ตอนที่ 291: ด้านหน้ามีฝูงหมาป่า ด้านหลังมีโจรไล่ล่า
หลินเว่ยเว่ยรีบวิ่งไปที่หุบเขา โชคดีที่ทหารกบฏเหล่านั้นสนใจแต่การตามไล่ล่าชาวบ้านฉือหลี่โกวจึงยังไม่ทันออกสำรวจหุบเขาโดยรอบ ดังนั้นล่อทั้งสองตัวจึงยังเล็มหญ้าในหุบเขาอย่างปลอดภัยหายห่วง !
หลินเว่ยเว่ยมัดกีบเท้าของล่อสองตัวนั้นแล้วแบกพวกมันออกจากหมู่บ้านตามถนนลับเส้นหนึ่ง ผ่านไปไม่นาน นางก็ตามเจียงโม่หานที่กำลังเดินอย่างยากลำบากในหุบเขาทัน !
“เหตุใดเจ้า…” ทั้งสองคนเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน
เจียงโม่หานหุบปากภายใต้การถลึงตามองจากหลินเว่ยเว่ยที่รีบเอ่ยเสียงเข้มในทันใด “กลับมาแล้วค่อยคิดบัญชีกับเจ้า ขึ้นมา !”
ต่อจากนั้นล่อทั้งสองตัวก็วิ่งข้ามหมู่บ้านมายังถนนนอกหุบเขาอย่างรวดเร็ว ในชาติที่แล้วเจียงโม่หานเคยขี่ม้ามาก่อน ส่วนล่อที่หลินเว่ยเว่ยขี่มีชื่อว่า ‘เสี่ยวหง’ ซึ่งหัวใจสื่อถึงเจ้าของจึงคุ้นชินกับการมีนางนั่งอยู่บนหลังได้อย่างรวดเร็ว
“ผู้ใด !” ออกมาได้ไม่นานก็มีเสียงตะโกนดังขึ้น
โจรโฉดทิ้งคนเฝ้าเส้นทางไว้ พวกมันคิดจะกวาดล้างคนทั้งฉือหลี่โกว ไม่ให้ใครหลุดรอดไปได้ ! หลินเว่ยเว่ยจึงรีบควบล่อแล้วกวัดแกว่งกระบองเหล็กในมือเข้าปะทะอีกฝ่ายทันที
อีกฝ่ายดึงอาวุธประจำกายออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่โดยคิดจะสกัดนางไว้ แต่หลินเว่ยเว่ยเพิ่งสะบัดกระบองในมือเบาๆ อีกฝ่ายก็รู้สึกถึงฝ่ามือที่มีอาการชาแล้วอาวุธก็ลอยขึ้นฟ้าทันที ปลายหอกของอีกคนมาอยู่ตรงหน้าหลินเว่ยเว่ยแล้ว นางจึงเอนตัวหลบพลางออกแรงวาดกระบองทำให้หอกเล่มนั้นหักเป็นสองท่อน
ในช่วงเวลาสั้นๆ ล่อของหลินเว่ยเว่ยทะลวงผ่านแนวป้องกันไปหลายคน เมื่อนางหันมามองอีกครั้งก็เห็นบัณฑิตหนุ่มกำลังตามหลังมาติดๆ นอกจากนี้ยังขยิบตาให้เขาอย่างขี้เล่นคล้ายกำลังบอกว่า ‘เห็นหรือไม่ ข้าร้ายกาจใช่หรือเปล่า ?’
แต่ทันใดนั้นสีหน้าของหลินเว่ยเว่ยก็เปลี่ยนไป นางดึงบังเหียนเบาๆ เพื่อลดความเร็วลง ทำให้เจียงโม่หานไปอยู่ข้างหน้าแทน จากนั้นนางก็นั่งบนหลังของเสี่ยงหงแล้วกวัดแกว่งกระบองโดยไร้ช่องโหว่เพื่อป้องกันลูกธนูที่พวกทหารกบฎยิ่งใส่ แน่นอนว่านางสามารถปัดป้องได้ทุกดอก
ฝ่ายตรงข้ามกระโดดขึ้นหลังม้า ดึงคันธนูและยิงมาทางทั้งสอง ตามหลักแล้วความเร็วของล่อไม่มีทางสู้ม้าได้ แต่ล่อทั้งสองตัวของตระกูลหลินแตกต่างเพราะพวกมันดื่มน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณทุกวัน กล้ามเนื้อในร่างกายจึงถูกหล่อเลี้ยงและสร้างเสริม ฝีเท้าจึงไม่แพ้ม้าธรรมดาทั่วไป
ระหว่างที่ลูกธนูยิงเข้ามาราวห่าฝน หลินเว่ยเว่ยก็สกัดไว้ได้เสียส่วนใหญ่ แต่ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของล่อตัวหน้า เมื่อหันไปมองก็เห็นล่อของบัณฑิตหนุ่มโดนยิงตรงหน้าขา การเคลื่อนไหวสะดุดและมันกำลังจะล้มลงกับพื้น จังหวะที่เห็นบัณฑิตน้อยจะตกจากหลังของล่อ…
หลินเว่ยเว่ยก็ว่องไวรีบกระตุ้นเสี่ยวหงให้วิ่งเข้าไป ส่วนตนก็ยื่นกายออกไปรับตัวบัณฑิตน้อยที่กำลังจะตกลงมาด้วยการจับเข็มขัดของเขาเอาไว้ จากนั้นก็ออกแรงเบาๆ ให้เขามานั่งข้างหน้าแล้วถามเขาว่า “ไม่เป็นไรใช่หรือไม่ ?”
เจียงโม่หานไม่อยากย้อนกลับไปมองภาพที่ตนถูกจับขึ้นมาเหมือนลูกไก่ เขาจึงทำหน้าเคร่งขรึม “ไม่เป็นไร ระวัง…”
ปรากฏว่าพวกทหารกบฏส่งห่าธนูมาอีกแล้ว หลินเว่ยเว่ยยกบังเหียนให้บัณฑิตหนุ่ม ส่วนนางก็หันหลังโบกกระบองในมือเพื่อสกัดลูกธนูไปด้านข้าง หลังจับลูกธนูที่แหลมคมได้ดอกหนึ่ง นางก็ซัดใส่ศัตรูที่อยู่ใกล้สุด เฮ้อ ! เล็งศีรษะไม่ได้ นางจึงได้แต่ซัดไปที่แขนของอีกฝ่าย
แม้เสี่ยวหงจะแข็งแรงกว่าม้าทั่วไปเล็กน้อย แต่อย่างไรก็แบกคนสองคนไว้บนหลัง ระยะห่างจึงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ…
หรือแม้แต่ทำให้หลินเว่ยเว่ยเห็นรอยยิ้มแสนโหดเหี้ยมของหัวหน้ากลุ่ม นางจึงเพ่งจิตเข้ามิติน้ำพุวิญญาณ จากนั้นก็พบแกลบข้าวสาลีกองหนึ่งที่ยังไม่ทันได้นำออกมาใช้งาน ทันใดนั้นมุมปากของนางก็ยกยิ้มอย่างชั่วร้ายแล้วค่อยๆยกมือขึ้น จากนั้นแกลบก็ลอยไปทางพวกโจรชั่ว ในระหว่างนั้นก็มีลมกระโชกแรงปรากฏขึ้นทำให้แกลบพุ่งไปที่ใบหน้าของศัตรู
“ดวงตาของข้า !” ภายใต้สถานการณ์ที่ยังไม่ทันตั้งตัว แกลบก็ซัดใส่ตา ใบหน้าและลำคอของพวกโจร คมของเปลือกข้าวสาลีนี้ทำให้พวกมันทรมานไปทั้งกาย มีบางคนโดนเข้าที่ตาจึงทรมานยิ่งกว่าอะไร !
“ฮึฮึ !” ขณะที่การเคลื่อนไหวของทหารกบฏช้าลง หลินเว่ยเว่ยก็เผยรอยยิ้มได้ใจออกมา
ทั้งสองคนต้องควบเสี่ยวหงออกมาอีกพักใหญ่ กว่าจะสลัดโจรที่ไล่ตามมาได้ เจียงโม่หานที่ตั้งใจควบคุมล่ออยู่ด้านหน้าก็ได้ยินเสียงกรีดร้องด้านหลังแล้วเช่นกัน เขารู้ว่าเด็กน้อยต้องเล่นลูกไม้แน่นอน ทันใดนั้นเขาก็เริ่มนึกถึงลมกระโชกแรงเมื่อครู่…เด็กน้อยคนนี้ยังมีความลับที่เขาไม่รู้อีกมากแค่ไหนกันเชียว ?
ทว่าไม่ใช่เวลามาเอ่ยถึงเรื่องนี้ ทั้งสองคนรีบควบล่อตรงไปยังที่ตั้งของกองทัพทันที
ส่วนหลีชิงที่พาชาวบ้านเข้ามาในหุบเขาก็ให้ชายฉกรรจ์ประมาณสองสามคนมาเป็นผู้นำด้านหน้า พอเขาจัดการคนที่รั้งท้ายหมดแล้วก็ทำให้พุ่มไม้ที่พวกชาวบ้านทำล้มกลับมาตั้งตรงอีกครั้งเพื่อพยายามปกปิดร่องรอยให้มากที่สุด
ป่าสนแดงแห่งนี้ชาวบ้านฉือหลี่โกวมาเยือนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ทว่าการพาครอบครัวหนีตายเช่นนี้ถือเป็นครั้งแรก หลิวต้าซวนที่เดินอยู่ด้านหน้าอุ้มบุตรชายคนเล็กไว้ ขณะเดียวกันก็หันมามองพวกผู้หญิงและเด็กเป็นครั้งคราว
ชาวฉือหลี่โกวคุ้นเคยต่อเส้นทางบนหุบเขา คนชรา เด็กและผู้หญิงก็มีคนคอยช่วย การเดินจึงไม่ได้ช้ามากนัก แม้โจรที่ตามมาด้านหลังจะมีร่างกายแข็งแรง แต่ภายใต้ความมืดและเส้นทางขรุขระก็ทำให้พวกมันเผชิญอุปสรรคไม่น้อย
“บรู๊ว…” ทันใดนั้นเสียงหอนของหมาป่าก็ดังก้องไปทั่วผืนป่าราวกับอยู่ข้างหูก็มิปาน ชาวบ้านฉือหลี่โกวพากันตกใจและรีบหยุดฝีเท้า ทันใดนั้นเสียงหอนของหมาป่าก็ดังต่อเป็นระลอก…
ด้านหน้ามีฝูงหมาป่า ด้านหลังมีโจรไล่ล่า จะทำอย่างไรดี ? ชาวฉือหลี่โกวหันไปมองทางครอบครัวตระกูลหลินโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นพวกเขาก็พบว่าหลินเว่ยเว่ยหายตัวไป
“นางหนูรองอยู่ที่ใด ? ตอนนี้เราจะทำอย่างไรกันดี ?” ชาวฉือหลี่โกวเห็นหลินเว่ยเว่ยเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณไปแล้ว หลังพบว่าไม่มีนางอยู่ในกลุ่มจึงเกิดความวุ่นวายทันที
แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงร่ำไห้ “บัณฑิตเจียงก็ไม่อยู่ นางหนูรองคงไม่ได้ทิ้งพวกเราแล้วพาบัณฑิตเจียงหนีไปใช่หรือไม่ ?”
“ไม่มีทาง พี่รองหลินไม่ใช่คนเช่นนั้น !” โก่วเชิ่งเอ๋อร์เพิ่งมีชีวิตสุขสบายเพราะแม่เลี้ยงไม่กล้าทำสิ่งใดที่รุนแรงกับเขาอีก ส่วนมู่เกินเอ๋อร์ก็เปลี่ยนเป็นคนดีไม่รังแกเขาด้วย เขายังตัวอ้วนขึ้นเล็กน้อย ใจก็กล้าแกร่งขึ้น หากเป็นเมื่อก่อนไม่มีทางกล้าเถียงแม่เลี้ยงแน่นอน
ผู้ใหญ่บ้านรีบเค้นเสียงดุทันที “อย่าพูดเหลวไหล ! คนตระกูลหลินอยู่ที่นี่กันหมด ! นางหนูรองเป็นเด็กดี ไม่มีทางทิ้งคนทั้งหมู่บ้านแล้วหนีเอาตัวรอดคนเดียวแน่นอน !”
“แล้วตอนนี้จะทำอย่างไร ?” ยิ่งเดินไปข้างหน้าเสียงหอนของหมาป่าก็ดังขึ้นเรื่อยๆ กอปรกับเสียงร้องโหยหวนของนกกลางคืนที่พวกเขาไม่รู้จัก ความมืดแห่งผืนป่าเปรียบเสมือนปากของสัตว์ร้ายที่กำลังรอให้มนุษย์เดินเข้าไปติดกับ
เสียงของมารดาเจ้าอ้วนซานดังขึ้นอีกครั้ง “กลับกันเถิด ! ถ้าเรายกเงินให้โดยดี พวกโจรอาจไว้ชีวิตพวกเราก็ได้ แต่ฝูงหมาป่าเห็นใจไม่เป็น ไม่มีทางปล่อยพวกคนแก่กับเด็กไปแน่นอน !”
หลีชิงที่ออกไปปกปิดร่องรอยรีบก้าวเข้ามา “เหตุใดจึงหยุดเดิน ? โจรข้างหลังจะตามมาทันอยู่แล้ว !”
ผู้ใหญ่บ้านกล่าวด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย “ข้างหน้ามีฝูงหมาป่า…”
หลีชิงขมวดคิ้วมุ่น “มีฝูงหมาป่าแล้วกลัวอันใด ? กลุ่มทหารชาวบ้านที่ดูแลทุกคนเล่า ? วิชากระบองที่ข้าสอนพวกเจ้าเสียเปล่าหมดแล้วหรือ ? เรามีคนหนุ่มกว่าเจ็ดสิบแปดสิบคนแล้วยังจัดการหมาป่าไม่ได้อีกหรือ ? อีกอย่างคนเยอะ หมาป่าอาจไม่กล้าเข้ามาโจมตี ! กลุ่มทหารชาวบ้านเดินนำด้านหน้าสองแถว คนชรา เด็กและพวกผู้หญิงอยู่ตรงกลาง ! เริ่มเดินต่อได้ !”
ตอนที่ 292: ลูกรักของเทพเจ้าแห่งขุนเขา
ผ่านไปไม่นานชาวบ้านฉือหลี่โกวก็จัดกำลังคนเสร็จ หลิวต้าซวน วังต้าจู้และพ่อซัวถัวเดินอยู่แนวหน้า ส่วนกลุ่มทหารชาวบ้านคนอื่นกำกระบอง จอบและเสียมรั้งท้าย พวกเขาล้อมเด็ก คนชราและสตรีที่อ่อนแอไว้ตรงกลางแล้วค่อยๆเดินต่อไปภายใต้เสียงหอนของหมาป่า
ผู้ใหญ่บ้านอดไม่ได้ที่จะเข้าไปเดินข้างหลีชิงพลางถามว่า “นางหนูรองอยู่ที่ใด ? เหตุใดจึงไม่เห็นนางกับบัณฑิตเจียง ?”
หลีชิงตอบ “เสี่ยวเว่ยกับบัณฑิตเจียงสังเกตเห็นว่ากองโจรที่ตามหลังเรามาไม่ใช่โจรธรรมดา แต่อาจเป็นทหารกบฏของราชวงศ์ก่อนที่ปลอมตัวมา โจรที่บุกปล้นตระกูลหงเมื่อเร็วๆนี้ก็น่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน ! เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยของตนแล้ว พวกมันไม่เพียงปล้นข้าวปลาอาหาร แต่ยังสังหารเหยื่อเพื่อตัดปัญหาที่จะตามมา ดังนั้นอย่าหวังว่าพวกมันจะไว้ชีวิตเรา !”
แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์และมารดาเจ้าอ้วนซานได้ยินก็รีบหดศีรษะ คนที่ได้ยินบทสนทนาของสองคนนี้ก็รีบก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิดทันที
“เสี่ยวเว่ยกับบัณฑิตเจียงใช้เส้นทางอื่นเพื่ออ้อมหุบเขาแล้วไปรายงานให้ทหารรักษาการณ์เมืองจงโจวทราบ ขอแค่เราผ่านคืนนี้ไปได้ โจรเหล่านั้นก็ไม่น่ากลัวแล้ว ! ก่อนไปเสี่ยวเว่ยกำชับข้าว่าแม้เกิดอันใดขึ้นก็ให้พาทุกคนไปยังป่าสนแดง ที่นั่นมีหุบเขาซ่อนอยู่และทางเข้าก็เป็นทางเดินที่ผ่านเข้าไปได้ทีละคนจึงตั้งรับง่ายแต่บุกยาก พอศัตรูตามมาทัน เราก็น่าจะหาทางต้านได้พักหนึ่ง !” หลีชิงอธิบายง่ายๆสองสามประโยค ทำให้ทุกคนรู้สึกมีความมั่นใจขึ้นมา
“มะ…หมาป่า !” ภายใต้ความมืดของผืนป่า สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาอย่างแรกคือดวงตาสีอำพันสองดวง ต่อจากนั้นแสงสีเหลืองนี้ก็ปรากฏเยอะขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มทหารชาวบ้านจึงรีบยกอาวุธในมือขึ้นทันที…
หลีชิงรีบเดินขึ้นไปขวางพวกเขา หลังจากนึกถึงเรื่องที่หลินเว่ยเว่ยกำชับไว้แล้ว เขาก็พูดกับฝูงหมาป่าด้วยน้ำเสียงละอายใจ “พวกเราเป็นชาวบ้านฉือหลี่โกวซึ่งโดนพวกโจรไล่สังหาร จึงมาขอซ่อนตัวในถิ่นของพวกเจ้า หากเข้ามารบกวนก็ขอให้จ่าฝูงเจ้าเทาอภัยด้วย ! อ้อ จริงสิ เป็นหลินเว่ยเว่ยหรือบุตรสาวคนรองตระกูลหลินให้พวกเราเข้ามาที่นี่ !”
ชาวบ้านฉือหลี่โกวใช้สายตาดูแคลนมองเขา คนผู้นี้กลัวจนโง่ไปแล้วหรือ ? ไฉนเลยฝูงหมาป่าจะเข้าใจถ้อยคำของมนุษย์ ?
ทันใดนั้นทุกคนก็เห็นหมาป่าตัวสีเทาแซมดำขนาดใหญ่เดินออกมาสองสามก้าว มันใช้แววตาอันแสนเย่อหยิ่งจ้องมองพวกตน ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ ทว่าหลังจากหมาป่าตัวนี้ได้ยินชื่อบุตรสาวคนรองตระกูลหลินแล้ว มันก็ส่งเสียงหอนเบาๆ จากนั้นฝูงหมาป่าที่อยู่ด้านหลังของมันก็ถอยออกไปจากตรงนั้นทันที
ท้ายที่สุดหมาป่าสีเทาดำตัวนั้นก็ถอยออกไปเช่นกัน ขณะที่มันจะหันศีรษะเดินจากไป เจ้าหนูน้อยก็ตะโกนออกมาว่า “เจ้าเทา !”
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินรีบยกมือปิดปากเขาไว้เพราะกลัวเขาจะเรียกจ่าฝูงเจ้าเทาอีกรอบ จ่าฝูงเจ้าเทาหันมามองเจ้าหนูน้อยปราดหนึ่งและเหมือนมันกำลังพยักหน้ารับ เมื่อทำเสร็จแล้วมันก็หายตัวไปในความมืดมิดของหุบเขา
“สวรรค์ ! ตกใจแทบแย่ !” จนถึงตอนนี้ชาวบ้านฉือหลี่โกวจึงได้กล้าหายใจ
พรานหวังก็ตกใจเช่นกัน “สวรรค์ ! จ่าฝูงหมาป่าฟังภาษามนุษย์เข้าใจ !”
“ฟังภาษามนุษย์เข้าใจที่ไหนกันเล่า จ่าฝูงหมาป่าได้ยินชื่อนางหนูรองต่างหากจึงถอยออกไป !” หลิวต้าซวนเพิ่งหายตกใจ ทันใดนั้นเขาก็มีความคิดประหลาดผุดขึ้น “สมแล้วที่นางหนูรองเป็นลูกรักของเทพเจ้าแห่งขุนเขา ! การที่จู่ๆนางก็ได้สติคืนมา คงไม่ใช่เพราะเทพเจ้าแห่งขุนเขาช่วยไว้กระมัง ? บ่อน้ำลึกบนภูเขานั้นเป็นของขวัญที่เทพเจ้าแห่งขุนเขาประทานให้พวกเราชาวฉือหลี่โกว…”
เจ้าหนูน้อยดึงมือเสี่ยวร่างอย่างกระตือรือร้นแล้วไปอวดผลงานของพี่รองกับโก่วเชิ่งเอ๋อร์ วังตงเฉียงและสหายอีกไม่กี่คน “ตอนที่เจ้าเทาต่อสู้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้นำ มันได้รับบาดเจ็บ พี่รองเป็นคนช่วยมันเอาไว้ ช่วยพันแผลและเอากระต่ายป่าไก่ป่าไปให้มันกิน เมื่อเจ้าเทาหายดีแล้ว มันก็สามารถเอาชนะจ่าฝูงตัวเก่าได้จนกลายเป็นจ่าฝูงตัวใหม่ จ่าฝูงเจ้าเทาซาบซึ้งในบุญคุณของพี่รองจึงเอาสัตว์ที่ล่าได้มาให้บ้านเราบ่อยๆ ข้าจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งมันเคยเอากวางมูสหนักหลายร้อยชั่งมาให้ตัวหนึ่งด้วย !”
“ว้าว! ดีจัง! เนื้อกวางแผ่นที่เจ้าแบ่งให้พวกเราคราวก่อนคงเป็นเนื้อกวางที่จ่าฝูงเจ้าเทาเอามาให้สินะ?” วังตงเฉียงนึกถึงรสชาติที่ไม่เคยจางหายไปจากปลายลิ้น
เจ้าหนูน้อยพยักหน้า “ใช่ ! พี่รองบอกว่ากวางน่ารักเกินไป นางลงมือสังหารไม่ลง ดังนั้นเนื้อกวางแผ่นของบ้านเราส่วนใหญ่จึงทำมาจากเนื้อกวางที่จ่าฝูงเจ้าเทาล่ามาให้ !”
ทันใดนั้นพรานหวังก็นึกถึงฉากที่ฝูงหมาป่าล่าสัตว์ครานั้น ก่อนที่ฝูงหมาป่าจะออกไปก็ได้ทิ้งซากกวางที่สมบูรณ์ตัวหนึ่งไว้ ที่แท้ก็ไม่ใช่เพราะกินไม่หมด แต่ตั้งใจทิ้งไว้ให้นางหนูรองต่างหาก ! เมื่อเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟังแล้ว ทุกคนก็ร้องอุทานด้วยความประหลาดใจทันที
ภายใต้การปกปิดร่องรอยของหลีชิง จึงทำให้โจรที่ไล่ตามชาวบ้านฉือหลี่โกวหลงทิศอย่างรวดเร็ว แม่ทัพข่มโทสะไว้ไม่อยู่ มันจ้องไปยังป่าอันมืดมิดด้วยสายตาดุดัน “ค้นหา ! ไปตามหามาให้ข้า ! แม้แต่คืบเดียวก็ห้ามละเลย !”
กุนซือพยายามเกลี้ยกล่อมแต่โดนตัดบทสนทนา พวกทหารกบฏยกคบไฟขึ้น จากนั้นก็เข้าแถวเดินตามหาในป่าอย่างละเอียด
“เรียนท่านแม่ทัพ ! พบเส้นด้ายที่เหมือนจะหลุดออกมาจากเสื้อผ้าขอรับ !” ผ่านไปไม่นาน พวกมันก็พบบางอย่าง
แม่ทัพรีบโบกมือไปตามทิศทางของด้ายเส้นนั้น “ตาม ! พวกมันพาคนแก่กับเด็กไปด้วยจะต้องเดินได้ช้า! ตามหาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ห้ามให้หนีไปได้แม้แต่คนเดียว !”
แม่ทัพที่ทำตัวเป็นโจรเดินตามหาร่องรอยตลอดทาง ทว่าพอมาถึงยอดเขาแล้วกลับพบเพียงหุบเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นเหวอยู่ตรงเบื้องหน้า
“บัดซบ !” แม่ทัพจึงได้รู้ว่าติดกับเข้าแล้ว ! ร่องรอยพวกนี้เป็นสิ่งที่ชาวบ้านตั้งใจสร้างขึ้นมา ! “ลงเขาแล้วตามหาต่อไป !”
กุนซือคิดว่าพฤติกรรมเช่นนี้ของท่านแม่ทัพไม่ชาญฉลาดเอาเสียเลย เห็นได้ชัดว่าชาวบ้านฉือหลี่โกวคุ้นเคยกับหุบเขา ที่นี่มีภูเขาเชื่อมต่อกันหลายลูก จะตามหาคนหลักร้อยในหุบเขาที่กว้างใหญ่นี้ก็เปรียบดั่งการงมเข็มในมหาสมุทร ตอนนี้ทางเลือกที่ฉลาดคือไปขนเสบียงอาหารแล้วรีบถอยออกไปต่างหาก !
ทว่าท่านแม่ทัพผู้หัวรั้นโดนโทสะครอบงำความคิดไปแล้ว จึงพยายามจะลากตัวชาวบ้านฉือหลี่โกวที่กล้าลบเหลี่ยมของตนออกมาให้ได้ !
“ท่านแม่ทัพ หากยังทำเช่นนี้ต่อไป ฟ้าจะสว่างเอาได้ !” กุนซือรู้ว่าท่านแม่ทัพฟังคำเกลี้ยกล่อมโดยตรงไม่ไหวจึงได้แต่เตือนทางอ้อม
“ฟ้าสว่างก็ดี ! ในความมืดจับหนูกลุ่มนี้ไม่ได้ ฟ้าสว่างแล้วจะได้เห็นว่าพวกมันไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน !” แม่ทัพออกคำสั่งให้เหล่านายทหารกบฏตามหาต่อไป
ตามหาไปตามหามา จู่ๆก็มีเสียงหมาป่าหอนดังขึ้นเป็นระลอก ทหารกบฏนายหนึ่งมองไปทางที่มาของเสียงแล้วพูดกับท่านแม่ทัพว่า “เรียนท่านแม่ทัพ ข้างหน้ามีหมาป่า หากพวกฉือหลี่โกวไปซ่อนตัวอยู่ที่นั่นก็คงตกใจจนร้องโวยวายออกมานานแล้วขอรับ !”
แม่ทัพพยักหน้า “ใช่ ! ทางนั้นไม่ต้องหา จงไปหาทางนี้แทน ตามมา !”
ชาวบ้านฉือหลี่โกวไม่มีทางรู้ว่าหมาป่าแสนดุร้ายฝูงนั้นไม่เพียงไม่ทำร้ายพวกตน ทว่ายังปกปิดร่องรอยให้อีก เพื่อให้พวกตนรอดจนกว่ากองทหารรักษาการณ์มาถึง พวกมันช่วยยื้อเวลาอันมีค่าให้แล้ว
พวกกบฏเป็นเหมือนแมลงวันหัวขาด วิ่งไปมาในป่าให้วุ่น ส่วนหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานที่ควบเสี่ยวหงก็มาถึงค่ายทหารรักษาการณ์เมืองจงโจวก่อนฟ้าสางจนได้
“ผู้ใด ! ค่ายทหารรักษาเมืองเป็นสถานที่ต้องห้าม จงรีบออกไป !” นายทหารที่เฝ้าประจำการอยู่รีบเข้ามาล้อมรอบทั้งสองคนและเล็งอาวุธในมือเข้าใส่
“รีบไปรายงานท่านแม่ทัพว่าหมู่บ้านฉือหลี่โกวเขตเริ่นอันมีกองทหารต้องสงสัยว่าเป็นของราชวงศ์ก่อนปรากฎตัวขึ้น !” เจียงโม่หานตะโกนอยู่บนหลังของเสี่ยวหง
หัวหน้านายทหารรักษาการณ์มองเจียงโม่หานด้วยความสงสัย ขณะเดียวกันก็นึกชื่นชมในใจว่าคนผู้นี้ผิวพรรณดีเหลือเกิน ทว่า…
ตอนที่ 293: แค่นี้ก็เชื่อแล้วหรือ ?
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นทหารกบฏไม่ใช่กองโจรทั่วไป ? เจ้าต้องรู้ว่าการรายงานความเท็จต่อกองทัพมีโทษถึงประหารชีวิต !” หัวหน้านายทหารรักษาการณ์ถาม
“คนนับร้อยเข้ามาในหมู่บ้านตอนกลางดึก แต่ละคนยังขี่ม้า ในมือถือคันธนูหลังแบกกระบอกใส่ลูกธนู ขอถามหน่อยว่ามีโจรธรรมดาที่ใดมีอาวุธพร้อมสรรพและฝึกฝนกันมาอย่างดีเช่นนี้ ?” เจียงโม่หานมีสีหน้าไร้ซึ่งความหวาดกลัว เขาย้อนถามอย่างมั่นใจ
หัวหน้านายทหารรักษาการณ์ยังอยากถามต่อ แต่เขาเห็นศีรษะน้อยๆยื่นออกมาจากเบื้องหลังหนุ่มรูปงามในชุดบัณฑิตเสียก่อน “ใต้เท้า ข้ามีลูกธนูที่เก็บมาได้ดอกหนึ่ง บางทีมันอาจให้เบาะแสได้ ใต้เท้าโปรดพิจารณา !”
หลินเว่ยเว่ยนำลูกธนูที่กำมาตลอดทางยื่นให้หัวหน้านายทหารรักษาการณ์ นายทหารที่ยืนอยู่ด้านหน้าของนางรีบชี้หอกเข้าใส่ด้วยความหวาดระแวง “อย่าขยับ !”
หลินเว่ยเว่ยจึงรีบปรับทิศทางลูกธนูแล้วเล็งธนูไปทางหัวหน้านายทหารรักษาการณ์
หัวหน้านายทหารรักษาการณ์มองออกว่าคนตรงหน้าคือกู่เหนียงที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ ท่าทางของสาวน้อยเผยให้เห็นว่านายทหารนั้นทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
เมื่อรับลูกธนูมาถือไว้ หัวหน้านายทหารรักษาการณ์ก็มองมันอยู่นาน เขาได้คำตอบเดียวเท่านั้นคือลูกธนูแบบนี้ไม่ควรเป็นสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปมีไว้ในครอบครอง สำหรับเรื่องที่ว่าจะเป็นทหารกบฏของราชวงศ์ก่อนหรือไม่ ยังต้องให้ท่านแม่ทัพยืนยัน เขามองไปยังหนุ่มสาวคู่นี้แล้วพูดว่า “ตามข้ามา !”
เมื่อเข้ามาในค่ายแล้วดวงตาของหลินเว่ยเว่ยก็มีไม่พอให้ใช้อีกต่อไป นางมองซ้ายทีขวาทีเพราะไม่ว่าสิ่งใดก็น่าสนใจสำหรับนางทั้งสิ้น แต่ว่าตอนนี้เป็นช่วงฟ้าสาง พวกนายทหารยังไม่ตื่นขึ้นมาฝึกซ้อม สำหรับนางจึงมีเพียงความรู้สึกเดียวคือ…ค่ายทหารนี้ใหญ่มาก !
“ทำตัวให้ดีหน่อย อย่ามองไปทั่ว !” หัวหน้านายทหารรักษาการณ์หันมามองนางแล้วเตือนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หลินเว่ยเว่ยรีบพยักหน้ารับ “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว เป็นความลับทางทหาร ! ไม่มองแล้ว !” หลังกล่าวจบนางก็จดจ่อสมาธิไปที่เท้าของตน
เมื่อรอให้หัวหน้านายทหารรักษาการณ์หันกลับไปแล้ว นางก็กระตุกชายเสื้อบัณฑิตน้อย “เจ้าคิดว่าค่ายใหญ่ถึงเพียงนี้จะมีทหารอยู่กี่นาย…”
ขณะมองแผ่นหลังของหัวหน้านายทหารรักษาการณ์ เจียงโม่หานก็บีบมือนางแล้วกล่าวเบาๆว่า “สิ่งที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม !”
หัวหน้านายทหารรักษาการณ์พาทั้งสองคนมาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าของลานบ้านหลังหนึ่ง หลินเว่ยเว่ยกะพริบตาแล้วถามเบาๆว่า “ข้าเข้าใจผิดว่าพวกทหารในค่ายจะพักอยู่แต่ในกระโจมเสียอีก ที่แท้ก็เป็นเรื่องโกหก !”
เจียงโม่หานเอ่ยเสียงเบา “กระโจมใช้สำหรับตอนเดินทัพ นี่คือค่ายถาวรจึงเป็นธรรมดาที่จะมีบ้านเรือน ทางฝั่งนี้ฤดูหนาวรุนแรง ถ้าอยู่ในกระโจมจะไม่ทำให้ถูกแช่แข็งจนเป็นแท่นน้ำแข็งหรอกหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า ทันใดนั้นหัวหน้านายทหารรักษาการณ์ก็หันมาถลึงตาใส่ทั้งสองคนอีกครั้ง “ท่านแม่ทัพให้พวกเจ้าเข้าไป จำไว้ว่าสิ่งใดที่ไม่ควรพูดก็อย่าพูด สิ่งใดที่ไม่ควรมองก็อย่ามอง สิ่งใดที่ไม่ควรถาม…”
“ก็อย่าถาม ถูกหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยพูดต่อถ้อยคำของอีกฝ่าย ก่อนจะเห็นสายตาโมโหของเขา นางก็กล่าวต่อ “ขอบคุณใต้เท้าที่ตักเตือน ข้าน้อยรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง !”
หัวหน้านายทหารรักษาการณ์มองเจียงโม่หานที่เป็นดั่งหยกงามและท้องฟ้าสีครามในฤดูใบไม้ผลิ จากนั้นก็หันไปมองสาวน้อยที่กลอกดวงตาไปมา แค่มองก็รู้แล้วว่านางเป็นคนที่อยู่ไม่สุข สองคนนี้เป็นอะไรกัน ? เหตุใดดูเหมือนนิสัยจะตรงกันข้ามเหลือเกิน !
ขณะมองทั้งสองคนเดินเข้าไปในลานบ้าน หัวหน้านายทหารรักษาการณ์ก็กำชับนายทหารที่เฝ้าประตูอีกสองสามประโยคแล้วย้อนกลับไปที่ตำแหน่งเดิมของตน
แม่ทัพกัวอยู่ในชุดเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอก เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ ในมือเล่นลูกธนูที่หัวหน้านายทหารรักษาการณ์มอบให้ เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามาแล้วเขาก็เบนสายตามาที่ตัวเจียงโม่หาน “เจ้าคือบัณฑิตเจียงที่คิดค้นวิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่และสร้างกังหันน้ำกระดูกมังกรใช่หรือไม่ ?”
“ท่านแม่ทัพ เรื่องสำคัญในเวลานี้ควรเรียกรวมพลทหารเพื่อออกไปปราบโจรไม่ใช่หรือ ? ชีวิตชาวบ้านฉือหลี่โกวของพวกเรากำลังตกอยู่ในอันตรายขณะที่ท่านมัวแต่คิด !” หลินเว่ยเว่ยคิดว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งคุยกัน
กระทั่งตอนนี้แม่ทัพกัวจึงได้เบนสายตามาที่ตัวหลินเว่ยเว่ย ทันใดนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาหานางด้วยท่าทางน่าเกรงขาม เจียงโม่หานรีบเดินขึ้นไปสองก้าวเพื่อปกป้องนางไว้ด้านหลัง “ใต้เท้า คู่หมั้นของข้าน้อยแค่เป็นห่วงครอบครัวและชาวบ้าน หากทำให้ขุ่นเคือง ต้องขอใต้เท้าอภัยให้ด้วยขอรับ !”
แม่ทัพกัวผลักตัวเขาออก เจียงโม่หานเป็นเพียงบัณฑิตคนหนึ่ง ไฉนเลยจะเทียบกับแม่ทัพผู้แข็งกระด้างได้ เขาถูกผลักจนเซไปด้านข้างทันที
“เจ้านี่ เหตุใดจึงลงมือลงไม้ ?” หลินเว่ยเว่ยกลัวว่าบัณฑิตน้อยจะล้มจึงยื่นมือเข้าไปประคอง แต่แล้วกระบองในมือขวาก็ถูกจับไว้
นางจึงออกแรงบิดกระบองเหล็ก จากนั้นก็รีบถอยไปอยู่ข้างเจียงโม่หานแล้วหันมามองแม่ทัพกัวอย่างหวาดระแวง “เหตุใดต้องมาแย่งกระบองของข้า ?”
แม่ทัพกัวมองฝ่ามือที่ขึ้นสีแดงของตน เด็กสาวที่ดูอ่อนแอคนหนึ่งสามารถดึงกระบองออกจากมือเขาได้อย่างง่ายดาย พละกำลังนี้ช่าง…
“เจ้าคือกู่เหนียงน้อยแห่งฉือหลี่โกว…ที่ช่วยชีวิตหมินอ๋องซื่อจื่อไว้ใช่หรือไม่ ?” แม่ทัพกัวถามขณะที่นำฝ่ามืออันร้อนผ่าวไปไว้ด้านหลัง
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ใช่ ! จะถามเรื่องนี้ไปเพื่อเหตุใด ?”
“ไม่ได้เพื่อเหตุใดหรอก ก็แค่ถาม !” ต่อจากนั้นแม่ทัพกัวก็หันหลังไปหยิบอาวุธในตัวบ้านแล้วพูดกับทั้งสองคนว่า “ไปกันเถิด ไปจับพวกกบฏด้วยกัน ! ”
ในสมองของหลินเว่ยเว่ยเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม…แค่นี้…ก็เชื่อพวกนางแล้วหรือ ?
เจียงโม่หานลูบศีรษะนางแล้วเอ่ยว่า “แม่ทัพกัวเคยอยู่ใต้บัญชาหมินอ๋อง เจ้ามีบุญคุณช่วยชีวิตซื่อจื่อและยังมีลูกธนูของพวกกบฏเป็นหลักฐาน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว !”
ต่อจากนั้นแม่ทัพกัวก็มีบัญชารวมพลทหารจำนวน2พันนายให้ขึ้นหลังม้าเพื่อเตรียมออกเดินทาง เมื่อมองล่อที่อยู่ใต้ตัวทั้งสองคนแล้วเขาก็พูดกับลูกน้องว่า “ไปหาม้าสองตัวมาให้ทั้งสองท่านนี้”
หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะของเสี่ยวหง มันพาทั้งสองคนวิ่งมา2ชั่วยามแล้ว มันเองก็เหนื่อยไม่น้อย นางจึงไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของแม่ทัพกัว ทว่าพอขึ้นหลังม้าแล้วนางจึงได้รู้ว่าตนยังขี่ม้าไม่เป็น ม้าตัวนั้นไม่เชื่อฟังแม้แต่น้อย มันแค่พานางเดินเป็นวงกลมเท่านั้น
เมื่อกระโดดลงจากหลังม้าแล้ว นางก็กลับไปขึ้นหลังของเสี่ยวหงและหันไปฉีกยิ้มให้แม่ทัพกัวที่กำลังมองอยู่ “ข้า…ขี่เจ้านี่ต่อดีกว่า !”
หลังกล่าวจบนางก็ตะโกนใส่เสี่ยวหง “ไป !”
เสี่ยวหงก้าวเท้าทะยานไปเบื้องหน้าทันที ส่วนแม่ทัพกัวก็เลิกคิ้วสูง ล่อตัวนี้ไม่เลว ความเร็วไม่แพ้ม้าศึก แต่ไม่รู้ว่ามันจะอดทนได้นานสักเท่าไร !
ต่อจากนั้นอีกหนึ่งชั่วยาม สาวน้อยผู้ขี่ล่อก็ยังนำอยู่ด้านหน้า แม่ทัพกัวจึงตระหนักได้ว่าล่อตัวนี้ไม่ธรรมดา นางไปเอาเจ้าสิ่งล้ำค่านี้มาจากที่ใด ? ถ้าล่อเป็นเช่นนี้หมด พวกเขาก็คงไม่ต้องเสียเงินก้อนโตเพื่อออกไปหาซื้อม้านอกแคว้นอีกแล้วกระมัง ?
ภายใต้การนำทางของหลินเว่ยเว่ย ตอนที่ทหารม้า2พันนายเร่งฝีเท้ามายังฉือหลี่โกว ชาวบ้านฉือหลี่โกวที่มาอยู่ในหุบเขาหลังป่าสนแดงก็กำลังมองฟ้าที่สว่างขึ้นเรื่อยๆด้วยความเคร่งเครียด เมื่อไม่มีความมืดในยามค่ำคืนแล้วก็ไม่รู้ว่าโจรเหล่านั้นจะตามมาเจอเมื่อไร
“พวกคนชรา เด็กและผู้หญิงไปหลบข้างใน กลุ่มทหารชาวบ้านมารวมตัวกันที่หน้าหุบเขา พวกเจ้าสองสามคนปีนขึ้นไปข้างบนและหาหินมาไว้เยอะๆ ส่วนพรานหวัง ท่านพาคนพวกนี้ตามข้ามาเฝ้าที่หน้าหุบเขา…ไม่ต้องกลัว ที่นี่ตั้งรับง่ายแต่บุกยาก เราจะต้องอยู่รอดจนถึงเวลาที่กองทัพมาช่วยแน่นอน !” หลีชิงให้กำลังใจชาวบ้านฉือหลี่โกวที่กำลังหวาดกลัว !
[1] เก้าอี้ไท่ซือ คือ เก้าอี้ไม้แบบโบราณ มีพนักพิง ที่วางแขนและฐานรองนั่งที่กว้าง
ตอนที่ 294: ความสามัคคีของชาวฉือหลี่โกว
การช่วยอำพรางจากฝูงหมาป่าส่งผลให้ทหารกบฏตัดสินใจผิดพลาด พวกมันเดินตามหาอยู่ในป่ากว่าค่อนคืน แม้ฟ้าใกล้จะสว่างแล้วก็ไม่ได้รับสิ่งใดที่เป็นประโยชน์เลย
ในค่ำคืนนี้ นอกจากต้องรับมือกับถนนแสนขรุขระและความยากลำบากของพงไพรแล้ว ยังต้องคอยระวังการโจมตีจากพวกสัตว์ป่าอีกด้วย แค่พวกหมาในก็สังหารมันไปจำนวนมาก การพุ่งชนของพวกหมูป่าก็ทำให้บาดเจ็บกันไม่น้อยและยังมีการลอบโจมตีจากหมีควายอีก…พวกทหารกบฏหมดแรงกันแล้ว แต่ละนายเป็นเหมือนทหารที่ยกธงขาวยอมแพ้สงครามไม่มีผิด !
“เรียนท่านแม่ทัพ ทางนี้มีบางอย่างขอรับ !” เนื่องจากเป็นกลุ่มชาวบ้านร้อยกว่าคน อย่างไรก็ต้องทิ้งร่องรอยไว้บ้าง ผ่านไปไม่นานพวกกบฏก็ค้นพบร่องรอยของชาวบ้านฉือหลี่โกว
แม่ทัพทหารกบฏดื่มน้ำแล้วเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “ตามมา ! ข้าอยากเห็นเสียจริงว่าใครที่กล้าเล่นเล่ห์กับข้าทั้งคืน ! ข้าจะฉีกพวกมันออกเป็นชิ้น ไม่ปล่อยให้รอดไปสักตัว !”
ทางบนเขาช่างเดินยากลำบาก แม้แต่ชาวบ้านฉือหลี่โกวที่เดินจนเคยชินแล้วยังต้องใช้เวลาหนึ่งหรือสองชั่วยามถึงจะมายังป่าสนแดงได้ นับประสาอันใดกับทหารกบฏที่ต้องเดินไปพลางตามหาร่องรอยไปด้วย เมื่อรอให้พวกมันตามมาถึงป่าสนแดงก็เป็นเวลาครึ่งชั่วยามต่อจากนั้นแล้ว !
“มาแล้ว !” หลีชิงกำคันธนูในมือแน่น อาวุธนี้ทำมาจากไม้ไผ่กับเอ็นกวางซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง หลินเว่ยเว่ยเคยทำคันธนูและลูกธนูขนาดเล็กไว้ให้เด็กๆเล่น ทว่านางแรงเยอะ คันธนูที่ทำออกมาเป็นเหมือนของเล่นนั้นพอไม่ระวังนางจึงทำหักไปแล้ว ส่วนอันที่หลีชิงนำขึ้นมาด้วยนี้เป็นคันที่นางทำเสร็จและวางทิ้งไปทั่ว เขาจึงหยิบติดตัวมานั่นเอง
หัวใจของชาวบ้านฉือหลี่โกวเต้นแรงขึ้นมาทันที มีเด็กบางคนตกใจจนแทบร้องไห้ออกมา มารดาต้องเอามือปิดปากไว้แล้วกระซิบเสียงสั่นเพื่อปลอบประโลม
หลีชิงลับคมกระบี่ไม้ไผ่และเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของพวกโจรด้านนอกไปพร้อมกัน ในที่สุดมันก็พบพื้นที่เละเทะใกล้หุบเขา พวกโจรจึงเข้ามาใกล้ปากทางเขาหุบเขาอย่างเงียบๆ
ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาอีก…ในขณะที่โจรแถวหน้าอยู่ห่างจากปากหุบเขาไม่กี่ก้าว หลีชิงก็ทำสัญญาณมือให้พวกหลิวต้าซวนซึ่งซุ่มโจมตีอยู่บนยอดเขาทั้งสองด้าน
หลิวต้าซวนกัดฟันแล้วตะโกนเสียงดังลั่น จากนั้นโยนก้อนหินขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ใส่พวกโจรอย่างแรง บัดนี้มีชาวฉือหลี่โกวซุ่มโจมตีอยู่ด้านบนประมาณสิบกว่าคน พวกเขาโยนก้อนหินลงมาพร้อมกันราวกับสายฝนพุ่งใส่พวกโจร
หลังจากเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นสองสามหน ที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงซากศพของโจร ส่วนพวกโจรที่เหลือก็ช่วยสหายผู้บาดเจ็บให้ถอยออกไปจากตรงนั้นทันที !
หัวหน้ากองโจรหรือแม่ทัพหัวรั้นนายนั้นยิ่งโมโหกว่าเดิม แค่ชาวบ้านโง่เง่ากลุ่มเดียวกล้าทำร้ายทหารของตน ตอนนี้มันจึงยิ่งทนไม่ไหว ! ทันใดนั้นมันก็เอาคันธนูของลูกน้องด้านข้างมายิงไปทางชาวบ้านฉือหลี่โกวที่อยู่บนเขา…
เมื่อหลีชิงเห็นเช่นนั้นก็รีบตะโกนบอกกลุ่มทหารชาวบ้านทั้งสองฟากทันที “รีบหาที่กำบัง รีบหลบเร็วเข้า !”
ทันใดนั้นลูกธนูก็เฉียดเข้ามาที่ไหล่ของพ่อซัวถัวทำให้ผิวหนังชั้นนอกถลอก เขาจึงอดไม่ได้ที่จะดีใจ ‘โชคดีที่หลีชิงเตือนได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นลูกธนูดอกนี้ต้องพุ่งปักหัวใจข้าแน่’
แม่ทัพกบฏคาดไม่ถึงว่าลูกธนูของตนจะยิงโดนอากาศ มันจึงอายจนหงุดหงิดแล้วตะโกนใส่นายทหารใต้บัญชาทันที “ยิงให้ข้าเดี๋ยวนี้ !”
เมื่อห่าธนูจบลง ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง ชาวบ้านสองฝั่งยอดเขาโดนห่าธนูทำให้บาดเจ็บไปหลายคน โชคดีที่เป็นแค่บาดแผลภายนอกไม่ได้อันตรายถึงชีวิต คนที่บาดเจ็บถูกประคองลงไป จากนั้นกลุ่มสนับสนุนก็ขึ้นไปแทนที่
คนที่อยู่ในหุบเขาด้านหลังเป็นบิดา มารดา ภรรยาและบุตรของพวกตน แม้หลงเหลืออยู่แค่คนเดียวก็จะปล่อยให้โจรชั่วเข้ามาง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาด เพื่อชาวบ้าน เพื่อครอบครัวแล้ว แม้จะกลัวเพียงใดก็ไม่ถอยหนี !
หมอเหลียงและบุตรชายรีบเข้าไปพันแผลให้ผู้บาดเจ็บ คนที่บาดเจ็บเล็กน้อยยังปีนกลับขึ้นยอดเขาเหมือนเดิมเพื่อหาก้อนหินเพิ่มให้สหาย
เด็กที่โตกันแล้วก็เห็นบนพื้นและบนต้นไม้มีลูกธนูของศัตรูตกอยู่จึงคว้าโอกาสหลังห่าธนูจบลงเพื่อไปเก็บลูกธนูขึ้นมา…แล้วนำไปวางไว้ด้านข้างของหลีชิง
ผ่านไปไม่นาน ข้างกายของหลีชิงก็มีลูกธนูกองเล็กๆแล้ว เขาจึงส่งสายตาชื่นชมให้เด็กพวกนั้นแล้วหยิบขึ้นมาชั่งน้ำหนักในมือ ดีกว่าลูกธนูเด็กเล่นของเขาตั้งเยอะ !
ต่อจากนั้นหลีชิงก็วางลูกธนูลงบนคันศรแล้วยิงใส่กลุ่มโจรที่พุ่งเข้ามาตรงปากหุบเขา…ฉึก! เมื่อลูกธนูถูกยิงออกไป เสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้นทันที ธนูปักลงที่ต้นขาของอีกฝ่าย
หลีชิงมุ่ยปากพลางเหลือบมองคันธนูอันน่ารังเกียจในมือ…ของเล่นอย่างไรก็เป็นของเล่น ! ความแม่นยำนี้แย่เกินไปหน่อยแล้ว ! จากนั้นหลีชิงก็ปรับคันธนูไม้ไผ่สองสามรอบแล้วเล็งใหม่ แม้จะยังไม่พอใจแต่ก็ถือว่าใช้ได้ !
“เรียนท่านแม่ทัพ อีกฝ่ายมีมือยิงธนูขอรับ !” รองแม่ทัพรีบดึงตัวผู้บังคับบัญชาไปซ่อนหลังต้นไม้อย่างรวดเร็ว
แม่ทัพกบฏขมวดคิ้วและรู้สึกประหลาดใจทันที จะเป็นไปได้อย่างไร ? พวกตนสืบมาเป็นอย่างดีแล้วว่าหมู่บ้านฉือหลี่โกวแห่งนี้เป็นแค่หมู่บ้านธรรมดาในหุบเขา ด้านในเป็นแค่ชาวบ้านที่ธรรมดายิ่งกว่าอะไร แล้วมือยิงธนูจะมาจากที่ใด ?
ตอนที่ลูกน้องหยิบลูกธนูขึ้นมาดู มันก็โมโหจนแทบกระอักเลือด นี่ไม่ใช่ลูกธนูของพวกตนหรอกหรือ ? ห่าธนูเมื่อครู่เป็นการประเคนลูกธนูให้อีกฝ่ายใช่หรือไม่ ?
“มือยิงธนูที่ไหนกัน น่าจะเป็นนายพรานในหมู่บ้านเสียมากกว่า เพราะถ้าเป็นมือยิงธนูจริงๆ ลูกธนูเมื่อครู่ก็ไม่ควรโดนแค่ตรงขา ! บุก ! ข้าอยากเห็นว่าพวกมันจะเก่งเกินคนหรือไม่ ?” แม่ทัพกบฏโดนโทสะครอบงำจึงพาลูกน้องพุ่งไปยังปากทางเข้าหุบเขาทันที
เมื่อรองแม่ทัพและกุนซือเห็นเช่นนั้นก็รีบติดตามไป
พอได้ลองยิงธนูออกไปสองสามดอกแล้ว ธนูที่เพิ่งปรับใหม่ก็มีความแม่นยำเพิ่มขึ้นไม่น้อย หลีชิงสามารถยิงทหารข้างแม่ทัพกบฏไปได้หลายนาย จะจับโจรต้องจับหัวหน้าก่อน ลูกธนูของเขาทุกดอกล้วนเล็งไปที่แม่ทัพกบฏ แต่คนเจ้าเล่ห์นั่นก็มักหลบอยู่ด้านหลังลูกน้องเสมอ
ผ่านไปไม่นาน พวกโจรก็บุกมาถึงบริเวณทางเข้าอีกครั้ง กลุ่มทหารชาวบ้านทั้งสองฝั่งจึงทำห่าฝนลูกหินอีกรอบ ทว่าคราวนี้พวกเขาต้องหลบลูกธนูของอีกฝ่ายไปด้วย พลังในการโจมตีจึงลดลงไม่น้อยและคนที่บาดเจ็บก็เริ่มมีเยอะขึ้นทุกที แต่ก็ยังโชคดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บจนถึงแก่ชีวิต
ผู้ใหญ่บ้านมองดูจากระยะไกล ยามที่เห็นคนบาดเจ็บลงจากยอดเขาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ หัวใจของเขาก็คล้ายโดนไฟเผา พอมองต้นหวายในหุบเขาแล้วก็พูดกับพวกผู้หญิงว่า “พวกเราทำโล่เถาวัลย์ส่งขึ้นไปกันเถิด อย่างน้อยก็พอจะป้องกันลูกธนูได้บ้าง”
สตรีในหมู่บ้านล้วนมีฝีมือในการถักตะกร้าอยู่แล้วจึงเริ่มใช้มีดฟันหวายเป็นเส้นแล้วถักอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะโดนหวายบาดมือ พวกนางก็ยังอดทนและถักต่อไป เบื้องหน้ามีสามีและบุตรชายซึ่งกำลังเสี่ยงชีวิตอยู่ ดังนั้นพวกนางก็จะไม่ยอมแพ้เช่นกัน !
ต่อจากนั้นโล่เถาวัลย์เนื้อหนาที่แต่ละคนถักก็ถูกนำขึ้นไปป้องกันเป็นด่านหน้าของทหารชาวบ้านอย่างรวดเร็ว มันช่วยลดโอกาสในการโดนลูกธนูได้อย่างมาก ก้อนหินจึงถูกโยนลงไปด้านล่างราวกับห่าฝนอีกครา กลุ่มคุ้มกันจำนวนมากที่บาดเจ็บเล็กน้อยไม่มีทีท่าจะถอย เด็กหนุ่มอายุ14-15ปีก็ระงับความหวาดกลัวในใจเอาไว้ พวกเขาช่วยกันย้ายหินจากที่ต่างๆ มาวางไว้ข้างเท้าบิดาและพี่ชายอย่างต่อเนื่อง
ตอนที่ 295: ผู้ใดบอกว่าสตรีสู้บุรุษไม่ได้
ทว่ากองโจรมีจำนวนมากเกินไป ท้ายที่สุดก็ยังปล่อยให้พวกมันบุกเข้ามาถึงหน้าปากทางเข้าหุบเขาได้ หลีชิงจึงชักกระบี่แล้วเริ่มสังการโจรที่พุ่งเข้ามา คนแรก คนที่สอง คนที่สาม…
พรานหวัง วังต้าจู้ วังเอ้อร์จู้และอีกสองสามคนก็ยกมีดสำหรับถางป่าหรือไม้ง่ามสำหรับล่าสัตว์เข้าร่วมด้วย ส่วนกองทหารชาวบ้านทั้งสองฝั่งยอดเขาก็ยกโล่เถาวัลย์ของตนขึ้นเพื่อช่วยป้องกันการโจมตีจากศัตรู !
พอมองสถานการณ์ในหุบเขาแล้ว กุนซือก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องต่อสู้แบบเอาเป็นเอาตายกับชาวบ้านกลุ่มนี้อีกต่อไป มันจึงกล่าวขึ้นว่า “ท่านแม่ทัพ อีกฝ่ายมียอดฝีมือผู้หนึ่ง พื้นที่ตรงนี้ตั้งรับง่ายแต่บุกยาก ฟ้าใกล้สว่างแล้ว เราจะอยู่ฉือหลี่โกวนานไม่ได้ขอรับ !”
แม่ทัพกบฏรีบผลักมันไปอีกทาง จากนั้นก็ชี้ศพที่นอนเกลื่อนพื้น “หรือจะให้พี่น้องของเราต้องตายเปล่า ? ข้าจะทำให้พวกชาวบ้านที่สมควรตายเหล่านี้ได้ตายตามพี่น้องเราไป !”
กุนซือนึกตำหนิในใจ ‘ถ้าตอนแรกเจ้าฟังข้า เราจะสูญเสียพี่น้องมากมายเพียงนี้หรือ ? สถานการณ์ในตอนนี้ก็ไม่ใช่เพราะความดื้อรั้นและอยากวางอำนาจของเจ้าหรอกหรือ ?’
กุนซือยังเกลี้ยกล่อมต่อ ทว่าดวงตาของแม่ทัพกบฏมืดบอดด้วยไฟโทสะจึงไม่สนใจเสียงทักท้วงอันใดทั้งสิ้น มันมีเพียงความคิดที่จะกำจัดชาวบ้านในหุบเขาและหั่นศพเป็นพันๆชิ้นเท่านั้น !
เวลานี้หลินเว่ยเว่ยนำทางแม่ทัพกัวและทหารกว่าสองพันนาย จากนั้นแบ่งเป็นสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือขึ้นเขากับนาง ส่วนอีกทางคือบุกทะลวงเข้าหมู่บ้าน แม่ทัพกบฏคิดว่าชาวฉือหลี่โกวเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดากลุ่มเล็กจำนวนร้อยกว่าคนเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่อันใดจึงนำทหารกบฏตามมาไม่ถึง500นาย กำลังกบฏเกินครึ่งจึงขึ้นไปยังหุบเขา ดังนั้นในหมู่บ้านจึงมีกบฏอยู่ไม่ถึง200นาย ด้วยกำลังรบที่ต้านทานไม่ไหว พวกมันจึงถูกทหารรักษาการณ์ปราบปรามจนสิ้น
หลินเว่ยเว่ยวิ่งเหมือนเหาะ นางรีบพาทหารพันกว่านายไปยังป่าสนแดงโดยใช้ทางลัด แม่ทัพกัวและนายทหารใต้บัญชาต้องรีบตามสุดกำลังถึงจะตามนางทัน…เด็กสาวคนนี้ไม่เพียงแรงเยอะ ยังวิ่งเร็วมากด้วย ! ถือเป็นต้นกล้าที่ดีอีกต้น ! น่าเสียดายที่เกิดเป็นสตรี !
เมื่อลองหันไปมองบัณฑิตท่าทางอ่อนแอคนนั้น…หืม ? บัณฑิตเจียงคนนี้ดูอ่อนแอผอมแห้ง ทว่ามีกำลังกายและความอดทนไม่ธรรมดา ! ไม่แพ้ทหารใต้บังคับบัญชาแม้แต่น้อย !
“บัณฑิตเจียงมีความคิดจะทิ้งบุ๋นมาจับทางบู๊บ้างหรือไม่ ?” แม่ทัพกัวปาดเหงื่อบนหน้าผากแล้วหันไปถามชายหนุ่ม
แต่หลินเว่ยเว่ยชิงตอบก่อนเจียงโม่หาน “แม่ทัพกัว ในอนาคตบัณฑิตเจียงของพวกเราจะสอบจอหงวน ท่านอย่าเอาความคิดไม่ดีมายัดใส่หัวเขา !”
แม่ทัพกัวเรียนรู้ตำราต่างๆ ไม่ค่อยเข้าหัวจึงหันหน้าเข้ากองทัพ เขาจึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “พวกเจ้าต้องคิดให้ดี ! ตอนนี้เขาเป็นเพียงบัณฑิตถงเซิง ต่อไปยังมีซิ่วไฉ จู่เหริน จิ้นซื่อ…มีคนจำนวนมากที่ต้องติดอยู่ในระดับต้น แม้หนวดเคราจะขาวแล้วก็ยังเป็นแค่บัณฑิตถงเซิง ถ้าเจ้าติดตามข้าก็ไม่เหมือนกันหรอก สมองของเจ้าดี ตำแหน่งก็ต้องเลื่อนไวแน่นอน ไม่แน่ว่าหลังจากสู้รบสักสองสามสนามแล้ว เจ้าก็อาจได้เลื่อนเป็นรองแม่ทัพขั้นหก ! จอหงวนที่เจ้าเหนื่อยแทบเป็นแทบตายก็เป็นเพียงอาจารย์สอนหนังสือระดับหกเท่านั้น เจ้าว่าใช่หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยยังคงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “มือทั้งสองข้างของบัณฑิตเจียงบ้านเราจับแค่พู่กัน ด้ามดาบไม่เหมาะกับเขาหรอก ข้าขอขอบคุณความหวังดีของท่านแม่ทัพแทนเขาด้วย !”
แม่ทัพกัวมองนางด้วยความรู้สึกเสียดาย “ที่จริงคนที่ข้าเล็งไว้คือเจ้า! ถ้าเจ้าเป็นเด็กหนุ่มก็คงดีไม่น้อย!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…ฮัวมู่หลานก็เป็นสตรี นางยังออกศึกแทนบิดาได้เลย ข้าได้ยินว่าตอนที่หมินหวางเฟยทรงเยาว์วัยก็เคยนำทัพออกศึก เป็นสตรีแล้วมีปัญหาอย่างไร ? ผู้ใดบอกว่าสตรีสู้บุรุษไม่ได้ ? ให้เขามางัดข้อชนะข้าแล้วค่อยพูด !” เท้าของหลินเว่ยเว่ยไม่เคยหยุดและบทสนทนาดูจะไม่ส่งผลต่อความเร็วของนางแม้แต่น้อย
นายทหารหนุ่มข้างกายแม่ทัพกัวก็มองนางอย่างไม่สบอารมณ์ “รอให้กำจัดกบฏหมดก่อน ข้าจะลองงัดข้อกับเจ้า !”
แม่ทัพกัวรีบตบหลังศีรษะเขาทันที “เจ้าน่ะหรือ ? แรงของหลินกู่เหนียงอาจเทียบได้กับมนุษย์โอสถแล้ว เจ้ายังคิดจะงัดข้อกับนางอีกหรือ ? อย่าหาเรื่องให้ตนเองอับอายดีกว่า ! อีกอย่างคือแม้เจ้างัดข้อชนะเด็กผู้หญิงคนหนึ่งแล้วจะมีประโยชน์อันใด ?”
หลินเว่ยเว่ยเห็นกองทัพด้านหลังมีความเร็วตกลงเรื่อยๆ คนที่หัวใจลุกเป็นไฟอย่างนางจึงพูดกับเจียงโม่หานว่า “ข้าไปก่อน เจ้าพาพวกเขาตามมา !”
“เห็นหรือไม่ นางรังเกียจที่เจ้าวิ่งช้าเข้าแล้ว !” ขณะมองแผ่นหลังของหลินเว่ยเว่ย แม่ทัพกัวก็แกล้งหยอกเย้าลูกน้อง
เดินทางบนเขามาเกือบหนึ่งชั่วยาม ขาของนายทหารหนุ่มก็เริ่มปวด ขณะมองตามแผ่นหลังที่หายไปราวกับบินได้ของหลินเว่ยเว่ย เขาก็ยอมแพ้ด้วยใจจริง ยอมจำนนต่อนางแล้ว !
ตอนที่หลินเว่ยเว่ยมาถึงทางเข้าหุบเขา ทั่วตัวของหลีชิงก็เต็มไปด้วยบาดแผล พรานหวังกับพวกวังต้าจู้ก็มีบาดแผลเช่นกัน นางยังเห็นว่าพวกเขาจะป้องกันปากทางเข้าหุบเขาไว้ไม่ไหวแล้ว !
“หยุดเดี๋ยวนี้ ! พวกกบฏราชวงศ์ก่อน พวกเจ้าโดนทหารรักษาการณ์เมืองจงโจวปิดล้อมไว้หมดแล้ว รีบยอมจำนนเดี๋ยวนี้ !” หลินเว่ยเว่ยตะโกนเสียงดังลั่น ขณะเดียวกันก็ถือกระบองเหล็กเข้าหากลุ่มโจรกบฏ
แม่ทัพกบฏคาดไม่ถึงว่าด้านหลังจะมีคนอื่นตามมา มันจึงรีบหันไปมอง แต่แล้วก็เห็นเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง มันจึงตะโกนดุพวกลูกน้องที่กำลังแตกตื่นว่า “แตกตื่นอันใดกัน ? ทหารรักษาการณ์อันใดเล่า ? แค่เด็กคนหนึ่งก็ทำให้พวกเจ้าตกใจจนเป็นแบบนี้แล้ว ยังจะติดตามเจ้านายเพื่อทำการใหญ่ได้หรือ ?”
ทันใดนั้นแม่ทัพกบฏก็โบกมือส่งสัญญาณแด่พลธนู “ยิง !”
หลีชิงแทบจะพุ่งตัวออกมาจากหน้าหุบเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความดุร้าย “เสี่ยวเว่ย ระวังลูกธนู !”
หลินเว่ยเว่ยรีบกวัดแกว่งกระบองเหล็กในมือ ลูกธนูที่พุ่งเข้ามาถูกกระแทกออกไปโดยไร้ข้อยกเว้น แค่ชั่วอึดใจเดียวนางก็พุ่งเข้ามาในกลุ่มโจร วิชากระบองที่หลีชิงสอนมารวมกับพละกำลังของนางทำให้ดูน่าเกรงขามมาก ไปว่าจะไปทางใดพวกโจรก็กระเด็นออกเป็นแถบ ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต
แม่ทัพกบฏคาดไม่ถึงว่าเด็กสาวรูปร่างผอมบางคนหนึ่งจะเป็นเครื่องจักรสังหาร แค่ชั่วอึดใจก็ทำให้ลูกน้องหลายสิบนายลงไปนอนร้องโอดครวญอยู่บนพื้น ง้าวในมือของมันสั่นรัว จากนั้นมันก็รีบพุ่งเข้าใส่หลินเว่ยเว่ยทันที ท่าทางดุดันคือหมายเอาชีวิตนางในคราเดียว
น่าเสียดายที่หลินเว่ยเว่ยไม่มีทางยืนเฉยให้มันฟัน เมื่อเห็นง้าวฟาดลงมา หลินเว่ยเว่ยก็รีบใช้กระบองเหล็กในมือต้านเอาไว้ แม้จะเป็นเวลากลางวันก็ยังเห็นประกายไฟได้อย่างชัดเจน
แม่ทัพกบฏรู้สึกเจ็บฝ่ามือและอาวุธแทบหลุดออกจากมือ เมื่อเซถอยไปสองสามก้าวแล้ว มันก็ใช้ด้ามง้าวยันพื้นไว้ เมื่อยืนได้มั่นคงแล้วมันก็ถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้าเป็นใคร ? คิดจะเป็นศัตรูกับแม่ทัพอย่างข้าหรือ ?”
“แม่ทัพ ? เจ้ามีราชโองการจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันหรือไม่ ? ทหารที่เจ้านำมาเป็นทหารของราชสำนักหรือเปล่า ? เผาทำลาย บุกปล้นและฆ่าโดยใช้หน้ากากของคำว่ากอบกู้ราชวงศ์มากระทำเรื่องชั่วช้า เจ้ายังกล้าเรียกตนว่าเป็นแม่ทัพอีกหรือ ?” ฝีปากของหลินเว่ยเว่ยไม่เคยทำให้ผิดหวัง “ข้าเป็นเพียงเด็กสาวชาวบ้านของหมู่บ้านฉือหลี่โกว แม้แต่ข้าผู้นี้ เจ้ายังเอาชนะไม่ได้ แล้วยังคิดจะเอาชนะทหารผู้องอาจของต้าเซี่ยอีกหรือ ?”
“เป็นศัตรูกับเจ้า ? เฮอะ ตอนที่เจ้าพาสุนัขรับใช้เหล่านี้มาเหยียบแผ่นดินฉือหลี่โกวก็ถือเป็นศัตรูของเราแล้ว ! ผู้ที่ทำผิดต่อผืนน้ำและขุนเขาของข้า ไม่ว่าอยู่ไกลเพียงใดก็ต้องโดนประหาร !” ถ้อยคำของหลินเว่ยเว่ยเปี่ยมไปด้วยพลัง !
“‘ผู้ที่ทำผิดต่อผืนน้ำและขุนเขาของข้า ไม่ว่าอยู่ไกลเพียงใดก็ต้องโดนประหาร !’ พูดได้ดี” ทันใดนั้นร่างของแม่ทัพกัวก็ค่อยๆปรากฏขึ้นจากผืนป่าและทหารพันกว่านายด้านหลังก็โอบล้อมพวกกบฏเอาไว้แล้ว
ตอนที่ 296: ไม่จำเป็นต้องทำตัวแข็งแกร่ง
“กัวจิ้งฉวน !” แม่ทัพกบฏเผยดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันใด !
โอ้ เป็นคนรู้จักกันนี่เอง ! หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้ม ไม่มีสิ่งใดให้ทำแล้ว นางจึงดึงตัวบัณฑิตน้อยให้ถอยออกไปชมละครฉากเด็ด !
“โอ้ ! นี่ไม่ใช่จางกุ้ยลูกสุนัขไร้บ้านผู้ตกอับหรอกหรือ ! เศษเดนอย่างพวกเจ้าช่างไร้ประโยชน์เสียจริง คนไร้สมองอย่างเจ้ายังก้าวขึ้นมาถึงตำแหน่งแม่ทัพได้ ช่างเป็นการเหยียดหยามตำแหน่ง ‘แม่ทัพ’ เหลือเกิน !” เดิมทีแม่ทัพกัวก็เป็นคนปากร้ายคนหนึ่ง
จางกุ้ยโกรธจนอยากจะพุ่งเข้าไปเอาชีวิตแม่ทัพกัว ทว่ากุนซือเข้ามาคว้าตัวเอาไว้ด้วยความหดหู่…ถึงขั้นนี้แล้วยังจะพุ่งเข้าไปอย่างไร้สมองอีกหรือ ถ้าเมื่อคืนฟังข้าตั้งแต่แรก ทำแค่ปล้นเสบียงแล้วจากไปก็ไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ !
ในสนามรบ แม่ทัพจางเป็นแม่ทัพผู้ดุดันคนหนึ่ง น่าเสียดายว่าหากเป็นเรื่องการนำทัพแล้วยังมีจุดอ่อนอยู่มาก !
ทหารรักษาการณ์พันกว่านายเข้าปะทะกบฏจำนวน300นาย ผลลัพธ์จึงแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด แม่ทัพกบฏหัวรั้นก็โดนแม่ทัพกัวตัดศีรษะภายในดาบเดียว กุนซือจึงพาทหารกบฏที่เหลือปลดอาวุธเพื่อยอมแพ้…
ขณะมองซากศพเกลื่อนพื้นพร้อมกลิ่นคาวโลหิตที่ลอยมาตามลม หลินเว่ยเว่ยก็มีความรู้สึกอยากอาเจียนออกมา เจียงโม่หานสังเกตเห็นว่านางมีสีหน้าผิดปกติจึงคิดได้ว่านางน่าจะเพิ่งเคยเห็นฉากนองเลือดเช่นนี้เป็นครั้งแรก เขาจึงรีบยกมือปิดตาให้นาง
หลินเว่ยเว่ยยกมือปิดจมูกแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอวดเก่งดังเดิม “ปิดเพื่อเหตุใด ใช่ว่าไม่เคยเห็นคนตายเสียหน่อย เจ้าลืมแล้วหรือว่าคราวก่อนมนุษย์โอสถก็ตายต่อหน้าข้า เลือดยังกระเด็นมาติดใบหน้าของข้า…” แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่นางก็ไม่ได้แกะมือของบัณฑิตน้อยออก
เจียงโม่หานกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายปนเอ็นดู “แล้วคืนนั้นใครที่ไข้ขึ้นสูง และเพียงเพื่อดูแลเจ้า ข้าไม่ได้นอนทั้งคืน !”
“ก็ได้ ! ข้ายอมรับว่าเห็นศพเยอะเช่นนี้แล้วรู้สึกไม่ค่อยดีเลย” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำตัวแข็งแกร่งต่อหน้าบัณฑิตน้อย “เจ้ากลัวหรือไม่ ? ให้ข้าปิดตาเจ้าหรือเปล่า ?”
ชาติก่อน ฉากนองเลือดที่มากกว่านี้เขาก็เห็นมาแล้ว แม้แต่การประหาร เขาก็เจอมากับตัวแล้ว ยังจะมีสิ่งใดให้กลัวอีก ? ขณะปิดตาของนาง เจียงโม่หานก็พานางเดินมายังทางเข้าหุบเขา “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิด !”
“เจ้าไม่ได้อ่อนแอแต่น่าทะนุถนอม ! เหมือนสมบัติล้ำค่าที่ทำให้ข้าอยากดูแลอยู่ร่ำไป !” แม้อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ หลินเว่ยเว่ยก็ยังไม่ลืมที่จะหยอกเย้าอีกฝ่าย
“ไร้ต้นสนสูงตระหง่านในเรือนกระจก เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าการดูแลของเจ้าอาจทำลายต้นไม้กระถางนั้น ?” เจียงโม่หานรู้สึกว่าโดนเด็กน้อยลบเหลี่ยมจนไม่เหลือแล้ว เขาจึงรู้สึกโมโหขึ้นมา ดังนั้นเขาจะต้องควบคุมนางให้ได้ !
“นางหนูรอง ในที่สุดเจ้าก็กลับมา…รีบมาดูพ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์เร็วเข้า ! เลือดของเขาไม่หยุดไหลสักที…เจ้าไม่ใช่ลูกรักของเทพเจ้าแห่งขุนเขาหรอกหรือ ? เจ้าจะต้องมีวิธีช่วยเขาแน่นอน ใช่หรือไม่ ? ” แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ร้องไห้โฮ นางทำราวกับว่าเพิ่งคว้าฟางเส้นสุดท้ายได้ จึงรีบพุ่งเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าหลินเว่ยเว่ย
ในปีแห่งภัยพิบัติเช่นนี้ ถ้าไม่มีผู้ชายอยู่เป็นผู้นำ นางจะเลี้ยงดูพวกเด็กๆได้อย่างไร !
ทันใดนั้นผู้ใหญ่บ้านก็เค้นเสียงดุทันที “ปล่อยนางหนูรองเดี๋ยวนี้ ! ลูกรักเทพเจ้าอันใดกัน ? นั่นคือคำล้อเล่นที่คนในหมู่บ้านพูดกัน ! นางหนูรองไม่ใช่หมอ เจ้าขอร้องนางแล้วจะมีประโยชน์อันใด ?”
หลินเว่ยเว่ยดึงขาออกจากอ้อมกอดของแม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์แล้วมาหาพ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์ เขาโดนลูกธนูปักตรงหน้าอก น่าจะโดนปอดจึงทำให้เลือดไหลออกมาจากบาดแผลตลอดเวลา
หมอเหลียงหยิบยาห้ามเลือดออกมาหนึ่งเม็ด หลินเว่ยเว่ยก็รีบหยิบกระบอกน้ำออกมาจากเอว เจียงโม่หานขมวดคิ้วแล้วพยายามย้อนนึกทบทวน…ตรงเอวของเด็กน้อยมีกระบอกน้ำอยู่ด้วยหรือ ? เหตุใดเขาไม่เห็นมันมาก่อนเลย ?
ยาห้ามเลือดถูกส่งลงคอพร้อมน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณ จากนั้นประมาณ1เค่อ บาดแผลของพ่อโก่วเชิงเอ๋อร์ก็ไม่มีเลือดไหลออกมาอีก ลมหายใจก็ไม่อ่อนแรงเหมือนก่อนหน้านี้ หลินเว่ยเว่ยจึงรีบพูดว่า “ท่านหมอเหลียงมีวิชาแพทย์สูงส่งยิ่งนัก ฤทธิ์ยาที่ท่านปรุงขึ้นมาไม่ธรรมดาตามคาด…”
หมอเหลียงทราบดีว่ายาของตนไม่มีทางออกฤทธิ์ได้เร็วเพียงนี้ หรือว่า…ชีวิตของพ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์ยังไม่ถึงฆาต ?
แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์รีบโค้งคำนับให้เขา “ขอบคุณท่านหมอเหลียง ไม่ว่ายานี้จะแพงเพียงใด พวกเราก็ต้องขายข้าวของในบ้านเพื่อจ่ายให้ท่านแน่นอน ลูกธนูที่หน้าอกของเขา ท่านคิดว่า…”
ต่อจากนั้นหมอเหลียงก็หยิบเข็มเงินออกมาแล้วฝังไปที่หน้าอกของพ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์สองสามจุด จากนั้นก็หันไปมองโดยรอบ “นางหนูรองอยู่ช่วยต่อที่นี่ ส่วนคนที่เหลือจงออกไปให้หมด !”
แม้ว่าแม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์จะไม่ค่อยเต็มใจ แต่ก็ยอมถอยออกไปแล้วยืนมองจากระยะไกล หมอเหลียงหยิบมีดเล่มบางเหมือนปีกจักจั่นออกมา แล้วใช้น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณในกระบอกล้างมัน จากนั้นก็กรีดไปโดยระวังเส้นเลือดที่หน้าอกของพ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์…
ผ่านไปไม่นานลูกธนูก็ถูกผ่าออกมา หลินเว่ยเว่ยมองพ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์ที่หลับตาและไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอันใดตั้งแต่ต้นจนจบ นางจึงชี้ไปที่เข็มเงินแล้วถามว่า “เข็มนี้ช่วยสกัดจุดเพื่อหยุดความเจ็บปวดใช่หรือไม่?”
หมอเหลียงตอบพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าโดดเด่นกว่าใครจริงๆ…ถูกต้อง เข็มนี้ช่วยสกัดความเจ็บได้ แต่ไม่ได้หยุดไว้ทั้งหมดหรอก เพราะเขาหมดสติไปต่างหาก ไม่เช่นนั้นต้องรู้สึกเจ็บแน่นอน !”
หลินเว่ยเว่ยมองเขาแล้วกล่าวด้วยท่าทางครุ่นคิด “ท่านหมอเหลียง บรรพบุรุษของท่านเคยเป็นหมอหลวงหรือไม่ ? ท่านมีวิชาแพทย์ดีถึงเพียงนี้ทว่ามาอยู่ในหุบเขารกร้างเสียได้ ช่างน่าเสียดายความสามารถเหลือเกิน !”
หมอเหลียงเก็บรอยยิ้มแล้วส่ายหน้า “ตรงไหนไม่มีคนไข้ให้รักษาบ้าง ? อยู่ที่ฉือหลี่โกวก็ดีออก ตอนนี้ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ !”
เจียงโม่หานรีบดึงเสื้อนางไว้ หลินเว่ยเว่ยจึงไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก…หมอเหลียงก็เป็นคนมีภูมิหลังเช่นกันสิท่า !
เฮ้อ ! ราชวงศ์ก่อนสูญสิ้น ราชวงศ์ใหม่ขึ้นปกครองแทน เกรงว่าจะมีผู้คนที่มีเรื่องราวอยู่ทุกหนทุกแห่ง ยกตัวอย่างเช่น…คนคุ้นเคยที่อยู่ข้างบ้าน การกระทำของนางเฝิงแค่มองก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนชนบท ตัวบัณฑิตน้อยก็มีหยกขาวมันแพะแสนล้ำค่าในมือ แม้ยากจนหมดหนทางก็ไม่นำมันออกมาแลกเงิน คนผู้นี้และหยกนี้ ถ้าไม่มีเรื่องราวเบื้องหลัง นางจะตีลังกาใช้แขนเดินต่างเท้าให้ดู !
“บัณฑิตน้อย ตั้งแต่สมัยโบราณมีเรื่องราวเกี่ยวกับการร่ำสุราและข้ามีสุราดีอยู่ในครอบครอง เจ้าสนใจอยากจะเล่าเรื่องราวต่างๆให้ข้าฟังสักคืนหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยจ้องมองเขาด้วยดวงตาแห่งรอยยิ้ม
ดวงตาคู่งามของเจียงโม่หานหันมาจับจ้องที่ตัวนาง…หรือว่า…สาวน้อยผู้ฉลาดเฉลียวคนนี้จะสังเกตเห็นบางอย่างจากการแสดงออกของเขาเมื่อคืน ? ‘ไม่ว่าเจ้าจะกล่าวอย่างไร ข้าก็ไม่ยอมรับ เช่นนั้นเจ้าจะทำอันใดข้าได้ ?’ เจียงโม่หานเลียนท่าทางกวนประสาทของหลินเว่ยเว่ยได้เหมือนยิ่งนัก
เขาขยับไปที่ข้างหูของสาวน้อยแล้วกระซิบเบาๆว่า “รอให้แต่งงานกันแล้วเจ้าจะอยู่กับข้ากี่คืนก็ได้ ทว่าตอนนี้…พวกเราเพิ่งหมั้นหมายกัน เจ้าใจร้อนเกินไปหน่อยกระมัง !”
“คะ…ใครใจร้อน ? ที่ข้าพูดหมายถึงสนทนากัน ! แค่พูดคุยกันเฉยๆ…คิดไปถึงไหนแล้ว ! คาดไม่ถึงว่าภายใต้ใบหน้าราวกับเทพเซียนของเจ้าจะซุกซ่อนความคิดสกปรกเอาไว้” หลินเว่ยเว่ยลูบใบหน้าร้อนผ่าวของตน สวรรค์ บัณฑิตน้อยใช้ใบหน้างามล่มเมืองจ้องมองข้า แล้วใครจะทนไหว !
หลินเว่ยเว่ยจึงรีบเดินหนีเพื่อไปตรวจดูบาดแผลของชาวบ้านคนอื่น ‘กองทหารชาวบ้าน’ ทั้ง70-80คนที่นางก่อตั้งมีบาดแผลไม่มากก็น้อย ทว่าเป็นเพียงบาดแผลภายนอกเท่านั้น หมอเหลียงกับบุตรชายใส่ยาและพันแผลให้แล้ว ! พ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์ที่บาดเจ็บสาหัสที่สุดก็พ้นขีดอันตรายและได้สติขึ้นมาเช่นกัน
ตอนที่ 297: ใจใหญ่เสียจริง
อีกด้านหนึ่งนายทหารใต้บัญชาของแม่ทัพกัวก็จับกุมกบฎทุกคนมัดไว้และเตรียมตัวลงจากหุบเขา เจียงโม่หานนึกถึงโศกนาฏกรรมในอำเภอจิงหยุน มันเกิดขึ้นประมาณช่วงไม่กี่วันก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวพอดี
ปีนี้ภัยแล้งรุนแรง น่าจะเป็นเพราะเสบียงอาหารในค่ายไม่เพียงพอ พวกมันจึงพุ่งเป้ามาที่หมู่บ้านอันมั่งคั่งเหล่านี้ และเพื่อชาวบ้านนับหมื่นรอบอำเภอจิงหยุนแล้ว เจียงโม่หานคิดว่าอย่างไรก็ควรเตือนแม่ทัพกัวเสียหน่อย
“ท่านแม่ทัพ !” เจียงโม่หานเดินเข้าไปหาแม่ทัพกัว
แม่ทัพกัวหัวเราะพลางกล่าวว่า “บัณฑิตเจียง เจ้าสร้างผลงานชิ้นใหญ่อีกแล้ว ! คราวก่อนเครื่องกรองน้ำที่เจ้าประดิษฐ์ก็ได้รับความนิยมในกองทัพมาก ! บัณฑิตเจียงต้องมีอนาคตสดใสแน่นอน !”
มีชื่อเสียงต่อหน้าพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้ ขอแค่สอบผ่านเท่านั้น แม้จะอยู่ในอันดับปลายแถว อนาคตก็ไม่เลวร้ายแน่นอน ! เพราะสิ่งที่ราชสำนักขาดแคลนคือคนมีความสามารถซึ่งใช้งานได้จริง !
ทันใดนั้นแม่ทัพกัวก็เริ่มรู้สึกเสียดาย “บัณฑิตเจียง เจ้าไม่คิดจะเข้าร่วมกองทัพกับข้าจริงหรือ ? ข้าเสนอตำแหน่งกุนซือให้เจ้า ไม่ปล่อยให้เจ้าต้องลงไปในสนามรบเพื่อตัดศีรษะใครหรอก !”
เจียงโม่หานกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในทันใด บัณฑิตไร้เรี่ยวแรงอย่างตนสามารถเป็นคนมีชื่อเสียงในกองทัพได้ถึงเพียงนี้ก็นับเป็นเรื่องที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนในชีวิต เขาหันไปโค้งคำนับแม่ทัพกัว “ขอบคุณในความเมตตาของท่านแม่ทัพ แต่ความทะเยอทะยานของข้าน้อยไม่ได้หยุดอยู่แค่ตรงนั้นขอรับ !”
แม่ทัพกัวทราบผลลัพธ์นานแล้วจึงไม่ได้ผิดหวังสักเท่าไร “วางใจเถิด ผลงานในคราวนี้จะไม่ตกหล่นชื่อของเจ้าแน่นอน !”
“ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยไม่ได้มาหาท่านเพราะเรื่องนี้ !” เจียงโม่หานกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านลองคิดสิว่าหมู่บ้านฉือหลี่โกวเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่มีชาวบ้านไม่มากนัก ภัยแล้งก็รุนแรงกว่าที่อื่น ทว่ายังตกเป็นเป้าของพวกกบฏ ดังนั้นหมู่บ้านที่ไม่ได้เผชิญกับภัยแล้งหรือพวกที่ภัยแล้งเริ่มลดทอนความรุนแรงลงแล้วจะไม่…”
แม่ทัพกัวหุบยิ้มแล้วพยักหน้ารับทันที “บัณฑิตเจียงกล่าวมีเหตุผล คนแซ่จางพาทหารมาไม่กี่ร้อยนายเท่านั้น แล้วคนอื่นอยู่ที่ใด ? คงไม่ได้อยู่เฉยหรอก พวกกบฏไม่เหมือนพวกเราที่มีเสบียงและเบี้ยหวัดจากราชสำนักไว้เลี้ยงคนจำนวนมาก พอเข้าฤดูหนาวก็ต้องใช้อาหารเยอะมากไม่ใช่หรือ ? ไม่ได้การ ข้าต้องพาพวกทหารไปดูที่อำเภอจิงหยุนเสียหน่อย…”
แม่ทัพกัวทิ้งทหารม้าไว้กลุ่มหนึ่ง เมื่อส่งตัวนักโทษกลับค่ายแล้ว เขายังส่งคนไปรวบรวมทหารที่ค่ายให้มากกว่าเดิม จากนั้นให้ตรงไปที่อำเภอจิงหยุนทันที ! พื้นที่โดยรอบอำเภอจิงหยุนเป็นพื้นที่เดียวในภาคเหนือที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ดังนั้นอาจตกเป็นเป้าหมายของพวกกบฏได้ !
“หืม ? เหตุใดแม่ทัพกัวจึงออกไปเร็วเช่นนั้น ? ข้ายังอยากทำอาหารให้สักโต๊ะเพื่อเลี้ยงขอบคุณที่มาช่วย !” ขณะมองตามแผ่นหลังที่ออกไปอย่างรีบร้อนของแม่ทัพกัว หลินเว่ยเว่ยก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดาย
เจียงโม่หานคิดในใจ ‘ยังไม่รู้เลยว่าที่บ้านถูกพวกกบฏทำลายจนเป็นเช่นไรบ้าง ! เจ้ายังมีอารมณ์มาเลี้ยงข้าวคนอื่น ช่างใจใหญ่เสียจริง !
ต่อจากนั้นเขาก็เดินมาหาหลินเว่ยเว่ย หลังมองส่งพวกทหารแล้วเขาก็เล่าถึงสาเหตุที่แม่ทัพกัวรีบจากไป “แม่ทัพกัวต้องพาทหารไปดูแลความปลอดภัยของชาวบ้านในอำเภอจิงหยุน…”
“เจ้าหมายความว่า…” ทันใดนั้นดวงตาของหลินเว่ยเว่ยก็เบิกกว้าง สวรรค์ ! อำเภอจิงหยุนมีชาวบ้านอาศัยอยู่มากมายเช่นนั้น แต่เหมือนว่าไม่มีทหารคอยเฝ้ารักษาการณ์สักเท่าไหร่ ถ้าพวกกบฏคิดจะปล้นที่ตัวอำเภอก็หมายความว่า…
“พวกกบฏสมควรตาย ! หวังว่าแม่ทัพกัวจะไปช่วยได้ทันเวลา !” หลินเว่ยเว่ยพลันนึกถึงคุณชายบ้านนายอำเภอจิงหยุนที่โยนเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อกวางของนาง แม้เขาจะดูโอ้อวดไปมาก แต่ก็ไม่ใช่คนชั่วโฉดอันใด หวังว่าอำเภอจิงหยุนจะปลอดภัย !
ต่อจากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็เดินเข้ามาอีกคน เขาพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “นางหนูรอง พวกชาวบ้านเป็นห่วงที่บ้าน เจ้าคิดว่า…ตอนนี้เราสามารถลงเขาได้หรือยัง ?”
“พวกกบฏด้านล่างโดนทหารรักษาการณ์เมืองจงโจวจัดการหมดแล้ว ในหมู่บ้านจึงปลอดภัย สามารถลงเขาได้ !” หลินเว่ยเว่ยหันไปมองชาวบ้านที่บาดเจ็บหนัก จากนั้นนางจึงเดินไปตัดกิ่งไม้ท่อนหนาแล้วใช้เส้นหวายมาทำเป็นเปลหาม คนที่บาดเจ็บค่อนข้างหนักหรือบาดเจ็บที่ขาจึงถูกเปลหามลงไปทั้งสิ้น
ทหารที่แม่ทัพกัวทิ้งไว้กำลังขุดหลุมสำหรับนำศพพวกกบฏที่ตายไปฝังให้ลึกเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ป่าขุดขึ้นมากิน หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดก่อนจะกล่าวว่า “ทางนี้มีหมาป่าโผล่มาให้เห็นหลายครั้งแล้วก็พวกสัตว์ตัวเล็ก ข้าคิดว่าเผาดีกว่า จะได้ไม่เป็นการล่อให้พวกสัตว์แห่มาขุดคุ้ย !”
ด้านทหารในกองทัพก็สละชีพจำนวนหนึ่ง การเผาศพย่อมมีเพื่อนทหารช่วยนำเถ้ากระดูกกลับไปให้ครอบครัวแทนได้ แม่ทัพน้อยที่อยู่ต่อคือนายทหารหนุ่มที่เคยคิดจะงัดข้อกับหลินเว่ยเว่ย เขาสั่งให้ลูกน้องตัดกิ่งสนที่แห้งตายแล้วมากองรวมกันจากนั้นก็วางศพไว้ด้านบน ในไม้สนมีน้ำมันอยู่ แค่จุดก็ทำให้เปลวไฟลุกโชน
ทันใดนั้นในอากาศก็มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ปรากฏขึ้น หลินเว่ยเว่ยปิดจมูกแล้วพูดกับแม่ทัพน้อยว่า “แม่ทัพน้อย พวกท่านออกเดินทางมาตั้งแต่เช้าตรู่ ยังไม่ได้กินข้าวเช้ากันเลย ประเดี๋ยวพอลงเขาแล้วต้องอยู่ต่อที่บ้านข้าก่อน ให้พวกเราได้แสดงน้ำใจของเจ้าบ้านและแสดงความรู้สึกซาบซึ้งใจของเราสักหน่อย”
แม่ทัพน้อยส่ายหน้า “น้ำใจนั้นข้ารับไว้แล้ว ! แต่ในกองทัพมีกฎว่าจะรับเงินจากราษฎรแม้แต่อีแปะเดียวไม่ได้ เจ้าอย่าให้ข้าทำผิดกฎเลย อีกอย่างในปีแห่งภัยแล้งเช่นนี้ พวกเจ้าก็มีอาหารไม่มาก…”
ดูสิ แค่นี้ก็แตกต่างกันแล้ว ! ได้ใจชาวประชาทั่วหล้าอย่างแน่นอน สาเหตุที่แต่ละราชวงศ์ล่มสลายก็ไม่ใช่เพราะสูญเสียหัวใจจากราษฎรหรอกหรือ ? พวกกบฏโหดเหี้ยมอำมหิตเห็นชีวิตของชาวบ้านเหมือนผักปลา พวกมันจึงเป็นได้แค่หางกระต่าย…ไม่สามารถเติบโตได้อีก !
ต่อจากนั้นชาวบ้านฉือหลี่โกวก็ช่วยประคองซึ่งกันและกันลงจากเขา ตอนกลับมาถึงหมู่บ้านก็เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว ทุกคนมายืนที่หน้าบ้านของตนแล้วมีความรู้สึกเหมือนมาอยู่ในโลกอีกใบหนึ่ง มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยร้องไห้ออกมา…อีกแค่นิดเดียวพวกตนก็จะไม่ได้กลับมาอีก !
นี่เป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญยิ่งนัก ! ถ้าไม่มีคำเตือนของบุตรสาวคนรองตระกูลหลินและบัณฑิตเจียง หากไม่มีการตัดสินใจอย่างทันท่วงทีของคนทั้งหมู่บ้าน ถ้าไม่มีหลีชิงนำพาพวกตนไปซ่อนตัวในป่าสนแดง หากไม่มีการต่อสู้แบบร่วมแรงร่วมใจกันในหุบเขา และถ้าบุตรสาวคนรองตระกูลหลินพาทหารรักษาการณ์มาช่วยไม่ทัน…หมู่บ้านฉือหลี่โกวในเวลานี้ก็คงจะเหลือแต่เศษซากปรักหักพัง !
ผู้ใหญ่บ้านหลั่งน้ำตาต่อหน้าหลินเว่ยเว่ย “นางหนูรอง เจ้าช่วยชีวิตคนทั้งหมู่บ้านไว้อีกแล้ว ! ข้าขอขอบใจเจ้าแทนคนทั้งหมู่บ้าน…”
เมื่อเห็นผู้ใหญ่บ้านกำลังจะคุกเข่าลงเบื้องหน้า หลินเว่ยเว่ยก็ตกใจจนหน้าถอดสีและรีบเข้าไปประคองอีกฝ่ายทันที “ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน ท่านกำลังจะทำอันใด ? นี่ไม่ใช่กำลังลดอายุขัยของข้าหรอกหรือ ! อีกอย่างคราวนี้บัณฑิตเจียงเป็นผู้สังเกตเห็นความผิดปกติได้ก่อน ถ้าจะขอบคุณ ท่านก็ควรขอบคุณเขา !”
“ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเจ้ากับบัณฑิตเจียงก็มีบุญคุณกองเท่าภูเขาต่อพวกเราชาวฉือหลี่โกว ! วันหน้าถ้ามีสิ่งใดให้พวกเราช่วยเหลือ แม้ข้าหลิวต้าซวนจะต้องบุกน้ำลุยไฟก็ไม่ปฏิเสธ !” หลิวต้าซวนตาแดงก่ำและให้สัญญาอย่างฮึกเหิม
ชาวบ้านคนอื่นก็เข้าร่วม ครอบครัวที่เคยมีอคติต่อบ้านตระกูลหลินและหลินเว่ยเว่ยล้วนก้มหน้าด้วยความละอายใจ
หลินเว่ยเว่ยกลัวเหตุการณ์เช่นนี้ที่สุด นางจึงกล่าวด้วยความอึดอัดทันที “คนหมู่บ้านเดียวกันจะพูดเกรงใจแบบนั้นเพื่อเหตุใด ? รีบไปดูเถิดว่าในบ้านมีสิ่งใดหายบ้าง ?”
เกวียนสองสามคันนอกหมู่บ้านเต็มไปด้วยกระสอบข้าว ไม่รู้ว่าย้ายออกมาจากบ้านหลังใดบ้าง เมื่อตรวจสอบแล้วก็มีครอบครัวไม่น้อยที่ข้าวของในบ้านเสียหาย แต่โชคดีที่พวกเขานำทรัพย์สินมีค่าติดตัวไปทั้งหมด จึงไม่เสียหายร้ายแรงมากนัก
ตอนที่ 298: เจ้าหนูน้อยร้องไห้โฮ
ข้าวของในบ้านตระกูลหลินกระจัดกระจายไปทั่ว บางทีอาจเพราะกระทะหรือกองฟืนที่ค่อนข้างมีจำนวนมากกว่าบ้านหลังอื่นจึงทำให้พวกโจรยึดที่นี่เป็นโรงครัว อารมณ์ประมาณว่าอาหารเช้าเพิ่งขึ้นเตาแต่ยังไม่ทันได้กินก็โดนทหารรักษาการณ์เมืองจงโจวจับตัว ขณะที่มองโจ๊กกึ่งสุกเอย แป้งทอดบนเตาเอย คนบ้านตระกูลหลินก็รู้สึกเหนื่อยหน่ายขึ้นมาทันใด…อาหารที่กินได้หลายร้อยคนมากองอยู่ที่บ้านพวกตนทั้งหมด แล้วจะจัดการอย่างไรเล่า !
หลินเว่ยเว่ยเดินไปที่ห้องใต้ดินบ้านของตนก่อน จากนั้นก็นำข้าวสาร เนื้อสัตว์และของต่างๆ ออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณแล้ววางคืนที่เดิม ก่อนจะแสร้งรีบวิ่งออกมาด้วยความตื่นเต้น “เยี่ยมไปเลย ! ของในห้องใต้ดินบ้านเราไม่โดนแตะต้องเลย น่าจะเป็นเพราะพวกโจรหาไม่พบกระมัง…ข้าไปดูห้องใต้ดินบ้านบัณฑิตน้อยต่อดีกว่า !”
ห้องใต้ดินบ้านตระกูลเจียงเก็บผลไม้อบแห้งและของจำพวกแยมผลไม้เอาไว้ เมื่อเข้าไปแล้วออกมาหลินเว่ยเว่ยก็ฉีกยิ้มกว้างจนเผยให้เห็นฟันขาวทั้งสองแถวหน้า “ห้องใต้ดินบ้านบัณฑิตน้อยก็ไม่โดนแตะต้องเหมือนกัน เราโชคดีมากเลย !”
ทันใดนั้นก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นที่ใบหน้าของคนทั้งสองครอบครัว ข้าวสาร เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์แปรรูป…ที่เก็บไว้ในห้องใต้ดินล้วนเป็นของมีค่าทั้งสิ้น เดิมทีเข้าใจผิดว่าอย่างน้อยจะสูญเงินไปประมาณหลายร้อยตำลึง แต่คาดไม่ถึงว่า…
“สวรรค์คุ้มครองแล้วจริงๆ…” ยามที่ยืนมองของพวกนั้นวางอยู่บนเตา นางหวงก็รู้ทันทีว่าพวกมันใช้วัตถุดิบของคนในหมู่บ้านมาทำอาหาร นางจึงทำต่อให้เสร็จแล้วบอกให้ชาวบ้านคนอื่นไม่ต้องเข้าครัว ทว่ามากินข้าวที่บ้านของนางแทน
ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องไห้อันน่าสังเวชของเจ้าหนูน้อยดังมาจากลานหลังบ้าน คนทั้งครอบครัวจึงวิ่งไปดู พอเห็นสภาพของลานหลังบ้านแล้ว พวกเขาก็ได้แต่ยืนมองเงียบๆ
ไก่ไข่ไม่กี่ตัวที่เลี้ยงไว้ในบ้านไม่เหลือรอดสักตัว พวกมันกลายเป็นอาหารของพวกกบฏไปแล้ว แพะที่เลี้ยงเอาไว้รีดนมก็ไม่มีเหลือ กระต่ายที่เจ้าหนูน้อยเลี้ยงไว้ก็หายไปเกือบทั้งหมด ที่เหลืออยู่มีเพียงลูกกระต่ายตัวเท่ากำปั้นไม่กี่สิบตัวและกำลังนอนสั่นอยู่ในคอก !
เมื่อลองนับจำนวนแล้วบ้านตระกูลหลินสูญเสียกระต่ายตัวใหญ่38ตัว แม่ไก่5ตัวแล้วยังมีแพะอีกหนึ่งตัว หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะเจ้าหนูน้อยที่ร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้วพูดปลอบเขาว่า “เจ้าควรจะดีใจเพราะหลายวันก่อนเราเพิ่งจัดการกระต่ายไปกลุ่มใหญ่แล้วทำเป็นเนื้อกระต่ายตากแห้งเก็บไว้ในห้องใต้ดิน แม่ไก่นี้เราค่อยซื้อมาใหม่ก็ได้ แพะก็เลี้ยงใหม่ได้เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือคนในครอบครัวยังปลอดภัยและอยู่ด้วยกัน จริงหรือไม่ ?”
เจ้าหนูน้อยสูดน้ำมูก “ในบรรดากระต่ายเหล่านั้น มีกระต่ายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หลายคู่ ไม่มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แล้วจะมีลูกกระต่ายได้อย่างไร ? ยังมีแพะนั่นอีก นมแพะที่ท่านแม่ดื่มทุกเช้าก็ไม่มีแล้ว…”
หลินเว่ยเว่ยจึงรีบพูดต่อทันที “เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าขึ้นเขาไปจับกระต่ายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ให้เจ้าหลายๆคู่เลย ตกลงหรือไม่ ? อีกอย่างฤดูหนาวก็มาถึงแล้ว เดิมทีพวกเราก็คิดจะควบคุมให้เหลืออยู่สักสิบคู่ เจ้าลืมแล้วหรือ ?”
“แต่ว่า…เดิมทีพวกเราคิดจะเก็บไว้กินตอนฉลองปีใหม่ ! กินเองกับให้คนเลวกินจะเหมือนกันได้อย่างไร ?” เจ้าหนูน้อยสูดน้ำมูกและเริ่มไว้ทุกข์ให้กระต่ายที่เลี้ยงมาอย่างยากลำบาก
ตอนที่พวกชาวบ้านมากินโจ๊กและแป้งทอดที่บ้านตระกูลหลิน พวกเขาก็เห็นเจ้าหนูน้อยกำลังคุกเข่าอยู่กับพื้นและยังร้องไห้ขี้มูกโป่งจึงอดไม่ได้ที่จะถามถึงสาเหตุ
เจ้าหนูน้อยจึงร้องไห้โฮแล้วเล่าถึงเรื่องที่พวกโจรสมควรตายลงมือสังหารกระต่าย ไก่และแพะที่เขาเลี้ยงออกมาอีกรอบ พวกสหายตัวน้อยจึงเข้ามาปลอบใจไม่หยุด
วังตงเฉียงครุ่นคิด ก่อนจะพูดกับเขาว่า “ข้าวสารบ้านเราโดนพวกโจรขนออกไปหมด แถมยังมีอาหารในห้องใต้ดินอีก…แต่ท่านปู่กล่าวว่าขอแค่คนในครอบครัวไม่เป็นไร เรื่องอื่นก็เป็นไม่สำคัญ !”
“แต่นั่นเป็นกระต่ายที่ข้าเฝ้าฟูมฟักมาตั้งแต่เล็ก พวกเจ้าก็เห็นพวกมันเติบโตมากับตา ทว่าแค่พริบตาเดียวก็โดนกินไปถึงสามสิบกว่าตัว แถมยังเป็นตัวที่อ้วนที่สุดด้วย…” เจ้าหนูน้อยลูบหน้าลูบตา
ถู่โต้วกัดแป้งทอดในมือ ก่อนจะพูดปลอบ “เรื่องแค่นี้เอง สุภาพบุรุษหลั่งเลือดไม่หลั่งน้ำตา ! เจ้าดูบ้านข้าสิ โดนพวกโจรเผาเกือบทั้งหลัง ข้ายังไม่ร้องเลย ท่านพ่อบอกว่าเก่าไม่ไปใหม่ไม่มา ! ผ่านไปอีกสองวันบ้านข้าจะเปลี่ยนเป็นบ้านอิฐหลังใหญ่เชียวล่ะ !”
บ้านของหลิวต้าซวนโดนเผาไปกว่าครึ่งหลัง ห้องปีกก็โดนไปด้วย ตอนนี้คนทั้งบ้านจึงได้แต่เบียดกันอยู่ที่สองห้องทางฝั่งตะวันออก ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านก็ถูกทำลายไม่เหลือชิ้นดีและยังมีอีกหลายครอบครัวที่มีสภาพไม่ต่างกัน !
นี่คือผลลัพธ์ดีที่สุดแล้วก็ว่าได้ ! ถ้าแม่ทัพกบฏไม่ได้ขึ้นเขาไปตามล่าเองแต่มาปล้นข้าวปลาอาหารในหมู่บ้านแทน หมู่บ้านก็อาจโดนเผาเป็นจุณไปแล้ว ส่วนบ้านที่ยังอยู่ดีก็ล้วนเป็นบ้านที่พวกโจรเข้ามาอยู่อาศัยเมื่อคืน…
โก่วเชิ่งเอ๋อร์ตบบ่าเจ้าหนูน้อย “ในคอกกระต่ายยังมีลูกกระต่ายเหลืออีกยี่สิบกว่าตัวไม่ใช่หรือ ? พวกเราจะช่วยเจ้าเกี่ยวหญ้าเพิ่มอีกหน่อยเพื่อเลี้ยงกระต่ายเหล่านี้ให้โตเร็วขึ้น เดี๋ยวลูกต่ายก็จะกลับมาเยอะเหมือนเดิมแล้วไม่ใช่หรือ ?”
“ใช่! พวกเราจะช่วยเจ้าเอง !” สหายคนอื่นก็ช่วยพูดโดยพร้อมเพรียง !
เจ้าดำที่โดนเจ้าหนูน้อยอุ้มไว้ตลอดทางขึ้นเขาก็ใช้อุ้งเท้าสองข้างมาวางตรงเข่าของเขาแล้วใช้ลิ้นสีชมพูเลียมือของเขาคล้ายกำลังปลอบประโลมด้วยเช่นกัน
เจ้าหนูน้อยดึงตัวเจ้าดำมากอด หลังเช็ดน้ำตาแล้ว เขาก็กล่าวอย่างเขินอายว่า “ที่พวกเจ้าพูดนั้นถูกต้อง ! พี่รองกล่าวแล้วว่าล้มที่ไหนก็ลุกที่นั่น อย่างมากสุดก็แค่เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง !”
ข้าวสารที่หายไปของชาวบ้าน นอกจากพวกโจรนำไปรับประทานแล้วก็กองอยู่บนเกวียนด้านนอก เมื่อแต่ละครอบครัวแยกย้ายกลับไปแล้ว บ้านที่ข้าวสารหายไปและต้องการของที่ขาดแคลน หลินเว่ยเว่ยก็ช่วยเติมให้ ส่วนคนที่ไม่ต้องการก็ยกเกวียนของโจรให้ไปเลย เพราะการซื้อเกวียนใหม่หนึ่งคันต้องใช้เงินหลายตำลึง เกวียนพวกนี้ยังใหม่เอี่ยม ไม่รู้ว่าพวกโจรไปปล้นมาจากที่ใด !
บ้านที่มีข้าวสารหายไปก็มีเพียง6-7หลังเท่านั้น ส่วนใหญ่เลือกเกวียนไว้ทั้งสิ้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ในฉือหลี่โกวล้วนเผาถ่านขาย ในแต่ละวันต้องขนถ่านไปขายยังเมืองใกล้เคียง ยังไม่ต้องกล่าวถึงว่าถ่านที่ขนไปมีจำนวนเท่าไหร่เพราะงานนอกเหนือจากนั้นก็ทำให้พวกเขาเหนื่อยแทบจะตายอยู่แล้ว หากมีเกวียนก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บ้านสองสามหลังร่วมมือกันดันเกวียนย่อมเบากว่าการใช้บ่าแบกหามหลายเท่า !
เกวียน7-8คันที่เหลือ บ้านตระกูลหลินเก็บไว้2คัน ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นของหมู่บ้าน บ้านใครต้องการใช้ก็ไปขอใช้กับผู้ใหญ่วัง ทำให้พวกชาวบ้านสะดวกสบายขึ้นไม่น้อย !
แม่ทัพน้อยที่โดนมอบหมายให้เก็บกวาดงานที่เหลือก็รู้ว่าบ้านตระกูลหลินสูญเสียสัตว์เลี้ยงไปจำนวนมาก เขาจึงตัดสินใจยกม้าแก่ๆผอมๆ แถมยังดูอ่อนแอให้บ้านนาง2ตัว ส่วนม้าของกบฏหลายร้อยตัวที่เหลืออยู่ก็สามารถนำไปเติมเต็มกองทัพทหารม้าในกองทหารรักษาการณ์ได้พอดี
ต่อจากนั้นแม่ทัพน้อยก็พานักโทษกลับค่ายด้วยความพึงพอใจ คราวนี้เก็บเกี่ยวได้มหาศาล ไม่เพียงสังหารแม่ทัพของอีกฝ่ายได้ ทว่ายังมีม้ากลับไปอีกไม่น้อย ไม่ขาดทุนเลย !
หลังจากเผชิญหน้ากับกองโจรในคราวนี้ ชาวบ้านฉือหลี่โกวก็สามัคคีกันมากกว่าเดิม ใครต้องการสร้างบ้านใหม่ คนหนุ่มสาวจากทั้งหมู่บ้านก็จะมาช่วยกันขนอิฐ ปูพื้นและก่อสร้าง แม้แต่ครอบครัวยากจนที่บ้านพังยับเยินจนแทบอยู่ไม่ได้แล้วก็ยังถูกต่อเติมเสริมสร้างให้แข็งแรง หญ้ามุงหลังคาบ้านก็ถูกเปลี่ยนใหม่
พ่อซัวถัวและซัวถัวเป็นช่างไม้เพียง2คนในหมู่บ้าน พวกเขาจึงต้องทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อนเพื่อช่วยทุกคนซ่อมโต๊ะ เก้าอี้หรือเครื่องเรือนต่างๆ ส่วนของที่ใช้ไม่ได้แล้วจริงๆ ก็จะทำใหม่ให้ทั้งหมด…
หลังจากหนิงตงเซิ่งได้ทราบข่าวก็รีบเดินทางมาเยือนทันที พอย่างเท้าเหยียบเข้าบ้านตระกูลหลินและเห็นฉากที่หลินเว่ยเว่ยกำลังช่วยทำเนื้อแผ่นอยู่ในลานบ้าน จิตใจที่เคยกระวนกระวายของเขาก็สงบลงในที่สุด
ตอนที่ 299: คงไม่ได้คิดอันใดกับเด็กน้อย
“เสี่ยวเว่ย เจ้าไม่ได้เป็นอันใดใช่หรือไม่ ?” หนิงตงเซิ่งเดินเข้ามาหาหลินเว่ยเว่ยพร้อมเอื้อมมือจะช่วยยกถาดเนื้อแผ่นเข้าเตาอบให้นาง
“อย่าจับ ประเดี๋ยวมันจะลวกมือท่านได้ !” หลินเว่ยเว่ยรีบเบี่ยงหลบจากมือของอีกฝ่าย หลังวางถาดเข้าเตาอบแล้ว นางก็ถอดถุงมือผืนหนาออกแล้วพูดกับเขาพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เป็นไร พวกเราสบายดี ! สินค้าก็ไม่เสียหายเช่นกัน ! วางใจได้ ไม่ส่งสินค้าให้พวกท่านล่าช้าแน่นอน !”
“สินค้าไม่สำคัญ ขอแค่คนไม่เป็นอันใดก็พอแล้ว !” หนิงตงเซิ่งเห็นนางยังร่าเริงอยู่ ดูท่าจะไม่ได้รับผลอันใดจากการโดนบุกปล้นครั้งนี้ เขาจึงวางใจได้อย่างสมบูรณ์
“พี่รองหลิน บ้านท่านมีแขกมาหา !” กลุ่มของเสี่ยวโต้วติงเดินนำรถม้าคันหนึ่งมาจอดเทียบตรงหน้าบ้านตระกูลหลิน
หลินเว่ยเว่ยหันไปมองคนขับรถม้าที่แสนแปลกตา ชายวัยกลางคนที่ลงมาจากรถม้าก็ยังเป็นคนที่ไม่เคยเจอมาก่อน นางจึงเข้าไปต้อนรับพร้อมรอยยิ้มแต่ก็ยังถามด้วยความระวังว่า “ไม่ทราบว่าท่านคือ…”
ชายวัยกลางคนคลี่ยิ้ม หลังจากมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแล้วก็กล่าวออกมาว่า “ท่านนี้คงเป็นบุตรสาวคนรองตระกูลหลินใช่หรือไม่ ? ข้าน้อยคือพ่อบ้านจากเรือนพักตากอากาศแห่งจวนหมินอ๋อง ซึ่งเดินทางมามอบของปลอบขวัญตามคำบัญชาของซื่อจื่อขอรับ !”
พอได้ยินว่านำของขวัญมามอบให้ รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเว่ยเว่ยก็ดูเด่นชัดขึ้นทันที “ไอหยา ใต้เท้าซื่อจื่อเกรงใจเกินไปแล้ว ! ฝากขอบคุณใต้เท้าซื่อจื่อแทนข้าด้วย ! แล้วการพักรักษาตัวของใต้เท้าซื่อจื่อเป็นอย่างไรบ้าง ?”
“ซื่อจื่อปลอดภัยแล้วขอรับ อีกไม่กี่วันก็จะหายเป็นปกติ ซื่อจื่อได้ยินว่าหมู่บ้านฉือหลี่โกวโดนโจรบุกปล้นจึงโมโหมากจนเขียนฎีกาส่งไปยังราชสำนักว่าจะอยู่ต่อเพื่อนำทหารเข้าปราบปรามกบฏ ! ซื่อจื่อยังเขียนถึงผลงานของกู่เหนียงและบัณฑิตเจียงว่าคราวนี้ถ้าไม่มีพวกท่านคอยสังเกตว่าเป็นกองกำลังทหารกบฏได้ทันเวลาก็ไม่รู้ว่าจะมีราษฎรในเมืองจงโจวต้องเดือดร้อนอีกสักเท่าไหร่ขอรับ !” ซื่อจื่อให้ความสำคัญต่อทั้งสองคนนี้จึงทำให้พ่อบ้านปฏิบัติตัวด้วยความเคารพ
“ผลงานไม่ใช่เรื่องสำคัญ ! ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณท่านแม่ทัพกัวที่ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดและรีบเดินทัพเข้าช่วยราษฎร ไม่เพียงช่วยพวกเราชาวบ้านฉือหลี่โกวแต่ยังช่วยชีวิตชาวบ้านในอำเภอจิงหยุนด้วย !” หลินเว่ยเว่ยไม่ถนัดในการทำตัวอ่อนโยนต่อคนอื่น นางจึงเริ่มรู้สึกว่ารอยยิ้มบนใบหน้าจะขยับไม่ได้อยู่แล้ว
พ่อบ้านสั่งให้คนขนของขวัญลงมา ก่อนจะบอกลาอย่างสุภาพ ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็มองส่งรถม้าจวนหมินอ๋องเคลื่อนจากไป ก่อนจะลูบแก้มแล้วพูดกับบัณฑิตหนุ่มว่า “ต่อไปถ้ามีเหตุการณ์เช่นนี้อีก เจ้าออกมารับหน้าเลย !”
“เขามาเพื่อปลอบขวัญบ้านตระกูลหลิน ข้าแซ่เจียงเป็นคนนอกแล้วจะไปต้อนรับได้อย่างไร ?” เจียงโม่หานพลิกตำรา ทว่าในใจกลับไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไร…เจ้าหมินอ๋องซื่อจื่อนี่อย่างไรกัน ? คงไม่ได้คิดอันใดกับเด็กน้อยใช่หรือไม่ ? ตั้งใจส่งของขวัญมาปลอบขวัญ จะไม่ดูใส่ใจเกินไปหน่อยหรือ !
หลินเว่ยเว่ยเริ่มค้นดูของขวัญจึงพบว่าเป็นพวกผ้าไหมและเครื่องประดับ ทว่าของที่จวนหมินอ๋องให้มาจะต้องเป็นของชั้นดีแน่นอน เฮ้อ ! แค่มอบของขวัญให้ก็มอบไม่เป็น คิดว่ามอบผ้าไหมลวดลายงดงามให้ข้า แล้วชาวบ้านเช่นเราจะใส่ออกไปไหน ? แถมยังมีพวกเครื่องประดับอีก ถ้านางใส่ออกจากบ้านจะต้องตกเป็นเป้าของพวกโจร…เก็บไว้ก็แล้วกัน รอให้พี่สาวออกเรือน แล้วสินเดิมที่อลังการนี้ก็ยังพอสร้างหน้าตาให้ได้บ้าง !
เผิงหยูเหยี่ยนที่โดนลูกธนูเฉียดตรงแขนขวาก็เข้าไปใกล้บุตรสาวคนโตตระกูลหลินอย่างเงียบๆ พร้อมกระซิบถามว่า “น้องสาวของเจ้ารู้จักหมินอ๋องซื่อจื่อด้วยหรือ ? หมินอ๋องซื่อจื่อส่งของขวัญมาให้เยอะแยะเช่นนี้ คงไม่ได้คิดอันใดกับนางใช่หรือไม่ ?”
เดิมทีบุตรสาวคนโตยังรู้สึกอิจฉาในผ้าไหมลวดลายสวยและเครื่องประดับอยู่พอสมควร หลังได้ยินเช่นนั้นนางก็ตกใจทันทีและรีบตอบว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร ตอนอยู่เมืองหลวงนั้นหมินอ๋องซื่อจื่อไม่เคยพบสตรีประเภทใดบ้าง เขาจะมาชอบเด็กสาวบ้านนอกได้อย่างไร ? อีกอย่างน้องรองก็หมั้นหมายแล้ว ซื่อจื่อเช่นเขาคงไม่แย่งคู่หมั้นคนอื่นหรอก”
เผิงหยูเหยี่ยนกังวลแทนศิษย์น้องเจียง “มีตำราตั้งหลายเล่มที่เขียนไว้ว่าผู้ทรงอำนาจปกคลุมท้องฟ้าด้วยมือข้างเดียว ชอบใครก็อุ้มกลับไปเป็นอนุภรรยา อย่าว่าแต่หมั้นหมายแล้วเลย แม้จะแต่งงานแล้ว หากชอบ สิ่งใดก็เกิดขึ้นได้…”
“อ่านตำราไร้สาระพวกนั้นให้น้อยหน่อย ! การบ้านที่ข้าให้ศิษย์พี่เผิงทำยังน้อยไปใช่หรือไม่ ศิษย์พี่เผิงถึงได้มีเวลาว่างมาอ่านตำราไร้ค่าเหล่านั้น ?” ไม่รู้ว่าเจียงโม่หานมาปรากฎตัวตรงเบื้องหลังของทั้งสองคนตั้งแต่เมื่อไร เขาจับจ้องทั้งสองด้วยแววตาเย็นชา
เผิงหยูเหยี่ยนรีบหดคอแล้วหาข้อแก้ตัวเสียงอ่อน “ตำราพวกนั้นข้าเคยอ่านในอดีต ตั้งแต่มาเรียนกับศิษย์น้องเจียงก็ไม่ได้แตะต้องอีกเลย ! ข้า…ข้าก็แค่กังวลแทนศิษย์น้องเจียง !”
“ท่านเป็นห่วงตนเองก่อนเถิด ! ภายในสามวันนี้ให้เขียนบทความเชิงกลยุทธ์โดยใช้หัวข้อเกี่ยวกับโจร !” หลังทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำประโยคนี้แล้ว เจียงโม่หานก็เดินจากไปพร้อมไพล่มือไว้ด้านหลังอย่างไม่สบอารมณ์
เผิงหยูเหยี่ยนพูดเสียงหลงทันที “หา ? ในมือข้ายังมีบทความที่เขียนไม่เสร็จอยู่อีกหนึ่งหัวข้อ เหตุใดจึงเพิ่มขึ้นอีกหัวข้อแล้วเล่า สามวันไม่ไหว ห้าวันค่อยส่งได้หรือไม่ ? ศิษย์น้องเจียง เจ้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้…”
“ฟังสิขอรับท่านแม่ เสียงนี้ฟังดูมีพลังมากใช่หรือไม่ ? คราวนี้ท่านวางใจแล้วหรือยัง ?” รถม้าตระกูลเผิงเพิ่งมาหยุดอยู่หน้าบ้านตระกูลหลิน คนในรถม้าก็ได้ยินเสียงร้องโอดครวญของเผิงหยูเหยี่ยนแล้ว
เผิงหยูชางประคองบิดาและมารดาลงจากรถม้า พี่สะใภ้ของเผิงหยูเหยี่ยนก็มาด้วย ส่วนคนขับรถม้าคือเผิงเจียเหลียง เอาล่ะ คราวนี้บ้านตระกูลเผิงมากันทั้งครอบครัวเลยทีเดียว !
บ้านตระกูลเผิงก็เพิ่งได้ทราบข่าวในช่วงสองวันนี้ เป็นเผิงเจียเหลียงที่กลับจากตัวอำเภอ แล้วบอกว่าหมู่บ้านฉือหลี่โกวโดนโจรบุกปล้น บ้านตระกูลเผิงตกใจกันเสียยกใหญ่ ตอนนั้นนางเผิงหมดสติทันใด ส่วนพี่สะใภ้ก็ร้องไห้จนควบคุมตนเองไม่อยู่…เผิงหยูเหยี่ยนเป็นลูกรักของคนทั้งบ้าน เขาจะเป็นอันใดไม่ได้เด็ดขาด !
เผิงเจียเหลียงถึงขั้นคิดในใจว่า ‘ขอถามหน่อยว่าข้าเป็นเด็กที่เก็บมาจากกองฟืนใช่หรือไม่ ?’
นางเผิงเพิ่งได้สติขึ้นมาก็บอกให้บุตรชายคนโตเตรียมรถม้าแล้วเดินทางมาที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวทันที ระหว่างทางเจอทหารกำลังขนอิฐเข้าเขตอันผิง หลังถามไถ่เหตุการณ์แล้วถึงได้รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
นางเผิงดึงตัวบุตรชายมามองสำรวจจนทั่ว จากนั้นก็พูดปลอบว่า “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ! แม่ตกใจมากเพราะโจรพวกนั้นชอบสร้างเรื่องฆ่าล้างตระกูล !”
ต่อจากนั้นนางก็เริ่มคลำตัวเผิงหยูเหยี่ยน เมื่อจับโดนบาดแผลของเขาแล้ว สีหน้าของเผิงหยูเหยี่ยนก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป นางเผิงจึงถามอย่างกระวนกระวายใจ “เป็นอันใด ? บาดเจ็บใช่หรือไม่ ? เจ็บตรงไหน ?”
เผิงหยูเหยี่ยนรีบกุมหัวใจแล้วกล่าวด้วยใบหน้าอมทุกข์ “ท่านแม่ขอรับ ข้าเจ็บตรงนี้ ! สหายเจียงน้องข้าเพิ่มการบ้านที่ไม่มีวันทำเสร็จให้ข้า หัวใจจึงปวดร้าวยิ่งกว่าสิ่งใดขอรับ”
นางเผิงฟาดไปที่บาดแผลของเขาทันที “พอแล้ว เลิกเล่นได้แล้ว ! อยู่ต่อหน้าแม่ยังจะทำเป็นเล่นอีกหรือ ? บัณฑิตเจียงจะงดให้การบ้านเจ้าได้อย่างไร ? ตอนที่เจ้าปวดใจก็นึกถึงการสอบในปีหน้าเข้าไว้ ถ้าน้องชายของคู่หมั้นแล้วก็ว่าที่น้องเขยของเจ้าสอบติดกันหมด แต่มีเจ้าเพียงคนเดียวที่ไม่ติด หัวใจจะไม่ยิ่งเจ็บปวดกว่าเดิมหรอกหรือ ? ลองคิดอีกหน่อยว่าหากเจ้าสอบซิ่วไฉได้ ตอนมาสู่ขอเฉียงเอ๋อร์แล้ว นางก็พลอยมีหน้ามีตาไปด้วย ใช่หรือไม่ ?”
เผิงหยูเหยี่ยนเจ็บจนต้องกัดฟัน นางเผิงจึงกลอกตาใส่เขา “เอาเถิด เลิกเล่นได้แล้ว ! รีบไปอ่านตำราเถิด ประเดี๋ยวแม่อยู่คุยกับท่านแม่ของว่าที่ลูกสะใภ้หน่อย !”
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินรู้สภาพร่างกายของเขาดีจึงกลัวว่าบาดแผลจะเปิด นางรีบถือผ้าพันแผลแล้วตามเขาไปทันที พอนางเผิงเห็นเข้าก็เผยรอยยิ้มอย่างสุขใจ…เด็กสองคนนี้รักกันดีเหลือเกิน !
ตอนที่ 300: ลวนลามคู่หมั้นตนเองผิดกฎหมายข้อใด
นางเผิงพบว่าการส่งบุตรชายคนเล็กมาที่นี่เป็นการตัดสินใจอันชาญฉลาดเพราะทั้งสามารถหาผู้ชี้แนะให้เหยี่ยนเอ๋อร์และยังหล่อเลี้ยงความรู้สึกของเด็กสองคนนี้ด้วย พอปลายปีหน้ามาเยือน ลูกสะใภ้แต่งเข้าบ้านแล้วในปีถัดไปนางอาจได้อุ้มหลานตัวอวบอ้วน…ดีเหลือเกิน !
นางเผิงและนางหวงนั่งด้วยกัน พี่สะใภ้ใหญ่ก็นั่งข้างทั้งสองคน บ้านสองหลังนี้มีอายุห่างกันมาก พี่สะใภ้ของเผิงหยูเหยี่ยนมีอายุมากกว่านางหวงถึง2ปี ! ทว่าสตรีสามคนที่มีอายุต่างกันยังสามารถมานั่งอยู่ด้วยกันและร่วมสนทนาอย่างสนุกสนานได้
หลังได้ฟังเหตุการณ์ที่น่าตื่นตกใจของเมื่อคืนจากปากของนางหวงแล้ว แม่สามีลูกสะใภ้คู่นี้ก็อกสั่นขวัญแขวนทันใด ชาวบ้านฉือหลี่โกวรวมกันยังมีไม่ถึง200คน แต่กองโจรนำกำลังมาเกือบ500คน บุตรสาวคนรองตระกูลหลินใจกล้าบ้าบิ่นพาบัณฑิตที่อ่อนแอคนหนึ่งไปหาทหารรักษาการณ์เมืองจงโจวตอนกลางดึก แม่สามีและลูกสะใภ้ตระกูลเผิงจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกลัว ถ้าทหารรักษาการณ์มาช่วยไว้ไม่ทัน พวกนางก็อาจไม่ได้พบเหยี่ยนเอ๋อร์อีกต่อไป…
โชคดี ! แม้ชาวฉือหลี่โกวจะเผชิญต่อการบุกปล้นของโจร แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงจนถึงขั้นมีคนเสียชีวิต ความเสียหายก็ไม่มาก หรือแม้แต่ยังสร้างผลงานชิ้นใหญ่ให้กองทัพอีกด้วย
ชาวบ้านฉือหลี่โกวจึงสามารถเดินออกไปข้างนอกได้อย่างภาคภูมิใจ ไปถึงไหนก็อวดถึงนั่น โดยเฉพาะหลิวว่ายจื่อที่อาศัยอยู่ในท่าเรือเป็นเวลานาน เขาเล่าเป็นเรื่องเป็นราวคล้ายว่าไปเจอมากับตัวเองอย่างไรอย่างนั้น
หลิวว่ายจื่อและหลิวเอ้อร์ล่ายเกลียดที่ในเวลานั้นไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านด้วย ไม่ได้ข้ามผ่านฝันร้ายไปพร้อมทุกคน แม้แต่รอยแผลเป็นบนตัวผู้ใหญ่บ้านยังเป็นเหรียญรางวัลแห่งการต่อต้านโจรหรือสัญลักษณ์ว่าไม่หวาดกลัวพวกกบฏ !
“เปิดคลังแจกอาหารบรรเทาทุกข์แล้ว ! เขตเริ่นอันเปิดคลังแจกอาหารบรรเทาทุกข์แล้ว !” บุตรชายไม่กี่คนที่ไปขายถ่านยังเขตเริ่นอันยังไม่ได้หยุดเกวียนเทียมวัวให้นิ่งก็เริ่มกระตุกเชือกค่าวอีกรอบแล้ว คราวก่อนตอนที่อำเภอเป่าชิงแจกข้าวสาร พวกชาวบ้านที่ได้รับก็ประหยัดกันแล้วประหยัดกันอีก เวลานี้ก็กินไปได้พอสมควร ในที่สุดก็รอดจนถึงการแจกอาหารรอบสองของทางราชสำนัก
วังต้าจู้บุตรชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านพูดกับชาวบ้านว่า “ทุกคนพกเงินไปด้วยมากหน่อย ได้ข่าวว่าคราวนี้ในเขตเริ่นอันมีข้าวสารมาจากทางใต้ไม่น้อยและมีคำสั่งจากทางราชสำนักว่าให้วางขายในราคาถูก ข้าไปถามราคาข้าวมาแล้ว ถูกยิ่งกว่าของอำเภอจิงหยุนเสียอีก !”
“จะไปเอาอาหารบรรเทาทุกข์อย่างไร ? ถึงอย่างไรก็ต้องเอาใบทะเบียนบ้านไปด้วย ทุกคนในทะเบียนบ้านต้องไปรับเองหรือไม่ ?” แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ถามด้วยความกังวลเพราะพ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์บาดเจ็บสาหัส เวลานี้ยังนอนรักษาตัวอยู่เลย ถ้าต้องฝืนเดินทางไปที่เขตเริ่นอันแล้ว จะไม่เหมือนเอาชีวิตไปทิ้งหรอกหรือ!
ผู้ใหญ่บ้านจึงกล่าวว่า “ไม่ต้องกังวล ถึงเวลานั้นก็เล่าเหตุการณ์ของทุกคนให้เจ้าหน้าที่ฟัง ถ้ายังขอรับไม่ได้อีก พวกเราแต่ละบ้านจะช่วยกันแบ่งให้พวกเจ้าเอง ไม่ปล่อยให้บ้านเจ้าเสียเปรียบแน่นอน !”
แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์เช็ดน้ำตาไปพลางกล่าวขอบคุณไปด้วย ช่วงหลายวันนี้นางรู้สึกโชคดีมากที่ได้เป็นสมาชิกในหมู่บ้านฉือหลี่โกว เพราะเมื่อบ้านเรือนโดนทำลาย คนในหมู่บ้านก็ช่วยกันสร้างให้พวกนางใหม่ ข้าวของเครื่องใช้เสียหาย ซัวถัวและบิดาก็ทำให้ใหม่โดยไม่คิดค่าแรง ข้าวสารในบ้านถูกปล้นก็ได้ข้าวกลับคืนมาเป็นลำเกวียน…
บิดาของบุตรชายบาดเจ็บ ได้แต่นอนอยู่บนเตียง ทว่าพวกชาวบ้านไม่เคยปล่อยให้พวกนางต้องทนทุกข์กับความเศร้าสร้อยหรือความสูญเสียแม้แต่น้อย บ้านตระกูลหลินที่นางเคยทำให้ขุ่นเคืองก็ยังนำเนื้อ5ชั่งและไก่มาให้อีก1ตัว โดยบอกว่าเอามาให้พ่อของเด็กๆบำรุงร่างกาย…น้ำตานี้จึงเป็นน้ำตาแห่งความสุข ความซาบซึ้งใจและความรู้สึกละอายแก่ใจ
ต่อไปนางจะต้องปฏิบัติต่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์เหมือนบุตรแท้ๆ ไม่คิดแต่จะเอาเปรียบไปเสียทุกอย่างและไม่พูดว่าร้ายตระกูลหลินอีกแล้ว !
เกวียนหลายสิบคันของหมู่บ้านฉือหลี่โกวถูกลากและดันโดยพวกชายฉกรรจ์และเด็กหนุ่มซึ่งด้านบนเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบขวบกับพวกคนชราที่ขาไม่ดี คนทั้งหมู่บ้านออกเดินทางพร้อมกัน นั่นเป็นสิ่งที่ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ระหว่างทางพวกเขาได้พบชาวบ้านของหมู่บ้านอื่นที่กำลังประคองซึ่งกันและกัน คนในครอบครัวดูมีสภาพชีวิตยากลำบาก ไม่มีใครที่ไม่มองพวกตนด้วยความอิจฉา พวกเด็กหนุ่มจึงเริ่มดันเกวียนให้เคลื่อนที่เร็วกว่าเดิม !
สะดุดตาที่สุดยังเป็นเกวียนของตระกูลหลินเพราะล่อสองตัว ม้าแก่สองตัวกำลังลากเกวียนแต่ละคัน เจ้าหนูน้อยและพวกเด็กๆที่อยู่บนเกวียนกำลังท่องคัมภีร์สามอักษรหรือไม่ก็ร้องเพลงเด็กที่พี่รองสอน บรรยากาศดูมีความสุขจนเหมือนไม่ได้กำลังจะไปรับอาหารบรรเทาทุกข์ แต่ไปเที่ยวเล่น !
หมู่บ้านฉือหลี่โกวอยู่ไกลจากเขตเริ่นอัน มีเด็กจำนวนมากที่แม้โตจนอายุ7-8ขวบก็ยังไม่เคยออกนอกหมู่บ้าน คราวนี้มีโอกาสได้ออกมากับพวกผู้ใหญ่และสหาย จึงเป็นธรรมดาที่จะดีใจจนเหมือนได้ฉลองเทศกาล
เจียงโม่หานนั่งอยู่บนเกวียนพลางมองยาสีดำที่ป้ายไว้ตรงก้นล่อ ระหว่างทางไปขอความช่วยเหลือจากกองทัพในคืนนั้น เจ้าล่อตัวนี้โดนธนูยิงจนล้มไปแล้ว เดิมทีคิดว่ามันจะตายด้วยเงื้อมมือพวกโจร แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากร่อนเร่อยู่ข้างนอกสองวัน มันก็กลับมาบ้านด้วยตนเองได้ พอกลับมาถึงบ้านแล้ว ก้นและขาของมันยังมีลูกธนูปักอยู่เลย !
นี่เพิ่งรักษามาได้แค่ไม่กี่วัน มันก็สามารถออกมาขนสินค้าได้แล้ว ม้าแก่ที่ถูกมอบให้ตระกูลหลินนั้นเดิมทีแม้แต่เดินยังเซ แต่หลังถูกเลี้ยงในบ้านตระกูลหลินได้เพียงไม่กี่วันก็แตกต่างออกไป ราวกับเปลี่ยนมาเป็นม้าหนุ่มอีกครั้ง ดูจากท่าทางลากเกวียนในเวลานี้ ไฉนเลยจะมีท่าทางของม้าแก่หลงเหลืออยู่ ? แถมยังให้ความรู้สึกเหมือนม้าหนุ่มจริงๆด้วย !
เขาพูดกับหลินเว่ยเว่ยที่อยู่ด้านข้างว่า “บ้านของเจ้าเลี้ยงสัตว์เก่งเสียจริง !”
หลินเว่ยเว่ยมองเขาแล้วพูดเหมือนกำลังคิดบางอย่าง “ข้าน่ะ ไม่เพียงเลี้ยงสัตว์เก่ง แต่ยังเลี้ยง…คนเก่งมากด้วย ! ดูใบหน้าขาวๆที่อวบขึ้นของเจ้าสิ เป็นผลงานของข้าครึ่งหนึ่งเชียวล่ะ !”
“รู้หรือไม่ว่าตอนนี้เจ้าเหมือนสิ่งใด ?” เจียงโม่หานโดนจับใบหน้าอันหล่อเหลา แต่สีหน้าเขาไม่เปลี่ยน แม้แต่เสียงก็ยังไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย “เหมือนหนุ่มเจ้าสำราญที่ชอบล่วงเกินสตรี !”
“ฮ่าฮ่า ! ข้าลวนลามคู่หมั้นตนเองผิดกฎหมายข้อใด ?” หลินเว่ยเว่ยยื่นมือไปเชยคางของบัณฑิตหนุ่ม
เจียงโม่หานรีบหลบ “ใช่ มันไม่ผิดกฎหมาย ! แต่ไม่เหมาะสม ! คนมองตั้งมากตั้งมายเช่นนี้ เจ้ากล้า แต่ข้าอายจะตายอยู่แล้ว !”
ดวงตาคู่น้อยของหลินเว่ยเว่ยโค้งขึ้นทันใด “ถ้าเช่นนั้น…ตอนที่ไม่มีคนอยู่ ข้าก็สามารถลวนลามได้ใช่หรือไม่ ?”
เจียงโม่หานหูแดงทันที จากนั้นก็ส่งสายตาเตือนนางว่า ‘อย่าเล่นกับไฟ ไม่อย่างนั้นต้องแบกรับผลที่จะตามมาเอง !’
หลินเว่ยเว่ยหันไปลอบยิ้มกับตนเอง นางเฝิงที่นั่งอยู่บนเกวียนเทียมม้าก็ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะพูดกับนางหวงว่า “ดูสิ เด็กทั้งสองคนรักกันมาก !”
เมื่อนางหวงหันไปมองกลับเห็นบุตรสาวกำลังลวนลามบัณฑิตเจียง นางจึงมีความรู้สึกอยากปิดหน้าหนีขึ้นมาทันใด ‘เด็กคนนี้ใจกล้าเกินไปแล้ว !’ นางครุ่นคิดในใจว่าจะเลื่อนงานแต่งของเด็กสองคนให้เร็วขึ้นดีหรือไม่ เพราะกลัวเหลือเกินว่าบุตรสาวอาจใจกล้ากว่านี้แล้วทำลายความบริสุทธิ์ของบัณฑิตเจียง…
เมื่อมาถึงเขตเริ่นอัน พวกเขายังรออยู่ที่นอกประตูเมือง ชาวบ้านที่มารับอาหารบรรเทาทุกข์ยังต่อแถวยาวเหมือนหางว่าว และพวกเขายังทำเหมือนเดิมคือส่งหนึ่งคนต่อหนึ่งครอบครัวไปต่อท้ายแถว ทันใดนั้นก็มีนายทหารเดินเข้ามาถาม “พวกเจ้ามาจากหมู่บ้านใด ?”
ผู้ใหญ่บ้านเดินขึ้นหน้าแล้วตอบคำถาม “พวกเรามาจากหมู่บ้านฉือหลี่โกว…”
“หมู่บ้านฉือหลี่โกว ?” นายทหารรีบกวาดสายตามอง ก่อนจะรีบส่งสายตาให้เพื่อนทหาร แล้วอีกฝ่ายก็วิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว !
หลินเว่ยเว่ยรู้สึกแปลกใจจึงรีบวิ่งเข้าไปแล้วถามนายทหารว่า “มีปัญหาอันใดหรือ ?”
“ไม่มีปัญหา ! แค่ถามตามหน้าที่ !” ท่าทางของนายทหารดูดีและไม่ลนลานเวลาเผชิญหน้ากับผู้อื่น มองจากปฏิกริยานี้ก็น่าจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอันใด
จบตอน
Comments
Post a Comment