนทหารที่ฝึกมาเป็นอย่างดี…ทหารปลอมตัวเป็นโจรเข่นฆ่าราษฎร หรือไม่กลัวราชสำนักลงโทษ ?” หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วมุ่น ดูจากเวลาและความเร็วในการบรรเทาทุกข์ ฮ่องเต้ก็ไม่เหมือนคนโง่เขลาเลยสักนิด ! แล้วเหตุใดกองทัพจึงเป็นเช่นนี้ได้ ?


“ถ้าไม่ใช่กองทัพของราชสำนักเล่า ?” เจียงโม่หานนึกถึงช่วงเวลาที่ต้องหนีเอาชีวิตรอดในชาติที่แล้ว ข่าวโศกนาฏกรรม…เศษเสี้ยวของราชวงศ์ก่อนจำนวนหลายพันบุกเข้ากวาดล้างคนร่ำรวยในอำเภอจิงหยุน ตอนที่ทหารรักษาการณ์เมืองจงโจวไปถึง ซากศพก็เกลื่อนทุกหนแห่ง ทั่วอำเภอจิงหยุนกลายเป็นทะเลเพลิง ราษฎรนับหมื่นในอำเภอแทบไม่เหลือรอด…หมู่บ้านรอบข้างที่ค่อนข้างมั่งคั่งก็ไม่ได้รับการยกเว้น !


หรือว่าโจรเหล่านี้จะเป็นกลุ่มเดียวกับที่ไปกวาดล้างอำเภอจิงหยุนในชาติก่อน ?


หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม “เจ้าหมายความว่า…คนพวกนี้เป็นทหารกบฏ ? ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรีบไปรายงาน จะปล่อยให้พวกมันก่อกวนความสงบและทำร้ายราษฎรไม่ได้ !”


นางยู่ใบหน้าของตน จะไปรายงานกับใคร ? ไปหานายอำเภอเช่นนั้นหรือ ? ถ้าอย่างนั้นสู้ไปหากองทัพที่ประจำการรักษาเมืองจงโจวยังจะดีเสียกว่า ! แต่ว่าดวงตามืดบอดคู่นี้จะไปหากองทัพนั้นได้ตรงไหนเล่า ?


“เช่นนั้น…เราไปหาหมินอ๋องซื่อจื่อดีหรือไม่ เขายังรักษาตัวอยู่ในอำเภอเป่าชิง !” ไม่ได้บอกว่าหมินอ๋องเป็นวีรบุรุษผู้บุกเบิกราชวงศ์ เป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกรหรอกหรือ ? ในกองทัพน่าจะมีอิทธิพลอยู่บ้าง ย่อมสามารถเคลื่อนย้ายกองทัพได้กระมัง ?


เจียงโม่หานก้มหน้ามองเด็กน้อย “ข้ารู้ว่ากองทัพนั้นประจำการอยู่ที่ใด เจ้าพาทุกคนขึ้นเขา ส่วนข้าจะไปรายงานให้กองทัพทราบเอง !”


“กองทัพอยู่ไกลหรือไม่ ? เจ้าจะไปอย่างไร ? ด้วยร่างกายบอบบางของเจ้านี้ ยังไม่ทันไปถึง ก็คงหมดแรงก่อนแล้ว ! ข้าจะไปกับเจ้า !” หลินเว่ยเว่ยจะยอมปล่อยให้บัณฑิตน้อยที่ไร้เรี่ยวแรงไปทำเรื่องเสี่ยงอันตรายได้อย่างไร ?


“เจ้าไปกับข้า แล้วชาวบ้านฉือหลี่โกวจะทำอย่างไร ?” เจียงโม่หานจ้องใบหน้าอันงดงามของเด็กน้อยตรงหน้า หลังจับใบหน้าน้อยๆของนางแล้วเขาก็ใช้นิ้วบีบ


“ไม่ได้มีหลีชิงอยู่ด้วยหรือ ! เจ้ารอข้าอยู่นี่ ประเดี๋ยวข้าไปกำชับเขาสักสองสามเรื่องก่อน !” หลินเว่ยเว่ยจับมือเขา เมื่อประทับจุมพิตที่หลังมือนั้นแล้ว นางก็หมุนตัววิ่งไปหาคนกลุ่มที่อยู่ด้านหน้า !


เจียงโม่หานมองตามแผ่นหลังของนางครู่หนึ่ง…


อยู่ในหุบเขาต่อไปต้องเผชิญอันตรายจากการไล่ล่า แต่ภูเขาต้าชิงเป็นเหมือนสวนดอกไม้หลังบ้านของนาง แม้จะหลับตาก็สามารถเดินบนหุบเขาได้ ด้านพวกทหารกบฏไม่รู้ความซับซ้อนของเส้นทางบนหุบเขา ความอันตรายของป่าเขาเมื่อเทียบกับการไปรายงานต่อกองทัพซึ่งไม่รู้จะต้องเผชิญกับสิ่งใดบ้าง ดังนั้นการอยู่ในหุบเขาสำหรับนางย่อมปลอดภัยกว่า !


หลินเว่ยเว่ยบอกการคาดเดาและการตัดสินใจของบัณฑิตน้อยกับหลีชิง นางบอกให้เขาพาชาวฉือหลี่โกวไปยังป่าสนแดงด้วยตนเอง ที่นั่นเป็นถิ่นของเจ้าเทา มีจ่าฝูงหมาป่าคอยปรามไม่ให้หมาป่าในฝูงทำร้ายมนุษย์ ไปที่นั่นย่อมปลอดภัยกว่าการวิ่งไปวิ่งมาในป่ากว้างยามราตรี !


หลีชิงกลับมองนางด้วยความกังวล “ถ้าพวกที่อยู่ตรงเชิงเขาคือทหารกบฏจริงๆ พวกเจ้าสองคนลงเขาก็ต้องไปเจอกับอันตรายไม่ใช่หรือ ? ให้ข้าไปดีกว่า !”


“ไม่ได้ ! เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าศัตรูของเจ้าอาจอยู่ในกองทัพของราชสำนัก หากเจอกันขึ้นมาก็ไม่เพียงขอทหารมาช่วยไม่ได้ แต่ยังจะพาตนเองไปตายอีกด้วย บัณฑิตเจียงเป็นถงเซิงและข้ายังเคยช่วยชีวิตหมินอ๋องซื่อจื่อ เรามีป้ายหยกกิเลนของเขาอยู่ สามารถทำให้กองทัพเชื่อถือได้ง่ายกว่า ! พี่ใหญ่หลีชิง ข้าฝากคนในครอบครัวไว้กับท่าน !” ถ้อยคำประโยคสุดท้ายของหลินเว่ยเว่ยเต็มไปด้วยความรับผิดชอบและความเชื่อใจอันใหญ่หลวง


หลีชิงค่อยๆพยักหน้ารับ…แม้ต้องแลกด้วยชีวิต เขาก็จะปกป้องครอบครัวของนางให้ปลอดภัย !


หลินเว่ยเว่ยกลับมายังสถานที่นัดพบกับบัณฑิตหนุ่มอีกครั้ง ไฉนเลยจะยังมีเงาร่างของเจียงโม่หานอยู่อีก ? หลินเว่ยเว่ยโมโหจนกัดฟันกรอด บัณฑิตน้อย รอให้เรื่องนี้จบลงก่อนเถิด ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้าแน่ ! ช่างเป็นเด็กดื้อเสียจริง !


จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ใช้กระบองเหล็กแหวกพงหญ้าเพื่อตามหาร่องรอยที่บัณฑิตน้อยเหลือทิ้งไว้แล้วรีบตามไปอย่างรวดเร็ว บัณฑิตน้อยยังฉลาดอยู่เพราะรู้จักเดินอ้อมหน้าหมู่บ้านจนไปถึงเส้นทางนอกหมู่บ้าน


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดพักหนึ่งแล้วเลี่ยงไปตามเส้นทางสายหนึ่ง ถ้าทั้งสองคนอาศัยแค่ขาสองข้างแล้วจะไปถึงที่ตั้งของกองทัพชาติไหน ? แน่นอนว่าต้องหารถโดยสารก่อน !


ล่อตัวที่แข็งแรงของบ้านนางทั้งสองตัวจะถูกเลี้ยงแบบปล่อยไว้ในหุบเขาทุกเย็น ล่อตัวแรกของบ้านนั้นอาจเพราะมันได้ดื่มน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณจึงเป็นเหมือนเจ้าเทาที่มีสติปัญญา พอกลับมาจากส่งสินค้าแล้ว มันก็จะไปขอดื่มน้ำที่บ้านตระกูลหลิน จากนั้นก็จะพาล่ออีกตัวเดินออกไปหาอาหารกินในหุบเขาหลังบ้านด้วยตัวมันเอง



จบตอน

Comments