ตอนที่ 41: บูชาหวงต้าเซียน
นางหวงได้ยินเสียงบุตรชายคนเล็กร้องไห้โฮก็ลืมตาตื่นขึ้นมาเช่นกัน ด้วยความที่นางคิดว่าบุตรสาวคนรองจะตกใจจนขวัญเสียเพราะเสียงร้องของบุตรชายคนเล็ก นางจึงรีบลูบศีรษะอีกฝ่ายเพื่อปลอบประโลมแล้วกล่าวว่า ไม่ต้องกลัว ลูกแม่ไม่ต้องกลัว ขวัญเอ๋ยขวัญมา…
หลินเว่ยเว่ยรู้สึกเก้อเขินอยู่มิน้อยเมื่อได้ยินคำปลอบประโลมจากมารดา กระนั้นนางก็รีบลงจากเตียงแล้ววิ่งไปทางเสียงร้องไห้ทันที
ฮึก ฮือ…พี่รอง ! เด็กน้อยที่ร้องไห้ฟูมฟายน้ำหูน้ำตาไหลเต็มใบหน้าวิ่งเข้ามากอดหลินเว่ยเว่ยอย่างเศร้าเสียใจ กระต่ายน้อยของข้าตายแล้ว…มันโดนหวงต้าเซียนกัดตาย ฮึก ฮึก ฮือ…
พี่สาวคนโตหยิบขนกระต่ายสีเทาก้อนหนึ่งขึ้นมา จากนั้นก็สะบัดหน้าใส่ ข้าบอกไปตั้งแต่แรกแล้วว่าในหมู่บ้านของเรามีหวงต้าเซียนเยอะมาก เลี้ยงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กพวกนี้ไม่ได้ แต่พวกเจ้าไม่เชื่อข้าเอง ! วันนี้มันกัดตายไปหนึ่งตัว พรุ่งนี้มันก็จะมากัดตายอีกหนึ่งตัว พวกเจ้าคิดว่ารังกระต่ายของพวกเจ้าสามารถกันหวงต้าเซียนได้หรือ ผ่านไปไม่กี่วันพวกมันก็จะตายกันหมด ข้าคิดว่าพวกเราควรรีบนำมาฆ่าเพื่อทำอาหารดีกว่า จะได้ไม่เสียของ !
หลินเว่ยเว่ยรีบปลอบใจเด็กน้อย จากนั้นก็มองไปยังคอกกระต่ายและพบว่ากระต่ายน้อยในนั้นหายไปหนึ่งตัวจริงๆ บนพื้นเหลือทิ้งไว้เพียงรอยเลือดและเศษขนกระต่ายที่เหลืออยู่ไม่กี่ก้อนเท่านั้น
ในชาติที่แล้วตอนหลินเว่ยเว่ยเรียนมหาวิทยาลัย นอกจากเรื่องพืชศาสตร์แล้วยังเคยเรียนเรื่องสัตวศาสตร์ด้วย ดังนั้นนางจึงรู้ว่าตัววีเซลเหล่านี้ชอบออกหาอาหารตอนกลางคืนและพวกมันจะเดินไปตามคูน้ำเล็กๆที่ไม่มีน้ำอยู่ นอกจากนี้พวกมันยังชอบเดินไปตามเส้นทางเก่าที่คุ้นเคย หากพวกมันเจอรูก็จะเข้าไป แต่ถ้าพวกมันเจอเส้นทางที่โค้งขวางหน้าก็จะหยุด
หลินเว่ยเว่ยจึงไปตรวจดูสวนหลังบ้านอย่างระมัดระวังและพบเข้ากับรูขนาดเล็กตรงมุมที่ไม่โดดเด่นมากนัก ที่ข้างรูยังมีรอยเล็บของตัววีเซลอีกด้วย สัตว์ประเภทนี้อาฆาตพยาบาทและจดจำความแค้นได้เป็นอย่างดี หากจับมันได้แล้วปล่อยไปก็มีโอกาสสูงที่มันจะกลับมากัดสัตว์เลี้ยงอีก
หลินเว่ยเว่ยคิดได้เช่นนั้นจึงบอกเจ้าหนูน้อยว่า วันนี้ตอนที่เจ้าไปเกี่ยวหญ้าก็จับกบมาเพิ่มสักสองสามตัวแล้วเอาใส่ถังน้ำไว้ ตอนกลางคืนพวกเราจะเอากบเหล่านั้นให้เป็นอาหารแก่หวงต้าเซียน เพียงเท่านี้มันก็จะไม่มากัดกระต่ายและไก่ของพวกเราอีก
จริงหรือ ? เด็กน้อยยกมือปาดน้ำตาบนใบหน้าเล็กๆ ก่อนจะถามพร้อมเสียงสะอื้น
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้ารับแล้วกล่าวต่อ หวงต้าเซียนเป็นสัตว์ฉลาด หากเจ้าเตรียมอาหารไว้ให้มันแล้วสวดภาวนาด้วยความจริงใจ มันจะต้องได้ยินเสียงอธิษฐานของเจ้าแน่นอน
เมื่อเด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็รีบไปหยิบเคียวเกี่ยวหญ้าขึ้นมา จากนั้นก็ตั้งท่าจะออกไปเกี่ยวหญ้าและจับกบ ทว่าหลินเว่ยเว่ยเข้ามาขวางไว้แล้วกล่าวว่า เจ้าไปช่วยพี่ใหญ่ทำอาหารก่อน หลังจากทานข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าจะได้มีพละกำลังทำอย่างอื่น !
หลินเว่ยเว่ยเอาแม่ไก่สองตัวไปไว้ในสุ่มหลังบ้าน จากนั้นก็ใส่ใบผักสองสามใบไว้ในสุ่มเพื่อเป็นอาหารไก่ ส่วนนางก็ยกถังน้ำขึ้นมาแล้วเดินขึ้นไปบนภูเขา
ด้วยความที่บ่อน้ำด้านล่างภูเขาเป็นแหล่งน้ำใกล้หมู่บ้านที่สุด ดังนั้นคนในหมู่บ้านจึงตักน้ำจากบ่อนี้ไปใส่ไร่นาของตนอยู่เป็นประจำ ส่งผลให้น้ำในบ่อตื้นเขินจนเห็นแต่ชั้นโคลน ดังนั้นนางจึงต้องไปตักน้ำในบ่อน้ำลึกบนภูเขาแทน
เดิมทีเหนือบ่อน้ำลึกบนภูเขามีน้ำตกที่กระแสน้ำเชี่ยวกราก แต่ในเวลานี้น้ำจากน้ำตกเริ่มแห้งเหือด ระดับน้ำลดน้อยกว่าตอนที่นางลืมตาตื่นมาในโลกนี้เสียอีก คราวนี้ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านก็เริ่มคิดไม่ตกไปตามตามกันแล้วว่าหากฝนยังไม่ตกลงมาอีก คราวนี้จะมิใช่แค่พืชผลที่ไร้น้ำรดเพราะแม้แต่น้ำดื่มกินก็คงไม่มีเช่นเดียวกัน
นางตักน้ำแล้วเดินขึ้นเดินลงระหว่างภูเขากับบ้านอยู่หลายครั้ง ทางเดินบนภูเขาทั้งขรุขระและลาดชัน หากเป็นชายหนุ่มผู้มีร่างกายกำยำในหมู่บ้านเดินขึ้นมาตักน้ำก็ยังต้องใช้กำลังไม่น้อย แต่นี่ไม่เกินมือหลินเว่ยเว่ยหรอก
ในที่สุดนางก็ค้นพบว่าการที่ตนมีแรงเยอะเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแย่ ! เพราะคนอื่นต้องแบกถังน้ำเดินขึ้นเขาอย่างยากลำบาก แต่นางใช้เพียงมือข้างเดียวในการถือถังน้ำที่หนักกว่าหลายสิบชั่งได้และเดินขึ้นเขาอย่างสบาย นอกจากนี้นางยังสามารถกระโดดข้ามก้อนหินได้โดยที่น้ำในถังไม่หกเลยแม้แต่หยดเดียว
หลังจากที่นางตักน้ำขึ้นมาแล้วก็ไปยังมุมลับสายตาผู้คน จากนั้นก็แอบเอาน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณใส่ลงในถังน้ำที่ตักมา นางเองก็ไม่รู้ว่าน้ำในบ่อน้ำลึกนี้มีสิ่งปนเปื้อนอันใดหรือไม่ แต่ที่รู้คือน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณเป็นน้ำสะอาดและช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง
หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนางก็ก้าวเท้าเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ถึงกระนั้นถังน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำสะอาดในมือกลับดูเบาหวิวคล้ายไร้น้ำหนัก ด้วยความที่นางอยากประหยัดเวลาจึงถือถังน้ำมาสองใบเท่านั้น แต่กระบุงที่นางสะพายไว้ด้านหลังก็ยังมีถังน้ำอีกหนึ่งถังด้วย ดังนั้นนางจึงสามารถตักน้ำได้พร้อมกันสามถังในรอบเดียว ขณะที่ชาวบ้านคนอื่นตักน้ำได้เพียงรอบละหนึ่งถังเท่านั้น นางใช้เวลาเดินขึ้นเขาเพียงสองสามรอบก็สามารถตักน้ำเติมถังใหญ่ได้เต็มทุกใบ
ในตอนที่นางตักน้ำกลับมารอบสุดท้ายก็เห็นนางเฝิงและบุตรชายรูปงามกำลังยื้อแย่งถังน้ำกันอยู่หน้าประตู
หลินเว่ยเว่ยเคยได้ยินมารดาเล่าให้ฟังว่าสงครามเมื่อสิบกว่าปีก่อนทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องเร่ร่อนพลัดถิ่นฐาน หลายครอบครัวต้องบาดเจ็บและล้มตาย ในขณะที่เกิดศึกสงครามยามนั้น นางเฝิงได้อุ้มบุตรชายวัยทารกหนีเอาชีวิตรอดออกมาจากสงครามอย่างยากลำบาก ร่างกายของนางจึงได้รับบาดเจ็บมิน้อย หลังจากลงหลักปักฐานอยู่ในหมู่บ้านฉือหลี่โกวแล้วก็ใช้เวลานานกว่าจะฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาทำงานได้
เพื่อสร้างบ้านที่มีสองห้องนี้ นางได้ขายเครื่องประดับที่นำมาจากบ้านเกิดไปจนหมดเพราะนางไม่สามารถทำงานหนักได้ โชคดีที่นางมีฝีมือเย็บปักจึงสามารถปักผ้าหาเลี้ยงตนและบุตรชายได้
เมื่อก่อนบ่อน้ำที่นางเฝิงตักมาเพื่อดื่มกินเป็นประจำนั้นอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ต่อให้ตักน้ำและถือมาได้เพียงครึ่งถังก็แค่เดินหลายรอบหน่อยเท่านั้น ทว่าตอนนี้ร่างกายของนางเฝิงเริ่มอ่อนแอตามอายุที่มากขึ้น ขนาดว่าขึ้นไปบนเขายังหอบหายใจจนแทบทนไม่ไหวแล้วจะไปตักน้ำบนเขาสูงได้อย่างไร ?
ขณะเดียวกันเจียงโม่หานผู้ที่ได้กลับชาติมาเกิดอีกครั้งย่อมไม่ยอมให้มารดาต้องมาทำงานหนักอีก เขาจึงพยายามแย่งถังน้ำมาเพื่อจะขึ้นเขาไปตักน้ำเอง แต่เนื่องจากเขาเพิ่งได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะมา แม้ท่านหมอเหลียงบอกว่าอาการมิได้รุนแรงมากนัก แต่ก็แนะนำให้เขานอนพักผ่อนอยู่บนเตียงเป็นเวลาหนึ่งเดือนกว่า นางเฝิงจึงไม่ยอมให้เขาขึ้นไปตักน้ำเป็นอันขาด ดังนั้นทั้งสองจึงยื้อแย่งถังน้ำกันอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานเพราะต่างคนต่างไม่ยอมกัน
หลินเว่ยเว่ยเทน้ำในถังลงถังใหญ่ในบ้านแล้วถือถังน้ำออกมาอีกครั้ง จากนั้นนางก็ขึ้นไปบนภูเขาใหม่จึงทำให้พี่สาวเกิดอาการงงงวยเพราะไม่เข้าใจว่าน้องสาวขึ้นไปบนภูเขาอีกครั้งเพื่อเหตุใด ทั้งที่น้ำของบ้านก็เต็มแล้ว
จนกระทั่งนางเห็นว่าหลินเว่ยเว่ยถือถังน้ำที่ภายในเต็มไปด้วยน้ำใสสะอาดเดินผ่านบ้านของตนไปยังบ้านข้างๆ ดังนั้นปากของนางจึงลอบก่นด่าเบาๆว่า เด็กโง่ ! ไปทำตัวเป็นลูกกตัญญูของคนอื่นอีกแล้ว ! น่าเสียดายที่ต่อให้เจ้าทำดีมากเพียงใด เขาก็คงไม่สนใจและยกเจ้าเป็นสะใภ้ของบ้านหรอก !
ตอนที่หลินเว่ยเว่ยถือถังน้ำไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านของพวกเขา ทั้งสองยังทำหน้าแง่งอนใส่กันอยู่ หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวว่า น้าเฝิง พวกท่านหลีกทางให้ข้าหน่อย !
นี่…นี่เจ้าตักน้ำมาให้ข้าหรือ ? นางเฝิงเห็นว่าอีกฝ่ายเอาน้ำในถังมาเทใส่ถังใหญ่ที่บ้านของตน นางจึงรีบวิ่งเข้าหาแล้วห้ามว่า ไม่ต้อง เด็กดี ข้าไม่รบกวนเจ้าหรอก…
ไม่เป็นไร ! นอกจากข้าจะมีพละกำลังที่เหลือเฟือแล้วก็ไม่มีความสามารถอื่นอีก เวลาข้าถือน้ำสองถังก็ไม่ต่างจากตอนที่เสี่ยวหานของท่านถือตำราเดินท่อง ข้าไม่เหนื่อยหรอก ! ให้ข้าวิ่งขึ้นลงเขาเยอะหน่อยก็ดี ข้าจะได้ลดความอ้วนบ้าง ! หลินเว่ยเว่ยกล่าวแล้วตบเนื้อนิ่มๆที่เอวของตน
นางเฝิงที่เห็นเช่นนั้นจึงขบขันกับท่าทีของอีกฝ่าย เด็กน้อย เจ้าจะลดน้ำหนักไปไย ? การที่เจ้าอวบอ้วนเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นโชคดีแล้วมิใช่หรือ ?
ความโชคดีคือสิ่งที่มนุษย์ใช้สองมือสร้างขึ้นมาเองต่างหาก ไม่เกี่ยวกับความอ้วนเลย อีกอย่างท่านหมอก็บอกไว้แล้วว่าหากข้าอ้วนเกินไปย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ น้าเฝิงในเมื่อท่านสนิทสนมกับท่านแม่ของข้า เช่นนั้นพวกท่านก็เปรียบเสมือนพี่น้องกันและท่านมีศักดิ์เป็นน้าของข้า เหตุใดท่านต้องเกรงใจหลานสาวของตนด้วย ? เอาเป็นว่าก่อนที่เสี่ยวหานจะรักษาอาการบาดเจ็บจนหายดี ข้าจะขอรับหน้าที่ตักน้ำให้พวกท่านเอง ! หลังจากที่หลินเว่ยเว่ยกล่าวจบก็ยกถังน้ำขึ้นมาแล้วเดินออกไปตักน้ำบนภูเขามาเทเพิ่ม
เมื่อนางเดินผ่านเจียงโม่หานก็ยังมิวายที่จะหันไปขยิบตาให้เขาราวกับสาวแรกรุ่นที่หยอกเย้าเด็กหนุ่ม
เจียงโม่หานเห็นเช่นนั้นก็หมดคำที่จะกล่าวทันที
ดวงตาของเด็กอ้วนผู้นี้มีอันใดผิดปกติหรือไม่ ? เหตุใดทุกครั้งที่นางเห็นเขาก็ต้องตาเป็นประกายระยิบระยับเพียงนั้น หรือว่ามีสิ่งใดปลิวเข้าตานาง !
ตอนที่ 42: มาสิ ข้าจะเล่นกับเจ้าเอง !
หลินเว่ยเว่ยทำทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว หลังจากน้ำในถังของทั้งสองบ้านถูกเติมจนเต็มและเนื่องจากพี่สาวคนโตยังทำอาหารไม่เสร็จ นางจึงขึ้นเขาไปตักน้ำมารดพืชพันธุ์ในแปลงนาของตนจนครบทุกแปลง
ป้ากุ้ยฮวาที่เห็นว่านางขยันขันแข็งถึงเพียงนี้จึงหันไปกล่าวกับสามีพร้อมรอยยิ้มว่า ลูกสาวคนรองของนางหวงอายุย่าง14ปีแล้วใช่หรือไม่ ? หากบุตรชายบ้านไหนได้แต่งงานกับนาง บ้านนั้นก็คงมีคนมาช่วยทำงานเพิ่มอีกคน ! หากบุตรชายคนรองของพวกเราอายุมากกว่านาง ข้าก็อยากให้เขาหมั้นหมายกับนาง !
ป้ากุ้ยฮวามีบุตรชาย2คน คนโตอายุ18ปีซึ่งตอนนี้เขาแต่งภรรยาเข้าบ้านมาแล้ว อีกทั้งยังมีบุตรที่อายุเกือบครบ1ขวบด้วย ส่วนบุตรชายคนรองเพิ่งอายุ11ปี ตอนนี้เขาก็กำลังเป็นเด็กซุกซน วันๆเอาแต่ขึ้นเขา เล่นน้ำและปีนต้นไม้ราวกับลูกลิง เขาไม่มีท่าทีเคร่งขรึมเลยแม้แต่น้อย
หลิวต้าชวนลูบไหล่ที่บวมแดงแล้วส่ายศีรษะ ลูกของเจ้าเอาแต่เรียกนางว่า ‘นางเด็กโง่’ เจ้าคิดว่าเขาจะยอมหรือ ? แล้วถ้าวันใดนางกลับมาโง่เขลาอีกครั้ง เจ้าจะเลี้ยงนางไปตลอดชีวิตหรือไม่ ?
ป้ากุ้ยฮวาได้แต่คิดแล้วถอนหายใจออกมา ครอบครัวของน้องหวงลำบากมาหลายปีแล้ว หวังว่าสวรรค์จะมีตา ไม่ทำให้ชีวิตของนางต้องยากลำบากไปทั้งชีวิต !
ตอนนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงต้นฤดูร้อน อากาศก็เริ่มอุ่นขึ้น หลินเว่ยเว่ยจึงไปรดน้ำในแปลงพืชพรรณทุกเช้าและเย็น วันละ2เวลา นอกจากนี้นางยังแอบเอาน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณมารดแปลงนาอยู่เป็นประจำ ทำให้พืชพรรณในแปลงของครอบครัวนางดูเขียวชอุ่มและอุดมสมบูรณ์กว่าแปลงของป้ากุ้ยฮวาที่อยู่ถัดไป
และข้าวโพดที่นางปลูกใหม่ก็เริ่มแทงยอดเล็กๆขึ้นมา แสงของดวงอาทิตย์กระทบกับใบสีเขียวอ่อนของยอดพืช เมื่อมองแล้วก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่เต็มไปด้วยพลังและความหวัง
เมื่อกลับถึงบ้าน อาหารเช้าก็ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว วันนี้พี่สาวต้มโจ๊กลูกเดือยและทำแป้งทอดแผ่นเล็ก โดยที่นางได้แบ่งโจ๊กลูกเดือยให้ทุกคนเพียงคนละ1ชามเท่านั้น ส่วนแป้งทอดก็ได้แบ่งให้ทุกคนเพียงคนละ1แผ่นเช่นกัน อย่างมากที่สุดพวกนางก็พอทานอิ่มได้ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้นจึงไม่ต้องเอ่ยถึงหลินเว่ยเว่ยที่ทานเท่ากับสองคนในมื้อเดียว
นางหวงเหลือบตามองบุตรสาวคนโตโดยมิได้กล่าวอันใด จากนั้นนางก็แบ่งแป้งทอดของตนออกเป็นชิ้นใหญ่แล้วยื่นใส่มือของบุตรสาวคนรอง ส่วนเจ้าหนูน้อยก็หันไปมองพี่ใหญ่และหันไปมองพี่รอง จากนั้นเขาก็ทำตามมารดาแล้วยื่นแป้งทอดให้พี่รองเช่นกัน พี่รอง ข้าตัวเล็กนิดเดียว กินไม่หมดหรอก ท่านช่วยกินหน่อยสิ !
หลินเว่ยเว่ยมิได้กล่าวอันใดออกมาสักคำ นางเพียงล้างมือให้สะอาดจากนั้นก็เอาแป้งหมี่ออกจากโถแล้วไปเด็ดต้นหอมมาจากหลังบ้าน นางใช้น้ำมันหมูที่เจียวเมื่อวานมาทำชงโหยวปิงที่มีลักษณะคล้ายแพนเค้กต้นหอมในชาติที่แล้ว นางทำแพนเค้กออกมาทั้งหมด3แผ่นโดยแบ่งแผ่นใหญ่สุดให้นางหวง ส่วนอีกแผ่นให้น้องชายคนเล็กและตัวนางเอง มีเพียงพี่สาวคนโตเท่านั้นที่ไม่ได้รับส่วนแบ่ง !
นางได้ทานแพนเค้กต้นหอมคำหนึ่งแล้วก็แทะแป้งทอดอีกคำหนึ่ง ในขณะกำลังทานอย่างเอร็ดอร่อยนั้นพี่สาวก็ทำได้เพียงกำตะเกียบไว้แน่นด้วยความโกรธ ทั้งยังตวัดสายตามองไปยังเจ้าหนูน้อยอย่างเอาเรื่อง เมื่อครู่นี้เจ้ายังแบ่งแป้งทอดให้พี่รอง เหตุใดเจ้าไม่แบ่งชงโหยวปิงให้พี่ใหญ่บ้าง ? ของกินสามารถซื้อเจ้าได้อย่างง่ายดายเชียวหรือ เจ้าเด็กเนรคุณ !
นางหวงจนปัญญากับบุตรสาวทั้งสองที่ทะเลาะกันไปมา นางจึงแบ่งชงโหยวปิงให้บุตรสาวคนโตครึ่งหนึ่ง ทว่าอีกฝ่ายสะบัดหน้าหนีด้วยความโกรธ
ตอนนี้นางเฝิงนำเหลียงเฟิ่นมาแบ่งให้พวกเขาและเมื่อเห็นว่านางหวงกำลังจะปฏิเสธ นางจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า หลายวันมานี้ครอบครัวของท่านมักนำข้าวของมาให้พวกเราเสมอ บุตรสาวคนรองของท่านก็มักมาช่วยงานบ้านที่ข้าไม่สามารถทำได้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นวันนี้ข้าจึงนำแป้งและถั่วมาทำเหลียงเฟิ่นให้พวกเด็กๆได้ทานเป็นของหวาน
เมื่อกล่าวมาถึงเพียงนี้ นางหวงจึงทำได้เพียงตอบรับ แต่เจ้าก็รับปากว่าจะสอนบุตรสาวคนโตของข้าปักผ้ามิใช่หรือ แค่นี้ข้าก็ไม่รู้ว่าจะขอบคุณเช่นไรแล้ว…
นั่นมิใช่เรื่องใหญ่เสียหน่อยเพราะมันคืองานถนัดของข้า จากนั้นนางเฝิงก็หันไปบอกบุตรสาวคนโตของนางหวงที่ยามนี้กำลังมุ่ยปากด้วยความไม่สบอารมณ์ อีกประเดี๋ยวตามข้าไปที่บ้าน ข้าจะสอนเจ้าวาดแบบร่างดอกไม้
บุตรสาวคนโตได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างดีใจ จากนั้นก็รีบทานและเก็บชามพร้อมตะเกียบของตนไปล้าง ทั้งยังรีบไปซักเสื้อผ้าของคนในบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าเสื้อผ้าของหลินเว่ยเว่ยไม่ได้รับการเหลียวแลจากนางแม้แต่น้อย
หลินเว่ยเว่ยใช้ขี้เถ้าจากพืชมาซักเสื้อผ้าของตน จากนั้นก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าหากเข้าเมืองครั้งหน้า นางจะซื้อสบู่กลับมาด้วย เพราะถ้าให้นางใช้ขี้เถ้าซักเสื้อผ้าอยู่เช่นนี้มีหวังได้คันคะเยอทั้งตัว !
เมื่อนางกลับมาจากบ่อน้ำแล้ว เจ้าหนูน้อยก็ใช้มือทั้งสองข้างประคองไข่ไก่ฟองหนึ่งเข้ามาอย่างระมัดระวังพร้อมบอกนางด้วยความดีอกดีใจว่า พี่รอง หลูฮวาออกไข่แล้ว ท่านลองลูบมันสิ มันยังอุ่นอยู่เลย !
ด้วยความพยายามของเจ้าหนูน้อยทำให้แม่ไก่สาวสองตัวได้รับการตั้งชื่ออย่างเสร็จสรรพ โดยตัวหนึ่งมีชื่อว่าหลูฮวา ส่วนอีกตัวมีชื่อว่าหลูหง
ตอนเที่ยงข้าจะทำไข่ตุ๋นให้เจ้า ! หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะของเจ้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู เจ้าต้องจับแมลงให้ได้มากกว่าเดิม พวกเราจะได้นำมันไปเป็นอาหารให้แม่ไก่ แม่ไก่จะได้ตัวอ้วนๆ แล้วเราก็จะมีไข่ให้ทานทุกวัน !
เจ้าหนูน้อยพยักหน้าราวไก่จิกข้าวเปลือกและวางไข่ลงในครัว จากนั้นเอาตะกร้าพร้อมพลั่วอันเล็กของตนขึ้นมา ก่อนจะรีบออกจากบ้านตรงไปยังตีนเขา เพราะว่าตอนนี้เด็กน้อยได้รับคำสั่งให้คอยดูแลกระต่ายและแม่ไก่ ในอนาคตครอบครัวจะได้ทานเนื้อหรือไม่ก็ต้องพึ่งเขาแล้ว ! ตอนนี้เองเจ้าหนูน้อยก็ได้รู้สึกว่าตนเติบโตเป็นผู้ใหญ่และรู้สึกว่าช่างน่าภูมิใจยิ่งนัก !
ทว่าเขายังมิทันได้ไปถึงตีน เขาก็โดนลูกสมุนของเจ้าอ้วนซานเข้ามาขวางทางไว้เสียก่อน ไอ้เด็กน้อย ข้าได้ยินมาว่าวันนี้เช้าเจ้าได้กินของอร่อยมาด้วย ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องแบ่งให้พี่อ้วนซานบ้างใช่หรือไม่ เด็กชายผิวคล้ำที่มักคอยติดตามเป็นสุนัขรับใช้ให้เจ้าอ้วนซานได้กลิ่นหอมของชงโหยวปิงก็อดใจไม่ไหวจนกลืนน้ำลายดังอึกและเด็กชายผิวคล้ำก็เอาเรื่องนี้มาเล่าให้เจ้าอ้วนซานฟัง ทำให้มีฉากที่เจ้าอ้วนซานเข้ามาขวางเจ้าหนูน้อยไว้เช่นนี้
เจ้าหนูน้อยมองไปยังพวกเขาอย่างระมัดระวังแล้วกล่าวว่า แม้แต่บ้านของข้ายังมีไม่พอกินเลย เหตุใดข้าต้องเหลือให้เจ้าอ้วนซานด้วย ? เมื่อก่อนตอนที่บ้านของข้าต้องอดอยาก ข้าก็ไม่เห็นพวกเจ้าเอาของอร่อยมาแบ่งบ้างเลย !
ทันใดนั้นเจ้าอ้วนซานก็ดึงคอเสื้อของเจ้าหนูน้อยไว้แล้วยกตัวเขาขึ้นมา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า ต่อไปนี้หากบ้านของเจ้าทำของอร่อย เจ้าต้องเอามาแบ่งให้ข้า ได้ยินหรือไม่ ! ?
แต่เจ้าหนูน้อยมิได้เกรงกลัวเจ้าอ้วนซานเลยสักนิด เขาจึงย้อนถามว่า เหตุใดข้าต้องทำเช่นนั้นด้วย ?
ก็เพราะว่าหมัดของข้าแข็งแกร่งกว่าหมัดของเจ้า ! หากเจ้าไม่ฟัง ข้าก็จะอัดเจ้าเสียตอนนี้เลย ! เจ้าอ้วนซานโบกสะบัดกำปั้นขนาดใหญ่ของตน
เจ้าหนูน้อยเห็นเช่นนั้นก็กล่าวอย่างเหยียดหยามว่า แล้วหมัดของเจ้าแข็งแกร่งเท่าหมัดพี่รองของข้าหรือไม่ ? เจ้าสามารถเคลื่อนย้ายก้อนหินใหญ่ในหมู่บ้านได้หรือไม่ ? และเจ้าสามารถฆ่าหมูป่าด้วยมือเปล่าได้หรือ ? หากเจ้ากล้าทำร้ายข้า พี่รองก็สามารถพังประตูบ้านเจ้าได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้นางก็จะโยนเจ้าให้หมูป่ากิน !
เจ้าอ้วนซานเป็นหัวหน้าของเด็กในหมู่บ้านแห่งนี้ แม้แต่เด็กที่มีอายุมากกว่าก็ยังไม่กล้ามีปัญหาด้วย ดังนั้นเขาจึงมองว่าเจ้าหนูน้อยไม่ต่างอันใดจากพวกลูกน้อง และเมื่อเห็นว่าเจ้าหนูน้อยไม่ยอมไว้หน้ากันถึงเพียงนี้ เขาก็โมโหจนง้างมือขึ้นแล้วฟาดไปยังใบหน้าขาวเนียนของอีกฝ่ายทันที
และในตอนนั้นเอง เด็กชายผิวคล้ำก็ตะโกนด้วยความหวาดกลัว นางเด็กโง่มาแล้ว ! ลูกพี่ พี่สาวของเจ้าตัวเล็กมาแล้ว !
เจ้าจะทำอันใด ? หลินเว่ยเว่ยแย่งตัวเจ้าหนูน้อยออกมาจากมือของเจ้าอ้วนซาน หลังตรวจดูว่าน้องชายของตนไม่ได้รับบาดเจ็บ นางจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นก็หันไปขมวดคิ้วใส่เจ้าอ้วนซานอย่างเอาเรื่อง เจ้าตัวโตถึงเพียงนี้แต่มารังแกเด็กอายุ6ขวบ ไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือ ?
ผู้ใดรังแก ? ตาข้างไหนของเจ้าที่เห็นว่าข้ารังแกเขา ? ข้าก็แค่เล่นกับเขาเท่านั้นเอง ไม่เชื่อก็ถามพวกนี้สิ ! เจ้าอ้วนซานยิ้มท้าทาย เขาไม่ยอมรับผิดอย่างหน้าด้านๆ
หลินเว่ยเว่ยจึงเดินเข้าหาเขา จากนั้นก็คว้าคอเสื้อของเขาขึ้นมาแล้วออกแรงยกเบาๆ ทันใดนั้นร่างของเจ้าอ้วนซานก็ลอยขึ้นตามแรงยก สองขาของเขาแกว่งไปมาอยู่กลางอากาศ หลินเว่ยเว่ยได้ยกตัวเขาขึ้นสูงมาก จากนั้นนางก็กล่าวด้วยรอยยิ้มท้าทายว่า เช่นนั้นข้าก็จะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าดีหรือไม่ ?
เจ้าอ้วนซานดิ้นรนขัดขืนอย่างหนักพลางคว้ามือที่กำลังกำเสื้อตรงหน้าอกของตนไว้ เหตุใดมือของนางจึงเหมือนเฉียนจื่อ2ขนาดใหญ่ที่ไม่ว่าออกแรงกระชากเพียงใดก็ไม่อาจหลุดพ้นได้
[1] เหลียงเฟิ่น คือ ของว่างที่ทำจากแป้งและถั่วลักษณะเหมือนเยลลี่ นิยมทานในช่วงฤดูร้อน
[2] เฉียนจื่อ คือ คีม
ตอนที่ 43: เด็กก็แค่เล่นกัน
หลินเว่ยเว่ยอุ้มอีกฝ่ายขึ้นมาเหนือหินก้อนใหญ่ จากนั้นก็วางตัวเขาลงครู่หนึ่งแล้วยกขึ้นอีก ให้เขาลิ้มรสความรู้สึกว่าเป็นเช่นไร…มันเหมือนความรู้สึกวูบวาบคล้ายเล่นบันจีจัมป์ในยุคอนาคต สีหน้าของเจ้าอ้วนซานจึงเริ่มถอดสี คราวนี้ใบหน้าอวบอ้วนไม่หลงเหลือความยโสอีกต่อไป เขารีบคว้าหมับเข้าที่มือของหลินเว่ยเว่ยเพราะกลัวนางจะปล่อยให้เขาร่วงลงมากระแทกหิน
หนึ่งในลูกน้องของเจ้าอ้วนซานหรือเรียกได้ว่าเป็นลูกน้องคนสนิทรีบวิ่งกลับไปเรียกผู้ใหญ่ที่บ้านมาช่วย เมื่อมารดาของเจ้าอ้วนซานได้ยินว่าบุตรชายไปมีเรื่องกับเจ้าเด็กโง่ของตระกูลหลิน นางจึงรีบวิ่งออกไปเพราะกลัวว่าบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนจะได้รับบาดเจ็บ
นางเด็กนี่ วางเจ้าอ้วนซานลูกของข้าลงเดี๋ยวนี้ หากเจ้ากล้าทำร้ายเขา ข้าก็จะสู้กับเจ้าเอง ! พอมารดาของเจ้าอ้วนซานเห็นว่าบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนอยู่ในกำมือเจ้าเด็กโง่ตระกูลหลิน นางก็รีบพุ่งตัวเข้ามาทันที
หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นจึงวางตัวเจ้าอ้วนซานลง จากนั้นก็หันไปกล่าวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เจ้าอ้วนซาน ข้ารังแกเจ้าหรือยัง ? ข้ากำลังเล่นกับเจ้าอยู่ ! เจ้าสนุกและตื่นเต้นหรือไม่ ?
เมื่อเจ้าอ้วนซานถูกปล่อยตัวลงพื้นก็อาเจียนออกมาด้วยอาการเวียนศีรษะตาลาย แข้งขาก็อ่อนยวบยาบราวกับเส้นบะหมี่และใบหน้าก็ซีดเผือดดูไร้สีเลือด มารดาของเจ้าอ้วนซานได้เห็นสภาพบุตรชายก็ร้องไห้โฮออกมา นางเด็กโง่รังแกลูกของข้า ! ทุกคนรีบมาดูเร็ว ! นางเด็กโง่รังแกเจ้าอ้วนซานจนมีสภาพดูไม่ได้เลย
บรรดาเพื่อนบ้านได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวนี้ต่างพากันเดินออกมานอกบ้าน หลินเว่ยเว่ยจึงหันไปหาพรรคพวกของเจ้าอ้วนซานแล้วถามว่า ข้าตีเขาหรือยัง ? ข้าด่าเขาหรือไม่ ?…ดูสิ ข้าทั้งไม่ได้ตีเขาและก็ไม่ได้ด่าเขา เหตุใดมากล่าวหาว่าข้ารังแกเขากันเล่า ?
ยังมาเจ้าเล่ห์อีก ! เจ้าเด็กโง่ ในตอนที่ข้ามาถึงเจ้ายังหิ้วเจ้าอ้วนซานไว้ในมืออยู่เลย หรือเจ้ายังไม่รู้ตัวว่ามีแรงมากเพียงใด ? มารดาเจ้าอ้วนซานกอดบุตรชายเอาไว้แน่น ปากก็ตะโกนด่าหลินเว่ยเว่ยไม่หยุด
หลินเว่ยเว่ยจึงชี้ไปที่เด็กชายผิวคล้ำ เจ้าบอกทุกคนสิ ข้าได้ทำอันใดเจ้าอ้วนซานหรือไม่ ?
เจ้าเด็กผิวคล้ำถอยออกไปหลายก้าวแล้วพยายามยืดอก นาง…นางจับเสื้อของพี่อ้วนซาน จากนั้นก็ยกตัวเขาขึ้น !
เจ้าอ้วนซานของข้ายังไม่เคยมีเรื่องกับเจ้ามาก่อน เหตุใดเจ้าต้องขู่เขา ? ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องเอากระต่ายมาชดใช้เพื่อเป็นค่าปลอบขวัญให้เจ้าอ้วนซาน ! มารดาของเจ้าอ้วนซานไม่มีวันยอมปล่อยไปโดยง่าย
ลูกของเจ้าทำเช่นไรกับน้องสี่ของข้า ข้าก็ทำเช่นนั้นกับเขา เจ้าอ้วนซานตัวใหญ่กว่าน้องสี่ตั้งเยอะ เขาทั้งขวางทางน้องสี่ของข้าไป ทั้งข่มขู่ ทั้งง้างมือจะตีน้องข้า เช่นนี้พวกเจ้าจะชดใช้อย่างไร ?
เรื่องนั้น…เขาก็ยังไม่ได้ตีใช่หรือเปล่า ? มารดาเจ้าอ้วนซานพลิกลิ้น
ข้าก็ไม่ได้ตีเขาเช่นกัน ! หลินเว่ยเว่ยผายมือออกอย่างไม่ยี่หระพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มกริ่ม
มารดาเจ้าอ้วนซานยังเถียงเสียงแข็ง แต่เจ้าดูสิ เจ้าทำให้เจ้าอ้วนซานหวาดกลัว !
น้องชายของข้าก็ตกใจไม่น้อยเช่นกัน ! เจ้าอ้วนซานข่มขู่เขาจนหวาดกลัวและสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว น้องชายของข้าน่ารักเพียงนี้ หากในอนาคตเขากลายเป็นเด็กขี้กลัวขึ้นมา ครอบครัวของเจ้าจะชดใช้ไหวหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยกล่าวอย่างเย็นชา
เจ้าอ้วนซานถูกมารดาตามใจจนเสียคน เขาจึงชอบทำตัวสูงส่งอยู่เหนือคนอื่นและเที่ยวรังแกเด็กในหมู่บ้านเกือบครบทุกคน บรรดาชาวบ้านที่มามุงก็มองไปที่เจ้าอ้วนซานร่างยักษ์แล้วสลับไปมองร่างเล็กจิ๋วของเจ้าหนูน้อย แน่นอนว่าทุกคนย่อมเอนเอียงไปทางเจ้าหนูน้อย
ทว่าอย่างไรตระกูลหลินก็เป็นเพียงคนนอกหมู่บ้านที่เข้ามาตั้งรกรากในนี้ ดังนั้นจึงมีคนเสนอตัวราวกับว่าจะเข้ามาช่วยจัดการ ช่างเถิด ! เด็กก็แค่เล่นกัน ต่างคนต่างถอยให้กันสักก้าวไม่ดีหรือ !
ข้าแก่กว่าเจ้าอ้วนซานแค่ปีเดียว ข้าก็เป็นเด็กเช่นกัน ! ต่อไปนี้หากเจ้าอ้วนซาน ‘เล่น’ กับน้องชายของข้าเช่นไร ข้าก็จะ ‘เล่น’ กับเขาเช่นนั้น ในเมื่อเด็กเล่นกันก็ไม่จำเป็นต้องทำให้มันเป็นเรื่องน่าตกใจ จริงหรือไม่ป้า ? หลินเว่ยเว่ยยิ้มกริ่ม มีนางอยู่ทั้งคนถ้าผู้ใดกล้ามารังแกน้องชาย นางจะเอาคืนคนผู้นั้นให้สาสม !
มารดาของเจ้าอ้วนซานเคยเห็นอีกฝ่ายสามารถย้ายโต๊ะหินตัวใหญ่ได้อย่างสบาย ดังนั้นมีหรือที่นางจะกล้าให้บุตร ‘เล่น’ กับหลินเว่ยเว่ย นางจึงรีบพยุงบุตรให้ลุกขึ้น หลังก่นด่าอีกเล็กน้อยก็รีบพาบุตรกลับบ้านแล้วกำชับมิให้เขาไปมีเรื่องกับหลินเว่ยเว่ยอีก
เจ้าอ้วนซานก็รู้ตัวว่าเทียบชั้นกับหลินเว่ยเว่ยไม่ได้ เวลาเขาเจอนางจึงมักเดินอ้อมไปอีกทางและเพราะเรื่องนี้จึงทำให้ไม่มีผู้ใดกล้ารังแกเจ้าหนูน้อยอีก ทว่าเจ้าอ้วนซานก็ยังมิวายทิ้งคำขู่ไว้ว่าหากผู้ใดกล้าเล่นกับน้องเล็กของหลินเว่ยเว่ย เขาจะจัดการคนผู้นั้น !
แม้ว่าไม่มีผู้ใดมาเล่นกับเจ้าหนูน้อย แต่เขาไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิดเพราะในแต่ละวันเขาจะไปเกี่ยวหญ้าให้กระต่าย จากนั้นก็จับแมลงมาให้แม่ไก่ นอกจากนี้เขายังทำความสะอาดรังกระต่ายและเล้าไก่อีกด้วย เรียกได้ว่าในแต่ละวันเด็กน้อยงานยุ่งมาก จะมีเวลาไปเล่นดินโคลนกับเด็กน้อยคนอื่นได้เช่นไร ? ตอนนี้เขาได้มองว่าตนเป็นเสาหลักของครอบครัวไปแล้ว !
หลังจากที่เจ้าหนูน้อยตั้งใจเลี้ยงกระต่ายที่เหลือเป็นอย่างดี พวกมันก็เติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์ เจ้าหนูน้อยทำตามคำแนะนำของพี่รองโดยการนำกบที่จับมาได้ไปล้างน้ำจนสะอาดแล้วล่ามไว้ที่หน้ารังกระต่าย นับแต่นั้นมาก็ไม่มีกระต่ายหายไปอีกเลย
ในตอนเช้า แม่ไก่สองตัวจะถูกปล่อยและเลี้ยงไว้ที่ลานบ้าน พวกมันจะคอยกินวัชพืชและแมลงที่จับมา รวมถึงคุ้ยหาแมลงใต้ดินและกินผักเหลือทิ้งของที่บ้าน ส่วนตอนกลางคืนหลินเว่ยเว่ยก็จับพวกมันไปขังไว้ในกรงแล้วก็ไปไว้ในห้องนอนของตน ก่อนที่นางจะนอนก็โยนกรงไก่เข้าไปไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณ พอถึงตอนเช้าก็ค่อยเอาออกมาใหม่
แม่ไก่ทั้งสองตัวถูกเลี้ยงจนอ้วนท้วนสมบูรณ์ทำให้ออกไข่ทุกวันไม่เคยขาด บางครั้งแม่ไก่หลูฮวาก็สามารถออกไข่ได้ถึงวันละ2ฟอง โดยออกตอนเช้า1ฟอง ตอนกลางคืนอีก1ฟอง ! ทำให้นางหวงและเจ้าหนูน้อยได้ทานไข่วันละ1ฟอง บางครั้งก็เป็นไข่ลวก บ้างก็เป็นไข่เจียวและบางครั้งเป็นไข่ตุ๋น…ดังนั้นทั้งคู่จึงดูมีน้ำมีนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัดซึ่งทำให้หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่าประสบความสำเร็จ !
ทว่านับตั้งแต่ที่หลินเว่ยเว่ยพาชาวบ้านขึ้นเขาไปเจอหมีควาย นางหวงก็มักห้าม ไม่ยอมให้นางขึ้นไปบนภูเขาอีก และหลินเว่ยเว่ยก็ไม่อยากให้มารดาเกิดความกังวล ดังนั้นนางจึงขึ้นเขาไม่บ่อยนัก
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนกว่า ความเป็นจริงแล้วนี่ต้องเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูฝน แต่ดูเหมือนสวรรค์ช่างใจร้ายเหลือเกินที่ยังไม่ยอมให้ฝนตกลงมาสักหยด บ่อน้ำด้านล่างภูเขาก็เหือดแห้งจนเหลือแต่โคลนตม เด็กในหมู่บ้านจึงพากันเล่นจับปลาตัวเล็กตัวน้อยและเล่นโคลนกันจนเนื้อตัวสกปรก
ส่วนพืชผลในนาก็เริ่มงอกขึ้นมาบ้างแล้ว ตอนนี้ชาวบ้านต้องขึ้นไปตักน้ำบนภูเขามารดที่นาของตนอย่างน้อยวันละครั้ง ทว่าด้วยภัยแล้งจึงทำให้ชาวบ้านต้องลำบากทุกข์ยากเหลือเกิน
นางหวงได้บำรุงร่างกายของตนและหลีกเลี่ยงการทำงานหนักมาเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนแล้ว เมื่อนางเห็นว่าร่างกายเริ่มกลับมามีเรี่ยวมีแรงเหมือนคนปกติ กอปรกับหลังจากที่หมอเหลียงมาตรวจชีพจรให้ เขาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าร่างกายของนางฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วเหลือเกิน เขาแค่บอกให้นางทานยาบำรุงอย่างตรงเวลาและทานอาหารให้ครบ ห้ามนางทำงานหนัก นอกจากนี้เขายังทิ้งท้ายอีกว่าหากนางดูแลร่างกายอย่างดีเป็นเวลาครึ่งปีก็น่าจะสามารถกลับมาเป็นปกติได้
แต่เนื่องจากชาวบ้านต่างก็ไปทำงานตรากตรำอยู่ในไร่นา นางหวงที่ได้แต่อยู่บ้านก็เกิดความรู้สึกร้อนใจอยากออกไปทำบ้าง ดังนั้นนางจึงเอาหมวกฟางขึ้นมาสวมแล้วเดินไปยังที่นาของตนและเห็นว่าที่นาคนอื่นแห้งแล้ง ในขณะที่ผืนนาของบ้านนางเปียกชุ่มและพืชพันธุ์ในแปลงนาของคนอื่นล้วนเหี่ยวเฉาไร้ชีวิตชีวา ขณะที่ข้าวสาลีในแปลงนาของนางชูยอดอย่างสดใส
นอกจากนี้ข้าวโพดที่หลินเว่ยเว่ยทดลองปลูกชดเชยก็สูงเท่าหน้าแข้งแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังดูอุดมสมบูรณ์และเขียวขจี ไม่มีวี่แววของที่นาซึ่งประสบภัยแล้งแต่อย่างใด
ป้ากุ้ยฮวากำลังก้มหน้าก้มตารดน้ำในแปลงนาของตนอยู่ หลังเห็นว่านางหวงมา นางก็อดกล่าวชมเชยบุตรสาวคนรองของนางหวงไม่ได้ ทุกสองสามวันลูกสาวคนรองของเจ้ามักมารดน้ำที่แปลงนาเป็นประจำ ชาวบ้านคนอื่นใช้เวลารดน้ำตั้งสามวันกว่าจะรดน้ำพืชพันธุ์ในที่ดินสามหมู่เสร็จ แต่ลูกสาวของเจ้าใช้เวลาแค่หนึ่งถึงสองชั่วยามเท่านั้น ครอบครัวเจ้าช่างโชคดีเหลือเกินที่ลูกสาวหายป่วย !
ระหว่างที่กล่าวนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ถือถังน้ำไว้ในมือทั้งสองข้าง นอกจากนี้บนหลังของนางยังแบกน้ำมาอีกสองถังด้วย นางเดินลงเขามาอย่างคล่องแคล่วและไม่มีท่าทีว่าจะเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด
หลังจากเห็นมารดามาที่แปลงนา นางก็ยิ้มกว้างพร้อมกล่าวทักทายมารดาเสียงดังลั่น ท่านแม่ เหตุใดถึงมาที่นี่เจ้าคะ ?
ตอนที่ 44: หมาป่าได้รับบาดเจ็บ
นางหวงเดินเข้ามาเพื่อช่วยบุตรีถือถังน้ำ แต่อีกฝ่ายเบี่ยงหลบเพื่อไม่ให้มารดาต้องยกของหนัก หมอเหลียงบอกว่าตอนนี้ท่านยังไม่สามารถทำงานหนักได้ ท่านไปนั่งใต้ร่มไม้เถิด ด้านนี้ข้าจัดการเองเจ้าค่ะ !
หากไม่ให้แม่แบกถังน้ำ เช่นนั้นก็ให้แม่ช่วยเจ้ารดน้ำดีหรือไม่ ? นางหวงรู้สึกสงสารบุตรสาวจับใจที่ต้องมาทำงาน ทั้งที่ทุกคนในบ้านควรช่วยกันทำ ดังนั้นนางจึงอาสาช่วยบุตรสาวรดน้ำแทน
ท่านแม่ หากท่านเป็นลมแดดขึ้นมา เช่นนั้นร่างกายที่เฝ้าบำรุงมาโดยตลอดก็จะไม่เป็นการเสียเปล่าหรือ เช่นนี้ไม่ได้เรียกว่าช่วยแต่อาจเพิ่มความวุ่นวายก็ได้ ! หลินเว่ยเว่ยยังคงยืนกรานที่จะไม่ยอมให้มารดาช่วย เพราะถ้ามารดาคอยตามติดเช่นนี้ นางจะแอบเอาน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณออกมาได้เช่นไร ?
หากต้องให้ขึ้นลงภูเขาไปตักน้ำมารดแปลงนาทั้งแปลง มันคงทำให้เหนื่อยแย่ ดังนั้นนางจึงชอบมารดน้ำตอนเช้าตรู่ หรือไม่ก็ชอบมาตอนฟ้ามืดที่ชาวบ้านยังไม่ลงนา นางรดด้วยน้ำในถังเพียงครึ่งแปลงเท่านั้น นอกนั้นจะนำน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณมารดแทน นี่จึงเป็นสาเหตุว่าเหตุใดพืชพันธุ์ของบ้านนางจึงเติบโตได้ดีกว่าบ้านอื่น !
นางหวงกำลังอยากกล่าวบางอย่าง แต่ป้ากุ้ยฮวาที่อยู่แปลงนาด้านข้างก็โน้มน้าวขึ้นว่า ลูกรักของเจ้ามีจิตใจกตัญญูยิ่งนัก เจ้าก็ฟังนางเถิด ! อย่าตามติดนางเลย ประเดี๋ยวเจ้าจะหมดสติเอาได้ !
ที่ดินสามหมู่เหลือที่ว่างไม่เท่าไรแล้ว หลินเว่ยเว่ยใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วยามก็รดน้ำเสร็จ หลังจากที่นางรดน้ำเสร็จก็ถือถังน้ำแล้วประคองนางหวงกลับบ้าน
นางหวงเห็นแปลงนาของครอบครัวอื่นก็ได้แต่ส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจออกมา แม่กลัวว่าผลผลิตปีนี้จะน้อยกว่ารอบที่แล้ว หากทางการไม่ยอมลดหย่อนภาษีให้ พวกเราก็คงต้องใช้ผลผลิตหน้าหนาวจ่ายแทนภาษี หากเป็นเช่นนั้นพวกเราต้องประหยัดให้มากกว่านี้ !
หลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวว่า ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ข้าจะไปขุดหาผักป่าและขึ้นไปล่าสัตว์มาทำอาหารให้ท่านเอง ครอบครัวของเราจะได้มิต้องอดอยาก !
นางหวงคิดแล้วจึงกล่าวว่า ในช่วงที่เกิดสงคราม ทั้งผักป่า รากสมุนไพรรวมถึงเปลือกไม้สามารถช่วยชีวิตมนุษย์เอาไว้ได้ ! เช่นนั้นให้แม่ขึ้นไปบนภูเขากับเจ้าเถิด แม่จะได้ช่วยเจ้าหาผักป่า
‘เอาล่ะ ที่ท่านแม่ทำเช่นนี้คงเพราะอยากจับตาดูนางเพื่อไม่ให้เข้าไปในป่าลึกสินะ !’ ทว่าเพื่อทำให้มารดาสบายใจ นางจึงไร้ทางเลือกอื่นนอกจากแบกกระบุงขึ้นหลังแล้วประคองมารดาก่อนจะไปรับน้องเล็กแล้วทั้งสามคนก็พากันขึ้นไปบนภูเขา
นี่ก็เข้าช่วงเดือนห้าแล้ว หลังจากเดินได้ไม่กี่ก้าว พวกนางก็เหงื่อท่วมตัว พอสามแม่ลูกขึ้นมาบนภูเขา ทันใดนั้นสภาพอากาศก็แปรเปลี่ยนไปราวกับเพิ่งหลุดจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอีกครั้ง ร่มไม้ช่วยบดบังแสงอาทิตย์ขจัดความร้อนออกไป แม้แต่ลมที่พัดผ่านมายังเย็นสบาย เจ้าหนูน้อยจึงตั้งใจเกี่ยวหญ้าไปให้กระต่ายอย่างขยันขันแข็ง !
เมื่อขึ้นเขาไปอีกหน่อยก็สามารถเห็นต้าเอ๋อร์เหมาขึ้นเป็นกระจุกแทบทุกที่ ดูเหมือนชื่อวิทยาศาสตร์ของมันคือซัลโซลา ผักป่าชนิดนี้สามารถนำมาทำเป็นเครื่องเคียงและสามารถทำไส้ซาลาเปาได้ด้วย ทว่าพวกมันส่วนใหญ่เป็นต้นแก่แล้ว พวกนางจึงเด็ดเพียงยอดใหม่ไปไม่กี่ต้น
นอกจากนี้ยังมีชื่ออู่เจียหรือโสมไซบีเรีย, หลิวฮ่าวหยา, หมาฉื่อเซี่ยน และพัวพัวติงหรือแดนดิไลออน…พอเดินเข้ามาลึกอีกหน่อยก็เหมือนไม่เคยมีผู้ใดเข้ามา เพราะสามแม่ลูกสามารถเห็นผักป่าขึ้นกระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง นางหวงนั่งยองแล้วเก็บผักป่าอย่างมีความสุขและเพราะครั้งนี้มีมารดากับน้องชายมาด้วย ขณะที่หลินเว่ยเว่ยเก็บต้นผักป่าจึงคอยระวังอยู่เสมอ เกรงว่าสัตว์ป่าอาจออกมาทำร้ายคนสำคัญที่สุดของนาง
ใช่แล้ว ในชาตินี้นางมีครอบครัวที่ต้องดูแล นางต้องปกป้องครอบครัวอย่างสุดความสามารถและต้องปกป้องความสุขของนาง !
นางหวงเก็บผักป่าอย่างมีความสุขกระทั่งพวกนางเข้าใกล้แถบป่าลึกโดยไม่รู้ตัว ยิ่งพวกนางเข้าไปลึกมากเท่าไร ผักป่าก็มีมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ยังสดใหม่กว่าแถบรอบนอก เพียงไม่นานกระบุงใหญ่ที่พวกนางนำมาด้วยก็อัดแน่นไปด้วยผักป่าและสมุนไพร
ในตอนนี้เองจู่ๆก็มีความเคลื่อนไหวบริเวณพงหญ้าที่อยู่ไม่ไกลออกไป หลินเว่ยเว่ยเหลียวมองไปตรงนั้นอย่างระวังแล้วหันไปกำชับนางหวงกับเจ้าหนูน้อย อย่าเพิ่งขยับ ประเดี๋ยวข้าไปดูเอง !
นางหวงจึงเอ่ยด้วยสีหน้ากังวล เจ้าเอาท่อนไม้นี้ไปด้วยเถิด ระวังตัวด้วย…
หลินเว่ยเว่ยก้าวไปใกล้พงหญ้าอย่างช้าๆ จากนั้นนางก็ใช้ไม้จิ้มพงหญ้าอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นสัตว์ที่ซ่อนอยู่ด้านหลังพงหญ้าก็กระโดดขึ้นมา ทำให้นางตกใจแล้วถอยหลังไปสองสามก้าวและนางยังได้กลิ่นคาวเลือดมาจากตรงนั้นด้วย
หมาป่า ! พี่รอง รีบหนีเร็ว ! ! น้องสี่ร้องเสียงหลงเมื่อเห็นรูปร่างของสัตว์ตัวนั้นอย่างชัดเจน มันคือหมาป่าตัวหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บ
เจ้าหมาป่าตัวนี้กระโดดได้ไม่เท่าไรก็ร่วงลงมาแล้วกระเสือกกระสนพยายามลุกยืน
มันคือหมาป่าที่ได้รับบาดเจ็บ หลินเว่ยเว่ยจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ความกังวลก่อนหน้านี้เริ่มผ่อนคลายลง นางมองมันอย่างสงสัยก็พบว่าหมาป่าตัวนี้ขาหักไปข้างหนึ่ง นอกจากนี้ที่ลำคอของมันก็ถูกบางอย่างกัดจนเป็นแผลลึก ถึงขั้นเลือดจะไหลออกมาทุกครั้งที่มันขยับตัว
นางหวงค่อนข้างตื่นตระหนกและหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย กระนั้นก็ยังใจกล้าพยายามก้าวเดินไปด้านหน้าเพื่อดึงหลินเว่ยเว่ยกลับมา พวกเรารีบกลับกันเถิด ! แม่ไม่รู้ว่ากลิ่นเลือดพวกนี้จะดึงดูดสัตว์ตัวใดมาบ้าง !
ทว่าหลินเว่ยเว่ยใจกล้าเดินไปด้านหน้า แม้ว่าหมาป่าตัวนี้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่สัญชาตญาณของมันยังไม่เปลี่ยนแปลง มันแยกเขี้ยวขู่จึงเผยให้เห็นเขี้ยวที่เปื้อนเลือด แม้ร่างกายโซซัดโซเซไปมา แต่มันก็ยังรักษาท่าทีที่พร้อมเข้าจู่โจมอย่างดุร้าย
หลินเว่ยเว่ยมองออกว่ามันเริ่มทนไม่ไหวเต็มที นางจึงหยิบท่อนไม้ลักษณะปลายเป็นแฉกขึ้นมา จากนั้นก็กดล็อคคอของหมาป่าเอาไว้แล้วเอาตะกร้อครอบปากที่เคยใช้ครอบปากของตัวแมวป่ามาครอบปากของมัน
หลินเว่ยเว่ยมัดขาทั้งสามข้างของมันเข้าด้วยกัน จากนั้นก็ใช้น้ำในกระบอกไม้ไผ่ล้างบาดแผลของหมาป่าและใช้กิ่งไม้มัดดามขาข้างที่หักของมันเอาไว้ นางหยิบสมุนไพรป่าที่มีหนามจากบริเวณใกล้เคียงมาบดแล้วทาบนแผลที่ทำความสะอาดแล้วตรงคอของมัน
นางหวงที่เห็นการกระทำทุกอย่างจึงอดถามขึ้นมามิได้ เจ้าคิดที่จะ…ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้มันใช่หรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้ารับ ปกติหมาป่าเป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง พวกมันรักพวกพ้องและตอบโต้ศัตรูอย่างรุนแรง หากเรานำมันกลับไปบ้าน ข้าเกรงว่าอาจทำให้ฝูงหมาป่าลงจากภูเขาไปอาละวาดเจ้าค่ะ…
เช่นนั้น…พี่รองโยนมันไว้ตรงนี้ก็ได้ เหตุใดต้องช่วยรักษาให้มันด้วย ? เจ้าหนูน้อยเห็นว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะคล้ายสุนัขตัวใหญ่ เจ้าหนูน้อยจึงคันมือยุบยิบอยากเข้าไปลูบศีรษะมันด้วยความเอ็นดู แต่หลังจากที่เห็นสายตาดุร้ายของหมาป่า เขาก็รีบชักมือกลับทันที
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก สิ่งใดที่พอช่วยได้ก็ช่วยเหลือไปเถิด ! ไม่แน่ว่าในอนาคตเจ้าหมาป่าตัวนี้อาจมาตอบแทนพวกเราก็ได้ ! เมื่อชาติที่แล้วมีนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาวิจัยและพิสูจน์ว่าระดับไอคิวของสุนัขเทียบเท่ากับเด็กอายุแปดเก้าขวบและหมาป่าก็เป็นสัตว์ในตระกูลเดียวกับสุนัข ดังนั้นไอคิวของพวกมันน่าจะเทียบเท่าเด็กน้อยใช่หรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยก้มบอกหมาป่าตัวนั้นว่า จำไว้ว่าข้าเป็นคนช่วยชีวิตเจ้า ! ในอนาคตหากต้องการตอบแทนบุญคุณก็อย่าจำผิดคนล่ะ !
มิรู้ว่าเพราะมันเข้าใจที่นางกล่าวหรือสัมผัสได้ถึงความมีเมตตาของนาง หมาป่าจึงมีแววตาอ่อนโยนขึ้น หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นจึงลองเอาที่ครอบปากของมันออกซึ่งมันก็มิได้แยกเขี้ยวใส่แล้ว
หลินเว่ยเว่ยจึงเอาน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณเทใส่ใบไม้แผ่นใหญ่ จากนั้นนางก็ยื่นไปวางตรงหน้าหมาป่าซึ่งเหลือบมองนางโดยไม่มีท่าทีดุร้ายหรือขัดขวางแม้แต่น้อย
นางหวงเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยด้วยความกังวล ลูกรัก อย่าเข้าใกล้มันเลย ระวังมันกัดเจ้า !
ตอนนี้บาดแผลบนลำคอของหมาป่าไม่มีเลือดไหลออกมาแล้ว มันมองไปที่น้ำซึ่งถูกส่งมาวางไว้ตรงหน้าสลับกับมองไปที่มือซึ่งกำลังถือใบไม้นั้นอยู่ มันกำลังลังเลอยู่ว่าจะกินน้ำหรือกัดมืออวบคู่นั้นดี ?
หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นจึงพูดเตือนมันว่า หากเจ้ากล้ากัดข้า ข้าก็จะเอาหินทุบหัวเจ้าให้เละไปเลย เจ้าคิดให้ดีว่าระหว่างเจ้ากับหมูป่า หัวของผู้ใดแกร่งกว่ากัน !
หมาป่าจึงแสดงท่าทีว่ามันเป็นหมาป่ารู้งาน มันรู้ประโยชน์ของน้ำที่อยู่ในใบไม้นี้ดี ดังนั้นมันจึงกินน้ำหมดอย่างรวดเร็วโดยไม่ให้เหลือแม้แต่หยดเดียว
ในตอนที่หลินเว่ยเว่ยกำลังจะใส่ตะกร้อครอบปากคืนให้มันอีกครั้ง มืออวบที่เนียนนุ่มงดงามได้แตะไปที่ริมฝีปากของมัน มันจึงอดใจที่จะไม่กัดนางเอาไว้ นี่นางจะทำสิ่งใด ? เฮ้ เฮ้…นี่เจ้าจะอุ้มมันไปที่ใด ?
แต่แล้วเจ้ามนุษย์ตัวน้อยคนนั้นก็ถามแทนมันว่า พี่รอง ท่านจะอุ้มมันไปที่ใด ?
หากเราปล่อยมันไว้ที่นี่โดยไม่สนใจใยดี หมาในที่เดินผ่านมาอาจกินมันได้ เช่นนั้นก็เท่ากับว่าพวกเราเหนื่อยเปล่ามิใช่หรือ ? หากจะช่วยหมาป่าต้องช่วยให้ถึงที่สุด ประเดี๋ยวข้าจะดูว่าละแวกนี้มีถ้ำหรือไม่ เผื่อจะเอามันไปซ่อนไว้ในนั้นได้
และหลินเว่ยเว่ยก็ได้พบถ้ำสูงขนาดครึ่งตัวคนตรงบริเวณหน้าผาอย่างรวดเร็ว นางจึงยัดตัวมันเข้าไปข้างในและย้ายหินก้อนใหญ่สองสามก้อนมาขวางทางเข้าถ้ำเพื่อป้องกันสัตว์ป่าตัวอื่นมาทำร้ายมัน
นางจะป้องกันไม่ให้มันโดนสัตว์อื่นทำร้าย หรืออยากป้องกันไม่ให้มันออกไปหาอาหารกันแน่ เช่นนี้จะไม่ทำให้มันอดตายเอาหรือ !
แน่นอนว่าหลินเว่ยเว่ยต้องพิจารณาถึงจุดนี้อยู่แล้ว ดังนั้นนางจึงวางบ่วงดักสัตว์ไว้ตรงบริเวณที่มีไก่ป่าและกระต่ายป่าอาศัยอยู่ จากนั้นนางก็พรมน้ำที่เอาออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณลงไปแล้วรอกระทั่งพวกนางสามคนแม่ลูกเก็บผักและสมุนไพรป่าจนเต็มกระบุงก็มีไก่ป่ามาติดสองตัวและกระต่ายป่าตัวใหญ่อีกหนึ่งตัว
เจ้าหนูน้อยจึงเข้าไปอุ้มกระต่ายขึ้นมาอย่างดีอกดีใจจนเกือบโดนกระต่ายกัดมือแล้ว พี่รอง พวกเราเอาเจ้ากระต่ายตัวนี้กลับไปเลี้ยงดีหรือไม่ ?
ให้มันได้อย่างนี้สิ เจ้าเด็กน้อยผู้หลงใหลการเลี้ยงกระต่าย !
หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะน้องชายแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ตัวนี้ข้าจะแบ่งไว้เป็นอาหารของหมาป่า ครั้งหน้าหากข้าดักกระต่ายได้อีกก็จะเอากลับไปให้เจ้าเลี้ยง !
[1] หม่าฉื่อเซี่ยน คือผักป่าใบสีเขียว ลำต้นสีแดง ดอกสีเหลือง รากสีขาว ผลสีดำ มีอีกชื่อว่า หญ้าห้าธาตุ ในภาษาไทยคือผักเบี้ย
[2] แดนดิไลออน คือ พืชสมุนไพรขนาดเล็ก มีลำต้นอยู่เหนือพื้นดิน มีดอกสีเหลือง เมื่อเวลาผ่านไปดอกสีเหลืองจะกลายเป็นพุ่มบางสีขาว เมื่อถูกลมพัดดอกปุยเล็กๆสีขาวเหล่านี้ก็จะปลิวตามลมซึ่งเป็นการขยายพันธุ์ของแดนดิไลออนนั่นเอง
ตอนที่ 45: อาหารประทังชีวิต
หลินเว่ยเว่ยมัดขาของไก่ป่าและกระต่ายป่าอย่างละตัว จากนั้นก็นำพวกมันไปวางไว้ข้างหมาป่า นี่คืออาหารเย็นและอาหารเช้าของวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขาแล้วเอามาให้เจ้ากินใหม่ !
ตอนนี้ขาของมันเริ่มเป็นอิสระ ส่วนที่ครอบปากก็ถูกถอดออกแล้วเช่นกัน จากนั้นเจ้าหมาป่าก็มองลอดรูของช่องหินพร้อมทำสายตาเพื่อบ่งบอกว่า ‘แล้วน้ำล่ะ ? จะให้มันกินแต่ของคาวโดยไม่ให้กินน้ำ เช่นนี้มันจะไม่กระหายตายหรือไร !’
หลินเว่ยเว่ยเข้าใจความหมายที่มันต้องการสื่อทันที นางเอาน้ำในกระบอกไม้ไผ่เทลงในแอ่งหินที่เป็นรอยยุบลงไป ในขณะที่เจ้าหนูน้อยก็เอาน้ำในกระบอกไม้ไผ่ของตนเทลงไปเช่นกัน
เพื่อเห็นแก่ที่มนุษย์เด็กน้อยมอบน้ำให้แก่มัน หมาป่าจึงหันไปก้มหัวให้เด็กน้อย ในใจก็ครุ่นคิดว่าจะไว้ชีวิตอีกฝ่ายเพราะมนุษย์ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างเด็กน้อยให้ความรู้สึกอันตรายแก่มันเหลือเกิน ดังนั้นมันจึงต้องรู้สถานการณ์ !
หลินเว่ยเว่ยพานางหวงและน้องสี่กลับไปที่หมู่บ้าน คราวนี้พวกนางคงไม่กล้าเข้าไปในป่าลึกมากอีกแล้วเพราะที่นั่นมีสัตว์ป่าดุร้ายอาศัยอยู่
ตอนนี้ก็สายมากแล้ว หลินเว่ยเว่ยเอาปิ่งข้าวโพดและไข่เค็มต้มออกมา จากนั้นก็แบ่งส่วนที่เป็นไข่แดงให้เจ้าหนูน้อยและส่วนที่เป็นไข่ขาวให้นางหวง ทั้งสามเริ่มทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย
เจ้าหนูน้อยเอาไข่แดงแบ่งใส่มือให้นางหวงอย่างรู้ความ จากนั้นเขาก็ทานแป้งทอดพร้อมไข่แดงที่เหลือคําโตอย่างเพลิดเพลิน
นางหวงเหลือบไปมองไข่แดงที่มันเยิ้มจึงอดถามด้วยความสงสัยมิได้ เจ้ารอง เจ้าไปเรียนรู้วิธีทำไข่ดองมาจากผู้ใด ? นี่เพิ่งกี่วันเอง เหตุใดไข่แดงจึงเริ่มมันเยิ้มเช่นนี้แล้ว ?
ที่จริงความสามารถในการทำไข่เค็มของนางเป็นสิ่งที่เรียนมาจากในอินเทอร์เน็ตเมื่อชาติที่แล้ว ทว่านางไม่สามารถบอกออกมาได้ ดังนั้นจึงอ้างว่าบังเอิญได้ยินคนอื่นคุยกันเมื่อครั้งเข้าเมือง
การใส่สุราลงไปหมักเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มน้ำมันของไข่แดง หลังจากดองไข่ได้ที่แล้วก็เอาไปตากแดดครึ่งวัน มันถึงจะมีน้ำมันในไข่มากกว่าเดิมเจ้าค่ะ หลินเว่ยเว่ยบอกเคล็ดลับแก่มารดา นางตั้งใจว่าจะรอให้ไก่ที่บ้านมีจำนวนมากกว่านี้และอนาคตจะได้มีไข่เพียงพอสำหรับการทำไข่เค็มไว้ทานในฤดูหนาว
ทว่าเจ้าหนูน้อยมีความคิดเฉียบแหลมกว่า พี่รอง ไข่ดองที่ท่านทำอร่อยยิ่งนัก แม้ตัวไข่ขาวก็ยังหอม ไม่มีกลิ่นคาวเลย ต่อไปนี้ข้าไม่กินไข่ไก่แล้ว ข้าจะเก็บมันไว้ดองเพื่อขายแลกเงิน !
หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะของเจ้าหนูน้อยด้วยความรักแล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ครอบครัวของเราไม่ขาดแคลนเงินถึงเพียงนั้น เราเก็บไว้ทานเองเถิด ! รอครั้งหน้าข้าเข้าไปในเมืองแล้วจะซื้อแม่ไก่มาสักสองตัว พอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าบ้านของเราก็คงได้เลี้ยงลูกไก่ตัวน้อยแล้ว
หากถึงฤดูหนาวแล้วไม่มีกบให้จับและมีหวงต้าเซียนบุกมาในบ้านอีกครั้ง พวกเราจะทำเช่นไร ? เจ้าหนูน้อยเกิดความกังวลขึ้นมาทันที
หลินเว่ยเว่ยลองทดสอบแล้วว่าหากเทน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณใส่ลงรูของหวงต้าเซียน มันก็จะไม่ออกมากินกบที่พวกนางวางไว้หน้าปากรู ซึ่งความจริงแล้วในป่าก็มักมีหนูรวมถึงแมลงหลากหลายชนิดเป็นจำนวนมาก หวงต้าเซียนก็ไม่น่าขาดแคลนอาหารซึ่งหมายความว่าตอนนั้นมันมาที่บ้านของพวกนางเพราะได้กลิ่นน้ำจากน้ำพุวิญญาณนั่นเอง
ไม่เป็นไร เจ้ามักจับกบให้หวงต้าเซียนกินเป็นประจำ บางทีมันอาจเห็นความจริงใจของเจ้าและไม่แน่ว่าในอนาคตมันอาจไม่มากัดกระต่ายและไก่ในบ้านของเราอีก หลินเว่ยเว่ยบีบแก้มน้องชายแล้วลุกขึ้นยืน ไปกันเถิด ข้าอยากเดินเล่นละแวกนี้ก่อน ท่านแม่กับน้องสี่จะลงเขาไปก่อนหรือว่าจะไปพร้อมข้า ?
นางหวงยังไม่ทันได้เอ่ยปากอันใด เจ้าหนูน้อยก็ชิงกล่าวขึ้นก่อน ข้าจะไปกับพี่รอง !
นางหวงเป็นกังวลว่าหากตนลงจากเขาไปแล้ว บุตรสาวอาจไม่ระวังจนเป็นเหตุให้พบอันตรายในป่าลึก ดังนั้นนางจึงแสดงท่าทีว่าต้องการไปกับบุตรสาว
ผักป่าที่ขึ้นอยู่บนภูเขานอกจากมีหลายชนิดแล้วยังสดมาก ซึ่งภัยแล้งนอกป่าดูเหมือนไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อพืชบนภูเขามากนัก สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรากของต้นไม้สามารถชอนไชได้ลึก ยิ่งไปกว่านั้นต้นไม้บนภูเขายังมีกิ่งก้านและใบอุดมสมบูรณ์ มันช่วยบังแดดและลดการระเหยของน้ำ แต่อย่างไรก็ตามหากฝนยังไม่ตกอีกสักสองสามเดือนก็คงยากที่จะรักษาต้นไม้ใบหญ้าบนภูเขาลูกนี้ให้ไม่เหี่ยวเฉาได้
นางหวงจึงกล่าวอย่างเสียดายว่า พวกผักป่าเหล่านี้หากไม่เก็บมันกลับไปแล้วปล่อยให้แห้งเหี่ยวตาย คงน่าเสียดายแย่ !
สายตาของหลินเว่ยเว่ยคอยสอดส่องอยู่ตลอดเวลา ทันใดนั้นนางก็พบกับต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีผลอยู่เต็มต้น ท่านแม่ นั่นคือต้นชิงใช่หรือไม่เจ้าคะ ?
นางหวงมองตามที่บุตรสาวชี้แล้วพยักหน้ารับ ใช่แล้ว ! ฤดูกาลนี้ผลชิงจะสุกงอมพอดี เราไปดูกันเถิดว่ามันสุกหรือไม่ จะได้เก็บกลับไปที่บ้าน !
หลินเว่ยเว่ยวางกระบุงไม้ไผ่ลงแล้วปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ส่วนเจ้าหนูน้อยก็ส่งสายตาที่เปล่งประกายวิบวับพร้อมกล่าวอย่างชื่นชมว่า พี่รองเก่งมาก ท่านปีนต้นไม้เป็นด้วย !
หลินเว่ยเว่ยเลือกผลชิงที่กำลังเหลืองนวลมาลูกหนึ่ง จากนั้นก็เด็ดก้านแล้วเช็ดมันด้วยเสื้อของตน ก่อนที่จะกัดชิม อืม ! แม้ว่าผลของมันเล็กไปหน่อยแต่ก็หวานมาก น้องสี่ รับนะ !
จากนั้นนางก็เด็ดอีกลูกแล้วโยนไปให้เจ้าหนูน้อยที่กำลังส่งสายตาวิบวับให้ เจ้าหนูน้อยได้เอาเสื้อของตนเข้าไปรองรับผลชิง จากนั้นเขาก็เช็ดแล้วลองกัดชิมเช่นเดียวกัน น้ำจากผลชิงไหลออกมาตามมุมปากของเด็กน้อย ‘หวานมาก หวานคล้ายน้ำผึ้งที่พี่รองเคยเอากลับมาให้ชิมเลย !’
หลินเว่ยเว่ยได้เทผักป่าครึ่งหนึ่งในกระบุงใส่ตะกร้าอีกใบหนึ่ง จากนั้นเทผลชิงใส่แทนลงไปแล้วแบกไว้ข้างหลัง ผลชิงป่ามีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ซึ่งผลใหญ่สุดมีขนาดประมาณหลองเยียน3เท่านั้น นอกนั้นก็มีขนาดใกล้เคียงกัน คล้ายลูกแก้วที่เด็กน้อยชอบเล่น
เนื่องจากปีนี้เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรงจึงทำให้ผลไม้ที่วางขายอยู่ในเมืองมีน้อยมาก บางครั้งก็เจอกับผลไม้ที่มีราคาแพงเสียจนชาวบ้านตกอกตกใจ ดังนั้นการได้มีโอกาสทานผลชิงโดยไม่ต้องจ่ายเงิน ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีมาก !
เจ้าหนูน้อยพอจะได้ยินเรื่องของสถานการณ์การค้าขายในเมืองมาบ้าง ทำให้พอรู้ว่าผลไม้ในเมืองมีราคาสูงมาก ดังนั้นเขาจึงเหลือบมองผลชิงในมือที่กัดไปเพียงครึ่งลูกแล้วกล่าวว่า เช่นนั้น…พวกเราเอาไปขายในเมืองดีหรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยดีดหน้าผากของน้องชายแล้วเอ่ยพลางหัวเราะ ผลชิงของพวกเรามีขนาดเล็กและมีผิวที่ไม่สวย คนมีเงินซื้อผลไม้ทานก็ล้วนเป็นพวกชนชั้นสูงทั้งนั้น เขาไม่ชายตามองผลไม้ของพวกเราหรอก !
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจ้าหนูน้อยจึงเผยสีหน้าเสียดายออกมาทันที ถึงอย่างไรการได้ทานผลไม้ก็ถือเป็นเรื่องน่าดีใจมาก ดังนั้นเด็กน้อยจึงทานผลชิงอย่างเอร็ดอร่อยไปถึง3ลูก
ในตอนที่ลงจากภูเขา หลินเว่ยเว่ยเอาผักป่ามาคลุมปิดผลชิงไว้ ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยต่างพากันส่งสายตาอิจฉาให้พวกนางที่สามารถเก็บผักป่ากลับมาได้
ไอหยา! เก็บผักป่ามาเยอะเพียงนี้ พวกเจ้าจะทานหมดหรือ ? ภรรยาของผู้ใหญ่บ้านกล่าวประโยคนี้ออกมาเพราะต้องการให้นางหวงรู้สำนึกแล้วเป็นฝ่ายเอ่ยปากแบ่งผักป่าให้ชาวบ้านเอง
หลินเว่ยเว่ยรู้ว่านางหวงเป็นคนขี้เกรงใจและคงไม่ปฏิเสธคำคน ดังนั้นนางจึงรีบแย่งมาถือเองแล้วถอนหายใจออกมา ย่าหลี่ ท่านก็รู้ว่าข้าวสาลีของครอบครัวข้าตายไปกว่าครึ่ง ส่วนข้าวโพดที่ปลูกซ่อมก็ไม่รู้ว่าจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อไร ! หลังฤดูใบไม้ร่วงก็อาจหาเงินไม่ทันจ่ายภาษี ยิ่งตอนนี้ราคาพืชพันธุ์ธัญญาหารพุ่งไปกว่าชั่งละ15อีแปะแล้ว ครอบครัวของข้าจะผ่านฤดูหนาวไปได้เช่นไร ! ท่านแม่เป็นกังวลเรื่องนี้จึงพาพวกเราขึ้นไปเสี่ยงอันตรายเก็บผักป่าบนภูเขามาทานโดยที่นางไม่ห่วงความปลอดภัยของตนแม้แต่น้อย พวกข้าก็ตั้งใจว่าจะเอาผักป่าเหล่านี้ไปตากให้แห้งแล้วเอาไว้ต้มกินในช่วงฤดูหนาว แม้ว่ารสชาติของมันไม่ดีมากนัก ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ท้องหิวมิใช่หรือ !
สภาพความเป็นอยู่ของผู้ใหญ่บ้านถือว่าดีกว่าชาวบ้านมาก เพราะพวกเขามีที่นามากมายและมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นบุตรชายของเขายังได้แต่งไปเป็นสามีในตระกูลใหญ่และได้รับช่วงต่อดูแลตระกูลอยู่ในเมือง เมื่อภรรยาของผู้ใหญ่บ้านได้ยินว่านี่คืออาหารที่ใช้บรรเทาความหิวโหยของครอบครัวนี้ นางจึงไม่กล้ากล่าวอันใดต่ออีก
ชาวบ้านที่ลำบากกว่าครอบครัวผู้ใหญ่บ้านต้องรู้สึกทุกข์ระทมและนอนไม่หลับเพราะปัญหาภัยแล้ง เมื่อพวกเขาได้ฟังถ้อยคำของหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกว่านางพูดถูกทุกประการ ! เพราะฤดูกาลนี้คงหมดหวังเรื่องการเก็บเกี่ยวผลผลิตไว้เป็นเสบียงในฤดูหนาวแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องคิดหาวิธีที่ไม่ทำให้คนในครอบครัวต้องอดตาย
[1] ปิ่งข้าวโพด คืออาหารที่ทำจากแป้งข้าวโพดที่ผสมน้ำแล้วทอดให้เป็นแผ่นมีสีเหลืองนวล
[2] ชิง คือ เอพริคอต
[3] หลองเยียน คือ ลำไย
ตอนที่ 46: กลิ้งออกไปเลย
หลังมื้อเย็น ตระกูลหลินได้ต้อนรับเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่แวะเวียนมาหาโดยไม่ขาดสาย พวกเขามีจุดประสงค์เดียวกันคือหวังว่าจะได้มีโอกาสขึ้นไปบนภูเขาพร้อมกับพวกนางเพื่อจะได้คอยดูแลกันยามเก็บผักป่า
หากขึ้นไปบนภูเขาแล้วพวกเขาต้องเผชิญอันตรายแน่นอน ครั้งที่แล้วหลินเว่ยเว่ยพาบุรุษรูปร่างกำยำในหมู่บ้านขึ้นไปประมาณสิบกว่าคน ตอนนั้นพวกเขาก็เจอกับหมีควายและหลิวว่ายจื่อก็เกือบตายอยู่บนภูเขาแล้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีผู้ใดกล้าขอให้หลินเว่ยเว่ยพาขึ้นไปบนภูเขาอีก
ทว่าชาวบ้านทุกคนที่มาตรงหน้าประตูบ้านล้วนเป็นผู้ที่ลำบากจริงๆ พวกเขากำลังจะอดตายเพราะผักป่าที่ขึ้นอยู่บริเวณใกล้หมู่บ้านได้หมดไปนานแล้ว การที่พวกเขาจะได้ผักป่าเพิ่มก็มีทางเดียวคือขึ้นไปเสี่ยงโชคบนภูเขา
แม้นางหวงมีนิสัยอ่อนโยนแต่ไม่ได้ตัดสินใจตามอำเภอใจ ดังนั้นนางจึงส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังบุตรสาวคนรอง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่นางเริ่มพึ่งพาเด็กสาววัย14ปีผู้นี้เสียแล้ว
ผู้คนส่วนใหญ่ที่มาก็เหมือนตระกูลหลินทั้งนั้นคือหนีภัยสงครามและมาตั้งรกรากที่หมู่บ้านฉือหลี่โกว พวกเขามีที่ดินทำกินน้อยแต่มีบุตรหลายคน ต่อให้ภัยแล้งไม่รุนแรงก็ยังต้องอดมื้อกินมื้อ ชีวิตของพวกเขาช่างลำบากยิ่งนัก
บนภูเขามีผักป่าเป็นจำนวนมาก หากพวกเขาไม่ขึ้นไปเก็บก็ไม่รู้ว่ามันจะเหี่ยวตายวันใด เช่นนั้นคงเสียดายแย่ และแน่นอนว่าหลินเว่ยเว่ยไม่มีทางปฏิเสธคนหัวอกเดียวกันอย่างแน่นอน ทว่านางยังยึดข้อตกลงเหมือนครั้งที่แล้ว หากพูดให้น่าเกลียดหน่อยก็คือทุกคนมีโอกาสพบสัตว์ป่าได้ทั้งนั้น และนางไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยให้ทุกคนได้
ถึงอย่างไรก็ตามชาวบ้านที่มาขอความช่วยเหลือในวันนี้ล้วนเตรียมใจที่จะต้องพบกับสัตว์ป่าแล้ว พวกเขาเข้าใจดีว่ามีโอกาสถูกสัตว์ป่ากัดและนั่นก็ถือเป็นความโชคร้ายของพวกตน ดังนั้นไม่มีทางโวยวายกับนางโดยไร้เหตุผลแน่นอน
หลังจากส่งชาวบ้านกลับไปแล้วก็เป็นเวลาที่ดวงจันทร์ขึ้นอยู่กลางท้องฟ้าพลางส่องแสงนวลสว่างออกมา หลินเว่ยเว่ยถือตะกร้าผักป่าไปเคาะประตูบ้านนางเฝิง
พี่สาวคนโตที่เห็นเช่นนั้นจึงมองค้อน ‘ไปประจบน้าเฝิงอีกแล้ว !’
นางเฝิงเห็นผักป่าที่มีอยู่เต็มตะกร้าจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เสี่ยวเว่ย บ้านเจ้าแบ่งของมาให้บ้านข้าเยอะถึงเพียงนี้ ข้าเกรงใจเหลือเกิน !
ข้าแค่ถือโอกาสเก็บมาฝากตอนขึ้นไปบนภูเขา น้าเฝิง ข้ามีผลชิงด้วย ท่านลองชิมสิ มันหวานมาก ! หากข้าไม่กลัวว่ามันจะเหี่ยวแห้งไปก่อนทานหมด ป่านนี้ข้าคงเก็บมาจนหมดภูเขาแล้ว ! ตอนที่หลินเว่ยเว่ยยิ้ม ดวงตากลมโตแสนสดใสของนางหยีจนกลายเป็นรูปจันทร์เสี้ยวที่ขึ้นอยู่บนขอบฟ้า ด้วยลักยิ้มทั้งสองข้างที่แสนน่ารักของนางก็ทำให้นางดูสดใสมากกว่าเดิม
นางเฝิงเห็นเช่นนั้นก็มองด้วยความตกใจเล็กน้อย เสี่ยวเว่ย ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน เจ้าผอมลงอีกแล้วหรือ ?
หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็หมุนตัวตรงหน้านางเฝิงหนึ่งรอบด้วยความดีใจแล้วกล่าวอย่างออดอ้อนอารมณ์ดี ข้าก็คิดว่าตัวเองผอมลงเช่นกัน ในหนึ่งเดือนนี้อย่างน้อยก็น่าจะผอมลงประมาณ10จินได้ น้าเฝิง ท่านรอดูข้าก่อนเถิด ผ่านไปอีกสักสองเดือนข้าก็จะผอมจนกลายเป็นสาวน้อยแสนงดงามแล้ว !
เจียงโม่หานที่อยู่ในห้องได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา
หลินเว่ยเว่ยได้ยินก็ตะโกนไปทางห้องของเขาทันที เจ้าหัวเราะอันใด ? วันนี้เจ้าไม่สนใจข้า วันหน้าข้าจะทำให้เจ้าเอื้อมไม่ถึง หึ !
นางเฝิงรู้สึกขบขันกับคำหยอกล้อของอีกฝ่าย นางมองออกตั้งแต่แรกว่าเด็กน้อยคนนี้แตกต่างจากเด็กสาวคนอื่นในหมู่บ้านที่มักชอบมายุ่มย่ามวุ่นวายอยู่ข้างกายบุตรชาย แถมยังแสดงท่าทีชื่นชอบอย่างเห็นได้ชัด แต่เด็กน้อยคนนี้เหมือนต้องการเย้าแหย่บุตรชายเท่านั้นและทุกครั้งก็ทำให้บุตรชายโมโหจนหน้าดำหน้าหน้าแดง !
และก็เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่ผิด บุตรชายที่แสนเคร่งขรึมของนางกล่าวขึ้นว่า ตอนนี้ข้าก็เอื้อมไม่ถึงหรอก ! เจ้าและผักป่าของเจ้าพากันกลิ้งตัวกลมออกไปเลย !
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะพลางกล่าวว่า ตอนนี้ข้าไม่ได้อ้วนกลมแล้ว ข้ายังต้องออกไปอีกหรือเสี่ยวหานหาน ?
รู้หรือไม่ว่าเหตุใดหน้าเจ้าถึงกลม ? ตอนนี้เจียงโม่หานเดินออกมายืนพิงขอบประตูแล้ว
เพราะมันคือใบหน้าตุ๊กตา แต่ข้าน่ารักล่ะสิ ? หลินเว่ยเว่ยเอานิ้วจิ้มที่ลักยิ้มทั้งสองข้างและพยายามทำตัวให้น่ารักสุดฤทธิ์ !
เจียงโม่หานชำเลืองมองนางด้วยแววตาเรียบเฉย ผิด ! เพราะใบหน้าของเจ้าหนาเกินไปต่างหาก !
นางเฝิงได้ยินเช่นนั้นจึงถลึงตาใส่บุตรชายทันที ลูกคนนี้ เหตุใดจึงพูดกับสตรีหยาบคายเช่นนี้ได้ ?
น้าเฝิง ท่านพูดได้ถูกต้อง ! เขานิสัยไม่ดีเลย เรียนหนังสือมานานหลายปีเพียงนี้ แต่เอาความรู้และมารยาทที่เรียนมากลืนลงท้องไปหมดแล้ว ! หลินเว่ยเว่ยแลบลิ้นใส่เขาราวกับว่านางจะพ่นภาษางูใส่เขาอย่างไรอย่างนั้น
มิทันรอให้เขาได้จิกกัด หลินเว่ยเว่ยก็กระโดดออกมาจากบ้านของพวกเขาแล้ว น้าเฝิง พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขาไปเก็บผักป่า ท่านจะไปด้วยกันหรือไม่ ? ส่วนตะกร้านี้ท่านเอาไว้ให้ข้าวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ข้าไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของท่านแล้ว ฝันดี !
เจียงโม่หานอดกลั้นโทสะไว้ เขามองตามแผ่นหลังของนางด้วยความหงุดหงิด ตอนวิ่งนี่เร็วเชียวนะ !
นางเฝิงจึงหัวเราะอย่างชอบใจ เจียงโม่หานเห็นมารดาเป็นเช่นนี้จึงหันไปกล่าวอย่างเอือมระอา ท่านแม่ขอรับ ท่านทำราวกับว่านางเป็นบุตรที่ท่านคลอดออกมาเอง ไม่ใช่ข้าหรือขอรับ ?
ใช่ แม่เก็บเจ้ามาเลี้ยง ! นางเฝิงล้างผลชิงป่าแล้วยื่นให้บุตรชาย เจ้าไม่คิดว่าเวลาที่ได้ต่อปากต่อคำกับเสี่ยวเว่ยแล้วจะดูเหมือนเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีขึ้นมาหน่อยหรือ คนเราก็ควรเติบโตตามวัยมิใช่หรือไร ? เจ้าอย่าโมโหนางเลย…ที่เสี่ยวเว่ยชอบหยอกล้อเจ้าก็น่าจะเป็นเพราะสิ่งนี้เอง !
เจียงโม่หานชะงักไปเล็กน้อย เขาในคราบเด็กหนุ่มวัยสิบห้า แม้แท้จริงย้อนเวลามาจากอีกมิติหนึ่ง ทว่ามาโมโหเด็กสาววัยสิบกว่าปีที่ชอบยั่วยุเช่นนั้นหรือ ? ความสุขุม ความโหดเหี้ยมและความอดทนของเขาราวกับถูกเด็กสาวตรงหน้าเทกระจาดไปจนหมดสิ้น นี่เขาเป็นอันใดไป ?
ชาติที่แล้วเขาได้แบกรับสิ่งต่างๆเอาไว้มากมาย ต่อให้เขากลับชาติมาเกิดใหม่ในตอนที่เป็นเด็กหนุ่ม แต่เขาก็ยังไม่อาจวางใจได้เพราะที่ผ่านมารู้สึกว่าเดินอยู่บนธารน้ำแข็งตลอดเวลา ทว่าในตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขากลัวยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้นเขายังพอมีความหวังในชีวิตอยู่
ในชาตินี้ เด็กน้อยหลินได้ช่วยชีวิตเขาไว้ ทำให้เขาไม่ต้องนอนบาดเจ็บสาหัสนานถึง2เดือนเหมือนชาติก่อน ส่วนงานปักของมารดาก็ขายได้ราคาดีเพราะนางช่วยขายให้ ทำให้มารดาไม่ต้องเอางานปักไปขายที่เขตฝูอันซึ่งอยู่ไกลออกไป เด็กน้อยหลินที่หากเป็นในอดีตชาติก็คงตายไปแล้ว ทว่าชาตินี้นางยังยืนยิ้มให้เขา อีกทั้งยังคอยช่วยครอบครัวเขาตั้งมากมาย ทำให้เขาไม่ต้องแต่งชุดขาวส่งมารดาฝังร่างลงดิน ทำให้เขาไม่ต้อง ‘มอบ’ จี้หยกที่สวมมาตั้งแต่เด็กให้ผู้อื่น…
บางทีในชาตินี้หลังจากที่เด็กน้อยหลินได้ช่วยเขาไว้แล้วทุกสิ่งทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปใช่หรือไม่ ? แล้วเหตุใดเขาต้องขังตนเองไว้ในคุกที่สร้างขึ้นมาจากความคิดและมัดตนเองด้วยโซ่ตรวนของภาพจำเมื่อชาติก่อน ?
ทันใดนั้นเจียงโม่หานก็รู้สึกว่าโซ่ตรวนที่พันธนาการในใจของเขาถูกปลดออก เขารู้สึกผ่อนคลายไปทั้งกายและใจ คิ้วได้คลายออกจากที่เคยหน้านิ่วคิ้วขมวดดูเคร่งขรึมตลอดเวลา เขาใช้สายตาที่อ่อนโยนมองไปยังกำแพงบ้านของตระกูลหลินที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าตนมีสายตาเช่นนี้ เด็กอ้วนตระกูลหลินคือเทพธิดามาจากที่ใด ? หรือว่านางคือคนที่จะทำให้เขามีชีวิตรอดในชาตินี้ ?
เอาล่ะ เลิกทำหน้ามุ่ยได้แล้ว เจ้าลองชิมผลชิงที่เสี่ยวเว่ยของเจ้าเอามาให้ก่อนสิ แม้ผลดูเล็กแต่มันหวานอร่อยมาก ! หากเอาไปทำเป็นผลไม้แห้ง รสชาติของมันคงดีไม่น้อย !
นางเฝิงนึกถึงครั้งที่ตนยังเป็นเด็ก ตอนนั้นนางมักชอบตามพี่สาวและน้องสาวที่สนิทกันไปหาของกิน พอนึกถึงความทรงจำในวัยเด็กแล้วนางก็กระตุกรอยยิ้มหวานขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เจียงโม่หานเห็นรอยยิ้มที่อบอุ่นบนใบหน้าของนางเฝิง เขาก็อดนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมามิได้
ในตอนนั้นสงครามยังไม่สงบจึงเกิดความโกลาหลไปทุกหย่อมหญ้า เดิมทีนางเป็นสตรีแสนสวยที่จงใจแสร้งปลอมตัวให้ดูน่าเกลียด นางมักแต่งตัวราวกับขอทานที่โง่เขลาโดยปะปนอยู่ท่ามกลางผู้ลี้ภัย ทั้งยังคอยปลอบโยนเขาด้วยรอยยิ้มและคอยให้กำลังใจเขาให้มีความหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อ
ชาติที่แล้ว เหตุผลสำคัญที่เขาก้าวไปบนเส้นทางแสนโหดเหี้ยมซึ่งไม่มีวันหวนกลับได้เพราะสูญเสียมารดาไป เขาสูญเสียแสงอาทิตย์เพียงหนึ่งเดียวที่คอยส่องประกายให้จิตวิญญาณของตนอบอุ่น เขาจึงละทิ้งตัวตนและปล่อยให้ตนตกไปในก้นบึ้งขุมนรกอันลึกที่สุด
ตอนที่ 47: สิ่งล่อใจที่ไม่อาจต้านทานได้
ตอนนี้เจียงโม่หานยังเป็นเด็กหนุ่มที่อยู่ภายใต้ความรักและความอบอุ่นของมารดา ครั้งนี้เขาจะเลือกเส้นทางเดินของตนใหม่ จะปกป้องคนที่เขารักทุกคนและไม่ให้ผู้ใดต้องพบกับอันตรายอีก !
เจียงโม่หานยิ้ม รู้สึกราวกับแสงจันทร์กำลังร่ายรำอยู่เคียงข้างตน ส่วนดวงดาวบนท้องนภาก็คล้ายถูกแสงจันทร์กลบจนเลือนลางไปหมดแล้ว
นางเฝิงชะงักไปเล็กน้อย “เฮ้อ…หานเอ๋อร์ของเราเติบโตมารูปงามเสียจริง ไม่เหมือนแม่ของเจ้าเลยสักนิด แต่ไปเหมือนยายของเจ้าเสียมากกว่า ที่แม่ตั้งใจสื่อก็คือหานเอ๋อร์หน้าตาเหมือนท่านยายของเจ้ามาก ตอนที่ท่านยายยังเป็นสาวแรกรุ่น นางได้รับการยอมรับว่าเป็นสาวงามแห่งเมืองหลวงเชียวนะ ! ”
เจียงโม่หานแสร้งไม่ได้ยินข้อบกพร่องในถ้อยคำของมารดา เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเล็กน้อยซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคนหนุ่มสาว “ท่านแม่ ร้านขายผลไม้อบแห้งในเมืองมีอยู่ไม่กี่ชนิด อีกทั้งรสชาติก็ธรรมดาทั่วไป ในเมื่อท่านทำผลไม้อบแห้งอร่อยก็สามารถร่วมมือกับเด็กอ้วนข้างบ้าน ให้นางขึ้นเขาไปเก็บผลไม้มาให้ จากนั้นท่านก็นำผลไม้มาทำเป็นผลไม้อบแห้ง รับรองเลยว่าต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่นอนขอรับ !”
นางเฝิงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงลองถามหยั่งเชิงบุตรชาย “หานเอ๋อร์ เจ้าดูถูกอาชีพค้าขายมาโดยตลอดมิใช่หรือ ?”
“ท่านแม่ขอรับ เมื่อก่อนข้าอวดดีเกินไป ข้ายังไม่ประสีประสาต่อโลกนี้จึงทำให้มักใช้สายตาสูงส่งตัดสินเรื่องราวต่างๆอยู่เสมอ แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจทุกอย่างแล้ว ข้าคิดว่าเมื่อก่อนทำตัวเป็นเด็กไร้เหตุผลเกินไป ! ยิ่งกว่านั้นพวกชาวนาก็มักนำผลผลิตและสินค้าที่ทำเองไปขายในเมืองเป็นประจำ พวกเราก็ไม่ใช่พ่อค้าแม่ค้าที่เปิดร้านค้าเป็นหลักเป็นแหล่งเสียหน่อย มันไม่ส่งผลกระทบต่อการสอบเป็นขุนนางของข้าหรอก ฉะนั้นเหตุใดข้าต้องคัดค้านด้วยเล่า ?”
เจียงโม่หานไม่อยากให้นางเฝิงต้องเดินข้ามภูเขาไปหลายสิบลี้เพื่อนำผ้าปักไปขายต่างเมือง หากผลไม้อบแห้งสามารถทำเงินให้มารดาได้ นางก็ไม่ต้องก้มหน้าก้มตาปักผ้าอย่างยากลำบากอีกต่อไป ตอนนี้มารดาใกล้สายตาเสียเต็มทีแล้ว
นางเฝิงกะพริบดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา รอยยิ้มบนใบหน้าของนางแสดงออกถึงความภาคภูมิใจที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ในใจของนางพลางคิดว่าคุณหนู ท่านเห็นหรือไม่ ? หานเอ๋อร์โตขึ้นแล้วจริงๆ…
เช้าตรู่วันต่อมา นางเฝิงได้แบกกระบุงไม้ไผ่ขึ้นหลัง ในมือถือพลั่วเล็กๆ พร้อมดันเจียงโม่หานที่ขอตามไปด้วยให้เฝ้าบ้าน “เจ้าไม่ต้องไปกับแม่หรอก ตามไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด…เสี่ยวเว่ยก็ไปด้วยมิใช่หรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยผลักประตูบ้านออกมา จากนั้นก็ส่งยิ้มให้บัณฑิตหนุ่มหน้าหวานพร้อมใช้มือตบหน้าอกของตนเพื่อเป็นการรับประกันให้เขาแน่ใจ “ไม่ต้องห่วง เมื่อวานข้าขึ้นไปสำรวจมาแล้ว ละแวกนั้นไม่มีสัตว์ป่าออกมาเพ่นพ่าน ข้ารับประกันได้เลยว่าจะไม่มีสิ่งใดมาแตะต้องน้าเฝิงแม้แต่ปลายเส้นผม !”
เจียงโม่หานไม่อาจลืมภาพจำของชาติที่แล้วได้จริงๆ ตอนนั้นนางเฝิงถูกสัตว์ป่ารุมทึ้งร่างเละจนมองเค้าโครงเดิมไม่ออก เขาจึงไม่อาจวางใจได้เพราะบนภูเขามีสัตว์ป่าอยู่มากมาย สุดท้ายเขาก็ยังพยายามที่จะโน้มน้าวไม่ให้นางเฝิงขึ้นไปบนภูเขา
นางเฝิงจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “เจ้าชอบทานซาลาเปาไส้ผักที่แม่ทำมิใช่หรือ ? ฤดูหนาวมีผักป่าขึ้นน้อยมาก อีกทั้งเจ้าก็ไม่ชอบทานหัวไชเท้าและกะหล่ำปลี หากแม่ไม่ไปหาผักป่ามาตุนเอาไว้ก็มีหวังว่าทั้งฤดูหนาวนี้เจ้าคงได้ทานแต่แป้งทอดและผักดองเป็นแน่ !”
“ทานผักดองมากไม่ดี ! หากนำผักแห้งมาผัดกับวุ้นเส้นแล้วหั่นหมูสามชั้นใส่ลงไป จากนั้นก็วางแผ่นแป้งทอดไว้รอบๆแผ่นแป้งและวุ้นเส้นก็จะดูดซับรสชาติของผัดผักเอาไว้ อีกทั้งผักแห้งยังมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมัน…ไอหยา แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยจงใจใช้ดวงตาที่ละม้ายคล้ายพระจันทร์เสี้ยวชำเลืองมองไปยังบัณฑิตหนุ่ม
เจียงโม่หานกลืนน้ำลายลงคอดังอึก ต่อให้ตาย เขาก็ไม่ยอมรับว่ารู้สึกหิวเพราะได้ยินคำพูดของเด็กอ้วนผู้นี้หรอก เขาในชาติที่แล้วมีอำนาจและทรัพย์สมบัติมากมาย มีหรือไม่เคยทานอาหารรสเลิศจากทั่วสารทิศ ไม่ว่าเป็นหอยเป่าฮื้อหรือโสมก็ล้วนเคยทานมาหมดแล้ว จะมารู้สึกหิวเพราะผัดวุ้นเส้นใส่ผักได้เช่นไร ?
“ไหนจะซาลาเปาไส้ผักป่าที่ใส่ถั่วงอกลงไปผัดกับน้ำมันหมูหอมๆ ให้รสชาติหอมอร่อยไปอีกระดับ พอถึงฤดูหนาวก็ห่อซาลาเปาเอาไว้แล้วนำไปแช่แข็งนอกบ้านเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา หากอยากทานเมื่อไรก็เอามาอุ่นให้ร้อน หรือนำไปอบในเตาดินเผาเล็กๆ…”
“เอาล่ะ พอได้แล้ว ข้าเพิ่งทานข้าวเช้าไป แต่ตอนนี้ต้องมาหิวเพราะได้ยินเจ้าเล่าให้ฟัง !” นางเฝิงตัดบทหลินเว่ยเว่ย สาวน้อยผู้นี้ไม่พลาดโอกาสที่จะได้หยอกล้อหานเอ๋อร์อีกแล้ว !
ในระหว่างที่สนทนากันอยู่นั้น บรรดาชาวบ้านที่จะตามขึ้นเขาไปเก็บผักป่าก็มาถึง ส่วนใหญ่เป็นหญิงวัยกลางคน กระนั้นก็ยังพอมีสตรีแรกรุ่นที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นานรวมถึงสาวน้อยอายุสิบกว่าปีด้วย แน่นอนว่าสายตาของพวกนางได้ทอดมองไปยังเจียงโม่หานอย่างไม่อาจควบคุมได้
ทันใดนั้นก็มีสาวน้อยคนหนึ่งที่หลินเว่ยเว่ยไม่รู้จักทำทีมาจับแขนของนางอย่างสนิทสนมแล้วก็ยื่นหน้ามากระซิบถามว่า “เจ้าอ้วน บัณฑิตเจียงก็จะไปกับพวกเราหรือ ?”
“เป็นไปได้เช่นไร ? เขาต้องเตรียมตัวสอบซิ่วไฉ เขาแทบถือตำราท่องมันทั้งวันทั้งคืนไม่หลับไม่นอน จะเอาเวลาใดไปเก็บผักป่ากับพวกเรา ?” หลินเว่ยเว่ยผลักบัณฑิตหนุ่มเข้าไปในบ้าน ปากก็กล่าวว่า “เจ้ากลับไปอ่านตำราเถิด ข้าจะดูแลความปลอดภัยของน้าเฝิงให้ ไม่ต้องกังวลหรอก !”
“เจ้าอ้วน เจ้าสนิทกับบัณฑิตเจียงหรือ ?” สาวน้อยคนนั้นถามอย่างหึงหวง
“เจ้าเป็นผู้ใด ? พวกเราสนิทกันเช่นนั้นหรือ ? เจ้ามายุ่งเกี่ยวอันใดด้วย ?” หลินเว่ยเว่ยชำเลืองมองแล้วย้อนถาม
สาวน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ชักสีหน้าไม่พอใจออกมา “เจ้าอ้วน เหตุใดเจ้าต้องกล่าวเช่นนี้ ?”
“แล้วเหตุใดข้าจะกล่าวเช่นนี้ไม่ได้ ? หรือมันไม่จริง ? เดิมทีข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าคือผู้ใด เมื่อก่อนพวกเราสนิทสนมกันถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ?”
เวลานี้ได้มีหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาดึงตัวสาวน้อยคนนี้ออกไปพลางกระซิบว่า “เสี่ยวอิง อาการป่วยของนางเพิ่งหายดี นางคงไม่รู้จักเจ้าจริงๆ นางไม่ได้มีเจตนาว่าเจ้าหรอก พวกเรายังต้องอาศัยนางพาขึ้นไปบนภูเขา อย่าทำให้นางโมโหเลย !”
ต่อให้ตายหลิวเสี่ยวอิงก็ไม่ยอมรับว่าตนอิจฉาบุตรสาวคนรองตระกูลหลินที่ได้มีโอกาสสนทนากับบัณฑิตเจียง อีกทั้งเมื่อครู่นางยังผลักเขาเข้าไปในบ้าน นางมีพละกำลังมากมายถึงเพียงนั้น ไม่กลัวว่าจะทำให้บัณฑิตเจียงได้รับบาดเจ็บหรือไร
หากหลินเว่ยเว่ยได้ยินก็คงคิดว่า ‘เจ้าคิดว่าบัณฑิตหนุ่มบอบบางราวกระดาษที่นึกจะฉีกทึ้งก็ทำได้ง่ายหรือไร ?’
หลินเว่ยเว่ยมองสีของท้องฟ้าแล้วบอกทุกคนว่า “ดูเหมือนไม่มีผู้ใดมาแล้ว พวกเราออกเดินทางกันเถิด !”
ผู้ที่มาในวันนี้ไม่ได้มีจำนวนมากเหมือนที่นางคิดเอาไว้ สงสัยว่าพวกเขาคงหวาดกลัวคำพูดของนางที่ว่า ‘หากเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าก็ดูแลตัวเองแล้วกัน !’
หลินเว่ยเว่ยพานางหวงและคนคุ้นเคยรวมถึงนางเฝิงเดินไปตามถนนเส้นเดิมได้ประมาณครึ่งชั่วยามก็พบว่าริมทางเต็มไปด้วยผักป่า
หลินเว่ยเว่ยบอกทุกคนว่า “ทุกคนเด็ดผักป่าบริเวณนี้ไปก่อน ประเดี๋ยวข้าจะไปดูว่าละแวกนี้มีร่องรอยของสัตว์ป่าหรือไม่”
หญิงสาวที่เกลี้ยกล่อมหลิวเสี่ยวอิงในตอนแรกได้หันไปมองทางป่าลึก ภายในใจของนางก็สั่นไหวด้วยความกลัว “เช่นนั้น…เจ้าก็รีบกลับมานะ !”
“ไม่ต้องกังวล เมื่อวานข้าได้สำรวจละแวกนี้แล้ว ที่นี่ปลอดภัยมาก หากมีอันตราย พวกเจ้าคิดว่าข้าจะให้ท่านแม่มาด้วยหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยหันไปกล่าวกับนางหวงต่อ “ท่านแม่เจ้าคะ ท่านพาพวกนางไปเก็บผักป่าบริเวณที่เราเก็บกันเมื่อวานนี้เถิด ข้าจะรีบไปรีบกลับ”
แต่นางหวงยังเป็นกังวลจึงอดกำชับมิได้ “เจ้าอย่าเอาแต่อาศัยว่าตนมีพละกำลังเหลือเฟือแล้วจะไม่กลัวสิ่งใด ! แม้แต่คนว่ายน้ำเป็นยังจมน้ำตายได้ !”
“ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยแบกกระบุงขึ้นหลัง จากนั้นก็เข้าไปในพุ่มไม้และหายไปจากสายตาทุกคนอย่างรวดเร็ว
เวลานี้มารดาของหลิวว่ายจื่อพูดกับนางหวงว่า “บุตรสาวคนนี้ของเจ้าพึ่งพาได้ ! หากว่ายจื่อของข้าไม่ได้นางช่วยไว้ก็เกรงว่าจะถูกหมีควายจับกินไปแล้ว…”
“ท่านอย่ากล่าวเช่นนี้เลย ! ข้าเกรงว่านางจะประมาทเพราะคิดว่าพละกำลังของตนมีมากจนไม่กลัวฟ้ากลัวดิน เช่นนั้นไม่ช้าก็เร็วคงได้เกิดเรื่องแน่ !” นางหวงถอนหายใจออกมาแล้วมองไปยังป่าลึก ก่อนจะก้มเก็บผักป่าต่อ
หลินเว่ยเว่ยไปยังบริเวณที่วางกับดักไว้เมื่อวานก็พบว่าสามารถดักกระต่ายป่าใกล้ตายได้2ตัว ดังนั้นนางจึงอุ้มกระต่ายป่าไปยังถ้ำที่ให้หมาป่าซ่อนตัวอยู่
[1] ในยุคโบราณ อาชีพค้าขายเป็นอาชีพที่โดนดูหมิ่นและไม่ให้ค่าจากราชสำนักเพราะทางราชสำนักมองว่าอาชีพนี้เร่ร่อนไปทั่วไม่เป็นหลักแหล่ง ทำเงินให้แต่ตนเอง ไม่ช่วยบ้านเมือง ดังนั้นอาชีพนี้จะโดนดูถูกเสมอ ต่อให้มีเงินมากเท่าไรก็ตาม
ตอนที่ 48: คนน่ารำคาญ
ทันทีที่นางย้ายก้อนหินซึ่งปิดปากถ้ำไว้ออก จู่ๆก็มีร่างหนึ่งกระโจนออกมาจากในนั้น ทำให้นางตกใจจนเกือบทำกระต่ายหลุดมือ
หลังจากที่เห็นร่างนั้นอย่างชัดเจนแล้วนางก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เจ้าฟื้นตัวได้เร็วมาก ! แม้จะมีเพียงสามขาก็ยังสามารถวิ่งได้เร็วเพียงนี้ !
เจ้าหมาป่าทำจมูกฟุตฟิตเล็กน้อย เนื่องจากขาหน้าของมันหักจึงเดินกะเผลกเข้าไปในพุ่มไม้ หลินเว่ยเว่ยเดาว่ามันคงอยากปลดทุกข์ ! และที่มันกระโดดพรวดพราดออกมาเมื่อครู่คงเพราะอั้นไม่ไหวแล้ว ! ช่างเป็นหมาป่าที่รักความสะอาดเหลือเกิน แม้บาดเจ็บถึงเพียงนี้ก็ไม่ยอมขับถ่ายในถ้ำที่ใช้อาศัย
หลินเว่ยเว่ยโยนกระต่ายในมือไปตรงหน้าเจ้าหมาป่าซึ่งมันก็ฉีกเนื้อกระต่ายตัวหนึ่งกินอย่างโหดเหี้ยม ส่วนอีกตัวก็คาบไว้ในปากและเตรียมกลับเข้าไปในถ้ำ
มานี่สิ ข้าจะช่วยดูอาการบาดเจ็บให้ ! หลินเว่ยเว่ยกวักมือเรียกมันเหมือนเรียกสุนัขตัวน้อย
หมาป่าจ้องนางด้วยดวงตาสีเหลืองอำพันเป็นเวลานาน มันนอนอยู่ที่ปากทางเข้าถ้ำโดยไม่เคลื่อนไหวแต่อย่างใด
ในเมื่อเจ้าไม่มาหา เช่นนั้นข้าก็จะไปหาเจ้าเอง ! หลินเว่ยเว่ยเดินมาที่ปากถ้ำซึ่งหมาป่าก็ยังไม่ยอมขยับ ดวงตาสีเหลืองอำพันของมันยังจับจ้องมาที่นางไม่วางตา แววตาของมันมีท่าทีเตรียมพร้อมตลอดเวลา แต่ไร้ทีท่าว่าจะโจมตีนางแม้แต่น้อย
นางเริ่มโดยการเทน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณลงในร่องก้อนหินหน้าปากทางเข้าถ้ำ ตอนนี้ความสนใจของหมาป่าถูกดึงดูดโดยน้ำพุวิญญาณ จากนั้นนางก็คว้าไปที่หนังคอของมันอย่างรวดเร็วแล้วสำรวจแผลบริเวณนั้น บาดแผลของมันเริ่มตกสะเก็ดแล้ว นางจึงใช้น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณมาล้างแผลให้ จากนั้นก็ประคบสมุนไพรที่บดละเอียดลงไปเพื่อลดการอักเสบ
ตอนที่นางใส่ยาให้มัน เจ้าหมาป่าที่ถูกคว้าหนังคอไว้ได้ชำเลืองมองนางคล้ายกำลังหงุดหงิด แต่ไม่มีท่าทีว่าจะโจมตีนาง
หลินเว่ยเว่ยสำรวจอาการบาดเจ็บที่ขาหน้าของมันอีกครั้ง เมื่อเห็นว่ามันหายดีแล้วจึงไม่ยุ่งกับบริเวณนั้นอีก เอาล่ะ พักผ่อนฟื้นฟูอาการบาดเจ็บให้ดี แล้วพรุ่งนี้ข้าจะเอาของกินมาให้ใหม่ ! กล่าวจบนางก็ย้ายก้อนหินกลับมาปิดปากถ้ำดังเดิม
ระหว่างทางกลับนางก็มายังต้นชิงที่เคยมาเก็บคราวก่อน จากนั้นนางก็เก็บมันจนเต็มกระบุง ตอนที่เดินขึ้นเขามานางเฝิงได้เล่าให้หลินเว่ยเว่ยฟังว่าทำผลไม้อบแห้งเป็นจึงอยากให้หลินเว่ยเว่ยช่วยเก็บมาให้หน่อยแล้วจะเอาไปทำเป็นผลไม้อบแห้งให้ ซึ่งผลไม้อบแห้งของนางเฝิงสามารถเก็บในที่เย็นและอากาศถ่ายเทได้นานหลายเดือน !
หลินเว่ยเว่ยได้พบสถานที่ร่มรื่นอีกแห่งบนภูเขา ละแวกนี้มีตาน้ำผุดขึ้นมาจากผิวดินซึ่งเป็นตาน้ำที่ยังไม่ได้ก่อตัวเป็นลำธาร พื้นดินบริเวณนี้จึงชุ่มฉ่ำเป็นอย่างมาก ทำให้มีเจวี๋ยไช่1ขึ้นเป็นจำนวนมาก นางจึงสำรวจอย่างละเอียด หลังจากมั่นใจว่าบริเวณนี้ไม่มีร่องรอยของสัตว์ป่านางจึงเดินนำทุกคนเข้าไป
ไอหยา ! ที่นี่คือแดนสมบัติชัดๆ ! แม้สภาพอากาศแห้งแล้งเพียงนี้แต่มีเจวี๋ยไช่ขึ้นเต็มไปหมด สมแล้วที่นางเฝิงเป็นยอดฝีมือด้านการเย็บปักถักร้อยเพราะมือของนางสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ในระหว่างที่กล่าวนางก็เก็บเจวี๋ยไช่มาได้กำใหญ่
เจวี๋ยไช่เป็นของดี ไม่ว่านำมาผัดหรือยำล้วนให้รสชาติอร่อยและสดชื่น หากนำมาตากแห้งก็สามารถเก็บไว้ทานได้อีกหลายเดือน !
หลิวเสี่ยวอิงก็เก็บเจวี๋ยไช่ไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันนางก็ค่อยๆแอบย่องมาที่ข้างตัวของหลินเว่ยเว่ยพร้อมยื่นหน้ามาดูจึงพบว่ากระบุงของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยของดี นางจึงเกิดอาการอิจฉา เจ้าบอกจะไปดูว่ารอบๆนี้มีสัตว์ป่าหรือไม่ ข้าคิดว่าเจ้าจงใจทิ้งพวกเราไว้ที่นี่แล้วแอบไปหาของดีเพื่อเก็บไว้ทานคนเดียวเสียมากกว่า เมื่อเก็บจนพอแล้วจึงได้มาเรียกพวกเรามาใช่หรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยกำลังเก็บเจวี๋ยไช่หนึ่งกำใส่ในกระบุงของนางหวง พอได้ยินเช่นนั้นจึงตอบพร้อมรอยยิ้ม หากข้าเป็นอย่างที่เจ้าพูดคืออยากเก็บของดีไว้คนเดียว เหตุใดข้าต้องพาพวกเจ้าขึ้นมาบนภูเขาด้วย ? เพราะท่านแม่ของข้าใจดี ไม่อยากเห็นเพื่อนบ้านต้องอดอยากในช่วงปีแห่งภัยพิบัตินี้จึงให้ข้าพาทุกคนขึ้นมา แต่ในเมื่อมีคนไม่พอใจ เหตุใดข้าต้องทำเรื่องที่เปลืองแรงเช่นนี้อีก ? สู้ข้านอนอยู่บ้านสบายใจเฉิบไม่ดีกว่าหรือ ? ท่านแม่เจ้าคะ พวกเราลงเขากันเถิด ! พรุ่งนี้ไม่ต้องมาแล้ว !
อย่า อย่านะ ! สะใภ้ตระกูลจางรีบเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ทันที เจ้าพาพวกเราขึ้นมาเก็บผักป่าบนภูเขา แค่นี้พวกเราก็เกรงใจมากแล้ว เหตุใดพวกเราต้องไม่พอใจเจ้าด้วย ? เสี่ยวอิง เจ้ารีบขอโทษนางเดี๋ยวนี้ !
ใช่แล้ว ขอโทษนางเสีย ! เจ้าไม่สนใจผักป่าพวกนี้ แต่พวกข้าต้องฝากชีวิตไว้ที่มัน ! อย่าทำให้พวกข้าต้องลำบากไปด้วย ! ! เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนอื่นก็พากันส่งสายตาตำหนิไปยังหลิวเสี่ยวอิงแล้วเร่งเร้าให้นางขอโทษหลินเว่ยเว่ย
หลิวเสี่ยวอิงรู้สึกอัดอั้นจนอยากร้องไห้ออกมา ! ครอบครัวของนางให้ความสำคัญต่อบุตรชายมากกว่าบุตรสาว หลิวเสี่ยวอิงจึงไม่ค่อยได้รับความรักจากครอบครัวสักเท่าไร เช่นนั้นนางคงไม่ถูกครอบครัวผลักให้ขึ้นเขามาเสี่ยงอันตรายเช่นนี้หรอก หากคนที่บ้านรู้ว่านางทำให้หลินเว่ยเว่ยไม่พอใจจนไม่สามารถขึ้นมาเก็บผักป่าบนภูเขาได้อีก มีหวังว่ามารดาได้ตีนางตายแน่ !
ใบหน้าของนางแดงก่ำ ดวงตาก็รื้นไปด้วยน้ำใส บัดนี้นางสะอื้นพร้อมกล่าวว่า เสี่ยวเว่ย ข้าคนนี้พูดไม่เก่ง เจตนาของข้าไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิดจึงทำให้คำที่เอ่ยออกมาไม่น่าฟัง เจ้าอย่าโกรธข้าได้หรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยยังเก็บเจวี๋ยไช่ต่อไป จากนั้นจึงหันไปมองที่นางแล้วกล่าวว่า เจ้ามาขอโทษผู้อื่นทั้งที่ทำหน้าตาราวกับโดนรังแกเช่นนี้หรือ ? หากผู้ใดไม่รู้ก็คงคิดว่าข้ารังแกเจ้าเป็นแน่ ! ข้าไม่สนใจว่าเจ้ามีเจตนาหรือไม่ แต่เมื่อเจ้าพูดผิดก็ควรขอโทษจากใจจริง มิใช่ทำเช่นนี้เพื่อโยนความผิดมาให้ข้า !
หลิวเสี่ยวอิงจึงร้องไห้โฮออกมาทันที ข้าขอโทษเจ้าแล้ว เจ้ายังอยากให้ข้าทำสิ่งใดอีก ? หรือเจ้าอยากบีบให้ข้าตายเสียตอนนี้เลย ?
เฮอะ ! เหตุใดข้าต้องอยากบีบให้เจ้าตาย ? แน่จริงเจ้าก็ให้พวกท่านน้าท่านป้ากับพวกพี่สาวเหล่านี้วิจารณ์สิว่าคำกล่าวเมื่อครู่ของข้าผิดตรงไหน ? ในเมื่อเจ้าไม่ได้ขอโทษจากใจจริง ทั้งยังมาใส่ร้ายว่าข้าอยากบีบบังคับให้เจ้าตายอีก ! ดูเหมือนว่าหากในอนาคตข้าเจอเจ้าที่ใด ข้าต้องอยู่ห่างไว้ให้มาก ! เช่นนั้นหากข้าเผลอมองหน้าเข้าให้เจ้าก็อาจกล่าวหาว่าข้า ‘บังคับข่มขู่’ !
หลินเว่ยเว่ยหมดคำที่จะถากถางแม่สาวน้อยผู้นี้เสียจริง ตอนแรกก็มาใส่ร้ายว่านางคิดเก็บของดีไว้เพียงผู้เดียว พอผ่านไปสักพักก็มาใส่ร้ายว่าบีบบังคับอยากให้ตาย ! นี่คือหาเรื่องผิดคนแล้วหรือไม่ ?
เจ้าหมายความว่าอย่างไร ? หลิวเสี่ยวอิงตื่นตระหนกเมื่อได้ยินคำกล่าวของอีกฝ่าย ข้ายอมรับผิดแล้วยังไม่พอใจอีกหรือ ? เช่นนั้นข้าจะคุกเข่าให้เจ้า ได้โปรดให้อภัยข้าด้วย ครั้งหน้าพาข้ามาด้วยเถิด ! ที่บ้านของข้ามีเด็กมากมาย ท่านพ่อก็สุขภาพไม่ดี กระดูกเริ่มไม่แข็งแรงแล้ว หากไม่เก็บผักป่าไปทำผักตากแห้ง ครอบครัวของข้าคงได้หิวตายในฤดูหนาวนี้เป็นแน่ !
ขณะที่พูดนางก็โผเข้าหาหลินเว่ยเว่ยเพื่อเตรียมคุกเข่าพลางก้มหัวลงคำนับ ทว่าหลินเว่ยเว่ยหลบได้ทันพอดิบพอดี ผู้ใดบอกให้เจ้ามาก้มหัวให้ข้า ? ท่าทีของเจ้าทำราวกับข้าเป็นคนแล้งน้ำใจ ! เจ้าบอกว่าทำผิดแต่เอ่ยด้วยความไม่จริงใจ เช่นนั้นผู้อื่นต้องยกโทษให้เจ้าด้วยหรือ ? แล้วผู้ที่ไม่ยกโทษให้ก็จะกลายเป็นคนที่บีบบังคับให้เจ้าตายหรือทำให้ครอบครัวเจ้าต้องอดตายสิท่า อย่าเอาคุณธรรมเหล่านี้มาบีบบังคับข้า เพราะข้าเป็นคนโง่ให้ผู้อื่นเหยียบย่ำมานานสิบกว่าปีแล้ว ดังนั้นเจ้าคิดว่าข้าจะสนใจว่าผู้อื่นมองหรือรู้สึกกับข้าเช่นไรด้วยหรือ ? หลิวเสี่ยวอิง เจ้าไปเถิด ! รีบไปเดี๋ยวนี้ ! ไสหัวไป ! อย่าให้ข้าต้องเห็นหน้าเจ้าอีก ! !
นางหวงดึงชายเสื้อของบุตรสาวไว้ แม้ว่าในใจก็โกรธมากแต่ถึงอย่างไรทุกคนก็เป็นเพื่อนบ้านกันทั้งนั้น…
ในแววตาของนางเฝิงเผยให้เห็นความเย็นชาออกมา แม้ว่าบนใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มแต่ในใจไม่ยิ้ม หลิวเสี่ยวอิง คนเรามักทำผิดพลาดได้เสมอ แต่เมื่อรู้ว่าตนผิดก็ต้องรู้จักแก้ไขจึงจะได้รับการให้อภัยจากผู้อื่น แม้ว่าเจ้าร้องห่มร้องไห้แล้วตะโกนว่าตนผิด แต่เจ้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าทำผิดตรงไหน ทั้งคำพูดคำจาของเจ้ายังแฝงด้วยการบังคับขู่เข็ญ เช่นนี้มีแต่ทำให้คนฟังไม่พอใจยิ่งขึ้น !
หลิวเสี่ยวอิงไม่อยากสร้างภาพจำที่ไม่ดีให้แก่นางเฝิง บัดนี้นางจึงร้องไห้พลางหันไปก้มหัวยอมรับกับหลินเว่ยเว่ย ปากก็พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าตนทำผิด แต่ไม่ยอมบอกว่าทำผิดอันใด อีกทั้งยังร้องไห้ราวกับว่าตนได้รับความไม่เป็นธรรมเสียอย่างนั้น
[1] เจวี๋ยไช่ คือ ผักกูด
ตอนที่ 49: ยังไม่ได้พูดหรือ?
หลินเว่ยเว่ยรู้สึกเหนื่อยใจจนไม่อยากสนคนเช่นนี้อีกต่อไป นางจึงหันไปพูดกับคนอื่นว่า เจวี๋ยไช่ทางด้านนี้ใกล้หมดแล้ว ข้ารู้จักสถานที่หนึ่งมีหมาฉื่อเซี่ยนขึ้นเต็มไปหมด พวกเราไปที่นั่นกันเถิด !
การเก็บผักป่าในวันนี้เป็นไปด้วยความราบรื่น แม้ได้ยินเสียงร้องของหมาป่าดังมาจากระยะไกล ทว่าพวกนางไม่พบสัตว์ป่าสักตัว ยกเว้นไก่ป่าตัวหนึ่งที่ตกใจเสียงของพวกนาง และด้วยความตกใจมันจึงลนลานบินเอาหัวไปกระแทกต้นไม้จนสลบ นางเฝิงที่อยู่ตรงนั้นพอดีจึงหิ้วมันขึ้นมา
นางเฝิงไม่กล้าครอบครองไก่ป่าตัวนี้เป็นของตน นางจึงหันไปหาหลินเว่ยเว่ย เจ้าพาพวกข้ามาเก็บผักป่าบนภูเขา ทำให้เจ้าไม่มีเวลาไปล่าสัตว์ ฉะนั้นเจ้าเอาไก่ป่าตัวนี้ไปเถิด…
ไม่ต้องหรอก กฎของการล่าสัตว์บนภูเขาคือผู้ใดล่าได้ถือเป็นของผู้นั้น ! น้าเฝิง ท่านเอากลับไปต้มเพื่อบำรุงร่างกายแก่บัณฑิตเถิด ครั้งที่แล้วอาการบาดเจ็บของเขายังไม่หายดี พออ่านตำรานานๆแล้วเขาจะรู้สึกเวียนศีรษะใช่หรือไม่ ? บนหลังของหลินเว่ยเว่ยได้แบกกระบุงที่ใส่ผลไม้รวมถึงผักป่าที่เก็บมาได้จนเต็มกระบุงไว้ ขณะที่มือข้างหนึ่งก็ถือกระบุงของนางหวง ส่วนอีกข้างก็ยกกระบุงของนางเฝิงขึ้นมา
แม้ดวงอาทิตย์ยังอยู่สูง แต่ยามนี้กระบุงไม้ไผ่ของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยผักป่าและไม่มีที่สำหรับเก็บเพิ่มแล้ว ชาวบ้านหลายคนจึงมองไปยังผักป่าที่ขึ้นอยู่ทั่วด้วยความเสียดายและตัดสินใจที่จะนำกระบุงขึ้นมาเพิ่มในวันพรุ่งนี้ !
ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งอยู่ริมถนนใกล้เขตทางเข้าหมู่บ้าน เจียงโม่หานนั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่และในมือยังคงมีตำราอยู่เล่มหนึ่งเสมอ เขากำลังจดจ่อกับเนื้อหาในตำรา ยามนี้แสงอาทิตย์กำลังส่องกระทบบนตัวเขา แม้ว่าเสื้อผ้าของเขาจะซอมซ่อแต่ก็ไม่อาจปกปิดรัศมีเจิดจ้าที่ออกมาจากตัวเขาได้
ว้าว ! ช่างงดงามราวกับคนในภาพวาด… หลินเว่ยเว่ยเอ่ยชมเขาจากใจจริง บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ในกลุ่มที่เดินตามหลังมาล้วนพากันหน้าแดงพร้อมใจที่เต้นรัว พวกนางแอบมองมาที่เขาเป็นระยะ
เจียงโม่หานได้ยินเสียงจึงค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาคู่งามของเขาไปหยุดอยู่ที่หลินเว่ยเว่ยเป็นคนแรก เมื่อทั้งคู่สบตากันหลินเว่ยเว่ยก็ยิ้มกว้างพร้อมโบกมือมาที่เขา
ใบหน้าของเจียงโม่หานยังไร้ความรู้สึก ทว่าในใจกำลังคิดว่า ‘เด็กอ้วนคนนี้ยิ้มราวกับคนโง่งม !’
บัณฑิตน้อย เห็นหรือไม่ว่าข้าพาน้าเฝิงกลับมาอย่างปลอดภัย ดูสิ ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเชียวนะ ! หลินเว่ยเว่ยเบี่ยงตัวออกด้านข้างเพื่อเผยให้เห็นนางเฝิงที่กำลังเดินตามหลังมา
ทว่านางเฝิงถามนางอย่างเป็นห่วงเป็นใย เด็กน้อย เจ้าเหนื่อยหรือไม่ ? ให้ข้าแบกเองเถิด
หลินเว่ยเว่ยใช้นิ้วที่เล็กสุดของตนเกี่ยวกระบุงขึ้นมาแล้วทำท่ายกขึ้นยกลงให้ดูพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม ผักป่าพวกนี้ไม่ได้หนักสำหรับข้าอยู่แล้ว น้าเฝิง ไก่ป่าในมือของท่านหนักหรือไม่ หากมันหนักก็วางในกระบุงได้เลย ประเดี๋ยวข้าจะยกไปให้ที่บ้านเอง !
เจียงโม่หานอยากเดินเข้ามารับกระบุงในมือของนาง ทว่านางเบี่ยงตัวหลบ ในมือของเจ้าถือตำราอยู่ อย่าทำให้ตำราของตนสกปรกสิ !
ดังนั้นเจียงโม่หานจึงไปช่วยนางเฝิงถือไก่ป่าแล้วถามว่า ท่านแม่ไปเอาไก่ป่ามาจากที่ใดขอรับ ?
ไก่ป่ารู้ว่าเจ้ากำลังป่วย มันจึงอาสาส่งตัวเองมาเป็นของบำรุงให้เจ้า ! หลินเว่ยเว่ยแย่งตอบหน้าระรื่น
นางเฝิงได้ยินเช่นนั้นก็เล่าเรื่องที่มาของไก่ป่าให้บุตรชายฟัง บรรดาชาวบ้านละแวกนั้นได้เห็นว่าพวกนางเอาผักป่ากลับมาเป็นจำนวนมากก็เกิดอาการเสียใจที่มิได้ตามไปด้วย
หลินเว่ยเว่ยนำกระบุงผักป่าของนางเฝิงไปส่งให้ที่บ้าน ส่วนกระบุงที่ตนแบกอยู่ด้านหลังนั้นพอเอาผักป่าออกไปแล้วก็พบว่าด้านในเต็มไปด้วยผลชิงจำนวนมาก
น้าเฝิง การทำผลไม้อบแห้งยังต้องใช้สิ่งใดอีกหรือไม่ ? ข้าจะได้หาเวลาไปซื้อในเมือง ! หลินเว่ยเว่ยถาม
นางเฝิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม ผลชิงป่าพวกนี้หวานมาก แต่ถ้าอยากให้รสชาติของมันดีกว่านี้อีกหน่อยก็ควรใส่น้ำตาลเพิ่มเข้าไป แน่นอนว่าหากเป็นน้ำผึ้งก็จะยิ่งดีเข้าไปอีก…
เจียงโม่หานได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวว่า แม้ผลชิงอบแห้งมิได้มีราคาถูก แต่หากอบมันด้วยน้ำผึ้งก็จะทำให้มีต้นทุนสูงมาก พรุ่งนี้ข้าจะไปซื้อแท่งหมึกจากในเมืองพอดี ประเดี๋ยวข้าจะถือโอกาสซื้อน้ำตาลกลับมาให้
ที่บ้านของข้ายังมีน้ำผึ้งป่าอีกหนึ่งโถ เช่นนั้น…พวกเราลองทำก่อนดีหรือไม่ ? เมื่อชาติที่แล้วในตอนที่หลินเว่ยเว่ยเรียนอยู่ในเมืองหลวง นางชอบทานเอพริคอตและลูกท้ออบแห้งมาก เมื่อนึกถึงตรงนี้นางก็เลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว ในใจก็นึกถึงรสชาติของมันไปด้วย !
เจียงโม่หานแสร้งทำไม่เห็นท่าเลียริมฝีปากของนาง ! เขาอธิบายอย่างอดทนว่า หากในตอนแรกเราใช้น้ำผึ้งแล้วตอนหลังเปลี่ยนมาใช้น้ำตาล รสชาติและคุณภาพของมันก็จะเปลี่ยนไป ถึงตอนนั้นมีหวังว่าลูกค้าต้องไม่เห็นด้วยเป็นแน่…
ช้าก่อน…ลูกค้าหรือ ? ผลไม้อบแห้งเหล่านี้ไม่ได้ทำเพื่อเอาไว้ให้พวกเราทานเองหรือ ? หลินเว่ยเว่ยถามด้วยสีหน้างุนงง
เจ้ารู้หรือไม่ว่าผลไม้อบน้ำผึ้งราคาถูกที่สุดในเมืองมีราคาตั้งชั่งละครึ่งตำลึง เจ้าไม่เสียดายหรือ ? อีกอย่างมีผลชิงป่าเยอะเพียงนี้ ต่อให้เจ้าทานแทนข้าวสามมื้อก็ยังต้องใช้เวลานานหลายวันกว่าจะทานหมด ! เจียงโม่หานมิวายถากถาง
หลินเว่ยเว่ยอ้าปากค้างด้วยความตกใจ หา ? ราคาชั่งละครึ่งตำลึงเชียวหรือ ? เหตุใดร้านผลไม้อบแห้งหน้าเลือดยิ่งนัก !
เจ้าเด็กอ้วนคนนี้บางทีก็ฉลาด แต่บางทีก็โง่เขลาเสียจนทำให้ผู้ที่ได้สนทนาด้วยอยากเอาตำราในมือเคาะศีรษะนางสักที เจียงโม่หานพยายามอดกลั้นความอยากปะทะฝีปากเอาไว้แล้วยังคงอธิบายให้นางฟัง เจ้ารู้หรือไม่ว่าน้ำตาลขายชั่งละเท่าไหร่ ? แค่น้ำตาลไม่ขัดสีธรรมดาก็มีราคาชั่งละสองร้อยกว่าอีแปะแล้ว ส่วนน้ำตาลขัดสีที่คุณภาพทั่วไปก็ราคาชั่งละครึ่งตำลึง !
หลินเว่ยเว่ยลองคำนวณตาม จากนั้นปากก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดผลไม้อบน้ำผึ้งจึงแพงมาก ! เพราะหากขายถูกเกินไปก็อาจไม่ได้แม้แต่ทุนคืน !
ในที่สุดเจียงโม่หานก็อดกลั้นไม่ไหว เขาใช้สันตำราเล่มบางเคาะไปที่หน้าผากของนางเบาๆ ยังถือว่าเจ้ามิได้โง่งมจนเกินไป !
เช่นนั้น…พวกเราจะทำผลไม้อบแห้งไปขายในเมืองใช่หรือไม่ ? ดวงตารูปพระจันทร์เสี้ยวของหลินเว่ยเว่ยดูสนอกสนใจเรื่องนี้อย่างยิ่ง
เจียงโม่หานเห็นนางมองมาที่ตนเช่นนั้นก็รู้สึกไม่คุ้นชิน เขาจึงหันไปส่งสายตาเชิงคำถามแก่นางเฝิง ‘ท่านแม่ยังไม่ได้พูดเรื่องความร่วมมือกับเจ้าเด็กอ้วนผู้นี้หรือขอรับ ?’
นางเฝิงจึงส่งสายตาให้บุตรชายของตน ‘แม่ยังไม่ทันได้บอกมิใช่หรือ ? เป็นเจ้าที่ใจร้อนไปเอง !’
ดังนั้นนางเฝิงจึงเล่าเรื่องที่อยากร่วมมือกับหลินเว่ยเว่ยเพื่อทำผลไม้อบแห้งไปขายในเมืองออกมา จากนั้นหลินเว่ยเว่ยจึงกล่าวว่า บนภูเขาแห่งนี้นอกจากมีผลชิงป่าเป็นจำนวนมาก ยังมีลูกท้อ ลูกสาลี่ป่า พุทราป่าและองุ่นป่าอีกเป็นจำนวนมาก…ซึ่งมีเพียงพอที่จะให้เราทำผลไม้อบแห้งรวมถึงผลไม้เชื่อมที่สามารถเอาไปขายได้อีกหลายเดือน !
จากนั้นนางเฝิงจึงกล่าวขึ้นว่า เจ้าสามารถสำรวจผลไม้ป่าที่อยู่ในละแวกนี้ได้ เช่นนั้นเจ้าจงรับผิดชอบในการจัดหาผลไม้ ส่วนข้าจะรับผิดชอบในการจัดหาวัตถุดิบอื่น เงินที่หามาได้ค่อยแบ่งครึ่งกัน
หลินเว่ยเว่ยคิดแล้วจึงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เราต้องหักต้นทุนเสียก่อน เอาอย่างนี้แล้วกัน หลังหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว พวกเราค่อยแบ่งคนละครึ่ง
ทำเช่นนั้นได้อย่างไร ? เจ้าก็ออกแรงไปหาผลไม้มาให้ข้า ส่วนข้าก็จัดหาวัตถุดิบอื่นให้ อย่างที่ข้าพูดก็ถูกแล้ว ! นางเฝิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม ทว่าน้ำเสียงยังคงหนักแน่นไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนใจ
หลินเว่ยเว่ยยังคงไม่เห็นด้วย แต่ผลไม้ขึ้นอยู่เต็มภูเขาไปหมด ข้าแค่ออกแรงเก็บเล็กน้อยเท่านั้น แทบไม่ได้ลงทุนอันใดด้วยซ้ำ แต่ท่านต้องใช้เงินซื้อน้ำตาลและน้ำตาลก็มิใช่ราคาถูก ! หากข้าแบ่งรายได้กับท่านคนละครึ่งก่อนหักต้นทุน เช่นนี้ไม่เป็นการเอาเปรียบท่านหน่อยหรือ ? เอาตามที่ข้าพูดเถิด หลังจากที่เราหักต้นทุนทุกอย่างเรียบร้อยแล้วค่อยแบ่งเงินกันทีหลัง !
ตอนที่เจ้าออกไปเก็บผลไม้ เจ้าไม่เพียงต้องออกแรงเท่านั้น ยังต้องเผชิญกับอันตรายด้วย…หากพูดกันตามสัดส่วนรายได้ที่เราแบ่งกันแล้วยังถือว่าข้าเอาเปรียบเจ้าอยู่มิน้อย ฝั่งตนเป็นคนเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเองแล้วนางเฝิงจะมีหน้าไปเอาเปรียบเด็กน้อยอายุสิบกว่าปีได้อย่างไร
น้าเฝิง ตอนท่านทำผลไม้อบแห้งก็ต้องออกแรงเหมือนกันมิใช่หรือ ? แถมของพวกนี้ยังเป็นสูตรลับในครอบครัวของท่าน ! จะว่าไปแล้วการแบ่งสัดส่วนที่ข้าคิดก็ยังถือว่าเอาเปรียบท่านอยู่มาก ! หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่านางเฝิงเป็นสตรีบอบบางแต่สามารถส่งบุตรชายให้เรียนท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วยสงครามแสนวุ่นวายเช่นนี้ได้ ทั้งต้องหาเงินซื้อตำราให้บุตรชายมาตลอดหลายปี เรื่องเหล่านี้ไม่ง่ายเลยสำหรับผู้หญิงที่ีบอบบางคนหนึ่ง
ตอนนี้ในเมืองไม่รับซื้องานปักของนางแล้ว ในอนาคตนางต้องลำบากกว่านี้แน่ เดิมทีหลินเว่ยเว่ยตั้งใจใช้โอกาสจากความร่วมมือนี้หารายได้มาเติมเต็มแก่ครอบครัวของนางเฝิง ทว่าตอนนี้กลายเป็นไม่รู้ว่าผู้ใดเอาเปรียบกันแล้ว !
ตอนที่ 50: เจ้างามมาก ! พวกเจ้างดงามทั้งบ้านเลย
อย่าเกี่ยงกันอีกเลย ! ท่านแม่ขอรับ ทำตามที่เด็กอ้วนพูดไม่ดีกว่าหรือ ? หากในอนาคตจำเป็นต้องเลือกซื้อผลไม้มาทำก็ถือว่าเป็นวัตถุดิบแล้วกัน เช่นนี้ก็ยุติธรรมแล้วมิใช่หรือ ? เจียงโม่หานรู้สึกว่าถ้าปล่อยให้สองคนนี้บ่ายเบี่ยงกันต่อไป มืดค่ำก็คงไม่ได้ข้อสรุป
หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปากพลางกระทืบเท้าราวกับหญิงสาวกำลังเง้างอน เจ้าเรียกผู้ใด ‘เด็กอ้วน’ มิทราบ ? เจ้าไม่เคยได้ยินสำนวน ‘ตีคนไม่ตีหน้า ด่าคนไม่เผยจุดอ่อนของอีกฝ่าย’ หรือ ? ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย
เจ้าเองก็บอกว่าข้า ‘งาม’ มิใช่หรือ ? เจียงโม่หานมองท่าทางโกรธจนกระทืบเท้าของอีกฝ่ายแล้วในใจก็เกิดความรู้สึกมีความสุขแปลกๆขึ้นมา
ที่บอกว่าเจ้างามคือข้าชมต่างหาก ! หลินเว่ยเว่ยเอ่ยอย่างมั่นใจ
เจียงโม่หานยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า ที่บอกว่าเจ้าอ้วน ข้าก็ชมเช่นกัน !
ข้าขอ ขอบ ! คุณ ! เจ้า ! ทว่าต่อไปได้โปรดอย่าชมข้าเช่นนี้อีก เพราะข้ารับไม่ไหว ! นางพูดเน้นถ้อยเน้นคำอย่างแสนงอน
เจียงโม่หานโบกตำราในมือแล้วกล่าวว่า การบอกว่าบุรุษงดงาม สำหรับเขาแล้วยังไม่สู้ด่าเขาเลย !
เฮอะ ! เกิดมาหน้าตาดีแล้วยังไม่ให้ผู้อื่นกล่าวชมอีกหรือ ? หลินเว่ยเว่ยบ่นพึมพำ
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนเรียกของนางหวงแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงกระทืบเท้าเบาๆ พลางเดินออกจากประตูบ้านตระกูลเจียงไปด้วยความโกรธ
นางเฝิงส่ายหน้าด้วยความขบขันแล้วกล่าวว่า หานเอ๋อร์ เจ้าแกล้งนางด้วยเหตุใด ? ดูสิ ทำสาวน้อยโกรธใหญ่แล้ว !
เจียงโม่หานคิดในใจว่า ‘ยามนางทำข้าโกรธ เหตุใดไม่เห็นท่านออกหน้าแทนบ้าง ? หรือที่จริงนางคือบุตรแท้ๆของท่าน ?’
ยามนี้เขาได้ยินเสียงนางหวงดังมาจากข้างบ้านว่า ลูกแม่ เหตุใดจึงไปนานนักเล่า ?
บัณฑิตน้อยรูปงามมีเรื่องหารือกับข้า ดังนั้นจึงใช้เวลานานเจ้าค่ะ !
เจียงโม่หานรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตอนที่เด็กอ้วนพูดว่า ‘บัณฑิตน้อยรูปงาม’ นางจงใจทำเสียงสูงและลงน้ำหนักเน้นคำราวกับต้องการให้เขาได้ยิน
‘เจ้าเด็กอ้วนจอมอาฆาต !’
พอเขาหันกลับมาก็พบว่านางเฝิงยักไหล่เพราะกำลังพยายามกลั้นขำ ที่แท้มารดาก็มีด้านที่ชอบยั่วเย้าผู้อื่นเช่นกัน
ชาติก่อน นางโดนสวรรค์กลั่นแกล้ง แม้ว่านางยังอ่อนโยนและสุภาพ ทว่าระหว่างคิ้วของนางมักขมวดเข้าหากันด้วยความกังวล ในความทรงจำของเขาคือนางไม่เคยหัวเราะอย่างเปิดเผยเช่นนี้มาก่อน เด็กอ้วนที่ชอบปะทะกับเขาคนนี้ก็ใช่ว่าไม่มีดีเสียหน่อย ! เพราะอย่างน้อยนางก็ทำให้มารดาหัวเราะได้ !
วันต่อมา กลุ่มคนที่ขอติดตามขึ้นไปเก็บผักป่ามีมากกว่าเมื่อวานถึงสองเท่า ไม่เพียงแต่สาวน้อยสาวใหญ่เพราะแม้แต่เด็กเจ็ดแปดขวบก็สะพายตะกร้าเข้าร่วมกลุ่มเก็บผักป่าด้วย
หลินเว่ยเว่ยยังคงยืนยันอีกครั้งว่าจะรับผิดชอบแค่การช่วยหาแหล่งผักป่าให้เท่านั้น นางไม่สามารถรับรองความปลอดภัยให้ทุกคนได้ ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงหากมีคนได้รับบาดเจ็บหรือพบสัตว์ป่าบนภูเขา แล้วพาคนในครอบครัวมาเถียงกันถึงที่บ้านอีก
ก่อนออกเดินทางนางเห็นบัณฑิตหนุ่มหน้าหวานออกมาจากบ้านด้านข้าง ‘นี่เขาจะไปในเมืองหรือ ? แต่หนทางในหุบเขาหลายสิบลี้ บัณฑิตหนุ่มที่ดูบอบบางเหมือนลมพัดก็ล้มได้เช่นนี้จะเดินไหวหรือไม่ ?’
เจ้า…ไหวหรือไม่ ? หรือรอให้ข้าลงเขามาแล้วค่อยไปในเมืองอีกที ?
หลินเว่ยเว่ยมีเจตนาดี ทว่าเจียงโม่หานได้ยินแล้วเหตุใดจึงรู้สึกไม่สบายใจถึงเพียงนี้ ?
นางถามเขาที่เป็นบุรุษว่า ‘ไหวหรือไม่ ?’ ทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนดูถูกซึ่งเขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก !
ดูเจ้าสิ ! ไปในเมืองต้องเดินทางหลายสิบลี้ อาการบาดเจ็บที่ศีรษะก็ยังไม่หายดี ข้าแค่เป็นห่วงเท่านั้น เหตุใดเจ้าต้องโกรธด้วย ? เจ้าดูตนเองสิ ทำสีหน้ามืดมนยิ่งกว่าท้องฟ้าเดือนหกเสียอีก ! หลินเว่ยเว่ยรู้สึกแปลกใจ
เจียงโม่หานทำหน้าเย็นชาแล้วตอบนางว่า ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ออกเดินทางตอนนี้ก็จะทันเกวียนส่งฟืนจากหมู่บ้านปาหลีเข้าตัวเมืองพอดี สามารถขอติดเกวียนของพวกเขาไปได้ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง !
เช่นนั้น…เจ้าก็ระมัดระวังด้วย เจ้าบาดเจ็บตรงท้ายทอย ทางที่ดีก็ไปให้หมอที่โรงหมอของเมืองลองตรวจดูสักหน่อย สมองที่เจ้าใช้ท่องตำรานี้อย่าปล่อยให้มีโรคตามมาทีหลัง ! เงินที่ควรจ่ายจะเสียดายไม่ได้ ! หลินเว่ยเว่ยพูดมากกว่ามารดาของเขาเสียอีก นางกำชับเตือนเสียเป็นชุด
นางเฝิงที่ถือตะกร้าไม้ไผ่อยู่ด้านข้างมองบุตรชายที่มีสีหน้าทนไม่ได้แล้วยิ้มยินดีให้แก่ความโชคร้ายของบุตรชาย
เจียงโม่หานมีสีหน้าเย็นชามากกว่าเดิมและสะบัดแขนเสื้อเดินออกไปโดยไม่รอให้หลินเว่ยเว่ยกล่าวจบ
หลินเว่ยเว่ยทำท่าแลบลิ้นปลิ้นตาไล่ตามหลังเขาไป
หึ กล้าเรียกข้าว่า ‘เด็กอ้วน’ มิใช่หรือ ? เจ้าคนน่ารำคาญ !
เด็กสาวอารมณ์ดีนำกลุ่มชาวบ้านกว่าสามสิบคนมายังหุบเขาที่ได้สำรวจเป็นอย่างดีแล้วเมื่อวาน ผักป่าข้างในมีอยู่ไม่น้อยและไม่พบร่องรอยของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่
นางอาศัยช่องว่างขณะที่ทุกคนกำลังกระตือรือร้นในการเก็บผักป่าไปวางบ่วงดักสัตว์อีกครั้งและทำการเทน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณลงพื้นที่ใกล้เคียง
ฝนไม่ตกหนึ่งวันภัยแล้งก็ไม่ได้รับการบรรเทา การกักตุนผักป่านี้เป็นเพียงการรับประกันว่าจะไม่อดตายในฤดูหนาวอันแสนยาวนานเท่านั้น แต่จุดประสงค์ของหลินเว่ยเว่ยคือไม่ใช่แค่กินอิ่มเพราะต้องกินอย่างดีด้วย ! นางมีพื้นที่สามารถเก็บความสดใหม่ของทุกสรรพสิ่งอยู่ในมือแล้วเหตุใดจะไม่เก็บสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ให้มากขึ้น ? เพียงเท่านี้ครอบครัวของนางก็จะได้ทานแต่ของดีแล้ว
หลังวางบ่วงเรียบร้อยแล้ว นางก็ไปให้อาหารเจ้าหมาป่าที่บาดเจ็บอีกครั้ง หลินเว่ยเว่ยเดินไปรอบภูเขาทำให้นางเจอต้นชิงอีกหลายต้นซึ่งรสชาติเทียบไม่ได้กับต้นนั้น แต่หากนำมาทำผลไม้เชื่อมรสชาติก็ไม่แตกต่างกันมากนัก
หลินเว่ยเว่ยเก็บผลชิงที่สุกกำลังดีจากต้นนั้นลงมาจนหมด จากนั้นนางก็เก็บมันไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณซึ่งหลือไว้ด้านนอกแค่หนึ่งตะกร้าเท่านั้นและนางได้ใช้ผักป่าคลุมไว้ที่ด้านบนดังเดิม
นางแบกผลชิงขึ้นหลังแล้วเดินกลับมาบริเวณที่วางบ่วงเอาไว้ ตรงนั้นมีพุ่มไม้ขึ้นรกเต็มไปหมด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนกิ่งไม้ทำเสื้อผ้าขาด นางจึงต้องใช้ไม้แหวกพุ่มหญ้าที่ขึ้นรกเพื่อเปิดทาง
เอ๋ ? ต้นไม้ตรงหน้านั้น…ผลเล็กสีแดงสด ใบเป็นวงรีคล้ายไข่ ตรงขอบมีรอยหยักเล็กๆ รวมกันเป็นรูปฝ่ามือ หากนางจำไม่ผิด มันต้องเป็นโสมคนแน่นอน !
ว้าว ! โสมคน ! คาดไม่ถึงว่านางจะพบโสมคนของจริง ! นางหวนนึกถึงความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโสมคนซึ่งเคยเห็นก่อนหน้านี้ การดูอายุของโสมและหลักสำคัญคือดูผ่านใบของมัน
โสมที่มีอายุห้าถึงสิบปีจะมีใบซ้อนห้าใบรูปมือหนึ่งกิ่ง อายุสิบถึงยี่สิบปีจะมีใบซ้อนรูปมือสองกิ่ง อายุสามสิบปีมีสามกิ่งและห้าสิบถึงแปดสิบปีจะมีใบซ้อนรูปมือสี่ถึงห้ากิ่ง…
ในบรรดาโสมคนทั้งหมด โสมที่มีใบซ้อนห้ากิ่งถือเป็นใบลำดับห้าที่หาได้ยาก แต่โสมคนตรงหน้านี้มีใบซ้อนรูปมือถึงหกกิ่งและก็เป็นใบลำดับหกในตำนานด้วย เช่นนั้นหมายความว่าโสมต้นนี้มีอายุเกินหนึ่งร้อยปีอย่างแน่นอน ! !
หลินเว่ยเว่ยปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก กลัวว่าจะไปโดนรากฝอยของโสม ดังนั้นนางจึงขุดรอบๆให้กว้างเป็นพิเศษแล้วเก็บโสมเข้าไปไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณทั้งหมด นี่เป็นของดี หากถูกผู้อื่นพบเข้าก็เกรงว่าจะมีปัญหาเพิ่มเข้ามาได้
นางเงยหน้ามองความเขียวขจีรอบๆ ไม่ว่าจะโสมคนเอย ภูเขาใหญ่ทอดยาวนับพันลี้เอย เขากวางอ่อน กลิ่นชะมดหรือหลิงจือเอย…ราวกับว่าสิ่งเหล่านี้กำลังกวักมือเรียกหานาง
ไอหยา นี่ถือเป็นคลังสมบัติอย่างแท้จริง !
แต่นางยังมีสติสัมปชัญญะ แม้ว่านางเคยล้มหมูป่าหรือไล่หมีดำ แต่ในหุบเขาที่กว้างใหญ่ยังมีอันตรายมากมายที่ไม่รู้ เช่น เสือร้าย ฝูงหมาป่า งูพิษ…และนางไม่ได้มองว่าตนเก่งจนไม่สนใจสิ่งใด หากอยากมีชีวิตที่ดีก็จะใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไม่ได้ ต้องระวังตัว !
เมื่อกลับถึงสถานที่วางกับดักเอาไว้ วันนี้ถือว่านางเก็บเกี่ยวได้ไม่เลว นางดักได้กวางโตเต็มวัยตัวหนึ่ง มันดิ้นจนทำให้บ่วงที่คอยิ่งรัดแน่นขึ้นคล้ายกับมันใกล้ขาดใจตายเต็มทน
หลินเว่ยเว่ยเอากวางที่ใกล้ตายเก็บเข้ามิติน้ำพุวิญญาณและเก็บกระต่ายป่าสองตัวพร้อมโกวหวน2อีกหนึ่งตัวเข้าไปด้วย นางเหลือกระต่ายตัวหนึ่งเอาไว้ ส่วนตัวอื่นถูกจับใส่ในมิติทั้งหมด
[1] โสมคน หรือ เหรินเซิน เป็น1ใน4สมุนไพรเทวดาที่ได้รับการกล่าวขานและมีประวัติที่ใช้ในการรักษาโรคและช่วยชีวิตมายาวนานกว่า4000ปี สมุนไพร4อย่างที่ได้รับสมญานามว่า สุดยอดสมุนไพรเทวดา ได้แก่ โสมคน, โส่วอู, หลิงจือและราแมลง ( ตงฉงเซี่ยเฉ่า )
[2] โกวหวน คือ เป็นชื่อสามัญของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด ในอันดับสัตว์กินเนื้อที่อยู่ในวงศ์เพียงพอน
จบตอน
Comments
Post a Comment