weiwei ep441-450

ตอนที่ 441: สหายทั้งสองไม่ได้คบหากันอย่างเสียเปล่า


ตอนที่เจ้าหนูน้อยเอาน้ำผึ้งไปฝากฉิงจิ้งหยูก็ได้ถ่ายทอดคำพูดของพี่รองออกมาอีกรอบ “นี่คือน้ำผสมน้ำผึ้งป่าจากภูเขาต้าชิงของพวกเรา มีสรรพคุณที่ดีต่อคนร่างกายอ่อนแอและยังมีข้อดีด้านอื่นๆอีกมากมาย”


ท้ายที่สุดเขายังพูดเสริม “เมื่อก่อนท่านแม่ของข้ามีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงเอาเสียเลย พอดื่มน้ำผสมน้ำผึ้งป่าเป็นประจำแล้วตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่ร่างกายแข็งแรงมาตั้งแต่ต้น ต่อไปข้าจะเอามาฝากเจ้าทุกวัน ถ้าเจ้าดื่มไปเรื่อยๆแล้ว สุขภาพก็จะต้องดีขึ้นแน่นอน !”


หลู่ซวนไม่พอใจขึ้นมาทันที “หลินจื่อถิง เจ้าว่ามา เป็นข้าที่ดีต่อเจ้าหรือฉิงจิ้งหยูดีต่อเจ้ากันแน่ ? เจ้าเอาน้ำผสมน้ำผึ้งป่ามาให้เขาทุกวัน แต่กลับลืมส่วนของข้า !”


เจ้าหนูน้อยเหลือบมองร่างกายของอีกฝ่าย “เจ้าแข็งแรงถึงขนาดนี้ ให้ดื่มก็เสียของหมด ถ้าเจ้าไม่อยากดื่มน้ำเปล่าก็เติมน้ำตาลลงไปผสม ! แต่พี่รองบอกว่าเด็กน้อยกินน้ำตาลมากไปแล้วฟันจะผุ !”


หลู่ซวนไม่ค่อยพอใจ “เจ้าก็แข็งแรงเหมือนกัน แต่ก็พกมาดื่มเองไม่ใช่หรือ ? ไม่ได้ กระบอกน้ำผึ้งป่าของเจ้าต้องแบ่งกันดื่มคนละครึ่ง…สหายรัก มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน !”


“เฮอะ ! เจ้าอ้วนหลู่ เจ้าปล่อยให้ตัวเองตกต่ำจนมาคบหากับเด็กชนบทจากหมู่บ้านกลางเขาอย่างฉือหลี่โกว ช่างทำให้นักเรียนในเขตเริ่นอันอย่างเราขายหน้าจริงๆ !”


เด็กชายตัวผอมแห้งและมีใบหน้าเรียวยาวกำลังเหลือบมองหลู่ซวนสหายทั้งห้าด้วยความดูแคลน จังหวะที่นัยน์ตามาหยุดอยู่ที่เจ้าหนูน้อยก็ราวกับว่าเด็กชนบทมีเชื้อโรคอยู่บนตัว เขาจึงรีบละสายตาออกไปทันที


“จางต้าหนิว เจ้าแห้งจาง ! เจ้าก็แค่โชคดีที่ได้เกิดในตัวเมืองไม่ใช่หรือ ? มีสิทธิ์อันใดมาดูถูกคนอื่น ? เป็นเพราะเรียนหนังสือได้ดีกว่าหรือเขียนอักษรได้ดีกว่าหลินจื่อถิงกันเล่า ?” หลู่ซวนไม่ได้ปกป้องเจ้าหนูน้อยเพราะหวังที่จะได้กินน้ำผึ้งป่า แต่เขาทำเพราะเมื่อพี่น้องสามัคคีแล้ว ผู้ใดก็ทำลายครอบครัวไม่ได้ !


เด็กผู้ชายที่ถูกเรียกว่าจางต้าหนิวก็ขมวดคิ้วทันที “หลู่ซวน เจ้าเป็นพวกเดียวกับใครกันแน่ ? อย่าลืมว่าเจ้าเป็นคนในตัวเมือง !”


“มีบ้านอยู่ในเมืองแล้วอย่างไร ? เวลานั่งอยู่ในชั้นเรียนก็เป็นศิษย์ของอาจารย์ทั้งสิ้น ไฉนเลยจะแบ่งแยกตัวเมืองกับหมู่บ้านชนบท ? ถ้าเก่งจริงก็แสดงความสามารถออกมาให้เห็นสิ !” หลู่ซวนยกมือเท้าสะเอวพลางแบกพุงโตๆของตนเข้าไปขวางอยู่ตรงเบื้องหน้าของเจ้าหนูน้อย


เสี่ยวร่างก็กำหมัดแน่นและเข้าไปยืนตรงเบื้องหน้าของนายน้อยด้วยความประหม่าและหวาดระแวง อีกฝ่ายมีจำนวน5-6คน แต่แม้จะหัวแตกเลือดอาบ เขาก็ต้องปกป้องนายน้อยเอาไว้ให้ได้


ฉิงจิ้งหยูดื่มน้ำผสมน้ำผึ้งอย่างเชื่องช้า จากนั้นก็ปิดฝากระบอกไม้ไผ่แล้วเดินไปอยู่ข้างกายหลู่ซวนพลางเผยแววตาเด็ดเดี่ยวออกมาเพื่อแสดงให้เห็นจุดยืนของตน


จางต้าหนิวออกแรงบีบลูกพลับสุกในมือจนเละ จากนั้นตะโกนใส่เจ้าหนูน้อยว่า “หลินจื่อถิง เจ้าเอายาวิเศษชนิดใดให้ฉิงจิ้งหยูกับหลู่ซวนดื่มจนทำให้พวกเขาออกมาปกป้องเจ้าแบบนี้ ? อ้อ…ข้ารู้แล้ว ตอนกลางวันเจ้าจะแอบกินบางอย่างกับพวกเขาเสมอ เจ้ากำลังเข้าหาพวกเขาอย่างหน้าไม่อายเพียงเพื่อหลอกกิน คนอย่างเจ้ามีสิทธิ์อะไรได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาของพวกเรา ?”


หลู่ซวนชิงพูดก่อนเจ้าหนูน้อย “ก่อนที่เจ้าจะพ่นอุจจาระออกจากปากก็ช่วยตรวจสอบให้ดีก่อนได้หรือเปล่า ? หลินจื่อถิงนำกล่องอาหารมาที่สำนักศึกษาด้วยทุกวัน เจ้าตาบอดหรือไร ? เป็นพวกข้าต่างหากที่ขออาหารจากเขากิน ไม่ใช่เขามาขอจากพวกข้า !”


ไฉนเลยจางต้าหนิวจะยอมเชื่อ “แค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่งจะไปมีของดีอะไร ? หลู่ซวน หนังหน้าของเจ้ามันหนาเหมือนท้องนั่นแหละ เขาให้ของดีอะไรแก่เจ้ากันแน่ เจ้าถึงได้ยอมปกป้องเขาถึงเพียงนี้ ?”


ฉิงจิ้งหยูพูดอย่างเหนื่อยหน่าย “เจ้าลองพูดมาสิว่าเหตุใดหลินจื่อถิงไม่มีสิทธิ์เรียนที่นี่ ? หรือเจ้ามองคนที่ฐานะชาติกำเนิด ส่วนเด็กที่โดนอาจารย์ตีมือทุกวันก็ควรได้เรียนอยู่ในสำนักศึกษาด้วยหรือ ?


ถ้าเช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าหนึ่งอั้นโฉ่วสามซิ่วไฉของเขตเริ่นอัน มีสองคนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับหลินจื่อถิง นั่นก็คือเจียงอั้นโฉ่วซึ่งเป็นพี่เขยรองของหลินจื่อถิง และหลินจื่อเหยียนซิ่วไฉอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เขตเริ่นอันก็เป็นพี่ชายแท้ๆของหลินจื่อถิง หากยึดตามข้อโต้แย้งของเจ้าแล้ว เจียงอั้นโฉ่วกับหลินซิ่วไฉก็ไม่คู่ควรมาเรียนที่สำนักศึกษาในเขตนี้ใช่หรือเปล่า ?”


บัดนี้เจียงอั้นโฉ่วและหลินซิ่วไฉซึ่งมีอายุน้อยที่สุดได้ปรากฏตัวขึ้นที่เขตเริ่นอัน ส่งผลให้ผู้คนในเขตล้วนเอาไปพูดกันปากต่อปาก ทุกคนรู้สึกว่าเป็นเกียรติอย่างสูง โดยเฉพาะสำนักศึกษาเหวินหยวนที่แม้ว่าจะยังไม่ถึงตอนสมัครเรียนก็มีผู้คนไม่น้อยมาเข้าแถวรอคอยจะได้เข้าศึกษา แถมหนึ่งในนั้นยังเป็นคนจากตัวอำเภอหรือเขตรอบนอกอีกด้วย…ผู้ใดใช้ให้สำนักศึกษาเหวินหยวนมีศิษย์ที่สอบติดซิ่วไฉตั้ง4คนและยังมีอั้นโฉ่วอีกหนึ่งคนภายในปีเดียว ?


ผู้ใดกล้าพูดว่าเจียงอั้นโฉ่วและหลินซิ่วไฉไม่คู่ควรที่จะเรียนในสำนักศึกษาของเขตเริ่นอันก็คงไม่พ้นได้จมกองน้ำลายตาย ? จางต้าหนิวรีบพูด “ข้าไม่ได้ว่าพวกเขาแบบนั้น เจ้าอย่า…บิดเบือนความจริง !”


“ถ้าพวกเขาเรียนในตัวเมืองได้ แล้วเหตุใดหลินจื่อถิงที่อยู่ในฐานะน้องภรรยาและน้องชายแท้ๆของพวกเขาจึงไม่มีสิทธิ์เรียน ?” ฉิงจิ้งหยูเลิกคิ้วพลางย้อนถาม


“ใช่ ใช่ ! จางต้าหนิว เจ้าก็แค่มีฐานะเป็นคนในเมืองไม่ใช่หรือ ? ยังไม่ต้องพูดเรื่องการศึกษา มาพูดแค่เรื่องฐานะทางบ้านก่อน รายได้ของหลินจื่อถิงคนเดียวก็มากกว่าพวกเจ้าทั้งบ้านแล้ว เจ้าเชื่อหรือไม่เล่า ?” หลู่ซวนอดไม่ได้ที่จะโอ้อวดราวกับว่าคนที่มีเงินนับพันตำลึงคือตนเองอย่างไรอย่างนั้น


บ้านของจางต้าหนิวประกอบอาชีพเจ้าของร้านขายของชำ ในเวลาปกติการค้าก็ดำเนินได้ค่อนข้างดี หลังได้ยินแบบนั้นเขาก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที “พูดให้มันน้อยๆหน่อย ! เขาเป็นแค่เด็กอายุ7ขวบ เดือนหนึ่งต้องพึ่งพาเงินค่าขนมที่บ้านให้มา แล้วจะมีรายได้อะไร ?”


หลู่ซวนเล่าเรื่องเนื้อกระต่ายเส้นรสห้าเครื่องเทศที่ร้านขายขนมและผลไม้อบหนิงจี้วางจำหน่ายด้วยความภาคภูมิใจ โดยบอกว่ามันทำมาจากเนื้อกระต่ายที่เจ้าหนูน้อยเลี้ยงเองและยังพูดเสริม “แม้ว่าตอนนี้เขาจะเรียนหนังสืออยู่ที่นี่ แต่ก็จ้างคนช่วยเลี้ยงกระต่ายให้ที่บ้าน ! ร้านขายของชำบ้านเจ้าจะทำใจจ้างคนงานได้หรือไม่ ? อย่างน้อยในมือของเขาก็มีลูกจ้างถึง2คนแล้วด้วย !”


จางต้าหนิวไม่เชื่อ “เจ้าแซ่หลู่ เจ้าคุยโวให้น้อยหน่อย ! เขาเพิ่งอายุเท่าไรเอง เขาจะมีเงินจ้างคนงานแล้วหรือ ? เหตุใดเจ้าไม่อวดว่าบ้านเขาเหมือนตระกูลหานที่มีโรงงานใหญ่โตไปเลยล่ะ ?”


สกุลหานเป็นครอบครัวเศรษฐีที่มีชื่อเสียงในเขตเริ่นอันซึ่งมีโรงงานผลิตน้ำมันพืช2แห่ง น้ำมันพืชจากโรงงานตระกูลหานมีการส่งออกไปขายไกลถึงตัวเมืองจงโจว !


หลู่ซวนหรี่ตาลง แต่มือยังเท้าสะเอวดังเดิม “เจ้าก็ว่าไป บ้านของเขามีโรงงานจริงๆด้วย โรงงานแปรรูปเมล็ดสนปากอ้า เจ้าเองก็ไม่ได้ชอบกินเมล็ดสนปากอ้ารสนมหรืออย่างไร ? มันเป็นสูตรลับของบ้านเขาเอง แล้วก็ยังมีเนื้อแผ่นกับผลไม้อบแห้งที่ร้านหนิงจี้ก็เป็นผลิตภัณฑ์ของบ้านเขาทั้งสิ้น !”


เมื่อเห็นจางต้าหนิวและเด็กไม่กี่คนข้างหลังยังทำหน้าไม่เชื่อ หลู่ซวนจึงรีบดึงพันธมิตรมาเข้าร่วม “ฉิงจิ้งหยู เจ้าบอกพวกเขาไปสิว่าเรื่องที่ข้าพูดเป็นความจริงหรือไม่ ? ถ้าช่วงวันหยุดข้าไม่ได้ไปที่บ้านของหลินจื่อถิง ข้าก็คงไม่เชื่อว่าขนมที่ชอบกินบ่อยๆ เป็นของที่ผลิตมาจากบ้านเขาเอง ถ้าพวกเจ้ายังไม่เชื่อก็นั่งรถม้าแล้วตามไปดูกับหลินจื่อถิงก็จะเห็นว่ามีรถม้าถึงสองคันขนของมาส่งยังร้านหนิงจี้…”


จางต้าหนิวหันมามองหน้ากับพวกพ้องอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “เนื้อแผ่นกับผลไม้อบแห้งที่เรากินเหล่านั้นล้วนขนมาจากชนบท ?”


“แบ่งแยกชนบทกับในเมืองอะไรกัน ? จางต้าหนิว เจ้าต้องเปลี่ยนทัศนคติ มีคำกล่าวที่ว่า ‘ผู้สูงศักดิ์มักมีชาติกำเนิดยากจน’ และ ‘หงส์สามารถทะยานออกจากหุบเขาได้’ ขอไม่พูดเรื่องฐานะครอบครัวของหลินจื่อถิง พูดแค่คุณสมบัติในตัวเขา วันหน้าจะต้องสอบได้ดีไม่แพ้พี่ชายแน่นอน พวกเจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าอยากผิดใจกับว่าที่ซิ่วไฉหรือนายท่านจู่เหริน ?” ตอนนี้เปลี่ยนเป็นหลู่ซวนที่เชิดหน้าและปลายหางตามองอีกฝ่ายบ้างแล้ว


ตอนที่ 442: สหายรักชั่วชีวิต


“พวกเจ้าตรงนั้น ! ไม่อ่านตำราอยู่ในห้องเรียน ออกมารวมตัวทำอะไรที่นี่ ? หากทะเลาะกันในสำนักศึกษา โทษสถานเบาคือฟ้องผู้ปกครองของพวกเจ้า แต่โทษสถานหนักคือโดนไล่ออก !”


อาจารย์ผู้ไว้เครามีสีหน้าจริงจัง เขาเดินเข้ามาพลางมองเด็กที่แบ่งแยกออกเป็นสองกลุ่มด้วยความเคร่งขรึม เด็กเหล่านี้ท่าทางดูเป็นมิตรกันยาก นี่เพิ่งเข้าเรียนได้ไม่เท่าไรก็จะก่อเรื่องกันแล้ว ? เขาจึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม !


จางต้าหนิวที่ดูหยิ่งผยองเมื่อครู่ก็กลายเป็นเหมือนหนูที่เห็นแมวขึ้นมาทันที เข้ารีบหดคอแล้วพูดอย่างร้อนตัวว่า “ท่านอาจารย์หลิว พวกศิษย์ไม่ได้ทะเลาะกันขอรับ พวกศิษย์…ดีต่อกันมาก ! หลู่ซวน เจ้าว่าใช่หรือไม่ ?”


เพื่อจะยืนยันคำพูดของตน จางต้าหนิวก็รีบยื่นมือไปคว้าไหล่หลู่ซวนเข้ามากอด แต่หลู่ซวนรีบสะบัดออกด้วยความรังเกียจ “ใครอยากจะดีกับคนที่ชอบรังแกผู้อ่อนแอกว่าอย่างเจ้า ?”


“กลับห้องเดี๋ยวนี้ แล้ววันนี้จงนั่งคัดอักษร50จบ ! คัดไม่จบไม่ต้องกลับบ้าน !” อาจารย์หลิวเป็นอาจารย์มานานขนาดนี้แล้วจะโดนลูกไก่อย่างจางต้าหนิวหลอกได้อย่างไร ? เขาจึงลงโทษด้วยความโมโหทันที !


หลังได้ยินแบบนั้นหลู่ซวนก็โอดครวญขึ้นมา “อาจารย์ขอรับ เป็นจางต้าหนิวที่เข้ามาหาเรื่องก่อน ท่านแค่ลงโทษพวกเขาก็ได้แล้ว เหตุใดพวกศิษย์ต้อง…”


“ถ้ายังพูดมากอีกจะเพิ่มเป็นหนึ่งร้อยจบ !” อาจารย์หลิวถลึงตาใส่เขาด้วยความโมโห เจ้าเด็กพวกนี้ถ้าไม่สั่งสอนสักหน่อยก็ไม่มีทางทำตัวดีๆแน่นอน !


หลู่ซวนรีบพูด “ยะ อย่าขอรับ! ห้าสิบก็ห้าสิบ พวกศิษย์คัดก็ได้…”


ต่อจากนั้นเด็กกลุ่มหนึ่งก็เดินคอตกเข้าห้องเรียน เจ้าหนูน้อยที่เดินอยู่ท้ายสุดก็หยุดยืนตรงเบื้องหน้าอาจารย์หลิว เขาอ้ำอึ้งแต่แล้วสุดท้ายก็โค้งคารวะอาจารย์ด้วยความเคารพ “ท่านอาจารย์ขอรับ หลู่ซวนกับฉิงจิ้งหยูทำเพื่อศิษย์จึงได้ทะเลาะกับจางต้าหนิวขอรับ ถ้าอย่างไร…ศิษย์ขอคัดอักษรในส่วนของพวกเขา ศิษย์คนเดียวคัดอักษรหนึ่งร้อยห้าสิบจบได้หรือไม่ขอรับ ?”


“หนึ่งร้อยห้าสิบจบ ? เจ้าอยากคัดจนมือพิการไปเลยหรือ ?” อาจารย์หลิวชอบศิษย์ที่ขยันขันแข็งและมีพรสวรรค์เหนือผู้ใดคนนี้มาก


นานเท่าใดแล้วที่ไม่เจอเด็กขยันและมากด้วยพรสวรรค์ขนาดนี้ อยู่ในเขตชนบทที่ห่างไกลย่อมหาได้น้อยมาก เด็กคนล่าสุดที่เขายกนิ้วให้ก็สอบได้อั้นโฉ่วประจำการสอบเยวี่ยนซื่อของปีนี้


เขามองคนไม่ผิดแน่นอน เด็กคนนี้ไม่มีทางหยุดอยู่แค่ในเขตเล็กๆแห่งนี้ ! ทว่ายิ่งเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์มากเท่าไร ก็ต้องเข้มงวดมากขึ้นเท่านั้น เขาไม่อยากให้เกิดโศกนาฏกรรมใดขึ้นตรงหน้าอีก


“ทำไมหรือ ? หลินจื่อถิง เจ้าไม่พอใจกับการลงโทษของอาจารย์หรืออย่างไร ?” อาจารย์หลิวทำหน้าเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิมพร้อมใช้แววตาดุดันจับจ้องมาที่ตัวเด็กน้อย


เจ้าหนูน้อยรีบส่ายหน้า “ไม่ขอรับ ! ศิษย์ไม่ได้คัดค้านการตัดสินของอาจารย์ แต่…ทำให้สหายทั้งสองโดนลงโทษไปด้วย ศิษย์รู้สึกละอายใจขอรับ !”


“ในเมื่อรู้สึกละอายใจก็ใช้การกระทำชดเชยต่อพวกเขา ช่วงนี้หลู่ซวนกับฉิงจิ้งหยูพัฒนาขึ้นไม่น้อย ต่อไปเจ้าอ่านตำรากับพวกเขาบ่อยๆ แล้วก่อเรื่องให้น้อยลงด้วย ! ถ้ายังมีใครกล้ารังแกเจ้าอีก เห็นอาจารย์อย่างพวกเราอยู่บนหิ้งกันหมดหรือ ? เจ้าหนู อย่าปล่อยให้ตัวเองขาดสติเพียงชั่ววูบ ไม่อย่างนั้นนอกจากตัวเองจะเจ็บก็ยังทำให้สหายลำบากไปด้วย” อาจารย์หลิวกลัวว่าเด็กตัวเล็กจะปะทะกับพวกจางต้าหนิวแล้วตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ !


เจ้าหนูน้อยพยักหน้าและโค้งคารวะอีกรอบ “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่สั่งสอนขอรับ !”


วันนี้หลิวต้าซวนซึ่งทำหน้าที่มารับเจ้าหนูน้อยก็รออยู่หน้าประตูสำนักศึกษาได้พักใหญ่ จนเด็กๆในสำนักศึกษาออกมาเกือบหมดแล้ว เขาจึงเห็นเจ้าหนูน้อยและบรรดาสหายออกมาจากสำนักศึกษาอย่างไร้ชีวิตชีวา


“เกิดอะไรขึ้น ? โดนอาจารย์ตำหนิมาหรือ ?” หลิวต้าซวนรีบปลอบ “ท่านอาจารย์หวังดีต่อพวกเจ้าถึงได้เข้มงวดขนาดนี้ กล่าวกันว่าอาจารย์เข้มงวด ศิษย์ย่อมได้ดี มีอาจารย์เช่นนี้ก็ถือว่าเป็นโชคดีของพวกเจ้า”


วังตงเฉียงกำหมัดแน่นด้วยความโมโหพร้อมเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ลุงต้าซวนฟัง “เจ้าเด็กในเมืองไม่กี่คนนั้นช่างน่ารังเกียจจริงๆ เรียนหนังสือไม่เก่งเท่าเอ้อร์ฮว๋าก็มักเข้ามาหาเรื่องเขา เห็นอยู่ชัดๆว่าพวกนั้นเริ่มก่อน แต่ท่านอาจารย์กลับลงโทษแม้แต่เอ้อร์ฮว๋าไปด้วย…”


“ที่อาจารย์ลงโทษพวกเจ้าก็ต้องมีเหตุผล คัดอักษร50จบก็ทำให้พวกเจ้าเข้าใจอักษรที่เรียนในวันนี้มากกว่าเดิมและยิ่งเขียนอักษรได้คล่อง ไม่ถือว่าเสียเปล่าสักหน่อย !” เจ้าหนูน้อยพูดในแง่ดี


หลู่ซวนทำสีหน้าหดหู่ “จริง ! อักษรไม่กี่ตัวนี้ ทั้งชาติข้าไม่มีวันลืมแน่…หลินจื่อถิง มือข้างนี้ของข้าจะพิการแล้ว พรุ่งนี้ต้องบวมแน่ๆ เจ้าอย่าลืมเอาน้ำผสมน้ำผึ้งป่ามาปลอบใจข้าด้วย !”


เฮอะ ! ขนาดนี้แล้วยังจำเรื่องน้ำผึ้งได้อีก ! เจ้าหนูน้อยพยักหน้าแล้วตบบ่าอันหนาหนักของอีกฝ่าย “วันนี้เจ้าต้องลำบากเพราะข้า ไม่มีทางปล่อยให้เจ้าโดนลงโทษโดยเปล่าประโยชน์แน่นอน พรุ่งนี้ไม่ใช่แค่น้ำผสมน้ำผึ้งป่า แต่ข้าจะเอาคุกกี้สอดไส้แยมบลูเบอร์รี่มาให้ด้วย”


หลู่ซวนเป็นเหมือนของเล่นที่ได้รับพลังงานเต็มเปี่ยม เขารีบกลับมามีชีวิตชีวาทันที “คุกกี้สอดไส้แยมบลูเบอร์รี่ ? ขนมใหม่ของพี่รองหลิน ? แค่ชื่อก็น่ากินแล้ว…หลินจื่อหลิง ใช้ได้นี่ ! คุ้มค่าต่อการที่ข้าปกป้องเจ้าแล้ว !”


เจ้าหนูน้อยพูดด้วยรอยยิ้ม “ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ พี่รองปลูกต้นสตรอเบอร์รี่ไว้ไม่น้อย ในอนาคตนอกจากคุกกี้สอดไส้แยมบลูเบอร์รี่แล้ว ยังมีไส้แยมสตรอเบอร์รี่และไส้ครีม พวกเจ้าอยากกินรสไหน ข้าก็จะเอามาให้ !”


หลู่ซวนรีบตบบ่าเขาแรงๆ “สหายรักชั่วชีวิต ! !”


ฉิงจิ้งหยูทนเห็นเขาทำตัวโง่งมยามได้ยินเรื่องของกินไม่ได้ จึงลากตัวเขาออกไปทันที


ส่วนเจ้าหนูน้อยก็พาเสี่ยวร่างกับวังตงเฉียงกระโดดขึ้นรถม้า ทันใดนั้นรถม้าก็เคลื่อนตัวออกนอกตัวเมือง…


ในสำนักศึกษา อาจารย์หลิวค่อยๆเดินออกมา ขณะมองตามรถม้าที่เคลื่อนจากไป เขาก็ยกมือลูบเคราแล้วเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา…เขาได้ยินคำพูดนั้นของหลินจื่อถิง อืม มองคนไม่ผิดจริงๆ !


ณ หมู่บ้านฉือหลี่โกว เด็กน้อย สตรี บุรุษและคนสูงอายุในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยกำลังมารวมตัวอยู่ที่ป่าต้นโอ๊กหลังบ้านตระกูลหลิน วันนี้อากาศแจ่มใส แดดเจิดจ้า เป็นวันที่บ้านสกุลหลินทำการย้ายหนอนไหมไปไว้ที่ต้นโอ๊ก


ในหมู่บ้านฉือหลี่โกวไม่เคยมีใครเลี้ยงหนอนไหมมาก่อน จึงมีคนจำนวนไม่น้อยมาเฝ้ามองด้วยความสงสัย แน่นอนว่าคนที่ตื่นเต้นที่สุดคือพี่สาวคนโตตระกูลหลิน เนื่องจากหนอนไหมชุดนี้คือความหวังทั้งหมดของนาง ในชั่วอึดใจที่นางได้เห็นก็คล้ายว่าน้องสาวได้วางอนาคตอันสดใสไว้ให้นางแล้ว


เพราะภัยแล้งในปีนี้ส่งผลให้การเจริญเติบโตของต้นโอ๊กได้รับผลกระทบไปด้วย การเพาะพันธุ์หนอนไหมและโรงงานทอผ้าของตระกูลเซวียก็ได้รับผลกระทบมาก แต่ต้นโอ๊กที่สกุลหลินย้ายมาปลูกตรงเนินเขาหลังบ้านกลับเจริญเติบโตได้ดี มันยืนต้นอย่างมีชีวิตชีวา ทำให้หนอนไหมที่เลี้ยงออกมาตัวอ้วนกลม ส่วนคนเลี้ยงก็ถูกใจกันสุดๆ


ตอนที่พี่สาวคนโตไปเรียนวิธีสาวไหมกับกรอไหมจากตระกูลเซวีย อีกฝ่ายยังให้คำมั่นสัญญากับนางว่าหลังจากผ้าไหมของนางทอออกมาแล้ว สกุลเซวียจะรับซื้อในราคาสูง ต้องทราบก่อนว่าตระกูลเซวียแทบจะผูกขาดการค้าสิ่งทอในภาคเหนือทั้งหมด และมีการจัดหาสินค้าไปยัง5เมืองใหญ่18อำเภอ เรียกว่าค้าขายดีชนิดไม่หวาดไม่ไหว


หากร่วมมือกับตระกูลเซวียก็เท่ากับสร้างใบรับประกันให้สินค้าของตน…พวกนางแค่ต้องทอผ้า ไม่ต้องกังวลเรื่องหาแหล่งรับซื้อ พี่สาวคนโตรู้ด้วยว่าที่สกุลเซวียทำแบบนี้ก็เพราะเห็นแก่หน้าคู่หมั้นน้องสาวคนรอง !


ตอนที่ 443: เสี่ยวเว่ยมีเทพเจ้าแห่งขุนเขาคอยอวยพร


คนอย่างเจียงโม่หานที่สอบได้ตำแหน่งอั้นโฉ่วตั้งแต่อายุยังน้อย อนาคตในวันข้างหน้าจะต้องสดใสแน่นอน หากไม่ผูกมิตรไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ รอให้เขาทะยานสู่ฟ้า แล้วตระกูลเซวียค่อยคิดจะผูกมิตร ยังจะมีโอกาสอยู่หรือเปล่า ?


หนอนไหมช่วงวัยที่สอง ตัวแล้วตัวเล่าถูกปล่อยสู่ต้นโอ๊ก ส่วนใหญ่จะสามารถปรับตัวได้ จึงเริ่มกัดกินใบโอ๊กอย่างเอร็ดอร่อย พี่สาวคนโตเฝ้ามองด้วยความวิตกกังวล “น้องรอง ศัตรูตามธรรมชาติของหนอนไหมมีเยอะขนาดนั้น เจ้าคิดว่าหนอนไหมเหล่านี้จะสร้างรังไหมได้เท่าไหร่กัน ?”


หลินเว่ยเว่ยตบบ่านาง “ไม่ต้องกังวล พวกเราไม่ได้มีอินทรีทองอยู่หรือ ? อย่างน้อยศัตรูอย่างเช่นพวกนกก็จะไม่กล้ามากินหนอนไหมของบ้านเราแน่นอน ส่วนทางฝั่งสกุลเซวียก็เพาะพันธุ์หนอนไหมได้ดีทุกปี พวกเรามีแต่จะได้เยอะกว่าพวกเขาอีก ไม่มีทางน้อยกว่าแน่ ! นี่เป็นการทดลองครั้งแรกของพวกเรา ต่อไปก็มีประสบการณ์แล้ว !”


ต้นโอ๊กที่บ้านสกุลหลินย้ายมาปลูกก็ถูกตัดแต่งไว้แล้ว ลำต้นไม่สูงมาก แต่ผลิใบเขียวชอุ่ม ตอนถึงเวลาเก็บรังไหมก็ไม่ถึงขั้นต้องปีนขึ้นไปขนาดนั้น


ขณะมองหนอนไหมบนต้นโอ๊ก ผู้ใหญ่บ้านก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “นางหนูรอง เลี้ยงเจ้านี่แล้วมันจะพ่นใยไหมออกมาได้จริง ทอออกมาแล้วจะเป็นผ้าไหมงามๆได้หรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “บ้านเราก็เพิ่งเลี้ยงเป็นครั้งแรก รอให้ผ่านไปอีกสักหน่อย แล้วทุกคนค่อยมาดูผลลัพธ์แล้วกัน อย่างไรก็ไม่ได้ลงทุนอยู่แล้ว แม้จะไม่สำเร็จก็ไม่ได้เสียหาย…”


“ถุยถุย ! รีบถุยทิ้งเดี๋ยวนี้ !” พี่สาวคนโตไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที ความใฝ่ฝันของนางเพิ่งเริ่มต้น จะปล่อยให้มีสิ่งใดมาทำลายไม่ได้เด็ดขาด! ขอให้คำอัปมงคลปลิวหายไปตามสายลม…เทพเจ้าแห่งสรวงสวรรค์และพื้นพิภพ สิ่งไม่ดีจงออกไป สิ่งดีๆจงเข้ามา…


หลินเว่ยเว่ยถุยออกมาสองครั้งอย่างให้ความร่วมมือ แล้วรีบปลอบพี่สาวที่กำลังวิตก “ไม่ต้องกังวล เจ้าไม่เห็นหรือว่าบ้านเราอยากทำอะไรก็ออกมาราบรื่นทุกอย่าง ? เลี้ยงหนอนไหมก็ต้องเหมือนกันสิ !”


ป้ากุ้ยฮวาพยักหน้า “ใช่ ! เสี่ยวเว่ยมีเทพเจ้าแห่งขุนเขาคอยอวยพร นางบอกว่าได้ก็ต้องได้ !”


เนื่องจากย้ายหนอนไหมออกไปอยู่ที่ต้นโอ๊กข้างนอกแล้ว ในแต่ละวันพี่สาวคนโตจะไปเดินอยู่ที่ป่าต้นโอ๊กหลายต่อหลายรอบ เพราะนางรู้เรื่องศัตรูตามธรรมชาติของหนอนไหมจากหลินเว่ยเว่ย ศัตรูโดยหลักจะมีเต่าแมลงสาบ (ถู่เปี๋ยฉง) ตั๊กแตนตำข้าว งูและนก ตอนนี้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับพวกนกเพราะมีอินทรีทองคอยเฝ้าระวัง หมู่บ้านฉือหลี่โกวก็แทบเป็นเขตแดนต้องห้ามของพวกนกไปแล้ว


พี่สาวคนโตคิดว่ามาเดินดูหลายรอบหน่อยและถ้าเจอพวกศัตรูก็จะได้กำจัดทิ้งตอนนั้นเลย เพื่อความฝันแล้ว เด็กสาวที่หวาดกลัวงูและแมลงมาก ถึงขั้นกลายเป็นหญิงแกร่งที่กล้าจับงูด้วยมือเปล่าและบี้เต่าแมลงสาบตายด้วยนิ้วเดียว !


ฤดูใบไม้ผลิแห่งความวุ่นวายกำลังค่อยๆผ่านพ้นไป ชาวบ้านฉือหลี่โกวเริ่มดูแลพืชผลในแปลงนากันอย่างกระตือรือร้น ปีนี้ทางราชสำนักยกเว้นภาษีที่ดินให้เมืองทางเหนือซึ่งประสบภัยพิบัติอย่างหนัก ไม่ว่าจะเก็บเกี่ยวได้เท่าไรก็เป็นของตัวเองทั้งหมด


ครอบครัวที่แลกเมล็ดข้าวสาลีและข้าวโพดมาจากบ้านสกุลหลินก็หุบยิ้มไม่ได้เลยสักคน พืชสองชนิดนี้เติบโตได้ดีมาก โดยเฉพาะข้าวสาลีที่เมื่อเทียบกับเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีทั่วไปแล้วไม่ได้มีการดูแลที่แตกต่างกันมาก ใส่ปุ๋ยคอกเหมือนกัน รดน้ำเหมือนกัน แต่เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีของตระกูลหลินกลับให้ผลผลิตในปริมาณสูงและยังดูแข็งแรงกว่าพวกข้าวสาลีพันธุ์ทั่วไปด้วย


แน่นอนว่าพืชเติบโตได้ดีที่สุดยังเป็นที่นาสามหมู่ของบ้านสกุลหลิน หลินเว่ยเว่ยใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีในมิติน้ำพุวิญญาณ เวลารดน้ำก็ยังแอบนำน้ำพุวิญญาณมาผสมด้วย หากมันยังงอกเงยได้ไม่ดีก็คงประหลาดแล้วล่ะ


ตระกูลหลินยังเปิดที่ดินรกร้างบนเขาอีกสองสามหมู่ พืชที่ปลูกคือข้าวโพด ปุ๋ยคอกมีให้ใส่ในปริมาณที่เพียงพอ แม้จะยังมีพวกรากหญ้าหรือหัววัชพืชภูเขาผสมอยู่ แต่ข้าวโพดก็เติบโตได้ดีพอๆกับพื้นราบ


ชาวบ้านที่คว้าเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีและข้าวโพดเหล่านั้นไม่ทันก็รีบไปจับจองกับบ้านสกุลหลินไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะพวกตนลงมือช้าไป ผลผลิตของปีนี้จึงไม่มากเท่ากับคนที่ได้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นไปแน่นอน แต่ปีหน้าพวกตนจะรั้งท้ายไม่ได้อีกแล้ว


ตอนที่ชาวฉือหลี่โกวพรวนดิน กำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยคอกเสร็จเรียบร้อยก็เข้าสู่ช่วงต้นฤดูร้อน เนินเขาหลังบ้านสกุลหลินก็ถูกมุงดูอีกรอบ…เพราะหนอนไหมชุดแรกสร้างรังไหมแล้ว !


รังไหมสีขาวนวลแขวนอยู่ตามกิ่งก้านต้นโอ๊กราวกับผลไม้ในฤดูใบไม้ร่วง ทำให้คนที่เห็นมีความสุขสุดๆ มีหนอนบางตัวเพิ่งเริ่มพ่นใย ในใยโปร่งแสงเห็นหนอนไหมตัวอวบอ้วนกำลังทำงานหนักเพื่อสร้าง ‘คฤหาสน์’ ของมัน มีบางตัวทำเสร็จแล้ว รังไหมสีขาวนวลมีความยาวถึง5หลีหมี่ ( เซนติเมตร ) เหมือนกับไข่นกกลมๆฟองหนึ่ง ขนาดใหญ่ยิ่งกว่ารังไหมของทางภาคใต้เสียอีก !


“ต่อจากนี้อีก4วัน ดักแด้ข้างในก็จะกลายเป็นตัวอ่อนหนอนผีเสื้อ รังไหมที่นอกเหนือจากเก็บไว้เพาะพันธุ์หนอนไหมแล้วที่เหลือก็เก็บเอาไปปั่นไหม…อ้อ จริงสิ ดักแด้ข้างในรังไหมเป็นของอร่อยที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ บนโต๊ะอาหารของบ้านเราได้มีของอร่อยเพิ่มอีกอย่างแล้ว !”


ในความเป็นจริงแล้ว หลินเว่ยเว่ยไม่ค่อยกล้ากินดักแด้ทอดสักเท่าไร นางเคยได้ยินสหายร่วมภาควิชาชาวตงเป่ยบอกว่ามันเป็นอาหารอันโอชะ…แต่อาหารโอชะที่แปลกประหลาดนี้ก็ไม่ได้เป็นที่ยอมรับของทุกคน !


พี่สาวตนโตทำหน้ารังเกียจเล็กน้อย “พอนึกถึงหนอนตัวอวบอ้วน อี๋ ใครจะกินลง !”


“ฤดูร้อนปีก่อน ตอนพวกเราจับจักจั่นจากบนเขาลงมา พอเจ้าเห็นก็พูดแบบนี้เหมือนกัน แต่พอเอาไปทอดแล้วก็กินอย่างเอร็ดอร่อยไม่ใช่หรือ ?” หลินเว่ยเว่ยบ่น


พี่สาวคนโตกลอกตาใส่ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป นางจะกลับไปที่ห้องทอผ้าเพื่อเตรียมอุปกรณ์ปั่นไหมและทอผ้า…กว่าจะได้มีอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมสรรพ นางไม่เพียงใช้เงินเก็บที่ได้จากการทอผ้า แต่ยังติดหนี้เงินส่วนกลางของครอบครัวอีกหลายตำลึง !


ทว่าพอกิจการทอผ้าไหมของนางเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด ต่อไปนางก็จะไม่ใช่คนที่ไม่ได้เรื่องที่สุดในครอบครัวแล้ว


ขณะมองท่าทางที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ของพี่สาวคนโต หลินจื่อเหยียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจขณะนั่งกินข้าว “ดูท่าทางแล้วในบ้านหลังนี้ คนไม่ได้เรื่องที่สุดจะเป็นข้า…”


พี่รองยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงหรอก นางคือมือรับทรัพย์ดีๆนี่เอง แค่กะพริบตาไม่กี่ทีเงินก็ลอยมาแล้ว เด็กน้อยอายุ7ขวบอย่างน้องสี่ก็มีรายได้มหาศาลต่อปีจากการเลี้ยงกระต่าย ตอนนี้แม้แต่พี่สาวคนโตก็มีกิจการทอผ้าเป็นชิ้นเป็นอัน มีเพียงเขาคนเดียว…บัณฑิตไร้ประโยชน์ !


“นายท่านซิ่วไฉของข้า ความจริงแล้วเจ้าได้เรื่องได้ราวที่สุดในบ้าน ! เจ้าคิดสิ หลังสอบได้ซิ่วไฉแล้ว บ้านเราก็ไม่ต้องจ่ายภาษีที่ดินอีก หากต่อไปเจอที่ดินทำเลทองก็ซื้อเก็บไว้ ปีหนึ่งก็ประหยัดเงินได้ตั้งเยอะ ! ในอนาคตพอสอบติดจู่เหรินและจิ้นซื่อ บ้านเราก็จะมีฐานะเป็นครอบครัวขุนนาง ! นายท่านซิ่วไฉ เจ้าอย่าดูถูกตัวเองไปเลย !” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าเด็กหนุ่มที่เพียรพยายามและรู้จักประมาณตน จำเป็นต้องได้รับกำลังใจบ้าง


เจียงโม่หานกล่าวว่า “พูดถึงเรื่องที่ดิน ภัยแล้งเกิดขึ้นติดต่อกันแบบนี้ คงมีคนยอมขายที่ดินไม่น้อยเลย ข้าคิดว่าจะถือโอกาสนี้ซื้อไว้สักหน่อย พอภัยพิบัติค่อยบรรเทาลงแล้วก็จะไม่ลงมือปลูกผลผลิตเอง ทว่าปล่อยให้คนอื่นเช่าก็ยังมีรายได้เข้ามา”


ภาพวาดบนพัดของเจียงโม่หานเป็นที่นิยมในเขตเริ่นอัน แม้แต่คนในตัวอำเภอหรือตัวเมืองจงโจวยังเดินทางมาซื้อจนทำให้สินค้าขาดตลาด ด้วยเหตุนี้ในมือของเขาจึงมีเงินอยู่ไม่น้อย เงินที่อยู่ในมือจะไม่งอกเงย แต่ถ้านำไปลงทุนก็จะได้กำไรกลับมามากกว่าเดิม


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย “ได้ คราวหน้าตอนเข้าเขตเริ่นอันก็ค่อยไปสอบถามตรงที่ว่าการเขต ดีที่สุดควรเป็นที่ดินเชื่อมติดกัน เราสองบ้านจะได้ซื้อร่วมกัน พอถึงเวลานั้นจะดูแลได้ง่ายหน่อย !”


ตอนที่ 444: อนุญาตให้ข้าปากว่ามือถึงกับเจ้าได้คนเดียว


เจียงโม่หานพยักหน้ารับเบาๆ “เรื่องนี้ยกให้เป็นหน้าที่ข้าเอง…เหตุใดจึงมองข้าเช่นนั้น ?”


หลินเว่ยเว่ยเอียงคอพลางมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หลังได้ยินแบบนั้นนางก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ข้าคิดภาพไม่ออกว่าท่าทางการต่อราคาของเจ้าจะเป็นอย่างไร”


เจียงโม่หานยักคิ้วเล็กน้อย “ด้วยฐานะในตอนนี้ของข้ายังจำเป็นต้องต่อราคาด้วยหรือ ?”


จริง ! เจียงอั้นโฉ่วกลายเป็นฝันร้ายของบัณฑิตทั้งเขตเริ่นอัน ชื่อของเขามักลอยออกจากปากของบัณฑิตเหล่านี้ เจียงโม่หานจึงกลายเป็นบุคคลที่ไม่สามารถเอื้อมถึงและยังทำให้พาลเกรงกลัวศักยภาพของเด็กชนบทคนอื่นด้วย !


อายุน้อยขนาดนี้ก็สอบได้อั้นโฉ่วแล้ว วันหน้าจะต้องมีอนาคตสดใสรออยู่แน่นอน แม้จะไม่ใช่ผู้ปกครองของบัณฑิตหรือคนที่มีฐานะในเขตเริ่นอัน ใครก็อยากหาทางมาผูกสัมพันธ์กับเขา แม้แต่คนของทางการก็ต้องพยายามเช่นกัน ถ้าเขาซื้อที่ดินผ่านการแนะนำของเจ้าหน้าที่คนใด เจ้าหน้าที่คนนั้นก็จะสามารถเอาไปป่าวประกาศได้ จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่เรียกราคาแพง !


บอกจะทำก็ทำเลย เพราะวันรุ่งขึ้นเจียงโม่หานนั่งรถม้าเข้าไปที่เขตเริ่นอัน ตกเย็นก็ถือโอกาสไปรับเจ้าหนูน้อยและวังตงเฉียงกลับมาด้วย ในมือของเขาถือโฉนดที่ดิน100หมู่เอาไว้ ซิ่วไฉในยุคสมัยนี้สามารถได้รับการยกเว้นภาษี50หมู่ ทั้งสองบ้านมีซิ่วไฉ2คน ร่วมกันได้100หมู่พอดี


หลินเว่ยเว่ยกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะพุ่งเข้าไปถามเจียงโม่หานว่า “หาซื้อได้เร็วขนาดนี้เลยหรือ ? บัณฑิตน้อย เจ้าเก่งจริงๆ ทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก !”


เจียงโม่หานใช้นิ้วจิ้มหน้าผากนางเพื่อให้ออกไปห่างๆ ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ปีก่อนมีภัยแล้งรุนแรงจึงเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ ตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิปีนี้ก็ไม่มีฝนตกแม้แต่หยดเดียว เพื่อหาทางรอดแล้ว ชาวบ้านจำนวนมากต้องขายที่ดิน ขายลูกขายหลาน…”


หลินเว่ยเว่ยเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมา “ฟ้าดินไร้เมตตา ปฏิบัติต่อสรรพสิ่งเหมือนหุ่นฟาง…ไม่ว่าจะยุคสมัยใด คนที่ต้องทนทุกข์ที่สุดก็ยังเป็นราษฎร !”


หลินจื่อเหยียนเห็นต่าง “ทว่า…หากเจอขุนนางดี ชีวิตของราษฎรก็จะดีขึ้น เหมือนเจ้าเมืองคนก่อนที่เพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนก็สามารถมองข้ามความเป็นความตายของราษฎรเมืองจงโจว ทำให้ราษฎรที่ประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงต้องอดตาย ซากศพเกลื่อนกลาดนับพันลี้ ล้มตายกันไม่เว้นวัน แต่ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนั้นนายอำเภอเป่าชิงกลับเปิดคลังแจกจ่ายอาหารบรรเทาทุกข์ สร้างทางอยู่รอดให้ราษฎร…”


เจียงโม่หานส่ายหน้าเบาๆ “ที่นายอำเภอเป่าชิงกล้าเปิดคลังแจกอาหารบรรเทาทุกข์ก่อนจะมีราชโองการลงมาก็เพราะได้การรับรองจากองค์ชายเจ็ดและหมินอ๋องซื่อจื่อ หากไม่มีคำสั่งจากราชสำนักแล้วเปิดคลังตามอำเภอใจ โทษสถานเบาคือโดนปลดออกจากตำแหน่ง โทษสถานหนักคือประหาร…”


หลินเว่ยเว่ยรับโฉนดมาดูแล้วพูดกับซิ่วไฉทั้งสองซึ่งมี ‘ความเกลียดชังและขมขื่น’ ว่า “นายท่านซิ่วไฉที่รักและห่วงใยแผ่นดินทั้งสอง ตอนนี้เลิกถกเถียงกันก่อนเถิด หน้าที่ของพวกเจ้าคือตั้งใจศึกษาเล่าเรียน สอบเพื่อช่วงชิงชื่อเสียงมาให้ได้และกลายเป็นขุนนางตงฉินที่สร้างประโยชน์ให้แก่ราษฎร…บัณฑิตน้อย เจ้าว่าเราซื้อที่ดินตอนนี้จะเป็นการปล้นชิงตามไฟ1หรือเปล่า ?”


เจียงโม่หานเคาะศีรษะนางเบาๆ “พวกเราไม่ได้กดราคาจนน่าเกลียดแล้วจะเรียกว่าปล้นชิงตามไฟได้อย่างไร ? เจ้าลองคิดดูสิ คนขายที่ดินให้เราก็อาจกำลังรอเงินจากพวกเราเพื่อนำไปซื้อข้าวปลาอาหาร…อย่างเราเรียกว่าช่วยเหลือผู้ยากไร้ ช่วยเหลือคนที่หาทางออกไม่ได้ต่างหาก !”


หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะตัวเอง “เหตุใดจึงบังเอิญซื้อที่ดินติดกันได้ขนาดนี้ ?”


เจียงโม่หานพูด “เดิมทีตรงกลางจะมีที่ดินซึ่งไม่ขายขวางกั้นอยู่ ข้าให้เจ้าหน้าที่ทางการไปถามเจ้าของที่ดิน แต่ละบ้านตกลงแลกที่ดินตรงกลางกับที่ดินซึ่งขนาบข้าง ใครครอบครองเท่าไหร่ก็ตัดแบ่งกันไปเท่านั้น เรื่องเอกสารก็ให้เจ้าหน้าที่จัดการโดยไม่มีตกหล่น”


“แต่ว่า…บ้านเรายังมีที่นาอยู่อีก3หมู่และยังมีที่ดินเพิ่งบุกเบิกอีก จำนวนที่เหล่านี้เกินกว่าสิทธิ์ที่พวกเจ้าได้รับยกเว้นภาษีเอาไว้ !”


หลินจื่อเหยียนชิงพูดขึ้นมาก่อน “พี่รอง ท่านโง่หรือไร ? ปีนี้ราชสำนักยกเว้นให้พวกเราไปแล้วไม่ใช่หรือ ? ส่วนของปีหน้าก็รอให้ภัยแล้งเบาบางลงก่อน ราชสำนักจึงประกาศออกมาอีกครั้ง ตอนนั้นพี่เขยรองก็เป็นจู่เหรินแล้ว แค่เขาคนเดียวก็ได้ยกเว้นเป็นร้อยกว่าหมู่ !”


หลินเว่ยเว่ยถลึงตาใส่เขา “เจ้าว่าใครโง่ ? หมดเวลาเก็บภาษีของปีหน้าก็เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ในเวลานั้นบัณฑิตน้อยสอบเสร็จและได้เป็นจิ้นซื่อต่างหาก ไม่แน่อาจได้เป็นจอหงวน ( หนึ่งใน3ของผู้ที่ครองตำแหน่งจิ้นซื่อชั้นหนึ่ง ) และได้ยกเว้นเยอะกว่าเดิมอีก !”


เจียงโม่หานหัวเราะเบาๆ แล้วเอื้อมมือไปดึงหางเปียน้อยๆของเด็กสาว “ขอให้เป็นอย่างที่เจ้าพูด !”


ดวงตากลมโตของหลินเว่ยเว่ยกลายเป็นเสี้ยวพระจันทร์ พร้อมฉีกยิ้มจนเห็นเขี้ยวเสือน้อยๆของนาง “อย่าปากว่ามือถึง คนมองอยู่ตั้งเยอะ !”


เจียงโม่หานยักคิ้วและพูดเบาๆว่า “ทำไมหรือ ? มีแต่ขุนนางอย่างเจ้าวางเพลิงได้ แต่กลับไม่อนุญาตให้ราษฎรอย่างข้าจุดไฟ ?”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยความมั่นใจ “ใช่ ! อนุญาตให้ข้าปากว่ามือถึงกับเจ้าได้คนเดียว เจ้าเองก็ไม่ได้เสียเปรียบสักหน่อย !”


เจียงโม่หานกางวงแขนทั้งสองข้างเพื่อแสดงท่าทางว่ายอมให้ใครหน้าไหนก็ได้เล่นงาน “ได้ ได้ ได้ ! เข้ามาสิ !”


หลินเว่ยเว่ยบีบใบหน้าหล่อเหลาของเขา “บัณฑิตน้อย รู้ตัวหรือเปล่าว่าเจ้าเริ่มหน้าหนามากขึ้นทุกวัน !”


“ปกติ เรื่องปกติ คนใกล้ชาดติดสีแดง คนใกล้หมึกติดสีดำ !” เจียงโม่หานวางมาดราวกับมีเทพเจ้าลงประทับร่าง


“สำเร็จแล้ว ! ข้าปั่นไหมออกมาได้แล้ว !” พี่สาวคนโตพุ่งออกจากห้อง ผมเผ้ายุ่งเหยิงและร้องตะโกนด้วยความดีใจ…สภาพแบบนั้นเหมือนคนเสียสติจริงๆ !


ภายในห้องปั่นไหม ปรากฏกระทะร้อนระอุ มีระวิงปั่นไหมอยู่ด้านบนและถัดลงมาคือแฉกไม้ไผ่…อุปกรณ์พวกนี้ดูธรรมดามาก แต่ก็เป็นอุปกรณ์ผลิตเส้นไหมที่ใช้กันทั่วไปในยุคนี้


ปีนี้อากาศแห้งแล้ง ส่งผลกระทบต่อโรงเลี้ยงหนอนไหมของสกุลเซวีย ระวิงปั่นไหมของพวกเขาจึงว่างงานจำนวนหลายเครื่อง ระวิงปั่นไหมอันนี้จึงเป็นของขวัญที่ได้มาจากนายท่านเซวีย


พี่สาวคนโตเช็ดเหงื่อบนใบหน้า การอยู่หน้าเตากับน้ำเดือดๆในฤดูร้อนถือเป็นงานที่ไม่ค่อยสบายนัก ทว่าขณะมองเส้นไหมเปล่งประกายถูกตักออกจากกระทะ แม้จะต้องลำบากมากเพียงใด นางก็รู้สึกดี


พี่สาวเห็นคนทั้งบ้านเข้ามาดูจึงรีบแสดงวิธีการสาวไหมด้วยความภาคภูมิใจ ขั้นตอนแรกคือการนำรังไหมจำนวนหนึ่งลงไปต้มในน้ำร้อนแล้วคนด้วยไม้พายให้สม่ำเสมอกัน ต่อจากนั้นไม่นานส่วนบนของรังไหมก็จะคลายตัวออก แล้วเริ่มดึงเส้นใยไหมผ่านแฉกไม้ไผ่เพื่อให้เรียงตัวไปยังระวิงปั่นไหมตัวเล็กและเข้าสู่ระวิงตัวใหญ่บนพื้นห้อง หลังจากเส้นไหมคลายตัวออกจากรังไหมหมดแล้วก็จะเผยให้เห็นดักแด้ที่ตกอยู่ก้นกระทะ…


หลังแสดงฝีมือไปได้สักพักหนึ่ง พี่สาวคนโตก็ค่อยๆเงียบและเริ่มกลับมาวิตกกังวลอีกครั้ง “รังไหมเหล่านี้ต้องรีบดึงไหมออกมา หากดักแด้ที่อยู่ข้างในทำลายรังไหมก็จะเสียของแน่นอน ดังนั้นต้องดึงไหมออกจากรังภายใน2-3วันนี้…”


นางหวงรีบพูด “ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวแม่ช่วยเจ้าเอง…”


นางเฝิงก็แสดงท่าทางว่าช่วยได้เหมือนกัน แต่หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่พี่สาว “เจ้าโง่หรือ ? จ้างคนไม่เป็นหรือไร ? เงินค่าจ้างวันละ30อีแปะ เจ้าก็จ่ายไหวไม่ใช่หรือ ท่านแม่กับน้าเฝิงสุขภาพไม่แข็งแรง ทำงานกับเจ้ามากเกินไป แล้วถ้าล้มป่วยขึ้นมาจะได้ไม่คุ้มเสีย !”


พี่สาวคนโตคิดตกขึ้นมาทันที “จริงด้วย ! จ้างคนมาช่วยก็ได้แล้ว ! แต่ว่า…อุปกรณ์สาวไหมมีแค่ชุดเดียว…”


แม่ซัวถัวที่เข้ามาดูก็พูดต่อทันที “อุปกรณ์พวกนี้ดูไม่ยุ่งยากอะไร ข้าจะไปตามสามีกับซัวถัวมาดูว่าจะสร้างได้อีกสักชุดหรือเปล่า…”


ผ่านไปไม่นาน พ่อซัวถัวก็พาซัวถัวตามมาติดๆ หลังมองระวิงปั่นไหมตัวใหญ่และตัวเล็กแล้วเขาก็พูดด้วยความมั่นใจ “เรื่องนี้ง่ายมาก ข้ากับซัวถัวทำคืนเดียวก็ได้สองชุดแล้ว !”


[1] ปล้นชิงตามไฟ หมายถึง การถือโอกาสซ้ำเติมคนที่กำลังประสบเคราะห์ร้าย


[2] คนใกล้ชาดติดสีแดง คนใกล้หมึกติดสีดำ หมายความว่า คนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหนหรือใกล้คนประเภทใดก็จะติดนิสัยหรือสิ่งนั้นมาด้วย


ตอนที่ 445: ปณิธานอันแรงกล้าของหลินเฉียงเอ๋อร์


หลังได้ยินเช่นนั้นแล้วบุตรสาวคนโตตระกูลหลินก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก “ข้าจะไปหาสหายเหล่านั้น แล้วถามพวกนางว่าอยากมาช่วยงานหรือไม่”


หลินเฉียงเอ๋อร์มีสหายในหมู่บ้านไม่มากนักหรอก เพราะเมื่อก่อนคนในหมู่บ้านรังเกียจคนต่างถิ่น กอปรกับหลินเว่ยเว่ยเป็นเด็กปัญญาอ่อนคนหนึ่ง พวกเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านจึงไม่ยอมคบหากับคนบ้านตระกูลหลิน


สหายคนหนึ่งของหลินเฉียงเอ๋อร์ก็เป็นคนต่างถิ่นเหมือนกัน แซ่หวงนามว่าหยูถิง อายุเท่านางและหมั้นหมายกับเด็กหนุ่มในหมู่บ้านแล้วเช่นกัน วันแต่งงานก็ใกล้เคียงกับหลินเฉียงเอ๋อ ล้วนจัดขึ้นในฤดูหนาวของปีนี้


สหายอีกคนเป็นเหมือนหยาเอ๋อร์คือมีครอบครัวที่มารดาเป็นหญิงม่ายพร้อมบุตรพี่น้องอีกหนึ่งคู่ โชคดีที่มารดาได้ทำงานในโรงงานแปรรูปเมล็ดสน บุตรชายก็โตแล้วจึงสามารถขึ้นเขาไปเก็บเมล็ดสนและของป่าได้ คนในครอบครัวจึงมีชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ เด็กสาวคนนี้มีนามว่าหลิวต้าฮวา นางเป็นคนขยัน เวลาเก็บผักป่าหรือเก็บผลไม้ป่าก็ไม่เคยอยู่รั้งท้ายแม้แต่ครั้งเดียว


ก่อนที่หลินเฉียงเอ๋อร์จะไปเรียนทอผ้ากับย่าหลิวก็แทบจะไปไหนมาไหนกับเด็กสาวสองคนนี้ทุกวัน บ้างก็เก็บฟืน บ้างก็ขุดผักป่าและซักผ้า ทั้งสามจึงสนิทสนมกันเหมือนพี่น้องแท้ๆ


เมื่อหลินเฉียงเอ๋อร์เล่าถึงที่มาที่ไปของกิจการให้สองคนนี้ฟัง ไฉนเลยทั้งสองคนจะปฏิเสธ ? วันรุ่งขึ้น พ่อซัวถัวและซัวถัวก็เอาเครื่องปั่นไหมสองชุดมาส่ง เตาที่มุมฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือทั้งสองเตาของบ้านสกุลหลินก็ถูกจุดใช้งานอีกครั้ง เนื่องจากตอนที่เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว เตาที่ใช้ทำแยมผลไม้จะว่างงาน ตอนนี้พวกมันจึงมีประโยชน์ขึ้นมา


เด็กสาวทั้งสองเป็นคนฉลาด เรียนรู้ได้เร็วจึงทำงานได้อย่างรวดเร็วทันใจ หลินเฉียงเอ๋อร์และสหายยืนเรียงอยู่หน้าเตา แม้เหงื่อไหลเต็มศีรษะ แต่ก็ยังขยันขันแข็งสุดๆ…นี่คือจุดเริ่มต้นของโรงงานทอผ้า ดังนั้นตัวนางก็ต้องเป็นเหมือนน้องสาวที่สร้างกิจการของตนเองขึ้นมาได้สำเร็จ !


รังไหมชุดแรกถูกนำมาสาวไหมเสร็จสิ้นภายในสามวัน ของพวกนี้ล้วนเป็นไหมดิบ จากรังไหมสู่เส้นไหมแล้วยังต้องผ่านการปั่นไหม ม้วนให้เป็นก้อน บิดเป็นเกลียว สางเป็นเส้น ตัดตามความยาวที่ต้องการ จากนั้นก็นำมาทำเส้นไหมยืน แล้วท้ายที่สุดจึงนำไปทอผ้าอีกที…


หลินเฉียงเอ๋อร์นั่งอยู่หน้าเครื่องทอผ้า นางเริ่มทอผ้าไหมด้วยความกระตือรือร้น แต่ในใจกำลังกังวลอย่างหนัก นางเข้าใจดีว่าในทุกสายงานไม่มีความง่าย! ผ่านไปอีกสองวัน นางนั่งอยู่หน้าเครื่องทอผ้าชนิดไม่หลับไม่นอน จนในที่สุดก็ได้ผ้าไหมสีขาวนวลออกมาหนึ่งผืน


เมื่อนำไปส่องมองภายใต้แสงอาทิตย์ ผ้าไหมจะดูเปล่งประกายอย่างน่าหลงใหล นางใช้มือลูบเบาๆ ก็พบว่าทั้งเนียนทั้งลื่นมือ…นี่คือผ้าไหมที่พวกเศรษฐีชอบสวมใส่ ! ตอนนี้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยมือของนาง เรื่องนี้ทำให้หลินเฉียงเอ๋อร์ทั้งประหลาดใจและภาคภูมิใจ !


“ยินดีด้วย ยินดีด้วย !” หลินเว่ยเว่ยแสดงความยินดีกับพี่สาว “ผ้าไหมผืนนี้ถ้านำไปขายในตลาดจะได้ราคา7-8ตำลึง สกุลเซวียรับซื้ออยู่ที่5ตำลึง ผ้าทอที่เจ้าทำเมื่อก่อนผืนละไม่กี่ร้อยอีแปะ เรียกได้ว่าเศษผ้าไหมหนึ่งชิ้นยังมีราคามากกว่าผ้าฝ้ายธรรมดาหลายเท่า !”


หลินเฉียงเอ๋อร์ดีใจยิ่งกว่าอะไร นางยกมือลูบผ้าไหมครั้งแล้วครั้งเล่าจนไม่อยากผละมือหนีไปทางใด…นี่เป็นผ้าไหมผืนแรกที่นางทอออกมาจึงเป็นความทรงจำแสนล้ำค่า นางอยากจะเก็บมันไว้ตลอด รอให้อายุถึงวัยชราก็ยังจะชี้มายังผ้าไหมผืนนี้แล้วเล่าให้ลูกหลานฟังถึงเรื่องราวในอดีต…


หลังได้ฟังความคิดของพี่สาวแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็หลุดหัวเราะออกมาทันที “เหลวไหล หลายสิบปีต่อจากนี้ ผ้าไหมผืนนี้จะกลายสภาพเป็นแบบไหนแล้วก็ไม่รู้ ข้าคิดว่าเจ้าเอาไปขายแลกเงินดีกว่า จะได้ไม่เสียเงิน เวลาและวัตถุดิบ”


นางเฝิงเข้ามาลูบผ้าไหม ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “เทียบกับเส้นไหมจากหนอนไหมของทางใต้แล้ว ผ้าจากหนอนไหมพันธุ์นี้มีความหนากว่าพอสมควร สีก็ไม่เหมือนกัน…”


นางเฝิงเย็บปักถักร้อยเก่ง เมื่อก่อนเคยช่วยตัดเย็บเสื้อผ้า ผ้าเช็ดหน้าและของจำพวกกระเป๋าให้คุณหนูเป็นประจำ เวลานั้นในเรือนมีผ้าแพรหลากชนิด ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ขนมาจากทางใต้ พอคุณหนูออกเรือนไปแล้ว แม้ฐานะของครอบครัวท่านเขยจะเทียบกับสกุลเจียงไม่ได้ แต่ก็มีผ้าไหมให้คุณหนูใช้ไม่ขาด


น่าเสียดายที่ต่อมาเกิดสงครามขึ้น ท่านเขยตามสหายสนิทไปร่วมรบทั้งเหนือและใต้ สร้างผลงานให้บ้านเมืองอย่างมากมาย คุณหนูก็ไม่ยอมเป็นรองบุรุษจึงอ่านตำราพิชัยสงครามจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ สามารถดำรงตำแหน่งกุนซือให้ท่านเขยได้และพอจะมีบารมีอยู่ในกองทัพเช่นกัน…จนกระทั่งเพื่อหลอกล่อทหารที่ไล่ตามฮองเฮาซึ่งตั้งครรภ์องค์รัชทายาทอยู่ในขณะนั้น คุณหนูก็ถึงขั้นต้องให้กำเนิดคุณชายน้อยท่ามกลางสนามรบและบังเกิดการพลัดพรากจากกัน…


ทว่านางเฝิงคิดไม่ตก เนื่องด้วยหลังจากสงครามครานั้นสงบ สหายสนิทของท่านเขยกลายเป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และหมินอ๋องผู้อยู่เหนือคนนับหมื่นแต่อยู่รองเพียงคนผู้เดียวก็มีนามเหมือนท่านเขยไม่ผิดเพี้ยน แล้วเหตุใดท่านเขยและคุณหนูจึงไม่มารับตัวคุณชายตามที่นัดหมายกันไว้ ? หรือว่า…หลังเกิดเหตุพลัดพรากจากตนแล้ว คุณหนูก็เผชิญเรื่องเลวร้ายเข้า ? ส่วนท่านเขยก็ไม่รู้ว่ายังมีเลือดเนื้อเชื้อไขแฝงกายอยู่ในโลกแห่งสามัญชน ?


ปิงเจี๋ย (นางเฝิง) ใช่ว่าไม่อยากพาคุณชายน้อยไปที่เมืองหลวงเพื่อให้พ่อลูกได้พบหน้า แต่เมื่อหลายปีก่อนก็เหมือนว่าพวกกบฏราชวงศ์ก่อนได้ล่วงรู้เรื่องที่บุตรชายของเทพสงครามหมินอ๋องหนีมาหลบซ่อนอยู่ที่แดนเหนือ มีครั้งหนึ่งที่นางไปยังตัวอำเภอแล้วเห็นว่ามีคนแอบถามถึงเด็กวัยเดียวกับคุณชายไปทั่ว นางจึงมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในสมอง ส่งผลให้ตอนแจ้งเกิดบุตรชาย นางจงใจรายงานให้เขามีอายุมากกว่าความจริง1ปี…ถูกต้อง ในความเป็นจริงแล้ว เจียงโม่หานมีอายุเท่ากับเสี่ยวเว่ย แต่ยังชอบทำตัวเป็นพี่ใหญ่ต่อหน้าหลินเว่ยเว่ย !


ตอนนี้นางกำลังฝากความหวังไว้ที่ตัวของหานเอ๋อร์ ขอแค่ในเดือนแปดที่จะมาเยือนนี้ เขาสามารถสอบผ่านเซียงซื่อ ปีหน้าก็จะมีเหตุผลให้ไปพบท่านเขยที่เมืองหลวงและพอถึงเวลานั้น ความจริงทุกอย่างคงกระจ่าง…


จู่ๆหลินเว่ยเว่ยก็ปรบมือ “ในเมื่อผ้าไหมผืนนี้มีคุณค่าทางใจมากขนาดนั้น พวกเราเอาไปที่โรงย้อมในตัวอำเภอเพื่อให้เขาช่วยย้อมผ้าเป็นสีแดงแล้วตัดเป็นชุดเจ้าสาวให้พี่ใหญ่ก็สิ้นเรื่อง ! งานแต่งงานของผู้หญิงถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต พี่ใหญ่ไร้พรสวรรค์ในการเย็บบชุดเจ้าสาว แต่ได้สวมใส่ผ้าไหมที่ทอขึ้นมาเองก็จะทำให้คุณค่าของผ้าไหมผืนนี้เพิ่มกว่าเดิมอีกไม่ใช่หรือ ?”


หลินเฉียงเอ๋อร์ใจเต้นรัวทันที แต่นางกลับพูดด้วยความลังเล “แต่ว่า…ห่างจากวันแต่งแค่ครึ่งปีแล้วจะทันหรือ ?”


“ทัน !” นางเฝิงช่วยพูด เพราะเรื่องชุดเจ้าสาวนี้นางมีสิทธิ์พูดมากที่สุด จำได้ดีว่าชุดเจ้าสาวของคุณหนูในปีนั้น นางก็เป็นหนึ่งในช่างที่ช่วยตัดเย็บ “เรื่องตัดเย็บชุดเจ้าสาวยกให้เป็นหน้าที่ของข้าแล้วกัน รับประกันได้เลยว่าวันงาน เจ้าจะกลายเป็นเจ้าสาวผู้งดงามที่สุดของที่สุด !”


หลินเฉียงเอ๋อร์รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันทีพลางมองนางเฝิงด้วยดวงตาเป็นประกาย “ถ้าเช่นนั้นก็…ขอรบกวนน้าเฝิงแล้ว !”


หนอนไหมพันธุ์ที่สกุลเซวียให้มาก็ได้สร้างรังไหมชุดที่สองออกมาแล้ว มีปริมาณมากกว่าชุดแรกตั้ง1เท่าตัว หลินเฉียงเอ๋อร์จึงยุ่งอยู่กับการทอผ้าไหม ส่วนงานเลี้ยงหนอนไหมก็ไม่ต้องลงมือทำเองเพราะได้จ้างสหายทั้งสองคนมาช่วยงาน


เมื่อเป็นเช่นนี้บ้านตระกูลหลินจึงไม่ได้มีบริเวณกว้างขวางอีกต่อไป หลินเว่ยเว่ยจึงซื้อบ้านของย่าเถียนเอาไว้ เนื่องจากเถียนฟู่กุยย้ายไปอยู่ในตัวอำเภอและซื้อบ้านอยู่ที่นั่น นอกจากนี้เขายังมีบ้านในเขตเริ่นอันอีก1หลัง จึงไม่คิดจะย้ายกลับมาอีก บ้านก็ปล่อยว่างไม่ได้ใช้งาน สุดท้ายก็ทำการกึ่งขายกึ่งยกให้ จัดการโอนบ้านให้แก่สกุลหลินเสร็จสรรพ


คนสกุลหลินช่วยกันทำความสะอาดบ้านหลังข้างๆ พวกนางใช้ที่นี่เป็นสถานที่เพาะพันธุ์หนอนไหม บริเวณห้องที่ใช้สำหรับสาวไหมและทอผ้าก็กว้างขวางพอใช้ได้ หลินเฉียงเอ๋อร์จึงพอใจมากและขยันขันแข็งในการทอผ้ายิ่งกว่าเดิม !


ช่วงนี้หลินเว่ยเว่ยกำลังยุ่งอยู่กับการจ้างคนมาแผ้วถางที่ดิน100หมู่ บริเวณนอกตัวเขตเริ่นอันเพื่อปลูกข้าวโพดที่ดัดแปลงพันธุกรรมตามธรรมชาติ เพราะมีการเจริญเติบโตอยู่ในมิติน้ำพุวิญญาณ มันจึงมีคุณสมบัติทนแล้งและเติบโตง่ายกว่าเดิม ก่อนปลูกก็ทำการแช่เมล็ดพันธุ์ไว้ในน้ำพุวิญญาณจึงมีโอกาสรอดเข้าไปใหญ่


ตอนที่ 446: ตามใจคู่หมั้นจนเกินเหตุ


โชคดีที่พอเข้าสู่ฤดูร้อนแล้วก็มีฝนตกลงมาสองสามรอบ ข้าวโพดที่ปลูกในที่ดินเหล่านี้จึงเจริญงอกงามและอยู่รอดได้โดยไม่สะดุดตามากนัก


ที่ดิน100หมู่ สามารถหาเกษตรกรผู้เช่าได้5ครอบครัว พวกเขาล้วนเป็นชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้น บางครอบครัวก็เคยเช่าที่ดินบริเวณอื่นมาก่อน แต่ช่วงสองปีมานี้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไม่ดีจึงไม่มีเงินไปจ่ายค่าเช่า เจ้าของที่ดินจึงไม่ให้พวกเขาได้เช่าต่อ บางครอบครัวก็เป็นเพราะฐานะยากจนจึงต้องขายที่ดินแล้วกลายสภาพมาเป็นเกษตรกรผู้เช่าที่ดินของคนอื่นแทน


เดิมทีหลินเว่ยเว่ยตั้งใจจ้างพวกเขาเป็นเพียงคนงานชั่วคราวที่คอยไถหน้าดิน กำจัดวัชพืชและหว่านเมล็ดพันธุ์…แต่พอเห็นพวกเขาทำงานมาได้ระยะหนึ่งแล้ว หลินเว่ยเว่ยกับเจียงโม่หานก็คิดว่าครอบครัวเหล่านี้เป็นคนซื่อสัตย์และขยันหมั่นเพียร ทำงานไม่เคยมีเล่ห์เหลี่ยมใส่ สุดท้ายจึงรับพวกเขาเป็นเกษตรกรผู้เช่าคอยดูแลที่ดินผืนนี้


ทว่าปีนี้นางใช้ที่ดินปลูกข้าวโพดไปหมดแล้ว แผนการนี้จึงต้องเลื่อนออกไปเป็นปีหน้าแทน หลังจากทั้ง5ครอบครัวได้ยินแล้วก็ดีใจจนตัวลอยทันที…โชคดีที่พวกตนตัดสินใจทำงานอย่างซื่อสัตย์ ไม่หลอกลวงนายจ้างเพียงเพราะเห็นว่านายจ้างยังเยาว์วัย แน่นอนว่าก็เป็นเพราะพวกตนขี้ขลาดจนไม่กล้าทำ !


นายจ้างเป็นถึงบัณฑิตซิ่วไฉและยังมีชื่อเสียงเป็นเจียงอั้นโฉ่วแห่งเขตเริ่นอัน วันหน้าอาจสอบติดจู่เหรินและได้ขึ้นเป็นขุนนาง ต่อให้สามัญชนใจกล้าเพียงใดก็ไม่กล้าหลอกลวงชนชั้นขุนนาง !


แม้พวกนายจ้างจะดูเยาว์วัยแต่กลับเป็นคนใจกว้าง ให้ค่าแรงสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่วันละ30อีแปะ ส่วนตอนที่พวกผู้หญิงและเด็กๆในครอบครัวมาช่วยงานก็ยังได้รับค่าแรงเป็นเงินด้วยเช่นกัน


ในฐานะที่พวกตนเป็นชาวไร่ชาวนาจึงมักกลัวเจ้าของที่ดินซึ่งมีจิตใจคับแคบและชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมที่สุด หากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าการทำงานหนักตลอดทั้งปีจะสูญเปล่า ถ้านายจ้างยังหาข้ออ้างต่างๆนานามากดขี่อีก พวกตนก็คงไม่ได้กินอิ่มท้อง


นายจ้างที่ใจกว้างอย่างเจียงอั้นโฉ่ว พวกตนอยากพบเจอใจแทบขาด ! ด้วยเหตุนี้แม้ว่าวันหน้าพวกนายจ้างจะไม่จ้างงานอีก พวกตนก็ยังจะเดินมาดูที่ดินให้เป็นครั้งคราว ถ้าเห็นวัชพืชในไร่ก็จะถือโอกาสดึงออก ช่วยดูแลให้อย่างดีเลยก็ว่าได้


ทั้งหมดนี้เจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยล้วนเห็นอยู่ในสายตาและจดจำไว้ในหัวใจ เมื่อใกล้ถึงวันเทศกาลตวนอู่ ( เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง ) ทั้งสองจึงมอบธัญพืชหยาบให้ครอบครัวละ20ชั่ง เนื้อหมูครึ่งชั่งและขนมจ้าง ( บ๊ะจ่าง ) ไส้พุทราแดงอีกหนึ่งพวง !


หลังจากทุกครอบครัวได้รับของขวัญแล้วก็ซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลออกมาทันที…นายจ้างที่มีจิตใจดีเช่นนี้ จะยังหาได้จากที่ไหนอีก ?


ลุงหวังก็เป็นหนึ่งในครอบครัวเหล่านั้น ทั้งบ้านรวมตัวเขาเองมีผู้ชายวัยทำงานได้ทั้งหมด3คน…ได้แก่ ลุงหวัง บุตรชายคนโตและบุตรชายคนเล็ก


บุตรชายทั้งสองคนแต่งงานหมดแล้ว บุตรชายคนโตมีลูกชายอีก3คน หลานคนโตสุดมีอายุ10ขวบ นับว่าเป็นลูกจ้างได้แล้วเช่นกัน ส่วนหลานอีกสองคนมีอายุ8ขวบและ7ขวบตามลำดับ พวกเขาก็มาช่วยงานในไร่ได้แล้ว ส่วนบุตรชายคนเล็กของลุงหวังมีลูก2คน คนหนึ่งอายุ7ขวบ ส่วนอีกคน5ขวบ ล้วนเป็นเด็กที่รู้ความสุดๆ เวลาหว่านเมล็ดพันธุ์ก็จะเข้ามาช่วยงานทุกครั้งไป


บ้านพวกเขาทำงานให้นายจ้างทั้งหมด10วัน ค่าแรงคนละ30อีแปะ คนวัยทำงาน3คนทำงานครบ10วันก็ได้ค่าแรงรวมกันเป็นเงิน900อีแปะ จากราคาธัญพืชอย่างถูกสามารถซื้อธัญพืชหยาบได้หลายสิบชั่ง ทั้งครอบครัวกินอย่างประหยัดอดออม เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะอดอยากไปอีกไม่น้อยกว่า2เดือน…


ทว่าตอนเข้าไปรับเงิน บ้านของพวกเขากลับได้เงินมา1ตำลึงเงิน ( 1พันอีแปะ ) ลุงหวังจึงเข้าไปหาเด็กสาวที่ฉีกยิ้มหวานหยดเพื่อสอบถามว่าคำนวณผิดหรือเปล่า เด็กสาวตัวน้อยทำตาเป็นเสี้ยวพระจันทร์และพูดด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “ถูกแล้ว ! บ้านของท่าน นอกจากแรงงานผู้ใหญ่3คน ผู้หญิงและเด็กก็ไม่ได้เกียจคร้าน อย่างไรก็จะให้ทำงานโดยไร้ค่าตอบแทนไม่ได้ ! เงินพวกนี้เป็นของที่พวกท่านสมควรได้รับ !”


ผู้หญิงและเด็กของบ้านอื่นไม่ได้มาทำงานด้วย แต่หลังจากเห็นเงินในมือตาเฒ่าหวังแล้ว พวกเขาก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที ถ้ารู้ว่าผู้หญิงและเด็กก็ทำงานแล้วได้เงินเหมือนกัน พวกเขาก็คงมาทำงานกันทั้งครอบครัว ! ตาเฒ่าหวังช่างโชคดีจริงๆ !


พวกธัญพืชหยาบ เนื้อและขนมจ้างที่บ้านนายจ้างให้มาก็ล้วนยึดตามจำนวนสมาชิกในครอบครัว บางคนทำใจกินเองไม่ลงจึงเอาไปขายแลกเป็นธัญพืชหยาบในตัวเมือง


เดิมทีบ้านของลุงหวังก็คิดจะทำแบบนั้น ทว่าตอนที่เห็นพวกเด็กๆจ้องขนมจ้างตาปริบๆ ท่าทางที่ตื่นเต้น ประหลาดใจและไร้เดียงสาก็ทำให้เขาใจอ่อน อย่าว่าแต่พวกหลานๆเลย แม้แต่พวกลูกชาย ลูกสะใภ้ก็ยังไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติของขนมจ้าง แม้แต่ตัวเขาเองก็เคยได้กินตอนเด็กแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จนหลงลืมไปแล้วว่าขนมจ้างมีรสชาติอย่างไร


เขาโบกมือ “ขนมจ้างกับเนื้อพวกนี้ เราเก็บไว้กินเองก็แล้วกัน !”


เมื่อพวกเด็กๆได้ยินแบบนั้นก็ดีใจเหมือนได้ฉลองวันปีใหม่ ลูกสะใภ้ทั้งสองก็เก็บซ่อนรอยยิ้มไม่อยู่ เย็นวันนั้นพวกเขาแกะห่อขนมจ้างออกมา สองคนต่อ1ลูกและแบ่งกันกินคำเล็กๆ


ขณะมองพวกเด็กๆเคี้ยวขนมจ้างซึ่งทำมาจากข้าวเหนียวรสชาติหวานหอมอย่างดีใจ ลุงหวังก็ลูบศีรษะของพวกเขาแล้วพูดอย่างปลื้มปีติว่า “คราวนี้พวกเราได้เจอนายจ้างใจดีเข้าแล้ว ต้าเหมา เอ้อร์เหมา หากพวกเจ้าไม่มีอะไรทำก็เข้าไปเดินในไร่บ่อยๆ แม้ว่าตอนนี้ที่ดินบริเวณนั้นจะไม่ได้เป็นของพวกเรา แต่เราต้องดูแลพืชไร่ให้บ้านนายจ้างดีๆ !”


เด็กทั้งสองคนขานรับเสียงดังลั่น “ขอรับท่านปู่ ข้าเข้าใจแล้ว !”


ที่ดินซึ่งทั้งสองบ้านซื้อร่วมกันนั้นบังเอิญอยู่ใกล้กับหมู่บ้านที่ผู้อาวุโสเซวียพักอยู่พอดี ทุกครั้งที่เจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยมาดูแลไร่ก็จะถือโอกาสนำอาหารรสเลิศซึ่งชายชราโปรดปรานมาให้ด้วย


เดิมทีบัณฑิตหยวนอยากรับท่านอาจารย์กลับเมืองหลวง แต่ตาเฒ่าคนนี้ทำตัวดื้อรั้น อย่างไรก็ไม่ยอมไปโดยบอกว่าอยู่ที่นี่จนชินแล้ว ไม่อยากย้ายไปไหนอีก บัณฑิตหยวนสองพ่อลูกจึงต้องคอยพูดเกลี้ยกล่อมกันอยู่อย่างนั้น แต่ท้ายที่สุดท่านอาจารย์ก็ไม่ยอมรับปาก ด้วยความท้อแท้จึงทำให้สองพ่อลูกต้องเดินทางกลับเมืองหลวงก่อน จากนั้นค่อยวางแผนใหม่กันต่อไป


แต่สิ่งที่สองพ่อลูกนึกไม่ถึงก็คือเหตุผลสำคัญที่ท่านอาจารย์ (และอาจารย์ปู่) ไม่ยอมจากไปก็เพราะอาลัยอาวรณ์ในอาหารเลิศรสกับสุราองุ่นที่หลินเว่ยเว่ยเป็นคนหมัก แน่นอนว่าสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือความรักใคร่ในพรสวรรค์ของเจียงโม่หาน ผู้อาวุโสเซวียอยากรู้ว่าสหายน้อยผู้น่าทึ่งคนนี้จะบินไปได้สูงถึงจุดไหน


วันเทศกาลตวนอู่ หลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานก็นำขนมจ้างมาให้ผู้อาวุโสเซวียเช่นกันและยังเตรียมไข่เป็ดเค็มกับชิงถวนมาให้คนทางใต้ตั้งแต่กำเนิดด้วย ขณะลิ้มรสชาติที่ห่างหายมานานอย่างไข่แดงเค็มมันๆเยิ้มๆ และชิงถวนที่หวานสดชื่นแล้ว ผู้อาวุโสเซวียก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงช่วงเวลาที่อยู่ในกูซู (เขตเมืองเก่าของซูโจว)


ชายชราจิบสุราองุ่นไปพลางกัดไข่เป็ดเค็มไปด้วย สัมผัสถึงรสชาติแสนอร่อย เซวียจื้อเฉียนที่ยืนอยู่ด้านหลังก็เหลือบมองชาวไร่ชาวสวนที่กำลังทำงานกันอยู่ในพื้นที่ห่างออกไป…ในสภาพอากาศแบบนี้และในฤดูกาลแบบนี้ยังจะหว่านเมล็ดพันธุ์ลงดิน นอกจากเป็นที่ดินของเจียงอั้นโฉ่วและหลินกู่เหนียงซื้อแล้วก็ไม่มีที่ดินของใครอีก !


แม้เซวียจื้อเฉียนจะไม่ได้ทำไร่ไถนาอย่างจริงจังมาก่อน แต่ก็คอยรับใช้ผู้อาวุโสเซวียอยู่ในชนบทมานานหลายปี จึงรู้ช่วงเวลาทำการเกษตรของเหล่าเกษตรกร เขาอดไม่ได้ที่จะกังวล “ทำไร่ในเวลานี้จะเก็บเกี่ยวได้ทันก่อนเข้าฤดูหนาวหรือเปล่า ?”


อย่ารอให้ถึงเวลานั้นแล้วไม่ได้ผลผลิตเลย แค่เมล็ดพันธุ์และปุ๋ยที่ใช้สำหรับที่ดิน100หมู่ก็เป็นค่าใช้จ่ายไม่น้อยแล้ว ถ้าเก็บเกี่ยวไม่ได้ผลผลิตก็สู้ปล่อยทิ้งร้างไว้อย่างนั้นเสียยังดีกว่า !


หลังเคี้ยวไข่เป็ดเค็มอันหอมมันเสร็จแล้ว ผู้อาวุโสเซวียก็ลูบเคราพลางเอ่ย “เลิกคิดมากเถิด แม้ว่านางหนูหลินจะดูไม่ค่อยน่าเชื่อถืออยู่บ้าง แต่สหายเจียงมีความรอบคอบ ย่อมรู้ดีว่าทำอะไรอยู่ !”


มุมปากของเซวียจื้อเฉียนบิดเบี้ยวขึ้นมา “อาจารย์ขอรับ ท่านแน่ใจหรือว่าเจียงอั้นโฉ่วจะปรามนางได้ ?” ในสายตาของเขาเห็นว่าเจียงอั้นโฉ่วตามใจคู่หมั้นจนเกินเหตุ ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับคำของนาง…นำเงินค่าเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยออกมาเพื่อเอาใจคู่หมั้น หากเปลี่ยนเป็นตัวเขาคงทำไม่ลงจริงๆ !


[1] ชิงถวน คือ ขนมแป้งข้าวเหนียวปั้นสีเขียวหยก เนื้อเหนียบหนึบ มีไส้ นิยมรับประทานหรือซื้อเป็นของฝากในช่วงเทศกาล


ตอนที่ 447: คุณหนูรองมาตรวจงานหรือเจ้าคะ ?


ตอนนี้เจียงโม่หานผู้ชอบตามใจคู่หมั้นจนเกินเหตุกำลังถกเถียงเรื่องของหมินอ๋องซื่อจื่อกับคู่หมั้นอยู่บนภูเขา “ราชสำนักเปิดศึกกับชาวตงหูแล้ว !”


หลินเว่ยเว่ยเก็บสตรอเบอร์รี่ป่ามาหนึ่งกำมือแล้วหยิบใส่ปากตัวเอง…เปรี้ยวๆหวานๆ รสชาติพอได้ ทว่าพอเทียบกับสตรอเบอร์รี่ในมิติน้ำพุวิญญาณแล้ว รสชาติต่างกันลิบลับ !


“ว่าอย่างไรนะ ? ทำสงคราม ? ถ้าเช่นนั้นชาวบ้านแถบชายแดนก็ต้องเดือดร้อนไปด้วย !” หลินเว่ยเว่ยนำสตรอเบอร์รี่ป่าที่ล้างจนสะอาดแล้วป้อนใส่ปากคู่หมั้นหนุ่ม พอได้ยินเช่นนั้น นางก็อดขมวดคิ้วไม่ได้


ภาคเหนือเผชิญภัยแล้งติดต่อกันเป็นปี กว่าราษฎรจะอดทนจนได้รับเสบียงบรรเทาทุกข์จากทางราชสำนักก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คาดไม่ถึงว่ายังต้องมาลำบากจากภัยสงครามอีก เฮ้อ! รู้แล้วว่าเหตุใดคนรุ่นหลังจึงชอบพูดว่า ‘ยอมเป็นสุนัขที่มั่งคั่ง ดีกว่ากลายเป็นมนุษย์ที่วุ่นวาย !’


เจียงโม่หานกลืนสตรอเบอร์รี่ป่าลงคอ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบผลไม้สีแดงเข้มแล้วยื่นให้หลินเว่ยเว่ย “เดิมทีชาวตงหูก็ใช้ชีวิตกันอย่างเร่ร่อน เขตทุ่งหญ้าแห้งแล้งยิ่งกว่าภาคเหนือ หญ้าเหี่ยวเฉา และวัวแกะไม่ใช่ทางเลือกที่น่าพอใจสำหรับพวกเขา จึงต้องข้ามเขตแดนมาปล้นชิงบ่อยครั้ง สงครามนี้จึงไม่อาจเลี่ยงได้ แต่ไม่ต้องกลัวว่าตงหูจะบุกเข้ามาได้หรอก แม้หมินอ๋องซื่อจื่อจะยังเยาว์วัย แต่ก็ได้หมินอ๋องสั่งสอนมากับมือ…อย่าลืมว่าตอนนั้นหมินอ๋องก็เป็นแม่ทัพผู้ได้รับสมญานามว่าเทพสงคราม !”


หลินเว่ยเว่ยรับผลไม้สีแดงเข้มที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแล้วค่อยๆเอาใส่ปาก เมื่อเห็นบัณฑิตน้อยไม่ได้คิดจะห้าม นางก็เริ่มเคี้ยวมัน…อื้อ หวานมาก อร่อยกว่าสตรอเบอร์รี่ป่าด้วยซ้ำ !


“บัณฑิตน้อย เจ้าดูเหมือนรู้จักเรื่องราวของหมินอ๋องดีมากเลย นี่ยังไม่ทันได้เป็นขุนนางก็เริ่มสนใจเรื่องในราชสำนักแล้วหรือ ?” ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เริ่มหาผลไม้สีแดงเข้มในละแวกนั้น


ขณะช่วยเก็บผลไม้สีแดงเข้ม เจียงโม่หานก็พูดว่า “ภาคเหนือเป็นดินแดนของหมินอ๋องและฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เรื่องราวของทั้งสอง หากไม่ได้หูหนวกก็ต้องเคยได้ยินมาจากทุกหนทุกแห่ง…”


“ดีนักนะบัณฑิตน้อย เจ้าหมายความว่าข้าเป็นคนหูหนวก !” หลินเว่ยเว่ยหยิบผลชังเอ๋อร์มาทำเป็นอาวุธลับแล้วปาใส่ศีรษะของบัณฑิตหนุ่ม “จงเตรียมรับมือ !”


เจียงโม่หานหยิบผลชังเอ๋อร์ออกจากเส้นผมแล้วพูดกับนางว่า “อย่ามัวแต่เล่น…สุราองุ่นในห้องใต้ดินของพวกเราใกล้หมดแล้วหรือยัง ? ผลไม้สีแดงเข้มนี้เรียกว่าผลนมแพะ (สลอดเถา) สามารถเอาไปหมักสุรา ทำน้ำผลไม้และแยมได้…”


หลังได้ยินแบบนั้น หลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที “บนภูเขามีเจ้านี่เยอะหรือเปล่า ? จะได้ให้พวกเด็กๆในหมู่บ้านมาเก็บ แล้วเอาไปหมักสุราหรือเคี่ยวเป็นแยมเก็บไว้กิน !”


เจียงโม่หานพยักหน้า “น่าจะมีไม่น้อยเลย…” หลังเห็นเด็กน้อยทุ่มเทความสนใจไปที่ผลนมแพะแล้ว เขาก็แอบถอนหายใจโล่ง.อก แอบรู้สึกผิดที่พูดเรื่องสงครามชายแดนกับนาง เขากลัวว่านางจะหุนหันพลันแล่นแล้ววิ่งไปเปิดหูเปิดตาดูฉากสงครามชายแดนจริง ๆ…นางสามารถทำเช่นนั้นได้ !


หลินเว่ยเว่ยเก็บผลนมแพะและสตรอเบอร์รี่ป่าที่อยู่บริเวณโดยรอบ พอมาเจอต้นโอ๊กอีกสองต้น นางก็ขุดขึ้นมา แล้วลากไปที่เนินเขาหลังบ้าน…ตอนนี้ต้นโอ๊กที่หลังบ้านยังมีอยู่ไม่มากเท่าไร ถ้าอยากจะให้โรงงานทอผ้าของพี่สาวพัฒนาขึ้นก็ยังต้องพยายามมากกว่านี้ ดีที่สุดต้องทำให้เนินเขาหลังบ้านเปลี่ยนเป็นป่าโอ๊ก…


พี่สาวคนโตเพิ่งทอผ้าไหมเสร็จหนึ่งผืนจึงเดินออกมายืดเส้นยืดสายที่ลานหน้าบ้าน เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ย ลากต้นโอ๊กเข้ามา นางก็อดไม่ได้ที่จะถาม “ย้ายต้นไม้ในเวลานี้ มันจะรอดหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยใช้หางตามองพี่สาว “ตอนข้าย้ายต้นโอ๊กในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว เจ้าก็ถามแบบนี้”


พี่สาวคนโตนึกถึงต้นโอ๊กอันเขียวขจีหลายสิบต้นที่หุบเขาด้านหลังแล้วจึงเม้มปาก ก่อนจะพูดว่า “ช่างเถิด ถือว่าข้าไม่เคยพูดก็แล้วกัน…ข้าทอผ้าไหมได้10ผืนแล้ว พอจะส่งไปให้สกุลเซวียได้หรือยัง ?” นางอดไม่ได้ที่จะกังวล นางกลัวว่าผ้าไหมของตนจะไม่งดงามจนเข้าตาอีกฝ่าย


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้า “พรุ่งนี้ข้าจะให้เหลยหยู่น้องชายหยาเอ๋อร์ขับรถม้าเอาผ้าไหมไปส่ง”


นางย้ายต้นโอ๊กไปที่เนินเขาหลังบ้านและยังไปดูห้องที่ใช้เลี้ยงหนอนไหมอีกครู่หนึ่ง…ถ้าอยากให้โรงทอผ้าไหมของสกุลหลินเจริญรุ่งเรืองได้อย่างรวดเร็ว ตัวหนอนไหมก็ต้องเลี้ยงให้มากและเมื่อเป็นเช่นนั้นต้นโอ๊กที่อยู่บนเนินเขาก็จะไม่เพียงพอ !


พี่สาวคนโตหอบรังไหมเข้ามา พอเห็นน้องสาวแล้วจึงหยอกล้อว่า “ไอหยา คุณหนูรองมาตรวจงานหรือเจ้าคะ ?”


หลินเว่ยเว่ยเอามือไพล่หลัง จมูกเชิดขึ้นฟ้า วางมาดเป็น ‘คุณหนู’ ขึ้นมาทันที “ใช่ ! มาดูว่าลูกจ้างประจำอย่างเจ้าแอบอู้งานหรือเปล่า !”


พี่สาวคนโตกลอกตาใส่ “เจ้าเข้าใจวิธีทอผ้าหรือ ? ดูไปก็ไร้ประโยชน์ !”


หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองอีกฝ่าย “รู้หรือไม่ว่าสิ่งใดที่เรียก ‘คนไร้ปัญญามาชี้นำผู้มีปัญญา’? เจ้าดูอย่างเถ้าแก่โรงทอผ้าเหล่านั้นสิ จำเป็นต้องทอผ้าเองหรือเปล่า ? ส่วนผู้ที่ทอผ้าเป็นก็ได้แต่มาเป็นลูกมือช่วยทอผ้าให้คนอื่น !”


เป็นธรรมดาที่พี่สาวคนโตจะเถียงไม่ชนะ จึงเหนื่อยที่จะพูดกับนาง “เจ้าอยากไปไหนก็ไป อย่ามายืนขวางหูขวางตาข้าอยู่ตรงนี้ !”


หลินเว่ยเว่ยยังเอามือไพล่หลังและเดินเล่นไปรอบๆบ้าน พอเห็นเส้นไหมในห้องเก็บของแล้ว นางก็พูดกับพี่สาวว่า “ไหมพวกนี้เจ้าคิดจะทอเองหมดเลยหรือ ?”


พี่สาวพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าไม่ทอแล้วเจ้าจะมาทอหรือไร ?”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้ายังคิดว่าจะปลูกต้นโอ๊กเพิ่มอีกและเลี้ยงหนอนไหมเยอะกว่าเดิม แค่เจ้าคนเดียว ต้องทอไปถึงชาติไหน ?”


พี่สาวคนโตขมวดคิ้ว “ถ้าเช่นนั้น…จะทำอย่างไร ?”


“รับสมัครคนงานหญิงเพิ่มสักสองสามคน ! เจ้าลองคิดดู สกุลเซวียรับซื้อผ้าไหมของเจ้าผืนละ5ตำลึง เจ้าสามารถให้ค่าแรงพวกนางประมาณ2ตำลึง คนงานหนึ่งคนทอผ้าหนึ่งผืน เจ้าก็ยังได้เงิน3ตำลึง ภายในหนึ่งเดือน คนงานหนึ่งคนทอได้อย่างน้อย10ผืน เจ้าก็จะได้เงินอย่างน้อย30ตำลึง…” หลินเว่ยเว่ยช่วยคำนวณให้


หากโรงงานทอผ้าพัฒนาขึ้นมาได้จริงๆ การจ้างคนงานสัก10คน พี่สาวก็ได้เงินถึง300ตำลึง ! พอพี่สาวคนโตได้ยินแบบนั้น เลือดในกายก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที


ทว่านางยังคงลังเล “ผ้าผืนเดียวให้ค่าแรงแค่2ตำลึง มันจะ…น้อยไปหน่อยหรือเปล่า ?”


ขณะมองอีกฝ่าย หลินเว่ยเว่ยก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าลูกจ้างของสกุลเซวียได้เงินเดือนเท่าไหร่ ? เดือนละ5ตำลึง ! ราคาเท่ากับผ้าผืนหนึ่งเท่านั้น เราให้ผืนละ2ตำลึงก็ถือว่าใจกว้างมากแล้ว ! อีกอย่างการทอผ้าเองที่บ้านจะขายได้เท่าไหร่ ? ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้สักหน่อย !”


แม้ว่าคนงานจะทอผ้าไหมเป็นแล้ว แต่ถ้าเอาผ้าทอดิบๆไปขายข้างนอก ถ้าหักต้นทุนออกแล้วก็ได้เงินแค่2-3ตำลึงเท่านั้น แต่ผ้าไหมดิบขายออกได้ง่ายขนาดนั้นหรือ ? ถ้าไม่มีผู้รับซื้อประจำก็ไม่มีทางขายออก!


พี่สาวคนโตกะพริบตา “ถ้าเช่นนั้น…เจ้าช่วยถามพี่น้องและพวกป้าน้าอาในหมู่บ้านให้ข้าหน่อยได้หรือเปล่า?”


ยังต้องถามอีก ? ทอผ้าผืนเดียวก็ได้เงิน2ตำลึงแล้ว เรื่องดีๆแบบนี้จะไปหาจากที่ไหนได้ ? หลินเว่ยเว่ยเพิ่งปล่อยข่าวออกไปก็มีคนมาถามถึงที่บ้านเป็นจำนวนมาก


เพื่อประหยัดเงินแล้วเสื้อผ้าที่คนในชนบทสวมใส่จะเป็นผ้าหยาบที่ทอกันเอง ส่วนหญิงชนบทที่เย็บปักถักร้อยไม่เป็นเหมือนหลินเว่ยเว่ยก็จะมีอยู่แค่น้อยนิด แม้แต่หลานสาวสุดที่รักของผู้ใหญ่บ้าน…วังม่านเหนียงที่ไม่ค่อยถูกกับหลินเว่ยเว่ยก็ยังเย็บปักได้


เพราะวังม่านเหนียงเป็นหลานสาวคนเดียวในบ้านและยังได้รับความรักจากคนในครอบครัว นางจึงไม่เคยต้องทำงานหนักมาก่อน แต่สามารถเรียนการทอผ้าได้ดีมาก แม้ว่านางจะไม่สนใจ สามลูกแตง สองผลพุทราจากการทอผ้าของตนจึงไม่ได้ประกอบเป็นอาชีพ แต่ก็ต้องยอมรับว่าฝีมือทอผ้าของนางถือเป็นอันดับต้นๆของเด็กสาวในหมู่บ้าน


[1] ผลชังเอ๋อร์ คือ พืชสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง มีหนามที่สามารถปาใส่แล้วติดตามผมหรือเสื้อผ้าได้


[2] สามลูกแตง สองผลพุทรา หมายถึง ลูกคนมีเงินที่ไม่สนใจเงินจำนวนเล็กๆน้อยๆ


ตอนที่ 448: เรื่องแต่งงานยังไม่รีบ


วังม่านเหนียงยื่นศีรษะเข้าไปในบ้านสกุลหลิน เมื่อเห็นหลินเว่ยเว่ยกำลังช่วยพี่สาวคนโตเลือกคนงานอยู่ในลานบ้าน นางก็นึกถึง ‘บุญคุณความแค้น’ ที่เคยมีต่อนางเด็กโง่ในอดีต วังม่านเหนียงจึงหยุดฝีเท้าอยู่ตรงหน้าประตูบ้านด้วยความลังเล


แต่วังตงเฉียงผู้กล้าหาญกลับโฉบเข้าไปราวกระต่ายป่าเพื่อไปเล่นกับเอ้อร์ฮว๋าและเสี่ยวร่าง วันนี้เป็นวันหยุดของพวกเด็กๆ เจ้าหนูน้อยจึงพาผู้ติดตามตัวน้อยไปวิ่งเล่น ขึ้นเขา ข้ามแม่น้ำ เรียกว่าเล่นจนทั่วหมู่บ้าน


วังม่านเหนียงโบกมือเรียกน้องชายพร้อมบ่นในใจว่า ‘เจ้าเด็กนี่ ก่อนหน้านี้ยังบอกว่าจะมาให้กำลังใจข้า แต่ทางฝั่งข้ายังไม่ทันเริ่ม เจ้าก็ไปเล่นเสียแล้ว’


หลิวว่ายจื่อเดินตามหลังมารดาและกำลังบ่นพึมพำ “ท่านแม่ขอรับ ตอนนี้ข้าเป็นผู้ดูแลใหญ่ที่ท่าเรือ แต่ละเดือนได้เงินตั้งหลายตำลึง เพียงพอให้เลี้ยงเราสองแม่ลูกแล้วขอรับ ท่านเองก็อายุไม่น้อยแล้ว พักผ่อนอยู่ในบ้านไม่ดีกว่าหรือ เหตุใดยังต้องมาแย่งงานทอผ้ากับเด็กๆในหมู่บ้านด้วยเล่า ?”


ย่าหลิวโดนเขาบ่นมาตลอดทางจึงเอื้อมมือไปบิดหูเขาด้วยความรำคาญ “เจ้าเพิ่งหาเงินได้กี่วันก็ลืมตัวแล้วสิ ? เจ้าดูบ้านเราสิ ดูว่ายังขาดอะไรอยู่หรือเปล่า ?”


“ท่านแม่เบามือหน่อยขอรับ โอ๊ยโอ๊ยโอ๊ย หูข้าจะหลุดแล้ว…” ในความเป็นจริงแล้วใบหูไม่ได้เจ็บขนาดนั้น แต่หลิวว่ายจื่อก็ร้องราวกับโดนเฉือนเนื้อ “ท่านแม่ขอรับ ท่านบอกมาเถิดว่าบ้านเราขาดเหลืออะไร ข้าจะไปซื้อให้ท่าน…อ้อ ข้ารู้แล้ว ท่านคิดว่าบ้านเราหลังเล็กและเก่าเกินไปสินะ ? เราสร้างใหม่ได้ขอรับ ทำเป็นบ้านหลังใหญ่มุงหลังคากระเบื้องเหมือนบ้านตระกูลหลินก็ได้…”


ย่าหลิวเค้นเสียง ฮึ แล้วปล่อยมือ “บ้านจะใหญ่หรือแพงขนาดไหน แล้วจะมีประโยชน์อะไร ? สุดท้ายก็ไม่ได้มีแค่แม่เฒ่าอย่างข้าอยู่คนเดียวหรอกหรือ ? โดดเดี่ยวเดียวดาย….”


หลิวว่ายจื่อลูบใบหูพลางเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง “ถ้าเช่นนั้น…ข้าจะซื้อสาวใช้มาคอยรับใช้ท่านดีหรือไม่ ?”


ทันใดนั้นมือเหล็กของย่าหลิวก็เอื้อมมาอีกครั้ง “เจ้ามีเงินอยู่เท่าไหร่ ? วันทั้งวันเอาแต่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง ? เจ้าดูอย่างบ้านสกุลหลินสิ กระเป๋าเงินอัดแน่นขนาดไหนก็ยังไม่พูดว่าจะซื้อบ่าวรับใช้มาคอยดูแล…ข้าคิดว่าเจ้าเริ่มอ้วนจนเป็นโรคแล้วล่ะ !”


หลิวว่ายจื่อย่นจมูกแล้วรีบหลบมือของมารดา “ก็ท่านไม่ได้บอกว่าอยู่คนเดียวแล้วเหงาหรือขอรับ ?”


“เจ้ายังแสร้งโง่อีกหรือ ? ดูสภาพตัวเองสิว่าอายุเท่าไรแล้ว ? ดูหลิวจวงจื่อที่อายุเท่ากับเจ้า บุตรของเขาโตจนเข้าสำนักศึกษาได้แล้ว ! เมื่อก่อนเป็นเพราะข้าไม่ได้เรื่อง บ้านยากจน ไม่มีเงินสินสอด แต่ตอนนี้เจ้าทำงานมีเงินแล้ว ยังไม่รีบหาภรรยามาให้กำเนิดบุตรอีกหรือ ?” ย่าหลิวอิจฉาพวกพี่น้องที่มีหลานอยู่รายล้อมรอบกายนานแล้ว !


หลิวว่ายจื่อรีบพูด “ท่านแม่ขอรับ ท่านไม่ต้องรีบ ! ตอนนี้ผู้ชายในหมู่บ้านฉือหลี่โกวแบบข้ายังกังวลว่าจะหาภรรยาไม่ได้อีกหรือ ? ข้าไม่ได้กำลังตั้งใจทำงานเพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือขอรับ ไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้หรอก…”


“เฮ้ ! อาว่ายจื่อ ถ้าอย่างนั้นท่านก็ไม่ได้กำลังบอกว่าข้าทำให้ชีวิตคู่ของท่านล่าช้าหรอกกระมัง ?” หลินเว่ยเว่ยเห็นย่าหลิวแล้วจึงเดินเข้ามาต้อนรับ


หลิวว่ายจื่อรีบโบกมือเป็นพัลวัน “ใช่ที่ไหนกัน ! เป็นข้าที่อยากทำงานก่อนต่างหาก ส่วนเรื่องแต่งงานยังไม่รีบ…”


“แต่ข้ารีบ !” ย่าหลิวเอื้อมมือไปตีแผ่นหลังของหลิวว่ายจื่อ “ไม่ต้องพูดมาก คราวหน้าข้าหาคนดีๆได้แล้ว เจ้าก็แค่กลับมาดูตัว หากเจ้ายังผัดวันประกันพรุ่งอีก ข้าจะตัดแม่ตัดลูกกับเจ้า !”


“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ ! ท่านอย่าโมโห ! ข้ารับปากแล้วยังไม่พออีกหรือ ? ขอแค่มีคนที่เหมาะสม ข้าจะต้องกลับมาดูตัวแน่นอน ! รีบแต่งภรรยาปีนี้แล้วให้ท่านได้อุ้มหลานปีหน้าเลย ดีหรือไม่ขอรับ ?” หลิวว่ายจื่อลูบท้ายทอยตัวเองป้อยๆ…ตนก็อายุไม่น้อยแล้วจริงๆ ข้างกายยังขาดภรรยาที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน…


หลังจากแม่ซัวถัวที่กำลังทำเนื้อแผ่นอยู่ได้ยินเข้าก็ล้างมือแล้วเดินมาหา ก่อนจะพูดกับย่าหลิวว่า “ป้าสะใภ้ บ้านทางฝั่งมารดาของข้ามีหลานสาวอยู่คนหนึ่ง ปีนี้อายุ18ปีแล้ว นิสัยขยันหมั่นเพียร จัดการเรื่องน้อยใหญ่ทั้งในบ้านนอกบ้านได้หมด ถ้าอย่างไร…ให้ว่ายจื่อไปดูตัวดีหรือเปล่า ?”


ย่าหลิวอดไม่ได้ที่จะถามว่า “เด็กคนนั้น เหตุใดอายุ18ปีแล้วยังหาคนที่เหมาะสมมาแต่งงานด้วยไม่ได้ ?”


แม่ซัวถัวถอนหายใจ “เฮ้อ ! พี่สาวของข้าคนนั้นมีบุตรสาวแค่คนเดียว สองสามีภรรยาจึงรักดุจแก้วตาดวงใจ ไม่อยากให้บุตรีออกเรือนห่างกาย บอกว่ารอจนถึงอายุ15ปีแล้วค่อยหาคนที่เหมาะสม แต่ใครจะคาดคิดว่าตอนที่เหนียงเอ๋อร์อายุได้14ปี พี่สาวของข้าคนนั้นก็ล้มป่วยจนถึงแก่ชีวิต เหนียงเอ๋อร์ยืนกรานจะไว้ทุกข์ให้มารดา3ปี แล้วเรื่องแต่งงานจะไม่ล่าช้าได้อย่างไร ?


ต่อมาพี่เขยของข้าก็แต่งภรรยาใหม่และมีลูกชาย ใครต่างก็พูดว่ามีแม่เลี้ยงแล้ว พ่อแท้ๆก็กลายเป็นพ่อเลี้ยง ความใส่ใจของพี่เขยคนนั้นอยู่ที่ภรรยาใหม่และบุตรชายจนหมด ไม่ถามไถ่เหนียงเอ๋อร์สักคำ จนบัดนี้นางอายุ18ปีแล้วยังไม่หาลูกเขยให้…”


แม่ซัวถัวหันไปมองหลิวว่ายจื่อแวบหนึ่ง อาจเพราะเป็นผู้ดูแลท่าเรือมานาน ท่าทางเอ้อระเหยลอยชายในสมัยอดีตจึงหายไปหมด ตรงกันข้ามคือยังดูสุขุมและมั่นใจในตัวเองมากพอสมควร แม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะดูธรรมดา แต่สติปัญญาแตกต่างออกไป ทั้งตัวของเขาดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน


ถ้าเป็นหลิวว่ายจื่อที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีและขี้เกียจสันหลังยาวคนนั้น อย่างไรนางก็ไม่มีทางพูดเรื่องหลานสาวให้เขาฟังแน่นอน เพราะแบบนั้นก็เท่ากับผลักเหนียงเอ๋อร์ลงนรก !


ตัวของหลิวว่ายจื่อในเวลานี้คือคนที่กลับเนื้อกลับตัวได้แล้ว งานผู้ดูแลก็ทำได้ดี ป้าสะใภ้หลิวก็เป็นคนใจดี แล้วครอบครัวดีๆแบบนี้จะไปหาจากที่ไหนได้อีก ? เท่าที่นางรู้มาก็มีคนในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยอยากจะแนะนำผู้หญิงให้หลิวว่ายจื่อ แต่ก่อนหน้านั้นเขาไม่สนใจเรื่องชีวิตคู่ของตน เอาแต่บอกว่างานที่ท่าเรือยุ่งมาก ไม่ว่าเรื่องใดก็หนีไม่พ้นตัวเขา แล้วไม่กลับมาดูตัวอีกเลย


เรื่องของวาสนานี้ใครจะรู้ได้ บางทีทั้งสองคนอาจกำลังรอให้ได้มาบรรจบกันอยู่ก็ได้ !


ย่าหลิวหันไปมองบุตรชายด้วยแววตาข่มขู่ ‘ลองกล้าปฏิเสธดูสิ !’


หลิวว่ายจื่อรีบทำสีหน้าดีๆให้แม่ซัวถัวทันที “พี่สะใภ้ หลานสาวคนนั้นของท่านหน้าตาเป็นอย่างไร ?”


แม่ซัวถัวพูดด้วยรอยยิ้ม “คิ้วหนา ตาโต ตัวสูงโปร่ง…เตี้ยกว่านางหนูรองไม่เท่าไร วางใจได้ รับรองว่าพอดูได้แน่นอน !”


หลิวว่ายจื่อมองไปยังแผ่นหลังของหลินเว่ยเว่ย เตี้ยกว่าเสี่ยวเว่ย ? ส่วนสูงได้เลย ! ใครต่างก็บอกว่าสตรีตัวสูงหากทำงานไม่เป็นก็ยังดูดี เขาเป็นคนตัวไม่สูง ดังนั้นหาคนตัวสูงหน่อย แล้วต่อไปลูกที่คลอดออกมาจะได้ตัวสูงตามมารดา !


“ได้ ! พี่สะใภ้ ท่านดูก็แล้วกันว่าจะไปดูตัววันไหน จากนั้นก็มาบอกข้าอีกที ข้าจะได้เตรียมตัวให้ดีๆหน่อย” หลิวว่ายจื่อคิดว่าจะไปซื้อเสื้อผ้าที่พอดูได้ในเขตเริ่นอันสักสองชุด หัดแต่งตัวสักหน่อย อย่าให้ชอบอีกฝ่าย ทว่าอีกฝ่ายไม่ชอบตอบ เพราะเขาแก่กว่านางตั้ง7-8ปี !


ย่าหลิวถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก แล้วลากแม่ซัวถัวมาพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่สะใภ้ของว่ายจื่อ ข้าต้องรบกวนฝากเรื่องนี้กับเจ้าแล้วล่ะ !” นางครุ่นคิดว่าในหมู่บ้านมีหลายคนที่มาจากหมู่บ้านเดียวกับมารดาของอีกฝ่าย ดังนั้นไปสืบข่าวเรื่องนิสัยของเด็กคนนั้นก็คงไม่ยาก…ขอแค่บุตรชายชอบและอีกฝ่ายก็เป็นคนดี เรื่องอื่นย่อมไม่สำคัญ !


หลินเว่ยเว่ยเข้ามาร่วมวงสนุก “ยินดีกับท่านย่าหลิวด้วย อีกไม่นานก็จะมีลูกสะใภ้มาคอยดูแลแล้ว !”


ย่าหลิวพูดด้วยรอยยิ้ม “ขอให้เป็นดั่งที่เจ้าว่า…จริงสิ นางหนูรอง บ้านของเจ้าหาหญิงทอผ้าที่มีประสบการณ์กันอยู่ ช่วยพิจารณาข้าทีสิ แม่เฒ่าอย่างข้าพอจะเข้าตาหรือเปล่า ?


ตอนที่ 449: ไม่ได้เก็บเรื่องของเจ้ามาใส่ใจด้วยซ้ำ


“ได้สิ เหตุใดท่านจะไม่เข้าตา ? พี่ใหญ่ของบ้านเราก็เรียนทอผ้ามาจากท่าน หากท่านไม่ผ่านแล้วใครจะผ่านอีกเล่า ?”


ย่าหลิวมีผมขาวหมดแล้ว หลังค่อมหน่อยๆ แต่ในความเป็นจริงอายุยังไม่ถึง50ปีด้วยซ้ำ หากใช้ภาษาในยุคอนาคตก็คืออยู่ในช่วงที่อายุมากขึ้นและยังแข็งแรงเหมือนเดิม เพราะสามีของนางถือเป็นคนมีอายุสั้นในหมู่บ้าน กอปรกับมีบุตรชายที่ไม่เอาไหน นางจึงต้องทำงานหนักมานานหลายปีจนดูแก่กว่าวัยไปประมาณ10ปีเลยทีเดียว


แต่ตอนนี้บุตรชายได้เรื่องได้ราวแล้ว นอกจากงานทอผ้า นางยังตามหญิงชราในหมู่บ้านออกไปเก็บผลไม้ป่าเพื่อหาเงินเข้าบ้านได้อีกเล็กๆน้อยๆ สุขภาพจิตถือว่าดีกว่าสมัยก่อนมาก ช่างฝีมือที่มีความชำนาญเช่นนาง หากไม่รับไว้ก็โง่ !


ย่าหลิวดีใจจนยิ้มยิงฟัน “ถ้าเช่นนั้น…เจ้าคิดว่าข้าควรมาเริ่มงานเมื่อใด ?”


หลินเว่ยเว่ยตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “รอให้เครื่องทอผ้าที่เราสั่งทำเพิ่มมาส่ง แล้วท่านก็เริ่มงานได้เลย…”


หลังจากพี่สาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆมานานแล้ว ได้ยินอย่างนั้นก็รีบถามเบาๆ “น้องเว่ยเว่ย เจ้าพอจะรับข้าเข้าทำงานได้หรือเปล่า…”


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองพี่สาวแปลกหน้าผู้นั้น หลังครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็นึกออก หญิงคนนี้คือสะใภ้ใหม่ที่เพิ่งแต่งเข้ามาได้ไม่ถึง2เดือน ตอนนี้เด็กหนุ่มในหมู่บ้านฉือหลี่โกวไม่ต้องกังวลเรื่องหาภรรยาแล้ว หนุ่มโสดที่เคยมีฐานะยากจนล้วนตกเป็นที่แย่งชิงของสตรีนอกหมู่บ้านกันหมด


เหมือนพี่สาวคนนี้จะมีชื่อว่าชุนหง เป็นคนจากหมู่บ้านต้าฝางจวง นางแต่งกับครอบครัวที่มีพี่น้องหกคนในฉือหลี่โกว หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อนก็คงไม่มีใครอยากแต่งเข้ามาหรอก ทว่าในเวลานี้พี่น้องมากก็แปลว่ามีแรงงานมาก ในฉือหลี่โกวขอแค่ไม่เกียจคร้านและซื่อสัตย์ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะยากจน !


ในบรรดาพี่น้องสกุลหลิวนี้ บุตรชายคนโต คนรองและคนที่สามล้วนแต่งภรรยาเข้าบ้านในปีนี้ทั้งหมด ส่วนพี่สาวคนนี้ก็คือภรรยาของหลิวซานเอ๋อร์นั่นเอง


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าให้อีกฝ่ายเบาๆ “ท่านนำผ้าทอที่เคยทอมาไว้ให้เรา หลังจากเราพิจารณากันแล้วก็จะประกาศผลให้ทุกคนทราบอย่างรวดเร็ว”


พี่สาวตัวน้อยวิ่งหน้าแดงกลับไปหยิบผ้าทอผืนดีที่สุดออกมาแล้วทำเรื่องสมัครเหมือนคนอื่น หลังจากหลินจื่อเหยียนใช้ดินสอแท่งถ่านเขียนชื่อของชุนหงลงบนผ้าจางๆ แล้วพี่สาวคนนั้นก็หันหลังและเดินจากไป


ต่อจากนั้นเด็กสาวน้อยใหญ่ในหมู่บ้านก็มาสมัครกันอย่างเนืองแน่น หลินจื่อเหยียนจึงทำงานจนเหงื่อตก


วังม่านเหนียงกำผ้าชิ้นหนึ่งไว้ในมือแล้วเดินตรงมาที่ลานบ้านด้วยความเชื่องช้า จากนั้นก็ก้มหน้าบอกชื่อตัวเองเสียวแผ่ว “นี่คือผลงานของข้า วังม่านเหนียง…”


ในเวลานี้นางรู้สึกเครียดมากจึงก้มหน้าจนแทบจะติดหน้าอก เพราะกลัวหลินเว่ยเว่ยที่อยู่ด้านข้างจะพูดอะไรที่เหมือนไม่อยากยอมรับผ้าของนางไว้ เมื่อผ้าที่ถูกเขียนชื่อลงไปและถูกนำไปกองรวมกับผ้าที่อยู่ด้านข้างแล้วนางจึงแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก


วังม่านเหนียงยังรู้สึกกังวลอยู่ แม้จะส่งผลงานไปแล้ว แต่ถ้าหลินเว่ยเว่ยจงใจให้คะแนนผ้าของนางต่ำ นางก็จะไม่ผ่านคัดเลือกอยู่ดี…


หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง นางก็เดินผ่านหลินเว่ยเว่ยแล้วค่อยๆเข้าไปหาบุตรสาวคนโตตระกูลหลินพลางถามเบาๆว่า “การตัดสินเรื่องผลงานนี้ หลินเว่ยเว่ยเป็นผู้ตัดสินหรือเปล่า ?”


พอพี่สาวคนโตได้ยินแบบนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองนางแล้วก็เข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุได้ในทันทีจึงพูดว่า “ไม่ใช่หรอก นางไม่เข้าใจเกี่ยวกับการปั่นด้ายหรือการทอผ้าแม้แต่น้อย ให้นางตัดสินก็ได้วุ่นวายกันพอดี ? ผ้าเหล่านี้ พอตกเย็นแล้วข้า น้าเฝิงแล้วก็ย่าหลิวจะช่วยกันตัดสิน พรุ่งนี้ก็รู้ผลแล้ว เจ้าไปรอให้สบายใจอยู่ที่บ้านเถิด !”


วังม่านเหนียงยังพูดติดขัด “เอ่อ…โรงทอผ้าของเจ้าแห่งนี้ หลินเว่ยเว่ยช่วยสร้างขึ้นมา ถ้านางบอกว่าไม่ให้เลือกใคร เจ้าจะฟังนางหรือเปล่า ?”


พี่สาวคนโตแค่นเสียงหัวเราะ “เจ้าคิดว่าข้าเชื่อฟังที่นางบอกหรือไร ? นอกจากนี้โรงทอผ้าของข้าก็ให้ค่าแรงตั้งเยอะ ดังนั้นต้องเลือกคนที่มีฝีมือดีอยู่แล้ว วางใจได้ ข้าจะต้องยุติธรรมแน่นอน ฝีมือทอผ้าของม่านเหนียงนี้ ข้ารู้อยู่แล้ว เจ้ากลับไปรอฟังข่าวดีที่บ้านเถิด”


อันที่จริงอยากจะพูดว่า วังม่านเหนียง เจ้าคิดมากไปแล้ว น้องรองไม่ได้เก็บเรื่องของเจ้ามาใส่ใจด้วยซ้ำ !


ตกเย็น หลังจากผ่านการถกเถียงจากทั้งสามคนแล้ว ท้ายที่สุดก็เลือกช่างทอผ้าฝีมือดีที่สุดออกมา3คน หนึ่งในนั้นคือพี่สาวที่ชื่อชุนหง วังม่านเหนียงก็ผ่านการคัดเลือกและก็ยังมีแม่ของเสี่ยวหนี่ชิวอีกคน…เสี่ยวหนี่ชิวคือสหายของเจ้าหนูน้อย


แม่ของเสี่ยวหนี่ชิวเป็นสะใภ้ที่แม่สามีไม่ชอบหน้ามากที่สุด แต่ละวันต้องทำงานหนักแล้วยังไม่ได้รับสิ่งดีๆจากแม่สามี ไม่โดนตีก็โดนด่า แต่คาดไม่ถึงว่าฝีมือทอผ้าของนางไม่แพ้ย่าหลิวเลย


ตอนแม่สามีรู้ว่านางได้รับคัดเลือกจากสกุลหลิน ใบหน้าที่แห้งเหี่ยวก็มีบุปผาผลิบานขึ้นมาทันทีและเอ่ยปากพูดขึ้นว่าต่อไปนี้งานในบ้านแม่ของเสี่ยวหนี่ชิวไม่ต้องทำแล้ว อีกทั้งยังเอาขนมที่แอบซ่อนไว้ออกมาให้เสี่ยวหนี่ชิวกิน…เมื่อก่อนเสี่ยวหนี่ชิวมีสิทธิ์ได้แค่มองเท่านั้น


หลังจากหาคนทอผ้าครบสามคนได้แล้ว ย่าหลิวก็ได้รับหน้าที่ช่วยชี้แนะและตรวจงาน หากย่าหลิวเต็มใจจะทอผ้าก็รับเงินค่าจ้างไปตามราคาที่ตกลงกันไว้ นอกจากนี้ยังรับเงินเดือนอีกส่วนไปด้วย


เพื่อให้เหมาะสมกับเงินเดือนที่ได้รับ ย่าหลิวจึงไม่หวงวิชา นางช่วยชี้แนะช่างทอผ้าอย่างละเอียด ผ่านไปไม่นาน โรงทอผ้าของบ้านสกุลหลินก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว…


หนอนไหมรุ่นที่สองถูกย้ายไปยังต้นโอ๊กอย่างรวดเร็ว ในเวลานี้ต้นโอ๊กของเนินเขาด้านหลังเติบโตและขยายกว่าเดิมไม่น้อย นี่เป็นผลงานของหลินเว่ยเว่ยคนเดียวล้วนๆ…ทุกครั้งที่นางขึ้นเขาแล้วเจอต้นโอ๊กก็จะไม่ปล่อยไปแม้แต่ต้นเดียว ทุกต้นถูกย้ายมาที่เนินเขาหลังบ้านจนหมด ทำให้มันกลายเป็นป่าโอ๊กขนาดย่อม


เพราะฤทธิ์ของน้ำพุวิญญาณจึงทำให้ต้นโอ๊กบ้านสกุลหลินดูแข็งแรงเป็นพิเศษ มีโรคน้อยและเติบโตได้เร็วมาก บ้านอื่นเลี้ยงหนอนไหมได้แค่2รุ่น แต่ของสกุลหลินสามารถเลี้ยงติดต่อกันได้อย่างน่าประหลาด แม้จะเลี้ยงไป3รุ่นแล้วก็ยังมีอาหารเหลือเฟือ


ขอบเขตของการเลี้ยงหนอนไหมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกสหายสนิททั้งสองคนของพี่สาวคนโตช่วยกันดูแลไหว ทว่าต่อมาเริ่มดูแลกันไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงต้องจ้างคนเพิ่มอีก2คน


ปลายเดือนห้า สายฝนที่คนภาคเหนือรอคอยก็มาถึงอย่างไม่ทันตั้งตัว ฝนห่านี้ตกติดต่อกันถึง10วัน ในที่สุดดินที่เคยแตกระแหงก็กลับมาชุ่มฉ่ำอีกครั้ง แม่น้ำลำคลองและทะเลสาบที่เคยแห้งผากก็กลับมามีน้ำเต็มเปี่ยม ผืนดินที่แห้งแล้งก็เหมือนมีชีวิตขึ้นมาภายในชั่วข้ามคืน


มีราษฎรแดนเหนือบางคนออกไปเดินนอกบ้านพลางหัวเราะท่ามกลางสายฝน มีบางคนดีใจจนกระโดดโลดเต้น บางคนคุกเข่ากับพื้นและก้มจุมพิตผืนดินด้วยความตื้นตัน…ในที่สุดภัยแล้งที่ประสบติดต่อกันถึง2ปีก็ผ่านไป ราษฎรกลับมามีความหวังจากสายฝนห่านี้ !


หลังสายฝนหยุดลงเม็ดแล้ว เกษตรกรก็เริ่มทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่สายเกินกว่าจะปลูกพืชผลแล้ว แต่สามารถปลูกพวกมันถู่โต้วหรือมันเทศที่ใช้ระยะเวลาเจริญเติบโตไม่นาน นอกจากนี้ยังเป็นผักที่จัดเก็บง่าย แม้งานยุ่งและเหนื่อยมาก แต่บนใบหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม…


หลินเว่ยเว่ยใส่เสื้อคลุม สวมหมวกฟางแล้วมายังที่ดิน100หมู่ที่เพิ่งซื้อมาใหม่ผืนนั้น เกษตรกรผู้เช่าทั้งหลายมีใบหน้าเปื้อนยิ้มขณะยืนอยู่ด้านหลังนาง ฝนที่ตกปรอยๆทำให้เสื้อผ้าของพวกเขาเปียกชื้น แต่ทุกคนทำเหมือนไม่รู้สึกถึงมันเลย


ขณะมองต้นข้าวโพดที่เริ่ม.งอกเงยขึ้นจากผืนดิน ใบหน้าของลุงหวังก็กลายเป็นเหมือนดอกเบญจมาศ ปากก็ยังอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำออกมา “สวรรค์เมตตา ฝนห่านี้ตกมาได้ทันเวลาจริงๆ เมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงไปถือว่าไม่สูญเปล่าแล้ว…”


ตอนที่ 450: ใครใช้ให้เจ้าหน้าตาดี


ลุงหวังเป็นเกษตรกรมาทั้งชีวิต เขารู้จักพืชผลในไร่ดีเหมือนรู้จักบุตรของตน เมล็ดพันธุ์ที่ปลูกในสภาพอากาศแห้งแล้งเช่นนี้ เดิมทีเขาคิดจะเกลี้ยกล่อมนายจ้าง แต่พอคิดว่าตนเป็นแค่แรงงานชั่วคราวก็กลัวว่า คำพูดประโยคนั้นจะทำให้นายจ้างหงุดหงิดจนพาลทำให้คนทั้งครอบครัวสูญเสียงานดีๆแบบนี้ไป


โชคดีที่สวรรค์คุ้มครองคนดี พอได้ฝนห่านี้แล้วข้าวโพดในที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ก็ต้องรอดแน่นอน


แต่หลินเว่ยเว่ยไม่เคยกังวลอันใด เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดชุดนี้ นางเพาะเลี้ยงมันขึ้นมาในห้วงมิติน้ำพุวิญญาณอย่างระมัดระวัง มันจึงให้ผลผลิตสูง ทนแล้งและยังไม่มีโรค ทว่าหลังจากฝนห่านี้ตกลงมาแล้ว ผลผลิตของข้าวโพดก็น่าจะสูงกว่าเดิมไปอีก ไอหยา ไม่กลัวโดนจับผิดแล้ว เพราะแม้แต่สวรรค์ก็ยังเข้าข้างนาง…นี่ถือเป็นคุณสมบัติพิเศษของตัวเอกซึ่งทะลุมิติมาหรือเปล่า ?


พอหันหลังกลับไปก็เห็นบุรุษถือร่มกระดาษสีฟ้าครามกำลังเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม อาภรณ์สีนวลจันทร์ เส้นผมพลิ้วไหวตามสายลม ใบหน้า.งดงามจนแยกไม่ออกว่าเป็นสตรีหรือบุรุษ รวมกับรัศมีที่เปล่งประกายเหมือนเทพเซียนแล้วท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา ก็เหมือนงานจิตรกรรมสีหมึกที่เป็นหนึ่งไม่มีสองอีกแล้วในใต้หล้า


“เช็ดน้ำลายบ้าง !” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหู แท้จริงคนที่นางเห็นก็คือว่าที่สามี เจียงโม่หานเดินเข้ามาอยู่ข้างนางและตอนนี้ก็กำลังมองนางด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม !


หลังได้ยินแบบนั้นแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เผลอยกมือขึ้นเช็ดมุมปาก แต่กลับพบว่าบนมือไม่มีน้ำลายติดมาแต่อย่างใด นางจึงย่นจมูกแล้วมุ่ยปากพูดว่า “แกล้งข้าอีกแล้ว บัณฑิตน้อย เจ้านิสัยเสียแล้วนะ รู้ตัวหรือเปล่า ! แต่ก็ช่างเถิด คนรูปงามย่อมควรค่าแก่การให้อภัย ข้าจะไม่ถือสาเจ้าหรอก ใครใช้ให้เจ้าหน้าตาดีกันล่ะ ! คิกคิกคิก สามีของใครหน้าตาหล่อเหลาขนาดนี้ ! ที่แท้ก็เป็นของข้าเอง…”


หางตาของเจียงโม่หานกระตุก…ชมกันอย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้เลยหรือ คงมีแค่เด็กน้อยที่กล้าพูด เขาเริ่มชินแล้วเช่นกัน จึงตัดสินใจไม่ต่อปากต่อคำกับเด็กบ้าคนนี้ เขามองไปที่พืชผลในไร่ ก่อนจะพูดว่า “ที่ดินผืนนี้ดูแลได้ไม่เลว…”


“ถูกต้อง!” หลินเว่ยเว่ยหันไปมองลุงหวัง “ได้ยินว่าครอบครัวของพวกท่านคอยดูแลไร่มาโดยตลอดหรือ?”


ก่อนหน้านี้ได้ตกลงกันเรียบร้อยว่าจะจ้างเกษตรกรเหล่านี้เป็นแรงงานชั่วคราวแล้วจ่ายค่าแรงให้ทุกวัน แต่ใครจะคาดคิดว่าตอนเสร็จงานและไม่ได้จ่ายเงินจ้างแล้วคนพวกนี้ก็ยังคอยช่วยดูแลไร่โดยไม่คิดเงิน ไม่พูดไม่ได้หรอกว่าชาวบ้านสมัยโบราณเหล่านี้เป็นคนซื่อสัตย์จริงๆ !


ลุงหวังรีบพูด “ไม่ใช่บ้านพวกข้าเท่านั้นหรอกขอรับ แต่ยังมีบ้านของหลี่ต้าและซ่งเหนียงจื่อสองแม่ลูกอีกด้วย พวกเราว่างอยู่แล้วไม่มีอะไรทำ จึงมาเดินในไร่วันละรอบ พอเห็นว่ามีหญ้าก็แค่ถอนออก…ไร่แห่งนี้ปลูกเรียบร้อยหมดแล้วจึงไม่มีงานอะไรให้ทำมากนัก…”


แม้จะพูดแบบนั้น แต่ก็เป็นที่ดินกว่า100หมู่ ต่อให้เดินวันละรอบก็ต้องเสียพลังงานไม่น้อย หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าแล้วหันไปมองอีกสองครอบครัวที่ลุงหวังเอ่ยถึง “ลุงหวัง พวกเราอยู่ไกลและพืชไร่เหล่านี้จำเป็นต้องจ้างคนดูแล ถ้าอย่างไร…พวกท่านสามครอบครัวก็มาเป็นลูกจ้างประจำให้ข้าเถิด !”


“ลูกจ้างประจำ ? ถ้าเช่นนั้นค่าจ้าง…” บุตรชายคนโตของลุงหวังก็รู้ว่านายจ้างเป็นคนใจกว้าง ทว่าก็ยังกังวลถึงรายได้ของครอบครัว เนื่องจากพวกตนมีครอบครัวใหญ่ต้องดูแล !


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ที่จริงงานลูกจ้างประจำนี้ก็เหมือนดูแลที่นาของบ้านตัวเอง พอถึงช่วงฤดูกาลก็ดูแลไร่นา พอว่างงานก็เป็นนายตัวเอง ส่วนเรื่องค่าจ้างก็สามารถจ่ายได้สองแบบ แบบแรกคือจ้างตามค่าแรง หากเป็นแรงงานผู้ใหญ่ก็ได้ปีละ2ตำลึงเงิน”


พอครอบครัวอื่นได้ยินว่าจ่ายตามค่าแรงงานผู้ใหญ่ตกปีละ2ตำลึงเงิน พวกเขาก็รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาทันที


ต้องทราบก่อนว่าในปีที่ประสบภัยแล้งแบบนี้ การหางานได้ถือเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าอะไร บางคนไปอยู่ที่ท่าเรือตลอดทั้งวันก็ยังไม่ได้งานสักอย่าง แม้จะรอจนได้งานก็ต้องทำงานหนักทั้งวันและได้เงินค่าแรงวันละ2-3อีแปะยังถือว่าดีมากแล้ว พวกเขาทำงานในไร่ในนาจนคุ้นชินจึงตระหนักดีว่าปีหนึ่งไม่รู้จะเกิดภัยพิบัติอะไรขึ้นบ้าง ดังนั้นเงิน2ตำลึงสามารถเลี้ยงคนได้ทั้งครอบครัว !


หวังเถี่ยจู้บุตรชายคนโตของลุงหวังก็หวั่นไหวเช่นกัน แต่เขายังถามต่อ “นายหญิงไม่ได้บอกว่ามีวิธีจ่ายค่าแรงได้สองแบบหรือขอรับ ? แล้วอีกรูปแบบล่ะขอรับ ?”


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “อีกแบบน่ะหรือ ! ก็คือจ่ายเป็นรายได้หนึ่งในสิบส่วนต่อที่ดินหนึ่งหมู่ พูดง่ายๆแบบนี้ก็แล้วกัน ลุงหวัง บ้านท่านมีคนมาก ดูแลที่ดินได้20หมู่ หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว รายได้หนึ่งในสิบส่วนของที่ดิน20หมู่นี้ก็จะเป็นค่าแรงของพวกท่าน…”


“อย่างนั้นหรือขอรับ !” หวังเถี่ยจู้เริ่มลังเล “นายหญิง ขอให้ข้ากับท่านพ่อและพวกน้องๆได้ปรึกษากันก่อน…”


หลี่ต้ารีบเข้ามาพูด “ยังต้องปรึกษาอะไรกันอีก ? ต้องเลือกแบบแรกอยู่แล้ว ! เจ้าลองคิดดูนะ ถ้าเอารูปแบบหลังแล้วเจอภัยแล้งอย่างสองปีที่ผ่านมาซึ่งเก็บเกี่ยวอะไรไม่ได้เลย พวกเราทำงานกันทั้งปีแต่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย ผิดกับแบบแรกที่อย่างน้อยก็จะได้เงิน2ตำลึง รับประกันได้ว่าคนในครอบครัวได้กินอิ่มท้อง”


ลุงหวังเป็นคนจิตใจดี เขาพูดด้วยความลังเล “แต่ว่า…พวกนายจ้างจะไม่เสียเปรียบเอาหรือ ?” หากเป็นเช่นนั้นแล้วที่ดินกว่า100หมู่จะไม่ใช่แค่เงินค่าเมล็ดพันธุ์หลุดลอยไป แต่ยังต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้พวกเราเยอะขนาดนี้อีก


หวังเถี่ยฉุยบุตรชายคนรองก็กลัวบิดาจะไม่เลือกแบบแรกจึงรีบพูดว่า “ท่านพ่อขอรับ นายจ้างซื้อที่ดิน100หมู่ติดกันได้ ยังจะขาดเงินค่าแรงจำนวนแค่นั้นอีกหรือ หลี่ต้าพูดถูก อย่างไรก็เลือกแบบแรกเถิดขอรับ !”


ช่วงหลายวันมานี้ลุงหวังได้สัมผัสกับน้ำใจที่นายท่านและนายหญิงมีให้ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการที่ทั้งสองให้เงินค่าแรงสูง เพราะวันเทศกาลตวนอู่ก็ยังเอาธัญพืชหยาบ เนื้อและขนมจ้างมาให้ เขาจึงทนเห็นนายจ้างเป็นฝ่ายเสียเปรียบไม่ได้ อีกอย่างคือแม้จะเจอภัยแล้งจริงๆ ด้วยนิสัยของนายจ้างแล้วไม่มีทางทนเห็นพวกตนต้องอดตายแน่นอน…


หลังครุ่นคิดแล้ว เขาก็ต่อต้านเสียงคัดค้านของครอบครัว ท้ายที่สุดก็เลือกรับค่าแรงด้วยรูปแบบที่สอง ส่วนอีกสองบ้านที่เหลือก็หันไปมองหวังเถี่ยจู้และหวังเถี่ยฉุยสองพี่น้องด้วยความเห็นใจ จากนั้นก็ทำสัญญารับค่าแรงแบบแรกโดยไม่ลังเล


ขณะมองบิดาประทับลอยนิ้วมือลงไป แม้หวังเถี่ยฉุยจะไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี…ใครใช้ให้ท่านพ่อเป็นคนตัดสินใจเรื่องของครอบครัวกันเล่า ?


ที่ดิน100หมู่ บ้านสกุลหวังมีคนเยอะจึงเหมาทำทั้งหมด30หมู่ ครอบครัวหลี่ต้าทำ20หมู่ ส่วนซ่งเหนียงจื่อสองแม่ลูกทำ10หมู่ ด้านอีก40หมู่ที่เหลือ หลังจากสอบถามลุงหวังแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ยกให้อีกสองครอบครัวดูแล แม้ว่าสองครอบครัวนี้ไม่ได้เสนอตัวดูแลไร่ตั้งแต่แรก แต่งานทำไร่ทำนาก็ถือว่าเป็นคนมีประสบการณ์


หลินเว่ยเว่ยพูดแบบไม่น่าฟังไว้ก่อน “ที่ดินทั้งหมดยกให้พวกท่าน5ครอบครัวดูแล หากมีคนแอบอู้งาน ดูแลได้ไม่ดี ผลผลิตได้น้อยกว่าครอบครัวอื่นจนเกินไป ค่าแรงจะโดนหักจนเหลือแค่ครึ่งเดียวและปีหน้าจะไม่จ้างต่อ ! แน่นอนว่าบ้านใครที่ดูแลได้ดีก็ต้องมีรางวัลให้แน่นอน !”


ท้ายที่สุดแล้วนางก็ให้ลุงหวังเป็นหัวหน้าคนงานชั่วคราว เผื่อว่ามีเรื่องใดจะได้รายงานให้นางและบัณฑิตหนุ่มทราบอย่างทันท่วงที…


ขณะมองหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานเดินจากไป หลี่ต้าก็เข้ามาแสดงความยินดีกับลุงหวัง “ลุงหวัง นี่ถือว่าท่านเป็นหัวหน้าคนงานแล้วใช่หรือไม่ ? อย่างไรก็เป็นผู้ดูแลคนหนึ่ง ดังนั้นต่อไปนี้ข้าก็ขอฝากเนื้อฝากตัวกับท่านลุงหวังด้วย !”


ลุงหวังหันไปถลึงตาใส่เขา “เจ้ามันฉลาดพูด ! เรื่องอื่นข้าจะไม่พูดมาก แต่ทางนายจ้างเป็นคนจิตใจดี เราต้องช่วยพวกเขาดูแลไร่ให้ดี ไม่อย่างนั้นหากพลาดโอกาสครั้งนี้แล้ว ต่อไปก็จะหางานที่ให้ค่าแรงดีและนายจ้างใจกว้างขนาดนี้ไม่เจออีกแน่ !”



จบตอน

Comments