weiwei ep451-460

ตอนที่ 451: ฮ่าฮ่า พวกเขาเรียกข้าว่านายหญิง


คนอื่นพยักหน้าและขานรับทันที ในช่วงเวลาที่ยากลำบากแล้วได้มาเจอนายจ้างที่ใจกว้างขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นวาสนา งานดีขนาดนี้ถ้าทำหลุดมือไปก็คงน่าเสียดายมาก ยิ่งไปกว่านั้นนายหญิงก็พูดแล้วว่าหากทำงานดียังมีรางวัลให้ด้วย ! ทั้ง5ครอบครัวจึงบอกกับตัวเองว่าจะทำให้ดีที่สุด ทำให้ฤดูเก็บเกี่ยวภาคฤดูใบไม้ร่วงได้ผลผลิตดีที่สุดเพื่อจะได้รับรางวัลจากนายจ้าง


หวังเถี่ยฉุยยังกังวลไม่หาย “ท่านพ่อขอรับ พืชไร่เหล่านี้ปลูกช้ายิ่งกว่าปีก่อนตั้งหนึ่งเดือนกว่า ฤดูหนาวของภาคเหนือมาเยือนเร็ว หากลมหนาวมาเยือนก็จะไม่มีพืชผลให้เก็บเกี่ยว แบบนั้นก็ไม่เท่ากับพวกเราเสียแรงเปล่าหรือขอรับ !”


เขาแอบบ่นบิดาในใจ ‘ท่านเห็นใจนายจ้างจึงเลือกรับค่าจ้างแบบที่สอง แต่ก็ควรรอจนถึงปีหน้าก่อนสิ ปีนี้สภาพอากาศแห้งแล้งตั้งแต่ต้นปี ต่อจากนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยิ่งไปกว่านั้นยังปลูกช้าอีกตั้งเดือนกว่า’…โชคดีที่บ้านตนคนเยอะ ตอนพลิกหน้าดิน หว่านเมล็ดจึงพอจะได้เงินมาบ้าง ไม่อย่างนั้น…


เฮ้อ ! ถ้าช่วงสิ้นปีมาถึงแล้วบ้านอื่นได้เงินกันหลายตำลึง แต่มีเพียงบ้านพวกตนที่มีแต่ความว่างเปล่า คงกลายเป็นเรื่องตลกร้ายแน่นอน !


แต่ลุงหวังพูดว่า “ในเมื่อนายท่านและนายหญิงเลือกปลูกในเวลานี้ พวกเขาก็ต้องมีเหตุผลแน่นอน ลองเปลี่ยนเป็นเจ้านะ หากเจ้ารู้ทั้งรู้ว่าจะเก็บเกี่ยวอะไรไม่ได้แล้วเจ้ายังจะเอาเมล็ดพันธุ์มาหว่านเล่นถึงร้อยหมู่อีกหรือเปล่า ? นายท่านเป็นถึงบัณฑิตซิ่วไฉแล้ว จะคิดไม่ได้แบบเจ้าหรือไร ?”


“บัณฑิตซิ่วไฉศึกษาตำราเก่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าทำการเกษตรเก่งนะขอรับ” หวังเถี่ยฉุยบ่นเบาๆ ทว่า ขณะมองต้นกล้าข้าวโพดที่เขียวขจีในไร่แล้วก็รู้สึกประหลาดใจพอสมควร “ท่านพ่อ เมื่อก่อนท่านเคยปลูกข้าวโพดหรือเปล่า ? สภาพดินแห้งแตกขนาดนี้ แม้แต่หญ้าก็ยังไม่ขึ้น แต่เมล็ดข้าวโพดกลับงอกเงยแถมยังเติบโตได้ดีด้วย…”


ลุงหวังส่ายหน้า “ตอนข้ายังเด็กก็มีคนในหมู่บ้านเคยปลูก แต่ได้ผลผลิตน้อย แถมราคารับซื้อก็ยังถูก ต่อมาจึงมีคนปลูกน้อยลง…”


พอหวังเถี่ยฉุยได้ยินแบบนั้นก็ทำสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ทันที “ท่านพ่อขอรับ พอท่านพูดแบบนี้แล้วข้าก็ยิ่งรู้สึกว่าเราคงไม่ได้อะไรในปีนี้กันแล้ว…”


ลุงหวังตบบ่าของบุตรชาย “เจ้าต้องเชื่อมั่นในตัวนายท่านกับนายหญิง ! ถ้าไม่ได้อะไรจริงๆ เราก็หาเงินได้พอสมควรแล้วไม่ใช่หรือ ? ประหยัดหน่อยก็พอจะผ่านไปถึงปีหน้าได้แล้ว !”


“ก็ต้องเป็นแบบนั้นสิขอรับ…” หวังเถี่ยฉุยถอนหายใจเฮือกใหญ่ หวังว่าบ้านนายจ้างจะใจดี สงสารพวกตนที่ทำงานอย่างเสียเปล่าในปีนี้ แล้วอนุญาตให้เลือกวิธีรับเงินแบบใหม่ในปีหน้า เฮ้อ ไม่รู้ว่าท่านพ่อคิดอะไรอยู่จึงได้เอาทุกคนในครอบครัวมาเป็นตัวตลกให้คนอื่นหัวเราะเยาะ !


“ฮ่าฮ่าฮ่า…” จู่ๆหลินเว่ยเว่ยที่นั่งอยู่ในรถม้าก็หัวเราะขึ้นมา


เจียงโม่หานเหลือบมองนาง “คิดอะไรอยู่ ? เหตุใดจึงหัวเราะชั่วร้ายขนาดนั้น ?”


หลินเว่ยเว่ยขยับไปนั่งข้างเขาแล้วทำให้ดวงตาอันกลมโตกลายเป็นเสี้ยวพระจันทร์ “เมื่อครู่เจ้าได้ยินพวกลุงหวังเรียกพวกเราว่าอะไร ?”


“นายท่าน” แต่มันก็ปกติไม่ใช่หรือ ?


ทันใดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าหลินเว่ยเว่ยก็ดูเด่นชัดขึ้นกว่าเดิมทันที “พวกเขาเรียกเจ้าว่านายท่าน เรียกข้าว่านายหญิง ฮ่าฮ่า…”


“แค่นี้ก็ดีใจแล้วหรือ ?” เจียงโม่หานอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นผมนุ่มมือของนาง แค่คำเรียกขานก็ทำให้นางดีใจจนมีสภาพแบบนี้แล้ว ถ้าต่อไปแต่งงานกับเขาก็คงจะได้ยิ้มไม่หุบทุกวันเพราะชีวิตจริงดีกว่าฝันหวานทุกวันหรอกหรือ ?


“คิกคิกคิก…นอกจากพวกอาว่ายจื่อแล้วก็เพิ่งโดนคนนอกเรียกแบบนี้เป็นครั้งแรก ให้ข้าได้เพลิดเพลินกับมันอีกหน่อยเถิด” ท่าทางของหลินเว่ยเว่ยอธิบายคำว่า ‘ยิ้มหน้าบาน’ ได้อย่างสมบูรณ์


“เด็กโง่…” เจียงโม่หานไม่ทันสังเกตว่าน้ำเสียงและท่าทางของตนก็เต็มไปด้วยความเอาใจนางอย่างอ่อนโยน เด็กคนนี้ก็จริงๆเลย ไม่ว่าคิดอะไรมักเขียนไว้บนใบหน้าหมด น่ารักเหมือนเด็กไร้เดียงสา !


หลินเว่ยเว่ยยื่นศีรษะออกไป ขณะมองละอองฝนนอกหน้าต่างรถม้า นางก็เหมือนจะคุยกับเขา แต่ก็เหมือนบ่นพึมพำกับตัวเอง “หลังหมดฝนห่านี้แล้ว ภัยแล้งในแดนเหนือก็น่าจะถูกบรรเทาไปด้วยกระมัง ?”


“อืม ต่อไปจะกลายเป็นฤดูกาลแห่งสายฝนและภัยแล้งที่ดำเนินติดต่อกันถึง2ปีก็จะสิ้นสุด !” เจียงโม่หานเลิกม่านหน้าต่างเพื่อมองไปด้านนอก ภายใต้สายฝนโปรยปรายมีชาวบ้านจำนวนมากกำลังรีบหว่านเมล็ดพันธุ์ ในชาติก่อนชาวบ้านละแวกเขตเริ่นอันเหลือเพียงหนึ่งในสิบส่วน หลังภัยแล้งจบลงแล้ว ที่ดินส่วนใหญ่กลายเป็นพื้นที่รกร้างเพราะขาดเจ้าของดูแล ไฉนเลยจะได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่มีชีวิตชีวาแบบนี้ ?


แค่โชคชะตาของคนผู้เดียวเปลี่ยนไป พื้นที่ทั่วทั้งแดนเหนือก็พลอยได้รับผลประโยชน์ตามไปด้วย…เจียงโม่หานอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเด็กสาวผู้เปี่ยมชีวิตชีวาในรถม้า…หรือเด็กคนนี้จะเป็นเหมือนอย่างที่นางพูดจริงๆ คือเป็นเทพธิดาลงมาจุติเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลาย ? แต่แล้วเขาก็ต้องส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม จะเป็นไปได้อย่างไร ! ความคิดเพ้อเจ้อนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ด้วยหรือ ?


หลินเว่ยเว่ยย้อนถาม “บัณฑิตน้อย เจ้าไม่คิดว่าน้ำเสียงของตนฟังแล้วมั่นใจเกินไปหน่อยหรือเปล่า ? บอกข้ามาตามตรงเถิด เจ้ามีความสามารถหยั่งรู้อนาคตใช่หรือเปล่า ? หรือ…เจ้าจะกลับชาติมาเกิดใหม่ ?”


แววตาของเจียงโม่หานสั่นไหวเล็กน้อย เขามองเข้าไปในดวงตาของนาง จากนั้นมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยและตอบกลับเบาๆว่า “เจ้านี่นะ ในสมองมีแต่ความคิดประหลาด บนโลกใบนี้มีคนหยั่งรู้อนาคตที่ไหนกัน ? ใครต่างก็พูดว่าคนตายไปแล้วก็เหมือนตะเกียงดับแสง หากยังกลับชาติมาเกิดใหม่ได้อีก คนเช่นนั้นจะไม่พลอยสร้างความโกลาหลหรอกหรือ ?”


“ไม่แน่หรอก ! พูดกันว่าศิลปะมาจากประสบการณ์ชีวิต ในนิทานพื้นบ้านบางเล่มก็ไม่ได้เขียนว่ามีผู้ที่เคยไปเยือนยมโลกแล้วฟื้นคืนจากความตายหรอกหรือ ? แล้วก็…เรื่องยืมซากศพคืนชีพ…อาจมีเรื่องแบบนี้จริงๆก็ได้ !”


หลินเว่ยเว่ยพูดในใจ ‘ยกตัวอย่างเช่นข้าก็แล้วกัน ทะลุมิติมาจากยุคอื่นแล้วเข้าร่างเด็กหญิงปัญญาอ่อนคนนี้ ถ้าไม่ได้ประสบด้วยตัวเอง แม้จะตีข้าให้ตายก็ไม่มีทางเชื่อเรื่องประหลาดพรรค์นี้เด็ดขาด ทว่ามันก็เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว !’


เจียงโม่หานเหลือบมองนาง ‘เด็กโง่ เจ้าจะเปิดเผยตัวตนออกมาจนหมดหรือไร ? ที่จริงข้ารอคอยวันที่เจ้าจะมาเล่าให้ฟัง เพราะนั่นหมายความว่าเจ้าเชื่อมั่นข้าอย่างหมดใจ’…เขาเชื่อว่าวันนั้นจะต้องมาถึงแน่นอน


พอทั้งสองคนกลับถึงฉือหลี่โกวแล้วก็พบว่ามีรถม้าคันหนึ่งมาจอดอยู่หน้าบ้านของตน เมื่อเข้ามาในบ้านก็เห็นคนขับรถม้าสกุลเผิงและมีเผิงหยูเหยี่ยนพูดอยู่ที่ประตูบ้านหลังข้างๆ…เฮอะ เจ้าหนอนหนังสือคนนี้ พอมาถึงแล้วก็ไปหาคู่หมั้นทันที !


ผ่านไปไม่นาน ในที่สุดเผิงหยูเหยี่ยนก็ออกมาจากบ้านหลังข้างๆอย่างอาลัยอาวรณ์ พอเห็นหน้าเจียงโม่หานแล้ว เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงเขินอาย “ท่านแม่ให้ข้ามาศึกษาตำราอยู่กับศิษย์น้องเจียงต่อไป…ข้าอยากลองเข้าร่วมการสอบระดับเซียงซื่อดูสักครั้ง”


ทำอย่างไรได้ ใครใช้ให้คู่หมั้นของตนเก่งเกินไป ? นี่เพิ่งผ่านไปไม่กี่เดือนก็สร้างโรงทอผ้าขึ้นมาแล้ว ว่าที่แม่ยายก็พูดแล้วว่าโรงทอผ้านี้เป็นสินเดิมของบุตรสาวคนโต ถ้าเขายังไม่ขยันขึ้นอีก ต่อไปก็ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นภรรยามาหาเลี้ยงเขาแทนหรือ ?


แม้จะรู้ว่าโอกาสแสนเลือนราง แต่เขาก็อยากลองดูสักตั้ง หากสอบได้จู่เหรินกลับมา เขาก็สามารถเปิดสำนักศึกษาของตน หรือไม่ก็ไปเป็นอาจารย์สอนที่สำนักศึกษาในตัวเมืองได้ อย่างน้อยก็มีความสามารถหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว พอเป็นเช่นนี้แล้ว ภรรยาของเขาก็จะไม่ต้องเหนื่อยจนเกินไป…


หลังจากเผิงหยูเหยี่ยนบอกจุดประสงค์ในการมาเยือนของตนแล้ว หลินจื่อเหยียนก็ทำสีหน้าไม่อยากเชื่อทันที “ว่าอย่างไรนะ ? พี่เขยใหญ่จะเข้าร่วมการสอบฤดูใบไม้ร่วง ? ท่านอย่าลืมว่าอันดับในการสอบเยวี่ยนซื่อของท่านอยู่อันดับสุดท้าย…”


ตอนที่ 452: กลายเป็นคน ‘หูเดียว’


หลินเว่ยเว่ยรีบเข้าไปดึงตัวน้องชายที่ปากไม่มีหูรูดออกมา “ไม่ว่าได้อันดับที่เท่าไหร่ก็ลองสอบได้หมด ! ถ้าไม่มีความกล้าตั้งแต่แรกแล้วจะเอาชัยชนะมาจากที่ใด ? พี่เผิงกล้าหาญแบบนี้ ถือว่าคุ้มค่าต่อการได้รับกำลังใจ !”


หลังจากหลินจื่อเหยียนได้ยินแบบนั้นก็พูดว่า “ถ้าพี่เขยใหญ่จะเข้าร่วมการสอบ ข้าก็จะลองไปสอบบ้าง…เพราะไม่ว่าอย่างไรอันดับในการสอบเยวี่ยนซื่อของข้าก็อยู่สูงกว่าเขาตั้งเยอะ !”


หลินเว่ยเว่ยดึงใบหูของเขาทันที “หลินต้าฮว๋า ข้าคิดว่าช่วงนี้เจ้าหลงตัวเองเกินไปหน่อย ! อวดอ้างว่าตนเป็นซิ่วไฉอายุน้อยที่สุดทุกวัน…เจ้ารู้จักสิ่งที่เรียกว่า ‘สุขุม ซื่อสัตย์ กล้าหาญ’ หรือเปล่า ?”


“โอ๊ย พี่รอง ท่านเบามือหน่อย หูข้าจะโดนท่านดึงจนหลุดอยู่แล้ว เจ็บ เจ็บ เจ็บ…” หลินจื่อเหยียนรีบอ้อนวอนร้องขอความเมตตา “พี่รอง ข้าผิดไปแล้ว ต่อไปข้าจะทำตัวให้สุขุม ไม่ทำตัวโอ้อวด ตั้งใจอ่านตำรา พอใจท่านหรือยัง ?”


“จำเอาไว้ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวไว้ว่า ‘ความอ่อนน้อมถ่อมตนนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้า ความยโสโอหังนำมาซึ่งความตกต่ำ’ เจ้าเพิ่งเป็นแค่ซิ่วไฉตัวเล็กๆ เพิ่งเริ่มเดินแค่ก้าวแรกของเส้นทางแสนยาวไกล อย่าเย่อหยิ่งและหุนหันพลันแล่น ถ้าอยากก้าวหน้า…”


“พี่รองสั่งสอนได้ถูกต้องแล้ว น้องชายน้อมรับ !” หลินจื่อเหยียนหยุดเสียงหัวเราะทั้งหมดที่มีแล้วโค้งคารวะหลินเว่ยเว่ยด้วยท่าทางเคร่งขรึม พี่รองพูดถูก ช่วงนี้เขาโดนคนรอบข้างชื่นชมมากเกินไปจึงลืมตัวไปบ้าง พี่รองถือเป็นไฟส่องนำทางและไม้ตีที่ช่วยเตือนสติเขาได้ดีจริงๆ !


“ทว่า…พี่รอง ท่านใช้แรงมากเกินไปหน่อย ท่านดูใบหูของข้าสิ บวมจนจะกลายเป็นหูหมูได้อยู่แล้ว !” หลินจื่อเหยียนลูบใบหูที่ร้อนผ่าวของตนขณะแสร้งบ่น


หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่เขา “ข้ายังไม่ทันออกแรงเลยนะ !”


“ท่านแรงเยอะขนาดไหนยังไม่รู้ตัวอีกหรือ ? หากท่านออกแรงจริงๆขึ้นมา ข้าคงกลายเป็นคน ‘หูเดียว’ ไปเลย” หลินจื่อเหยียนชี้ไปที่ใบหูอันบวมแดงของตนเพื่อกล่าวหาว่านางใช้ความรุนแรง


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ดีสิ ดี ! ประเดี๋ยวจะทำหูหมูตุ๋นน้ำแดงเพื่อชดเชยให้เจ้า !”


“พี่รองหลิน บ้านท่านมีแขกมาหาอีกแล้ว !” โก่วเชิ่งเอ๋อร์และเสี่ยวหนี่ชิวที่วิ่งเล่นอยู่หน้าหมู่บ้านได้เห็นรถม้าคันหนึ่งขับเข้ามาใกล้หมู่บ้าน ทั้งสองจึงรีบวิ่งมารายงาน ส่วนคนที่นั่งอยู่ในรถม้าต้องมาหาบ้านสกุลหลินหรือไม่ก็สกุลเจียงแน่นอน ดังนั้นไม่มีทางรายงานผิดพลาด !


หลินเว่ยเว่ยเดินออกมาดูก็บังเอิญเห็นรถม้ามาจอดที่หน้าบ้านสกุลเจียงพอดี หลังเห็นชายวัยกลางคนท่าทางสง่างามเดินลงมาแล้วนางก็รีบตะโกนเข้าไปในบ้านว่า “บัณฑิตน้อย อาจารย์ฟ่านมาหา !”


เจียงโม่หานรีบเดินออกมาเพื่อจะไปต้อนรับอาจารย์ฟ่านซึ่งกำลังมองประตูบ้านสกุลเจียง จากนั้นก็มองไปที่บ้านสกุลหลินแล้วแอบสงสัยในใจ…หรือว่าตนจำผิด ลูกศิษย์ที่ภาคภูมิใจที่สุดออกมาจากบ้านหลังข้างๆได้อย่างไร ?


เจียงโม่หานรีบเชิญอาจารย์ฟ่านไปที่ห้องหนังสือของบ้านสกุลเจียง อาจารย์ฟ่านจึงได้มั่นใจว่าจำถูกแล้ว พอได้รู้ว่าบ้านข้างๆ เป็นบ้านของคู่หมั้นลูกศิษย์ เขาก็.อดไม่ได้ที่จะพูดหยอก “เมื่อครู่เห็นเจ้าเดินออกมาจากบ้านสกุลหลิน อาจารย์ก็หลงคิดว่าจำบ้านของเจ้าผิดหลังเสียอีก !”


เจียงโม่หานไม่ได้ต่อบทสนทนา แค่รินชาให้อาจารย์หนึ่งถ้วย “ไม่ทราบว่าอาจารย์มาด้วยเหตุอันใดหรือขอรับ ?”


อาจารย์ฟ่านทำสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันทีพร้อมเอ่ยจุดประสงค์ในการมาเยือนครั้งนี้ “ได้ยินว่าเป็นเพราะสงครามจึงทำให้การสอบเซียงซื่อในครั้งนี้ย้ายไปจัดที่เมืองเหอโจว ข่าวนี้คงจะถูกประกาศอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่วัน เจ้าใส่ใจกับมันให้มากหน่อย หากพลาดคราวนี้แล้วต้องรอไปอีก3ปี…”


“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่มาแจ้งข่าวขอรับ ศิษย์จะเดินทางไปยืนยันสิทธิ์ที่ตัวเมืองทันทีขอรับ” ชาติก่อนเขาสอบเยวี่ยนซื่อไม่ผ่าน ตัวเขาในเวลานั้นจึงทุ่มเทอยู่กับการสอบเยวี่ยนซื่อ สงครามที่ชายแดนทำให้พวกบัณฑิตในเมืองจงโจวเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ ทว่าเขาไม่ได้ใส่ใจว่าการสอบเซียงซื่อจะเปลี่ยนสถานที่จัดสอบหรือเปล่ามาก่อน


อาจารย์ฟ่านพยักหน้า “ถ้าเป็นเรื่องจริง เจ้าก็ควรเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ผู้เข้าสอบจากสองเมืองมารวมตัวที่เหอโจวแห่งเดียว พอถึงเวลานั้นไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า ที่พักหรือการเดินทางก็ต้องเตรียมล่วงหน้าให้พร้อม”


“ต้องรบกวนให้ท่านอาจารย์ฟ่านเดินทางมาเตือนศิษย์เช่นนี้ ศิษย์ขอจดจำไว้ในใจเสมอขอรับ” หัวใจของเจียงโม่หานเต็มไปด้วยความซาบซึ้งที่มีต่ออาจารย์ผู้สง่างามตรงเบื้องหน้าท่านนี้ ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ อาจารย์ฟ่านก็ดูแลเขาอย่างสุดหัวใจ โชคดีที่การกลับชาติมาเกิดใหม่ เขายังทันได้ช่วยชีวิตอดีตอาจารย์ท่านนี้…


อาจารย์ฟ่านยกถ้วยชาขึ้นแล้วจิบชาที่หวานหอมหนึ่งอึก ทันใดนั้นก็เลิกคิ้วพลางเอ่ยว่า “ชานี้ไม่เลวเลย ถึงแม้ใบชาจะเป็นของชั้นรอง แต่น้ำที่ใช้ชงชาเป็นของที่ไม่ธรรมดาจริงๆ”


น้ำในบ้านเจียงโม่หานเป็นน้ำที่หลินเว่ยเว่ยหาบกลับมาด้วยความกระตือรือร้น ไม่ว่าครั้งใดเขาก็แย่งงานนี้มาทำเองไม่สำเร็จ หลินเว่ยเว่ยบอกว่า ‘เพื่อถนอมร่างกายที่อ่อนแอของเจ้า แล้วก็ยังมีน้าเฝิงที่สุขภาพไม่ค่อยดี ข้าจึงต้องแย่งงานหาบน้ำกับเจ้าทุกวัน เข้าใจยากนักหรือ ! ’


น้ำทุกถังมีการแอบเติมน้ำพุวิญญาณลงไป แล้วชาที่ชงออกมาจะไม่เลิศรสได้อย่างไร ? แต่เจียงโม่หานไม่รู้ เขาจึงตอบตามตรง “น้ำที่ใช้ชงชาเป็นน้ำบริสุทธิ์จากหุบเขา รสชาติหวานกลมกล่อมกว่าน้ำในบ่อตรงเชิงเขาอยู่บ้างขอรับ”


อาจารย์ฟ่านดื่มชาไปมากพอสมควรและก็เป็นธรรมดาที่จะทดสอบความรู้ของศิษย์ไปด้วย ไม่ว่าจะถามอะไรก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเจียงโม่หาน ใบหน้าของอาจารย์ฟ่านจึงเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความพอใจ…หากลูกศิษย์คนนี้ได้ทะยานสู่ฟ้าจะต้องกลายเป็นมังกรอย่างแน่นอน อนาคตก้าวหน้าไร้ขีดจำกัด !


ตอนทั้งสองสนทนากันจบแล้วก็มีศีรษะน้อยๆยื่นเข้ามาที่ประตูห้องหนังสือ “บัณฑิตน้อย อาหารเสร็จหมดแล้ว จะให้ยกเข้าไปได้หรือยัง ?”


โดยปกติแล้วเวลาที่พวกสหายร่วมห้องเรียนหรือสหายคนอื่นของเจียงโม่หานมาเยือนก็จะยกอาหารมาให้กินเป็นการส่วนตัว นอกจากพวกที่สนิทกันมากๆ อย่างเมิ่งจิ่งหงหรือหลิ่วจงเทียนจึงจะมานั่งกินร่วมโต๊ะกันที่บ้านสกุลหลิน


เนื่องจากบ้านสกุลหลินมีผู้หญิงหลายคนและยังทำเนื้อแผ่นที่นั่น แม้ว่าตอนนี้พื้นที่ทำเนื้อแผ่นและแยมผลไม้จะย้ายไปยังลานบ้านอย่างเป็นสัดส่วนแล้ว แต่เพราะกลิ่นและมีคนพลุกพล่านมากเกินไปจึงกังวลว่าจะต้อนรับแขกระดับปัญญาชนได้ไม่ดี


ต่อจากนั้นอาหารก็ทยอยยกเข้ามา ขณะมองอาหาร6อย่างบนโต๊ะ อาจารย์ฟ่านก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “โม่หาน นี่เป็นฝีมือของคู่หมั้นเจ้าหมดเลยหรือ ? พอแต่งงานไปแล้ว เจ้าได้มีลาภปากทุกวันแน่ !”


หลินจื่อเหยียนที่ถูกเรียกให้มานั่งเป็นเพื่อนต้อนรับแขกก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้ว่าที่พี่เขยรองก็มีลาภปากทุกวันขอรับ เราสองครอบครัวเป็นเสมือนคนบ้านเดียวกัน ล้วนกินอาหาร3มื้อด้วยกันขอรับ”


เผิงหยูเหยี่ยนก็พยักหน้ารับ “ฝีมือทำอาหารของสองพี่น้องตระกูลหลินไม่ธรรมดาจริงๆขอรับ !”


อาจารย์ฟ่านหัวเราะฮ่าฮ่าทันที “ได้ยินมาว่าเรื่องงานแต่งของหยูเหยี่ยนก็เกิดขึ้นเพราะอาหารมื้อเดียวไม่ใช่หรือ ?”


เผิงหยูเหยี่ยนรู้สึกเขินอายขึ้นมาทันที “บุตรคนโตของตระกูลหลิน…นางนิสัยดีมาก…”


เจียงโม่หานเหลือบมอง ‘พี่เขยของภรรยาตนเอง’ ที่แทบจะมุดศีรษะลงใต้โต๊ะอยู่แล้ว จากนั้นเขาก็ช่วยแก้สถานการณ์แทนอีกฝ่าย “ท่านอาจารย์ลองชิมปลาเปรี้ยวหวานซีหูนี่สิขอรับ มันเป็นอาหารขึ้นชื่อของหังโจว”


อาจารย์ฟ่านลองชิมหนึ่งคำ ก่อนจะรีบพยักหน้าเห็นด้วย “เนื้อนุ่มสดใหม่ เปรี้ยวหวานสดชื่น รสชาติอาหารจานนี้เหมือนในความทรงจำของอาจารย์ไม่ผิดเพี้ยน”


หลินจื่อเหยียนถามด้วยความสงสัย “ท่านอาจารย์เคยไปที่หังโจวมาก่อนหรือขอรับ ?”


อาจารย์ฟ่านพยักหน้า ในแววตาเต็มไปด้วยความคะนึงถึงวันวาน “ใช่ ! ตอนสมัยยังหนุ่มก็เคยไปเที่ยวทางใต้ระยะหนึ่ง ที่นั่นเจริญรุ่งเรือง เป็นดินแดนศูนย์รวมเหล่าปัญญาชน…จื่อเหยียน หากเจ้าโตขึ้นอีกหน่อยก็ออกไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์ได้แล้ว เพราะอ่านตำราหมื่นเล่มก็ยังไม่สู้เดินทางหมื่นลี้ !”


ตอนที่ 453: พี่รองโกรธมากเท่าใด ผลที่ตามมาก็ร้ายแรงเท่านั้น


หลินจื่อเหยียนอยากลองดูเหมือนกัน ทว่าจะให้เขาเดินทางไกลขนาดนั้นก็ทำให้รู้สึกกังวลจริงๆ ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็กลับมาเปล่งประกายและพูดกับเจียงโม่หานว่า “พี่เขยรอง รอให้ท่านสอบเซียงซื่อผ่านและเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว จะให้ข้าไปเปิดหูเปิดตาด้วยคนได้หรือไม่ ?”


เจียงโม่หานเหลือบมองอีกฝ่าย “เจ้าไม่อยากลองพยายามดูสักครั้ง ลองสอบเซียงซื่อให้ผ่านแล้วเดินทางไปสอบที่เมืองหลวงพร้อมข้าในปีหน้า ?”


หลินจื่อเหยียนแค่นเสียงหัวเราะ ฮึฮึ แล้วพูดอย่างตระหนักรู้ตัวเอง “พี่เขยรอง ข้ามีความสามารถขั้นไหนย่อมรู้ดี แค่สอบติดซิ่วไฉก็ถือว่าโชคเข้าข้างแล้ว ข้าไม่หวังจะสอบติดจู่เหรินหรอก ท่านคิดดูสิ ท่านไปสอบที่เมืองหลวง แล้วข้างกายไม่มีเด็กรับใช้อยู่ด้วยเลย อย่างน้อยข้าตามไปก็พอจะช่วยอะไรท่านได้บ้าง”


เจียงโม่หานกวาดตามองอีกฝ่าย เจ้าเนี่ยนะ ? ทำอะไรก็ไม่เป็นสักอย่าง แต่กินเก่งกว่าใครเพื่อน พอถึงเวลานั้นยังไม่รู้เลยว่าใครจะดูแลใครกันแน่ !


“หากท่านป้าหวงอนุญาตให้เจ้าไป ก็ตามใจ !” เจียงโม่หานครุ่นคิด ไม่ว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นว่าที่น้องภรรยาของตน พาไปเปิดหูเปิดตาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด


อาจารย์ฟ่านมองหลินจื่อเหยียน “จื่อเหยียนก็จะเข้าสอบเซียงซื่อในเดือนแปดด้วยหรือ ?”


หลินจื่อเหยียนหันไปมองพี่เขยรองแวบหนึ่ง “ขอรับท่านอาจารย์ ศิษย์รู้ว่าโอกาสที่จะสอบติดช่างมีน้อย แต่พี่สาวคนรองบอกว่าไปลองสนามสอบเพื่อสั่งสมประสบการณ์ จะสามารถเป็นตัวช่วยสำหรับการสอบในอนาคตขอรับ”


อาจารย์ฟ่านพยักหน้า คาดไม่ถึงว่าคู่หมั้นของลูกศิษย์ที่ตนภาคภูมิใจ ไม่เพียงทำอาหารเก่งแล้วยังฉลาดในการใช้ชีวิตอีกด้วย ! เดิมทีอาจารย์ฟ่านยังไม่ค่อยพอใจต่อเรื่องการหมั้นหมายของศิษย์คนนี้สักเท่าไร


เจียงโม่หานมีรูปร่างหน้าตาดีมาก พรสวรรค์ยังเป็นเลิศ อายุก็น้อย ทว่าด้วยความสามารถในการเรียนรู้ของเขา จึงมีโอกาสอย่างมากที่จะขึ้นไปอยู่อันดับสูงสุดของการสอบประจำฤดูใบไม้ผลิ (ฮุ่ยซื่อ) และเมื่อถึงเวลานั้นจะยังกังวลเรื่องภรรยาอีกหรือ ? แต่คาดไม่ถึงว่าลูกศิษย์คนนี้จะหมั้นหมายกับเด็กสาวบ้านนอกคนหนึ่ง ทำให้ผู้คนตกตะลึงไปตามตามกัน !


ทว่าเมื่อลองนึกถึงนิสัยของลูกศิษย์คนนี้อีกครั้ง อืม หยิ่งยโสตั้งแต่กำเนิดและยังมีความคิดเป็นของตัวเองอย่างสุดโต่ง การที่เขาชื่นชอบเด็กสาวข้างบ้านได้ก็แสดงว่านางต้องมีสิ่งพิเศษบางอย่างแน่นอน


เฮ้อ ตนก็เป็นแค่อาจารย์ของอีกฝ่าย เหตุใดต้องกังวลเหมือนคนเป็นบิดาด้วยเล่า ? อาจารย์ฟ่านยกสุราผลไม้รสชาติกลมกล่อมขึ้นมาจิบ ทันใดนั้นก็อดเลิกคิ้วสูงไม่ได้ “นะ…นี่เหมือนจะไม่ใช่สุราองุ่น ?”


หลินจื่อเหยียนรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาทันที “นี่คือสุราผลนมแพะขอรับ สุราองุ่นที่พี่รองหมักในปีก่อน พวกเราดื่มกันไปพอสมควรแล้ว นี่จึงเป็นสุราที่เพิ่งหมักขึ้นมาใหม่ หากท่านอาจารย์ชื่นชอบ อีกประเดี๋ยวเอากลับไปสักสองไหก็ได้ขอรับ…”


สุราองุ่นที่บ้านตระกูลหลินหมัก เจียงโม่หานก็เคยนำไปมอบให้อาจารย์ฟ่านอยู่บ่อยครั้ง อาจารย์ฟ่านดื่มตลอดฤดูหนาวที่ผ่านมา โรคปวดศีรษะจนนอนไม่ค่อยหลับก็เหมือนจะบรรเทาลงไม่น้อยเลย ช่วงนี้สุราองุ่นที่มีอยู่ก็ใกล้หมดแล้ว อาจารย์ฟ่านยังแอบบ่นในใจว่าเหตุใดเจียงโม่หานจึงไม่เอามาฝากเพิ่มสักที ที่แท้ก็ใจร้อนไปเอง !


“สุราผลไม้นี้ พี่รองของเจ้าเป็นคนหมักเองอย่างนั้นหรือ ?” หลังจากอาจารย์ฟ่านได้รับคำตอบแล้วก็หันไปมองลูกศิษย์ที่แสนจะภาคภูมิใจทันที…โม่หานคงไม่โดนเอาชนะใจด้วยสุราเลิศรสกับอาหารแสนโอชะหรอกกระมัง ?


หลินจื่อเหยียนเริ่มพูดด้วยความกระตือรือร้นอีกครั้ง “อาจารย์ฟ่านขอรับ หากท่านนำสุราผลไม้นี้กลับไปแล้วควรเก็บไว้อีกสักสองเดือนแล้วค่อยนำออกมาดื่ม เพราะรสชาติจะกลมกล่อมยิ่งกว่าเดิมขอรับ”


เจียงโม่หานกวาดสายตามองน้องชายภรรยาปราดหนึ่ง ‘สุราหมักผลนมแพะนี้เกิดจากการที่ข้ากับเด็กน้อยขึ้นเขาครั้งก่อนแล้วเก็บผลนมแพะมาหมัก มีจำนวนทั้งหมด3ไห เจ้าช่างใจกล้าจริงๆ แค่ชั่วอึดใจก็มอบให้คนอื่นถึง2ไหแล้ว เจ้าเด็กนี่ อยากโดนสั่งสอนอีกแล้วสิท่า !’


อาจารย์ฟ่านจิบสุราไปพลางชิมอาหารเลิศรสไปด้วย พอปากว่างแล้วก็ชวนบัณฑิตเหล่านี้สนทนา “จื่อเหยียน บ้านเจ้ามีคนเข้าออกตลอด เห็นแล้วคึกคักน่าดู”


หลินจื่อเหยียนพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่รองคิดจะทำแยมผลไม้และสุราหมักผลไม้ คนในหมู่บ้านก็ว่างกันอยู่ จึงขึ้นเขาไปเก็บสตรอเบอร์รี่ป่ากับผลนมแพะมาแลกเป็นเงินเล็กน้อยขอรับ”


บัดนี้ฉือหลี่โกวถือเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในเขตเริ่นอัน จึงเป็นธรรมดาที่อาจารย์ฟ่านก็จะเคยได้ยินมาบ้าง เขารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านฉือหลี่โกวล้วนเกิดจากคู่หมั้นของศิษย์ที่ภาคภูมิใจคนนี้ อาศัยกำลังของตัวนางเองพาคนในหมู่บ้านขึ้นเขาไปเก็บของป่ากับเมล็ดสนแล้วชักชวนคนในหมู่บ้านให้สร้างโรงงานแปรรูปเมล็ดสนขึ้นมา นอกจากนี้ยังรับซื้อผลไม้ป่าที่พวกชาวบ้านหามาได้ในราคาสูงเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ทุกคน พูดกันว่าแม้แต่หมู่บ้านข้างๆ ก็ยังพลอยได้รับผลประโยชน์ไปด้วย…


พอลองคิดให้ดีแล้วก็เริ่มเข้าใจเรื่องการตัดสินใจของลูกศิษย์ หลินเว่ยเว่ยทั้งจิตใจดี น้ำใจกว้างขวางและเก่งกาจ ถือเป็นสตรีที่หาตัวจับได้ยาก! แต่ไม่รู้ว่าหลังจากลูกศิษย์คนนี้สอบติดจิ้นซื่อกลายเป็นขุนนางหลักของราชสำนักแล้ว ภรรยาของเขาจะช่วยอะไรได้บ้าง เขาจะนึกเสียใจที่เลือกนางในภายหลังหรือเปล่า?


หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว อาจารย์ฟ่านก็เดินทางกลับ บนรถม้ามีสุราผลนมแพะ2ไห เนื้อแผ่น1กล่องและยังมีขนมเด็กน้อยที่เก็บรักษาง่ายอีก1โถกระเบื้องเคลือบ…อาจารย์ฟ่านคิดภาพออกเลยว่าหลานชายวัย4ขวบของตนจะดีใจมากขนาดไหน…คู่หมั้นคนนี้ของโม่หานก็ถือว่าเก่งพอตัว !

…...


เช้านี้หลินเว่ยเว่ยที่เก่งไปเสียทุกอย่างกำลังโมโหขั้นสุด ! นางควบคุมแรงตัวเองไม่อยู่จนชกต้นพลับในบ้านสกุลเจียงหักเป็นสองท่อนภายในหมัดเดียว หลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยนมีสีหน้าตกตะลึง พวกเขาอดถอยออกมาสองก้าวไม่ได้ และก็อีกสองก้าว…


นางเฝิงที่ช่วยล้างผลไม้ป่าอยู่ในบ้านสกุลหลินก็ได้ยินเสียงดังจึงเดินเข้ามาดู เมื่อเห็นต้นพลับที่หักกองอยู่บนพื้นแล้ว นางก็ถามด้วยความประหลาดใจ “เกิดอะไรขึ้น ? ต้นพลับนี้ขวางหูขวางตาเสี่ยวเว่ยของเรามากหรือ ? ข้าเองก็ไม่ชอบเจ้าต้นพลับนี้มานานแล้ว มันบดบังแสงในลานบ้าน เสี่ยวเว่ย เจ้าทำได้ดีมาก !”


มุมปากของหลินจื่อเหยียนกระตุก ‘น้าเฝิง เหตุใดท่านใจกล้าขนาดนี้ ? พริบตาเดียวก็พูดบ้าบออะไรไม่รู้ ช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีก่อน ท่านยังบอกว่าลูกพลับในบ้านเอามาทำขนมได้มีรสชาติหวานกำลังดีอยู่เลย !’


นางหวงก็เดินตามนางเฝิงเข้ามาในลานบ้านสกุลเจียง เมื่อเห็นฉากนี้แล้วนางก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เจ้ารอง เป็นอะไรไป ? ใครทำให้เจ้าอารมณ์เสียตั้งแต่เช้า ?”


นางหวงมองต้นพลับที่หักเป็นสองท่อนบนพื้นแล้วแอบเวทนาผู้ที่หาเรื่องหลินเว่ยเว่ยในใจ…หลังจากบุตรสาวคนรองหายป่วยก็ไม่เคยโมโหใครขนาดนี้มาก่อน


หลินเว่ยเว่ยเข้าไปคว้าคอเสื้อของหลินจื่อเหยียน ก่อนจะถามว่า “เจ้ามั่นใจหรือว่าเห็นบัณฑิตน้อยเดินทางไปที่ตัวเมืองตั้งแต่เช้าตรู่ ?”


เท้าทั้งสองข้างของหลินจื่อเหยียนลอยเหนือพื้น เขาทำหน้าจะร้องไห้และรีบขอความเมตตาทันที “พี่รอง ข้าไม่ได้ช่วยพี่เขยรองปิดบังท่านจริงๆ ข้าไม่รู้เรื่องมาก่อนจริงๆ เขาไม่ได้มาคุยกับข้าเลย ! ข้ายังคิดว่าเขาบอกท่านแล้วเสียอีก…”


“เฮอะ ! ถ้าบอกแล้วเขาจะแอบออกไปตอนที่ข้าไปเดินออกกำลังกายบนเขา ? ถ้าบอกแล้วข้าจะไม่ไปส่งเขาด้วยหรือ ? ถ้า…เขาบอกข้าแล้ว ข้าจะวางใจให้เขาเข้าเมืองคนเดียวหรือเปล่า ?” เมืองจงโจวอยู่ใกล้สนามรบขนาดนั้น หากชาวตงหูบุกเข้ามาได้ บัณฑิตน้อยจะไม่ต้องเสี่ยงอันตรายหรอกหรือ ?


หลินเว่ยเว่ยโยนตัวหลินจื่อเหยียนออกไปแล้วกัดฟันกรอดด้วยความโมโห ‘ดีนักนะ เจ้าบัณฑิตน้อย เรื่องใหญ่ขนาดนี้ยังไม่ยอมปรึกษาข้าก่อน รอดูข้าแผลงฤทธิ์ได้เลย !’


นางวิ่งไปที่คอกม้าตรงลานหลังบ้านด้วยสีหน้ามืดมน กระนั้น…อย่าว่าแต่ม้าเลย แม้แต่ล่อสักตัวก็ยังไม่มี นางโมโหจนคลั่ง แล้วลากหลินจื่อเหยียนที่คิดแอบหนีกลับมาไต่ถามที่คอกม้า “แล้วนี่หมายความว่าอย่างไร ?”


ตอนที่ 454: สัตว์ในหุบเขาต้องเผชิญกับภัยร้าย


หลินจื่อเหยียนกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก ก่อนจะพูดด้วยความระมัดระวังว่า “ม้ากับล่อของบ้านเรา ตัวหนึ่งพาพี่เขยรองเข้าเมือง ส่วนอีก3ตัวที่เหลือถูกพี่เขยรองไล่ออกไปส่งสินค้าแล้ว…”


ความหมายของเจียงโม่หานชัดเจนมากว่าต้องการขัดขวางไม่ให้หลินเว่ยเว่ยควบม้าตามไป !


หลินเว่ยเว่ยโมโหจนยกเท้าเตะเสาคอกม้า เสาคอกม้าสั่นอยู่สักพักหนึ่ง ก่อนจะทรุดตัวลงมาดัง ‘โครม !’


“เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น ?” หลิวต้าซวนที่อาศัยอยู่บ้านถัดออกไปไม่ไกลก็ได้ยินเสียงจึงรีบเดินมาดู พอเห็นมุมหนึ่งของคอกม้าทรุดลงมา เขาก็รู้สึกงงงวยในทันที คอกม้านี้ไม่ได้เพิ่งซ่อมเมื่อครึ่งปีก่อนหรือ ? แล้วเหตุใดจึงพังลงมา ? หรือตอนซ่อมไม่ได้ระวังแล้วเผลอใช้ไม้ที่โดนปลวกกินมาซ่อม ?


หลังจากลองคิดทบทวนแล้วเขาก็พูดต่อ “ไม่ต้องกังวล ประเดี๋ยวข้าไปหาคนมาซ่อม ไม่ถึงครึ่งวันก็เสร็จแล้ว พวกม้าพวกล่อยังได้พักผ่อนกันเย็นนี้แน่นอน…”


งานส่งสินค้าที่เขตเริ่นอัน เขายกให้เป็นหน้าที่ของบุตรชายคนรอง ส่วนภรรยาก็ยุ่งอยู่กับงานในโรงงานแปรรูปเมล็ดสนทุกวัน ในบ้านจะขาดคนดูแลไม่ได้ หลิวต้าซวนจึงใช้เวลาฝึกฝนบุตรชายคนรองอยู่พักหนึ่งแล้วจึงยกงานส่งสินค้าให้ทำ ส่วนตนเองก็พาบุตรชายคนโตไปดูแลที่นาของครอบครัว


ไม่อยากจะพูดหรอก เมล็ดพันธุ์ที่บ้านของเขาใช้ก็เป็นของที่แลกมาจากบ้านตระกูลหลิน ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลีหรือข้าวโพดก็งอกเงยอย่างแข็งแรง พอถึงช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงแล้วจะต้องได้ผลผลิตมหาศาลแน่นอน !


หลินเว่ยเว่ยหน้าบึ้งพลางเดินกระทืบเท้ากลับเข้าบ้านตัวเอง นางหวงคอยพูดเกลี้ยกล่อมอยู่ข้างๆ “เจ้ารอง ไม่ต้องโมโหไปหรอก หานเอ๋อร์ก็ทำเพราะกลัวว่าในเมืองจงโจวมีอันตรายจึงไม่พาเจ้าไปด้วย เจ้าลองคิดดูสิ สองสามครั้งที่เจ้าออกจากบ้าน ถ้าไม่เจอนักฆ่าก็พบโจรตงหูบุกปล้น เขาคงเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้า…”


“…!” หลินเว่ยเว่ยโกรธมากจนไม่อยากพูดอะไรทั้งนั้น บัณฑิตตัวแสบ บัณฑิตสารเลว! ไม่คิดบ้างว่าหากไปเจอเรื่องเสี่ยงชีวิต ร่างกายที่อ่อนแอเหมือนลูกไก่ของเจ้าจะยังเหลือครบสมบูรณ์หากไม่มีข้าอยู่ด้วยหรือ?


ขณะคิดได้แบบนั้น นางก็เดินวนไปเวียนมาอยู่ในลานบ้านด้วยความหงุดหงิด หลินจื่อเหยียนเดินหนีออกมาให้ไกลจากนาง พอเห็นนางเดินเข้าไปใกล้ถังน้ำใบใหญ่ในลานบ้าน เขาก็อดไม่ได้ที่จะเตือนว่า “พี่รอง ถังน้ำใบใหม่ต้องใช้เงินซื้ออย่างน้อย1ตำลึง ! ท่านโมโหก็ส่วนโมโห แต่อย่าเอาเงินไปเกี่ยวด้วย ! ถ้าอย่างไรท่านไประบายกับพวกต้นไม้หรือก้อนหินบนภูเขาดีกว่า…!”


หลินเว่ยเว่ยหันไปถลึงตาใส่เขา ก่อนจะเดินไปเปิดประตูหลังบ้านแล้วเดินหายเข้าไปในป่าโอ๊ก พี่สาวคนโตเดินออกมาจากโรงทอผ้า หลังเห็นเช่นนั้นก็พูดว่า “น้องรองขึ้นเขาด้วยความโมโหแบบนั้น คงไม่เป็นอะไรใช่หรือเปล่า ?”


พอไม่เห็นเงาร่างของพี่รองแล้ว หลินจื่อเหยียนจึงถอนหายใจออกมา “ด้วยความสามารถของพี่รองแล้วจะเป็นอะไรไปได้ ? แต่สัตว์บนภูเขาเหล่านั้นคงต้องภาวนาเพื่อหาทางเอาชีวิตรอดเองแล้ว !”


พี่สาวคนโตนึกถึงพละกำลังของน้องสาวที่เรียนการต่อสู้กับหลีชิงไปอีกสองสามกระบวนท่า จากนั้นก็เริ่มวางใจ นางถอนหายใจแล้วพูดกับนางหวงว่า “คราวนี้นางโมโหมากเกินไป ก็เป็นเพราะท่านแม่ที่ชอบตามใจนางเจ้าค่ะ !”


นางเฝิงพูดด้วยรอยยิ้ม “ถึงแม้เสี่ยวเว่ยจะบอกว่าโมโห แต่ความจริงแล้วเป็นห่วงมากกว่า หานเอ๋อร์ก็เสียจริงเลย เรื่องใหญ่ขนาดนี้แต่ไม่ปรึกษาเสี่ยวเว่ยแม้แต่คำเดียว แถมยังแอบออกไป พอกลับมาแล้วข้าจะให้เสี่ยวเว่ยสั่งสอนสักยก !”


นางหวงหันไปมองบุตรสาวคนโต “เห็นหรือยังว่าแม่ตามใจนางหรือเป็นแม่สามีที่ตามใจนางกันแน่ ?”


แม้ปากของทุกคนจะบอกว่าไม่น่าเป็นห่วง แต่พอเห็นหลินเว่ยเว่ยแบกกวางมูสที่ตัวใหญ่กว่านางหลายเท่าและมีน้ำหนักมากกว่าเป็น10เท่ากลับมา ทุกคนจึงถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก…คราวนี้เด็กน้อยคงหายโกรธแล้วกระมัง ?


ทว่าความจริงทุกคนไม่รู้ถึงความโมโหของหลินเว่ยเว่ยดีพอ วันรุ่งขึ้นนางยังคงมีสีหน้ามืดมน ไม่สนใจใครทั้งนั้นและขึ้นเขาตั้งแต่เช้าตรู่ กระทั่งมืดค่ำแล้วจึงกลับมาและคราวนี้สิ่งที่แบกกลับมาด้วยคือเสือดาวหิมะหนึ่งตัว !


วันที่สาม ท้องฟ้ายังคงมืดมิด แต่หลินเว่ยเว่ยก็ขึ้นเขาดังเดิม นางหวงกับนางเฝิงเดินไปเปิดประตูหลังบ้านรอบแล้วรอบเล่าและมองไปยังหุบเขาอย่างตั้งตาคอย


หลินจื่อเหยียนอดไม่ได้ที่จะพูดด้วยความเป็นห่วง “พี่รองคงไม่ได้เข้าไปในป่าลึกด้วยความโมโหหรอกกระมัง ? ไม่รู้ว่าพี่เขยรองจะกลับมาเมื่อใด ทั้งบ้านเราก็มีแค่คำพูดของเขาเท่านั้นที่พี่รองพอจะฟังอยู่บ้างขอรับ…”


พี่สาวคนโตเตือนเขา “อย่าลืมว่าคราวนี้เป็นผู้ใดที่ทำให้น้องรองโมโห นางยังไม่หายโกรธ แม้ว่าเจียงโม่หานจะกลับมาก็เปล่าประโยชน์…”


ขณะสนทนากัน รถม้าคันหนึ่งก็มาหยุดที่หน้าบ้านสกุลหลิน เจียงโม่หานลงจากรถม้าแล้วเดินเข้ามาในบ้าน พอเห็นลานหน้าบ้านที่เคยคึกคักไม่มีคนอยู่ เขาก็เดินไปที่ลานหลังบ้านด้วยความสงสัย ก่อนจะถามว่า “เหตุใดมารวมตัวอยู่ที่หลังบ้านกันหมด ?”


เจ้าหนูน้อยที่เพิ่งกลับมาจากสำนักศึกษาได้ไม่นาน พอเห็นหน้าพี่โม่หานแล้วก็ร้องไห้โฮทันที เจ้าตัวน้อยพุ่งมาหาเจียงโม่หาน ก่อนจะเริ่มเตะต่อยเขา “คืนพี่รองของข้ามา ! คืนพี่รองของข้ามา ! ฮือฮือฮือ…”


“เสี่ยวเว่ย ? นางเป็นอะไร ?” จนถึงตอนนี้เจียงโม่หานเพิ่งได้สังเกตว่าในฝูงชนนี้ขาดเงาร่างที่ร่าเริงสดใสของเด็กสาวคนหนึ่งไป ขณะมองสีหน้าของทุกคนแล้ว ท่าทางของเขาก็ดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันที


นางหวงถอนหายใจ “เพราะเจ้าออกไปคนเดียวและไม่ยอมบอกนางก่อน เจ้ารองจึงโมโหหนักมาสามวันแล้ว…เจ้าคิดว่าเหตุใดนางต้องโกรธขนาดนี้ !”


เจ้าหนูน้อยพูดอย่างสะอึกสะอื้น “ช่วงสามวันนี้พี่รองไม่พูดสักคำ นางเอาแต่ขึ้นเขาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง กระทั่งมืดค่ำแล้วถึงจะกลับมา วันแรกได้กวางมูสกลับมาหนึ่งตัว วันที่สองได้เสือดาวหิมะ ส่วนวันนี้…จนถึงตอนนี้ยังไม่กลับมาเลย !”


สีหน้าของเจียงโม่หานค่อยๆเปลี่ยนไป เสือดาวหิมะ ? สัตว์ชนิดนี้ไม่เคยออกมาปรากฎตัวในป่ารอบนอกมาก่อน เด็กน้อยคงไม่ได้เข้าไปในป่าส่วนลึกหรอกกระมัง ?


“ไม่ต้องร้องไห้ ! ข้าจะไปหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อหาชายฉกรรจ์ขึ้นเขาสักสองสามคน…ไม่แน่ว่าตอนนี้เสี่ยวเว่ยอาจกำลังกลับมาก็ได้” เจียงโม่หานรู้นิสัยของเด็กคนนี้ดี คราวนี้เขาออกจากบ้านแต่ไม่พานางไปด้วย นางจะต้องอารมณ์เสียแน่นอน เพียงแต่คาดไม่ถึงว่า…เด็กน้อยจะโมโหขนาดนี้ เขาไม่น่าแอบเดินทางเข้าเมืองคนเดียวเลย


ในขณะที่ทุกคนกำลังจะออกไปตามหาหลินเว่ยเว่ย ประตูหลังบ้านสกุลหลินก็ถูกเปิดออกแล้วทันใดนั้นก้อนสีดำอะไรสักอย่างก็ถูกโยนเข้ามา…คนในบ้านสกุลหลินถึงขั้นตื่นตกใจ มันคืออะไรกัน ?


‘ตึก !’ เจ้าวัตถุสีดำขนาดใหญ่ราวกับเนินเขาลูกเล็กก็ตกกระแทกพื้นอย่างแรง คนในบ้านตระกูลหลินสัมผัสได้ว่าอิฐที่ปูพื้นอยู่เกิดความสั่นไหวสักพักหนึ่ง หลินจื่อเหยียนเดินเข้าไปดูพร้อมคบเพลิงในมือ เมื่อเห็นว่าเจ้าสิ่งนั้นเป็นตัวอะไร เขาก็อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานด้วยความตกใจ “อ๊าก ! หมีควาย !”


เจียงโม่หานเดินเข้าไปหาร่างที่ยืนอยู่ข้างซากหมีควายแล้วมองสำรวจตัวนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “เหตุใดจึงมีเลือดเต็มตัวขนาดนี้ ? เจ้าบาดเจ็บหรือเปล่า ?”


พอนางหวงและนางเฝิงได้ยินแบบนั้นก็รีบเดินเข้ามาหา เมื่อเห็นสภาพในเวลานี้ของหลินเว่ยเว่ยแล้ว นางหวงก็แทบจะเป็นลม…อาภรณ์สีเขียวของนางโดนย้อมไปด้วยเลือดจนกลายเป็นสีแดงเข้ม ใบหน้าที่มักขาวเนียนเต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังจนมองไม่เห็นสีผิวเดิม เส้นผมก็เต็มไปด้วยเลือดแห้งติด…เด็กคนนี้เหมือนเพิ่งเดินขึ้นมาจากถังบรรจุเลือดไม่มีผิด


ตอนที่ 455: คำขอโทษของบัณฑิตน้อย


นัยน์ตาสีเข้มของหลินเว่ยเว่ยจับจ้องเจียงโม่หานโดยมีแต่ความว่างเปล่าอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ละสายตาออกอย่างไม่ลังเล ก่อนจะเข้าไปประคองนางหวงที่กำลังยืนซวนเซ “ท่านแม่ ไม่ต้องกังวล ข้าไม่ได้เป็นอะไร เลือดบนตัวก็เป็นของเจ้าหมีควายตัวนั้น !”


เจ้าหนูน้อยพุ่งเข้ามากอดเอวของนาง “พี่รอง ท่านไม่ได้เป็นอะไรจริงหรือ ? พี่รอง เหตุใดท่านกลับมาช้า ? ข้าเป็นห่วงท่านจะตายอยู่แล้ว !”


“รีบถอยออกไป ประเดี๋ยวเลือดก็เปื้อนตัวเจ้าหรอก” หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะเจ้าหนูน้อย


เจ้าหนูน้อยยอมถอยออกไปอย่างเชื่อฟัง “ได้ พี่รอง ท่านรีบไปอาบน้ำแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด”


หลินเว่ยเว่ยเดินมาหานางเฝิงแล้วเผยรอยยิ้มแสนน่ารักพลางพูดกับนางเฝิงเบาๆว่า “ทำให้น้าเฝิงต้องเป็นห่วงแล้ว”


นางเฝิงพูดตอบด้วยรอยยิ้ม “ข้าเหลือน้ำร้อนไว้ในหม้อให้เจ้าแล้ว รีบไปผสมน้ำอาบก่อนเถิด…”


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้ารับแล้วเดินตรงไปที่ลานหน้าบ้าน ขณะเดินผ่านเจียงโม่หาน นางก็ไม่หันไปมองเขาแต่อย่างใด ทำราวกับว่าไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา


นางเฝิงอดหัวเราะไม่ได้ “เด็กคนนี้ยังไม่หายโกรธ !” ต่อจากนั้นก็หันไปมองเจียงโม่หานด้วยความเห็นใจ…ภรรยาของใครก็ไปง้อเอง !


ตอนที่หลินเว่ยเว่ยอาบน้ำ นางหวงมาเคาะประตูแล้วเดินเข้ามาพร้อมเสื้อผ้าสะอาดชุดใหม่ ตอนนี้ใบหน้าเปื้อนเลือดของหลินเว่ยเว่ยถูกชำระล้างจนสะอาดหมดจด นางหันมามองขณะนั่งอยู่ในถังอาบน้ำ “ท่านแม่เจ้าคะ ข้าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ หมีควายตัวเดียวทำอะไรข้าไม่ได้หรอก !”


นางหวงมองสำรวจตัวนางอย่างละเอียด เมื่อไม่พบบาดแผลตรงไหนก็วางใจได้สักที หลังได้ยินแบบนั้นนางหวงก็ใช้นิ้วจิ้มหน้าผากหลินเว่ยเว่ย “คุยโวเสียมากกว่า คราวก่อนใครกันที่โดนเสือกัดแขน ?”


“นั่นไม่ใช่สถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องรีบช่วยคนอื่นหรือเจ้าคะ !” หลินเว่ยเว่ยล้างตัวจนสะอาดแล้วใช้ผ้าเช็ดตัว จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นชุดสีเหลืองขนเป็ดตัวใหม่ ก่อนจะควงแขนมารดาแล้วเดินออกมาพร้อมกัน “อาหารเย็นทำเสร็จหรือยัง ข้าหิวจนจะกลืนหมีได้ทั้งตัวอยู่แล้ว !”


เจ้าหนูน้อยเห็นว่านางไม่ได้รับบาดเจ็บจริงๆ เขาจึงวิ่งเข้ามาหาพร้อมเสียงหัวเราะ “พี่รอง ท่านคงไม่ได้ไปจัดการหมีควายที่ชอบเอาน้ำผึ้งแลกกับน้ำสะอาดบนเขาหรอกกระมัง ?”


สามวันผ่านไปแล้ว ในที่สุดพี่รองก็ยอมพูด ช่วงหลายวันก่อนหน้านั้นพี่รองอารมณ์เสีย รัศมีที่แผ่ออกมาจากกายก็น่ากลัวมาก เจ้าหนูน้อยไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว พี่รองกลับมายิ้มแย้มอีกครั้ง เจ้าหนูน้อยจึงเข้าไปนั่งคลอเคลียอยู่ข้างพี่รองของตน


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “ตัวนั้นคือหมีควายเพศเมีย แต่ที่ข้าแบกมานี้เป็นหมีควายตัวผู้ เจ้าหมีควายตัวนี้โชคร้ายจึงตกอยู่ในกำมือข้า ! พรุ่งนี้เป็นวันหยุดของเจ้าพอดี ประเดี๋ยวพี่รองจะตุ๋นอุ้งตีนหมีให้เจ้ากิน !”


“ข้ารู้ อุ้งตีนหมีเป็นสมบัติหายากในหุบเขา เหมือนกับหูฉลาม…พี่รอง อุ้งตีนหมีน่าจะแพงมากเลย ถ้าอย่างไร…เราเอาไปขายแลกเงินดีกว่าหรือไม่ ?” แม้เจ้าหนูน้อยอยากลองกินอุ้งตีนหมี แต่พอคิดว่าอุ้งตีนหมีคู่หนึ่งมีราคาหลายร้อยตำลึง แต่บ้านของตนกลับเอามากินกันแบบนี้ เขาก็รู้สึกผิดเล็กน้อย เนื่องจากรู้ดีว่าการหาเงินมาได้สักอีแปะไม่ใช่เรื่องง่าย


หลินเว่ยเว่ยเคาะศีรษะของเขา “บ้านเราไม่มีเงินให้เจ้าใช้หรือ? กินเถิด ตอนนี้บ้านเราไม่ได้ขาดแคลนเงิน”


น้ำเสียงแสดงความร่ำรวยของนางทำให้เจ้าหนูน้อยมีความสุขขึ้นมาทันที เขากระโดดจนตัวลอย “รอให้วันมะรืนนี้ได้ไปสำนักศึกษา ข้าก็มีเรื่องโอ้อวดหลู่ซวนอีกแล้ว เขาจะต้องเสียใจที่คราวนี้ไม่ได้กลับมาพร้อมข้าแน่นอน…”


หลู่ซวนก็อยากตามเขากลับมาอยู่หรอก เพราะทุกครั้งที่มาบ้านเจ้าหนูน้อยก็จะได้กินทั้งของอร่อยและยังได้ขึ้นเขาไปเก็บผลไม้ป่า ไข่นกหรือกินอาหารป่า หลู่ซวนมีความสุขยิ่งกว่าอะไร แต่น่าเสียดายที่พี่ชายทั้งสามจำกัดอิสรภาพของน้องชายคนเล็ก ไม่ให้หลู่ซวนมาก่อกวนที่หมู่บ้านฉือหลี่โกว…


เจียงโม่หานเห็นหลินเว่ยเว่ยพูดกับน้องชายพร้อมรอยยิ้มจึงหลงคิดว่านางกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว ก็คือโกรธง่ายหายเร็ว ขณะมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน เขาก็คีบซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานที่นางชอบใส่ชามให้นาง


ตะเกียบที่คีบอาหารเข้าปากอย่างกระตือรือร้นของหลินเว่ยเว่ยหยุดลงทันที นางคีบซี่โครงหมูชิ้นนั้นใส่ชามของน้องสี่ “กินเยอะๆหน่อย น้องสี่ของพวกเราผอมเกินไปแล้ว”


เจ้าหนูน้อยยืนขึ้นเพื่อเปรียบเทียบส่วนสูงของตน “ข้าตัวสูงขึ้นแล้ว ! ฉิงจิ้งหยูบอกว่าตอนที่ตัวสูงขึ้นจะผอมลงมาหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ แต่เจ้าอ้วนหลู่ซวนกลับไม่ผอมลงเลย !” มาขอขนมจากเขาทุกวัน เรียกว่าอ้วนขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ !


เจียงโม่หานยังคีบเนื้อหมูผัดเผ็ดให้นางอีกชิ้น ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็ยังคีบไปให้หลินจื่อเหยียน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วมอง…เด็กคนนี้ยังโกรธเขาอยู่ ?


มั่นใจหน่อย ลบเครื่องหมายคำถามออกไป ! เจ้าคิดว่าเวลาผู้หญิงโกรธแล้วง้อได้ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ ?


อาหารมื้อนี้กินกันอย่างมีความสุข หลินเว่ยเว่ยยิ้มแย้มให้ทุกคนและยังคีบอาหารให้คนอื่นด้วย แต่กลับทำไม่เห็นเจียงโม่หานอยู่คนเดียว…ราวกับว่าบนโต๊ะอาหารไม่มีคนผู้นี้อยู่


หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ไปเลาะหนังหมีควาย ตัดอุ้งตีนหมี เอาถุงน้ำดีหมีออกมา จากนั้นสั่งเจ้าหนูน้อยว่า “ไปเถิด จงเอาถุงน้ำดีหมีไปให้ท่านหมอเหลียง !”


ทุกชิ้นส่วนของหมีควายเป็นสมบัติล้ำค่า ถุงน้ำดีเป็นวัตถุดิบในการทำยารักษาโรคทางเดินอาหารและยารักษาโรคทางตา กระดูกหมีทำยาสมานกระดูกได้ พวกยาขี้ผึ้งที่ผลิตจากน้ำมันหมีช่วยรักษาผิวแตกลาย แผลไฟไหม้และริดสีดวงทวารหนักได้อีกด้วย ส่วนเนื้อหมีก็เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง


ชาติก่อนหมีควายเป็นสัตว์สงวน หลินเว่ยเว่ยจึงไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติเนื้อหมี ทว่านางเคยอ่านบทความหนึ่ง บอกว่าที่ประเทศญี่ปุ่นยกเลิกกฎหมายห้ามล่าหมีควายแล้ว


ในบทความยังแนะนำวิธีตุ๋นเนื้อหมีควายอีกด้วย อย่างเช่นวิธีทำอย่างไรให้เอ็นละลายในปาก ทำอย่างไรให้อุ้งตีนหมีออกมามีรสอร่อยและก็ยังนำหัวใจ ตับ ปอดของหมีไปย่างกินได้ด้วย ส่วนสำคัญที่สุดคือสมองหมี หลังจากนึ่งเสร็จแล้วก็จิ้มกับน้ำจิ้ม พูดกันว่ารสสัมผัสนุ่มยิ่งกว่าปลาหิมะที่หายากเสียอีก…


หลังจากคิดทบทวนแล้ว น้ำลายของหลินเว่ยเว่ยก็แทบจะไหลออกมาอยู่แล้ว !


ต่อจากนั้นนางก็เริ่มแล่ชั้นไขมันหมี เนื้อหมี เครื่องในหรือแม้แต่กระดูกหมีออกมาอย่างรวดเร็ว เนื้อหมีมีน้ำหนักเกือบ300ชั่ง ตอนนี้อยู่ในฤดูร้อนจึงไม่มีทางกินหมดโดยเร็ว นางจึงตัดสินใจที่จะเก็บเนื้อส่วนขาไว้แค่บางส่วนแล้วนำส่วนที่เหลือไปขาย


“ข้าช่วยเจ้าเอง !” เจียงโม่หานโดนเมินมาหนึ่งคืนเต็มๆแล้ว เขาจึงเข้ามาหานางก่อนอย่างหมดความอดทน


หลินเว่ยเว่ยใช้ตัวดันเขาออกไปโดยไม่พูดอะไรกับเขาสักคำ เจียงโม่หานถอนหายใจก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เรื่องที่ข้าเข้าเมืองโดยไม่ยอมบอกเจ้าก่อน ข้าผิดเอง เจ้าโกรธข้าก็เข้าใจ แต่ได้ยินท่านป้าบอกว่าช่วงหลายวันมานี้เจ้ากินอะไรไม่ค่อยลงและยังชอบวิ่งเข้าป่าทุกวัน อยู่ในนั้นจนมืดค่ำ…โกรธก็ส่วนโกรธ แต่จะไม่สนใจสุขภาพของตนได้อย่างไร ?”


หลินเว่ยเว่ยยกมีดขึ้นสูงแล้วเริ่มสับกระดูกหมีราวกับมีความแค้นกับเจ้ากระดูกชิ้นหนามาแต่ชาติปางก่อน


“เสี่ยวเว่ย ข้าผิดเอง เจ้าหายโกรธได้หรือเปล่า ?” หลังจากโดนหลินเว่ยเว่ยเห็นเป็นอากาศธาตุมาหนึ่งคืน เจียงโม่หานก็รู้สึกทรมานยิ่งกว่าอะไร เมื่อก่อนเด็กน้อยชอบมาพูดเสียงเจื้อยแจ้วใส่เขาตลอด แต่จู่ๆก็ไม่สนใจกันแบบนี้ ความรู้สึกเหงาหงอยจึงเด่นชัดขึ้นมาทันที


พอเห็นหลินเว่ยเว่ยยังเมินใส่เช่นเดิม เขาก็พูดต่อ “ข้ารู้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่ที่เจ้าโกรธก็เป็นเพราะข้าออกไปเสี่ยงอันตรายที่เมืองจงโจวคนเดียว แต่สาเหตุที่ข้าไม่อยากให้เจ้าไปด้วยก็เพราะเหตุผลเดียวกัน…”


ตอนที่ 456: ใช้ลูกอ้อนอะไร เอาให้จริงจังกว่านี้หน่อย


เจียงโม่หานเห็นว่าเด็กน้อยยังเอาแต่เมินเฉยต่อตนจึงพูดต่อ “อันที่จริงข้าก็ไม่ได้ไปที่เมืองจงโจวโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตน หลีชิงก็อยู่ที่นั่นไม่ใช่หรือ ? ข้าได้ส่งจดหมายแจ้งให้เขาทราบล่วงหน้าแล้ว…เจ้าก็รู้ว่าด้วยความสามารถด้านวรยุทธของหลีชิงก็จะต้องคุ้มกันข้าให้ปลอดภัยได้อย่างแน่นอน”


ฮึ ! ในเมื่อหลีชิงอยู่ที่นั่นด้วย เหตุใดไม่พาข้าไปด้วย ? ข้าทำให้คนอื่นเป็นห่วงขนาดนั้นเชียวหรือ ?


ตอนนี้หลินเว่ยเว่ยทั้งงอนทั้งโมโห แรงสับกระดูกจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ !


เจียงโม่หานเห็นดังนั้นก็คิดในใจว่าหากนางมีปฏิกิริยาเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาจึงรีบให้คำรับประกันแก่นาง “เสี่ยวเว่ย อย่าโกรธข้าเลย ต่อจากนี้ไปข้าสัญญาว่าหากจะเดินทางไปที่ใดก็จะบอกเจ้าเป็นคนแรก ไม่ว่าเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ในบ้านของเรา ข้าจะมาปรึกษากับเจ้าเสมอ…เสี่ยวเว่ย เจ้าเข้าใจข้าที่สุด ถึงแม้ว่าตัวของข้าจะอยู่ที่เมืองจงโจวหลายวัน แต่ใจของข้าอยู่กับเจ้ามาโดยตลอด เจ้าลองมองข้าให้ดีสิ คนที่เจ้าคิดถึงซูบผอมลงแล้ว…”


เฮอะ ! ขายความน่ารักอย่างหน้าไม่อาย คนไร้ยางอาย ใช้ลูกอ้อนอะไร…เอาให้จริงจังกว่านี้หน่อย ! หลินเว่ยเว่ยเริ่มกำมีดในมือไม่ไหว จึงหันมาตวัดสายตาใส่เขา…บัณฑิตน้อย ความสุขุมเยือกเย็นของเจ้าหายไปไหนหมด ? ความหยิ่งทะนงของเจ้าหายไปไหนเสียแล้ว ?


เดิมทีนางคิดว่าสายตาของตนมีความดุดันมาก แต่พอเจียงโม่หานเห็นเข้าก็มองว่ามันมีความแง่งอนแสนน่ารักอย่างบอกไม่ถูก เจียงโม่หานรู้สึกดีใจมากจึงขายความน่ารักของตนต่อไป “เสี่ยวเว่ย เห็นแก่ที่ข้ายอมรับผิดด้วยความจริงใจขนาดนี้ เจ้าให้อภัยข้าสักครั้งเถิด ได้หรือไม่…”


ในระหว่างที่พูด เขาก็ไม่ลืมที่จะจับมือของนางขึ้นมาแล้วส่ายมันเบาๆ หลินจื่อเหยียนที่ซ่อนตัวอยู่ตรงริมประตูหน้าบ้านก็โผล่ศีรษะออกมาเพียงครึ่งเดียวแล้วเห็นท่าทีของทั้งคู่ เขาจึงยกมือลูบแขนอย่างทนไม่ไหว…โอ้ สวรรค์ ข้าขนลุกไปทั้งตัวแล้ว หรือนี่จะเป็นดังคำที่พูดกันว่า ‘ความรักชนะทุกสิ่ง’ เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่ตนเองรัก ต่อให้เป็นเหล็กที่ผ่านการหลอมนับร้อยครั้งก็ยังแปรเปลี่ยนเป็นเหล็กที่อ่อนนุ่มได้เลย ?


หลินเว่ยเว่ยยกมีดที่ชุ่มไปด้วยเลือดของหมีควายแล้วเดินมาปรากฏตัวตรงเบื้องหน้าของผู้ที่แอบดูอย่าง…หลินจื่อเหยียน เจ้าหนูน้อยและเผิงหยูเหยี่ยน “พวกเจ้าดูพอแล้วหรือยัง ?”


หลินจื่อเหยียนและเจ้าหนูน้อยรีบวิ่งหนีไปด้วยความเร็วสูง ขณะที่เผิงหยูเหยี่ยนผู้ซึ่งช้ากว่าใครเพื่อนได้หันมาเกาศีรษะตัวเองแล้วพูดอย่างเก้อเขินว่า “เอ่อ…ข้าแค่ผ่านมา ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น จริงๆนะ !”


หลังจากกล่าวจบ เขาก็วิ่งหนีหายไปราวกับมีสัตว์ร้ายวิ่งไล่ตามอย่างไรอย่างนั้น !


เจียงโม่หานเดินเข้ามาแล้วจับมีดในมือของนางเพื่อวางลงเบาๆ “เสี่ยวเว่ย ข้าสัญญาว่าต่อไปนี้จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก หากเจ้ายังไม่หายโกรธก็สามารถทุบตีข้าได้…หรือเจ้าจะใช้มีดฟันข้าก็ได้ แต่อย่าเมินเฉยต่อข้าได้หรือไม่ ?”


แสงจันทร์กระจ่างใสราวกับน้ำค้างสาดส่องมายังเรือนร่างของเขา อาบไล้ลงมายังอาภรณ์สีนวลจันทร์ที่เขาสวมใส่ ทำให้รอบตัวคล้ายเปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมา ใบหน้ารูปงามของเขาปรากฏให้เห็นถึงความเสียใจและสำนึกผิดอย่างน่าสงสาร…พูดกันว่าการได้ยลโฉมบุรุษรูปงามใต้แสงจันทร์นั้นไม่ใช่เรื่องน่าตลก โดยเฉพาะบุรุษรูปงามที่ทำตัวน่ารักขี้อ้อน แล้วผู้ที่ชื่นชอบของสวยงามอย่างหลินเว่ยเว่ยจะทนใจแข็งได้อย่างไร ?


เป็นไปตามที่คาดไว้ไม่มีผิด คนที่ให้คำสาบานว่าจะเย็นชาใส่คู่หมั้นหนุ่มสักสองสามวันเพื่อให้เขาได้สำนึกผิด สุดท้ายกลับกลายเป็นฝ่ายเอ่ยปากกับเขาก่อน “บัณฑิตน้อย เจ้าช่างไร้ยางอาย กล้าใช้ลูกอ้อนกับข้าหรือ ! เกียรติของเจ้าหายไปไหนหมด ? ความหยิ่งทะนงของเจ้าอยู่ที่ใด ?”


“ความมีเกียรติและความหยิ่งทะนงสามารถปลอบใจคู่หมั้นของข้าได้หรือ ? ไม่โกรธกันแล้ว ตกลงหรือเปล่า ?” เจียงโม่หานถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดเด็กน้อยก็ยอมเอ่ยปากพูดกับเขาเสียที ความเสียสละของตนใช้ได้ผลจริงๆด้วย…


หลินเว่ยเว่ยทำเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจแล้วกล่าวว่า “ข้ายังไม่ให้อภัยเจ้า ! ข้าจะจำความผิดในวันนี้ของเจ้าไว้ก่อน แต่ครั้งหน้าอย่าให้เกิดขึ้นอีก เข้าใจหรือเปล่า ? เจ้าเป็นคนพูดเองว่ายามนี้ในเมืองจงโจวกำลังวุ่นวาย บัณฑิตที่ไร้กำลังต่อสู้ มิหนำซ้ำยังมีหน้าตางดงามราวกับสวรรค์สรรค์สร้างชวนให้คนอิจฉาเช่นเจ้า หากถูกคนชั่วหมายตาแล้วบังคับจับไปเป็นอนุภรรยาขึ้นมา ข้าจะไปหาคู่หมั้นที่มากพรสวรรค์และหน้าตาดีแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก ?”


“อนุภรรยาอะไรกัน ข้าเป็นบุรุษ !” เจียงโม่หานเห็นว่านางเริ่มพูดจาเย้าแหย่เขาแล้วจึงไม่เพียงไม่โกรธเคืองต่อคำพูดของนาง ทว่าในใจรู้สึกโล่งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก…ในเมื่อนางมีอารมณ์มาหยอกเย้าเขาแล้วก็หมายความว่านางหายโกรธไปมากแล้วกระมัง ?


หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปาก นางเชยคางของเขาขึ้นมาชื่นชมพลางกล่าวว่า “หากข้าเป็นบุรุษแล้วได้ยลใบหน้างดงามขนาดนี้ ทั้งยังมีรูปร่างที่ยอดเยี่ยม จะเป็นสตรีหรือบุรุษ ข้าก็ไม่เกี่ยง !”


“เฮอะ ! ความคิดของเจ้าช่างอันตรายยิ่งนัก !” เจียงโม่หานมีสีหน้ามืดครึ้ม…โดนนางเย้าหยอกเช่นนี้ ทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดขึ้นได้ทันทีว่ามีอันตรายซุกซ่อนอยู่มากมายจากตัวนาง เป็นอย่างไร เกือบโชคร้ายเข้าแล้ว !


“ความคิดของข้าไม่ได้อันตราย แต่เป็นเพราะเจ้ามีใบหน้าที่ชวนให้ไม่ปลอดภัยต่างหาก ! ดูข้าสิ หากข้าสวมชุดบุรุษก็ยังจะปลอดภัยกว่าเจ้าอีก !”


นี่คือความคิดประเภทใด ? หน้าตาดีสู้คนอื่นไม่ได้ก็ยังจะบอกว่าตนมีเหตุผล ? แล้วสีหน้าท่าทางของเจ้าซึ่งเหมือนกำลังบอกว่า ‘ข้าภูมิใจที่เกิดมามีหน้าตาชวนให้ปลอดภัย’ มันหมายความว่าอย่างไร ?


เจียงโม่หานคิดว่าไม่อาจปล่อยให้นางพูดมากกว่านี้ได้แล้ว เขาจึงชี้ไปยังเนื้อหมีควายที่ถูกหั่นเอาไว้เสร็จสรรพ “นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้าเหนื่อยมาทั้งวัน รีบไปพักผ่อนเถิด ข้าจะเอาเนื้อหมีไปเก็บให้…”


หลินเว่ยเว่ยที่ถนัดเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรจึงโบกมือปฏิเสธ “ข้าทำเองดีกว่า เจ้าช่วยนำหนังหมีผืนนี้ไปส่งที่บ้านพรานหวังให้ที ให้เขาช่วยทำความสะอาดหนังหมี เพราะร่างกายของน้าเฝิงอ่อนแอ เราจะได้นำมาปูเตียงให้น้าเฝิงนอนหลับในช่วงฤดูหนาว นางจะได้นอนบนเตียงอุ่น !”


เจียงโม่หานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ร่างกายของแม่เจ้าก็ไม่แข็งแรงเช่นกัน ให้นางใช้ดีกว่า ?”


“แต่ท่านแม่มีหนังเสือผืนหนึ่งแล้ว ! ข้าอยากทำที่นอนขนสัตว์ให้น้าเฝิงตั้งแต่ปีก่อน แต่พวกเจ้าชอบห้ามไม่ให้ข้าขึ้นเขาอยู่เรื่อย ในที่สุดข้าก็ได้ตัดความกังวลในเรื่องนี้ออกเสียที !”


หลินเว่ยเว่ยสัมผัสหนังหมีผืนหนาแล้วรู้สึกเสียใจเล็กน้อย…คงจะดีกว่านี้ถ้าล่าหมีควายได้ในฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาว เพราะตอนนั้นขนของพวกมันจะหนาขึ้นอีก ถ้ามีโอกาสก็ค่อยล่ามาเปลี่ยนให้น้าเฝิง !


เจียงโม่หานมองไปยังเนื้อหมีที่อยู่บนพื้น หมีควายตัวนี้น่าจะหนักอย่างน้อยสองสามร้อยชั่ง หมีโตเต็มวัยแบบนี้ต่อให้เจอเสือดุก็ยังสู้ไหว จากนั้นเขาก็หันไปมองรูปร่างของเด็กน้อยที่บัดนี้ทั้งอ้อนแอ้นและบอบบาง ทันใดนั้นเขาก็เกิดความกังวลขึ้นมาทันที “ต่อไปนี้เวลาเจ้าขึ้นเขาแล้วเจอสัตว์ร้าย ทางที่ดีก็ควรหลีกเลี่ยงไปให้ไกล หากเลี่ยงการเผชิญหน้าได้ก็เลี่ยงเถิด เพราะความปลอดภัยของเจ้าสำคัญที่สุด !”


แม้หลินเว่ยเว่ยจะไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ แต่นางก็ไม่ได้ขัดหรือโต้แย้งเพราะถึงอย่างไรเขาก็พูดด้วยความเป็นห่วงนาง คนเราควรรู้จักทะนุถนอมความห่วงใยของผู้อื่น !


หมู่บ้านฉือหลี่โกวไม่ได้มีขนาดใหญ่โตมากนัก มีประชากรแค่สามสิบกว่าครัวเรือน ในไม่ช้าเรื่องที่หลินเว่ยเว่ยล่าหมีควายได้ก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน หลายคนยังรวมกลุ่มกันไปที่บ้านของพรานหวังเพื่อดูเขาช่วยนางทำความสะอาดหนังหมี


มีคนเห็นเจียงโม่หานจึงอดพูดหยอกไม่ได้ “เจียงอั้นโฉ่ว ช่วงที่เจ้าเดินทางไปนอกหมู่บ้านก็ถือเป็นความโชคร้ายของบรรดาสัตว์ป่าจริงๆ หากเจ้ากลับมาช้ากว่านี้ เกรงว่าสัตว์ป่าบนภูเขาของพวกเราคงโดนนางหนูรองล่าจนหมด !”


“ได้ยินว่านางล่าหมีควายตัวนี้ได้จากบนภูเขาที่อยู่ใกล้หมู่บ้านของเรา นับได้ว่านางหนูรองช่วยขจัดภัยร้ายให้แก่หมู่บ้านไปอีกหนึ่งเรื่อง ! เจ้าลองคิดดูสิ ในแต่ละวันมีชาวบ้านตั้งกี่คนขึ้นไปขุดหาผักป่าบนเขา หากพบเจออันตรายขึ้นมา ข้าไม่อยากนึกถึงผลที่ตามมาเลย ! และผู้ที่สามารถใช้มือเปล่าสังหารหมีควายหรือเสือได้ก็มีแค่นางคนเดียว !”


“ไม่ใช่แค่นั้นเสียหน่อย ! ข้ายังได้ยินว่านางล่าเสือดาวหิมะได้อีกตัว สัตว์ชนิดนั้นทั้งตัวใหญ่และดุร้ายมาก ! เมื่อก่อนผู้เฒ่าผู้แก่มักจะบอกว่าในป่าลึกมีสัตว์ดุร้ายมากมาย ตอนนั้นข้ายังไม่เชื่อคำพูดของพวกเขาเลย แต่ตอนนี้ข้าเชื่อหมดใจ !”


ตอนที่ 457: ขอจุมพิตว่าที่สามี


“ทุกคนอย่าเป็นกังวลนักเลย สัตว์ร้ายเหล่านั้นล้วนมีอาณาเขตของพวกมันเอง อย่าลืมว่าหมู่บ้านฉือหลี่โกวของพวกเรามีฝูงหมาป่าคอยปกป้องอยู่ ขอเพียงพวกเราไม่ออกไปนอกอาณาเขตที่นางหนูรองกำกับไว้ก็จะไม่ได้รับอันตราย”


“ส่วนบนภูเขาที่อยู่ละแวกใกล้เคียงกับหมู่บ้าน ช่วงสองปีมานี้ก็ปลอดภัยเพราะมีนางหนูรองคอยดูแล เมื่อก่อนลำพังแค่หมูป่าก็ทำให้พวกเราปวดหัวมากพอแล้ว”

…....


แน่นอนว่ามีหลายคนที่ละโมบโลภมาก คิดคำนวณว่าเสือดาวหิมะและหมีควายที่บ้านตระกูลหลินและตระกูลเจียงได้มาคงจะขายได้เงินไม่น้อย ! ทว่าต่อให้อิจฉาก็ไร้ประโยชน์ ใครใช้ให้ครอบครัวของพวกตนไม่โชคดีเท่าตระกูลหลินที่ให้กำเนิดบุตรสาวผู้แข็งแกร่งขนาดนี้ออกมา ?


เจียงโม่หานเดินทางไปยังเมืองจงโจวครั้งนี้อย่างไม่เสียเปล่าเพราะเขาได้ข่าวที่ยืนยันแน่ชัดมาแล้วว่า…การสอบระดับเซียงซื่อในปีนี้ได้รวมบัณฑิตจากสองเมืองให้เข้ามาสอบที่เมืองเหอโจวแห่งเดียว พวกเขาจึงจำเป็นต้องเดินทางไปยังเมืองเหอโจวเพื่อเตรียมตัวล่วงหน้าและการที่บัณฑิตจากสองเมืองมารวมตัวกันที่เมืองเหอโจว นอกจากจะทำให้เรื่องการเช่าบ้านมีความกดดันไม่น้อยแล้ว ดีไม่ดีหากไปช้าก็อาจหาบ้านเช่าไม่ได้เลยสักหลัง !


หลินเว่ยเว่ยจึงเอ่ยกับผู้เข้าสอบทั้งสามว่า “ไม่ต้องกังวล ข้าได้เขียนจดหมายถึงคุณชายหนิงว่าให้ช่วยหาบ้านเช่า และถ้าเจอบ้านที่เหมาะสมก็ให้เขาเดินเรื่องเช่าแทนพวกเราได้เลย”


การสอบระดับเซียงซื่อต้องสอบถึงสามสนาม แต่ละสนามจะใช้เวลาสอบ3วัน3คืน และในระหว่างที่สอบทั้งสามสนามนั้นจะได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านแค่หนึ่งคืน กระนั้นหากเช่าบ้านที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลต่อบัณฑิตที่เข้าสอบได้


กิจการของร้านหนิงจี้ในเมืองเหอโจวได้รับความนิยมอย่างสูง เหล่าผู้อาวุโสและลูกหลานของตระกูลหนิงล้วนชื่นชอบขนมหวานและผลไม้อบแห้งจากร้านหนิงจี้เป็นอย่างมาก กอปรกับพรสวรรค์ด้านการค้าขายของหนิงตงเซิ่งจึงนับได้ว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงในระดับแนวหน้าของบุตรหลานในตระกูล !


พี่ชายคนโตที่อยากประสบความสำเร็จและอยู่เหนือกว่าเขามาโดยตลอดยังถูกผู้เป็นบิดาออกปากเตือนจนไม่กล้าคิดทำอะไรเขาอีก ดังนั้นหนิงตงเซิ่งในยามนี้จึงทำการค้าอย่างราบรื่นมากขึ้นทุกวันและความสามารถของเขาก็ปรากฏให้เห็นออกมาอย่างต่อเนื่อง


ถึงแม้ว่าฮูหยินใหญ่และพี่ชายต่างมารดาจะควบคุมเขาเรื่องทำการค้าไม่ได้ แต่ก็ยังไม่วายมาควบคุมเรื่องการแต่งงานของเขา ตอนนี้ฮูหยินใหญ่กำลังคิดที่จะให้หลานสาวจากบ้านฝั่งมารดาของนางมาแต่งงานกับเขา ถึงขั้นไปรับหลานสาวคนนั้นมาอยู่ที่บ้านด้วยกัน เวลานางเห็นเขาก็แทบกระโจนเข้าใส่ เดิมทีบ้านควรจะเป็นสรวงสวรรค์แห่งการพักผ่อน แต่ตอนนี้มีสตรีที่อยากจับเขาใจจะขาด แถมยังมีนิสัยอวดดีไม่มีใครเกิน ทำให้หนิงตงเซิ่งเหนื่อยเกินกว่าจะรับมือไหว เขาจึงไม่อยากกลับบ้าน


ขนาดป้าสะใภ้ยังเอ่ยปากว่าอยากให้เขาไปพบกู่เหนียงคนหนึ่งที่มีนิสัยไม่เลว…ไอหยา ! เมื่อใดที่เขาจะสามารถปลดเปลื้องพันธนาการนี้ออกจากตัวได้ สามารถทำตามความปรารถนาของตนได้อย่างอิสระ ?


ทันใดนั้น ในภาพความคิดของหนิงตงเซิ่งก็ได้ปรากฏเงาร่างอันสดใสและเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขขึ้นมา…แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่เขาพบนางช้าไป เพราะกู่เหนียงผู้นั้นได้มีคู่ครองที่เหมาะสมไว้เคียงกายแล้ว…


“นายท่าน มีจดหมายถึงท่านขอรับ !” ยามนี้คนงานในร้านได้นำจดหมายมาส่งให้หนิงตงเซิ่ง


เมื่อเห็นตัวอักษรที่ดูดีและเป็นระเบียบบนจดหมาย ทันใดนั้นหนิงตงเซิ่งก็รู้สึกเบิกบานใจขึ้นมาทันที หลินเว่ยเว่ยเขียนจดหมายมาหาด้วยหรือ ? สิ่งที่นางกังวลที่สุดคือการเขียนอักษรไม่ใช่หรือไร ? จริงสิ นางมีพู่กันขนห่านรูปร่างประหลาด ถึงแม้ว่าอักษรที่นางเขียนจะตัวอ้วนกลม ไร้ความอ่อนช้อย แต่ในที่สุดตัวอักษรของนางก็เป็นรูปเป็นร่างเสียที เมื่อก่อนตอนที่นางใช้พู่กันเขียนอักษรใหม่ๆ เขาจำได้ว่าถึงขั้นทำเอาทุกคนบรรยายไม่ถูกเลยทีเดียว !


เขารอไม่ไหวที่จะเปิดซองแล้วหยิบกระดาษแผ่นบางที่มีตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวออกมาอ่าน ‘ท่านช่วยข้าหาบ้านเช่าที่ใกล้สนามสอบในเมืองเหอโจวสักหลัง ขอบ้านที่มีสภาพแวดล้อมเงียบสงบด้วยจะดีมาก’


อารมณ์ที่เคยสดใสของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเมฆครึ้มทันที จริงสิ อีกสองเดือนก็จะเป็นการสอบระดับเซียงซื่อแล้ว อีกอย่างคู่หมั้นของนางก็สอบติดอั้นโฉ่วในการสอบเยวี่ยนซื่อที่ผ่านมา แล้วจะพลาดการสอบระดับเซียงซื่อในรอบนี้ไปได้อย่างไร ? เมื่อนึกได้ว่าตนต้องเช่าบ้านให้คู่หมั้นของนาง หนิงตงเซิ่งก็ไม่อยากทำทันที !


แต่ด้วยความที่กู่เหนียงน้อยติดคู่หมั้นของนางมาก การสอบระดับเซียงซื่อคราวนี้นางต้องติดตามเขามาแน่นอน หากไม่ช่วยนางแล้วปล่อยให้สตรีบอบบางอาศัยอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมสกปรกและยุ่งเหยิง หนิงตงเซิ่งจะวางใจได้อย่างไร ?


หนิงตงเซิ่งถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วกล้ำกลืนความคับข้องใจอย่างยอมรับชะตากรรม เขาจึงตัดสินใจช่วยนางหาบ้านเช่าในวันต่อมา


เขาอ่านตัวอักษรเหล่านั้นอีกหลายรอบ ทันใดนั้นก็พบว่าตัวอักษรที่นางเขียนมีอีกหลายตัวยังไม่สมบูรณ์ จึงทั้งขำขันและเป็นกังวลแทนนาง…เป็นบุตรสาวชาวนาที่เขียนตัวอักษรไม่เป็น แต่คู่หมั้นของนางเป็นถึงบัณฑิตผู้มีความรู้ความสามารถ อีกฝ่ายจะปฏิบัติต่อนางอย่างมั่นคงหรือไม่ ? ในอนาคตจะรังเกียจและทอดทิ้งนางหรือเปล่า ?


ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หลินเว่ยเว่ยก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากหนิงตงเซิ่ง นางจึงวิ่งมาที่เชิงเขาอย่างอารมณ์ดีเพื่อมาหาเจียงโม่หานที่กำลังวาดภาพอยู่ “บัณฑิตน้อย คุณชายหนิงตอบจดหมายกลับมา ตอนนี้เขาหาบ้านเช่าให้เราได้แล้วจึงถามว่าพวกเรามีเวลาไปดูหรือเปล่า…”


“ไม่จำเป็น ขอแค่มีที่อยู่ก็เพียงพอ !” การสอบระดับเซียงซื่อในชาติที่แล้ว บ้านเช่าของเขาคือห้องนอนรวมที่ต้องนอนเบียดกันสิบกว่าคน แต่เขาก็ยังสอบติดจู่เหรินไม่ใช่หรือ ? แม้ว่านั่นคือเรื่องในอีกสามปีข้างหน้า


“เช่นนั้น…ก็ดี ! บ้านที่คุณชายหนิงเลือกต้องไม่แย่แน่นอน !” หลินเว่ยเว่ยคำนึงได้ว่าเมืองเหอโจวอยู่ไกลกว่าจงโจวเป็นเท่าตัว ใช้เวลาไปกลับนานถึงสี่วัน เช่นนั้นมันจะรบกวนการทบทวนความรู้ของบัณฑิตน้อย !


นางยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขา หลังจากชำเลืองมองภาพที่บัณฑิตหนุ่มบรรจงวาดขึ้นมา นางก็อดพูดไม่ได้ว่า “บัณฑิตน้อย เจ้าควรปล่อยวางเรื่องการวาดภาพบนพัดลงบ้าง การสอบระดับเซียงซื่อสำคัญมาก เจ้าอย่าประมาท !”


ระยะนี้นางมักเห็นเผิงหยูเหยี่ยนและหลินจื่อเหยียนเตรียมตัวสอบอย่างแข็งขัน พวกเขาท่องตำราจนลืมวันลืมคืน ฝึกฝนทำข้อสอบอยู่อย่างนั้น ทันใดนั้นนางก็รู้สึกเหมือนตนได้ย้อนกลับไปช่วงสอบเกาเข่าไม่มีผิด สวรรค์ ! มาคิดเอาตอนนี้ก็ยังรู้สึกขนลุกไม่หาย ! แต่พอนางหันมามองคู่หมั้นแล้ว เขากลับทำตัวสบาย ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ถึงขั้นมีอารมณ์มาวาดภาพเขียนบทกวี นี่เขาไม่จริงจังเกินไปหรือเปล่า ?


เจียงโม่หานวาดภาพเส้นสุดท้ายเสร็จแล้ว ในตอนที่เขากำลังล้างพู่กันอยู่นั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “พวกเรามาเดิมพันกัน…หากข้าสอบผ่าน เจ้าจะให้อะไรข้า ?”


หลินเว่ยเว่ยทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “หากเจ้าสอบผ่าน ข้าจะให้รางวัลแก่เจ้า…ให้เจ้าจุมพิตข้า !”


เจียงโม่หานที่กำลังเก็บพู่กันถึงขั้นชะงัก ทันใดนั้นใบหูของเขาก็กลายเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว ทว่าเขายังกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม “อันที่จริง…อีกสามปีไปสอบก็ยังไม่สาย…”


หลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะแหะแหะทันที “จริงอย่างที่เจ้าว่า ต่อให้สอบไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องกดดันตัวเองมากนัก เจ้ายังเป็นคู่หมั้นสุดที่รักของข้าดังเดิม อย่างไรข้าก็ต้องจุมพิตปลอบใจเจ้าบ้าง…”


เจียงโม่หานหันมามองนางทันที ให้ตายเถิด…ไม่ว่าเขาจะสอบผ่านหรือไม่ นางก็ยังคิดจะเอาเปรียบกันอยู่เรื่อย ! ช่างเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก !


เจียงโม่หานเดินเข้ามาหานาง จากนั้นก็ใช้มือโอบเอวของนางพลางดึงเข้ามาใกล้ “ถ้าอยากให้ข้าจุมพิตเจ้า…เหตุใดต้องรอหลังการสอบระดับเซียงซื่อด้วยเล่า ?” ในระหว่างที่พูดก็ค่อยๆก้มหน้าลงมา…


หลินเว่ยเว่ยมองใบหน้าอันหล่อเหลาของบัณฑิตน้อยที่ค่อยๆก้มลงมาใกล้ใบหน้าของตน ในใจพลันกรีดร้องอย่างหนัก จะจูบแล้ว ? หรือข้าจะสูญเสียจุมพิตแรกให้เขาแล้ว ?


ในขณะที่เห็นว่าใบหน้าของเจียงโม่หานกำลังจะแนบชิดเข้าหาใบหน้าของนาง จู่ๆใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนมุมไปเคลื่อนผ่านแก้มของนางแทน ในขณะที่จุมพิตนั้นยังไม่ทันได้เริ่ม เขาก็พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “มีใบไม้ติดอยู่ที่ผมของเจ้า !”


บ้า…เอ๊ย ใบไม้อะไรเนี่ย ! มีหรือที่หลินเว่ยเว่ยจะไม่รู้ทัน บัณฑิตน้อยกำลังแกล้งนาง ! นางอุตส่าห์เตรียมตัวเตรียมใจตั้งนานเพื่อที่จะมอบจุมพิตให้แก่เขา เหตุใดพอใกล้ทำสำเร็จแล้วกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า ?


[1] สอบเกาเข่า คือ การสอบเข้าระดับอุดมศึกษาของประเทศจีน


ตอนที่ 458: บัณฑิตน้อยเป็นฝ่ายจูบนางก่อน?


นางจับใบหน้าหล่อเหลาของบัณฑิตหนุ่มด้วยมือทั้งสองข้างอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าฟาด ก่อนที่เขาจะทันได้โต้ตอบ นางก็ยื่นหน้าไปกัดที่ริมฝีปากแสนยวนใจของเขาแล้ว จากนั้นก็ใช้ริมฝีปากของตนแตะสัมผัสลงที่อวัยวะเดียวกันของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วไปหนึ่งที เมื่อผละออกแล้วก็เอ่ยพร้อมสีหน้าภาคภูมิใจ “อืม…รสชาติไม่เลว !”


เจียงโม่หานอึ้งงันไปครู่หนึ่ง เขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ‘มีการบอกว่ารสชาติไม่เลวอีกต่างหาก นี่เจ้าคิดว่ากำลังแทะตีนหมูอยู่หรือ ?’ เอ่อ…ดูเหมือนจะมีบางอย่างไม่ถูกต้องใช่หรือเปล่า ?


เฮอะ มาเอาเปรียบข้าแล้วยังคิดจะหนีไปง่ายๆน่ะหรือ ? มันง่ายขนาดนั้นที่ไหนกัน ?


ในขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังจะเดินหนีไปด้วยความเขินอายและใจที่เต้นรัว คราวนี้เขาเป็นฝ่ายรุกนางก่อนโดยใช้มือเกี่ยวเอวนางไว้เพื่อดึงร่างบางเข้ามาใกล้ จากนั้นเขาก็ใช้มืออีกข้างประคองที่ท้ายทอยของนางเพื่อตรึงใบหน้าของนางไว้ ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะประกบลงไปที่ริมฝีปากสีอมชมพูแสนอ่อนนุ่ม…


หลินเว่ยเว่ยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ‘หืม ? นี่ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม ? บัณฑิตน้อย…บัณฑิตน้อยเป็นฝ่ายจูบข้าก่อน ? บัณฑิตน้อยไม่ได้ถูกมนต์ดำหรือวิชามารเล่นงานมาใช่หรือเปล่า ? เมื่อไม่กี่วันก่อนเขายังทำตัวสุขุมใส่ข้าอยู่เลย แต่มาวันนี้กลับละทิ้งความเย่อหยิ่งแล้วเป็นฝ่ายจูบข้าก่อน ? ข้าต้องฝันอยู่แน่ๆนี่คงเป็นฝันกลางวันแน่นอน !’


“เด็กโง่! หลับตาลง !”


แพขนตาของเจียงโม่หานกะพริบสัมผัสโดนปรางแก้มของนาง…อ่า ขนตาของบัณฑิตน้อยทั้งงอนทั้งยาว ราวกับใส่ขนตาปลอมเอาไว้ แถมยังเรียงเส้นสวยงามและเป็นสีดำสนิทอีกด้วย…คิกคิก หล่อมากเลย !


ด้วยความจนปัญญา เจียงโม่หานจึงใช้มือของตนปิดตานางไว้…แบบนี้เขาจะได้จดจ่ออยู่กับการจุมพิตนางเพียงอย่างเดียว !

…....


ในยามที่เจียงโม่หานถอนริมฝีปากออกจากริมฝีปากบางของหลินเว่ยเว่ย เขาก็พบว่าทั้งใบหน้า หูและลำคอของนางได้กลายเป็นสีแดงระเรื่อไปแล้ว เจียงโม่หานถึงขั้นอมยิ้มให้แก่ความน่ารักของนาง ‘เด็กโง่ เจ้านี่เก่งแต่เรื่องลวนลามผู้อื่นผ่านทางวาจา แต่พอเอาเข้าจริงก็ยังสู้ข้าไม่ได้สักนิด !’


ในยามที่เจียงโม่หานมองมา หลินเว่ยเว่ยมีท่าทีเขินอายและทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นนางก็ทำเป็นกระแอมไอแล้วพูดด้วยท่าทีเหมือนทรราชน้อย “เจ้าโดนข้าประทับตราไว้แล้ว เจ้าจึงตกเป็นของข้า หลินเว่ยเว่ย แต่เพียงผู้เดียว ต่อไปนี้อยู่ให้ไกลจากพวกจิ้งจอกสาวเหล่านั้นหน่อย !”


“ได้ ! ต่อไปนี้ไม่ว่าในใจหรือในสายตาของข้าจะมีเพียงจิ้งจอกน้อยที่ชื่อหลินเว่ยเว่ยผู้เดียวเท่านั้น !” ในแววตาของเจียงโม่หานเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนราวกับสายลมที่พัดผ่านต้นหลิว เพราะกลัวว่าหากพูดดังเกินไปอาจทำให้สตรีตรงเบื้องหน้าตกใจ แม้ภายนอกนางจะดูเหมือนไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมากนัก แต่ในใจกลับเขินอายจนแทบอยากมุดดินหนี


หลินเว่ยเว่ยกัดริมฝีปากของตนด้วยความขัดเขิน “เจ้าต่างหากที่เป็นจิ้งจอกน้อย ! ข้าเป็นกระต่ายน้อยที่ไร้เดียงสาต่างหาก !”


“ได้ ! เช่นนั้นจิ้งจอกน้อยจะปกป้องกระต่ายน้อยจากการถูกหมาป่าร้ายตัวใหญ่ลากไปกิน !” เจียงโม่หานปัดไล่ปอยผมให้นางอย่างอ่อนโยน…เด็กโง่พูดได้ดี ประทับตราอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเจ้าก็ถือว่าเป็นสตรีของข้าแล้ว ใครก็อย่าหมายจะมาช่วงชิงไปเด็ดขาด !


ยามนี้ ในใจของหลินเว่ยเว่ยได้ถูกเติมเต็มด้วยสิ่งที่เรียกว่าความสุข นางลุกขึ้นยืนบนก้อนหินใหญ่ที่อยู่ริมเชิงเขา จากนั้นก็ตะโกนลงไปว่า “บัณฑิตน้อยเป็นของหลินเว่ยเว่ย…”


เสียงสะท้อนก้องในหุบเขาประหนึ่งว่าสะท้อนอยู่รอบตัวเขาและนาง มันดังก้องในหูของทั้งคู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า


เจียงโม่หานเลียนแบบนางเช่นกัน เขาตะโกนขึ้นไปว่า “หลินเว่ยเว่ยเป็นของเจียงโม่หาน…”


เสียงสะท้อนในหุบเขาดังกลับมาว่า ‘เป็นของเจียงโม่หาน…เจียงโม่หาน…เจียงโม่หาน…’


ทั้งสองยืนเคียงข้างกันบนก้อนหินอยู่เช่นนั้นพลางทอดมองดวงอาทิตย์สีแดงที่ส่องแสงมาที่พวกตนอย่างอบอุ่น หากมองจากแผ่นหลังของทั้งสองแล้วดูคล้ายกับว่ากำลังเปล่งแสงเรืองรองออกมา


แต่แล้วเสียงหอบแฮ่กที่ดังขึ้นจากด้านหลังของพวกนางได้ทำลายบรรยากาศอันหวานชื่นนี้จนหมดสิ้น “รู้แล้ว รู้แล้ว ทั่วหล้านี้ต่างรู้กันหมดแล้วว่าบัณฑิตน้อยเป็นของหลินเว่ยเว่ย และหลินเว่ยเว่ยเป็นของเจียงโม่หาน ดูสิ นี่มันเวลาไหนแล้ว พวกท่านไม่หิวกันหรือ ?”


หลินจื่อเหยียนหมดคำจะพูดจริงๆ ในทุกเช้าพี่รองก็มักเดินขึ้นเขาเพื่อมาออกกำลังกาย ส่วนพี่เขยรองก็มักจะขึ้นมารับแสงแดดอบอุ่นในยามเช้าเช่นเดียวกัน และพอทั้งสองลงจากเขาแล้วก็เป็นเวลากินอาหารเช้าพอดี แต่วันนี้อาหารเช้าทำเสร็จตั้งนานแล้วทั้งคู่ยังไม่กลับมาเสียที ตอนแรกเขาก็นึกว่าทั้งคู่เป็นอะไร จึงดั้นด้นขึ้นเขามาตามหา ผลปรากฏว่าทั้งคู่กำลังพลอดรักกันจนลืมเวลา ! ไอหยา รักกันจนไม่ยอมกินข้าวเช้า !


หลินเว่ยเว่ยกระโดดลงจากก้อนหินด้วยความเขินอาย จากนั้นนางก็แสร้งก้มหน้าก้มตาเก็บอุปกรณ์วาดภาพของบัณฑิตน้อย ส่วนเจียงโม่หานไม่แสดงสีหน้าใด ราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เล่นเอาหลินจื่อเหยียนถึงขั้นแอบบ่นในใจว่า ‘เฮอะ บุรุษหนังหน้าหนา !’


ดูเหมือนวันเวลาช่วงก่อนวันสอบเซียงซื่อจะติดปีกบินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงปลายเดือนเจ็ด เวลานี้เป็นช่วงที่ผลไม้ป่าทยอยสุกงอม งานแปรรูปแยมผลไม้ ผลไม้อบแห้ง เหล้าผลไม้รวมถึงเนื้อแผ่นยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่ว่างเว้น นับได้ว่านี่เป็นช่วงเวลายุ่งที่สุดของบ้านสกุลหลิน


ทว่าหลินเว่ยเว่ยไม่ได้สนใจกิจการเหล่านี้มากนัก เพราะแม้การสอบสนามแรกของการสอบระดับเซียงซื่อจะถูกจัดขึ้นในช่วงเดือนแปดหรือไม่ก็ต้นเดือนเก้า ต่อให้ไม่ต้องกังวลเรื่องบ้านเช่า แต่เพื่อให้บัณฑิตในครอบครัวได้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของสนามสอบในเมืองเหอโจวโดยเร็ว พวกนางจึงต้องออกเดินทางตั้งแต่ปลายเดือนเจ็ด !


หลินเว่ยเว่ยตรวจสอบสัมภาระอีกครั้ง หลังจากแน่ใจว่าไม่ได้ขาดตกบกพร่องอะไรแล้ว นางจึงหันไปมองเหล่าผู้ที่มาส่ง “น้าเฝิง ท่านแน่ใจหรือว่าจะไม่ไปกับพวกข้า ?”


นางเฝิงยิ้มแล้วส่ายหน้า “ข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ มีเจ้าอยู่ ข้าก็วางใจ แล้วอีกอย่างช่วงนี้ครอบครัวของเรามีงานให้ทำมากมาย ข้าปลีกตัวไปไหนไม่สะดวกหรอก”


“ตกลง” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าการที่บุตรชายของน้าเฝิงไปเข้าร่วมการสอบ ในฐานะบิดามารดาควรจะเป็นกังวล หากไม่ตามไปแล้วจะวางใจได้อย่างไร ใครจะรู้ว่าน้าเฝิงใจกว้างถึงเพียงนี้…“ข้าจะดูแลบัณฑิตน้อยให้ท่านอย่างดี ท่านอยู่บ้านรอฟังข่าวดีจากพวกข้าเถิด”


หลินจื่อเหยียนยื่นศีรษะออกจากรถม้า “พี่รอง อย่าลืมว่ายังมีข้าและพี่เขยใหญ่อยู่อีกคน! คราวนี้ไม่ได้มีแค่บัณฑิตน้อยของท่านคนเดียวเสียหน่อย !”


ข้าต่างหากที่เป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกับท่าน อย่าลืมดูแลข้าด้วย ?


หลินเว่ยเว่ยหันกลับไปถลึงตาใส่เขา “เจ้าอยู่ในระดับไหนยังไม่รู้ตัวอีกหรือ ? บัณฑิตน้อยต่างหากที่เป็นความหวังและความภาคภูมิใจของหมู่บ้านเรา ! ก็เหมือนการดูแลสัตว์คุ้มครองชนิดพิเศษนั่นแหละ ห้ามให้มีข้อผิดพลาดเด็ดขาด !”


ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าเห็นด้วย หมู่บ้านฉือหลี่โกวมีบัณฑิตซิ่วไฉถึงสองคนและหนึ่งในนั้นยังสอบได้อั้นโฉ่วแห่งเมืองจงโจวอีกด้วย เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้ใหญ่บ้านอย่างตนได้เชิดหน้าชูตาในหมู่ผู้ใหญ่บ้านอื่นๆ แล้ว หากในอนาคตมีคนสอบได้บัณฑิตจู่เหรินหรือจิ้นซื่อขึ้นมา อย่าว่าแต่เขาเลย ผู้คนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวก็จะมีเกียรติและศักดิ์ศรีเช่นเดียวกัน !


เขามองไปยังหลินเว่ยเว่ยแล้วพูดกำชับว่า “นางหนูรอง การสอบระดับเซียงซื่อของเจียงอั้นโฉ่วคงต้องไหว้วานให้เจ้าดูแลเรื่องความเป็นอยู่และที่พักอาศัยแล้ว !”


คนที่มาส่งในคราวนี้ล้วนเป็นคนที่ค่อนข้างสนิทกับตระกูลหลินและตระกูลเจียง ต่างคนต่างอวยพรพวกเขา จนกระทั่งหลินเว่ยเว่ยกระโดดขึ้นไปบนรถม้าแล้วนางถึงได้หันไปโบกมือให้ญาติสนิทมิตรสหายทุกคน “ไม่ต้องกังวล ! ข้ามีประสบการณ์เรื่องดูแลผู้เข้าสอบ ข้ารับประกันเลยว่าจะพาบัณฑิตน้อยไปอย่างไรก็จะพาเขากลับมาอย่างนั้น จะไม่ให้เขาเป็นอะไร ไม่ให้เส้นผมของเขาหลุดร่วงแม้แต่เส้นเดียว…”


รถม้าโอนเอนขณะเคลื่อนตัวออกไป เจียงโม่หานรอให้หลินเว่ยเว่ยนั่งลงก่อน เขาถึงได้นำเส้นผมของตนที่เพิ่งหลุดร่วงเมื่อครู่นี้มายื่นให้นางดูตรงหน้า “ดูสิ ร่วงตั้งหนึ่งเส้น !”


ผู้ที่ขับรถม้ายังคงเป็นเหลยหยู่น้องชายคนโตของหยาเอ๋อร์


เมื่อหลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็คว้าเส้นผมในมือของเขาแล้วโยนออกไปนอกหน้าต่างรถม้า “ไหน ? ไม่เห็นมีสักหน่อย ! บัณฑิตน้อย เจ้าจะปรักปรำใครต้องมีหลักฐาน !”


“หลักฐานหรือ !” เจียงโม่หานมองเส้นผมของตนที่ห้อยลงมาตรงแผง.อก มือของเขาก็เริ่มขยับอย่างไม่อยู่สุขแล้ว


หลินเว่ยเว่ยเดาออกว่าต่อไปเขาจะทำอะไรจึงรีบหยุดมือใหญ่ของเขาไว้ทันที “เจ้าอยากดึงเส้นผมของตนจนหัวล้านเป็นหย่อมหรือไร ?”


ตอนที่ 459: เจ้าว่าผู้ใดแก่ตัวไปแล้วไม่มีใครเหลียวแล?


“หัวล้านเป็นหย่อมคือสิ่งใด?” บัณฑิตหนุ่มถามด้วยความสงสัย


หลินเว่ยเว่ยเริ่มอธิบายหัวข้อทางวิทยาศาสตร์ยอดนิยมทันที “โรคหัวล้านเป็นหย่อมมีอีกชื่อหนึ่งว่าโรคผีโกนผม เป็นโรคผมร่วงที่ไม่ได้เกิดจากบาดแผลหรือเชื้อโรค ส่วนใหญ่เกิดจากโรคแพ้ภูมิตัวเอง พันธุกรรม ความเครียดทางอารมณ์หรือความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เป็นต้น อีกประเดี๋ยวเจ้าก็จะสอบแล้ว เดิมทีอารมณ์ของเจ้ากำลังอยู่ในช่วงประหม่าและเป็นกังวล ยิ่งมาดึงผมตัวเองเล่นแบบนี้อีก ไม่หัวล้านเป็นหย่อมก็แปลก”


เมื่อนึกถึงใบหน้ารูปงามของบัณฑิตน้อยแต่หัวล้านเป็นหย่อมเหมือนสุนัขติดโรคเรื้อน…ภาพนั้นช่าง…ทำเอาผู้คนไม่กล้ามองตรงๆเลยทีเดียว !


“ข้าไม่ประหม่า !” ความจริงคือคนในครอบครัวของผู้เข้าสอบนึกว่าผู้สอบประหม่าต่างหาก เจียงโม่หานแสดงท่าทีบ่งบอกว่าการสอบระดับเซียงซื่อไม่ใช่เรื่องยากสำหรับตนเลย…


หมู่บ้านฉือหลี่โกวตั้งอยู่ไกลจากเมืองเหอโจว รถม้าของพวกนางใช้เวลาวิ่งนานถึงสองวันเต็ม แล้วตลอดช่วงสองวันนี้อาหารกลางวันที่พวกนางกินก็ล้วนเป็นอาหารแห้งทั้งสิ้น โชคดีที่เวลาไปไหนมาไหนหลินเว่ยเว่ยมักจะเตรียมพร้อมอย่างดีทุกครั้ง…


อากาศในช่วงปลายเดือนเจ็ดร้อนจัด ดังนั้นสิ่งที่จัดการได้ยากที่สุดระหว่างเดินทางก็คือเรื่องอาหารการกินนั่นเอง อาหารที่นำมาด้วยในตอนเช้ามักจะเริ่มขึ้นราและส่งกลิ่นเหม็นในตอนกลางวัน


แต่เรื่องนี้ไม่ได้ยากเกินความสามารถของหลินเว่ยเว่ย นางไม่เพียงให้ผู้เข้าสอบทั้งสามได้กินอิ่มเท่านั้น ยังทำให้พวกเขาได้กินของดีมีประโยชน์อีกด้วย ! ไม่ว่าจะเป็นแผ่นแป้งทอดหรือเนื้อแผ่นล้วนกินได้อย่างสะดวกสบาย ถึงแม้จะไม่เทียบเท่าอาหารที่บ้าน แต่อย่างน้อยก็ยังอร่อยกว่าที่อื่น…เพราะเราสามารถเชื่อฝีมือการทำอาหารของหลินเว่ยเว่ยได้ !


และอาหารที่ได้รับความนิยมที่สุดในหมู่ผู้เข้าสอบทั้งสามคนนี้ก็คือผลไม้ที่แช่ในถังน้ำแข็ง ช่วงกลางวัน ภายในรถม้าที่ร้อนอบอ้าว การได้กินแตงโมแช่เย็นสักชิ้นหรือลูกท้อเย็นสักผลก็สัมผัสได้ถึงความเย็นที่ช่วยไล่ความร้อนได้อย่างชื่นใจ บอกได้คำเดียวเลยว่า…สุดยอด !


ถังน้ำแข็งนี้ปั้นมาจากดินประสิว ส่วนผลไม้ก็เป็นผลไม้ที่สกุลหลินปลูกเอง เพื่อปกปิดที่มาของผลไม้ในมิติน้ำพุวิญญาณแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงบุกเบิกพื้นที่มุมหนึ่งด้านหลังภูเขาแล้วปลูกต้นบ๊วยสองต้น ต้นท้อสองต้น นอกจากนี้ยังมีแอปเปิล สาลี่ องุ่น เถียนกวา ( แตงไทย ) แตงโมและผลไม้อื่นๆตั้งแต่ช่วงต้นฤดูร้อนที่ผ่านมา บ้านตระกูลหลินไม่เคยขาดแคลนผลไม้อีกเลย


ผลไม้ที่นางนำมาในคราวนี้เป็นผลไม้ที่ปลูกในมิติน้ำพุวิญญาณ ต่อให้กินเยอะเกินพอดีก็ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย นางจึงไม่ต้องกังวลว่าบัณฑิตเหล่านี้จะกินแล้วท้องเสียภายหลัง!


พวกเขานั่งกินมื้อเที่ยงของวันแรกบริเวณใต้ร่มไม้ริมทาง หลินจื่อเหยียนถกแขนเสื้อขึ้นพลางหายใจหอบเหมือนลูกหมาตัวน้อย “พี่รอง เอาน้ำแข็งใสผลไม้มาสักชามเถิด! อากาศร้อนอย่างนี้ ข้ากินอะไรไม่ลงเลย!”


หลินเว่ยเว่ยขูดน้ำแข็งในถังให้เป็นเกล็ดเล็กๆ จากนั้นใส่ลูกท้อปอกเปลือกและผลไม้อบน้ำผึ้ง จากนั้นก็ปอกเปลือกองุ่นแล้ววางแตงโมกับเถียนกวาหั่นชิ้นลงไป ก่อนจะราดด้วยแยมสตรอเบอร์รี่ป่าแล้วแบ่งให้บัณฑิตทั้งสามกิน


แน่นอนว่านางต้องยื่นชามให้คู่หมั้นของตนเป็นคนแรก เจียงโม่หานรับชามน้ำแข็งใสมาแล้วใช้ช้อนตักเข้าปากชิมรส น้ำแข็งเย็นๆและผลไม้อมเปรี้ยวอมหวานช่วยขจัดความร้อนและความเหนื่อยล้าในการเดินทางได้อย่างหมดสิ้น


หลินจื่อเหยียนเห็นแบบนั้นก็บ่นอุบขึ้นมาทันที “ให้ความสำคัญต่อบุรุษจนลืมน้องชายตัวเองเสียแล้ว !” ดังนั้นเขาจึงตักขึ้นมาเองแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย


เผิงหยูเหยี่ยนก็เริ่มตักกินเช่นเดียวกัน เมื่อเขาเห็นหลินจื่อเหยียนกินอย่างมูมมามราวกับหมู ทันใดนั้นในหัวของเขาก็ผุดประโยคหนึ่งขึ้นมา ‘ตัวกินล้างกินผลาญ’!


เมื่อได้กินน้ำแข็งใสผลไม้และนั่งรับลมเย็นใต้ร่มไม้แล้ว ในที่สุดพวกเขาก็เริ่มเกิดความอยากอาหารเสียที หลินจื่อเหยียนกัดบะหมี่กรอบหนึ่งคำและกินเนื้อแผ่นหนึ่งคำ ปากก็กล่าวขึ้นว่า “นี่เพิ่งผ่านไปครึ่งวันเอง ข้าก็เริ่มคิดถึงอาหารที่บ้านแล้ว โดยเฉพาะอุ้งตีนหมีตุ๋นที่ทำให้ข้าไม่มีวันลืมไปทั้งชีวิต ! เฮ้อ ไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อใดกว่าจะได้กินอุ้งตีนหมีในครั้งหน้า…”


หลินเว่ยเว่ยหันไปถลึงตาใส่เขาทันที “พอเถิด กินอุ้งตีนเจ้าแทนแล้วกัน ! คนอื่นเวลาเดินทางได้กินแค่แผ่นแป้งทอดแห้งๆธรรมดา เจ้าอย่าได้เมินเฉยต่อความสุขที่ตนได้รับเลย !”


เจียงโม่หานกินเนื้อแผ่นช้าๆ ทันใดนั้นเขาก็หวนนึกถึงวันที่รีบมาสอบเมื่อชาติที่แล้ว ยามที่แสงแดดแผดเผาอยู่กลางศีรษะ เขาเดินเท้าเข้าสู่เมืองจงโจวเพียงลำพัง เวลาท้องหิวจนทนไม่ไหว เขาก็นั่งทรุดตัวอยู่ที่ริมทางแล้วหยิบเอาแผ่นแป้งทอดเนื้อหยาบที่เริ่มเน่าเสียออกมากิน มันเป็นแป้งเนื้อหยาบที่สุดเท่าที่เขาเคยกินมา ทั้งยังบาดคอราวกับมีดคมกริบ


ในขณะที่เขากำลังกินแป้งทอดเนื้อหยาบอยู่นั้น ทันใดนั้นตรงหน้าก็มีแป้งทอดเนื้อสีขาวปรากฏขึ้น เป็นแป้งทอดจากบัณฑิตคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จักซึ่งกำลังเร่งไปสอบเช่นเดียวกัน อีกฝ่ายลงจากรถม้าแล้วยื่นมาให้ แต่เป็นเพราะเขาหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีเกินไป จะรับของกินจากคนอื่นง่ายๆได้อย่างไร? เขาจึงฝืนใจปฏิเสธ! ในตอนนั้นนอกจากความหยิ่งทะนงแล้วก็เรียกว่าเขาไม่เหลืออะไรอีกเลย?


ในยามที่กำลังหวนนึกถึงความทรงจำแสนเจ็บปวดในอดีต จู่ๆก็มีกระบอกไม้ไผ่ยื่นมาตรงหน้า พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นดวงตารูปเสี้ยวพระจันทร์กำลังมองมาที่ตน “ดื่มน้ำสักหน่อยแล้วค่อยว่ากัน!”


เจียงโม่หานรับกระบอกไม้ไผ่มา…ชาตินี้เขาไม่ได้โดดเดี่ยวอีกแล้ว ข้างกายมีคนที่คอยเป็นห่วงเป็นใย และนางก็เป็นคนที่เขาห่วงใย เขาต้องมีความพยายามมากกว่าชาติที่แล้ว เพราะไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพังอีกต่อไป!


จากนั้นเขาก็ดื่มน้ำลงไปสองอึก…หืม? หวานชื่นใจมาก!


หลินเว่ยเว่ยจึงหันไปยิ้มตาหยีให้เขา “ข้าใส่น้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย ! ดื่มไปก่อนเพื่อความชื่นใจ ประเดี๋ยวเย็นนี้ข้าจะคั้นน้ำผลไม้ให้กิน !”


“โอ้ ! ข้าได้ยินนะ ! พี่รอง ท่านอย่าลำเอียงสิ ต้องแบ่งน้ำผลไม้ให้ข้าและพี่เขยใหญ่ด้วย !” หลินจื่อเหยียนยื่นหน้าเข้ามา เขาก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง เพราะถึงอย่างไรพี่รองก็ต้องคิดหาวิธีทำของอร่อยให้คู่หมั้นของตนอยู่แล้ว แน่นอนว่าปกติเขาก็ได้กินด้วย


หลินเว่ยเว่ยแบ่งกระบอกน้ำออกเป็นสองกระบอก กระบอกหนึ่งยื่นให้น้องชายผู้โง่เขลาของตน “เจ้าไม่รู้หรือว่าเดิมทีจิตใจของมนุษย์นั้นเอนเอียงอยู่แล้ว? ข้ายังไม่เคยเห็นหัวใจของใครอยู่ตรงกลางอกมาก่อน!”


“พี่รอง ข้าคือน้องชายของท่าน ! ต่อให้ใจของท่านลำเอียงก็ต้องลำเอียงมาทางข้าสิ !” หลินจื่อเหยียนหยิบเอาก้อนน้ำแข็งออกมาจากถังน้ำแข็งแล้วกัดกินอย่างทื่อๆ…เย็นดีจัง สบายสุดๆ อากาศร้อนขนาดนี้หากได้กินน้ำแข็งใสผลไม้อีกสักชามก็คงดี


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองแรงใส่น้องชาย “ไม่ได้ ไม่ได้ เจ้าไม่เคยได้ยินหรือไรว่าพ่อแม่แก่เฒ่าลงทุกวัน เมื่อบุตรเติบโตขึ้นก็ต้องโบยบินด้วยตนเอง พี่น้องย่อมแยกย้ายไปมีครอบครัวเป็นของตนเช่นเดียวกัน มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะอยู่กับเจ้าไปจนแก่เฒ่า…นั่นก็คือภรรยาของเจ้า…ไหนเจ้าบอกข้าสิ หากไม่ให้ข้าลำเอียงมาทางคู่หมั้น แล้วจะให้ข้าลำเอียงไปหาใคร ?”


เจียงโม่หานมองนางด้วยแววตาลึกซึ้ง…ราวกับเห็นภาพของตนและนางร่วมเรียงเคียงหมอน ใช้ชีวิตด้วยกันจนแก่เฒ่า อืม ความรู้สึกแบบนี้ไม่เลวเลย !


หลินจื่อเหยียนได้ยินแบบนั้นก็ตระหนักได้ว่าพี่รองพูดมีเหตุผล เขาจึงเกาท้ายทอยอย่างเก้อเขิน “แต่มีคำกล่าวที่ว่าชีวิตคนเราแสนสั้น บุตรไม่ควรดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าหรอกหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “ถ้าบุตรชายของเจ้าสอบได้จิ้นซื่อแล้วถูกส่งไปเป็นขุนนางในดินแดนห่างไกล เจ้ายังจะบอกกับเขาว่า ลูกไปไม่ได้ ลูกต้องอยู่เลี้ยงพ่อไปจนแก่…”


“ข้าก็พาพ่อแม่ไปอยู่ที่นั่นด้วยเลย !” หลินจื่อเหยียนคิดว่าหากมีใจเสียอย่าง ก็ย่อมสามารถทำทั้งสองสิ่งพร้อมกันได้


เผิงหยูเหยี่ยนขมวดคิ้วแล้วกล่าวกับเขาว่า “หากเจ้าถูกส่งไปยังสถานที่ยากลำบากและทุรกันดาร เจ้าจะยอมให้พ่อแม่ที่อายุมากของตนไปลำบากด้วยหรือ ?”


หลินจื่อเหยียนคิดแล้วจึงกล่าวอย่างไม่ยอม “พี่รอง ข้าคิดว่าท่านพูดไม่ถูกเสียทีเดียว กว่าพี่เขยรองจะสอบได้ขุนนางขั้นหนึ่ง ท่านคงเริ่มแก่ตัวแบบไม่มีใครเหลียวแลแล้ว ส่วนเขาก็คงรับอนุภรรยาสาวสวยเข้าจวน…”


ตอนที่ 460: ใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อพิสูจน์


“ไม่มีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นแน่นอน !” เจียงโม่หานขมวดคิ้วมุ่น คนอย่างเขาไม่น่าเชื่อถือขนาดนั้นเลยหรือ ? เหตุใดแต่ละคนจึงสงสัยนักว่าเมื่อเขาก้าวหน้าแล้วจะทอดทิ้งภรรยาไว้ข้างหลัง หรือคิดว่าเขาจะรับอนุภรรยาเข้ามา ? สตรีเหล่านั้นทั้งบอบบางและทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง วันทั้งวันเอาแต่สร้างเรื่อง ต่อให้เขาโง่งมก็คงไม่อยากเพิ่มปัญหาให้ตนหรอกกระมัง ?


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ใช่ ! จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้น ! ถ้าเกิดว่าในอนาคตบัณฑิตน้อยถูกใจสตรีคนอื่นขึ้นมา ข้าจะปล่อยเขาไปและจะเป็นฝ่ายขอแยกทางกับเขาเอง จากนั้นข้าจะไปหาคนที่พร้อมอยู่เคียงข้างจนแก่เฒ่า !”


เจียงโม่หานได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเป็นปมยิ่งกว่าเดิม “เลิกพูดเรื่องพวกนี้ได้แล้ว ! ข้าไม่มีสตรีคนอื่นหรอก ข้ามีเจ้าคนเดียวก็วุ่นวายมากพออยู่แล้ว ถ้ารับสตรีคนอื่นเข้ามาเพิ่มก็ไม่ไหว !”


หลินเว่ยเว่ยมองเขาด้วยรอยยิ้มหยาดเยิ้ม “บัณฑิตน้อย เจ้าอย่าเพิ่งมั่นใจไปเลย เพราะถึงอย่างไรชีวิตคนเราก็ยังอีกยาวไกล!”


เจียงโม่หานจับมือของนางเอาไว้แน่น “ใช่! ข้ายังมีเวลาอีกทั้งชีวิตเพื่อพิสูจน์ว่าจะมีแค่เจ้าเพียงคนเดียว!”


จู่ๆหลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยนก็รู้สึกเหมือนจะสำลักออกมา…โดนความรักหวานเลี่ยนของทั้งสองคนทำให้สำลักแน่นอน !


ตกเย็น พวกเขาแวะพักในเขตที่มีขนาดเทียบเท่ากับเขตเริ่นอัน รถม้าสองคันของนางจึงมาจอดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งเดียวในเมืองนี้


“เสี่ยวเอ้อร์ ขอห้องพัก5ห้อง !” หลินเว่ยเว่ยเข้าไปในโรงเตี๊ยมแล้วก็ง่วนอยู่กับการหาห้องพัก


หลงจู๊ของโรงเตี๊ยมได้ยินแบบนั้นจึงกล่าวขอโทษ “ต้องขออภัยกู่เหนียงด้วยขอรับ โรงเตี๊ยมของเราเหลือห้องพักแค่3ห้องเท่านั้น !”


เขตเล็กๆแบบนี้ไม่ใช่เส้นทางหลักในการคมนาคม ปกติพ่อค้าต่างถิ่นมีเข้ามาไม่มากนัก ในโรงเตี๊ยมจึงมีห้องไม่ถึงสิบห้อง ในแต่ละวันมีคนเข้าพักสองถึงสามห้องก็ถือว่าไม่เลวแล้ว แต่เป็นเพราะการสอบระดับเซียงซื่อในคราวนี้จึงทำให้กิจการในระยะนี้คึกคักมาก ถึงขั้นมีห้องพักไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า!


หลินเว่ยเว่ยหันกลับไปมองผู้ติดตามของตน เหลยหยู่และซัวถัวคนขับรถม้าทั้งสอง บัณฑิตทั้งสามคนและตัวนางเอง…


ซัวถัวขนสัมภาระที่จำเป็นต้องใช้ในคืนนี้ลงจากรถม้าแล้วจึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น…ให้ข้ากับเหลยหยู่นอนบนพื้นดีหรือไม่ ? ยกเตียงให้บัณฑิตซิ่วไฉเถิด”


หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “พรุ่งนี้พวกเจ้าต้องขับรถม้าทั้งวัน หากนอนไม่สบายแล้วทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาก็อาจทำให้เสียการใหญ่ได้ !”


หลินจื่อเหยียนจึงเอ่ยปาก “ข้าและพี่เขยใหญ่พักห้องเดียวกันได้…”


หลินเว่ยเว่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นนางก็ทำตาเป็นประกาย “พี่ซัวถัวและเหลยหยู่นอนห้องหนึ่ง น้องสามและพี่เผิงนอนห้องหนึ่ง…ประเดี๋ยวข้าจะเสียสละนอนกับบัณฑิตน้อยเอง…”


“ไม่ได้ !”


“อย่าได้คิดเชียว !”


ทันใดนั้นก็มีเสียงตอบกลับดังมาถึงสองเสียงพร้อมกัน โดยเสียงหนึ่งเป็นของหลินจื่อเหยียนและอีกเสียงเป็นของเจียงโม่หานที่ตอนนี้กำลังหน้าแดงหูแดง เพราะเขาอดไม่ได้ที่จะจินตนาการภาพตอนที่ตนและนางอยู่ห้องเดียวกันในยามค่ำคืน ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา “เจ้าอย่าละโมบในความงามของข้าเชียว !”


หลินเว่ยเว่ยหัวเราะเจ้าเล่ห์ ‘ข้าไม่ได้อยากครอบครองแค่ความงามของเจ้าเท่านั้น แต่ยังอยากครอบครองเรือนร่างของเจ้าด้วย’ อีกอย่างคือห้องพักแต่ละห้องมีแค่เตียงเดียว นางสามารถใช้โอกาสตอนบัณฑิตน้อยหลับไปแล้วลวนลามเขาเท่าไหร่ก็ได้ คิกคิกคิก…


“ทุกท่านจะไปเข้าร่วมการสอบเซียงซื่อที่เมืองเหอโจวใช่หรือไม่ ?” มีเสียงอ่อนโยนดังขึ้นจากด้านหลังของพวกนาง ทุกคนจึงหันไปมองก็พบว่าเป็นบัณฑิตหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาสะอาดสะอ้านและที่น่าดึงดูดเป็นพิเศษคือนัยน์ตากระจ่างใสของเขา ทำให้เขาดูมีเสน่ห์มาก เวลามองผู้ใดก็คล้ายเต็มไปด้วยความเสน่หา


หลินเว่ยเว่ยยังอดมองไปยังบริเวณหน้าอกของเขาไม่ได้ คนผู้นี้คงไม่ใช่สตรีที่แต่งกายเป็นบุรุษใช่หรือเปล่า ? ข้าสวมชุดบุรุษยังดูมีความเป็นชายมากกว่าอีก !


เจียงโม่หานมองไปยังบัณฑิตรูปงามด้วยแววตาสับสน…อีกฝ่ายคือคนที่ยื่นแป้งทอดเนื้อขาวเนียนให้เขาเมื่อชาติก่อนและถูกเขาปฏิเสธไม่ใช่หรือ ? คาดไม่ถึงว่าชาตินี้จะได้มาพานพบล่วงหน้าถึงสามปี


ทั้งสองสบตากันเข้าพอดี ทว่าอีกฝ่ายละสายตาไปก่อน หลินจื่อเหยียนจึงเข้าไปพูดคุยถามไถ่ถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายจะเดินทางไปสอบที่เมืองเหอโจวเช่นเดียวกัน


บัณฑิตหนุ่มรูปงามถือพัดไว้ในมือแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ที่แท้น้องชายทั้งสามก็เป็นบัณฑิตซิ่วไฉของปีนี้เอง ! ข้ามีแซ่ว่าโอวหยาง ชื่อชิง เป็นคนเขตหลู่อันจากเมืองจงโจว”


ต่างฝ่ายต่างแนะนำชื่อของตน โอวหยางชิงจึงอดที่จะอุทานด้วยความชื่นชมไม่ได้ “ในเขตที่พวกท่านอาศัยอยู่มีคนสอบบัณฑิตซิ่วไฉได้อันดับยอดเยี่ยมหลายคนขนาดนี้เชียว ที่เขตของข้าในปีนั้นมีแค่ข้าคนเดียว…”


เมื่อรู้ว่าห้องของอีกฝ่ายไม่พอ โอวหยางชิงจึงอดกวาดตามองไปยังเจียงโม่หานผู้เป็นบัณฑิตหนุ่มรูปงามที่สุดไม่ได้ “ข้าพักที่ห้องเพียงคนเดียว หากน้องเจียงไม่รังเกียจก็สามารถพักกับข้าได้…”


เจียงโม่หานขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ “ขอบคุณสำหรับความปรารถนาดีของพี่โอวหยาง…” ถ้าให้นอนกับคนแปลกหน้า เขายอมนอนที่พื้นในห้องของพวกหลินจื่อเหยียนยังดีเสียกว่า


เจียงโม่หานจึงสอบถามหลงจู๊ว่ามีเตียงเหลือบ้างหรือไม่ จะได้นำไปเสริมในห้องของพวกหลินจื่อเหยียน หลงจู๊จึงให้บุตรชายคนเล็กมานอนเบียดกับตนและภรรยาก่อน สุดท้ายบัณฑิตหนุ่มจึงได้เตียงเสริมมาครอง


โอวหยางชิงเห็นดังนั้น ในแววตาลึกๆของเขาพลันเผยให้เห็นถึงความผิดหวังและเมื่อเห็นว่าพวกเจียงโม่หานกำลังรีบร้อนเข้าไปพักผ่อน เขาจึงสนทนาด้วยอีกสองสามประโยคแล้วกลับห้องของตน


หลินเว่ยเว่ยเหลือบเมืองตามแผ่นหลังของอีกฝ่าย นางมักรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติอยู่เสมอ แต่คิดไม่ออกว่าตรงไหนผิดปกติ นางจึงเลิกคิดแล้วไปช่วยเจียงโม่หานจัดที่นอน ก่อนจะกระซิบเสียงหวานใส่เขาว่า “ข้าไปดูห้องมาแล้ว เตียงในห้องของข้ากว้างมาก…เหตุใดต้องมาเปลืองแรงปูเตียงใหม่ด้วย ?”


หลินจื่อเหยียนได้ยินดังนั้นก็เดินมากระซิบข้างกายนาง “พี่รอง สงวนกิริยาหน่อย ! ท่านและศิษย์พี่เจียงแค่หมั้นหมายกัน ยังไม่ได้แต่งงานกันเสียหน่อย ! ดูเหมือนไม่ผิดไปจากที่ท่านแม่กังวลเลยสักนิด ข้าต้องจับตามองท่านให้ดีเสียแล้ว ! จะปล่อยให้ท่านมีโอกาสลงมือกับพี่เขยรองไม่ได้เด็ดขาด !”


ใคร…ใครจะลงมือกับใคร ? มั่นใจหรือเปล่าว่าตนไม่ได้เข้าใจผิด ? หลินเว่ยเว่ยหันไปถลึงตาใส่น้องชายตัวแสบ !


จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็หันไปพูดกับเจียงโม่หานต่อ “บัณฑิตน้อย เจ้าต้องอยู่ให้ห่างจากคนแซ่โอวหยางผู้นั้นให้มาก เพราะข้ารู้สึกว่าเขาค่อนข้าง…”


หลินจื่อเหยียนเงยหน้าพลางเหลือบมองนางแล้วกล่าวว่า “พี่โอวหยางทำอะไร? ข้าคิดว่าเขานิสัยดีมากทีเดียว อีกทั้งยังเป็นคนพูดจาสุภาพ ทำอะไรเป็นระบบระเบียบ เป็นผู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี!”


“ข้าก็อธิบายไม่ถูก แต่มันเป็นความรู้สึกบางอย่าง…เราเพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรก ระวังไว้หน่อยก็ดี !” หลินเว่ยเว่ยไม่รู้ว่าตนกังวลมากเกินไปหรือเปล่า แต่ครั้งนี้นางมีหน้าที่สำคัญคือมาส่งบัณฑิตซิ่วไฉทั้งสามสอบเซียงซื่อ นางจึงต้องระวังให้มาก


หลังจัดห้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงขอยืมห้องครัวของโรงเตี๊ยมเพื่อทำอาหารร้อนๆให้บัณฑิตทั้งสาม ช่วงนี้อากาศร้อนเกินไป นางจึงไม่ได้เตรียมพวกเนื้อและปลาสดมาด้วย…อากาศไม่เอื้ออำนวย ! ดังนั้นนางจึงทำพวกบะหมี่เย็นแทน


แตงกวาสดใหม่ถูกนำมาหั่นฝอย ให้รสชาติที่กรอบอร่อย เส้นหมี่ที่นางทำไว้ทั้งนุ่มและเหนียว ใช้ถั่วลิสงบดผสมกับน้ำมันพริกและเติมน้ำส้มสายชูลงไปเล็กน้อย…ทำให้เหล่าบัณฑิตที่ตอนแรกไม่อยากอาหาร จู่ๆก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ต่างคนต่างกินไปถึงสองชาม หลังจากกินเสร็จแล้วก็ต่อด้วยน้ำแตงโมปั่นเย็นชื่นใจ ทำให้พวกเขากลับมาสดชื่นอีกครั้ง !


“พวกท่านกินมื้อเย็นเสร็จแล้วหรือ ?” โอวหยางชิงเดินออกมาจากห้อง กลิ่นบะหมี่เย็นลอยฟุ้งไปทั่ว ทำให้นัยน์ตาสดใสของเขาเผยแววน้อยใจออกมาทันที…นึกว่าคนรู้จักกันแล้วถือเป็นสหาย ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายกินมื้อเย็นแต่ไม่เรียกเขาสักคำ…ทำเกินไปแล้ว !



จบตอน

Comments