weiwei ep411-420

ตอนที่ 411: อวี้สื่อตงฉินปะทะโฉวฝู่อำมหิต


เจียงโม่หานครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “เอาเป็น…อาหารชนิดใหม่ที่เจ้ายังไม่เคยทำแล้วกัน ?”


ในช่วงมากกว่าครึ่งปีที่ผ่านมานี้ อาหารที่นางทำมีจำนวนนับไม่ถ้วน แล้วจะไม่มีอาหารชนิดใหม่อยู่เลยหรือ…หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วและพยายามคิดอย่างหนัก จนท้ายที่สุดก็ทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือแล้วพูดว่า “ถ้าเช่นนั้น…ทำไก่สามถ้วยดีหรือไม่ ?”


ไก่สามถ้วย ? ใช้ถ้วยใส่ ? นี่เป็นชื่ออาหารที่เจียงโม่หานไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาจึงมีความอยากรู้สุดๆ “ตกลง !”


บัณฑิตในชุดฮั่นฝูที่ฟังพวกเขาคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่ด้านข้างก็เข้ามาดึงแขนเสื้อหลินจื่อเหยียนเบาๆ พร้อมกระซิบถามว่า “อาหารที่พวกเจ้าเอ่ยถึงนี้…พี่รองของเจ้าทำได้หมดเลยหรือ ?”


“แน่นอน !” หลินจื่อเหยียนภาคภูมิใจสุดๆ แม้ว่าเขาจะโดนพี่รองกลั่นแกล้งอยู่บ่อยครั้ง แต่สุดท้ายก็ยังภาคภูมิใจในตัวพี่สาว…นางเป็นคนร้ายกาจที่สุดในใต้หล้า !


“ข้ามีนามว่าหยานจิงหยู อายุ18ปีและตอนนี้อาศัยอยู่ที่เมืองหลวง กลับมาบ้านเกิดคราวนี้เพื่อเข้าร่วมการสอบจอหงวน ข้าอยู่ที่เมืองหลวงมานานหลายปีและเรียกตัวเองว่าเป็นนักชิมอาหารเลิศรส แต่ไม่เคยได้ยิน ‘ไก่สามถ้วย’ มาก่อน ช่างน่าละอายใจเหลือเกิน !” บัณฑิตในชุดฮั่นฝูแนะนำตัวกับหลินจื่อเหยียน


หลินจื่อเหยียนรีบทำมือคารวะ “พี่หยานให้เกียรติแล้ว ข้ามีนามว่าหลินจื่อเหยียน อายุ14ปีเป็นชาวเขตเริ่นอันของอำเภอเป่าชิง ส่วนเจ้า ‘ไก่สามถ้วย’ นี้ พี่สาวข้ายังไม่เคยทำให้กิน ข้าเองก็เป็นเหมือนพี่หยานที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน…”


“พูดถึงหมูตงพอ หอเต๋อเยว่ที่เมืองหลวงทำได้มีรสชาติดั้งเดิมที่สุด หากน้องชายหลินมีโอกาสได้ไปที่เมืองหลวง ข้าจะเลี้ยงเอง เจ้าจะได้ชิมอาหารจากฝีมือพ่อครัวในเมืองหลวง…”


พอเอ่ยถึงอาหารเลิศรส ทั้งสองคนก็สนทนากันอย่างเข้าขาทันที พูดถึงตั้งแต่อาหารซูโจวไปจนเสฉวน จากเสฉวนไปถึงเจียงซู ยิ่งคุยยิ่งสนุก ยิ่งคุยก็ยิ่งหิว…


หลินเว่ยเว่ยมองทั้งสองคนอย่างหมดคำจะเอ่ย จากนั้นนางพูดกับหลินจื่อเหยียนว่า “พวกเราจะไปซื้อของมาทำอาหารกัน เจ้าลองถามสหายใหม่คนนี้ว่าต้องการไปด้วยหรือไม่ ?”


หลินจื่อเหยียนยังไม่ทันได้ถาม หยานจิงหยูก็ทำมือคารวะนางแล้วพูดว่า “ในเมื่อกู่เหนียงเชิญจากใจจริง ข้าก็ขอน้อมรับไว้ !”


เจียงโม่หานหมดคำจะกล่าว


หยานจิงหยู บุรุษผู้นี้เขารู้จักดี ! หรือเรียกได้ว่าคุ้นเคยยิ่งกว่าอะไร ! ศัตรูคู่อาฆาต ศัตรูในราชสำนัก อวี้สื่อ1ตงฉินแห่งราชสำนัก ขุนนางที่กล้าสู้ตายกับเขา ! แม้ว่าท้ายที่สุดเขาจะวางอุบายกำจัดเจ้านี่ได้ แต่ภายในใจก็ยังรู้สึกชื่นชมคนซื่อตรงเช่นนี้อยู่บ้าง


คาดไม่ถึงว่าอวี้สื่อตงฉินและโฉวฝู่อำมหิตของโลกใบนี้จะได้มาพบกันในสถานการณ์เช่นนี้ เมื่ออวี้สื่อผู้ซื่อตรงไร้หมวกขุนนางก็เป็นแค่นักกินที่เดินต่อไม่ไหวยามเห็นอาหารเลิศรส !


เจียงโม่หานยิ้มในใจและส่ายหน้าไปมา…ส่วนโฉวฝู่อำมหิตอย่างตนก็เป็นเพียงบัณฑิตถงเซิงที่เฉิดฉายคนหนึ่ง ?


อวี้สื่อตงฉิน ? โฉวฝู่อำมหิต ? หากหลินเว่ยเว่ยรู้เรื่องนี้เข้าล่ะก็ นางจะต้องนึกถึงละครฉากใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความรักและการฆาตกรรมแน่นอน !


“บัณฑิตน้อย เจ้าส่ายหน้าทำไม ?” หลินเว่ยเว่ยมองเขาด้วยความงุนงงและรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ได้จากมุมปากที่ยกยิ้ม


คนอื่นก็หันไปมองตาม หลินจื่อเหยียนเริ่มประหม่าทันที ว่าที่พี่เขยรอง ท่านคงไม่ได้โกรธที่ข้าชวนสหายใหม่ไปด้วยหรอกกระมัง ?


แต่หยานจิงหยูหันมามองเขาด้วยดวงตาเป็นประกายและพูดเบาๆว่า “น้องชายหลิน ว่าที่พี่เขยรองของเจ้าเป็นคนที่ดูมีความสามารถใช้ได้ !”


หลินจื่อเหยียนเงยหน้ามองเจียงโม่หานแล้วกระซิบตอบเบาๆเช่นกัน “แน่นอนอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะคู่ควรกับพี่รองของข้าหรือ ?”


มุมปากของหยานจิงหยูกระตุก เขาอยากจะพูดว่า…ตอนนี้พี่รองของเจ้าต่างหากที่ไม่คู่ควรกับอีกฝ่าย ทว่าก็ไม่พูดออกมา…เพราะเขากลัวจะโดนรุมกระทืบ !


หลังจากซื้อวัตถุดิบเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็พาบัณฑิตที่แสนจะสะดุดตากลุ่มนี้กลับบ้านเช่าด้วยความภาคภูมิใจ อารมณ์ประมาณว่าเดินเชิดหน้าหลังตั้งตรง ไม่ต้องเอ่ยเลยว่ามันดูมีความเปล่งประกายมากเพียงใด !


สาเหตุที่ทำให้สะดุดตา ไม่เพียงแต่รูปร่างหน้าตาและบุคลิกของบัณฑิตเหล่านี้ แต่ยัง…เป็นเพราะวัตถุดิบที่ถือจนเต็มสองมือของพวกเขาอีกด้วย ความงามที่เปล่งประกายและความเป็นปัญญาชนจึงดูมีความติดดินแฝงเข้ามาทันที


หยานจิงหยูก็ตามกลับมาที่บ้านเช่า เมื่อได้สนทนากับเจียงโม่หานแล้ว เขาก็มีความรู้สึกเหมือนได้สนทนากับผู้อาวุโสที่มากวิชาความรู้ คล้ายว่า ‘ฟังปราชญ์เอ่ยเพียงชั่วระยะก็เหมือนได้อ่านตำรานับสิบปี’ หยานจิงหยูยากที่จะทำใจจากไป !


โดยเฉพาะ…กลิ่นหอมหวนที่ลอยมาจากห้องครัว มันช่างเย้ายวนจนเหมือนมัดสองขาเอาไว้ คำสั่งสอนของครอบครัวและกฎมารยาทบอกเขาว่าควรบอกลาได้แล้ว แต่ภายในใจของเขาเหมือนมีมือเข้ามาจับไว้จนแน่น


ตอนที่เขากำลังต่อสู้ดิ้นรนกับจิตใจอย่างหนัก ท้ายที่สุดเขาก็กัดฟันเลือกที่จะอำลาออกมา แต่โดนหลินจื่อเหยียนชวนให้อยู่ต่อ…จะอยู่หรือจะไป ? ในเวลานี้เหมือนมีคนกำลังเล่นกับจิตใจเขาไปมาไม่หยุด


“จะไปได้อย่างไร ? อาหารก็เสร็จหมดแล้ว หากท่านก้าวเท้าออกไปก็ไม่เท่าเป็นการตบหน้าพวกเราหรือ ? ทำไม ? อาหารของพวกเราไม่เข้าตาคุณชายหยานเลยสิท่า ?” หลินเว่ยเว่ยยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วเข้ามา พวกบัณฑิตที่พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันอยู่ก็รีบลุกขึ้นเพื่อขยับเก้าอี้เข้ามา จากนั้นวางตะเกียบ วางถ้วยชาม…


“มะ…ไม่ใช่อย่างนั้น !” หยานจิงหยูมองปลากระรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวานที่ดูน่าอร่อย มันดูเย้ายวนยิ่งกว่าของที่เคยกินในเมืองหลวง เท้าจึงขยับไม่ไหวกว่าเดิม แต่ว่า…เขาเพิ่งเจอกับคนพวกนี้ยังไม่ถึงวันและยังมาพร้อมมือเปล่า หากไม่ยอมจากไป…แล้วท่านพ่อรู้เรื่องนี้เข้าก็จะต้องหยิบไม้มาโบยเขาอย่างแน่นอน…มารยาทที่เรียนมาในช่วงหลายปีนี้หายเข้าท้องสุนัขไปหมดแล้วหรือ ?


“ไม่ใช่ก็ดี ! คนบ้านป่าบ้านเขาอย่างพวกเราไม่พูดอะไรจอมปลอมเหล่านั้น เทียบเชิญรึจะสู้พรหมลิขิต วันนี้คุณชายหยานได้มานั่งกับพวกเราจะต้องเป็นเพราะมีวาสนาต่อกัน มาเถิด เพื่อวาสนาในวันนี้พวกเรามาดื่มกัน !” หลินเว่ยเว่ยหยิบสุราองุ่นออกมา…ครึ่งเดือนต่อจากนี้เหล่าบัณฑิตอาจจะต้องสอบระดับเยวี่ยนซื่อ !


หยานจิงหยูถูกเมิ่งจิ่งหงจับตัวให้มานั่งเก้าอี้ หลินจื่อเหยียนและหลิ่วจงเทียนวิ่งไปยกอาหารที่เหลือในครัวออกมา ส่วนหยางยี่หรานที่กินยาและได้นอนไปหนึ่งงีบก็มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้น เขาช่วยรินสุราองุ่นให้ทุกคน


หลินเว่ยเว่ยช่วยเปลี่ยนสุราเป็นน้ำผลไม้ให้เขาแทน “ดื่มยาแล้วจะดื่มสุราไม่ได้ !”


ต่อจากนั้นทุกคนก็เริ่มชนจอกสุราและดื่มจนหมดจอกในคราเดียว สุราองุ่นทั้งหวาน กลมกล่อมและยังมีกลิ่นหอมของผลไม้ กอปรกับอาหารแสนโอชะบนโต๊ะแล้ว พวกบัณฑิตที่เคยเคร่งเครียดกับการสอบเมื่อครู่ก็เริ่มปล่อยวาง พวกเขากินอย่างเอร็ดอร่อยและยังเล่นท้าดื่มกันอีกด้วย


หลินเว่ยเว่ยคีบไก่สามถ้วยให้เจียงโม่หาน “ลองชิมสิว่ารสชาติเป็นอย่างไร”


เดิมทีไก่สามถ้วยเป็นอาหารท้องถิ่นของมณฑลเจียงซี ต่อมาได้รับความนิยมในไต้หวันจนกลายเป็นอาหารขึ้นชื่ออย่างหนึ่ง อาหารจานนี้ทำจากเนื้อส่วนน่องและปีกไก่ พอนำมาหมักแล้วก็ทอดให้เหลืองทอง จากนั้นก็ปรุงรสด้วยซอสอีกสามถ้วย…ได้แก่ สุราข้าวหนึ่งถ้วย น้ำมันหมูหนึ่งถ้วยและซอสถั่วเหลืองอีกหนึ่งถ้วย จึงได้ออกมาเป็นชื่อ ไก่สามถ้วย


เจียงโม่หานลองชิมอย่างละเลียดแล้วจึงบรรยายให้นางฟัง “หวานและเค็ม ในความเค็มยังมีความสดใหม่ เนื้อหอม รสชาติเข้มข้น รสชาติจะค่อยๆเด่นชัดหลังจากกินไปพักหนึ่ง !” หลินเว่ยเว่ยฟังแล้วยิ้มหน้าบานทันที !


หยานจิงหยูก็พยักหน้าตาม “เนื้อสัมผัสนุ่มลิ้น ยิ่งเคี้ยวยิ่งเพลิน ! เยี่ยม ยอดเยี่ยม ! หลินกู่เหนียง ต้องลำบากท่านแล้ว จิงหยูขอดื่มคารวะแก่ท่านหนึ่งจอก !”


[1] อวี้สื่อ คือ ตำแหน่งขุนนางฝ่ายตรวจการ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการชั้นสูง ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้


ตอนที่ 412: คว่ำก่อนเป็นเต่า


หลินเว่ยเว่ยยกจอกสุราขึ้นมา เจียงโม่หานก็ยกขึ้นเช่นกัน หยานจิงหยูจึงหยอกล้อทั้งสองว่า “นี่เรียกภรรยาร้องสามีรับหรือเปล่า ?”


เจียงโม่หานยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะดื่มสุราในจอกพลางรู้สึกไม่คิดฝันว่าโฉวฝู่อำมหิตจะมีวันได้มาร่วมดื่มสุรากับอวี้สื่อตงฉิน หากเป็นเมื่อชาติก่อนคงเป็นแค่นิทานหลอกเด็ก !


ทว่าเมื่อเทียบกับเจียงโม่หานผู้แสนจะเย็นชาแล้ว หยานจิงหยูยังมีหัวข้อให้สนทนากับหลินจื่อเหยียนมากกว่า “น้องจื่อเหยียน ! พี่สาวของเจ้าทำอาหารของภาคเหนือและใต้ได้มากมายขนาดนี้เลยหรือ ? อีกทั้งอาหารแต่ละจานยังมีรสชาติดั้งเดิมมากด้วย…”


หลินจื่อเหยียนเผยให้เห็นถึงความภาคภูมิใจทันที “เรื่องนี้พี่สาวของข้ามีพรสวรรค์มาก ! พี่รองทำได้มากมายหลายอย่าง แค่อาหารจานปลาก็ทำให้บนโต๊ะของท่านมีความหลากหลายแล้ว อย่างเช่น ปลาต้มผักดองเสฉวน ปลาต้มราดพริกกระเทียม ปลาเปรี้ยวหวานซีหู (ปลานึ่งราดซอสเปรี้ยวหวาน) ปลาต้มในน้ำซุป…อ้อ ยังมีหัวปลาราดพริก รสชาติสุดยอดไปเลย !”


หยานจิงหยูมีดวงตาเปล่งประกายทันที “น้องจื่อเหยียนช่วยถามพี่รองของเจ้าให้หน่อยว่ารับลูกศิษย์หรือเปล่า ?”


“รับลูกศิษย์อะไร ? ใครจะเรียน ?” หลินจื่อเหยียนถามด้วยความงุนงง


หยานจิงหยูรีบชี้มาที่จมูกตนเอง “ข้า ! ข้าเรียน ! ข้าจะบอกเจ้าให้ ข้าเองก็มีพรสวรรค์ในการทำอาหาร…ข้า…”


เมื่อบ่าวรับใช้ของเขาได้ยินเช่นนั้นก็รู้ทันทีว่าคุณชายเริ่มเมาแล้ว คุณชายเป็นคนคออ่อนแต่ชอบงานเลี้ยงสังสรรค์ นายท่านจึงกำชับครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่ให้เขาปล่อยคุณชายไปร่วมดื่มกับผู้ใด แต่ใครจะคิดว่าสุราองุ่นเพียงไม่กี่จอกก็ทำให้คุณชายเมาได้แล้ว !


บ่าวรับใช้รีบเข้าไปเตือน “คุณชายขอรับ คราวก่อนตอนที่ท่านแอบเข้าไปในครัวก็เกือบทำห้องครัวไหม้ ท่านลืมไปแล้วหรือขอรับ ? นับแต่นั้นมานายท่านก็สั่งให้คุณชายอยู่ห่างจากห้องครัว20ฉื่อ ท่านคงไม่ได้ลืมไปหมดแล้วหรอกนะขอรับ ?”


“ข้าเกือบเผาห้องครัวนั่นเป็นเรื่องสมัยใดแล้ว ? ยังจะหยิบยกมาพูดอีกหรือ ? อีกอย่างถ้าข้าทำอาหารเป็นแล้วจะเผาห้องครัวอีกหรือไร ?” หยานจิงหยูไม่พอใจสุดๆ ดวงตาที่หันมามองบ่าวรับใช้แทบถลนออกมาอยู่แล้ว


บ่าวรับใช้รีบอธิบายแทนคุณชาย “ต้องขออภัยทุกท่านด้วยขอรับ คุณชายของข้าน้อยคออ่อน…”


“ใครบอกว่าข้าคออ่อน ? มา มาดื่มกันอีก300จอก ใครคว่ำ (หน้า) ก่อนเป็นเต่า !” หยานจิงหยูยกจอกสุราอันว่างเปล่าในมือขึ้นอีกครั้งแล้วเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจและ…ดื่มอยู่คนเดียว


เมาแล้วจริงๆ ! คุณชายที่สง่างามและมีมารยาทขนาดนี้กลับพูด ‘ใครคว่ำก่อนเป็นเต่า’ ออกมาได้…ทำให้คนฟังอยากสำลักข้าวออกมา !


หลินจื่อเหยียนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “นะ…นี่คือสุราองุ่น รสหวานเหมือนน้ำผลไม้ เพิ่งดื่มไปไม่กี่จอกก็เมาแล้วหรือ ? คออ่อนจริงๆ…”


“ผู้ใดคออ่อน ?” หยานจิงหยูหันขวับมามอง


หลินจื่อเหยียนรีบพูด “ข้า ข้าคออ่อน นี่เพิ่งดื่มไปไม่กี่จอกก็เริ่มมึนหัวแล้ว…”


หยานจิงหยูยิ้มออกมาอย่างโง่งม “น้องจื่อเหยียน เจ้าอย่าดูถูกตนเอง เจ้าอายุยังน้อย ดื่มไม่ไหวก็ไม่มีใครหัวเราะเยาะเจ้าหรอก…ถ้าใครกล้าหัวเราะเยาะเจ้าก็เท่ากับมีเรื่องกับข้าหยานจิงหยูคนนี้ !” ขณะพูดก็ยกมือมาทุบอกตัวเองแรงๆ


หลินเว่ยเว่ยส่งสายตาให้น้องชายเพื่อบอกให้รินสุราแด่หยานจิงหยูอีกจอก…ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ มีเพียงต้องให้ดื่มลงไปเท่านั้นถึงจะทำให้เขาไม่เกเรมากขึ้น


เป็นอย่างที่คิด หลังจากหยานจิงหยูดื่มคารวะคนบนโต๊ะทีละจอกและคีบปลากระรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวานเข้าปาก…จู่ๆเขาก็ไม่เคลื่อนไหวอีกและทันใดนั้นบนโต๊ะอาหารก็มีเสียงกรนดังขึ้น เวลาเดียวกันเขาก็กำลังอมเนื้อปลาอยู่ในปากด้วย !


หลินเว่ยเว่ยแทบสำลักข้าวออกมา เมิ่งจิ่งหงและหลิ่วจงเทียนนำตัวเขาไปไว้ที่ห้องของหลินจื่อเหยียน แล้วทุกคนก็กลับมาดื่มกินต่ออีกครั้ง


เจียงโม่หานอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า…อวี้สื่อตงฉินในชาติก่อนก็มีด้านอ่อนไหวเช่นนี้ด้วย…


เช้าวันต่อมา หยานจิงหยูตื่นขึ้นมาในห้องเล็กๆ เมื่อเดินออกจากห้องที่แปลกตาแล้วเขาก็ยังเห็นลานบ้านที่ไม่คุ้นตาอีกจึงรู้สึกมึนงงในทันที…นี่เขาอยู่ที่ใด ? เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่ได้ ?


“พี่จิงหยูตื่นแล้วหรือ ?” เมื่อคืนนี้หลินจื่อเหยียนไปนอนที่ห้องของหยางยี่หรานและถือโอกาสดูแลคนป่วยด้วยเลย ทว่าดูเหมือนคนป่วยจะไม่ต้องการให้เขาดูแลเพราะหลับลึกกว่าเขาเสียอีก !


พอเห็นหลินจื่อเหยียนแล้ว ความทรงจำก็ค่อยๆย้อนคืนมา หยานจิงหยูถามด้วยความเขินอาย “เมื่อวานนี้ข้าดื่มจนเมา…คงไม่ได้ทำเรื่องน่าอายไว้ใช่หรือไม่ ?”


“ไม่เลย นิสัยตอนเมาของพี่จิงหยูดีมาก มีแค่นอนสลบไปเท่านั้น ไม่ว่าใครเรียกก็ไม่ตื่น และเป็นศิษย์พี่เมิ่งกับศิษย์พี่หลิ่วที่หามท่านมาในห้อง” หลินจื่อเหยียนอยากหัวเราะออกมาแต่ก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะโมโห “อาหารเช้าเสร็จแล้ว พี่จิงหยูล้างหน้าล้างตาแล้วออกมากินอาหารเช้าด้วยกัน !”


หยานจิงหยูหันหลังกลับเข้าห้องแล้วดึงตัวบ่าวรับใช้มาถามว่าเมื่อคืนตนทำอะไรลงไปบ้าง ทันใดนั้นเขาก็แทบอยากเอาหน้าซุกไว้ในอ่างน้ำแล้วไม่อยากเงยหน้าขึ้นมาอีกเลย…เจอกันครั้งแรก อีกฝ่ายรั้งให้กินข้าวที่บ้านแต่เขากลับดื่มจนเป็นเช่นนั้น ถูกต้องแล้วที่ท่านพ่อห้ามเขาดื่มสุรา เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ! ขายหน้าสุดๆ !


“พี่จิงหยู หากซาลาเปาทอดน้ำกับขนมจีบเย็นหมดแล้วจะไม่อร่อย ท่านเสร็จหรือยัง ?” เสียงของหลินจื่อเหยียนดังมาจากด้านนอก


หยานจิงหยูกัดฟัน ไม่ว่าอย่างไรก็ขายหน้าไปแล้ว แม้จะหลบหน้า ทว่าอีกฝ่ายย่อมไม่ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน หากเอาแต่หลบอยู่ในห้องไม่ยอมออกไป จะไม่ยิ่งน่าอายกว่าหรือ ?


“หอมมาก !” เพิ่งเดินเข้ามาก็ได้กลิ่นหอมหวนในห้องแล้ว มันช่างเย้ายวนจนทำให้น้ำลายไหลได้เลย


หลินจื่อเหยียนยกชามน้ำแกงร้อนๆเข้ามา กลิ่นหอมลอยออกมาจากน้ำแกงนี่เอง หลินจื่อเหยียนพูดพร้อมรอยยิ้ม “น้ำแกงไข่สูตรเฉพาะของพี่รอง !”


“ไก่อะไรนะ ?” หยานจิงหยูไม่ค่อยได้ยินจึงถามซ้ำอีกรอบ


“ไม่ใช่ไก่ แต่เป็นไข่ !” เอาล่ะ เดี๋ยวนี้ถึงขั้นมาสอนภาษากันแล้ว


หลินเว่ยเว่ยถีบก้นน้องชาย “อย่าทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าเป็นของประหลาด ความจริงก็แค่น้ำแกงไข่ชนิดหนึ่ง น้ำแกงของท่านเสร็จแล้ววางอยู่ในครัว !”


“ดีเลย !” หยานจิงหยูเห็นคนอื่นเข้าไปยกชามน้ำแกงไข่ออกมา เขาจึงวิ่งเข้าไปเพื่อจะยกของตนออกมาบ้าง แต่ชามน้ำแกงร้อนเกินไป ทำให้เขาเกือบจะทำชามหลุดมือ !


บ่าวรับใช้รีบวิ่งเข้าไปรับไว้แล้ววางมันลงกับโต๊ะ…เฮ้อ! น่าโมโหจริงๆ คุณชายทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ยังคิดจะเรียนทำอาหารอีก แค่กินยังไม่รู้เลยว่ากินอะไรเข้าไป !


“มา มา ! ชิมซาลาเปาทอดกันดีกว่า พูดกันว่าเป็นอาหารจากทางหางโจว” หลินจื่อเหยียนคีบซาลาเปาทอดน้ำให้หยานจิงหยูอย่างกระตือรือร้น ส่วน ‘พูดกันว่า’ ที่จริงแล้วเขารู้มาจากพี่รองนั่นเอง


หยานจิงหยูกัดชิมคำเล็กๆหลังชิมรสชาติอย่างละเอียดแล้วก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “กรอบ ไม่แข็ง ไม่เลี่ยน อร่อยมาก หลินกู่เหนียง เยี่ยมมาก !”


อีกฝ่ายชมพี่รอง แต่หลินจื่อเหยียนดีใจยิ่งกว่าอีกฝ่ายชมตนเองเสียอีก หลินจื่อเหยียนคีบ ‘ขนมจีบมันหมู’ ให้ หยานจิงหยู จากนั้นอีกฝ่ายก็คีบเข้าปากทั้งลูก กลิ่นหอมมาพร้อมความร้อน ธัญพืชเด่นชัดและข้าวเหนียวยังสุกกำลังดี นอกจากนี้ยังมีรสสัมผัสของมันหมูจางๆ เรียกได้ว่าทุกคำเต็มไปด้วยความอร่อย


หยานจิงหยูไม่เปิดปากพูดชมแต่อย่างใด เขายกนิ้วหัวแม่มือให้อย่างต่อเนื่อง คนอื่นก็พอใจกับอาหารเช้าในวันนี้มาก ดูได้จากการกินอย่างตะกละตะกลามนั้น


หลินเว่ยเว่ยยิ้มก่อนจะพูดกับเจียงโม่หานว่า “ข้ายังทำ ‘ขนมจีบมรกต’ เป็นด้วยล่ะ ขนมจีบมีรูปทรงเหมือนดอกเบญจมาศ ด้านในคือไส้ผัก พอนึ่งจนสุกแล้วไส้สีเขียวของผักในแผ่นแป้งสีใสก็จะเหมือนหยกเชียวล่ะ พอกินแล้วจะมีรสหวานและกลิ่มหอมของผัก เหมือนได้เข้าไปในสวนกลางฤดูใบไม้ผลิ มีนักปราชญ์เคยชมไว้ว่า ‘ชุ่มชื่นวิจิตร เคี้ยวเพลินไม่เบื่อ ไม่เพียงรสเลิศ ยังมีสีสันงดงาม’”


[1] ซาลาเปาทอดน้ำ เป็น ซาลาเปาลูกเล็กคล้ายเสี่ยวหลงเปาแต่จะนำไปนึ่งกึ่งทอดให้มีความเกรียมทั้งบนและล่าง


ตอนที่ 413: นักกินได้อันดับที่หนึ่ง


เจียงโม่หานหัวเราะเบาๆ “นักปราชญ์ท่านใดวิจารณ์ได้ติดดินขนาดนี้ ?”


หลินเว่ยเว่ยแยกเขี้ยวใส่ทันที “ก็นักปราชญ์ติดดินไงเล่า !” นักเขียนในยุคอนาคตย่อมใช้คำที่สละสลวยได้น้อยลงอยู่แล้ว


เจียงโม่หานพยักหน้า “ข้ารู้จักขนมจีบมรกต เป็นอาหารเช้าพิเศษของหยางโจวแล้วก็ยังมี ‘หยางโจวคู่เด็ด’ อีกหนึ่งอย่าง เป็นขนมทอดพันชั้น สีเหมือนฝูหรง ( ดอกพุดตาน ) และค่อนข้างโปร่งใส พูดกันว่าตัวขนมมีมากถึง64ชั้น รสสัมผัสหอมหวานกลมกล่อม มีเอกลักษณ์…”


ขณะเคี้ยวขนมจีบมันหมูอย่างเอร็ดอร่อย หยานจิงหยูก็ทำหูกาง ไม่พลาดบทสนทนาของทั้งสองแม้แต่น้อย เขาพูดด้วยความประหลาดใจ “น้องเจียงเคยไปหยางโจวแล้วหรือ ? ข้าได้ยินว่าอาหารมื้อเช้าของหยางโจวไม่ได้เรียกว่าอาหารเช้า แต่เรียกชาเช้า เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ?”


เจียงโม่หานตอบอย่างเรียบนิ่ง “ไม่เคยไป แต่เคยอ่านเจอในตำราเท่านั้น…”


…! บัณฑิตน้อย เจ้าจะทำให้บรรยากาศเงียบสงัดไม่ได้ !


โชคดีที่หยานจิงหยูไม่ใส่ใจ เขารีบบรรยายถึงอาหารเลิศรสที่เคยได้ยินมาบ้าง เจียงโม่หานคอยฟังเงียบๆ และตอบเพียงประโยคสองประโยคเท่านั้น แต่มันทำให้อีกฝ่ายอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์มากกว่าเดิม…


ข่าวใหญ่ ข่าวใหญ่ ! อวี้สื่อตงฉินและโฉวฝู่อำมหิตร่วมดื่มกินและสนทนากันอย่างสนุกสนาน…


ห้าวันต่อจากนั้นก็มาถึงวันประกาศผลสอบฝู่ซื่อ เมิ่งจิ่งหงเดินนำโดยมีหลิ่วจงเทียนและหลินจื่อเหยียนเดินขนาบข้าง ส่วนเผิงหยูเหยี่ยนและหยางยี่หรานเดินตามหลังมาติดๆ ทั้งห้าคนเป็นเสมือนใบมีดที่เบียดเข้าไปในฝูงชนที่มาดูผลสอบ


“ออกแล้ว ! ออกแล้ว !” เจ้าหน้าที่นำผลสอบมาติดบนป้ายประกาศ พวกบัณฑิตที่รอดูก็มีอาการเหมือนหยดน้ำกำลังไหลลงน้ำมันเดือดจัดคือเริ่มกระจายตัวทันที


เมื่อโดนพวกคนด้านหลังผลัก เมิ่งจิ่งหงก็เบียดเข้ามาอยู่ตรงกลางฝูงชนอย่างรวดเร็ว เขามีสีหน้าซีดเผือด “เลิกเบียดได้แล้ว อาหารเช้าที่กินมาจะโดนพวกเจ้าเบียดจนไหลย้อนออกมาอยู่แล้ว !”


หลินจื่อเหยียนที่อยู่ด้านหลังก็ตัวสูงไม่พอจึงผลักเมิ่งจิ่งหง “อย่ามัวพูดจาไร้สาระ รีบดูผลสอบเร็ว !”


เมิ่งจิ่งหงมองจากรอบนอกสุด ผ่านไปไม่นานเขาก็ทำตัวเหมือนไก่โดนเหยียบเท้าที่ร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจ “หาชื่อของข้าเจอแล้ว ! ฮ่าฮ่า ข้าได้อันดับที่43 ข้าเป็นบัณฑิตถงเซิงแล้ว !”


หากไม่โดนเบียดจนขยับตัวไม่ได้ เขาก็อยากกระโดดตีลังกา ! เผิงหยูเหยี่ยนกับหลินจื่อเหยียนยังจิ้มที่เอวเขา “อย่าเพิ่งดีใจ กลั้นไว้ก่อน ! ดูต่อสิ !”


เมิ่งจิ่งหงเข้าใจความรู้สึกในตอนนี้ของคนอื่น เขาจึงอดกลั้นความรู้สึกดีใจเอาไว้แล้วหรี่ตาเพื่อไล่มองบนกระดานต่อไป “หาเจอแล้ว ! สหายหลิ่ว เจ้าได้อันดับที่38 !”


หลิ่วจงเทียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ บ้านของตนกับบ้านของเมิ่งจิ่งหงเป็นสหายกัน สามารถพูดได้ว่าพวกเขาเติบโตมาด้วยกัน ในสำนักศึกษาก็มีความสามารถระดับใกล้เคียงกัน เจ้าเมิ่งจิ่งหงไม่ค่อยสนใจอ่านตำรา ส่วนตนก็ไม่ค่อยมีพรสวรรค์ในการอ่านสักเท่าไร ดังนั้นด้านการเรียนรู้ของทั้งสองจึงไม่ค่อยแตกต่าง ถ้าเจ้าหมอนี่สอบบัณฑิตถงเซิงได้ แต่เขาไม่ติด พอกลับไปแล้วคงไม่มีหน้าไปพบท่านพ่อแน่นอน…โชคยังดี โชคยังดี !


เมิ่งจิ่งหงหันไปมองสหายสนิทของตนแล้วขยิบตาให้ หลิ่วจงเทียนยกมือถูข้างแก้มของตนแล้วพูดกับเขาว่า “หาต่อ ! ศิษย์พี่เผิงกับน้องจื่อเหยียนยังรออยู่ !”


เมิ่งจิ่งหงพูดด้วยรอยยิ้ม “พวกเราสอบติดแล้ว ศิษย์พี่เผิงกับน้องจื่อเหยียนยังต้องกังวลอะไรอีก ? ต้องติดอยู่แล้ว…นั่นไง ข้าเดาถูกจริงๆด้วย ศิษย์พี่เผิง ท่านสอบได้อันดับที่26 !”


หยางยี่หรานดูผิดหวังเล็กน้อย ศิษย์พี่เมิ่งดูจากหลังไปหน้า หมายความว่า26อันดับล่างไม่มีเขาอยู่เลย ต้องหมดสิทธิ์แล้วแน่นอน ! ตอนสอบสนามสองเขาก็มีลางสังหรณ์บางอย่างแล้ว กอปรกับปัญหาเรื่องฝนรั่วในสนามสอบที่สามจึงทำให้เขาล้มป่วย ความหวังที่จะมีรายชื่อจึงยิ่งริบหรี่…ตอนนี้ก็คงต้องตัดใจ !


หลินจื่อเหยียนดีใจแทนพี่เขยใหญ่ ในเวลาเดียวกันก็ยิ่งร้อนใจ มาถึงอันดับที่26แล้ว ข้างหน้ายังมีรายชื่ออีกครึ่ง ไม่รู้ว่าจะมีชื่อของตนอยู่ไหม…


เผิงหยูเหยี่ยนสังเกตเห็นความวิตกกังวลของอีกฝ่ายจึงหันไปตบบ่าเขาแล้วพูดว่า “จื่อเหยียน ไม่ต้องกลัว ! ศิษย์น้องเจียงก็พูดแล้วว่าด้านการเรียนนั้นเจ้ามีพรสวรรค์กว่าข้า บทความก็เต็มเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ อันดับของเจ้าต้องอยู่ด้านหน้าแน่นอน !”


“หาเจอแล้ว ! หลินจื่อเหยียน อันดับที่12 !” เมิ่งจิ่งหงหันกลับมายกกำปั้นให้เขา “เจ้าตัวแสบ ได้อันดับดีใช้ได้ !”


เมิ่งจิ่งหงยังไล่ดูอันดับจากหลังไปหน้าอีกครั้ง แต่ท้ายที่สุดก็ยังหาชื่อหยางยี่หรานไม่เจอ พวกเขาทั้งห้าจึงพยายามเบียดตัวออกจากฝูงชน ทั้ง4คนที่สอบติดแม้จะดีใจก็นึกถึงความรู้สึกของหยางยี่หรานจึงคิดหาวิธีปลอบเขาแทน…


หยางยี่หรานพูดอย่างปล่อยวาง “เดิมทีด้านการเรียนของข้าก็สู้พวกท่านไม่ได้อยู่แล้ว ท่านพ่อก็บอกว่าคราวนี้ให้ข้ากับญาติผู้พี่มาทำความคุ้นเคยกับสนามสอบและขั้นตอนระหว่างนั้นก่อน พอถึงเวลาสอบอีกรอบจะได้มีความมั่นใจขึ้น ! ไม่ต้องนำข้ามาทำให้จิตใจของพวกท่านห่อเหี่ยวหรอก”


เมิ่งจิ่งหงเข้าไปตบบ่าเขา ก่อนจะหันไปพูดกับคนที่เหลือว่า “พวกเจ้าเดาสิว่าอันดับหนึ่งคือใคร ? พวกเรารู้จักด้วยล่ะ !”


หลินจื่อเหยียนมุ่ยปาก “ยังต้องเดาอีกหรือ ? ท่านเห็นพวกเราโง่หรือไร ? บัณฑิตที่เข้าสอบฝู่ซื่อและพวกเรารู้จัก นอกจากเราไม่กี่คนแล้วก็ไม่ใช่พี่หยานหรืออย่างไร ?”


เมิ่งจิ่งหงหัวเราะฮ่าฮ่า “คาดไม่ถึงเลยว่าพี่หยานจะร้ายกาจขนาดนี้ บัณฑิตนับพัน แต่เขาคว้าอันดับหนึ่งมาได้ หืม ? พวกเจ้าคิดหรือไม่ว่าพี่หยานคนนี้คงไม่ได้เป็นศัตรูตัวฉกาจของสหายเจียงหรอกกระมัง ?”


สำหรับพี่เขยรองแล้ว หลินจื่อเหยียนยังมั่นใจมากพอสมควร “ข้าคิดว่าศิษย์พี่เจียงมีสิทธิ์ชนะมากกว่า วันนั้นพี่หยานกับศิษย์พี่เจียงถกเถียงความรู้กัน พี่หยานยังชื่นชมอีกฝ่ายอย่างสุดบรรยาย มันไม่ชัดเจนอีกหรือ !” ว่าที่พี่เขยรองคนนั้น แม้แต่ผู้อาวุโสเซวียยังชื่นชม ฉะนั้นอันดับหนึ่งในการสอบจอหงวนครานี้ต้องเป็นของพี่เขยรองแน่นอน !


หยานจิงหยูรู้ผลสอบจากปากบ่าวรับใช้แล้วก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอันใด เนื่องจากตัวเขาได้ศึกษาอยู่ในสำนักศึกษาชั้นดีที่สุดของเมืองหลวงและยังมีผู้อาวุโสในบ้านคอยชี้แนะอีก ต้นทุนจึงสูงกว่าบัณฑิตทั่วไปมากพอสมควร ผนวกเข้ากับรูปแบบการเขียนบทความของบัณฑิตทางเหนือยังไม่ค่อยสละสลวย ความยากในการสอบสำหรับเขาจึงลดลงอย่างมาก หากไปทางใต้ล่ะก็ ด้วยความรู้ของเขานี้แค่ติดหนึ่งในสิบอันดับแรกก็ถือว่าไม่เลวแล้ว !


หยานจิงหยูนั่งรอฟังข่าวอยู่ที่โรงน้ำชาตรงข้ามสนามสอบ เมื่อเขาก้มมองก็เห็นร่างอันแสนคุ้นตาของคนทั้งห้า


“พี่เผิง น้องชายหลิน !” หยานจิงหยูเดินลงมาจากโรงน้ำชา ขณะอยู่ห่างจากพวกเขาทั้งห้าตั้งหลายก้าวก็โบกมือทักทายอย่างสนิทสนมแล้ว


“ยินดีด้วย ยินดีด้วย พี่จิงหยูสอบได้ที่หนึ่ง !” หลินจื่อเหยียนทำมือคารวะเพื่อแสดงความยินดีต่ออีกฝ่าย


“พวกเจ้าไปดูผลสอบมาแล้วหรือ ?” หยานจิงหยูคารวะตอบ “ลำดับที่ได้คงไม่เลวกระมัง ?”


หยางยี่หรานคลี่ยิ้ม “นอกจากข้าแล้ว พวกเขาทั้งสี่ก็ติดอันดับกันหมด !”


หยานจิงหยูรีบพูดปลอบเขาสองสามประโยค ก่อนจะพูดว่า “ข้าจองห้องอาหารไว้ที่หยวนเค่อหลาย มื้อเที่ยงนี้ข้าเลี้ยงเอง…”


หลินจื่อเหยียนเผยสีหน้าไม่ค่อยดี “พี่รองตื่นมาเตรียมวัตถุดิบตั้งแต่เช้าตรู่ บอกว่าเที่ยงนี้ให้กลับไปกินหม้อไฟ ทุกคนจะได้ร่วมวงสนุก…”


“หม้อไฟ ? สิ่งใดคือหม้อไฟ ?” หยานจิงหยูกระตือรือร้นขึ้นมาทันที คราวก่อนได้ชิมฝีมือหลินกู่เหนียงแล้ว เขาก็ยังนึกถึงมาโดยตลอด ! หลินกู่เหนียงมีรสมือขั้นเทพ ขอเพียงเป็นอาหารที่นางเคยกิน นางก็ทำออกมาได้หมด แถมรสชาติยังดีกว่าด้วย !


…นี่เป็นข้อแก้ตัวใหม่ที่หลินเว่ยเว่ยคิดขึ้นมา เพราะการอ้างว่านางชอบใช้สูตรอาหารของบรรพบุรุษแล้วดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าไร บ้านของผู้ใดที่จะมีสูตรอาหารทั้งเหนือและใต้หรือของกินจากทั่วโลกขนาดนี้กันเล่า ?


ตอนที่ 414: พี่รองมีสติปัญญาล้ำเลิศ


หลินจื่อเหยียนอธิบายด้วยความตื่นเต้น “ร่วมกินหม้อไฟก็คือนั่งล้อมวงโดยมีหม้อทองแดงอยู่กลางโต๊ะ จากนั้นก็คีบเนื้อจุ่มลงในน้ำแกงที่กำลังเดือด น้ำแกงรวมเข้ากับวัตถุดิบเป็นหนึ่งเดียว เผ็ดร้อน หอมสดชื่น ไอร้อนพรั่งพรู ทุกคนได้มีความสุขร่วมกัน !”


เมื่อหันกลับไปก็เห็นท่าทางสนอกสนใจของหยานจิงหยู เขาจึงพูดต่อด้วยรอยยิ้ม “พี่หยาน เวลากินหม้อไฟ จำนวนคนยิ่งเยอะยิ่งสนุก ไม่สู้มื้อเที่ยงนี้ท่านมากินด้วยกันหรือไม่ ?”


หยานจิงหยูดูสับสนขึ้นมาทันที “แต่…ข้าจองห้องอาหารที่หยวนเค่อหลายไว้…”


หยวนเค่อหลายเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงของเมืองจงโจว เมื่อเทียบกับหอจุ้ยเกาแล้ว สามารถพูดได้ว่าแต่ละร้านมีเอกลักษณ์เฉพาะตน อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ในวันประกาศผลสอบเช่นนี้ร้านอาหารประเภทนี้จองห้องได้ยากมาก !


เมิ่งจิ่งหงเข้าไปคว้าหัวไหล่ของเขาทั้งสองข้างแล้วฉีกยิ้มพูดอย่างอารมณ์ดี “ห้องอาหารที่จองไว้ก็ให้บ่าวไปยกเลิก! ร้านอาหารจะเทียบกับฝีมือหลินกู่เหนียงได้อย่างไร? หากพลาดคราวนี้ไปแล้วจะหากินอีกไม่ได้!”


เมื่อหยานจิงหยูได้ยินเช่นนั้นก็พูดต่อทันที “ถ้าอย่างนั้น…ข้าก็น้อมรับคำเชิญ !”


ขณะนี้พวกเขายังอยู่ไกลจากบ้านเช่ามาก แต่ก็ได้กลิ่มหอมอันแสนเย้ายวนแล้ว ผู้เข้าสอบที่เช่าบ้านละแวกนี้พากันบ่นระงม “กลิ่นลอยมาจากบ้านหลังไหน ? เริ่มทรมานคนอื่นอีกแล้ว ! ปล่อยกลิ่นหอมน่าหลงใหลออกมาทุกวันแบบนี้ ใครจะทนไหว ?”


หลินจื่อเหยียนหัวเราะฮ่าฮ่า “นี่ต้องเป็นกลิ่นน้ำแกงหม้อไฟที่พี่รองกำลังทำแน่นอน! น้ำแกงรสเผ็ดและชา พี่หยาน ท่านลองดมสิ หอมหรือเปล่า ? หม้อไฟที่พี่รองเป็นคนปรุงย่อมไม่มีใครลอกเลียนขึ้นมาได้อีก ! ไป ไปกัน ! พยาธิในกระเพาะข้าเริ่มกรีดร้องแล้ว !”


เมิ่งจิ่งหงพูดหยอก “พยาธิในกระเพาะเจ้าเป็นไก่หรือ ถึงได้กรีดร้องเหมือนโดนเชือด ?”


หลินจื่อเหยียนรีบเถียง “ท่านได้กลิ่นแล้วท้องไม่ร้องหรือไร ?”


หยานจิงหยูชอบนิสัยของคนกลุ่มนี้มาก พวกเขาไม่มีความปากหวานก้นเปรี้ยว ไม่ใช้อุบายต่อกัน เห็นอยู่ชัดๆว่าต้องแข่งขันกันเรื่องการสอบ แต่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวถึงเพียงนี้ เขาจึงถามด้วยรอยยิ้ม “น้องจื่อเหยียน พี่รองของเจ้าดูมั่นใจในตัวน้องชายไม่น้อยเลย ! ผลสอบยังไม่ทันออก นางก็เตรียมอาหารไว้ล่วงหน้าแล้ว !”


หลินจื่อเหยียนก็พูดด้วยรอยยิ้ม “พี่รองบอกว่าหากมีชื่อบนป้ายประกาศก็ถือว่าอาหารมื้อนี้เป็นการเลี้ยงฉลอง แต่หากไม่มีชื่อก็ถือเป็นงานเลี้ยงปลอบประโลมหัวใจอันแสนเปราะบางของพวกเรา คติของพี่รองคือ ‘ไม่มีปัญหาใดที่อาหารเลิศรสหนึ่งมื้อรับมือไม่ได้ ถ้ามีก็สองมื้อ !’”


มุมปากของหยานจิงหยูกระตุกทันที “น้องจื่อเหยียน คำพูดนี้ของนางมีเหตุผลมาก !”


หลินจื่อเหยียนต้องเข้าข้างพี่สาวอยู่แล้ว “แน่นอน ! พี่รองของข้ามีสติปัญญาล้ำเลิศ !”


“เจ้าตัวแสบ นินทาอะไรข้าอีก ?” หลินเว่ยเว่ยได้ยินเสียงจึงออกมาจากห้องครัว ในมือยังถือมีดทำครัวอยู่ด้วย พอเห็นสีหน้าของคนกลุ่มนี้ หัวใจที่กังวลของนางก็คลายออกทันที…ในวันประกาศผลสอบ ผู้ปกครองเครียดยิ่งกว่าคนสอบเสียอีก !


หลินจื่อเหยียนฉีกยิ้มหน้าบานให้นาง “เปล่า เปล่า ข้าชมท่านต่างหาก ! ชมว่าท่านเป็นพี่สาวแสนดีที่สุดของที่สุดของที่สุดบนโลกใบนี้ !”


หลินเว่ยเว่ยชี้ไปที่ตัวเขา แต่แล้วทันใดนั้นนางก็ตระหนักได้ว่าท่าทางถือมีดของตนดูน่ากลัวไปหน่อย นางจึงลดระดับมีดลงแล้วพูดว่า “หลินต้าฮว๋า เจ้าโดนเอ้อร์ฮว๋าสิงร่างหรือไร ? พูดจาน่าขนลุกแบบนั้นออกมาได้ !”


หลินจื่อเหยียนอารมณ์ดีสุดๆ ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม “นั่นก็เพราะน้องสี่อายุยังน้อยจึงทำตัวออดอ้อนต่อหน้าท่านและพูดคำน่าฟังแบบไม่ต้องจ่ายเงินจ้างบ่อยๆ ส่วนข้าแค่ซ่อนความเคารพและการชื่นชมในตัวท่านไว้ในก้นบึ้งของจิตใจ ! พี่รอง การมีท่านเป็นพี่สาวถือว่าเป็นโชคดีที่สุดในชาตินี้ของข้าแล้ว !”


เมื่อปีก่อน ครอบครัวประสบความยากลำบาก เขาต้องเผชิญปัญหาด้านการเงิน พอย้อนคิดแล้วชีวิตเช่นปัจจุบันดูทั้งห่างไกลและเพ้อฝันมาก ! ทุกครั้งที่เขาตื่นนอนหรือตกใจตื่นจากฝันร้ายก็มักกลัวว่าชีวิตในปัจจุบันจะเป็นเพียงความฝัน พอตื่นขึ้นมาแล้ว เขาก็ยังเป็นเด็กที่ไม่กล้ากินข้าวจนอิ่มท้องเพื่อประหยัดเงินไว้สำหรับซื้อพู่กันและแท่งหมึก อีกทั้งพยายามคัดลอกตำราของเพื่อนร่วมชั้นตลอดทั้งคืน


ในเวลานั้นตัวเขาก็ไม่รู้ว่าจะทนได้ถึงเมื่อใด ไม่รู้ว่าชีวิตจะไปในทิศทางไหนและไม่รู้ว่าชะตากรรมของคนในครอบครัวจะเป็นอย่างไร


ตอนที่พี่สาวคนโตส่งข่าวมาบอกว่าที่บ้านไม่มีอะไรกิน อีกทั้งท่านแม่ยังล้มป่วย เขาก็แทบหัวใจแตกสลาย จากนั้นหยิบเหรียญทองแดงที่เก็บไว้ซื้อแท่งหมึกออกไปซื้อข้าวมาสองสามชั่งแล้วเดินจนเจ็บเท้าเพราะไม่อยากเสียเงิน2อีแปะเป็นค่าโดยสารเกวียน ต้องเดินอยู่ครึ่งวันกว่าจะถึงบ้าน…ท่านแม่นอนสลบไสล พี่สาวคนโตมีน้ำตาอาบใบหน้าและน้องชายคนเล็กที่ตัวผอมอย่างกับอะไรดี…ในชั่วอึดใจนั้นเขาตัดสินใจว่าจะทิ้งการเรียนและหันมาแบกรับหน้าที่ดูแลครอบครัว…


แต่ในเวลานั้นเอง พี่รองที่เป็นตัวถ่วงของครอบครัวก็แบกธัญพืชและเนื้อหมูเข้ามาในบ้าน ร่างของนางที่ปรากฎในความทรงจำดูยิ่งใหญ่มาก


ตั้งแต่พี่รองหายจากอาการ ‘ป่วย’ สถานการณ์ของครอบครัวก็ดีขึ้นเรื่อยๆ นางทั้งล่าสัตว์ เก็บผลไม้ป่า ทำผลไม้อบแห้ง ทำของแปรรูปอย่างเช่นเนื้อแผ่น แยมผลไม้ และขายสูตรขนม ต่อมายังช่วยคนในหมู่บ้านก่อตั้งโรงงานแปรรูปเมล็ดสน…


ระยะเวลาสั้นๆเพียงครึ่งปี ฐานะทางการเงินของคนในครอบครัวก็เปลี่ยนไปราวฟ้ากับเหว สามารถซื้อโกดังตรงท่าเรือ สามารถแบ่งเงินปันผลกับร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ ช่วงนั้นยังใช้สูตรอาหารแลกเป็นร้านค้าอันแสนเฟื่องฟูในอำเภอฝูอันได้อีกสองสามร้าน…เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย ทว่าแต่ละเรื่องเกิดจากความพยายามและการวางแผนของพี่รองทั้งหมด แล้วพี่สาวแบบนี้จะไม่ให้เขาชื่นชมและเคารพในตัวนางได้อย่างไร ?


หลินเว่ยเว่ยมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะใช้มือที่ไม่ได้จับมีดมาแตะหน้าผากอีกฝ่าย “ก็ไม่ได้ป่วย ! หรือผลสอบจะไม่ได้ดั่งใจจึงมาประจบข้าแทน ? ว่ามา เจ้าสอบได้ที่เท่าไหร่ ? ข้ารับรองว่าจะไม่ทุบเจ้าแน่นอน !…เจ้าคงไม่ได้ไร้ชื่อบนป้ายประกาศหรอกกระมัง ?”


ตอนเอ่ยถึงประโยคสุดท้าย นางก็เริ่มพับแขนเสื้อแล้ว หลินจื่อเหยียนเห็นแบบนั้นก็รีบถอยหลังไปสองก้าวและพูดต่อทันที “ใช่ที่ไหน ! มีพี่เขยรองที่โดดเด่นขนาดนี้เป็นอาจารย์ หากข้ายังสอบตกอีกก็ไม่มีหน้าจะกลับมาแล้ว !”


เรี่ยวแรงของพี่รอง แค่หมัดเดียวก็ฆ่าหมูป่าตัวหนึ่งได้แล้ว ร่างกายอ่อนแอของเขา แค่นิ้วก้อยของนางก็ทนไม่ไหวแน่ !


ในเวลานี้หยางยี่หรานทำใจได้แล้ว พอเห็นสหายหวาดกลัวพี่สาวขนาดนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “พี่รองหลิน หลินจื่อเหยียนสอบได้อันดับสูงที่สุดในหมู่พวกเรา อีกแค่นิดเดียวก็จะติดหนึ่งในสิบอันดับแรกแล้ว ! นอกจากข้าแล้ว พวกเขาทั้งสี่คนสอบผ่านหมดเลย !”


พอได้ยินแบบนั้น หลินเว่ยเว่ยก็ส่งสายตาปลอบโยนเขาทันที “เมื่อครู่ข้าแค่ล้อเขาเล่น แม้จะสอบไม่ติดก็ไม่เป็นไร เพราะพวกเจ้ายังเด็ก ปีนี้ไม่ติดปีหน้าค่อยสอบใหม่ ! อ้อ คุณชายหยานมาด้วยหรือ ? สอบได้อันดับดีสิท่า”


หลินจื่อเหยียนพูดด้วยความตื่นเต้น “พี่หยานสอบได้อันดับที่หนึ่ง !”


หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองเขาด้วยความรังเกียจ “เจ้าจะตื่นเต้นขนาดนั้นทำไม ? คนไม่รู้ก็คงหลงคิดว่าเจ้าได้ที่หนึ่งเสียเอง !”


หลินจื่อเหยียนหัวเราะฮ่าฮ่า “ข้าดีใจแทนพี่หยานไงเล่า ! เดิมทีพี่หยานคิดจะเลี้ยงข้าวพวกเรา แต่เราจำได้ว่าพี่รองทำหม้อไฟจึงลากเขามาร่วมวงด้วย !”


หยานจิงหยูทำมือคารวะแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเขินอายเล็กน้อย “ข้ามารบกวนอีกแล้ว !”


“รบกวนอะไรกัน ! กินอาหารข้างนอกแพงจะตายไป รสชาติก็ธรรมดา จะจ่ายเงินมากมายไปเพื่ออะไร ทุกคนเข้าไปรอให้บ้านก่อน ประเดี๋ยวหม้อไฟก็เสร็จแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยโบกมือให้อย่างไม่ใส่ใจ…คนเพิ่มอาหารไม่เพิ่ม แค่เพิ่มตะเกียบอีกคู่เท่านั้น


ตอนที่ 415: หยานจิงหยูเท่ากับปลาพระจันทร์?


หลินจื่อเหยียนพับแขนเสื้อขึ้น “พี่รอง ยังมีของอะไรต้องเตรียมอีกหรือไม่ ? ยกให้เป็นหน้าที่พวกเราเถิด !”


เมิ่งจิ่งหงพยักหน้า “ใช่ ใช่ ! อยากให้ช่วยอะไร หลินกู่เหนียงพูดได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ !”


หลินเว่ยเว่ยพูดอย่างไม่เกรงใจจริงๆ “ถ้าเช่นนั้นในบรรดาพวกท่านมีใครจะสับกระเทียม ยังมีผักเหล่านั้นอีก ต้องล้างให้สะอาด มันฝรั่งต้องปอกเปลือก…หลินต้าฮว๋า เจ้าเอาเนื้อปลาที่ข้าเตรียมไว้ไปกวน ข้าจะทำลูกชิ้นปลา…”


หยานจิงหยูมองเหตุการณ์ตรงหน้า อืม นางไม่เกรงใจจริงๆ แต่ละคนแทบจะมีหน้าที่ของตนหมดแล้ว เขาจึงเริ่มรู้สึกว่าจะว่างอยู่อย่างนี้คงไม่ค่อยเหมาะสม “แล้วข้าล่ะ ? ข้าต้องทำอะไร ?”


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด ก่อนจะนำมีดในมือยัดใส่มือเขา “สับหมูเป็นหรือเปล่า ? พอสับหมูพวกนี้เสร็จแล้ว ประเดี๋ยวข้าจะเอาไปทำลูกชิ้นหมูผักชีและเกี๊ยวไข่ !”


หลินจื่อเหยียนถืออ่างไว้ในอ้อมแขนแล้วกวนเนื้อปลาไปในทิศทางเดียวกัน หลังได้ยินแบบนั้นเขาก็ฉีกยิ้มทันที “วันนี้มีทั้งลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นหมูแล้วยังมีเกี๊ยวไข่อีก อลังการสุดๆไปเลย พี่หยาน ท่านมีลาภปากแล้ว!”


หลินเว่ยเว่ยนำเนื้อแกะและเนื้อกวางกึ่งแช่แข็งออกมา จากนั้นก็เริ่มแล่เป็นชิ้นบางๆอย่างรวดเร็ว เพราะเด็กพวกนี้กินจุ นางจึงต้องเตรียมเนื้อไว้ให้มากพอ แต่ละเนื้อถูกแล่เตรียมไว้ประมาณ5ชั่ง…การกินหม้อไฟแบบไม่กังวลเรื่องปริมาณเนื้อ เป็นอะไรที่สุขสุดยอด !


เจียงโม่หานเข้ามาพร้อมน้ำมันงาและซอสงา หลินจื่อเหยียนรีบเข้าไปหาเขาด้วยความดีใจและรายงานผลสอบ เจียงโม่หานพยักหน้าแล้วตอบสั้นๆว่า “อืม ไม่เลว !”


หลินจื่อเหยียนดูตื่นเต้นกว่าเดิม “เวลานี้ของปีก่อน ข้ายังไม่กล้าคิดเลยว่าหนึ่งปีต่อมาจะสอบบัณฑิตถงเซิงได้ ! ตอนนี้รู้สึกราวกับฝันไป !”


เจียงโม่หานเหลือบมองเขา “สอบถงเซิงติดก็พอใจแล้วหรือ ? ไม่ได้เรื่อง !”


หลินจื่อเหยียนทำตัวเหมือนลูกสุนัขขี้อ้อนขึ้นมาทันที “พี่เขยรอง ท่านหมายความว่า…ข้ายังมีหวังที่จะสอบซิ่วไฉได้ด้วยหรือ ?”


เจียงโม่หานพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “มั่นใจในตัวเองหน่อย !”


หลินจื่อเหยียนมีแรงกวนเนื้อปลาขึ้นมาทันที “พี่เขยรองเชื่อมั่นในตัวข้า เช่นนั้นข้าก็จะพยายามอย่างสุดความสามารถ !” การสอบซิ่วไฉเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยกล้านึกฝันมาก่อน ในเมื่อพี่เขยรองพูดถึงขนาดนี้แล้ว เขาก็จะลองพยายามดูสักครั้ง !


เจียงโม่หานวางของในมือลงแล้วเดินเข้าไปหาหยานจิงหยูที่กำลังกัดฟันสับหมูประหนึ่งว่ามีความแค้นต่อกัน “มา ! ข้าทำเอง !”


เมื่อรับมีดมาจากหยานจิงหยูแล้ว เขาก็เริ่มแสดงฝีมือสับหมูอันแสนช่ำชอง…ด้วยวิธีสับหมูของเจ้าปลาพระจันทร์ ( มูนฟิช ) คืนนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้กินลูกชิ้นหมูผักชี !


หยานจิงหยูยืนดูอยู่ด้านข้างและพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชมว่า “น้องเจียงไม่เพียงมีทักษะการเรียนเป็นเลิศ แต่ทักษะการใช้มีดก็ยังดูชำนาญมากด้วย !”


“…” มีอะไรให้น่าชื่นชม ? ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากมีบ่าวรับใช้รายล้อมและโยนทุกอย่างให้ทำ…แต่สภาพชีวิตไม่เอื้ออำนวยให้ทำเช่นนั้น !


เนื้อหมูถูกสับเรียบร้อยแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็แบ่งออกไปส่วนหนึ่ง นางใช้กระทะก้นแบนมาทำแผ่นเกี๊ยวไข่ ท่วงท่าการเคลื่อนไหวว่องไว ทุกอย่างเป็นจังหวะสอดคล้องพร้อมเกี๊ยวไข่สีเหลืองทองที่ค่อยๆถูกวางในจาน แค่เกี๊ยวไข่นางก็ทำมากถึง3จาน ! อารมณ์ประมาณว่ากองเป็นเนินเขาขนาดเล็ก !


หม้อทองแดงขนาดใหญ่พิเศษถูกยกมาวางบนโต๊ะ ด้านล่างใส่ถ่านเข้าไป ส่วนด้านบนก็เทน้ำแกงใสและน้ำแกงหม่าล่าอย่างละช่อง ยังไม่ทันได้กินก็แทบหลงมัวเมาไปกับกลิ่นหอมอยู่แล้ว !


“มีน้ำจิ้มน้ำมันงากระเทียมสับกับน้ำจิ้มงาธรรมดาอยู่ ชอบอันไหนก็เลือกอันนั้น” ถือว่าหลินเว่ยเว่ยใส่ใจมาก เพราะเตรียมน้ำจิ้มไว้ให้เรียบร้อย


หยานจิงหยูเพิ่งเคยกินหม้อไฟแบบนี้ครั้งแรกจึงไม่รู้ว่าควรเลือกอะไรดี พอเห็นหลินเว่ยเว่ยเลือกน้ำจิ้มน้ำมันงากระเทียมสับ เขาจึงหยิบมาบ้าง เนื้อหนึ่งจานน้ำหนัก2ชั่งถูกใส่ลงในหม้อ มันต้องใช้เวลาต้มประมาณ2เฟินจง ( นาที ) หลินเว่ยเว่ยส่งตะเกียบให้เจียงโม่หาน ก่อนจะหันไปยื่นตะเกียบให้หยานจิงหยูที่ไม่เคยกินมาก่อน “คุณชายหยาน เนื้อกินได้แล้ว ไม่ต้องเกรงใจ เพราะไม่อย่างนั้นเนื้อจะโดนหมาป่าหิวโซฝูงนี้แย่งกินหมด !”


หยานจิงหยูแอบหันไปมอง ใช่ ! เจ้าเด็กไม่กี่คนนี้พยายามค้นหาเนื้อในหม้อสุดชีวิต สภาพเหมือนกำลังแย่งกันไม่ผิดเพี้ยน เพียงชั่วพริบตาเดียวเนื้อในหม้อก็…ไม่เหลือแล้ว ! หมดแล้วหรือ ? เพิ่งผ่านไปเท่าไรเอง เนื้อ2ชั่งก็ไม่เหลือสักชิ้นแล้ว ?


หลินจื่อเหยียนใส่ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นหมูผักชีและเนื้อลงไปอีกจาน จากนั้นก็กลับมานั่งกินเนื้อในชามของตนอย่างใจเย็น เขาเริ่มสอนประสบการณ์การกินหม้อไฟให้หยานจิงหยู “ตาต้องแม่น มือต้องไว อย่าลังเลเด็ดขาด !”


พอเนื้อจานนี้สุกแล้ว หยานจิงหยูก็ไม่แสร้งทำเป็นคุณชายผู้แสนสุภาพอีกต่อไป เขาพับแขนเสื้อขึ้นแล้วคีบเนื้อขึ้นมาตะเกียบใหญ่ ๆ ก่อนจะวางลงในชามตรงหน้าแล้วใช้ช้อนตักลูกชิ้นปลากับลูกชิ้นหมูผักชีมาอีกหลายลูกจนแทบจะไม่มีที่ว่างในชาม เขาจึงเริ่มก้มหน้าก้มตากิน


“แค่ก แค่ก !” รสชาติเผ็ดชาพุ่งเข้าสู่ลำคอ หยานจิงหยูไม่ค่อยชินจึงสำลักอยู่พักหนึ่ง หลินจื่อเหยียนรีบรินน้ำเย็นมาวางข้างมือเขา พอดื่มน้ำเย็นไปสองสามอึกเพื่อกลบความแสบร้อนในลำคอแล้วก็เริ่มลิ้มรสชาติอย่างไม่เกรงกลัว…หลังจากความรู้สึกเผ็ดร้อนหายไปแล้วก็เหลือเพียงกลิ่นหอมที่หาตัวจับได้ยาก ขอใช้แปดตัวอักษรมาอธิบายว่า…ชาเผ็ดร้อนหอม สดใหม่ซับซ้อน !


หลินจื่อเหยียนแนะนำเขาอีก “พี่หยาน หากท่านกินเผ็ดไม่ได้ก็กินแบบน้ำแกงใสที่เคี่ยวมาจากเนื้อไก่ติดกระดูกและส่วนซี่โครงไก่ เคี่ยวไฟอ่อนและคอยตักฟองออกจึงได้น้ำแกงที่ใสแบบนี้ กินไปแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นมากเลย !”


หยานจิงหยูกินเผ็ดไม่ค่อยได้จริงๆ หลังจากกินเนื้อและลูกชิ้นในชามหมดแล้ว เขาก็ลองกินแบบต้มในช่องน้ำแกงใสบ้าง รสชาติดีมาก พิเศษไม่เหมือนใคร !


หลินจื่อเหยียนยังแนะนำเขาต่อ “ท่านลองชิมผ้าขี้ริ้ว แค่จุ่ม ‘ขึ้นลงเจ็ดแปดครั้ง’ ก็กินได้แล้ว รสชาติกรุบกรอบอร่อยมาก แล้วก็ยังมีหลอดเลือดใหญ่ กระเพาะ…เมื่อก่อนพี่หยานคงไม่เคยกินใช่หรือเปล่า ?”


ใช่ ! ในบ้านของชนชั้นสูงจะมีการใช้เครื่องในสัตว์มาทำอาหารน้อยมาก หยานจิงหยูเห็นทุกคนกินอย่างเอร็ดอร่อยจึงทำใจคีบมาลองบ้าง ทันใดนั้นเขาก็หลงรักในรสชาตินี้…แท้จริงวัตถุดิบที่โดนมองข้ามก็สร้างรสสัมผัสสุดแสนอร่อยได้เช่นกัน !


หยานจิงหยูเริ่มกินเป็นแล้ว ! สองครั้งที่มากินอาหารในบ้านเช่าหลังเล็กๆแห่งนี้ เขาจะกินได้อย่างมีความสุขเสมอ หากท่านพ่อรู้เข้าล่ะก็ จะบ่นเขาว่าอย่างไรบ้าง ! ‘ยับยั้งชั่งใจ’ คำนี้สลักอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ แต่เมื่อเจอสหายกลุ่มนี้และฝีมือทำอาหารของหลินกู่เหนียงแล้ว เขาก็โยนมันทิ้ง ในบรรยากาศแบบนี้ ช่างยากที่จะไม่ทำตัวให้กลมกลืน…


สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือหลังกินหม้อไฟเสร็จแล้ว ผู้ชายไม่กี่คนนี้ก็เริ่มทำงานกันอย่างหัวหมุน ต้มน้ำร้อน ล้างจาน เก็บโต๊ะและกวาดพื้น…ท่าทางชำนาญเหมือนว่าทำมาแล้วหลายครั้ง ส่วนแม่ครัวในวันนี้…หลินกู่เหนียงกลับกลายเป็นเจ้านายที่นั่งจิบชาอย่างว่างงานอยู่ในห้อง


หยานจิงหยูถามเสียงอ่อน “เอ่อ คือ…มีสิ่งใดให้ข้าทำหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยยิ้มก่อนจะรินชาให้เขา “ไม่ต้องหรอก ท่านเป็นแขก จะให้มาทำงานได้อย่างไร ?”


หยานจิงหยูหันไปมองเมิ่งจิ่งหงกับหลิ่วจงเทียน เมิ่งจิ่งหงเข้าใจความหมายของเขาจึงเข้ามาพูดพร้อมรอยยิ้ม “พวกเราเป็นเสมือนคนบ้านเดียวกันแล้ว ไม่แบ่งข้าแบ่งเจ้า พี่หยาน พอนานวันเข้า ท่านก็จะเข้ากับพวกเราได้เอง !”


“เอ่อ คือ…อย่างไรข้าไปช่วยดีกว่า !” หยานจิงหยูไม่อยากนั่งอยู่เฉยๆ เขาลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ลานบ้าน จากนั้นย่อตัวนั่งยองๆข้างอ่าง แล้วรับฟองน้ำล้างจานมาจากหลินจื่อเหยียน หลังจากนั้นก็รับหน้าที่ล้างคราบมันเยิ้มออกจากตะเกียบและจานชาม


ตอนที่ 416: ข้าชอบที่เจ้าเป็นแบบนี้


“ฮึ ! ถือว่ารู้หน้าที่ ! แบบนี้ข้าชอบ !” หลินเว่ยเว่ยชอบทำอาหารก็จริง แต่นางไม่ชอบงานล้างจานเลย


เจียงโม่หานจึงพูดอย่างใจเย็นว่า “ต่อไปนี้ข้าจะเป็นคนล้างจานของที่บ้านเอง !”


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็ยิ้มกว้างแล้วยื่นมือไปบีมแก้มของเขา “ข้าชอบที่เจ้าเป็นแบบนี้ที่สุด !”


เจียงโม่หานคว้ามือคู่เล็กที่แสนจะอวดดีของนางแล้วกล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “ระวังคนอื่นจะมองไม่ดี!”


หลินเว่ยเว่ยก้มมองมือของตนที่ถูกมือใหญ่กุมเอาไว้ มือของคนทั้งสองที่จับกันอยู่นั้นโดนแขนเสื้อใหญ่ของเขาบังไว้จนมิด ถ้าคนอื่นมองมาก็คงนึกว่าทั้งสองกำลังควงแขนกันอยู่ แล้วมันต่างกันตรงไหน ? เฮอะ ! ผู้ชายปากไม่ตรงกับใจ !


การสอบระดับเยวี่ยนซื่อรอบพิเศษจะจัดขึ้นในอีกครึ่งเดือนนี้แล้ว เหล่าบัณฑิตที่สอบผ่านระดับถงเซิงของเมืองจงโจวมาได้หมาดๆจำนวน50คนล้วนเข้าร่วมการสอบเยวี่ยนซื่อในครั้งนี้ด้วย ซึ่งพวกเขากำลังเร่งหาคนมารวมกลุ่ม


บังเอิญเหลือเกินที่เดิมทีกลุ่มของหลินจื่อเหยียนมีสี่คน พอรวมหยานจิงหยูเข้าไปอีกหนึ่งก็เป็นห้าคนพอดี พวกเขาจึงไม่ต้องไปหาคนเพิ่มอีกและทั้งห้าคนต่างรู้นิสัยใจคอกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เรื่องการค้ำประกันให้กันจึงอุ่นใจมากขึ้น ส่วนบัณฑิตหลิ่นเซิงที่มาลงนามค้ำประกันให้พวกเขายังคงเป็นคนเดียวกับที่อำเภอเป่าชิง


เพราะของขวัญที่พวกหลินจื่อเหยียนมอบให้ทั้งล้ำค่าและมีเอกลักษณ์ อีกทั้งยังให้ ‘ผลประโยชน์’ ดีๆอีกไม่น้อย ในเมื่อตอนนี้มาถึงการสอบในเมืองจงโจวแล้ว การลงนามค้ำประกันให้อีกฝ่ายสองครั้งติดก็ถือเป็นข้อตกลงที่ดีเช่นกัน อีกอย่างเด็กพวกนี้สอบผ่านถงเซิงแล้วมีโอกาสสูงที่จะได้เป็นบัณฑิตซิ่วไฉ เช่นนี้ก็พลอยทำให้ผู้ลงนามค้ำประกันได้หน้าได้ตาไม่น้อย !


โดยเฉพาะการลงนามค้ำประกันให้พวกหลินจื่อเหยียนถึงสองครั้งสองครา สี่ในห้าคนสอบติดบัณฑิตถงเซิงแล้วจึงรับรองได้ว่าปีหน้าจะต้องมีคนหอบของขวัญล้ำค่าหรือเงินทองมาไหว้วานให้ตนช่วยลงนามค้ำประกันอย่างล้นหลาม ! แถมตอนนี้มีบัณฑิตหัวกะทิเพิ่มมาอีกหนึ่งคนซึ่งสอบได้อั้นโฉ่ว (อันดับที่1ในสนามสอบระดับนั้น) ในระดับฝู่ซื่อ มองแล้วมีโอกาสสอบได้ซิ่วไฉสูงมาก ดังนั้นโอกาสสร้างชื่อเสียงดีๆเช่นนี้มีหรือที่ตนจะพลาด ?


เจียงโม่หานสมัครไว้ตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว เขาร่วมค้ำประกันให้บัณฑิตถงเซิงอีกสี่คนจากสำนักศึกษาเดียวกัน ส่วนบัณฑิตหลิ่นเซิงที่มาลงนามค้ำประกันให้เขาเป็นคนที่ทางสำนักศึกษาหามาให้ อาจารย์ฟ่านก็เดินทางมาถึงตัวเมืองนานแล้ว เขามาเข้าร่วมการตรวจข้อสอบเพราะหลังจากคดีทุจริตการสอบเซี่ยนซื่อถูกเปิดโปงก็มีผู้ตรวจการเดินทางมาจากเมืองหลวง ส่งผลให้การทุจริตในการสอบระดับเยวี่ยนซื่อไม่เกิดขึ้นอีก


หลังจากที่อาจารย์ฟ่านเดินทางมาถึงเมืองจงโจวแล้วก็เรียกเจียงโม่หานมาพบ พอช่วยทดสอบและชี้แนะเรื่องการสอบแล้วเขาก็เผยรอยยิ้มพอใจออกมา อาจารย์ฟ่านตบบ่าลูกศิษย์พลางเอ่ยปลุกใจ “ตั้งใจสอบให้ดี ! หากเจ้าสอบไม่ได้หลิ่นเซิง ( หมายถึงกลุ่มที่ได้อันดับสูง ) ต่อไปก็ห้ามมาเรียกข้าว่าอาจารย์ !”


เจียงโม่หานโค้งคารวะ “ศิษย์จะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังขอรับ !”


ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ อาจารย์ฟ่านดูแลเขาเสมือนลูกหลานของตน คอยให้ความช่วยเหลือมากมาย ดังนั้นอาจารย์ฟ่านจึงสมควรได้รับการคารวะจากเขา !


อาจารย์ฟ่านรีบเข้ามาช่วยประคอง ขณะเดียวกันขอบตาของผู้เป็นอาจารย์ก็แดงก่ำเล็กน้อย เขาตีไปที่แขนของลูกศิษย์อย่างแรงแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “กลับไปท่องตำราเถิด ! วันพรุ่งนี้อาจารย์ต้องเข้าไปในสนามสอบ รอให้ลำดับรายชื่อประกาศออกมาแล้ว อาจารย์จะมาแสดงความยินดีกับเจ้าอีกครั้ง !”


หลังจากมองตามแผ่นหลังของเจียงโม่หานจนกระทั่งร่างสูงหายไปจากสายตา อาจารย์ฟ่านจึงยกมือลูบเคราแล้วพยักหน้าชื่นชมอีกฝ่ายว่า…สง่าผ่าเผย ความสามารถล้ำเลิศ คุณธรรมสูงส่ง ! หากข้ามีบุตรีแล้ว ลูกศิษย์ผู้นี้ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว !


เด็กคนนี้อนาคตไกล รู้จักวางแผนชีวิตของตน ช่างเป็นคนที่มีความคิดไม่เหมือนใครจริงๆ ไม่มีใจยึดติดในอำนาจ ไม่คิดใช้การแต่งงานมาเป็นเครื่องมือไต่เต้าในหน้าที่การงาน เป็นคนที่ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ !


การสอบระดับเยวี่ยนซื่อแบ่งเป็นสองสนามสอบคือเจิ้งซื่อและฟู่ซื่อ แต่ละสนามใช้เวลาสอบทั้งหมดสามวัน ผู้เข้าสอบแต่ละคนจะถูกแบ่งให้เข้าพักคนละห้อง ใครโชคร้ายหน่อยก็จะได้ห้องที่ติดกับห้องน้ำซึ่งมีกลิ่นเหม็น


หลินเว่ยเว่ยไม่เพียงตั้งใจเตรียมอาหารให้ผู้เข้าสอบทั้งห้าคนตามมาตรฐานที่สามารถนำเข้าสนามสอบได้แล้ว นางยังทำถุงหอมให้ทั้งห้าคนโดยผสมกลิ่นโป้เหอ ( สาระแหน่ ) และกลิ่นผลไม้อบแห้งเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายและสดชื่น แต่ไม่รู้ว่าจะนำเข้าไปได้หรือเปล่า…


เหมือนเช่นเคย นางมาส่งพวกเขาที่หน้าประตูทางเข้าสนามสอบ เจียงโม่หานที่เดินอยู่ในกลุ่มผู้เข้าสอบค่อยๆหันกลับมามองและก็เห็นนางยังยืนอยู่ที่เดิมพร้อมแววตาแสนอบอุ่นคู่นั้น จู่ๆในหัวใจของเขาก็เกิดกระแสธารอบอุ่นไหลเวียน…การสอบสองระดับก่อนหน้านี้เขาทำหน้าที่มาส่งผู้เข้าสอบ แต่ในยามนี้เขากลายเป็นคนที่นางต้องมาส่งเสียแล้ว


เจียงโม่หานเกิดแรงผลักดันและความกดดันในเวลาเดียวกัน…ข้าจะตั้งใจสอบให้ดี เช่นนั้นคงไม่มีหน้าไปพบท่านแม่และไม่มีหน้าไปเผชิญกับคู่หมั้น…


หลินเว่ยเว่ยที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนก็เห็นบัณฑิตน้อยหันกลับมามอง ชั่วอึดใจนั้นนางก็รู้สึกเหมือนว่าผู้คนรอบตัวได้กลายเป็นสีเทา มีเพียงร่างสูงโปร่งของเขาเท่านั้นที่แจ่มชัดในแววตาของนาง


หลินเว่ยเว่ยเผยรอยยิ้มกว้างออกมาแล้วโบกมือให้เขา ตั้งใจสอบ พอกลับมาแล้วข้าจะทำของอร่อยให้กิน !


หลังเข้ามาในสนามสอบแล้วคราวนี้การตรวจสอบเข้มงวดกว่าเดิม แต่มันก็เหมือนทุกครั้งตรงที่จะมีการตรวจสอบสัมภาระทุกชิ้นอย่างละเอียด พวกขนมและของกินที่พวกเขาห่อมาด้วยก็ถูกเปิดเพื่อตรวจสอบทั้งสิ้น


“นี่คืออะไร ?” เจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบชี้ไปยังของขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือแล้วถาม


เจียงโม่หานตอบด้วยน้ำเสียงเฉยชา “อาหาร”


“บิให้ข้าดู !” เจ้าหน้าที่คนนี้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่มาก แต่โชคยังดีที่เขาไม่ได้ยื่นมือเข้าไปทำเอง เช่นนั้นเจียงโม่หานจะกินต่อได้อย่างไร?


เจียงโม่หานบิของสิ่งนั้นออกเป็นสองส่วนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทั้งที่หลินเว่ยเว่ยพยายามทำให้มันมีขนาดเล็กมากพอแล้วยังคาดไม่ถึงว่าปีนี้การตรวจสอบจะเข้มงวดกว่าครั้งไหน อาหารชิ้นเล็กขนาดนี้ก็ยังไม่ปล่อยผ่าน


เมื่อเจ้าหน้าที่ได้กลิ่นหอมของเนื้อก็กล่าวว่า “ผู้เข้าสอบปีนี้ช่างสรรหาวิธีเปลี่ยนรูปร่างของอาหารเก่งเสียจริง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหอมกรุ่นยังไม่พอ ยังนำอาหารพวกนี้เข้ามาอีก ทำให้อาหารมีชิ้นเล็กขนาดนี้ช่างมีความพยายามจริงๆ…เอาล่ะ เข้าไปได้ !”


เจียงโม่หานหิ้วตะกร้าเข้าสอบของตนแล้วค่อยๆเดินเข้าไปด้านใน เมื่อหาห้องพักของตนเจอแล้วก็เหลือบมองไปยังของกินที่ถูกบิครึ่ง พลางนึกถึงเด็กน้อยที่วุ่นอยู่ในครัวทั้งวัน…เพื่อให้พวกเขาสามารถกินได้อย่างสะดวกในระหว่างทำข้อสอบ นางตั้งใจและคิดหาวิธีอย่างสุดความสามารถ…


เขายังโชคดีไม่น้อย เนื่องจากห้องพักอยู่ห่างจากห้องน้ำและไม่ไกลจากบริเวณที่สามารถไปรับน้ำดื่มได้ แม้ว่าภายในห้องจะมีกลิ่นอับบ้างก็ยังถือว่ารับไหว


ยามนี้ฟ้าเริ่มสว่าง เมื่อแสงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าแล้วถือเป็นวันที่อากาศดีวันหนึ่ง ! ข้อสอบถูกส่งมาและแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเจียงโม่หาน


ยามที่เขาตั้งใจตอบคำถามนั้นเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งล่วงเลยมาถึงช่วงเที่ยงวัน ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่คุมสอบ เหล่าผู้เข้าสอบต่อแถวไปรับน้ำร้อนและเพื่อประหยัดเวลาผู้เข้าสอบส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป…ส่วนผู้เข้าสอบที่ทางบ้านไม่ได้ร่ำรวยก็จะรับน้ำดื่มแล้วไปนั่งกินของแห้งที่นำมาด้วย


เจียงโม่หานค่อยๆปรุงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ใส่ไส้กรอกลงไปเล็กน้อย จากนั้นก็เปิดห่อใส่ผักอบแห้งลงไป หากไม่ใช่เพราะเขาปรามนางเอาไว้ นางก็คงให้เขาเอาไข่ไก่เข้ามาด้วยแน่นอน…ทำราวกับว่าสนามสอบเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอย่างไรอย่างนั้น


เมื่อเส้นบะหมี่หอมๆ เนื้อแห้งและไส้กรอกผสมผสานกับผักหลากสีสันแล้วก็ให้ความรู้สึกอยากอาหารมากทีเดียว เจ้าหน้าที่คุมสอบที่เดินมาทางเขาก็เหลือบไปเห็นอาหารกลางวันที่แสนจะ ‘อุดมสมบูรณ์’ ในใจพลันคิดว่า…ใช้ได้เลยนี่ ผู้เข้าสอบได้กินของดีกว่าพวกตนเสียอีก !


ผู้เข้าสอบได้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในขณะที่พวกตนทำงานได้เบี้ยหวัดเดือนละ1ตำลึง จะเอามาซื้อของเหล่านี้กินได้อย่างไร ! เฮอะ เอาเนื้อแห้งและไส้กรอกมาด้วยหรือ กินดีอยู่ดีเสียจริง ! ผู้เข้าสอบคนนี้คงไม่ใช่คุณชายผู้เป็นที่รักแห่งตระกูลใดตระกูลหนึ่งในเมืองจงโจวหรอกกระมัง ครอบครัวของเขาคงกลัวบุตรชายอดอยากตอนสอบสิท่า ?


ตอนที่ 417: นางคือความโชคดี


เจียงโม่หานกินอาหารกลางวันอย่างเอร็ดอร่อย ตำแหน่งโฉวฝู่เมื่อชาติที่แล้วได้ปลูกฝังนิสัยจู้จี้จุกจิกให้แก่ตน โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน เขาต้องได้กินของดีของอร่อยเท่านั้น ยามนี้ความเรื่องมากไม่สามารถนำมาใช้จับผิดอาหารที่เด็กน้อยเตรียมไว้ได้เลยเพราะมันช่างอร่อยยิ่งนัก !


นึกถึงการสอบเยวี่ยนซื่อทั้งสองสนามเมื่อชาติที่แล้ว เรียกได้ว่ายามนั้นเขาอัตคัดมาก ! มีแค่แผ่นแป้งทอดแห้งๆ ติดตัวเข้าสนามสอบเท่านั้น แถมยังไม่กล้ากินอีกด้วย เพราะกลัวว่าหากกินไปแล้วในวันท้ายๆ จะไม่เหลือให้กินจนต้องทรมานด้วยความหิวโหย ทำได้แค่ดื่มน้ำที่ทางสนามสอบจัดไว้ให้เท่านั้น…ตอนนี้ชีวิตของเขามีนางเข้ามา ช่างเป็นความโชคดีเหลือเกิน !


ตกดึกวันนี้ เสียงนอนกรนดังสนั่นมาจากห้องข้างๆ ยังมีกลิ่นเท้าจากห้องอีกด้าน โชคดีเขาเอาที่อุดหูซึ่งหลินเว่ยเว่ยเตรียมไว้ให้มาใช้ นอกจากนี้ยังเอาถุงหอมวางไว้ข้างหมอนก่อนจะค่อยๆเข้าสู่ห้วงแห่งความฝัน


ตอนที่นอนอยู่ เขาฝันร้ายจนเผลอยกเท้าถีบผนังห้องพัก ทำให้สะดุ้งตื่นยามดึก…เฮ้อ จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อช่วงขายาวเกินไป ไม่มีที่ให้เหยียดขาแล้ว ! ชาติที่แล้วเขาเข้าร่วมการสอบเยวี่ยนซื่อในช่วงสามปีหลังจากนี้และตอนนั้นตัวก็ยังไม่สูงขนาดนี้เลย แต่เพราะได้รับสารอาหารเพียงพอและใส่ใจในการออกกำลังกาย เขาถึงได้ตัวสูงขึ้นเช่นนี้


วันที่สามของสนามสอบเจิ้งซื่อ เขาตอบคำถามเสร็จเป็นกลุ่มแรก หลังตรวจสอบกระดาษคำตอบอีกหนึ่งรอบจึงส่งคำตอบ เมื่อพักอยู่ในห้องแคบๆนี้มาสามวันสองคืนแล้วก็เริ่มได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวจากร่างกายของตน อีกทั้งยังกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและแป้งทอดมาสามวันจนหายอยาก ถึงเวลาต้องเปลี่ยนรสชาติอาหารบ้างแล้ว !


ดูเหมือนเขาจะเป็นคนแรกที่ส่งกระดาษคำตอบ หลังเดินออกมาจากสนามสอบแล้วก็ไม่เห็นเงาร่างคุ้นเคยของนางจึงทำได้แค่เดินกลับบ้านเช่าเพียงลำพัง ตอนเดินมาถึงบ้านเช่าก็ได้ยินเสียงร้องเพลงอย่างเหงาหงอยของนางดังมาจากด้านใน แต่พอเขาผลักประตูเข้าไปแล้วเสียงเพลงนั้นก็หยุดลงทันที


หลินเว่ยเว่ยหันขวับมาตามเสียง พอเห็นว่าเป็นเขาเอง นางก็ทำสีหน้าแปลกประหลาดแล้วปรี่มาหาเขาทันที “เหตุใดจึงออกมาเร็วขนาดนี้ ? เพราะไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ?” เขาคงไม่ได้ป่วยจนถูกหามออกมาใช่หรือไม่ ? แต่ดูจากสีหน้าและท่าทางของเขาแล้ว…ไม่เหมือนคนป่วยเลย !


“ไม่ได้ป่วย ข้าแค่เขียนคำตอบเสร็จแล้วจึงรีบส่งและรีบออกมา ! มีน้ำอุ่นหรือเปล่า ? ข้าอยากสระผม ช่วยดูให้ทีว่ามีเหาหรือไม่ !” ตอนนี้เจียงโม่หานรู้สึกคันยุบยิบไปทั่วทั้งตัวแล้ว


หลินเว่ยเว่ยทำหน้าตกใจ “ไม่หรอกกระมัง ? สุขอนามัยของสนามสอบแย่ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ? เจ้านั่งลงแล้วดื่มน้ำก่อน ข้าจะไปหาน้ำอุ่นมา !”


หลังจากบัณฑิตน้อยสระผมเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงช่วยเขาเช็ดผมจนแห้ง จากนั้นให้เขานอนคว่ำหน้าลง ส่วนนางก็คอยเขี่ยพลิกเส้นผมของเขาดูแล้วให้คำตอบที่คนฟังวางใจ “ไม่ต้องกังวล ไม่มีเหา อาจเพราะเจ้ารู้สึกคัน จิตใจจึงพาให้คิดว่าอาจมีเหาอยู่บนศีรษะ ประเดี๋ยวข้าจะเอาน้ำไปไว้ในห้อง เจ้าก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จริงสิ ข้าห่อเกี๊ยวกุ้งไว้ด้วย หลังอาบน้ำเสร็จแล้วเจ้าก็กินสักชามแล้วกัน !”


เจียงโม่หานอาบน้ำเสร็จก็มากินเกี๊ยวกุ้งในน้ำแกงอุ่นๆหอมอร่อย เขานั่งอาบแดดยามเช้าอยู่ในลานบ้านอย่างเกียจคร้าน เมื่อชาติที่แล้วตอนออกจากสนามสอบก็มีสภาพเหมือนคนที่ตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง ท้องหิวโซขณะมองไปยังแผ่นแป้งทอดร้อนๆริมทาง แต่พอมานับเหรียญทองแดงในกระเป๋าก็ตัดใจจ่ายเงิน2อีแปะเพื่อซื้อไม่ได้ รสชาติของชีวิตในยามนั้นช่าง…เฮ้อ ! ไม่อยากนึกถึงมันเลย !


ชาตินี้เขามีคู่หมั้นที่ทั้งงดงามและมากความสามารถมาคอยดูแล นางปรนนิบัติเขาอย่างดีมาโดยตลอด บุตรสาวคนรองของตระกูลหลินเปรียบเสมือนดาวนำโชคของเขา !


เจียงโม่หานนอนพักผ่อนอีกราวๆ1ชั่วยาม เหล่าบัณฑิตอีกห้าคนที่เหลือจึงเดินเข้าบ้านมาพร้อมสีหน้าห่อเหี่ยว หลินเว่ยเว่ยรีบต้มเกี๊ยวที่ห่อไว้แล้วนำมาให้พวกเขากินตอนร้อนๆคนละชาม


หยานจิงหยูเห็นว่าเจียงโม่หานอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่เรียบร้อยแล้วจึงถามว่า “น้องเจียงออกจากสนามสอบเร็วมาก คงไม่ใช่กลุ่มแรกที่ออกมาหรอกกระมัง ?”


เจียงโม่หานพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “พอเขียนคำตอบเสร็จ ข้าก็ทนอยู่ในห้องนั้นไม่ไหวอีกจึงส่งกระดาษคำตอบแล้วออกมาเลย…แล้วพี่หยานสอบเป็นอย่างไรบ้าง ?”


หยานจิงหยูตอบอย่างถ่อมตน “ก็พอได้ ข้าตอบคำถามไปทุกข้อแล้วที่เหลือ คงต้องดูว่าผู้ตรวจข้อสอบจะชอบและวิจารณ์อย่างไร !”


เมิ่งจิ่งหงได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจพลางส่ายหน้า “ส่วนข้าก็คาดว่าคงหยุดที่ระดับถงเซิงกระมัง ! ตอนเขียนคำตอบข้อสุดท้าย สมองของข้ามึนงงไปหมด ข้าจึงเขียนคำตอบแบบขอไปที…”


หลินจื่อเหยียนเกาศีรษะแล้วเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ “ข้าก็เขียนคำตอบได้นะ แต่ไม่รู้ว่าจะถูกหรือเปล่า…”


“พอแล้ว ! นี่เพิ่งสอบเสร็จสนามแรกอย่าเพิ่งแสดงความเห็นเรื่องคำตอบ ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลต่อความพยายามในการสอบสนามถัดไป ตอนนี้น้ำอุ่นเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ทุกคนไปอาบน้ำจากนั้นนอนให้อิ่มได้เลย ไม่ต้องคิดเรื่องพวกนั้นอีก !” หลินเว่ยเว่ยตัดบทสนทนาของพวกเขาแล้วไล่แต่ละคนไปอาบน้ำ


สนามสอบเจิ้งซื่อจะมีการคัดเลือกผู้สอบผ่านทั้งหมด100คน ในฐานะที่เป็นบัณฑิตหยวนแห่งสำนักบัณฑิตฮั่นหลิน แน่นอนว่าย่อมไม่มีทางพลาดช่วงของการให้คะแนนผู้เข้าสอบ


ผู้ตรวจข้อสอบจะได้รับชุดกระดาษคำตอบคนละหลายสิบชุด ในขั้นแรกพวกเขาจะคัดชุดคำถามที่ไม่มีการเขียนคำตอบหรือเขียนแล้วแต่อ่านไม่ออกและเขียนคำตอบผิดออกไปก่อน จากนั้นค่อยอ่านคำตอบของแต่ละชุดอย่างละเอียด ใครที่ตอบได้ไม่เลวก็จะวางไว้อีกฝั่ง ใครที่ตอบได้ธรรมดาทั่วไปก็วางไว้อีกฝั่ง แยกกันอย่างชัดเจน…


ตกดึกคืนนั้น ภายในสนามสอบยังคงเต็มไปด้วยแสงไฟส่องสว่าง เหล่าผู้ตรวจข้อสอบกำลังต่อสู้กับกระดาษคำตอบอย่างหนักหน่วง ถึงอย่างนั้นส่วนใหญ่พวกเขาก็จะอ่านกระดาษคำตอบเพียงรอบเดียวเท่านั้น ทำให้บัณฑิตหยวนอดถามไม่ได้ว่า “เป็นอย่างไร ? ดูเหมือนว่าการสอบเยวี่ยนซื่อในปีนี้จะไม่มีผู้ใดเขียนคำตอบได้น่าทึ่งเลยสักคน”


ในเวลานี้อาจารย์อายุประมาณ50ปีคนหนึ่งได้กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “กองของข้ามีอยู่2ฉบับที่ไม่เลวเลย หนึ่งในนั้นเขียนได้โดดเด่นกว่าผู้ใด มีการเขียนคำตอบโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ถือเป็นต้นกล้าพันธุ์ดีอย่างแท้จริงขอรับ !”


บัณฑิตหยวนรับเอากระดาษคำตอบทั้งสองฉบับนั้นมาอ่านอย่างตั้งใจ จากกระดาษคำตอบนี้บ่งบอกได้เลยว่าผู้เข้าสอบทั้งสองมีความสามารถโดดเด่นกว่าคนอื่นจริงๆ แต่มีหนึ่งในนั้นที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมุมมองในการตอบหรือทางทฤษฎีที่นำมาใช้ตอบก็มีความเป็นผู้ใหญ่และเฉียบคม ตอบได้อย่างตรงจุด ตรงประเด็นและเข้าใจง่าย แม้ให้บัณฑิตหยวนมาตอบเองก็อาจจะไม่มีข้อมูลเชิงลึกและความเฉพาะตัวเหมือนบัณฑิตผู้นี้ !


พอมองลายมือที่เขียนกระดาษคำตอบมาแล้ว หืม ? ช่างเป็นลายเส้นที่เฉียบคมและประณีตประดุจหงส์ร่อนมังกรทะยาน ลายเส้นแข็งแกร่ง โค้งมนงดงาม เห็นได้ชัดว่าเป็นปรมาจารย์ด้านวิจิตรอักษร ลายมือนี้ช่าง…ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก ? จากนั้นเขาก็ก้มมองพัดที่บุตรชายให้มา…แท้จริงก็เป็นเช่นนี้ !


ส่วนการสอบระดับเยวี่ยนซื่อสนามที่สองก็จัดให้มีการสอบทั้งหมดสามวัน การสอบสนามฟู่ซื่อรอบแรกจะมีบัณฑิตผ่านเข้ารอบทั้งหมด100คน โดยพวกเขาจะแจ้งแค่เลขห้องพักที่ผู้เข้าสอบได้เข้าพัก ทว่าไม่แจ้งชื่อแซ่ติดไว้


สนามฟู่ซื่อรอบสองจะเป็นการสอบเขียนเรียงความหนึ่งบทและกวีนิพนธ์หนึ่งบท นอกจากนี้จะมีการสุ่มเขียนเนื้อหาจากใน ‘คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำสั่งศักดิ์สิทธิ์’ เจียงโม่หานยังคงตอบคำถามได้อย่างสบาย ข้อสอบประเภทนี้สำหรับเขา…ช่างง่ายดายยิ่งนัก


เจ้าหน้าที่ตรวจคำตอบเลือกกระดาษคำตอบของเขาออกจากกองกระดาษจำนวนมาก นอกจากนี้ยังอ่านให้ผู้ตรวจแต่ละคนฟังอย่างตื่นเต้น เมื่อทุกคนได้ฟังก็แสดงสีหน้าเหลือเชื่อและชื่นชมออกมา…บัณฑิตผู้นี้เป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดีแห่งราชสำนัก ในอนาคตจะต้องเป็นกำลังหลักของบ้านเมืองอย่างแน่นอน !


หลังการตัดสินกระดาษคำตอบทุกฉบับเสร็จสิ้นแล้ว อาจารย์ผู้ตรวจกระดาษคำตอบของเจียงโม่หานก็รอไม่ไหวที่จะอ่านชื่อของเขาออกมา “อำเภอเป่าชิง เขตเริ่นอัน เจียงโม่หาน…”


เจ้าเมืองจงโจวคนใหม่เบิกตากว้างแล้วกล่าวว่า “เขตเริ่นอัน…บัณฑิตเจียง…เขาคือผู้ที่สร้างชื่อต่อหน้าพระพักตร์ไม่ใช่หรือ ? ผู้ที่สร้างกังหันน้ำกระดูกมังกรใช่หรือไม่ ? อาจารย์ฟ่าน ท่านก็มาจากเขตเริ่นอันไม่ใช่หรือ ? เด็กคนนี้กับบัณฑิตเจียงคนนั้นเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า ?”


อาจารย์ฟ่านลูบเคราแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ “ถูกต้อง…”


“ว่าแล้วเชียว ! สมแล้วที่เป็นผู้ทำให้โอรสสวรรค์ได้เปิดมุมมองในแบบที่ต่างออกไป !” เจ้าเมืองจงโจวเอ่ยพร้อมแววตาเป็นประกาย


ตอนที่ 418: คนอื่นตะโกนเรียกพ่อแม่ เขาตะโกนเรียกพี่รอง


การสอบสนามฟู่ซื่อรอบสองนี้จะได้บัณฑิตซิ่วไฉจำนวน50คน ก่อนหน้านั้นจะมีการเปิดเผยกระดาษคำตอบรอบเซี่ยนซื่อและฝู่ซื่อของทั้งห้าสิบคนด้วย บัณฑิตหยวนอ่านคำตอบของเจียงโม่หานอยู่หลายหน คาดไม่ถึงเลยว่าภายในระยะเวลาสั้นๆหนึ่งปีกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลายมือหรือความรู้ของอีกฝ่ายก็มีความชัดเจนและดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเดิม เรียกได้ว่าก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว…หรือว่า…เพราะได้คำชี้แนะจากอาจารย์ชั้นดี ?


ตอนนี้บัณฑิตหยวนคิดแทนเจียงโม่หานไปอย่างมากมาย สำหรับคนอื่นอาจเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แค่ปีกว่า แต่สำหรับเจียงโม่หานแล้ว คือความรู้และประสบการณ์ที่เคยสั่งสมมาทั้งชีวิตในชาติที่แล้ว…


ในวันประกาศรายชื่อ ที่ด้านหน้าของป้ายประกาศมีผู้เข้าสอบมายืนกันอย่างเนืองแน่น เหล่าบัณฑิตล้วนหอบความคาดหวังมาด้วย บางคนก็มีญาติพี่น้องมาดูให้ บางคนก็พาคนในครอบครัวมาพร้อมความตื่นเต้น…ในบรรดาผู้คนเหล่านี้มีทั้งทอดถอนใจอย่างผิดหวัง มีทั้งร้องไห้ด้วยความเสียใจและมีทั้งโห่ร้องด้วยความดีใจ…


หลินจื่อเหยียนพยายามเบียดตัวเข้ามาอยู่ด้านหน้าสุด ในตอนที่เขาเพิ่งจะยืนได้อย่างมั่นคงก็เห็นรายชื่อหนึ่งอยู่ด้านหน้าสุดจึงตะโกนออกมาสุดเสียงด้วยความตื่นเต้น “ศิษย์พี่เจียง ! พี่โม่หาน ! พี่เขยรอง ! ท่านสอบได้อั้นโฉ่ว ! ฮ่าฮ่า ได้อันดับหนึ่ง !”


คนที่อยู่ด้านหลังพากันนึกว่าเขาบ้า…ปกติอั้นโฉ่วจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น เจ้าตะโกนออกมาสามชื่อแล้วมันสมเหตุสมผลหรือเปล่า ?


เมิ่งจิ่งหงที่ตามหลังมาติดๆ ก็หันหลังไปตะโกนประหนึ่งเล่นส่งต่อคำ “สหายเจียง เจ้าสอบได้อั้นโฉ่ว !”


จากนั้นเสียงของหลินจื่อเหยียนก็ดังอีกครั้ง “พี่หยาน หยานจิงหยูสอบได้อันดับสอง ! ฮ่าฮ่า สองอันดับแรกต่างก็เป็นคนที่ข้ารู้จักทั้งนั้น !”


เมิ่งจิ่งหงก็เบียดตัวมาหาเขาเช่นกัน จากนั้นก็ชะโงกหน้ามองจากด้านหลัง “ไอหยา ! เผิงหยูเหยี่ยนจากเขตเริ่นอัน ศิษย์พี่เผิง ท่านสอบได้อันดับที่ห้าสิบ !”


หลินจื่อเหยียนไล่อ่านรายชื่อมาได้ยี่สิบกว่ารายชื่อแล้วก็ยังไม่เห็นคนที่ตนรู้จักอีก ยิ่งไล่อ่านมาด้านหลังก็ยิ่งใจฝ่อ…เพราะยังไม่เห็นชื่อของตนเลย หรือว่าจะไม่ติดอันดับ ?


“น้องจื่อเหยียน ข้าเห็นชื่อของเจ้าแล้ว! อันดับที่สี่สิบหก !” เสียงของเมิ่งจิ่งหงดังขึ้นที่ข้างหู หลินจื่อเหยียนกลับมาตื่นตัวอีกครั้งเหมือนได้รับการเติมเชื้อเพลิงให้กลับมากระปรี้กระเปร่า


“ไหน ? ตรงไหน ?” หลินจื่อเหยียนรีบมองหาอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็หาชื่อของตนพบ ทันใดนั้นเขาก็มีน้ำตาไหลพรากทันที “ฮึก ฮือฮือ…พี่รอง ข้าสอบผ่านแล้ว ! พี่รอง…ข้าได้เป็นบัณฑิตซิ่วไฉแล้ว ! พี่รอง…”


ในขณะที่บัณฑิตคนอื่นพากันอิจฉาก็รู้สึกน่าขันในคราวเดียวกัน คนอื่นสอบผ่านล้วนตะโกนเรียกหาพ่อแม่ของตน เหตุใดบัณฑิตผู้นี้จึงเอาแต่ตะโกนเรียกพี่รอง ?


แต่เดี๋ยวก่อน ตอนแรกเขาตะโกนว่าอะไร ? พี่เขยรองใช่หรือเปล่า ? พี่เขยและน้องภรรยาสอบผ่านทั้งคู่ ช่างเป็นความโชคดีซ้อนความโชคดีอย่างแท้จริง ! แถมยังร้องห่มร้องไห้ขนาดนั้น ต้องให้พวกข้ารู้สึกเช่นไร ?


หลินจื่อเหยียนใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา จากนั้นก็ไล่อ่านรายชื่อต่อ นอกจากพวกเขาแล้วก็ไม่มีรายชื่อที่คุ้นเคยอีกเลย…ดูเหมือนว่าเมิ่งจิ่งหงและหลิ่วจงเทียนจะไม่ติดอันดับ…


เขาเบียดตัวออกจากฝูงชนจนผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้ายับยู่ยี่ จากนั้นก็วิ่งไปทางโรงน้ำชาจ้วงหยวนทันที…ญาติและบัณฑิตส่วนใหญ่จะรอฟังข่าวอยู่ที่โรงน้ำชาแห่งนี้


หลินเว่ยเว่ยไม่ได้ไปยืนตรงหน้าป้ายประกาศ นางนั่งรออยู่ที่โรงน้ำชาอย่างกระวนกระวายใจ ประเดี๋ยวก็ลุกขึ้น ประเดี๋ยวก็นั่งลง “เหตุใดไม่มีข่าวคราวอะไรเลย ? พวกต้าฮว๋าไปดูรายชื่อนานแล้วไม่ใช่หรือ ?”


เจียงโม่หานรินชาให้นางโดยเขายังมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ทุกข์ร้อนอันใด “แม้พวกเขาจะไปดูแล้ว ทว่าเวลาของการประกาศรายชื่อไม่แน่นอน อย่าร้อนใจไปเลย ดื่มชาเพื่อสงบใจสักถ้วย…”


“ฮ่าฮ่าฮ่า ! พี่เขยใหญ่ พี่เขยรอง พวกเราสามคนสอบได้บัณฑิตซิ่วไฉ !” เสียงของเขายังไม่ทันจบดีก็เห็นหลินจื่อเหยียนวิ่งตะโกนเข้ามาราวกับคนเสียสติ จากนั้นก็มาวาดไม้วาดมือตรงนี้


ภายในห้องโถงของโรงน้ำชาจ้วงหยวนรวมถึงห้องส่วนตัวชั้นบนได้ยินเสียงอันสะเทือนเลือนลั่น ลูกค้าแต่ละคนส่งสายตาอิจฉามาทางเขา…สวรรค์ ! แค่ครอบครัวเดียวก็มีรายชื่อติดอันดับถึงสามคนแล้ว จะไม่แบ่งให้คนอื่นเลยหรือ ?


จากนั้นผู้รายงานข่าวเรื่องผลสอบก็เดินเข้ามาพร้อมธงแดงในมือและประกาศเสียงดังว่า “ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตจากเขตเริ่นอัน บัณฑิตเจียงโม่หานที่สอบได้อั้นโฉ่ว !”


ทุกคนต่างยืดคอเพื่อมองว่าใครกันหนอมีความเก่งกาจถึงเพียงนี้ สามารถสอบได้อันดับที่หนึ่งแห่งการสอบเยวี่ยนซื่อประจำปีนี้ หลินจื่อเหยียนรีบดึงพี่เขยรองของตนขึ้นจากที่นั่งทันที “เขาอยู่นี่ อยู่นี่ ! อันดับหนึ่งในปีนี้คือพี่เขยรองของข้าเอง ! เฮอะเฮอะ ฮ่าฮ่า !”


เจ้าเด็กคนนี้หัวเราะอย่างดีอกดีใจเหมือนคนบ้า ทำเหมือนตัวเองสอบได้อันดับหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น ! เหล่าบัณฑิตและผู้ปกครองคนอื่นพากันชะเง้อคอมองมา…ไอหยา ! ผู้ที่ได้อั้นโฉ่วเป็นคนหนุ่มหน้าตาดี ! แล้วจะให้บัณฑิตถงเซิงผมขาวเหล่านั้นรู้สึกอย่างไร ?


มองจากหน้าต่างห้องส่วนตัวแล้วมีสตรีวัยเยาว์สองสามคนยกพัดขึ้นมาปิดหน้า หลังจากได้เห็นรูปลักษณ์แสนหล่อเหลาของผู้ครองตำแหน่งอั้นโฉ่วแล้วปรางแก้มของพวกนางก็แดงเรื่อ จากนั้นก็ซีดเผือดอีกครา…เมื่อครู่เขาเรียกบัณฑิตผู้นั้นว่าอันใด ? พี่เขยรอง ? คงไม่ใช่หรอกกระมัง ? ยังหนุ่มยังแน่นเพียงนี้เหตุใดจึงคิดไม่ตก ? แต่งงานเร็วขนาดนี้เชียวหรือ ?


“ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตจากเมืองจงโจว บัณฑิตหยานจิงหยูผู้สอบได้อันดับที่สอง !” ในเวลานี้ผู้ประกาศข่าวดีก็เดินเข้ามาอีกคน พอเข้ามาแล้วก็ตะโกนเสียงดังลั่น ทำให้ทุกคนตั้งตารอที่จะได้เห็นผู้ครองอันดับสอง


แต่ทุกคนคาดไม่ถึงว่าจะมีชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างอั้นโฉ่วกำลังยืนขึ้น เมื่อได้รับข่าวดีแล้วเขาก็ให้เงินเหรียญทองแดงแก่ผู้มาแจ้งข่าวดี


เป็นคุณชายหน้าตาดีคนหนึ่งอีกแล้ว ! อั้นโฉ่วและอันดับสองยืนอยู่ข้างกัน แววตาดีใจนั้นช่าง…น่าอิจฉายิ่งนัก !


และในตอนที่มีผู้มาประกาศรายชื่ออันดับสาม สายตาของทุกคนก็มารวมกันที่โต๊ะของอั้นโฉ่ว…ฟู่ว ยังดีที่พวกเขาไม่ได้กวาดสามอันดับแรกไปทั้งหมด ! เพราะผู้ที่ได้อันดับสามคือชายวัยกลางคนซึ่งไว้เคราแพะ


ถึงอย่างนั้นโต๊ะของอั้นโฉ่วก็ช่างเป็นจุดสนใจของผู้คนอย่างแท้จริงเพราะโต๊ะนี้มีบัณฑิตหนุ่มน้อยนั่งอยู่6คนและมี4คนในนั้นสอบติดซิ่วไฉ แม้จะบอกว่ามีสองคนอยู่อันดับท้ายแถว แต่ก็ยังหนุ่มยังแน่น มีคนหนึ่งหน้าเด็กจนเหมือนเป็นเด็กหนุ่มตัวอวบอ้วน ! ไอหยา ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่าพวกเขากินอะไรบำรุงสมอง ความรู้ต้องอยู่ในระดับใดกันเชียว ?


หลินจื่อเหยียนตื่นเต้นมาก “ข้า…ตอนนี้ข้าคือบัณฑิตซิ่วไฉแล้วใช่หรือไม่ ? ไม่อยากเชื่อเลย…ในที่สุดข้าก็สอบผ่านซิ่วไฉ ! ฮ่าฮ่า บัณฑิตซิ่วไฉอายุ14ปี…อ๊ะ พี่รอง ท่านตีข้าทำไม ?”


หลินเว่ยเว่ยมองค้อนน้องชายตัวแสบด้วยความหมั่นไส้ “เจ้าดูสิ โต๊ะเรามีแต่คนที่สอบได้อันดับดีกว่าเจ้าทั้งนั้น พวกเขาแสดงความภูมิใจอย่างออกนอกหน้าเหมือนเจ้าหรือเปล่า ? รีบหุบปากเดี๋ยวนี้เลย อย่าทำให้ข้าขายหน้า !”


หลินจื่อเหยียนเหลือบมองเผิงหยูเหยี่ยน…เขาก็สอบได้อันดับรั้งท้ายเหมือนกันนี่…ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นบัณฑิตซิ่วไฉ หลินจื่อเหยียนที่โดนพี่รองตักเตือน แม้จะไม่ได้แสดงท่าทีตื่นเต้นจนออกนอกหน้าอีกแล้ว แต่ก็เชิดหน้าจนแทบจะเชิดไปถึงขอบฟ้า !


“บัณฑิตจางผู้สอบได้อันดับสามขอเลี้ยงเมล็ดสนปากอ้าจากร้านขนมหวานหนิงจี้เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยแก่ทุกท่าน !” ไม่นานหลังจากนั้นก็มีบ่าวรับใช้ของตระกูลจางยกตะกร้าที่เต็มไปด้วยเมล็ดสนปากอ้าปรุงรสเข้ามา โดยพวกเขาแบ่งเมล็ดสนปากอ้าให้โต๊ะละหนึ่งจาน


“มีธรรมเนียมแบบนี้ด้วยหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง สวรรค์ ! ผู้ที่สอบได้อันดับสามเล่นใหญ่มาก นางเพิ่งบอกน้องชายให้ถ่อมตน แต่ดันมีคนที่ออกนอกหน้ายิ่งกว่าน้องชายเสียอีก


เจ้าก็แค่สอบได้อันดับที่สามไม่ใช่หรือ ! อันดับหนึ่งและอันดับสองยังไม่พูดอะไรเลย…หรือว่าเจ้าคนแซ่จางผู้นี้จงใจสร้างความลำบากใจให้สองอันดับแรก ?


ตอนที่ 419: เขาทนได้ แต่ข้าทนไม่ได้


เจียงโม่หานจิบชาอย่างสบายอารมณ์ “การที่ผู้สอบผ่านจะเลี้ยงอาหารหรือชาแก่ทุกคนเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสุขนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมเนียมที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว…”


“ไอหยา แล้วเหตุใดเจ้าไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้ ?” หลินเว่ยเว่ยลุกขึ้นยืนทันที…ไม่ได้ จะปล่อยให้ว่าที่สามีน้อยหน้าผู้อื่นไม่ได้ !


หยานจิงหยูเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน แม้ว่าเขาจะมีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองจงโจว แต่ครอบครัวก็ย้ายถิ่นฐานไปยังเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน เขาจึงไม่รู้ว่าในเมืองจงโจวมี ‘ธรรมเนียม’ เช่นนี้ด้วย


ที่น่าโมโหยิ่งกว่านั้นคือ ยามที่บ่าวรับใช้ของตระกูลจางนำเมล็ดสนปากอ้ามาแบ่งให้ที่โต๊ะของพวกตน อีกฝ่ายได้ส่งสายตาท้าทายมาด้วย เฮอะ ! โม่หานน่ะทนได้ แต่ข้าทนไม่ได้ !


คล้ายว่ามีคนจงใจเติมเชื้อไฟด้วยการตะโกนเสียงดังลั่น “แล้วเจียงอั้นโฉ่วกับหยานหลิ่นเซิงจะเลี้ยงอะไรทุกคนเล่า ? อย่าบอกว่าพวกเจ้าไม่ได้เตรียมมา ? ไม่มั่นใจในตัวเองถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยตบโต๊ะแล้วเอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า “เจียงอั้นโฉ่วและหยานหลิ่นเซิงจะเลี้ยงเนื้อกระต่ายแผ่นรสเผ็ดและลูกท้ออบแห้งรสน้ำผึ้ง !”


ในเวลานี้มีลูกค้าขาประจำของร้านขนมหวานหนิงจี้ยืนขึ้นแล้วกล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ ! ลูกท้ออบแห้งของร้านหนิงจี้ขาดตลาดมาครึ่งปีแล้ว ส่วนเนื้อกระต่ายอบแห้งรสเผ็ดของพวกเขาจะออกวางจำหน่ายเป็นช่วง ไม่มีเวลาตายตัว ! เจ้าแน่ใจหรือว่าเป็นของร้านขนมหวานหนิงจี้ ?”


“พวกเจ้าซื้อไม่ได้ก็ใช่ว่าข้าจะซื้อไม่ได้ ! พี่ชายคนนี้มองแล้วก็เป็นคนฉลาดไม่เบา ประเดี๋ยวพอเจ้าได้ชิมก็จะรู้เองว่าเป็นของร้านหนิงจี้หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยกล่าวจบก็สาวเท้าเดินออกไปด้านนอก


เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นางก็แบกกระบุงไม้ไผ่ใบใหญ่เข้ามาแล้วหันไปกล่าวกับพวกหลินจื่อเหยียนว่า “มัวนั่งอึ้งอะไรอยู่ ? ยังไม่รีบมาช่วยกันแบ่งเนื้อแผ่นและผลไม้อบแห้งให้ทุกคนอีก ให้พวกเขาได้ร่วมแสดงความยินดีและเฉลิมฉลองที่พวกเจ้าสอบได้อันดับหนึ่งอันดับสองของปีนี้หน่อยสิ !”


หลินจื่อเหยียน เมิ่งจิ่งหง หลิ่วจงเทียน หยางยี่หรานและเผิงหยูเหยี่ยนทั้งห้าคนและบ่าวรับใช้ของหยานจิงหยูรีบเข้ามาแบ่งเนื้อกระต่ายแผ่นและลูกท้ออบแห้งรสน้ำผึ้งให้แต่ละโต๊ะ


ในเวลานี้เหล่าบัณฑิตที่อยู่ในห้องส่วนตัวของชั้นสองก็เริ่มนิ่งเฉยไม่ไหวแล้ว พวกเขาตะโกนลงมาด้านล่างว่า “อย่าแบ่งให้แค่ชั้นล่างสิ พวกข้าที่อยู่ชั้นบนก็อยากร่วมเฉลิมฉลองด้วยเช่นกัน !”


ราคาของเมล็ดสนปากอ้าถือว่าไม่สูงมากและไม่ใช่ของที่ขาดตลาด ดังนั้นสำหรับบัณฑิตที่ฐานะทางบ้านค่อนข้างดีจึงไม่เคยขาดแคลนของกินประเภทนี้ ทว่าเนื้อกระต่ายแผ่นและผลไม้อบแห้งจากร้านขนมหวานหนิงจี้เป็นสิ่งที่ต่อให้มีเงินก็อาจหาซื้อไม่ได้ โดยเฉพาะเนื้อกระต่ายแผ่นที่อร่อยมาก แต่กว่าจะหาซื้อได้ต้องใช้โชคช่วยไม่น้อยเพราะไม่มีวางจำหน่ายบ่อยๆ


หลินจื่อเหยียนเงยหน้าขึ้นนับจำนวนห้องส่วนตัวที่อยู่ชั้นบนแล้วตอบด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องร้อนใจ ของมีเพียงพอสำหรับทุกโต๊ะ !”


ผ่านไปไม่นาน พวกเขาได้แจกจ่ายเนื้อกระต่ายแผ่นและผลไม้อบแห้งจนครบทุกโต๊ะ ลูกค้าขาประจำของร้านหนิงจี้ผู้นั้นได้ลองชิมจานละหนึ่งคำ ก่อนจะกล่าวอย่างมั่นใจว่า “ไม่ผิด ! นี่คือรสชาติของร้านหนิงจี้ เนื้อกระต่ายแผ่นมีรสเผ็ดกำลังดี ส่วนลูกท้ออบแห้งมีรสชาติหวานนุ่มลิ้น ร้านอื่นทำรสชาติไม่เหมือนร้านนี้…หืม ? นั่นคือเจ้าของร้านขนมหวานหนิงจี้ไม่ใช่หรือ ? เหตุใดเขาจึงมาที่นี่ ?”


หนิงตงเซิ่งยืนชะเง้อคอมองอยู่ที่หน้าประตูโรงน้ำชาครู่หนึ่ง หลังจากที่เห็นหลินเว่ยเว่ยแล้ว เขาก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้าง จากนั้นยกมือขึ้นคำนับแสดงความยินดีกับหลินเว่ยเว่ย “วันนี้ข้าเพิ่งมาถึงเมืองจงโจวและได้ยินว่าน้องชายหลินสอบได้บัณฑิตซิ่วไฉ เพิ่งจะอายุเพียงสิบสี่ปีก็ได้เป็นซิ่วไฉแล้ว สมเป็นเด็กมากความสามารถ เป็นผู้มีอนาคตไกลอย่างแท้จริง !”


เจียงโม่หานมุ่ยปากโดยไม่รู้ตัว เจ้าแซ่หนิงมาได้เวลาเหมาะเจาะเสียเหลือเกิน ข้าสอบได้อั้นโฉ่วแต่เจ้าไม่มาแสดงความยินดี ดันไปแสดงความยินดีกับบัณฑิตที่สอบได้อันดับรั้งท้าย…เพียงเพราะหลินจื่อเหยียนเป็นน้องชายของนาง !


หลินเว่ยเว่ยเห็นสีหน้าภาคภูมิใจของน้องชายและรอยยิ้มที่แทบจะฉีกถึงใบหูนั้นแล้วนางก็เอ่ยเย้าแหย่น้องชายว่า “เขาน่ะหรือ ? ก็แค่แมวตาบอดเจอหนูตาย !”


หลินจื่อเหยียนไม่ยอม แม้ว่าเขาก็ประหลาดใจที่สอบได้บัณฑิตซิ่วไฉ แต่นั่นก็เป็นความพยายามที่สั่งสมมานานกว่าครึ่งปีและมันก็เห็นผลเป็นที่ประจักษ์แล้ว อีกอย่างก็เพราะเขาได้คำชี้แนะจากพี่เขยรองเป็นประจำ ดังนั้นการที่เขาจะมีชื่อติดอันดับจึงไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากขนาดนั้น !


หนิงตงเซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หลินกู่เหนียงมักจะพูดเสมอว่าโชคคือเมล็ดพันธุ์ที่บ่มเพาะมาจากความพยายามไม่ใช่หรือ ?”


หลังกล่าวจบเขาก็หันไปเอ่ยต่อหน้าทุกคนว่า “บัณฑิตซิ่วไฉแซ่หลินจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวแห่งเขตเริ่นอันจะเลี้ยงขนมจากร้านขนมหวานหนิงจี้…”


จากนั้นเขาก็ไม่เปิดโอกาสให้หลินเว่ยเว่ยห้ามปราม เขากวักมือเรียกลูกน้องที่อยู่นอกโรงน้ำชา หลังจากนั้นไม่นานบนแต่ละโต๊ะก็มี ‘เค้กโรลลายเสือ’ เพิ่มขึ้นมาหนึ่งจาน…ซึ่งเป็นขนมใหม่ประจำเดือนนี้ของร้านหนิงจี้ เรียกได้ว่าเขาแฝงการโฆษณาไว้อย่างแนบเนียน


ว้าว ! วันนี้เหล่าบัณฑิตที่นั่งอยู่ในโรงน้ำชาจ้วงหยวนมีลาภปากแล้ว ลำพังแค่เมล็ดสนปากอ้าก็ทำให้เหล่าบัณฑิตยากไร้ได้กินอย่างเอร็ดอร่อยแล้ว ยังโชคดีได้กินขนมทรงคุณค่าจากร้านหนิงจี้อีกด้วย…


และหลินจื่อเหยียนผู้ที่สอบได้บัณฑิตซิ่วไฉตั้งแต่อายุแค่สิบสี่ปีผู้นี้ แม้ไม่ได้มีชื่อเสียงอันใดและยังสอบได้อันดับรั้งท้าย ทว่าก็เป็นบัณฑิตซิ่วไฉอายุน้อยที่สุดในรุ่น !


“หลินซิ่วไฉผู้นี้คือใคร ? เหตุใดจึงสามารถนำพาให้เจ้าของร้านหนิงจี้มาช่วยเลี้ยงฉลองได้ !” เหล่าบัณฑิตจำนวนมากพากันคาดเดาถึงที่มาที่ไปของหลินจื่อเหยียน


“พวกเจ้าดูกู่เหนียงท่านนั้นสิ ไม่รู้สึกคุ้นหน้านางเลยหรือ ?” บัณฑิตคนหนึ่งเคยทำการค้ากับร้านหนิงจี้ก็ยื่นหน้ามาพูดกับสหาย


ทำเอาสหายร่วมสำนักศึกษาถึงขั้นหันไปมองค้อนพลางกล่าวว่า “เจ้าว่างถึงขั้นเอาเวลาไปนั่งจ้องหน้าของนางเลยหรือ ? เป็นสหายกันมานานหลายปี แต่ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเป็นคนแบบนี้ !”


บัณฑิตผู้นั้นได้ยินสหายเอ่ยตำหนิ ก็เอาพัดเคาะศีรษะอีกฝ่าย “คิดไปถึงไหนแล้ว ! อ้อ ! ข้านึกออกแล้ว ! ตอนที่ร้านขนมหวานหนิงจี้เปิดกิจการนั้นมีช่วงแจกรางวัลตอบคำถาม กู่เหนียงน้อยที่ทำขนมมาแจกตอนนั้นก็มีหน้าตาคล้ายนางเลยไม่ใช่หรือ ?”


เมื่อสหายของเขาเพ่งมองใบหน้าของหลินเว่ยเว่ยอย่างละเอียดอีกครั้งก็พยักหน้าไม่หยุด “ไม่ผิด ! นางนั่นเอง ! ตอนนั้นข้าตอบถูก นางเป็นคนมอบเวเฟอร์ไส้ครีมให้ข้าเองกับมือ ยามนั้น…ผู้ที่สอบได้อั้นโฉ่วที่ยืนอยู่ข้างหลินซิ่วไฉก็ยืนอยู่กับนางด้วย ! ไอหยา ตอนนั้นข้ายังนึกเลยว่าบัณฑิตน้อยที่ยืนอยู่ด้านหลังช่างหน้าตาดีจริงๆ…”


“เฮอะ !” บัณฑิตผู้นั้นมองค้อนสหายอีกรอบ “คนอื่นมองขนม มองกู่เหนียงน้อย แต่เจ้ากลับพุ่งความสนใจไปที่บัณฑิตน้อยผู้นั้น หรือว่า…”


“เหลวไหล ! เนื้อกระต่ายแผ่นยังอุดปากเจ้าไม่พออีกหรือ !” บัณฑิตผู้นั้นทุบหลังสหาย…


หลินเว่ยเว่ยเชิญหนิงตงเซิ่งมานั่งร่วมโต๊ะแล้วรินน้ำชาให้เขาพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะรบกวนให้คุณชายหนิงสิ้นเปลืองเงินทองได้อย่างไร ?”


หนิงตงเซิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าก็เป็นพ่อค้าแต่เพิ่งได้รู้ว่าโรงน้ำชาจ้วงหยวนมีธรรมเนียมเช่นนี้อยู่ด้วย น้องชายหลินสอบได้บัณฑิตซิ่วไฉถือเป็นเรื่องน่ายินดี หลินกู่เหนียงอย่าได้เกรงใจเลย !”


เจียงโม่หานทำเสียงฮึดฮัดเล็กน้อยแล้วพูดว่า “คุณชายหนิงมีน้ำใจยิ่งนัก เว่ยเอ๋อร์ พวกเราก็รับน้ำใจนี้ของคุณชายหนิงเสียเถิด เรื่องค่าขนมประเดี๋ยวข้าจะไปจ่ายคืนเขาทีหลัง…”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้ารับ “หักจากเงินปันผลของข้าได้…”


“หลินกู่เหนียงจะมาพูดเรื่องเงินกับข้าทำไมหรือ ? ทำราวกับว่าเป็นคนอื่นคนไกล ! หรือการที่ข้าต้องการแสดงความยินดีกับน้องชายหลิน ท่านก็ยังจะแย่งจ่ายเงินอีก ?” หนิงตงเซิ่งทำสีหน้าน้อยใจ


“เอ่อ…เช่นนั้นต้องขอบคุณคุณชายหนิง !” หลินเว่ยเว่ยไม่ชอบเอาเปรียบคนอื่นจึงตัดสินใจว่าจะเปิดตัวขนมชนิดใหม่ประจำปีนี้ให้แก่ร้านขนมหวานหนิงจี้


หนิงตงเซิ่งเห็นว่านางไม่ดื้อรั้นอีกก็คลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง แต่สุดท้ายเขาก็นึกถึงเจียงโม่หานที่สอบได้อั้นโฉ่วจึงหันไปพูดแสดงความยินดีและเมื่อรู้ว่าอันดับที่สองก็นั่งร่วมโต๊ะนี้เช่นกัน เขาจึงหันไปแสดงความยินดีกับหยานจิงหยูด้วย !


[1] แมวตาบอดเจอหนูตาย เป็นการเปรียบเปรยว่า โชคเข้าข้าง โชคช่วยจนประสบความสำเร็จ


ตอนที่ 420: ติดนิสัยของบัณฑิตน้อย


หยานจิงหยูไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ใดกับตระกูลหลินจึงกระซิบถามหลินจื่อเหยียนซึ่งคล้ายสังเกตเห็นบรรยากาศแปลกๆระหว่างพี่เขยรองกับคุณชายหนิง เขาจึงกระซิบตอบหยานจิงหยูว่า “เป็นหุ้นส่วนกัน ! ส่วนใหญ่แล้วขนมในร้านหนิงจี้เป็นสูตรที่พี่รองคิดค้น !”


ทว่าคุณชายหนิงดูใส่ใจพี่รองเกินไปหน่อยหรือเปล่า ?


หยานจิงหยูเบิกตากว้างเพราะความทึ่ง “เช่นนี้เอง ! คนอื่นซื้อเนื้อกระต่ายแผ่นและผลไม้อบแห้งไม่ได้ แต่พี่รองของเจ้าออกไปครู่เดียวก็ได้มาแล้ว”


เพราะร้านค้าหลายแห่งจะกักตุนสินค้าที่ใกล้ขาดตลาดเอาไว้ !


หลังจากรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบรอบเยวี่ยนซื่อประกาศออกมาแล้ว บัณฑิตที่สอบผ่านได้เป็นซิ่วไฉก็เตรียมตัวกลับบ้านเกิด บ้านใครอยู่ใกล้หน่อยก็รีบกลับไปบอกข่าวดีแก่พ่อแม่ ทำให้คนในครอบครัวตื่นเต้นดีใจไปด้วย !


หลินจื่อเหยียนกระตือรือร้นยิ่งกว่าผู้ใด เขาเร่งให้พี่รองรีบเดินทางกลับบ้าน ท่าทางดีอกดีใจของเขาคล้ายเป็นคนที่สอบได้อั้นโฉ่วอย่างไรอย่างนั้น !


หลินเว่ยเว่ยเก็บสัมภาระเอาไว้ตั้งแต่พวกเขาสอบเสร็จแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ยกสัมภาระขึ้นรถม้า เมื่อเห็นว่าน้องชายมีท่าทีกระตือรือร้นยิ่งกว่าใคร นางจึงเอ่ยอย่างเอือมระอาว่า “ดูเจ้าสิ ลองหันไปดูบัณฑิตคนอื่นบ้าง ขนาดบัณฑิตน้อยสอบได้อันดับหนึ่งยังไม่แสดงความดีใจจนออกนอกหน้าเช่นเจ้าเลย…ข้าคิดว่าปากของเจ้าอ้ากว้างจนลมไหลเข้าไปเต็มท้องแล้วกระมัง ?”


หลินจื่อเหยียนใช้สองนิ้วกดที่มุมปากของตนไว้ “เหมือนกันที่ไหนเล่า ? อย่างพี่เขยรองเรียกว่ามีการเตรียมตัวมาอย่างดี ดั่งสำนวนที่ว่า ในใจล้วนครุ่นคิดถึงแต่ไผ่ แต่อย่างข้าเรียกว่าเหนือความคาดหมาย ข้าจึงดีใจมากกว่าเขา…ตอนแรกข้าคิดว่าแค่สอบผ่านระดับถงเซิงก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว บัณฑิตถงเซิงอายุสิบสี่ปี เหมือนพี่เขยรองไม่มีผิด แต่คาดไม่ถึงเลยว่า…ฮ่าฮ่า ! ตอนนี้ข้าจะเป็นบัณฑิตซิ่วไฉผู้มีอายุสิบสี่ปี ! เร็วกว่าพี่เขยรองตั้งสองปี ! ไอหยา พี่รองตีหัวข้าอีกแล้ว หากตีบ่อยๆแล้วข้าโง่ขึ้นมา ต่อไปข้าจะสอบเป็นจู่เหริน ( สอบผ่านระดับมณฑล ) ได้อย่างไร ?”


หลินเว่ยเว่ยวางเบาะไว้บนรถม้าแล้วมองค้อนน้องชาย “พอได้แล้ว ! สอบได้ซิ่วไฉยังแสดงความดีอกดีใจออกมาถึงเพียงนี้ ถ้าสอบได้จู่เหรินหรือจิ้นซื่อ ( สอบหน้าพระที่นั่งผ่าน ) ขึ้นมา เจ้าจะไม่ดีอกดีใจจนลืมชื่อแซ่ของตนเลยหรือ ? ถ้ามีคนอย่างเจ้าเข้ารับตำแหน่งขุนนาง คงยากจะเป็นขุนนางตงฉิน !”


หลินจื่อเหยียนเถียงกลับ “พี่รอง ข้าก็แค่ดีใจ มันคือความรู้สึกทางใจไม่ใช่หรือ ! เหตุใดท่านต้องพูดว่าข้าจะเป็นขุนนางตงฉินไม่ได้ ?”


หลินเว่ยเว่ยดึงเจียงโม่หานที่กำลังยกสัมภาระขึ้นรถม้าแล้วใช้มือจับคางของเขาพลางพูดว่า “ให้เจ้าดูเป็นตัวอย่าง สิ่งใดที่เรียกว่ามียศถาบรรดาศักดิ์และความร่ำรวยแล้วไม่ควรทำตัวเหลวไหล ตกอับยากจนเพียงใดอุดมการณ์ไม่แปรเปลี่ยน เผชิญอำนาจข่มขู่ก็ไม่ยอมสยบ แบบนี้ถึงจะเป็นว่าที่ขุนนางผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง !”


หลินจื่อเหยียนเบิกตากว้างขณะมองนาง “พี่รอง ท่านเฉลียวฉลาดยิ่งนัก คำเปรียบเปรยของท่านมีเหตุผลยิ่งกว่าในตำราเสียอีก ! ข้าได้รับการสั่งสอนแล้ว !” กล่าวจบเขาก็โค้งคารวะหลินเว่ยเว่ย


หลินเว่ยเว่ยถือโอกาสนี้ลูบใบหน้าของบัณฑิตน้อยเพื่อเป็นการลวนลาม ยามผละมือจากใบหน้าแสนหล่อเหลาของเขาแล้วก็เดินอ้อมไปจัดของด้านหลังรถม้าต่อ “ข้ารู้ตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัว จะคิดอย่างมีเหตุผลได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ? อาจเพราะติดนิสัยของบัณฑิตน้อยแล้วกระมัง ?”


เจียงโม่หานชำเลืองมองนางพลางเลิกคิ้วสูง หลินเว่ยเว่ยจึงหันไปยิ้มประจบ !


เมิ่งจิ่งหงและหลิ่วจงเทียนก็ขึ้นรถม้าของครอบครัว แม้ทั้งสองจะสอบไม่ผ่านระดับเยวี่ยนซื่อแต่ก็เป็นบัณฑิตถงเซิงแล้ว ถือเป็นข่าวดีสำหรับครอบครัวเช่นกัน


หลังอำลาหยานจิงหยูแล้วพวกเขาก็ออกเดินทางพร้อมกันเพื่อมุ่งหน้าสู่เขตเริ่นอัน เมื่อถึงเขตเริ่นอันแล้ว เหล่าบัณฑิตซิ่วไฉทั้งสามได้นำของขวัญแทนคำขอบคุณไปมอบให้อาจารย์ของตน


รอบนี้สำนักศึกษาเหวินหยวนมีลูกศิษย์สอบได้บัณฑิตซิ่วไฉถึง4คน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ใหญ่ซานหรือบรรดาอาจารย์ในสำนักศึกษาล้วนดีใจในความสำเร็จของลูกศิษย์ เดิมทีเจียงโม่หานและเฝิงชิวฟานต่างก็เป็นผู้มีความโดดเด่นในสำนักศึกษาและเป็นผู้ที่ทุกคนคาดเอาไว้ว่าต้องสอบผ่านแน่นอน


แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าหนอนหนังสือที่รู้จักแต่การท่องตำราอย่างเผิงหยูเหยี่ยนที่เมื่อปีกลายสอบไม่ติดถงเซิงและเด็กน้อยอายุสิบสี่ปี ทั้งสองไม่เพียงสอบผ่านถงเซิงเท่านั้น ทว่ายังสอบได้บัณฑิตซิ่วไฉอีกด้วย !


ซิ่วไฉสี่คนนั้นไม่ผิดหรอก เพราะลูกศิษย์อีกคนของสำนักศึกษาเหวินหยวนที่สอบได้บัณฑิตซิ่วไฉก็คือเฝิงชิวฟาน นับตั้งแต่ที่เขาไปร่วมงานหมั้นหมายของเจียงโม่หานและรับเงินที่เจียงโม่หานคืนให้แล้ว เฝิงชิวฟานก็แทบไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย


ทั้งสองล้วนเป็นผู้มีพรสวรรค์แห่งสำนักศึกษา ทว่าเจียงโม่หานเรียนรู้ได้เร็วกว่า ฐานะทางบ้านยากจนกว่าและมีนิสัยรักสันโดษ ส่วนเฝิงชิวฟานทำกิจการขูดรีดคนรวยมาช่วยเหลือผู้ยากไร้จึงได้รับการต้อนรับจากเหล่าบัณฑิตเป็นอย่างดี


หลังจากมีชีวิตมาหนึ่งชาติแล้ว เจียงโม่หานก็รู้จักนิสัยใจคอของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี ชาติก่อนในยามที่เจียงโม่หานตกอับนั้น เฝิงชิวฟานได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่เพราะสงสาร เนื่องจากต้องการจี้หยกในมือของเขาต่างหาก และเฝิงชิวฟานรู้ว่าด้วยนิสัยของเขาย่อมไม่มีทางรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นโดยไม่ตอบแทน…


และก็เป็นตามที่กล่าวมา ตอนนั้นเฝิงชิวฟานได้รับจี้หยกไปแล้วก็เพลิดเพลินในความรุ่งโรจน์และความมั่งคั่งที่ควรจะเป็นของเจียงโม่หาน ในขณะที่เจ้าของจี้หยกตัวจริงต้องก้าวเดินอย่างยากลำบากอยู่บนคมดาบ…


ในชาตินี้ ชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเพราะหลินเว่ยเว่ย ภาพจำของเขาที่เคยบ้านแตกสาแหรกขาด บิดามารดาล้มหายตายจากและยากจนข้นแค้นได้เลือนหายไปแล้ว ในทางตรงกันข้ามคือมีครอบครัวที่เต็มไปด้วยความสุข ความมั่งคั่งและมีจิตวิญญาณอันสูงส่ง สิ่งเหล่านี้คือภาพจำอย่างแท้จริงของเขาในปัจจุบัน


เมื่อเทียบกับเจียงโม่หานแล้ว เฝิงชิวฟานหน้าตาไม่ดีเท่า ความรู้ก็สู้ไม่ได้ แม้แต่ความรู้สึกว่าครอบครัวของตนมีฐานะเหนือกว่ายังเลือนหายไป เช่นนั้นเขาจะมีหน้ามาพบเจียงโม่หานได้อีกหรือ ? แม้จะไปสอบที่เมืองจงโจวเช่นกัน เขาก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าพวกเจียงโม่หานเลย


หลังประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านแล้ว เฝิงชิวฟานสอบได้อันดับที่ยี่สิบเอ็ดจึงทำได้แค่มองเจียงโม่หานที่ได้อันดับหนึ่งจากระยะไกล มีหรือที่จะกล้าเสนอหน้ามาพบเจียงโม่หานให้ตนรู้สึกต่ำต้อย ?


เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามที่หวัง ยิ่งเขาอยากหลบเลี่ยงมากเท่าไรก็หลบไม่พ้น เฝิงชิวฟานที่ซื้อของขวัญมาขอบคุณอาจารย์เช่นกันจึงได้พบเจียงโม่หานที่บ้านของอาจารย์ใหญ่ซาน


เฝิงชิวฟานเห็นว่ายามนี้เจียงโม่หานมีบุคลิกสง่างาม ตัวสูงโปร่งราวกับต้นหยกเล่นลม เขาจึงขบกรามแน่นแล้วรีบผ่อนคลายโทสะ จากนั้นบนใบหน้าก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนพลางกล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับศิษย์น้องเจียงที่สอบได้อั้นโฉ่ว !”


“ขอบคุณ ! ขอแสดงความยินดีกับท่านเช่นกัน !” เจียงโม่หานเป็นคนพูดน้อยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว พอเห็นรอยยิ้มจอมปลอมของเฝิงชิวฟานก็ยิ่งไม่อยากพูดมากเข้าไปใหญ่


อาจารย์ใหญ่ซานรับของขวัญแทนคำขอบคุณจากลูกศิษย์ทั้งสี่คนแล้วจึงแสดงความยินดีกับพวกเขาด้วยรอยยิ้ม สุดท้ายก็ได้เอ่ยกับเจียงโม่หานและเฝิงชิวฟานว่า “อาจารย์ใหญ่แห่งสำนักศึกษาซานหลานคือบัณฑิตร่วมชั้นเรียนของอาจารย์เอง หากพวกเจ้าต้องการจริงๆ อาจารย์ก็สามารถฝากพวกเจ้าเข้าเรียนที่สำนักศึกษาซานหลานได้…”


‘สำนักศึกษาซานหลาน’ เป็นหนึ่งในสำนักศึกษาดีที่สุดแห่งเมืองจงโจว เป็นสถานศึกษาที่บัณฑิตทั้งหลายใฝ่ฝันว่าจะได้เข้าเรียน เฝิงชิวฟานก็ปรารถนาจะได้เข้าเรียนที่นั่นจึงรีบเอ่ยขอบคุณอาจารย์ใหญ่ซาน


เจียงโม่หานเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยอย่างเรียบเฉยว่า “ปีก่อนศิษย์ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะและยังรักษาไม่หายขาด ศิษย์ยังต้องคอยกินยารักษาจากท่านหมอเหลียง…คงทำได้เพียงขอบคุณสำหรับความเมตตาของอาจารย์ใหญ่ซานขอรับ !”


อาจารย์ใหญ่ซานได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้เซ้าซี้อีกและสนทนาต่ออีกเล็กน้อย เฝิงชิวฟานได้ยินคำพูดของเจียงโม่หานจึงเหลือบมองปราดหนึ่ง ‘พูดแบบนี้จงใจทำให้คนอื่นโมโหใช่หรือไม่ ? อาการป่วยยังไม่หายดีแต่สอบได้อั้นโฉ่ว ถ้าไม่ป่วยก็จะไม่กลายเป็นเทพเจ้าลอยขึ้นสรวงสวรรค์เลยหรือ !’


หลังออกมาจากบ้านของอาจารย์ใหญ่ซานแล้ว หลินจื่อเหยียนจึงถามเจียงโม่หานว่า “พี่เขยรอง การได้เรียนที่สำนักศึกษาซานหลานถือเป็นโอกาสดีไม่ใช่หรือ ? เหตุใดท่านจึงปฏิเสธ ?”


หรือว่าอาการป่วยตรงหลังศีรษะของพี่เขยรองจะยังไม่หายดี ? ไม่น่าใช่ เพราะตลอดหลายเดือนมานี้ก็ไม่เห็นว่าในบ้านของศิษย์พี่เจียงจะมีกลิ่นยาลอยอบอวลออกมาเลย หรือ…ศิษย์พี่เจียงกังวลว่าหากเข้าเรียนที่ตัวเมืองจงโจวแล้วจะไม่มีโอกาสได้ชิมอาหารฝีมือของพี่รองอีก ? เอ่อ…เหตุใดศิษย์พี่เจียงจึงกลายเป็นคนที่เห็นเรื่องกินสำคัญกว่าอนาคตเสียได้ ?


[1] ในใจล้วนครุ่นคิดถึงแต่ไผ่ เป็นสำนวนที่หยิบยกมาจากบทกวีของซูตงพอ มีความหมายว่า ก่อนจะทำการใดต้องมีการตระเตรียมความพร้อม เมื่อวางแผนดีแล้วก็จะประสบความสำเร็จ


จบตอน

Comments