ตอนที่ 31: เจออีกแล้วหรือ ? ต้องหนีสิ !
ลูกถีบของหลินเว่ยเว่ยสามารถสกัดกั้นหมีควายไว้ได้จนมันเซถอยหลังไปหลายก้าวกว่าจะกลับมายืนได้มั่นคงดังเดิม เจ้าหมีควายร้องคำรามด้วยความโมโห จากนั้นก็หันหลังมาอย่างรวดเร็วพร้อมเผยสีหน้าดุร้ายและตั้งท่าเตรียมพร้อมโจมตี
เมื่อเห็นท่าหมัดและลูกถีบที่แสนคุ้นเคยของสัตว์สองเท้าตรงหน้าอย่างชัดเจน สีหน้าของเจ้าหมีควายก็เปลี่ยนจากดุร้ายเป็นสยองขวัญทันที มันส่งเสียงร้องคำรามโหยหวนราวกับโดนใครเหยียบหาง ก่อนจะกระโดดหนีหายไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางสีหน้าแปลกใจของหลินเว่ยเว่ย
สวรรค์ ! เหตุใดจึงมาพบกับสัตว์สองเท้าที่ดุร้ายตัวนั้นอีก ? ปีนี้มันดวงตกจริงๆ ศีรษะของมันก็มิได้แข็งเท่าหมัดของเจ้าสัตว์สองเท้าตัวนั้นเสียหน่อย หากไม่ให้หนีแล้วให้อยู่รอโดนทุบโดนตีหรือไร ?
สาเหตุที่หลินเว่ยเว่ยกล้ากระโดดออกมานั้นก็เพราะว่านางจำเจ้าหมีควายตัวนี้ได้เป็นอย่างดี มันคือตัวเดียวกับที่นางใช้หมัดทุบจนมันวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไป นางมั่นใจว่าสามารถเอาชนะมันได้ แต่คาดมิถึงเลยว่าเจ้าหมีควายกลับวิ่งหนีไปโดยไม่กล้าสู้กับนาง เช่นนี้ทำให้นางประหยัดแรงไปตั้งเยอะ
นางก้มไปเก็บรังผึ้งที่ถูกหมีควายโยนทิ้งไว้ขึ้นมา ว้าว ! ช่างเป็นรังที่ใหญ่มาก มีขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลลูกใหญ่สองลูกรวมกันเลย แถมภายในรังยังเต็มไปด้วยน้ำผึ้งหวานเยิ้ม คงเป็นรังผึ้งที่เจ้าหมีควายตัวนั้นขโมยมาเป็นแน่ แต่มันยังไม่ทันได้เพลิดเพลินไปกับการกินรังผึ้งก็ดันมาถูกพวกเขาสร้างความรำคาญให้เสียก่อน จนสุดท้ายกลายเป็นว่าต้องมาเสียรังผึ้งให้นาง !
หลินเว่ยเว่ยใช้เท้าเขี่ยหลิวว่ายจื่อ เขาหมดสติไปโดยไร้ความเคลื่อนไหวใดอีก นางจึงดึงที่หูเข็มขัดของเขาขึ้นมาแล้วหิ้วไปราวกับหิ้วสุนัขที่ตายแล้ว จากนั้นนางก็เดินกลับไปทางเดิมที่ขึ้นมาแต่ก็พบเพียงพงหญ้ารกร้างที่ถูกเหยียบย่ำไปตลอดทาง
พวกเขาวิ่งหนีกันอย่างอุตลุด ! เพราะอย่างไรก็ไม่มีวันถูกทิ้งรั้งท้ายอย่างแน่นอน ! ชายชาตรีสิบกว่าคนวิ่งกรูออกไปจากป่าราวกับฝูงผึ้งแตกรัง ทำให้บรรดานกน้อยที่อยู่บนต้นไม้แตกตื่นและบินโฉบขึ้นไปบนท้องฟ้าเพราะตกใจเสียงตะโกนและเสียงวิ่งของพวกเขา
บิดาเจ้าของอ้วนซานวิ่งนำหน้าก่อนใครและพอวิ่งออกมาจากป่าลึกจนถึงบริเวณละแวกหมู่บ้านแล้ว เจ้าตัวถึงได้หยุดพักหอบหายใจ เมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้ว พวกเขาจึงกล้าหันไปมองยังด้านหลังว่าเจ้าหมีควายยังตามมาอยู่หรือไม่ พอเห็นว่าเจ้าหมีควายมิได้ตามมาแล้ว พวกเขาจึงพากันถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกแล้วทรุดตัวนั่งบนก้อนหินขนาดใหญ่ด้วยแข้งขาที่อ่อนแรง
บิดาของเจ้าอ้วนซานหอบหายใจด้วยความเหนื่อย ทันใดนั้นเขาก็นึกได้จึงเอ่ยถามว่า “พวกเราออกมาครบกันทุกคน ไม่มีผู้ใดหายไปใช่หรือไม่ ? ”
“หลิวว่ายจื่อไม่ได้วิ่งตามหลังพวกเรามา แล้วก็ลูกสาวคนรองของตระกูลหลินด้วย ตอนนี้ไม่รู้ว่านางหายไปที่ใดแล้ว ! ” ชายผอมสูงคนหนึ่งตอบกลับด้วยสีหน้าไม่สู้ดี หลิวว่ายจื่อถือเป็นน้องชายของภรรยา หากเกิดอันใดขึ้นกับเจ้านั่นละก็ มีหวังว่าภรรยาได้โวยวายไปแปดบ้านสิบบ้านแน่นอน
ทันใดนั้นบิดาของเจ้าอ้วนซานจึงเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาเพราะว่ามารดาของหลิวว่ายจื่อขึ้นชื่อในเรื่องความโมโหร้าย เขาเป็นคนขอให้หลิวว่ายจื่อขึ้นไปบนภูเขาด้วยกันในครานี้ หากเจ้านั่นเป็นอันใดขึ้นมาก็อย่าหวังเลยว่าตนจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข !
“ต้องโทษเจ้าเด็กโง่ของตระกูลหลิน ! เหตุใดตอนที่นางขึ้นเขาไปครั้งก่อนยังไม่เป็นไร แต่พอให้นางพาพวกเราขึ้นไปก็พบหมีควายเข้าแล้ว นางต้องจงใจทำให้มันเป็นเช่นนี้แน่นอน ! ”
“ใช่แล้ว ! หากมารดาของเจ้าหลิวว่ายจื่อมาโวยวายกับพวกเรา เราก็ให้นางไปที่ตระกูลหลินนู่น ! ต้องโทษเจ้าเด็กโง่ผู้เดียว ! ”
“เฮอะ ! ” ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ทุกคนที่ได้ยินจึงพากันเงียบเสียงทันที
ในส่วนลึกของป่าทึบ ร่างอ้วนค่อย ๆ เดินออกมาจากเงาของต้นไม้ใหญ่ แสงแดดที่สาดส่องไปยังใบหน้าขาวเนียนของนางได้เผยให้เห็นสีหน้าและแววตาเยาะเย้ยถากถางให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจน
หลินเว่ยเว่ยโยนหลิวว่ายจื่อลงพื้น จากนั้นก็หัวเราะเยาะแล้วกล่าวว่า “เมื่อวานนี้ตอนพวกท่านมาหาข้าแล้วบอกให้พาขึ้นภูเขา พวกเราคุยกันไว้อย่างไรบ้าง ? ตอนพลบค่ำพวกเราเพิ่งลงนามในสัญญากันมิใช่หรือ ? พอมาตอนนี้ก็คิดพลิกลิ้นไม่ยอมรับข้อตกลงแล้วหรือ ? กล้าพูดกันได้เช่นไรว่าข้าจงใจ พวกท่านคิดว่าข้าเป็นคนล่อหมีควายออกมาหรือไร ? คิดว่าข้าเป็นคนเลี้ยงหมีควายตัวนั้นแล้วสามารถสั่งให้มันทำอันใดก็ได้ตามอำเภอใจอย่างนั้นหรือ ? ”
หลินเว่ยเว่ยก้มหน้ามองยังหลิวว่ายจื่อที่เพิ่งฟื้นได้สติเมื่อครู่นี้แล้วกล่าวต่อ “อาว่ายจื่อวิ่งได้ช้ายิ่งนัก ในบรรดาพวกท่านมีผู้ใดบ้างที่คิดดึงเขาให้วิ่งไปด้วยกัน ? หากมิใช่เพราะข้ายอมเสี่ยงชีวิตเข้าไปดึงตัวเขามาจากหมีควายตัวนั้น คิดว่าเขาจะรอดจนถึงตอนนี้หรือ ? เจ้าหมีควายตัวนั้นแอบนั่งกินรังผึ้งอยู่ในพุ่มไม้ของมันดีๆ หากมิใช่เพราะพวกท่านส่งเสียงดังโวยวายจนไปกระตุ้นให้มันเกิดความรำคาญ คิดหรือว่ามันจะมาจัดการพวกท่าน ? ลุงหวังก็เคยพูดไว้ตั้งหลายครั้งว่าสัตว์ป่าจะไม่เป็นฝ่ายโจมตีมนุษย์ก่อนเมื่อมันกินอิ่มแล้ว ! ตอนที่พวกท่านเข้าไปในป่าไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยเลยสักนิด แต่พอเกิดเรื่องขึ้นมาหน่อยก็โยนให้เป็นความผิดของข้า พวกท่านช่างกลับกลอกเสียจริง ! ต่อไปนี้จะมีผู้ใดบ้างที่กล้าพาพวกท่านขึ้นไปบนภูเขาอีก ? พวกเราสิ้นสุดสัญญาไว้เพียงเท่านี้เถิด แยกย้ายตัวใครตัวมันไปเลย ! ”
หลังกล่าวจบ นางก็ไม่ชายตามองพวกเขาเลยแม้แต่น้อย นางหันหลังแล้วเดินตรงปรี่กลับบ้านของตนทันที หลังจากพักผ่อนที่บ้านได้สักพัก ตกบ่ายนางก็ออกไปตรวจบ่วงดักสัตว์กับพรานหวัง !
คนกลุ่มนี้มองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก ต่างคนต่างอึดอัดใจอยู่มิน้อย พวกเขาไม่ควรทำให้บุตรสาวคนรองตระกูลหลินขุ่นเคืองเพียงนี้เลย แล้วต่อไปนี้ผู้ใดจะพาพวกตนขึ้นไปบนภูเขา ?
หลิวว่ายจื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นก็เบ้ปาก “พวกเจ้ายังกล้าขึ้นไปบนภูเขาอีกหรือ ? ข้าเกือบจบชีวิตในปากของหมีควายตัวนั้นไปแล้ว ! พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าปากของหมีควายตัวนั้นอยู่ห่างจากใบหน้าของข้าแค่นี้เอง…” เขาใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วก้อยเทียบระยะให้ดู
“ปากของมันใหญ่กว่าศีรษะของข้าเสียอีก แค่มันอ้าปากก็สามารถกัดศีรษะของข้าจนหลุดจากบ่าได้แล้ว แถมมันยังตะปบหลังข้าอีกด้วย โชคดีที่มันตะปบโดนชายเสื้อมิได้ตะปบโดนเนื้อของข้า เช่นนั้นข้าคงถูกหมีควายฉีกร่างเป็นสองส่วนแน่ ! ไม่ว่าอย่างไร…ต่อให้ผู้ใดกล่าวถ้อยคำที่ดีลื่นหูมากแค่ไหน ข้าก็ไม่มีวันขึ้นไปบนภูเขาอีกแล้ว เพราะข้ามันขี้ขลาด ข้าไม่เอาด้วยหรอก ! ” เวลานี้หลิวว่ายจื่อยังขวัญเสียอยู่ !
“ว่ายจื่อ ว่าแต่ลูกสาวคนรองของตระกูลหลินช่วยเจ้าไว้จริงหรือ ? ” พี่เขยของเขาเอ่ยถาม
หลิวว่ายจื่อมุ่ยปากแล้วตอบอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก “หากไม่ใช่นางแล้วจะให้เป็นท่านหรือ ? ”
ต่อให้ตีเขาจนตาย เขาก็ไม่มีวันพูดว่าตนหมดสติไปเพราะความหวาดกลัว ทำให้เขาไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยสักอย่าง กระนั้นเขาก็เข้าใจดีว่าถ้าบุตรสาวคนรองของตระกูลหลินไม่ช่วยเอาไว้ มีหรือที่เขาจะมีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ ?
แม้หลิวว่ายจื่อไม่ค่อยชอบนาง แต่เขาก็มิใช่คนที่หลงลืมบุญคุณคน ดังนั้นเมื่อเขากลับถึงบ้านแล้วจึงไปบอกกับมารดาซึ่งได้ตัดแบ่งผ้าที่นางทอไปมอบให้ตระกูลหลินในฐานะของขวัญแทนคำขอบคุณ
นางหวงเกรงใจจนไม่กล้ารับไว้อยู่นาน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับผ้าทอที่มารดาของว่ายจื่อนำมามอบให้ เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน นางจึงเรียกหลินเว่ยเว่ยมาที่ห้อง จากนั้นก็กุมมือของบุตรีแล้วถามว่า “เจ้าลูกคนนี้ เหตุใดไม่บอกแม่เรื่องที่เจ้าขึ้นไปบนภูเขาแล้วพบหมีควาย ? เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่ ? ”
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ! เรื่องเป็นเช่นนี้ท่านแม่ คืออาว่ายจื่อล้มระหว่างวิ่งหนี ในตอนนั้นข้าวิ่งผ่านตัวเขาพอดี ท่านแม่ก็รู้ว่าข้าเป็นคนมีพละกำลังเหลือล้น ข้าจึงหิ้วหูเข็มขัดของเขาขึ้นมาแล้วออกแรงวิ่งหนีสุดชีวิต หมีควายที่พวกข้าเจอก็เป็นหมีควายที่กินอิ่มแล้ว ดังนั้นหลังจากที่มันวิ่งไล่ได้มินาน มันก็หยุดไล่ไปเอง” หลินเว่ยเว่ยพยายามอธิบายให้สถานการณ์ดูไม่รุนแรงที่สุดเพราะกลัวว่านางหวงจะไม่ยอมให้ขึ้นไปบนภูเขาอีก
นางหวงเห็นลูกสาวพูดออกมาเช่นนี้ก็รู้ว่าห้ามไปก็ไร้ประโยชน์ นางจึงทำได้เพียงลอบถอนหายใจออกมา แต่ก็มิวายกำชับบุตรสาวว่า “ต่อไปนี้อย่าขึ้นไปบนภูเขาบ่อยนักเลย ยังดีที่เจ้าไปเจอหมีควาย เพราะถ้าวิ่งเร็วเข้าหน่อยมันก็ตามไม่ทันแล้ว แต่ถ้าไปเจอฝูงหมาป่าแล้วพวกมันนับสิบตัวล้อมเจ้าเอาไว้ เช่นนั้นเจ้าจะหนีไปได้เช่นไร”
“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าเชื่อฟังท่าน ข้าจะไม่ขึ้นไปบนภูเขาแล้ว” หลินเว่ยเว่ยตอบรับอย่างว่าง่าย จากนั้นนางก็ถามมารดาด้วยรอยยิ้ม “ท่านแม่ ประเดี๋ยวข้าจะไปเอากระต่ายตัวนั้นมา ท่านอยากทานแบบตุ๋นน้ำแดงหรือว่าซุปใสเจ้าคะ ? ”
นางหวงลูบหลังปลอบใจเจ้าหนูน้อยที่กำลังหวาดกลัวพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สองวันมานี้ที่บ้านเรามีอาหารเพียงพอแล้ว เรายังไม่จำเป็นต้องทานกระต่ายตัวนี้หรอก เจ้าเก็บไว้เลี้ยงเถิด”
เจ้าหนูน้อยพยักหน้าอย่างแรงราวไก่จิกข้าวเปลือก “พี่รอง กระต่ายป่าเป็นสัตว์ที่เชื่อฟังและเลี้ยงง่าย พอเราเลี้ยงมันจนเติบโตมันก็จะให้ลูกกระต่ายตัวน้อยอีกหลายตัว แล้วลูกกระต่ายก็จะให้ลูกหลานกระต่ายอีกมากมาย…เช่นนี้พี่รองก็ไม่ต้องขึ้นเขาไปเสี่ยงอันตรายแล้ว ! ”
ตอนที่ 32: แมวป่าชนิดหนึ่ง
“เอ้อร์หวาของเราฉลาดที่คิดวิธีขยายพันธุ์กระต่ายป่าเพื่อทำเงิน ! รอให้กระต่ายของเราออกลูกออกหลานคอกใหญ่ แล้วข้าจะทำกระต่ายหมักเครื่องเทศรมควัน กระต่ายตุ๋นและเนื้อกระต่ายตากแห้งไว้ให้เจ้าทาน!” หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู
เด็กก็คือเด็กอยู่วันยังค่ำ เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ากระต่ายตัวนี้เป็นตัวผู้หรือตัวเมียแล้วจะให้มันคลอดลูกน้อยได้เช่นไร ? แต่มันก็เป็นเพียงกระต่ายตัวหนึ่ง หากเขาอยากเลี้ยงหรืออยากเล่นก็ช่างเขาเถิด !
“ดูสิ ! วันนี้ข้ามีของดีมาให้เจ้าด้วย ! ” หลินเว่ยเว่ยเอารังผึ้งขนาดใหญ่มาแกว่งตรงหน้าน้องชาย
นางหวงที่เห็นเช่นนั้นจึงถามด้วยความดีใจระคนความตกใจ “รังผึ้ง ? นั่นของดีเชียวนะ ! แล้วรังผึ้งของเจ้าดูท่าว่าจะหนักอย่างน้อย2ชั่ง ! รังผึ้งป่าเป็นของหายากมาก ราคาของน้ำผึ้งไม่ถูกเลย ยิ่งไปกว่านั้นเรายังสามารถขายรังให้ร้านขายยาได้ด้วย…”
บุตรสาวของนางช่างโชคดีเหลือเกิน ทุกครั้งที่เข้าป่าก็มักไม่เคยกลับมามือเปล่าเลย
“เราจะเก็บน้ำผึ้งไว้ทานกันเอง ข้าไม่ขายหรอก ข้าจะเอาไว้ชงน้ำให้ท่านแม่ดื่ม ! ” หลินเว่ยเว่ยล้างโถจนสะอาด จากนั้นก็นำน้ำผึ้งที่คั้นแล้วใส่ลงในโถพร้อมมัดปากด้วยกระดาษน้ำมันอย่างแน่นหนา
“อย่าเลย สุขภาพของแม่ดีขึ้นมากแล้ว แม่ไม่กล้าทานของแพงเยี่ยงน้ำผึ้งหรอก พวกเราเอาไปแลกเป็นเส้นหมี่และแป้งมาไว้ทำอาหารดีกว่า แม่คิดว่ามันน่าจะแลกของพวกนั้นได้เพียงพอสำหรับฤดูหนาว ! ” นางหวงหวาดกลัวว่าตนและบุตรจะต้องมาหิวโหยในฤดูหนาว ดังนั้นทุกครั้งนางจึงกังวลว่าจะไม่มีธัญพืชหรือพวกเส้นหมี่ต่างๆไว้ให้บุตรได้อิ่มท้อง
“ข้ามิได้ใช้เงินซื้อมาสักอีแปะเดียว ข้าได้มันมาเปล่าๆ แล้วจะเป็นของแพงของล้ำค่าได้เช่นไร ? ท่านแม่ ท่านเชื่อข้าเถิดเจ้าค่ะ ! ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าสุขภาพของท่านอีกแล้ว ดังนั้นท่านอย่าเอาแต่กังวลว่าการดื่มกินของตนจะเป็นการสิ้นเปลืองเลย ท่านยังมีข้าอยู่ทั้งคน ต่อไปนี้ข้าจะไม่ยอมให้ท่านและน้องสี่ต้องหิวโหยอีกแล้ว ! ” หลินเว่ยเว่ยนำโถใส่น้ำผึ้งไปวางไว้ในห้องครัว
ยามที่ครอบครัวของชาวนายังไม่ถึงช่วงยุ่งกับการทำไร่ไถนานั้น โดยทั่วไปพวกเขามักทานข้าวเพียง2มื้อ แต่เพราะหลินเว่ยเว่ยต้องการบำรุงสุขภาพของนางหวง เพื่อให้มารดามีสุขภาพแข็งแรงและได้สารอาหารครบถ้วน ดังนั้นหลังจากที่หลินเว่ยเว่ยทะลุมิติมาแล้วในแต่ละวันครอบครัวของนางจึงทานอาหารถึง3มื้อ
มื้อกลางวันนางต้มโจ๊กข้าวฟ่างให้มารดาและได้นำไข่ของไก่ป่ามาใส่กุยช่ายแล้วนึ่งจนหอมฉุย ทั้งยังนึ่งมะเขือม่วงจนสุกนิ่ม จากนั้นก็ทำผัดแตงกว่าอีกหนึ่งจานพร้อมแป้งทอด เมื่ออาหารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งครอบครัวก็ได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย
นางถือโอกาสยามว่างตอนที่มารดากำลังพักผ่อนหลังทานยาแล้ววิ่งออกไปหาพรานหวังที่บ้าน จากนั้นก็พากันออกเดินทางขึ้นเขาไปตรวจกับดักที่ทั้งคู่วางไว้
สมแล้วที่พรานหวังเป็นพรานล่าสัตว์ผู้มีประสบการณ์โชกโชนเพราะมีความชำนาญในการวางกับดักและขุดหลุมพรางเพื่อดักสัตว์ป่าเป็นอย่างดี ซึ่งเห็นได้จากกับดักที่พวกนางเคยช่วยกันวางไว้ก่อนหน้านี้
ทั้งคู่ขึ้นไปดูหลุมพรางของพรานหวังก่อนเป็นอันดับแรก ในนั้นมีกวางป่าขนาดค่อนข้างโตติดอยู่ มันพยายามดิ้นทุรนทุรายเพื่อให้หลุดพ้น หลินเว่ยเว่ยที่เห็นเช่นนั้นจึงกล่าวอย่างดีใจว่า “ลุงหวัง เจ้าตัวนี้น่าจะมีน้ำหนักอย่างน้อยหนึ่งร้อยกว่าชั่ง หากพวกเรานำไปขายตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่ก็น่าจะได้ราคาสูงขึ้นกว่าเดิมแน่นอน ข้าคิดว่าอย่างน้อยคงไม่ต่ำกว่า10ตำลึง ! ”
พรานหวังตื่นเต้นจนอ้าปากค้าง เขากระโดดลงไปในหลุมพรางแล้วใช้เชือกมัดขาของเจ้ากวางเอาไว้ จากนั้นก็ให้หลินเว่ยเว่ยช่วยดึงขึ้น
หลินเว่ยเว่ยอดใจรอไม่ไหวจึงวิ่งไปยังหลุมพรางที่ตนวางไว้บ้างและเมื่อเห็นสัตว์ป่าติดอยู่ในนั้นนางก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น “ว้าว ! นี่คือตัวอะไร ? มันคือแมวภูเขาใช่หรือไม่ ? ตัวมันใหญ่มากแถมยังสวยอีกด้วย ! ”
หลินเว่ยเว่ยขุดหลุมให้เหมือนลักษณะของขวดก้นกว้างซึ่งตรงปากหลุมมีลักษณะแคบ ขณะที่ด้านล่างของหลุมมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างและเพราะสภาพอากาศที่ร้อนจึงทำให้นางกลัวว่าสัตว์ป่าอาจตายจนส่งกลิ่นเหม็นเน่า ไม่สดใหม่ ดังนั้นนางจึงมิได้วางไม้ไผ่แหลมไว้ในก้นหลุม ในกับดักนั้นมีสัตว์ป่าตัวหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายแมว ทว่าตัวใหญ่กว่าแมวกำลังเดินวนอยู่ตรงก้นหลุมอย่างกระวนกระวาย
สัตว์ป่าตัวนี้มีขนสีเหลืองเหลือบน้ำตาลทั้งตัว ขาทั้งสี่ข้างของมันยาวและถูกปกคลุมด้วยขนที่ดูหนานุ่ม มันมีหูที่ตั้งและมีปลายหูแหลม ขนปลายหูของมันมีสีดำเป็นพู่แหลมชี้ตั้งตรงและบริเวณแก้มทั้งสองข้างก็มีขนที่ยาวราวกับไว้เครา
“มันคือเสือดาวใช่หรือไม่ ? ” หลินเว่ยเว่ยไม่มั่นใจว่ามันคือตัวอะไร
พรานหวังจึงชะโงกหน้าไปมองในหลุมกับดักแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “มันมิใช่เสือดาว แต่มันคือแมวป่าชนิดหนึ่ง ! เนื้อของเจ้าตัวนี้อร่อยมาก ลำไส้เล็กของมันสามารถนำไปปรุงยาได้ ยิ่งไปกว่านั้นขนและผิวหนังของมันยังมีมูลค่าสูงมาก ! หนังของมันมีมูลค่าสูงกว่ากวางป่าของข้าทั้งตัวเสียอีก”
“มันดุยิ่งนัก มันกำลังแยกเขี้ยวใส่พวกเรา แล้วจะเอามันขึ้นมาได้อย่างไร ? ” หลินเว่ยเว่ยมองไปยังสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะคล้ายแมวยักษ์ตัวนี้ พลางคิดในใจว่าหากทำให้มันเชื่องแล้วเลี้ยงไว้ได้ก็คงไม่เลวเลยทีเดียว
พรานหวังตอบว่า “แมวป่าชนิดนี้มีนิสัยดุร้ายและเจ้าเล่ห์ มันล่าสัตว์เก่งและมีความดุร้ายตามสัญชาตญาณของสัตว์ป่า ทางที่ดีควรทำให้มันตายตั้งแต่อยู่ในหลุมเพราะหากมันหนีไปได้เราก็จะเปลืองแรงเปล่าๆ เจ้าจะยอมหรือ ? ”
หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ “ตกลง !”
พรานหวังหยิบคราดเหล็กขึ้นมาเพื่อเตรียมกดไปที่คอของแมวป่าและพยายามทำให้ผิวหนังของมันเสียหายน้อยที่สุด
ดูเหมือนเจ้าตัวนี้รู้ว่าอันตรายกำลังคืบคลานมาหาจึงพยายามดิ้นทุรนทุรายอยู่ในหลุมมากกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นมันอยากกระโดดขึ้นจากหลุมอีกด้วย ทว่าก็ถูกคราดเหล็กของพรานหวังดันลงไปใหม่อีกครั้ง
ถึงอย่างไรแมวป่าตัวนี้ก็ติดอยู่ในหลุมเป็นเวลานาน ดังนั้นหลังจากที่มันดิ้นรนอยู่หลายคราในที่สุดก็หมดแรง มันถูกพรานหวังสกัดกั้นไว้ด้วยคราดเหล็ก หลินเว่ยเว่ยจึงขยายปากหลุมแล้วกระโดดลงไปเพื่อใช้กำปั้นทุบหัวของแมวป่าครู่หนึ่งจนในที่สุดมันก็แน่นิ่งไป
ระหว่างทางกลับ พรานหวังได้ชี้ไปที่รูขนาดเล็กเท่ากำปั้นบริเวณกองดินแล้วบอกหลินเว่ยเว่ยว่า “นั่นคือโพรงที่กระต่ายขุด เวลากระต่ายขุดหลุมมันจะขุดปากรูเอาไว้หลายๆรู นั่นคือกลหลอกล่อของกระต่าย พวกเราจึงเรียกว่ากระต่ายเจ้าเล่ห์สามโพรง”
“ลุงหวัง ท่านขุดโพรงกระต่ายเป็นด้วยหรือ ? ” เพราะน้องชายสุดน่ารักของนางต้องการเลี้ยงกระต่ายเพื่อหาเงินมาช่วยจุนเจือครอบครัว ดังนั้นนางในฐานะพี่สาวก็ต้องสนับสนุนเด็กน้อยอย่างเต็มที่ !
“โพรงกระต่ายนั้นลึกมากและก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะขุดมัน แต่เราสามารถใช้ควันมาทำให้พวกมันออกมาได้” พรานหวังเห็นว่านางมีความสนใจในเรื่องนี้ เขาจึงเดินวนรอบกองดินกองเล็กอยู่หนึ่งรอบ จากนั้นก็ใช้ประสบการณ์ของตนเพื่อหาปากรูอื่นที่กระต่ายขุดเอาไว้แล้วใช้ดินกับเศษหินอุดปิดปากรู
เขาเหลือปากรูไว้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น จากนั้นก็จุดไฟด้วยกิ่งไม้และใบไม้ที่เปียกชื้นแล้วพัดควันโขมงให้ลอยเข้าไปในรู ไม่นานก็มีการเคลื่อนไหวอยู่ด้านใน
พรานหวังถอดเสื้อของตนออกแล้วทำให้มันมีลักษณะคล้ายถุงห่อหุ้ม เขานำไปวางไว้ที่ปากรูจนกระทั่งกระต่ายเริ่มติดกับแล้วกระโดดเข้ามาในถุงผ้าที่ครอบไว้ทีละตัว นอกจากกระต่ายสีเทาตัวใหญ่แล้วที่เหลืออีกหกตัวล้วนติดกับหมด
“แม่กระต่ายกับลูกกระต่ายอีกห้าตัว เจ้าเอาไปสิ ! ” พรานหวังรู้ว่านางอยากลองเลี้ยงกระต่ายจึงยกกระต่ายทั้งหมดให้ แต่เขาก็ยังพูดเตือนนางว่า “กระต่ายป่าสามารถขุดหลุมได้ลึก ทางที่ดีเจ้าควรเลี้ยงมันด้วยกรง พอกลับไปแล้วข้าจะทำกรงไม้ไผ่ไปให้ ! ”
“ขอบคุณลุงหวัง ถ้ากลับไปแล้วข้าจะนำเงินมอบให้ท่านเป็นค่าตอบแทน ! ” กระต่ายพวกนี้เป็นกระต่ายที่พรานหวังจับได้ หลินเว่ยเว่ยไม่อยากเอาเปรียบเขาโดยการได้กระต่ายไปโดยไม่เสียอะไรเลย ดังนั้นนางจึงคิดใช้เงินเพื่อซื้อมัน
พรานหวังได้ยินเช่นนั้นก็ทำหน้าตึงใส่ทันที “เจ้าเห็นข้าเป็นคนนอกหรือไร ! เมื่อวานนี้ถ้อยคำของมารดาเจ้าอ้วนซานแม้ไม่น่าฟังยิ่งนัก แต่มันก็คือความจริง หากข้าไม่ให้เจ้าพาขึ้นเขาก็เกรงว่าข้าจะไม่กล้ามาเองหรอก เมื่อวานนี้ข้าได้แพะป่ากลับไปที่บ้าน มาวันนี้ข้าก็ได้กวางหนุ่มไปอีกหนึ่งตัว หากไม่มีเจ้าก็คงจับพวกมันมิได้ ! แต่เจ้าพวกนี้เป็นเพียงกระต่ายตัวเล็กไม่กี่ตัวเท่านั้น เจ้าจะเกรงใจข้าด้วยเหตุใด ? เช่นนั้นข้าก็ต้องแบ่งเงินที่ขายสัตว์ป่าสองตัวนั้นให้เจ้าครึ่งหนึ่งถึงจะถูก !”
หลินเว่ยเว่ยก็ไม่อยากฝืนใจอีกฝ่าย นางจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “ได้ เช่นนั้นข้าจะไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไปรอท่านที่ปากทางเข้าหมู่บ้านแล้วเราก็เข้าเมืองด้วยกัน ดีหรือไม่ ? ”
หลังจากที่แบกแมวป่าขนฟูขึ้นบ่า หลินเว่ยเว่ยก็เดินลัดเลาะผ่านพุ่มไม้รกไปยังด้านหลังบ้านของตนเพราะเลือกไม่เดินผ่านปากทางเข้าหมู่บ้าน
1. กระดาษน้ำมัน เป็นกระดาษที่เคลือบด้วยน้ำมันตุง หรือน้ำมันแห้งชนิดอื่น ทนต่อการพับ กันน้ำและความชื้นทุกชนิด
2. แมวป่าชนิดหนึ่ง หมายถึงตัวเซอรี่ ( 猞猁 ) คือ แมวป่าจำพวกลิงซ์ จัดอยู่ในวงศ์เสือและสิงโต
ตอนที่ 33: ใจหายใจคว่ำ
บ้านตระกูลหลินสร้างอยู่บนเนินเขาเพื่อป้องกันสัตว์ป่าไม่ให้รุกล้ำเข้ามาในตัวบ้าน บิดาจึงสร้างบ้านไว้บนเนินสูง เดิมทีบ้านของนางมีประตูหลังอยู่บริเวณรั้วของสวนหลังบ้าน ทำให้บิดาสามารถขึ้นไปบนภูเขาได้เลย ทว่านับแต่ที่บิดาจากไป ประตูหลังก็ถูกปิดจากทางด้านในด้วยโซ่ที่สนิมเกรอะ
ภายในบ้านนั้นนางหวงที่กำลังปะผ้าให้บุตรสาวทั้งสองก็ได้ยินเสียงดังมาจากสวนหลังบ้านและได้ยินเสียงพุ่มไม้สั่นไหวดังสวบสาบที่ด้านนอก นางจึงทั้งกลัวทั้งตกใจ นี่ฟ้ายังไม่ทันมืดเลย คงมิได้มีโจรแอบบุกเข้ามาในบ้านใช่หรือไม่ หรือว่า…สัตว์ร้ายบนภูเขากำลังจะพังรั้วเข้ามา ?
ตระกูลหลินได้ย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้เมื่อห้าปีก่อนเพราะภัยสงคราม เดิมทีหมู่บ้านฉือหลี่โกวไม่ค่อยต้อนรับคนนอกหมู่บ้านอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงให้ครอบครัวของนางสร้างบ้านไว้บริเวณรอบนอกสุดของหมู่บ้าน หากมีสัตว์ป่าดุร้ายลงมาจากภูเขา ครอบครัวของพวกนางก็จะได้เป็นปราการด่านแรกทันที
นางหวงใจเต้นแรง ‘ตึก ตัก’ ไม่หยุด เพราะในตอนที่สามียังมีชีวิตอยู่ก็เคยมีแมวป่าตัวใหญ่ลอบเข้ามาในบ้าน ตอนนั้นสามีได้รับบาดเจ็บจากการขับไล่แมวป่าด้วย !
เมื่อนางนึกถึงบุตรชายคนเล็กที่ออกไปตัดหญ้ามาให้อาหารกระต่ายและอาจกลับมาได้ทุกเมื่อ แม้ว่าภายในใจของนางจะหวาดกลัวมากเพียงใด แต่ด้วยความเป็นมารดาย่อมไม่ยอมให้มีสิ่งใดมาทำร้ายบุตรเป็นอันขาด
นางหวงจึงเดินออกมาจากในบ้าน นางพักผ่อนและรักษาร่างกายมาสองวันแล้วจึงทำให้สามารถลุกจากเตียงและพอหยิบจับทำสิ่งใดได้บ้าง แต่ถ้านางยืนอยู่เป็นเวลานานก็จะรู้สึกไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาทันที
นางหักห้ามความกลัวในใจเอาไว้แล้วเดินไปหยิบแท่งไม้ตรงมุมห้อง ก่อนเดินย่องเข้าไปในสวนทีละก้าวและทันทีที่เข้าไปในสวนหลังบ้านก็รู้สึกว่ามีร่างสีน้ำตาลทองพุ่งกระโจนมาทางตน ด้วยความตกใจนางจึงรีบหลับตาลงแล้วปัดมือเพื่อป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ
กลับมาเดี๋ยวนี้นะ ! แต่นางได้ยินเสียงของบุตรสาวคนรองจึงรีบเบิกตาโพลงแล้วหันไปมองทางด้านนั้น จึงพบว่าในมือของบุตรสาวคนรองกำลังหิ้วบางสิ่งบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายแมวป่าก็มิใช่เสือก็ไม่เชิงเข้ามา เจ้าสัตว์ตัวนั้นอ้าปากแยกเขี้ยวยิงฟันและตะกุยตะกาย ขาทั้งสี่ของมันราวกับต้องการดิ้นให้หลุดพ้นจากพันธนาการนี้ กรงเล็บที่แหลมคมของมัน ไหนจะฟันขาวที่เรียงซี่ถี่ยิบ แค่เห็นก็ทำให้รู้สึกขนลุกได้แล้ว
นางหวงเห็นเช่นนั้นจึงรีบตะโกนเตือนบุตรสาวว่า ระวัง !
หลินเว่ยเว่ยกำลังหิ้วหนังคอของแมวป่าเอาไว้ ดังนั้นไม่ว่ามันพยายามดิ้นทุรนทุรายมากเพียงใดก็ไม่เป็นผล ตัวนางก็คาดไม่ถึงเลยว่ามันจะอึดได้เพียงนี้ ขนาดโดนหมัดไปตั้งหลายครั้งมันกลับมิตาย แค่สลบไปเท่านั้น
ก่อนหน้านี้นางเพิ่งโยนตัวของมันข้ามรั้วเข้ามาในบ้าน แต่จู่ๆ มันก็ฟื้นขึ้นมาและเกือบทำให้มารดาได้รับบาดเจ็บ หลินเว่ยเว่ยจึงใช้กำปั้นทุบไปที่หัวของมันอีกครั้ง ทำตัวให้ดีหน่อย ! เช่นนั้นข้าจะถลกหนังเจ้าแล้วแล่เนื้อและรีดลำไส้ของเจ้าออกมา ! !
แมวป่าโดนทุบจนมึน มันจึงโซซัดโซเซอยู่ครู่หนึ่งและด้วยความที่สัตว์มีสติปัญญาบวกสัญชาตญาณที่ช่วยให้มันหนีรอดจากความตายได้ เมื่อมันรู้ว่าไม่อาจหนีไปได้อีกและไม่ว่าอย่างไรมันก็ต้องตกอยู่ในกำมือของนาง มันจึงแกล้งตายแล้วปล่อยให้นางหิ้วอยู่เช่นนั้น
นางหวงที่เห็นว่ามันแน่นิ่งไปจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วถามเสียงเบาว่า มันตายหรือยัง ?
หลินเว่ยเว่ยมองไปยังเปลือกตาของแมวป่าที่หรี่ลงคล้ายว่ามันตายไปแล้ว แต่ในความจริงนางเห็นว่าลูกตาของมันกำลังขยับเล็กน้อย นางจึงหัวเราะแล้วกล่าวขึ้น ยังไม่ตายเจ้าค่ะ ! ลุงหวังเล่าให้ฟังว่าเจ้าสัตว์ตัวนี้มีความเจ้าเล่ห์และเฉลียวฉลาดมาก มันเป็นอย่างที่ลุงหวังเอ่ยไว้จริงด้วย ! แต่ในเมื่อมันยังมีชีวิตอยู่ก็ดี เพราะตัวเป็นๆของมันมีราคามากกว่าซากศพเสียอีก !
นางหวงเห็นว่าบุตรสาวเข้าไปในป่าแล้วได้สิ่งมีชีวิตคล้ายแมวกลับมาด้วย ภายในใจของนางก็รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก กระนั้นนางก็ยังมิวายกล่าวตำหนิบุตรสาว เหตุใดไม่เข้าทางประตูหน้า เหตุใดต้องทำท่าทีลับล่อกระโดดเข้ามาทางประตูหลังด้วย ? เจ้าอยากให้แม่ตกใจตายหรือไร !
ก็ทางนี้มันใกล้กว่าเจ้าค่ะ ! อีกอย่างถ้าข้าเดินเข้าหมู่บ้านมาอย่างประเจิดประเจ้อ ข้าต้องเดินผ่านบ้านกว่าครึ่งค่อนหมู่บ้าน และหากพวกเขาเห็นข้าล่าสัตว์กลับมาได้ก็คงอิจฉาตาร้อนจนมาสร้างความลำบากใจให้พวกเราอีก ! หลินเว่ยเว่ยนำเชือกมามัดขาของแมวป่าเอาไว้ จากนั้นก็ไปทำบางสิ่งที่มีลักษณะคล้ายตะกร้อครอบปากสุนัขมาสวมครอบปากของมัน
ตอนที่นางสวมตะกร้อครอบปากให้มัน เจ้าแมวป่าก็ยังมิวายคิดขัดขืน แต่สุดท้ายมันก็ถูกนางทุบหัวอีกครั้ง ตอนนี้มันจึงทำตัวว่านอนสอนง่ายขึ้นมากเพราะในสมองมีภาพจำไปแล้วว่าเมื่ออยู่ในน้ำมือของมนุษย์ผู้นี้ ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าคิดเล่นลูกไม้เป็นอันขาด ทางที่ดีควรทำตัวว่านอนสอนง่ายเพื่อประหยัดแรงแล้วค่อยหาโอกาสหลบหนีทีหลัง
ยามนี้เจ้าหนูน้อยก็กลับมาพร้อมตะกร้าที่เต็มไปด้วยหญ้าสด หลังจากที่เห็นลูกกระต่ายในบ้านมีจำนวนหนึ่ง สอง สาม…ว้าว! มีทั้งหมดตั้ง6ตัว ด้วยความดีใจเด็กน้อยจึงกระโดดโลดเต้นแล้วม้วนตัวตีลังกา จากนั้นเขาก็รีบนำหญ้าสดที่เพิ่งเกี่ยวมาได้ไปล้างน้ำในถังแล้วป้อนให้กระต่ายเหล่านั้นทันที
จู่ๆ แม่กระต่ายที่ตอนแรกพยายามดิ้นรนและขัดขืนอยากหนีออกไปก็ชะงักนิ่งค้างราวกับว่าถูกมนต์สะกดที่ทำให้สงบเสงี่ยมขึ้นมาทันควัน มันยอมก้มกินหญ้าสดในมือของน้องสี่อย่างว่าง่าย ส่วนเจ้าลูกกระต่ายตัวเล็กอีกห้าตัวก็หยุดตัวสั่นแล้วใช้ปากเล็กๆของพวกมันแทะนิ้วมือของน้องเล็ก…
หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วเพราะในถังเป็นน้ำที่นางแอบเอามาจากมิติน้ำพุวิญญาณ นางจึงมั่นใจอีกครั้งว่ามิติน้ำพุวิญญาณมีแรงดึงดูดอันแรงกล้าต่อพวกสัตว์น้อยใหญ่
หลังจากให้อาหารกระต่ายเสร็จแล้ว เจ้าหนูน้อยก็เห็นแมวป่าถูกมัดขาทั้งสี่ข้างอยู่ เขาจึงอุทานด้วยความตกใจ ว้าว ! แมวตัวใหญ่ ! สวยมากเลย ! พี่รอง ข้าขอลูบมันได้หรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยและเจ้าหนูน้อยนั่งยองอยู่ตรงหน้าแมวป่า เจ้าหนูน้อยยังพูดไม่ทันขาดคำ มือของเขาก็ยื่นไปหมายลูบหลังของมันแล้ว แม้ว่าแมวป่าถูกตะกร้อครอบปากเอาไว้ แต่มันก็ยังมีความป่าเถื่อนอยู่ เพราะหากไม่แสดงพลังอำนาจออกมา เจ้ามนุษย์ตัวจ้อยก็จะมองว่ามันเป็นแมวป่วยน่ะสิ !
พอมันหันไปเผชิญหน้ากับสายตาข่มขู่ของหลินเว่ยเว่ยที่กำลังจ้องเขม็งมา มันก็เกิดความกลัวจึงแกล้งนอนตายอยู่บนพื้น
คราวนี้เจ้าหนูน้อยจึงได้ลูบ ‘แมวยักษ์’ ตัวนี้อย่างหนำใจพร้อมกล่าวว่า พี่รอง เจ้าแมวยักษ์ตัวนี้เชื่องมาก ! พวกเราเลี้ยงมันเถิด ข้ารับรองได้เลยว่าพวกหนูจะไม่กล้าขโมยอาหารของบ้านเราแน่
เจ้าแมวป่าลอบมองค้อนพลางคิดในใจว่าเจ้าเด็กมนุษย์ผู้แสนโง่เขลา เจ้าต่างหากที่เป็นแมวยักษ์ บ้านของเจ้าทั้งหมดนั่นแหละที่เป็นแมวยักษ์ ! ผู้ใดชอบกินหนูกันเล่า ? ขนาดกระต่ายที่พวกเจ้าเลี้ยงไว้ยังไม่พอทำให้มันหายเข็ดฟันเลย !
หลินเว่ยเว่ยบีบปลายหูแหลมๆของมันแล้วหันไปกล่าวกับเจ้าหนูน้อยด้วยรอยยิ้ม นี่คือแมวป่าชนิดหนึ่ง ไม่ใช่แมวเลี้ยง เจ้าตัวนี้ดุร้ายมาก มันชอบจู่โจมลูกกวาง เก้งและแพะ เจ้าห้ามถอดที่ครอบปากของมันออกเป็นอันขาด มิเช่นนั้นมันจะกัดขาเล็กๆของเจ้าให้ขาดได้เลย
แมวป่าชำเลืองมองแขนขาของเจ้าหนูน้อยครู่หนึ่ง เจ้าเด็กคนนี้ผอมเกินไปแล้ว ตัวซูบอย่างกับท่อนฟืน ยกให้มันกินก็ไม่กินหรอก !
แต่มันดูน่าสงสารมาก ! น้องสี่เป็นคนมีจิตใจเมตตาและขี้สงสาร
ไม่เห็นจะน่าสงสารตรงไหน ! เมื่อครู่มันเกือบตะปบท่านแม่ด้วยนะ ! หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าแมวป่ากำลังทำตาเจ้าเล่ห์ นางจึงขู่มันว่า หากมันไล่ตะปบและกัดคนขึ้นมาจริง ข้าก็จะตัดเขี้ยวเล็บและหักฟันของมันทิ้ง ! แมวป่าจึงหลับตาแล้วแสร้งตายทันที
เมื่อหลินเว่ยเว่ยเข้าไปทำอาหารในห้องครัว เจ้าหนูน้อยจึงแอบวิ่งไปที่หลังบ้านและจับกบมาตัวหนึ่ง รวมถึงนำโถดินแตกที่ด้านในมีน้ำสะอาดมาด้วย
เขานั่งยองตรงหน้าของแมวป่าแล้วคุยกับมันว่า เจ้าคงหิวมากใช่หรือไม่ เรามาคุยกันดีๆก่อนเถิด ข้าจะให้กบเจ้าแล้วก็น้ำในโถดินด้วย แต่เจ้าอย่ากัดข้านะ !
แมวป่าลืมตาขึ้นมา ดวงตาของมันจับจ้องไปยังโถดินในมือของเด็กน้อยโดยไม่ผละไปที่ใด เจ้าหนูน้อยเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า เจ้าอยากกินน้ำใช่หรือไม่ ? ข้าจะถอดตะกร้อครอบปากให้ แต่เจ้าห้ามกัดข้าเป็นอันขาด ! หากเจ้ากัดข้า พี่รองได้เลาะฟันเจ้าหมดปากแน่ !
มิรู้ว่ามันฟังเขารู้เรื่องหรือไม่ เพราะสายตาของมันยังจับจ้องไปที่น้ำในโถโดยไม่วางตา
น้องสี่จึงลองยื่นมือไปแตะตัวของมัน ซึ่งมันก็ยืนนิ่งราวกับท่อนไม้โดยไม่ขยับแม้แต่น้อย ดังนั้นเจ้าหนูน้อยจึงรีบถอดที่ครอบปากของมันออก จากนั้นเขาก็รีบวิ่งไปหลบยังตำแหน่งที่ปลอดภัยอย่างรวดเร็ว
ตอนที่ 34: ความสงสัยของบัณฑิตหนุ่ม
แมวป่าดิ้นทุรนทุรายเพื่อพยายามปลดตัวให้หลุดพ้นจากพันธนาการอย่างร้อนรน กระนั้นมันก็ยังทำอันใดมิได้อยู่ดี มันจึงนอนหมอบอยู่บนพื้นแล้วเหลือบมองไปยังเจ้าหนูน้อยพร้อมทำหน้าและท่าทางน่าสงสาร จากนั้นมันก็หันไปมองโถดินคล้ายต้องการบอกว่า ‘เจ้าช่วยหยิบมันมาให้ข้าหน่อยเถิด ! ’
เจ้าหนูน้อยจึงเข้าไปใกล้ด้วยความใจอ่อน จากนั้นเขาก็ดันโถดินเข้าใกล้ปากของมันที่เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเจ้าหนูน้อยเห็นเช่นนั้นจึงรีบชักมือกลับแล้วถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
เจ้าแมวป่าเหลือบมองเขาครู่หนึ่ง จากนั้นก็ก้มเลียน้ำในโถดินอย่างเอาเป็นเอาตาย เดิมทีมันมีสภาพร่างกายบอบช้ำจากการโดนหลินเว่ยเว่ยทุบตี แต่ในมิช้าร่างกายของมันก็ฟื้นฟูกลับมามีพละกำลังอีกครั้ง
เจ้าหนูน้อยยื่นกบไปที่ปากของมัน ทว่ามันกลับมองเจ้ากบอย่างขยะแขยง ดังนั้นเจ้าหนูน้อยจึงลองไตร่ตรองอีกครั้ง ก่อนจะลอกหนังกบออกแล้วใช้น้ำสะอาดล้างพร้อมยื่นไปตรงหน้ามันอีกหน คราวนี้มันก็กินกบจนหมด
น้องสี่ ! เอากบมานี่ ข้าจะทำผัดกบให้เจ้าทาน ! หลินเว่ยเว่ยถือทัพพีขณะเดินมาที่สวนหลังบ้าน
นางมองเจ้าแมวป่าที่กำลังกินเนื้อกบอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นก็หันไปมองเจ้าหนูน้อยที่ก้มหน้าก้มตาเพราะรู้ตัวว่าทำผิด นางจึงอดตำหนิเขามิได้ ไปให้ห่างจากมันเดี๋ยวนี้ ! เจ้าเอาเนื้อกบให้มันแล้ว คืนนี้พวกเราก็จะไม่มีเนื้อให้ทาน !
เจ้าหนูน้อยยิ้มอย่างเหนียมอายราวกับลูกสุนัขตัวน้อยที่กำลังเอาใจเจ้าของเพราะอยากกินนม พรุ่งนี้ข้าจะไปจับกบมาให้พี่รองเยอะกว่านี้ แล้วข้าก็จะยกน่องกบให้พี่รองหมดเลย…
แมวป่ากินกบแล้วก็หันไปเลียน้ำที่อยู่ในโถดิน เมื่อมันเห็นว่าสายตาของหลินเว่ยเว่ยมิได้จับจ้องมาที่มันจึงก้มหัวลงเพื่อกัดเชือกให้ขาด
เมื่อหลินเว่ยเว่ยเห็นท่าทีของมันจึงรีบสาวเท้าเดินเข้าไปแล้วเตรียมง้างมือทุบหัวของมันที่กำลังแยกเขี้ยวยิงฟัน แต่ทันใดนั้นมันก็ชะงักและภายในใจก็เกิดความรู้สึกเชื่อฟังหลินเว่ยเว่ยอย่างบอกไม่ถูก สุดท้ายมันจึงยอมให้นางใส่ตะกร้อครอบปากแต่โดยดี
น้องสี่ มาช่วยข้าจุดไฟ !
เจ้าหนูน้อยยังหันไปมองแมวป่าที่ถูกตะกร้อครอบปากไว้ด้วยความสงสาร แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจตามพี่รองไปที่หน้าบ้าน
มื้อเย็นวันนี้หลินเว่ยเว่ยทำข้าวอบถั่วฝักยาว นางหั่นถั่วฝักยาว เห็ด แตงกวาและหั่นแครอทเป็นลูกเต๋าเตรียมไว้ จากนั้นก็ผัดหอมหัวใหญ่กับขิงด้วยน้ำมันหมูแล้วใส่วัตถุดิบลงผัดจนใกล้สุกจึงใส่เครื่องปรุงลงไป ในตอนที่ข้าวใกล้สุก นางได้ใส่ส่วนผสมที่ผัดไปเมื่อครู่นี้ลงอบราว1เค่อ ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์
ข้าวอบถั่วฝักยาวนี้จะทำให้เนื้อถั่วนิ่มอร่อยและชุ่มไปด้วยน้ำมันหอมๆที่ผัดกับวัตถุดิบ รสชาติของมันไม่ด้อยไปกว่าเนื้อสัตว์เท่าไรเลย แต่เนื่องจากพื้นที่เขตเริ่นอันมิได้ปลูกข้าวจึงส่งผลให้เมล็ดข้าวมีราคาแพง ทำให้ในยามปกติตระกูลหลินมิเคยได้ทานข้าวมื้อใหญ่เช่นนี้มาก่อน
นางเพิ่งตักข้าวออกจากหม้อ เจ้าหนูน้อยก็เข้ามาขอดูด้วยความสงสัย จากนั้นเขาก็เข้ามาคลอเคลียหลินเว่ยเว่ยราวกับลูกสุนัขตัวน้อย หลินเว่ยเว่ยจึงใช้ช้อนตักข้าวแล้วป้อนใส่ปากอีกฝ่าย เจ้าหนูน้อยค่อยๆเคี้ยวมันอย่างละเอียดเพื่อลิ้มรสชาติ จากนั้นไม่นานเขาก็ยิ้มอย่างมีความสุขแล้วเอ่ยว่า อร่อยมากเลย !
หากเจ้าชอบทาน ครั้งหน้าข้าจะทำข้าวอบเนื้อให้ ! หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู จากนั้นก็ตักข้าวอบใส่ชาม
ข้อดีของการใช้เตาไฟและหม้อดินหุงข้าวก็คือมีโอกาสได้ทานข้าวก้นหม้อที่กรอบเหมือนข้าวเกรียบ ข้าวก้นหม้อที่ได้จะดูดซับเครื่องปรุงของอาหารเข้าไปอย่างเต็มที่ ดังนั้นมันจึงกลายเป็นสีน้ำตาลและมีรสชาติเข้มข้น หลินเว่ยเว่ยจึงขูดเอาข้าวก้นหม้อออกมาแล้วเคี้ยวเหมือนขนม !
พี่สาวคนโตเหมือนรู้เวลาอาหารมื้อเย็นเป็นอย่างดี หลังจากอาหารถูกวางบนโต๊ะได้มินาน พี่สาวก็ใช้แผ่นหลังเพื่อผลักประตูเข้ามา
เจ้าหนูน้อยเห็นเช่นนั้นจึงเรียกพี่สาวคนโตให้มาทานข้าวด้วยความตื่นเต้น พี่ใหญ่ รีบล้างมือแล้วมากินข้าวสิ วันนี้พี่รองทำข้าวอบถั่วฝักยาวด้วย รสชาติยอดเยี่ยมมากเลย !
พี่สาวคนโตเหลือบมองไปยังชามข้าวแล้วกล่าวด้วยความเสียดายว่า ท่านแม่ ! ข้าวเยอะถึงเพียงนี้ ถ้าเอามาต้มเป็นโจ๊กก็คงทานได้หลายมื้อเลยเจ้าค่ะ ! ตอนนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาเพาะปลูกเสียหน่อย ไม่จำเป็นต้องใช้แรงมากมาย เอาข้าวมาหุงทานเป็นมื้อเย็นเยอะเพียงนี้มันสิ้นเปลือง ! เหตุใดท่านแม่ไม่ตำหนินางบ้าง หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปก็มีหวังว่าครอบครัวของเราจะยากจนเพราะนาง !
พี่ใหญ่ ท่านไม่รู้จักปรับทัศนคติเอาเสียเลย ! เงินไม่ได้หามาเพื่อเก็บบูชาขึ้นหิ้งหรอกนะ ต่อให้เราใช้จ่ายไปก็ยังมีโอกาสหาใหม่ได้อีก ! เมื่อก่อนบ้านของพวกเรายากจนเพราะไร้ลู่ทางทำเงิน ทว่าตอนนี้ข้าได้เรียนรู้วิธีวางกับดักและการล่าสัตว์มาจากลุงหวังแล้ว หากโชคดีข้าก็จะได้สัตว์ป่ามาทุกวัน อีกอย่างน้องสี่ก็เริ่มเลี้ยงกระต่ายเพื่อทำการค้า ! ในแต่ละปีกระต่ายสามารถคลอดลูกได้หกถึงแปดคอก แต่ละคอกก็ได้กระต่ายอย่างน้อยหกถึงเจ็ดตัว กระต่ายตัวหนึ่งสามารถขายทำเงินได้ถึงร้อยอีแปะ ถ้าลองคำนวณให้ดีกระต่ายหนึ่งคู่สามารถคลอดลูกทำเงินให้พวกเราได้อย่างน้อยปีละ3ตำลึงเชียวนะ ถ้าเราเลี้ยงพวกมันได้ดี พวกมันก็จะคลอดลูกได้เดือนละหนึ่งคอก เช่นนั้นเราก็สามารถขายทำเงินได้มากกว่าเดิม ! ดังนั้นน้องสี่ เจ้าจงตั้งใจเลี้ยงพวกมันให้ดี ในอนาคตครอบครัวของเราจะได้มีโอกาสทานข้าวมื้อใหญ่อีกหรือไม่ก็ต้องพึ่งเจ้าแล้ว !
คำที่หลินเว่ยเว่ยกล่าวออกมาได้สร้างความฮึกเหิมแก่เจ้าหนูน้อยเป็นอย่างดี เขาจึงตั้งปณิธานอันแรงกล้าว่า พี่รอง ข้าจะตั้งใจเลี้ยงกระต่ายให้ดีอย่างแน่นอน ข้าจะทำให้พวกเรามีข้าวมื้อใหญ่กินทุกมื้อ หากผู้ใดต้องการกินหมั่นโถวสีขาวก็ต้องได้กินและผู้ใดอยากกินเนื้อก็ต้องได้กินเนื้อ !
ดีมาก ปณิธานแรงกล้าดี ! เช่นนั้นข้าจะให้รางวัลเจ้าเป็นข้าวเกรียบก้นหม้อ ! หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะของน้องชายด้วยความเอ็นดู
นางหวงได้ยินบุตรคุยกันก็ตกตะลึงทันที กระต่ายคู่หนึ่งสามารถทำเงินได้ปีละสามสี่ตำลึงเชียวหรือ เช่นนั้นเราต้องเลี้ยงหลายคู่แล้ว…ลูกแม่ การเลี้ยงกระต่ายสามารถทำเงินได้มากเพียงนั้นจริงหรือ ?
ทว่าบุตรสาวคนโตก็ยังมิวายพูดดับฝันทุกคน ท่านแม่ ! ไม่ว่านางพูดสิ่งใดออกมา ท่านก็เชื่อหมดหรือเจ้าคะ ? กระต่ายป่าเลี้ยงง่ายเพียงนั้นที่ไหนกัน ? กระต่ายสามารถขุดโพรงได้ ดีไม่ดีมันอาจขุดโพรงแล้วแอบหนีออกไปเสียก่อน !
หลินเว่ยเว่ยหันไปสนทนากับมารดาต่อโดยไม่สนใจพี่สาวเลยสักนิด ท่านแม่เจ้าคะ ! ข้าอยากถางแปลงผักหลังบ้านแล้วทำเป็นที่เลี้ยงกระต่าย กระต่ายขุดโพรงได้ก็จริงแต่พวกเราปูก้อนอิฐหรือไม่ก็พื้นหินเสียก็สิ้นเรื่อง ส่วนรังกระต่ายก็ใช้ก้อนอิฐหรือไม่ก็หินมาก่อเป็นรัง เพียงเท่านี้ก็หมดปัญหาแล้วมิใช่หรือ ?
อิฐปูพื้นก็ต้องใช้เงินมิใช่หรือ ? ส่วนก้อนหินก็ต้องจ้างคนไปช่วยหามาอยู่ดี เจ้าทำราวกับว่ามันเป็นเรื่องง่าย ! พี่สาวเบะปากในขณะเถียงกลับ
บรรดาร้านค้าในเมืองก็ต้องจ่ายเงินเพื่อแลกของเข้าร้านก่อนมิใช่หรือ ? ถ้าอยากหาเงินได้ อันดับแรกต้องลงทุนเสียก่อน ถ้าเราเลี้ยงมันได้ดี ไม่ถึงสองเดือนเราก็สามารถถอนทุนคืนได้แล้ว ! หลินเว่ยเว่ยทานข้าวอบถั่วฝักยาวอย่างเอร็ดอร่อย
แล้วถ้าเลี้ยงได้ไม่ดีล่ะ ? พี่สาวยังเถียงอย่างไม่ยอมแพ้
ถ้าเลี้ยงได้ไม่ดี ข้าก็จะไปล่ากวางแล้วเอาไปขายในเมือง เท่านี้ก็ได้เงินเพียงพอที่จะสร้างโรงเพาะเลี้ยงกระต่ายแล้ว หลินเว่ยเว่ยยังตอบอย่างไม่แยแส เงินที่ใช้จ่ายไปก็ไม่ใช่เงินที่เจ้าหามาได้เสียหน่อย ฉะนั้นเจ้าไม่มีสิทธิ์มาออกคำสั่งกับเงินก้อนนี้ !
ท่านแม่เจ้าคะ ! ในหมู่บ้านของเรารวมถึงหมู่บ้านในละแวกใกล้เคียงไม่เคยมีผู้ใดเลี้ยงกระต่ายป่ามาก่อน ! ท่านก็ไม่เห็นจะสนใจนาง ไม่ตักเตือนนางเลยสักนิด หรือท่านยอมปล่อยให้นางทำตามอำเภอใจเจ้าคะ ? พี่สาวโมโหจนแทบหักตะเกียบทิ้ง แต่จะทำเช่นไรได้ในเมื่อข้าวอบถั่วฝักยาวช่างอร่อยเหลือเกิน ดังนั้นนางไม่ยอมให้ความโกรธและความขุ่นเคืองมาพาลให้ท้องต้องทนหิว !
ผู้ที่ ‘กล้าทานปูเป็นคนแรก’ มักนำพาคนในครอบครัวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทั้งนั้น คิดทำสิ่งใดต้องมองการณ์ไกลเสียหน่อย หากขี้ขลาดตาขาวมัวกลัวนู่นนั่นนี่ก็มีแต่ทำให้ตนยิ่งลำบากมากขึ้น ! หลินเว่ยเว่ยตักข้าวที่เหลือใส่ชามของตน
ผู้ที่กล้าทานปูเป็นคนแรกเช่นนั้นหรือ ? สำบัดสำนวนการเปรียบเทียบของเด็กอ้วนคนนี้ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ยิ่งนัก ! เจียงโม่หานที่กำลังเดินย่อยอาหารอยู่ในลานบ้านได้กลิ่นหอมของข้าวอบลอยมาแตะจมูก ในใจพลันคิดว่าฝีมือต้มซุปและทำอาหารของเด็กอ้วนไม่เลวเลยทีเดียว !
แต่ช้าก่อน ! ข้าวอบถั่วฝักยาวหรือ ? ข้าวอบ ? เขาจำได้ว่ามันคืออาหารขึ้นชื่อของ ‘ชวนส่าน’ ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างมณฑลเสฉวนและส่านซี แต่เมื่อฟังจากสำเนียงการพูดของนางหวงก็มิใช่คนจากพื้นที่นั่นอย่างแน่นอน เหตุใดคนแถบพื้นที่ซูโจวกับหางโจวซึ่งไม่นิยมปลูกข้าวจึงทำข้าวอบถั่วฝักยาวเป็น ?
1. 1เค่อ เท่ากับ สิบห้านาที
2. ผู้ที่กล้าทานปูเป็นคนแรก หมายถึง ผู้บุกเบิก
ตอนที่ 35: กิมตุ้งเดินได้
เวลานี้ของอดีตชาติ บุตรสาวคนรองตระกูลหลินที่อยู่ข้างบ้านของเขาได้กลิ้งตกจากภูเขาแล้วจมน้ำตาย ทว่าตอนนี้นางไม่เพียงยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่นางยังมีสติปัญญาดั่งเช่นคนปกติอีกด้วย
หากกล่าวว่าการล่าสัตว์เป็นความรู้ใหม่ที่นางได้เรียนรู้จากพรานหวัง เช่นนั้นการทำอาหารเล่า ? เขาไม่เชื่อในเรื่องของพรสวรรค์แฝงอันใดทั้งสิ้น ! ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือในร่างของบุตรสาวคนรองตระกูลหลินมีดวงวิญญาณอื่นมาอาศัยอยู่ !
พอคิดได้ว่าบางทีเด็กโง่บุตรสาวคนรองตระกูลหลินอาจฟื้นคืนชีพเหมือนกับตน ดังนั้นนางอาจเป็นคนในยุคสมัยเดียวกับเขาหรือคนในยุคสมัยที่ล้ำหน้ากว่าและอาจเป็นผู้มีความสามารถมากกว่าเขาก็ได้ เจียงโม่หานคิดได้เช่นนั้นก็เกิดความรู้สึกกระสับกระส่ายและร้อนรนเหมือนกำลังนั่งอยู่บนเปลวไฟ
ในแววตาของเจียงโม่หานเผยให้เห็นความเยือกเย็น เขาจะไม่ยอมให้มีผู้ใดมาอยู่เหนือการควบคุมของตนและมารบกวนแผนการเด็ดขาด…
เช้าตรู่วันต่อมา หลินเว่ยเว่ยออกจากบ้านก็พบเข้ากับบัณฑิตหนุ่มหน้าหวานคนเดิม นางจึงโบกมือแล้วกล่าวทักทายด้วยความเป็นมิตร เสี่ยวหาน เหตุใดไม่นอนพักอยู่บนเตียง ? ท่านหมอก็บอกแล้วมิใช่หรือว่าเจ้าต้องนอนพักให้มาก !
ผู้ใดคือเสี่ยวหาน ? เสี่ยวหานเป็นชื่อที่เจ้าเรียกข้าใช่หรือไม่ ? เจ้าจะอาศัยว่าตัวใหญ่กว่าแล้วทำทีว่าเป็นผู้อาวุโสต่อหน้าข้าหรือ ! มิช้าก็เร็วข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าผู้ใดกันแน่เป็นผู้อาวุโสอย่างแท้จริง ! !
ตอนนี้เขาชักจะเชื่อแล้วว่านางมิได้เกิดใหม่อย่างที่คิด ! เพราะไม่มีผู้ใดกล้าดูถูกดูแคลนอำนาจในอนาคตของตน รวมถึงไม่มีผู้ใดกล้าดูหมิ่นโฉวฝู่ผู้แสนเลือดเย็นคนนี้ !
ข้าออกมาหาที่สงบเพื่ออ่านตำรา ! เจียงโม่หานปรับอารมณ์อย่างรวดเร็วแล้วตอบเสียงเรียบ
หลินเว่ยเว่ยยังโน้มน้าวเขาด้วยความเป็นห่วง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องดูแลสุขภาพให้ดีเสียก่อน ร่างกายก็เปรียบเสมือนเสาหลัก ส่วนการร่ำเรียนเปรียบเสมือนการลงทุน ดูใบหน้าเล็กๆที่งดงามดั่งสตรีของเจ้าสิ ไหนจะผิวขาวซีดไร้เลือดฝาดนั่นอีก รอให้ข้ากลับมาจากในเมืองแล้วจะจับไก่ป่ามาต้มน้ำแกงบำรุงให้เจ้า !
คำที่เอ่ยออกมาจากปากของนางเหมือนไร้สาระ แม้คล้ายไม่ตั้งใจ ไม่จริงจัง ทว่าดูเป็นธรรมชาติมาก เมื่อฟังแล้วก็ให้ความรู้สึกราวกับว่านางกำลังเป็นห่วงเป็นใยเขาจริง วิญญาณที่อยู่ในร่างของเด็กอ้วนผู้นี้แท้จริงเป็นวิญญาณเช่นใดกัน ? เจียงโม่หานมองนางด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์เล็กน้อย
เหตุใดเอาแต่จ้องข้าเช่นนี้ ? เพราะข้างดงามใช่หรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยยกมือลูบแก้มแล้วกะพริบตาปริบๆ ราวกับสาวน้อยขี้อาย ทว่าในแววตาของนางเต็มไปด้วยความเย้าแหย่
เจียงโม่หานแทบทนมองไม่ไหว พูดกันตามความจริงถ้านางไม่ทำตัวแปลกจนเกินไป ด้วยใบหน้ากลมๆที่จิ้มลิ้ม คิ้วเรียวโก่งเป็นก้านหลิว ดวงตาราวกับพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวพร้อมริมฝีปากเล็กรับกับจมูกโด่งได้รูป รวมถึงผิวที่ขาวเนียนละเอียดเหมือนทังหยวนที่เพิ่งออกจากหม้อ แม้ไม่ได้งดงามราวเทพธิดา ทว่าก็พอไปวัดไปวาได้เลย
บัดนี้เขาได้เหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งเข้า นั่นคือ…แมวป่ามิใช่หรือ ? แถมยังมีชีวิตอยู่ด้วย ? เมื่อชาติที่แล้วเขาเคยเลี้ยงเจ้าตัวนี้อยู่หนึ่งตัว สีขนของมันจางกว่าตัวนี้เล็กน้อย นอกจากนี้ยังตัวเล็กกว่าด้วย สัตว์ป่าชนิดนี้มีความเจ้าเล่ห์และนิสัยดุร้าย ขนาดว่าผู้บังคับบัญชาเยี่ยงเขายังต้องออกแรงและหมดกำลังมากมายกว่าที่จะฝึกให้มันเชื่องได้
และเมื่อเขาเห็นว่าแมวป่าที่เดิมมีนิสัยดุร้ายป่าเถื่อนกำลังถูกนางหิ้วหนังคอด้วยท่าทีน่าสงสารจับใจ แถมดวงตาของมันยังกระสับกระส่ายคล้ายรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย เห็นได้ชัดว่านี่มิใช่แมวป่าที่ถูกฝึกให้เชื่อง ทว่าเหตุใดมันจึงไม่กล้าแสดงสัญชาตญาณดิบเมื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของนาง ?
พอเห็นว่าบัณฑิตหนุ่มกำลังจับจ้องมาที่แมวป่าในมือของตน หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า เจ้าตัวนี้คือแมวป่าชนิดหนึ่ง ขนที่หนาของมันสามารถให้ความอบอุ่นได้เป็นอย่างดี ร่างกายของเจ้าดูผอมแห้ง แลดูไม่แข็งแรง เช่นนั้น…ให้ข้าถลกหนังมันมาทำเสื้อกั๊กให้เจ้าดีหรือไม่ ?
เจียงโม่หานมองออกอย่างชัดเจนว่าสัตว์ป่าตัวนี้กำลังตัวสั่นด้วยความกลัวเมื่อได้ยินในสิ่งที่นางกล่าวออกมา คราวนี้มันจึงมิกล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อนตัวสักนิด ราวกับว่ามันกำลังพยายามทำให้ดูไร้ตัวตน
ขอบใจสำหรับความปรารถนาดีของเจ้า ! เจียงโม่หานเดินผละออกไป เพราะถ้าเขาไม่รีบเดินออกไปก็มีหวังว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้และคงตะโกนใส่หน้านางไปแล้ว
เฮอะ ! โมโหอีกแล้วหรือ ? ข้าพูดอันใดผิด ? คนรูปงามมักเจ้าอารมณ์ แต่ถึงอย่างไรก็ยังพอให้อภัยได้ เพราะเขาหน้าตาดี ! หลินเว่ยเว่ยหันไปแลบลิ้นปลิ้นตาไล่หลังเขาแล้วพึมพำออกมา
การที่มีประสาทสัมผัสดีเกินไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี เจียงโม่หานกำหมัดเอาไว้แน่นพลางคาดโทษและจำชื่อของเด็กอ้วนคนนี้ไว้ไม่ลืม ! !
นางเฝิงเดินถือผ้าปักออกมาแล้วถามหลินเว่ยเว่ยว่า เด็กน้อย เจ้าจะไปในเมืองหรือ ? เช่นนั้นช่วยนำผ้าปักของน้าไปส่งที่โรงปักผ้าได้หรือไม่ ?
ในเมื่อเป็นเรื่องที่นางสามารถทำให้ได้อยู่แล้ว ดังนั้นหลินเว่ยเว่ยจึงไม่ลังเลที่จะตอบรับ นางเฝิงแค่บอกให้อีกฝ่ายพูดชื่อของตนในขณะเอาผ้าไปส่ง หลังจากนั้นก็บอกราคาของผ้าปักผืนนี้คร่าวๆ แล้วกล่าวขอบคุณ
หลินเว่ยเว่ยหยิบงานผ้าปักแล้วไปพบพรานหวังที่ทางเข้าหมู่บ้าน จากนั้นทั้งสองก็พากันเดินเข้าเมือง
พรานหวังเห็นว่าแมวป่าในมือของนางยังมีชีวิตอยู่ เขาจึงแนะนำว่า แมวป่าเป็นๆ ย่อมมีราคาสูงกว่าตัวที่ตายแล้ว หากเจ้าต้องการขายให้คนในเมือง ข้าเกรงว่าราคาของมันจะไม่ค่อยดีเท่าไรนัก สู้เจ้าลองไปเสี่ยงโชคที่ท่าเรือดีกว่า มิแน่ว่าเจ้าอาจโชคดีได้พบพวกคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์แล้วพวกเขาอาจสนใจมัน !
ได้ ! เช่นนั้นข้าจะลองไปเสี่ยงโชคที่ท่าเรือ ! หากภายในสองวันนี้ข้าขายมันไม่ได้ ข้าก็จะฆ่ามันแล้วขายเนื้อกับหนังแทน ! หลินเว่ยเว่ยมองไปยังแมวป่าที่แกล้งตายจนเปิดเปลือกตาขาว นางจึงแกล้งแหย่มันเล่น
เมื่อมาถึงในเมือง หลินเว่ยเว่ยจึงแยกกับพรานหวังแล้วเดินไปยังโรงปักผ้าตระกูลอู๋
หลงจู๊โรงปักผ้าได้รับคำสั่งจากคุณชายมาก่อน เมื่อเห็นฝีมือการปักที่คุ้นเคยนี้จึงกล่าวกับหลินเว่ยเว่ยว่า นางเฝิงจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวได้ฝากผ้าปักนี้ให้เจ้านำมาส่งใช่หรือไม่ ! ถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าจงนำผ้าปักกลับไปแล้วบอกนางว่าโรงปักผ้าของข้าไม่รับซื้องานปักของนางแล้ว
หลินเว่ยเว่ยจึงถามกลับด้วยความโมโห เพราะเหตุใดกัน ? ทั้งที่ฝีมือดีเพียงนี้ เหตุใดไม่รับซื้อ ? จะว่าไปแล้วก็ต้องมีเหตุผลสิ จริงหรือไม่ ?
หลงจู๊โรงปักผ้าจึงกล่าวพร้อมแสดงสีหน้าหยิ่งยโสออกมา ก็ให้นางไปถามบุตรชายเองสิ !
บัณฑิตหนุ่มคนนั้นน่ะหรือ ? นิสัยและถ้อยคำของเขาพาลหาเรื่องจริง ! ดังนั้นหลินเว่ยเว่ยจึงเก็บงานปักของนางเฝิงแล้วเดินไปทางท่าเรือ
ณ ท่าเรือของเขตเริ่นอันมีเรือจอดอยู่หลายลำ บรรดาลูกจ้างขนของบนเรือต่างก็ทำงานกันอย่างขะมักเขม้น มีทั้งเสียงตะโกนของพ่อค้าหาบเร่และเสียงตะโกนสั่งงานผสมผสานเข้าด้วยกันจึงทำให้กลายเป็นภาพที่มีชีวิตชีวามากนัก
นางวางแมวป่าลงพื้น จากนั้นก็แก้เชือกที่มัดขามันออกแล้วถอดตะกร้อครอบปากให้จนเหลือไว้เพียงเชือกเส้นใหญ่ซึ่งล่ามคอมันไว้
แมวป่าแยกเขี้ยวใส่ หลินเว่ยเว่ยจึงยกกำปั้นขึ้นมาเตือนมันจึงทำให้มันหน้าจ๋อยทันทีแล้วก็รีบแกล้งนอนตายอยู่บนพื้น
หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นจึงแกล้งขู่มัน ตายแล้วหรือ ? เช่นนั้นข้าจะถลกหนังของเจ้า !
แมวป่าที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบลุกพรวดทันที ขนหนาฟูของมันสั่นสะท้านแล้วมองนางอย่างไม่ยอม
ฮ่าฮ่าฮ่า…เจ้าสัตว์ป่าตัวนี้น่าสนใจไม่น้อย ! เสียงชายหนุ่มที่ดูแข็งแกร่งดังขึ้นจากข้างหลังของนาง
หลินเว่ยเว่ยจึงหันกลับไปมอง นางไม่รู้ว่ามีคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ที่อายุประมาณ20ปีโผล่มาจากที่ใดตั้งสองคน คนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีแดงเข้มและมีดิ้นสีทองปักอยู่รอบคอเสื้อกับแขนเสื้อ รอบเอวผูกด้วยแถบเมฆมงคลลวดลายประณีตสีเดียวกับชุด มวยผมของเขาถูกครอบด้วยกวานสีเงินแวววาวซึ่งถูกประดับด้วยหยกขาวทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
หากเจียงโม่หานยืนอยู่ตรงนี้ด้วย แค่มองปราดเดียวเขาก็สามารถจดจำบุรุษในชุดสีแดงเข้มได้เป็นอย่างดี นั่นเพราะว่าชายคนนี้คือพระโอรสลำดับที่เจ็ดแห่งราชวงศ์ปัจจุบัน และถ้าให้เอ่ยถึงผู้ที่เจียงโม่หานเกลียดชังที่สุด องค์ชายเจ็ดพระองค์นี้ก็คือหนึ่งในนั้น
ส่วนชายอีกคนหนึ่งสวมชุดคลุมสีดำทั้งตัว ตรงเอวห้อยแถบพู่เอาไว้ แขนทั้งสองข้างกอดอกไว้แน่น คิ้วที่คมประดุจกระบี่ของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อยและดวงตาที่คมกริบทำให้เขาดูเหมือนคนที่ไม่มีความอดทนเท่าใดนัก
คุณชายผู้สูงศักดิ์สองท่านนี้ดูรูปงามและมีบุคลิกไม่ธรรมดา ทว่าในสายตาของหลินเว่ยเว่ยเห็นทั้งคู่ไม่ต่างอันใดจากกิมตุ้งเดินได้ !
1. ทังหยวน คือขนมดั้งเดิมของชาวจีนทำจากแป้งข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนกลมใส่ไส้ หน้าตาคล้ายขนมหัวล้านของไทยแต่ลูกใหญ่กว่า นิยมรับประทานกันในวันเทศกาลหยวนเซียว หรือ เทศกาลโคมไฟของทุกปี
2. กวาน คือ สิ่งที่ชนชั้นสูงใช้สวมครอบมวยผมบนศีรษะเพื่อเป็นเครื่องบอกระดับยศศักดิ์
ตอนที่ 36: เจ้าอยากติดตามข้าหรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยกำลังจะลูบศีรษะของแมวป่า ทว่ามันสะบัดหนีโดยไม่ไว้หน้านางแม้แต่น้อย หลินเว่ยเว่ยจึงดึงหนังคอของมันให้หันมามองตนแล้วจ้องตาพลางเตือนมันว่า หากเจ้ากล้าทำลายธุรกิจของข้า เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะจับเจ้าถลกหนังให้พวกเขาดู ?
แมวป่าเผยแววตาไม่ยอม กรงเล็บของมันที่วางทาบไปกับพื้นค่อยๆยื่นออกมา จากนั้นก็หดกลับเข้าไป แล้วก็ยื่นออกมาอย่างลังเลอีกครั้ง สุดท้ายก็หดกลับเข้าไปใหม่ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น
หนุ่มน้อย ! แมวป่าชนิดนี้ขายหรือไม่ ? องค์ชายเจ็ดเกิดความสนพระทัยขึ้นมาจึงใช้พระบาทเตะไปที่ขาหลังของแมวป่า
ภายในใจของแมวป่ากำลังเก็บซ่อนความโกรธเอาไว้ แม้ว่าสู้มนุษย์ร่างอ้วนมิได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ผู้อื่นสามารถรังแกมันได้ มันจึงตวัดกรงเล็บแล้วข่วนไปยังชายฉลองพระองค์สีแดงโดยไม่ได้แสดงสัญญาณเตือนแต่อย่างใด การเคลื่อนไหวของมันรวดเร็วมาก หลินเว่ยเว่ยอยากห้ามก็ไม่ทันเสียแล้ว
ตอนที่มันกำลังจะข่วนขาของบุรุษชุดแดง จู่ๆก็มีฝักกระบี่มาขวางกรงเล็บของมันไว้แล้วผลักกรงเล็บออก แมวป่าจึงรีบชักกรงเล็บกลับทันที แววตาดุร้ายของมันจ้องไปยังชายชุดดำที่กระแทกฝักกระบี่ใส่กรงเล็บของมัน
ขออภัยด้วยคุณชาย แมวป่าตัวนี้ข้าเพิ่งจับได้เมื่อวาน มันยังมีสัญชาตญาณสัตว์ป่าอยู่ ดังนั้นเวลาเห็นมนุษย์ทีไรจึงอยากทำร้ายทุกที หลินเว่ยเว่ยกังวลว่าจะปิดการขายไม่สำเร็จจึงรีบดึงเชือกที่รัดคอแมวป่าเพื่อเตือนมัน แมวป่าจ้องนางด้วยแววตาดุร้าย
หากมันเชื่องเหมือนแมวเลี้ยงก็ไม่สนุกสิ ! เจ้าเสนอราคามาเลย ข้าจะซื้อแมวป่าตัวนี้ ! องค์ชายเจ็ดทอดพระเนตรแมวป่าด้วยความสนพระทัย
บุรุษชุดดำแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาแล้วเอ่ยว่า ที่ท่านออกมาในครั้งนี้เพื่อมาทำธุระ มิใช่มาเที่ยวเล่นนะขอรับ !
ข้าแค่ซื้อสัตว์เลี้ยง มันจะทำให้เรื่องสำคัญของเราล่าช้าได้เช่นไร ? เจ้าหัดรู้จักผ่อนคลายเสียบ้าง ! ข้ารู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ ! จากนั้นองค์ชายเจ็ดก็หันไปทางหลินเว่ยเว่ยแล้วตรัสว่า ข้าจ่ายให้เจ้า100ตำลึง เจ้าจะขายหรือไม่ ?
ขาย ! หลินเว่ยเว่ยกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจทีหลังจึงรีบรับตั๋วเงินมาแล้วยื่นเชือกให้บุรุษอาภรณ์แดง เงินมาของไป ท่านเอามันไปได้เลย ! หากปล่อยให้มันหนีไปจากมือของท่าน ข้าจะไม่รับผิดชอบ แล้วข้าขอเตือนคุณชายเสียหน่อยว่าเจ้าตัวนี้มันชอบทำร้ายคนที่กลัวมัน แต่มันกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า ทางที่ดีท่านหาคนที่พอจะควบคุมมันได้มาช่วยฝึกมันสักระยะเถิด
เรื่องนี้เจ้ามิต้องกังวล เอาล่ะ จับเจ้าสัตว์ป่าตัวนี้ขังในกรงเหล็ก รอกลับไปที่เมืองหลวงแล้วข้า…เอ่อ ข้าจะฝึกมันด้วยตนเอง ! ชอบทำร้ายผู้ที่อ่อนแอ ทว่ากลัวผู้แข็งแกร่งกว่า ! พอถึงตอนนั้นข้าจะทำให้สัตว์ป่าตัวนี้ได้เห็นวิธีขององค์ชายเอง !
เรื่องนั้น…คุณชายทั้งสอง วันนี้อากาศช่างร้อนเหลือเกิน พวกท่านต้องการซื้อพวกผ้าเช็ดหน้าสักหน่อยหรือไม่ ? หากพวกท่านไม่ใช้ก็สามารถซื้อเป็นรางวัลให้ผู้อื่นได้ ! หลินเว่ยเว่ยหยิบงานปักของนางเฝิงออกมาแล้วคลี่ผ้าเช็ดหน้าปักลายที่ทอมาจากใยไผ่ให้ชายหนุ่มผู้ร่ำรวยทั้งสองท่านดู
องค์ชายเจ็ดทรงพระสรวลอย่างอารมณ์ดี เจ้าขายตั้งแต่แมวป่าไปจนถึงผ้าปักเลยหรือ ? ของที่เจ้าขายช่างมีความหลากหลายเสียจนข้าตกตะลึงทีเดียว !
ก็ข้ายากจน มีสิ่งใดให้ขายก็ต้องรีบขาย ! อีกอย่างพรานล่าสัตว์ในหมู่บ้านของพวกข้าก็ล่าแมวป่าไม่ได้นานหลายปีแล้ว ตัวนี้น่าจะเป็นตัวที่จับได้ในรอบเกือบสิบปีเชียวล่ะ หากพวกข้าอาศัยแค่การล่าแมวป่าขายเพื่อหาเลี้ยงชีพ ป่านนี้พวกข้าคงหิวจนฟันร่วงแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยหัวเราะ ลูกค้าที่มีเงินหนาเช่นนี้นางย่อมเทิดทูนดุจเทพเจ้าอยู่แล้ว
องค์ชายเจ็ดเกิดความสนพระทัยในตัวหลินเว่ยเว่ยเพราะเห็นว่าเด็กอ้วนผู้สวมใส่เสื้อผ้าโทรมที่เกิดในครอบครัวยากจนคนนี้กล้าพูดต่อหน้าผู้สูงศักดิ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังพูดติดตลกจนทำให้พระองค์อารมณ์ดีได้ด้วย
วันนี้พระองค์ทรงเกษมสำราญมากจึงตรัสว่า เด็กน้อยเช่นเจ้าไม่รู้จักทำการค้าเอาเสียเลย คุณชายเยี่ยงข้ายอมจ่ายเงินตั้งร้อยตำลึงเพื่อซื้อสัตว์ที่เจ้าล่ามา เจ้าก็น่าจะมอบผ้าเช็ดหน้าให้เป็นของแถมมิใช่หรือ ?
หลินเว่ยเว่ยแสร้งทำหน้าตกตะลึง คุณชาย ท่านขาดแคลนเงินเช่นนั้นหรือ ? หากข้าบอกว่าจะมอบผ้าเช็ดหน้าปักลายผืนนี้ให้ท่านโดยไม่คิดเงิน เช่นนั้นจะไม่เป็นการดูถูกท่านเอาหรือ ?
ใช่ ข้าไม่มีเงินแล้ว ! เจ้ารีบให้ข้ามาเถิด คุณชายเยี่ยงข้าไม่คิดว่าเจ้าดูถูกหรอก ! องค์ชายเจ็ดโบกพัดในพระหัตถ์พลางยิ้มกริ่ม
หลินเว่ยเว่ยยังยิ้มแย้มไม่เปลี่ยนสีหน้า หากผ้าปักผืนนี้เป็นของบ้านข้าเองก็คงมอบให้คุณชายเป็นของขวัญแน่นอน ทว่าผ้าผืนนี้ครอบครัวอื่นฝากข้ามาขายอีกที ข้าไม่มีอำนาจตัดสินใจแทนพวกเขาหรอก !
หมินอ๋องซื่อจื่อขมวดคิ้วอย่างหมดความอดทนแล้วกล่าวว่า ท่านซื้อสัตว์ป่าตัวนี้ได้สมปรารถนาแล้ว เราควรออกเดินทางได้เสียทีขอรับ !
ภัยธรรมชาติไม่เคยรอคอยผู้ใด ตอนนี้เสบียงที่จะให้ราษฎรได้บรรเทาความทุกข์จากภัยพิบัติเดินทางถึงตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่เมื่อวันก่อนแล้ว หากพวกเขารีบไปจัดการเรื่องนี้โดยเร็ว ราษฎรที่มารอด้วยความหิวโหยก็จะมีจำนวนลดน้อยลง !
องค์ชายเจ็ดใช้พัดในพระหัตถ์ชี้ไปที่อีกฝ่ายแล้วทำท่าทีฮึดฮัดเล็กน้อย เจ้าช่างน่าเบื่อเสียจริง !
หลินเว่ยเว่ยเองก็พยักหน้าทำทีว่าเห็นด้วย ผู้ที่ชอบขัดช่องทางทำเงินของผู้อื่นช่างน่าเบื่อเสียจริง !
องค์ชายเจ็ดเลิกพระขนงขึ้นแล้วตรัสด้วยรอยยิ้มว่า เจ้าคนนี้ถูกใจข้าเหลือเกิน ! เช่นนั้นเจ้าอยากติดตามข้าหรือไม่ !
คุณชายเอ๋ย การที่ท่านกล่าวออกมาเช่นนี้อาจทำให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายว่าท่านกำลังหยอกล้อและแทะโลมข้าอยู่ ! ท่านสนอกสนใจส่วนใดของข้าและข้าน่าสนใจตรงไหน ?
หมินอ๋องซื่อจื่อขมวดคิ้วจนแทบผูกเป็นปมอยู่แล้ว ทั้งซื้อสัตว์ป่า ทั้งรับผู้ติดตามเพิ่ม องค์ชายเจ็ดทรงคิดว่าออกมาเที่ยวเล่นนอกวังหรือไร ?
หลินเว่ยเว่ยจึงรีบตอบทันที ขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจของคุณชาย ! แต่ข้ายังมีมารดาที่ป่วยหนักและน้องชายที่ยังเล็กให้ต้องดูแล ข้ายังไปจากบ้านมิได้ !
หลินเว่ยเว่ยแทบอยากให้ชายชุดดำรีบพาคุณชายชุดแดงไปจากที่นี่โดยเร็ว ! คนมีอำนาจและมีเงินมักดื้อรั้น หากเขาต้องการตัวผู้ใด แค่กระดิกนิ้วก็สามารถพาไปได้ตามอำเภอใจแล้ว ทว่าคนอย่างนางไม่เคยมีความคิดจะเป็นข้ารับใช้ของใคร !
แน่นอนว่าองค์ชายเจ็ดย่อมไม่อยากสร้างความลำบากใจให้แก่เด็กอ้วนผู้มีนิสัยน่าสนใจคนนี้ พระองค์จึงไม่คิดแกล้งนางต่อ ทรงโบกพัดในพระหัตถ์แล้วหันไปตรัสกับผู้ติดตามที่กำลังกังวลว่าจะมีคนอื่นมาแย่งงานไป ข้าจะซื้อผ้าเช็ดหน้าในมือของเด็กคนนี้ !
หลังกล่าวจบพระองค์ก็เสด็จไปที่เรือของราชสำนักอย่างสบาย ส่วนผู้ติดตามคนนั้นก็โยนพวงเงินให้หลินเว่ยเว่ย มองคร่าวๆ แล้วน่าจะมีประมาณ10ตำลึงได้ จากนั้นผู้ติดตามก็รีบดึงผ้าเช็ดหน้ามาครองแล้วเร่งฝีเท้าตามเจ้านายไป
หลินเว่ยเว่ยเดินไปบริเวณที่ไม่มีใครแล้วเอาเงินตำลึงทั้งหมดที่ขายแมวป่าได้ออกมานับ นางนั่งนับได้ทั้งหมด100ตำลึง ไม่ขาดไม่เกิน ! วันนี้ช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้พบเศรษฐีหนุ่มรูปงาม คนเงินหนามักชอบซื้อสินค้าอย่างใจถึง !
โชคดีที่เมื่อวานนางมิได้ฆ่าแมวป่า ถ้านางขายแค่หนังและเนื้อของมันในสถานที่เล็กๆเยี่ยงเขตเริ่นอันแห่งนี้ก็เกรงว่าอย่างมากสุดน่าจะขายได้แค่สิบยี่สิบตำลึงเท่านั้น
เงิน100ตำลึงนี้ นอกจากสร้างโรงเลี้ยงกระต่ายให้น้องชายคนเล็กได้แล้วยังเหลือพอจะซื้อกระเบื้องมาซ่อมหลังคาบ้านได้ทั้งหลังเพราะก่อนหน้านี้หลังคาบ้านมุงด้วยใบจาก หากวันไหนลมกระโชกแรงขึ้นมาก็มีหวังว่าหลังคาได้ปลิวหายไปตามแรงลมแน่นอน !
หลินเว่ยเว่ยไปที่ร้านเช่าเกวียนและบังเอิญได้เกวียนที่เคยไปส่งนางกับเจียงโม่หานคราวนั้น คนบังคับเกวียนจำนางได้จึงถามอย่างระแวดระวังว่า ครั้งนี้คงมิได้ให้ข้าลากคนใกล้ตายไปส่งใช่หรือไม่ ?
แล้วท่านลุงเห็นคนเจ็บหรือไม่เล่า ? คราวนี้เป็นอิฐและกระเบื้อง ! เลิกอ้อมค้อมได้แล้ว บอกข้ามาเลยว่าจะไปหรือไม่ ! หลินเว่ยเว่ยมองค้อนแล้วถามอย่างมิสบอารมณ์
คราวนี้ผู้บังคับเกวียนยิ้มรับทันที ไปสิ ไม่ไปได้เช่นไร ! ของแค่นี้ประเดี๋ยวข้าจัดการเอง! ส่วนค่าบรรทุกพร้อมขนสัมภาระลงข้าคิด200อีแปะ !
เมื่อวันก่อนยังคิดข้าแค่100อีแปะอยู่เลย เหตุใดวันนี้เพิ่มเป็นเท่าตัวแล้ว ? ท่านลุงจะใจดำเกินไปหรือไม่ ! หลินเว่ยเว่ยชักสีหน้า หรือเขาคิดว่าข้าโง่เขลาถึงได้พลิกลิ้นเช่นนี้ ?
อย่าเพิ่งโกรธ เจ้าอย่าเพิ่งโกรธข้าเลย ! ช่วงนี้ราคาพืชพันธุ์ธัญญาหารในเมืองก็เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ไหนจะราคาข้าวของเครื่องใช้ที่ขึ้นราคาเป็นว่าเล่น อีกอย่างครั้งนี้เจ้าให้ข้าขนอิฐขนกระเบื้องที่หนักกว่าคราวก่อนซึ่งข้าก็แก่แล้ว การที่ข้าขนอิฐขนกระเบื้องพวกนั้นลงให้เจ้าแล้วคิดราคาแค่นี้ก็ถือว่ายุติธรรมมากแล้ว หากเจ้าไม่เชื่อก็ลองไปถามร้านอื่นสิ ผู้บังคับเกวียนแสร้งทำเป็นไอพลางพ่นเสมหะลงดิน
หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปากพลางกล่าวว่า ครั้งนี้ข้าไม่ให้ท่านขนของลงเสียหน่อย ข้าให้ได้มากสุดแค่120อีแปะ ท่านลุงจะไปส่งหรือไม่ !
1. ซื่อจื่อ หมายถึง ผู้สืบทอด คือบุตรชายที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากบิดาซึ่งเป็นอ๋องหรือโหว
ตอนที่ 37: คนโง่ย่อมเป็นคนโง่อยู่วันยังค่ำ
ไม่ได้! หมู่บ้านฉือหลี่โกวอยู่ห่างจากที่นี่หลายสิบลี้ เดินทางไปกลับแต่ละเที่ยวใช้เวลาตั้งหลายชั่วยาม ! แม้ไม่ต้องขนสัมภาระลงก็ต้องให้อย่างน้อย150อีแปะ ถ้าน้อยกว่านี้เจ้าก็ไปหาคนอื่น ! ชายสูงวัยคาบมวนยาสูบไว้ที่ปาก จากนั้นก็แสดงสีหน้าคล้ายไม่ต้องการต่อรองราคาอีกต่อไป !
หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า ก็ได้ ! หากท่านกล้าทิ้งข้าไว้กลางทางอีก หรือเล่นลูกไม้อื่นใดก็ตาม จงจำไว้ว่าหมัดของข้ามิได้เบาอย่างที่ท่านคิด ! จากนั้นนางก็หยิบก้อนหินขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นจากพื้นแล้วบีบให้เหลือครึ่งหนึ่งอย่างง่ายดายเพื่อเป็นการขู่ขวัญ
อีกฝ่ายพยักหน้าราวไก่จิกข้าวเปลือก เจ้าไม่ต้องขู่ข้าหรอก ครั้งก่อนข้าเห็นพละกำลังของเจ้าแล้ว ตอนนั้นเจ้าเดินแบกผู้ชายไว้บนหลัง ขนาดเกวียนของข้ายังตามไม่ทัน ! หนุ่มน้อย การมีพละกำลังมากมายถือเป็นเรื่องดี ! จะว่าไปแล้วเจ้ามีสัญญาหมั้นหมายหรือยัง ? ให้ข้าแนะนำสตรีในเมืองให้หรือไม่ ?
ตอนนี้หลินเว่ยเว่ยสวมชุดบิดาอยู่ ทั้งยังมวยผมขึ้นราวกับผู้ชาย นอกเหนือจากผิวที่ขาวเนียนละเอียดแล้วส่วนอื่นของนางล้วนดูคล้ายเด็กผู้ชายตัวอ้วน !
สัญญาหมั้นหมายอันใดกัน ? เห็นข้าตัวใหญ่เช่นนี้แต่ที่จริงแล้วข้าเพิ่งอายุ14ปีเท่านั้น รอให้ข้าโตกว่านี้ค่อยว่ากันใหม่เถิด ! หลินเว่ยเว่ยบอกชายสูงวัย ท่านไปรอข้าที่ประตูเมืองสักครู่ ข้าจะไปซื้อของอีกสักหน่อยแล้วจะตามไป !
ชายสูงวัยจึงบังคับวัวให้ลากเกวียนออกไป จากนั้นก็ทิ้งท้ายไว้ว่า เจ้ารีบหน่อยแล้วกัน หากผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้วเจ้ายังไม่มา ข้าจะคิดเงินเพิ่ม !
หลินเว่ยเว่ยตรงไปที่ร้านแลกเงินเพื่อแลกตั๋วเงิน100ตำลึงเป็นสกุลเงินที่เล็กกว่านั้น จากนั้นนางก็แลกเงินอีก20ตำลึงแล้วไปที่ตลาดเพื่อซื้อไก่สองตัวที่เพิ่งวางไข่และไปร้านขายเนื้อเพื่อซื้อเนื้อติดมัน1ชั่งกับกระดูก2ชิ้น ก่อนจะรีบเดินไปที่ประตูเมืองอย่างรวดเร็ว
ในเขตเริ่นอันมีเตาขนาดเล็กใช้เผาอิฐและกระเบื้องเพียงเตาเดียวเท่านั้น โดยมีการขุดเตาอยู่ตรงพื้นเป็นลักษณะคล้ายรูปเกือกม้า ใช้ดินเหนียวเป็นวัตถุดิบและใช้ไม้สนเป็นเชื้อเพลิงจึงทำให้เตาเผาสามารถผลิตอิฐและกระเบื้องได้ไม่กี่ร้อยก้อนต่อวันเท่านั้น
ภัยแล้งในปีนี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเตาเผาอิฐและกระเบื้องอย่างเห็นได้ชัดเพราะในเวลานี้หน้าเตาเผามีชายรูปร่างแข็งแรงกำยำสองคนกำลังเผาอิฐด้วยท่าทีไร้เรี่ยวแรงเต็มทน ด้านหลังของพวกเขามีอิฐและกระเบื้องที่เผาเสร็จเรียบร้อยแล้วกองพะเนิน เมื่อลองคิดแล้วมันก็สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกันเพราะทุกวันนี้ชาวบ้านยังอดอยากปากแห้ง เพียงจะทานให้อิ่มท้องก็ยังไม่ได้แล้วจะเอาเงินจากที่ใดมาซื้ออิฐซื้อกระเบื้องไปสร้างและซ่อมแซมบ้าน?
แม้ว่าอิฐและกระเบื้องที่หลินเว่ยเว่ยซื้อจะไม่มากนัก แต่นางก็ได้รับการต้อนรับจากสองพี่น้องเป็นอย่างดี พวกเขาอาสาขนอิฐและกระเบื้องขึ้นเกวียนให้โดยที่นางไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย นอกจากนี้พวกเขายังช่วยเช็ดปัดฝุ่นให้เป็นอย่างดี อิฐเต็มเกวียนนี้ราคาไม่ถึงหนึ่งตำลึงด้วยซ้ำ !
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าเกวียนของชายสูงวัยเริ่มช้าลง นางจึงอาสาลงไปช่วยดันอยู่ด้านหลังให้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นางใช้เวลาในการเดินทางเกือบสองชั่วยามกว่าจะกลับมาถึงบ้าน หลินเว่ยเว่ยจึงอดถอนหายใจให้แก่การขนส่งที่ล้าหลังเช่นนี้ไม่ได้ !
ดูเหมือนว่าหมู่บ้านเล็กๆท่ามกลางหุบเขาแห่งนี้จะไม่สามารถปกปิดความลับอันใดได้แม้แต่น้อย หลังจากที่หลินเว่ยเว่ยซื้ออิฐและกระเบื้องมาจากในเมือง ข่าวของนางก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว บรรดาชาวบ้านที่ว่างงานต่างพากันมาสอบถามว่าตระกูลหลินจะสร้างบ้านหลังใหม่ใช่หรือไม่ ?
มารดาของเจ้าอ้วนซานและกลุ่มชาวบ้านที่ชอบนินทาจึงพากันจับกลุ่มนินทาอย่างออกรส คนโง่ย่อมเป็นคนโง่อยู่วันยังค่ำ ทั้งที่ในมือมีเงินอยู่แค่ไม่กี่ตำลึงแต่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายแล้ว บ้านของตระกูลหลินเพิ่งสร้างมาแค่ห้าหกปีมิใช่หรือ ? ตอนนี้นางซื้ออิฐและกระเบื้องมาใหม่ หรือนางคิดจะสร้างบ้านใหม่ทั้งหลัง ?
หญิงวัยกลางคนที่เป็นช่างเย็บพื้นรองเท้าได้กล่าวด้วยความสงสัยว่า เจ้าเด็กโง่ล่ามาได้แค่หมูป่ากับกวางป่า ในมือของนางคงมีเงินแค่สิบกว่าตำลึง แม้นางคิดสร้างบ้านหลังใหม่ก็คงไม่พอหรอก !
พี่สะใภ้กุ้ยอิง บ้านเจ้าอยู่ใกล้บ้านตระกูลหลินยิ่งกว่าผู้ใด ช่วงนี้เจ้าเห็นว่านางล่าสัตว์ป่ามาบ้างหรือไม่ ? มารดาของเจ้าอ้วนซานหันไปถามหญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้ากลมมน
พี่สะใภ้กุ้ยอิงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า ข้าก็ไม่เคยเห็นสัตว์ใหญ่ ที่เห็นก็มีเพียงไก่ป่าหนึ่งตัวแล้วก็กระต่ายป่าอีกหนึ่งตัว นางเอาไก่ป่ามาตุ๋นคืนนั้นเลย…แต่เมื่อวานข้าเห็นพรานหวังแบกกวางกลับมา !
นางเด็กนั่นเป็นคนโง่ ! พวกเจ้าไม่เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘มัวแต่สอนลูกศิษย์ อาจารย์ก็อดตาย’ พรานหวังจะสอนทักษะทั้งหมดของตนให้นางได้เช่นไร ? เขาก็แค่ตอบแทนที่นางพาขึ้นไปบนเขาเท่านั้นเอง หญิงวัยกลางคนที่ทำอาชีพเย็บพื้นรองเท้าส่ายหน้าอย่างระอา
มารดาของเจ้าอ้วนซานมุ่ยปากแล้วกล่าวว่า คนโง่ย่อมเป็นคนโง่อยู่วันยังค่ำ หากนางคิดได้แบบพวกเรา นางก็คงมิใช่คนโง่หรอก !
จากนั้นไม่นานก็มีหญิงคนหนึ่งแอบไปถามข่าวคราวมาจากตระกูลหลินและวิ่งกลับมาพร้อมถอนหายใจ นางเด็กโง่ช่างน่าขันเหลือเกิน ขนาดคนยังไม่มีโอกาสได้อาศัยบ้านมุงด้วยกระเบื้องและอิฐ แต่นางทำบ้านให้กระต่ายเสียได้ ! เป็นเช่นไรเล่า พวกเจ้าคาดเดาไว้ว่าอย่างไรบ้าง ? สุดท้ายนางก็แค่คนโง่ที่ซื้ออิฐซื้อกระเบื้องมาสร้างรังให้กระต่าย พวกเจ้าคิดว่ามันน่าขันหรือไม่ ?
ทำรังกระต่าย ? บรรดาพวกชอบนินทาทั้งหลายต่างถามถึงเรื่องนี้กันยกใหญ่
หญิงคนนั้นจึงตอบว่า พรานหวังจับแม่กระต่ายและลูกกระต่ายมาให้ลูกคนเล็กของตระกูลหลินเล่น เด็กน้อยคนนั้นจึงบอกว่าอยากเลี้ยงกระต่ายขาย แต่เนื่องจากกระต่ายสามารถขุดหลุมได้ พวกเขาจึงกลัวว่ามันจะหนี ดังนั้นนางเด็กโง่จึงซื้ออิฐมาทำรังให้กระต่าย ฮ่าฮ่าฮ่า ! กระต่ายคอกหนึ่งจะขายได้สักเท่าไหร่กันเชียว มันยังไม่พอค่าอิฐเลยด้วยซ้ำ นี่คงเป็นเรื่องน่าขันที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินมา !
ส่วนหญิงคนอื่นก็พากันตบขาหัวเราะลั่น ขณะเดียวกันหญิงวัยกลางคนใบหน้ากลมได้ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า นางหวงก็ช่างตามใจลูกเหลือเกิน ส่วนลูกชายของนางก็เล่นไม่รู้เรื่อง !
ปกตินางหวงก็มักทำอันใดโดยไม่คิดอยู่แล้ว นางเป็นหญิงตัวคนเดียวที่เลี้ยงลูกถึงสี่คน แต่ก็ยังมิวายเลี้ยงลูกคนรองจนอ้วนท้วนสมบูรณ์ แถมยังกัดฟันส่งลูกชายไปเรียนหนังสือในเมืองจนทำให้ตนป่วยหนัก สุดท้ายนางก็ทำได้แค่นอนซมอยู่บนเตียง ทำสิ่งใดมิได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว ! มารดาของเจ้าอ้วนซานเริ่มรู้สึกพอใจอยู่ลึกๆ
เพราะเจ้าเด็กโง่ผู้นั้นล่าสัตว์ป่ามาได้สองตัวด้วยความบังเอิญ พอขายได้เงินมากเข้าก็เริ่มใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย รอให้พวกนางล่าสัตว์ป่ามิได้ก่อนเถิด ถึงตอนนั้นพวกนางจะหัวเราะไม่ออก หึ !
เด็กน้อยได้ยินเสียงเกวียนจึงวิ่งมาเปิดประตูให้พี่รอง หลังจากเห็นก้อนอิฐและกระเบื้องที่อยู่บนเกวียน เด็กน้อยก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ปากก็ร้องตะโกนว่ากระต่ายน้อยของตนจะมีบ้านอยู่แล้ว !
ด้วยความดีใจ เขาจึงไปช่วยหลินเว่ยเว่ยขนของลงจากเกวียนอย่างขยันขันแข็ง เด็กชายตัวน้อยรูปร่างผอมบางขนอิฐจากหน้าบ้านไปไว้ที่หลังบ้านทีละ2ก้อน หลังจากวิ่งวนไปมาอยู่หลายรอบก็เหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัว ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังช่วยพี่สาวอย่างขยันขันแข็ง ทำให้ใบหน้าเล็กๆมอมแมมดูไม่ต่างจากแมวน้อย
หลินเว่ยเว่ยเอาตะกร้ามาสองใบ จากนั้นก็บรรจุอิฐจนเต็มตะกร้าแล้วถือไว้ข้างละใบ เพียงไม่กี่รอบนางก็สามารถขนอิฐลงจากเกวียนจนหมด
คนบังคับเกวียนกำลังสูบยาสูบอยู่ที่ข้างเกวียน ปากของเขาก็กล่าวว่า หนุ่มน้อย ที่บ้านภรรยาของข้ามีหลานสาวอยู่คนหนึ่ง นางตัวขาวและอ้วนเหมือนเจ้านี่แหละ ทั้งยังเป็นคนอารมณ์ดีด้วย เจ้าไม่สนใจพิจารณานางสักหน่อยหรือ ?
หลินเว่ยเว่ยนับเงิน150อีแปะให้เขาแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม ข้าต้องขอบคุณในความปรารถนาดีของท่านลุงยิ่งนัก แต่มารดาของข้าบอกไว้ว่ารอให้ข้าอายุครบ18ปีเสียก่อนค่อยคุยเรื่องแต่งงาน ข้าคงไม่ดึงหลานสาวของท่านมาลำบากด้วยกันหรอก นี่ก็ใกล้มืดแล้ว ท่านลุงรีบกลับเถิด !
พอเหลือบมองด้านข้างนางก็เห็นบัณฑิตหนุ่มกำลังเดินท่องตำรามาทางด้านนี้ ซึ่งด้านหลังของเขามีกลุ่มสาวๆในหมู่บ้านที่กำลังยกมือจับใบหน้าของตนไว้ด้วยความเขินอาย สายตาของพวกนางจ้องเขาและทำราวกับว่าอยากสิงเข้ามาในตัวของเขา
พวกนางส่งเสียงหัวเราะด้วยความดีอกดีใจ มองแล้วบัณฑิตหนุ่มก็เป็นที่หมายปองของสาวๆมากทีเดียว
เสี่ยวหานกลับมาแล้วหรือ ? นี่คือค่างานปักของน้าเฝิง…อ้อ จริงสิ ! เจ้าได้ไปทำอันใดให้บุตรชายเจ้าของโรงปักผ้าตระกูลอู๋โกรธหรือไม่ ? วันนี้หลงจู๊โรงปักผ้าบอกข้าว่าจะไม่รับงานของน้าเฝิงอีก ! หลินเว่ยเว่ยยัดเงินใส่มือบัณฑิตหนุ่ม
เมื่อชาติที่แล้วเพราะโรงปักผ้าตระกูลอู๋ปฏิเสธรับซื้องานปักจากมารดา ส่วนเขาก็ไม่ได้สติเป็นเวลานาน ทรัพย์สินที่ครอบครัวสะสมมาจึงถูกใช้ในการรักษาเขาจนหมด ด้วยความจนใจ มารดาจึงต้องเดินผ่านเส้นทางบนภูเขาเพื่อไปขายงานปักที่เขตฝูอันด้วยระยะทางไกลกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหยมารดาจึงหมดสติพลัดตกในคูน้ำลึก จนกระทั่งพบร่างมารดาก็ถูกหมาป่ารุมทึ้งจนสภาพศพน่าอนาถ ไม่เหลือแม้แต่เค้าโครงเดิม
ตอนที่ 38: ไม่ขลาดเขลาเช่นอดีต
เจียงโม่หานเผยความเยือกเย็นที่บาดลึกไปถึงกระดูกออกมาทางแววตา ในชาตินี้เขาจะไม่ยอมให้มารดาต้องประสบชะตากรรมเฉกเช่นชาติก่อนอีกแล้ว ส่วนเจ้าอู๋ปัวผู้นั้น เขาไม่มีวันปล่อยให้มันได้ใช้ชีวิตสุขสบายโดยไร้ความผิดอย่างแน่นอน
ทว่าเมื่อเหลือบเห็นพวงเงินสิบตำลึงแล้วเจียงโม่หานจึงถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เจ้าให้ข้าเกินหรือไม่ ?
ไม่ ! หลินเว่ยเว่ยอธิบายต่อ งานฝีมือของน้าเฝิงขายได้ราคานี้จริงๆ วันนี้ข้าพบเศรษฐีหนุ่มคนหนึ่ง เขาซื้อแมวป่าของข้าไป ดังนั้นข้าจึงแนะนำผ้าปักลายของน้าเฝิงให้เขาด้วย เขาไม่ใช่คนขาดแคลนเงินทองจึงซื้อผ้าไปในราคา10ตำลึง !
เจียงโม่หานได้ยินเช่นนั้นจึงเก็บพวงเงินตำลึงไปแล้วกล่าวขอบคุณ ขอบคุณเจ้ามาก !
เหตุใดต้องเกรงใจข้าด้วย นี่เป็นเรื่องเล็กน้อย ! หลินเว่ยเว่ยยิ้มกว้างซึ่งรอยยิ้มของนางสดใสยิ่งกว่าดวงอาทิตย์กลางท้องนภาเสียอีก
เจียงโม่หานเพ่งมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย เขาไม่มั่นใจว่าความมีน้ำใจและไมตรีที่อีกฝ่ายแสดงออกมานี้เป็นนิสัยแท้จริงหรือเสแสร้งแกล้งทำ การที่นางมาสนใจเขาเพราะถูกรูปลักษณ์ของเขาดึงดูดใจเหมือนสตรีน้อยใหญ่ในหมู่บ้านหรือเข้ามาตีสนิทด้วยจุดประสงค์อื่น
ชาติก่อนเขาต่อสู้เพียงลำพังในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและอันตราย หากไม่ระวังก็คงได้ตายและไม่ฟื้นอีกแน่ ดังนั้นเขาจึงอดระแวงมิได้
จริงสิ ข้าซื้อกระดูกหมูมาจากในเมืองสองชิ้น เจ้าแบ่งไปต้มน้ำแกงชิ้นหนึ่งสิ ! หลินเว่ยเว่ยนำกระดูกออกมาจากตะกร้าไม้ไผ่หนึ่งชิ้นแล้วยัดใส่มือเขาโดยไม่ให้โอกาสเขาได้ปฏิเสธ จากนั้นนางก็เดินกลับเข้าบ้านอย่างอารมณ์ดี
พี่สาวคนโตเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดจากระยะไกล เมื่อกลับถึงบ้านจึงรีบไปฟ้องนางหวงทันที ท่านแม่เจ้าคะ น้องรองเอาของไปให้ลูกชายน้าเฝิงอีกแล้ว เหตุใดท่านแม่ไม่ว่านางบ้าง !
นางหวงกำลังเย็บเสื้อผ้าตัวเก่าของสามีให้มีขนาดเท่าตัวของบุตรสาวคนรอง เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า เป็นเพื่อนบ้านต้องคอยช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน การแบ่งปันสิ่งของให้กันถือเป็นเรื่องสมควรมิใช่หรือ ? ตอนที่ครอบครัวของเราประสบความลำบาก น้าเฝิงก็คอยช่วยเหลือพวกเรามาโดยตลอด
ท่านแม่ ! นางกระทืบเท้าด้วยความโมโหแล้วกล่าวว่า ทุกครั้งที่นางไปก็มักชอบไปตอนที่ลูกชายของน้าเฝิงอยู่บ้าน นางมิรู้หรือไรว่าบุรุษสตรีมีความแตกต่างกัน นางไม่มียางอายเอาเสียเลย ข้าดูสีหน้าของนางก็พอจะรู้แล้วว่านางไปเพราะลูกชายของน้าเฝิงต่างหากเจ้าค่ะ ! นางไม่รู้จักคิดเลยว่าเขาเป็นถึงบัณฑิตหนุ่มผู้มีอนาคตไกล คนอย่างเขาหรือจะมาสนใจคนโง่เช่นนาง ! ท่านแม่เจ้าคะ ท่านต้องตักเตือนนางบ้าง อย่าให้นางทำเรื่องวุ่นวายจนเป็นที่น่าหัวเราะของชาวบ้านอีกเลย !
นางหวงไม่คิดว่าบุตรสาวคนรองจะมีความรู้สึกชอบพอบุตรชายของเพื่อนบ้าน ดังนั้นจึงเรียกมาเพื่อถามไถ่ ลูกแม่ เจ้าคิดว่าลูกชายของน้าเฝิงข้างบ้านเป็นเช่นไรบ้าง ?
ท่านแม่หมายความเช่นไรหรือเจ้าคะ ? หลินเว่ยเว่ยอ้าปากค้าง มารดาคงไม่คิดให้นางไปเป็นสะใภ้ของน้าเฝิงใช่หรือไม่ เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางจึงเบิกตากว้างแล้วพยายามพูดโน้มน้ามมารดา ท่านแม่ เจ้าหนุ่มน้อยแซ่เจียงผู้นั้นยังสูงไม่เท่าข้าเลย แถมยังผอมแห้งราวกับลูกไก่ตัวน้อย ข้าใช้มือเพียงข้างเดียวก็สามารถหิ้วตัวเขาขึ้นมาได้แล้ว แม้ว่าเขามีรูปร่างหน้าตาดี มีความรู้ความสามารถเพราะได้ร่ำเรียนหนังสือ แต่…ข้ากับเขาเดินคนละเส้นทางกัน !
นางหวงได้ยินบุตรสาวเอ่ยเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา แม่แค่ถามเจ้าว่ามองเขาเป็นคนเช่นไร มิได้บอกว่าจะยกเจ้าให้แต่งงานกับเขาเสียหน่อย ! เหตุใดต้องร้อนใจด้วย ?
เมื่อพี่สาวได้ยินคำตอบก็พยายามมองค้อนน้องสาวสุดชีวิตคล้ายต้องการบอกว่า ‘ท่านแม่ หากท่านจะยกนางให้แต่งงานกับเขา ท่านก็ต้องถามเขาด้วยว่าจะยอมแต่งกับนางหรือไม่ ! เขาเปรียบเสมือนเทพเซียนผู้สง่างาม แล้วเขาจะมาสนใจสาวชาวบ้านที่ทั้งอ้วนและอัปลักษณ์เช่นนางได้อย่างไร ?’
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะอย่างเก้อเขิน ท่านแม่ ข้ามองเขาไม่ต่างจากมองดอกไม้ที่แสนสวยดอกหนึ่ง ของที่สวยงามมักทำให้เจริญหูเจริญตามิใช่หรือเจ้าคะ
จากนั้นนางก็เล่าเรื่องตลกให้มารดาฟังว่าลุงผู้บังคับเกวียนมาส่งอยากแนะนำหลานสาวของภรรยาให้นาง ท่านแม่ ข้าเก่งหรือไม่ ? ข้าเกือบได้แต่งลูกสะใภ้ให้ท่านโดยไม่ต้องเสียสินสอดแล้วนะ !
นางหวงรู้สึกสบายใจเพราะบุตรสาวไม่ขลาดเขลาเช่นอดีตแล้ว นางจึงยิ้มพร้อมใช้นิ้วจิ้มที่หน้าผากของบุตรสาว เจ้านี่นะ ! อย่าเอาแต่ใส่เสื้อผ้าของพ่อเจ้าแล้วแกล้งปลอมตัวเป็นบุรุษเดินไปเดินมาในเมืองตั้งแต่เช้ายันเย็นอีกเลย คราวหน้าหากเข้าเมืองก็ซื้อผ้ากลับมาสักหลายฉื่อ แม่จะได้เย็บชุดให้เจ้า !
เมื่อพี่สาวได้ยินเช่นนั้นจึงหยุดชะงักฝีเท้าทันใด มีบ้านใดบ้างไม่เย็บเสื้อผ้าให้บุตรสาวคนโตก่อน บ้านอื่นล้วนเย็บเสื้อผ้าให้บุตรคนโตก่อนมิใช่หรือ ? เหตุใดบ้านของนางถึงเย็บเสื้อผ้าให้น้องรองก่อนเย็บให้พี่สาวด้วย ท่านแม่ชักลำเอียงมากขึ้นทุกวันแล้ว !
แต่หลินเว่ยเว่ยกล่าวว่า ในแต่ละวันหากข้าไม่ขึ้นเขาก็ต้องเข้าเมือง ดังนั้นการที่ข้าใส่เสื้อผ้าของบุรุษย่อมทำให้สะดวกสบายกว่า ท่านแม่เก็บเงินไว้ก่อนเถิด จะได้เอาไว้ใช้จ่ายในยามจำเป็นเจ้าค่ะ !
หลินเว่ยเว่ยนำเงิน20ตำลึงที่เหลือยื่นให้มารดา ส่วนอีก70ตำลึงที่แลกมานั้นนางได้ยัดใส่กระบอกไม้ไผ่แห้งแล้วโยนเข้าไปในมิติน้ำพุวิญญาณเพราะไม่ว่าที่ใดก็ไม่ปลอดภัยเท่ามิติน้ำพุของตนอีกแล้ว !
เมื่อพี่สาวได้เห็นเงินตำลึงที่ขาวสะอาดตา สีหน้าจึงดูผ่อนคลายเล็กน้อย ดังนั้นจึงเดินออกไปที่ลานบ้านแต่พอเห็นแม่ไก่สาวสองตัวในสุ่ม นางก็เดินกลับเข้ามาฟ้องนางหวงอีกครา
ท่านแม่เจ้าคะ ! น้องรองมีเงินทีไรก็ชอบใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แค่นางซื้อกระดูกมาก็มากพอแล้ว แต่นางยังซื้อแม่ไก่สาวมาตั้งสองตัว ! เงินสองสามร้อยอีแปะนี้สามารถซื้อพวกเส้นหมี่และข้าวได้ตั้งมากมาย !
พี่สาวกลัวความยากจนชนิดขึ้นสมอง นางเริ่มรู้สึกหวงแหนช่วงเวลาที่ได้ทานข้าวสองมื้อพร้อมน้ำซุปแสนอร่อยในแต่ละวัน ดังนั้นนางมักเป็นกังวลว่าวันต่อไปอาจไม่มีข้าวให้ทาน นางไม่อยากอดมื้อกินมื้ออีกแล้ว !
เนื่องจากสองวันมานี้นางได้ทานทั้งไก่ทั้งหมู นางจึงทานจนหนำใจและกลัวว่าน้องรองอาจใช้เงินจนหมดแล้วทำให้ครอบครัวกลับมายากลำบากเหมือนอดีตอีกครั้ง นางมิได้มีเจตนาหาเรื่องน้องสาว เพียงแต่ไม่เห็นด้วยที่น้องสาวใช้เงินมือเติบเช่นนี้
หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นจึงอธิบายว่า ที่ข้าซื้อแม่ไก่สองตัวนี้มาก็เพื่อเลี้ยงให้มันออกไข่ ! ในอนาคตเราจะได้มีไข่ไว้บำรุงร่างกายให้ท่านแม่กับน้องสี่วันละฟอง !
พี่สาวโมโหจนกระทืบเท้า ข้าเคยบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือ ? ในหมู่บ้านของเรามีหวงต้าเซียนเยอะมาก ถ้าจะปล่อยให้หวงต้าเซียนลากไก่ไปกิน พวกเราฆ่ากินเนื้อมันไม่ดีกว่าหรือ !
ไม่เป็นไร ตอนกลางวันข้าจะปล่อยมันแล้วเลี้ยงไว้ในลานบ้าน ส่วนตอนกลางคืนข้าก็จะใส่กรงแล้วเอาไปไว้ในห้องนอนของข้า ! หลินเว่ยเว่ยตอบ
พี่สาวจึงถลึงตาใส่ทันที เจ้าไม่กลัวเหม็นขี้ไก่หรือ !
ขอแค่ท่านแม่และน้องสี่ได้ทานไข่ทุกวัน ต่อให้เหม็นจนตายข้าก็ยอม !
คำที่หลินเว่ยเว่ยกล่าวออกมาน่าประทับใจ ทำให้เจ้าหนูน้อยรู้สึกซาบซึ้งจนเข้าไปกอดเอวของนางไว้ จากนั้นเขาก็ออดอ้อนนางว่า พี่รอง ท่านช่างดีเหลือเกิน ! พอถึงตอนนั้นข้าจะแบ่งไข่ไก่ให้ท่านครึ่งฟอง !
พี่สาวคนโตได้ยินเช่นนั้นจึงหันไปด่าเจ้าหนูน้อยทันที เจ้าเด็กเนรคุณ ! จากนั้นนางก็กระทืบเท้าเดินออกไป ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหและรู้สึกน้อยใจ
ตอนที่เขายังเป็นเด็กตัวน้อย ผู้ใดที่คอยป้อนข้าวป้อนน้ำให้ ผู้ใดคอยอาบน้ำให้และผู้ใดที่คอยแบกเขาไว้บนหลังแล้วพาออกไปเที่ยวเล่น ?
พอถึงตอนนี้แค่ถ้อยคำที่เอ่ยออกมาอย่างสวยหรูและของกินเล็กน้อยจากผู้อื่น เขาก็แปรเปลี่ยนจนลืมไปหมดแล้วว่าได้ผู้ใดเลี้ยงดูมา ! ดังนั้นหากไม่เรียกเขาว่าเด็กเนรคุณแล้วจะให้เรียกว่าอย่างไร ?
นางวิ่งไปที่แม่น้ำสายเล็กข้างหมู่บ้านซึ่งใกล้แห้งขอดเต็มทน จากนั้นก็นั่งบนโขดหินด้วยความอัดอั้นตันใจ กระทั่งเพื่อนสาวคนสนิทนามซุนเอ้อร์หยาเดินแบกกระจาดผ่านมาและเข้ามาถามไถ่ว่านางเป็นอันใด
เมื่อได้พบคนที่สามารถคุยปรับทุกข์แล้วนางจึงเล่าเรื่องที่มารดาลำเอียงเข้าข้างน้องสาวให้ซุนเอ้อร์หยาฟัง นางเด็กโง่ชอบแข่งกับข้าเสมอ ! เจ้าว่ามันน่าโมโหหรือไม่ ?
แต่ซุนเอ้อร์หยากล่าวอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เกิดความสงสัยแม้แต่น้อย เมื่อก่อนครอบครัวของเจ้าก็ลำบากถึงขั้นไม่มีจะกิน พอน้องสาวของเจ้าไปล่าหมูป่าและกวางมาได้ นางก็นำไปแลกเป็นเงินตำลึงมาและทำให้ครอบครัวของเจ้าได้มีกินจนอิ่มท้อง การที่ท่านแม่และน้องชายของเจ้าจะลำเอียงไปทางนางก็เป็นเรื่องสมควรทำมิใช่หรือ ? หากเจ้าอยากให้ท่านแม่รักมากกว่าก็ต้องหาเงินให้ได้มากกว่านางสิ !
แต่ข้าไม่เหมือนนาง ข้าไม่ได้มีแรงเยอะเช่นนั้น เจ้าจะเอาข้าไปเทียบกับนางได้อย่างไร ? นางกล่าวพลางก้มถอนหญ้าด้วยความโมโห
1. หวงต้าเซียน คือ สัตว์ในวงศ์เพียงพอน
ตอนที่ 39: หางจิ้งจอก
ที่จริงเจ้าก็สามารถเรียนการเย็บปักถักร้อยได้นี่ ! เช่นมารดาของหลิวว่ายจื่อที่มีฝีมือเย็บปักไม่ธรรมดา ในแต่ละปีนางสามารถนำงานปักไปแลกเงินได้หลายตำลึงเชียวนะ ! ไหนจะน้าเฝิงที่อยู่ข้างบ้านเจ้าอีก ลำพังผ้าที่นางปักก็สามารถส่งลูกชายไปเรียนในเมืองได้แล้ว แต่ละเดือนนางต้องมีรายได้มิน้อยเช่นกัน ! ซุนเอ้อร์หยากล่าวอย่างอิจฉา
มารดาของหลิวว่ายจื่อขึ้นชื่อเรื่องของการมีฝีปากแก่กล้า หลายคนอยากให้นางสอนการเย็บปัก ทว่านางก็ด่าทอจนคนเหล่านั้นกลับบ้านแทบไม่ทัน ส่วนนางเฝิงในยามปกติก็รักสันโดษ ไม่ค่อยสุงสิงกับคนในหมู่บ้านสักเท่าไร
ทว่ากับตระกูลหลินไม่เหมือนกัน ! เพราะบุตรสาวคนรองมีบุญคุณที่ช่วยชีวิตของทั้งสองครอบครัวนี้เอาไว้ หากบุตรสาวคนโตของตระกูลหลินอยากเรียนเรื่องเหล่านี้ พวกเขาต้องไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน
เมื่อนางคิดแล้วก็พบสิ่งที่สหายกล่าวออกมามีเหตุผล ตอนเย็นวันนั้นหลังจากน้ำแกงกระดูกหมูต้มเสร็จแล้วนางจึงชิงตักไปหนึ่งถ้วยเพื่อเอาไปให้นางเฝิง
หลินเว่ยเว่ยอยากเตือนว่านางได้แบ่งกระดูกหมูให้บัณฑิตหนุ่มไปแล้ว ทว่าพี่สาวกลัวโดนแย่งโอกาสนี้ไปจึงรีบวิ่งอย่างรวดเร็ว ! ในขณะนางที่กำลังจะเอ่ยปากเตือนพี่สาวก็ไปถึงประตูใหญ่แล้ว ช่างเถิด ปล่อยไปแล้วกัน !
น้าเฝิง วันนี้ที่บ้านของข้าได้ต้มน้ำแกงกระดูกใส่ฟัก ท่านแม่จึงให้ข้านำมาให้ ! บุตรสาวคนโตเลียนแบบน้ำเสียงของหลินเว่ยเว่ยทำให้น้ำเสียงของนางหวานเป็นอย่างมาก
นางเฝิงก็ยกชามบะหมี่ที่ต้มในน้ำแกงจากกระดูกชิ้นนั้นออกมาวางไว้บนโต๊ะพอดี เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า แม่ของเจ้าช่างใจดีเหลือเกิน แต่เมื่อวานน้องรองของเจ้าก็นำกระดูกหมูมาแบ่งให้พวกเราแล้วมิใช่หรือ ? เย็นวันนี้ครอบครัวของเราก็ต้มน้ำแกงกระดูกหมูเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ฝากขอบใจแม่ของเจ้าด้วย !
สีหน้าของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อยพลางก่นด่าหลินเว่ยเว่ยในใจชุดใหญ่ เจ้านำกระดูกมาแบ่งให้น้าเฝิงไปแล้ว เหตุใดไม่ยอมบอกข้า เจ้าจงใจทำให้ข้าขายหน้าใช่หรือไม่ !
นางยืนหน้าแดงก่ำอยู่ที่เดิมแล้วทำท่าทีเงอะงะราวกับจะเข้าไปก็มิเข้า จะถอยกลับก็ไม่ถอย นางเฝิงเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า จริงสิ หานเอ๋อร์ของข้าบ่นว่าอยากทานน้ำแกงกระดูกหมูใส่แตงพอดี ! วันนี้ข้าต้มน้ำแกงและทำแป้งทอด ดังนั้นจึงเอาน้ำแกงก้นหม้อมาทำเป็นบะหมี่ เจ้ารอก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าจะเอาน้ำแกงที่แม่เจ้าฝากมาเทใส่ชามแล้วตักน้ำแกงที่ข้าทำให้แม่ของเจ้าลองชิมฝีมือ !
ตอนนี้นางยืนอยู่ในบ้านของนางเฝิงแล้ว จากนั้นสายตาของนางก็มองซ้ายทีขวาทีอย่างไม่สงบ เมื่อหันไปเห็นผ้าปักที่นางเฝิงปักได้ครึ่งหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ นางก็เดินไปหยิบดูอย่างพินิจพิเคราะห์ บนผ้าปักเป็นรูปมู่ตานกำลังเบ่งบาน ซึ่งชั้นของกลีบดอกมีสีสันสวยงามเรียงตัวเป็นชั้นราวกับของจริง ทำให้ไม่อาจละสายตาได้
เจียงโม่หานที่กำลังมองนางผ่านทางหน้าต่างห้องนอนได้เห็นการกระทำทุกอย่างรวมถึงแววตาของนางเป็นอย่างดี ทันใดนั้นเขาก็ขมวดคิ้วพลางคิดในใจว่า ตอนที่เด็กอ้วนมาที่บ้านของเขา ในดวงตาของนางสุกใสและมีความอยากรู้อยากเห็นหลายสิ่ง ทว่านางรู้สิ่งใดควรดู สิ่งใดมิควรดู สิ่งใดควรแตะต้องและสิ่งใดมิควรแตะต้อง ทั้งที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากมารดาคนเดียวกัน เหตุใดพวกนางทั้งสองจึงมีนิสัยแตกต่างกันเพียงนี้ ?
ตอนที่นางเฝิงยกชามน้ำแกงออกมา หลินเฉียงเอ๋อร์ก็ได้กล่าวชื่นชมโดยการแสดงน้ำเสียงประจบประแจงอย่างชัดเจน น้าเฝิง งานปักของท่านช่างละเอียดและยอดเยี่ยมมาก ในหมู่บ้านฉือหลี่โกวของเราไม่มีผู้ใดฝีมือเทียบท่านได้แล้ว !
ข้าไม่กล้าเอ่ยถึงเพียงนั้นหรอกเพราะเหนือฟ้ายังมีฟ้าเหนือคนเก่งย่อมมีคนที่เก่งกว่า งานปักของข้าไม่ได้ดีมากเพียงนั้นหรอก นางเฝิงอยากยื่นชามน้ำแกงให้อีกฝ่ายแต่ก็กลัวว่าจะทำให้ผ้าปักที่ตนปักมาอย่างยากลำบากต้องเปรอะเปื้อน
น้าเฝิง ฝีมือของท่านช่างอัศจรรย์เหลือเกิน ! ข้าอยากปักดอกไม้ให้ออกมางดงามเช่นท่านบ้าง หากเป็นเช่นนั้นก็คงดีไม่น้อย ! ดูเหมือนว่าหลินเฉียงเอ๋อร์กล่าวออกมาโดยไม่ตั้งใจ แต่อันที่จริงแล้วแววตาของนางกำลังลอบมองปฏิกิริยาของนางเฝิงตลอดเวลา !
นางเฝิงได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยออกเช่นนั้นก็ทราบเจตนาทันที หลังเกิดความลังเลครู่หนึ่งนางเฝิงจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า หากเจ้าอยากเรียน ข้าก็จะสอนให้ !
จริงหรือน้าเฝิง ? เช่นนั้นจะเป็นการรบกวนเวลาปักผ้าของท่านหรือไม่ ? บุตรสาวคนโตของตระกูลหลินรอคำนี้อยู่แล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจจนเกือบทึ้งผ้าปักในมือเสียเต็มแรง
นางเฝิงวางชามบนเก้าอี้แล้วรับผ้าปักมาจากมืออีกฝ่ายอย่างทุลักทุเลพลางกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า เช่นนั้นในช่วงบ่ายของแต่ละวันเจ้าก็มาที่นี่เป็นเวลา1ชั่วยาม ข้าจะสอนเรื่องการวาดลายเส้นและสีให้เจ้าก่อน
หลินเฉียงเอ๋อร์พยักหน้าราวไก่จิกข้าวเปลือกพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าที่ไม่อาจถูกปกปิดไว้ได้ วันพรุ่งข้าจะมาอีกที ขอบใจน้าเฝิงมาก !
หลังกล่าวจบนางก็วิ่งออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจกระทั่งชามบะหมี่และเพราะนางเฝิงตะโกนเรียกให้กลับมาเอา นางจึงวิ่งกลับมาแล้วยกชามออกไปอย่างอารมณ์ดี
เป็นเช่นประโยคนั้นไม่มีผิด โลกนี้ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยเปล่า ไม่มีผลประโยชน์ให้โดยไม่หวังผล ! เจียงโม่หานเดินออกมาจากในห้องนอน เขาแทบอยากคว่ำชามน้ำแกงกระดูกหมูใส่ฟักด้วยความโมโห !
นางเฝิงยิ้มอย่างใจกว้างแล้วกล่าวว่า อย่าเอ่ยเช่นนี้เลย การที่สตรีวัยสาวอยากเรียนรู้งานฝีมือถือเป็นเรื่องปกติ การสอนปักผ้ามิได้ใช้แรงมากเพียงนั้น คิดเสียว่าเป็นการพักผ่อนหลังปักผ้าก็แล้วกัน
ไม่มีผู้ใดทำดีโดยไม่หวังผล ซึ่งสิ่งที่แย่กว่านั้นคือการที่อีกฝ่ายมาทำดีกับเราโดยที่เราไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์ใดแอบแฝงอยู่กันแน่ !
ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็นึกถึงเด็กอ้วนขึ้นมาทันที เขาเหลือบมองผนังบ้านข้างๆ พลางคิดในใจว่าสักวันข้าจะดึงหางจิ้งจอกของเจ้าออกมา !
หลังทานมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้วหลินเว่ยเว่ยก็ไปขอความช่วยเหลือจากลุงต้าซวนผู้มีความสามารถในการก่ออิฐเพื่อให้เขามาช่วยสร้างรังกระต่ายให้ นางออกแบบรังกระต่ายไว้สองชั้น โดยแต่ละชั้นจะมีช่องไม้ไผ่อยู่ซึ่งมูลของกระต่ายจะตกมาจากซี่ไม้ไผ่นั้นและสามารถทำความสะอาดได้ง่าย
รังกระต่ายของนางมีลานที่ถูกปูด้วยอิฐเล็กๆ และมีสนามหญ้าที่ปูด้วยอิฐก้อนใหญ่ เมื่ออากาศดี กระต่ายจะได้ออกมาเดินเล่น และนางก็ไม่ต้องกังวลเรื่องที่มันจะขุดรูหนีไป
อิฐที่เหลือถูกนำไปก่อเป็นคอกเลี้ยงสัตว์อีกด้านหนึ่งของหลังบ้าน ซึ่งภายในนั้นสามารถเลี้ยงไก่ เป็ดหรือหมูก็ได้ตามสะดวก ! พื้นที่หลังบ้านของพวกนางกว่าครึ่งหมู่ถูกแปลงผักครอบครองไปครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งก็ถูกครอบครองโดยรังกระต่ายและคอกสัตว์ !
โครงสร้างของรังกระต่ายมิได้ซับซ้อนมากจึงทำให้สร้างเสร็จตั้งแต่ตอนที่แสงของดวงจันทร์เริ่มโผล่ขึ้นมาบนขอบฟ้า เจ้าหนูน้อยอดใจมิไหวที่จะเอากระต่ายตัวใหญ่ทั้งสองตัวและลูกกระต่ายตัวเล็กอีกห้าตัวเข้าไปไว้บนชั้นสองในรังของพวกมัน เนื่องจากโคลนยังไม่แห้ง เด็กน้อยจึงเอาหญ้ามาปูที่มุมหนึ่งของลานแล้ววางหญ้าที่ล้างน้ำสะอาดไว้อีกด้านหนึ่งโดยอ้างว่าเอาไว้ให้กระต่ายกินเผื่อหิวตอนกลางคืน
กระต่ายป่าตัวแรกที่จับมานั้นพรานหวังช่วยดูเพศของมันแล้วว่าเป็นกระต่ายตัวผู้ ส่วนกระต่ายป่าที่จับมาพร้อมลูกเป็นกระต่ายตัวเมียพอดี ไม่แน่ว่าเด็กน้อยอาจได้ลูกกระต่ายคอกใหม่ในมิช้านี้ !
เจ้าหนูน้อยเอาแต่เฝ้ารังกระต่ายในสวนหลังบ้าน เขาแทบอยากนอนเป็นเพื่อนพวกมันอยู่แล้ว หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นจึงลากน้องชายกลับมา แต่น้องชายก็ยังพูดเจื้อยแจ้วว่า กระต่ายน้อยเพิ่งย้ายบ้านใหม่ ไม่รู้ว่าพวกมันจะกลัวหรือไม่
พวกมันมีแม่อยู่เป็นเพื่อน จะกลัวได้อย่างไร ? นี่ก็ดึกมากแล้ว หากเจ้ายังไม่นอนอีก ระวังตัวไม่สูงเอาได้ ! หลินเว่ยเว่ยแกล้งอีกฝ่าย
เจ้าหนูน้อยถูกหิ้วเข้ามาในห้องของนางหวง จากนั้นหลินเว่ยเว่ยเทน้ำอุ่นใส่อ่างให้เขาและเนื่องจากตอนนี้อากาศเริ่มร้อนแล้วทำให้เด็กน้อยผู้ที่ช่วยขนอิฐมีเหงื่อท่วมตัวจนตัวเหม็นหึ่ง
น้องสี่จับเสื้อผ้าของตนไว้แน่นแล้วพยายามขัดขืนหลินเว่ยเว่ย พี่รอง ชายหญิงมิควรแตะเนื้อต้องตัวกัน ! พี่รองออกไปเถิด ข้าจะถอดเสื้อผ้าเองและจะซักเองด้วย !
ในตำราบอกว่า ‘ชายหญิงมิควรถูกเนื้อต้องตัวกันเมื่ออายุ7ขวบ’ แต่เจ้าเพิ่งอายุ6ขวบ ! เด็กน้อยไม่แบ่งเพศกันหรอก ! เจ้าหนูน้อยที่เนื้อตัวผอมแห้งจะมาสู้แรงของหลินเว่ยเว่ยได้เช่นไร เพียงชั่วพริบตาเขาก็ถูกถอดเสื้อผ้าออกเสียล่อนจ้อนและโดนอุ้มลงอ่างน้ำไปแล้ว
1. มู่ตาน คือ ดอกโบตั๋น
ตอนที่ 40: ได้ ได้ ข้ายอมแล้ว
เจ้าหนูน้อยยืนหน้าแดงพร้อมเอามือกุมของลับไว้ เขายืนตัวแข็งทื่อด้วยความเก้อเขินราวกับท่อนไม้ แต่สุดท้ายก็ต้องมาถูกพี่รองลูบๆถูๆ ทำความสะอาดไปทั้งตัวอยู่ดี หลังจากอาบน้ำให้น้องชายจนสะอาดแล้วนางก็อุ้มเด็กน้อยขี้อายขึ้นไปบนตั่งไม้
เจ้าหนูน้อยหันไปมุ่ยปากใส่มารดาที่กำลังหัวเราะ ท่านแม่ ท่านดูพี่รองสิขอรับ ! นางอาศัยว่ามีพละกำลังเหลือเฟือมารังแกข้า !
นางหวงรับผ้ามาจากมือของบุตรสาวคนรองจากนั้นก็บรรจงเช็ดกลุ่มผมนุ่มบางให้บุตรชายคนเล็กแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนว่า เช่นนั้นแม่จะตีพี่รองแทนเจ้าเอง นางตัวใหญ่ถึงเพียงนี้แต่มารังแกเจ้าหนูน้อยของพวกเราได้เช่นไร ?
ขณะที่กล่าวนางหวงก็ทำท่าจะตีหลินเว่ยเว่ยที่นั่งอยู่ข้างตั่งไม้ ทว่าพอเจ้าหนูน้อยเห็นมารดาเอาจริงก็รีบโผเข้าไปกอดมือมารดาไว้แล้วกล่าวว่า ท่านแม่ เห็นแก่ที่พี่รองเพิ่งทำผิดครั้งแรกก็ยกโทษให้นางเถิดขอรับ หากมีครั้งหน้าค่อยลงโทษ !
ขอบใจน้องสี่ที่ไม่ลงโทษพี่รองคนนี้ ! หลินเว่ยเว่ยดีดก้นเจ้าหนูน้อยไปหนึ่งที เวลานี้เจ้าหนูน้อยเพิ่งนึกได้ว่าตนกำลังเปลือยกายอยู่จึงรีบหันกลับไปแล้วเอามือปิดของลับทันที ท่าทางของเด็กน้อยเรียกเสียงหัวเราะจากนางหวงและหลินเว่ยเว่ยได้เป็นอย่างดี
เวลานี้พี่สาวคนโตยกยาต้มเข้ามาให้มารดาพอดี เมื่อเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยยังไม่ออกไปจึงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า เหตุใดเจ้ายังอยู่ที่นี่ ? กลับไปนอนที่ห้องของตนได้แล้ว !
ตอนที่พวกนางยังเด็ก นางและหลินเว่ยเว่ยเคยนอนด้วยกันที่ห้องทางทิศตะวันตกและแน่นอนว่าไม่ใช่ความเต็มใจของนาง ดังนั้นหลังจากที่บิดาหายไป นางจึงย้ายมานอนกับมารดาและน้องชายคนเล็กทันที
หลินเว่ยเว่ยอยากแกล้งนางสักหน่อยจึงหันไปกอดแขนมารดาแล้วกล่าวออดอ้อนเสียงหวานว่า วันนี้ข้าจะนอนกับท่านแม่ ! เท่าที่ข้าจำได้คือยังไม่เคยได้นอนกับท่านแม่มาก่อน !
เจ้าตัวอ้วนถึงเพียงนี้ นอนในห้องท่านแม่ไม่ได้หรอก ห้องของท่านแม่ไม่ได้ใหญ่เพียงนั้น ! กลับไปนอนที่ห้องทางทิศตะวันตกของเจ้าโน้น ! นางยังยืนกรานคำเดิมว่าจะไม่นอนร่วมเตียงเดียวกับหลินเว่ยเว่ยเด็ดขาด !
สาเหตุที่นางจงเกลียดจงชังน้องสาวถึงเพียงนี้เพราะว่าตั้งแต่เด็กจนโต เด็กในหมู่บ้านไม่ชอบมาเล่นกับนาง ตอนที่พวกเขาขึ้นไปเก็บเห็ดเก็บฟืนบนภูเขาก็ไม่ยอมพานางไปด้วย อีกทั้งยังบอกว่าความโง่เขลาสามารถติดต่อกันได้ ในเมื่อนางนอนเตียงเดียวกับน้องสาวผู้โง่เขลาก็จะทำให้นางกลายเป็นคนโง่เช่นเดียวกัน ! พวกเขาไม่มีวันเล่นกับคนโง่เป็นอันขาด !
ดังนั้นนางจึงมักกลับมาร้องไห้ฟูมฟายกับผู้เป็นบิดาและมารดาว่าจะไม่ยอมนอนห้องเดียวกับน้องสาวอีก แต่สุดท้ายนางก็ถูกบิดาดุด่าเสียยกใหญ่ เพราะในความคิดของบิดามารดาคือแค่เด็กคนอื่นมาดูถูกดูแคลนบุตรสาวคนรองก็เป็นเรื่องน่าสงสารมากพอแล้ว ในฐานะที่นางเป็นพี่สาวคนโตกลับเอาแต่สนใจความรู้สึกของคนอื่นในหมู่บ้านมากกว่าสนใจความรู้สึกของน้องสาวแท้ๆ ทำให้พวกท่านรู้สึกขุ่นเคืองเหลือเกิน !
เป็นเพราะบิดามารดาสงสารที่บุตรสาวคนรองโง่เขลาเบาปัญญา ดังนั้นพวกท่านย่อมคอยดูแลเอาใจใส่มากกว่าคนอื่น นอกจากนี้ยังมักให้พี่สาวคนโตคอยดูแลบุตรสาวคนรองเสมอ
หากบุตรสาวคนรองทานไม่อิ่มก็จะบันดาลโทสะคลุ้มคลั่ง อีกทั้งยังเป็นคนมีพละกำลังมากมายทำให้ทุกครั้งที่มีอาการคลุ้มคลั่งก็มักทำลายข้าวของเครื่องใช้ในบ้านจนเสียหาย ดังนั้นคนในครอบครัวจึงยอมเสียสละเพื่อให้บุตรสาวคนรองได้ทานอิ่มที่สุด
ทว่าบัดนี้บิดาไม่อยู่แล้ว ครอบครัวของพวกนางก็ลำบากแร้นแค้นขึ้นไปอีก ทำให้ต้องประหยัดกว่าเดิม แม้แต่น้องชายคนโตที่เรียนอยู่ในเมืองยังต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อให้มีเงินเล่าเรียน แต่น้องสาวคนรองได้กินอิ่มสบายใจทุกมื้อ ขณะที่คนอื่นในบ้านต้องมีร่างกายซูบผอมเพราะอดอยาก มีแค่น้องสาวคนรองเท่านั้นที่ทานได้อิ่มหนำราวกับหมู…
หลังจากที่น้องสาวคนรองไม่โง่เขลาเบาปัญญาเหมือนอดีตก็เอาแต่แสดงท่าทางตาต่อตาฟันต่อฟันใส่นางเสมอ นอกจากนี้ท่านแม่ก็มักเข้าข้างน้องสาวคนรองเป็นประจำ ส่วนน้องชายคนเล็กก็ถูกซื้อใจเป็นที่เรียบร้อย สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ความโกรธภายในใจของนางทวีความรุนแรงมากขึ้น !
ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้ น้องสาวคนรองแสร้งทำเป็นไม่สนใจนาง แถมเจ้าตัวยังนอนอยู่ที่เดิมไม่ลุกไปไหน นอกจากนี้ยังกอดผ้าห่มของนางแล้วม้วนตัวพลิกไปพลิกมา ท่านแม่ก็ไม่ว่าสักคำ ยิ่งมิต้องเอ่ยถึงน้องชายตัวดีที่กำลังยิ้มกว้างอย่างพออกพอใจนั่นเลย
พี่สาวคนโตโกรธจนผมตั้ง จากนั้นก็พุ่งเข้าไปดึงแขนของหลินเว่ยเว่ยแล้วพยายามออกแรงดึงหลินเว่ยเว่ยที่เหมือนก้อนหินยักษ์ ‘หนักเป็นตัน’ และจงใจนอนอยู่บนเตียงไม่ยอมไปไหน นางจะลากอีกฝ่ายลงมาได้เช่นไร?
นางหวงดื่มยาเสร็จก็มองไปยังบุตรสาวที่เป็นแก้วตาดวงใจทั้งสองกำลัง ‘ทะเลาะกันตามประสาพี่น้อง’ จากนั้นนางก็คอยพูดปลอบประโลมอยู่ด้านข้างอย่างอ่อนโยน ลูกแม่ น้องยอมอ่อนข้อให้เจ้าแล้ว ! เจ้าไม่เห็นหรือว่านางกลัวที่จะทำให้เจ้าบาดเจ็บจึงไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน ปล่อยให้เจ้าลากดึงได้ตามใจชอบ เจ้าเป็นพี่สาวของนาง อย่างไรก็ยอมให้น้องนอนด้วยสักคืนเถิด !
นางออกแรงจนเหงื่อท่วมกาย แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ เห็นอยู่ชัดๆว่าเจ้าเด็กอ้วนแลบลิ้นปลิ้นตาใส่อย่างสาแก่ใจ เดิมทีนางก็รู้สึกคับแค้นใจอยู่แล้ว ยิ่งได้ยินมารดาเอ่ยเช่นนี้ก็ทำให้นางเกิดความรู้สึกน้อยใจมากขึ้น สุดท้ายนางก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา
ท่านแม่ก็พูดเช่นนี้ทุกครั้ง ! ท่านบอกตลอดว่าข้าคือพี่สาวของนาง ให้ข้ายอมนาง ! บอกว่าข้าเป็นพี่ต้องคอยดูแลน้อง ! ข้าเป็นพี่ต้องทานให้น้อยเพื่อให้น้องได้อิ่มก่อน ! ท่านแม่ ข้าอายุมากกว่านางแค่ปีเดียวเท่านั้น ! เหตุใดต้องให้ข้าเอาแต่ยอมหลีกให้นางตลอด ? แล้วเหตุใดท่านไม่คลอดข้าออกมาทีหลังนาง ข้าไม่อยากเป็นพี่แล้ว ข้าก็อยากให้คนอื่นมายอมให้บ้าง
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยจึงหุบยิ้มทันที เพราะชาติที่แล้วนางไม่เคยมีพี่น้องมาก่อน แต่เพื่อนร่วมชั้นในสมัยมหาวิทยาลัยมักเล่าให้ฟังว่ามารดาลำเอียงรักน้องมากกว่า ซึ่งคนเป็นพี่คนโตต้องคอยอ่อนข้อให้น้องมาโดยตลอด อีกทั้งยังชอบถูกน้องแย่งความรักจากบิดามารดาไปเสมอ หรือเรียกได้ว่าโดนแย่งไปทุกสิ่งทุกอย่างก็ว่าได้ ยิ่งเพื่อนร่วมห้องกล่าวถึงช่วงที่รู้สึกเจ็บใจมากที่สุด เพื่อนคนนั้นก็ร้องไห้โฮออกมาจนแทบปลอบไม่ไหว
ในตอนนั้นนางก็เห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมห้องมาก ทว่าตอนนี้นางกลายมาเป็นน้องผู้แย่งความรักไปจากพี่สาวเสียเองหรือ หลินเว่ยเว่ยจึงหน้าหงอยทันที ทั้งที่เป็นความผิดของเจ้าของร่างเดิม เหตุใดนางต้องมาแบกไว้ด้วย ?
แม้นางไม่ชอบพี่สาวที่เห็นแก่ตัว ทว่าพอเห็นพี่สาวร้องไห้เช่นนี้ หลินเว่ยเว่ยจึงไม่อยากแกล้งอีกแล้ว เอาล่ะ พอแล้ว เลิกร้องไห้ได้แล้ว ! ข้ายอมให้เจ้าบ้างก็ได้ พอใจหรือไม่ ? ข้ายอมคืนเตียงให้เจ้าแล้ว ประเดี๋ยวข้าก็จะกลับไปนอนที่ห้องทางทิศตะวันตก ตกลงหรือไม่ ?
พี่สาวปาดน้ำตาแล้วถลึงตาใส่ ที่เจ้านอนอยู่ก็เป็นเตียงของข้าอยู่แล้ว ! ต้องให้เจ้ายอมด้วยหรือ ?
หลินเว่ยเว่ยที่กำลังจะลงจากเตียง พอได้ยินเช่นนั้นก็กลับไปนอนนิ่งดังเดิม หากเจ้ายังไม่เลิกโวยวาย ข้าจะไม่ไปไหนแล้ว !
ท่านแม่…ท่านดูนางสิเจ้าคะ ! นางเริ่มหลั่งน้ำตาอีกครั้ง
พอได้แล้ว ! เจ้าเลิกร้องไห้เสียที ถ้ายังร้องไห้ฟูมฟายเช่นนี้มีหวังว่ากำแพงเมืองจีนได้ถล่มเพราะเจ้าแน่ ! หลินเว่ยเว่ยเหยียดตัวลงจากเตียง จากนั้นก็ไปยกถังน้ำที่เอามาใช้อาบให้เจ้าหนูน้อยพร้อมเดินออกไป
ข้าไป เจ้าก็คงจะไม่ร้องไห้แล้วใช่หรือไม่ ?
เมื่อกลับถึงห้องนอนทางทิศตะวันตกแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงไปอาบน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณอย่างสบายใจ แต่ทันใดนั้นนางก็ได้ยินว่าในห้องมีเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่าง นางจึงรีบออกมาแล้วขึ้นไปนอนบนเตียงโดยอาศัยแสงจันทร์ที่ส่องกระทบเข้ามาในห้องก็เห็นว่าเป็นนางหวงที่เดินเข้ามา
ท่านแม่มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ ? หลินเว่ยเว่ยลุกขึ้นนั่ง
นางหวงยิ้มในขณะมานั่งขอบเตียงของบุตรสาว จากนั้นก็เอนตัวนอนข้างนางพร้อมลูบปลอบเบาๆ พลางกล่าวอย่างอบอุ่นว่า นอนเถิด แม่จะนอนเป็นเพื่อนเจ้า !
หลินเว่ยเว่ยตัวแข็งทื่อเล็กน้อย ไม่ว่าเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้เท่าที่นางจำได้ยังไม่เคยนอนเตียงเดียวกับผู้อื่นและครั้งนี้ต้องมานอนเตียงเดียวกับมารดาเสียได้
นางหวงสัมผัสได้ว่าบุตรสาวมีท่าทีแปลกไปจึงค่อยๆลูบแขนของบุตรสาว จากนั้นก็ร้องเพลงเด็กที่ใช้สำเนียงทางตอนใต้ซึ่งเป็นบทเพลงที่คนฟังไม่รู้จักมาก่อน เพื่อหวังกล่อมและปลอบประโลมจิตใจของเด็กน้อย
ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยเปียกชื้นและร่างกายก็ค่อยๆผ่อนคลาย หลินเว่ยเว่ยนอนซบมารดาและสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากกายของผู้เป็นมารดา นางสูดดมกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์ของมารดาพร้อมฟังเพลงกล่อมจนในที่สุดนางก็ผล็อยหลับไป
หลินเว่ยเว่ยถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงร้องแสนเศร้าของเจ้าหนูน้อย ตอนนี้นางรู้สึกได้ว่าข้างกายมีคนนอนอยู่ด้วยและทันใดนั้นนางก็ลุกพรวดด้วยความตกใจ
จบตอน
Comments
Post a Comment