weiwei ep341-360

ตอนที่ 341: ไม่ต้องการเงินเดือน ขอแค่มีข้าวกินก็พอ


หลังจากโดนเขาเรียกว่า ‘ฮูหยิน’ แล้ว หลินเว่ยเว่ยก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที “เรื่องเล็กของบ้านเราให้ฟังข้า แต่ถ้าเรื่องใหญ่เราสองคนต้องปรึกษากัน ! ใครถูกก็ฟังคนนั้น !”


“ได้ ! ฟังเจ้า !” เจียงโม่หานยกถ้วยชาขึ้นแล้วถามว่า “ยังจะดื่มอีกหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าพลางฉีกยิ้มราวกับคนโง่ หลีชิงที่อยู่ด้านข้างรู้สึกปวดฟันขึ้นมาทันที…เพิ่งไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่วัน คนแซ่เจียงที่เคยหยิ่งยโสก็เปลี่ยนมาเป็นลูกแกะน้อยแสนเชื่องแล้วหรือ แถมยังเป็นลูกแกะขนปุยและอบอุ่นทำนองนั้นด้วย ! คงไม่ได้ถูกล้างสมองแล้วถูกหลอกง่ายๆใช่หรือไม่ ?


ทว่า ก็ผู้ชายนี่นะ ! เวลาอยู่ต่อหน้าภรรยาก็ควรเป็นแบบนี้อยู่แล้ว เดิมทีตอนที่เสี่ยวเว่ยหมั้นหมายกับเขา หลีชิงยังไม่วางใจได้อย่างสมบูรณ์ เพราะมักรู้สึกว่าเจียงโม่หานยังชอบในตัวนางไม่มากพอ ห่านฟ้าที่บินออกจากบ้านแล้วทอดทิ้งภรรยาผู้ยากไร้มีให้เห็นน้อยเสียที่ไหนกัน ? การที่เสี่ยวเว่ยชอบเขา มันอาจนำพาให้วันข้างหน้าของนางต้องเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆ…


ดูจากตอนนี้แล้ว เสี่ยวเว่ยก็ไม่ได้เสียเปรียบเพียงฝ่ายเดียว ! ที่แท้หลังจากบัณฑิตผู้เย็นชาเริ่มแสดงความรู้สึกออกมา ผลลัพธ์ก็เป็นแบบนี้เอง ! วางมาดเก่งเหลือเกิน !


เจียงโม่หานที่เดินไปส่งหลินเว่ยเว่ยกลับห้องแล้วก็เดินมาหยุดอยู่ข้างหลีชิง “ไปเดินเล่นที่หลังเขากันหรือไม่ ?”


หลีชิงมองอีกฝ่าย วางจอกสุราในมือลง หลังจากพยักหน้ารับแล้วก็เดินตามกันออกไปนอกหมู่บ้าน ต่อจากนั้นเขาก็เหลือบมองไปยังบัณฑิตหน้าตาดีผู้นี้ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ข้าเข้าใจมาโดยตลอดว่าบัณฑิตเจียงไม่คู่ควรกับเสี่ยวเว่ย !”


“หืม ? เพราะเหตุใด ?” เจียงโม่หานถามกลับเบาๆ


“ข้ากลัวว่าพอเสี่ยวเว่ยแสดงความรู้สึกออกไปแล้วจะไม่ได้รับการตอบสนอง” หลีชิงคลี่ยิ้ม “แต่ตอนนี้ข้ารู้ว่าคงกังวลไปเอง !”


เจียงโม่หานนำมือข้างหนึ่งไพล่หลัง ค่อยๆก้าวเดินไปตามทางขึ้นเขาที่เงียบสงัด เมื่อเสื้อคลุมของเขาสะบัดขึ้นลงก็ทำให้หญ้าอันเหี่ยวเฉา หิมะอันหนาวเหน็บ ดูเหมือนถูกย้อมไปด้วยสีสันอันมีชีวิตชีวา…


เจียงโม่หานหันไปมองหลีชิง ก่อนจะสะบัดหน้าไปมองส่วนลึกของป่า “เมื่อครึ่งปีก่อน ข้าเองก็คิดว่าตนจะไม่รู้สึกอะไรกับคนอื่นเช่นกัน…แต่แล้ว หลังจากเด็กที่ชื่อหลินเว่ยเว่ยคนนี้มาปรากฏตัวในชีวิต ทุกอย่างก็สูญเสียการควบคุมไปหมด !”


หลีชิงมองเห็นความอบอุ่นเล็กน้อยจากแววตาของอีกฝ่ายเพียงเพราะพูดถึงเด็กคนนั้น มุมปากของเจียงโม่หานก็ค่อยๆยกยิ้มเช่นกัน หลีชิงถอนหายใจเบาๆหนึ่งครา “ข้า…สบายใจแล้ว…”


จู่ๆ เจียงโม่หานก็หมุนตัวกลับมามองสบตากับเขา “แล้วเจ้าเล่า ? เหตุใดถึงได้ใส่ใจและเป็นห่วงนางมากเหลือเกิน ? เพียงเพราะนางช่วยชีวิตเจ้าไว้หรือ ?”


“ไม่ใช่แค่นั้น ! มีบางครั้งที่ข้ามักรู้สึกว่าถ้าครอบครัวไม่เผชิญกับเคราะห์ร้าย น้องสาวของข้าไม่ได้หายตัวไป นางก็คงเติบโตมาเหมือนกับเสี่ยวเว่ย…ที่ฉลาดเฉลียว ไม่กลัวสิ่งใดและยังมีจิตใจงดงาม…” หลีชิงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะใช้สายตาแบบพี่ชายภรรยาจับจ้องไปยังเจียงโม่หานอย่างครุ่นคิด “ถ้าเสี่ยวเว่ยเป็นน้องสาวของข้า หึ ข้าก็ไม่มีทางเห็นด้วยที่จะให้พวกเจ้าได้อยู่ด้วยกัน !”


“ข้าควรจะดีใจหรือไม่ที่เด็กตัวแสบไม่ได้เป็นน้องสาวของเจ้า ?” เจียงโม่หานพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย


หลีชิงก้มหน้าครุ่นคิด ก่อนจะฉีกยิ้ม “เจ้าไม่ต้องดีใจหรอก เพราะด้วยนิสัยของเสี่ยวเว่ย แม้นางจะเป็นน้องสาวของข้า แล้วเจ้าคิดว่า…ข้าจะห้ามไม่ให้นางคบหากับเจ้าได้หรือ นางจะเชื่อฟังข้าหรืออย่างไร ?”


เจียงโม่หานครุ่นคิดและคลี่ยิ้มออกมาเช่นกัน “ไม่มีทาง เด็กคนนั้นมีความคิดเป็นของตัวเอง !”


เขาพูดกับนางหลายรอบมาก ว่ายามมีอันตรายอยู่ตรงหน้าก็ให้สนใจตัวเองก่อน อย่าเพิ่งห่วงคนอื่น…แต่ผลลัพธ์น่ะหรือ ? เสือร้ายอยู่ตรงหน้า นางก็ยังพุ่งเข้าใส่ ใช้แขนมาป้องกันเขาจากปากเสือ ถ้าไม่ได้เป็นเพราะมืออีกข้างของนางคว้ากรามเสือได้ทัน แขนข้างซ้ายของนางก็ขาดออกไปแล้ว…เป็นเด็กโง่จริงๆไม่ใช่หรือ ?


“เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าถ้าหากแก้แค้นสำเร็จ น้องสาวก็หาเจอแล้ว เจ้าจะทำอะไรต่อไป ?” ใบหน้าของหลีชิงที่อยู่ตรงหน้านี้ยังเยาว์วัยกว่าในความทรงจำมากและดูมีความสุขไม่น้อยเลย


ชาติก่อน แต่ละคนมีบาดแผลเต็มตัว จิตวิญญาณด้านชา มีเพียงต้องทำตัวโหดเหี้ยมและแข็งแกร่งขึ้นถึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ คนหนึ่งกลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่เลือดเย็น ส่วนอีกคนละทิ้งมโนธรรมและเรียนรู้ที่จะเป็นคนไร้ความจริงใจ…


ในชาตินี้ ผู้ที่แบกหลีชิงกลับมาคือเด็กตัวแสบ แม้จะโง่เขลาแต่ก็เป็นคนอบอุ่นและมักทำให้คนอื่นเห็นความหวังอันไร้ขีดจำกัด แม้หลีชิงจะไม่มีคนในครอบครัวหลงเหลืออยู่แล้ว แค้นก็ยังไม่ได้ชำระ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็มีบ้านให้กลับ ตะเกียงไฟถูกจุดไว้รอเพื่อส่องนำทางแก่เขา สุดท้ายความมีชีวิตชีวาและการมองโลกในแง่ดีที่ไม่เคยจางหายไปแต่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ก็ค่อยๆเผยออกมา…


หลีชิงมองเจียงโม่หานด้วยความประหลาดใจ “บัณฑิตเจียง แม้ท่าทีที่เจ้ามีต่อข้าจะดูเย็นชา แต่…ไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือเปล่า รู้สึกว่าเจ้าดูเป็นห่วงข้าอยู่ไม่น้อย…”


เจียงโม่หานมองเขาอยู่นาน ท้ายที่สุดก็คลี่ยิ้มออกมา “คนที่เด็กตัวแสบใส่ใจ ข้าก็ต้องเอาใจใส่ด้วยอยู่แล้ว เรื่องนี้จะมีอะไรน่าแปลกใจอีก ?”


หลีชิงพยักหน้าแล้วตอบคำถามเมื่อครู่ของอีกฝ่าย “น้องสาวของข้าอายุมากกว่าเสี่ยวเว่ยไม่กี่ปี ถ้าหาเจอ นางก็น่าจะแต่งงานแล้ว มีพี่ชายคนนี้คอยหนุนหลังนาง บ้านสามีจะต้องไม่กล้าทำอะไรแย่ๆต่อนางแน่นอน รอให้แก้แค้นสำเร็จแล้วก็ถึงเวลาทดแทนบุญคุณ !


หากวันหน้าเจ้าอยากเป็นขุนนางที่ดีคนหนึ่ง อย่างไรก็ต้องผิดใจกับคนไม่น้อยใช่หรือไม่ ? ข้าน่ะ…จะยอมลดตัวลงมาเป็นองครักษ์ให้เจ้า ! เจ้าเป็นสามีของเสี่ยวเว่ย ดังนั้นการดูแลความปลอดภัยของเจ้าก็เหมือนได้ทดแทนบุญคุณนางแล้วใช่หรือเปล่า ? ข้าไม่ต้องการเงินเดือนจากเจ้าหรอก ขอแค่มีข้าวกินก็พอ !”


เดิมทีเจียงโม่หานยังซาบซึ้งในคำพูดของเขาอยู่ แต่พอได้ยินมาถึงประโยคสุดท้ายจึงมองเห็นเป้าหมายของอีกฝ่าย เป้าหมายที่แท้จริงของเจ้าไม่ใช่การปกป้องข้า แต่คือความอาลัยอาวรณ์ในฝีมือทำอาหารของเด็กตัวแสบใช่หรือไม่ ?


“แค่เจ้ายินดีจะติดตาม พวกเราก็จำเป็นต้องรับไว้หรือ ? เจ้าถามความเห็นจากพวกเราหรือยัง ?” เจียงโม่หานเหลือบมองเขาขณะถาม


หลีชิงขมวดคิ้วแล้วทำหน้า ‘เจ้าโง่หรือเปล่า’ ออกมา “ทำไม ? เจ้าไม่เห็นด้วยหรือ ? องครักษ์ที่มีวรยุทธสูงส่งและยังมีใจซื่อสัตย์อย่างข้า เจ้าจะไปหาจากที่ไหนได้อีก ?”


“เจ้าแน่ใจว่าจะติดตามเราไปตลอดชีวิตจริงหรือ ?” เจียงโม่หานย้อนถาม


หลีชิงเริ่มมองเขาด้วยความหวาดระแวง “ทำไม ? เจ้าจะให้พิสูจน์อย่างไร ? จะให้ข้าแหวะอกควักหัวใจออกมาให้เจ้าดูหรือ ?”


เจียงโม่หานหัวเราะออกมาเบาๆ “ข้าจะดูหัวใจเจ้าไปทำไม ? ทำอะไรบางอย่างให้ข้าก็แล้วกัน ถือเป็นการพิสูจน์ตัวเอง เจ้าคิดว่าอย่างไร ?”


หลีชิงมุ่ยปาก “ข้ารู้อยู่แล้วว่าปัญญาชนอย่างพวกเจ้ามีใจคิดไม่ซื่อ มีเรื่องอะไรจะให้ข้าช่วยก็พูดมาตามตรง ยังจะกล้าใช้คำว่า ‘พิสูจน์ตัวเอง’ ! แต่ถ้าเป็นเรื่องผิดกฎหมายหรือเรื่องไร้มโนธรรม ข้าไม่ทำ !”


เจียงโม่หานให้เขาเอียงหูเข้ามาใกล้ ก่อนจะกระซิบอะไรบางอย่างให้ฟัง ทันใดนั้นมุมปากของหลีชิงก็เริ่มกระตุก “เจ้าแซ่อู๋คนนั้นไปทำอะไรให้เจ้าจนถึงขั้นจะทำกับมันขนาดนี้ ?”


“มันทำร้าย…สหายของข้าคนหนึ่ง ทำให้เขาต้องบ้านแตกสาแหรกขาด !” เสียงของเจียงโม่หานเย็นชาขึ้นมาทันทีราวกับน้ำแข็งกำลังก่อตัวสูงตระหง่าน “ชีวิตของผู้ที่มันทำลาย มือข้างเดียวก็ยังไม่พอ นอกจากนี้สหายของข้าคนหนึ่งก็ไม่เคยเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มันใส่ความเลย ข้ารับประกันได้ !”


“ได้ ! ข้าจะช่วยเจ้าล่อเหยื่อเท่านั้น ส่วนจะติดกับหรือเปล่าก็ต้องดูเอาเอง !” จากนั้นหลีชิงก็เหลือบมองเขาสองสามครา “ข้ามองออกแล้วว่าปัญญาชนอย่างพวกเจ้าโดยเฉพาะปัญญาชนที่ฉลาดหลักแหลม ไม่ควรไปผิดใจด้วยเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะตายอย่างไรก็ยังไม่รู้ตัวเลย ช่างสามารถฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็นเหลือเกิน !”


ตอนที่ 342: แม้แต่คู่หมั้นของตนก็ยัง ‘ชิป’ ได้


นี่จะนับว่าเป็นเรื่องใหญ่อันใด ? แค่ลงมือเชือดหมูเชือดแมวเท่านั้น ในชาตินี้เมื่อได้รับอิทธิพลจากเด็กน้อยแล้วจิตใจของเขาก็สงบขึ้น วิธีลงมือก็เบาลงมาก ! หากเปลี่ยนเป็นตัวเขาในชาติก่อน เจ้าแซ่อู๋คงได้หายตัวไปจนหาศพไม่พบนานแล้ว !


ไม่ ! คงสังหารเจ้าแซ่อู๋ตรงๆไปเลยต่างหาก แต่มันก็ยังดับความแค้นในใจเขาไม่ได้อยู่ดี สู้มองศัตรูอับจนหนทาง มีชีวิตไม่ต่างจากสุนัขเหมือนเขาในชาติที่แล้ว ถึงจะสาสมใจกว่า จริงหรือไม่ ?


ขณะมองแววตาที่เยือกเย็นราวกับอยู่ในขุมนรกของอีกฝ่าย หลีชิงก็ตัวสั่นทันทีและรีบเดินออกห่างสองสามก้าว…นี่ข้าวางใจเร็วเกินไปหรือเปล่า ? คนที่อำมหิตไร้หัวใจแบบนี้จะสร้างความสุขให้เสี่ยวเว่ยได้จริงหรือ ?


ในเขตเริ่นอัน ชื่อเสียงของเจ้าแซ่อู๋ก็ไม่ดีไปสักเท่าไร และก็เป็นฝ่ายเริ่มทำร้ายบัณฑิตเจียงก่อน นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้หลีชิงทนไม่ได้ก็คือเจ้านั่นยังกล้าคิดไม่ดีต่อหลินเว่ยเว่ย…


ช่างเถิด เขาแค่รับหน้าที่ส่งข่าว เหยื่อจะติดหรือไม่ติดกับดักก็ต้องรอดูว่าเจ้าแซ่อู๋จะตอบสนองอย่างไร ทว่าด้วยนิสัยของเจ้านั่นแล้ว น่าจะเข้ามาติดกับง่ายๆถูกหรือไม่ ?


“ตกลง ! เรื่องที่เจ้าพูดก็ยกให้ข้าจัดการเอง !” จากนั้นหลีชิงก็หันไปมองเขาด้วยสายตาหวาดระแวง “เล่ห์เหลี่ยมพวกนี้ของเจ้าอย่าไปใช้กับเสี่ยวเว่ยเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น…ไม่ว่าเจ้าจะได้อยู่ในตำแหน่งสูงส่งเพียงใด ข้าก็จะตัดศีรษะเจ้า เชื่อหรือไม่ ?”


“เชื่อ!” เพราะในชาติที่แล้วตำหนักอ๋องเปรียบเสมือนกรงเหล็ก ทว่าศีรษะของอ๋องเจ้าตำหนักกลับเป็นเพียงก้อนดินสำหรับหลีชิง! “เพื่อเป็นการตอบแทน ข้าจะบอกความลับที่ทำให้สามารถล้มศัตรูของเจ้าได้!”


“ความลับอันใด?” หลีชิงรีบถามต่อทันที


“ศัตรูของเจ้าคนนั้นติดต่อกับกบฏราชวงศ์ก่อนและตงหู…ไม่ต้องถามว่าข้าได้ข่าวมาจากไหน ข้าบอกเจ้าได้แค่นี้ ส่วนเรื่องหลักฐานเจ้าต้องไปหาเอาเอง!” เจียงโม่หานพูดเพียงเท่านี้


หลีชิงซาบซึ้งจนตัวสั่น แม้ศัตรูของเขาจะไม่มีอำนาจแท้จริงอยู่ในมือ แต่มีคนเก่งอยู่รอบกาย ถ้าอยากจะปลิดชีพอีกฝ่ายก็เป็นไปได้ยาก ทว่าแค่ชีวิตของศัตรูเพียงคนเดียวจะสยบวิญญาณนับร้อยของตระกูลหลีได้อย่างไร ?


ถ้าเรื่องที่บัณฑิตเจียงพูดคือความจริง ! นั่นเป็นโทษสถานหนักข้อหาคิดคดต่อแผ่นดิน ต้องรับโทษประหารเก้าชั่วโคตร…ฮ่าฮ่าฮ่า ! เขาจะต้องหาหลักฐานที่เดรัจฉานนั่นร่วมมือกับพวกกบฏให้ได้ ทำให้ตระกูลของมันต้องชดใช้แก่ตระกูลหลีด้วยชีวิต !


ทั้งสองคนยืนต้านลมอยู่นานพอสมควรกว่าจะทำให้ความตื่นเต้นในใจสงบลงได้อีกครั้ง หลังกลับมาถึงบ้านสกุลหลินและเพิ่งเปิดประตูเข้ามาก็เห็นหลินเว่ยเว่ยกำลังเท้าสะเอวพลางจ้องเขม็งมาที่พวกตน “เหตุใดเจ้าสองคนต้องออกไปตากลมนานขนาดนั้น ? มีอะไรก็คุยกันในบ้านไม่ได้หรือ ? จำเป็นต้องแอบทุกคนไปคุยกันข้างนอกเช่นนั้นด้วย”


นางมองพวกเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า คนหนึ่งร่างสูงกำยำ ใบหน้าหล่อเหลา ส่วนอีกคนสูงโปร่ง ใบหน้างดงาม มีกลิ่นอายของ ‘คู่ชิป’ แบบสุดๆ…หากทั้งสองเล่นซีรี่ส์แนวตันเหม่ย1ด้วยกัน ต้องปังสุดๆไปเลย !


เจียงโม่หานเดินเข้ามาหา จากนั้นก็ตีหน้าผากนาง “สายตาของเจ้าแบบนั้นคืออะไรกัน ? พิลึกคน ! สมองเท่าเมล็ดถั่วของเจ้าคิดอะไรเหลวไหลอีกแล้วใช่หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า…เหตุใดจึงคิดแบบนั้นกับคู่หมั้นของตนได้ ? หยุดเดี๋ยวนี้ ! แต่ว่า…จอมยุทธขี้เล่น VS บัณฑิตเย็นชา ก็น่าดูจริงๆนี่นา !


วันรุ่งขึ้น ผู้ดูแลจางก็มารับคุณชายรองด้วยตนเอง เพราะเขากลัวว่าคุณชายรองจะมีความสุขจนลืมหน้าที่การงานและลืมเวลาออกเดินทาง


ตอนที่มาเยือน เขาได้นำหนังสัตว์มาให้บ้านนางสองผืน ขากลับ…เอาเนื้อเสือแช่แข็งไปหนึ่งก้อน กระดูกเสือและยังมีหนังกระต่ายหิมะอีกสองสามผืน…คุณชายรองหนอคุณชายรอง ไม่ขาดทุนเลยจริงๆ !


ลู่เหวินจวินยังไม่อยากบอกลาคนบ้านตระกูลหลินและตระกูลเจียง หากไม่ใช่เพราะเวลาสิ้นปีใกล้มาถึงแล้ว เขาก็ยังคิดจะอยู่บ้านตระกูลหลินต่ออีกสองสามวัน เขายังกินอาหารและขนมของบ้านตระกูลหลินไม่อิ่มเลย !


“โถขนมของข้าอยู่ที่ใด ? เนื้อกวางแผ่นด้วย ? ตอนที่ขึ้นเรือแล้วอย่าให้เปียกน้ำเด็ดขาด !” ขนมเอย เนื้อแผ่นเอย เนื้อกระต่ายผัดห้าเครื่องเทศแล้วก็ยังมีเนื้อเสือกับกระดูกเสือ ล้วนเป็นของขวัญที่หลินเว่ยเว่ยส่งไปให้มารดาของเขา ท่านแม่ยังไม่ทันรับหลินกู่เหนียงเป็นลูกบุญธรรมเลย นางก็คิดได้รอบคอบขนาดนี้แล้ว ท่านแม่จะต้องดีใจมากแน่นอน !


ฝ่ายติงหลิงเอ๋อร์ยังมาบ้านสกุลหลินโดยมีพี่ชายทั้งสองมาเป็นเพื่อนอีกสองครั้ง พอรู้ว่าหลินเว่ยเว่ยได้รับบาดเจ็บ นางก็ส่งของดีๆมาบำรุงร่างกายให้อีกมากมาย รังนก เออเจียว ปลิงทะเล…ล้วนเป็นของที่หาซื้อไม่ได้ในเขตเริ่นอัน !


แต่หลินเว่ยเว่ยก็ให้กลับไปเช่นกัน…เขากวาง ( ตัดจากกวางดาว ) สุราดองกระดูกเสือ ( ใช้กระดูกเสือที่นางฆ่าตายมาดอง ) นอกจากนี้ยังมีขากวางอีกหนึ่งขาและเนื้อเสืออีกหนึ่งก้อน !


สุราดองกระดูกเสือและเนื้อเสือก็ถูกส่งไปทางผู้อาวุโสเซวียในเขตเริ่นอันเช่นกัน เนื่องจากในสายตาหลินเว่ยเว่ยเห็นเขาเป็นปราชญ์ผู้นำลัทธิขงจื๊อผู้มีชื่อเสียงไปทั่วหล้า แม้จะรับบัณฑิตน้อยเป็นศิษย์ไม่ได้ ทว่าช่วยชี้แนะให้ก็เพียงพอแล้ว ! ความรู้สึกดีๆยังต้องสร้างกันต่อไป !


ช่วงหลายวันนี้เจียงโม่หานก็ไปที่กระท่อมของผู้อาวุโสเซวียเพื่อเดินหมากเป็นเพื่อนพลางแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน แม้จะเผชิญกับความวุ่นวายในสงครามมาแล้ว แต่ที่กระท่อมของผู้อาวุโสเซวียก็ยังมีตำราดีๆเก็บไว้ไม่น้อย ตำราส่วนใหญ่เป็นของหายากหรือไม่ก็มีเล่มเดียวซึ่งเหลือรอดมาจากราชวงศ์ก่อน


จุดประสงค์ของการสร้างความรู้สึกดีๆอย่างต่อเนื่องของหลินเว่ยเว่ยคือตำราในกระท่อมของผู้อาวุโสเซวียและสมุดบันทึกบางส่วนของเขา เจียงโม่หานสามารถหยิบออกมาอ่านได้ตามใจชอบและก็ได้รับประโยชน์จากมันมาก !


“สุราดองกระดูกเสือนี้ดื่มเช้าเย็นครั้งละจอกก็พอ ดื่มมากจะไม่ดีขอรับ” เจียงโม่หานรู้ว่าผู้อาวุโสเซวียชอบดื่มสุรา แต่สุราดองกระดูกเสือมีสรรพคุณเป็นยา หากดื่มมากเกินไปก็ไม่เพียงจะไร้ประโยชน์แต่ทำให้เกิดโทษอีกด้วย


ฝ่ายเซวียจื้อเฉียนทำสีหน้าว่าจะคอยจับตาดูอาจารย์เอาไว้ให้ดี ไม่มีทางปล่อยให้ดื่มเกินพอดีแน่นอน


ผู้อาวุโสเซวียเป่าเคราแล้วพูดกับเจียงโม่หานอย่างไม่เกรงใจว่า “แล้วสุราองุ่นที่นางหนูของบ้านเจ้าหมักล่ะ ? เหตุใดคราวนี้ไม่ส่งมาด้วย ? ของที่ส่งมาคราวก่อนข้าดื่มจนจะหมดอยู่แล้ว !”


“ได้ขอรับ ! สุราองุ่นหนึ่งไหแลกกับภาพวาดสองภาพ !” เจียงโม่หานทำนิ้วเป็นเลขสอง ใช่ว่าเขาหน้าเลือดขอให้ผู้อาวุโสเซวียวาดอะไรมั่วซั่วออกมา แต่ถ้าไม่สร้างแรงกดดันหรือแรงจูงใจให้ตาแก่คนนี้บ้าง อีกฝ่ายก็อาจไม่ยอมจับพู่กันวาดภาพไปอีกครึ่งปีเลยทีเดียว


ผู้อาวุโสเซวียโมโหจนเค้นเสียง เฮอะ “สุราองุ่นของบ้านเจ้าใช้เงินหมักหรือ ? แลกกับภาพวาดของข้าสองภาพ เจ้าบัณฑิตน้อยใจดำ !”


นึกถึงสมัยก่อน ภาพวาดของเขาแม้จะใช้เงินหมื่นตำลึงก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะได้ไปครอบครอง ! เจ้าหนุ่มคนนี้อยากให้เขาแลกกับสุราองุ่นหนึ่งไห ไม่มีทาง ! นอกจากว่าเพิ่มเป็น…สองไห !


“สุราองุ่นของเด็กน้อยรสชาติไม่เลวจริงๆขอรับ เย็นนี้ข้าต้องดื่มให้มากหน่อย ! เพราะไม่แน่ว่าอีกไม่กี่วันก็อาจไม่มีเหลือให้ข้าดื่มแล้วขอรับ !” เจียงโม่หานบ่นพึมพำ


ผู้อาวุโสเซวียเป่าเคราสูงกว่าเดิมทันที เจ้าเด็กนี่ จงใจพูดให้ข้าได้ยินสินะ ! แต่สุราองุ่นที่นางหนูหลินหมัก ไม่รู้ว่าใช้ส่วนผสมอะไรหมักเป็นพิเศษ เขาดื่มไปได้แค่ครึ่งเดียว โรคนอนไม่หลับก็หายเป็นปลิดทิ้ง ! รสชาติก็ดี กินอะไรก็อร่อย ! ขาก็มีเรี่ยวแรง ทั้งตัวก็เหมือนจะอ่อนเยาว์ขึ้นหลายปี โรคเวียนศีรษะที่เป็นมายาวนานก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด…


เรื่องสำคัญคือ…อร่อย ! ส่วนสุราองุ่นที่เป็นของบรรณาการจากทางตะวันตกนั้นกลายเป็นแค่ของหางแถวไปเลย ! เฮ้อ คาดไม่ถึงว่าคนอย่างเขาจะต้องมาทำเพื่อสุราไหเดียว !


“ก็แค่ภาพวาดสองภาพไม่ใช่หรือไร ! ตกลง !” ผู้อาวุโสเซวียถลึงตาใส่สหายน้อยแซ่เจียงอีกรอบ…ไอ้จิ้งจอกร้อยเล่ห์เอ๊ย !


[1] ตันเหม่ย คือ คำที่สาวชาวจีนนิยมใช้เรียกแทนคำว่า Boy Love


[2] เออเจียว หรือ กาวหนังลา เป็นยาจีนที่ทำมาจากหนังลา


ตอนที่ 343: มีข่าวคราวบ้างแล้ว !


เมืองหลวง ณ เรือนของหยวนจงอี้


บัณฑิตหยวนเอามือไพล่หลัง ดวงตาจับจ้องไปที่ภาพแขวนบนผนัง นี่เป็นลายเส้นที่เขาเคารพที่สุดในชีวิต ขณะเดียวกันก็คิดในใจว่า ท่านอาจารย์หนอท่านอาจารย์ บัดนี้ท่านอยู่ที่ใดขอรับ ?


ตอนที่แดนใต้เกิดสงคราม ศิษย์พี่ศิษย์น้องของเขาซึ่งรับราชการอยู่ในราชสำนักก็ล้วนโดนทรราชแห่งราชวงศ์ก่อนเข่นฆ่า หรือไม่ก็โดนเนรเทศออกไปหมดแล้ว ส่วนคนที่เหมือนกับเขาก็ลาออกจากราชการ ไม่ขอข้องเกี่ยวกับราชสำนักอีก ทุกคนถูกทำร้ายไม่มากก็น้อยจึงไม่มีใครสามารถดูแลอาจารย์ได้ ข่าวคราวของท่านจึงขาดหายไปด้วย


ตอนนั้นชายชราอายุหกสิบกว่าปีต้องเผชิญความโกลาหลของสงครามจึงมีโอกาสตายได้ถึงเก้าในสิบส่วน ตัวเขาและศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นที่มีโอกาสรอดชีวิตก็ไม่เคยละทิ้งความหวังในการตามหาอาจารย์ พวกเขาแทบพลิกทั้งแผ่นดินเจียงหนานและเมืองหลวง แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ข่าวคราวของท่านเลย


คนทั่วหล้าต่างพูดกันว่าท่านอาจารย์ได้สิ้นชีพภายใต้ความโกลาหลนั้นแล้ว ทว่าในใจของเขามักมีเสียงเตือนว่าท่านอาจารย์ยังอยู่ อยู่ในที่ซึ่งไม่รู้จักและรอให้เขาไปรับตัวท่านกลับมา…


“ท่านพ่อ ! ท่านพ่อขอรับ…”


บัณฑิตหยวนขมวดคิ้ว เจี๋ยเอ๋อร์ เจ้าเด็กคนนี้โตแล้วยังเอะอะโวยวายแบบนี้ เมื่อใดจะรู้จักสำรวมบ้าง ?


“เอะอะอันใด ! เหมาะสมหรือไม่ ?” บัณฑิตหยวนถลึงตาใส่บุตรชายคนเล็กแล้วพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน


ตอนนี้ปากของหยวนเจี๋ยแทบจะฉีกถึงใบหูอยู่แล้ว พอได้ยินเสียงของบิดาดุแบบนี้ เขาก็ไม่เก็บอาการแต่อย่างใด ทว่ายังยกภาพในมือขึ้นแล้วพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ท่านพ่อขอรับ ท่านทายสิว่าภาพวาดในมือของข้าเป็นฝีมือผู้ใด ?”


บัณฑิตหยวนขมวดคิ้ว “แม้จะเป็นภาพวาดของปรมาจารย์อู่เต้าจื่อก็ไม่ควรเสียกิริยาเช่นนี้ ไม่ว่าจะโปรดปรานหรือรู้สึกอดสูก็ไม่ควรเสียสติ ต้องหนักแน่นดุจภูเขาไท่ซาน วางตัวเยี่ยงปัญญาชน !”


หยวนเจี๋ยรีบส่ายหน้าเหมือนปอล่างกู่ “หากเป็นภาพวาดของปรมาจารย์อู่เต้าจื่อ ข้าคงไม่ตื่นเต้นขนาดนี้หรอกขอรับ ! มะ…มันเป็นของอาจารย์ปู่…ฝีมือของผู้อาวุโสเซวียขอรับ !”


“ว่าอย่างไรนะ ? !” บัณฑิตหยวนรีบลุกขึ้น เขากระแทกเข้ากับโต๊ะหนังสือจนมันส่งเสียงดังลั่นและสั่นไปพักหนึ่ง พู่กัน แท่งหมึก กระดาษและจานฝนหมึกก็ร่วงลงพื้น…บัณฑิตหยวน ไม่ว่าจะโปรดปรานหรือรู้สึกอดสูก็ไม่ควรเสียสติ ต้องหนักแน่นดุจภูเขาไท่ซานของเจ้าหายไปไหนหมด ?


เขารีบเดินมาหยุดที่ภาพวาดในมือบุตรชายคนเล็กและจ้องอย่างไม่วางตา “เจ้าพูดว่านี่เป็นภาพวาดของท่านอาจารย์หรือ ? เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นของจริง ? จะ…เจ้าคงไม่ได้โดนหลอกมากระมัง ?”


ท่านอาจารย์เชี่ยวชาญในการวาดภาพและชื่นชอบในภาพวาด แม้ภาพของท่านจะเป็นที่ต้องการของคนทั่วหล้า แต่มันก็มีอยู่น้อยมากและมีเพียงสหายสนิทของท่านอาจารย์ไม่กี่ท่านที่ได้ซ่อนภาพวาดเหล่านั้นไว้


หลังสงครามจบลง บัณฑิตหยวนก็เดินทางลงใต้สองสามรอบ ข่าวที่เขาได้รับคือตอนท่านอาจารย์ออกไปก็เอาของติดตัวไปไม่มาก ภาพวาดที่ท่านภาคภูมิใจ ตำราหายากทั้งหลายและบันทึกครึ่งชีวิตที่ท่านเพียรจดไว้ล้วนนำไปด้วยหมด ถ้าภาพวาดในมือบุตรชายเป็นฝีมือของท่านอาจารย์จริงๆ ก็แสดงว่าอีกไม่นานเขาจะได้พบกับท่านอาจารย์แล้ว !


เขารับภาพวาดในมือของบุตรชายมาอย่างระมัดระวังพลางหอบจิตใจเปี่ยมศรัทธาเอาไว้ เขาค่อยๆคลี่ออก…


“ท่านพ่อ…” ตอนที่หยวนเจี๋ยเงยหน้าขึ้นมา บัณฑิตหยวนก็มีน้ำตาอาบใบหน้าแล้ว


มุมปากของบัณฑิตหยวนสั่นเทา บุรุษวัยห้าสิบปีกำลังร้องไห้เหมือนเด็กน้อยคนหนึ่ง “ปะ…เป็นฝีมือของท่านอาจารย์จริง…จริงๆ…ฮือ…ท่านอาจารย์…ท่านอาจารย์ขอรับ !”


บัณฑิตหยวนเป็นลูกศิษย์ที่อยู่กับผู้อาวุโสเซวียนานที่สุด เนื่องด้วยไม่พอใจในความสามารถของฮ่องเต้ราชวงศ์ก่อนและความวุ่นวายในราชสำนัก เขาจึงออกจากเส้นทางขุนนางแล้วคอยรับใช้อยู่ข้างกายท่านอาจารย์ เมื่อท่านอาจารย์ท่องบทกวี เขาก็เป็นคนจดบันทึก ยามท่านอาจารย์วาดภาพ เขาก็เป็นคนช่วยเตรียมสีชาด…จึงเป็นธรรมดาที่จะจดจำฝีมือของอาจารย์ได้ตั้งแต่แวบแรก…ใช่ท่านจริงๆ !


“เจี๋ยเอ๋อร์ เจ้าไปเอาภาพนี้มาจากที่ใด ?” หากว่าค้นหาจนพบที่มาของภาพ ย่อมแปลว่าเขาจะได้พบท่านอาจารย์ในเร็ววันนี้ใช่หรือไม่ ? บัณฑิตหยวนดูเป็นคนใจร้อนขึ้นมาทันที


หยวนเจี๋ยครุ่นคิดสักพัก “คุณชายรองผู้โง่เขลาของตระกูลพ่อค้าหลวงคนนั้นไม่ได้ขึ้นเหนือเพื่อไปขายข้าวราคาถูกมาหรือขอรับ ! เขาเจอมันในร้านขายหนังสือของเขตเล็กๆที่ห่างไกล ! เจ้านั่นมีตาแต่หามีแววไม่ เขายังคิดว่าเป็นของปลอมอยู่เลย ! และก็มีแต่คนรวยอย่างเขาถึงจะยอมจ่ายเงินหลายพันตำลึงเพื่อภาพวาดภาพเดียวขอรับ !”


บัณฑิตหยวนแทบอยากจะเอื้อมมือไปตบบุตรชาย จะพูดให้ยืดยาวทำไม ? เข้าประเด็นไม่ได้เลยหรือ ? เขาถลึงตาใส่บุตรชายอีกรอบแล้วถามต่อ “เจ้าไปเอาภาพนี้มาจากมือของเขาได้อย่างไร ?”


“ซื้อมาสิขอรับ ! คุณชายรองสกุลลู่กับกลุ่มสหายที่ไม่รู้หนังสือของเขามาชื่นชมภาพวาดและภาพบนใบพัดกันที่หอเต๋อเยว่ พอข้าได้ยินคำว่าผู้อาวุโสเซวียจึงเดินเข้าไปดู ทันใดนั้นข้าก็รู้ทันทีว่านี่เป็นผลงานของผู้อาวุโสเซวีย !” หยวนเจี๋ยยักคิ้ว ท่าทางภูมิใจในตัวเองมาก


บัณฑิตหยวนพยักหน้าด้วยความชื่นชม แต่ทันใดนั้นเขาก็คิดอะไรบางอย่างได้จึงขมวดคิ้วพลางถามว่า “แล้วเจ้าไปเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหน ? คงไม่ได้ใช้นามบิดาไปแย่งมาหรอกกระมัง ?”


“จะทำแบบนั้นได้อย่างไรขอรับ ! ข้าใช้นามของท่านก็จริง แต่ใช่ว่าจะไม่ให้เงินเลย เพียงค้างชำระไว้ก่อนเท่านั้น อย่างไรก็จะเอาเงินหลายพันตำลึงมาทำให้ชื่อเสียงของท่านเสื่อมเสียไม่ได้ ถูกหรือไม่ขอรับ ? ท่านพ่อ ท่านคิดว่าเงินนี้…” หยวนเจี๋ยทำหน้าประจบ เขาใช้เงินหลายพันตำลึงเพื่อสิ่งที่บิดาปรารถนา อย่างไรท่านก็คงไม่ระเบิดใส่ข้าหรอก !


บัณฑิตหยวนตบบ่าบุตรชายและพยักหน้าให้ “อีกประเดี๋ยวไปหาคนทำบัญชีแล้วเอาเงินไปจ่ายเลย ! หืม…” ทันใดนั้นเขาก็หยิบภาพวาดขึ้นมาแล้วหรี่ตามองเพื่อสำรวจมันอย่างละเอียด


หยวนเจี๋ยมีเสียงดัง กึก ขึ้นในใจ จากนั้นก็รีบพูดว่า “ท่านพ่อขอรับ ภาพวาดนี้มีปัญหาตรงไหนหรือ ?” อย่าบอกว่าเขามองผิดแล้วซื้อของปลอมด้วยเงินหลายพันตำลึงกลับมา เขาเริ่มนึกถึงคำพูดแสนมั่นอกมั่นใจของคุณชายรองสกุลลู่ว่านี่เป็นของลอกเลียนแบบที่สหายใหม่คนหนึ่งทำขึ้น…จะมีคนที่สามารถลอกเลียนแบบทักษะการวาดภาพของผู้อาวุโสเซวียได้จริงหรือ ?


บัณฑิตหยวนเริ่มร้องไห้อีกครา เสียงพูดก็สั่นเครือ “นะ…นี่เป็นฝีมือท่านอาจารย์ ถะ…แถมยังเป็นในช่วงไม่กี่ปีนี้เอง !”


“หืม ? ภาพวาดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ? แสดงว่าท่านอาจารย์ปู่ยัง…” หยวนเจี๋ยตื่นเต้นจนหน้าแดง วิเศษไปเลย ! ท่านอาจารย์ปู่ยังมีชีวิตอยู่ การตามหาอาจารย์ปู่ซึ่งเป็นโรคทางใจอันปวดร้าวที่สุดของท่านพ่อก็จะได้หายสักที !


“เจี๋ยเอ๋อร์ เจ้ามาดูสิ หมึกนี้เป็นหมึกชนิดใหม่ ! แล้วก็ยังมีกระดาษแผ่นนี้…พ่อคิดว่าภาพนี้จะต้องมีอายุไม่เกินสองปี !” บัณฑิตหยวนดูจะร้องไห้และยิ้มในเวลาเดียวกัน สวรรค์คุ้มครอง ท่านอาจารย์ยังมีสุขภาพแข็งแรงอยู่ ! ท่านอาจารย์ขอรับ โปรดรอศิษย์ก่อน อีกไม่นานศิษย์ก็จะหาท่านพบแล้ว…


แต่แล้วทันใดนั้นเขาก็ทุบโต๊ะและเริ่มร้องไห้อีกครา รอยยิ้มบนใบหน้าของหยวนเจี๋ยจึงแข็งทื่อทันที กะ…เกิดอะไรขึ้นอีก ? หาท่านอาจารย์ปู่พบแล้วไม่ใช่เรื่องดีหรือ ? เหตุใดจึงร้องไห้จนเป็นแบบนี้เล่า ?


“ท่านอาจารย์ ! ศิษย์อกตัญญู ! ปล่อยให้ท่านตกอับจนถึงขั้นที่ต้องวาดภาพเพื่อเลี้ยงชีพ…” ท่านอาจารย์เป็นคนที่เย่อหยิ่งถึงเพียงนั้น คอยรักษาชื่อเสียงของตนตลอดเวลา ต้องตกอับมากเพียงใดถึงได้ใช้ภาพวาดมาแลกเงิน ?


เขตเล็กๆ ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักของแดนเหนือกับภาพวาดราคาหลายพันตำลึง ไม่รู้ว่าต้องรอกี่เดือนหรือแม้แต่กี่ปีถึงจะมีคนที่ซื้อไหว…ตอนเกิดสงคราม ท่านอาจารย์ก็มีอายุหกสิบกว่าปีแล้ว ผู้พลัดถิ่น ราชวงศ์ล่มสลายและท่านยังต้องปกป้องภาพวาดกับสมบัติเหล่านั้นอีก…ไม่รู้ว่าช่วงหลายปีนี้ท่านอาจารย์จะต้องทนทุกข์มากเพียงใด


ตอนที่ 344: บัณฑิตคนนั้นคงไม่ได้แซ่เจียงหรอกกระมัง ?


เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้วบัณฑิตหยวนก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที…ไม่ได้การ ! เขาต้องรีบเดินทางขึ้นเหนือ ! เพื่อไปที่เขต…เขตอันใดนะ ? เขาหันไปมองบุตรชายเป็นเชิงถาม


หยวนเจี๋ยตกใจและรีบพูดออกมาว่า “เหมือนจะเป็นอำเภอเป่าชิง…เขตเริ่นอันขอรับ !”


เมืองจงโจว อำเภอเป่าชิง เขตเริ่นอัน…เหตุใดชื่อนี้ถึงได้คุ้นหูมากเหลือเกิน ? บัณฑิตหยวนนึกถึงเรื่องนี้เพียงครู่เดียวก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอีก คิดแค่ว่าต้องขอลางานในระยะยาวเพื่อไปตามหาท่านอาจารย์ !

…...


“ว่าอย่างไรนะ ? ใต้เท้าหยวน เจ้าพูดว่าอย่างไร ? เมื่อครู่เจิ้นได้ยินไม่ค่อยถนัด !” ฮ่องเต้หยวนชิงเงี่ยพระกรรณเพื่อสดับตรับฟัง ทว่าในดวงเนตรกลับแฝงไปด้วยความอันตรายและตรัสถามออกมาอย่างไม่สบอารมณ์


บรรดาขุนนางในท้องพระโรงก็อดที่จะหดศีรษะไม่ได้…นี่คือพระอาการก่อนที่ฝ่าบาทจะพิโรธ ใต้เท้าหยวนเอ๋ยใต้เท้าหยวน ท่านภาวนาให้ตนเองเสียเถิด


ทว่าในหัวใจของบัณฑิตหยวนกลับเต็มไปด้วยความสุขจากการได้รับข่าวคราวเกี่ยวกับท่านอาจารย์ มุมปากของเขายกยิ้มและทูลด้วยเสียงดังลั่น “กระหม่อมขอลาหยุดเป็นเวลาสองเดือน ขอพระองค์โปรดประทานอนุญาตด้วยพ่ะย่ะค่ะ !”


“อนุญาตกับมารดาเจ้าสิ !” ฮ่องเต้หยวนชิงบันดาลโทสะจนสบถคำหยาบออกมา “ว่ามา เหตุใดเจ้าถึงต้องลาหยุดเป็นเวลานานกว่าสองเดือนในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ?”


“นะ…นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของกระหม่อม…” บัณฑิตหยวนนึกถึงความหวาดระแวงที่อดีตฮ่องเต้มีต่อท่านอาจารย์จึงไม่อยากทูลความจริงออกมา !


ฮ่องเต้หยวนชิงยิ่งบันดาลโทสะ ทรงคว้าพู่กันบนโต๊ะทรงงานแล้วเขวี้ยงใส่หน้าผากของบัณฑิตหยวน “ภัยแล้งในภาคเหนือยังไม่ได้รับการบรรเทา ราษฎรเดือดร้อนไม่รู้จบ กบฏราชวงศ์ก่อนเคลื่อนไหวอย่างลับๆราวกับหนูในท่อน้ำ สงครามแดนใต้ลุกเป็นไฟ หิมะทางตะวันตกเฉียงเหนือกลายเป็นภัย…ขุนนางในราชสำนักทุกคนแทบจะแยกร่างอยู่แล้ว คนหนึ่งแบกรับภาระมากกว่าสองเรื่อง แต่เจ้ากลับบอกเจิ้นว่าเพียงเพื่อเรื่องส่วนตัวเล็กน้อย เจ้า ! ขอ ! ลา !”


หน้าผากของบัณฑิตหยวนปรากฏรอยแดง แม้จะแสดงท่าทางอับอายออกมาแต่ก็ยังยืนกรานคำเดิม “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องที่สำคัญมาก…”


“เรื่องอันใด ? ยังมีเรื่องใดสำคัญกว่าชีวิตของราษฎรอีก ? เรื่องอันใดจะสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของบ้านเมือง ? ใต้เท้าหยวนหนอใต้เท้าหยวน เจ้าทำให้เจิ้นผิดหวังเหลือเกิน ! เจ้าทำเพื่อเรื่องส่วนตัวเช่นนี้ รู้สึกละอายต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของเจิ้นและคำสั่งสอนของอาจารย์เจ้าบ้างหรือไม่ !” ฮ่องเต้หยวนชิงรู้ว่าอีกฝ่ายเคารพผู้อาวุโสเซวียมากที่สุดจึงตรัสคำที่แทงใจดำออกมาทันที !


บัณฑิตหยวนเหมือนคนที่เพิ่งรู้แจ้ง จริงสิ อาจารย์เคยสั่งสอนว่าจงเห็นราษฎรเป็นสำคัญ เห็นบ้านเมืองเป็นรอง…ตอนนี้เป็นเวลาที่ราชสำนักต้องการเขาที่สุด ขุนนางคนอื่นๆก็ยุ่งจนหัวหมุน ฝ่าบาทไม่ได้บรรทมอย่างเต็มอิ่มมานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว ส่วนเขายังกล้าทำเพราะเรื่องส่วนตัวแล้วละทิ้งงานในราชสำนัก…เขากำลังทำให้ท่านอาจารย์ต้องอับอาย แม้จะตามหาเจอแล้วท่านอาจารย์ก็จะต้องผิดหวังในตัวเขาอย่างมากแน่นอน


ขณะมองสีหน้าละอายใจของบัณฑิตหยวนแล้ว ฝ่าบาทก็ยังซ้ำเติมด้วยคำพูดแสนเหน็บหนาว “ใต้เท้าหยวน เมื่อครู่เจ้าไม่ได้บอกว่าจะลาหยุดเพื่อเดินทางไปที่เมืองจงโจวอำเภอเป่าชิงหรอกหรือ ? ตัวเจ้าก็ย้ายไปช่วยงานของกรมคลังก่อน รอให้ทำงานนี้เสร็จแล้ว…เจิ้นจะส่งเจ้าไปเป็นผู้ตรวจการประจำการสอบฝู่ซื่อ (การสอบถงเซิงระดับ2) ที่เมืองจงโจว ! สรุปตามนี้ !”


ต่อจากนั้นเสียงของหัวหน้าขันทีก็ดังขึ้น “หากยังมีเรื่องอันใดก็ให้รีบกราบทูล หากไม่มีก็เลิกประชุม…”


เมื่อบัณฑิตหยวนกลับถึงเรือน ฮูหยินหยวนเห็นรอยแดงบนหน้าผากของสามีจึงรีบให้คนไปหยิบยาบรรเทาอาการฟกช้ำมาแล้วนางก็ช่วยทาให้เขา “เหตุใดไปประชุมราชสำนักแล้วจึงเจ็บตัวกลับมาได้ ?”


บัณฑิตหยวนบ่นพึมพำสองสามประโยค “ไม่เป็นไร แผลเล็กน้อย ! ประเดี๋ยวข้าต้องไปกรมคลัง ยานี้กลิ่นแรงเกินไป ไม่ต้องทาหรอก”


“เหตุใดท่านย้ายไปทำงานที่กรมคลังแล้วเล่า ? ท่านไปรับตำแหน่งอะไรหรือ ?” ฮูหยินหยวนมีเสียงดัง กึก ในหัวใจ


เมื่อเช้า ก่อนจะเดินทางเข้าท้องพระโรง เขายังบอกให้นางเก็บข้าวของโดยบอกว่าจะทูลขอลาหยุดกับฮ่องเต้เพื่อรีบเดินทางขึ้นเหนือ แต่พอกลับมาก็ไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้สักคำ…รอยแดงบนหน้าผาก กอปรกับการถูกส่งไปกรมคลังซึ่งกำลังวุ่นวายที่สุดในเวลานี้อย่างกะทันหัน…เขาคงไม่ได้ไปทำให้ฮ่องเต้พิโรธแล้วถูกลดตำแหน่ง…


“ไม่ได้ไปรับตำแหน่งอะไร แค่ไปช่วยงานกรมคลังระยะหนึ่ง !” ทางฝั่งของสำนักบัณฑิตฮั่นหลินสามารถปล่อยไว้ได้สักพัก แต่ทางฝั่งกรมคลังกำลังลุกเป็นไฟ !


“ท่านพ่อ ! เราจะออกเดินทางกันเมื่อใดขอรับ ?” หยวนเจี๋ยผลักประตูแล้วเดินเข้ามาพร้อมห่อผ้า


ดวงตาของบัณฑิตหยวนมืดมนขึ้นเล็กน้อย เขาถอนหายใจพลางกล่าว “ยังไปไม่ได้…”


ต่อจากนั้นก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงให้บุตรชายฟังคร่าวๆ


หยวนเจี๋ยรู้สึกสงสัยมาก “ท่านพ่อขอรับ ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าการสอบฝู่ซื่อกับเยวี่ยนซื่อ (การสอบถงเซิงระดับ3) ต้องมีผู้ตรวจการจากทางราชสำนักด้วย…ท้องถิ่นอื่นก็มีเหมือนกันหรือขอรับ ?”


“บัดนี้ยังห่างจากการสอบฝู่ซื่ออีกหลายเดือน พ่อเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ทว่าในอดีตการสอบระดับนี้จะมีเจ้าหน้าที่หรือขุนนางในท้องถิ่นเป็นคนดูแล ส่วนผู้ตรวจการ…พ่อก็ยังไม่เคยได้ยินมาก่อน !” บัณฑิตหยวนเองก็มืดแปดด้าน


“เหตุใดเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน…จึงไปเกิดขึ้นที่เมืองจงโจวขอรับ ? คงไม่ได้ประสงค์จะชดเชยให้ท่านพ่อมีโอกาสเดินทางไปทำธุระส่วนตัวหรอกนะขอรับ” หยวนเจี๋ยหัวเราะอย่างมีความสุข


ไม่มีทางหรอก ! ถ้าเป็นแบบนั้นให้เขาลาหยุดเสียก็สิ้นเรื่อง เหตุใดต้องทำให้วุ่นวายด้วย ? มีเพียงสาเหตุเดียวเท่านั้นคือฮ่องเต้ให้ความสำคัญต่อการสอบฝู่ซื่อและเยวี่ยนซื่อที่เมืองจงโจว…


“คิดออกแล้ว ! เมืองจงโจว อำเภอเป่าชิง เขตเริ่นอัน หมู่บ้านฉือหลี่โกว…” บัณฑิตหยวนนึกได้แล้วว่าเหตุใดสถานที่เหล่านี้ถึงได้มีความคุ้นหูมากเหลือเกิน กังหันน้ำกระดูกมังกร วิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่ของกรมคลัง แล้วยังมีเครื่องกรองน้ำที่กรมกลาโหมเห็นเป็นขุมทรัพย์ พวกมันไม่ได้เกิดจากความคิดของบัณฑิตคนหนึ่งในเขตเริ่นอันหรอกหรือ ? ในหทัยของฝ่าบาทนั้นสิ่งที่พิเศษไม่ใช่เมืองจงโจว ทว่าเป็นบัณฑิตคนนี้ !


“ท่านพ่อขอรับ เหตุใดท่านจึงรู้จักหมู่บ้านฉือหลี่โกวได้ ?” หลังครุ่นคิดสักพักหนึ่ง หยวนเจี๋ยก็รู้สึกว่ายังไม่ได้พูดถึงสถานที่แห่งนี้ให้บิดาฟังเลย “ร้านหนังสือที่คุณชายรองสกุลลู่ซื้อภาพวาดของผู้อาวุโสเซวียก็เป็นร้านที่บัณฑิตถงเซิงจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวเปิดขึ้นมา คนผู้นี้วาดภาพเก่งมาก คุณชายรองลู่ยังยกพัดให้ข้าอีกหนึ่งเล่ม ลวดลายบนนั้นช่างวิจิตรงดงาม…”


มุมปากของบัณฑิตหยวนกระตุกทันที “บัณฑิตถงเซิงที่เปิดร้านหนังสือคนนั้นคงไม่ได้แซ่เจียงหรอกกระมัง?”


หยวนเจี๋ยส่ายหน้า “เรื่องนั้นข้าไม่รู้หรอก ไม่ได้ถามละเอียดขนาดนั้นขอรับ !”


บัณฑิตหยวนเอามือไพล่หลังแล้วเดินวนไปมาสองสามรอบ “เจ้าว่า…บัณฑิตเจียงผู้จะเป็นเสาหลักของบ้านเมืองที่ฝ่าบาทตรัสถึงมีโอกาสเป็นศิษย์น้องของพ่อหรือไม่ ?”


“มะ…ไม่หรอกขอรับ” หยวนเจี๋ยส่ายหน้า เหตุใดจะบังเอิญถึงขั้นนั้น ?


“อายุสิบสามสิบสี่ก็สอบถงเซิงติดแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะปัญหาด้านสุขภาพ เขาก็คงสอบซิ่วไฉได้ตั้งนานแล้วด้วย มีสติปัญญาโดดเด่นถึงเพียงนี้และยังมีอนาคตสดใสยิ่งกว่าอะไร…สำหรับบัณฑิตยากไร้คนหนึ่งแล้วจะไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดจนเกินไปหรือ ? แต่หากท่านอาจารย์เป็นผู้ชี้แนะให้เขาตั้งแต่เด็ก ย่อมเป็นอีกเรื่อง ! ลูกศิษย์ที่ท่านอาจารย์สั่งสอนล้วนเป็น ‘ผู้ไม่พะวงในกฎเกณฑ์’ เรื่องสอนหลักการใช้ชีวิตให้ศิษย์น้องก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลประการหนึ่ง !” บัณฑิตหยวนเริ่มรู้สึกว่าบัณฑิตเจียงคนนี้คือศิษย์น้องที่ท่านอาจารย์สอนสั่ง !


หยวนเจี๋ยคิดค้าน ไม่หรอกกระมัง ข้าคงไม่มีอาจารย์อาอายุอ่อนกว่าถึงสี่ห้าปีใช่หรือไม่ ? ทันใดนั้นในสมองก็มีภาพที่ตนกำลังคารวะเด็กตัวเล็กกว่าและเรียกอีกฝ่ายด้วยความเคารพว่า ‘อาจารย์อา’…หยวนเจี๋ยรู้สึกจิตตกทันใด


หยวนเจี๋ยลูบที่กระเป๋าของตนพลางนึกถึงคุกกี้เมล็ดต้นเจินกลิ่นหอมนมกรุบกรอบแสนอร่อยทั้งสองชิ้นที่คุณชายรองสกุลลู่ให้มา ทันใดนั้นหัวใจของเขาก็กลับมาสั่นไหวอีกครา ตามที่คุณชายรองลู่บอกคือผู้ที่มอบขนมแสนอร่อยแบบนี้ให้คุณชายรองเป็นผู้มีพระคุณที่เคยช่วยชีวิตเอาไว้ ในเวลาเดียวกันก็ยังเป็นคู่หมั้นของบัณฑิตที่วาดภาพเก่งผู้นั้นอีกด้วย


ตอนที่ 345: เขากลายเป็นคนชนบทเข้าเมืองหลวง


หากบัณฑิตที่วาดภาพเก่งคนนั้นเป็นอาจารย์อาของตน เช่นนั้นสตรีที่สามารถทำขนมได้นานาชนิดและมีฝีมือทำอาหารเก่งจนร้านอาหารชื่อดังยอมสยบก็ต้องเป็นอาจารย์อาหญิงของเขาใช่หรือไม่ ?


สำหรับคุณชายรองลู่ที่ไม่เอาไหนคนนั้นยังสามารถได้ขนมและเนื้อแผ่นแสนอร่อยมากิน ถ้าเช่นนั้นคนที่เป็นศิษย์รุ่นหลานแบบเขาจะไม่ได้ลิ้มลองขนมและอาหารเลิศรสมากกว่าหรอกหรือ ?


“ท่านพ่อขอรับ ในเมื่อท่านแยกร่างไปทำงานสองอย่างพร้อมกันไม่ได้ ข้ายินดีไปภาคเหนือแทนท่าน ข้าจะช่วยตามหาเบาะแสของอาจารย์ปู่ให้เองขอรับ !” หยวนเจี๋ยเสนอตัวทำงานให้อย่างกระตือรือร้น


บัณฑิตหยวนตบบ่าของเขาแล้วพูดด้วยความดีใจ “ยากนักที่เจ้าจะกตัญญูเช่นนี้ ! แดนเหนือประสบภัยแล้งรุนแรง เจ้าไปครานี้ก็พาคนติดตามไปเยอะหน่อย อาหารก็ขนไปหลายคันรถม้า แล้วก็พวกเสื้อผ้ากันหนาวด้วย…”


ทว่าฮูหยินหยวนทำใจไม่ได้ “แต่…ประเดี๋ยวก็จะปีใหม่แล้ว ถ้าออกเดินทางตอนนี้เจี๋ยเอ๋อร์จะต้องฉลองปีใหม่ที่ภาคเหนือ…ถ้าอย่างไร รอให้ข้ามปีไปแล้วค่อยเดินทางดีกว่า !”


หยวนเจี๋ยแย่งพูดก่อนบิดาทันที “อีกประเดี๋ยวข้าจะไปที่บ้านตระกูลลู่เพื่อสอบถามรายละเอียดให้ชัดเจนอีกทีขอรับ หากเรื่องเป็นตามที่ท่านพ่อคาดคิดไว้จริงคือบัณฑิตเจียงเป็นศิษย์น้องของท่านพ่อ ข้าอาจจะตามหาอาจารย์ปู่พบก่อนปีใหม่นี้ แล้วข้าจะฉลองปีใหม่กับอาจารย์ปู่แทนท่านพ่อเองขอรับ !”


คำพูดของบุตรชายทำให้คนฟังใจเต้นทันที บัณฑิตหยวนแอบคำนวณในใจว่าไม่ได้ฉลองปีใหม่เป็นเพื่อนท่านอาจารย์มานับสิบปีแล้ว หวังว่าบุตรชายเดินทางไปคราวนี้จะไม่ทำให้เขาต้องผิดหวัง…


สัมภาระและของใช้ถูกจัดเตรียมได้พอสมควรแล้ว นอกจากนี้ยังไปขนเสบียงอาหารจากไร่นาละแวกนี้มาอีกสองสามคันรถม้า ต่อจากนั้นหยวนเจี๋ยก็ออกเดินทางภายใต้ความเป็นห่วงและทำใจไม่ได้ของมารดา ส่วนบิดานั้นเปี่ยมไปด้วยความหวัง


เมื่อฤดูหนาวมาเยือน แม่น้ำก็กลายเป็นน้ำแข็ง ครั้งนี้พวกเขาจึงต้องเดินทางโดยใช้ทางบก เมื่อเทียบกับทางน้ำแล้วต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางเพิ่มอีกหลายวัน ถือว่าลำบากกว่ามาก


หลังต้องเผชิญกับถนนขรุขระนานเกือบเดือน ในที่สุดก็เข้าสู่เขตเมืองจงโจวเสียที หยวนเจี๋ยรู้สึกว่าเอวจะไม่ใช่อวัยวะของตนอีกต่อไป เขาจึงตัดสินเข้าเมืองไปพักผ่อนสักคืนแล้วค่อยเดินทางไปที่เขตเริ่นอัน !


หลังกระโดดลงจากรถม้า เขาก็เริ่มยืดเส้นยืดสายทันที กระดูกทั่วตัวส่งเสียงดังกรอบแกรบ หยวนเจี๋ยหมุนเอวที่แข็งทื่อของตนพลางเหยียดเท้าไปมา เมื่อตามหาโรงเตี๊ยมชั้นหนึ่งในเมืองจงโจวสำเร็จแล้วพวกเขาก็นำรถม้าไปจอดที่ลานด้านหลัง


โรงเตี๊ยมแห่งนี้ต้องต้อนรับแขกที่เป็นพ่อค้าตั้งแต่เหนือจรดใต้ซึ่งขนของมาเยอะเสียยิ่งกว่าเยอะ…โกดังเก็บของจึงต้องมีค่าใช้จ่ายด้วย !


ปีใหม่ใกล้มาเยือน แขกในโรงเตี๊ยมจึงน้อยกว่าปกติ เถ้าแก่รีบเดินเข้ามาต้อนรับอย่างสุภาพ “นายท่านเชิญด้านในขอรับ ไม่ทราบว่าต้องการกี่ห้องขอรับ ?”


หยวนเจี๋ยเพิ่งออกจากบ้านเป็นครั้งแรก บัณฑิตหยวนไม่วางใจจึงส่งพ่อบ้านคนหนึ่งติดตามมาด้วย พ่อบ้านหยางพูดกับเถ้าแก่ว่า “ต้องการ16ห้อง ห้องอย่างดี1ห้อง ห้องระดับกลาง1ห้อง นอกนั้นเป็นห้องธรรมดาทั้งหมด…”


หยวนเจี๋ยเห็นใจพวกบ่าวรับใช้เพราะตอนเดินทางก็ลำบากเช่นกัน เขาจึงโบกมือ “เปลี่ยนเป็นห้องระดับกลางทั้งหมด…”


ห่างออกไปไม่ไกลมีเสียงประทัดดังสนั่นหูอยู่พักใหญ่ หยวนเจี๋ยออกไปดูก็เห็นร้านค้าทางด้านนั้นมีโคมไฟประดับประดาสว่างไสว ผู้คนรายล้อมเนืองแน่น ด้านข้างมีคนต่อแถวยาวเหยียด


หยวนเจี๋ยถามด้วยความสงสัย “เถ้าแก่ ทางนั้นทำอะไรกัน ? เหตุใดจึงมีคนมากมายเหลือเกิน ?”


เถ้าแก่หันไปมองตามแล้วหันมาพูดพร้อมรอยยิ้ม “อ้อ! วันนี้เป็นวันเปิดร้านขนมหวานหนิงจี้ ลือกันว่าในร้านมีกิจกรรมให้เข้าร่วม…เหมือนว่าคนที่อุดหนุนครบ10ตำลึงจะได้บิสกิตรสนม1ห่อ ถ้าอุดหนุนครบ20ตำลึงได้ครีมพัฟนมสด และครบ50ตำลึงจะได้เค้กครีมสดขนาด6ชุ่น…”


“ขนมอันใดแค่ครู่เดียวก็เสียเงิน50ตำลึงแล้ว ?” หยวนเจี๋ยพูดอย่างไม่อยากเชื่อ หากเป็นร้านขนมชั้นเลิศในเมืองหลวง เงิน50ตำลึงก็สามารถซื้อขนมได้ครึ่งคันรถม้าแล้ว !


เถ้าแก่ยังพูดด้วยรอยยิ้ม “นายท่านมาจากต่างถิ่นคงไม่รู้ว่าของที่ร้านขนมหวานหนิงจี้เปิดตัวใหม่คือดอกไม้ที่เสมือนจริงมากๆ แถมยังกินได้ เรียกว่าอะไรนะ…อ้อ! เรียกว่าเค้กวันเกิด ! ด้านบนใช้แยมผลไม้เขียนข้อความอย่างเช่นคำอวยพร ชื่อ อายุ…เค้กขนาด12ชุ่นต้องใช้เงินกว่า50ตำลึง แล้วยังมีเค้กสามชั้นอีกชนิดหนึ่ง มันมีราคาถึง200ตำลึงเชียวล่ะ !”


จู่ๆ หยวนเจี๋ยก็รู้สึกว่า…เขากลายเป็นคนชนบทเข้าเมืองหลวง


เมืองจงโจวที่ธรรมดาเสียยิ่งกว่าธรรมดา ทว่าสามารถขายขนมชนิดหนึ่งได้ในราคา200ตำลึง ! เจ้าขนมชนิดนี้สอดไส้ทองคำหรือเงินตำลึงเอาไว้หรือ ?


หยวนเจี๋ยรู้สึกสนใจขึ้นมา “ไป ! พ่อบ้านหยาง เราก็ไปร่วมสนุกกันเถิด !”


ร้านขนมอยู่ห่างจากโรงเตี๊ยมไม่ไกลนัก เดินไม่กี่ก้าวก็โดนฝูงชนขวางทางไว้แล้ว เขารู้สึกสงสัยว่าหากจะมาซื้อขนมก็ไปต่อแถวด้านข้างสิ คนพวกนี้มาเบียดกันอยู่หน้าร้านทำไม ?


หยวนเจี๋ยเขย่งปลายเท้าเพื่อจะมองเข้าไปด้านใน คนแดนเหนือล้วนมีร่างกายที่สูงยาวเข่าดีเหมือนกำแพงอย่างไรอย่างนั้น ทำให้เขาไม่เห็นอะไรสักอย่าง เขาจึงดึงเด็กคนหนึ่งแล้วถามว่า “ด้านในมีเรื่องสนุกอะไรหรือ ?”


“ท่านไม่รู้จริงสิ ?” เด็กคนนั้นทำสายตาเหมือนเห็นคนเขลา “ผู้ออกแบบขนมของร้านตระกูลหนิงหรือหนึ่งในหุ้นส่วนร้านกำลังสาธิตวิธีตกแต่งหน้าเค้ก ผู้ที่มาดูจึงได้รับความตื่นตาตื่นใจ หากโชคดียังจะได้เค้กขนาดสี่เหลี่ยมชิ้นเล็กๆเป็นรางวัลด้วยล่ะ !”


ทันใดนั้นก็มีเสียงสดใสของใครคนหนึ่งดังมาจากฝูงชน “ด้านล่างเชื่อมต่อกัน บทกวีต้องมีคำว่าบุปผา…”


“ข้ารู้ ! ข้อนี้ข้ารู้ !” ต่อจากนั้นเด็กชายที่ถูกบิดาแบกไว้บนบ่าก็ยกมือขึ้นแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น


กู่เหนียงน้อยพูดด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี “ได้ ! ผู้โชคดีท่านนี้คือผู้ชมอายุน้อยที่สุด เจ้าตัวน้อย เจ้าท่องกวีใดเป็นบ้าง ! ในบทกวีจะต้องมีคำว่าบุปผาด้วย !”


เด็กชายโดนคนอื่นมองด้วยแววตาริษยาจึงเริ่มรู้สึกแย่และก้มหน้ามองบิดาอย่างทำตัวไม่ถูก สุดท้ายภายใต้เสียงปลอบโยนของบิดา เขาก็เริ่มท่องบทกวีออกมาเสียงดังลั่น “ข้าจะท่องบทกวีรุ่งอรุณแห่งฤดูใบไม้ผลิของเมิ่งเฮ่าหราน


ใบไม้ผลิหลับไหลถึงรุ่งสาง


ทั่วทุกทางยินเสียงมวลปักษี


เสียงลมฝนพัดมาทั้งราตรี


ไม่ทราบดีว่าบุปผาโรยเพียงไร !”


“ว้าว ! ร้ายกาจมาก !” บทกวีนี้มีเด็กจำนวนมากท่องได้ แต่เสียงของกู่เหนียงคนนี้ก็ยังเต็มไปด้วยความชื่นชมราวกับว่าเป็นเรื่องร้ายกาจ “เจ้าหนูน้อยคนนี้ตอบถูก รางวัลเป็นเค้กสี่เหลี่ยมหนึ่งชิ้น !”


บิดาของเด็กชายพาเขาเบียดเข้าไปด้วยความยากลำบาก เด็กชายคว้ารางวัลที่ชิงมาได้ด้วยความตื่นเต้น ขณะเดียวกันก็พูดขอบคุณกู่เหนียงคนนั้นอย่างมีมารยาท จากนั้นสองพ่อลูกก็เดินกลับเข้ามาในฝูงชนภายใต้สายตาอิจฉาริษยาของชาวบ้านคนอื่น


ในเวลานี้หยวนเจี๋ยถูกเบียดมาอยู่ข้างสองพ่อลูกคู่นี้แล้วเช่นกัน เด็กน้อยหัวเราะอย่างมีความสุขพลางพูดกับบิดาว่า “ท่านพ่อ ! ข้างบนนี้มีดอกไม้เล็กๆอยู่ด้วย มันสวยมากเลย ! ท่านพ่อ เราเอากลับไปกินพร้อมท่านแม่เถิด หากท่านแม่รู้ว่าข้าได้มาจากการท่องบทกวี นางจะต้องดีใจมาก ! ท่านพ่อขอรับ ต่อไปเวลาท่านให้ข้าจำตัวอักษรหรือท่องกวี ข้าจะไม่แอบอู้อีกแล้ว…”


หยวนเจี๋ยมองไปยังของในมือเด็กชาย…หืม ? นั่นคือดอกกุหลาบสีชมพูกลีบบานเป็นชั้น ดูละเอียดอ่อนและงดงามมาก ทั้งที่จมูกแทบจะแข็งเพราะความหนาวของภาคเหนือแล้วยังมีดอกไม้ที่สามารถเบ่งบานได้งามปานนี้อยู่อีกหรือ ?


ตอนที่ 346: เล่นทายคำวันเปิดร้าน


“นี่ไม่ใช่ดอกไม้ของจริง แต่เป็นครีมรูปดอกไม้ที่สามารถกินได้ !” เด็กชายได้ยินเสียงบ่นพึมพำของหยวนเจี๋ยจึงเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ขณะที่ถือขนมชิ้นเล็กไว้บนฝ่ามือด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะชี้ไปที่ครีมดอกไม้แล้วพูดว่า “นี่เป็นของที่ข้าเพิ่งแข่งขันได้มา ! พี่สาวด้านในยังทำอยู่ ท่านอาก็เข้าไปตอบคำถามสิ ถ้าตอบถูกแล้วท่านก็จะได้รับเช่นกัน”


หยวนเจี๋ยคิดว่ามันน่าเหลือเชื่อเพราะดอกไม้ที่งดงามขนาดนี้ไม่รู้ว่าต้องทำจากอะไร ขณะที่กำลังสงสัยก็เบียดตัวเข้าไปในฝูงชน ผ้าพันคอบิดเบี้ยวไปคนละทาง รองเท้าก็โดนเหยียบ ต้องออกแรงเยอะมากกว่าที่จะเบียดมาถึงด้านหน้าสำเร็จ


กู่เหนียงน้อยในชุดกระโปรงสีแดงคนหนึ่งกำลังขยับมืออย่างคล่องแคล่วไม่ต่างจากภูติน้อยในฤดูใบไม้ผลิและยังเหมือนเทพธิดาแห่งมวลบุปผา…บุปผาแสนสวยค่อยๆเบ่งบานภายใต้ฝีมือของนาง…


นี่เป็นเค้กถาดที่สามของหลินเว่ยเว่ยแล้ว บนเค้กถาดใหญ่ถูกปาดด้วยครีมหนึ่งชั้น จากนั้นก็ถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม บนหน้าเค้กแต่ละชิ้นก็ถูกตกแต่งด้วยครีมรูปดอกไม้ เค้กครีมแบบนี้เป็นสิ่งที่ง่ายยิ่งกว่าง่ายสำหรับนางเลยก็ว่าได้


ส่วนในสายตาของหยวนเจี๋ยเห็นเป็นศิลปะที่งดงามมาก เขาจับจ้องไปที่กู่เหนียงน้อยด้วยดวงตาเปล่งประกาย เมื่อนางทำขนมชุดนี้เสร็จแล้ว เด็กหนุ่มที่หล่อเกินบรรยายด้านข้างก็เอาเสื้อคลุมมาห่มให้นาง หยวนเจี๋ยอดมองใบหน้าของเด็กหนุ่มถึงสองสามครั้งไม่ได้ อีกฝ่ายยังเอาถุงมือของตนมาสวมให้นางด้วย…ช่างเป็นพี่ชายที่เอาใจใส่และอบอุ่นเสียจริง


ทั้งสองคนอายุไม่มาก แต่รูปร่างหน้าตากลับโดดเด่นยิ่งนัก แน่นอนว่ารูปร่างหน้าตาของเด็กหนุ่มโดดเด่นกว่า เด็กผู้หญิงน่าจะมีอายุ10กว่าขวบ แต่ฝีมือที่นางมีกลับทำให้อดชื่นชมไม่ได้ พรสวรรค์และความพยายามส่งเสริมกัน !…


กู่เหนียงน้อยพูดเสียงดัง “รอบนี้เป็นคำถามปริศนา ข้อแรกคือจำต้องครึ่งเก็บครึ่ง เป็นคำว่าอะไร !”


หยวนเจี๋ยเริ่มขมวดคิ้ว นี่เป็นปริศนาแยกคำง่ายๆ ‘จำต้อง’ ครึ่งหนึ่งและ ‘เก็บ’ อีกครึ่ง เมื่อนำมารวมกันแล้วก็ไม่ใช่คำว่า ‘สายฟ้า’ หรอกหรือ ?


“คุณชายท่านนั้นยกมือคนแรก โปรดพูดคำตอบด้วย !” กู่เหนียงน้อยมองไปยังฝูงชนแต่ก็ไม่รู้นางตัดสินว่าอีกฝ่ายเป็นคุณชายได้อย่างไร เนื่องจากเห็นแค่มือข้างหนึ่งของอีกฝ่ายเท่านั้น


คนผู้นั้นเบียดตัวออกมา หลังจัดเสื้อผ้าและหมวกที่ยุ่งเหยิงเพราะการเบียดกลุ่มคนแล้วก็โค้งตัวคารวะกู่เหนียงน้อย “ข้าเดาว่า…สายฟ้า !”


นางพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ถูกต้อง ขอเชิญคุณชายเลือกของรางวัล ! ต้องการให้ห่อกลับหรือไม่ ?”


ชุดบัณฑิตของอีกฝ่ายถูกซักจนสีซีดแล้ว น่าจะมาจากครอบครัวฐานะธรรมดา เขาถามด้วยความเขินอายว่า “ยะ…ยังห่อกลับได้ด้วยหรือ ?”


นางพยักหน้า ทันใดนั้นก็มีคนนำกล่องที่สวยงามใบหนึ่งมาห่อขนมอย่างชำนาญแล้วส่งของรางวัลให้ผู้ชนะด้วยมือทั้งสองข้าง


ดูงานบริการของอีกฝ่ายสิ ! หยวนเจี๋ยที่มองเหตุการณ์อยู่ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชม พวกพนักงานในร้านขนมเก่าแก่ของเมืองหลวงชอบมีดวงตาที่สามงอกตรงหน้าผาก พอเขาและสหายสวมชุดธรรมดาเข้าไปดูและไม่ซื้อขนมก็จะถูกทำให้อับอายทุกครั้ง เทียบกันไม่ติดเลย !


นางยังพูดอีกว่า “หลังบุรุษจากไป ก็ไม่มีใครเข้ามา ! ถามเหมือนกัน นี่เป็นคำว่าอะไร !”


ฝูงชนเงียบไปพักใหญ่ ไม่มีใครยกมือตอบคำถาม บ่าวรับใช้ของหยวนเจี๋ยกระดุกชายเสื้อเขาเบาๆ แล้วกระซิบว่า “คุณชายห้า ท่านอย่าเอาแต่ยืนมองสิขอรับ เข้าไปร่วมกับเขาด้วย ขนมนั่นสวยดีขอรับ ไม่รู้ว่าจะอร่อยหรือไม่ !”


หยวนเจี๋ยหันมาถลึงตาใส่ ก่อนจะค่อยๆยกมือขึ้น กู่เหนียงน้อยหันมามองแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “คุณชายท่านนี้เชิญพูดคำตอบ !”


“ซ้ายก่อน ขวาตาม ทางขวามีคำว่า ‘อย่า’ และไม่มีคำว่า ‘คน’ พอเอามารวมกันแล้วจึงเป็นคำว่า ‘ตัดสิน’!” ขณะที่ทุกคนกำลังมองอยู่ หยวนเจี๋ยก็พูดคำตอบออกมาอย่างใจเย็น


“ยินดีด้วย ท่านตอบถูก ! เชิญเลือกรางวัลและให้ห่อกลับด้วยหรือไม่ !” ทันใดนั้นนางก็ปรบมือให้เขา


หยวนเจี๋ยนำเค้กที่ห่อเรียบร้อยแล้วยัดใส่มือบ่าวรับใช้ซึ่งรับมาถือด้วยความดีใจ หลังสังเกตเห็นสายตาอิจฉาของคนรอบข้างแล้ว เขาก็ยกมันขึ้นสูงอย่างภาคภูมิ !


“คำถามต่อไป กินได้ไม่มีปาก ข้ามแม่น้ำไม่มีน้ำ แพ้แต่ไม่มีบทลงโทษ เป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่ง” นางเริ่มหัวข้อใหม่อีกครา


“ข้าตอบได้ ! ข้าตอบข้อนี้ได้! พี่หลิน เลือกข้า เลือกข้าสิ !” กู่เหนียงในชุดสีชมพูเสื้อคลุมสีขาวซึ่งยืนห่างออกไปไม่ไกล ดูจะอายุน้อยกว่ากู่เหนียงผู้ทำเค้กเล็กน้อย นางยกมือขึ้นพร้อมกระโดดอยู่กับที่และมีคุณชายท่าทางสุภาพกำลังยืนปกป้องนางอยู่ทางด้านหลัง


กู่เหนียงที่เป็นคนถามก็กลอกตาใส่กู่เหนียงชุดสีชมพู “น้องหลิงเอ๋อร์ เจ้าจะร่วมสนุกด้วยหรือ ?”


กู่เหนียงชุดสีชมพูมุ่ยปาก “ท่านไม่ได้ตั้งกฎเสียหน่อยว่าคนรู้จักเข้าร่วมไม่ได้ ข้ารู้คำตอบและยกมือคนแรก เหตุใดท่านไม่เลือกข้า ?”


“หากเจ้าอยากกิน ประเดี๋ยวข้าทำให้เอง สละโอกาสให้คนอื่นดีกว่า !” หลินเว่ยเว่ยเถียงด้วยความเหนื่อยหน่าย


“มันไม่เหมือนกัน ข้าพยายามเองก็ย่อมมีความหมายกว่า ! พี่หลิน ข้าขอประท้วง ช่างไม่ยุติธรรมเลย !” กู่เหนียงชุดสีชมพูกระโดดอยู่กับที่ ! ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากฝูงชน นางเบือนหน้าหนีด้วยความเขินอายพลางกระทืบเท้าอย่างไม่สบอารมณ์


การทายคำครั้งนี้จบลงอย่างรวดเร็ว ในที่สุดกิจกรรมเปิดร้านใหม่ของร้านขนมหวานหนิงจี้ก็จบลง หนิงตงเซิ่งออกมาพูดคำขอบคุณ ส่วนกู่เหนียงแซ่หลิน หนุ่มน้อยรูปงามและพวกของกู่เหนียงชุดสีชมพูก็ถูกเชิญเข้ามาในลานหลังร้าน


ฝูงชนแยกย้ายกันไป หยวนเจี๋ยก็เดินกลับโรงเตี๊ยม เถ้าแก่เห็นบ่าวรับใช้ข้างหลังอีกฝ่ายถือกล่องใส่ขนมไว้ในมือจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “นายท่านก็ไปร่วมเล่นมาเหมือนกันหรือขอรับ ?”


หยวนเจี๋ยพยักหน้าแล้วคลี่ยิ้ม “ไปเล่นกับเขามา จัดกิจกรรมวันเปิดร้านแบบนี้ ข้าก็เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก!”


เถ้าแก่ก็คลี่ยิ้ม “คุณชายหนิงท่านนี้เกิดมาเพื่อทำการค้าอย่างแท้จริง นี่เพิ่งใช้เวลาแค่ครึ่งปีก็เปิดร้านขนมถึง4สาขาแล้ว ! พูดกันว่ายังได้รับคำชื่นชมจากหยงหนิงโหวแห่งเมืองเหอโจวด้วย ! ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เอาแค่ขนมของร้านเขาไม่ได้มีดีเพียงรูปลักษณ์ ทว่ารสชาติยังอร่อยสุดยอด ! มิหนำซ้ำยังจัดกิจกรรมบ่อยครั้ง จึงได้ใจจากลูกค้า…จะค้าขายดีเช่นนี้ก็นับว่าสมเหตุสมผลแล้วขอรับ”


หยวนเจี๋ยถือเค้กเข้ามาในห้อง จากนั้นก็เริ่มแกะออกจากกล่อง ในกล่องมีแม้กระทั่งช้อนใบเล็กๆ เขาตักครีมบนหน้าเค้กขึ้นมาเล็กน้อย กลิ่นหอมอ่อนๆของนม รสชาติเข้มข้น หวานกำลังดีกระแทกต่อมรับรสของผู้คนได้ทันใด


เขายังตักกินเนื้อเค้กด้านใน รสชาตินุ่มลิ้น เข้าปากก็ละลายทันที กลิ่นหอมเข้มข้น เมื่อรวมกับครีมแล้วก็เอาชนะใจหยวนเจี๋ยได้ชนิดอยู่หมัด…ขนมแบบนี้สามารถทำลายขนมได้ทั่วทั้งเมืองหลวงให้แพ้พ่าย รวมถึงร้านเก่าแก่เหล่านั้นด้วย !


ตอนที่ 347: พี่รอง ท่านช่วยเก็บอาการหน่อย


หยวนเจี๋ยยังกินไปอีกหลายคำแล้วจึงยกส่วนที่เหลือเป็นรางวัลให้ฉีเยี่ยนที่ยืนน้ำลายสออยู่ด้านข้าง ฉีเยี่ยนรีบกลืนขนมที่เหลือลงท้อง นอกจากคำว่า “อร่อย” แล้วก็ไม่มีคำชมอื่นหลุดออกจากปากเขาอีก หยวนเจี๋ยด่าในใจว่า ‘วัวเคี้ยวดอกโบตั๋น!’


ฉีเยี่ยนปาดกินครีมที่ติดอยู่บนกล่องจนเกลี้ยง ขณะมองท่าทางตะกละตะกลามของเขาแล้ว หยวนเจี๋ยก็โยนกระเป๋าเงินอันหนักอึ้งให้ “ไป ไปต่อแถวซื้อขนมมา !”


หลังเปิดหน้าต่างแล้วมองผู้คนที่ต่อแถวยาวเหยียดหน้าร้านขนมหวานหนิงจี้ หยวนเจี๋ยก็ตั้งตารอและอยากรู้อยากเห็นในรสชาติของขนมชนิดอื่นในร้าน เขายังตะโกนสั่งฉีเยี่ยนที่เพิ่งออกจากโรงเตี๊ยมว่า “ซื้อมาหลายอย่างหน่อย อย่าเสียดายเงิน !”


พรุ่งนี้เดินทางไปฉือหลี่โกวก็เก็บขนมส่วนหนึ่งไว้กินระหว่างทาง อีกส่วนก็เอาไว้เป็นของขวัญสำหรับผู้ที่เคยช่วยชีวิตคุณชายรองลู่และมอบให้บัณฑิตเจียงด้วย ! หวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ท่านพ่อคิดไว้ การเดินทางในคราวนี้ต้องราบรื่น…


ฉีเยี่ยนต่อแถวจนฟ้ามืด หน้าชาปากสั่นและต้องเข้ามาผิงไฟพักหนึ่งถึงจะดีขึ้น หลังดื่มชาร้อนไปหนึ่งถ้วยเต็มๆ ร่างกายก็เริ่มอบอุ่นขึ้น เขาจึงพูดด้วยความดีอกดีใจว่า “คุณชายขอรับ ท่านเดาสิว่าเกิดอะไรขึ้น ? พอบ่าวต่อแถวไปถึงหน้าร้านแล้วพนักงานก็บอกว่าร้านปิด บ่าวบอกว่าเราเดินทางมาไกลจากเมืองหลวง พรุ่งนี้ต้องออกจากเมืองจงโจวแล้วด้วย เมื่อต่อรองกันไปมาสักพัก พนักงานถึงจะยอมขายขนมให้บ่าวขอรับ”


“ในเมื่อร้านปิดแล้ว ขนมที่มีก็คงเหลือไม่มาก…” หยวนเจี๋ยอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้


ฉีเยี่ยนส่ายหน้า “ไม่เลยขอรับ ! แม้ว่าร้านจะปิดแล้ว ครัวด้านหลังก็ยังทำงานกันอยู่ พวกเขาบอกว่า…กำลังเตรียมสินค้าสำหรับวันพรุ่งนี้ ! บ่าวเลือกจนตาแทบลาย ! เพราะบ่าวซื้อเป็นจำนวนมาก พนักงานในร้านจึงช่วยยกมาถึงหน้าโรงเตี๊ยม บริการดีสุดๆไปเลยขอรับ !”


“คุณชายขอรับ บ่าวยังซื้อครบ50ตำลึง พวกเขาจึงมอบเค้กงามๆหนึ่งก้อนให้เราด้วย มันงดงามยิ่งกว่าเค้กชิ้นสี่เหลี่ยมเมื่อครู่อีกขอรับ ! เสมือนภาพวาดไม่ผิดเพี้ยนขอรับ !” ฉีเยี่ยนทำสีหน้าเปล่งประกายแล้วค่อยๆแกะกล่องขนาด6ชุ่นออก


บนหน้าเค้กได้รับการตกแต่งอย่างประณีต ครีมเปรียบเสมือนหิมะสีขาวบริสุทธิ์ กิ่งดอกเหมยสีแดงยื่นจากขอบด้านข้างของหน้าเค้กไปจนถึงตรงกลาง มันกำลังผลิบานบนหิมะอย่างโดดเด่น ใต้กิ่งเหมยเต็มไปด้วยลูกท้อเชื่อมสีเหลืองอำพัน หลานเหมย แอปเปิลปูและผลไม้ชนิดอื่นวางเชื่อมต่อกันเป็นนกสี่เชวี่ย ราวกับมันสามารถบินสู่ฟากฟ้าได้จริง หิมะขาว ดอกเหมยแดง นกสี่เชวี่ย…กลายเป็นภาพวาดแสนสดใส…ใครจะคิดว่าภาพวาดที่งดงามเช่นนี้แท้จริงเป็นขนม ?


เมื่อเข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นหอมอันเย้ายวนลอยมาแตะจมูก ทำให้เขานึกถึงเค้กที่เพิ่งกินไปเมื่อตอนบ่ายขึ้นมา


ฉีเยี่ยนกลืนน้ำลายแล้วพูดกับคุณชายว่า “คุณชายขอรับ ขนมนี้พกไปไหนมาไหนไม่สะดวก ระหว่างอยู่บนรถม้าต้องเจอหลุมบ่อเป็นประจำ มันต้องเละแน่นอน ถ้าอย่างไร…คืนนี้…คุณชายกินมันให้หมด…”


หยวนเจี๋ยคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วตัดแบ่งเค้กออกเป็นชิ้นเล็ก “ไป เอาไปให้พ่อบ้านหยาง ให้เขาได้ชิมบ้าง !”


ต่อจากนั้นยังตัดเพิ่มอีกชิ้นเพื่อเก็บไว้ให้ฉีเยี่ยน ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งล้วนเข้าท้องเขาทั้งหมด พอกินขนมเยอะเกินไปก็แทบไม่ได้แตะต้องอาหารมื้อเย็นเลย ซาลาเปากับโจ๊กที่ซื้อมาในวันรุ่งขึ้นก็ไม่ค่อยอยากกิน ทว่าเขาเปลี่ยนไปกินบิสกิตที่ซื้อมาแทน


หืม ? ขนมนี้…มีรสชาติใกล้เคียงกับขนมที่คุณชายรองตระกูลลู่ให้มาเลย ! คุณชายรองยังพูดอย่างมั่นอกมั่นใจว่าขนมนั้นเป็นของที่ผู้มีพระคุณทำให้เองกับมือ คงคุยโวเกินไปหน่อยกระมัง ? ไม่แน่ว่าผู้มีพระคุณคนนั้นอาจซื้อมาจากร้านตระกูลหนิงแล้วเอามาหลอกคุณชายรองลู่ก็ได้ !


หยวนเจี๋ยถือขนมที่ซื้อมาแล้วเดินลงจากชั้นสอง ตอนที่มายืนรอรถม้าอยู่ตรงหน้าร้านก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยของใครบางคนดังขึ้น พอหันไปมองก็เห็นกู่เหนียงทำเค้กเมื่อวานกำลังเดินลงจากชั้นสองของโรงเตี๊ยมเช่นกัน


“ฮัดชิ่ว…” หลินเว่ยเว่ยลูบจมูก เมื่อวานทำเค้กหลายสิบชุดริมถนน โดนลมหนาวอยู่พักใหญ่ ตั้งแต่เมื่อคืนก็รู้สึกเจ็บคอ แม้จะดื่มน้ำขิงไปสองถ้วยก็ยังเป็นหวัดอยู่ดี !


ดวงตาของหนิงตงเซิ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “หากไม่ได้ทำเพื่อกิจกรรมวันเปิดร้านขนมหวานหนิงจี้ หลินกู่เหนียงก็คง…ถ้าอย่างไรท่านกลับช้าอีกสักวัน ให้ท่านหมอจ้าวแห่งโรงหมอซิงหลินมาตรวจอาการหน่อย จ่ายยาให้สักสองสามชุดดีหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยสูดน้ำมูกแล้วหันไปโบกมือให้หนิงตงเซิ่ง “คุณชายหนิงไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก ร้านขนมหวานนี้ก็ไม่ได้มีข้าเป็นหุ้นส่วนด้วยหรือ ? ข้าจะเอาแต่เงินปันผลแล้วไม่ออกแรงอะไรเลยไม่ได้ ข้าแค่โดนลมเล็กน้อย ไม่เป็นอะไรมาก เรื่องให้หมอมาตรวจอาการก็ไม่ต้องแล้ว !”


เมื่อรู้สึกว่ามีคนกำลังมองนางอยู่ หลินเว่ยเว่ยก็หันไปมอง นางจดจำอีกฝ่ายได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่มาร่วมเล่นสนุก นางจึงฉีกยิ้มและพยักหน้าให้เขา


ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจเท่านั้น เจียงโม่หานก็เดินเข้ามาแยกนางที่กำลังเดินอยู่ข้างหนิงตงเซิ่งออก เขาเอาเสื้อคลุมในมือมาคลุมให้นางแล้วช่วยผูกเชือกเสื้อคลุมให้อีกด้วย


บัณฑิตหนุ่มทำสีหน้าเย็นชา ดวงตาไม่มองหนิงตงเซิ่งแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่ากำลังโมโหอยู่ ภายใต้อุณหภูมิติดลบสิบองศาแต่กลับไปยืนตากลมอยู่หน้าร้านหลายชั่วยาม เพราะกลัวจะส่งผลต่อการทำขนมจึงใช้เสื้อคลุมไม่ได้…เด็กตัวแสบก็ไม่ยอมเชื่อฟัง แขนเพิ่งหายดีขึ้นหน่อย กระดูกยังไม่ทันเข้าที่ดีก็ฝืนจะมาทำขนมอะไรนี่แล้ว ถ้าไม่สบายขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร ?


“บัณฑิตน้อย เจ้าอย่าโกรธไปเลย ! อากาศในเดือนสิบสองก็หนาวมากพอแล้ว เจ้ายังมาแผ่รังสีเย็นเยือกอยู่ข้างข้าแบบนี้อีก มันจะไม่ยิ่งทำให้อาการของข้าแย่ลงหรือ ? เร็ว ยิ้มหน่อย ยิ้มให้อาการของข้าดีขึ้นหน่อย !” หลินเว่ยเว่ยทำหน้าประจบขณะพูดจาขี้เล่นตามประสาของตน


เจียงโม่หานยัดตัวนางเข้ารถม้า เดิมทีไม่คิดจะสนนางหรอก แต่สุดท้ายก็ทนเมินอีกฝ่ายไม่ได้ “เจ้าเห็นข้าเป็นยาครอบจักรวาลหรืออย่างไร แค่ยิ้มให้ แล้วเจ้าก็จะหายป่วยเลยหรือ ?”


“หากข้าเป็นก้อนเมฆบนท้องฟ้า เจ้าก็จะเป็นสายลมคอยพัดให้ข้าลอยไปข้างหน้า หากข้าเป็นปลาในน้ำ เจ้าก็จะเป็นพืชน้ำ มีเจ้าคอยอยู่เคียงข้างทุกวัน หากข้าป่วย เจ้าก็จะเป็นยารักษา เจ้าคือพลังให้ข้าสามารถใช้ชีวิตอยู่ต่อไป…” หลินเว่ยเว่ยพูดเสียงขึ้นจมูก แต่เสียงนั้นก็ดังจนออกมานอกตัวรถม้า


คำพูดแสดงถึงความรักอย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้ หยวนเจี๋ยถึงขั้นตัวแข็งทื่อทันที เขาสังเกตเห็นว่าตอนนี้ตนกำลังทำตัวโง่งมมาก…เขาไม่เคยคิดมาก่อนและนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ยินใครคนหนึ่งพูดความในใจออกมาอย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้ มิหนำซ้ำใครคนนั้น…ยังเป็นแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งด้วย !


เมื่อวานยังคิดว่าเป็นแค่พี่น้องกันเลย คาดไม่ถึงว่า…จะเป็นคู่รักกัน ! หืม ? ด้านข้างของทั้งสองก็ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย แสดงว่าคนในบ้านใจกว้างใช้ได้ ถึงขั้นวางใจให้ลูกหลานออกมาด้านนอกแบบนี้


“พี่รอง ท่านช่วยเก็บอาการหน่อยได้หรือไม่ ? อยากทำให้พี่เขยรองตกใจจนหนีไปเสียก่อนล่ะ !” หลินจื่อเหยียนกำลังจะเข้าไปในรถม้า แต่ถูกมือน้อยๆของใครบางคนดึงแขนเสื้อเอาไว้


เมื่อหันไปมองก็พบว่าติงหลิงเอ๋อร์กำลังจ้องเขาด้วยแววตาไร้เดียงสา “ข้าจะนั่งรถม้าคันเดียวกับพี่หลิน ! เจ้าไปนั่งคันหลังกับพวกพี่ชายของข้า !”


หลังนางพูดจบและด้วยความช่วยเหลือจากพวกสาวใช้ที่เคลื่อนไหวได้อย่างว่องไวราวกระรอกน้อย ตัวเขาก็เข้าไปอยู่ในรถม้าอีกคันแล้ว


หลินจื่อเหยียนถึงขั้นหมดคำพูด “…” เด็กผู้หญิงสมัยนี้ชอบวางอำนาจกันหมดหรือไร ? เขาได้แสดงความเห็นด้วยหรือไม่ ? นี่มันคือการบังคับกันไม่ใช่หรือ ! หลังส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจแล้ว เขาก็ได้แต่นั่งในรถม้าของตระกูลติงไปอย่างจำยอม


ส่วนเจียงโม่หานก็ยกเตาถ่านขึ้นมาบนรถม้า ตอนที่ติงหลิงเอ๋อร์เผชิญหน้ากับเขา นางก็ไม่ได้วางอำนาจเหมือนตอนที่ปฏิบัติต่อหลินจื่อเหยียน นางเพียงพูดอย่างเขินอายว่า “ขะ…ข้าจะนั่งกับพี่หลิน ท่านช่วย…”


[1] วัวเคี้ยวดอกโบตั๋น หมายถึง ของล้ำค่าตกอยู่ในมือของผู้ไม่รู้คุณค่า


[2] นกสี่เชวี่ย หมายถึง นกกางเขน


ตอนที่ 348: หยกและบุปผาของบ้านอื่นเกี่ยวอะไรกับข้า


“ไม่ได้ !” เจียงโม่หานปฏิเสธอย่างเย็นชา ขณะที่เด็กสาวมีน้ำตาคลอเบ้า เขาก็พูดขึ้นมาเบาๆว่า “เสี่ยวเว่ยไม่สบาย นางจะแพร่เชื้อให้เจ้าได้…”


ติงหลิงเอ๋อร์อยากจะพูดเหลือเกินว่า ‘ข้าไม่กลัวจะติด…’


ทว่าภายใต้สายตาเย็นชาของเจียงโม่หาน นางได้แต่กลั้นน้ำตาเอาไว้แล้วโดนไล่ลงจากรถม้าอย่างน่าเศร้า ฮือฮือฮือฮือ คู่หมั้นของพี่หลินน่ากลัวมาก !


หลินเว่ยเว่ยปรับท่านั่งให้สบายบนรถม้า เวลานี้นางกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ “บัณฑิตน้อย เจ้าแทบจะทำให้นางร้องไห้อยู่แล้ว ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาเลย !”


“หยกและบุปผาของบ้านอื่นเกี่ยวอะไรกับข้า ? เหตุใดจะต้องถนอม ?” เจียงโม่หานนำเตาถ่านมาไว้ใต้ฐานที่นั่ง จากนั้นก็วางกาต้มน้ำใบหนึ่งไว้ด้านบน


แม้รถม้าจะเคลื่อนที่ เตาถ่านและกาต้มน้ำก็ยังอยู่กับที่ พวกมันไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย หลินเว่ยเว่ยลูบภายในตัวรถม้าและอุปกรณ์วางเตาถ่านที่ชาญฉลาด นางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม “บัณฑิตน้อย เหตุใดสมองของเจ้าจึงดีและมีประโยชน์ขนาดนี้ ? ไม่ว่าสิ่งใดก็เข้าใจ ไม่ว่าสิ่งใดก็ทำได้ !”


ที่บ้านจำเป็นต้องใช้เกวียนเทียมล่อและเกวียนเทียมม้าในการส่งสินค้า กอปรกับอากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทางของคนในบ้าน บัณฑิตหนุ่มจึงวาดภาพรถม้าขึ้นมาแล้วนำไปให้พ่อซัวถัวประกอบ ตัวรถทั้งกว้างขวางและสะดวกสบาย สัดส่วนภายในก็เรียบง่ายและเหมาะสมโดยเฉพาะที่วางเตาถ่านนี้ หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วให้เลย !


เจียงโม่หานหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากหลังรถม้า เขานำมันเทศสองสามหัวและเกาลัดออกมาหนึ่งกำมือ หลังครุ่นคิดก็เลือกที่จะเก็บมันเทศคืนไปแล้วโยนเกาลัดลงบริเวณขอบด้านในของเตาถ่าน “น้ำเดือดแล้ว…เจ้าเจ็บคอก็จิบน้ำอุ่นหน่อย”


เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยเอื้อมมือมาเพื่อจะจับกาน้ำ เขาก็ตาไวและรีบตีมือนาง “หยุดเลย ประเดี๋ยวข้าทำเอง !”


เขาใช้ผ้าห่อหูหิ้วกาน้ำไว้ก่อน จากนั้นก็รินน้ำใส่ถ้วย หลังปล่อยให้มันอุ่นพักหนึ่งแล้วก็ลองวัดอุณหภูมิ อืม อุ่นกำลังดีแล้วถึงจะส่งให้นางดื่ม


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคัก ในใจก็ซาบซึ้งอยู่พอสมควร บัณฑิตน้อยช่างเป็นผู้ชายที่อบอุ่นเหลือเกิน !


แต่แล้วนางก็นึกถึงครั้งแรกที่ได้พบกับบัณฑิตหนุ่ม เขางดงามจนไม่เหมือนมนุษย์และเต็มไปด้วย ‘ความเย็นชาห่างเหิน’ โชคดีที่แม้นางจะขาดทุกอย่างแต่มีความพยายามในการฝนทั่งเป็นเข็ม ภายใต้ทักษะไม่ ( ไร้ ) ย่อ ( ยาง ) ท้อ ( อาย ) ในที่สุดบัณฑิตน้อยที่ไร้ความรู้สึกก็กลายเป็นแฟนหนุ่มที่คอยเอาใจใส่นางจนได้ ! เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เหลือเกิน !


“คิดเหลวไหลอันใดอีก ? ทำหน้าเคลิบเคลิ้มอีกแล้ว !” เจียงโม่หานขมวดคิ้ว หรือนางกำลังคิดถึงบุรุษมีรังสีหนอนหนังสือที่หน้าโรงเตี๊ยมผู้นั้น ? หน้าตา…ธรรมดา! รูปร่าง…ก็ไม่ถือว่าสูงมาก ! แต่…ดูมีบุคลิกพิเศษเล็กน้อยก็เท่านั้น !


ถ้าเขาจำไม่ผิดล่ะก็ คนผู้นั้นน่าจะเป็นบุตรชายของบัณฑิตผู้ดูแลสำนักบัณฑิตฮั่นหลิน ในชาติก่อน ตอนที่สอบฮุ่ยซื่อ (ระดับเมืองหลวง) เจียงโม่หานสอบได้เพียงลำดับที่ห้าชั้นรองเท่านั้น แต่บุตรชายของบัณฑิตหยวนสอบได้ระดับสูงสุด อนาคตจึงสดใส…อีกฝ่ายไม่ตั้งใจอ่านตำราอยู่บ้านหรือ ใกล้จะปีใหม่แล้วมาที่เมืองจงโจวทำไม ? ไม่เคยได้ยินว่าบัณฑิตหยวนมีญาติอยู่ที่ภาคเหนือด้วยนี่


หลินเว่ยเว่ยจิบน้ำอุ่น แต่แล้วนางก็วางถ้วยลงและลูบระหว่างคิ้วของเขา “เจ้าล่ะคิดอะไรอยู่ ? คิ้วขมวดจนจะเป็นคนแก่อยู่แล้ว !”


“ข้ากำลังนึกถึงคุณชายที่เพิ่งเจอเมื่อครู่ ท่าทางเป็นคนเก่งคนหนึ่ง !” เจียงโม่หานใช้ไม้เขี่ยเกาลัดในเตา


หลินเว่ยเว่ยเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะยักไหล่แล้วพูดว่า “เจ้ากำลังพูดถึงคนที่เราเห็นตรงโรงเตี๊ยมนั่น ! ก็พอใช้ได้ ! แต่ถ้าเทียบกับบัณฑิตน้อยของเราแล้วยังห่างชั้นอีกไกล !” ขณะพูดนางก็ยกเท้าไปวางพาดขาอีกฝ่าย


เจียงโม่หานเหยียดเท้าของนางให้ตรงเพราะแบบนี้จะสบายกว่า หลินเว่ยเว่ยทำหน้าซาบซึ้งทันที “บัณฑิตน้อย เหตุใดเจ้าจึงดีต่อข้ามากเพียงนี้…”


เจียงโม่หานมองนาง “เจ้าเป็นสตรีที่ข้าเลือก ต่อไปต้องอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต ถ้าไม่ดีต่อเจ้าแล้วจะให้ดีกับใคร ? อาการของเจ้าดีขึ้นบ้างหรือยัง ? เวียนศีรษะอยู่ไหม รู้สึกไม่ดีตรงไหนหรือเปล่า ?”


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “ไม่เวียนศีรษะ แต่เจ็บคอนิดหน่อย จมูกก็หายใจไม่ค่อยออก…”


เจียงโม่หานมองผ่านหน้าต่างรถม้าจึงเห็นว่ามีร้านขายยาตั้งอยู่ไม่ไกลจากประตูเมือง เขาบอกให้หยุดรถม้าแล้วเดินลงไป พอกลับขึ้นมาอีกครั้ง ในมือของเขาก็มีห่อยาเล็กๆห่อหนึ่ง


“ข้าซื้อพวกจิงเจี้ยะ จื่อซูเยี่ย และขิง ถ้านำไปต้มกับน้ำตาลสีแดงจะช่วยขับลมได้ ช่วยรักษาอาการเจ็บคอและคัดจมูกจากหวัด…” เจียงโม่หานยังสั่งทำหม้อใหม่อีกหนึ่งใบ ( เตรียมอุปกรณ์มาครบเชียวนะ! ) จากนั้นก็ใส่สมุนไพรเหล่านี้ลงไปแล้วต้มบนเตา


หลินเว่ยเว่ยเลิกคิ้วพลางคลี่ยิ้ม “บอกว่าเจ้าทำได้ทุกอย่างก็ทำได้ทุกอย่างจริงๆ ! แม้แต่รักษาโรคก็ยังทำเป็น จงบอกมาเถิด ยังมีอะไรที่เจ้าทำไม่ได้อีก ?”


เด็กหนุ่มระดับมัธยมปลายคนหนึ่ง ถ้าเรียนเก่งก็ว่าไปอย่าง แต่เขายังสร้างกังหันน้ำกระดูกมังกร วาดภาพโครงสร้างรถม้า ตอนนี้ยังพอรู้วิชาแพทย์อีก…ชิ ! บัณฑิตน้อยนะบัณฑิตน้อย เจ้าไม่ธรรมดาจริงๆ !


หรือ…เขาจะเป็นแบบนางที่ทะลุมิติมาเหมือนกัน ?


“บัณฑิตน้อย เจ้ารู้เรื่องที่อู๋เชียนถูกจับหรือไม่?” หลินเว่ยเว่ยถามถึงหัวข้อยอดนิยมก่อนที่ตนจะทะลุมิติมา


เจียงโม่หานมองนางด้วยความงุนงง “อู๋เชียนคือใคร ? คนสกุลอู๋ในเขตเริ่นอันน่ะหรือ ? ถ้าเป็นคนตระกูลนั้น เรื่องโดนจับก็ขึ้นอยู่กับเวลา !”


หลินเว่ยเว่ยสังเกตสีหน้าของเขา เหมือนไม่ได้โกหกจึงพูดต่อ “ใหญ่แค่ไหนก็ต้องฟังคำราชา…”


เจียงโม่หานมีเครื่องหมายคำถามผุดขึ้นมาทันที ขณะมองท่าทางเจ้าเล่ห์ของนางก็รู้ว่านางเริ่มคิดอะไรไม่ดีอีกแล้ว เขาถามด้วยความเบื่อหน่าย “เจ้าคิดจะทำอะไรอีก ?”


“มันฝรั่ง มันฝรั่ง ข้าคือมันเทศ…” หลินเว่ยเว่ยยังถามหยั่งเชิงต่อ


เจียงโม่หานลูบศีรษะนาง ก่อนจะถอนหายใจออกมา “ไม่มีไข้แล้วเหตุใดยังพูดจาเหลวไหลอีก ?”


ไม่ได้ทะลุมิติมาหรือ ? หรือว่า…กลับชาติมาเกิดใหม่ ? ชาติก่อนหลินเว่ยเว่ยโดนรูมเมทหนอนหนังสือเล่าเรื่องคนกลับชาติมาเกิดใหม่ให้ฟังเยอะมาก ประเด็กนี้อาจเป็นไปได้ ลองทดสอบดีไหม…ไม่ดี บัณฑิตน้อยเป็นคนฉลาดขนาดนี้จะต้องรู้ตัวแน่ นางไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างความสัมพันธ์ของพวกตน


ช่างเถิด ไม่ว่าจะกลับชาติมาเกิดใหม่หรือไม่ สำหรับนางแล้วก็ไม่สำคัญอีกต่อไปเพราะถึงอย่างไร…นางเองก็มีความลับเช่นกัน ถือว่า…เสมอกัน !


หลินเว่ยเว่ยก้มหน้าหยิบเกาลัดที่สุกแล้วสองเม็ดออกมาจากเตาด้วยมือที่สวมถุงมือไว้แล้ว นางค่อยๆเป่าทีละนิด หลังแกะเปลือกเสร็จแล้วก็ยัดใส่ปากหนึ่งเม็ด ส่วนอีกเม็ดก็ป้อนใส่ปากบัณฑิตหนุ่ม


เจียงโม่หานค่อยๆเคี้ยวพลางก้มมองต่ำเพื่อปกปิดรอยยิ้มในแววตา…เด็กคนนี้ เขาโดนนางสังเกตเห็นจนได้ ทว่านางก็ปล่อยผ่านไปเร็วกว่าที่เขาคิดไว้ จะบอกว่านางใจกว้างหรือฉลาดดีเล่า ?


“ขอรบกวนหน่อยเถิด ! ไม่ทราบว่าหากจะไปเขตเริ่นอันสามารถใช้เส้นทางนั้นได้หรือไม่ ?” ด้านหน้าเป็นทางแยก รถม้าคันหนึ่งแซงขึ้นมาจากด้านหลังแล้วมาเทียบอยู่ข้างรถม้าของพวกหลินเว่ยเว่ย คนขับตะโกนถามเหลยหยู่ที่เป็นคนขับเช่นกัน…เหลยหยู่คือน้องชายของหยาเอ๋อร์นั่นเอง


เหลยหยู่ยิ้มอย่างเป็นมิตรให้อีกฝ่าย “ได้ !”


อีกฝ่ายยังถามต่อ “น้องชาย หมู่บ้านฉือหลี่โกวเขตเริ่นอันต้องใช้เวลาเดินทางอีกนานหรือไม่ ? จะถึงภายในวันนี้ได้หรือเปล่า ?”


[1] รักหยกถนอมบุปผา หมายถึง บุรุษควรทะนุถนอมและอ่อนโยนต่อสตรี


[2] จิงเจี้ยะ คือ ใบมัสตาร์ด


[3] จื่อซูเยี่ย คือ ใบงาขี้ม่อน


[4] อู๋เชียน คือ นักร้องและนักแสดงชาวจีน


[5] ใหญ่แค่ไหนก็ต้องฟังคำราชา คือ รหัสลับในการเปิดประตูของผู้เข้าร่วมแข่งขันรายการไอดอลโปรดิวเซอร์คนหนึ่ง


ตอนที่ 349: บัณฑิตน้อยไม่ใช่คนที่นางแบกกลับมาเองหรือไร


ฉือหลี่โกว ? เหตุใดคนผู้นี้จึงถามถึงฉือหลี่โกว ? หลินเว่ยเว่ยเลิกผ้าม่านขึ้นแล้วมองไปด้านนอกรถม้าด้วยความสงสัย ทันใดนั้นผ้าม่านของรถม้าคันข้างๆ ก็ถูกเลิกขึ้นพอดีจึงเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาและมีรัศมีแบบปัญญาชน


“เป็นท่าน…” ทั้งสองเผยสีหน้าประหลาดใจและพูดออกมาพร้อมกัน


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าและคลี่ยิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนจะถามว่า “คุณชายจะไปที่ฉือหลี่โกวหรือ ? ไปเยี่ยมญาติหรือไปหาสหายกันเล่า ?”


หยวนเจี๋ยประหลาดใจต่อท่าทีเป็นมิตรของนาง เนื่องจากทั้งสองเพิ่งเคยสนทนากันอย่างผิวเผินแค่ครั้งเดียว การถามเรื่องของเขาอย่างเปิดเผยเช่นนี้ เกรงว่าไม่ค่อยเหมาะสมหรือเปล่า ?


“ไปเยี่ยมญาติ !” หยวนเจี๋ยตอบเสียงดัง


คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านฉือหลี่โกวล้วนเป็นคนท้องถิ่น มีเพียงบ้าน3-5หลังเท่านั้นที่พลัดถิ่นมาตั้งรกรากเพราะภัยสงคราม อย่างเช่นบ้านตระกูลหลินและบ้านตระกูลเจียงที่อยู่ข้างกัน…


“บัณฑิตน้อย เจ้าคิดว่าคนที่เขามาหาจะเป็นเจ้ากับน้าเฝิงหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยเห็นอีกฝ่ายไม่อยากพูดสักเท่าไร นางจึงลดม่านลงแล้วกลับมานั่งตามเดิม การเค้นเอาคำถามและไม่เห็นอกเห็นใจคนอื่นเช่นนั้น นางทำไม่ลง…นอกจากว่าอีกฝ่ายคือบัณฑิตน้อย เพราะบัณฑิตน้อยไม่ใช่คนที่นางแบกกลับมาเองหรือไร ?


เจียงโม่หานพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง “ไม่ใช่ !”


“เจ้ามั่นใจได้อย่างไร ? อาจเป็นญาติของน้าเฝิงก็ได้ ? ข้ามักรู้สึกว่าน้าเฝิงกับเจ้ามีชาติกำเนิดไม่ธรรมดา ในสมองของข้ามีภาพตระกูลสูงศักดิ์…”


ฮูหยินกับอนุทะเลาะกันอะไรทำนองนั้น ! ระหว่างที่ฮูหยินตกที่นั่งลำบาก อนุก็สร้างอุบายขึ้นมาทำให้ฮูหยินต้องแยกจากสามีและให้กำเนิดลูกน้อยนอกจวน ต่อจากนั้นหลายปี พวกเขาก็ตามหาบุตรของฮูหยินจนเจอแล้วลงโทษอนุ ทวงคืนของที่สมควรเป็นของฮูหยินสองแม่ลูกคืนมาได้ทั้งหมด…


“ข้า ไม่ใช่ !” เจียงโม่หานพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด เรื่องการแก่งแย่งของสตรีในตระกูลสูงศักดิ์อะไรนั่นไม่มีอยู่จริง ทว่าชาติกำเนิดไม่ธรรมดาเป็นเรื่องจริง !


“เอาเถิด เจ้าบอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ !” หลินเว่ยเว่ยเอนศีรษะพิงหน้าต่างแล้วมองไปข้างนอกด้วยความเบื่อหน่าย


เจียงโม่หานเอื้อมมือไปจับศีรษะของนางแล้วจับผ้าม่านเพื่อปิดให้สนิท ก่อนจะพูดว่า “เจ้าตากลมจนไม่สบายแล้วจะโดนลมไม่ได้อีก ! ยาก็ต้มเสร็จแล้ว ดื่มตอนยังร้อนเถิด !”


พอได้ยินว่าต้องกินยารสขมผสานกับความเผ็ดร้อนของขิง หลินเว่ยเว่ยก็รีบหดตัวไปข้างหลังแล้วพูดเสียงอ่อนว่า “ภูมิต้านทานของข้าดีมาก ไม่ต้องกินยาก็ดีขึ้นเองได้!”


“กินยาจะได้หายเร็วขึ้น” เจียงโม่หานยกถ้วยยามาที่ริมฝีปากตนแล้วออกแรงเป่าเบาๆ “เด็กดี รีบดื่มเถิด!”


“เจ้าป้อนข้าสิ!” หลินเว่ยเว่ยเห็นท่าทางยืนกรานของเขาก็รู้ว่าหนีไม่พ้น จึงย่นหน้าน้อยๆ แล้วพูดอย่างฝืนใจ


เจียงโม่หานตักยาขึ้นมาหนึ่งช้อนแล้วส่งไปที่ปากนาง “ได้ ข้าป้อนเจ้า! กินสิ!”


ตอนอาการบาดเจ็บที่มือซ้ายของหลินเว่ยเว่ยยังไม่หายดี เวลากินข้าวก็มีเขาเป็นคนป้อน ว่าที่สามีภรรยาไม่มีสิ่งใดต้องเขินอายต่อกัน


นัยน์ตาของหลินเว่ยเว่ยกลิ้งกลอกไปมา ทันใดนั้นมุมปากของนางก็ยกยิ้มอย่างชั่วร้าย “ข้าให้เจ้า…ใช้ปากป้อน!”


เจียงโม่หานเม้มปากเป็นเส้นตรง ดวงตาทั้งสองข้างฉายประกายเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า เขาเอาแต่จับจ้องมาที่นางอยู่อย่างนั้น หลินเว่ยเว่ยจึงหัวเราะเสียงดังลั่นทันที “บัณฑิตน้อย หูของเจ้าแดงด้วยล่ะ!”


เจียงโม่หานเผยแววตาเหนื่อยใจเล็กน้อย หูแดงจนแทบจะมีเลือดไหลออกมาได้อยู่แล้ว เขาพูดว่า “หากเจ้าดื่มยานี้ภายในอึดใจเดียว ข้าจะ…จูบเจ้า!”


ดวงตาของหลินเว่ยเว่ยโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์…กรี๊ด ! บัณฑิตน้อยที่สนใจแต่ตำราเอ่ยปากยื่นข้อเสนอที่จะจูบนางก่อนหรือ ? จริงหรือเปล่า ? เป็นโอกาสที่หายากมาก ! อย่าว่าแต่ดื่มยาถ้วยนี้ให้หมดเลย แม้จะเป็นยาพิษ นางก็ยอมดื่ม !


หลินเว่ยเว่ยแทบจะแย่งถ้วยยามาจากมือของบัณฑิตหนุ่ม นางรีบยกมันกระดกแล้วดื่มหมดในชั่วอึดใจเดียว หลังดื่มหมดแล้วยังใช้หลังมือเช็ดปากด้วยความภูมิใจ “ดื่มหมดแล้ว มาสิ !”


หลังพูดจบ นางก็ทำปากยื่นเหมือนปากเป็ด


เจียงโม่หานกระแอมไอเบาๆสองครั้งเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะแล้วพูดว่า “เจ้าหลับตาก่อน…”


หลินเว่ยเว่ยรีบหลับตาพลางยื่นหน้าเข้ามาและทำปากจู๋…ตื่นเต้นจัง ! บัณฑิตน้อยจะจูบนางแล้ว นางเริ่มประหม่าเล็กน้อยแล้วสิ ! อีกประเดี๋ยวนางจะแกล้งเขินอายหรือว่ารีบจูบตอบดีนะ ?


ในขณะที่กำลังสับสน นางก็รับรู้ได้ถึงแรงสัมผัสเบาๆตรงหน้าผากของตน…แค่ชั่วอึดใจเดียว !


อะไร ? นี่มันคืออะไร ? หลินเว่ยเว่ยลืมตาขึ้นแล้วลูบหน้าผากพลางมองบัณฑิตหนุ่มด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “นี่ก็คือ ‘จูบ’ ที่เจ้าเอ่ยถึงหรือ ?”


เจียงโม่หานเผยแววตาขำขัน ก่อนจะพยักหน้า “ใช่ ! จูบเสร็จแล้ว !”


“บัณฑิตน้อย เจ้าขี้โกง !” รสขมในปากของหลินเว่ยเว่ยเทียบได้เพียงหนึ่งในสิบส่วนของความขมขื่นในหัวใจ


เจียงโม่หานหยิบลูกอมออกมาแล้วยื่นไปที่ริมฝีปากของนาง “กินลูกอมหน่อย จะได้หายขม !”


หลินเว่ยเว่ยแย่งลูกอมมาถือไว้แล้วโยนมันทิ้งไปทางหน้าต่าง ก่อนจะพูดด้วยความโกรธ “ปล่อยให้ข้าขมตายไปเลย อย่างไรก็ไม่มีใครรักอยู่แล้ว ฮือฮือฮือ…ข้าโดนหลอก ไม่อยากมีชีวิตแล้ว…อุ๊ปส์ !”


แววตาที่พูดได้ของนางจับจ้องไปยังเจียงโม่หานด้วยความโกรธ ‘เจ้ายกมือปิดปากข้าเพราะเหตุใด ?’


“ใกล้จะปีใหม่แล้ว อย่าพูดสิ่งที่ไม่เป็นมงคลเด็ดขาด !” เจียงโม่หานผละมือออกแล้วใช้เกาลัดที่แกะเปลือกเสร็จแล้วปิดปากนางต่อ


หลินเว่ยเว่ยถลึงตามองบัณฑิตหนุ่มที่กำลังแกะเปลือกเกาลัด ทันใดนั้นนางก็โน้มกายไปข้างหน้าแล้วทำให้แผ่นหลังของอีกฝ่ายชนเข้ากับผนังของรถม้า “หนุ่มน้อย เจ้าหลอกล่อให้ข้าสนใจสำเร็จแล้ว…”


พูดยังไม่ทันขาดคำ ปากของนางก็ถูกเกาลัดอีกเม็ดยัดเข้ามา เจียงโม่หานกวาดตามองนาง “ความสนใจของเจ้าก็ไม่ได้อยู่ที่ตัวข้ามาตลอดหรือไร ? ยังต้องให้ข้าหลอกล่ออีกหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยเคี้ยวเกาลัด พอกลืนลงคอเรียบร้อยแล้วก็ยังแสร้งทำตัววางอำนาจต่อ “หนุ่มน้อย เจ้ากำลังเล่นตัวอยู่ใช่หรือไม่ !”


ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็นำเกาลัดที่แกะเสร็จอีกเม็ดใส่ปากของตนบ้าง “เจ้าคือคนป่วย…ต้องรักษา !”


“เจ้ามียาหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยเห็นสายตาของเขามาตกอยู่ที่กระเป๋ายาในมือ นางจึงรีบโยนมันไปทางอื่นแล้วใช้เท้าเตะมันไปตรงมุมรถม้า “ข้าป่วย เจ้าก็คือยารักษาของข้า ดังนั้นจงมาให้ข้ากินสักคำ…”


หลังพูดจบ ปากของเป็ดน้อยก็พุ่งเข้าหาบัณฑิตหนุ่ม แต่แล้วเกาลัดเม็ดหนึ่งก็เข้ามาขวางทางปากที่แสนกระหายของนาง


เจียงโม่หานหลุดออกจากวงแขนของนางได้ เขาเริ่มย้ายเตาถ่านและผ้าห่ม จากนั้นก็ตบตรงที่นั่งเบาๆ “เลิกเล่นได้แล้ว ! มานอนพักสักหน่อย เมื่อคืนนอนไม่ค่อยเต็มอิ่มไม่ใช่หรือ ?”


เมื่อคืนหลินเว่ยเว่ยเจ็บคอจึงนอนหลับไม่ค่อยสนิทจริงๆ ต้องตื่นมาดื่มน้ำทั้งคืน บัดนี้นางได้แต่ล้มตัวลงนอนอย่างไม่พอใจพลางพูดว่า “เหตุใดเจ้าจึงรู้ว่าข้านอนไม่ค่อยหลับ ? หรือเจ้าแอบลุกมาดูตอนที่ข้าไม่ทันสังเกต ? เช่นนั้นยังกล้าบอกว่าไม่ชอบความงามของข้าอีกหรือ ?”


เจียงโม่หานถอนหายใจ “ต้องโทษที่ข้าเป็นคนหูดี บางคนนอนไม่หลับแล้วพลิกตัวเสียงดังยิ่งนัก จึงทำให้ข้านอนไม่หลับตามไปด้วย…”


หลินเว่ยเว่ยรีบขยับเข้าไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว หลังเอามือตบผ้าห่มของตนแล้วแววตาก็ดูตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย “มา เรามานอนด้วยกัน…”


เจียงโม่หานถลึงตาใส่นางและไม่ขยับตัวแต่อย่างใด หลินเว่ยเว่ยจึงมุ่ยปาก “ก็แค่นอนข้างกัน วางใจได้ ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก !”


เจียงโม่หานคิดในใจว่าด้วยพฤติกรรมแย่ๆของเจ้าในอดีต มันทำให้ข้าวางใจไม่ลง !


หลินเว่ยเว่ยเห็นเขายังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมก็รู้สึกเสียดาย จากนั้นจึงเอาผ้าห่มคลุมกาย ผ่านไปไม่นานแม้รถม้าจะส่ายไปมา ทว่านางก็นอนหลับสนิทเพราะความเหนื่อยล้า


ตอนที่ 350: น้ำส้มสายชูจากผู้สัญจร เจ้าก็ยังจะกิน


ดวงตาที่ปิดสนิทของเด็กสาวทั้งเงียบสงบและงดงาม ขนตางอนยาวราวกับปีกผีเสื้อ ปากน้อยๆเม้มเข้าหากันมีสีชมพูคล้ายกลีบดอกไม้


เด็กน้อยทำตัวนิ่งได้เฉพาะตอนนอนหลับเท่านั้น ไม่รู้ว่านางเติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นไรถึงได้มีนิสัยแบบนี้


จากเมืองจงโจวมาสู่หมู่บ้านฉือหลี่โกวมีสองเส้นทางด้วยกัน ทางแรกคือผ่านอำเภอเป่าชิงแล้วค่อยไปที่หมู่บ้านฉือหลี่โกว ส่วนอีกเส้นทางคือจากเขตเริ่นอันสู่ฉือหลี่โกว สองทางนี้ใช้เวลาเดินทางเท่ากัน ล้วนต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งวัน


หลินเว่ยเว่ยปรึกษากับพี่น้องตระกูลติงพักหนึ่ง นางอยากไปดูว่าในตัวอำเภอยังพอจะมีสินค้าแบบใหม่ของเทศกาลฤดูใบไม้ผลิบ้างหรือไม่ เผื่อจะได้ซื้อกลับเพราะเหลือเวลาแค่สามวันก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว !


เดิมทีขบวนรถม้าของหยวนเจี๋ยตามหลังพวกหลินเว่ยเว่ยมาโดยตลอด แต่เมื่อมาถึงทางแยก คนขับก็พบว่ารถม้าสองคันข้างหน้าเลี้ยวไปอีกทางหนึ่งซึ่งไม่เหมือนกับที่เคยสอบถามไว้


คนขับจึงถามหยวนเจี๋ยว่า “คุณชายห้า เราจะไปทางไหนดีขอรับ ?”


หยวนเจี๋ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ไปทางเขตเริ่นอัน !”


คุณชายรองตระกูลลู่บอกว่าร้านหนังสือแห่งนั้นอยู่ที่เขตเริ่นอัน นอกจากนี้ยังมีผลงานของอาจารย์ปู่อีกหลายชิ้นและยังมีตำราหลายเล่มที่คัดลอกมาจากตำราหายากของอาจารย์ปู่ ไม่แน่ว่าอาจได้เบาะแสบางอย่างจากที่นั่น !


หลินเว่ยเว่ยเลิกมุมผ้าม่านขึ้น นางเห็นขบวนรถม้าข้างหลังเลี้ยวไปอีกทางจึงพูดว่า “พวกเขาเลี้ยวไปทางเขตเริ่นอัน !”


“ทำไม ? ทำใจแยกจากไม่ได้หรือ ?” เจียงโม่หานเหลือบมองนางปราดหนึ่ง


หลินเว่ยเว่ยปิดผ้าม่านลงตามเดิมแล้วสอดกายเข้าใต้ผ้าห่ม นางถอดเสื้อคลุมออกแล้วร่ายนิ้วมือไปมาอย่างมีความสุข “มีสิ่งใดให้ทำใจไม่ได้ ? ก็แค่คนที่บังเอิญพบเจอระหว่างทางเท่านั้น !”


“แต่ก็เป็นผู้ผ่านทางที่หน้าตาและบุคลิกดี !” น้ำเสียงของเจียงโม่หานไม่เหมือนยามปกติ ต้องลองฟังให้ดีจึงจะหาความแตกต่างได้


หลินเว่ยเว่ยเงยหน้ามองเขา “เจ้าพูดเช่นนี้ทำให้ข้าเผลอเข้าใจผิดว่าเจ้ากำลังหึงอยู่…น้ำส้มสายชูจากผู้สัญจร เจ้าก็ยังจะกิน !”


ผู้สัญจร ? คำเรียกนี้ทำให้เจียงโม่หานพอใจ จากนั้นแรงหึงหวงในใจก็ค่อยๆลดลง ใช่สิ เหตุใดเขาจะต้องหึง ? อีกฝ่ายก็แค่สอบได้อันดับดีกว่าในชาติก่อนเท่านั้นเอง เพราะตัวเขาในชาติก่อนใช้พลังส่วนใหญ่ไปกับการดิ้นรนเอาชีวิตรอดถึงได้เรียนช้ากว่าคนอื่น ผลสอบจึงออกมาไม่ดีเท่าที่ควร! หยวนเจี๋ย ชาตินี้เรามาแข่งกันอีกรอบ !


เวลาล่วงเลยมาถึงยามเว่ย (13.00-14.59น.) ในที่สุดรถม้าก็เข้าสู่อำเภอเป่าชิง ตัวอำเภอถูกประดับประดาด้วยโคมไฟ เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศแห่งเทศกาล หลังจากหาโรงเตี๊ยมได้แล้ว หลินเว่ยเว่ยก็จูงมือบัณฑิตหนุ่มออกไปซื้อของอย่างกระตือรือร้น


พ่อค้าแม่ขายสินค้าประจำเทศกาลฤดูใบไม้ผลิกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง พวกนางมายังสถานที่มีคนรวมตัวกันอยู่กลุ่มหนึ่ง เมื่อชะโงกหน้ามองเข้าไปก็พบว่าบนโต๊ะมีหมึกและพู่กันวางอยู่ หลังโต๊ะมีคนกำลังเขียนอักษร ที่แท้ก็คือแผงขายกลอนคู่ หลินเว่ยเว่ยชะโงกหน้าดูอยู่พักหนึ่ง…เทียบกับลายมือของบัณฑิตน้อยแล้วยังห่างชั้นอีกไกล !


สองข้างทางมีสีสันเรียงราย ทุกอย่างตระการตา มีแผงขายภาพวาด…แน่นอนว่าฝีมือเทียบกับปราชญ์ชนบทไม่ติด ภาพวาดและพัดของปราชญ์ชนบท หากประกาศชื่อเสียงออกไปว่ามาจากเขตเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นอำเภอหรือเมืองใหญ่ก็ต้องอิจฉาทั้งสิ้น !


พอเดินไปข้างหน้าอีกหน่อย ร้านค้ามุงหญ้าคาและแผงลอยเต็มไปด้วยเครื่องเซ่นไหว้ ครกหิน ของบูชาถูกวางซ้อนเรียงรายเต็มไปหมดทุกหนทุกแห่ง ร้านค้าตลอดสองข้างทางมีทั้งขายข้าวสาร ผักสด ผลไม้ สุรา เนื้อสด ไก่ เป็ด ปลา…ของที่ต้องใช้ในเทศกาลฤดูใบไม้ผลิทำให้มองจนตาลายไปเลย


ระหว่างที่มองพวกมัน ในใจของเจียงโม่หานก็มีอารมณ์หลากหลายผุดขึ้นมา ชาติก่อนอำเภอเป่าชิงไม่ได้เปิดคลังบรรเทาทุกข์และไม่ได้แจกจ่ายข้าวสารจากทางราชสำนัก นอกตัวอำเภอมีผู้ประสบภัยมารวมตัวมากมาย มีคนหนาวตายกับหิวตายทุกวัน


ฮูหยินของนายอำเภอเป่าชิงก็เคยจัดได้ว่าเป็นคนรวยคนหนึ่ง นางออกไปต้มโจ๊กที่นอกเมือง แต่ผู้ประสบภัยโดนยั่วยุจึงพุ่งเข้ามาในโรงทานซึ่งแจกโจ๊ก แล้วแย่งข้าวสารทั้งยังทุบตีเจ้าหน้าที่จนตาย มิหนำซ้ำยังพยายามบุกเข้าเมือง ทว่านายอำเภอก็ส่งทหารมาหยุดยั้งไว้ได้ทัน


นับแต่นั้นมา ประตูเมืองก็ถูกปิดอย่างแน่นหนา ผู้ประสบภัยที่นอกเมืองไม่เหลือทางรอดอีกต่อไป ส่วนผู้คนในเมืองก็หดหู่เพราะราคาอาหารสูงลิ่ว ทำให้พวกเขาต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ผู้ที่มีชีวิตรอดล้วนกลายเป็นคนสิ้นหวัง ในปีนั้นทั้งหนาวเหน็บและอ้างว้าง…เมื่อเทียบกับตอนนี้แล้วช่างแตกต่างโดยสิ้นเชิง!


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองสิ่งโน้นทีสิ่งนี้ที แต่สุดท้ายก็พบว่า…ไม่มีอะไรที่นางอยากซื้อเลย สินค้าส่วนใหญ่เป็นของที่บ้านพวกตนเตรียมไว้ตั้งแต่เข้าสู่เดือนสิบสองใหม่ๆแล้ว


“พี่หลิน ท่านจะซื้อกลอนคู่หรือไม่ ? ภาพวาดปีนี้ไม่เลวเลย ดูมีสีสันเป็นอย่างยิ่ง ซื้อกลับไปสักสองแผ่นดีหรือเปล่า ?” ติงหลิงเอ๋อร์เดินเล่นด้วยความตื่นเต้น พอเห็นหลินเว่ยเว่ยหยุดเดิน นางก็ช่วยออกความเห็น


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “กลอนคู่กับภาพวาดไม่ได้มีบัณฑิตน้อยเขียนให้ได้หรอกหรือ ? ซื้อพวกกระดาษสีแดง กระดาษวาดภาพแล้วก็พวกสีกลับไปแล้วกัน ข้าคิดว่ากระดาษตัดเหล่านี้ก็สวยดี ซื้อกลับไปติดหน้าต่างหน่อยดีกว่า”


ติงหลิงเอ๋อร์หยิบกระดาษที่พับแล้วตัดเป็นรูปดอกเหมยขึ้นมาพลางพยักหน้ารับ “อืม ! ภาพนี้ไม่เลว ความหมายดี สีเป็นมงคลด้วย ! พี่ใหญ่ พี่รอง เราซื้อกลับไปติดที่ห้องบ้างดีหรือไม่ ?”


ติงหยูเจินและติงหยูเฉิงคิดว่าเจ้าเป็นเด็กผู้หญิง จะแปะลวดลายเต็มห้องเพื่อความสดใสก็ไม่แปลก แต่พวกข้าเป็นผู้ชาย หากแปะเจ้านั่นเต็มห้องแล้ว จะไม่ทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะเอาหรือ ?


หลินเว่ยเว่ยก็เลือกมาหลายแผ่นแล้วยัดใส่มือน้องสาม นางใช้เขาเป็นคนถือของ จากนั้นก็พูดกับติงหลิงเอ๋อร์ว่า “เจ้าก็ให้เขาถือสิ มีผู้ชายอยู่ด้วย ผู้หญิงที่ไหนจะถือของกันเอง ?”


ขณะพูดนางก็ดึงกระดาษตัดในมือติงหลิงเอ๋อร์ไปยัดใส่มือน้องชายคนโตของตน หลินจื่อเหยียนรับมาถือไว้ด้วยความเหนื่อยหน่าย เขาหันไปมองผู้ชายคนแรก…ติงหยูเจิน ผู้ชายคนที่สอง…ติงหยูเฉิงและผู้ชายคนที่สาม…เจียงโม่หาน


ข้าไม่ได้อายุน้อยที่สุดในกลุ่มหรือไร ? ไม่รู้จักถนอมเด็กกันบ้างหรือ ? รังแกกันเกินไปแล้ว !


หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่เขา…ผู้หญิงใช้ให้เจ้าถือของก็นับว่าเป็นเกียรติของเจ้า เข้าใจหรือไม่ ?


ติงหลิงเอ๋อร์ยิ้มขณะพูดกับหลินจื่อเหยียนว่า “ขอบใจมาก น้องจื่อเหยียน !”


หลินจื่อเหยียนหมดคำพูด น้องจื่อเหยียนอะไรกัน ! เจ้าอายุห่างกับข้าแค่ไม่กี่เดือน !


“พี่หลิน ด้านหน้ามีร้านขายเครื่องประดับ เราไปดูกันว่ามีของใหม่บ้างหรือไม่…” เด็กสาวที่ออกมาเดินซื้อของย่อมไม่มีอะไรมากไปกว่าเครื่องประดับ เสื้อผ้าและของกินเล่น !


หลินเว่ยเว่ยพูดในใจ แม้ว่าจะใหม่เพียงใด แต่จะสู้ของที่วางขายในเมืองหลวงได้หรือ ? แต่ก็พูดเถิด ใกล้ปีใหม่แล้ว นางก็ควรซื้อเครื่องประดับให้คนในครอบครัวบ้าง ดูเหมือนว่าท่านแม่กับน้าเฝิงจะไม่มีเครื่องประดับอะไรเลย !


ต่อจากนั้นนางก็โดนติงหลิงเอ๋อร์ดึงเข้าไปในร้านเครื่องประดับที่ใหญ่สุดในตัวอำเภอ


เงิน ทอง หยก ไข่มุก…มีให้เห็นอย่างละลานตา หลินเว่ยเว่ยเลือกปิ่นทองประดับอัญมณีและต่างหูทองให้นางหวงคู่หนึ่ง จากนั้นก็เลือกปิ่นหยกขาวประดับหยกเขียวให้นางเฝิงและเลือกสร้อยข้อมือเงินแท้ให้พี่สาวคนโต!


ติงหลิงเอ๋อร์ก็เลือกสองชิ้น หนึ่งให้มารดา ส่วนอีกชิ้นให้ตนเอง นางเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยเลือกของขวัญเสร็จแล้วจึงอดถามไม่ได้ “พี่หลิน เหตุใดท่านไม่เลือกให้ตัวเองสักชิ้น ? ฉลองปีใหม่ก็ต้องใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ หมวกใหม่ เครื่องประดับก็ต้องใหม่ด้วย ปีใหม่ควรมีบรรยากาศใหม่ๆจริงหรือไม่ !”


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “ข้าไม่ชอบใส่ของพวกนี้…”


ตอนที่ 351: หมูไม่รู้จักกินผักกาดขาว


“แม้ในยามปกติจะไม่ชอบใส่ ทว่าส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ทั้งทีก็ไม่ควรปล่อยให้เนื้อตัวไร้เครื่องประดับ ซื้อใส่สักหน่อย ! บัณฑิตเจียง ท่านเห็นด้วยหรือไม่ ?” อันที่จริงติงหลิงเอ๋อร์ก็ไม่ได้มีความหมายแฝงอะไร แค่คิดว่าพี่หลินมักเชื่อฟังบัณฑิตเจียง ถ้าเขาบอกว่าใช่ พี่หลินต้องเลือกซื้อให้ตัวเองสักชิ้นแน่นอน


เจียงโม่หานได้เลือกไว้ให้คู่หมั้นเรียบร้อยแล้ว เขาเลือกปิ่นเงินประดับมุกลายเมฆขด ตัวปิ่นมีสีเงิน ประดับไข่มุกแวววาวแต่งแต้มไปด้วยมรกตเล็กน้อย เพิ่มความมีชีวิตชีวาได้พอสมควร ติงหลิงเอ๋อร์จึงอดไม่ได้ที่จะชมในใจว่า บัณฑิตเจียงมีสายตาแหลมคมใช้ได้ !


หลินเว่ยเว่ยชอบมาก…นางชอบทุกอย่างที่บัณฑิตน้อยมอบให้ นางจึงเสียบมันบนมวยผมทันทีแล้วถามเจียงโม่หานว่า “งามหรือไม่ ?”


เจียงโม่หานช่วยนางปรับตัวปิ่น ก่อนจะพยักหน้าให้ “งาม !”


“คนหรือว่าปิ่นที่งาม ?” หลินเว่ยเว่ยถามต่อหน้าทุกคนอย่างไม่เขินอาย


เจียงโม่หานมองนางแวบหนึ่ง หลังจ่ายเงินแล้วก็สาวเท้าเดินออกจากร้านทันที หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปากพลางเดินตามเขาออกจากร้านขายเครื่องประดับ


“คนงาม แต่ประดับปิ่นแล้วงามกว่าเดิม !” ในขณะที่นางกำลังคิดว่าจะไม่ได้รับคำตอบจากบัณฑิตหนุ่ม ข้างหูของนางก็มีเสียงเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้น หลินเว่ยเว่ยจึงรีบหันไปมองแล้วเริ่มหัวเราะอย่างโง่งม


ติงหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ใกล้พวกเขาก็ได้ยินเต็มสองรูหู นางจึงอดไม่ได้ที่จะหันมาขยิบตาให้หลินเว่ยเว่ย คู่ของพี่หลินกับบัณฑิตเจียงรักกันดีเหลือเกิน ! พอเลือกถูกคนแล้ว การหมั้นหมายก็ดูเหมือนจะไม่น่ากลัวถึงขั้นนั้น !


“พี่หลิน พวกเราซื้อขนมประเภทน้ำตาลกลับไปดีหรือไม่ ?” พวกขนมชนิดอื่นสามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ในเขตเริ่นอัน แต่ขนมน้ำตาลในเขตไม่มีให้เลือกมากมายเท่าตัวอำเภอแน่นอน


ติงหลิงเอ๋อร์จูงมือหลินเว่ยเว่ยเข้ามาในร้านขายขนมหวาน ในฤดูกาลนี้ผลไม้เชื่อมมีให้เลือกน้อยมากและราคาก็สูงกว่าปกติ ขนมน้ำตาลก็มีน้อยด้วย หลินเว่ยเว่ยเลือกซื้อแค่ขนมหนวดมังกรเท่านั้น ส่วนขนมน้ำตาลอื่นๆไม่เข้าตานางเลย นางจึงคิดจะกลับไปทำขนมงาตัด ลูกอมถั่วหรือลูกอมเมล็ดสนเอง แน่นอนว่าจะต้องอร่อยกว่าของที่ขายตามร้าน !


ส่วนติงหลิงเอ๋อร์ซื้อกลับไปไม่น้อย เพราะหลังจากครั้งนี้แล้วนางไม่มีทางได้ออกจากบ้านก่อนปีใหม่อีกแน่ นางจึงซื้อขนมน้ำตาลไปเยอะหน่อย อย่างน้อยก็ช่วยคลายความเหงาปากได้ !


เมื่อกลับมาถึงโรงเตี๊ยม ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว พวกเด็กหนุ่มสองสามคนที่ตามไปด้วยก็ถือของกันเต็มสองมือ ตอนนี้พวกเขาเหนื่อยจนไม่มีแรงทำอะไรแล้ว ทว่าติงหลิงเอ๋อร์กับหลินเว่ยเว่ยยังร่าเริงได้เหมือนเดิม


สตรีเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด ภายนอกดูอ่อนแอ แต่ในบางเวลากลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าสิ่งใด อย่างเช่น เดินดูของ ซื้อของ…


เมื่อพักที่ตัวอำเภอหนึ่งคืนแล้ว พวกเขาก็เริ่มออกเดินทางตั้งแต่ฟ้าสาง เมื่อไปถึงทางแยกที่อยู่ห่างจากตัวอำเภอไม่ไกลนัก รถม้าทั้งสองคันก็แยกกัน พวกติงหลิงเอ๋อร์กลับไปที่เขตเริ่นอัน ส่วนพวกหลินเว่ยเว่ยทั้งสามคนตรงดิ่งสู่หมู่บ้านฉือหลี่โกว


ติงหลิงเอ๋อร์ชะโงกตัวออกมานอกรถม้าและโบกมือด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนน้อย “พี่หลิน รอให้เสร็จสิ้นปีใหม่แล้วข้าจะไปเยี่ยมท่านที่ฉือหลี่โกว…”


“ยินดีต้อนรับเสมอ !” หลินเว่ยเว่ยโบกมือและตะโกนตอบรับ


หลินจื่อเหยียนมุ่ยปาก “พวกท่านจะส่งกันเหมือนคนเดินทางไกล80ลี้เลยหรือไม่ ?”


“ทำไม ? อิจฉาที่ข้ากับน้องหลิงเอ๋อร์สนิทกันหรือ ? เช่นนั้นเจ้าก็พยายามเข้าสิ ! สตรีที่ดีถึงเพียงนี้อย่าให้หมูบ้านอื่นแย่งไปกินได้ล่ะ !” หลินเว่ยเว่ยมองเขาอย่างขี้เล่น


ทันใดนั้นใบหน้าอ่อนเยาว์ของหลินจื่อเหยียนก็แดงระเรื่อราวกับก้นลิง จากนั้นเขาก็พูดตะกุกตะกัก “พะ…พี่รอง ! ท่านพูดจาเหลวละ…ไหลอะไร ! ขะ…ข้ากับติงกู่เหนียงไม่ได้คิดอะไรต่อกันเสียหน่อย !”


เจียงโม่หานชำเลืองมองหลินเว่ยเว่ย “อย่ายุ่งกับเป็ดแมนดาริน !”


หลินเว่ยเว่ยเบะปากพลางบ่นเบาๆว่า “ก็ข้าคิดว่าเด็กคนนั้นไม่เลวจริงๆนี่…”


เจียงโม่หานถึงขั้นเหนื่อยใจ


เจ้าคิดว่าไม่เลวแล้วมีประโยชน์อะไร ? เจ้าไม่ได้เป็นคนแต่งเองเสียหน่อย อีกอย่างนายท่านตระกูลติงก็เป็นขุนนางขั้นที่สี่ แม้ว่าในราชสำนักจะไม่ใช่คนสำคัญ ! แต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว ฐานะของทั้งสองครอบครัวก็ยังแตกต่างกันอยู่ดี…


“เอาเถิด ไม่พูดก็ไม่พูด !” หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจยาวเหยียด “ผักกาดขาวดีถึงเพียงนี้ ! หากโดนหมูบ้านอื่นเข้ามาแย่งไปกินก็น่าเสียดายจะตาย…”


เจียงโม่หานกับหลินจื่อเหยียนได้แต่พูดไม่ออก


บนท้องฟ้าเริ่มมีเมฆรวมตัวกัน หลังจากลมเหนืออันหนาวเหน็บพัดเข้ามาแล้ว เกล็ดหิมะก็ค่อยๆลอยตัวอยู่บนท้องฟ้า หลินเว่ยเว่ยเปิดม่านออกแล้วถามเหลยหยู่ที่กำลังขับรถม้าอยู่ว่า “หนาวหรือไม่ ? เข้ามาผิงไฟแล้วให้ต้าฮว๋าออกไปขับแทนก่อน”


เหลยหยู่รีบส่ายหน้า “ข้าใส่เสื้อผ้าหนา ไม่หนาวเลย !” ปีนี้พี่สาวทำงานให้บ้านตระกูลหลินได้เงินเดือนรวมกับเงินพิเศษประจำปี ( เงินโบนัส ) จึงทำให้พวกเขาสามารถตุนอาหารได้อย่างเพียงพอและยังมีเงินเหลือเก็บอีกเล็กน้อย พี่สาวจึงทำเสื้อกันหนาวตัวหนาให้ทุกคนในครอบครัว ฝ้ายเป็นของใหม่ พอสวมใส่แล้วจึงอุ่นเป็นอย่างยิ่ง นี่คือสิ่งที่ในอดีตพวกเขาไม่กล้าที่จะนึกฝัน !


อีกอย่างคือเขามาเป็นคนขับรถม้าให้บ้านตระกูลหลิน มีใครที่ไหนรับเงินเดือนแล้วยังให้นายจ้างมาช่วยขับรถม้าแทนอีก ?


หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าอย่างไรเขาก็ไม่ยอมเข้ามา นางจึงนำเสื้อคลุมขนกระต่ายของหลินจื่อเหยียนไปให้เหลยหยู่ “ใส่เอาไว้ ลมแรงเช่นนี้หากป่วยขึ้นมาจะแย่เอาได้ แล้วก็ยังมีสิ่งนี้ด้วย ใส่ซะ !”


หลินจื่อเหยียนที่ถูกแย่งถุงมือไปก็ได้แต่มองตาปริบๆ “…!” เหตุใดคนที่โดนรังแกต้องเป็นเขาตลอด ?


“ผ้าห่มนี้ให้เจ้า ไม่ต้องทนหนาวหรอก !” โชคดีที่พี่สาวคนนี้ยังรู้จักเอ็นดูน้องชายจึงไม่ปล่อยให้เขาหนาวตาย


หิมะข้างนอกตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ทำให้บนพื้นและบนหลังคารถม้าเต็มไปด้วยสีขาวโพลน เมื่อเข้าสู่เส้นทางหุบเขาที่แคบและขรุขระจึงทำให้รถม้าวิ่งช้าลง


“หืม ? พี่รองหลิน บัณฑิตเจียง ขบวนรถม้าข้างหน้านั้นเหมือนขบวนที่เราเจอที่เมืองจงโจวเลย !” ที่นี่ห่างจากฉือหลี่โกวประมาณ5-6ลี้ เหลยหยู่เห็นขบวนรถม้าด้านหน้าได้จากระยะไกล เหมือนว่ากำลังฝ่าหิมะบนทางหุบเขาอย่างเชื่องช้า


คนขับรถม้าของหยวนเจี๋ยล้วนเป็นคนเมืองหลวงทั้งหมด ไฉนเลยจะเคยขับบนทางเขาที่คดเคี้ยวไปมาเช่นนี้ ? กอปรกับความลื่นของหิมะจึงทำให้รถที่บรรทุกข้าวของอยู่เคลื่อนตัวได้ช้ากว่าเดิม


ขบวนรถม้าขวางเต็มถนน รถม้าตระกูลหลินจึงได้แต่ค่อยๆขับตามอยู่อย่างนั้น เดิมทีเที่ยงวันก็สามารถกลับไปกินข้าวร้อนๆที่บ้านได้แล้ว แต่ตอนนี้…คงเป็นไปไม่ได้ หลินเว่ยเว่ยจึงได้แต่ถอนหายใจ


แต่สิ่งที่ทำให้นางอยากถอนหายใจยิ่งกว่านั้นคือ พอหันไปก็เห็นบัณฑิตน้อยต้มยาอีกหม้อไว้รอแล้ว นางจึงพูดด้วยสีหน้าต่อต้าน “ข้าดีขึ้นแล้ว คอไม่เจ็บ จมูกก็หายใจได้โล่งขึ้น ไม่ต้องดื่มยาแล้วได้หรือไม่ ?”


เจียงโม่หานส่ายหน้าเบาๆ “ยังมีเสียงขึ้นจมูกอยู่ เสียงก็แหบกว่าปกติ ดื่มอีกสองเทียบดีกว่า !”


สังเกตได้ละเอียดดีนี่ ! หลินเว่ยเว่ยบ่นในใจ ก่อนจะรับถ้วยยามาถือไว้อย่างยอมรับชะตากรรม “เจ้าคงไม่ได้ทำเพราะซื้อยามาเยอะเกินไปใช่หรือไม่ เจ้ากลัวว่าจะเสียเงินไปเปล่าๆ จึงให้ข้าดื่มอีกใช่ไหม ?”


“ยาก็เป็นพิษได้เหมือนกัน จะให้กินมั่วซั่วได้อย่างไร ? ทว่ายาที่ข้าซื้อมาก็เหมาะกับการใช้รักษาอาการของเจ้าได้ดี !” เจียงโม่หานคำนวณเวลาเดินทาง พอถึงบ้านแล้วยาก็น่าจะดื่มหมดพอดี ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นอีกก็ยังมีท่านหมอเหลียงอยู่ไม่ใช่หรือ ?


หลินเว่ยเว่ยดื่มยาหมดในอึดใจเดียว ก่อนจะรีบหยิบน้ำหวานด้านข้างขึ้นมาบ้วนปาก ยาต้มเฮงซวย ขมชะมัด ! เมื่อไรจะมียาเม็ดกับยาแคปซูลเหมือนชาติก่อน !


[1] อย่ายุ่งกับเป็ดแมนดาริน เปรียบเปรยว่า อย่าเที่ยวจับคู่คนอื่น


ตอนที่ 352: เขามาหาเจ้าจริงด้วย


“อันที่จริงการฟื้นฟูร่างกายของข้าเร็วกว่าคนทั่วไป ดูที่แขนก็รู้แล้ว คนอื่นต้องรักษาตัวอย่างน้อยสามเดือน แต่ข้าใช้เวลาแค่เดือนกว่าก็หายดี ต่อไปถ้าซื้อยาก็ซื้อมาให้น้อยลงสักสองเทียบ เปลืองเงินจะตาย!”


หลินเว่ยเว่ยมีน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณเป็นเครื่องมือโกงเวลา แม้ไม่กินยาแต่ถ้าดื่มน้ำเข้าไปเยอะหน่อยก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ทว่าพวกบัณฑิตหนุ่มเห็นมันเป็นแค่ข้ออ้างที่นางไม่อยากกินยาเท่านั้น!


หืม ? เหตุใดรถม้าจึงหยุดวิ่ง ? เจียงโม่หานยื่นหน้าออกไปมอง ที่แท้ขบวนรถด้านหน้าก็ขวางถนนอยู่ เหลยหยู่จึงกระโดดลงจากรถม้าเพื่อไปถามสถานการณ์ จากนั้นเขาก็กลับมาบอกว่า “พี่รองหลิน บัณฑิตเจียง ล้อของรถม้าคันข้างหน้าชำรุด”


เจียงโม่หานขมวดคิ้วพลางถาม “บอกหรือไม่ว่าจะซ่อมเสร็จเมื่อใด ?”


เหลยหยู่ตอบ “คนที่ซ่อมรถม้าของพวกเขาป่วย พวกเขาจึงให้พักที่เขตเริ่นอัน”


ทางสายนี้สามารถเดินรถได้เพียงคันเดียวเท่านั้น รถข้างหน้าชำรุดและขวางถนนอยู่เช่นนี้ รถม้าของพวกตนจึงได้แต่รออยู่ด้านหลัง


หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ อากาศก็หนาวมากเช่นกัน การติดอยู่ที่นี่ไม่ใช่เรื่องดี ! โชคดีที่ตรงนี้อยู่ห่างจากหมู่บ้านไม่ไกลนัก มองจากสถานการณ์ในตอนนี้คงต้องกลับหมู่บ้านไปตามคนมาช่วยแล้ว !


ขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังจะทิ้งรถม้าแล้วเดินเท้าต่อไป หยวนเจี๋ยผู้เป็นนายของขบวนรถด้านหน้าก็เดินเข้ามาขอโทษ


“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ เป็นเพราะพวกเราจึงทำให้ทั้งสามท่านต้องติดอยู่ที่นี่ ทั้งสามท่านจะไปที่ใด ข้าจะให้รถม้าคันของตนไปส่งพวกท่านก่อนดีหรือไม่ ?” หยวนเจี๋ยก็คาดไม่ถึงว่าจะได้พบพวกกู่เหนียงน้อยที่นี่อีกครั้ง ในวันที่หิมะโหมกระหน่ำ อากาศเย็นยะเยือก การทำให้คนอื่นต้องติดอยู่ตรงนี้ เขาเองก็รู้สึกแย่มากเช่นกัน


เจียงโม่หานใช้ท่าทางไม่แยแสกวาดสายตามอง ก่อนจะหันไปห่มผ้าคลุมให้หลินเว่ยเว่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างแน่นหนา “ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนคุณชายด้วย ช่วยส่งพวกเราที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวด้านหน้า”


“คุณชายห้าขอรับ ที่แท้พวกเขาก็ไปที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวเหมือนกัน ! ท่านลองถามพวกเขาว่ารู้จักบัณฑิตเจียงหรือไม่…” ฉีเยี่ยนบ่าวรับใช้ของหยวนเจี๋ยรีบกระซิบข้างหูคุณชายเบาๆ


เจียงโม่หานค่อยๆเลิกคิ้ว มาหาข้า ? ตัวข้าในเวลานี้น่าจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับหยวนเจี๋ยใช่หรือไม่ ? ใกล้จะถึงวันปีใหม่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายฝ่าลมหนาวจากเมืองหลวงขึ้นเหนือมาหาข้าด้วยเรื่องอันใด ?


ทันใดนั้นมุมปากของหยวนเจี๋ยก็ยกยิ้มอย่างอบอุ่นและถามด้วยความเคารพว่า “ไม่ทราบว่าที่ฉือหลี่โกวมีบัณฑิตแซ่เจียงอยู่หรือไม่ คนที่สร้างกังหันวิดน้ำกระดูกมังกรคนนั้น !”


หลินเว่ยเว่ยพยายามเอาศีรษะออกจากเสื้อคลุม ดวงตาของนางเบิกกว้างแล้วจับจ้องไปที่หยวนเจี๋ยด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางกระตุกแขนเสื้อบัณฑิตหนุ่ม “ข้าพูดถูกหรือไม่ ? เขามาหาเจ้าจริงด้วย !”


หยวนเจี๋ยคาดไม่ถึงว่าจะบังเอิญถึงเพียงนี้ พอลองคิดให้ดีแล้วก็เริ่มรู้สึกว่ามันสมเหตุสมผล บุรุษที่มีใบหน้าหล่อเหลาและบุคลิกดีถึงเพียงนี้ แม้จะอยู่ในเมืองหลวงก็ยังโดดเด่น แล้วนับประสาอันใดกับหมู่บ้านในหุบเขาที่ห่างไกลผู้คน ? หากไม่ใช่คนตรงหน้านี้แล้วยังจะเป็นใครได้อีก ?


“ที่แท้คุณชายก็คือบัณฑิตเจียง ! ได้ยินชื่อเสียงมานาน เสียมารยาทแล้ว !” หยวนเจี๋ยทำมือคารวะ


เจียงโม่หานคารวะกลับ ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็พูดพร้อมรอยยิ้ม “ฟังสำเนียงของคุณชายแล้วไม่เหมือนคนภาคเหนือเลย ! ไม่ทราบว่าคุณชายมาจากที่ใด แล้วมาหาบัณฑิตเจียงด้วยเรื่องอันใดหรือ ?”


หยวนเจี๋ยไม่ได้โกรธที่นางเข้ามาขัดจังหวะ ตรงกันข้ามยังยกยิ้มที่มุมปากอย่างน่าหลงใหลให้ด้วย “ข้าเป็นคนเจียงหนาน ตอนนี้ย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหลวง บิดาข้าเป็นศิษย์ของท่านผู้อาวุโสเซวีย…”


“อ้อ…” หลินเว่ยเว่ยเผยสีหน้าเข้าใจ


หยวนเจี๋ยถามต่ออย่างมีความสุข “กู่เหนียงรู้จักอาจารย์ปู่ของข้าหรือ !”


หลินเว่ยเว่ยกำลังจะบอกว่ารู้จัก แต่ก็รู้สึกว่าแขนเสื้อของตนถูกบัณฑิตน้อยกระตุก ทั้งสองคนหันมาสบตากันแล้วนางจึงเปลี่ยนคำพูดทันที “ผู้ใดจะไม่รู้จักอาวุโสเซวียบ้างเล่า ? นั่นคือปราชญ์ผู้นำแห่งลัทธิขงจื๊อผู้ยิ่งใหญ่ในราชวงศ์ก่อนเชียวนะ ! ลัทธิขงจื๊อมีลูกศิษย์ทั้งหมด72คน ผู้อาวุโสเซวียก็เก่งใช้ได้ ภายใต้คำสอนของท่านก็ทำให้ศิษย์กลุ่มนั้นจำนวนไม่ต่ำกว่า50คนสอบผ่านแล้วกลายเป็นขุนนาง บ้านเราก็มีบัณฑิตสองคน แล้วจะไม่รู้จักผู้อาวุโสเซวียได้อย่างไร ?”


พอหยวนเจี๋ยได้ยินเช่นนี้ก็ผิดหวังทันที เขาหันไปถามเจียงโม่หาน “ได้ยินว่าบัณฑิตเจียงเปิดร้านขายหนังสือที่เขตเริ่นอันใช่หรือไม่ ?”


เมื่อวานเขารีบเดินทางไปยังเขตเริ่นอันเพื่อสืบหาเบาะแสที่ ‘ห้องหนังสือหยวนถู’ แต่พบว่าร้านปิด ต้องรออีกสิบห้าวันถึงจะเปิดทำการอีกครา เขาจึงมาที่ฉือหลี่โกวเพื่อตามหาเจ้าของร้านอย่างบัณฑิตเจียง


เจียงโม่หานสวมหมวกที่เย็บติดกับเสื้อคลุมให้หลินเว่ยเว่ยพร้อมกำชับนางให้ใส่ดีๆ จากนั้นก็หันมาถาม “คุณชาย ท่านคิดจะยืนคุยกับพวกเราอยู่ตรงนี้หรือ ?”


หยวนเจี๋ยจึงตระหนักได้ “ขออภัยด้วย ข้าใจร้อนไปหน่อย ถ้าอย่างนั้น…พวกท่านนั่งรถม้าของข้ากลับฉือหลี่โกวดีหรือไม่ ?”


มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ! ถ้ากลับไปช้ากว่านี้คนที่บ้านคงเป็นห่วงมากแน่ ในขบวนรถด้านหน้าก็มีรถม้าสองคันที่ยังวิ่งได้ ขณะที่พวกเขาเดินมาถึงรถคันที่สามก็พบว่าเพลารถพัง ตัวรถเอียงและอาหารที่ขนมาก็ร่วงลงมากองกับพื้นเรียบร้อยแล้ว


เจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยจึงขึ้นรถม้าของหยวนเจี๋ย ส่วนหลินจื่อเหยียนถูกเชิญขึ้นรถม้าคันที่สอง เขานั่งรวมกับพ่อบ้านหยางและฉีเยี่ยน


หยวนเจี๋ยมองสำรวจเจียงโม่หาน นับว่าเป็นคนเก่งและท่าทางเหมือนศิษย์ในสำนักจริงๆ คนผู้นี้ท่าทางจะมีอายุประมาณ15-16ปีได้ ถ้าเป็นศิษย์ของอาจารย์ปู่ เช่นนั้นเขาควรจะเรียกอีกฝ่ายว่า ‘อาจารย์อา’


เจียงโม่หานไม่พูดอะไร ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็หันไปมองคู่หมั้นหนุ่มแล้วก็มองมาที่หยวนเจี๋ย นางตัดสินใจเลียนแบบท่าทางบัณฑิตน้อย คือทำตัวเท่บ้าง !


เมื่อรถม้าคันข้างหลังรู้เรื่องที่ฉือหลี่โกวโดนพวกกบฏบุกปล้นแล้ว พวกเขาจึงสนทนากันอย่างดุเดือด มือไม้ก็วาดลวดลายไปด้วย ฉีเยี่ยนแสร้งถาม “คุณชายหลินเคยพบผู้อาวุโสเซวียหรือไม่ ? ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นปราชญ์ผู้นำแห่งลัทธิขงจื๊อของราชวงศ์ก่อนน่ะขอรับ ?”


หลินจื่อเหยียนส่ายหน้า “ผู้อาวุโสเซวียไม่ได้หายตัวไปในสงครามเมื่อสิบกว่าปีก่อนหรอกหรือ ? ไม่ได้ข่าวของท่านมาหลายปีแล้ว ข้าจะพบท่านได้อย่างไร ? แต่…ข้าเคยเห็นสมุดบันทึกของผู้อาวุโสเซวีย มันมีประโยชน์มาก”


“บันทึกของผู้อาวุโสเซวีย ? เป็นสมุดบันทึกของแท้หรือไม่ขอรับ ?” หลังตื่นจากความสิ้นหวังแล้วฉีเยี่ยนก็รีบถามต่อทันที นายท่านและคุณชายเคยบอกว่าตอนที่ผู้อาวุโสเซวียออกจากเจียงหนานก็ได้นำสมุดบันทึกต่างๆมาด้วยทั้งหมด การเจอสมุดบันทึกของผู้อาวุโสก็เป็นเบาะแสที่สำคัญเช่นกัน !


หลินจื่อเหยียนโบกมือ “ข้าก็ไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือไม่ ศิษย์พี่เจียงเอามาให้ดูและยังให้ข้าเขียนบทความอธิบายความรู้ที่ได้จากสมุดบันทึกด้วย !”


ฉีเยี่ยนสิ้นหวังทันที เหตุใดเจ้าหนุ่มคนนี้ถึงไม่รู้อะไรเลย ? เปลืองน้ำลายมาตั้งเยอะ ดูท่าต้องฝากความหวังไว้ที่ตัวบัณฑิตเจียงคนนั้นแล้ว คุณชายห้า ต้องรอดูฝีมือของท่านแล้วขอรับ !


บรรยากาศของรถคันหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย หลินเว่ยเว่ยหยิบห่อกระดาษน้ำมันออกมาจากกระเป๋าซึ่งด้านในเป็นเนื้อกระต่ายผัดห้าเครื่องเทศและเนื้อหมูป่าแผ่น นางยื่นให้เจียงโม่หานหนึ่งชิ้น ก่อนจะเงยหน้ามองหยวนเจี๋ย “คุณชายจะรับหน่อยหรือไม่ ?”


จนถึงตอนนี้หยวนเจี๋ยเพิ่งตระหนักได้ว่าลืมแนะนำตัว ช่างเสียมารยาทเหลือเกิน เขาจึงรีบพูดว่า “ข้าแซ่หยวนมีนามว่าเจี๋ย มาจากเมืองหลวง…รู้จักกับคุณชายรองตระกูลลู่”


“ที่แท้คุณชายหยวนก็เป็นสหายกับคุณชายลู่ ! ข้าก็คิดอยู่ว่าท่านเกิดที่เจียงหนาน มาเติบโตในเมืองหลวง แล้วเหตุใดจึงรู้จักฉือหลี่โกวของพวกเราได้ คงจะรู้มาจากปากคุณชายลู่ใช่หรือไม่ ?” น้ำเสียงของหลินเว่ยเว่ยเป็นมิตรกว่าเดิมทันที


ตอนที่ 353: ลำดับอาวุโสของข้าลดลงอีกแล้วหรือ ?


หากรู้เช่นนี้น่าจะเอ่ยถึงคุณชายรองลู่ตั้งนานแล้ว ถ้าสามารถย่นระยะห่างระหว่างพวกตนได้ เขาคงพูดถึงคุณชายรองลู่ตั้งแต่เจอหน้าพวกนาง แต่ตอนนี้…ก็ยังไม่สายไปเสียทีเดียว !


“กู่เหนียงก็คือผู้มีพระคุณที่คุณชายรองลู่เอ่ยถึงใช่หรือไม่ ?” หยวนเจี๋ยตัดสินใจใช้คุณชายรองตระกูลลู่มาทลายกำแพงของอีกฝ่าย เขามองออกแล้วว่าบัณฑิตเจียงกำลังสงสัยและหวาดระแวงฐานะของตน


หลินเว่ยเว่ยโบกมือ “ผู้มีพระคุณอันใดกัน แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น !”


“ขนมที่คุณชายรองลู่นำกลับไปด้วยก็แบ่งให้สหายอย่างพวกเราชิม เขาบอกว่ากู่เหนียงเป็นคนทำด้วยตนเองและยังชื่นชมในฝีมือกับนิสัยของกู่เหนียงเป็นอย่างยิ่ง ! ตัวข้าชิมขนมอบสองสามชิ้นก็พบว่ามันอร่อยและยากจะลืมเลือน !” หยวนเจี๋ยชื่นชมฝีมือนางด้วยใจจริง !


หลินเว่ยเว่ยยิ้มพลางพูดว่า “คุณชายชมเกินไปแล้ว” หลังจากนั้นก็หันไปมองบัณฑิตหนุ่มด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ…เหตุใดการพูดกับปัญญาชนเหล่านี้ถึงได้เปลืองแรงมาก ? ไม่เข้ากับนางเลยแม้แต่น้อย !


เจียงโม่หานคิดในใจว่า ใครให้เจ้าเสนอหน้าเข้าไปพูดกับเขาเองล่ะ สมน้ำหน้า !


ทว่าเขาก็ยังช่วยพูดแก้สถานการณ์ให้คู่หมั้น “เป้าหมายในการมาเยือนภาคเหนือของคุณชายหยวนคือการตามหาผู้อาวุโสเซวียอย่างนั้นหรือ ?”


หยวนเจี๋ยเห็นเขาเริ่มเปิดประเด็นก่อน จึงรีบพูดว่า “ใช่ ! เมื่อสิบสี่ปีก่อนท่านพ่อและอาจารย์ปู่พลัดพรากกัน ท่านพ่อจึงวิตกกังวลและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ช่วงหลายปีนี้ก็ไม่เคยยอมแพ้ในการตามหาผู้อาวุโสเลย แต่ก็ไม่มีข่าวคราวมาโดยตลอด !”


“แล้วคุณชายมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้อาวุโสเซวียอยู่ที่ภาคเหนือ ?” เจียงโม่หานถามต่อ


ใช่ว่าเขาไม่อยากบอกเรื่องผู้อาวุโสเซวียแก่อีกฝ่าย แต่ในชาติก่อนไม่เคยได้ยินว่าบัณฑิตหยวนเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสเซวียมาก่อน ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง เช่นนั้นอีกฝ่ายก็ปกปิดไว้ดีมากเหลือเกิน


บัณฑิตหยวนได้เรียนรู้ศาสตร์แขนงต่างๆในราชวงศ์ก่อน แต่เพราะกลัวว่าอาจารย์ของตนจะทำให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่เกิดความหวาดระแวง เดิมทีตัวบัณฑิตหยวนก็ไม่ได้คิดจะเข้ารับราชการหรอก แต่ประการแรกเป็นเพราะฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเห็นคุณค่าในความรู้ของเขาและในราชสำนักก็กำลังขาดคนเก่งอยู่พอดี ประการที่สอง คือการที่เขาได้อยู่ในราชสำนักจึงจะมีโอกาสในการตามหาอาจารย์ได้มากกว่า


ชาติก่อน เจียงโม่หานทั้งป่วยและอดอยาก เขาจึงมานอนหมดสติอยู่หน้ากระท่อมของผู้อาวุโสเซวียและได้พักรักษาตัวอยู่กับท่านระยะหนึ่ง ผู้อาวุโสเซวียช่วยชี้แนะเขาอยู่หลายวัน แต่ไม่เคยเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของตนเลย


กระทั่งผู้อาวุโสเซวียเสียชีวิตได้หลายปีแล้วเขาถึงได้รู้ว่าผู้ที่ให้ความอบอุ่นแก่ตนในช่วงที่ชีวิตตกอยู่ในห้วงความมืดมิดที่สุดและทำให้เขาเคารพบูชาเหมือนอาจารย์ก็คือหนึ่งในปราชญ์ผู้นำแห่งลัทธิขงจื๊อ…


ชาตินี้ เจียงโม่หานหาตัวผู้อาวุโสที่น่าเคารพนับถือคนนี้พบ จากนั้นก็แสดงให้อีกฝ่ายได้เห็นถึงความรู้และความสามารถที่ตนมี เดิมทีคิดจะปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งความชื่นชอบคนมากความสามารถของอาวุโสเพื่อจะได้มีโอกาสได้กราบไหว้เป็นอาจารย์ แล้วใช้ฐานะลูกศิษย์คอยดูแลผู้อาวุโส ต่อจากนั้นก็จะเป็นคนไว้ทุกข์ให้อีกฝ่ายยามล่วงลับไปเอง…แต่คาดไม่ถึงว่าจะโดนผู้อาวุโสเซวียปฏิเสธ !


ต่อจากนั้นเขาก็คอยไปขอคำแนะนำ ทำเหมือนศิษย์ขอความรู้จากผู้อาวุโสเซวีย แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ของทั้งสองคนเท่านั้น ผู้อาวุโสเซวียยังบอกว่าด้วยความรู้ความสามารถของเขาแล้ว การสอบติดอันดับสูงก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น จะไหว้หรือไม่กราบไหว้เป็นอาจารย์ไม่ใช่เรื่องสำคัญ บางทีผู้อาวุโสเซวียคงกังวลว่าหากเรื่องของราชวงศ์ก่อนถูกค้นพบก็จะส่งผลต่ออนาคตของเขาไปด้วยกระมัง !


ผู้อาวุโสเซวียทั้งปกป้องและคิดเผื่อกันถึงเพียงนี้ จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะไม่พูดเรื่องของผู้อาวุโสเซวียต่อหน้าคนอื่นทั้งที่ยังไม่ทราบสถานการณ์แน่ชัด ! ตระกูลหยวนอยู่ไกลถึงเมืองหลวง แล้วจะรู้ข่าวของผู้อาวุโสเซวียได้อย่างไร ?


หยวนเจี๋ยพูดอย่างตรงไปตรงมา “คุณชายรองลู่เคยซื้อภาพวาดของผู้อาวุโสเซวียจาก ‘ห้องหนังสือหยวนถู’ ข้าบังเอิญผ่านไปเห็นและมองออกว่านั่นเป็นผลงานของผู้อาวุโส ข้าจึงขอซื้อต่อจากคุณชายรองลู่ เมื่อท่านพ่อได้เห็นก็ยืนยันว่าภาพนั้นเป็นผลงานที่อาจารย์ปู่สร้างขึ้นภายในช่วงไม่กี่ปีนี้ เดิมทีท่านพ่อขอลาหยุดเพื่อมาตามหาผู้อาวุโสด้วยตนเอง แต่ทางราชสำนักมีงานล้นมือ ฝ่าบาทจึงไม่ทรงอนุญาต ข้าจึงอาสาออกมาตามหาแทนท่านพ่อ…”


“เป็นเช่นนี้เอง เพราะเมื่อเข้าสู่เดือนสิบสอง คนทั่วไปต้องรีบหาทางกลับบ้านกันทั้งนั้น นี่ก็จะปีใหม่แล้วด้วย ทว่าท่านยังเดินทางขึ้นเหนืออีก” หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจ คนสมัยก่อนเห็นอาจารย์เปรียบเหมือนบิดา แต่จะมีสักกี่คนที่พยายามตามหาอาจารย์ตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วแบบนี้ ?


หยวนเจี๋ยส่ายหน้า “ขอเพียงตามหาอาจารย์ปู่เจอ ความกังวลของท่านพ่อก็จะหายไป แม้ต้องลำบากก็คุ้มค่า บัณฑิตเจียง ห้องหนังสือนั้นเป็นร้านของท่านใช่หรือไม่ ?”


เจียงโม่หานพยักหน้า “ใช่…”


“ถ้าเช่นนั้น…ภาพวาดเหล่านั้นบัณฑิตเจียงไปได้มาจากที่ใดหรือ ?” หยวนเจี๋ยจ้องเจียงโม่หานอย่างใจจดใจจ่อ


เจียงโม่หานตอบ “สหายที่คบหากันมานานคนหนึ่ง พอรู้ว่าข้าเปิดห้องหนังสือก็ให้ของขวัญเป็นภาพวาดสองสามภาพ…”


หยวนเจี๋ยคิดในใจว่า บัณฑิตเจียง เจ้าจงใจใช่หรือไม่ ? ลำดับอาวุโสของเจ้าสูงขึ้นไปอีกขั้นแล้วนะ ! หากเจ้าเป็นศิษย์ของอาจารย์ปู่ ลำดับอาวุโสก็อยู่ห่างจากข้าเพียงขั้นเดียวเท่านั้น แต่ตอนนี้น่ะหรือ หากเจ้ากลายเป็นสหายที่คบหากันมานานของท่านอาจารย์ปู่ ลำดับขั้นเช่นนี้จะให้ข้าเอ่ยปากเรียกว่าอย่างไรดีเล่า


เจียงโม่หานเข้าใจความคิดของอีกฝ่าย ใช่ว่าข้าอยากเอาเปรียบเจ้าเสียหน่อย ทว่าผู้อาวุโสเซวียยืนกรานจะมอบความสัมพันธ์ฉันมิตรสหายกับข้าเอง ข้าจะทำอะไรได้ ?


หยวนเจี๋ยพูดด้วยความยากลำบาก “ไม่ทราบว่า…สหายท่านนั้นของบัณฑิตเจียงอยู่ที่ใดหรือ ?”


เจียงโม่หานตอบว่า “แม้คุณชายหยวนจะไปหาตอนนี้ก็ไม่ทันฟ้ามืดหรอก เช่นนั้นพักอยู่ที่ฉือหลี่โกวสักคืนหนึ่งก่อน แล้วพรุ่งนี้ข้าจะไปถามผู้อาวุโสท่านนั้นให้ ท่านค่อยรอฟังคำตอบของเขาก่อนแล้วกัน”


ความหมายชัดเจนมากว่าเรื่องนี้ต้องให้ผู้อาวุโสเซวียเป็นฝ่ายตัดสินใจ คนอื่นจะตัดสินใจแทนไม่ได้ หากผู้อาวุโสเซวียไม่รู้จักพวกเจ้า พวกเจ้าก็เตรียมตัวไสหัวกลับที่เดิมได้เลย !


“ถ้าเช่นนั้น…คืนนี้ข้าคงต้องรบกวนแล้ว !” แม้หยวนเจี๋ยจะผิดหวัง แต่ก็ยังได้อะไรบางอย่าง เพราะเขาน่าจะสามารถมั่นใจได้แล้วว่าสหายที่คบหากันมานานของบัณฑิตเจียงคืออาจารย์ปู่ ไม่อย่างนั้นจะให้ภาพวาดทีเดียวถึงสองสามภาพได้อย่างไร แถมยังเป็นภาพวาดในช่วงไม่กี่ปีนี้ด้วย !


ระหว่างที่รถม้าเคลื่อนเข้าใกล้หมู่บ้าน เสียงร้องเพลงอย่างมีความสุขของเด็กน้อยหน้าหมู่บ้านก็ดังมาเป็นระยะพร้อมกับเสียงมารดาที่กำลังดุด่า “หิมะตกหนักเช่นนี้ ถ้าทำให้เสื้อกันหนาวตัวใหม่เปียกแล้ว ข้าจะให้พวกเจ้าถอดเสื้อฉลองปีใหม่ !”


“รถม้ามาแล้ว ! เอ้อร์ฮว๋า พี่รองของเจ้ากลับมาแล้ว !” พวกเด็กๆหลุดจากการฉุดรั้งของผู้ใหญ่ พวกเขารีบวิ่งเข้ามาล้อมรถม้าไว้อย่างมีความสุขจนคนขับต้องรีบชะลอความเร็ว ไม่อย่างนั้นคงได้ชนเข้ากับเด็กกลุ่มนี้เป็นแน่ !


“พี่รองกลับมาแล้ว ! พี่รองกลับมาแล้ว !” เสียงแหบดังขึ้นมาก่อนใครเพื่อน เหมือนดังอยู่ข้างหูแต่ไม่เห็นตัวเจ้าของเสียง


ผ่านไปไม่นานก็มีนกแก้วขนหลากสีสันบินเข้ามาทางหน้าต่างรถม้าและพุ่งเข้าหาอ้อมแขนของหลินเว่ยเว่ย ก่อนที่มันจะพูดด้วยเสียงสั่นเทาว่า “พี่รองกลับมาแล้ว ! บิดาเจ้าหนาวจะตายอยู่แล้ว !”


หงส์แดงตัวนี้มีขนงอกใหม่ได้ประมาณเดือนกว่า มันจึงดูดีขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าก็ยังทนลมหนาวของภาคเหนือไม่ไหวจึงไม่สามารถออกจากห้องได้ง่ายๆ คาดไม่ถึงว่ามันจะฝ่าหิมะมาต้อนรับนาง


หยวนเจี๋ยเบิกตากว้างพลางมองเจ้านกแก้วตัวน้อยที่พูดได้ คาดไม่ถึงว่าเสียงร้องตะโกน ‘พี่รอง’ อย่างกระตือรือร้นนั้นจะเป็นเสียงของนกแก้วแสนสวยตัวหนึ่ง นกพูดได้หาไม่ยากหรอก แต่นกที่พูดภาษาคนได้คล่องแคล่วเช่นนี้ ดูเหมือนว่าทั่วทั้งเมืองหลวงจะมีแค่นกแก้วทรงเลี้ยงขององค์ชายเจ็ดเท่านั้น !


หลินเว่ยเว่ยเอาเจ้านกน้อยมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะบีบปากของมัน “แทนตัวว่าเป็น ‘บิดา’ ของใคร ? วันนี้ไม่ต้องกินเมล็ดสน !”


“ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว ! รู้ผิดแล้วแก้ไข นับว่ายอดเยี่ยม…” นกแก้วตัวน้อยรู้จักสำนึกผิดได้เร็วมาก แถมมันยังเอ่ยถ้อยคำที่มีชื่อเสียงเป็นอีกด้วย !


ตอนที่ 354: ใครน่ากลัวกว่ากัน?


“หงส์แดง รีบออกมา นี่ไม่ใช่รถม้าของบ้านเรานะ !” เสียงของเจ้าหนูน้อยดังขึ้นที่ข้างตัวรถม้า สามารถฟังออกว่าเขากำลังกังวลมากเพียงใด นกแก้วพูดได้ล้ำค่าเป็นอย่างยิ่ง หากโดนคนจับไปเป็นของตน พอพี่รองกลับมาแล้วเขาจะอธิบายกับนางว่าอย่างไร !


“เจ้าหนูน้อย…พี่รองกลับมาแล้ว…” หงส์แดงขดตัวอยู่ในอ้อมแขนแสนอบอุ่นของนายหญิง มันยื่นคอพลางตะโกนออกไปข้างนอก


หลินเว่ยเว่ยสวมเสื้อคลุม ก่อนจะเดินลงไปแผดเสียงใส่เจ้าหนูน้อย “หิมะตกเช่นนี้ เหตุใดไม่อยู่ในบ้านดีๆออกมาทำอะไร ? เด็กพวกนี้ก็เป็นเจ้าที่ลากออกมาใช่หรือไม่ ?”


“พี่รอง ท่านลดเสียงหน่อย…ข้าก็แค่เห็นว่าท่านกำลังใกล้จะกลับมาถึงแล้ว ข้าจึงออกมารอ ! พี่รอง เหตุใดท่านนั่งรถม้าของคนอื่นกลับมา !” เจ้าหนูน้อยรีบเข้ามาจับมือพี่สาวอย่างประจบ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูด


“หึ…มือของเจ้าเย็นราวกับน้ำแข็ง ไปเล่นหิมะมาใช่หรือไม่ ? รอให้กลับไปแล้วเจ้าต้องดื่มน้ำขิงที่ไม่เติมน้ำตาลชามใหญ่ๆเลย !” หลินเว่ยเว่ยจับมือที่เย็นราวกับน้ำแข็งของน้องชายเอาไว้


เจ้าหนูน้อยทำหน้าจะร้องไห้ขณะต่อรอง “เติมน้ำตาลสักหน่อยได้หรือไม่ ? ที่จริงข้าไม่ได้หนาวเลย ร่างกายข้าร้อนจะตาย ! ใส่เสื้อกั๊กหนังกระต่ายที่ท่านแม่ทำให้แล้วยังใส่กางเกงขนกระต่ายที่ท่านถักให้อีก เมื่อครู่ตอนข้าวิ่งมาก็เหงื่อออกเชียวล่ะ ! ไม่ต้องดื่มน้ำขิง…”


เจียงโม่หานรีบดึงมือเจ้าหนูน้อยมาจากหลินเว่ยเว่ยแล้วใช้ความอุ่นจากฝ่ามือของตนอุ่นมือให้เจ้าหนูน้อยที่ยื่นมืออีกข้างออกมาด้วยความดีใจ เด็กคนอื่นมักกลัวใบหน้าเย็นชาของพี่โม่หาน แต่เขารู้สึกตรงกันข้าม เพราะพี่รองต่างหากที่น่ากลัว วิธีที่นางใช้ลงโทษคนอื่นมีนับไม่ถ้วน ในแต่ละวิธียังตรงกับจุดอ่อนของคนที่โดนลงโทษด้วย !


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเด็กคนอื่นที่ยังเล่นไม่สาแก่ใจด้านหลังเจ้าหนูน้อย จากนั้นก็ยื่นกล่องขนมหนวดมังกรที่ซื้อมาให้น้องชาย “เอาไปแบ่งให้พวกสหาย จากนั้นก็บอกให้กลับบ้านของตน กลับไปหามารดาแล้วก็ไปอยู่บนเตียงเตา ! อากาศหนาวถึงเพียงนี้ ไม่กลัวว่าใบหูน้อยๆของพวกเจ้าจะแข็งบ้างหรือ !”


ทันใดนั้นเสียงดีใจของเด็กน้อยทั้ง10คน (กลุ่มของเอ้อร์ฮว๋ามีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกแล้ว) ก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ขอบคุณพี่รองหลิน พี่รองหลินดีที่สุด !”


เอ้อร์ฮว๋าพูดถูก เวลาที่พี่รองหลินกลับมาจากในเมืองก็มักมีของอร่อยติดไม้ติดมือมาด้วยเสมอ พี่รองหลินกับเอ้อร์ฮว๋าเป็นคนมีน้ำใจ พวกตนก็พลอยได้กินขนมไปด้วย !


“ว้าว ! นี่คือขนมหนวดมังกร…เหมือนใยแมงมุมเลย !” มู่เกินเอ๋อร์ตัวใหญ่ที่สุด เขาเบียดเข้ามาพูดด้วยความดีใจ


เสี่ยวถู่โต้วถามอย่างไร้เดียงสา “ขนมหนวดมังกรทำมาจากหนวดของมังกรจริงๆเลยหรือ ?”


วังตงเฉียงพูดกับเจ้าหนูน้อยว่า “เอ้อร์ฮว๋า เจ้าลองกินสิว่ารสชาติเป็นอย่างไร ?”


ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็เริ่มออกคำสั่งกับเหล่าสหาย “เข้าแถว ! มองขวาว่าครบหรือยัง ! แถวตรง ! เริ่มนับ…” พวกเด็กๆเคยชินการที่เขาจะออกคำสั่งแล้ว ทุกคนเข้าแถวเรียงหน้ากระดานและเริ่มนับอย่างชำนาญ


“หนึ่ง สอง สาม…สิบเอ็ด !” หืม ? เจ้าหนูน้อยเห็นอยู่ชัดๆ ว่าตรงหน้ามีสหายแค่10คน แล้วเหตุใดจึงมีคนนับเลข11ได้เล่า ?


เขายังให้ทุกคนนับซ้ำอีกครั้ง แต่เลข11ก็ยังโผล่มา เจ้าหนูน้อยจึงเริ่มโมโห “ใคร ? ใครนับเลขสิบเอ็ด ?” จะต้องหาตัวปัญหานั่นให้พบ !


โก่วเชิ่งเอ๋อร์สูดหายใจเข้าลึกพลางชี้ไปที่ซอกคอของตน “เอ้อร์ฮว๋า ปะ…เป็นมันที่นับเลขสิบเอ็ด !”


เจ้าหนูน้อยหันไปมอง แท้จริงก็เจ้านกแก้วของบ้านตน มันแอบซุกอยู่ที่ซอกคอของโก่วเชิ่งเอ๋อร์ เขาจึงเข้าไปจับเจ้านกน้อยมาใส่กระเป๋าเสื้อของตนแล้วเริ่มแบ่งขนมหนวดมังกรให้เหล่าสหาย


กล่องที่พี่รองให้มาบรรจุขนมหนวดมังกรทั้งหมด12ก้อน หลังแบ่งให้ทุกคนแล้วเขาก็เก็บไว้ให้ตนสองก้อน เจ้าหงส์แดงยื่นคอออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “ของข้าล่ะ ของข้าล่ะ ?”


เจ้าหนูน้อยรีบปิดกล่องแล้วพูดกับนกจอมตะกละว่า “กลับไปถามพี่รองว่าเจ้ากินน้ำตาลได้หรือไม่ ! ประเดี๋ยวจะท้องเสีย !”


จากนั้นเขาก็โบกมือให้เหล่าสหายแล้วจับเจ้าหงส์แดงที่เอาแต่ดิ้นจะกินน้ำตาลวิ่งเข้าบ้านตนเอง พวกสหายทั้ง10คนคิดว่าคราวนี้จะได้ชิมกันคนละคำ คาดไม่ถึงว่าจะได้ขนมมาก้อนเท่าไข่ไก่เลย


สหายของเจ้าหนูน้อยมีปฏิกิริยาแตกต่างกันออกไป หลังได้มาแล้วมู่เกินเอ๋อร์ก็แทบรอไม่ไหวที่จะยัดใส่ปาก เขากินไปพลางพูดไปด้วย “หวานมาก ! พอเข้าปากแล้วละลายทันที เหมือน…หิมะไม่มีผิด แต่หวานกว่าหิมะ !”


ถู่โต้วหยิบออกมาใส่ปากคำเล็กๆ อื้ม…ทันใดนั้นรอยยิ้มดั่งบุปผาก็ปรากฏขึ้น “อร่อย ! ข้าจะเอากลับไปให้ท่านพ่อท่านแม่กินด้วย !”


วังตงเฉียงก็พูดว่า “ข้าจะให้ท่านปู่กินด้วยเช่นกัน !” ต้องแอบเอาไปให้ เพราะจะให้พวกพี่ๆรู้ไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะพี่สาว ! เวลาพี่สาวมีของอร่อย นางไม่เคยแบ่งให้เขาเลย ดังนั้นขนมของข้าก็จะไม่มีส่วนของท่านเช่นกัน !


โก่วเชิ่งเอ๋อร์เห็นมู่เกินเอ๋อร์ใกล้จะกินหมดแล้ว เขากลัวว่าจะโดนอีกฝ่ายแย่งจึงรีบถือขนมหนวดมังกรกลับบ้าน เขาจะแบ่งให้ท่านพ่อกิน !


หยวนเจี๋ยลงจากรถม้ามาเห็นฉากนี้พอดี เขาจึงได้สัมผัสกับความไร้เดียงสาและความน่ารักของพวกเด็กๆ ฉีเยี่ยนเดินมาข้างหลังคุณชาย ก่อนจะอมยิ้มแล้วพูดว่า “สภาพอากาศเช่นนี้ ในหมู่บ้านอื่นที่พวกเราผ่านมาก็แทบไม่เห็นเด็กเลย บรรยากาศหดหู่เป็นอย่างยิ่ง แต่พวกเด็กๆฉือหลี่โกวเป็นเด็กดีและมีความสุขกันน่าดูเลยขอรับ !”


พ่อบ้านหยางก็มาจากครอบครัวยากจน เขาจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “รู้หรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใดที่ทำให้หมู่บ้านอื่นไม่มีเด็กออกมาวิ่งเล่น ? เพราะยากจนไงเล่า ! บางครอบครัวมีเสื้อกันหนาวตัวเดียวเท่านั้น ใครจะออกนอกบ้าน คนนั้นก็ใส่ ส่วนคนอื่นได้แต่เบียดตัวกันอยู่ที่เตียงเตาเพื่อจะได้ไม่แข็งตาย…”


ฉีเยี่ยนจินตนาการถึงภาพเหล่านั้นแล้วพูดขึ้นมาเบาๆว่า “ข้าคิดว่าพวกเด็กๆในหมู่บ้านชนบทจะเป็นเหมือนหมู่บ้านฉือหลี่โกวที่วิ่งเล่นกันอย่างมีความสุขและไร้กังวลเสียอีก !”


“พวกเด็กฉือหลี่โกวใส่เสื้อกันหนาวใหม่ทั้งนั้น ใบหน้ามีเลือดฝาด สดใสร่าเริงกันมาก ในปีแห่งภัยพิบัติเช่นนี้ ชาวบ้านที่มีกินมีใช้ย่อมหาได้ยาก !” พ่อบ้านหยางถอนหายใจ แต่ในขณะเดียวกันก็เริ่มรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดหมู่บ้านเล็กๆกลางป่ากลางเขาอย่างฉือหลี่โกวถึงมั่งคั่งได้เช่นนี้ ?


หลินเว่ยเว่ยพาแขกมาที่ลานบ้านของย่าเถียนที่อยู่ด้านข้าง เนื่องจากเถียนฟู่กุยถูกตระกูลหนิงย้ายให้ไปเป็นหลงจู๊ร้านสาขาในตัวอำเภอ คนทั้งครอบครัวจึงต้องย้ายไปอยู่บ้านที่หลังร้านขนม พวกเขาเตรียมจะขายบ้านที่เขตเริ่นอันเพื่อรวบรวมเงินไปซื้อบ้านที่ตัวอำเภอและปักหลักอยู่ที่นั่น


เถียนฟู่กุยไม่คิดจะกลับมาอีก บ้านที่ฉือหลี่โกวหรือแม้แต่โฉนดที่ดินก็ยกให้บ้านตระกูลหลิน ความหมายของหลินเว่ยเว่ยคืออยากซื้อบ้านหลังนี้ แต่เถียนฟู่กุยไม่ยอมรับเงินจากนางและยังบอกว่าถ้าไม่ใช่เพราะนาง เขาก็ไม่ได้รับคำชมจากเจ้านายและไม่ได้ไปทำงานที่ตัวอำเภอ


หลินเว่ยเว่ยไม่อยากเอาเปรียบอีกฝ่าย อย่างไรก็จะจ่ายเงินให้ได้ แต่เขาก็ปฏิเสธนางมาโดยตลอด หากพวกนางยื้อกันไปมาก็ไม่ใช่วิธีแก้ สุดท้ายหลินเว่ยเว่ยจึงพูดว่า


“เอาเช่นนี้แล้วกัน โฉนดนั้นข้าจะเก็บไว้ให้พวกท่านชั่วคราวและบ้านยังคงเป็นของอาเถียน หากปู่เถียนกับย่าเถียนเบื่อที่จะอยู่ในตัวอำเภอและคิดถึงชีวิตในหมู่บ้านชนบทก็ยังมีที่ให้กลับ ตอนที่พวกเราต้องการใช้ ข้าจะขอยืมใช้สักเล็กน้อย ส่วนค่าซ่อมบำรุงนั้นพวกเราจะเป็นคนรับผิดชอบเอง ตกลงตามนี้ !”


ตอนที่ 355: คงไม่ได้โดนภูตผีปิศาจสิงสู่หรอกกระมัง ?


สำหรับเรื่องอื่น ย่าเถียนไม่ได้ทำตัวให้น่ากังวลสักเท่าไร มีเพียงเรื่องเดียวคือเห็นหลินเว่ยเว่ยเป็นบุตรสาวคนเล็กของตน พอรู้ว่าต้องย้ายตามบุตรชายแล้วต้องแยกจากบุตรสาวไปอยู่ยังที่ห่างไกลกว่าเดิม นางก็อยากให้บุตรชายพาน้องสาวไปด้วย


ก่อนจากไปนางร้องห่มร้องไห้ แสดงความอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างยิ่ง นางจับมือหลินเว่ยเว่ยไม่ยอมปล่อย ยิ่งกว่านั้นยังฝากฝังผู้เป็นแม่บุญธรรม (นางหวง) และผู้เป็นแม่สามี (นางเฝิง) ว่าให้ดีกับบุตรสาวของนางหน่อยและยังให้ท้ายบุตรสาวโดยบอกว่าหากโดนรังแกก็ให้คนเอาจดหมายไปส่งที่อำเภอ แล้วแม่กับพี่ชายจะมาจัดการให้เอง


หลังยืนส่งย่าเถียนออกเดินทางไปแล้ว นางหวง นางเฝิงหรือแม้แต่หลินเว่ยเว่ยก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ย่าเถียนเห็นหลินเว่ยเว่ยเป็นบุตรสาวของตนและรักด้วยใจจริง ทว่าความรักเช่นนี้ทำให้คนอื่นเห็นแล้วอยากหัวเราะและร้องไห้ในคราเดียวกัน


บ้านตระกูลเถียนด้านข้าง หลินเว่ยเว่ยได้หาคนมาซ่อมแซมและเก็บกวาดด้านในให้สะอาดเอี่ยม เพราะหลังจากที่หนอนไหมของปีหน้าเติบโตแล้วที่นี่จะกลายเป็นโรงงานแปรรูปขนาดเล็กที่เอาไว้สำหรับสาวไหม ปั่นด้ายและทอผ้า !


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยคิดแทนนางถึงเพียงนี้ นางจึงรู้สึกสับสนขึ้นมาทันที…น้องรองปากร้าย ชอบทำให้นางโมโหไปเสียทุกครั้ง เดิมทีคิดว่าน้องสาวคงไม่ชอบตน แต่อีกฝ่ายกลับวางแผนอนาคตแทนตนนานแล้ว


เมื่อนึกถึงตอนที่น้องรองยังเป็นเด็กปัญญาอ่อนอยู่ ตนเกลียดน้องสาวยิ่งนักและอยากให้ตายไปเร็วๆ…ถ้าเปลี่ยนเป็นตนเองบ้าง หากคนอื่นปฏิบัติกับนางเช่นนี้ นางคงรู้สึกเกลียดอีกฝ่ายไปชั่วชีวิต…แต่น้องรองไม่สนใจเรื่องในอดีต ตรงกันข้ามคือตั้งใจคิดแทนนาง…


ทันใดนั้นความรู้สึกสำนึกผิดและความซาบซึ้งก็แล่นเข้าสู่หัวใจทันที นางหันมาพูดขอบคุณชนิดแม้แต่ตนเองยังไม่เคยคิดจะทำมาก่อนและรีบแย่งงานบ้านทั้งหมดไปทำเอง แม้แต่บ้านตระกูลเถียนหลังข้างๆ นางก็ทำความสะอาดเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระน้องรองที่แขนยังไม่หายดี


ในขณะที่หลินเว่ยเว่ยยั่วโทสะนางว่า “โอ้ ! เหตุใดขยันนักเชียว ? ช่างหาได้ยากเสียจริง…” กระนั้นนางก็อดกลั้นเอาไว้ ไม่ได้ตอบโต้กลับแม้แต่คำเดียว


แต่แล้วทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เข้ามาจับนางไว้พลางตะโกนใส่ว่า “เจ้าเป็นใคร ? คงไม่ได้โดนภูติผีปิศาจสิงสู่หรอกกระมัง ? รีบคืนร่างพี่สาวข้ามาเดี๋ยวนี้ !” สุดท้ายนางทนไม่ไหวจึงตวาดกลับไป น้องรองตัวแสบถึงจะหยุดพูดเหลวไหล


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินอดไม่ได้ที่จะบ่นว่า นางเป็นโรคอะไร ชอบทำให้คนรู้สึกดีกลายเป็นรู้สึกไม่ดี ต้องด่ากันให้ได้ถึงจะสบายใจหรือไร ?


อันที่จริงหลินเว่ยเว่ยคิดว่าการเป็นครอบครัวเดียวกัน เหตุใดจำต้องเกรงใจกันถึงเพียงนี้ ? เมื่อก่อนพี่สาวทำผิดไว้มากก็จริง แต่ตอนนั้นก็เป็นแค่เด็กอายุสิบกว่าขวบเท่านั้น ถ้าเปลี่ยนเป็นตนที่กำลังเห็นว่าครอบครัวใกล้จะอดตายกันอยู่แล้ว แต่ยังเลี้ยงเด็กโง่ที่เอาแต่สร้างปัญหาไว้ ตนก็รับประกันไม่ได้เช่นกันว่าจะไม่โมโห


แม้แต่เจ้านกแก้วยังพูดว่า ‘รู้ผิดแล้วแก้ไข นับว่ายอดเยี่ยม’ หลินเฉียงเอ๋อร์เป็นเด็กสาวตัวเล็กๆที่เห็นแก่ตัวไปบ้าง ทว่าไม่เคยทำร้ายใครมาก่อน ก็แค่ปากร้ายไปหน่อยเท่านั้น ซ้ำยังพยายามใช้ความสามารถของตนทำให้ทุกคนรู้ว่าสำนึกผิดแล้ว เหตุใดนางจะไม่เปิดโอกาสให้ล่ะ ?

…...


หลินเว่ยเว่ยคิดว่าตัวเองเกิดมามีชะตาที่ต้องคอยเป็นห่วงผู้อื่น เพิ่งเดินเข้ามาในบ้านก็รีบให้หลินจื่อเหยียนไปบ้านซัวถัว เพื่อให้พ่อซัวถัวไปช่วยซ่อมรถม้าของพวกหยวนเจี๋ยทันที


ส่วนเจ้าเด็กเหลยหยู่ก็หัวดื้อเป็นอย่างยิ่ง นางบอกให้เขากลับมาพร้อมกัน ทว่าเขาไม่ยอม บอกว่าจะอยู่เฝ้ารถม้าตระกูลหลิน ถ้ารถม้าคันข้างหน้าซ่อมไม่เสร็จ เขาก็จะไม่กลับมา อากาศหนาวถึงเพียงนี้ ขออย่าให้เด็กคนนั้นป่วยเลย !


ต่อจากนั้น นางก็ไปจุดเตียงเตาที่บ้านข้างๆ หิมะเริ่มตกหนักทุกขณะ หิมะบนพื้นเริ่มหนาเป็นชั้นแล้ว ในสภาพอากาศเช่นนี้ทางที่รถม้าใช้วิ่งเป็นทางขอบหน้าผา สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายยิ่งนัก


ดูเหมือนว่าคุณชายหยวนที่มาจากเมืองหลวงท่านนั้น คืนนี้ต้องอยู่พักที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวก่อน หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวล…คนที่คุณชายหยวนพามาด้วย อย่างน้อยก็มีตั้ง15-16คน บ้านตระกูลเถียนมีสองเตียง แม้จะเบียดกันนอนก็ยังไม่พออยู่ดี !


“บัณฑิตน้อย เช่นนั้น…ให้คุณชายหยวนไปนอนห้องเจ้า เบียดกับเจ้าหน่อยได้หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยยิ้มประจบ


เจียงโม่หานกวาดตามองนาง แต่นางเข้าใจได้ทันทีว่าบัณฑิตน้อยไม่พอใจแล้ว นางจึงพูดด้วยความลำบากใจว่า “เช่นนั้นก็ให้เขาไปนอนห้องเดียวกับต้าฮว๋าแล้วกัน !”


“ไม่ต้อง ทำเหมือนที่คุณชายลู่มาครั้งก่อน ให้เขากับบ่าวไปนอนห้องข้า ส่วนข้าย้ายมานอนกับจื่อเหยียน พ่อบ้านหยางนอนกับศิษย์พี่เผิง ส่วนสองเตียงของบ้านย่าเถียนก็นอนเบียดกันสิบคนได้ คนที่เหลือก็ไปถามผู้ใหญ่บ้านว่าบ้านใครพอจะสละเตียงสักหลังได้หรือไม่…” เจียงโม่หานพูดเพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถแก้ปัญหาที่นางกำลังคิดไม่ตกได้แล้ว


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคัก “ไอหยา เราคิดเหมือนกันเลย ช่างเป็นคู่รักที่มองตาก็รู้ใจอย่างแท้จริง !”


แขกมาถึงหน้าบ้านตระกูลหลินแล้ว ขณะที่หยวนเจี๋ยกำลังจะย่างเท้าเข้าบ้านตระกูลหลิน เจียงโม่หานก็เชิญเขาไปที่บ้านของตน ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็คอยอธิบายอยู่ด้านข้างว่า “บ้านเราคนเยอะ ทุกอย่างจึงวุ่นวายและยังเลี้ยงสัตว์ไว้ไม่น้อย เกรงว่าคุณชายจะไม่คุ้นชินกับมัน”


หยวนเจี๋ยก้มหน้ามอง ‘ลูกสุนัขสีดำ’ ที่กำลังเกาะรองเท้าหลินเว่ยเว่ยเพื่อเรียกร้องความสนใจจากนางอยู่ ในลานบ้านยังมีกวางหรือตัวอะไรก็ไม่รู้กำลังเดินเล่นไปมาด้วย นอกจากนี้ยังมีนกแก้วที่ขยันพูดอยู่ตลอดเวลากำลังซุกตัวอยู่ที่หน้าอกนายน้อยของมัน…ในบ้านเลี้ยงสัตว์ไว้ไม่น้อยจริงๆ…ทว่าก็ดูมีชีวิตชีวาดี


เขาอยากบอกว่าไม่กลัว แต่พอนึกถึงคำพูดของคุณชายรองลู่ที่ว่าพ่อหลินเสียชีวิตไปแล้ว ในบ้านมีแค่แม่หลินที่ดูแลบุตรสาวสองคนและบุตรชายก็ยังไม่โตจึงไม่สะดวกที่จะต้อนรับแขกผู้ชายจริงๆ คราวก่อนตอนที่คุณชายรองลู่มาเยือนก็นอนที่บ้านตระกูลเจียง


หยวนเจี๋ยพยักหน้าแล้วพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “ในเมื่อมาแล้ว หากไม่ไปทักทายผู้อาวุโสสักหน่อยก็จะดูเสียมารยาทเกินไป !”


หลินเว่ยเว่ยย่อตัวอุ้มเจ้าดำขึ้นมาแล้วพูดกับเขาพร้อมรอยยิ้ม “คุณชายหยวนเกรงใจเกินไปแล้ว…”


ต่อจากนั้นหยวนเจี๋ยก็เดินตามนางเข้าบ้าน ลานบ้านหลังนี้กว้างมากและสะอาดเอี่ยม เวลานี้ใต้ชายคายังแขวนกระต่าย ขาสัตว์และเนื้อสัตว์ไว้ด้วย คุณชายรองลู่เคยคุยโวว่าหลินกู่เหนียงสามารถสังหารเสือได้ตัวหนึ่งและยังยกกระดูกเสือกับเนื้อเสืออีกหลายชั่งให้ ไม่รู้ว่าที่แขวนอยู่ใต้ชายคานี้จะมีเนื้อเสืออยู่บ้างหรือเปล่า?


ตัวที่เดินอยู่ในลานบ้านเป็นกวางหนุ่มตัวหนึ่ง เมื่อเห็นคนแปลกหน้าเดินเข้ามา มันไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มันเป็นเหมือนเด็กในบ้านตระกูลหลินไม่มีผิด…เงียบนิ่ง องอาจและมีชีวิตชีวา!


หลังได้รับอนุญาตแล้ว หยวนเจี๋ยจึงสามารถเข้าไปในบ้านได้ ขณะที่ความอบอุ่นพัดเข้ามาโดนใบหน้า ในห้องมีทั้งเตียงเตาแล้วยังมีเตาไฟหนึ่งเตา บริเวณกำแพงเป็นลังไม้ ด้านในเต็มไปด้วยความเขียวขจี หากมองให้ดีแล้วจะพบว่าของในนั้นเป็นผักใบเขียว ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก !


บนเตียงมีหญิงวัยใกล้เคียงกันนั่งอยู่2คน พวกนางสวมเสื้อกันหนาวที่ทำจากฝ้าย คนหนึ่งดูเป็นคนนิ่ง รู้จักวางตัวและดูใจกว้าง ส่วนอีกคนดูเป็นคนอบอุ่น อ่อนโยนและใจดี หญิงสองคนนี้คงเป็นนางหวงมารดาของหลินกู่เหนียงและนางเฝิงมารดาของบัณฑิตเจียงที่คุณชายรองลู่เอ่ยถึงกระมัง ?


หยวนเจี๋ยคารวะผู้อาวุโส ก่อนจะมอบของขวัญแรกพบให้พวกนาง หลังสนทนาด้วยคำพูดสุภาพไม่กี่คำแล้ว เขาก็ถอยออกมาแล้วเดินตามเจียงโม่หานไปยังบ้านข้างๆ


หลินเว่ยเว่ยก็ยกน้ำชาไปให้ ส่วนเจียงโม่หานก็พูดกับนายบ่าวคู่นี้ว่า “เดินทางมาด้วยความลำบาก พวกท่านพักผ่อนก่อนเถิด รอให้อาหารเที่ยงเสร็จแล้ว ข้าจะมาเรียก…”


ตอนที่ 356: หนุ่มรูปงามและกลยุทธ์ทุกข์กายของเขา


“คิดว่าที่นี่เป็นบ้านของตน ไม่ต้องเกรงใจ !” หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม


ขณะมองตามแผ่นหลังของหลินกู่เหนียงที่โดนบัณฑิตเจียงลากออกไป ฉีเยี่ยนก็มุ่ยปากทันที “หลินกู่เหนียงดูเป็นมิตรดีอยู่หรอก แต่บัณฑิตเจียงดูเย็นชา ไม่แยแสคนอื่น ทำให้รู้สึกไม่ดีอย่างไรก็บอกไม่ถูกขอรับ !”


หยวนเจี๋ยถอดรองเท้าแล้วขึ้นไปนั่งบนเตียง…เมื่อคืนตอนอยู่ที่เขตเริ่นอัน โรงเตี๊ยมที่พวกเขาพักอยู่ก็มีเตียงเตา สภาพอากาศในภาคเหนือรุนแรงถึงเพียงนี้ หากไม่ใช้เตียงเตาแล้วใครจะทนไหว ?


เตียงเตาอุ่นร้อนทำให้ร่างกายที่เย็นเพราะลมหนาวค่อยๆกลับมาอบอุ่นอีกครั้ง หยวนเจี๋ยคว้าเมล็ดสนปากอ้าขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้วแกะใส่ปาก ก่อนจะพูดว่า “บัณฑิตเจียงน่าจะมีนิสัยเช่นนี้ตั้งแต่กำเกิด เขาไม่ได้จงใจเป็นปรปักษ์กับเราหรอก เมล็ดสนนี่…รสชาติพิเศษมาก เวลากินก็สะดวก ! ฉีเยี่ยน เจ้าเองก็ขึ้นมาอุ่นกายบนเตียงด้วยสิ”


ฉีเยี่ยนเติบโตมาพร้อมคุณชายห้า เขารู้ว่าคุณชายมีนิสัยชอบเห็นใจบ่าวอยู่แล้ว เขาจึงไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด หลังล้างมือให้สะอาดแล้วเขาก็ขึ้นมานั่งบนเตียง เท้าวางอยู่บนพื้นแล้วเริ่มแกะเมล็ดสนให้คุณชาย “ที่เมืองหลวงเมล็ดสนปากอ้าเช่นนี้ขายในราคาชั่งละ1-2ตำลึงเลยนะขอรับ ได้ยินว่าตระกูลลู่ขนมาจากภาคเหนือ คงไม่ได้…ซื้อมาจากที่นี่หรอกนะขอรับ ?”


หลังกินเมล็ดสนรสห้าเครื่องเทศเสร็จแล้ว หยวนเจี๋ยก็เริ่มหยิบเนื้อแผ่นขึ้นมากิน เมื่อลองชิมแล้วเขาก็พูดพร้อมกับรอยยิ้ม “ช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลังคุณชายรองลู่กลับจากขนเครื่องเคลือบไปทางตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว เมล็ดสนปากอ้าก็เป็นที่นิยมในเมืองหลวงระยะหนึ่ง กลับไปคราวนี้ร้านตระกูลลู่ก็มีเมล็ดสนปากอ้านี้วางขายอีก หากไม่ได้ซื้อจากที่นี่แล้วจะขนมาจากที่ใด ?”


ฉีเยี่ยนมีดวงตาเป็นประกายทันที “ถ้าเช่นนั้นตอนขากลับ เราเองก็ซื้อไปบ้างดีหรือไม่ขอรับ ไม่ว่าจะไปเยี่ยมญาติมิตรหรือต้อนรับแขกในเดือนแรกก็ล้วนจะได้หน้าได้ตานะขอรับ…”


หยวนเจี๋ยถลึงตาใส่เขา “เจ้าคงลืมเป้าหมายในการมาเยือนแดนเหนือของเราไปแล้วสิท่า !”


ฉีเยี่ยนหดคอแล้วพูดในใจ ตามหาผู้อาวุโสเซวียกับซื้อเมล็ดสนไม่ได้ขัดแย้งกันเสียหน่อย !


“ไม่รู้ว่าสหายที่คบหากันมานานที่บัณฑิตเจียงเอ่ยถึงนั้นจะเป็นอาจารย์ปู่ที่ท่านพ่อเฝ้าตามหาหรือเปล่า หวังว่าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง !” หยวนเจี๋ยบ่นพึมพำเพราะยังกังวลว่าอาจารย์ปู่จะปกปิดฐานะแล้วไม่ยอมให้เขาเข้าพบ…


เวลานี้บ้านตระกูลหลินกำลังเตรียมอาหารกลางวันอยู่ ของใช้สำหรับปีใหม่ก็เตรียมครบแล้ว หมูก็เพิ่งเชือดได้ไม่กี่วัน ไส้กรอกที่ทำไว้เมื่อเดือนที่แล้วก็พร้อมกิน ดังนั้นที่บ้านจึงไม่ขาดแคลนอาหารเลย


เจียงโม่หานเห็นหลินเว่ยเว่ยทำงานหัวหมุนในครัวจึงกังวลว่านางจะตากลมหนาวแล้วแขนก็เพิ่งหายได้แค่เดือนกว่าๆ ไม่รู้ว่ากระดูกสมานกันดีหรือยัง ? แต่เด็กนี่ก็ใจกล้า ยังทรมานตนเองเพื่อเดินทางเข้าเมือง ทำงานอยู่ที่นั่นทั้งวันจนล้มป่วย !


เขาหยิบผ้าพันแขนที่หลินเว่ยเว่ยใช้บ่อยๆ มาพาดไว้ที่คอของนาง หลินเว่ยเว่ยรีบหลบแล้วพูดว่า “แขนของข้าหายแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เจ้านี่ น่ารำคาญจะตาย !”


“ข้ามองแขนเจ้าแล้ว มันบวมเหมือนตีนหมู ยังกล้าบอกว่าหายแล้วหรือ ?” เจียงโม่หานกดหลังมือนาง ทันใดนั้นรอยกดก็ปรากฎขึ้นให้เห็นทันที


เอาเถิด ! ถ้านางปล่อยแขนเหยียดตรงนานๆ มันจะบวมขึ้นจริงๆนั่นแหละ นางเคยถามหมอเหลียงแล้ว แต่นี่เป็นอาการปกติ แขนของนางฟื้นตัวได้พอสมควร ขอแค่ไม่ทำงานหนักหรือยกของหนักก็พอ


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินเบื่อหน่ายต่อการพลอดรักของทั้งสอง “เอาเถิด เจ้ากลับไปพักที่ห้อง ประเดี๋ยวข้าทำอาหารเที่ยงเอง !”


นางหวงเดินเข้ามาและไล่บุตรสาวคนรองออกไปเช่นกัน “ฟังพี่เจ้าเถิด ไปนอนพักบนเตียงโน้น ประเดี๋ยวที่นี่แม่กับพี่สาวของเจ้าจัดการกันเอง !”


“เอาเช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ ! ยังเหลือซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงแล้วก็ ‘เนื้อรมควันผัดต้นกระเทียม’ ทุกอย่างก็ใกล้เสร็จแล้ว !” อาหารหกชนิด แถมยังเป็นอาหารชั้นเลิศทั้งหมด ใช้ต้อนรับแขกจากเมืองหลวงจะได้ไม่เสียมารยาท !


ขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังจะเข้าห้อง นางอยากกระโดดขึ้นเตียงแสนอบอุ่น ทว่าก็ถูกสะกิดจากด้านหลัง พอหันกลับไปมองก็เห็นเข้ากับใบหน้าแสนหล่อเหลายวนใจ นางจึงพูดอย่างมีความสุขว่า “ทำไม ? ไม่อยากอยู่ห่างข้าหรือ ? มาสิ เตียงข้ากว้างขวาง แม้จะนอนสองคนก็ยังมีที่เหลือ…”


“ไปบ้านท่านหมอเหลียงกับข้า ให้เขาจับชีพจรเจ้าและจ่ายยาแก้หวัดให้ด้วย !” แม้จะกินยาสองวันติดจนอาการของนางดีขึ้นแล้ว ทว่าจะประมาทไม่ได้ ประเดี๋ยวก็ถึงวันปีใหม่ อาการป่วยถือเป็นสิ่งอัปมงคล


หลินเว่ยเว่ยรีบกอดประตูแล้วส่ายหน้าราวกับปอล่างกู่ “ไม่ต้องหรอก ข้าหายแล้ว…”


“หายหรือไม่หาย เจ้าไม่สามารถพูดได้ ต้องให้ท่านหมอเหลียงเป็นคนพูด !” เจียงโม่หานรู้ว่าถ้าเทียบแรงกันแล้วเขาไม่มีทางสู้นางได้ เขาจึงใช้ตาจ้องนางอยู่อย่างนั้น ขณะเดียวกันมือก็ยังจับปกคอเสื้อของนางเอาไว้ หิมะตกใส่ผมใส่ไหล่จนแก้มและเสื้อผ้าของเขาเริ่มเปียก…


“ก็ได้ ก็ได้ ! ข้าจะไปก็ได้ !” หลินเว่ยเว่ยยอมแพ้ หนุ่มรูปงามและกลยุทธ์ทุกข์กายของเขา นางจะต้านทานได้อย่างไร ? หลินเว่ยเว่ยเอ๋ยหลินเว่ยเว่ย ! ไม่ไหวเลยจริงๆ !


เมื่อไปแบ่งน้ำตาลที่ซื้อมาจากอำเภอและหั่นเนื้อหมูเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยกับเจียงโม่หานก็เดินฝ่าหิมะมาเคาะประตูบ้านหมอเหลียง


บ้านหมอเหลียงอยู่ที่เชิงเขาหลังหมู่บ้าน อยู่ห่างจากบ้านของพวกนางพอสมควร พอมีคนมาเคาะประตูในเวลานี้ เขาจึงเข้าใจผิดว่าบ้านใครมีคนป่วยแล้วอยากให้เขาไปรักษา หลังรอให้หมอเหลียงถือกล่องยามาเปิดประตูแล้วก็พบว่าเป็นพวกนางสองคน


ขณะมองแขนที่ห้อยอยู่ตรงหน้าอกของหลินเว่ยเว่ย หมอเหลียงก็เข้าใจผิดว่านางบาดเจ็บซ้ำอีกรอบจึงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ทันที “ข้าไม่ได้บอกเจ้าแล้วหรือว่าอย่ายกของหนักและอย่าทำงานหนักเกินไป แขนของตัวเองทว่าไม่รู้จักดูแลรักษา ถ้าป่วยเป็นโรคเรื้อรังขึ้นมา มันจะทรมานไปทั้งชีวิต ! พวกเจ้าสองคนเข้ามาเลยนะ !”


หลินเว่ยเว่ยรีบอธิบาย “ท่านหมอเหลียง ข้าไม่ได้ยกของหนัก แขนก็ไม่ได้เป็นอะไร แต่เพราะบัณฑิตเจียงกังวลไปเอง เขาจึงอยากให้ข้าใส่มันไว้ !”


หมอเหลียงถลึงตาใส่นาง “บัณฑิตเจียงทำถูกแล้ว ! นี่กำลังจะปีใหม่อยู่แล้ว ด้วยนิสัยไม่ยอมอยู่นิ่งของเจ้า ถ้าไม่ห้อยแขนไว้ก็ต้องเริ่มทำงานอีกแน่ แขนข้างนี้เจ้าแขวนไว้ก่อนสักพักหนึ่งถึงจะดี !”


หลินเว่ยเว่ยเบะปากทันที แต่ไม่ได้เถียงกลับอันใด เจียงโม่หานมองนาง ก่อนจะพูดกับหมอเหลียงว่า “ตอนอยู่ในเมืองนางเจ็บคอเล็กน้อย จมูกก็หายใจไม่ค่อยออก ข้าให้นางดื่มน้ำขิงใส่จิงเจี้ยะกับจื่อซูเยี่ยมาสองวันอาการถึงได้เบาลง ท่านช่วยตรวจให้นางหน่อยว่ายังต้องกินยาอะไรอีกหรือไม่ ?”


“ไปตากลมมาหรือ ? เด็กคนนี้ คงไม่ได้คิดว่าตนแข็งแกร่งเหมือนวัวหรอกกระมัง ? เหตุใดชอบทำให้ตนป่วยอยู่เรื่อย ?” หมอเหลียงพาทั้งสองคนเข้ามาในห้องแล้วส่งสัญญาณให้หลินเว่ยเว่ยยื่นมือออกมา


หลินเว่ยเว่ยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ปากยังไม่ลืมพูดแก้ต่างให้ตน “วัวก็มีวันป่วย ! ในฤดูหนาวเช่นนี้จะโดนลมหนาวบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ! ดื่มน้ำขิงแล้วนอนอยู่บนเตียงเตาให้เหงื่อออกสักเล็กน้อยก็ไม่เป็นไรแล้ว ใช่หรือไม่ ?”


พอหมอเหลียงได้ยินเช่นนั้นก็ตำหนินางทันที “โรคบางชนิดมีอาการคล้ายกับโรคหวัดแต่ไม่ใช่ จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด พอป่วยแล้วต้องให้หมอตรวจ ไม่อย่างนั้นโรคเล็กๆน้อยๆ จะกลายเป็นโรคร้ายแรงได้ !”


หลังจากสั่งสอนหลินเว่ยเว่ยจบแล้ว เขาก็พูดกับเจียงโม่หานว่า “น้ำขิงใส่จิงเจี้ยะกับจื่อซูเยี่ยถูกกับอาการของนางหนูรองจริงๆ นางมีพื้นฐานด้านร่างกายที่ดี ไม่จำเป็นต้องกินยาแล้ว กลับไปก็ระวังอย่าให้ตากลมอีกเป็นพอ…”


[1] กลยุทธ์ทุกข์กาย หมายถึง การทรมานร่างกายของตนเพื่อแสร้งทำให้อีกฝ่ายหลงเชื่อหรือใจอ่อน


ตอนที่ 357: ดีใจจนตัวลอย


“ขอบคุณท่านหมอเหลียง รบกวนท่านแล้ว !” หลังจากหลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้น นางก็ดีใจจนตัวลอย…ยะฮู้ว ! ไม่ต้องดื่มยาขมๆอีกแล้ว !


เมื่อมอบของขวัญที่นำมาด้วยให้หมอเหลียงแล้ว นางก็รีบจูงมือบัณฑิตหนุ่มออกจากบ้านหมอเหลียงราวกับข้างหลังกำลังมีโจรไล่ตามมาอย่างไรอย่างนั้น ระหว่างทางกลับ ฝีเท้าเบาและมือก็แกว่งไปมาเหมือนจะบินได้ แต่ตอนขามาเหมือนมีอะไรถ่วงขาเอาไว้ ทำให้นางก้าวเดินได้ยากลำบากยิ่งนัก สภาพต่างกันราวฟ้ากับเหว


เจียงโม่หานเดินตามหลังนาง เขาถึงขั้นส่ายศีรษะเบาๆ…เด็กน้อยคนนี้ เวลาปกติดูเข้มแข็งเป็นอย่างยิ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว นางก็เหมือนเด็กคนหนึ่งที่ชอบเอาแต่ใจ เจ้าเล่ห์ ตะกละและเกลียดการดื่มยารสขม…


เวลานี้หยวนเจี๋ยกำลังตั้งหน้าตั้งตารออาหารกลางวันของบ้านตระกูลหลิน เพราะเขาเคยได้ไถ่ถามเรื่องบ้านตระกูลหลินกับตระกูลเจียงมาจากคุณชายรองลู่ซึ่งคุยโวว่ารสชาติอาหารของตระกูลหลินอร่อยเป็นอย่างยิ่ง ยังบอกอีกว่าไม่มีพ่อครัวคนไหนในเมืองหลวงมีฝีมือสู้หลินกู่เหนียงได้


ดังนั้นตอนที่หลินจื่อเหยียนมาเรียกเขาไปรับประทานอาหารบ้านข้างๆ ในใจของเขาก็แฝงไว้ด้วยความหวังและความตื่นเต้นพอสมควร…แค่กแค่ก อาจเป็นเพราะอาหารที่กินระหว่างทางและอาหารในโรงเตี๊ยมนั้นไม่ถูกปากเขาเลย ดังนั้นเขาถึงได้…


หลินจื่อเหยียนเชิญแขกมาที่ห้องของตน พี่รองบอกว่านับจากวันนี้หน้าที่ในการต้อนรับแขกจะเป็นของเขาเพียงผู้เดียว โชคดีมีศิษย์พี่เจียงและว่าที่พี่เขยใหญ่อยู่เป็นเพื่อน เขาจึงไม่ประหม่ามากนัก


การต้อนรับแขกของภาคเหนือล้วนต้อนรับกันบนเตียงเตา เตียงแสนอบอุ่นปรากฏทุกคนนั่งท่าขัดสมาธิ เบื้องหน้าเป็นโต๊ะและอาหารที่เต็มไปด้วยควันร้อนระอุ…ในสายตาคนทางใต้อย่างหยวนเจี๋ยจึงเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ยิ่งนัก


เขาทำตามวิถีชาวบ้านท้องถิ่นคือถอดรองเท้าออก ใส่แค่ถุงเท้าและพยายามเก็บปลายเท้าให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่สำเร็จ…แม้จะเจ็บเท้ามาก แต่เขาก็ยังนั่งท่าขัดสมาธิเหมือนพวกบัณฑิตเจียงไม่ได้อยู่ดี


หลินจื่อเหยียนสังเกตเห็นสถานการณ์ของเขาจึงรีบพูดว่า “คุณชายหยวน นั่งท่าไหนสบายก็นั่งท่านั้นเถิด!” ขณะพูดก็ปล่อยเท้าที่ขัดสมาธิออกแล้วนั่งด้วยท่าไขว่ห้างสบายๆแทน


หลินเว่ยเว่ยถือถาดด้วยมือข้างเดียวแล้วผลักประตูเข้ามาคล้ายกำลังเล่นกายกรรม หลินจื่อเหยียนที่นั่งอยู่บนเตียงจึงรีบเข้ามารับถาดไปจากมือพี่รองทันที เจียงโม่หานถลึงตาใส่นาง…เด็กน้อยคนนี้ เหตุใดจึงอยู่เฉยไม่เป็น ?


หลินเว่ยเว่ยถลึงตาตอบกลับ แล้วขยับแขนที่ห้อยอยู่บนหน้าอก…ที่ข้าใช้คือมือข้างขวาต่างหาก !


หัวสิงโตน้ำแดง ? หมูตงพอ ? หยวนเจี๋ยตาโตขึ้นมาเล็กน้อยและแอบซาบซึ้งในใจ คนตระกูลหลินจะต้องรู้ว่าเขาเดินทางมาจากภาคใต้สู่เมืองหลวงจึงเตรียมอาหารขึ้นชื่อสองอย่างของซูโจวและหางโจวไว้ให้ คาดไม่ถึงว่าจะได้กินอาหารบ้านเกิดในภาคเหนือเช่นนี้


อาหารที่เหลืออีกสามสี่อย่างก็เป็นอาหารชั้นเลิศ ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดง เนื้อรมควันผัดต้นกระเทียม หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานและผัดหมูทอดกรอบ…แม้จะมีความเป็นเอกลักษณ์ของแดนเหนือ แต่ก็ยังไม่ลืมนึกถึงชาวภาคใต้อย่างเขา หลินกู่เหนียงช่างเป็นคนจิตใจดีเหลือเกิน !


หยวนเจี๋ยหันไปมองหลินเว่ยเว่ยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเชิงขอโทษ “มือของกู่เหนียงยังใช้งานไม่ค่อยสะดวก ข้าก็ยังมารบกวนให้ท่านทำอาหารเหล่านี้อีก…”


หลินเว่ยเว่ยโบกมือแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “คุณชายหยวนไม่ต้องเกรงใจ อาหารชั้นเลิศบนโต๊ะนี้ส่วนใหญ่เป็นฝีมือพี่สาวของข้า” นางแค่ขยับปากอยู่ข้างๆ กำหนดเมนูอาหารที่จะทำ บางทีอาจเพราะนางกลัวพี่สาวจะเบื่อเกินไป นางจึงพูดเย้าแหย่สักเล็กน้อยเพื่อสร้างบรรยากาศ


บุตรสาวคนโตตระกูลหลิน “…” ขอบใจ ! แต่ข้า ไม่ ! ต้อง ! การ !


อาหารบนโต๊ะเหล่านี้เป็นฝีมือของคู่หมั้นหมดเลยหรือ? เผิงหยูเหยี่ยนรู้สึกได้หน้าได้ตาขึ้นมาทันที เขาจึงรีบพูดกับหยวนเจี๋ยว่า “มา มาลองชิมว่าจะถูกปากคุณชายหยวนหรือไม่ !”


น้ำเสียงที่เขาเอ่ยออกมาราวกับเป็นเจ้าบ้านอย่างไรอย่างนั้น ทำให้หยวนเจี๋ยเกิดความสงสัยต่อฐานะของอีกฝ่ายขึ้นมา หลินจื่อเหยียนจึงรีบแนะนำให้พวกเขาได้รู้จักกัน “คุณชายเผิงท่านนี้เป็นคู่หมั้นของพี่สาวคนโต อาหารบนโต๊ะนี้ก็เป็นฝีมือของนางเอง”


อ้อ…เช่นนั้นก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดบัณฑิตคนนี้ถึงได้ปกปิดสีหน้ายากไม่อยู่ หยวนเจี๋ยลองชิมหมูตงพอหนึ่งคำ ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เปล่งประกาย โอ้ มันปลุกเร้ารสชาติแห่งความทรงจำในวัยเด็กของเขาขึ้นมา ไม่ใช่สิ มันเป็นอาหารซูโจวที่อร่อยกว่าตอนเขากินในวัยเด็กเสียอีก ! รู้แล้วว่าเหตุใดชายแซ่เผิงจึงทำสีหน้าภูมิใจเช่นนี้ เพราะคู่หมั้นมีฝีมือให้โอ้อวดนี่เอง !


“คุณชายเผิงโชคดีเหลือเกิน !” เมื่อเห็นเผิงหยูเหยี่ยนทำหน้ารอคอยคำชม หยวนเจี๋ยก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมขึ้นมา


เผิงหยูเหยี่ยนฉีกยิ้ม ! มีคู่หมั้นที่ฝีมือทำอาหารเช่นนี้ก็ต้องเป็นโชคสำหรับเขาอยู่แล้ว แน่นอนว่าโชคในคราวนี้ยังเป็นตัวเองเสาะแสวงหามาได้ บิดามารดาและพี่ชายก็ล้วนชื่นชมเขาว่าได้ทำเรื่องถูกต้องที่สุดในชีวิตเรื่องหนึ่งเลย !


แม้ด้านในหัวสิงโตน้ำแดงจะไม่มีปูเกือกม้า ( แมงดาทะเล ) เป็นส่วนผสม แต่ไม่รู้ว่าเพิ่มของกรอบอะไรลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ ไม่รู้ว่าด้านในมีเครื่องปรุงอะไรบ้าง เวลากินไม่กระทบความหอมของเนื้อและยังมีรสชาติเข้มข้นกว่าปกติ


หลังจากลองชิมอาหารหลายอย่างหนึ่งรอบแล้ว ในที่สุดหยวนเจี๋ยก็ยอมรับว่าคุณชายรองลู่ไม่ได้พูดเกินจริง เพราะฝีมือของบุตรสาวบ้านตระกูลหลินไม่ใช่สิ่งที่พ่อครัวธรรมดาจะเทียบติด


“ไม่ทราบว่า…พี่ใหญ่ของท่านทำอาหารขึ้นชื่อของซูโจวและหางโจวเป็นได้อย่างไร ?” หยวนเจี๋ยพอใจกับอาหารมื้อนี้ยิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อได้กินรสชาติของบ้านเกิดที่ห่างหายไปนาน…พ่อครัวในเมืองหลวงเหล่านั้นทำหมูตงพอออกมาไม่มีรสชาติดั้งเดิมเลยสักนิด !


เจียงโม่หานหรี่ตาลงเล็กน้อยขณะหันไปมองหลินจื่อเหยียน หลินจื่อเหยียนเริ่มพูดพร้อมรอยยิ้ม “พี่รองมีพรสวรรค์ในด้านการทำอาหารและขนม ฝีมือของพี่ใหญ่ก็เป็นนางสอน ส่วนเรื่องที่ว่าเหตุใดจึงทำอาหารภาคใต้เป็น นั่นคงเพราะโชคดี


ตอนพี่รองไปร้านขายหนังสือกับข้า นางไปเจอสูตรขาดๆหายๆมาจากกองกระดาษเก่า ด้านในจดบันทึกสูตรอาหารจากทั่วหล้าเอาไว้ พี่รองจึงฝึกทำนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อทำให้สูตรอาหารเหล่านั้นกลับมาสมบูรณ์ นี่ก็เป็นเหตุผลว่าเหตุใดพี่รองจึงทำอาหารทางใต้เป็น ! คุณชายหยวน ท่านคิดว่าอาหารสองจานนี้มีอะไรแตกต่างไปจากอาหารทางใต้ที่ท่านเคยกินหรือไม่ ?”


“อันที่จริงแล้วด้านรสชาติปรุงออกมาให้คนใต้กินได้ แต่ก็ยังเหมาะกับคนเหนือด้วย !” หลังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงมาเกือบสิบปี หยวนเจี๋ยก็ค่อยๆปรับตัวเข้ากับอาหารของทางภาคเหนือแล้ว ดังนั้นหัวสิงโตน้ำแดงและหมูตงพอจึงถูกปากเขาเป็นอย่างยิ่ง


สำหรับน้ำแกงไข่ใส่ปวยเล้งอย่างสุดท้ายนั้น หยวนเจี๋ยไม่ทันระวังจึงดื่มเข้าไปเต็มๆหนึ่งชาม หลังกินอาหารเข้าไปเยอะเช่นนั้น การกินน้ำแกงไข่ที่มีรสชาติอ่อนตัดเลี่ยนได้ดีตบท้าย ถือเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม


เขาอดไม่ได้ที่จะชมวิธีปลูกผักในลังไม้เหล่านั้น มันเป็นสิ่งที่แปลกใหม่จริงๆ หลินจื่อเหยียนจึงมีใบหน้าเปื้อนยิ้มทันที “พี่รองเป็นผู้คิดค้น ในฤดูหนาวทางฝั่งพวกเราจะต้องเผาถ่าน ถ่านที่บ้านเราใช้ก็ไม่ต้องเสียเงิน ในห้องจึงอบอุ่นอยู่เสมอและเหมาะกับการปลูกผักพอดี พี่รองเป็นคนเสนอ เราจึงลองปลูก แต่คาดไม่ถึงว่ามันจะเติบโตมาอย่างดูดีใช้ได้ !”


ผักกาดกวางตุ้งและปวยเล้งจะนับว่ามีอะไรน่าตกใจ? ในห้องของพี่รองยังปลูกแตงกวา พริกและมะเขือเทศอีกด้วย! แม้พวกมันจะมีไม่มาก แต่อาหารที่กินในคืนข้ามปีใหม่ของพวกเขาก็จะมีรสชาติขึ้นไม่น้อยแล้ว เจ้าหนูน้อยไปดูต้นมะเขือเทศทุกวันเพื่อรอให้ถึงคืนฉลองข้ามปีแล้วเขาจะได้ใช้ผสมกินกับน้ำตาลขาว!


หลังเข้าสู่ฤดูหนาว บ้านตระกูลหลินก็ไม่ขาดแคลนเนื้อสัตว์และอาหารอยู่แล้ว แต่พวกนางตั้งตาคอยในการที่จะได้กินผักหรือแตงในฤดูหนาวมากกว่า โชคดีที่พี่รองมีวิธี! หลินจื่อเหยียนเริ่มสังเกตเห็นว่าไม่มีอะไรที่พี่รองทำไม่ได้ บ้านอื่นนำไปทำตาม แต่พืชผักก็เติบโตได้ไม่ดีเหมือนของพี่รอง!


หลังกินข้าวเที่ยงได้ไม่นาน ในที่สุดขบวนรถม้าที่ติดอยู่บนถนนก็เดินทางมาถึง ตระกูลหลินเตรียมน้ำขิงรอพวกเขาไว้ตั้งนานแล้ว ด้านในยังเติมน้ำตาลแดงไปด้วย พ่อซัวถัว เหลยหยู่และบ่าวรับใช้ของบ้านตระกูลหยวนจึงได้ดื่มกันคนละชามใหญ่ๆ


ตอนที่ 358: อยากมีพี่สาวแบบพี่รองหลิน


บ้านตระกูลหลินเตรียมหมูอบวุ้นเส้นใส่หัวไชเท้าสองกระทะและแป้งทอดหนึ่งตะกร้าไว้รอพวกบ่าวรับใช้สกุลหยวนที่กำลังหิวโหย พ่อซัวถัวและเหลยหยู่ก็ได้กลับบ้านไปคนละสองชุดใหญ่


หยวนเจี๋ยมอบเงินให้พ่อซัวถัว5ตำลึง เพราะในสภาพอากาศที่หนาวเหน็บขนาดนี้ยังรบกวนให้อีกฝ่ายออกไปข้างนอก…ส่วนพ่อซัวถัวรีบปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็ปฏิเสธไม่สำเร็จจึงต้องรับเอาไว้…คนจากเมืองหลวงใจกว้างเสียจริง


พ่อบ้านหยางไปอยู่ที่บ้านสกุลเถียนหลังข้างๆ เพื่อดูแลพวกบ่าวรับใช้สกุลหยวน เตียงเตาได้รับการจุดไฟไว้ตั้งแต่เนิ่นๆจนร้อนนานแล้ว อาหารก็เพียงพอ ขณะมองอาหารของบรรดาบ่าวรับใช้เขาก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมความใจกว้างของบ้านสกุลหลินต่อหน้าคุณชาย เพราะแม้จะอยู่ในบ้านตระกูลหยวน หากไม่ใช่ช่วงเทศกาลหรือฉลองปีใหม่ พวกบ่าวรับใช้ก็ไม่ได้กินอาหารที่เลิศหรูขนาดนี้หรอก อีกฝ่ายทำราวกับว่าเนื้อสัตว์ไม่ต้องเสียเงินซื้อมา พวกเนื้อเป็นส่วนผสมในอาหารถึงหนึ่งส่วนสาม !


หยวนเจี๋ยตัดสินใจแล้วว่าควรมอบของขวัญให้บ้านสกุลเจียงและสกุลหลินมากกว่าเดิม !


หิมะหยุดตกในยามบ่าย อาทิตย์กลับมาสาดแสงอีกครั้ง แต่สุดท้ายตอนกลางคืนก็กลับมาหนาวเหน็บดังเดิม วันรุ่งขึ้นถนนบนหุบเขาก็ใช้เดินทางได้ยากลำบากยิ่งกว่าเดิม !


พอได้ยินว่ายังต้องไปที่เขตเริ่นอัน หยวนเจี๋ยก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร แต่ฉีเยี่ยนกลับทำหน้าเศร้า หลินเว่ยเว่ยพูดกับบัณฑิตหนุ่มว่า “ถ้าอย่างไร…ให้ข้านั่งรถม้าไปที่บ้านผู้อาวุโสเพื่อจะได้ช่วยเล่าให้ท่านฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนจะยอมพบคุณชายหยวนหรือไม่ ผู้อาวุโสจะได้ตัดสินใจเอง…”


เจียงโม่หานหันไปมองหยวนเจี๋ย “คุณชายหยวนคิดว่าอย่างไร ?”


หยวนเจี๋ยครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า “ข้าไปด้วยดีกว่า แต่วางใจได้ หากผู้อาวุโสไม่ยอมพบ ข้าก็จะไม่รั้นอีกต่อไป”


เจียงโม่หานพยักหน้าแล้วหันไปมองหลินเว่ยเว่ยที่กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมรถม้า “เจ้าเพิ่งหายเป็นหวัด ข้าไปเป็นเพื่อนคุณชายหยวนคนเดียวก็พอ !”


หลินเว่ยเว่ยคิดว่าใกล้ถึงวันปีใหม่แล้ว ทว่าในบ้านยังมีเรื่องให้ทำอีกมาก นางจึงตอบว่า “ได้! เจ้าสวมเสื้อผ้าหนาๆหน่อย อากาศหนาวเข้ากระดูกแล้วก็ระวังตัวด้วย!”


หลังส่งทั้งสองออกไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็โบกมือ “เจ้าตัวน้อยทั้งหลาย ! วันนี้เรามาทำขนมอร่อยกัน ! มีใครอยากช่วยข้าบ้าง ?”


“ข้าอยาก !”


“ข้าก็อยาก !”


“พี่รองหลิน เลือกข้า !”


พวกเจ้าตัวน้อยไม่กี่คนที่วิ่งออกจากบ้านมาเล่นกับเจ้าหนูน้อยตั้งแต่ฟ้าเพิ่งสว่างได้ไม่นานก็รีบยกมือเสนอตัวกันอย่างพร้อมเพรียง เจียงโม่หานและหยวนเจี๋ยที่นั่งรถม้าออกไปไกลแล้วก็ยังได้ยินเสียงร้องตะโกนของพวกเขาจนต้องหันกลับมามอง !


“ได้ ! วันนี้ข้าจะทำ ‘ขนมข้าวตัด’ ‘ขนมถั่วตัด’ ‘ขนมงาตัด’ แถมยังมี ‘สาลี่ตุ๋นน้ำตาลกรวด’ กับ ‘ลูกอมชวนเป้ย’ ที่ยังช่วยบรรเทาอาการไอและละลายเสมหะได้ด้วย ! พวกเจ้ามาช่วยข้าดูไฟแล้วกัน !” ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เลือกเด็กมาสี่คนโดยแบ่งเป็นเสี่ยวถู่โต้วบ้านลุงต้าซวน วังตงเฉียงหลายชายคนเล็กของผู้ใหญ่บ้านและยังมีโก่วเชิ่งเอ๋อร์กับมู่เกินเอ๋อร์อีกสองคน


เดิมทีมู่เกินเอ๋อร์เป็นเด็กนิสัยเสียประจำหมู่บ้าน หลังมาตามก้นเจ้าหนูน้อยต้อยๆ แล้วก็ดูดีขึ้นมาก เรื่องนี้พิสูจน์ได้ว่าไม่มีอะไรที่ของอร่อยปราบไม่ได้ !


ในอากาศที่หนาวเหน็บเช่นนี้จะปล่อยให้พวกเจ้าตัวน้อยออกไปวิ่งอยู่ข้างนอกไม่ได้ ดังนั้นต้องหาเหตุผลให้พวกเขามาอยู่หน้าเตา อย่างน้อยก็ไม่ต้องตากลมหนาว


เตาไม่กี่เตาถูกจุดขึ้นในเวลาเดียวกัน เตาหนึ่งทำขนมข้าวตัด ข้าวสารถูกแช่ไว้ครึ่งชั่วยามแล้วตากให้แห้งบนเตียงเตา ไฟทำให้กระทะร้อนขึ้นมา หลังเทน้ำมันลงไปเคลือบแล้วก็ลดไฟอ่อน เมื่อได้ที่แล้วก็นำข้าวลงไปผัด เวลานี้ก็เพิ่มไฟให้กลับมาแรงดังเดิม หลังผัดให้ทั่วถึงกันแล้วก็ปิดฝาไว้พักหนึ่ง


มู่เกินเอ๋อร์รับหน้าที่ควบคุมไฟก็สามารถคุมไฟดีใช้ได้ หลังผ่านการชี้แนะจากหลินเว่ยเว่ยแล้ว เขาก็ทำตามระดับที่นางต้องการ ผ่านไปไม่นานมู่เกินเอ๋อร์ก็เริ่มได้ยินเสียงป๊อกแป๊กดังจากกระทะจึงรีบไปเรียกหลินเว่ยเว่ย นางให้เขาลดไฟจากนั้นก็ใส่ถุงมือเนื้อหนามาเขย่ากระทะเบาๆ เพื่อให้ข้าวด้านในได้รับความร้อนอย่างสม่ำเสมอ


ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง พอด้านในมีเสียงป๊อกแป๊กต่ออีกเล็กน้อยก็สามารถยกกระทะออกได้ ตอนนี้ข้าวสีขาวหิมะกลายเป็นสีเหลืองนวลของการเผาไหม้แล้ว แม้จะเทียบกับใช้เครื่องคั่วไม่ได้แต่มันก็ถือว่าไม่เลว


หลินเว่ยเว่ยได้คั่วถั่วลิสงและงาในกระทะอีกใบเสร็จแล้ว นางเทข้าวออกมาเพื่อผึ่งให้เย็น จากนั้นก็เริ่มเคี่ยวน้ำตาลสีขาวกับแปะแซที่ซื้อมาจากตัวอำเภอ เคี่ยวจนเกิดฟองเล็กๆ จากนั้นนางก็ใส่ถั่วลิสงทุบและข้าวพองลงไป หลังคนพวกมันเข้ากันแล้วก็เทใส่แม่พิมพ์ ค่อยๆกดมันแล้วเริ่มตัดเป็นชิ้นเล็กๆ


หลังทำเสร็จแล้วนางก็ให้พวกเด็กๆที่มาช่วยงานกินคนละชิ้น พอเจ้าตัวน้อยได้กินของหวานแล้วก็เริ่มมีพลังขึ้นมาทันที


เมื่อวานหลังได้ขนมหนวดมังกรแล้ว มู่เกินเอ๋อร์ก็กินหมดตั้งแต่ยังไม่ถึงบ้าน มารดาเห็นโก่วเชิ่งเอ๋อร์เอาขนมกลับมาแบ่งให้บิดากินอย่างรู้ความ พอลองถามจึงได้รู้ว่าบุตรชายของนางก็ได้มาเช่นกัน แต่ไม่เห็นเขาจะนึกถึงนางเลย นางจึงด่ามู่เกินเอ๋อร์ยกใหญ่ แต่สุดท้ายก็ยังต้องมาร้องไห้เสียใจภายหลัง


มู่เกินเอ๋อร์ลองเทียบตัวเองกับโก่วเชิ่งเอ๋อร์ อีกฝ่ายเอาขนมกลับมาที่บ้าน ท่านพ่อได้กินแค่เศษเสี้ยวขนมเท่านั้นแต่แลกมาด้วยคำชมจากพวกผู้ใหญ่ ลองหันมามองตัวเอง…ดังนั้นหลังจากได้ขนมถั่วตัดมาแล้ว เขาไม่ได้ยัดมันลงท้องทันที แต่บิมาชิมคำเล็กๆ จากนั้นก็เก็บเข้ากระเป๋าแขนเสื้อ…


เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็บอกให้เขารีบนำออกมา “ประเดี๋ยวมันละลายติดแขนเสื้อ พอกลับไปแม่เจ้าก็ด่าอีก เจ้ากินก่อนเลย แล้วก่อนจะกลับไปข้าแบ่งให้พวกเจ้าอีกแน่นอน !”


มู่เกินเอ๋อร์หัวเราะร่าอย่างโง่งม ก่อนจะเริ่มแทะขนมถั่วตัดทีละนิดพลางคุมไฟไปด้วย ท่าทางขยันหมั่นเพียรสุดๆ ส่วนเจ้าตัวน้อยคนอื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน อย่าเห็นว่าเป็นแค่เด็กอายุหกถึงแปดขวบเลย เด็กที่มีฐานะยากจนอาจทำงานอื่นไม่ได้ แต่เรื่องคุมไฟพวกเขาชำนาญมาก !


พอมีเด็กพวกนี้ช่วยแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ทำขนมข้าวตัดไปสามกระทะ ขนมถั่วตัดสองกระทะและขนมงาตัดไปอีกหนึ่งกระทะ


ตอนที่มารดาของพวกเด็กๆเรียกกลับไปกินข้าวที่บ้าน หลินเว่ยเว่ยก็รั้งเด็กทั้งสี่คนไว้ ก่อนจะห่อขนมให้พวกเขาชนิดละ4-5ชิ้น


แม้พวกตัวน้อยจะทำงานมาตลอดทั้งเช้าแต่ก็ได้กินขนมตลอด ทุกครั้งที่ทำขนมเสร็จ พี่รองหลินจะให้พวกเขากินคนละชิ้น ขนมที่นางทำอร่อยมาก ! ถ้าพี่รองหลินเป็นพี่สาวแท้ๆของตนก็คงดี !


ก่อนจากไป มู่เกินเอ๋อร์ก็ถามด้วยความอาลัยอาวรณ์ว่า “พี่รองหลิน ตอนบ่ายท่านยังทำขนมอีกหรือไม่ ? ยังต้องการความช่วยเหลืออีกหรือเปล่า ?”


“ทำสิ ! ตอนบ่ายทำสาลี่ตุ๋นน้ำตาลกรวด” หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะเจ้าตัวน้อย “รีบกลับไปเถิด ถ้าหาพวกเจ้าไม่เจอแล้ว พ่อแม่จะเป็นห่วงเอาได้ !”


วังตงเฉียงกำลังเคี้ยวขนมงาตัดอยู่ หลังได้ยินแบบนั้นก็พูดว่า “ไม่ขอรับ ถ้าหาพวกเราไม่เจอ พวกเขาก็จะรู้ว่าเราออกมาเล่นกับเอ้อร์ฮว๋า !”


โก่วเชิ่งเอ๋อร์พูดอย่างรู้ความ “ก่อนออกมา ข้าบอกท่านพ่อว่ามาเล่นกับเอ้อร์ฮว๋า !”


หลินเว่ยเว่ยบีบแก้มน้อยๆของเขาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “นี่ต่างหากถึงจะถูก ! ตอนออกจากบ้านก็ต้องบอกให้คนในบ้านรู้ ไม่อย่างนั้นคนในบ้านจะเป็นห่วง เข้าใจหรือไม่ ?”


พวกเจ้าตัวน้อยพูดออกมาอย่างพร้อมเพียง “เข้า…ใจ…”


เมื่อพวกเด็กๆออกไปแล้วก็ถูกมารดาของตนจับตัวไว้ทันที แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ดึงหูมู่เกินเอ๋อร์ “เจ้าไปเล่นเตาไฟบ้านใครมา ? สกปรกไปหมด !”


ตอนที่ 359: ต้องลงแรงจึงจะได้รับผลตอบแทน


มู่เกินเอ๋อร์กระทืบเท้าพลางเอามือจับหูและร้องโอ๊ยเหมือนหมูที่กำลังถูกเชือด “ข้าไปช่วยงานพี่รองหลินมา ! ท่านดูสิ นางยังให้ขนมข้าตั้งเยอะ ! ข้าอดใจไม่กินทันทีเพราะอยากเก็บมาให้ท่านชิม แต่ท่านกลับตีข้า ! ถ้ายังตีข้าอีก ต่อไปได้ของดีอะไรมา ข้าจะไม่เก็บไว้ให้ท่านแล้ว !”


“เฮอะ ! เจ้าเด็กนี่ ปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ กล้าขู่แม่เจ้าหรือ ? อยากโดนทุบหรือเปล่า ?” แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ยังตีก้นบุตรชายอีกสองสามที ทว่าคราวนี้แรงที่ใช้เหมือนเป็นการปัดฝุ่นเท่านั้น


เสี่ยวถู่โต้วเห็นนางกุ้ยฮวาจึงรีบหอบขนมที่เหมือนสมบัติล้ำค่าไปหานาง “ท่านแม่ ข้าก็มีเหมือนกัน ! ขนมข้าวตัด งาตัดแล้วยังมีถั่วตัดด้วย พวกมันหวานมาก หอมมาก อร่อยมากเลยขอรับ !”


ป้ากุ้ยฮวาขมวดคิ้ว “พวกเจ้าไปเล่นที่บ้านเอ้อร์ฮว๋าแล้วยังเอาของพวกเขามาอีกหรือ ? ของพวกนี้ล้ำค่าจะตาย ยังเอามาเยอะขนาดนี้อีก คงประมาณครึ่งชั่งได้เลยกระมัง ? ไม่ได้การ อย่างไรก็ต้องเอาไปคืน !”


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์กำห่อขนมในมือแน่นพลางสบถ ชิ ออกมาหนึ่งคำ “คืนอะไร ? มู่เกินเอ๋อร์ก็บอกแล้วว่านี่เป็นของที่นางหนูรองมอบให้เพื่อตอบแทนที่เขาไปช่วยงาน…”


“เด็กโตแบบนี้ ไม่ก่อเรื่องยุ่งก็ขอบคุณสวรรค์แล้ว ยังจะช่วยงานอะไรได้ ? คงเห็นว่าวันนี้เสี่ยวเว่ยทำขนมจึงทำตัวตะกละ เสี่ยวเว่ยทนมองไม่ไหวจึงให้ขนมพวกเขาน่ะสิ…ไม่ได้ ต้องเอาไปคืน ไม่อย่างนั้นต่อไปจะมีหน้าให้เด็กมาเล่นที่บ้านสกุลหลินอีกหรือ ?”


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ทำใจไม่ได้ บ้านนางมีมู่เกินเอ๋อร์และโก่วเชิ่งเอ๋อร์สองคนรวมกันมีขนมชั่งกว่าๆ ! เด็กทั้งสองคนกินคนละนิดก็พอแล้ว ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ นางจะเอาไปสวัสดีปีใหม่ทางบ้านมารดา มีหน้ามีตาจะตายไป !


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์บ่นในใจว่านางกุ้ยฮวายุ่งไม่เข้าเรื่อง ! ได้ของมาแล้วยังจะเอาไปคืน โง่หรือไร ? เวลานี้ ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านก็เข้ามาจับมือหลานชาย วังตงเฉียงบ่นด้วยความน้อยอกน้อยใจ ข้าใช้ความพยายามของตนแลกมา เหตุใดยังต้องเอาไปคืนอีก ?


“พี่รองหลิน…” วังตงเฉียงย่นใบหน้าน้อยๆ พลางผลักประตูบ้านตระกูลหลินเข้าไปพร้อมใบหน้าที่กลั้นน้ำตาเอาไว้


“เป็นอะไรไป ?” ขณะมองสีหน้าของเขา สิ่งที่หลินเว่ยเว่ยคิดได้อย่างแรกคือ “โดนแย่งขนมไปหรือ ? ไม่ร้องนะ ข้าจะห่อให้เจ้าเยอะกว่าเดิม…”


“ไม่ใช่หรอก” ภรรยาผู้ใหญ่บ้านพูดด้วยน้ำเสียงละอายใจ “เจ้าดูสิ เฉียงจื่อของบ้านเรามารบกวนบ้านเจ้าตั้งครึ่งวันแล้วยังจะรับของบ้านเจ้าได้อีกหรือ ? พอเขากลับถึงบ้าน เราก็ตำหนิเขายกใหญ่ ต่อไปเขาไม่กล้ารับของบ้านเจ้าอีกแน่นอน !”


“ป้ากุ้ยฮวา พวกท่านมาเพราะเรื่องนี้เองหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยลูบใบหน้าของพวกเด็กๆ ก่อนจะยิ้มปลอบพวกเขา “พวกท่านเข้าใจเด็กๆผิดแล้ว ! ไม่นานมานี้ข้าเดินทางเข้าตัวเมืองไม่ใช่หรือ ? ในบ้านยังไม่ได้ทำขนมที่ต้องใช้ในวันปีใหม่ วันนี้ข้ามีเวลาว่างจึงลงมือทำขนมเหล่านั้น”


นางหยุดไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “ขนมที่ข้าจะทำมีค่อนข้างเยอะ ทำคนเดียวไม่ไหว ท่านแม่กับพวกน้าเฝิงยังยุ่งอยู่กับการทำเนื้อแผ่นและผลไม้อบแห้ง พวกตงเฉียงมาเล่นกับเอ้อร์ฮว๋าพอดีและเห็นข้าทำงานอยู่คนเดียว พวกเขาจึงอาสามาช่วยก่อไฟและคุมไฟให้ข้า


ท่านดูลูกเต่าสามสี่ตัวนั่นสิ ถ้าไม่มีพวกเขาคอยคุมไฟ ข้าคงทำขนมออกมาไม่ได้มากขนาดนี้ ! พวกเขาได้ขนมเพราะแลกมาด้วยความพยายามตลอดช่วงเช้า พวกท่านอย่าตำหนิเลย เด็กๆจะน้อยใจเอาได้ !”


หลังภรรยาผู้ใหญ่บ้านได้ยินเช่นนั้นก็หันไปลูบศีรษะหลานชายและยังพูดอย่างเกรงใจอีกสองสามประโยค พอเห็นหลินเว่ยเว่ยยืนกรานจะยกขนมให้ นางก็ได้แต่พาหลานชายเดินออกมา


ป้ากุ้ยฮวาพูดด้วยรอยยิ้ม “ถู่โต้ว ขอบคุณพี่รองหลินของเจ้าหรือยัง ? ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็กลับก่อนนะ !”


ทันใดนั้นเสี่ยวถู่โต้ว มู่เกินเอ๋อร์และโก่วเชิ่งเอ๋อร์ก็พูดขอบคุณอย่างพร้อมเพียง “ขอบคุณพี่รองหลิน!”


“ไม่ต้องขอบคุณหรอก นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าสมควรได้รับ!” หลินเว่ยเว่ยพูดกับพวกเด็กตามหลักความเป็นจริง…ต้องลงแรงจึงจะได้รับผลตอบแทน


เสี่ยวถู่โต้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่รองหลิน ตอนบ่ายพวกเราจะมาช่วยงานใหม่!”


ป้ากุ้ยฮวาจิ้มหน้าผากเขาและด่าทันที “ขนมพวกนี้ยังไม่พอกินอีกหรือ? ยังเอาเปรียบชาวบ้านไม่มากพอใช่ไหม!”


เสี่ยวถู่โต้วรีบแก้ตัว “ข้าอยากมาช่วยจริงๆต่างหากขอรับ ไม่ได้มาเพราะขนม!”


“ข้าคงเชื่ออยู่หรอก!” ป้ากุ้ยฮวาจับมือบุตรชายเดินจากไป


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์มองห่อขนมในมือโก่วเชิ่งเอ๋อร์แล้วยื่นมือออกมา “เด็กกินขนมเยอะเกินไปไม่ดี มา เอามาให้แม่ ประเดี๋ยวแม่จะเก็บให้เจ้าแล้วค่อยแบ่งกิน!”


โก่วเชิ่งเอ๋อร์มองตานางแล้วส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อใจ “ข้าจะเอาไปให้ท่านพ่อ ท่านพ่อจะเป็นคนเก็บให้ข้าเอง!”


มู่เกินเอ๋อร์ก็ไม่วางใจ “ท่านแม่ ท่านกินขนมแต่ละอย่างแค่สองคำก็พอ อย่ากินของข้าหมดล่ะ ไม่อย่างนั้นพอข้าได้ของดีอะไรมาอีก ข้าจะไม่เก็บไว้ให้ท่านแล้ว!”


“เจ้าเด็กนี่ ใจกล้าแล้วสิ ถึงได้กล้าขู่แม่เจ้าน่ะ! อยากโดนตีอีกใช่ไหม?” หลังเข้าบ้านไปแล้วแม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ก็รีบเดินไปหยิบไม้กวาดทันที


ไฉนเลยมู่เกินเอ๋อร์จะกล้าอยู่เฉยให้นางตีตามใจชอบ? เขารีบเข้าไปหลบหลังพ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์ทันที “ท่านพ่อ ช่วยข้าด้วย! ท่านแม่จะตีข้าให้ได้ นางโลภกินขนมของข้าขอรับ!”


พ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์มองห่อขนมในมือบุตรชาย หลังอดทนฟังบุตรชายอธิบายถึงที่มาที่ไปของขนมพวกนี้แล้ว เขาก็ลูบศีรษะเด็กน้อย “ในเมื่อพวกเจ้าแลกมาด้วยความพยายามของตน เช่นนั้นพวกเจ้าก็เก็บไว้เองเถิด…”


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์รีบพูดทันที “ท่านพี่ พวกเด็กตะกละจะตายไป ไม่มีหมั่นโถวเหลืออยู่ในกรงสุนัขหรอก ถ้าให้พวกเขาเก็บไว้ ผ่านไปไม่ถึงสองวันก็หมด…”


ตอนที่ 360: ฟังเรื่องสะเทือนขวัญจากบัณฑิตน้อย


“หมดก็คือหมด เข้าท้องเด็กๆก็ยังดีกว่าถูกเจ้าเอาไปให้บ้านมารดา !” พ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์ชักสีหน้า ตอนเขาบาดเจ็บสาหัส ไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย พวกพี่น้องฝั่งบ้านแม่ยายถึงขั้นสนับสนุนให้นางเก็บข้าวปลาอาหารและเงินทั้งหมดภายในบ้านแล้วไปแต่งงานกับคนอื่น แถมยังพูดว่าเขาบาดเจ็บหนักขนาดนี้ แม้ไม่ตายก็คงกลายเป็นคนพิการ แล้วจะเก็บเขาไว้เป็นภาระอีกทำไม !


โชคดีที่ภรรยาคนนี้ยังไม่เลาะเลือนจนถึงขีดสุด ถ้านางเก็บอาหารและเงินทั้งหมดในบ้านกลับบ้านมารดาจริงๆ ของเหล่านั้นก็ไม่รู้จะตกไปอยู่ที่ใคร ! การบอกให้นางหอบข้าวของกลับไป ญาติเสมือนปลิงก็แค่หลอกนางเท่านั้น ไฉนเลยยังจะสนความเป็นความตายของนางอีก ?


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์เห็นว่าไม่มีความหวังในส่วนของโก่วเชิ่งเอ๋อร์แล้วจึงพูดกับบุตรชายของตน “มู่เกินเอ๋อร์ ประเดี๋ยวแม่เก็บขนมพวกนี้ให้เจ้าเอง…”


มู่เกินเอ๋อร์ใช้โอกาสที่นางไม่ทันสังเกต แอบเอาขนมไปซ่อนไว้ในแขนเสื้อพ่อเลี้ยงแล้ว “ข้าไม่ให้ท่านเก็บ ! ท่านเก็บไปเก็บมาก็เก็บเข้าท้องพวกตุนจื่อ ! ข้าจะให้ท่านพ่อเป็นคนเก็บ !”


ตุนจื่อคือบุตรชายของท่านลุง เมื่อก่อนตอนเขาอยู่บ้านท่านยายก็โดนพวกตุนจื่อและพวกพี่น้องคนอื่นแย่งของไปไม่น้อย ถ้าไม่ให้ก็จะทุบตีเขา!


มู่เกินเอ๋อร์รู้ตัวดีเช่นกันว่าหากเก็บไว้เอง ยังไม่ทันถึงวันรุ่งขึ้น ขนมพวกนี้ก็ต้องถูกเขากินหมดเพราะห้ามปากไม่ไหว แล้วต่อไปเวลาที่โก่วเชิ่งเอ๋อร์กิน เขาก็ได้แต่มองเท่านั้น


เขาพูดกับพ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์ว่า “ท่านพ่อ ท่านช่วยข้าเก็บไว้หน่อย แต่ละวันให้ข้ากินแค่คำเล็กๆก็พอ ที่เหลือรอให้ถึงคืนส่งท้ายปีเก่าแล้วบ้านเราค่อยมากินด้วยกันขอรับ!”


โก่วเชิ่งเอ๋อร์ก็ยื่นห่อขนมของตนให้บิดา “ท่านพ่อ ท่านก็ช่วยเก็บให้ข้าด้วย! รอถึงคืนส่งท้ายปีเก่าแล้วเรามากินด้วยกันขอรับ!”


ขณะมองสามพ่อลูกรักใคร่ปรองดอง แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ก็โมโหจนปวดตับไปหมด เจ้าโก่วเชิ่งเอ๋อร์นั่นช่างเถิด เพราะอย่างไรก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆของตนอยู่แล้ว แต่มู่เกินเอ๋อร์เด็กไร้มโนธรรมกลับไม่เชื่อใจแม่แท้ๆ! จะทำให้นางโมโหตายหรือไร!


มู่เกินเอ๋อร์และโก่วเชิ่งเอ๋อร์รีบโกยอาหารเข้าปาก แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ด่าด้วยความหงุดหงิด “รีบไปคลอดลูกกันหรือ! ไม่กลัวติดคอตายเสียบ้าง!”


พ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์ถลึงตาใส่นางทันที “จะปีใหม่อยู่แล้ว พูดคำอัปมงคลอะไรกัน?”


มู่เกินเอ๋อร์ยิ้มหน้าบาน “ตอนบ่ายพี่รองหลินยังทำขนมอีก! กินข้าวเสร็จแล้วพวกเราจะไปช่วยนางขอรับ!”


“เห็นคนนอกดีกว่าคนในบ้าน แม่เจ้าทำงานอยู่บ้านมือเป็นระวิง ไม่เห็นอยากช่วยข้าบ้าง ? สรุปว่าเจ้าแซ่หวังหรือแซ่หลินกันแน่ ?” แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์พูดด้วยความโมโห


มู่เกินเอ๋อร์หัวเราะคิกคักแล้วเข้าไปใกล้พ่อเลี้ยง “ข้าแซ่หลิวเหมือนท่านพ่อ…”


พ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์ลูบศีรษะเขา ก่อนจะหยิบซาลาเปาไส้ผักให้ ส่วนแม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์รีบพูด “เขากินไปลูกหนึ่งแล้ว ท่านเอาซาลาเปาของตนให้เขาแล้ว จะเหลือแต่ผักต้มให้ท่านกินเท่านั้น…”


พ่อโก่วเชิ่งเอ๋อร์พูดกับนาง “ในเขตเริ่นอันไม่ได้มีข้าวสารราคาถูกมาขายหรือ ? บ้านเราไม่ได้ขาดแคลนเงิน ต่อไปทำซาลาเปาเพิ่มหลายลูกหน่อย ให้พวกเด็กๆได้กินอิ่มท้อง…”


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์บ่นพึมพำ “มีบ้านไหนไม่ทำแบบนี้บ้าง ? ภัยแล้งทำให้คนอดตายไม่น้อยแล้ว…จะให้เด็กแสบพวกนี้กินอิ่มแล้วไปทำงานให้บ้านอื่นหรือไร ?”


เด็กทั้งสองหันมามองหน้ากัน หลังกินผักต้มคำสุดท้ายหมดแล้ว พวกเขาก็วิ่งออกจากบ้านทันที ตอนไปถึงบ้านตระกูลหลินก็พบว่าเสี่ยวถู่โต้วกับวังตงเฉียงมาถึงก่อนแล้ว ไม่ต้องให้หลินเว่ยเว่ยบอก เด็กทั้งสองก็เข้าไปนั่งยองหน้าเตาไฟทันที


ตอนบ่าย หลินเว่ยเว่ยทำสาลี่ตุ๋นน้ำตาลกรวดกับลูกอมชวนเป้ย หลังตัดไม้ไผ่ออกเป็นซีกแล้วนางก็โยนให้พวกเด็กๆขัด จากนั้นก็ต้มพวกมันด้วยน้ำร้อนอีกทีและนำแม่พิมพ์ที่ใช้ทำคุกกี้ออกมารอไว้


จัดการล้างผลสาลี่ให้สะอาด จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เริ่มคั้นน้ำสาลี่ออกด้วยมือแล้วกรองด้วยผ้าขาวบางอีกที หลังเติมแปะแซและน้ำตาลกรวดลงไปเคี่ยวจนเนื้อข้นแล้วเทลงแม่พิมพ์ ผึ่งลมไว้ข้างนอกให้เย็นสักพักก็จะแข็งตัวจนกลายเป็นลูกอม ขณะมองลูกอมรูปลูกหมี ดอกไม้ วงกลมและหัวใจ พวกเด็กๆก็ตื่นเต้นมาก ! เพราะพวกตนก็มีส่วนร่วมในการทำลูกอมหลากรูปร่างนี้ !


หลินเว่ยเว่ยแจกจ่ายให้พวกเด็กๆกินคนละเม็ด เจ้าตัวน้อยยิ้มหน้าบานทันที หวานมากและมีกลิ่มหอมสดชื่นของสาลี่ด้วย !


ในลูกอมชวนเป้ยมีส่วนผสมของสมุนไพรแก้ไอและละลายเสมหะอยู่ เพื่อลดปัญหาเรื่องการกินยาก นางจึงต้มน้ำตาลเทใส่แม่พิมพ์ด้วย หลังพวกมันแข็งตัวได้พอประมาณแล้วก็ใช้มีดหั่นเป็นก้อนเล็กๆ


เศษน้ำตาลที่กระเด็นออกมาตอนตัดกลายเป็นของที่พวกเด็กๆแย่งกัน แม้แต่ชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลก็ยังได้ยินเสียงพูดคุยและหัวเราะอย่างมีความสุขของเด็กพวกนี้ !


ชาวบ้านที่นั่งอยู่บนเตียงเตาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “บ้านตระกูลหลินช่างมีชีวิตชีวาดีเหลือเกิน !”


ช่วงเทศกาลก็สมควรคึกคัก สร้างสีสันเพื่อต้อนรับปีใหม่อยู่แล้ว สถานการณ์ของบ้านตระกูลหลินเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตเจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวันและการเปลี่ยนแปลงนี้ยังเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้นแค่ครึ่งปีกว่าๆเท่านั้น…


หลินเว่ยเว่ยทำสาลี่ตุ๋นน้ำตาลกรวดและลูกอมชวนเป้ยไว้ไม่น้อย เหตุผลหลักที่ทำก็เพราะน้องสี่ ตอนที่เขาเกิดมาได้ไม่นานพ่อหลินก็จากไปแล้ว สถานการณ์ในบ้านจึงเริ่มแย่ลง สุขภาพของเขาก็ไม่ดีมาโดยตลอด มักมีอาการหายใจไม่ออกและไอเป็นครั้งคราว


หลินเว่ยเว่ยไม่อยากให้เจ้าตัวน้อยต้องดื่มยาต่างน้ำหลังเข้าสู่ฤดูหนาว นางจึงนึกถึงวิธีนี้ขึ้นมา ลูกอมชวนเป้ยมีฤทธิ์ทำให้ปอดชุ่มชื้นและบรรเทาอาการไอ เมื่อรวมกับน้ำพุวิญญาณแล้วผลลัพธ์ก็เห็นได้ชัดกว่าเดิมและแทบไม่มีผลข้างเคียงอันใด รสชาติหวานอร่อย พวกเด็กๆชอบกิน !


หลังทำเสร็จแล้วนางก็ห่อสาลี่ตุ๋นน้ำตาลกรวดให้พวกเด็กๆ ส่วนลูกอมชวนเป้ยมีส่วนผสมของสมุนไพรจึงมีกลิ่นฉุน นางจึงทำลูกอมเมล็ดสนให้พวกเขาแทน


ในสายตาพวกเด็กๆ ลูก.อมเมล็ดสนมีรสหวานหอมถูกปาก อร่อยกว่าลูกอมชวนเป้ยที่มีกลิ่นสมุนไพรตั้งเยอะ ตอนที่กลับออกมาจึงมีใบหน้าเปื้อนยิ้มกันทุกคน !


ตกค่ำ เจียงโม่หานก็ฝ่าลมหนาวกลับมา หลินเว่ยเว่ยรีบพาเขาไปที่เตียงเตา ก่อนจะให้เขาดื่มน้ำขิงร้อนๆอีกถ้วยแล้วถามว่า “คุณชายหยวนอยู่ที่ใด ? ถูกผู้อาวุโสเซวียรั้งไว้หรือ ?”


เจียงโม่หานพยักหน้า “อืม! บัณฑิตหยวน…หรือก็คือบิดาของคุณชายหยวนเป็นลูกศิษย์ที่อยู่รับใช้ข้างกายผู้อาวุโสเซวียนานที่สุด อดีตฮ่องเต้ชอบหวาดระแวง สามารถลงโทษด้วยข้อหาที่ปั้นแต่งขึ้นมาจึงสั่งประหารลูกศิษย์ของผู้อาวุโสเซวียที่มีตำแหน่งสูงไปหลายคน แม้บัณฑิตหยวนจะบริสุทธิ์แต่ก็มีชื่อเสียงในสังคม จึงถูกปลดลงจากตำแหน่งแล้วโดนเนรเทศไปยังชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ…”


พอเห็นหลินเว่ยเว่ยเอามือเท้าคางพลางแสดงท่าทางเหมือนกำลังฟังเรื่องเล่าอย่างตั้งใจ เขาก็หัวเราะแบบไร้เสียงพักหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “ในความเป็นจริงแล้วการเนรเทศไปยังชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือก็ไม่ต่างอะไรจากการโดนโทษประหารชีวิต ก่อนอื่นคือต้องเดินทางหลายพันลี้ แม้จะแบกสัมภาระเบาๆไปและมีกำลังวังชาที่ดี ทว่าต้องใช้เวลาเดินทางถึงสี่เดือนกว่าๆแล้ว นับประสาอันใดกับนักโทษที่โดนล่ามโซ่ไว้ด้วย ? เนื่องจากเป็นการเดินทางไกลจึงมีคนจำนวนมากไม่ป่วยก็หิวตายระหว่างทาง บางศพถูกสัตว์กัดกินแล้วก็ยังมีบางศพที่ต้องกลายเป็นอาหารของนักโทษหิวโซคนอื่น”


“แม้จะได้รับความช่วยเหลือให้ไปถึงชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว แต่สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ยังเป็น ‘นรกบนดิน’ เพราะที่นั่นมีสภาพอากาศย่ำแย่ ตามบันทึกประวัติศาสตร์กล่าวว่า ‘เป็นสถานที่ไม่ค่อยมีมนุษย์ไปถึง ต้องข้ามแม่น้ำเชี่ยวกราก เดินข้ามภูเขา พันธุ์ไม้นานาชนิดหนาทึบจนไม่เห็นผืนฟ้า ในฤดูหนาวก็มีแต่ผาน้ำแข็งอยู่ทุกหนทุกแห่ง ต้องประทังชีวิตด้วยการกินรากไม้ มักโดนทำร้ายร่างกายโดยการใช้เกือกม้าเตะ ลมหนาวพัดผ่าน หิมะโปรยปราย เสียงนกประหลาดดังก้องไปทั่วผืนป่า…’”



จบตอน

Comments