weiwei ep401-410

ตอนที่ 401: เรี่ยวแรงมหาศาลดุจขุนเขา


ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาจากการค้าขายอันวุ่นวาย เขาก็เห็นพวกหลินเว่ยเว่ยกำลังเดินผ่านแผงของตนไป เวลาที่สามคนนี้อยู่ด้วยกันจะมีความสะดุดตาใช้ได้ บัณฑิตอ่อนแอสองคนแต่มีใบหน้าที่หล่อเหลาและเด็กสาวตัวสูงที่ใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา ใครจะคิดว่าตอนที่พวกโจรตงหูบุกปล้น กลุ่มคนลักษณะนี้จะช่วยชีวิตคนอื่นไว้ไม่น้อยเลย ?


หรูเอ่อร์ฉาก้มมองตัวเองแล้วหันไปมองลูกน้องที่กำลังทำงานยุ่งจนหัวหมุน…เฮ้อ ตัวใหญ่เสียเปล่า ยังต้องให้เด็กสาวตัวเล็กๆมาช่วยปกป้อง


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองตามเสียงเรียกก็เห็นชาวตงหูผู้โง่เขลาและใจใหญ่คนนั้นกำลังวิ่งตามมา “ขอบคุณกู่เหนียงที่ช่วยชีวิตพวกเลาไว้ นี่เป็นของขวัญตอบแทน ได้โปรดลับไว้ด้วย !” ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไปเรียนรู้ภาษาต้าเซี่ยมาจากไหน สำเนียงน่าขำแต่ท่าทางดูจริงใจมาก


หลินเว่ยเว่ยรับโสมไว้ด้วยรอยยิ้ม…หืม เจ้าทึ่มแสดงความใจใหญ่อีกแล้ว โสมที่ให้เป็นของขวัญนี้มีอายุอย่างน้อยก็น่าจะเกินร้อยปี ? อย่างไรก็ต้องใช้เงินหลายร้อยตำลึงเพื่อซื้อ ในเมื่อเขา ‘เชื้อเชิญให้รับไว้’ นางก็จะรับไว้อย่างแสนจะ (ไม่) เกรงใจ


หรูเอ่อร์ฉาลูบหนวดแล้วถามว่า “กู่เหนียงมีวรยุทธยอดเยี่ยมมาก แค่ไม่กี่กะบวนท่าก็จัดการโจรสองคนนั้นได้แล้ว หลูเอ่อร์ฉาอยากจะแลกเปลี่ยนความลู้กับท่าน…”


เมื่อผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้ยินแล้วก็พากันมองหรูเอ่อร์ฉาด้วยความดูแคลน…บุรุษตัวใหญ่เช่นเจ้าจะแลกเปลี่ยนวิชาต่อสู้กับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก กล้าพูดออกมาได้อย่างไร ? จะรังแกนางล่ะสิไม่ว่า ?


หรือแม้แต่มีคนไปแจ้งทหารรักษาการณ์แถวนั้นว่ามีชาวตงหูจะใช้กำลังในตลาด !


หลังได้จากยินแบบนั้นแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ยิ้มและพูดในเชิงขอโทษเขาว่า “เด็กสาวจากชนบทอย่างข้าจะมีวรยุทธได้อย่างไร ? ข้าก็แค่แรงเยอะกว่าคนปกติและขว้างปาข้าวของได้แม่นยำเท่านั้น !”


“แลงเยอะ ? เยอะขนาดไหนกันเชียว ?” หรูเอ่อร์ฉารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาเคยแข่งมวยปล้ำกับคนที่แรงเยอะที่สุดของเผ่ามาก่อน แม้ว่าสุดท้ายจะพ่ายแพ้ แต่ด้านพละกำลังเขาก็มีไม่น้อย ! ไม่รู้ว่าพละกำลังของกู่เหนียงคนนี้ถ้าเอาไปเทียบกับคนแรงเยอะที่สุดในเผ่าแล้วจะเป็นอย่างไร ?


หรูเอ่อร์ฉาครุ่นคิด ก่อนจะเข้าไปยืนตรงเบื้องหน้าหลินเว่ยเว่ยแล้วเอาฝ่าเท้าแนบกับพื้นให้ได้มากที่สุด “เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ข้ายืนอยู่ตรงนี้ กู่เหนียงลองผลักข้าดู…”


เสียงของเขาเพิ่งเงียบลง หลินเว่ยเว่ยก็เอื้อมมือไปจับเข็มขัดของเขาแล้วยกขึ้นด้วยท่าทางสบาย หรูเอ่อร์ฉาตกใจทันทีที่เห็นเท้าตนเองลอยอยู่เหนือพื้น…ตอนที่สองฝ่าเท้ากลับมาอยู่บนพื้นอีกครั้งตัว เขาก็ย้ายตำแหน่งไปจากเบื้องหน้าเด็กสาวคนนี้แล้ว


เดิมทีพ่อค้าและชาวบ้านที่มามุงดูยังเป็นห่วงเด็กสาวอยู่ แต่ใครจะคิดว่านางสามารถยกตัวชายร่างสูงใหญ่ที่มองแล้วมีน้ำหนักประมาณ200จิน (100กิโลกรัม) ได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว หากทะเลาะกันขึ้นมาจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าใครจะรังแกใครกันแน่ !


เมื่อทหารรักษาการณ์ได้ทราบข่าว ‘เด็กสาวโดนชาวตงหูรังแก’ ก็รีบเดินทางมายังสถานที่เกิดเหตุทันที แต่พอเห็นฉากนี้เข้าแล้ว พวกเขาก็ต้องเดินจากไปอย่างเงียบๆ เด็กสาวคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา นางคนเดียวสามารถสังหารทหารม้าตงหูได้หลายสิบนาย ตอนที่เก็บกวาดสนามรบ พวกศพที่ตายด้วยลูกศรไม้ไผ่ก็ล้วนเป็นฝีมือของนางทั้งสิ้น แล้วนางจะโดนคนอื่นรังแกได้หรือ ? แค่นางไม่ไปรังแกคนอื่นก็ถือว่าดีแล้ว !


ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องอื่น แค่มองอินทรีทองแสนองอาจบนไหล่ของนางก็ดูไม่เหมือนเจ้านายที่จะโดนใครรังแกได้ง่าย !


หรูเอ่อร์ฉายังไม่อยากเชื่อ เขาหันไปเห็นโม่หินหน้าร้านค้าของคนอื่นที่ห่างออกไปไม่ไกล เขาจึงรีบวิ่งไปแล้วออกแรงยกมันขึ้นมา คนที่มุงดูพลันร้องอุทานทันทีเพราะโม่หินมีน้ำหนักมากจริงๆ ชาวตงหูมีสีหน้าแดงก่ำและลำคอแข็งทื่อ เส้นเอ็นก็ปูดจนแทบจะแตกออกมาอยู่แล้ว !


หรูเอ่อร์ฉาพยายามยกโม่หินมาทางนี้ จุดประสงค์ของเขาชัดเจนมากคือถ้าเด็กสาวสามารถย้ายโม่หินนี้ได้ เขาก็จะยอมรับอย่างหมดใจ แต่ขณะที่เดินไปเรื่อยๆ เท้าของเขาก็ไม่รู้ว่าไปสะดุดอะไรเข้า โม่หินในมือหลุดแล้วกระเด็นไปหาเด็กอายุ4-5ขวบที่กำลังมุงดูอยู่ในฝูงชน…


ฝูงชนอดไม่ได้ที่จะกรีดร้องด้วยความตกใจ…ถ้าโดนทับเข้าล่ะก็ได้ตายจริงๆแน่


หมินอ๋องซื่อจื่อที่ขี่ม้าอยู่ห่างออกไปไม่ไกลก็เห็นฉากนี้พอดี เขาอยากจะเข้ามาช่วยเด็กน้อยแต่ก็คงไม่ทัน โชคดีที่เด็กน้อยคนนั้นอยู่ใกล้หลินเว่ยเว่ย นางจึงรีบพุ่งเข้าไปแล้วรับโม่หินไว้ด้วยมือข้างเดียว


น้ำหนักของโม่หินรวมเข้ากับแรงเฉื่อย (พยายามรักษาสภาพหยุดนิ่ง) ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทว่า หลินเว่ยเว่ยก็ยังถือโม่หินไว้ได้อย่างมั่นคง นางหันไปทำตาขวางใส่หรูเอ่อร์ฉา จากนั้นก็ยกโม่หินกลับไปคืนเจ้าของเดิมด้วยมือเพียงข้างเดียว


เด็กน้อยที่ตกใจต่อเหตุการณ์เมื่อครู่กำลังจะแบะปากร้องไห้ แต่พอได้ยินเสียงปรบมือที่ทุกคนมีต่อหลินเว่ยเว่ยแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือตามคนอื่น


มีชาวบ้านที่ไม่เชื่อในน้ำหนักของโม่หินจึงใช้สองมือยกมัน…ไม่ขยับแม้แต่น้อย ยังมีชาวบ้านเข้าไปลองอีก ทั้งสองคนเงยหน้ามองฟ้า ใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำแต่ก็ยังไม่มีใครยกโม่หินได้ สุดท้ายพวกเขาก็ต้องยกนิ้วหัวแม่มือเพื่อแสดงความชื่นชมแก่หลินเว่ยเว่ย


หรูเอ่อร์ฉาที่เกือบสร้างปัญหาแก่คนอื่น ตอนนี้จึงยอมรับหมดใจเพราะใครจะคาดคิดว่าเด็กสาวตัวเล็กคนหนึ่งจะมีแรงมากกว่าคนในเผ่าน่าถาที่เอาชนะเขาคนนั้น


หรูเอ่อร์ฉาเริ่มมีใจอยากชวนนางมาเป็นพวกพ้อง “ข้า หลูเอ่อร์ฉา เป็นหนึ่งในผู้นำของเผ่าน่าถา อยากเชิญกู่เหนียงไปเป็นแขกที่เผ่าของพวกเลา…”


กู่เหนียงน้อยคนนี้ไม่เพียงมีแรงมากกว่าคนปกติ แต่ยังเป็นนักยิงธนูที่ดี หากดึงมาเข้าพวกได้ล่ะก็คงเหมือนพยัคฆ์ติดปีก ความหวังที่จะได้ขยายอาณาเขตทุ่งหญ้าของเผ่าน่าถาก็จะเพิ่มขึ้นด้วย


หมินอ๋องซื่อจื่อนั่งไม่ติดอีกต่อไป ดีนักคนเผ่าน่าถา คิดจะแย่งคนมีความสามารถของต้าเซี่ยไปต่อหน้าต่อตาข้าหรือ คิดจะทำอะไร ? ถ้าเก่งจริงก็มาเจอกันที่สนามรบ !


หรูเอ่อร์ฉาเห็นหมินอ๋องซื่อจื่อลงจากหลังม้าแล้วมายืนอยู่ด้านหลังกู่เหนียงน้อยจึงอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองด้วยความไม่พอใจเพราะรู้ว่าตนหมดหวังแล้ว ส่วนกู่เหนียงน้อยก็ปฏิเสธน้ำใจเขาอย่างสุภาพ แม้จะน่าเสียดาย แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริง


หลินเว่ยเว่ยหันกลับมาก็เห็นหมินอ๋องซื่อจื่อ นางจึงฉีกยิ้มทักทาย “ใต้เท้าซื่อจื่อมาเดินลาดตระเวนหรือเจ้าคะ ? ท่านทำงานเถิด ประเดี๋ยวพวกเราจะไปเดินเล่นต่อเจ้าค่ะ !”


นางเดินมาถึงแผงขายปลา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีคำกล่าวถึงปลารสเลิศว่า ‘สามบุปผา ห้าแห สิบแปดบุตร’ สามบุปผา ( ฮวา ) คือปลาเอ๋าฮวา ปลาเปี้ยนฮวาและปลาจี่ฮวา ปลาเอ๋าฮวาถือเป็นปลาที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี เนื้อสีขาวนุ่มลิ้นเหมาะแก่การทำปลากระรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน เป็นอาหารชั้นเลิศอย่างหนึ่ง !


อุณหภูมิสูงสุดในตอนกลางวันของเขตอวี้อันก็ยังต่ำกว่าศูนย์ แม้ว่าแสงอาทิตย์จะสาดส่องลงมา แต่ปลาก็ยังโดนน้ำแข็งเกาะเหมือนเดิม ไร้วี่แววว่าจะละลายแต่อย่างใด หลินเว่ยเว่ยเลือกปลาเอ๋าฮวาที่มีน้ำหนักประมาณ2ชั่งมาสิบกว่าตัวแล้วใส่ลงในกระบุงไม้ไผ่


หลังจากผ่านการต่อสู้แสนดุเดือดในยามสายมาแล้ว ก็แทบไม่มีพ่อค้าคนใดในตลาดไม่รู้จักหลินเว่ยเว่ย ไม่ต้องรอให้นางพูด พ่อค้าขายปลาก็เสนอราคาที่ดียิ่งกว่าอะไรออกมาเอง


ห้าแห (ลั่ว) คือเจ๋อลั่ว ฝ่าลั่ว หยาลั่ว หูลั่วและถงลั่ว หลินเว่ยเว่ยหันไปเห็นปลาเจ๋อลั่วตัวยาวกว่าหนึ่งหมี่ นางจึงอุทานด้วยความประหลาดใจ พ่อค้าขายปลาเอ่ยแนะนำอย่างเป็นมิตร “นี่เป็นหนึ่งในปลาจับยากที่สุดของร้านเรา เพราะมันดุร้ายมาก แต่เนื้อเนียนละเอียด หากนำไปทำไส้เกี๊ยวก็จะอร่อยมาก !”


นางชอบกินเกี๊ยวปลามาก ดังนั้นก็ซื้อเลย ซื้อเลย !


“ยังมีปลาฝ่าลั่วตัวใหญ่ ปลาชนิดนี้มีไขมันแทรกเยอะ ก้างน้อย เนื้อนุ่มละมุน หากเอาปลาฝ่าลั่วไปทำซุปก็ จะให้รสชาติหอมอร่อย แต่ถ้าเอาไปทำให้มีรสเปรี้ยวและเผ็ดก็จะเรียกน้ำย่อยได้ดีมาก…” พ่อค้าขายปลาคนนี้ยังถือว่ามีฝีมือพอตัว ทุกประโยคที่แนะนำออกมาเรียกว่าโดนใจลูกค้าสุดๆ


ตอนที่ 402: เป็นญาติของท่านแม่ทัพ


เดิมทีหลินเว่ยเว่ยก็เป็นคนชอบกินปลาอยู่แล้ว หลังจากทะลุมิติมาก็พอดีเป็นช่วงภัยแล้ง ปลาจึงมีราคาแพงและหาซื้อได้ยากมาก นี่ก็ผ่านมาเกือบหนึ่งปีแล้วนางได้กินปลาแค่ไม่กี่ตัว เมื่อเห็นว่าที่นี่มีปลาสดๆ กองขายเหมือนภูเขาลูกเล็กจึงเป็นธรรมดาที่จะอดใจไม่ไหว


หลินจื่อเหยียนเห็นพี่รองซื้อปลาตัวแล้วตัวเล่าจึงอดไม่ได้ที่จะเตือนนางว่า “พี่รอง ปลามากมายขนาดนี้เราจะขนกลับได้หรือ ? อย่าปล่อยให้เน่าระหว่างทางเลย น่าเสียดายจะตาย !”


หลินเว่ยเว่ย ‘บ้า’ ไปแล้ว นางไม่ฟังคำเตือน “ไม่เป็นไร ใส่น้ำแข็งไว้เยอะๆหน่อย หรือไม่ก็เตรียมดินประสิวไว้ก็ได้ ไม่มีทางเน่าเสียหรอก…”


แต่คำพูดของเจียงโม่หานสามารถทำให้หลินเว่ยเว่ยหยุดเหมาซื้อปลาอย่างบ้าคลั่งได้ “แม้พวกเราเดินทางโดยรถม้า แต่รถม้าคันนั้นก็บรรทุกปลามากมายขนาดนี้ไม่ไหวหรอก หรือเจ้าคิดจะหาบปลาแล้วเดินไปตามถนน ?”


จริงสิ ! ถ้าซื้อมากเกินไปจะขนลำบาก รู้อย่างนี้ไม่พาบัณฑิตอ่อนแอสองคนนี้มาด้วยก็ดี เพราะหากนางมาเองแล้วอยากใส่อะไรเข้าไปในมิติน้ำพุวิญญาณก็ได้ ไม่จำเป็นต้องคิดหนักเรื่องการขนย้าย


“ถ้าอย่างไร…เราซื้อรถม้าอีกสักคันดีหรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยความไม่พอใจ


เจียงโม่หานย้อนถาม “พอกลับไปแล้ว เจ้าคิดจะกินปลาสักกี่วัน ?”


เอาเถิด ! หลินเว่ยเว่ยรู้ตัวว่าไม่ใช่แมว ถ้าให้กินปลาทุกวันก็คงไม่ไหว เฮ้อ ต่อไปจะยังได้เห็นสถานที่มีปลาเยอะและหลากหลายขนาดนี้อีกหรือเปล่า หลินเว่ยเว่ยแอบตัดสินใจว่าอีกประเดี๋ยวจะหาทางสลัดเจ้าสองคนนี้ทิ้ง แล้วซื้อปลาเพิ่มเพื่อเก็บเข้ามิติน้ำพุวิญญาณอีกหน่อย !


ในตลาดการค้าข้ามเขตแดน ชาวตงหูมักจะใช้ขนสัตว์ สมุนไพรล้ำค่าหรือพวกม้า วัวและแกะมาแลกเปลี่ยน ส่วนชาวต้าเซี่ยใช้ธัญพืช ใบชา ผ้าไหม เครื่องลายคราม เกลือ เหล็กและของอื่นๆมาแลก ทว่าพวกเกลือ เหล็กและธัญพืชมีปริมาณจำกัด ชาวตงหูส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่กินเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลักจึงค่อนข้างชอบใบชามากกว่า เพราะในสายตาของพวกเขาแล้ว ใบชาสามารถช่วยขจัดพิษได้ ทั้งยังสามารถช่วยย่อยอาหารและลดไขมัน


พ่อค้าขายใบชาสองสามเจ้าเป็นที่ต้อนรับมาก มีแต่ชาวตงหูเข้ามารายล้อมที่แผง คราวนี้พวกหลินเว่ยเว่ยไม่ได้เอาอะไรมาแลกจึงได้แต่ใช้เงินซื้อของ มีชาวตงหูบางกลุ่มที่ไม่รับเงินเพราะต้องใช้ของแลกเท่านั้น ในมิติน้ำพุวิญญาณของหลินเว่ยเว่ยมีข้าวและธัญพืชอยู่ แต่เอาออกมาไม่ได้ นางจึงได้แต่ทำตาปริบๆมองของที่ชอบ


ส่วนเรื่องซื้อที่ดินแล้วสร้างร้านที่เขตอวี้อันถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี เนื่องจากตัวนางก็ถือเป็นวีรสตรีคนหนึ่ง มีชื่อเสียงในกองทหารรักษาการณ์ เจ้าหน้าที่ประจำที่ว่าการเขตอวี้อันจึงไม่ได้สร้างปัญหาแก่นางและให้ราคาซื้อขายอย่างยุติธรรม


แต่เรื่องสร้างร้านทำให้นางต้องลำบากใจ หรือจะต้องรอให้บัณฑิตน้อยสอบเสร็จแล้วจริงๆ จึงจะมาจัดการเรื่องนี้ได้ ? ภายในกลุ่มชาวบ้านที่นางช่วยไว้มีช่างก่อสร้างฝีมือดีคนหนึ่ง หลังจากรู้ว่านางจะสร้างร้านตรงบริเวณชานเมืองฝั่งตะวันออก เขาก็พาพี่น้องทั้งหลายมาอาสาช่วยสร้างด้วยตนเอง…ค่าแรงจะให้เท่าไหร่ก็ได้ หรือจะไม่ให้ก็ไม่เป็นไร !


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด ก่อนจะอธิบายถึงแบบบ้านที่ตัวเองต้องการจะสร้าง…ด้านหน้าเป็นร้านค้า ด้านหลังเป็นบ้านเจ้าของร้าน ดีที่สุดต้องมีลานกว้าง ปีกทางซ้ายและขวาของบ้านต้องสร้างให้กว้างเหมือนโกดังเก็บของ ตัวบ้านก่อด้วยอิฐ เรื่องวัสดุในการก่อสร้าง แม้แต่ต้องใช้เวลานานเท่าไรหรือใช้งบประมาณแค่ไหนก็คุยกับช่างก่อสร้างคนนั้นจนหมด


ช่างก่อสร้างที่มีนามว่าหลี่เลี่ยงคนนั้นคิดตามราคาค่าวัสดุของฝั่งเมืองชายแดนและช่วยนางปรับงบประมาณ ร้านค้าจำนวนสิบร้านจึงสามารถช่วยนางประหยัดเงินได้หลายสิบตำลึง !


หากไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของร้านแล้วประหยัดเงินได้ เหตุใดนางจะไม่ทำ ? หลินเว่ยเว่ยพอใจต่อการประหยัดงบประมาณในครั้งนี้และยกเงินส่วนหนึ่งให้เป็น ‘โบนัส’ แก่พวกเขา


โบนัส ? ก็คือตกรางวัลกระมัง ? นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่เลี่ยงได้ยินคำศัพท์ใหม่ๆ ด้านหลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่เหมือนกัน ตกรางวัลคือการให้ของขวัญโดยที่พวกท่านไม่ได้ทำอะไรเลย แต่โบนัสคือรางวัลพิเศษสำหรับการที่พวกท่านทำงานอย่างหนัก นี่เป็นสิ่งที่พวกท่านสมควรได้รับ !”


บัณฑิตชนชั้นนำ เกษตรกร กรรมกรและพ่อค้า เดิมทีกรรมกรก็มีฐานะไม่สูงอยู่แล้วจึงมักโดนดูถูกบ่อยครั้ง นายจ้างก็เรื่องเยอะ หาเหตุผลต่างต่างนานามาหักค่าจ้างพวกตน


หลี่เลี่ยงไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าการทำงานดีๆให้เจ้าของบ้านยังจะได้รับเงินอย่างอื่นเพิ่มเติม เจ้าของบ้านบอกว่าเงิน ‘โบนัส’ เป็นสิ่งที่พวกตนสมควรได้รับ แต่ไม่ใช่การบริจาคให้ทาน เจ้าของบ้านยังบอกเขาว่าทุกคนที่ทำงานอย่างตั้งใจล้วนคู่ควรจะได้รับการยกย่อง…


พี่หลี่ที่อยู่ประจำกองทหารรักษาการณ์ พอรู้ข่าวที่พวกนางคิดจะสร้างบ้านและร้านค้าตรงชานเมืองฝั่งตะวันออก แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องวิ่งมาซื้อที่ดินและสร้างร้านค้าไกลขนาดนี้ แต่เขาก็ยังแสดงออกว่าหากไม่ติดงานหลักก็จะคอยมาจับตาดูให้


คราวนี้บาดแผลที่พี่หลี่ได้รับล้วนเป็นบาดแผลภายนอก ไม่ได้ร้ายแรงถึงกระดูกและเส้นเอ็น แผลหนักสุดก็คือบริเวณไหล่ ต้องใช้เวลารักษาตัวประมาณ8-10วันก็หายขาด


เพราะความกล้าหาญในครั้งนี้ เขาสามารถสังหารโจรโฉดตงหูไปได้หลายคน พี่หลี่จึงได้เลื่อนตำแหน่งจากนายสิบกลายเป็นนายร้อย ลูกน้องใต้บัญชาจาก10นายก็เพิ่มเป็น100นายภายในพริบตา หลังรอให้บาดแผลหายดีแล้ว เขาก็เข้ารับตำแหน่งทันที หน้าที่ยังเป็นการลาดตระเวนและดูแลความสงบภายในตลาดการค้าข้ามเขตแดนแห่งนี้


หลินเว่ยเว่ยแสดงความยินดี พี่หลี่พูดด้วยรอยยิ้ม “ก็ไม่ใช่เพราะบารมีของหลินกู่เหนียงหรอกหรือ ? หากไม่ได้ลูกศรไม้ไผ่ของเจ้า พี่หลี่คนนี้ก็คงตายภายใต้คมดาบโจรตงหูไปแล้ว เจ้าไม่เพียงเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้าไว้ แต่ยังเป็นดาวนำโชคของข้าอีกด้วย !”


หลินเว่ยเว่ยรีบพูด “ฟังพี่หลี่พูดเข้าสิ ! แม้คนไม่รู้จักมาเสี่ยงอันตรายอยู่ตรงหน้า ข้าก็จะช่วยเหมือนกัน นับประสาอะไรกับผู้ที่เคยกินแกะย่างตัวเดียวกันมาก่อน ? พี่หลี่เองก็ฝีมือร้ายกาจ คนเดียวสู้กับโจรตงหูได้ตั้งสี่ห้าคน สีหน้าของท่านยังดูไม่หวาดกลัวอีกด้วย !” ขณะพูด หลินเว่ยเว่ยยังยกนิ้วหัวแม่มือให้เขา


พี่หลี่พูดด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ใครบอกว่าข้าไม่กลัว ? แต่ตอนนั้นไม่มีทางให้ถอยแล้ว แม้จะกลัวก็ต้องกัดฟันสู้ ! พวกทหารดูแลชาวบ้านอย่างเรามีเพียงต้องต่อสู้อย่างโชกเลือด ถึงจะได้มีวันลืมตาอ้าปาก !”


พอเข้าร่วมกองทัพแล้วก็จะกลายเป็นทหารไปหลายชั่วอายุคน ต้องไต่เต้าขึ้นไปให้สูงมากพอจึงจะมีโอกาสพาคนในครอบครัวหลุดพ้นจากฐานะยากจน เขาเพิ่งได้เป็นนายร้อย เส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล !


“ใครต่างก็บอกว่าถ้ารอดจากความตายมาได้ย่อมมีโชคลาภรออยู่ ถ้าต่อไปพี่หลี่ขึ้นเป็นแม่ทัพแล้ว เห็นน้องอย่างข้าก็อย่าลืมกันล่ะ !” หลินเว่ยเว่ยรีบทำให้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวาขึ้น


พี่หลี่หัวเราะฮ่าฮ่า “ขอให้เป็นอย่างที่เจ้าพูด รอให้ข้าขึ้นเป็นแม่ทัพแล้วจะต้องจดจำน้องสาวอย่างเจ้าได้แน่นอน ! จริงสิ แม่ทัพของพวกเราก็เป็นคนอำเภอเป่าชิง กู่เหนียงก็แซ่หลิน อาจเป็นญาติห่างๆกันก็ได้ ? แบบนั้นข้าคงไม่กล้าอาจเอื้อม !”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “อำเภอเป่าชิงกว้างใหญ่ คนแซ่หลินก็มีอยู่ไม่น้อย ข้าสามารถบอกท่านได้อย่างมั่นใจว่าบ้านเราไม่มีญาติเป็นแม่ทัพ !”


ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยยังเดินเล่นที่ตลาดอีกหนึ่งวันแล้วจึงเดินทางกลับ พี่หลี่พาลูกน้องสองสามนายมาส่งพวกนาง แม้แต่หมินอ๋องซื่อจื่อก็ยังส่งคนสนิทมามอบม้าดีให้หลินเว่ยเว่ยหนึ่งตัว…เป็นม้าที่จับได้ตอนปราบปรามโจรตงหู พี่หลี่ก็มอบแกะให้สองสามตัว…แกะตัวเป็นๆ !


ตอนที่หลินเว่ยเว่ยนั่งอยู่บนหลังม้าตัวที่หมินอ๋องซื่อจื่อมอบให้ นางก็หันไปมองรถม้าที่เต็มไปด้วยปลาแช่แข็งแล้วยังมีแกะสองสามตัวอยู่หลังรถม้า จากนั้นนางก็หันมาหยอกอินทรีทองบนบ่า “คราวนี้ไม่ได้มาเสียเที่ยวจริงๆ ได้ของกลับไปเยอะมาก!”


หลินจื่อเหยียนมีสีหน้าบูดบึ้งพลางนั่งบีบจมูกอยู่บนรถม้า “เพื่อปลาเหล่านี้แล้ว พี่รองถึงขั้นรื้อรถม้าที่มีราคาแพงกว่าปลาพวกนี้ตั้งเยอะ!”


ตอนที่ 403: การหยั่งเชิงของอาจารย์ฟ่าน


“เจ้าจะเข้าใจอะไร! รื้อรถม้าแล้วยังต่อเติมใหม่ได้ แต่ถ้าพลาดปลาเหล่านี้ไปแล้วจะหาซื้อในเขตเริ่นอันไม่ได้อีก หลินต้าฮว๋า หากเจ้ายังไม่เลิกบ่น พอกลับไปแล้วก็อย่าหวังว่าจะได้กินปลาฝีมือข้า!” หลินเว่ยเว่ยถลึงตาข่มขู่น้องชาย…ตอนนี้เจ้าเอาแต่บ่น รอให้ทำอาหารจากปลาชั้นเลิศเสร็จเมื่อใดก็จะไม่มีส่วนของเจ้า!


เจียงโม่หานหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูก เฮ้อ! ไม่พูดก็คงไม่ได้ว่าผ้าเช็ดหน้าสีขาวคู่กับชุดสีนวลจันทร์ของเขา มองแล้วดูเหมือนเทพเซียนมากเหลือเกิน


เมื่อหลินจื่อเหยียนเห็นแบบนั้นก็รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูกตัวเองบ้าง เจ้าเด็กนี่ เลียนแบบเก่งจริงเชียว หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะล้อเลียน…


“ท่านแม่ทัพขอรับ พวกเขาสามคนมีสิ่งใดไม่ชอบพากลหรือขอรับ?” รองแม่ทัพเห็นว่าแม่ทัพหลินหันไปมองรถม้าที่เต็มไปด้วยปลาคันนั้น ทั้งยังมองแบบไม่ละสายตาอยู่นาน เขาจึงเกิดความสงสัยขึ้นมา


แม่ทัพหลินละสายตาจากตัวเด็กสาวที่นั่งอยู่ด้านหลังรถม้าแล้วส่ายหน้า เสียงเรียก ‘หลินต้าฮว๋า’ เมื่อครู่ทำให้เขานึกถึงบุตรของตน บุตรชายคนโตก็มีชื่อเล่นว่าต้าฮว๋า บุตรคนที่สองก็เป็นเด็กผู้หญิง ทว่า…


เด็กสาวที่โดนเรียกว่า ‘พี่รอง’ มีรูปร่างผอมเพรียว คิ้วคมประดุจสันกระบี่ คารมคมคายและยังมีความร่าเริงมากเกินไป นางจะกลายมาเป็นบุตรของเขาได้อย่างไร ?


เฮ้อ ! เหยียนเหนียง เจ้ากับเด็กๆหายไปอยู่ที่ใดกันแน่ ?


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองพวกทหารที่เพิ่งผ่านไป…มองอะไร ? อายุปูนนี้แล้วยังทำตัวไม่เหมาะสม เอาแต่มองเด็กสาวอย่างนางอยู่ได้ ถ้ายังมองอีกข้าจะควักลูกตาของเจ้า !


“หืม ! ท่านแม่ทัพ เด็กคนนั้นกล้าถลึงตาใส่ท่านขอรับ !” รองแม่ทัพทนไม่ไหว เขารีบพับแขนเสื้อเพื่อจะทำให้เด็กไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงได้สำนึก !


แม่ทัพหลินห้ามเขาไว้ด้วยรอยยิ้ม นางหนูคนนี้ขี้โมโหใช้ได้ ! เขาค่อยๆผลักความรู้สึกคุ้นเคยที่มีต่อเด็กสาวออกไป…แม้ว่าเหยียนเหนียงของเขาจะหนีออกจากหมู่บ้านได้ทันก็ไม่มีทางหนีมาอยู่ฝั่งชายแดนได้หรอก ส่วนทางฝั่งบ้านเกิด เขาก็ได้ส่งคนไปสืบข่าวแล้ว ทว่าไม่มีข่าวใดเกี่ยวกับพวกนางเลย


นี่ก็ผ่านมาเกือบ6ปี เหยียนเหนียงกับพวกเด็กๆ จะยังสบายดีหรือไม่ ? เขาจะต้องตามหาพวกนางให้พบ !


สามวันต่อจากนั้นพวกหลินเว่ยเว่ยก็เข้ามาในหมู่บ้านฉือหลี่โกวพร้อมปลาเต็มคันรถม้า คนทั้งหมู่บ้านตกใจมาก…ต้าฮว๋าของบ้านตระกูลหลินไปสอบหรือว่าไปซื้อปลากันแน่ ?


เจ้าหนูน้อยพาเหล่าสหายมาโห่ร้องและกระโดดไปมารอบรถม้า เขาชี้ไปที่ปลาเจ๋อลั่วตัวใหญ่ที่สุด “ปลาตัวใหญ่มาก ถ้าเอามาแขวนมันอาจสูงกว่าตัวข้าเสียอีก !”


ภรรยาผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาแล้วพูดว่า “นางหนูรอง เจ้าซื้อปลามามากมายขนาดนี้จะกินหมดหรือ ? ไปเจอพ่อค้าขายปลาที่อำเภอมาหรืออย่างไร ?”


นางหวงได้ยินเสียงจึงเดินออกมาต้อนรับ “พวกเจ้าหนอพวกเจ้า สอบเสร็จแล้วก็ไม่รู้จักกลับบ้าน ต้องวิ่งไปชายแดนให้ได้ ไม่กลัวเจอพวกโจรตงหูบ้างหรือ !”


หลินจื่อเหยียนปากไว “เหตุใดจะไม่เจอขอรับ ? พี่รองซัดลูกศรไม้ไผ่ใส่พวกมันจนตายไปตั้งหลายสิบคน !”


“ว่าอย่างไรนะ ?” นางหวงยกมือทาบอกและมีสีหน้าซีดเผือดทันที


หลินเว่ยเว่ยหันไปถลึงตาใส่หลินต้าฮว๋าแล้วรีบลงไปประคองมารดา “อย่าฟังที่ต้าฮว๋าพูดเหลวไหลเจ้าค่ะ ที่ตลาดการค้าข้ามเขตแดนมีทหารรักษาการณ์ตั้งหลายพันนาย ไฉนเลยจะมีที่ให้ข้าแสดงฝีมือ ? ก็แค่ไปมองพวกเขาสู้รบกัน แต่เราไม่เป็นอะไรกันเลยเจ้าค่ะ !”


หลินจื่อเหยียนลูบจมูก มารดามีร่างกายอ่อนแอ เขาไม่น่าพูดความจริงออกไปให้นางเป็นกังวลเลย เขารีบพูดต่อ “ใช่ขอรับ ! มีหมินอ๋องซื่อจื่อนำกำลังทหารมาช่วยได้ทันเวลา คราวนี้พวกเราจึงแค่ตกใจ…จริงสิ พวกเราเอาแกะมาด้วยสองสามตัว ตัวอวบๆทั้งนั้น หนึ่งในนั้นกำลังตั้งท้องอยู่ด้วย พวกเราสามารถเก็บไว้เลี้ยงแล้วค่อยกินก็ได้ !”


นางหวงตรวจร่างกายของทั้งสองคน เมื่อเห็นว่าไม่มีบาดแผลใดก็สบายใจขึ้นมาก แต่พอเห็นปลาแช่แข็งอัดแน่นเต็มรถม้าก็กลับมากังวลอีกครั้ง “เจ้ารอง นี่เจ้าคิดจะไปขายปลาที่เขตหรือไร ?”


หลินเว่ยเว่ยหยิบปลาเจ๋อลั่วตัวยาวหนึ่งหมี่ขึ้นมาแล้วเดินไปหลังบ้าน “ขายปลาจะได้เงินสักเท่าไหร่กันเชียว ? ข้าตั้งใจว่าจะเก็บไว้กินเองเจ้าค่ะ ในห้องใต้ดินของบ้านเราไม่ได้มีน้ำแข็งอยู่เยอะหรอกหรือ ? ปลาแช่แข็งเหล่านี้สามารถเก็บไว้กินได้อีกนาน !”


นางคำนวณไว้แล้วว่าให้บ้านสกุลเผิงสองสามตัว ยังมีหุ้นส่วนของนางอย่างหนิงตงเซิ่ง ทุกครั้งที่เดินทางไปทุ่งหญ้าแล้ว เขาจะนำของขวัญกลับมาให้ คราวนี้นางจะตอบแทนไปเป็นพวกปลา…อย่างไรให้มาก็ต้องให้กลับ เพื่อไม่เป็นการเสียมารยาท !


แล้วก็ยังมีผู้อาวุโสเซวีย…ช่างเถิด เซวียจื้อเฉียนทำอาหารได้รสชาติธรรมดา รอให้นางทำลูกชิ้นปลาและห่อเกี๊ยวปลาเสร็จแล้วค่อยส่งไปให้เขาแล้วกัน นอกจากนี้ยังมีอาจารย์ฟ่านอีกหนึ่งคน ต้องส่งปลาไปให้สองสามตัวแล้วก็ลูกชิ้นปลาอีกสักสองสามชั่ง…


อ้อ ใช่ ยังมีป้ากุ้ยฮวา แม่ซัวถัว ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน ท่านหมอเหลียง…พอมาลองคิดแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าซื้อปลามาน้อยไปด้วยซ้ำ !


วันรุ่งขึ้น หลินเว่ยเว่ยก็เอาปลาเจ๋อลั่วยาวหนึ่งหมี่ออกมาเพื่อเตรียมทำเกี๊ยวปลาและลูกชิ้นปลา พอได้ยินว่าพวกนางกลับมาแล้ว ป้ากุ้ยฮวาและแม่ซัวถัวก็มาหา พอเห็นนางกำลังทำงานชนิดหัวหมุนอยู่ที่ลานบ้านจึงเข้ามาช่วย


เมื่อปลาหนึ่งตัวที่มีน้ำหนัก70-80ชั่งถูกเลาะก้างออกแล้วก็สามารถทำเกี๊ยวปลาได้20ชั่ง ลูกชิ้นปลา30ชั่ง หลินเว่ยเว่ยแบ่งเกี๊ยวปลาให้คนที่มาช่วยงานคนละ2ชั่งและลูกชิ้นปลาอีก3ชั่ง


มื้อเที่ยง บ้านตระกูลหลินกินเกี๊ยวปลา ลูกชิ้นปลาผักพริกเกลือและซุปลูกชิ้นปลา ทุกจานมีรสชาติอร่อยมากจึงทำให้ทุกคนพอใจกันสุดๆ โดยเฉพาะเด็กอย่างเจ้าหนูน้อยและเสี่ยวร่าง ลูกชิ้นปลาไร้สารปรุงแต่งใดๆ ย่อมดีต่อร่างกายของเจ้าตัวน้อย !


วันต่อมา หลินเว่ยเว่ยยังทำลูกชิ้นปลากับเกี๊ยวปลาแล้วให้บัณฑิตน้อยนำไปส่งให้ผู้อาวุโสทั้งสองที่เขตเริ่นอัน (อาจารย์ฟ่าน: อย่างมากข้าก็แค่อยู่ในวัยกลางคน แล้วจะอยู่ในรุ่นเดียวกับผู้อาวุโสเซวียได้อย่างไร?)


เจียงโม่หานไปบ้านอาจารย์ฟ่านก่อน เมื่อวางปลาแช่แข็งและผลิตภัณฑ์จากปลาลงไปแล้วก็นั่งสนทนากับอาจารย์ฟ่านที่ถามเขาว่า “ที่อำเภอเกิดคดีทุจริตขึ้น มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าหรือไม่ ?”


เจียงโม่หานตอบ “นายอำเภอพาเจ้าหน้าที่ไปพบตอนพวกเขายื่นซองกระดาษข้อสอบกันเอง แล้วจะเกี่ยวข้องกับศิษย์ได้อย่างไรขอรับ ?”


อาจารย์ฟ่านมองเขาแล้วพูดว่า “ฮ่องเต้ให้ความสำคัญต่อคนมีความสามารถ ถึงขั้นส่งผู้ตรวจการมาคุมการสอบเป็นพิเศษ โม่หาน สิ่งที่เจ้ากังวลในการสอบเยวี่ยนซื่อคราวนี้น่าจะไม่เกิดขึ้นแล้ว อาจารย์หวังในตัวเจ้ามาก จงตั้งใจสอบให้ดี !”


“ขอบพระคุณในความเชื่อมั่นของอาจารย์ที่มีต่อศิษย์ขอรับ !” ความทะเยอทะยานของเจียงโม่หานไม่ได้หยุดอยู่แค่การสอบเยวี่ยนซื่ออย่างแน่นอน


ชาติก่อน การทุจริตถูกพบในการสอบระดับเยวี่ยนซื่อ หรือบางทีอาจพบพิรุธบางอย่างตั้งแต่การสอบเซี่ยนซื่อและฝู่ซื่อ เพียงแต่ในเวลานั้นอู๋ปัวยังไม่ขาดแคลนเงินจึงทำการซื้อขายข้อสอบอย่างระมัดระวัง ไม่มีใครพบเห็นก็เท่านั้นเอง ไม่อย่างนั้นด้วยสมองระดับอู๋ปัว ไฉนเลยจะสอบผ่านจนถึงระดับเยวี่ยนซื่อได้?


ในชาตินี้ การทุจริตถูกพบในการสอบระดับเซี่ยนซื่อ ทางราชสำนักยังส่งคนมาตรวจการล่วงหน้า ดังนั้นการสอบเยวี่ยนซื่อของเมืองจงโจวจึงไม่เกิดเรื่องที่ทำให้เขาต้องกังวลอีก


อาจารย์ฟ่านยังถามหยั่งเชิงเจียงโม่หานอีกสองสามคำถามและพอใจในคำตอบของเขามาก เจียงโม่หานเป็นศิษย์ที่มีไหวพริบและเปี่ยมศักยภาพมากที่สุดในสำนักศึกษา มีความสามารถของบัณฑิตระดับสูง แต่เขาเย่อหยิ่งไปหน่อย คนที่มีนิสัยแบบนี้มักมีชีวิตไม่ค่อยราบรื่นในเส้นทางขุนนาง


ทว่าในช่วงมากกว่าครึ่งปีที่ผ่านมานี้ นิสัยของเด็กหนุ่มได้รับการขัดเกลาไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก…ศักดิ์ศรียังคงมีอยู่ แต่ความทะนงหายไป บางทีเจียงโม่หานอาจเดินบนเส้นทางขุนนางได้ไกลกว่าเดิม !


ตอนที่ 404: แขกผู้สูงศักดิ์มาเยือน


หลังออกจากบ้านอาจารย์ฟ่านแล้ว เจียงโม่หานก็นั่งรถม้ามาเยี่ยมผู้อาวุโสเซวียที่อยู่นอกเมือง เขาเหลือบมองกล่องอาหารขนาดใหญ่ในรถด้วยความรังเกียจ ด้านในเต็มไปด้วยเกี๊ยวปลาแช่แข็งที่พอจะให้คนกินได้ถึง5คน แล้วก็ยังมีลูกชิ้นปลาอีกกล่องใหญ่ซึ่งมาพร้อมวิธีนำลูกชิ้นปลาไปประกอบอาหาร…เช่น ลูกชิ้นปลาย่าง ลูกชิ้นปลานึ่ง ทอดและต้ม…จนจะเป็นโต๊ะที่เต็มไปด้วยลูกชิ้นปลาอยู่แล้ว


ทุกครั้งที่มาเยือนกระท่อมของผู้อาวุโสเซวีย เด็กตัวแสบจะให้เขาหอบอาหารกล่องเล็กกล่องใหญ่มาด้วยเสมอ ทำเหมือนว่าหากไม่มีอาหารจากนางแล้ว ผู้อาวุโสเซวียจะอดตายอย่างไรอย่างนั้น ! ชายชราคนนั้นโดนนางเอาใจจนน้ำหนักขึ้นแล้วด้วย !


ตอนมาถึงกระท่อมของผู้อาวุโสเซวีย ด้านในร้างไร้ผู้คน เมื่อเดินผ่านกระท่อมเลยมายังแปลงผักบนเนินด้านหลัง ผู้อาวุโสเซวียกำลังทำตัวเหมือนเจ้านายที่ชี้นิ้วออกคำสั่งให้บ่าว3-4คนขุดดิน ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้ หน้าดินจะแข็งมาก เห็นอยู่ชัดๆว่าน้ำแข็งเพิ่งละลาย นี่คิดจะทรมานคนอื่นหรือไร !


เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงได้รู้ว่าบ่าวผู้น่าสงสารที่กำลังโดนกดขี่อยู่นั้นคือหยวนเจี๋ยสองนายบ่าว แล้วก็ยังมี…หืม ! คนที่มีอายุมากกว่าหน่อยไม่ใช่บัณฑิตหยวนแห่งสำนักบัณฑิตฮั่นหลินหรอกหรือ ? เขาไม่ได้เป็นผู้ตรวจการอยู่ที่เมืองจงโจว แต่มาเป็นเกษตรกรในเขตทุรกันดารนี้เพื่ออะไร ?


ก็เป็นไปได้ เนื่องจากผู้อาวุโสเซวียเป็นอาจารย์ ทั้งสองมีสายสัมพันธ์ดั่งพ่อลูก แม้จะต้องเหนื่อยจนเหงื่อท่วมกายก็ยังตั้งใจทำงานต่อไป บัณฑิตฮั่นหลินถือเป็นคนสนิทของฮ่องเต้ ทว่าผู้อาวุโสเซวียกลับให้เขามาเป็นเกษตรกร ! ไม่รู้ว่ามือคู่นั้นของใต้เท้าหยวนจะยังจับพู่กันได้อยู่หรือไม่ ?


เมื่อหันไปเห็นร่างอันสง่างามของเจียงโม่หานแล้ว ผู้อาวุโสเซวียก็มีใบหน้าเปื้อนยิ้มทันที “ข้าก็นึกแปลกใจว่าเหตุใดวันนี้ตื่นมาก็ได้ยินเสียงนกสี่เซวี่ย (กางเขน) ร้อง แท้จริงมีแขกผู้สูงศักดิ์มาเยือน !”


แขกผู้สูงศักดิ์ ? ผู้ใด ? หยวนเจี๋ยเงยหน้าขึ้นมองพลางปาดเหงื่อบนใบหน้าแล้วถึงจะเห็นเจียงโม่หานในชุดสีขาว มือสะบัดพัดไปมา ท่าทางเหมือนคุณชายผู้สง่างาม จากนั้นเขาก็ก้มมองสภาพตนเอง ทันใดนั้นก็อยากร้องไห้ออกมา…ครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็นคุณชายผู้สูงศักดิ์ แต่ตอนนี้กลายเป็นชาวนาไปแล้ว ฮือ…


บัณฑิตหยวนลุกขึ้นยืนแล้วมองเด็กหนุ่มรูปงามที่มาเยือน…แขกผู้สูงศักดิ์ ? เจ้าเด็กคนนี้มีฐานะอะไรจึงทำให้อาจารย์เรียกว่าแขกผู้สูงศักดิ์ ?


“สหายน้อย หายหน้าหายตาไปไหนมาหรือ ?” ผู้อาวุโสเซวียส่งสัญญาณให้ลูกศิษย์และศิษย์หลาน…ไปล้างมือ จากนั้นจะได้มาช่วยต้อนรับแขก !


เจียงโม่หานยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดอย่างสุภาพว่า “หลังการสอบเซี่ยนซื่อเสร็จแล้วก็เดินทางไปที่ตัวเมืองจงโจว ต่อจากนั้นก็ไปที่เขตอวี้อัน…เสี่ยวเว่ยซื้อปลาแช่แข็งมาเยอะมาก นางจึงนำมาทำลูกชิ้นปลากับเกี๊ยวปลาแล้วให้ข้ามามอบแก่ผู้อาวุโสเซวียขอรับ”


โชคดีที่เด็กน้อยใจกว้าง เกี๊ยวกับลูกชิ้นที่ให้มาจึงมีปริมาณไม่น้อยเลย เพราะไม่เช่นนั้นก็เกรงว่าลูกศิษย์และศิษย์หลานของผู้อาวุโสเซวียจะไม่ได้กิน !


ผู้อาวุโสเซวียมีดวงตาเป็นประกายทันที เขาพูดด้วยรอยยิ้ม “ไอโยว พยาธิในกระเพาะของข้าเริ่มอยู่ไม่สุขนานแล้ว จื่อซี เจ้ามีลาภปากแล้ว ! ไป ไปอุ่นเกี๊ยวปลากันเถิด !”


จื่อซี คือนามรองของบัณฑิตหยวน สำหรับอาหารเลิศรสแล้ว บัณฑิตหยวนมีนิสัยเดียวกับท่านอาจารย์ เมื่อก่อนตอนอยู่ที่เมืองซูโจว ในบ้านจะมีพ่อครัวปรุงอาหารเหนือและอาหารใต้หลายคน แต่หลังจากพลัดหลงกับท่านอาจารย์แล้ว เขาก็ไม่มีความสุขในการกินอีกเลย ทุกครั้งที่เห็นอาหารเลิศรสก็จะอดคิดถึงอาจารย์ไม่ได้และหมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกนั้นจนนอนไม่หลับ


บัดนี้ตามหาท่านอาจารย์พบแล้ว ความทุกข์ในใจย่อมมลายหาย ขณะฟังน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังของท่านอาจารย์ เขาก็อดไม่ได้ที่จะขานรับเสียงดังลั่น “ได้ขอรับ !”


หลังจากอุ่นเกี๊ยวปลาเสร็จแล้ว ลูกชิ้นปลาก็ถูกนำไปประกอบอาหารตามที่หลินเว่ยเว่ยเขียนมา จากนั้นก็ได้อาหารเลิศรสอีกสองสามจาน นอกจากนี้ลูกชิ้นปลานึ่งยังถูกโรยหน้าด้วยเครื่องปรุงที่หลินเว่ยเว่ยเตรียมไว้ให้


ผู้อาวุโสเซวียกวักมือเรียกเจียงโม่หานให้นั่งลงแล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “กินเกี๊ยวต้องมีสุรา ยิ่งดื่มยิ่งดี ! ในเมื่อมีสหายมาเยือนแล้ว จะขาดสุราได้อย่างไร ?”


ในยามที่บัณฑิตหยวนมาเยือนกระท่อมของท่านอาจารย์ก็ได้เกลี้ยกล่อมอาจารย์จนยอมให้หมอตรวจอาการ เมื่อได้ยินเช่นนี้เขาจึงอดพูดไม่ได้ว่า “ท่านอาจารย์ขอรับ ท่านหมอบอกแล้วว่าให้ท่านดื่มสุราน้อยลง…”


ผู้อาวุโสเซวียหันไปถลึงตาใส่เขาทันที จากนั้นก็ไล่เขาออกไป “ไป รีบออกไปให้พ้น ! แบกภาระงานของฮ่องเต้ไว้บนบ่า ทว่าไม่ตั้งใจทำงานแต่มาทำเรื่องส่วนตัวแทน ระวังฮ่องเต้จะปลดเจ้าลงจากตำแหน่ง ! รีบออกไป !” พออีกฝ่ายไปแล้วจะได้ไม่มีคนมายุ่งกับเขาอีก อยากกินเนื้อหรือดื่มสุราสักเท่าไรก็ได้ !


บัณฑิตหยวนยกเกี๊ยวที่อุ่นเสร็จแล้วมาวางตรงเบื้องหน้าของท่านอาจารย์ จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าโดนปลดก็จะตรงตามความต้องการของศิษย์พอดีขอรับ ศิษย์จะได้ทำเหมือนเมื่อก่อนที่คอยอยู่ดูแลรับใช้ข้างกายอาจารย์ !”


“ดูความไม่เอาไหนของเจ้าสิ !” ผู้อาวุโสเซวียไม่พอใจ “ข้ารำคาญและไม่อยากเห็นหน้าเจ้า จงไสหัวออกไปให้ไกลเท่าไหร่ได้ยิ่งดี !”


“อาจารย์อยู่ที่นี่ ศิษย์จะไสหัวไปที่ไหนได้ขอรับ ?” บัณฑิตหยวนอายุเข้าวัยกลางคน ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์แล้ว เขายังทำตัวเหมือนเด็กที่ไม่ว่าจะไล่อย่างไรก็ไม่ยอมไป !


เซวียจื้อเฉียนหยิบสุราองุ่นออกมาหนึ่งไหแล้วอธิบายให้บัณฑิตหยวนฟังว่า “นี่คือสุราองุ่นที่หลินกู่เหนียงหมักด้วยตนเอง ดีกรีต่ำ ดื่มมากก็ยังดีต่อสุภาพขอรับ”


ผู้อาวุโสเซวียส่งสัญญาณให้เขารินสุรา เมื่อจิบความกลมกล่อมได้หนึ่งอึกแล้วก็พูดว่า “ตั้งแต่ดื่มสุราองุ่นที่นางหนูหลินเอามาให้ ร่างกายของข้าก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมาก ไม่แน่นหน้าอกเหมือนเมื่อก่อน สมองก็ปลอดโปร่งและร่างกายก็ดีขึ้นเยอะ ไม่ว่ากินอะไรก็อร่อย…”


บัณฑิตหยวนรู้สึกว่าจะคิดเป็นจริงเป็นจังต่อคำพูดเหล่านี้ของอาจารย์ไม่ได้ “สุราองุ่นนี้ไม่ใช่ยาอายุวัฒนะที่จะรักษาได้ทุกโรค…อาจารย์ขอรับ สุขภาพไม่ดีก็ต้องให้หมอรักษา ถ้าอย่างไร…รอให้การสอบเยวี่ยนซื่อสิ้นสุด แล้วท่านตามศิษย์กลับเมืองหลวง ศิษย์จะเชิญหมอหลวงมาตรวจชีพจรให้ท่าน…”


“ไม่ ไม่ ไม่ ! ข้าแข็งแรงดี เสี่ยวจิ่วเอ๋อร์ เจ้าไม่อยากเห็นข้าอยู่ดีมีสุขใช่หรือไม่ ? ต้องให้ข้าไปตรวจอาการจนพบว่าเป็นอะไรขึ้นมาแล้วถึงจะพอใจใช่หรือเปล่า ? หมอที่เขตเริ่นอันก็บอกแล้วว่าข้าไม่เป็นอะไร !” ผู้อาวุโสเซวียแทบจะสาดสุราในจอกใส่ใบหน้าของอีกฝ่าย…ลูกศิษย์อะไรกัน เป็นแค่เจ้ากรรมนายเวร ! ตามติดไม่เลิก !


“ไม่ใช่เพราะเสี่ยวจิ่วเอ๋อร์เป็นห่วงอาจารย์หรอกหรือขอรับ !” บัณฑิตหยวนเป็นศิษย์สายตรงลำดับที่เก้าของผู้อาวุโสเซวียและยังเข้าสำนักตั้งแต่อายุยังน้อย ผู้อาวุโสเซวียและศิษย์พี่จึงเรียกเขาอย่างสนิทสนมว่า ‘เสี่ยวจิ่วเอ๋อร์’ นี่ก็นานมากแล้วที่ไม่มีคนเรียกเขาแบบนี้ พอได้ยินคำเรียกนี้อีกครั้ง บัณฑิตหยวนก็มีดวงตาเปียกชื้นขึ้นมาทันที


ผู้อาวุโสเซวียตบหลังมือของเขาแล้วยื่นจอกสุราให้ “มา ศิษย์กับอาจารย์ เรามาดื่มกัน !”


บัณฑิตหยวนรับจอกสุราไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง จากนั้นลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางเคารพ ก่อนจะร่วมดื่มกับอาจารย์และเมื่อสุราเข้าปาก เขาก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วมอง


เมื่อผู้อาวุโสเซวียเห็นเช่นนั้นก็พูดด้วยความภาคภูมิใจทันที “เป็นอย่างไร ? หวานกลมกล่อม ไม่เหมือนสุราที่เป็นของบรรณาการจากตะวันตกใช่หรือไม่ ? ถ้านางหนูหลินเปิดร้านสุราจะต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจกลายเป็นเครื่องบรรณาการถวายเข้าวังเลยก็ได้ !”


บัณฑิตหยวนได้ยินคำว่า ‘นางหนูหลิน’ จากปากท่านอาจารย์หลายต่อหลายครั้งแล้ว เนื้อกวางแผ่นที่ท่านอาจารย์หักใจแบ่งให้เขาชิม…นางหนูหลินก็เป็นคนทำ สุราดองกระดูกเสือที่อาจารย์เห็นเป็นสมบัติล้ำค่า…นางหนูหลินก็เป็นคนให้ บัดนี้สุราองุ่นที่อาจารย์ชอบดื่ม…นางหนูหลินก็เป็นคนหมัก…สรุปแล้วนางหนูหลินที่ว่านี้เป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงมีความสามารถหลากหลายเพียงนี้ ?


เขาไม่ระวังจึงเผลอพึมพำเรื่องพวกนี้ออกมา ผู้อาวุโสเซวียจึงหัวเราะอย่างสะใจทันที จากนั้นก็ชี้ไปทางเจียงโม่หานที่ไม่เอ่ยปากพูดอะไรแต่ก็มีตัวตนอยู่ตรงนั้น “นางหนูหลินเป็นคู่หมั้นของสหายน้อยของข้าคนนี้ ฮ่าฮ่า ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กคนนี้สั่งสมบุญมากี่ชาติจึงได้ภรรยาที่ดีเลิศแบบนาง”


สั่งสมบุญมากี่ชาติ ? ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ที่แน่ใจคือชาติก่อนไม่มีบุญให้สั่งสมอย่างแน่นอน…เพราะชาติที่แล้วเขาช่วยฮ่องเต้กระทำเรื่องเลวร้ายไว้มากมาย น่าจะเป็นชาติก่อนหน้านั้น หรืออาจจะก่อนหน้านั้นอีกทีไปเลย เขาก็คงจะเป็นคนดีคนหนึ่งที่ชอบทำบุญชนิดไร้ขีดจำกัดจึงได้ภรรยาดีขนาดนี้ ?


ตอนที่ 405: ไม่เกี่ยวว่าแก่หรือเด็ก พูดถึงแค่ถูกผิด


หลังกินเกี๊ยวและลูกชิ้นปลาเสร็จแล้ว ผู้อาวุโสเซวียไม่ได้ให้ลูกศิษย์และศิษย์หลานไปพลิกหน้าดินต่อ แต่ให้พวกเขามานั่งฟังเจียงโม่หานถกเรื่องวิชาความรู้ สิ่งที่ทำให้บัณฑิตหยวนประหลาดใจก็คือเด็กหนุ่มรูปงามตรงหน้าคนนี้ ไม่เพียงโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ภายนอก แต่ด้านวิชาความรู้ยังล้ำเลิศยิ่งกว่าตัวเขาที่ได้อาจารย์ผู้มีชื่อเสียงสั่งสอนมาหลายสิบปี ให้ความรู้สึกเหมือนภูผาสูงตระหง่านและยากจะหยั่งถึง


เจียงโม่หานก็ถือโอกาสนี้นำประเด็นที่ตนยังไม่กระจ่างมาปรึกษาผู้อาวุโสเซวีย


ขณะมองบัณฑิตรูปงามและท่านอาจารย์ถกเถียงกันจนมีสีหน้าแดงก่ำและลำคอก็มีเอ็นปูดออกมา แต่บัณฑิตหยวนไม่มีจังหวะให้ได้พูดแทรกเลย เขาจึงตระหนักได้ทันทีว่าคนผู้นี้จะต้องเป็นมังกรในหมู่มวลมนุษย์อย่างแน่นอน


“เจ้าเด็กแซ่เจียง ! เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าเคารพผู้อาวุโสหรือไม่ ?” ผู้อาวุโสเซวียถลึงตาโตและสะบัดหน้าใส่


เจียงโม่หานตอบกลับ “การถกเถียงเรื่องวิชาความรู้ไม่เกี่ยวว่าแก่หรือเด็ก พูดถึงแค่ถูกผิดขอรับ !”


“มั่นใจได้อย่างไรว่าความคิดของเจ้าถูกต้องแล้ว ?” ผู้อาวุโสเซวียตบโต๊ะอย่างไม่ยอมแพ้


เจียงโม่หานอธิบายว่า “ข้อโต้แย้งของข้ายังหาเหตุผลมาตรวจสอบได้ แต่ความคิดของท่านลำเอียงไม่เที่ยงธรรม !”


เฮอะ ! ทั้งสองจึงเริ่มถกเถียงกันอย่างดุเดือดอีกรอบ ! ท้ายที่สุดผู้อาวุโสเซวียก็ยอมแพ้…


หลังส่งเจียงโม่หานออกไปแล้ว บัณฑิตหยวนก็มองเห็นความชื่นชมได้จากแววตาของท่านอาจารย์ เขาจึงพูดขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ขอรับ ศิษย์กำลังจะมีศิษย์น้องเพิ่มอีกคนหรือไม่ ?”


หยวนเจี๋ยที่ไม่พูดไม่จามาโดยตลอดพลันรู้สึกงุนงงขึ้นมา “…” หรือเขาจะต้องมีอาจารย์อาที่อายุอ่อนกว่าแค่ไม่กี่ปีเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน ? ขณะกำลังจะเปิดปากพูดบ้าง…


ผู้อาวุโสเซวียก็ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “อาจารย์ไม่มีสิ่งใดจะสอนเขาได้แล้ว ขอไม่ทำร้ายเขาโดยการรับเป็นศิษย์จะดีกว่า เสี่ยวจิ่วเอ๋อร์ สหายน้อยของอาจารย์คนนี้ หากเข้าสู่ราชสำนักแล้ว วันหน้าจะต้องประสบความสำเร็จไม่ด้อยไปกว่าเจ้าแน่นอน หากเขาตั้งใจเพียรศึกษาก็จะต้องอยู่เหนือตาแก่อย่างอาจารย์คนนี้เป็นแน่…ไม่ไหว ไม่ไหว ! คนรุ่นใหม่ย่อมมีความสามารถมากกว่า !”


บัณฑิตหยวนรู้สึกว่าอาจารย์พูดเกินจริงไปหน่อย…ก็แค่เด็กหนุ่มอายุ15-16ปีคนหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้าจะมีสักเท่าไรกันเชียว กำหนดไว้ตั้งแต่ตอนนี้จะไม่ด่วนตัดสินเกินไปหน่อยหรือ ?


จู่ๆก็มีแสงสว่างวาบเข้ามาในหัวใจบัณฑิตหยวน “ท่านอาจารย์ขอรับ สหายน้อยท่านนี้แซ่เจียงใช่หรือไม่ ? ไม่ทราบว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับบัณฑิตถงเซิงแซ่เจียงที่สร้างกังหันน้ำกระดูกมังกรขอรับ ?”


“สหายเจียงก็เป็นบัณฑิตถงเซิงเหมือนกัน แต่บัณฑิตเจียงคนนี้อาจไม่ใช่บัณฑิตเจียงคนนั้นก็ได้ !” ผู้อาวุโสเซวียหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข ก่อนจะหันไปพูดกับลูกศิษย์และศิษย์หลานว่า “พักผ่อนเพียงพอแล้วใช่หรือไม่ ? เช่นนั้นก็ไปทำงานต่อ ! วันนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพลิกหน้าดินตรงเนินเขาให้เสร็จ !”


หยวนเจี๋ยโอดครวญในใจและอดไม่ได้ที่จะถามว่า “อาจารย์ปู่ขอรับ หากพลิกหน้าดินตรงนั้นแล้ว ท่านจะปลูกอะไรขอรับ ?”


“ปลูกอะไรน่ะหรือ ?” ผู้อาวุโสเซวียครุ่นคิดอย่างจริงจัง แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “เรื่องนี้…อาจารย์ปู่ก็ยังไม่รู้ ใช้แรงงานที่ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างอย่างพวกเจ้าเสร็จแล้วค่อยว่ากันอีกที !”


ฤดูใบไม้ผลิในเดือนสาม ทางใต้เต็มไปด้วยสีเขียวขจี แต่ผืนดินทางเหนือเพิ่งคลายตัวจากการเกาะกุมของน้ำแข็ง ฤดูใบไม้ผลินำพามาซึ่งความหวัง ทางหมู่บ้านฉือหลี่โกวก็เริ่มเตรียมการเพาะปลูกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


พืชผลในไร่มีความอวบอ้วนขึ้นด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยคอกที่ถูกหมักไว้เป็นเวลาหนึ่งปีถูกนำออกมาตากแดดและนำเศษซากพืชมาทับถมเพื่อหมักเป็นครั้งสุดท้าย


เมื่อเอ่ยถึงปุ๋ยคอก แน่นอนว่าต้องเป็นบ้านตระกูลหลินที่เก็บสะสมไว้เยอะที่สุด ช่วงที่มีเยอะคือช่วงที่คอกกระต่ายของเจ้าหนูน้อยมีจำนวนหนึ่งถึงสองร้อยตัว แค่ทำความสะอาดคอกในแต่ละวันก็ได้มูลกระต่ายมาเป็นกองแล้ว พวกมันจะถูกโยนลงในบ่อส้วมซึม


ในเวลานี้ชาวบ้านนำมูลของทั้งคนและสัตว์ รวมถึงใบไม้กับวัชพืชที่ขนออกจากหุบเขามาผสมตามสัดส่วนแล้วเติมน้ำลงไป จากนั้นก็นำไปกองไว้บนพื้น พยายามพลิกกลับบนล่างเป็นระยะ หลังจากพลิกกลับได้ประมาณ2-3ครั้งแล้วกระบวนการหมักก็แทบจะเสร็จสมบูรณ์ ส่วนปุ๋ยคอกที่หมักไม่สมบูรณ์จะทำให้เกิดโรครากเน่าและพืชเหี่ยวตายได้


ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมักจึงทำให้หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมายขึ้นมาทันที นางเหม็นจะตายอยู่แล้ว ไม่ว่าดมอะไรก็ได้แต่กลิ่นอุจจาระ ท้ายที่สุดจึงได้หลิวต้าซวนสองพ่อลูกมาช่วยหมักปุ๋ยให้


เป็นธรรมดาที่หลินเว่ยเว่ยจะไม่ให้บ้านป้ากุ้ยฮวาทำงานโดยไร้ค่าตอบแทน บ้านนางมีปุ๋ยมากแต่มีที่นาแค่3หมู่ ปุ๋ยที่เหลืออยู่จึงตกไปเป็นของบ้านป้ากุ้ยฮวาแล้วก็ยังมีตอนไถพรวนดินก็เป็นช่วงเวลาที่นางจะแสดงฝีมือ คนแรงเยอะอย่างนางสามารถทำงานได้ดีกว่าวัวในหมู่บ้าน แค่วันเดียวนางก็พรวนดินของทั้งสองบ้านเสร็จแล้ว !


แม้ว่าปุ๋ยคอกของบ้านจะยังหมักไม่ได้ที่ แต่ในหุบเขาไม่เคยขาดแคลนสารอินทรีย์ที่เกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์ (ฮิวมัส) หลินเว่ยเว่ยใช้กลโกงของมิติน้ำพุวิญญาณขนออกมาจำนวนมาก จากนั้นก็ผสมมันกับฟางข้าวสาลีของปีที่แล้ว หลังเผาเมล็ดหญ้าและไข่หนอนแมลงวันไปพอประมาณ นางก็กระจายมันบนพื้นดินแล้วพรวนดินทับอีกที ต่อจากนั้นที่ดินซึ่งเคยแห้งแล้งของตระกูลหลินก็กลายเป็นแปลงนาแสนอุดมสมบูรณ์จนคนอิจฉา


พอคนอื่นผ่านมาเห็นก็ทำตามบ้าง ทว่าพากันไปถึงถิ่นของจ่าฝูงหมาป่าเจ้าเทา…ป่าสนแดงถูกขุดดินเป็นหลุมไปเสียทุกที่ ก็ใครใช้ให้คิดว่าที่นี่เป็นสถานที่ปลอดภัยมากกันเล่า ?


จ่าฝูงเจ้าเทาโมโหจนแทบอยากจะกัดมนุษย์…ช่วงฤดูใบไม้ร่วงเข้ามากวนพวกมันก็ช่างเถิด แต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่แสงแดดสว่างสดใสก็ยังจะมากวนพวกมันอีก เห็นฝูงหมาป่าของมันรังแกง่ายนักหรือ ?


มันจึงจงใจทิ้งร่องรอยให้พวกชาวบ้านเห็น หรือแม้แต่ทำเสียงอันดุร้ายให้มนุษย์เหล่านี้ตกใจ แต่ใครจะรู้ว่าชาวบ้านไม่กลัวเลย ตรงกันข้ามยังพยักหน้ามาทางพวกมันด้วยความตื่นเต้นยินดี…ชาวบ้านฉือหลี่โกวล้วนเห็นพวกมันเป็นสัตว์มงคลในหุบเขาที่ไม่กินคนและยังเป็นเทพเจ้าคอยปกปักรักษาหมู่บ้านอีกด้วย


จ่าฝูงเจ้าเทากัดฟันกรอด…ลองกัดมนุษย์ให้บาดเจ็บสักสองสามคนเพื่อแสดงบารมีของพวกมันดีหรือไม่ ? แต่ผลที่ตามมาคือต้องโดนงดน้ำแร่วิญญาณแน่นอน ช่างเถิด ไม่ว่าอย่างไรตอนกลางวันพวกมันก็ออกล่าเหยื่อ เมื่อตาไม่เห็นก็ใจสงบ !


ส่วนเจ้าดำมีอายุได้5เดือนกว่าแล้ว อาจเพราะร่างกายไม่สมบูรณ์ตั้งแต่กำเนิด ร่างกายของมันจึงดูเล็กกว่าหมาป่ารุ่นเดียวกันเล็กน้อย แต่พละกำลังไม่น้อย ทุกครั้งที่มันตามเจ้านายขึ้นเขาก็จะวิ่งไปหาฝูงหมาป่าอย่างมีความสุข แล้วรังแกลูกหมาป่าที่อายุไล่เลี่ยกับมันเรื่อยไป


แม้แต่หมาป่าที่กำลังจะโตเต็มวัยก็ใช้ความคล่องแคล่วและสติปัญญาเข้าต่อสู้กับอีกฝ่าย พี่น้องหมาป่าครอกเดียวกับมันต้องทรมานอย่างหนัก เพราะแต่ละครั้งจะโดนบีบบังคับให้สู้กับมันและก็จะโดนเจ้าดำทรมานร่ำไป ความรู้สึกนี้ช่าง…หากไม่ใช่น้ำแร่วิญญาณสักถ้วยก็ชดเชยไม่ได้ !


“เจ้าดำไปทะเลาะมาอีกแล้ว เจ้าดำไปทะเลาะกลับมาอีกแล้ว !” ตอนที่เจ้าดำกลับมาพร้อมชัยชนะ หงส์แดงนกแก้วที่มีขนสวยงามแล้วก็เริ่มทำตัวขี้ฟ้อง “ตัวเปื้อนไปหมด ต้องกักบริเวณ !”


เจ้าดำปรายตามองมันอย่างรำคาญและในแววตายังแฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เจ้านกน้อยจึงตกใจกระพือปีกบินขึ้นสูงทันที “เจ้านาย ช่วยด้วย ! เจ้าดำจะฆ่านกแล้ว !”


ทันใดนั้นมันก็ต้องตกใจเพราะนักล่าขนทองอีกตัว มันรีบบินเข้าไปซุกอกหลินเว่ยเว่ยทันที ขณะขยับก้นขึ้นไปที่ปกคอเสื้อของนางมันก็ตะโกนออกมาว่า “ช่วยด้วย ยังจะเหลือที่ให้นกรอดอีกหรือไม่ !”


ตั้งแต่หลินเว่ยเว่ยพาอินทรีทองกลับมา เจ้าหงส์แดงที่อยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหารก็รู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมายขึ้นมาทันที มันมักรู้สึกว่าต้องมีสักวันที่วิญญาณจะต้องดับสลายในปากของลูกหมาป่าสีดำหรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นอาหารเลิศรสของอินทรีทอง…โลกช่างน่ากลัว มันจะกลับดาวบ้านเกิดแล้ว…


ครึ่งเดือนผ่านไป บาดแผลตรงปีกของอินทรีทองก็ฟื้นตัวได้พอสมควร มันจึงกลายเป็นเจ้าแห่งขุนเขา ฝูงนกบนน่านฟ้าหมู่บ้านฉือหลี่โกวแทบหายไปทั้งสิ้น…เพราะโดนทำให้ตกใจจนบินหนีไปแล้ว


ตอนที่ 406: เหตุใดต้องเลียนแบบข้า ศักดิ์ศรีของเจ้าหายไปไหนหมด ?


อินทรีทองไม่อยากจับเจ้านกน้อยมาเป็นของว่าง ! ทว่าพวกกระต่ายป่า กวางป่ากับลูกกวางตัวน้อยต้องเจอกับภัยร้ายแทน นอกจากศัตรูบนพื้นดินแล้วยังมีนักฆ่าบนน่านฟ้าที่เดาอารมณ์ไม่ถูกเพิ่มมาอีกตัว


‘ปึก !’ กระต่ายป่าที่ยังสามารถขยับขาหลังได้บ้างถูกโยนลงมาข้างเท้าของหลินเว่ยเว่ย อินทรีทองบินไปเกาะบนกิ่งไม้แล้วทำความสะอาดขนของมันพลางใช้สายตาทวงบุญคุณมองมาที่หลินเว่ยเว่ย


หลินเว่ยเว่ยขุด ‘ฮิวมัส’ ได้เกือบเต็มสองตะกร้าแล้ว หลังหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาจากพื้นนางก็ทำท่าขู่อินทรีทอง นกอินทรีรีบแสดงท่าทีว่ายอมแพ้ทันที จากนั้นก็บินลงจากต้นไม้แล้วมาเกาะบนไหล่ของนาง จากนั้นก็เริ่มเอาตัวมาถูแก้มนางอย่างประจบสอพลอ


นกแก้วตัวน้อยยังคงมุดเข้าไปในเสื้อผ้าของหลินเว่ยเว่ยโดยโผล่ให้เห็นแค่หัวน้อยๆของมัน จากนั้นก็เริ่มมองอินทรีทองด้วยความดูแคลน…เหตุใดต้องเลียนแบบข้า ? ศักดิ์ศรีของเจ้าหายไปไหนหมด ?


หลินเว่ยเว่ยนำตัวกระต่ายป่าเก็บเข้ามิติน้ำพุวิญญาณ เนื่องจากพวกสัตว์เลี้ยงในบ้านเริ่มมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งจะไม่ยอมกินเหยื่อที่ไม่ได้มาจากห้วงมิติ นางจึงต้องเก็บกระต่ายป่าไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณเป็นเวลาหนึ่งวันก่อน เจ้าดำกับอินทรีทองตัวนี้ถึงจะยอมลดตัวมากิน…นางทำตามใจพวกมันล้วนๆ !


‘แกรก แกรก…’ พุ่มไม้ที่อยู่ใกล้ๆขยับ ปรากฏภาพเจ้าดำวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้นพร้อมกวางดาวที่ตัวใหญ่เท่ากับตัวของมัน


“ทำไม ? รังแกพี่น้องหมาป่าของเจ้าเสร็จแล้วก็เริ่มโผเข้าหาฝูงกวางแทนหรือ ? ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ คือช่วงผสมพันธุ์ของสัตว์ป่า อย่าไปทำร้ายพวกสัตว์บนเขาให้มาก เราต้องเป็นพลเมืองที่ดีและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ใส่ใจในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ การระบายสระน้ำเพื่อหาปลา เราจะไม่ทำเด็ดขาด !” หลินเว่ยเว่ยก้มหน้าสั่งสอนเจ้าดำ


ดวงตาของเจ้าดำมีสีดำสดใสเหมือนนิลกาฬ มันย่อตัวนั่งลงกับพื้นอย่างรู้งาน ท่าทางตั้งใจฟังคำสอนและยังทำท่าผงกหัวให้นางเป็นครั้งคราวราวกับว่าเข้าใจอย่างไรอย่างนั้น


เจียงโม่หานที่อ่านตำราอยู่ไม่ไกลจึงได้ยินเสียงพูดอันอ่อนโยนของนาง เขาเดินเข้ามาหา ทันใดนั้นก็เห็นภาพนกแก้วในหน้าอก อินทรีทองบนบ่าและยังก้มตัวสั่งสอนหมาป่าดำตัวหนึ่ง เขาจึงรู้สึกว่าอยากยกมือปิดหน้าขึ้นมา…นี่มันงานเปิดสวนสัตว์หรือไร !


ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ยกตะกร้าใส่ ‘ฮิวมัส’ ขึ้นแล้วหันไปพูดกับบัณฑิตน้อยว่า “ไปเถิด กลับบ้านกัน ! เที่ยงนี้มีเนื้อกวางตุ๋นให้กิน…”


แม้จะกินเนื้อกวางในฤดูใบไม้ผลิที่มีสภาพอบอุ่นแบบนี้ก็ไม่กลัวว่าเนื้อจะเน่าเปื่อยได้ง่าย ! กินไม่หมดก็ไม่เป็นไร เพราะสามารถนำไปทำเนื้อกวางแผ่น เนื้อกวางแดดเดียว เนื้อกวาง…อย่างไรก็ไม่ปล่อยให้เน่าไปอย่างเสียเปล่าหรอก !


เจียงโม่หานทำท่าบอกให้นางวางตะกร้าลงแล้วส่งตำราในมือให้นาง ก่อนจะก้มตัวหิ้วตะกร้าขึ้นมาแทน…ในฐานะลูกผู้ชายแล้ว จะปล่อยให้คู่หมั้นทำงานหนักโดยไม่ช่วยเหลือได้อย่างไร ?


หลินเว่ยเว่ยกลัวว่าเขาจะเอวเคล็ดเสียจริง บัณฑิตน้อยเคยทำงานแบบนี้ที่ไหน ? นางจึงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “บัณฑิตน้อย เจ้าอย่าฝืนเลย ให้ข้าทำเองเถิด…เฮ้ ช้าหน่อยสิ เจ้าไหวหรือเปล่า ?”


เจียงโม่หานออกแรงยกตะกร้าไม้ไผ่สองใบขึ้นมาแล้วปรายตามองนาง “ต่อหน้าผู้ชายมาถามว่าไหวหรือเปล่า ถือเป็นการเหยียดหยามที่สุด !” ขณะพูดก็หิ้วตะกร้าลงจากหุบเขาอย่างมั่นคง


อย่างไรก็ตาม เขาเองก็เป็น ‘ผู้ชาย’ อายุ16ปีคนหนึ่ง ช่วงครึ่งปีมานี้กินดีอยู่ดี กอปรกับการออกกำลังกายโดยการเดินขึ้นเขาบ่อยๆ จึงทำให้ยังพอมีแรงหิ้วตะกร้าแบบนี้ได้ ทว่าก็ยังต้องพักระหว่างทางหลายครั้ง ถึงจะนำตะกร้าลงเขาได้


หลินเว่ยเว่ยเดินตามเขาไปติดๆ ประเดี๋ยวก็ช่วยเช็ดเหงื่อให้ ประเดี๋ยวก็ป้อนน้ำให้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนหิ้ว แต่นางกลับเหนื่อยยิ่งกว่าการยกเองเสียอีก


หลิวต้าหยาที่อยู่ในแปลงนาข้างๆ พอเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของบัณฑิตเจียงมีสีแดงก่ำพร้อมหิ้วตะกร้าดินด้วยสภาพเหงื่อเต็มหน้า นางก็ตกใจทันที “เสี่ยวเว่ย เหตุใดเจ้าบังคับให้บัณฑิตเจียงทำงาน ? ถ้าเขาเหนื่อยจนเป็นอะไรขึ้นมาและพลาดการสอบในเดือนสี่ไปอีก เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ ?”


นางเพิ่งพูดจบ ป้ากุ้ยฮวาก็เข้ามาดึงหูทันที “เรื่องของพวกนางสองคน เด็กอย่างเจ้าไปยุ่งอะไรด้วย ? บัณฑิตเจียงคงทำใจทนเห็นเสี่ยวเว่ยทำงานหนักไม่ไหว เขาถึงได้เข้าไปช่วย แล้วคนนอกอย่างเจ้าเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรด้วย ?”


หลิวต้าหยาจับใบหูแล้วร้องโอดครวญ “บัณฑิตเจียงเคยทำงานหนักเมื่อใดกัน ? พอหมั้นกับเสี่ยวเว่ยแล้ว ข้าวสาลีก็ต้องเกี่ยว ข้าวโพดก็ต้องหัก ดินทำปุ๋ยหมักก็ต้องแบก…”


“พอหมั้นหมายแล้วก็ถือเป็นว่าที่ลูกเขยในอนาคต มาช่วยทำงานบ้านภรรยาก็มีออกถมเถไม่ใช่หรือ ? เจ้าดูซัวถัวนั่นสิ เขาก็ไปช่วยพรวนดินให้บ้านหยาเอ๋อร์ เฮ้อ เจ้าอย่าเอะอะมากเรื่อง รีบผสมปุ๋ยต่อสิ เดี๋ยวยังต้องพลิกหน้าดินอีกรอบ ถ้าเจ้าว่างมากก็ไปถอดรากหญ้า ไป๊ !” ป้ากุ้ยฮวาปล่อยมือจากใบหูของบุตรสาวแล้วเคาะที่ศีรษะนางแรงๆ


หลิวต้าหยาหันไปถลึงตาใส่เสี่ยวถู่โต้วที่กำลังมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น ขณะเดียวกันปากก็บ่นพึมพำว่า “เจ้าว่าเหตุใดบัณฑิตเจียงจึงชอบนางเด็กโง่จอมเผด็จการนั่น ? รอให้เขาสอบซิ่วไฉได้เมื่อใด คุณหนูในเขตและในอำเภอเหล่านั้นจะไม่มาให้เขาเลือกจนไม่หวาดไม่ไหวหรอกหรือ…”


ป้ากุ้ยฮวารีบหันไปถลึงตาใส่นาง “พูดจาเหลวไหลอะไร ? เจ้าจะสนว่าบัณฑิตเจียงเลือกใครทำไม ? เพราะอย่างไรเขาก็ไม่เลือกเจ้าอยู่แล้ว !”


หลิวต้าหยาที่เป็น ‘แฟนคลับ’ ตัวยงของบัณฑิตเจียงก็รีบพูดเสียงอ่อนทันที “ข้าแล้วทำไมเจ้าคะ ? แม้ข้าจะไม่เก่งเหมือนเสี่ยวเว่ย ไม่ได้งดงามเหมือนนาง แต่อย่างน้อยตอนเด็กก็ไม่เคยโง่…”


“ต้าหยา เจ้าไม่โง่แล้วเหตุใดไม่มีปัญญาทำเนื้อแผ่น ? เหตุใดไม่มีสูตรทำเมล็ดสนปากอ้า ? เหตุใดทำอาหารไม่อร่อย ?” พี่คนรองของหลิวต้าหยาอดไม่ได้ที่จะบ่นนาง


เสี่ยวถู่โต้วน้องชายคนเล็กก็ทำหน้าทะเล้นใส่ “ท่านพี่ อย่าว่าแต่บัณฑิตเจียงเลือกพี่รองหลินเลย หากข้ามีโอกาสเลือกได้บ้างก็จะแลกพี่สาวกับเอ้อร์ฮว๋าเหมือนกัน…”


หลิวต้าหยาโมโหจนหน้าบูดบึ้ง “ท่านแม่เจ้าคะ ! ท่านดูพี่รองกับน้องห้าสิ หันศอกไปหาคนนอกหมดแล้ว !”


ป้ากุ้ยฮวานำดินก้อนมาทุบด้วยจอบ ก่อนจะขานตอบโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมอง “อย่าว่าแต่เสี่ยวถู่โต้วเลย แม้แต่ข้าก็อยากแลกลูกสาวที่เอาแต่คิดเพ้อเจ้อทั้งวันแบบเจ้า !”


“ท่านแม่ !” หลิวต้าหยาโมโหจนโยนพลั่วในมือทิ้งแล้วปิดหน้าร้องไห้วิ่งลงจากเขาทันที


เสี่ยวถู่โต้วยังตะโกนไล่หลัง “ท่านพี่ ท่านตั้งใจใช่หรือไม่ ? ใช้โอกาสนี้แอบอู้งาน !”


หลิวต้าซวนกำลังพลิกกองปุ๋ยและใส่วัตถุเร่งการหมักปุ๋ยลงไป เมื่อเห็นเหตุการณ์แบบนี้แล้ว เขาก็อดเห็นใจบุตรสาวไม่ได้ “พวกเจ้าก็รังแกต้าหยาให้น้อยหน่อย เจ้าดูอย่างต้าฮว๋ากับเอ้อร์ฮว๋าของตระกูลหลินสิ พวกเขาดีต่อพี่สาวจะตายไป เชื่อฟังทุกอย่าง !”


บุตรชายคนรองของหลิวต้าซวนหัวเราะดังลั่น “หากต้าหยาเก่งเหมือนเสี่ยวเว่ย ข้าก็จะเชื่อฟังนางทุกอย่างขอรับ…”


หลังเก็บตัวหนอนออกจากดินที่ขุดแล้ว เสี่ยวถู่โต้วก็รีบวิ่งมาหาเจ้าหนูน้อยแล้วรีบยัดมันลงในโถ “เอาไปเลี้ยงไก่ !”


เพราะบนเขามีพังพอนเยอะมาก คนในหมู่บ้านที่เลี้ยงไก่จึงมีอยู่แค่ไม่กี่หลัง ตั้งแต่บ้านสกุลหลินเลี้ยงเจ้าดำก็ไม่เคยเห็นร่องรอยของพังพอนอีกเลย พวกหวงต้าเซียนตัวน้อย (วงศ์เพียงพอน) ที่ชอบให้เจ้าหนูน้อยเอาเนื้อกบมาวางให้ก็หายไปเช่นกัน


มู่เกินเอ๋อร์ก็วิ่งเข้ามาพร้อมหนอนตัวไม่อวบอ้วนสองสามตัว เขาพูดกับเจ้าหนูน้อยด้วยความตื่นเต้น “ข้าเห็นหญ้าที่เชิงเขาเริ่มมีสีเขียวแล้ว สามารถใช้เลี้ยงกระต่ายได้แล้วหรือยัง ?”


คนที่ช่วยเกี่ยวหญ้าให้เจ้าหนูน้อยจะได้กินเนื้อเป็นของรางวัล ! หลังได้ลิ้มรสชาติไปสองสามครั้งแล้ว มู่เกินเอ๋อร์ก็เปลี่ยนมาเป็นคนขยันกว่าใครในกลุ่มทันทีและคนที่แลกเนื้อได้เยอะที่สุดของแต่ละเดือนก็คือเขาเอง !


[1] ระบายสระน้ำเพื่อหาปลา หมายถึง ไม่สนใจผลประโยชน์ในระยะยาวเพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ระยะสั้น


ตอนที่ 407: เรื่องใหญ่สองเรื่องของบ้านสกุลหลิน


น่าเสียดายที่ในช่วงฤดูหนาว มู่เกินเอ๋อร์ไม่อาจใช้แรงงานเพื่อแลกเนื้อมาได้ อาหารที่มารดาทำก็มีเนื้อเป็นส่วนประกอบน้อยสุดๆ เห็นอยู่ว่าซื้อเนื้อเข้าบ้านแต่ยังตระหนี่ เนื้อที่ได้กินทุกครั้งยังไม่พอให้ขัดฟันด้วยซ้ำไป นอกจากนี้เนื้อที่ท่านแม่ทำมักจะมีรสชาติสู้บ้านตระกูลหลินไม่ได้ ด้วยเหตุนี้สภาพอากาศอันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิจึงเป็นช่วงที่มู่เกินเอ๋อร์ตั้งตารอที่สุด เพราะบ้านสกุลหลินจะกลับมาเลี้ยงกระต่ายอีกครั้ง…และเขาก็จะได้กินเนื้อ !


เจ้าหนูน้อยหัวเราะ “กระต่ายแม่พันธุ์พ่อพันธุ์ที่บ้านข้าเก็บไว้มีห้าตัวท้องโตแล้ว !”


เสี่ยวถู่โต้วตาโตทันที “หมายความว่าอีกไม่นานคอกกระต่ายบ้านเจ้าก็จะมีลูกกระต่ายเพิ่มอีกหลายสิบตัวน่ะสิ ? ข้าขอแบ่งไปเลี้ยงสักตัวได้หรือไม่ ? ข้าจะตั้งชื่อดีๆให้มันแน่นอน !”


เมื่อปีกลาย วังตงเฉียงหลานชายของผู้ใหญ่บ้านนึกอยากเลี้ยงกระต่ายหิมะขึ้นมา เขาตั้งชื่อมันว่า ‘วังเอ้อร์เฉียง’ และป้อนหญ้าสดให้มันกินทุกวัน เลี้ยงจนตัวอวบอ้วน พอเชือดแล้วก็ทำเนื้อกระต่ายเส้นและยังห่อมาให้เขาด้วย !


วังตงเฉียงร้องไห้ไปพลางเพลิดเพลินกับเนื้อกระต่าย ‘เอ้อร์เฉียง’ ของตน สภาพแบบนั้นอย่าให้พูดเลยว่ามันน่าหัวเราะขนาดไหน ! สหายคนอื่นพากันอิจฉาที่เขาได้เนื้อเส้นไปกิน เพราะนั่นเป็นของกินเล่นแสนล้ำค่าที่หากนำไปขายจะได้ราคาชั่งละตั้งหลายตำลึง ! เอ้อร์ฮว๋ารับปากพวกเขาว่าหลังช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิแล้วจะแบ่งกระต่ายให้พวกตนเลี้ยงคนละตัว !


วันเวลาต่อจากนั้นพวกเด็กๆก็เอาแต่สังเกตการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของหญ้าทุกวัน ส่วนพี่สาวคนโตตระกูลหลินก็ไปดูต้นโอ๊กที่ปลูกไว้ตรงเนินเขาหลังบ้าน ตั้งแต่เดือนสามเป็นต้นมา นางก็จะไปที่นั่นแทบทุกวัน พอต้นโอ๊กยังไม่ถึงเวลางอกเงย นางก็สงสัยว่าตอนเคลื่อนย้ายต้นโอ๊กเกิดไม่ระวังจนรากของมันเสียหายหรือเปล่า มันอาจจะตายไปแล้ว


หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่ “ช่วงเวลาเหมาะสมที่สุดให้หนอนไหมฟักตัวคือช่วงปลายเดือนสี่ เจ้าจะไปดูต้นโอ๊กเร็วขนาดนี้เพื่ออะไร ? ใจร้อนเกินไปจะอดกินของดี ช่วยอดทนหน่อยได้หรือไม่ ?”


เมล็ดข้าวสาลีเริ่มถูกหว่านลงแปลงนา หลินเว่ยเว่ยยังพลิกหน้าดินบนเชิงเขาอีก2หมู่ จากนั้นก็โรยดินที่มีสารอาหารอุดมสมบูรณ์ไปอีกประมาณ2ฉื่อ รดน้ำด้วยน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณแล้วเริ่มหยอดเมล็ดข้าวโพดลงหลุม


ยังไม่ทันรู้ตัวก็เข้าเดือน4แล้ว บ้านสกุลหลินมีสองเรื่องใหญ่ให้จัดการ เรื่องแรกคือบัณฑิตน้อยหลินจื่อเหยียนต้องไปสอบระดับฝู่ซื่อที่ตัวเมืองจงโจว หากสอบผ่านฝู่ซื่อแล้วรายชื่อออกทันก็ต้องสอบระดับเยวี่ยนซื่อรอบพิเศษต่อ กว่าผลสอบของระดับเยวี่ยนชื่อจะออกก็เกือบเข้ากลางเดือน5ไปแล้ว แต่ถ้าไม่ผ่านฝู่ซื่อก็…


เรื่องใหญ่อีกเรื่องคือเรื่องกิจการเพาะพันธุ์หนอนไหมของพี่สาวคนโต การฟักตัวของหนอนไหมจะอยู่ในช่วงกลางเดือนสี่ถึงปลายเดือนสี่ ต้องเลี้ยงพวกมันไว้ในบ้านสักพักหนึ่งแล้วถึงจะย้ายไปอยู่บนต้นโอ๊กนอกบ้าน…


ก่อนหน้านี้หมู่บ้านฉือหลี่โกวไม่เคยเลี้ยงหนอนไหมมาก่อน พี่สาวคนโตจึงรู้สึกไม่มั่นใจ นางอยากให้น้องรองอยู่ที่บ้านเพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าหนอนตัวน้อย นางจะได้มีคนที่สามารถปรึกษาได้


แต่พอลองคิดแล้วการสอบจอหงวนของน้องชายสำคัญกว่า พี่สาวคนโตจึงไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา


หลินเว่ยเว่ยมองออกถึงความกังวลของอีกฝ่ายจึงเข้าไปตบบ่าพี่ใหญ่แล้วพูดว่า “ไม่ต้องกังวล ตอนที่หนอนไหมพวกนี้ฟักตัว อากาศจะเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว ตอนเลี้ยงในห้องก็แค่ทำให้ห้องมีอากาศถ่ายเทและแห้ง ในแต่ละวันก็คอยเก็บใบต้นโอ๊กสดๆมาเปลี่ยนให้พวกหนอน ส่วนขี้หนอนไม่ต้องโยนทิ้ง จงไปถามท่านหมอเหลียงว่าจะเอาไว้ทำยาหรือเปล่า ถ้าเขาไม่เอาก็นำไปตากแห้งแล้วทำเป็นนุ่นยัดไส้หมอนได้ ธาตุเย็นช่วยลดความร้อน ดีต่อทั้งกายและใจ…”


หลังได้ยินน้องสาวพูดแบบนั้น พี่สาวคนโตก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที แต่ทันใดนั้นใบหน้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นรังเกียจแทน “จริงหรือ ? ใช้ขี้หนอนมาทำนุ่น ไม่คิดว่ามันน่ารังเกียจหรือไร ?”


“เจ้าจะเข้าใจอะไร ? ในตำรายาเปิ๋นเฉ่ากังมู่กล่าวไว้ว่าขี้หนอนมีคุณสมบัติไล่ลมและความร้อน บรรเทาความปั่นป่วนในท้องไส้ ช่วยบำรุงสายตาและความดันโลหิต สำหรับโรคทางตาก็ช่วยลดอาการอักเสบได้และยังช่วยรักษาอาการใจสั่น เส้นประสาทอ่อนแรง นอนไม่หลับ โรคปวดศีรษะจากความเครียด (ไมเกรน) ความดันโลหิตสูง ตับอักเสบ อาหารไม่ย่อย โรคข้ออักเสบและโรคอื่นๆ” หลินเว่ยเว่ยมีหลักฐานยืนยันว่าไม่ได้พูดเหลวไหล


พี่สาวคนโตมุ่ยปาก “เจ้าสนใจด้านการแพทย์ตั้งแต่เมื่อใด ? หรือเจ้าคิดจะฝากตัวเป็นศิษย์ท่านหมอเหลียง ?”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “ถ้าข้าเรียนวิชาแพทย์ วันหน้าจะต้องเป็นดาวดวงใหม่ของวงการหมอแน่นอน ทว่าความทะเยอทะยานของข้าไม่ได้อยู่ตรงนั้น…”


“แล้วความทะเยอทะยานของเจ้าอยู่ที่ใด ?” เสียงของเจียงโม่หานดังขึ้นทางด้านหลัง


“กินจนกลายเป็นด้วง…” หลินเว่ยเว่ยหลุดปากพูด


เจียงโม่หาน “…” ดูท่าแล้วต่อไปเขาต้องขยันกว่าเดิม เพราะด้วงตัวนี้ไม่ได้เลี้ยงง่าย !


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะแห้ง “คำพูดนี้ตัดออก เอาใหม่ เอาใหม่ !”


นางกระแอมไอแล้วทำท่าทางของเยาวชนยุคสังคมนิยมที่มากด้วยอุดมการณ์และการแสวงหาความรู้ “อุดมการณ์ของข้าคือการสร้างเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ทำให้ชาวบ้านได้กินอิ่มท้อง บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองและแข็งแกร่ง ใต้หล้าสงบสุข !”


เจียงโม่หาน “…” อุดมการณ์สูงส่งใช้ได้ หรืออาจเป็นเพียงความเพ้อฝันของคนที่ยากจนมาทั้งชีวิต ทว่าหากมันเป็นความตั้งใจของนางจริงๆ ไม่ว่าเขาต้องลำบากสักเพียงใดก็จะพยายามช่วยผลักดันให้นางไปถึงฝั่งฝัน !


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองพี่สาวอย่างไม่สบอารมณ์ “นั่นคือสีหน้าอะไรของเจ้า ? ไม่เชื่อหรือ ? ปีที่แล้วภัยแล้งรุนแรง ข้าวสาลีของบ้านเราได้ผลผลิตเกือบ400ชั่ง ปีนี้มีปุ๋ยคอกให้ใช้อย่างเพียงพอ น้ำก็มี รวมกับเมล็ดพันธุ์ชั้นดีที่ได้จากปีที่แล้ว การได้ผลผลิตถึง500ชั่งก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ! แล้วก็ข้าวโพดอีก ปีนี้ถ้าพยายามมากพอก็อาจขึ้นไปถึง700ชั่ง…แต่เป้าหมายของข้าคือ1พันชั่ง !”


พี่สาวเข้ามาแตะหน้าผากนาง “ไม่มีไข้ เหตุใดจึงพูดจาเหลวไหลได้เล่า ?”


หลินเว่ยเว่ยสะบัดมือนางออกแล้วหันไปพูดกับเจียงโม่หาน “บัณฑิตน้อย เจ้าคิดว่าข้าพูดจาเหลวไหลหรือไม่ ?”


เจียงโม่หานส่ายหน้า “คนอื่นอาจจะบอกว่านั่นเป็นแค่ความคิดเพ้อฝัน แต่ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ใช่คนพูดจาเรื่อยเปื่อย ข้าสนับสนุนเจ้า !”


หลินเว่ยเว่ยทำหน้าตาซาบซึ้ง “บัณฑิตน้อย ชาติก่อนข้าต้องช่วยกอบกู้โลกไว้แน่ สวรรค์จึงให้ข้ามาพบเจ้า ! ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง !”


พืชผลในมิติน้ำพุวิญญาณเริ่มสุกงอมอีกครั้งแล้ว ผลผลิตของข้าวสาลีพุ่งไปถึง500ชั่ง ข้าวโพดก็พุ่งไปถึง800ชั่งต่อหมู่ ดังนั้นเป้าหมายของนางไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน มันสามารถเป็นจริงได้ !


คนอื่นล้วนเข้าใจว่านางแค่พูดจาเหลวไหล มีเพียงบัณฑิตน้อยคนเดียวที่ยอมเชื่อโดยไร้เงื่อนไขและสนับสนุนนาง ได้สามีดีแบบนี้ยังจะต้องการอะไรอีก ?


“บัณฑิตน้อย เหตุใดเจ้าถึงดีขนาดนี้ !” ทันใดนั้นน้ำตาก็ไหลอาบหน้าของหลินเว่ยเว่ย นางเข้าไปกอดเอวเจียงโม่หาน…ว้าว ! เอวของบัณฑิตน้อยเล็กจัง กอดแล้วรู้สึกดีมาก ชอบสุดๆ…ฮ่าฮ่า !


นางเฝิงเดินออกมาจากบ้านแล้วเห็นฉากนี้เข้าพอดี นางจึงรีบหมุนตัวหันหน้าหนีแล้วลากนางหวงที่อยู่ข้างหลังกลับเข้าบ้าน…ฮ่าฮ่า ตอนแรกนางเฝิงยังกังวลอยู่ว่าบุตรชายจะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วลวนลามเสี่ยวเว่ย แต่มองจากตอนนี้แล้วใครจะลวนลามใครก็ยังไม่รู้ !


พี่สาวคนโตทนมองไม่ได้ นางจึงรีบยกมือปิดหน้าที่แดงไปถึงลำคอแล้วเดินออกไปทันที


หลินจื่อเหยียนถือบทความออกมาให้เจียงโม่หานดู หลังเห็นฉากนี้เข้าแล้วก็รีบทำเป็นมองไม่เห็นทันที “ข้าไม่เห็นเลย สงสัยว่าข้าจะอ่านตำรานานเกินไป ตาจึงเป็นอะไรไม่รู้ มองไม่เห็นสักอย่าง…”


เจ้าดำนั่งอยู่ตรงเบื้องหน้าของพวกเขา มันเงยหน้ามองคนโน้นทีคนนี้ที ก่อนจะยื่นอุ้งเท้าไปแตะเจ้านาย…มันเองก็อยากโดนกอดเช่นกัน


เจ้าหงส์แดงเริ่มพูดเหลวไหล “ไอโยวโยว ! กอดกันแล้ว ! หยาหยาหยา จูบกันแล้ว ! อ๊าก ขึ้นเตียงแล้ว…”


[1] ตำรายาเปิ๋นเฉ่ากังมู่ คือ ตำรารวบรวมยาสมุนไพรกว่า1,892ชนิด เรียบเรียงจากตำรากว่า800เล่มโดย หลี่สือเจิน


ตอนที่ 408: ลองชิมอาหาร


มีก้างขวางคอขนาดนี้ หลินเว่ยเว่ยจึงกอดเขาต่อไม่ไหว นางปล่อยตัวบัณฑิตน้อยแล้วคว้ามือไปจับหงส์แดง “ไปเรียนคำพูดเหล่านี้มาจากใคร ? คราวหน้าถ้ายังได้ยินเจ้าพูดจาเหลวไหลอีก ระวังข้าจะถอนขนทั้งหมดของเจ้า !”


“ไม่กล้าแล้ว ! ฆ่านกแล้ว ! ฆ่าปิดปากนก ยิ่งปิดยิ่งฉาวโฉ่ !” เจ้านกน้อยพยายามดิ้นออกจากมือนาง พอหลุดออกมาได้ก็รีบกระพือปีกแล้วบินขึ้นฟ้า แต่โดนอินทรีทองจับตัวกลับมาให้หลินเว่ยเว่ยอีกรอบ


หลินเว่ยเว่ยเอาเจ้านกน้อยไปใส่ปากเจ้าดำ นกกับหมาป่าคู่นี้กัดกันมาตั้งนานแล้ว ทั้งรักทั้งเกลียดกันอยู่ร่ำไป นกบินหนี หมาป่าโดดตะปบ สนุกสนานเชียวล่ะ


แน่นอนว่าเจ้าดำไม่ได้ทำร้ายหงส์แดงจริงๆ อย่างมากก็แค่ถอนขนเล่นสองสามเส้นและใช้น้ำลายช่วยอาบน้ำให้มัน เจ้านกน้อยกรีดร้องยิ่งกว่าหมูถูกเชือด…


ต้นเดือนสี่ หลินเว่ยเว่ยก็เริ่มเก็บข้าวของและพาบัณฑิตทั้งสามเดินทางออกจากบ้าน เดือนสี่เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิที่มีอากาศอบอุ่นจึงมีสายลมและแสงแดด หญ้างอกเงยและเสียงนกร้องจิ๊บๆตลอดทาง อารมณ์ของคนก็แจ่มใสสดชื่นขึ้นมาเช่นกัน


สามวันต่อจากนั้นทุกคนก็เดินทางมาถึงเมืองจงโจวและตรงไปยังบ้านที่เช่าไว้ทันที เจ้าของบ้านเช่าก็ใช้ได้มาก พอเห็นว่าใกล้ถึงการสอบแล้วก็เข้ามาทำความสะอาดไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ


รถม้าถูกนำไปจอดไว้ที่คอกม้าหลังบ้านเช่า สัมภาระถูกขนลง บ้านถูกเช็ดถูจนสะอาดอีกรอบ ผ้านวมถูกวางบนเตียง…สภาพอากาศในเดือนสี่ แม้ไม่ต้องจุดไฟให้เตียงเตาอบอุ่น แต่ตอนกลางคืนยังค่อนข้างเย็นอยู่ ดังนั้นจำเป็นต้องใช้ผ้านวม !


หลินเว่ยเว่ยเน้นทำความสะอาดห้องครัว เพราะบัณฑิตที่มาสอบในสมัยก่อนมีน้อยคนนักที่จะเข้าครัวทำอาหารด้วยตนเองและด้านในก็ไม่มีของอะไรทั้งนั้น นางออกไปเดินซื้อของ ให้คนขนฟืนมาส่งและยังซื้อน้ำมัน เกลือ ซอสถั่วเหลือง น้ำส้มสายชู ส่วนข้าวสารและแป้งเป็นของที่ขนมาเองซึ่งก็เป็นผลผลิตจากมิติน้ำพุวิญญาณ ดังนั้นย่อมดีกว่าของนอกมิติหลายเท่า !


ถูกต้อง ข้าวขาวรุ่นแรกในห้วงมิติถูกเก็บเกี่ยวแล้ว เมล็ดที่หลุดออกจากเปลือกข้าวมีขนาดอวบอ้วน กลิ่นหอมและรสชาติดีแน่นอน !


ตอนมาถึงบ้านเช่าก็เลยเวลากินมื้อเที่ยงไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงทำข้าวอบล่าฉาง (กุนเชียง) ที่ใช้เวลาทำน้อยที่สุดให้พวกเขากิน


ข้าวอบที่ทำมาจากข้าวในมิติน้ำพุวิญญาณส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง หลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยนกินชนิดไม่หยุดปาก แม้แต่เผิงเจียเหลียงที่มาเป็นเพื่อนก็รู้สึกโชคดีที่ได้มาทำหน้าที่นี้แทนบิดา ไม่อย่างนั้นคงพลาดข้าวอบที่อร่อยสุดยอด !


การสอบในครั้งนี้ครอบครัวของเผิงหยูเหยี่ยนให้ความสำคัญมาก เนื่องจากคิดว่าหากเขาสอบบัณฑิตถงเซิงได้ก็คงเยี่ยมยอดไปเลย วันหน้าพอสองพี่น้องตระกูลหลินออกเรือนไปแล้วจะต้องถูกหยิบยกเรื่องสามีมาเปรียบเทียบกันแน่…เวลาเผชิญหน้ากับเจียงโม่หาน เขาจะได้ไม่ขายหน้าจนเกินไป


เดิมทีนางเผิงและนายท่านเผิงจะตามมาด้วย แต่เผิงหยูเหยี่ยนห้ามไว้และบอกว่าคนเยอะเกินไปจะส่งผลต่อการสอบของตนเอาได้ เผิงหยูชางพี่ชายถึงขั้นเตรียมรถม้าไว้เรียบร้อยเพื่อจะมาส่งเขาที่นี่ แต่โดนบุตรชายเผิงเจียเหลียงเข้ามาขัดขวางไว้ก่อน


หลังจากเผิงหยูเหยี่ยนบอกลาคนในครอบครัวแล้วมารวมตัวกับพวกเจียงโม่หานก็ถึงขั้นถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขานึกขอบคุณบ้านตระกูลหลินที่ไม่กดดันลูกเขยคนโตอย่างตนเลยสักนิด…เมื่อแรงกดดันน้อยก็ย่อมทำให้เดินได้ไกลกว่าเดิม !


วันรุ่งขึ้น พวกเมิ่งจิ่งหงทั้งสามคนก็เดินทางมาถึง ห้องจำนวน7ห้องภายในบ้านเช่าเต็มหมด แต่ละคนยังพาบ่าวรับใช้มาด้วย บ้านหลังนี้จึงมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที


เมื่อพวกเมิ่งจิ่งหงมาถึงก็เข้าไปเบียดกันในห้องของเจียงโม่หานทันที พวกเขานำข้อสงสัยที่เกิดจากการอ่านตำรามาปรึกษา เจียงโม่หานรู้สึกว่าตนเป็นเหมือนสำนักศึกษาภาคเอกชนที่มีนักเรียนเพิ่มขึ้นมา5คน เขาจึงใช้เวลาช่วงโค้งสุดท้ายนี้เสริมความรู้ที่ขาดหายสำหรับการสอบฝู่ซื่อให้ทุกคน เมื่อถึงวันสอบฝู่ซื่อแล้ว บัณฑิตทั้งห้าก็มีความมั่นใจในตัวเองมากพอสมควร


ร้านขนมหวานหนิงจี้ในตัวเมืองจัดกิจกรรมลองชิมอาหารโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย…อาหารครานี้เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั่นเอง กินเปล่าจะมีรสสัมผัสกรอบหอม พอนำไปเติมน้ำร้อนก็จะได้บะหมี่เส้นเหนียวนุ่มที่หอมอร่อยหนึ่งชาม หลังจากพวกบัณฑิตที่มาเข้าสอบได้ชิมแล้วก็พากันซื้อไปอีกจำนวนมาก


เพราะมีประสบการณ์มาหนึ่งสนามแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงตื่นแต่เช้าเพื่อทำอาหารเช้าแสนอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสารอาหารให้แก่พวกบัณฑิต จากนั้นพวกเขาก็ไปรอหน้าประตูสนามสอบ เมื่อเข้ายามเหม่า (05.00-06.59น.) ประตูสนามสอบก็เปิดออกและบัณฑิตนับพันคนก็เข้าแถวกันอย่างยาวเหยียดเพื่อเข้ารับการตรวจสอบตัวตนและอาหารตามลำดับ


บัณฑิตหลัก1พันคน ทว่ารับแค่50อันดับแรก ช่างเป็นทหารนับพันนายข้ามสะพานไม้แผ่นเดียว ! หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจให้แก่ความเลวร้ายของการสอบจอหงวนในสมัยโบราณ รู้แล้วว่าเหตุใดบางคนรอจนผมขาวก็ยังเป็นแค่บัณฑิตถงเซิง !


เมื่อก้าวเข้าสู่สนามสอบ พวกหลินจื่อเหยียนก็ได้เจ้าหน้าที่ถือโคมไฟนำทาง นอกจากนี้พอมาถึงประตูอีกบานของสนามสอบแล้วพวกเขาก็ต้องโดนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบตัวตนและอาหารอีกรอบ ในเวลานี้เสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่ได้หนามากแล้วจึงตรวจได้เร็วกว่าการสอบระดับเซี่ยนซื่อ


หลินจื่อเหยียนตามหาตำแหน่งที่นั่งของตนตาม ‘บัตรเข้าสอบ’ ตรงจุดนั้นเป็นห้องขนาดเล็กที่ค่อนข้างทึบ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าการสอบระดับเซี่ยนซื่อที่ต้องทำข้อสอบท่ามกลางลมหนาว


การสอบในครั้งนี้ไม่อนุญาตให้ผู้เข้าสอบนำสิ่งของใดเข้ามาในห้องสอบ พู่กัน หมึกและกระดาษล้วนเป็นของที่ทางการจัดเตรียมไว้ให้ มื้อเที่ยงที่เตรียมมาเองก็ต้องวางไว้ตรงตำแหน่งที่กำหนดไว้ด้านนอก


การสอบทั้งสองสนามแรกของระดับฝู่ซื่อต้องใช้เวลาสอบรวมกัน2วัน โดยแบ่งเนื้อหาเป็นในคัมภีร์ (สี่ตำราห้าคัมภีร์) และการเขียนบทความ ส่วนสนามสอบที่สามจะเป็นเรื่องของทฤษฎีเชิงนโยบายและต้องใช้เวลาสอบอีก2วัน


หัวข้อที่ใช้สอบในสนามแรกของวันนี้ต้องพึ่งการท่องจำ หลังได้รับหัวข้อมาแล้ว หลินจื่อเหยียนก็รู้สึกสบายใจทันที แม้หัวข้อจะออกนอกทิศทางไปหน่อย แต่ก็ไม่เกินความสามารถของตน


ต่อจากนั้นเขาก็เริ่มร่างคำตอบลงในกระดาษ หลังตรวจสอบให้แน่ใจแล้วก็เริ่มคัดลอกเนื้อหาลงในกระดาษคำตอบ คัดไปได้ไม่ถึงครึ่งก็ได้เวลากินมื้อเที่ยง


ในหนึ่งวัน ผู้เข้าสอบสามารถพักได้3ครั้งและสามารถใช้ช่วงเวลาที่จำกัดนี้กินมื้อกลางวันหรือเข้าห้องน้ำก็ได้ ส่วนคนที่ไม่ได้เตรียมอาหารมาก็จะมีเจ้าหน้าที่นำอาหารและน้ำสะอาดมาส่งให้ แน่นอนว่าไม่ต้องหวังอะไรกับอาหารที่ทางสนามสอบจัดไว้เพราะมันทั้งเย็นและแข็งชืด รสชาติยากจะบรรยาย จึงได้แต่ฝืนกินเข้าไปให้อิ่มท้อง


หลินจื่อเหยียนวางพู่กันในมือลงและทับกระดาษคำตอบให้เรียบร้อยแล้วยกมือส่งสัญญาณ จากนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่พิเศษพาเขาไปยังกระท่อม แต่ความจริงแล้วไม่ใช่การนำทางเพราะมันคือการจับตามอง หลังจัดการทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้วก็ไปล้างมือ จากนั้นก็นำอาหารเที่ยงที่เตรียมมาเติมน้ำร้อนเพื่อลวกเส้น ยังมีซอส ผักและเนื้อที่ใส่ไว้อย่างครบถ้วน


ซอสเนื้อเต็มไปด้วยชิ้นเนื้อ เมื่อคลุกเคล้าเข้ากับเส้นที่นุ่มแล้วก็เหมือนบะหมี่ซอสเนื้อไม่มีผิด !


ทางโต๊ะของผู้คุมสอบปรากฏภาพบัณฑิตหยวนที่ได้กลิ่นหอมหวนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงหันไปยิ้มและพูดกับเจ้าเมืองจงโจวคนใหม่ว่า “เมืองจงโจวของพวกท่านให้ความสำคัญต่อผู้เข้าสอบเหลือเกิน ถึงขั้นเตรียมอาหารกลางวันที่หอมหวนขนาดนี้ให้ผู้เข้าสอบ”


เจ้าเมืองจงโจวพูดด้วยความละอายใจ “นี่ไม่ใช่อาหารกลางวันที่เมืองเราเตรียมไว้หรอกขอรับ เป็นอาหารที่ผู้เข้าสอบเตรียมมาเอง ได้ยินพวกเขาเรียกว่า ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ แค่แช่ไว้ในน้ำร้อนก็กินได้แล้ว สะดวกสบายมากเลยขอรับ”


พอเห็นบัณฑิตหยวนดูให้ความสนใจ เขาก็รีบพูดกับลูกน้องว่า “ไปหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ข้าซื้อมา ใต้เท้าหยวนอยากลองชิมอาหารที่ผู้เข้าสอบกินกัน !”


หลังต้มบะหมี่เสร็จแล้วก็เติมเครื่องปรุงลงไป ทันใดนั้นกลิ่นหอมก็ลอยตลบอบอวลเหมือนกลิ่นหอมในอากาศเมื่อครู่จริงๆ ก่อนต้มบะหมี่นั้นบัณฑิตหยวนได้ลองชิมบะหมี่กรอบหนึ่งคำ…หอมกรอบเคี้ยวเพลิน รสชาติไม่เลว


บัณฑิตหยวนกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหมดภายในไม่กี่คำ แม้แต่น้ำซุปก็ซดจนหมด ไม่ว่าเมื่อใดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็มีจิตวิญญาณอยู่จริง แม้แต่คนโบราณก็ต้านทานเสน่ห์ของมันไม่ไหว


ตอนที่ 409: ไม่ไร้ข้าคอยอยู่เคียงข้าง


บัณฑิตหยวนอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าแสดงความพึงพอใจ “ผู้เข้าสอบในเมืองจงโจวของท่านมีลาภปากแล้ว อาการนี้กินง่าย พอจิตใจปลอดโปร่งแล้วสมองก็แล่น ตอนเขียนคำตอบจะต้องไหลลื่นแน่นอน ! ผู้ที่คิดค้น ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ นี้ขึ้นมาจะต้องเป็นคนมีความสามารถเช่นกัน !”


“ได้ยินว่าผู้ที่คิดค้น ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ ก็มีสาเหตุมาจากในครอบครัวมีผู้เข้าสอบอยู่ด้วย ตอนสอบเซี่ยนซื่อ ใต้เท้าคงเห็นสภาพสนามสอบของทางภาคเหนือแล้ว เพื่อให้คนในครอบครัวได้กินอาหารร้อนๆ คนผู้นี้จึงคิดค้นอาหารชนิดนี้ขึ้นมาขอรับ ! อีกทั้งยังเป็นคนที่มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าของร้านหนิงจี้จึงลองผลิตออกมาจำนวนมากเพื่อสร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้เข้าสอบทั้งหลายขอรับ !”


เจ้าเมืองจงโจวคาดไม่ถึงว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอันแสนต้อยต่ำนี้จะทำให้ขุนนางผู้ตรวจการจากเมืองหลวงอารมณ์ดีได้ เขาจึงตัดสินใจแล้วว่าต่อไปจะสนับสนุนและสร้างนโยบายพิเศษขึ้นมาเพื่อร้านขนมหวานหนิงจี้โดยเฉพาะ !


ใครต่างก็รู้ว่าบัณฑิตหยวนเป็นคนสนิทข้างกายฮ่องเต้ หากอีกฝ่ายไปทูลเรื่องเหล่านี้ต่อหน้าพระพักตร์ก็จะถือว่าสร้างผลงานให้แก่เจ้าเมืองจงโจวอย่างตน มองผิวเผินแล้วเจ้าเมืองจงโจวดูสบายๆไม่คิดอะไร แต่ในใจกำลังมีความสุข


ท้องฟ้าเริ่มมืด หลินจื่อเหยียนที่เขียนคำตอบเสร็จแล้วก็ตรวจสอบกระดาษคำตอบอย่างระมัดระวัง ท้ายที่สุดยังตรวจสอบชื่อที่อยู่ก่อนจะสั่นกระดิ่งข้างตัว


ผ่านไปไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่ในสนามสอบสองคนเข้ามาเก็บกระดาษคำตอบใส่ลงในกล่องที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ หลังเก็บพู่กัน หมึกและกระดาษออกจากโต๊ะของเขาแล้วก็ส่งสัญญาณให้เขาออกไปได้


หลินจื่อเหยียนไม่ถือว่าออกมาเร็วมากนัก แต่ก็ไม่ถือว่าช้าเกินไป เพิ่งออกมาก็เห็นพี่รองและพี่เขยรองกำลังยืนรออยู่จากระยะไกล…หน้าตาของพี่เขยรองสะดุดตาเกินไป แม้อยากจะทำเป็นมองไม่เห็นก็เป็นเรื่องยาก เพราะแค่มองเข้าไปในฝูงชนก็เห็นตั้งแต่แวบแรก !


หลินจื่อเหยียนมาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าของทั้งสองคนแล้วพูดกับเจียงโม่หานด้วยความตื่นเต้น “หัวข้อที่สอบในวันนี้เป็นเนื้อหาที่ข้าเคยท่องจำหมดแล้ว มีข้อหนึ่งที่พี่เขยรองเพิ่งทดสอบเราไปเมื่อวานด้วยล่ะ! หัวข้อออกจะแปลกๆไปหน่อย ศิษย์พี่เมิ่งกับหยางยี่หรานจะต้องดีใจมากแน่ !”


เมื่อวานตอนทดสอบ ทั้งสองคนนี้ท่องไม่ได้จึงโดนลงโทษให้คัดถึง5รอบ…ตอนนั้นหลินจื่อเหยียนเห็นใจทั้งสองคนมาก แต่ตอนนี้เริ่มคิดว่าการลงโทษก็ไม่ได้เสียเปล่า !


ขณะสนทนากัน เมิ่งจิ่งหงก็โผล่เข้ามาพูดเสียงดังลั่น “สหายเจียง เจ้าเป็นดาวนำโชคของข้า ! หัวข้อเกี่ยวกับ ‘ฤดูใบไม้ผลิปีแรกที่โจวเหวินหวางขึ้นครองราชย์’ นั้น ถ้าไม่โดนเจ้าลงโทษให้คัดเมื่อวาน วันนี้ข้าได้จบเห่แน่ ! ตอนนี้ข้าเริ่มมั่นใจในการสอบบัณฑิตถงเซิงมากขึ้นอีกแล้วสิ !”


เจียงโม่หานทนมองท่าทางเหมือนสุนัขกระดิกหางดีใจของอีกฝ่ายไม่ได้จึงเริ่มพ่นเสียงเย็นชา “ผ่านสนามนี้ไปแล้วยังต้องเจอบททดสอบความจำกับการเขียนพู่กัน แถมยังแทบไม่ได้เว้นระยะห่างอะไร สิ่งสำคัญคือยังต้องดูผลจากอีกสองสนามถัดไป”


หลินเว่ยเว่ยเห็นบัณฑิตทั้งห้าออกมาหมดแล้ว จึงฉีกยิ้มแล้วพูดขัดบทสนทนาของพวกเขา “ข้าทำหมูตุ๋นน้ำแดงกับแกะย่างไว้ให้ทุกคน !”


“พี่หญิง ท่านเป็นพี่สาวแท้ๆของข้า !” หลังผ่านการสอบที่เต็มไปด้วยความเครียดแล้วได้มากินอาหารมื้อใหญ่จะต้องเป็นวิธีผ่อนคลายจิตใจอย่างดีที่สุดแน่นอน อย่างไรก็ตามนางไม่เห็นบัณฑิตพวกนี้มีอาการอื่นใดหลังสอบ เพราะบัณฑิตบางคนพอออกจากสนามสอบแล้วก็มีสีหน้าซีดเผือด แข้งขาอ่อนราวกับเส้นบะหมี่ แต่พอหันมามองทั้งห้าคนนี้อีกรอบ พวกเขากลับกระโดดโลดเต้นและในสมองเต็มไปด้วยเรื่องของกิน !


หลินจื่อเหยียนอดไม่ได้ที่จะหันไปผลักเมิ่งจิ่งหง “ใครเป็นพี่สาวของท่าน ท่านแก่กว่าพี่รองตั้งสองสามปี ท่านกล้าเรียกนางว่าพี่สาว พี่รองของข้าไม่กล้ารับไว้แน่นอน !”


เมิ่งจิ่งหงรู้สึกเสียใจสุดๆ จึงเข้าไปกอดคอหลินจื่อเหยียน “เราสองคนมาเปลี่ยนกัน ข้าไปเป็นน้องชายของพี่รอง ส่วนเจ้าไปเป็น…ข้ามีพี่ชายที่เก่งกาจคนหนึ่ง เจ้าไปอยู่บ้านข้าแล้วจะต้องได้ทรัพย์สมบัติมากมายแน่นอน…”


“ฝันไปเถิด ! ใครอยากได้สมบัติของบ้านท่าน !” หลินจื่อเหยียนผลักเขาออก นึกแล้วว่าเจ้าหมอนี่ต้องเข้ามาผูกมิตรกับตนเพราะมีเป้าหมายบางอย่าง แท้จริงก็อยากมาแทนที่ ทำเกินไปแล้ว ! เขาตัดสินใจแล้วว่ารอให้สอบครั้งนี้จบเมื่อไร จะต้องเพิ่มศิษย์พี่เมิ่งเป็นบุคคลอันตรายของบ้านสกุลหลิน !


หลังออกจากสนามสอบของวันที่สอง นอกจากหยางยี่หรานจะมีสีหน้าไม่ค่อยดีสักเท่าไรแล้ว คนอื่นก็ดูอารมณ์ดีกันหมด


สนามสอบที่สามจะต้องค้างคืนที่สนามสอบ ท้องฟ้าดูไม่ดีสักเท่าไรเพราะเริ่มมีฝนตกปรอยๆ ตั้งแต่เช้าตรู่ ฝนในฤดูใบไม้ผลิล้ำค่าดั่งน้ำมัน สำหรับราษฎรที่ประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงแล้ว ฝนในครั้งนี้มีค่ายิ่งกว่าทองคำ แต่สำหรับผู้เข้าสอบแล้วมันถือเป็นหายนะ


หยางยี่หรานอับโชค ที่นั่งสอบยังมีฝนรั่วใส่ แม้จะสามารถบอกเจ้าหน้าที่ได้และแปะกระดาษน้ำมันลงไปก็ไม่เป็นไรแล้ว แต่ที่นั่นยังทั้งหนาวและชื้นอยู่มาก สุดท้ายจึงส่งผลต่อการสอบของเขา


ตอนออกมาช่วงพลบค่ำ หยางยี่หรานก็มีไข้ เพิ่งเดินออกจากสนามสอบก็หมดสติไปทันที หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานที่กางร่มรออยู่ด้านนอกจึงรีบเข้าไปประคอง ใช้ผ้าคลุมห่อตัวเขาไว้แล้วพาไปนั่งเก้าอี้ของร้านอาหารที่อยู่บริเวณนั้น


หลินเว่ยเว่ยเอาน้ำขิงร้อนๆออกมาแล้วป้อนให้หยางยี่หราน ใกล้กันนี้มีโรงหมออยู่ คิดว่าแต่ละปีมีผู้เข้าสอบที่ป่วยหนักถูกหามออกมาน้อยไหมเล่า ?


นางจึงเชิญท่านหมอมาตรวจอาการหยางยี่หราน หลังทานยาแล้วหยางยี่หรานก็พูดขอบคุณด้วยความเขินอาย “ขอบคุณพี่รองหลิน…”


เขารู้ดีว่าหากไม่ได้พี่รองหลินดูแล การสอบของพวกเขาทั้งห้าก็คงไม่ราบรื่นถึงเพียงนี้ สามารถพูดได้ว่าสิ่งที่พวกเขาต้องคิดคือการเข้าสอบเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่น พี่รองหลินจัดการได้อย่างละเอียดรอบคอบ ดูแลทุกอย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลย


การสอบเซี่ยนซื่อในครั้งก่อน คนในครอบครัวล้วนคิดว่าเขาจะตกรอบแล้วผอมเป็นไม้เสียบผี แต่คาดไม่ถึงว่าพี่รองหลินจะขุนจนพวกเขาอ้วนขึ้นมาทันตา


พี่สาวที่บ้านจึงแกล้งหยอกเขาว่า ‘หน้าตาดูสดใสไม่เหมือนคนที่เพิ่งออกจากสนามสอบเลย แต่เหมือนเพิ่งออกไปเที่ยวเล่นมากกว่า’


หลังจากหลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ขอบคุณอะไรกัน ? เจ้าเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนกับจื่อเหยียนก็เหมือนน้องชายแท้ๆของข้า…”


เจียงโม่หานหันไปมองเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจ เจ้าเด็กนี่ดวงดีจริงๆ ปีที่แล้วตอนข้าล้มป่วย หากมีพี่สาวที่รู้ใจคอยถามไถ่ดูแลอย่างนี้บ้าง ข้าก็คงสอบซิ่วไฉติดไปแล้ว ?


หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นสีหน้าของเขาจึงนึกถึงเหตุการณ์ที่เขาต้องเจอในปีที่แล้ว นางรีบตบหลังมือเขาอย่างปลอบโยน “ต่อไปนี้ ไม่ว่าเจ้าไปสอบที่ใดก็จะไม่ไร้ข้าคอยอยู่เคียงข้าง !”


สีหน้าของเจียงโม่หานดูดีขึ้นเล็กน้อย “ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าข้าจะไปที่เมืองหลวง เจ้าก็จะตามไปด้วยหรือ ?”


“แน่นอน ! ฝีปากเจ้าชอบหาเรื่องขนาดนั้น หากข้าไม่ตามไปด้วยแล้ว เจ้าจะได้กินของดีๆนอนหลับสบายหรือไร หากส่งผลต่อการสอบขึ้นมาจะทำอย่างไร !” หลินเว่ยเว่ยอยากไปสัมผัสบรรยากาศการสอบจอหงวนที่เมืองหลวงตั้งนานแล้ว…แม้นางจะไม่ได้สอบเองก็เถิด !


เจียงโม่หานแค่นเสียง ฮึ “หรือในใจของเจ้าเห็นข้าเป็นคนเห็นแก่กิน ?”


“ไม่ใช่ !” หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าคิดดูสิ หากมีคนทำอาหารให้ ชวนคุยและทำให้เจ้าสบายใจ เมื่อจิตใจผ่อนคลายก็ต้องส่งเสริมประสิทธิภาพ จากนั้นผลการสอบย่อมออกมาดี !”


“พอ เลิกพล่ามปรัชญาเหล่านั้นได้แล้ว ! เจ้าไปทำให้ป้าหวงยอมก่อนเถิด !” เจียงโม่หานรู้สึกสับสนขึ้นมา เขาคุ้นชินกับการมีนางคอยอยู่เคียงข้างเสียแล้ว แต่ก็กังวลเพราะเส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล…


ตอนที่ 410: มีคู่หมั้นดีขนาดนี้จะไม่แต่งได้อย่างไร


หลินเว่ยเว่ยทำตาเป็นเสี้ยวพระจันทร์ “ทางท่านแม่ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก !”


อย่างมากสุดก็แค่งัดไม้ตายออกมา…ใช้เหตุผลที่ว่ากลัวบัณฑิตน้อยจะกลายเป็นเฉินชื่อเหม่ย…แค่เหตุผลนี้ก็เพียงพอแล้ว ฮ่าฮ่า !


ในที่สุดหลินจื่อเหยียนก็ออกจากสนามสอบ เสื้อผ้าบนตัวเขามีรอยยับย่นเต็มไปหมด ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิงแต่ท่าทางยังดูอารมณ์ดีใช้ได้


“หยางยี่หราน สีหน้าเจ้าดูไม่ดีเลย ไม่สบายหรือ ?” หลินจื่อเหยียนเห็นเพื่อนร่วมห้องนั่งอยู่บนเก้าอี้ ตรงหน้าผากมีผ้าชุบน้ำวางทาบไว้จึงเข้ามาถามด้วยความห่วงใย


หยางยี่หรานถอนหายใจ “โชคไม่ดี ห้องที่ข้าได้นั่งสอบมีหลังคารั่ว แม้จะใช้กระดาษน้ำมันแปะรูรั่วไว้แล้ว แต่ฝนตกทั้งคืน กระดาษคำตอบของข้าก็พลอยเปียกไปด้วย…ข้าคงหมดหวังในการสอบครั้งนี้แล้ว !”


หลินจื่อเหยียนตบบ่าเขาพลางพูดปลอบใจ “พวกเรายังเด็ก ปีนี้ก็แค่มาลองสนามสอบ เจ้าดูอย่างพวกศิษย์พี่เมิ่ง พวกเขาก็ไม่ได้สอบซ้ำอีกรอบหรือ? ปีหน้าเตรียมตัวให้พร้อมแล้วค่อยคว้าอันดับดีๆรวดเดียว!”


หยางยี่หรานยังคงถอนหายใจ “ขอให้เป็นแบบที่เจ้าว่า แต่มันก็มีทางนี้ทางเดียว! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”


หลินจื่อเหยียนยกมุมปากขึ้น แต่เพราะเป็นห่วงจิตใจของเพื่อนร่วมห้อง เขาจึงรีบระงับอารมณ์เอาไว้ “ห้องที่ข้าไปนั่งยังพอใช้ได้ แต่ตอนกลางคืนยืดขาออกไปข้างนอกไม่ได้จึงนอนหลับไม่ค่อยสนิท! ข้อสอบนั้นข้าเขียนจนจบ ส่วนคะแนนจะออกมาเป็นอย่างไร…รอให้สวรรค์ตัดสินแล้วกัน!”


หยางยี่หรานพูดด้วยความอิจฉา “ความรู้ของเจ้าได้ศิษย์พี่เจียงคอยชี้แนะ จะต้องออกมาดีแน่นอน! พอผลสอบออกแล้ว เจ้าคงได้เป็นบัณฑิตถงเซิง!”


“ก็ไม่แน่หรอก! เป็นไปได้สูงที่คะแนนจะขึ้นอยู่กับความชอบของผู้ตัดสิน ไม่รู้ว่าคำตอบของข้าจะเข้าตาเจ้าหน้าที่ตัดสินผลสอบในครั้งนี้หรือเปล่า!” สำหรับคำตอบในครั้งนี้ หลินจื่อเหยียนถือว่าพอใจกับมัน…บางที อาจจะเข้าตาก็ได้?


ทว่าทั่วทั้งเมืองจงโจวย่อมมีพยัคฆ์ซุ่มซ่อนมังกรเร้นกายอยู่ บางทีอาจมีผู้เข้าสอบที่โดดเด่นกว่าเขาอยู่อีกก็ได้ ดังนั้นจะพูดให้ดูมั่นอกมั่นใจเกินไปไม่ดี เช่นนั้นผลที่ตามมาอาจเหมือนเป็นการตบหน้าตัวเอง!


เมื่อบัณฑิตที่เหลืออีกสามคนออกมาก็ถามว่าสอบเป็นอย่างไรบ้าง เผิงหยูเหยี่ยนตอบอย่างถ่อมตน “พอได้!”


เมิ่งจิ่งหงตะโกนเสียงดังลั่น “เฮอะ ! หัวข้อของทฤษฎีเชิงนโยบายค่อนข้างห่างไกลความจริง ข้าไม่ได้เก่งไปเสียทุกอย่าง แต่…ข้าก็เขียนจนจบ…สหายหลิ่วเป็นอย่างไร?”


หลิ่วจงเทียนบีบสันจมูก “เหมือนเจ้านั่นแหละ ไม่มั่นใจเลย!”


“เอาเถิด ! เดิมทีคิดจะพาพวกเจ้าไปเลี้ยงฉลองหลังสอบเสร็จที่หอจุ้ยเกา ! แต่หยางยี่หรานไม่สบาย ดังนั้นเราจึงได้แต่กลับไปทำอาหารฉลองกันเองที่บ้านเช่า !” หลินเว่ยเว่ยเห็นบรรยากาศค่อนข้างอึมครึมจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาออกจากเรื่องสอบ


หยางยี่หรานพูดด้วยความรู้สึกไม่ดี “พวกท่านไปกันเถิด อย่าให้ข้าเพียงคนเดียวมาส่งผลต่อทุกคนเลย !”


“ได้อย่างไร ? อาหารของหอจุ้ยเกาก็รสชาติธรรมดา ข้ากินอาหารฝีมือพี่รองยังดีกว่า !” หลินจื่อเหยียนลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังป่วย ถ้าปล่อยให้อยู่คนเดียวแล้วทุกคนไปกินอาหารฉลองกันมื้อใหญ่ หากเป็นตัวเขาเองก็คงรู้สึกแย่ ยิ่งไปกว่านั้นหยางยี่หรานยังทำข้อสอบได้ไม่ดี จึงจำเป็นต้องมีคนคอยเข้าใจและปลอบใจ


พอเมิ่งจิ่งหงได้ยินแบบนั้นก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที “ใช่ ใช่ ! อาหารหอจุ้ยเกาก็มีแค่รสเผ็ด ถ้าครั้งนี้เราสอบผ่านระดับฝู่ซื่อ แล้วก็ยังต้องเข้าร่วมระดับเยวี่ยนซื่อในครั้งต่อไปอีก หากป่วยเป็นร้อนในขึ้นมา ได้เกิดเรื่องใหญ่แน่ !”


หลินเว่ยเว่ยยิ้ม “ตกลงตามนี้ ! เราจะกลับไปฉลองที่บ้านเช่า ! เพื่อเป็นการให้รางวัลทุกคน ข้าอนุญาตให้สั่งอาหารที่อยากกินที่สุดได้คนละอย่าง !”


เมิ่งจิ่งหงชิงพูดก่อนทันที “ข้าอยากกินปลากระรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน ! ถ้าไม่มีปลากระรอกก็เอาปลาชนิดอื่นมาแทนได้ !”


หลินจื่อเหยียนขมวดคิ้ว “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องหาซื้อปลาให้ได้ก่อนถึงจะทำได้ !”


“บังเอิญมาก ! เช้านี้ข้าเพิ่งเจอพ่อค้าขายปลาที่ตลาด ! ปลากระรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน ผ่าน !” ในที่สุดปลาที่หลินเว่ยเว่ยใส่ไว้ในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณก็ได้ใช้งาน อีกเดี๋ยวตอนเอาออกมาก็จะยังแข็งอยู่และมันก็อธิบายยาก นางตัดสินใจแล้วว่าจะทำให้ห้องครัวเป็นเขตหวงห้าม นอกจากตนแล้ว คนอื่นห้ามเข้าเด็ดขาด !


เผิงหยูเหยี่ยนก็สั่ง ‘หมูตงพอ’ ที่ชอบกิน เขาบีบก้อนเนื้อบริเวณหน้าท้องของตน ช่วงนี้เพราะยุ่งอยู่กับการสอบจึงดูเหมือนจะผอมลง กินเนื้อเพิ่มอีกนิดหน่อยก็คงไม่มีปัญหาหรอกกระมัง ?


แต่ท่านแม่เคยเตือนเขาว่าพอเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วก็ถึงเวลาที่เขาจะแต่งงาน ดังนั้นจะกินจนตัวบวมเกินไปไม่ได้ อย่างนั้นเจ้าสาวจะรังเกียจ…แต่เฉียงเอ๋อร์…อาจไม่ชอบให้เขาผอมก็ได้ ?


“ได้ ข้าให้ร้านขายเนื้อเก็บหมูสามชั้นอย่างดีไว้ให้แล้ว ประเดี๋ยวค่อยไปเอา !” หลินเว่ยเว่ยคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องยาก


หลิ่วจงเทียนสั่ง ‘หัวสิงโตน้ำแดง’ แม้แต่หยางยี่หรานที่เพิ่งไข้ขึ้นเมื่อครู่ก็สั่ง ‘มันเทศเคลือบน้ำเชื่อม’…เจ้าหมอนี่ชอบกินของหวาน


“ถึงตาข้าแล้ว !” หลินจื่อเหยียนแทบอดทนไม่ไหว “ข้าอยากกินเบอร์เกอร์ลา !”


เขาบังเอิญได้ยินชื่ออาหารชนิดนี้จากปากพี่รองและอยากกินมาโดยตลอดแต่ก็ไม่มีโอกาส น้อยครั้งที่พี่รองจะให้สั่งอาหารได้ จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะคว้าโอกาสนี้ไว้ !


เขาเพิ่งพูดชื่ออาหารเสร็จก็โดนตบเข้าที่ศีรษะทันที “เบอร์เกอร์ลาอะไร ? รู้หรือไม่ว่าแม่ครัวไม่อาจทำอาหารโดยมีแค่ข้าว ? ข้าจะไปหาเนื้อลาจากไหน ? หรือต้องซื้อลามาเชือดสด ?”


หลินจื่อเหยียนเศร้าทันที สุดท้ายต้องยอมจำนน “ถ้าเช่นนั้น…ก็ได้ ! พี่รองทำอะไรข้าก็กินได้หมด ของที่ผลิตโดยพี่รองต้องเป็นของดีแน่นอน ! ของที่พี่รองทำต้องอร่อยมาก !”


“แบบนี้ค่อยว่าไปอย่าง !” หลินเว่ยเว่ยยิ้มด้วยความพึงพอใจ แต่คนอื่นส่งสายตาดูแคลนให้เขา…คนช่างประจบ !


หลินจื่อเหยียนมองตอบ พวกเจ้าไม่ใช่คนช่างประจบ ? ข้าก็ทำตามพวกเจ้าทั้งนั้น !


เมิ่งจิ่งหงและหลิ่วจงเทียนหันมามองหน้ากันแล้วรีบละสายตาดูแคลนออกจากตัวหลินจื่อเหยียน เพราะหลังจากเห็นสีหน้าของกันและกันแล้วก็รู้ทันทีว่า…ตนก็ช่างประจบจริงๆ !


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจียงโม่หานที่ไม่พูดไม่จามาโดยตลอด “บัณฑิตน้อย เจ้าอยากกินอะไร ? พูดมาได้เลย แม้จะเป็นเนื้อมังกรบนฟากฟ้า ข้าก็จะคิดหาวิธีทำให้เจ้า !” เหตุผลที่นางกล้าพูดจาโอ้อวดขนาดนี้เพราะเก็บนกขี้บ่น (เฮเซลบ่น) ไว้ในห้วงมิติ2ตัว เก็บแบบยังมีชีวิตอยู่ด้วย !


พอหลินจื่อเหยียนได้ยินแบบนั้นก็รีบประท้วงทันที “พี่รอง ท่านสองมาตรฐาน ! เหตุใดเขาได้ทุกอย่าง แต่ข้าอยากกินเนื้อลากลับไม่ได้ ?”


“เหลวไหล ! ก็เพราะเขาเป็นว่าที่คู่ชีวิตของข้าในอีกตลอดครึ่งชีวิตที่เหลือ ส่วนเจ้าเป็นอะไร ?” หลินเว่ยเว่ยไม่ปกปิดความลำเอียงแม้แต่น้อย…มีคู่หมั้นดีขนาดนี้ก็ต้องตามใจและเอาใจเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ต้องทำให้เขา…ไม่อยากไปจากนางแม้แต่ก้าวเดียว !


หลินจื่อเหยียนมุ่ยปาก “หากท่านไม่ออกเรือน ข้าก็เป็นครึ่งชีวิตที่เหลือ…”


“เลิกเพ้อฝัน !” หลินเว่ยเว่ยพูดขัดเขาทันที “ในเพลงก็ร้องเอาไว้แล้วว่า ‘นกสี่เชวี่ยน้อยหางยาว แต่งภรรยาแล้วลืมแม่…’ แม้แต่แม่ยังลืมได้ แล้วนับประสาอะไรกับน้องชายอย่างเจ้า ? อีกอย่างมีคู่หมั้นดีขนาดนี้ จะไม่แต่งได้อย่างไร ? เห็นข้าโง่หรือไร ?”


หลิ่วจงเทียนรีบดึงตัวหลินจื่อเหยียนที่มีสีหน้าบูดบึ้งไปกระซิบว่า “เจ้าพูดให้น้อยหน่อย ท่านแม่ของข้าบอกว่าเวลาคุยกับสตรีจะใช้เหตุผลไม่ได้ ต้องตามใจและเอาใจ ไม่อย่างนั้นเจ้าได้เห็นดีกับนางแน่ !”


หลินเว่ยเว่ยได้ยินที่เขาพูดจึงพยักหน้าเห็นด้วยทันที “ใช่ ! ฟังที่พวกผู้ใหญ่สอนไว้ให้ดี ไม่ผิดแน่ ! บัณฑิตน้อย เจ้ายังไม่ได้บอกเลยว่าอยากกินอะไร ?”


[1] เฉินชื่อเหม่ย คือ ตัวแทนของผู้ชายเลวทรามที่ทรยศต่อภรรยา


[2] เบอร์เกอร์ลา คือ แซนวิชที่รับประทานกันทั่วไปในฉางชา



จบตอน

Comments