weiwei ep421-430

ตอนที่ 421: ครอบครัวเดียวสอบซิ่วไฉได้สามคน


เจียงโม่หานก็คิดว่าตัวเองบ้ามาก ! อาจารย์ใหญ่ซานอุตส่าห์แนะนำให้ได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาซานหลานทั้งที แต่ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในสมองของตนก็คือ…อาหารที่สำนักศึกษาซานหลานเป็นอย่างไร ? จะเทียบอาหารฝีมือของหลินเว่ยเว่ยได้หรือเปล่า ? จากนั้นเขาค่อยนึกได้ว่าระดับความรู้ของตนในยามนี้ไม่จำเป็นต้องเพิ่มพูนอีกแล้ว ดังนั้นเขาจะเสียเวลาเสียแรงไปกับการเข้าสำนักศึกษาอีกทำไม ?


เจียงโม่หานเหลือบมองหลินจื่อเหยียนด้วยแววตาเรียบเฉยแล้วกล่าวว่า “ความรู้และการอบรมสั่งสอนศิษย์ของอาจารย์ที่สำนักศึกษาซานหลานเทียบกับผู้อาวุโสเซวียได้หรือ ?”


หลินจื่อเหยียนตีหน้าผากตนเองดัง ป้าบ ทันที ‘จริงสิ ! มีผู้มากความรู้และความสามารถเช่นหนึ่งในปราชญ์ผู้นำแห่งลัทธิขงจื๊ออยู่ในเขตเริ่นอันทั้งคน เหตุใดต้องลำบากไปร่ำเรียนยังที่ห่างไกลจากบ้านอีก ?’


เขาหัวเราะพลางกล่าวว่า “พี่เขยรอง ท่านตั้งใจจะคำนับผู้อาวุโสเซวียเป็นอาจารย์อย่างนั้นหรือ ?”


เจียงโม่หานส่ายหน้าพลางตอบว่า “ผู้อาวุโสเซวียบอกแล้วว่าจะไม่รับลูกศิษย์สายตรงอีก”


หลินจื่อเหยียนได้ยินดังนั้นก็ทำสีหน้าเสียดาย แต่หลังจากนั้นเขาก็คิดได้ว่าแม้จะไม่ได้เป็นลูกศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสเซวีย แต่หากได้รับคำชี้แนะเล็กๆน้อยๆจากท่านก็ถือเป็นกำไรชีวิต ! น่าเสียดายที่ตนมีความรู้น้อยนิด ข้อสงสัยเหล่านั้นของตนก็ให้ศิษย์พี่เจียงตอบได้ หากนำไปถามผู้อาวุโสเซวียก็เกรงว่ามีแต่จะทำให้โดนหัวเราะเยาะ !


จากนั้นเจียงโม่หานได้ไปเยี่ยมเยียนอาจารย์ฟ่านที่เพิ่งกลับมาจากเมืองจงโจวเช่นกัน อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะมองของขวัญแทนคำขอบคุณที่เจียงโม่หานนำมาให้ หลังจากเชื้อเชิญให้เจียงโม่หานนั่งลงแล้ว ท่านก็เอ่ยชื่นชมเป็นอันดับแรก “อาจารย์ได้อ่านกระดาษคำตอบของเจ้าแล้ว แม้ว่าช่วงนี้เจ้าจะไม่ได้เรียนอยู่ในสำนักศึกษาแต่ก็ไม่เคยทำตัวเกียจคร้าน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนอักษร การเขียนบทความ ความรู้และทฤษฎีเชิงนโยบายล้วนก้าวหน้าอย่างมาก ! หรือว่าได้อาจารย์ที่มีชื่อเสียงคอยชี้แนะ ?”


เจียงโม่หานรู้ว่าอาจารย์ฟ่านเคารพนับถือผู้อาวุโสเซวียมาก หลังจากที่ผู้อาวุโสเซวียหายตัวไปก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างอธิบายไม่ถูก ทั้งเสียใจที่ไม่มีโอกาสได้พบผู้อาวุโสเซวียสักครั้ง ทว่าหากผู้อาวุโสเซวียไม่อนุญาตแล้ว เจียงโม่หานก็ไม่อยากเปิดเผยตัวตนของ ‘สหาย’ ให้ผู้อื่นได้รับรู้


“ศิษย์ได้พบอาวุโสผู้รอบรู้ท่านหนึ่ง คำชี้แนะของเขาให้ประโยชน์แก่ศิษย์มากมายขอรับ” เจียงโม่หานทำได้เพียงตอบแบบอ้อมๆ


แต่ภายในระยะเวลาครึ่งปีกว่ามานี้ เจียงโม่หานก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด ทำให้ในใจของอาจารย์ฟ่านเกิดความรู้สึกประหลาดต่อลูกศิษย์คนนี้ไม่น้อย แต่ก็รู้ว่าอาจารย์อาวุโสผู้มีความรู้ความสามารถมักจะมีนิสัยไม่ชอบเปิดเผยตัวตน ดังนั้นจึงไม่ได้เอ่ยถามให้มากความ


อาจารย์ฟ่านมองไปยังลูกศิษย์ที่ไม่ว่าจะเป็นด้านความสง่าหรือบุคลิกก็ล้วนแปลกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาจึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “การสอบระดับเซียงชื่อที่จะจัดขึ้นในเดือนแปดนี้ โม่หาน เจ้ามีความมั่นใจมากน้อยเพียงใด ?”


เจียงโม่หานยิ้มเล็กน้อยและตอบด้วยแววตาแน่วแน่ “ศิษย์จะทำอย่างสุดความสามารถแน่นอนขอรับ !”


อาจารย์ฟ่านได้ยินเช่นนั้นก็ยกมือลูบเคราพลางคลี่ยิ้มอย่างชื่นชม…


…...


ในยามที่เจียงโม่หานไปคารวะอาจารย์ หลินเว่ยเว่ยไม่ได้ทำตัวเปล่าประโยชน์เช่นกัน นางไปที่ท่าเรือเขตเริ่นอันและได้เห็นว่าโกดังของตนมีผู้คนเข้าออกเป็นจำนวนมาก หลิวว่ายจื่อถือสมุดบัญชีแยกประเภทไว้ในมือหลายเล่ม ปากก็พูดอย่างเฉียบขาดว่า “ระวังหน่อย หากทำของชำรุดก็ต้องจ่ายเงินชดใช้ !”


เรียกได้ว่าตอนนี้เขาเป็นเหมือนผู้คุมท่าเรือเลยก็ว่าได้ ! เพราะผู้ที่มาขอเช่าโกดังเก็บสินค้าล้วนเป็นคนจากต่างถิ่น พวกเขามักไม่ใส่ใจและอาจสร้างความเสียหายให้ท่าเรือได้ บางครั้งก็รวบรวมของที่ต้องการขนส่งไม่ครบหรือไม่เรียบร้อย ทำให้เวลาล่าช้าเป็นวันซึ่งเวลาที่ล่าช้าไปนี้ก็ล้วนเป็นเงินเป็นทองทั้งสิ้น !


หลิวว่ายจื่อเป็นคนสมองไว สามารถพูดคุยกับบุคคลได้ทุกประเภท เขาสนิทสนมกับกลุ่มลูกหาบ เวลาที่เหล่าพ่อค้าเผชิญปัญหา เขาก็จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้โดยใช้งานลูกหาบเหล่านั้น แล้วหารายได้เล็กๆน้อยๆเพิ่มเติมระหว่างช่วยแก้ปัญหา หากพวกพ่อค้าพอใจก็จะให้เงินเพิ่ม ทำให้กระเป๋าของหลิวว่ายจื่อตุงขึ้นไม่น้อย !


ลูกหาบคนนั้นหัวเราะแล้วกล่าวว่า “วางใจได้ ! ข้าไม่ทำให้พี่หลิวขายหน้าหรอก !”


หลิวว่ายจื่อหัวเราะพลางพยักหน้ารับ พอหันกลับมาก็เห็นหลินเว่ยเว่ย จากเดิมที่เขามีสีหน้าเหมือนเถ้าแก่จอมเฮี้ยบก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ไอหยา นายหญิงกลับมาจากตัวเมืองแล้วหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “เรียกนายหญิงทำไมเล่า ? ข้าฟังแล้วไม่ชินเอาเสียเลย เรียกข้าว่าหลานสาวหรือไม่ก็เสี่ยวเว่ยดีกว่า”


หลิวว่ายจื่อหัวเราะร่า “ข้าทำงานให้ ขณะที่เจ้าจ่ายเงินเดือนแก่ข้า หากไม่เรียกนายหญิงแล้วจะให้เรียกอะไร ? หลานสาว ว่าแต่ต้าฮว๋าและบัณฑิตเจียงสอบเป็นอย่างไรบ้าง ?”


หลินเว่ยเว่ยยิ้มหวานจนตาเป็นเสี้ยวพระจันทร์สุดน่ารัก “ตอนนี้บัณฑิตเจียงกลายเป็นบัณฑิตหลิ่นเซิงแล้ว เขาสอบได้อันดับที่หนึ่ง หลายคนจึงเรียกเขาว่าเจียงอั้นโฉ่ว ส่วนต้าฮว๋าและคู่หมั้นของพี่ใหญ่ก็สอบได้บัณฑิตซิ่วไฉเช่นกัน…”


“ไอหยา ! นี่เป็นเรื่องดี ! ครอบครัวเดียวสอบซิ่วไฉได้สามคน เป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมมาก…” หลิวว่ายจื่อยิ้มกว้างกว่าเดิม…หมู่บ้านฉือหลี่โกวของตนมีบัณทิตซิ่วไฉแล้ว ทั้งยังสอบได้ปีเดียวสามคนรวดอีกด้วย…ลูกเขยที่แต่งเข้าหมู่บ้านฉือหลี่โกวก็ถือเป็นคนในหมู่บ้านครึ่งหนึ่งแล้ว !


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะ “‘แผนการ’อะไรกัน ? ดูท่าช่วงนี้อาว่ายจื่อไปฟังนิทานที่โรงน้ำชาบ่อยๆใช่หรือไม่ ?”


หลิวว่ายจื่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่ได้ไปบ่อยหรอก แค่ไปฟังยามว่างเป็นครั้งคราวเท่านั้น…จริงสิ ช่วงนี้กิจการโกดังสินค้าของเรากำลังไปได้สวย เสี่ยวเว่ย เจ้าดูสิ ยังไม่ทันส่งสินค้าชุดเก่าออกไป เจ้าใหม่ก็เอาของมาวางรอไว้แล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองก็เป็นอย่างที่เขาพูดจริง ข้างโกดังมีชายวัยกลางคนที่ดูคล้ายผู้ดูแลกำลังมองพวกลูกน้องขนย้ายสินค้าเข้ามาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม


ชายวัยกลางคนผู้นั้นเดินเข้ามาพลางเอ่ยกับหลิวว่ายจื่อว่า “ผู้ดูแลหลิว ประเดี๋ยวข้าต้องรบกวนให้ท่านหาลูกหาบมาช่วยขนย้ายสินค้า รับรองว่าข้าไม่ลืมแบ่งผลประโยชน์ให้ท่านแน่นอน…”


“ฟังผู้ดูแลหลี่พูดเข้าสิ…ท่านนี้คือกู่เหนียงผู้เป็นเจ้าของโกดังแห่งนี้ หากมีนางมาคอยสอดส่องดูแลด้วยตนเอง พวกข้าพี่น้องจะไม่ช่วยเหลือท่านได้อย่างไร ? นายหญิงของพวกข้าบอกไว้แล้วว่าลูกค้าคือพระเจ้า พวกข้าต้องจัดหาและอำนวยความสะดวกให้พวกท่านอย่างเต็มที่ !”


ผู้ดูแลหลี่หันไปคำนับหลินเว่ยเว่ยแล้วกล่าวว่า “กู่เหนียงจ้างผู้ดูแลได้ถูกคนแล้ว ! เขาเป็นผู้มีความสามารถ ทำให้ผู้เช่าโกดังเช่นพวกข้าสามารถส่งสินค้าไปต่างเมืองได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว !”


“ไอหยา ขอบคุณพี่ชายที่ชื่นชมข้า หากนายหญิงเพิ่มเงินเดือนให้ ข้าก็จะเชิญท่านไปเลี้ยงอาหารที่โรงเตี๊ยมแน่นอน !” หลิวว่ายจื่อฉีกยิ้ม


จากประสบการณ์ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานี้ เขาพบเจอพ่อค้าหลากหลายรูปแบบจึงสามารถรับมือได้อย่างลื่นไหลมากขึ้นเรื่อยๆ และด้วยนิสัยของเขาเองก็เรียกได้ว่างานประเภทนี้เป็นเรื่องง่ายดายราวกับปลาได้น้ำ


หลินเว่ยเว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ทำงานดีย่อมได้รับการขึ้นเงินเดือน ! พอผ่านไปสักระยะ รอให้เราไปเปิดร้านค้าที่อำเภอฝูอันก่อน ข้าคงต้องรบกวนอาว่ายจื่อช่วยสอนคนงานใหม่…”


“โอ้ ! หลานสาวเตรียมจะไปเปิดกิจการที่ฝูอันหรือ ? จะเปิดร้านอะไรเล่า ?” เขาใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการดูแลโกดังที่ท่าเรือเขตเริ่นอัน ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนจะมีเวลาว่างถึงครึ่งเดือนเลยทีเดียว จึงเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับหลิวว่ายจื่อไม่น้อย หากได้ไปดูแลร้านค้าสักร้านจริงๆ เขาก็เชื่อว่าคงไม่ได้ทำบัญชีอย่างเดียวแน่นอน มันต้องเป็นอะไรที่พิเศษกว่านั้น…หลิวว่ายจื่อจึงอยากลองดูสักตั้ง


หลินเว่ยเว่ยคิดแล้วจึงตอบว่า “เราจะขายพวกของขบเคี้ยว ! ข้าไปดูทำเลที่ตั้งร้านทางนั้นมาบ้างแล้ว ด้านหน้าเป็นร้านค้า ด้านหลังเป็นลานกว้าง สามารถใช้แปรรูปผลิตภัณฑ์ได้ทุกชนิด นอกจากเมล็ดสนปากอ้าที่ทำโดยหมู่บ้านฉือหลี่โกวของเราแล้ว ข้าจะเพิ่มเมล็ดทานตะวันรสห้าเครื่องเทศ เมล็ดทานตะวันรสถั่วสมอง เมล็ดทานตะวันรสครีมและเมล็ดทานตะวันรสคาราเมล…จริงสิ พอกลับไปแล้วต้องให้คนในหมู่บ้านปลูกดอกทานตะวันในแปลงนาแล้วล่ะ…”


หลิวว่ายจื่อตบต้นขาตัวเองแล้วกล่าวว่า “ดอกทานตะวัน ? คือดอกไม้ที่จะบานแล้วหันเข้าหาดวงอาทิตย์ใช่หรือเปล่า ? ดอกไม้ประเภทนั้นปลูกง่ายมากขอแค่มีผืนดิน จะปลูกข้างแปลงผักและบริเวณเนินเขาก็ได้ ทว่าก็ติดอยู่อย่างเดียว…คือหุบเขาของเรามีนกเยอะไปหน่อย เกรงว่านกจะมาจิกกินเสียหมดน่ะสิ !”


ตอนที่ 422: ความสามารถของหลิวว่ายจื่อ


“อาว่ายจื่อ เมื่อก่อนพวกเราไล่นกในหุบเขาไม่ไหวก็จริง แต่ตอนนี้เรามีต้าจินไม่ใช่หรือ ! นกชนิดใดเห็นมันก็พากันบินหนีกระเจิงหมดแล้ว” ต้าจินคือชื่อของอินทรีทองที่เจ้าหนูน้อยตั้งให้ นับตั้งแต่ที่อินทรีทองเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านฉือหลี่โกว ฝูงนกทั้งหลายก็พากันย้ายถิ่นฐานหนีมัน แม้แต่แม่ไก่ที่บ้านตระกูลหลินเลี้ยงไว้ยังหวาดผวาจนไม่ยอมออกไข่


หลิวว่ายจื่อคลี่ยิ้มจนเห็นรอยย่นบนใบหน้า “เจ้าหมายถึงนกอินทรีทองตัวนั้นน่ะหรือ…เมื่อไม่กี่วันก่อนข้ายังเห็นมันบินวนอยู่บนท้องฟ้าเหนือท่าเรือเขตเริ่นอันอยู่เลย ตอนแรกข้ายังนึกว่ามันคงจะบินมาหาเจ้ากระมัง !”


หลินเว่ยเว่ยถามด้วยความสงสัย “ต้าจินบินมาหรือ ? มันมาบ่อยหรือเปล่า ? มันไม่กลัวนายพรานยิงตกมาตายหรือไร…”


หลิวว่ายจื่อกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อินทรีทองบินสูงขนาดนั้นไม่มีปัญหาหรอก เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นผู้มีพละกำลังอย่างเจ้าง้างคันธนูยิงมัน เจ้าตัวนั้นถึงจะโดนยิงตกลงมา…”


หลังขนย้ายสินค้าชุดเก่าออกไปเสร็จแล้ว หลิวว่ายจื่อให้บรรดาลูกหาบอยู่ต่อเพื่อช่วยกันเก็บกวาดโกดังให้เรียบร้อย หลังจากเก็บกวาดเสร็จแล้วก็เริ่มย้ายสินค้าของผู้ดูแลหลี่เข้าไปด้านใน


ผู้ดูแลหลี่ทำธุรกิจค้าผ้า เขาส่งผ้าฝ้ายและผ้าไหมหายากจากภาคใต้ไปยังเมืองสำคัญอีกหลายเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือ เวลาที่ท้องตลาดให้ราคาดี เขาก็จะได้กำไรเพิ่มเป็นเท่าตัว


ยามนี้แดนเหนือยังคงประสบปัญหาภัยแล้ง เวลาขนส่งสินค้าทางแม่น้ำจึงจำเป็นต้องลดทอนน้ำหนักสินค้าบนเรือลงเพื่อป้องกันไม่ให้เรือเกยตื้นขณะแล่นไปยังภาคตะวันตก แม้ว่าการเช่าโกดังเก็บสินค้าจะเสียเงินเพิ่ม แต่ช่วงนี้พ่อค้าของภาคเหนือมีจำนวนน้อยลง คู่แข่งจึงลดไปด้วย การจ่ายเงินเล็กน้อยเพื่อเช่าโกดังย่อมไม่ใช่ปัญหา และโกดังของนางจึงเป็นตัวเลือกที่ดีในการเก็บสินค้า


เพราะผ้ากลัวความชื้นและสิ่งสกปรกมากที่สุด หลิวว่ายจื่อจึงต้องเข้ามาตรวจสอบโกดังด้วยตนเอง เขาคอยกำชับคนงานให้ขนย้ายสินค้าขึ้นชั้นวางอย่างระมัดระวัง อย่าให้มีรอยสะกิดของเส้นด้ายหรืออย่าทำให้ผ้ามีรอยเปื้อน…


ผู้ดูแลหลี่ลูบเคราอย่างพึงพอใจ “ผู้ดูแลหลิวจัดการได้อย่างมืออาชีพเหมือนที่ข้าคิดไว้จริงๆ อีกทั้งยังเป็นคนละเอียดรอบคอบ ไม่ทราบว่ากู่เหนียงไปเฟ้นหามาได้อย่างไร ?”


หลินเว่ยเว่ยกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ “อาว่ายจื่อเป็นผู้ละเอียดรอบคอบและมีความอดทนจริงๆ !”


หลิวว่ายจื่อจัดการงานทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงเดินมาสนทนากับผู้ดูแลหลี่ “พี่ชายพูดถึงข้าอีกแล้วหรือ ? ข้ารู้สึกใบหูร้อนผ่าว คันยุบยิบอย่างบอกไม่ถูก !”


ผู้ดูแลหลี่กล่าวว่า “ก็ชมท่านไงเล่า ! น้องหลิวสนใจมาทำการค้าผ้ากับข้าหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้ว “ผู้ดูแลหลี่ไม่ควรทำเช่นนี้ ท่านมาชักชวนคนของข้าไปทำงานต่อหน้าต่อตาข้าแบบนี้ ช่างดูแคลนข้าเหลือเกิน”


หลิวว่ายจื่อหัวเราะพลางเอ่ยว่า “ขอบคุณที่พี่ชายเห็นความสามารถของข้า ! แต่หลานสาวมีบุญคุณต่อข้ามาก ถ้าไม่มีนางแล้ว ข้าก็คงไม่มีชีวิตสุขสบายอย่างเช่นทุกวันนี้ ป่านนี้ข้าคงอดตายไปนานแล้ว หากไม่มีนาง ข้าก็ยังเป็นอันธพาลรวมกลุ่มกับพวกลูกน้องในหมู่บ้านซึ่งชอบเที่ยวลักขโมยหรือเล่นการพนันจนหมดตัว ! บุญคุณที่นางช่วยดึงข้าขึ้นมาจากความดำมืดนั้นยิ่งใหญ่ดุจเขาไท่ซาน ลึกล้ำกว่าใต้มหาสมุทร…ท่านลองคิดสิ หากข้าเนรคุณแล้วไปหาความสุขสบายที่อื่น ท่านยังอยากได้ข้าไปทำงานให้อยู่หรือ ?”


ผู้ดูแลหลี่ได้ยินเช่นนั้นจึงยกนิ้วหัวแม่มือให้เขา “รู้จักคุณคน เป็นผู้มีสัจจะ ! ข้าอยากผูกมิตรในฐานะสหายกับท่าน !”


หลิวว่ายจื่อหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาแล้วเอ่ยอย่างตรงจุดว่า “พี่หลี่ ท่านมาส่งสินค้าบ่อยแค่ไหน ? หากสามารถจัดการเวลาได้ ข้าจะได้จองที่ว่างในโกดังไว้ให้ท่านโดยเฉพาะ !”


ผู้ดูแลหลี่ยื่นหน้ามาอ่านเนื้อความในสมุดเล่มเล็กนั้น พบว่าในนั้นได้บันทึกข้อมูลการจองโกดังของพ่อค้าหลายคนแล้ว หากไม่รีบจับจองโกดังให้ทันเวลาก็อาจพลาดโอกาส และเพราะครั้งนี้เขามาได้ประจวบเหมาะกับที่ผู้เช่าโกดังรายก่อนได้ยกเลิกสัญญาเช่าล่วงหน้าเพียงสองวัน ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องรออีกสองวันกว่าจะได้ขนสินค้าเข้าโกดัง


ตระกูลของเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับผ้า ดังนั้นสิ่งที่กลัวที่สุดคือโกดังสกปรก ผู้ดูแลหลี่เคยไปดูโกดังของตระกูลอื่นมาแล้วพบว่าสภาพแวดล้อมแย่กว่าโกดังตระกูลหลินมาก มีบางที่ถึงขั้นหลังคาไม่มีด้วยซ้ำ เช่นนั้นถ้าฝนตกลงมาแล้ว สินค้าจะไม่เสียหายหรอกหรือ ?


ผู้ดูแลหลี่รีบลงเวลาจองโกดังกับหลิวว่ายจื่อสำหรับครั้งถัดไป พวกเขาส่งสินค้าจากใต้ขึ้นเหนือจึงต้องเดินทางมาปีละสองครั้ง ถือว่าค่อนข้างมีเวลาที่แน่นอน…


หลินเว่ยเว่ยเฝ้ามองอย่างเงียบๆ หลิวว่ายจื่อผู้นี้มีความสามารถไม่เบา พูดแค่ไม่กี่ประโยคก็สามารถดึงลูกค้าใหม่มาเป็นลูกค้าประจำได้แล้ว หลินเว่ยเว่ยเกิดความลังเลเล็กน้อยว่าหากย้ายคนที่มีความสามารถเช่นนี้มาดูแลร้านค้าเล็กๆ จะเป็นการดูถูกความสามารถของเขาเกินไปหรือไม่


หลิวว่ายจื่อจัดการขนย้ายสินค้าของผู้ดูแลหลี่เรียบร้อยก็มาหาหลินเว่ยเว่ย จากนั้นรายงานผลกำไรตลอดช่วง2เดือนที่ผ่านมานี้และเมื่อฟังความคิดเห็นของหลินเว่ยเว่ยแล้ว เขาก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม


“เสี่ยวเว่ย อีกนานหรือไม่กว่าเจ้าจะเปิดร้านเหล่านั้น ? หากผ่านไปอีกสักเดือน ข้าก็คงจัดการจองโกดังให้ลูกค้าได้จนถึงปีหน้า ตอนนี้เอ้อร์ล่ายเริ่มชำนาญงานแล้ว ให้เขาดูแลงานโกดังต่อได้เลย เขาไม่ได้แตกต่างจากข้าหรอก หากเจ้าไม่วางใจ…ก็รอให้ข้าจัดการร้านที่ฝูอันเสร็จแล้วค่อยให้ข้ากลับมา !”


เขาคือคลื่นลูกใหม่แห่งการปฏิวัติ หากเหมาะสมจะย้ายไปที่ใดก็ควรย้ายไปที่นั่น ! เขารู้ว่าเจ้านายเป็นคนใจกว้างต่อผู้อื่น ขอเพียงติดตามนางไป ไม่ว่าจะเป็นโกดังหรือร้านค้าก็ล้วนไม่โดนเอาเปรียบแน่นอน !


ในขณะที่สนทนากันอยู่นั้น หลิวเอ้อร์ล่ายก็เดินออกจากโกดังด้วยสภาพมีฝุ่นเปื้อนไปทั้งตัวและเมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยแล้ว เขาก็คลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว “นายหญิงมาตั้งแต่เมื่อใด ?”


“มาสักพักแล้ว ว่าแต่ท่าน…ไปมุดรูที่ไหนมาหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยเห็นสภาพของเขาจึงอดถามไม่ได้


หลิวเอ้อร์ล่ายตบขากางเกงเพื่อไล่ฝุ่นออกไป ทำเอาหลิวว่ายจื่อถึงขั้นสำลักฝุ่นจนไอ เขาจึงพูดอย่างรังเกียจว่า “เจ้าถอยไปเลย ประเดี๋ยวก็ทำเสี่ยวเว่ยเปื้อนฝุ่นไปด้วยหรอก”


หลิวเอ้อร์ล่ายถอยออกไปหลายก้าว จากนั้นก็ตบฝุ่นบนเสื้อผ้าออกให้หมดแล้วเดินเข้ามาใหม่อีกครั้ง “นายหญิง ท่านพูดผิดแล้ว ข้าไม่ได้ไปมุดรูไหนมาหรอก แต่ไปอุดรูหนูต่างหาก ! ครั้งนี้เป็นสินค้าประเภทผ้าไม่ใช่หรือ ? เราจะให้หนูมากัดสินค้าไม่ได้เด็ดขาด ข้ากังวลว่าหนูพวกนั้นจะออกมาตอนกลางดึกและทำให้สินค้ามีปัญหา ข้าจึงกลบรูหนูทั้งหมด !”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าอย่างพอใจแล้วถามว่า “หากให้ท่านดูแลโกดังคนเดียว ท่านจะทำไหวรึเปล่า ?”


“ว่าอย่างไรนะ ? หมายความว่าอย่างไร ? ปกติพี่ว่ายจื่อก็ทำได้ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ? เขา…เขาทำอะไรผิด ? ไม่ใช่สิ…นายหญิง พี่ว่ายจื่อตั้งใจดูแลโกดังอย่างทุ่มเทมาโดยตลอด ไม่เคยแอบตักตวงผลประโยชน์ส่วนตัวสักครั้ง…คนผู้นี้จะทำผิดได้อย่างไร ? อย่าไล่เขาออกเพียงเพราะความผิดเล็กน้อยเลย”


หลิวเอ้อร์ล่ายหันไปส่งสายตาให้หลิวว่ายจื่อเหมือนอยากถามว่า…ท่านไปทำอะไรให้นายหญิงไม่พอใจ ? อย่าเอาแต่ยืนนิ่งเป็นท่อนไม้สิ รีบมาขอโทษนายหญิงเร็วเข้า !


หลิวว่ายจื่อตบศีรษะหลิวเอ้อร์ล่ายหนึ่งที “ใครทำความผิด ? เจ้าคงอยากให้ข้าโดนไล่ออกโดยเร็ว เพราะจะได้แย่งตำแหน่งผู้ดูแลหลิวไปจากข้าสิท่า ?”


“ใช่ที่ไหนกันเล่า ! เราเป็นพี่น้องกันมาตั้งนานไม่ใช่หรือ ? แม้ข้ามีนิสัยอันธพาลก็ไม่เคยคิดทำเรื่องที่ไร้คุณธรรมเช่นนั้น ! นายหญิง สรุปว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ? ข้าสับสนไปหมดแล้ว !” หลิวเอ้อร์ล่ายสังเกตจากสีหน้าของหลินเว่ยเว่ยและหลิวว่ายจื่อแล้วก็พอจะเดาออกว่าไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแน่นอน แต่เขาก็ยังไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไรอยู่ดี


หลิวว่ายจื่อกล่าวพร้อมหัวเราะออกมา “เสี่ยวเว่ยกำลังจะเปิดร้านขายของขบเคี้ยวที่อำเภอฝูอัน นางจึงตั้งใจให้ข้าไปดูแลกิจการทางนั้น หากดำเนินกิจการได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร ข้าจึงจะกลับมาเป็นผู้ดูแลหลิวที่โกดังของท่าเรือแห่งนี้ ตอนนี้เจ้าก็ทำหน้าที่แทนข้าไปก่อน…แต่ขอเตือนไว้เลยว่าอย่าทำพัง !”


ที่ผ่านมาหลิวเอ้อร์ล่ายคอยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของหลิวว่ายจื่อมาโดยตลอด แต่ตอนนี้จะได้เป็นผู้ดูแลโกดังเพียงลำพังแล้ว ในใจของเขาจึงรู้สึกกดดันอยู่ไม่น้อย “ว่าอย่างไรนะ ? พี่ว่ายจื่อ แล้วท่านจะกลับมาอีกเมื่อใด ?”


ตอนที่ 423: เจ้าคิดว่าอั้นโฉ่วเป็นเรื่องง่ายหรือไร


หลิวว่ายจื่อคิดคำนวณในใจแล้วตอบว่า “อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหนึ่งปี เจ้ากังวลอะไร ? เจ้าเรียนรู้เรื่องบัญชีไปแล้วไม่ใช่หรือ ? ส่วนเรื่องอื่นก็มีแค่ขนย้ายสินค้าเข้าออกโกดัง…จำให้ดีว่าอย่าปล่อยให้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว คอยตรวจสอบความเรียบร้อยทุกวันก่อนปิดโกดัง ไม่เห็นมีอะไรยาก !”


หลิวเอ้อร์ล่ายคิดแล้วจึงกล่าวกับหลินเว่ยเว่ยว่า “หาผู้ช่วยให้ข้าสักคนได้หรือไม่ ?”


หลิวว่ายจื่อส่งเสียงฮึดฮัดพลางกล่าว “เจ้าอยากได้ใครมาช่วย ? อย่าได้ชวนสหายตัวแสบในอดีตของเจ้ามาเชียว คนพวกนั้นทำงานไม่ได้เรื่อง แต่ถนัดสร้างปัญหา ! ถ้าเกิดเหตุลักทรัพย์ขึ้นมาแล้ว เราจะเสียลูกค้าเอาได้ !”


หลิวเอ้อร์ล่ายรีบโบกมือพลางส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ไม่ใช่ ไม่ใช่ ! ข้าไม่ได้คบค้าสมาคมกับคนพวกนั้นนานแล้ว ข้าตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่จริงๆ ที่พูดถึงคือน้องภรรยาของข้าต่างหาก แม้ว่าเขาจะเป็นคนซื่อ…แต่ทำงานเก่ง”


หลินเว่ยเว่ยตบต้นข้าพลางพูดยืนยัน “ได้ ! ให้เขามาทดลองงานพรุ่งนี้เลย อาว่ายจื่อสอนงานเขาก่อน ถ้าเป็นงานแล้วก็ค่อยให้เขาสานต่ออย่างเต็มตัว !”


หลิวว่ายจื่อรู้ว่านางต้องการให้เขาอยู่สอนงานคนใหม่ก่อน เขาจึงพยักหน้ารับแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องกังวล ! หากใช้งานใช้การไม่ได้ ต่อให้ท่านแม่จะบ่น ข้าก็ไม่เอาไว้เด็ดขาด !”


หลินเว่ยเว่ยมองสีของท้องฟ้าและเห็นว่าเริ่มตกเย็นแล้วจึงออกจากท่าเรือและมาที่ประตูทางเข้าของสำนักศึกษาเพื่อรับน้องสี่หลังเลิกเรียน เจ้าหนูน้อยเข้าเรียนหนังสือในเขตเริ่นอันแล้ว เขาจะเดินทางออกจากบ้านมาพร้อมรถม้าขนส่งสินค้าในทุกเช้า พอใกล้ค่ำถ้าไม่เป็นหลิวต้าซวนมารอรับที่นี่ เขาก็จะนั่งเกวียนเทียมวัวของหมู่บ้านข้างๆ กลับฉือหลี่โกวพร้อมวังตงเฉียง


หลินเว่ยเว่ยยืนรออยู่ที่หน้าประตูสำนักศึกษาไม่นาน ประตูใหญ่ก็เปิดออกและบรรดาเด็กผู้ชายตัวน้อยน่ารักดูมีชีวิตชีวาก็พากันกรูออกมา ผ่านไปไม่นานเจ้าหนูน้อยก็สะพายกระเป๋าหนังสือใบใหม่ของตนวิ่งกระโดดโลดเต้นออกมา


“น้องสี่ !” หลินเว่ยเว่ยตะโกนเรียกเขา


เจ้าหนูน้อยได้ยินเสียงสดใสของพี่รองก็ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ตะโกนออกมาด้วยความดีใจแล้ววิ่งมาหานางอย่างรวดเร็ว “พี่รอง ! พี่รอง ท่านกลับมาแล้ว ! ข้าคิดถึงท่านแทบแย่ !”


หลินเว่ยเว่ยอุ้มน้องสี่ขึ้นมาแล้วยกตัวเด็กน้อยขึ้นสูง “คิดถึงข้าหรือคิดถึงอาหารฝีมือข้ากันแน่ ?”


เจ้าหนูน้อยยิ้มตาหยี “คิดถึงทั้งหมด ! แต่คิดถึงที่สุดก็คือพี่รอง !”


“พี่รองหลิน !” วังตงเฉียงก็วิ่งมาหาหลินเว่ยเว่ยเช่นกัน


“เจ้าก็มาต้อนรับพี่รองเหมือนข้าใช่หรือไม่ ?”


“หลินจื่อถิง เจ้าอายุเท่าไรแล้วยังให้พี่สาวอุ้มอยู่อีก ไม่อายหรือไร !” เด็กน้อยที่วิ่งออกมาพร้อมเขาก็หันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เจ้าหนูน้อยในอ้อมกอดของพี่สาว


เจ้าหนูน้อยกอดคอพี่รองแล้วเอาแก้มนุ่มนิ่มถูแก้มของนาง เขาไม่รู้สึกอายเลยสักนิด ในทางตรงกันข้ามกลับแสดงสีหน้าภาคภูมิใจออกมา “หลู่ซวน เจ้าคงอิจฉาที่ข้ามีพี่สาวให้กอดสิท่า ? เพราะพี่ชายของเจ้าเอาแต่รังแกเจ้า ! พี่รองของข้าทำขนมอร่อยให้กินและยังทำอร่อยกว่าที่ร้านหนิงจี้เสียอีก !”


“เจ้าโกหก ! จะมีคนทำขนมอร่อยกว่าร้านหนิงจี้ได้อย่างไร ? ข้าไม่เชื่อหรอก !” ใบหน้าอวบอ้วนของหลู่ซวนชี้ชัดว่าไม่เชื่อคำพูดของเจ้าหนูน้อย แถมในดวงตาดำขลับยังแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์


เจ้าหนูน้อยไม่ตกหลุมพรางจึงกล่าวว่า “อยากจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่เจ้า” จากนั้นก็ลงจากอ้อมแขนของพี่รองแล้วถามว่า “พี่รอง พี่รอง ! พี่โม่หานสอบได้บัณฑิตซิ่วไฉหรือเปล่า ? แล้วพี่สามกับพี่เขยใหญ่สอบได้บัณฑิตถงเซิงหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยบีบแก้มอวบอ้วนของน้องชายแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าดูแคลนพี่สามและพี่เขยใหญ่ขนาดนั้นเชียวหรือ ? พวกเขาสอบผ่านบัณฑิตซิ่วไฉ ส่วนพี่โม่หานของเจ้าสอบได้อั้นโฉ่วด้วยนะ !”


“ว้าว ! เก่งมาก ในอนาคตข้าจะต้องเก่งเหมือนพี่โม่หานแน่นอน ข้าจะคว้าอันดับหนึ่งให้ได้ !” เจ้าหนูน้อยชูกำปั้นเล็กๆ แล้วกล่าวอย่างมั่นใจ


หลู่ซวนเหมือนจงใจแกล้งเขาจึงเอ่ยว่า “ปณิธานของเจ้าคือการเลี้ยงกระต่ายแล้วนำไปขายเพื่อหาเงินไม่ใช่หรือ ? เหตุใดจึงเปลี่ยนใจมาที่การสอบได้อั้นโฉ่วแล้วล่ะ ? เจ้าคิดว่าอั้นโฉ่วเป็นเรื่องง่ายหรือไร คิดว่าใครก็สอบได้อันดับหนึ่งงั้นหรือ ?”


“การสอบได้อั้นโฉ่วและการเลี้ยงกระต่ายขายล้วนเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ ? ส่วนเรื่องที่ข้าจะสอบได้อั้นโฉ่วหรือไม่นั้นก็ต้องดูที่ความสามารถของข้าเอง…ดูตามสถานการณ์ไปก่อนเถิด !” เจ้าหนูน้อยเชิดหน้าใส่


เด็กน้อยผิวขาวเนียนละเอียดที่ยืนอยู่ข้างหลู่ซวนพูดอย่างเอื่อยเฉื่อยว่า “หลินจื่อถิงตั้งใจเรียนมาก ทั้งยังเป็นคนฉลาดเฉลียว อาจารย์กล่าวชื่นชมเขาตั้งหลายหน หากเขาสอบไม่ได้อั้นโฉ่ว เจ้าก็คงหมดหวังเช่นกัน…”


“ฉิงจิ้งหยู เจ้าอยู่ข้างใครกันแน่ ? อย่าลืมว่าเราคือพี่น้องที่สนิทสนมกัน เหตุใดเจ้าจึงเข้าข้างคนอื่น ?” หลู่ซวนหันไปถลึงตาใส่เขาด้วยความไม่พอใจ


ฉิงจิ้งหยูกล่าวอย่างเอื่อยเฉื่อยดังเดิม “มีคำกล่าวที่ว่า ‘อย่าเอาแต่ช่วยสหายโดยไม่ใส่ใจเหตุผล’ หากพี่ฮุยรู้ว่าเจ้าไม่สามัคคีกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน เจ้าคิดว่าเขาจะทำอย่างไร ?”


หลู่ซวนขบฟันแน่น “เจ้าคนขี้ฟ้อง ถ้าเจ้าไม่ฟ้องแล้วพี่สามของข้าจะรู้ได้อย่างไร ? ข้าไม่ลงรอยกับใคร ? ข้าก็แค่…ล้อเขาเล่นเท่านั้น !”


ฉิงจิ้งหยูเงยหน้ามองเขาพลางกล่าวว่า “พี่ฮุยยังบอกอีกว่าที่เขาทำไม่ใช่การรังแกเจ้า แต่เป็นการ ‘ล้อเจ้าเล่น’ เหมือนกัน !”


เจ้าหนูน้อยรู้ว่ารถม้าของบ้านตนจอดรออยู่ที่นอกประตูเข้าเมือง เขาจึงจูงมือพี่รองแล้วหันไปบอกลาสหายร่วมชั้นทั้งสองคน “หลู่ซวน ฉิงจิ้งหยู แล้วพบกันพรุ่งนี้ !”


หลู่ซวนโบกมือลาอย่างกระตือรือร้น ในขณะที่ฉิงจิ้งหยูหันไปพยักหน้าให้อย่างช้าๆ “แล้วพบกัน !”


หลินเว่ยเว่ยจับมือน้องชายแล้วหันไปโบกมือให้เด็กน้อยนิสัยประหลาดทั้งสองคน “แล้วพบกันใหม่…หากพวกเจ้ามีเวลาว่างก็มาเที่ยวที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวได้เสมอ ข้าจะทำของอร่อยให้พวกเจ้ากิน !”


หลู่ซวนกะพริบตาปริบๆ “ท่านทำขนมอร่อยเหมือนที่ร้านหนิงจี้จริงหรือ ?”


เจ้าหนูน้อยแย่งพูดแทน “พี่รองของข้าไม่เพียงทำอร่อยกว่า แต่ยังทำอาหารได้หลายอย่างและมีรสชาติอร่อยจนพวกเจ้าหยุดกินไม่ได้เลยล่ะ !”


หลู่ซวนไม่เชื่อ…ชาวบ้านในหมู่บ้านห่างไกลจะมีความรอบรู้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ? อีกอย่างคงไม่เคยกินขนมของร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้สิท่า แค่กินเนื้อได้ก็คิดว่านั่นคืออาหารอร่อยที่สุดในโลกแล้วกระมัง ? ดังนั้นเขาจึงไม่เชื่อคำพูดของหลินจื่อถิงเลยสักนิด !


เจ้าหนูน้อยจับมือพี่รองแล้วเดินมาจนถึงด้านนอกประตูเมือง หลังจากเห็นเจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนยืนรออยู่ด้วย เด็กน้อยก็วิ่งโผเข้าใส่…โดยใช้แขนข้างหนึ่งโอบหลินจื่อเหยียน อีกข้างโอบขาเจียงโม่หานเอาไว้ “พี่โม่หาน ท่านเก่งมาก ข้าก็อยากสอบได้อั้นโฉ่วเหมือนท่าน…”


หลินจื่อเหยียนอุ้มเขาขึ้นมาแล้วตีก้นนุ่มของเขาเบาๆ “เด็กน้อยนิสัยไม่ดี ข้าเป็นพี่ชายแท้ๆ เจ้าต้องแสดงความยินดีที่ข้าสอบได้ซิ่วไฉไม่ใช่หรือ ? ”


เจ้าหนูน้อยมุ่ยปากใส่เขาพลางกล่าวว่า “ท่านสอบได้อันดับที่สี่สิบกว่าๆอยู่รั้งท้ายแล้ว น่ายินดีตรงไหน ?”


หลินจื่อเหยียนได้ยินดังนั้นจึงหงุดหงิดไม่น้อย “ผู้เข้าสอบมีเป็นพันคน แต่คนสอบได้มีเพียง50คนเท่านั้น อีกอย่างข้าเพิ่งอายุ14ปี เป็นบัณฑิตซิ่วไฉอายุน้อยที่สุดในรุ่นนี้ด้วย !”


เจ้าหนูน้อยดิ้นลงจากอ้อมแขนของเขา จากนั้นก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่พี่ชายพลางกล่าวว่า “ที่ท่านสอบติดเพราะมีพี่โม่หานคอยให้คำชี้แนะไม่ใช่หรือ ? พี่โม่หาน ท่านต้องสอนข้าด้วย ข้าจะต้องสอบได้อันดับดีกว่าพี่สามแน่นอน เพราะข้าฉลาดกว่าเขา !”


ตอนที่ 424: ใครใช้ให้ข้ามีบุญจึงได้แม่สามีที่ดีกันล่ะ


“เจ้าฉลาดแต่การใช้ปากพูด !” หลินจื่อเหยียนลูบศีรษะน้อยๆของน้องชายด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู


วังตงเฉียงไม่ยอมยืนเหงาอยู่คนเดียวจึงเอ่ยว่า “เอ้อร์ฮว๋าฉลาดจริงๆนะพี่จื่อเหยียน อาจารย์สอนสิ่งใดมา เขาฟังเพียงรอบเดียวก็จำได้แล้ว ไม่เหมือนข้าที่อ่านตำราตั้งหลายรอบ ทว่าก็ยังตอบผิดเป็นประจำ…”


ในบรรดาเด็กวัยเดียวกันของหมู่บ้านฉือหลี่โกว มีเพียงสองครอบครัวเท่านั้นที่ส่งลูกหลานมาเรียนในเขตเริ่นอัน นอกเหนือจากนั้นก็ส่งไปเรียนเขียนอักษรที่สำนักศึกษาซึ่งอาจารย์ในหมู่บ้านใกล้เคียงเปิดสอนขึ้นมาเอง…


ทว่าก่อนหน้านี้ชาวบ้านไม่เคยมีความคิดเหล่านี้เลย กระทั่งเมื่อปีกลาย หลังจากมีการก่อตั้งโรงงานแปรรูปเมล็ดสนในหมู่บ้านรวมถึงกิจการของตระกูลหลินที่ต้องการผู้ทำบัญชีมาทำงานให้ ชาวฉือหลี่โกวจึงตระหนักได้ถึงความสำคัญของการศึกษา อย่างน้อยพวกเขาต้องรู้หนังสือ ส่วนเรื่องที่จะสอบได้บัณฑิตถงเซิงหรือซิ่วไฉนั้น พวกเขาคิดว่าคงไม่มีโอกาสแน่นอน !


ส่วนสำนักศึกษาในเขตเริ่นอันตั้งอยู่ห่างไกล การจะเดินทางแต่ละคราจำต้องใช้เงินเยอะ…ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องเงินหรอก เพราะเด็กๆของพวกตนก็ทนทุกข์ทรมานจากการตื่นเช้าแล้วเดินทางไปเรียนเช่นกัน ประเด็นสำคัญก็คือพวกตนคิดว่าบุตรหลานเรียนได้ไม่ดี ฉะนั้นก็อย่าทรมานตัวเองเลย ! สุดท้ายจึงมีเพียงเจ้าหนูน้อยและวังตงเฉียงเดินทางไปเรียนในตัวเมือง


เด็กน้อยทั้งสองปีนขึ้นรถม้าแล้วหันไปตะโกนบอกเหลยหยู่ “พี่เหลยหยู่ รีบกลับบ้านกันเถิด !”


กว่ารถม้าจะขับเข้ามาในหมู่บ้านฉือหลี่โกว ท้องฟ้าก็มืดแล้ว เป็นเพราะพวกเขาใช้เวลาอยู่ในเขตเริ่นอันนานกว่าครึ่งค่อนวันจึงทำให้ผู้แจ้งข่าวดีเดินทางมาถึงหมู่บ้านก่อนพวกเขาเสียอีก ยามนี้ชาวบ้านทุกคนจึงรู้แล้วว่าบัณฑิตเจียงและต้าฮว๋าจากตระกูลหลินสอบได้บัณฑิตซิ่วไฉ


“กลับมาแล้ว ! เจียงอั้นโฉ่วและหลินซิ่วไฉกลับมาแล้ว !” เด็กน้อยที่เล่นอยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านก็มองเห็นรถม้าของตระกูลหลินจึงตะโกนด้วยความตื่นเต้นดีใจ


ยามนี้เด็กๆในหมู่บ้านพากันตะโกนส่งเสียงเป็นทอดๆ เหมือนเครื่องกระจายเสียง “เจียงอั้นโฉ่วกลับมาแล้ว ! หลินซิ่วไฉกลับมาแล้ว !”


ในตอนที่พวกเขาเดินมาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลหลินก็เรียกได้ว่าเหล่าบุรุษสตรีตั้งแต่วัยชราไล่ลงมาถึงลูกเด็กเล็กแดงในหมู่บ้านล้วนมารวมตัวกันเพื่อร่วมแสดงความยินดีโดยไม่ได้นัดหมาย


ผู้ใหญ่บ้านดีใจมาก ยามนี้เขายิ้มแก้มปริเลยทีเดียว “ที่ผ่านมาบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่นของหมู่บ้านฉือหลี่โกวยังไม่เคยมีใครได้เป็นบัณฑิตมาก่อน คาดไม่ถึงเลยว่ายามที่ตนดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านจะมีผู้สอบได้บัณฑิตซิ่วไฉถึง2คน แถมหนึ่งในนั้นยังสอบได้อั้นโฉ่วอีกด้วย…ดีเลย ยอดเยี่ยมมาก ! พวกเจ้าทำให้หมู่บ้านฉือหลี่โกวของเรามีหน้ามีตาแล้ว !”


เหล่าชาวบ้านที่คุ้นเคยกับตระกูลหลินและตระกูลเจียงพากันมาแสดงความยินดี เมื่อช่วงกลางวันที่ผ่านมาก็มีการประกาศข่าวดีจากผู้มาแจ้งข่าวทั้งสองซึ่งควบอาชาเข้ามาติดๆกัน ในตอนนั้นนางหวงและนางเฝิงอยู่ในลานบ้านตระกูลหลินเพื่อปรึกษากันว่าหลังจากที่หลินเว่ยเว่ยกลับมาแล้ว พวกนางจะเริ่มขยายพันธุ์หนอนไหม


ผู้มาแจ้งข่าวดีทั้งสองถูกนำทางมาที่บ้านหลังเดียวกัน ตอนแรกพวกเขายังนึกว่ามาผิดหลัง แต่พอถามไถ่เพื่อความมั่นใจแล้ว พวกเขาก็แสดงความยินดีกับหญิงวัยกลางคนทั้งสองที่ยังยืนงง พวกเขาไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าทั้งที่บ้านหลังเดียวกันแล้วเหตุใดคนหนึ่งแซ่เจียงอีกคนแซ่หลิน ? หรือว่าคนหนึ่งใช้แซ่ของบิดา ส่วนอีกคนใช้แซ่ของมารดา ?


ต่อมาพวกเขาได้ยินชาวบ้านฉือหลี่โกวอธิบายจึงได้รู้ว่าทั้งสองครอบครัวนี้เกี่ยวดองกัน ! ช่างเป็นการแต่งงานที่เหมาะสมและยอดเยี่ยมยิ่งนัก !


ผู้มาแจ้งข่าวดีคนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทางการที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในตัวอำเภอ คาดว่าการมาประกาศข่าวดีที่หมู่บ้านกลางป่านั้นคงจะไร้ค่าเดินทาง เหนื่อยเปล่าๆ แต่เจ้าหน้าที่อีกคนไม่คิดเช่นนั้น เพราะหมู่บ้านฉือหลี่โกวถือเป็นหมู่บ้านมีชื่อเสียงที่เคยสร้างชื่อไว้ต่อหน้าท่านนายอำเภอมาแล้ว เป็นหมู่บ้านมั่งคั่งที่สุดในยามนี้ จึงไม่ง่ายเลยกว่าที่เขาจะได้รับมอบหมายให้มาแจ้งข่าวดีที่นี่


และในตอนที่ได้รับแท่งเงินกิมตุ้ง (มีรูปร่างคล้ายเรือสำเภา) หนักๆ มาจากหญิงวัยกลางคนทั้งสอง พวกเขาก็ดีใจจนยิ้มแก้มปริออกมา ทั้งสองครอบครัวนี้ใจกว้างยิ่งนัก แค่ครู่เดียวก็มอบเงินแทนคำขอบคุณถึง10ตำลึงแล้ว นี่เทียบเท่าเงินเดือนตลอดครึ่งปีของพวกตน ! มาครั้งนี้ไม่เสียเที่ยวแล้ว !


ระหว่างทางกลับ เจ้าหน้าที่คนเก่าซึ่งทำงานมานานแล้วก็ได้เล่าให้เด็กใหม่ฟังถึงเรื่องราวความเป็นมาของหมู่บ้านฉือหลี่โกว ที่นี่ไม่ได้มีแค่คนเก่งที่ฮ่องเต้สรรเสริญเท่านั้น แต่ยังมีคนเก่งที่เคยช่วยชีวิตหมินอ๋องซื่อจื่อไว้ด้วย ! ดูเหมือนหนึ่งในนั้นจะใช้แซ่เจียงและอีกคนแซ่หลิน…แต่ช้าก่อน บัณฑิตซิ่วไฉทั้งสองมีแซ่อะไร ? สวรรค์ ! คงไม่บังเอิญถึงเพียงนี้หรอกกระมัง ? เพราะถ้าใช่แล้ว สองครอบครัวนี้คงมีอนาคตไร้ขีดจำกัดเป็นแน่ !


ทางด้านหมู่บ้านฉือหลี่โกว บ้านของตระกูลหลินและตระกูลเจียงกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพียงไม่นานเหล่าชาวบ้านที่คุ้นเคยสนิทสนมกันก็มาร่วมแสดงความยินดีกับมารดาของบัณฑิตซิ่วไฉทั้งสองคน !


นางเฝิงยิ้มยินดี เพราะตระกูลฝั่งท่านเขยล้วนเป็นคนที่เก่งเรื่องการจับหอกจับดาบเสียมากกว่า ดังนั้นการที่หานเอ๋อร์สอบติดบัณฑิตซิ่วไฉ คงเป็นเพราะได้ความสามารถมาจากฝั่งคุณหนูอย่างแน่นอน


เจียงอั้นโฉ่ว ! หากคุณหนูทราบข่าวดีก็จะต้องดีใจอย่างมาก ! ข่าวทางแดนเหนือถูกปิดกั้น ส่วนพวกเศษเสี้ยวของราชวงศ์ก่อนยังเฝ้ารอเวลา นางเองก็ไม่กล้าเที่ยวสอบถามอย่างโจ่งแจ้ง แต่นางมั่นใจว่าผู้ที่ขึ้นครองราชย์ในปัจจุบันนี้คือผู้ที่ท่านเขยให้ความช่วยเหลือ


แต่ตอนนี้สงครามสงบลงแล้ว เหตุใดคุณหนูและท่านเขยจึงไม่มาตามหาคุณชายน้อยตามที่ตกลงกันไว้ ? หรือว่า…จะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับพวกท่าน ? ไอหยา สวรรค์โปรดคุ้มครอง ความคิดดีๆจงเข้ามา ความคิดไม่ดีจงออกไป ! คุณหนูและท่านเขยจะต้องปลอดภัยและต้องมาอยู่ร่วมกับคุณชายน้อยในเร็ววัน…


นางหวงจับมือบุตรชายของตนพลางเช็ดหยาดน้ำตาที่ไหลรินเพราะความตื้นตันใจ ในตอนที่บิดาของพวกเขายังอยู่ก็เคยบอกกับนางว่าต้าฮว๋าเรียนหนังสือเก่ง ต่อให้ครอบครัวจะไม่เหลืออะไรกินก็ต้องส่งเสียให้ได้เล่าเรียนจนถึงฝั่ง แม้ในตอนนั้นครอบครัวของนางลำบากมากและเป็นช่วงยากที่สุดในชีวิตของนางด้วย แต่นางก็ยังกัดฟันสู้ ไม่ยอมให้บุตรชายออกจากการเรียน…


พ่อของต้าฮว๋า ท่านเห็นหรือไม่ ? บุตรชายของเราประสบความสำเร็จแล้ว อายุยังน้อยแต่สอบได้บัณฑิตซิ่วไฉ ในที่สุดครอบครัวของเราก็มีบัณฑิตผู้มากการศึกษา…ส่วนบุตรสาวคนโตและคนรองก็ล้วนมีคู่หมั้นคู่หมายที่ดี เอ้อร์ฮว๋าก็ตั้งใจเรียนไม่น้อย ตอนนี้ครอบครัวเราไม่ขาดแคลนเงินทอง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราดีขึ้นมาก ท่านวางใจได้ !


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินทำอาหารเสร็จแล้ว ทุกคนจึงล้อมวงกินอาหารกันอย่างมีความสุข หลินเว่ยเว่ยนำของขวัญที่ซื้อจากเมืองจงโจวออกมา ของขวัญที่นางมอบให้นางเฝิงเป็นผ้าไหมเนื้อดีและมีสีสันที่ดูสง่างามเหมาะกับสตรีในวัยของนางเฝิงยิ่งนัก แม้ว่าผ้าไหมสีเข้มแบบนี้จะไม่ได้มีราคาแพงมากนัก แต่นางเฝิงก็รู้สึกดีใจไม่น้อย ทว่าปากกลับพูดตำหนิว่าสิ้นเปลืองเงินของลูกสะใภ้


ส่วนของขวัญที่มอบให้นางหวงคือชุดเครื่องประดับทองคำแสนงดงาม ประกอบไปด้วยปิ่นปักผมลวดลายวิจิตรบรรจง ไข่มุกที่ประดับอยู่บนนั้นเงาวับงามตาและต่างหูทอง นางหวงที่โดนรบเร้าจากพวกลูกๆก็ลองประดับปิ่นปักผมและใส่ต่างหู ปากก็พูดว่า “เจ้าจะซื้อเครื่องประดับราคาแพงแบบนี้มาทำไม ? ปกติแม่ก็ไม่ได้ใส่ไปไหนอยู่แล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ใครบอกว่าไม่มีโอกาสได้ใส่ไปไหนมาไหนกันเล่าเจ้าคะ ? ประเดี๋ยวสิ้นปีพี่ใหญ่ก็แต่งงานแล้ว ท่านแม่สวมเครื่องประดับชุดนี้ก็รับรองว่าต้องเป็นแม่เจ้าสาวที่งดงามที่สุดแน่นอน !”


ส่วนของขวัญที่นางมอบให้พี่สาวเป็นชุดแต่งงานที่วิจิตรงดงาม ด้านบนเป็นงานปักที่ไม่ด้อยไปกว่าฝีมือของนางเฝิงเลย บุตรสาวคนโตเห็นเช่นนั้นก็ตาเป็นประกายและไม่อาจละสายตาจากชุดแต่งงานของตนได้เลย


หลินเว่ยเว่ยจงใจแกล้งนาง “ข้ารู้ว่างานปักของเจ้าไม่ได้เรื่อง คงปักชุดแต่งงานไม่สวยแน่ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตระกูลเผิงเปลี่ยนใจและถอนหมั้นกลางคัน ข้าจึงซื้อชุดแต่งงานให้เจ้าเสียเลย ไม่ต้องขอบใจข้าหรอก ที่ข้าทำไปก็เพราะไม่อยากให้ครอบครัวของเราต้องขายหน้า…”


เดิมทีบุตรสาวคนโตของตระกูลหลินกำลังจะซึ้งใจอยู่แล้วเชียว แต่พอได้ยินน้องสาวปากร้ายกล่าวออกมาเช่นนี้ นางก็โมโหทันที “เจ้ายังมีหน้าตำหนิงานฝีมือของข้าอีกหรือ ? ตัวเจ้าน่ะ เย็บถุงเท้าก็ยังไม่เป็น ขนาดว่าถักกระเป๋าเงินก็ยังมีรูรั่ว…งานปักของข้าแม้จะไม่งดงามมากนัก แต่ก็ยังเย็บชุดออกมาได้แล้วกัน เจ้าทำได้หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยหันไปแลบลิ้นใส่นางแล้วโน้มกายไปกอดนางเฝิงพร้อมใช้น้ำเสียงชวนหมั่นไส้กล่าวว่า “ใครใช้ให้ข้ามีบุญจึงได้แม่สามีที่ดีขนาดนี้กันล่ะ น้าเฝิงไม่ได้รังเกียจข้าเสียหน่อยและข้ายังมีคู่หมั้นผู้แสนดีอีกคน เขาบอกแล้วว่าจะให้สาวใช้คอยตัดเย็บเสื้อผ้าให้ข้า ไม่ต้องเหนื่อยมาถึงนายหญิงของบ้านเช่นข้าหรอก”


ตอนที่ 425: แม้ชอบทะเลาะแต่ก็รักกัน


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินทนมองท่าทีกวนประสาทของหลินเว่ยเว่ยไม่ไหวจึงบรรจงหอบชุดแต่งงานของตนขึ้นมาอย่างระมัดระวังแล้วเดินกระทืบเท้ากลับเข้าห้องนอนของตน


นางหวงจิ้มหน้าผากของหลินเว่ยเว่ยอย่างเอือมระอา “เจ้านี่นะ ! อยู่กันดีๆไม่ชอบ เหตุใดต้องคอยทำให้พี่สาวโมโหด้วย ?”


หลินจื่อเหยียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อย่างพี่รองกับพี่ใหญ่ต้องเรียกว่าแม้ชอบทะเลาะแต่ก็รักกันขอรับ เห็นอยู่ว่าทุกครั้งที่พี่รองซื้อของขวัญก็ไม่เคยลืมส่วนของพี่ใหญ่เลย ทว่าทุกครั้งมักจะชอบทำให้พี่ใหญ่โมโห บางที…นี่อาจเป็นการแสดงความรักในแบบของพวกนางกระมัง ?”


หลินเว่ยเว่ยยกนิ้วหัวแม่มือให้น้องสาม “ยังคงเป็นต้าฮว๋าที่รู้ใจข้าที่สุด !”


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินที่อยู่ในห้องก็ตะโกนสวนออกมาว่า “ใครอยากแสดงความรักกับนาง ? นางคงเห็นข้าเป็นตัวตลกเสียมากกว่า !”


หลินเว่ยเว่ยตอบกลับ “ฮ่าฮ่า พี่ใหญ่ เจ้าก็รู้ตัวเหมือนกันนี่ !”


“ไปให้พ้นเลย !” บุตรสาวคนโตตระกูลหลินรู้ว่ายิ่งตนพูดมากเท่าใด น้องสาวก็จะยิ่งกวนประสาทมากขึ้นเท่านั้น นางจึงไม่อยากสนใจแล้ว !


หลินเว่ยเว่ยนำของขวัญสำหรับเจ้าหนูน้อยและเสี่ยวร่างออกมา…มันคือรองเท้าหนังคู่เล็กสองคู่ที่ดูดีทีเดียว เจ้าหนูน้อยลองสวมให้พี่สาวดู จากนั้นก็เดินไปเดินมาในห้องพลางเอ่ยว่า “สบายเท้า” ไม่หยุด…


เสี่ยวร่างใช้สองมือรับรองเท้าหนังมาจากหลินเว่ยเว่ยพร้อมความซาบซึ้ง…รองเท้างามขนาดนี้จะต้องมีราคาแพงมากใช่หรือเปล่า ? แต่ตนต้องขึ้นเขาไปเกี่ยวหญ้าทุกวัน หากทำรองเท้าสกปรกหรือทำพังขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไร ? เก็บไว้ดีกว่า…


หลินเว่ยเว่ยคล้ายอ่านความคิดของเด็กน้อยออกจึงกล่าวว่า “พรุ่งนี้ก็ใช้เลย ! เจ้าและน้องสี่เท้าขยายเร็ว หากไม่รีบใช้ ประเดี๋ยวมันจะคับเสียก่อน แบบนั้นก็เสียเงินเปล่า !”


เสี่ยวร่างกระซิบบอก “เอ่อ…ที่จริงนายหญิงรองน่าจะซื้อคู่ใหญ่อีกหน่อย จะได้สวมไปนานๆขอรับ”


“รองเท้าต้องใส่แบบพอดีเท้าถึงจะเดินสบาย บ้านเราไม่ขาดแคลนเงินซื้อรองเท้าให้เจ้าหรอก ไม่ต้องกังวล!” หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะน้อยๆของเขา…เด็กคนนี้รู้ความเหลือเกิน ทำเอานางอดรู้สึกสงสารไม่ได้


หลังแจกจ่ายของขวัญเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็พูดกับเสี่ยวร่างว่า “พรุ่งนี้เจ้าไปเรียนที่สำนักศึกษากับน้องสี่เถิด เจ้าคือเด็กรับใช้ ดังนั้นตอนที่น้องสี่ไปเรียนหนังสือ เจ้าต้องตามเขาไปด้วย…”


เจ้าหนูน้อยขมวดคิ้วพลางกล่าว “แต่ว่า…เด็กรับใช้ของเพื่อนร่วมชั้นข้า หลังจากส่งเจ้านายเข้าเรียนแล้วก็รออยู่ด้านนอก…”


“เช่นนั้นก็มอบเนื้อตากแห้งสิบชิ้นให้ท่านอาจารย์ เสี่ยวร่างจะได้เข้าเรียนพร้อมเจ้า ! น้องสี่ ปณิธานของเจ้าคือการเป็นขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ไม่ใช่หรือ ? หากเด็กรับใช้ของขุนนางชั้นสูงไม่รู้หนังสือก็คงน่าหัวเราะเยาะ!” ตอนนี้ตระกูลหลินไม่ใส่ใจเรื่องเงินเล็กๆน้อยๆนั่นหรอก


เสี่ยวร่างได้ยินแล้วก็รีบโบกมือเป็นพัลวัน “ไม่ ไม่ขอรับ ! บ่าวอยู่บ้านดีกว่า ! ต้องมีคนไปเกี่ยวหญ้ามาป้อนกระต่ายเหล่านั้น…รอให้นายน้อยกลับถึงบ้านแล้วค่อยสอนหนังสือบ่าวทีหลังก็ได้…”


ตอนนี้คอกกระต่ายถูกปรับปรุงจนแข็งแรงดีแล้ว ทั้งยังมีหลังคาไว้อีก ช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงที่กระต่ายจะผสมพันธุ์ ดังนั้นจึงต้องงดขายกระต่ายชั่วคราว ในคอกจึงมีกระต่ายอยู่หลายร้อยตัว แต่ละวันพวกมันกินหญ้าไม่ใช่น้อย !


หลินเว่ยเว่ยพูดว่า “เรื่องคอกกระต่ายมีคนคอยดูแลอยู่แล้ว ส่วนเรื่องหญ้ากระต่ายนั้น…เราซื้อได้ ! น้องสี่ ข้าคิดว่าเด็กน้อยที่ไม่ได้เรียนหนังสือน่าจะอยากหาเงินซื้อขนม”


เท่าที่นางรู้มาคือแม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์และมู่เกินเอ๋อร์ไม่ยอมส่งลูกเข้าเรียน ในยามที่เจ้าหนูน้อยและวังตงเฉียงไปเรียนในตัวเมือง เด็กทั้งสองชอบทำตัวเหมือนไม่ได้รับการอบรม พวกเขามักจะวิ่งเล่นสร้างความวุ่นวายไปทั่วหมู่บ้าน เมื่อเทียบกับการให้เด็กเป็นแบบนี้ต่อไป ก็สู้หางานให้ทำแลกเงินดีกว่า !


เจ้าหนูน้อยได้ยินแบบนั้นก็รีบวิ่งไปหาพวกโก่วเชิ่งเอ๋อร์ พอทั้งสองได้ยินว่าจะได้ค่าจ้างเกี่ยวหญ้า1อีแปะต่อหญ้าจำนวน5ชั่ง เรื่องดีๆแบบนี้จะไปหาจากไหนได้อีก ? มู่เกินเอ๋อร์สูดจมูกแล้วถามเจ้าหนูน้อยว่า “เช่นนั้น…หากเกี่ยวหญ้าครบสิบวัน ยังสามารถแลกเนื้อได้สักคำหรือไม่ ?”


เจ้าหนูน้อยพูดในใจว่า ‘หนึ่งวันเจ้าเกี่ยวหญ้าได้5ชั่ง สิบวันก็หาเงินได้10อีแปะแล้ว เก็บสักเดือนหนึ่งก็ซื้อเนื้อได้เป็นชั่ง ยังกระหายเนื้อชิ้นเล็กชิ้นน้อยอีกหรือ ? หืม ? หากไม่เรียนหนังสือก็ไม่สามารถคิดคำนวณง่ายๆได้…เป็นอย่างที่พี่รองบอกไว้จริงด้วย มนุษย์ต้องเรียนหนังสือ !’


“ได้ ! ได้แน่นอนอยู่แล้ว !” เจ้าหนูน้อยได้พักผ่อนทุกสิบวัน พอถึงตอนนั้นเขาก็สามารถทำตามสัญญาได้ !


มู่เกินเอ๋อร์หัวเราะแหะแหะพลางกล่าวว่า “เช่นนั้น…เรื่องที่พวกข้าเกี่ยวหญ้าแลกเงิน เจ้าอย่าบอกท่านแม่ได้หรือเปล่า…” ด้วยนิสัยของมารดาแล้ว หากรู้เรื่องนี้ก็เกรงว่าเงินในมือของมู่เกินเอ๋อร์จะไม่เหลือแน่นอน!


เจ้าหนูน้อยให้คำมั่น “ถ้าพวกเจ้าไม่พูดเอง ข้าก็ไม่มีทางพูดเด็ดขาด เอาล่ะ ตกลงตามนี้ !” กล่าวจบ เขาก็วิ่งกลับบ้านเพื่อบอกข่าวดีแก่เสี่ยวร่าง !


มู่เกินเอ๋อร์ชูกำปั้นขึ้นขู่โก่วเชิ่งเอ๋อร์ “เจ้าห้ามให้ท่านพ่อรู้เรื่องนี้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นข้าจะ…”


ตอนนี้โก่วเชิ่งเอ๋อร์ไม่กลัวเขาแล้ว “หากเจ้ากล้ารังแกข้า ข้าจะบอกเอ้อร์ฮว๋าว่าอย่ารับซื้อหญ้าจากเจ้า !”


มู่เกินเอ๋อร์เหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม เขารีบขอร้องอีกฝ่ายทันที “ขอร้องล่ะ อย่าบอกให้ท่านพ่อกับท่านแม่รู้เลย หากเงินตกไปอยู่ในมือของท่านแม่ ข้าก็ไม่อาจเอามันคืนมาจากนางได้แล้ว…ถ้าเจ้าอยากให้ท่านพ่อ เจ้าก็สะสมให้ได้สักจำนวนหนึ่งแล้วค่อยให้เป็นร้อยอีแปะไปเลย ท่านพ่อต้องดีใจแน่นอน !”


โก่วเชิ่งเอ๋อร์คิดแล้วจึงกล่าว “เอาเถิด ! รอให้ข้าสะสมได้ครบ100อีแปะแล้วค่อยให้ท่านพ่อทีหลัง…”


มู่เกินเอ๋อร์โอบไหล่อีกฝ่าย จากนั้นสองพี่น้องต่างสายเลือดก็เดินเข้าลานบ้านอย่างอารมณ์ดี มารดาของมู่เกินเอ๋อร์ถลึงตามองเด็กน้อยทั้งสอง “มืดค่ำขนาดนี้ไม่ยอมหลับยอมนอน มัวแต่วิ่งไปทำอะไรด้านนอก ? เด็กอายุเท่าพวกเจ้ามีคนไหนบ้างไม่ช่วยครอบครัวทำงาน ? มีแค่พวกเจ้าที่เอาแต่วิ่งเล่นไปทั่วหมู่บ้านราวกับคนบ้า…พรุ่งนี้ไปช่วยข้าถอนหญ้าในแปลงนาด้วย !”


พ่อของโก่วเชิ่งเอ๋อร์เดินมาจากในบ้านแล้วลูบศีรษะบุตรทั้งสองพลางกล่าวว่า “บ้านเรามีแปลงนาแค่ห้าหกหมู่ เราสองคนใช้เวลาไม่ถึงสามวันก็จัดการเสร็จแล้ว เหตุใดต้องให้เด็กทั้งสองไปทำด้วย ?”


แม่เลี้ยงโก่วเชิ่งเอ๋อร์บ่นพึมพำ “ลูกก็ไม่เด็กแล้ว ควรจะช่วยเหลืองานบ้าน…”


เช้าวันต่อมา หลินเว่ยเว่ยสะดุ้งตื่นเพราะเสียงตะโกนของพี่สาวคนโต


“ออกมาแล้ว ! ตัวอ่อนฟักออกจากไข่แล้ว !” บุตรสาวคนโตตระกูลหลินตะโกนเสียงแหลมจนปลุกทุกคนในครอบครัวให้ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง


หลินเว่ยเว่ยสวมเสื้อคลุมแล้วเดินออกจากห้อง นางอ้าปากหาวพลางขยี้ตาถามว่า “อะไรออกมา ? เช้าตรู่ขนาดนี้เจ้ามาตะโกนแหกปากทำลายฝันหวานของคนอื่นเสียหมด ระวังจะโดนทุบ รู้ตัวบ้างหรือเปล่า ?”


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินคว้าหมับเข้าที่แขนของนางอย่างตื่นเต้น “ตัวอ่อนฟักออกมาแล้ว! ตัวอ่อนหนอนไหมออกมาแล้ว ! ไม่รู้ว่าพวกมันออกมาตั้งแต่ตอนไหน พวกมันจะหนาวตายหรือเปล่า ? จะหิวตาย…แล้วต่อไปต้องทำอะไร ?”


หลินเว่ยเว่ยขยี้ตาแล้วชี้สั่ง “เจ้าไปเก็บใบโอ๊ก ก็คือใบเซี่ยงซู่นั่นแหละ เก็บใบที่ยังอ่อนมาจากเนินเขาด้านหลัง จากนั้นก็ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใบให้สะอาดแล้ววางบนกระด้งไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ เสร็จแล้วไปดึงขนไก่ในเล้าเพื่อช้อนตักตัวอ่อนขึ้นไปไว้บนใบโอ๊ก…เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ทำเป็นตะโกนตกอกตกใจไปได้ !”


หลินเว่ยเว่ยเพิ่งกล่าวจบ พี่สาวก็รีบวิ่งไปเก็บใบโอ๊กที่เนินเขาด้านหลังอย่างรวดเร็วราวกับนักวิ่งลมกรด


ยามนี้ถังน้ำที่บ้านเต็มหมดแล้ว…ขอเพียงหลินเว่ยเว่ยอยู่ ถังน้ำในบ้านก็ไม่เคยแห้งเหือดอีกเลย แต่เวลาที่นางไม่อยู่นั้น น้ำที่อยู่ในถังจะไม่หวานชื่นใจเหมือนเคย…


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินตักน้ำ (ของมิติน้ำพุวิญญาณ) ที่อยู่ในถังขึ้นมาแล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใบไม้ทีละใบจนสะอาด จากนั้นก็นำไปผึ่งไว้บนกระด้งไม้ไผ่ นางค่อยๆใช้ขนไก่ช้อนตัวอ่อนของหนอนไหมมาวางบนใบโอ๊ก ส่วนตัวนาง…เมื่อเห็นว่าตัวอ่อนกำลังกินใบไม้ นางก็นั่งดูไปพลางหัวเราะชอบอกชอบใจไปด้วย อารมณ์ดีราวกับคนเสียสติ…


[1] เนื้อตากแห้งสิบชิ้น หรือ ซู่ซิว เป็นธรรมเนียมที่ต้องนำเนื้อตากแห้งมัดติดกันสิบชิ้นมามอบแก่อาจารย์ยามพบหน้าครั้งแรกเพื่อขอวิชาความรู้


ตอนที่ 426: ปกป้องเหมือนไข่ในหิน


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า ก่อนจะเดินเข้าครัวเพื่อทำอาหารเช้า ด้านเจ้าหนูน้อยที่แต่งตัวเสร็จแล้วก็มานั่งมองตัวอ่อนหนอนไหมในกระด้งไม้ไผ่ระหว่างรอกินอาหารเช้า


เจ้าหนูน้อยพูดกับเสี่ยวร่าง “ตัวอ่อนหนอนไหมน่าเกลียดมาก เหมือนตัวอะไรบนเขาไม่มีผิด ตัวสีดำแต่ไม่มีขา…เหมือนแมลงสีดำตัวหนึ่งเท่านั้น ! พอมันเติบโตแล้วจะพ่นใยไหมได้จริงหรือ ?”


เสี่ยวร่างส่ายหน้า “ไม่รู้ขอรับ ! แต่ในเมื่อนายหญิงรองบอกว่าทำได้ก็ต้องได้แน่นอน !”


เจ้าหนูน้อยพยักหน้า “ถูกต้อง ! พี่รองรอบรู้ที่สุด สิ่งที่นางพูดจะต้องไม่ผิดเพี้ยน !”


หลิวต้าซวนที่ต้องเข้าไปส่งสินค้าในเขตเริ่นอันก็ขับรถม้ามาจอดรอหน้าบ้านแล้ว เขาและบุตรชายคนโตช่วยกันยกตะกร้าเนื้อแผ่นขึ้นรถม้า นอกจากนี้ยังมีเมล็ดสนอีกหลายกระสอบ…


หลังจากรับประทานอาหารเช้าฝีมือพี่รองด้วยความพึงพอใจแล้ว เจ้าหนูน้อยก็ขึ้นรถม้าไปสำนักศึกษา เสี่ยวร่างก็ถือกระเป๋าหนังสือของนายน้อยตามไปด้วย หลินเว่ยเว่ยนำเนื้อตากแห้งสิบชิ้นสำหรับคารวะอาจารย์ยกให้หลิวต้าซวนเพื่อให้ช่วยเป็นธุระในการสมัครเรียนของเสี่ยวร่าง


หลังส่งพวกเขาออกเดินทางไปแล้วหลินเว่ยเว่ยก็เงยหน้ามองท้องฟ้าที่เพิ่งมีแสงอาทิตย์โผล่มาจากหลังภูเขา อย่างมากสุดตอนนี้ก็เป็นยามเหม่า (05.00-06.59น.) การเดินทางเข้าตัวเมืองด้วยรถม้าต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งชั่วยามกว่าๆ ตอนไปถึงสำนักศึกษาก็ล่วงเลยเข้ายามเฉิน (07.00-08.59น.)…เฮ้อ ไม่ว่ายุคอดีตหรือยุคอนาคต พวกเด็กนักเรียนก็ไม่สุขสบาย !


หลินเว่ยเว่ยกลับไปที่ห้องเพาะเลี้ยงหนอนไหมที่แยกออกมาให้พี่สาวโดยเฉพาะ ก่อนจะพูดกับพี่สาวที่เอาแต่นอนดูกระด้งไม้ไผ่ว่า “เจ้าจะดูพวกมันอยู่แบบนี้ตลอดเลยหรือ ?”


พี่สาวคนโตตอบอย่างไม่วางใจ “หากข้าไม่คอยดูไว้แล้ว พวกมันอาจคลานหนีไปได้…”


“หมายความว่าเจ้าจะไม่ทำอะไรตั้งแต่เช้าจรดเย็นเพื่อเฝ้าตัวอ่อนหนอนไหมอยู่อย่างนี้ ?” หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อ


บุตรสาวคนโตตระกูลหลินขมวดคิ้วแล้วหันไปมองนาง “ถ้าเช่นนั้น…เจ้าเห็นว่าควรทำอย่างไร ?”


หลินเว่ยเว่ยตอบ “ผ้าขาวบางที่เจ้าทอเมื่อไม่กี่วันก่อนอยู่ที่ใด ? เอาผ้าคลุมไว้ มันก็หนีไม่ได้แล้ว”


“แบบนั้น…ตัวอ่อนจะหายใจไม่ออกจนตายหรือเปล่า ?” ในใจของพี่สาวคนโตคำนึงถึงเพียงหนอนไหมเหล่านี้ นางหวังว่าพวกมันจะพ่นใยได้ในเร็ววัน แล้วโรงปั่นด้ายของนางจะถูกสร้างขึ้นมาสักที


หลินเว่ยเว่ยพยายามย้อนนึกถึงวิธีการเลี้ยงหนอนไหมในชาติก่อน แต่ก็จำได้ว่าใช้แผ่นฟิล์มคลุมและไม่เคยได้ยินว่าหนอนจะหายใจไม่ออกจนตาย น่าจะ บางที อาจจะ…ไม่มีปัญหากระมัง ? ในชาติที่แล้วตัวนางก็เคยเลี้ยงหนอนไหมอยู่สองสามตัว ส่วนหนอนไหมสกุลแอนทีเรีย…นางเองก็มืดแปดด้าน เอาเป็นว่าค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกัน !


พวกนางแบ่งตัวอ่อนหนอนไหมที่เพิ่งฟักออกจากไข่วันนี้เป็นสามกระด้ง หลังปูใบโอ๊กลงไปแล้ว พวกตัวอ่อนหนอนไหมก็คลานเข้าไปอยู่ใต้ใบไม้ จากนั้นพวกนางก็ใช้ผ้าขาวบางที่พี่สาวคนโตทอมาคลุมด้านบนไว้


พี่สาวคนโตเข้ามาเปิดดูตัวอ่อนเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่าพวกมันไม่ได้เป็นอะไร หลินเว่ยเว่ยรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาทันที “เจ้าอย่าทำตัวไร้สาระได้หรือเปล่า ? ตัวอ่อนหนอนไหมต้องเปลี่ยนใบโอ๊กให้วันละ2ครั้ง ส่วนเจ้า…จะทำอะไรก็ไปทำ !”


พี่สาวคนโตเกาศีรษะแต่ก็ยังหันกลับมามองตัวอ่อนหนอนไหมแวบหนึ่งแล้วถึงจะกลับไปที่ห้องทอผ้า หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดแล้วพูดขึ้นมาอีกครั้ง “บัณฑิตน้อย เจ้าเคยบอกว่าประเดี๋ยวสหายร่วมห้องของเจ้าจะให้ไปดูโรงทอผ้าของตระกูลเขา พอถึงเวลานั้นเจ้าให้เหล่าเผิงไปด้วยสิ”


พี่สาวคนโตรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที นางหันไปกลอกตาใส่น้องสาว “เหล่าเผิงอะไรกัน ? เขาแก่กว่าเจ้าแค่สี่ห้าปีไม่ใช่หรือ ? แก่มากเลยหรือไร ?”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าพลางกะพริบดวงตากลมโตสองสามครั้งแล้วย้อนถามพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เรียกเหล่าเผิงแล้วจะให้เรียกเสี่ยวเผิงหรืออย่างไร ?”


พี่สาวคนโตถลึงตาใส่นางทันที “ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ อย่างไร…เจ้าก็น่าจะเรียกเขาว่าพี่เผิง ?”


“ฮ่าฮ่าฮ่า ผู้หญิงมีใจเอนเอียงไปนอกบ้านจริงๆ นี่ยังไม่ทันออกเรือนก็ปกป้องเหมือนไข่ในหินเสียแล้ว เฮ้ย ท่านแม่ต้องเสียแรงเปล่าที่เลี้ยงบุตรสาวคนนี้…” หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจพลางส่ายหน้าไปมา


พี่สาวคนโตรู้ว่านางกำลังล้อเลียนอีกแล้วจึงถลึงตาจนกลมโตแล้วเถียงกลับทันที “บุตรสาวอย่างเจ้าไม่ได้เลี้ยงเสียข้าวสุกหรือไร ? เจียงโม่หานเดินไปไหน เจ้าก็เดินตาม แทบจะมัดตัวเองไว้กับเข็มขัดของเขาอยู่แล้ว…”


หลินเว่ยเว่ยส่ายนิ้วชี้ไปมา “เจ้าพูดผิดแล้ว ต้องเป็นข้าไปไหน เขาก็เดินตามจนแทบอยากจะมัดข้าติดไว้กับเข็มขัดต่างหาก…”


พี่สาวครุ่นคิด อืม เหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ น้องสามไปสอบเซี่ยนซื่อ น้องรองตามไปดูแล ทว่าบัณฑิตเจียงก็ตามไปด้วย พอถึงคราน้องสามไปสอบฝู่ซื่อที่ตัวเมืองจงโจว บัณฑิตเจียงก็ตามไปอีก…แม้ว่าตัวเขาก็ต้องไปสอบเยวี่ยนซื่อที่ตัวเมือง แต่ก็ไปก่อนเวลาสอบตั้งครึ่งเดือน…


“เฮ้ ! เจียงอั้นโฉ่วเป็นห่วงจื่อเหยียนและเผิง…สหายร่วมชั้นเรียน เจ้าอย่าคิดไปเองหน่อยเลย !” พี่สาวพยายามหาข้ออ้างมาเถียง


หลินเว่ยเว่ยยืนอยู่หน้าห้องทอผ้าพลางตะโกนถามเจียงโม่หานที่กำลังเดินไปมาในลานบ้านพร้อมตำราเล่มหนึ่งในมือ “บัณฑิตน้อย เจ้าพูดมา ที่เจ้าตามข้าออกไปข้างนอกทุกครั้งเป็นเพราะห่วงข้าใช่หรือเปล่า?”


เจียงโม่หานเหลือบมองนางแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าคิดว่าอย่างไร ? ข้าต้องตามไปเพราะเจ้าชอบก่อเรื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากข้าไม่ไปด้วยแล้ว เจ้าจะไม่บินขึ้นฟ้าไปเลยหรือ ?”


“ตอนนี้ข้าก็บินขึ้นฟ้าได้…ขี่หลังมังกรแบบเจ้าขึ้นไปไงเล่า !” หลินเว่ยเว่ยยักคิ้วหลิ่วตาใส่ บัณฑิตน้อย เจ้าอย่าเฉไฉหน่อยเลย เป็นห่วงข้าก็บอกว่าห่วงสิ ต้องใช้น้ำเสียงรังเกียจแบบนั้นทำไม แม้จะรังเกียจทว่าอย่างไรก็เป็นสิ่งที่เจ้าเลือกเอง ! ชาตินี้เราสองโดนผูกติดไว้ด้วยกันแล้ว คิดจะแก้ก็แก้ไม่ได้หรอก…


เจียงโม่หานเผยรอยยิ้มทรงเสน่ห์และส่ายหน้า จากนั้นก็เดินเข้ามาหาเด็กน้อยแล้วลูบศีรษะนางเบาๆ…เด็กตัวแสบ ! คิดอะไรก็แทบจะเขียนไว้บนใบหน้าหมด ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว เขาจะไม่อยู่ปกป้องนางได้อย่างไร ?


ฟ้าเพิ่งสาง แม่ซัวถัวและหยาเอ๋อร์ก็เข้ามาทำเนื้อแผ่นและเนื้อกระต่ายเส้นแล้ว ขณะมองทั้งสองคนสนทนากันอย่างเป็นธรรมชาติ พวกนางก็หันไปพูดกับนางเฝิงว่า “หนุ่มสาวคู่นี้รักกันมากจริงๆ รอให้จัดงานแต่งของคนพี่เสร็จก็คงถึงคราวคนน้องแล้วสิท่า ?”


หลินเว่ยเว่ยพูดอย่างไร้ยางอาย “ข้ากับบัณฑิตน้อยยังเด็กอยู่เลย รอให้บัณฑิตน้อยสอบฮุ่ยซื่อ (ระดับเมืองหลวง) ของปีหน้าเสร็จเมื่อใด ค่อยคุยเรื่องแต่งงานก็ยังไม่สาย !”


ปีหน้า นางจะมีอายุ16ปี ส่วนเขาอายุ17ปี…ยังเป็นเด็กวัยมัธยมศึกษาตอนปลายอยู่เลย เร็วเกินไปหรือเปล่า ? ถ้า…บัณฑิตน้อยรอได้ก็กำหนดไว้ตอนนางอายุ18ปีจะดีหรือไม่ ?


ไม่ได้สิ การเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ของสตรีโบราณถูกกำหนดไว้ที่อายุ15ปี นั่นไม่ใช่หลังเดือนสิบสองของปีนี้หรอกหรือ แบบนั้นนางก็เข้าสู่ช่วงอายุที่สามารถออกเรือนได้แล้ว ? สวรรค์ ! ร่างกายของนาง ประจำเดือนเพิ่งจะมาได้ยังไม่ถึงปีก็ต้องแต่งงานเป็นภรรยาแล้วหรือ ? เป็นร่างกายที่น่าสงสารเหลือเกิน !


นางเฝิงหันไปมอง ‘บุตรชาย’ ของตนพลางคิดว่าเด็กทั้งสองคุยเรื่องนี้และตกลงกันเรียบร้อยแล้ว นางจึงพูดออกมาว่า “ใช่ ! ต้องรอให้หานเอ๋อร์สอบได้จิ้นซื่อ (สอบหน้าพระที่นั่ง เป็นการสอบขุนนางครั้งสุดท้าย) แล้วได้ลาหยุดมาสักหนึ่งเดือนครึ่งก็จะจัดงานแต่งให้เด็กสองคนนี้ เราจะได้มีเรื่องมงคลซ้อนมงคล !”


หลินเว่ยเว่ยโยนมันฝรั่งที่ปอกอยู่ในมือไปที่เจียงโม่หานแล้วถามเขาเบาๆว่า “ปีหน้าตอนที่เจ้าสอบจิ้นซื่อได้ ข้าเพิ่งอายุ16ปีเอง มันจะไม่เร็วไปหน่อยหรือ ?”


เจียงโม่หานหันไปมองนาง “อายุสิบหกปี ? ตอนนั้นเจ้าก็ย่างสิบเจ็ดปีแล้วนี่ สตรีที่แต่งงานไปก่อนเจ้าก็เป็นแม่คนกันหมดแล้ว…ทำไมหรือ ? เจ้าไม่อยากแต่งงานกับข้าเร็วๆหรือไร ?”


เจียงโม่หานรีบทบทวนตัวเองทันที…หรือมีตรงไหนที่เขายังทำได้ไม่ดีพอจึงทำให้เด็กคนนี้รู้สึกไม่ปลอดภัย ? ทำให้เด็กสาวที่หลงใหลในหน้าตาของเขามาโดยตลอดอยากจะถอยหลังกลับเสียอย่างนั้น ?


[1] หนอนไหมสกุลแอนทีเรีย คือ หนอนไหมป่า เรียกอีกอย่างว่าหนอนไหมทาซาร์ กินใบมะกอกหรือใบโอ๊กเป็นอาหาร


ตอนที่ 427: สำหรับการกลั่นแกล้งในสำนักศึกษา ความอดทนย่อมเป็นศูนย์


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าเหมือนปอล่างกู่ (กลองป๋องแป๋ง) “ไม่ว่าจะรูปร่าง หน้าตาหรือความสามารถ เจ้าก็เป็นที่หนึ่งจนข้าดูด้อยกว่าไปเลย การได้แต่งงานกับเจ้า แม้ว่าข้าจะฝันอยู่ก็ต้องหัวเราะจนตื่นจากฝันเชียวล่ะ…แต่ว่าการเป็นแม่คนตอนอายุ16ปี มันจะไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ ? ข้าได้ยินท่านหมอเหลียงบอกว่าการคลอดลูกตอนที่ร่างกายและกระดูกของมารดายังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ก็จะอันตรายมาก เด็กที่คลอดออกมาก็อ่อนแอ…”


เจียงโม่หานมองนางพร้อมรอยยิ้ม “ในสมองเท่าเมล็ดถั่วของเจ้าบรรจุแต่เรื่องประหลาดไว้หรือ ? ถึงขั้นคิดเรื่องคลอดลูกแล้ว…”


หลินเว่ยเว่ยรู้สึกร้อนผ่าวบนใบหน้าขึ้นมาทันที นางรีบย่นจมูกพลางเอ่ย “ข้าก็ไม่ได้พูดเรื่องออกเรือนอยู่หรือ ? ถ้าร่างกายของพวกเราไม่มีปัญหาอะไร พอแต่งงานแล้วก็ต้องเผชิญกับการมีลูกแน่นอน…แล้วดูเป็นเรื่องประหลาดอย่างไร ? ข้าคิดว่าสมองของเจ้านั่นแหละที่ผิดปกติ !”


เจียงโม่หานกลัวเด็กน้อยจะอายจนโมโหจึงไม่หยอกนางอีก “หลังแต่งงานแล้วยังไม่มีลูกก็ได้ รอให้ร่างกายของเจ้าเจริญเติบโตจนเต็มที่แล้วค่อยคิดเรื่องมีลูกก็ยังไม่สาย…ในเมืองหลวงมีครอบครัวชนชั้นสูงมากมายที่มีวิธีคุมกำเนิดโดยไม่ทำร้ายร่างกาย เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก…”


หลินเว่ยเว่ยยิ้มหน้าบานทันที ทันใดนั้นนางก็เริ่มท่องบทกวีที่งดงามและ ‘โรแมนติก’ ที่เคยเห็นในโซเชียลเน็ตเวิร์คของชาติก่อนออกมา “รอจนข้าเส้นผมยาวถึงเอว ในช้าเร็วท่านค่อยแต่งกับข้า ? เจ้าสาวขึ้นสะพานสิบลี้มา ถูกอิจฉาจากบ้านใกล้เรือนเคียง รินสุราแทนคำเชื้อเชิญมิตร ญาติสนิทอวยพรอย่างเต็มเสียง ยวนยางคืนวสันต์ไม่เอนเอียง ร่วมอยู่เคียงท่านจวบวัยชรา”


เจียงโม่หานมีแววตาแสนอ่อนโยน เขาเอื้อมมือไปจับมือของนาง “รอจนเจ้าผมยาวถึงเอวแล้ว คงไม่แคล้วสามหนังสือหกวิถี ข้าเฝ้าคิดถึงวันเข้าพิธี ชีวิตนี้ไม่อาจรอจนวายชนม์ ยิ่งคบหายิ่งเมามายในความรัก ทรมานนักเฝ้ารอคอยทุกแห่งหน ออกท่องเที่ยวแดนไพรใจร้อนรน เพียงหวังจนได้อยู่ร่วมแก่ชรา…”


“ดูเด็กสองคนนี้สิ แต่ละคนช่างมีคารมคมคาย คนหนึ่งร้องอีกคนรับ ช่างเป็นคู่กิ่งทองใบหยกจริงๆ !” ไม่ค่อยเข้าใจว่าทั้งสองสนทนาอะไรกันหรอก ทว่าแค่เห็นเด็กสองคนนี้จับมือกันและคุยกันเสียงอ่อนเสียงหวานก็งดงามราวกับภาพวาดแล้ว


หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้มแล้วได้ใจจนลืมตัว “รอให้ข้าผมยาวถึงเอวแล้ว ท่านแม่ทัพหวนคืนมาได้หรือไม่ ? หากข้าแลตัวท่านหมายสุขใจ เหตุไฉนสนขุนเขาหรือสายชล พบคราแรกคือยามรุ่งอรุณ เมื่อสิ้นบุญลาลับตอนชรา กระบี่เย็นเฝ้าฟังเสียงนภา หอกคมตาตั้งอยู่เพียงลำพัง หากท่านยังเมามายในการรบ ก็ขอจบความคิดอย่าถือสา สายลมพาดผ่านราตรีมา แขกคุ้นตาเยือนแดนเจียงหนานเรา เชือกแดงยังผูกอยู่ที่ปลายผม ทุกข์ระทมจากการเฝ้ารอคอย”


เจียงโม่หานจับมือนางไว้แน่นและในน้ำเสียงยังแฝงไปด้วยความประหม่าและความไม่พอใจ “แม่ทัพคือผู้ใด ? เจ้าชอบวีรบุรุษผู้รบทัพจับศึกหรือ ?” เขาครุ่นคิด หากตนไปเข้าร่วมกับกองทัพและทำหน้าที่กุนซือจะถือว่าสายไปหรือเปล่า ?


หลินเว่ยเว่ยรีบโบกมือ “เปล่า เปล่านะ ! ข้าแค่ได้ยินกวีบทนี้มาจากที่อื่น คิดว่ามันเข้ากับสถานการณ์ดี บทกวีเมื่อครู่ของเจ้าไพเราะมาก ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะท่องกวีบทนี้ออกมา ข้าไม่ได้หมายความเป็นอย่างอื่นเลย ข้าไม่ได้ชอบคนหยาบกระด้างที่เอาแต่ฆ่าฟัน ข้าชอบแบบบัณฑิตน้อย…เจ้าลองคิดสิว่าด้วยสติปัญญาของข้า ไฉนเลยจะประพันธ์บทกวีได้เร็วขนาดนี้ ?”


เจียงโม่หานมองเข้าไปในแววตาของนาง “รอให้เจ้าผมยาวถึงเอวแล้ว ข้าจะหวนคืนมาพร้อมกำชัย อดีตเคยควบม้าไปแดนไกล ยอดบุรุษไซร้ตั้งแต่ยังเยาว์วัย ทิวแสงของเขตแดนบูรพา ม่านหมอกหนาทะเลสาบทิศประจิม สนามรบเจิ่งนองด้วยโลหิต สาบานจิตต่อขุนเขาและสายธาร ต้องมีวันแห่งชัยชนะหาญ ร่วมสำราญคืนวันอันงดงาม เฝ้าฝันร่วมเคียงข้างแก่ชรา ไม่โศกาบุตรบริวารแวดล้อม…”


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะอย่างโง่งม “บัณฑิตน้อย เจ้าดีมากจริงๆ…”


เจียงโม่หานถอนหายใจเบาๆ “ข้าคิดว่าเจ้าชอบคนแบบหมินอ๋องซื่อจื่อเสียอีก…ข้ายังคิดว่าหากตนฝึกการต่อสู้ตอนอายุ16ปีจะสายไปหรือเปล่า !”


“ไม่ต้อง ตอนนี้เจ้าก็ดีมากอยู่แล้ว ! ไม่ว่าจะเป็นรบราฆ่าฟันหรือจับพู่กันสอบขุนนางก็ทำเพื่อบ้านเมืองทั้งนั้น !” หลินเว่ยเว่ยจับใบหน้ารูปไข่ของตนแล้วฉายแววตาของแฟนคลับตัวน้อยออกมา


เจียงโม่หานเอื้อมมือไปลูบแก้มของนางเบาๆ เพื่อเช็ดคราบสกปรกออกให้ จากนั้นก็เก็บมันฝรั่งที่นางปอกไว้ครึ่งหัวขึ้นมาปอกต่อ


หลินเว่ยเว่ยนั่งอยู่ข้างเขา ดวงตายังไม่ผละไปจากตัวเขา คล้ายไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่หันไปมองคนอื่น…เวลาที่บัณฑิตน้อยทำงานบ้าน ช่างดูหล่อเหลามากเหลือเกิน…


“เด็กโง่ !” เสียงของเจียงโม่หานฟังดูมีความสุขพอสมควร “นี่ยังไม่เที่ยงเลย เจ้าจะปอกถู่โต้วไปทำไม ?”


“ทำของอร่อยให้เจ้ากิน…มันฝรั่งทอดกรอบรสเด็ด เวลากินจะกรอบอร่อย !” หลังทำตัวเป็นแฟนคลับไปแล้วหลินเว่ยเว่ยจึงนึกเรื่องที่จะทำในตอนแรกออก


มันฝรั่ง แป้งทอดกรอบ ไข่ไก่…ทอดออกมาจะได้มันฝรั่งแผ่นบางๆ และก็เป็นอย่างที่หลินเว่ยเว่ยพูดเอาไว้ว่ามันกรอบมากจริงๆ ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งเพลินและไม่เลี่ยน ถ้าเก็บรักษาไว้อย่างถูกวิธีก็สามารถเก็บไว้กินได้ตั้งหลายวัน !


เช้าวันรุ่งขึ้น ตอนที่เจ้าหนูน้อยจะไปเรียนหนังสือ หลินเว่ยเว่ยให้เขาเอามันฝรั่งทอดกรอบไปด้วยหนึ่งห่อเพื่อให้เอาไว้กินเวลาที่หิวระหว่างเรียน…ตอนเด็กๆไปโรงเรียนก็ไม่ได้ชอบพกขนมไปด้วยหรือ ?


ตกเย็น เจ้าหนูน้อยกลับมาพร้อมความโมโหและไม่รอให้หลินเว่ยเว่ยถาม วังตงเฉียงก็รีบพูดแทนเขา “เจ้าหลู่ซวนน่าเกลียดมาก เขาเป็นอันธพาลในสำนักศึกษา เขาแย่งมันทอดกรอบของเอ้อร์ฮว๋าไปมากกว่าครึ่ง!”


หลินเว่ยเว่ยเห็นใบหน้าของเสี่ยวร่างมีรอยฟกช้ำ คิ้วจึงขมวดเข้าหากันทันที “เขายังใช้กำลังกับพวกเจ้าด้วยหรือ ?” สำหรับการกลั่นแกล้งในสำนักศึกษา ความอดทนย่อมเป็นศูนย์


เจ้าหนูน้อยส่ายหน้า “เขาไม่ได้ใช้กำลัง แผลบนหน้าผากของเสี่ยวร่างเป็นเพราะอยากแย่งมันทอดกรอบคืนมา แต่โดนผลักไปชนขอบโต๊ะ ทว่าสิ่งชั่วร้ายที่สุดคือพอข้าบอกว่าขนมนี้เป็นฝีมือของพี่รอง เจ้าอ้วนนั่นก็ไม่เชื่อ !”


“ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะทำมันฝรั่งทอดกรอบรสซอสมะเขือเทศให้เจ้า พวกเจ้าสามคนกินด้วยกัน ข้าไม่เชื่อว่าพอทั้งสามคนร่วมมือกันแล้วจะยังโดนแย่งขนมได้อีก !” หลินเว่ยเว่ยตัดสินใจแล้วว่าในแต่ละวันจะทำของอร่อยให้น้องชายนำไปที่สำนักศึกษา จะได้ทำให้ ‘เจ้าอ้วนนั่น’ อิจฉาจนร้องไห้ไปเลย !


เจ้าหนูน้อยพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ต้องถึงมือวังตงเฉียงกับเสี่ยวร่างหรอก แค่ข้าคนเดียวก็จัดการเจ้าอ้วนนั่นได้แล้ว ! วันนี้โดนเขาโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะคอยระวัง ไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายทำสำเร็จแน่นอน !” ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเขาก็เรียนศิลปะการต่อสู้จากพี่หลีชิงมาสองสามกระบวนท่า จึงไม่เชื่อว่าจะสู้เด็กอ้วนคนเดียวไม่ได้ !


หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะเจ้าถั่วงอกน้อยแล้วย่อตัวไปตรวจสอบบาดแผลที่หน้าผากของเขา เสี่ยวร่างบิดกายหนีด้วยความเขินอายและบ่นพึมพำว่า “พะ…พรุ่งนี้บ่าวจะตื่นเช้ากว่าเดิมแล้วออกไปยืดเส้นยืดสายและวิ่งกับนายน้อย…บ่าวไม่ได้เรื่องเองขอรับ ไม่เพียงช่วยเหลืออะไรไม่ได้ แต่ยังทำให้ตัวเองบาดเจ็บอีก…”


เมื่อเห็นว่าเป็นแค่รอยช้ำ หลินเว่ยเว่ยก็สบายใจขึ้น หลังได้ยินแบบนั้นนางก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ต่อไปนี้เวลาเจอเรื่องอันตรายใดก็อย่าวิ่งเข้าใส่อย่างไร้สติ ต้องรู้จักประมาณตน เข้าใจหรือไม่ ? ”


เสี่ยวร่างพูดด้วยความลังเล “แต่…ถ้ามีคนมารังแกนายน้อยล่ะขอรับ ?…รอให้นายท่านหลีชิงกลับมาเมื่อใด บ่าวจะต้องเรียนศิลปะป้องกันตัวจากเขาเยอะๆขอรับ !” ตัวเขานี้…บุ๋นก็ไม่ได้บู๊ก็ไม่ไหว เฮ้อ ช่างมีคุณสมบัติจะเป็นแค่เด็กรับใช้จริงๆ…


ความขัดแย้งกันระหว่างเด็กก็คือเหตุการณ์ช่วงสั้นๆช่วงหนึ่งในชีวิต ในเมื่อไม่ใช่การกลั่นแกล้งในสถานศึกษาที่เข้าข่ายอันตราย หลินเว่ยเว่ยจึงไม่อยากสอดมือเข้าไปยุ่ง นางเชื่อว่าน้องชายน่าจะมีความสามารถในการจัดการความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมห้องได้


ต่อจากนั้นสองวัน ตอนที่เจ้าหนูน้อยและเสี่ยวร่างกลับมาบ้านในยามเย็น พวกเขาก็อารมณ์ดีกันน่าดู นางจึงวางใจได้ในที่สุด


ตอนที่ 428: โดนปีกน้อยๆของนางพัดปลิวเสียได้ ?


ในที่สุดก็มาถึงวันหยุดที่พวกนักเรียนตัวน้อยตั้งตารอ ตอนรับประทานอาหารค่ำเมื่อวานนี้ เจ้าหนูน้อยถามมารดาและพี่รองว่า “ท่านแม่ พี่รอง พรุ่งนี้ข้าพาสหายร่วมห้องเรียนสองคนมาเล่นที่บ้านเราได้หรือไม่ขอรับ ?”


นางหวงคาดไม่ถึงว่าบุตรชายคนเล็กที่เพิ่งไปสำนักศึกษาได้ไม่กี่วันก็จะพาสหายมาที่บ้านแล้ว ต้องทราบก่อนว่าช่วงที่บุตรชายคนโตเรียนหนังสือมาเนิ่นนานขนาดนั้นก็ไม่เคยเห็นเขาพาสหายมาที่บ้านเลยสักคน


นางครุ่นคิด เมื่อก่อนที่บ้านยากจนมากเกินไป ต้องใช้ชีวิตอย่างขัดสน ถ้าบุตรชายคนโตพาสหายมาที่บ้านก็ไม่มีของดีๆไว้ต้อนรับ อาจเพราะเหตุผลนี้จึงทำให้ต้าฮว๋าต้องห่างเหินกับสหายร่วมห้องเรียน ?


นางหวงใช้สายตาเศร้าหมองมองไปที่บุตรชายคนโต ก่อนจะหันไปพูดกับเจ้าหนูน้อยว่า “ได้อยู่แล้ว แต่เจ้าต้องต้อนรับสหายให้ดี !”


หลินเว่ยเว่ยคีบน่องไก่ให้เจ้าหนูน้อยพลางถามด้วยรอยยิ้ม “สหายร่วมห้องทั้งสองคนที่พูดถึงคงไม่ใช่หลู่ซวนกับฉิงจิ้งหยูหรอกกระมัง ? ทำไมหรือ ? ไม่ต่อยตีไม่รู้จักหรือไร ? ตีกันจนกลายเป็นสหายเสียแล้ว ?”


นางหวงมองบุตรชายคนเล็กด้วยความตกใจ…ตัวเล็กๆอย่างเจ้าหนูน้อยไปต่อยตีกับเด็กที่สำนักศึกษา ? เสียเปรียบอีกฝ่ายหรือเปล่า ? เจ้าเด็กคนนี้สนิทกับพี่รอง ไม่ว่าอะไรก็เล่าให้พี่รองฟังหมด แต่คนเป็นแม่อย่างนางกลับไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง…ช่างเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ !


เจ้าหนูน้อยส่ายหน้าแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่รอง พวกเราไม่ได้ทะเลาะกันเสียหน่อย ! หลังจากวันนั้นที่เขาแย่งมันทอดกรอบของพวกเราไปแล้ว ฉิงจิ้งหยูก็กลับไปเล่าให้พี่ชายของหลู่ซวนฟัง ได้ยินว่าพี่ชายทั้งสองคนของเขาลงไม้ลงมือใส่น้องชายและพี่ใหญ่ก็ลงโทษให้เขาอยู่ในห้องหนังสือนานครึ่งคืน…เช้ามา ตอนถึงสำนักศึกษา เขายังเดินขากะเผลกอยู่เลย ! พี่รองกับพี่สามตีเขาจริงๆ ก้นของหลู่ซวนบวมเป่งเลยด้วย…”


หลังจากพูดจบ เจ้าหนูน้อยก็หันไปมองหลินจื่อเหยียน โชคดีที่พี่ชายไม่ชอบใช้ความรุนแรงแบบนั้น


หลินจื่อเหยียนยักคิ้วพลางคลี่ยิ้ม “มองข้าทำไม ? หรืออิจฉาความรักที่พี่ชายหลู่ซวนมีให้น้องชาย อยากจะลองดูบ้างหรือไม่ ? ข้าเป็นพี่ชายที่ดีและชอบปกป้องน้อง ในเมื่อเจ้าร้องขอเช่นนั้น ข้าก็จะฝืนใจตีก้นเจ้าสักสองสามทีแล้วกัน…”


เจ้าหนูน้อยรีบเอามือปิดก้นน้อยๆของตนไว้แล้ววิ่งหนีไปหาพี่รองเพื่อหาพื้นที่ปลอดภัย ก่อนจะพูดขึ้นมารัวๆว่า “ไม่เอา ไม่เอา ! ความรักของพี่น้องแบบนั้นข้ารับไม่ไหว…”


หลินเว่ยเว่ยยิ้ม “พอโดนตีครั้งนั้นแล้ว เจ้าอ้วนหลู่ซวนก็ไม่กล้าแย่งขนมจากเจ้าอีกเลยสิท่า ?”


เจ้าหนูน้อยพยักหน้า “ทว่าหลู่ซวนเป็นพวกตะกละ ทุกครั้งที่ข้า วังตงเฉียงและเสี่ยวร่างกินมันทอดกรอบด้วยกัน เขาก็จะคอยดูอยู่ข้างๆ แล้วหยิบขนมที่ซื้อมาจากร้านหนิงจี้เพื่อขอแลกกับพวกเรา ! ข้ากินขนมร้านหนิงจี้จนเบื่อแล้ว ใครจะอยากไปแลกกับเขา ! ใครใช้ให้เขาไม่เชื่อว่าพี่รองทำอาหารได้มากมายกันเล่า ? ปล่อยให้เจ้านั่นอยากกินจนตายไปเลย !”


นางหวงส่ายหน้าแล้วพูดอย่างไม่เห็นด้วย “เจ้านี่นะ ! แค่เอาไปมากหน่อยแล้วแบ่งให้สหายชิมบ้างก็จบแล้วไม่ใช่หรือ ?”


เจ้าหนูน้อยเบะปาก “ท่านแม่ขอรับ ท่านไม่รู้อะไร ในสำนักศึกษามีนักเรียนมากมายที่ทำตัวหยิ่งผยอง คิดว่าบ้านตนอยู่ในตัวเมืองแล้วจะเป็นผู้ดีชนชั้นสูง เวลาคุยกับคนอื่นจมูกจะยื่นไปถึงท้องฟ้าได้อยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำให้คนอื่นเห็นขี้มูก !


ข้าชวนพวกเขามากินขนม แต่พวกเขากลับคิดว่าข้าอยากประจบ หรือแม้แต่บอกว่าคนบ้านนอกอย่างข้าจะมีของดีอะไร…แล้วคนประเภทนี้ เหตุใดข้าต้องแบ่งขนมที่พี่รองทำด้วยความยากลำบากให้พวกเขาด้วยขอรับ ?”


ประสบการณ์แบบนี้เจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนก็เคยเจอมาก่อน ตอนอยู่ที่สำนักศึกษา นักเรียนที่มีฐานะดีหน่อยจะรวมกลุ่มกัน แล้วไล่เด็กบ้านนอกอย่างพวกตนออกไป บอกว่าพวกตนไม่ได้อาบน้ำมาหลายเดือน ในเส้นผมก็มีเหา โดนตัวแล้วจะคันขึ้นมาทันที…


ในเวลานั้นชีวิตความเป็นอยู่ของหลินจื่อเหยียนไม่ดีเท่าในเวลานี้จึงเป็นธรรมดาที่จะโดนกลั่นแกล้งในสำนักศึกษา ตัวเขาในเวลานั้นไม่ได้มีความมั่นใจเหมือนเจ้าหนูน้อย เมื่ออยู่ต่อหน้าสหายร่วมห้อง เขาก็ได้แต่อดทน


ตอนนั้นนางหวงต้องรับผิดชอบทั้งงานบ้านและยังต้องคิดวิธีหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว นางจึงไม่ได้สังเกตว่าบุตรชายคนโตเริ่มเงียบขรึมขึ้นเรื่อยๆ นิสัยก็เริ่มมีโลกส่วนตัวสูง…


หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะเจ้าหนูน้อยขณะมองหลินจื่อเหยียน นางก็พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พวกที่วัดคนด้วยฐานะครอบครัวถือเป็นพวกสายตาตื้นเขิน ทำอะไรไม่ขึ้นหรอก ส่วนพวกเราไม่ต้องไปเปรียบเทียบฐานะและสภาพชีวิตกับคนอื่น ยึดถือเพียงความรู้ความสามารถในการเรียนก็พอ !


ตอนที่ต้าฮว๋าเรียนหนังสือก็เป็นตอนที่บ้านเรากำลังลำบากที่สุด เขาอายุยังน้อยทว่ารู้จักคัดลอกตำราเพื่อแลกเงินมาซื้อแท่งหมึกกับพู่กันแล้ว ช่วยแบ่งเบาภาระให้ครอบครัว…คนในประวัติศาสตร์กล่าวว่า สวรรค์มอบภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ให้แก่มนุษย์ ต้องดิ้นรนต่อความยากลำบากก่อน สร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง รู้จักความหิวโหย รู้จักความสูญเสีย สร้างอุปสรรคเพื่อบ่มเพาะกายใจและเพิ่มความสามารถในสิ่งที่มนุษย์เคยทำไม่ได้…


ตอนนี้ต้าฮว๋ากลายเป็นบัณฑิตซิ่วไฉอายุน้อยที่สุดในรุ่น ช่วยปลดภาษีที่นาของบ้านเราและกลายเป็นความภาคภูมิใจของหมู่บ้าน…ลองหันไปดูคนที่เคยหัวเราะเยาะเจ้าสิ คนที่ดูถูกเจ้าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน ?”


หลินจื่อเหยียนรู้ว่าพี่รองตั้งใจพูดเรื่องเหล่านี้ให้เขาฟังจึงรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาทันที พี่รองรู้ถึงความทุกข์และความยากลำบากที่ผ่านมาของเขา ตัวเขา…


หลินจื่อเหยียนยกยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อยพลางมองพี่รองด้วยดวงตาเปียกชื้นแล้วถามว่า “พี่รอง คำพูดเหล่านี้เป็นคนในประวัติศาสตร์ท่านไหนอีก ? ช่างเป็นคำพูดที่มีเหตุผลน่าเชื่อถือ ชัดเจนและตรงประเด็น สมเหตุสมผลจริงๆ !”


หลินเว่ยเว่ยทำตาเป็นเสี้ยวพระจันทร์พลางหันไปมองเจียงโม่หานด้วยความสงสัย คำพูดนี้ไม่ได้เป็นของเมิ่งจื๊อนักปราชญ์ผู้เป็นรองเพียงขงจื๊อน่ะหรือ ? เจ้าไม่เคยได้ยินมาก่อนหรือ ?


เจียงโม่หานมองนางด้วยสายตาไร้หนทางช่วยเหลือ…เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ !


ไม่ใช่กระมัง ? เมิ่งจื๊อในห้วงเวลานี้คงไม่ได้ถูกใครลักพาตัวไปใช่หรือไม่ ? คำพูดที่สำคัญขนาดนี้กลับโดนปีกน้อยๆของนางพัดปลิวเสียได้ ?


“แค่กแค่ก !” หลินเว่ยเว่ยไม่ได้กระวนกระวาย แค่พูดอย่างใจเย็นว่า “เจ้าเองก็รู้ว่าข้าอ่านตำราผ่านๆ ไม่ได้ใส่ใจมาก ข้าจำได้แค่สิ่งที่คิดว่าสำคัญเท่านั้น…แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคำพูดนี้เป็นของผู้ใด ?”


หลินจื่อเหยียนเค้นถามต่อ “ถ้าอย่างนั้น…เห็นมาจากตำราเล่มไหน ท่านพอจะจำได้หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยแกล้งส่ายหน้าอย่างมั่นใจ “จำไม่ได้แล้ว…เจ้าเองก็รู้ว่าบัณฑิตน้อยชอบเข้าร้านหนังสือ ตอนที่ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้าสอบเซี่ยนซื่อกับฝู่ซื่อ พวกเราก็ไปเดินเล่นในร้านหนังสือของตัวอำเภอและตัวเมืองแทบทุกร้าน…แล้วข้าจะจำได้อย่างไรว่าไปเปิดเจอมาจากตำราเล่มไหน !”


หลินจื่อเหยียนถอนหายใจอย่างท้อแท้ “เหตุใดพี่รองเปิดเจอสิ่งดีๆทุกครั้ง แต่ข้ากลับไร้วาสนา ?”


‘สวรรค์มอบภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ให้แก่มนุษย์’ ยังมีถ้อยคำที่ว่า ‘มียศถาบรรดาศักดิ์และความร่ำรวยแล้วไม่ควรทำตัวเหลวไหล’ ช่างลึกซึ้งยิ่งนัก หลักการแสนยิ่งใหญ่…ไม่ได้การ เขาต้องรีบกลับเข้าห้องเพื่อไปจดบันทึกสิ่งที่พี่รองพูดออกมาเมื่อครู่ ไม่แน่ว่าวันใดได้เขียนหลักกลยุทธ์อาจได้ใช้มัน !


เจ้าหนูน้อยเข้าใจเล็กน้อย เขาพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “แม้ว่าเจ้าหลู่ซวนจะชอบทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ดูประมาทเลินเล่อไปหน่อย แต่ไม่ได้ทำตัวเย่อหยิ่งเหมือนคนในเมืองเหล่านั้น ฉิงจิ้งหยูก็นิสัยไม่เลว…พี่รอง ข้าพาพวกเขามาเล่นที่บ้านเราได้หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยเคาะที่หน้าผากของเจ้าหนูน้อยแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ได้แน่นอน ! ประตูบ้านของพวกเราเปิดต้อนรับสหายตัวน้อยของเจ้าเสมอ…แต่เวลาเลือกคบเพื่อน ต้องเปิดมุมมองให้กว้างหน่อย !”


ตอนที่ 429: บัณฑิตน้อย ความเย็นชาและหยิ่งทะนงของเจ้าหายไปไหน ?


เจ้าหนูน้อยพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง “ถ้านิสัยไม่ผ่าน ข้าก็ไม่เล่นกับพวกเขาแน่นอน…พี่รอง ท่านมีสายตาแหลมคมที่สุด ต่อไปเวลาข้าคบใครก็จะพามาให้ท่านดูแน่นอน !”


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะ “พรุ่งนี้ข้าจะทำของอร่อยให้เจ้า ให้สหายร่วมห้องของเจ้าเห็นแล้วตาถลนออกมาเลย ! แต่ชวนสหายมาเล่นที่บ้านก็จะต้องค้างแรม ดังนั้นต้องขออนุญาตจากผู้ใหญ่ทางบ้านพวกเขาก่อน ไม่อย่างนั้นผู้ใหญ่จะเป็นห่วงเอาได้…”


เจ้าหนูน้อยพยักหน้า “พวกหลู่ซวนอาศัยอยู่ในเขตเริ่นอัน ทุกมื้อเที่ยงต้องกลับไปกินข้าวที่บ้านอยู่แล้ว ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะบอกพวกเขา…”


วันรุ่งขึ้น เจ้าหนูน้อยนำของกินที่โปรดปรานที่สุด…เนื้อกระต่ายเส้น ไปที่สำนักศึกษาด้วย หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นว่าวันนี้ปริมาณขนมที่เขานำไปด้วยมากกว่าเมื่อก่อนเล็กน้อย ดูท่าเจ้าอ้วนหลู่ซวนจะได้รับการยอมรับจากเขาแล้ว !


“น้องรอง ! ตัวอ่อนหนอนไหมไม่กินใบไม้แล้ว มันไม่ขยับตัวด้วย…มันคงจะไม่ได้ป่วยใช่หรือไม่ ?” ตอนที่พี่สาวคนโตนำใบโอ๊กมาเปลี่ยนและทำความสะอาดกระด้งไม้ไผ่ให้ตัวอ่อนหนอนไหม นางก็พบว่าใบโอ๊กของเมื่อวานนี้ไม่มีร่องรอยของการกัดกิน นางจึงรู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาทันที


หลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามาดู ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไร ตัวอ่อนหนอนไหมอยู่ในช่วงเจริญเติบโต ตอนนี้พวกมันกำลังหลับอยู่ พอตื่นและลอกคราบเสร็จแล้วก็จะตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีก เป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องกังวล !”


พี่สาวได้ยินแบบนั้นก็สบายใจได้อีกครั้ง นางยังถามต่อ “ถ้าเช่นนั้น…ตัวอ่อนหนอนไหมจะหลับนานเท่าไร?” ไม่กินใบไม้แล้วจะโตได้อย่างไร?


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า “น่าจะประมาณห้าหกชั่วยามกระมัง ?”


หลินเว่ยเว่ยมองตัวอ่อนหนอนไหมสีดำในกระด้ง พบว่าพี่สาวดูแลเป็นอย่างดี ใบโอ๊กที่หนอนไหมกินก็จะล้างด้วยน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณจนสะอาด พวกตัวอ่อนหนอนไหมดูแข็งแรงดีและกินเก่งมากด้วย ขี้หนอนที่ได้ออกมาก็เป็นที่ต้องการของหมอเหลียง พูดกันว่ามันมีสรรพคุณทางยามากมาย !


น้องชายคนเล็กพาสหายมาเที่ยวบ้านเป็นครั้งแรกจึงเป็นธรรมดาที่จะต้องต้อนรับอย่างดี เด็กอายุเจ็ดแปดขวบไม่มีใครไม่ชอบขนมกรุบกรอบและขนมหวาน หลินเว่ยเว่ยตัดสินใจจะทำอาหารชนิดใหม่ นั่นก็คือ…ข้าวซอยตัด !


เดิมทีข้าวซอยตัดเป็นอาหารทานเล่นของเผ่าแมนจู ต่อมากองทัพราชวงศ์ชิงก็นำมันเข้ามายังเมืองหลวง จึงกลายเป็นหนึ่งในขนมเลื่องชื่อของเมืองหลวง ทว่าในช่วงเวลานี้จะมีชนเผ่าแมนจูอยู่หรือไม่ก็ยังไม่ทราบ นางเคยถามบัณฑิตน้อยแล้วพบว่าขนมอย่างพวกข้าวซอยตัดยังไม่มีอยู่ !


ระหว่างทำข้าวซอยตัด หลินเว่ยเว่ยยังใส่พวกถั่วและผลไม้อบแห้งลงไปด้วย รสชาติหลากหลายและยังดีต่อสุขภาพ หลังทำเสร็จแล้วเจียงโม่หานที่ชอบกินของหวานก็เข้ามาชิม เขาไม่พอใจสุดๆ…ขนมที่อร่อยถึงขนาดนี้ไม่ได้ทำไว้เพื่อเขา แต่ทำเพราะต้อนรับเด็กน้อยสองคน น่าโมโหนัก !


หลินเว่ยเว่ยคาดไม่ถึงว่าบัณฑิตน้อยจะขี้หวงถึงเพียงนี้…ความเย็นชาและหยิ่งทะนงของเจ้าหายไปไหน ? เทพเซียนในดวงใจที่นางเคยชื่นชมในอดีตกลายเป็นคนหวงของกิน…แต่ก็ดูน่ารักไม่หยอก


ช่วงหัวค่ำ กลุ่มควันลอยอยู่เหนือน่านฟ้าหมู่บ้านฉือหลี่โกว รถม้าสองคันค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าสู่หมู่บ้านเล็กๆอันเงียบสงบแห่งนี้


บนรถม้าสกุลหลู่ เด็กน้อยตัวอ้วนลูบก้นที่เมื่อยชาของตนครั้งแล้วครั้งเล่าและถามซ้ำแบบเดิมว่า “หลินจื่อถิง อีกไกลหรือไม่กว่าจะถึงบ้านเจ้า ?”


เจ้าหนูน้อยวางตำราในมือ ปากท่องเนื้อหาที่เพิ่งเรียนมาในวันนี้จนจบแล้วจึงจะหันมาตอบ “ใกล้ถึงแล้ว ! เจ้ายื่นหน้าออกไปดูข้างนอกสิ น่าจะเห็นต้นอวี๋ (ต้นเอล์ม) เก่าแก่ที่อยู่ตรงหน้าหมู่บ้านฉือหลี่โกวแล้ว !”


หลังได้ยินแบบนั้น หลู่ซวนก็รีบยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่างแล้วก็กลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว “มีที่ไหนกัน ? ข้าเห็นแค่ภูเขาไกลสุดลูกหูลูกตา…หลินจื่อถิง ในภูเขาของพวกเจ้ามีเสืออยู่จริงหรือ ? แล้วยังฝูงหมาป่านั่นอีก ?”


เจ้าหนูน้อยพยักหน้า “ข้าจะหลอกเจ้าทำไม ? ที่บ้านข้ายังมีหนังเสือทั้งผืนอยู่เลย ! นั่นเป็นของที่พี่รองล่าได้เชียวล่ะ ! ส่วนจ่าฝูงหมาป่าชื่อเจ้าเทา พี่รองเคยช่วยชีวิตมันไว้ มันจึงชอบพาฝูงหมาป่านำของขวัญมาให้บ้านเราบ่อยๆ !”


“ฮ่าฮ่า !” หลู่ซวนกลั้นหัวเราะไม่ไหว “จ่าฝูงหมาป่าเอาของขวัญมาให้เจ้า ? เหตุใดไม่พูดว่าสัตว์ในหุบเขาเป็นสัตว์เลี้ยงของบ้านเจ้าหมดเลยล่ะ ? จะคุยโวก็ต้องมีขอบเขต…แล้วก็พี่รองของเจ้า ข้าไม่ใช่ไม่เคยเจอสักหน่อย ตัวผอมแห้งแล้วจะฆ่าเสือได้หรือ ? ยังไม่พอให้เสือแทะเล่นด้วยซ้ำ !”


เจ้าหนูน้อยโมโหขึ้นมาทันที! พี่รองคือที่สุดของความอดทน จะว่าอะไรเขาก็ได้ แต่ห้ามใช้คำว่า ‘ไม่ได้’ กับพี่รองเด็ดขาด ! เขาพับแขนเสื้อขึ้นแล้วหันไปมองหลู่ซวนด้วยความโมโห “เจ้าอ้วน ลงจากรถม้าแล้วมาดวลกับข้า !”


หลู่ซวนเป็นเหมือนแมวที่โดนเหยียบหาง “เจ้าเรียกข้าว่าอะไร ? ได้ ! ดวลก็ดวล ! คิดว่าข้าจะกลัวลิงผอมแห้งอย่างเจ้าหรือ ?”


ฉิงจิ้งหยูรีบเข้ามาคว้าตัวเขาไว้ “หลู่ซวน เจ้าลืมความเจ็บปวดไปแล้วสิท่า ความรู้สึกตอนที่ก้นลาย เจ้ายังอยากลิ้มรสอีกรอบหรือไม่ ?”


หลู่ซวนโมโหจนพ่นลมหายใจออกมา “เจ้ามาตัดสินว่าใครกันแน่ที่เริ่มหาเรื่องก่อน ?”


ฉิงจิ้งหยูพูดด้วยความใจเย็น “หลินจื่อถิงไม่เคยพูดโอ้อวด เมื่อครู่เจ้าไม่เพียงว่าเขาคุยโวและยังใช้น้ำเสียงดูถูกพูดถึงพี่รองของเขา ถ้าเปลี่ยนเป็นข้า…ข้าก็โมโหเช่นกัน !”


หลู่ซวนไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที “เจ้าแซ่ฉิง เจ้าคิดให้ดีว่าใครกันแน่ที่เป็นสหายกับเจ้ามาตั้งแต่เด็กจนโต เหตุใดจึงไปเข้าข้างคนนอก? เจ้าคิดว่าคำพูดของหลินจื่อถิงน่าเชื่อถือหรือไร? ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องฝูงหมาป่าเอาของขวัญมาให้บ้านเขาหรอก พูดแค่พี่รองของเขา เด็กผู้หญิงอายุสิบกว่าขวบคนหนึ่งแค่เจอเสือก็วิ่งหนีแทบไม่ทันแล้ว แต่นางยังฆ่าเสือจนตาย…เจ้าเชื่อลงหรือ?”


“ข้าเชื่อ!” ฉิงจิ้งหยูตอบกลับอย่างไม่ช้าหรือเร็วจนเกินไป “ไม่แน่ว่านั่นอาจเป็นเสือที่ป่วยตัวหนึ่งก็ได้ หรือไม่ก็เป็นเสือที่บาดเจ็บเจียนตาย? เจ้าไม่ทันแยกแยะถูกผิดก็ตำหนิคนอื่นแล้ว มันเหมาะสมหรืออย่างไร?”


วังตงเฉียงพูดอย่างหมดความอดทน “พี่รองหลินมีพละกำลังมหาศาล สามารถยกเครื่องโม่หินในหมู่บ้านด้วยมือข้างเดียว เสือที่นางฆ่าตายก็ไม่ได้ป่วยแล้วก็ไม่ได้บาดเจ็บ…นางยังช่วยไล่หมีควายให้อาว่ายจื่อด้วย!”


“จริงหรือ?” หลู่ซวนเริ่มเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง หลินจื่อถิงพูดเองอาจเป็นคำโอ้อวด แต่วังตงเฉียงที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันก็พูดถึงขนาดนี้แล้ว จึงอดทำให้เขาเริ่มคิดว่าจริงไม่ได้


เจ้าหนูน้อยสะบัดหน้าไปด้านข้าง เขาไม่อยากสนใจเจ้าหมอนี่แล้ว แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงดังมาจากด้านนอก “เจ้าหนูน้อยกลับมาแล้ว ! เจ้าหนูน้อยกลับมาแล้ว ! ได้กินแล้ว ! ได้กินแล้ว !”


หลู่ซวนรีบยื่นศีรษะออกไปทางหน้าต่าง พบเพียงเส้นทางในหุบเขาที่เริ่มมืดมิดร้างไร้ผู้คน เขาจึงขนหัวลุกขึ้นมาทันที ก่อนจะหันไปมองเจ้าหนูน้อยด้วยความหวาดกลัว “คะ…ใครกำลังพูด ?”


“ข้าพูด ! ข้าพูด ! เจ้าตาบอดหรือไร !” เสียงนั้นดังขึ้นเหนือรถม้า ฉิงจิ้งหยูเปิดม่านดูด้วยความสงสัย ทันใดนั้นนกแก้วห้าสีก็บินลอดเข้ามา มันบินวนในตัวรถม้าสองรอบ ก่อนจะบินมาเกาะบนหลังมือของเจ้าหนูน้อย


“เจ้าหนูน้อยเลิกเรียนแล้ว ! เจ้าหนูน้อยเลิกเรียนแล้ว !” หงส์แดงตะโกนออกมาสองรอบ ขณะเหลือบมองหลู่ซวน มันก็ทำหน้าคล้ายกำลังพูดว่า ‘เห็นหรือยัง ? นายของเจ้ากำลังพูดอยู่ !’


หลู่ซวนมีดวงตาเป็นประกายแล้วเอื้อมมือเข้าไปใกล้ด้วยความดีใจ “ว้าว ! นกแก้วพูดได้ ! หลินจื่อถิง นี่คือสัตว์เลี้ยงของบ้านเจ้าหรือ ?”


ตอนที่ 430: หากรู้ไม่จริงก็อย่าพูด


เจ้านกแก้วน้อยจิกมือของหลู่ซวนที่ยื่นเข้ามา “เอามือเหม็นๆออกไป เจ้าอ้วน !”


หลู่ซวนไม่ชอบให้คนอื่นว่าเขาอ้วนจึงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ทันที “สัตว์เลี้ยงก็เหมือนเจ้านาย นกแก้วเน่าๆตัวนี้ น่าเกลียดเหมือนหลินจื่อถิงไม่มีผิด !”


“เจ้าสิน่าเกลียด น่าเกลียดทั้งบ้าน !” หงส์ทองเริ่มเปิดโหมดทะเลาะวิวาท


แม้ฉิงจิ้งหยูจะดูเหมือนผู้ใหญ่ในคราบเด็ก แต่ในความเป็นจริงแล้วก็ยังเป็นแค่เด็กอายุ8ขวบ ขณะมองเจ้านกน้อยต่อปากต่อคำ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหยิบเมล็ดสนปากอ้าในกระเป๋าห้อยเอวออกมาแล้วยื่นไปที่จะงอยปากของมัน “หากเลี้ยงเมล็ดสน เจ้าจะให้ข้าจับหรือไม่ ?”


หงส์แดงบินไปเกาะที่มือเขาอย่างถ่อมตน หลังจิกกินเมล็ดสนแล้วก็พ่นน้ำเสียงรังเกียจออกมา “เมล็ดสนชั้นต่ำ ไม่อร่อยสักนิด !”


เมล็ดสนที่หลินเว่ยเว่ยใช้ป้อนมัน เป็นของที่เก็บไว้ในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณย่อมเจือปนไปด้วยพลังวิญญาณ ไม่ว่าด้านรสชาติหรือคุณค่าทางโภชนาการก็เหนือกว่าเมล็ดสนทั่วไป


หลังยื่นจะงอยปากมาจิกกินแล้ว เจ้าตัวแสบก็ไม่ไยดีอีก มันรีบบินกลับไปที่หลังมือของเจ้าหนูน้อยทันที จากนั้นก็ฟ้องเขาว่า “เจ้าดำรังแกคนอื่น เจ้าหนูน้อยต้องสั่งสอนมัน !”


หลู่ซวนถามด้วยความสงสัย “เจ้าดำเป็นใคร ? ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเจ้ามีน้องชาย !”


วังตงเฉียงหัวเราะฮ่าฮ่า “เจ้าดำเป็นหมาป่าที่บ้านของหลินจื่อถิงเลี้ยงไว้ พูดกันว่ามันมีสายเลือดหมาป่าอยู่ในกาย เจ้าดำล่าสัตว์ได้เก่งมาก คราวก่อนก็เพิ่งล่ากวางดาวกลับมาได้หนึ่งตัว !”


“ว้าว! ข้าได้ยินว่าบุตรชายจวนขุนนางชั้นสูงชอบเลี้ยงสุนัขตัวใหญ่เพราะมันเป็นผู้ช่วยในการล่าสัตว์ได้ดี หลินจื่อถิง คาดไม่ถึงเลยว่าบ้านของเจ้าก็มีด้วย…เจ้าดำของบ้านเจ้าเป็นตัวเมียหรือตัวผู้ ? ถ้าคลอดลูกออกมาแล้วช่วยยกให้ข้าสักตัวได้หรือเปล่า ?” หลู่ซวนมองเจ้าหนูน้อยด้วยดวงตาเป็นประกาย ดูเหมือนอารมณ์บูดบึ้งเมื่อครู่จะถูกโยนทิ้งไปหมดแล้ว ฉิงจิ้งหยูส่ายหน้าพลางถอนหายใจด้วยความระอา !


เมื่อรถม้าเข้ามายังหน้าหมู่บ้าน กลุ่มเด็กน้อยที่ปีนขึ้นไปรูดฝักของต้นอวี๋เก่าแก่ก็กระโดดลงมาแล้วไปต้อนรับพวกเขา คนที่วิ่งนำหน้าสุดคือมู่เกินเอ๋อร์ หญ้าที่เขาเกี่ยวสามารถแลกเนื้อได้แล้วเขาจึงดูมีมารยาทมากเป็นพิเศษ !


“เอ้อร์ฮว๋า เจ้ากลับมาแล้วหรือ…เจ้าอยากได้ฝักต้นอวี๋นี้หรือไม่ ? เอาไปให้พี่รองหลินทำให้เจ้ากิน ถ้าเอามันคลุกกับแป้งข้าวโพดแล้วใส่น้ำมันงาก็จะอร่อยมากเลย !” มู่เกินเอ๋อร์ยื่นฝักต้นอวี๋ที่เก็บมาให้เจ้าหนูน้อย


เจ้าหนูน้อยรับไว้อย่างไม่เกรงใจ “ดี ! รอให้ทำเสร็จแล้ว ข้าจะเอาไปให้บ้านเจ้าสองชาม !”


มู่เกินเอ๋อร์ยิ้มและเกาศีรษะ สุดท้ายเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “คือว่า ข้ากับโก่วเชิ่งเอ๋อร์เกี่ยวหญ้ากระต่ายจนครบกำหนดแลกเนื้อได้แล้ว…” เมื่อครู่ตอนเดินผ่านบ้านสกุลหลิน เขาได้กลิ่นหอมของเนื้อแสนเย้ายวนลอยออกมา…เย็นนี้บ้านสกุลหลินต้องทำของอร่อยอีกแน่นอน !


เขาเหลือบมองคุณชายหน้าตาไม่คุ้นทั้งสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเจ้าหนูน้อย…ที่แท้ก็มีแขกมาเยือน อาหารในคืนนี้จะต้องอลังการแน่นอน ! มู่เกินเอ๋อร์แอบกลืนน้ำลายอย่างกระหายอยากพร้อมดวงตาที่แฝงไปด้วยการตั้งตารอและความคาดหวัง !


เจ้าหนูน้อยพยักหน้า “ได้สิ! พวกเจ้าจะแลกวันนี้เลยหรือ ? ประเดี๋ยวข้าจะดูว่าพี่รองทำอะไรไว้…วางใจได้ ไม่ทำให้พวกเจ้าเสียเปรียบแน่นอน !”


ในเวลานี้ความสนใจของหลู่ซวนได้ไปอยู่ที่ต้นอวี๋อายุประมาณหนึ่งร้อยปี…ลำต้นหนาจนต้องใช้เด็กหลายคนโอบ ยอดสูงปกคลุมท้องฟ้า บนต้นเต็มไปด้วยฝักและส่งกลิ่นหอมอ่อนๆออกมา ว้าว ! เขาไม่เคยเห็นต้นไม้ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน…


เจ้าหนูน้อยเล่าให้ฟัง “ได้ยินท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าต้นอวี๋ที่เก่าแก่ต้นนี้เคยช่วยชีวิตคนทั้งหมู่บ้านไว้! เมื่อ5ปีก่อนคนในหมู่ทนทุกข์ต่อความอดอยาก พวกเขาล้วนพึ่งพาฝักของต้นไม้นี้ประทังชีวิตจนผ่านไปถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวครั้งใหม่…”


หลู่ซวนนึกถึงความรุนแรงของภัยแล้งในปีที่แล้วและปีนี้จึงถามว่า “ถ้าเช่นนั้น…ตอนนี้หมู่บ้านของพวกเจ้าก็พึ่งพาฝักต้นอวี๋เพื่อเอาชีวิตรอดน่ะหรือ ?”


วังตงเฉียงพูดด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้พวกเราพึ่งพาป่าเขา ! ในหุบเขามีผักป่านานาชนิด สดใหม่มากเลยล่ะ พอเก็บกลับมาก็สามารถเอาไปต้มกินกับน้ำพริก หรือจะเอาไปทำเป็นซาลาเปาไส้ผัก หรือเอาไปต้ม…


ถ้ามีฝนตกก็ยังเก็บพวกตะไคร่ เห็ดหูหนู เห็ดป่า ผัดกูดแล้วก็ของป่าต่างๆ ไม่เพียงเก็บไว้กินเอง แต่ยังเอาไปขายที่เขตเริ่นอันได้ด้วย


เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ เมล็ดสน เมล็ดต้นเจิน ถั่วสมองและผลไม้ต่างๆในป่าจะสุกงอม…ขอเพียงไม่เกียจคร้าน เงินจากการเก็บของป่าในฤดูใบไม้ผลิจะใช้เลี้ยงคนในครอบครัวได้อย่างสบาย ! จริงสิ เมล็ดสนปากอ้าที่พวกเจ้ากินก็ผลิตจากโรงงานของหมู่บ้านเรา !”


หลู่ซวนพูดด้วยความหลงใหล “ดีจัง…หลินจื่อถิง รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว ข้าตามพวกเจ้าไปเก็บของป่าได้หรือไม่ ?”


เจ้าหนูน้อยมองเขา ก่อนจะส่ายหน้า “ขึ้นเขาเก็บของป่า ผู้ใหญ่ยังเดินกันตั้งครึ่งค่อนวัน เด็กอย่างพวกเราไปด้วยก็เป็นแค่ตัวถ่วง ถ้าเจ้าอยากสัมผัสชีวิตในหุบเขา พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปเกี่ยวหญ้าให้กระต่ายและเก็บผักป่า ถ้าโชคดีก็อาจเจอเหยื่อที่มาติดกับดักที่พี่รองวางไว้ !”


หลู่ซวนมองเจ้าหนูน้อยด้วยดวงตาเปล่งประกายอีกครั้ง “พี่รองของเจ้าล่าสัตว์เป็นจริงหรือ ?”


เจ้าหนูน้อยพยักหน้าพร้อมเผยแววตาแห่งความภาคภูมิใจ “พี่รองของข้าร้ายกาจมากเลยล่ะ ไม่ว่าอะไรก็ทำได้ ! เมื่อก่อนบ้านข้าไม่มีแม้แต่ข้าวกิน พี่รองก็ขึ้นเขาไปล่าหมูป่า ขายหมูป่าตัวหนึ่งให้ร้านอาหารในเขตเริ่นอัน ได้เงินกลับมาหลายตำลึงเชียวล่ะ !”


“ว้าว ! หลินจื่อถิง พรุ่งนี้ให้พี่รองของเจ้าพาเราไปล่าสัตว์ได้หรือไม่ ?” หลู่ซวนพุ่งเข้าหาเจ้าหนูน้อยแล้วมองเขาด้วยดวงตาที่สุกสกาวเหมือนดวงดาว


เจ้าหนูน้อยมีสีหน้ามืดครึ้มทันที “เจ้าคิดว่าหมูป่าเชื่องเหมือนหมูที่เลี้ยงไว้หรือไร ? มันเป็นเรื่องอันตรายถึงชีวิต ! ฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน หมูป่าลงจากเขาและเกือบทำร้ายผู้คน ! อีกอย่างคือหมูป่าที่อยู่ในหุบเขาก็โดนพี่รองล่าไปพอสมควรแล้ว ถ้าจะล่าหมูป่าต้องเข้าไปในส่วนลึกของหุบเขา เจ้าไม่กลัวไปเจอเสือและหมีควายหรืออย่างไร ?”


หลู่ซวนส่ายหน้า “ไม่กลัว ก็ไม่ได้มีพี่รองของเราอยู่หรือ !”


เจ้าหนูน้อยเหลือบมองเขา “ตอนนี้เจ้ายอมเชื่อแล้วหรือ ? ไม่กลัวข้าคุยโวเพื่อหลอกเจ้าแล้วหรือไร ?”


เมื่อดูจากท่าทางของเด็กทั้งหลายในหมู่บ้านแล้ว หลู่ซวนก็รู้ว่าเจ้าหนูน้อยไม่ใช่คนพูดจาเหลวไหล ลูกผู้ชายยืดได้ก็หดได้ เขาพูดด้วยความจริงใจ “ข้าขอโทษได้หรือไม่ ?”


“หากรู้ไม่จริงก็อย่าพูด ! จำคำพูดนี้ไว้ !” เจ้าหนูน้อยแกล้งทำตัวสุขุม


เจ้าดำมารอรับเจ้าหนูน้อยที่หน้าหมู่บ้านทุกวัน มันเห็นเจ้าหนูน้อยโดนเด็กในหมู่บ้านล้อมจากระยะไกลจึงรีบวิ่งเข้ามาหาด้วยความดีใจ…


“หมาป่า ! หมาป่ามาแล้ว !” หลู่ซวนเห็นตัวที่กำลังวิ่งเข้ามาทางพวกตนจึงหน้าถอดสีและรีบดึงตัวเจ้าหนูน้อยก้าวถอยหลังออกไปทันที


เจ้าดำยกตัวขึ้นโดยใช้อุ้งเท้าหน้าสองข้างวางไว้บนไหล่ของเจ้าหนูน้อยและใช้ลิ้นของมันเลียหน้าเลียตาของเขา เจ้าหนูน้อยถูกแรงผลักของเจ้าดำทำให้ถอยไปหลายก้าว กว่าจะกลับมาตั้งหลักยืนให้มั่นคงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจึงดุมันทันที “เจ้าดำ เจ้าตัวหนักขนาดไหนยังไม่รู้ตัวอีก ! ยังคิดว่าตนเป็นลูกสุนัขที่ข้าอุ้มไหวอยู่อีกหรือ ? ต่อไปห้ามกระโจนใส่คนแบบนี้อีก เข้าใจหรือเปล่า ?”


“หงิง…” ราวกับเจ้าดำเข้าใจคำดุของอีกฝ่าย หูทั้งสองข้างจึงลู่ลงและทำหน้าตาเศร้าสร้อย


“แค่กแค่ก ! ที่แท้ก็คือเจ้าดำนี่เอง…” หลู่ซวนรู้สึกอายต่ออาการตื่นตกใจของตนจึงเอื้อมมือหมายจะลูบเจ้าดำ ทว่าต้องรีบชักมือกลับเพราะเจ้าดำแยกเขี้ยวขู่ทันที


[1] ลูกผู้ชายยืดได้ก็หดได้ เปรียบเปรยว่า ลูกผู้ชายต้องยืดอกเชิดหน้าอย่างมีเกียรติและปล่อยวางทิฐิได้เช่นกัน



จบตอน

Comments