weiwei ep381-400

ตอนที่ 381: เกิดเป็นมนุษย์ อย่าดีใจจนขาดสติ


หลินจื่อเหยียนถือเตาอังมือไว้ จากนั้นนั่งหลังตรงและอ่านคำถามอย่างละเอียดอีกครั้ง ทันใดนั้นมุมปากของเขาก็ยกยิ้ม…ว้าว! คำถามไม่ง่ายเกินไปหน่อยหรือ? แตกต่างจากคำถามของพี่เขยรองชนิดฟ้ากับเหว!


หลังจากมืออุ่นแล้ว เขาก็สวมถุงมือเปิดปลายนิ้วที่พี่รองตั้งใจถักให้ จากนั้นก็เริ่มคัดลอกคำถามลงในกระดาษคำตอบอย่างระมัดระวัง…หลังฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมาเป็นเวลากว่าครึ่งปี ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบตัวอักษรหรือความเร็วที่ใช้ในการเขียนก็ล้วนมีความก้าวหน้าขึ้นมาก


จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ศาลเก็บกระดานคำถามไปแล้ว เขาถึงได้เริ่มอ่านทำความเข้าใจข้อคำถามและเขียนคำตอบอย่างระมัดระวัง แต่ในขณะนี้ยังมีบัณฑิตอีกหลายคนที่ยังคัดลอกคำถามไม่เสร็จ…จะโทษที่บัณฑิตคนอื่นคัดลอกช้าก็ไม่ได้เพราะดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้นได้ไม่เท่าไรเอง กอปรกับอากาศหนาวเกินไปจึงทำให้หลายคนมือแข็ง


นายอำเภอหวางนั่งอยู่บนแท่นที่ตั้งสูงขึ้นมา เขาไม่ได้สนใจจะกวาดสายตามองไปยังบัณฑิตคนอื่นที่อยู่ด้านล่างเพราะมัวแต่ให้ความสนใจต่อหลินจื่อเหยียน บัณฑิตน้อยผู้มาจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวผู้นี้ พูดกันว่าบัณฑิตผู้นี้ศึกษาตำรากับบัณฑิตเจียงมาเกือบครึ่งปี ไม่ทราบว่าได้ผลลัพธ์เช่นไรบ้าง


ในตอนแรกเริ่มหลินจื่อเหยียนแค่ใช้เตาผิงมือแล้วทอดมองไปยังกระดานคำถามโดยไม่ขยับพู่กัน นายอำเภอหวางยังอดขมวดคิ้วไม่ได้ หรือบัณฑิตเจียงไม่ได้อธิบายกฎในสนามสอบให้เขาฟัง ? คงไม่เผลอเข้าใจไปเองว่ากระดานคำถามจะโดนถืออยู่ตรงนี้ตลอดใช่ไหม ? หากจำคำถามในกระดานไม่ได้แล้วจะเขียนคำตอบอย่างไร ?


นายอำเภอหวางอดที่จะพูดเตือนไม่ได้ “จะมีการเก็บกระดานคำถามในอีกครึ่งชั่วยาม ! บัณฑิตคนใดยังจำคำถามไม่ได้ก็จงเร่งมือ !”


ในที่สุดเด็กหนุ่มผู้เฉลียวฉลาดจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวก็มีการเคลื่อนไหวเสียที เขาค่อยๆวางเตาผิงมือลง จากนั้นก็สวมถุงมือแล้วฝนหมึกอีกรอบจึงจะเริ่มคัดคำถามลงในกระดาษ…ช่างเป็นผู้ที่ใจเย็นเหลือเกิน ทำเอาข้าร้อนใจแทบตาย ! กู่เหนียงจากตระกูลหลินเป็นผู้ที่ทำสิ่งใดรวดเร็วและกระฉับกระเฉงเพียงนั้น เหตุใดน้องชายถึงได้ใจเย็นขนาดนี้


โชคดีเหลือเกินที่เขาคัดลอกคำถามเสร็จก่อนที่จะเก็บกระดานคำถามพอดี จากนั้น…เขาก็เริ่มหยิบเตาผิงมือขึ้นมาอุ่นมืออีกครั้ง…นี่เจ้ามานั่งผิงมือหรือ ? มาสอบจริงหรือเปล่า ?


หลินจื่อเหยียนเอามืออังกับเตาจนกระทั่งมืออุ่นดีแล้ว คำถามข้อแรกคือให้เขียนเรียงความสองบทตามรูปแบบความเรียงในสี่ตำรา ( สี่ตำราห้าคัมภีร์ ) ซึ่งเขาฝึกเขียนเรียงความรูปแบบนี้จนชำนาญแล้วจึงไม่มีอะไรยากสำหรับตน ประเด็นสำคัญคือต้องเขียนให้มีความโดดเด่นเสียหน่อย ให้ผู้ตรวจข้อสอบเห็นจุดเด่นตั้งแต่อ่านรอบแรก เขาจึงตั้งสมาธิ หลังจากร่างเนื้อความในใจแล้วจึงบรรจงเขียนลงกระดาษ เขาอ่านทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าและแก้ไขอยู่หลายหน


ลำพังแค่เขียนเรียงความสองบทนี้ก็กินเวลาไปเกือบครึ่งวันแล้ว กระทั่งช่วงใกล้เที่ยงวัน เรียงความสองบทของหลินจื่อเหยียนก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างที่สมบูรณ์แบบ เขาลูบท้องที่เริ่มร้องเพราะความหิว ก่อนจะยกมือขึ้น “ข้าขอน้ำร้อนสักหน่อยได้หรือไม่ ?”


ยามนี้ ในสนามสอบอากาศหนาวเย็นเหนือบรรยาย ดังนั้นเหล่าบัณฑิตจึงสามารถขอน้ำร้อนเพื่อคลายความหนาวได้และผู้รับหน้าที่คอยรินน้ำร้อนให้คือเจ้าหน้าที่ศาล เมื่อเห็นว่าหลินจื่อเหยียนหยิบชามใหญ่ออกมา เขาจึงมุ่ยปากแล้วกล่าวเตือน “ดื่มน้ำน้อยๆหน่อย…”


แม้ไม่ได้มีข้อห้ามเรื่องการถ่ายหนักถ่ายเบา แต่หากไปทำธุระส่วนตัวบ่อยๆ ก็ไม่กลัวว่าจะเขียนคำตอบไม่เสร็จเอาหรือ ?


หลินจื่อเหยียนรู้ว่าอีกฝ่ายมีความปรารถนาดีจึงไม่ได้ค้านอะไร “ขอบคุณท่านมาก !”


เขาหยิบห่อใส่อาหารออกมาอย่างตื่นเต้นแล้วเอาบะหมี่แห้งก้อนเล็กก้อนน้อยใส่ลงในน้ำร้อน จากนั้นเอาไข่พะโล้สองฟองใส่ลงไปด้วย เมื่อทำทุกอย่างนี้เสร็จแล้วเขาก็ใช้ฝาไม้ปิดปากชามเอาไว้ ระหว่างนี้เขายังเอาเศษบะหมี่แห้งยัดใส่ปากแล้วก้มหน้าก้มตาแก้เรียงความของตนในรอบสุดท้าย


การตรวจสอบและแก้ไขเรียงความซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ได้กลายเป็นนิสัยซึ่งฝังรากลึกของเขาไปเสียแล้ว หากในเรียงความมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยอย่างเช่นเขียนตัวอักษรผิด เขาจะโดนลงโทษโดยต้องคัดทฤษฎีเชิงนโยบาย ในช่วงแรกเขานั่งคัดทฤษฎีเชิงนโยบายจนแทบอาเจียนออกมา แต่หลังจากคัดจนเริ่มชินแล้ว ในที่สุดเขาก็สามารถเขียนเรียงความได้โดยไร้ข้อผิดพลาด !


หืม กลิ่นอะไร ? บัณฑิตที่นั่งอยู่แถวเดียวกับหลินจื่อเหยียนได้กลิ่นหอมประหลาดแสนเข้มข้นนี้ลอยมาแตะจมูก แต่บริเวณสนามสอบนี้มีโรงเตี๊ยมด้วยหรือ ? อาจจะเป็นกลิ่นอาหารจากบ้านหลังอื่นส่งกลิ่นหอมโชยเข้ามา


สำหรับบัณฑิตผู้เข้าสอบที่ทั้งหิวทั้งหนาว มันช่างทรมานจิตใจเหลือเกิน !


หลินจื่อเหยียนเปิดฝาไม้ออกจึงทำให้กลิ่นที่ส่งออกมาจากชามเข้มข้นยิ่งขึ้น ขนาดว่าผู้คุมสอบที่อยู่ด้านหน้ายังได้กลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี้…บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่หลินเว่ยเว่ยคิดค้นขึ้นมาช่างหอมหวนน่ากินเหลือเกิน !


ทั้งที่มีผู้เข้าสอบอยู่เต็มลาน แต่มีเพียงหลินจื่อเหยียนคนเดียวที่เริ่มกินอาหาร ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากลิ่นหอมนี้โชยมาจากฝั่งเขาอย่างแน่นอน ถึงขั้นที่นายอำเภอหวางเดินลงจากที่นั่งแล้วอ้อมไปยืนอยู่ด้านหลังหลินจื่อเหยียน เมื่อเห็นบะหมี่หอมกรุ่นและไข่พะโล้ในชามของอีกฝ่าย มุมปากของนายอำเภอก็กระตุกอย่างไม่ตั้งใจ


กู่เหนียงจากตระกูลหลินทำอาหารอร่อยมาก ซึ่งเขาเคยมีโอกาสลิ้มรสฝีมือของนางมาบ้างแล้ว เพียงแต่ไม่คิดเลยว่านางจะสามารถรังสรรค์อาหารสำหรับผู้เข้าสอบให้ส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่วขนาดนี้ การได้กินบะหมี่ร้อนๆท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ มันคงจะดีไม่น้อยใช่ไหม ?


ทว่าในการทดสอบครานี้อนุญาตให้นำอาหารแห้งเข้ามาได้เท่านั้น อาหารที่เป็นน้ำซุปหรืออาหารคาวชนิดอื่นจะไม่ได้รับอนุญาตในทุกกรณี แต่บัณฑิตน้อยตระกูลหลินกลับใช้เพียงน้ำร้อนธรรมดาก็สามารถต้มบะหมี่ที่หอมกรุ่นถึงเพียงนี้ได้ นางทำได้อย่างไรกัน ?


หลินจื่อเหยียนไม่ได้สังเกตเลยว่านายอำเภอวัยชราได้มายืนอยู่ด้านหลังของตนนานแล้ว ทว่ายังคงก้มหน้าก้มตาซดบะหมี่อย่างสำราญใจ ประเดี๋ยวก็ซดน้ำซุปเสียงดังลั่น ประเดี๋ยวก็คีบเส้นบะหมี่เข้าปาก บ้างก็กัดไข่พะโล้..หากนำเนื้อเข้ามาได้ หลินจื่อเหยียนก็คงนั่งกินเนื้อให้ดูแล้ว ไม่รู้ว่าการทดสอบรอบหน้าจะสามารถนำเนื้อแห้งเข้ามาได้หรือไม่


กลิ่นหอมของบะหมี่ลอยอบอวลไปทั่วสนามสอบ เหล่าบัณฑิตที่นั่งบริเวณเดียวกับหลินจื่อเหยียนก็เริ่มทรมานเพราะกลิ่นหอมนี้ พวกเขารู้ดีว่ากลิ่นบะหมี่หอมกรุ่นลอยมาจากบัณฑิตน้อยคนนั้น หลายคนพยายามกลืนน้ำลายลงคออย่างสุดความสามารถ…เช่นนี้จะให้พวกเขามีสมาธิทำข้อสอบได้อย่างไร ? บางคนที่เริ่มทนไม่ไหวจึงทำได้เพียงนำอาหารแห้งที่เตรียมไว้ออกมากิน ทั้งที่เดิมทีตั้งใจจะเอาไว้กินมื้อกลางวัน !


หลินจื่อเหยียนกินบะหมี่และไข่พะโล้หมดแล้ว ขณะกำลังเงยหน้าจะซดน้ำซุปให้เกลี้ยงชาม เขาก็เห็นว่ามีคนยืนอยู่ด้านหลัง ทำเอาตกใจจนเกือบโยนชามทิ้งเสียแล้ว


แต่เมื่อเพ่งมองให้ดีแล้วจึงพบว่าเป็นท่านนายอำเภอ เขาลงมาจากที่นั่งตั้งแต่ตอนไหน ? แล้วมายืนอยู่ด้านหลังข้านานเท่าใดแล้ว ? แต่ข้าก็ไม่ได้ทำผิดอะไรนี่ แค่กินบะหมี่หนึ่งชามเท่านั้น ในกฎระเบียบก็ไม่ได้มีระบุไว้ ? เช่นนั้นข้าจะไปกลัวอะไรเล่า ?


หลินจื่อเหยียนเช็ดปากอย่างรีบร้อน เขาพยายามฉีกยิ้มเจื่อนๆออกมา แล้วหันไปพยักหน้าให้แก่นายอำเภอ รอกระทั่งนายอำเภอหวางเดินออกไปแล้วเขาจึงวางชามบะหมี่ลง แล้วตั้งอกตั้งใจคัดลอกคำตอบที่ผ่านการเรียบเรียงจนสมบูรณ์แล้ว


คำถามข้อต่อไปคือการให้เขียนบทกวีในรูปแบบกลอนห้าพยางค์หกสัมผัส หัวข้อคำถามนั้นเป็นบทกวีโบราณ มีการจำกัดคำคล้องจองซึ่งเขาเคยเขียนบทกวีนี้มาหลายรูปแบบแล้วจึงไม่ใช่เรื่องยาก เขาอุ่นมือ พลางคิดบทกวีไปด้วย หลังจากเขียนลงกระดาษและแก้ไขอยู่หลายครั้ง ในที่สุดเขาก็เขียนบทกวีที่สมบูรณ์ลงกระดาษคำตอบ

…....


หลินจื่อเหยียนเขียนตัวอักษรสุดท้ายเสร็จแล้ว พอมองไปยังด้านหน้าและด้านข้างจึงพบว่าบัณฑิตส่วนใหญ่ยังนั่งคัดนั่งเขียนกันอยู่ บางคนก็เกาหูเกาแก้มเหมือนมีเหาเต็มตัว


แม้ว่าเขาจะภูมิใจมาก แต่ก็เฝ้าบอกตนเองว่าอย่าประมาท ดังนั้นเขาจึงก้มหน้าตรวจสอบคำตอบอย่างรอบคอบ แย่แล้ว ! ข้อกำหนดบอกไว้ว่าเรียงความไม่ควรเกิน700คำ แต่เรียงความบทหนึ่งของเขาเขียนเยอะไปหน่อย ดูเหมือนจำนวนคำจะเกินแล้ว !


เขารีบแก้ไขใหม่อีกครั้ง จนกระทั่งแสงแดดช่วงเที่ยงวันส่องสะท้อนอยู่กลางศีรษะให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เนื่องจากเขาสวมเสื้อผ้าหนาจนเกินไป กอปรกับความรีบร้อน เหงื่อของเขาจึงผุดเต็มศีรษะ และครึ่งชั่วยามก่อนส่งกระดาษคำตอบนั้น เขาได้ตรวจสอบอย่างละเอียดอีกรอบก็เป็นอันเสร็จสิ้น


ไอหยา ! เกิดเป็นมนุษย์ อย่าดีใจจนขาดสติ ! ไม่อย่างนั้นอาจเกิดความผิดพลาดจนแก้ไขไม่ทัน !


ตอนที่ 382: ไม่มีปัญญาก็อย่าโทษคนอื่น


ครึ่งชั่วยามก่อนส่งกระดาษคำตอบ เขาทำจิตใจให้สงบแล้วเริ่มตั้งใจอ่านบทความและบทกวีอีกรอบ หลังมั่นใจว่าไร้ข้อผิดพลาดแล้วเขาก็ตีกลองเพื่อส่งกระดาษคำตอบ


เมื่อรอให้เจ้าหน้าที่มาเก็บกระดาษคำตอบไปทีละแผ่นแล้ว นายอำเภอหวางก็ขานชื่อในสนามสอบ…เพื่อยืนยันตัวตน…แล้วประทับตราปิดผนึกซอง จากนั้นจึงจะปล่อยให้ผู้เข้าสอบออกจากสนามสอบได้


มีผู้เข้าสอบคนหนึ่งร้องไห้ “ข้าตอบได้ทุกอย่าง เขียนร่างไว้หมดแล้วแต่มือเย็นเกินไปจึงเขียนได้ช้า ไม่ทันได้เขียนจนเสร็จ…”


“จบกัน จบสิ้นแล้ว ! มือข้าไม่เชื่อฟังเลย ตัวอักษรบิดเบี้ยวไปมา กลัวว่าจะตกตั้งแต่สนามแรก…”


“ข้า…”


หลินเว่ยเว่ยยืนอยู่ในฝูงชน นางเขย่งปลายเท้าและยืดคอเพื่อคอยมองที่หน้าประตูสนามสอบ หลังเห็นน้องชายสะพายกระบุงออกมาพร้อมมองซ้ายทีขวาที นางก็รีบโบกมือและตะโกนเรียกเขาทันที “หลินจื่อเหยียน ! ทางนี้ !”


หลินจื่อเหยียนถูกบัณฑิตที่ตามมาข้างหลังผลักออกมาข้างนอก พอเห็นพี่รองโบกมือเรียก เขาก็รีบเบียดคนออกมาหาหลินเว่ยเว่ยพร้อมรอยยิ้ม


“ดูจากท่าทางของเจ้าแล้วคงทำข้อสอบได้สิท่า !” หลังได้ยินเสียงคร่ำครวญของบัณฑิตคนอื่น หลินเว่ยเว่ยก็ยังเป็นห่วงน้องชายอยู่ “เป็นอย่างไรบ้าง ในสนามสอบหนาวหรือไม่ ?”


“ไม่หนาวเลย ! พี่รองคิดได้อย่างไรจึงถักเสื้อคลุมขนกระต่ายเช่นนั้นขึ้นมา ? อุ่นมากเลย! ตอนแดดส่องลงมา ข้ายังเหงื่อออกด้วยล่ะ !” หลินจื่อเหยียนชี้ไปที่หน้าอกของตน ระหว่างเบียดตัวออกมาก็เริ่มเหงื่อออกอีกแล้ว


บัณฑิตไม่กี่คนที่บ่นว่าหนาวเกินไปจนเขียนข้อสอบไม่ได้ก็หันมามองด้วยความโมโห…อย่ามาโอ้อวด ทำเกินไปแล้ว !


หลินจื่อเหยียนยังไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป เกิดอะไรขึ้น ? เหตุใดต้องหันมาจ้องข้า นี่ข้าไม่ได้พูดอะไรที่ทำให้ทุกคนโมโหได้เลย ?


หลินจื่อเหยียนหันมาถามเผิงหยูเหยี่ยน “พี่เขยใหญ่ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ?”


เผิงหยูเหยี่ยนครุ่นคิด ก่อนจะพูดอย่างถ่อมตน “พอได้ !”


เมิ่งจิ่งหงก็เบียดเข้ามาแล้วถามหลินจื่อเหยียนเสียงดังลั่น “จื่อเหยียน เจ้ากินอะไรในสนามสอบ ? กลิ่นหอมจนข้าแทบเขียนต่อไม่ได้ ทรมานกันเกินไปแล้ว !”


คำพูดของเขาดึงดูดสายตาขุ่นเคืองของบัณฑิตที่อยู่โดยรอบ…ที่แท้ก็เป็นเจ้าเด็กนี่! สูดเส้นบะหมี่เสียงดังลั่น ปล่อยกลิ่นหอมกระจายไปทั่ว นี่คิดจะทำให้พวกตนไม่มีกะจิตกะใจทำข้อสอบหรือไร! คนหน้าซื่อใจคด!


หลินจื่อเหยียนหันไปจ้องตอบ แววตาของเขาสื่อความหมายที่ยืมมาจากประโยคของพี่เขยรอง…ไม่มีปัญญาก็อย่าโทษคนอื่น ! แค่กลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังทนไม่ไหวแล้วยังจะสอบจอหงวนเป็นขุนนางได้หรือ แม้จะสอบติดก็เป็นได้แค่ขุนนางทุจริต !


เหล่าบัณฑิตเริ่มเงี่ยหูฟังมากกว่าเดิม อยากรู้ว่าสิ่งใดกันแน่ที่ทำให้พวกตนต้องทรมานขนาดนั้น ?


หลินจื่อเหยียนพูดกับเมิ่งจิ่งหง “เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่พี่รองทำให้ หากกินเปล่าๆจะกรอบและหอม แต่ถ้าเอาไปต้มในน้ำร้อนก็จะกลายเป็นบะหมี่เส้นเหนียวนุ่มที่หอมกรุ่น ข้าเคยถามท่านว่าจะเอาด้วยไหม แต่ท่านบอกว่าซื้อขนมร้านหนิงจี้ไว้แล้ว ยังมาถามข้าว่าจะเอาด้วยไหม ท่านลืมแล้วหรือ ?”


เมิ่งจิ่งหงเค้นเสียงดัง ฮึ “เจ้าไม่พูดให้ชัดเจนกว่านี้หน่อย ? หลินกู่เหนียง ทำบะหมี่นั่นต้องใช้อะไรบ้าง ประเดี๋ยวข้าจะไปซื้อ ! ทำเผื่อข้าชุดหนึ่ง !”


เผิงหยูเหยี่ยนเขียนอักษรไม่เร็วเท่าหลินจื่อเหยียน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เขานำเข้าสนามสอบไปด้วยจึงไม่มีเวลาต้ม เขาได้แต่กินแบบเปล่าๆ ดังนั้นจึงไม่โดนไอสังหารแรงเท่าหลินจื่อเหยียน !


“ก็ไม่มีอะไรมาก แค่แป้งกับพวกน้ำมัน” หัวใจสำคัญของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้อยู่ที่แป้งแต่อยู่ที่เครื่องปรุง เมื่อไม่มีถุงพลาสติกและเครื่องซีลปิดปากถุง นางจึงทำซองน้ำมันและซองเครื่องปรุงไม่ได้…รู้สึกเสียดายเล็กน้อย !


ตกเย็น บัณฑิตทั้งห้าคนมารวมตัวที่บ้านเช่าตระกูลหลิน หลินเว่ยเว่ยทำอาหารเย็นแสนอลังการให้น้องชายเพื่อเป็นรางวัลที่เขาเพิ่งเผชิญการสอบอันยากลำบากมา หนิงตงเซิ่งรู้ว่าน้องชายหลินออกมาจากสนามสอบวันนี้จึงตั้งใจมาถามว่าสอบเป็นอย่างไรบ้าง ? ท่าทางที่เอาใจใส่นั้น คนที่ไม่รู้ก็คงเข้าใจผิดว่าหนิงตงเซิ่งมีความสัมพันธ์ใดกับสกุลหลิน !


เจียงโม่หานแค่นเสียงในใจดัง ฮึ ! เขารู้สึกดีใจที่เด็กน้อยมีความรู้สึกด้านนี้ช้ากว่าคนทั่วไป ตอนนั้นนางแค่กล้าที่จะแกล้งเขา แต่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตน…ถ้าไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุในครานั้นแล้วทำให้รู้ใจตัวเอง ทั้งสองก็ยังไม่ได้หมั้นหมายกันหรอก !


แม้ว่าเจ้าแซ่หนิงจะทำดีต่อนางสักเท่าไร หรือมีผลประโยชน์ร่วมกันมากแค่ไหน เด็กน้อยของเขาก็คิดแค่ว่าเป็นการกระทำที่หุ้นส่วนมีต่อกันเท่านั้น ไม่มีทางคิดไปในแนวทางที่อีกฝ่ายต้องการ


นอกจากนี้เจ้าแซ่หนิงก็มีฐานะเป็นพ่อค้า ฐานะสู้ข้าไม่ได้หรอก รูปร่างหน้าตาก็สู้ไม่ได้ ไม่ดีงามพร้อมสรรพเหมือนข้า แล้วเจ้าจะเอาอะไรมาสู้กับข้า ?


วันรุ่งขึ้น หลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยนตื่นเช้าแบบไม่ได้นัดหมาย การสอบแต่ละสนามจัดขึ้นในเวลาห่างกัน2วัน ซึ่งจะติดประกาศผลในวันที่สองหลังการสอบแต่ละสนามนั่นเอง


การสอบสนามแรกเป็นการสอบหลัก ผลสอบย่อมสำคัญมาก ทั้งสองจึงเดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอเพื่อดูผลสอบตั้งแต่เช้า ทว่าที่นั่นก็มีบัณฑิตมารวมตัวกันไม่น้อยแล้ว


หลินเว่ยเว่ยไม่วางใจให้ทั้งสองคนไปกันเองจึงตามไปด้วย นางตามไปค่อนข้างสายแล้วจึงได้แต่รออยู่ที่รอบนอกของฝูงชน เมื่อใกล้ถึงยามอู่ ( ประมาณ 10:00น. ) ประตูที่ว่าการอำเภอก็เปิดออก เจ้าหน้าที่สองสามคนเดินออกมาซึ่งหนึ่งในนั้นถือม้วนกระดาษไว้…น่าจะเป็นผลสอบที่รอคอย !


เมื่อเจ้าหน้าที่แปะป้ายประกาศผลสอบบนกระดานแล้ว เจ้าหน้าที่คนอื่นก็ยืนขนาบข้างกระดาน หลินเว่ยเว่ยเดาว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เข้าสอบบางคนสติหลุดจนควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วทำลายผลสอบ หรือยืนเพียงเพื่ออยากรักษาความสงบของที่นี่เพราะอาจเกิดความโกลาหลได้


หลินเว่ยเว่ยรู้สึกกังวลแทนน้องชายเพราะร่างกายของเขายังไม่โตมาก ไม่ได้กำยำอะไร อย่าให้โดนเบียดจนบาดเจ็บเลย ยังมีว่าที่สามีของพี่สาวคนโตอีกคน ท่าทางอวบอ้วนแต่ความจริงเป็นคนอ่อนแอ…


บัณฑิตที่เข้าไปดูผลสอบบนกระดานแล้วบางคนกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ บางคนร้องไห้ บ้างก็หน้าถอดสี…


เมื่อคนด้านหน้าดูเสร็จแล้วก็ถอยออกมา คนข้างหลังจึงจะเบียดเข้าไปดูแทน หลินเว่ยเว่ยกำลังเขย่งปลายเท้าเพื่อมองหาน้องสามจากในฝูงชน ต่อมานางก็วิ่งไปยืนบนบันไดฝั่งตรงข้ามของที่ว่าการอำเภอแล้วกระโดดเพื่อดูผลสอบ


เมิ่งจิ่งหงรูปร่างสูงใหญ่กว่าหน่อย เขาเบียดออกมาได้ก่อน พอเห็นหลินเว่ยเว่ยแล้ว เขาก็รีบย่างเท้าเข้ามาพร้อม ใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ไม่สามารถปกปิดได้


เมื่อมาถึงตรงเบื้องหน้าของหลินเว่ยเว่ยแล้วก็ไม่ปล่อยให้นางได้เอ่ยถามเพราะเขาก็รีบพูดทันที “ข้าหาชื่อของตนเจอแล้ว ข้าได้อันดับที่สามสิบหก ! ชื่อของศิษย์น้องหลินอยู่อันดับ…”


“หยุด !” หลินจื่อเหยียนวิ่งหอบหายใจเข้ามาและรีบพูดแทรกเมิ่งจิ่งหง “นี่เป็นข่าวดี ข้าจะบอกพี่รองกับพี่เขยรองด้วยตัวเอง! ข้าสอบได้ที่สาม ! พี่รอง ข้าสอบได้ที่สามของอำเภอ !”


หลินจื่อเหยียนดีใจจนตัวลอย ! เขารู้ว่าน่าจะสอบติด แต่ไม่คิดว่าจะได้อยู่ในอันดับต้นๆขนาดนี้ สนามสอบแรกก็ได้อันดับสามแล้ว ขอแค่ต่อไปสุขุมและทุ่มเทอย่างเต็มที่ เขาจะต้องสอบผ่านระดับเซี่ยนชื่อแน่นอน ! เขาจึงยิ้มไม่หุบและอย่างไรก็เลิกหุบยิ้มไม่ได้


สนามสอบที่สองของการสอบระดับเซี่ยนซื่อยังคงเป็นตำราทั้งสี่ หัวข้อคือให้เขียนบทความเรื่องความกตัญญูและเขียนสรุปเกี่ยวกับ ‘คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำสั่งศักดิ์สิทธิ์’ จำนวน100คำ หัวข้อที่ใช้สอบเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนเป็นประจำอยู่แล้ว จะแก้หรือเขียนอย่างไร หลินจื่อเหยียนล้วนคุ้นเคยเป็นอย่างดี


ส่วนการเขียนสรุป100คำก็เป็นเรื่องที่หลินจื่อเหยียนถนัดยิ่งกว่า เพราะ ‘คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำสั่งศักดิ์สิทธิ์’ เขาท่องจนขึ้นใจ แต่เพื่อความรอบคอบ เขาเลือกที่จะเขียนร่างไว้ก่อนแล้วค่อยเขียนลงในกระดาษคำตอบ


ห้าสนามสอบใช้เวลากว่าครึ่งเดือน หลังตรวจกระดาษคำตอบรอบสุดท้ายเสร็จแล้วก็จะนำกระดาษคำตอบตั้งแต่สนามแรกออกมาแกะจากซองแล้วตรวจทั้ง5ชุดพร้อมกันอีกครั้งเพื่อจัดอันดับผู้สอบผ่าน


[1] คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำสั่งศักดิ์สิทธิ์ มีขึ้นมาเพื่ออธิบายเกี่ยวกับคำสั่งศักดิ์สิทธิ์ที่ฮ่องเต้คังซีมีพระราชโองการลงมาเพื่อสั่งสอนประชาชนเรื่องหลักการพื้นฐานของลัทธิขงจื๊อโดยใช้แค่อักขระเจ็ดบรรทัดเท่านั้น ดังนั้นเมื่อฮ่องเต้ยงเจิ้งครองราชย์ได้สองปีจึงมีการออกคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำสั่งศักดิ์สิทธิ์นี้ขึ้นมาเพื่อขยายคำสอนของพระบิดาให้ประชาชนท้องถิ่นเข้าใจ


ตอนที่ 383: บัณฑิตน้อยแสดงฝีมือทำอาหารให้คู่หมั้น


ในวันประกาศผลสอบคือวันที่หิมะตกหนักและการเป็นรอบเดือนครั้งแรกของหลินเว่ยเว่ยก็มาเยือน นางปวดท้องจนเหงื่อแตกจึงเป็นธรรมดาที่จะไปดูผลสอบด้วยไม่ได้ หลินจื่อเหยียนเข้าใจผิดว่าพี่รองป่วยจึงเป็นห่วงมาก ทว่าภายใต้การยืนกรานว่าไม่เป็นอะไรซ้ำแล้วซ้ำเล่าของหลินเว่ยเว่ย สุดท้ายเขาถึงได้ออกไปดูผลสอบโดยแบกความรู้สึกเป็นห่วงไปด้วย


หลินเว่ยเว่ยได้แต่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงเตาอุ่นๆ พยายามเอาหน้าท้องแนบกับเตียง นางปวดจนต้องร้องโอดครวญ เดิมทีเจียงโม่หานก็ไม่ใช่เด็กอายุ16ปีที่ไม่รู้อะไรอยู่แล้ว เขาจึงไปปรึกษาท่านหมอที่ร้านขายยาแล้วซื้อน้ำตาลแดงมาต้มกับน้ำขิงให้หลินเว่ยเว่ยดื่ม


หลินเว่ยเว่ยไม่ชอบที่เขาต้มออกมารสหวานเกินไปจึงไม่ยอมดื่ม เจียงโม่หานรู้ว่านางกำลังทำตัวงอแงเหมือนเด็ก เขาจึงทำใจเย็นก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าก่อไฟต้มน้ำเพื่อต้มน้ำขิงด้วยตัวเอง แม้จะทำได้ไม่ดีแต่ก็มาจากใจ เจ้าดื่มสักหน่อยเถิด ท่านหมอพูดแล้วว่าหากปวดมากๆต้องดื่มยา…”


หลินเว่ยเว่ยคิดในใจ ว่าอย่างไรนะ ? ต้องดื่มยา ? นางรีบลุกขึ้นมาแล้วดื่มน้ำขิงลงคออย่างไม่ลังเลและเช็ดปากอย่างลุกลี้ลุกลน จากนั้นก็ค่อยกลับไปนอนบนเตียงอย่างคน ‘อ่อนแอ’ อีกครา “ถ้าเช่นนั้นเจ้าต้องฝึกทำอาหารหน่อย ต่อไปเวลาข้าปวดหัวหรือเป็นไข้ก็จะได้มีอาหารร้อนๆกิน !”


เจียงโม่หานพูดในใจ ต่อไปก็หาสาวใช้มาเยอะหน่อย เอาไว้ทำอาหารโดยเฉพาะก็หมดปัญหาแล้วไม่ใช่หรือ ? ทว่าขณะมองท่าทางทรมานของนาง เขาก็ยอมไหลไปตามน้ำ “ได้ ! รอให้เจ้าหายแล้วค่อยสอนข้าทำอาหารที่เจ้าชอบกินที่สุด เวลาเจ้าไม่สบายหรือวันไหนไม่อยากทำอาหารขึ้นมา ข้าจะทำแทน…”


หลินเว่ยเว่ยพอใจสุดๆ “ต้องแบบนี้สิ ! ถ้าตอนนี้ได้กินโจ๊กอุ่นๆสักถ้วยก็คงจะเยี่ยมไปเลย โจ๊กถั่วแดงใส่พุทราแดง ซุปตับหมูหรือโจ๊กข้าวฟ่างใส่น้ำตาลแดงกับพุทราแดง ล้วนช่วยบำรุงเลือดและบรรเทาอาการเจ็บทั้งนั้น”


“ได้ ข้าจะเรียนแล้วเอามาทำให้เจ้าทั้งหมดเลย ทว่าจะกินแต่โจ๊กไม่ได้ สอนข้าทำอาหารอีกสองสามอย่างด้วย ดีหรือไม่ ?” เจียงโม่หานเห็นนางอารมณ์ดี อาการปวดก็เหมือนจะดีขึ้นแล้ว เขาจึงอยากทำให้นางมีความสุขกว่าเดิม


หลินเว่ยเว่ยเลียปาก “ตอนนี้อยากกินซี่โครงหมูสักสองสามชิ้น ข้าสอนเจ้าตุ๋นซี่โครงใส่ซานเย่า (กลอยจีน) กับ โก่วฉี (เก๋ากี้) ดีหรือไม่ ?” หลังจากนั้นนางก็เริ่มพูดถึงวิธีทำ แต่พอพูดไปพูดมานางก็ผล็อยหลับ


เจียงโม่หานช่วยห่มผ้าให้นาง หลังนั่งคิดอยู่พักหนึ่งเขาก็ไปที่ตลาดเพื่อซื้อซี่โครงมาสองเส้นและยังไปร้านขายยาเพื่อซื้อซานเย่ากับโก่วฉี เมื่อกลับถึงบ้านเช่าแล้ว เขาก็เริ่มก่อไฟต้มน้ำล้างซี่โครงแล้วตามด้วยตุ๋นซี่โครงจากไฟแรงลดเป็นไฟอ่อน…


แม้เพิ่งเคยเข้าครัวแบบฉายเดี่ยวเป็นครั้งแรก แต่ขั้นตอนและวิธีทำหลินเว่ยเว่ยก็พูดไว้อย่างละเอียดแล้ว ตัวเขาก็จำได้ขึ้นใจจึงไม่ได้ทำแบบร้อนรน ทว่าตอนใส่เกลือและเครื่องปรุงต่างๆ เขากลับเกิดความลังเล…ต้องใส่เท่าไร ?


ช่างเถิด ถ้าน้อยก็ค่อยใส่เพิ่ม เขาใส่เกลือลงไปก่อนเล็กน้อย หลังลองตักขึ้นมาชิมก็พบว่ามันไม่มีรสชาติแต่อย่างใดจึงใส่เพิ่มลงไปอีกนิด…เครื่องปรุงอย่างอื่นไม่กล้าใส่เยอะเพราะกลัวว่าจะไปทำลายรสชาติของซี่โครง เขาต้มต่อด้วยไฟอ่อนอีกประมาณครึ่งชั่วยาม พอเนื้อล่อนออกจากกระดูก ซานเย่าก็นิ่มเกือบละลายไปกับน้ำแล้วเขาตักขึ้นมาชิม…รสชาติพอใช้ได้ !


เขาจึงดับไฟ ตักใส่ถ้วย หยดน้ำมันงาลงไปแล้วยกไปที่ห้องนอน หลินเว่ยเว่ยซึ่งโดนรุมเร้าด้วยความเจ็บปวดจึงนอนไม่ค่อยหลับสักเท่าไร ขณะที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น นางก็ได้กลิ่นซุปกระดูกหมู ไอหยา ! เวลามีรอบเดือนจะทำให้อยากกินเยอะกว่าปกติ ตอนนี้นางหิวจนประสาทหลอนไปแล้วหรือ…


“เด็กน้อย ตื่นหรือยัง ? ข้าตุ๋นซี่โครงหมูให้ เจ้าลุกขึ้นมาช่วยข้าชิมว่ารสชาติเป็นอย่างไร” เจียงโม่หานเขย่าตัวเด็กสาวที่กำลังนอนอยู่บนเตียงเบาๆ


หลังได้ยินแบบนั้น หลินเว่ยเว่ยก็รีบลุกขึ้นมานั่ง แต่ความเจ็บปวดที่ท้องน้อยทำให้นางอดไม่ได้ที่จะเอามือกุมท้อง สวรรค์ ! ทรมานมาก เหมือนมีใครกำลังบิดไส้นางอย่างไรอย่างนั้น ชาติก่อนเวลารอบเดือนมา นางไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น คาดไม่ถึงว่าพอทะลุมิติมาแล้วจะมีผลแบบตรงกันข้าม เฮ้อ ! ขอเตือนเลยว่าให้ระวังหลังจากได้ทะลุมิติมา !


“ช้าหน่อย…อยากไปเข้าห้องน้ำหรือไม่ ประเดี๋ยวข้าช่วยประคองเจ้าออกไป…” เจียงโม่หานวางถ้วยซุปลงที่โต๊ะข้างเตียงแล้วถามด้วยความห่วงใย


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า แม้ว่ารอบเดือนในครั้งแรกจะเจ็บมาก แต่มีปริมาณไม่เยอะ เช่นนั้นคงต้องอายแน่…ในโลกนี้ไม่มีผ้าอนามัยแบบมีปีก !


หลังจากลุกขึ้นมานั่งแล้วนางก็เห็นสภาพของในถ้วยนั้นดูไม่ค่อยดีสักเท่าไร แต่มันส่งกลิ่นหอมของซุปซี่โครงออกมา ดวงตาของนางจึงเปล่งประกายแล้วมองเจียงโม่หานด้วยความซาบซึ้ง “บัณฑิตน้อย เจ้าทำให้ข้าหรือ ? หอมมากเลย !”


ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ ซุปซี่โครงถ้วยนี้เป็นอาหารอย่างแรกที่เจียงโม่หานทำสำเร็จ เขาจึงรู้สึกกังวลและพูดด้วยรอยยิ้ม “ลองชิมว่ารสชาติเป็นอย่างไร ? แต่อย่างไรก็ไม่อร่อยเท่าฝีมือเจ้าแน่นอน หวังว่าจะฝืนกลืนลงไปได้”


หลินเว่ยเว่ยคีบเนื้อหมูที่ล่อนออกจากซี่โครงขึ้นมาแล้วกินมันอย่างเอร็ดอร่อย “อร่อย ! ทั้งหอมทั้งนุ่ม รสชาติไม่เลวจริงๆ คาดไม่ถึงว่าบัณฑิตน้อยจะมีพรสวรรค์ด้านนี้ด้วย เหตุใดเจ้าจึงร้ายกาจขนาดนี้ ไม่ว่าสิ่งใดก็ล้วนทำเป็น !”


เจียงโม่หานโดนชมจนเขิน เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะนาง “ข้าทำตามขั้นตอนที่เจ้าบอก พูดได้ว่าอาจารย์อย่างเจ้า สอนได้ดี !”


“เจ้าอย่าถ่อมตัวนักเลย คนฉลาดเรียนอะไรก็ทำได้เร็วหมด ! น้ำแกงนี้สดชื่นมาก ซี่โครงหมูก็คงรสชาติของมันอยู่…ข้าโชคดีจริงๆ !” หลังซดน้ำแกงร้อนๆไปสองสามช้อน หลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกว่าท้องไม่ได้ปวดถึงขนาดนั้นแล้ว…หรือนี่จะเป็นพลังแห่งรัก ?


เจียงโม่หานยิ้ม “แค่ซดน้ำแกงก็มีความสุขแล้วหรือ ? เจ้าพอใจกับอะไรง่ายๆเกินไปแล้ว”


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าและฉีกยิ้มหน้าบานเวลาพูด “มันไม่เหมือนกัน นี่เป็นตุ๋นซี่โครงแห่งรัก เป็นของที่คนรักข้า ทำให้กินเองกับมือ เขาใช้สองมือที่ใช้จับพู่กันทำลายความเชื่อว่า ‘สุภาพบุรุษควรอยู่ห่างจากครัว’ แล้วเข้าครัวทำอาหารให้ข้า มีคู่หมั้นที่เป็นคนอบอุ่นขนาดนี้ ถ้าไม่เรียกว่าความสุข แล้วสิ่งใดถึงจะเรียกว่าความสุขได้อีก ?”


“เจ้านี่ ! เจ้าเองก็บอกแล้วว่าข้าเป็นคู่หมั้น เจ้าไม่สบาย หากข้าไม่ดูแลเจ้าแล้วจะไปดูแลใคร ? สุภาพบุรุษห่างครัวอะไรกัน การเป็นสุภาพบุรุษวัดกันตรงนี้หรือ ? ถ้าแม้แต่คนในครอบครัวหรือคนรักของตนยังดูแลไม่ได้ ข้าไม่เป็นสุภาพบุรุษก็ไม่ตายหรอก !” เจียงโม่หานยกยิ้มที่มุมปาก…เหตุใดเด็กน้อยของข้าถึงได้น่ารักขนาดนี้ !


“ฮ่าฮ่าฮ่า…ชาติก่อนข้าต้องช่วยชีวิตคนทั้งจักรวาลเอาไว้แน่นอน ชาตินี้ถึงได้มาเจอคนดีแบบเจ้า ฮือฮือฮือ…” ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็มีดวงตาเปียกชื้น


เจียงโม่หานเช็ดน้ำตาให้นางก่อนจะส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “เหตุใดจึงร้องไห้เสียแล้ว ? มีคู่หมั้นดีๆอย่างข้า เจ้าไม่เคยหัวเราะจนตื่นจากฝันหรือไร ?”


“นี่เป็นน้ำตาแห่งความดีใจ มีความสุขและซาบซึ้ง” หลังกินซี่โครงชิ้นสุดท้ายหมดแล้วหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจ “ข้าขอเติมอีกสองสามชิ้นได้ไหม มันอร่อยมากเลย !”


เจียงโม่หานเห็นสีหน้าของนางดีขึ้นมาก ไม่ปวดจนเหงื่อออกอีกแล้ว ถ้าการกินซุปซี่โครงของเขาแล้วหยุดอาการปวดได้ อย่าว่าแต่สองสามชิ้นเลย แม้จะกินหมดหม้อ เขาก็ไม่ว่าอะไร


หลินเว่ยเว่ย “…” เจ้าเห็นข้าเป็นถังข้าวสารหรือไร ?


“บัณฑิตน้อย เจ้าช่วยกอดข้า…เหมือนตอนที่ข้าป่วยตอนเด็กๆ ท่านพ่อ…เหมือนที่ท่านพ่อกอดข้าได้หรือไม่ ?” ชาติก่อนหลินเว่ยเว่ยชอบฝันว่าตอนเป็นเด็กจะมีผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่ดูเป็นคนอบอุ่นคนหนึ่งกำลังกอดนางอยู่และร้องเพลงกล่อมให้นางหลับ


ตอนที่ 384: บัณฑิตน้อย เจ้าจะทำให้ข้าเสียนิสัย


นี่ถือเป็นความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวในวัยเด็กของนาง พอโตขึ้นมานางก็คิดว่าผู้ชายคนนั้นจะใช่พ่อแท้ๆของนางหรือเปล่า ตอนเริ่มเข้าโรงเรียนนางก็ตั้งใจเรียนมากเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย จากนั้นจะหางานดีๆทำและตามหาพ่อแม่ที่ทอดทิ้งไป ตั้งใจว่าจะทำให้พวกเขารู้สึกผิดที่ทิ้งนาง…


น่าเสียดายที่นางยังเรียนไม่ทันจบก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นเสียก่อน นางทะลุมิติมาอยู่ในยุคสมัยที่เคยอ่านเจอในหนังสือประวัติศาสตร์


โชคดีว่าที่นี่นางมีมารดาผู้แสนอบอุ่น แม้จะตรากตรำทำงานหนักขนาดไหนก็ไม่เคยคิดทอดทิ้งบุตรสาวสติไม่ดี ส่วนพี่สาวคนโตแม้จะปากร้ายและเกลียดชังน้องสาวสติไม่ดี ทว่าก็ไม่เคยลงมือทุบตีน้องเลยสักครั้ง


ยังมีน้องชายคนโตที่พยายามร่ำเรียนเพื่อสอบติดซิ่วไฉแล้วลดภาระของครอบครัว มีเจ้าหนูน้อยที่เห็นได้ชัดว่าเป็นแค่เด็กคนหนึ่งแต่พยายามเลี้ยงกระต่ายเพื่อหาเงินก้อนโตให้พี่สาวคนรองไม่ต้องลำบากมากเกินไป…


และเรื่องดีที่สุดคือการได้พบกับ Mr. Right ของนาง…บัณฑิตน้อยที่รู้จักเอาใจใส่ เต็มใจดูแลและกลายเป็นคู่หมั้นที่ดีที่สุดเพื่อนาง คิกคิกคิก !


หลังได้ยินคำขอนี้แล้วเจียงโม่หานก็หยุดเดิน เขาวางถ้วยลงแล้วโน้มกายเข้าไปอุ้มหลินเว่ยเว่ยที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงมาไว้บนตัก จากนั้นก็ใช้เสื้อคลุมห่อตัวนางไว้ “แบบนี้ได้หรือไม่ ? หรือว่า…”


จู่ๆเขาก็ช้อนอุ้มนางขึ้นเหมือนอุ้มเจ้าหญิงออกจากเตียงแล้วเดินไปมาสองสามรอบข้างๆเตียง แถมยังโยกกายไปมาเพื่อกล่อมนางเหมือนกล่อมเด็กน้อย “หรือว่าแบบนี้ ?”


หลินเว่ยเว่ยโอบรอบลำคอเขาไว้พลางฉีกยิ้มหน้าแดง จากนั้นก็ยืดกายขึ้นไปหอมแก้มเขา “บัณฑิตน้อย เจ้าอย่าตามใจข้ามากเกินไป เพราะจะทำให้ข้าเสียนิสัย !”


เจียงโม่หานจุมพิตบนหน้าผากนางเบาๆ “เสียนิสัยแล้วข้าก็ยังพอใจ คู่หมั้นทั้งคน ข้ายินดีตามใจ…”


“พี่รอง ข้าสอบ…ไอโยว ไอโยวโยว ! ข้าไม่เห็นอะไรสักอย่างจริงๆนะ !” หลินจื่อเหยียนวิ่งเข้ามาบอกข่าวด้วยความดีใจ ทว่าหลังผลักประตูเข้ามาแล้ว เขากลับเห็นภาพที่ทำให้คนอิจฉาตายได้เลย เขารีบปิดตาพลางถอยออกจากห้องและปิดประตูให้ทั้งสองคนอย่างใส่ใจ


ไม่…ไม่ถูกสิ ! พี่รองกับพี่เขยรองยังไม่แต่งงานกันเลย ปล่อยให้กอดกันอย่างแนบชิดขนาดนั้นจะดีจริงหรือ ? ถ้าอย่างไร…เข้าไปขัดขวางพวกเขาดีหรือเปล่า ? คงไม่ได้กำลังทำหลานให้เขาอุ้มอยู่หรอกกระมัง ? พี่รองเพิ่งอายุ15ปี หากมีลูกจะไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ ?


ให้ตายเถิด พี่สาวยังไม่ทันแต่งงาน เขาก็คิดเรื่องเด็กแล้ว !


ไม่ถูก ! ตอนที่เขาออกไปดูผลสอบ พี่รองยังป่วยอยู่เลย ! ศิษย์พี่เจียง คาดไม่ถึงว่าจะเป็นคนแบบนี้ คนฉวยโอกาส ! ไม่ได้การ อย่างไรก็จะปล่อยให้รังแกพี่รองไม่ได้ ในฐานะน้องชาย เขาต้องยืนข้างพี่รอง !


หลินจื่อเหยียนผลักประตูเข้าไปใหม่แล้วพูดกับเจียงโม่หานด้วยน้ำเสียงจริงจังและรุนแรง “ปล่อยพี่รองของข้าเดี๋ยวนี้ พวกท่านยังไม่ได้แต่งงานกัน ต้องรักษาระยะห่าง…”


ตอนนี้หลินเว่ยเว่ยถูกวางลงบนเตียงแล้ว นางกำลังนั่งกอดขาและห่อตัวด้วยผ้าห่ม ใบหน้าค่อนข้างซีดเซียว เห็นได้ชัดว่าดูอ่อนแอพอสมควร หลินจื่อเหยียนยังพูดอีกรอบ “พี่สาวของข้าไม่สบาย ศิษย์พี่เจียงได้โปรดออกไปจากห้องของพี่รองด้วย !” เอาล่ะ แม้แต่คำว่าพี่เขยรองก็ไม่เรียกแล้ว


หลินเว่ยเว่ยถามเขา “เจ้าไม่ได้ไปดูผลสอบมาหรือ ? ผลสอบเป็นอย่างไรบ้าง ?”


เด็กหนุ่มที่มีสีหน้าเคร่งขรึมพลันเปลี่ยนมาคลี่ยิ้มเมื่อหันมาเผชิญหน้ากับนาง “พี่รอง ข้าสอบผ่านระดับเซี่ยนซื่อโดยได้อันดับที่สอง ! พี่เขยใหญ่ก็ติดสิบอันดับแรก พวกศิษย์พี่เมิ่งก็ติดอันดับเช่นกัน แต่…หยางยี่หรานอยู่อันดับท้ายๆ จึงไม่ค่อยพอใจนัก !”


หลินเว่ยเว่ยโบกมือเรียกเขาให้เข้ามาใกล้และเอื้อมมือไปลูบศีรษะน้องชาย “ต้าฮว๋าของเราเก่งจริงๆ สอบระดับเซี่ยนซื่อได้ตั้งอันดับที่สอง ! เจ้าปลอบสหายคนนั้นหรือเปล่าว่าทั้งอำเภอมีแค่50ที่นั่ง คนสอบตั้งหลายร้อยคน ผลสอบอยู่ใน50อันดับแรกก็ถือว่าไม่เลวแล้ว !”


หลินจื่อเหยียนถูกพี่สาวลูบศีรษะเหมือนลูกหมาจึงรู้สึกอายพอสมควร…ปกติในบ้านก็มีพี่รองเท่านั้นที่ได้รับเกียรตินี้ เขาโตขนาดนี้และใกล้จะเป็นบัณฑิตถงเซิงอยู่แล้วยังโดนพี่สาวสัมผัสตัวอีก หากไม่อายก็แปลก


หลังได้ยินแบบนั้นเขาก็พูดพร้อมรอยยิ้มว่า “ข้าก็ปลอบเขาแบบนี้ แม้ว่าหยางยี่หรานจะยังกังวลอยู่แต่ก็ยังดีใจมากๆ และบอกว่ารอให้สอบฝู่ซื่อในเดือน4 เสร็จแล้วก็ยังจะไปอยู่กับพวกเราทั้ง5คนอีก จริงสิ ศิษย์พี่เมิ่งยังบอกว่าอยากเช่าบ้านหลังใหญ่ๆ สักหนึ่งหลังในตัวเมือง ถึงเวลานั้นพวกเราจะได้อยู่ด้วยกัน…”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “ในตัวเมืองนั้นคุณชายหนิงค่อนข้างคุ้นเคยมากกว่าเรา เรื่องเช่าบ้านก็บอกให้ศิษย์พี่เมิ่งของเจ้าไม่ต้องกังวล !”


เจียงโม่หานไม่อยากรบกวนศัตรูหัวใจในทุกเรื่อง เขาจึงพูดว่า “การสอบเซี่ยนซื่อจบลงแล้ว ถ้าอย่างไรเราพาจื่อเหยียนกับศิษย์พี่เผิงไปเที่ยวในเมืองสักสองสามวันเพื่อผ่อนคลายจิตใจ ในเมืองจงโจวมีบ้านให้พวกบัณฑิตที่เข้าสอบเช่าโดยเฉพาะ พวกเราไปดูด้วยตัวเองจะได้เลือกอย่างตรงใจมากกว่า”


หลินจื่อเหยียนตื่นเต้นขึ้นมาทันที แต่พอเห็นสีหน้าไร้เลือดฝาดของพี่รอง เขาก็รีบพูดด้วยความเป็นห่วง “พี่รองยังไม่สบายอยู่ อย่าเพิ่งเดินทางเลยดีกว่า”


“ไม่เป็นไร อีกไม่เกินสามวัน ข้าก็ลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นได้เหมือนเดิมแล้ว ! ต้าฮว๋าอยากเข้าเมืองหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยถามเขาด้วยรอยยิ้ม


หลินจื่อเหยียนพยักหน้า “ข้าอยากเข้าไปดูสถานที่สอบในเมืองเพื่อจะได้ทำความคุ้นเคยไว้ก่อน เมื่อครู่ข้าเพิ่งได้ยินว่าทางราชสำนักส่งขุนนางใหญ่มาจับตาดูการสอบฝู่ซื่อและเยวี่ยนซื่อ ดูท่าทางแล้วฮ่องเต้จะให้ความสำคัญต่อผู้มีความสามารถมากทีเดียว !”


“สมควรส่งขุนนางมาดูแลอยู่แล้ว แค่การสอบระดับเซี่ยนซื่อก็เกือบกลายเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม !” หลินเว่ยเว่ยคาดไม่ถึงว่าอู๋ปัวจะใจกล้าขนาดนั้น รนหาที่ชัดๆ !


หลินจื่อเหยียนบ่นอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม “ใช่! ถ้าไม่ตรวจสอบจนพบเรื่องทุจริตได้ทันเวลา แล้วปล่อยให้พวกคนที่ซื้อข้อสอบระดับเซี่ยนซื่อเข้าสนามสอบได้ บัณฑิตที่มีความสามารถจริงๆ ก็คงสอบตกกันเป็นแถว ความพยายามที่เล่าเรียนมาหลายปีต้องพังทลาย พวกเราที่สอบติดก็ต้องโดนเจ้าพวกเบาปัญญาแย่งชิงตำแหน่งไป !”


ถูกต้อง ! หยางยี่หรานที่สอบติดอันดับท้ายๆก็คงตกอันดับจนไม่เห็นชื่อ !


“จริงสิ ! ศิษย์พี่เมิ่งบอกว่าให้พวกเราไปกินไก่ย่างที่หยวนเค่อหลายเพื่อฉลองที่เราทั้งห้าสอบติดและยังเชิญบัณฑิตหลิ่นเซิงผู้ค้ำประกันให้พวกเราไปด้วย…พี่รอง ท่านรู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยัง ?” หลินจื่อเหยียนถามด้วยความเป็นห่วง


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ดีขึ้นมากแล้ว !”


หลินจื่อเหยียนรีบพูดต่อ “เช่นนั้นก็ไปด้วยกันได้หรือไม่ ? ศิษย์พี่เมิ่งจองโต๊ะไว้แล้ว บอกว่าวันนี้ประกาศผลสอบ ดังนั้นที่หยวนเค่อหลายจะต้องลูกค้าเนืองแน่น เขาจึงกลัวว่าจะไม่มีโต๊ะเหมือนครั้งก่อน หลังดูผลสอบแล้ว เขาก็รีบไปจองโต๊ะ และให้ข้ากลับมาเชิญพี่รองกับพี่เขยรองไปด้วยกัน !”


“บัณฑิตน้อยช่วยตุ๋นซี่โครงให้ข้ากินแล้ว ข้ากินไปถ้วยใหญ่เชียวล่ะ อิ่มจะตายอยู่แล้ว พวกเจ้าไปกันเถิด !” บัณฑิตคนอื่นๆสนิทกับนาง หากร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยกันก็ไม่มีอะไรหรอก แต่บัณฑิตหลิ่นเซิงถ้ามีนิสัยอวดเก่งขึ้นมา นางไปด้วยก็คงจะหมดสนุก


หลินจื่อเหยียนเผยสีหน้าตกใจ “ว่าอย่างไรนะ ? ศิษย์พี่เจียงเข้าครัว ? ล้างซี่โครงสะอาดหรือเปล่า ? ปรุงสุกหรือไม่ ? พี่รอง ท่านกินแล้วไม่เป็นอะไรจริงหรือ ? ปวดท้องหรือเปล่า ?”


เจียงโม่หานจ้องเขาด้วยสีหน้าเย็นชา แต่แล้วก็เบือนหน้าหนี…ช่างเถิด นี่เป็นน้องภรรยา ! เขาจะไม่ถือสาไอ้เด็กน้อยคนนี้ !


[1] Mr. Right หมายถึง หนุ่มที่ใช่


ตอนที่ 385: เย็บกางเกงชั้นในให้เจ้า


หลินเว่ยเว่ยทำสีหน้าภาคภูมิใจ “จะเป็นไปได้อย่างไร ? บัณฑิตน้อยเป็นคนฉลาด เรียนรู้ได้เร็วทุกสิ่งอย่าง ข้าแค่บอกวิธีตุ๋นซี่โครงให้เขาฟังรอบเดียว เขาก็ทำออกมาเป็นรูปเป็นร่าง แถมรสชาติยังดีมากด้วย !”


“พี่รองก็เป็นคนฉลาด เหตุใดจึงเย็บเสื้อผ้าไม่เป็น ? ก็เพราะคนฉลาดไม่ได้ทำเป็นทุกอย่างไงเล่า !” หลินจื่อเหยียนเห็นนางออกตัวปกป้องศิษย์พี่เจียงถึงขนาดนั้นจึงเถียงกลับด้วยความหงุดหงิด


หลินเว่ยเว่ยมีสีหน้ามืดมนทันที “เจ้าเด็กนี่ กาไหนน้ำไม่เดือดก็หยิบกานั้นหรือ ? ข้าเรียนเย็บปักไม่รอดเสียที่ไหนกัน ? ข้าก็แค่ไม่อยากเรียนต่างหาก ! ถ้าไม่เชื่อ คราวหน้าข้าจะเย็บกางเกงชั้นในให้เจ้า…”


บุรุษ (ยังไม่แต่งงาน) ทั้งสองหันไปมองนางพร้อมดวงตาเบิกกว้าง หลินจื่อเหยียนยิ่งแล้วไปใหญ่ เขารีบส่ายหน้ารัวทันที “ยะ อย่าเลย ! ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรยกเรื่องที่ท่านเย็บเสื้อผ้าไม่เป็นขึ้นมาพูด พี่รอง ท่านลงโทษข้าด้วยวิธีอื่นได้หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยมีสีหน้ามืดมนกว่าเดิม “หมายความว่าอย่างไร ? เจ้าไม่เชื่อในฝีมือข้าหรือ ? กางเกงชั้นในนี้ ข้าจะทำให้ได้ ! เอาไป รับเงินนี้ไป ! เจ้าสอบได้ตั้งอันดับที่สองแล้วจะให้คนอื่นมาเลี้ยงอาหารได้อย่างไร ? ข้าโมโหจะตายอยู่แล้ว รีบรับเงินแล้วไสหัวออกไป !”


หลินจื่อเหยียนรับเงินมาถือไว้แล้วรีบขอโทษด้วยความระมัดระวัง “พี่รอง ข้าผิดไปแล้ว ! ไม่ว่าท่านจะเย็บอะไรให้ ข้าก็จะใส่ ! ท่านอย่าโมโหเลย ปวดท้องอีกแล้วหรือ ? ถ้าอย่างไร…ข้าไม่ไปเลี้ยงฉลองแล้ว ข้าอยู่เป็นเพื่อนท่าน…”


หลินเว่ยเว่ยด่าพร้อมยิ้มเหี้ยม “บอกให้เจ้าไสหัวไปแล้วยังจะอยู่ให้ข้าเหม็นขี้หน้าอีก ! จำไว้ว่าดื่มสุราได้แค่สองจอก ! ถ้ากล้าแสร้งทำเป็นเชื่อฟังต่อหน้าแต่ลับหลังทำอีกอย่าง สองสามวันต่อจากนี้ ข้าจะให้เจ้าทำอาหารกินเอง !”


หลินจื่อเหยียนตกใจทันที เขารีบให้คำมั่นสัญญา “พี่รอง ข้าสัญญากับท่านว่าจะไม่ดื่มเกินสองจอกเด็ดขาด ! พี่รอง ข้าไปแล้วนะ…ข้าจะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนท่านเร็วๆ…ศิษย์พี่เจียง ถ้ายังกล้ารังแกพี่รองของข้าอีก พอกลับมาแล้ว ข้าจะไม่ปล่อยท่านแน่ !”


ขณะที่กำลังเดินออกจากบ้านเช่า เขาก็ยังหันกลับมามองอย่างไม่ไว้วางใจครู่หนึ่ง หลินเว่ยเว่ยจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้ามีความรู้สึก…ซาบซึ้งเหมือนบุตรชายบุตรสาวในบ้านเติบโตแล้วอย่างไรอย่างนั้น อายุเท่านี้ก็รู้จักปกป้องพี่สาว เป็นห่วงพี่สาวแล้ว !”


“เจ้าก็เห็นด้วยกับเขา เห็นว่าข้ารังแกเจ้าหรือ ?” เจียงโม่หานยื่นมือออกไปหยิบถ้วย “น้ำแกงเย็นหมดแล้ว ข้าจะไปตักแบบร้อนๆมาให้เจ้าใหม่”


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคัก “เด็กน้อยไม่รู้ความ แค่มองด้านพละกำลังของพวกเรา ใครจะรังแกใครนั้นคนตาดีที่ไหนก็มองออก”


“เวลาทำสงครามไม่ได้อาศัยแค่พละกำลังอย่างเดียว ต้องอาศัยทุกอย่างต่างหาก !” เจียงโม่หานลูบศีรษะนาง…นุ่มมือเหลือเกิน เริ่มเสพติดเสียแล้วสิ


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะร่า “ข้ารู้ว่าแค่สมองอันชาญฉลาดก็สามารถกำราบทหารม้าได้นับหมื่น ! บัณฑิตน้อย หากเจ้าอยากทำร้ายใครสักคนขึ้นมาก็คงไม่มีใครหนีพ้น !”


เจียงโม่หานหันไปมองนาง “หมายความว่าอย่างไร ?” หรือเรื่องที่เขาวางอุบายใส่อู๋ปัว เด็กน้อยจะรู้แล้ว ? หลีชิงคงไม่ได้บอกนางหรอกกระมัง ?


หลินเว่ยเว่ยขดตัวอยู่ในผ้าห่ม รู้สึกค่อนข้างมึนศีรษะ นางจึงพูดด้วยน้ำเสียงง่วงงุน “ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่รู้สึกว่าเจ้าฉลาดขนาดนี้ จะต้องไม่ปล่อยให้พวกคนชั่วได้อยู่อย่างเป็นสุขแน่นอน !”


เจียงโม่หานกระตุกมุมปากขึ้นเร็วมากจนไม่อาจมองเห็น…เด็กคนนี้ ! มองภาพลักษณ์ของเขาสวยหรูเกินไปแล้ว ถ้านางรู้เรื่องที่เขาทำในชาติก่อน นางจะตีตัวออกห่างหรือไม่ ?


นางคงจะพูดว่า ‘ชาติก่อนก็คือชาติก่อน เรื่องในชาตินี้ยังเอาตัวไม่รอดเลย ใครจะไปสนใจเรื่องในชาติก่อน’


ช้าก่อน ! “เด็กน้อย กางเกงชั้นในของน้องชายเจ้าก็มีป้าหวงเย็บให้อยู่แล้ว เจ้าสนใจว่าคู่หมั้นจะมีกางเกงชั้นในใส่หรือเปล่าก่อนเถิด !” เจียงโม่หานไม่อยากให้งานเย็บปักเสื้อผ้าชิ้นแรกของคู่หมั้นตกไปเป็นของคนอื่น ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นกางเกงชั้นในที่เป็นของใช้ส่วนตัวอีกด้วย !


หลินเว่ยเว่ยกลิ้งไปมาบนเตียงเตาอุ่นๆ จนผมเผ้ายุ่งพอสมควร นางพูดด้วยน้ำเสียงคลุมเครือ “บัณฑิตน้อย เจ้าไม่มีกางเกงชั้นในใส่หรือ ? น่าสงสารมาก ! รอให้ข้าเย็บเป็นแล้วจะทำให้เจ้า…”


ค่อยยังชั่ว ! เจียงโม่หานดึงผ้าห่มส่วนที่เปิดออกขึ้นมาคลุมตัวนางดีๆ จากนั้นก็ขยับตัวนางซึ่งนอนหลับไปแล้วให้อยู่ในท่านอนหงายเพื่อให้นอนหลับได้สบายกว่าเดิม


รอบเดือนครั้งแรกของหลินเว่ยเว่ยมาแค่สามวัน อาการปวดท้องก็ร้ายแรงในวันแรกเท่านั้น ส่วนสองวันที่เหลือก็แค่รู้สึกปวดเล็กน้อยในบางเวลา ช่วงสองวันนี้นางได้รับการดูแลประหนึ่งเครื่องลายครามที่เปราะบางโดยมีบัณฑิตหนุ่มกับหลินจื่อเหยียนรับหน้าที่ทำอาหารและซักเสื้อผ้า


แม้ว่าก่อนหน้านี้บัณฑิตหนุ่มจะไม่เคยทำอาหาร แต่เขาก็เรียนรู้ได้เร็วมาก ! ในช่วงเวลาสามวันนี้ เส้นบะหมี่ก็นวดเป็นแล้ว เกี๊ยวก็ห่อเป็นและยังเรียนทำอาหารอีกสองอย่าง แม้รสชาติจะสู้ที่หลินเว่ยเว่ยทำไม่ได้ แต่ตามที่หลินจื่อเหยียนพูดมาก็ถือว่าดีกว่ามารดาอยู่เล็กน้อย !


หลินเว่ยเว่ยเหมือนคนป่วย การกินข้าวในแต่ละวันยังโดนห้ามลงจากเตียงด้วยซ้ำ หากอธิบายตามคำพูดของนางก็คือ…นอนจนสนิมแทบเกาะอยู่แล้ว !


หลังจากหลินเว่ยเว่ยกลับมามีเรี่ยวแรง ทุกคนก็นั่งรถม้าเข้าตัวเมือง แน่นอนว่าเพิ่งเข้ามาในตัวเมืองจงโจวก็ได้ยินข่าวที่กำลังพูดถึงกัน…คดีทุจริตการสอบระดับเซี่ยนซื่อ !


น้องภรรยาของเจ้าหน้าที่ติงถีถูกจับ ด้านเจ้าหน้าที่ติงถีก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งและรู้มาอีกว่าในระหว่างการพิจารณาคดี บัณฑิตที่เกี่ยวข้องอีกหลายสิบคนก็ถูกตัดรายชื่อออกจากการสอบเซี่ยนซื่อและไม่สามารถเข้าร่วมการสอบขุนนางได้อีกตลอดชีวิต


เมื่อก่อนเจ้าเมืองจงโจวไม่รายงานเรื่องภัยแล้งจึงโดนโทษประหารชีวิตและยึดทรัพย์สินทั้งหมด บุรุษในตระกูลต้องไปเป็นทหาร ส่วนสตรีก็ถูกขายเป็นทาส


เจ้าเมืองคนใหม่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นานก็ต้องเผชิญกับคดีใหญ่ขนาดนี้แล้ว โชคดีที่ขุนนางซึ่งราชสำนักส่งมาตรวจสอบได้มาถึงแล้ว คดีทุจริตจึงได้รับการไต่สวนอย่างราบรื่น! หลายอำเภอจากหลายเมืองที่จัดสอบก็ต้องเปลี่ยนหัวข้อคำถามกันกลางดึก เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทำงานกันอย่างหนักประหนึ่งเป็นนักโทษเสียเอง


เจียงโม่หานรู้สึกหัวใจพองโตเล็กน้อย ชาติก่อนการสอบเซี่ยนซื่อและฝู่ซื่อก็มีการทุจริตเกิดขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้พวกบัณฑิตที่มีความสามารถในสำนักศึกษาสอบไม่ติดแม้แต่ถงเซิง ช่างเป็นเรื่องที่ยากจะเอ่ยจริงๆ!


ส่วนคนอย่างอู๋ปัว…ขอยืมคำพูดของเด็กน้อยมาใช้ก็แล้วกัน…คน ‘กาก’ แบบนั้นยังสามารถสอบได้ถึงระดับเยวี่ยนซื่ออย่างราบรื่น ย่อมไม่มีทางใสสะอาดแน่นอน! น่าเสียดายที่ชาติก่อนคดีทุจริตโดนตรวจสอบเจอก็ตอนสอบระดับเยวี่ยนซื่อเข้าไปแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเหตุใดอู๋ปัวจึงรอดไปได้ ส่วนตัวเขากลับต้องเผชิญหายนะอย่างไร้เหตุผล…


หลินเว่ยเว่ยปล่อยม่านหน้าต่างรถม้าลงตามเดิมแล้วถอนหายใจ “มนุษย์กระทำ สวรรค์รับรู้! คนที่ราชสำนักไว้วางใจให้มาแบ่งเบาภาระก็สมควรมีความสุจริต หากใช้การสอบมาหาผลประโยชน์ใส่ตน สวรรค์คงทนมองต่อไปไม่ไหว! จับตัวได้ก็ดีแล้ว! ต้าฮว๋า เจ้าจงจำไว้เลย มีความผิดบางประการที่ทำไม่ได้เด็ดขาด เพราะไม่เพียงทำให้ตนมีความผิด ยังทำให้คนในครอบครัวต้องลำบากไปด้วย!”


หลินจื่อเหยียนออกแรงพยักหน้า “ข้ารู้! ในตำราก็ไม่ได้กล่าวไว้แล้วหรือ หากขุนนางทำผิดมหันต์จะต้องโดนโทษประหารเก้าชั่วโคตร! หากข้าสอบติดจงหงวนแล้วเข้าไปเป็นขุนนางในราชสำนัก ข้าจะต้องเป็นขุนนางที่ดี ทำเพื่อราษฎรและบ้านเมือง ไม่มีทางทำให้ตระกูลอับอายแน่นอน!”


หลินเว่ยเว่ยยิ้มด้วยความพอใจ ทันใดนั้นหลินจื่อเหยียนก็หันไปมองเจียงโม่หานพลางถามพี่สาวว่า “พี่รอง เหตุใดท่านไม่พูดเรื่องนี้กับพี่เขยรองบ้าง เพราะด้วยความสามารถของเขาและชื่อเสียงในเวลานี้ เขาควรจะมีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในราชสำนักมากกว่าใครทั้งนั้น”


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองคู่หมั้นหนุ่มด้วยรอยยิ้ม “บัณฑิตน้อยฉลาดถึงเพียงนี้ เขาต้องเข้าใจเรื่องนี้อยู่แล้ว! ไม่จำเป็นต้องให้ข้าเตือนหรอก!”


หลินจื่อเหยียน “…” ไม่ทราบว่าในใจของท่านเห็นข้าเป็นคนโง่เขลาหรืออย่างไร?


[1] กาไหนน้ำไม่เดือดก็หยิบกานั้น หมายถึง เรื่องที่ไม่ควรพูดก็หยิบยกขึ้นมาพูด


ตอนที่ 386: แสดงโฉมหน้าว่าเป็น ‘พ่อพระ’


เจียงโม่หานส่งสายตาเชื่อมั่นในตัวนาง ชาตินี้เขาจะไม่มีทางปล่อยให้ฝันร้ายในชาติที่แล้วเกิดขึ้นอีก ! เขาจะสร้างอนาคตอันสดใสให้นางแน่นอน !


รถม้าหยุดอยู่บริเวณที่ว่าการ หลินเว่ยเว่ยกระโดดลงจากรถม้าแล้วทำท่าประหนึ่งอัศวินซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างมากในชาติก่อน นางมองเจียงโม่หานที่กำลังเลิกผ้าม่านเดินออกมา จากนั้นก็ยื่นมือไปทางเขา…ลงมาสิ องค์หญิงของกระหม่อม !


เจียงโม่หานไม่เข้าใจว่าท่าทางเมื่อครู่คืออะไร แต่จากสายตาขี้เล่นของเด็กน้อย เขาสังเกตได้ว่านางกำลังคิดจะเล่นพิเรนทร์บางอย่าง ! เขาจึงปัดมือนางออกแล้วเดินลงจากรถม้าอย่างสง่างามด้วยตนเอง


หลังจากรอให้หลินจื่อเหยียนลงมาแล้ว เหลยหยู่กับคนขับรถม้าสกุลเผิงและสกุลอื่นก็ไปหาโรงฝากรถม้าแล้วนำรถม้าเก็บไว้ที่นั่น


แม้หลินเว่ยเว่ยจะไม่ได้จับมือของ ‘องค์หญิง’ แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจ “บัณฑิตน้อย เราจะหาบ้านเช่าจากที่ไหน ? เจ้ามีคำแนะนำดีๆบ้างหรือไม่ ?”


มุมปากของหลินจื่อเหยียนยกขึ้น “พี่รอง ท่านถามผิดคนแล้ว ศิษย์พี่เจียงเคยเข้าตัวเมืองแค่ไม่กี่ครั้งเอง…ข้าคิดว่าเราไปถามคุณชายหนิงดีหรือไม่ ?”


เจียงโม่หานเหมือบมองเขา ก่อนจะพูดกับเด็กน้อยว่า “ตามข้ามา !”


บริเวณที่ว่าการมีคนเดินออกมาสองสามคน ชายผู้ที่สง่างามมีอายุประมาณ40ปีเดินนำอยู่ด้านหน้าสุดและบังเอิญออกมาเห็นเจียงโม่หานในชุดสีนวลจันทร์ที่อยู่ตรงข้ามของที่ว่าการพอดี เขาอดไม่ได้ที่จะชมว่า “ท่าทางเป็นคนมีความสามารถ” ไม่เพียงหน้าตาดี บุคลิกก็ยังดูดีด้วย แค่ท่าทางภายนอกก็ดูเหมือนเป็นคนมีชื่อเสียงแล้ว


ไม่รู้ว่าบัณฑิตคนนี้จะเข้าร่วมการสอบระดับฝู่ซื่อและเยวี่ยนซื่อหรือไม่ ถ้าใช่ก็หมายความว่าเมืองจงโจวมีอัจฉริยะอยู่จริง นอกจากบัณฑิตเจียงที่ฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญแล้ว บัณฑิตตรงหน้านี้ก็ดูไม่ธรรมดาเช่นกัน !


บัณฑิตหยวนพูดกับเจ้าเมืองเจียงว่า “คดีทุจริตการสอบ ข้าส่งฎีกาไปทางราชสำนักแล้ว ! โชคดีที่คราวนี้นายอำเภอเป่าชิงตรวจสอบจนพบทันเวลา ถ้าช้าไปอีกแค่คืนเดียวก็คงกลายเป็นเรื่องใหญ่ ! จะปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นในการสอบฝู่ซื่อและเยวี่ยนซื่อไม่ได้อีก !”


เจ้าเมืองเจียงรีบตอบรับ “ท่านผู้ตรวจการวางใจได้ ข้าสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ออกข้อสอบปิดผนึกทุกอย่างไว้แล้ว ห้ามให้พวกเขาติดต่อกับคนนอก รอจนการสอบเสร็จสิ้นค่อยสั่งยกเลิกกฎนี้ คราวนี้ข้าใช้ศีรษะของตนเป็นประกันได้เลยว่าจะไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นแน่นอนขอรับ !”


บัณฑิตหยวนหันไปมองเขา ก่อนจะพูดในใจว่า ในการสอบระดับเซี่ยนซื่อ ถ้าไม่ใช่เพราะนายอำเภอเป่าชิงตรวจสอบพบก่อน ศีรษะของเจ้าจะยังรักษาไว้ได้หรือไม่ ?


การสอบระดับเซี่ยนซื่อและฝู่ซื่อมีระยะเวลาห่างกันประมาณหนึ่งเดือนกว่าๆ ในที่สุดเขาก็จะได้ไปหาท่านอาจารย์แล้ว แม้จะได้ยินจากบุตรชายว่าท่านอาจารย์สบายดีทุกอย่าง แต่เขาก็ยังไม่วางใจ ยังเป็นห่วงว่าท่านอาจารย์จะพูดแต่เรื่องที่มีความสุขทว่าเก็บเรื่องทุกข์เอาไว้


เขาลองจินตนาการว่าชายชราที่อายุเกือบ60ปีคนหนึ่งต้องหนีตายจากสงครามอย่างไร จะต้องเผชิญเรื่องอันตรายที่คาดไม่ถึงมากแค่ไหน เพราะคนรับใช้ข้างกายหลงเหลือแต่เซวียจื้อเฉียนสองพ่อลูกเท่านั้น ! แม้ท่านอาจารย์จะพูดว่าเพราะเมื่อลงหลักปักฐานที่เขตเริ่นอันแล้วได้มีการเลิกจ้างบ่าวรับใช้ไปบางส่วน เหลือไว้เพียงสองคนก็พอ แต่เขาไม่เชื่อ !


พอคิดว่าอีกไม่นานก็จะได้พบท่านอาจารย์ ได้รับฟังคำสั่งสอนจากอาจารย์อีกครา บัณฑิตหยวนก็อดดีใจไม่ได้ ดวงตาจึงเปียกชื้นขึ้นมาทันที


เขาปฏิเสธความหวังดีของเจ้าเมืองเจียงที่จะให้ตนพักอยู่ในที่ว่าการ เพราะตอนนี้ใจของเขาได้ลอยออกไปนอกเมืองจงโจวแล้ว มันลอยไปที่กระท่อมเชิงเขานอกเขตเริ่นอัน ลอยไปหาท่านอาจารย์…


ในขณะที่บัณฑิตหยวนกำลังรีบร้อนจะออกจากเมืองจงโจวเพื่อไปที่เขตเริ่นอัน เจียงโม่หานก็พาหลินเว่ยเว่ย หลินจื่อเหยียน เผิงหยูเหยี่ยนและคนอื่นๆมาที่ตรอกเล็กๆอันห่างไกลตรอกหนึ่ง


จากความทรงจำอันแสนยาวนาน ที่นี่มีบ้านเล็กๆสภาพไม่เลวอยู่หลังหนึ่ง ตอนที่สอบเยวี่ยนซื่อในชาติก่อน เฝิงชิวฟานเป็นผู้เช่าบ้านหลังนี้ ด้านในมีห้องพักทั้งหมดเจ็ดแปดห้องและเครื่องใช้ในครัวเรือนกับเตียงเตาพร้อมสรรพ เฝิงชิวฟานชวนบัณฑิตอีกสองสามคนมาอยู่ด้วย หารค่าเช่าและยังจ้างแม่ครัวมาทำอาหารให้อีก


ตอนนั้นเฝิงชิวฟานก็ชวนเขาด้วยและยังบอกว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนของเขาทั้งหมดเอง ถ้าเฝิงชิวฟานไม่พูดเน้นประโยคนี้ออกมา ตัวเขาก็อาจจะตอบตกลง ทว่าในเวลานั้นเขาทะนงตนและหยิ่งในศักดิ์ศรีมากเกินไป แล้วจะยอมรับน้ำใจเช่นนั้นได้อย่างไร ?


พอมาลองคิดดูแล้วเฝิงชิวฟานที่รู้ว่าเขามีนิสัยอย่างไร น่าจะจงใจพูดแบบนั้นออกมา ! เฝิงชิวฟานไม่ได้เรียนเก่งเท่าเขา คงจงใจบีบให้เขาออกจากกลุ่มไปเอง ซึ่งตัวเขาที่มีเงินเหลือเพียงน้อยนิดต้องไปเช่าเพิงไม้หลังหนึ่งอยู่ น้ำรั่วยังไม่ต้องเอ่ยถึง เพราะแค่เสียงดังรบกวนจากรอบข้างก็ส่งผลต่อการสอบเยวี่ยนซื่อของเขาแล้ว…


หลังกลับชาติมาเกิดใหม่ ในที่สุดเขาก็คิดตก เฝิงชิวฟานเป็นคนจิตใจคับแคบแต่แสดงโฉมหน้าว่าเป็น ‘พ่อพระ’ เพื่อที่จะได้รับชื่อเสียงด้านดีๆ นอกจากนี้ก็ยังทำให้บรรลุเป้าหมายด้วย…หน้าซื่อใจคด !


ชาตินี้จะรอดูสิว่าเฝิงชิวฟานผู้ไม่มีจี้หยกจะสามารถปีนขึ้นสูงได้อย่างไร ? ต้องทำให้อีกฝ่ายได้รู้ว่าถ้ายังมีเจียงโม่หานคนนี้อยู่ เฝิงชิวฟานจะต้องโดนบดขยี้ไปชั่วชีวิต !


หลังได้กลับมายืนตรงหน้าบ้านเช่าหลังนี้อีกครั้ง เจียงโม่หานก็ไม่มีความรู้สึกใดหลงเหลืออีกแล้ว เจ้าของบ้านเช่ามองบัณฑิตไม่กี่คนตรงหน้า โดยเฉพาะบัณฑิตหนุ่มที่อยู่ในชุดสีนวลจันทร์คนนี้ แววตาดูสงบนิ่ง บุคลิกอยู่เหนือผู้คน แค่มองก็รู้ว่าเป็นมังกรในหมู่มวลมนุษย์ เด็กหนุ่มที่มีอายุน้อยที่สุดคนนั้นก็ดูฉลาดเฉลียว นับว่าเข้าตาเขามาก


บรรดาเจ้าของบ้านเช่าไม่เชิงว่าจะไม่เลือกผู้เช่าเสียทีเดียว พวกเขาก็เหมือนคนเล่นพนัน ต้องเลือกบัณฑิตที่ดูมีความสามารถเข้าไว้ เพราะถ้าบัณฑิตคนนั้นสอบติดขึ้นมา บ้านเช่าของตนก็จะสามารถปล่อยเช่าในครั้งต่อไปได้ง่ายกว่าเดิม ยิ่งชื่อเสียงดีเท่าไร บ้านก็จะมีชื่อเสียงตามไปด้วยเท่านั้น แม้ค่าเช่าจะสูงกว่าที่อื่นแต่ก็ต้องมีบัณฑิตมาแย่งกันเช่า…พวกบัณฑิตก็เชื่อเรื่องโชคลางเหมือนกัน !


เพียงเพราะมีอั้นโฉ่ว (ผู้สอบได้อันดับที่1 ในบรรดาหลิ่นเซิง) คนเดียว บ้านเช่าเก่าๆของสกุลโจวก็มีค่าเช่าสูงติดต่อกันถึง5ปี บ้านโทรมๆของสกุลโจวยังห่างชั้นจากบ้านเช่าของเขามาก แต่ได้รับค่าเช่าสูงกว่า3เท่าเลยทีเดียว


หากว่าในบรรดาบัณฑิตเหล่านี้สอบได้อั้นโฉ่วหรือติดหลิ่นเซิง ปีถัดไปค่าเช่าบ้านของตนก็จะสูงขึ้นบ้าง !


หลินเว่ยเว่ยเดินรอบบ้านหนึ่งรอบ ขณะเดียวกันก็แอบนับห้องไปด้วย บ้านหลังนี้บังเอิญมี7ห้อง สามารถให้พวกเขาได้แบ่งกันอยู่คนละห้องพอดี ห้องครัวก็สะอาดมาก เครื่องครัวก็มีพร้อมสรรพ แถมที่นี่ยังห่างจากสถานที่สอบของทางการแค่2เค่อ สะดวกสบายใช้ได้…สรุปแล้วนางพอใจสุดๆ !


“พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร ?” หลินเว่ยเว่ยถามความเห็นจากพวกบัณฑิตด้วยรอยยิ้ม เนื่องจากนางคิดว่าความพอใจของตนไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือพวกบัณฑิตต้องอยู่กันแล้วรู้สึกสบายใจ


เมิ่งจิ่งหงพูดประจบ “หลินกู่เหนียงคิดว่าดีก็ได้แล้ว พวกเราไม่มีความเห็น !”


หลิ่วจงเทียนก็พยักหน้ารับ แต่หลินจื่อเหยียนขมวดคิ้ว “มีเรื่องหนึ่งที่ไม่ดี คือในบ้านไม่มีบ่อน้ำ เวลาจะดื่มน้ำต้องไปหาบมาจากข้างนอก…”


เจ้าของบ้านรีบพูด “บ้านของพวกเราฝั่งนี้ไม่มีบ่อน้ำอย่างเดียวเท่านั้น แต่บ้านของข้ายังถือว่าดีเพราะอยู่ห่างจากบ่อน้ำสาธารณะไม่ไกล ไปกลับใช้เวลาประมาณ2เค่อ…”


หลินจื่อเหยียนเริ่มหวาดระแวงกับความเอาใจใส่ของเจ้าของบ้านเช่า กระตือรือร้นอยากให้พวกข้าเช่าบ้านขนาดนี้เลย บ้านหลังนี้คงไม่มีอะไรที่ไม่ดีอยู่กระมัง ปกติคงปล่อยเช่าได้ยากจริงหรือเปล่า ?


“พี่รอง ถ้าอย่างไร…พวกเราไปเดินหาจากที่อื่นอีกหน่อยดีหรือไม่ ?” หลินจื่อเหยียนกระซิบกับหลินเว่ยเว่ย


แต่เจ้าของบ้านพูดขึ้นมาอีกครั้ง “บ้านหลังนี้เพิ่งปรับปรุงใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา เหล่าคุณชายสามารถไปถามได้เลย ถ้าบริเวณใกล้ที่ว่าการแห่งนี้มีบ้านหลังใดดีกว่าบ้านของข้า ข้าจะไม่คิดค่าเช่าพวกท่านเลย ! ข้าเห็นพวกคุณชายดูไม่ธรรมดา แค่มองก็รู้ว่าเป็นมังกรในหมู่มวลมนุษย์ เพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้านเช่าจึงอยากปล่อยเช่าให้แก่พวกท่าน…”


ตอนที่ 387: สมาคมลับ ? หอนางโลม ?


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจียงโม่หานเพื่อรอฟังความเห็นจากเขา เจียงโม่หานพยักหน้า “ที่นี่ดีมากแล้ว เช่าเถิด !”


หลินเว่ยเว่ยถามว่าค่าเช่าคิดเท่าไหร่ ราคาที่เจ้าของบ้านพูดมายังพอสมเหตุสมผลอยู่บ้าง นางจึงตอบตกลงโดยไม่คิดแม้แต่น้อย ! ไม่เพียงเช่าแค่ช่วงสอบฝู่ซื่อเท่านั้น เพราะนางเช่าจนถึงการสอบเยวี่ยนซื่อเสร็จสิ้นเลยทีเดียว


เจ้าของบ้านเช่ายิ้มหน้าบาน คราวนี้เขาไม่ได้มองผิดไปจริงๆ บัณฑิตที่มีสง่าราศีคนนั้นเป็นถงเซิงแล้ว คราวนี้มาเพื่อสอบซิ่วไฉ ! หวังว่าสวรรค์จะไม่ทำให้เขาต้องผิดหวัง หวังว่าสุดท้ายในบ้านหลังนี้จะมีบัณฑิตหลิ่นเซิงบ้าง !


หลังจ่ายเงินมัดจำแล้ว เขาก็นำสัญญาเช่าออกมา หลินจื่อเหยียนยังคิดว่ามันแปลกๆอยู่ “พี่รอง ท่านคิดว่าท่าทางของเขาดูเอาอกเอาใจเราเกินไปหน่อยหรือไม่ ? หากบ้านดีอย่างที่เขาบอกจริงๆ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีคนมาเช่าสิ ! เหตุใดอยากให้เราเช่าเสียเหลือเกิน ?”


หลินเว่ยเว่ยพูด “เขาก็ไม่ได้บอกแล้วหรือ ? ที่บอกว่าชอบพวกเจ้าน่ะ ! บ้านที่เพิ่งปรับปรุงเสร็จ ถ้ามีคนสอบติดซิ่วไฉในชั่วพริบตาเดียวหรือหลิ่นเซิงอะไรพวกนั้น บัณฑิตที่จะมาสอบครั้งต่อไปก็จะรู้สึกมีสิริมงคลอยู่ แม้ค่าเช่าจะแพงหน่อยก็ยอมเช่าอยู่ดี !”


เจียงโม่หานพยักหน้าเบาๆ “พี่รองของเจ้าพูดถูก !”


หลินจื่อเหยียน “…” หากพี่รองผายลม ท่านก็ยังบอกว่าหอมใช่หรือไม่ ?


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองบัณฑิตทั้งหกคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ก่อนจะถามว่า “พวกเจ้าอยากไปเดินเล่นที่ไหนหรือไม่ ?”


เมิ่งจิ่งหงออกความเห็น “ได้ยินว่านอกเมืองมีสถานที่หนึ่งเรียกว่าหานจินตู้ มีภูเขาและแม่น้ำขนาบข้าง ทิวทัศน์ดั่งภาพวาด ถ้าอย่างไร…เราไปเที่ยวที่นั่นดีหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองเขาพลางห่อเสื้อคลุมให้มิดชิดกว่าเดิมแล้วย้อนถามว่า “แน่ใจว่าจะไปเที่ยวชมภูเขาและแม่น้ำในปีแห่งภัยแล้งของช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้หรือ ?”


เวลานี้ภูเขาเป็นภูเขาหัวโล้น แม่น้ำเหลือแต่ผืนดินให้เห็น แถมยังหนาวยิ่งกว่าอะไร โง่ไปแล้วกระมัง !


เมิ่งจิ่งหงเกาจมูก ในฤดูกาลนี้ไม่มีทิวทัศน์อะไรน่ามองจริงๆ “ถือเสียว่าข้าไม่ได้พูดแล้วกัน !”


เจียงโม่หานเสนอความคิด “ถ้าอย่างไรเราไป ‘คฤหาสน์ศาสตร์หกแขนง’ กันดีหรือไม่ ?”


“คฤหาสน์ศาสตร์หกแขนง ? คือสถานที่อย่างไร ? คงไม่ใช่หอนางโลมที่ร่วมตัวของสตรีแบบนั้นหรอกกระมัง ?” หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะนึกถึงสตรีที่ขายศิลปะแต่ไม่ขายเรือนร่าง เชี่ยวชาญทั้งการเล่นฉิน หมากล้อม คัดอักษรและวาดภาพ อีกทั้งยังเป็นหญิงงามที่ฉลาดเฉลียว…


“คิดอะไรอยู่ ? เจ้าบ้าไปแล้วหรือไร ? ใครจะพาเจ้าไปสถานที่แบบนั้น ?” เจียงโม่หานเข้าใจความคิดของนางทันที เขาเคาะศีรษะนางแรงๆ “ศาสตร์ทั้งหกแขนงของปัญญาชน ได้แก่ จารีต ดนตรี ยิงธนู ขับรถศึก เขียนอักษรและการคำนวณ ! เจ้าของคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงเป็นผู้มีความสง่างาม ทุกสองสามวันแรกของต้นเดือนจะมีการจัดงานประลองศาสตร์ทั้งหกแขนงขึ้นในคฤหาสน์ เหล่าบัณฑิตล้วนแห่กันไปที่นั่นเพื่อหวังใช้โอกาสนี้สร้างชื่อเสียงให้แก่ตน…”


“อ้อ ! ฟังดูน่าสนุกดี แล้วคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงอนุญาตให้สตรีเข้าได้หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยเกิดความสนใจขึ้นมา แต่ก็กลัวว่าทางคฤหาสน์จะไม่ต้อนรับสตรี หากนางตามไปแล้วจะกลายเป็นที่น่าหัวเราะเยาะเสียมากกว่า ตัวนางไม่เท่าไรหรอก กลัวจะทำให้บัณฑิตน้อยกับต้าฮว๋าต้องลำบากไปด้วย


เจียงโม่หานมองนาง “นี่ก็เปิดมาสองรอบแล้ว สตรีก็สามารถเข้าร่วมการประลองได้ เจ้าอยากเข้าร่วมหรือไม่ ?”


“ข้าหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยชี้มาที่จมูกตัวเองแล้วทำดวงตากลมโตเหมือนพระจันทร์เต็มดวง “ข้าจะไปประลองอะไรกับเขาได้ ? จะให้ไปแข่งความแข็งแรงกับเด็กสาวตัวน้อยน่ารักหรือไร ? ข้าชนะขาดลอยแน่นอน !”


หลินจื่อเหยียนหัวเราะอย่างมีความสุข “พี่รอง หากสู้กับพวกนาง ท่านใช้แค่นิ้วเดียวก็ล้มพวกนางได้หมดแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยเอื้อมมือไปบิดหูของน้องสาม “เจ้าเห็นคุณหนูตระกูลใหญ่หรือคุณหนูบอบบางที่ไหนใช้กำลังกันเล่า ? ล้างความคิดไม่ดีออกไปจากสมองเลยนะ”


เจียงโม่หานเลิกคิ้วให้นาง “เจ้าสามารถประลองแต่งบทกวีกับพวกนางได้ ! บทกวี ‘ร่ำสุรา’ นั้นผู้อาวุโสเซวียชมไม่ขาดปากเชียว…”


“กวีบทนั้นไม่ใช่ของข้าเสียหน่อย เอาออกไปแข่งก็ไม่เท่ากับลอกเลียนผลงานคนอื่นหรือ ? ถ้าจะใช้ก็ต้องใช้ผลงานของบัณฑิตน้อย ลอกเลียนของคนบ้านตัวเอง ! ไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์หรือก็คือ ‘ลอกเลียนแบบไม่เสียเงิน’ นั่นเอง !” หลินเว่ยเว่ยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์


เจียงโม่หานเคาะศีรษะนางอีกรอบ “อย่าคิดว่าข้าไม่เข้าใจที่เจ้าพูด ! ในสมองเท่าเมล็ดถั่วของเจ้าบรรจุเรื่องไร้สาระเต็มไปหมด”


หลินเว่ยเว่ยไหลไปตามน้ำ นางพูดด้วยน้ำเสียงขี้เล่น “ในสมองของข้าไม่ได้มีเรื่องไร้สาระ เพราะมีแต่เจ้า…”


แม้นางจะลดเสียงลงแล้ว แต่หลินจื่อเหยียนที่เดินอยู่ด้านข้างก็ยังได้ยินคำพูดของนางอยู่ดี หลินจื่อเหยียนรีบพูดว่า “พี่รอง ท่านเป็นผู้หญิง ช่วยรักนวลสงวนตัวหน่อยได้หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองเขา “ไป ไปให้พ้น ! ข้ากับคู่หมั้นกำลังจู๋จี๋กัน เกี่ยวอะไรกับเด็กอย่างเจ้า? ผู้ใหญ่คุยกันอยู่ เด็กอย่าพูดแทรก !”


หลินจื่อเหยียนมุ่ยปาก “ท่านแก่กว่าข้าปีเดียวไม่ใช่หรือ ? เหตุใดตัวท่านในปีที่แล้วไม่พูดว่าตนเป็นแค่เด็กคนหนึ่งบ้าง ?”


หลินเว่ยเว่ยเตะเขาเบาๆหนึ่งที “เวลานี้ของปีก่อน ข้ายังเป็นแค่เด็กปัญญาอ่อนไม่ใช่หรือ ? เจ้าก็ปัญญาอ่อนด้วยหรือไร ? ถ้ายังกล้าเถียงข้าอีก ข้าจะตีเจ้า คอยดูสิ !”


หลินจื่อเหยียนทำท่าทางหมดคำพูด “เถียงไม่ได้ก็จะใช้กำลัง ! แล้วคนที่โดนรังแกอย่างข้าจะไปถามหาความยุติธรรมจากใครได้ ?”


ระหว่างสนทนากัน เจียงโม่หานก็ขอความเห็นจากบัณฑิตคนอื่น ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจจะไปลองหาประสบการณ์ที่คฤหาสน์ศาสตร์หกแขนง ทว่าตอนนี้เกือบถึงช่วงหัวค่ำแล้ว พวกเขาจึงไปหาโรงเตี๊ยมก่อน


พวกเขาลองถามโรงเตี๊ยมที่หนิงตงเซิ่งเคยจองให้คราวก่อน ตอนนี้ยังมีเหลือ4ห้อง หลินเว่ยเว่ย1ห้อง ส่วนคนอื่นที่เหลืออีกหกก็แบ่งกันไป ด้านเหลยหยู่และคนขับรถม้าอื่นๆ ก็ไปหาโรงเตี๊ยมราคาถูกในละแวกใกล้เคียง


ห้องของเจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนเชื่อมต่อกับห้องของหลินเว่ยเว่ย เจียงโม่หานเดินเข้าไปในห้องของนางแล้วเห็นนางเอาผ้าห่มของโรงเตี๊ยมวางบนเตียงเตาแล้วเอาฟูกของทางโรงเตี๊ยมปูทับลงไป


จากนั้นก็ขึ้นไปนอนบนฟูกนุ่มๆ “บัณฑิตน้อย ตอนกลางคืนก็เพิ่มไฟให้ห้องของพวกเราอีกหน่อยเถิด…ฤดูหนาวต้องนอนเตียงเตาถึงจะสบาย !”


โรงเตี๊ยมทางภาคเหนือจะมีเตียงเตาอยู่ทุกห้อง ไม่อย่างนั้นพอตอนกลางคืนอุณหภูมิติดลบแล้ว คนจะต้องแข็งเป็นก้อนน้ำแข็งแน่นอน !


เจียงโม่หานย่อกายนั่งบนเตียงเตาของนางแล้วพูดเหมือนมีอะไรในใจ “วันหน้าข้าจะหาสาวใช้มาคอยดูแลเจ้า เวลาออกไปข้างนอก เจ้าอยู่คนเดียวจะไม่ปลอดภัย”


หลินเว่ยเว่ยพลิกตัวแล้วพูดอย่างไม่เห็นด้วย “สาวใช้อะไรกัน ? เด็กน้อยร่างกายอ่อนแอ มือไม้ไม่มีแรงจะให้นางปกป้องข้าหรือข้าปกป้องนางกันแน่ ? บ้านเราไม่มีห้องว่างแล้ว ข้าไม่ชินกับการอยู่ร่วมห้องกับคนอื่นหรอก !”


นางมักเข้าไปในมิติน้ำพุวิญญาณเพื่อดูแปลงผักของตนบ่อยๆ หากในห้องมีคนเพิ่มจะไม่สะดวก ตอนกลางคืนนางต้องกินผลไม้1ผล แล้วจะอธิบายที่มาที่ไปของผลไม้ว่าอย่างไร ? ยุ่งยากจะตาย !


ในมิติน้ำพุวิญญาณนางปลูกข้าวสาลีไว้1หมู่ ข้าวโพด1หมู่ แล้วก็ยังมีข้าวขาว1หมู่ พืชผลในมิติน้ำพุวิญญาณจะได้ผลผลิตสูงกว่าข้างนอก โดยเฉพาะข้าวขาวที่ได้รับน้ำพุวิญญาณเสมอ


นางไม่รู้ว่าข้าวของภาคใต้ได้ผลผลิตเฉลี่ยหมู่ละเท่าไหร่ นางประเมินด้วยสายตาว่าตอนนี้ข้าวขาวในมิติน้ำพุวิญญาณต้องมีประมาณ1พันชั่ง ! ถ้าเอาเมล็ดพันธุ์มาปลูกข้างนอก แม้จะไม่เยอะเท่าในห้วงมิติ แต่ผลผลิตที่ได้ก็ต้องมีประมาณ700-800ชั่งแน่นอน


นางจำได้คร่าวๆ ว่าข้าวสารในสมัยโบราณน่าจะมีปริมาณอยู่ที่300กว่าชั่งต่อหนึ่งหมู่ หากเกิน400ชั่งก็ถือว่าหาได้ยากมาก…ไม่ได้ ตอนนี้เมล็ดพันธุ์ข้าวในมิติน้ำพุวิญญาณยังเอาออกมาใช้ไม่ได้ เพราะนางยังหาข้ออ้างมาอธิบายถึงที่มาที่ไปของเมล็ดพันธุ์ไม่ได้ !


ตอนที่ 388: ข้าเป็นผู้สนับสนุนที่ดี


ลองคิดดูว่ายามที่ภาคใต้สภาพอากาศดีก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียงสามร้อยกว่าชั่งต่อหมู่ แต่ในสถานที่แห้งแล้งและหนาวเหน็บของพวกนางกลับได้ผลผลิตต่อหมู่มากกว่าทางใต้หนึ่งเท่า น่าตกตะลึงมากใช่หรือไม่ ? ฮ่องเต้จะประสงค์กำจัดนางเพราะเห็นนางเป็นปิศาจหรือเปล่า ?


แค่ปลูกข้าวสาลีได้ผลผลิตมากกว่าสี่ร้อยชั่งและข้าวโพดกว่าหกเจ็ดร้อยชั่งก็ทำให้คนอื่นอิจฉาแล้ว โชคดีที่วิถีชีวิตของชาวฉือหลี่โกวค่อนข้างเรียบง่าย จึงไม่สงสัย…เฮ้อ ตอนนั้นน่าจะรดพืชผลด้วยน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณน้อยลงหน่อย ช่างสะเพร่าเหลือเกิน !


ทันใดนั้นนางก็หันไปเห็นเจียงโม่หานกำลังมองมาด้วยสายตาแปลกประหลาด เป็นอะไรไปอีก ? หรือนางจะพูดอะไรผิด ? พอย้อนนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของตนแล้ว นางก็หัวเราะออกมา “บัณฑิตน้อย พอเราแต่งงานกันแล้ว เจ้าก็คือสามีของข้า ไม่ใช่คนอื่น”


ใครจะนอนห้องเดียวกับเจ้า ? เด็กไร้ยางอาย ! เจียงโม่หานมีแววตาแห่งรอยยิ้มปรากฎขึ้นปราดหนึ่ง “เจ้าอยากพักผ่อนอยู่ในห้องหรือจะออกไปเดินเล่นข้างนอก ?”


หลินเว่ยเว่ยพลิกตัวอยู่บนเตียงเตา “ข้าอยากไปที่ห้องครัวของร้านขนมหวานหนิงจี้ อยากอบขนมสักหน่อย พรุ่งนี้จะได้เอาไปกินที่ ‘คฤหาสน์’ เผื่อจะได้พบคนที่เข้าตาหรือคนที่คุ้มค่าต่อการคบหา อีกอย่างพวกเจ้าก็สามารถชวนสหายใหม่มาเพลิดเพลินด้วยกันได้ นี่เรียกว่า ‘อาหารทางการทูต’!”


เจียงโม่หานไม่อยากให้นางไปเยือนร้านหนิงจี้ ประการแรกเพราะกลัวนางทำขนมจนเหนื่อย ประการที่สองเพราะไม่อยากให้นางใกล้ชิดกับเจ้าแซ่หนิงซึ่งมีเจตนาแอบแฝง เขายอมรับว่าเป็นคนใจแคบ เดิมทีเขาก็ไม่ใช่คนใจกว้างอยู่แล้ว พอเผชิญหน้ากับศัตรูหัวใจก็ยิ่งเปิดใจให้กว้างไม่ได้เด็ดขาด !


“เจ้าเห็นคนอื่นเป็นเหมือนตนหมดหรือ ? ทำตัวเหมือนลูกแมวตะกละ ในสมองมีแต่ของกิน” เจียงโม่หานเคาะศีรษะนางแต่ไม่ได้ห้าม เพราะไม่อยากให้นางคิดว่าเขาอยากบงการชีวิต เดิมทีเด็กน้อยก็คิดไม่เหมือนคนทั่วไปอยู่แล้ว


หลินเว่ยเว่ยเอียงศีรษะ ก่อนจะมองเขาด้วยแววตาขี้เล่น “ข้าไม่เชื่อว่าจะมีคนต้านทานแรงเย้ายวนจากอาหารเลิศรสได้ หรือว่าเจ้าทนไหว ?”


“ไปกันเถิด ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง !” เจียงโม่หานก็อยากรู้เหมือนกันว่านางจะทำขนมชนิดใหม่อันใด


หลินเว่ยเว่ยคิดไว้แล้วว่าจะทำเวเฟอร์ไส้ครีมและมูสเค้กบลูเบอร์รี่


เหล่าพ่อครัวสายขนมหวานที่ร้านหนิงจี้เห็นหลินเว่ยเว่ยเปรียบเสมือนปรมาจารย์ของตน แต่มันก็ไม่เกินจริงเพราะในสมัยโบราณนี้ผู้คนกราบไหว้และดูแลผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ตนเหมือนอาจารย์ท่านหนึ่ง


เวเฟอร์ไส้ครีมถูกตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม ก่อนจะถูกบรรจุลงในกล่องอันวิจิตร ด้านในมีขนมอยู่ประมาณ20-30ชิ้น


พ่อครัวทำขนมที่ค่อนข้างมีฝีมือก็คอยเป็นลูกมืออยู่ข้างนางและตั้งใจฟังรายละเอียดที่นางพูดอย่างระมัดระวัง เวเฟอร์ไส้ครีมที่ทำเสร็จแล้วดูไม่มีอะไรพิเศษ ทว่าพอลองกัดกินจะมีรสสัมผัสบางกรอบและหอม แฝงด้วยกลิ่นหอมของนม ทำให้คนกินมีดวงตาเปล่งประกายทันที


มูสเค้กบลูเบอร์รี่ถูกบรรจุลงในกล่องไม้แกะสลัก ใช้จำนวนหนึ่งกล่องก็ใส่ได้1ชิ้นพอดี มูสเค้กบลูเบอร์รี่20ชิ้นทำให้กล่องอาหารสามชั้นแน่นขนัด ตอนนี้อุณหภูมิต่ำมาก แม้จะอยู่ข้ามคืนก็ไม่ส่งผลต่อรสชาติและความคงตัวของมูสเค้ก


หลงจู๊อวี้ที่อยู่ในร้านขนมก็เดินจากโถงด้านหน้ามายังห้องครัวหลังร้าน พอเห็นหลินเว่ยเว่ยแล้ว เขาก็ยิ้มหน้าบานทันที “ไอโยว หลินกู่เหนียงมาที่เมืองจงโจวแล้วเหตุใดไม่ส่งคนมาบอกข่าวบ้างเลยขอรับ ท่านมีโรงเตี๊ยมหรือยัง ? ถ้ายังไม่มีข้าจะสั่งให้คนไปหาโรงเตี๊ยมชั้นดี…”


หลังจากหลินเว่ยเว่ยใส่มูสเค้กบลูเบอร์รี่ลงในกล่องจนเต็มแล้วก็ยังเหลืออีกสิบกว่าชิ้น นางครุ่นคิดแล้วจึงห่อใส่กล่องอีกสองสามใบเพื่อจะได้เอาไปให้บัณฑิตในบ้านเช่าได้ชิมก่อนใคร หลงจู๊อวี้มองกล่องขนมใบนั้นด้วยดวงตาเป็นประกาย…ในเมืองมีลูกค้านักชิมอยู่สองสามคนแต่เป็นพวกเรื่องมาก จึงต้องเป็นฝีมือระดับหลินกู่เหนียงเท่านั้นถึงจะกิน !


แต่หลินกู่เหนียงก็เข้าเมืองไม่บ่อยเลย พ่อครัวไม่ได้เรื่องทั้งสองสามคนนั้นก็ไม่มีใครฝีมือเทียบเคียงหลินกู่เหนียงได้สักคนเดียว ต้องเสียเงินทุนไปตั้งเท่าไหร่ หัวใจของเขามีน้ำตาอาบไปหมดแล้ว…


คราวนี้พวกนักชิมไม่กี่คนที่มีชื่อเสียงในวงการอาหารได้มีลาภปากอีกแล้ว มูสเค้กบลูเบอร์รี่สามารถสร้างชื่อเสียงให้ร้านขนมหวานหนิงจี้ไม่น้อยแน่นอน !


นายท่านหนิงไปที่เมืองเหอโจว แต่เขาได้สั่งไว้แล้วว่าหากหลินกู่เหนียงมาก็ให้ปฏิบัติเหมือนเจ้านายมาเยือน จะต้อนรับดีเท่าไรก็ได้ หลังจากรู้ว่าพวกนางมีโรงเตี๊ยมแล้ว หลงจู๊อวี้ก็ยังพูดต่อ “หลินกู่เหนียงทำงานมาหนึ่งชั่วยามกว่าๆแล้ว มื้อเย็นจะงดไม่ได้ ใช่หรือไม่ขอรับ ? ที่หอจู้เซียนมีห้องอาหารส่วนตัวที่เก็บไว้รับรองเฉพาะนายท่านของเราเท่านั้น ท่านคิดว่า…”


“ไม่รบกวนหรอก พวกเราอยากไปหาของกินเล่นที่มีเฉพาะในเมืองจงโจวมากกว่า !” เจียงโม่หานปฏิเสธน้ำใจของอีกฝ่าย เจ้าแซ่หนิงไม่อยู่ในเมืองจงโจวก็ถือว่าเป็นอะไรที่ดีมาก ตอนกลางคืนในเมืองมีกฎให้กลับเข้าบ้านค่อนข้างช้า เขาจึงสามารถออกไปเดินชมตลาดกลางคืนกับเด็กน้อยได้


หลงจู๊อวี้เห็นทั้งสองคนจะออกไปแล้วจึงรีบพูดกับพ่อครัวทำขนมทั้งสองว่า “ขนมที่หลินกู่เหนียงทำก็จงห่อให้งดงามแล้วเอาไปมอบให้นายท่านฉินกับนายท่านหลิวคนละสองกล่อง ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้เป็นสินค้าพิเศษในร้าน”


หลังพูดจบเขาก็รีบตามออกมาเพื่อส่งหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานที่หน้าประตูร้านด้วยตนเอง


หลังออกจากร้านขนมหวานหนิงจี้แล้ว หลินเว่ยเว่ยกับเจียงโม่หานก็เอากล่องอาหารไปเก็บที่โรงเตี๊ยม ก่อนจะออกมาเดินเล่นและกินขนมกันจนพุงกาง บะหมี่เย็น ไก่เสียบไม้ย่าง หม้อไฟรสเผ็ด…ในเมืองจงโจวมีชนเผ่าปะปนอยู่จำนวนมาก พวกเขามาขายของกินเล่นอย่างพวกเค้กข้าวเหนียวและขนมขบเคี้ยว !


บัณฑิตที่เหลืออีก5คนก็ออกไปพบสหายและกลับมาพร้อมพุงที่โตเหมือนกัน กินอิ่มหนำ ดื่มจนสำราญใจ หลินเว่ยเว่ยถือกล่องมูสเค้กบลูเบอร์รี่ที่เตรียมไว้ให้พวกเขาออกมา นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ “มองแล้วพวกเจ้าไม่มีท้องว่างจะกินขนมแล้ว เช่นนั้นมูสเค้กบลูเบอร์รี่เหล่านี้ก็เก็บไว้ให้บัณฑิตน้อยกับข้ากินเป็นของว่างยามดึกแล้วกัน…”


หลินจื่อเหยียนรู้ว่าพี่รองกำลังแกล้งพวกตนอยู่จึงร่วมเล่นกับนางแต่โดยดี “พี่รอง ช่วยประคองข้าขึ้นมาหน่อย ขนมที่ท่านทำ ถึงอย่างไรข้าก็ยังกินได้อีกหลายชิ้น !”


เมิ่งจิ่งหงก็รีบพยักหน้าตาม “ใช่ ใช่ ! แม้จะกินอิ่มแล้วก็มีที่ว่างให้ขนม จะปล่อยให้ขนมที่หลินกู่เหนียงทำต้องเสียเปล่าได้อย่างไร !” ขณะพูดก็เดินเข้ามาใกล้อย่างหน้าไม่อายแล้วหยิบกล่องมูสไปหนึ่งกล่อง


เดิมทีเขาคิดว่าจะเก็บไว้กินตอนอ่านตำรา แต่พอลองเปิดกล่องแล้ว ขนมด้านในมีทั้งสีสันและกลิ่นหอม ใครจะอดใจไหว ! สุดท้ายเขาก็กินมูสเค้กบลูเบอร์รี่หมดภายในไม่กี่คำและยังรู้สึกอยากกินอีกเหมือนเดิม คิดว่าขนมนี้มีขนาดเล็กเกินไป ไม่พอให้กินจนหายอยาก


หลินเว่ยเว่ยนำกล่องอาหารที่ใส่เวเฟอร์ไส้ครีมและมูสเค้กเข้าห้องส่วนตัว จากนั้นก็หันไปจ้องนักกินแสนตะกละตะกลามไม่กี่คน “ของพวกนี้ต้องเก็บไว้กินที่คฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงวันพรุ่งนี้ เก็บความคิดชั่วช้าในสมองของพวกเจ้าไปเถิด อย่าฝันไปเลย !”


เมิ่งจิ่งหงคิดว่าแค่ใช้ขนมหวานจากร้านหนิงจี้ต้อนรับบัณฑิตกับนักปราชญ์ที่ไม่รู้จักเหล่านั้นก็ถือว่าไม่เลวแล้ว ส่วนขนมรสชาติใหม่นี้ก็เก็บไว้กินเองไม่ดีกว่าหรือ ?


เช้าวันรุ่งขึ้น หลินเว่ยเว่ยเปลี่ยนมาใส่ชุดบุรุษ…อย่าถามว่าเหตุใดจึงพกชุดบุรุษไปด้วยทุกที่ สุดท้ายก็เพราะใส่ชุดบุรุษเวลาอยู่นอกบ้านแล้วสะดวกกว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไปกับพวกบุรุษได้สบายอยู่แล้ว


เนื่องจากไม่มีใครมาสนว่าในห่อผ้าของนางมีอะไรอยู่บ้าง นางจะแอบขนเสื้อผ้าออกจากมิติน้ำพุวิญญาณสักสองชุดก็ยังทำได้


เสื้อผ้าบุรุษที่นางสวมใส่มาจากชุดที่ดัดแปลงจากเสื้อผ้าชาวหูที่มีแขนเสื้อทรงแคบ ปกคอเสื้อพับและขากางเกงลีบ แม้ว่าด้านในจะสวมเสื้อขนกระต่ายตัวหนาเอาไว้ รูปร่างก็ยังดูเรียวเล็กเหมือนเดิม สุดท้ายเด็กสาวตัวน้อยจึงกลายเป็นคุณชายในมาดสง่างาม


ตอนที่ 389: สงสัยว่านางประพันธ์กวีไม่เป็นหรือไร ?


กลุ่มคนทั้งเจ็ดเดินทางมายัง ‘คฤหาสน์ศาสตร์หกแขนง’ วันนี้มีการจัดงานแข่งขันกวีขึ้น บัณฑิตในเมืองและบริเวณใกล้เคียงที่ยังไม่กลับบ้านหลังจากสอบเซี่ยนซื่อเสร็จก็พากันมารวมตัวที่คฤหาสน์ศาสตร์หกแขนง เพราะอยากสร้างชื่อเสียงให้ตนในกลุ่มบัณฑิตทั้งหลาย


มีคนเล่าลือกันอย่างลับๆ ว่าผู้อาวุโสเซวียหรือหนึ่งในปราชญ์ผู้นำแห่งลัทธิขงจื๊อจากราชวงศ์ก่อนพำนักอยู่ในแดนเหนือและอาจจะเป็นที่เมืองจงโจวด้วย ไม่อย่างนั้นฮ่องเต้ก็คงไม่ส่งบัณฑิตหยวนผู้เป็นลูกศิษย์ของอาวุโสเซวียมาคุมการสอบบัณฑิตถงเซิงที่เมืองจงโจว เพราะหากจะให้ความสำคัญแล้ว ฮ่องเต้ก็ควรให้ความสำคัญกับระดับเซียงซื่อหรือฮุ่ยซื่อมากกว่า แค่การสอบถงเซิงเล็กๆของเมืองจงโจวจะมีอะไรน่ากังวล ? แสดงว่าใจของปราชญ์ผู้ร่ำสุราไม่ได้อยู่ที่รสชาติสุรา แต่อยู่ที่ตัวขงจื๊อ !


ราชวงศ์ก่อน บรรดาลูกศิษย์ของผู้อาวุโสเซวียไม่ล้มตายก็หายสาบสูญ…หากสามารถสร้างชื่อในงานแข่งขันกวีครั้งนี้ได้ ความหวังที่จะได้กราบผู้อาวุโสเซวียเป็นอาจารย์ก็จะไม่มากกว่าเดิมหรือ ?


แม้ผู้อาวุโสเซวียจะไม่รับลูกศิษย์แล้วก็ตาม ทว่าก็ยังไปขอคำชี้แนะได้ สำหรับการสอบจงหงวนในวันหน้าก็ถือว่ามีประโยชน์ใหญ่หลวง ! ดังนั้นงานแข่งขันกวีในครั้งนี้จึงสามารถรวบรวมบัณฑิตในเมืองจงโจวได้กว่าครึ่ง แม้แต่ขุนนางหนุ่มที่มีชื่อกับทางราชสำนักแล้วก็ยังมาปรากฎตัวที่คฤหาสน์ศาสตร์หกแขนง


บ่าวรับใช้ที่คอยต้อนรับอยู่หน้าประตูคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงมีดวงตาที่เฉียบคมมากเป็นพิเศษ แค่มองปราดเดียวก็สามารถเดาฐานะของพวกเจียงโม่หานได้แล้ว เขาจึงไม่ได้เข้ามาขวางทาง แต่เมื่อบัณฑิตทั้งหกเดินเข้าไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เดินตามเข้าไปพร้อมกล่องอาหารสองกล่อง ทว่าบ่าวรับใช้หน้าประตูกลับมาขวางนางไว้ “คุณชายท่านนี้ ข้าน้อยต้องขอโทษด้วย เนื่องจากวันนี้ที่คฤหาสน์ต้อนรับเพียงปัญญาชนเท่านั้น หากท่านมาขี่ม้ายิงธนูก็ต้องมาใหม่วันหน้าขอรับ…”


หลินเว่ยเว่ยอธิบาย “ข้ามากับพวกเขา…”


“ต้องขออภัยจริงๆขอรับ วันนี้ปัญญาชนและบัณฑิตที่มามีจำนวนมากเกินไป หากไม่ได้มาร่วมแข่งขันประพันธ์บทกวี พวกเราก็ไม่อาจต้อนรับได้ ต้องขอให้คุณชายอภัยด้วย…” บ่าวรับใช้หน้าประตูพูดอย่างมีมารยาท ส่วนท่าทางก็ดูเด็ดขาด


หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้ว “หรือแค่ไม่ใส่ชุดเหมือนเป็นบัณฑิตก็ไม่ใช่ปัญญาชน ? หรือว่าคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงของพวกเจ้าตัดสินคนด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ?”


รอยยิ้มของบ่าวรับใช้หน้าประตูเริ่มเลือนหายและเผยสีหน้าเกรี้ยวกราดออกมา ก่อนที่เขากำลังจะพูดต่อว่าก็มีเสียงอันนุ่มนวลของคนผู้หนึ่งดังขัดจังหวะเสียก่อน “คุณชายท่านนี้ บ่าวของข้าเสียมารยาท ต้องขออภัยแทนเขาด้วย ทว่าวันนี้เป็นงานแข่งขันกวี ก่อนจะเข้างานจึงต้องท่องกวีสักบทเพื่อความสุนทรี”


หลินเว่ยเว่ยกลอกตา สุดท้ายก็ไม่ได้กำลังสงสัยว่านางประพันธ์กวีไม่เป็นหรือไร ? กวีในท้องข้า หากพ่นออกมาพวกเจ้าต้องตกใจตายแน่ !


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดสักพัก ที่จริงนางกำลังคิดว่าจะใช้กวีของใครดีและต้องไม่มีอยู่ในยุคสมัยนี้ พอคิดไปคิดมาแล้วสุดท้าย นางก็เลือกบทกวีของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งดูจะปลอดภัยที่สุด


“ลมแลฝนพาวสันต์หวนมาหา


ท้องนภาหิมะโปรยรับวสันต์


หุบเขาล้วนน้ำแข็งเกาะผาสูงชัน


กิ่งพืชพรรณบุปผาตระการตา


ความงามใดไม่อาจข่มยามวสันต์


มาเยือนพลันทำให้โลกหรรษา


รอจนทั่วเนินเขาแต้มบุปผา


ชมผกายลพืชผลนานาพรรณ”


กำลังหลงคิดว่าข้าละเมิดลิขสิทธิ์บทกวี ‘ซิ่นหยวนวสันต์บทชมหิมะ’ อยู่ใช่หรือไม่ ? ต้องบอกว่าคิดผิดแล้วเพราะบทกวีของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่บทนี้เอ่ยถึงประเทศชาติและใช้ถ้อยคำที่ชัดเจนตรงไปตรงมา เด็กสาวชนบทคนหนึ่งจะคิดออกบ้างก็ไม่แปลก ?


นอกจากนี้เนื้อหาของบทกวีฉบับเต็มยังเอ่ยถึงบันทึกฉินหวางฮั่นอู่ พูดถึงฮ่องเต้ถังไท่จง ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีบุคคลเหล่านั้นเลย แต่แม้จะมีแล้วพวกเขาจะลดตัวลงมาถือสาเด็กสาวบ้านนอกอย่างนางหรือ ? หากบังเอิญลอยไปถึงพระเนตรพระกรรณของฮ่องเต้ นางก็จะไม่เอ่ยถึงกวีบทเต็มให้โดนจับผิดว่าทะเยอทะยานจนคิดก่อกบฏเอาหรอก


หลินเว่ยเว่ยลูบคอตนเองเพราะคิดว่ายังไม่แกร่งพอ อย่างไรก็ควรเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าริอ่านจะเป็น ‘ผู้มีชื่อเสียง’ อะไรนั่นเลย ! สุดท้ายก็ท่องและดัดแปลงบทกวีของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่และนักปราชญ์ชื่อดังอย่างรอบคอบกันเถิด !


ในยุคนี้การสามารถประพันธ์กวีได้ย่อมเป็นเรื่องยอดเยี่ยม เป็นไปตามคาดคือพอนางท่องกวีซินหยวนวสันต์บทชมหิมะฉบับปู่ซ่วนจื่อ (นักพยากรณ์) ผลงานของลู่โหยวออกมาแล้วก็กลายเป็นจุดสนใจทันที แม้แต่บัณฑิตน้อยก็ยังต้องหันมามองนาง…เป็นอย่างไรบ้าง ? คู่หมั้นของเจ้าไม่ทำให้ขายหน้าใช่หรือไม่ ? กวีที่นางต้องนั่งท่องจนหลังขดหลังแข็งในชาติก่อน อย่างไรก็ยังพอมีประโยชน์เอามาข่มคนอื่นได้บ้าง !


“กวีดี ! ท่อนแรกสื่อถึงกิ่งเหมยงามตระหง่านต้านลมหนาวกลางหิมะ ท่องล่างสื่อถึงดอกเหมยมีจิตใจอันสูงส่งไร้ความเห็นแก่ตัวและความงดงามของเกียรติยศศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่ สื่อออกมาโดยวิธีชั้นสูง” บุรุษวัยกลางคนผู้มีความหล่อเหลาและสง่างาม อายุประมาณสี่สิบปีได้ปรบมือพลางเอ่ยชมนางว่า “วิเศษมาก เป็นกวีที่ดีจริงๆ !”


หลินเว่ยเว่ยพูดกับอีกฝ่ายด้วยความถ่อมตน “ท่านกล่าวชมเกินไปแล้ว ! ใช่ว่าข้ามีเจตนาจะโอ้อวด ทว่ามีคนตาต่ำเอาแต่เหยียดคนอื่นอยู่ หากการจะเข้าไปในคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงยังมีข้อกำหนดด้านรูปลักษณ์และประเมินคนจากเครื่องแต่งกาย เช่นนั้น…ไม่เข้ายังจะดีกว่า !” หลังจากพูดจบ มุมปากของนางก็ยกยิ้มอย่างเย็นชา


บุรุษวัยกลางคนรูปงามขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็หันไปต่อว่าบ่าวรับใช้หน้าประตูที่เข้ามาขวางนางไว้ทันที “ใครมอบอำนาจแก่เจ้าว่าสามารถไล่แขกที่มาร่วมงานแข่งขันกวีได้ ? ไปรับเงินเดือนที่ฝ่ายบัญชีแล้วไปหาที่อื่นอยู่เถิด คฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงแห่งนี้เลี้ยงคนอย่างเจ้าไม่ไหว”


แท้จริงชายวัยกลางคนท่านนี้ก็คือเจ้าของคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนง หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคักแล้วพูดกับชายผู้แสนอ่อนโยนที่เอ่ยปากขอให้นางประพันธ์กวีว่า “ตอนนี้ข้ามีสิทธิ์เข้าไปได้หรือยัง ?”


บุรุษน้ำเสียงอบอุ่นคนนั้นรีบโค้งคารวะ “แน่นอน เชิญ…”


หลินเว่ยเว่ยหยิบมูสเค้กบลูเบอร์รี่ออกจากกล่องอาหารหนึ่งกล่องแล้วยื่นให้ชายวัยกลางคนที่รูปงาม “ขนมจากทางบ้านข้าเอง หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจ…”


อีกฝ่ายรับขนมมาถือพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ถือกล่องอาหารเดินตามพวกบัณฑิตน้อยเข้าไปด้านในคฤหาสน์อย่างมีความสุข อารมณ์ของนางไม่เสียเพราะบ่าวรับใช้คนนั้นแต่อย่างใด


หลิ่วจงเทียนนึกถึงกวีซินหยวนวสันต์บทชมหิมะฉบับปู่ซ่วนจื่อที่หลินเว่ยเว่ยพูดออกมา เขาหันไปมองนางด้วยความชื่นชม “คาดไม่ถึงว่าหลินกู่เหนียงจะซุกซ่อนความสามารถไว้อีก ถึงขั้นประพันธ์บทกวีอันทรงพลังขนาดนี้ออกมาได้”


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะฮ่าฮ่า “ช่วยไม่ได้นี่นา เดิมทีอยากซ่อนความสามารถของตนเอาไว้ แต่ตอนนี้จะให้ข้าหลบอยู่ในมุมมืดไม่ได้แล้ว…”


ทว่าหลินจื่อเหยียนรู้ ‘ความสามารถ’ ของพี่รองดี แค่อักษรตัวเดียวยังจำไม่ได้ เขียนทีหนึ่งก็ขาดๆเกินๆ แล้วจะประพันธ์กวีที่ดีขนาดนี้ออกมาได้อย่างไร เขาหันไปมองท่าทางภาคภูมิใจของพี่สาวแล้วมุ่ยปาก “ท่านเอาผลงานคนอื่นมาสร้างหน้าสร้างตาให้ตัวเอง จิตสำนึกของท่านไม่รู้สึกปวดร้าวบ้างหรือ ?”


ตอนพูดว่า ‘ผลงานคนอื่น’ เขายังหันไปมองเจียงโม่หานเป็นพิเศษ


เจียงโม่หาน “…” มองข้าทำไม ? ไม่ใช่ผลงานของข้าสักหน่อย !


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคักจนเผยให้เห็นฟันขาวทั้งสองแถว “เจ้าก็เห็นแล้วว่าในสถานการณ์แบบนั้น ถ้าข้าไม่โอ้อวดความสามารถให้เห็นบ้าง ก็น่าอายไม่ใช่หรือ ?”


“พี่รอง ท่านอย่าเอ่ยถึงความสามารถอะไรนั่นเลย ต่อหน้าคนกันเองจะไม่มีใครรู้จักใครบ้างเล่า ?” หลินจื่อเหยียนบ่นอุบ


แม้มือทั้งสองข้างจะถือกล่องอาหารไว้ แต่ก็ใช่ว่าหลินเว่ยเว่ยจะสั่งสอนน้องชายไม่ได้ “เจ้าเด็กนี่ ! รู้ไหมว่าการมีคู่หมั้นที่โดดเด่นก็ถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง ? เจ้าเชื่อไหมว่าคู่หมั้นของข้ามีความสามารถมากพอที่จะบดขยี้เจ้าได้ !”


“เชื่อ เชื่อสิ !” หลินจื่อเหยียนกลอกตาอย่างแรง…จริงๆเลยนะ เอะอะก็อวดคู่หมั้นของตน หลงกันเสียเหลือเกิน !


ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็หันไปถามคู่หมั้นหนุ่มด้วยรอยยิ้ม “บัณฑิตน้อย ท่านลุงคนเมื่อครู่เป็นเจ้าของคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงใช่หรือไม่ ? ตอนเป็นหนุ่มจะต้องหล่อมากๆแน่นอน บุคลิกก็ดีแถมยังมีกลิ่นอายของผู้ดี เหมือนว่า…เป็นชนชั้นสูงที่ตกยากอย่างไรอย่างนั้น เจ้าว่าเขาจะเป็นบุตรตระกูลสูงศักดิ์ในราชวงศ์ก่อนแล้วมาหลบซ่อนตัวในแดนเหนือตอนเกิดสงครามหรือเปล่า ?”


[1] ซิ่นหยวนวสันต์บทชมหิมะ ผลงานของเหมาเจ๋อตง แสดงถึงความทะเยอทะยานอย่างตรงไปตรงมาจนเกิดความปั่นป่วนในหมู่ปัญญาชนชาวจีนเลยทีเดียว


[2] ฉินหวางฮั่นอู่ กล่าวถึงความสำเร็จทั้งหมดของฮ่องเต้ฮั่นอู่ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาและสร้างความมั่นคงแก่ราชวงศ์ฮั่นทั้งยังมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางในประวัติศาสตร์จีนยุคต่อมา


ตอนที่ 390: รักกันจนผมขาว


เจียงโม่หานจมดิ่งสู่ความคิดอีกครั้ง ในชาติก่อน คฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงก็จัดงานแข่งขันกวีขึ้นเช่นกัน ทว่าไม่ใช่ในเวลานี้แต่เป็นหลังจบการสอบเยวี่ยนซื่อต่างหาก แต่เพราะคดีทุจริตจึงทำให้บัณฑิตส่วนใหญ่ไม่มีอารมณ์มาเข้าร่วมงานและหนึ่งในนั้นก็คือตัวเขา


พูดกันว่างานแข่งขันกวีดำเนินไปอย่างไม่ค่อยราบรื่นสักเท่าไร อีกทั้งไม่ได้มีบทกวีที่ดีเลิศปรากฏขึ้นด้วย ท้ายที่สุดจึงเร่งปิดงานโดยเร็ว เจ้าของคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงก็ไม่ได้ออกมาเปิดเผยโฉมหน้า หลังกลับชาติมาเกิดใหม่ก็เหมือนจะมีหลายอย่างที่เปลี่ยนไป แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร ความตั้งใจที่เขาจะปกป้องคนข้างกายก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง !


หลังฟังสิ่งที่หลินเว่ยเว่ยคาดเดาแล้ว เขาก็พูดด้วยรอยยิ้ม “อาจจะใช่ ! ปัจจุบันนี้ภาคเหนือเป็นดินแดนแห่งมังกรในหมู่มวลมนุษย์ หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้นก็คือความโกลาหลของสงคราม ตอนนั้นภาคเหนือถูกกองทัพใหญ่ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันและหมินอ๋องควบคุมไว้แล้ว 


กองทัพในภาคเหนือถูกฝึกมาอย่างเข้มงวด พวกเขารักแผ่นดินและปกป้องราษฎรยิ่งชีพ ในเวลานั้นแดนเหนือจึงกลายเป็นสถานที่เดียวซึ่งสามารถสงบเงียบท่ามกลางภัยสงคราม อาจเพราะสาเหตุนี้จึงทำให้เจ้าของคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงมาตั้งรกรากที่เมืองจงโจวกระมัง ?”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “บ้านเราทั้งสองบ้านก็น่าจะย้ายมาเพราะสาเหตุนี้ด้วย หนีจากภาคใต้มาอยู่ที่ฉือหลี่โกวใช่หรือไม่ ? พอลองคิดดูแล้ว พ่อข้ากับน้าเฝิงก็มีสายตาเฉียบคมดีจริงๆ ฉือหลี่โกวมีทั้งภูเขาและแม่น้ำ สภาพแวดล้อมเงียบสงบ เป็นสถานที่ดีในการตั้งรกราก ! รอให้ผ่านไปอีกหลายสิบปี รอให้เจ้าเกษียณแล้ว เรากลับมาอยู่ที่ฉือหลี่โกวกันเถิด ได้ขึ้นเขาทุกวันเพื่อสูดรับอากาศบริสุทธิ์ ดีต่อสุขภาพกายและใจที่สุด !”


เกษียณ ? น่าจะหมายถึงลงจากตำแหน่งกระมัง ? แท้จริงสถานที่ที่เด็กน้อยเคยอยู่ก็เรียกการออกจากงานราชการว่าเกษียณ ! เด็กคนนี้คิดไปไกลเหมือนกัน


ทว่าการรอให้พวกเขาแก่จนผมขาวหมดศีรษะแล้วมาสร้างบ้านอยู่บนเนินเขาเล็กๆ เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ด ปลูกผักและคอยพึ่งพาภูเขาที่อยู่โดยรอบ มองเด็กในหมู่บ้านเก็บผลไม้ป่าและของป่าก็ถือว่าผ่อนคลายดีเหมือนกัน…นี่คงเป็นความรู้สึกของการรักกันจนผมขาวใช่หรือไม่ ?


ถือได้ว่าคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงมีขนาดใหญ่มาก แต่น่าเสียดายที่เพิ่งเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น ภาคเหนือยังไม่ค่อยมีกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิ สีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าจึงมีให้เห็นน้อยมาก ทว่ามองจากศาลา ภูเขาหินจำลองและสะพานแล้วทุกย่างก้าวของคฤหาสน์แห่งนี้ถือได้ว่าเต็มไปด้วยทิวทัศน์ธรรมชาติ สร้างขึ้นมาได้อย่างแยบยลพอสมควร


งานแข่งขันกวีถูกจัดขึ้นที่สวนดอกเหมย มีหมู่มวลดอกเหมยช่วยสร้างบรรยากาศ การตกแต่งค่อนข้างทันสมัย ในอากาศยังมีกลิ่นหอมของดอกเหมยจางๆ ถ้าไม่มีลมหนาวของแดนเหนือก็จะเป็นสถานที่ใช้ในการจัดงานแข่งขันกวีได้ดีมาก แต่สำหรับหลินเว่ยเว่ยแล้ว การนั่งตากลมกลางแจ้ง…เกรงว่าด้วยร่างกายอันอ่อนแอของเหล่าบัณฑิต พอจบงานแล้ว พวกเขาไม่ต้องน้ำมูกไหลเป็นทางเลยหรือ ?


งานแข่งขันกวีถูกจัดขึ้นตามประเพณีโบราณ แต่ละคนแยกนั่งคนละโต๊ะ โชคดีที่ยังเตรียมผ้านวมเนื้อหนาไว้ให้รองก้น ว้าว แถมยังมีพรมผืนใหญ่อันแสนหรูหราของทางตะวันตกอีกด้วย !


หลินเว่ยเว่ยกับเจียงโม่หานเลือกโต๊ะที่อยู่ติดกัน นางยกโต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดเล็กขึ้นมาแล้วขยับเข้าไปวางติดกับโต๊ะของคู่หมั้น ผ้านวมผืนหนาก็ถูกวางซ้อนกัน นางภาคภูมิใจในร่างกายอันแข็งแกร่งของตนจึงเป็นธรรมดาที่จะนั่งทำตัวเป็นม่านกั้นลมให้บัณฑิตน้อย


เจียงโม่หานถลึงตาใส่นาง ขณะที่กำลังจะเปลี่ยนที่นั่งกันก็เห็นชายร่างสูงใหญ่กว่าเขาประมาณ2เท่าเข้ามานั่งข้างเด็กน้อยเสียก่อน ท่าทางของชายคนนั้นไม่คล้ายบัณฑิตแต่เหมือนลูกศิษย์ของคนขายเนื้อมากกว่า แม้ที่ข้างๆจะเหลืออยู่แค่น้อยนิด ทว่าด้วยขนาดตัวของบัณฑิตคนนั้นก็เปรียบเสมือนกำแพงสูงใหญ่ มันช่วยกันลมหนาวให้ทั้งสองคนได้จนมิด


สรุปว่าตอนนี้ไม่ต้องสลับที่นั่งแล้ว เจียงโม่หานสังเกตเห็นสิ่งที่นางจะสื่อผ่านทางแววตาแต้มรอยยิ้มของนาง


บัณฑิตตัวใหญ่คนนั้นก็เหมือนจะสังเกตเห็นสายตาของเจียงโม่หาน เขาจึงหันมามอง พอเห็นบุคลิกของเจียงโม่หานแล้ว เขาก็เผยแววตาประหลาดใจปนชื่นชมออกมาเล็กน้อย ท้ายที่สุดก็พยักหน้าเป็นมารยาทมาทางนี้ เจียงโม่หานเองก็ยิ้มตอบ


ยามที่โต๊ะมีคนนั่งจนเกือบเต็มแล้ว ชายวัยกลางคนรูปงามในสายตาของหลินเว่ยเว่ย…หรือก็คือเจ้าของคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงก็ออกมาปรากฎตัว เขาคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนและแนะนำตัว “ข้าเป็นเจ้านายของคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงแห่งนี้ มีนามว่า เสียนหยุนจูฉือ”


ต่อจากนั้นเขาก็พูดลากยาวไปพักหนึ่ง หลินเว่ยเว่ยเดาว่าเขากำลังขอบคุณในการมาเยือนของเหล่าบัณฑิตและหวังว่าจะแสดงความสามารถในการแข่งขันกวีครั้งนี้อย่างเต็มที่ ช้าก่อน เห็นได้ชัดว่าแค่คำพูดไม่กี่ประโยคก็เริ่มงานได้แล้ว เหตุใดต้องพูดพล่ามเป็นนานสองนาน ? ลีลา !


ทุกโต๊ะจะมีขนมให้สองจาน ด้านข้างยังมีเตาไฟขนาดเล็กตั้งอยู่ น่าจะเอาไว้ใช้ต้มน้ำชงชากระมัง ? อากาศหนาวเกินไป หมึกจึงฝนยากกว่าเดิมและยังคืนรูปได้ง่ายด้วย ดังนั้นบัณฑิตทางภาคเหนือต้องทรมานในการสอบเซี่ยนซื่อของเดือนสองนี้เหลือเกิน…


หลินเว่ยเว่ยนำขนมบนโต๊ะไปรวมกับของบัณฑิตน้อย จากนั้นก็นำเวเฟอร์ไส้ครีมและมูสเค้กบลูเบอร์รี่มาใส่จานบนโต๊ะของตน แบบนี้โต๊ะอื่นจะมีขนมสองอย่างแต่โต๊ะของพวกนางมีสี่อย่าง


คนอื่นกำลังสนใจว่าเจ้าของคฤหาสน์จะยกหัวข้ออะไรมากำหนด แต่นางนำน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณที่พกมาด้วยเทใส่กาและต้มที่เตาไฟ ชาที่คฤหาสน์เตรียมไว้ให้ก็ถือว่าไม่เลว หลังชงด้วยน้ำพุวิญญาณแล้ว บัณฑิตน้อยผู้เรื่องมากก็น่าจะฝืนดื่มได้อยู่กระมัง ?


เจ้าของคฤหาสน์…หรือเสียนหยุนจูฉือกำหนดหัวข้อรอบแรกของการแข่งขันกวีไว้เรียบร้อยแล้ว ที่จริงมันก็คือการต่อบทกวีกันนั่นเอง โดยภายในบทกวีจะต้องมีคำว่า ‘เหมย’ สามารถหยิบยกกวีของนักประพันธ์กวีท่านอื่นขึ้นมาได้และสามารถใช้กวีที่ประพันธ์เองได้เช่นกัน


บทกวีที่เกี่ยวกับดอกเหมยมีเยอะแยะมากมาย แน่นอนว่าผู้ที่เริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ เสียงของเสียนหยุนจูฉือเพิ่งเงียบลง บัณฑิตคนแรกที่อยู่ทางซ้ายมือของเขาก็รีบคว้าโอกาสท่องบทกวีดอกเหมยที่มีชื่อเสียงในราชวงศ์ถังออกมาทันที “กิ่งเหมยแย้มหยกขาว สายธารพราวทุกแห่งหน”


นี่คือประโยคจากบทกวี ‘ต้นฤดูใบไม้ผลิ’ ของจางเหว่ยในสมัยราชวงศ์ถัง ทำให้ดอกเหมยดูบริสุทธิ์ดุจหยก เขียนออกมาได้มีชีวิตชีวามาก ทำให้ผู้อ่านชมกันอย่างไม่ขาดปากเลยทีเดียว เพียงคำพูดไม่กี่คำก็ให้คุณค่าแก่ดอกเหมยและนักกวียังชื่นชมดอกเหมยได้อย่างคมคายมากด้วย


บัณฑิตคนถัดไปก็ต่อบทกวีด้วย “เหมยหิมะจันทร์น่ายล กระจ่างจนยากลืมเลือน”


แสงจันทร์อันสว่างไสวและนุ่มนวล ทิวหิมะทั้งขาวบริสุทธิ์และหนาวเหน็บ เมื่อรวมเข้ากับดอกเหมยที่งดงามและหอมหวนก็ทำให้ดอกเหมยดูบริสุทธิ์แต่ก็โดดเดี่ยวเช่นกัน บัณฑิตคนอื่นอดไม่ได้ที่จะปรบมือชื่นชม


“เหมยแต้มหิมะงาม หิมะทรามขโมยสุรา” บัณฑิตคนนี้ดูจะติดตลก บทกวีฟังแล้วแตกต่างจากบทก่อนหน้ามากทีเดียว แต่ไม่ได้มีข้อจำกัดด้านวิธีการเปรียบเทียบ ทุกคนต่างใช้สีสันและกลิ่นหอมมาขับขานดอกเหมย


บัณฑิตอีกคนท่องกวีของลู่ฟางเหวิน ( ยอดกวีรักชาติสมัยราชวงศ์ซ่ง ) “กลิ่นเหมยลอยตามลม หิมะจมเขาสี่ทิศ”


“เดือนสิบสองเหมยมลาย ปีหน้ากลายมาผลิบาน” นี่คือบทกวีของตู้ฝู่ ( ปราชญ์ยอดกวีผู้ยิ่งใหญ่สมัยราชวงศ์ถัง )


“ดอกเหมยแผ่ไอเย็น วิหคเห็นพลันขับขาน” นี่คือบทกวีของหวังเหวย ( ยอดกวีผู้ยิ่งใหญ่สมัยราชวงศ์ถัง )


“ดอกเหมยตรงเบื้องหน้า ชั่วพริบตาเป็นอดีต” หลี่ซางอิ่น ( ยอดกวีสมัยราชวงศ์ถัง ) ก็มา


“เหมยหิมะล้วนมลาย วสันต์หายคืนกลับมา” จะขาดบทกวีของหลี่ไป๋ ( ปราชญ์ยอดกวีผู้ยิ่งใหญ่สมัยราชวงศ์ถัง ) ไปได้อย่างไร ?


เมื่อเวียนมาถึงน้องชายของตน หลินเว่ยเว่ยก็หยุดชงชาและหันไปมองเขาด้วยความกังวล แต่หลินจื่อเหยียนไม่กระวนกระวายอันใดเลย เขาพูดด้วยน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์ของเด็กหนุ่ม “กิ่งเหมยนอกหน้าต่าง ผลิบานพลางแต้มหิมะ” นี่คือบทกวีของหยางเจียง ( หนึ่งในสี่กวีผู้มีชื่อเสียงที่สุดในต้นราชวงศ์ถัง )


หลินเว่ยเว่ยยกยิ้มที่มุมปาก จากนั้นก็ก้มหน้าแล้วใช้ผ้าหยิบหูหิ้วกาน้ำขึ้นมาเพื่อเริ่มรินน้ำล้างถ้วยชา


ตอนที่ 391: ตัดสินคนจากหน้าตาไม่ได้


ในเวลานี้บัณฑิตน้อยที่อยู่ข้างกายก็ใช้เสียงคมชัดอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งดูเหมือนจะเจือไปด้วยดอกเหมยกลางหิมะเอ่ยขึ้นว่า “ดอกเหมยยาวหมื่นลี้ หิมะนี้สุดแผ่นดิน” กวีของตู้ฝู่ยังเป็นที่นิยมเสมอ


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเขาด้วยความสงสัย นางหลงเข้าใจผิดว่าบัณฑิตน้อยจะใช้โอกาสนี้ทำให้ผู้คนประหลาดใจจนมีชื่อเสียงโด่งดังกระจายไปไกล คาดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นเหมือนบัณฑิตส่วนใหญ่คือต่อกวีด้วยการหยิบยกบทกวีของปราชญ์สมัยราชวงศ์ถังและซ่งขึ้นมา นางคิดว่าบทกวีที่อยู่ในภาพวาดดอกเหมยของบัณฑิตน้อยยังดีกว่า…


ช่างเถิด การที่บัณฑิตน้อยทำแบบนี้ย่อมมีเหตุผล ลมหนาวพัดเข้ามา หลินเว่ยเว่ยเอนกายไปข้างหน้าเพื่อรินชากลิ่นหอมให้คู่หมั้นหนุ่ม ส่วนตัวเองก็จิบชาด้วยเช่นกัน ความอุ่นซึมซาบเข้าสู่ก้นบึ้งหัวใจ…


หืม ? เหตุใดทุกคนมองมาที่นาง ? หลินเว่ยเว่ยมีดวงตาเบิกกว้าง นางหันไปมองผู้คนรอบข้างด้วยความสงสัย ท้ายที่สุดนางก็ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังบัณฑิตน้อย…ที่มันอะไรกัน ?


เจียงโม่หานมีความรู้สึกอยากเอามือปิดหน้าตัวเอง…แต่เขาก็เป็นคนเลือกคู่หมั้นเอง…เขาจึงเอ่ยเตือนเบาๆว่า “ถึงคราวต่อบทกวีของเจ้าแล้ว”


“ข้า ?” หลินเว่ยเว่ยชี้มาที่จมูกตนเอง ก่อนจะหันไปยิ้มให้ทุกคนอย่างขัดเขิน “เอ่อคือ…พวกท่านคิดดูสิ ข้ามากับบัณฑิตหนุ่ม เราสองคนประลองด้วยกันก็ถือว่าเป็นหนึ่งคนได้หรือไม่ ?”


เสียนหยุนจูฉือคลี่ยิ้มแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แน่นอน หากบัณฑิตท่านอื่นมีสหายสนิทก็สามารถรวมกันสองคนหรือมากกว่านั้นก็ได้”


“ไม่…ไม่ใช่ ! ข้าหมายความว่าบัณฑิตเจียงตอบคำถาม ส่วนข้าคอยฟัง ข้าแอบอู้เท่านั้น ไม่ใช่ร่วมมือกัน…” หลินเว่ยเว่ยอธิบายอย่างหดหู่ ดูเหมือนนางจะ…ไม่มีใจคิดทำเรื่องไม่ดี…


เดิมทีบัณฑิตคนอื่นก็มาร่วมงานแข่งขันกวีเพราะต้องการแสดงความสามารถของตน แล้วจะยอมร่วมมือกับคนอื่นได้อย่างไร ?


ทว่าหลังผ่านไปประมาณสองสามรอบ บัณฑิตก็เริ่มต่อบทกวีไม่ได้และเริ่มถอนตัวออกไป ต่อจากนั้นไม่นานบัณฑิตบางคนก็เริ่มละทิ้งความทะนงและตามหาคนมาร่วมมือ


เมื่อมาถึงรอบที่สามและสี่ เมิ่งจิ่งหง หลิ่วจงเทียนและหยางยี่หรานก็ถูกคัดออก เผิงหยูเหยี่ยนยังไปต่อได้อีกรอบ ก่อนจะตกรอบเหมือนกัน หลินจื่อเหยียนถูกคัดออกในรอบที่หก เวลานี้ในสนามประลองจึงเหลือคนอยู่ไม่เท่าไรแล้ว


บัณฑิตบางคนนำบทกวีในหัวออกมาใช้จนหมดแล้วจึงเริ่มระดมสมองกับคนอื่นเพื่อแต่งบทกวีเกี่ยวกับดอกเหมยและสามารถต่อกวีได้อีกหลายบทเหมือนกัน ทว่ากวีที่คิดได้เองกลับไม่มีความแปลกใหม่สักเท่าไร พวกเขาจึงพ่ายแพ้กันไปทีละคน


ในขณะที่เจียงโม่หานคิดว่าเวลาผ่านไปนานพอสมควรแล้ว เขาก็คิดว่าควรถอนตัวออกมาเสียที หลินเว่ยเว่ยที่อยู่ด้านข้างเห็นเขาเงียบไม่พูดไม่จาจึงรีบกระซิบข้างหู “กลิ่นเหมยพัดโชยรื่น กิ่งหลิวยื่นรับน้ำค้าง…”


เจียงโม่หานมองนางแต่ถึงอย่างไรก็ไม่ส่งเสียงออกมา หลินเว่ยเว่ยมีดวงตาเบิกกว้างและถามเขาด้วยความสงสัย “เจ้าไม่อยากมีชื่อเสียงในงานแข่งขันกวีนี้หรือ ? แล้วเจ้ามาเข้าร่วมทำไม ?”


เจียงโม่หานทำมือยอมแพ้ ก่อนจะกระซิบข้างหูนางเบาๆว่า “ไม่ใช่เพราะเจ้าอยากมาเปิดหูเปิดตาที่คฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงหรือไร ?”


ว่าอย่างไรนะ…เจ้ามาเป็นเพื่อนข้าหรือ ? หลินเว่ยเว่ยกะพริบตา “ความสามารถของเจ้าไม่ได้มีจำกัด เหตุใดต้องซ่อนไว้ ? คิดจะซ่อนไว้และไม่เปิดเผยหรือไร ? เจ้าคิดจะเปิดเผยมันเมื่อไหร่ ?”


“เปิดเผยเมื่อถึงเวลาสมควร เหล็กดีต้องอยู่บนใบมีด !” เจียงโม่หานหยิบกล่องมูสเค้กบลูเบอร์รี่ขึ้นมาแล้วใช้ช้อนไม้เล็กๆเริ่มตักกิน


เอาเถิด บัณฑิตน้อยคงมีแผนในใจอยู่แล้ว การที่เขาทำแบบนี้ต้องมีเป้าหมาย หลินเว่ยเว่ยก็หยิบกล่องมูสเค้กบลูเบอร์รี่ขึ้นมาแล้วเริ่มลิ้มรสชาติอย่างเพลิดเพลิน


บัณฑิตตัวสูงใหญ่คนข้างๆที่ไม่เหมือนปัญญาชนคนนั้นยังต่อบทกวีอีกประโยคและผ่านเข้ารอบสุดท้ายเพื่อไปชิงตำแหน่งผู้ชนะ หลินเว่ยเว่ยได้รับบทเรียนแล้วว่าจะตัดสินคนจากหน้าตาไม่ได้ !


เขายังไปต่อได้อีกสองรอบจนในที่สุดก็ได้เป็นผู้ชนะ ส่วนตำแหน่งรองชนะเลิศและอันดับที่สามก็แตกต่างกันเพียงคะแนนเดียว…ของรางวัลคือดอกเหมยกระดาษที่เจ้าของคฤหาสน์พับด้วยตนเอง


หัวข้อต่อไปเป็นกวีที่เกี่ยวกับฤดูใบไม้ผลิ ในสายตาของหลินเว่ยเว่ยแล้วมันคือการละเล่นอย่างหนึ่ง ทว่าเจียงโม่หานรู้ว่านี่คือบทกวีที่พวกบัณฑิตท่องมาด้วยความยากลำบากและความสามารถคิดบทกวีได้ในเวลาอันสั้นก็น่ายกย่อง ดังนั้นเจียงโม่หานจึงยังจำกัดตัวเองและออกจากการแข่งขันในรอบที่เจ็ด


บทกวีต่อจากนี้ยาวเป็นหางว่าวและค่อนข้างยาก แต่มันก็ยังอยู่ในขอบเขตความสามารถในการจดจำบทกวีของผู้แข่งขัน


เสียนหยุนจูฉือเริ่มเปิดหัวข้อเป็นคนแรก “พิรุณกลางภูผา ไพรพนาร้อยสายธาร”


“เสียงน้ำเซาะหินนาน ทิวสนซ่านเย็นอุรา”


“ลมฝนคลายทุกข์แผ่ว หุบเขาแว่วเสียงฉินมา”


“เสียงฉินก้องเรือนหน้า ตำรานานับสถาน”


“ศีรษะรัดด้วยเกล้า จันทร์แวววาวทอแสงนาน”

…...


หลินเว่ยเว่ยยกมือปิดปากหาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นก็หยิบเมล็ดสนปากอ้าออกจากกระเป๋าแล้วเริ่มแกะด้วยความเบื่อหน่าย แกะไปแกะมาดวงตาก็เริ่มหรี่เล็ก…เสียงต่อบทกวีของบัณฑิตเริ่มกลายเป็นเสียงเพลงกล่อมเด็กชั้นดี


รอให้ถึงเวลาที่เจียงโม่หานปลุกนางขึ้นมาอีกครั้ง งานแข่งขันกวีก็ใกล้จบลงแล้ว เจียงโม่หานอยู่เหนือบัณฑิตทั้งปวงก็จริง แต่เพราะ ‘พ่ายแพ้’ ในรอบอื่นๆเขาจึงได้อันดับที่สี่ เฮอะ กล่าวได้ว่าสามอันดับแรกไม่มีวาสนาต่อเขาต่างหาก


บัณฑิตตัวสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างหลินเว่ยเว่ยหล่นไปอยู่ที่อันดับสอง และเพราะรูปร่างของเขาจึงทำให้บัณฑิตคนอื่นจดจำเขาได้อย่างง่ายดาย


ต่อจากนั้นก็เป็นเวลาสนทนากันของเหล่าบัณฑิต หลินเว่ยเว่ยแทบรอไม่ไหวที่จะได้ลุกขึ้นมา นางรีบขยับแขนขาจนเกือบจะทำท่ายืดตัวแบบนักยิมนาสติกออกมาทั้งชุดบุรุษอยู่แล้ว


บ่าวรับใช้ช่วยประคองบัณฑิตตัวอ้วนไม่ค่อยไหว เนื่องด้วยเขาลุกขึ้นยืนจากท่าคุกเข่าจึงทำให้ตัวเซไปมา ฝ่ายบ่าวรับใช้ต้องเดินเซออกไปหลายก้าว


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะ พอเห็นบัณฑิตอ้วนมองมา นางจึงรีบเอามือปิดปากแล้วยิ้มอย่างขอโทษให้แก่เขา


“จบเห่ บัณฑิตน้อย เขาจะเข้ามาแล้ว…เขาคงไม่ได้จะมาต่อยข้าหรอกกระมัง ? ข้ายอมรับว่าที่หัวเราะเขาเมื่อครู่นั้นข้าผิดเอง แต่…ถ้าเขาลงมือขึ้นมา ข้าจะสวนกลับดีหรือไม่ ? ถ้าข้าสวนกลับแล้วควบคุมแรงได้ไม่ดีจนทำให้คนอื่นพิการขึ้นมา ข้าจะชดใช้ไหวหรือเปล่า…” หลินเว่ยเว่ยปิดหน้าและส่ายหน้าไปมา นางพูดกับเจียงโม่หานด้วยความลำบากใจ


บัณฑิตอ้วนเริ่มทักทายเจียงโม่หานก่อน “ข้าน้อย จ้าวหลินเฟิง เป็นบัณฑิตของอำเภอชิงหยุน…”


“จ้าวหลินเฟิงที่แปลว่าอ่อนไหวดุจสายน้ำและบุปผาแต่สง่างามดั่งหยก ?” ดวงตากลมโตของหลินเว่ยเว่ยมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะถามออกมาอย่างรวดเร็ว


บัณฑิตอ้วนพูดด้วยรอยยิ้ม “หลินเฟิงคือป่าเขาเขียวชอุ่ม บุปผาผลิบาน ไม่ทราบว่าน้องชายทั้งสองมาจากที่ใดและมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร !”


เจียงโม่หานยังรักษาความเย็นชาเอาไว้ “เจียงโม่หานจากเขตเริ่นอัน อำเภอเป่าชิง”


“หลินเว่ย เว่ยจากคำว่าสายลม มาจากสถานที่เดียวกันกับเขา” หลินเว่ยเว่ยชี้ไปยังบัณฑิตน้อยที่อยู่ด้านข้างด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม


หลินจื่อเหยียนได้สหายใหม่สองสามคนที่มีอายุไล่เลี่ยกัน ส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองจงโจว เพราะอายุยังน้อยครอบครัวไม่อนุญาตให้เข้าสอบระดับเซี่ยนซื่อ หลังได้ยินว่าคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงจัดงานแข่งขันกวีจึงขอครอบครัวมาร่วมสนุก พอได้ยินว่าหลินจื่อเหยียนอายุน้อยกว่าพวกตนแต่สามารถเข้าสอบระดับเซี่ยนซื่อได้แล้ว พวกเขาก็อิจฉากันเสียยกใหญ่


หลังจากสนทนากันได้พักหนึ่ง บัณฑิตคนอื่นก็หาข้ออ้างแยกย้ายกันออกไป เหลือเพียง ‘เด็กหนุ่ม’ ที่มีรูปร่างผอมเพรียวและหล่อเหลาคนหนึ่งที่คอยถามเรื่องสนุกในหุบเขาจากหลินจื่อเหยียนชนิดไม่หยุดปาก


ตอนที่ 392: สวมบทบาทว่าเป็นบุรุษ


“บ้านของพวกเจ้าเคยล่าเสือได้จริงหรือ ? เจ้ายังเคยกินเนื้อเสือมาก่อนด้วย ? เสือบนภูเขามีเยอะหรือเปล่า ? แล้วมันจะลงเขามากัดเด็กในหมู่บ้านหรือไม่ ?” เด็กหนุ่มคนนี้ถามเป็นชุด ทำให้หลินจื่อเหยียนไม่รู้ว่าจะตอบคำถามใดก่อน


เขาเห็นพี่รองและพี่เขยรองอยู่ห่างออกไปไม่ไกลจึงรีบวิ่งมาหาทันที…พี่รองช่วยข้าด้วย เขาถูกขนมหนิวผีถังสิงร่าง!


ทางฝั่งของหลินเว่ยเว่ยกำลังอยู่กับบัณฑิตอ้วน…จ้าวหลินเฟิงมีนิสัยไม่เลว เป็นคนเปิดใจยอมรับสิ่งต่างๆได้ง่าย ด้านการศึกษาก็มีความรู้ที่กว้างขวางจนนางคิดว่าคุ้มค่าต่อการคบหา นางจึงหยิบอาหารที่เปรียบเสมือนทูตสันถวไมตรีออกมา “นี่คือขนมจากบ้านของข้า พี่จ้าวลองชิมว่าเป็นอย่างไร ?”


จ้าวหลินเฟิงสนใจในตัวทั้งสองคนนี้มานานแล้ว น้องเจียงเป็นคนเปิดเผย ค่อนข้างมีบุคลิกของปัญญาชน ส่วนอีกคนก็น่าสนใจ ตั้งแต่ต้นจนจบดูเหมือนกำลังออกมาเที่ยวเล่น พอมีสติรู้ตื่นก็เหมือนกระรอกน้อยตัวหนึ่งที่มีของกินเต็มปากไปหมด กลิ่นขนมนั้นลอยมาแตะจมูกเขาเป็นระยะ และมันยังส่งผลต่อสมาธิของเขาอย่างมาก !


หลังกล่าวขอบคุณแล้วจ้าวหลินเฟิงก็รับกล่องไม้มาถือไว้ เขาจำได้ว่าสัญลักษณ์ด้านบนเป็นของร้านขนมหวานหนิงจี้ พอเปิดดูก็ต้องพบกับเรื่องประหลาดใจ เนื่องจากเขายังไม่เคยกินขนมแบบนี้มาก่อน “ร้านหนิงจี้เปิดตัวขนมขนิดใหม่ตั้งแต่เมื่อใดกัน ?”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ช่วงค่ำของเมื่อวานนี้เอง ข้าใช้เส้นสายจึงได้มาครอบครอง”


จ้าวหลินเฟิงนึกถึงเรื่องที่นางบอกว่านี่คือขนมจากบ้าน หรือว่า… “น้องหลินเว่ยเกี่ยวพันกับร้านขนมหวานหนิงจี้หรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “ไม่ใช่ ! แต่มีความเกี่ยวพันกับหุ้นส่วนร้านหนิงจี้อีกคน นี่เป็นสูตรใหม่ที่นางเพิ่งคิดค้น ลองชิมสิว่ารสชาติเป็นอย่างไร ?”


“ว่าอย่างไรนะ ? ร้านขนมหวานหนิงจี้เปิดตัวขนมใหม่หรือ ? เหตุใดข้าจึงไม่รู้ ?” ทันใดนั้นความสนใจของเด็กหนุ่มที่มีต่อตัวหลินจื่อเหยียนก็เปลี่ยนมาอยู่ที่ขนมในมือของจ้าวหลินเฟิง


ฟังจากคำพูดนี้แล้ว เขาน่าจะเป็นลูกค้าประจำของร้านหนิงจี้ หลินเว่ยเว่ยใจกว้างมากจึงส่งมูสเค้กบลูเบอร์รี่อีกกล่องให้เด็กหนุ่ม ขณะที่เข้าไปใกล้ก็บังเอิญเห็นรอยเจาะติ่งหูที่อีกฝ่ายลืมปกปิด… ฮ่าฮ่า สวมบทบาทว่าเป็นบุรุษเหมือนกันสิท่า !


“ว้าว ! เป็นรสหลานเหมยด้วย ! ข้าชอบกินหลานเหมยที่สุด ! น่าเสียดายที่หมดฤดูกาลแล้ว แยมหลานเหมยในร้านหนิงจี้ก็ไม่มีวางขายอีก เมื่อก่อนข้าชอบใช้แยมหลานเหมยมากินกับหมั่นโถว…” หลินฉานเอ๋อร์ในชุดบุรุษยิ้มขอบคุณหลินเว่ยเว่ย ก่อนจะใช้ช้อนไม้เล็กๆ ตักกินมูสเค้กบลูเบอร์รี่


“ว้าว นุ่มมาก พอเข้าปากก็ละลายทันที อร่อยเกินไปแล้ว !” แค่มองก็รู้ว่าหลินฉานเอ๋อร์เป็นนักกินตัวยง พอมูสเค้กเข้าปากแล้ว ตัวนางก็เหมือนจะเปล่งประกายได้เลย ดวงตาก็ระยิบระยับไปหมด


หลินจื่อเหยียนหยิบมูสเค้กออกจากกล่องอาหารจำนวน5กล่อง หยิบเวเฟอร์ไส้ครีมอีกหนึ่งกล่อง ก่อนจะหมุนตัวเดินไปหาเผิงหยูเหยี่ยน เจ้าหนอนหนังสือคนนี้กำลังสนทนาอย่างถูกคออยู่กับหนอนหนังสืออีกสองคนซึ่งไม่ว่าตำราประเภทใดก็เคยอ่านทั้งนั้น ขอแค่เป็นตำราก็สามารถหมกตัวอยู่กับมันได้ ดังนั้นจึงมีเรื่องให้คุยกันอย่างไม่รู้จบ


หลินฉานเอ๋อร์เลิกคิ้วแล้วรีบเดินตามหลังหลินจื่อเหยียนไปด้วยความไม่พอใจ “เจ้านี่อย่างไรกัน ? เอาของคนอื่นไปโดยไม่เกรงใจแม้แต่น้อย เขาไม่กล้าตำหนิเจ้า แต่เจ้าก็ต้องสำนึกได้เองสิ เกิดเป็นมนุษย์จะโลภมากไม่ได้ !”


หลินจื่อเหยียนเชิญบัณฑิตสองสามคนที่กำลังสนทนากันอยู่มากินขนม หลังได้ยินแบบนั้นเขาก็หันไปมองหลินฉานเอ๋อร์ด้วยความประหลาดใจ “ข้าโลภอย่างไร ? นี่เป็นขนมที่พี่รองของข้าทำเองกับมือ ข้าหยิบมาหลายชิ้นแล้วจะเป็นอย่างไร ?”


“หืม ? ขนมที่อร่อยขนาดนี้ พี่รองของเจ้าเป็นคนทำเองหรือ ? โกหกล่ะสิไม่ว่า” หลินฉานเอ๋อร์เห็นเวเฟอร์ไส้ครีมในกล่องอีกใบ มือน้อยๆจึงเอื้อมไปหยิบเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย


หลินจื่อเหยียนรีบปิดกล่องเวเฟอร์ด้วยความโมโห “ใช่ ข้าโกหก ! ขนมของคนโกหก เจ้าก็ยังกล้ากินอีกหรือ ? ไม่กลัวโดยวางยาพิษหรือไร ?”


หลังจากหลินฉานเอ๋อร์กินเวเฟอร์ไส้ครีมจนหมดแล้ว นางก็กินมูสเค้กอีกหนึ่งคำแล้วถึงจะหันไปมุ่ยปากใส่หลินจื่อเหยียน “ดูความใจแคบของเจ้าสิ แค่ขนมชิ้นเดียวไม่ใช่หรือ ! กล้าขู่ว่าด้านในมียาพิษ ถ้ามีแล้วเจ้าจะยังชวนคนอื่นกินหรือไร ? มีเจตนาใดกันแน่ ?”


“ฉานเอ๋อร์ เจ้ามาอยู่ที่นี่เอง ปล่อยให้ข้ากับญาติผู้พี่ตามหาตั้งนาน !” เมื่อเห็นว่าน้องสาวหายมาอยู่ตรงนี้ พี่สี่ของหลินฉานเอ๋อร์ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก


งานแข่งขันกวีในครั้งนี้เขาทนลูกอ้อนของน้องสาวคนเล็กไม่ไหวจึงแอบพานางมาร่วมงานด้วย แต่ยังไม่ทันเข้ามาในคฤหาสน์ก็ถูกญาติผู้พี่จับได้เสียก่อน หวังว่าญาติผู้พี่จะไม่เอาเรื่องนี้ไปฟ้องท่านแม่ ไม่อย่างนั้นเขาได้ก้นลายแน่ !


หลินฉานเอ๋อร์เลียครีมบนริมฝีปาก ก่อนจะฉีกยิ้มอย่างมีความสุขให้พี่ชาย “พี่สี่ คฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงใหญ่แค่นี้เอง ข้าจะหายไปไหนได้ ?” ช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีที่แล้วนางไปเมืองหลวงเพื่อเยี่ยมท่านป้า เรือนพักต่างอากาศของจวนหมินอ๋องยังใหญ่กว่าที่นี่เสียอีก นางยังเดินไม่หลงเลย พี่สี่ก็ขี้กังวลเสียจริง !


หลินชิงหยูเห็นขนมในมือของน้องสาวก็ทราบได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ขนมของคฤหาสน์หลังนี้ เขาจึงขมวดคิ้วมุ่น “ฉานเอ๋อร์ ข้าบอกเจ้ากี่รอบแล้วว่าอย่ากินของคนอื่นมั่วซั่ว ถ้าไปเจอคนชั่วขึ้นมาจะทำอย่างไร ?”


หลังจากกลืนขนมคำสุดท้ายลงคอแล้วหลินฉานเอ๋อร์จึงพูดว่า “พี่สี่ พี่หลินเว่ยไม่ใช่คนเลวสักหน่อย เขาเอาขนมมาแบ่งให้คนอื่นกินตั้งมากมาย พี่สี่ ถ้าท่านเข้าไปตอนนี้อาจยังเหลือก็ได้…ขนมที่พี่หลินเว่ยนำมาด้วยเป็นขนมใหม่ของร้านหนิงจี้ ยังไม่วางขายด้วยนะ อร่อยมากเลย !”


นางรู้ว่าพี่สี่ไม่ชอบกินขนม พอได้ขนมมาแล้วสุดท้ายก็ต้องตกเป็นของนาง พอคิดได้แบบนี้ นางก็กระตุ้นให้หลินชิงหยูไปหาหลินเว่ย


“พี่ชายหลินเว่ย ท่านนี้คือพี่หลินชิงหยูของข้า…บังเอิญมากที่พวกเราแซ่หลินเหมือนกัน เมื่อแปดร้อยปีก่อนเราอาจมีบรรพบุรุษคนเดียวกันก็ได้ !”


หลินชิงหยูอดกลั้นความรู้สึกอยากปิดหน้าตัวเองเอาไว้ เพื่อของกินแล้ว น้องสาวถึงขั้นทำตัวสนิทสนมกับคนอื่นขนาดนี้เชียวหรือ…รู้แล้วว่าเหตุใดท่านแม่จึงกำชับพวกพี่น้องว่าเวลาออกนอกบ้านต้องดูแลน้องสาวให้ดี เพราะไม่เช่นนั้นคงโดนคนอื่นใช้ของกินหลอกล่อไปแล้ว !


พี่ชายหลินเว่ย…เจียงโม่หานหันไปมองคู่หมั้น…ตัวสูงโปร่ง ใบหน้ากระจ่างใส คิ้วหนากว่าเด็กสาวคนอื่นเล็กน้อยและอยู่ในชุดบุรุษจึงค่อนข้างให้ความรู้สึก ‘ยากจะเดาออกว่าเป็นชายหรือหญิง’


ส่วนหลินฉานเอ๋อร์และหลินชิงหยูมีศักดิ์เป็นญาติของเจียงโม่หานอย่างแน่นอน เนื่องจากแซ่หลินคือญาติฝั่งมารดาของเขา พอลองนับลำดับญาติแล้วพี่น้องคู่นี้ก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาโดยไม่ต้องสงสัย !


ชาติก่อนเขาไม่มีโอกาสได้รู้จักกับญาติเหล่านี้จึงไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับสองพี่น้องมากนัก แต่เหมือนจะเป็นเพราะอะไรบางอย่างจึงทำให้หลินฉานเอ๋อร์คนนี้ต้องแต่งงานกับบุรุษเจ้าสำราญที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่คนหนึ่ง หากยืมคำพูดของเด็กน้อยมาใช้ก็คือ ผู้ชายห่วยแตกคนนั้นมีชีวิตไม่ได้ดั่งใจสุดๆ สุดท้ายก็ป่วยหนักจนแทบไม่เหลืออะไรแล้ว


ท้ายที่สุดก็ได้พี่สี่ของนางหนุนหลัง รับตัวนางออกจากบ้านผู้ชายห่วยแตกจนได้ แต่ก็ต้องมีชีวิตซึมเศร้า ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว…คาดไม่ถึงว่าตอนเยาว์วัยนางจะเป็นคนร่าเริงและ…เข้ากับคนอื่นได้ง่ายขนาดนี้ !


หลินเว่ยเว่ยที่ถูกเรียกว่า ‘พี่ชาย’ ก็รู้สึกประทับใจในตัวเด็กสาวที่ร่าเริงและไร้เดียงสาคนนี้มาก ยังเห็นความเป็นนักกินของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย นางจึงส่งเวเฟอร์ไส้ครีมให้อีก “น้อง…ชายท่านนี้พูดถูก ไม่แน่ว่าหากย้อนไปหลายรุ่น พวกเราอาจเป็นญาติกันก็ได้ มาเถิด นี่เป็นของขวัญจากพี่ชาย ไม่มีค่าอะไรหรอก หวังว่าน้องชายจะไม่รังเกียจ…”


[1] ขนมหนิวผีถังสิงร่าง เปรียบเปรยว่า ติดหนึบ เกาะแน่นไม่ยอมปล่อย


ตอนที่ 393: บัณฑิตน้อยเป็นสตรีในชุดบุรุษ?


หลินชิงหยูกำลังจะเอ่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ แต่น้องสาวตัวแสบกลับยื่นมือไปรับขนมอย่างว่องไวแล้วฉีกยิ้มจนหน้าบาน “ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจเลย…ขอบคุณพี่ชายหลินเว่ยมาก !”


หลินชิงหยูหันไปถลึงตาใส่นางแล้วหันไปมองหลินเว่ยอย่างหวาดระแวง…เจ้าหมอนี่ ไม่เรียนหนังสือ ไม่เอาวิชาความรู้ แต่มาหลงมัวเมาอยู่กับอาหาร แค่มองก็รู้ว่าเป็นคนไม่เอาไหน ไม่คิดจะพัฒนาตนเอง มีใครบ้างที่มอบของกินให้คนอื่นตั้งแต่แรกพบ ? คงไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงหรอกกระมัง ?


พอหันไปมองน้องสาวคนเล็ก ปีนี้นางมีอายุ13ปีแล้วก็จริง แม้จะยังดูโง่เขลาแต่รูปร่างหน้าตาก็ถือว่าไม่เลว…ไม่ได้การ เขาจะต้องดูแลน้องสาวสุดใสซื่อให้ดี ไม่อย่างนั้นได้โดนคนล่อลวงไปแน่ !


หลินชิงหยูมองหลินเว่ยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแล้วจงใจถามว่า “คุณชายหลินเว่ยก็มาเข้าร่วมการสอบในปีนี้ด้วยหรือ ? สอบผ่านเซี่ยนซื่อหรือยัง ? คิดว่าจะผ่านระดับฝู่ซื่อหรือเปล่า ? ปีนี้มีแผนจะสอบเยวี่ยนซื่ออย่างไร ?”


หลินเว่ยเว่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “พี่หลินเข้าใจผิดแล้ว ข้ามาเป็นเพื่อนบัณฑิตคนอื่นเท่านั้น” ทำไมหรือ ? กำลังสอดรู้สอดเห็นหรือไร ! ท่าทางอะไรของเจ้า ? เหยียดหยามกันนี่ ? เจ้าสอบได้แล้วมันสุดยอดมากนักหรือ? เจ้าสอบเซี่ยนซื่อผ่านแล้วอย่างไร ? เจ้า…เจ้ารอก่อนเถิด ข้าจะให้บัณฑิตน้อยปราบเจ้า เจอกันที่สนามสอบ !


หลินฉานเอ๋อร์ใช้นิ้วจิ้มหลังพี่สี่เพื่อเตือนเขาว่าให้พอได้แล้ว พี่ชายหลินเว่ยเป็นคนดี อย่าไปผิดใจด้วยเลย !


นางครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถเปลี่ยนหัวข้อสนทนาได้ ทันใดนั้นนางก็หันไปเห็นใบหน้าอันงดงามของเจียงโม่หาน นางรู้สึกประหลาดใจทันที ก่อนจะกระซิบถามหลินเว่ยเว่ยว่า “พี่ชายหลินเว่ย ด้านข้างของท่านนี้…คงไม่ใช่สตรีในชุดบุรุษหรอกกระมัง ? ปลอมตัวไม่เหมือนบุรุษเลยสักนิด ! น่าจะทาผิวให้คล้ำอีกหน่อยแล้วก็เขียนคิ้วให้เข้มขึ้นอีกนิด…”


หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าบัณฑิตน้อยหูดีกว่าคนทั่วไป พอหันไปมองก็พบว่าใบหน้าหล่อเหลานั้นดูมืดมนทันตา นางหัวเราะเสียงดังลั่นในใจ แต่ปากก็ช่วยอธิบายแทนคู่หมั้นว่า “ไม่ใช่หรอก เจ้าเข้าใจผิดแล้ว เขาก็แค่หน้าตาดีมากไปหน่อยเท่านั้น แต่เป็นชายแท้แน่นอน เรื่องนี้ข้ารับประกันได้ !”


เจียงโม่หานเหลือบมองนางด้วยสีหน้าที่ยังดูไม่ค่อยดี…เจ้าจะรับประกันอย่างไร ? เจ้าเคยเห็นหรือเคยจับมาแล้วล่ะ ?


หลินเว่ยเว่ยกะพริบตากลมโต…คราวนั้น ตอนที่กายแนบชิดกันตรงหน้าผา ทั้งสองอยู่ใกล้กันขนาดนั้นแล้วยังมีส่วนไหนที่นางยังไม่เคยสัมผัส ? เฮ้อ…เลิกคิด เลิกคิดเดี๋ยวนี้ มันทำให้นางเริ่มเขินอายแล้ว…


หลินฉานเอ๋อร์เปิดปากสีผลอิงเถาขึ้นเล็กน้อย นางพูดด้วยน้ำเสียงแสนเสียดายปนตื่นเต้น “ไอหยา ! น่าเสียดายใบหน้าเช่นนี้จริงๆ ถ้าเขาใส่ชุดสตรีก็คงเป็นหญิงงามล่มเมืองแน่นอน…”


เจียงโม่หานแค่นเสียงดัง ฮึ แล้วตัดบทสนทนาของอีกฝ่าย “กู่เหนียงท่านนี้เอ่ยวิจารณ์บุรุษซึ่งหน้า เห็นว่ามีมารยาทแล้วหรือ ? เหมาะสมหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยแสร้งทำเป็นตกใจ “กู่เหนียง ? น้องหลิน เจ้า…”


หลินฉานเอ๋อร์พูดด้วยความเขินอายทันที “พี่ชายหลินเว่ย ข้าไม่ได้ตั้งใจหลอกท่าน วันนี้คฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงไม่ต้อนรับแขกสตรี ข้าจึงต้องปลอมตัวแล้วให้พี่สี่พาเข้ามา…”


ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็พุ่งเข้าไปกระซิบข้างหูนางว่า “ขอพูดตามตรง ข้าเองก็เหมือนกับเจ้า…”


“เจ้า ! จะพูดก็พูดสิ แต่ช่วยรักษาระยะห่างกับน้องสาวของข้าด้วย !” หลินชิงหยูเข้าไปดึงตัวนางออกด้วยความหงุดหงิด…แต่ไม่สามารถดึงออกมาได้ !


เจียงโม่หานเข้าไปจับมือเขาไว้ “จะพูดก็พูด อย่าใช้กำลัง !”


พอได้ยินคำพูดนี้แล้ว หลินชิงหยูก็ใจสั่นขึ้นมาทันที ทันใดนั้นเขาก็รีบหันไปมองเด็กหนุ่มที่น้องสาวเรียกว่า ‘พี่ชายหลินเว่ย’ อีกครั้ง อายุไม่น่าจะมาก รูปร่างค่อนข้างเพรียวบาง ใบหน้าหล่อเหลา ยิ้มแล้วดวงตาเป็นเสี้ยวพระจันทร์ มองแล้วน่ารักดี หากมองผิวเผินก็เป็นเด็กหนุ่มยิ้มเก่งคนหนึ่ง แต่ถ้ามองให้ดีแล้ว…แท้จริงก็เหมือนน้องสาว นางเป็นสตรี !


เขารีบชักมือกลับแล้วถอยออกไปสองก้าว จากนั้นก็กลับไปยืนข้างน้องสาว ก่อนจะหันไปมองบัณฑิตรูปงามที่กำลังมองเขาด้วยความไม่พอใจอยู่ข้างๆ ‘นาง’ …คนผู้นี้…คงไม่ใช่สตรีในชุดบุรุษหรอกกระมัง ?


น้องสาวใช้ข้อศอกกระทุ้งเอวเขาสองครั้ง เมื่อหันไปมองก็พบว่าหลินฉานเอ๋อร์กำลังขยิบตาให้และพูดเบาๆว่า “พี่สี่ ท่านกำลังมองเขาตาไม่กะพริบ คงไม่ได้เห็นเขารูปโฉม.งดงามแล้วคิดอะไรเกินเลยใช่หรือไม่ ? ท่านตัดใจเสียเถิด เขาเป็นบุรุษ ! พี่สี่ ท่านคงไม่ได้มีความคิดแบบชายรักชาย…”


“หุบปาก ! ถ้ายังพูดจาสิ้นคิดอยู่แบบนี้ ระวังข้าจะกลับไปฟ้องท่านแม่ว่าให้กักบริเวณเจ้า !” หลินชิงหยูเห็นเจียงโม่หานขมวดคิ้วจึงแทบอยากเอาเข็มมาเย็บปากน้องสาวไว้…วันนี้ไม่ควรพานางมาด้วยจริงๆ


หลินฉานเอ๋อร์โยนเวเฟอร์ไส้ครีมชิ้นหนึ่งเข้าปากแล้วแค่นเสียง ฮึฮึ “ถ้าจะโดนลงโทษ ท่านต้องโดนก่อน อย่าลืมว่าท่านเป็นคนพาข้าออกมา !”


“เจ้า…ข้าไม่ควรใจอ่อนจริงๆ !” หลินชิงหยูโมโหจนจมูกจะบิดเบี้ยวได้อยู่แล้ว น้องสาวตัวแสบและแสนดื้อ แม้ว่าต่อไปนางจะคุกเข่าอ้อนวอน เขาก็จะไม่พานางไปไหนมาไหนด้วยอีกแล้ว !


หลินเว่ยเว่ยเห็นพวกเมิ่งจิ่งหงได้พบกับบัณฑิตที่ถูกชะตากันหมดแล้ว นางจึงหันไปมองบุรุษแสนเย็นชาด้านข้างแล้วเข้าไปจิ้มแผ่นหลังเขาเบาๆ “เหตุใดเจ้าไม่ไปพูดคุยกับคนอื่นบ้าง ?”


เจียงโม่หานตอบกลับ “มีอะไรให้คุย ? คุยเรื่องบทกวีหรือบทความ ? หรือคุยเรื่องดนตรีหมากล้อมอักษรและภาพวาดดีล่ะ ?”


ทำไม ? หรือว่าทั่วแคว้นแดนเหนือแห่งนี้จะไม่มีบัณฑิตที่เข้าตาเจ้าเลย ? ถ้าคำพูดนี้แพร่ออกไป บัณฑิตน้อยจะไม่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนอวดดีและไม่สนโลกหรืออย่างไร ?


เฮ้อ ! บัณฑิตน้อยดีหมดทุกอย่าง ติดแค่นิสัยหยิ่งทะนงเท่านั้นที่ทำให้ผิดใจกับคนอื่นง่าย ! หลินเว่ยเว่ยคิดว่าภารกิจของนางยังอีกยาวไกล…ต้องช่วยสานสัมพันธ์กับคนอื่นแทนคู่หมั้น !


ทว่าจ้าวหลินเฟิงที่ตัวอ้วนและสูงคนนี้ก็ดูเหมือนจะไม่รังเกียจความเฉยชาของบัณฑิตน้อย ตรงกันข้ามยังอยากแลกเปลี่ยนความรู้มากกว่า ตอนแรกยังคิดอยากเข้าสังคมเท่านั้น แต่ยิ่งคุยด้วยแล้ว จ้าวหลินเฟิงก็ยิ่งประหลาดใจ…ประหลาดใจในความรู้และความเข้าใจโลกของบัณฑิตรูปงามคนนี้ โดยเฉพาะความเข้าใจในการดำเนินชีวิตและยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้านอื่นอีก ทำให้อดนับถือไม่ได้เลย


ในสายตาของหลินเว่ยเว่ยคือบัณฑิตที่ดูไม่เหมือนปัญญาชนคนนี้น่าจะ ‘ไม่กลัวสายตาคนอื่น’ เพราะบัณฑิตน้อยชอบเมิน แต่เขาไม่ยอมถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว ตรงกันข้ามคือยังอยากเข้าหามากกว่าเดิม แบบนี้ก็ดี มีบัณฑิตคอยถามโน้นถามนี่กับเจียงโม่หาน อย่างน้อยในงานรวมตัวแบบนี้ก็จะไม่ดูแปลกแยกเสียทีเดียว


ตอนงานแข่งขันใกล้จบลง จ้าวหลินเฟิงก็เห็นเจียงโม่หานเป็นทั้งอาจารย์และสหายไปแล้ว…เข้าใจแล้วว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงหยิ่งทะนงขนาดนี้ ก็เพราะมีสิทธิ์ที่จะหยิ่งไงเล่า ! คงไม่ชอบความเสแสร้งในที่นี้ด้วยกระมัง ?


ดูเจียงโม่หานสิ มีความรู้กว้างขวางแต่กลับทำตัวนอบน้อมในงานแข่งขันกวี ตรงกันข้ามกับตนที่ได้สามอันดับแรกมาครอง แต่ยังทำตัวเป็นเหมือนตัวตลก…เป็นอย่างที่คิดว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือโลกหล้ายังมีคน…


เดิมทีจ้าวหลินเฟิงยังค่อนข้างกังวลอยู่ แต่ท้ายที่สุดเขาก็เริ่มกลับมาสงบได้เหมือนเดิม เขาถามด้วยรอยยิ้ม “วันนี้ได้พูดคุยกับน้องชายจึงทำให้ข้าคิดได้ไม่น้อย ไม่ทราบวันหน้าพอจะมีโอกาสขอคำชี้แนะจากน้องเจียงได้อีกหรือไม่ ?”


เจียงโม่หานมีสีหน้าเรียบเฉย เขาเอ่ยปฏิเสธโดยไม่คิดแม้แต่น้อย “ไม่สะดวก !”


เจ้าอ้วนคนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกับเขาเสียหน่อย เหตุใดต้องเปลืองแรงไปชี้แนะด้วย ? มองจากความรู้ของอีกฝ่ายย่อมสอบติดซิ่วไฉได้อย่างไม่มีปัญหา แล้วยังอยากได้อะไรอีก ? ชิงตำแหน่งก้งหยวน (สอบได้อันดับที่หนึ่งในการสอบระดับเมืองหลวง) น่ะหรือ ? น่าเสียดาย เพราะหากไม่มีข้าอยู่ บางทีเจ้าอาจจะมีโอกาส…


ตอนที่ 394: ว่าใครเป็นหมอนปักลายบุปผา?


หลินเว่ยเว่ยกลัวว่าบัณฑิตน้อยจะรีบตัดบทสนทนา นางจึงรีบพูดอธิบายแทนว่า “บัณฑิตเจียงหมายความว่าหลังจากวันนี้เขาจะต้องเดินทางกลับฉือหลี่โกวของเขตเริ่นอันซึ่งอยู่ไกลมาก เขาจึงไม่สะดวก !”


เขตเริ่นอัน ? เคยได้ยินชื่ออยู่บ้าง เหมือนจะอยู่ไกลมาก ลือกันว่านี่นั่นเป็นเขตภูเขา คนในตัวเมืองก็ไม่ได้มีชีวิตอย่างหรูหรามากนัก ส่วนฉือหลี่โกว…น่าจะเป็นชื่อหมู่บ้านกระมัง ? ไม่เคยได้ยินมาก่อน ! แต่มองจากบุคลิกและเสื้อผ้าของอีกฝ่ายแล้วก็ไม่เหมือนคนที่ขาดแคลนเงินทอง…ขนมของร้านขนมหวานหนิงจี้ก็ไม่ได้ราคาถูก !


จ้าวหลินเฟิงยังพูดอย่างสุภาพอีกสองสามประโยค “ถ้าเช่นนั้นก็น่าเสียดายจริงๆ หากมีโอกาสข้าจะต้องไปเยี่ยมแน่นอน…”


หลินเว่ยเว่ยกลัวบัณฑิตน้อยจะพูดประมาณว่า ‘ไม่มีโอกาส’ ออกมา นางจึงรีบตอบว่า “ที่หมู่บ้านเรามีภูเขาสวยและสายน้ำใส ในฤดูใบไม้ผลิมีบุปผาสีแดงต้นหลิวสีเขียว นกร้องบินว่อน หากพี่จ้าวมาเยือนก็จะเหมือนได้สัมผัสกับธรรมชาติ…”


หลินฉานเอ๋อร์ชิงพูดก่อน “พี่หลินเว่ยคงกำลังเอ่ยถึงอดีตใช่หรือไม่ ? บัดนี้ภาคเหนือเผชิญภัยแล้งหนักขนาดนี้ หากไปเยือนก็คงได้เห็นแต่ความแห้งแล้งกระมัง ?”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “พูดตามตรงว่าในหุบเขาของฝั่งเรามีแอ่งน้ำที่ไม่มีวันแห้งเหือดอยู่ แม้ว่าที่เชิงเขาจะมีฝนตกน้อย แต่บนภูเขาก็ยังพอมีอยู่บ้าง ในฤดูใบไม้ร่วงพวกเรายังเก็บเห็ดได้ไม่น้อย ไก่ป่าตุ๋นเห็ดถือเป็นอาหารจานเด็ดของหมู่บ้านเราเชียวล่ะ !”


พอหลินฉานเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็รีบหันไปพูดกับพี่สี่ทันที “พี่สี่ พอเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วเราไปเที่ยวชมหุบเขาเขียวชอุ่มของบ้านพี่หลินเว่ยกันดีหรือไม่ ?”


หลินชิงหยูตอบด้วยความหงุดหงิด “เลิกคิดได้เลย !” เอาแต่พูดถึงพี่หลินเว่ย เรียกกันสนิทสนมขนาดนั้น แค่ไก่ป่าตุ๋นเห็ดจานเดียวก็หลอกล่อเจ้าได้แล้ว โชคดีที่เจ้าหลินเว่ยเป็นผู้หญิง ไม่อย่างนั้นเขาได้เดินเข้าไปชกหน้าอีกฝ่ายแล้ว !


หลินฉานเอ๋อร์พูดอย่างเจ้าเล่ห์ “ข้าจะไปหาพี่สาม แล้วให้เขาพาข้าไป !” หลินชิงเซียน พี่สามของหลินฉานเอ๋อร์ชอบท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เวลาครึ่งปีมักจะหมดไปกับการท่องเที่ยวอยู่ด้านนอก และในฤดูใบไม้ผลิก็เป็นเวลาที่เขาออกนอกบ้าน !


งานแข่งขันกวีใกล้จบลงแล้ว หลินเว่ยเว่ยเห็นบัณฑิตที่ค่อนข้างโดดเด่นในงานกำลังสนทนาอย่างสนุกสนานอยู่กับเจ้าของคฤหาสน์ นางจึงพูดกับเจียงโม่หานว่า “บัณฑิตน้อย คนอื่นกลัวว่าจะไร้โอกาสได้มีชื่อเสียง แต่เจ้าทำตรงกันข้ามคือซุกซ่อนความสามารถไว้ รอให้คนตกตะลึงทีหลังหรือไร ?”


เจียงโม่หานรับกล่องอาหารมาถือไว้แล้วเหลือบมองนาง “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าซ่อนความสามารถเอาไว้ ? บางทีข้าอาจไม่มีความสามารถจริงๆก็ได้”


หลินเว่ยเว่ยมองเขาด้วยดวงตาโค้งมนและพูดด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ “จะเป็นไปได้อย่างไร ? ทำให้ผู้อาวุโสเซวียยอมรับเป็นสหายได้ จะเป็นแค่หมอนปักลายบุปผาได้อย่างไร ?”


เจียงโม่หานเคาะศีรษะนางทันที “เจ้าว่าใครเป็นหมอนปักลายบุปผา ?”


“หมอนปักลายบุปผาก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว อย่างน้อยก็ดูดี เจ้าว่าจริงหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยใช้สายตาแฝงความนัยมองใบหน้าอันหล่อเหลาของอีกฝ่าย


เจียงโม่หานรู้ว่านางเอาใบหน้าของเขามาล้อเลียนอีกแล้ว รูปโฉมเป็นสิ่งที่พ่อแม่ให้มา ตัวเขาจะทำอะไรได้ ? ดูดีก็ไม่ใช่ความผิดของเขาเสียหน่อย !


เอาเถิด บัณฑิตน้อย เจ้ามันแวร์ซาย !


หลินฉานเอ๋อร์และหลินชิงหยูไปรวมตัวกับญาติผู้พี่ของพวกตน…ในบรรดาบัณฑิตที่สนทนากับเจ้าของคฤหาสน์ก็มีญาติผู้พี่อยู่ด้วย เห็นได้ว่าพวกเขาพอจะเป็นคนมีสติปัญญาอยู่บ้าง


หลังออกมาจากคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงแล้วพวกหลินจื่อเหยียนก็บอกลาสหายใหม่ที่เพิ่งคบหา หลินเว่ยเว่ยยืนอยู่ข้างเจียงโม่หาน เพราะกลัวว่าเขาอยู่คนเดียวแล้วจะดูโดดเด่นจนเกินไป


บนใบหน้าเจ้าของคฤหาสน์เปื้อนด้วยรอยยิ้มแสนอ่อนโยน ขณะเดินเข้ามาหาพวกนาง เขาก็พยักหน้าให้เจียงโม่หาน ก่อนจะพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “วันนี้คุณชายหลินเว่ยมีความสุขหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยพูดตามตรง “ตัวข้าไม่ใช่ปัญญาชนจึงไม่ค่อยสนใจบทกวีอะไรนั่นหรอก แต่ถ้ามีพวกขี่ม้ายิงธนูหรือมวยปล้ำก็จะถูกใจข้ามากกว่า !”


เจ้าของคฤหาสน์มองดวงตาอันเปล่งประกายของนาง ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “คาดไม่ถึงว่าคุณชายหลินเว่ยจะเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ คุณชายหลินเว่ยทิ้งที่อยู่ไว้ได้ หากวันหน้ามีการจัดงานประลองขี่ม้ายิงธนูแล้ว ข้าจะต้องส่งเทียบเชิญให้คุณชายหลินเว่ยแน่นอน”


หลินเว่ยเว่ยขยับเท้าไปหาเจียงโม่หานแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พวกเราไม่ใช่ชาวเมืองจงโจว พรุ่งนี้ก็ต้องเดินทางกลับแล้ว เกรงว่าจะรับเกียรตินี้ไว้ไม่ได้…”


เจ้าของคฤหาสน์พูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย “เช่นนั้นเองหรือ ? น่าเสียดายจริงๆ…กำลังจะถึงการสอบฝู่ซื่อในเดือนสี่แล้ว คุณชายทั้งสองไม่อยู่ที่เมืองจงโจวต่อเพื่อเตรียมตัวสอบหรือ ? ข้ามีผู้อาวุโสสองสามท่านที่มีความรู้ไม่เลว ข้าสามารถแนะนำให้ท่านทั้งสองได้”


หลินเว่ยเว่ยลูบจมูกแล้วพูด “ขอเอ่ยตามตรง ข้าไม่ได้เข้าร่วมการสอบจอหงวน แต่การมาเมืองจงโจวในครั้งนี้ก็เพราะมาเป็นเพื่อนน้องชายและสหายสนิทอีกไม่กี่คน…”


เจ้าของคฤหาสน์บังเกิดความประหลาดใจขึ้นมาทันที “ความสามารถของคุณชายหลินเว่ยโดดเด่นเหนือใคร แค่พูดก็เป็นกวี แล้วทำไม…”


หลินเว่ยเว่ยโบกมือ “ข้าไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้น !”


“แต่ละคนมีความใฝ่ฝันเป็นของตน การแสดงความสามารถของตนก็ไม่ได้อยู่ที่การสอบจอหงวนอย่างเดียว เมื่อครู่คุณชายหลินเว่ยบอกว่าสนใจในการขี่ม้ายิงธนูและมวยปล้ำ หรือท่านยังต่อสู้ได้ด้วย ?” เหมือนว่าเจ้าของคฤหาสน์จะถามอย่างไม่จริงจังมากนัก


หลินเว่ยเว่ยพูดอย่างถ่อมตัว “ไม่กล้าพูดว่าได้หรอก แต่เรียนอย่างผิวเผินมาจากคนอื่นแค่ไม่กี่กระบวนท่าเท่านั้น…”


เจ้าของคฤหาสน์พยักหน้า พอสังเกตเห็นสายตาที่จ้องมาของเจียงโม่หานแล้ว เขาก็ไม่ได้คิดจะถามอีกต่อไป เพียงพูดว่า “รอให้ถึงการสอบในเดือนสี่แล้วที่คฤหาสน์จะจัดงานประลองปาลูกดอก ยิงธนู ล่าสัตว์และกิจกรรมอื่นๆ หากทั้งสองท่านสนใจก็สามารถมาเข้าร่วมได้”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “ขอบคุณสำหรับคำเชิญของท่านมาก พอถึงตอนนั้นแล้วเวลาเป็นใจ เราจะต้องมาเข้าร่วมแน่นอน…”


เมื่อเจ้าของคฤหาสน์ไปบอกลาบัณฑิตคนอื่นแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ลูบเหงื่อที่ไม่มีอยู่บนหน้าผาก จากนั้นก็หันไปพูดกับเจียงโม่หาน “บัณฑิตน้อย เจ้าของคฤหาสน์เป็นมิตรเกินไปหน่อยหรือไม่ ? ข้าท่องบทกวีแค่บทเดียวก็ทำให้เขาสนใจได้แล้วหรือ ?”


เจียงโม่หานละสายตาเปี่ยมความนัยออกจากแผ่นหลังเจ้าของคฤหาสน์แล้วพูดกับเด็กน้อยว่า “ต่อไปก็อยู่ห่างเขาหน่อย !”


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะร่าเพราะตีความหมายของเขาผิดไป “บัณฑิตน้อย ความหึงหวงของเจ้าเกิดขึ้นได้อย่างกะทันหันเหมือนกัน เขาอายุเท่าพ่อของข้าได้เลย ! อีกอย่างคือตอนนี้ข้าเป็นผู้ชาย เขาคงไม่ได้มีความคิดแบบชายรักชายประมาณนั้นหรอกกระมัง ?”


“จริงจังหน่อย ! สัญชาตญาณบอกข้าว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา !” เจียงโม่หานมีใบหน้าบึ้งตึง เขากำลังครุ่นคิดว่าในชาติที่แล้วเจ้าของคฤหาสน์ศาสตร์หกแขนงได้รับบทบาทเป็นอะไรกันแน่…


หลินเว่ยเว่ยรีบแสร้งทำเป็นจริงจัง “ได้ พูดเรื่องสำคัญกัน…เย็นนี้จะไปกินข้าวที่ไหน แล้วกินอะไร ?”


เจียงโม่หานก้มหน้ามองกล่องอาหารที่ว่างเปล่าในมือ…กินขนมไปเยอะแยะขนาดนี้ เจ้ายังมีกระเพาะซ่อนอยู่ที่อื่นอีกหรือ ?


หลินเว่ยเว่ยลูบหน้าท้องอันแบนราบของตน…ขนมคือขนม จะแทนที่อาหารหลักได้อย่างไร ? อีกอย่างกว่าจะได้เข้าเมืองจงโจวสักหนไม่ใช่เรื่องง่าย หากไม่ชิมของอร่อยที่นี่แล้วจะไม่เท่ากับมาเสียเที่ยวหรือไร ?


เจียงโม่หานส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “อาหารเสฉวนของหอจุ้ยเกามีแบบดั้งเดิมมากมาย ถ้าอย่างไร…ไปลองชิมหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยเงยหน้ามองเขา “บัณฑิตน้อย เจ้าดูคุ้นเคยกับเมืองจงโจวมากเลย ! แม้แต่ร้านอาหารของที่นี่ เจ้าก็รู้จักดี บอกมา ! ในอดีตเจ้ามาที่นี่บ่อยใช่หรือไม่ ?”


[1] หมอนปักลายบุปผา เปรียบเปรยว่า งดงามแต่ไร้สมอง


[2] แวร์ซาย เป็นคำด่ายอดฮิตสำหรับชาวโซเชียลมีเดียประเทศจีน แปลว่า ตอแหลหรือดัดจริต


ตอนที่ 395: มีแค่บัณฑิตน้อยที่รู้ใจข้า


เจียงโม่หานใช้พัดเคาะศีรษะของนาง “อดีต ? เจ้าเห็นข้าเป็นคนที่มีเงินเข้าร้านอาหารได้หรือ ? ข้าแค่จำจากที่คนอื่นพูดกันเท่านั้น !”


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดตาม…ก็จริง ตอนที่นางเพิ่งทะลุมิติมา ทั้งสองครอบครัวยากจนยิ่งกว่าอะไร ! ครอบครัวของบัณฑิตน้อยอาศัยเงินจากงานเย็บปักของน้าเฝิงและยังต้องคอยหาของขวัญเพื่อให้เขาผูกสัมพันธ์กับเหล่าบัณฑิต เวลาจะไปร้านอาหารข้างทางทีหนึ่งก็ต้องกัดฟันประหยัดอยู่นานสองนาน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงร้านอาหารระดับสูงเลย


“ไป ไปกินอาหารเสฉวนที่หอจุ้ยเกา ! เอ๋ หอสูงที่สุดน่ะหรือ ? มันสูงเท่าไหร่กันเชียว ? สูงเหมือนดวงดาวที่เอื้อมมือคว้าไม่ถึงนั่นหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยไม่อยากให้บัณฑิตน้อยนึกถึงเรื่องในอดีตจึงแกล้งถามเขา


เจียงโม่หานหัวเราะเบาๆ “จุ้ยมาจากคำว่า ‘เมา’! เมามายในหอตระหง่าน เทพเซียนเข้าสู่ห้วงฝัน เป็นความหมายนี้ต่างหาก !”


“เทพเซียนเข้าสู่ห้วงฝัน ? ฮ่าฮ่า ! เหตุใดต้องรอให้เทพเซียนเข้าสู่ห้วงฝัน ? ดูนี่…” หลินเว่ยเว่ยชี้จมูกตัวเอง “เทพธิดาอยู่นี่แล้ว มนุษย์ทั้งหลายรีบมาคารวะเร็วเข้า !”


เจียงโม่หานกวาดตามองนาง “เจ้าน่ะหรือ ? กล้าเปรียบตนเป็นเทพธิดา ? สาวใช้กวาดพื้นข้างกายเทพธิดาก็ว่าไปอย่าง !”


หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปากสีอมชมพูแล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเคยเห็นสาวใช้ที่เก่งและร้ายกาจขนาดนี้หรือ?”


เจียงโม่หานพูดอย่างไม่เกรงใจ “หากสาวใช้ไม่เก่งแล้วจะคอยอยู่รับใช้ข้างกายเทพธิดาได้อย่างไร ?”


หลินเว่ยเว่ยโมโหจนเอื้อมมือไปดึงกระเป๋าที่เอวของเขาออกมาจนแทบจะดึงเอวเขาหลุดตามมาด้วย นางหัวเราะใส่เขาอย่างชั่วร้าย “ไม่มีเงินแล้วข้าจะดูสิว่าเจ้าจะเอาเงินที่ไหนใช้จ่าย สุดท้ายก็ไม่ต้องมาขอร้องเทพธิดาน้อยคนนี้หรือ ?”


“เวลาที่ท่านอ๋องหรือบุตรขุนนางออกจากบ้านก็ไม่ต้องพกเงินติดตัว พวกเขาให้บ่าวรับใช้คนสนิทถือเงินและควักจ่าย…” หลังจากพูดจบเจียงโม่หานก็เหลือบมองกระเป๋าถักในมือของนาง


หลินเว่ยเว่ยรีบโยนกระเป๋าคืนให้เขาแล้วกระทืบเท้าด้วยความโมโห ก่อนจะเดินนำไปข้างหน้า เจียงโม่หานก้มหน้ามองแผ่นหินบนพื้น…ยังดีที่ไม่กระทืบจนหินแตก เขาไม่อยากให้คนไปรายงานทางการแล้วต้องรับโทษข้อหาทำลายทรัพย์สินสาธารณะ !


“เจ้าเดินผิดทางแล้ว ต้องทางนี้ !” เจียงโม่หานเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี เด็กน้อยที่เดินไปไกลพอสมควรแล้วพลันหยุดฝีเท้า จากนั้นก็หันมาจ้องเขาอย่างเคียดแค้นแล้วจึงจะเดินกลับมา ตอนเดินผ่านเขาไปก็ยังเค้นเสียง ฮึ อย่างเย็นชา


เมื่อหลินจื่อเหยียนเห็นแบบนั้นก็เดินมาหาเจียงโม่หานแล้วกระซิบถามเบาๆ “พี่เขยรอง ท่านทำให้นางโมโหหรือ ? ท่านจบเห่แล้ว เพราะพี่รองของข้าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น !”


หืม ? เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าเด็กคนนี้โกรธง่ายหายเร็ว ? เพราะนางเลือกแสดงความเจ้าคิดเจ้าแค้นกับคนที่สมควรเท่านั้น


หลินเว่ยเว่ยหยุดยืนอยู่หน้าสิ่งก่อสร้างอันสูงตระหง่าน ตราประทับที่เหมือนยันต์ไล่ผีด้านบนทำให้นางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว…น่าจะเป็นร้านอาหารแล้วใช่หรือไม่ ? ป้ายร้านเหมือนยันต์ไม่มีผิด ทำให้คนมองสับสนแล้วจะดึงดูดลูกค้าได้อย่างไร ? แต่หน้าร้านก็มีรถม้าจอดตลอดแนว การค้ายังถือว่าดีใช้ได้ !


“เข้าไปสิ มัวยืนทื่อทำไม ?” เจียงโม่หานเดินผ่านตัวนางเข้าไปในร้านอาหาร ‘ผีสิง’ แห่งนี้ ที่แท้อักษรยึกยือสามตัวข้างบนก็คือคำว่า ‘หอจุ้ยเกา’!


มุมปากของหลินเว่ยเว่ยกระตุก ก่อนจะเดินตามบัณฑิตน้อยเข้าไปในร้าน เสี่ยวเอ้อร์ที่มาต้อนรับก็พูดด้วยน้ำเสียงเจือความขอโทษ “ต้องขออภัยนายท่านด้วยขอรับ ห้องอาหารเต็มแล้ว ท่าน…พอจะนั่งที่ห้องโถงแห่งนี้ได้หรือไม่ขอรับ ?”


หลินเว่ยเว่ยไม่มีปัญหาอะไรเพราะร้านอาหารที่ขายดีในชาติก่อนก็ยังต้องต่อแถวรอโต๊ะอยู่นอกร้านด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ว่าคนอื่นจะชินกับความจอแจในห้องโถงหรือเปล่า


นางหันไปมองทางบัณฑิตน้อย ประมาณว่าหากเขาไม่มีปัญหา คนอื่นก็ไม่มี


เจียงโม่หานพยักหน้าแล้วเดินไปยังโต๊ะที่อยู่ตรงมุมฝั่งหนึ่งที่สามารถนั่งได้7คน พวกเขาสั่งต้มเลือดหม่าล่า เนื้อแล่ต้ม หมูสองไฟ ไก่เผ็ด ปลาห้าสหายและยังมีซี่โครงซอสถั่วเหลืองแบบทางเหนืออีกหนึ่งจาน ปริมาณที่ให้มาถือว่าเยอะมาก คนทั้งโต๊ะจึงได้กินอย่างอิ่มหนำ


น่าเสียดายที่หยางยี่หรานกินเผ็ดไม่ได้ เขาจึงต้องกินข้าวคำหนึ่งตามด้วยกินน้ำตามหนึ่งอึก กินจนน้ำมูกน้ำตาไหล ทั้งแสบลิ้นแต่ก็มีความสุข ข้าวกินไม่อิ่มแต่ก็ดื่มจนอิ่มเสียก่อน !


หลินจื่อเหยียนวิจารณ์ไก่เผ็ด “ทอดนานไป เนื้อไก่จึงแข็งไปหน่อย มีแค่รสเผ็ด กลิ่นหอมก็น้อย ยังมีหมูสองไฟที่มันเยอะเกินไป ฝีมือยังห่างชั้นจากพี่รองมาก ! พี่เขยรอง ร้านอาหารที่ท่านแนะนำ ฝีมือของพ่อครัวไม่เท่าไรเลย !”


ชาติก่อน หลังสอบติดซิ่วไฉแล้ว เจียงโม่หานก็ถูกเชิญมาร่วมกินอาหารที่หอจุ้ยเกาแห่งนี้ คนที่ชอบกินเผ็ดอย่างเขาก็ประหลาดใจกับอาหารเสฉวนของที่นี่มาก พอกลับมาเกิดใหม่แล้วได้กินอาหารของที่นี่อีกครั้ง…ธรรมดาไปหน่อยจริงๆ


อาจเพราะเมื่อชาติก่อนต้องลำบากมานาน ต้องดิ้นรนอยู่กับความอดอยากและความหนาวเหน็บจึงทำให้เขาไม่เคยได้กินอาหารดีๆมาก่อน อาหารของที่นี่จึงกลายเป็นความทรงจำน่าประทับใจที่สุด ในชาตินี้ข้างกายมีสตรีทำอาหารเก่ง นางมักสรรหาวิธีทำอาหารเลิศรสมาให้กินจนรสนิยมการกินของเขาเปลี่ยนไปจึงเป็นธรรมดาที่จะไม่ชอบอาหารเสฉวนของหอจุ้ยเกาอีก…


หลินเว่ยเว่ยกินอย่างเอร็ดอร่อย ชาติก่อนนางเติบโตในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ไม่ว่าอาหารแบบใดก็กินได้อย่างเอร็ดอร่อยทั้งนั้น


แม้ว่าเมิ่งจิ่งหงและหลิ่วจงเทียนจะเคยกินอาหารฝีมือหลินเว่ยเว่ยมาหลายครั้งแล้ว แต่การที่อาหารเสฉวนของหอจุ้ยเกามีชื่อเสียงในเมืองแห่งนี้ มันย่อมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในสายตาของทั้งสองคนคือรสชาติอาหารเสฉวนนี้ถือว่าไม่เลว !


หลังกินไปได้พอสมควรแล้วทุกคนก็เริ่มดื่มชาเพื่อย่อย ที่จริงการนั่งฟังคนอื่นพูดก็สนุกดีเหมือนกัน พวกเขาได้ยินข่าวใหม่พอสมควร เช่น เหมือนว่าลูกค้าโต๊ะข้างๆ จะเป็นพ่อค้าและกำลังพูดถึงตลาดการค้าใหญ่แถบชายแดนที่จัดขึ้นปีละครั้ง


เพราะราชวงศ์ใหม่เพิ่งก่อตั้ง เหตุการณ์ภายในยังไม่สงบ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวตงหูรุกล้ำชายแดนเข้ามา ฮ่องเต้จึงเปิดตลาดการค้าข้ามเขตแดนในเขตเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากเมืองจงโจวไปทางเหนือประมาณ100ลี้ เดือนสองถือเป็นช่วงที่ชาวตงหูขาดแคลนเสบียงอาหาร ตลาดการค้าประจำปีจึงเกิดขึ้น


จากคำพูดของลูกค้าโต๊ะข้างๆ จึงทำให้ได้รู้ว่าที่ตลาดแห่งนั้นสามารถแลกเปลี่ยนสมบัติล้ำค่าของชาวตงหูได้ไม่น้อย อย่างเช่นไข่มุกเม็ดใหญ่กว่าองุ่นชั้นดี รากโสมขนาดเท่าแขนเด็กแล้วก็ยังมีพวกขนสัตว์อันล้ำค่า ผู้คนสามารถนำของมาแลกเปลี่ยนกันได้ หรือจะจ่ายด้วยเงินก็ได้เช่นกัน ทว่าตั๋วแลกเงินไม่ได้เป็นที่ยอมรับของชาวตงหู!


เจียงโม่หานเห็นหลินเว่ยเว่ยฟังอย่างเคลิบเคลิ้มจึงเคาะที่หลังมือนางแล้วถามว่า “ทำไมหรือ ? อยากไปเที่ยวหรือไร ?”


“มีแต่บัณฑิตน้อยที่รู้ใจข้า !” หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “หนึ่งปีมีแค่ครั้งเดียว ถ้าพลาดก็น่าเสียดายแย่ ในเวลานี้ของปีหน้าพวกเราน่าจะเดินทางไปสอบที่เมืองหลวงกันแล้ว ! ไม่รู้ว่าจะยังมีโอกาสได้เห็นตลาดใหญ่ที่ชายแดนอีกหรือไม่ !”


‘พวกเรา’ อะไรกัน? เป็นข้าที่ต้องเข้าสอบต่างหาก เด็กคนนี้ร่าเริงสดใสไม่ยอมปล่อยให้ตนทุกข์ใจ คงไม่ได้คิดจะตามเขาไปที่เมืองหลวงหรอกกระมัง? หัวใจเปี่ยมความอิสระนี้เกรงว่าแดนเหนือจะกักขังนางไว้ไม่ได้!


เมื่อนึกถึงความใจกล้าบ้าบิ่นของนาง ถ้าปีนี้ไม่ได้ไป แล้วปีหน้าเกิดอยากไปขึ้นมาก็อาจจะแอบไปที่ชายแดนคนเดียวได้เลย ช่างเถิด เขาติดหนี้นางไว้ ไปเป็นเพื่อนนางสักครั้งก็แล้วกัน อย่างน้อยมีเขาคอยดูแล นางคงไม่ซุกซนมากเกินไป!


เจียงโม่หานถามคนอื่น “พวกเจ้าจะไปเปิดหูเปิดตาที่ตลาดใหญ่ประจำปีในเขตอวี้อันหรือไม่ ?”


เมิ่งจิ่งหงสนใจอยู่บ้าง แต่หลิ่วจงเทียนเข้ามาห้ามเขาไว้ “เหลือเวลาไม่ถึงสองเดือนก็จะสอบฝู่ซื่อแล้ว พวกเราไม่ไปด้วยดีกว่า”


[1] เทพเซียนเข้าสู่ห้วงฝัน เปรียบเปรยถึงการนอนหลับฝันดี หลับสบาย หลับลึก


ตอนที่ 396: ส่งสายตาให้เจ้าก็จงรู้ตัว


เมิ่งจิ่งหงเหมือนโดนเทน้ำเย็นราดศีรษะขึ้นมาทันที จริงสิ การสอบระดับเซี่ยนซื่อในครั้งนี้ รายชื่อเขาอยู่อันดับท้ายแถว ถ้ายังไม่พยายามอีกในช่วงสองเดือนสุดท้ายนี้ การสอบระดับฝู่ซื่อก็ต้องเข้าขั้นอันตรายอย่างแน่นอน ช่างเถิด ต่อไปถ้ามีโอกาสแล้วค่อยไปเที่ยวเขตอวี้อันก็ยังไม่สาย !


เดิมทีหนอนหนังสืออย่างเผิงหยูเหยี่ยนก็ไม่ชอบร่วมความสนุกกับคนอื่นอยู่แล้ว หลังครุ่นคิด เขาก็อยากไปเขตเริ่นอันกับพวกเมิ่งจิ่งหงเพื่อขอคำชี้แนะจากอาจารย์ฟ่านและอาจารย์ท่านอื่นที่สำนักศึกษา สำหรับเขาแล้ว อ่านตำราเพิ่มอีกสองเล่มก็ดีกว่าการไปดูตลาดการค้าข้ามเขตแดนอะไรนั่น


แต่หลินจื่อเหยียนมีหัวใจของเด็กหนุ่ม เขาหาเหตุผลที่คิดว่าดีแล้วให้ตนเอง “อ่านตำราพันเล่มไม่สู้การเดินทางพันลี้ อีกอย่างข้าก็ไม่วางใจให้พี่รองไปคนเดียว…”


คนเดียว ? เจ้าเห็นข้าตายไปแล้วหรือ ? เจียงโม่หานรีบส่งสายตาเย็นชาให้เจ้าเด็กคนนี้รู้ตัว


วันรุ่งขึ้น คนทั้งเจ็ดแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเดินทางกลับเขตเริ่นอันส่วนอีกกลุ่มมีหลินเว่ยเว่ยเป็นแกนนำแล้วเดินทางขึ้นเหนือไปยังเขตอวี้อัน


ระยะทางร้อยลี้ รถม้าต้องใช้เวลาเดินทาง2-3วัน การเดินทางขึ้นเหนือต้องเผชิญลมแรง หากเดือนสองของภาคใต้เป็นฤดูใบไม้ผลิที่ดอกไม้ผลิบานแล้วเส้นทางที่ไปยังเขตอวี้อันยังเต็มไปด้วยหิมะ


หลินเว่ยเว่ยนั่งขัดสมาธิอยู่ในรถม้าแล้วจุดไฟในเตาให้แรงกว่าเดิม หลังหยิบเกาลัดที่คั่วจนสุกแล้วให้เจียงโม่หาน นางก็เปิดม่านหน้าต่างเพื่อชมโลกภายนอก หิมะตกไม่หยุดไม่หย่อน นางจึงรีบปิดม่านหน้าต่างลงอย่างดี “ไม่รู้ว่าหิมะจะตกไปถึงเมื่อใด”


นางรู้สึกสับสนเล็กน้อย ถ้าหิมะไม่หยุดตกสักที ตลาดการค้าในปีนี้ยังจัดได้อยู่หรือ ? แต่นางก็แอบคาดหวังในใจว่าหิมะจะตกนานอีกหน่อย เพราะอย่างไรมันก็ช่วยบรรเทาความแห้งแล้งในภาคเหนือได้ชั่วระยะหนึ่ง


เจียงโม่หานป้อนเกาลัดที่ปอกเปลือกเสร็จแล้วให้นาง “น่าจะตกอีกไม่นาน”


เป็นอย่างที่พูด ต่อจากนั้นประมาณหนึ่งชั่วยาม หิมะก็ค่อยๆหยุดตก ฟ้าเริ่มสว่าง เมื่อเปิดม่านรถม้าขึ้นมาก็เห็นสภาพอากาศหนาวเย็นด้านนอก ทำให้จิตวิญญาณของผู้คนอดสั่นสะท้านไม่ได้ หลินเว่ยเว่ยหันมามองเจียงโม่หานด้วยความประหลาดใจ “เจ้าคงไม่ใช่จูเก่อเลี่ยง ( ขงเบ้ง ) กลับชาติมาเกิดใหม่ เพราะมีความรู้ด้านดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์จึงได้รู้อดีตและอนาคตโดยการนับนิ้วมือหรอกกระมัง ?”


แม้จะไม่รู้ว่าจูเก่อเลี่ยงเป็นใคร แต่เจียงโม่หานก็ตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะมีความรู้แบบนั้นได้อย่างไร ก็แค่คาดเดาแล้วบังเอิญถูกต้อง”


ภาคเหนือในอดีตชาติ พอเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้วก็เริ่มกลับมาแห้งแล้งอีกครั้ง กระทั่งถึงฤดูหนาวแล้วจึงค่อยๆบรรเทาลง ด้วยเหตุนี้หิมะย่อมจะตกได้อีกไม่นาน…


หลินจื่อเหยียนกอดเสื้อคลุมไว้แน่นพลางพูดกับหลินเว่ยเว่ย “พี่รอง ยิ่งขึ้นเหนือยิ่งหนาว ได้ยินว่าชาวตงหูล้วนอาศัยอยู่ในกระโจม พวกเขาทนอากาศที่หนาวเหน็บขนาดนี้ได้อย่างไร ?”


“ความเคยชิน ! ก็เหมือนคนภาคใต้ที่พอมาเยือนภาคเหนือของเราก็คิดว่าอากาศหนาวมาก แต่พวกเราชินแล้ว เหตุผลเดียวกันนั่นแหละ !” หลินเว่ยเว่ยนึกถึงชาวเอสกิโมในอดีตชาติ อุณหภูมิติดลบหลายสิบองศาแต่ยังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านหินหรือบ้านที่สร้างจากน้ำแข็งได้อย่างสบาย สภาพชีวิตของชาวตงหูคงไม่ต่างอะไรจากพวกเขา ?


เนื่องจากหิมะตก พื้นจึงลื่น พวกนางต้องใช้เวลาเดินทาง3วันจึงมาถึงพื้นที่ใต้ปกครองของเขตอวี้อัน เดิมทีหวังได้เห็นเมืองขนาดเล็กที่เจริญรุ่งเรือง แต่ใครจะรู้ว่าได้มาเจอสภาพบ้านเมืองโทรมๆ กระท่อมหลังเก่า บ้านหินผุพัง ถนนดินโคลนสายเล็กๆ ยังรวมถึงทุ่งหญ้าแห้งเหี่ยวที่มีให้เห็นอย่างไร้สิ้นสุดนอกตัวเมือง เมื่อลมหนาวพัดมา ต้นหญ้าแห้งเหี่ยวก็ลอยมาตามลม น่าหดหู่ใจสุดๆ


เมื่อเห็นท่าทางผิดหวังของหลินเว่ยเว่ยแล้ว เจียงโม่หานก็อธิบายว่า “เมื่อสามปีก่อนอวี้อันแห่งนี้เป็นเมืองขนาดเล็กที่แสนจะธรรมดาและอยู่ติดชายแดน ที่นี่มีแต่ความเหน็บหนาว พืชผลที่มีย่อมไม่เพียงพอต่อการจ่ายภาษีด้วยซ้ำ การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิและฤดูหนาวของทุกปียังมีชาวตงหูเข้ามาปล้นสะดมไปด้วย มีแค่ช่วงสองปีหลังที่ฮ่องเต้ประสงค์เชื่อมสัมพันธ์กับชาวตงหูจึงได้เปิดตลาดการค้าข้ามเขตแดนขึ้นมา…”


ทว่าในเวลาไม่ถึงสิบปีข้างหน้า เขตอวี้อันแห่งนี้จะกลายเป็นเมืองชายแดนขนาดใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจนสามารถเก็บภาษีได้มากที่สุด กลายเป็นสะพานเชื่อมการค้าของต้าเซี่ยและตงหู แม้แต่เชื้อพระวงศ์ตงหูก็ยังปลอมตัวมาแลกเปลี่ยนเครื่องลายครามอันงดงามและเครื่องหยกอันล้ำค่าที่นี่ด้วย…


“หากตลาดการค้าข้ามเขตแดนนี้สามารถเปิดต่อไปได้ เช่นนั้นการลงทุนก็คงมีเพิ่มมากขึ้น !” ดวงตาอันเปล่งประกายของหลินเว่ยเว่ยจับจ้องไปที่บ้านหินเตี้ยๆเหล่านั้น ถ้าที่นี่มีการขายพวกหนังสัตว์ หากสร้างร้านค้าขึ้นมาแล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวว่าจะปล่อยเช่าไม่ได้ !


เจียงโม่หานหันไปมองนางแวบหนึ่งแล้วถอนหายใจในความฉลาดหาเงินของนาง ถ้านางไม่ได้กลับชาติมาเกิดเหมือนเขาก็หมายความว่าสายตาของนางพิเศษมากทีเดียว


เจียงโม่หานพูดขึ้นมา “อย่างน้อยภายในสามปีนี้ ตลาดการค้าข้ามเขตแดนของที่นี่ก็จะไม่โดนถอดถอน”


ในฤดูร้อนของปีนี้พวกกบฏจากราชวงศ์ก่อนยังรอโอกาส ด้านแคว้นหนานซือและแคว้นซีเหลียงกำลังพิพาทกันอยู่จึงไม่สามารถใช้กำลังทหารกับตงหูได้ ดังนั้นการเปิดตลาดการค้าข้ามเขตแดนจึงเป็นการสนับสนุนให้ต้าเซี่ยกับตงหูได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเป็นวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาด้านความขัดแย้งได้


“สามปี ! ถ้าเช่นนั้นเริ่มลงทุนตั้งแต่แรกก็จะได้กำไรหลายเท่า…บัณฑิตน้อย เราจะลงมือดีหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ย ยิ้มตาหยีและเห็นฟันขาว


เจียงโม่หานหัวเราะเบาๆ “ในใจของเจ้าไม่ได้มีคำตอบอยู่แล้วหรือ ?”


“ต่อไปเจ้าจะเป็นผู้นำครอบครัว ข้าจึงต้องถามความเห็นจากเจ้าก่อนอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะคิดว่าข้าไม่เห็นเจ้าอยู่ในสายตา…แต่ที่จริงแล้วเจ้าอยู่ในใจของข้าตลอด !” ตอนพูดถึงประโยคสุดท้าย ท่าทางโลภเงินของหลินเว่ยเว่ยก็เปลี่ยนเป็นความเสน่หาเข้ามาแทนที่


เจียงโม่หานครุ่นคิด ก่อนจะพูดว่า “ต่อไปเรื่องเล็กของบ้านเราจะมีเจ้าเป็นคนตัดสินใจ ส่วนเรื่องใหญ่…เราสองคนปรึกษากันแล้วค่อยตัดสินใจ” เด็กคนนี้ไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไป มีหลายเรื่องที่หากไม่ใช่เพราะเขากลับชาติมาเกิดใหม่ก็ไม่มีทางมองได้กระจ่างเท่านาง ! แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เรื่องหาเงินเท่านั้น…


“ถ้าเช่นนั้นเจ้าคิดว่าซื้อบ้านหรือร้านค้าเอาไว้สักสองสามหลังที่เขตอวี้อันถือเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็ก ?” หลินเว่ยเว่ยถามด้วยรอยยิ้ม


เจียงโม่หานพูด “เรื่องเล็กแบบนี้เจ้าตัดสินใจเลย !”


หลินเว่ยเว่ยเปิดกระเป๋าถักของเขาแล้วหยิบตั๋วเงินออกมาหนึ่งใบ “ได้ ! ข้าจะไปถามคนแถวนี้…”


“หากไม่สามารถหาร้านที่เหมาะสมได้ เจ้าสามารถไปหาซื้อที่ดินทางฝั่งตะวันออกของที่ว่าการเขต แล้วเราสร้างร้านใหม่เองได้ !” ชาติก่อนเขาเคยมารับหน้าที่ดูแลตลาดการค้าข้ามเขตแดนอยู่พักหนึ่ง เขตอวี้อันเริ่มเติบโตและการพัฒนาเริ่มจากใจกลางสู่ทางตะวันออก ศูนย์กลางเดิมของเมืองจึงเริ่มอยู่ไกลและโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ


คนในเมืองก็ไม่ได้โง่ พวกเขานึกถึงโอกาสที่เขตอวี้อันจะพัฒนาได้ ดังนั้นคนส่วนใหญ่จะปล่อยให้เช่าลานหน้าบ้านแล้วตัวเองไปอยู่ข้างหลังแทน เพราะกลัวว่าหากขายบ้านแล้วพวกตนจะไปอยู่ที่ใด ?


หลินเว่ยเว่ยเดินในเขตอวี้อันอยู่นานสองนานแต่หาซื้อร้านหรือบ้านดีๆไม่ได้สักหลัง นางจึงถอนหายใจ “ดูท่าแล้วมีแค่ต้องซื้อที่ดินเพื่อสร้างเอง…แต่เรามีเวลามาสร้างร้านที่นี่หรือ ?”


เจียงโม่หานลูบหางเปียน้อยๆของนาง ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไร หากจะบดหน้าดินก็ต้องรอให้ถึงช่วงที่มีอากาศอบอุ่นก่อน พอถึงเวลานั้นการสอบเยวี่ยนซื่อก็จบลงแล้ว ก่อนจะถึงการสอบเซียงชื่อก็ยังมีเวลาเหลืออีก4เดือน ย่อมมากพอให้สร้าง !”


ตอนที่ 397: เจ้าน่าหลงใหลขนาดนี้…แหวะ!


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยความลังเล “แต่ว่า…จะไม่ส่งผลกระทบต่อการอ่านตำราของเจ้าหรือ ?”


เจียงโม่หานยิ้มอย่างมั่นใจ “เจ้าเห็นว่าตอนนี้ข้าเอาแต่อ่านตำราอย่างนั้นหรือ ? สิ่งที่ควรเรียนและสิ่งที่ควรรู้ได้อยู่ในนี้หมดแล้ว !” ขณะพูดเขาก็ชี้ไปที่ขมับของตน


หลินเว่ยเว่ยมองรอยยิ้มของเขาอย่างโง่งม “บัณฑิตน้อย ท่าทางมั่นใจของเจ้าช่างดูน่าหลงใหล…”


“แหวะ…” หลินจื่อเหยียนทำท่าอยากอาเจียนอยู่ด้านข้าง


หลินเว่ยเว่ยหุบยิ้มแล้วหันไปถลึงตาใส่เขาทันที “เจ้าอยากตายหรือไร ?”


หลินจื่อเหยียนแกล้งไม่รู้เรื่อง “ช่วงสองสามวันนี้ต้องกินมื้ออดมื้อ เย็นมื้อร้อนมื้อ อาจเพราะท้องไส้ไม่ดีจึงอยากอาเจียนขึ้นมา…”


“อย่างนั้นเองหรือ ถ้าท้องไส้ไม่ดีแล้ว ช่วงหลายวันนี้เจ้าก็กินแค่ข้าวต้มไปก่อนแล้วกัน…บัณฑิตน้อย เมื่อครู่ข้าเห็นคนขายแกะจากทุ่งหญ้าด้วย ได้ยินว่าแกะชนิดนี้มีมันแทรกเยอะ เวลาเอามาย่างแล้วรสชาติจะอร่อยเป็นพิเศษ…” หลินเว่ยเว่ยจงใจทำท่ากลืนน้ำลายแล้วใช้หางตาเหลือบไปสังเกตสีหน้าของน้องชาย


หลินจื่อเหยียนทำสีหน้าทรมาน…นี่เรียกว่ายกหินขึ้นมาแต่กลับหล่นทับเท้าตัวเองหรือเปล่า ? ฝีมือย่างเนื้อของพี่รองเรียกได้ว่าสุดยอด โดยเฉพาะแกะเสียบไม้ย่างที่ไม่มีกลิ่นเหม็นสาบของแกะแม้แต่น้อย รสชาติอร่อยเกินบรรยาย พอได้กินแล้วไม่อาจลืมเลือน…


คนขายแกะเป็นชาวตงหู แม้จะสื่อสารกันไม่รู้เรื่องแต่ก็ไม่ใช่ปัญหา แค่ใช้ภาษามือก็รอดแล้ว ท้ายที่สุดหลินเว่ยเว่ยก็ใช้เงิน2ตำลึงซื้อแกะตัวอ้วนมาได้หนึ่งตัว


ชาวตงหูเครายาวคนนั้นยังใจดีช่วยฆ่าแกะ เลาะหนังและล้างลำไส้ให้นางจนสะอาดเอี่ยม ในกระเพาะแกะใส่หัวหอม ขิงหั่นแว่น เครื่องเทศเพื่อดับกลิ่นอีกสองสามชนิดและโรยด้วยเกลือเพื่อเพิ่มรสชาติ ขาแกะถูกเฉือนให้เป็นร่องก่อนจะโรยเครื่องเทศและเกลือลงไป


ซอสเนื้อย่างที่ใช้มีเครื่องเทศสูตรลับเฉพาะของนางและมีน้ำแร่วิญญาณอยู่…แน่นอนว่ารสชาติที่ย่างออกมาต้องทำให้คนต้านทานไม่ไหวอยู่แล้ว จากนั้นก็ใช้แปรงทาน้ำมันถั่วเหลืองกับน้ำผึ้งลงไปแล้วค่อยทาน้ำมันงาทับอีกที


สิ่งที่อยู่ด้านล่างคือถ่าน…ออกจากบ้านในฤดูหนาว ในรถม้าจำเป็นต้องจุดเตาไฟจึงเป็นธรรมดาที่จะมีถ่านอยู่บ้าง รถม้าของสกุลหลินมีถ่านอยู่ไม่มาก แต่หลินเว่ยเว่ยมีสูตรโกงอย่างมิติน้ำพุวิญญาณ ! เมื่อถ่านติดไฟแล้ว นางก็ยกแกะทั้งตัวขึ้นไปย่าง


ลำตัวของแกะถูกเสียบด้วยแท่งเหล็กที่ปลายสองด้านผูกไว้บนเสาเตี้ย เมื่อเป็นแบบนี้แล้วตัวแกะก็สามารถหมุนไปมาได้ตามที่นางต้องการและย่างได้อย่างสม่ำเสมอกว่าเดิม นางย่างไปหมุนไปและทาซอสสูตรลับให้ทั่วตัวแกะไปพร้อมกัน


เวลาย่างต้องพลิกกลับด้านทุกครึ่งชั่วยามแล้วทาซอสลงไปอีกครั้ง กระบวนการนี้ช่างน่าเบื่อ ดังนั้นพี่สาวที่ไร้คุณธรรมอย่างหลินเว่ยเว่ยจึงยกหน้าที่นี้ให้น้องชาย


การย่างต้องดำเนินไปกว่าสองชั่วยาม หลินจื่อเหยียนต้องนั่งยองอยู่ข้างกองไฟทั้งอย่างนั้น ขณะย่างแกะ เขาก็น้ำลายไหลไปด้วยเพราะกลิ่นหอมอันแสนเย้ายวนกำลังลอยอยู่ในอากาศ ไม่ว่าจะเป็นชาวต้าเซี่ยหรือชาวตงหูล้วนโดนเจ้ากลิ่นนี้ดึงดูด…นี่จะหอมเกินไปแล้วกระมัง ?


ผู้รับหน้าที่ดูแลความสงบคือทหารประจำกองทัพชายแดนเหนือ พวกเขาอยู่ภายใต้บัญชาของแม่ทัพหลิน เดิมทีเขาเป็นรองแม่ทัพข้างกายหมินอ๋อง เพราะความเฉลียวฉลาดและความกล้าหาญจึงทำให้หลังจากสถาปนาต้าเซี่ยขึ้นแล้ว ฮ่องเต้ก็ส่งเขามารักษาชายแดนทางเหนือแห่งนี้ เรียกได้ว่าตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์แล้วชาวตงหูก็เข้ามารุกรานครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่เคยได้ผลประโยชน์อะไรกลับไปสักครั้ง จึงเห็นได้ว่าแม่ทัพหลินผู้นี้มีความสามารถอยู่พอตัว


ขณะที่สูดดมกลิ่นหอม กลุ่มทหารรักษาชายแดนที่เดินลาดตระเวนอยู่บริเวณนี้ก็เดินเข้ามาหาพวกหลินเว่ยเว่ยที่กำลังย่างแกะอยู่ ขณะมองเนื้อแกะย่างสีน้ำตาลอ่อนหรือกำลังใกล้จะสุกแล้ว หัวหน้ากองทหารลาดตระเวนก็ทอดสายตามองมาที่เด็กหนุ่มสองคนและหญิงสาวร่างสูงโปร่งอีกคนตรงหน้า ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเขินอายเล็กน้อย “กู่เหนียง แกะตัวใหญ่ขนาดนี้พวกเจ้ากินหมดหรือ ? ถ้ากินไม่หมด เจ้าสามารถขายให้พี่น้องของเราหน่อยได้หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยที่กำลังทาน้ำผึ้งลงบนตัวแกะก็หันไปมองคนหน้าตาดุดันที่สุดในบรรดาทหารรักษาชายแดนนับสิบนาย ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ขายอะไรกันเล่า ? หากพวกท่านไม่รังเกียจก็มานั่งกินด้วยกัน คนยิ่งเยอะก็ยิ่งอร่อย !”


ขณะพูดนางก็แล่เนื้อส่วนขาแกะออกมาเสียบกับไม้ไผ่แล้วยื่นให้หัวหน้ากอง


หัวหน้านายนั้นส่ายหน้าด้วยความเขินอาย “จะทำแบบนั้นได้อย่างไร ? พวกเรามีกฎว่าหากเอาเปรียบราษฎรแล้วอย่างน้อยจะโดนทำโทษโบย50ไม้ !”


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง “ก็ได้ เนื้อแกะย่างไม้ใหญ่ขนาดนี้ราคา5อีแปะ ขอบคุณพวกท่านที่มาอุดหนุน !”


หัวหน้ามองไปยังเนื้อแกะย่างชิ้นใหญ่ขนาดเท่าฝ่ามือ อย่าว่าแต่5อีแปะเลย แม้จะขาย10อีแปะ เขาก็ต้องซื้อ เขาหันไปมองกู่เหนียงตัวสูงโปร่งคนนั้นอีกครั้ง นางมีสีหน้าไร้ความเกรงกลัวและมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เขาจึงรู้ว่านางเต็มใจจะให้พวกพี่น้องได้กินเนื้อจริงๆ เขาไม่ทำตัวลีลาอีกต่อไปและรับเนื้อแกะมาถือไว้ทันที…อย่างมากอีกประเดี๋ยวให้เงินเยอะหน่อยแล้วกัน !


ทหารนายอื่นเห็นหัวหน้านั่งลงและเริ่มกิน พวกตนจึงไม่เกรงใจและหย่อนกายนั่งลงข้างกองไฟเช่นกัน หลังรอให้หลินเว่ยเว่ยแล่เนื้อส่งมาให้แล้วก็พูดขอบคุณด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเริ่มกัดกินเนื้อย่างโดยไม่เกรงใจ เนื้อแกะชิ้นใหญ่ขนาดนี้อย่างมากสุดกินแค่สองชิ้นก็อิ่ม สำหรับพวกเขาแล้วเงิน10อีแปะไม่ได้น่ากังวลอะไร !


“หอมมาก !”


“อร่อยมาก !”


“รสชาติออกแนวดั้งเดิมกว่าที่กินครั้งก่อนในบ้านเกิดทางตอนใต้ของซินเจียง ( อุยกูร์ ) เสียอีก !”


“เนื้อนุ่ม รสเผ็ดหอมและไม่มีกลิ่นสาบแม้แต่น้อย กู่เหนียงน้อยย่างได้อย่างไร ?” หัวหน้ากองอดถามไม่ได้


หลินเว่ยเว่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนว่าเป็นผลงานของซอสเนื้อย่างสูตรลับของข้า ! ข้าเอามาด้วยไม่มาก หากพวกท่านชอบก็จะแบ่งให้หน่อย”


“พวกท่านอะไรกัน ข้าอายุมากกว่าเจ้าแค่ไม่กี่ปี เรียกข้าว่าพี่หลี่ก็แล้วกัน…อ้อ จริงสิ เจ้าสามคนเป็นพี่น้องกันหรือ ? ฟังจากสำเนียงแล้วไม่เหมือนคนเขตอวี้อัน” พี่หลี่เป็นชายที่พูดเก่งคนหนึ่ง ท่าทางน่าจะมีอายุประมาณ20กว่าปีได้ ใบหน้ามีเคราดกดำ ดูเป็นคนโหดแต่ในความจริงแล้วอบอุ่นมาก


“พี่หลี่เดาไม่ผิด พวกเรามาจากเมืองจงโจว ท่านนี้คือคู่หมั้นของข้า ส่วนคนที่กำลังกินอยู่คือน้องชายของข้าเอง พวกเขามาเข้าร่วมการสอบในปีนี้และเราอยากมาเปิดหูเปิดตาที่ตลาดการค้าเขตอวี้อันบ้าง” หลินเว่ยเว่ยยังแล่เนื้อแกะให้พี่หลี่อีกชิ้น


พี่หลี่รับมาถือไว้แล้วพูด “ปัญญาชนอย่างพวกเจ้าชอบเข้าร่วมเรื่องสนุกไปทั่วจริงๆ ในเขตทุรกันดารแบบนี้จะมีอะไรน่ามอง ? ปีนี้ภัยแล้งรุนแรง วัวและแกะที่ชาวตงหูเลี้ยงไว้ก็ล้มตายไปพอสมควร หลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ชายแดนก็จะกลับมาเกิดความโกลาหลอีกครั้ง ! เจ้าสามคนจงฟังพี่หลี่ อย่างไรก็รีบกลับไปเถิด !”


“ไม่ได้เปิดตลาดการค้าข้ามเขตแดนแล้วหรือ ? แลกซื้อของกันไม่ได้หรือไร ? ชาวตงหูจะยังเข้ามารุกรานอีกหรือ ?” หลินจื่อเหยียนถามด้วยความสงสัย


พี่หลี่ฉีกยิ้มอย่างเย็นชา “ตลาดการค้าข้ามเขตแดน ? ไม่ต้องเอาของไปแลกหรอกหรือ ? อย่างไรก็ต้องมีชาวตงหูส่วนหนึ่งที่ไม่อยากแลกแต่อยากปล้น การแลกเปลี่ยนจะเร็วกว่าปล้นเอาได้อย่างไร ? แต่ละปีนั้นแม่ทัพหลินจะพาพวกเราพี่น้องออกไปไล่สังหารพวกตงหูที่มาปล้นชาวต้าเซี่ยไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไรแล้ว !”


“สาหวัดดี ขายเนื้อย่างให้พวกเลาได้หรือไม่ ?” ปรากฏชาวตงหูรูปร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมขนสัตว์ผืนหนาจำนวนสองคนมายืนอยู่ข้างกองไฟแล้วจับจ้องมาที่แกะย่างของพวกนาง


[1] ยกหินขึ้นมาแต่กลับหล่นทับเท้าตัวเอง หมายถึง ทำตัวเอง หรือ ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว


ตอนที่ 398: ตัวล้างผลาญครอบครัว


พี่หลี่ขมวดคิ้ว “ชาวตงหู ?” หลังจากต้องต่อสู้กับชาวตงหูบ่อยครั้งและมองเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่ทั้งสองคนสวมใส่ พี่หลี่ก็มองออกว่าเป็นคนของอีกฟากฝั่งจึงรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาทันที


ขณะจ้องมองแกะย่าง หรูเอ่อร์ฉาก็สูดหายใจเข้าลึกแล้วหยิบไข่มุกน้ำจืดเม็ดเท่านิ้วหัวแม่มือออกมาพลางถามด้วยภาษาต้าเซี่ยสำเนียงแปร่งๆ “นี่แลกเนื้อย่างของพวกจ้าวได้สักซองซามชั่งไหม?”


ไข่มุกธรรมชาติเม็ดอ้วนกลมขนาดไม่เล็กสามารถแลกกับเนื้อย่างสองสามชั่งถือว่าได้กำไรมากโข หลินเว่ยเว่ยรับไข่มุกไว้แล้วแล่เนื้อประมาณสองสามชั่ง ก่อนจะยื่นให้เจ้าโง่ทั้งสองคน


“อื่อ อร่อย ! เครื่องปลุงของพวกจ้าวแลกหรือไม่ ?” หรูเอ่อร์ฉามองไปยังซอสเนื้อย่างที่หลินเว่ยเว่ยใส่ไว้ในหม้อใบเล็ก เนื้อย่างนี้ลำบากต่อการขนไปให้พวกพี่น้องชิม แต่หากเอาซอสเนื้อย่างกลับไปได้ก็ถือว่าไม่เลว


ต้าเซี่ยมีของดีทุกอย่างจริงๆ แต่กลับส่งเจ้าพวกเทพสังหารเหล่านี้มาเฝ้าไว้ จะปล้นก็ปล้นไม่ได้จึงได้แต่ใช้ของพิเศษในชนเผ่ามาแลกกับของที่ต้องการ !


“ไม่แลก !” เดิมทีหลินเว่ยเว่ยก็เอาซอสสูตรลับมาด้วยไม่มากอยู่แล้ว เมื่อครู่ยังรับปากจะแบ่งให้พวกพี่หลี่แล้วด้วย ในมือนางจึงเหลืออยู่ไม่เท่าไร


หรูเอ่อร์ฉาหยิบสร้อยข้อมือไข่มุกออกมาหนึ่งเส้น “ใช้จ้าวนี่แลกเครื่องปลุงขวดเล็กของพวกจ้าว…”


“ตกลง !” หลินเว่ยเว่ยคว้าสร้อยข้อมือมาส่องมองกับแสงแดดอย่างระมัดระวัง ในสมัยนี้คงยังไม่มีการสร้างไข่มุกปลอมใช่หรือไม่ ? สร้อยข้อมือไข่มุกนี้อย่างไรก็มีมูลค่า100ตำลึงขึ้นไป ฮึฮึ ตัวล้างผลาญครอบครัวชัดๆ…


หรูเอ่อร์ฉาและลูกน้องกินเนื้อย่างสองสามชั่งจนหมดแล้วจึงลูบปากที่มันเยิ้มของพวกตน จากนั้นก็เดินออกไปพร้อมขวดซอสเนื้อย่างด้วยความพึงพอใจ


พวกพี่หลี่ก็กินจนพุงกาง แกะอ้วนครึ่งตัวเข้าไปอยู่ในกระเพาะพวกเขาแล้ว พี่หลี่จึงหยิบพวงเงินออกมาหนึ่งพวงแต่ถูกหลินเว่ยเว่ยดันกลับไป นางชี้ไปที่ไข่มุกในมือแล้วฉีกยิ้มยิงฟัน “พี่หลี่ แกะย่างตัวนี้มีคนจ่ายแล้ว พวกเราไม่เพียงไม่ขาดทุนแต่ยังได้กำไรอย่างงาม ! แล้วข้าจะกล้ารับเงินจากพี่หลี่อีกได้อย่างไร ?”


พี่หลี่เก็บพวงเงินกลับพร้อมรอยยิ้ม “ถ้าเช่นนั้นพี่หลี่ต้องขอบใจเจ้าแล้ว พรุ่งนี้ตลาดเปิดวันแรกและเป็นวันที่คึกคักที่สุด พวกเจ้าเดินเล่นเสร็จก็รีบกลับ ไม่อย่างนั้นได้ติดอยู่ในความโกลาหลแน่”


“ได้ ขอบคุณที่พี่หลี่ตักเตือน !” หลินเว่ยเว่ยโบกมือให้กองทหารลาดตระเวน


หลินจื่อเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงกังวล “ที่นี่ไม่ได้มีปราสาทราชวังอะไร หากมีชาวตงหูมาปล้นสะดมจริงๆ ก็ไม่เท่ากับเข้ามาในแดนไร้มนุษย์และกลับไปมือเปล่าหรอกหรือ ? เราจะได้รับอันตรายหรือเปล่า ?”


“กลัวอะไรเล่า ? พรุ่งนี้ต้องมีทหารลาดตระเวนมากกว่าเดิมแน่ แม้จะมีชาวตงหูมาปล้นก็ไม่ได้อะไรกลับไปหรอก ถ้าความปลอดภัยขั้นพื้นฐานยังรักษาไม่ได้ ตลาดการค้าข้ามเขตแดนก็คงจบเห่ !” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าน้องชายกังวลมากเกินไป


ทว่าพอวันรุ่งขึ้นมาเยือน นางก็โดนตบหน้า เฮ้ ! ทหารม้าตงหูมารวมตัวกันร่วมหลายร้อยนาย แม้จะแต่งกายเป็นชาวตงหูธรรมดา แต่ลักษณะมือถือดาบสันโค้ง ใต้หว่างขามีอาชาเช่นนี้ก็ชัดเจนมาก ยังมีชาวชนเผ่าธรรมดากลุ่มใดกล้าควบม้าหลายร้อยตัวมาปล้นสะดมที่ชายแดน ? แค่มองก็รู้ว่าเป็นทหาร แต่ไม่รู้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวของทหารตงหูโดยพลการหรือเป็นบัญชาจากเชื้อพระวงศ์ตงหูกันแน่ !


นายทหารตำแหน่งเล็กๆอย่างพี่หลี่ วันนี้มีอย่างน้อยสิบกว่ากองในเขตอวี้อัน พวกเขาเดินไปมาในตัวเมืองทำให้พวกพ่อค้าที่มาร่วมค้าขายในตลาดการค้าข้ามเขตแดนรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ทว่าเมื่อเผชิญกับทหารม้าตงหูที่มีจำนวนมากกว่า ในเมืองจึงเกิดความโกลาหลขึ้นมา


พี่หลี่พาพวกพี่น้องไปหยุดทหารม้าตงหูที่ปล้นสะดมและเข่นฆ่าผู้คนราวกับหมาป่าหิวโหย ในขณะเดียวกันก็ตะโกนเสียงดังลั่น “จุดพลุสัญญาณ ! เรียกกำลังสนับสนุน !”


พลุสัญญาณพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้า ขณะเดียวกันเสียงกรีดร้อง เสียงร้องไห้ เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและเสียงปะทะกันของอาวุธภายในตัวเมืองก็ผสานจนกลายเป็นเสียงเดียวกัน


ข้างแผงขายหนังสัตว์ หลินเว่ยเว่ยที่กำลังจะเลือกเตียวผี ( ขนมิงค์ ) ชั้นดีให้มารดาและนางเฝิงก็รีบวางขนสัตว์ในมือลง จากนั้นหยิบท่อนไม้ขนาดเท่าข้อมือขึ้นมาแล้วรีบพาบัณฑิตน้อยกับน้องชายไปยังบ้านหินที่ตั้งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล


เจ้าของบ้านปิดประตูไว้อย่างแน่นหนา ไม่ว่าใครเรียกก็ไม่ยอมเปิด…ใครจะไปรู้ว่าจังหวะที่เปิดประตูออกมาช่วยผู้คน โจรตงหูจะบุกเข้ามาสังหารหรือไม่ ?


หลินเว่ยเว่ยพิงกายไว้กับกำแพงหินแล้วปกป้องบัณฑิตที่อ่อนแอทั้งสองไว้ด้านหลัง โจรตงหูดุร้ายมาก ไม่เพียงปล้นชิงสินค้าของชาวต้าเซี่ย แม้แต่ชาวตงหูด้วยกันเองก็ไม่เว้น


นางเห็นคนโง่ทั้งสองที่ยอมแลกไข่มุกกับแกะย่างเมื่อวาน เพื่อปกป้องสินค้าของตนแล้ว พวกเขาดึงดาบเอว ( ดาบสั้นประเภทหนึ่ง ) ออกมา จากนั้นเริ่มต่อสู้กับโจรตงหู แต่ไม่น่าแปลกใจที่ทหารม้าตงหูจะลงมือกับพวกเขาเพราะสินค้าเต็มไปด้วยสิ่งล้ำค่า อย่างเช่น โสม เขากวางและเตียวผี ล่อตาล่อใจมากเกินไป !


โจรตงหู4-5คนล้อมสองคนเอาไว้ แม้ทั้งสองจะกล้าหาญแต่สุดท้ายก็ค่อยๆตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองอีกทาง พี่หลี่เอาชนะทหารม้าตงหูได้นายหนึ่ง แต่ขณะที่เข้าไปช่วยสหายร่วมรบ เขากลับโดนโจรตงหูอีกคนลอบโจมตีจนล้มลงไปนอนกองกับพื้น โจรตงหูผู้นั้นยกดาบขึ้นสูงแล้วฟันลงมาเพื่อหมายจะเอาชีวิตพี่หลี่


ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง เสียง ‘ฉึก’ ก็ดังขึ้น เลือดหลายหยดกระเด็นโดนใบหน้าพี่หลี่ซึ่งหลับตารอรับคมดาบอยู่นานแต่มันก็ฟันไม่โดนเขาสักที เขาจึงลืมตาขึ้นแล้วมองหาโจรตงหูที่ง้างดาบจะฟันจนพบว่าอีกฝ่ายถูกแทงด้วยท่อนไม้หนาเท่านิ้วมือและล้มลงกับพื้นพร้อมดวงตาที่เบิกกว้าง


พี่หลี่ไม่ทันได้มองว่าใครช่วยตนไว้ เขาต้องทนความเจ็บปวดบริเวณไหล่แล้วเก็บอาวุธขึ้นมา จากนั้นก็กัดฟันพุ่งเข้าหาโจรตงหูคนอื่น


หลินเว่ยเว่ยหยิบดาบขึ้นมาจากพื้น จากนั้นก็เริ่มลงมือเหลาเสาไม้ไผ่จากข้างกำแพงให้มีขนาดยาวประมาณ1หมี่ (เมตร) เหลาปลายให้คมแล้วทำท่าพุ่งแหลน จากนั้นซัดมันออกไป นึกถึงชาติก่อนฝีมือพุ่งแหลนของนางแทบจะไม่มีใครเทียบได้ ฝีมือในเวลานี้จึงไม่ต่างกันมากนัก


ลูกศรไม้ไผ่ที่พุ่งออกไปได้ทะลุผ่านร่างของโจรตงหูคนหนึ่ง สามารถช่วยชีวิตนายทหารได้อีกหนึ่งนาย บัณฑิตทั้งสองที่อยู่ด้านหลังก็เป็นคนในครอบครัวที่จำเป็นต้องให้นางปกป้อง แต่จะให้นางทนเห็นพวกโจรโฉดชาวตงหูเข่นฆ่าผู้คนอย่างหน้าตาเฉย นางทำไม่ได้


ลูกศรไม้ไผ่ถูกซัดออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า ชีวิตของโจรตงหูก็จบสิ้นลงเช่นกัน แม้แต่พวกโจรที่ล้อมชาวตงหูสองคนนั้นไว้ก็โดนลูกศรที่พุ่งออกไปซัดตายถึงสามคน


เจียงโม่หานมองแผ่นหลังอันน่าเกรงขามของเด็กน้อย สีหน้าของนางเคร่งขรึม มือกำลูกศรไม้ไผ่ไว้แน่น…ถ้าไม่มีเขากับหลินจื่อเหยียนให้ปกป้อง นางคงพุ่งเข้าสู่สนามรบแล้วเริ่มต่อสู้กับโจรตงหูอย่างสนุกสนานไปแล้วกระมัง ?


เขาหยิบดาบขึ้นมาอย่างเงียบๆ แล้วช่วยเหลาไม้ไผ่ให้นาง นี่ก็ถือเป็นการยอมรับและสนับสนุนนางอย่างหนึ่ง…ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง ถ้าอยากช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์มากกว่านี้ก็ตามใจนางเถิด!


ถ้านางเป็นเหมือนตัวเขาที่เลือดเย็นไม่แยแสชีวิตผู้อื่น เขาก็คงไม่รู้สึกประทับใจในตัวนาง แต่เพราะจิตใจที่ดีงามและความอบอุ่นของนางจึงทำให้น้ำแข็งที่เกาะกุมหัวใจของเขาเริ่มหลอมละลาย เริ่มรู้สึกรักคนอื่นเป็น…


ตอนที่ 399: จอมยุทธหญิงได้โปรดช่วยชีวิต


ภายใต้ความโกลาหลก็มีพ่อค้าที่หลบเข้าไปซ่อนในบ้านไม่ทัน พวกเขาเห็นหลินเว่ยเว่ยกำลังซัดลูกศรไม้ไผ่อยู่ทางนี้ เด็กน้อยผู้สามารถคร่าชีวิตโจรตงหูได้ พวกเขาจึงพากันมองนางเสมือนมองดาวนำโชคและรีบพากันมาหลบทางนี้ทันที


ผ่านไปไม่นาน ด้านข้างและด้านหลังของหลินเว่ยเว่ยก็มีบรรดาพ่อค้ามารวมตัวกันสิบกว่าคนแล้ว พวกเขาเบียดแย่งที่กันไปมาเพื่ออยากจะยืนอยู่ใกล้ด้านหลังของหลินเว่ยเว่ยพอดี…เพราะคิดว่าตำแหน่งนี้ปลอดภัยที่สุด


หลังจากเบียดกันไปกันมาเจียงโม่หานที่คอยเหลาไม้ไผ่ก็เกือบโดนผลักออกไป หลินเว่ยเว่ยรีบดึงตัวเขากลับมาแล้วหันไปมองด้านหลังด้วยความโมโห ก่อนจะตะโกนว่า “ถ้ายังเบียดกันอีกก็อย่าโทษที่ข้าโยนออกไปแล้วกัน!”


คนส่วนใหญ่จึงทำตัวดีขึ้นทันที มีเพียงพ่อค้าไว้เคราแพะและมีดวงตาเจ้าเล่ห์คนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกว่าตำแหน่งของตนไม่ปลอดภัย เขาจึงออกแรงเบียดตัวเข้าไปข้างใน หลินเว่ยเว่ยเอื้อมมือไปจับปกคอเสื้อด้านหลังของเขาแล้วออกแรงโยนเขาออกไปไกลหลายสิบหมี่ ( เมตร ) บังเอิญว่าตกไปอยู่บนศพโจรตงหูที่ตายด้วยลูกศรไม้ไผ่ปักคอ สภาพศพคือนอนตายตาไม่หลับพอดี พ่อค้าเคราแพะจึงตกใจแล้วกรีดร้องขึ้นมา ต่อจากนั้นก็รีบตะเกียกตะกายคลานกลับมาทางเดิม


โจรตงหูคนหนึ่งเห็นเขาพอดีจึงรีบไล่ตามมาคว้าจับแขนเขาไว้ ก่อนจะหัวเราะอย่างชั่วร้ายและยกดาบในมือขึ้น


หลินเว่ยเว่ยซัดลูกศรออกไปแทงทะลุหน้าอกโจรชั่ว ดาบสันโค้งร่วงลงพื้น โจรโฉดก็ล้มลงนอนกองกับพื้นและสิ้นลมหายใจ ส่วนพ่อค้าเคราแพะตกใจจนหมดสติทันที


มีโจรตงหูสังเกตเห็นสถานการณ์ของฝั่งนี้ พวกมันเห็นสหายต้องตกตายด้วยลูกศรไม้ไผ่ธรรมดาดอกแล้วดอกเล่า เพียงแต่พวกมันคาดไม่ถึงว่าผ่านไปแค่พริบตาเดียวพี่น้องทหารม้าก็ต้องจบชีวิตสิบกว่านายด้วยฝีมือเด็กสาวตัวผอมแห้งคนหนึ่ง


“ถาเอ่อร์ฮาน หวู่ลี่จู พวกเจ้าไปจัดการนางเด็กนั่น !” หัวหน้าโจรตงหูกัดฟันกรอดขณะออกคำสั่งด้วยภาษาตงหู


ทั้งสองดูจะสูงประมาณ1.90หมี่ โจรโฉดตงหูมีช่วงบ่ากว้าง คมดาบในมืออาบไปด้วยเลือดแดงฉานและกำลังเดินมาหาหลินเว่ยเว่ยด้วยรอยยิ้มแห่งความชั่วร้าย พวกพ่อค้าที่ซ่อนอยู่ด้านหลังของหลินเว่ยเว่ยตกใจจนรีบวิ่งหนีไปคนละทิศละทางเพราะกลัวว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย


หลินเว่ยเว่ยจับแท่งเหล็กขึ้นมาพร้อมสีหน้าเรียบนิ่ง หลินจื่อเหยียนก็กัดฟันแล้วรีบหยิบท่อนไม้ที่หามาจากไหนไม่รู้ขึ้นมาพลางจับจ้องไปยังโจรตงหูที่กำลังเดินเข้ามาทีละก้าว ผู้ที่นิ่งสุดยังเป็นเจียงโม่หานซึ่งลุกขึ้นยืนด้านหลังหลินเว่ยเว่ยอย่างเฉยเมย สายตาที่มองไปยังโจรโฉดทั้งสองนั้นเหมือนกำลังมองซากศพเดินได้ไม่มีผิด


โจรตงหูทั้งสองเห็นว่าทั้งสามคนนี้ไม่ยอมหนี ในใจจึงบังเกิดความสงสัย หรืออีกฝ่ายจะเป็นจอมยุทธที่พวกต้าเซี่ยเรียกกัน ? ก็ไม่เหมือน แต่เหมือนไก่ผอมแห้งไร้เรี่ยวแรงเสียมากกว่า…หรือที่ไม่หนีเพราะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ?


โจรทั้งสองหันมาสบตากัน รอยยิ้มเปี่ยมไปด้วยความเจ้าเล่ห์พลางยกดาบขึ้นด้วยมือทั้งสองข้างแล้วตวัดมันเข้าหาหลินเว่ยเว่ยที่อยู่ด้านหน้าสุด แม้นางมีส่วนสูง1.70หมี่ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับชายร่างกำยำตัวสูง1.90หมี่ก็เป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆที่บอบบางคนหนึ่ง


ทว่าในร่างเล็กที่ดูผอมแห้งนี้กลับซุกซ่อนพละกำลังมหาศาลเอาไว้ ตอนที่โจรทั้งสองอยู่ห่างจากหลินเว่ยเว่ยได้ประมาณ1หมี่ ในที่สุดนางก็เริ่มแสดงฝีมือ แท่งเหล็กในมือปัดป้องดาบใหญ่ทั้งสองเล่มได้อย่างสบาย จากนั้นก็เคาะศีรษะโจรตงหูทั้งสองเบาๆสำหรับนาง ทว่าทำให้โจรเลือดอาบและกระเด็นออกไปไกลมาก


พวกพ่อค้าที่เพิ่งหนีไปได้ไม่ไกลพลันอ้าปากค้างทันที ยอดฝีมือ นี่ต้องเป็นยอดฝีมือแน่นอน ! จอมยุทธหญิง ได้โปรดช่วยชีวิตพวกเราด้วย !


ตอนที่หมินอ๋องซื่อจื่อพากองกำลังเสริมมาช่วยก็เห็นเด็กสาวในชุดสีเขียวเข้มกำลังใช้ซัดลูกศรไม้ไผ่ใส่ศัตรูด้วยความแม่นยำจากระยะไกลและลูกศรที่พุ่งออกไปล้วนปลิดชีพโจรตงหูได้ทุกดอก


ด้านหลังของนางมีพ่อค้าหลายสิบคนกำลังรวมตัวและกำหมัดส่งเสียงสนับสนุนนางอยู่ สีหน้าพวกพ่อค้าไม่ได้ดูหวาดกลัวแต่อย่างใด ตรงกันข้ามยังดูตื่นเต้นและตั้งตารอ ยังมีพ่อค้าบางคนเหลาไม้ไผ่มาทำลูกศรให้นางด้วย ท่าทางของเด็กสาวคนนี้ก็ดูเหมือนบุตรีขุนนางชั้นสูงที่กำลังเล่นปาลูกดอกอยู่ ใบหน้าไร้ความรู้สึกไม่ได้ดูหวาดกลัวหรือกังวลอันใด…เจอมนุษย์โอสถยังกล้าพุ่งเข้าใส่ แล้วจะกลัวโจรตงหูธรรมดาพวกนี้หรือ ?


หมินอ๋องซื่อจื่อพาทหารนับพันนายเข้ากวาดล้างทหารม้าตงหูที่เหลืออีกหลายร้อยนายราวกับแค่เอื้อมมือไปเด็ดบุปผา พวกที่เหลือรอดก็รีบหนีอย่างน่าอัปยศ หัวหน้ากองโจรวางแผนไว้ว่าพวกตนมีจำนานเกือบห้าร้อยและยังเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง สำหรับกองทหารรักษาการณ์เขตที่มีอยู่ไม่ถึงสองร้อยนายแล้วน่าจะจบศึกได้เร็ว จากนั้นได้รับชัยชนะและขนสินค้าไปก่อนที่กองกำลังเสริมจะมาถึง


ไฉนเลยจะคิดว่าในเมืองมีมารผจญอยู่ แค่ลูกศรไม้ไผ่ขนาดเล็กก็นำมาเป็นอาวุธได้ แถมยังคร่าชีวิตพวกพ้องของตนไปไม่น้อยแล้ว ช่วยทหารต้าเซี่ยกับพ่อค้าไว้ตั้งหลายสิบคน นางร่วมมือกับทหารรักษาการณ์จนทำให้พวกตนเสียเวลาแล้วกองกำลังเสริมก็มาถึง…


ทหารม้าตงหูสูญเสียเกือบ500นาย แต่ทหารต้าเซี่ยได้รับบาดเจ็บแค่ประมาณ100นาย มีแต่เสียกับเสีย !


หรูเอ่อร์ฉาพูดกับลูกน้องข้างกายว่า “เจ้าจงนำข่าวที่เผ่าเถียต๋าสูญเสียทหารม้าร่วมสามถึงสี่ร้อยนายไปแจ้งแก่พี่ใหญ่ของข้า บอกให้เขาคว้าโอกาสนี้ยกทัพไปกำราบเผ่าเถียต๋า !”


ชนเผ่าในดินแดนตงหูใช้หลักเกณฑ์ปลาใหญ่กินปลาเล็กมาโดยตลอด ผู้นำของเผ่าเถียต๋าเป็นพวกเผด็จการและโปรดปรานการทำสงคราม อดีตก็อาศัยอำนาจของชนเผ่าใหญ่มารังแกชนเผ่าเล็กๆรอบข้างที่อ่อนแอกว่าซึ่งเผ่าน่าถาของหรูเอ่อร์ฉาก็เคยโดนรังแก


หรูเอ่อร์ฉาสังเกตเห็นแล้วว่าคราวนี้กำลังพลที่เผ่าเถียต๋าเคลื่อนมาคือทหารม้าที่แกร่งที่สุด ศพนักรบที่เหลือทิ้งไว้เกือบสี่ร้อยร่างก็เท่ากับว่าสูญเสียกำลังทหารไปเกือบครึ่งหนึ่งของเผ่า ที่พวกต้าเซี่ยชอบพูดว่าสมควรจู่โจมยามศัตรูอ่อนแอที่สุดยังพอมีเหตุมีผลอยู่บ้าง


หากคราวนี้สามารถควบรวมเผ่าเถียต๋ามาได้ เผ่าน่าถาก็จะมีอาณาเขตทุ่งหญ้าเพิ่มอีกหลายร้อยลี้ สามารถเลี้ยงสัตว์ได้มากกว่าเดิม…และในอีกไม่กี่ปีเผ่าน่าถาก็คงสามารถขึ้นมาแทนที่เผ่าเถียต๋าและกลายเป็นชนเผ่าที่แข็งแกร่งที่สุดในตงหู


บนร่างกายของพี่หลี่มีบาดแผลหลายจุด หลังจากได้แพทย์ทหารช่วยพันแผลไว้อย่างง่ายๆ แล้วเขาก็เดินกะเผลกเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าหลินเว่ยเว่ย “บุญคุณยิ่งใหญ่ไม่อาจทดแทนได้เพียงคำว่าขอบคุณ บุญคุณช่วยชีวิตของหลินกู่เหนียงนี้ พี่หลี่จะขอจดจำไว้ วันหน้าหากต้องการให้พี่หลี่ช่วยเหลือเรื่องใด แม้จะต้องบุกน้ำลุยไฟ ข้าก็จะช่วย !”


หลินเว่ยเว่ยรีบพูด “พี่หลี่เกรงใจเกินไปแล้ว บาดแผลของท่าน…”


“ไม่เป็นไร แค่บาดแผลภายนอกเท่านั้น !” ยังมีทหารอีกหลายนายเข้ามาขอบคุณหลินเว่ยเว่ย ในเสี้ยวเวลาแห่งความเป็นความตายของนายทหารเหล่านี้ ขณะที่เห็นดาบของพวกโจรตงหูตวัดเข้ามาหมายเอาชีวิต พวกมันก็ต้องจบชีวิตด้วยลูกศรไม้ไผ่เสียก่อน ส่วนชีวิตของพวกตนล้วนได้กู่เหนียงน้อยคนนี้ช่วยไว้ !


หมินอ๋องซื่อจื่อบัญชาให้ทหารเก็บกวาดสนามรบและสั่งให้แพทย์ทหารช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บ จากนั้นตัวเขาก็เดินเข้ามาหาหลินเว่ยเว่ย หลังจากมองสำรวจตัวนางอย่างละเอียดแล้วเขาก็เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “หลินกู่เหนียงมักนำเรื่องประหลาดใจมาให้ข้าเสมอ ! หากหลินกู่เหนียงเป็นบุรุษ ข้าคงอยากให้เจ้ามาเป็นทหารรับใช้แผ่นดิน ได้รับการเชิดชูวีรกรรม…”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณใต้เท้าซื่อจื่อเจ้าค่ะ ข้าก็คิดว่าน่าเสียดายเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะกลับชาติมาเกิดใหม่ในเวลานี้ยังทันอยู่หรือเปล่า…”


หมินอ๋องซื่อจื่อยกยิ้มมุมปาก “หลินกู่เหนียงล้อเล่นแล้ว !”


ตอนที่ 400: บาปกรรม บาปกรรม


เจียงโม่หานพูดขึ้นมาเบาๆ “ใครบอกว่าสตรีจะได้รับการเชิดชูวีรกรรมไม่ได้ ? นึกถึงหมินหวางเฟยและองค์ฮองเฮาในเวลานั้นก็เป็นวีรสตรีผู้อาจหาญที่ช่วยเหลือองค์ฮ่องเต้ให้เอาชนะศัตรูได้ตั้งมากมาย หมินหวางเฟยได้รับสมญานามว่า ‘เทพสงครามแห่งอู๋โจว’ ไปครอง แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องยกย่องนางว่าเป็น ‘แม่ทัพหญิงเอ๋อร์เหมย’ ในฐานะบุตรชายของนางแล้ว หมินอ๋องซื่อจื่อไม่ควรดูถูกสตรีขอรับ”


รอยยิ้มตรงมุมปากของหมินอ๋องซื่อจื่อจางหายไปโดยพลัน เขาพูดพร้อมคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน “ข้าไม่ได้ดูถูกสตรี เจ้าได้เห็นแค่ความสำเร็จของหมินหวางเฟยใน ‘สงครามแห่งอู๋โจว’ ไม่ได้เห็นสิ่งที่นางต้องสูญเสียไป…ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์คับขัน ก็ไม่มีใครอยากให้ลูกเมียตัวเองไปเผชิญหน้ากับคมดาบหรอก!”


เพราะได้เห็นร่างกายของหมู่เฟยเต็มไปด้วยบาดแผลและความร้ายแรงของการสูญเสียบุตร เขาจึงไม่อยากให้สตรีคนอื่นเป็นเหมือนหมู่เฟยที่ต้องใช้ร่างกายอ่อนแอดิ้นรนภายใต้ห่าฝนธนู…


หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นบรรยากาศที่ผิดปกติของทั้งสองคน นางไม่เข้าใจสักเท่าไรว่าเหตุใดบัณฑิตน้อยถึงไม่ค่อยชอบหมินอ๋องซื่อจื่อและชอบหาเรื่องอยู่เรื่อย หรือกลัวว่านางจะได้รับคำชมแล้วฮึกเหิมจนวิ่งออกไปร่วมต่อสู้กับพวกทหาร?


ล้อเล่นน่า ! จะเป็นไปได้อย่างไร ! นางไม่ใช่เด็กหนุ่มเลือดร้อนสักหน่อย นางก็แค่เด็กสาวบ้านนอกธรรมดาคนหนึ่งที่อยากใช้ความสามารถสร้างพืชผลจนให้ผลผลิตสูงและในเวลาเดียวกันก็ทำให้มีโชคลาภเข้ามามากกว่าเดิม นี่ต่างหากถึงจะเป็นเป้าหมายของนาง


เมื่อครู่ก็แค่ทนเห็นโจรโฉดตงหูเข่นฆ่าเพื่อนร่วมแผ่นดินไม่ไหวเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าฝีมือพุ่งแหลนในชาติที่แล้วของนางจะไม่ตกเลย !


“บัณฑิตน้อย เมื่อครู่ข้าร้ายกาจหรือไม่ ! ซัดออกไปโดนทุกดอก !” จู่ๆหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกภูมิใจขึ้นมา ฮ่าฮ่า ! นี่ไม่ต่างจากการยิงธนูแบบไร้คันศร ไม่ต่างอะไรจากนักแม่นปืน ! หากนางเป็นนายพรานก็ต้องเป็นนายพรานฝีมือร้ายกาจที่สุดของที่สุด !


“ร้ายกาจ !” คราวนี้เจียงโม่หานไม่ได้ใช้น้ำเสียงแบบขอไปที แต่ชมนางอย่างให้เกียรติ “หากเจ้าเรียนยิงธนูก็จะต้องเป็นนักธนูที่เก่งกาจแน่นอน !”


พอหมินอ๋องซื่อจื่อได้ยินแบบนั้นก็โยนคันธนูที่อยู่ด้านหลังมาทางนี้ “ยกให้เจ้า !”


หลินเว่ยเว่ยรับไว้ เมื่อลองดึงสายธนูเบาๆ แล้วก็โยนกลับไปอีกครั้ง “เบาเกินไปเจ้าค่ะ ข้ากลัวว่าจะควบคุมแรงไม่ดีแล้วทำคันธนูของท่านหัก ! อีกอย่างคือคันธนูนี้ยังต้องเสียเวลาดึงสายอีก ข้าใช้มือเร็วกว่าและง่ายกว่าเจ้าค่ะ”


ขณะพูด นางก็หยิบลูกธนูของหมินอ๋องซื่อจื่อแล้วโยนมันขึ้นฟ้า ผ่านไปไม่นานอินทรีทองตัวหนึ่งก็หล่นลงมาตกที่ข้างเท้าของพวกเขา อินทรีทองมีดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง มันดิ้นไปมาที่พื้นสองสามหน


หลินเว่ยเว่ยยกมือปิดปากอย่างตกใจ นี่คือสัตว์สงวนอันดับหนึ่งของชาติที่แล้วเชียวนะ หากล่ามาก็จะต้องมีโทษจำคุกสามปีอะไรทำนองนั้น…บาปกรรม บาปกรรม


“ขอโทษด้วย ข้าโง่เง่าเอง ข้าแค่ลองซัดลูกศรเล่นๆ ก็ทำให้เจ้าบาดเจ็บเสียได้ ถ้าอย่างไร…ข้าช่วยรักษาให้เจ้าดีหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยก้มตัวอุ้มอินทรีทองที่กำลังบาดเจ็บขึ้นมา


พี่หลี่อดไม่ได้ที่จะเตือน “หลินกู่เหนียง เจ้าอินทรีทองพวกนี้ดุร้ายมาก ระวังจะโดนมันจิก…”


หลินเว่ยเว่ยจับอุ้งเท้าทั้งสองของอินทรีทองด้วยมือข้างเดียว ส่วนอีกข้างก็จับคอมันไว้เหมือนการสกัดจุดนั่นเอง ไม่ว่ามันพยายามกระพือปีกแค่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้


“อ้วนมากด้วย ไม่รู้ว่าเนื้ออินทรีทองจะอร่อยหรือเปล่า…” หลินเว่ยเว่ยพึมพำ


ทันใดนั้นหลินจื่อเหยียนก็เข้ามาร่วมวงทันที “เที่ยงนี้กินอินทรีทองย่างดีหรือไม่ ?” เมื่อครู่เพิ่งเผชิญการต่อสู้ที่น่าหวาดกลัวมา มีเพียงอาหารเลิศรสเท่านั้นถึงจะปลอบใจเยาวชนอย่างเขาได้ การเดินทางมาชายแดนครั้งนี้ทำให้เขาจดจำไปอีกนานว่านอกจากชีวิตคนเราจะมีการสอบจอหงวนและอาหารเลิศรสแล้วยังมีการปล้นสะดม การฆ่าฟันกันอยู่อีก…


ท้ายที่สุดมื้อเที่ยงก็ไม่ได้ย่างอินทรีทอง ปีกนกถูกห่อเหมือนมัมมี่ กรงเล็บทั้งสองข้างก็ถูกมัดไว้และตัวนกก็นอนอยู่ในมือหลินเว่ยเว่ยด้วยความไม่เต็มใจ


ตอนแรกอินทรีทองที่บาดเจ็บยังคิดจะดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายโดยการใช้จะงอยปากงับหลินเว่ยเว่ย แต่หลังจากโดนนางจับปากให้เบี่ยงออกไปแล้วมันก็รู้ว่าทุกอย่างที่ทำล้วนเสียแรงเปล่า มันจึงค่อยทำตัวดีขึ้นให้ตายใจแล้วเริ่มต่อต้านใหม่


ทว่าพอหลินเว่ยเว่ยป้อนเนื้อกระต่ายสองสามชิ้นและน้ำแร่วิญญาณสองสามอึกให้มันแล้ว เจ้าอินทรีทองก็ยอมแพ้ที่จะต่อต้าน มันอ้าปากเพื่อตั้งหน้าตั้งตารอรับอาหารอย่างเดียว


หลินเว่ยเว่ยเห็นมันเชื่องขึ้นแล้ว จึงปล่อยกรงเล็บทั้งสองของมันแล้ววางมันไว้บนไหล่ของตน…ฮะ ฮ่า ฮ่า ถ้าปล่อยเจ้าดำของบ้านนางออกมา ก็จะไม่ได้เป็น ‘ซ้ายสุนัข ขวาอินทรี สวมหมวกหลากสี เสื้อคลุมเตียวผี (ขนมิงค์) พุ่งทะยานออกไปท่ามกลางสายลม’ หรอกหรือ ทั้งน่าเกรงขามและสง่างาม ! แม้ว่า…ปีกของเจ้าอินทรีทองจะถูกห่อเป็นเกี๊ยว แต่มันก็ไม่ได้ลดบารมีของนางลงแม้แต่น้อย


“เถ้าแก่ เตียวผีผืนนี้ขายอย่างไร ?” แม้แต่เสียงของนางก็ยังฟังแล้วแข็งกระด้างขึ้นเล็กน้อย


“ไอหยา หลินกู่เหนียง เป็นท่านเองหรือ ! ชอบผืนไหนก็หยิบไปได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงิน !” คนขายหนังสัตว์เป็นนายพรานที่นางช่วยชีวิตเอาไว้ บนแผงของเขามีหนังสัตว์คุณภาพระดับต่ำ กลางและสูงครบครัน หลินเว่ยเว่ยชอบขนมิงค์ชั้นดีที่มีสีขาวราวหิมะ


หลินเว่ยเว่ยวางขนมิงค์ลงด้วยความเกรงใจ “แบบนั้น…จะได้อย่างไร ? ขนสัตว์ที่ข้าชอบไม่ได้ราคาถูกหรอกนะ…”


นายพรานคลี่ยิ้มแล้วยัดเตียวผีสีขาวราวหิมะนั้นใส่มือนาง “มีอะไรต้องเกรงใจ ? ถ้าไม่ได้ท่านซัดลูกศรไม้ไผ่ดอกนั้นมา ข้าก็กลายเป็นซากศพในมือโจรตงหูไปนานแล้ว เจ้าเตียวผีพวกนี้ก็ไม่รู้ว่าจะตกไปเป็นของใคร บ้านข้าก็มีข้าคนเดียวที่หาเลี้ยง ท่านไม่ได้ช่วยแค่ข้าเอาไว้แต่ยังช่วยครอบครัวข้าทั้งหมด หรือชีวิตทั้งครอบครัวข้าจะมีราคาไม่เท่าเตียวผีผืนเดียว ?”


ทันใดนั้นหลังมือของนายพรานก็ถูกอินทรีทองบนไหล่ของหลินเว่ยเว่ยจิก โชคดีที่เขามีประสบการณ์ล่าสัตว์มานานหลายปีจึงตอบสนองเร็วและหดมือกลับทันเวลา ไม่อย่างนั้นได้ถูกจิกเป็นรูแน่


“โยว ! นกอินทรีที่หลินกู่เหนียงเลี้ยงไว้ไม่เลวเลยทีเดียว !” นายพรานอดเอ่ยชมไม่ได้


หลินเว่ยเว่ยจิ้มหัวอินทรีทอง ก่อนจะดุมันว่า “ห้ามขยับปากมั่วซั่ว ! วันนี้อดปลาแห้งไปเลย !” เฮอะ…เจ้าไม่ได้กำลังเลี้ยงแมวอยู่นะ ใช้ปลาแห้งมาล่ออินทรีทองตัวหนึ่ง ไม่มีสมองไปหน่อยกระมัง ?


นางพูดกับนายพรานต่อ “ต้องขอโทษด้วย ข้าเพิ่งได้มา ยังฝึกมันไม่เชื่อง ทำให้ท่านบาดเจ็บหรือเปล่า ?”


นายพรานพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่ ! เลี้ยงอินทรีทองไม่เหมือนเลี้ยงสัตว์ทั่วไป ต้องหลงเหลือความดุร้ายไว้บ้างเพราะในทุ่งหญ้ามีอินทรีทองที่สามารถล่าละมั่งกับกระต่ายหิมะได้ดีเชียวล่ะ !”


หลินเว่ยเว่ยหยิบตั๋วเงินออกมาแล้วแอบวางไว้ที่แผงนายพรานคนนี้เงียบๆ นางถามราคาขนสัตว์ของตลาดนี้มาหมดแล้วจึงจ่ายเป็นตั๋วแลกเงินที่ให้ราคายุติธรรมมากแก่เขา


เมื่อรอให้นางเดินออกไปไกลแล้ว นายพรานกำลังจัดระเบียบแผงขนสัตว์ เขาถึงได้พบตั๋วเงินใบนั้น ผู้มีพระคุณนี่ก็จริงๆเลย…


หลินเว่ยเว่ยเดินเล่นมาจนถึงแผงของชายโง่สองคน โสมและเขากวางที่พวกเขานำมามีคุณภาพไม่เลว แต่ราคาก็สูงตามไปด้วย ในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณนั้น หลินเว่ยเว่ยเลี้ยงกวางไว้สองสามตัวและนางจะเข้าไปตัดเขามันเป็นระยะ ดังนั้นจึงไม่ขาดแคลนสิ่งนี้ โสมอายุมากกว่าร้อยปีสองต้นที่ขุดได้ในหุบเขาก็ยังพอมีใช้อยู่ นางจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่แผงนาน


“ฉาก่อน กู่เหนียง !” แผงของหรูเอ่อร์ฉามีคนค่อนข้างหนาตา เนื่องจากพวกสมุนไพรล้ำค่าเป็นที่นิยมของทุกท้องถิ่น ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงไข่มุกน้ำจืดอันเป็นที่โปรดปรานของเหล่าสตรีชั้นสูงเลย แต่น่าเสียดายที่ใบชา เกลือและธัญพืชที่เขาต้องการแลกกลับมีปริมาณจำกัดในตลาดการค้าข้ามแขตแดน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นการค้าของเขาก็ค่อนข้างรุ่งเรืองในตลาดใหญ่ประจำปีแห่งนี้



จบตอน

Comments