ตอนที่ 321: ที่แท้ในใจของเจ้าก็เห็นข้างดงามขนาดนี้
เจ้าตัวน้อยที่น่าสงสารตัวนี้ดูเหมือนเพิ่งเกิดได้ไม่ถึง1เดือน ขนสีน้ำตาลของมันเหลือบเทา ดวงตาที่เปียกชื้นมองหลินเว่ยเว่ยและคนอื่นด้วยความหวาดกลัว
บาปกรรม บาปกรรม ! ตัวเล็กแค่นี้ก็ถูกแยกจากแม่ตั้งแต่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน…ทว่าไม่มีฝูงกวางชะมดอยู่ในบริเวณใกล้ๆ จึงไม่ปลอดภัยที่จะทิ้งมันไว้ที่นี่ ! คงต้องเอากลับบ้านไปเลี้ยงไว้…
“ว้าว ! ลูกกวางน้อย ! มันตัวเล็กและน่ารักมากเลย !” ติงหลิงเอ๋อร์เห็นลูกกวางชะมดแล้วก็เปลี่ยนใจมารักมันทันที นางโยนไก่ป่าให้พี่ชายคนโตแล้วรีบวิ่งไปที่ด้านข้างของหลินเว่ยเว่ยและสัมผัสลูกกวางชะมดอย่างระมัดระวัง…ขนนุ่มและลื่นมือมาก !
หลินเว่ยเว่ยให้ข้อมูลที่เป็นความรู้แก่อีกฝ่าย “นี่คือกวางหอมหรือที่เรียกว่ากวางชะมด ! นิยมนำถุงหอมในตัวกวางตัวผู้ออกมาทำเครื่องหอม”
ดวงตาของติงหลิงเอ๋อร์เบิกกว้าง นางเริ่มมองหาตามตัวของลูกกวางด้วยความสงสัยและถามว่า “ว่าอย่างไรนะ ? ลูกกวางมีถุงหอมด้วยหรือ ? มันอยู่ตรงไหน ?”
ลูกกวางชะมดได้แต่มองนางตาปริบๆ…
หยุดนะ มนุษย์ลามก ! เจ้าไม่รู้จักมารยาทเลยหรือ ?
“ไม่ได้หมายความว่าพกถุงหอมติดตัว แต่เป็นการที่ต้องผลิตด้วยร่างกายของมันเอง !” ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ยกขาหลังข้างหนึ่งของลูกกวางขึ้นมาแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “นี่เป็นลูกกวางตัวผู้ รอให้มันโตขึ้นเมื่อใดก็จะสามารถผลิตกลิ่นหอมได้แล้ว !”
เจ้ากวางน้อยตัวสั่นสะท้าน !
ติงหยูเจินพูดด้วยความร้อนใจ “การจะเอาถุงหอมออกก็ต้องฆ่าเจ้ากวางก่อนใช่หรือไม่ ?”
ติงหลิงเอ๋อร์ขมวดคิ้ว “โหดร้ายเกินไปหน่อย พี่หลิน พวกเราไม่ฆ่าลูกกวางชะมดตัวน้อยน่ารักได้หรือไม่ ?”
“มีวิธีเก็บถุงหอมจากตัวมันอยู่ ก็คือพอเอาออกมาแล้ว ต่อมนี้ก็จะงอกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เป็นวงจรในการเก็บ !” หลินเว่ยเว่ยใช้สายตาเจ้าเล่ห์เหลือบมองพี่น้องสกุลติง “ถ้าพวกเจ้าสงสารมันก็สามารถนำกลับไปเป็นสัตว์เลี้ยงที่บ้านได้”
ติงหลิงเอ๋อร์กำลังจะตอบตกลง แต่นางโดนพี่ชายคนโตห้ามไว้เสียก่อน “น้องเล็ก เจ้าลืมแล้วหรือ เราต้องกลับเมืองหลวงในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า การพากวางชะมดตัวหนึ่งไปด้วยจะยุ่งยากขนาดไหน ? ถ้ามันล้มป่วยหรือตายขึ้นมา ถึงเวลานั้นเจ้าก็ร้องไห้อีก !”
“อืม…เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน! ลูกกวางชะมดนี้เลี้ยงไว้ที่บ้านข้า น้องหลิงเอ๋อร์อยากมาเล่นเมื่อใดก็มาที่หมู่บ้านฉือหลี่โกว ถือว่าออกมาเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายจิตใจ !” ดวงตาคู่น้อยของหลินเว่ยเว่ยเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ น้ำเสียงก็ยังเหมือนคนที่กำลังจะลักพาตัวเด็กสาวซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ติงหลิงเอ๋อร์เห็นด้วยในทันใด เพราะไม่ว่าอย่างไรนางก็ยังต้องอยู่ในเขตเริ่นอันอีกครึ่งปี ขอท่านแม่ออกมาเที่ยวฉือหลี่โกวสักเดือนละสองครั้งก็น่าจะได้อยู่กระมัง ? นางหันไปมองพี่ชายคนโตและคนรองด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์…ลากพี่ชายสองคนนี้มาเป็นพวกด้วย จะต้องเกลี้ยกล่อมท่านแม่ได้แน่นอน !
“วางกับดักไปหกเจ็ดบ่วง ทว่ามีสัตว์มาติดแค่สองบ่วง !” ติงหลิงเอ๋อร์ค่อนข้างผิดหวัง
หลินเว่ยเว่ยพูดในใจ สองบ่วงนี้รดด้วยน้ำพุวิญญาณ ที่นี่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านและเดิมทีสัตว์ที่มีก็ไม่มากอยู่แล้ว พวกนางมากันไม่ถึง1ชั่วยาม ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นดักได้ตัวหนึ่งก็ดีใจจนตัวลอยแล้ว !
เมื่อลงจากเขา สามพี่น้องตระกูลติงก็บอกลา เพราะถ้าช้ากว่านี้พวกเขาคงกลับไม่ทันเวลาประตูเมืองจะปิดแน่นอน !
ติงหลิงเอ๋อร์นั่งอยู่บนรถม้า นางจับมือหลินเว่ยเว่ยด้วยความอาลัยอาวรณ์จากทางหน้าต่าง ก่อนจะพูดราวกับจากกันไกล18ลี้ “พี่หลิน อีกสองวันข้าจะมาหาท่านกับเสี่ยวเซียงเซียงใหม่ !”
เสี่ยวเซียงเซียงเป็นชื่อที่ติงหลิงเอ๋อร์ตั้งให้ลูกกวางชะมด ระดับในการตั้งชื่อให้สัตว์ของนางเทียบเท่าหลินเว่ยเว่ยไม่มีผิด !
เมื่อฤดูหนาวมาเยือน คนที่นี่ก็ชอบกินเกี๊ยว แต่การซื้อเนื้อหมูมาทำเป็นไส้ไม่ค่อยอร่อยเท่าการใช้เนื้อหมูที่เชือดสด พอตกเย็น ในขณะที่ทุกคนกำลังกินข้าว หลินเว่ยเว่ยก็เล่าความคิดของตนให้ทุกคนรู้ “ประเดี๋ยวก็จะถึงวันวันไหว้เทพเจ้าเตาไฟ ( ตรุษจีนเล็ก ) แล้ว ถ้าอย่างไรพวกเราไปซื้อหมูตัวอ้วนกลับมากันเถอะ !”
ถ้าเปลี่ยนเป็นปีที่แล้วด้วยสถานการณ์ของบ้านตระกูลหลิน อย่าว่าแต่ซื้อหมูกลับมาเลย แม้แต่ซื้อเนื้อหมูแค่ครึ่งตัวให้เด็กๆมากินเล่นก็ถือว่าฟุ่มเฟือยมากเกินไป
นางหวงนึกถึงตอนที่พ่อของลูกยังอยู่ ในเวลานั้นที่บ้านเลี้ยงหมูตัวอ้วนไว้หนึ่งตัว พอถึงสิ้นปีก็ฆ่ามัน เนื้อครึ่งหนึ่งเก็บไว้ให้คนในบ้านกิน ส่วนอีกครึ่งนำไปขายในเมือง ทุกครั้งที่ถึงเวลาฆ่าหมูก็จะเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆมีความสุขมากที่สุด แม้แต่เด็กปัญญาอ่อนอย่างบุตรสาวคนรอง พอได้ยินเสียงหมูกรีดร้องแล้วก็จะปรบมืออย่างมีความสุข
หลังจากไม่มีสามีแล้ว นางก็ต้องเลี้ยงลูกทั้งสี่คนด้วยตัวคนเดียว ตอนนั้นบุตรสาวคนโตมีอายุเพียง10ขวบ ส่วนเอ้อร์ฮว๋าที่เด็กสุดยังเดินไม่ได้ด้วยซ้ำ แม้จะมีแรงดูแลครอบครัวขนาดไหน ชีวิตคนในครอบครัวก็ยังย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ท้ายที่สุดก็ยังต้องหิวโหย…พวกเด็กๆจึงไม่ได้มีความสุขและสนุกสนานกับช่วงเวลาฆ่าหมูอีกเลย
แต่ตอนนี้ฐานะดีแล้ว ในบ้านก็ใช่ว่าจะซื้อหมูมาฉลองไม่ไหว ในเมื่อบุตรสาวคนรองอยากซื้อก็ซื้อ ! นางหวงจึงพยักหน้าเห็นด้วย
แต่บุตรสาวคนโตกลับลังเลเล็กน้อย “ห่อเกี๊ยวในฤดูหนาว แค่ซื้อเนื้อมาสักสองสามชั่งก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ ? หมูอ้วนหนึ่งตัว บ้านเราจะกินกันหมดเมื่อใด ?”
หลินเว่ยเว่ยโต้กลับทันที “กินไม่หมดก็เอามาทำเนื้อรมควัน เบคอนแล้วยังทำเป็นไส้กรอกได้ด้วย ตอนนี้อุณหภูมิข้างนอกติดลบจนน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง เราแขวนเนื้อไว้นอกบ้านก็ไม่เสีย เก็บไว้กินได้อีกนาน !”
เมื่อเจ้าหนูน้อยจินตนาการถึงภาพเนื้อรมควัน เบคอน เนื้อตากที่แขวนอยู่ตรงชายคาบ้าน ความรู้สึกของเขาก็ระเบิดออกมาทันที เพราะเหล่าสหายในหมู่บ้านจะต้องอิจฉาที่เห็นบ้านเขามีเหลือกินเหลือใช้หรือกินจนเบื่อเลยก็ว่าได้ เขาจึงรีบยกอุ้งเท้าสองข้างของเจ้าดำขึ้นเพื่อแสดงความเห็นด้วยทันที
คนอื่นไม่ได้มีความเห็นอะไร หลินเว่ยเว่ยจึงจงใจทำสายตาได้ใจใส่พี่สาวคนโต
เจียงโม่หานคิดในใจว่า…เจ้าไม่ยั่วโทสะพี่สาวสักวันจะอกแตกตายใช่หรือไม่ ?
เผิงหยูเหยี่ยนก็พูดไม่ออกเช่นกัน
ว่าที่น้องภรรยาชอบยั่วโมโหพี่สาวเหลือเกิน จะทำอย่างไรดี ? ข้าต้องออกโรงหน่อยแล้ว !
เขาแกะเมล็ดสนปากอ้าแล้วค่อยๆวางบนฝ่ามือของคู่หมั้น ก่อนจะพูดเบาๆว่า “นางเป็นน้อง ยังไม่รู้ความ เราอย่าถือสานางเลย ! กินเมล็ดสนเพื่อผ่อนคลายอารมณ์เถิด !”
การโดนคู่หมั้นหนุ่มเอาใจเช่นนี้จึงเป็นธรรมดาที่จะคุ้มค่าให้มีความสุข บุตรสาวคนโตตระกูลหลินคิดว่าตนเป็นคนที่หมั้นหมายแล้ว ปีหน้าของเวลานี้ก็ออกเรือนไปเป็นสะใภ้ นับเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ! ดังนั้นนางจะไม่ถือสาเด็กผีคนนี้ ! ในระหว่างนั้นบุตรสาวคนโตตระกูลหลินก็กลับมามีอารมณ์ปกติอีกครา !
หลินเว่ยเว่ยถูกป้อนด้วยอาหารสุนัข จึงรู้สึกแย่ทันที ! นางหันไปจ้องบัณฑิตน้อย…มนุษย์เทียบมนุษย์ น่าโมโหสิ้นดี ! ดูหนอนหนังสือนั่นแล้วมาดูเจ้าสิ…
เจียงโม่หานเหลือบมองเผิงหยูเหยี่ยนแวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบม้วนภาพออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้หลินเว่ยเว่ย “เปิดดูสิ !”
“นี่คือ…เจ้าวาดให้ข้าหรือ ?” ในภาพมีก้อนหินขรุขระ ต้นสนเก่าแก่ทว่าแข็งแรง ท่ามกลางขุนเขาอันกว้างใหญ่มีแผ่นหลังของสตรีในชุดสีแดงสดใส มันกลายเป็นจุดสะดุดตาที่สุด สายลมพัดเสื้อคลุมของนาง ขณะที่นางทอดสายตามองทิวเขาไกลโพ้น อาภรณ์โบกสะบัด บรรยากาศเงียบสงบเหมือนเดินจากไปตามสายลม แต่ก็มีชีวิตชีวาเช่นกัน…
เดิมทีอยากให้มื้อเย็นจบลง รอให้ไม่มีใครอยู่แล้วค่อยมอบให้ แต่ใครจะรู้ว่าเจ้าหนอนหนังสือเผิงโยนอาหารสุนัขมาโดยไม่ทันตั้งตัว เขาจึงต้องทำหน้าด้านนำภาพนี้ออกมา
ริมฝีปากของหลินเว่ยเว่ยแทบจะฉีกถึงติ่งหูแล้ว “ที่แท้ในใจของบัณฑิตน้อยก็เห็นข้างดงามขนาดนี้เลย !”
“เจ้าคิดอะไรอยู่ ?” ขณะมองนาง แววตาของเจียงโม่หานเหมือนคนไร้ความรู้สึก ในเวลาเดียวกันก็เหมือนมีความรู้สึกที่เกินบรรยาย
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคักสองสามครั้ง “ข้าคิดอะไรอยู่หรือ ? ข้าก็คิดว่าในสายตาเจ้านั้น ข้าน่าจะเป็นคนเสียสติ ไม่แยแสต่อสิ่งใดและโง่เง่าอะไรประมาณนั้น !”
[1] อาหารสุนัข ในภาษาอินเทอร์เน็ตหมายถึง อวดแฟน อวดคนรัก
ตอนที่ 322: เกี้ยวพากันจนจะสามารถร้องเพลงได้อยู่แล้ว
“เจ้าก็รู้ตัวดี !” เจียงโม่หานอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มตรงมุมปาก “ถ้าเจ้าเป็นคนเช่นนั้น เหตุใดข้ายังต้องสู่ขอเจ้าจากท่านป้า ? หรือข้าอยากรนหาที่เอง ?”
หลินเว่ยเว่ยยิ้มอย่างโง่งมยิ่งกว่าเดิม ที่เขากับนางหมั้นหมายกัน ไม่ได้เป็นนางที่ขอร้องหรือว่าเขาทำเพื่อตอบแทนบุญคุณนางหรอก แท้จริงแล้วเขาเองก็ชอบนางใช่หรือไม่ ?
“บัณฑิตน้อย เจ้าชอบสิ่งใดในตัวข้า !” หลินเว่ยเว่ยทำสีหน้าเพื่อบ่งบอกว่ารีบชมข้าเร็วสิ ชมข้าเยอะ ๆ เลย
นางเฝิงถูกเด็กน้อยสองคนทำให้มีความสุข “ข้าคิดว่าถ้อยคำเกี้ยวพากันของพวกเจ้า อย่าเอามาพูดกลางโต๊ะอาหารได้หรือไม่ ?”
“ต้องพูด ต้องพูดตอนนี้เลย !” ความจริงแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่เด็กสาวขี้อิจฉาจากหมู่บ้านไหนจะทำได้ เพราะนางดึงดันจะตามติดบัณฑิตหนุ่ม เพราะเขาหลงรักนางมาตั้งนานแล้วต่างหาก ฮึฮึฮึ…
เจียงโม่หานรู้สึกว่าผิวหน้าและหัวใจของตนถูกหลอมเป็นเหล็กนานแล้ว ในเมื่อเด็กน้อยมีความสุข เช่นนั้นก็ปล่อยให้นางมีความสุขถึงที่สุดก็แล้วกัน “ข้าชอบความใจกว้าง ชอบความจิตใจดีงาม ชอบความไร้เดียงสา ชอบความขยัน ชอบความเรียบง่าย ชอบความอบอุ่น ชอบรอยยิ้มที่สดใสและชอบความงดงามของเจ้า การชอบใครคนหนึ่ง แม้นางจะมีข้อเสียแต่ก็ยังเปล่งประกาย…”
“ไอหยา…” คำอุทานนี้หลุดออกจากปากหลินเว่ยเว่ยเป็นร้อยเป็นพันครั้ง นางปิดหน้าตัวเองแล้วกล่าวด้วยสำเนียงไต้หวัน “ข้าไม่ได้ดีถึงเพียงนั้น ! โอ้ว เขินชะมัด~…”
ให้ตายเถิด ! ในเวลาปกติบัณฑิตหนุ่มเป็นเหมือนดอกไม้บนผาหิน ท่าทางเย็นชาจนยากจะเอื้อมถึง คาดไม่ถึงว่าเวลาชมใครขึ้นมาก็จะสามารถทำให้คนฟังหน้าแดง ใจเต้นแรงและอารมณ์พลุ่งพล่านได้ !
คนอื่นที่อยู่ร่วมโต๊ะอาหารก็อ้าปากค้าง แววตาของนางหวงเต็มไปด้วยความชื่นชม ที่แท้หานเอ๋อร์ก็ใช่ว่าไม่รู้สึกอะไรกับเสี่ยวเว่ย ความกังวลทั้งหมดจึงเป็นสิ่งที่นางคิดขึ้นมาเอง
นางเฝิงจึงกล่าวขึ้นว่า “ไอหยา ไอหยา” ไม่หยุดปาก “เด็กสมัยนี้ กล้าพูดให้คนอื่นได้ยินถึงเพียงนี้แล้วหรือ ? หรือเพราะพวกเราตามเด็กไม่ทันเอง ? ไอหยา ! คาดไม่ถึงเลยว่าหานเอ๋อร์ของพวกเราที่ภายนอกดูเป็นคนเย็นชากลับยังมีหัวใจของชายหนุ่มผู้เร่าร้อนถึงเพียงนี้ !”
เผิงหยูเหยี่ยนมองศิษย์น้องด้วยความชื่นชม ศิษย์น้องเจียงไม่เพียงศึกษาตำราเก่ง เขียนบทความได้ดี วาดรูปได้วิจิตร เวลาชมสตรีก็ยัง…คุ้มค่าที่ข้าจะเรียนรู้ไว้ด้วย น้องภรรยาที่ดูเป็นแม่เสือในเวลาปกติ ตอนนี้ดูเชื่องยิ่งกว่าแมวเลี้ยง…เป็นอย่างที่คิดว่าระหว่างสามีภรรยาก็มีอีกศาสตร์หนึ่ง เขาเองต้องศึกษาไว้บ้าง
หลินจื่อเหยียนอายุยังน้อยจึงก้มหน้าด้วยความเขินอาย…เขายังเป็นเด็กอยู่ มาพลอดรักกันต่อหน้าเช่นนี้ ยังมีมโนธรรมเหลืออยู่หรือไม่ ?
ส่วนเจ้าหนูน้อยพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง เขาเห็นด้วยกับถ้อยคำของพี่โม่หาน เพราะพี่รองเป็นคนที่ยอดเยี่ยมและทำให้ทุกคนชื่นชอบ !
เจ้านกแก้วขนแหว่งก็เอาปีกมาปิดหน้าเพราะไม่อยากมอง !
เจ้าดำก็ส่งเสียง โฮ่ง…
แต่บุตรสาวคนโตกลับขมวดคิ้วและเอ่ยด้วยความไม่พอใจ “เมื่อครู่ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องซื้อหมูหรอกหรือ ? อย่าเปลี่ยนเรื่อง ! จะหาซื้อหมูในเขตเริ่นอันได้หรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยขยิบตาใส่บัณฑิตหนุ่มต่อหน้าทุกคน ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าคิดว่าจะไปลองเสี่ยงดวงแถวหมู่บ้านรอบๆอำเภอจิงหยุน !”
เขตเริ่นอันประสบภัยแล้งเช่นนี้ คนกินแม้กระทั่งรากของหญ้าและเปลือกไม้แล้วจะเอาสิ่งใดมาเลี้ยงหมู ? ช่วงนี้ ในตัวอำเภอเป่าชิงก็ไม่มีคนขายหมูแล้ว ราคาก็ขึ้นกว่าปีก่อนถึง10เท่า เฮ้อ…ในฤดูหนาวเช่นนี้ไม่รู้ว่าจะยังมีสักกี่ครอบครัวที่ห่อเกี๊ยวกิน !
นางเฝิงพยักหน้า “ให้หานเอ๋อร์ไปกับเจ้าด้วย จะได้ช่วยเจ้าได้บ้าง”
หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจียงโม่หาน เขาน่ะหรือ ?
เจียงโม่หานคิดว่า สายตาเจ้าหมายความอย่างไร ? เมื่อครู่ข้าพูดไปมากมายถึงเพียงนั้น มันเสียเปล่าหมดแล้ว ! ข้าสามารถเก็บมันคืนมาได้หรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยรีบฉีกยิ้มให้เขา เอาเถิด เอาเถิด ! เจ้าอยากไปก็ไป อย่างน้อยก็ไปเป็นเพื่อนคุย !
เผิงหยูเหยี่ยนอยากแนะนำว่าไม่ต้องยุ่งยากถึงเพียงนั้นเพราะบ้านของตนต้องซื้อหมูทุกปี พอถึงเวลานั้นก็ให้พี่ชายและหลานชายซื้อเพิ่มอีกตัว นี่คือปีแรกของการหมั้นหมายจึงเป็นธรรมดาที่ของขวัญวันส่งท้ายปีจะล้ำค่าหน่อย…ทว่าเขายังไม่ได้ปรึกษากับครอบครัวจึงไม่กล้าเอ่ยออกมา…
“ถ้าเช่นนั้น…ให้ข้าตามไปช่วยได้หรือไม่ ?” เผิงหยูเหยี่ยนเอ่ยขึ้นมาเบาๆ
ตระกูลหลินหันไปมองร่างกายที่อวบอ้วนของเขาทันที…เจ้าจะไปทำอะไร ? จะแบกหมูหรือว่าดันเกวียน ?
เฮ้อ…เหมือนจะไม่ได้ทั้งสอง ! แต่ศิษย์น้องเจียงก็เหมือนกับข้าคือเป็นพวกบัณฑิตอ่อนแอ แล้วเหตุใดเขาไปได้ แต่ข้าไปไม่ได้ ?
“อากาศยังหนาวมาก ตามไปก็ลำบาก…แผลของเจ้าก็เพิ่งหายดีได้ไม่ถึงสองวัน เสี่ยวเว่ยกับหานเอ๋อร์ไปก็พอแล้ว เหยี่ยนเอ๋อร์ เจ้าอย่าไปลำบากด้วยเลย !” นางหวงเอ่ยเกลี้ยกล่อม แต่สิ่งที่นางอยากพูดมากกว่านั้นคือ…หนอนหนังสืออย่างเจ้าแค่ยืนอยู่หน้าหมู่บ้านครู่เดียวก็ป่วยได้แล้ว ดังนั้นอย่าตามไปเพิ่มความวุ่นวายเลย !
ตกกลางคืน หลินเว่ยเว่ยนอนหลับฝันดีในมิติน้ำพุวิญญาณ ตอนออกมานางจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับเตียงเตาแล้ว ในมิติน้ำพุวิญญาณที่เหมือนฤดูใบไม้ผลิตลอดเวลาย่อมนอนหลับได้สบายที่สุด !
บนเตียงของนางเต็มไปด้วยลังไม้ที่ปลูกผักกาดกวางตุ้ง ปวยเล้ง ผักกาดหอม ไม่อย่างนั้นฟืนที่ใช้ตอนกลางคืนในห้องนอนนี้ก็จะเสียเปล่า อีกแค่ไม่กี่วันพอผักใบเขียวเหล่านี้เติบโตขึ้นมาแล้วก็จะสามารถช่วยปกปิดผักที่นางขนออกจากมิติน้ำพุวิญญาณได้ !
ในฤดูหนาวมีเพียงผักกาดขาว หัวไชเท้าและมันฝรั่งให้กินเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ซ้ำซากจำเจมากเกินไป นางจึงใช้ความคิดเพื่อที่จะสร้างความอุดมสมบูรณ์บนโต๊ะอาหารของครอบครัว !
มื้อเช้า บุตรสาวคนโตตระกูลหลินได้ทำรอไว้แล้ว คู่หมั้นชอบอาหารฝีมือนางมาก นางจึงดูขยันขึ้นมาทันที ส่วนใหญ่แล้วนางมักจะแย่งเป็นคนทำอาหาร แม้ตอนนี้ฝีมือของนางจะยังห่างชั้นจากหลินเว่ยเว่ยอยู่บ้าง แต่รสชาติอาหารก็ไม่ถือว่าแย่ เจ้าหนูน้อยก็ไม่ได้ต่อต้านอาหารของนางแล้วด้วย !
หลังกินข้าวเช้าเสร็จ หลินเว่ยเว่ยก็ไปเป็นคนขับเกวียนเทียมม้าซึ่งบนเกวียนมีบัณฑิตหนุ่มนั่งอยู่ พวกนางพร้อมออกเดินทางกันแล้ว !
“รอก่อน !” นางเฝิงเห็นว่าวันนี้ลมแรง ลมตะวันตกเฉียงเหนือพัดเข้ามาเป็นระลอก นางกลัวว่าเด็กๆจะหนาวจนล้มป่วย จึงถือเสื้อคลุมหนังกระต่ายออกมาให้พวกเขาคลุมไว้บนตัวและยังให้หลินเว่ยเว่ยใส่ถุงมือหนังกระต่ายด้วย “ใส่เสื้อผ้าหนาๆหน่อย แล้วก็รีบกลับมากันล่ะ !”
“เจ้าค่ะ ! ขอบคุณน้าเฝิง ท่านกับท่านแม่เข้าไปเถิด ข้างนอกลมแรงมาก !” เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อาวุโส หลินเว่ยเว่ยมักจะทำตัวเป็นเด็กดี แต่เมื่ออยู่กับบัณฑิตน้อย นางก็จะเปลี่ยนเป็นอีกแบบทันที
“อ้า ! เย็นเท้าจังเลย !” เป็นอย่างที่คิดว่าเพิ่งออกจากหมู่บ้านได้ไม่นาน นางก็เริ่มทำตัวเป็นปิศาจอีกครั้ง
เจียงโม่หานมองนางด้วยสายตาสงบนิ่ง หลินเว่ยเว่ยเห็นเขาไร้ปฏิกิริยาใด นางจึงยื่นเท้าไปแล้วกล่าวว่า “ไอหยา ! นิ้วเท้าของข้าจะแข็งอยู่แล้ว !”
เจียงโม่หานนำเตาไฟขนาดเล็กไปไว้ข้างๆเท้านาง “อย่ายื่นเท้าออกมา เอาไปไว้ข้างเตาไฟทางนั้น !”
“ในเวลานี้หากเป็นคู่หมั้นคู่อื่น ฝ่ายชายน่าจะถอดเสื้อคลุมออกแล้วกล่าวว่า มา ข้าจะเพิ่มความอบอุ่นให้…” ไม่มีทางที่คู่หมั้นจากสมัยโบราณจะสามารถทำได้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน ดังนั้นนางจึงต้องค่อยๆสอน…
“เช่นนั้น…เท้าที่หนาวเหน็บของเจ้าคืออยากให้ข้าช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้หรือ ?” เจียงโม่หานกวาดตามองเท้าน้อยๆของนาง
หลินเว่ยเว่ยออกแรงพยักหน้าและเหยียดเท้าออกไปอีกครั้ง
เจียงโม่หานขมวดคิ้วและผลักออกด้วยสีหน้ารังเกียจ “เหม็นจะตาย !”
ตอนที่ 323: ของที่คนอื่นมี คู่หมั้นข้าก็ต้องมี
“เหม็นจะตาย ! เหม็นจะตาย !” เสียงกระพือปีกดังขึ้นเหนือศีรษะของหลินเว่ยเว่ย ทันใดนั้นนกแก้วขนแหว่งก็บินมาเกาะบนไหล่นางแล้วซุกก้นของมันเข้าไปในแขนของนาง…หนาวมาก นกก็จะแข็งตายอยู่แล้ว
“เจ้าขนแหว่ง เจ้าตามมาด้วยเหตุใด ?” หลินเว่ยเว่ยนำตัวมันเข้ามาใต้เสื้อคลุม ก่อนจะใช้นิ้วจิ้มที่ปากน้อยๆของมัน
“หงส์แดง ไม่ใช่ขนแหว่ง !” นกแก้วต่อต้าน มันสยายปีกที่เต็มไปด้วยขน อีกไม่นานตัวของมันก็จะกลับมามีสีสันสดใสเหมือนเดิม กลับไปเป็นนกแก้วที่สวยงามตระการตาอีกครั้ง !
หลินเว่ยเว่ยค่อยๆถอดรองเท้าแล้วนำเท้าที่ยังใส่ถุงเท้าสีขาวดุจหิมะเบนไปทางเจียงโม่หานซึ่งจ้องเท้าน้อยๆของนางครู่หนึ่ง…นี่คือ…จะให้เขาเพิ่มความอบอุ่นให้หรือ ? เฮอะเฮอะ เด็กน้อย พอทำดีใส่ก็เอาใหญ่เชียวนะ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ทนเห็นนางตัวเย็นเยือกไม่ไหว สุดท้ายจึงเปิดเสื้อคลุมออกแล้วให้นางเข้ามา
ส่วนเด็กน้อยไร้หัวใจยังคงเล่นกับนกแก้วอย่างมีความสุขต่อไป “เอาเถิด หงส์แดง เจ้ากลัวว่าพวกเราไม่มีเสบียงกินระหว่างทาง จึงนำตัวเองมาเป็นนกย่างให้เราใช่หรือไม่ ?”
นกแก้วขนแหว่งร้องเสียง กวา กวา “นกไม่อร่อย ! ซื้อหมูอ้วน ทำเกี๊ยว !”
“นกแก้วกินเกี๊ยวได้ด้วยหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยนำมันเทศออกมาจากตะกร้า จากนั้นก็นำไปย่างบนเตาไฟ นกแก้วกำลังยื่นจะงอยปากไปจิกกิน แต่โดนหลินเว่ยเว่ยห้ามไว้ก่อนพร้อมโยนข้าวโพดให้มันหนึ่งกำมือ
นกแก้วขนแหว่งก้มหน้ากินอาหาร แต่พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเท้าของนาง “เท้าเน่า เหม็นจะตายแล้ว !” ข้ากำลังกินอาหารอยู่ เจ้าถอดรองเท้าเช่นนี้ยังมีมารยาทอยู่หรือไม่ ?
เจียงโม่หานใช้เสื้อคลุมที่อบอุ่นไปด้วยอุณหภูมิร่างกายของตนคลุมเท้าหลินเว่ยเว่ยเอาไว้ แต่ปากกลับกล่าวว่า “แม้แต่นกยังรังเกียจเจ้า…”
“นกตัวหนึ่งจะเข้าใจอะไร ? อย่างข้าน่ะเรียกว่าเท้าเรียวดุจหยก ต้องดมก่อนถึงจะรู้ว่าหอม…”
เสียงของหลินเว่ยเว่ยยังไม่ทันเงียบ นกแก้วขนแหว่งก็เหมือนจะกินข้าวโพดแล้วติดคอ มันทำเสียงสำลัก…“แหวะ…” ออกมา
เจียงโม่หานเลิกคิ้ว แม้จะไม่ได้หัวเราะแต่ในแววตาของเขาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน หลินเว่ยเว่ยโมโหจนยกตัวนกแก้วขนแหว่งขึ้นมา “ถ้าเจ้ายังกล้าพูดภาษานกมั่วซั่วอีก ข้าจะยัดเจ้าใส่ถุงเท้าคู่นี้เลย !”
นกแก้วขนแหว่งห่อไหล่ทันที มันทำตัวเหมือนต้นหญ้าที่โดนลมหนาวพัด
เกวียนเทียมม้าไม่จำเป็นต้องใช้คนบังคับ มันวิ่งไปตามถนนซึ่งตรงไปยังอำเภอจิงหยุนด้วยตัวมันเอง กระแสลมลดลงมาหน่อย แสงแดดเริ่มปรากฏให้ความรู้สึกอุ่นสบาย เมื่อวางมือไว้บนถุงร้อนขนกระต่ายอีกชั้นแล้วหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกง่วงนอนขึ้นมาทันที
นางขยับไปเบียดตัวกับบัณฑิตหนุ่ม จากนั้นก็เริ่มพิงไหล่ของเขาและหรี่ตาลงเพื่อลอบมองท่าทีของอีกฝ่าย
เจียงโม่หานนำรองเท้าของนางไปผิงไฟ เสร็จแล้วก็ยื่นให้นาง “เลิกแกล้งหลับได้แล้ว ใส่รองเท้าสิ !”
หลินเว่ยเว่ยใส่รองเท้า แต่ทันใดนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นแล้วหันไปหอมแก้มเขาแรงๆ “บัณฑิตน้อย เจ้าเป็นผู้ชายอบอุ่นมาก !”
ใบหูทั้งสองข้างของเจียงโม่หานแดงระเรื่อ คอก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูอมแดงเหมือนกัน เขารีบแสร้งไม่ใส่ใจและกล่าวด้วยน้ำเสียงรังเกียจ “อย่าเอามือที่จับเท้าแล้วมาแตะใบหน้าของข้า !”
หลินเว่ยเว่ยยังจงใจเอื้อมมือไปหยิกแก้มเขา แต่ถูกเจียงโม่หานใช้มือกันไว้ นางจึงถือโอกาสคว้ามือเรียวยาวของเขาแทนและลูบรอยแดงที่นิ้วของอีกฝ่าย “เหตุใดจึงมีรอยแผลของการแพ้อากาศหนาวเช่นนี้หรือ?”
“เมื่อก่อนตอนที่มือเย็นจนแข็งนั้น…” นางเฝิงเพียงคนเดียวเลี้ยงเจียงโม่หานจนเติบใหญ่และยังส่งเขาเรียนหนังสือด้วย นางเองก็ลำบากมาก ! น่าจะเป็นช่วงฤดูหนาวของปีก่อนกระมังที่นางเฝิงเกิดล้มป่วย เขาจึงนำเสื้อกันหนาวตัวเดียวที่มีไปจำนำเพื่อซื้อยามารักษามารดา ในฤดูหนาวเช่นนี้เขาต้องคัดลอกตำราอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อหารายได้ให้มากกว่าเดิมและให้ท่านแม่ได้กินของดีๆ มือทั้งสองข้างจึงโดนลมหนาวจนบวมแดง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วมันก็ทิ้งรอยแผลไว้บนมือ…
ชาติก่อนเขามีช่วงเวลาที่ย่ำแย่ ใช้ชีวิตไม่ต่างจากขอทาน มือทั้งสองข้างเน่าเปื่อยจนเกือบจะกลายเป็นคนพิการ ! ต่อมา หลังจากที่เขาได้นั่งในตำแหน่งเหนือคนนับหมื่นแต่อยู่ใต้บัญชาคนผู้เดียวนั้นแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าใช้ยาดีไปตั้งเท่าไร แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดเจ้าแผลเป็นนี้ได้เสียที เมื่อฤดูหนาวมาเยือนเขาจึงต้องทรมานอีกครา…
หลินเว่ยเว่ยเข้าใจผิดว่าเขานึกถึงช่วงเวลายากลำบากในอดีตจึงนำมือของเขามาใส่ไว้ในอ้อมแขนของตน “กลับไปแล้วข้าจะให้พี่ใหญ่ใช้ขนกระต่ายปั่นด้ายขึ้นมา จะได้นำมาทำถุงมือให้เจ้า เวลาเจ้าเขียนหนังสือ มือจะได้ไม่เย็น ! ท่านหมอเหลียงต้องทำยาทาให้ได้แน่นอน มือเจ้าอาการไม่ร้ายแรงมาก หากจะรักษามันก็ไม่ใช่เรื่องยาก !”
นกแก้วขนแหว่งมีความอ่อนไหวต่อ ‘ขนกระต่าย’ มาก มันจึงพูดแทรกขึ้นมาทันที “ถอนขนไม่ได้ นกจะแข็งตาย !”
“ใครบอกว่าจะถอนขนเจ้า ? เจ้ากินต่อไปเถอะ ! ไม่ว่าจะข้าวโพดหรือเมล็ดสนก็ยังอุดปากเจ้าไม่ได้เลย !” หลินเว่ยเว่ยบีบปากมันแล้วหัวเราะเยาะ ! นกแก้วขนแหว่งขดตัวอยู่บนหน้าอกของนาง จากนั้นก็เริ่มจิกกินข้าวโพดอีกครั้ง…ขอแค่ไม่ถอนขนมัน ทุกอย่างก็ถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี !
เจียงโม่หานมองนางที่ถือโอกาสอุ่นมือให้เขา จากนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นนวดหลังมือหรือเกาฝ่ามือเขาบ้าง กำลังลวนลามกันอยู่ ! เขาจึงค่อยๆดึงมือกลับมาแล้วเหลือบมองนาง “แน่ใจหรือว่าถุงมือที่เจ้าทำ…จะสามารถสวมใส่ได้ ?”
“อย่าดูถูกกันเชียว เข้าใจหรือไม่ ?” ชาติก่อนตอนที่นางเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย นางเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการถักถุงมือหรือสเวตเตอร์เชียวนะ มีรุ่นพี่รุ่นน้องไม่น้อยที่อยากจะซื้อผลงานจากนาง !
“ได้ ! ข้าจะรอถุงมือจากเจ้า !” เด็กน้อยยังไม่เคยทำของให้เขามาก่อน ! คราวก่อนเผิงหยูเหยี่ยนถือกระเป๋าเงินใบหนึ่งมาพร้อมรอยยิ้มโง่งม พอเขาลองถามก็รู้ว่าเป็นของที่คู่หมั้นอีกฝ่ายมอบให้ ดูคนอื่นเถิด กระเป๋าของเจ้านั่นยังมีคู่หมั้นมอบให้…เอาเถิด เขาไม่ได้อิจฉาเลยสักนิด !
เขารู้ว่าด้านเย็บปักถักร้อย เด็กน้อยทำได้ห่วย…นางทำได้ไม่ดีเลย ตัวเขาเองก็ไม่อยากทนเห็นมือนางโดนเข็มทิ่มจนเป็นรูพรุน งานปักหรือตัดเย็บเสื้อผ้า ถ้าทำไม่เป็นก็ไม่เป็นไร ใช่ว่าจะจ้างช่างมาทำไม่ไหวสักหน่อย !
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กน้อยเอ่ยว่าจะมอบของที่ทำเองให้ เขาตัดสินใจแล้วว่าแม้เด็กน้อยจะทำออกมาน่าเกลียดมากเพียงใด เขาก็จะแสร้งทำเป็นว่าชื่นชอบ จะทำร้ายความพยายามของนางไม่ได้ ไม่อย่างนั้น…ต่อไปก็อย่าฝันว่าจะได้ของเล็กน้อยที่นางเป็นคนทำอีกเลย
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็กล่าวว่า “บัณฑิตน้อย เจ้าอยากได้กระเป๋าใส่เงินหรือไม่ ?”
พี่สาวของนางเคยทำกระเป๋าให้ว่าที่พี่เขยแล้ว แม้สีที่ทำออกมาจะไม่ค่อยสวย หรือด้านบนไม่มีลายปักอันใดเลย แต่ว่าที่พี่เขยก็พกติดตัวตลอด ส่วนตัวนางเหมือนจะไม่เคยให้สิ่งใดที่คู่หมั้นสามารถพกติดตัวได้เลย…
“ถ้าเช่นนั้น…เจ้าคิดว่าข้าควรอยากได้หรือไม่อยากได้ ?” ถ้าเจียงโม่หานพูดว่าอยากน่ะหรือ ? ก็กลัวเด็กน้อยจะไปสู้กับเข็มอีกจนทำให้มือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ถ้าพูดว่าไม่อยากได้ เขาก็กลัวนางจะคิดว่ารังเกียจฝีมือเย็บปักของนาง เฮ้อ ! เป็นคู่หมั้นนี่มันยากจริงๆ…
หลินเว่ยเว่ยตลกกับคำตอบของเขา “เอาเถิด ข้ารู้ว่าเจ้ากลัวกระเป๋าของข้าจะใส่ไปอวดคนอื่นไม่ได้ แม้ข้าจะเย็บกระเป๋าไม่เป็น แต่ข้าก็ถักเป็น เจ้ารอก่อน ข้าจะต้องทำของขวัญให้เจ้า ทำกระเป๋าใส่เงินที่เจ้าพกแล้วรู้สึกมีหน้ามีตา ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่หมั้นของข้าแล้ว ของที่คนอื่นมี คู่หมั้นข้าก็ต้องมี ! ข้าจะทำให้คนอื่นอิจฉาเจ้า ไม่ใช่เจ้าอิจฉาคนอื่น !”
ตอนที่ 324: เจ้าจะช่วยจับลิ้นให้ข้าหรือไม่ ?
หลังได้ยินคำพูดสองประโยคสุดท้ายของนางแล้วดวงตาของเจียงโม่หานก็สั่นไหวครู่หนึ่ง บางครั้งถ้อยคำของเด็กน้อยก็ทำให้คนฟังสำลักตาย แต่ในบางครั้งมันก็ทำให้คนฟังซาบซึ้งอย่างอธิบายไม่ถูก ! การโดนคนที่ตนรัก แสดงความรักตอบ ถือเป็นความสุขครั้งแรกที่เขาเพิ่งเคยได้สัมผัสในสองชาติภพนี้…
ตัวเขาในชาติก่อน มีเพียงความหนาวเหน็บที่คอยอยู่เคียงกาย แต่ในชาตินี้เพราะมีนาง โลกจึงกลับมามีดอกไม้ผลิบานอีกครั้ง นางเป็นแสงสว่างในชีวิตเขา เป็นแสงแดดอันอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียว…
ขณะมองบัณฑิตหนุ่มที่กำลังจมอยู่ในความคิด หลินเว่ยเว่ยก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า “เอาเถิด! ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้หรอก เมื่อกลับมาจากอำเภอจิงหยุนแล้ว ข้าจะแสดงฝีมือให้เจ้าดูเอง จะทำให้เจ้าหันมามองข้าใหม่”
“ข้าเชื่อเจ้า !” ภายใต้ลมหนาว ดวงตาของเจียงโม่หานเต็มไปด้วยความอบอุ่น “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนไม่พูดจาส่งเดช สิ่งที่เจ้าเอ่ยออกมาแล้วย่อมทำมันได้แน่นอน !”
“ขอบคุณที่เชื่อใจข้า…ว้าว รู้สึกใจเต้นแรงอย่างไรก็บอกไม่ถูก!” หลินเว่ยเว่ยทำท่าทางบิดตัวไปมาราวกับหนอนผีเสื้อตัวหนึ่ง
“กับข้า เจ้าไม่ต้องเอ่ยคำว่า ‘ขอบคุณ’ นั่นหรอก ! ระหว่างสามีภรรยาแล้วสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ความเชื่อใจหรืออย่างไร ? ความเชื่อใจคือรากฐานของความเข้าใจซึ่งกันและกัน” เจียงโม่หานก้มหน้ามองเด็กสาวที่กำลังถูไถกายไปมาข้างตัวเขา ที่จริงอยากจะกล่าวว่า…บนตัวเจ้ามีเห็บหมัดขึ้นหรือไร ? แต่ก็กลัวจะทำลายบรรยากาศในช่วงเวลานี้ อดทนเอาไว้ก็ได้ !
“แต่ตอนนี้เจ้ายังไม่ใช่สามีข้าเสียหน่อย !” ไม่รู้ว่าหลินเว่ยเว่ยนึกถึงฉากใดขึ้นมาได้ ใบหน้าของนางจึงแดงก่ำ ดวงตาก็เปล่งประกายจนน่าตกใจ
เจียงโม่หานใช้นิ้วจิ้มหน้าผากนางแล้วดันตัวนางให้ออกห่างเล็กน้อย “จับลิ้นแล้วพูดให้มันตรงไปตรงมาหน่อย !”
“ลิ้นก็ขยับไปตามการพูด หากไม่เชื่อฟัง…ถ้าอย่างนั้น เจ้าจะช่วยจับลิ้นให้ข้าหรือไม่ ?” เหมือนดวงตาของหลินเว่ยเว่ยโดนตะคริวกินเพราะนางออกแรงกะพริบตาอย่างหนัก เจียงโม่หานทนมองไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงเอามือปิดตานางไว้
ต่อจากนั้นทั้งสองก็สนทนากันอย่างสนุกสนาน หยอกล้อกันไปมาจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว ขณะเห็นทางแยกไปยังอำเภอจิงหยุนซึ่งอยู่ห่างออกไป เจียงโม่หานก็เสนอให้เข้าไปสอบถามในหมู่บ้านดูก่อน
ทั้งสองจึงบังคับเกวียนเข้ามาที่ ‘หมู่บ้านต้าจง’ พอเข้ามาในหมู่บ้านก็มีคนตะโกนถามเสียงดังลั่น “หยุด พวกเจ้าเป็นใคร ?”
ที่นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่หมู่บ้านที่ใหญ่มาก ทั้งเป็นเหมือนกับฉือหลี่โกวที่มีกองทหารชาวบ้านเดินลาดตระเวนอยู่รอบๆ กลุ่มหนึ่งมีประมาณ20คน ในมือถือส้อมพรวนและจอบเหล็ก เวลานี้กำลังยืนมองพวกตนอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านด้วยความหวาดระแวง
หลินเว่ยเว่ยกระโดดลงจากเกวียนและอธิบายถึงเหตุผลที่มาเยือนอย่างชัดเจน “ท่านลุง หมู่บ้านของพวกท่านมีคนเลี้ยงหมูหรือไม่ ? ข้ามาหาซื้อหมูสักตัว พวกท่านวางใจได้ ข้าซื้อไม่ต่ำกว่าราคาร้านขายเนื้อในเมืองแน่นอน !”
หัวหน้ากลุ่มลาดตระเวนเป็นชายวัยกลางคน เขามองทั้งสองคนครู่หนึ่ง คนหนึ่งเป็นบัณฑิตท่าทางอ่อนแอ ส่วนอีกคนก็เป็นแค่เด็กสาวยิ้มเก่ง เขาจึงโบกมือให้คนในกลุ่ม ก่อนจะพูดกับทั้งสองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพอสมควร “บ้านของอาจงชี มีหมูสองตัวที่จะถูกเชือดในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว ข้าจะพาพวกเจ้าไปถามแล้วกัน!”
ชายวัยกลางคนพาพวกหลินเว่ยเว่ยมายังบ้านหลังในสุดของหมู่บ้าน เขาผลักประตูเดินเข้าไป “อาจงชี มีคนมาซื้อหมูที่หมู่บ้าน หมูของบ้านอาจะขายหรือไม่ ?”
ทันใดนั้นชายชราผมขาว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นคนหนึ่งก็เดินออกมาที่ลานบ้าน เขาเอามือเท้าสะเอวไว้ หลังจ้องทั้งสองคนพักหนึ่งก็กล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “ขาย! หมูตัวหนึ่งคิดราคา50อีแปะต่อชั่ง ขาดแม้แต่อีแปะเดียวก็ไม่ได้ !”
ชายวัยกลางคนที่พาพวกนางมาจึงอธิบายว่า “ในหมู่บ้านเรา หมูของบ้านอาจงชีเลี้ยงได้ดีที่สุดแล้ว เจ้าลองไปดูก่อนได้ ตัวหนึ่งน่าจะหนักประมาณ200ชั่ง อ้วนมากเลยล่ะ! ประเดี๋ยวก็ถึงเทศกาลฤดูหนาวแล้ว ถ้าคนในหมู่บ้านไม่รีบขายออกไปก็เก็บไว้เชือดกินเอง มีแค่สองตัวสุดท้ายของบ้านอาจงชีนี่แหละ! 50อีแปะไม่แพงเลย คนอื่นในหมู่บ้านก็ขายกันราคานี้ทั้งนั้น”
ของหายากย่อมเป็นของมีราคา! เดิมทีในปีแห่งภัยแล้งเช่นนี้ก็มีคนเลี้ยงหมูน้อยอยู่แล้ว ตอนนี้เนื้อหมูในเมืองมีราคากว่า100อีแปะต่อชั่ง แถมจะหาซื้อได้หรือไม่ก็ยังต้องพึ่งพาโชค คราวก่อนตอนที่หลินเว่ยเว่ยไปเขตเริ่นอัน นางไปซื้อเนื้อจากร้านเจ้าประจำ พ่อค้าก็ได้ระบายให้นางฟังว่าหมูเป็นๆ ราคาแพงมากขึ้นทุกที กำไรก็ได้น้อยมาก…
หลินเว่ยเว่ยเห็นเขาเด็ดขาด ราคาก็ไม่ได้ต่างจากปกติมากนัก นางจึงเอ่ยอย่างร่าเริงว่า “ได้ ! ผู้อาวุโส ข้าซื้อหมูอ้วนตัวนั้น…”
ชายชราส่ายหน้า “ถ้าจะซื้อก็ต้องซื้อไปทั้งสองตัว แต่ถ้าไม่ซื้อก็ออกไป ! หมูของบ้านข้าย่อมหาคนซื้อได้ !”
เสียงของเขาเพิ่งเงียบลงก็มีเสียงหยาบคายของใครคนหนึ่งพูดตามมาติดๆ “ตาแก่ คิดดีแล้วหรือ ?”
ทันใดนั้นสีหน้าของชายชราก็ดูหงุดหงิดขึ้นมา เหตุใดมารผจญพวกนี้จึงตามมาถึงหมู่บ้าน ?
“ใต้เท้า คือท่าน…ท่านมาได้พอดีจริงๆ พอดีว่าหมูสองตัวในบ้านถูกพวกเขาทั้งสองเหมาไปหมดแล้วขอรับ!” ชายชรามองมายังพวกหลินเว่ยเว่ยด้วยสายตาอ้อนวอน
“เจ้าแก่ ไม้อ่อนไม่เอา อยากได้ไม้แข็งสิท่า ! ข้าจะบอกให้ว่านี่เป็นหมูที่ทหารรักษาการณ์เมืองจงโจวต้องใช้ในวันเทศกาลฤดูหนาว หากทำให้แม่ทัพกัวเสียงาน เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือไม่ ?” ผู้ที่มาเยือนคือเจ้าอ้วนคนหนึ่งที่มีหนวดเครารกรุงรัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความอาฆาต แววตาดุร้าย ท่าทางไม่เหมือนมาจากค่ายทหาร แต่เหมือน…ฆาตกรมากกว่า !
สายตาของมันหยุดอยู่ที่ตัวหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าใครกล้าแย่งซื้อหมูจากพวกเรากองทหารรักษาการณ์เมืองจงโจว !”
หลินเว่ยเว่ยยิ้มบางๆ “แม่ทัพกัวเป็นทหารกล้าภายใต้บัญชาของหมินอ๋อง เขาใช้ทหารดังเทพเจ้าและเห็นอกเห็นใจราษฎร แล้วจะมาทำเรื่องบังคับให้ซื้อขายเช่นนี้ได้อย่างไร ? คงไม่ได้มีคนแอบอ้างนามของเขาเพื่อเข่นฆ่าผู้คนราวกับผักปลา ใช้อำนาจกดขี่ราษฎรหรอกกระมัง ?”
ชายชราและชายวัยกลางคนที่พาพวกหลินเว่ยเว่ยมาได้ยินเช่นนั้น พวกเขาก็มองเจ้าอ้วนหนวดหนาด้วยสายตาสงสัย จริงสิ ! วันนั้นตอนที่แม่ทัพกัวพานายทหารนับพันมาลาดตระเวนที่อำเภอจิงหยุนก็เคยผ่านหมู่บ้านของพวกตน ฐานทัพก็ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านไม่มากนัก พวกชาวบ้านต่างนำเป็ดไก่ไปให้ด้วยความสมัครใจ แต่ท่านก็รับซื้อไว้ตามราคาตลาด แล้วจะกดราคาเพื่อขอซื้อหมูได้อย่างไร ?
แววตาของเจ้าอ้วนหนวดเครารกรุงรังดูกระวนกระวายขึ้นมาทันที มันยื่นมือออกมาคิดจะจับตัวหลินเว่ยเว่ย “เจ้าแน่ใจว่าจะเป็นศัตรูกับทหารรักษาการณ์เมืองจงโจวใช่หรือไม่ ? พี่น้องทั้งหลาย มันสองคนนี้อาจเป็นพวกกบฏที่เหลือรอด จงจับพวกมันให้ข้า”
หลินเว่ยเว่ยคว้าข้อมือของมันเอาไว้ จากนั้นก็หักไปที่หลังของมันเบาๆ ก่อนจะใช้เท้างอเข่าอีกฝ่ายลง ชายหนุ่มที่สูงกว่านาง น้ำหนักก็มากกว่านางเกือบสองเท่ากำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้าและร้องโอดครวญออกมาไม่หยุด
หลินเว่ยเว่ยพูดกับชายชราว่า “ผู้อาวุโส บ้านท่านมีเชือกหรือไม่ ข้าขอยืมหน่อย !”
“มี มี !”
จนกระทั่งชายชราไปหาเชือก ลูกน้องห้าหกคนที่เจ้าอ้วนหนวดหนาพามาด้วยจึงตื่นจากภวังค์ ในเวลาเดียวกันพวกมันก็พุ่งเข้าใส่หลินเว่ยเว่ยเพื่อช่วยลูกพี่ของตน แต่หลินเว่ยเว่ยใช้เท้าถีบไปยังท้องของพวกมันทีละคน ตอนที่ชายชรากลับมาพร้อมเชือก คนกลุ่มนี้ก็กำลังนอนกุมท้องอยู่กับพื้นแล้ว
ชายชรากล่าวด้วยใบหน้าแข็งกร้าวแต่ภายในใจหวาดหวั่น “พวกเจ้ามีวรยุทธดีถึงเพียงนี้ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ! พวกมันเป็นกบฏราชวงศ์ก่อน รีบนำตัวไปให้ทางการเร็วเข้า !”
หลินเว่ยเว่ยรับเชือกมาถือไว้ หลังมัดพวกมันเสร็จแล้วนางก็ตบศีรษะเจ้าหมอนั่นพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แม้ท่านจะไม่แจ้งทางการ ข้าก็จะเป็นคนไปแจ้งเอง ! ปลอมตัวเป็นทหารมารังแกประชาชน โทษคือโดนโบย100ไม้และเจ้าหนีไม่พ้นแน่ !”
ตอนที่ 325: คงไม่ใช่เหลียงจิ้งหรูมอบความกล้าให้เจ้ากระมัง ?
หลินเว่ยเว่ยเงยหน้ามองชายชราและชายวัยกลางคนที่กำลังทำสีหน้าสงสัยอยู่ “กองทัพรักษาการณ์เมืองจงโจวทิ้งทหารส่วนหนึ่งไว้นอกอำเภอจิงหยุน พวกท่านส่งคนไปรายงานว่ามีผู้อ้างนามของกองทัพมารังแกราษฎร ทำลายชื่อเสียงกองทัพ…อยากหนีเช่นนั้นหรือ ? ไม่ง่ายถึงเพียงนั้นหรอก !”
ระหว่างนั้นหางตาของนางก็เห็นพวกชายหนุ่มที่โดนนางถีบลงไปนอนกองกับพื้นและกำลังคิดจะหนี หลินเว่ยเว่ยจึงถีบซ้ำอีกครั้งแล้วแบ่งเชือกให้ชายชราและชายวัยกลางคน “มัดพวกมันให้หมด !”
“พวกเจ้าช่างกล้านัก ! ข้าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายหุงหาอาหารใต้บัญชาของท่านแม่ทัพกัวเชียวนะ พวกเจ้าอย่าหลงกลโจรชั่วสองคนนี้ พอถึงเวลานั้นคนที่จะโดนโบยคือพวกเจ้าเอง !” เจ้าอ้วนหนวดเครารุงรังยังพยายามดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย
หลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามา จากนั้นก็ตบหน้ามันสองสามที ก่อนจะกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “สายตาของราษฎรนั้นเฉียบคม ให้พวกเขาดูหน่อยว่าเราสองคน ใครเหมือนคนเลวมากกว่ากัน ? ตอนเจ้าบังคับให้ซื้อขายก็เปิดเผยตัวตนของเจ้าแล้ว กล้าปลอมตัวเป็นทหารรักษาการณ์เมือง คงไม่ใช่เหลียงจิ้งหรู มอบความกล้าให้เจ้ากระมัง ?”
ชายวัยกลางคนตัดสินใจไม่ได้ จึงไปเชิญผู้ใหญ่บ้านมา ! ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่รู้จะเชื่อใครดี จึงพูดกับชายวัยกลางคนว่า “แจ้งทางการดีกว่า…”
พอเจ้าอ้วนได้ยินเช่นนั้นก็กระวนกระวายขึ้นมาทันที มันยังอยากลองพยายามอีกครั้ง แต่โดนหลินเว่ยเว่ยทำลายด้วยถ้อยคำเสียก่อน “คิดว่าเจ้าอยู่ในกองทัพด้วยหรือ เช่นนั้นก็ดี เพราะข้าขอถามเจ้าหน่อยว่าแม่ทัพกัวมีไฝที่ใบหูข้างซ้ายหรือข้างขวา ? รองแม่ทัพข้างกายทั้งสองนายมีแซ่อันใด ท่าทางและอายุเท่าไหร่ มีสิ่งใดที่แตกต่างกันบ้าง ?”
เจ้าอ้วนหนวดเครารุงรังทำท่าทางมั่นใจและเปลี่ยนถ้อยคำเหลวไหลให้ฟังเสมือนจริง “แม่ทัพกัวมีไฝดำที่ใบหูข้างขวา รองแม่ทัพคนหนึ่งแซ่หลี่ คนหนึ่งแซ่หวัง ! คนหนึ่งอายุ32ปี ส่วนอีกคนอายุ38ปี…”
ชายชราและผู้ใหญ่บ้านเห็นมันพูดออกมาได้อย่างมั่นใจจึงเริ่มเชื่อขึ้นมา ตอนกองทัพผ่านมาที่นี่ ไฉนเลยชาวบ้านอย่างตนจะกล้าเบียดไปอยู่ข้างหน้าจึงได้แต่ยืนมองจากที่ห่างไกล พวกตนรู้เพียงว่าแม่ทัพกัวบัญชากองทัพได้องอาจเป็นอย่างยิ่ง ไม่รู้หรอกว่าเขามีหน้าตาอย่างไรหรือมีไฝอยู่ตรงไหน ?
หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม “เดิมทีใบหูของแม่ทัพกัวไม่มีไฝ เจ้าเผยพิรุธออกมาแล้วรู้หรือไม่ ?”
“แล้วแม่ทัพกัวมีไฝหรือไม่นั้น เจ้ารู้ได้อย่างไร ?” ชายอ้วนเจ้าเล่ห์น่าดู มันจึงย้อนถาม
หลินเว่ยเว่ยยักคิ้ว “ข้าต้องรู้อยู่แล้ว ! เพราะข้าเป็นคนหมู่บ้านฉือหลี่โกว ! เพราะข้าและบัณฑิตหนุ่มเป็นคนเสี่ยงชีวิตไปรายงานให้กองทหารรักษาการณ์เมืองรับรู้ ! และก็เป็นแม่ทัพกัวเองที่เรียกตัวเราเข้าพบ พากองทัพมาปราบกบฏที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวของพวกเรา ! เจ้าว่าข้าควรรู้หรือไม่ ?”
ผู้ใหญ่บ้านต้าจงได้ยินเช่นนั้นก็รีบพูดว่า “พวกเจ้ามาจากหมู่บ้านฉือหลี่โกว ! ข้าก็ว่าแล้ว ปีที่ย่ำแย่เช่นนี้จะยังมีสักกี่คนที่อยากซื้อหมูทั้งตัว ถ้าเป็นคนจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวก็เข้าใจได้ !”
ประเดี๋ยวก่อน ชื่อเสียงของหมู่บ้านฉือหลี่โกวโด่งดังถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? เหตุใดคนหมู่บ้านฉือหลี่โกวมาซื้อหมูแล้วถึงเข้าใจได้ พวกเจ้าคงไม่ได้เข้าใจสิ่งใดผิดเกี่ยวกับหมู่บ้านฉือหลี่โกวใช่หรือไม่ ?
“ได้ยินว่าแม่ทัพกัวได้ทราบข่าวอำเภอจิงหยุนตกเป็นเป้าจากพวกกบฏก็ตอนไปเยือนหมู่บ้านฉือหลี่โกว วันนั้นหากแม่ทัพกัวนำทหารมาช้าอีกแค่ครึ่งชั่วยาม อำเภอจิงหยุนก็จะโดนพวกกบฏกวาดล้างจนราบเป็นหน้ากลองแล้ว หมู่บ้านที่อยู่โดยรอบอย่างพวกเราก็ยากจะหลบพ้น !” พอนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นแล้วผู้ใหญ่บ้านก็ยังรู้สึกกลัวไม่หาย ตอนที่พวกกบฏเข้าเมืองไปประกาศว่าจะสังหารทุกคน คนในหมู่บ้านก็ได้ยินเต็มสองหู
จนถึงตอนนี้เจ้าอ้วนหนวดเครารุงรังจึงได้ตื่นกลัวจนถึงขีดสุด ลูกน้องไม่กี่คนที่พามาด้วยเริ่มร้องไห้อ้อนวอน “นี่เป็นความคิดของพ่อค้าหมูแซ่จาง พวกเราเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะแอบอ้างนามของกองทัพ พวกเราแค่มาช่วยแบกหมูเท่านั้น ขอร้องล่ะ ช่วยเมตตาด้วย ปล่อยพวกเราไปได้หรือไม่ ?”
“พวกเจ้าจะมีโทษหรือต้องชดใช้ด้วยสิ่งใดนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราจะตัดสินได้ รอให้ทหารรักษาการณ์เมืองมาถึงแล้ว ทุกอย่างก็จะกระจ่างเอง !” หลินเว่ยเว่ยกล่าวอย่างไม่แยแส ทหารรักษาการณ์เมืองจงโจวสละเลือดเนื้อเพื่อราษฎรอำเภอจิงหยุนและเมืองจงโจว แต่กลับมีคนสวมรอยมากดขี่ประชาชนและทำลายชื่อเสียงของพวกเขา เรื่องนี้จะยอมไม่ได้เด็ดขาด !
หมู่บ้านต้าจงอยู่ห่างจากค่ายทหารไม่ไกลนัก ผ่านไปไม่นานแม่ทัพนายหนึ่งก็พาทหารจำนวนสิบนายมาที่หมู่บ้านแห่งนี้
“นี่…ไม่ใช่หลินกู่เหนียงหรอกหรือ ?” หืม ? ทหารนายนี้ไม่ใช่รองแม่ทัพหนุ่มที่ติดตามแม่ทัพกัวมายังหมู่บ้านฉือหลี่โกวหรอกหรือ ? ม้าแก่สองตัวที่บ้านนางก็เป็นเขาออกคำสั่งให้มอบเป็นของชดเชยแก่พวกนาง !
“รองแม่ทัพโจวสบายดีหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยประทับใจในตัวแม่ทัพน้อยยิ่งนัก นางจึงฉีกยิ้มทักทายเขา ทันใดนั้นเจ้าอ้วนหนวดเครารุงรังและลูกน้องก็ทำหน้าอมทุกข์…จบเห่ จบเห่แล้ว !
หลังสอบถามเรื่องราวจนกระจ่างแล้ว รองแม่ทัพโจวก็เดินเข้ามาหาเจ้าอ้วน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว “กล้านัก ! ปลอมเป็นคนของกองทัพมากดราคาและบังคับให้ชาวบ้านขายหมูแก่ตน พ่อค้าหมูแซ่จางเอ๋ยพ่อค้าหมูแซ่จาง ใครมอบความกล้าแก่เจ้า !”
“ใต้เท้าโปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย ข้าน้อยสำนึกผิดแล้ว ! ขะ…ข้าน้อยยอมชดใช้ให้คนพวกนั้นเป็นสองเท่าขอรับ !” เฮอะ ! เจ้าหมอนี่คงไม่ได้ทำงานเช่นนี้เป็นครั้งแรกสิท่า !
“หมูตัวเป็นๆในท้องตลาดขายราคา50อีแปะต่อชั่ง แต่เจ้าชั่วร้ายยิ่งนัก ให้ชาวบ้านแค่20อีแปะต่อชั่ง เหตุใดเจ้าไม่ปล้นไปเลยล่ะ ?” รองแม่ทัพโจวใช้มือตบที่ศีรษะเจ้าอ้วนหนวดรุงรัง “ในเมื่อเจ้าอยากเป็นคนของกองทหารรักษาการณ์ถึงเพียงนี้ ก็มาเป็นนักโทษของกองทัพเลยแล้วกัน !”
ตามกฎหมาย คือ ผู้ที่แอบอ้างเป็นนายทหารในกองทัพ ต้องรับโทษโบย100ไม้ ผู้ติดตาม50ไม้แล้วจึงจะถูกส่งไปเป็นทาสรับใช้ในกองทัพ
โทษของนักโทษแห่งกองทัพ ปกติจะโดนเนรเทศไปยังสถานที่ห่างไกลและลำบากที่สุดเพื่อทำงานหนักและอันตราย ถ้ามีศึกสงครามล่ะก็ คนที่อยู่แนวหน้าสุดก็คือคนเหล่านี้ การลงโทษขั้นพื้นฐานของนักโทษกองทัพ แทบไม่มีโอกาสได้รอดกลับมาเลย
เจ้าอ้วนหนวดเครารุงรังเป็นอัมพาตในทันใด ผู้ที่สมรู้ร่วมคิดอีกไม่กี่คนก็จะถูกส่งตัวไปทำงานหนัก เช่น ในสถานที่ผลิตเกลือ
เป็นอย่างที่หลินเว่ยเว่ยบอกไว้ว่ากองทัพปกป้องบ้านเมืองสละเลือดเนื้อ ดังนั้นเกียรติและศักดิ์ศรีจะถูกละเลยไม่ได้เด็ดขาด !
ขณะที่ทางฝั่งรองแม่ทัพโจวกำลังจับคนมัดตัวแล้วเตรียมนำกลับไปที่ค่าย ทางฝั่งของหลินเว่ยเว่ยก็ต่อรองราคาหมูกันเรียบร้อยแล้ว หมูสองตัวนั้นนางเหมาหมด ! ชายชรายังใจดีลดให้อีกชั่งละ10อีแปะ…ถ้าไม่ได้เป็นเพราะกู่เหนียงท่านนี้ หมูทั้งสองของเขาก็คงถูกพ่อค้าหมูแซ่จางนั้นบีบบังคับให้ขายจนแม้แต่เงินทุนก็ไม่ได้คืน !
ก่อนจากไป รองแม่ทัพโจวยังเข้ามาทักทายหลินเว่ยเว่ย ขณะมองหมูสองตัวที่กรีดร้องและถูกมัดไว้บนเกวียน เขาก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เนื้อเยอะเช่นนี้ พวกเจ้าจะกินกันหมดหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยก็กล่าวด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “ประเดี๋ยวก็ถึงเทศกาลฤดูหนาวแล้วไม่ใช่หรือ ? แต่ละบ้านต้องทำเกี๊ยวทั้งนั้น หมู่บ้านฉือหลี่โกวมีอยู่ตั้ง30กว่าครัวเรือน แบ่งไปคนละ2ชั่ง หมูตัวหนึ่งก็แทบไม่เหลือแล้ว ส่วนอีกตัวก็เหลือไว้เชือดตอนฉลองปีใหม่ !”
รองแม่ทัพโจวพยักหน้าแล้วมองไปยังม้าแก่ที่ถูกมัดไว้ข้างถนนและกำลังเล็มหญ้าอยู่ ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความสงสัย “นะ…นี่เป็นหนึ่งในม้าแก่ที่ยกให้พวกเจ้าเมื่อคราวก่อนใช่หรือไม่ ? เจ้าเลี้ยงอย่างไร ? เหตุใดมันถึงดูมีเรี่ยวแรงเยอะขึ้นมาได้ !”
หลินเว่ยเว่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม “เอ่ยถึงเรื่องนี้แล้ว อย่างไรก็ต้องขอบคุณท่านรองแม่ทัพโจวมาก !”
“ไม่ใช่สิ ! ตอนนั้นม้าสองตัวแทบจะไม่ไหวแล้ว แต่ตอนนี้…เหมือนเปลี่ยนเป็นม้าตัวใหม่เลย !” ถ้าในเวลานั้นม้าแก่ทั้งสองตัวเป็นเหมือนในปัจจุบัน เขาก็คงทำใจยกม้าสองตัวเป็นของชดเชยไม่ไหว ! เพราะเห็นว่ามันแก่จนแทบไม่ไหวแล้วถึงยอมยกให้บ้านตระกูลหลินต่างหาก
หลินเว่ยเว่ยก็ทำราวกับไม่เข้าใจเช่นกัน “อาจ…เพราะตอนนั้นม้าแก่ตัวนี้ป่วยอยู่ พอรักษาหายแล้วมันก็เลยกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง…รองแม่ทัพโจว ท่านคงไม่ได้รู้สึกอยากกลับคำพูดหรอกกระมัง ?”
[1] เหลียงจิ้งหรู คือ นักร้องชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน
ตอนที่ 326: รั่วราวกับตะแกรงอยู่แล้ว
รองแม่ทัพโจวส่ายหน้า “ม้าแก่สองตัวยังพอจะขนของได้ แต่ถ้าให้เป็นม้าศึกคงทำไม่ได้ตามเกณฑ์ เรื่องชดเชยให้พวกเจ้านั้น ท่านแม่ทัพกัวก็พยักหน้าเห็นด้วยแล้ว ไฉนเลยจะมีการริบของรางวัลที่เคยยกให้กลับคืน ?”
เช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี ! กว่าจะใช้น้ำและหญ้าในมิติน้ำพุวิญญาณ อ้อ ยังมีข้าวโพดบางส่วนจากมิติน้ำพุวิญญาณมาบำรุงร่างกายเจ้าม้าแก่สองตัวนี้ทีละนิด ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถ้ารองแม่ทัพโจวคิดกลับคำขึ้นมา ช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ของนางก็จะไม่เท่ากับเสียแรงโดยเปล่าประโยชน์หรือ ?
หมูสองตัวรวมกันแล้วมีน้ำหนัก400กว่าชั่ง ราคา1ชั่งคือ40อีแปะ รวมกันแล้วก็ตกเป็นเงิน17ตำลึง หลินเว่ยเว่ยหยิบเงินออกมาจ่าย ก่อนจะขับเกวียนเทียมม้าออกจากหมู่บ้านต้าจง
“ผู้ใหญ่บ้าน เมื่อครู่ท่านเห็นหรือไม่ ? เด็กสาวที่มีพลังประหลาดของหมู่บ้านฉือหลี่โกวเป็นอย่างที่เล่าลือกันจริงๆ หมูตัวหนึ่งที่ต้องใช้ผู้ชายแบกถึงสองคน ทว่านางสามารถยกขึ้นเกวียนได้ด้วยมือเดียว ข้าเกือบจะคิดว่าหมูตัวนั้นทำมาจากปุยฝ้ายด้วยซ้ำ !” ชายวัยกลางคนของหมู่บ้านต้าจงกลืนน้ำลาย แววตายังแฝงไปด้วยความเหลือเชื่อไม่จางหาย
อาจงชีเก็บเงินเรียบร้อย หลังได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “แปลกตรงไหน ? ญาติผู้น้องของข้าเป็นผู้ใหญ่บ้านต้าฝางจวง หมู่บ้านของพวกเขาเผชิญภัยจากหมูป่าและเพราะกู่เหนียงน้อยตระกูลหลินคนนี้พาพวกผู้ชายในหมู่บ้านฉือหลี่โกวไปปราบ ปัญหาจึงจบลงได้ หมูป่าหกเจ็ดตัวที่บุกเข้ามาในหมู่บ้าน นางใช้กับดักจับไปได้สองตัว แถมยังฆ่าตายด้วยมือเปล่าอีกหนึ่งตัว ส่วนที่เหลือนั้นชาวบ้านฉือหลี่โกวและต้าฝางจวงช่วยกันจับ”
“ว่าอย่างไรนะ ? เด็กสาวเช่นนางฆ่าหมูป่าตัวเป็นๆได้หรือ ? เป็นเรื่องจริงเช่นนั้นหรือ ?” ชายวัยกลางคนไม่กล้าเชื่อ แต่เขาก็รู้ว่าอาจงชีไม่เคยคุยโวโอ้อวดมาก่อน ดังนั้นไม่อยากเชื่อก็คงต้องเชื่อ !
“คราวก่อนตอนที่ญาติผู้น้องเอาผักป่ามาให้ข้า เขาเป็นคนเล่าเอง !” อาจงชียังกล่าวอีกว่า “รอบหมู่บ้านต้าฝางจวงมีหมูป่าอาศัยอยู่บนหุบเขา ด้านในมีหมูป่าไม่รู้ตั้งเท่าไร ญาติผู้น้องของข้าจึงไปขอความช่วยเหลือจากหลินกู่เหนียง แล้วหนึ่งเดือนต่อจากนั้นเขาก็พาชาวบ้านขึ้นเขา แต่ไม่เห็นหมูป่าเลยสักตัว ต้าฝางจวงประสบภัยแล้งรุนแรง ต้องขอบคุณที่หลินกู่เหนียงคนนี้ขึ้นไปจัดการหมูป่าบนเขาให้ พวกเขาถึงได้กล้าไปเก็บผักป่าและผลไม้ป่ากิน ผักป่าตากแห้งรวมกับข้าวสารบรรเทาทุกข์ที่ได้รับมา จึงทำให้พวกเขาไม่ต้องทนหิวโหยในฤดูหนาวนี้แล้ว !”
ผู้ใหญ่บ้านต้าจงรู้สึกชื่นชม “กู่เหนียงคนนี้ทำเรื่องดีงาม…”
“เรื่องดีๆที่นางทำไม่ได้มีแค่นี้หรอก เหตุใดฉือหลี่โกวจึงตกเป็นเป้าของพวกกบฏน่ะหรือ ? ก็ไม่ใช่เพราะว่าร่ำรวยเงินทองและไม่ขาดแคลนอาหารหรือไร ! กู่เหนียงน้อยตระกูลหลินไม่เพียงสนใจแต่ครอบครัวตนเอง ทว่านางยังพาคนทั้งหมู่บ้านร่ำรวยไปพร้อมกัน แค่เก็บลูกสนกลับมา แต่ละบ้านก็ได้เงินหลายสิบตำลึงแล้ว ! ยังมีพวกเด็กสาวและลูกสะใภ้ที่มือเท้าคล่องแคล่วขึ้นเขาไปเก็บผลไม้ป่ามาขายให้ตระกูลหลินเพื่อช่วยสร้างรายได้ให้ครอบครัวอีกทาง…”
อาจงชีมองถุงเงินในมือ หมูที่บ้านของตนต้องใช้เวลาเลี้ยงหนึ่งปีเต็มถึงจะได้เงินสิบกว่าตำลึง คนหมู่บ้านฉือหลี่โกวทำงานแค่เดือนกว่าก็ทำเงินได้เท่ากับรายได้ต่อปีของตนแล้ว ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก !’
ชายวัยกลางคนเกาท้ายทอยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “เหตุใดคนเช่นนี้จึงไม่โผล่มาในหมู่บ้านเราบ้าง ?”
ผู้ใหญ่บ้านต้าจงทำตาขวางใส่เขาทันที “คนที่เก่งกาจเช่นนี้ หลายร้อยปีถึงจะมีสักคน เจ้าคิดว่าจะมีสิ่งที่เจ้าอยากได้ให้เก็บไปเสียทุกที่หรือไร ? ตื่นเถิด เลิกฝันกลางวันได้แล้ว !”
“จริงสิ ! บุตรสาวคนเล็กของข้ายังไม่ได้บอกว่าชอบใคร ข้าจะให้คนไปสืบว่าทางหมู่บ้านฉือหลี่โกวยังมีเด็กหนุ่มวัยเหมาะสมกันหรือไม่…” ชายวัยกลางคนตบหน้าผากตนเอง…ข้าฉลาดจริงๆเลย !
แต่อาจงชีกลับส่ายหน้าแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “กว่าเจ้าจะคิดได้ คนอื่นเขาคิดได้กันตั้งนานแล้ว ตอนนี้เด็กหนุ่มในหมู่บ้านฉือหลี่โกวต่างถูกแย่งชิง ! แม้แต่บ้านที่มีเด็กสาวก็ยังถูกแม่สื่อมาตามสอบถามจนธรณีประตูแทบพัง ! ผู้ที่ยอมแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงก็มีให้เห็นนับไม่ถ้วน !”
เกวียนเทียมม้าเคลื่อนที่ไปตามถนนบนหุบเขา หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานนั่งอยู่บนเกวียนโดยเท้าทั้งสองข้างห้อยอยู่นอกตัวเกวียน หลินเว่ยเว่ยแกว่งขาไปมา ปากก็ฮัมเพลงผิดทำนองไปด้วย “มือซ้ายมีหมูหนึ่งตัว มือขวามีหมูหนึ่งตัว ด้านข้างยังมีบัณฑิตน้อย ล้า ลา ลัน ลันลา…”
เจียงโม่หานหมุนตัวไปหยิบกระบุงสะพายหลังของหลินเว่ยเว่ยมาถือไว้แล้วเปิดผ้าคลุมออก…ด้านในว่างเปล่า หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเขาพลางถามว่า “เจ้าหาสิ่งใดอยู่ ?”
เจียงโม่หานส่ายหน้า “ข้าเห็นเจ้าชอบหยิบของที่คาดไม่ถึงออกมาให้คนอื่นบ่อยๆ ข้าจึงอยากดูว่าในกระบุงของเจ้ามีสิ่งใดอยู่บ้าง ?”
“อ้อ ! เจ้าหมายถึงห่อขนมที่ข้าให้รองแม่ทัพโจวน่ะหรือ ? เดิมทีข้าเตรียมไว้ให้เรากินระหว่างทาง ข้าถามเจ้าก็บอกว่าไม่หิว ข้าจึงให้คนอื่นไปแล้ว…เจ้าหิวแล้วหรือ ?” เป็นธรรมดาที่หลินเว่ยเว่ยจะเตรียมข้ออ้างไว้แล้ว เพราะไม่ว่าอย่างไรตอนนำออกมา เขาก็ไม่ได้พลิกดูกระบุงก่อน
เจียงโม่หานมองนาง “ถ้าข้าบอกว่าหิว เจ้าจะกลับไปทวงขนมกลับมาหรือ ?”
“ขนมนั่นเอากลับมาไม่ได้อยู่แล้ว แต่…ข้ามีเนื้อแผ่นห่อหนึ่ง เจ้าจะกินหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยควานหาไปมาในแขนเสื้อ ในที่สุดนางก็หยิบห่อกระดาษขนาดไม่ใหญ่และไม่เล็กออกมา เนื้อแผ่นที่นางทำจากเนื้อหมูป่าก็หอมยิ่งกว่าสิ่งใดเสียอีก !
ต่อจากนั้นนางก็หยิบออกมากินหนึ่งชิ้น ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งอร่อย นางเป็นคนชอบกินขนมและชอบกินขนมรูปแบบใหม่ๆด้วย เนื้อหมูแผ่น เนื้อหมูหั่นเต๋าเหล่านี้เก็บได้นาน ทำครั้งหนึ่งกินได้อีกนาน พอฤดูหนาวมาเยือนแล้ว คนในครอบครัวก็จะมารวมตัวกันที่เตียงเตา และขนมสักจานถือเป็นของกินเล่นที่ขาดไม่ได้ !
เจียงโม่หานมองปากของนาง จากนั้นก็รับห่อเนื้อแผ่นมาถือไว้แล้วเริ่มกินโดยไม่เกรงใจ
หลินเว่ยเว่ยลอบถอนหายใจ วันนี้ผ่านไปได้อีกหนึ่งครั้งแล้ว ต่อไปคงต้องเอาของออกจากมิติน้ำพุวิญญาณเวลาอยู่ต่อหน้าเขาให้น้อยลงบ้าง บัณฑิตหนุ่มเป็นคนฉลาดถึงเพียงนี้ ต้องโดนเขาจับไต๋ได้ง่ายแน่นอน ! นางยังครุ่นคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้เจียงโม่หานหยุดสงสัย แต่ไม่รู้ว่าต่อหน้าเจียงโม่หานนั้น ตัวตนของนางรั่วราวกับตะแกรงอยู่แล้ว !
พลบค่ำ ในที่สุดเกวียนก็วิ่งมาถึงหมู่บ้านฉือหลี่โกว ในเวลาเดียวกันนั้นก็บังเอิญเจอกองทหารชาวบ้านซึ่งมีหลิวต้าซวนเป็นผู้นำในการเดินตรวจตรา หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มทักทายเขา “ลุงต้าซวน พรุ่งนี้ที่บ้านจะฆ่าหมู อย่าลืมมากินหมูด้วยกัน !”
พวกหลิวต้าซวนหยุดยืนข้างเกวียน ขณะมองหมูตัวอ้วนสองตัวบนเกวียน เขาก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “โอ้ ! หมูอ้วนดีจัง ! ได้เลย ! พรุ่งนี้ข้าไปแน่ !”
ขณะมองทั้งสองคนขับเกวียนไปหยุดที่หน้าบ้านตระกูลหลิน หนึ่งในสมาชิกกองทหารชาวบ้านก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉาหลิวต้าซวน “พี่ต้าซวน บ้านพวกพี่กับบ้านตระกูลหลินสนิทกันมากเลย !”
หลิวต้าซวนจึงพูดติดตลก “ข้าน่ะ ได้ดีจากน้องสะใภ้ ! เจ้าเองก็รู้ว่าน้องสะใภ้ของข้าเป็นคนมีน้ำใจ ไม่ว่าบ้านใครเกิดเรื่อง หากช่วยได้นางก็จะช่วยเสมอ ในเรื่องความสัมพันธ์นี้ หากไม่ใช่เจ้าช่วยข้า ข้าก็ช่วยเจ้า ย่อมสามารถเติมความอบอุ่นให้กันได้”
สมาชิกคนอื่นรู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะตอนที่บ้านตระกูลหลินยากลำบาก พวกตนเอาแต่ยืนมองเฉยๆ เช่นนั้นแล้วจะไปขอให้บ้านตระกูลหลินปฏิบัติกับพวกตนอย่างเท่าเทียมได้อย่างไร ? ดูเอาเถิด ตอนนี้บ้านที่คบหากับนางหวง มีครอบครัวใดบ้างที่ไม่ได้รับการดูแลจากตระกูลหลิน ? มีเรื่องดีๆก็นึกถึงพวกนั้นก่อน
“กลับมาแล้ว ! พวกเรากลับมาแล้ว !” นกแก้วขนแหว่งกระพือปีกบินข้ามกำแพง จากนั้นก็เริ่มพูดเสียงดังลั่น พอผลักประตูเข้ามา เจ้าดำก็ได้ยินเสียงของพวกนางแล้ว ตอนนี้มันจึงรออยู่ข้างในเพื่อต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
ตอนที่ 327: แฮมตระกูลหลินแห่งฉือหลี่โกว
เจ้าหนูน้อยก็ทำตัวเหมือนลูกกระสุนปืนใหญ่คือพุ่งออกมาจากบ้านแล้วเข้าไปเดินวนรอบกายหลินเว่ยเว่ยประมาณ2-3รอบ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ข้างเกวียนแล้วใช้นิ้วจิ้มจมูกเจ้าหมูตัวอ้วน เมื่อเจ้าหมูที่น่าสงสารตื่นจากภวังค์แล้ว มันก็กรีดร้องด้วยความตกใจ ตอนนี้คนทั้งหมู่บ้านจึงได้รู้ว่าตระกูลหลินซื้อหมูตัวเป็นๆมา!
หลินเว่ยเว่ยนำเกวียนเข้ามาจอดในลานบ้าน ส่วนหมูสองตัวก็นำไปไว้ที่คอกแพะหลังบ้าน เจ้าหนูน้อยเอาหญ้ากระต่ายมาแกล้งหมู ทั้งสองตัวเบียดกันอยู่ตรงมุมหนึ่งของคอกแพะด้วยความสั่นเทา
เจ้าหนูน้อยถามว่า “พี่รองจะเชือดหมูสองตัวเลยหรือ ? เอาขาหมูมาทำแฮมจินหัวได้หรือไม่ ?”
“เจ้าคิดว่าพี่รองทำเป็นทุกอย่างหรือ ! แฮมจินหัวมีสูตรลับของมัน ถ้าใครทำเลียนแบบออกมาได้ มันจะยังโด่งดังเช่นนี้อยู่หรือไม่ ? แต่ถ้าเจ้าชอบกินแฮม พวกเราสามารถทำ ‘แฮมตระกูลหลินแห่งฉือหลี่โกว’ ได้!” หลินเว่ยเว่ยเกาจมูกน้อยๆของน้องชาย
“ดี ดีมากเลย ! เช่นนั้นทำ ‘แฮมตระกูลหลินแห่งฉือหลี่โกว’ ทำสองขา…ขาเดียวไม่พอกิน !” ในสายตาของเจ้าหนูน้อยคือหมูตัวอ้วนกลายเป็นแฮมจากขาหมูแสนอร่อยไปแล้ว
“ได้ ! เราทำสองขา ! แฮมยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไร รสชาติก็ยิ่งเข้มข้น ส่วนแฮมจินหัวที่คุณชายลู่ส่งมาให้คราวก่อน อย่างน้อยก็น่าจะเก็บได้นานไม่ต่ำกว่า2ปี !”
“ว่าอย่างไรนะ ? ปล่อยไว้สองปี มันจะไม่เสียหรือ ?” เจ้าหนูน้อยเบิกตากว้างทันใด
หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “แฮมที่มีคุณภาพสูงสามารถเก็บไว้ได้หลายปีเชียวล่ะ !”
เจ้าหนูน้อยยังถามอีก “ถ้าหมักตอนนี้จะได้กินเมื่อใด ? ”
“อย่างน้อยก็ครึ่งปี ! เจ้าแมวตะกละตัวน้อย เจ้าจะต้องอดทนรอหน่อย !” หลินเว่ยเว่ยบีบใบหน้าที่กำลังตกตะลึงของเขาพร้อมหัวเราะออกมา
หลังกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ให้หลินจื่อเหยียนและเจ้าหนูน้อยไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน บ้านท่านหมอเหลียง บ้านซัวถัว บ้านหลิวต้าซวน บ้านพรานหวังแล้วยังมีบ้านหลิวว่ายจื่อเพื่อเชิญพวกเขามากินอาหารจากหมูที่จะเชือดในวันพรุ่งนี้!
วันรุ่งขึ้น ผู้ชายห้าหกบ้านที่ถูกเชิญมาก็มาถึงอย่างรวดเร็ว พรานหวังเป็นมือเชือดหมู เมื่อก่อนถ้าใครในหมู่บ้านฉือหลี่โกวจะเชือดหมูก็มักมาเรียกเขาไปช่วยทั้งนั้น
พรานหวังและพวกผู้ชายเดินมายังลานหลังบ้าน ขณะมองหมูตัวอ้วนสองตัวนั้นเขาก็ถามว่า “จะเชือดหมูสองตัวนี้พร้อมกันเลยหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังหมูที่ตัวเล็กกว่าหน่อย “เชือดตัวนั้นก่อน! ส่วนตัวนี้เลี้ยงต่อไปแล้วค่อยเชือดเดือนหน้า”
พรานหวังและผู้ชายอีกหลายคนที่เหลือจึงเริ่มจับหมูตัวนั้นแล้วแบกมายังลานด้านนอก…บ้านปกติทั่วไปจะเชือดที่ลานบ้านตนเอง แต่ลานบ้านตระกูลหลินเป็นสถานที่ใช้ทำอาหาร การเชือดหมูเลอะเทอะเกินไป พวกเขาจึงกลัวจะทำให้พวกนางเสียงาน
พอมีดใบยาวอาบไปด้วยเลือดสีแดงสดแล้ว เสียงร้องเสียดแก้วหูของหมูก็หยุดลง แม่ซัวถัวจึงรีบนำอ่างไปรองเลือดหมูและเริ่มคนเลือดอย่างต่อเนื่อง
ป้ากุ้ยฮวาและมารดาหลิวว่ายจื่อล้างเครื่องในหมูอย่างขยันขันแข็ง พวกนางนำไส้อ่อนหมูออกมาก่อน ส่วนหนึ่งเก็บไว้ทำไส้กรอกเลือด อีกส่วนหนึ่งก็จัดการไว้ทำกุนเชียง
พรานหวังเป็นผู้ถอนขนหมู นี่ถือเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ เขาจับดูว่าน้ำอุ่นพอดีหรือไม่ ก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มแสดงฝีมือ หลังพรมน้ำลงไปสองครั้ง เขาก็ตักถ่านโยนลงไปจำนวนสามพลั่ว ตามด้วยกรวดหิน กาบมะพร้าวและเริ่มงานอย่างชำนาญจนหนังหมูสะอาดเรียบร้อย ได้รับเสียงชื่นชมจากทุกคน
ขณะที่ควันไฟเปลี่ยนจากหนาเป็นบาง หมูตัวอวบขาว อ่อนนุ่มและสะอาดเกลี้ยงก็ปรากฏสู่สายตาทุกคน พรานหวังตบบั้นท้ายเย้ายวนของเจ้าหมูหนึ่งครั้ง ก่อนจะตะโกนออกมาว่า “พี่น้องทั้งหลายรีบลงมือเร็วเข้า”
ต่อจากนั้นงานอันยุ่งเหยิงก็เริ่มต้นขึ้นอีกครา หัวคือหัว เนื้อคือเนื้อ และเครื่องในก็ถูกแยกออกมาเป็นส่วนๆ
ก่อนจะถึงเทศกาลฤดูหนาวยังเหลือเวลาอีกสองวัน หนึ่งในผู้คนที่มามุงดูก็ถามว่า “นางหนูรอง เจ้าพอจะขายเนื้อหมูตัวนี้ให้บ้านข้าสักชั่งได้หรือไม่? พอถึงเทศกาลฤดูหนาวแล้ว ข้าจะได้เอาไปทำไส้เกี๊ยวให้พวกเด็กๆกิน…”
ผู้ใหญ่บ้านพ่นควันจากกล้องยาสูบสองครั้ง เขาเองก็มองไปทางหลินเว่ยเว่ยที่กำลังทำไส้กรอกเลือดอยู่ด้านข้าง สิ่งที่ควรใส่ในเลือดหมูทั้งหมดก็ใส่แล้ว แต่นางยังเติมเครื่องปรุงสูตรลับลงไปอีก ตอนนี้เหลือแค่กรอกส่วนผสมลงไส้อ่อนเท่านั้น ซึ่งงานเหล่านี้พวกแม่ซัวถัวสามารถทำกันเองได้
หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็ล้างมือให้สะอาดแล้วพูดกับคนที่มามุงดูว่า “หมูตัวอ้วนนี้ น่าจะมีเนื้อประมาณร้อยกว่าชั่งได้ คงแบ่งให้พวกท่านเท่ากันไม่ได้หรอก อย่างมากก็ได้แค่ชั่งสองชั่ง พวกท่านก็อย่าตำหนิกันเลย…”
“ไม่ตำหนิ ไม่ตำหนิเลย !” แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์รีบชี้ไปยังส่วนที่ตนชอบแล้วพูดกับพรานหวังว่า “หั่นตรงนี้ให้ข้า2ชั่ง…”
ผู้ใหญ่บ้านขมวดคิ้ว หลังเคาะกล้องยาสูบที่ส้นรองเท้าสองครั้งแล้วก็พูดขึ้นมาเสียงดัง “ช้าก่อน! พวกเจ้าเลือกเนื้อส่วนดีๆไปหมด แล้วจะให้ตระกูลหลินกินอันใด? ข้าคิดว่าบ้านละชั่งก็พอแล้ว ให้พรานหวังเป็นคนหั่น ใครอยากได้ก็ซื้อ อย่าเอาแต่เลือกผลประโยชน์ให้ตนเอง แล้วก็เรื่องราคาให้ยึดตามราคาขายเนื้อในเขตเริ่นอัน! ถ้าใครเรื่องมากหรือคิดว่าราคาสูงเกินไปและอยากเอาเปรียบ เช่นนั้นก็ไปซื้อที่เขตเอง!”
พรานหวังและหลินเว่ยเว่ยปรึกษากันครู่หนึ่ง เนื้อดีไม่ดีผสมกัน แบ่งคนละชั่งได้ออกมาเป็น30ชุด แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์และมารดาเจ้าอ้วนซานที่คิดจะเอาส่วนดีๆ ก็มีสีหน้าหมองคล้ำทันที พวกนางได้แต่เลือกเหมือนทุกคนและจ่ายเงินตามสมควร
ส่วนบ้านที่มีสมาชิกเยอะเช่นบ้านของผู้ใหญ่วัง ลูกหลานรวมกันแล้วมี10กว่าคน พวกเขาไม่ได้แยกกันอยู่ ดังนั้นเนื้อหนึ่งชั่งจึงไม่พอให้เด็กๆเคี้ยวเล่นด้วยซ้ำ ครอบครัวเช่นนี้หลินเว่ยเว่ยก็เข้าใจจึงขายให้สองชั่ง
คนเยอะแรงก็มาก พวกเครื่องในส่วนต่างๆของหมู ไม่ตกมาให้คนตระกูลหลินออกแรงเลย พวกมันถูกทำความสะอาดจนหมด ไส้กรอกเลือดก็กรอกเสร็จแล้ว กุนเชียงก็แขวนอยู่ที่ชายคาบ้านตระกูลหลิน ส่วนในครัวกำลังตุ๋นหมูที่เชือดในวันนี้ กลิ่นหอมหวนนั้นได้ลอยไปไกล…
ยำหมูสามชั้นจานใหญ่ หัวหมูตุ๋นหนึ่งจาน หัวใจหมูทอดหนึ่งจาน ไส้กรอกเลือดตุ๋นผักดองหนึ่งหม้อ เครื่องในต้มหนึ่งหม้อ ( ไส้ ตับ ปอด แล่ให้เป็นแผ่นบางๆ ) ผัดเนื้อติดกระดูกหนึ่งจาน…ผู้ชายหนึ่งโต๊ะ ผู้หญิงอีกหนึ่งโต๊ะ ทางฝั่งโต๊ะผู้ชายมีสุราขาว ส่วนฝั่งผู้หญิงมีสุราองุ่น พอพวกเด็กๆกินอิ่มแล้วก็ออกไปวิ่งเล่นกันให้ทั่ว ช่างเป็นบรรยากาศแห่งความสุข…ทำงานหนักมาครึ่งวัน สิ่งที่อยากได้ก็ไม่ใช่ความคึกคัก มีสีสันและมีความสุขเหมือนในเวลานี้หรอกหรือ?
หลังกินเสร็จแล้ว พวกผู้หญิงและลูกสะใภ้คนอื่นยังช่วยกันล้างถ้วยชามจนสะอาด ลานบ้านก็ถูกเก็บกวาดจนเรียบร้อย พวกนางทำทุกอย่างให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วจึงจะจากไป หลินเว่ยเว่ยยังห่ออาหารที่เหลือให้บ้านละชาม อาหารที่ทำจากหมูที่เชือดในวันนี้ล้วนเป็นอาหารเลิศรสทั้งสิ้น ในชามนี้จึงเต็มไปด้วยเนื้อ! เมื่อปฏิเสธไม่ได้ พวกป้าๆน้าๆจึงถือชามกลับไปพร้อมความดีใจ
พอแขกกลับหมดแล้ว คนบ้านตระกูลหลินก็หันมามองหน้ากันไปมาเหมือนไม่มีที่ให้พวกตนต้องใช้แรงอีก ขณะมองเนื้อหมู70-80ชั่ง ซี่โครงหมู กระดูกหมู เท้าหมูแล้วยังมีขาหลังหมูที่เหลืออีกสองข้าง หลินเว่ยเว่ยก็พับแขนเสื้อขึ้น “ถึงเวลาที่ข้าจะแสดงฝีมือแล้ว! น้องสี่ พี่รองจะหมักขาหมูให้เจ้า!”
นางหวงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจ้านี่นะ! ว่างไม่ได้เลย!”
แววตาเจ้าหนูน้อยเปล่งประกายด้วยความดีใจ วันนี้วังตงเฉียงและเสี่ยวถู่โต้วก็มากินข้าวที่บ้านด้วย เด็กทั้งสามคนกินจนปากมันแผลบและได้เล่นกันอย่างสนุกสนาน! ขณะมองพี่รองทาเกลือบนขาหมูชั้นแล้วชั้นเล่า เจ้าหนูน้อยก็อดถามไม่ได้ว่า “พี่รอง บ้านเราจะทำอาหารจากหมูเชือดสดๆครั้งต่อไปเมื่อใดหรือ?”
“อาหารจากหมูเชือดสดอร่อยถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ทำให้เจ้าเพิ่งกินเสร็จก็อยากกินใหม่อีก” หลินเว่ยเว่ยถาม “หรือฝีมือพวกป้าๆกับพี่สะใภ้เหล่านั้นอร่อยกว่าฝีมือพี่รอง?”
ตอนที่ 328: ยังไม่สายเกินไปที่จะมีความสุข
เจ้าหนูน้อยจึงรีบแสดงความจงรักภักดีออกมา “พวกนางย่อมเทียบพี่รองไม่ติดอยู่แล้ว แต่ว่าบ้านเราไม่เคยมีชีวิตชีวาเหมือนวันนี้มาก่อน !”
นางหวงก็รู้สึกเช่นกัน ตอนที่สามียังอยู่ เวลาที่บ้านฆ่าหมูนั้นอย่างมากสุดก็มีสามีของพี่สะใภ้กุ้ยฮวามาช่วย ตอนไปเชิญผู้ใหญ่บ้านมาร่วมงานเลี้ยงด้วย เขามักจะบอกปัดเสมอ ส่วนชาวบ้านคนอื่นก็มองท่าทีของผู้ใหญ่บ้านจึงไม่มีใครมายุ่งกับบ้านตระกูลหลินเลย
ไฉนเลยจะเหมือนตอนนี้ แม้ไม่ได้เชิญมา พวกเขาก็ออกตัวมาช่วยเอง พอช่วยเสร็จแล้วก็จากไปอย่างเงียบๆ…เป็นเหมือนที่เจ้าสี่กล่าวว่าในบ้านไม่เคยมีชีวิตชีวาเช่นนี้มาก่อน !
นางเดินมายังลานบ้านแล้วเงยหน้ามองแสงจันทร์ ท่านพี่ ท่านเห็นหรือไม่ ? ความคิดอยากให้พวกชาวบ้านยอมรับที่ท่านปรารถนามานาน บุตรสาวช่วยให้เป็นจริงได้แล้ว ! ตอนนี้ข้ากับลูกๆ สบายดีและต่อไปจะยิ่งดีขึ้นอีก…
“ท่านแม่เจ้าคะ เข้าบ้านเถิด ! ข้างนอกหนาวมาก !” หลินเว่ยเว่ยเก็บกวาดครัวเงียบๆ หลังออกมาเห็นนางหวงยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาวก็รีบเข้าไปประคองมารดาเข้าบ้าน เพราะร่างกายมารดาเพิ่งหายดี จะปล่อยให้ล้มป่วยอีกไม่ได้ !
เจ้าหนูน้อยก็พูดปลอบประโลมราวกับเป็นผู้ใหญ่ “ข้ารู้ว่าท่านแม่กำลังคิดอันใดอยู่ ? ท่านแม่คิดถึงท่านพ่อใช่หรือไม่ขอรับ ? ท่านแม่ หากท่านพ่อที่อยู่บนดวงจันทร์เห็นบ้านเรามีความสุข รักและสามัคคีกันเช่นนี้ ท่านต้องมีความสุขแน่นอน ท่านแม่…อย่าเสียใจไปเลย !”
ตอนที่เจ้าหนูน้อยเพิ่งคลอด บิดาก็จากไปแล้ว ตอนเขายังเล็กๆ ก็เคยถูกพวกเด็กในหมู่บ้านล้อว่า ‘ลูกไม่มีพ่อ’ เขาจึงร้องไห้มาร้องขอบิดาจากนางหวงที่ได้แต่อดกลั้นความเสียใจเอาไว้แล้วบอกว่าบิดาขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์และคอยมองเจ้าหนูน้อยอยู่ทุกวัน ต่อมาพอเจ้าหนูน้อยโตขึ้นอีกหน่อยก็เข้าใจเรื่องการจากลา เขาจึงไม่เอ่ยเรื่องบิดาออกมาอีก !
นางหวงเผยรอยยิ้มสบายใจ “แม่ไม่ได้เศร้า ! พี่สาวทั้งสองของเจ้าล้วนมีบ้านที่ดีให้อยู่แล้ว ปีหน้าพี่ชายเจ้าก็จะสอบบัณฑิตถงเซิง นี่ยังไม่สายเกินไปที่แม่จะมีความสุข !”
เจ้าหนูน้อยรีบยกมือของตนขึ้นมา “ยังมีเรื่องน่ายินดีอีกหนึ่งอย่างคือปีหน้าเอ้อร์ฮว๋าก็จะไปเรียนหนังสือที่เขตเริ่นอันแล้ว !”
หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะน้องสี่ “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไปเรียนหนังสือในเมือง ? เจ้าต้องเตรียมใจให้พร้อม เพราะในแต่ละวันต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่อเดินทางไปเขตเริ่นอัน หากใช้เกวียนจะต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยาม ! ค่ำแล้วจึงจะกลับถึงบ้าน ! ลำบากมากเลย !”
ตามความคิดของหลินเว่ยเว่ยคือตอนแรกนางจะส่งเจ้าหนูน้อยไปเรียนกับบัณฑิตซิ่วไฉอาวุโสที่หมู่บ้านใกล้ๆนี้ก่อนสักปีสองปี พอเจ้าหนูน้อยโตขึ้นมาอีกหน่อยก็ค่อยส่งไปเรียนในสำนักศึกษา
เจ้าหนูน้อยกล่าวว่า “เป็นบัณฑิตจะกลัวความลำบากได้อย่างไร ? ต้องเผชิญความลำบากถึงจะเป็นคนเหนือคน ! ถ้ากลัวความลำบากตั้งแต่แรกเริ่มก็ไม่ต้องเปลืองเงินและปล่อยให้ตนเองเสียเวลา เสียวัยหนุ่มสาวไปเถิด !”
หลินเว่ยเว่ยยังแกล้งเขาต่อ “เช่นนั้นกิจการเลี้ยงกระต่ายของเจ้าล่ะ ? ถ้าเจ้าไปเรียนในหมู่บ้านใกล้เคียง ออกเช้ากลับเย็นทุกวัน เจ้าก็ยังสามารถไปเกี่ยวหญ้า ดูแลลูกกระต่ายได้ ถ้าไปที่เขตเริ่นอันก็จะเสียเวลาไปกับการเดินทาง เจ้าทำใจให้คอกกระต่ายหลังบ้านว่างเปล่าได้หรือ ?”
เจ้าหนูน้อยครุ่นคิดก่อนจะกล่าวว่า “ข้าทำเหมือนพี่รองได้คือจ้างคนมาดูแลคอกกระต่าย ! หญ้ากระต่ายหนึ่งตะกร้าจ่ายเงิน1อีแปะ จากนั้นก็จ้างสักคนสองคนมาดูแลทำความสะอาดคอกกระต่าย ข้าไม่ได้อยู่ค้างที่เขตเริ่นอัน ต้องกลับมาบ้านทุกเย็น ใครทำงานไม่ดีก็เปลี่ยนคนใหม่ !”
หลินจื่อเหยียนเดินเข้ามา เขาเองก็ลูบศีรษะเจ้าหนูน้อย “เด็กดี ! เจ้าสามารถหาเงินได้ในขณะที่เรียนหนังสือ เจ้าเก่งกว่าข้าแล้ว !”
ตอนนั้นถ้าเขาเป็นเหมือนเจ้าหนูน้อยที่มีความคิดอยากจะหาเงินสักนิด ที่บ้านก็คงไม่ต้องยากจนถึงเพียงนั้นหรอก…
หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นอารมณ์ของน้องชายคนโตที่เริ่มหดหู่ นางจึงตบบ่าเขาแล้วกล่าวว่า “เจ้าเองก็ไม่เลวหรอก ช่วยงานบ้านไม่น้อย ตอนรับซื้อลูกสนและผลไม้ป่า งานชั่งน้ำหนัก คิดเงิน จ่ายเงินก็ล้วนเป็นเจ้าทำทั้งนั้น ยังมีสมุดบัญชีในบ้านที่เจ้าทำเอง…รู้หรือไม่ว่าข้าไม่ชอบทำงานจุกจิกพวกนี้ที่สุด โชคดีที่มีเจ้าคอยช่วย ! เป็นเด็กเป็นเล็กไม่ต้องคิดเยอะถึงเพียงนั้น กินให้อิ่ม นอนหลับให้เพียงพอ ขยันเรียนมากๆ พอเจ้าสอบซิ่วไฉติดแล้ว ที่นาสามหมู่ของบ้านเราก็ไม่ต้องจ่ายภาษีอีก ข้ายังอยากลองปลูกข้าวในน้ำ…”
“ว่าอย่างไรนะ ? ปลูกข้าวในน้ำเป็นวิธีของทางใต้ไม่ใช่หรือ ? ฉือหลี่โกวของเราอยู่ทางเหนือ มีช่วงแล้งน้ำเกือบครึ่งปี แล้วจะเอาน้ำที่ไหนมาปลูกข้าว ? พี่รอง ท่านเองก็มีความคิดเพ้อฝันเกินไปหน่อย !” หลินจื่อเหยียนพยายามลบความคิดไร้สาระของพี่รองอย่างสุดกำลัง ผลผลิตข้าวสาลีและข้าวโพดในปีนี้ไม่เลว เราปลูกพวกนี้ซ้ำไม่ดีหรือ ? จะหาเรื่องใส่ตัวเพื่อเหตุใด ?
หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่เขา “เจ้าจะเข้าใจสิ่งใด ? ชีวิตคือการดิ้นรน ! ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งรุ่งเรือง ! ตอนที่ข้าบอกว่าจะปลูกข้าวโพด พวกเจ้าก็บอกว่าปลูกไม่ได้ใช่หรือเปล่า ? ข้าได้ยินมาว่าข้าวพันธุ์เจิ้งฮั่นทนแล้ง ผลผลิตก็ไม่ต่ำ เหมาะที่จะนำมาปลูกทางเหนือ !”
เจียงโม่หานเลิกคิ้ว หืม ? เหตุใดเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ? ด้วยความเข้าใจที่เขามีต่อเด็กน้อยคือนางไม่ใช่คนพูดจาเหลวไหล ถ้ามีข้าวเช่นนั้นอยู่จริง แล้วชีวิตของราษฎรในภาคเหนือก็คงใกล้เคียงกับภาคใต้คือใช้ชีวิตกันได้อย่างเปี่ยมสุข !
เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้แล้ว หลินเว่ยเว่ยก็คิดไปไกลกว่านั้นอีก จริงด้วย ! นางสามารถปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ในมิติน้ำพุวิญญาณได้ ! นางมีมิติน้ำพุวิญญาณและยังมีความรู้ความเชี่ยวชาญของชาติก่อนติดกาย นางจะไม่รู้สึกเสียดายแย่หรือถ้าปล่อยให้มันเสียเปล่าไปทั้งอย่างนี้ ?
“บัณฑิตน้อย ข้าอยากซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว เจ้ามีความเห็นหรือไม่ ?” ยามที่หลินเว่ยเว่ยตัดสินใจไม่ได้ก็มักจะหันไปขอความเห็นจากบัณฑิตหนุ่ม…แม้เขาจะลงมือทำไม่ได้ แต่สมองของเขาก็ดีเป็นอย่างยิ่ง ! หากเอ่ยถึงการใช้สมอง การถามเขาก็ถูกต้องแล้ว !
เจียงโม่หานครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่ได้มีตัวเลือกที่เหมาะสมให้แล้วหรอกหรือ ?”
“ตัวเลือกที่เหมาะสม…” หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้ว นางลองนึกถึงคนที่ตนรู้จักอย่างละเอียดรอบหนึ่ง “เจ้าหมายถึง…คุณชายลู่ ? จริงด้วย ! เหตุใดข้าคิดไม่ได้ ? เขามีร้านขายข้าวสารราคาถูกในเขตเริ่นอันและเป็นข้าวสารที่ขนมาจากทางใต้…”
หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มมีความสุขขึ้นมาทันที “ช่วงสองวันนี้คุณชายลู่น่าจะกลับมาจากทุ่งหญ้าแล้วกระมัง ? ข้าจะบอกอาว่ายจื่อว่าหากเขามาแล้วก็ให้เขารอข้าที่ท่าเรือหนึ่งวัน”
“พี่รอง คุณชายลู่ไม่ได้บอกว่าจะเอาวัวนมมาให้พวกเราตัวหนึ่งหรือ ?” เจ้าหนูน้อยยังจำได้เพราะแพะที่เคยให้นมถูกพวกกบฏฆ่าตาย ตัวเขาก็เสียใจอยู่พักใหญ่ !
หลินเว่ยเว่ยเกาจมูกเจ้าหนูน้อย “โตถึงเพียงนี้แล้วยังคิดจะกินนมอีกหรือ ? ปีหน้าจะไปเรียนหนังสือยังทำตัวเป็นเด็กน้อยติดนมอยู่อีก…”
เจ้าหนูน้อยอายขึ้นมาทันที “ข้าไม่ใช่เด็กน้อยติดนมแล้ว เป็นพี่รองต่างหากที่เอ่ยว่าการดื่มนมวันละแก้วจะทำให้ตัวสูงขึ้น ! เมื่อก่อนท่านแม่ก็ดื่มนมแพะทุกวันเช่นกัน !”
“เพื่อให้เอ้อร์ฮว๋าของเราตัวสูง แม้คุณชายลู่จะเอาวัวนมกลับมาไม่ได้ พี่รองก็จะคิดหาวิธีทำให้เอ้อร์ฮว๋าได้ดื่มนมแน่นอน !” หลินเว่ยเว่ยบีบแก้มนุ่มๆของเจ้าหนูน้อย “น้องสี่ เจ้าอ้วนขึ้นใช่หรือไม่ ?”
“ขะ…ข้าไม่ได้อ้วนสักหน่อย ! ปะ…เป็นเพราะฟันขึ้นใหม่…ข้าปวดฟัน…จึงทำให้หน้าบวม !” เจ้าหนูน้อยเขินจนโมโห ฮือฮือฮือ…ช่วงนี้กินเยอะไปหน่อย แถมยังไม่ค่อยได้ออกจากห้อง พอไม่ทันระวังไขมันก็เพิ่มขึ้นอีกแล้ว พวกเด็กนิสัยไม่ดีในหมู่บ้านต่างเรียกข้าลับหลังว่าเจ้าอ้วน…เกินไปแล้วจริง ๆ !
ตอนที่ 329: เป็นบ้านของตนจริงๆ
“ฟันขึ้นใหม่ ?” หลินเว่ยเว่ยให้เขาอ้าปากแล้วเริ่มกวาดสายตามองฟันในช่องปาก ทันใดนั้นบนใบหน้าของนางก็อดมีสีดำปกคลุมไม่ได้…เห็นชัดว่าคือฟันหน้าไม่ใช่ฟันกราม แล้วหน้าจะบวมได้อย่างไร ? เอาเถิด นางจะไม่เปิดโปงเขาก็ได้ ไม่อย่างนั้นเขาจะต้องร้องไห้ให้เห็นแน่นอน ! เด็กน้อยเอ๋ย อ้วนหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เหตุใดต้องคิดมากเพียงนี้ ?
ในวันเทศกาลฤดูหนาว คนงานในบ้านตระกูลหลินและโรงงานแปรรูปล้วนได้หยุดพักหนึ่งวัน
ขอแค่เดินเข้ามาในหมู่บ้านฉือหลี่โกว ไม่ว่าจะไปหยุดอยู่ที่บ้านหลังใดก็ได้ยินเสียงของการทำไส้เกี๊ยวและห่อเกี๊ยวกันทั้งนั้น ทำให้บรรยากาศในหมู่บ้านดูเป็นเทศกาลรื่นเริงขึ้นมาทันที
รถม้าสองคันมาเยือนและเกือบเป็นเวลาทานมื้อเที่ยงพอดี พอเข้ามาในฉือหลี่โกวแล้ว พวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านตระกูลหลิน
เสียงเคาะประตูดังขึ้น เจ้าหนูน้อยจึงรีบตะโกนด้วยเสียงอันทรงพลังว่า “ข้าจะไปเปิดประตู !”
เมื่อเห็นลู่เหวินจวินที่ยืนอยู่ข้างนอกพร้อมรูปร่างที่ทั้งดำและผอม เจ้าหนูน้อยก็ยืนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันมาตะโกนให้คนในบ้านได้ยินด้วยความดีใจ “พี่รอง คุณชายลู่มา ! คุณชายลู่เชิญด้านใน พี่ชิงเฟิง ท่านผู้ดูแลจาง เชิญด้านในทุกคนเลยขอรับ !”
ชิงเฟิงฉีกยิ้มอย่างเป็นมิตรให้เจ้าหนูน้อยแล้วก็เริ่มออกคำสั่งให้ลูกน้องรีบขนหนังสัตว์บนรถม้าทั้งสองคันลงมา หลินเว่ยเว่ยเดินออกจากครัวพร้อมขยับมือจีบแผ่นเกี๊ยวไปด้วย พอเห็นสภาพที่ต่างออกไปจากเดิมอย่างมากของลู่เหวินจวินแล้ว นางก็ทอดถอนใจว่าการทำการค้าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดูสิ ทำให้เด็กหนุ่มรูปงามกลายมาอยู่ในสภาพนี้ได้ !
ขณะมองหนังสัตว์ถูกขนเข้าบ้านทีละผืน หลินเว่ยเว่ยก็ถามด้วยความสงสัย “คุณชายลู่ นี่ท่าน…”
ลู่เหวินจวินชี้ไปยังเตียวผี ( ขนมิงค์ ) สีขาวสองผืน “สองผืนนี้เป็นของขวัญที่ข้ามอบให้หลินกู่เหนียงและท่านป้า ส่วนที่เหลือนั้นบัณฑิตเจียงวานให้ข้าขนมา…”
หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “อย่าเพิ่งสนใจเรื่องพวกนั้นเลย เข้ามาล้างหน้าล้างตาแล้วพักจิบชาสักถ้วยก่อนเถิด !”
“ดี !” ลู่เหวินจวินไม่ได้เกรงใจนางแต่อย่างใด วันนี้เขาเพิ่งเดินทางมาถึงเขตเริ่นอันก็ต้องเดินทางต่อด้วยความยากลำบาก ลมหนาวแทบพัดจนตัวเขาจะแข็งตายอยู่แล้ว ในเวลานี้จึงจำเป็นต้องดื่มชาสักถ้วยเพื่อช่วยอบอุ่นร่างกาย
หลินเว่ยเว่ยต้มน้ำขิงใส่น้ำตาลสีแดงให้เขาและพวกผู้ติดตามหนึ่งหม้อ จากนั้นก็รินให้แต่ละคนเป็นถ้วยใหญ่ก่อน
หลังดื่มจนมีเหงื่อออกที่ปลายจมูกแล้วลู่เหวินจวินก็เบียดตัวเข้าไปในครัวพลางนั่งลงข้างเตาไฟ “ห่อเกี๊ยวหรือ ข้าช่วยก็แล้วกัน !”
พอได้ยินเช่นนั้น เจ้าหนูน้อยที่กำลังห่อเกี๊ยวไส้เนื้อแกะชิ้นอวบก็หันมามองเขา “ท่านทำเป็นหรือ ?”
ลู่เหวินจวินเช็ดฝุ่นแป้งออกจากจมูกแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ทำไม่เป็นก็เรียนรู้ได้ ! ตอนแรกเจ้าไม่รู้อักษรสักตัวก็ต้องเรียนก่อนถึงจะรู้ใช่หรือไม่ !”
เจ้าหนูน้อยพยักหน้า “เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะสอนท่านเอง !”
ขณะมองลู่เหวินจวินห่อเกี๊ยวออกมาได้น่าเกลียดสิ้นดี เจ้าหนูน้อยก็หันไปยิ้มเยาะใส่เขาโดยไร้ความปรานี “น่าเกลียดมาก ! ท่านห่อชิ้นไหนก็กินเองนะ ข้าเห็นแล้วไร้ซึ่งความอยากอาหารหมด !”
ลู่เหวินจวินยังห่ออีกหลายชิ้น แต่แล้วก็เริ่มรู้สึกท้อขึ้นมาเล็กน้อย หรือเขาจะไร้พรสวรรค์ด้านการห่อเกี๊ยว ? เหตุใดแม้แต่เจ้าหนูน้อยก็ยังห่อออกมาได้ดูดีกว่า ?
หลินเว่ยเว่ยจึงยิ้มปลอบ “แม้จะน่าเกลียดไปหน่อย แต่รสชาติก็เหมือนกัน ไม่ส่งผลต่อการกินหรอก !”
“แต่มันส่งผลต่อจิตใจคนกิน !” หลินจื่อเหยียนนำเกี๊ยวที่ตนห่อไปแกว่งตรงหน้าลู่เหวินจวินด้วยความภาคภูมิใจ ลู่เหวินจวินโมโหจนรีบเข้าไปแย่งแบบเด็กๆ…แล้วบีบมันจนเละ !
ผู้ดูแลจางและชิงเฟิงที่กำลังซุกตัวอยู่ข้างเตาถ่านกำลังกินขนมอย่างเพลิดเพลิน หลังได้ยินเสียงหัวเราะสนุกสนานของคุณชายรองและพวกเด็กๆบ้านตระกูลหลินดังออกมาจากในครัว ทั้งสองก็ค่อยๆถอนหายใจ
เทศกาลฤดูหนาวเป็นเทศกาลแรกตั้งแต่ฤดูหนาวมาเยือน มีคำกล่าวว่า ‘เทศกาลฤดูหนาวเปรียบดั่งวันส่งท้ายปีเก่า’ วันรวมตัวฉลองกับครอบครัวเช่นนี้ พวกเขากลัวว่าการมาเยือนของคุณชายรองจะทำให้บ้านตระกูลหลินไม่พอใจ พวกเขาเองก็เคยคิดจะห้ามคุณชายรองเพราะไม่ว่าครอบครัวใด วันนี้ก็เป็นวันสำคัญภายในครอบครัว แต่จู่ๆก็มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญเพิ่มมาอีกคน ปากอาจไม่พูด แต่ในใจก็ไม่แน่ว่าจะยินดีหรือเปล่า
ทว่ามองจากตอนนี้แล้วบ้านตระกูลหลินคงไม่ได้เห็นคุณชายรองเป็นคนนอกจริงๆ ฟังจากเสียงหัวเราะ เสียงสนทนาในครัวก็รู้แล้ว ! ชิงเฟิงสูดจมูก ขณะจิบน้ำขิงร้อนๆให้ชื่นใจก็กล่าวพร้อมดวงตาพร่ามัว “ดีเหลือเกิน ! โชคดีที่ฟังคุณชายรอง ไม่อย่างนั้นเราคงต้องอยู่กับความหนาวเหน็บในโรงเตี๊ยมและฉลองเทศกาลอย่างเงียบเหงา !”
ชิงเฟิงและคนในครอบครัวล้วนทำงานให้ตระกูลลู่ ทุกครั้งที่ถึงวันส่งท้ายปีเก่า บ้านพวกตนก็จะช่วยกันห่อเกี๊ยวอย่างสนุกสนาน ทักษะการห่อเกี๊ยวของเขาจึงดีกว่าของคุณชายรองเป็นอย่างยิ่ง ! ขณะฟังเสียงหัวเราะในครัว เขาก็อยากเข้าไปร่วมด้วยเหลือเกิน !
หลังดื่มน้ำขิงหมดหนึ่งถ้วยแล้ว ผู้ดูแลจางก็กินขนมอีกสองสามชิ้นถึงได้รู้สึกสบายท้องขึ้นมา ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดคุณชายใหญ่จึงบอกว่าคุณชายรองผู้โง่เขลาก็มีความสุขในแบบของตน ! แม้คุณชายรองจะไม่ใช่คนฉลาด แต่ด้านการมองคนก็มีทักษะระดับหนึ่ง ไม่อย่างนั้นจะมีวาสนากับบ้านตระกูลหลินได้อย่างไร ?
นึกถึงช่วงเวลาที่ฮูหยินเรียกตนไปถามถึงเรื่องของเด็กสาวบ้านตระกูลหลินเพราะกังวลว่าคุณชายรองจะโดนหลอก แม้แต่วิธีรับหลินกู่เหนียงเป็นบุตรสาวบุญธรรมเพื่อให้คุณชายรองลบความคิดเชิงหนุ่มสาวที่มีต่อนางก็ยังคิดออกมาได้ !
แต่ใครจะรู้ว่าการมาเยือนคราวนี้ หลินกู่เหนียงกลับหมั้นหมายแล้ว ทั้งยังหมั้นกับคนเก่งอนาคตไกล สร้างชื่อเสียงให้ฮ่องเต้มอบความสำคัญได้ การรับหลินกู่เหนียงเป็นบุตรบุญธรรมจึงยังตัดสินไม่ได้ว่าใครเกาะใครกันแน่ !
หลินเว่ยเว่ยเตรียมไส้เกี๊ยวไว้หลากหลายชนิด มีทั้งเกี๊ยวไส้หมูผักกาดขาวที่คนภาคเหนือนิยมรับประทาน แต่หลินเว่ยเว่ยไม่ชอบกินผักกาดขาวจึงทำเกี๊ยวชนิดนี้ไม่มากนัก
นอกจากนี้ยังมีเกี๊ยวไส้หมูกุยช่าย ฤดูกาลนี้กุยช่ายในภาคเหนือมักถูกพวกแพนด้าเห็นเป็นของล้ำค่า กุยช่ายที่หลินเว่ยเว่ยปลูกในลังไม้เพิ่งโตได้ขนาดเท่านิ้วมือเท่านั้น พวกมันก็ถูกนางตัดมาหมดแล้ว นางลอบนำออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณให้ได้หนึ่งกำมือถึงจะทำไส้เกี๊ยวได้หนึ่งชาม
ไส้ถัดมาคือกุ้ง เมื่อวานนางไปเดินเล่นที่ท่าเรือหนึ่งรอบ หลิวว่ายจื่อสร้างความประทับใจให้นางเพราะเขาจะอาศัยอยู่ที่ท่าเรือเป็นการถาวร เนื่องจากโกดังตระกูลหลินเริ่มมีชื่อเสียงในท่าเรือแล้ว จึงมีพ่อค้าจำนวนไม่น้อยที่แม้จะต้องรออยู่ท่าเรือสักสองวันก็จะรอเช่าโกดังตระกูลหลินให้ได้
หากว่างงานแล้ว หลิวว่ายจื่อก็ชอบออกไปเดินเล่นแถวท่าเรือ เขารู้ว่าหลินเว่ยเว่ยชอบกินปลากินกุ้ง ก่อนวันเทศกาลฤดูหนาวหนึ่งวัน เขาบังเอิญหาซื้อกุ้งได้ถึง5ชั่งเต็มๆ แม้ราคาจะแพงอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังกัดฟันซื้อ…เพื่อมอบเป็นของขวัญให้นางในวันเทศกาลนี้ !
หลินเว่ยเว่ยดีใจมาก แต่นางจะรับของจากอาว่ายจื่อโดยไม่จ่ายเงินได้อย่างไร ? ตอนนี้ย่าหลิวกำลังตามหาภรรยาให้อาว่ายจื่อ ดังนั้นเงินของเขาต้องเก็บไว้สู่ขอภรรยา ! ในเทศกาลฤดูหนาวนางยังแจกเนื้อ2ชั่ง ขนมอีก1ชั่ง ให้แก่พวกลูกจ้างเป็นของขวัญด้วย !
กุ้ง5ชั่งถูกแบ่งครึ่ง ครึ่งหนึ่งถูกนำมาทำไส้เกี๊ยว อีกครึ่งถูกนำมาทำกุ้งอบ
นอกจากไส้เกี๊ยวพวกนี้แล้วยังมีไส้หมูเห็ดหอม ไส้เนื้อแกะต้นหอม มีบางไส้ที่จะทำมากหน่อย เช่นไส้เนื้อแกะที่สามารถแบ่งไปอุ่นทำเจี่ยวจือ ( เกี๊ยวซ่า ) ในวันรุ่งขึ้นได้อีก !
คนทั้งครอบครัวช่วยกันห่อเกี๊ยวได้หลายโหล คืนนี้อุณหภูมิติดลบสิบกว่าองศา แค่วางเกี๊ยวไว้ข้างนอก มันก็จะแข็งตัวอย่างรวดเร็ว พวกนางนำเกี๊ยวไปวางไว้ในลานบ้านที่มีอากาศเย็นและถ่ายเท อยากกินเมื่อใดก็นำไปต้ม สะดวกสบายสุดๆ
ทว่าวันนี้คุณชายลู่พาคนรับใช้มาด้วยไม่น้อย ถ้าอยากจะเหลือเกี๊ยวที่ห่อไว้ก็คงเป็นเรื่องยากเสียแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยจึงตุ๋นซี่โครงใส่มันฝรั่งและวุ้นเส้นอีกหนึ่งหม้อ จากนั้นก็ทำแป้งทอดจากแป้งข้าวโพดอีกพูนถาดไปเลย
ตอนที่ 330: ในช่วงเวลาสำคัญ หน้าต้องหนา
หลังจากเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว วัตถุดิบในการผลิตสินค้าก็ขาดแคลน กระทะที่เคยใช้ทำแยมและผลไม้ในโถกระเบื้องเคลือบจึงว่างงาน ตอนนี้กลายเป็นตัวเลือกในการต้มเกี๊ยวอย่างดีที่สุด กระทะหนึ่งต้มเกี๊ยวไส้หมูผักกาดขาว อีกกระทะต้มเกี๊ยวไส้หมูกุยช่าย อีกกระทะ…
เกี๊ยวไส้หมูผักกาดขาว บ้านตระกูลหลินกินแค่ไม่กี่ชิ้น ลู่เหวินจวินที่ตักให้ตนจนเต็มชามจึงหันไปมองคนโน้นทีคนนั้นที ก่อนจะถามด้วยความงุนงงว่า “เหตุใดพวกท่านกินกันน้อยเช่นนี้ ?”
เจ้าหนูน้อยยิ้มให้เขา “ท่านโง่หรือไร ! หากตอนนี้กินจนอิ่มแล้วพอเกี๊ยวไส้อื่นๆสุก ท่านจะยังเหลือท้องไว้กินอีกหรือไม่ ? ข้ากำลังรอเกี๊ยวไส้กุ้งอยู่ มันจะต้องอร่อยมากแน่นอน !”
ลู่เหวินจวินพยักหน้าด้วยความเข้าใจ จากนั้นก็นำเกี๊ยวที่ตักมาแล้วยัดใส่มือชิงเฟิง “ใช่ ใช่ ! ต้องเก็บท้องไว้กินของอย่างอื่น เลือกอันที่ตนชอบแล้วกินเยอะๆหน่อย !”
เขาลองชิมไส้หมูผักกาดขาว…อร่อย ! ถ้าไม่ใช่เพราะไส้หมูกุยช่ายกระทะต่อไปต้มเสร็จแล้ว เขาคงหยุดมือไม่ได้ !
“นี่คือผักกุยช่าย ! คาดไม่ถึงว่าในฤดูกาลนี้ก็ยังมีผักกุยช่ายขายด้วย…” ลู่เหวินจวินคีบขึ้นมากินหนึ่งชิ้นแล้วกินต่ออีกชิ้น…พอไม่ทันระวัง เขาก็กินเกี๊ยวไส้หมูกุยช่ายไป5-6ชิ้นแล้ว
หลังคีบเกี๊ยวขึ้นมากินหนึ่งชิ้นแล้ว เจ้าหนูน้อยก็โบกมือเรียกเขาอย่างมีลับลมคมใน “ไป ข้าจะพาท่านไปดูฐานลับของบ้านเรา !”
ผู้ดูแลจางเห็นคุณชายเดินจับมือบุตรชายคนเล็กของตระกูลหลินไปพร้อมท่าทางลับๆล่อๆ จากนั้นก็เข้าไปยังห้องปีกตะวันตกราวกับโจร เขาจำได้ว่าที่นั่นเป็นห้องนอนของบุตรสาวคนรองตระกูลหลิน…หากคุณชายเข้าไปคงไม่ค่อยดีกระมัง
เขาเพิ่งวางถ้วยในมือและกำลังจะลุกขึ้นไปเตือนคุณชายรองก็ได้ยินเสียงคุณชายเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า “โอ้ ! ผักกาดขาวสวยมาก ! ปวยเล้งก็สดมากเหมือนกัน ! นี่คือต้นกระเทียมใช่หรือไม่ ? หืม ? ที่ตัดไปพวกนี้คือกุยช่ายใช่หรือเปล่า ?”
ผู้ดูแลจางอดไม่ได้ที่จะเดินตามเข้าไปดู ทันใดนั้นเขาก็พบว่าบนเตียงเตากลายเป็นแปลงผักเล็กๆ ผักแต่ละชนิดมีสีเขียวชอุ่มและเติบโตได้เป็นอย่างดี ! บุตรสาวคนรองตระกูลหลินมีความพยายามมาก…พอกลับไปแล้ว เขาก็จะให้คนงานที่ไร่ในเมืองหลวงก่อเตียงเพื่อปลูกขึ้นมาบ้าง โต๊ะอาหารในฤดูหนาวของพวกนายท่านจะได้มีผักใบเขียวบ้างเช่นกัน !
พอเดินออกมาจากห้องปีกตะวันตกแล้ว ผู้ดูแลจางก็เหลือบมองของในมือคุณชายรองและพบว่าอีกฝ่ายเด็ดผักกาดหอมออกมาแล้วยัดใส่ปากทันที เขาจึงอดไม่ได้ที่จะยกมือกุมหน้าผาก…ท่านไม่เห็นว่าตนเองเป็นคนนอกจริงหรือ !
หลินเว่ยเว่ยเห็นคุณชายลู่กำลังทำตัวราวกับกระต่ายที่ออกจากโพรงมาพร้อมการกัดกินผักกาดหอม นางจึงคลี่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “คุณชายลู่ หากช่วงสองวันนี้ยังไม่คิดจะเดินทางกลับ คืนนี้ก็อยู่พักที่บ้านเราก่อนแล้วพรุ่งนี้ข้าจะทำเนื้อย่างกระทะร้อนให้ท่านกิน หมูสามชั้นที่ย่างจนมันไหลเยิ้ม ทาด้วยซอสปิ้งย่างรสเผ็ดร้อน ก่อนทานก็ใช้ผักกาดหอมห่อ รสชาติเช่นนั้นเป็นสิ่งที่เยี่ยมยิ่งกว่าเยี่ยมเชียวล่ะ !”
แม้จะไม่รู้ว่า ‘เยี่ยมยิ่งกว่าเยี่ยม’ เป็นความรู้สึกอย่างไร แต่ลู่เหวินจวินก็ยังโดนอาหารเลิศรสที่นางบรรยายถึงล่อลวงได้อยู่ดี เขาพยักหน้ารัวๆ “ยังไม่กลับ ช่วงสองสามวันนี้เราจะอยู่พักที่เขตเริ่นอัน !”
ผู้ดูแลจางถึงขั้นพูดไม่ออก พวกเราตกลงกันแล้วว่าพรุ่งนี้พักผ่อนอีกวัน จากนั้นวันมะรืนก็จะกลับไม่ใช่หรือ ? คุณชายรองหนอคุณชายรอง ท่านใจง่ายเช่นนี้ ไม่เหมาะแก่การทำการค้าเลย !
บ่าวรับใช้ตระกูลลู่ที่ตามมาด้วยก็คาดไม่ถึงว่าจะมีเกี๊ยวในส่วนของพวกตนด้วย ทั้งแปดคนได้เกี๊ยวชามใหญ่คนละชาม ซี่โครงตุ๋นมันฝรั่งวุ้นเส้นและแป้งทอดก็หยิบได้ตามใจชอบ ! ของกินแบบนี้แม้จะอยู่ในเมืองหลวงก็ยังเคยเห็นน้อยมาก ! แต่ละคนจึงกินจนพุงกาง !
คนตระกูลหลินและลู่เหวินจวินชิมเกี๊ยวแต่ละไส้ในจำนวนไส้ละไม่กี่ชิ้น เจ้าหนูน้อยชอบเกี๊ยวไส้กุ้งมากที่สุด แม้จะกินจนท้องกลายเป็นคางคกน้อยแล้ว เขาก็ยังทำใจหยุดมือไม่ลง
หลินเว่ยเว่ยจึงเข้าไปพูดกับเขาว่า “พรุ่งนี้ข้าจะทำเกี๊ยวไส้กุ้งใส่น้ำซุปให้เจ้ากิน !” เจ้าหนูน้อยถึงได้ยอมหยุดมือ
นอกจากไส้กุ้งแล้ว ลู่เหวินจวินยังชอบกินไส้เนื้อแกะอีกด้วย เนื่องจากไส้เนื้อแกะที่หลินเว่ยเว่ยปรุงนั้นไม่เลี่ยนแม้แต่น้อย แถมวัตถุดิบยังให้รสสัมผัสสดใหม่มาก ! ไส้หมูเห็ดหอมก็กินเข้าไปไม่น้อย
ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็เหมือนจะคิดบางอย่างออกจึงหันไปมองทางพี่สาวคนโต “ว่าที่พี่เขยใหญ่ไม่มีลาภปาก ! บ้านเขาจะต้องไม่มีเกี๊ยวไส้หลากหลายเหมือนบ้านเราแน่นอน !”
“ใครบอกว่าคู่หมั้นของพี่ใหญ่ไม่มีลาภปาก ? แม้เขาจะไม่อยู่ แต่นางก็ยังคิดถึงเขาจึงเก็บเกี๊ยวทุกไส้ซ่อนไว้แล้ว…” หลินเว่ยเว่ยแกล้งหยอกเย้าพี่สาวคนโต
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินที่ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนในบ้านก็มีสีหน้าแดงระเรื่อทันที “ใครบอกว่าข้าแอบซ่อน ? ข้าเห็นว่าห่อไว้เยอะย่อมกินไม่หมด จึงเอาไปวางตากไว้ข้างนอก ! ไม่ได้…เก็บไว้ให้ใครเสียหน่อย !”
หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้ม “ท่านไม่ต้องอธิบายหรอก อธิบายไปก็เหมือนหาข้ออ้าง อธิบายไปก็เหมือนปิดบังความจริง หากข้าทำของอร่อยแล้วบัณฑิตน้อยไม่อยู่บ้าน ข้าก็จะคิดถึงเขาแล้วเก็บไว้ให้หนึ่งชุด หรือไม่ก็รอให้เขากลับมาแล้วค่อยทำให้เขาใหม่โดยเฉพาะ คู่หมั้นตนเอง เป็นใครก็ต้องรักอยู่แล้ว มีสิ่งใดน่าอายกันเล่า?”
พอคนตระกูลหลินและนางเฝิงได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ส่วนเจียงโม่หานยังมีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม ทว่าปกปิดรอยยิ้มแสนอบอุ่นในแววตาไม่อยู่ หลังจากบุตรสาวคนโตไม่ค่อยเขินอายสักเท่าไรแล้ว จึงถลึงตาใส่หลินเว่ยเว่ย “คิดว่าคนอื่นหน้าหนาเหมือนเจ้าหมดหรือ !”
“ถ้าหน้าบางแล้วคู่หมั้นที่ดีถึงเพียงนี้จะมาตกอยู่ในกำมือข้าได้อย่างไร ?” หลินเว่ยเว่ยขยับเข้าหาบัณฑิตหนุ่มและฉีกยิ้มอย่างประจบใส่เขา
เจียงโม่หานส่ายหน้า ก่อนจะกล่าวว่า “ไม่ต้องวางกิริยาให้ต่ำถึงเพียงนี้หรอก ลืมแล้วหรือว่าข้าเป็นคนเสนอตัวขอเจ้าแต่งงานก่อน !”
“นั่นก็เพราะข้าชอบมาให้เจ้าเห็นหน้า ชอบเข้าใกล้และทำให้เจ้าเห็นข้อดีของข้า เจ้าถึงหลงเสน่ห์ข้าได้อย่างไรเล่า บัณฑิตน้อย บอกข้ามาตามตรงว่าหากข้าเป็นเหมือนเด็กสาวในหมู่บ้านที่พอเห็นเจ้าก็เขินอายจนพูดสิ่งใดไม่ออก ได้แต่แอบมองอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้ามาเล่นด้วย เจ้าจะยังชอบข้าหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยคิดมาโดยตลอดว่าหากไม่ใช่เพราะตนเริ่มรุกก่อน ด้วยนิสัยเย็นชาราวกับธารน้ำแข็งพันปีของบัณฑิตน้อยแล้วนางจะคว้าห่านฟ้ามาครองได้อย่างไร ?
เจียงโม่หานครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ประมาณสองอึดใจ ท้ายที่สุดเขาก็ส่ายศีรษะตามคาด หลินเว่ยเว่ยจึงพยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจ (มีสิ่งใดให้น่าภูมิใจ ?) “สรุปได้ว่าในช่วงเวลาสำคัญ หน้าต้องหนาถึงจะดี!”
พอลู่เหวินจวินได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างและอ้าปากค้างทันที สตรีทางเหนือแข็งแกร่งเช่นนี้หมดเลยหรือ?
ผู้อื่นนั้นเขาไม่รู้หรอก แต่ถ้าหลินเว่ยเว่ยไม่แกร่งล่ะก็จะรับตัวเขาที่ตกมาจากตัวอาคารสูงได้อย่างไร ? จะช่วยชีวิตเขาเป็นครั้งที่สองได้หรือ ? แม้แต่เขายังเคยคิด ไม่ว่าสถานการณ์จะแปลกประหลาดเพียงใด หากปรากฏขึ้นกับตัวหลินกู่เหนียงแล้ว มันก็จะไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป !
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ลู่เหวินจวินที่ตัดสินใจจะอยู่ต่อก็ไล่ชิงเฟิงและผู้ดูแลจางกลับเข้าเขตเริ่นอัน “พวกเจ้ากินอิ่มแล้วก็รีบกลับไปเถอะ สินค้าของเรายังอยู่ที่ท่าเรือ อย่าให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นเด็ดขาด !”
บัดนี้ตรงท่าเรือเขตเริ่นอันก็เพราะอาหารบรรเทาทุกข์จึงทำให้มีทหารจากราชสำนักมาคุ้มกันอย่างแน่นหนา มันจึงเป็นสถานที่ปลอดภัยยิ่งนัก แล้วจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นได้อย่างไร ?
ผู้ดูแลจางบ่นในใจว่าคุณชายรองเห็นของกินก็เดินหนีไม่ได้แล้ว ทว่าสุดท้ายผู้ดูแลจางก็ยังทำตามคำสั่งคือพาลูกน้องไม่กี่คนออกมาจากบ้านตระกูลหลิน
ชิงเฟิงยังพยายามจนถึงที่สุด “คุณชาย ให้บ่าวอยู่ต่อเถิดขอรับ ตอนกลางคืนท่านจะได้มีคนชงชา คนรินน้ำให้…อยู่ที่บ้านตระกูลหลินนี้ อย่างไรก็รบกวนให้เจ้าของบ้านยกน้ำมาล้างเท้าให้ท่านไม่ได้ ใช่หรือไม่ขอรับ?”
ตอนที่ 331: ไม่ ข้าไม่ต้องการ
ลู่เหวินจวินคิดว่าชิงเฟิงพูดมีเหตุผล เพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะอยู่บ้านตระกูลหลินคนเดียวไหวหรือเปล่า!
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่ชิงเฟิงก็อยู่ต่อด้วยกันสิ ห้องของต้าฮว๋านั้นเตียงใหญ่มาก แม้จะนอนสักสองสามคนก็ยังมีที่เหลือ !”
“พี่รอง ท่านเรียกข้าว่าต้าฮว๋าอีกแล้วนะ ! สมควรโดนทำโทษหรือไม่ ?” หลินจื่อเหยียนต่อต้านอย่างไร้กำลัง
“จะให้เรียกต้าฮว๋าที่รักหรือไร…ถ้าไม่เรียกว่าต้าฮว๋า…ก็เรียกเจ้าว่าเหยียนเหยียน ( สำเนียงไต้หวัน ) ดีหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่น้องชาย
หลินจื่อเหยียนตัวสั่นไปพักหนึ่ง “ท่านเรียกข้าว่าต้าฮว๋าต่อไปเถิด !”
เจียงโม่หานขัดจังหวะการทะเลาะกันของสองพี่น้อง “คุณชายลู่กับชิงเฟิงไปนอนที่ห้องข้าก็แล้วกัน ประเดี๋ยวข้าย้ายมาอยู่ห้องจื่อเหยียนเอง เตียงข้าก็สามารถนอนสองคนแล้วยังเหลือที่ว่างเช่นกัน”
นางเฝิงรีบถลึงตาใส่เขา เจ้าลูกเนรคุณ อย่านึกว่าแม่ไม่รู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่ สุดท้ายก็ไม่ใช่เพราะหึงหวงจนไม่อยากให้ชายอื่นมานอนร่วมบ้านกับเสี่ยวเว่ยหรือไร ? ตัวก็ไม่ได้ใหญ่มาก ทว่าความหึงหวงมีไม่น้อยเลย ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของก็มีเยอะใช้ได้ ! เจ้าทิ้งมารดาไว้กับบุรุษอื่น เจ้าจะวางใจได้หรือ ? แม่คนนี้ยังไม่ใช่หญิงชราเสียหน่อย !
นางเข้าไปโอบไหล่หลินเว่ยเว่ยพลางเอ่ยว่า “คืนนี้เราสองแม่ลูกนอนด้วยกัน ให้บางคนอิจฉาตายไปเลย !”
หลินเว่ยเว่ยก็โอบกอดนางเฝิง “ดี ดีเลย ! ข้าจะได้กอดน้าเฝิงตัวหอมๆนุ่มๆ แล้วนอนหลับสบาย !”
นางเฝิงหันไปมองเจียงโม่หานอย่างยั่วยุ ฮึ ! ข้าได้กอดว่าที่ภรรยาของเจ้าก่อน อิจฉาหรือไม่ ?
เจียงโม่หานมองค้อนชนิดที่แปลคำพูดได้ว่า ‘ทำตัวเป็นเด็ก !’
คืนนั้น ขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังกึ่งหลับกึ่งตื่นก็ได้ยินเสียงของเจ้าดำตะกุยประตู เจ้าหมาป่าสีดำตัวน้อยตอนกลางวันใครจะอุ้มหรือชวนมันเล่นก็ได้ทั้งนั้น แต่พอตกกลางคืนมันจะต้องมาอยู่ที่ห้องของหลินเว่ยเว่ย ใครมาอุ้มมันไป มันก็จะกวนให้คนนั้นไม่ได้นอนทั้งคืน
ในเวลาปกติ เจ้าตัวน้อยจะนอนอยู่บนฟูกนอนของมันอย่างเชื่อฟัง ยกเว้นก็แต่…
หลินเว่ยเว่ยลุกขึ้นมาสวมเสื้อกันหนาวและทับด้วยเสื้อคลุมอีกชั้น นางเฝิงถามด้วยความสะลึมสะลือว่า “เสี่ยวเว่ย ข้างนอกหนาวมาก ถ้าจะไปเข้าห้องน้ำก็ปล่อยในห้องดีกว่า !”
หลินเว่ยเว่ยพูดพร้อมรอยยิ้ม “พ่อของเจ้าดำเอาของขวัญวันเทศกาลฤดูหนาวมาส่งให้พวกเรา ข้าต้องออกไปดูที่หลังบ้านหน่อย !”
คนบ้านตระกูลหลินต่างรู้ว่าเจ้าดำที่เหมือนหมาบ้านทั่วไป แท้จริงมีสายเลือดของหมาป่าอยู่ในตัว นางเฝิงยังไม่เคยเห็นหมาป่าตัวเป็นๆมาก่อน นางจึงลุกจากเตียงเหมือนกัน “ข้าจะไปกับเจ้า !”
หลินเว่ยเว่ยห้ามไม่ทันจึงได้แต่ทำตามที่อีกฝ่ายพูด หลังเปิดประตูออกไปแล้วนางก็พบว่าประตูห้องของหลินจื่อเหยียนก็กำลังเปิดอยู่ เจียงโม่หานในเสื้อคลุมสีขาวเป็นเหมือนภูติฤดูหนาวที่เพิ่งลงมาจากจันทราเพื่อเยี่ยมเยือนโลกมนุษย์ หลินเว่ยเว่ยมองแล้วก็แทบน้ำลายไหลออกมา
“โฮ่ง” เจ้าดำรีบวิ่งไปที่ประตูหลังบ้านแล้วเริ่มดันประตูด้วยความดีอกดีใจ หลินเว่ยเว่ยตามไปติดๆ ก่อนที่เจียงโม่หานจะเข้ามาขวาง นางก็มือไวเปิดประตูออกแล้ว
ทันใดนั้นหัวสีเทาขนาดมหึมาก็ดันประตูเข้ามา ดวงตาสีเหลืองอำพันจับจ้องมาที่หลินเว่ยเว่ย หลังจากนั้นก็หันกลับไปมองเหยื่อที่มันนำมาให้ ความหมายชัดเจนว่า ‘ในเมื่อเจ้ามาแล้วก็ย้ายเหยื่อเข้าไปเองแล้วกัน!’
เจ้าดำยังตัวไม่สูงเท่าขาของจ่าฝูงหมาป่าด้วยซ้ำ มันกำลังยกตัวยืนด้วยขาหลังทั้งสองข้างพร้อมเอาเท้าหน้าไปเตะที่ขาของเจ้าเทา เหมือนเด็กที่ร้องขอให้กอดหน่อย จ่าฝูงเจ้าเทาก้มหน้ามองมัน ก่อนจะเลียหัวมันอย่างเอาใจ เจ้าดำจึงดีใจจนวิ่งวนเป็นวงกลม
จ่าฝูงเจ้าเทากลับทำหน้ารังเกียจ…ยิ่งเหมือนหมาบ้านเข้าไปทุกวัน!
นางเฝิงเข้าไปดูจ่าฝูงหมาป่าด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่แล้วนางก็ถูกเจียงโม่หานดึงตัวออกมา…เจ้าเทาไม่ทำร้ายหลินเว่ยเว่ยก็จริง แต่ไม่ได้แปลว่ามันไร้สัญชาติญาณสัตว์ป่า เขากลัวว่านางเฝิงจะตื่นตูมเกินไปจนอยากเอื้อมมือไปจับตัวหมาป่าแล้วจะเป็นการยื่นมือให้หมาป่างับแทน!
จ่าฝูงเจ้าเทาเหลือบมองพวกนางแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินออกไปทางประตูหลัง เมื่อส่งเสียงหอนยาวๆหนึ่งครั้งแล้วมันก็รีบวิ่งหายเข้าไปในหุบเขาทันที ทันใดนั้นห่างไปไม่ไกลก็มีเสียงหอนของฝูงหมาป่าตอบกลับมัน
ชาวบ้านฉือหลี่โกวที่ยังไม่นอนล้วนได้ยินเสียงหอนติดต่อกันของฝูงหมาป่า หลังพลิกตัวแล้วก็บ่นพึมพำขึ้นมาเบาๆว่า “จ่าฝูงหมาป่าเอาของขวัญมาให้นางหนูรองอีกแล้ว !”
ตั้งแต่ขึ้นไปหลบกลุ่มโจรในหุบเขาเมื่อคราก่อนและได้ฝูงหมาป่าช่วยเบี่ยงเบนความสนใจให้ เวลาชาวฉือหลี่โกวได้ยินเสียงหอนของหมาป่าใกล้ๆ ก็จะไม่ตื่นกลัวจนเสียสติอีก เพราะฝูงหมาป่าในภูเขาต้าชิงมีสติปัญญา ไม่กินเนื้อมนุษย์และยังเป็นเทพผู้ปกป้องชาวฉือหลี่โกวด้วย !
หลินเว่ยเว่ยลากกวางดาวตัวอวบเข้ามาและลองประเมินน้ำหนักด้วยมือ…อย่างน้อยก็ประมาณ200ชั่ง “เนื้อย่างกระทะร้อนพรุ่งนี้ มีวัตถุดิบเพิ่มอีกแล้ว !”
เจ้าดำวิ่งตามจ่าฝูงหมาป่าออกไป แต่มันวิ่งตามได้ไม่เท่าไรก็ไม่เห็นพ่อของมันแล้ว มันยังเข้าไปหาในป่าอยู่พักหนึ่ง แต่พอได้ยินเสียงหลินเว่ยเว่ยกำลังจะปิดประตู มันก็รีบวิ่งกลับมาแล้วเบียดตัวเข้ามาทางซอกประตู
เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยลากตัวกวางดาวมาที่ลานหน้าบ้าน มันก็อ้าปากแล้วใช้ฟันน้ำนมกัดที่กีบเท้าของกวางพลางออกแรงกระชากคล้ายกำลังช่วยอย่างไรอย่างนั้น
กวางดาวยังไม่ตายสนิท หลินเว่ยเว่ยหยิบโถออกมาหนึ่งใบ…เพื่อเก็บเลือด เนื่องจากเลือดกวางเป็นของดี ว่ากันว่าพวกชนชั้นสูงหรือขุนนางสูงศักดิ์ชอบใช้มันบำรุงร่างกาย งานวิจัยก็พิสูจน์ว่าเลือดกวางมีคุณสมบัติด้านช่วยบำรุงผิวพรรณ บำรุงเลือด ปรับระบบภูมิคุ้มกัน ต่อต้านริ้วรอย ช่วยดูแลรักษาระบบความจำและเสริมสมรรถภาพทางเพศ
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เหลือบมองไปที่เอวของบัณฑิตหนุ่ม เพื่อความสุขในอนาคตของนางก็ควรบำรุงเขาหน่อย จริงหรือไม่ ?
เจียงโม่หานถึงขั้นพูดไม่ออก “…” ไม่ ข้าไม่ต้องการ !
ต่อจากนั้นนางก็เริ่มลงมือตัดเขากวาง ถลกหนัง ส่วนอวัยเพศก็ถูกจัดการ แล้วท้ายที่สุดก็นำเนื้อกวางไปแขวนไว้ใต้ชายคา หลังทำงานเสร็จแล้วหลินเว่ยเว่ยก็ไปล้างมือให้สะอาด เมื่อเข้าไปเกาะแขนนางเฝิงแล้วนางก็หันไปพูดกับเจียงโม่หานว่า “กลับไปนอนให้ห้องเถิด ฝันดี !”
นางเฝิงเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วพูดเตือนสั้นๆ “ฟ้าเปลี่ยนสี ห่มผ้าหลายชั้นหน่อย !”
แล้วมันก็เป็นเหมือนที่นางเฝิงพูดจริงๆ คือมีเสียงลมเหนือพัดเข้ามาราวกับเสียงหอนของหมาป่าที่หิวโหย…
จ่าฝูงเจ้าเทาคิดว่า ‘เสียงหอนของมันไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย !’
หลินเว่ยเว่ยต้องตื่นขึ้นมาเพราะความหนาวเหน็บของกลางดึก นางรีบเติมฟืนหลายท่อนที่เตียงเตา จากนั้นยังจุดเตาไฟเพิ่ม ห้องจึงกลับมาอบอุ่นอีกครั้ง
นางยังตรวจดูผักในลังไม้อีกพักหนึ่ง เมื่อเห็นมันไม่ได้รับความเสียหายจากสภาพอากาศ นางจึงนอนหลับได้อย่างสบายใจ แต่ผ่านไปไม่นานเสียงคนตีฆ้องก็ดังขึ้นในหูเบาๆ และเสียงตะโกนก็ดังตามมาติดๆ “หิมะตกแล้ว ลุกขึ้นมาก่อไฟและหาผ้าห่มเพิ่ม !”
เสียงนี้น่าจะเป็นเสียงบุตรชายคนโตของผู้ใหญ่บ้าน หิมะที่โหมกระหน่ำทุกปีพรากชีวิตพวกคนแก่และคนที่สุขภาพแย่ไปไม่น้อย คนพวกนี้มักจมดิ่งอยู่ในความฝันและไม่ตื่นขึ้นมาอีกตลอดกาล ดังนั้นการตีฆ้องปลุกคนให้ตื่นขึ้นมาและเติมไฟให้กับเตียงเตา ก็เพื่อป้องกันการนอนแข็งตาย ! คงต้องชมว่าผู้ใหญ่บ้านมีความรับผิดชอบสูงมากทีเดียว !
หลินเว่ยเว่ยพลิกตัวและหลับไหลอีกครั้ง เมื่อวันรุ่งขึ้นมาถึงนางก็เปิดประตูออกและเห็นในลานบ้านเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน นางจึงเดินออกไปทั้งที่ยังไม่ได้สวมรองเท้า ด้านนางหวงส่ายหน้าพร้อมบอกว่าหิมะในคราวนี้น้อยกว่าของปีที่แล้วมาก ! สำหรับภัยแล้งแล้ว มันช่วยให้โล่งใจได้เล็กน้อย !
เจ้าหนูน้อย เสี่ยวร่างและเจ้าดำมีความสุขจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เจ้าดำกลิ้งตัวไปมากลางหิมะและผ่านไปไม่นานในลานบ้านก็เต็มไปด้วยตราประทับอุ้งเท้าของเจ้าดำตัวน้อย !
เจ้าหนูน้อยและเสี่ยวร่างไม่ทันแปรงฟันล้างหน้าก็มาเล่นสงครามปาหิมะกันแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าใครเริ่มก่อน (ต้องเป็นเจ้าตัวป่วนเอ้อร์ฮว๋าแน่นอน ) ในลานบ้านจึงมีลูกบอลหิมะลอยไปมา หรือแม้แต่ลอยข้ามกำแพงไปยังนอกบ้านด้วย
ตอนที่ 332: ตกลงกันแล้วว่าจะเป็นสถานที่ของเราสองคนไม่ใช่หรือ ?
“โอ๊ย !” ฟังจากเสียงแล้วก็คงจะมีใครอยู่นอกกำแพงและโดนลูกหลงเข้าให้
เจ้าหนูน้อยและเสี่ยวร่างหันมามองหน้ากัน ก่อนจะรีบเดินไปเปิดประตู ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็พยายามปกปิดความผิดของตนด้วยรอยยิ้มอันโง่เขลา “ว่าที่พี่เขยใหญ่ ท่านกลับมาแล้วหรือ ! หิมะตก ถนนลื่น เดินลำบากเลยใช่หรือไม่ ? กินข้าวเช้ามาหรือยัง ? เกี๊ยวของเทศกาลฤดูหนาวเมื่อวานนี้ พี่ใหญ่เก็บไว้ให้ท่านด้วยล่ะ อีกประเดี๋ยวท่านก็ได้กิน !”
เผิงหยูเหยี่ยนปัดหิมะบนเสื้อคลุม แล้วให้คนรับใช้ที่ขับรถม้ามาส่งกลับบ้านตระกูลเผิงไป พอได้ยินว่าเมื่อวานตนไม่อยู่ ทว่าคู่หมั้นก็ยังคิดถึงกัน ใบหน้าของเขาก็เปื้อนยิ้มทันที ไฉนเลยจะยังอยากหาตัวคนปาหิมะใส่อีก ?
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินได้ยินเสียงของเขาจึงเดินออกมาจากครัวพร้อมรอยยิ้มเขินอาย “ท่านเข้ามาทำตัวให้อุ่นในห้องต้าฮว๋าก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าจะต้มน้ำแกงอุ่นๆให้ท่านกิน !”
เผิงหยูเหยี่ยนยิ้มอย่างโง่งมกว่าเดิม นอกจากพยักหน้าแล้วพูดว่า “ได้ ได้…” ก็ไม่ทำอะไรอีก บุตรสาวคนโตตระกูลหลินก็ก้มหน้าและยิ้มหน้าบานเช่นกัน คนอื่นบอกว่าเขาซื่อบื้อ แต่นางชอบที่เขาเป็นแบบนี้ เพราะคนซื่อมักไร้เล่ห์เหลี่ยม…
ลู่เหวินจวินเดินเข้ามาจากข้างนอกพลางถูมือไปมา “โอ๊ยหนาว หนาวมาก !”
โชคดีที่เขาให้ชิงเฟิงอยู่ต่อด้วยกัน ไม่อย่างนั้นตอนที่ต้องลุกขึ้นมาเติมไฟเตียงเตาตอนกลางดึก คุณชายผู้ก่อไฟไม่เป็นอย่างตนจะต้องแข็งตายแน่นอน
ขณะมองซากกวางที่แขวนอยู่ใต้ชายคา ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายและพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “หลินกู่เหนียง นี่ท่านขึ้นเขาไปล่ามาหรือ ? เช้าเช่นนี้…คงไม่ได้ขึ้นเขาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางใช่หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าไม่ได้ขึ้นเขาหรอก เช้านี้พอเปิดประตูหลังบ้านก็เห็นกวางตัวนี้แล้ว นี่เรียกว่าเปิดประตูมาก็พบเรื่องประหลาดใจใช่หรือไม่ ?”
“จริงหรือ ? มีเรื่องดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ ?” ลู่เหวินจวินคิดว่าเรื่องนี้น่าเหลือเชื่อเป็นอย่างยิ่ง
เจ้าหนูน้อยหัวเราะคิกคัก “มีสิ่งใดให้ประหลาดใจ ? บ้านเราเก็บซากสัตว์เหล่านี้ได้บ่อยจะตาย บางครั้งเป็นกวางแดง บางครั้งเป็นเก้ง แม้แต่กวางมูสหนักหลายร้อยชั่งก็ยังเคยเก็บได้ !”
พวกเด็กๆมักจะพูดความจริงและเจ้าหนูน้อยก็ไม่ใช่เด็กเลี้ยงแกะที่ชอบโกหกไปทั่ว พอลู่เหวินจวินได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็เปล่งประกายกว่าเดิม “เมื่อใดจะพาข้าไปเก็บสักตัวบ้าง ?”
เจ้าหนูน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดายเล็กน้อย “พี่รองเพิ่งเก็บมาได้ตัวหนึ่ง หากคิดจะเก็บใหม่ก็คงต้องรออีกประมาณสิบวันหรือไม่ก็ครึ่งเดือน อีกไม่กี่วันนี้คุณชายลู่ก็จะกลับเมืองหลวงแล้วไม่ใช่หรือ ?”
ลู่เหวินจวินมีอาการไม่ต่างจากมะเขือยาวที่เหี่ยวเฉา ใช่ ! อย่างมากสุดเขาก็อยู่ที่เขตเริ่นอันได้อีกแค่สองสามวัน เพราะต้องขนสินค้ากลับเมืองหลวงแล้ว…
เจ้าหนูน้อยจึงพูดปลอบใจเขาว่า “ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จแล้วก็ดูว่าพี่รองมีเวลาว่างหรือเปล่า เราให้นางพาขึ้นเขาไปดักกระต่ายหิมะ (สโนว์ชู) หิมะตกลงมาแล้ว กระต่ายหิมะจะจับได้ง่ายหน่อย ถ้าโชคดีล่ะก็ คุณชายลู่สามารถลงมือทำกับดักจับได้เอง จากนั้นนำกลับไปทำถุงมือให้ท่านแม่ของท่าน นางจะต้องดีใจมากแน่ !”
ใช่ ! เขายังไม่เคยขึ้นเขาไปล่าสัตว์ในวันที่หิมะตกมาก่อน ทันใดนั้นแววตาของลู่เหวินจวินก็เหมือนลูกสุนัข เขาหันไปกะพริบตาปริบๆ พลางมองหลินเว่ยเว่ย “หลินกู่เหนียง…”
“เช่นนั้น…ก็ได้ ! ข้ารับปากบัณฑิตน้อยว่าจะพาเขาขึ้นไปเหยียบย่ำหิมะพลางชมดอกเหมยบนเขาพอดี เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเลย !” หลินเว่ยเว่ยไม่อยากให้แขกที่เดินทางมาไกลต้องผิดหวัง นางจึงตกปากรับคำทันที
แววตาของเจียงโม่หานเต็มไปด้วยไฟโทสะ ตกลงกันแล้วว่าจะเป็นสถานที่ของเราสองคนไม่ใช่หรือ ? เจ้าถามข้าหรือยัง ? จู่ๆก็ชวนคนน่าขัดเคืองลูกตาไปด้วย ข้า…อา ! รมณ์ ! เสีย !
อาหารเช้าคือเกี๊ยวที่เหลือจากเมื่อวาน พวกมันถูกนำมาทำเป็นเจี่ยวจือ…โดยมีการเทไข่ลงไปทอดด้วย พวกเด็กๆรวมถึงเผิงหยูเหยี่ยนที่เพิ่งกลับมาก็มีคนมากกว่า5คนแล้ว พวกเด็กวัยกำลังโตย่อมกินได้มากกว่าผู้ใหญ่ จึงเป็นธรรมดาที่ปริมาณอาหารจะมีจำนวนมาก เมื่อรวมกับหลินเว่ยเว่ยที่กินเก่งเหมือนผู้ชาย ทุกคนจึงต้องขอบคุณที่บ้านตระกูลหลินมีกระทะใบใหญ่ ไม่อย่างนั้นต้องทำอาหารเช้ากันหลายชั่วยามเป็นแน่
หลังกินอาหารเช้าแสนอร่อยเสร็จแล้ว ลู่เหวินจวินและเจ้าหนูน้อยก็ใช้ดวงตาเปล่งประกายราวกับดวงดาวระยิบระยับจับจ้องไปที่หลินเว่ยเว่ย เจ้าดำก็เข้าร่วมด้วย มันนั่งอยู่ข้างเท้าของคนทั้งสองแล้วเงยหน้าจ้องนายหญิงด้วยความตื่นเต้น…มีของอร่อยให้อีกแล้วใช่หรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยเดินไปสวมเสื้อคลุมแล้วพูดกับทั้งสองว่า “ใส่เสื้อผ้าให้หนาหน่อย เราจะขึ้นเขากันแล้ว !”
“เย่ ! ขึ้นเขาจับกระต่ายหิมะ ขึ้นเขาจับกระต่ายหิมะ !” เจ้าหนูน้อยตะโกนเสียงดังจนหิมะหล่นมาจากกิ่งไม้
ส่วนเจียงโม่หานก็ถือขาตั้งสำหรับวาดภาพ กระดาษและพู่กันเพื่อขึ้นไปตามหาแรงบันดาลใจบนภูเขา หลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยนก็อยากตามไปด้วย แต่พอนึกถึงการบ้านอันหนักหน่วงและการสอบในฤดูใบไม้ผลินี้แล้ว พวกเขาก็ได้แต่ตัดใจ
หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานเดินอยู่ด้านหน้า ตามด้วยลู่เหวินจวินและชิงเฟิงเดินตามหลัง ด้านหลังสุดเป็นเจ้าหนูน้อยและเจ้าดำที่กระโดดโลดเต้นไปมาอย่างสนุกสนาน
พอเดินมาถึงหน้าหมู่บ้าน พวกนางก็บังเอิญเจอกับพรานหวังและบุตรชาย สังเกตจากการเตรียมอาวุธและอุปกรณ์อันครบคันแล้วก็น่าจะขึ้นเขาไปจับกระต่ายเช่นกัน พอหิมะตกแล้วกระต่ายป่าจะเคลื่อนไหวในหิมะไม่สะดวก ดังนั้นจึงสามารถจับตัวได้ง่าย
ขณะมองเจ้าดำที่ตัวเล็กจนแทบถูกหิมะกลบ พรานหวังก็หัวเราะขึ้นมา “นางหนูรอง เจ้าขึ้นเขาก็เอาสุนัขล่าเนื้อไปด้วยหรือ นี่เป็นตัวเดียวในหมู่บ้านเราเลยนะ !”
เจ้าหนูน้อยหันไปมองเจ้าดำที่กำลังเดินอย่างยากลำบากในหิมะ ก่อนจะย่อตัวไปอุ้มมันขึ้นมาแล้วหัวเราะเช่นกัน “รอให้เจ้าดำโตขึ้น มันจะต้องเป็นนักล่าที่เก่งกาจแน่นอน พอถึงเวลานั้นพี่รองก็จะไม่ต้องขึ้นเขาเองเพราะมีเจ้าดำอยู่ เราจะไม่ขาดแคลนสัตว์ป่าให้กินอีกต่อไป !”
เนื่องจากพ่อของเจ้าดำเป็นจ่าฝูงหมาป่า ดังนั้นพ่อเป็นพยัคฆ์ ลูกย่อมไม่มีทางเป็นหมาบ้านทั่วไป มันจะต้องเติบโตเป็นนักล่าแห่งพงไพรแน่นอน ! เจ้าหนูน้อยลูบศีรษะเจ้าดำ เจ้าดำก็เลียมือของเขา ทว่าปุ่มบนลิ้นของมันทำให้เขารู้สึกคันแทน หน้าหมู่บ้านจึงมีเสียงหัวเราะของเด็กน้อยดังก้องไปทั่ว
พอมาถึงทางแยกบนเขาแล้ว พวกหลินเว่ยเว่ยและพรานหวังสองพ่อลูกก็แยกทางกัน ภูเขาที่อยู่โดยรอบนี้ หลินเว่ยเว่ยแทบคุ้นเคยทั้งหมดแล้ว นางรู้ว่าภูเขาลูกไหนมีหุบเขาซ่อนอยู่ เพราะที่นั่นจะมีกระต่ายอยู่เยอะ แต่ที่สำคัญคือทางนั้นมีต้นดอกเหมยอยู่หลายต้น ไม่รู้ว่าตอนนี้มันจะบานหรือยัง !
กว่าจะมาถึงหุบเขาก็ใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว คนที่ไม่ได้เรื่องที่สุดคือลู่เหวินจวิน เพราะเขากลายเป็นตัวถ่วงของกลุ่ม แม้แต่เจ้าหนูน้อย เขาก็ยังสู้ไม่ได้ !
ลู่เหวินจวินคิดในใจว่าหากเขามีพี่สาวมาด้วยและต้องคอยช่วยดึงนางเป็นครั้งคราว เขายังจะเป็นคนช้าที่สุดของกลุ่มอีกหรือไม่ ?
ตอนกลางวันกระต่ายหิมะจะออกมาเคลื่อนไหวน้อยมาก หลินเว่ยเว่ยจึงตัดสินใจใช้วิธีรมควันเพื่อจู่โจมโพรงกระต่ายหิมะโดยตรง ผ่านไปไม่นานพวกนางก็เจอขุยดินที่หันหน้าไปทางแสงแดดหรือเจอโพรงกระต่ายแล้วนั่นเอง
หลินเว่ยเว่ยถอนหญ้าแห้งมาสองสามต้นแล้วหันไปพูดกับเจ้าหนูน้อย ลู่เหวินจวินและชิงเฟิงว่า “กระต่ายเจ้าเล่ห์นัก มันต้องไม่ทำโพรงไว้แค่โพรงเดียวแน่นอน อีกประเดี๋ยวพอข้ารมควันเข้าไปแล้ว ทุกคนต้องจับตาดูดีๆ ว่าตรงไหนมีควันออกมาบ้าง แล้วก็ไปอุดรูตรงนั้นไว้…”
“เข้าใจขอรับ !” เจ้าหนูน้อยยืดอกตั้งตรงและขานรับเป็นคนแรก ส่วนลู่เหวินจวินกับชิงเฟิงก็พยักหน้าตาม
หญ้าแห้งที่เปียกชุ่มไปด้วยหิมะ พอจุดไฟแล้วจึงสร้างควันได้จำนวนมาก หลินเว่ยเว่ยเปิดโพรงกระต่ายออกเล็กน้อย จากนั้นก็ยัดหญ้าแห้งเข้าไปและยังใช้กระสอบในมือพัดไปที่โพรงนั้นแรงๆ…
“ทางนี้มีควันออกมา !” เจ้าหนูน้อยรีบหยิบก้อนหิน ก้อนดินและหญ้าอีกสองสามต้นมาปิดปากโพรงอย่างแน่นหนา ลู่เหวินจวินและชิงเฟิงก็พบอีกโพรงเหมือนกันจึงหาของมาปิดเอาไว้อย่างรวดเร็ว !
ตอนที่ 333: บัณฑิตน้อย หรือข้ายังงามไม่พอ ?
ต่อจากนั้นลู่เหวินจวินกับพวกเจ้าหนูน้อยก็กลับมาหาหลินเว่ยเว่ย นางเห็นในโพรงถูกรมควันได้พอสมควรแล้วจึงดึงหญ้าแห้งเหล่านั้นออก แต่ก็ยังพัดควันเข้าไปด้านในอยู่ดี…เจ้าหนูน้อยและลู่เหวินจวินก็คอยช่วยพัดอยู่ด้านข้าง
“พอแล้ว หยุดพัดได้ !”
เนื่องจากในโพรงเต็มไปด้วยควัน ทางเข้าออกอื่นๆก็ถูกปิด หากควันทางฝั่งนี้จางหายไปแล้วมีอากาศบริสุทธิ์ถ่ายเทเข้าไปแทน กระต่ายที่เคยมึนเมากับควันก็จะออกมาสูดอากาศข้างนอกทันที
หลินเว่ยเว่ยตาไวมือไว นางรีบนำกระสอบมาปิดที่ปากโพรงไว้เพื่อรอรับเจ้าตัวน้อยมาถวายตัวถึงที่ ผ่านไปไม่นานกระต่ายหิมะที่ตื่นตระหนกก็วิ่งเข้ามาในกระสอบตามคาด แต่ก็มีตัวที่หลุดรอดไปได้เหมือนกัน พอลู่เหวินจวินเห็นจึงรีบวิ่งไล่ตามออกไปทันที
เดิมทีเจ้ากระต่ายหิมะก็ไม่ค่อยมีสติอยู่แล้ว บนพื้นยังเต็มไปด้วยหิมะ เท้าของพวกมันจึงลื่นไถล ลู่เหวินจวินตามไปได้ไม่นานนักก็ตามทัน เขาถอดเสื้อคลุมออกพลางกระโดดตะครุบมันไว้ทันที
จากนั้นเขาก็ค่อยๆยื่นมือเข้าไปคลำหาและดึงขาของกระต่ายหิมะออกมา เมื่อคว้าขาของกระต่ายหิมะได้แล้วเขาก็ยกตัวมันขึ้น กระต่ายหิมะพยายามดิ้นสุดกำลัง ขาหลังของมันถีบเขาจนทำให้มือปวดไปหมด แต่เขาก็อดทนไม่ยอมปล่อยมือ ฮ่าฮ่าฮ่า ! นี่เป็นตัวที่เขาจับได้ ! กระต่ายหิมะตัวนี้มีลำตัวยาวแค่ครึ่งหมี่เท่านั้น ขนก็ขาวดุจหิมะ หากนำไปทำที่อุ่นมือให้ท่านแม่ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว !
หลินเว่ยเว่ยสอนเคล็ดลับในการหาโพรงกระต่ายให้พวกเขา แม้จะมีแค่ประสบการณ์เมื่อครู่ นางก็ปล่อยให้พวกเขาไปตามหากันเอง ส่วนเรื่องจะจับได้หรือไม่ หรือจับได้กี่ตัวก็ต้องพึ่งโชคของพวกเขาเองแล้ว
หลังจากสอนเคล็ดลับพวกเขาเรียบร้อยแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เข้ามาหาเจียงโม่หานพลางฉีกยิ้มให้ “ไปเถิด เราไปชมบุปผากลางหิมะกัน ! เมื่อวานข้ารับปากเจ้าไว้ !”
เจ้ายังจำได้ว่ารับปากข้าไว้หรือ ? เจียงโม่หานเหลือบตามองนาง หลังเค้นเสียงดัง ฮึ อย่างหยิ่งยโสออกมาแล้วเขาก็เริ่มเดินออกไป
“ทางนี้~…” หลินเว่ยเว่ยเห็นเขาเดินไปในทิศทางตรงข้ามกับต้นดอกเหมย นางจึงรีบเตือน
เจียงโม่หานหยุดนิ่งอยู่กับที่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปตามทางที่นางชี้ หลินเว่ยเว่ยก้มหน้ากลั้นหัวเราะ เวลาบัณฑิตน้อยหยิ่งก็ทำให้อดแกล้งไม่ได้ แต่นางก็กลัวว่าจะแกล้งจนเขาโกรธแล้วต้องตามง้ออีก
ในส่วนลึกของหุบเขา บนเนินเขาสูงแห่งหนึ่งมีต้นดอกเหมยกระจัดกระจายอยู่หลายต้น มันเป็นภาพที่งดงาม ดอกเหมยเพิ่งผลิบานเจือด้วยหิมะสีขาว แม้หลินเว่ยเว่ยจะเป็น ‘คนหยาบกระด้าง’ ไม่เข้าใจศิลปะ นางก็ยังคิดว่าภาพตรงหน้าช่างน่าตกตะลึงยิ่งนัก !
เจียงโม่หานเดินรอบต้นดอกเหมย พอเลือกมุมดีที่สุดได้แล้วเขาก็เริ่มนำอุปกรณ์วาดภาพออกมา หลินเว่ยเว่ยย้ายหินที่สูงประมาณครึ่งตัวคนมาที่ด้านหลังของบัณฑิตหนุ่มแล้วคลุมด้วยหนังผืนหนาอีกผืน หลังรอให้บัณฑิตหนุ่มนั่งลงแล้วนางก็ยังช่วยเขาฝนหมึกและผสมสีชาด…
เจียงโม่หานคิดว่าฝีมือฝนหมึกก็ดีอยู่หรอก แต่ชาดที่เจ้าผสม…จะใช้ได้หรือ ? ทำชาดดีๆของข้าเสียของหมด !
หลินเว่ยเว่ยเห็นสายตาของเขาจึงรู้ว่าตนได้ทำให้เขาไม่พอใจอีกแล้ว นางจึงไปนั่งเงียบๆเป็นคุณหนูอยู่ด้านข้างแทน…
จู่ๆ คนที่มักสนุกสนานเฮฮาอย่างนางก็เปลี่ยนเป็นคนเรียบร้อย เจียงโม่หานจึงรู้สึกไม่ชินเล็กน้อยและมักรู้สึกว่านางกำลังเก็บซ่อนบางอย่าง เพื่อสร้างหายนะ !
“เป็นอะไร ?” เจียงโม่หานสวมถุงมือขนสัตว์แบบเปิดปลายนิ้วที่หลินเว่ยเว่ยมอบให้พลางพ่นลมหายใจไปที่ปลายนิ้ว จากนั้นก็จับพู่กันจุ่มน้ำหมึกแล้วเริ่มร่างกิ่งก้านต้นดอกเหมยลงบนกระดาษ
หลินเว่ยเว่ยตอบเบาๆ “ข้ากลัวจะรบกวนการวาดภาพของเจ้า”
ฝีมือการลงพู่กันของเจียงโม่หานดุจดั่งมังกรที่โผบิน กิ่งก้านสาขาต้นดอกเหมยทอดยาวต่อกันอย่างพลิ้วไหวอยู่บนกระดาษ เขายิ้ม “ถ้าโดนเจ้าก่อกวนได้ง่าย ข้าจะต้องแสวงหาความสามารถในการวาดภาพเพิ่มขึ้น !”
ที่แท้ตัวนางก็ไม่ได้ส่งผลอะไรกับบัณฑิตหนุ่ม เจ้าบอกให้เร็วกว่านี้หน่อยก็ได้ ! ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็หยิบห่อขนมออกมาแล้วป้อนให้บัณฑิตหนุ่มก่อน จากนั้นค่อยหยิบมากินเองอย่างออกรส
“บัณฑิตน้อย เมื่อครู่ข้าฝนหมึกให้เจ้า มันเรียกว่าหงซิ่วเทียนเซียงใช่หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยถามด้วยความตื่นเต้น
“ข้าคิดว่าเจ้าเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับ ‘หงซิ่วเทียนเซียง’! เพราะคำนี้หมายถึง ‘หญิงงาม’ ที่คอยปรนนิบัติบัณฑิต…” เจียงโม่หานทำสองอย่างได้ในเวลาเดียวกัน
หลินเว่ยเว่ยบิดตัวแล้วกะพริบตาใส่เจียงโม่หานทันที “หรือข้ายังงามไม่พอ ?”
เจียงโม่หานเหลือบมองนางแล้วทำราวกับไม่เห็นท่าทางแปลกประหลาดนั้นอยู่ในสายตา “หากไม่ใช่เพราะเจ้าขาดความเข้าใจในรูปร่างหน้าตาของตน เช่นนั้นก็คือเข้าใจมาตรฐานของคำว่า ‘หญิงงาม’ ผิดไป”
ระหว่างนั้นดอกเหมยสีแดง…ก็เริ่มถูกแต่งแต้มบนกิ่งไม้ ภาพนี้คือต้นดอกเหมยกลางหิมะ ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบภาพหรือด้านความรู้สึก เจียงโม่หานก็พอใจทั้งสิ้น ขอแค่อารมณ์ดี ความรู้สึกที่ได้จากภาพก็จะต่างกันออกไป ภาพนี้เขาจะเก็บไว้เอง…
หลินเว่ยเว่ยเอานิ้วจุ่มสีชาดแล้วนำนิ้วไปวางไว้เหนือภาพ ก่อนจะพูดขู่ว่า “พูดมา ข้าเป็นหญิงงามหรือไม่ ? ถ้าคำตอบทำให้ข้าไม่พอใจก็จะทำลายภาพวาดของเจ้า ฮึฮึ !”
เจียงโม่หานมองนางด้วยความเหนื่อยหน่ายและเหลือบมองนิ้วของนางบนภาพอีกครั้ง ก่อนจะพูดอย่างหดหู่ว่า “แม้เจ้าจะไม่ใช่หญิงงามตามที่กล่าวขานกันเอาไว้ ทว่าในใจของข้าไม่มีใครมาแทนที่เจ้าได้ เช่นนี้พอใจเจ้าหรือยัง ?”
หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก แต่แล้วนางก็ยังทำปากแข็ง “พอได้ ใครใช้ให้ข้าเป็นคนใจอ่อนล่ะ วันนี้พี่สาวจะยกโทษให้เจ้าสักครั้ง…”
ระหว่างพูดนั้น นางก็กำลังดึงนิ้วกลับมา ทว่าสีชาดที่เยอะเกินไปได้หยดลงบนกระดาษสีขาว ภายใต้แววตาแสนหวาดกลัวของหลินเว่ยเว่ย…
“ขะ…ข้าไม่ได้ตั้งใจ !” หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าตนก่อเรื่องอีกแล้ว น้ำตาของนางจึงเริ่มก่อตัว นางก้มหน้าลงแล้วทำท่าทางของคนสำนึกผิดที่กำลังยอมรับการลงโทษ
เจียงโม่หานถอนหายใจเฮือกใหญ่ หลังจากลูบศีรษะนางเบาๆ แล้วเขาก็เริ่มจุ่มพู่กันลงในสีชาดเพื่อวาดแผ่นหลังของหญิงสาวในชุดคลุมสีแดงไว้บริเวณที่เปื้อนหยดชาดนั้น พร้อมกับรอยเท้าจางๆบนหิมะ…
นี่คือฝีมือของเทพเซียน ทำให้อดประหลาดใจไม่ได้ ส่วนลึกของหุบเขา ณ ป่าดอกเหมย ปรากฏหญิงสาวชุดแดงที่ดูเงียบเหงาคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ท่ามกลางหิมะ นางเป็นยอดฝีมือจากยุทธภพหรือเป็นเทพเซียนในหุบเขากันแน่ ? มันเพิ่มความลึกลับให้แก่ภาพวาดนี้ทันที
หลินเว่ยเว่ยเอามือไปถูกับหิมะเบาๆ “ข้าจะไปเด็ดดอกเหมยสักหน่อย เอาไว้ให้ท่านแม่กับน้าเฝิงตกแต่งห้อง…”
“อืม !” น้อยครั้งที่เจียงโม่หานจะเห็นเด็กน้อยกลายเป็นเด็กดีเช่นนี้ แม้จะตอบรับสั้นๆ ทว่าในแววตาของเขาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ดอกเหมยท่ามกลางหิมะหรือทิวทัศน์จากหิมะเหล่านี้ทำให้แรงบันดาลใจของเจียงโม่หานพรั่งพรู เขาจึงวาดภาพต่อได้อีกหลายภาพ
ส่วนหลินเว่ยเว่ยกำลังเก็บหิมะบนดอกเหมยใส่โถ พูดกันว่าเจ้าสิ่งนี้สามารถนำไปชงชาได้และจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกเหมยด้วย เหล่าปัญญาชนเป็นคนมีรสนิยมด้านความสวยความงาม ตอนนี้บ้านนางมีบัณฑิตถึงสามคน บางทีพวกเขาน่าจะชอบรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเช่นนี้มาก
หลินเว่ยเว่ยลองชิมหิมะที่อยู่บนดอกเหมยคำหนึ่ง แต่แล้วก็ต้องมุ่ยปากด้วยความขยะแขยง…จืดสนิท ! ยังอร่อยสู้น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณไม่ได้เลย !
ตอนที่ 334: ทำร้ายเขา เจ้าต้องชดใช้ด้วยชีวิต
ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยกลอกไปมาอย่างครุ่นคิด ก่อนจะใช้นิ้วจิ้มน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณออกมาหยดลงดอกเหมย หลังจากรอให้มันแข็งเป็นน้ำแข็งแล้ว นางก็เก็บใส่โถ…แบบนี้อาจมีรสหวานของน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณและยังมีกลิ่นหอมสดชื่นของดอกเหมยด้วยกระมัง ? นางช่างฉลาดจริงๆ !
ท่าทางชิมรสชาติหิมะบนดอกเหมยของนางย่อมตกอยู่ในสายตาของเจียงโม่หานที่กำลังวาดภาพอยู่ไม่ไกล ถ้ามองแค่หน้าตาแล้วเด็กน้อยยังไม่ถือว่าเป็นหญิงงามเสียทีเดียว ทว่าพอมองโดยรวมกลับเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ โดยเฉพาะดวงตาเปี่ยมไหวพริบคู่นั้น มันยกระดับรูปลักษณ์เดิมขึ้นไปอีก7-8ส่วนจนกลายมาเป็นเต็มสิบเลยทีเดียว
เด็กคนนี้ฉลาดเฉลียว ช่างถาม ช่างสงสัยไปเสียทุกอย่าง ตอนนี้ยังกล้าชิมแม้แต่หิมะบนดอกเหมย เจียงโม่หานเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาและเขาจะต้องวาดภาพนี้เก็บไว้ !
ราวกับหลินเว่ยเว่ยรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่าง นางกอดโถกระเบื้องเอาไว้แล้วหันมายิ้มให้บัณฑิตน้อย…สิ่งที่งดงามเหนือดอกเหมยสีแดง บริสุทธิ์เหนือหิมะสีขาว…
ทันใดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็แข็งค้าง ดวงตาเสี้ยวพระจันทร์คู่นั้นเบิกกว้างกลายเป็นผลซิ่งและแฝงไปด้วยความหวาดกลัวปนความตื่นตกใจ
สิ่งใดที่ทำให้เด็กน้อยหวาดกลัวจนเป็นแบบนี้ ? เจียงโม่หานหยุดเคลื่อนไหวพู่กันในมือ ขณะคิดว่าจะหันไปมอง เขาก็เห็นหลินเว่ยเว่ยส่ายศีรษะให้อย่างสุดชีวิตและทำปากว่า ‘อย่าหันกลับไป เด็ดขาด !’
ขณะเดียวกันนางก็ค่อยๆเดินมาทางเจียงโม่หานด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาพลางพูดเตือนอย่างไร้เสียง “เจ้าอย่าขยับ ใช่ อย่าขยับเด็ดขาด !”
เจียงโม่หานตระหนักได้ว่าอันตรายอยู่ห่างจากตนไม่มากแล้ว ไม่อย่างนั้นเด็กน้อยคงไม่มีทางตื่นกลัวมากเพียงนี้…ตอนตกหน้าผา นางยังไม่เห็นจะกลัวถึงเพียงนี้เลย
ด้านหลังของเขามีอะไรอยู่กันแน่ ? คงไม่ใช่…เจ้าตัวที่เขากลัวสุดหรอกกระมัง ? สิ่งที่เขาอับอายที่สุดในชาตินี้ก็คือการตกใจจนเป็นลมเพราะงูเขียวไผ่ตัวเท่านิ้วก้อยตัวเดียวและยังโดนเด็กน้อยอุ้มไปไกลสุดหมู่บ้าน…
ในฤดูหนาวเช่นนี้ หิมะและน้ำแข็งปกคลุมไปทั่วทุกที่ งูเอย หนอนเอย ล้วนจำศีลกันหมดแล้ว…เจ้าตัวนั้นคือตัวอะไร ? หมีควาย ? หมาป่า ? เสือดาว…หรือจะเป็นสัตว์ร้ายชนิดอื่น ?
ในเวลานี้เขาเห็นหลินเว่ยเว่ยอยู่ห่างจากตัวเองประมาณ5ก้าวได้แล้ว ทันใดนั้นโถในมือของนางก็ร่วงลงพื้น แล้วนางก็รีบพุ่งเข้ามาหาเขาราวกับคนเสียสติ เจียงโม่หานพุ่งตัวไปข้างหน้าตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้นก็มีลมหายใจอุ่นๆเฉียดเข้ามา ปลายจมูกอันเหม็นเน่าของสัตว์ร้ายและลมหายใจอุ่นๆนั้นก็มาหยุดอยู่ที่ท้ายทอยของเขา…ขอแค่สัตว์ตัวนั้นอ้าปาก มันก็สามารถงับศีรษะเขาได้แล้ว
เวลานี้หลินเว่ยเว่ยวิ่งเข้ามาถึงข้างตัวเขาแล้ว นางเห็นเสือที่ดุร้ายตัวนั้นอ้าปากอย่างกระหายเลือดมาที่ศีรษะของบัณฑิตน้อย…
หลินเว่ยเว่ยไม่มีเวลาให้คิดอีกต่อไป ตัวคนยังไม่ทันถึง นางก็ยื่นแขนไปแทนที่ศีรษะของบัณฑิตน้อยแล้ว ทันใดนั้นความเจ็บปวดก็แล่นเข้ามา แม้แต่ตัวนางเองยังได้ยินเสียงกระดูกที่หักของตนเลยก็ว่าได้ จากนั้นเลือดก็สาดกระเซ็นเต็มใบหน้าของเจียงโม่หาน
เจียงโม่หานหันไปมองก็เห็นแขนของหลินเว่ยเว่ยมีรอยกัดขนาดใหญ่ ส่วนแขนอีกข้างของนางกำลังจับกรามเสือร้ายเอาไว้ ใบหน้าของนางแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเพราะเจ็บหรือกำลังออกแรงกันแน่
เจียงโม่หานรีบพลิกกายแล้วพุ่งเข้าหาเสือตัวนั้น เขาจับอุ้งเท้าที่จะตะปบหลินเว่ยเว่ยเอาไว้ ส่วนนางก็กลัวเขาบาดเจ็บจึงทนข่มความเจ็บเอาไว้แล้วออกแรงบีบ นางตะโกนเสียงดังลั่นขณะที่ออกแรงบีบกรามของเสือร้าย…
เจ้าเสือร้ายร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะอ้าปากผละออกจากแขนของนาง เจียงโม่หานเองก็โดนเสือกรามหักตัวนั้นสะบัดใส่จนกลิ้งออกไปไกลมาก
หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเขาด้วยความเป็นห่วง แต่นางก็เลือกที่จะจัดการเสือตัวนี้ก่อน นางจับจ้องเสือที่กำลังสะบัดตัวไปมาด้วยความเจ็บปวด จากนั้นก็คว้าโอกาสนี้กระโดดขึ้นหลังมันแล้วใช้มือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บล็อกคอมันไว้
เสือร้ายที่ถูกล็อกคอไว้ย่อมหายใจไม่ออก กอปรกับความเจ็บปวดที่กราม มันจึงพาตัวหลินเว่ยเว่ยวิ่งไปในหุบเขาอย่างบ้าคลั่งและยังเอาตัวไปกระแทกกับหินเป็นระยะเพื่อให้มนุษย์บนหลังตกลงไป
หลินเว่ยเว่ยพยายามออกแรงที่แขน พลางกัดฟันทนความเจ็บปวดของร่างกายที่ถูกกระแทกกับหินเอาไว้…กล้าทำร้ายบัณฑิตน้อยของนาง อย่างไรเจ้าก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต !
อีกฟากหนึ่งของหุบเขา ผู้ใหญ่สองคน เด็กหนึ่งคนและหมาป่าน้อยอีกหนึ่งตัวกำลังจับกระต่ายอยู่ก็ได้ยินเสียงคำรามของเสือ พวกเขาจึงยืนตัวแข็งทื่อทันที เสือใช่หรือไม่? ที่นี่มีเสือด้วยหรือ? ชิงเฟิงรีบดึงตัวคุณชายมาไว้ข้างหลัง จากนั้นก็มีเสียงฟันกระทบกันดังขึ้น “คะ…คุณชาย ระ…เรากลับกันดีหรือไม่ขอรับ?”
เจ้าหนูน้อยหันไปมองตามทิศทางที่มีเสียงคำรามของเสือดังขึ้นแล้วร้องไห้ออกมาทันที “พี่รอง ! พี่รองของข้าอยู่ทางนั้น ! ทำอย่างไรดี ?”
อย่ามองว่าเจ้าดำยังเป็นแค่ลูกหมาป่า เพราะในสายเลือดของมันมีเลือดของหมาป่าไหลเวียนอยู่ มันหูตั้ง แยกเขี้ยวแล้วพุ่งตัวไปในทิศทางที่เสียงดังขึ้นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทว่าน่าเศร้าใจ…ที่ขาของเจ้าตัวน้อยสั้นเกินไป…ตัวของมันจึงจมลงไปในกองหิมะจนเหลือให้เห็นเพียงหูทั้งสองข้างเท่านั้น แม้มันจะดิ้นรนอยู่นานก็ยังติดอยู่ตรงนั้น…เจ้าอยากให้คนอื่นหัวเราะใช่หรือไม่ ?
ลู่เหวินจวินชี้ไปทางหุบเขาพร้อมอ้าปากกว้างคล้ายตัว ‘O’ และพูดด้วยเสียงติดอ่างว่า “เอ้อร์ฮว๋า ระ…รีบดูนั่นเร็ว ! หลินกู่เหนียง…พี่รองของเจ้าขี่เสือออกมา !”
หลินเว่ยเว่ยก็เห็นพวกเขาเช่นกัน นางจึงตะโกนมาทางพวกเขาว่า “รีบหลบไป ! ยืนนิ่งกันอยู่ทำไมเล่า ?”
เสือที่คลุ้มคลั่งมีดวงตาแดงก่ำ เมื่อมันเห็นมนุษย์ที่แสนเกลียดชัง มันก็พุ่งเข้าใส่ทันที หลินเว่ยเว่ยกัดฟันและในปากมีกลิ่นคาวเลือดปรากฏขึ้น นางรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีไปยังแขนข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ…
ทุกคนได้ยินเพียงเสียงดัง ‘กร๊อบ’ น่าจะเป็นเสียงคอเสือที่หัก ขณะที่เสียงนี้ดังขึ้น เสือที่กำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่งก็ล้มลงนอนแน่นิ่งกับพื้นทันที
หลินเว่ยเว่ยกระเด็นออกไป โชคดีที่นางกลิ้งไปไม่ไกล นางกอดแขนข้างที่บาดเจ็บเอาไว้พร้อมน้ำตาที่ไหลออกมา…เจ็บ เจ็บ เจ็บจะตายอยู่แล้ว !
“พี่รอง ! พี่รอง ! ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ !” เจ้าหนูน้อยวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าอาบน้ำตา เขาพยายามใช้แรงทั้งหมดประคองตัวนางขึ้นมา
หลินเว่ยเว่ยโบกมือให้เขา “รอสักครู่ ให้ข้าได้พักหน่อย !”
สวรรค์ ! ช่างน่าระทึกขวัญยิ่งนัก ! ชมดอกเหมยอยู่ดีๆ ก็เกือบตายอย่างน่าอนาถในป่าเหมยแล้ว ! ภูเขาลูกนี้มีเสือตั้งแต่เมื่อใด ? ไม่ได้บอกว่าสัตว์ป่ามีถิ่นของมันหรือ ? มันไม่อยู่ในถิ่นแล้ววิ่งมาที่นี่เพื่อมารบกวนการออกเดทของนางกับบัณฑิตน้อยน่ะหรือ ? ไอ้เสือไม่รู้จักกาลเทศะ !
หลินเว่ยเว่ยนอนหอบหายใจอยู่บนหิมะ เจ้าหนูน้อยกำลังนั่งคุกเข่าร้องไห้อยู่ด้านข้าง ส่วนลู่เหวินจวินและชิงเฟิงก็ยืนก้มหน้ามองนางด้วยความสับสนอยู่ไม่ห่าง
ตอนที่เจียงโม่หานวิ่งหอบหายใจเข้ามาก็เห็นฉากที่หลินเว่ยเว่ยนอนกองที่พื้นจากระยะไกลแล้ว ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกใจหาย แข้งขาอ่อนแรงจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น ไม่มีทาง ! เด็กน้อยมีพละกำลังเหนือมนุษย์ เพียงมือเปล่าก็สามารถฆ่าหมูป่าตายได้ และนางยังเรียนศิลปะการต่อสู้เล็กน้อยมาจากหลีชิงด้วย นางจะมาพ่ายแพ้ให้แก่เสือร้ายตัวหนึ่งได้อย่างไร ?
ตอนที่ 335: สิ่งที่ได้รับหลังการสูญเสียย่อมล้ำค่าเสมอ
ไม่ ! ไม่ ! ! ต้องโทษข้า เป็นเพราะข้า ! ถ้าเด็กน้อยไม่เข้ามาช่วยข้าไว้ นางก็จะไม่บาดเจ็บที่แขน หากนางไม่บาดเจ็บแล้ว อย่าว่าแต่เสือตัวเดียวเลย แม้จะมาเป็นคู่ก็ไม่มีทางทำให้นางบาดเจ็บได้ !
เสี่ยวเว่ย เว่ยเว่ย…ดวงตาสองข้างของเขาพร่ามัว สองแก้มเริ่มเย็นยะเยือก…เสี่ยวเว่ยของเขา คู่หมั้นของเขา…
เจียงโม่หานรู้สึกราวกับว่าขาหนักขึ้นเป็นพันชั่ง เขาค่อยๆเดินเข้าหาคนที่นอนอยู่บนหิมะทีละก้าว คล้ายว่าการทำเช่นนี้จะช่วยหลอกตัวเองจากความเป็นจริงได้
เจียงโม่หานค่อยๆนั่งลงข้างหลินเว่ยเว่ย น้ำตาไหลอาบใบหน้าซีดเซียวนั้นโดยไร้สุ้มเสียง จากนั้นเขาก็ค่อยๆยื่นมือสั่นเทาเข้าใกล้ใบหน้าของหลินเว่ยเว่ย…
เจ้าหนูน้อยขยี้ตา หลังเห็นรอยเลือดกระเซ็นบนเสื้อคลุมสีขาวราวหิมะของเจียงโม่หานแล้ว เขาก็ถามขึ้นมาด้วยความตกใจ “พี่โม่หาน ท่านบาดเจ็บหรือ ?”
“ว่าอย่างไรนะ ?” ทันใดนั้นร่างที่นอนอยู่บนหิมะประหนึ่งศพก็ลุกขึ้นมานั่ง ดวงตาที่เคยปิดก็เบิกกว้างในทันทีพร้อมมองสำรวจตัวเจียงโม่หานตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “บัณฑิตน้อย เจ้าบาดเจ็บหรือ ? ตรงไหน เจ้าบาดเจ็บตรงไหน ?”
เจียงโม่หานถลึงตามอง ‘วีรสตรีแขนเดียว’ เนื่องจากหลินเว่ยเว่ยใช้แขนข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บลูบคลำไปตามตัวของเขาเพื่อสำรวจว่าบาดเจ็บตรงไหน
“ข้าไม่ได้บาดเจ็บ เจ้าไม่…” เดิมทีเขาคิดว่าตนมีชีวิตมาชาติหนึ่งแล้วจึงทำให้ชินชาต่อความเป็นความตาย ทว่าในตอนนี้เขากลับไม่กล้าพูดคำนั้นออกมา “ไม่เป็นไรก็ดี ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว !”
เจียงโม่หานดึงตัวนางเข้ามาสวมกอด จนแทบที่จะฝังตัวนางเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายของตัวเองเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่ได้รับหลังการสูญเสียย่อมล้ำค่าเสมอ ! ที่แท้นางก็เข้ามาอยู่ในหัวใจโดยที่เขาไม่รู้ตัว…
“เจ็บ เจ็บ เจ็บ…” หากเปลี่ยนเป็นเวลาปกติ นางจะยินดีต่อการออกตัวที่ยากจะได้พบเห็นของบัณฑิตหนุ่มมาก ทว่าตอนนี้นางเจ็บแขนจนจะตาย ! กระดูกต้องหักแน่ แถมเลือดก็ยังไหลไม่หยุด…หลินเว่ยเว่ยร้องไห้ออกมาทันที !
วันนี้นางใส่เสื้อคลุมสีแดงออกจากบ้าน พอมีเลือดไหลก็เห็นไม่ชัดเจน เจียงโม่หานลองสัมผัสมัน ทันใดนั้นมือของเขาก็เปียกชุ่มไปหมด เขาจึงรีบออกแรงฉีกแขนเสื้อนางออก…
“พี่รอง !” ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม ตอนนี้เขากำลังร้องไห้ด้วยความเป็นห่วง
ลู่เหวินจวินมองแค่แวบเดียวก็หันไปมองทางอื่น แต่ในสมองยังคงเต็มไปด้วยภาพเลือดแดงฉานอีกนาน
เจียงโม่หานหลับตา แขนน้อยๆของหลินเว่ยเว่ยมีรอยเขี้ยวให้เห็นลึกจนถึงกระดูกและยังมีเนื้อบางส่วนฉีกขาดจนเห็นเนื้อเยื่อสีแดงที่อยู่ชั้นใน…แขนทั้งท่อน ดูจะไม่เหลือสภาพที่ดีให้เห็น
ต่อจากนั้นเขาก็ฉีกผ้าจากชุดของตนออกเพื่อมาผูกแขนให้นาง พอรับกระบอกน้ำที่หลินเว่ยเว่ยส่งให้แล้วก็เริ่มล้างบาดแผลให้อย่างระมัดระวัง โรยยาสมานแผลและห้ามเลือด จากนั้นก็ใช้เศษผ้าพันแผลให้กระชับกว่าเดิม
“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่เป็นอะไรหรอก ! ผ่านไปอีกไม่กี่วันก็กลับมากระโดดโลดเต้นได้เหมือนเดิมแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยปลอบทุกคน
เจียงโม่หานไม่ได้เถียงอะไร เพียงก้มตัวลงเพื่อจะอุ้มนางเท่านั้น แต่หลินเว่ยเว่ยลุกขึ้นยืนเองและกระโดดอยู่ที่เดิมสองสามครั้งเพื่อแสดงว่าตนสามารถเดินเองได้ ขากลับยังต้องเดินข้ามเขาอีกหนึ่งลูก บัณฑิตหนุ่มไม่เหมือนนางที่เกิดมามีพละกำลังมหาศาล นางไม่เป็นอะไร ดังนั้นจึงอย่าทำให้เขาเหนื่อยจนเป็นอะไรขึ้นมาแทนจะดีกว่า !
“จริงสิ บัณฑิตน้อย ภาพวาดของเจ้าล่ะ !” นั่นเป็นผลงานชิ้นเอกที่เขาวาดอยู่นานสองนาน แม้อย่างอื่นจะหายไปแต่พวกมันจะหายไม่ได้ ! หลินเว่ยเว่ยกลัวว่าในภูเขาลูกนี้จะยังมีอันตรายรออยู่อีก จึงออกตัวจะไปตามหาอุปกรณ์และภาพวาดกับเจียงโม่หาน ขณะเดียวกันก็จะได้ไปเก็บดอกเหมยกับหิมะบนดอกเหมยกลับมาด้วย
ตอนกลับมาที่เนินเขา ลู่เหวินจวินและชิงเฟิงได้ใช้เชือกผูกตัวเสือเพื่อเตรียมลากมันกลับไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“พวกท่านคิดจะลากมันกลับไปทั้งแบบนี้หรือ ? หนังเสือดีๆผืนหนึ่งจะไม่เสียของหรือไร ? ทิ้งมันไว้ที่นี่แล้วเราลงเขาก่อน จากนั้นค่อยให้คนมาแบกมันลงไปเถิด” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าตนสามารถใช้มือข้างเดียวยกตัวเสือลงไปได้ แต่ถูกบัณฑิตหนุ่มห้ามไว้ชนิดหัวชนฝา…คนเจ็บต้องมีท่าทางเหมือนคนเจ็บบ้าง อย่าทำตัวอวดเก่งเชียว
ขณะมองซากเสือ ชิงเฟิงก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย “เจ้านี่มีค่าตั้งแต่หนังยันกระดูก อย่าให้ใครแย่งไปได้เด็ดขาด เช่นนั้นคงน่าเสียดายมากไม่ใช่หรือ ? ถ้าอย่างนั้น…บ่าวจะคอยดูอยู่ที่นี่ พวกท่านลงเขาไปเรียกคนขึ้นมาดีหรือไม่ขอรับ ?”
หลินเว่ยเว่ยแกล้งขู่เขา “ไม่กลัวว่าจะมีเสืออีกตัวโผล่มากินเจ้าหรือ ?”
ชิงเฟิงนึกถึงท่าทางดุร้ายก่อนตายของตัวเสือตัวนี้ เขาจึงตัวสั่นขึ้นมาทันที “เช่นนั้น…พวกเราก็ลากไปเลยดีหรือไม่ ? แม้ว่าหนังของมันจะเสีย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลยขอรับ”
“วางใจได้ เมื่อครู่มีเสียงเสือคำราม ในช่วงสิบกว่าลี้นี้ย่อมได้ยิน แล้วใครยังจะกล้ามาที่นี่อีก ? แม้แต่พวกสัตว์ชนิดอื่นก็ตกใจหนีไปหมดแล้ว เอาซากเสือทิ้งไว้นี่เถิด ปลอดภัยกว่าให้เจ้าลากไปมาก !”
เจียงโม่หานเริ่มรำคาญ เขาประคองแขนข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บของหลินเว่ยเว่ยแล้วพานางเดินไปตามทางที่เคยเดินตอนขึ้นมา วันนี้ลู่เหวินจวินจับกระต่ายได้ไม่น้อย เขาจึงรีบแบกกระสอบที่หนักอึ้งเดินตามหลัง ชิงเฟิงเดินตามไปด้วยความเสียดาย จากนั้นก็รีบช่วยแบ่งเบาภาระคุณชายรอง
ส่วนเจ้าหนูน้อยก็ดึงตัวเจ้าดำออกมาจากหิมะ เขาดึงขนสองสามเส้นจากตัวเสือแล้วยัดใส่กระเป๋าเงินของตน จากนั้นก็เดินตามติดพี่รองไปและยังบอกให้นางระวังว่าจะเหยียบสิ่งโน้นสิ่งนี้เป็นครั้งคราว
ตอนพวกเขากลับมาถึงบ้านก็เลยเวลาทานมื้อกลางวันแล้ว เมื่อเจ้าหนูน้อยกลับมาถึงหมู่บ้านก็ไม่ได้ตรงเข้าบ้านทันที แต่วิ่งไปหาท่านหมอเหลียงแทน
เมื่อเห็นรอยเลือดบนเสื้อคลุมสีขาวของเจียงโม่หาน นางหวงและนางเฝิงก็ใจหายทันใด พอได้ยินว่าพวกเขาไปเจอเสือมา นางหวงก็ตกใจจนเป็นลม กระทั่งหมอเหลียงมาทำแผลให้หลินเว่ยเว่ยแล้ว นางถึงได้ฟื้นขึ้นมา
ขณะมองแขนซ้ายที่ถูกพันแผลเรียบร้อยของหลินเว่ยเว่ย หมอเหลียงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “แขนข้างนี้ของเจ้าช่างมีเวรมีกรรมเหลือเกิน ! ทุกครั้งที่บาดเจ็บก็มักจะเป็นข้างนี้เสมอ !”
นางหวงรีบถาม “ท่านหมอเหลียง แผลที่แขนของเสี่ยวเว่ยเป็นอย่างไรบ้าง ? ร้ายแรงหรือไม่ ?”
หมอเหลียงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ร้ายแรง ! แขนหัก เอ็นข้อมือขาด ถ้าไม่ตั้งใจรักษาตัวดีๆ แขนข้างนี้ได้พิการแน่ !”
นางหวงน้ำตาตกใน นางรีบเข้าไปจับแขนที่ถูกพันด้วยผ้าราวกับมัมมี่ของหลินเว่ยเว่ย
นางเฝิงถามบุตรชายว่า “พวกเจ้าไม่ได้ไปจับกระต่ายหรอกหรือ ? แล้วเหตุใดจึงไปเจอเสือเอาได้ ?”
ในสายตาของเจียงโม่หานมีเพียงร่างที่บาดเจ็บและกำลังพูดจายิ้มแย้มเพื่อปลอบใจนางหวง เขาตอบมารดาด้วยเสียงแหบพร่า “เสี่ยวเว่ย นาง…บาดเจ็บเพราะช่วยข้า…”
หลินเว่ยเว่ยขัดจังหวะเขาด้วยการพูดกับหมอเหลียง “ท่านปู่เหลียง ท่านช่วยจ่ายยาสงบจิตใจให้บัณฑิตน้อยด้วยเถิด วันนี้เขาเองก็ตกใจไม่น้อย…”
เจียงโม่หานพูดไม่ออก เอาเถิด เขายอมรับว่าคราวนี้ตกใจมากจริงๆ แค่อีกนิดเดียว ศีรษะของเขาก็เกือบโดนเสืองับเข้าให้ แต่ก็ได้เด็กน้อยใช้แขนมากันไว้ก่อนและทำให้เสือร้ายตกใจจนวิ่งเตลิดออกไป ! ถ้าเกิดขึ้นอีกสองสามครั้ง เขาจะต้องตกใจจนหัวใจวายเป็นแน่ !
“ไอหยา พวกท่านเลิกมองข้าด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยได้หรือไม่ ? พวกท่านทำราวกับข้าใกล้ตายแล้วไม่มีผิด ! ข้ายังอยู่ดีไม่ใช่หรือ ? ข้ายังสามารถกระโดดโลดเต้นได้ พวกท่านจะกังวลอะไรกัน ?”
เจียงโม่หานถลึงตาใส่เพื่อปรามไม่ให้นางลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นจริงๆ
ตอนที่ 336: โดนจูบ เขินมากเลย
“จริงสิ ท่านหมอเหลียง คราวก่อนท่านไม่ได้บอกว่าส่วนผสมในยาของท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านขาดกระดูกเสือไปหรือ ? ท่านหาคนขึ้นเขาแล้วแบกซากเสือตัวนั้นกลับมาก็จะมีทุกอย่างแล้วไม่ใช่หรือไร ? ทว่าหนังของมันต้องเก็บไว้ให้ข้า เพราะตอนการสอบจอหงวนในฤดูใบไม้ผลิมาถึง อากาศจะยังหนาวอยู่ หากเอาหนังเสือเข้าสนามสอบก็จะช่วยเพิ่มความอบอุ่นได้มาก !” หลินเว่ยเว่ยยักคิ้วคล้ายกำลังท้าทายผู้เข้าสอบคนอื่นว่าบ้านไหนเทพกว่ากัน มีใครเอาหนังเสือเข้าสนามสอบบ้างเล่า !
แม้ตัวชิงเฟิงจะลงจากเขามาแล้ว แต่ใจยังอยู่บนเขา พอได้ยินอย่างนั้นก็รีบกระตุ้นให้หลินจื่อเหยียนไปหาคนมาช่วยตนแบกเสือลงจากเขา หลินจื่อเหยียนหันไปมองพี่รอง จนกระทั่งหลินเว่ยเว่ยพยักหน้าให้เขาถึงได้ลุกออกไป
เขาไปที่บ้านผู้ใหญ่วัง โดยเชิญบุตรชายคนโตและบุตรชายคนรองของผู้ใหญ่บ้านมาช่วย แต่มันก็เท่ากับประกาศให้ผู้ใหญ่บ้านทราบว่า…พี่รองเพิ่งฆ่าเสือมา !
ดวงตาของคนในบ้านผู้ใหญ่วังแทบจะถลนออกมา ว่าอย่างไรนะ ? นางหนูรองฆ่าเสือตายไปหนึ่งตัว ? ที่แท้เสียงเสือคำรามในป่าก็ไม่ได้เป็นข่าวโคมลอย ! ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นก็ไม่เท่ากับไปถวายตัวเป็นอาหารให้เสือหรอกหรือ ? ดูท่าว่าต้องเตือนพวกชาวบ้านที่ดีใจจนลืมตัวบ้างแล้วว่าอันตรายในภูเขาไม่ได้มีแค่ฝูงหมาป่าเท่านั้น ไม่ควรขึ้นเขาโดยไม่จำเป็น !
วันนี้วังต้าจู้ต้องฟังเสียงบ่นจากลูกชายเพราะได้ยินว่าเอ้อร์ฮว๋าได้ขึ้นเขาไปด้วย นางหนูรองพาเอ้อร์ฮว๋าไปจับกระต่ายอีกแล้ว เขาก็ยังคิดว่าหากวันใดมีเวลาว่างก็จะพาลูกชายไปเที่ยวบนเขาสักรอบเพื่อดูว่าจะจับแมวป่าหรือสัตว์ป่าที่ตายแล้วได้บ้างไหม เจ้าลูกชายตัวดีจะได้อยู่อย่างสงบสุขสักที ! ตอนนี้เลยอดไม่ได้ที่จะดีใจ…โชคดีที่วันนี้พวกตนไม่ได้ขึ้นเขา…
“นางหนูรองช่วยกำจัดภัยร้ายให้ฉือหลี่โกวของพวกเราอีกแล้ว !” จากปากของหลินจื่อเหยียนคือจุดที่เจอเสืออยู่ห่างจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวเพียงชั่วยามกว่าๆเท่านั้น ถ้าวันนี้นางหนูรองไม่ได้เจอเอง มันก็อาจเข้ามาในหมู่บ้านวันไหนไม่รู้…แค่คิดก็สยองแล้ว !
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า “พวกเจ้าไปเถิด ระหว่างทางก็ระวังตัวด้วย นางหนูรองได้รับบาดเจ็บ ข้าจะไปเยี่ยมหน่อย !”
นอกจากบุตรชายของผู้ใหญ่บ้านแล้ว หลินจื่อเหยียนยังไปเชิญลุงต้าซวนกับพ่อซัวถัวมาด้วย ต่อจากนั้นชายฉกรรจ์สี่คนก็ถือเชือกและไม้ท่อนหนาเดินตามชิงเฟิงขึ้นเขาด้วยความตื่นเต้น
บ้านอีกหลายหลังก็ได้รู้ข่าวที่นางหนูรองได้รับบาดเจ็บจึงรีบมาเยี่ยมเช่นกัน ป้ากุ้ยฮวามาพร้อมแม่ไก่หนึ่งตัว แม่ซัวถัวมาพร้อมไข่ไก่ตะกร้าใหญ่ ภรรยาผู้ใหญ่บ้านหอบผ้าสองสามพับมานั่งรายล้อมรอบเตียงหลินเว่ยเว่ย
“บาดแผลเป็นอย่างไรบ้าง ให้ข้าดูหน่อย !” ป้ากุ้ยฮวาเห็นใบหน้าน้อยๆของหลินเว่ยเว่ยซีดเซียว ตัวก็นอนนิ่งอยู่บนเตียงจึงรีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าพลางยกแขนที่ห้อยอยู่ตรงหน้าอกขึ้นแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เป็นไร แผลเล็กน้อยเอง พักไม่กี่วันก็หายแล้ว !”
“เหตุใดเป็นที่แขนอีกแล้ว ? ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าแถวนี้มีเสือออกมาปรากฏตัว แล้วเสือตัวนั้นโผล่ออกมาจากไหนกัน ?” แม่ซัวถัวขมวดคิ้วและพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
นั่นน่ะสิ! แม้ช่วงนี้หลินเว่ยเว่ยไม่ได้ขึ้นเขาทุกวัน แต่นางก็ไปเดินเล่นแถบนี้อยู่บ่อยครั้ง ทุกครั้งที่ไปนางก็จะตรวจสอบร่องรอยต่างๆอย่างระมัดระวังเพื่อดูว่ามีสัตว์ร้ายตัวไหนออกมาเพ่นพ่านหรือไม่ บัณฑิตสามคนในบ้านโดยเฉพาะคู่หมั้นรูปงามของนางไม่ชอบอยู่บ้าน ทว่าชอบขึ้นเขาเพื่อปลีกวิเวกอยู่เรื่อย นางจึงต้องทำให้แน่ใจว่าภูเขาแถบนี้ปลอดภัยมากพอ!
“ไม่กี่วันมานี้ข้ายังไปที่ภูเขาลูกนั้นอยู่เลย แต่ก็ไม่เห็นร่องรอยของเสือเลยสักนิด น่าจะเพิ่งออกจากป่าลึกในช่วงสองวันมานี้กระมัง? โชคดีที่ข้าเป็นคนไปเจอมันก่อน!” ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นก็คงไม่ได้กลับมาแล้ว!
“ไอโยว ยังบอกว่าโชคดีอีก ! ต่อไปนี้อย่าขึ้นเขาเป็นว่าเล่นเชียว มันทำให้คนในบ้านเป็นห่วง รู้หรือไม่ ? ดูตาของแม่เจ้าสิ ร้องไห้จนบวมแดงหมดแล้ว ลูกเจ็บตัว แม่ก็ปวดใจ ! เจ้าบาดเจ็บบ่อยขนาดนี้ แม่เจ้าต้องเป็นห่วงมากแน่ !” ป้ากุ้ยฮวาอดไม่ได้ที่จะพูดเตือนนางสักหน่อย
“อีกประเดี๋ยวข้าจะไปขอโทษท่านแม่ที่ทำให้เป็นห่วง…” หลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที
ป้ากุ้ยฮวายังพูดอีก “ขอโทษน่ะไม่ต้องหรอก ต่อไปดูแลตัวเองให้ดีก็พอ หากพวกเจ้าอยู่ดี คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็สบายใจและมีความสุขแล้ว !”
คนเจ็บต้องพักผ่อน ไม่ควรถูกรบกวนนานๆ ไม่เห็นบัณฑิตหนุ่มในลานบ้านหรือ ? คอแทบจะยื่นเข้ามาอยู่แล้ว พวกป้าๆไม่กี่คนนั่งได้ไม่นานก็เดินออกมา พวกนางยังชวนนางหวงสนทนาอีกเล็กหน่อยแล้วจึงกลับออกไป
ฉือหลี่โกวใหญ่แค่นี้ ข่าวแพร่ออกไปถึงคนทั้งหมู่บ้านอย่างรวดเร็วมาก คนที่ทำงานให้บ้านตระกูลหลินจึงหอบของขวัญมาเยี่ยม
เจียงโม่หานทำหน้าบึ้งแล้วยกสาเหตุว่าหลินเว่ยเว่ยต้องพักผ่อนจึงไม่ให้พวกนางเข้ามาแม้แต่ห้องปีกตะวันออก เพียงให้ปลอบนางหวงสองสามประโยคและทิ้งของขวัญไว้แล้วก็จากไปเท่านั้น แม้แต่แม่เลี้ยงของโก่วเชิ่งเอ๋อร์ก็ยังวิ่งเข้ามาผสมโรงด้วย
ณ ห้องปีกตะวันออกของบ้านตระกูลหลิน หลินเว่ยเว่ยกำลังอ้าปากเหมือนลูกไก่ตัวหนึ่งที่กำลังรออาหาร นางกำลังรอให้เจียงโม่หานป้อนอาหารแก่ตน
เจียงโม่หานเหลือบมองมือขวาที่ไม่ได้รับบาดเจ็บของนางปราดหนึ่ง หลินเว่ยเว่ยรีบย่นจมูกและทำเป็นเจ็บออดแอดทันที “ตอนที่ตกจากหลังเสือก็เหมือนว่ามือขวาจะไปกระแทกกับหิน โอ๊ย ! เจ็บจังเลย จับตะเกียบจับช้อนไม่ไหวแล้ว จะทำอย่างไรดี…”
เจียงโม่หานหมดคำพูด…เสแสร้ง เสแสร้งเก่ง !
ทั้งที่รู้ว่านางแกล้งทำ แต่เจียงโม่หานก็ยังยอมตามใจ เขาใช้ช้อนตักน้ำแกงไข่ขึ้นมาเป่าแล้วป้อนนาง
แต่เขากลับเห็นเด็กคนนี้กลอกตาไปมา ใช้ริมฝีปากแตะแล้วรีบผละออก จากนั้นก็พูดด้วยท่าทางของเด็กน้อยน่าสงสารว่า “ร้อน !”
เจียงโม่หานดึงช้อนกลับมาแล้วลองชิมหนึ่งคำ…ก็ไม่ร้อนนี่ ?
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ยื่นคอเข้ามา ‘ซูด’ น้ำแกงไข่ที่เหลือในช้อนจนหมด แถมยังทำเสียง ‘แจบแจบ’ แล้วพูดลากเสียงยาวว่า “อร่อยจังเลย…”
ต่อจากนั้นก็เตรียมชื่นชมท่าทางเขินอายของบัณฑิตน้อย
สีหน้าของเจียงโม่หานไม่เปลี่ยน แววตาก็ไม่สั่นไหว ดวงตาสีดำสนิทจ้องมายังนาง ทันใดนั้นใบหน้าหล่อเหลาก็เอนเข้าหานางและกดจูบตรงริมฝีปากก่อนที่อีกฝ่ายจะทันตั้งตัว
อ๊ะ ! นุ่มๆอุ่นๆ กลิ่นลมหายใจที่สดชื่นราวกับเยลลี่รสโปรดที่นางชอบ รสหวานซึมซาบเข้าสู่หัวใจ ตัวหลินเว่ยเว่ยเป็นเหมือนหินที่นิ่งงันไม่ไหวติง…ตกตะลึง ! บัณฑิตน้อย ขะ ขะ เขา ! จูบนางก่อน !
ช้อนน้ำแกงไข่เคลื่อนมาที่ปากของนางอีกครั้ง ทว่าน้ำเสียงเย็นชาของบัณฑิตหนุ่มแฝงไว้ด้วยความขี้เล่นเล็กน้อย “คราวนี้พอใจหรือยัง ? จะกินดีๆได้แล้วใช่หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยกลายเป็นรูปปั้นไปแล้ว นางพยักหน้า อ้าปากและกลืนน้ำแกงอุ่นๆลงคอเหมือนหุ่นยนต์ทุกประการ…ลืมปฏิเสธและยังดื่มเข้าไปโดยไม่รู้รสชาติอันใด ตัวนางยังคงติดใจในรสสัมผัสเมื่อครู่ หวาน ฟิน มึนแล้วก็เขินมาก…
น้ำแกงถ้วยนั้นนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดื่มลงไปได้อย่างไร พอได้สติกลับมาอีกครา บัณฑิตหนุ่มก็เช็ดปากให้และประคองให้นางนอนลงอีกรอบแล้ว
หลินเว่ยเว่ยรีบดึงผ้าห่มมาปิดหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง หลงเหลือไว้เพียงดวงตากลมโตคู่นั้น ใบหน้าของนางกำลังมีสีแดงก่ำและร้อนผ่าว…ไม่ได้ จะให้บัณฑิตน้อยเห็นนางตอนที่เขินอายไม่ได้ เช่นนั้นต่อไปจะแกล้งเขาอย่างไร ต้องโดนเขาหัวเราะเยาะแน่นอน !
ตอนที่ 337: จูบแรกเป็นของรักแรก
“เด็กโง่ ! ผ้าห่มคลุมจมูกเช่นนั้นไม่รู้สึกอึดอัดหรือไร ?” เจียงโม่หานช่วยดึงผ้าห่มลงให้นาง หลังจากเห็นใบหน้าสีแดงก่ำของนางแล้ว เขาก็เอนตัวเข้าหา ในระหว่างที่เด็กสาวมีแววตาประหม่าและตั้งตาคอย…เขาก็เอามือไปแปะหน้าผากของนาง “ยังดีอยู่ ยังไม่มีไข้ !”
หลินเว่ยเว่ยผิดหวังเล็กน้อย…ที่แท้ก็เข้ามาวัดไข้ ไม่ได้มาจูบนาง…
ขณะยกถ้วยน้ำแกงออกไป มุมปากของเจียงโม่หานก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม เด็กน้อยคนนี้ ท่าทางเมื่อครู่ช่างน่ารักมากเหลือเกิน ! ที่แท้การหยอกล้อหรือท่าทางดูเจนจัดของนางในเวลาปกติก็คือการเสแสร้งขึ้นมาทั้งสิ้น ! แค่จุมพิตเดียวก็ทำให้นางเผยความจริงออกมาหมดแล้ว ช่าง…น่ารักเกินไปแล้ว !
หลินเว่ยเว่ยดีดดิ้นสองเท้าไปมาอยู่ใต้ผ้าห่ม ไอหยา ! บัณฑิตน้อยจูบนางแล้ว ! ! จูบแรกของนางตกเป็นของรักแรก นี่เป็นเรื่องดียิ่งนัก ! แต่น่าเสียดายที่จูบเมื่อครู่เกิดขึ้นชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น…เหตุใดนางถึงนิ่งไปได้ ? น่าจะจูบกลับหน่อยสิ ทำให้เป็นจูบแบบชาวตะวันตก เฮ้อ ! น่าเสียดายจริงๆ พลาดโอกาสดีขนาดนี้ไปเสียได้ !
เจียงโม่หานออกไปไม่นานนักก็กลับเข้ามาอีกครั้ง เขาเห็นขาน้อยๆของนางดิ้นอย่างไม่อยู่สุขบนเตียงจึงรีบเข้าไปจับแล้วยัดมันใส่ใต้ผ้าห่มดังเดิม หลังจัดผ้าห่มให้นางเรียบร้อยแล้วเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “อย่าขยับมั่วซั่ว ระวังจะโดนแผล !”
ทันใดนั้นดวงตาอันเปล่งประกายของหลินเว่ยเว่ยก็จับจ้องไปที่ริมฝีปากสีอมชมพูของบัณฑิตน้อย…ริมฝีปากของบัณฑิตน้อยสวยจัง สีก็ดูเหมือนถูกทาด้วยชาด ปากเป็นกระจับน่าดึงดูดอย่างยิ่ง !
“มองอะไร ? หลับตาแล้วนอนพักผ่อนได้แล้ว !” เจียงโม่หานโดนเด็กน้อยที่ไม่รู้จักยางอายคนนี้จับจ้องจนใบหูร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย เขาจึงรีบหยิบตำราขึ้นมา ‘ก้มหน้าก้มตา’ อ่านทันที
หลินเว่ยเว่ยขยับตัวแล้วใช้มือข้างที่ไม่ได้เป็นอะไรตบเตียง “ข้างล่างหนาว มานั่งบนเตียงสิ ! ถ้าเจ้าล้มป่วยขึ้นมา จะป้อนข้าวข้าได้อย่างไร ?”
เจียงโม่หานย้ายเตาไฟมาที่ข้างขาของตนแทน หลังเติมถ่านลงไปสองก้อนแล้วก็เหลือบมองนาง ‘ไม่ ข้าไม่หนาว ขอบใจ !’
เมื่อไม่ประสบความสำเร็จ หลินเว่ยเว่ยก็ไม่ได้ผิดหวังแต่อย่างใด “บัณฑิตน้อย อ่านตำราให้ข้าฟังหน่อย ! ข้าอยากฟังคัมภีร์ซือจิง เนื่องจากผู้คนในเวลานั้นมีวิธีการแสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาและอบอุ่น เหตุใดสังคมยิ่งพัฒนา กาลเวลายิ่งผันเปลี่ยน คนถึงได้สวมหน้ากากเข้าหากันมากกว่าเดิม ?”
เจียงโม่หานไม่ได้ตอบกลับเพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
หลินเว่ยเว่ยพูดต่อ “ข้าจะท่องกวีบทหนึ่งให้เจ้าฟังก็แล้วกัน…
เรื่องราวนับพันหมื่น
ตัวข้ารักอยู่สามสิ่ง
อาทิตย์ จันทราและตัวเจ้า
อาทิตย์คือรุ่งอรุณ จันทราคืออัสดง
ส่วนเจ้าคือนิรันดร์็น็้ฯ็น…”
เจียงโม่หานเงยหน้ามองนาง คัมภีร์ซือจิงมีกวีบทนี้อยู่ด้วยหรือ ? เหตุใดเขาถึงไม่รู้เลย ?
หลินเว่ยเว่ยเห็นเขาไม่พูดอะไร นางจึงเริ่มพูดจาเหลวไหลอีกครั้ง “บัณฑิตน้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าในสมัยโบราณ ในยุคที่มีการสืบทอดผ่านสายมารดา เวลาที่ผู้หญิงชอบผู้ชายคนไหนก็จะสามารถทุบผู้ชายจนสลบแล้วลากกลับบ้านได้…คิคิคิ ! บัณฑิตน้อย ถ้าเจ้าอยู่ในยุคสมัยนั้น เจ้าจะต้องเอากระทะเหล็กมาป้องกันศีรษะไว้…ไม่สิ สังคมในสมัยดึกดำบรรพ์ยังไม่มีกระทะเหล็ก เอาเป็นว่าเจ้าห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด ประเดี๋ยวจะทำให้พวกผู้หญิงก่อสงครามกัน !”
เจียงโม่หานไม่รู้จะตอบโต้อย่างไรต่อถ้อยคำเหล่านี้ดี ในสมองของเด็กน้อยมีความคิดเหลวไหลอะไรบรรจุไว้กันแน่ ช่างจินตนาการได้ไร้ขอบเขตสิ้นดี !
“แต่เจ้าวางใจได้ ! สิทธิ์การได้ครอบครองเจ้าต้องตกเป็นของข้าอยู่แล้ว ! ข้าแรงเยอะ ถ้าผู้หญิงเหล่านั้นกล้าแตะต้องเจ้า พวกนางจะต้องโดนข้าทุบจนกระเด็นแน่นอน ! ในยุคของการสืบทอดผ่านสายมารดา ผู้หญิงสามารถแต่งงานกับผู้ชายหลายคนได้…แต่เจ้าวางใจเถิด ข้ามีเจ้าคนเดียวก็พอแล้ว !” ความงดงามของบัณฑิตน้อยสามารถยกระดับความรู้สึกด้านสุนทรียภาพของนางให้สูงขึ้นไปอีก แล้วคนอื่นจะเข้าตานางได้อย่างไร ?
เจียงโม่หานเงยหน้ามองอีกฝ่าย สตรีคนเดียวแต่งกับบุรุษหลายคนได้หรือ ? เจ้าช่างกล้าคิด ! แม้แต่นักประพันธ์นิทานแนวแปลกประหลาดยังไม่มีความคิดบ้าบอเหมือนเจ้าเลย !
หลินเว่ยเว่ยหันมามองความสมบูรณ์แบบของบัณฑิตหนุ่มแล้วพูดต่อ “เจ้าดูสิ ! เพื่อเจ้าแล้วข้ายอมทิ้งผืนป่าทั้งผืนเลยนะ เสียสละมากเลยใช่หรือไม่ ? ต่อไปเจ้าจะต้องดีกับข้าให้มาก ดีกับข้าคนเดียวเท่านั้น ! อนาคตไม่ว่าจะได้เป็นขุนนางแล้วหรือร่ำรวยเป็นเศรษฐีก็ห้ามพาหญิงอื่นกลับมา หากโดนคนอื่นยัดเยียดให้ก็ห้ามรับเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่ ?”
เจียงโม่หานคิดในใจว่าเด็กน้อยคนนี้แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของใช้ได้เลย ! เป้าหมายที่พูดเรื่องเหล่านี้ออกมา ก็ไม่ได้ต้องการที่จะบอกว่าเรือนหลังของเขาจะมีนางได้แค่คนเดียวหรอกหรือ ? เขาเคยแสดงท่าทางว่าอยากมีอนุตั้งแต่เมื่อใด ? ตีตนไปก่อนไข้น่ะสิ !
หลินเว่ยเว่ยยังพูดต่อ “ตัวข้าเป็นคนรักความสะอาดและบริสุทธิ์ด้านความรัก ! ผู้ชายที่คนอื่นใช้แล้วย่อมสกปรก ! ข้าจะโยนมันออกไป ไม่รับไว้เด็ดขาด !”
เจียงโม่หานวางตำราลงพลางหันไปจ้องหน้านาง “ไม่รับ…หมายความว่าอย่างไร ?”
“ข้าแค่ลองยกตัวอย่างนะ แค่ยกตัวอย่าง เจ้าอย่าคิดเป็นจริงเป็นจังเด็ดขาด ! ยกตัวอย่างเช่น พอเจ้าแต่งงานกับข้าแล้วก็ไปหลงรักหญิงงามนางหนึ่งเข้า นางคนนั้นทั้งอ่อนโยน ถ่อมตน ชำนาญในศาสตร์แขนงต่างๆ เสมือนบัวพันกลีบที่คอยเป็นหงซิ่วเทียนเซียงให้เจ้าได้ เจ้าจึงหวั่นไหวและอยากรับนางเป็นอนุ ! แต่ข้าไม่มีทางเห็นด้วย ! อยากรับอนุน่ะได้ ! แต่เจ้าต้องหย่ากับข้าก่อน…ถ้าใจไม่อยู่แล้ว ฝืนไปจะได้อะไรขึ้นมา ?”
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา เฮ้อ ! ถึงปากจะพูดง่าย แต่อีกฝ่ายคือบัณฑิตน้อย…
“โอ๊ย !” ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ต้องเอามือกุมหน้าผากที่เจ็บแสบขึ้นมาพร้อมหันไปมองบัณฑิตหนุ่มด้วยความโมโห…ทำอะไร ! ไม่เห็นว่านางกำลังบาดเจ็บอยู่หรือ ? เหตุใดยังกล้าใช้กำลังกับนาง !
อาวุธในมือของเจียงโม่หานคือ…ตำรา “เจ้ายังกล้าน้อยใจอีกหรือ ! ในใจของเจ้าเห็นข้าเป็นคนโลเล ได้ของใหม่ลืมของเก่า ไม่น่าเชื่อถือหรืออย่างไร ? เรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องที่เจ้าสมมุติขึ้นมาเอง ‘ถ้า’ ที่เจ้าพูดถึง ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน !”
ในชาติก่อน เขาไม่เคยเจอสตรีแบบไหนบ้างเล่า ? สุดท้ายก็ควบคุมตนเองได้มาโดยตลอด ไม่หลงมัวเมาไปกับความงาม ถูกหรือไม่ ? ในชาตินี้ที่เรือนมีสิงโตเหอตงอยู่แล้ว เหตุใดเขาจะเพิ่มปัญหาในเรือนหลังของตน ? หากเรือนหลังไม่สงบย่อมเป็นต้นตอแห่งความโกลาหลทั่วทั้งเรือน !
“แต่เจ้าสมบูรณ์แบบเกินไป ! รอให้เจ้าไปที่เมืองหลวงแล้ว จะต้องมีผู้หญิงมาชอบพอไม่น้อย พวกบิดาที่มีอำนาจของพวกนางก็จะให้บุตรสาวแต่งกับคนที่สามารถก้าวหน้าในราชสำนักได้อีกหลายปี…และพวกนางอ่อนโยนกว่าข้า มีความสามารถมากกว่าข้า มีหนทางช่วยเหลือเจ้าด้านการงานมากกว่าข้า…”
หลังได้ฟังถ้อยคำของเขาแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกดีใจมาก ทว่าบางครั้งแม้จะไม่ใช่ความตั้งใจของเขา แต่คนรอบข้างและเรื่องราวต่างๆ จะผลักดันเขาไปข้างหน้าเสมอ !
ทันใดนั้นมือของเจียงโม่หานก็ค่อยๆยื่นไปที่คอของนาง…เฮ้! คงจะไม่ได้โมโหจนอยากบีบคอนางให้ตายหรอกนะ ?
เขาดึงจี้หยกขาวมันแพะออกมาจากคอเสื้อของนาง จากนั้นก็เอามาจิ้มที่จมูกของนาง “วางใจได้ ถ้าข้าไม่เต็มใจ ใครก็บังคับไม่ได้ !”
หลินเว่ยเว่ยจับจี้หยกแสนอบอุ่นนั้นไว้ หรือเจ้าสิ่งนี้จะซุกซ่อนฐานะแสนลึกลับของเขาเอาไว้ ? ฐานะที่แท้จริงของบัณฑิตน้อย คงไม่ใช่…องค์ชายหรอกกระมัง ? ทันใดนั้นสมองเท่าเมล็ดแตงของนางก็มีภาพความโกลาหลของการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์ในวังหลวงปรากฏขึ้นมา สวรรค์ ! คนตรงไปตรงมาอย่างนางไม่มีทางรอดชีวิตอยู่ในวังได้เกินตอนที่สามของนิยายเป็นแน่ นางคงไม่ได้ถูกสังหารด้วยกลอุบายแห่งวังหลังใช่หรือเปล่า ?
เจียงโม่หานยัดจี้หยกกลับเข้าในคอเสื้อของนางอีกรอบ “เลิกคิดเพ้อเจ้อได้แล้ว ! จำไว้ว่าเจ้าเป็นภรรยาของข้า เจียงโม่หาน เจ้าคนเดียวตลอดชั่วชีวิตนี้ ! ไม่ว่าใครก็มาเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทั้งสิ้น !”
[1] คัมภีร์ซือจิง คือ คัมภีร์รวมบทกวีที่เก่าแก่ที่สุดของจีน
[2] สิงโตเหอตง คือ ภรรยาที่แผดเสียงคำราม หึง ดุสามีออกมา
ตอนที่ 338: การพลอดรักของเสี่ยวเว่ยถูกพบเห็น
หลินเว่ยเว่ยพอใจเป็นอย่างยิ่ง “ไม่เสียแรงที่พูดมาตั้งมากมายเช่นนี้ ในที่สุดก็ได้ยินบัณฑิตน้อยพูดความรู้สึกที่มีต่อข้าแล้ว มันไม่ง่ายเลย !”
เจียงโม่หานถึงขั้นนิ่งงัน “…” หมายความว่าท่าทางเสียใจและเด็ดขาดเรื่องความรักเมื่อครู่ของนาง เป็นเพียงการเสแสร้งแกล้งทำเพื่ออยากได้ยินถ้อยคำดีๆจากปากเขาหรือ ?
หลินเว่ยเว่ยเดาความคิดจากท่าทางหดหู่ของเขาได้พอสมควร นางจึงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “สิ่งที่ข้าเอ่ยไปเมื่อครู่ย่อมเป็นความจริงทุกประการ ไม่ได้แค่หวังหยอกเจ้าเล่นเท่านั้น ! ข้ารักเจ้าคือเรื่องจริง แต่ไม่ได้แปลว่าข้าจะรักเจ้าจนทำให้ตนเองต้องตกต่ำ รักจนเสียน้ำตา รักจนไม่เหลือศักดิ์ศรี !”
เจียงโม่หานลูบศีรษะนาง ‘ในเมื่อเจ้าเป็นคนที่ข้าเลือกแล้ว ข้าก็ไม่มีทางปล่อยให้เจ้าเผชิญความน้อยเนื้อต่ำใจและไร้ศักดิ์ศรี…เจ้าแค่รักข้าก็พอ ส่วนความรักของเจ้ากับข้า ตัวข้าจะเป็นคนคอยรักษาไว้เอง !’
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินเดินเข้ามาจากข้างนอก นางได้เห็นฉากนี้พอดีจึงรีบถอยออกไปอีกครั้ง ก่อนจะแกล้งทำเป็นเคาะประตู หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ในเมื่อเจ้าก็เข้ามาแล้ว เหตุใดยังจะต้องเคาะประตูอีก ?”
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินมุ่ยปาก “ไม่ใช่เพราะข้ากลัวว่าจะมารบกวนเรื่องดีๆของเจ้าหรือไร ?”
“หากกลัวว่าจะรบกวน เจ้าก็ไม่ควรเข้ามา !” หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่นาง “ว่ามา มีเรื่องอะไร ?”
พี่สาวคนโตยื่นก้อนไหมพรมขนกระต่ายให้นางแล้วถามว่า “ไหมพรมขนสัตว์ที่เจ้าอยากได้ ดูว่ามันใช้ได้หรือยัง ?”
หลินเว่ยเว่ยดึงไหมพรมออกมาด้วยมือข้างเดียว หลังออกแรงกระตุกแล้วนางก็พยักหน้า “ไม่เลว แค่มีความเหนียวน้อยไปหน่อย”
“เจ้าแรงเยอะเพียงใดไม่รู้แก่ใจหรือ ? เส้นด้ายที่เจ้าดึงไม่ขาด บนโลกนี้จะมีอยู่หรือไม่ ?” พี่สาวคนโตอดไม่ได้ที่จะบ่น
หลินเว่ยเว่ยโบกมือให้นาง “ทิ้งไหมพรมนี้ไว้ ส่วนเจ้าก็ออกไปได้แล้ว !”
“…” บุตรสาวคนโตตระกูลหลินมองนางด้วยความเหนื่อยหน่าย นางเกือบจะหักเข็มถักในมือทิ้งอยู่แล้ว
หลินเว่ยเว่ยพยุงตัวขึ้นด้วยมือข้างหนึ่ง จากนั้นก็นั่งพิงกับหัวเตียง “ว่ามา ยังมีเรื่องอะไรอีก ?” มีหรือที่พี่สาวนางจะใจดีถึงขั้นเอาไหมพรมมาให้ด้วยตนเอง ? หากไม่มีเรื่องก็จะไม่มา ที่เอ่ยมาทั้งหมดก็คือนิสัยของพี่ใหญ่ !
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินมองไปยังถุงมือแบบเปิดปลายนิ้วของเจียงโม่หานแล้วในที่สุดนางก็ยอมพูดเป้าหมายออกมา “ข้าอยากเรียนทำถุงมือกับเจ้า !”
หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังแขนซ้ายที่ห้อยอยู่บนหน้าอก “ถุงมือต้องใช้สองมือทำ แล้วเจ้าคิดว่าคนพิการอย่างข้าจะสอนได้หรือไม่ ?”
เจียงโม่หานเหลือบมองนาง ใครอยากว่าตนเองเป็น ‘คนพิการ’ บ้าง ? งาช้างย่อมไม่งอกจากปากสุนัข !
“รีบพูด ‘ถุย’ สองครั้ง !” เจียงโม่หานไม่ได้เป็นคนที่เชื่อเรื่องงมงาย แต่ก็ไม่ปล่อยให้เด็กน้อยพูดเหลวไหล หลินเว่ยเว่ยจึงรีบพูด ถุย ถุย ออกมา ! จากนั้นก็หันไปส่งยิ้มประจบใส่เขา
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็กลอกตาไปมา ก่อนจะโบกมือเรียกให้เขาช่วยจับเข็มถักให้นาง ส่วนตัวเองก็ใช้มือซ้ายจับไหมพรมแล้วพูดกับพี่สาวว่า “ตั้งใจดูให้ดี !”
หลังพูดจบ นางก็ร้อยไหมพรมใส่รูเข็มถักและเริ่มถักมันไปมาสองสามครั้ง จากนั้นก็ยื่นให้พี่สาว “ทำเช่นนี้ มากกว่าสี่สิบครั้ง !”
นิ้วของบุตรสาวคนโตค่อนข้างแข็ง แม้จะถักไปหลายครั้งก็ยังทำไม่ถูก หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่ ถ้าไม่ได้เป็นเพราะตนนอนเบื่ออยู่บนเตียงก็ไม่มีทางหาเหาใส่หัวโดยการสอนคนหัวทึบนี้แน่นอน
ท้ายที่สุด หลังลองทำไปประมาณสิบกว่าครั้ง บุตรสาวคนโตก็ถักได้เสียที หลินเว่ยเว่ยยังยื่นเข็มถักให้บัณฑิตหนุ่มเพื่อให้เขาจับไว้ แล้วนางก็เริ่มถักขึ้นลงสองครั้ง จากนั้นค่อยยื่นให้พี่สาวอีกรอบ
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินตั้งใจดูอย่างละเอียด ผ่านไปไม่นานก็เรียนถักขึ้นลงเป็น ทว่าการถักรอบที่สามของนางกลับพังไม่เป็นท่า เพราะเดิมทีควรจะถักขึ้นแต่นางกลับถักลงแทน สุดท้ายจึงต้องทำใหม่ทั้งหมด
กระทั่งถึงมื้อเย็น บุตรสาวคนโตก็ยังถักส่วนข้อมือไม่เสร็จ ขณะมองนางเดินออกไป หลินเว่ยเว่ยก็พูดคำว่า ‘โง่’ แบบไม่มีเสียงออกมา !
เจียงโม่หานลูบศีรษะนาง จากนั้นก็วางเข็มถักลงพลางพูดว่า “พักผ่อนได้แล้ว !”
แต่ทันใดนั้นเด็กน้อยก็มีความคิดประหลาด นางให้เขาช่วยจับเข็มถักโดยบอกว่าอยากถักผ้าพันคอให้เขา มือที่จับเข็มถักของเขาปวดไปหมดแล้ว แต่คนเจ็บอย่างนางยังไม่หมดแรง ผ้าพันคออะไรนั่นเขาไม่รีบใช้ ให้นางรักษาตัวจนหายดีก่อน ค่อยว่ากันได้หรือไม่ ?
ทว่าหลินเว่ยเว่ยไม่ได้นอนลงเหมือนเดิม นางยังลุกมานั่ง จากนั้นก็ใช้เท้าคีบรองเท้าขึ้นมา เจียงโม่หานใช้ผ้าห่มห่อตัวนางไว้ “จะทำอะไรอีก ?”
“ข้าจะไปเข้าห้องน้ำ !” หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยความมั่นใจ
เจียงโม่หานตะลึงทันที เขารีบชี้ไปที่กระโถนปลายเตียง “แขนเจ้าบาดเจ็บ จะใส่หรือถอดเสื้อผ้าก็ไม่สะดวก ปลดทุกข์ในห้องเถิด !”
หลินเว่ยเว่ยย่นจมูกแล้วปฏิเสธทันที “ไม่ได้ มันมีกลิ่น !”
“กลิ่นของตนเอง เจ้าก็ยังรังเกียจหรือ ?” เจียงโม่หานเอากระโถนมาให้นางแล้วหมุนตัวจะเดินออกไป
หลินเว่ยเว่ยรีบพูดว่า “ข้ากลัวเจ้ารังเกียจ…” แม้อยู่ในความสัมพันธ์สามีภรรยา อย่างไรก็ต้องเข้าใจซึ่งกันและกันบ้าง ชาติก่อนนางเคยอ่านข่าวว่าเป็นเพราะภรรยาปัสสาวะต่อหน้าสามี ทั้งสองคนจึงหย่ากัน…นางไม่อยากให้บัณฑิตน้อยเห็นภาพแย่ๆของตน
เจียงโม่หานก้มหน้ายิ้ม “วางใจได้ ข้าไม่รังเกียจเจ้า !”
“เช่นนั้น…เจ้าออกไปก่อน แล้วรอให้ข้าเรียกถึงจะเข้ามาได้ !” นี่เป็นการยืนกรานครั้งสุดท้ายของหลินเว่ยเว่ย
“รอประเดี๋ยว…” เจียงโม่หานยังถือเตาไฟเข้ามาเพื่อทำให้ห้องอุ่นขึ้นอีกเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพอใจแล้วพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “เจ้า…ทำเองได้หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยหน้าแดงพลางพูดเบาๆว่า “เอ่อคือ…เจ้าช่วยแก้สายรัดเอวให้ข้าก่อน…”
“แค่กแค่ก !” เจียงโม่หานหูแดงในทันที แต่เขาพยายามแกล้งไม่รู้สึกอะไรแล้วเดินก้มหน้าเข้ามาแก้สายรัดเอวให้หลินเว่ยเว่ยซึ่งก็หน้าแดง แต่ปากเริ่มฉีกยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ…
“ไอหยา ! ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น…พวกเจ้าทำต่อเลย ทำต่อเลย…” พอนางเฝิงเดินเข้ามาในห้องก็บังเอิญเห็นฉากนี้เข้าพอดี จึงรีบยกมือปิดตาแล้วหมุนตัวเดินออกไปข้างนอก ไอหยา หานเอ๋อร์ใจร้อนจริงๆ เสี่ยวเว่ยยังบาดเจ็บอยู่เลย…หากไปโดนแขนที่เจ็บอยู่ขึ้นมา คงหัวเราะไม่ออก !
“ไม่สิ ! เหตุใดข้าถึงออกมา ? ข้าควรจะห้ามพวกเขาไม่ใช่หรือ ? เด็กทั้งสองยังอายุน้อย หากเป็นเหตุทำให้ถึงแก่ชีวิตขึ้นมา ไอหยา ! พอกลับไปแล้วต้องสั่งสอนเจ้าลูกตัวแสบให้ดี…” นางเฝิงบ่นพึมพำ
นางหวงสังเกตเห็นความผิดปกติ เมื่อครู่นางเฝิงไม่ได้แย่งจะเอาขนมไปให้เสี่ยวเว่ยกินหรือไร ? นางเพิ่งเข้าไปแล้วเหตุใดจึงรีบออกมา แถมปากยังบ่นพึมพำอะไรไม่หยุด…
เจียงโม่หานผลักประตูออกมา พอนางเฝิงเห็นเขา ปากของนางก็พูดแบบไม่ตรงกับใจคิดทันที “เหตุใดจึงเร็วเช่นนี้ ?”
เจียงโม่หานรู้สึกปวดศีรษะทันที “ท่านแม่ ท่านคิดอะไรขอรับ ? เด็กน้อยจะปลดทุกข์ นางมีมือเดียวจึงแก้สายรัดเอวไม่ได้…”
“อ้อ…ที่แท้ก็แค่การแก้สายรัดเอวเองหรือ ?” นางเฝิงเหลือบมองเขาสองสามครั้ง “เจ้า…ไม่มีความคิดอย่างอื่นใช่หรือไม่ ?”
ไม่ถูก ! เด็กหนุ่มเช่นนี้ไม่ได้อยู่ในช่วงที่มีอารมณ์หุนหันพลันแล่นหรืออย่างไร ? ปกติหานเอ๋อร์ทำตัวมีเหตุผลและใจเย็นจนเกินไป แม้ตอนที่มาบอกกับนางว่าจะสู่ขอเสี่ยวเว่ยก็ไม่มีความเขินอายอย่างหนุ่มน้อยเลยสักนิด เขา…คงไม่มีปัญหาอะไรใช่หรือไม่ ? เช่นนั้น…ให้หมอเหลียงมาตรวจดีหรือเปล่า เผื่อว่าเป็นอะไรขึ้นมาจะได้รีบรักษา เราจะทำให้เสี่ยวเว่ยเสียเวลาไม่ได้…
“ท่านแม่คิดอะไรอยู่ขอรับ ? ข้าปกติดี !” ท่าทางของนางเฝิงชัดเจนเกินไป เจียงโม่หานรู้สึกหดหู่แล้วหดหู่อีก ความคิดของมารดาช่างเหมือนกับเด็กน้อยเหลือเกิน !
[1] งาช้างย่อมไม่งอกจากปากสุนัข หมายถึง คนเลวย่อมไม่พูดสิ่งที่ดี
ตอนที่ 339: ความอบอุ่นของบัณฑิตน้อย
เจ้าหนูน้อยที่คัดอักษรเสร็จและเรียนหนังสือในส่วนของวันนี้เสร็จแล้วก็เห็นนางเฝิงกับเจียงโม่หานยืนอยู่หน้าห้องของพี่รอง เขาจึงเข้าไปทักทายอย่างรู้ความ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องพี่รองทันที เจ้าหนูคนนี้เดินเร็วจนเจียงโม่หานห้ามเอาไว้ไม่ทัน ทว่าพอลองคิดแล้วเด็กน้อยก็คงทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วกระมัง ?
“น้องสี่ รีบวางลง…” ทันใดนั้นเสียงของหลินเว่ยเว่ยก็ดังขึ้น
ตามมาด้วยเสียงเจ้าหนูน้อย “ไม่เป็นไร ! กระโถนของบ้านเรา ข้าเป็นคนเททั้งหมด ข้าเทจนชินแล้ว !” เจ้าหนูน้อยดีใจมากที่ได้ทำอะไรให้พี่รอง เขาถือกระโถนออกมาด้วยความดีใจ หากใครที่ไม่รู้ก็คงคิดว่าเขาถือสุราชั้นดีอยู่ !
ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ย่นจมูก หน้าต่างที่เคยแง้มอยู่ถูกเปิดให้กว้างกว่าเดิม ทว่าร่างของบัณฑิตน้อยกลับปรากฏตัวที่นอกหน้าต่าง “หน้าต่างเปิดให้น้อยหน่อย ประเดี๋ยวจะโดนลมมากไป รีบกลับไปนอนบนเตียงได้แล้ว !”
“ได้ ข้าจะรีบกลับไปนอน ส่วนเจ้า…ออกห่างจากหน้าต่างให้ไกลหน่อย !” หลินเว่ยเว่ยกลัวเขาจะได้กลิ่น ถ้าไม่ได้กังวลว่ามือเขาจะโดนหนีบ นางก็คงปิดหน้าต่างเสียตอนนั้นเลย !
เจียงโม่หานส่ายหน้าแล้วเดินไปที่ห้องของหลินจื่อเหยียนเพื่อเขียนส่วนผสมการทำเครื่องหอม บาดแผลของเด็กน้อยต้องพักรักษาตัวอยู่ในห้องหลายวัน นางใส่ใจกับกลิ่นในห้องถึงเพียงนี้ก็ทำเครื่องหอมกลิ่นดอกเหมยให้นางแล้วกัน
พรุ่งนี้ให้คนที่ไปส่งสินค้าในเขตเริ่นอันซื้อวัตถุดิบกลับมาแล้วเขาค่อยทำให้นาง จริงสิ ยังต้องซื้อเตากำยานใส่เครื่องหอมใบเล็กๆมาด้วย พอห้องเต็มไปด้วยกลิ่นเครื่องหอมแล้ว เด็กน้อยก็คงจะไม่ไล่เขาออกมาอีกกระมัง ?
ตกเย็น ตอนที่เขานำเกี๊ยวกุ้งในซุปกระดูกหมูไปให้หลินเว่ยเว่ย เขาเลือกที่จะเคาะประตูก่อนและถามว่าตนสามารถเข้าไปได้หรือไม่ ?
แต่รอไปพักหนึ่งก็ยังไม่มีเสียงตอบกลับ เขาจึงผลักประตูเดินเข้าไปและได้เห็นว่าในห้องมีแต่ความมืดมิด ในอากาศมีกลิ่นหอมอ่อนๆของผลไม้ ตะเกียงบนหัวเตียงสะท้อนให้เห็นภาพเด็กสาวตัวน้อยที่ตอนนี้กำลังนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มและเผยให้เห็นเพียงเส้นผมบนศีรษะเท่านั้น
เขาเดินไปปิดหน้าต่าง หลังครุ่นคิดแล้วเขาก็เอาตัวคนออกมาจากผ้าห่มส่วนหนึ่ง
หลินเว่ยเว่ยที่กำลังงัวเงียก็ยกแขนข้างที่เจ็บขึ้นเพราะอยากขยี้ตา แต่เจียงโม่หานก็ห้ามไว้ได้ทัน พอหลินเว่ยเว่ยรู้สึกตัว ใบหน้าน้อยๆของนางก็ต้องบูดบึ้ง “โอ๊ย เจ็บ !” จากนั้นนางก็ตื่นขึ้นมา
เจียงโม่หานค่อยๆจับแขนข้างที่บาดเจ็บของนางแล้วประคองนางให้ลุกขึ้นนั่ง เขายกโต๊ะไปวางข้างนางแล้วนำชามเกี๊ยวไปวางไว้ หลินเว่ยเว่ยพูด “หิวน้ำ !”
“รอประเดี๋ยว !” เจียงโม่หานเดินออกไปข้างนอก ผ่านไปไม่นานเขาก็เดินเข้ามาพร้อมถ้วยน้ำ “จิบสักสองอึกให้ชุ่มคอ มันอุ่นกำลังพอดี”
หลินเว่ยเว่ยดื่มน้ำไปเพียงชั่วอึดใจ จากนั้นก็อ้าปากรอคนป้อนอาหาร…นางเป็นคนป่วย ควรได้เพลิดเพลินกับการพักรักษาตัวแบบคนป่วยสักหน่อย
ป้อนไปกินไป เกี๊ยวหนึ่งชามก็หมดลงอย่างรวดเร็ว หลินเว่ยเว่ยรู้สึกเสียใจและผิดหวังเล็กน้อย…ถ้าได้จูบกับบัณฑิตน้อยอีกสักครั้ง อาหารมื้อนี้ก็คงอร่อยขึ้นไปอีก…
เจียงโม่หานแกล้งทำไม่เห็นสายตาผิดหวังของนาง เขาหยิบบันทึกท่องแดนไกลบนโต๊ะขึ้นมาแล้วพูดว่า “ข้าอ่านหนังสือให้เจ้าฟัง ดีหรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าอย่างเชื่อฟังชนิดที่ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ ต่อจากนั้นเสียงอันไพเราะของเจียงโม่หานก็เริ่มดังขึ้น นางดึงใบหูตนเองสองสามครั้ง…คำกล่าวที่ว่าเสียงไพเราะของใครคนหนึ่งสามารถทำให้หูตั้งครรภ์ได้ก็เป็นเรื่องจริง !
ภายใต้เสียงโทนสูงต่ำของบัณฑิตหนุ่ม หลินเว่ยเว่ยค่อยๆเข้าไปใต้ผ้าห่มอีกครั้ง จากนั่งเริ่มกลายเป็นกึ่งนอน จนในที่สุดนางก็ได้นอนลงอย่างสมบูรณ์…ขณะฟังเสียงของบัณฑิตหนุ่ม แม้แต่แผลก็ไม่รู้สึกเจ็บ ! เสียงของเขาช่วยบำบัดได้ดีมาก…
นางนอนหลับไปตั้งแต่เมื่อใด บัณฑิตหนุ่มออกไปตอนไหน นางไม่รู้ตัวเลยสักนิด รู้เพียงว่าฝันดีเป็นอย่างยิ่ง ส่วนฝันว่าอะไรก็จำไม่ได้ จำได้เพียงว่ามันเป็นฝันที่ดีมากเหลือเกิน…
หลังตื่นมาในวันรุ่งขึ้น หลินเว่ยเว่ยก็ได้ยินเสียงลู่เหวินจวินสองนายบ่าวกำลังบอกลา นางจึงสวมเสื้อคลุมแล้วรีบออกไปทันที “อย่าเพิ่งรีบกลับ ! กินเนื้อย่างกระทะร้อนตอนเที่ยงก่อนก็ยังไม่สาย !”
เดิมทีเมื่อวานเย็นควรจะเป็นเนื้อย่างกระทะร้อน แต่เพราะนางได้รับบาดเจ็บจึงต้องเลื่อนออกไปก่อน อีกสองวันคุณชายลู่ก็จะเดินทางออกจากแดนเหนือเพื่อกลับเมืองหลวงแล้ว อย่างไรก็จะปล่อยให้เขารู้สึกฝังใจหรือมีปมในเทศกาลฤดูใบไม้ผลินี้ ( ปีใหม่ ) ไม่ได้ ใช่หรือไม่ ?
เนื่องจากลู่เหวินจวินรู้สึกเสียใจมาก หากไม่ใช่เพราะเขาอยากขึ้นเขาไปจับกระต่าย หลินกู่เหนียงก็ไม่ต้องมาเจ็บหนักเช่นนี้…แล้วจะรบกวนการรักษาตัวของหลินกู่เหนียงเพื่อให้นางมาย่างเนื้ออีกได้อย่างไร ?
“เนื้อย่าง ? เนื้อย่างกระทะร้อนคืออะไร ? มื้อเที่ยงมีของกินใหม่อีกแล้วใช่หรือไม่ ? เยี่ยมไปเลย พลาดวันเทศกาลฤดูหนาวแต่ไม่พลาดเนื้อย่าง !” หลีชิงเดินเข้ามาในบ้านพร้อมลมหนาว เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาได้รับข่าวเกี่ยวกับเด็กบางส่วนในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า พอเข้าไปดูแล้ว เขาก็รีบกลับมาทันที
“พี่หลีชิงกลับมาแล้วหรือ ! ได้ข่าวของน้องสาวบ้างหรือไม่ ?” เสียงของหลินเว่ยเว่ยแฝงไปด้วยความดีใจ…มีคนแล่เนื้อให้แล้ว !
หลีชิงส่ายหน้าด้วยความผิดหวังแต่ก็ไม่สิ้นหวัง “ออกไปครานี้พบเบาะแสมีประโยชน์สองสามอย่าง ข้าคิดว่าอีกไม่นานก็จะได้ข่าวน้องสาวแล้ว !”
“เช่นนั้นก็ดี…” หลินเว่ยเว่ยก็ไม่รู้ว่าจะปลอบเขาอย่างไร
หลีชิงขมวดคิ้วพลางมองแขนที่ห้อยอยู่ของนาง “เหตุใดจึงบาดเจ็บอีกแล้ว ? คราวนี้เป็นเพราะอะไรอีก ?”
หลินเว่ยเว่ยมองไปยังหนังเสือที่ห้อยอยู่ตรงชายคาบ้านแล้วพูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจ “ไม่มีอะไร! ตอนสู้กับเสือก็แค่โดนมันงับเข้านิดหน่อย บาดแผลเล็กน้อย !”
“โอ้ ! เก่งแล้วนี่ ! กล้าที่จะสู้กับเสือเชียวหรือ ? คราวหน้าถ้าเจอสัตว์ร้ายอีกก็รู้จักซ่อนตัวหน่อย รอข้ากลับมาแล้ว ค่อยไปสั่งสอนพวกมันด้วยกัน !” หลีชิงอดไม่ได้ที่จะชื่นชมเด็กสาวคนนี้ จ่าฝูงหมาป่าก็กล้าช่วย หมีควายก็กล้าต่อย เจอเสือก็ยังกล้าเข้าไปสู้ด้วยอีก !
เขาเริ่มรู้สึกว่าหลินเว่ยเว่ยเหมือนคนตระกูลหลีของพวกตนมากขึ้นเรื่อยๆ เขาจำได้ว่าตอนน้องสาวยังเล็ก ไม่ทันเดินได้ด้วยซ้ำ ทว่านางก็กล้าเอื้อมมือไปบีบหนอนแล้ว…
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคัก “เป็นเสือต่างหากที่รนหาที่เอง คราวนี้ข้าไม่ได้พุ่งเข้าไปหาเรื่องก่อน ! เอาเถิด เราอย่าพูดเรื่องพวกนี้เลย พี่หลีชิงมาก็ดีแล้ว ไปแล่หมูสามชั้นกับเนื้อกวางให้ข้าชิ้นหนาๆหน่อย บ้านเราคนเยอะ ทำเยอะหน่อยก็แล้วกัน…อยากกินเนื้อเสือด้วยหรือไม่ เช่นนั้นก็ย่างพร้อมกันเลย !”
คิคิ นางยังไม่เคยกินเนื้อเสือมาก่อนเลย ! ในชาติก่อนเสือเป็นสัตว์สงวน ดังนั้นการล่าเสือจึงมีโทษสถานหนัก !
หลังเนื้อชนิดต่างๆแล่เสร็จแล้วก็ถูกหมักด้วยเครื่องปรุง กระทะเหล็กแบบใช้ย่างเนื้อถูกล้างจนสะอาดและวางบนเตาถ่าน ซอสบาร์บีคิวซึ่งสำคัญที่สุดในการทำของย่างก็ปรุงเรียบร้อย…หลินเว่ยเว่ยไม่ต้องทำอะไรสักอย่าง แค่นั่งแล้วขยับปากอยู่กับที่เท่านั้น เฮ้อ ! สิ่งสำคัญที่สุดก็ยังเป็นปากของนาง !
หมูสามชั้นถูกแล่ให้บางเล็กน้อย เมื่อย่างออกมามีกลิ่นหอมฟุ้ง หลังจุ่มลงในซอสบาร์บีคิวก็ห่อด้วยผักกาดหอม ช่างให้รสอร่อยแต่ไม่เลี่ยน! ส่วนเนื้อเสือถูกแล่ให้หนา รสชาติที่ย่างออกมาให้ความรู้สึกเหมือนเนื้อวัว หลังโรยด้วยพริกไทยดำและเครื่องเทศแล้วเนื้อสัมผัสที่หนึบหนับก็ให้รสชาติเข้มข้นเป็นอย่างยิ่ง เนื้อกวางยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ รสชาติสดใหม่มาก
ลู่เหวินจวินกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาคิดว่าเนื้อย่างที่ตนอุตส่าห์ตั้งตารอคอยมาสองวันไม่ได้เสียแรงเปล่าเลย โชคดีที่หลินกู่เหนียงรั้งเขาไว้ ไม่อย่างนั้นเขาคงพลาดของอร่อยที่สุดในชีวิตนี้ไปแล้ว
ตอนที่ 340: ต่อไปบ้านเราจะฟังเจ้า
เจียงโม่หานเป็นผู้ช่วยของคนเจ็บ…คือย่างเนื้อให้หลินเว่ยเว่ย นางชี้ไปที่เนื้อเสือแล้วกัดฟันพูดว่า “ข้าจะกินเจ้านั่น! มันกล้ากัดข้า มันต้องชดใช้ด้วยการถูกกิน !”
หลังกินเนื้อเสืออย่างอิ่มเอมใจแล้ว นางก็ชี้ไปที่เนื้อกวางต่อ “ย่างเนื้อกวางให้ข้า เจ้านี่ช่วยบำรุง…”
“แม้จะช่วยบำรุงก็กินเยอะไม่ได้ ! เนื้อย่างกินเยอะแล้วจะเป็นร้อนใน ! อีกอย่างมักพูดกันว่ากินสิ่งใดก็จะไปบำรุงสิ่งนั้น พรุ่งนี้แม่จะต้มกระดูกให้เจ้ากินเยอะหน่อย…อ้อ ต้องไปถามหมอเหลียงว่าสามารถต้มกระดูกเสือให้เจ้ากินได้หรือไม่ ?” นางหวงตีมือบุตรสาวคนรองพลางบ่นพึมพำ
ดวงตาของลู่เหวินจวินแทบจะถลนออกมา…เอากระดูกเสือมาต้มกิน คงเป็นอาหารจานเดียวในใต้หล้ากระมัง ? ฟุ่มเฟือยยิ่งนัก ! เขาต้องกินเนื้อเสือให้หายตกใจหน่อย…พอกลับไปเขาจะอวดให้หมดว่าเคยกินเนื้อเสือมาแล้ว !
ผู้น่าสงสารที่สุดคือหลินเว่ยเว่ย เพราะตั้งแต่นางหวงบอกว่ากินเนื้อย่างมากจะเป็นร้อนใน ไม่เหมาะกับคนป่วย นางก็ได้รับอนุญาตให้กินเนื้อย่างเพิ่มอีกสองชิ้นเท่านั้น…คนอื่นกินเนื้อย่าง ส่วนนางได้กินแค่โจ๊กผักและน้ำแกงกระดูกหมู
หลินเว่ยเว่ยรู้สึกชอกช้ำใจ…เนื้อย่างกระทะร้อนเป็นของที่นางเสนอออกมา ! เหตุใดคนอื่นกินได้ แต่นางได้แค่มอง ?
เจียงโม่หานป้อนโจ๊กผักให้นาง “เด็กดี ! รอให้แขนหายดีแล้วอยากกินทุกวันก็ยังได้ เนื้อกวาง เนื้อเสือ เราจะแช่แข็งเก็บไว้ให้เจ้าทั้งหมด นอกจากเจ้าแล้วใครก็ห้ามกินเด็ดขาด ดีหรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปาก “ข้าเจ็บที่แขน ไม่ได้ร่างกายอ่อนแอเสียหน่อย แม้ลำไส้จะบอบบางก็สามารถกินอะไรได้โดยไม่ต้องกังวลถึงเพียงนั้น ใช่หรือไม่ ?”
“ข้าถามหมอเหลียงแล้วว่ามีอาหารและของปรุงสุกบางอย่างไม่เหมาะกับคนป่วย อีกสิบวันเท่านั้น เจ้าก็อดทนหน่อยเถิด ประเดี๋ยวตอนเย็นข้าจะตุ๋นซี่โครงให้เจ้า เชื่อฟังข้าดีกว่า !”
บุตรสาวคนโตตระกูลหลินมองเจียงโม่หานด้วยแววตาสับสน ใครจะไปคิดว่าบัณฑิตเจียงผู้เย็นชาและหยิ่งยโสก็สามารถปลอบผู้อื่นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและมีความอดทนเช่นนี้ได้ หากพูดออกไป พวกเด็กสาวที่เคยตามเกี้ยวเขาอย่างบ้าคลั่งต้องใจสลายแน่นอน ไม่ถูกสิ ตอนบัณฑิตเจียงหมั้นหมายกับน้องรอง พวกนางก็ใจสลายแล้ว ตอนนี้ยิ่งแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี
หลังย่างเนื้อกวางเสร็จ บุตรสาวคนโตก็จงใจเดินผ่านหน้าหลินเว่ยเว่ยและส่งชามเนื้อย่างให้เผิงหยูเหยี่ยน จากนั้นก็พูดว่า “ใครบางคนก็เห็นอยู่ชัดๆว่ามือขวาดีอยู่ แต่ยังให้คนอื่นป้อน สำออย !”
หลินเว่ยเว่ยกลืนโจ๊กแล้วรีบยักคิ้ว “ข้าสำออยแล้วจะทำไม ? คนป่วยมีสิทธิ์สำออยได้ ส่วนบัณฑิตน้อยก็เต็มใจที่จะเอาใจข้า หากเจ้าไม่อยากเห็นก็ทนต่อไป !”
เผิงหยูเหยี่ยนไม่เข้าใจ เพราะคู่หมั้นพูดสู้น้องสาวไม่ได้สักครั้ง แม้จะพ่ายแพ้ก็ยังไม่ถอย สุดท้ายนางก็ยังต้องแพ้อยู่ดีและทำให้นางเองต้องโมโหจนหน้าแดง หายใจติดขัด นางคิดอะไรอยู่ ? หรือว่า…การเถียงกันจะเป็นวิธีแสดงความรู้สึกของพี่น้องคู่นี้ ?
เผิงหยูเหยี่ยนเห็นคู่หมั้นหน้าแดง ดวงตาเปียกชื้น นางเริ่มโกรธอีกแล้ว เขาจึงรีบคีบหมูสามชั้นที่ย่างเสร็จแล้วจุ่มลงซอส ห่อด้วยผักกาดหอม จากนั้นป้อนใส่ปากนาง “เฉียงเอ๋อร์ เราอย่าถือสาเด็กเลย มา ข้าช่วยย่างให้เจ้า ข้าเต็มใจจะเอาใจเจ้าเอง !”
บุตรสาวคนโตเหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม แม้อารมณ์จะดีขึ้นแล้ว ใบหน้าของนางก็ยังแดงอยู่ ใครบอกว่าคู่หมั้นนางซื่อบื้อ ? นี่เขาไม่ได้กำลังพูดเป็น มีหัวคิดและยังปกป้องนางเก่งจะตายอยู่หรือ?
“เจ้าสองคนนี่นะ ! ช่วยคิดถึงคนโสดอย่างพวกเราหน่อยได้หรือไม่ ? เฮ้อ ! พอไม่มีคนเอาใจแล้ว เนื้อกวาง เนื้อเสือย่างพวกนี้จะไม่อร่อยขึ้นหรือไร !” แม้ปากหลีชิงจะพูด แต่ก็ไม่ได้กินช้าลงเลย เขากินได้อย่างตะกละตะกลามเป็นอย่างยิ่ง ในชีวิตนี้อาจได้กินเนื้อเสือแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ดังนั้นต้องกินให้เยอะหน่อย !
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะเสียงดังลั่นในทันที หลังให้บัณฑิตน้อยเช็ดเมล็ดข้าวที่มุมปากนางแล้วก็หันไปมองหลีชิงอย่างท้าทาย “อยากมีคนมาเอาใจบ้าง เจ้าก็พาพี่สะใภ้กลับมาสักคนสิ”
หลีชิงส่ายหน้าแล้วดื่มสุราหนึ่งอึก…ความแค้นของตระกูลยังไม่ทันได้สะสาง แล้วจะสร้างครอบครัวได้อย่างไร ? เหตุใดจะต้องให้คนอื่นมาหลบๆซ่อนๆกับเขา ? ในแต่ละวันต้องเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ลู่เหวินจวินคออ่อน ดื่มไปแค่ไม่กี่จอกก็เริ่มชี้หน้าเจียงโม่หานและเผิงหยูเหยี่ยนด้วยอาการเมาเล็กน้อย “ตะ…แต่งพี่สะใภ้ ก็ต้องเป็นพี่หลีชิงเอาใจพี่สะใภ้ บ้านเราเป็นบ้านของผู้ชายที่ดี ต้องรู้จักรักและทะนุถนอมภรรยา !”
ใครเป็นคนบ้านเดียวกับเจ้า ? แค่อาหารไม่กี่มื้อ เจ้าก็คิดว่าตนไม่ใช่คนนอกแล้วหรือ !
เนื้อย่างมื้อนี้กินกันถึงสองชั่วยาม เดิมทีลู่เหวินจวินคิดจะจากไป ทว่าต้องเมามายอยู่บนหลังชิงเฟิง “พี่หลีชิง…มา ชะ…ชน !”
เขาเมาจนเป็นเช่นนี้แล้วจะยังไปไหนได้อีก ? ชิงเฟิงแบกคนไปที่บ้านหลังข้างๆด้วยศีรษะที่ชุ่มเหงื่อ “คุณชายรอง ท่านอย่าดิ้นขอรับ ประเดี๋ยวจะตกลงมาขอรับ !”
“วางข้าลง…ข้า…ดะ…เดินเองได้ !” ลู่เหวินจวินดิ้นจะปีนลงมา “ข้าเป็นคนที่เคยกินเนื้อเสือแล้วนะ ! ในตัวข้าเต็มไปด้วยพละกำลัง !”
ชิงเฟิงกลัวเขาจะตกลงมาจริงๆ จึงรีบวางลงและเปลี่ยนมาเป็นกึ่งประคองกึ่งกอดแทน “ได้ ได้ ได้ขอรับ ! คุณชายรองเก่งกาจที่สุด ! คุณชายรองยังจับกระต่ายได้หลายตัวด้วยขอรับ !”
“ใช่ ! จับกระต่ายได้ตั้งหลายตัว พอกลับไปแล้ว…จะเอาไปทำถุงมือให้ท่านแม่…ข้ากตัญญูกับท่านแม่ ! ลูกเก่งแล้วขอรับ ท่านแม่ ท่านดีใจหรือไม่ ?” ลู่เหวินจวินเกือบสะดุดธรณีประตู
ชิงเฟิงออกแรงประคองเขา ก่อนจะพยักหน้าให้ “ใช่ ใช่ขอรับ ! คุณชายรองเก่งแล้ว ฮูหยินจะต้องดีใจมากแน่นอน !”
โชคดีที่ลู่เหวินจวินเมาแล้วไม่อาละวาด พอเข้าห้องไปแล้วเขาก็รู้ว่ามาถึงเตียง เขาจึงล้มลงนอนอย่างว่าง่าย มือทั้งสองข้างประสานไว้ตรงหน้าอก แต่ปากยังบ่นพึมพำ “ท่านแม่ ! ลูกไม่ได้ไร้ค่า ลูกเองก็หาเงินได้…ฮือฮือฮือ ท่านแม่ขอรับ ที่ทุ่งหญ้าลำบากมากเลย…ลูกเหนื่อยมาก…”
หลังทำเสียงร้องไห้ออกมาสั้นๆ แล้วเขาก็นอนหลับไปในที่สุด
หลินเว่ยเว่ยเงี่ยหูฟัง ในที่สุดก็เงียบไปแล้ว นางจึงถอนหายใจออกมา “เฮอะ เฮอะ ! บัณฑิตน้อย เวลาผู้ชายเมาจะเป็นเช่นนี้กันหมดหรือ ?”
หลีชิงเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน นิ้วเกี่ยวเหยือกสุราคอยเทใส่ปากตนเอง หลังได้ยินเช่นนั้นเขาก็เช็ดมุมปากพลางพูดว่า “อย่างเขาถือว่าเมาแล้วยังดีอยู่ ! บางคนพอเมาแล้วก็จะถือโอกาสอาละวาด ทำร้ายผู้คน ขว้างปาข้าวของ ร้องไห้แหกปาก…ทำตัวแย่ๆออกมาหมดทุกอย่าง !”
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “สุราร้อนเช่นนั้น ไม่รู้เหตุใดผู้ชายอย่างพวกเจ้าชอบดื่มกันนัก! บัณฑิตน้อย ต่อไปก่อนจะออกไปสังสรรค์ เจ้าต้องกินอะไรรองท้องสักเล็กน้อย มันดีต่อกระเพาะและจะไม่ทำให้เมาง่ายด้วย!”
เจียงโม่หานชงชาให้ตน…ไม่จำเป็นต้องใช้หิมะบนดอกเหมยที่หลินเว่ยเว่ยเก็บมา เนื่องจากคนเยอะเกินไป เขาทนเห็นหิมะที่คู่หมั้นเก็บมาด้วยความยากลำบากถูกคนอื่นกินไม่ได้!
หลีชิงหัวเราะ “ข้าคิดว่าเจ้าจะห้ามไม่ให้บัณฑิตน้อยออกไปดื่มสุราเสียอีก!”
“เขาเป็นผู้ชายนี่ ! อย่างไรก็ต้องไปสังสรรค์บ้าง ! แค่อย่าดื่มเอาจริงเอาจังถึงเพียงนั้น ประเภทดื่มจนเมาหัวทิ่ม เสื่อมเสียชื่อเสียงไม่ว่า ยังทำร้ายร่างกายคนอื่นด้วย” หลินเว่ยเว่ยหยิบถ้วยชาของบัณฑิตหนุ่มมาดื่มให้ชุ่มคอ
เจียงโม่หานจึงรินชาลงถ้วยใหม่และจิบลงไปเล็กน้อย จากนั้นก็พยักหน้าพูดว่า “ฮูหยินพูดถูก ต่อไปบ้านเราจะฟังเจ้า !”
จบตอน
Comments
Post a Comment