weiwei ep361-380

ตอนที่ 361: นี่คือสิ่งที่ผู้อาวุโสเซวียเลือกเอง


“หลังจากนักโทษไปถึงค่ายกักกันแล้ว นอกจากสภาพแวดล้อมอันเลวร้ายก็ยังมีงานหนักและชีวิตเยี่ยงทาสรอพวกเขาอยู่ นักโทษที่โดนเนรเทศจะไม่ค่อยได้กินอาหารตลอดทั้งปี เสื้อผ้าไม่ค่อยดี ผิวเหลือง ตัวผอมแห้งและยังต้องทำงานหนัก ถ้าไม่ทำนาก็เผาถ่าน เลี้ยงสัตว์…ไม่มีวันได้หยุดพัก ตื่นตั้งแต่ยามห้า (03:01-05:00น.) ทำงานจนถึงช่วงพลบค่ำ รายได้ทั้งหมดต้องมอบให้ทางการ แต่ก็ยังไม่แน่ว่าจะช่วยลบล้างโทษที่ติดตัวมาได้…”


หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้ว…คนเหล่านี้มีชีวิตอนาถยิ่งกว่าผู้ประสบภัยเสียอีก !


เจียงโม่หานพูดต่อ “ดังนั้นแม้จะต้องตาย คนส่วนมากก็ไม่ยอมโดนเนรเทศ บัณฑิตหยวนโดนเนรเทศไปทั้งครอบครัวโดยพาบุตรและภรรยาไปด้วย ความลำบากจึงยิ่งทวีคูณ…ก่อนสงครามจะรุกรานไปถึงเจียงหนาน ผู้อาวุโสเซวียก็ขอให้คนไปสืบข่าวเรื่องเขามาแล้ว ในเวลานั้นเกิดความโกลาหลขึ้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือจึงไม่ได้ข่าวใดกลับมา เขาคิดว่าศิษย์ที่เป็นดั่งบุตรชายคนนี้ต้องเผชิญเรื่องเลวร้าย…”


หลินเว่ยเว่ยถาม “บัณฑิตหยวนมีสายสัมพันธ์ฉันพ่อลูกกับผู้อาวุโสเซวียหรอกหรือ? เขาเติบโตมากับผู้อาวุโสเซวียใช่หรือไม่?”


“จะพูดแบบนั้นก็ได้ ! บัณฑิตหยวนเป็นลูกหลานในสกุลที่มีชื่อเสียงของเจียงหนาน เป็นบุตรชายคนเดียวของภรรยาเอก ตอนเขาอายุเท่าเอ้อร์ฮว๋า บิดามารดาก็จากไปทั้งคู่ ตอนนั้นบัณฑิตหยวนเป็นเสมือนเด็กอ่อนแอที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด คนสกุลสาขาของตระกูลหยวนจึงคอยจ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อของเขา”


ไม่รู้ว่าเจ้าหนูน้อยปีนขึ้นมานั่งบนเตียงเตาตั้งแต่เมื่อใด เขาฟังจนเคลิ้มไปกับเนื้อเรื่อง เจียงโม่หานลูบศีรษะของเขา…รู้สึกดีจัง รู้แล้วว่าเหตุใดเด็กตัวแสบชอบลูบศีรษะของเด็กนัก !


“บัณฑิตหยวนเป็นเด็กฉลาด บ่าวรับใช้ก็พาเขาไปกราบขอร้องผู้อาวุโสเซวีย ผู้อาวุโสเซวียชอบเด็กที่เก่งอยู่แล้วจึงรับเขาไว้เป็นศิษย์ เจ้าเมืองซูโจวในขณะนั้นก็เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสเซวีย บัณฑิตหยวนจึงกลายเป็นศิษย์น้องของเจ้าเมืองซูโจว พวกกิ่งก้านสาขาของสกุลหยวนเหล่านั้นจึงยอมตัดใจ ไม่กล้ามายุ่งกับตระกูลหลักอีก”


“ผู้อาวุโสเซวียไม่มีบุตร บัณฑิตหยวนปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพแบบอาจารย์และศิษย์ ยังมีความกตัญญูที่มีต่อท่านไม่ต่างจากบิดาผู้ล่วงลับ เมื่อผู้อาวุโสเซวียเริ่มแก่ตัวลง บัณฑิตหยวนที่มีตำแหน่งเป็นจอหงวนกลับละทิ้งเส้นทางขุนนางและพำนักอยู่ที่ซูโจวเพื่อดูแลอาจารย์ที่เคารพรัก…”


เมื่อได้ยินแบบนั้น หลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกดีใจแทนผู้อาวุโสเซวียทันที เมื่อคนเราเริ่มแก่ชราก็มักหวังให้พวกลูกหลานมาอยู่ข้างกาย ผู้อาวุโสเซวียดูเป็นคนรักอิสระและเรียบง่าย เรียกว่าเป็นคนสมถะนั่นเอง แต่นางก็ยังสัมผัสได้ว่าท่านก็มีความเหงาอยู่เหมือนกัน…ทุกครั้งที่นางกับบัณฑิตหนุ่มไปเยี่ยม ผู้อาวุโสเซวียก็จะดูอารมณ์ดีขึ้นมาก พี่เซวียยังแอบมาหาพวกนางเพื่อให้หาเวลาว่างไปเยี่ยมท่านบ่อยๆ…


“ตอนนี้ก็ดีแล้ว ! ผู้อาวุโสเซวียกับลูกศิษย์ได้มาพบกันอีกครั้ง ไม่ต้องเหงาหงอยเศร้าสร้อยเหมือนอดีต ไม่ว่าใครก็มีความสุข !” หลินเว่ยเว่ยยิ้มและลูบหลังมือปลอบอีกฝ่าย


เจียงโม่หานส่ายหน้า “ผู้อาวุโสเซวียไม่ยอมตามคุณชายหยวนกลับเมืองหลวงหรือเจียงหนาน…”


“ทำไมหรือ ?” รอยยิ้มของหลินเว่ยเว่ยค่อยๆจางหาย นางขมวดคิ้วพลางถาม


“นึกถึงเหตุการณ์ที่ลูกศิษย์และผู้อาวุโสเซวียต้องเผชิญในราชวงศ์ก่อน…ท่านกังวลว่าตนจะไปส่งผลต่ออนาคตของลูกศิษย์หรือแม้แต่ถึงแก่ชีวิต…” เจียงโม่หานถอนหายใจ


หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปาก ดวงตาแดงก่ำ “เห็นอยู่ชัดๆว่าไม่ใช่ความผิดของผู้อาวุโสเซวีย แล้วเหตุใดจึงให้คนแก่แบกรับความผิดไว้มากมายขนาดนั้น ? พอนึกถึงกระท่อมบนเนินเขาอันโดดเดี่ยวเดียวดาย มีคนแก่ผมขาวอยู่เพียงลำพัง ข้าก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที !”


“นี่คือสิ่งที่ผู้อาวุโสเซวียเลือกเอง…” เจียงโม่หานลูบเส้นผมอันนุ่มมือของนาง


หลินเว่ยเว่ยสูดหายใจเข้าก่อนจะลุกขึ้นพูด “คืนนี้ข้าจะทำอาหารซูโจวเยอะหน่อย แล้วพรุ่งนี้ให้พวกพ่อบ้านหยางนำไปมอบแก่ผู้อาวุโสเซวีย ! วันส่งท้ายปีเก่าทั้งทีต้องให้พวกเขาได้กินอาหารรสชาติบ้านเกิดเสียหน่อย”


เจียงโม่หานเห็นนางมีแรงจะทำงานอีกครั้งก็เหมือนยกภูเขาออกจากอกทันที เด็กสาวที่วันๆเอาแต่หัวเราะกลับโศกเศร้าขึ้นมา ทำให้คนที่เห็นอดปวดใจไม่ได้


เที่ยงวันถัดมา พ่อบ้านหยางนำของขวัญที่จะมอบให้ผู้อาวุโสเซวียแล้วมารวมตัวกับคุณชายที่เขตเริ่นอัน ขณะเดียวกันในมือก็ถือกล่องอาหารไว้ตลอดเวลา ด้านในเป็นอาหารที่หลินเว่ยเว่ยปรุงด้วยใจ


ตอนเดินทางมาถึงกระท่อมผู้อาวุโสเซวียก็เป็นเวลาทานอาหารกลางวันพอดี ตอนที่พ่อบ้านหยางยกอาหารซูโจวแต่ละจานออกมา ผู้อาวุโสเซวียก็เบิกตาโต “ไอโหยว ! พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกแล้วกระมัง นางหนูทำอาการบ้านเกิดให้พวกเรามากมายขนาดนี้เชียว ! นี่คงกลัวว่าบ้านของข้าจะไม่มีอาหารต้อนรับแขกสิท่า ?”


หยวนเจี๋ยประคองท่านมานั่งที่โต๊ะ ก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “ศิษย์หลานจะถือว่าเป็นแขกได้อย่างไรขอรับ ? ต้องเป็นเพราะหลินกู่เหนียงคิดว่านี่ก็ใกล้จะปีใหม่แล้วจึงส่งอาหารอร่อยมาให้ขอรับ !”


“อาหารเป็นอาหารชั้นดีก็จริง แต่ส่งมาแบบนี้ก็เย็นชืดแล้วจะกินอย่างไร ?” หลังใช้ชีวิตในภาคเหนือมาสิบกว่าปี รสชาติที่ผู้อาวุโสเซวียชื่นชอบก็เป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือเสียแล้ว


พ่อบ้านหยางรีบพูด “หลินกู่เหนียงบอกว่านี่คือปลากระรอกทอด สามารถเอาไปอุ่นในกระทะได้ ส่วนซอสเปรี้ยวหวานก็แยกมาให้ พออุ่นแล้วค่อยราดลงไป รสชาติก็จะเหมือนเพิ่งออกจากเตาไม่มีผิดขอรับ อิงเถาโร่ว (เนื้อเชอร์รี่) และกุ้งแก้ว ให้นำไปนึ่งสักพักหนึ่ง ส่วนไก่ขอทาน (ไก่ยัดไส้ห่อใบบัวอบ)…นำไปอบที่เตา…”


ผู้อาวุโสเซวียมองกล่องอาหาร “เฮ้! ยังมีขนมเปี๊ยะกระดองปูกับเค้กข้าวมันหมูอีกด้วย! ไม่ได้กินมา10กว่าปี คิดถึงรสชาติของมันจริงๆ แต่ไม่รู้ว่านางหนูจะทำออกมาได้เหมือนหรือไม่!”


หยวนเจี๋ยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “เมื่อวานได้ยินว่าอาหารซูโจวที่บ้านตระกูลหลิน จานหนึ่งเป็นหมูตงพอ อีกจานเป็นหัวสิงโตน้ำแดง รสชาติเหมือนศิษย์หลานได้กลับไปเป็นเด็กไม่มีผิด ศิษย์หลานจำได้ว่าตอนเด็ก ท่านพ่อมักพาไปเล่นที่บ้านอาจารย์ปู่ หัวสิงโตน้ำแดงที่พ่อครัวของบ้านอาจารย์ปู่ทำอร่อยมาก ศิษย์หลานที่อายุแค่สามสี่ขวบ กินหัวสิงโตไปหนึ่งชามเต็มๆ กลับถึงบ้านก็ไม่กินอะไรสองวันเต็ม ทำให้ท่านแม่ตกใจแทบแย่เลยขอรับ !”


ผู้อาวุโสเซวียหัวเราะฮ่าฮ่า “ไม่คิดว่าเจ้ายังจำได้ อาจารย์ปู่เองก็ตกใจไม่น้อย ยังไหว้วานให้คนไปตามหมอมาตรวจเจ้าด้วย พอหมอมาตรวจแล้วจึงได้บอกว่าเจ้ากินเยอะเกินไป แค่ปล่อยให้หิวสักสองวันก็พอ ! หลังเกิดเรื่องนั้นขึ้น อาจารย์ปู่ก็ไม่กล้าปล่อยให้เจ้ากินอะไรมั่วซั่วอีกเลย !”


หลังอาหารถูกอุ่นเรียบร้อยแล้ว ผู้อาวุโสเซวียก็หยิบสุราองุ่นที่ซ่อนไว้ออกมา…เขาอยากดื่มสุราดองกระดูกเสือ แต่วันหนึ่งสามารถดื่มได้แค่จอกเดียวเท่านั้น เช้านี้เขาทนไม่ไหวจึงดื่มไปแล้ว เขาพูดกับหยวนเจี๋ยว่า “มา มาดื่มกับอาจารย์ปู่สักสองจอก !”


หยวนเจี๋ยมองสุราองุ่น “…” เดิมทีคิดว่าอาจารย์ปู่ขายภาพวาดเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ ชีวิตคงจะลำบากน่าดู แต่คาดไม่ถึงว่าท่านจะอยู่ดีมีสุขยิ่งกว่าบ้านตน แม้แต่สุราก็ยังเป็นสุรานำเข้าจากตะวันตก!


“ศิษย์หลานเป็นคนบ้านนอกคนหนึ่ง ไม่ทราบว่าสุราองุ่นนี้อาจารย์ปู่ได้มาจากที่ใดขอรับ ?” ผู้อาวุโสเซวียหัวเราะ ก่อนจะพูดว่า “เจ้าสิ่งนี้…ต้องเก็บไว้เป็นความลับ !”


คนไม่ผิด ผิดที่ครอบครองหยก นางหนูหลินเป็นเหมือนขุมทรัพย์ที่ไม่มีวันหมด ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องอื่น แค่สูตรหมักสุราองุ่นนี้อย่าให้คนที่มีใจคิดคดได้ไปครอง เพราะการกลั่นแกล้งคนอื่นก็ยังเป็นเรื่องเล็กน้อยตั้งแต่โบราณกาล คนที่ต้องตายเพราะสมบัติล้ำค่าหรือสูตรลับยังมีให้เห็นไม่น้อย ดังนั้นเรื่องที่นางสามารถหมักสุราองุ่นได้ ให้คนรู้น้อยเท่าไรก็ยิ่งดี !


หยวนเจี๋ยคลี่ยิ้ม นิสัยของอาจารย์ปู่ ยิ่งแก่ก็ยิ่งเหมือนเฒ่าทารกขึ้นทุกวัน ! แต่นี่ก็พิสูจน์ได้ว่าท่านไม่ได้มีชีวิตน่าเป็นห่วงอย่างที่พวกตนคิดไว้…


[1] คนไม่ผิด ผิดที่ครองครอบหยก ใช้เปรียบเปรยถึงการมีความสามารถแต่โดนใส่ร้ายหรือโดนรังแก


ตอนที่ 362: เทพเจ้าแห่งขุนเขาช่วยให้นางหนูรองรู้แจ้ง


หยวนเจี๋ยอยากพาอาจารย์ปู่กลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่เมืองหลวง แต่โดนผู้อาวุโสเซวียปฏิเสธโดยบอกว่าท่านคุ้นชินกับการอยู่ภาคเหนือแล้ว มีใจผูกพันและไม่อาจตัดใจจากไปได้ หยวนเจี๋ยรู้ว่าผู้อาวุโสกลัวจะทำให้พวกตนพลอยลำบากไปด้วย เดือนสามปีหน้าท่านพ่อจะมาเป็นผู้ตรวจการประจำการสอบฝู่ซื่อที่เมืองจงโจว เรื่องเกลี้ยกล่อมอาจารย์ปู่ก็ยกให้เป็นหน้าที่ของท่านพ่อแล้วกัน


หยวนเจี๋ยเช่าบ้านหลังเล็กๆอยู่ในเขตเริ่นอัน พ่อบ้านหยางถูกเขาไล่กลับไปเพื่อรายงานข่าวของอาจารย์ปู่ให้ท่านพ่อรับทราบ ส่วนตนเองนอกจากนำอาหาร ผลิตภัณฑ์จากเมืองหลวงและของใช้ต่างๆ มอบเป็นของขวัญแด่ตระกูลหลินและตระกูลเจียง ส่วนที่เหลือก็เก็บของไว้ที่เขตเริ่นอัน ส่วนพวกบ่าวรับใช้นอกจากฉีเยี่ยนแล้วก็เก็บไว้แค่สองคนเท่านั้น


ทุกวันหลังฟ้าสาง เขาจะออกจากตัวเมืองไปที่กระท่อมของผู้อาวุโสเซวียเพื่อรับฟังคำสอน รินชา ฝนหมึกและคอยดูแลอาจารย์ปู่อยู่ข้างๆ พอตกเย็นก็กลับมายังบ้านในตัวเมืองและอ่านตำราต่อจนดึก


ราชวงศ์ใหม่เพิ่งสถาปนาได้ไม่นานจึงเป็นช่วงเวลาต้องการกำลังคนพอดี ฮ่องเต้จึงมีพระราชโองการให้เปิดสอบเคอจวี่ (สอบรับราชการ)…โอกาสมักมีไว้สำหรับคนที่พร้อมเสมอ ไม่ว่าจะที่ไหนหรือเวลาใด เขาต้องเพิ่มพูนความรู้เอาไว้


หยวนเจี๋ยเคยสนทนากับเจียงโม่หานไม่กี่ประโยค แม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงบัณฑิตถงเซิง ทว่าความรู้ความสามารถไม่ธรรมดา มีมุมมองและความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆในระดับสูง หรือแม้แต่ในบางครั้งหยวนเจี๋ยคิดว่าบิดายังเทียบไม่ติดด้วยซ้ำ…บัณฑิตเจียงเพิ่งอายุ15ปี! พรสวรรค์ก็อยู่เหนือผู้อื่นแล้ว ตัวเขาจึงมีเพียงต้องขยันกว่าเดิมเท่านั้น!


ในขณะที่หยวนเจี๋ยกำลังรู้สึกกดดันและมุมานะต่อการเรียนจนแทบอยากมัดผมติดกับคานเพื่อให้ตนได้ศึกษาตำราชนิดไม่ได้หลับไม่ได้นอนอยู่นั้น เจียงโม่หานที่เป็นคู่ต่อสู้อันร้ายกาจที่สุดกลับถูกคู่หมั้นลากมาทำซาลาเปาไส้ถั่วด้วยความไม่เต็มใจ…ห่อไปห่อมา! แต่แล้วก็เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ทำซาลาเปาไส้ถั่วเยอะแยะขนาดนี้จะกินหมดหรือไร?


ชาติก่อน หลินเว่ยเว่ยเคยอยู่ในภาคเหนือเช่นกัน เวลาที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าฉลองปีใหม่ก็จะให้เด็กที่โตหน่อยมานั่งช่วยกันทำหมั่นโถว ซึ่งต้องทำอย่างน้อยให้มีกินถึงวันที่5ของเดือนแรก นางไม่เคยกินซาลาเปาไส้ถั่วมาก่อนและไม่เคยทำด้วย นางหวงและนางเฝิงแม้จะใช้ชีวิตอยู่ในฉือหลี่โกวมากว่า10ปีก็ยังไม่เคยทำซาลาเปาไส้ถั่วให้ออกมาเหมือนคนท้องถิ่นเช่นกัน


ปีนี้ต่างออกไป หลังรู้ว่าบ้านตระกูลหลินทำซาลาเปาไส้ถั่วไม่ค่อยเป็น ป้ากุ้ยฮวา แม่ซัวถัวหรือแม้แต่แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ก็รู้สึกว่ามันน่าขันสิ้นดีจึงพากันมาช่วยทำ


ถั่วแขกถูกแช่ไว้หนึ่งคืนเต็มๆ หลังต้มให้อ่อนแล้วก็นำมาบดจนละเอียด เพิ่มน้ำตาลขาวลงไปแล้วปั้นให้เป็นไส้กลมๆ


ข้าวฟ่างถูกบดเป็นผงละเอียด เติมแป้งข้าวเหนียวลงไปและแป้งข้าวโพดอีกเล็กน้อย หลังนวดให้เข้ากันแล้วก็คลึงเป็นเส้นยาวๆ ตัดเป็นก้อนขนาดเล็ก คลึงให้แบนด้วยฝ่ามือ ก่อนจะวางไส้ไว้ตรงกลางแล้วห่อปิด


หญิงสูงวัยสองสามคนที่มาช่วยล้วนมีฝีมือล้ำเลิศ แค่ขยับมือไม่กี่ครั้งก็ได้ซาลาเปาไส้ถั่วลูกเล็กๆออกมาแล้ว หลินเว่ยเว่ยคาดไม่ถึงว่าคนที่ทำซาลาเปาไส้ถั่วออกมาดีที่สุดจะเป็นแม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ซึ่งห่อซาลาเปาไส้ถั่วได้สมดุลมาก เหมือนบัวลอยอวบอ้วนไม่มีผิด


จู่ๆ หลินเว่ยเว่ยก็มีความคิดผุดขึ้นในสมอง นางจะปรับปรุงซาลาเปาไส้ถั่วนี้บ้าง ไส้ถั่วแดง ข้าวมันม่วง (ข้าวไรซ์เบอร์รี่) และยังมีเกาลัดกับเมล็ดสนอีกด้วย หลังต้มจนสุดแล้วก็นำมันไปคลุกแป้งข้าวเหนียวและน้ำตาล จากนั้นปั้นเป็นลูกขนาดเท่ากำมือเด็กแล้วนึ่งสักพักหนึ่ง (15นาที)


พอนึ่งเสร็จแล้วก็นำออกมาชิม หวาน หอม นุ่มลิ้น รสชาติดีมาก ! ป้ากุ้ยฮวายืนยิ้มอยู่ข้างๆ “ใส่วัตถุดิบไปเยอะขนาดนั้น น้ำตาลก็ใส่ไม่น้อย ไม่อร่อยสิถึงจะแปลก !”


หลินเว่ยเว่ยชอบการทดลองทำอาหารชนิดใหม่มาก นอกจากนี้นางยังทำไส้ถั่วกุ้ยฮวา (หอมหมื่นลี้) ด้วย หลังถั่วแดงต้มสุกแล้วก็ใส่น้ำตาล น้ำมันพืช น้ำเชื่อมกุ้ยฮวาแล้วคนผสมให้เข้ากัน ส่วนด้านนอกทำจากแป้งข้าวฟ่างและข้าวเหนียว รสสัมผัสหอมนุ่ม เจ้าหนูน้อยและเสี่ยวร่างชอบกินเป็นพิเศษ !


หลินเว่ยเว่ยยังมีความคิดอื่น นางยังห่อเหมือนซาลาเปาแต่ไส้ด้านในเป็นไส้ถั่วและหมู กลายเป็นซาลาเปาไส้ถั่วรสเค็ม…


แน่นอนว่าของที่ทำมากสุดยังเป็นซาลาเปาแป้งข้าวฟ่างไส้ถั่วแบบดั้งเดิม ซาลาเปาไส้ถั่วต้องมีให้กินถึงต้นเดือนแรก ฐานะครอบครัวดีแล้วจึงเป็นธรรมดาที่จะยิ่งนุ่มยิ่งดี นางหวง นางเฝิงและป้าคนอื่นที่มาช่วยก็ห่อซาลาเปาไส้ถั่วไปพลางนึกถึงความหลังแสนขมขื่นไปด้วย


ป้ากุ้ยฮวาพูดพร้อมรอยยิ้ม “น้องสะใภ้หวง ดูวัตถุดิบที่บ้านเจ้าเตรียมไว้สิ อย่าว่าแต่ทำให้พอกินถึงต้นเดือนแรกเลย แม้จะกินจนถึงกลางเดือนสองก็ยังไม่หมด !”


ใบหน้าของนางหวงยังคงเปื้อนยิ้ม “ก็ไม่ใช่เพราะเจ้ารองหรอกหรือ ? นางลุกขึ้นมาคิดทำอะไรใหม่ๆเยอะแยะไปหมด !”


แม่ซัวถัวยิ้ม “บ้านพวกเจ้าฐานะดี ไม่ขาดแคลนเงิน ! เจ้าดูพวกเด็กๆสิ มีความสุขกันจะตาย ! ที่พวกเราใช้ชีวิตกันอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้อยากให้พวกเด็กๆมีความสุขและครอบครัวอยู่กันอย่างอบอุ่นหรือไร !”


พอแม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ได้ยินแบบนั้นก็พูดเอาใจโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน “พี่สะใภ้หลิน นางหนูรองของบ้านท่านเป็นเด็กเฉลียวฉลาดมาก ทำซาลาเปาไส้ถั่วก็ยังทำออกมาได้หลายไส้ขนาดนั้น ทั้งแปลกใหม่และรสชาติดี ! ส่วนขนมที่ทำเมื่อวาน แม้แต่ในเขตเริ่นอันก็ยังหาซื้อที่อร่อยขนาดนั้นไม่ได้เลย ใครก็บอกว่าเทพเจ้าแห่งขุนเขาช่วยให้นางหนูรองรู้แจ้ง ตอนแรกข้าก็ไม่เชื่อหรอก แต่พอมาเห็นตอนนี้แล้ว แม้จะไม่เชื่อข้าก็ต้องเชื่อ !”


นางหวงส่ายหน้าพลางพูดด้วยรอยยิ้ม “เทพเจ้าแห่งขุนเขาทำให้รู้แจ้งอะไรเล่า นั่นเป็นเรื่องที่คนอื่นแต่งขึ้นมาเท่านั้น เจ้ารองเป็นเด็กตะกละ ในสมองเต็มไปด้วยของกิน ! ของกินพวกนี้ก็เกิดมาจากความตะกละของนางทั้งนั้น !”


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์พูดต่อ “ในปีแห่งภัยพิบัติเช่นนี้ มีเด็กคนไหนไม่ตะกละบ้างล่ะ ? แต่เหตุใดจึงไม่มีคนอื่นคิดของแปลกใหม่ขึ้นมาได้เยอะแยะขนาดนี้ ? สุดท้ายก็เพราะหัวดี ! ฉลาด !”


นางหวงเพียงหัวเราะเท่านั้น สภาพชีวิตในเวลานี้เป็นสิ่งที่นางไม่กล้าเพ้อฝันมาก่อน ช่วงเวลานี้ของปีก่อน แม้แต่เงินซื้อข้าวฟ่างก็ยังไม่มีเลย นางต้องนำที่ประดับผมเงินชิ้นสุดท้ายไปขายถึงจะมีเงินซื้อข้าวฟ่าง2ชั่งและถั่วแขกอีก1ชั่ง


เพราะมีแป้งเยอะไส้น้อย รสชาติซาลาเปาไส้ถั่วที่ทำออกมาจึงไม่ค่อยอร่อย ! แม้จะเป็นซาลาเปาไส้ถั่วแบบนี้ก็ยังไม่กล้ากินอย่างจุใจ ในแต่ละวันได้แต่แจกให้พวกเด็กๆกินกันคนละลูกเท่านั้น ยังไม่ทันถึงวันที่5ซาลาเปาไส้ถั่วก็หมดแล้ว…


พูดถึงปีที่แล้ว ในหมู่บ้านจะมีสักกี่ครอบครัวที่สามารถกินซาลาเปาไส้ถั่วได้อย่างตามใจปาก ? แม้แต่ครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างดีอย่างผู้ใหญ่บ้านก็ยังยกซาลาเปาไส้ถั่วให้เด็กๆกินก่อน ส่วนพวกผู้ใหญ่ได้กินคนละลูกสองลูกก็ถือว่าไม่เลวแล้ว !


พวกผู้หญิงคุยกันถึงชีวิตที่ดีในปีนี้ ป้ากุ้ยฮวาพูดว่า “วันส่งท้ายปีเก่าของปีก่อน อย่างมากสุดพวกเด็กๆก็ได้กินเนื้อคนละคำเท่านั้น ถู่โต้วยังเล็ก พี่ชายพี่สาวจึงแบ่งเนื้อให้เขาน้อยที่สุด เขาถึงขั้นร้องไห้ไปยกใหญ่เชียวล่ะ แม้จะปลอบอย่างไรก็ไม่กลับมาดีสักที ปีนี้ข้าให้พ่อของเขาไปซื้อเนื้อมา10ชั่ง แขวนตากให้แข็งไว้ข้างนอก พวกเด็กๆจึงมีแรงทำงานขึ้นมา!”


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์ยกมือปิดปาก “เนื้อสิบชั่ง? ราคาเนื้อในตอนนี้ก็ขึ้นไปถึงชั่งละ1ตำลึงแล้ว! ท่านทำใจได้หรือ!”


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์มุ่ยปากในใจ ผู้ชายบ้านเจ้าช่วยขับเกวียนขับรถม้าให้บ้านตระกูลหลิน เจ้าเองก็เป็นคนดูแลโรงงานแปรรูปเมล็ดสนให้ตระกูลหลิน เงินเดือนรวมกันได้ถึง2ตำลึง รู้แล้วว่าเหตุใดจึงทำใจซื้อเนื้อมากมายขนาดนั้นได้! ส่วนผู้ชายของนางซื่อเกินไป เอาใจภรรยาไม่เป็นเลย!


แม่ซัวถัวยิ้ม “ปีนี้มีเงินเยอะหน่อย ฉลองปีใหม่ทั้งทีก็ต้องให้พวกเด็กๆได้กินดีหน่อยสิ คนเป็นพ่อแม่ล้วนมีความคิดแบบนี้ทั้งนั้น ปีก่อนเกี๊ยวที่กินในคืนส่งท้ายปีเก่าต้องแบ่งกันคนละตัวสองตัว ปีนี้ฉาวเอ๋อร์ซื้อแป้งอย่างละเอียดกลับมาเตรียมไว้เยอะหน่อย ห่อเกี๊ยวให้เยอะกว่าเดิมเพราะเขาบอกจะกินชามใหญ่ๆไปเลย!”


ตอนที่ 363: ไพ่พิชิตแลนด์ลอร์ดเวอร์ชั่นโบราณ


ป้ากุ้ยฮวาพูดพร้อมรอยยิ้ม “เดือนสิบสองพวกเจ้ามีสมาชิกใหม่เข้าบ้าน ปีหน้าก็ได้อุ้มหลานตัวขาวๆอ้วนๆ ประเดี๋ยวชีวิตก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ!”


วันที่6เดือนสิบสอง ซัวถัวและหยาเอ๋อร์แต่งงานกัน บ้านตระกูลหลินยังเอาของขวัญไปให้ หลินเว่ยเว่ยมอบปิ่นเงินให้หยาเอ๋อร์ดูมีฐานะขึ้น


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์อิจฉายิ่งกว่าอะไร พอแต่งหยาเอ๋อร์เข้าบ้านแล้ว บ้านซัวถัวก็จะมีคนทำงานให้ตระกูลหลินเพิ่มอีกคน แต่ละเดือนมีรายได้เข้ามาตลอด คนในหมู่บ้านพากันอิจฉาไม่น้อย


เมื่อก่อนหยาเอ๋อร์ต้องหาเลี้ยงมารดาที่ดวงตาไม่ค่อยดีและยังมีน้องชายอีกสองคน ครอบครัวยากจนยิ่งกว่าอะไร ไม่มีใครอยากคบหากับบ้านนางเพราะกลัวจะพลอยลำบากไปด้วย


ตอนนี้น่ะหรือ หลังกินยาของหมอเหลียงแล้ว ดวงตาของมารดาก็ดีขึ้นมาก ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน น้องชายทั้งสองก็โตแล้ว แถมน้องชายคนโตยังถูกตระกูลหลินเลือกไปเป็นคนขับรถม้าด้วย เพียงเดือนเดียวหยาเอ๋อร์ก็มีรายได้กว่า1ตำลึง กลายเป็นบุปผาส่งกลิ่นหอมในสายตาของทุกคน


น่าเสียดายที่ยังไม่ทันลงมือก็ถูกเจ้าซัวถัวแย่งไปครองก่อนแล้ว! แม้ว่าแม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์จะริษยามากเพียงใดก็ได้แต่มอง ใครใช้ให้บุตรชายทั้งสองของบ้านนางยังเป็นแค่เด็กน้อยที่แม้แต่ขนก็ยังไม่ขึ้น!


ขณะที่ทางฝั่งนี้สนทนากันอย่างสนุกสนาน อีกฝั่งก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเช่นกัน เจ้าหนูน้อยห่อซาลาเปาไส้ถั่วได้บิดเบี้ยวจึงโดนทุกคนหัวเราะเยาะ เขาชี้ไปที่จุกสองจุกบนก้อนซาลาเปาไส้ถั่วก่อนจะพูดแก้ตัว “ข้าห่อเป็นรูปเจ้าดำต่างหาก! พวกท่านลองดูว่าตรงนี้เหมือนหูสองข้างของเจ้าดำใช่หรือไม่”


เจ้าดำที่กำลังนอนหมอบอยู่บนรองเท้าของเจ้าหนูน้อยก็ได้ยินนายน้อยเรียกชื่อ มันจึงเงยหน้าขึ้น หูตั้งตรงและยังส่งเสียงอ้อนออกมาคล้ายกำลังบอกว่า นายน้อยเรียกมันทำไม? มีของอร่อยให้หรือ?


“เจ้าดำ ทั้งดำทั้งโง่ ! เจ้าดำ ทั้งดำทั้งโง่ !” หงส์แดงลืมบทเรียนที่เคยได้รับไปหมดแล้ว มันเริ่มกลับมายั่วโทสะศัตรูอีกครั้ง แน่นอนว่าด้านกำลังสู้ไม่ไหวจึงได้แต่ใช้ฝีปากเพื่อเอาชนะ


เจ้าหนูน้อยหยิบก้อนแป้งขึ้นมาอีกก้อน ก่อนจะหัวเราะคิกคักพลางพูดว่า “ข้าจะห่อซาลาเปาไส้ถั่วเป็นรูปหงส์แดง !”


เมื่อห่อได้สักพักใหญ่ ทุกคนก็ได้แต่เห็นว่านั่นเป็นนกผ่านจะงอยปากแหลมๆเท่านั้น นกแก้วตัวน้อยร้องด้วยความดีใจ “หงส์แดง ! กากา ! หงส์แดง ! ซาลาเปาไส้ถั่ว ซาลาเปาไส้ถั่ว ! กากา !”


เจ้าหนูน้อยจิ้มหัวน้อยๆของมัน “เจ้าเป็นนกแก้ว ไม่ใช่อีกา! ใครสอนให้เจ้าร้องเหมือนอีกา ?” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นเหล่าสหายของตนอย่างแน่นอน!


หลินเว่ยเว่ยก็ไร้เดียงสาเหมือนเด็ก นางห่อกระต่ายน้อยตัวอ้วนหนึ่งลูก เม่นน้อยน่ารักอีกลูก หลังนึ่งให้สุกแล้ว พวกสัตว์ตัวน้อยกลับมีรูปร่างต่างไปจากเดิม พวกเขาต่างคนต่างล้อ ต่างคนต่างบ่นกันเอง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีความสุขกันมากเพียงใด!


เมื่อรอให้ซาลาเปาไส้ถั่วนึ่งเสร็จหมดแล้ว ถาดในบ้านก็มีไม่พอเก็บ พวกนางเพิ่งพบว่าเผลอทำมากเกินไป!


ไม่เป็นไร ! หลินเว่ยเว่ยนำซาลาเปาไส้ต่างๆ ที่เพิ่งคิดขึ้นมาใหม่ให้หลินจื่อเหยียนนำไปส่งที่บ้านตระกูลเผิงและยังให้บัณฑิตหนุ่มเข้าเขตเริ่นอันเพื่อส่งซาลาเปาไส้ต่างๆให้ผู้อาวุโสเซวียอีกตะกร้าใหญ่ ทั้งยังเชิญให้ทางบ้านผู้อาวุโสมาฉลองปีใหม่ที่บ้านพวกนางด้วยกัน !


ผู้อาวุโสเซวียรับซาลาเปาไส้ถั่วไว้ แต่ปฏิเสธคำเชิญของเจียงโม่หาน ถ้าเป็นเขาคนเดียวก็คงจะไปอยู่หรอก แต่ตอนนี้มีพวกศิษย์หลานนายบ่าวและยังมีพ่อลูกเซวียจื้อเฉียนอีก แค่พวกเขาก็แทบจะเต็มโต๊ะแล้ว ยังจะกล้าไปรบกวนบ้านตระกูลหลินและตระกูลเจียงได้อย่างไร ?


ตระกูลเจียงและตระกูลหลินมาฉลองร่วมกัน คืนส่งท้ายปีเก่าจึงคึกคักยิ่งกว่าอะไร ผู้คนในฉือหลี่โกวต่างพูดว่า ความสัมพันธ์ฉันญาติมิตรของบ้านบ่าวสาวคู่นี้ยอดเยี่ยม เป็นคนในครอบครัวเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน


ในเวลาปกติทั้งสองครอบครัวก็มากินข้าวร่วมกันอยู่แล้ว แม่ลูกสกุลเจียงให้เงินบ้านสกุลหลินจำนวน1ตำลึงทุกเดือนเพื่อเป็นค่าอาหาร แม้จะบอกว่าราคาข้าวสารในเวลานี้ขึ้นราคาแล้ว แต่ครอบครัวใหญ่ที่มีจำนวนสิบกว่าคนอย่างครอบครัวผู้ใหญ่บ้านก็ยังใช้เงินค่าข้าวสารไม่ถึง1ตำลึงต่อเดือน


แต่อย่าคิดว่าตระกูลหลินได้เปรียบ เพราะบ้านตระกูลหลินมีเนื้อกับขนมให้กินทุกวัน มื้อหนึ่งทำอาหารหลายชนิดแบบนั้น เงิน1ตำลึงยังไม่พอด้วยซ้ำ !


ดูแค่อาหารในวันส่งท้ายปีเก่านี่สิ มื้อหนึ่งก็เป็นเงินหลายตำลึง เนื้อกวางเอย เนื้อเสืออีก เนื้อกระต่ายก็มา เนื้อไก่ป่าก็มี แล้วไหนจะเนื้อหมูป่า…แม้จะเป็นร้านอาหารชั้นสูงของเมืองก็ยังไม่มีอาหารป่าให้กินครบรสขนาดนี้


นอกจากนี้ ในฤดูหนาวจะมีใครได้กินยำแตงกวา มะเขือเทศคลุกน้ำตาล ผัดผักรวม ผัดผักกาดใส่เห็ดหอม ผัดถั่วงอกและไข่กวนกุยช่ายบ้าง ผักเหล่านี้ปลูกขึ้นในฤดูหนาวตั้งแต่เมื่อใด ? แม้จะมีเงินก็หาซื้อไม่ได้ !


ไม่ว่าเอาอาหารจานใดบนโต๊ะนี้ออกไปขายก็จะได้ราคาหลายร้อยอีแปะทั้งนั้น ! ไม่ว่าจะเป็นที่เขตหรือตัวอำเภอก็มีเศรษฐีอยู่ ความคิดของพวกเขาก็เหมือนคนในชนบทที่ล้วนอยากให้คนในครอบครัวได้กินของดีและแปลกใหม่ในวันส่งท้ายปีเก่า แม้จะแพงหน่อยก็ไม่เสียดายเงิน !


ประเด็นสำคัญของอาหารบ้านตระกูลหลินคือไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์หรือรสชาติก็ดีกว่าร้านอาหารขนาดใหญ่ ถ้ามีเงินแค่1ตำลึงจะพอจ่ายค่าอาหารในร้านเหล่านั้นหรือ ? แค่มื้อเดียวก็ยังไม่พอด้วยซ้ำ ?


แล้วสำหรับบ้านที่จะเกี่ยวดองกัน ต่างปฏิบัติกันอย่างพี่น้องคลานตามกันมา นางเฝิงปฏิบัติต่อว่าที่ลูกสะใภ้เหมือนบุตรสาวแท้ๆ เสื้อผ้าบนตัวนางหนูรองมีชิ้นไหนที่นางเฝิงไม่ได้เย็บด้วยตัวเอง ? นางหวงก็อยากเย็บเสื้อผ้าให้บุตรสาวเช่นกัน แต่ฝีมือนางเทียบไม่ติด


ฝีมือเย็บปักของนางเฝิง ในสมัยก่อนถือเป็นผู้ผลิตสินค้าคุณภาพดีที่สุดในเขตเริ่นอัน หลังจากที่สกุลอู๋ไม่รับซื้องานของนางแล้ว พวกเขาเองก็สูญเสียลูกค้าเป็นจำนวนมาก


ตั้งแต่เด็กทั้งสองครอบครัวหมั้นหมายกัน นางเฝิงจึงกลายเป็นคนมีความสุขที่สุด นางสนุกอยู่กับการแต่งตัวให้ว่าที่ลูกสะใภ้ เย็บชุดกระโปรง ทำเสื้อคลุม จนหลินเว่ยเว่ยสงสัยว่าตนโดนมองเป็นตุ๊กตาไปแล้ว จึงตอบสนองความต้องการที่อยากจะแต่งตัวตุ๊กตาของนางเฝิงอย่างถึงที่สุด


เสื้อคลุมที่หลินเว่ยเว่ยสวมในฤดูหนาว แม้จะเป็นที่ตัวอำเภอหรือเผชิญหน้ากับคุณหนูสกุลใหญ่ นางก็ไม่แพ้ใคร !


หลินเว่ยเว่ยสนิทกับนางเฝิงยิ่งกว่ามารดาแท้ๆของตน เพราะนางหวงมีนิสัยถ่อมตัวเกินไป แต่นางเฝิงขี้เล่นมากกว่า สามารถเห็นได้จากการที่มักรวมหัวกับหลินเว่ยเว่ยเพื่อกลั่นแกล้งบุตรชาย


ชาวบ้านฉือหลี่โกวคิดว่านางหนูรองเลือกคู่ครองได้ถูกต้องแล้ว อย่างน้อยหลังออกเรือนไปก็ไม่มีความขัดแย้งระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้แน่นอน


ดูเอาเถิด ในคืนส่งท้ายปีเก่าเช่นนี้ แม่สามีกับลูกสะใภ้ก็เอาศีรษะมาชนกันแล้ว พวกนางกำลังปรึกษาว่าจะลงไพ่ใบไหนเพื่อจัดการบัณฑิตหนุ่มกับหลินจื่อเหยียน !


เพราะหลินเว่ยเว่ยคิดว่าการนั่งรอให้ข้ามปีช่างน่าเบื่อเกินไป นางจึงลงมือวาดไพ่ขึ้นมาแล้วให้คนในบ้านมาเล่นไพ่พิชิตแลนด์ลอร์ด1กันบนเตียงเตา !


เวลานี้เจียงโม่หานกำลังเป็นเจ้าของที่ดิน ก่อนหน้านี้เขาชนะจนได้เงินอีแปะมาเป็นกอง เจ้าหมอนี่ขี้งกสุดๆ ไม่ว่าได้ไพ่ดีหรือไม่ดีก็จะไม่แสดงสีหน้าใด นอกจากนี้เขายังจำลำดับไพ่ได้แม่นยำมาก มีแค่ตอนแรกที่ยังจำกฎกติกาไม่ค่อยได้จึงแพ้ไป2ตารวด แต่นอกนั้นก็ไม่เคยล้มอีกเลย !


“น้าเฝิง ลงสามใบนี้ !” ในสถานการณ์ทั่วไปย่อมมีโอกาสน้อยมากที่จะได้ไพ่เรียง หลินเว่ยเว่ยจึงคิดว่าถ้าลงไพ่เหล่านี้ไปแล้วบัณฑิตหนุ่มต้องสู้ไม่ได้แน่นอน


นางเฝิงก็คิดเหมือนกัน นางจึงลงไพ่สามใบนั้น เจียงโม่หานเหลือบมองพวกนางเบาๆ ทันใดนั้นในใจของหลินเว่ยเว่ยก็มีเสียงดัง กึก…ท่าไม่ดีแล้ว !


เป็นอย่างที่คิด บัณฑิตน้อยมีไพ่ Q K A สามใบติด ชาวนาทั้งสองได้แต่มองตาปริบๆ ด้านหลินจื่อเหยียนบ่นทันที “พี่รอง ท่านเป็นคนบ้านเดียวกับศิษย์พี่เจียงใช่หรือไม่ ?”


นางเฝิงหัวเราะพลางเอ่ย “ตอนนี้ยังไม่ใช่ แต่ก็ใกล้แล้ว !”


[1]ไพ่พิชิตแลนด์ลอร์ด หรือ โต้วตี้จู่ เป็นหนึ่งในเกมไพ่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศจีน


ตอนที่ 364: ฉลองที่บ้านเป็นปีสุดท้าย


ระหว่างที่พูด บัณฑิตหนุ่มก็วางไพ่เสร็จแล้ว เจ้าของที่ดินชนะ ! หลินจื่อเหยียนและนางเฝิงนับเงินอีแปะให้เขาคนละ9เหรียญ ส่วนหลินเว่ยเว่ยยังไม่ยอมแพ้ “เล่นอีกตา !”


ตาถัดมา นางเฝิงได้ไพ่ระเบิดมาหนึ่งใบ เจ้าของที่ดินยังเป็นเจียงโม่หาน แต่ก็ผิดคาดเนื่องจากไพ่ที่เขาได้มีแต่แต้มดีๆตลอด เขาเลือกลงไพ่ระเบิดก่อนเช่นกัน ดังนั้นหลินเว่ยเว่ยจึงลังเลที่จะลงไพ่ระเบิดในมือชาวนาแบบตน


เจียงโม่หานยังลงไพ่คู่อีกสองใบ หลินเว่ยเว่ยและนางเฝิงปรึกษากันว่าจะใช้ไพ่A แต่ใครจะคิดว่าเขามีไพ่แต้ม2อยู่อีกคู่หนึ่ง ถ้าไม่ลงไพ่ระเบิดในเวลานี้แล้วยังจะใช้ในเวลาไหนอีก ?


แต่แล้วเรื่องเหนือความคาดหมายก็เกิดขึ้น บัณฑิตหนุ่มมีไพ่ไม้ตายอยู่อีกคู่…ไพ่ราชาเหนือราชา1! สุดท้ายก็ได้แต่มองเขาวางไพ่แต้ม3 ต่อด้วยแต้ม4 และคว้าชัยชนะตานี้ไปในที่สุด!


“ไป ไป ไป ! ไปทางโน้นเลย ! ให้แม่ของข้าเล่นบ้าง !” เมื่อเอาชนะไม่ได้ หลินเว่ยเว่ยก็เริ่มไล่คน เพราะหากมีบัณฑิตน้อยอยู่ด้วย คนอื่นมีแต่แพ้กับแพ้ !


นางหวงฝึกเล่นตามสักพักหนึ่งแล้ว นางพูดด้วยความเขินอาย “แม่…ยังเล่นไม่ค่อยเป็น !”


พี่สาวคนโตกำลังจดจ่ออยู่กับเกมไพ่ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าช่วยดูให้ท่านแม่เอง !”


หลินจื่อเหยียนไม่เห็นด้วยทันที “พวกท่านมีกันสองคน รังแกข้าที่เล่นคนเดียว ไม่อายกันบ้างหรือ ?”


เจ้าหนูน้อยปีนขึ้นมาอยู่ข้างเขา ก่อนจะพูดอย่างคนที่คิดการใหญ่ “พี่สาม ข้าเป็นพวกเดียวกับท่าน !”


หลินจื่อเหยียนผลักเขาเบาๆ “เจ้าจะทำอะไรได้ ? ดูไพ่เข้าใจหรือ ? ไป ไป ไป อย่ามากวน !”


เจ้าหนูน้อยมุ่ยปาก หลินเว่ยเว่ยกวักมือเรียกเขา “มา พี่รองจะสอนเจ้าเล่นอู๋จื่อฉี เสี่ยวร่างก็มาด้วย พอเล่นเป็นแล้วเจ้าสองคนจะได้เล่นด้วยกัน !”


เสี่ยวร่างขานรับพร้อมรอยยิ้ม หลินเว่ยเว่ยวาดตารางขึ้นมา จากนั้นก็ออกไปหยิบหินก้อนเล็กมาจากเชิงเขาและยังหักกิ่งไม้เป็นท่อนเล็กๆ ตัวนางใช้เศษกิ่งไม้ ส่วนเจ้าหนูน้อยใช้ก้อนหิน “ผลัดกันวางคนละก้อน ไม่ว่าจะเป็นแนวตั้ง แนวนอนหรือแนวทแยง ถ้าต่อได้5ก้อนโดยไม่ขาดจากกันก่อน ถือว่าคนนั้นชนะ มา ให้เจ้าเริ่มก่อน”


เจ้าหนูน้อยจำกฎของอู๋จื่อฉีได้อย่างรวดเร็วจึงวางหมากอย่างสนุกสนาน แต่เนื่องจากเขาเป็นมือใหม่ ยังไม่เข้าใจรูปแบบเกมในหลายด้านจึงทำให้แพ้หลายตาติดกัน


เจียงโม่หานคอยมองอยู่ด้านข้าง เขาทนเห็นหลินเว่ยเว่ยรังแกเด็กไม่ไหวจึงเข้าไปชี้แนะให้สองสามตา บางครั้งตอนที่เจ้าหนูน้อยจะแพ้ เขาก็เข้าไปชี้แนะอีกเล็กน้อย


ในที่สุดเจ้าหนูน้อยก็คว้าชนะมาครองหนึ่งครั้งแล้ว เขาร้องตะโกนด้วยความดีใจ หลินเว่ยเว่ยหันไปถลึงตาใส่เจียงโม่หานด้วยความไม่พอใจ “ดูหมากไร้วาจาถือเป็นสุภาพบุรุษ เข้าใจหรือไม่ ?”


เจียงโม่หานเหลือบมองนาง “ข้าแค่ทนเห็นคนรังแกเด็กไม่ไหว !”


หลินเว่ยเว่ยจ้องเขาอย่างดุร้าย ก่อนจะสละตำแหน่งให้เสี่ยวร่าง เด็กน้อยสองคนที่มีอายุไล่เลี่ยกันจึงเริ่มเปิดฉากปะทะกันทันที


เป็นธรรมดาที่หลังจากเจียงโม่หานถอยออกมาก็จะมีคนได้ชัยชนะแตกต่างกันไป หลินจื่อเหยียนเรียนหนังสือพอใช้ได้ แต่ถ้ามาเล่นเกมแล้วก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้น เขายังสู้นางเฝิงไม่ได้ด้วยซ้ำ !


หลินเว่ยเว่ยเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วเข้าไปลากตัวบัณฑิตหนุ่ม “ไป ตามข้าไปห่อเกี๊ยว !” บัณฑิตน้อยเอ๋ย เจ้าคือปิศาจร้าย ไม่ว่าจะเล่นอะไรก็ชนะตลอด คนอื่นไม่อยากเล่นกับเจ้าแล้ว ดังนั้นข้าจะพาเจ้า…ไปทำงานหนักอันทรงเกียรติ !


เจียงโม่หานพูดไม่ออก “…” ขอบใจแต่วันหลังไม่ต้อง !


พอนางหวงเห็นแบบนั้นก็รู้สึกไม่ดี “หานเอ๋อร์ เจ้ามาเล่นเถิด ประเดี๋ยวข้าไปห่อเกี๊ยวเอง…”


นางเฝิงรีบคว้ามือนางไว้ “ไม่ต้อง ! ถ้ามีเขาอยู่ เงินในกระเป๋าของข้าจะไม่พอให้เขาแล้ว ปล่อยเขาไปเถิด ทั้งปีเรามีเวลาว่างกี่วันเชียว อย่างไรก็ควรได้เพลิดเพลินจากโชคลาภของเด็กๆบ้าง !”


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินก็จะไปช่วยเช่นกัน แต่ถูกนางเฝิงคว้าตัวไว้ “เจ้าก็พักบ้าง ปีหน้าก็ไม่ได้อยู่ฉลองปีใหม่ที่บ้านตัวเองแล้ว ทำตัวสบายๆในการฉลองปีใหม่ที่บ้านเป็นปีสุดท้ายเถอะ !”


หลังจากบุตรสาวคนโตตระกูลหลินได้ยินแบบนั้นก็หน้าแดงขึ้นมาทันที น่าอายจัง แต่ก็ยังมีความรู้สึกทำใจไม่ได้และเสียใจอยู่ด้วย พวกเด็กสาวอายุมากกว่านางที่ออกเรือนไปแล้วต่างพูดว่าไม่มีชีวิตที่ไหนสบายเท่าบ้านมารดาอีกแล้ว


เมื่อไปถึงบ้านสามี ความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามี พี่สามีกับลูกสะใภ้ล้วนจัดการได้ยาก และสิ่งอันตรายที่สุดคือสามีไม่เป็นหนึ่งเดียวกับภรรยา นางจึงต้องทำงานเหนื่อยที่สุด กินของแย่ที่สุดและยังต้องคอยรองรับอารมณ์…


ราวกับนางเฝิงอ่านใจนางออก จึงลงไพ่ไปพลางพูดไปด้วย “ไม่ต้องกังวล ! ว่าที่สามีของเจ้าดูเป็นคนดี ไม่มีนิสัยแย่อะไรเลย แค่ใช้อาหารอร่อยมัดใจไว้ เขาก็รักเจ้าหมดใจแล้วไม่ใช่หรือ ?”


พอนึกถึงคู่หมั้นตัวอวบและชอบยิ้มอย่างโง่งมเวลาเห็นนางแล้ว บุตรสาวคนโตตระกูลหลินก็อดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลอบยิ้ม เจ้าหนอนหนังสือนั่น นอกจากมีใจใฝ่การเป็นนักปราชญ์แล้วก็ไม่ใช่คนหลายใจอะไร แค่ชอบของอร่อย ถือว่าเอาใจง่ายจริงๆ


“พ่อสามีกับแม่สามีก็นิสัยดี เจ้าแค่ปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนผู้อาวุโสในบ้านตัวเอง ทั้งเคารพและรัก เดิมทีพวกเขาก็ลำเอียงรักบุตรชายคนเล็กอยู่แล้ว ย่อมรักเจ้าไปด้วยแน่นอน ส่วนพี่สะใภ้ของเจ้า แม้จะเป็นคนเก่งแต่ก็มีศีลธรรมและมีเหตุผล แม่สามีของเจ้ายังพูดว่าจะแบ่งทรัพย์สินในครอบครัวให้เรียบร้อย เช่นนี้ต่อไปก็จะไม่ขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กันอีก แท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีแรงกดดันอะไรเลย” เสียงของนางเฝิงมีพลังพิเศษในการปลอบโยนผู้อื่น


“อีกอย่าง ! ถ้าบ้านสามีรังแกเจ้า ! คนทางบ้านมารดาอย่างพวกเราก็ไม่ได้กินหญ้าเป็นอาหาร แค่เสี่ยวเว่ยคนเดียวก็พลิกบ้านพวกเขาได้แล้ว เจ้าเชื่อไหมล่ะ ?” นางเฝิงหัวเราะฮ่าฮ่าขณะยกว่าที่ลูกสะใภ้ของตนขึ้นมาล้อเล่น


หางคิ้วของบุตรสาวคนโตตระกูลหลินกระตุก เชื่อสิ ! หลังจากมากวนประสาทนางเสร็จ ยังทำให้นางต้องด่าอีกยกหนึ่ง ด่าจนนางหมดปัญญาจะสรรหาคำมาด่าต่อ ส่วนนางน้องรองยังลอยหน้าลอยตาพลางบอกว่านางสมควรแล้วที่โดนกลั่นแกล้ง…


[1] ในเกมไพ่พิชิตแลนด์ลอร์ด เรียงลำดับไพ่จากสูงไปต่ำคือ Jokerแดง ( ราชาใหญ่ ), Jokerดำ ( ราชาเล็ก ), 2, A, K, Q, J, 10, 9, 8, 7, 6, 5, 4, 3 ซึ่งไพ่ราชาเหนือราชาก็คือการที่ไพ่ราชาใหญ่และราชาเล็กออกพร้อมกัน


[2] อู๋จื่อฉี หรือ โกโมคุ ผู้เล่นต้องผลัดกันวางหินสี โดยสีดำได้วางก่อน ใครสร้างโซ่หินห้าก้อนที่ไม่ขาดออกจากกันในแนวนอน แนวทแยงหรือแนวตั้ง ได้ก่อนเป็นผู้ชนะ


ตอนที่ 365: บัณฑิตเจียงผู้แสนดีของเสี่ยวเว่ย


“น้าเฝิง ข้าได้ยินที่ท่านพูดนะ ท่านนินทาข้า !” หลินเว่ยเว่ยยกแผ่นแป้งและไส้ที่ทำเสร็จแล้วเข้ามา นางประท้วงด้วยความไม่พอใจ “ข้าเป็นคนหยาบกระด้างชอบใช้กำลังแบบนั้นที่ไหนเล่า ข้าเป็นคนชอบใช้เหตุผลไม่ใช่หรือ ?”


“ใช่ ใช่ ! เสี่ยวเว่ยของเราเป็นคนมีเหตุผลที่สุดแล้ว !” นางเฝิงลงไพ่สองใบสุดท้าย “ชนะ ! จ่ายมา !”


หลินเว่ยเว่ยเม้มปาก “พวกท่านอย่าหัวเราะกันเชียว ข้าเป็นคนใช้คุณธรรมต่อผู้อื่นตลอด ! มีแค่พวกที่คุยด้วยเหตุผลไม่ได้เท่านั้น ข้าจึงจะใช้กำปั้น ! พี่ใหญ่ ถ้าหนอนหนังสือกล้ารังแกเจ้าเมื่อใด ข้าจะช่วยทุบเขาแทนเจ้าเอง !”


ราวกับพี่สาวคนโตได้เห็นภาพเผิงหยูเหยี่ยนจมูกช้ำ ขอบตาเขียว แขนขาหัก ต้องนอนติดเตียงอย่างน่าอนาถ อา…เหตุใดนางจึงคิดเช่นนี้ ? ขอเพียงนางน้องรองไม่รังแกเจ้าหนอนหนังสือนั่นก็ดีเกินทน !


หลินเว่ยเว่ยพูดกับเจียงโม่หานว่า “ใครจะรีดแผ่นแป้งและใครห่อ ?”


เจียงโม่หานคิดในใจว่าเมื่อครึ่งปีก่อนเขายังเป็นโฉวฝู่ที่เลือดเย็นและไม่ต้องลงมือทำสิ่งใดเอง แต่ตอนนี้เขาเป็นเพียงบัณฑิตที่โดนคู่หมั้นบังคับเรียนศาสตร์ด้านอาหารต่างๆ อย่างเช่น นวดแป้ง ห่อซาลาเปาไส้ถั่ว ทำเกี๊ยว…จนเขาแทบจะกลายเป็นพ่อครัวอยู่แล้ว


“ข้ารีดแผ่นแป้ง !” เจียงโม่หานคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นด้านรูปลักษณ์หรือความเร็วในการห่อก็สู้เด็กตัวแสบไม่ได้ เขาจึงเลือกรีดแผ่นแป้งที่ง่ายกว่าหน่อย ทว่า…เหตุใดแม้แต่งานรีดแผ่นแป้ง เขาก็ยังทำไม่เร็วเท่านางที่กำลังห่อเกี๊ยว ?


“ไม่ต้องรีบ พอทำไปนานๆ ก็คล่องขึ้นเอง !” หลินเว่ยเว่ยปลอบเขา “เหมือนตอนที่เจ้าเป็นเจ้าของที่นาใหม่ๆนั่นแหละ ชนะน้อยครั้ง แต่พอเข้าใจกฎแล้วก็เปลี่ยนมาเป็นฝ่ายชนะติดต่อกัน !”


ฮ่าฮ่า! หน้าอมทุกข์ของบัณฑิตน้อยเหมือนกำลังต่อสู้อยู่กับแป้งเกี๊ยวไม่มีผิด น่าขำเหลือเกิน ! แต่ก็ดูน่ารักไม่หยอก!


“มีสิ่งใดน่าขำ ?” คำพูดนี้แทบถูกพ่นออกมาจากไรฟันของเจียงโม่หาน


หลินเว่ยเว่ยรีบส่ายหน้าเหมือนปอล่างกู่ ( กลองป๋องแป๋ง ) “ไม่น่าขำ! ผู้ชายที่ตั้งใจทำงานดูหล่อจะตาย!” จะหัวเราะต่อไปไม่ได้ ประเดี๋ยวบัณฑิตน้อยผู้หยิ่งยโสจะโมโห!


เมื่อนางเฝิงได้ยินบทสนทนาของทั้งสองแล้ว ตะเกียงไฟในสมองก็สว่างวาบขึ้นทันที ว่าที่สามีภรรยาคู่นี้ อีกคนรีดแผ่นแป้ง อีกคนห่อเกี๊ยว คนหนึ่งขมวดคิ้วทำหน้ามุ่ย ส่วนอีกคนยิ้มมุมปากดวงตาเป็นประกาย…นางใช้ไหล่ชนเข้ากับไหล่ของนางหวง “ท่านดูสิ ! เหมาะสมกันจะตาย !”


นางหวงจึงหันไปมอง นางเข้าใจมาโดยตลอดว่าบุตรสาวคนรองกับบัณฑิตเจียงเข้าตำราคางคกหมายจะกินเนื้อห่านฟ้า นางจึงกังวลมาโดยตลอด ‘ด้วยรูปร่างหน้าตาของบัณฑิตเจียง หากวันหน้ากลายเป็นจู่เหริน ( ผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกในระดับมณฑล ) เสี่ยวเว่ยของนางที่เป็นเด็กสาวบ้านนอกคนหนึ่ง ประพันธ์บทกวีไม่เป็น วาดภาพไม่ได้ เล่นหมากล้อมก็ไม่เอาไหน หรือแม้แต่เครื่องดนตรีก็ไม่เคยแตะ จะถูกบัณฑิตเจียงรังเกียจหรือไม่ ? เขาจะรู้สึกเสียใจที่ตอนนั้นมาสู่ขอหรือเปล่า ?’


และยังกังวลว่าบุตรสาวของตนจะปรับตัวเข้ากับบัณฑิตเจียงไม่ได้ หรือว่าจะใส่ใจมากเกินไปจนเขาเกิดความอึดอัดขึ้นมา ?


บัดนี้ จากการพูดคุยของเด็กทั้งสอง เหมือนว่าบัณฑิตเจียงจะยอมตามใจเสี่ยวเว่ย บุรุษอยู่ไกลครัว แต่เจ้ารองกลับเรียกบัณฑิตเจียงไปทำซาลาเปาไส้ถั่วและห่อเกี๊ยว เห็นอยู่ชัดๆว่าบัณฑิตเจียงไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็ยอมเรียนรู้โดยไม่ปริปากบ่นสักคำ


ตอนที่แขนของเสี่ยวเว่ยยังไม่หายดีก็มีความคิดอยากลุกขึ้นมาทำของแปลกๆ บัณฑิตเจียงก็เดินตามเข้าครัวและตอนที่ให้เขาช่วย เขาก็ไม่เคยปฏิเสธ…เรื่องทั้งหมดที่นางกังวล ไม่เคยเกิดขึ้นเลยและหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นตลอดไป…


เนื่องจากกินอาหารส่งท้ายปีเก่าจนอิ่มหนำสำราญ เกี๊ยวจึงไม่จำเป็นต้องห่อให้มาก กินคนละถ้วยเล็กๆก็พอแล้ว ว่าที่สามีภรรยาคู่นี้ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จึงห่อเกี๊ยวเสร็จเร็วมาก


เมื่อยามเที่ยงคืนมาถึง เสียงประทัดจากข้างนอกก็เริ่มดังขึ้น เมื่อเจ้าหนูน้อยได้ยินก็สติหลุดจากการเล่นอู๋จื่อฉี “ว้าว ! ถึงวันปีใหม่เร็วขนาดนี้เลยหรือ !”


คนอื่นก็รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก ราวกับช่วงเวลาของคืนส่งท้ายปีเก่าผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ปีใหม่ก็มาเยือนแล้ว เมื่อก่อนตอนรอข้ามปี รอให้ถึงช่วงเที่ยงคืนนั้นเห็นได้ชัดว่าเวลาผ่านไปช้ามาก พวกเด็กๆพากันผล็อยหลับเป็นแถว ส่วนนางหวงก็ต้องฝืนลืมตาเอาไว้…


ปีนี้มีเกมสนุกๆถึงสองเกม ทำให้เวลาล่วงเลยไปแบบไม่ทันรู้ตัว รู้สึกเหมือนเพิ่งเล่นได้ไม่นานก็ข้ามปีแล้ว!


หลินจื่อเหยียนพาน้องสี่และเสี่ยวร่างออกมาจุดประทัดในลานบ้าน พี่สาวคนโตเข้าครัวต้มเกี๊ยว ทุกคนได้กินเกี๊ยวห่อน้ำตาลเพื่อบ่งบอกว่าปีใหม่นี้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความหอมหวาน


เดิมทีหลินเว่ยเว่ยอยากจะห่อไส้เหรียญอีแปะลงไปด้วย ทว่าในบ้านมีเด็กอยู่สองคน นางจึงกลัวว่าพวกเขาจะไม่ทันระวังแล้วเผลอกลืนเหรียญลงไปติดคอ นางจึงเปลี่ยนเป็นไส้ถั่วตัดแทน ระหว่างห่อเกี๊ยวหวาน นางก็ทำสัญลักษณ์เอาไว้ ในถ้วยของแต่ละคนจึงมีอย่างน้อยหนึ่งตัว พอเจอเกี๊ยวไส้ถั่วตัดแต่ละคนก็ประหลาดใจ ทำให้บรรยากาศในคืนนี้ถูกยกระดับขึ้นไปอีก !


นางหวงและนางเฝิงมอบอั่งเปาให้พวกเด็กๆ…ทั้งสองสั่งให้คนหลอมเงินเป็นเงินตำลึงไว้นานแล้ว แต่ละคนได้รับเท่ากันคือสองตำลึง


เสี่ยวร่างจ้องกระเป๋าเงินใบน้อยในมือของตน ด้านในใส่เงินสองตำลึงไว้จึงมีน้ำหนักพอตัว เขาพูดตะกุกตะกักว่า “บ่าว…บ่าวก็ได้หรือขอรับ ?”


“ได้สิ ! ได้ทุกคน !” หลินเว่ยเว่ยพูดพร้อมรอยยิ้ม “เก็บไว้ให้ดี เอาไว้สู่ขอเจ้าสาวในอนาคต !”


เจ้าหนูน้อยหัวเราะพลางกลิ้งตัวไปมาบนเตียงเตา “สู่ขอเจ้าสาว ! เสี่ยวร่างจะสู่ขอเจ้าสาวแล้ว ! เสี่ยวร่าง เจ้าต้องเก็บเงินไว้ให้ดี ถ้าทำหายแล้วก็จะสู่ขอไม่ได้ เจ้าจะต้องอยู่ตัวคนเดียว รู้หรือไม่ !”


เสี่ยวร่างหน้าแดงพลางพูดด้วยน้ำเสียงเคอะเขิน “บะ…บ่าวไม่เคยมีเงินมาก่อน ถ้าเก็บไว้กับตัวก็คงนอนไม่หลับ ! ถ้าอย่างไร…นายน้อยช่วยเก็บไว้ให้บ่าวหน่อยได้หรือไม่ขอรับ ?”


หลังได้ยินแบบนั้นเจ้าหนูน้อยก็ทุบหน้าอกตัวเองแล้วพูดด้วยท่าทางทรงคุณธรรม “ได้ ! ข้าจะดูแลเงินของเจ้าให้เอง ต้องเก็บให้เจ้าอย่างดีแน่นอน ไม่มีทางปล่อยให้เจ้าไร้คู่ครองเด็ดขาด !”


เจ้าหนูน้อยรับกระเป๋าใบเล็กมาจากอีกฝ่ายแล้วเอามารวมกับของตน จากนั้นก็เอาไปซ่อนไว้ในกระปุกออมเงิน ในนั้นมีเงินจากการขายเนื้อกระต่ายและหนังกระต่ายอยู่หลายตำลึงเชียวล่ะ ตัวเขาก็แทบจะยกมันไม่ไหวแล้ว !


ต่อจากนั้นเขาก็หยิบสมุดบัญชีส่วนตัวออกมา ใช้พู่กันขนห่านเขียนวันเดือนปีลงไป เงินเก็บจากอั่งเปา2ตำลึงของตนและเสี่ยวร่างฝากเก็บเงินอั่งเปาไว้อีก2ตำลึง


หลินเว่ยเว่ยพูดพร้อมรอยยิ้ม “น้องสี่ นับดูสิว่าเจ้ามีเงินเท่าไหร่แล้ว ? อยากให้พี่รองเอาไปแลกเป็นตั๋วเงินหรือเปล่า ?”


เจ้าหนูน้อยเขย่ากระปุกออมเงินแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “นับเงินตอนต้นปี เงินจะบินออกไป ! กระปุกของข้ายังไม่เต็ม รอให้ยัดไม่ได้แล้วข้าจะให้พี่รองเอาไปแลกเป็นตั๋วเงิน”


หลินจื่อเหยียนแกล้งหยอก “เจ้าหนูน้อยของพวกเราเก่งจริงๆ ! นอกจากท่านแม่ของเราแล้ว คนที่มีเงินเยอะที่สุดในบ้านก็คงเป็นเจ้ากระมัง ?”


เจ้าหนูน้อยยิ้มจนแทบไม่เห็นลูกตา “ไม่ใช่ ! พี่รองมีเงินเยอะกว่าข้า วันนั้นที่นางนับเงิน ข้าเห็นกับตา ! หนาขนาดนี้…เชียวล่ะ !” เขาทำมือประกอบคำอธิบาย


หลินจื่อเหยียนยังหันไปมองทางพี่รอง “ดีจริง ! ท่านแม่ขอรับ มีใครบางคนแอบเก็บเงินไว้ใช้ส่วนตัว ! พฤติกรรมไม่เหมาะสมเช่นนี้จะต้องโดนกำราบ !”


นางหวงตีเขาพร้อมหัวเราะ “เงินส่วนตัวอะไรกัน ? นั่นคือเงินปันผลที่ร้านค้าตระกูลหนิงมอบให้พี่รองของเจ้า ! เงินที่เจ้าหนูน้อยหาได้ เขาก็เก็บออมมาโดยตลอด แล้วเหตุใดพี่รองของเจ้าจะเก็บไว้เองไม่ได้ ? เงินที่พี่ใหญ่ได้จากการทอผ้า นางก็ไม่ได้เก็บไว้เองหรือ ?”


ตอนที่ 366: ใจของเจ้าไม่ได้อยู่กับข้า


หลินจื่อเหยียนหันไปมองคนโน้นทีคนนี้ที ก่อนจะถอนหายใจออกมา “สรุปแล้วข้ายากจนที่สุดในบ้าน !”


ก็มันจริง ! รายได้จากผลไม้อบแห้ง เนื้อแผ่น โรงงานแปรรูปเมล็ดสนแล้วก็จากโกดังที่ท่าเรือมีมารดาเป็นคนดูแล พี่รองก็เป็นหุ้นส่วนกับร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ แม้จะเริ่มได้ไม่กี่เดือน ทว่าเงินปันผลครึ่งต่อครึ่งของร้านทั้งสี่สาขาก็ได้มากกว่ารายได้ตลอดครึ่งปีของบ้าน ยังมีเจ้าหนูน้อยอีกคน กระต่ายที่เลี้ยงไว้ก็ทำเงินให้ไม่เลว แม้รายได้จากการทอผ้าของพี่ใหญ่จะไม่มาก แต่ก็มีเงินเก็บในกระเป๋าตลอด เหลือแค่เขาคนเดียว…


“เฮ้อ! เป็นบัณฑิตไร้ประโยชน์จริงๆ!…เอ่อ ข้าหมายถึง…” ขณะที่หลินจื่อเหยียนกำลังถอนหายใจก็ถูกเจียงโม่หานถลึงตาใส่ เขาจึงพูดไม่ออก “ว่าที่พี่เขยรอง ข้าไม่ได้ว่าท่าน…”


ร้านหนังสือที่ศิษย์พี่เจียงร่วมเปิดกับผู้อื่น มีลูกค้าเข้าไม่ขาดสาย แค่ผู้หลงใหลในผลงานกลุ่มเล็กๆ ก็ขายได้เงิน50ตำลึงต่อชิ้นงานแล้ว…แท้จริงคนไร้ประโยชน์ไม่ใช่บัณฑิตหรอก แต่เป็นตัวเขาเองต่างหาก ! หลังคิดได้แบบนั้น เขาก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที…


หลินเว่ยเว่ยเคาะศีรษะเขา ทำให้หลุดจากความเศร้าโศก นางยิ้มแล้วพูดว่า “ตั้งใจเรียน ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘ในตำรามีห้องทองคำ’ เอาแบบนี้แล้วกัน พี่รองจะสร้างเงื่อนไขให้รางวัลด้านการเรียนแก่เจ้า ถ้าบทความที่เจ้าเขียนได้คำชมจากบัณฑิตน้อย ข้าจะให้รางวัลเป็นเงิน5ตำลึง หากสอบได้บัณฑิตถงเซิง ก็รับรางวัล100ตำลึง ถ้าสอบติดซิ่วไฉก็ให้รางวัล500ตำลึง ถือเป็นสมบัติก้อนเล็กๆของเจ้า ว่าอย่างไร ?”


หลินจื่อเหยียนยังไม่ทันตอบรับ เจ้าหนูน้อยก็แย่งพูด “ว้าว ! พี่สามสอบถงเซิงติดก็จะได้เงินเยอะกว่าข้าเลี้ยงกระต่ายขายครึ่งปีเสียอีก ความรู้คือขุมทรัพย์ คือความเจริญ ! พี่รอง ปีหน้าหากข้าเข้าสำนักศึกษาแล้วได้คำชมจากท่านอาจารย์ ข้าจะได้รางวัลอะไรบ้างไหม ?”


“ได้สิ ! ตั้งใจเรียนย่อมได้รับรางวัลตอบแทนอยู่แล้ว !” หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะเจ้าหนูน้อย


เขาพูดด้วยความดีใจ “หวังว่าปีหน้าจะได้เข้าสำนักศึกษาจริงๆ ! พี่โม่หานชอบขมวดคิ้วใส่บทความของพี่สามบ่อยๆ ต่อไปข้าจะเรียนให้เก่งกว่าพี่สาม !”


หลินจื่อเหยียนบีบจมูกน้อยๆของเขา “เก่งแต่ปากมีใครทำไม่เป็นบ้าง ? พอเข้าสำนักศึกษาแล้วเจอบทเรียนยากๆขึ้นมา อย่ามาร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้วกัน !”


เจ้าหนูน้อยสะบัดมือเขาออกแล้วรีบไปซ่อนด้านหลังพี่รอง ก่อนจะยื่นหน้าออกมาแลบลิ้นใส่พี่สาม “ข้าไม่ร้องไห้ขี้มูกโป่งแน่นอน ! ข้าเรียนรู้ได้เร็วจะตาย ถ้าไม่เชื่อก็ถามพี่โม่หานสิ !”


หลังได้ยินแบบนั้น เสี่ยวร่างก็ออกแรงพยักหน้าอยู่ด้านข้าง…เรียนอักษรแบบเดียวกัน ทว่านายน้อยแค่หัดเขียนสองรอบก็เขียนได้แล้ว ไม่เหมือนเขาที่แม้จะพยายามเขียนตั้งหลายรอบก็ยังจำผิด นายน้อยฉลาดถึงเพียงนี้ อนาคตจะต้องสดใสแน่นอน !


นางหวงส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “พอแล้ว ! นี่ก็ดึกมากแล้ว รีบเข้านอนกันเถิด ! วันแรกของปีใหม่ห้ามตื่นสายเด็ดขาด !”


เจ้าหนูน้อยรีบไปมุดตัวใต้ผ้าห่ม “ข้าเชื่อฟังคำพูดของท่านแม่ที่สุดแล้วขอรับ พี่สามไม่ฟังท่าน ท่านแม่ด่าเขาเลย !”


หลินจื่อเหยียนแค่นเสียงดัง ฮึ “ท่านแม่ขอรับ น้องสี่อายุ7ขวบแล้ว ถึงวัยที่ต้องแยกห้องนอนกับสตรี ต่อไปก็ให้เขามานอนกับข้าแล้วกันขอรับ !” ขณะพูดก็ยื่นมือไปดึงตัวน้องชายออกจากผ้าห่ม


“ช่วยด้วย ท่านแม่ ช่วยข้าด้วยขอรับ ! ข้าไม่นอนกับพี่สาม เขาจะแก้แค้นข้า !” เจ้าหนูน้อยพยายามดิ้นสุดชีวิตแล้วรีบหนีไปซ่อนบนเตียงอีกครั้งพลางหัวเราะฮ่าฮ่าไม่หยุด


นางหวงรีบปราม “ต้าฮว๋า เลิกแหย่เขาได้แล้ว ! เด็กน้อยเล่นสนุกมากไปจะนอนฉี่รดที่นอน…”


เจ้าหนูน้อยรีบเถียงด้วยสีหน้าแดงก่ำ “ท่านแม่ ข้าโตแล้วขอรับ ไม่ฉี่รดที่นอนตั้งนานแล้ว !”


หลินจื่อเหยียนพูด “เจ้าเห็นเด็กบ้านไหนที่โตแล้วยังนอนกับท่านแม่อยู่อีก ?”


“พี่รองบอกข้าว่าฤดูใบไม้ผลิปีนี้จะสร้างห้องใหม่ให้ข้าทางฝั่งกำแพงตะวันออก ข้ากับเสี่ยวร่างจะนอนด้วยกัน ! คิคิคิ…ข้าไม่นอนกับท่านหรอก ! พี่สามชอบนอนกัดฟัน แถมยังละเมอด้วย…”


หลินจื่อเหยียนรีบตีก้นอวบอัดของอีกฝ่าย “ข้ายังไม่รังเกียจที่เจ้านอนดิ้นจนถีบข้าตกเตียงได้เลย !”


มาสิ ! มาแลกกัน !


หลินเว่ยเว่ยสวมเสื้อคลุมแล้วออกมานอกบ้านเพื่อดูดาวอยู่ใต้ชายคา ท้องฟ้ามีสีดำสนิท ดวงดาวทอแสงระยิบระยับสว่างไสว ราวกับอยู่ใกล้ชิด อยู่ห่างกันเพียงเท่านี้ ใกล้จนสามารถเอื้อมมือไปคว้าลงมาได้…


“เหม่อมองอะไรอยู่ ? ประเดี๋ยวก็โดนลมจนล้มป่วยอีกหรอก !”


หลินเว่ยเว่ยหันไปมอง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่บัณฑิตหนุ่มมายืนอยู่ข้างๆ ดวงตาทั้งสองข้างของเขาเป็นประกายน่าดึงดูดยิ่งกว่าดวงดาราบนท้องนภาเสียอีก


“หืม ? บัณฑิตน้อย นี่เจ้าตัวสูงขึ้นอีกแล้วหรือ !” ตอนที่นางเพิ่งทะลุมิติมา บัณฑิตน้อยกับนางมีส่วนสูงพอๆกัน เวลาที่นางมองเขาก็สามารถสบตากันได้พอดี แต่ตอนนี้นางต้องเงยหน้ามอง…เพิ่งผ่านไปแค่ครึ่งปี บัณฑิตน้อยก็สูงขึ้นห้าหกหลีหมี่แล้ว ! เจ้าหมอนี่ คงกินดีอยู่ดีเกินไปกระมัง ?


เจียงโม่หานมีสีหน้ามืดครึ้มทันที “ตัวสูงขึ้นก็ผิดด้วยหรือ? ถ้าเจ้าไม่สังเกตเห็นก็แปลว่าเจ้ายังใส่ใจในตัวข้าไม่มากพอ !”


หลินเว่ยเว่ยยิ้มหน้าบาน “ถ้าเช่นนั้น…ต่อไปข้าจะมัดตัวเจ้าติดกับตัวข้าทุกวันเลย แค่หันไปมองก็เจอ แบบนี้ใส่ใจพอหรือยัง ?”


นางเฝิงที่ออกมาจากตัวบ้านก็หัวเราะเสียงดังลั่น “ฮ่าฮ่า…เวลาที่พวกเจ้าเกี้ยวพากัน ช่วยดูว่าปิดประตูหรือยังได้หรือไม่ ? เอาเถิด เชิญพวกเจ้าต่อเลย ต่อได้เลย !”


ต่อจากนั้นนางเฝิงก็เข้ามาดึงตัวเจียงโม่หานไปยืนข้างหลินเว่ยเว่ยจนไหล่ของทั้งสองชนกัน เขาช่วยจับตัวหลินเว่ยเว่ยที่เซถอยหลังออกไป “ใจของเจ้าไม่ได้อยู่กับข้า แม้จะมัดตัวติดกันก็ไร้ประโยชน์…”


หลินเว่ยเว่ยชี้มาที่ตัวเองพลางอ้าปากค้าง…ถ้าใจของข้าไม่ได้อยู่กับเจ้าแล้วมันจะไปอยู่ที่ใครได้อีก ? ข้าโดนใส่ร้ายเกินไปแล้ว !


เอาเถิด นางยอมรับว่าใจของนางส่วนใหญ่มักเอาแต่คิดว่าจะหาเงินให้มากได้อย่างไร แต่นางก็ไม่ได้ละเลยบัณฑิตน้อย ถูกหรือไม่ ? นี่บัณฑิตน้อย…กำลังอ้อนนางอยู่หรือ ?


หลินเว่ยเว่ยเดินเข้าห้อง ก่อนจะหยิบห่อผ้าใบหนึ่งออกมา “ของขวัญปีใหม่สำหรับเจ้าอยู่ในนี้ ! เดิมทีข้าคิดว่าจะรอให้ตอนฟ้าสางแล้ว ข้าไม่ได้ลืมเจ้าจริงๆนะ ! ข้าคิดถึงเจ้าตลอดเวลา !”


ในห่อผ้าคือเสื้อคลุมและกางเกงที่ถักจากไหมพรมขนกระต่าย ยังมีกระเป๋าเงินที่นางถักให้บัณฑิตน้อยอีกใบ กระเป๋าสีขาวบริสุทธิ์ มีต้นไผ่สีเขียวอยู่สองสามต้นประดับไว้ด้วย


เจียงโม่หานรับมาแล้วเปลี่ยนกับกระเป๋าที่นางเฝิงเป็นคนทำให้ กระเป๋าถักจากไหมพรมขนสัตว์นี้แปลกใหม่และยังเหมาะกับเสื้อผ้าสีอ่อนของเขาด้วย ! คาดไม่ถึงว่าเด็กตัวแสบที่แทบเย็บปักไม่เป็นจะมีฝีมือระดับนี้ นาง ชอบทำให้เขาต้องประหลาดใจครั้งแล้วครั้งเล่า !


“หายโกรธแล้วหรือยัง ?” หลินเว่ยเว่ยยิ้มในขณะช่วยจัดกระเป๋าให้เขา


เจียงโม่หานก้มหน้ามองนางพลางลูบกระเป๋าไหมพรมที่เอว จากนั้นเขาก็พูดขึ้นมาเบาๆว่า “ข้าไม่ได้โกรธและไม่ได้ทำเพราะอ้อนขอของขวัญ…” ทำราวกับเขายื่นมือขอของขวัญจากนางเสียได้


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “ข้าเข้าใจ ! ใช่ว่าข้าไม่ได้สังเกตส่วนสูงของเจ้าเลย เพียงแต่จู่ๆก็รู้สึกว่าปีนี้เจ้าตัวสูงขึ้นเร็วมาก เหมือนว่าจู่ๆก็สูงได้เลยแบบนั้น !”


ไม่พูดเปล่า เพราะหลินเว่ยเว่ยยังยกมือขึ้นมาวัดที่ศีรษะของเขาด้วย


[1] ในตำรามีห้องทองคำ หมายความว่า ผู้ใดมุมานะ ความมั่งมีก็จะตามมาเอง


ตั้งแต่วันที่6เป็นต้นไป ทางทีมงานจะปรับอัพนิยายลดเหลือวันละ1-2ตอนนะ เนื่องจากเรื่องชนต้นฉบับแล้ว แต่ก็จะมีให้ลงเรื่อยๆนะครับ


ตอนที่ 367: ทำให้คู่หมั้นประหลาดใจ


“ข้าเข้าใจ ก็แค่…อยากหาเวลาคุยกับเจ้าให้มากกว่าเดิมเท่านั้น !” เนื่องจากวันส่งท้ายปีเก่าในชาติก่อน ถือเป็นช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดของเขา


สูญเสียคนในครอบครัว อู๋ปัวเข้ามาซ้ำเติม และยังเป็นเพราะความหยิ่งยโสของตนจึงทำให้ค่อยๆเหินห่างจากสหาย…ค่ำคืนอันหนาวเหน็บ แสงไฟกลับเยือกเย็น ความอ้างว้างซึมเข้ากระดูก มันแทบทำลายความกล้าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อของเขา หากไม่ใช่เพราะมีความแค้นช่วยให้เขายืนต่อไปได้ เขาก็คงยอมแพ้ในการมีชีวิตอยู่ต่อตั้งนานแล้ว


บรรยากาศของห้องที่อบอุ่นเมื่อครู่ เสียงหัวเราะของคนในครอบครัว คืนส่งท้ายปีเก่าที่แสนคึกคักและสตรีที่กำลังเงยหน้ามองดาวอยู่ด้านข้าง…ทำให้เขารู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่ความจริง


เขาคิดว่าตนใช้ชีวิตมาชาติหนึ่งแล้วจึงชินชากับทุกอย่าง แต่บัดนี้เขากลับหวาดกลัว…กลัวว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงความฝันฉากหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วเขาจะยังอยู่บนคมดาบและมีชีวิตโดดเดี่ยวดังเดิม…


เหมือนว่าหลินเว่ยเว่ยจะเห็นเขาเปลี่ยนไป นางจึงกะพริบตาสองสามหนเพื่อมองเขาและพูดด้วยสีหน้าทะเล้น “อยากคุยกับข้าให้มากหรือ ? ง่ายมาก ! ไป ไปที่ห้องข้า เจ้าอยากคุยถึงเมื่อใด ข้าก็จะอยู่คุยเป็นเพื่อน หรือว่า…เจ้าอยากทำอย่างอื่น ?”


เป็นอย่างที่คิด พอเด็กน้อยเปิดปากพูด ความเสียใจ ความเศร้าโศกและความลังเลทั้งหมดที่เขามีก็หายไปเพราะความใจกล้าของนาง


ในระหว่างมองรอยยิ้มของนาง เจียงโม่หานก็หัวเราะออกมา ! หลินเว่ยเว่ยได้ยินเหมือนภาษาดอกไม้ ในฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่นมีดอกไม้ผลิบานเรียงราย ละลานตาไปหมด…


“เด็กโง่ !” นางเอาแต่จ้องหน้าเขาอีกแล้ว ไม่รู้จักเก็บอาการเลยสักนิด ต่อจากนั้นเขาก็ยัดกล่องใบหนึ่งใส่มือ “ของขวัญปีใหม่ ข้าแกะเองกับมือ !”


หลินเว่ยเว่ยมองตามแผ่นหลังอันสง่างามของเขาจนกระทั่งเขาเดินออกไปจากประตู นางจึงก้มมองกล่องในมือและพบว่ามันเป็นกล่องไม้ยาวๆธรรมดาใบหนึ่ง เมื่อเปิดออกก็พบว่ามีปิ่นไม้ประดับหยกแดงอยู่ด้านใน


ในเวลานี้หยกยังไม่เป็นที่แพร่หลายในภาคเหนือ เขาสามารถหาซื้อหยกแดงที่มีเนื้อบริสุทธิ์และโปร่งใสขนาดนี้ได้ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากนี้ยังแกะสลักตัวปิ่นด้วยตัวเอง ผีเสื้อไม้2ตัวนั้นมีชีวิตชีวาราวกับของจริง…คาดไม่ถึงว่าบัณฑิตหนุ่มจะมีฝีมือขนาดนี้ !


วันรุ่งขึ้นหลินเว่ยเว่ยใส่เสื้อสีแดงปักลายผีเสื้อและดอกกล้วยไม้ตัวใหม่ กระโปรงสีชมพูอ่อนปักลายเมฆมงคล บนศีรษะประดับปิ่นผีเสื้อหยกแดงซึ่งดูเข้ากับเสื้อผ้าสุดๆ พวกเสื้อผ้าเป็นของขวัญปีใหม่ที่นางเฝิงมอบให้ว่าที่ลูกสะใภ้นั่นเอง


พอนางเฝิงเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม “ว้าว ! ไปซื้อปิ่นปักผมนี้มาจากไหน เหมือนตั้งใจจะซื้อให้เหมือนเสื้อผ้าชุดนี้ไม่มีผิด ! เสี่ยวเว่ยแต่งตัวแบบนี้แล้วเหมือนหญิงงามที่เดินออกมาจากภาพวาดเลย !”


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองบัณฑิตหนุ่มด้วยรอยยิ้ม แต่แล้วทันใดนั้นนางก็เห็นเขาใช้เสื้อคลุมขนกระต่ายที่ตนถักให้ รูปแบบคอเป็นทรงสูง ช่วยเก็บความอุ่นและดูมีชีวิตชีวา…คนต้องการเสื้อผ้า เสื้อผ้าก็ต้องการคนใส่


“ปิ่นนี้ข้าไม่ได้ซื้อมา แต่คู่หมั้นทำให้ข้าเองกับมือ !” หลินเว่ยเว่ยอวดอย่างออกหน้าออกตา


พี่สาวคนโตมุ่ยปากด้วยความเจ็บใจ…เจ้ามีคู่หมั้นคนเดียวหรือ ? ข้าก็มีเหมือนกัน ! แต่ไม่รู้ว่าเจ้าหนอนหนังสือนั่นจะเตรียมของขวัญปีใหม่อะไรไว้ให้นางหรือเปล่า !


นางเฝิงจงใจถามต่างหากเล่า ! เพราะเจ้าตัวแสบของบ้านนาง เมื่อก่อนไม่เคยสนใจว่ามารดาจะปักเสื้อผ้าเป็นลายอะไร แต่แล้วก็มีวันหนึ่งที่เขามามองอยู่นานสองนาน จากนั้นก็ชอบหมกตัวอยู่ในห้อง คิดว่านางไม่รู้หรือไรว่าเขากำลังแอบทำอะไรอยู่ ! ก็ไม่ได้ทำปิ่นหรือ ? ต้องทำลับๆล่อๆถึงเพียงนั้น


ดูท่าแล้วเขาอยากจะทำให้คู่หมั้นประหลาดใจ จึงกลัวนางเผลอพูดออกไปก่อนสิท่า !


นางหวงและนางเฝิงตื่นเช้า พวกนางจึงเตรียมเกี๊ยวไว้ตั้งนานแล้ว นอกจากนี้ยังอุ่นซาลาเปาไส้ถั่ว เวลาที่ภาคเหนือฉลองปีใหม่จะต้องกินเกี๊ยวแทบทุกมื้อ


เพิ่งรับประทานอาหารเช้าเสร็จก็มีเด็กมาตะโกนอยู่หน้าบ้านตระกูลหลิน พวกเขาจับกลุ่มมาด้วยกัน เด็กโตจับมือพวกน้องๆ และท้ายที่สุดก็มารวมตัวกันหน้าบ้านสกุลหลินอย่างไม่ได้นัดกันเลยสักกลุ่ม


“สวัสดีปีใหม่ท่านป้าทั้งสอง !”


“สวัสดีปีใหม่ พี่รองหลิน !”


เด็กที่มาอวยพรนี้มีตั้งแต่เพิ่งเดินได้จนถึงเด็กอายุ10กว่าขวบ ! พวกเขาพูดคำมงคลเพื่ออวยพรปีใหม่แด่ผู้อาวุโส เพราะหลินเว่ยเว่ยเก่งมาก เก่งจนเป็นเหมือนพ่อแม่ของพวกตนก็เลยมาสวัสดีปีใหม่นางด้วย


นางหวงและนางเฝิงใช้ซองอั่งเปาห่อเหรียญหนึ่งอีแปะแล้วแจก ‘ยาซุ่ย1’ ให้พวกเด็กๆที่มาอวยพรปีใหม่!


เด็กที่โตหน่อยแล้วออกแรงโบกมือ “ท่านป้า ! พวกเรารับไว้ไม่ได้ !” เด็กทั้งหมู่บ้านรวมกันแล้วอย่างน้อยก็มีหลายสิบคน ถ้าแจกให้หมดล่ะก็ จะเป็นเงินหลายสิบอีแปะ !


ในหมู่บ้านอื่นก็มีแค่ผู้ใหญ่ในครอบครัวให้เงินยาซุ่ยเป็นเหรียญอีแปะ ตอนเด็กบ้านอื่นมาอวยพรก็ให้แค่ถั่วลิสง เมล็ดสนหรือลูกอมเล็กน้อยเท่านั้น ! สาเหตุที่พวกเขามาบ้านสกุลหลินก็เพราะได้ยินมาจากพวกมู่เกินเอ๋อร์ว่าบ้านสกุลหลินทำขนมไว้ไม่น้อย มีเด็กคนไหนจะไม่อยากกินบ้างล่ะ ?


“ให้เจ้าก็รับไป ! นี่เป็นเงินยาซุ่ยจะปฏิเสธไม่ได้ !” นางหวงยิ้มขณะพูดกับพวกเด็กๆ นอกจากยาซุ่ยแล้ว บ้านสกุลหลินยังให้ลูกอม ถั่วลิสง เมล็ดแตงโมแล้วยังมีพวกขนมอีกเล็กน้อย โดยทุกอย่างล้วนวางอยู่ในตะกร้าเพื่อให้พวกเด็กๆหยิบได้อย่างสะดวก


เสี่ยวโต้วติงที่เดินเซไปเซมาตลอดทางพลางปล่อยมือพี่ชายออกแล้วเดินเซเข้ามาหานางหวง หลังจากรับอั่งเปาไปแล้ว เขาก็หัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข แค่มองก็รู้สึกถึงความเป็นมงคล หลินเว่ยเว่ยเดินเข้าไปอุ้มเขาแล้วพามาที่หน้าตะกร้าบรรจุของหวาน เจ้าตัวน้อยเอื้อมมือไปหยิบ แต่มือของเขาเล็กเกินไป แม้จะคว้าอยู่นานสองนานก็หยิบได้แค่ลูกอมเม็ดเดียว


หลินเว่ยเว่ยใช้กระดาษน้ำมันม้วนเป็นกรวยแล้วใส่ลูกอมลงไปสองสามเม็ด คุกกี้สองสามชิ้นและยังมีพวกถั่วลิสง เมล็ดแตงโมอะไรเหล่านั้น ก่อนจะยัดใส่มือเจ้าตัวน้อยซึ่งมือที่หยิบลูกอมเม็ดนั้นขึ้นมาได้เต็มไปด้วยน้ำลายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


พี่ชายของเขากลัวน้องชายจะทำเสื้อผ้าชุดใหม่ของพี่รองหลินเปื้อนจึงรีบรับเจ้าตัวน้อยมาอุ้มไว้ พวกเด็กๆถูกห้ามไม่ให้หยิบของในตะกร้าเพิ่ม หลังขอบคุณบ้านตระกูลหลินแล้วก็พากันไปสวัสดีปีใหม่อีกบ้านหนึ่ง


พวกเพื่อนๆของเจ้าหนูน้อยโบกมือให้เขา “เอ้อร์ฮว๋า เสี่ยวร่าง ไป ไปสวัสดีปีใหม่ด้วยกัน !”


เจ้าหนูน้อยหยิบกระเป๋าของตนแล้วจูงมือเสี่ยวร่างไปรวมกลุ่มสวัสดีปีใหม่


ช่วงสายของวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นบ้านตระกูลหลินหรือบ้านอื่นในฉือหลี่โกวล้วนมีกลุ่มเด็กน้อยไปทักทายและกล่าวสวัสดีปีใหม่


เจ้าหนูน้อยได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะไปถึงบ้านใครก็ได้รับของอร่อยกำใหญ่ ส่วนเด็กคนอื่นก็ใช้เสื้อผ้าของตนห่อของ พวกผลไม้ทอดต่างๆ หรือลูกอมชนิดอื่นทำให้เสื้อผ้าของพวกเขาเปื้อนไปหมด


ส่วนกระเป๋าใบน้อยของเจ้าหนูน้อยก็ได้ช่วยปกป้องเสื้อผ้าของเขาไว้และใส่ของได้มากด้วย หลังรอให้ใส่ของจนเต็มแล้ว เขาก็วิ่งกลับบ้าน เอาของทุกอย่างเทออกแล้ววิ่งร้องตะโกนไปเข้ารวมกลุ่มสวัสดีปีใหม่อีกรอบ…


ปีใหม่แรกนับตั้งแต่หลินเว่ยเว่ยได้ทะลุมิติมาก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานและการดื่มกินกันอย่างมีความสุข


[1] ยาซุ่ย หมายถึง เงินขับไล่วิญญาณชั่วร้าย อวยพรให้อายุยืนยาว


ตอนที่ 368: หรือว่าพี่รองไปทำอะไรไม่ดีไว้ ?


นี่คือเทศกาลปีใหม่ที่หลินเว่ยเว่ยมีความสุขที่สุด อบอุ่นที่สุดและยากจะลืมที่สุด ในโลกที่แปลกประหลาดกับฤดูหนาวแสนหนาวเหน็บนี้ นางกลับได้รับความอบอุ่นและความรักล้ำค่า ทั้งยังได้ครอบครองห่านฟ้าผู้เป็นที่หมายปองของทุกคนอีกด้วย


ใช่ ! ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ในโลกใบนี้ก็คือนาง !


เดือนแรก นอกจากทำของอร่อยแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ไม่ทำงานอย่างอื่นอีก ทำให้คนในบ้านน้ำหนักเพิ่มขึ้นหลายจินรวมถึงตัวนางด้วย


ในขณะที่นางคิดจะ ‘ลดน้ำหนัก’ เดือนที่สองก็มาถึงแล้ว ฤดูใบไม้ผลิในปีนี้เป็นฤดูแห่งการสอบระดับท้องถิ่น (ถงเซิง) เดือนสองเป็นการสอบท้องถิ่นระดับแรกเรียกว่าเซี่ยนซื่อ เดือนสี่เป็นการสอบท้องถิ่นระดับสองเรียกว่าฝู่ซื่อ แล้วต่อด้วยระดับสามเรียกว่าเยวี่ยนซื่อ…


ด้วยเหตุนี้ หลังหมดเดือนแรกแล้ว หลินจื่อเหยียนก็เริ่มเก็บข้าวของและออกเดินทางมาที่สนามสอบของตน ในฐานะคนมาเป็นเพื่อน หลินเว่ยเว่ยจึงเก็บข้าวของด้วย นางได้รบกวนให้คุณชายหนิงเช่าบ้านหลังเล็กที่เก็บกวาดจนสะอาดเอี่ยมไว้ที่ตัวอำเภอแล้ว


หลินจื่อเหยียนเพิ่งเคยเข้าร่วมการสอบอย่างเป็นทางการแบบนี้ครั้งแรกจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่า ทว่าเมื่อมีพี่รองคอยดูแลเรื่องเสื้อผ้า อาหารการกิน ที่อยู่ แล้วยังมีพี่เขยใหญ่เข้าร่วมการสอบในครั้งนี้ด้วย เขาจึงไม่ได้กังวลขนาดนั้นแล้ว


“ศิษย์พี่เจียง นี่ท่าน…” ตอนที่หลินจื่อเหยียนเข้ามาในรถม้าก็พบว่าเจียงโม่หานนั่งอยู่ข้างในแล้ว เขาจึงถามด้วยความแปลกใจ


เจียงโม่หานตอบกลับเบาๆ “ข้าเคยสอบมาก่อน สามารถถ่ายทอดประสบการณ์บางอย่างแก่เจ้าได้ ยังมีเวลาเหลืออีกสองสามวัน ยังสามารถช่วยชี้แนะประเด็นสำคัญให้พวกเจ้าได้ !”


หลินจื่อเหยียนยิ้มหน้าบานทันที “ดี ! มีศิษย์พี่เจียงอยู่ ข้าก็เหมือนได้กินยาคลายเครียดแล้ว !”


“ศิษย์พี่เจียง? เหตุใดเวลาเรียกเผิงหยูเหยี่ยน เจ้าจึงเรียกว่าพี่เขยใหญ่ ส่วนข้ากลับกลายเป็นศิษย์พี่เจียง?” เจียงโม่หานไม่พอใจต่อคำเรียกขานของเขาตั้งนานแล้ว ทำไมหรือ? เป็นพี่เขยเหมือนกัน แต่เลือกปฏิบัติหรืออย่างไร?


หลินจื่อเหยียนรีบพูด “ไม่ใช่ว่าเรียกจนชินแล้วหรือ ? ถ้าพี่เขยรองไม่พอใจคำเรียกก่อนหน้านั้น ข้าเปลี่ยนก็ได้ !”


ศิษย์พี่เจียงเปลี่ยนไปมาก ! เมื่อก่อนเป็นคนหยิ่งยโสและเย็นชา แต่ตอนนี้ถูกพี่รองทำให้แสดงอารมณ์มากกว่าเดิม โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับพี่รอง…แม้แต่คำเรียกยังคิดเล็กคิดน้อย หรือนี่จะเป็นพลังวิเศษแห่งความรัก ? สามารถเปลี่ยนคนให้…ไม่เหมือนเดิม ?


หลินเว่ยเว่ยตรวจสอบสัมภาระอีกรอบ ของที่ควรเอาไปด้วยก็เอามาหมดแล้ว นางจึงกระโดดขึ้นรถม้าแล้วพูดกับนางหวง นางเฝิงและพี่สาวที่ยืนส่งอยู่หน้าบ้านว่า “ท่านแม่ น้าเฝิง กลับเข้าไปเถิด ! พวกข้าจะไปกันแล้ว !”


หลินจื่อเหยียนก็นอนฟุบอยู่กับหน้าต่างแล้วโบกมือให้คนในครอบครัว “รอฟังข่าวดีจากข้านะขอรับ !”


หลินเว่ยเว่ยเข้ามาในรถม้าแล้วไปนั่งข้างเจียงโม่หาน ก่อนจะซบไหล่เขาราวกับร่างนางไม่มีกระดูก แต่ปากยังไม่หยุดแกล้งหยอกน้องชาย “เฮอะ ! มั่นใจขนาดนั้นเชียว ? หืม แล้วใครกันที่หลายวันนี้นั่งไม่ค่อยติด จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ?”


รถม้ากว้างถึงเพียงนี้ แต่ยังไปเบียดศิษย์…ว่าที่พี่เขยรอง ช่างน่าเบื่อจริงๆ ! ราวกับพี่รองมีวิชาเคลื่อนย้ายวารีบดขยี้ขุนเขาจึงได้ครอบครองตัวพี่เขยรอง


ตอนนั้นคนทั่วทั้งฉือหลี่โกวต่างไม่ชอบคู่นี้ คิดว่าพี่รองเพ้อฝันไปเรื่อย พี่ใหญ่ก็เคยพูดบ่อยๆ ว่านางเป็น ‘คางคกอยากกินเนื้อห่านฟ้า’ ไม่ใช่หรือ ? หืม ? แต่ดูเหมือนเนื้อห่านฟ้านี้นางจะได้กินจริงๆแล้ว !


วันนั้น หลังช่วยพี่รองและว่าที่พี่เขยรองขึ้นมาจากหน้าผาแล้ว ว่าที่พี่เขยรองก็ไม่ทำตัวเย็นชาเหมือนก่อนหน้านั้นอีก เป็นฝ่ายมาสู่ขอพี่รองเอง คนทั้งบ้านถึงขั้นตกตะลึง ! หรือว่า…พี่รองไปทำอะไรไม่ดีกับพี่เขยรองตอนอยู่ตรงหน้าผา ดังนั้นว่าที่พี่เขยรองจึงเรียกร้องให้นาง ‘รับผิดชอบ’ ?


“หลินต้าฮว๋า !” หลินเว่ยเว่ยตบศีรษะเขา “กำลังคิดเรื่องเหลวไหลอะไรอยู่ ?”


หลินจื่อเหยียนลูบศีรษะตัวเอง “พี่รอง ประเดี๋ยวข้าก็จะเข้าสอบแล้ว ท่านไม่รู้หรือไรว่าตนแรงเยอะขนาดไหน ? ถ้าตีแล้วข้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ท่านจะไม่ได้เป็นพี่สาวบัณฑิตถงเซิงแล้วนะ ! เมื่อครู่ข้าคิดเรื่องที่จะสอบไม่ได้หรือ ? เหตุใดจึงคิดว่าข้ากำลังนึกเรื่องเหลวไหลอยู่ ? ท่านเข้าไปดูในสมองข้าหรือไร !”


“ยังต้องดูอีก ? แค่สายตาแปลกๆ และรอยยิ้มชั่วร้ายที่เจ้ามองข้ากับบัณฑิตน้อยก็พิสูจน์ได้แล้วว่าในสมองของเจ้าไม่ได้มีเรื่องดีๆอยู่ !” หลินเว่ยเว่ยส่งลูกอมสาลี่หนึ่งเม็ดเข้าปาก จากนั้นก็ป้อนให้บัณฑิตน้อยหนึ่งเม็ด


หลินจื่อเหยียนกลอกตาแล้วเอ่ยเตือนนางด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่รอง พอไปถึงอำเภอแล้วอย่าได้หลุดปากเรียกข้าว่าหลินต้าฮว๋าเด็ดขาด ข้าขอร้องท่านเลย !”


“เจ้าเด็กอกตัญญู ! เรียกชื่อเล่นฟังแล้วสนิทสนมจะตายไป มันหมายถึงความรักและความสนิทสนมที่พ่อแม่มีต่อบุตร เจ้าดูข้าสิ คนอื่นยังเรียกข้าว่านางหนูรอง แล้วข้าเคยไปบอกให้คนอื่นแก้ไขอะไรไหม ? คนเราน่ะ ห้ามลืมรากเหง้าเด็ดขาด ! แม้วันหน้าเจ้าจะเป็นนายอำเภอ เจ้าเมืองหรือขุนนางขั้นหนึ่งในราชสำนัก เวลาเจ้าอยู่ต่อหน้าท่านแม่ก็ยังเป็นหลิน ! ต้า ! ฮว๋า !” เวลาสั่งสอนคนอื่นนั้น หลินเว่ยเว่ยจะพูดออกมาเป็นฉากๆ


หลินจื่อเหยียนขยับปากและเหงื่อตกพอสมควร…คำสอนของพี่รองฟังดูมีเหตุผล เขาควรจะทำอย่างไรดี ?


“เอาเถิด ! ข้าผิดไปแล้ว ! พี่รอง ต่อไปท่านอยากเรียกข้าว่าอะไรก็เรียก !” หลินจื่อเหยียนยอมรับคำสั่งสอนอย่างเชื่อฟัง


เจียงโม่หานหันไปมองเขา “รอให้เจ้ายืนอยู่บนตำแหน่งที่สูงมากพอแล้ว แม้เจ้าจะชื่อเอ้อร์โกวจื่อ (ไอ้ลูกหมา) ก็ไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะ มีแต่ประจบและเคารพเจ้า ! มีแค่ผู้ที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น ถึงจะยึดติดกับคำเรียก !”


หลินจื่อเหยียน “…” ว่าที่พี่เขยรองพูดได้มีเหตุผลเช่นกัน ! เวลาว่าที่สามีภรรยาคู่นี้สั่งสอน คนหนึ่งมักใช้คำพูดตรงๆฟังเข้าใจง่าย ส่วนอีกคนชอบพูดมีหลักการ…จะว่าไปพวกท่านก็เข้ากันได้ดีมาก


หลังเดินทางมาได้ประมาณหนึ่งชั่วยาม ระหว่างมาถึงทางแยก รถม้าก็หยุดวิ่งเสียดื้อๆ แล้วตามด้วยสายลมเยือกเย็นจากการเลิกม่านบนรถม้าขึ้น เผิงหยูเหยี่ยนเดินเข้ามาพร้อมตำราหลายเล่ม


หลินจื่อเหยียนมองเขาด้วยความสงสัย “พี่เขยใหญ่ เหตุใดท่านไม่นั่งรถม้าของตน จะมาเบียดกับพวกเราทำไม ? ท่านดูรถม้าของพวกเราสิ แทบไม่มีที่วางเท้าอยู่แล้ว”


เมื่อเห็นเจียงโม่หานแล้ว เผิงหยูเหยี่ยนก็ทำหน้าดีใจ “ช่วงเดือนกว่ามานี้ ข้ามีข้อข้องใจอยู่พอสมควร เดิมทีอยากจะมาคุยกับเจ้า แต่ในเมื่อมีศิษย์น้องเจียงอยู่ด้วย ข้าก็ขอคำชี้แนะจากเขาดีกว่า”


ขณะพูดก็เข้าไปเบียดเจียงโม่หานแล้วพูดหัวข้อยากๆกับเรื่องที่ตนไม่เข้าใจออกมาเพื่อขอคำชี้แนะจากอีกฝ่าย


หลินจื่อเหยียนที่กำลังผ่อนคลายอยู่ พอเห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนั้นจึงเริ่มกลับมาเครียดอีกครั้ง เขารีบหยิบตำราขึ้นมาพลิกอ่านบนรถม้าที่ส่ายไปมา ปากก็ท่องพึมพำ อันที่จริงเขาท่องตำราเล่มนี้จนจำขึ้นใจแล้ว


หลินเว่ยเว่ยเข้าไปคว้าตำรามาจากเขา จากนั้นก็กางกระดานหมากออกแล้วหยิบถุงใส่ก้อนกรวดสองสีออกมา “อย่ากอดขาข้าศึกตอนเข้าประชิด ระวังสายตาจะเสียไปด้วย มา พี่รองจะเล่นเกมฝึกสมองกับเจ้า”


หลินจื่อเหยียนพูดด้วยความสับสน “แต่ว่า…ใกล้จะสอบแล้ว พอคิดว่าคนอื่นอ่านตำรา แต่ตัวเองกลับเอาเวลาว่างมาเล่น ข้าก็รู้สึกไม่ดี…”


ตอนที่ 369: แดงชาดหนึ่งจ้างกำลังรอพวกเจ้าอยู่!


“รู้สึกไม่ดีอะไร ? สิ่งที่เจ้าสมควรเรียนรู้ก็เรียนรู้ไปหมดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการผ่อนคลายอารมณ์ เชือกที่ขึงตึงจนเกินไป ไม่นานก็จะขาด ! มาฝึกฝีมือการเล่นอู๋จื่อฉีของเจ้าดีกว่า เจ้าจะได้พัฒนาบ้าง !” หลินเว่ยเว่ยวางก้อนกรวดของตนลงกระดานหมากที่วาดจากกระดาษ


อืม…พี่รองพูดมีเหตุผล นางจะไม่มีวันทำร้ายเขา! หลินจื่อเหยียนโยนตำราทิ้ง แล้วหยิบก้อนกรวดอีกสีออกมาวาง พลางพูดอย่างมั่นใจ “พี่รอง ฝีมืออย่างข้าเป็นอย่างไร? ข้าคือแม่ทัพไร้พ่าย ท่านเข้าใจหรือไม่?”


“เฮ้เฮ้ ! เคยชนะแค่ครั้งเดียวก็ผยองได้เพียงนี้แล้วหรือ ? เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าถูกข้าตีจนแพ้ยับเยินไม่รู้จะกี่หนแล้ว ?” หลินเว่ยเว่ยวางก้อนกรวดอีกตัวหนึ่ง


หลินจื่อเหยียนถอนหายใจพลางเอ่ยว่า “ท่านก็ช่างกล้าพูด ! ข้าเพิ่งเรียนรู้การเล่นอู๋จื่อฉี แต่ท่านคือผู้เชี่ยวชาญในการเล่นตั้งนานแล้ว มั่นใจได้อย่างไรว่าชัยชนะจะคงอยู่กับท่านชั่วนิรันดร์ ?”


หลินเว่ยเว่ยชำเลืองมองเขาเล็กน้อย “มั่นใจ ? ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะเอาชนะเจ้าจนกว่าจะมั่นใจ !”

…...


“ฮ่าฮ่า ! เป็นอย่างไร ? เจ้าจะเรียกข้าว่าแม่ทัพไร้พ่ายได้หรือยัง ?” หลินเว่ยเว่ยหัวเราะพลางยกมือเท้าสะเอว


หลินจื่อเหยียนถลึงตาใส่นาง เขากล้าโมโหแต่ไม่กล้าพูด…ถ้าเก่งจริง ท่านก็อย่าให้ว่าที่พี่เขยรองมาคอยชี้แนะสิ สองคนรวมหัวกันสู้กับข้าคนเดียว ชนะแล้วมีอะไรน่าภูมิใจกัน ?


“สามีภรรยามีหัวใจเดียวกัน เจ้าเข้าใจหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยอ่านความคิดของเขาออกผ่านทางแววตา “หากเจ้าเก่งจริงก็หาน้องสะใภ้เก่งๆมาส่งเสริมเจ้าสิ”


“นี่พวกเจ้ากำลังเล่นอะไรกันอยู่…หมากล้อมอย่างนั้นหรือ ?” หลังจากที่เผิงหยูเหยี่ยนถกปัญหากับเจียงโม่หานเสร็จแล้ว เขาก็หันมามองสองพี่น้องครู่หนึ่งแล้วถามอย่างสงสัย


“ไม่ใช่ ! มันเรียกว่าอู๋จื่อฉี !” หลินเว่ยเว่ยพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา นางกำลังจดจ่ออยู่กับการรับมือหลินจื่อเหยียนโดยตั้งใจว่าจะทำให้เขายอมรับความพ่ายแพ้เสียที !


อู๋จื่อฉี ? เผิงหยูเหยี่ยนมองอย่างตั้งใจ…สุดยอดไปเลย ! ดูคล้ายหมากล้อมแต่ก็ไม่ใช่ ! เขามองวิเคราะห์การเล่นอย่างตั้งใจ พอหลินเว่ยเว่ยได้รับชัยชนะอีกรอบแล้วลุกออกจากที่นั่ง เขาก็เข้ามานั่งแทนที่นางโดยไม่มีใครเชิญ


ระหว่างการเดินทาง เพราะมีทั้งเกมอู๋จื่อฉีและโต้วตี้จู่ (ไพ่พิชิตแลนด์ลอร์ด) จึงทำให้รู้สึกว่าการเดินทางเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน ทว่าพอถึงตอนเที่ยงวัน หลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกว่าร่างกายของนางกำลังล้าระบมจากการเดินทางไกล และในที่สุดนางก็เห็นประตูเข้าสู่ตัวอำเภอเสียที


ท่ามกลางลมหนาว บริเวณริมถนนที่จะเข้าสู่ประตูเมืองปรากฏรถม้าอีกคันจอดอยู่ เมื่อได้ยินการเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ ผ้าม่านของรถม้าคันนั้นก็ถูกเปิดออกและเผยให้เห็นใบหน้าแสนอบอุ่นที่คุ้นเคย


หนิงตงเซิ่งจดจำเหลยหยู่ได้ในทันทีทันใด เขาจึงรีบกระโดดลงจากรถม้าและเข้ามาทักทายพร้อมรอยยิ้ม


หลินเว่ยเว่ยมองจากทางหน้าต่างรถม้า พอเห็นว่าเป็นคุณชายหนิงจึงเอ่ยทักทายเขาอย่างเป็นมิตร เหลยหยู่หยุดรถม้าในขณะที่หนิงตงเซิ่งมาถึงตัวรถ เจียงโม่หานเลิกผ้าม่านออกและลงมาจากรถม้าพลางเหลือบมองคุณชายหนิงอย่างเฉยชา


หนิงตงเซิ่งยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า แต่ในใจของเขากลับรู้สึกขมขื่น บัณฑิตเจียงเป็นคู่หมั้นของหลินกู่เหนียง อีกทั้งพี่เขยและน้องภรรยาก็มาเข้าร่วมการสอบสำคัญ อีกฝ่ายจะมาด้วยก็ไม่แปลก ! เขาบอกตัวเองทุกวันว่าให้ตัดใจไม่ใช่หรือ ? เหตุใดยังมีอารมณ์อ่อนไหวอยู่อีก ?


คนต่อไปที่ออกมาจากรถม้าคือหลินจื่อเหยียนซึ่งยิ้มทักทายหนิงตงเซิ่งอย่างเป็นมิตร ด้านเผิงหยูเหยี่ยนลงจากรถม้าอย่างเชื่องช้าพลางพยักหน้าเป็นการทักทายให้คุณชายหนิง


สุดท้ายก็เป็นหลินเว่ยเว่ยที่หมายจะเปิดตัวประดุจองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ นี่คือสิ่งที่นางคิดเองเออเอง ! นางยืนเชิดหน้าและวางกิริยาสง่างามอยู่บนรถม้า จากนั้นก็ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาด้านหน้า…หืม ? เหตุใดจึงไม่มีใครจับมือนางเพื่อช่วยประคองลงจากรถม้าเลย ? ตาบอดกันหมดแล้วหรือไร แดงชาดหนึ่งจ้าง1กำลังรอพวกเจ้าอยู่ !


นางหันไปมองบัณฑิตหนุ่ม…น่าอายมาก รีบมาช่วยข้าเดี๋ยวนี้ !


เจียงโม่หายส่ายศีรษะเบาๆ…นางเล่นเป็นเด็กอีกแล้ว อย่างไรก็ตามเขายังยื่นมือออกไปและจับมือเล็กๆของนางเอาไว้


หนิงตงเซิ่งมองไปโดยรอบ โชคดีที่เวลานี้เป็นช่วงกินอาหารมื้อกลางวันจึงมีคนอยู่นอกประตูเมืองไม่มากนัก ไม่เช่นนั้น…หากมีคนเห็นชายหญิงมายืนจับมือกันแบบนี้ จะเหมาะสมหรือไม่ ?


“ไอหยา ! รถม้าคันนี้สูงมากเกินไป !” หลินเว่ยเว่ยแสร้งพูดพลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นป้องปากแก้ขัดเขิน


เจียงโม่หานพลันนึกถึงภาพที่นางสามารถกระโดดลงจากต้นไม้ความสูงเท่าตัวคนได้อย่างสบายแล้วมองไปที่ความสูงของรถม้าอีกครา “… ”


“แล้วเจ้าต้องการอะไร ? เก้าอี้มนุษย์หรือ ?” ที่เรียกว่า ‘เก้าอี้มนุษย์’ ก็คือการให้บ่าวรับใช้คลานสี่ขากับพื้นแล้วให้เจ้านายเหยียบแผ่นหลังขึ้นสู่รถม้า ในชาติที่แล้วเขาก็มักจะทำเช่นนี้เวลาขึ้นและลงจากรถม้า แน่นอนว่าโดนคนอื่นนำไปวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยเลย


ในเวลานั้นฮ่องเต้ประสงค์จะเก็บเขาไว้ใช้งานอย่างมาก พระองค์จึงยอมผ่อนปรนและไม่เอาโทษเขาในเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ เพราะถ้าไม่แสดงน้ำพระทัยอันกว้างขวางต่อเขา แล้วพระองค์จะมัดใจเขาให้ภักดีได้อย่างไร ? สุดท้ายเมื่อฮ่องเต้บรรลุในเป้าหมายและสามารถกุมอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ในพระหัตถ์ได้แล้ว คมดาบอย่างเขาซึ่งเคยมีประโยชน์ต่อพระองค์ก็หมดคุณค่า ข้อกล่าวหาเหล่านี้จึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งหลักฐานมัดตัวและในที่สุดเขาก็ไม่รอดจากโทษประหาร…


หลินเว่ยเว่ยถลึงตาใส่เขา ในเวลานี้เจ้าควรนั่งคุกเข่าลงไปข้างหนึ่งแล้วให้ข้าเหยียบหน้าขาของเจ้าลงจากรถม้าไม่ใช่หรือ ? เฮ้อ ! ช่องว่างระหว่างคนยุคโบราณกับคนยุคใหม่ช่างเป็นอุปสรรคต่อความโรแมนติกไปเสียหมด ! จุกจนพูดไม่ออกแล้ว !


หนิงตงเซิ่งสั่งให้บ่าวรับใช้นำเก้าอี้ตัวเตี้ยของรถม้าตนมาวางไว้ตรงเบื้องหน้าของนาง เจียงโม่หานที่จับมืออยู่ก็มองหน้านาง…ลงมาได้หรือยัง ?


หลินเว่ยเว่ยยิ้มอย่างเขินอาย “วันนี้ข้าใส่ชุดกระโปรงจึงไม่ค่อยสะดวก…”


หนิงตงเซิ่งพยักหน้า “เข้าใจแล้ว พวกเราคิดไม่รอบคอบเอง”


หลินเว่ยเว่ยจับมือของบัณฑิตหนุ่มพร้อมค่อยๆ ก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่มีเสน่ห์และสง่างามที่สุด คุณชายหนิงมีความปรารถนาดีก็จริง ทว่าเป็นตัวนางเองที่อับโชค ! เมื่อเท้าของนางเหยียบบนเก้าอี้ มันก็ดันไปเหยียบชายกระโปรงของนางด้วย นางจึงเสียหลักและหน้ากำลังจะคว่ำลงกับพื้นอย่างน่าอับอาย


แน่นอนว่าเจียงโม่หานคว้าตัวนางไว้ได้อย่างรวดเร็ว เขาเซถอยหลังไปสองก้าวแล้วถึงจะยืนได้อย่างมั่นคง จากนั้นเขาก็จ้องนางตาเขม็ง เกือบไปแล้ว ! ประมาทเหลือเกิน ! เจ้าอยากจมูกหักหน้าฟกช้ำหรือไร


หลินเว่ยเว่ยรู้สึกอายมาก นางจึงซุกใบหน้าเข้ากับอ้อมแขนของบัณฑิตหนุ่มและทำอ้อยอิ่งไม่ยอมผละจากอ้อมแขนของเขาสักที…เจ้าจงใจใช่หรือไม่ ? ตั้งใจจะเอาเปรียบคู่หมั้นหนุ่มที่แสนงดงามของตน ! ทุกคนมองเจ้าทะลุปรุโปร่งแล้ว !


นางถอนหายใจพลางกล่าว “ข้าอ่อนแอบอบบางใกล้เคียงการเป็นกุลสตรีแล้วใช่หรือไม่ !”


เจ้าเข้าใจคำว่า ‘กุลสตรี’ ผิดไปหรือเปล่า ? กุลสตรีไม่ได้ใกล้เคียงกับเจ้าเลย !


เผิงเจียเหลียงลงจากรถม้าของตระกูลเผิง หน้าที่ของเขาคือพาท่านอามายังตัวอำเภออย่างปลอดภัย อ้อ เขาต้องมาตรวจสอบว่ามีทำเลที่ตั้งร้านค้าดีๆในอำเภอบ้างหรือเปล่า ถ้ามีก็จะได้กลับไปรายงาน !


หนิงตงเซิ่งกล่าวกับทุกคนว่า “บ้านเช่าอยู่ไม่ไกลจากสนามสอบ ทำเลที่ตั้งก็ไม่ติดถนน ตั้งอยู่ในตรอกที่เงียบสงบและเหมาะสมสำหรับผู้ที่กำลังทบทวนตำราเพื่อสอบเป็นอย่างยิ่ง”


หลินเว่ยเว่ยยิ้มและพูดว่า “คุณชายหนิง ขอบคุณท่านมาก ! ท่านงานก็ยุ่งมากอยู่แล้ว เรายังมารบกวนท่านอีก !”


“ไม่เป็นไรเลย เดิมทีข้าต้องการมาที่อำเภอเพื่อตรวจสอบบัญชีอยู่แล้ว อีกทั้งข้าก็คุ้นเคยกับคนที่นี่เป็นอย่างดีจึงไม่ลำบากอะไรเลย ไปกันเถิด ข้าจะพาพวกท่านไปที่บ้านเช่าก่อน หลังจากนั้นข้าจะพาไปเลี้ยงต้อนรับที่ ‘หยวนเค่อหลาย’!”


บัดนี้หนิงตงเซิ่งมีหน้าที่การงานที่ดีทุกอย่าง อารมณ์จึงร่าเริงมากด้วย เมื่อปลายปีที่แล้วเขากลับไปฉลองส่งท้ายปีเก่ากับครอบครัวและได้รับเสียงชื่นชมจากตระกูลหลักเป็นอย่างมาก เนื่องจากในระยะเวลาไม่ถึงปี เขามีร้านค้าสี่สาขาภายใต้ชื่อของตน พี่น้องคนอื่นเนื่องจากเป็นปีแห่งภัยพิบัติจึงได้รับผลกระทบทางธุรกิจไม่มากก็น้อย แม้แต่บรรดาบุตรของฮูหยินก็ยังทำผลงานได้ในระดับต่ำทั้งนั้น


[1] แดงชาดหนึ่งจ้าง คือการลงโทษในวังหลัง โดยการใช้แผ่นไม้ขนาดหนา2นิ้ว และยาว5ฟุต โบยตั้งแต่บริเวณช่วงเอวลงไป โบยจนกว่าร่างกายส่วนนั้นจะแหลกเหลวอาบเลือด หากมองจากระยะไกลก็จะเห็นเป็นเหมือนผ้าสีแดงชาดผืนหนึ่ง


ตอนที่ 370: ผู้พลิกชะตาชีวิต


ส่วนร้านของหนิงตงเซิ่งยิ่งทำยอดขายได้อย่างถล่มทลายเมื่อวันปีใหม่มาเยือน ผู้นำตระกูลหลักจึงเรียกเขาไปชมเป็นกรณีพิเศษ แม้แต่หนิงตงหยูซึ่งเป็นที่รู้จักในนามอัจฉริยะทางธุรกิจและว่าที่ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลก็อยากดึงเขามาเป็นพรรคพวก… 


เพราะเมื่อเหตุการณ์พลิกกลับเช่นนี้จึงทำให้พี่ชายล้มเลิกความคิดจะฮุบสูตรขนมจากร้านตระกูลหนิง เนื่องจากหนิงตงเซิ่งผู้ไร้ตัวตนในสายตาของตระกูลหลัก ได้รับความสนใจจากผู้อาวุโสเสียแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่อาจประมาทต่อกฎของตระกูลหนิงที่ว่าพี่น้องห้ามหักหลังกันเรื่องธุรกิจ ห้ามใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ หากใครฝ่าฝืนก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรงหรือโดนไล่ออกจากตระกูล ! 


บิดาที่มักเมินเฉยต่อเขามาโดยตลอดก็เริ่มแสดงบทบาทความเป็นบิดาที่เปี่ยมด้วยความรัก น่าเสียดายที่เขาผ่านพ้นวัยที่ต้องการความรักจากบิดาไปนานแล้ว เนื่องจากมารดาถูกฮูหยินใหญ่บีบบังคับจนตาย พอพี่สาวออกเรือนไปเป็นคนของตระกูลอื่นแล้ว เขาจึงหมดสิ้นความรักที่มีต่อครอบครัวนั้นและมีเพียงความเกลียดชัง ! 


ยิ่งเขาประสบความสำเร็จมากเท่าใด หรือยิ่งทำให้เห็นว่าพี่ชายคนนั้นดูเป็นคนไม่เอาไหนเลย ฮูหยินใหญ่ก็จะยิ่งเป็นทุกข์…แม้เขาจะไม่สามารถแก้แค้นให้มารดาได้อย่างโจ่งแจ้ง แต่การค่อยๆทำให้นางทุกข์ใจเพราะเห็นความสำเร็จของเขา มันจะทำให้คนอื่นเห็นว่าเขาเป็นคนใจกว้างมากเพียงใดด้วยจริงหรือไม่ ?


สิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จก็คือกู่เหนียงน้อยตรงหน้าคนนี้ จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะปฏิบัติต่อผู้มีพระคุณอย่างให้เกียรติ บ้านหลังน้อยที่หนิงตงเซิ่งเช่าไว้มีห้องหลัก2ห้อง ห้องปีกทางซ้ายขวาอีกอย่างละห้อง ห้องครัว ห้องเก็บฟืนก็มีอุปกรณ์ครบครัน สิ่งที่ทำให้พวกหลินเว่ยเว่ยพอใจที่สุดคือบ้านหลังนี้เงียบสงบ เหมาะกับบัณฑิตที่กำลังเตรียมตัวสอบ ถ้าไม่ใช่หนิงตงเซิ่งลงมือได้อย่างรวดเร็ว บ้านหลังนี้ก็คงโดนคนอื่นเช่าตัดหน้าไปแล้ว ! 


บ้านหลังนี้ถูกหนิงตงเซิ่งสั่งให้คนทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว เตียงเตาก็ถูกอุ่นรอไว้ พวกเขาจึงทำแค่จัดเก็บข้าวของอย่างง่ายๆ ต่อจากนั้นประมาณครึ่งก้านธูป พวกเขาก็มานั่งอยู่ในห้องอาหารระดับสูงของหยวนเค่อหลายแล้ว หลงจู๊รู้จักกับหนิงตงเซิ่งเป็นอย่างดี จึงกำชับให้เสี่ยวเอ้อร์ไปรอรินชาและรับใช้ 


หืม ? เหตุใดคุณชายหนิงจึงให้ความสำคัญต่อกู่เหนียงน้อยคนนี้มากเป็นพิเศษ ? นางดูท่าทางเป็นคนใจดี…ไอหยา ! นี่ไม่ใช่คนที่ช่วยร้านของเราไว้หรือ ? เหตุใดจึงใส่ชุดสตรี ? หลงจู๊ฟางจดจำหลินเว่ยเว่ยได้ จึงรีบให้คนไปตามหุ้นส่วนคนที่สองมาทันที เพราะการเปิดตัวเมล็ดสนปากอ้าสามารถต่อลมหายใจให้หยวนเค่อหลายได้ 


ตอนนี้คำพูดของเจ้านายจึงมีน้ำหนักต่อตระกูลมาก หุ้นส่วนคนอื่นก็ไม่ทำมาเป็นสอนหลงจู๊อย่างเขาอีกต่อไป แม้แต่ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามที่เชิญพ่อครัวมาจากเมืองหลวงก็ยังแย่งลูกค้าไปจากหยวนเค่อหลายไม่ได้ ชาเป็นชาชั้นดี สิ่งที่ถูกนำขึ้นโต๊ะพร้อมน้ำชามีถั่วลิสงห้าเครื่องเทศ1จาน เมล็ดสนปากอ้า1จาน เนื้อแผ่น1จานและขนมปังกรอบ1จาน 


พวกเขาใช้จานขนาดเล็กๆที่น่ารักน่าเอ็นดู พวกมันยังมีขนาดไม่เท่าฝ่ามือเลยด้วยซ้ำ…คงกลัวว่าลูกค้าจะกินเยอะเกินไปแล้วสั่งอาหารหลักน้อยลงสิท่า ? หลินเว่ยเว่ยแกะเมล็ดสนเข้าปาก ขณะเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยก็พูดว่า “ของพวกนี้…ไม่ต้องจ่ายเงินหมดเลยหรือ ? ” 


“ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกขอรับ ในเวลาปกติเนื้อแผ่นจานแค่นี้ก็เป็นเงิน200อีแปะแล้ว ! ทว่าคุณชายหนิงเป็นหุ้นส่วนกับหยวนเค่อหลายของพวกเรา ไฉนเลยจะต้อนรับเหมือนลูกค้าทั่วไปได้ล่ะขอรับ ?” หลงจู๊ฟางพูดด้วยรอยยิ้ม หลินเว่ยเว่ยก็คลี่ยิ้ม “หมายความว่าวันนี้พวกเราได้กินของอร่อยโดยไม่ต้องจ่ายเงินเพราะคุณชายหนิงสินะ ! ” 


หนิงตงเซิ่งยิ้ม “ในบ้านของหลินกู่เหนียง ยังขาดของกินเล่นพวกนี้อีกหรือ ?” ใช่แล้ว ถั่วลิสงห้าเครื่องเทศชนิดนี้ ตั้งแต่เข้าสู่ฤดูหนาว บ้านตระกูลหลินก็หยุดขายแยมและผลไม้อบแห้ง หลินเว่ยเว่ยนึกเสียดายที่ในบ้านมีกระทะว่างงานเยอะขนาดนั้นจึงเกิดความคิดจะทำถั่วลิสงห้าเครื่องเทศ ถั่วลิสงอบกรอบและของกินเล่นอื่นๆออกมา 


ถั่วลิสงเป็นของที่หนิงตงเซิ่งจัดหามา เดิมทีร้านของเขาก็ต้องซื้อถั่วลิสงและเมล็ดธัญพืชต่างๆอยู่แล้ว เขาจึงซื้อวัตถุดิบมาเยอะกว่าเดิมหน่อยแล้วขายให้ตระกูลหลินในราคาต้นทุน เดิมทีพวกผู้หญิงสองสามคนที่ทำแยมก็ยังกังวลอยู่ว่าหลังจากผลไม้บนเขาหมดแล้ว พวกนางจะตกงาน 


คาดไม่ถึงว่าการค้าเกี่ยวกับเจ้าถั่วลิสงจะดียิ่งว่าการค้าขายแยมเสียอีก ในแต่ละวันแค่ถั่วลิสงห้าเครื่องเทศอย่างเดียวก็ต้องทำถึง800ชั่งและยังต้องทำถั่วลิสงอบกรอบอีก500ชั่ง พวกนางจึงงานยุ่งยิ่งกว่าตอนทำแยม แต่ยิ่งยุ่งก็ยิ่งมีความสุข…เพราะไม่ต้องกังวลว่าจะตกงานแล้ว ! ราคาถั่วลิสงอยู่ที่15อีแปะต่อชั่ง 


เมื่อทำเป็นถั่วลิสงห้าเครื่องเทศแล้ว ร้านตระกูลหนิงจะรับซื้อในราคา50อีแปะต่อชั่ง ส่วนถั่วลิสงอบกรอบเป็นเพราะวัตถุดิบที่ใช้ทำมีแป้งกับน้ำตาลแดงอยู่ด้วย ราคาจึงแพงกว่าเล็กน้อย ขายให้คุณชายหนิงในราคาชั่งละ100อีแปะ หลังหักค่าวัตถุดิบและค่าจ้างคนงานแล้วอย่างน้อยก็ยังได้กำไรครึ่งหนึ่ง พอลองคำนวณแล้ววันหนึ่งก็จะได้เงินเข้ากระเป๋ามากถึง40กว่าตำลึง ได้กำไรดีกว่าทำแยมอยู่เล็กน้อย ! 


นางเฝิงแอบคุยกับเจียงโม่หานว่า “เจ้าคิดว่าเหตุใดสมองของเสี่ยวเว่ยถึงดีขนาดนี้ ? วิธีหาเงินมีมาไม่ขาดสาย เจ้าถั่วลิสงนี้เมื่อก่อนก็เป็นแค่ของที่ทำกินเองเท่านั้น ใครจะคิดว่ามันสามารถทำเงินได้มากขนาดนี้ ถั่วลิสงห้าเครื่องเทศหากนำไปจัดใส่จานก็ถือเป็นอาหารชั้นเลิศจานหนึ่ง ถั่วลิสงอบกรอบแฝงด้วยรสหวานมีความกรุบกรอบเคี้ยวเพลิน เป็นของกินเล่นที่ดียิ่ง…” 


ที่จริงเจียงโม่หานรู้ว่าตอนนี้เด็กน้อยไม่ได้ขาดแคลนเงินแต่อย่างใด ทว่าที่ทำถั่วลิสงห้าเครื่องเทศและถั่วลิสงอบกรอบขึ้นมาก็เพราะไม่อยากทำให้ครอบครัวยากจนที่ทำงานกับสกุลหลินต้องขาดรายได้ในฤดูหนาว ในบ้านสองสามหลังนั้นมีคนป่วยที่ต้องกินยาในระยะยาว หากไม่มีรายได้ ยาก็ต้องหยุดกิน…เด็กคนนี้จิตใจดีงามเหลือเกิน ! 


หลิน (ใจดี) เว่ยเว่ยพูดพร้อมรอยยิ้ม “ขาดหรือไม่ขาดของเหล่านี้ก็เรื่องหนึ่ง แต่การได้ประโยชน์เพราะคุณชายหนิงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง !” หลงจู๊ฟางรีบพูด “หากหลินกู่เหนียงแวะมาที่ร้านก็จะได้เพลิดเพลินกับการบริการระดับเดียวกับตอนมาพร้อมคุณชายหนิงขอรับ !” 


มุมปากหนิงตงเซิ่งยกยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยน “ดูสิ ! ตอนนี้ไม่ต้องพูดว่าใครได้ประโยชน์จากใครแล้วกระมัง ? หลงจู๊ฟางมีสายตาแหลมคมจริงๆ !” คราวก่อนหลินเว่ยเว่ยแต่งกายด้วยชุดของเด็กชายชาวบ้านผู้ยากจน แต่วันนี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสตรีสีสดใสชนิดเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แต่ก็ยังคาดไม่ถึงว่าหลงจู๊ฟางจะสามารถจดจำได้ในทันที หลงจู๊ฟางพูดด้วยรอยยิ้ม “นี่คือคุณสมบัติของหลงจู๊ขอรับ !” 


ในฐานะผู้จัดการร้านอาหาร สายตาจะต้องเฉียบคม ไม่อย่างนั้นอาจไปผิดใจกับผู้สูงศักดิ์ท่านใดเอาได้ ตนเองตกงานเป็นเรื่องเล็ก แต่การสร้างปัญหาให้เจ้านายด้วยคือเรื่องใหญ่ คนแบบนี้ใครจะกล้ารับไปใช้งานต่อหรือ ? ทันใดนั้นก็มีเสียงท้องร้องของใครบางคนดังขึ้นมา หนิงตงเซิ่งรีบพูด “พวกท่านเดินทางกันมาเหนื่อยๆคงหิวแล้วกระมัง ? มาสั่งอาหารก่อนเถิด…หลินกู่เหนียง ท่านดูสิว่าอยากกินอะไร ? ” 


“เอาปลากระรอกทอด ไก่ป่าตัวเล็กตุ๋นใส่เห็ด ซี่โครงน้ำแดง ผัดสามเซียน…ข้าสั่งเยอะแล้ว พวกเจ้าลองดูว่ายังอยากกินอะไรอีก ? วันนี้คุณชายหนิงเป็นเจ้ามือ อย่าเกรงใจเด็ดขาด ต้องกินให้เต็มที่…” เจียงโม่หานเหลือบมองนาง…คนที่เขาไม่รู้ก็คงคิดว่าเจ้าเป็นคนเลี้ยง ! 


เป็นธรรมดาที่นอกจากนางแล้วคนอื่นจะมีความเกรงใจ ท้ายที่สุดหนิงตงเซิ่งจึงสั่งไส้กรอกเลือดตุ๋นผักดองและดักแด้ทอดเพิ่มอีกสองอย่าง รวมเป็นอาหาร6ชนิด อาหารทางเหนือได้ปริมาณค่อนข้างมาก อาหารแต่ละจานรวมกันแล้วพวกเขาจะกินหมดหรือ ? พอดักแด้ทอดขึ้นโต๊ะแล้ว หนิงตงเซิ่งก็บอกทุกคนว่าไม่ต้องเกรงใจ 


หลินเว่ยเว่ยทำสีหน้าประหลาด ไอหยา ! นางกลืนเจ้านี่ไม่ลงจริงๆ ! 


เจียงโม่หานยื่นตะเกียบไปคีบดักแด้มาให้นางหนึ่งตัว หลินเว่ยเว่ยมองเขาด้วยสายตาตัดพ้อ เขาหัวเราะเบาๆ พลางกล่าว “หลังนำไปทอดแล้วเจ้านี่จะหอมและกรอบ รสชาติเหมือน…จักจั่นที่เจ้าจับมาจากต้นไม้ในฤดูร้อน” 


“จริงหรือ ? มัน…จะไม่ระเบิดในปากใช่หรือไม่ ? มันจะกรอบใช่ไหม ? เอาเถิด ข้าลองก็ได้…” หลินเว่ยเว่ยคีบดักแด้ขึ้นมากัดชิมคำเล็กๆ


ตอนที่ 371: มุมมองด้านความงามต้องเปลี่ยนไปเพราะเด็กตัวแสบ


อื้ม! พอใช้ได้ ดักแด้ทอดกรอบและหอม ไม่น่าขยะแขยงอย่างที่หลินเว่ยเว่ยคิดไว้


ทว่านางก็ฝืนกินมันแค่ตัวเดียวเท่านั้น พอปลากระรอกทอดยกขึ้นโต๊ะ นางก็เริ่มสนใจแต่อาหารจานนี้ ไก่ป่าตุ๋นใส่เห็ดไม่อร่อยหรือ? ซี่โครงน้ำแดงไม่น่ากินหรือ? เหตุใดต้องไร้ตัวเลือกจนมากินเจ้าหนอนดักแด้นี่ด้วย? พอนึกถึงหนอนตัวอ้วนๆเนื้อแน่น…อี๋ นางต้องกินปลากระรอกเนื้อหวานเพื่อปลอบใจหน่อย!


“อิ่มจัง…” หลินเว่ยเว่ยเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้านและไม่สมเป็นกุลสตรี


หนิงตงเซิ่งหันไปมองเจียงโม่หานเพราะแปลกใจที่อีกฝ่ายไม่มีความเห็นต่อพฤติกรรมอันไม่เป็นกุลสตรีของหลินกู่เหนียง เพราะในสายตาของตนเห็นว่าบัณฑิตเจียงมีความสง่างามอยู่พอสมควร สำหรับท่านั่งที่ไม่ค่อยเหมาะสมเช่นนี้ อีกฝ่ายสมควรจะไม่ชอบใจสิ


เจียงโม่หาน “…” มองข้าทำไม ? เด็กน้อยของข้ากำลังวางตัวแบบเปิดเผยและใจกว้าง ไม่ยึดติดกับขนบธรรมเนียมเล็กน้อย มุมมองด้านความงามของเขาในเวลานี้ได้ถูกเด็กตัวแสบเปลี่ยนจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว !


เฮอะ ! ตอนยังไม่ชอบก็บอกไร้มารยาทหยาบคาย พอชอบแล้วก็บอกเปิดเผยใจกว้าง เจ้ามันคนสองมาตรฐาน !


ประตูห้องอาหารถูกเปิดออก ปรากฏหุ้นส่วนคนที่สองของหยวนเค่อหลายเดินเข้ามาพร้อมใบหน้าเปี่ยมยิ้มแสนอบอุ่น “หลินกู่เหนียงพอใจกับอาหารมื้อนี้หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยน้ำเสียงจู้จี้จุกจิก “นอกจากปลากระรอกยังทอดไม่ได้ที่สักเท่าไร อาหารจานอื่นก็ดีหมด !”


รอยยิ้มบนใบหน้านายท่านรองดูชัดขึ้นมาทันที ‘ปลากระรอกทอด’ ตอนนี้ได้ไต่อันดับไปติดอยู่บนป้ายอาหารจานยอดนิยมแล้ว เพราะอำเภอเป่าชิงประสบภัยแล้งจึงหาซื้อปลาในตลาดได้น้อยมาก ในแต่ละวันเขาต้องออกเดินทางตั้งแต่กลางดึกเพื่อไปรอชาวประมงที่แม่น้ำซงเจียงซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้แล้วรีบใช้รถม้าขนกลับมา


ไม่ว่าจะซื้อปลามาได้กี่ตัว ร้านก็ขายหมดทุกวัน ปลากระรอกทอดบนโต๊ะอาหารของพวกนางยังเป็นอาหารที่คุณชายหนิงสั่งจองไว้ล่วงหน้าอีกด้วย! เงินค่าซื้อสูตรอาหาร500ตำลึง ผ่านไปไม่ถึงเดือนก็สามารถคืนทุนได้แล้ว


อะ…อาหารชนิดอื่นที่หลินกู่เหนียงให้มาล้วนติดอันดับอาหารยอดนิยมของร้าน มีลูกค้าจากต่างถิ่นจำนวนไม่น้อยที่มาเพราะพวกมัน ! และก็เป็นเพราะอาหารไม่กี่อย่างนี้จึงทำหยวนเค่อหลายสามารถยืดหยัดอยู่ในอำเภอเป่าชิงได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าผู้ใดก็มาทำให้สั่นคลอนไม่ได้ !


“นานๆทีหลินกู่เหนียงจะเข้ามาในตัวอำเภอ มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง !” นายท่านรองทุบอกขณะพูด


หนิงตงเซิ่งตาโตทันที “นายท่านรอง ท่านจะพูดแบบนี้ไม่ได้ ข้าบอกกับพวกหลินกู่เหนียงไปแล้วว่ามื้อนี้ข้าเป็นเจ้ามือเลี้ยงต้อนรับและอวยพรให้บัณฑิตทั้งสองประสบความสำเร็จตั้งแต่เริ่มต้น ท่านจะมาแย่งหน้าที่ข้าได้อย่างไร ?”


นายท่านรองตบบ่าอีกฝ่าย “น้องชาย เจ้าสนิทกับหลินกู่เหนียงขนาดนี้ จะเลี้ยงนางเมื่อใดก็ได้ ดังนั้นมื้อนี้ก็ให้พี่ชายเป็นคนเลี้ยงเถิด !”


หลินเว่ยเว่ยเลิกคิ้ว…ข้ออ้างชัดๆคงมีแผนบางอย่างสิท่า !


นางหันไปมองหุ้นส่วนคนที่สองของร้านด้วยรอยยิ้ม “โดนติดสินบนแล้วย่อมใจอ่อน ว่ามาเถิด อยากจะได้อาหารชนิดไหนจากข้าอีก ?” นางชี้ไปที่ศีรษะตัวเอง


นายท่านรองโดนจับไต๋ได้จึงเริ่มเขินอาย เขาคลี่ยิ้มขณะพูด “ไอหยา ! ตอนนี้จะทำการค้าไม่ใช่เรื่องง่าย…หากหลินกู่เหนียงสามารถช่วยข้าได้สักหน่อย ข้าจะรู้สึกขอบคุณมากเลย ! ส่วนราคาค่าสูตรอาหาร เรายังตกลงกันได้ !”


ตอนนี้หลินเว่ยเว่ยมีเงินใช้ไม่ขาดมือ จะขายสูตรอาหารหรือไม่ สำหรับนางแล้วไม่ใช่เรื่องสำคัญอันใด นางจึงทำเพียงหัวเราะเท่านั้น !


นายท่านรองรู้ว่าหากจะทำให้บรรลุเป้าหมายก็ห้ามกลัวการลงทุน เขากัดฟันพลางพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “ข้ามีร้านอยู่ที่อำเภอฝูอันอีกสองร้าน ล้วนตั้งอยู่บนถนนซินอัน หากปล่อยเช่าปีหนึ่งจะมีรายได้กว่า400ตำลึง แลกกับ…สูตรอาหารของกู่เหนียงหกสูตร ท่านคิดว่าอย่างไร ?”


เมื่อเผิงเจียเหลียงที่กำลังนั่งพิงเก้าอี้เพราะความอิ่มได้ยินว่าร้านอยู่ที่ถนนซินอันแล้ว เขาก็รีบกลับมานั่งตัวตรง หลินเว่ยเว่ยไม่คุ้นเคยกับอำเภอฝูอัน แต่เขาคุ้นชินกับมันมาก เพราะสกุลเผิงมีร้านอยู่ที่อำเภอฝูอันหลายร้าน


ในอำเภอฝูอันแห่งนั้น สกุลเผิงก็ถือว่าพอมีฐานอำนาจอยู่บ้าง แต่ร้านที่ถนนซินอันกลับหาซื้อไม่ได้สักร้านเดียว อำเภอฝูอันใหญ่กว่าอำเภอเป่าชิงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ถนนหลักก็มีเพียงสามสาย แต่ถนนสายที่รุ่งเรืองที่สุด คึกคักที่สุดยังคงเป็นถนนซินอัน


ความนิยมของร้านค้าบริเวณนั้น คนนอกไม่มีทางคาดถึง ไม่คิดเลยว่านายท่านรองของหยวนเค่อหลายแห่งนี้จะใจกล้าเหลือเกิน นำสองร้านมาแลกกับสูตรอาหารของหลินกู่เหนียง…ทว่าอาหารที่พี่น้องสกุลหลินทำก็อร่อยจริงๆนั่นแหละ


หลังได้กินแล้วสมองที่เก่งในการค้าขายของเผิงเจียเหลียงก็มีความคิดผุดขึ้นมาทันที…หากเปิดร้านอาหารโดยมีอาหารเหล่านี้อยู่ มันก็สามารถกลายเป็นจานแนะนำของร้านได้เลย นายท่านรองคนนี้มีความคิดด้านการค้าคล้ายกับตน แต่นายท่านรองใจกล้ากว่ามาก เนื่องจากเพื่อสูตรอาหารแล้วถึงขั้นเทหมดหน้าตัก !


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเผิงเจียเหลียง…ร้านที่ถนนซินอันสามารถปล่อยเช่าได้เงินปีละประมาณ400ตำลึงจริงหรือ ?


เผิงเจียเหลียงออกแรงพยักหน้า…แลกเลย ! ค่าเช่าร้านที่ถนนซินอันมีแต่จะขึ้นกับขึ้น ! ไม่ว่าปล่อยเช่าหรือเอามาเปิดร้านของตัวเองก็คุ้ม !


“ตกลง !” จากท่าทางของเผิงเจียเหลียงและว่าที่พี่เขยแล้ว หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าการค้าขายครั้งนี้ไม่ขาดทุน นางจึงตบโต๊ะตกลงในทันที !


สูตรอาหารที่นางขายให้หยวนเค่อหลายในคราวนี้ แบ่งออกเป็น ไก่ย่าง, ไก่ต้มสับ, หมูแดงอบน้ำผึ้ง, หมูนึ่งข้าวคั่ว, หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานและข้าวอบหม้อดิน อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารกวางตุ้ง ถือว่าเป็นอาหารแปลกใหม่สำหรับภาคเหนือ !


หลินจื่อเหยียนไม่ค่อยพอใจ “พี่รอง ท่านไม่เคยทำอาหารเหล่านี้ให้เรากินสักจาน !”


หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่เขา “อาหารเหล่านี้ต้องเสียแรงและเสียเวลามาก ข้างานยุ่งทุกวัน แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปจดจ่ออยู่กับการทำอาหารให้เจ้า ?”


นายท่านรองนำโฉนดของร้านทั้งสองแห่งที่อำเภอฝูอันออกมายื่นให้ด้วยสองมือ คนหนึ่งรับสูตรอาหาร อีกคนรับโฉนดร้าน ถือว่าจ่ายแล้วทั้งคู่ !


เขากวาดตามองสูตรอาหารด้วยความตั้งใจรอบหนึ่ง ก่อนจะใช้แววตาเว้าวอนมองมาที่หลินเว่ยเว่ย “หลินกู่เหนียง วันนี้ท่านนั่งรถม้ามานานมาก คงจะเหนื่อยมากแล้ว วันหน้าหากมีเวลาก็ได้โปรดเข้ามาสาธิตการทำอาหารเหล่านี้ให้พวกเราดูด้วยเถิด ข้ากลัวว่าพ่อครัวหลังร้านจะโง่เขลา…”


“ข้าเข้าใจความหมายของท่าน ! พรุ่งนี้ครัวหลังร้านของพวกท่านน่าจะยังไม่ยุ่งมาก ข้าจะเข้ามาสาธิตการทำอาหารเหล่านี้ให้พวกท่านดูหนึ่งรอบ หากนายท่านรองชิมแล้วไม่พอใจก็สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ !” จะซื้อขายอะไรก็ต้องตรวจสอบก่อน ได้ร้านดีๆมาจากเขาถึงสองร้าน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้เขาพอใจกับรสชาติอาหาร จริงหรือเปล่า ?


นายท่านรองยิ้มอย่างพอใจ…ทำการค้ากับคนที่เข้าใจก็จะมีแต่ความสบายใจ !


หลินเว่ยเว่ยพูดกับหลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยน “พรุ่งนี้พวกเจ้าไปดูที่สนามสอบกันก่อน ทำความคุ้นเคยกับสถานที่เข้าไว้ พอเที่ยงวันก็มากินข้าวที่หยวนเค่อหลาย หลินจื่อเหยียน เจ้าเพิ่งบ่นว่าพี่สาวไม่ทำอาหารเหล่านี้ให้กิน พรุ่งนี้จะให้พวกเจ้าได้กินฝีมือที่แท้จริงของพี่รอง !”


เผิงหยูเหยี่ยน “…” เจ้าเป็นพี่สาวใคร ? ข้าเป็นสามีของพี่สาวเจ้า ! ช่างเถิด น้องภรรยากับคู่หมั้นของเขามีอายุห่างกันแค่ปีเดียว และนางก็เหมือนไม่เคยคิดว่าอีกฝ่ายเป็นพี่สาวมาก่อน !


เผิงเจียเหลียงมีดวงตาเป็นประกายทันที แค่ชื่ออาหารไม่กี่อย่าง พอได้ฟังก็น่ากินแล้ว ! พี่ พี่สาวแท้ๆของข้า ! ท่านอยากได้น้องชายเพิ่มอีกหรือไม่ ?


บ้านตระกูลเผิงมีกรรมพันธุ์ของนักกินตลอดสามชั่วอายุคนมานี้ ไม่ต้องเอ่ยถึงท่านปู่เผิงหรอก แค่หนอนหนังสืออย่างเผิงหยูเหยี่ยน แค่ได้กินของอร่อยก็ถึงกับแต่งภรรยาเข้าบ้าน ส่วนเจ้าเผิงเจียเหลียงก็ช่างหน้าไม่อาย เห็นอยู่ว่าแก่กว่าหลินเว่ยเว่ยถึงห้าหกปี แต่อยากมาเป็นน้องชายของนาง เฮอะ ! ไม่มีใครกล้าไปกว่านี้อีกแล้ว !


ตอนที่ 372: ข่าวดี ! เป็นข่าวดี !


หลังจากหนิงตงเซิ่งพาแขกกลับไปส่งที่บ้านเช่าแล้วเขาก็เอ่ยลาทันที วันนี้หลินกู่เหนียงนั่งรถม้าตลอดทั้งเช้า นางคงจะเหนื่อยมากแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาถามแล้วกันว่าบ้านพอจะอยู่ได้ไหม ขาดแคลนอะไรหรือเปล่า…


พอเข้ามาในบ้านแล้วห้องทั้งสี่ก็ถูกจัดแบ่งทันที หลินเว่ยเว่ยอยู่ห้องหนึ่ง เจียงโม่หานอยู่ห้องหนึ่ง หลินจื่อเหยียนอีกห้อง ส่วนเผิงหยูเหยี่ยนกับหลานชายอยู่ด้วยกันอีกหนึ่งห้อง


คืนนี้หลินจื่อเหยียนย้ายมาอยู่กับเจียงโม่หานเพราะต้องสละห้องให้เหลยหยู่และคนขับรถม้าสกุลเผิง เขาชินต่อการอยู่ห้องเดียวกับศิษย์พี่เจียงแล้ว เนื่องจากที่บ้านชอบมีพวกแขกผู้ชายมาเยือน ศิษย์พี่เจียงจึงต้องสละห้องอันเป็นระเบียบให้คนอื่นแล้วย้ายมานอนกับเขาที่บ้านสกุลหลินแทน


ก่อนถึงวันสอบระดับเซี่ยนซื่อยังเหลืออีก3วัน เจียงโม่หานจึงพาบัณฑิตหน้าใหม่ไปเดินเล่นบนถนนและทำความคุ้นเคยกับบริเวณโดยรอบสนามสอบ


ระหว่างที่อยู่บริเวณใกล้สนามสอบ ชายหนุ่มทั้งสามคนก็ได้พบกับหลิ่วจงเทียนและเมิ่งจิ่งหงที่เป็นสหายร่วมห้องของเจียงโม่หาน แล้วก็ยังมีเพื่อนร่วมห้องอีกคนของหลินจื่อเหยียน เขาเองก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของหลิ่วจงเทียน นามว่า…หยางยี่หราน


ในการสอบระดับเซี่ยนซื่อ ผู้สอบต้องมีผู้ค้ำประกันร่วมกันห้าคนและหลิ่นเซิง ( บัณฑิตยุ้งฉาง ) ช่วยค้ำประกันเพิ่มอีกหนึ่งคน ผู้ค้ำประกันร่วมทั้งห้าคนมีครบแล้ว ขาดแค่หลิ่นเซิงอีกคนเดียว ทว่าอาจารย์ฟ่านให้ที่อยู่หลิ่นเซิงในตัวอำเภอกับพวกเขาแล้ว โดยบอกว่าควรไปคารวะอีกฝ่ายสักหน่อย พรุ่งนี้เจียงโม่หานจึงจะพาผู้ค้ำประกันทั้งห้าไปคารวะหลิ่นเซิงที่เรือน


พอหลิ่วจงเทียนและเมิ่งจิ่งหงได้ยินว่าหลินกู่เหนียงก็ตามมาด้วยและยังเช่าบ้านหลังหนึ่งเพื่อเอาไว้ทำอาหารให้น้องชายของนาง พวกเขาก็เดินตามติดกลุ่มของเจียงโม่หานทันที


เจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนถึงขั้นหมดคำพูด


“หืม ? เหตุใดหน้าสนามสอบจึงมีคนมุงกันเยอะขนาดนั้น ?” เมิ่งจิ่งหงชี้ไปทางฝูงชนแล้วถามด้วยความสงสัย ก่อนจะรีบเบียดตัวเข้าไป ผ่านไปไม่นานก็ออกมาพร้อมสีหน้าดีใจ


“สหายเจียง ข่าวดี ! เป็นข่าวดี !” หมวกบัณฑิตบนศีรษะของเมิ่งจิ่งหงบิดเบี้ยว เสื้อผ้าก็ยับไปด้วยเพราะตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ ตัวเขาแทบจะเต้นระบำกลางถนนอยู่แล้ว !


หลิ่วจงเทียนแกล้งหยอกเขา “เป็นอะไร ? ดูท่าทางตื่นเต้นของเจ้าสิ ทำราวกับมีคนสอบติดจอหงวนอย่างไรอย่างนั้น”


ในฝูงชนมีบัณฑิตที่มาเพื่อสอบไม่น้อย พวกเขากำลังส่งเสียงโห่ร้องและเดินไปแจ้งข่าวให้พวกพ้อง… “ฝ่าบาททรงมีพระเมตตาประทานการสอบเคอจวี่ลงมาแล้ว ในปลายเดือนสี่ของปีนี้ หลังจากการสอบระดับฝู่ซื่อเสร็จสิ้นได้สิบวันก็จะมีการเปิดสอบเยวี่ยนซื่อตามมาเลย ! กล่าวอีกนัยคือปีนี้มีการสอบเยวี่ยนซื่อทั้งปลายเดือนสี่และเดือนแปด เราจะมีโอกาสสอบติดซิ่วไฉ ( สอบผ่านถงเซิงทั้งสามระดับ ) ถึงสองครั้ง !”


เมิ่งจิ่งหงหันไปมองบัณฑิตที่กำลังแหกปากด้วยความโกรธแค้น เจ้าหมอนี่แย่งหน้าที่เล่าเรื่องสนุกไปจากเขา น่ารังเกียจยิ่งนัก !


หลิ่วจงเทียนหัวเราะฮ่าฮ่า “สมน้ำหน้า ใครใช้ให้เจ้าไม่พูดทันที ? ต้องทำเป็นยักท่า สุดท้ายก็โดนคนอื่นแย่งพูด !”


“หืม ? หลังสอบฝู่ซื่อสิบวันก็จะมีการสอบเยวี่ยนซื่อต่อเลย ? ถ้าเช่นนั้นคนที่เข้าสอบเซี่ยนซื่ออย่างพวกเราจะร่วมสอบทันหรือ ?” หลินจื่อเหยียนตื่นตระหนกขึ้นมาทันที เขาคิดว่าหลังสอบเซี่ยนซื่อเสร็จแล้วหากว่าสอบผ่านก็ไปร่วมสอบฝู่ซื่อในเดือนสี่ แต่รายชื่อผู้สอบผ่านไม่สามารถประกาศออกมาได้ภายในสิบวันหรอก ตอนนี้ดูเหมือน…ความหวังในการเข้าสอบเซี่ยงซื่อ ( การสอบระดับมณฑล ) ของเขาจะพังทลายหมดแล้ว !


ทว่า… “พี่เขยรอง โอกาสของท่านมาถึงแล้ว ! หลังสอบเยวี่ยนซื่อในปลายเดือนสี่นี้แล้ว ท่านก็จะสามารถสอบเซียงซื่อในเดือนแปดได้เลย!”


ปกติการสอบเยวี่ยนซื่อจะถูกจัดสอบขึ้น3ปี สองครั้ง เดิมทีปีนี้มีสอบเยวี่ยนซื่อแค่ในเดือน8เท่านั้น แทบจะเป็นเวลาเดียวกันกับการสอบเซียงซื่อ ดังนั้นคนที่สอบติดซิ่วไฉ ( ผ่านทั้งเซี่ยนซื่อ ฝู่ซื่อและเยวี่ยนซื่อ) จึงไม่มีทางเข้าสอบเซียงซื่อได้เลย เมื่อเป็นแบบนี้จึงทำให้บัณฑิตผู้มีพรสวรรค์ต้องเสียเวลารอไปอีก3ปี


ชาติก่อน เรื่องอื้อฉาวในการโกงข้อสอบเยวี่ยนซื่อของเมืองจงโจวทำให้บัณฑิต50อันดับแรกถูกตัดทิ้งและเจียงโม่หานก็คือบัณฑิตหนึ่งในนั้น แต่ปีถัดมาเขาก็สอบติดซิ่วไฉ อีก2ปีถัดมาก็เข้าสอบเซียงซื่อ กว่าจะสอบได้บัณฑิตจิ้นซื่อ ( บัณฑิตชั้นสูง ) เขาก็เข้าพิธีสวมกวานแล้ว ( อายุ20ปี )


แต่ใครจะคาดคิดว่าหลังกลับชาติมาเกิดใหม่แล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ฮ่องเต้ยังคงเอาแต่พระทัย ถึงขั้นไม่สนเสียงคัดค้านของเหล่าขุนนางและพระราชทานการจัดสอบเยวี่ยนซื่อในปลายเดือนสี่เพิ่มขึ้นมา ! ถ้าไม่ผิดไปจากที่คิดไว้คือหลังสอบเยวี่ยนซื่อเสร็จแล้ว เขาก็จะอยู่เตรียมตัวสอบเซียงซื่อต่อเลย หลังสอบเป็นจู่เหริน ( สอบเซียงซื่อผ่าน ) ได้แล้วก็ต้องนั่งรถม้าเข้าเมืองหลวง…


หลินเว่ยเว่ยใช้ข้อศอกสะกิดเขาพลางถามเบาๆว่า “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าพระเมตตาของฝ่าบาทในครั้งนี้…มีขึ้นเพื่อใครบางคน ?”


เจียงโม่หานมองนาง “เจ้าก็คิดแบบนั้นหรือ ?” เด็กน้อยมีสัญชาตญาณแม่นยำมาโดยตลอด หรือว่านางจะคิดไปเองว่าพระเมตตานี้…สร้างขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ ?


มุมปากของเจียงโม่หานกระตุก ไม่หรอกกระมัง เขาก็แค่สร้างกังหันน้ำกระดูกมังกรแล้วก็สร้างการเขียนบัญชีรูปแบบใหม่ขึ้นมา ฮ่องเต้คงไม่ได้เห็นความสำคัญของเขาเพราะเรื่องแค่นี้หรอกกระมัง ?


แต่คราวนี้เขาคิดผิดแล้ว ราชวงศ์ใหม่เพิ่งถูกสถาปนาได้ไม่นาน เรื่องความเสื่อมโทรมยังรอให้มีคนมาฟื้นฟูอีกมาก และสิ่งขาดแคลนที่สุดในเวลานี้คือคนมีความสามารถ ! โดยเฉพาะขุนนางที่ทำงานจริง ! ในสายพระเนตรของฮ่องเต้คือเจียงโม่หานชำนาญด้านบัญชีและระบบชลประทาน อีกทั้งเกิดในชนบทจึงเข้าใจเรื่องการเกษตร…


นี่เป็นขุนนางต้นแบบที่ทางราชสำนักต้องการ หากปล่อยคนแบบนี้ให้หลุดมือไปก็คงสามารถสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าเก็บไว้ในราชสำนักจะสามารถสร้างประโยชน์ให้บ้านเมืองได้เลย ฮ่องเต้จะปล่อยให้เขามาเสียเวลาอยู่ข้างนอกถึงสามสี่ปีได้อย่างไร ?


นอกจากนี้เจียงโม่หานยังมีอายุห่างจากองค์รัชทายาทไม่มากนัก ! ในอดีตฮ่องเต้ต้องทำศึกทั้งแดนเหนือและแดนใต้ พระพลานามัยจึงโดนโรคร้ายเล่นงานมาโดยตลอด ดังนั้นพระองค์ต้องวางแผนไว้สำหรับผู้ที่จะมาสืบทอดบัลลังก์ให้ดี ! คอยสังเกตและปลูกฝังเด็กคนนี้สักสองสามปี หากเป็นคนจิตใจดีก็เก็บไว้เป็นกำลังสำคัญของรัชทายาท !


ดังนั้นเมื่อเฝ้าดำริเรื่องการผลักดันให้จัดสอบเพิ่มเติม พระองค์ก็ไม่ได้บรรทมอย่างสนิทสักคืน ท้ายที่สุดพระองค์ก็หลุดพ้นจากความสับสนโดยใช้วันคล้ายวันประสูติของฮองเฮามาพระราชทานการสอบเยวี่ยนซื่อในปลายเดือนสี่เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กหนุ่มที่พระองค์รอคอยได้เข้ามาในราชสำนักและช่วยแก้ปัญหาหนักใจแก่พระองค์ !


เฮ้อ ! ฮ่องเต้ทรงเอาแต่พระทัยจริงๆนั่นแหละ ไม่กลัวว่าเจียงโม่หานจะขาดประสบการณ์หรือใช้กลโกงสร้างผลงานลวงตา สุดท้ายก็สอบไม่ติดบ้างหรือ ?


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะเพื่อขัดจังหวะความคิดของเจียงโม่หาน “ไม่ว่าทำเพื่อใครจริงหรือเปล่า แต่อย่างน้อยก็สร้างโอกาสให้พวกเรา ถ้าโชคดีล่ะก็ เดือนห้าและเดือนแปดหลังออกจากสนามสอบแล้ว บ้านเราอาจมีซิ่วไฉถึงสามคน !”


เจียงโม่หานยิ้มพร้อมดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะหันไปมองนางปราดหนึ่ง “เจ้าช่างมั่นใจในตัวน้องชายเหลือเกิน !” เด็กคนนี้ฉวยโอกาสแกล้งน้องชายเก่งมาก แต่ก็รักน้องชายด้วยใจจริงเช่นกัน ไม่อย่างนั้นการมาสอบเซี่ยนซื่อก็ไม่ต้องเช่าบ้านที่ตัวอำเภอหรอก แถมยังตามมาดูแลเรื่องอาหารการกินด้วยตัวเองอีก !


“ข้ามั่นใจในตัวเจ้าต่างหาก !” หลินเว่ยเว่ยยิ้มจนตากลายเป็นเสี้ยวพระจันทร์และใบหน้ากลมเหมือนซาลาเปา ดูน่ารักมากเหลือเกิน


หลินจื่อเหยียนที่ต้องการเบียดเข้าไปให้ได้ก็ออกมาพร้อมดวงตาเป็นประกาย “เป็นข่าวดีสุดๆไปเลย โอกาสสอบซิ่วไฉเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งครั้ง แม้ว่าปีนี้จะสอบไม่ผ่านก็ยังถือว่าเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ พอคราวหน้าต้องมั่นใจกว่าเดิมแน่นอน !”


หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองเขา “ความมั่นใจนี้ ไม่ใช่ความรู้ที่ตัวเองเรียนมอบให้หรือไร ? บัณฑิตถงเซิงอายุ80ปี เจ้าคิดว่าเขาสอบมากี่ครั้ง สั่งสมประสบการณ์ได้เยอะขนาดไหน แต่สุดท้ายก็ยังเป็นแค่บัณฑิตถงเซิงไม่ใช่หรือ ? หากตัวเองศึกษาได้ดีแล้ว อย่าว่าแต่ลงสอบหลายครั้งเลย ความมั่นใจควรจะมีเต็มร้อยตั้งแต่สนามแรก !”


ตอนที่ 373: ดูแลภรรยาของท่านด้วย


“ใช่ ใช่ ใช่ ! พี่รองพูดถูก !” หลินจื่อเหยียนรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “พี่เขยรองได้สอบซิ่วไฉก่อนตั้งหลายเดือน เย็นนี้เราควรฉลองกันหน่อยหรือไม่ ?”


“การฉลองไม่ต้องทำหลังจากสอบติดแล้วหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยชอบขัดพี่สาวและน้องชายจนได้ฉายาว่า ‘จอมดับฝัน’ !


หลินจื่อเหยียนหันไปมองพี่เขยรองด้วยแววตาขอร้องอ้อนวอน…ช่วยดูแลภรรยาของท่านด้วย ! ทั้งสองบ้านมีแค่ท่านเท่านั้นที่จัดการนางได้ !


“พี่รองของเจ้าพูดถูก !” ในที่สุดเจียงโม่หานก็เอ่ยปากพูดตามที่อีกฝ่ายต้องการ แต่มันกลับทำให้คนฟังต้องผิดหวังแทน สามีภรรยาคู่นี้มีใจเดียวกัน ภรรยาร้องสามีรับ…ตัวเขาจะทำอะไรได้ ?


หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มให้บัณฑิตน้อยอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ “ไปเถิด ! ไปดูว่าในตลาดมีอะไรขายบ้าง ! คืนนี้จะทำของอร่อยให้พวกเจ้ากิน จะได้ผ่อนคลายกันหน่อย !”


ก่อนสอบ ด้านความรู้อะไรเหล่านั้นก็มีพร้อมกันแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับสภาพจิตใจของผู้เข้าสอบ จะได้แสดงความรู้ที่มีตอนอยู่ในห้องสอบอย่างเต็มที่ หลินเว่ยเว่ยไม่สนับสนุนให้เคร่งเครียดในช่วงเวลาจวนตัวเช่นนี้ !


หลินจื่อเหยียนร้องดีใจเบาๆ เหมือนเป็นวัยกำลังเจริญเติบโตของเขา ดังนั้นจึงหิวง่าย มื้อเที่ยงรับประทานอาหารที่หยวนเค่อหลายกันอย่างอิ่มหนำสำราญ แต่หลังจากเดินเล่นได้แค่สองช่วงถนน เขาก็เริ่มอยากกินอะไรขึ้นมาอีกแล้ว


เมิ่งจิ่งหงและหลิ่วจงเทียนหันมามองหน้ากันแล้วรีบเดินตามไปด้วยความดีใจ พวกเขาตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าวันนี้จะเป็นอย่างไร พวกเขาก็จะหน้าด้านตามติดไปกินอาหารมื้อนี้ให้ได้ กินอิ่มแล้วจึงจะมีแรงสอบ !


หยางยี่หรานดึงตัวลูกพี่ลูกน้องเอาไว้…อีกฝ่ายจะไปซื้อของเข้าบ้าน แล้วเราตามไปด้วยจะดีหรือ ? เด็กหนุ่มคนนี้ท่าทางอายุไม่มากไปกว่าหลินจื่อเหยียนสักเท่าไหร่ เขาก็แค่อยากมาลองสนามสอบสักครั้ง คนในบ้านไม่ได้คาดหวังในตัวเขาอยู่แล้ว


หลิ่วจงเทียนส่งสายตาให้เขา เจ้าอย่ายุ่ง แค่เดินตามมาก็พอ ! ตามพี่ชายมาแล้ว เจ้าจะได้กินเนื้อ !


ในตลาดมีพ่อค้าแม่ขายไม่มาก มีพ่อค้าขายผักสองสามเจ้า ส่วนผักที่ขายก็มีแค่ผักในฤดูหนาว ผักกาดขาว หัวไชเท้าหรือมันฝรั่งอะไรทำนองนั้น ทว่าพวกมันถูกเก็บไว้ทั้งฤดูหนาวจึงดูไม่ค่อยสด


ที่แผงขายเนื้อ หลินเว่ยเว่ยซื้อซี่โครงมาครึ่งแผง เนื้อหมูสามชั้น5ชั่งและกระดูกหมูที่เลาะเนื้อออกแล้วหนึ่งชิ้นใหญ่ เมื่อเดินต่อไปข้างใน นางยังโชคดีเจอแผงไข่ไก่ ในฤดูหนาวแม่ไก่มักจะไม่ออกไข่ แต่ราคาไข่ไก่ก็ไม่ถูกเลย พวกนางไม่ได้ขาดแคลนเงินในส่วนนี้สักหน่อย ทว่าเมิ่งจิ่งหงก็เข้ามาแย่งจ่ายเงิน !


หลินจื่อเหยียนมองผักในตลาดด้วยความรังเกียจเล็กน้อย เขารีบยกนิ้วโป้งให้พี่รอง “พี่รอง ยังเป็นท่านที่มองการณ์ไกลจึงนำผักที่บ้านมาด้วยสองตะกร้าแล้วก็เนื้อตากแห้ง ล่าฉาง (กุนเชียง) เนื้อกระต่ายรมควัน ไม่อย่างนั้นเราคงไม่มีอะไรให้กิน !”


หลินเว่ยเว่ยพูดพร้อมรอยยิ้ม “อีกประเดี๋ยวข้าจะไปซื้อถั่วเหลืองกับถั่วเขียวแล้วเอาไปเพาะ จะได้มีถั่วงอกไว้กินกัน ! วางใจได้ ก่อนสอบสองสามวันนี้ ข้าจะเตรียมอาหารให้พวกเจ้าอย่างดีแน่นอน !”


หลินจื่อเหยียนรีบพูดประจบ “มีพี่รองอยู่ด้วย ข้าย่อมวางใจได้อยู่แล้ว ทั้งยังมั่นใจเกินร้อย ! ”


หยางยี่หรานดึงตัวหลิ่วจงเทียน ก่อนจะกระซิบเบาๆว่า “ท่านพี่ พวกเขาจะกลับไปทำอาหารเย็นกันที่บ้าน พวกเราตามไปแบบนี้เหมาะสมแล้วหรือ ?”


หลิ่วจงเทียนเดินรอบตลาดหนึ่งรอบ เขาซื้อไก่ติดมือมาด้วยหนึ่งตัว หลังได้ยินแบบนั้นเขาก็พูดว่า “ไม่ได้ยินที่หลินกู่เหนียงพูดหรือ ? นางจะทำอาหารดีๆหนึ่งโต๊ะ เพื่อฉลองที่พวกเรามีโอกาสสอบเยวี่ยนซื่อเพิ่มอีกหนึ่งสนาม !”


“แต่ว่า…พวกเขายังไม่ได้เอ่ยปากชวนเรา…” บ้านของหยางยี่หรานมีฐานะร่ำรวย ในสำนักศึกษาก็ไม่ได้คบหากับหลินจื่อเหยียนมากเป็นพิเศษ ต่อมาหลินจื่อเหยียนลาหยุดกลับบ้านในช่วงเก็บเกี่ยวของฤดูใบไม้ร่วงและไม่ได้กลับมาที่สำนักศึกษาอีกเลย พวกเขาแค่เคยพยักหน้าให้กันเท่านั้น แล้วไม่มีคำเชิญจากอีกฝ่ายแบบนี้จะให้ไปกินข้าวบ้านคนอื่น เขาทำไม่ลงจริงๆ !


หลิ่วจงเทียนขมวดคิ้วพลางมองญาติผู้น้อง “พวกเรากับสหายเจียงและศิษย์พี่เผิงเป็นอะไรกัน ? ถ้าเกรงใจก็ทำตัวเป็นคนนอกเกินไปแล้ว !”


หยางยี่หรานยังลังเล พวกท่านสนิทกับบัณฑิตเจียง แต่ข้าไม่นี่นา !


ขณะที่มือข้างหนึ่งถือซี่โครงและมืออีกข้างถือเนื้อหมู หลินจื่อเหยียนก็เดินไปข้างหน้าด้วยความตื่นเต้น หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นความลังเลและความเขินอายของเพื่อนร่วมห้องน้องสาม นางจึงใช้เท้าถีบขาของน้องชายทำให้หลินจื่อเหยียนที่กำลังก้าวเท้าไปข้างหน้าเกือบล้มหน้าสับกับพื้น


เขาเซไปสองสามก้าว ก่อนจะกลับมายืนได้อีกครั้ง “พี่รอง ท่านมีอะไรอีก ? ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อยแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรผิดด้วย ท่านถีบข้าทำไม ?”


หลินเว่ยเว่ยเอียงศีรษะไปข้างหลัง หลินจื่อเหยียนมองตามก็พบว่าหยางยี่หรานทิ้งตัวออกห่างจากกลุ่มมาก ฝีเท้าก็ช้ามากด้วย เขาจึงอดพูดไม่ได้ “พี่หยาง ท่านเดินเร็วๆหน่อย ! ซี่โครงนี้ค่อนข้างหนัก ท่านมาช่วยข้าถือได้หรือไม่ ?”


หยางยี่หรานที่ไม่ว่าอย่างไรก็คิดแต่จะบอกลาแล้วกลับโรงเตี๊ยม หลังได้ยินแบบนั้นก็รีบวิ่งเข้ามารับซี่โครงจากมือของหลินจื่อเหยียน…อืม หนักจริงๆนั่นแหละ ประมาณ10กว่าชั่งเห็นจะได้


ขณะที่เดินข้างเขา หลินจื่อเหยียนก็ทำเหมือนบ่น “ท่านดูพวกเขาสิ มีคนไหนอายุน้อยกว่าข้าบ้าง ? รู้จักแต่รังแกข้า โยนของมาให้ข้าหมด ! ไม่รู้จักทะนุถนอมเด็กน้อยบ้าง ! ถ้าทำให้ข้าเหนื่อยจนหยุดโตแล้ว ข้าต้องเสียใจไปตลอดชีวิตแน่ !”


หยางยี่หรานฟังคำบ่นเงียบๆ เมื่อก่อนตอนอยู่ที่สำนักศึกษาเขารู้สึกว่าเพื่อนคนนี้มีรูปร่างผอมบาง เป็นคนเงียบ สุขุมและแววตาแฝงไปด้วยความเศร้าหมอง คาดไม่ถึงว่าไม่ได้พบกันแค่ครึ่งปี อีกฝ่ายก็กลายเป็นนักพูดตัวน้อยและมีนิสัยเหมือนเด็กบ้างแล้ว ทว่าการเป็นแบบนี้ก็ดูเข้าหาได้ง่ายมากขึ้น !


หลังได้ยินเสียงบ่นของน้องสาม หลินเว่ยเว่ยก็หันกลับมาพูดด้วยรอยยิ้ม “ก่อนจะรักเด็กก็ต้องเคารพผู้ใหญ่ก่อน ! เจ้าดูเถิด พวกเขาไม่กี่คน มีคนไหนอายุน้อยกว่าเจ้าบ้าง ?”


“พวกท่านอายุมากกว่าข้าแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น ไม่ได้แก่จนอายุเจ็ดสิบแปดสิบสักหน่อย ! รอให้ท่านแก่จนเดินไม่ไหวแล้ว ข้าจะแบกท่านก็ยังได้ ! เนื้อพวกนี้ ซี่โครงพวกนั้น เป็นเหมือนขนนกในมือท่านชัดๆ แต่ท่านก็ยังใช้ข้า !” หลินจื่อเหยียนทำหน้าไม่พอใจ


หลินเว่ยเว่ยแสร้งทำเป็นต้นหลิวที่ลู่ลม นางยกมือก่ายหน้าผากและกุมหัวใจเอาไว้ “ไอโยว เจ้าดูข้าสิ อ่อนแอขนาดนี้ แค่ลมพัดมาก็ปลิวแล้ว เจ้าจะทนเห็นพี่สาวเดินถือของหนักหลายสิบชั่งบนถนน แต่น้องชายอย่างเจ้าเดินตัวปลิวหรือ ?”


หลินจื่อเหยียนมองร่างสูงโปร่งของนางแวบหนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงดัง ฮึ “ลมจะพัดตัวท่านปลิวได้อย่างไร ? เช่นนั้นลมที่พัดมาจะไม่เป็นพายุที่สามารถพลิกบ้านได้เลยหรือ ?”


“หลิน ! จื่อ ! เหยียน ! เจ้าหมายความว่า…ข้าอ้วนอย่างนั้นหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยหยุดเดิน แววตาเต็มไปด้วยไอสังหาร เจียงโม่หานเหลือบมองหลินจื่อเหยียน รนหาที่เอง ใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้ !


โชคยังดีที่หลินจื่อเหยียนเอาตัวรอดเก่ง “จะเป็นไปได้อย่างไร ? ตอนนี้พี่รองทั้งผอมทั้งงดงาม ! ถ้าพวกเรายืนอยู่ด้วยกัน แม้แต่คนตาบอดยังรู้เลยว่าข้าหนักกว่าท่าน นี่ถ้าลมพัดแรงขึ้นมาจริงๆ ข้าจะผูกท่านไว้ด้วยเชือกว่าว ไม่อย่างนั้นพอปล่อยมือท่านก็ต้องโดนลมพัดออกไปแน่ ถ้าพี่เขยรองมาถามหาท่าน ข้าจะเอาอะไรให้เขา…ฮ่า ฮ่าฮ่า ! ฮ่าฮ่าฮ่า…”


หยางยี่หรานอดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้ม…คาดไม่ถึงเวลาอยู่กับคนในครอบครัว หลินจื่อเหยียนจะกล้าพูดจาหยอกเย้ากันแบบนี้ ช่างมีชีวิตชีวาจริงๆ ! แต่ก็ยังเป็นน้องชายที่โดนพี่สาวกดขี่จนเงยหน้าไม่ขึ้นอีกด้วย พอนึกถึงพี่สาวจอมบงการของตนแล้ว หยางยี่หรานก็เริ่มรู้สึกว่าพวกตนมีหัวอกเดียวกันขึ้นมาทันที


ตอนที่ 374: บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคืออะไร ?


“เจ้ากำลังกวนใครอยู่ ? คนตาบอดที่ไหนจะมองเห็น ?” หลินเว่ยเว่ยแค่นเสียงดัง ฮึ นางจะปล่อยเขาไปแค่ชั่วคราว เจ้าเด็กแสบ รอให้เจ้าสอบเสร็จก่อนเถิด ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้า


ตกเย็น เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และวัตถุดิบ หลินเว่ยเว่ยจึงทำซี่โครงนึ่ง หมูตุ๋นน้ำแดง ผัดกุยช่ายใส่ไข่และผัดผักกาดใส่เห็ดหอม โดยอาหารหลักคือบะหมี่คลุกน้ำมันหอมแดง


ในที่สุดหยางยี่หรานก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดลูกพี่ลูกน้องของตนถึงหน้าด้านขออยู่กินข้าวเย็นต่อ เพราะฝีมือของหลินกู่เหนียงยอดเยี่ยมมาก ซี่โครงนึ่งมีรสสัมผัสเหนียวนุ่ม หมูตุ๋นน้ำแดงมันแต่ไม่เลี่ยน แม้แต่ผัดกุยช่ายใส่ไข่ก็ยังอร่อยกว่าฝีมือพ่อครัวที่บ้านไม่รู้ตั้งกี่เท่า


สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจที่สุดก็คือนี่เพิ่งหมดเดือนแรก อากาศยังคงหนาวเหน็บ แต่ได้กินผักกาดขาวที่สดใหม่ ! บะหมี่คลุกน้ำมันหอมแดงรสชาติสุดยอด ! แม้กินบะหมี่ที่ชามใหญ่กว่าหน้าเข้าไปแล้ว เขาก็ยังอยากจะลิ้มรสชาติของมันต่อ !


เดิมทีหยางยี่หรานคิดว่าพี่สาวของหลินจื่อเหยียนจะเหมือนพี่สาวของตน คือเป็นพวกเผด็จการ ไร้เหตุผล รู้จักแต่รังแกน้องชาย แต่ใครจะคิดว่าพอเอาพี่สาวมาเทียบกันแล้ว ช่างน่าโมโหจริงๆ !


“น้องจื่อเหยียน พี่สาวของเจ้ายังต้องการน้องชายอีกหรือไม่ ?” ในที่สุดหยางยี่หรานก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดในช่วงครึ่งปีนี้หลินจื่อเหยียนจึงตัวสูงและอ้วนขึ้นมาก ถ้าเขามีพี่สาวที่ฝีมือทำอาหารขนาดนี้ เขาก็จะกินจนอ้วนได้เหมือนกัน เชื่อไหมล่ะ ?


หลินจื่อเหยียนชำเลืองมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะมุ่ยปากพูดว่า “คนที่อยากเป็นน้องชายของพี่รองก็ต่อแถวจากที่นี่ไปจนถึงหน้าสนามสอบแล้ว พี่ยี่หราน พี่รองของข้าจะถึงวัยปักปิ่นสิ้นปีนี้ ท่านน่าจะแก่กว่านางสองปีใช่หรือไม่ ?”


หยางยี่หรานลูบจมูกแล้วพูดด้วยรอยยิ้มของคนหน้าด้าน “พี่สาวของเราเพิ่งจะ15ปีเอง อายุแค่นี้ก็มีฝีมือทำอาหารไม่ธรรมดาแล้ว ช่างมีพรสวรรค์เหลือเกิน !”


หลังรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เริ่มทำมือทำไม้อยู่ในลานบ้าน “บัณฑิตน้อย เจ้าคิดว่าข้าทำเตาอบง่ายๆในลานบ้านหลังนี้ดีหรือไม่ แล้วก่อนย้ายออกก็ค่อยทำลายมัน เจ้าของบ้านคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม ?”


หลินจื่อเหยียนเดินเข้ามาพร้อมหยางยี่หราน “อย่างมากพวกเราก็อยู่ที่นี่กันเพียงครึ่งเดือน แล้วจะเสียแรงทำไปทำไม ?”


หลินเว่ยเว่ยตีท้ายทอยของเขา “เจ้าคิดว่าข้าจะทำไปเพื่ออะไรล่ะ ? การสอบทั้งห้าสนามนี้ ตอนกลางวันไม่ต้องเตรียมของไปกินเองหรือ ? อาหารประเภทน้ำซุปที่เย็นแล้วจะทำให้ท้องเสีย นั่นก็เอาไปไม่ได้เหมือนกัน ! หรือเจ้าอยากจะกินแป้งแห้งผากกับข้าวปั้นเย็นชืด ?”


หยางยี่หรานเผลอลูบท้ายทอยตัวเองอย่างไม่รู้ตัว เพราะตั้งแต่เด็กจนโต เขาก็โดนพี่สาวตีท้ายทอยไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง มันเจ็บสุดๆไปเลย !


เขามองหลินจื่อเหยียนด้วยความเห็นใจ ก่อนจะพูดว่า “ข้าให้บ่าวไปต่อแถวซื้อขนมร้านหนิงจี้ไว้แล้ว ! ขนมรสชาติดีและยังพกพาสะดวก หลินกู่เหนียงไม่ต้องเตรียมอาหารให้น้องจื่อเหยียนก็ได้ ประเดี๋ยวข้าจะสั่งให้คนซื้อเพิ่ม…”


เย็นนี้การมารับประทานอาหารที่บ้านหลังนี้ทำให้เขารู้สึกเกรงใจสุดๆ เมื่อมีโอกาสตอบแทนน้ำใจจึงทำให้หยางยี่หรานรู้สึกมีความสุขขึ้นมาทันที


“จริงด้วย ! ข้าไปยืมใช้เตาอบหลังร้านขนมหวานหนิงจี้ก็ได้นี่นา !” หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยความดีใจ


ว่าอย่างไรนะ ? ยืมใช้เตาอบร้านหนิงจี้ ? ร้านนั้นทำการค้าได้ดีจะตาย แล้วไปยืมเตาอบร้านเขาจะไม่ทำให้เสียงานหรือ ? นอกจากนี้เขาจะให้ท่านยืมเตาอบได้อย่างไร ท่านเป็นใครกัน ?


“มื้อเที่ยงเจ้ากินขนมติดต่อกันหลายวัน เจ้าจะไม่เบื่อหรือ ?”


ว่าอย่างไรนะ ? ขนมที่ล้ำค่าและอร่อยขนาดนั้น หอมหวานติดปลายลิ้นจะเบื่อได้อย่างไร ? อย่าเอ่ยถึงว่าต้องกินติดกันห้าวันเลย แม้จะต้องกินสิบวันสิบห้าวันก็ทำได้ !


ฝ่ายหลินจื่อเหยียนทำตัวเหมือนลูกหมาน้อยที่มองพี่สาวด้วยสายตาแห่งความหวัง “พี่รอง ท่านมีความคิดอะไรที่ดีกว่านี้หรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า “ในสนามสอบน่าจะมีน้ำร้อนให้ ถ้าอย่างไร…ข้าจะลองทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แค่เติมน้ำร้อนลงไปก็มีให้กินทั้งบะหมี่และน้ำซุปแล้ว ! แต่ข้าได้ยินว่าตอนที่พวกเจ้าเข้าสนามสอบ ขนมที่ชิ้นใหญ่หน่อยจะต้องถูกทำให้เป็นชิ้นเล็กๆ…ให้เวลาข้าคิดหน่อยแล้วกัน…”


เมิ่งจิ่งหงก็ได้ยิน ว้าว ตอนสอบมีบะหมี่ให้กินแถมยังเป็นแบบร้อนๆด้วยหรือ ? คงไม่ได้ต้องไปก่อไฟตอนเข้าสนามสอบหรอกนะ ? เขาเองก็สงสัยว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ว่าจะมีหน้าตาอย่างไร…


“หลินกู่เหนียง การทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต้องใช้อะไรบ้าง ? ข้าจะไปซื้อเอง ! ถ้าอย่างไร…” เมิ่งจิ่งหงชี้มาที่ตัวเองแล้วพูดอย่างหน้าไม่อาย


หลินเว่ยเว่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม “ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่แป้ง ไข่ไก่แล้วก็พวกน้ำมันถั่วเหลือง…”


“ข้าจะรับผิดชอบของพวกนี้เอง !” เมิ่งจิ่งหงกลัวนางจะเปลี่ยนใจจึงทุบอกรับคำทันที แป้งกับไข่ไก่หาง่าย แต่น้ำมันถั่วเหลือง…ขอแค่ใช้ใจทำจะต้องสำเร็จแน่นอน เขาจะต้องทำมันออกมาให้ได้ !


เมื่อหยางยี่หรานเดินตามลูกพี่ลูกน้องออกจากบ้านเช่าสกุลหลินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “ท่านพี่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีหน้าตาเป็นอย่างไร ? ท่านเคยกินมาก่อนหรือไม่ ?”


“เจ้าไม่ได้ยินหลินกู่เหนียงพูดหรือว่าจะลองทำ ? ต้องเป็นของกินแบบใหม่ที่ยังไม่เคยทำมาก่อนแน่นอน แต่ฝีมือของหลินกู่เหนียง เจ้ายังไม่เชื่อหรือไร ?” หลิ่วจงเทียนวิ่งไปคุยเรื่องเตรียมวัตถุดิบกับเมิ่งจิ่งหง


หลังจากนอนหลับฝันดีแล้ววันรุ่งขึ้นหนิงตงเซิ่งก็มารออยู่ที่หน้าบ้านหลังนี้ เขาบอกว่าจะพานางไปส่งที่หยวนเค่อหลาย เจียงโม่หานขมวดคิ้ว…อยู่ห่างแค่นี้ยังต้องให้เจ้าพาไปส่ง ?


วันนี้เขาต้องไปหาบัณฑิตหลิ่นเซิงเป็นเพื่อนพวกหลินจื่อเหยียน ไม่สามารถไปหยวนเค่อหลายกับคู่หมั้นได้ พวกเขานัดกันเรียบร้อยแล้วว่าจะมาร่วมตัวที่หยวนเค่อหลายในตอนเที่ยงวัน ดังนั้นเด็กตัวแสบจะต้องอยู่กับเจ้าแซ่หนิงตลอดทั้งเช้า เขารู้สึกอารมณ์เสียอย่างไรก็ไม่รู้ !


หลินเว่ยเว่ยกำลังนับของขวัญที่จะเอาไปให้บัณฑิตหลิ่นเซิง เนื่องจากเขาไม่ได้ช่วยเหลือแบบไม่หวังผลประโยชน์ ปีก่อนในบรรดาพวกเจียงโม่หานทั้งห้าคน เฝิงชิวฟานมีฐานะค่อนข้างดีจึงเป็นคนออกเงิน50ตำลึง ส่วนเรื่องซื้อของขวัญนั้นคนที่เหลืออีกสี่ก็ต้องช่วยกันออก…เงินค่าคัดลอกตำรากว่าครึ่งปีของเจียงโม่หานถูกใช้ไปจนหมด


ส่วนพวกสหายที่เหลืออีกสี่คนของหลินจื่อเหยียน คนที่มีฐานะแย่สุดเป็นบุตรเศรษฐีชนบท พวกเขาปรึกษากันเรียบร้อยแล้วว่าเงิน50ตำลึงจะหารกัน ส่วนของขวัญให้บ้านสกุลหลินเป็นคนเตรียม


เค้กบรรจุในกล่องหรูหราที่สุดจากร้านขนมหวานหนิงจี้ เนื้อกวางแผ่นหนึ่งกล่อง กระต่ายรมควันจำนวนสองตัวและผ้าสองพับ ผ้าเป็นของที่คุณชายลู่นำมาจากเมืองหลวง ไม่ว่าลวดลายหรือเนื้อผ้าก็เป็นของหายากในภาคเหนือ แค่เค้กกล่องเดียวก็เป็นเงินถึง10ตำลึงแล้ว เมื่อรวมกับของอย่างอื่นราคาก็ห่างไกลจากเงินที่พวกสหายสี่คนต้องหารกันออก


แม้ว่าของขวัญเหล่านี้บ้านตระกูลหลินจะไม่ได้เสียเงินสักอีแปะเดียว แต่ในสายตาของหลิ่วจงเทียนและเมิ่งจิ่งหงคือสกุลหลินใจกว้างมาก ไม่อยากเอาเปรียบพวกตนเลยสักนิด คนแบบนี้สามารถคบหาได้ !


หลังส่งพวกบัณฑิตทั้งหกออกไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เดินทางมาที่หยวนเค่อหลายกับหนิงตงเซิ่ง ด้านหุ้นส่วนคนที่สองของหยวนเค่อหลายก็ได้มายืนรออยู่ที่หน้าร้านนานแล้ว


เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ย ใบหน้าของเขาก็เปื้อนยิ้มทันที เขาเดินเข้ามาต้อนรับ “หลินกู่เหนียงมาเช้ามาก !”


หลินเว่ยเว่ยพูดหยอกเขา “นายท่านรองก็ไม่ได้มาเช้ายิ่งกว่าหรือ ?”


นายท่านรองพูดด้วยรอยยิ้ม “ใช่ ! เราเตรียมวัตถุดิบไว้ให้หลินกู่เหนียงแล้ว ท่านเข้าไปดูในครัวอีกทีว่ายังขาดเหลืออะไรอีกหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยจึงเดินเข้ามาดูในครัว แค่ไก่ก็เตรียมไว้สิบกว่าตัวแล้ว นี่จะเอามาทำพร้อมกันหมดหรือ ! ดูท่าทางนายท่านรองคนนี้จะไม่ยอมให้นางเอาเปรียบจริงๆ !


[1] วัยปักปิ่น หมายถึง สตรีที่เข้าสู่วัยสิบห้าปีจะสามารถปักปิ่นไว้บนศีรษะได้ เพื่อบ่งบอกว่าถึงวัยที่สามารถออกเรือนได้แล้ว


ตอนที่ 375: ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง


ไก่จำนวน12ตัว หลินเว่ยเว่ยแบ่งทำไก่ย่าง6ตัวและไก่ต้มสับอีก6ตัว


พ่อครัวสองคนของหยวนเค่อหลายเดินเข้ามาขนาบข้างหลินเว่ยเว่ย พ่อครัวรูปร่างอ้วนได้หมักไก่ทั้งหกตัวด้วยซอสปรุงรสและน้ำผึ้งทั่วผิวหนังชั้นนอก จากนั้นก็แขวนทิ้งไว้จนแห้ง เขาถามอย่างถ่อมตนว่า “กู่เหนียง ท่านว่าทำแบบนี้พอได้หรือยัง ?”


หลินเว่ยเว่ยใช้นิ้วจิ้มซอสปรุงรสที่เหลืออยู่ของเขาขึ้นมาชิม ก่อนจะพยักหน้า “ได้ !”


ต่อจากนั้นนางก็สั่งให้พ่อครัวตัวอ้วนตั้งหม้อบนเตาไฟ ใส่น้ำมันให้ร้อน ก่อนจะนำไก่ลงไปทอด ในเวลานี้ นางอธิบายการควบคุมอุณหภูมิของน้ำมันและการทอดไก่อย่างละเอียด หลังรอให้ไก่สุกจนหนังด้านนอกมีสีน้ำตาลทองแล้วก็นำออกมาสะเด็ดน้ำมันได้เลย


ต่อจากนั้นก็ใช้แม่ไก่แก่ๆ และกระดูกหมูมาต้มเป็นน้ำซุปด้วยอุณหภูมิสูง พอได้แล้วก็เทน้ำซุปลงเคี่ยวเพื่อทำน้ำซอสไก่ย่าง โดยปรุงรสน้ำซอสด้วยไป๋จื่อ (แปะจี้) ซาเหริน (ซายิ้ง) และเครื่องเทศชนิดต่างๆ


ไก่ตัวหนึ่งจำเป็นต้องใช้เท่าไหร่ นางเขียนอธิบายไว้อย่างชัดเจน จากนั้นก็ใส่เกลือ ซอสถั่วเหลืองและซอสสูตรลับของนางลงไปคนให้เข้ากันแล้วเคี่ยวด้วยไฟแรงอีกครั้ง


ตามด้วยการใส่ไก่ลงไปหมัก ก่อนจะใส่ของหนักทับไว้เพื่อให้ซอสซึมถึงทุกส่วนของตัวไก่ ไฟแรงเปลี่ยนเป็นไฟอ่อน หมักแบบนั้นสัก1เค่อ (15นาที) หลังจากปิดไฟแล้วก็แช่ทิ้งไว้เลยอีก4ชั่วยาม น้ำซอสจึงจะซึมเข้าเนื้อทั้งหมด เฮ้อ ! มื้อกลางวันนี้ยังไม่ได้กิน !


ทว่ายังมีไก่ต้มสับแล้วก็อาหารอย่างอื่นอีก4จาน เพียงเพื่อทำหมูแดงอบน้ำผึ้งแล้ว เจ้าของร้านถึงขั้นสร้างเตาอบขึ้นมาในเวลาชั่วข้ามคืน หลังเห็นสภาพของมันแล้วหลินเว่ยเว่ยก็บอกว่าสามารถฝืนใช้ได้


หลังทำงานมาทั้งเช้า อาหารรสเลิศหลากหลายจานก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ เมื่อเหล่าบัณฑิตคว้าใบค้ำประกันจากหลิ่นเซิงได้แล้ว พวกเขาก็รีบตรงมาที่หยวนเค่อหลายทันที เมิ่งจิ่งหง หลิ่วจงเทียนและหยางยี่หรานไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยนต้องรีบเดิน ซ้ำยังมีสีหน้าตั้งตารอ ทั้งสามจึงเดินตามมาด้วยความสงสัย


เมื่อเห็นเป้าหมายของอีกฝ่ายคือหยวนเค่อหลาย เมิ่งจิ่งหงก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ได้ยินว่าอาหารจานแนะนำของหยวนเค่อหลายรสชาติไม่เลว มื้อเที่ยงนี้ ข้าเลี้ยงทุกคนเอง !”


หลิ่วจงเทียนขมวดคิ้ว ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “สหายเมิ่ง เจ้ามาแย่งข้าพูดทำไม ให้ข้าเลี้ยงอาหารมื้อเที่ยงในวันนี้ก็แล้วกัน !”


เมิ่งจิ่งหงมีนิสัยใจกว้าง ไม่คิดเล็กคิดน้อย “มื้อนี้ข้าเลี้ยง รอให้สนามสอบนี้เสร็จสิ้น พวกเรามาผ่อนคลายกันใหม่ พอถึงเวลานั้นเจ้าอยากเลี้ยง ข้าก็จะไม่ขัดสักคำ”


ระหว่างที่คุยกัน คนกลุ่มนี้ก็มาถึงหน้าร้านหยวนเค่อหลายแล้ว แต่กลับพบว่าโถงของห้องอาหารที่ชั้นล่างมีคนนั่งเต็มหมด เมิ่งจิ่งหงเดินเข้าไปก่อน แต่เสี่ยวเอ้อร์บอกเขาว่าในร้านเต็มแล้ว ไม่มีที่นั่งเหลือสักที่ !


หลิ่วจงเทียนสงสัยจึงถามออกไปว่า “นี่เพิ่งยามใดกัน ยังไม่ถึงเวลาอาหารเที่ยงเลยด้วยซ้ำ เหตุใดในร้านจึงมีคนเยอะขนาดนี้ ? กิจการของหยวนเค่อหลายรุ่งเรืองจนเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใด ?”


เสี่ยวเอ้อร์ตอบพร้อมรอยยิ้ม “นายท่านคงไม่ทราบว่าวันนี้ทางร้านมีการเปิดตัวอาหารชนิดใหม่และทางร้านยังใช้วิธีจับฉลากหาผู้โชคดีเพื่อบริการอาหารจานทดลองให้ลูกค้าได้ชิมโดยไม่คิดเงิน ลูกค้าเก่าของร้านถูกใจมากจึงเข้ามาสนับสนุน ดังนั้น…”


เมิ่งจิ่งหงเผยสีหน้าเศร้าสร้อย ก่อนจะหมุนตัวไปเห็นร้านอาหารที่ค่อนข้างหรูหราฝั่งตรงข้าม เขาพูดกับเจียงโม่หานว่า “สหายเจียง ถ้าอย่างไร…เราไปร้านฝั่งตรงข้ามกันไหม ?”


หลิ่วจงเทียนมองไปยังร้านอาหารที่ถูกทิ้งร้างฝั่งตรงข้าม การค้าแย่ขนาดนี้ รสชาติอาหารจะต้องไม่เอาไหนแน่นอน ถ้าเป็นแบบนั้นก็สู้ไปร้านอาหารเล็กๆที่ตนคุ้นเคยยังจะดีกว่า !


หลินจื่อเหยียนเดินผ่านพวกเขาเข้าไปในร้านอย่างตื่นเต้น หยางยี่หรานรู้สึกแปลกใจมากจึงรั้งตัวเขาไว้ “เสี่ยวเอ้อร์บอกว่าไม่มีที่นั่งแล้ว เจ้ายังจะเข้าไปทำไม ? เพื่ออาหารมื้อเดียว เจ้าจะไปทะเลาะกับคนอื่น ทำลายข้าวของ…”


หลินจื่อเหยียนสะบัดมือออก ขณะที่กำลังอยากพูดอะไรบางอย่างเขาก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “คุณชายหลิน คุณชายเจียง เร็ว รีบเข้ามาด้านในสิขอรับ !”


หลงจู๊ฟางเดินเข้ามาทักทายพร้อมรอยยิ้ม โดยด้านหลังของเขามีเสี่ยวเอ้อร์สองคนกำลังแบกหม้อใส่ไก่ย่างเดินผ่านไป กลิ่นหอมอบอวลจนดึงดูดสายตาของทุกคน ไม่มีใครสนใจจะพูดกับคนด้านข้างอีกต่อไป คนทั้งห้องโถงล้วนเงียบเป็นเป่าสากทันที


หลงจู๊ฟางหัวเราะ “นี่คือหนึ่งในอาหารจานใหม่ มีนามว่า ‘ไก่ย่าง’ กลิ่นหอมอบอวล หนังกรอบ เนื้อนุ่ม รสเค็มกำลังพอดี เนื้อล่อนจากกระดูก มีมันแต่ไม่เลี่ยน ที่ร้านเชิญพ่อครัวชื่อดังมาคนหนึ่ง ต้องใช้เวลาปรุง4-5ชั่วยามและมีขั้นตอนการทำอย่างพิถีพิถัน ทุกคนลองดมสิขอรับ นี่เป็นสินค้าที่ยังไม่สมบูรณ์ ทว่ากลิ่นก็หอมจนทำให้ผู้คนหลงใหลแล้ว ด้านรสชาติยิ่งไม่ต้องพูดถึง !”


ลูกค้าเก่าคนหนึ่งถามเสียงดังลั่น “นี่เป็นสินค้าที่ยังไม่สมบูรณ์ ? หมายความว่าเที่ยงนี้พวกเราก็ยังไม่ได้กินน่ะสิ ?”


หลงจู๊ฟางพยักหน้า “อาหารจานนี้ต้องรอถึงตอนเย็นจึงจะยกออกมาขายได้ขอรับ มีเพียง10จานเท่านั้น ใครมาก่อนก็ได้ก่อน ! ข้ารับรองได้เลยว่าเมื่อถึงเวลานั้นพวกท่านต้องอยากกลืนมันลงคอแม้แต่กระดูกแน่นอนขอรับ !”


ทันใดนั้นก็มีอีกคนเข้ามาร่วมวง “ยังกินตอนเที่ยงไม่ได้ แล้วเจ้าจะยกออกมาเพื่ออะไร ? แบบนี้ไม่ได้กำลังทำให้พวกเรากระวนกระวายหรือไร ?”


“นายท่านหู ไม่ต้องกระวนกระวายไปขอรับ ! ข้าขอรับรองได้เลยว่าอาหารชนิดใหม่จานอื่นก็มีรสชาติไม่แพ้เจ้านี่ !” ไม่พูดไม่ได้ หลงจู๊ฟางโฆษณาเก่งมาก !


ตอนที่หลงจู๊ทักทายหลินจื่อเหยียน เมิ่งจิ่งหงก็ชักเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปกลับมาได้ทันเวลา เขาสูดหายใจเข้าลึกพลางพูดว่า “หอมมาก ! กินตอนเที่ยงนี้ไม่ได้จริงหรือ ?”


หลงจู๊ฟางเห็นอีกฝ่ายมากับคุณชายหลินจึงทำดีด้วย “ใจร้อนย่อมพลาดของอร่อย อาหารจานนี้ยังต้องใช้เวลาหมักอีก4ชั่วยาม รสชาติจึงจะซึมเข้าเนื้อ คุณชายทุกท่าน ยังคงเป็นที่หอชุนหลานตามเดิม หลินกู่เหนียงรอพวกท่านอยู่ที่นั่นแล้ว เชิญด้านในขอรับ”


ณ หอชุนหลาน หลินเว่ยเว่ยกำลังเอนกายพิงเก้าอี้อย่างไร้เรี่ยวแรง นายท่านรองคนนี้ใช้งานคนเก่งจริงๆ อาหารแต่ละอย่างเตรียมไว้อย่างน้อย10จาน แม้นางจะเป็นแค่คนคอยสั่งอยู่ข้างๆ แต่ก็ต้องลงมือทำบ้างเป็นครั้งคราว ทำงานมาทั้งเช้าก็ถือว่าเหนื่อยพอใช้ได้…เป็นแม่ครัวช่างกินพลังงานจริงๆ !


หลังประตูถูกผลักเข้ามา หลินเว่ยเว่ยก็รีบพุ่งความสนใจไปที่เจียงโม่หานแล้วพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ “เหตุใดเจ้าเพิ่งมา ! ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว !”


เจียงโม่หานนั่งลงข้างนาง เขาเริ่มรินชาแล้วยัดใส่มือนาง ก่อนจะแกะเปลือกเมล็ดสนปากอ้าให้…ทำได้แค่เอาใจนางแบบนี้เพราะมีคนอยู่เยอะเกินไป หน้าเขายังไม่หนาจนสามารถเข้าไปนวดไหล่ให้นางได้


หลินเว่ยเว่ยเอียงศีรษะไปทางเขา “ยังเป็นคู่หมั้นที่รู้จักเอาใจใส่ ข้าเหนื่อยมาค่อนวันแล้วแม้แต่น้ำยังไม่ได้ดื่มสักหยด”


เจียงโม่หานให้นางซบไหล่ นางทำตัวราวกับไม่มีกระดูก ทว่าเขาก็ปล่อยให้นางซบอยู่อย่างนั้น ขณะเดียวกันก็พูดว่า “ไม่ใช่ร้านของเจ้าเองเสียหน่อย ไม่เห็นต้องทุ่มเทขนาดนี้เลย”


“เฮ้ ! ผู้คนบนโลกวิ่งไปทุกสารทิศเพียงเพื่อเงินไม่กี่ตำลึง แต่เงินไม่กี่ตำลึงนี้สามารถบรรเทาความทุกข์ได้หมด…!” หลินเว่ยเว่ยอ้าปากเพื่อรอให้เขาป้อนเมล็ดสน


เมิ่งจิ่งหงและหลิ่วจงเทียนตกตะลึงจนอ้าปากค้าง สวรรค์ ! คนตรงหน้านี้ใช่อัจฉริยะเจียงผู้หยิ่งยโสและเย็นชาคนนั้นหรือไม่ ? คนที่หมั้นหมายแล้วจะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? เมื่ออยู่ต่อหน้าคู่หมั้นแล้ว สหายเจียงก็แสนอ่อนโยนและช่างเอาอกเอาใจจนไม่สนสายตาคนนอก


ตอนที่ 376: อิจฉามาก ทำอย่างไรดี ?


ราวกับโลกของทั้งสองคนมีบุคคลที่สามเข้ามาแทรกไม่ได้ ทั้งสองค่อยๆหายเข้าไปในโลกแห่งความรัก…หรือนี่ก็คือเนื้อคู่ คือคู่ชีวิตที่คนมักพูดถึงกัน ?


อิจฉามาก ทำอย่างไรดี ?


ผ่านไปไม่นานเสี่ยวเอ้อร์ก็ยกอาหารขึ้นโต๊ะ หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังอาหารจานใหม่ ก่อนจะฉีกยิ้มขอคำชมจากบัณฑิตหนุ่ม “อาหารพวกนี้ข้าทำเองเลยนะ นี่คือหมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน เป็นอาหารรสเลิศอย่างหนึ่งของกวางตุ้ง รสชาติเปรี้ยวหวาน เจ้าต้องชอบมากแน่ !”


ขณะมองหมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานอันหอมหวนและฟังหลินเว่ยเว่ยแนะนำไปด้วย คนอื่นก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคออย่างพร้อมเพรียง ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็คีบหมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวานให้บัณฑิตหนุ่มแล้วถึงจะพูดกับคนอื่น “ทำงานมาทั้งเช้าแล้วทุกคนคงหิวกันใช่หรือไม่ ? รีบชิมแล้วบอกข้าหน่อยว่าเป็นอย่างไร !”


เมิ่งจิ่งหงคีบใส่ปากโดนไม่เกรงใจ เขากินไปพลางพูดไปด้วย “ฝีมือของหลินกู่เหนียงไม่มีใครเทียบได้แล้ว ไฉนเลยจะต้องหากระดูกในไข่ไก่ ?”


หลินเว่ยเว่ยยิ้มหน้าบาน “ลูกไก่กลายเป็นตัวแล้วยังไม่ฟักจากไข่ก็มีกระดูกในไข่ได้ คราวหน้าข้าจะทำอาหารแปลกๆให้ท่านกิน…ไข่ข้าว ( ไข่ค้างรัง ) แล้วท่านจะได้รู้ว่าในไข่ไก่จะมีกระดูกให้เห็นหรือไม่ !”


เมิ่งจิ่งหงใช้แผ่นแป้งห่อหมูนึ่งข้าวคั่วแล้วเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย เขารีบพยักหน้ารับ…ฮ่าฮ่า ยังมีครั้งหน้าอีกหรือ ? เยี่ยมไปเลย ! อยากให้มาถึงเร็วๆจัง !


“นี่คืออะไร ? หม้อเล็กๆนี้เหมือนจะทำมาจากดินเผา…” หยางยี่หรานเฝ้ามองหม้อดินตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลังเปิดออกก็จะเห็นข้าวอยู่ด้านใน บนข้าวเป็นซี่โครงและผัก !


“เจ้านี่คือข้าวอบหม้อดิน เป็นอาหารของชาวกว่างซี !”


หลินจื่อเหยียนเปิดหม้อตรงเบื้องหน้าออก ว้าว ! เป็นข้าวอบหม้อดินเนื้อตุ๋นที่เขาชอบที่สุดและด้านในยังมีไข่นกฟองเล็กอยู่ด้วย


เขาใช้ช้อนตักข้าวขึ้นมา ก้นหม้อเป็นข้าวสีเหลืองอร่ามและยังส่งกลิ่นหอมอันเย้ายวน ข้าวก้นหม้อตรงนี้ถือเป็นจิตวิญญาณของข้าวอบหม้อดิน


ข้าวเป็นข้าวพันธุ์ปี้จิงชนิดดีที่สุด ซึ่งเมล็ดข้าวใสเหมือนเนื้อหยก ปีนี้ภาคเหนือประสบภัยแล้งและยังส่งผลไปทางเหอเป่ย (ทางเหนือของแม่น้ำ) ด้วย ผลผลิตข้าวพันธุ์ปี้จิงจึงลดลงอย่างมาก เมื่อขนมาทางเหนือแล้วราคาก็แพงจนน่าใจหาย ตอนที่หลินเว่ยเว่ยพูดว่าต้องใช้ข้าวนี้ทำข้าวอบหม้อดิน นายท่านรองก็หน้าถอดสีทันที


ข้าวพันธุ์ปี้จิงอบหม้อดินส่งกลิ่นหอมยั่วยวน เมื่อรวมเข้ากับกลิ่นข้าวก้นหม้อที่มีความกรอบหอมแล้ว แม้จะไม่มีสีสันเหมือนอาหารจานก่อนหน้า แต่ถึงจะกินไปชามใหญ่ๆ ก็ยังรู้สึกว่าไม่พออยู่ดี


ตักข้าวอบคู่กับหมูตุ๋นน้ำแดงเข้าปาก รสชาติเข้มข้น อร่อยสุดยอด !


ตรงเบื้องหน้าของเจียงโม่หานเป็นข้าวอบหม้อดินใส่ล่าฉาง ( กุนเชียง ) และหมูสามชั้น ล่าฉางเป็นของที่หลินเว่ยเว่ยเอามาเองซึ่งด้านบนยังมีไข่ดาววางอยู่ด้วย ข้าวทุกเมล็ดมีกลิ่นหอมกระจายฟุ้งออกมาทำให้ผู้คนเพลิดเพลินและมีกลิ่นหอมติดปาก


ข้าวอบหม้อดินอื่นๆก็มีความหลากหลายแตกต่างกันไป ข้าวอบหม้อดินหน้าไก่หมกเห็ดหอม ข้าวอบหม้อดินหน้าไก่ผัดพริก ข้าวอบหม้อดินหน้าไก่ผัดพริกหม่าล่า ข้าวอบหม้อดินหน้ากระต่ายผัดเผ็ด ข้าวอบหม้อดินหน้าหมูสามชั้นปลาเค็ม…


ณ โถงอาหารที่ลูกค้าชั้นล่างนั่งอยู่ บัดนี้อาหารก็ยกขึ้นโต๊ะแล้ว แต่กลับไม่มีใครขยับตะเกียบ เพราะทุกคนล้วนหันไปมองหลงจู๊ฟาง ต้องบอกว่ามองกล่องกระดาษในมือของหลงจู๊ฟางมากกว่า บนฝากล่องจะมีช่องให้สอดมือลงไปได้ ทุกโต๊ะทุกห้องอาหารจะมีหมายเลขของตัวเองและลูกค้าแต่ละโต๊ะแต่ละหอจะเขียนหมายเลขใส่กระดาษ…แล้วหย่อนลงกล่อง


หลงจู๊ฟางออกแรงเขย่ากล่องในมือสองสามรอบแล้วชี้ไปยังนายท่านรองที่อยู่ในห้องโถง “นี่คือนายท่านรองของหยวนเค่อหลาย อีกประเดี๋ยวท่านจะหยิบกระดาษของลูกค้าที่โชคดีได้ชิมอาหารจานใหม่ในวันนี้จำนวน20ใบ ถ้าทุกท่านชิมแล้วเห็นว่าอร่อย วันหน้าก็มาอุดหนุนเราเยอะๆนะขอรับ !”


ลูกค้าเก่าคนหนึ่งพูดเสียงดังลั่น “วางใจได้ ! ขอแค่อาหารอร่อย ไม่ต้องกลัวว่าลูกค้าจะไม่กลับมากิน เร็วหน่อยเถิด อย่ามัวลีลาอยู่เลย รีบจับฉลากสักที !”


คนอื่นก็ส่งเสียงตามโดยบอกว่าอย่าพูดมาก รีบจับฉลากหาผู้โชคดีเสียทีเถิด


หลงจู๊ฟางพูดด้วยรอยยิ้ม “ได้ขอรับ ! ไม่พูดมาก ! ต่อไปขอเชิญนายท่านรองจับฉลาก3ใบ อาหารที่ได้ชิมคือ…ไก่ต้มสับ !”


นายท่านรองล้วงมือเข้าไปจับฉลากออกมาสามใบ หลงจู๊ฟางรับมาเปิดอ่านและตะโกนออกมาเสียงดังลั่นภายใต้การตั้งตาคอยของทุกคน “ผู้โชคดีได้ชิมไก่ต้มสับทั้งสามท่านคือ…โต๊ะหมายเลขเจ็ด ! โต๊ะหมายเลขสิบแปด ! และหอเซี่ยเหอ !”


“ฮ่าฮ่า ! พวกเราโต๊ะหมายเลขเจ็ด ! วันนี้โชคดีจริงๆ ได้ตั้งแต่รอบแรกเลย ! อีกประเดี๋ยวกินเสร็จแล้วเราไปเสี่ยงดวงกันดีกว่า…”


“โต๊ะหมายเลขสิบแปด ? พวกเราหรือ ? ไอหยา ! เป็นพวกเราจริงด้วย ! เยี่ยมไปเลย ! ต่อไปมีเรื่องคุยโวกับสหายได้แล้ว ! ฮ่าฮ่า…ผู้โชคดีได้ชิมของใหม่ก่อนใคร ข้าคุยโวได้เป็นเดือน !”


หนึ่งในบ่าวรับใช้ที่รออยู่ตรงบันไดนั้นเป็นสาวใช้คนหนึ่ง นางกรีดร้องด้วยความดีใจ แต่แล้วก็ต้องรีบปิดปาก และยกมุมกระโปรงของตนขึ้น จากนั้นก็รีบวิ่งกลับไปที่ห้องอาหาร “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ ! หอเซี่ยเหอของพวกเราเป็นผู้โชคดีได้ชิมอาหารจานใหม่เจ้าค่ะ ระ…เรียกว่าไก่ต้มสับอะไรสักอย่าง ! ได้ยินว่าเป็นอาหารจานใหม่จากทางกวางตุ้งเจ้าค่ะ !”


คุณหนูท่านนั้นฉีกยิ้ม “วันนี้ช่างเป็นวันดีจริงๆ !”


นึกถึงตอนอยู่บนถนน ตัวนางก็เกือบโดนรถม้าของบัณฑิตคนนั้นชนเข้าแล้ว นางหน้าแดงด้วยความเขินอายตอนที่อีกฝ่ายขอโทษก็ได้แนะนำว่าเขาเป็นคุณชายรองสกุลเมิ่งแห่งอำเภอฝูอัน บ้านของนางก็กำลังคิดจะเกี่ยวดองกับตระกูลเมิ่งแห่งอำเภอฝูอันและเหมือนจะบอกว่าเป็นคุณชายรอง หรือว่า…นางจะได้พบกับชายที่ทางบ้านอยากให้หมั้นหมายในอุบัติเหตุครานี้แล้ว ?


คนผู้นั้นดู…สง่างาม พูดจารื่นหู แต่เหมือนจะไม่ค่อยสุขุมสักเท่าไร…การที่เขามายังอำเภอเป่าชิงจะต้องมาเข้าร่วมการสอบในอีกสองวันข้างหน้านี้แน่ ถ้า…สอบได้บัณฑิตถงเซิงหรือซิ่วไฉก็พอจะพิจารณาได้…ไอหยา น่าอายนัก !


หลังไก่ต้มสับถูกยกขึ้นโต๊ะ สาวใช้ก็พูดอีกครั้ง “คุณหนู ท่านลองทายสิว่าบ่าวเจอใครในร้านนี้เจ้าคะ ?”


“จะพูดก็พูด ไม่ต้องมากความ !” คุณหนูลองชิมอาหารจานใหม่ ทันใดนั้นนางก็มีดวงตาเป็นประกาย สมกับเป็นหยวนเค่อหลายเพราะไก่ที่ทำออกมานี้มีเนื้อแน่นสดใหม่ ยังคงมีรสดั้งเดิมของมันแต่ก็มีเอกลักษณ์ที่แตกต่าง !


สาวใช้ทำน้ำเสียงมีลับลมคมใน “บ่าวเจอคุณชายรองเมิ่งคนนั้นเจ้าค่ะ…”


คุณหนูทำตาโตด้วยความประหลาดใจ “ว่าอย่างไรนะ ? คุณชายรองเมิ่งก็อยู่ในร้านอาหารนี้หรือ ?” ภายในวันเดียวได้เจอถึง2ครั้ง หรือว่านี่จะเป็นพรหมลิขิต ?


เดิมทียังรู้สึกน้อยใจที่บิดาให้นางหมั้นหมายกับคนในอำเภอเล็กๆ แต่ตอนนี้นางไม่คิดจะต่อต้านขนาดนั้นแล้ว


กิจกรรมจับฉลากทำให้ชื่อเสียงของหยวนเค่อหลายแพร่ไปทั่วอำเภอเป่าชิงอีกครั้ง กระแสตอบรับของอาหารจานใหม่ก็ดีมาก มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่จองโต๊ะในวันพรุ่งนี้แล้ว…ไม่ว่านัดรับประทานอาหารกับสหาย คนในครอบครัวหรือคุยธุรกิจก็ดูมีหน้ามีตาทั้งนั้น !


ณ หอชุนหลาน หลินจื่อเหยียนและบุรุษไม่กี่คนก็ได้กินอาหารจนอิ่มหนำสำราญ เมิ่งจิ่งหงพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยเล็กน้อย “มีอาหารชั้นดี แต่น่าเสียดายที่ไร้สุราเลิศรส…”


[1] หากระดูกในไข่ไก่ หมายถึง พยายามหาข้อตำหนิทั้งที่ไม่มีข้อตำหนิ


ตอนที่ 377: หาเรื่องใส่ตัวนั้นง่ายนิดเดียว


เจียงโม่หานชำเลืองมองอีกฝ่าย “อีกสองวันก็ต้องสอบสนามแรกแล้ว เจ้ายังอยากดื่มสุราอีกหรือ ?”


เผิงหยูเหยี่ยนรีบพยักหน้ารับแล้วพูดสนับสนุนเมิ่งจิ่งหง “ถูกต้อง ! ดื่มสุราเพื่อคลายเครียด !”


หลิ่วจงเทียนจึงหันไปพูดกับเจียงโม่หานบ้าง “สหายเจียง ข้ายังไม่เข้าใจเนื้อหาอีกหลายจุด ช่วงสองวันนี้ข้าสามารถไปบ้านเช่าของเจ้าเพื่อขอคำชี้แนะได้หรือไม่ ?”


ดวงตาของเมิ่งจิ่งหงเป็นประกายขึ้นมาทันใด จริงด้วย ! เขาสามารถใช้ข้ออ้างเรื่องการขอคำชี้แนะไปเยือนบ้านเช่าของสหายเจียงแล้วพอถึงเวลาอาหาร เจ้าบ้านก็คงไม่ไล่แขกกลับหรอก จริงหรือไม่ ?


เมื่อคิดได้เช่นนั้น เขาจึงหันไปส่งสายตาสื่อความหมายว่า ‘เจ้าเล่ห์ไม่เบา !’ ให้หลิ่วจงเทียน นอกจากนี้ยังพูดอย่างไม่ยอมเสียเปรียบว่า “ข้าด้วย ข้าจะไปขอคำชี้แนะด้วย !”


หลังกลับจากหยวนเค่อหลายถึงบ้านเช่า หลินเว่ยเว่ยก็ขอปลีกตัวเข้าห้องเพื่อนอนกลางวัน ในขณะที่เหล่าบัณฑิตได้จับกลุ่มศึกษาตำราและขอคำชี้แนะซึ่งกันและกัน


หลังจากที่นั่งศึกษาตำราด้วยกันได้สักพัก เมิ่งจิ่งหงและหลิ่วจงเทียนก็สังเกตเห็นความแตกต่างได้ทันที ! พวกเขาพบว่าเผิงหยูเหยี่ยนที่ในอดีตรู้จักแต่การเรียนหนักทว่าความรู้ไม่ได้แตกต่างจากพวกตนเท่าไรนัก


ในยามนี้ทั้งสองสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเจ้าหนอนหนังสือเผิงก้าวหน้าไปมาก ทั้งยังมีแนวโน้มจะนำหน้าพวกตนอีกเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของทฤษฎีเชิงกลยุทธ์ที่ทำเอาพวกเขาอดรู้สึกประหม่าไม่ได้


ไอหยา ! มีน้องเขยดีก็สำคัญถึงเพียงนี้เอง ! โดยเฉพาะน้องเขยที่ยินดีเพิ่มเติมความรู้ให้ อาจกล่าวได้ว่าสามารถเปลี่ยนชีวิตคนหนึ่งไปเลย ! เมื่อก่อนพวกเขายังชอบนินทาเจ้าหนอนหนังสือเพื่อเป็นเรื่องตลกหลังมื้ออาหาร ทว่าในตอนนี้ดูเหมือนคนที่โง่กว่าจะไม่ใช่เจ้าหนอนหนังสือเผิงเสียแล้วสิ !


เหตุใดตอนแรกพวกเขาจึงไม่ทุ่มสุดตัว ? สมมติว่าเจ้าหนอนหนังสือมีชื่อติดอันดับ แต่พวกตนไม่ผ่านการคัดเลือกขึ้นมา…


เมิ่งจิ่งหงและหลิ่วจงเทียนคิดได้เช่นนั้นก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งกาย…เช่นนี้พวกเราจะมีหน้าไปพบท่านพ่อท่านแม่ได้อย่างไร !


วันต่อมา เมิ่งจิ่งหง หลิ่วจงเทียนและหยางยี่หรานที่โดนลูกพี่ลูกน้องลากมาด้วยกันก็มาเยือนถึงบ้านเช่าของเจียงโม่หานชนิดตรงต่อเวลายิ่งกว่าตอนไปเรียนที่สำนักศึกษาเสียอีก นอกจากนี้พวกเขายังกระตือรือร้นเป็นพิเศษ 


ตอนเช้าพวกเขามาตั้งแต่ยังไม่ทันจะฟ้าสาง พอตกเย็นก็รอจนแสงจันทร์ส่องไปทั่วท้องฟ้าถึงได้ยอมกลับโรงเตี๊ยม ทำเอาหลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยนที่เดิมทีอยากเตรียมตัวสอบอย่างสบายยังพลอยประหม่าจนเกิดแรงกระตุ้นให้ตั้งใจศึกษาตำราไปกับเขาด้วย


เจียงโม่หานเห็นเช่นนั้นจึงกวดขันให้ทั้งห้าคนอย่างตรงจุด ทำให้เมิ่งจิ่งหงและคนอื่นรู้สึกว่าช่วงสองวันที่ขอให้เจียงโม่หานชี้แนะให้นั้นยังมีประโยชน์กว่าตอนที่ศึกษาตำราอยู่บ้านนานครึ่งปีเสียอีก !


ทั้งสามทำหน้าประจบพลางเดินดาหน้าเอาเงินยื่นให้หลินเว่ยเว่ยคนละ5ตำลึงเพื่อขอกินอาหารระหว่างศึกษาตำราอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะเมิ่งจิ่งหงที่ทำสีหน้าน่าสงสารสุดโต่ง เขาชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อมว่าหากกินอาหารไม่ดีก็จะส่งผลเสียต่อความสามารถในการสอบ เพราะปีที่แล้วเขาไม่ผ่านคัดเลือกไปหนหนึ่ง 


หากปีนี้ยังไม่ผ่านคัดเลือกอีกก็มีหวังว่าท่านพ่อได้หักขาเขาแน่ อาจขับไล่เขาออกจากตระกูลไปอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ที่พูดมาทั้งหมดนั้นล้วนบรรยายถึงความน่าสงสารของตน !


หลินเว่ยเว่ยมีท่าทีเหมือนจะรับก็ไม่รับ เหมือนจะไม่รับก็ไม่ใช่เสียทีเดียว สุดท้ายนางรับเงินจากพวกเขาทุกคนแล้วทำอาหารให้กินโดยไม่ซ้ำชนิดกันในแต่ละวัน ทำให้พวกเมิ่งจิ่งหงรู้สึกราวกับว่าช่วงนี้ได้กินอิ่มหนำสำราญดั่งเทพเซียน…แน่นอนว่าหากไม่ต้องสอบก็คงจะยอดเยี่ยมกว่านี้ !


ก่อนวันสอบเซี่ยนซื่อหนึ่งวัน เมิ่งจิ่งหงได้ลากบัณฑิตทั้งห้าคนที่จะเข้าร่วมการทดสอบมาจับกลุ่มซุบซิบกันตั้งแต่เช้าตรู่ “พวกเจ้าได้ข่าวมาหรือไม่ ? เจ้าอู๋ปัวผู้นั้นบอกว่าพี่เขยของเขาเป็นน้องภรรยาเจ้าหน้าที่ติงถี พวกเขาสามารถซื้อข้อสอบก่อนได้ ทางนั้นขายให้ฉบับละ500ตำลึง เขามาถามข้าว่าอยากได้หรือไม่ ? พวกเจ้าคิดเห็นเช่นไร ?”


เผิงหยูเหยี่ยนเดิมทีเป็นผู้ยึดมั่นในความถูกต้องอยู่แล้วจึงไม่รีรอที่จะกล่าวว่า “จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ? นั่นถือเป็นการทุจริตเชียวนะ หากทางราชสำนักตรวจสอบมาถึงเราก็มีหวังโดนถอดสิทธิ์ในการเข้าร่วมการสอบแน่ !”


เมิ่งจิ่งหงกล่าวอย่างลังเลว่า “ทว่า…หากทุกคนซื้อเหมือนกันหมดแล้วมีแค่เราที่ไม่ได้ซื้อ เช่นนั้นเราจะไม่พลาดโอกาสจนต้องเสียเวลาอีกปีหรอกหรือ ? ”


หลิ่วจงเทียนขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “แต่อู๋ปัวผู้นั้นเชื่อไม่ได้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ! แถมตอนนี้ครอบครัวของเขายังยากจนข้นแค้น หากในมือมีข้อสอบจริง เขาไม่มีทางขายให้แค่คนเดียวหรือสองคนหรอก พอถึงตอนนั้นหากเจ้าหน้าที่ตรวจข้อสอบแล้วสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ มันไม่ใช่เรื่องตลกเลย…”


“พวกท่านหมายถึงอะไรที่ว่าไม่ใช่เรื่องตลก ?” หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าทั้งห้าคนซุบซิบกันด้วยท่าทางลับๆล่อๆ นางจึงยื่นหน้าไปฟังแล้วถามด้วยความสงสัย


“เปล่า…เปล่าเลย…” เมิ่งจิ่งหงรีบส่ายหน้าพลางโบกมือปัดอย่างร้อนตัว


หลินเว่ยเว่ยจึงใช้ทัพพีชี้ไปที่หลินจื่อเหยียน “หลินจื่อเหยียน บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ !”


หลินจื่อเหยียนไม่กล้าขัดคำสั่งพี่รองจึงยอมเล่าเรื่องที่เมิ่งจิ่งหงต้องการซื้อข้อสอบให้หลินเว่ยเว่ยฟังอย่างละเอียด เมิ่งจิ่งหงพยายามขยิบตาให้เขาอยู่หลายหน แต่อีกฝ่ายดูจะไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย


“เปล่า ! ข้าเปล่านะ ข้าไม่ได้จะซื้อ…อู๋ปัวก็แค่มาเสนอขายให้ข้าไม่ใช่หรือ ? ข้าจึง…จึงมาเล่าเป็นเรื่องตลกให้ทุกคนฟัง !” เมิ่งจิ่งหงยิ้มแห้ง


หลินเว่ยเว่ยชี้ทัพพีไปที่เขาแล้วกล่าวว่า “อู๋ปัวเป็นคนเช่นไร เจ้าเล่ห์ลิ้นสองแฉกแค่ไหน ทุกคนยังอยากซื้อข้อสอบจากเขาอีกหรือ ? นั่นไม่ต่างจากการเอาอนาคตของตนมาล้อเล่น ! หากใครจะซื้อข้อสอบก็จงไปให้พ้นจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้ อย่าลากพวกเราไปเกี่ยวด้วย ! ไปให้พ้นเลย ข้าไม่ส่ง !”


เมิ่งจิ่งหงยืนกรานจุดยืนของตนอย่างหนักแน่น “ข้าไม่คิดจะซื้อข้อสอบจริงๆ…เอาล่ะ ตอนแรกที่ได้ยินข้ายอมรับว่าเกิดความสนใจอยู่เหมือนกัน…แต่หลังจากนั้นไม่นาน ข้าก็ตระหนักได้ว่ามันเลวร้ายและอันตรายมากแค่ไหน ข้าจึงรีบกลับใจ ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่กลับมามือเปล่าแบบนี้หรอก เฮอะ เฮอะ อย่างไรข้าก็ไม่ใช่คนขาดแคลนเงินห้าร้อยตำลึงเสียหน่อย…”


“พอได้แล้ว !” หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองเขาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะพูดกับทุกคนว่า “อาหารเช้าเสร็จแล้ว มีเต้าฮวยเค็มกับซาลาเปาทอด ! ใครไม่กินเต้าฮวยเค็ม ในครัวยังมีนมถั่วเหลืองให้กิน !”


ในลานบ้านเช่ามีเครื่องบดหยาบ เมื่อวานนางซื้อถั่วเหลืองกลับมาจึงนำมาบดทำนมถั่วเหลืองตั้งแต่เช้าตรู่แล้วนำไปต้มให้เดือด นมถั่วเหลืองรสชาติเข้มข้นกินพร้อมซาลาเปาทอด ช่างเป็นมื้อเช้าที่เข้ากันยิ่งนัก นางนำถั่วเหลืองบดที่เหลือจากการทำนมถั่วเหลืองมาเติมเกลือเล็กน้อยเพื่อต้มเต้าฮวยเค็มสักสองสามถ้วยและนำถั่วเหลืองบดที่เหลือจากทำเต้าฮวยเค็มมากดเป็นเต้าหู้ นางตั้งใจว่าจะเก็บไว้ทำเต้าหู้ชุบไข่ทอดสำหรับมื้อกลางวัน


หากยังเหลืออีกก็ค่อยนำไปทำเต้าหู้แช่แข็ง เต้าหู้ทอดและเต้าหู้เหม็น…ไอหยา แค่คิดนางก็เริ่มน้ำลายสอแล้วสิ !


กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงพลบค่ำ เผิงเจียเหลียงที่เดินเตร่อยู่ด้านนอกเพราะไม่อยากกลับบ้านก็วิ่งเข้ามาในลานบ้านด้วยสีหน้าตื่นตระหนกพร้อมตะโกนว่า “แย่แล้วทุกคน ! เกิดเรื่องแล้ว ! ในอำเภอมีบัณฑิตคนหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ทางการคุมตัวไปแล้ว พูดกันว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริต ! ข้าได้ยินว่าเขาขายข้อสอบให้แก่เหล่าบัณฑิตไม่ใช่น้อย คนพวกนี้กำลังถูกไต่สวนเช่นเดียวกันและมีคนบอกด้วยว่าพวกเขาจะถูกตัดสินโทษฐานเข้าร่วมการทุจริตในครานี้ !”


หลินจื่อเหยียน เผิงหยูเหยี่ยนและคนอื่นต่างหันไปมองเมิ่งจิ่งหงเป็นตาเดียว เมิ่งจิ่งหงชะงักไปครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็ลูบหน้าอกตัวเองอย่างโล่งใจ “ฟู่ว โชคดีเหลือเกิน…พวกเจ้ามองข้าทำไม ? ข้าไม่ได้ซื้อข้อสอบเสียหน่อย หากข้าซื้อจริงก็จะยังสนุกกับการทำข้อสอบได้หรือ ? พวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนเช่นไร ?”


“เช่นนั้น…ในเมื่อข้อสอบหลุดไปแล้ว การสอบเซี่ยนซื่อจะยังเปิดสอบตามปกติอยู่หรือไม่ ?” หลินจื่อเหยียนเอ่ยอย่างเป็นกังวล


หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองไปยังเจียงโม่หานแล้วกล่าวอย่างไม่แน่ใจ “คงไม่มีปัญหาหรอกกระมัง ? การทดสอบที่สำคัญเช่นนี้ พวกเขาจะไม่เตรียมข้อสอบสำรองไว้เชียวหรือ ?”


เจียงโม่หานแค่คลี่ยิ้มเบาบางแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องกังวล ! พรุ่งนี้พวกเจ้าเข้าร่วมการสอบอย่างสบายใจเถิด อย่าคิดมาก ทำสมาธิและตั้งใจทำข้อสอบให้ดี ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าสามารถสอบติดถงเซิงได้แน่นอน ไม่มีปัญหาอะไรเด็ดขาด”


ตอนที่ 378: ที่แท้ก็เป็นแผนการของเจ้า


เมื่อบัณฑิตทั้งห้าได้ยินคำพูดเช่นนี้ ใจที่เคยพะว้าพะวังก็สงบลง แม้ว่าเจียงโม่หานยังอายุไม่มาก แต่สำหรับพวกเขาแล้วเห็นว่าอีกฝ่ายเปรียบเหมือนเสาค้ำทะเลตงไห่ที่มั่นคงและพึ่งพาได้


เมิ่งจิ่งหงได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข “ฮ่าฮ่า ! ขอให้คำอวยพรของสหายเจียงเป็นจริง ท่านพ่อเคยบอกไว้ว่าหากข้าสอบติดถงเซิง เขาจะจัดงานแต่งให้ข้าอย่างดี ไอหยา ข้าเห็นว่าศิษย์พี่เผิงและสหายเจียงต่างมีคู่หมั้นคู่หมายที่ดี ข้าเองก็ชักอยากจะมีบ้างแล้วสิ !”


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะเยาะอีกฝ่าย “การแต่งงานเป็นเรื่องของทั้งชีวิต อย่าวู่วามตัดสินใจเด็ดขาด เคยได้ยินหรือไม่ที่เขาพูดกันว่าแรงกระตุ้นคือปิศาจ แรงกระตุ้นทำลายชีวิต !”


เมิ่งจิ่งหงพยักหน้าราวกับไก่จิกข้าวเปลือก “หลินกู่เหนียงพูดถูก ! เรื่องนี้ต้องวางแผนระยะยาว…ไว้รอสอบติดถงเซิงก่อนค่อยว่ากัน เพราะหากสอบไม่ผ่าน ทุกอย่างก็จะจบสิ้น !”


กลางดึกของวันเดียวกัน ขณะที่ทุกคนในบ้านหลับสนิทหมดแล้วก็ปรากฏเงาสีดำร่างหนึ่งกระโดดข้ามกำแพงบ้านเช่าเข้ามาและตรงเข้ามาเคาะประตูห้องของเจียงโม่หานเบาๆ


ยามนี้เจียงโม่หานสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยอยู่แล้ว คล้ายกำลังรอเงาดำนี้อยู่อย่างไรอย่างนั้น


หลีชิงรีบแทรกกายเข้ามาตามรอยแง้มของบานประตู เมื่อเห็นว่าบนโต๊ะของเจียงโม่หานมีขนมวางอยู่ เขาจึงหยิบมากินอย่างรวดเร็ว ปากเคี้ยวไปพลางพูดไปด้วย “ข้าปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วง ! เจ้าแซ่อู๋ผู้นั้นถูกคนของที่ว่าการคุมตัวไปขณะกำลังทำการซื้อขายข้อสอบกับบัณฑิตคนหนึ่ง คนชั่วต้องได้รับโทษเช่นนี้ !”


หลังจากกินขนมไปสองชิ้นติดกัน เขายังไม่วายขอดื่มชาสมุนไพรบนโต๊ะแล้วเรอออกมา “เจ้าแซ่อู๋ขี้ขลาดตาขาวมาก ไม่ต้องรอให้นายอำเภอหวางตัดสินบทลงโทษ เขาก็รีบโยนความผิดไปที่พี่เขยซึ่งเป็นน้องชายของภรรยาเจ้าหน้าที่ติงถีเสียแล้ว ! 


นายอำเภอหวางจึงรีบส่งคนไปรายงานเรื่องนี้ยังที่ว่าการเมืองจงโจว…จริงสิ ได้ยินว่าทางราชสำนักส่งผู้ตรวจการไปยังเมืองจงโจวของพวกเราเพื่อคอยกำกับดูแลเรื่องการสอบ…ดูเหมือนเจ้าหน้าที่ติงถีผู้นี้จะโดนเพ่งเล็งเพราะน้องชายของภรรยาผู้โง่เขลาก่อเรื่องเอาไว้ อย่าว่าแต่จะโดนปลดจากตำแหน่งเลย ดีไม่ดีอาจรักษาชีวิตของตนไม่ได้ด้วยซ้ำ !”


เจียงโม่หานแค่แค่นเสียงหัวเราะออกมา รอยยิ้มของเขาดูชั่วร้ายมาก ในชาติที่แล้ว แม้ว่าเจ้าหน้าติงถีจะไม่ใช่คนผิดเสียทีเดียว แต่หลังจากเรื่องขายข้อสอบถูกเปิดโปง มันกลับนำข้อกล่าวหาทั้งหมดมาปรักปรำอาจารย์ฟ่านแล้วก็หนีเอาชีวิตรอดเพียงผู้เดียวจนเป็นเหตุให้คนดีๆ อย่างอาจารย์ฟ่านต้องจบชีวิตลง ชาตินี้ก็คิดเสียว่าให้เจ้าหน้าที่ติงถีชดใช้ด้วยชีวิตแล้วกัน


หลีชิงยื่นหน้าไปสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายแล้วกล่าวว่า “ชายแซ่อู๋ผู้นั้นเป็นศัตรูคู่แค้นเรื่องใดของเจ้า เหตุใดจึงอยากให้เขาตายนัก ?”


ล่อลวงให้อู๋ปัวติดต่อกับพี่เขย จากนั้นก็ชักชวนให้อีกฝ่ายขโมยข้อสอบมาจากเจ้าหน้าที่ติงถี และในตอนที่พวกมันกำลังทำการค้าขายกันนั้นก็แจ้งให้นายอำเภอและเจ้าหน้าที่ทางการเข้ามาเห็น เมื่อหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนก็ยากที่จะหลีกหนีข้อกล่าวหาได้ โทษของการลักลอบขายข้อสอบ หากเบาหน่อยก็โดนเนรเทศ แต่ถ้าหนักก็โดนประหารชีวิต…ไอหยา ต้องโกรธแค้นอะไรกันมาถึงได้เลือดเย็นเช่นนี้ ?


“ทำลายครอบครัวและเข่นฆ่าสหายของผู้อื่น อย่าหวังว่าจะอยู่ร่วมโลกกันได้ !” ความเลือดเย็นแผ่ซ่านออกมาจากตัวของเจียงโม่หาน ยามนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาไม่ต่างจากปิศาจร้ายในขุมนรกที่พร้อมกัดกินวิญญาณของมนุษย์…


เมื่อเห็นท่าทางของเจียงโม่หานแล้ว ผู้ที่เลือดเย็นอย่างหลีชิงยังอดตัวสั่นไม่ได้ “เช่นนั้นก็ไม่ควรปล่อยให้มันมีชีวิตรอด !”


ในใจของเขารู้สึกสับสนอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะเจียงโม่หานอาศัยอยู่ในหมู่บ้านฉือหลี่โกวกับนางเฝิงมาตั้งแต่เด็ก ส่วนอู๋ปัวมีอายุเพียง20ปีเท่านั้น คำว่า ‘ทำลายครอบครัวและเข่นฆ่าสหายของผู้อื่น’ ที่เจียงโม่หานกล่าวถึง หรือจะเป็นคนรุ่นก่อนไม่ใช่รุ่นหลัง ?


เช่นนั้นก็ยังพอสมเหตุสมผลอยู่บ้าง เพราะเดิมทีตระกูลอู๋เป็นตระกูลที่มั่งคั่งแห่งเขตเริ่นอัน ทว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้การค้าของพวกเขาเผชิญกับวิกฤติร้ายแรง อีกทั้งอาคนหนึ่งของอู๋ปัวยังโดนเนรเทศไปเผชิญหน้ากับความหนาวเหน็บและความขมขื่นในชายแดนตะวันตกเฉียงเหนืออีกด้วย


ได้ยินมาว่าตระกูลอู๋ยอมเสียทรัพย์สินกว่าครึ่งเพื่อให้อู๋ปัวสอบผ่านเคอจวี่ หากบัณฑิตผู้นี้ต้องหมดอนาคตลง เช่นนั้นตระกูลของพวกเขาจะไม่มีวันฟื้นคืนสู่ความรุ่งเรืองได้อีก !


หลีชิงเหลือบมองเจียงโม่หานด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความซับซ้อนพร้อมเตือนตนเองว่าอย่าดูแคลนบัณฑิตน้อยที่ดูไร้เรี่ยวแรงผู้นี้เด็ดขาด คนอย่างตนจะสังหารใครยังต้องใช้มีด แต่หากบัณฑิตต้องการสังหารคนแล้ว ใช้เพียงสมองเท่านั้น…


“จริงสิ ! แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าจงอี้โหวคิดก่อกบฏ ?” สาเหตุที่หลีชิงไม่ได้กลับไปบ้านตระกูลหลินในช่วงเทศกาลปีใหม่ก็เพราะต้องตามหาหลักฐานการก่อกบฏของศัตรู แน่นอนว่าเขาพบเบาะแสมากมายทีเดียว…ในที่สุดเขาก็มีความหวังที่จะได้แก้แค้นแทนครอบครัว !


เจียงโม่หานมองเขาด้วยแววตาที่เรียบเฉยแล้วทิ้งท้ายไว้เพียงคำพูดที่ว่า “เจ้าอ่านบันทึกประวัติศาสตร์ให้มากกว่านี้หน่อยเถิด !” ขณะที่กล่าวก็ยังไม่วายทำท่าปิดประตูส่งแขกอีกด้วย


หลีชิงที่ถูกปิดประตูใส่ก็ยืนอยู่ด้านนอก เขาลูบจมูกของตนพลางคิดในใจว่า ไอหยา บัณฑิตผู้นี้เย็นชาเสียเหลือเกิน ! อย่างไรเขาก็เป็นผู้ที่ผลักดันให้อู๋ปัวติดต่อกับน้องชายภรรยาของเจ้าหน้าที่ติงถี และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้อู๋ปัวถูุกจับกุม เจ้ามาใช้ประโยชน์จากข้าแล้วถีบหัวส่งเช่นนี้ คู่หมั้นของเจ้ารู้หรือไม่ ?


“หึ ! หากเจ้ากล้าทำเช่นนี้ต่อเสี่ยวเว่ยของข้าก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจแล้วกัน !” หลีชิงชี้ประตูพลางพูดขู่ ก่อนจะบ่นอุบเสียงเบาว่า “เสี่ยวเว่ยเป็นคนตรงไปตรงมาและน่ารักขนาดนั้น ไม่แน่ว่าสักวันอาจโดนบัณฑิตผู้นี้หลอกลวง บัณฑิตใจดำแบบนี้ไม่น่าเชื่อถือ !”


แม้ว่าหลีชิงจะตั้งสัตย์สาบานไว้ที่หน้าประตูด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเจียงโม่หานก็ได้ยินอย่างชัดเจน เฮอะ ! สมกับที่เด็กน้อยเคยพูดเอาไว้จริงว่า ‘อุปนิสัยกำหนดชะตาชีวิตของแต่ละคน’ ชาติที่แล้วเขาเคยช่วยชีวิตหลีชิงเอาไว้ หลีชิงไม่ถามหาเหตุผลใดและสาบานว่าจะติดตามเขาจนกว่าชีวิตจะหาไม่ สุดท้ายเพื่อปกป้องเขาแล้วหลีชิงจึงต้องมาจบชีวิตลง ในชาตินี้เจ้าหลีชิงยังมายึดมั่นจริงใจต่อหลินเว่ยเว่ยอีก !


เหตุใดเจ้าเด็กหลีชิงถึงได้คิดว่าข้าจะหลอกลวงเด็กโง่กันเล่า ? นางเป็นถึงคู่หมั้นของเขาเชียว เป็นคู่หมั้นที่เขาเลือกด้วยตนเองก็ย่อมปฏิบัติต่อนางด้วยความจริงใจ หรือบางทีอาจเป็นเพราะ…เด็กโง่หลอกง่าย ใครใจดีกับนางด้วยหน่อย นางก็ตอบแทนเป็นเท่าตัว ช่างเป็นเด็กที่โง่เสียจริง !


แต่คู่หมั้นที่เขาเลือกเองย่อมต้องให้เขาปกป้องอยู่แล้ว ส่วนหลีชิงเป็นแค่คนนอก จะไปหานางในดวงใจจากที่ไหนก็ไป อย่ามายุ่มย่ามแถวนี้ !


ขณะที่เจียงโม่หานกำลังบ่นอยู่ในใจนั้น เด็กโง่ที่เขาเอ่ยถึง…หลินเว่ยเว่ยกำลังนอนหลับฝันหวานโดยไม่รู้ว่ามีใครบางคนแอบข้ามกำแพงเข้ามาในบ้านและออกไปแล้ว


เวลาล่วงเลยมาประมาณยามสี่ (01:01-03:00น.) ของวันถัดมา หลินเว่ยเว่ยตื่นมาเข้าครัวเตรียมทำอาหารแล้ว ประเดี๋ยวที่บ้านยังมีบัณฑิตสองคนที่ต้องเข้าร่วมการสอบท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ นางต้องเตรียมอาหารเช้าอุ่นๆให้พวกเขากิน !


ในช่วงเช้าตรู่ของเดือนสอง ณ ดินแดนทางเหนือ ลมหนาวพัดกระโชกราวกับใบมีดที่กระทบผิวหนังแล้วทำให้เกิดความเจ็บแสบ ความหนาวเหน็บในที่แห่งนี้พร้อมจะแช่แข็งผู้คนได้ทุกเมื่อ !


วันนี้นางตั้งใจทำบะหมี่ในน้ำแกงไก่และไข่ลวกให้ทั้งสองกิน


น้ำแกงไก่ที่ถูกเคี่ยวเกือบตลอดทั้งคืนให้รสชาติที่เข้มข้น พร้อมเนื้อไก่ที่ตุ๋นจนนุ่มถูกฉีกเป็นฝอยวางบนบะหมี่ที่นางทำเอง หลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยนพ่นควันหนาวออกจากปากแล้วซดบะหมี่เข้าไปสองชามใหญ่ แต่พวกเขาก็ยังอยากขอเพิ่มอีกสักชาม


หลินเว่ยเว่ยจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ประเดี๋ยวข้าจะไปบริเวณที่พวกเจ้าต่อแถวรอเข้าสนามสอบ จากนั้นจะคำนวณเวลาคร่าวๆ ก่อนพวกเจ้าเข้าไป แล้วข้าจะนำมาส่งให้ดื่มอีกคนละถ้วย”


หลินจื่อเหยียนรู้สึกสงสารพี่รองจึงรีบกล่าวว่า “ไม่ต้องหรอก ท่านเตรียมบะหมี่สำเร็จรูปไว้ให้พวกข้าแล้วไม่ใช่หรือ ? พวกข้าไม่มีทางหิวแน่นอน วันนี้ลมแรง พี่รองรอพวกข้าอยู่ที่บ้านนี่แหละ !”


“ไม่ได้ ! เจ้าเป็นบัณฑิตที่อายุยังน้อย หากไม่มีผู้ใหญ่ไปด้วยแล้ว จะต้องลำบากขนาดไหน ? ไม่ต้องกังวลหรอก ข้าทนความหนาวได้ดีกว่าเจ้าเสียอีก ! จริงสิ เสื้อคลุมขนกระต่ายที่น้าเฝิงเย็บให้เจ้า รวมถึงเสื้อและกางเกงขนสัตว์ที่ข้าถักให้ เจ้าสวมมันหรือยัง ?” หลินเว่ยเว่ยลูบเสื้อผ้าของน้องชายเพื่อสำรวจ


หลินจื่อเหยียนพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “พี่รองไม่ต้องกังวล ข้าสวมมันแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วพลางบ่นไม่หยุด “อากาศหนาวขนาดนี้ แต่ให้เหล่าบัณฑิตทำข้อสอบในที่โล่ง หากมือของพวกเขาหนาวเหน็บจนแข็งขึ้นมาแล้วจะเขียนอักษรได้อย่างไร ?”


หากเขียนอักษรไม่ประณีตมากพอก็จะโดนคัดออกในการประเมินรอบแรก การสอบขุนนางสุดโหด !


หลินจื่อเหยียนชี้ไปยังเตาเล็กสำหรับอังมือคลายความหนาวที่วางอยู่ในกระบุงไม้ไผ่แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พวกเขาอนุญาตให้เอาเตาอังมือไปด้วยไม่ใช่หรือ ? นอกจากนี้ข้ายังสวมถุงมือเปิดปลายนิ้วที่พี่รองถักให้อีกต่างหาก อย่างไรข้าก็หนาวน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้สวมถุงมือ !”


ตอนที่ 379: บัณฑิตน้อยรู้สึกอิจฉา


เผิงหยูเหยี่ยนพยักหน้าอย่างแรง เขาลูบถุงมือรวมถึงเสื้อและกางเกงขนสัตว์ของตนด้วย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่คู่หมั้นของตนเย็บและถักทอให้ แม้จะไม่ประณีตเหมือนของน้องภรรยา แต่ทำให้จิตใจของเขาอบอุ่นมากเหลือเกิน


“เอาล่ะ ตกลงตามนี้ !” หลินเว่ยเว่ยได้ยินว่าบางครั้งต้องใช้เวลาต่อแถวหนึ่งถึงสองชั่วยามกว่าจะได้เข้าสนามสอบ หากเป็นเช่นนั้นจริงอาหารเช้าที่พวกเขากินตั้งแต่เช้ามืดน่าจะย่อยหมดแล้ว หลินจื่อเหยียนอยู่ในวัยกำลังโต ยังคงหิวง่ายมาก


ปกติแล้วระหว่างมื้อเช้ากับมื้อกลางวัน เขามักจะได้กินขนมขบเคี้ยวหรือไม่ก็เนื้อแผ่นอยู่เสมอ พอยามบ่ายก็จะได้จิบชาให้สดชื่น อย่างในตอนกลางคืนหากเขาท่องตำราจนดึกดื่นก็มักจะย่องเข้าห้องครัวเพื่อหาของกิน ไม่อย่างนั้นจะทำให้เขานอนไม่หลับ


บางทีอาจเป็นเพราะเขาเครียดกับเรื่องเรียนมากเกินไป หรือไม่ก็เป็นเพราะวัยกำลังโต แม้เขาจะกินเยอะแต่ไม่อ้วนเลยสักนิด หลินเว่ยเว่ยรู้สึกอิจฉา! รู้หรือไม่ว่าการกินแล้วไม่อ้วนคือความใฝ่ฝันของสตรีทุกคน!


นางหวนนึกถึงช่วงเวลานี้ของปีที่แล้ว ตอนนั้นบัณฑิตน้อยคงรอเข้าสนามสอบท่ามกลางความหนาวเหน็บ เขาต้องหิวโหยและหนาวมากเพียงใด…หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองไปทางเจียงโม่หาน ในแววตาของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวด


เฮ้อ ! อดีตผ่านไปแล้ว !


บัดนี้มีชั่ววูบหนึ่งที่เจียงโม่หานรู้สึกอิจฉาหลินจื่อเหยียนกับเผิงหยูเหยี่ยนที่มีชะตาชีวิตดีเหลือเกิน เหตุใดสวรรค์จึงไม่ให้เขากลับมาเกิดใหม่ในช่วงก่อนสอบระดับเซี่ยนซื่อ…เอ่อ ดูเหมือนช่วงเวลานี้ของปีที่แล้ว อาการป่วยทางสมองของหลินเว่ยเว่ยจะยังไม่หายดี !


ทว่าเมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาสงสารที่คู่หมั้นมองมา เจียงโม่หานพลันรู้สึกว่าตนไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ รอไปสอบเยวี่ยนซื่อและเซียงซื่อแล้ว คู่หมั้นของเขาก็ต้องช่วยตระเตรียมอาหารไว้กินในสนามสอบและนางจะต้องใส่ใจว่าเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่อุ่นหรือไม่เช่นกัน…


ในเวลานี้ จู่ๆหลินเว่ยเว่ยก็ยื่นหน้ามากระซิบที่ข้างหูเขาว่า “ตอนกลางวันข้าจะทำของอร่อยให้กิน เป็นอาหารที่ไม่เคยทำที่ใดมาก่อน ข้าจะทำให้เจ้ากินคนเดียว !”


เจียงโม่หานที่มีสีหน้าไร้อารมณ์มาโดยตลอดก็เริ่มคลี่ยิ้มออกมา เด็กคนนี้ เวลาสงสารเขาทีไรก็มักชอบหาของที่ดีที่สุดมาชดเชยให้เขาเสมอ ได้ภรรยาที่ดีเช่นนี้ สามีจะหนีไปไหนรอด ?


พวกเขาทำหน้าที่เหมือนพ่อแม่ที่มาส่งบุตรเข้าสอบอย่างไรอย่างนั้น เจียงโม่หานคอยกำชับทั้งสองถึงข้อควรระวังในการสอบ ขณะที่หลินเว่ยเว่ยตรวจสอบกระบุงไม้ไผ่ เครื่องเขียนและตั๋วเข้าสอบรวมถึงอาหารสำหรับมื้อกลางวันว่าเตรียมครบแล้วหรือยัง ?


เมื่อได้เวลาแล้ว ผู้ปกครองทั้งสอง…เจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยได้พาบัณฑิตทั้งสองไปยังสนามสอบตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง หลินเว่ยเว่ยหาวไปหนึ่งหวอด ในใจได้แต่รู้สึกทึ่งที่การเป็นนักเรียนในยุคโบราณไม่ง่ายเลย เที่ยงคืนก็ต้องตื่นมาเตรียมตัวสอบกันแล้ว !


เมื่อมาถึงประตูทางเข้าสนามสอบ เวลานี้ได้มีบัณฑิตผู้เข้าสอบต่อแถวกันยาวเหยียดเป็นหางมังกร ไม่ว่าจะอยู่มุมใดก็ล้วนเต็มไปด้วยเหล่าบัณฑิต หลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยนเห็นเช่นนั้นจึงรีบไปต่อท้ายแถว ขณะเดียวกันได้มีบัณฑิตที่เพิ่งเดินทางมาถึงเริ่มทยอยมาต่อหลังพวกเขา


ทันใดนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ศาลกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ประจำสนามสอบเดินออกมา ทำเอาเหล่าบัณฑิตจำนวนไม่น้อยพากันซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์


“หืม ? เหตุใดเจ้าหน้าที่ศาลจึงออกมาเร็วขนาดนี้ ? หรือว่าจะปล่อยพวกเราเข้าสู่สนามสอบก่อนเวลา ?”


“เข้าไปก่อนแล้วจะอย่างไรต่อ ? ด้านในมืดขนาดนั้น เข้าไปก็อ่านไม่ออกสักตัว…”


“พวกเจ้าดูสิ เจ้าหน้าที่ศาลคุมตัวใครคนหนึ่งไว้ด้วย ! มองจากท่าทีแล้วน่าจะเป็นบัณฑิตรุ่นนี้ไม่ใช่หรือ มันเกิดอะไรขึ้น ?”


“เจ้าไม่ได้ข่าวหรือ ? ก่อนหน้านี้ไม่นานได้มีคนลักลอบขายข้อสอบในราคาฉบับละ500ตำลึง…”


“เหตุใดเจ้าจึงรู้ดี ? อย่าบอกว่าเจ้าก็ซื้อเหมือนกัน ?”


“ข้าแค่อยาก ! แต่จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อเล่า…”

…....


ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น อู๋ปัวที่ยืนคอตกหน้าหม่นหมองก็เริ่มชี้ตัวคนที่ซื้อข้อสอบจากตน อู๋ปัวไม่ใช่คนโง่ดักดาน ย่อมรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อีกทั้งตนยังเป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ต้นจึงจำได้ว่าใครซื้อข้อสอบจากตนไปบ้าง นอกจากนี้ยังวางแผนไว้อีกว่ารอกระทั่งคนพวกนี้สอบผ่าน แล้วเขาจะขายข้อสอบระดับฝู่ซื่อและเยวี่ยนซื่ออีกด้วย…


ดังนั้นเขาจึงเริ่มชี้ตัวคนซื้อทีละคน ! โอ้ ! เจ้าเด็กนี่ละโมบยิ่งนัก เพิ่งผ่านไปไม่กี่วันก็ขายข้อสอบได้กว่าห้าสิบฉบับแล้ว!


แต่ก็ไม่แปลก ผู้ที่คุ้นเคยกับการใช้เงินมือเติบอย่างอู๋ปัว เมื่อครอบครัวล้มละลายจึงทำให้ต้องใช้ชีวิตอย่างน่าอับอาย เมื่อโอกาสทำเงินมาอยู่ตรงหน้าแล้ว มีหรือที่คนอย่างอู๋ปัวจะพลาด !


เพียงชั่วพริบตาเจ้าหน้าที่ศาลได้คุมตัวผู้เข้าสอบที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายข้อสอบไปกว่าห้าสิบคนแล้ว ทำให้หางแถวขยับเข้ามาอีกเล็กน้อย หลินจื่อเหยียนจึงหันไปพูดกับเผิงหยูเหยี่ยนอย่างอารมณ์ดี “คู่แข่งน้อยลงไปหลายสิบคน หมายความว่าโอกาสสอบผ่านของพวกเราย่อมมีเพิ่มขึ้น !”


เจียงโม่หานหันไปทำตาดุใส่เขาแล้วกล่าวว่า “พวกที่อาศัยการซื้อข้อสอบเช่นนั้น เจ้าคิดว่าพวกเขาจะมีความรู้ความสามารถแค่ไหนกันเชียว ? ผู้ที่มีความสามารถอย่างแท้จริงย่อมไม่คิดทำการทุจริต คู่แข่งที่แท้จริงของพวกเจ้าไม่ใช่พวกเขาหรอก ฉะนั้นอย่าประมาทเด็ดขาด !”


หลินจื่อเหยียนหน้าหมองแล้วกล่าวเสียงแผ่ว “ข้าก็แค่พูดไปเรื่อย ข้าต้องตั้งใจทำข้อสอบอย่างสุดความสามารถแน่นอน !”


ด้านหน้าของเขาเป็นชายผมขาวที่มองจากท่าทางแล้วน่าจะมีอายุประมาณห้าสิบปีได้ ชายผมขาวผู้นั้นหันกลับมามองเขาพลางกล่าวว่า “บัณฑิตที่อยู่ด้านหลังข้าเอ๋ย เจ้ายังเด็ก ไม่ต้องกังวลหรอก ครั้งนี้ไม่ผ่านก็ยังมีโอกาสสอบครั้งหน้า !”


หลินจื่อเหยียนขมวดคิ้วแล้วกล่าวอย่างไม่พอใจ “หากไม่เห็นว่าท่านอายุมากแล้ว ข้าคงชกหน้าท่าน ตอนนี้ยังไม่ทันได้เข้าสนามสอบ ท่านก็พูดจาไม่เป็นมงคลกับข้า เช่นนี้ไม่เรียกว่าหาเรื่องกันหรือ ?”


ชายสูงวัยหรี่ตามองแล้วถอนหายใจออกมา “ข้าก็เคยกระตือรือร้นสมัยที่อายุเท่ากับเจ้า แต่ความจริงมักโหดร้ายเสมอ สุดท้ายมีแต่จะทำลายปณิธานของเรา…ข้าขอแนะนำเจ้าว่าเผื่อใจไว้หน่อยก็ดี เวลาที่ผิดหวังจะได้ไม่เจ็บปวดมากเกินไป !”


“พี่เขยใหญ่ ท่านช่วยแลกที่กับข้าได้ไหม ? ข้ากังวลว่าจะห้ามใจไม่ไหวจนเผลอเตะคนแถวนี้ !” หลินจื่อเหยียนโกรธจนกำหมัดแน่นแล้วก็คลายออก คลายแล้วก็กำหมัดแน่นอีกครั้ง


“เจ้าเด็กคนนี้…” ชายสูงวัยเหมือนยังอยากพูดอะไรต่อ


ทว่าหลินจื่อเหยียนได้เปลี่ยนที่ยืนกับเผิงหยูเหยี่ยนเสียแล้ว อีกทั้งยังพูดอย่างโมโหว่า “พี่เขยรอง หากพี่รองอยู่ที่นี่ด้วยนางจะต้องด่าตาแก่นั่นจนพูดไม่ออก !”


พี่รองของเขากลับไปเตรียมอาหารที่บ้านเช่า อืม…เขากินบะหมี่ไปตั้งแต่ฟ้ามืด ตอนนี้เริ่มย่อยหมดแล้วด้วยสิ !


เจียงโม่หานเหลือบมองเขาแล้วกล่าวว่า “ตราบใดที่จิตใจของเจ้ามีความแข็งแกร่งและมีความมั่นใจในวิชาความรู้ของตนมากพอ เจ้าก็จะไม่หวั่นไหวเพราะคำพูดของคนอื่น จงทำใจให้สบาย ขอเพียงเจ้าตั้งใจทำอย่างที่เคยเป็นมา เจ้าจะต้องสอบติดเซี่ยนซื่อแน่นอน !”


หลินจื่อเหยียนได้ยินเช่นนั้น จิตใจที่เคยขุ่นมัวเพราะโดนสบประมาทก็พลันสงบลง เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “พี่เขยรอง ท่านเปรียบเสมือนเสาค้ำทะเลตงไห่จริงด้วย ! คำพูดเพียงไม่กี่คำของท่านสามารถทำให้จิตใจของข้าสงบได้อย่างน่าอัศจรรย์ !”


ในเวลานี้หลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม ในอ้อมแขนของนางคล้ายจะหอบของมาอย่างพะรุงพะรัง “กังวลอะไรกันเล่า ก็แค่การทดสอบสนามเล็กไม่ใช่หรือ ? ลองคิดดูนะ บัณฑิตน้อยตั้งใจชี้แนะเจ้าอย่างเต็มที่ เขาถามคำถามใดเจ้าล้วนตอบได้หมด การสอบระดับเซี่ยนซื่อย่อมไม่ใช่ปัญหาสำหรับเจ้าแน่นอน ข้ากลัวว่าเจ้าจะอยู่ในสนามสอบอย่างยากลำบากจึงทำบะหมี่ผัดมาให้เจ้ากิน รีบกินตอนกำลังร้อนสิ !”


นางนำบะหมี่ผัดใส่ไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณ เพิ่งนำออกมาได้ไม่นานจึงยังร้อนกรุ่นอยู่เลย หลินจื่อเหยียนใช้ตะเกียบคีบกินคำใหญ่อย่างเอร็ดอร่อย “พี่รอง ท่านมีความสามารถจริงๆ บะหมี่ไข่ไม่จับตัวเป็นก้อนเลย มันอร่อยมาก !”


แม้ว่าเผิงหยูเหยี่ยนจะไม่หิวมากนัก แต่เมื่อคิดได้ว่าต้องอยู่ในสนามสอบทั้งวัน สุดท้ายเขาจึงตั้งหน้าตั้งตากินบะหมี่ผัดเช่นกัน


ในขณะที่เหล่าบัณฑิตซึ่งต่อแถวอยู่ด้านหน้าและด้านหลังได้แต่ยืนมองพวกเขากินบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อย ความหอมของบะหมี่ผัดทำให้ทุกคนเกิดความรู้สึกทรมาน หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเห็นพวกบัณฑิตเมิ่งต่อแถวอยู่ด้านหน้า พวกเขาคงมาเช้ากว่าพวกเจ้าเป็นแน่ ข้าเอาบะหมี่มาเผื่ออีกสองสามห่อ ลองถามพวกเขาสิว่าจะกินหรือไม่ !”


หลินจื่อเหยียนเคี้ยวไปพลางกล่าวไปด้วยว่า “ยังต้องถามอีกหรือ ? พวกเขาต้องกินอยู่แล้ว ! พวกเขาไม่มีวันพลาดโอกาสกินอาหารฝีมือพี่รองหรอก !”


ตอนที่ 380: เข้าสู่สนามสอบ


เมิ่งจิ่งหงที่ยืนต่อแถวท่ามกลางลมหนาวก็ทั้งหิวทั้งหนาวเหน็บ หลังจากที่เขาเห็นบะหมี่ผัดในมือของหลินเว่ยเว่ยแล้วก็รู้สึกซาบซึ้งใจจนน้ำตาแทบจะไหลออกมา สวรรค์ ! ในที่สุดนางก็แบ่งให้ข้าด้วย !


ทั้งสามกินบะหมี่อย่างตะกละราวกับไม่ได้กินอะไรมานานหลายวัน กลิ่นหอมของบะหมี่ผัดลอยเตะจมูกเกินไป เหล่าบัณฑิตที่รู้จักทั้งสามคนคิดว่าหลินเว่ยเว่ยเป็นสาวใช้ในบ้านของเมิ่งจิ่งหง พวกเขาจึงกล่าวว่า “น้องจิ่งหง เหตุใดเจ้าไม่จริงใจต่อพวกข้าเลย ? ทั้งที่เป็นเพื่อนร่วมสำนักเดียวกัน เหตุใดไม่ให้สาวใช้ที่บ้านทำบะหมี่มาเพิ่มหลายๆห่อกันเล่า ?”


“พวกเจ้าพูดเกินไปแล้ว ! สาวใช้อะไรกัน ? นี่คือน้องสาวของข้า ! น้องสาวของข้า เข้าใจหรือไม่ !” เมิ่งจิ่งหงถลึงตาใส่พวกเขาด้วยความไม่พอใจ เจ้าเป็นใครกัน ? ข้าเคยสนทนากับเจ้ามาก่อนหรือ ? เหตุใดข้าต้องไว้หน้าด้วย เจ้าเป็นใครมาจากไหน ?


บัณฑิตอีกคนได้ยินเขาพูดแบบนี้จึงเอ่ยด้วยความสงสัย “เจ้ามีน้องสาวตั้งแต่เมื่อใด ? ครอบครัวของเจ้ามีแต่พี่น้องผู้ชายไม่ใช่หรือ ?”


“อย่ามายุ่งกับข้า !” เมิ่งจิ่งหงรีบกินบะหมี่ในห่อราวกับหมาป่าหิวโซ จากนั้นจึงยื่นห่อกระดาษน้ำมันและตะเกียบคืนหลินเว่ยเว่ย “ค่อยมีแรงขึ้นมาหน่อย ! บุญคุณครานี้ใหญ่หลวงเกินกว่าจะเอ่ยคำขอบคุณได้ หลินกู่เหนียง วันหน้าข้าจะต้องตอบแทนเจ้าแน่นอน !”


“เอาล่ะ เลิกพูดมากได้แล้ว ! ด้านหน้าเริ่มทำการตรวจสอบแล้ว…ขอให้พวกท่านประสบความสำเร็จ สอบผ่านกันทุกคน !” หลินเว่ยเว่ยเก็บห่อบะหมี่คืนมาแล้วหันหลังเดินจากไปท่ามกลางความสงสัยของบัณฑิตคนอื่น


เพื่อนร่วมห้องของเมิ่งจิ่งหงดึงเขามาถามว่า “วันหน้าหากน้องสาวของเจ้ามาส่งอาหารอีกก็บอกให้นางทำมาเผื่ออีกสักห่อได้ไหม ? ข้า…ข้าจ่ายเงินได้ !”


เมิ่งจิ่งหงมองเขาอย่างดูแคลน จากนั้นก็ชี้หน้าตนเองพลางกล่าว “เจ้ามองข้า…น้องสาวของข้าดูเหมือนคนที่ขาดแคลนเงินทองอย่างนั้นหรือ ? เจ้าดูถูกใครอยู่ ?”


หลิ่วจงเทียนก็หันไปขึ้นเสียงใส่บัณฑิตคนนั้นเช่นกัน “ถึงคราเจ้าแล้ว สรุปเจ้าจะเข้าสอบหรือไม่ ? ถ้าไม่เข้าไปก็หลีกไปอยู่ตรงโน้น อย่าขวางทางคนอื่น !” สุนัขดีไม่ขวางทางคน1 เข้าใจหรือไม่ !


เห็นหลินกู่เหนียงเป็นอะไร ? คิดว่าจ่ายเงินแล้วซื้อตัวได้ง่ายๆหรือ ! หากไม่ใช่เพราะมีกฎห้ามทะเลาะวิวาทก่อนเข้าสอบ ป่านนี้เขาชกหน้าบัณฑิตคนนั้นไปแล้ว ประเดี๋ยวก็มาบอกว่าหลินกู่เหนียงเป็นสาวใช้ ประเดี๋ยวก็บอกให้นางทำอาหารขาย ตาสุนัขมองคนต่ำ ! มันน่าโมโหยิ่งนัก !


ถึงคราวตรวจสอบข้อมูลของเมิ่งจิ่งหงแล้ว เจ้าหน้าที่ศาลเปิดกระบุงที่เขานำเข้าสนามสอบด้วย หลังจากตรวจสอบของในนั้นทีละชิ้น เมื่อเห็นว่ามีขนมแห้งอยู่ในนั้นด้วยเจ้าหน้าที่ก็หัวเราะออกมา นี่คือบัณฑิตที่นำขนมเข้าสนามสอบคนที่เท่าไหร่แล้ว ?


หลังเจ้าหน้าที่วางกระบุงไว้ด้านข้าง เขาก็ให้เมิ่งจิ่งหงสยายผมและตรวจดูทุกจุด จากนั้นก็ให้ถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วตรวจสอบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าโดยไม่ให้พลาดแม้แต่ปลายเล็บ


“เอาล่ะ ! เข้าไปได้ !”


เมิ่งจิ่งหงสวมชุดคลุมกลับเข้าไปอย่างทุลักทุเลเพราะในยามนี้อากาศหนาวจนฟันกระทบกันดังกึกๆ


เจ้าหน้าที่ศาลใช้วิธีการนี้ตรวจสอบผู้เข้าสอบแต่ละคนอย่างละเอียด หลังผ่านไปนานพอสมควร ในที่สุดก็ถึงคราของหลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยน เจ้าหน้าที่เปิดห่อใส่อาหารของพวกเขาออก หืม ? นี่คืออาหารอะไรกัน ? ดูคล้ายบะหมี่ที่นำมาผัด แต่เส้นใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย กลิ่นของมันช่างหอมยิ่งนัก ดูแล้วน่าอร่อยไม่เบา !


ในตอนตรวจสอบสิ่งของที่นำเข้าสนามสอบนั้น ขนมชิ้นใหญ่จะถูกทำเป็นชิ้นเล็ก แต่ขนมปังกรอบที่หลินเว่ยเว่ยทำให้บัณฑิตทั้งสองมีขนาดเล็กอยู่แล้ว ดังนั้นจึงผ่านการตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย


เจ้าหน้าที่ศาลกลืนน้ำลายลงคอดังอึกแล้วพูดในใจว่า หรือว่าร้านขนมหวานหนิงจี้ได้ออกแบบขนมชนิดใหม่สำหรับผู้เข้าสอบโดยเฉพาะ ? ขนมนี้เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบกินหวาน ดูทั้งกรอบและหอมมาก…


หลินจื่อเหยียนผ่านการตรวจสอบเรียบร้อยแล้วจึงหันไปมองพี่รองที่อยู่ไม่ไกลออกไป หลินเว่ยเว่ยชูสองนิ้วบอกให้เขาสู้ๆ หลินจื่อเหยียนยิ้มอย่างมั่นใจแล้วเดินเข้าสู่สนามสอบ


บัณฑิตที่มีสิทธิ์เข้าสอบล้วนไปยืนรออย่างนอบน้อมอยู่ในโถงใหญ่ที่ทางอำเภอจัดไว้ให้ หลินจื่อเหยียนผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดเขาก็ไม่ต้องยืนตากลมหนาวอยู่ด้านนอกสักครู่หนึ่ง ไม่อย่างนั้นหากเป็นผู้ที่ร่างกายอ่อนแอก็อาจจะโดนความหนาวเย็นทำให้ไม่สบายเอาได้ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเมื่อปีที่แล้ว หลังจากศิษย์พี่เจียงสอบเสร็จแล้วกลับบ้านก็ล้มป่วยอยู่พักใหญ่เลย


หากไม่ใช่เพราะช่วงครึ่งปีนี้ครอบครัวของเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นชนิดพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ อีกทั้งพี่รองยังทำอาหารอร่อยให้กินแบบไม่ซ้ำชนิดจึงทำให้ร่างกายของเขาแข็งแรงขึ้นมาก เช่นนั้นเขาคงทนลมหนาวไม่ไหวและอาจหมดโอกาสเข้าสอบไปนานแล้ว


ก่อนเข้าสนามสอบ เขาได้สวมเสื้อหนังสัตว์ตัวหนา นอกจากนี้ยังสวมเสื้อคลุมขนกระต่ายไปอีกชั้น ไหนจะ กางเกงและถุงมือถุงเท้าที่พี่รองถักให้อีก แค่เขาขยับ เหงื่อก็ออกแล้ว !


หลังผ่านไปอีกครู่ใหญ่ เมื่อบัณฑิตเข้ามาในสนามสอบครบทุกคน นายอำเภอหวางได้พาปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเอกสารคนอื่นเข้ามาในห้องโถง ขณะที่เบื้องหลังของพวกเขาคือเหล่าหลิ่นเซิงผู้ทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้เข้าสอบ


นายอำเภอหวางได้เป็นประธานการสอบระดับเซี่ยนซื่ออยู่หลายครั้ง ดังนั้นเขาจึงกล่าวเปิดงานได้อย่างชำนาญ “บัดนี้การทดสอบบัณฑิตถงเซิงรุ่นอายุสิบปีขึ้นไปสนามแรกแห่งต้าเซี่ยได้เริ่มขึ้นแล้ว บัณฑิตคนใดถูกขานชื่อก็ให้ออกมาหาหลิ่นเซิงผู้ค้ำประกันของตน”


พวกเขาจัดกลุ่มให้บัณฑิตกลุ่มละ5คน ไม่นานก็มาถึงคราวกลุ่มของหลินจื่อเหยียน


“หลินจื่อเหยียน จากหมู่บ้านฉือหลี่โกว เขตเริ่นอัน อำเภอเป่าชิง เข้าร่วมการทดสอบบัณฑิตถงเซิงรุ่นอายุสิบปีขึ้นไปเป็นครั้งแรก” นายอำเภอหวางเห็นรายชื่อนี้จึงอดเงยหน้าขึ้นมองไม่ได้


หลินจื่อเหยียนนึกถึงสิ่งที่เจียงโม่หานเคยกำชับเอาไว้ เขาตั้งสติเพื่อรอให้นายอำเภอหวางขานชื่อจบก่อน ถึงได้เดินก้าวไปตรงหน้าอย่างมั่นคงแล้วโค้งคารวะอย่างนอบน้อม ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงดังฟังชัดว่า “บัณฑิตหลินจื่อเหยียนคารวะท่านนายอำเภอขอรับ”


นายอำเภอหวางมองเด็กหนุ่มตรงหน้า แม้ว่าใบหน้ายังอ่อนเยาว์ ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่เมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ยังสามารถรักษาจิตใจให้สงบนิ่งไว้ได้ ทำให้เขานึกถึงเด็กหนุ่มผู้สุขุมและเยือกเย็นผู้นั้นในการสอบเซี่ยนซื่อของปีที่แล้ว


หมู่บ้านฉือหลี่โกวมีตระกูลหลินเพียงครอบครัวเดียว เหมือนว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะเป็นน้องชายของกู่เหนียงที่เฉลียวฉลาดผู้นั้น ? เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่ผิด พี่สาวเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด น้องชายย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน !


นายอำเภอหวางอ่านชื่อของเผิงหยูเหยี่ยนและอีกสามคนจบแล้ว จากนั้นก็ให้บัณฑิตซิ่วไฉแซ่หวงซึ่งเป็นหลิ่นเซิงที่พวกเขาเลือกไว้มาลงนามค้ำประกันให้…


สิบปีหลังจากการสถาปนาราชวงศ์ใหม่ แดนเหนือมีบัณฑิตหลิ่นเซิงไม่มากนัก ดังนั้นกฎเกณฑ์ต่างๆ จึงคลายลงโดยอนุญาตให้หลิ่นเซิง1คนสามารถค้ำประกันให้ผู้เข้าสอบ5คนได้


หลังจากยืนยันตัวตนแล้วผู้เข้าสอบก็ถูกพาไปที่ลานกว้างด้านหลังพร้อมตะกร้าสำหรับสอบข้อเขียน ภายในลานมีโต๊ะและตั่งไม้วางเรียงไว้เป็นแถว หลินจื่อเหยียนหาที่นั่งของตนตามหมายเลขที่ระบุไว้บนตั๋วเข้าสอบ ซึ่งเป็นที่นั่งค่อนมาด้านหน้า เรียกได้ว่าแทบจะอยู่ใต้จมูกของเหล่านายอำเภอเลยทีเดียว


ข้อดีเพียงข้อเดียวของที่นั่งบริเวณนี้คือเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น เขายังพอสามารถรับแดดอุ่นได้ ไม่เหมือนที่นั่งของบางคนซึ่งหลบมุมและมองไม่เห็นดวงอาทิตย์ทั้งวัน มีเมฆมากและหนาวด้วย !


หลินจื่อเหยียนมานั่งที่โต๊ะ เขานำแท่งหมึกออกมาฝน เมื่อบัณฑิตทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ศาลจำนวน8คนจะถือกระดานคำถามไว้แล้วยืนประจำตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งที่พวกเขายืนนั้นล้วนได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดีว่าจะทำให้บัณฑิตทุกคนมองเห็นกระดานคำถามได้ หากมีบัณฑิตคนใดสายตาไม่ดีก็สามารถขอให้เจ้าหน้าที่ของทางอำเภอมาช่วยอ่านคำถามได้


เจ้าหน้าที่ศาลคนหนึ่งยื่นอยู่ฝั่งซ้ายมือเยื้องกับหลินจื่อเหยียน ห่างออกไปประมาณสองก้าว เขาก็หันไปเห็นพี่เขยใหญ่ที่เข้าสอบพร้อมกัน แม้ว่าสายตาของพี่เขยใหญ่จะไม่ดี แต่ก็เป็นคนดวงดีมากเพราะกระดานคำถามอยู่ห่างจากตำแหน่งที่นั่งประมาณครึ่งหมี่ ( ครึ่งเมตร ) แค่เขาชะโงกศีรษะไปก็แทบจะติดกับเจ้าหน้าที่ศาลแล้ว ! หลินจื่อเหยียนผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกแล้วรีบหันกลับมา


ผู้ดูแลเอกสารเดินเข้ามาส่งกระดาษคำตอบให้เหล่าบัณฑิต นายอำเภอหวางอธิบายกฎเกี่ยวกับการตอบคำถาม โดยทั่วไปให้เขียนคำตอบด้วยตัวอักษรแบบทางการและเนื้อหาในคำตอบไม่ควรอยู่ใกล้ชื่อแซ่และที่อยู่มากเกินไป เพราะเวลาตรวจคำตอบต้องมีการประทับตราชื่อผู้ตรวจลงไปบริเวณนั้น


[1] สุนัขดีไม่ขวางทางคน หมายถึง คนดีจะไม่ขวางทางหรือกีดกันผู้อื่น


[2] ตาสุนัขมองคนต่ำ หมายถึง คนที่ชอบเหยียดหยามผู้อื่น



จบตอน

Comments