weiwei ep431-440

ตอนที่ 431: เป้าหมายของเจ้าหนูน้อย


เจ้าหนูน้อยตบศีรษะของเจ้าดำเบาๆ เพื่อห้ามปราม จากนั้นก็แนะนำสัตว์เลี้ยงคู่ใจให้หลู่ซวนรู้จัก แม้ว่าหลู่ซวนจะทำตัวเกเรไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยทำท่าทางรังเกียจหรือดูถูกเด็กนักเรียนที่เสื้อผ้ามีรอยปะชุน ทั้งยังชวนพวกนั้นสนทนาด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าในหุบเขามีสิ่งใดน่าสนุกบ้าง หรือมีของกินอร่อยประเภทใด…


เมื่อเดินเข้ามาใกล้บ้านตระกูลหลิน กลิ่มหอมหวนชวนน้ำลายสอก็ทำให้พวกเด็กๆอดยืนนิ่งเฉยเพื่อสูดกลิ่นเข้าจมูกไม่ได้ หลู่ซวนทำตัวเหมือนสุนัขที่สูดดมกลิ่นทางนี้ทีทางโน้นทีพร้อมถามด้วยน้ำเสียงเคลิบเคลิ้มว่า “บ้านใครกำลังทำอาหาร ? เหมือนข้าจะได้กลิ่นหมูตุ๋นน้ำแดง…”


มู่เกินเอ๋อร์สูดหายใจเข้าลึกแล้วพูดว่า “ยังจะมีบ้านใครอีกเล่า ? ต้องเป็นบ้านของเอ้อร์ฮว๋าอยู่แล้ว ! ฝีมือทำอาหารของพี่รองหลินดีมาก นางรู้ว่าพวกเจ้าจะมาวันนี้จึงทำของอร่อยไว้ต้อนรับแน่นอน !”


หลู่ซวนตกใจแล้วหันไปมองเจ้าหนูน้อยที่กำลังทำสีหน้าภาคภูมิใจ “หลินจื่อถิง เป็นฝีมือของพี่รองเจ้าจริงหรือ ? ข้าเข้าใจเจ้าผิดไป เพราะแค่กลิ่นนี้ก็รู้แล้วว่าพี่รองของเจ้าต้องทำอาหารเก่งมาก !”


เจ้าหนูน้อยแค่นเสียงดัง ฮึ ด้วยความภาคภูมิใจไม่หยุด “แน่นอนอยู่แล้ว ! รู้ไว้ว่าข้าไม่เคยพูดโอ้อวดเกินจริง !”


เจ้าดำใช้เท้าหน้าทั้งสองข้างผลักประตูบ้านตระกูลหลินให้เปิดออก ขณะที่เจ้าหนูน้อยพาสหายทั้งสองคนเข้าไปในลานบ้าน พวกผู้หญิงที่กำลังทำเนื้อแผ่นอยู่ในเวลานี้ก็ยังไม่เลิกงาน ดูเหมือนว่าเนื้อแผ่นชุดสุดท้ายเพิ่งออกจากเตา…


“ฉิงจิ้งหยู ข้าได้กลิ่นเนื้อแผ่น กลิ่นนี้เป็นของร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ไม่ผิดเพี้ยน !” หลู่ซวนทำเหมือนคว้าหางเปียของเจ้าหนูน้อยได้ เขารีบถามทันที “หลินจื่อถิง เจ้าบอกว่าไม่เคยซื้อขนมกับของกินเล่นจากร้านหนิงจี้ใช่หรือไม่ ?”


เจ้าหนูน้อยชี้ไปที่เตาอบติดกำแพง “ใช่ ! บ้านเราทำเนื้อแผ่นอยู่แล้ว เหตุใดยังต้องเสียเงินไปซื้อที่ร้านหนิงจี้อีก ?”


หยาเอ๋อร์ที่อยู่ในทรงผมของสตรีออกเรือนแล้วกำลังสวมถุงมือเนื้อหนา ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดเตาอบและดึงเอาถาดเหล็กขนาดใหญ่ออกจากด้านในทั้งสองถาด เนื้อแผ่นสีแดงเปล่งประกาย ส่งกลิ่นหอมเข้มข้นออกมา ทำให้หลู่ซวนต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่


หลังนำเนื้อแผ่นออกมาผึ่งให้เย็นแล้วก็ใช้กรรไกรตัดให้เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดหนึ่งชุ่น ( 1นิ้ว ) บริเวณขอบที่เหลือก็กองทิ้งไว้…ในร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ไม่เคยต้องกังวลเรื่องการขายเศษเนื้อแผ่นเหล่านี้ เพราะมันมีราคาถูกและรสชาติไม่ได้แตกต่างกันเลย…


เจ้าหนูน้อยหยิบเศษเนื้อแผ่นขึ้นมาสองชิ้นแล้วยื่นให้สหายทั้งสอง “ลองชิมสิ…”


หลู่ซวนยัดเข้าปาก หลังชิมรสอย่างละเอียดแล้วก็ได้ข้อสรุปว่า “นี่คือรสชาติเดียวกับร้านหนิงจี้เลย ! เนื้อแผ่นที่ข้าได้กินจากร้านหนิงจี้ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ต้องเป็นของบ้านเจ้าไม่มีผิด !”


ฉิงจิ้งหยูพยักหน้าแล้วถามเจ้าหนูน้อยว่า “เนื้อแผ่นของร้านหนิงจี้มาจากบ้านพวกเจ้าหรือ ?”


เจ้าหนูน้อยตอบด้วยรอยยิ้ม “พวกเจ้ารู้แล้วหรือ ! เรายังมีเนื้อกระต่ายเส้นด้วยนะ พวกเจ้าชอบกินแบบรสห้าเครื่องเทศหรือรสหม่าล่า ?”


“เนื้อกระต่ายเส้นก็เป็นของบ้านพวกเจ้า ? ไม่ได้กินเนื้อกระต่ายเส้นทั้งฤดูหนาวเลย ข้าคิดถึงมันแทบแย่แล้ว !” ขณะมองเนื้อกระต่ายเส้นในตะกร้าใบเล็ก ดวงตาของหลู่ซวนก็เปล่งแสงวาววับออกมา


เจ้าหนูน้อยใช้ตะกร้าใบเล็กที่มีขนาดเท่าฝ่ามือมาใส่เนื้อกระต่ายเส้นและเนื้อแผ่นเอาไว้ จากนั้นก็เดินไปที่ตัวบ้านพลางอธิบายว่า “ฤดูหนาวเลี้ยงกระต่ายยาก ในบ้านจึงเก็บแค่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไว้ หลังฤดูใบไม้ผลิแล้วกระต่ายถึงจะกลับมาผสมพันธุ์อีกครั้ง เนื้อกระต่ายเส้นเหล่านี้จึงเป็นสินค้าชุดแรกของปี…”


เจ้าหนูน้อยพาสหายทั้งสองเดินไปทางห้องของตน ตอนนี้เขาอยู่ห้องเดียวกับพี่สาม หลังจากรู้ว่าเขาจะพาสหายมานอนที่บ้าน พี่สามจึงย้ายไปอยู่กับพี่โม่หานชั่วคราว


หลินเว่ยเว่ยได้ยินเสียงพวกเด็กๆจึงเดินออกจากห้องครัว “ยินดีต้อนรับ แขกผู้มีเกียรติทั้งสองท่าน…น้องสี่ จงต้อนรับสหายของเจ้าให้ดี !”


พอเห็นหลินเว่ยเว่ยแล้ว หลู่ซวนกับฉิงจิ้งหยูก็รีบทำมือคารวะ “คารวะพี่รองหลิน! ขอโทษด้วยที่มารบกวน!”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “มีสิ่งใดต้องขอโทษกันเล่า คิดเสียว่ามาอยู่บ้านตัวเอง เชิญตามสบาย !”


เจ้าหนูน้อยหัวเราะคิกคัก “พี่รอง บ้านของหลู่ซวนเข้มงวดมาก ตอนอยู่ที่บ้านไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไร เขาต้องระวังทุกฝีก้าว ท่านให้เขาทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้าน แล้วเขาจะไม่ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่หรือ !”


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะเล็กน้อย “บ้านของเราไม่ได้มีกฎระเบียบมากมายขนาดนั้นหรอก อยากพูดสิ่งใดก็พูด อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องคิดมาก !”


หลู่ซวนพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะถามว่า “พี่รองหลิน ท่านเคยฆ่าเสือจริงหรือ ?”


“แค่โชคช่วยเท่านั้น !” หลินเว่ยเว่ยพยายามพูดเลี่ยงเข้าไว้


ทันใดนั้นดวงตาของหลู่ซวนก็เบิกกว้างเหมือนระฆังทองแดง เขาพูดด้วยความตกใจ “แบบนั้นก็ถือว่าร้ายกาจมากแล้ว…”


“ไป ไปพักผ่อนที่ห้องข้าก่อน เจ้าไม่ได้บ่นตลอดทางว่าเมื่อยก้นหรอกหรือ ?” เจ้าหนูน้อยลากตัวสหายออกไป เพราะกลัวอีกฝ่ายจะพูดไม่หยุดจนทำให้พี่รองไม่เป็นอันทำงาน!


บนโต๊ะหนังสือทางทิศตะวันออกของห้องมีตะกร้าใบน้อยจำนวนสี่ใบวางไว้ สองในสี่ใบนั้นบรรจุมันฝรั่งทอดกรอบที่มีรสชาติแตกต่างกันออกไป ส่วนอีกสองใบใช้บรรจุขนมที่แม้แต่เจ้าหนูน้อยก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน


เขาวางตะกร้าใส่เนื้อกระต่ายเส้นและเนื้อแผ่นไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็รินชาผลไม้ผสมน้ำผึ้งให้สหายทั้งสอง “ลองชิมสิ นี่เป็นของกินเล่นกับขนมที่พี่รองทำเอง สิ่งนี้คือมันทอดกรอบ ทำมาจากถู่โต้ว…ส่วนอันนี้ พูดตามตรงว่าข้าเองก็ยังไม่เคยกิน น่าจะเป็นขนมชนิดใหม่ที่พี่รองเพิ่งทำขึ้นมา”


หลู่ซวนล้างมือ จากนั้นก็หยิบมันฝรั่งทอดกรอบขึ้นมาหนึ่งแผ่น “ถ้าเช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ…ทั้งกรอบทั้งหอม มันทำมาจากถู่โต้วจริงหรือ? ถู่โต้วไม่ใช่ผักหรือไร? ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะนำมาทำของกินเล่นที่อร่อยถึงขนาดนี้ได้…จริงสิ ขนมอบที่เจ้าเอาไปด้วยเมื่อไม่กี่วันก่อน คงไม่ได้ทำมาจากถู่โต้วหรอกกระมัง?”


“ถูกต้อง ! เอาไป10คะแนน !” เจ้าหนูน้อยหยิบขนมข้าวซอยตัดขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วเริ่มกัดชิมคำเล็กๆ กลิ่นหอมรสสัมผัสกรอบนุ่ม หวานตัดเค็มกำลังพอดี สมแล้วที่เป็นฝีมือของพี่รอง !


ฉิงจิ้งหยูรับขนมข้าวซอยตัดมาจากเจ้าหนูน้อย หลังเอ่ยขอบใจ แล้วดวงตาของเขาก็หันไปจับจ้องที่ชั้นหนังสือ และถามว่า “ตำราเหล่านี้เป็นของเจ้าหมดเลยหรือ ?”


เจ้าหนูน้อยส่ายหน้า “ตำราในนี้ส่วนใหญ่เป็นของพี่สาม แล้วก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่พี่สามยืมมาจากพี่โม่หาน…จริงสิ พี่โม่หานเป็นคู่หมั้นของพี่รองและยังเป็นผู้ที่สอบเยวี่ยนซื่อได้อันดับหนึ่งของปีนี้ด้วยล่ะ !”


ฉิงจิ้งหยูพูดต่อ “ข้าเคยได้ยินเจ้าเล่าว่าพี่ชายก็สอบได้ซิ่วไฉแล้วหรือ ? พี่ชายของเจ้าเป็นบุตรคนโตในบ้านใช่หรือไม่ ?”


“ไม่ใช่ ! ก่อนพี่ชายของข้ายังมีพี่สาวคนรองกับพี่สาวคนโต !” เจ้าหนูน้อยหยิบมันฝรั่งทอดกรอบมากินอย่างเอร็ดอร่อย อื้อ ! เจ้ามันฝรั่งทอดกรอบมีกลิ่นของเนื้อด้วย พี่รองจะต้องทำรสใหม่ออกมาอีกแล้วแน่นอน !


ในที่สุดสีหน้าของฉิงจิ้งหยูก็เปื้อนไปด้วยความตกตะลึง “ข้าเห็นพี่รองของเจ้ายังดูอายุไม่มาก…ถ้าเช่นนั้นพี่ชายที่สอบติดซิ่วไฉของเจ้าจะมีอายุเท่าไหร่เอง ?”


เจ้าหนูน้อยพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่ชายของข้าอายุอ่อนกว่าพี่รองหนึ่งปี ปีนี้เขาจึงอายุ14ปี ว่ากันว่าเป็นซิ่วไฉอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เขตเริ่นอันเชียวนะ ! เป้าหมายของข้าคือทำลายสถิติของพี่สาม เป็นซิ่วไฉอายุน้อยที่สุดแทนเขา !”


หลู่ซวนเริ่มนับนิ้วมือ “ปีนี้เจ้าอายุ7ขวบ ถ้าจะทำลายสถิติของพี่ชายก็ต้องสอบติดตอนอายุ13ปี ดังนั้นเหลือเวลาอีก6ปี…เจ้าต้องพยายามให้มากแล้วล่ะ !”


บางคนใช้เวลาสอบหลายสิบปีจนผมและเครามีสีขาวแล้วก็ยังเป็นแค่บัณฑิตถงเซิง เรียนหนังสือ6ปีก็คิดจะสอบได้ซิ่วไฉ เว้นแต่ว่ามีความฉลาดจนเหลือล้ำ มีพรสวรรค์เหนือมนุษย์…ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นแล้ว หลู่ซวนคงพูดจาแดกดันถากถางออกไปนานแล้ว แต่ตอนนี้ กินของคนอื่นแล้วท่าทีต้องอ่อนลง…


[1] กินของคนอื่นแล้วท่าทีต้องอ่อนลง หมายถึง กินข้าวบ้านคนอื่นแล้วท่าทีจะอ่อนลง ยอมคล้อยตามหรือทำตามอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย


ตอนที่ 432: เริ่มอยากเป็นคนชนบทบ้างแล้ว


สิ่งที่เจ้าหนูน้อยเป็นห่วงที่สุดคือกระต่ายในคอกของตน แม้ว่าจะยกให้มู่เกินเอ๋อร์สองพี่น้องดูแลแล้ว เขาก็ยังไม่วางใจจึงเข้าไปตรวจดูทุกวันหลังเลิกเรียน


“ไปเถิด ข้าจะพาพวกเจ้าไปดูกระต่ายที่เลี้ยงไว้ !” เจ้าหนูน้อยยัดขนมข้าวซอยตัดใส่มือหลู่ซวนและฉิงจิ้งหยูคนละหนึ่งชิ้น จากนั้นก็พาทั้งสองมายังสวนหลังบ้าน


ในคอกกระต่าย เสี่ยวร่างได้ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้กำลังให้หญ้าสดกับพวกมันอยู่ มุมหนึ่งของลานหลังบ้านเต็มไปด้วยหญ้ากระต่ายสดใหม่…เห็นได้ชัดว่าพวกมู่เกินเอ๋อร์ไม่ได้แอบอู้งาน


ขณะมองกระต่ายที่วิ่งกระโดดไปมาเต็มคอก หลู่ซวนก็กัดข้าวซอยตัดในมือด้วยความประหลาดใจ “หลินจื่อถิง บ้านเจ้าเลี้ยงกระต่ายเยอะขนาดนี้เชียวหรือ ! อย่างน้อยก็น่าจะมีหนึ่งถึงสองร้อยตัวได้กระมัง ?”


เจ้าหนูน้อยยืดอกอย่างภาคภูมิใจ “กระต่ายที่โตเต็มวัยมี84ตัว พวกที่กำลังจะโตอีก152ตัวและยังมีลูกกระต่ายที่เพิ่งคลอดใหม่อีกหลายสิบครอก…”


หลู่ซวนอ้าปากค้าง “กระต่ายเยอะแยะมากมายขนาดนี้ พวกเจ้ากินหมด…”


เจ้าหนูน้อยยิ้มจนตาหยี “กระต่ายส่วนใหญ่จะเอาไว้ทำเนื้อกระต่ายเส้น คอกที่พวกเรายืนอยู่มีกระต่ายน้ำหนักสูงสุดเจ็ดถึงแปดชั่ง แค่ตัวเดียวก็ทำเนื้อกระต่ายเส้นออกมาได้ถึง3ชั่ง !”


หลู่ซวนคำนวณในใจ “ว้าว ! ถ้าเป็นอย่างนั้นก็หมายความว่ากระต่ายหนึ่งตัวจะทำเงินหกตำลึงใช่หรือเปล่า ? หลินจื่อถิง บ้านพวกเจ้ามีเงินเยอะมาก…” กระต่ายตัวเดียวขายได้เงิน6ตำลึง กระต่าย200กว่าตัวก็เป็นเงินมากถึง1,200กว่าตำลึง !


บ้านของตนกับบ้านสกุลฉิงก็ถือว่ามีฐานะดีในเขตเริ่นอันแล้ว แต่ในหนึ่งปีบ้านพวกตนก็ยังไม่สามารถหาเงินได้มากขนาดนี้…


เฮอะ เฮอะ พวกสหายที่มีตาแต่ไร้แววในชั้นเรียนเหล่านั้นยังกล้าดูถูกหลินจื่อถิงว่าเป็นเด็กบ้านนอก โดยไม่รู้เลยว่าเด็กบ้านนอกแค่เลี้ยงกระต่ายก็มีรายได้เท่ากับเงินที่ครอบครัวในเมืองของตนใช้เวลาหานานหลายปี มีสิ่งใดให้น่าทำตัวเย่อหยิ่งกันเล่า?


เจ้าหนูน้อยส่ายหน้า “ราคาที่เจ้าพูดเป็นราคาขายปลีกของร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้ ทว่าราคาขายส่งของเราไม่ได้สูงถึงขนาดนั้น…”


ฉิงจิ้งหยูถาม “กระต่ายหนึ่งตัวต้องใช้เวลาเลี้ยงนานเท่าไร ?”


เจ้าหนูน้อยครุ่นคิดแล้วชี้ไปยังกระต่ายตัวใหญ่ที่ออกจากบ้านกระต่ายได้แล้ว “ประมาณสามถึงสี่เดือนได้กระมัง ? เจ้าพวกนี้เกิดในเดือนแรกและผสมพันธุ์กันในครอก ต้องใช้เวลาเลี้ยงประมาณหนึ่งเดือนกว่าแล้วถึงจะปล่อยออกมาได้ ตอนนี้อายุสามเดือนกว่าแล้ว !”


หลู่ซวนตาโตกว่าเดิมทันที “ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็จะเลี้ยงกระต่ายได้สามครั้งต่อหนึ่งปี ได้กระต่ายประมาณ600กว่าตัว…” สวรรค์ ! อยู่ในชนบทแล้วหาเงินง่ายขนาดนี้เลยหรือ ? เขาจะกลับไปโน้มน้าวบิดามารดาให้มาซื้อที่ดินทางนี้เพื่อเลี้ยงกระต่ายบ้างดีหรือไม่ ?


เจ้าหนูน้อยพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่รองบอกว่ารอให้ผ่านไปอีกสองสามวันก็จะทำสวนหลังบ้านเป็นคอกกระต่ายให้หมด พอทำแบบนั้นแล้ว ข้าก็จะเลี้ยงกระต่ายได้มากกว่าเดิม ! ปีก่อนเพิ่งเริ่มเลี้ยง ยังไม่มีประสบการณ์มากมาย ปีนี้พอจะเลี้ยงเป็นคอกใหญ่ได้แล้ว…เมื่อเป็นแบบนี้ เนื้อกระต่ายเส้นก็จะไม่เป็นสินค้าขาดตลาดในฤดูหนาวอีก !”


“ดีจัง !” หลู่ซวนนึกถึงช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา นอกจากเมล็ดสนปากอ้าและเนื้อแผ่นแล้ว ก็หาซื้อของกินเล่นอย่างอื่นไม่ได้อีกเลย ในฤดูหนาวจึงไม่ได้เคี้ยวขนมแก้เบื่อ !


“อีกไม่นานข้าต้องจ้างคนมาช่วยเกี่ยวหญ้ากระต่ายเพิ่ม !” เจ้าหนูน้อยบ่นพึมพำกับตัวเอง


หลู่ซวนรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันที “เจ้าจ้างคนมาเกี่ยวหญ้ากระต่าย ? กระต่ายเหล่านี้ไม่ใช่กิจการของบ้านเจ้าเองหรือ ? แล้วเหตุใดยังต้องให้เด็กอย่างเจ้ามาค่อยกังวลด้วย ?”


เจ้าหนูน้อยฉีกยิ้มยิงฟันให้อีกฝ่าย “ไม่ใช่ ! กระต่ายเหล่านี้เป็นกิจการของข้า การเกี่ยวหญ้ากระต่ายและเงินจ้างคนทำเนื้อกระต่ายเส้นก็ล้วนมาจากบัญชีส่วนตัวของข้า…แน่นอนว่ากำไรที่ได้จากกระต่ายทุกตัวก็ต้องคืนมาเป็นของข้าคนเดียว !”


ข้าวซอยตัดที่ยังไม่ได้กลืนลงคอของหลู่ซวนร่วงออกจากปากทันที ทันใดนั้นกระต่ายวัยกำลังโตตัวหนึ่งก็เข้ามาฉกไปกินอย่างรวดเร็ว เจ้าหนูน้อยรีบดันคางของเขาขึ้น ไม่อย่างนั้นจะตกใจจนกรามหล่นไปด้วยพอดี


“ไม่ใช่กระมัง ? ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า…ในปีหนึ่งเจ้าจะมีรายได้หลายพันตำลึง ?” หลู่ซวนคิดว่าแย่แล้ว ! ในหนึ่งเดือนเขาจะได้เงินค่าขนม5ตำลึง มันก็มากพอให้เขาเชิดหน้าได้ในสำนักศึกษาแล้ว ทำให้ตัวเองพอใจเป็นอย่างมาก


ทันใดนั้น ใบหน้าอวบอ้วนเล็กน้อยของเขาก็อดไม่ได้ที่จะมีสีแดงก่ำขึ้นมา…ดูหลินจื่อถิงสิ ในกระเป๋ามีเงินอยู่หลายพันตำลึง ทว่ายังถ่อมตนถึงเพียงนี้…ส่วนตัวเอง…ช่างน่าละอายยิ่งนัก ! แต่สิ่งที่ทำให้เขาละอายไปมากกว่านั้นคือเงินที่อีกฝ่ายมีอยู่ในครอบครองยังเป็นเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงอีกด้วย !


เจ้าหนูน้อยโบกมือ “พันตำลึงอะไรกัน เจ้าก็พูดเกินไป…”


“นายน้อย ‘เจ้าหมึกดำ’ คลอดแล้วขอรับ ! คลอดมาตั้ง10ตัว !” เสี่ยวร่างที่กำลังทำความสะอาดคอกกระต่ายอยู่พลันร้องตะโกนด้วยความดีใจ


เจ้าหนูน้อยคลี่ยิ้มแล้วพูดกับสหายทั้งสองว่า “พวกเจ้าไม่เคยเห็นกระต่ายคลอดลูกเลยใช่หรือไม่ ? ไป ไปดูด้วยกัน !”


หลู่ซวนตื่นเต้นมาก ฉิงจิ้งหยูก็อยากเห็น และเมื่อมาถึงคอกกระต่ายแล้ว พวกเขาก็ย่อตัวดูในบ้านกระต่ายชั้นสอง…


“สวรรค์! ที่แท้ลูกกระต่ายที่เพิ่งคลอดก็ไม่มีขน! ตัวแดงๆเหมือน…เหมือนลูกหมูน้อย!” หลู่ซวนเคยเห็นลูกหมูเกิดใหม่แถวที่นาปล่อยเช่าของครอบครัว คาดไม่ถึงว่าลูกกระต่ายที่เพิ่งคลอดก็จะมีสภาพเหมือนกัน!


เสี่ยวร่างยกตัวลูกกระต่ายที่เพิ่งคลอดไปไว้บนผ้าขนกระต่ายแสนนุ่มนิ่มแล้วหันไปพูดด้วยรอยยิ้ม “ลูกกระต่ายที่เพิ่งคลอดจะไม่มีขน ตัวมีสีแดงก่ำ ต่อจากนั้นอีก3วันจึงจะเริ่มมีขนขอรับ” ขณะพูดเขาก็อุ้มลูกกระต่ายที่เริ่มมีขนสีเทาจากครอกข้างๆขึ้นมา


หลู่ซวนและฉิงจิ้งหยูพุ่งไปที่กระต่ายครอกนั้นและก้มดูลูกกระต่ายด้านใน ลูกกระต่ายตัวเล็กมาก มีขนาดไม่ถึงครึ่งฝ่ามือด้วยซ้ำ ทว่าก็มีขนดกเต็มตัว มีทั้งขนสีดำ สีขาว สีเทาแล้วก็สีเหลืองอ่อน…ลูกกระต่ายน้อยยังไม่ลืมตาและคลานไปดูดนมของแม่กระต่าย !


“น่ารักมาก !” หลู่ซวนเอื้อมมือจะไปจับ แต่ก็ต้องชักมือกลับเพราะแม่กระต่ายจ้องเขาตาเขม็ง


เจ้าหนูน้อยยังพาพวกเขาไปดูลูกกระต่ายที่คลอดได้10วัน พวกมันตาเปิดแล้ว ดวงตาสีแดงก่ำ ขนบนตัวดูนุ่มฟู ตัวกลมๆเหมือนก้อนไหมพรมไม่มีผิด


หลู่ซวนยื่นมือไปกำหญ้าสดจะมาแกล้งลูกกระต่าย แต่เจ้าหนูน้อยรีบเข้ามาห้ามทันที “ต้องรอให้ครบ15วันก่อน ลูกกระต่ายถึงจะกินหญ้าได้นิดหน่อย ถ้าให้กินหญ้าสดเร็วเกินไป พวกมันจะท้องเสีย”


หลู่ซวนรีบเอาหญ้าสดในมือไปป้อนแม่กระต่ายที่กำลังให้นมตัวนั้นและมันก็กินอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนเรียกกินข้าวของหลินเว่ยเว่ยดังมาจากลานหน้าบ้าน


เจ้าหนูน้อยพูดว่า “อาหารเย็นพร้อมแล้ว ! ไปดูกันเถิดว่าพี่รองเตรียมอาหารชนิดใดไว้ต้อนรับพวกเจ้า !”


ขณะยกกระต่ายผัดเผ็ดออกมา หลินเว่ยเว่ยก็มองพวกเด็กทั้งสี่คนที่กำลังออกมาจากสวนหลังบ้าน นางถามด้วยรอยยิ้ม “คนในชนบทอย่างพวกเราไม่มีธรรมเนียมมากมายหรอก ล้วนนั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน พวกเจ้าจะกินพร้อมทุกคนหรือจะแยกไปกินในห้องของน้องสี่ ?”


หลู่ซวนรีบตอบ “ที่บ้านข้าก็นั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน !”


ฉิงจิ้งหยูพูดตาม “แขกต้องตามใจเจ้าบ้าน…”


เจ้าหนูน้อยหัวเราะคิกคัก “เป็นครอบครัวเดียวกันแล้วจะแยกกินทำไม ? ทุกคนนั่งล้อมวงกินด้วยกัน คึกคักดีไม่ใช่หรือ ? พี่รอง พรุ่งนี้พวกเรากินหม้อไฟได้หรือเปล่า ? คนเยอะแล้วกินหม้อไฟจึงจะได้บรรยากาศ !”


“หม้อไฟ ? อะไรคือหม้อไฟ ?” หลู่ซวนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น


ตอนที่ 433: หมดสนุกกันพอดี


เจ้าหนูน้อยอธิบาย “หม้อไฟก็คืออาหารที่ต้องสั่งทำหม้อชนิดพิเศษขึ้นมาใส่น้ำซุป จากนั้นนำวัตถุดิบต่างๆใส่ลงในน้ำซุปที่เดือด พอต้มเสร็จแล้วก็คีบขึ้นมาจิ้มน้ำจิ้ม ข้าชอบกินน้ำจิ้มงา รสชาติแบบนั้น…สุดยอดไปเลย !”


ขณะมองท่าทางคะนึงหาและลุ่มหลงของเจ้าหนูน้อย หลู่ซวนก็หันไปกะพริบตามองหลินเว่ยเว่ย…พรุ่งนี้จะได้ลิ้มรสหม้อไฟหรือเปล่าก็ต้องดูที่นางแล้ว


ต่อหน้าสหายร่วมห้องของน้องชายคนเล็กจึงเป็นธรรมดาที่หลินเว่ยเว่ยจะไม่กล้าหักหน้าเขา นางพูดอย่างอารมณ์ดี “ได้สิ เย็นพรุ่งนี้เรามากินหม้อไฟกัน !”


เจ้าหนูน้อยส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจแล้วหันไปพูดกับสหายทั้งสองว่า “ข้าได้กินหม้อไฟตอนปีใหม่ด้วยล่ะ ! พี่สามเล่าให้ฟังว่าตอนที่พวกเขาไปสอบระดับฝู่ซื่อ พี่รองก็หาวิธีทำของอร่อยสารพัดอย่างให้พวกเขากิน หนึ่งในนั้นมีหม้อไฟอยู่ด้วย น่าเสียดายที่ข้าไม่ได้กิน…” เขาเอาแต่นึกถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด


หลู่ซวนล้างมือไปพลางใช้ไหล่ดันเขาไปด้วยและพูดว่า “กินหม้อไฟมื้อหนึ่งจะยุ่งยากหรือเปล่า ? ต้องเตรียมของหลายอย่างหรือไม่ ? หม้อไฟมื้อนี้พี่รองหลินต้องทำเพราะต้อนรับข้ากับฉิงจิ้งหยูแน่นอน เจ้าได้รับโชคเพราะเราเลยนะ !”


เจ้าหนูน้อยกลอกตาใส่ “เจ้ารู้ไว้เลย หากข้าไม่ได้ชวนเจ้ามาเล่นที่บ้านก็อย่าฝันจะได้กินหม้อไฟ เพราะแม้แต่ขนมที่อยู่ในห้องของข้าวันนี้ เจ้าก็จะไม่ได้กิน สรุปแล้วใครได้โชคจากใครกันแน่ ?”


“ได้ ได้ ! ข้าได้โชคจากเจ้า พอใจหรือยัง ?” ต่อหน้าอาหารเลิศรสแล้ว หลู่ซวนกลายเป็นลูกผู้ชายขึ้นมาทันที…สามารถยืดได้ก็หดได้ ฉิงจิ้งหยูกวาดตามองเขาด้วยความดูแคลน


เพราะแขกเป็นเด็กอายุเจ็ดแปดขวบ นอกจากหมูตุ๋นน้ำแดงและอาหารประเภทกระต่ายผัดเผ็ดแล้ว หลินเว่ยเว่ยยังทำอาหารที่พวกเด็กในยุคอนาคตชื่นชอบมากเป็นพิเศษไว้ให้พวกเขาด้วย…คอมโบเซ็ตเคนเด๋อจี (เคเอฟซี)!


“เคนเด๋อจี ?” เจ้าหนูน้อยเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ขณะที่น่องไก่ชุบแป้งทอดอันหอมหวนวางบนโต๊ะ เขาก็กวาดสายตามองด้วยความประหลาดใจ “ชื่อนี่ฟังแล้วประหลาดไปหน่อย…”


หลู่ซวนปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เขาพูดประจบทันที “มีอะไรแปลกกันเล่า? เคนเด๋อจี จีที่มาจากคำว่าไก่ ก็ต้องทำมาจากไก่แน่นอน ! พี่รองหลิน ข้าพูดถูกหรือไม่ ?”


“ถูก ถูกต้อง ! ที่น้องสี่มองอยู่คือน่องไก่ชุบแป้งทอด จานนี้คือปีกกลางกับปีกล่างไก่ทอดรสเผ็ด จานนี้คือถู่โต้วแท่ง (เฟรนช์ฟรายส์)…ถ้ากินคู่กับซอสมะเขือเทศจะอร่อยกว่าเดิม แล้วยังมีจานนี้คือเนื้อไก่ชุบเกล็ดขนมปังทอด (นักเก็ต) และเนื้อไก่ทอดชิ้นพอดีคำ (ไก่ป๊อป)…” หลินเว่ยเว่ยเชือดไก่ตัวผู้ไปสองตัวจึงทำอาหารชุดไก่ทอดนี้ออกมาได้ น่าเสียดายที่วัตถุดิบไม่เพียงพอ เพราะนางชอบปีกไก่นิวออร์ลีนส์มากกว่า !


“เอาล่ะ อย่าเอาแต่มอง ลงมือกันเลยสิ ! ไม่ต้องทำตัวสุภาพเกินไป ใครลงมือก่อนได้เปรียบ คนมาที่หลังระวังจะเสียใจ…” หลินเว่ยเว่ยพูดกับเจ้าอ้วนน้อยและหนอนหนังสือน้อย


เสียงของนางเพิ่งเงียบลง เจียงโม่หานก็ยื่นตะเกียบเข้ามาแล้วคีบนักเก็ตไก่ขึ้นมาหนึ่งชิ้น เกล็ดขนมปังบริเวณตัวแป้งนักเก็ตด้านนอก หลินเว่ยเว่ยใช้หมั่นโถวนึ่งมาหันเป็นชิ้นบางๆ พออบแล้วก็นำไปตากอีกที แม้จะเป็นของที่ทำขึ้นมาอย่างง่ายๆ แต่เวลากินก็ยังให้ความรู้สึกที่หอม กรอบและนุ่มลิ้น ถือว่าอร่อยมาก


เจ้าหนูน้อยคีบน่องไก่ให้สหายทั้งสองคนก่อนแล้วค่อยคีบของตัวเองกินอย่างเอร็ดอร่อย รสนิยมของเด็กสมัยก่อนก็เหมือนเด็กสมัยใหม่ เด็กไม่กี่คนนี้กินอย่างออกรส น่องไก่ชุบแป้งทอดนี้ หลินเว่ยเว่ยตั้งใจทำให้มีขนาดใหญ่เท่าครึ่งฝ่ามือ หลังกินหมดหนึ่งชิ้นแล้ว พวกเด็กๆก็ยังอยากกินอีก ทว่าผ่านไปไม่นานพวกเขาก็ต้องยอมสยบให้แก่ปีกไก่ทอดรสเผ็ดและไก่ป๊อบ สุดท้ายเฟรนช์ฟรายส์จิ้มซอสมะเขือเทศจึงกลายเป็นเมนูโปรดของพวกเขา !


เจ้าหนูน้อยเริ่มบ่นด้วยความไม่พอใจ “พี่รอง เคนเด๋อจีอร่อยขนาดนี้ เหตุใดเมื่อก่อนท่านไม่ทำให้พวกเรากินบ้าง !”


หลินเว่ยเว่ยเคาะท้ายทอยของเขา “ของพวกนี้เรียกว่าอาหารขยะ กินเยอะไปจะส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโต ! หากกินเป็นครั้งคราวยังพอไหว เจ้าจะกินวันละสามมื้อเลยหรือ !”


เจ้าหนูน้อยทั้งเชื่อและสงสัย “นี่ทำมาจากไก่ทั้งหมดเลยไม่ใช่หรือ ? เหตุใดจึงกลายเป็นอาหารขยะ ? พี่รอง ท่านคงไม่ได้อยากหลอกเด็กกระมัง !”


หลินเว่ยเว่ยถลึงตาใส่เขา “ถ้าเป็นของดีจริง ๆ แล้วข้าจะไม่อยากทำให้พวกเจ้ากินหรือ ?”


“ถ้าเช่นนั้น…ทำเดือนละครั้งได้หรือเปล่า? ข้าไม่กินเยอะหรอก กินแค่พอให้หายอยาก ชิมรสชาติเท่านั้น!” เจ้าหนูน้อยเริ่มทำหน้าออดอ้อนและงัดไม้เด็ดของตนออกมา


“ได้ ! ข้ารับปากแทนพี่รองของเจ้า !” เจียงโม่หานฉวยโอกาสที่เจ้าหนูน้อยกำลังอ้อน คีบปีกไก่ทอดรสเผ็ดชิ้นสุดท้ายเข้าปาก


เด็กๆมองตามปีกไก่ทอดรสเผ็ดที่กำลังเคลื่อนออกไปจากเบื้องหน้าพวกพวกตน เมื่อสบเข้ากับสายตาเย็นชาของเจียงโม่หานแล้ว พวกเขาก็ได้แต่ละสายตาหนีด้วยความไม่พอใจ เจ้าหนูน้อยบ่นเบาๆว่า “อายุเท่าไรแล้วยังแย่งของกินกับเด็ก !”


เจียงโม่หานเริ่มขู่ “ข้าได้ยิน…เคนเด๋อจีเดือนละครั้ง ยังคิดจะกินอยู่หรือไม่ ?”


“ท่านกินเลย ท่านกินได้เลย ! พวกเรากินไปหลายชิ้นแล้ว ของดีต้องแบ่งให้ได้เพลิดเพลินด้วยกันอยู่แล้ว…” เจ้าหนูน้อยรีบประจบ เพราะพี่รองเป็นพวกคลั่งสามี ดังนั้นคำพูดของพี่โม่หานประโยคเดียวก็ถือว่ามีประโยชน์กว่าลูกอ้อนนับร้อยนับพันรูปแบบของเขา


หลู่ซวนคิดว่า ‘เคนเด๋อจี’ ที่อร่อยถึงเพียงนี้ สหายของตนจะได้กินเดือนละครั้ง แต่ตนกลับมีลาภปากได้กินแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวจึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่ “หลินจื่อถิง เจ้าโชคดีมาก…ข้าเองก็อยากมีพี่สาวทำอาหารเก่งบ้างสักคน…”


ฉิงจิ้งหยูคอยซ้ำเติมอยู่ด้านข้าง “เจ้ามีแค่พี่ชายที่ชอบสั่งให้คุกเข่า ตีก้นและลงโทษให้คัดตำรา !”


หลู่ซวนมีน้ำตาอาบหัวใจทันที “รู้แล้วก็ไม่ต้องพูดได้หรือเปล่า ? หมดสนุกกันพอดี”


แม้ว่าเจ้าอ้วนน้อยจะโง่เขลาไปบ้าง แต่มีนิสัยไม่เลว ส่วนหนอนหนังสือน้อยอย่างฉิงจิ้งหยูก็มีความคิดชอบธรรม ล้วนเป็นสหายที่ควรค่าแก่การคบหา หลินเว่ยเว่ยจึงใช้อาหารเป็นทูตสันติภาพแทนน้องชาย “หากคราวหน้าได้ทำก็จะให้น้องสี่ห่อไปฝากพวกเจ้าคนละหนึ่งชุด เมื่อเป็นสหายรัก เวลามีของดีก็ต้องแบ่งปันกัน !”


หลู่ซวนรีบใช้มืออวบอ้วนตบที่บ่าของเจ้าหนูน้อยทันที “ใช่ ! พวกเราเป็นสหายรักของกันและกัน ต่อไปถ้าใครในสำนักศึกษารังแกเจ้าก็ถือว่าผิดใจกับข้า หลู่ซวน คนนี้ด้วย ข้าจะไม่มีวันยืนมองอย่างนิ่งเฉยแน่นอน!”


ฉิงจิ้งหยูยังไม่เลิกเอ่ยทิ่มแทงอีกฝ่าย “เจ้าจะทำอะไรได้ ? ไปทะเลาะกับอีกฝ่ายแล้วกลับไปก็ก้นลายไม่ใช่หรือ ?”


หลู่ซวนพูดอย่างกล้าหาญ “แม้ข้าจะโดนตีจนก้นลายก็ไม่มีทางปล่อยให้สหายรักได้รับความอยุติธรรม !”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ช่วยเหลือสหายแล้วเหตุใดต้องก้นลายด้วยล่ะ ! พวกเราสามารถทำให้ผู้อื่นยอมรับด้วยเหตุผลได้ ! ควรใช้วิธีเจรจากันก่อน แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยใช้วิธีทางการทหาร ! ดีที่สุดต้องทำให้อีกฝ่ายผิด แบบนี้ก้นของพวกเจ้าก็ไม่ลายแล้ว !”


เจียงโม่หานเงยหน้ามองนาง…สอนเด็กให้เสียคน !


ทว่าตรงเบื้องหน้าของฉิงจิ้งหยูกลับมีประตูบานใหม่เปิดออก…ที่แท้ ก็ทำแบบนี้ได้ด้วย…


เด็กหาเงินเก่ง เจ้าอ้วนน้อยผู้ไม่คิดหน้าคิดหลังและหนอนหนังสือน้อยผู้ซ่อนความดื้อรั้นไว้ในจิตใจ…อนาคตของ ‘สามเหลี่ยมเหล็กแห่งเขตเริ่นอัน’ ได้เปิดฉากขึ้นที่หมู่บ้านกลางหุบเขาเล็กๆแห่งนี้…


ตกกลางคืน พวกเด็กทั้งสี่คนนอนบนเตียงหลังใหญ่พลางคุยกันเสียงเจื้อยแจ้ว แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็นอนไม่หลับ โดยเฉพาะหลู่ซวนที่พอมาถึงบ้านตระกูลหลินก็เห็นทุกสิ่งเป็นของแปลกใหม่สำหรับตน หรือแม้แต่อยากจับลูกกระต่ายสักสองตัวมานอนกอดอีกด้วย !


เจ้าหนูน้อยรำคาญพวกเขาจนควันออกหู “นี่ยามใดแล้ว ยังไม่นอนอีกหรือ ? พรุ่งนี้เจ้ายังอยากขึ้นเขาอยู่หรือเปล่า ?”


[1] สามเหลี่ยมเหล็ก หมายถึง ความสัมพันธ์ของสหายรักสองสามคนที่ไปไหนไปกันและดูแลกันอยู่เสมอ


ตอนที่ 434: สวรรค์ นี่คือเรื่องจริงหรือ?


หลู่ซวนหัวเราะแฮะแฮะ “ข้าก็อยากนอนอยู่หรอก แต่มันนอนไม่หลับน่ะสิ” ตอนแรกเริ่มเขานอนไม่หลับ แต่ตอนนี้เริ่มตื่นเต้นแทน


เจ้าหนูน้อยหันไปตีเขา “รีบนอนได้แล้ว พรุ่งนี้เช้ายังต้องไปเกี่ยวหญ้ากระต่ายอีก !”


“อือ…” หลู่ซวนนอนนิ่งๆได้แค่พักเดียวก็หูผึ่งขึ้นมาอีกครั้ง “หลินจื่อถิง เจ้าฟังสิ นั่นเสียงอะไร ?”


เจ้าหนูน้อยหาวหวอดและพูดด้วยน้ำเสียงง่วงงุน “จะมีเสียงอะไรได้อีก ? เจ้าหูฝาดไปแล้วกระมัง ?”


ทันใดนั้นฉิงจิ้งหยูก็ลุกขึ้นนั่งแล้วขมวดคิ้วมุ่น “ไม่ผิด เหมือนจะมีเสียงบางอย่างที่หลังบ้านจริงๆ…”


หลู่ซวนกะพริบตาและหัวเราะแห้ง “จะเป็นเสียงกระต่ายที่ลานหลังบ้านซึ่งไม่นอนเหมือนเราแล้วกระโดดเล่นกันหรือเปล่า ?”


“อา วู้ว…” ทันใดนั้นก็มีเสียงสุนัขหอนดังขึ้นมาจากหลังบ้าน


หลู่ซวนรีบลุกขึ้น “ไอหยา ! เสียงอะไร ? เหตุใดข้าได้ยินเหมือนเสียงหมาป่า ?”


ฉิงจิ้งหยูหันไปมองเขา “เจ้าได้ยินเสียงหมาป่าหรือ ?”


หลู่ซวนส่ายหน้าแล้วพูดตามตรงว่า “ไม่แน่ใจ…หลินจื่อถิง เจ้าคิดว่าเป็นเสียงของหมาป่าหรือเปล่า ?”


เจ้าหนูน้อยถอนหายใจ เกรงว่าหากไม่ทำให้เรื่องนี้กระจ่างแล้ว พวกสหายก็คงนอนไม่หลับ เขาจึงลุกไปสวมเสื้อคลุม “เมื่อครู่เป็นเสียงของเจ้าดำ…”


หลู่ซวนเลิกคิ้ว “ว่าอย่างไรนะ ? เจ้าไม่ได้ฟังผิดใช่หรือเปล่า ? สุนัขของบ้านใครหอนเสียงนี้กันเล่า ?”


ฉิงจิ้งหยูพูด “ก็ไม่ได้บอกว่าเจ้าดำมีสายเลือดหมาป่าหรอกหรือ ? มันเห่าหอนเสียงนี้ตลอดเลยหรือ ?”


เจ้าหนูน้อยพูดอย่างชินชา “อือ มันจะไม่เห่าเหมือนสุนัขบ้าน แต่จะเห่าเหมือนพวกหมาป่า ตอนแรกสุนัขในละแวกนี้ก็ตกใจเพราะมัน !”


“ถ้าเช่นนั้น…มันหอนกลางดึกเพราะอะไร ?” หลู่ซวนตบหน้าผากตัวเอง…หรือมันอยากขึ้นเขาไปล่าสัตว์ตอนกลางดึก ?


เจ้าหนูน้อยตอบ “ปกติเจ้าดำจะไม่เห่าหอนง่ายๆหรอก…นอกจากพ่อจ่าฝูงหมาป่าของมันเอาของขวัญมาให้ มันจึงดีใจขนาดนี้ พวกเจ้า…อยากเห็นจ่าฝูงหมาป่าหรือไม่ ?”


ทันใดนั้นหลู่ซวนเจ้าอ้วนน้อยใจกล้าก็ทำสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ดูได้จริงหรือ ? จ่าฝูงหมาป่าจะไม่กัดคนหรือไร ? จ่าฝูงหมาป่าเอาของขวัญอะไรมาให้พวกเจ้า ? เร็ว เร็วเข้า ! พาพวกข้าไปดู ประเดี๋ยวจ่าฝูงหมาป่าจะกลับไปก่อน !”


ต่อจากนั้นเด็กทั้งสี่คนก็สวมเสื้อคลุมแล้วผลักประตูบ้านออกไป จากนั้นเดินไปยังลานหลังบ้าน ดวงจันทร์ในราตรีนี้สุกสกาว แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังลานหลังบ้านทำให้พื้นเหมือนน้ำค้างแข็งทอประกายสีเงิน ตอนที่พวกเขามาถึงหลังบ้านก็เห็นเงาร่างของสตรีสูงโปร่งยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว


“พี่รอง เจ้าเทามาเยือนหรือ ?” เจ้าหนูน้อยเอ่ยถาม


สตรีคนนั้นหันมามองเด็กน้อยทั้งสี่คนด้วยรอยยิ้ม “ใช่ เจ้าเทาเอาซากกวางมาให้เราหนึ่งตัว เป็นกวางตัวอ้วนมากเลย ! เย็นพรุ่งนี้จะเอาไปแล่ทำเนื้อกวางหม้อไฟให้พวกเจ้ากิน !”


หลู่ซวนเบียดเข้าไปมองอย่างกล้าหาญ เขาใช้ดวงตาเป็นประกายวาววับมองไปยังจ่าฝูงหมาป่าที่กำลังเลียกินน้ำแร่วิญญาณ ก่อนจะพูดด้วยความตกใจ “ว้าว ! นี่คือจ่าฝูงหมาป่าใช่หรือไม่ ? สง่างามมาก ! ถ้ามันยืนขึ้นด้วยสองขาหลังแล้วจะต้องตัวสูงกว่าข้าแน่นอน”


เจ้าหนูน้อยหัวเราะฮ่าๆ “เจ้าตัวสูงกว่าพี่ชายของข้าเลยหรือ ? ตอนที่เจ้าเทายืนขึ้น มันตัวสูงกว่าพี่สามด้วยซ้ำ ! วันข้างหน้าเวลาเจ้าเดินอยู่ในป่าแล้วสังเกตเห็นว่ามีหมาป่าตามมา เจ้าอย่าหันไปมองเด็ดขาด เพราะถ้าหันไปมองแล้วมันจะกระโจนใส่เจ้าทันที หลังจากกัดคอเจ้าได้แล้ว มันก็จะค่อยๆลากกลับไปกินที่ฝูง !”


“จริงหรือ ?” หลู่ซวนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง


ในเวลานี้ประตูหลังบ้านโดนศีรษะขนาดใหญ่ของตัวอะไรบางอย่างเปิดออก ทันใดนั้นดวงตาสีเหลืองอำพัน ก็จ้องมายังถ้วยน้ำของเจ้าเทา


“ต้าเหล่าฮุย !” หมาป่าตัวนี้คือตัวเดียวกับที่เคยจู่โจมหลินเว่ยเว่ย พอโดนสยบแล้ว นางจึงเรียกมันว่าต้าฮุย แต่เจ้าหนูน้อยเปลี่ยนเป็น ‘ต้าเหล่าฮุย’ ซึ่งทุกครั้งที่มันต้องการกินน้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณ มันก็จะละเมิดกฎของฝูงโดยแอบตามจ่าฝูงออกมาและต้องโดนเจ้าเทาสั่งสอนทุกครั้งไป แต่มันยังทำอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า


หลินเว่ยเว่ยใช้ให้เสี่ยวร่างไปเอาถ้วยมาอีกหนึ่งใบ ทันใดนั้นต้าเหล่าฮุยก็สะบัดหางและเข้ามาให้หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะอย่างประจบสอพลอ จากนั้นก็เริ่มเลียกินน้ำอย่างมีความสุข


ฉิงจิ้งหยูขมวดคิ้ว “ดูท่าทางแล้วภัยแล้งในภูเขาแถบนี้จะร้ายแรงไม่เบา…” ไม่อย่างนั้นหมาป่าเหล่านี้ก็คงไม่กินน้ำเหมือนเห็นเป็นสมบัติล้ำค่าหรอก


เจ้าหนูน้อยถอนหายใจอย่างคิดไม่ตก “สวรรค์ ถ้าฝนยังไม่ตกอีก มนุษย์ก็อยู่ต่อไม่ได้แน่ เสบียงที่ราชสำนักแจกจ่ายให้ราษฎรทางภาคเหนือของเราตลอดช่วงไม่กี่เดือนมานี้ก็แทบจะทำให้ท้องพระคลังว่างเปล่า…”


ฉิงจิ้งหยูพยักหน้า “ข้าคิดว่าคนที่อยู่ติดกับภูเขาอย่างพวกเจ้ายังดีกว่ามาก ยังมีความเขียวขจีให้เห็นอยู่บ้าง ทว่าที่อื่นกลายเป็นภูเขาหัวโล้นหมดแล้ว…ได้ยินว่าก่อนที่อาหารบรรเทาทุกข์จะมาถึงก็มีคนหลายหมู่บ้านต้องกินเปลือกไม้หรือรากไม้ และยังมีคนล้มตายอีกจำนวนมาก…”


เจ้าหนูน้อยทำสีหน้าห่วงใยแผ่นดินและราษฎร “ก่อนจะสร้างกังหันวิดน้ำขึ้นมา พืชผลในหมู่บ้านของเราก็เหี่ยวตายไปแล้วกว่าครึ่ง หลังมีการเก็บเมล็ดสนในฤดูใบไม้ผลิแล้วนำไปรวมกับข้าวสารที่ทางราชสำนักแจกจ่าย พวกชาวบ้านจึงรอดมาได้…”


ก่อนหน้านี้ฉือหลี่โกวมีสภาพน่าอนาถจริงๆ ยกตัวอย่างเช่นบ้านของตนก็แล้วกัน ในเวลานั้นพี่รองยังไม่หาย ‘ป่วย’ มารดาก็ร่างกายไม่แข็งแรง ในบ้านต้องกินมื้ออดมื้อ เขาหิวจนเดินไม่ไหว แต่ละวันไม่มีแรงจะไปปลูกผักจึงได้แต่นั่งอยู่ที่หน้าประตูบ้าน…


ครอบครัวอื่นที่เป็นเหมือนพวกตนก็ไม่ได้มีแค่หนึ่งหรือสองหลัง เพื่อให้ลูกหลานได้กินแล้ว พวกผู้ใหญ่ส่วนมากก็เป็นเหมือนมารดาของเสี่ยวร่างที่ต้องนอนติดเตียงเพื่อประหยัดพลังงาน และสุดท้ายก็สิ้นลมด้วยความหิวโหย…


เวลานั้นพวกเด็กๆในหมู่บ้านไม่ได้ร่าเริงถึงขนาดนี้ ตอนไปเก็บผักป่าเพียงลำพังก็ต้องนั่งเก็บอย่างหมดอาลัยตายอยากเหมือนกัน ส่วนใหญ่คือหิวจนเดินไม่ไหว ไฉนเลยจะมีแรงมาวิ่งเล่นกันอีก ?


ฉิงจิ้งหยูขมวดคิ้วจนกลายเป็นผู้เฒ่าตัวน้อย “ราษฎรต้องทนทุกข์กันจริงๆ…”


หลินเว่ยเว่ยโดนผู้ใหญ่ในคราบเด็กน้อยทั้งสองคนทำให้มีความสุขขึ้นมาทันที นางหันไปลูบศีรษะของพวกเขา “พอแล้ว ! พวกเจ้าเพิ่งอายุเท่าไรกันเชียว มีความคิดและหัวใจเยี่ยงขุนนางที่ห่วงใยราษฎรแล้วหรือ ? ถ้ารู้ว่าราษฎรทุกข์ยากก็จงตั้งใจเรียนหนังสือเพื่อสอบแล้วสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง จะได้สร้างประโยชน์ให้แก่ราษฎรและแผ่นดิน !”


“พี่รอง ข้าจะพยายามให้มากกว่าเดิม !” ทันใดนั้นความทะเยอทะยานของเจ้าหนูน้อยก็โดนปลุกเร้า “ต่อไปนี้ แม้ว่าข้าจะไม่กล้าเทียบตัวเองกับพี่โม่หาน แต่จะต้องเก่งกว่าพี่สามแน่นอน ! ท่านรอดูได้เลย !”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “น้องสี่ของบ้านเราทั้งฉลาดและรู้ความ แถมยังขยันอีกต่างหาก แล้วจะไม่กล้าเทียบกับพี่โม่หานของเจ้าได้อย่างไร ? ข้าคิดว่าเจ้ามีศักยภาพมากกว่าบัณฑิตน้อยเสียอีก…ศักยภาพของมนุษย์ไร้ที่สิ้นสุด เพียงรอให้เจ้าไปขุดค้นขึ้นมา !”


หลังได้ยินแบบนั้นแล้วเจ้าหนูน้อยก็หน้าแดงขึ้นมาทันที ‘แท้จริงในใจของพี่รองก็เห็นข้าร้ายกาจถึงเพียงนี้ ! ถ้าเช่นนั้นข้าจะต้องพยายามขึ้นแล้วก็พยายามขึ้นอีก จะทำให้พี่รองผิดหวังไม่ได้เด็ดขาด ! !’


เช้าตรู่วันต่อมา ฟ้าเพิ่งสางได้ไม่นานฉิงจิ้งหยูก็โดนปลุกเพราะเสียงอ่านตำรา เขาหันไปมองหลู่ซวนที่กำลังนอนกรนอยู่บนเตียง ทว่าไม่เห็นหลินจื่อถิงกับเสี่ยวร่าง


พอสวมเสื้อผ้าและเดินออกจากห้องแล้ว เขาก็เดินตามเสียงอ่านตำราไปเรื่อยๆ จนถึงศาลา ทันใดนั้นเขาก็พบว่าคนที่อ่านตำราอยู่คือหลินจื่อถิง พอเห็นเช่นนั้นฉิงจิ้งหยูก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที…เข้าใจแล้วว่าเหตุใดหลินจื่อถิงจึงได้รับคำชมจากท่านอาจารย์บ่อยๆ ก็เพราะท้องฟ้ายังไม่สว่าง อีกฝ่ายก็ตื่นขึ้นมาอ่านตำราอย่างขยันขันแข็ง แค่นี้ตัวเขาก็ด้อยกว่าแล้ว


เจ้าหนูน้อยท่องสิ่งที่อาจารย์เพิ่งสอนเมื่อไม่นานมานี้จนคล่อง พอเจียงโม่หานผลักประตูเดินเข้ามาในลานบ้าน เขาจึงรีบนั่งตัวตรงเพื่อรอให้พี่โม่หานทดสอบ


ตอนที่ 435: ซ้ายสุนัข ขวาเหยี่ยว


ในใจเจ้าหนูน้อยคือตำแหน่งของพี่โม่หานอยู่สูงกว่าท่านอาจารย์ที่สำนักศึกษา ถ้าพี่สามไม่ได้รับคำชี้แนะจากพี่โม่หานแล้วก็อาจสอบบัณฑิตถงเซิงไม่ติด ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงซิ่วไฉเลย ดังนั้นเรียนหนังสือกับพี่โม่หานย่อมไม่ผิดพลาดแน่นอน!


แม้แต่ตำราเรียนก็ไม่ได้หยิบมา ทว่าเจียงโม่หานยังสามารถอธิบาย ‘คัมภีร์สามอักษร’ ด้วยภาษาง่ายๆให้ฟังและยังแทรกเรื่องเล่าสั้นๆที่น่าสนใจเข้ามาด้วยเป็นครั้งคราว ฉิงจิ้งหยูที่ล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วจึงถูกดึงดูดอย่างรวดเร็ว เขาเดินเข้ามานั่งฟังอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้


น้ำเสียงของเจียงโม่หานเต็มไปด้วยแรงดึงดูด ความรู้และคำสอนของเขาฟังแล้วกระชับได้ใจความกว่าอาจารย์ที่สำนักศึกษา ทำให้คนฟังเข้าใจและซึมซับได้อย่างรวดเร็ว ฉิงจิ้งหยูนั่งฟังอย่างเพลิดเพลิน…


“กินข้าวได้แล้ว !” น้ำเสียงอันทรงพลังของหลินเว่ยเว่ยดังมาจากห้องครัวเป็นประจำทุกวัน เสียงสอนหนังสือก็เงียบลง เจียงโม่หานลุกออกจากศาลาพลางปัดเสื้อผ้า เจ้าหนูน้อยเก็บสมุดจดบันทึกแล้วโค้งตัวคารวะ ‘อาจารย์’


ฉิงจิ้งหยูก็โค้งคารวะเจียงโม่หานจากใจจริง หลังรอให้อีกฝ่ายเดินออกจากศาลาแล้ว เขาก็ดึงตัวเจ้าหนูน้อยเข้ามากระซิบถามเบาๆ “เจียงอั้นโฉ่วมีแผนจะเปิดสำนักศึกษาบ้างหรือเปล่า ?”


เจ้าหนูน้อยหันไปมองเขาด้วยความสงสัย “ประเดี๋ยวก็เข้าสู่เดือนแปด พี่โม่หานต้องไปสอบระดับเซียงซื่อ ถ้าสอบผ่านแล้ว ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็ต้องเดินทางไปสอบฮุ่ยซื่อที่เมืองหลวง เขาจะเอาเวลาที่ไหนมาเปิดสำนักศึกษาเพื่อสอนคนอื่น ?”


ฉิงจิ้งหยูค่อนข้างผิดหวัง “แบบนั้นเองหรือ…ข้ายังคิดอยู่เลยว่าถ้าเขาเปิดสำนักศึกษาก็จะขอให้ท่านพ่อย้ายข้ามาเรียนที่นี่ ! ข้าคิดว่าเจียงอั้นโฉ่วสอนเก่งกว่าอาจารย์ที่สำนักศึกษาของพวกเรา !”


เจ้าหนูน้อยหัวเราะคิกคัก “แน่นอนอยู่แล้ว ! พี่ชายของข้าก็ได้พี่โม่หานสอนมากับมือ พอสอบซิ่วไฉในครั้งนี้ผ่านจึงค่อยไปหาอาจารย์ ส่วนอาจารย์ของพวกพี่ชายก็ล้วนตกตะลึงกันทุกท่าน เนื่องด้วยพื้นฐานก่อนหน้านี้ของพี่สามเกรงว่าแค่ผ่านระดับเซี่ยนซื่อก็เกินคาดแล้ว พอได้เรียนกับพี่โม่หานนานกว่าครึ่งปีก็ถึงขั้นสอบติดซิ่วไฉ ! พี่โม่หานร้ายกาจมากใช่หรือเปล่า ?”


หลินจื่อเหยียนที่เดินมาพร้อมตำราเล่มหนึ่งในมือก็ได้ยินคำพูดของน้องชายเข้าพอดี เขาจึงไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที “พี่ชายของเจ้าไม่ร้ายกาจเลยหรือ ? ข้าตั้งใจศึกษามานานกว่าครึ่งปีจึงได้พัฒนาขนาดนี้…ลองเปลี่ยนเป็นคนโง่สักคนไหมเล่า ?”


เจ้าหนูน้อยแลบลิ้นใส่เขา “พี่โม่หานก็ไม่ได้ทำให้หนอนหนังสืออย่างว่าที่พี่เขยใหญ่สอบติดซิ่วไฉเหมือนกันหรอกหรือ ? อย่างไรพี่โม่หานก็ร้ายกาจ เปลี่ยนหินให้กลายเป็นหยกได้ !”


พี่สาวคนโตที่ยกเจี่ยวจือ (เกี๊ยวซ่า) ออกมาจากครัวก็ถลึงตาใส่เจ้าหนูน้อย “หมายความว่าอย่างไร ? เจ้าว่าใครเป็นหิน ?”


เจ้าหนูน้อยทำหน้าทะเล้นพลางวางสมุดจดบันทึกลงแล้ววิ่งไปช่วยตักข้าวในครัว จากนั้นก็เข้าไปกระซิบข้างหูพี่รองว่า “พี่รอง ข้ายังไม่ทันว่าพี่เขยใหญ่ แต่พี่ใหญ่ของเราก็เข้ามาปกป้องแล้วล่ะ นี่ยังไม่ทันออกเรือนก็หันศอกออกด้านนอกแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยบีบแก้มซาลาเปาน้อยๆของเขา ก่อนจะตักเต้าฮวยเค็มให้และพูดกำชับว่า “ระวังร้อน ไปเรียกสหายของเจ้ามากินข้าวเช้าด้วยกันสิ !”


ฉิงจิ้งหยูนำสมุดจดบันทึกของเจ้าหนูน้อยไปวางในห้อง เมื่อเห็นหลู่ซวนยังนอนหลับฝันหวาน เขาก็รีบเข้าไปปลุก “ตื่นได้แล้ว เราจะกินข้าวเช้ากันแล้ว !”


หลู่ซวนปัดมือเขาออกแล้วบ่นพึมพำ “ออกไป วันนี้วันหยุด ข้าขอนอนอีกหน่อย…”


เจ้าหนูน้อยเดินเข้ามาจากข้างนอกแล้วตะโกนใส่หูของหลู่ซวนว่า “ตื่นได้แล้ว ! ไปจับไก่ป่าบนเขากัน !”


“ไก่ป่า ! อยู่ที่ไหน ?” หลู่ซวนรีบเด้งตัวลุกขึ้นมา ความง่วงจางหายไปในพริบตา


เจ้าหนูน้อยหัวเราะ “พี่รองบอกว่าพอกินข้าวเช้าเสร็จแล้วจะพาพวกเราขึ้นเขา ไม่แน่ว่าเราอาจพบเข้ากับเจ้าตัวนี้ก็ได้ ! ถ้าเจ้าอยากนอนต่อก็ไปกินข้าวแล้วค่อยกลับมานอน ส่วนข้ากับฉิงจิ้งหยูจะไปล่าสัตว์ด้วยกัน !”


“ไปสิ ! ไป !” หลู่ซวนรีบใส่เสื้อผ้าแล้วไปล้างหน้าแปรงฟันด้วยความรวดเร็ว จากนั้นก็นั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารอย่างเชื่อฟังแล้วเริ่มกินเจี่ยวจือกับเต้าฮวยเค็มคำโต


“อร่อย ! ฝีมือพี่รองหลินดีมากจริงๆ !” เจี่ยวจือทั้งหอมทั้งกรอบ เต้าฮวยเค็มก็กินแล้วสดชื่นและมีรสชาติกลมกล่อม เจ้าอ้วนน้อยจึงหยุดกินไม่ได้


พอเจ้าหนูน้อยได้ยินแบบนั้นก็ดีใจยิ่งกว่าโดนชมเองเสียอีก “จริงไหมเล่า ? ข้าไม่ได้โกหกเจ้าใช่หรือเปล่า ? ก่อนหน้านี้เจ้ายังไม่เชื่อข้าอยู่เลย !”


หลู่ซวนหัวเราะแฮะแฮะ “นี่ไม่ใช่ ‘ตาเห็นเป็นจริง หูยินเป็นเท็จ’ หรอกหรือ ! ข้าถือว่าได้มาเห็นความร้ายกาจของพี่รองหลินด้วยตาแล้ว ต่อไปข้าก็คือผู้ที่จะคอยปกป้องและติดตามพี่รองหลินของเรา !”


เจ้าหนูน้อยกินเต้าฮวยเค็มในน้ำแกงไก่หนึ่งคำแล้วหันไปขมวดคิ้วใส่เขา “ของเราที่ไหน ? นั่นคือพี่รองของข้า ! อย่ามาแย่งข้า !”


“เราสองคนเป็นอะไรกัน ? เป็นมือเป็นเท้า เป็นพี่น้องร่วมสาบาน ! ต่อไปเรื่องของเจ้าก็คือเรื่องของข้า พี่รองของเจ้าก็คือพี่รองของข้า !” หลู่ซวนทุบหน้าอกขณะพูด


หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว เจ้าหนูน้อยก็เข้าไปช่วยล้างจานอย่างขยันขันแข็ง หลู่ซวนและฉิงจิ้งหยูก็เข้าไปช่วยเหมือนกัน เด็กน้อยไม่กี่คนนี้ล้างจานเสร็จอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หันมากะพริบตาใส่หลินเว่ยเว่ย ‘รอขึ้นเขาอยู่นะ!’ เจ้าหนูน้อยยังเดินไปหยิบธนูคันเล็กของตนมาด้วย…ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเขาก็เคยเรียนยิงธนู! เขาแอบสาบานกับตัวเองว่าจะต้องล่าไก่ป่าสักตัวมาให้ได้ เจ้าอ้วนหลู่ซวนจะได้เปิดหูเปิดตา!


หลินเว่ยเว่ยพาทหารเด็กตัวน้อยเดินขึ้นเขา ขณะเดินนำหน้าแบบเปี่ยมพลังอยู่นั้น เจ้าหนูน้อยก็สอนให้สหายทั้งสองรู้จักผักป่าไปด้วย เขาให้ทุกคนสะพายกระบุงไม้ไผ่เอาไว้ เพราะหลังจากล่าสัตว์แล้วจะได้ถือโอกาสเกี่ยวหญ้ากลับไปให้เหล่ากระต่ายที่รัก


ทันใดนั้นอินทรีทองก็กระพือปีกแล้วบินโฉบลงมาจากท้องฟ้า หลู่ซวนกรีดร้องทันที “เหยี่ยว! หลินจื่อถิง ระวังนกแก้วของบ้านเจ้าด้วย!”


แต่แล้วเขาก็ต้องอ้าปากค้างทันทีที่เห็นเหยี่ยวบินไปเกาะบนไหล่ของหลินเว่ยเว่ย พอหันไปมองเจ้าดำที่กำลังวิ่งอยู่ข้างหน้าอย่างมีความสุข เขาก็พึมพำออกมาว่า “ซ้ายสุนัข ขวาเหยี่ยว!”


“หลินจื่อถิง เหยี่ยวตัวนี้ก็เป็นของบ้านเจ้าหรือ?” หลู่ซวนคิดว่าบ้านของตนด้อยกว่าทันที อยู่ในเมืองแล้วมีประโยชน์อันใด? ดูบ้านของหลินจื่อถิงสิ เลี้ยงสุนัขมีสายเลือดหมาป่ายังไม่พอ มีนกแก้วห้าสีที่พูดได้อีกหนึ่งตัว แล้วตอนนี้แม้แต่เหยี่ยวก็ยังเลี้ยงได้…ไม่พูดไม่ได้ว่าการมาเยือนในครั้งนี้ทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ!


เจ้าหนูน้อยทำสีหน้า ‘เจ้าช่างไม่ได้เรื่อง’ จากนั้นก็อธิบายว่า “นี่ไม่ใช่เหยี่ยว มันคืออินทรีทองจากทุ่งหญ้าที่สามารถล่าสัตว์ได้! การจับกระต่ายป่าก็เป็นงานถนัดของมัน! พี่รอง ท่านลองให้ต้าจินแสดงฝีมือหน่อยสิ”


อินทรีทองยังไม่ทัน ‘แสดงฝีมือ’ ฝ่ายเจ้าดำก็แทบทนรอไม่ไหว พอตัวมันเข้ามาในป่าก็เหมือนปลาได้น้ำ ‘พรึบ’ เห็นเพียงมันกระโดดหายเข้าไปในพุ่มไม้ ต่อจากนั้นไม่นานมันก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมกระต่ายป่าตัวอวบอ้วนในปาก


จากนั้นก็วางกระต่ายป่าที่ยังขยับขาได้บ้างไว้ข้างเท้าของนายน้อย เจ้าดำหันไปมองอินทรีทองด้วยแววตาหยิ่งผยอง…มาแข่งกันว่าใครจับกระต่ายป่าได้มากที่สุด?


หลู่ซวนก้มไปเก็บกระต่ายป่าที่มีลมหายใจรวยริน จากนั้นก็เอาใส่กระบุงของตนแล้วเอื้อมมือหมายจะไปจับเจ้าดำ แต่ก็ต้องหยุดการกระทำเพราะสายตาแสนดุร้ายของมัน


ฮึ ! ศีรษะของข้า จะให้ใครจับมั่วซั่วได้อย่างไร ? เพิ่งจ้องเขม็งใส่หลู่ซวนเสร็จ มันก็ยื่นศีรษะไปที่มือของหลินเว่ยเว่ยแล้วเริ่มถูไถด้วยความภักดี จากนั้นก็หันไปแยกเขี้ยวใส่อินทรีทองบนไหล่ของนาง…ออกไปจากไหล่นายหญิง นางเป็นของข้า !


[1] ตาเห็นเป็นจริง หูยินเป็นเท็จ หมายถึง สิ่งที่หูได้ยินอาจไม่ใช่เรื่องจริง ต้องเห็นด้วยตาจึงจะพิสูจน์ได้


ตอนที่ 436: พี่รองคือยอดฝีมือ


อินทรีทองแค่ปรายตามองมัน ก่อนจะกระพือปีกบินขึ้นเหนือยอดไม้แล้วหายเข้าไปในผืนป่า เจ้าดำหันไปมองคันธนูในมือนายน้อย ก่อนจะพุ่งหายเข้าไปในพุ่มไม้อีกรอบ


หลินเว่ยเว่ยพาเด็กทั้งสี่คนเดินตรงเข้าผืนป่า แต่แล้วทันใดนั้นก็มีไก่ป่าขนสวยงามหลายตัวกำลังกระพือปีกออกมาจากพุ่มหญ้าอย่างแตกตื่น หนึ่งในนั้นฟาดปีกของมันไปโดนหลังมือเจ้าอ้วนน้อยหลู่ซวน


หลู่ซวนตกใจมาก หลังมองเหยื่อตรงหน้าอย่างชัดเจนแล้ว เขาก็ร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น “ไก่ป่า ! สวรรค์ ! บนเขามีไก่ป่าเยอะขนาดนี้เลยหรือ ? แถมยังพุ่งเข้ามาให้จับเองด้วย !”


เจ้าหนูน้อยรีบหยิบลูกศรและน้าวสายคันธนูในมืออย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เล็งไปยังไก่ป่าที่กำลังนอนบาดเจ็บอยู่ข้างเท้า ‘ฉึก’ เขาเรียนยิงธนูกับหลีชิงมาสองสามเดือน ความแม่นยำถือว่าไม่เลว แค่ครั้งเดียวก็ยิงโดนลำคอของไก่ป่าตัวนั้น


ไก่ป่าตัวนั้นดิ้นทุรนทุรายสองสามครั้งแล้วไร้ปฏิกิริยาใดอีก หลู่ซวนวิ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้นพร้อมไขมันที่สั่นไปมาบนใบหน้าของเขา จากนั้นก็หยิบไก่ป่าขึ้นแล้วยกนิ้วหัวแม่มือให้เจ้าหนูน้อย “หลินจื่อถิง ใช้ได้นี่ ! ยิงได้ไม่เลว !”


เจ้าหนูน้อยพยายามทำตัวสุขุม แต่เห็นได้ชัดว่าล้มเหลว เพราะสุดท้ายมุมปากก็ยกขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อนจะพูดอย่างถ่อมตน “ไม่หรอก ไม่ถึงขนาดนั้น…”


ฉิงจิ้งหยูเดินไปยังพุ่มไม้ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลและหยิบไก่ป่าอีกตัวที่ตายแล้วขึ้นมาพลางพูดกับหลู่ซวนและเจ้าหนูน้อยว่า “เห็นหรือยัง ? นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่ายอดฝีมือ !”


เด็กทั้งสองหันไปจ้องบนหัวของไก่ป่าตัวนั้น พบว่ามีไม้ไผ่ขนาดเท่านิ้วก้อยปักอยู่ หลู่ซวนและเจ้าหนูน้อยหันไปมองไม้ไผ่ในมือหลินเว่ยเว่ยโดยพร้อมเพรียง…


หลู่ซวนมีดวงตาเป็นประกาย “หรือนี่ก็คือเคล็ดวิชาใบไม้และบุปผาบิน สามารถทำร้ายคนได้เหมือนที่เขียนไว้ในนิทานเกี่ยวกับจอมยุทธ์ ? หลินจื่อถิง ที่แท้พี่รองของเจ้าก็เป็นยอดฝีมือ !”


ทันใดนั้นเจ้าหนูน้อยก็รู้สึกภาคภูมิใจในตัวพี่รองมากกว่าเดิม แต่เขาไม่ชอบความไม่เอาไหนของหลู่ซวน จึงพูดด้วยน้ำเสียงโอ้อวด “ไม่เห็นจะมีอะไร คราวก่อนตอนพี่รองไปซื้อไข่มุกและหนังสัตว์ที่ตลาดการค้าข้ามเขตแดนก็ไปเจอกับโจรตงหู นางใช้แค่ลูกศรไม้ไผ่ก็ช่วยพ่อค้าและนายทหารรักษาการณ์เมืองในตลาดข้ามเขตแดนได้จำนวนมากแล้ว !”


“ว้าว ! หากพี่รองหลินเป็นพี่รองของข้าก็คงดี ข้าจะได้เห็นฉากในนิทานด้วยตา ! หลินจื่อถิง ตอนนั้นเจ้าทำอะไรอยู่ ? ใช้ธนูยิงศัตรูอยู่ ? ฆ่าโจรตงหูไปได้กี่คน ? หลินจื่อถิง พอโตไปแล้วเจ้าอยากเป็นแม่ทัพหรอกหรือ ?” หลู่ซวนถามรัวๆเป็นชุดและดูไม่มีทีท่าจะหยุดง่ายๆ


เจ้าหนูน้อยพูดด้วยความรู้สึกผิดหวัง “น่าเสียดาย ตอนนั้นมีแค่พี่โม่หานและพี่สามอยู่ด้วย หากข้าอยู่ตรงนั้นต้องไม่ช่วยแค่เหลาลูกศรไม้ไผ่แน่นอน…ข้าเองก็ยิงแม่นเหมือนกัน…


ทว่าพี่รองสังหารโจรตงหูไปเยอะมากจนแม้แต่หมินอ๋องซื่อจื่อและแม่ทัพตู้ยังชื่นชม ! ถ้าสตรีไปทำศึกสงครามได้ พี่รองของข้าจะต้องเป็นแม่ทัพหญิงที่อาจหาญมากแน่นอน !”


หลินเว่ยเว่ยตบที่ศีรษะแฟนคลับตัวน้อยแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าพี่รองของเจ้าไปเป็นแม่ทัพ แล้วใครจะคอยอยู่ทำของอร่อยให้เจ้ากิน ?”


เจ้าหนูน้อยครุ่นคิดด้วยความสับสน แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ทนความตะกละของตัวเองไม่ได้ “ไปทำศึกอันตรายจะตาย พี่รองอยู่บ้านดีกว่า รอให้ข้าสอบจอหงวนได้แล้วค่อยหาบรรดาศักดิ์กลับมาให้ท่าน รับรองว่ายศศักดิ์ไม่ด้อยไปว่าแม่ทัพแน่นอน !”


ฉิงจิ้งหยูพูดช้าๆ “พี่รองของเจ้าไม่ได้มีคู่หมั้นเป็นเจียงอั้นโฉ่วหรอกหรือ ? ถ้าจะหาบรรดาศักดิ์ก็ต้องเป็นเขาที่หามาให้ ? รอให้เจ้าสอบติดขุนนางแล้ว อาหารก็เย็นชืดก่อนพอดี !”


เจ้าหนูน้อยยังไม่ยอมแพ้ “อาหารดีย่อมไม่กลัวจะได้กินช้า ! สิ่งที่พี่โม่หานหามาได้ย่อมเป็นของเขาเอง แต่ที่ข้าหามาได้จะต้องดีกว่าเขาแน่นอน !”


เสียงหัวเราะของหลินเว่ยเว่ยดังก้องไปทั่วผืนป่า “บรรดาศักดิ์ที่เจ้าหามาก็ควรเก็บไว้ให้ภรรยาของเจ้า ! แม้จะไม่มีบรรดาศักดิ์ ก็ไม่มีใครกล้ามารังแกพี่รองของเจ้าหรอก”


ข้าไม่ไปรังแกคนอื่นก็ถือว่าไม่เลวแล้ว !


เจ้าดำยังไล่กระต่ายป่าอีกฝูงมาตรงหน้าทุกคน ด้านเจ้าหนูน้อยใช้ธนูของเขายิงกระต่ายได้สองตัวแล้ว เจ้าดำก็เข้ามานอนหอบหายใจอยู่ข้างๆเขา…เจ้าดำผู้ปิดทองหลังพระ !


ในเวลานี้ทุกคนก็ได้ยินเสียงร้องของอินทรีขึ้นมา ต่อจากนั้นก็ได้ยินเสียงกระพือปีกแล้วก็…แพะป่าวัยกำลังโตก็ร่วงลงมาจากท้องฟ้าแล้วตกที่ข้างเท้าของหลินเว่ยเว่ย


อินทรีทองถูกรงเล็บที่เปื้อนเลือดกับพุ่มหญ้าแล้วจึงจะบินไปเกาะบนไหล่ของหลินเว่ยเว่ยอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง จากนั้นก็เหลือบมองไปยังเจ้าดำด้วยสายตาท้าทาย…มา มาแข่งกันว่าสัตว์ที่ล่าได้ของใครตัวใหญ่กว่ากัน?


เจ้าหนูน้อยเข้าไปใกล้แพะป่าด้วยความดีใจ “หม้อไฟในคืนนี้มีเนื้อแพะแล่ด้วยแล้ว! ต้าจิน เจ้าใช้ได้จริงๆ”


เมื่อเห็นเจ้าดำอารมณ์เสีย เขาก็พูดเสริม “เจ้าดำก็เก่งมาก ต้อนไก่ป่ากับกระต่ายป่ามาได้มากขนาดนี้ ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม!”


เมื่อล่าสัตว์ได้พอสมควรแล้ว เจ้าหนูน้อยก็ยังไม่ลืมที่จะเกี่ยวหญ้าให้กระต่าย เด็กน้อยไม่กี่คนนี้มายังทุ่งหญ้าอันเขียวขจีแล้วเริ่มแข่งกันว่าใครจะเกี่ยวหญ้าได้เร็วและสดกว่ากัน…


หลินเว่ยเว่ยไปที่ป่าไผ่บริเวณใกล้เคียงแล้วเริ่มลงมือขุดหน่อไม้ ในเวลานี้หน่อไม้กำลังอวบอ้วน เนื้อขาวเหมือนหยก มีความสดอร่อย รสชาติดีมาก ไม่ว่าจะเอาไปยำ ผัดหรือต้มก็รสชาติสดอร่อยทั้งนั้น หรือจะเอาไปทำหม้อไฟก็รสชาติไม่เลว!


เจ้าอ้วนน้อยหลู่ซวนเกี่ยวหญ้าได้ไม่นานก็รู้สึกหมดความสนใจ เขาเห็นหลินเว่ยเว่ยขุดหน่อไม้หลายหัวได้ในเวลาแค่ชั่วอึดใจจึงเดินเข้าไปหาแล้วเริ่มออกแรงขุดหน่อไม้บ้าง


เจ้าหนูน้อยล้อว่าเขาเป็น ‘ลิงน้อยลงจากภูเขา’! หลู่ซวนและฉิงจิ้งหยูต่างไม่รู้จักเรื่องนี้ เจ้าหนูน้อยจึงเล่าเรื่องลิงตัวหนึ่งที่ลังเลไม่รู้จะทำอะไรดีให้พวกเขาฟัง แล้วเตือนหลู่ซวน “เจ้าอย่าทำตัวเหมือนลิงน้อยในเรื่องเด็ดขาด ทิ้งแตงโมแล้วเลือกเก็บงา แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ประสบความสำเร็จสักอย่าง!”


ฉิงจิ้งหยูชอบนิทานเรื่องนี้มากและยังถูกดึงดูดสุดๆ “เจ้าอ่านเรื่องนี้เจอในตำราหรือ? ขอข้ายืมมาอ่านหน่อยได้หรือไม่?”


เจ้าหนูน้อยส่ายหน้า ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่รองเล่าให้ข้าฟัง พี่รองมีเรื่องเล่ามากมาย มี ‘อภินิหารเจ้าหนูน้ำเต้าทั้งเจ็ด’, ‘นายตำรวจแมวดำ’, ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’…เยอะมากเลยล่ะ เล่าไม่จบในคราเดียวหรอก!”


หลังได้ยินชื่อ ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ แล้วฉิงจิ้งหยูก็พูดกับเจ้าหนูน้อยว่า “แม้เรื่องราวเหล่านี้จะเรียบง่ายและตรงไปตรงมา แต่ก็เต็มไปด้วยหลักคำสอน ถ้าทำเป็นหนังสือนิทานก็เชื่อว่าพวกเด็กๆต้องชอบแน่นอน…”


เจ้าหนูน้อยพยักหน้า “รอให้ข้าจำตัวอักษรได้หมดเมื่อใด ข้าจะเขียนเรื่องราวที่พี่รองเล่าให้ฟังออกมาทั้งหมด เขียนออกมาเป็นบันทึกส่วนตัว ต่อไปพอข้ามีลูกหลานก็จะอ่านให้พวกเขาฟัง…เหมือนตอนที่ข้ายังเด็กแล้วพี่รองเล่าให้ฟัง!”


ฉิงจิ้งหยูถามเขาว่า “เจ้าไม่คิดจะตีพิมพ์เป็นหนังสือนิทานแล้ววางจำหน่ายหรือ?”


เจ้าหนูน้อยส่ายหน้า “หนังสือที่ไม่มีเนื้อหาสำหรับใช้สอบจอหงวนแบบนี้ ใครจะอยากซื้อให้บุตรหลานได้อ่าน?”


หลู่ซวนพยักหน้าเห็นด้วย “ตอนที่ข้าแอบอ่านนิทานแล้วโดนพี่ชายจับได้ก็จะโดนลงโทษทุกครั้งไป…เฮ้อ! สวรรค์ เหตุใดท่านจึงเลือกที่รักมักที่ชังแบบนี้ ประทานพี่รองแสนดีขนาดนี้ให้หลินจื่อถิง แต่ให้พี่ชายที่คอยรังแกและทุบตีแก่ข้า?”


ตอนที่ 437: เจ้าเป็นพวกเดียวกับใครกันแน่


ฉิงจิ้งหยูพูดอย่างเชื่องช้า “อาจจะ…เป็นเพราะชาติก่อนเจ้าไม่เคยทำบุญ ชาตินี้จึงต้องใช้ชีวิตไปตามเวรตามกรรม…”


หลู่ซวนหันไปถลึงตาใส่เขา “เจ้ายังเป็นสหายที่เล่นกับข้าตั้งแต่เด็กหรือเปล่า? ข้าโชคร้ายจริงๆที่ในชาตินี้ได้มาเจอสหายชั่วช้าอย่างเจ้า…อ๊าก! หนูตัวใหญ่มาก!”


ที่แท้ในขณะที่เจ้าอ้วนน้อยกำลังนั่งขุดหน่อไม้อยู่ก็มี ‘หนู’ ตัวอวบอ้วนสีเทาวิ่งผ่านหน้าเขาไป ทำให้เขาตกใจจนล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นชื้นๆของป่าไผ่ทันที เสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งใส่เป็นครั้งแรกก็เปื้อนเป็นแถบใหญ่


ก่อนที่คนอื่นจะได้คิดทำอะไร เจ้าดำก็ไล่ตามไปอย่างว่องไว แม้ว่า ‘หนูอ้วน’ ตัวนั้นจะเคลื่อนไหวเร็วมาก แต่ท้ายที่สุดก็ยังหนีจาก ‘อุ้งเท้า’ ของเจ้าดำไม่ได้อยู่ดี


ต่อจากนั้นเจ้าดำก็คาบ ‘หนูอ้วน’ ตัวสีเทามาแสดงผลงานต่อหน้าหลินเว่ยเว่ย เมื่อหลินเว่ยเว่ยรับเหยื่อออกจากปากมันแล้ว นางก็พูดด้วยความตื่นเต้น “หนูไผ่! ตัวอ้วนมาก อย่างน้อยก็น่าจะหนักประมาณ7-8ชั่งได้กระมัง? มื้อเที่ยงนี้พวกเจ้ามีลาภปากแล้ว!”


หนูไผ่กินใบไผ่และหน่อไม้เป็นอาหาร เนื้อของมันจึงให้รสสัมผัสที่นุ่มสุดๆ แล้วยังมีประโยชน์ด้านการบำรุงเลือดลมและล้างพิษด้วย หนูไผ่เป็นพวกชอบหวาดระแวงและยังเคลื่อนไหวเร็วมาก ตามปกติแล้วจะจับได้ยาก หลินเว่ยเว่ยก็เพิ่งจับเจ้าสัตว์ประเภทนี้ได้เป็นครั้งแรก!


พอพวกเด็กๆได้ยินก็รีบออกไปตามหาหนูไผ่ด้วยความกระตือรือร้น บางทีอาจเพราะพวกเขาเสียงดังเกินไปจึงไม่เจอหนูไผ่ตัวที่สองอีก ทว่าวันนี้พวกเขาก็ล่าสัตว์ได้มากพอแล้ว!


แม้ว่าพวกเด็กๆจะไม่ลงรอยกันบ้างเป็นครั้งคราว แต่โดยรวมแล้วการขึ้นเขาครั้งนี้ก็ถือว่ามีความสุขมากโดยเฉพาะหลู่ซวนและฉิงจิ้งหยู ไม่ว่าจะเป็นการเก็บผักป่า ขุดหน่อไม้หรือการล่าไก่ป่าและกระต่ายป่าก็ล้วนเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ของพวกเขาทั้งสิ้น


หลู่ซวนแบกกระบุงไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยหญ้ากระต่ายเข้าไปเดินขนาบข้างเจ้าหนูน้อยและพูดกับอีกฝ่ายด้วยความอิจฉาแต่ไม่ริษยา “หลินจื่อถิง แท้จริงก่อนหน้านี้เจ้าก็มีชีวิตที่วิเศษและน่าสนุกขนาดนี้! ถ้าอย่างไร…เราสองมาแลกเปลี่ยนกันไหม ข้ามาเป็นน้องเล็กของบ้านเจ้า ส่วนเจ้าไปเป็นน้องของพี่ชายทั้งสามคนของข้า ว่าอย่างไร?”


เจ้าหนูน้อยย่นจมูกใส่เขาและพูดอย่างไม่เกรงใจ “เจ้าทำตัวไม่ดีเวลาอยู่บ้านเอง เจ้าก็น่าจะเริ่มเปลี่ยนแปลงจากตัวเองก่อน! บ้านของเจ้ามีฐานะร่ำรวย พ่อแม่ปู่ย่ารักใคร่แล้วยังมีพี่ชายอีกสามคนที่คอยปกป้อง ยังมีอะไรให้ไม่พอใจอีกหรือ? เด็กซนอย่างเจ้าถึงจะมาอยู่บ้านข้าแล้วก็ต้องโดนพี่รองตีสองสามยกแน่นอน พละกำลังของพี่รองนั้นเจ้าก็เห็นแล้ว ถ้านางจะต่อยตีคนอื่นขึ้นมา แม้แต่พี่ชายทั้งสามของเจ้าก็สู้ไม่ไหว!”


หลู่ซวนไม่สบอารมณ์ “หากข้ามีพี่สาวที่ร้ายกาจขนาดนี้ ข้าเองก็จะเป็นเด็กดีและเชื่อฟังเหมือนเจ้านั่นแหละ!”


ฉิงจิ้งหยูคอยพูดซ้ำเติมอยู่ด้านข้าง “เจ้าเองก็รู้ตัวว่าไม่เชื่อฟังหรือ? โดนตีมาหลายปีขนาดนี้ ถึงได้…”


“ฉิงจิ้งหยู เจ้าเป็นพวกเดียวกับใครกันแน่?” หลู่ซวนตะโกนด้วยความโมโห


ตอนที่พวกเขากลับมาถึงหมู่บ้านก็เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี เวลานี้บ้านเรือนส่วนใหญ่ในฉือหลี่โกวล้วนมีควันลอยออกมา มู่เกินเอ๋อร์ โก่วเชิ่งเอ๋อร์ เสี่ยวถู่โต้วและพวกวังตงเฉียงกำลังเล่นซ่อนหากันอยู่ที่ต้นอวี๋เก่าแก่หน้าหมู่บ้าน เมื่อเห็นว่าพวกเขาลงมาจากเขา เจ้าพวกนี้ก็เข้ามาล้อมทันที


เมื่อเห็นเจ้าหนูน้อยถือไก่ป่าไว้ในมือแล้วยังมีกระต่ายป่ากับแพะวัยกำลังโตอีก วังตงเฉียงก็อิจฉาขึ้นมาทันที “เอ้อร์ฮว๋า เจ้าทำเกินไปแล้ว พี่รองหลินพาพวกเจ้าไปล่าสัตว์ก็ไม่มาชวนข้าบ้าง!”


หลังนึกถึงน่องไก่ชุบแป้งทอดที่เจ้าหนูน้อยเอามาให้เมื่อวานแล้ว มู่เกินเอ๋อร์ก็สูดน้ำลายทันที “วันนี้ข้าเกี่ยวหญ้ากระต่ายได้อีกสองตะกร้า เอ้อร์ฮว๋า เจ้าอย่าลืมจดไว้ด้วย”


เจ้าหนูน้อยนับวันก็ยิ่งใจกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก่อนต้องเกี่ยวหญ้ากระต่ายได้สิบวันแล้วถึงจะแลกหมูตุ๋นน้ำแดงได้หนึ่งครั้ง แต่ตอนนี้เกี่ยวหญ้าครบ10ตะกร้าก็จะสามารถแลกน่องไก่ชุบแป้งทอดชิ้นใหญ่เกือบเท่าฝ่ามือเขาได้ ทั้งหอมทั้งกรอบ อร่อยจนเขาต้องร้องไห้ออกมาเลยล่ะ!


ท่านแม่ชอบดึงหูเขาทุกวัน บอกว่าเขาหันศอกออกนอกบ้าน เมื่อก่อนตอนที่เขาได้เงินจากการเกี่ยวหญ้ากระต่ายก็จะยกให้ท่านแม่ทั้งหมด แต่ท่านแม่ไม่เคยเอาเงินไปซื้อเนื้อให้เขากินสักชิ้น มีเพียงพ่อเลี้ยงที่ใช้เงินอีแปะซึ่งโก่วเชิ่งเอ๋อร์ฝากไว้ไปซื้อเนื้อหมูมาครึ่งชั่งแล้วตุ๋นใส่ถู่โต้วกับผักกาดขาว


ต่อไปนี้เขาไม่มีทางโง่เขลายกเงินให้นางอีก มารดาคิดแต่จะเอาเงินไปช่วยเหลือพี่น้องและหลานๆทางบ้านมารดา! ต่อไปเขาจะให้พ่อเลี้ยงเป็นคนเก็บเงินของตน พ่อเลี้ยงเป็นคนดี ไม่มีทางเอาเงินที่เขาหามาด้วยความยากลำบากไปใช้แน่นอน


ฮ่าฮ่า วันนี้ยังหาเงินได้อีก2อีแปะ! ถ้าทำอีกไม่กี่วันก็จะแลกน่องไก่ชุบแป้งทอดได้อีกแล้ว…อืม…พ่อเลี้ยงดีต่อเขามาก ไม่เคยเอาของที่เป็นของเขาไปให้โก่วเชิ่งเอ๋อร์ ปฏิบัติต่อเขากับโก่วเชิ่งเอ๋อร์เสมือนการตักหรือเติมน้ำในถ้วยให้เสมอกัน…เขาจะเอาน่องไก่ชุบแป้งทอดไปให้พ่อเลี้ยงชิมสักคำก็แล้วกัน!


เจ้าหนูน้อยพูดด้วยรอยยิ้ม “ได้! ประเดี๋ยวจะไปจดไว้ให้เจ้าสองคน! ส่วนเจ้า วังตงเฉียง อ่านตำราหรือยัง? จำอักษรได้หรือเปล่า? ไม่ได้? ถ้าเช่นนั้นก็ยังอยากตามไปเล่นบนเขาอีก? ไม่กลัวอาจารย์ตีมือเจ้าหรือ?”


วังตงเฉียงแค่นเสียงในลำคอ “เดิมทีข้าก็ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเรียนหนังสือได้อยู่แล้ว ที่ท่านปู่ส่งข้าไปสำนักศึกษาในเขตเริ่นอันก็แค่อยากให้ข้าดูโดดเด่นเท่านั้นแหละ!”


“ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเรียนหนังสืออะไรกัน? เป็นเจ้าที่ไม่ใส่ใจต่อการอ่านตำรามากกว่า! กินข้าวเที่ยงเสร็จแล้วก็มาที่บ้านข้า พวกเราจะอ่านตำราและคัดอักษรด้วยกัน!” ต่อจากนั้นเจ้าหนูน้อยก็เขย่าหนูไผ่ในมือ “หากเจ้าทำการบ้านที่อาจารย์สั่งจนเสร็จ ข้าจะเก็บเนื้อหนูไผ่ไว้เป็นรางวัลแก่เจ้า!”


“หนูไผ่คืออะไร? หนูบนเขาอย่างนั้นหรือ? ตัวใหญ่ขนาดนี้ไม่ได้เป็นปิศาจอะไรหรอกกระมัง?” สหายไม่กี่คนของเขาไม่เคยเห็นเจ้าตัวนี้มาก่อน จึงเข้ามาล้อมวงและชี้มือชี้ไม้ใส่หนูไผ่ทันที


เจ้าหนูน้อยพูดด้วยรอยยิ้ม “แม้หนูไผ่จะมีคำว่า ‘หนู’ อยู่ในชื่อ แต่รูปร่างคล้ายกระต่าย พี่รองบอกว่าเนื้อของมันนุ่มยิ่งกว่าเนื้อกระต่ายเสียอีก!” พอเหล่าสหายได้ยินแบบนั้นก็น้ำลายไหลด้วยความหิวทันที


พี่สาวตนโตตระกูลหลินทำมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยยังลงมือทำกระต่ายผัดเผ็ดเพิ่มอีกอย่าง ตอนนี้มีอาหารสองสามอย่างที่พี่สาวเริ่มทำออกมาได้มีรสชาติเหมือนของหลินเว่ยเว่ยแล้ว นางจึงสามารถออกจากการเป็นศิษย์อาจารย์ได้ สหายทั้งสองของเจ้าหนูน้อยกินอย่างเอร็ดอร่อย


หลังมื้อเที่ยงจบลง หลินเว่ยเว่ยก็เริ่มต้มซุปกระดูกหมูป่าด้วยไฟแรงเพื่อเตรียมไว้ทำหม้อไฟในคืนนี้และก็เป็นธรรมดาที่หม้อไฟสูตรลับของนางจะพิชิตใจเจ้าตัวน้อยสองคนนี้ได้ แม้จะกินเผ็ดไม่เก่ง แต่ก็ยังทนปาดน้ำตาพลางคีบกินเนื้อรสเผ็ดชาชิ้นแล้วชิ้นเล่า


เนื้อกวางสดใหม่สุดๆ เมื่อล้างเนื้อแพะจนไม่มีกลิ่นสาบแล้วนำลงไปต้มก็จะได้รสชาติที่สุดยอด ส่วนหลอดเลือด ผ้าขี้ริ้วและสมองหมู เจ้าตัวน้อยทั้งสองเพิ่งเคยกินเป็นครั้งแรก เดิมทีไม่ค่อยกล้ากิน แต่พอได้กินแล้วก็หยุดขยับตะเกียบไม่อยู่อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อจุ่มสมองหมูลงในซอสปิ้งย่างแล้วรสชาติค่อนข้างเหมือนเต้าหู้อ่อน แต่อร่อยกว่าเต้าหู้อ่อนเป็นร้อยเท่า


อาหารมื้อนี้ หลู่ซวนกินจนต้องกุมท้องแล้วไปนอนหงายบนเตียง…เพราะท้องอืด! ฉิงจิ้งหยูเหลือบมองแล้วด่าว่าเขาไม่เอาไหน…แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเองก็ท้องอืดเหมือนกัน แต่ไม่ยอมเผยสีหน้าออกมา


หลินเว่ยเว่ยต้มน้ำแกงช่วยย่อยอาหารให้เด็กๆ ก่อนนอนพวกเขาดื่มเข้าไปชามโต ไม่อย่างนั้นได้ท้องอืดจนนอนไม่หลับแน่


วันรุ่งขึ้น ก่อนที่รถม้าจะแล่นออกจากฉือหลี่โกว หลู่ซวนก็โบกผ้าเช็ดหน้าพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้มขณะบอกลากับทุกคนที่มาส่ง “ท่านน้าหวง ท่านน้าเฝิง พี่ใหญ่หลิน พี่รองหลิน…กลับเข้าบ้านเถิด ไม่ต้องรอส่งแล้ว วันหยุดครั้งหน้าข้าจะมาหาพวกท่านใหม่…”


ตอนที่ 438: ‘ประหารก่อน รายงานทีหลัง’ และ ‘คิดบัญชีย้อนหลัง’


ฉิงจิ้งหยูคิดในใจว่า ‘ที่เจ้าอ้วนหลู่มาเยือนหมู่บ้านฉือหลี่โกวได้ในครั้งนี้ก็เป็นเพราะใช้กลยุทธ์ประหารก่อน รายงานทีหลัง เมื่อกลับบ้านไปแล้วก็ไม่รู้ว่าพี่ชายจะจัดการเขาอย่างไร! วันหยุดหน้ายังคิดจะมาอีกหรือ? ไม่กลัวพวกพี่ชายถลกหนังหรือไร?’


หลู่ซวนทำหน้าประมาณว่า ‘พี่สาวของหลินจื่อถิงทำของอร่อยได้มากมายขนาดนี้ แม้จะโดนถลกหนัง ข้าก็จะมาอีก! พี่รองหลินบอกแล้วว่าคราวหน้าจะทำเนื้อย่างกระทะร้อนให้กิน…เนื้อย่างน่ะเคยกินอยู่หรอก ส่วนเนื้อย่างกระทะร้อนยังไม่เคยลอง แต่ก็มั่นใจว่ามันจะต้องอร่อยมากแน่นอน!’


ต่อจากนั้นเด็กทั้งสี่คนก็ล้มตัวพิงกับผนังรถม้าเพื่อนอนต่อจนมาถึงสำนักศึกษา ขณะที่หลู่ซวนกำลังจะลงจากรถม้า เขาก็หดศีรษะกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง…สวรรค์ พี่ชายทั้งสามของตนเป็นเหมือนเสาสัญญาณบางอย่างที่กำลังยืนเรียงหน้ากระดานรอเขาอยู่หน้าสำนักศึกษา!


“หลินจื่อถิง ประเดี๋ยวพอเจอพี่ชายข้าแล้วก็ช่วยบอกว่าเจ้าบังคับให้ข้าไปเล่นที่บ้านเองนะ! ข้าลำบากใจมากๆ ก่อนจะตัดสินใจไปเป็นเพื่อนฉิงจิ้งหยู ร่างกายผอมแห้งของเขาไม่แข็งแรงมาโดยตลอด ข้าจึงต้องตามไปดูแล…ขอร้องละ ข้าไหว้เลย” หลู่ซวนยกมือขึ้นพนมราวกับพระโพธิสัตว์กวนอิม ดวงตาที่ไม่ใหญ่มากคู่นั้นจับจ้องมายังเจ้าหนูน้อยด้วยความอ้อนวอน


ฉิงจิ้งหยูมองด้วยความดูถูก…กล้าทำ ไม่กล้ารับ! เขากระโดดลงจากรถม้าแล้วเข้าไปคารวะพี่ชายหลู่ทั้งสามอย่างสุภาพ


พี่ชายทั้งสามของหลู่ซวนพยักหน้าให้เขา ก่อนจะถามว่า “เจ้าสี่เป็นอะไร? เมื่อครู่เพิ่งโผล่หัวออกมาจากรถม้าแล้วเหตุใดจึงกลับเข้าไปใหม่? จงไปบอกเขาว่าหลบได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น!”


หลินจื่อถิงนึกถึงสภาพน่าอนาถหลังการโดนตีของหลู่ซวน เมื่อลงจากรถม้าแล้ว เขาก็มายืนอยู่ตรงเบื้องหน้าพี่ชายหลู่ทั้งสามด้วยความไม่สบายใจเล็กน้อยพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คารวะพี่ชายหลู่ทั้งสาม คือ…คือข้าเชิญหลู่ซวนไปเป็นแขกที่บ้านเอง พวกท่านอย่าตำหนิเขาเลย ถ้าจะโทษ…ก็โทษข้าเถิดขอรับ!”


ท้ายที่สุดหลู่ซวนก็ลงจากรถม้า หลังได้ยินแบบนั้นเขาก็รู้สึกตื้นตันขึ้นมาทันที…สหายรัก ข้ามองเจ้าไม่ผิดจริงๆ ต่อไปนี้หลินจื่อถิงจะเป็นเหมือนน้องชายแท้ๆของข้า และข้าจะคอยปกป้องเจ้าเอง!


เจ้าปกป้องตัวเองให้ดีก่อนเถิด…


ใบหน้าของหลู่โจวบุตรชายคนโตของสกุลหลู่มีรอยยิ้มแสนอบอุ่นแต้มอยู่ เขาพยักหน้าให้หลินจื่อถิง “การที่เจ้าชวนเจ้าสี่ไปที่บ้านก็บ่งบอกได้ว่าเจ้าชอบและอยากเป็นสหายกับเจ้าสี่ของพวกเรา แล้วข้าจะโทษเจ้าได้อย่างไร?”


“ใช่ ใช่ ใช่! ข้ากับหลินจื่อถิงเป็นสหายที่รักกันมาก สายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกว่าทองคำที่ไม่อาจทำลายได้…” หลู่ซวนที่เอาแต่ทำตัวเป็นนกกระทาคอยซ่อนตัวอยู่ข้างหลังเจ้าหนูน้อยเมื่อครู่ก็เริ่มพูดไม่หยุดปาก แต่หลังจากโดนพี่ชายทั้งสามถลึงตาใส่ เขาก็รีบหดคอกลับเหมือนนกกระทาอีกรอบ


หลู่หานบุตรชายคนรองสกุลหลู่ก็กวาดตามองเขาเบาๆ “หากเจ้าทำเหมือนฉิงจิ้งหยูคือบอกให้ที่บ้านรับรู้ก่อน พวกเราจะยังไม่ให้เจ้าไปหรือ? ก่อนออกจากเขตเริ่นอัน เจ้าก็ไล่เด็กรับใช้กลับมา คิดว่าประหารก่อน รายงานทีหลังก็จะจบเรื่อง? หรือเจ้าไม่รู้ว่ายังมีคำที่เรียกว่า ‘คิดบัญชีย้อนหลัง’?”


หลู่ซวนเริ่มพูดจาตะกุกตะกัก “ขะ…ข้าก็แค่กลัวว่าพวกท่านจะไม่ให้ไป ถ้าแม้แต่ฉิงจิ้งหยูยังไปได้ แต่ข้าไปไม่ได้ก็ไม่เสียหน้าเลยหรือ? ใครใช้ให้พวกท่านเข้มงวดกับข้าถึงเพียงนี้…อ้อ จริงสิ ข้าทำการบ้านเสร็จหมดแล้วด้วย แถมยังได้นั่งฟังเจียงอั้นโฉ่วสอนหนังสืออีกสองสามบทเรียนพร้อมหลินจื่อถิง…ได้ความรู้กลับมาไม่น้อยเลย!”


“เจียงอั้นโฉ่ว? คนที่สอบเยวี่ยนซื่อของเมืองจงโจวได้อันดับหนึ่งน่ะหรือ?” สีหน้าของหลู่โจวพี่ชายคนโตดูผ่อนคลายขึ้นมาทันที เจียงอั้นโฉ่วทะยานขึ้นฟ้าในการสอบเยวี่ยนซื่อ แม้แต่เด็กสามขวบในเขตเริ่นอันก็รู้จักชื่อ หลู่โจวก็เรียนหนังสือมาหลายปีจึงมีใจชื่นชมคนเก่ง


หลู่ซวนพยักหน้าเหมือนไก่จิกข้าวเปลือก “พี่รองของหลินจื่อถิงเป็นคู่หมั้นของเจียงอั้นโฉ่ว สองบ้านอยู่ติดกัน…อ้อ ใช่ ที่พี่ชายของหลินจื่อถิงได้เป็นซิ่วไฉตั้งแต่อายุ14ปีก็เพราะมีเจียงอั้นโฉ่วคอยชี้แนะ หลินจื่อถิงเองก็รู้แจ้งเพราะเขาเหมือนกัน เข้าใจแล้วว่าเหตุใดอาจารย์ในสำนักศึกษาชื่นชมเขาบ่อยๆ! จริงสิ พี่รองของหลินจื่อถิงยังทำขนมให้พวกเราด้วย ข้าเอากลับมาเป็นกล่องเลย ตั้งใจว่าจะให้ท่านพ่อท่านแม่กับพวกท่านได้ชิม…ฝีมือของพี่รองหลิน แม้แต่ขนมของร้านหนิงจี้ก็ยังเทียบไม่ติด…”


หลู่ฮุยบุตรชายคนที่สามของสกุลหลู่รับกล่องอาหารมาจากมือน้องชายคนเล็กและพูดกับเขาว่า “ใกล้จะเข้าเรียนแล้ว เจ้าไปเรียนก่อนเถิด ส่วนจะจัดการเจ้าหรือไม่ก็รอเย็นนี้กลับบ้านแล้วดูท่าทีของท่านพ่อท่านแม่เองแล้วกัน!”


ตกเย็น เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วหลู่ซวนก็ถูก ‘ผู้พิพากษาทั้งสาม’ พิจารณาคดี หลังฟังเรื่องที่เขาได้พบเจอในหมู่บ้านฉือหลี่โกวและเนื้อหาที่ได้เรียนจากเจียงอั้นโฉ่ว ท้ายที่สุดคนในสกุลหลู่ก็ยอมปล่อยเขาไป


หลู่ซวนที่รอดพ้นมาได้ก็มองกล่องขนมอันว่างเปล่าพร้อมน้ำตานองหน้า…พวกพี่ชายทำเกินไปแล้ว ไม่เหลือคุกกี้เมล็ดต้นเจินที่เขาเอากลับมาเลยสักชิ้นเดียว ฮือฮือฮือ…คุกกี้เมล็ดต้นเจินของข้า…


โชคดีที่ตอนมื้อเที่ยงได้กินจากหลินจื่อถิงสองสามชิ้น คุกกี้เมล็ดต้นเจินอร่อยมากจริงๆ เหตุใดพี่รองของหลินจื่อถิงไม่เปลี่ยนมาเป็นพี่รองของตนบ้างเล่า?


พอกลับถึงบ้านแล้ว ฉิงจิ้งหยูก็หยิบบันทึกคำอธิบาย ‘ตำราพันอักษร’ ที่ยืมมาจากเจียงอั้นโฉ่วออกมาแล้วเริ่มอ่านมันอย่างตั้งใจ นางฉิงยกขนมหวานมาให้บุตรชายที่ห้องหนังสือพร้อมเอ่ยถามว่าไปนอนค้างบ้านสหายมาเป็นอย่างไรบ้าง


ฉิงจิ้งหยูอ่อนแอตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับปอด ไม่ว่าสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหรือลมพัดก็ทำให้เขาป่วยหนักและไอไม่หยุดได้เลย ส่งผลให้เขากลายเป็นสหายกับยาตั้งแต่ยังเล็กและนอนป่วยติดเตียงจนเป็นเรื่องปกติ


พอโตขึ้นอีกหน่อยก็บังเอิญพบกับหมอยาพเนจรและได้สูตรยารักษามาแขนงหนึ่ง ร่างกายจึงค่อยๆดีขึ้น ทว่า จะออกกำลังกายหนักหรือทำอะไรที่เหนื่อยจนเกินไปไม่ได้ เวลาจะกินอะไรก็ต้องคอยระวัง


เดิมทีนายท่านฉิงและนางฉิงไม่อยากให้บุตรชายไปบ้านสหายในครั้งนี้สักเท่าไร แต่บุตรชายยืนกรานจะไปให้ได้และตั้งแต่เล็กจนโตนอกจากสหายเก่าของสกุลฉิงอย่างหลู่ซวนแล้วก็แทบไม่มีสหายคนอื่นเลย ยากนักที่เขาจะผูกสัมพันธ์กับสหายในชั้นเรียน แม้นายท่านฉิงและนางฉิงจะเป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากห้าม เพียงกำชับเขาอีกรอบว่าจะกินอะไรให้ระวังและอย่าฝืนทำสิ่งเกินตัว…


ฉิงจิ้งหยูรู้ว่าบิดามารดาเป็นห่วง แต่พอนึกถึงช่วงเวลาสองคืนที่ได้อยู่บ้านสกุลหลิน เขาก็อดรู้สึกผิดต่อพวกท่านไม่ได้ เนื่องจากของอะไรที่เมื่อก่อนกินไม่ได้ เขาก็กินจนหมด โดยเฉพาะหม้อไฟรสเผ็ดร้อนที่เขาพยายามควบคุมตัวเองแล้ว ทว่าสุดท้ายก็ทนต่อแรงปรารถนาไม่ไหว สิ่งใดที่เมื่อก่อนไม่เคยเล่น เช่น ไปปีนเขา ขึ้นต้นไม้ เขาก็ทำจนหมด แถมยังลงมือเก็บฝักต้นอวี๋ไม่น้อยเลย…


ทว่าเพื่อไม่ให้บิดามารดากังวล เขาจึงชี้ไปที่บันทึกคำอธิบายซึ่งยืมมาแล้วพูดอย่างอ้อมๆว่า “เจียงอั้นโฉ่วมีพรสวรรค์เหนือผู้ใด หลังได้รับคำชี้แนะจากเขาแล้ว ข้าก็ได้ความรู้กลับมามากมายขอรับ แต่น่าเสียดายที่เจียงอั้นโฉ่วไม่คิดจะเปิดสำนักศึกษา…”


หลังนางฉิงได้ยินแบบนั้นก็เข้าใจผิดว่าบุตรชายแค่นั่งเรียนหนังสือกับเจียงอั้นโฉ่วที่บ้านสกุลหลิน นางจึงมองเขากินขนมหวานแล้วถอยออกมาด้วยความสบายใจ


ฉิงจิ้งหยูอ่านบันทึกคำอธิบายด้วยความหลงใหลจนไม่ทันสังเกตว่าลืมปิดหน้าต่างตรงหน้าโต๊ะหนังสือ สายลมยามเย็นจึงพัดเข้ามาจนทำให้เขาไอและมีไข้ในคืนนั้นทันที


สาวใช้ที่คอยดูแลเขาก็รีบไปตามนายท่านฉิงและนางฉิงมาดู จากนั้นก็ออกไปตามท่านหมอมาตรวจอาการและยังต้องคอยนั่งต้มยา ทนทรมานอยู่ค่อนคืน วันรุ่งขึ้น ไข้ลดลงแต่อาการไอยังไม่หายไป ฉิงจิ้งหยูรู้ตัวดีว่าพอตัวเองเริ่มไอแล้วอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งเดือนหรืออย่างมากก็เดือนสองเดือนถึงจะหาย ในบางครั้งยังไอจนเป็นเลือดออกมาด้วย…ทำให้นางฉิงตกใจคิดว่าเขาเป็น ‘วัณโรค’ จึงคอยอยู่เฝ้าพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้า


[1] ประหารก่อน รายงานทีหลัง หมายถึง ทำลงไปก่อนโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตแล้วค่อยรายงานในภายหลัง


ตอนที่ 439: มีฤทธิ์น่าทึ่งจริงหรือ?


วันนี้พอมาถึงสำนักศึกษาแล้ว เจ้าหนูน้อยก็เห็นเพียงหลู่ซวนที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยความหดหู่ แต่ไม่เห็นฉิงจิ้งหยูที่นั่งอยู่ถัดจากเขาเหมือนปกติ เจ้าหนูน้อยจึงถามถึงสาเหตุ


หลู่ซวนถอนหายใจด้วยความกังวล “เมื่อวานนี้จิ้งหยูตากลมเย็นมากเกินไปจึงเริ่มไอ น่าจะไม่มาเข้าเรียนประมาณครึ่งเดือนได้เลย”


เจ้าหนูน้อยหยิบห่อลูกอมออกมาจากกระเป๋าหนังสือแล้วพูดกับหลู่ซวนว่า “บังเอิญมาก! พี่รองบอกว่าฤดูใบไม้ผลิจะเป็นฤดูที่เกิดอาการไอได้ง่าย นางจึงให้ข้าพกลูกอมชวนเป้ยมาแบ่งให้พวกเจ้ากิน มันไม่ได้เป็นแค่ลูกอมธรรมดาแต่ยังมีฤทธิ์บำรุงปอด ลดอาการไอ เสริมธาตุเย็น บรรเทาอาการร้อนในและเพิ่มความสดชื่นในลำคอ เจ้าเอากลับไปให้ฉิงจิ้งหยูกินสิ!”


แม้หลู่ซวนจะอยากกินลูกอมที่พี่รองหลินเป็นคนทำมากๆ แต่พอคิดว่ามันช่วยบรรเทาอาการของสหายรักได้ เขาก็อดกลั้นความตะกละเอาไว้


ช่วงพักเที่ยงจะมีเวลาพักทั้งหมดครึ่งชั่วยาม เขาก็วิ่งไปบ้านสกุลฉิงโดยที่ยังไม่ทันกินข้าวเที่ยงด้วยซ้ำ จากนั้นก็ยกลูกอมทั้งหมดให้ฉิงจิ้งหยู “นี่เป็นของที่พี่รองหลินทำให้ บอกว่าช่วยบำรุงปอดและลดอาการไอได้ เจ้ารีบลองกินสิ…ในเมื่อพี่รองหลินพูดขนาดนั้นแล้วก็ต้องไม่ผิดแน่นอน!”


เจ้าอ้วนน้อยหลู่ซวนเชื่อถือในตัวหลินเว่ยเว่ยมาก แต่คนบ้านสกุลฉิงไม่กล้าให้บุตรชายที่นอนป่วยกินอะไรมั่วซั่ว พวกเขานำลูกอมไปให้ท่านหมอที่โรงหมอตรวจสอบ หลังจากรู้ว่าบุตรชายสามารถกินได้แล้วถึงจะยกลูกอมให้เขาด้วยความวางใจ


ตอนที่อมลูกอมไว้ในปาก ฉิงจิ้งหยูก็เห็นสหายรักที่นั่งอยู่ข้างเตียงกำลังจ้องตาปริบๆมาที่ตน ฮึ เขาจะไม่รู้หรือว่าหลู่ซวนกำลังคิดอะไรอยู่? เขาจึงหยิบลูกอมออกมา1เม็ดแล้วยัดใส่มือหลู่ซวน “กินสิ หวานมากเลยล่ะ!”


ใครจะคาดคิดว่าจอมตะกละอย่างเจ้าอ้วนน้อยจะคืนลูกอมให้โดยไม่ลังเลสักนิด “หลินจื่อถิงบอกว่าลูกอมนี้ช่วยรักษาอาการป่วยของเจ้าได้ ข้ากินน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก ไม่ใช่แค่ลูกอมหรือไร! รอให้เจ้าหายป่วยแล้วค่อยซื้อลูกอมเมล็ดสนของร้านหนิงจี้ชดเชยให้ข้าสักสองสามครั้งก็จบเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ ?”


ฉิงจิ้งหยูตบกระเป๋าเงินที่ข้างหมอนเบาๆ “ได้! รอให้ข้าหายดีแล้วจะใช้เงินค่าขนมที่เก็บไว้ไปซื้อลูกอมให้เจ้ากิน!”


“แล้วก็…หลังจากหลินจื่อถิงได้ยินว่าอาการไอของเจ้ารุนแรง เขาก็ยกลูกอมทั้งหมดแก่ข้าเพื่อให้เอามาให้เจ้า เขายังบอกว่าที่บ้านมียาน้ำชวนเป้ยอีกหนึ่งชนิด มันช่วยบรรเทาอาการไอได้อย่างชะงัด เขาบอกว่าพรุ่งนี้จะเอามาให้เจ้าหนึ่งโถกระเบื้องเคลือบ!” หลู่ซวนคิดว่าสหายอย่างหลินจื่อถิงช่างคุ้มค่าที่จะคบหา!


ฉิงจิ้งหยูพยักหน้า “อืม ประเดี๋ยวซื้อลูกอมเมล็ดสนให้หลินจื่อถิงด้วย…แค่กแค่ก…ทว่า…หลู่ซวน ภาคบ่ายจะเริ่มแล้ว ถ้าเจ้ายังไม่กลับไปอีกอาจารย์จะตีมือเจ้าได้…”


หลู่ซวนเป็นเหมือนคนที่เก้าอี้ร้อนผ่าวลนก้น เขารีบเด้งตัวลุกขึ้นทันที “จบกัน จบเห่! จะสายแล้ว! เสี่ยวหยู ประเดี๋ยวเย็นนี้ข้ามาเยี่ยมเจ้าใหม่!”


หลู่ซวนจะโดนอาจารย์ตีมือหรือเปล่านั้น ฉิงจิ้งหยูไม่อาจรู้ได้ และก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสภาพจิตใจหรือเปล่าจึงทำให้หลังจากอมลูกอมไปสองเม็ด เขาก็รู้สึกว่าอาการไอบรรเทาลง หน้าอกก็ไม่ได้มีอาการแน่นขนาดนั้นแล้ว เมื่อก่อนเวลาไอแล้วหน้าอกจะสั่นสะเทือนจนรู้สึกเจ็บ แต่คราวนี้รู้สึกเบาขึ้นมาก


นึกถึงตอนอยู่บ้านตระกูลหลิน เขาทำเรื่องต้องห้ามของบิดามารดาไปอย่างมากมาย ทั้งกินของที่ท่านหมอห้ามเยอะมากและยังขึ้นไปเดินบนเขาอีกครึ่งลูก เหนื่อยจนทั้งตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ เดิมทีคิดว่าโชคดีที่ไม่ได้ล้มป่วยในบ้านสหาย แต่คาดไม่ถึงว่าจะยังหนีเคราะห์ร้ายในครั้งนี้ไม่พ้น


ทว่าตามหลักแล้วอาการน่าจะรุนแรงมากกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะเมื่อก่อนแค่ฟ้าร้องหรือฝนตกปรอยๆ เขาก็ป่วยหนัก แต่ครานี้ไปสมบุกสมบันขนาดนั้นอาการกลับเบากว่าปกติมาก…หรือจะเป็นเพราะ…ร่างกายของเขาเริ่มดีขึ้นแล้ว?


พอหลินเว่ยเว่ยได้ยินว่าสหายร่วมห้องของเจ้าหนูน้อยป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับปอดและมักไอบ่อยๆ นางจึงนำยาน้ำชวนเป้ยที่เก็บไว้ในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณออกมาให้เจ้าหนูน้อยสองโถ ถ้าชงผสมกับน้ำอุ่นดื่มวันละถ้วยชาก็น่าจะพอดื่มได้ประมาณครึ่งปี


ยามเที่ยงของวันถัดมา เจ้าหนูน้อยหอบโถกระเบื้องเคลือบ2ใบมาเยี่ยมฉิงจิ้งหยูพร้อมหลู่ซวน เขาพูดกับนางฉิงอย่างมีมารยาท “ยาน้ำชวนเป้ยนี้ พี่รองของข้าทำตามสูตรของท่านหมอเหลียงในหมู่บ้านขอรับ โดยใช้ชวนเป้ยชั้นดีกับลูกสาลี่บนหุบเขาของพวกเรามาต้มรวมกับน้ำตาลกรวดและน้ำผึ้งขอรับ ช่วงฤดูหนาวข้าชอบไอบ่อยๆ แต่ไม่ได้ดื่มยาตัวอื่นสักหยด ดื่มแค่ยาน้ำชวนเป้ยไม่กี่วันก็แทบจะหายดี ท่านลองให้ฉิงจิ้งหยูลองดื่มสักสองสามวันสิขอรับ…”


นางฉิงชอบเจ้าตัวน้อยที่มีมารยาทและรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนคนนี้มากจึงรับยาน้ำชวนเป้ยมาพร้อมพูดขอบคุณ…เพราะไม่ว่าอย่างไรนี่ก็เป็นน้ำใจจากสหายของบุตรชาย! และนางยังเคยปรึกษาท่านหมอมาแล้วว่าชวนเป้ยกับลูกสาลี่สามารถช่วยบำรุงปอดกับลดอาการไอได้จริง ถ้าให้ดื่มก็ไม่มีฤทธิ์ที่ต้านตัวยาประจำของบุตรชาย


การล้มป่วยครั้งนี้ของฉิงจิ้งหยูหายเร็วเป็นพิเศษ ในสถานการณ์ทั่วไป ถ้าไม่ถึงหนึ่งเดือนอาการจะไม่มีทางหาย แต่ครั้งนี้ผ่านไปแค่ไม่ถึง5วันก็หายแล้ว เมื่อก่อนแม้จะหายดีก็ยังมีอาการแน่นหน้าอกต่ออีกสักพักหนึ่ง แต่ตอนนี้น่ะหรือ? ร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน รู้สึกดียิ่งกว่าตอนที่ไม่ป่วยเสียอีก


เทียบยาประจำก็ยังคงกินไม่ขาด มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่แตกต่างออกไปคือครั้งนี้เขายืนกรานที่จะดื่มยาน้ำที่หลินจื่อถิงเอามาให้ทุกวัน ยาน้ำชวนเป้ยที่ชงดื่มแล้วมีรสชาติหวานเหมือนน้ำหวานไม่ผิดเพี้ยน หรือมันจะมีฤทธิ์น่าทึ่งอยู่จริง?


นายท่านฉิงและนางฉิงก็รู้สึกประหลาดใจมากจึงเตรียมของขวัญแล้วใช้เวลาช่วงวันหยุดของบุตรชายพาเขาไปขอบคุณด้วยตัวเอง หลู่ซวนก็ตามไปที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวด้วยความดีใจสุดๆ…คราวนี้เขาบอกกับผู้ปกครองที่บ้านไปตามตรงจึงสามารถมาเยือนบ้านตระกูลหลินได้อย่างเปิดเผย


หลังจากนายท่านฉิงและภรรยาขอบคุณเสร็จแล้วก็เริ่มสอบถามด้วยความเขินอายว่า “โชคดีที่หยูเอ๋อร์ของเราได้ยาน้ำชวนเป้ยที่จื่อถิงนำมาฝากจึงหายป่วยเร็วขนาดนี้ ไม่ทราบว่า…ยาน้ำชวนเป้ยของบ้านพวกท่านมีอีกมากหรือเปล่า? ถ้าอย่างไรพวกเราจะขอซื้อ…”


นางหวงซึ่งรับหน้าที่ต้อนรับสองสามีภรรยาตระกูลฉิงก็ไม่แน่ใจว่าที่บ้านมียาน้ำชวนเป้ยอยู่เท่าใด นางจึงอธิบายด้วยรอยยิ้มว่า “ยาน้ำชวนเป้ยนี้เป็นยาที่พวกเด็กๆต้มขึ้นมาเพื่อทำเป็นขนม ปกติบุตรสาวคนรองของข้าจะเป็นคนเก็บไว้ รอให้นางลงจากเขาแล้ว ข้าจะช่วยถามให้…”


พอหลู่ซวนได้ยินเช่นนั้นก็ลากเจ้าหนูน้อยไปกระซิบคุยกันเป็นการส่วนตัว “พี่รองของพวกเราขึ้นเขาไปล่าสัตว์อีกแล้วหรือ?”


เจ้าหนูน้อยส่ายหน้า “พี่รองไปเดินชมทิวทัศน์บนเขาเป็นเพื่อนพี่โม่หาน ภาพวาดหน้าใบพัดที่อยู่ในห้องหนังหนังสือหยวนถูนั้น พวกเจ้าเคยเห็นหรือไม่? มันเป็นฝีมือของพี่โม่หานทั้งหมด!”


หลู่ซวนมีดวงตาเบิกกว้างทันที “ว่าอย่างไรนะ? ที่แท้เจียงอั้นโฉ่วก็คือปราชญ์ชนบท! ข้ามาเยือนโดยไม่เสียเที่ยวจริงๆ! งานอดิเรกเพียงอย่างเดียวของพี่ชายคนรองของข้าก็คือวาดภาพ เขาชื่นชมหุบเขาและสายน้ำ ถึงขั้นหมกมุ่นกับภาพวาดหน้าใบพัดของปราชญ์ชนบท ข้าอุตส่าห์เก็บเงินค่าขนมด้วยความยากลำบาก แต่โดนเขาหลอกเอาไปซื้อพัดเหล่านั้นเสียได้”


หลู่ซวนเคยบ่นว่า ‘ปราชญ์ชนบทก็ใจดำเหลือเกิน แค่พัดอันเดียวก็ต้องใช้เงินถึง50ตำลึง’ แต่กลับโดนพี่ชายคนรองด่าเปิง บอกว่าภาพวาดของปราชญ์ชนบทถือเป็นภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่าว่าแต่50ตำลึงเลย แม้จะราคา500ตำลึงก็ถือว่าไม่แพง! เป็นผู้คลั่งไคล้ตัวยงสุดๆ!


ฉิงจิ้งหยูพูดอย่างเชื่องช้า “ภาพวาดราคา50ตำลึงแพงมากเลยหรือ? ภาพวาดของแท้ฝีมือผู้อาวุโสเซวียในห้องหนังสือหยวนถูก็ขายในราคาหนึ่งหมื่นตำลึงได้อย่างน่าตกตะลึง!”


“นั่นก็เพราะว่า…ผู้อาวุโสเซวียหายตัวไปหลายปีหรือบางทีอาจไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ได้ โดยส่วนใหญ่แล้วผลงานที่จิตรกรเอกสร้างสรรค์หรือเก็บสะสมเอาไว้ก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลังจากที่พวกเขาเสียชีวิต…” หลู่ซวนวิเคราะห์อย่างมีหลักการ


ตอนที่ 440: เป็นเด็กน้อยหน้าเงินที่น่ารักมาก


เด็กทั้งสามคนสนทนากันอย่างสนิทสนม พอนางฉิงเห็นแบบนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มทันที “ดูเด็กพวกนั้นสิ สนิทกันดีจริงๆ อย่ามองว่าหยูเอ๋อร์ของบ้านเราเป็นคนที่อ่อนโยน แต่ความจริงแล้วคนที่เขาเห็นเป็นสหายมีน้อยมาก เป็นเพราะพี่สะใภ้สั่งสอนได้ดี จื่อถิงจึงเป็นเด็กดีมีมารยาท เรียนหนังสือก็เก่งและขยันขันแข็ง ทำให้ผู้ใดเห็นแล้วก็ชอบทันที !”


นางหวงยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “อย่าชมเขาแบบนั้น เพราะเวลาเด็กคนนี้ซนทีไรก็อย่าให้พูดถึงเลย ตอนยังไม่ได้ไปสำนักศึกษา เขาพาเด็กในหมู่บ้านไปขึ้นเขา ปีนต้นไม้เหมือนลิงไม่มีผิด! จิ้งหยูมีนิสัยสุขุม แค่มองก็รู้แล้วว่าพึ่งพาได้ อย่างไรก็ต้องรบกวนให้เขาคอยช่วยจับตามองเอ้อร์ฮว๋าของเราที่สำนักศึกษา !”


“ใครๆก็บอกว่า ‘เด็กผู้ชายยิ่งซนยิ่งฉลาด เด็กผู้หญิงยิ่งซนก็จะเอาตัวรอดเก่ง’ ซนนิดซนหน่อยถือว่าดี มีชีวิตชีวาจะตาย ! ข้ายังหวังว่าหยูเอ๋อร์ของเราจะร่าเริง หรือมีโอกาสได้ซนบ้าง…”


ในขณะที่มารดาทั้งสองกำลังผลัดกันชมบุตรชายของแต่ละฝ่ายอย่างสนุกสนานอยู่นั้น คู่ว่าที่สามีภรรยาอย่างหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานก็เดินเคียงข้างกันเข้ามา


หลังเห็นหนุ่มสาวคู่นี้แล้ว นางฉิงก็มีดวงตาเป็นประกายทันที “นี่คือบุตรสาวคนรองของบ้านท่านกับคู่หมั้นของนางใช่หรือไม่ ? ช่างเป็นหญิงงามและบุรุษมากความสามารถจริงๆ เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก…”


หลินเว่ยเว่ย “…” อาสะใภ้ ท่านมั่นใจหรือว่าไม่ได้ชมผิด ? น่าจะเป็นหญิงมากความสามารถและบุรุษรูปงามต่างหาก ? ข้ากับบัณฑิตน้อยผู้ใดงดงามกว่ากัน ต่อให้มองจากระยะไกลก็ยังรู้ !


หลังจากทราบจุดประสงค์ในการมาเยือนของผู้ใหญ่สกุลฉิงแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ท่านอา ท่านอาสะใภ้ ยาน้ำชวนเป้ยที่ข้าส่งไปให้ทั้งสองโถกระเบื้องเคลือบนั้น บุตรชายของท่านสามารถกินได้ถึงฤดูใบไม้ร่วงเชียวล่ะ รอให้ถึงฤดูใบไม้ร่วงแล้วลูกสาลี่ออกผลเมื่อใด ข้าจะต้มแล้วให้น้องสี่นำไปให้ที่บ้านสกุลฉิง


อาสะใภ้ ท่านอย่าพูดถึงเรื่องเงินเลย เพราะสาลี่กับน้ำผึ้งก็ล้วนได้มาจากบนเขาทั้งนั้น แค่ต้องออกแรงหน่อย ปกติบุตรชายของพวกท่านก็ดูแลน้องสี่ที่สำนักศึกษาเป็นอย่างดี แล้วยาน้ำชวนเป้ยแค่ไม่กี่โถ ท่านมาพูดเรื่องเงินก็จะไม่ฟังห่างเหินเหมือนเป็นคนนอกไปหน่อยหรือ !”


นายท่านฉิงและนางฉิงหันมาสบตากัน ในเมื่อนางพูดถึงขนาดนี้แล้ว หากพวกตนยังดื้อดึงต่อไปก็เหมือนจะเห็นเป็นคนนอกเกินไปหน่อยจริงๆ บ้านฝ่ายมารดาของนางฉิงเปิดร้านขายยาอยู่ในตัวอำเภอ นางจึงลองครุ่นคิด ก่อนจะถามว่า “หลินกู่เหนียง ยาน้ำชวนเป้ยของเจ้าใช้ได้ผลดีถึงขนาดนี้ เจ้ามีความคิดจะทำขายตามร้านขายยาเพื่อช่วยรักษาผู้ป่วยได้มากกว่าเดิมหรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดสักพักหนึ่งแล้วส่ายหน้า “ช่วงฤดูใบไม้ร่วงเป็นเวลาที่บ้านของเรางานยุ่งที่สุด เกรงว่าจะไม่มีเวลามาทำยาน้ำชวนเป้ยขาย…”


ที่จริงตอนนางฉิงพูดเช่นนั้นออกมา หลินเว่ยเว่ยก็หวั่นไหวไม่เบา แต่นางรู้ดีว่าที่ยาน้ำชวนเป้ยได้ผลดีขนาดนี้ เป็นเพราะมีส่วนผสมของน้ำพุวิญญาณ


พอนึกถึงต้นฤดูใบไม้ผลิในปีหน้า นางจะต้องเดินทางไปเมืองหลวงเป็นเพื่อนบัณฑิตน้อย ถ้าเขาสอบผ่านก็ต้องอยู่ที่เมืองหลวงต่อไปอีก หรืออาจโดนมอบหมายให้ไปเป็นขุนนางในท้องถิ่นแล้วนางจะเอาเวลาที่ไหนมาทำยาน้ำขาย ? คงได้แต่มองเงินไหลออกไปต่อหน้าต่อตา !


เจียงโม่หานสังเกตเห็นว่าอารมณ์ของนางดิ่งลง เขาจึงก้มหน้าแล้วกระซิบเบาๆว่า “รอให้ถึงเมืองหลวงแล้วเราค่อยร่วมมือกับหย่งเหอถังซึ่งเป็นร้านขายยาใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงก็ได้ กำลังซื้อของคนในเมืองหลวงสูงกว่าเมืองเล็กๆของพวกเรามาก !”


หลังได้ยินแบบนั้นความผิดหวังในใจของหลินเว่ยเว่ยก็จางหายทันที นางหันไปมองเขาด้วยรอยยิ้ม “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าร้านขายยาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงคือหย่งเหอถัง ? คงไม่ได้อ่านเจอในตำรามาอีกกระมัง ?”


เจียงโม่หานหัวเราะเบาๆ “แน่นอนว่าต้องรู้มาจากคุณชายลู่อยู่แล้ว…”


หลินเว่ยเว่ยพูดต่อด้วยความตื่นเต้น “ที่เมืองหลวง เราไม่มีผู้หนุนหลังที่แข็งแกร่งมากพอ เราเป็นแค่ราษฎรธรรมดา ดังนั้นเราต้องเก็บรักษาสูตรไว้ไม่ได้แน่…จริงสิ ! เรายังมีป้ายหยกของหมินอ๋องซื่อจื่ออยู่ด้วย พอถึงเวลานั้นค่อยไปจวนหมินอ๋องสักสองสามรอบ ถ้าจำเป็นจริงๆก็แบ่งเงินปันผลให้พวกเขาสักสองสามส่วน…แค่นี้ก็เป็นสุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือแล้วใช่หรือเปล่า ? จากนั้นเราค่อยส่งยาน้ำชวนเป้ยไปให้องค์ชายเจ็ดสักสองสามโถ…แม้แต่องค์ชายก็ใช้ยาของเรา นี่เท่ากับมีนายแบบโฆษณาตัวเป็นๆ…”


ดวงตาของเด็กคนนี้มีแต่ประกายของเงินกิมตุ้งฉายชัด ทั่วตัวเปล่งแสงแห่งความสุขออกมา…ช่างเป็นเด็กน้อยหน้าเงินที่น่ารักมากจริงๆ !


มื้อกลางวัน หลินเว่ยเว่ยช่วยกันทำอาหารกับพี่สาวคนโต หลังจากนางฉิงได้เห็นบุตรชายเจริญอาหารแล้วก็รู้สึกดีใจมากกว่าเดิม ทว่าตอนที่เห็นเขายื่นตะเกียบไปทางอาหารต้องห้ามของท่านหมอ แม้นางจะไม่ได้เอ่ยปากห้าม แต่ก็กลัวว่าพอกลับบ้านไปแล้ว บุตรชายจะล้มป่วยอีกครา


แม้บุตรชายจะยังอายุน้อย ทว่าตั้งแต่เขาอายุแค่สองสามขวบก็สามารถควบคุมความอยากของตนได้แล้ว สิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ให้กิน เขาก็จะไม่แตะต้อง แน่นอนว่าอาหารต้องห้ามเหล่านั้นก็แทบไม่วางอยู่บนโต๊ะอาหารของบ้านสกุลฉิง


เหตุใดวันนี้บุตรชายเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ? เขากินแบบไม่สนอะไรทั้งนั้น แน่นอนว่านางยอมรับเรื่องอาหารของบ้านตระกูลหลินมีรสชาติไม่เลวจริงๆ แม้แต่ร้านอาหารชื่อดังที่สุดในตัวอำเภอก็ยังมีรสชาติไม่ดีเท่า…น่าเสียดายที่บุตรสาวผู้ฉลาดเฉลียวทั้งสองคนของสกุลหลินล้วนมีคู่หมั้นหมดแล้ว ทางสกุลฉิงก็ไม่มีบุตรชายที่วัยเหมาะสม ไม่อย่างนั้นนางฉิงอยากจะเกี่ยวดองเป็นญาติกับนางหวงจริงๆ !


ขณะมองบุตรชายกินอาหารเผ็ดจนปากแดงแล้วยังยื่นตะเกียบไปที่กระต่ายผัดเผ็ดไม่หยุด ทั้งยังมีอาหารมันๆอย่างหมูตุ๋นน้ำแดง เขากินไปตั้งหลายคำ…เจ้าเด็กคนนี้ไม่กลัวว่าพอกลับบ้านไปแล้วจะท้องอืดหรือไร ? นางฉิงแอบคิดว่าในห้องเก็บของบ้านตนมียาช่วยย่อยอาหารมากพอหรือเปล่า…


หลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยยังเตรียมพุดดิ้งคาราเมลให้พวกเด็กๆอีกด้วย พุดดิ้งเย็นๆหวานๆ พวกเด็กน้อยที่กินข้าวจนพุงป่องแล้วยังสามารถยัดพุดดิ้งเข้าท้องได้อีกคนละหนึ่งชิ้น


ระหว่างทางกลับบ้าน นางฉิงถามบุตรชายด้วยความเป็นห่วง “มื้อเที่ยงนี้กินเข้าไปเยอะขนาดนั้น รู้สึกไม่สบายท้องหรือเปล่า? แม่คิดว่าพุดดิ้งเย็นๆอะไรนั่น เจ้าไม่ควรกินเข้าไปเลย!”


หลู่ซวนพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่! เจ้าไม่ต้องกังวลว่าจะเสียของ เพราะข้าช่วยกินส่วนของเจ้าได้!”


ฉิงจิ้งหยูเอนหลังพิงรถม้าด้วยความเกียจคร้านแล้วส่ายหน้าพูดว่า “ท่านแม่ขอรับ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าไม่ได้รู้สึกเจ็บป่วยตรงไหนเลย คราวก่อนตอนที่มาบ้านสกุลหลิน ข้ายังกินหม้อไฟที่เผ็ดร้อนเข้าไปด้วย แต่ก็ไม่เป็นอะไรสักนิด ท่านแม่คิดมากเกินไป ข้าไม่ใช่เด็กอายุสองสามขวบแล้วนะขอรับ กระเพาะอาหารของข้าไม่ได้บอบบางขนาดนั้นสักหน่อย !”


นางฉิงกลอกตาใส่เขาอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะบ่นว่า “แล้วตอนฉลองปีใหม่ ใครที่โลภกินยำหมูสามชั้นเข้าไปแค่ชิ้นเดียวแล้วต้องนอนปวดท้องไปนานถึงเจ็ดวัน ?”


หลู่ซวนเอียงศีรษะพลางสบตากับสหายรักแล้วพูดด้วยความสงสัย “ใช่ ! เมื่อก่อนแค่หมูสามชั้นชิ้นเล็กๆชิ้นเดียวก็แทบจะเอาชีวิตของเจ้าไปแล้ว เหตุใดตอนอยู่บ้านสกุลหลินทั้งสองครั้ง เจ้ากินหมูตุ๋นน้ำแดงที่มีมันเยอะไปมากขนาดนั้น แล้วยังกินของเผ็ดต่อด้วยของเย็นได้อีก แต่เจ้ากลับไม่เป็นอะไรเลยสักนิด เพราะอะไร ? หรือเพราะอาหารบ้านตระกูลหลินจะมีสูตรลับอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ?”


“บางทีอาจจะ…บังเอิญกระมัง ?” นางฉิงอดไม่ได้ที่จะลองคิดทบทวนและเริ่มมีความคิดอยากถามถึงสูตรลับของบ้านสกุลหลินขึ้นมาทันที


ช่วงวันเวลาต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยจะให้น้องชายคนเล็กนำน้ำผึ้งครั้งละสองกระบอกไม้ไผ่ไปที่สำนักศึกษาด้วยทุกวัน กระบอกหนึ่งเก็บไว้ให้เขาดื่มเอง ส่วนอีกหลอดให้นำไปฝากฉิงจิ้งหยู…น้องสี่มีสหายที่รู้ความกับเขาทั้งคนแล้วจะให้พี่สาวอย่างนางทนเห็นสหายของน้องชายล้มป่วยได้อย่างไร ?



จบตอน

Comments