ตอนที่ 301: เปิ่นหวางให้เจ้าโลภได้หนึ่งครา
ผ่านไปไม่นานก็มีนายทหารสองสามนายเดินเข้ามาพร้อมบุรุษหนุ่มในชุดฮั่นฝู ซึ่งมองสำรวจหลินเว่ยเว่ยก่อนจะกล่าวออกมาว่า “กู่เหนียงยังจำเปิ่นหวางได้หรือไม่?”
หลินเว่ยเว่ยรีบทำมือคารวะทันที “แน่นอนเพคะ องค์ชายเจ็ดทรงพระปรีชาสามารถและองอาจเหนือผู้ใด ทำให้ยากจะลืมเลือนเพคะ!”
องค์ชายเจ็ดแย้มพระโอษฐ์ “หืม? พอเจ้ากล่าวเช่นนี้ก็เริ่มทำให้เปิ่นหวางเข้าใจว่าเจ้าคิดไม่ซื่อกับเปิ่นหวางแล้วกระมัง แน่นอนว่าเปิ่นหวางทั้งปรีชาและกล้าหาญ แถมยังสง่างามมากเช่นนี้ หากกู่เหนียงจะคิดอันใดด้วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก!”
หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มยิงฟันด้วยความเจ็บปวดทันใด…เจ้าองค์ชายเจ็ด ช่างหลงตัวเองเสียจริง !
องค์ชายเจ็ดยังทอดพระเนตรนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “เป็นเจ้าเองหรือที่ช่วยจินเฉิงเอาไว้ ?”
หลินเว่ยเว่ยรีบปฏิเสธ “มนุษย์โอสถนั้นใต้เท้าซื่อจื่อเป็นผู้ลงมือสังหารเพคะ ส่วนหม่อมฉันแค่ช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้น !” ขณะที่ทูลอย่างถ่อมตน นางก็ใช้นิ้วโป้งแตะที่ปลายนิ้วก้อยเพื่อบอกว่าตนให้ความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ดวงเนตรจิ้งจอกคู่นั้นขององค์ชายเจ็ดจับจ้องไปยังปลายเล็บสีอมชมพูของนาง หลังจากเผยรอยยิ้มปิศาจออกมาแล้วก็ตรัสว่า “ตัวเจ้าก็โง่เขลาไปหน่อย ไม่รู้จักเรียกร้องของรางวัลให้ตน เอาเช่นนี้แล้วกันเปิ่นหวางจะตัดสินใจแทนเอง เจ้าสามารถขอสิ่งใดก็ได้จากจินเฉิงหนึ่งข้อ…ไม่ว่าสิ่งใดก็ได้ !”
หลินเว่ยเว่ยรีบโบกมือ “ใต้เท้าซื่อจื่อได้มอบป้ายหยกกิเลนให้หม่อมฉันแล้วเพคะ เขาบอกว่าหากมีปัญหาอันใดก็สามารถไปขอความช่วยเหลือจากจวนหมินอ๋องได้ แค่สิ่งนี้ก็มากเกินพอแล้วเพคะ ! เป็นคนอย่าโลภมาก…”
“เปิ่นหวางอนุญาตให้เจ้าโลภได้หนึ่งครา !” องค์ชายเจ็ดใช้พัดปิดบังริมพระโอษฐ์ ทว่าดวงเนตรจิ้งจอกเต็มไปด้วยความชั่วร้าย “หากเจ้าไม่รู้ว่าจะขอสิ่งใดจริงๆ เปิ่นหวางจะช่วยบอกเจ้าให้ว่าตำแหน่งซื่อจื่อเฟย…ยังว่างอยู่ !”
ดวงตาเป็นเสี้ยวพระจันทร์เพราะรอยยิ้มของหลินเว่ยเว่ยกลมโตขึ้นทันใด ‘ใต้เท้าซื่อจื่อมีความแค้นอันใดต่อเจ้ากันแน่ เจ้าถึงได้อยากให้เด็กสาวบ้านนอกแต่งเป็นซื่อจื่อเฟย ถ้าจวนหมินอ๋องแต่งเด็กสาวบ้านนอกเป็นซื่อจื่อเฟยจริงๆ มันจะไม่กลายเป็นที่ขบขันของเหล่าขุนนางผู้ทรงอำนาจหรอกหรือ ?’
องค์ชายเจ็ดเปรียบเสมือนจิ้งจอกที่กล่าวคำอวยพรวันปีใหม่ให้ไก่ พระองค์ยังคงตรัสพร้อมรอยแย้มพระโอษฐ์ “เป็นอย่างไรบ้าง ? ขอเพียงเจ้าเอ่ยปาก แล้วต่อไปไม่ว่าจะเสื้อผ้าแพรพรรณ อาหารโอชะ เงินทองหยกพลอยก็มีให้เจ้าเลือกใช้ได้อย่างถนัดมือ เพลิดเพลินกับความมั่งคั่งไม่รู้จบ เหตุใดต้องมาคอยรอรับอาหารบรรเทาทุกข์อยู่ที่เขตเล็กๆแห่งนี้และหาเงินได้ทีละตำลึงสองตำลึงด้วยเล่า ?”
หลินเว่ยเว่ยจ้องดวงพักตร์อันทรงเสน่ห์ของอีกฝ่าย ทันใดนั้นนางก็กล่าวขึ้นว่า “องค์ชายเจ็ดเพคะ ขอสิ่งใดก็ได้จริงหรือ ? เช่นนั้นองค์ชายเจ็ดอภิเษกสมรสแล้วหรือยังเพคะ ?”
ทันใดนั้นดวงเนตรจิ้งจอกขององค์ชายเจ็ดก็เบิกกว้าง เมื่อจ้องนางอีกครั้ง แล้วพระองค์ก็ตรัสด้วยสุรเสียงเจือความรังเกียจเล็กน้อย “ไม่นึกเลยว่าความโลภของเจ้าก็ยิ่งใหญ่ใช้ได้ แม้แต่ตำแหน่งซื่อจื่อเฟยก็ทำให้เจ้าพอใจไม่ได้ ? อยากเป็นหวงจื่อเฟยแทนหรือ ? เฮ้อ จินเฉิงเอ๋ยจินเฉิง เพื่อตอบแทนบุญคุณแทนเจ้าแล้ว ข้าต้องเจ็บตัวหนักเลยทีเดียว ! เอาเถิด ถ้าเจ้าเอ่ยปาก เปิ่นหวางก็จะกัดฟันตอบตกลง !”
หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะเล่นลิ้น “องค์ชายเจ็ดเพคะ พระองค์และใต้เท้าซื่อจื่อเป็นสหายที่รักใคร่กันเหลือเกิน ! แต่ว่า…หม่อมฉันไม่ได้หาสามีให้ตนหรอก แค่อยากสร้างอนาคตอันดีให้พวกเด็กสาวในหมู่บ้าน ตัวหม่อมฉันหมั้นหมายแล้วจึงไม่มีความคิดจะเปลี่ยนคู่หมั้น…พี่น้องทั้งหลาย โอกาสของพวกเจ้ามาถึงแล้ว…”
สีพระพักตร์ขององค์ชายเจ็ดเปลี่ยนไปทันใด พระองค์รีบตรัสเสียงดังลั่น “เจ้าใจกล้านัก กล้าเล่นลิ้นกับเปิ่นหวาง ! ไม่กลัวเปิ่นหวางจะสั่งตัดศีรษะเจ้าหรือ ?”
นางหวงตกใจจนหน้าถอดสี เหตุใดบุตรสาวคนนี้จึงดื้อเหลือเกิน จะเที่ยวล้อเล่นกับใครไปทั่วได้อย่างไร ? ในขณะที่นางกำลังจะเดินเข้ามาคุกเข่าอ้อนวอนก็ถูกเจียงโม่หานหยุดไว้เสียก่อน
หลินเว่ยเว่ยยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่กลัวเพคะ เพราะหม่อมฉันได้รับพระราชทานอนุญาตให้ขอสิ่งใดก็ได้หนึ่งข้อจากองค์ชายเจ็ดเอง !”
องค์ชายเจ็ดกระตุกมุมพระโอษฐ์อย่างเย็นชา “เปิ่นหวางให้เจ้าขอได้ก็เรียกคืนได้เช่นกัน !”
“อ้อ ! เช่นนั้นเพื่อปกป้องชีวิตน้อยๆของตนแล้ว หม่อมฉันคงต้องใช้ป้ายหยกกิเลนที่ใต้เท้าซื่อจื่อให้มา…” หลินเว่ยเว่ยทำคิ้วตก แสร้งทำเหมือนใกล้จะร้องไห้เต็มทน
เจียงโม่หานค่อยๆเดินเข้ามาแล้วทำมือคารวะ “กระหม่อมบัณฑิตเขตเริ่นอันนามเจียงโม่หาน ขอถวายพระพรองค์ชายเจ็ดพ่ะย่ะค่ะ !”
สายพระเนตรขององค์ชายเจ็ดโดนอีกฝ่ายดึงความสนพระทัยได้ตามคาด ด้วยความสามารถของเจียงโม่หานแล้วมีน้อยคนที่จะไม่สนใจในพรสวรรค์นั้น องค์ชายเจ็ดรีบตรัสด้วยความใคร่รู้ “เจ้าคือบัณฑิตเจียงผู้สร้างกังหันน้ำกระดูกมังกรและยังนำเสนอแนวคิดเรื่องเครื่องกรองน้ำให้แก่กองทัพใช่หรือไม่ ?”
เจียงโม่หานทูลตอบโดยไม่หวั่นเกรง “เป็นกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ…เสี่ยวเว่ยมีนิสัยซุกซน องค์ชายได้โปรดอย่าถือสานางเลย”
“เจ้า…ใช้ฐานะใดมาขอร้องแทนนาง ?” องค์ชายเจ็ดมองคนได้อย่างเฉียบขาด แค่มองก็รู้แล้วว่าบัณฑิตหนุ่มตรงหน้า ไม่ใช่คนมีนิสัยโอบอ้อมอารี แต่ยังมาขอร้องแทนเด็กคนนี้ นางมีสิ่งใดพิเศษกันแน่ ?
เจียงโม่หานมองหลินเว่ยเว่ยด้วยสายตาอ่อนโยน น้ำเสียงก็อบอุ่นเช่นกัน “นางเป็นคู่หมั้นของกระหม่อม…”
ทันใดนั้นดวงเนตรจิ้งจอกขององค์ชายเจ็ดก็กลมโตยิ่งกว่าเดิม “ว่าอย่างไรนะ ? นางเป็นคู่หมั้นของเจ้า ? เจ้าชอบอันใดในตัวนาง ?”
“องค์ชายเจ็ดเพคะ พระองค์หมายความว่าอย่างไร เหตุใดหม่อมฉันจะเป็นคู่หมั้นของเขาไม่ได้ ? เราสองคนเป็นคู่รักที่มีใจตรงกันตั้งแต่เด็ก ฐานะก็เหมาะสม ชายเก่งหญิง…ไม่ใช่สิ หญิงเก่งชายรูปงาม เหมาะสมกับราวกับกิ่งทองใบหยกเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยมองอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจ น้ำเสียงและถ้อยคำของเขาไม่ได้ทำร้ายจิตใจมากนักหรอก แต่มันเป็นการดูถูกกันอย่างยิ่ง !
องค์ชายเจ็ดตรัสขัดจังหวะนางอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าหยุดพูดก่อน ! บัณฑิตเจียง เจ้าพูดแทน…จงว่ามา เพราะหญิงร้ายกาจผู้นี้บังคับเจ้าใช่หรือไม่ !”
หลินเว่ยเว่ยกำลังจะอธิบาย แต่โดนองค์ชายเจ็ดถลึงดวงเนตรใส่ เจียงโม่หานเอื้อมมือไปลูบศีรษะน้อยๆของนางแล้วทูลด้วยน้ำเสียงที่ไม่เคยอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน “เราสองคนมีใจตรงกัน คู่หมั้นคนนี้ กระหม่อมก็เป็นคนเริ่มเสนอความคิดเรื่องการสู่ขอเองพ่ะย่ะค่ะ !”
หลินเว่ยเว่ยใจพองฟูในทันที เมื่อได้ยินถ้อยคำของคู่หมั้นหนุ่มแล้วนางก็รู้สึกราวกับว่าได้กินไอศกรีมในวันที่อากาศร้อนจัด รู้สึกมีความสุขตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทันใดนั้นนางก็หันไปยักคิ้วใส่องค์ชายเจ็ดอย่างได้ใจ…ได้ยินหรือไม่ ? เป็นบัณฑิตน้อยที่เริ่มอยากกินผักกาดขาวสดใหม่และอ่อนนุ่มต้นนี้ก่อน !
องค์ชายเจ็ดทั้งขำและโมโหพลางใช้พัดชี้นาง “เจ้ามีสิ่งใดให้น่าภาคภูมิใจ ? เจ้าแสดงให้บุรุษทุกคนดูหน่อยว่ามีตรงไหนที่คู่ควรกับบัณฑิตเจียง ?”
หลินเว่ยเว่ยไม่ได้หัวเสีย นางฉีกยิ้มขณะจ้องมองชายสูงศักดิ์ “คราวหน้าหากหม่อมฉันมีโอกาสพบใต้เท้าซื่อจื่ออีก หม่อมฉันจะต้องถามให้ได้ว่าเขาไปทำสิ่งใดให้พระองค์ขุ่นเคือง !”
“หมายความว่าอย่างไร ?” องค์ชายเจ็ดตรัสถาม
“องค์ชายเจ็ดทรงเห็นว่าหม่อมฉันไม่คู่ควรกับบัณฑิตเจียง แต่ผลักหม่อมฉันให้ใต้เท้าซื่อจื่อ กล่าวกันว่า ‘บุรุษเป็นหนึ่ง แต่สตรีอาจสร้างหายนะ !’ แล้วพระองค์จะไม่มีความแค้นต่อจวนหมินอ๋องเช่นนั้นหรือเพคะ ?” หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มที่เหมือนไม่ได้ยิ้มและมององค์ชายเจ็ดด้วยสายตาที่ไม่พอใจอย่างยิ่ง
องค์ชายเจ็ดบันดาลโทสะในทันใด “เจ้าช่างใจกล้านัก !”
หลินเว่ยเว่ยทำตาเป็นเสี้ยวพระจันทร์อันแสนน่ารัก “หากใจไม่กล้าแล้วจะเข้าไปขวางมนุษย์โอสถเพื่อช่วยชีวิตใต้เท้าซื่อจื่อได้อย่างไรเพคะ ?”
“ดี ดี ! เปิ่นหวางจดจำเจ้าไว้แล้ว !” องค์ชายเจ็ดรู้สึกโชคดีที่สหายรักไม่ได้มาอยู่ตรงนี้เพราะไม่อย่างนั้นพระองค์ต้องโดนหัวเราะเยาะไปอีกนานแน่
หลินเว่ยเว่ยจึงรีบกล่าวว่า “เป็นเกียรติของหม่อมฉันเหลือเกินเพคะ”
“ไป ไป ไป ! จะไปทำอันใดก็ไป เห็นเจ้าแล้วน่าโมโหนัก !” องค์ชายเจ็ดยังไม่สามารถทำอะไรนางได้ เดิมทีคิดจะมาแกล้งหยอกเด็กสาว แต่กลับโดนเด็กแกล้งคืน ! สมัยนี้เด็กสาวชาวบ้านร้ายกาจเช่นนี้หมดแล้วหรือ ?
[1] ฮั่นฝู เป็นคำที่เรียกเครื่องแต่งกายของชาวฮั่น ตามธรรมเนียมแล้วฮั่นฝูประกอบด้วยเสื้อคลุมกับกระโปรงส่วนล่าง มีเครื่องประดับหลายอย่างเช่นผ้าโพกศีรษะ รองเท้า เข็มขัด จี้หยกและพัด
[2] บุรุษเป็นหนึ่ง แต่สตรีอาจสร้างหายนะ หมายความว่า หากผู้ชายเลือกผู้หญิงไม่ดีเข้าบ้านก็อาจนำพามาซึ่งหายนะ3ช่วงอายุ คือพ่อแม่สามี สามีภรรยา และบุตร
ตอนที่ 302: เกินกำหนดแล้ว
หลังจากหลินเว่ยเว่ยทำให้องค์ชายเจ็ดเสด็จจากไปพร้อมความโมโหแล้ว นางก็กลับมาหามารดาที่รีบยกมือตีสองสามครั้งทันที “เจ้านี่นะ ! จะเล่นก็ไม่ดูสถานการณ์ ไม่ดูฐานะของอีกฝ่ายบ้าง ถ้าองค์ชายเจ็ดลงโทษเจ้าฐานดูหมิ่นเบื้องสูงขึ้นมาจริงๆ เจ้าจะให้แม่มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร ?”
“องค์ชายเจ็ดไม่ใช่ผู้ที่ชอบใช้อำนาจข่มเหงราษฎร พระองค์ก็แค่ข่มขู่ข้าเท่านั้น ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ !” แต่แล้วทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เกิดความรู้สึกน้อยใจ นางเข้าไปกอดแขนมารดาแล้วมุ่ยปากพลางกล่าวว่า “องค์ชายเจ็ดตรัสว่าข้าไม่คู่ควรกับบัณฑิตน้อย ข้าแย่ถึงเพียงนั้นจริงหรือเจ้าคะ ?”
เมื่อนางเฝิงได้ยินแล้วก็ไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันใด “เหลวไหล ! เว่ยเว่ยของบ้านเราฉลาด ใจดี เข้าอกเข้าใจผู้อื่น ขยันอดทน แล้วหานเอ๋อร์มีสิ่งใดบ้าง ? มีแค่หน้าตาดี จะมีประโยชน์อันใด ?”
เจียงโม่หานถึงขั้นพูดไม่ออก
ท่านแม่ขอรับ ท่านปลอบใจคนอื่นแต่กลับมาทำร้ายบุตรแท้ๆเสียได้ ! การที่ข้าหน้าตาดีถือเป็นความผิดของข้าหรือ ?
ป้ากุ้ยฮวาก็เข้ามาพูดปลอบ “เสี่ยวเว่ย อย่าไปฟังถ้อยคำเหลวไหลของผู้อื่น พวกเขาเข้าใจเจ้าเหมือนพวกเราเสียที่ไหนกันเล่า ? ในสายตาของข้า เห็นเจ้ากับบัณฑิตเจียงเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยกแน่นอน !”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ! พี่รองเก่งกาจที่สุดของที่สุดในใจข้า !” เจ้าหนูน้อยเพิ่งกล่าวจบ สหายของเขาก็เริ่มออกความเห็นตามมาทันที บรรยายกาศที่เงียบเหงาเมื่อครู่จึงกลับมาคึกคักอีกครา
องค์ชายเจ็ดยังเสด็จออกไปไม่ไกลนัก พระองค์จึงหันกลับมาทอดพระเนตร พอเด็กคนนั้นแสดงสีหน้าเสียใจก็มีคนเข้ามาล้อมรอบนางไม่น้อย ดูท่าทางแล้วกำลังปลอบใจนางอยู่…เด็กปากร้ายมีคนรักมากมายใช้ได้ !
เมื่อถึงเวลารับอาหารบรรเทาทุกข์ของหมู่บ้านฉือหลี่โกว คนที่ต่อแถวอยู่ทางนั้นก็ตะโกนเรียกเสียงดัง พวกผู้ชาย ผู้หญิง เด็กและคนแก่ชาวฉือหลี่โกวจึงพากันไปต่อแถว การแจกจ่ายยังยึดตามหลักผู้ใหญ่ได้ข้าวสาร20ชั่ง ส่วนเด็กที่อายุน้อยกว่า5ขวบจะถูกลดลงมาครึ่งหนึ่ง
เสี่ยวร่างต่อแถวด้วยความรู้สึกประหม่า แม้ทะเบียนบ้านของตนจะย้ายมาอยู่ในตระกูลหลินแล้ว ทว่ายังอยู่ในฐานะบ่าวรับใช้ จึงไม่รู้ว่าจะได้รับข้าวสารเหมือนคนอื่นหรือเปล่า
ในที่สุดก็มาถึงคราวบ้านตระกูลหลิน เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยซึ่งรับหน้าที่ชั่งน้ำหนักข้าวสารก็ทราบมาว่าตระกูลหลินแห่งหมู่บ้านฉือหลี่โกวเคยช่วยชีวิตหมินอ๋องซื่อจื่อเอาไว้ เมื่อครู่องค์ชายเจ็ดยังเสด็จเข้าไปสนทนากับคนตระกูลหลินอย่าง ‘สนิทสนม’ จึงเป็นธรรมดาที่ตอนชั่งข้าวสารจะมีความผ่อนปรนกว่าบ้านอื่นมาก
“บ้านตระกูลหลิน6คน ทั้งหมด120ชั่ง !” ตอนเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยชั่งน้ำหนัก ของส่วนใหญ่เป็นข้าวสารชั้นดี ธัญพืชหยาบก็เลือกเป็นข้าวโพด หลังชั่งน้ำหนักเสร็จแล้วยังเติมข้าวสารเพิ่มลงในกระสอบอีกครึ่งถัง
หลินเว่ยเว่ยเห็นกับตาตัวเอง นางจึงยัดห่อกระดาษน้ำมันใส่มือเจ้าหนูน้อยแล้วกระซิบบอกเขาสองสามประโยค เจ้าหนูน้อยจึงรีบเบียดตัวเข้าไปแล้วยื่นห่อกระดาษใส่มือเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยทันที “พี่ชายลำบากแล้ว นี่เป็นของที่บ้านข้าทำเอง พี่ชายอย่ารังเกียจเลยขอรับ !”
เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยคิดว่าเป็นอาหารแห้งที่เด็กน้อยพกติดตัวมากินจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เมื่อถึงเวลาพักเที่ยง เขาก็แกะห่อกระดาษออกดู ทันใดนั้นจึงพบว่าด้านในเป็นเนื้อหมูป่าแผ่นที่มีราคาถึงชั่งละ1ตำลึง เขาลองชั่งน้ำหนักด้วยมือ อย่างน้อยมันก็มีน้ำหนักประมาณครึ่งชั่งได้เลย !
เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยรีบหันไปมองโดยรอบ จากนั้นก็หยิบเนื้อแผ่นออกมาประมาณสองสามแผ่นแล้วกินคู่กับอาหารกลางวันที่ตนนำมาด้วยอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนที่เหลือนั้นเขาห่อกลับตามเดิมอย่างระมัดระวังเพื่อนำกลับไปแบ่งปันให้น้องชายและน้องสาวที่บ้านได้ลองชิม เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยในเขตเริ่นอัน ไฉนเลยจะมีเงินเหลือซื้ออาหารของคนรวยเหล่านี้ ?
เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยมองไปทางคนบ้านตระกูลหลิน พวกนางมารับข้าวสารร้อยกว่าชั่งแต่นำเกวียนมาถึง4คัน เห็นได้ชัดว่ามาเพื่อช่วยชาวบ้านคนอื่นขนข้าว มองบรรยากาศของชาวบ้านฉือหลี่โกวแล้วคนทั้งหมู่บ้านมีความสุขสนุกสนาน พอหันไปมองหมู่บ้านอื่น หลังได้รับข้าวสารแล้วก็ทั้งดีใจและหวาดกลัว แทบอยากจะซ่อนข้าวสารไม่ให้คนอื่นเห็น…ช่างแตกต่าง ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน !
หลังจากชาวบ้านฉือหลี่โกวรับข้าวสารเสร็จแล้ว ผู้ที่ไม่มีเกวียนหรือรถลากช่วยขน ถ้าไม่ใช้ร่วมกับบ้านอื่นก็มาวางบนเกวียนบ้านตระกูลหลิน หลินเว่ยเว่ยเห็นเกวียนทั้ง4คันของบ้านตนยังไม่เต็ม นางจึงถามบ้านสองสามหลังที่ได้ข้าวสารไม่มากสักเท่าไรว่า “ข้าจะเข้าเมืองไปซื้อข้าวสารราคาถูก พวกท่านจะไปด้วยกันหรือไม่ ?”
หลายสิบครอบครัวต้องการที่จะเข้าเมืองไปดูราคาข้าว แต่ในเมืองมีกฎใหม่คือต้องใช้ทะเบียนบ้านเพื่อผ่านเข้าเมืองและในหนึ่งครอบครัวจะเข้าได้มากสุดแค่2คนเท่านั้น
เจ้าหนูน้อยได้สิทธิ์เข้าเมืองกับพี่รอง เขาจึงหันไปอวดสหายด้วยความดีใจ ครอบครัวอื่นเข้าเมืองเพื่อซื้อข้าวและขนข้าวจึงเป็นธรรมดาที่จะพาเด็กเล็กไปด้วยไม่ได้ พวกวังตงเฉียงจึงได้แต่อิจฉา
เจ้าหนูน้อยตบกระเป๋าเงินของตน “ข้าเอาเงินติดตัวไปด้วย ประเดี๋ยวจะซื้อซาลาเปาไส้เนื้อให้พวกเจ้า มันอร่อยมากเลย !”
เสี่ยวร่างไม่เคยได้เข้าเมืองมาก่อน ตอนที่อยู่ใกล้ตัวเมืองที่สุดก็คือตอนที่เขามาเป็นขอทานอยู่แถวหน้าประตูเมือง ได้แต่นั่งมองเด็กคนอื่นถูกผู้ใหญ่ในบ้านพาเข้าไปเดินเล่นในเมืองตาปริบๆ ไฉนเลยขอทานอย่างเขาจะมีสิทธิ์เข้าเมือง ?
หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นแววตาเศร้าหมองของเด็กน้อยจึงก้มหน้าถาม “เสี่ยวร่างอยากไปด้วยกันหรือไม่ ?”
เสี่ยวร่างกัดริมฝีปากแล้วหันไปมองเจ้าหนูน้อยที่สัญญาว่าจะซื้อซาลาเปาไส้เนื้อให้ทุกคนจึงส่ายหน้าเบาๆ “บ่าวไม่ไปขอรับ ให้นายน้อยไปเถิด !”
“บ้านของบัณฑิตน้อยมี2สิทธิ์ น้าเฝิงไม่ไป ดังนั้นยังไปได้อีกคน !” หลินเว่ยเว่ยลูบผมนุ่มๆของเจ้าตัวน้อยแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ไปได้หรือขอรับ ? บ่าวก็เข้าเมืองได้หรือ ?” ทันใดนั้นดวงตาของเสี่ยวร่างก็ทอประกาย
หลินเว่ยเว่ยยิ้มและพยักหน้า “แน่นอน ถ้าเจ้าไม่ไป เช่นนั้นสิทธิ์ก็จะไม่เสียเปล่าหรือ ?”
เจ้าหนูน้อยจึงรีบวิ่งเข้ามาจับมือเสี่ยวร่าง จากนั้นเด็กทั้งสองคนก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ “เยี่ยมไปเลย เสี่ยวร่างก็เข้าเมืองได้ ! พวกเราไปซื้อถังหูลู่แล้วก็ของอร่อยเยอะๆเลย !”
“รู้จักแต่กิน !” หลินเว่ยเว่ยตีศีรษะเจ้าหนูน้อยเบาๆ
เจ้าหนูน้อยก้มมองเจ้าดำที่กำลังเดินวนรอบเท้าไปมา “ไปกันเถิด ! เข้าไปในตัวเมืองด้วยกัน !”
เข้าเมืองก็ต้องต่อแถวและยังต้องตรวจสอบทะเบียนบ้านอย่างเข้มงวด พอเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูเมืองเห็นทะเบียนบ้านเป็นตระกูลหลินแห่งหมู่บ้านฉือหลี่โกว เขาก็อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจทั้งสี่คนและยังมีลูกหมาอีกหนึ่งตัว
เจ้าหนูน้อยทำหน้าตาจริงจังเพราะกลัวว่าตนจะถูกคัดออก เจ้าหน้าที่เห็นเขามีหน้าตาน่ารักน่าชังจึงแกล้งหยอกว่า “พวกเจ้ามีจำนวนเกินกว่ากำหนดแล้ว”
เจ้าหนูน้อยรีบนับคนรอบตัวแล้วกล่าวเบาๆว่า “ไม่เกิน ทะเบียนบ้าน2ใบเข้าได้บ้านละ2คนก็ครบพอดีขอรับ !”
เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูเมืองชี้ไปยังเจ้าดำที่อยู่ข้างเท้าของเขา “ใครบอกว่าพอดี นี่ไม่ได้เพิ่มมาอีกหนึ่งหรอกหรือ ?”
เจ้าหนูน้อยกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “นี่เป็นลูกหมาที่บ้านเราเลี้ยง ไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้าน…”
“ไม่อยู่ในทะเบียนบ้าน ? เช่นนั้นก็จัดการง่ายกว่าเดิม ! ไม่อยู่ในทะเบียนบ้านย่อมไม่สามารถปล่อยให้เข้าเมืองได้ !” เจ้าหน้าที่กลั้นหัวเราะแล้วทำหน้าไม่เห็นแก่ใครทั้งนั้น
เจ้าหนูน้อยรีบหันไปขอความช่วยเหลือจากพี่รอง แต่ก็เห็นนางไม่มีทีท่าจะกล่าวสิ่งใดออกมา ทันใดนั้นเขาก็เห็นว่ามีคนพาไก่เข้าเมืองจึงรีบถามเจ้าหน้าที่ว่า “ไก่พวกนั้นก็ไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้าน เหตุใดพวกเขานำเข้าไปได้ แต่พวกเราไม่ได้ขอรับ ?”
“พวกเขาเข้าเมืองไปขายไก่ หรือว่า…เจ้าจะขายลูกหมา ?” เจ้าหน้าที่ประหลาดใจในความเฉลียวฉลาดของเขาจึงมองพร้อมรอยยิ้ม
เจ้าหนูน้อยหัวไวจึงรีบก้มตัวไปอุ้มเจ้าดำขึ้นมา “ใช่ขอรับ พวกเราจะเข้าเมืองไปขายลูกหมา ตอนนี้เข้าเมืองได้แล้วหรือยัง ?”
ตอนที่ 303: เหตุใดจึงมีสิทธิพิเศษ?
เจ้าหน้าที่กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าเห็นว่าลูกหมานี้ท่าทางไม่เลว ดูร่าเริงดี ราคาเท่าไหร่ ? ข้าจะซื้อไว้เอง !”
เจ้าหนูน้อยบอกราคาแพงลิบ “100ตำลึง ! ลูกหมาบ้านข้ามีสายเลือดของหมาป่า ท่านดูที่หูของมันสิ ตั้งตรงแถมยังดุเป็นพิเศษ อายุยังไม่ถึงเดือนก็กล้าสู้กับหวงต้าเซียนแล้วขอรับ !”
เมื่อเห็นผู้คนที่มาต่อแถวตรงเบื้องหลังของอีกฝ่ายแล้ว เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ไม่แกล้งเขาอีก “100ตำลึง เจ้าช่างกล้าเรียกราคา ! ข้าคิดว่าเจ้าไม่อยากขายจริงมากกว่า ? เอาเถิด เข้าไปได้ ! หวังว่าจะมีคนยอมซื้อ…ลูกหมาป่าของเจ้าในราคาร้อยตำลึง !”
เจ้าตัวน้อยฉลาดมาก แม้แต่ลูกหมาที่มีสายเลือดหมาป่าก็ยังกล้าสร้างเรื่องมาได้อย่างน่าสนใจ !
พอเข้าเมืองแล้วเจ้าหนูน้อยก็อุ้มเจ้าดำไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างจับมือพี่รองไว้ จากนั้นเขาก็บ่นพึมพำขึ้นมาว่า “พี่รอง เหตุใดเมื่อครู่ท่านไม่ช่วยข้าเลย ?”
“เพราะข้าเชื่อว่าน้องสี่ของเราจัดการได้ !” หลินเว่ยเว่ยไม่ยอมรับว่าเมื่อครู่นางอยากดูละครฉากเด็ดจากน้องชาย
พอเจ้าหนูน้อยได้ยินก็ดีใจขึ้นมาทันใด “พี่รอง พี่รอง ! เมื่อครู่ข้าฉลาดหรือไม่ ร้ายกาจหรือเปล่า ? พวกเราเข้าเมืองมาขายลูกหมา อีกเดี๋ยวตอนออกไปก็บอกว่าลูกหมาขายไม่ออก…”
“คนโง่เขลาเท่านั้นถึงจะซื้อหมาโง่ของเจ้าในราคาร้อยตำลึง !” หลินเว่ยเว่ยอุ้มเจ้าดำขึ้นมา เจ้าดำรีบใช้ดวงตาของมันมองนางด้วยความดีใจแล้วแสดงประกายแห่งความสนิทสนมปนความเคารพ
เจ้าหนูน้อยรีบแย่งเจ้าดำกลับมาอุ้มไว้ในอ้อมกอดตามเดิม เขาหันไปมองสิ่งที่อยู่รอบตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น วันนี้บนถนนในเขตเริ่นอันมีผู้คนมากกว่าปกติ พ่อค้าแม่ขายตะโกนเชิญชวนเสียงดังลั่นเพื่อขายสินค้าให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมา
“คุณชายน้อยท่านนี้สนใจแมลงปอไม้ไผ่หรือไม่ ? แมลงปอไม้ไผ่บินได้ไกลมากเลยขอรับ ! แล้วก็ยังมีผีเสื้อสานเหมือนของจริงมากเลย อันละ1อีแปะเท่านั้น !” ชายชราผู้ดูผ่านความลำบากมาไม่น้อยและอยู่ในเสื้อผ้าเนื้อบาง แค่โดนลมพัดก็หนาวสั่นแล้ว ข้างกายเขายังมีเด็กที่ดูจะอายุน้อยยิ่งกว่าเจ้าหนูน้อยนั่งอยู่ด้วย บนตัวถูกคลุมด้วยเสื้อกันหนาวของชายชราและนั่งมองท่านปู่ขายของอย่างว่านอนสอนง่าย
เจ้าหนูน้อยหยุดลงที่เบื้องหน้าของทั้งสองคนแล้วชี้ไปที่แมลงปอไม้ไผ่ “ท่านปู่ มันบินได้จริงหรือ ? มันจะบินได้อย่างไรกัน ?”
ชายชรายกแมลงปอไม้ไผ่ขึ้นแล้วปั่นมันในมือเบาๆ ทันใดนั้นแมลงปอไม้ไผ่ก็ลอยขึ้นไปสูงเท่าหลังคาตามแรงที่เขาใช้ เจ้าหนูน้อยและเสี่ยวร่างอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ ท่าทางดูจะตกใจมาก หลินเว่ยเว่ยมีความรู้สึกอยากจะเอามือปิดหน้าตนเอง…เจ้าเด็กโง่ที่ไม่เคยเห็นโลกภายนอกสองคนนี้หนอ !
ต่อจากนั้นเจ้าหนูน้อยก็เงยหน้ามองหลินเว่ยเว่ยแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “พี่รอง พวกเราซื้อสักอันได้หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยแสดงท่าทางราวกับไม่อยากยุ่งเรื่องของเขา “เงินนี้เจ้าเป็นคนหา ดังนั้นเจ้าอยากใช้อย่างไรก็ใช้ ไม่จำเป็นต้องถามข้า !”
เจ้าหนูน้อยยังหันไปปรึกษากับเสี่ยวร่าง “พวกเราซื้อไปอันเดียวจะพอเล่นหรือเปล่า ? ซื้อสองอันจะดีกว่าหรือไม่ ? จะได้แบ่งให้พวกเพื่อนๆเล่นด้วย แล้วก็ใกล้จะถึงวันเกิดของถู่โต้ว เราซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเขาสักอันก็แล้วกัน”
เสี่ยวร่างพยักหน้ารัวและคิดในใจว่า น่าเสียดายที่วันเกิดของเขาผ่านไปแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาก็อาจได้ของขวัญเหมือนกัน
เมื่อเด็กทั้งสองปรึกษากันได้พักหนึ่งก็ตัดสินใจจะซื้อแมลงปอไม้ไผ่3อัน แต่แล้วในขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่าเด็กชายในเสื้อกันหนาวขาดๆนั้นมาอยู่ข้างกายพวกเขาตั้งแต่เมื่อใด ขณะมองเจ้าดำในอ้อมกอดของเจ้าหนูน้อย เด็กชายก็อยากเอื้อมมือไปจับแต่ก็กลัว จู่ๆเด็กชายก็กล่าวออกมาเสียงเบาว่า “พี่ชายทั้งสอง ซื้อผีเสื้อสานสักตัวเถิด ท่านปู่ใช้เวลาสานนานมากเลย !”
เจ้าหนูน้อยมองผีเสื้อสานที่เหมือนจริง ก่อนจะตัดสินใจซื้อ2ตัว ตัวหนึ่งให้พี่สาวคนโต ส่วนอีกตัวก็ให้พี่รอง ! จากนั้นเจ้าหนูน้อยก็หยิบเงิน5อีแปะออกมาจากกระเป๋าแล้ววางมันที่ฝ่ามือของเด็กชาย “ได้สิ เอาผีเสื้อสาน2ตัวและแมลงปอไม้ไผ่3อัน !”
เด็กชายรีบกำเงินแล้ววิ่งไปหาท่านปู่ของตน “ท่านปู่ขอรับ พวกเราขายของได้แล้ว ! รอให้หาได้ถึง20อีแปะเมื่อใด เราก็จะไปซื้อเสื้อกันหนาวที่โรงรับจำนำให้ท่านสักตัว ท่านปู่จะไม่ต้องทนหนาวอีกต่อไป !”
ชายชรารับเงินมาเก็บไว้แล้วเอื้อมมือไปลูบศีรษะเจ้าตัวน้อย เสื้อกันหนาวเก่าๆของโรงรับจำนำก็ยังต้องใช้เงินถึง20อีแปะ ตลอดสายวันนี้เพิ่งขายได้เงิน5อีแปะ ไม่รู้ต้องเก็บจนถึงตอนไหน…
ปีนี้ครอบครัวทั่วไปยังไม่มีเงินซื้อข้าวสารด้วยซ้ำ ไฉนเลยจะเสียเงินอีแปะเดียวเพื่อซื้อของเล่นเหล่านี้ ?
ตอนที่ชายชราส่งแมลงปอไม้ไผ่และผีเสื้อสานให้เจ้าหนูน้อย เขายังแถมผีเสื้อสานให้อีกตัว หลังขอบคุณชายชราคนนั้นแล้ว เจ้าหนูน้อยก็กระโดดโลดเต้นวิ่งตามพี่รองซึ่งเดินอยู่ข้างหน้าด้วยความดีใจ
“พี่รอง ข้าให้ของขวัญท่าน !” เขานำผีเสื้อสานยัดใส่มือหลินเว่ยเว่ย “สวยใช่หรือไม่ ? เหมือนของจริงมากเลย !”
หลินเว่ยเว่ยยกผีเสื้อสานขึ้นมาดู “ขอบใจ ข้าชอบมาก !”
“พี่รอง ข้าวราคาถูกขายที่ไหน ? พวกเราจะต้องถามจากใครสักคนหรือไม่ ?” เจ้าหนูน้อยยกแมลงปอไม้ไผ่และผีเสื้อสานให้เสี่ยวร่างถือ จากนั้นก็ยกเจ้าดำที่อยู่ในอ้อมกอดขึ้น…เหมือนว่าเจ้าดำจะอ้วนขึ้น รู้สึกหนักขึ้นมาก !
หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ต้องถาม เพราะตรงไหนมีคนต่อแถวยาวที่สุดก็คือตรงนั้น !”
เจ้าหนูน้อยชี้ไปที่ถนนเบื้องหน้าเพราะมีคนต่อแถวยาวแทบสุดถนน “ข้ารู้แล้ว ที่นั่น พวกเรารีบไปกันเถิด…”
“ต่อแถว ไปต่อแถวข้างหลัง ! คนหนึ่งซื้อได้แค่20ชั่ง !” ผู้ที่ได้รับคำสั่งให้ดูแลความสงบกำลังลากตัวคนที่คิดจะแซงแถวออกไปต่อยังท้ายแถว
“หืม ? นี่คือชิงเฟิงไม่ใช่หรือ ?” ขณะมองชายหนุ่มที่เปล่งเสียงจนแทบแหบแห้งผู้นั้น หลินเว่ยเว่ยก็คาดไม่ถึงว่าจะเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตา หมายความว่า…ร้านนี้ก็เป็นร้านของตระกูลลู่ใช่หรือไม่ ? ก็สงสัยอยู่ว่าหากไม่มีกำลังมากพอ ใครที่ไหนจะมาทำการค้าที่ได้กำไรน้อยเช่นนี้ ?
“ไอหยา ! หลินกู่เหนียง ! คุณชายของข้าน้อยได้ยินเรื่องของหมู่บ้านฉือหลี่โกวและกำลังจะไปหาท่านอยู่พอดี ท่านสบายดีหรือไม่ขอรับ ?” พอเห็นนางแล้ว ชิงเฟิงก็รีบเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้ม
หลินเว่ยเว่ยยักคิ้วพลางถามว่า “คุณชายรองของเจ้าก็มาด้วยหรือ ?”
“มา มาขอรับ !” ชิงเฟิงกล่าวพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม “คุณชายของเราอยู่ที่เรือนด้านหลังขอรับ หลินกู่เหนียง บัณฑิตเจียงเชิญ…”
เขาหันไปมองชาวบ้านฉือหลี่โกวที่ด้านหลังของหลินเว่ยเว่ย จากนั้นก็พูดกับลูกจ้างผู้ชั่งข้าวสารว่า “ชั่งให้คนในหมู่บ้านเดียวกับหลินกู่เหนียงก่อน ! พวกเขาต้องการเท่าไหร่ก็ขายให้ !”
ผู้ที่ต่อแถวอยู่ด้านหน้าจึงไม่พอใจมาก “ไม่ได้บอกว่าต้องต่อแถวหรือ ? เหตุใดพวกเขาถึงแซงได้ เหตุใดจึงมีสิทธิพิเศษ ?”
ชิงเฟิงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้ารู้หรือไม่ว่ากู่เหนียงท่านนี้คือใคร ? นางเป็นผู้มีพระคุณที่เคยช่วยชีวิตคุณชายของพวกเราไว้ ทำไมหรือ ? เราจะอำนวยความสะดวกให้ผู้มีพระคุณของคุณชายไม่ได้หรือไร ? ถ้าเจ้ามีปัญหาก็ไม่ต้องซื้อ ! ข้าบอกพวกเจ้าตามตรงเลยแล้วกันว่าที่พวกเจ้าได้ซื้อข้าวในราคาถูกก็ต้องขอบคุณกู่เหนียงท่านนี้ ! หากนางไม่ใช่คนของเขตเริ่นอันและเพื่อความสะดวกสบายของนาง ตระกูลลู่แห่งเมืองหลวงไม่มีทางมาตั้งร้านขายข้าวในพื้นที่ทุรกันดารเช่นนี้หรอก”
ไม่พอใจก็ไม่ต้องซื้อ ! ใครง้อเจ้าหรือ !
“พอเถิด พอ! พี่ชิงเฟิง พาข้าไปพบคุณชายของท่านได้แล้ว !” บ่าวรับใช้คนนี้อารมณ์ร้ายเสียจริง เห็นจะมีก็แค่คนนิสัยอย่างลู่เหวินจวินเท่านั้นที่จะตามใจบ่าวจนกลายเป็นเช่นนี้ได้
เมื่อเผชิญหน้ากับหลินเว่ยเว่ยแล้ว ชิงเฟิงก็เปลี่ยนสีหน้าทันควัน ใบหน้าของเขากลับมาเปื้อนยิ้มหวานหยด “ได้เลยขอรับ ! กู่เหนียงเชิญตามข้าน้อยมาเถิด ! เมล็ดสนปากอ้าที่คุณชายขนไปคราวก่อนก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า คุณชายเอ่ยปากแล้วว่าจะไปหาท่านเพื่อขอซื้ออีกสักลำเรือขอรับ !”
ตอนที่ 304: อย่ารักจนเกินงาม
“2หมื่นชั่งไม่มีให้แล้ว แต่ถ้า1หมื่นชั่งก็ยังพอไหว !” เมื่อเดินผ่านประตูที่สองมาแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เห็นลู่เหวินจวินกำลังจัดการของบางอย่างอยู่ในลาน
“หลินกู่เหนียง ! ข้ากำลังบ่นเลยว่าวันพรุ่งนี้จะไปเยี่ยมท่าน คาดไม่ถึงว่าจะได้พบกันวันนี้ !” ต่อจากนั้นลู่เหวินจวินก็พูดกับบ่าวรับใช้ว่า “นำข้าวแดงที่ข้านำมาใส่เกวียนให้หมดแล้วยังมีแฮมจินหัว ชาซีหูหลงจิ่ง…”
หลินเว่ยเว่ยมองของที่กองเท่าเนินเขาบนเกวียน คงไม่ได้เตรียมมาเพื่อนางทั้งหมดกระมัง ? นี่…จะกล้ารับไว้ได้อย่างไร ? คุณชายลู่ก็เกรงใจเกินไปหน่อยแล้ว
ทันใดนั้นลู่เหวินจวินก็ตบหน้าผากตนเองแล้วพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “จริงสิ ! ได้ยินว่ากู่เหนียงหมั้นหมายแล้ว แม้ตัวข้าจะอยู่เมืองหลวงก็รู้สึกดีใจแทนกู่เหนียงด้วย จึงเตรียมของขวัญสำหรับการหมั้นหมายไว้ให้ท่าน…”
หลังกล่าวจบเขาก็หยิบกล่องไม้จันทร์แดงออกมาจากเรือน “เครื่องประดับในนี้ล้วนเป็นของทันสมัยที่สุดในเมืองหลวง ข้าให้พี่สะใภ้ใหญ่ช่วยเลือก กู่เหนียงลองดูว่าชอบหรือไม่”
ในกล่องมีเงิน ทอง หยก ทับทิม ไพลิน ไข่มุก ปะการัง…แค่แสงที่เปล่งประกายออกมาก็ทำให้หลินเว่ยเว่ยแทบตาบอดได้แล้ว เครื่องประดับกล่องเดียวก็น่าจะมีราคาหลายพันตำลึง ขณะที่นางกล่าวว่า “จะกล้ารับไว้ได้อย่างไร เกรงว่าจะล้ำค่ามาก…” มือของนางกลับเอื้อมเข้าไปรับอย่างแนบเนียน
“เหมาะสมแล้ว ! ท่านแม่ยังบอกว่าของเหล่านี้ยังดูไม่ล้ำค่ามากพอด้วยซ้ำ ! กู่เหนียงชอบก็ดีแล้ว !” ทันใดนั้นลู่เหวินจวินก็มองไปทางเจียงโม่หานด้วยท่าทางเคร่งขรึมราวกับตนเป็นพี่น้องของบ้านฝ่ายหญิง “ท่านต้องดีต่อหลินกู่เหนียง ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่ปล่อยท่านไว้แน่ !”
เจียงโม่หานเข้าใจความรู้สึกบางอย่างผ่านสายตาของลู่เหวินจวิน อีกฝ่ายยังไม่รู้ใจตัวเอง ทว่าน่าเสียดายที่เขาไม่มีทางทำให้ลู่เหวินจวินได้รู้ใจตนเองเด็ดขาด
เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของเด็กน้อย “สตรีที่ข้าสู่ขอมาเอง จะไม่ปฏิบัติต่อนางอย่างดีได้อย่างไร ? คุณชายลู่คิดมากเกินไปแล้ว !”
ลู่เหวินจวินมองมือใหญ่ที่วางบนศีรษะของหลินเว่ยเว่ย ก่อนจะกล่าวพร้อมคิ้วที่ขมวดเป็นปม “ระวังหน่อย ! ท่านสองคนแค่หมั้นหมายกันเท่านั้น ! หมั้นแล้วก็ถอนหมั้นมีให้เห็นนับไม่ถ้วน บัณฑิตเจียงน่าจะเข้าใจคำว่า ‘อย่ารักจนเกินงาม’ ใช่หรือไม่ !”
“เจ้าดำ เจ้าอย่าวิ่งไปไหนมั่วซั่ว รีบกลับมาเร็ว !” ที่แท้เจ้าลูกหมาป่าดำตัวน้อยก็กระโดดออกจากอกของเจ้าหนูน้อยตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ มันออกไปวิ่งเล่นตามอำเภอใจในลาน ทันใดนั้นมันก็ได้กลิ่นบางอย่างจึงค่อยๆเดินเข้าประตูจันทร์เสี้ยวไปยังพุ่มดอกไม้ด้านข้าง
ตอนที่เจ้าหนูน้อยตามไปทันก็เห็นเจ้าดำกระโดดตะครุบบางอย่าง จากนั้นก็ใช้เท้าเขี่ยไปมา ก่อนจะกดไว้กับพื้น
“ช่วยด้วย…ช่วยด้วย…”
หลินเว่ยเว่ยและเจ้าหนูน้อยตกใจทันที พุ่มดอกไม้เล็กขนาดนี้ยังมีคนซ่อนอยู่ด้วย…
ตอนที่เจ้าดำคาบเจ้าสิ่งที่ร้องขอชีวิตด้วยความหวาดกลัวมาเป็นของกำนัลให้หลินเว่ยเว่ย พวกเขาถึงได้พบว่าสิ่งที่ตะโกนแหกปากร้อง ‘ช่วยด้วย’ นั้นคือนกแก้วหลากสีตัวหนึ่ง
พอมันร้อง เจ้าดำก็ดึงขนมันออกด้วยความสนุกสนานจนขนบนตัวมันแทบไม่เหลือแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงรีบเข้าไปช่วยนกน้อยออกมาจากปากเจ้าดำ จากนั้นก็นำเจ้าดำมาขอโทษลู่เหวินจวิน “นี่เป็นนกของท่านใช่หรือไม่ ? ต้องขอโทษด้วยจริงๆ…”
ลู่เหวินจวินส่ายหน้าแล้วกล่าวด้วยความงุนงง “ไม่ใช่ ! บ้านข้าไม่เคยเลี้ยงเจ้านี่…”
ทันใดนั้นก็มีเสียงแทรกเข้ามา “เป็นที่นี่ ข้าเห็นมันบินมาทางนี้ !”
“พวกเจ้าเป็นใคร ? รู้หรือไม่ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นของผู้ใด ? อาณาเขตของตระกูลลู่แห่งเมืองหลวง พวกเจ้าก็กล้าบุกรุกอย่างนั้นหรือ ?” จังหวะที่เข้าไปขวางผู้บุกรุก ชิงเฟิงก็กล่าวด้วยเสียงแหบที่เจือความเย่อหยิ่งพอสมควร
“ฮึ ! ตระกูลลู่แห่งเมืองหลวงสูงส่งมากหรือ ? สัตว์ทรงเลี้ยงขององค์ชายเจ็ดบินเข้ามาในเรือนของเจ้า ยังไม่รีบหลีกทางอีก หากสัตว์ทรงเลี้ยงขององค์ชายเป็นอันใดไป เจ้าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต !”
“มีอย่างที่ไหนกัน มีอย่างที่ไหนกัน !” เมื่อนกแก้วขนแหว่งรู้สึกว่ามันกลับมาปลอดภัยอีกครั้งแล้ว มันก็เชิดหน้าอกขึ้นแล้วตะโกนออกมาเสียงดังลั่น “บังอาจ ! จะเอาชีวิตสุนัขเยี่ยงเจ้า ! จะเอาชีวิตสุนัขเยี่ยงเจ้า !”
“ข้าได้ยินเสียงของหงส์แดงแล้ว รีบตามหาเร็วเข้า !” บรรดาบ่าวรับใช้ไม่กี่คนรีบพุ่งเข้ามาทันที
ทันใดนั้นเองสายตาของบ่าวรับใช้ซึ่งรับหน้าที่ดูแลนกแก้วก็หยุดอยู่ตรงฝ่ามือของหลินเว่ยเว่ย จากนั้นเขาก็เผยท่าทางคล้ายกำลังไว้ทุกข์ “สวรรค์ ! หงส์แดง เหตุใดเจ้าเป็นเช่นนี้ ? ขนอันแสนงดงามของเจ้าหายไปไหน ?”
“จะเอาชีวิตสุนัขเยี่ยงเจ้า ! จะเอาชีวิตสุนัขเยี่ยงเจ้า !” นกแก้วขนแหว่งกรีดร้อง
ทันใดนั้นบ่าวรับใช้ก็ถลึงตาใส่หลินเว่ยเว่ย “บังอาจนัก เจ้าทำร้ายสัตว์ทรงเลี้ยงขององค์ชายเจ็ด ! จับตัวกลับไปเดี๋ยวนี้ !”
หลินเว่ยเว่ยก็ไม่ยอมโดยง่าย นางใช้เท้าถีบบ่าวรับใช้ที่พุ่งเข้ามา “เจ้าพวกสุนัขรับใช้ !”
นกแก้วที่โดนหลินเว่ยเว่ยจับไว้ในมือ เห็นบ่าวรับใช้โดนถีบจนล้มไปนอนกองกับพื้นทั้งหมด มันจึงตกตะลึงจนกลายเป็นเหมือนหุ่นนกที่ไร้ชีวิตขึ้นมาทันที ปากน้อยๆอ้าค้างและดวงตาเบิกกว้างราวกับว่ามันถูกรัดคอจนตาย ความจองหองก็หายไปโดยสมบูรณ์…มันเป็นเพียงนกแก้วที่ตระหนักสถานการณ์ปัจจุบันได้ดีเท่านั้น
“จะ…เจ้ารอก่อนเถิด ! รอให้องค์ชายเจ็ดเสด็จมาถึง พระองค์ไม่มีทางปล่อยเจ้าแน่ !” หลังทิ้งถ้อยคำประโยคนี้แล้ว พวกบ่าวรับใช้ก็รีบถอยกลับไปขอกำลังเสริม !
เมื่อพวกบ่าวรับใช้ไปร้องโอดครวญต่อหน้าพระพักตร์ขององค์ชายเจ็ดแล้ว พระองค์ก็ตรัสอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “แม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังดูแลไม่ได้ แล้วเปิ่นหวางจะมีพวกเจ้าไว้ทำอันใด ? ลากตัวออกไปโบยคนละ20ไม้ ! เสี่ยวฉวนจื่อตามเปิ่นหวางไปดูว่าผู้ใดในตระกูลลู่ที่เอาแต่ใจจนกล้าไม่ไว้หน้าเปิ่นหวาง !”
องค์ชายเจ็ดประทับอยู่ในเรือนรับรองซึ่งเศรษฐีท้องถิ่นเป็นผู้จัดเตรียมให้ พระองค์กำลังเบื่อหน่ายและประสงค์ใครสักคนมาคลายเหงาพอดี
องค์ชายเจ็ดพาองครักษ์ติดตามไปสองสามนาย ตอนที่มาถึงหน้าประตูร้านของตระกูลลู่ พระองค์ก็ได้เห็นลู่เหวินจวินกำลังออกมาส่งหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานพอดี
“เหตุใดจึงเจอพวกเจ้าไปเสียทุกที่ ?” องค์ชายเจ็ดเห็นชาวบ้านฉือหลี่โกวซื้อข้าวสารเกวียนใหญ่จึงเค้นสุรเสียงดัง ฮึ แล้วตรัสว่า “ตระกูลหลินของเจ้าไม่ขาดเงินแล้วก็ไม่ขาดแคลนข้าว มิหนำซ้ำยังมารับอาหารบรรเทาทุกข์ไปด้วย เช่นนี้จะไม่เท่ากับมาแย่งซื้อข้าวสารจากราษฎรคนอื่นหรือ ?”
“เงื่อนไขในการรับอาหารบรรเทาทุกข์คือราษฎรที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตเริ่นอันและมาขอรับด้วยตนเอง หม่อมฉันทำผิดเงื่อนไขตรงไหนเพคะ ? หม่อมฉันไม่ใช่ชาวเริ่นอันหรอกหรือ ? ไม่ใช่ราษฎรทั่วไปหรืออย่างไร ? หรือหม่อมฉันไม่ได้มารับด้วยตนเองเพคะ ?” หลินเว่ยเว่ยลูบนกแก้วขนแหว่งพลางทูลถาม
“ช่วยด้วย ! ลักพาตัว ! ข่มขู่ ! ฆ่าคนแล้ว…” เมื่อนกแก้วขนแหว่งเห็นเจ้านาย มันก็เหมือนได้สวรรค์มาประทานความกล้าให้อีกครั้ง มันจึงเริ่มแหกปากเสียงดัง
“เงียบ ! เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะถอนขนไม่กี่เส้นที่เหลือของเจ้าให้หมด !” หลินเว่ยเว่ยจับที่เส้นขนของมันแล้วพูดข่มขู่ บางทีอาจเพราะขนเส้นนั้นถูกเจ้าดำทรมานมาพอสมควรแล้ว นางแค่จับเบาๆ ก็ทำให้ขนแสนสวยเส้นนั้นหลุดออกมาจากตัวนก
องค์ชายเจ็ดขมวดพระขนงพลางทอดพระเนตรนกแก้วขนแหว่งนั้นอยู่นาน กว่าจะจำได้ว่านั่นเป็นนกแก้วของพระองค์เอง จากนั้นก็ใช้พัดชี้ไปที่หลินเว่ยเว่ยทันที “เปิ่นหวางก็นึกสงสัยว่าผู้ใดช่างบังอาจถึงเพียงนี้ กล้าลงมือกับสัตว์เลี้ยงขององค์ชายเจ็ด ที่แท้ก็เป็นเจ้าเอง ! เจ้าคิดว่าเปิ่นหวางไม่กล้าทำอะไรจริงหรือ ?”
“แม้พระองค์จะเป็นองค์ชาย ทว่าจะมาใส่ความคนอื่นไม่ได้เพคะ ขนบนตัวนกแก้วนี้หม่อมฉันไม่ได้เป็นคนถอนเพคะ” หลินเว่ยเว่ยปฏิเสธเสียงแข็ง สิ่งใดที่นางไม่ได้ทำก็ไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด
องค์ชายเจ็ดบันดาลโทสะ “เห็นว่าเปิ่นหวางตาบอดหรือไร ? ในมือเจ้ายังมีขนของหงส์แดงอยู่เลย หลักฐานชัดเจนเพียงนี้ เจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปาก ก่อนจะหยิบเมล็ดสนที่กะเทาะเปลือกแล้วจากมิติน้ำพุวิญญาณมาให้นกแก้วขนแหว่งหนึ่งเมล็ด “จงบอกนายเจ้าว่าใครทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้ ?”
ตอนที่ 305: ดึงดูดนักฆ่า
“ไอ้สุนัขหน้าโง่! ไอ้สุนัขหน้าโง่!” นกแก้วขนแหว่งจ้องไปยังเมล็ดสน สายตาเช่นนั้นเหมือนผู้เสพยาที่เห็นยาไม่ผิดเพี้ยน
หลินเว่ยเว่ยเคาะศีรษะน้อยๆของมัน “พูดให้ดีหน่อย คนที่ไม่รู้ก็จะเข้าใจผิดว่าเจ้ากำลังด่าอยู่ รู้หรือไม่ !”
นกแก้วขนแหว่งกระพือปีกที่มีขนไม่กี่เส้นนั้นสองสามครั้ง ก่อนจะก้มหน้ามองเจ้าดำในอ้อมกอดของเจ้าหนูน้อยแล้วร้องออกมาว่า “ไอ้สุนัขหน้าโง่ ดึงขน ไอ้สุนัขหน้าโง่ !”
เจ้าดำหูผึ่งแล้วหันมาจ้องมันทันที หลินเว่ยเว่ยนำตัวเจ้าดำมาไว้บนมือ ทันใดนั้นเจ้าดำก็แสดงท่าทางในที่เกิดเหตุให้ทุกคนเห็นคือนำตัวนกแก้วขนแหว่งไปเหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้าอีกครั้ง ทำให้เจ้านกแก้วตาถลนจนรีบบินเข้าสู่อ้อมอกของหลินเว่ยเว่ย
“เห็นหรือยังเพคะ ? องค์ชายเจ็ด นี่ต่างหากถึงจะเป็นเรื่องจริง !” หลินเว่ยเว่ยแสดงให้เห็นว่าตนถูกใส่ร้ายจนรันทดอดสูยิ่งกว่าโต้วเอ๋อร์ “ถ้าไม่ได้หม่อมฉันที่ช่วยเจ้านกแก้วขนแหว่งออกมาจากปากเจ้าดำ สิ่งที่พระองค์จะเห็นในเวลานี้ก็คงเหลือเพียงกองขนนกเท่านั้นเพคะ !”
องค์ชายเจ็ดทอดพระเนตรลูกสุนัขที่ตัวเท่าฝ่าพระหัตถ์ครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดพระขนงแล้วตรัสว่า “สุนัขนี้เป็นของบ้านเจ้าใช่หรือไม่ ? สุนัขกระทำ ดังนั้นนายอย่างเจ้าไม่ต้องรับผิดชอบเลยหรือ ?”
“รับผิดชอบอันใดเพคะ ? หม่อมฉันยอมรับว่าเจ้าดำของบ้านเราลงมือก่อน ทว่านกแก้วขนแหว่งของพระองค์ก็แค่สูญเสียขนเท่านั้น หม่อมฉันขอเสนอว่าเอาไปเลี้ยงที่บ้านเราก่อนเพื่อให้ขนใหม่งอกออกมา พระองค์ก็ค่อยส่งคนมารับกลับไป เช่นนี้พอได้หรือไม่เพคะ ?” หลินเว่ยเว่ยป้อนเมล็ดสนให้นกแก้วสองสามเมล็ด
นกแก้วขนแหว่งกินเมล็ดสนอย่างเอร็ดอร่อย มันพยักศีรษะน้อยๆ “ได้ ได้ !”
องค์ชายเจ็ดจ้องนกทรยศที่มีขนเหลือไม่เท่าไร ก่อนจะเค้นสุรเสียงดัง ฮึ “นกแก้วน่าเกลียดเช่นนี้ เปิ่นหวางไม่ต้องการ ยกให้เจ้าไปแล้วกัน ! แต่…เปิ่นหวางไม่ให้โดยเปล่า…จงเอาลูกสุนัขตัวนี้มาแลก !”
เจ้าหนูน้อยรีบกอดลูกหมาป่าในทันใด จากนั้นก็ถอยไปอยู่ข้างหลังพี่รอง “ไม่ได้ ! เจ้าดำเป็นของบ้านเรา ข้า ไม่ให้คนอื่น !”
องค์ชายเจ็ดชี้ไปที่นกแก้วในมือหลินเว่ยเว่ย “นี่คือการแลกเปลี่ยน ! นกแก้วพูดได้ตัวหนึ่งแลกกับลูกสุนัขหนึ่งตัว เจ้าต่างหากที่เป็นฝ่ายได้กำไร !”
“ไม่แลก ! นกขนแหว่งสิบตัวก็ไม่แลก !” เจ้าหนูน้อยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาแย่งจึงกอดเจ้าดำแน่นกว่าเดิม ดวงตาคู่นั้นจับจ้ององค์ชายเจ็ดด้วยความหวาดระแวง
“เฮอะ ! เจ้าเด็กโง่ ไม่รู้จักคุณค่า…” องค์ชายเจ็ดเผยท่าทางเสียพระพักตร์ออกมา ในเมืองหลวง ไม่ว่าพระองค์พอพระทัยในสิ่งใด อีกฝ่ายก็จะประเคนให้อย่างซาบซึ้ง ช่างเถิด ไม่พูดจาไร้สาระกับคนเหล่านี้แล้ว ในตำหนักที่เมืองหลวงยังไม่มีสุนัขพันธุ์ไหนบ้างเล่า ? ที่บอกจะขอแลกกับลูกสุนัขของอีกฝ่ายก็แค่เป็นการหยอกเด็กเท่านั้น !
“องค์ชายเจ็ดระวังเพคะ !” ทันใดนั้นก็มีเสียงกระบี่ปะทะกันเกิดขึ้น
ไม่ใช่แล้วกระมัง ? นางเป็นใครกันแน่ ? หากกล่าวกันว่าโคนันอยู่ที่ใดย่อมมีคดีให้ไขที่นั่น ตัวนางอยู่ที่ใดก็มักจะมีนักฆ่าปรากฏตัว หลินเว่ยเว่ยรีบตะโกนบอกชาวบ้านฉือหลี่โกวให้หาที่หลบซ่อน จากนั้นก็เดินไปดึงเสาไม้ไผ่ออกมาจากแผงด้านข้างเพื่อปกป้องบัณฑิตหนุ่มและเจ้าถั่วงอกน้อยทั้งสองให้ถอยออกไปยังริมถนน
“ระวัง หลินกู่เหนียง !” ผู้คุ้มกันที่ติดตามลู่เหวินจวินออกมาก็รีบคุ้มกันนางทันที ลู่เหวินจวินเก็บผู้คุ้มกันไว้ข้างกายสองคน ส่วนคนที่เหลือก็ออกคำสั่งให้ไปคุ้มครองพวกหลินเว่ยเว่ย
เจียงโม่หานคว้าข้อมือหลินเว่ยเว่ยเพราะกลัวนางจะทำใจกล้าบ้าบิ่นแล้วพุ่งเข้าไปโดยไม่สนสิ่งใดอีก เห็นได้ชัดว่าคนที่พุ่งไปหาองค์ชายเจ็ดเป็นกลุ่มมือสังหาร ในมือพวกมันล้วนถืออาวุธครบครัน อันตรายเกินไป!
องครักษ์รอบพระวรกายองค์ชายเจ็ดถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว แม้จะสู้หนึ่งต่อสามก็ยังไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
“ว้าว ! องค์ชายเจ็ดก็มีวรยุทธด้วยหรือ ? พัดในพระหัตถ์นั้นเท่สุดๆไปเลย !” พอหลินเว่ยเว่ยปกป้องบัณฑิตน้อยและน้องชายไว้ด้านหลังแล้วก็ออกความเห็นอย่างสนุกสนาน
เจียงโม่หานกระตุกแขนเสื้อนาง “เจ้าพูดคำหยาบหรือ ?”
“ข้าเปล่าเสียหน่อย นี่คือการอุทานคำชม ไม่ใช่คำหยาบ…ระวัง ! ข้างหลังเพคะ !” เบื้องหลังองค์ชายเจ็ดมีนักฆ่าแต่งกายในชุดชาวบ้าน มันกำลังชักมีดสั้นออกมาแล้วแทงไปที่ตำแหน่งหัวใจขององค์ชายเจ็ด หลินเว่ยเว่ยจึงรีบเอ่ยเตือน
องค์ชายเจ็ดรีบพลิกพระหัตถ์เพื่อสะบัดพัดออกไป ทันใดนั้นก็มีลำแสงบางอย่างออกมาจากพัด ส่วนนักฆ่าคนนั้นก็ล้มลงพร้อมลูกดอกที่ปักอยู่ตรงลำคอ
“ว้าว ! ที่แท้ในพัดก็มีอาวุธลับซ่อนอยู่ด้วย ! บัณฑิตน้อย วันหน้าเราทำกันสักอันเถิด !” หลินเว่ยเว่ยมองพัดในพระหัตถ์องค์ชายเจ็ดด้วยดวงตาเปล่งประกาย
เจียงโม่หานจับใบหน้าของนางให้หันกลับมา “ข้าเป็นบัณฑิตธรรมดาคนหนึ่ง แถมยังไม่มีใครตามฆ่าแล้วจะทำเจ้านั่นไปเพื่อเหตุใด ?”
หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ทำเผื่อไว้ยามฉุกเฉิน ! คำโบราณกล่าวไว้ว่า ป้องกันไว้ก่อนดีกว่ามาเสียใจภายหลัง ตอนนี้บนแผ่นดินกว้างใหญ่ แม้แต่องค์ชายและซื่อจื่อก็ยังไม่ปลอดภัย แล้วราษฎรทั่วไปอย่างเราจะไม่แย่ยิ่งกว่าหรือ ?”
องค์ชายเจ็ดโดนนักฆ่ากดดันจนมาถึงตรงหน้าทั้งสองคน พระองค์ตรัสกับทั้งสองอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “หุบปาก ! ช่วยอะไรไม่ได้ก็อย่าพูดจาไร้สาระอยู่ด้านข้าง เจ้าเห็นเปิ่นหวางกำลังเล่นงิ้วหรือไร ?”
“ระวังเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยกวาดเสาไม้ไผ่เข้าไปเพื่อช่วยองค์ชายจากมีดบินของนักฆ่า องค์ชายเจ็ดจึงมีโอกาสใช้พัดเฉือนคออีกฝ่าย นักฆ่าคนนั้นถลึงตาใส่หลินเว่ยเว่ยอย่าง…นอนตายตาไม่หลับ
“มองข้าทำไม ? จะเปรียบเทียบว่าตาของใครใหญ่กว่ากันหรือ ? ข้าไม่ได้ฆ่าเจ้าเสียหน่อย กรรมเกิดจากเหตุ ตอนกลางคืนไปหาเหตุเองเถิด !” หลินเว่ยเว่ยถอยหลังไปสองก้าวเพื่อไม่ให้เลือดกระเด็นติดเสื้อ
ยังมีนักฆ่ากระโดดออกมาจากฝูงชนอีกหลายคน บรรดาทหารองครักษ์ขององค์ชายเจ็ดไม่มีเวลามาสนใจเจ้านายได้อย่างจดจ่อ ทางองค์ชายเจ็ดก็เริ่มกลับมายุ่งอีกครั้ง ทรงหลบมีดบินของนักฆ่าคนหนึ่งด้วยความลำบากจึงตะโกนมาทางหลินเว่ยเว่ยว่า “เจ้าคิดจะยืนอยู่เฉยๆจริงหรือ ? คิดว่าชีวิตเปิ่นหวางไม่คุ้มค่าที่จะให้เจ้าช่วยหรืออย่างไร ?”
“ไม่ใช่เพคะ ! หม่อมฉันกำลังปล่อยให้องค์ชายเจ็ดได้แสดงฝีมือไงเล่า ! อีกอย่างหม่อมฉันกลัวว่าพอช่วยพระองค์แล้วจะทำให้ตนเองพลอยซวยไปด้วย อาจโดนองค์ชายเจ็ดจับเป็นเป็ดแมนดาริน ( สัญลักษณ์แห่งรักแท้ ) เพื่อบีบบังคับให้คู่รักอย่างหม่อมฉันกับบัณฑิตเจียงต้องแยกจากกัน…” หลินเว่ยเว่ยขยับเสาไม้ไผ่ในมือ ในที่สุดนางก็สังหารนักฆ่ามีดบินได้สำเร็จ
ทันใดนั้นนักฆ่าไร้ตาคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาทางนาง หลินเว่ยเว่ยหันไปพูดกับบัณฑิตหนุ่ม “เห็นหรือไม่ ? ข้ากำลังป้องกันตัวเองอยู่ !” เสียงเพิ่งเงียบลง นางก็เคาะไปที่มีดของนักฆ่าแล้วถีบมันจนกระเด็นไปบนหลังคาทันที นักฆ่ากระอักเลือดสองสามครั้ง หลังจากนั้นก็ไม่ขยับตัวอีกเลย
แรงกดดันทางฝั่งองค์ชายเจ็ดลดลงเยอะมาก พระองค์ถอยมาทางหลินเว่ยเว่ยโดยใช้พัดกันอาวุธของนักฆ่าไว้ จากนั้นก็ตรัสกับนางด้วยเสียงหอบหายใจเล็กน้อย “เจ้าไม่ใช่หญิงงามที่ไร้ผู้ใดเทียบเทียมได้เสียหน่อย เชื่อจริงหรือว่าเปิ่นหวางคิดอะไรกับเจ้า ? นั่นก็แค่หยอกเจ้าเล่นเท่านั้น ! เจ้าคิดว่าหมินอ๋องซื่อจื่อมีหยกแสดงฐานะคนเดียวหรือไร ? ป้ายหยกของเปิ่นหวางเป็นของที่ฟู่หวงประทานให้เชียว ล้ำค่ายิ่งกว่าของเขาอีก !”
พอหลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้น ดวงตาทั้งสองก็เปล่งประกายทันใด “ของพระราชทาน ? เอาออกมาให้หม่อมฉันชื่นชมหน่อย…”
องค์ชายเจ็ดพระองค์เดียวสู้กับนักฆ่าถึงสี่ห้าคน แรงกดดันจึงเพิ่มขึ้นอีกครั้ง พระองค์หลบการโจมตีของนักฆ่าด้วยความยากลำบาก ก่อนจะใช้ช่องว่างที่มีตรัสออกมาว่า “รอให้จัดการนักฆ่าพวกนี้เสร็จแล้วค่อยพูดกันใหม่ !”
หลินเว่ยเว่ยทำเหมือนก่อนที่จะลงแปลงนาคือถุยน้ำลายใส่มือแล้วจับเสาไม้ไผ่ให้แน่น จากนั้นก็เหวี่ยงไปทางบรรดานักฆ่า “กวาดล้างทั้งกองทัพ !”
มีนักฆ่าที่หลบไม่ทัน ทำให้แผ่นหลังกระแทกเข้ากับเสาไม้ไผ่แล้วมันก็ล้มลงไปกับพื้น จากนั้นก็สูญเสียพละกำลังในการต่อสู้โดยสิ้นเชิง
[1] โต้วเอ๋อร์ คือ ตัวละครจากเรื่องความพยาบาทของโต้วเอ๋อร์ ของกวนฮั่นชิงนักประพันธ์สมัยราชวงศ์หยวน
ตอนที่ 306: บ้านป้าเจ้าสิ
“มังกรสะบัดหาง…”
“อสรพิษพลิกกาย…”
“ราชสีห์ส่ายหน้า…”
เสาไม้ไผ่ในมือหลินเว่ยเว่ยกวัดแกว่งโดยไร้ช่องโหว่ เมื่อรวมกับการเคลื่อนไหวที่หลีชิงเพิ่งสอนมาก็ทำให้นางเปรียบเสมือนปราการอันแข็งแกร่งจนไม่มีผู้ใดข้ามผ่านไปได้
หรือที่เรียกกันว่าผู้แข็งแกร่งเพียงหนึ่งสามารถเอาชนะศัตรูนับสิบได้ ยิ่งอาวุธมีความยาวมากเท่าใด ระยะการโจมตีและพลังก็จะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น บรรดานักฆ่าไม่อาจเข้าใกล้ตัวหลินเว่ยเว่ยได้เลย แม่ทัพที่ได้รับคำสั่งให้ดูแลความสงบเรียบร้อยของการแจกจ่ายอาหารหน้าประตูเมืองได้รับรายงานจึงรีบนำกำลังทหารมาช่วยทันที หัวหน้ามือสังหารรู้ว่าวันนี้ไม่อาจปลงพระชนม์องค์ชายเจ็ดได้แล้วจึงส่งสัญญาณมือ จากนั้นพวกนักฆ่าก็รีบกระโดดขึ้นหลังคาทั้งสองฝั่ง เมื่อกระโดดต่อไปอีกประมาณสองสามครั้ง พวกมันก็หายไปจากสายตาของทุกคน
“ถวายพระพรองค์ชายเจ็ด กระหม่อมมาช้า โปรดลงอาญาด้วยพ่ะย่ะค่ะ!” เพราะจำนวนคนไม่มากพอ หัวหน้าทหารองครักษ์ขององค์ชายเจ็ดจึงถูกสั่งให้ออกไปช่วยดูแลการแจกจ่ายอาหารบรรเทาทุกข์เช่นกัน หลังได้ทราบข่าวแล้วเขาก็รีบเดินทางมาทันที พอมาถึงก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าพระพักตร์ของผู้เป็นนาย
องค์ชายเจ็ดสูดหายใจเข้า ก่อนจะหันมาทอดพระเนตรหลินเว่ยเว่ย “เจ้าช่วยชีวิตเปิ่นหวางเอาไว้ อยากได้รางวัลเป็นสิ่งใดหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยทูลอย่างถ่อมตน “องค์ชายเจ็ดตรัสเกินไปแล้วเพคะ ! แม้จะไม่มีหม่อมฉัน ทว่าองครักษ์ของพระองค์และทหารก็ตามมาช่วยทัน…” แค่อาจจะลำบากหน่อยเท่านั้น !
เป็นธรรมดาที่องค์ชายเจ็ดจะตระหนักแก่พระทัยได้ดีว่าหากไร้การโจมตีอันหนักหน่วงเมื่อครู่ของหลินเว่ยเว่ยช่วยไว้ อย่างไรพระองค์ก็ต้องบาดเจ็บจึงตรัสกับนางว่า “หลินกู่เหนียงเห็นแก่ส่วนรวม ไม่สนอันตราย เจ้าว่ามาเถิด เปิ่นหวางควรมอบรางวัลอันใดแก่เจ้า ? อ้อ อีกประการคือเจ้าไม่คิดจะเปลี่ยนคู่หมั้นจริงหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยรีบพูดต่อทันที “หากองค์ชายเจ็ดจะประทานรางวัลแก่หม่อมฉัน เช่นนั้นก็ให้สิ่งใดที่สามารถใช้ได้จริง เช่น…พวกเงินทองของมีค่า ไม่ว่าใครก็อยากได้ทั้งนั้นเพคะ !”
“ทำไม ? ป้ายหยกของเปิ่นหวางชิ้นนี้มอบให้ไม่ได้แล้วหรือ ?” องค์ชายเจ็ดถอดป้ายหยกเจียวหลง2ซึ่งแขวนไว้ที่เอวออกมาส่ายไปส่ายมาตรงหน้านาง
หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “นี่คือป้ายหยกที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้พระองค์ แม้หม่อมฉันใจกล้าเพียงใดก็ไม่อาจเอื้อม พระองค์เห็นว่าจริงหรือไม่เพคะ ?”
“เจ้ายังรู้จักถอย…เอาอย่างนี้แล้วกัน นกแก้วพูดได้ตัวนั้นเป็นสัตว์ที่เปิ่นหวางซื้อกลับมาจากทางใต้ด้วยเงิน1พันตำลึง หากเจ้าชอบ เปิ่นหวางก็จะยกให้ !” ดวงเนตรจิ้งจอกขององค์ชายเจ็ดเปล่งประกายขี้เล่นทันใด
“ว่าอย่างไรนะ ? เจ้านี่น่ะหรือเพคะ ?” หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองนกแก้วขนแหว่งที่ตนเพิ่งยัดใส่มือเสี่ยวร่าง ท่านยกเจ้านี่ให้ข้า สู้มอบเป็นเงินรางวัล1พันตำลึงยังดีกว่า! องค์ชายเจ็ด ท่านตระหนี่ยิ่งกว่าซื่อจื่อเสียอีก!
ยามที่พาพวกทหารองครักษ์เดินจากไป องค์ชายเจ็ดก็ส่งเสียงพระสรวลพลางตรัสว่า “ไม่ต้องซาบซึ้งจนเกินไปหรอก ! เปิ่นหวางเป็นผู้ที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่น อภัยให้คนง่ายเช่นนี้เอง !”
‘เข้าใจบ้านป้าเจ้าสิ !’ หลินเว่ยเว่ยก่นด่าเบาๆ จากนั้นก็คว้าตัวนกแก้วขนแหว่งที่กำลังจิกกินเมล็ดสนในมือเสี่ยวร่างมาถือไว้ “ดูตัวเองสิ ขนก็แหว่ง ไฉนเลยจะคู่ควรกับเงินพันตำลึง ?”
“บังอาจ ! ลากออกไปโบย20ไม้ !” นกแก้วขนแหว่งไม่เข้าใจสถานการณ์ มันจึงตะโกนใส่นางด้วยน้ำเสียงวางอำนาจ !
หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปาก “หุบปากไปเลย ! ขนไม่กี่เส้นบนตัวเจ้ายังจะเอาไว้หรือไม่ ?”
ทันใดนั้นเจ้านกแก้วก็เดินวนในมือนางด้วยความหดหู่ หลังเงียบไปพักหนึ่งมันก็พูดออกมาว่า “ให้เมล็ดสน ให้เมล็ดสน !”
“ยังเป็นนกตะกละอีกด้วย !” หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่าขาดทุนย่อยยับในทันใด !
หลิวต้าซวนจัดการข้าวสารบนเกวียนเรียบร้อยแล้วจึงพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “เสี่ยวเว่ย นี่ก็ค่ำแล้ว เราควรกลับเสียที !”
ลู่เหวินจวินที่เพิ่งฟื้นจากความหวาดกลัวก็เห็นชาวบ้านฉือหลี่โกวยังรักษาสติไว้ได้จึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “เมื่อครู่…พวกเจ้าไม่กลัวเลยหรือ ?”
“กลัวอันใด ? ไม่ได้โจมตีมาทางพวกเราเสียหน่อย !” ซัวถัวตอบอย่างไม่ไยดี “นึกถึงตอนนั้นที่พวกโจรกบฏหลายร้อยคนไล่ตามไปบนหุบเขา ธนูพุ่งมาดุจห่าฝน พวกเราชาวฉือหลี่โกวไม่มีใครขลาดกลัวสักคน !”
หลินเว่ยเว่ยวางนกแก้วขนแหว่งไว้บนไหล่ ก่อนจะเดินเข้าไปสะกิดแล้วพูดกับซัวถัวที่ชอบโอ้อวดโดยไร้สิ้นสุดว่า “พอแล้ว ! เลิกคุยโวได้แล้ว ! ระวังพวกกบฏที่เหลืออยู่ในเมืองจะมาแก้แค้นกับเจ้า !”
หลิวต้าซวนพยักหน้าแล้วพูดกับพวกเด็กหนุ่มว่า “เสี่ยวเว่ยพูดถูก จงถ่อมตัวเข้าไว้ ! ต่อไปห้ามเอ่ยถึงเรื่องพวกนี้อีก เข้าใจหรือไม่ ?”
ซัวถัวนึกถึงพวกนักฆ่าที่กล้าออกมาลอบปลงพระชนม์องค์ชายเจ็ดเมื่อครู่ พวกมันจะต้องเกี่ยวข้องกับทหารกบฏแน่นอน เสี่ยวเว่ยพูดถูก ถ้าอีกฝ่ายกลับมาเพื่อโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวแล้วได้ยินเขาพูดเกี่ยวกับการสู้ของพวกกบฏครานั้น มันไม่ฉีกร่างเขาสิแปลก ! เขาจึงรีบหดคอแล้วก้มหน้าผลักเกวียนที่เต็มไปด้วยข้าวออกจากเมืองโดยไม่กล่าวสิ่งใดอีก
ลู่เหวินจวินส่งพวกเขาตรงหน้าประตูเมือง ก่อนจะโบกมือให้หลินเว่ยเว่ย “วันนี้ก็เย็นมากแล้ว พรุ่งนี้ข้าค่อยไปเยี่ยมที่ฉือหลี่โกว…”
ฉือหลี่โกวเพิ่งถูกโจรบุกปล้น ไม่รู้ว่าบ้านตระกูลหลินเสียหายจนเป็นเช่นไรบ้าง เขาจะต้องไปเห็นด้วยตาตนเอง ถ้าขาดเหลือสิ่งใดก็จะได้ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไรหลินกู่เหนียงก็ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ สิ่งใดที่ช่วยได้ย่อมจะทำให้เต็มที่อย่างแน่นอน
จริงสิ ลืมบอกหลินกู่เหนียงไปเลยว่าท่านแม่อยากรับนางเป็นบุตรสาวบุญธรรม แถมยังบอกว่าถ้าหลินกู่เหนียงมีโอกาสไปที่เมืองหลวง จะต้องเชิญนางมาเป็นแขกที่บ้าน…
เจ้าเด็กโง่คนนี้ยังไม่รู้ว่ามารดามองออกถึงความรู้สึกดีๆที่บุตรชายมีต่อเด็กสาวชนบทผู้นี้ ที่บอกว่าจะรับนางเป็นบุตรสาวบุญธรรมก็เพราะอยากให้เขาลบล้างความคิดเชิงชู้สาวนั้นออกไป ! เฮ้อ ช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน !
เมื่อออกจากเมืองแล้ว ชาวบ้านฉือหลี่โกวที่รออยู่หน้าประตูเมืองก็เห็นพวกเขาปลอดภัยไม่มีใครบาดเจ็บจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางเฝิงรีบเข้ามาจับมือหลินเว่ยเว่ยและลูบศีรษะเจ้าหนูน้อย ก่อนจะถามว่า “ได้ยินว่าในเมืองมีนักฆ่าปรากฏตัว พวกเจ้าไม่เจอใช่หรือไม่ ?”
เจ้าหนูน้อยแบ่งซาลาเปาไส้เนื้อที่ซื้อมาให้เหล่าสหายแล้วรีบตอบว่า “เจอขอรับ ที่หน้าร้านขายข้าวราคาถูก อยู่ห่างจากพวกเราแค่สองก้าว น่าตื่นเต้นมากเลย !”
หลังจากที่นางหวงได้ยินก็รีบสำรวจตัวบุตรสาวคนรองและบุตรชายคนเล็กด้วยความเป็นห่วง “ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยรีบตอบ “ไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ ! นักฆ่าพุ่งไปหาองค์ชายเจ็ด องครักษ์ที่พระองค์พามาด้วยมีวรยุทธ์สูงส่ง ผ่านไปไม่นานก็ไล่พวกนักฆ่าออกไปได้หมด !” นางไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตนเข้าไปมีส่วนร่วมแม้แต่คำเดียว
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินมองนางด้วยความสงสัย ก่อนจะชี้ที่คราบเลือดบนเสื้อผ้าอีกฝ่าย “แล้วนี่คืออันใด ?”
หลินเว่ยเว่ยถลึงตาใส่ “มีนักฆ่าคนหนึ่งตายใกล้ข้ามากๆ เลือดจึงกระเด็นมาติด ทำไมหรือ ? เจ้ามีปัญหาอะไร ?”
พี่สาวคนโตขมวดคิ้วแล้วคลี่ยิ้ม จากนั้นก็กล่าวว่า “ข้าก็แค่ถาม เหตุใดเจ้าถึงร้อนตัว ? หรือมีสิ่งใดที่ไม่กล้าพูดออกมา?”
“บังอาจ ! ไร้มารยาท ! ลากตัวไปโบย30ไม้ !” นกแก้วขนแหว่งเดินวนไปมาบนไหล่ของหลินเว่ยเว่ย ก่อนจะกระพือปีกและตะโกนใส่บุตรสาวคนโตตระกูลหลิน
“นกพูดได้ ! แถมยังเป็นนกที่พูดภาษาคนได้ด้วย ! แต่นกตัวนี้ก็น่าเกลียดเกินไปหน่อย !” สหายของเจ้าหนูน้อยเข้ามาห้อมล้อมพลางวิพากษ์วิจารณ์นกแก้วขนแหว่งอย่างสนุกปาก
นกแก้วพูดด้วยความโมโห “เจ้าสิน่าเกลียด ! บ้านเจ้าสิน่าเกลียดทั้งบ้าน !”
หลินเว่ยเว่ยนำตัวนกแก้วขนแหว่งไปไว้ในมือเสี่ยวร่างอีกครั้ง ทันใดนั้นเจ้าดำที่ถูกเจ้าหนูน้อยอุ้มไว้ก็เริ่มดิ้น เหมือนว่ามันสนใจขนที่เหลือไม่กี่เส้นนั้นเป็นพิเศษ
“ไอ้สุนัขโง่ ! เจ้าคือไอ้สุนัขโง่ !” นกแก้วมองเจ้าดำด้วยความหวาดกลัว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังด่าไม่หยุดปาก เจ้าหนูน้อยจึงรีบแยกทั้งสองตัวออกจากกัน ไม่อย่างนั้นคงได้ทะเลาะกันอีกแน่
วังตงเฉียงเข้ามามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาเอื้อมมือเข้าไปเพราะอยากจับนกแก้วขนแหว่ง ทว่าโดนมันจิกจนต้องชักมือออกมา “เอ้อร์ฮว๋า เอ้อร์ฮว๋า ! เจ้าไปเอานกขนแหว่งพูดได้ตัวนี้มาจากที่ใด ?”
[1] มังกรสะบัดหาง หนึ่งในฝ่ามือพิชิตมังกร 18กระบวนท่า จากนิยายชุดมังกรหยก
[2] เจียวหลง คือ มังกรที่มีเกล็ดรอบกาย เป็นหนึ่งในมังกรทั้งเก้าประเภทตามตำนาน
ตอนที่ 307: แบกคู่หมั้นกลับมาให้ตัวเอง
“เจ้าน่ะสิขนแหว่ง! เจ้าคือลาขนแหว่ง!” เห็นได้ชัดว่านกแก้วโดนบ่าวรับใช้ตามใจจนเสียนิสัยเพราะแค่ไม่พอใจก็ด่ากราดออกมาแล้ว
วังตงเฉียงต่อปากต่อคำกับมัน “เจ้าน่ะสิลาขนแหว่ง เจ้าดูตัวเองก่อนเถิด บนตัวไม่มีขนสักเส้น ! น่าเกลียดอย่างกับอะไรดี นกขนแหว่ง !”
นกแก้วโมโหจนกระพือปีกแล้วร่อนลงบนศีรษะของเขา จากนั้นก็ทำให้ผมของเขากลายเป็นรังนก “ทำให้เจ้าผมแหว่ง ทำให้เจ้าผมแหว่ง !”
เจ้าหนูน้อยรีบจับมันออกจากศีรษะของวังตงเฉียง นกแก้วรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นน้องชายของนายหญิงคนปัจจุบันจึงไม่กล้าก่อเรื่อง เพียงตะโกนไปทางวังตงเฉียงด้วยความไม่พอใจ “เจ้าคนชั่ว รังแกนก จิกเจ้าให้ตาย !”
พวกสหายคนอื่นของเจ้าหนูน้อยล้วนชี้มาที่วังตงเฉียงแล้วเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่น วังตงเฉียงจัดผมของตนให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะพูดกับนกแก้วขนแหว่งว่า “พวกเรามาคืนดีกันได้หรือไม่ ?”
“ให้เมล็ดสน !” นกแก้วขนแหว่งทำท่าทางเย่อหยิ่งราวกับถ้าไม่มีเมล็ดสนมันก็จะไม่ให้อภัย
เจ้าหนูน้อยจึงรีบอธิบายให้เหล่าสหายฟัง “มันชอบกินเมล็ดสน พวกเจ้าคนใดพกมาด้วยหรือไม่ ?”
วังตงเฉียงรีบหยิบเมล็ดสนออกมา “ข้ามี ข้ามี !”
นกแก้วขนแหว่งบินไปเกาะมือเขาอย่างลดตัว จากนั้นก็ก้มหน้าจิกกินเมล็ดสน ‘แหวะ’ “ไม่อร่อย ! ไม่อร่อย ! หลอกนก ต้องจิก !”
ทันใดนั้นผมที่เพิ่งเข้าที่เข้าทางของวังตงเฉียงก็กลับมายุ่งเหยิงอีกครั้ง !
วังเอ้อร์จู้บิดาวังตงเฉียงคว้าตัวนกเอาไว้แล้วถามว่า “เอ้อร์ฮว๋า เจ้าไปเอานกดุร้ายนี้มาจากที่ใด ? เนื้อของมันมีน้อยยิ่งกว่านกพิราบ คงต้มทำแกงได้ไม่กี่ถ้วย…”
พอนกแก้วได้ยินว่าเขาจะกิน มันก็ตาขาวขึ้นมาทันใด มันตัวสั่นขณะอยู่ในมือวังเอ้อร์จู้พร้อมหันไปมองนายหญิงคนปัจจุบันด้วยแววตาน่าสงสาร “ช่วยด้วย ฆ่านกแล้ว…”
เจ้าหนูน้อยนำตัวเจ้าดำใส่มือเสี่ยวร่าง จากนั้นก็รีบไปแย่งตัวนกแก้วมาจากอีกฝ่าย “กินไม่ได้ ! นี่เป็นนกที่องค์ชายเจ็ดประทานเป็นรางวัลแก่พี่รอง !”
“รางวัล ?” บุตรสาวคนโตตระกูลหลินราวกับจับหางเปียของหลินเว่ยเว่ยได้ “เหตุใดองค์ชายเจ็ดต้องประทานรางวัลแก่เจ้า ? เจ้าไปทำความดีความชอบอันใดไว้ ?” นางจงใจเน้นเสียงคำว่า ‘ความดีความชอบ’ มากเป็นพิเศษ
หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวอย่างใจเย็น “องค์ชายเจ็ดอยากประทานรางวัลแด่ใครจำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยหรือ ? บางทีอาจเพราะพระองค์ไม่โปรดเจ้านกแก้วขนแหว่งตัวนี้แล้วจึงยกให้ข้าไงเล่า”
เจ้าหนูน้อยรู้ว่าตนชอบเผลอพูดความจริงออกมา ดังนั้นพอแย่งนกแก้วมาจากวังเอ้อร์จู้ได้แล้วก็ปีนขึ้นไปนั่งบนเกวียนบรรทุกข้าว และนำเมล็ดสนที่ขอมาจากพี่รองอุดปากนกแก้วปากมากทันที
ตามความเข้าใจที่นางหวงมีต่อบุตรสาวคนรองคือองค์ชายเจ็ดโดนนักฆ่าลอบปลงพระชนม์ต่อหน้าต่อตา นางย่อมไม่มีทางยืนมองเฉยๆแน่นอน แต่โชคดีที่คนก็ปลอดภัย นางหวงจึงไม่เอ่ยสิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก
เมื่อกลับถึงหมู่บ้านฉือหลี่โกว แต่ละครอบครัวก็ขนข้าวสารของตนกลับบ้าน ครอบครัวไม่กี่หลังคาที่เข้าเมืองไปซื้อข้าวก็ได้มาเกือบ200ชั่ง ชาวบ้านคนอื่นจึงถามว่า “ไม่ได้บอกว่าหนึ่งคนซื้อได้แค่20ชั่งหรอกหรือ ? เหตุใดจึงได้มาเยอะเช่นนี้ ?”
ชาวบ้านคนนั้นคลี่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “พ่อค้าขายข้าวเป็นคนรู้จักของนางหนูรอง พวกเราจึงสามารถซื้อข้าวโดยไม่ถูกจำกัดปริมาณและยังไม่ต้องต่อแถวอีกด้วย ราคาก็ถูกมากเลย ธัญพืชหยาบแค่12อีแปะเท่านั้น ถูกยิ่งกว่าราคาในอำเภอจิงหยุนเสียอีก ! ได้ยินบ่าวรับใช้ของคุณชายลู่บอกว่าถ้าเรือบรรทุกสินค้าไม่ได้เป็นของตระกูลลู่เอง การค้าครั้งนี้ก็จะไม่ได้คืนแม้แต่ต้นทุนด้วยซ้ำ !”
“เช่นนั้นเขาคิดสิ่งใดอยู่ ?”
“คิดสิ่งใดเล่า ? คุณชายลู่เป็นคนดีน่ะสิ ! คราวก่อนตอนที่คุณชายลู่ผ่านเขตเริ่นอันของพวกเราก็ได้เห็นผู้ประสบภัยใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก จึงทำตามคำสั่งราชสำนักคือขนข้าวสารมาจากทางใต้ ที่จริงคราวนี้ก็ไม่ได้ขาดทุนหรอก เพราะนี่ถือว่าได้สร้างความดีความชอบให้ฮ่องเต้เห็น หากฮ่องเต้ตรัสชมสักประโยคก็ถือว่าเป็นผลดีต่อตระกูลลู่ !”
“จริงสิ! ที่อำเภอกับเขตอื่นก็มีพ่อค้าจากทางใต้หรือเมืองหลวงมาขายข้าวในราคาถูกเช่นกัน แต่ที่คุณชายลู่เลือกเขตเริ่นอันของพวกเราก็เพราะเห็นแก่หน้านางหนูรอง! เขาบอกว่า…นางหนูรองเคยช่วยชีวิตเอาไว้!”
“นางหนูรองเป็นคนดี ไม่รู้ว่าช่วยคนไว้เท่าไรแล้ว ? เจ้ายังจำได้หรือไม่ ? ตอนที่บัณฑิตเจียงโดนตีศีรษะครานั้นก็เป็นนางหนูรองช่วยแบกเขากลับมา ! พอแบกแล้วกลายเป็นแบกคู่หมั้นกลับมาให้ตัวเอง…ฮ่าฮ่าฮ่า…”
“นี่จึงเรียกว่าทำดีได้ดี ! คราวก่อนตอนที่โจรบุกปล้นหมู่บ้านเรา ทหารรักษาการณ์มาช่วยได้เร็วเช่นนั้นก็เพราะเห็นแก่บุญคุณที่นางเคยช่วยชีวิตหมินอ๋องซื่อจื่อเอาไว้ ! คุณชายลู่ท่านนี้ก็เช่นกัน ! นางหนูรองเป็นดาวนำโชคของพวกเราอย่างแท้จริง !”
“ใช่แล้ว ! พรุ่งนี้เจ้ายังจะเข้าเขตเริ่นอันอีกหรือไม่ ? ข้าว่าจะตุนข้าวสารราคาถูกไว้กินในฤดูหนาวเสียหน่อย !”
“ข้าวสารของบ้านข้าก็ไม่พอกินหรอก! พรุ่งนี้พวกเราไปด้วยกันเถิด ครอบครัวหนึ่งไปหลายคนหน่อยแล้วก็อย่าใช้ชื่อของนางหนูรองอีกเลย จะให้พวกเราได้ประโยชน์ แล้วให้นางหนูรองติดค้างน้ำใจของผู้อื่นไม่ได้!”
“ใช่ เจ้าพูดมีเหตุผล! ครอบครัวหนึ่งเข้าเมืองได้2คน พวกเราเข้าเมืองหลายครั้งหน่อยก็ได้แล้ว ช่วงนี้ในนาก็ไม่ได้มีสิ่งใดให้ทำ…”
วันรุ่งขึ้น ลู่เหวินจวินก็มาเยือนตามนัดหมาย เขามาพร้อมของขวัญเต็มลำเกวียน ของกินเอย เสื้อผ้าเอย ของใช้เอย…ล้วนคิดได้รอบคอบยิ่งนัก
บ้านตระกูลหลินก็ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น พี่น้องตระกูลหลินร่วมแรงกันทำอาหารโต๊ะใหญ่เพื่อต้อนรับแขกจากแดนไกล ลู่เหวินจวินกินจนหยุดปากไม่ได้ กระทั่งท้องโตและอิ่มไปได้ครึ่งกระเพาะแล้วถึงได้ลดความเร็วลง
หลินเว่ยเว่ยจึงพูดหยอกล้อ “คุณชายลู่ ท่านไม่ได้กินอะไรมากี่วันแล้ว? ถ้าไม่รู้ข้าคงคิดว่าเผลอเก็บชาวบ้านผู้ประสบภัยกลับมาเสียอีก!”
นางหวงกลัวว่าคุณชายลู่จะโกรธจึงตำหนิบุตรสาวคนรองทันที “เจ้ารอง เหตุใดจึงพูดไม่รู้จักคิด?”
แต่คุณชายลู่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ข้ารู้ว่าหลินกู่เหนียงล้อเล่น! นางไม่เห็นข้าเป็นคนนอกจึงพูดเช่นนี้ ขอเอ่ยตามตรงว่าตั้งแต่ได้กินฝีมือหลินกู่เหนียงตอนมาเยือนคราวก่อน ข้ายังเก็บไปฝันอยู่บ่อยครั้ง แม้จะตามหาทั่วเมืองหลวงก็ยังหารสชาติเช่นนี้ไม่ได้! หลินกู่เหนียง หากท่านเปิดร้านอาหารที่เมืองหลวง กิจการจะต้องเจริญรุ่งเรืองจนแซงหน้าร้านชื่อดังแน่นอน!”
หลินเว่ยเว่ยเอ่ยอย่างผ่อนคลาย “ข้าได้ยินมาว่าแค่ทำตัวโดดเด่นในเมืองหลวงก็แตะโดนผู้มีอำนาจถึงสองคนแล้ว ร้านชื่อดังเหล่านั้นเป็นร้านอาหารที่มีอำนาจ เบื้องหลังจะต้องมีขุนนางระดับสูงหนุนหลังแน่นอน ข้าเป็นเพียงสตรีบ้านนอกไร้ฐานอำนาจผู้หนึ่งแล้วจะไม่โดนกลืนกินทั้งเป็นหรอกหรือ! รอให้บัณฑิตเจียงกลายเป็นขุนนางคนสำคัญของราชสำนักเมื่อใด ข้าค่อยคิดเรื่องเปิดร้านอาหารดีกว่า!”
พอเจียงโม่หานได้ยินเช่นนั้นก็คีบซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานให้นางหนึ่งชิ้นอย่างพึงพอใจ…ถือว่าเด็กน้อยเชื่อมั่นในตัวว่าที่สามี ใช้ได้!
หลินเว่ยเว่ยแกะหัวกระต่ายให้เขาแล้วคีบสมองสดใหม่ด้านในให้ด้วย “มา มากินของบำรุงหน่อย! กินเยอะๆ แล้วจงนำผลสอบหนึ่งในสามอันดับแรกมาให้ทุกคนได้เห็น ให้ทุกคนได้ตกตะลึงกันหน่อย!”
เจียงโม่หานเหลือบมองนาง พอจิ้มสมองกระต่ายลงในซอสบาร์บิคิวแล้ว นางก็ส่งเข้าปากของเขา…เผ็ดชาและหอมสดชื่น ใช้ได้!
ลู่เหวินจวินก็คีบหัวกระต่ายให้ตนและกินจนปากแดง หน้าผากมีเหงื่อไหลแต่ก็ยังพูดไม่หยุด “ยังเป็นหัวกระต่ายผัดหม่าล่าของหลินกู่เหนียงที่มีรสดั้งเดิม ‘หอเต๋อเยว่’ แห่งเมืองหลวงจ้างพ่อครัวชาวเสฉวนชื่อดังมาหนึ่งคน แต่หัวกระต่ายที่ทำออกมารสชาติธรรมดามาก ทว่าก็ยังมีพวกไม่รู้เรื่องรู้ราวตามไปกิน! ฝีมือของหลินกู่เหนียงจะต้องทำให้พ่อครัวชาวเสฉวนคนนั้นกลายเป็นขยะในชั่วพริบตา!”
“จริงสิ หลินกู่เหนียง คราวก่อนตอนที่โจรบุกปล้น บ้านพวกท่านคงเสียหายกันไม่น้อยกระมัง?” ทันใดนั้นลู่เหวินจวินก็นึกถึงเป้าหมายแท้จริงในการมาเยือนครั้งนี้ได้เสียที
ตอนที่ 308: ได้รับมาแต่ไม่ตอบแทน เสียมารยาท
“เราสบายดี! ขอเพียงคนไม่เป็นอันใด ของอย่างอื่นก็เป็นแค่สิ่งนอกกาย!” หลินเว่ยเว่ยหยิบซี่โครงชิ้นหนึ่งให้เจ้าดำจอมตะกละที่เดินวนเวียนไปมารอบเท้าแล้วคาบออกไปกินด้านข้าง
แต่เจ้าหนูน้อยเอ่ยอย่างคนหัวเสีย “กระต่าย แพะและไก่ที่บ้านเราเลี้ยงไว้ถูกโจรชั่วสมควรตายเหล่านั้นจับกินหมด ไข่ไก่และนมแพะที่คนในบ้านกินก็ไม่มีเหมือนก่อนแล้ว! บางครั้งตอนที่พี่รองอยากทำขนมก็เพราะขาดวัตถุดิบจึงต้องล้มเลิกความคิด…”
“พอแล้วน่า เจ้ากินให้น้อยลง ดื่มให้น้อยกว่าเดิมไม่ได้หรือ?” หลินเว่ยเว่ยเขกศีรษะเจ้าหนูน้อย
เฮ้อ! เมื่อวานตอนเข้าเมืองก็เห็นว่าซื้อแม่ไก่กับแพะมาแล้ว ยังจะแค้นไม่เลิก!
ลู่เหวินจวินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “อีกสองสามวันข้าจะไปทุ่งหญ้า แล้วใช้เครื่องลายครามกับใบชาเพื่อแลกหนังสัตว์และสมุนไพรกลับมา ได้ยินว่าร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ใช้เนยชนิดหนึ่งมาทำขนมทั้งหมด หากข้าได้เจอบ้างก็จะช่วยแลกกลับมาให้พวกท่าน!”
เมื่อหลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นดวงตาก็เปล่งประกายทันใด “เยี่ยม! แต่ข้าได้ยินว่าแถบทุ่งหญ้าไม่ค่อยสงบ ท่านต้องระวังตัวด้วย!”
“วางใจได้ พ่อค้าหลายคนจากเมืองหลวงจะเข้าทุ่งหญ้าพร้อมกัน ทหารรักษาชายแดนก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้พวกเราด้วย นี่เป็นสิ่งที่ฮ่องเต้ทรงประทานอนุญาตแล้ว”
พ่อค้าที่แสวงหาผลกำไรย่อมไม่มีทางนำเงินของตนมาช่วยผู้ประสบภัยเพื่อราชสำนักโดยเปล่าประโยชน์หรอก อย่างไรก็ต้องมอบผลประโยชน์คืนให้กันบ้าง ไม่ทราบว่าภัยแล้งของแดนเหนือจะจบลงเมื่อใด จึงจำเป็นต้องใช้ชื่อเสียงและผลประโยชน์มาล่อลวงพ่อค้าแดนใต้ให้ขนข้าวขึ้นเหนือ จึงจะรักษาสมดุลของราคาข้าวในภาคเหนือได้
หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าเขาจะออกเดินทางไปทุ่งหญ้าในวันพรุ่งนี้ นางจึงนำเนื้อแผ่นและคุกกี้เมล็ดต้นเจินในโถกระเบื้องเคลือบสองสามโบซึ่งมีรสหวานและเค็มแตกต่างกัน ยังมีขาหมู2ขาที่ตุ๋นเมื่อวานก็ยกให้เขาทั้งหมด เพื่อไว้กินแก้เบื่อระหว่างเดินทาง ในเมื่อเขาให้ของดีมาตั้งมากมายเช่นนี้ ของตอบแทนเล็กน้อยจะนับว่าลำบากอันใด? ความสัมพันธ์ที่ปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาคถึงจะอยู่ได้นาน
ลู่เหวินจวินดีใจยิ่งกว่าอันใด นอกจากนี้เขายังห่อขาหมูตุ๋นน้ำแดงไปอีกหนึ่งหม้อเต็มๆ เนื่องจากภาคเหนือที่เข้าสู่ฤดูหนาวแล้วมีอุณหภูมิต่ำชนิดติดลบทั้งเช้าและเย็น ถ้าเก็บรักษาอย่างถูกวิธี แม้จะผ่านไปหลายวันแล้ว อาหารที่ปรุงสุกก็จะไม่เน่าเสีย! พูดกันว่าพอเข้าเขตทุ่งหญ้าแล้วก็จะมีแต่อาหารแห้งให้กินเท่านั้น พอมีขาหมูสองขากับขาหมูตุ๋นน้ำแดงหนึ่งหม้อนี้แล้ว ชีวิตต่อจากนี้ของเขาก็จะไม่ทรมานมากเกินไป!
เจ้าหนูน้อยบีบเท้าเจ้าดำแล้วเอ่ยด้วยความหงุดหงิด “คุณชายลู่ก็เสียจริงเลย เอาขาหมูตุ๋นน้ำแดงที่เราจะกินเป็นมื้อเย็นไปหมด แล้วเย็นนี้พวกเราจะกินอะไรกันเล่า?”
หลินเว่ยเว่ยเข้าไปบีบแก้มน้อยๆของเขาพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เหตุใดเจ้าไม่พูดว่าคุณชายลู่ให้ข้าวแดงมาหลายกระสอบแล้วก็แฮมจินหัวอีกสองขาใหญ่? เย็นนี้ข้าจะหุงข้าวแดงให้เจ้ากิน ลือกันว่าข้าวแดงเป็นเครื่องบรรณาการสำหรับให้ฮ่องเต้เสวยเชียวนะ พอหุงเสร็จแล้วจะมีสีแดงสวย กลิ่นหอมแตะจมูก รสชาติอร่อยยิ่งกว่าสิ่งใด แล้วยังมีแฮมจินหัวที่รสชาติเค็มปนหวาน มีมันแต่ไม่เลี่ยน มื้อเย็นพวกเรากินเจ้านี่กัน!”
เจ้าหนูน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ! ระหว่างที่อยู่หน้าเตาก็เดินวนรอบตัวหลินเว่ยเว่ยไปมาเหมือนลูกหมาตัวหนึ่ง นอกจากนี้ยังถามโน้นถามนี่เหมือนลูกหมาขี้สงสัยมากเป็นพิเศษ
หลังจากกินข้าวแดงและแฮมจินหัวนึ่งแล้ว เจ้าหนูน้อยก็ไม่ตำหนิคุณชายลู่ว่าเอาเปรียบอีกต่อไป…เพราะใครได้เปรียบก็เห็นชัดเต็มสองตา! นักกินอย่างเผิงหยูเหยี่ยนกินข้าวไปถึงสามถ้วย ทำให้ท้องของเขาดูเหมือนสตรีที่ตั้งครรภ์ได้5-6เดือน
นางหวงคลี่ยิ้มและส่ายหน้าไปมา “คุณชายลู่เอาข้าวแดงมาให้5กระสอบ พรุ่งนี้ส่งไปให้บ้านว่าที่ลูกเขย1กระสอบ แล้วก็หั่นแฮมจินหัวไปหลายชั่งหน่อย ให้บ้านโน้นได้ชิมกันบ้าง!”
ยามที่บ้านตระกูลเผิงได้ของดีก็จะไม่ลืมแบ่งปันให้บ้านตระกูลหลิน ในช่วงเวลาอันสั้นแค่หนึ่งเดือนนี้ พวกเขานำของมาให้7-8รอบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นของกิน เสื้อผ้าหรือของใช้ พวกเขาคิดได้รอบคอบเป็นอย่างยิ่ง วันนี้บ้านตระกูลหลินได้สิ่งของหายากมาจึงเป็นธรรมดาที่จะไม่ลืมตระกูลเผิง ฝ่ายโน้นคือบ้านว่าที่ลูกเขยย่อมไปมาหาสู่แล้วสนิทกันยิ่งกว่าเดิม
เช้าวันต่อมา หลินเว่ยเว่ยนำข้าวแดงและแฮมจินหัว5ชั่งใส่เกวียนเทียมม้า พอลองครุ่นคิดแล้วนางยังยกข้าวแดงออกมาอีกกระสอบและหั่นแฮมจินหัวอีก2ชั่งแล้วนำพวกมันขึ้นเกวียนพร้อมกัน
เจียงโม่หานกระโดดขึ้นเกวียนแล้วยื่นใบหน้าเข้ามาถาม “ข้าวแดงกับแฮมจินหัวเหล่านี้คงไม่ได้เอาไปให้คนแซ่หนิงหรอกกระมัง?”
หลินเว่ยเว่ยยักคิ้วใส่เขา “แน่นอนว่าไม่ใช่! ถึงเวลานั้นเจ้าก็รู้เอง!”
เมื่อขับเกวียนออกมา ทั้งสองก็เลือกมาที่เขตอันผิงก่อน หลังได้ยินบ่าวรับใช้รายงานว่าครอบครัวของว่าที่ลูกสะใภ้มาเยี่ยม นายท่านเผิงก็วิ่งออกมาเร็วกว่าผู้ใด ฝีเท้าและความเร็วนี้ไม่เหมือนคนอายุใกล้จะหกสิบปีแม้แต่น้อย
พอมาถึงประตูบ้าน เขาก็ลดฝีเท้าและทำมือไพล่หลังคล้ายกำลังจะออกไปเดินเล่นอย่างไรอย่างนั้น พอเห็นเกวียนของตระกูลหลินก็รีบเดินไปหา “เสี่ยวเว่ย เหตุใดจึงมาเวลานี้? มีเรื่องอันใดหรือ?”
“ลุงเผิง บ้านเราเพิ่งได้ข้าวแดงมาหลายกระสอบแล้วก็แฮมจินหัว ท่านแม่จึงให้ข้านำมามอบแด่พวกท่าน นี่เป็นชาซีหูหลงจิ่ง คือชาที่เก็บก่อนเทศกาลชิงหมิงแบบต้นตำรับ!” หลินเว่ยเว่ยรู้ว่านอกจากนายท่านเผิงจะเป็นคนชอบกินแล้วยังชอบจิบชา ทว่าแดนเหนือมีชาดีน้อยมาก นานทีปีหนถึงจะได้ชามาสักห่อ ทว่าก็ต้องเก็บไว้ชงเพื่อรับแขก ส่วนตนเองทำใจดื่มไม่ลงสักครา
นายท่านเผิงรับห่อใบชามาถือไว้ แต่ดวงตายังมองไปบนเกวียน “ดี ดี…ยังมีอีกหรือไม่?”
นางเผิงได้ลูกสะใภ้ใหญ่ประคองออกมา พอได้ยินถ้อยคำของตาแก่คนนี้แล้ว ใบหน้าสูงวัยของนางก็รู้สึกร้อนผ่าวทันใด นางจึงเค้นเสียงดุ “ตาแก่คนนี้! ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นคงเข้าใจผิดว่าเจ้ารังเกียจที่อีกฝ่ายมอบของให้น้อยไป! ข้าวแดง แฮมจินหัวและชาซีหูหลงจิ่งที่เสี่ยวเว่ยนำมาฝากล้วนเป็นของดี ถึงจะมีเงินก็หาซื้อไม่ได้ แล้วเจ้ายังอยากได้สิ่งใดอีก? หืม?”
หลินเว่ยเว่ยรู้ว่านายท่านเผิงหมายถึงสิ่งใด นางจึงหมุนตัวไปหยิบโถกระเบื้องเคลือบสองใบจากบนเกวียนแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าคิดว่าขนมปังกรอบคราวก่อนของลุงเผิงน่าจะกินหมดแล้ว เมื่อวานจึงทำเพิ่มอีกเล็กน้อย โถนี้เป็นขนมปังกรอบรสเค็ม ส่วนโถนี้เป็นคุกกี้เมล็ดต้นเจินรสไม่หวานมาก”
“ดี ดี! เสี่ยวเว่ย เจ้าช่างเข้าใจลุงเหลือเกิน!” นายท่านเผิงไม่สนใจชาชั้นเลิศอีกต่อไป เขายัดมันใส่มือภรรยา จากนั้นก็กอดโถกระเบื้องเคลือบสองใบราวกับลูกรัก ทุกครั้งก่อนที่เขาจะเอนหลังในตอนบ่าย สิ่งที่ทำให้รู้สึกมีความสุขที่สุดคือการชงชาชั้นดีหนึ่งกาเพื่อกินกับขนมเหล่านี้สองสามชิ้น แค่นั้นเขาก็มีความสุขเหมือนได้ขึ้นสวรรค์แล้ว…ครอบครัวลูกสะใภ้บ้านนี้ถือว่าถูกใจเขามาก!
สะใภ้ใหญ่ตระกูลเผิงพูดกับหลินเว่ยเว่ย “เสี่ยวเว่ย ข้าเย็บชุดให้เจ้ากับเฉียงเอ๋อร์คนละชุด เจ้านำกลับไปลองว่าใส่ได้พอดีตัวหรือไม่!”
สะใภ้ใหญ่ตระกูลเผิงมีฝีมือเย็บปักดีใช้ได้ น่าเสียดายที่มีเจ้าตัวแสบเพียงคนเดียว ในบ้านไร้เด็กผู้หญิงให้นางจับแต่งตัว หลังจากไปมาหาสู่กับบ้านตระกูลหลินได้สองสามครั้ง นางก็ค่อนข้างพอใจกับนิสัยใจคอของคนตระกูลหลินและว่าที่น้องสะใภ้ แม้บุตรสาวคนโตใจแคบไปหน่อย แต่ก็รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่ว่าทำงานหรือพูดจาก็กระฉับกระเฉง ดีกว่าพวกก้อนแป้งที่ไม่ได้เรื่องได้ราวตั้งเยอะ!
เด็กสาวทั้งสองคนของตระกูลหลินล้วนมีรูปร่างหน้าตาดูดี ทำให้นางรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมา พอกลับถึงบ้านนางจึงทำชุดกระโปรงให้เด็กทั้งสองคน เสื้อของบุตรสาวคนโตเป็นสีเขียวอ่อน กระโปรงเป็นสีเขียวเข้ม ปักลวดลายบนกระโปรงด้วยด้ายทอง พอใส่แล้วทำให้ดูใจเย็นและงดงาม ให้บรรยากาศเงียบสงบที่ไม่ธรรมดา
ส่วนเสื้อของหลินเว่ยเว่ยเป็นสีแดงสดใส ด้านบนปักไห่ถังดอกใหญ่ กระโปรงเป็นสีเห่งยิ้ง (ประมาณสีครีม) และปักด้วยดอกถูหมีเอาไว้ ช่างเหมือนกับนิสัยของนางคือ…ร่าเริงสดใส น่ารักและฉลาดเฉลียว!
ตอนที่ 309: บัณฑิตน้อยแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
“ขอบคุณพี่สะใภ้เผิง ดอกไม้นี้ปักออกมาได้งดงามมาก เหมือนของจริงเลยทีเดียว!” หลินเว่ยเว่ยอิจฉาคนที่ตัดเสื้อผ้าและเย็บปักได้ หากเปลี่ยนเป็นนางแล้ว ไม่มีทางทนนั่งเย็บผ้าได้แน่นอน คราวก่อนตอนที่มารดาบังคับให้นางปักกระเป๋าใส่เงิน นิ้วทั้งสิบของนางก็มีรูพรุนเหมือนตะแกรง มารดาเห็นแล้วสงสารจึงไม่บอกให้นางเรียนเย็บปักถักร้อยอีกเลย!
สะใภ้ใหญ่ตระกูลเผิงคลี่ยิ้ม “เจ้าชอบก็ดีแล้ว…รีบเข้ามานั่งในบ้านเร็ว ประเดี๋ยวข้าจะเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารเที่ยง…”
“ไม่รบกวนพี่สะใภ้เผิงดีกว่า พวกเรายังมีธุระต้องไปทำที่เขตเริ่นอัน กลางวันคงไม่กินข้าวที่บ้านท่านแล้ว” หลินเว่ยเว่ยรีบบอก
นางเผิงขมวดคิ้วทันที “มาถึงบ้านแล้วจะออกไปโดยยังท้องว่างได้อย่างไร? พวกเราเคยกินอาหารบ้านเจ้าตั้งหลายมื้อ แต่พวกเจ้ายังไม่ได้กินอาหารตระกูลเผิง หรือว่าดูถูกฝีมือทำอาหารของบ้านเรา?”
“ป้าเผิง ฟังท่านพูดสิ! เราสองบ้านเป็นอะไรกัน? อาหารนี้กินเมื่อใดก็ได้ไม่ใช่หรือ? ตอนเที่ยงนี้ข้าติดธุระจริงๆ…บัณฑิตน้อยจะไปเยี่ยมอาจารย์ของเขา ส่วนข้าเองก็มีธุระต้องไปจัดการที่ท่าเรือ…” หลินเว่ยเว่ยชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อมจนในที่สุดก็หลุดพ้นจากการต้อนรับแสนอบอุ่นของตระกูลเผิงมาได้
เมื่อกลับไปนั่งบนเกวียนอีกครั้งและออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่งแล้ว เจียงโม่หานก็หันมามองนาง “ที่บอกว่าข้าจะไปเยี่ยมอาจารย์ เหตุใดข้าจึงไม่รู้เรื่อง?”
“ตอนนี้เจ้าก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ?” หลินเว่ยเว่ยขยิบตาให้เขา
เมื่อมาถึงเขตเริ่นอัน นางไม่บังคับเกวียนเข้าเมือง แต่เปลี่ยนเส้นทางไปยังหมู่บ้านในละแวกนั้นแทน พอเห็นเนินเขาที่คุ้นตาตรงหน้าหมู่บ้านและกระท่อมหลังน้อยๆ แล้วเจียงโม่หานจะยังมีสิ่งใดสงสัยอีก เขาหันไปจิ้มหน้าผากเด็กน้อยทันที!
“มีคนอยู่หรือไม่? มีคนมาขอข้าวกินเจ้าค่ะ!” หลินเว่ยเว่ยหยุดเกวียน มือข้างหนึ่งแบกกระสอบข้าวแดง ส่วนอีกข้างถือแฮมจินหัว ส่วนห่อชาซีหูหลงจิ่งที่คุณชายลู่ให้มาก็ถูกยัดใส่มือบัณฑิตหนุ่ม
ตอนที่ผู้อาวุโสเซวียออกมาจากแปลงผักหลังกระท่อม เขาก็เห็นนางในสภาพหิ้วของเต็มไม้เต็มมือ…นี่มาขอข้าวกินที่ไหนกัน เป็นการเอาของขวัญมาให้มากกว่า
ผู้อาวุโสเซวียปัดมือที่เปื้อนดินของตน แล้วพูดกับหลินเว่ยเว่ยพร้อมรอยยิ้ม “ขอกินข้าวน่ะได้ เพียงแต่บ้านข้ามีแค่ข้าวหยาบๆและชาจืดชืดเท่านั้น เกรงว่าพวกเจ้าจะไม่คุ้นชิน!”
หลินเว่ยเว่ยยกแฮมจินหัวในมือขึ้นมา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พวกเราเอาอาหารมาเอง!”
เวลานี้ผู้อาวุโสเซวียเดินมาถึงตัวนางแล้ว เขาสูดจมูกดมกลิ่น ทันใดนั้นดวงตาก็เบิกกว้าง “แฮมจินหัว? แถมยังมีข้าวแดงด้วยหรือ? พวกเจ้าไปเอาของดีนี้มาจากไหน?”
“สหายจากเมืองหลวงคนหนึ่งเอามาฝากเจ้าค่ะ!” หลินเว่ยเว่ยส่งสายตาเป็นเชิงว่า ‘ท่านก็รู้จักของดีเยอะเหมือนกัน’ ให้ชายชรา “แฮมจินหัวนี้ ผู้อาวุโสเซวียอยากกินแบบไหนเจ้าคะ?”
ผู้อาวุโสเซวียลูบเคราพลางหรี่ตานึกถึงความทรงจำในอดีต “ไม่ได้กินหมูอบน้ำผึ้งมานานหลายปีแล้ว…แต่ไม่มีใครในภาคเหนือทำอาหารนี้เป็น เช่นนั้นก็นึ่งกินเถิด รสชาติไม่เลวเช่นกัน…”
“หมูอบน้ำผึ้ง! ที่บ้านผู้อาวุโสเซวียมีน้ำผึ้งกับสุราเหลืองหรือไม่เจ้าคะ?” หลินเว่ยเว่ยถาม
ทันใดนั้นดวงตาของผู้อาวุโสเซวียก็เบิกกว้างกว่าเดิม “เจ้าทำเป็นจริงหรือ? สุราเหลืองมีอยู่ แต่น้ำผึ้งนี้…ข้าขอไปดูก่อน ข้าไม่ชอบกินเจ้านั่นสักเท่าไรจึงไม่รู้ว่าเอาไปยัดไว้ไหนแล้ว!”
เขาให้ชายชุดดำ…บุตรชายของบ่าวผู้ภักดีนามว่าเซวียจื้อเฉียน…ช่วยค้นหา ผ่านไปไม่นานพวกเขาก็หาสิ่งที่หลินเว่ยเว่ยต้องการจนครบ
หลินเว่ยเว่ยจึงได้เวลาแสดงฝีมือ นางไม่เพียงทำหมูอบน้ำผึ้ง แต่ยังทำหมูผัดเห็ด แกงฟักใส่หมูและอาหารจานผักอีกสองอย่าง แน่นอนว่าข้าวที่กินเป็นข้าวแดง หลังจากผู้อาวุโสเซวียตักเข้าปาก รสชาติก็ยังคั่งค้างอยู่ในปากนานแสนนาน สายตาคู่นั้นเหม่อลอยคล้ายกำลังคิดถึงเรื่องราวในอดีต
“ผู้อาวุโสลองกินหมูอบน้ำผึ้งว่ารสชาติใช้ได้หรือไม่เจ้าคะ!” หลินเว่ยเว่ยดึงเขาออกจากภวังค์ ลองนึกภาพชายชราอายุเกินหกสิบซึ่งผ่านความรุ่งโรจน์และผ่านความยากลำบากช่วงสงคราม ท้ายที่สุดมาปักหลักยังหมู่บ้านเล็กๆ ในแดนเหนือและกลายเป็นเพียงสามัญชนทั่วไป ทำให้ทั้งชื่นชมและอดสงสารไม่ได้
ผู้อาวุโสเซวียลองชิม ทันใดนั้นเขาก็เลิกคิ้วขึ้นสูง “เจ้าไปเรียนทำอาหารรสชาติเช่นนี้มาจากที่ใด? หมูอบน้ำผึ้งนี้อร่อยยิ่งกว่ารสชาติที่ข้าเคยกินเสียอีก! ไม่เลว! สหายเจียงเอ๋ย เป็นลาภปากของเจ้าแล้ว!”
ผู้อาวุโสเซวียที่ช่วงนี้ไม่ค่อยเจริญอาหารสักเท่าไร สามารถกินข้าวหมดถ้วยในมื้อนี้ กับข้าวก็กินไปไม่น้อย เซวียจื้อเฉียนแอบจดจำไว้ในใจ เมื่อรอให้หลินเว่ยเว่ยออกจากกระท่อมแล้ว เขาจึงตามออกมาถามวิธีทำหมูอบน้ำผึ้งจากนาง
หลินเว่ยเว่ยบอกว่าทำน้ำผึ้งอย่างไร เติมเครื่องปรุงเท่าไหร่ ต้องอบนานเพียงใด นางค่อยๆอธิบายให้เขาฟังอย่างละเอียด หลังครุ่นคิดแล้วนางก็พูดว่า “ประเดี๋ยวข้ากับบัณฑิตเจียงจะไปที่ห้องหนังสือแล้ว ข้าจะเขียนวิธีทำสั้นๆให้เจ้าแล้วกัน ส่วนเจ้าก็ค่อยๆลองทำให้ผู้อาวุโสกิน”
เซวียจื้อเฉียนพยักหน้า แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง เจียงโม่หานรีบดึงตัวนางแล้วบอกให้ขึ้นเกวียน จากนั้นก็ขับเกวียนออกไปทันที…เขาไม่ชอบให้ชายอื่นใช้สายตาเช่นนั้นมองสตรีของตน บัณฑิตน้อยคนนี้ชอบแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมากขึ้นทุกวัน!
เซวียจื้อเฉียนกลับมาที่กระท่อม ผู้อาวุโสเซวียมองเขาด้วยรอยยิ้ม “ไปขอสูตรทำหมูอบน้ำผึ้งมาเช่นนั้นหรือ? การกระทำของเจ้าไม่เหมาะสม เพราะอาหารจานนี้อาจเป็นสูตรลับของบ้านนางก็ได้ แต่เจ้าวู่วามเข้าไปถามเช่นนั้น สรุปแล้วนางบอกเจ้าหรือไม่?”
เซวียจื้อเฉียนเงียบเพราะรู้ว่าการทำเช่นนี้คือขาดการยั้งคิดจริงๆ แต่ถ้าให้เลือกใหม่ เขาก็จะทำเช่นเดิม เนื่องจากผู้อาวุโสเซวียเปรียบเสมือนปู่แท้ๆของตน ดูแลเขามาตั้งแต่เด็ก สอนทุกสิ่งอย่าง ท่านพ่อเคยกล่าวไว้ว่าหากเป็นสมัยก่อนต้องมีคนไม่น้อยที่อิจฉาในความโชคดีของเขาแน่นอน!
ผู้อาวุโสเซวียอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงนี้การนอนหลับและการรับประทานอาหารก็ไม่ค่อยดี การที่กินข้าวหมดหนึ่งถ้วยในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ขณะมองร่างกายที่ค่อยๆซูบผอมของผู้อาวุโสเซวีย เซวียจื้อเฉียนก็วิตกกังวลขึ้นทุกวัน กว่าจะเจออาหารที่ผู้อาวุโสชอบกินไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะต้องแย่งชิงหรือขู่เข็ญก็จะต้องได้สูตรอาหารนี้มาครอบครอง
“ข้าไม่เห็นความลำบากใจจากตัวกู่เหนียงคนนั้น นางยังบอกเองว่าจะเขียนสูตรอาหารที่เหมาะกับคนชราให้ด้วยขอรับ! นายท่าน ท่านคิดว่า…นางมีเจตนาแอบแฝงต่อตัวท่านหรือไม่?” ข้าวแดงและแฮมจินหัว แม้เป็นเมืองหลวงก็ใช่ว่าจะขายให้ใครก็ได้ นางบอกจะให้ก็ให้ คนเสียสติเท่านั้นถึงจะเชื่อว่านางทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ!
ผู้อาวุโสเซวียกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “คนแก่เดียวดายอย่างข้าจะมีสิ่งใดให้คนอื่นใช้ประโยชน์? เฉียนเอ๋อร์ เจ้ายังดูคนผิดไปหน่อย กู่เหนียงน้อยคนนั้นเป็นคนจิตใจดีและไร้เดียงสา นางแค่สงสารคนแก่อย่างข้าเท่านั้น!”
เซวียจื้อเฉียนไม่คิดเช่นนั้น “ข้าคิดว่ากู่เหนียงคนนั้นอาจจะอยากให้คู่หมั้นมากราบท่านเป็น…” หากนายท่านรับลูกศิษย์มาไว้ข้างกายก็อาจจะไม่เหงาเช่นนี้อีก
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” พอได้ยินเช่นนั้นผู้อาวุโสเซวียก็หัวเราะลั่น “สหายน้อยไม่ได้อยู่แต่ในสระหรอก หากข้ารับเขาเป็นศิษย์ มันจะเป็นการทำร้ายเขามากกว่า อีกอย่างตัวเขาก็ไม่มีเจตนาจะให้ข้าเป็นอาจารย์…เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว ยามว่างค่อยมาถกเถียงกัน เล่นหมากล้อมสองสามกระดาน สหายต่างวัยดีกว่าอาจารย์กับศิษย์ และยังเป็นผลดีต่อการพัฒนาตนเองในอนาคตของเขาด้วย”
เซวียจื้อเฉียนมีแววตามืดมนทันใด “นายท่าน ท่านกำลังกังวลว่าจะทำผิดซ้ำสองใช่หรือไม่? ก็เพราะอดีตฮ่องเต้มีพระทัยคับแคบ เห็นผู้มีความสามารถไม่ได้ ท่านสร้างเสาหลักให้แก่ราชสำนักตั้งกี่ต้น…หากอดีตฮ่องเต้ไม่ลดตำแหน่งและประหารลูกศิษย์ของท่าน ราชวงศ์เก่าก็คงไม่ล่มสลายเร็วเช่นนี้…”
ตอนที่ 310: คิดและทำเพื่อเขา
“เฉียนเอ๋อร์! จงระวังคำพูด!!” ผู้อาวุโสเซวียดุเสียงดังลั่น “ถ้อยคำเช่นนี้ วันหน้าห้ามเอ่ยออกมาอีก! ไม่เช่นนั้นก็อย่ามาโทษที่ข้าขับไล่เจ้า!”
18ปีที่ผ่านมา เซวียจื้อเฉียนไม่เคยเห็นใบหน้าที่ดุร้ายถึงเพียงนี้ของผู้อาวุโสเซวียมาก่อน เขาจึงรีบหลบสายตาแล้วโค้งคำนับเพื่อยอมรับผิดทันที
ผู้อาวุโสเซวียถอนหายใจพลางมองออกไปด้านนอกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก “ลืมเรื่องในอดีตไปให้หมดเถิด ที่นี่เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น!”
แต่เซวียจื้อเฉียนไม่คิดว่าในใจของชายชราสงบได้เหมือนที่ปากพูด เช่นนั้นในแววตาจะมีความเสียใจเจืออยู่ได้อย่างไร…
เขามองชาซีหูหลงจิ่งบนโต๊ะและน้ำสองกระบอกที่หลินกู่เหนียงและบัณฑิตเจียงนำมาให้ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแห่งความเคารพว่า “นายท่าน ข้าจะช่วยชงชาให้…”
“วางลง! ฝีมือชงชาของเจ้าจะทำให้ชาดีของข้าเสียของ! นี่คือชาซีหูหลงจิ่งที่เก็บก่อนเทศกาลชิงหมิงเชียวนะ!” ต่อจากนั้นผู้อาวุโสเซวียก็หอบชุดชงชาสุดรักสุดหวงมายังศาลามุงหญ้าบนเนินเขาและเริ่มจุดไฟ ต้มน้ำ ชงชา…
ขณะที่สูดดมกลิ่นหอมของใบชา ผู้อาวุโสเซวียก็เผยใบหน้าลุ่มหลงออกมา “ชาดี น้ำดี! ชาจะดีเพียงใด หากขาดน้ำที่ดีก็ทำให้กลิ่นหอมลดลงหลายส่วน น้ำที่สหายน้อยนำมาฝากเหมาะแก่การชงชายิ่งกว่าน้ำจากหลงฉวนทางใต้เสียอีก!”
ผ่านไปหลายปีแล้วที่เขาไม่ได้ดื่มชารสเลิศเช่นนี้ พอผู้อาวุโสเซวียมีความสุขก็เดินไปรื้อเครื่องมือวาดภาพที่ไม่ได้ต้องแตะมานาน แล้ววาดภาพมีสุขลืมกังวลขึ้นมาหนึ่งภาพ บนภาพมีภูเขาทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ทุ่งนา กระท่อม เด็กเลี้ยงวัวและวัวแก่…เมื่อนำมารวมกันแล้วเหมือนบทกวีร่ำสุราที่หลินเว่ยเว่ยท่องไว้เมื่อคราวก่อนไม่ผิดเพี้ยน
ผู้อาวุโสเซวียพอใจกับภาพวาดของตนมาก ภูมิใจที่ฝีมือยังไม่ตก หลังปล่อยให้ภาพแห้งแล้ว เขาก็พูดกับเซวียจื้อเฉียนว่า “เอาไปใส่กรอบไม้แล้วส่งไปที่ห้องหนังสือ!”
เซวียจื้อเฉียนเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “นายท่าน พวกเราไม่ได้ขาดเงิน ภาพวาดดีถึงเพียงนี้ เหตุใดต้องเอาไปขายด้วยขอรับ?”
“พวกเราไม่ขาด แต่สหายน้อยอาจขาดแคลน! หลังจากฤดูใบไม้ผลิ เขาต้องไปเข้าร่วมการสอบที่เมืองจงโจว ดังนั้นค่าใช้จ่ายต่างๆจะปล่อยให้คู่หมั้นออกฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เช่นนั้นเขาจะกลายเป็นไก่อ่อนเกาะผู้หญิงกินไม่ใช่หรือ? สหายน้อยเป็นคนทะนงตน ไฉนเลยจะแบกรับชื่อเสียงเช่นนั้นได้?”
การที่บัณฑิตยากไร้จะเข้าร่วมการสอบไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้อาวุโสเซวียทนเห็นบัณฑิตผู้มีความสามารถจนน่าทึ่งผู้หนึ่งต้องดิ้นรนในเส้นทางการศึกษาไม่ไหว!
เซวียจื้อเฉียนเคยได้ยินบิดาบอกว่า เมื่อก่อนตอนที่อยู่ทางใต้ ผู้อาวุโสเซวียเคยแอบช่วยบัณฑิตยากไร้ไว้ไม่น้อย นี่ต้องใช้ความรักมากถึงเพียงใดจึงจะใช้ผลงานชิ้นแรกที่วาดขึ้นมาหลังจากปลีกวิเวกมานานหลายปีและนำออกไปขายแลกเงินที่ห้องหนังสือ!
ขณะมองสายตาอาลัยอาวรณ์ของอีกฝ่าย ผู้อาวุโสเซวียก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ภาพวาดเช่นนี้ข้าวาดได้วันละสองสามภาพ เหตุใดต้องแสดงท่าทางทำใจไม่ได้?”
เซวียจื้อเฉียนดูมีความสุขขึ้นมาทันที “นายท่านหมายความว่า…”
ผู้อาวุโสเซวียพยักหน้าพลางลุกขึ้นยืนในศาลาแล้วเหม่อมองไปยังที่ห่างไกล เมฆบนท้องฟ้าม้วนตัวสวยสด เฉกเช่นหัวใจที่เบิกบาน “ข้ามักพูดกับเจ้าสองพ่อลูกว่าอย่าจมปลักอยู่ในอดีต แท้จริงแล้วคนที่ปล่อยวางไม่ได้คือตัวข้าเอง! ต่อไปข้าจะไม่ขังตนเองไว้ในโลกใบเล็กอีกแล้ว อยากวาดภาพก็วาด อยากเขียนบทความก็เขียน อยากออกไปเยี่ยมสหายก็จะไป…”
ดวงตาของเซวียจื้อเฉียนเปียกชื้นเล็กน้อย เขายกยิ้มมุมปาก ก่อนจะย้อนถามว่า “นายท่าน ในแดนเหนือแห่งนี้ ท่านมีสหายให้ไปเยี่ยมเยือนด้วยหรือขอรับ?”
ผู้อาวุโสเซวียจ้องมาที่เขา “เหตุใดจะไม่มี? พวกเขาก็ไม่ได้เพิ่งออกไปหรือ? ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘ได้รับมาแต่ไม่ตอบแทน เสียมารยาท’ วันหน้าเราเองก็ขนของขึ้นเกวียนแล้วขึ้นเขาไปเยี่ยมสหายบ้างเถิด!”
ทันใดนั้นรอยยิ้มที่มุมปากของเซวียจื้อเฉียนก็จมลึกกว่าเดิม ตัวเขาที่อารมณ์ดีจึงเอ่ยหยอกเย้าเจ้านายว่า “นายท่าน วันนี้พวกเขานำของดีมาเยี่ยมเราถึงเพียงนี้ แล้วท่านมีของสิ่งใดจะมอบให้หรือขอรับ?”
ผู้อาวุโสเซวียชี้ไปที่ศีรษะของตน “ของล้ำค่าที่สุดไม่ได้อยู่ที่นี่หมดแล้วหรือ? บันทึก เรียงความ สิ่งที่ตกผลึกซึ่งข้าใช้สอนบรรดาศิษย์พี่ของเจ้า เอาออกมาสักสองเล่มก็ไม่ใช่ของขวัญล้ำค่าแล้วหรือ?”
ตอนเดินทางจากใต้ขึ้นเหนือ นอกจากเงินทองและสิ่งล้ำค่าแล้วส่ วนใหญ่ที่ผู้อาวุโสเซวียขนมาล้วนเป็นพวกตำราซึ่งเหลือเพียงเล่มเดียว หนังสือหายาก เรียงความ บทความและบันทึกความรู้ที่เขาได้เรียนรู้มากว่าครึ่งชีวิต เป็นต้น ของพวกนี้ล้ำค่ายิ่งกว่าเงินทองเสียอีก!
หลินเว่ยเว่ยที่ขับเกวียนเข้าเขตเริ่นอันกำลังใช้ศอกสะกิดเจียงโม่หานที่นั่งอยู่ด้านข้างแล้วถามว่า “บัณฑิตน้อย เจ้าไม่ได้บอกว่าผู้อื่นอยากเป็นลูกศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสเซวียหรอกหรือ? ตัวเจ้ามีความคิดนี้หรือไม่?”
“มีแล้วอย่างไร ไม่มีแล้วอย่างไร?” เจียงโม่หานเดาออกว่าเหตุใดนางจึงทำเช่นนั้น เด็กน้อยแค่มีวาสนาได้พบผู้อาวุโสเซวียเพียงครั้งเดียว ทว่าก็นำข้าวแดงมาฝากและยังลงมือทำอาหารจากแฮมจินหัวด้วยตนเองอีก นางแค่อยากสร้างสายสัมพันธ์ให้เขาเท่านั้น ทว่าคราวนี้เด็กน้อยคงต้องเสียแรงเปล่า แต่การที่นางคิดเพื่อตนก็ทำให้เจียงโม่หานรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย
“หากเจ้าอยากกราบผู้อาวุโสเซวียเป็นอาจารย์ ข้าจะมาทำอาหารให้เขากินบ่อยๆ ใช้ของอร่อยโจมตีเขา สร้างความรู้สึกดีแทนเจ้า แต่ถ้าเจ้าไม่มีความคิดนั้น…เราก็ไปเยี่ยมผู้อาวุโสเซวียเป็นครั้งคราว คนแก่ตัวคนเดียว ข้างกายยังไร้ลูกหลาน น่าสงสารจะตาย!” หลินเว่ยเว่ยมองย้อนไปยังกระท่อมที่เงียบเหงาของผู้อาวุโสเซวีย
เจียงโม่หานปัดจมูกของนาง ก่อนจะถอนหายใจออกมา “เจ้านี่นะ! จิตใจดีเกินไปก็จะถูกหลอกได้ง่าย รู้หรือไม่!”
“ข้าไม่ได้ใจดีอย่างที่เจ้าคิดหรอก ข้าเองก็มีความเห็นแก่ตัวเช่นกัน หากต้องเลือกระหว่างคุณธรรมและครอบครัว ข้ายังเลือกยืนอยู่ข้างคนในครอบครัว! ความใจดีของข้ามีขอบเขต!” หลินเว่ยเว่ยอธิบาย
“ดีแล้ว!” เจียงโม่หานมองนางด้วยรอยยิ้ม ช่างเถิด ขอแค่มีเขาคอยสนับสนุน นางก็สามารถทำสิ่งใดก็ได้ที่ทำให้ตนมีความสุข ส่วนเขาจะคอยขจัดอุปสรรคทั้งปวงให้นางเอง!
หลินเว่ยเว่ยฉลาดเช่นนี้ ไฉนเลยจะมองไม่ออกว่าเขาไร้เจตนาจะกราบไหว้อาจารย์ นางจึงถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “รู้อย่างนี้เอาข้าวแดงไปให้น้อยหน่อยก็ดี…แถมใบชานั่นก็มีแค่สองห่อ เอาไปให้คนอื่นหมดแล้ว เราไม่มีไว้ดื่มเองเลย…”
เจียงโม่หานรู้ว่านิสัยโลภมากของนางกำเริบอีกหน “เจ้าชอบดื่มชาตั้งแต่เมื่อใด?”
“แต่เจ้าชอบนี่นา! ข้าคิดว่าเอาของไปให้มากจะสามารถช่วยสร้างความประทับใจแทนเจ้าได้ แต่ใครจะรู้ว่าเจ้าไม่ได้มีความคิดนั้นอยู่ในหัว…กราบขงจื๊อเป็นอาจารย์ไม่ดีหรือ? มีอาจารย์ชื่อดังคอยชี้แนะแล้วจะได้ช่วยย่นระยะเวลาในการเรียน!” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยอย่างไม่ค่อยเข้าใจ
เจียงโม่หานคลี่ยิ้ม “ไม่กราบเป็นอาจารย์ก็สามารถไปเยี่ยมเพื่อขอคำชี้แนะได้! ผู้อาวุโสเซวียไม่ใช่คนตระหนี่หรือจิตใจคับแคบเช่นนั้น!”
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “เอาเถิด! ข้าสนับสนุนทุกการตัดสินใจของเจ้า เจ้าคงคิดได้รอบคอบกว่าข้า! ตอนนี้จะไปไหน? ห้องหนังสือหรือท่าเรือ?”
“ไปห้องหนังสือ!” ตอนที่ทั้งสองคนผ่านประตูเมือง เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูเมืองก็จดจำได้จึงไม่เรียกดูทะเบียนบ้าน ทั้งสองจึงขับเกวียนตรงมายังห้องหนังสือหยวนถู
หลินเว่ยเว่ยเงยหน้ามองป้ายชื่อร้านแล้วเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ “ชื่อห้องหนังสือของเจ้าคลุมเครือเกินไป คนอื่นจะเห็นเป็นหยวนฉาได้ง่ายและเข้าใจผิดว่าเป็นร้านขายใบชา!”
เจียงโม่หานใช้พัดเคาะศีรษะนาง “เหตุใดเจ้าไม่บอกว่าตนไร้ความรู้เองเล่า? ข้าบอกให้เจ้าตั้งใจอ่านตำรา ตั้งใจจำตัวอักษร เจ้าก็มักหาข้ออ้างต่างๆมาหลบเลี่ยง ตอนนี้อักษรสุนัขของเจ้าแม้แต่เด็กอายุน้อยกว่า7ขวบอย่างเอ้อร์ฮว๋ายังคลานตามทัน!”
[1] ได้รับมาแต่ไม่ตอบแทน เสียมารยาท เป็นสำนวนตามหนังสือคำสอนของลัทธิขงจื๊อว่าด้วยเรื่องธรรมเนียมและมารยาททางสังคมที่พึงปฏิบัติ ความหมายคือ เมื่อมีคนให้อะไรกับเรามาก็ควรจะตอบแทนเขากลับเพื่อไม่ให้เสียมารยาท
จบตอน
Comments
Post a Comment