weiwei ep311-320

ตอนที่ 311: คนโง่มักกระเป๋าหนัก


หลินเว่ยเว่ยเอ่ยด้วยความมั่นใจ “วันข้างหน้าน้องสี่ต้องเข้าสำนักศึกษาและเข้าร่วมการสอบบัณฑิต ข้ายังไม่ต้องเข้าสำนักศึกษาหรือสอบอันใดแล้วจะเขียนอักษรให้งดงามไปให้ผู้ใดมอง ? หรือว่าเขียนอักษรไม่งามแล้ว จะไม่คู่ควรเป็นภรรยาของเจ้า ?”


“เจ้าพูดเล่นลิ้นให้มันน้อยหน่อย…ช่างเถิด เจ้าอยากทำอะไรก็ทำ !” เจียงโม่หานโดนนางดัดนิสัยจนไม่เหลือความเอาแต่ใจแล้ว เขาใช้มือจิ้มไปที่หน้าผากของนาง ก่อนจะเดินเข้าห้องหนังสือไป


ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยเป็นประกายแล้วรีบวิ่งตามไปพร้อมส่งเสียงหัวเราะ “ถ้าเช่นนั้นคัดอักษรสองแผ่นทุกวันก็ไม่ต้องทำแล้วใช่หรือไม่ ?”


“ไม่ได้ !” ท่าทางของเจียงโม่หานเด็ดเดี่ยว ไร้วี่แววว่าสามารถต่อรองได้แม้แต่น้อย


หลินเว่ยเว่ยเบะปาก “เจ้าไม่ได้บอกว่าอยากทำอะไรก็ทำหรือ ? ข้าไม่ชอบใช้พู่กันคัดลายมือ…”


“ถ้าเช่นนั้นเจ้าชอบใช้อะไรเขียนอักษร ?” เจียงโม่หานจับใจความสำคัญในคำพูดนางได้ เลยอดไม่ได้ที่ถามขึ้นมา


หลินเว่ยเว่ยรีบกลืนคำพูดที่กำลังจะออกมาจากปากลงไปทันที หลังครุ่นคิดแล้วนางก็พูดว่า “ถ้าเจ้าเอาขนห่านก้านหนาๆมาให้ ข้าสามารถทำเป็นพู่กันขนห่านซึ่งใช้เขียนได้เช่นกัน !”


“ใช้ขนห่านเขียนอักษร ? แปลกใหม่น่าสนใจดี !” เจียงโม่หานจ้องนางอย่างเปี่ยมความนัย


เดิมทีหลงจู๊เซวียผู้ดูแลห้องหนังสือไม่ได้แซ่เซวีย ทว่าตระกูลของเขาทำงานให้สกุลเซวียมาสามรุ่นและแสนจงรักภักดีจึงได้รับความเชื่อใจจากผู้อาวุโสเซวียจนสามารถมีแซ่เซวียตามเจ้านายของตนได้ ระหว่างความสัมพันธ์เชิงนายบ่าวนี่ถือเป็นเกียรติอย่างสูง !


หลงจู๊เซวียเห็นว่าในที่สุดเจ้าของห้องหนังสือตัวจริงซึ่งหายหน้าหายตาไปโดยตลอดก็มาที่ร้านเสียที เขาจึงรีบชี้ไปยังแท่นวางใบพัดและภาพวาดผลงานปราชญ์ชนบทที่ว่างเปล่า แล้วพูดว่า “คุณชายเจียง หากยังไม่นำพัดและภาพวาดทิวทัศน์มาวางเพิ่มอีกก็จะไม่มีสินค้าให้ขายแล้วนะขอรับ !”


หลินเว่ยเว่ยเค้นเสียงดัง ชิ “คาดไม่ถึงเลยว่าคนรวยในเขตเริ่นอันของเราจะมีไม่น้อย ผ่านไปไม่นานพัดราคา50ตำลึงจำนวนหลายสิบแผ่นก็ขายหมดแล้ว บัณฑิตน้อย ธุรกิจห้องหนังสือของเจ้าไปได้ไม่เลวเลย!”


เจียงโม่หานหยิบม้วนกระดาษสองม้วนออกมาจากแขนเสื้อที่กว้าง ม้วนหนึ่งเป็นใบพัดที่มีภาพวาดหลายสิบแผ่นซึ่งเขาเพิ่งวาดเสร็จเมื่อไม่นานมานี้และยังไม่ได้ประกอบเป็นชิ้นงาน ส่วนอีกม้วนคือภาพวาดทิวทัศน์ที่เขาวาดในยามว่าง


หลินเว่ยเว่ยยังเค้นเสียงดัง ชิ อีกครั้ง จากนั้นก็ช่วยทำให้ภาพวาดของเขากลับมาเรียบดังเดิม “ของราคาหลายร้อยหลายพันตำลึง เจ้ากล้ายัดใส่แขนเสื้อง่ายๆเช่นนี้ ไม่กลัวทำมันขาดมันยับบ้างหรือ ?”


“แล้วเจ้าคิดว่าควรเก็บไว้ที่ใด ? วางบูชาไว้บนศีรษะหรือ ?” เจียงโม่หานอดไม่ได้ที่จะประชดนาง


“อย่างน้อย…ก็ควรใส่กระบอกไม้ไผ่ จะได้ช่วยป้องกันความเสียหาย !” หลินเว่ยเว่ยเพิ่งวางภาพวาดหน้าใบพัดลงที่ชั้นก็มีสตรีใส่ผ้าคลุมหน้าพาสาวใช้สองคนเดินเข้ามา


กู่เหนียงน้อยเพิ่งเข้ามาก็เอ่ยปากถามทันที “ไม่ทราบว่าพัดของปราชญ์ชนบทมาเพิ่มบ้างหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยเข้าไปต้อนรับ “มี มี ! เพิ่งส่งมาถึงเมื่อครู่เลย ดูสิ ยังไม่ทันวางขึ้นชั้นด้วยซ้ำ ! กู่เหนียงเชิญเลือกชม!”


อีกฝ่ายเอียงศีรษะมองนาง “เจ้าเป็นคนงานใหม่ของห้องหนังสือแห่งนี้หรือ? ห้องหนังสือก็รับคนงานหญิงเหมือนกันหรือ?”


“ไม่ใช่…ข้ากับหลงจู๊เป็นญาติกัน ข้าจึงมาช่วยงาน !” หลินเว่ยเว่ยพูดขึ้นมาลอยๆโดยไม่คิดแม้แต่น้อย


กู่เหนียงน้อยพยักหน้า “ข้าก็สงสัยอยู่ เพราะตอนมาเยือนเมื่อสองครั้งก่อนยังไม่เห็นเจ้าเลย !”


นางเข้ามายืนด้านข้างหลินเว่ยเว่ยแล้วเริ่มก้มหน้าเลือกอย่างละเอียด ท้ายที่สุดก็ลังเลระหว่างใบพัดสองแผ่นตรงหน้า ภาพวาดบนใบพัดของปราชญ์ชนบทราคาแพงมาก นางต้องประหยัดเงินตั้งหลายเดือนถึงจะมีเงินพอซื้อสักแผ่น แต่องค์ประกอบของภาพและความเสมือนจริงของภาพนี้…นางคิดว่ามันคุ้มค่า!


หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะถาม “กู่เหนียงจะซื้อใบพัดนี้ไป…มอบเป็นของขวัญหรือ ?”


อีกฝ่ายส่ายหน้า “ใกล้จะถึงวันเกิดของท่านแม่แล้ว ข้าจึงคิดจะปักภาพใส่กรอบให้ท่าน แต่ลวดลายของข้าธรรมดาเกินไป คราวก่อนบังเอิญเห็นพัดของท่านพี่ ข้าจึงคิดว่าหากใช้ลายบนใบพัดนี้ไปปักแล้วใส่กรอบแทนก็น่าจะดูดีไม่น้อย !”


หลินเว่ยเว่ยรีบขยิบตาให้เจียงโม่หาน ว้าว ! คาดไม่ถึงเลยว่าใบพัดของเจ้าจะมีประโยชน์มากกว่าการนำไปทำพัด !


“มิน่าเล่า…ท่านถึงยอมจ่ายเงิน50ตำลึงเพื่อซื้อใบพัด !” อย่างไรนางก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะซื้อภาพวาดราคา50ตำลึงหรอก ดั่งคำกล่าวที่ว่าคนโง่มักกระเป๋าหนัก !


เจียงโม่หานถึงขั้นพูดไม่ออก


เจ้าคิดว่าภาพวาดของข้าไม่คู่ควรกับเงินหลายสิบตำลึงนี้หรือ ?


หลินเว่ยเว่ยแสร้งยิ้มเอาใจ จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ! ในใจข้าเห็นว่าผลงานของเจ้าไม่สามารถใช้เงินประเมินค่าได้ต่างหาก !


กู่เหนียงน้อยใช้มือประสานที่หน้าอก หากมองผ่านผ้าคลุมหน้าแล้วสามารถเห็นดวงตากลมโตอันเปล่งประกายของนาง


มันสว่างไสวราวกับแสงแห่งความฝัน “ภาพวาดของปราชญ์ชนบทย่อมคู่ควร ! ภูเขา สายธาร กระท่อมเหล่านั้น…เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบและยังมีบทกวีแสนไพเราะเกินบรรยาย พี่ชายของข้าพูดว่าภายในภาพวาดของเขายังซ่อนปรัชญาอันไร้สิ้นสุดเอาไว้…หากบ้านเมืองไม่ได้อยู่ช่วงเวลาวุ่นวายเช่นนี้ ปราชญ์ชนบทก็อาจมีชื่อเสียงเลื่องลือและกลายเป็นจิตรกรผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปนานแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยหันหน้าไปอีกทางแล้วแลบลิ้นให้บัณฑิตน้อยที่กำลังยืนอยู่ด้านข้างของชั้นวางหนังสือ เจ้ายืนไกลเพียงนั้นเพราะเหตุใด ? ยินดีด้วย ได้แฟนคลับผู้โง่เขลาเพิ่มอีกคนแล้ว


หลินเว่ยเว่ยถามอีกฝ่ายว่า “ท่านคิดว่าปราชญ์ชนบทผู้นี้ควรจะเป็นคนเช่นไร ?”


เด็กสาวเอียงศีรษะพลางครุ่นคิด “พี่ชายของข้าบอกว่าปราชญ์ชนบทผู้นี้จะต้องเป็นชายชราที่ชาญฉลาดคนหนึ่งจึงสามารถมองโลกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง หวนคืนสู่พื้นฐาน กลับสู่ธรรมชาติ ส่วนตัวข้าคิดว่าเขาน่าจะเป็นคนมีความสามารถที่หยิ่งผยองคนหนึ่ง ดูแคลนการคบค้าสมาคมกับทางโลก ชอบดื่มด่ำกับธรรมชาติ ทว่าในใจก็ยังเต็มไปด้วยความห่วงใยที่มีต่อราษฎรจึงทำให้ภาพวาดกระท่อมกลางหุบเขาแฝงไปด้วยเนื้อความแห่งบทกวีเช่นนี้…”


เจียงโม่หานยักคิ้วให้หลินเว่ยเว่ย เห็นหรือยัง ? อ่านตำรามากเท่าใด วิสัยทัศน์ก็กว้างขึ้นเท่านั้น ผู้ไม่รู้หนังสือย่อมไร้วัฒนธรรม !


หลินเว่ยเว่ยย่นจมูกแล้วพูดกับกู่เหนียงน้อยว่า “เขาจะมีโอกาสเป็นบัณฑิตน้อยรูปงามบ้างหรือไม่ ? บัณฑิตยากจนถึงได้เป็นสหายกับสายน้ำขุนเขาในชนบท”


กู่เหนียงน้อยยกเปลือกตามองนาง ก่อนจะส่ายหน้า “จะเป็นไปได้อย่างไร ? เจ้าคิดว่าการวาดภาพง่ายขนาดนั้นหรือ ? จิตรกรที่มีชื่อเสียงมากมายต้องใช้เวลาสิบกว่าปีหรือหลายสิบปีถึงจะได้รับการยอมรับและการชื่นชมจากทั่วหล้า หากเป็นบัณฑิตน้อยล่ะก็ เขาต้องเป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะแล้วกระมัง !”


หลินเว่ยเว่ยพูดพร้อมรอยยิ้ม “ข้าเห็นกู่เหนียงยังอายุน้อยแต่กลับเข้าใจศิลปะอย่างลึกซึ้ง น่าชื่นชมเหลือเกิน !”


อีกฝ่ายก้มหน้ามองใบพัดที่ตนเลือก หลังได้ยินเช่นนั้นนางก็ยิ้มด้วยความเขินหาย “ท่านพ่อกับท่านพี่เป็นผู้คลั่งไคล้ในภาพวาด หากเจ้าเติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น เจ้าก็อาจหมกมุ่นกับมันมากกว่าข้า…”


ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เหลือบไปเห็นบัณฑิตหนุ่มโบกมือเรียก นางจึงพูดกับกู่เหนียงน้อยว่า “ขอตัวสักครู่…”


เจียงโม่หานกระซิบกับนางสองสามประโยค จากนั้นนางก็กลับมาอยู่ข้างกายกู่เหนียงน้อย ก่อนจะชี้ไปที่ภาพวาดหุบเขาซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้ผลิบานแล้วพูดว่า “ในเมื่อจะนำไปปักใส่กรอบ ถ้าสีจืดไปก็จะทำให้ห้องดูจืดชืดไปด้วย ภาพนี้มีสีสันเยอะหน่อย ดอกไม้ผลิบานเต็มหุบเขา เปี่ยมไปด้วยทิวทัศน์ในฤดูใบไม้ผลิที่น่าโหยหา สีสันในความอ้างว้างเหมาะแก่การนำไปใส่กรอบมากกว่า กู่เหนียงคิดว่าอย่างไร ?”


กู่เหนียงน้อยมองภาพนั้นอย่างละเอียด ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายพูดมีเหตุผล ท้ายที่สุดนางก็ตัดสินใจได้ “ตกลง เอาภาพแผ่นนี้แล้วกัน คาดไม่ถึงว่าพี่สาวก็รักในศิลปะเช่นกัน ข้าขอทราบได้หรือไม่ว่าบ้านของท่านอยู่ในเขตเริ่นอันหรือเปล่า ? ข้าติดตามที่บ้านมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมงานฉลองวันเกิดให้ผู้ใหญ่ในตระกูล ต้องรอจนถึงปีใหม่แล้วค่อยกลับบ้าน ถ้าพี่สาวไม่รังเกียจ ข้าขอไปเยี่ยมท่านที่บ้านได้หรือไม่…”


ตอนที่ 312: ที่แท้ก็เป็นคนดัง


เด็กสาวร่าเริงสดใส ไม่ทำตัวหยิ่งทะนงเพราะชาติตระกูล หลินเว่ยเว่ยก็ชอบมากเช่นกัน นางจึงกล่าวว่า “บ้านข้าไม่ได้อยู่ในเขตเริ่นอัน แต่อยู่ในหมู่บ้านนามว่าฉือหลี่โกว เป็นหมู่บ้านเล็กๆในหุบเขาที่งดงามแห่งหนึ่ง วิถีชีวิตแสนเรียบง่าย ภูเขาสวย ธารน้ำใส…เปรียบเสมือนภาพวาดนี้ไม่มีผิด หากวันหน้าน้องสาวมีเวลาว่างก็ไปเป็นแขกที่หมู่บ้านเราได้ ข้าจะไม่ทำให้เจ้ารู้สึกเบื่อหรือผิดหวังแน่นอน !”


“ดี ดีมากเลย!” เด็กสาวรับปากโดยไม่ลังเล สาวใช้สองคนจึงได้แต่มองเจ้านายด้วยสายตากังวล นี่เพิ่งเจอกันก็รับคำเชิญของคนแปลกหน้าแล้ว ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดคุณชายจึงกำชับให้จับตามองคุณหนูให้ดี ไม่อย่างนั้นคุณหนูผู้ไร้เดียงสาคงจะถูกคนชั่วหลอกลวงเป็นแน่


ต่อจากนั้นเด็กสาวทั้งสองก็เริ่มสนทนากันอย่างสนุกสนาน เด็กสาวผู้นี้มีนามว่าติงหลิงเอ๋อร์ อายุน้อยกว่าหลินเว่ยเว่ย1ปี แม้จะบอกว่าน้อยกว่า1ปี ทว่าความจริงแค่อ่อนเดือนเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ! เด็กสาวทั้งสองล้วนมีจิตใจบริสุทธิ์จึงเข้ากันได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ หากยังสนทนาต่อไป เกรงว่าพวกนางจะทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินสาบานตนเป็นพี่น้องกันเลย !


ในระหว่างนั้นก็ปรากฏบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาเดินผ่านเข้ามาจากโถงของห้องหนังสือ เมื่อได้ยินเสียงของเด็กสาวแล้วเขาก็เดินเข้ามาหานางทันที “น้องเล็ก เหตุใดเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ ?”


“พี่ใหญ่ ! ท่านก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ ! ข้าเลือกลายปักที่ถูกใจได้แล้ว ท่านดูสิ…” เด็กสาวนำใบพัดที่เลือกมาแสดงให้พี่ชายคนโตดู ราวกับแสดงสมบัติล้ำค่า !


ติงหยูเจินดึงผ้าคลุมหน้าที่เปิดออกของนางให้ปิดลงดังเดิม ก่อนจะเคาะศีรษะนางเบาๆด้วยความเอ็นดู “ถ้าปราชญ์ชนบทรู้ว่าเจ้าเอาลายใบพัดของเขาไปทำเป็นลายปัก ไม่รู้จะโมโหจนเคราปลิวมากเพียงใด !”


หลินเว่ยเว่ยมองใต้คางของบัณฑิตน้อยพลางจินตนาการภาพที่เขาไว้เคราเหมือนแพะภูเขา แต่ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็ถลึงตาใส่นาง…เด็กน้อยคิดสิ่งไม่ดีอีกแล้วใช่หรือไม่ ?


ติงหลิงเอ๋อร์กล่าวอย่างไร้เดียงสา “การที่ข้าเลือกภาพของเขาย่อมแสดงว่าข้ามีสายตาแหลมคม ! ท่านไม่ได้บอกว่าปราชญ์ชนบทผู้นี้มีจิตใจกว้างขวางหรอกหรือ ? เขาจะถือสาข้าได้อย่างไร ?”


“พี่ใหญ่ ข้าเพิ่งได้รู้จักกู่เหนียงน้อยท่านหนึ่ง นางอาศัยอยู่ในหุบเขา แค่เปิดประตูบ้านออกมาก็เห็นทิวเขาอันตระการตาแล้ว บนเขามีป่าสนแดงผืนหนึ่งและยังมีหุบเขาของหมูป่าแล้วก็แอ่งน้ำใสกระจ่างที่ไม่มีวันแห้งเหือดตลอดปี…พี่ใหญ่ ท่านไม่ได้อยากไปค้นหาจิตวิญญาณแห่งขุนเขาหรอกหรือ ? ข้ากับกู่เหนียงน้อยนัดกันไว้แล้วว่าจะไปเที่ยวหมู่บ้านของนาง ! ท่านก็ไปด้วยกันเถิด !” เด็กสาวมีดวงตาเป็นประกายและเผยรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ออกมา


นางเป็นเด็กผู้หญิง คนในบ้านไม่ยอมให้นางไปเยือนหมู่บ้านห่างไกลเยี่ยงฉือหลี่โกวเพียงลำพังแน่นอน แต่ถ้าพี่ชายไปด้วยก็จะไม่เหมือนกันแล้ว !


ติงหยูเจินทำมือคารวะแล้วพูดกับหลินเว่ยเว่ย “น้องสาวของข้าทำให้กู่เหนียงต้องลำบากแล้ว…”


ในที่สุดเจียงโม่หานก็เดินออกมาจากชั้นหนังสือด้านข้าง เขาเองก็ทำมือคารวะพี่น้องคู่นี้ ก่อนจะหันไปยิ้มให้หลินเว่ยเว่ย “เราไปกันได้หรือยัง ?”


ทันใดนั้นดวงตาอันเป็นประกายของเด็กสาวก็มีคำว่า ‘ตกตะลึง’ เขียนไว้ นางรีบเข้าไปเบียดข้างตัวหลินเว่ยเว่ย จากนั้นก็เขย่งเท้าแล้วกระซิบถามสหายใหม่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พี่หลิน นี่คือพี่ชายของท่านหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าแล้วหันไปกระซิบกับเด็กสาวว่า “ไม่ใช่ ! เขาเป็นคู่หมั้นของข้า !”


“หา! พี่หลินหมั้นหมายเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ !” ดวงตาของติงหลิงเอ๋อร์เบิกกว้างเหมือนผลชิง คนที่หมั้นหมายแล้ว คู่หมั้นจะยังอนุญาตให้มาช่วยงานในห้องหนังสือได้หรือ ?


“ใช่! เวลาเลือกสามี ตาต้องแม่น มือต้องหนัก ไม่อย่างนั้นผู้ชายที่ดีแบบนี้จะถูกคนอื่นแย่งไป !” หลินเว่ยเว่ยกลัวคุณชายติงจะคิดว่านางสอนน้องสาวให้เสียคน นางจึงกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา แต่ไม่เล็ดลอดไปจากหูของเจียงโม่หานได้หรอก


เด็กสาวหันไปมองเจียงโม่หานอีกครั้ง ทันใดนั้นนางก็ย่นจมูกแล้วหันกลับมาพูดเบาๆว่า “แต่การหมั้นหมายไม่สนุกเลยสักนิด ! พี่สาวหลายคนที่ข้าสนิทด้วย พอหมั้นแล้วที่บ้านก็ไม่ยอมให้ออกไปข้างนอกอีก ได้แต่นั่งปักชุดแต่งงานอยู่ในบ้าน ข้าเป็นคนหนึ่งที่จะไม่หมั้นเร็วเช่นนั้น !”


คำพูดเมื่อครู่ของหลินเว่ยเว่ยนั้น ติงหยูเจินไม่ได้ยิน แต่คำพูดเหลวไหลของน้องสาว เขากลับได้ยินเต็มสองหู ติงหยูเจินจึงรีบดึงเปียผมของน้องสาวแล้วขอโทษที่ทำให้หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานที่ต้องเห็นเรื่องน่าอับอาย จากนั้นก็ดึงตัวคนออกจากห้องหนังสือทันที


เมื่อขึ้นมาบนรถม้าแล้ว ติงหยูเจินก็เค้นเสียงดุ “เมื่อครู่เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด ? หากเจ้ายังพูดสิ่งใดตามใจคิดอีก ต่อไปก็อย่าหวังจะได้ออกจากบ้านเลย !”


ติงหลิงเอ๋อร์มุ่ยปากเหมือนเป็ด “แต่ข้ารับปากพี่หลินไว้แล้วว่าจะไปเที่ยวบ้านของนาง พี่ใหญ่เป็นคนรักษาสัจจะที่สุด ดังนั้นจะให้น้องเสียสัจจะไม่ได้ จริงหรือไม่ ! ข้าจะบอกท่านว่าพี่หลินเข้าใจศิลปะถึงแก่นวิญญาณเชียวล่ะ…น่าเสียดายที่นางหมั้นหมายแล้ว ไอหยา ! พี่ใหญ่ ท่านตีข้าด้วยเหตุใด !”


“ระวังคำพูดของเจ้าให้ดี อย่าพูดจาเหลวไหลอีกเพราะมันทำให้ผู้อื่นเสียหาย !” ติงหยูเจินมองใบพัดในมือนาง แม้ปากจะดุแต่ใจกลับห่วงใยน้องสาว “เงินรายเดือนของเจ้าคงเหลือไม่เท่าไหร่แล้วสิ ? ของข้ายังมีอยู่20ตำลึง เจ้าเอาไปใช้เถิด !”


“พี่ใหญ่ดีที่สุด ! พี่ใหญ่เป็นพี่ชายแสนดีที่สุดในโลก !” ปากของติงหลิงเอ๋อร์เหมือนฉาบไปด้วยน้ำผึ้งทันใด นางรับกระเป๋าเงินของพี่ชายมาถือไว้แล้วมองอย่างมีความสุข จากนั้นก็ยังประจบต่อ “พี่ใหญ่ ถุงเงินของท่านเก่าแล้ว รอให้ข้าปักของขวัญวันเกิดท่านแม่เสร็จเมื่อใด ข้าจะเย็บกระเป๋าเงินให้ท่านใหม่”


ติงหยูเจินลูบผมน้องสาว “ปากเจ้านี่นะ ! พูดเอาใจคนเก่งจริงๆ เจ้ากล้าพูดเช่นนี้ต่อหน้าพี่รองหรือไม่ ?”


ติงหลิงเอ๋อร์ฉีกยิ้มอย่างขี้เล่น “ไม่ว่าอยู่ต่อหน้าผู้ใด พวกท่านก็เป็นพี่ชายที่ข้ารักมากที่สุด! พี่ใหญ่ เราจะไปฉือหลี่โกวเมื่อใดหรือ ?”


“ฉือหลี่โกว ?” ติงหยูเจินทวนชื่อนี้อีกครั้ง


ติงหลิงเอ๋อร์เอ่ยด้วยความตื่นเต้น “ใช่ ! บ้านของพี่หลินอยู่ที่ฉือหลี่โกว ที่นั่นมีภูเขางาม ธารน้ำใส นกประสานเสียง บุปผาผลิบาน อัจฉริยะถือกำเนิด…”


“พูดราวกับเจ้าเห็นเองกับตา !” ติงหยูเจินรู้เรื่องราวมากกว่าน้องสาวซึ่งอยู่แต่ในบ้าน ตอนอยู่ที่เมืองหลวง เขาก็เคยได้ยินเรื่องราวของบัณฑิตถงเซิงในเขตเริ่นอันคนหนึ่ง บัณฑิตผู้นั้นสร้างกังหันน้ำกระดูกมังกรจนเข้าพระเนตรฮ่องเต้ เขายังตั้งใจหาข้อมูลจนพบว่าบัณฑิตถงเซิงผู้นั้นเป็นคนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวของเขตเริ่นอันซึ่งก็ถือว่าเป็นบ้านเกิดของบรรพบุรุษตระกูลติงเช่นกัน


พอกลับมาเยือนเขตเริ่นอันได้ไม่นานก็ได้ยินว่าหมู่บ้านฉือหลี่โกวโดนโจรบุกปล้นจนเกือบโดนกวาดล้างทั้งหมู่บ้าน หากไม่ได้บัณฑิตเจียงและบุตรสาวคนรองตระกูลหลินนำทหารรักษาการณ์มาช่วยทันเวลา แล้วพาชาวฉือหลี่โกวไปซ่อนตัวในหุบเขาก็คงไม่พ้นภัย…ช้าก่อน !


“น้องเล็ก เจ้าบอกว่าพี่สาวที่รู้จักกันใหม่มีแซ่อะไรหรือ ?” ติงหยูเจินมีลางสังหรณ์บางอย่าง…


“แซ่หลิน ! เป็นลูกคนที่สองของบ้าน !” ติงหลิงเอ๋อร์บีบเงินในกระเป๋าแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “พี่หลินอายุมากกว่าข้าแค่ไม่กี่เดือนแต่หมั้นหมายแล้ว บัณฑิตที่ดูสะดุดตามากผู้นั้นคือคู่หมั้นของนาง !”


ติงหยูเจินคาคไม่ถึงว่าน้องสาวจะโชคดีเช่นนี้ พี่สาวที่เลือกคบหาด้วยอย่างบังเอิญกลับกลายเป็นคนดังของเขตเริ่นอัน ในเขตเริ่นอันมีเรื่องเล่าของกู่เหนียงน้อยคนนี้มากมาย! มีบางเรื่องบอกว่านางสูง7ฉื่อ ( ประมาณ233เซนติเมตร ) เป็นสตรีแต่เหมือนบุรุษ มีพละกำลังมหาศาลเหมือนวัว บางเรื่องบอกว่านางมีวรยุทธ์ล้ำเลิศจนไร้เทียมทาน บอกว่าตระกูลหลินมีเคล็ดวิชาที่สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น บางเรื่องบอกว่านางไม่สนใจชื่อเสียงลาภยศจึงปฏิเสธข้อเสนอที่หมินอ๋องซื่อจื่อประสงค์มอบเรือนร่างตอบแทน…หลังได้มาพบในวันนี้กลับกลายเป็นเพียงเด็กสาวที่ยิ้มและหัวเราะเก่งคนหนึ่งเท่านั้น !


ตอนที่ 313: มอบของขวัญผิดชิ้น ?


ประเดี๋ยวก่อน เมื่อครู่น้องเล็กเอ่ยว่าอย่างไร ? อีกฝ่ายแก่กว่าน้องเล็กไม่กี่เดือนเท่านั้น เป็นแค่เด็กสาวอายุ14ปี ทว่าสามารถต่อสู้กับมนุษย์โอสถและช่วยหมินอ๋องซื่อจื่อที่บาดเจ็บไว้ได้ ? เกรงว่าเรื่องเล่ามากมายนั้นคงเป็นแค่คำพูดเกินจริง !


“พี่ใหญ่…ท่านไปเป็นเพื่อนข้าเถิด ! ข้ารับปากพี่หลินไว้แล้ว !” ติงหลิงเอ๋อร์เขย่าแขนติงหยูเจินพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน !


ติงหยูเจินอยากไปคารวะบัณฑิตเจียงคนนั้น เนื่องจากอีกฝ่ายอายุยังน้อยก็สอบถงเซิงได้แล้ว แถมยังมีความก้าวหน้าสูงมาก ถ้าได้สนทนาด้วยสักครั้งจะต้องได้รับข้อคิดดีๆกลับมาบ้าง


ติงหยูเจินตัดสินใจได้แล้ว ทว่าจงใจสร้างความกระวนกระวายให้น้องสาว “เจ้าเป็นสตรี การวิ่งเล่นไปทั่วเช่นนี้ท่านแม่ไม่มีทางอนุญาตแน่นอน อย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เมืองหลวง ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘ภูผาและสายธารอันแร้นแค้นทำให้สามัญชนต้องลำบาก’ อีกทั้งไม่นานมานี้สถานที่แห่งนั้นยังมีทหารกบฏบุกปล้น !”


ติงหลิงเอ๋อร์มุ่ยปาก “พี่ใหญ่ หากท่านช่วยออกหน้า ท่านแม่ต้องเห็นด้วยแน่นอน พี่ใหญ่…ท่านเป็นพี่ชายที่แสนดีแล้วจะปล่อยให้น้องสาวกลายเป็นคนไม่รักษาสัจจะได้หรือ ?”


ติงหยูเจินยังแกล้งนางต่อ “เจ้ามีวาสนาได้พบหลินกู่เหนียงแค่ครั้งเดียวก็รับปากจะไปหานางที่บ้านแล้ว นางอาจไม่เก็บถ้อยคำของเด็กน้อยอย่างเจ้าไปใส่ใจก็ได้ !”


“ไม่มีทาง พี่หลินไม่มีทางเป็นคนเช่นนั้น ! แม้วันนี้ข้าเพิ่งเคยพบพี่หลินเป็นครั้งแรก แต่นี่เรียกว่ารู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกพบ ! ข้าสามารถอ่านแววตาของพี่หลินได้ว่านางอยากชวนข้าด้วยใจจริง พี่หลินชอบข้า ข้าก็ชอบพี่หลิน นางไม่เหมือนคุณหนูที่ชอบเสแสร้งในเมืองหลวงเหล่านั้น !” ติงหลิงเอ๋อร์โมโหที่พี่ชายคนโตกังขาในมิตรภาพของตนกับพี่หลิน “หากท่านไม่พาข้าไป ข้าจะไปเอง !”


“ไป ไป ไป ! ข้าพาเจ้าไป พอใจแล้วหรือยัง ? เจ้าอย่าหาทางไปเองเด็ดขาด ที่นี่มีพวกโจรเด็ดบุปผา พวกมันชอบล่อลวงเด็กสาวอ่อนต่อโลกอย่างเจ้าที่สุด !” ติงหยูเจินข่มขู่นาง เขาต้องจับตามองน้องสาวผู้โง่เขลาคนนี้ไว้ให้ดี ไม่รู้ว่านางคิดทำสิ่งใดบ้าง !


สองวันต่อจากนั้น ติงหลิงเอ๋อร์ก็นั่งอยู่บนรถม้าแล้วยื่นศีรษะออกไปนอกหน้าต่าง ติงหยูเฉิงพี่ชายคนรองรีบดึงคอเสื้อนางเพื่อดึงตัวกลับมานั่งตามเดิม “ระวังศีรษะจะติดกับกรอบหน้าต่าง ด้านนอกมีแต่ความทุรกันดาร มีสิ่งใดน่ามองหรือ ?”


“ข้าเป็นนกน้อยที่โหยหาท้องนภา ได้บินออกจากกรงทั้งทีย่อมเห็นทุกสิ่งแปลกตาอยู่แล้ว !” ติงหลิงเอ๋อร์เห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังขุดบางสิ่งอยู่ริมทะเลสาบ นางจึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย “พวกเขากำลังขุดหาสิ่งใดหรือ ?”


“น่าจะขุดหาพวกรากไม้กระมัง ?” ปีแห่งภัยแล้งเช่นนี้ รากต้นหญ้า เปลือกไม้ ใบไม้แห้ง…หรือแม้แต่ดินโคลนก็สามารถกินได้ทั้งสิ้น พวกมันกลายเป็นอาหารของชาวบ้านผู้ประสบภัย


ติงหลิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วมุ่น “ราชสำนักไม่ได้เปิดคลังแจกอาหารบรรเทาทุกข์แล้วหรอกหรือ ? ตอนนี้ในเมืองยังมีข้าวสารราคาถูกวางขาย เหตุใดยังต้องขุดเจ้านี่มากินอีก ?”


“ข้าวสารคนละ20ชั่ง ถ้าประหยัดหน่อยก็กินได้นานหนึ่งถึงสองเดือน จะแจกอาหารครั้งต่อไปเมื่อใดยังไม่รู้ ชาวบ้านกลัวความหิวโหย สิ่งใดที่สามารถประหยัดได้ก็ประหยัด สิ่งที่หวาดกลัวไม่ใช่ตอนนี้หรอก เนื่องจากฤดูหนาวของแดนเหนือยาวนานเกินทน ชาวบ้านนับไม่ถ้วนที่มีอาหารไม่เพียงพอต้องตายเพราะความอดอยากและอากาศอันหนาวเหน็บ…” ติงหยูเจินถอนหายใจแล้วปล่อยม่านหน้าต่างลงเพื่อปิดกั้นภาพเหตุการณ์ของโลกภายนอก


ติงหลิงเอ๋อร์เงียบไปครู่หนึ่ง นางเองก็เศร้าใจไปด้วย ขณะมองของขวัญที่จะนำไปให้พี่หลิน…พัดปักลายที่นางปักเองกับมือ นางคิดว่านำของขวัญมาผิดจึงถอนหายใจออกมา “พี่ใหญ่ พี่รอง หมู่บ้านทุกแห่งเป็นเช่นนี้หมดหรือไม่ ?”


“ปีแห่งภัยแล้งมีใครสามารถหลบพ้นได้บ้าง ?” แววตาของติงหยูเฉิงดูอดกลั้นและเศร้าหมองเล็กน้อย


“ถ้าเช่นนั้นบ้านพี่หลิน…” ติงหลิงเอ๋อร์เม้มริมฝีปากแล้วเอนกายพิงในรถม้า


ติงหยูเจินลูบศีรษะน้องสาว “บ้านของหลินกู่เหนียงคงไม่ได้แย่ถึงเพียงนั้น ! เนื้อแผ่น แยมผลไม้และเมล็ดสนปากอ้าที่เจ้าชอบกินล้วนเป็นสินค้าที่บ้านนางส่งให้ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้”


“ว้าว ! จริงหรือ ? ถ้าเช่นนั้นพี่หลินจะใช้เนื้อแผ่นกับเมล็ดสนปากอ้าต้อนรับพวกเราใช่หรือไม่ ?” หลังได้ยินคำพูดของพี่ชายแล้ว ติงหลิงเอ๋อร์ก็เหมือนผักกาดขาวเหี่ยวเฉาที่ได้รับน้ำฝน นางดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันใด


ติงหยูเจินส่ายหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย “ประเดี๋ยวพอไปถึงบ้านตระกูลหลินแล้ว เจ้าห้ามทำตัวเป็นแมวตะกละเช่นนี้เด็ดขาด คนที่ไม่รู้จะเข้าใจผิดว่าตระกูลติงของพวกเราทารุณเจ้า !”


ติงหลิงเอ๋อร์หัวเราะคิกคักแล้วก้มหน้าด้วยความเขินอาย นางก้มมองพัดลายปักให้มือพลางถามด้วยความไม่เชื่อมั่นในตัวเอง “พี่ใหญ่ พี่รอง ท่านคิดว่าพี่หลินจะชอบของขวัญจากข้าหรือไม่ ?”


“ขอเพียงมอบให้ด้วยใจ หลินกู่เหนียงต้องรับรู้ได้แน่นอน” เมื่อก่อนตอนที่น้องสาวอยู่ในเมืองหลวง ระหว่างสหายที่คบหากัน นางไม่เคยกังวลถึงเพียงนี้ นางมักจะกล่าวว่า คนที่ไม่ชอบนาง นางก็ไม่สนใจที่จะคบหา ! ดูท่าแล้วหลินกู่เหนียงจะมีนิสัยที่เข้ากันได้ดีกับน้องสาว !


ทั้งสามคนเพิ่งมาถึงหน้าหมู่บ้านฉือหลี่โกวก็มีกลุ่มเด็กผู้ชายเข้ามาห้อมล้อมพร้อมเสียงร้องเพลง เด็กชายท่าทางแข็งแรงน่าเอ็นดูคนหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างไม่หวาดกลัว “พวกท่านเป็นแขกของบ้านตระกูลหลินใช่หรือไม่ ?”


ติงหลิงเอ๋อร์กระโดดลงจากรถม้าแล้วฉีกยิ้มให้เด็กผู้ชายคนนั้น “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเราเป็นแขกบ้านตระกูลหลิน ? เจ้าฉลาดมาก !”


วังตงเฉียงชี้ไปที่เจ้าหนูน้อย “มีสิ่งใดให้เดายาก ? ขอแค่นั่งรถม้ามาเยือนก็ต้องเป็นแขกของตระกูลหลินอยู่แล้ว เอ้อร์ฮว๋า บ้านเจ้ามีแขกมาหา !”


เจ้าหนูน้อยยังไม่ทันได้พูดอะไร เจ้าดำก็เข้าไปต้อนรับอย่างอบอุ่นแล้ว มันเดินวนรอบเท้าติงหลิงเอ๋อร์สองรอบ หลังเดินมานั่งตรงเบื้องหน้านางแล้ว มันก็ใช้ดวงตาที่เป็นประกายคู่นั้นมองนาง


“ว้าว ! ลูกหมาแสนน่ารัก !” ติงหลิงเอ๋อร์ย่อตัวลงแล้วเอื้อมมือไปลูบศีรษะมันเบาๆ เจ้าดำก็ไม่ได้เบี่ยงศีรษะหลบและไม่แยกเขี้ยวใส่นาง ทว่ายังเอียงศีรษะให้ด้วย นางจึงยิ่งเอ็นดูมากขึ้น


ติงหลิงเอ๋อร์หยิบขนมออกมาจากกระเป๋า จากนั้นก็บิมุมหนึ่งมาวางตรงหน้าเจ้าดำซึ่งถูกสอนมาตั้งแต่เล็กว่าไม่ให้กินอาหารของคนอื่น แม้แต่ดมก็ห้ามดม มันจึงเบี่ยงหน้าหนีทันที


เจ้าหนูน้อยเข้าไปพูดว่า “คารวะทุกท่าน ข้ามีนามว่าหลินจื่อถิง เป็นบุตรชายคนเล็กของบ้านตระกูลหลิน แขกทั้งสามท่านมาหาพี่รองใช่หรือไม่ ?”


ติงหยูเจินมองท่าทางที่แกล้งทำเหมือนผู้ใหญ่ของเจ้าตัวน้อย เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นแขกของพี่สาวแต่ไม่ใช่แขกของพี่ชาย ? พวกเรามีบุรุษอยู่ด้วยถึงสองคนเชียวนะ !”


เจ้าหนูน้อยเงยหน้ามองเขาปราดหนึ่ง จากนั้นก็กล่าวด้วยท่าทางเมินเฉย “พี่สามถูกพี่โม่หานกักตัวให้ศึกษาตำราอยู่ในบ้าน จึงไม่ได้ออกจากหมู่บ้านเป็นเวลาสองเดือนกว่าแล้ว ! สองวันก่อนพี่รองบอกว่านางคบหากับน้องสาวน่ารักคนหนึ่งและอีกฝ่ายอาจมาเยี่ยมในอีกสองวันข้างหน้า”


เจ้าหนูน้อยมองสาวน้อยที่หลงเสน่ห์ในตัวเจ้าดำแล้วมุ่ยปากในใจ…นางน่ารักตรงไหน ? น่ารักเหมือนข้าหรือ ? นางยังไม่น่ารักเท่าเจ้าดำเลยด้วยซ้ำ !


ติงหลิงเอ๋อร์หยิบลูกอมออกมาจากรถม้าหนึ่งห่อ จากนั้นก็แบ่งให้พวกเด็กๆคนละ2เม็ด ส่วนที่เหลือยัดใส่มือเจ้าหนูน้อยทั้งหมด “น้องหลิน พบกันครั้งแรก ข้ามอบลูกอมพวกนี้เป็นของว่างแก่เจ้าแล้วกัน ข้าก็คือน้องสาวน่ารักที่พี่หลินเอ่ยถึง !”


มุมปากของพี่ชายทั้งสองกระตุก…มีผู้ใดกล้าพูดว่าตัวเองน่ารักบ้าง ?


ตอนที่ 314: สิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่เปี่ยมความอาฆาต


เวลานี้นกแก้วขนแหว่งก็บินเข้ามาพร้อมเสียงตะโกนดังลั่น “พวกเด็กน้อย กลับบ้านมากินขนม กลับบ้านมากินขนม!”


“ว้าว! นกแก้วพูดได้! บ้านของพี่หลินดีจริงๆ เลี้ยงสัตว์น่ารักไว้ตั้งเยอะ ทว่านกแก้วตัวนี้…น่าเกลียดมากเลย!” ติงหลิงเอ๋อร์เอื้อมมือออกไปเพื่อลองดูว่านกแก้วจะบินมาเกาะบนมือหรือไม่


นกแก้วขนแหว่งโมโหขึ้นมาทันใด “เจ้าน่ะสิน่าเกลียด! เจ้าน่ะสิน่าเกลียด!”


“ฮ่าฮ่าฮ่า! นกแก้วตัวนี้หงุดหงิดง่ายเหลือเกิน แถมยังกล้าต่อปากต่อคำกับมนุษย์อีกด้วย!” ติงหลิงเอ๋อร์หัวเราะอย่างมีความสุข จากนั้นก็เริ่มทะเลาะกับนกแก้วด้วยนิสัยเด็กๆ “เจ้าน่ะสิน่าเกลียด! ดูตัวเจ้าสิมีขนเหลืออยู่กี่เส้น?”


นกแก้วโมโหจนบินมาทางนางเพื่อจะใช้กรงเล็บทำให้ผมของนางยุ่งเหยิง แต่ถูกติงหยูเจินขวางไว้ นกแก้วจึงกระพือปีกพลางร้องโวยวาย “เจ้าต่างหากที่น่าเกลียด ตัวเจ้าไม่มีขนสักเส้น!”


“ฮ่าฮ่าฮ่า…สนุกมากเลย! นกแก้วบ้านพี่หลินน่าสนใจยิ่งนัก!” ติงหลิงเอ๋อร์หัวเราะจนตัวงอ


ติงหยูเฉิงมองใบไม้ที่ร่วงโรยทั้งสองข้างทาง ยอดหญ้าที่พลิ้วไหวไปตามสายลม บรรยากาศไม่เหมือนตลอดเส้นทางที่ผ่านมา นอกจากพื้นดินที่แห้งแล้วก็ไม่มีสิ่งใดดูน่าสลดใจเลย…นี่ต่างหากถึงจะเป็นฤดูหนาวที่ควรเป็น!


เจ้าหนูน้อยรีบดุนกแก้วขนแหว่ง “หงส์แดง เจ้าจะเสียมารยาทต่อแขกไม่ได้! ไป ไปบอกพี่รองว่ามีแขกมาเยือน!”


ทันใดนั้นเจ้านกแก้วก็กระพือปีกแล้วออกแรงบินกลับเข้าหมู่บ้าน ขณะเดียวกันก็ตะโกนว่า “มีแขกมา มีแขกมา! มีเด็กน่าเกลียดคนหนึ่งมา!”


ติงหยูเจินกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันที “ช่างเป็นนกแก้วที่เปี่ยมความอาฆาตเหลือเกิน!”


เจ้าหนูน้อยทำสีหน้าเคร่งขรึม “ทำให้ท่านทั้งสามต้องเห็นเรื่องน่าอับอายแล้ว!”


“ฮ่าฮ่าฮ่า!” ติงหลิงเอ๋อร์จับหน้าท้องพร้อมใช้มืออีกข้างเอื้อมไปลูบศีรษะเจ้าหนูน้อย “น้องชายของพี่หลินก็น่าสนใจเช่นกัน!”


ลูกหมาสีดำที่ฉลาดเฉลียว นกแก้วขนแหว่งขี้โมโห เด็กน้อยที่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่…บ้านของพี่หลินจะต้องเต็มไปด้วยความสุขแน่นอน คราวนี้นางไม่ได้มาเสียเที่ยวแล้ว!


พี่หลิน ข้ามาแล้ว! ทันใดนั้นติงหลิงเอ๋อร์ก็ยกชายกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งเข้าไปในหมู่บ้าน เจ้าดำก็รีบวิ่งตามไปเพราะตอนนี้มันชอบวิ่งแข่งกับคนที่สุด แม้แต่นายน้อยก็ยังวิ่งไม่ชนะมัน!


เพิ่งมาถึงหน้าหมู่บ้าน หลินเว่ยเว่ยก็ออกมาต้อนรับ “เข้าใจแล้วว่าเหตุใดวันนี้บรรดานกน้อยจึงส่งเสียงร้องอย่างมีความสุข เพราะมีแขกมาเยือนนี่เอง! น้องหลิงเอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าก็มา!”


ติงหลิงเอ๋อร์เข้าไปจับมืออีกฝ่ายแล้วยิ้มหวาน “พี่หลิน ข้าอยากมาตั้งนานแล้ว ทว่าที่บ้านไม่วางใจให้ข้าออกมาคนเดียว วันนี้พวกพี่ชายเพิ่งจะมีเวลาว่างมาเป็นเพื่อน! จริงสิ ข้าพาพี่ชายทั้งสองมาด้วย จะดูเสียมารยาทเกินไปหรือไม่?”


“เสียมารยาทอันใดกัน? เหตุใดต้องเกรงใจข้าด้วย? แขกมาเยือนทั้งที ข้าดีใจจนแทบจะเหาะออกมาต้อนรับ! ข้าเข้าใจบ้านของเจ้าดี เพราะหากข้ามีน้องสาวที่น่ารักเช่นนี้ก็ไม่วางใจให้ออกนอกบ้านคนเดียวหรอก” หลินเว่ยเว่ยลูบใบหน้าสีแดงระเรื่อคล้ายผลแอปเปิลของติงหลิงเอ๋อร์


หลินเว่ยเว่ยมีเวทมนตร์ทำให้คนผ่อนคลาย ติงหลิงเอ๋อร์จึงปลดปล่อยตัวเองออกมา นางหันกลับไปแลบลิ้นให้พี่ชายทั้งสองคน “เห็นหรือไม่? ข้าบอกแล้วว่าพี่หลินไม่สนใจเรื่องพวกนี้!”


ยังไม่ทันเข้าบ้านตระกูลหลิน ติงหลิงเอ๋อร์ก็ทำจมูกดมกลิ่นเหมือนลูกแมวน้อยแล้ว “พี่หลิน ท่านทำของอร่อยที่บ้านหรือ? หอมจังเลย!”


หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “กลิ่นนี้เป็นกลิ่นของเนื้อแผ่นที่ทำกันในบ้านข้าเอง”


“ข้ารู้! ข้าเคยกินเนื้อแผ่นจากร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ รสชาติพิเศษมาก อร่อยกว่าที่ข้ากินในเมืองหลวงไม่รู้ตั้งกี่เท่า! ได้ยินว่า…เนื้อแผ่นของพวกท่านใช้เนื้อหมูป่าทำใช่หรือไม่? แสดงว่าในภูเขามีหมูป่าเยอะมากเลยหรือ?” ติงหลิงเอ๋อร์กะพริบดวงตาผลซิ่ง ช่างดูน่ารักน่าชังยิ่งนัก!


“มีเยอะมาก! ภูเขาหนึ่งลูกมีมากกว่า70-80ตัวเชียวล่ะ! เมื่อก่อนหมูป่าชอบลงเขามาทำลายพืชผักและยังทำร้ายผู้คนอีกด้วย!” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยอย่างสนุก


ดวงตาของติงหลิงเอ๋อร์เบิกกว้างทันที นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงกังวล “เช่นนั้นเวลาขึ้นเขา พี่หลินกับคนในหมู่บ้านจะไม่เสี่ยงอันตรายหรือ?”


“นั่นเป็นเรื่องในอดีต ตอนนี้หมูป่าที่อยู่ในละแวกนี้ถูกกวาดล้างจนใกล้หมดแล้ว หากขึ้นเขาไปไม่ลึกมากก็จะไม่ค่อยเจอหมูป่า!” หลินเว่ยเว่ยพูดกับติงหลิงเอ๋อร์อย่างออกรส “วันนี้ได้กวางมาหนึ่งตัว เราแบ่งไปทำเนื้อกวางแผ่นบ้างแล้ว ปกติจะหาซื้อเนื้อกวางแผ่นในเขตเริ่นอันได้ยาก เพราะลูกค้าประจำสั่งจองไว้หมด!”


พอติงหลิงเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็ดูเด่นชัดขึ้นมาอีก “เช่นนั้นถือเป็นลาภปากของข้าแล้ว!”


“ใช่! น้องหลิงเอ๋อร์โชคดีจริงๆ ญาติผู้พี่ของข้าล่ามังกรบิน ( นกหายากชนิดหนึ่ง ) มาได้สองตัว…เจ้าต้องเคยได้ยินคำที่ว่า ‘บนสวรรค์มีเนื้อมังกรบิน บนโลกมนุษย์มีเนื้อลา’ มาก่อนใช่หรือไม่ มันมีรสชาติที่เยี่ยมยอดมากเลย มื้อเที่ยงข้าจะทำซุปมังกรบินให้เจ้ากิน รับรองว่ามันจะเป็นรสชาติแปลกใหม่จนเจ้าแทบอยากกลืนลิ้นตนเองลงไปด้วย!”


ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็พาแขกเข้ามาในบ้าน แต่นางคิดว่าในฤดูหนาวเช่นนี้จะให้แขกอยู่ที่ศาลาก็คงหนาวตายกันพอดี ติงหลิงเอ๋อร์สามารถเข้าไปอยู่ในห้องของนางได้ แต่บุรุษทั้งสองคนจะทำอย่างไร?


นางตะโกนไปยังห้องปีกตะวันออกที่น้องชายอยู่ “ต้าฮว๋า รีบออกมารับแขก!”


ติงหยูเจินและติงหยูเฉิงแทบสำลักน้ำที่ดื่มทันที…กู่เหนียงคนนี้พูดจาห้วนๆไม่คำนึงถึงสิ่งใด มีนิสัยเหมือนน้องสาวของพวกเขามาก กาเข้าฝูงกา หงส์เข้าฝูงหงส์ คำโบราณกล่าวไว้ไม่มีผิด!


หลินจื่อเหยียนวางพู่กันด้วยความเหนื่อยหน่าย เขาเดินออกมาจากห้องแล้วพูดกับพี่รองว่า “พี่รอง ท่านต้องพูดว่า ‘ต้อนรับแขก’ ไม่ใช่ ‘รับแขก’ พูดเพิ่มอีกคำจะทำให้ท่านเหนื่อยหรือไร?”


“หยอกเจ้าเล่นไงเล่า! ข้ากลัวเจ้าเอาแต่หมกมุ่นกับการบ้านจนสติฟั่นเฟือน บัณฑิตน้อยให้การบ้านพวกเจ้าเยอะเกินไปหรือไม่? ช่วงนี้เจ้ากับหนอนหนังสือเผิง นอกจากกินข้าวแล้วก็แทบไม่ได้เห็นหน้าพวกเจ้าออกจากบ้านเลย!” หลินเว่ยเว่ยค่อนข้างปวดใจกับน้องชาย ในยุคสมัยนี้ชื่อเสียงต้องแลกมาด้วยความขยันศึกษาเล่าเรียนเท่านั้น!


หลินจื่อเหยียนส่ายหน้า “ศิษย์พี่เจียงอยากให้เราเพิ่มพูนความสามารถและประสบการณ์จากการทำการบ้าน แม้จะยากอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่เสร็จตามกำหนด คารวะพี่ชายทั้งสอง ข้าชื่อว่าหลินจื่อเหยียน!”


พี่น้องตระกูลติงก็เป็นบัณฑิตจึงคารวะหลินจื่อเหยียนกลับและแนะนำตัว หลินจื่อเหยียนเชิญทั้งสองคนเข้าห้อง…วันนี้ศิษย์พี่เจียงไปเดินเล่นบนเขา เรื่องต้อนรับแขกจึงมาตกอยู่ที่ตัวเขาสินะ?


เมื่อขออนุญาตแล้ว พี่น้องตระกูลติงก็เปิดอ่านบทความของเจ้าบ้าน จากนั้นก็บังเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาทันใด โดยเฉพาะหลังจากได้รู้ว่าหลินจื่อเหยียนมีอายุแค่13ปี ทั้งสองก็ยิ่งมองตัวเองแตกต่างออกไปทันที เพราะตอนอายุ13ปีนั้น พวกเขาไม่อาจเขียนบทความเช่นนี้ออกมาได้


ต่อจากนั้นยังอ่านบทความที่เจียงโม่หานแก้ให้แล้วก็ตบโต๊ะบอกว่าดีอย่างเสียกิริยา ติงหยูเจินเป็นจู่เหริน (ผ่านการสอบคัดเลือกในระดับมณฑล ) แล้ว พออ่านข้อคิดเห็นที่เขียนไว้ตรงท้ายบท เขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมมากและแอบตระหนักในใจว่าบางทีนี่อาจยังไม่ใช่ความสามารถแท้จริงของบัณฑิตเจียง ติงหยูเจินเริ่มรู้สึกสนใจและชื่นชมในตัวคนผู้นี้มากกว่าเดิม อยากรู้ว่าอัจฉริยะหนุ่มคนนี้จะขึ้นไปสูงสุดได้เพียงใด!


ส่วนติงหยูเฉิงตื่นตาตื่นใจในภาพวาดทิวทิศน์ที่แขวนอยู่หน้าโต๊ะมากกว่า ภาพวาดนี้มีการแสดงความเป็นธรรมชาติที่ละเอียดอ่อนและสมจริง นอกจากนี้ยังดูเข้ากันกับวิถีชีวิตของผู้คนมากด้วย ภูเขาทอดยาว สีของสายน้ำกระจ่างใสและยังวาดหน้าผาหินซ้อนสลับสูงต่ำดุจเกลียวคลื่น สายธารไหลรินอย่างวิจิตร ทำให้ทิวภูเขาอันกว้างใหญ่ดูไร้ขอบเขตและคดเคี้ยวไปมาอย่างไม่รู้จบ


ตอนที่ 315: รสชาติของก้อนเมฆ


วิถีชีวิตของชาวบ้านในหุบเขายังช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวาแก่ขุนเขาที่เคยอ้างว้าง หมู่บ้าน ตลาด สะพาน กังหันน้ำ กระท่อมหรือศาลาก็ดูมีชีวิตชีวาไม่แพ้กัน แม้จะขัดแย้งแต่ก็ดูเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ


โดยเฉพาะด้านองค์ประกอบซึ่งทำให้ติงหยูเฉิงยิ่งหลงใหลในภาพนี้ ความสูง ความลึก ความราบเรียบ วิธีจัดองค์ประกอบหลากหลายส่งผลให้ภาพดูมีมิติ ช่างเป็นวิธีการที่ล้ำลึกมาก


ติงหยูเฉิงยิ่งมองยิ่งรู้สึกได้ถึงความยอดเยี่ยมของภาพ เขาจึงเริ่มขยับมือขยับไม้ด้วยความเคลิบเคลิ้มพลางบ่นพึมพำกับตนว่า “หุบเขาพันภูผา ซ้อนทับสลับชั้น พืชพรรณเขียวชอุ่ม กว้างใหญ่สุดสายตา! วิเศษ วิเศษเกินบรรยาย!”


คล้ายว่าได้เจอเรื่องน่าตกใจจึงทำให้หลินจื่อเหยียนเบิกตากว้างมองติงหยูเฉิงทันที…ชายผู้นี้เป็นอะไร? คงไม่ได้เกิดบ้าขึ้นมาในเวลานี้หรอกกระมัง?


ติงหยูเจินอดยกมือกุมหน้าผากไม่ได้ เฮ้อ! โรคคลั่งไคล้ในภาพวาดของน้องรองกำเริบอีกแล้ว!


“น้องหลิน ไม่ต้องสนใจเขาหรอก พอเขาได้เห็นภาพวาดดีๆสักชิ้นก็มักจะเป็นเช่นนี้!” ติงหยูเจินเผยท่าทางเหนื่อยใจ น้องสาวก็ไร้เดียงสาราวกับผ้าขาว เขาต้องคอยกังวลว่านางจะโดนคนชั่วหลอกลวง ส่วนน้องชายก็ไม่ได้เรื่อง พอหลงใหลในสิ่งใดแล้วก็เหมือนเอาตัวเองไปอยู่ในภาพวาดและลืมเลือนทุกสิ่งรอบกาย…เฮ้อ พี่ชายคนโตอย่างเขาคงไปติดหนี้ทั้งสองไว้เมื่อชาติที่แล้ว!


มะ…ไม่ต้องสนใจจริงหรือ? ขณะมองท่าทางของติงหยูเฉิงแล้ว หลินจื่อเหยียนก็อดไม่ได้ที่จะถอยหลังออกไปสองก้าว เพราะกลัวว่าจะเจ็บตัวหากอีกฝ่ายควบคุมสติไม่อยู่ไปมากกว่านี้


ติงหยูเจินถึงขั้นพูดไม่ออกบอกไม่ถูก


น้องรองไม่กัดคน รับประกันได้เลย!


เมื่อหลินจื่อเหยียนได้ทราบว่าติงหยูเจินเพิ่งเข้าพิธีสวมกวานและได้เป็นจู่เหรินแล้ว ดวงตาทั้งสองข้างจึงเต็มไปด้วยคำว่า ‘เลื่อมใส’ จากนั้นก็เข้าไปขอคำชี้แนะจากอีกฝ่ายด้วยความกระตือรือร้นทันที ศิษย์พี่เจียงมีพรสวรรค์เป็นเลิศ มุมมองดั่งหอคอยอันสูงตระหง่าน ทว่ามุมมองที่คุณชายใหญ่ติงใช้มองปัญหาดูเข้าถึงได้ง่ายและตรงกับความเป็นจริงของโลกมากกว่า กล่าวกันว่าการได้ฟังคำพูดดีกว่าอ่านตำรานานนับสิบปี การสนทนากับปัญญาชนย่อมได้ประโยชน์มากล้น


ทางด้านหลินเว่ยเว่ยก็กำลังต้อนรับติงหลิงเอ๋อร์ในห้องส่วนตัว ติงหลิงเอ๋อร์สนใจฉากกั้นห้องนั้นมาก ลวดลายของดอกไม้สี่ฤดูกาล สีสันชัดเจนราวกับมีชีวิตจริง นางโน้มกายเข้าไปดูอย่างละเอียดแล้วถามว่า “พี่หลิน ท่านเป็นคนปักเองหรือ? เทียบกับฉากกั้นนี้แล้ว ข้าไม่ควรนำพัดมามอบให้เลย!”


หลินเว่ยเว่ยถือพัดไว้ในมือแล้วทำท่าเป็นหญิงงาม คิ้วโค้งทว่าคลี่ยิ้มไม่เห็นฟัน “เจ้าไม่ต้องดูถูกตนเองหรอก แค่ถือพัดที่เจ้ามอบให้ข้าก็รู้สึกว่าเข้าใกล้การเป็นสตรีที่สง่างามขึ้นมากเลย! ฉากกั้นนี้ว่าที่แม่สามีของข้าปักให้ต่างหาก มือหยาบกร้านทั้งสองข้างของข้าเรียนงานที่ประณีตเช่นนี้ไม่ได้หรอก”


ติงหลิงเอ๋อร์โดนแกล้งหยอกจนหัวเราะไม่หยุด เมื่อยื่นมือมาจับมือของหลินเว่ยเว่ยแล้ว นางก็ลูบบริเวณฝ่ามือนั้น “พี่หลิน มือทั้งสองข้างของท่านขาวเนียนและนุ่มราวกับปุยนุ่น ถ้ามือท่านหยาบกร้านแล้ว ข้ามิต้องซ่อนมือไว้ใต้แขนเสื้อตลอดกาลเพราะไม่กล้าเอาออกมาให้ใครเห็นหรอกหรือ?”


หลินเว่ยเว่ยมีนิ้วเรียวยาว ข้อต่อของนิ้วก็สม่ำเสมอและยังแช่น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณบ่อยครั้ง ผิวจึงขาวเนียนละเอียดดุจหยก หากเป็นยุคอนาคตจะสามารถประกอบอาชีพนางแบบมือ ( Hand Model ) ได้แน่นอน


ส่วนมือน้อยๆของติงหลิงเอ๋อร์มีสีขาวนิ่มอวบอิ่มสัมผัสนุ่มมือไปหมด ทำให้คนที่ได้จับแล้วอยากจับอีกครั้ง แต่นางไม่พอใจในมือทั้งสองข้างของตนเพราะมือที่ดูดีในความคิดของนางน่าจะเป็นแบบมือของพี่หลินมากกว่า


หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “มือทั้งสองข้างของข้าแค่ดูดีเท่านั้น เสื้อผ้าเย็บไม่เป็น ลวดลายก็ปักไม่ได้ ข้าอิจฉาเจ้ามากกว่าที่สามารถปักลวดลายได้งดงามเช่นนี้!”


ติงหลิงเอ๋อร์หยุดหัวเราะ “เราอิจฉากันไปอิจฉากันมา ฟังเหมือนกำลังอวยกันเองไม่มีผิด ดูท่าแล้วจะไม่มีใครสมบูรณ์แบบเพราะทุกคนล้วนมีข้อเสียเป็นของตน!”


“กินขนม! กินขนม!” ทันใดนั้นนกแก้วขนแหว่งก็บินเข้ามาแล้วร่อนลงที่ข้างตัวหลินเว่ยเว่ย จากนั้นก็เริ่มกระโดดไปมาอย่างอยู่ไม่สุข


ติงหลิงเอ๋อร์ฉวยโอกาสที่หงส์แดงไม่ทันระวังเพื่อจับตัวมันไว้ได้สำเร็จ “จับเจ้าได้แล้ว ยังกล้าพูดว่าข้าน่าเกลียดอีกหรือไม่? ระวังข้าจะถอนขนที่เหลือของเจ้าทิ้ง!”


“ช่วยด้วย! พยัคฆ์ร้าย! ราชสีห์ดุ! ขายไม่ออก!” นกแก้วรู้ว่านางเป็นแขกของนายหญิงคนปัจจุบันจึงไม่กล้าทำร้าย ได้แต่ตะโกนด่าด้วยความโมโหเท่านั้น!


ติงหลิงเอ๋อร์หัวเราะจนท้องแข็งอีกครั้ง “พี่หลิน เหตุใดนกแก้วของท่านจึงผลัดขนในฤดูหนาว! มันจะไม่หนาวตายหรอกหรือ?”


หลินเว่ยเว่ยเคาะศีรษะนกน้อยเบาๆ แต่มันกลับรู้สึกเหมือนโดนบีบคอ ต่อจากนั้นนางก็เอ่ยด้วยเสียงเรียบนิ่ง “ขนบนตัวมันถูกเจ้าดำถอน!”


เจ้าดำกำลังนอนอยู่ที่ประตูบ้าน พอได้ยินเสียงเจ้านายพูดชื่อ มันก็รีบวิ่งเข้ามาแล้วเอาศีรษะถูไถที่เท้าของเจ้านาย หลินเว่ยเว่ยอุ้มมันขึ้นมา “ดูสิ! นั่นเป็นผลงานชิ้นเอกของเจ้า!”


เมื่อเห็นเจ้าดำแล้วหงส์แดงในมือติงหลิงเอ๋อร์ก็แสดงท่าทางของศัตรูทันที “เจ้าหมาโง่! รีบไสหัวออกไป!” เจ้าดำจึงแยกเขี้ยวขู่มันกลับ


ติงหลิงเอ๋อร์ตกใจ “พวกมันคงจะไม่ตีกันใช่หรือไม่?”


“เจ้าดำกับขนแหว่งเปรียบเสมือนศัตรูคู่อาฆาตกันมาแต่ชาติปางก่อน พอเห็นหน้าก็จิกกัดกัน แต่มีข้าอยู่ด้วย พวกมันไม่กล้าหรอก!” ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ใช้สายตาปรามพวกมัน…ทำตัวดีๆหน่อย!


นกแก้วรู้สึกน้อยใจทันที “ข้าไม่ได้ชื่อขนแหว่ง ข้าชื่อหงส์แดง!”


“รอให้ขนของเจ้าขึ้นหมดทั้งตัวเมื่อใด ค่อยเปลี่ยนมาเรียกหงส์แดง!” หลินเว่ยเว่ยเถียงกลับ


เจ้าดำมุดศีรษะลงในฝ่ามือของเจ้านาย มันเองก็รู้สึกน้อยใจเช่นกันเพราะเมื่อก่อนตอนที่เจ้านกแก้วขนแหว่งยังไม่มาอยู่ด้วย มันเป็นสัตว์เลี้ยงตัวเดียวของเจ้านาย ถ้าไม่ใช่เพราะนกขนแหว่งตัวนี้ มันคงไม่โดนถลึงตาใส่! ต้องโทษนกขนแหว่งตัวเดียวเลย คราวหน้าต้องถอนขนมันให้หมด! ไม่ให้เหลือสักเส้น!


ดวงตาเปล่งประกายสีอำพันที่มีขนาดเท่าเมล็ดถั่วของเจ้าดำจ้องนกแก้วขนแหว่งด้วยความดุร้ายปราดหนึ่ง หงส์แดงก็ไม่ยอมแพ้เพราะรีบทำท่าทางยั่วโทสะทันที


ติงหลิงเอ๋อร์หัวเราะจนตัวงอ “พี่หลิน มีเจ้าสองตัวนี้อยู่ บ้านท่านจะต้องมีความสุขมากแน่!”


หลินเว่ยเว่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม “ใช่! มีนกบินกับหมากระโดดทั้งวัน…เจ้ารอสักครู่ ข้าทำขนมไว้ จะเอามาให้เจ้าลองชิม”


วันนี้สิ่งที่หลินเว่ยเว่ยทำคือ ‘ซูเฟล’ ตัวขนมมีขนาดครึ่งฝ่ามือ สีเหลืองทอง ท่าทางนุ่มนิ่ม ด้านบนโรยด้วยเมล็ดต้นเจิน เมล็ดสนและผลไม้อบแห้ง เมื่อนำไปวางบนจานสีขาวดุจหิมะแล้ว มันก็ดูสวยสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง


“ว้าว! พี่หลิน ท่านทำเองหรือ? เหตุใดท่านจึงบอกว่ามือหยาบกร้าน เช่นนั้นจะสามารถทำขนมออกมาได้งามถึงเพียงนี้เชียวหรือ?” ติงหลิงเอ๋อร์กล่าวด้วยความตกใจ


หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม “อาจเพราะข้าเป็นนักกิน ดังนั้นจึงชอบเรียนทำของเหล่านี้ มา มาลองชิมกันเถิด!”


“เช่นนั้น…ข้าไม่เกรงใจแล้ว!” ติงหลิงเอ๋อร์เป็นตัวเองได้แบบสุดๆ หลังล้างมือแล้วนางก็บิซูเฟลเข้าปาก ทันใดนั้นดวงตากลมโตก็เปล่งประกาย “นุ่มฟู พอเข้าปากก็ละลายทันที รสชาติเหมือน…ก้อนเมฆบนท้องฟ้า!”


หลินเว่ยเว่ยโดนความน่ารักของนางทำให้อารมณ์ดี “พูดราวกับเจ้าเคยกินก้อนเมฆมาก่อน!”


ติงหลิงเอ๋อร์หัวเราะด้วยความเขินอาย “ไม่ว่าอย่างไรก็ฟู นุ่มแล้วก็อร่อยมาก! พี่หลิน นักกินหมายถึงอันใดหรือ?”


ตอนที่ 316: ถูกสอนจนเสียคน


“นักกินที่ว่า ใช้อธิบายผู้ที่รักและแสวงหาอาหารเลิศรสเป็นพิเศษ บางคนรักการกินอาหารรสเลิศจนเป็นงานอดิเรก บางคนกินจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือเป็นคนตะกละตะกลามไปเลย คนเช่นนี้มีความหลงใหลในอาหารเลิศรส พอเห็นอาหารแล้วก็จะรู้สึกมีพละกำลังขึ้นมาเป็นพิเศษ”


เจียงโม่หานเพิ่งเข้ามาในบ้านก็ได้ยินคู่หมั้นของตนกำลังพูดถึงความตะกละให้ดูสูงส่งมากยิ่งขึ้น


ติงหลิงเอ๋อร์พูดว่า “พี่หลิน ถ้าเช่นนั้นข้าชอบกินของต่างๆ ข้าเองก็เป็นนักกินเหมือนกันน่ะสิ!”


เฮอะ! โดนคู่หมั้นของเขาสอนจนเสียคนอีกหนึ่ง


เขายืนฟังอยู่ในลานบ้าน เด็กสาวทั้งสองสนทนาถึงวิธีการทำขนมอย่างสนุกสนานจนติงหลิงเอ๋อร์เกิดความตั้งใจที่จะเรียนทำซูเฟลกับหลินเว่ยเว่ยขึ้นมา ยังบอกว่ารอให้ถึงวันเกิดมารดาเมื่อใด นางจะทำให้มารดาได้กิน!


หลินเว่ยเว่ยจับมือติงหลิงเอ๋อร์เดินออกมา พอเห็นเจียงโม่หานในลานบ้านแล้วนางก็ถามพร้อมรอยยิ้ม “บัณฑิตน้อย เจ้ากลับมาแล้วหรือ? วันนี้ได้สิ่งใดมาบ้าง?”


เมื่อมีคนนอกอยู่ด้วย เจียงโม่หานเพียงพยักหน้าอย่างสงวนท่าทีและพูดคล้ายกลัวทองคำจะร่วงออกจากปาก “พอได้!”


ติงหลิงเอ๋อร์มองกระบุงด้านหลังของชายหนุ่มด้วยความสงสัย จากนั้นก็กระซิบถามหลินเว่ยเว่ยว่า “คู่หมั้นพี่หลินขึ้นเขาไปล่าสัตว์หรือ? เขาได้สิ่งใดมาบ้าง?”


หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าดูสภาพเขาก่อน เหมือนคนไปล่าสัตว์หรือ? เขาขึ้นไปชมทิวทัศน์ต่างหาก!”


“ชมทิวทัศน์? วาดภาพรึ? หรือว่าเขียนบทความ?” ติงหลิงเอ๋อร์เหลือบมองไปยังตัวเจียงโม่หานที่เต็มไปด้วยแสงเปล่งประกายของบัณฑิต จากนั้นนางก็รู้สึกว่าการคาดเดาว่าเขาไปล่าสัตว์เมื่อครู่มันน่าขำยิ่งนัก


“ก็ทั้งหมด! ไปเถิด ข้าจะสอนเจ้าทำซูเฟลแบบง่ายที่สุดก่อน!” หลินเว่ยเว่ยกลัวนางจะถามต่อ แล้วปราชญ์ชนบทที่นางชมชอบจะหายไปจึงรีบดึงตัวนางเข้าห้องครัว


ทว่านี่เป็นครั้งแรกของสาวน้อย…เมื่อถึงขั้นตอนตีไข่ขาวจึงพบอุปสรรค ขณะมองไข่ขาวของหลินเว่ยเว่ยกลายเป็นสีขาวหิมะและเหนียวข้นแล้ว แม้มือตนเองใกล้จะหัก ไข่ขาวก็ยังเหลวอยู่เท่าเดิม ติงหลิงเอ๋อร์เผยสีหน้าเศร้าสร้อย หรือนางจะไร้พรสวรรค์ในการทำอาหารจริง?


หลินเว่ยเว่ยยิ้มปลอบ “ในขั้นตอนนี้ผู้หญิงที่มีแรงน้อยก็สามารถขอความช่วยเหลือจากคนข้างกายได้…”


จริงสิ! ดวงตาของติงหลิงเอ๋อร์เป็นประกาย หลังเดินออกมาที่ลานบ้านแล้วนางก็ตะโกนไปที่ห้องปีกตะวันออก “พี่ใหญ่ รีบออกมาช่วยข้าเร็ว!”


ทันใดนั้นก็มีคนโผล่ออกมาจากห้องปีกตะวันออกถึง2คน หลินจื่อเหยียนรีบวิ่งเข้าครัวจนเกือบชนติงหลิงเอ๋อร์ที่อยู่หน้าประตู หลินเว่ยเว่ยจึงรีบเข้าไปประคองติงหลิงเอ๋อร์ที่รีบถอยหลังหลบ แล้วหันไปถลึงตาใส่น้องชาย “เหตุใดไม่ดูตาม้าตาเรือ? เกือบชนคนเข้าแล้ว รู้หรือไม่?”


หลินจื่อเหยียนชะโงกหน้ามอง จากนั้นก็หดศีรษะกลับและกล่าวขอโทษขณะมองหน้าเด็กสาว “ขออภัย ข้าได้ยินเสียงคนตะโกนจึงเข้าใจผิดว่าห้องครัวไฟไหม้…”


ติงหลิงเอ๋อร์หน้าแดงแล้วก็ขอโทษอีกฝ่าย “ไม่โทษคุณชายหลินหรอก เป็นข้าเองที่พูดไม่ชัดเจน…”


ทันใดนั้นดวงตาของหลินเว่ยเว่ยก็มองสำรวจตัวหนุ่มสาวคู่นี้สองสามรอบ…คนหนึ่งไร้เดียงสา คนหนึ่งขี้อาย คนหนึ่งหล่อเหลาสง่างาม คนหนึ่งตัวเล็กขี้อ้อน…ดูเหมาะสมกันใช้ได้ หืม อย่างไรกัน? หรือว่า…จะถึงเวลาที่น้องชายคนโตของนางมีความรักได้แล้ว?


หลินเว่ยเว่ยตัวสั่น จากนั้นก็ส่ายศีรษะอย่างช่วยไม่ได้ เด็กสองคนนี้เพิ่งอายุ13ปีเท่านั้น ในชาติก่อนยังเป็นเพียงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ป็อปปี้เลิฟไม่ดีหรอก!


แต่นางก็ไม่คิดบ้างว่าตัวเองก็แก่กว่าทั้งสองคนแค่1ปี! ตอนนี้บัณฑิตน้อยก็มีอายุเป็นแค่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย…อนุญาต​ข้าราชการวางเพลิง ห้ามประชาชนจุดตะเกียงใช่หรือไม่?


“ต้าฮว๋า เจ้ามาก็ดี ช่วยพี่หลิงเอ๋อร์หน่อยสิ!” หลินเว่ยเว่ยทำท่าทางราวกับเรียกลูกสุนัขตัวน้อย นางกวักมือเรียกหลินจื่อเหยียน


ต้าฮว๋า ? ขณะเลิกคิ้วมองหนุ่มน้อยรูปงาม มุมปากของติงหลิงเอ๋อร์ก็กระตุกคล้ายกำลังกลั้นหัวเราะเอาไว้


หลินจื่อเหยียนหน้าแดงและรีบประท้วงเบาๆ “พี่รอง ข้าบอกท่านกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกชื่อเล่นของข้า โดยเฉพาะเวลามีคนอื่นอยู่ด้วย…”


หลินเว่ยเว่ยขอโทษอย่างไม่จริงใจ “เอาเถิด ! ข้าผิดเอง ! โตแล้วก็เริ่มรักหน้าตาสินะ…”


หลินจื่อเหยียนรับรู้ได้ถึงความผิดหวังและไม่พอใจบางอย่างในน้ำเสียงของพี่สาว เขาจึงเริ่มรู้สึกเสียใจแล้วรีบพูดว่า “พี่รอง ท่านอยากให้ข้าช่วยอะไร?”


“ไม่ได้ช่วยข้า แต่ไปช่วยพี่หลิงเอ๋อร์ต่างหาก…” หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังชามไข่ขาวในมือติงหลิงเอ๋อร์ที่ถูกตีจนเละเทะ


หลินจื่อเหยียนเหลือบมองรูปร่างผอมบางของติงหลิงเอ๋อร์ ก่อนจะละสายตาแล้วบ่นพึมพำเบาๆ “พี่รอง ท่านมั่นใจหรือว่าเป็นพี่สาว ไม่ใช่น้องสาว?”


ติงหลิงเอ๋อร์หัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าอ่อนกว่าพี่หลินไม่ถึงสี่เดือนเท่านั้น เจ้าคิดว่าอย่างไร?” คงไม่สามารถอยู่ในท้องมารดาแค่4เดือนแล้วคลอดออกมาได้ จริงหรือไม่?


หลินจื่อเหยียนยังเผยท่าทางไม่อยากจะเชื่อ ติงหลิงเอ๋อร์ยื่นชามไข่ขาวไปด้านหน้าแล้วเอ่ยอย่างร่าเริง “ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนเจ้าด้วย น้องชายหลิน!”


หลินจื่อเหยียนรับมาพร้อมใบหน้าแดงระเรื่อ จากนั้นก็เทไข่ขาวที่ใช้ไม่ได้แล้วใส่ชามอื่น แล้วเริ่มตีใหม่ด้วยทักษะที่ชำนาญ ท่าทางเช่นนั้น ทักษะเช่นนี้ แค่มองก็รู้แล้วว่าพี่สาวคงจะเรียกใช้เขาอยู่บ่อยครั้ง


ขณะมองไข่ขาวที่ถูกตีจนขึ้นฟู ติงหลิงเอ๋อร์ก็ใช้น้ำเสียงที่พูดเกินจริงชมเขา “ว้าว! น้องชายหลิน เจ้าร้ายกาจยิ่งนัก ข้ารู้สึกว่ามือจะหักแล้วก็ยังทำไม่ได้สักที ทว่าเจ้าทำเพียงครู่เดียวก็สำเร็จ!”


“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ทำจนชินเท่านั้น!” หลินจื่อเหยียนหน้าแดงพลางยื่นชามไข่ขาวให้นางแล้วรีบสาวเท้าเดินออกจากห้องครัวทันที


ติงหลิงเอ๋อร์ทำตามหลินเว่ยเว่ยโดยนำแป้งข้าวโพดใส่ลงในไข่ขาว จากนั้นก็กลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ขณะพูด “พี่หลิน น้องชายของท่านน่ารักจริงๆ แถมยังขี้อายมากด้วย!”


“เด็กคนนั้นไม่เคยเจอเด็กสาวที่น่ารักถึงเพียงนี้มาก่อน ไม่เคยได้รับคำชมจากสาวงาม เขาจึงเขินมาก” หลินเว่ยเว่ยขยิบตาให้นางอย่างขี้เล่น


ทันใดนั้นใบหน้าของติงหลิงเอ๋อร์ก็เจือสีชมพูขึ้นมา “พี่หลินต่างหากถึงจะเป็นหญิงงาม ผิวขาวดุจหิมะ เนียนจนไม่เห็นริ้วรอย เวลายิ้มก็หวานไปถึงใจคน ข้าชอบพี่หลินที่สุดแล้ว!” ดังนั้นได้โปรดอย่างแกล้งข้าเลย ปล่อยข้าไปได้หรือไม่?


หลินเว่ยเว่ยบีบแก้มน้อยๆของอีกฝ่าย เด็กที่น่ารักถึงเพียงนี้ นางทำใจแกล้งไม่ลงจริงๆ ต่อจากนั้นนางก็ยื่นมือเข้าไปช่วยเด็กสาวปรับรูปทรงของครีมแล้วให้ใส่ถั่วหรือแยมที่ชอบลงไป!


ติงหลิงเอ๋อร์เลือกโรยเมล็ดสนก่อน หลังลองคิดแล้วนางก็โรยถั่วสมองลงไปอีกชั้น สุดท้ายจึงเลือกบลูเบอร์รี่อบแห้งที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานที่นางชอบ “พี่หลิน ใช้ได้แล้วหรือยัง?”


ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็นำซูเฟลที่ทั้งสองคนทำเสร็จแล้วไปวางในถาดที่จะใช้อบ หลังสวมถุงมือเนื้อหนาแล้ว นางก็ยัดพวกมันเข้าเตาอบ ติงหลิงเอ๋อร์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เตา หลินเว่ยเว่ยกลัวว่าใบหน้าน้อยๆแสนน่ารักของอีกฝ่ายจะถูกเปลวไฟ


ติงหลิงเอ๋อร์พูดด้วยความเขินอาย “พี่หลิน เตาอบนี้ทำอย่างไร? ท่านสอนข้าได้หรือไม่? รอให้ข้ากลับไปเมืองหลวงแล้ว ข้าก็จะทำไว้ที่บ้านสักอัน เวลาอยากกินซูเฟลเมื่อใด ข้าก็จะได้อบกินเอง เพราะที่เมืองหลวงหาซื้อเจ้านี่ไม่ได้!”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “ได้อยู่แล้ว! ประเดี๋ยวข้าจะเขียนโครงสร้างและวิธีสร้างให้เจ้า พอเจ้ากลับไปแล้วก็หาคนมาทำ แต่พอเจ้าทำเตาอบแล้วจะเอาไว้ใช้แค่อบเค้ก แบบนั้นจะไม่สิ้นเปลืองเกินไปหน่อยหรือ? ข้าจะสอนเจ้าทำขนมง่ายๆอีกสักสองสามอย่างแล้วกัน!”


[1] อนุญาต​ข้าราชการวางเพลิง ห้ามประชาชนจุดตะเกียง หมายถึง ห้ามผู้อื่นกระทำ แต่ให้พวกตนทำได้


ตอนที่ 317: บ่มเพาะความรู้สึก


หลินเว่ยเว่ยสอนนางทำบิสกิตรสนมและบิสกิตรูปสัตว์ เพราะกังวลว่านางจะจำไม่ได้ จึงจดวิธีทำและการคุมไฟให้กลับไปทำความเข้าใจที่บ้านอีกที แม้ว่าแต่ละคนจะมีพรสวรรค์แตกต่างกัน แต่ถ้าลองทำหลายครั้งหน่อยก็ต้องสำเร็จแน่นอน !


“ว้าว ! พี่หลิน ขนห่านของท่านใช้ดีจริงๆ เวลาเขียนตัวอักษรออกมาก็สามารถเขียนได้ตัวเล็กยิ่งนัก !” ติงหลิงเอ๋อร์คิดว่าหลินเว่ยเว่ยเป็นดั่งเทพเซียน ไม่ว่าขนมแปลกใหม่ก็สามารถทำออกมาได้ทั้งหมด หรือมีของอะไรน่าสนุกก็ทำได้เช่นกัน ขนห่านแสนธรรมดานี้ก็ยังสามารถเอามาทำพู่กันได้ ! บางทีพี่หลินคงจะเป็นนางฟ้าบนสวรรค์กระมัง ?


ติงหยูเจินที่กำลังสนทนากับเจียงโม่หานอยู่ก็สนใจพู่กันขนห่านเช่นกัน เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือความสงสัย “น้องเจียง พวกเราก็เข้าไปดูกันเถิด…”


เจียงโม่หานก็อยากรู้ว่าพู่กันขนห่านเป็นอย่างไร เมื่อวานเขาเพิ่งเอาขนห่านมาให้เด็กน้อย วันนี้มันก็กลายเป็นพู่กันขนห่านแล้วหรือ ?


เขาพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองคนก็เดินไปที่ห้องครัว พวกเขาเห็นเด็กสาวสองคนที่ คนหนึ่งกำลังนั่งอยู่กับพื้นแล้วเขียนบางสิ่งบางอย่างบนเขียงอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกคนกำลังโน้มกายและยื่นศีรษะเข้าไปดูพร้อมมือที่เล่นพู่กันขนห่านอีกด้าม


เจียงโม่หานโน้มตัวเข้าไปมอง เขาเห็นเด็กน้อยกำลังเขียนอย่างรวดเร็ว ลายมือที่เคยน่าเกลียด เวลานี้กลับเขียนได้ดูเป็นรูปเป็นร่าง ตัวอักษรดูบรรจงขึ้น งดงามและทรงพลัง…หรือว่าปัญหาจะอยู่ที่พู่กันจริง ?


“เสร็จแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยไม่ได้เขียนเยอะเช่นนี้มานานมากแล้ว เมื่อก่อนตอนที่ต้องขยับพู่กัน นางมักให้บัณฑิตน้อยเป็นคนทำ นางจึงรู้สึกเหมือนตนเพิ่งเขียนกระดาษข้อสอบเสร็จ นิ้วที่ใช้หนีบพู่กันขนห่านปวดไปหมด…พู่กันขนห่านอ่อนเกินไป เขียนไม่ลื่นมือ !


พอเงยศีรษะขึ้น นางก็ไม่รู้ว่าข้างบนมีศีรษะเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มให้เจียงโม่หานอย่างภาคภูมิใจ “เป็นอย่างไรบ้าง ? ลายมือข้าพอใช้ได้หรือไม่ ? คราวนี้ก็ยกเลิกการคัดลายมือสองแผ่นนั้นได้แล้วกระมัง ?”


เจียงโม่หานเคาะศีรษะนาง “ไม่ได้ !”


หลังพูดจบ เขาก็หยิบพู่กันขนห่านที่นางเพิ่งใช้แล้วลองเขียนบนกระดาษสองสามตัว ตอนแรกเริ่มเขารู้สึกไม่ค่อยชินจนเกือบเจาะกระดาษเป็นรู แต่หลังจากเขียนได้ประมาณสองสามตัวแล้ว เขาก็เริ่มรู้สึกว่ามันค่อยๆดีขึ้น หลินเว่ยเว่ยมองอักษรที่สวยราวกับอักษรในสมุดคัดตัวอักษรของเขาด้วยความริษยา…น่าอิจฉายิ่งนัก !


ติงหลิงเอ๋อร์ย่องเข้ามากระซิบข้างหูนาง “คู่หมั้นพี่หลินช่างเข้มงวดกับท่านยิ่งนัก ! แถมยังควบคุมให้ท่านคัดลายมืออีกด้วย ! เป็นอย่างที่คิดว่าพอหมั้นหมายแล้วจะสูญเสียอิสระไปเยอะเลย !”


อมิตาพุทธ จะปล่อยให้เด็กน้อยเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ไม่ได้ หลินเว่ยเว่ยจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “ที่จริงข้อดีของการหมั้นก็มีอยู่ไม่น้อย ! ประการแรก เจ้าไม่ต้องถูกคนที่บ้านบังคับให้ไปดูตัว ตอนนี้เจ้ายังเด็กคงยังไม่เคยเจอ แต่รอให้เจ้า…อายุ15ปีแล้ว คนในบ้านก็จะเริ่มร้อนใจแทนและเป็นกังวลเพราะเจ้า !


ประการที่สอง ทุกเทศกาลและวันเกิดในทุกปีจะมีคนให้ของขวัญเจ้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนและมีคนคอยถามไถ่ทุกข์สุขกับเจ้า ลองคิดดูนะ ตอนนี้เวลาออกจากบ้าน คนที่บ้านไม่วางใจให้เจ้าออกมาเพียงลำพังใช่หรือไม่ ? จำเป็นจะต้องมีพี่ชายไปด้วย แต่ถ้าพี่ชายไม่มีเวลาว่างล่ะ ? เจ้าลองดูข้าสิ เวลาเข้าเมืองก็มีคู่หมั้นไปเป็นเพื่อน เวลาขึ้นเขาก็มีคู่หมั้นตามไปด้วย ไม่ว่าอยากไปที่ใด คนทางบ้านก็วางใจ !


หากคู่หมั้นเจ้าเป็นนักวรรณกรรม เขาประพันธ์บทกวีให้ ตัวเจ้าก็ปักผ้าเช็ดหน้าให้เขา พอเขาวาดภาพให้ เจ้าก็เย็บกระเป๋าเงินตอบแทน เวลาเจ้าอยากปักอะไรสักอย่างก็มีคนวาดแบบให้ เช่นนั้นก็จะช่วยประหยัดเงินที่บ้านได้เยอะเลย !”


ติงหลิงเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ จากนั้นก็ก้มหน้ากดพิมพ์บิสกิตรูปสัตว์ต่อไปพลางเอ่ยออกมาว่า “ไฉนเลยจะง่ายดายเหมือนอย่างที่ท่านพูด พี่หลินกับบัณฑิตเจียงเป็นสหายรู้ใจกันมาตั้งแต่เด็ก เติบโตมาด้วยกัน คนที่บ้านรู้นิสัยของเขาจึงวางใจให้ออกจากบ้านเป็นเพื่อนท่าน ทั้งสองฝ่ายรักกันด้วยใจจริง แล้วจะไม่ง่ายได้อย่างไร ?”


หลินเว่ยเว่ยเองก็กล่าวเบาๆ “เช่นนั้นก็เลือกคนที่อายุน้อยกว่าเจ้าหน่อย ไร้เดียงสาเล็กน้อย ไม่ทันทำอะไรก็หน้าแดงง่าย แล้วค่อยบ่มเพาะความรู้สึกกันสิ !” หลังกล่าวจบนางก็หันไปมองน้องสามด้วยสายตาเปี่ยมความนัย


ติงหลิงเอ๋อร์มองตามนางไป ทันใดนั้นก็หน้าร้อนผ่าวจนแทบจะทอดไข่ได้ แม้แต่บิสกิตรูปหมีน้อยก็ถูกบีบเละทันที “พี่หลิน ท่าน…ท่านหมายความว่าอย่างไร ? ข้า…ข้า…”


หลินเว่ยเว่ยไม่ได้พูดต่อเพราะกลัวว่าหากพูดเพิ่มแม้แต่คำเดียว เด็กสาวจะกลายเป็นระเบิดแทน


เจียงโม่หานแอบถลึงตาใส่หลินเว่ยเว่ย แต่ยังช่วยนางบังสายตาของติงหยูเจินเอาไว้และพาแขกออกมานอกครัว “พู่กันขนห่านน่าสนใจดี เขียนอักษรได้คล่องแคล่ว แถมยังประหยัดเวลาฝนหมึกไม่น้อย…”


ขณะมองพวกพี่ชายเดินออกไป ติงหลิงเอ๋อร์ก็แอบมองหลินจื่อเหยียนที่กำลังเพิ่มถ่านให้เตาอบอยู่ ทันใดนั้นนางก็หน้าแดงแล้วรีบก้มหน้าแสร้งทำเป็นยุ่งขึ้นมาทันที


“น้องติงไม่ต้องกดดัน ข้าแค่พูดเท่านั้น ข้ารู้ว่าเราสองบ้านฐานะไม่เหมาะสมกันหรอก แถมตอนนี้น้องชายของข้าก็ยังสอบแม้แต่บัณฑิตถงเซิงไม่ติด…เจ้าก็คิดเสียว่าข้าพูดเล่นแล้วกัน !” หลินเว่ยเว่ยช่วยนวดแป้งใหม่ให้เด็กสาว จากนั้นก็กดแม่พิมพ์สร้างลูกหมีตัวน้อยทีละตัวแล้ววางเข้าเตาอบ


ติงหลิงเอ๋อร์กล่าวออกมาเบาๆ “พ่อแม่ข้าไม่สนใจเรื่องฐานะ และไม่นำการแต่งงานของข้าไปปูทางให้ครอบครัว ท่านแม่บอกว่าขอเพียงข้ามีความสุข แม้จะเป็นบัณฑิตยากไร้ก็สามารถพิจารณาได้…”


หืม ? ดูเหมือน…จะมีโอกาส ! หลินเว่ยเว่ยพยักหน้ารับเบาๆ “ท่านพ่อท่านแม่ดูจะรักเจ้ามาก !”


ติงหลิงเอ๋อร์พยักหน้า ทันใดนั้นน้ำเสียงก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง “ใช่แล้ว ! พ่อแม่ข้าบอกว่าข้าเป็นเสื้อคลุมตัวน้อยที่พวกท่านรักมากที่สุด ส่วนพี่ชายทั้งสองเป็นกางเกงผ้าฝ้ายที่ขาด…ฮ่าฮ่าฮ่า…”


หลินจื่อเหยียนที่เดินกลับเข้าครัวมาอีกครั้งก็เหลือบมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบผละสายตาหนี เขากล้ามองแค่พี่สาวเท่านั้น “บิสกิตถาดนี้เสร็จหรือยัง ? ข้าช่วยพวกท่านเอาไปใส่เตา ดีหรือไม่ ?”


“เสร็จแล้ว ! รบกวนต้า…น้องชายด้วย !” หลินเว่ยเว่ยจงใจแกล้งเขา เหมือนจะหลุดเอ่ยชื่อเล่นเขาออกมาอีกรอบ แต่ภายใต้สายตาบูดบึ้งของหลินจื่อเหยียน นางจึงเปลี่ยนคำเรียกได้ทันเวลา


ขณะมองพี่น้องคู่นี้หยอกล้อกัน ติงหลิงเอ๋อร์ก็รู้สึกว่าน่าสนุกดีจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ ทันใดนั้นใบหน้าขาวใสของหลินจื่อเหยียนก็มีสีแดงขึ้นเล็กน้อย เขาจึงรีบยกถาดออกมาจากห้องครัวทันที


ติงหลิงเอ๋อร์คิดว่าอีกฝ่ายดูน่ารักเล็กน้อย เหมือนที่พี่หลินกล่าวจริงๆว่าไร้เดียงสามาก ไม่ทันไรก็หน้าแดงแล้ว นางจึงอดถามไม่ได้ว่า “พี่หลิน ท่านแกล้งน้องชายเช่นนี้บ่อยหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าไม่คิดว่ามันสนุกหรือ ?”


ติงหลิงเอ๋อร์เม้มริมฝีปากแล้วยิ้มพลางกล่าวในใจว่า เป็นน้องชายของพี่หลินจะต้องลำบากมากแน่


นางคิดถึงหนุ่มน้อยหน้าแดงเก่งคนนั้น…ทำให้อดใจอยากแกล้งไม่ได้จริงๆนั่นแหละ ให้ตายเถิด เหตุใดตนจึงมีความคิดเช่นนี้ ? ถ้าเข้าใกล้ชาดก็จะเปลี่ยนเป็นสีชาด นางจะต้องโดนหล่อหลอมโดยพี่หลินแล้วแน่นอน!


ขนมหนึ่งถาดอบประมาณ20เฟินจง ( นาที ) ก็สามารถนำออกมาจากเตาได้แล้ว ที่อบเสร็จก่อนคือซูเฟล ด้านนอกเหลืองสวย ด้านในนุ่มฟู ติงหลิงเอ๋อร์ชี้ไปที่ขนมสองชิ้นที่ตนเป็นคนทำแล้วพูดกับพี่ชายราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่า “นี่เป็นของที่ข้าทำเอง! ดูท่าทางไม่เลวใช่หรือไม่? ต่อไปพวกท่านต้องช่วยตีไข่ขาว แล้วข้าจะทำขนมให้กินบ่อยๆ!”


ตอนที่ 318: ถอนฟันเจ้า


ติงหยูเจินสองพี่น้องทำหน้าปฏิเสธ ติงหลิงเอ๋อร์จึงรีบประท้วงขึ้นมาทันที “พี่ใหญ่ พี่รอง เหตุใดพวกท่านจึงทำหน้าเช่นนี้? ยังไม่ทันได้กินก็ทำหน้าราวกับโดนประหารชีวิตแล้วหรือ? ตัดสินง่ายเกินไปแล้วกระมัง! ข้าจะบอกพวกท่านว่านี่เป็นขนมที่พี่หลินสอนด้วยตนเอง พี่หลินยังชมว่าข้ามีพรสวรรค์ในการทำขนมที่สุดเลย!”


ติงหยูเฉิงจึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ส่วนใหญ่…ฝีมือการทำอาหารในอดีตของเจ้าทำให้พวกเราต้องหวาดกลัว ทุกครั้งที่กินอาหารฝีมือเจ้า พวกเราจะปวดท้องเสมอ…มันทรมานมากเชียวล่ะ!”


ติงหลิงเอ๋อร์ทั้งอายและโมโห นางรีบเหลือบมองหลินจื่อเหยียนที่มีรอยยิ้มตรงมุมปากแล้วกระทืบเท้าทันที “พี่รอง! นั่นคืออดีตที่มืดมนของข้าตอนอายุหกขวบ ท่านยังเอามาพูดอีก! ข้า…ข้าจะกลับไปฟ้องท่านแม่!”


หลินเว่ยเว่ยเห็นเด็กสาวอายจนหน้าแดงจึงรีบหาทางลงให้โดยการนำซูเฟลครึ่งชิ้นที่ติงหลิงเอ๋อร์ทำไปยัดใส่ปากหลินจื่อเหยียน ก่อนจะนำส่วนที่เหลือใส่ปากตนเอง ภายใต้สายตาตั้งตาคอยของติงหลิงเอ๋อร์ นางก็ชูนิ้วโป้งให้ “ไม่เลว ถ้าคะแนนเต็มร้อยก็น่าจะได้ประมาณ90คะแนน!”


หลินจื่อเหยียนก็ให้กำลังใจอย่างเอาใจ “ทำครั้งแรกก็ออกมาดีถึงเพียงนี้ พี่รองเอ่ยชมไม่ผิด ท่านมีพรสวรรค์มาก!”


ติงหลิงเอ๋อร์เผยท่าทางดีใจ ส่วนหลินเว่ยเว่ยยังพูดเสริมสั้นๆ “สิ่งสำคัญคือการตีไข่ขาวให้ออกมาได้ดี!” ติงหลิงเอ๋อร์ก็พยักหน้าเห็นด้วย


หลินจื่อเหยียนจึงกล่าวด้วยความเขินอาย “อย่างข้าเรียกว่าฝึกฝนจนชำนาญ! โดนพี่รองบังคับมาทำทุกวัน!”


“ดีนัก! ปีกกล้าขาแข็งแล้วสิ กล้าท้าทายต่อหน้าต่อตาแล้วใช่หรือไม่! บอกว่าข้าบังคับเจ้า…ข้าบังคับเจ้าแล้วอย่างไร? ต่อไปขนมที่ข้าทำ เจ้าอย่าแอบขโมยกิน ไม่เช่นนั้นข้าจะถอนฟันเจ้า!” หลินเว่ยเว่ยทำท่าทางดุร้าย ส่วนติงหลิงเอ๋อร์กลับหัวเราะอย่างมีความสุขอยู่ด้านข้าง


หลินจื่อเหยียนกางอุ้งมือออกแล้วส่ายไปมา “ข้าไม่แอบกิน แต่จะกินให้เห็นไปเลย เช่นนี้ก็รักษาฟันไว้ได้แล้วใช่หรือไม่?”


“ฮ่า…” ติงหลิงเอ๋อร์ทนไม่ไหวอีกต่อไป พอเห็นหลินจื่อเหยียนมองมาด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ นางก็รีบเข้าไปหลบด้านหลังของหลินเว่ยเว่ยพร้อมเผยไหล่ที่สั่นไม่หยุด แค่มองก็รู้ว่านางกำลังแอบหัวเราะอยู่


หลินจื่อเหยียนจึงเขินอายขึ้นมาทันใด “ข้า…ข้าจะยกซูเฟลไปให้ว่าที่พี่เขยใหญ่!”


“รีบไปรีบกลับ! บิสกิตรูปหมีเตานั้นใกล้จะได้ที่แล้วนะ! เจ้าเองก็รู้ว่ามือใหม่ทำขนมอาจโดนความร้อนลวกมือได้ง่าย เจ้าคงไม่อยากเห็นมือของเด็กสาวน่ารักมีแผลหรอกกระมัง?” หลินเว่ยเว่ยตะโกนไล่หลังน้องชาย


เสียงของหลินจื่อเหยียนดังมาจากข้างนอกประตู “เดี๋ยวข้ากลับมา…”


ติงหยูเจินสองพี่น้องนำซูเฟลที่เหลืออีกชิ้นมาแบ่งคนละครึ่งแล้วลองชิมบ้าง ติงหลิงเอ๋อร์ตื่นเต้นจนเป็นกังวล นางรีบถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง? รสชาติไม่เลวใช่หรือไม่?”


ติงหยูเจินและน้องชายหันมามองหน้ากัน พวกเขาสามารถมองเห็นความตกตะลึงจากสายตาของอีกฝ่าย ติงหยูเจินพยักหน้าแล้วชมอย่างไม่ลังเล “อร่อย! อร่อยกว่าขนมจากร้านชื่อดังในเมืองหลวงเสียอีก”


ติงหยูเฉิงพยักหน้ารัวๆ “กลิ่นหอมอบอวล เนื้อขนมนุ่มฟู รสชาติยอดเยี่ยม…”


ติงหลิงเอ๋อร์กระดิกหางทันที “จริงหรือ? ข้าทำได้แบบนั้นเชียวหรือ? ของที่ข้าทำออกมายอดเยี่ยมใช่หรือไม่?” รีบชมข้าอีก เร็วเข้า! ไม่อย่างนั้นต่อไปจะไม่ให้พวกท่านกินของที่ข้าทำอีก ใครใช้ให้พวกท่านดูถูกข้าเล่า!


บิสกิตรูปหมีเตาที่สองได้เวลานำออกมาแล้ว เมื่อมีหลินเว่ยเว่ยอยู่ก็เป็นธรรมดาที่จะไม่ให้อีกฝ่ายทำพัง บิสกิตรูปหมีที่เย็นแล้วมีรสชาติหอมอร่อย ด้านในยังมีเมล็ดต้นเจินช่วยเพิ่มรสสัมผัส รสชาติของมันจึงออกมาดียิ่งนัก!


ติงหลิงเอ๋อร์ภูมิใจมาก นางพูดกับหลินเว่ยเว่ยด้วยความเกรงใจ “พี่หลิน ข้าสามารถเอากลับไปให้ท่านแม่ชิมสักเล็กน้อยได้หรือไม่? ข้าอยากให้ท่านแม่ได้ลองชิมฝีมือของข้า!”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “ได้สิ! บิสกิตรูปหมีพวกนี้กับบิสกิตรสนมพวกนั้น ยกให้เจ้าเอากลับบ้านหมดเลย!”


ติงหลิงเอ๋อร์เดินวนรอบๆด้วยความดีใจ พอเห็นพี่ชายคนรองกำลังเอื้อมมือจะไปหยิบขนมขึ้นมาอีกชิ้น นางก็รีบปัดมือเขาทันที “ห้ามกิน ข้าจะเอากลับไปให้ท่านแม่!”


ติงหยูเฉิงเห็นตรงนั้นยังมีบิสกิตรูปหมีอีกหลายสิบตัว เขาจึงแสดงท่าทางขี้อ้อนออกมาเล็กน้อย “แต่ว่า…ข้าเพิ่งกินไปชิ้นเดียวเอง ยังไม่รู้รสชาติเลย!”


เดิมทีติงหลิงเอ๋อร์คิดจะใช้กระดาษน้ำมันห่อ แต่หลินเว่ยเว่ยยกโถกระเบื้องเคลือบสีขาวให้ หลังปิดผนึกมันให้ดีแล้วจะเก็บไว้กินได้หลายวัน ติงหลิงเอ๋อร์หยิบบิสกิตรูปหมีใส่โถอย่างมีความสุข จากนั้นก็หันไปพูดกับพวกพี่ชายด้วยความเย่อหยิ่งว่า “รีบประจบข้าสิ ไม่แน่ว่าพอข้าอารมณ์ดีแล้ว อาจช่วยอบให้พวกท่านสักเตา!”


หลินจื่อเหยียนคิดในใจว่า ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดติงกู่เหนียงกับพี่รองจึงเข้ากันได้ดีตั้งแต่แรกพบ ทั้งสองคนมีนิสัยร่าเริงและชอบแกล้งพี่น้องเหมือนกัน! ตอนอยู่บ้าน เด็กสาวคนนี้จะต้องเป็นที่รักของทุกคนแน่นอน ทว่าร่าเริงแต่ไม่เย่อหยิ่ง น่ารักดีจริงๆ…


หืม เหตุใดเขาจึงคิดว่าเด็กคนนี้น่ารัก? สะ…เสียมารยาทและอุกอาจเกินไปแล้ว! โชคดีที่เขาแค่คิดในใจ หากเผลอพูดออกไปคงโดนพี่ชายของนางทุบจนตายใช่หรือไม่? หลินจื่อเหยียนมีใบหูสีแดงก่ำ “ขะ…ข้าจะไปเขียนบทความ…”


ติงหลิงเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังของเขา นางมักรู้สึกว่าเขากำลังวิ่งหนีอยู่ น่าแปลก ใครไปทำให้เขากลัว! นางจึงเอ่ยปากชมเขาอย่างไม่ใส่ใจ “น้องชายหลินขยันจริงๆเลย!”


ติงหยูเจินพยักหน้า “พื้นฐานของคุณชายหลินดีมาก แม้ด้านกวีจะดูขาดประสบการณ์ไปบ้าง แต่ก็เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ ทฤษฎีเชิงกลยุทธ์ที่เขียนก็มีแบบแผน…เขาน่าจะสอบบัณฑิตถงเซิงปีหน้าได้อย่างไร้ปัญหา ถ้าโชคดีก็อาจสอบติดซิ่วไฉ! สิ่งสำคัญคืออายุของเขาเทียบกับเจ้าเองก็ยังห่างอีกหลายเดือน!”


“เหตุใดต้องเอาข้าไปเทียบ? เหตุใดไม่เทียบกับท่านแล้วก็พี่รอง? ฮึ! ข้าไปช่วยพี่สาวทั้งสองทำอาหารดีกว่า!” ติงหลิงเอ๋อร์มุ่ยปากแล้ววางโถขนมลง จากนั้นเอ่ยเตือนพี่ชายทั้งสองว่า “ข้านับไว้แล้ว ห้ามแอบขโมยกิน!”


ติงหยูเจินมองน้องรองด้วยความประหลาดใจ “ทั้งสองคนเกิดปีเดียวกัน จะเอามาเทียบกันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ? พวกเราอายุมากกว่าคุณชายหลินตั้งเยอะจึงไม่มีอะไรให้เทียบกัน จริงหรือไม่?”


ติงหยูเฉิงแอบยื่นมืออันชั่วร้ายไปที่โถขนม “น้องเล็กคงคิดว่าที่ท่านเปรียบเทียบเช่นนั้นจะทำให้นางดูแก่กว่าไม่ใช่หรือ? สตรีไม่ได้กลัวคนอื่นว่าแก่หรือไร?”


ติงหยูเจินรีบยกโถกระเบื้องเคลือบมากอดไว้แล้วถลึงตาใส่เขา “น้องเล็กตั้งใจนับไว้แล้ว หากกลับบ้านไปแล้วพบว่ามันขาด จะต้องร้องไห้ให้เจ้าดูแน่! ถึงเวลานั้นเจ้าจะเป็นคนปลอบนางหรือ?”


“ใจแคบ! ขนมนี้ไม่ได้ทำออกมาให้คนกินหรือไร?” ติงหยูเฉิงหยิบซูเฟลขึ้นหนึ่งชิ้นแล้วนำมาเติมปากที่ว่างของตน “พี่ใหญ่ ท่านรู้สึกอย่างไรกับภาพนั้น?”


ติงหยูเจินครุ่นคิด “ไม่แพ้ฝีมือจิตรกรชื่อดังที่ท่านพ่อเก็บสะสมไว้!”


“ก็ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่ที่ข้ากล่าวถึงคือฝีมือลงพู่กัน ท่านไม่เห็นสิ่งใดบ้างหรือ?” พอกล่าวถึงภาพวาดที่ตนชอบ ติงหยูเฉิงก็มีดวงตาเป็นประกายทันที


ติงหยูเจินส่ายหน้า “ด้านการชื่นชมภาพวาด ข้าไม่สู้เจ้า เจ้าเห็นสิ่งใดหรือ?”


ติงหยูเฉิงกล่าวด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย “พี่ใหญ่ ท่านไม่รู้สึกว่าภาพนั้นกับภาพภูผาวารีบนพัดของท่านมีความงดงามที่คล้ายกันอยู่หรือ?”


ตอนที่ 319: หลงใหลเข้าแล้ว


“เจ้าหมายความว่า…ภาพที่ทำให้เจ้าชมไม่ขาดปากนั้นเป็นฝีมือของปราชญ์ชนบทหรือ?” ติงหยูเจินค่อนข้างตกใจขณะถาม


ติงหยูเฉิงส่ายหน้า แต่แล้วก็พยักหน้าอีกรอบ “ไม่ใช่แค่นี้! ข้าเห็นตรงมุมภาพซึ่งไม่โดดเด่นนัก พบว่ามีตราประทับของผู้วาดเอาไว้…มันเป็นตัวอักษรคำว่า ‘หาน’!”


“หาน? เจ้าหมายความว่า…” ติงหยูเจินรีบหันไปมองเจียงโม่หานที่ใส่เสื้อคลุมตัวหลอมและกำลังจัดเตรียมอุปกรณ์วาดภาพอยู่ในศาลา จากนั้นสายตาแห่งความสงสัยก็เบนกลับมาที่น้องรองของตนอีกรอบ


สายตาที่ติงหยูเฉิงมองไปยังเจียงโม่หานแฝงไปด้วยความหลงใหลราวกับแฟนผลงานตัวยงที่ไม่ได้เห็นศิลปินที่ตนรักมานาน เขารีบพยักหน้าทันที “ใช่! ข้าถามน้องหลินแล้ว เขาบอกว่าภาพวาดนี้บัณฑิตเจียงมอบให้เขา! แต่ข้าถามเขาว่ารู้จักปราชญ์ชนบทหรือไม่ เขากลับบอกว่าไม่รู้!”


“นั่นก็เพราะฉายาของข้า ไม่เคยพูดให้คนในบ้านฟังมาก่อน!” เจียงโม่หานมีประสาทการรับเสียงที่ดี แล้วจะไม่ได้ยินบทสนทนาของพี่น้องคู่นี้ได้อย่างไร?


ติงหยูเฉิงลุกขึ้นยืนทันใด จนแทบทำให้เก้าอี้ใต้ก้นพลิกคว่ำ “จะ…เจ้าคือปราชญ์ชนบทจริงหรือ? ถะ…ถึงว่าตอนเข้าหมู่บ้านมา ข้าก็มีความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่าง เพราะบรรดาภาพวาดของปราชญ์ชนบทพวกนั้น คงใช้หมู่บ้านฉือหลี่โกวเป็นต้นแบบไม่มากก็น้อย…”


“คุณชายรองติงสายตาเฉียบคม!” เจียงโม่หานเชิญทั้งสองมานั่งที่ศาลา หลินเว่ยเว่ยกลัวบุรุษผู้อ่อนแอทั้งสามจะตัวแข็ง นางจึงเผาถ่านสามเตาแล้วนำไปวางข้างๆเท้าของพวกเขา นอกจากนี้ยังกำชับให้พวกเขาใส่เสื้อผ้าให้หนาขึ้นอีก…ไม่เข้าใจปัญญาชนพวกนี้จริงๆ เหตุใดถึงยอมตากลมอยู่ข้างนอกแทนที่จะเข้าไปคุยกันในบ้าน?


เพราะเสียเวลาสอนติงหลิงเอ๋อร์ทำขนม หลินเว่ยเว่ยจึงตัดสินใจทำมื้อเที่ยงเป็นหม้อไฟซึ่งหม้อไฟในวันนี้ไม่ธรรมดาเหมือนหม้อไฟคราวก่อน นางใช้เงินมากเป็นพิเศษเพื่อสั่งทำหม้อสองช่องและฐานด้านใต้ยังสามารถใส่ถ่านเข้าไปได้เหมือนหม้อไฟโบราณของปักกิ่ง ตรงกลางมีรูระบายควัน ด้านนอกมีวงแหวนล้อมรอบเพื่อเอาไว้ลวกผักและเนื้อสัตว์ต่างๆ


น้ำซุปที่ใช้คือซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวมาทั้งคืน ตอนสั่งทำหม้อใบนี้ นางนึกถึงเด็กสองคนในบ้านที่กินเผ็ดไม่เก่งแล้วก็ยังมีมารดากับนางเฝิงที่กระเพาะไม่ดีจึงกินเผ็ดไม่ค่อยได้ นางจึงให้ช่างทำช่องตรงกลางเป็นสองช่องเพื่อครึ่งหนึ่งจะได้ใส่ซุปกระดูกหมูและอีกครึ่งเป็นน้ำซุปหม่าล่า


จานเนื้อได้แก่เนื้อแกะแล่บางๆ เนื้อกวางแล่แล้วก็ยังมีลูกชิ้นหมูป่า เกี๊ยวไข่ ผ้าขี้ริ้ว หลอดเลือด ลิ้นหมู กระเพาะหมู สมองหมูและอื่นๆอีกมากมาย! ฤดูกาลนี้มีผักสดน้อยมาก จึงมีมันฝรั่งที่ฝานเป็นแผ่น ผักกาดขาว หัวไชเท้า มันเทศแผ่น ผักโขม ใบหัวไชเท้า เห็ดหอม เห็ดหูหนู ถั่วงอกแล้วก็ยังมีเต้าหู้ ฟองเต้าหู้ เป็นต้น!


ผู้ชายหนึ่งโต๊ะ ผู้หญิงหนึ่งโต๊ะ เนื้อแกะและเนื้อกวางที่ต้มออกมาแล้วเมื่อกินคู่กับน้ำจิ้มน้ำมันงาหรือน้ำจิ้มงาใส่พริกสด…ไม่มีอะไรที่หม้อไฟจัดการไม่ได้ ถ้ามี เช่นนั้นก็สองมื้อ! แน่นอนว่ามื้ออาหารนี้ทำให้เจ้าบ้านและแขกที่มาเยือนมีความสุขกันถ้วนหน้า!


ตอนกลางวัน หลังจากพักผ่อนกันได้ครู่หนึ่ง ติงหลิงเอ๋อร์ก็เริ่มออดอ้อนหลินเว่ยเว่ยอีกครั้ง “พี่หลิน เอ้อร์ฮว๋าบอกว่าท่านดักไก่ป่าและกระต่ายเก่งมาก! ข้ายังไม่เคยขึ้นเขาเลย ท่านพาข้าไปเดินเล่นแถวนี้ได้หรือไม่? ถือโอกาสดักไก่ป่ากลับมาสักตัว ท่านคิดว่าอย่างไร?”


ไม่อย่างไรทั้งสิ้น? หลินเว่ยเว่ยที่กินอิ่มแล้วเพียงอยากนอนกลางวันบนเตียงแสนอบอุ่นของตนเท่านั้น ใครจะอยากขึ้นเขาไปตากลมหนาวบ้างล่ะ? แต่ว่าเด็กน้อยเดินทางมาไกล อย่างไรก็จะให้นางกลับไปพร้อมความผิดหวังไม่ได้ หลินเว่ยเว่ยเถียงตนเองในใจสองอึดใจ แล้วลุกขึ้นมาอย่างยอมรับชะตาชีวิต


เมื่อพี่น้องตระกูลติงที่กำลัง ‘สนทนาอย่างสนุกสนาน’ อยู่กับเจียงโม่หาน ได้ยินว่าน้องสาวอยากขึ้นเขา ทั้งสองก็ชั่งใจระหว่างการได้พูดคุยกับบุคคลผู้มีทักษะการวาดภาพลึกล้ำที่แอบชื่นชมมานานกับความปลอดภัยของน้องสาว พวกพี่น้องตระกูลติงจึงสับสนเป็นอย่างยิ่ง ทว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาก็เลือกที่จะปกป้องน้องสาว…ในเมื่อรู้ฐานะแท้จริงของปราชญ์ชนบทแล้ว วันหน้าก็ยังมีโอกาสได้มาคารวะใหม่


ขึ้นเขาในฤดูกาลนี้ วัชพืชแห้งเหี่ยว บรรยากาศค่อนข้างอ้างว้าง แต่ในสายตาของปัญญาชนแล้วกลับเป็นทิวทัศน์อีกอย่าง เนื่องจากเห็นใบไม้ร่วงพวกเขาก็ยังสามารถท่องบทกวี ‘พรรณไม้เหี่ยวเฉาดอกใบร่วงโรยไม่รู้จบ’ ออกมาได้


หลินเว่ยเว่ยพาติงหลิงเอ๋อร์เดินตามถนนที่ขรุขระบนภูเขาและยังช่วยดึงนางเป็นระยะ ไฉนเลยเด็กสาวจะเคยเดินบนทางที่ยากลำบากเช่นนี้มาก่อน ฝ่าเท้านางถูกหินดันจนเจ็บหมดแล้ว นางเหนื่อยจนต้องหอบหายใจ แต่ก็ยังกัดฟันและไม่บ่นว่าเหนื่อยหรือลำบาก เพราะทางที่เลือกเองแม้จะต้องกลิ้งไปก็ต้องไปต่อ!


หลินเว่ยเว่ยเอ็นดูในความอดทนและความพยายามของเด็กน้อยจึงช่วยพยุงแขนนางตลอดทาง เมื่อถึงทางที่เดินยากก็ยื่นมือเข้าช่วย พอเดินไปได้เกือบหนึ่งชั่วยาม พวกเขาก็มาถึงป่าผืนหนึ่ง ในฤดูหนาวมีคนขึ้นเขาน้อย ป่าผืนนี้จึงกลายเป็นสวรรค์ของสัตว์ตัวเล็ก


หลินเว่ยเว่ยชี้ไปที่ร่องรอยในพุ่มหญ้าแล้วบอกกับติงหลิงเอ๋อร์ว่าตรงนั้นมีไก่ป่าเดินผ่าน ส่วนตรงนี้เป็นรอยที่กระต่ายป่าทิ้งไว้ แล้วยังตัดสินจากมูลว่ามีกวางเคยเดินผ่านตรงโน้น…


ติงหลิงเอ๋อร์ลืมความเหนื่อยล้าและความลำบากไปจนสิ้น นางตั้งใจฟังด้วยความตื่นเต้น ส่วนพี่ชายทั้งสองก็ไม่มีใครคอยช่วยประคอง พวกเขาเหนื่อยจนแทบจะล้มตัวลงกับก้อนหิน แต่ละคนหอบหายใจกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ติงหยูเฉิงมองน้องสาวที่กระโดดโลดเต้นด้วยความประหลาดใจ…นางเข้มแข็งถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด? เดินขึ้นเขามาไกลเช่นนี้ก็ไม่บ่นว่าเหนื่อยสักคำ


ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็วางกับดักลงในพุ่มหญ้าที่ลับตาประมาณสองสามอัน หลังเดินไปยังหินที่อยู่ห่างออกไปแล้ว นางก็เรียกติงหลิงเอ๋อร์ให้มานั่งพลางชี้ไปยังหุบเขาลูกใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป ก่อนจะกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “ผ่านเขาลูกนั้นไปจะมีหุบเขาซ้อนอยู่ลูกหนึ่ง ในนั้นมีฝูงหมูป่าอยู่ เมื่อก่อนมีประมาณ50-60ตัว แต่โดนข้าวางหลุมกับดักจับไปไม่น้อย เหลือทิ้งไว้แค่ลูกหมูป่าไม่กี่ตัว ตอนนี้พวกมันน่าจะโตจนหนัก200ชั่งได้แล้วกระมัง? หมูป่าออกลูกเก่งมาก รอให้ถึงฤดูนี้ในปีหน้า พวกมันก็น่าจะมีเพิ่มอีกหลายสิบตัว!”


ติงหลิงเอ๋อร์กล่าวด้วยความตกใจ “ว้าว! หมูป่าเยอะถึงเพียงนั้น พี่หลินไม่กลัวบ้างหรือ?”


หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “แน่นอนว่าจะเข้าไปปะทะตรงๆไม่ได้อยู่แล้ว เราต้องคอยสังเกตวิถีชีวิตพวกมันแล้วขุดหลุมทำกับดักแทน เช่นนี้ถึงจะปลอดภัยกว่า!”


จากนั้นนางก็ชี้ไปยังอีกด้านหนึ่ง “ทางนั้นมีป่าสนแดงอยู่ เมล็ดสนทั้งใหญ่ทั้งอวบ เมล็ดสนปากอ้าที่ขายในเขตเริ่นอันมีคุณภาพไม่เลวใช่หรือไม่? นั่นก็เป็นของพวกเราที่ผลิตจากที่นี่! แต่ว่าป่าสนแดงเป็นถิ่นของหมาป่าฝูงหนึ่ง ตอนนี้อย่างน้อยในฝูงน่าจะมีประมาณ50-60ตัวแล้วกระมัง”


ติงหลิงเอ๋อร์อ้าปากด้วยความตกตะลึงเล็กน้อย “มีหมาป่าเยอะถึงเพียงนั้น…แล้วพวกท่านเข้าไปเก็บเมล็ดสนได้อย่างไร? มันจะไม่อันตรายเกินไปหน่อยหรือ? เดิมทีคิดว่าเมล็ดสนปากอ้าราคาแพงใช้ได้ แต่ตอนนี้กลับคิดว่าราคาสูงหน่อยก็สมเหตุสมผลแล้ว!” เนื่องจากมันแลกมาด้วยชีวิตของชาวบ้านฉือหลี่โกว!


“ฝูงหมาป่ามีลักษณะพิเศษคือออกหาอาหารตอนกลางวันแล้วจะกลับป่าสนแดงตอนกลางคืน ตอนที่พวกเราไปเก็บเมล็ดสนจึงไม่เจอฝูงหมาป่า!” หลินเว่ยเว่ยไม่อยากเปิดเผยความสัมพันธ์ของนางกับจ่าฝูงหมาป่า เพราะตอนนี้ตัวนางเองก็มีชื่อเสียงมากพอแล้ว


“โชคดีเหลือเกิน!” ติงหลิงเอ๋อร์ทุบหน้าอกตนเองแล้วกล่าวด้วยความดีใจ


หลินเว่ยเว่ยยังชี้ไปอีกด้านหนึ่ง “ทางนั้นมีแม่ลูกหมีควายคู่หนึ่ง! ตอนนี้น่าจะจำศีลแล้ว! แม่หมีนั้นใจเสาะ เมื่อลูกหายตัวก็รอให้ผ่านไปพักใหญ่ถึงจะออกมาตามหา! ส่วนเจ้าหมีน้อยนั้นติดคน ชอบกอดขา ชอบขอของกิน!”


ทันใดนั้นดวงตาของติงหลิงเอ๋อร์ก็เป็นประกาย “ว้าว! พอพี่หลินพูดเช่นนี้ สัตว์ในภูเขาก็เหมือนสัตว์ประหลาดในตำราที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ! ข้าอยากเห็นลูกหมีที่ชอบกอดขาคนตัวนั้นจริงๆ!”


ตอนที่ 320: น้องเล็กจะโดนหลอกพาตัวไปแล้ว


มุมปากของสองพี่น้องตระกูลติงกระตุกเพราะกลัวว่าน้องสาวจะคึกคะนองจนอยากไปดูลูกหมีที่หลินกู่เหนียงเอ่ยถึงจริง หมาป่าและหมีควายที่ดุร้ายกลับกลายเป็นสัตว์ที่มีสติปัญญา น้องสาวพูดได้ถูกต้องว่าหลินกู่เหนียงผู้นี้เขียนนิทานสัตว์ประหลาดได้เก่งยิ่งนัก!


“ฤดูกาลนี้แม่หมีกับลูกหมีจำศีลกันแล้ว!” หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้มขณะพยายามลบความคิดนี้ของเด็กน้อยออกไป


นางรีบเปลี่ยนความคิดของเด็กสาวด้วย “เห็นทางนั้นหรือไม่? ถ้าเจ้ามาตอนฤดูร้อนของปีหน้า ลูกท้อป่าทางนั้นจะสุกงอมเต็มต้น ลูกท้อที่เก็บจากต้นสดๆ มีรสหวานมาก ทางนั้นไม่มีสัตว์ร้าย พวกเราสามารถไปเก็บลูกท้อกันได้ ถ้านานกว่านั้นหน่อยจะมีผลซิ่งป่า องุ่นป่า…สุราองุ่นที่ดื่มกันตอนเที่ยงนี้ก็หมักมาจากองุ่นป่า…”


“พอได้ยินพี่หลินกล่าวเช่นนี้แล้วข้าก็อยากอยู่ที่นี่ต่อ ไม่อยากกลับไปเลย!” ติงหลิงเอ๋อร์เผยสีหน้าเพ้อฝัน แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นเสียใจ เหตุใดนางไม่ได้เกิดมาในหมู่บ้านที่มีทิวทัศน์งดงามเช่นนี้?


สีหน้าของสองพี่น้องตระกูลติงเปลี่ยนไปทันใด หลินกู่เหนียง เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ กล่าวถึงชีวิตในหุบเขาราวกับความฝันเช่นนี้ทำไมหรือ? คงไม่ได้อยากหลอกพาตัวน้องสาวไปหรอกกระมัง?


หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “น้องหลิงเอ๋อร์ไม่ได้กลับเมืองหลวงตอนฤดูใบไม้ผลิปีหน้าหรอกหรือ? หากมีเวลาก็มาเที่ยวหลายวันหน่อย แต่ถ้าไม่รังเกียจก็มาพักสักสองสามวันก็ได้ ข้าจะพาเจ้าไปดักลูกหมูป่าแล้วเราเอามาทำหมูหันกัน ถ้าหิมะตกก็สามารถขึ้นเขามาจับกวางได้ ถ้าเราใช้รถเลื่อนพิเศษไล่ตาม มันไม่มีทางวิ่งหนีทันแน่นอน เช่นนั้นมันก็จะเอาหัวทิ่มหิมะ เราก็สามารถจับได้แล้ว…”


พี่น้องตระกูลติงขมวดคิ้วมองนาง ขอร้องเถิด เจ้าเลิกพูดได้หรือไม่! ถ้ายังพูดอีก น้องเล็กได้โดนนางหลอกพาตัวไปจริงๆเป็นแน่!


ติงหลิงเอ๋อร์หันหน้ามามองพวกเขา “พี่ใหญ่ พี่รอง ได้หรือไม่?”


“มาหลายรอบย่อมได้ แต่ถ้าจะมาอยู่นั้นท่านแม่ไม่มีทางเห็นด้วยเด็ดขาด!” คำพูดของติงหยูเจินทำให้ใบหน้าที่เคยสดใสของสาวน้อยกลับมาหมองหม่นอีกครั้ง เขาทนดูไม่ได้สักเท่าไรหรอก แต่ถ้าข่าวที่เด็กสาวออกมาอยู่ข้างนอกแพร่ไปทั่ว มันจะทำให้ชื่อเสียงด่างพร้อย…


หลินเว่ยเว่ยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “สามารถให้ท่านป้าสะใภ้มาด้วยก็ได้! หมู่บ้านเราน้ำดินหล่อเลี้ยงผู้คน อากาศบริสุทธิ์ เมื่อหัวใจเปิดโล่งและอารมณ์ดีย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ!”


มุมปากของพี่น้องตระกูลติงกระตุกอีกครั้ง เอ่ยถ้อยคำเหลวไหลได้ราวกับเรื่องจริงที่สุด พวกเขาเกือบจะเชื่อแล้ว!


“จริงด้วย! ข้าจะพาท่านแม่มาด้วย! ท่านแม่ต้องดีใจมากที่ข้าคบหากับพี่สาวที่ดีคนหนึ่ง!” ทันใดนั้นดวงตาของติงหลิงเอ๋อร์ก็กลับมาเปล่งประกาย นางเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเกลี้ยกล่อมให้มารดามาเที่ยวที่นี่เป็นเพื่อนตน…


พี่น้องตระกูลติงก้มหน้า เรื่องนี้ปล่อยให้ท่านแม่ปวดหัวเองเถิด!


ติงหยูเฉิงมองไปโดยรอบ ทันใดนั้นเขาก็ยื่นมือไปแย่งพัดของพี่ใหญ่ ติงหยูเจินจึงรีบจับให้แน่นแล้วกล่าวว่า “ทำอะไร? อยากได้พัดของข้าก็พูดสิ ถ้าขาดขึ้นมาน่าเสียดายจะตายไป”


ติงหยูเฉิงสะบัดพัดแล้วชี้ไปยังก้อนหินที่อยู่ห่างออกไปและต้นไม้ที่อยู่ด้านข้าง “ดูสิ! เหมือนกันไม่มีผิด! ที่แท้ต้นหญ้า ต้นไม้ ภูเขาและก้อนหินในภาพของปราชญ์ชนบท ก็มาจากที่นี่! รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิเมื่อใด ข้าก็จะออกมาชมทิวทัศน์เช่นกัน…”


ทันใดนั้นก็มีคนไม่อยากกลับเพิ่มอีกหนึ่งคนแล้ว!


หลินเว่ยเว่ยมองท้องฟ้า จากนั้นก็พูดกับติงหลิงเอ๋อร์ว่า “ไป ไปดูบ่วงกับดักของพวกเราว่าได้สัตว์อะไรหรือไม่”


“ดี! ดีมาก!” ติงหลิงเอ๋อร์อยากเห็นมาตั้งนานแล้วจึงรีบเดินไปยังทิศที่ตนจำได้ด้วยความตื่นเต้น แต่โดนหลินเว่ยเว่ยรั้งตัวไว้


“ทางนี้!” หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังทิศตรงกันข้าม


ติงหลิงเอ๋อร์มีสีหน้างุนงง “ไม่ใช่หรอกกระมัง? ข้าจำได้ว่าเรามาจากทางนั้นไม่ใช่หรือ?”


หลินเว่ยเว่ยหยิกแก้มอวบๆของนางแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ความจำเรื่องทิศทางของเจ้านี้ ต่อไปอย่าออกจากบ้านคนเดียวเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นคงได้หลงทางเป็นแน่!”


ติงหลิงเอ๋อร์ครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “มีหลายครั้งที่ข้าออกไปเดินเล่นข้างนอก แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดข้าก็เดินเข้าไปในตรอกที่เป็นทางตัน ถ้าไม่ได้สาวใช้คนสนิทนำทาง ข้าก็คงออกมาจากตรอกนั้นไม่ได้!”


“ถ้าเช่นนั้นเจ้าต้องเดินตามข้าให้ดี! ถ้าเดินหลงในหุบเขาแล้วล่ะก็จะหาทางออกได้ยาก! ภูเขานี้กว้างใหญ่และลึกมาก มันมีรูปร่างอย่างไรกันแน่ก็ยังไม่มีใครรู้! เพราะคนที่เข้าไปแล้วไม่มีใครได้ออกมาแบบมีชีวิตสักคน!” หลินเว่ยเว่ยขู่นาง


ติงหลิงเอ๋อร์หน้าถอดสี มือน้อยๆรีบคว้าเสื้อนางไว้ทันที บนเขามีด้านที่น่ารักก็ต้องมีด้านที่น่ากลัวเช่นกัน…น่ากลัวมาก!


หลังจากพี่น้องตระกูลติงได้ยินเช่นนั้น พวกเขาก็รีบจับตามองน้องสาวให้ดีกว่าเดิม เพราะพวกเขาเป็นคนพานางออกมา ถ้านางหายไปล่ะก็ น้ำตาของท่านแม่จะต้องทำให้พวกเขาจมน้ำตายแน่นอน!


“ทางนั้นเราวางกับดักไว้สองบ่วง เจ้าไปดูว่าเราดักอะไรได้หรือไม่!” หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังพุ่มหญ้าที่อยู่ข้างโขดหิน


ติงหลิงเอ๋อร์ขานรับอย่างเชื่อฟัง หลังเดินออกไปได้สองก้าว นางก็หันกลับมามอง เดินไปอีกสองก้าวก็หันกลับมาใหม่…คำพูดของหลินเว่ยเว่ยทำให้เด็กสาวกลัวแล้วจริงๆ


หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม “ไม่เป็นไร เจ้าเดินไปอย่างสบายใจได้ ข้าจะอยู่ตรงนี้ เจ้าคอยฟังเสียงข้า แค่ไม่กี่ก้าวนี้ย่อมไม่มีทางหลง! นอกจากจะมีผีก่อม่านบังตา…”


“หืม? ในหุบเขาเช่นนี้ยังมีผีก่อม่านบังตาด้วยหรือ?” ติงหลิงเอ๋อร์นึกถึงเรื่องผีที่เคยแอบฟังแม่นมเล่าให้พวกสาวใช้ฟัง ทันใดนั้นนางก็หยุดเดินทันควัน


“ฮ่าฮ่าฮ่า! แค่หลอกเจ้า! ข้าขึ้นเขาแทบทุกวัน ไม่เคยเจอผีก่อม่านบังตามาก่อน น้องหลิงเอ๋อร์ เจ้านี่ช่าง (ใสซื่อ) หลอกง่ายจริงๆ!” หลินเว่ยเว่ยหัวเราะเสียงดังจนนกตกใจไปหลายตัว


ติงหลิงเอ๋อร์รีบเดินไปข้างหน้าอย่างใจกล้า แต่แล้วทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงบางอย่างจากพุ่มหญ้าตรงหน้า นางจึงตกใจจนกรีดร้องออกมา ติงหยูเจินที่คอยตามอยู่ห่างๆมาโดยตลอดจึงรีบสาวเท้าเข้าไปหาและรีบตรงไปดูพุ่มหญ้านั้นทันที


“น้องเล็ก เจ้ามาดูสิ!” เสียงของติงหยูเจินเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาอยากแบ่งปันเรื่องน่าประหลาดใจนี้แก่น้องสาว


ติงหลิงเอ๋อร์เดินก้าวสั้นๆเข้าไปทีละนิด “ว้าว! ไก่ป่า มันสวยงามมาก!”


ที่แท้เสียงที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็มาจากไก่ป่าที่มาติดบ่วงกับดักนี่เอง กรงเล็บทั้งสองข้างของมันถูกบ่วงเชือกมัดไว้ มันพยายามกระพือปีกไม่หยุดหย่อน เมื่อเห็นคนเข้ามาใกล้ มันก็กระพือปีกแรงกว่าเดิม!


“พี่หลิน บ่วงกับดักทางนี้มีไก่ป่าตัวสวยหนึ่งตัว!” ติงหลิงเอ๋อร์กระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุขพร้อมคว้าปีกของไก่ป่าที่จับได้ไว้ในมือ ติงหยูเจินกลัวว่าไก่ป่าจะใช้กรงเล็บข่วนน้องสาว เขาจึงใช้เชือกมัดอีกสองสามรอบ


ไก่ป่าถูกมัดตั้งแต่คอจรดเท้า…


กับดักอีกอันไม่มีสัตว์อะไรมาติด ติงหลิงเอ๋อร์จึงค่อนข้างผิดหวัง แต่พอมองไก่ป่าตัวสวยในมือแล้วนางก็กลับมามีความสุขอีกครั้ง…นี่เป็นไก่ป่าตัวแรกที่นางจับได้! ดูเหมือนมันจะไม่ได้ยากเย็นเพียงนั้น!


ติงหยูเจินลูบศีรษะน้องสาวผู้โง่เขลา ถ้าไก่ป่าจับง่ายถึงเพียงนี้ พวกมันก็คงถูกชาวบ้านจับไปหมดนานแล้ว ก่อนที่หลินกู่เหนียงจะวางกับดักนางเคยมาสำรวจแล้ว นางต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและการตัดสินใจที่แม่นยำ ตำแหน่งการวางกับดักก็มีวิธีพิเศษของมัน ไม่ใช่ใครที่ไหนก็สามารถวางกับดักได้!


ส่วนหลินเว่ยเว่ยไปตรวจกับดักที่อื่น นางคิดว่าในป่าผืนนี้มีเพียงไก่ป่าและกระต่ายป่าเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าหนึ่งในบ่วงกับดักที่วางไว้จะมีลูกกวางชะมดตัวเล็กมากๆมาติดด้วย


จบตอน

Comments