ตอนที่ 461: นางจิ้งจอกในคราบบุรุษ
หลินเว่ยเว่ยตัวสั่นเล็กน้อยเพราะสัมผัสได้ถึงแววตาขุ่นเคืองของผู้มาใหม่ นางลูบแขนที่ขนลุกชันพลางกล่าวว่า “เอ่อ…พวกข้ากินอิ่มแล้ว คุณชายโอวหยางเชิญตามสบาย !”
เจียงโม่หานก็ลุกขึ้นตามนางเช่นกัน เขาหันไปพยักหน้าให้โอวหยางชิงเป็นเชิงทักทายแล้วเดินตรงดิ่งไปยังห้องพักของตน แววตาของโอวหยางชิงยิ่งดูขุ่นเคืองเข้าไปใหญ่ เขานั่งลงตรงที่นั่งซึ่งเจียงโม่หานเพิ่งลุกไปเมื่อครู่แล้วบอกเสี่ยวเอ้อร์ว่า “เมื่อครู่คุณชายเหล่านั้นสั่งอาหารอะไรกิน ? เอามาให้ข้าหนึ่งชุด !”
เสี่ยวเอ้อร์ตอบอย่างเก้อเขิน “ต้องขออภัยคุณชายด้วยขอรับ พวกเขาเป็นคนทำอาหารเอง…ถ้าอย่างไรให้ข้าน้อยสั่งห้องครัวต้มบะหมี่ให้ท่านสักชามมากินกับเครื่องเคียงเป็นยำผักดีหรือไม่ขอรับ ?”
หลินจื่อเหยียนเอาน้ำแตงโมที่ตนยังไม่ได้ดื่มมายื่นให้โอวหยางชิงแล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ที่พวกข้าเพิ่งกินคือบะหมี่เย็นฝีมือพี่รองของข้าเอง กล่าวกันว่าเป็นของว่างในมณฑลเสฉวนและส่านซี เหมาะสำหรับกินในฤดูร้อนที่สุด แต่เนื่องจาก…มันช่างอร่อยเหลือเกิน พวกข้าจึงกินหมดแล้ว ครั้งหน้าหากมีโอกาสเราจะเชิญพี่โอวหยางมาชิม ส่วนน้ำแตงโมนี้ ถ้าพี่โอวหยางไม่รังเกียจก็เอาไว้ดื่มเถิด เย็นชื่นใจแบบนี้ช่วยคลายความร้อนได้ดีนัก !”
โอวหยางชิงรับน้ำแตงโมพลางดื่มไปหนึ่งอึก ก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อนโยนออกมา “น้องชายหลิน คนอื่นมาสอบ ข้าล้วนได้ยินว่าพวกเขามีพ่อแม่หรือไม่ก็พี่ชายพามา แต่คาดไม่ถึงว่าน้องชายหลินจะมีพี่สาวมาส่ง…”
หลินจื่อเหยียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พี่โอวหยางพูดผิดแล้ว ! พี่รองของข้าไม่ได้ตั้งใจมาส่งข้าหรอก นางมาเพราะศิษย์พี่เจียง ข้าที่เป็นน้องชายแท้ๆของนาง ทำได้แค่ขอติดรถม้ามาด้วยเท่านั้น !”
โอวหยางชิงเบิกตากว้าง “ว่าอย่างไรนะ ? เช่นนั้น…น้องชายหลินและน้องเจียงมีความสัมพันธ์อันใดกันหรือ ?” แท้จริงคำถามที่เขาอยากถามที่สุดคือพี่รองของหลินจื่อเหยียนเป็นอะไรกับเจียงโม่หาน ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นกู่เหนียงน้อยนางหนึ่ง หากเข้าใจผิดแล้วไปถามอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า เช่นนั้นจะไม่เป็นการทำลายชื่อเสียงของนางเอาหรือ ?
หลินจื่อเหยียนได้ยินเช่นนั้นก็ตอบด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์พี่เจียงคือว่าที่พี่เขยรองของข้าเอง ทั้งสองคนหมั้นหมายกันแล้ว ส่วนบัณฑิตซิ่วไฉอีกคนที่มากับพวกเราก็คือว่าที่พี่เขยใหญ่ของข้าเช่นเดียวกัน งานแต่งงานของเขาจะจัดขึ้นในปลายปีนี้แล้ว !”
โอวหยางชิงตอบรับ “อ้อ” เสียงเบาแล้วกล่าวต่ออีกว่า “คาดไม่ถึงเลยว่าเครือญาติเกี่ยวดองกันทั้งสามคนของพวกเจ้าจะสอบได้บัณฑิตซิ่วไฉในปีเดียวกัน มันช่าง…น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก !”
หลินจื่อเหยียนหัวเราะแหะแหะ “ข้าและพี่เขยใหญ่ล้วนอาศัยบารมีของพี่เขยรองทั้งสิ้น เขาคือผู้ที่สอบได้อั้นโฉ่วในการสอบเยวี่ยนซื่อแห่งเมืองจงโจว หากไม่มีการชี้แนะและการกระตุ้นจากเขา ตัวข้าและพี่เขยใหญ่ก็อย่าหวังจะสอบได้ซิ่วไฉเลย ดีไม่ดีอาจสอบถงเซิงไม่ติดด้วยซ้ำ !”
โอวหยางชิงพยักหน้าด้วยสีหน้าแปลกๆ “คาดไม่ถึงเลยว่าน้องเจียงจะมีพรสวรรค์ถึงเพียงนี้…”
“ใช่แล้ว ข้าจะเล่าอะไรให้ท่านฟัง ศิษย์พี่เจียง…” หลินจื่อเหยียนไม่ได้ระแวดระวังบัณฑิตที่อ่อนโยนและดูมีมารยาทผู้นี้เลยแม้แต่น้อย ในขณะที่เขากำลังจะเล่าต่อนั้นก็ถูกเสียงของพี่รองขัดจังหวะเสียก่อน
“หลินจื่อเหยียน น้ำร้อนได้ที่แล้ว รีบอาบน้ำและเข้านอนเถิด พรุ่งนี้เรายังต้องเร่งเดินทางแต่เช้าตรู่ !” ในช่วงที่อากาศร้อนจัดแบบนี้ การเดินทางแต่เช้าตรู่จะยังเย็นสบายอยู่บ้าง ดังนั้นหลายคนจึงเลือกออกเดินทางในยามที่ฟ้าสาง
หลินจื่อเหยียนคิดได้ว่าพรุ่งนี้ยังต้องอยู่บนรถม้าที่ร้อนอบอ้าวทั้งวัน ทันใดนั้นเขาก็หมดอารมณ์เล่าต่อทันที “พี่โอวหยางเชิญตามสบาย ข้าจะกลับห้องไปพักผ่อนแล้ว !”
พูดจบก็เดินออกไปโดยไม่แม้แต่จะหันหลังมามอง เหลือทิ้งไว้เพียงโอวหยางชิงและบะหมี่ที่เสี่ยวเอ้อร์เพิ่งเอามาให้ โอวหยางชิงนั่งเงียบอย่างหมดอาลัยตายอยาก เขาทอดสายตามองบะหมี่ที่มีควันกรุ่นลอยขึ้นมา ยามนี้ราวกับมีไฟร้อนแผดเผาขึ้นในใจ เขาไม่มีความอยากอาหารอีก…บุรุษผู้นั้น…หมั้นหมายแล้ว !
ช่วงเวลาแห่งค่ำคืนผ่านไปอย่างไร้ซุ่มเสียง วันต่อมาในยามที่ฟ้ายังไม่สว่าง ภายในโรงเตี๊ยมเริ่มมีเงาคนเดินไปเดินมาแล้ว เช้าวันนี้หลินเว่ยเว่ยทำเมนูง่ายๆอย่างชงโหยวปิง (แพนเค้กต้นหอม) และข้าวต้ม เมื่อบัณฑิตทั้งสามเตรียมตัวเสร็จแล้ว อุณหภูมิของข้าวต้มก็อุ่นกำลังดี
ชงโหยวปิงส่งกลิ่นหอมชวนหิว ดึงดูดแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างโอวหยางชิงได้ชะงัด “หอมมาก ! น้องชายหลิน นี่ก็เป็นอาหารที่พวกเจ้าทำเองหรือ ?”
หลินจื่อเหยียนซดน้ำข้าวต้มแล้วกลืนชงโหยวปิงลงคอ จากนั้นก็พยักหน้าอย่างภาคภูมิ “ถูกต้อง พี่โอวหยางอยากลองชิมฝีมือของพี่สาวข้าหรือเปล่า ?”
เมื่อคืนนี้โอวหยางชิงกินบะหมี่ของทางโรงเตี๊ยมไปเพียงไม่กี่คำ ดังนั้นท้องของเขาจึงร้องประท้วงตั้งแต่เช้าตรู่ ยิ่งพอได้กลิ่นอาหารหอมๆแบบนี้เข้าแล้ว เขาก็เกิดความลังเลเล็กน้อยแล้วกล่าวอย่างไม่เกรงใจว่า “เช่นนั้น…ข้าไม่เกรงใจแล้ว…”
ชงโหยวปิงที่ทอดจนกรอบและกลายเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลหอมฟุ้ง รวมเข้ากับซอสเนื้อที่หลินเว่ยเว่ยนำติดมาด้วย แม้แต่ผู้ที่ได้กินฝีมือของนางจนชินอย่างเจียงโม่หานก็ยังรู้สึกว่ามันอร่อยมาก นับประสาอันใดกับโอวหยางชิงที่ได้ชิมฝีมือของหลินเว่ยเว่ยเป็นครั้งแรก
กระทั่งชามตรงหน้าของตนว่างเปล่าแล้ว โอวหยางชิงถึงตระหนักได้ว่าตนกินชงโหยวปิงไปถึงห้าแผ่นใหญ่ด้วยกัน ไหนบอกว่าแค่ชิม ? ทันใดนั้นใบหน้าที่สุภาพและอ่อนหวานของเขาก็ขึ้นสีแดงเรื่อ ในแววตาของเขาเผยให้เห็นถึงความเหนียมอาย ตอนแรกเขาประเมินไว้ว่ารสชาติของชงโหยวปิงนี้ต้องได้คะแนนสักหกเต็มสิบ แต่พอได้ชิมแล้วจึงพบว่าควรให้คะแนนสิบเต็มสิบไม่มีหัก
“ข้า…ต้องขออภัยด้วย เป็นเพราะชงโหยวปิงนี้อร่อยเหลือเกิน ข้าจึงกินเยอะไปหน่อย…พวกท่านพอกินหรือเปล่า ? หากไม่พอกิน ข้าจะให้เสี่ยวเอ้อร์ยกติ่มซำเข้ามา…” แววตาของโอวหยางชิงกวาดมองไปยังหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หานที่นั่งเคียงข้างกัน
เจียงโม่หานหันไปมองคู่หมั้นของตนถึงได้พบว่าเด็กน้อยกำลังเบิกตากว้างพลางจับจ้องไปยังอีกฝ่าย เขาจึงค่อยๆโน้มตัวไปเพื่อกั้นระหว่างการสบตากันของทั้งคู่ แล้วตอบโอวหยางชิงด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ไม่ต้อง”
หลินจื่อเหยียนเหลือบมองไปยังซาลาเปาบนโต๊ะของลูกค้าด้านข้าง เนื้อซาลาเปาดูหยาบมาก อีกทั้งไม่รู้ว่าด้านในใส่อะไรลงไปบ้าง แถมเนื้อยังน้อยเสียจนน่าใจหาย มองแล้วแม้แต่เขาก็ยังหมดความอยากอาหาร เขาจึงพูดเห็นด้วยกับเจียงโม่หาน “ใช่ ไม่ต้องหรอก พวกข้ากินอิ่มแล้ว !”
แท้จริงชงโหยวปิงที่แสนอร่อยแบบนี้ ต่อให้อิ่มก็ยังกินไหว อีกอย่างพี่รองเคยบอกไว้แล้วว่าเขาคือเด็กที่กำลังโต เป็นวัยที่ร่างกายต้องได้รับสารอาหารเพียงพอ กินเยอะได้โดยไม่เป็นไร แต่วันนี้มีคนมาขอกินเพิ่มอีกคน เขาจึงทำได้เพียงบอกตนเองว่าห้ามใจเอาไว้ก่อน !
ที่จริงโอวหยางชิงรู้สึกกระดากอายมากที่ตนเผลอกินชงโหยวปิงของคนอื่นเยอะขนาดนี้ ทันใดนั้นเขาก็นึกได้ว่าตนซื้อขนมมาจากในเมือง จึงรีบพูดว่า “ข้ามีขนมที่ซื้อมาจากร้านหนิงจี้ ต่อให้อากาศร้อนก็ยังสามารถเก็บรักษาได้นานหลายวัน น้องเจียง น้องชายหลิน หากพวกท่านไม่รังเกียจก็สามารถนำไปกินระหว่างทางได้…”
หลินจื่อเหยียนได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้าพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พวกข้าก็มีเหมือนกัน พี่โอวหยางไม่ต้องเกรงใจหรอก…”
“จื่อเหยียน ออกเดินทางกันเถิด !” เจียงโม่หานกังวลว่าหลินจื่อเหยียนจะอวดเรื่องอาหารที่พี่รองทำอีกจึงเอ่ยปากเตือน
หลินจื่อเหยียนคิดได้ว่าช่วงนี้อากาศร้อน แถมยังต้องนั่งอยู่ในรถม้าทั้งวัน ทันใดนั้นเขาก็หมดแรงจะพูดต่อทันที “เข้าใจแล้ว เดินทางกันเถิด…”
หากออกเดินทางช้าก็จะไปถึงเมืองเหอโจวช้าเช่นกัน ดังนั้นเร่งออกเดินทางตั้งแต่ตอนที่อากาศยังไม่ร้อนดีกว่า !
โอวหยางชิงมองไปยังรถม้าของตนที่อยู่นอกประตูโรงเตี๊ยม…ยามนี้คนขับรถม้าและเด็กรับใช้ได้ขนสัมภาระขึ้นรถพร้อมแล้ว เขาสามารถออกเดินทางได้ทุกเมื่อ เขาจึงหันไปยิ้มอ่อนโยนให้เจียงโม่หาน “น้องเจียง ถ้าอย่างไร…พวกเราออกเดินทางพร้อมกันดีหรือเปล่า ? เผื่อว่ามีอะไรก็จะได้ช่วยเหลือกันระหว่างทาง”
เจียงโม่หานนึกได้ว่าตนเคยปฏิเสธน้ำใจจากอีกฝ่ายเมื่อชาติที่แล้ว บัดนี้จึงไม่อาจกล่าวคำปฏิเสธได้อีก
ตอนที่ 462: เจ้าคือเมล็ดฟักทอง เขาคือเมล็ดงาเน่า
โอวหยางชิงเห็นว่าเจียงโม่หานพยักหน้า ทันใดนั้นสีหน้าที่ดูมืดมนก็พลันเปล่งประกายขึ้นมา เขาขึ้นรถม้าของตนอย่างอารมณ์ดีพร้อมกำชับให้คนขับรถม้าขับตามรถม้าตระกูลหลินไปติดๆ
“เฮ้อ ตอนมาก็มาอย่างสงบ ตอนไปดันมีคนติดสอยห้อยตามไปอีกหนึ่ง !” หลินเว่ยเว่ยเปิดม่านประตูและหน้าต่างรถม้าเพื่อรับลมเย็นยามเช้าที่พัดผ่านเข้ามา
โอวหยางชิงก็มักยื่นหน้าออกมามองไปทางด้านหน้าอยู่บ่อยครั้ง ‘ถึงแม้น้องเจียงจะหมั้นหมายกับหลินกู่เหนียงแล้ว แต่ยังไม่ได้แต่งงานกัน ทว่าบุรุษและสตรีที่ยังไม่ได้แต่งงานมานั่งรถม้าคันเดียวกันแบบนี้ ไม่กลัวชื่อเสียงจะเสียหายเอาหรือ ?’
หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเช่นกัน “คุณชายโอวหยางมักจะมองมาทางนี้อยู่หลายหน เจ้าว่า…เขามองข้าหรือมองเจ้ากันแน่ ?”
เจียงโม่หานดึงตัวนางเข้ามาใกล้แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “เจ้ามีคู่หมั้นคู่หมายแล้วยังกล้ามองบุรุษอื่นต่อหน้าคู่หมั้นของตนอย่างเปิดเผย…หรือว่าข้ายังหน้าตาดีไม่พอให้เจ้ามอง ?”
ที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยชอบที่นางเรียกว่า ‘บัณฑิตน้อย’ ทว่าแท้จริงแล้วนางใช้เรียกเขาคนเดียวเท่านั้น แม้เด็กน้อยคนนี้จะพบคนแซ่โอวหยาง แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าตนอยู่เหนือกว่าบัณฑิตหน้าอ่อนอยู่มากโข…เฮอะ ข้าไม่ยอมอ่อนข้อให้หรอก !
“บ้าหรือไร…แบบนี้เจ้าก็ยังหึงหวงข้าอีกหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยเบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อ “บัณฑิตน้อย เจ้าไม่คิดว่าโอวหยาง…ชิง ผู้นี้ ไม่ว่าจะด้านรูปร่างหน้าตา กิริยาคำพูดหรือการแสดงอารมณ์ล้วนอ่อนหวานเกินกว่าที่จะเป็นบุรุษหรอกหรือ ? ข้ายังดูมีความเป็นบุรุษมากกว่าเขาเสียอีก !”
เจียงโม่หานมองนางอย่างไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี…เจ้าเป็นสตรีนางหนึ่ง จะไปเปรียบเทียบความเป็นบุรุษกับผู้อื่นได้อย่างไร ? ทว่าพอเขาคิดอย่างละเอียดแล้วก็ดูเหมือนจะเป็นจริงอย่างที่นางพูด…
เขานึกถึงช่วงที่สอบระดับเซียงซื่อของชาติที่แล้ว ดูเหมือนตอนนั้นจะมีบัณฑิตผู้หนึ่งมีเรื่องราวพัวพันทางเพศกับบัณฑิตอีกคนหนึ่ง สาเหตุที่เขาให้ความสนใจเรื่องนั้นก็เพราะบัณฑิตอีกคนคือเฝิงชิวฟานผู้ที่ขโมยตัวตนและเพลิดเพลินไปกับชีวิตที่ควรจะเป็นของเขา !
หรือว่าบัณฑิตที่มาพัวพันกับเฝิงชิวฟานก็คือโอวหยางชิงผู้มากเสน่ห์คนนี้ ? เช่นนั้นก็จะหมายความว่าที่เมื่อคืนและในยามเช้าโอวหยางชิงมองมายังเขาและนางอยู่บ่อยครั้ง แท้จริงแล้วไม่ได้มองนาง แต่กำลังมองเขาอยู่ ?
เฮอะ ! ชาติที่แล้ว พอเขารู้ว่าเด็กหนุ่มผู้สูงศักดิ์และสง่างามหลายคนในเมืองหลวงชื่นชอบบุรุษเพศด้วยกันเอง เขายังไม่เข้าใจด้วยซ้ำ…บุรุษจะอ่อนโยนและนุ่มนวลเหมือนสตรีได้ขนาดนั้นเชียวหรือ ? แน่นอนว่าแม้ชาติก่อนเขาจะไม่ได้สนใจสตรีสักเท่าไร แต่ก็ไม่คิดว่าในชาตินี้จะมีบุรุษมาชื่นชอบตน…
เจียงโม่หานต้องยอมรับว่าดวงตาอันมีเสน่ห์ของบัณฑิตแซ่โอวหยางผู้นั้นน่าดึงดูดกว่าดวงตาของสตรี แต่ข้า ! เป็นคนที่มีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว นอกจากนี้ข้าไม่ชอบคนที่อ่อนโยนนุ่มนิ่ม ที่ชอบคือ…สตรีผู้ห้าวหาญและแข็งแกร่งราวกับบุรุษ !
หลินเว่ยเว่ยหยิบลูกแตงโมออกมาจากถังน้ำแข็ง แล้วปอกเปลือกอย่างชำนาญ นางแคะเมล็ดออกแล้วหั่นเป็นชิ้น จากนั้นก็ใช้ตะเกียบไม้ไผ่จิ้มมันขึ้นมาแล้วยื่นไปที่ปากของเจียงโม่หาน “เอาล่ะ ! อย่าหึงหวงนักเลย กินแตงโมเย็นๆดับร้อนเสียเถิด ! แม้ว่าโอวหยางชิงผู้นั้นจะหน้าตาดี แต่พอเทียบกับเจ้าแล้ว เขายังตามหลังเจ้าอยู่มากโข คู่หมั้นของข้ามีรูปโฉมเลิศล้ำและสง่าผ่าเผยกว่าผู้ใด ทั้งยังมีความสามารถน่าทึ่งและรักข้าถึงเพียงนี้ ข้าคงโง่เขลาหากทอดทิ้งเมล็ดฟักทองอย่างเจ้าแล้วไปคว้าเมล็ดงาเน่านั้นแทน !”
เจียงโม่หานกินแตงโมที่นางป้อนให้พลางหันมามองนางด้วยรอยยิ้ม “เจ้านี่นะ กล่าววาจาเยินยอข้าเก่งนัก ครั้งหน้าหากเจอบุรุษหน้าตาดี เจ้าระวังตัวไว้เถิด !”
“ข้าก็แค่มองไปเรื่อยเหมือนมองทิวทัศน์งดงามนั่นแหละ ขอดูอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป…” หลินเว่ยเว่ยป้อนแตงโมเขาอีกครั้ง จากนั้นก็ตัดแบ่งกินเอง
เจียงโม่หานเห็นนางกินไปสองชิ้นจึงคว้าแตงโมมาถือไว้ “เจ้าใกล้จะมีรอบเดือนแล้ว อย่ากินของเย็นมากนัก ประเดี๋ยวจะปวดท้อง !”
ปีที่แล้ว เนื่องจากฤดูหนาวมาเยือนเร็วเกินไป หรือไม่ก็เพราะหลินเว่ยเว่ยคนเดิมพลัดตกไปในธารน้ำ ทำให้นางได้รับไอเย็นมากเกินไป เวลามีรอบเดือนก็จะรู้สึกปวดท้องจนหน้าซีด เหงื่อไหลซึมไปทั่วทั้งกาย นางนอนเอามือกุมท้องพลางดิ้นไปดิ้นมาอยู่บนเตียง ทำให้เจียงโม่หานกลัวจนกระวนกระวาย ถึงขั้นต้องรีบไปเชิญหมอเหลียงมากลางดึก หมอเหลียงจัดยาบำรุงให้นางกินติดต่อกันครึ่งปี แต่ถึงอย่างนั้นเวลามีรอบเดือนทีไรนางก็ยังปวดท้องอยู่เสมอ
ทุกครั้งที่ได้เห็นเด็กสาวผู้แสนร่าเริงและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานต้องมานอนกุมท้องอยู่บนเตียง เจียงโม่หานจึงอดทุกข์ใจไม่ได้
แต่ภรรยาของหมอเหลียงบอกเขาว่าสตรีหลายคนล้วนต้องผ่านความยากลำบากนี้ บอกให้เขาไม่ต้องกังวล รอให้นางแต่งงานและมีบุตร ส่วนใหญ่ก็จะหายไปเองโดยไม่ต้องใช้ยา กล่าวจบแล้วภรรยาของหมอเหลียงยังไม่วายหันมายิ้มอ่อนโยนให้เขา
เมื่อนึกถึงภาพตอนที่เด็กน้อยทุกข์ทรมาน เจียงโม่หานจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วกล่าวเสียงอ่อน “เจ้านี่นะ ! กินไม่หยุดปากจริงๆ !”
หลินเว่ยเว่ยหยิบพัดของเขาขึ้นมาพลางบ่นอุบอย่างน่าสงสาร “อากาศร้อนขนาดนี้จะพึ่งพาแค่ผลไม้เย็นๆคงไม่ไหว เจ้าทนดูข้าโดนแดดเผาจนกลายเป็นปลาตากแห้งได้หรือ ?”
เจียงโม่หานหยิบถ้วยน้ำขึ้นมายื่นให้นางทันที “ดื่มน้ำให้มาก สงบสติอารมณ์…ถ้าใจสงบ ตัวก็จะเย็นตาม”
หลินเว่ยเว่ยมุ่ยปากแล้วคลี่พัดในมือเสียเอง “เจ้าก็พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่เห็นจะมีทฤษฎีใดพิสูจน์คำพูดของเจ้าได้เลย !” หืม ? เหตุใดยิ่งพัดยิ่งร้อน ?
เจียงโม่หานคว้าพัดในมือของนางคืนมาแล้วช่วยนางพัดเบาๆ “เจ้าเอนหลังพิงรถม้าแล้วหลับตาลง ไม่ต้องคิดอะไร ประเดี๋ยวเจ้าก็จะไม่รู้สึกร้อนขนาดนั้นแล้ว”
หลินเว่ยเว่ยยังคงบ่นอุบ “ใครบอกว่าหลับตาแล้วจะไม่ร้อน ? ทำแบบนั้นสิแปลก !”
ทว่านางก็ยังทำตามคำพูดของเขาและหลับตาลงอย่างแผ่วเบา สติของนางค่อยๆเลือนรางไปทีละน้อยตามจังหวะของรถม้าที่สั่นไหว ศีรษะของนางกระทบผนังรถม้าเป็นระยะ
เจียงโม่หานส่ายหน้าเบาๆ พลางยื่นฝ่ามือไปประคองศีรษะของนางไว้เพื่อไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ แต่ใครจะไปรู้ว่าหลินเว่ยเว่ยที่กำลังสะลึมสะลืออยู่นั้นได้ไล้ศีรษะไปตามมือและแขนของเขา จนกระทั่งมาแนบชิดอยู่ที่แผงอกของเขา ตัวนางดิ้นดุกดิกอยู่ในอ้อมแขนของคู่หมั้นหนุ่มเหมือนหนอนน้อยจนพบท่าที่นอนสบายถึงได้ผล็อยหลับไป
ดวงอาทิตย์กำลังลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ กอปรกับอุณหภูมิร่างกายของบุรุษ…ทำให้หน้าผากของหลินเว่ยเว่ยมีเหงื่อผุดออกมามากมาย นางขมวดคิ้ว มองก็รู้ว่านอนไม่สบายตัว เจียงโม่หานจึงใช้ผ้าเช็ดหน้าของตนชุบน้ำแล้วเช็ดหน้าให้นาง พัดในมือก็เพิ่มความเร็วขึ้น
กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงเที่ยง ในยามที่รถม้าหยุดเคลื่อนไหว หลินเว่ยเว่ยถึงได้ตื่นพร้อมจังหวะที่รถม้าหยุดพอดี นางลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือแต่สติยังไม่เด่นชัดนัก ด้วยความลืมตัวจึงลูบไล้มือไปทั่ว หืม? เหตุใดสัมผัสนี้ถึงไม่คล้ายผนังรถม้า? มันเหมือนผ้าโปร่งที่ทั้งเบาและสบาย นอกจากนี้ด้านล่างยังอุ่นๆ แถมนุ่มเล็กน้อยและแข็งหน่อยๆ…นี่คืออะไร? นางมีหมอนอิงที่นุ่มและให้ความสบายตัวขนาดนี้เลยหรือ?
หลินเว่ยเว่ยลูบคลำไม่หยุด ในเวลานี้เสียงแปลกๆของบัณฑิตหนุ่มก็ดังขึ้นเหนือศีรษะของนาง “ยังลูบไม่พอหรือ?”
นางเงยหน้าขึ้นมาทันที จากนั้นก็ได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของเจียงโม่หานที่ดูเหมือนกำลังอดกลั้นอารมณ์สุดฤทธิ์…ที่แท้นางก็นอนอยู่ในอ้อมกอดของบัณฑิตน้อย! เมื่อได้ยินดังนั้นก็ทำให้มือที่นางดึงกลับมาแล้ว จู่ๆก็ยื่นไปสัมผัสที่หน้าอกของเขาอีกครั้งแล้วพยักหน้าอย่างแรงเหมือนไก่จิกข้าวเปลือก “ไม่ธรรมดา หุ่นของเจ้าตรงกับคำที่ว่า ‘สวมเสื้อแล้วดูผอม ถอดเสื้อแล้วหุ่นดี’ เหมือนที่ข้าชอบเลย น่าพอใจ น่าพอใจมาก”
ตอนที่ 463: น่ารักไม่เบา
การที่หลินเว่ยเว่ยเงยหน้าขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้นางเกือบจะชนเข้ากับคางของเจียงโม่หาน โชคยังดีที่เขาหลบได้เร็ว ไม่อย่างนั้นด้วยความแข็งของศีรษะน้อยๆ แล้วมีหวังว่าเขาได้คางแตกพอดี
“เอาล่ะ เลิกแกล้งข้าได้แล้ว ! ลงจากรถม้าเพื่อไปสูดอากาศเถิด !” เจียงโม่หานยื่นผ้าเช็ดหน้าให้นางเช็ดใบหน้าและลำคอ เพราะนางเป็นคนเหงื่อออกเยอะจนเสื้อของเขาชุ่มไปหมด
หลินเว่ยเว่ยเช็ดเหงื่ออย่างไม่ใส่ใจแล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าคืนให้บัณฑิตหนุ่มอีกครั้ง จากนั้นนางก็กระโดดลงจากรถม้าแล้วไปยืดบิดขี้เกียจอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่
หลินจื่อเหยียนนั่งรถม้าคันที่สองก็กระโดดลงมาแล้ววิ่งมาหานาง “พี่รอง ทำน้ำผลไม้ดื่มกันเถิด ข้าร้อนจะตายอยู่แล้ว !”
หลินเว่ยเว่ยชำเลืองมองเขาแล้วกล่าวว่า “ข้าก็ทำน้ำผลไม้ไว้ให้บนรถม้าของเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ?”
หลินจื่อเหยียนมองดวงอาทิตย์ที่สาดแสงแผดเผาอยู่บนท้องฟ้าพลางกล่าวว่า “ร้อนขนาดนี้ ในรถม้าเหมือนเตาอบไม่มีผิด น้ำผลไม้แค่ไม่กี่ถ้วยจะพอให้ข้าและพี่เขยใหญ่ดื่มได้อย่างไร ? มันหมดไปตั้งนานแล้ว !”
หลินเว่ยเว่ยมองค้อนน้องชายแล้วนำองุุ่นออกจากถังน้ำแข็งหนึ่งพวง ใช้ผ้าขาวบางที่สะอาดมาห่อมันไว้แล้วทำการ ‘คั้นน้ำผลไม้ด้วยมือ’ ในไม้ช้าน้ำองุ่นหวานๆแสนอร่อยก็ถูกยื่นให้แก่ทุกคน
ซัวถัวยัดพัดไว้ในซอกแขนแล้วใช้สองมือยื่นไปรับน้ำองุ่นมาจากหลินเว่ยเว่ย จากนั้นรีบดื่มน้ำผลไม้จนหมดภายในอึดใจเดียว หลินจื่อเหยียนจึงหันไปหัวเราะใส่เขา “จูปาเจี๊ย (ตือโป๊ยก่าย) กินผลโสม…กินแบบนี้จะซึมซับรสชาติได้อย่างไร !”
ซัวถัวผ่อนลมหายใจอย่างผ่อนคลายแล้วหันไปตอบรับหลินจื่อเหยียน “คำกล่าวนี้เหมือนที่พี่รองของเจ้าใช้แกล้งเจ้าหรือเปล่า ?”
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังสนทนากันอย่างสนุกสนานอยู่นั้น โอวหยางชิงก็ลงมาจากรถม้าคันสุดท้ายแล้วเดินมาทางพวกเขา ส่วนคนรับใช้ที่อยู่ด้านหลังก็ได้แต่มองมายัง ‘คนขับรถม้าซัวถัว’ ด้วยแววตาอิจฉา…ดูเจ้านายของอีกฝ่ายสิ ไม่มีท่าทีวางมาดเลยสักนิด คอยดูแลซึ่งกันและกัน หยอกล้อกันราวกับสหายคนหนึ่ง แถมยังแบ่งน้ำผลไม้ให้คนขับรถม้าด้วย…เฮ้อ เจ้านายของคนอื่นช่างดีเสียจริง !
โอวหยางชิงคิดในใจ ‘ข้าเป็นเจ้านายก็ยังไม่มีแม้แต่น้ำผลไม้ให้กินเลย !’
หลินจื่อเหยียนหันไปเห็นเขาแล้วจึงกล่าวทักทายอย่างเป็นมิตร “พี่โอวหยาง มาสิ ตรงนี้เย็นสบายดี ! พวกเรามีน้ำองุ่นและน้ำแตงโม พี่โอวหยางจะดื่มอะไร ?”
โอวหยางชิงดื่มน้ำแตงโมไปเมื่อเย็นวันก่อนแล้ว หลังจากปฏิเสธไปสองสามคำด้วยใบหน้าเขินอาย เขาก็ชำเลืองมองไปยังหลินเว่ยเว่ย…ไม่สิ มองไปยังเจียงโม่หานที่ยืนอยู่ข้างหลินเว่ยเว่ยมากกว่า “เช่นนั้นขอน้ำองุ่นแล้วกัน…ขอบใจมาก !”
หลินเว่ยเว่ยมองไปยังถังน้ำแข็งพลางส่ายหน้า “ตอนนี้น้ำองุ่นหมดแล้ว เป็นน้ำแตงโมได้หรือเปล่า ?”
เวลาออกไปข้างนอก เดิมทีการพกผลไม้มาด้วยก็เป็นอะไรที่ไม่สะดวกอยู่แล้ว แถมข้างกายยังมีบัณฑิตหนุ่มที่แสนเฉลียวฉลาดอยู่ด้วย ต่อให้นางแอบเอาผลไม้ออกจากมิติน้ำพุวิญญาณ ก็ไม่อาจทำอย่างเอิกเกริกได้ ในบรรดาน้ำองุ่นสี่ถ้วยที่หลินจื่อเหยียนดื่มไปนั้น มีองุ่นสองพวงที่นางแอบใส่เข้าไป หากใส่ไปมากกว่านี้อีก…ถังน้ำแข็งของนางก็ไม่อาจบรรจุของได้มากขนาดนั้นและยังเสี่ยงต่อการที่ความลับแตกแน่นอน !
ตอนนี้ผลไม้ที่นำมาด้วยเหลือเพียงเซียงกวา (แคนตาลูป) สองลูกและแตงโมลูกที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก
รอยยิ้มบนใบหน้าของโอวหยางชิงค่อยๆแข็งค้างเล็กน้อยแล้วรีบกล่าวว่า “ไม่เป็นไร น้ำแตงโมก็ได้ มันทั้งเย็นฉ่ำและช่วยคลายร้อน…คงต้องรบกวนหลินกู่เหนียงแล้ว !”
หลินเว่ยเว่ยโบกมือให้เขาอย่างไม่ถือสา จากนั้นนางก็จัดการขูดเนื้อแตงโมออกมาแล้วใช้ผ้าขาวบางคั้นน้ำแตงโมได้สามถ้วย หนึ่งยื่นให้โอวหยางชิง หนึ่งให้ตนเองและอีกหนึ่งยื่นให้เหลยหยู่ที่พาม้าไปกินน้ำอยู่ริมแม่น้ำ
โอวหยางชิงพยายามปกปิดความไม่พอใจเอาไว้…หมายความว่าอย่างไร ? นี่คุณชายอย่างตนเหมาะสมจะได้ดื่มเครื่องดื่มแบบเดียวกับบ่าวเท่านั้นหรือ ?
น้ำองุ่นในมือของเจียงโม่หานเพิ่งดื่มไปได้สองอึกเท่านั้น เขาจึงกวักมือเรียกนางให้เข้ามาใกล้แล้วยื่นน้ำองุ่นให้นาง “ดื่มสิ เจ้าชอบดื่มน้ำองุ่นมากที่สุดไม่ใช่หรือ ?”
แววตาของโอวหยางชิงเผยความน้อยใจออกมาทันที ‘ข้าก็ชอบดื่มน้ำองุ่นเหมือนกัน ! ในบรรดาผลไม้ทั้งหมด ข้าชื่นชอบองุ่นมากที่สุด…โดยเฉพาะน้ำองุ่นในครานี้ น้ำองุ่นที่น้องเจียงผู้มีใบหน้าหล่อเหลาและสุขุมเคยดื่ม ข้าอยากลองที่สุดแล้ว’
หลินเว่ยเว่ยรับน้ำองุ่นมาดื่มภายใต้การจับจ้องของโอวหยางชิง นางยื่นน้ำแตงโมให้เจียงโม่หาน “เจ้าอยากลองดื่มของข้าสักหน่อยหรือไม่ ?”
เจียงโม่หานส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “เจ้าดื่มเถิด ตอนอยู่บนรถม้า เจ้าเหงื่อออกเยอะ ต้องดื่มน้ำเพื่อทดแทนให้มาก”
หลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็ดื่มน้ำแตงโมจนหมด แม้ว่าจะเพิ่งนำไปแช่ในถังน้ำแข็งได้ไม่นานจึงไม่ถือว่าเย็นมากนัก แต่ผลไม้ที่ปลูกในมิติน้ำพุวิญญาณก็มีรสชาติที่ยอดเยี่ยม
ในตอนนี้เอง จู่ๆนางก็เอนกายแนบไปตามร่างของบัณฑิตหนุ่ม จากนั้นก็ใช้จมูกสูดดมตามแขนของเขาพลางขมวดคิ้วขึ้นมา จากนั้นก็มองเจียงโม่หานด้วยสายตาอิจฉา “บัณฑิตน้อย เหตุใดเจ้าไม่มีเหงื่อออกเลย ? ไม่เหมือนข้า ขยับนิดเดียวเหงื่อก็ไหลโชกราวกับร่างกายเป็นเครื่องผลิตเหงื่อ !”
โอวหยางชิงตกตะลึงกับท่าทางของนาง เขาสำลักน้ำแตงโมออกมาอย่างแรงจนหลินเว่ยเว่ยถึงขั้นหันมามอง “คุณชายโอวหยาง ดื่มช้าๆหน่อยก็ได้ ถ้ายังไม่อิ่ม ข้าสามารถคั้นน้ำแตงโมให้ท่านได้อีก”
โอวหยางชิงพยายามกลั้นไออย่างสุดความสามารถแล้วกล่าวกับหลินเว่ยเว่ยว่า “หลินกู่เหนียง พอดีข้ามีเรื่องจะพูด…เอ่อ ไม่ทราบว่าพอจะ…”
“เช่นนั้นก็อย่าพูดเลย !” เจียงโม่หานรู้ว่าอีกฝ่ายอยากจะพูดอะไร หากเป็นชาติที่แล้วหรือตัวเขาในปีก่อน ก็คงทนต่อพฤติกรรมของนางไม่ได้ แต่ยามนี้…พอได้มองอีกครั้ง เขากลับรู้สึกว่ามันน่ารักมาก !
โอวหยางชิงสำลักเสร็จแล้วก็มองไปยังหลินเว่ยเว่ยที่เดินไปทางป่าผืนเล็กๆ จากนั้นเขาจึงเดินไปหาเจียงโม่หาน เมื่อเห็นใบหน้าที่หล่อเหลาของอีกฝ่ายแล้ว ใบหน้าของโอวหยางชิงก็ค่อยๆร้อนวูบวาบขึ้นมา เขากระแอมไอเล็กน้อยแล้วพูดด้วยคำที่คล้ายจะสื่อว่า ‘ข้าพูดเพราะหวังดีต่อพวกท่าน’ “น้องเจียง พวกท่านยังไม่ได้แต่งงานกัน คู่ว่าที่สามีภรรยาที่ยังไม่ได้แต่งงานก็ควรรักษาระยะห่างกันหน่อย จะได้ไม่เป็นการทำลายชื่อเสียงของหลินกู่เหนียงและหนทางในอนาคตของตนเอง !”
เจียงโม่หานชำเลืองมองเขาด้วยสายตาที่เฉยชา “ขอบคุณพี่โอวหยางที่เตือน…”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตำหนิหรือกล่าวโทษ โอวหยางชิงจึงเผยรอยยิ้มแล้วพูดต่อ “คาดไม่ถึงเลยว่าน้องเจียงที่ยังอายุน้อยแบบนี้จะตัดสินใจเรื่องหมั้นหมายแล้ว น้องเจียงกับหลินกู่เหนียงเป็น…คู่ที่เติบโตมาด้วยกันหรือ ?”
“อืม !” หากสมองของนาง ‘ฟื้น’ คืนมาเป็นปกติเร็วกว่านี้ พวกตนจะมีโอกาสเป็นดั่งบทกวีนั้นหรือเปล่า ที่ได้ใช้เวลาวัยเยาว์ร่วมกันและมีความทรงจำแสนงดงามร่วมกัน ?
ไม่สิ ! ต่อให้นางกลับมาเป็นคนปกติเร็วแค่ไหน แต่ถ้าเขาไม่ได้กลับชาติมาเกิดก็ไร้ผล เนื่องจากชาติที่แล้วเขาเกลียดนางอย่างกับอะไรดี ! หากเขาไม่ได้ผ่านก้นบึ้งของขุมนรกอันเลวร้ายมาก่อน จะรู้ได้อย่างไรว่าแสงสว่างมีค่ามากแค่ไหน !
“เรื่องการหมั้นหมายของน้องเจียงกับหลินกู่เหนียง…เป็นคำสั่งของพ่อแม่ใช่หรือไม่ ? พ่อสื่อแม่สื่อเคยสอบถามความเต็มใจของน้องเจียงหรือเปล่า ?” ในใจลึกๆของโอวหยางชิงคิดว่าบัณฑิตผู้มีความหล่อเหลาและสง่างาม อีกทั้งยังมีความหยิ่งทะนงในตนเองอย่างเจียงโม่หาน ไม่น่าจะชอบสตรีบ้านนอกที่มีนิสัยหยาบกระด้างผู้นี้อย่างแน่นอน
“พี่โอวหยาง คำบางคำ…ไม่ควรเอ่ยกับคนที่ไม่สนิท ?” เจียงโม่หานขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เขามองอีกฝ่ายอย่างขุ่นเคือง…เด็กน้อยทั้งจิตใจดี มีความจริงใจและน่ารักขนาดนั้น เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาดูถูกนาง ?
เจียงโม่หานลุกพรวดขึ้นมาแล้วเดินหนีไปทันที ถ้าขืนยังอยู่ต่อก็มีหวังอดด่าทออีกฝ่ายไม่ได้แน่นอน !
ตอนที่ 464: จะหักขาเจ้าเป็นสามท่อน
“บัณฑิตน้อย ! ดูสิ ดูนี่เร็วเข้า ! นี่คืออะไร !” หลินเว่ยเว่ยวิ่งออกมาจากป่าผืนเล็กๆราวกับกวางน้อยที่กำลังมีความสุขและตื่นเต้นดีใจอย่างไร้ความกังวล รอยยิ้มบนใบหน้าของนางเจิดจรัสยิ่งกว่าแสงของดวงอาทิตย์บนท้องนภา
เขาจึงเดินเข้าไปหานางแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าช่วยซับเหงื่อให้ “เข้าไปเสียนาน ข้าก็นึกว่าเจ้าเป็นอะไร ! ถ้ายังไม่ออกมาอีก ข้าจะเข้าไปตามหาเจ้าแล้ว”
หลินเว่ยเว่ยยิ้มยิงฟันขาวสะอาดพลางยกกระต่ายที่ดิ้นอยู่ในมือขึ้นมา “ข้าไล่ตามเจ้าตัวนี้ไป ! อากาศร้อนแบบนี้เก็บเนื้อสดได้ไม่นาน โชคดีที่ข้าโยนก้อนหินไปโดนหัวของมันจนสลบ ประเดี๋ยวข้าจะป้อนน้ำแล้วมัดขาของมันไว้ คืนนี้จะทำของอร่อยให้พวกเจ้ากิน !”
หลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยนเดินเข้ามา พอเห็นกระต่ายป่าตัวอวบอ้วนแล้วหลินจื่อเหยียนจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ตัวอ้วนมาก ! พวกเรามีลาภปากแล้ว ! พี่รอง ทำเนื้อกระต่ายผัดเผ็ดเถิด กินเผ็ดจะได้เจริญอาหาร !”
หลินเว่ยเว่ยได้ยินน้องชายพูดแบบนั้นก็มองค้อนทันที “ไม่ได้ ! ก่อนสอบพวกเจ้าต้องเลี่ยงอาหารเผ็ด จะได้ไม่แสบท้องและส่งผลเสียต่อการทำข้อสอบ ! คืนนี้เราจะกิน…กระต่ายนึ่งในน้ำซอส !”
“นึ่ง ? กระต่ายมีกลิ่นสาบ หากนำไปนึ่งจะอร่อยหรือ ?” หลินจื่อเหยียนเผยสีหน้าสงสัยออกมา
หลินเว่ยเว่ยพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเคยกินของไม่อร่อยจากฝีมือพี่รองตั้งแต่เมื่อใด ? หากเจ้ากังวลเรื่องกลิ่นสาบ คืนนี้เจ้าก็ไม่ต้องกิน !”
หลินจื่อเหยียนรีบพูดอย่างลนลาน “พี่รอง ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรตั้งคำถามต่อฝีมือการทำอาหารของท่าน ต่อไปนี้ข้าจะเป็นเหมือนน้องสี่ที่เป็นผู้สนับสนุนตัวยงของท่าน ไม่ตั้งคำถามอะไรทั้งสิ้น !”
หลินเว่ยเว่ยมองค้อนเขาอีกหนึ่งปราด นางนำกระต่ายกลับไปไว้บนรถม้าและเริ่มแบ่งส่วนอาหารแห้ง เนื่องจากวันนี้อากาศร้อน แถมพวกหลินจื่อเหยียนยังตั้งเป้าไว้แล้วว่ามื้อเย็นจะกินเนื้อกระต่าย ดังนั้นระหว่างนี้จึงกินของแห้งรองท้องไปก่อน
รอจนกระทั่งพวกเขาบอกว่าจะออกเดินทางแล้ว ใบหน้าของโอวหยางชิงจึงเคลือบไปด้วยความสงสัย “น้องเจียง ยามนี้เป็นช่วงอาทิตย์ขึ้นกลางศีรษะ ไม่เหมาะที่จะเดินทางต่อ ข้าคิดว่าเราแวะพักดื่มน้ำและรอสักประเดี๋ยวค่อยออกเดินทางดีกว่า ?”
แต่แล้วคนรับใช้ของเขาก็โน้มตัวมากระซิบข้างหูว่า “คุณชาย บ่าวได้ยินคนขับรถม้าของพวกเขาบอกว่าบนรถม้ามีอ่างเก็บความเย็นขอรับ…”
โอวหยางชิงได้ยินแบบนั้นก็ถึงขั้นพูดไม่ออก
ต้องเป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่งแค่ไหนกันเชียวถึงจะใช้อ่างเก็บความเย็นแม้กระทั่งตอนออกเดินทางรอนแรมมาไกลเช่นนี้ ! ไม่สิ พวกเขาออกเดินทางมาสองวันแล้วไม่ใช่หรือ ? ต่อให้นำน้ำแข็งมามากแค่ไหนก็ต้องละลายเป็นน้ำไปหมดแล้วสิ แต่นี่…ในถังน้ำแข็งมีผลไม้แช่เย็นก็เต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็งจริงๆ พวกเขาทำได้อย่างไร ?
โอวหยางชิงจึงหันไปส่งสายตาให้บ่าวของตนซึ่งก็สามารถเข้าใจได้ทันที จึงรีบวิ่งไปหาหลินจื่อเหยียนที่คิดว่าเป็นคนพูดง่ายที่สุดแล้ว “คุณชายหลิน ข้าน้อยขอปรึกษากับท่านหน่อยได้หรือไม่ ? ท่านคิดว่า…พอจะแบ่งขายน้ำแข็งให้พวกข้าน้อยบ้างได้หรือเปล่าขอรับ ?”
หลินจื่อเหยียนหันไปมองโอวหยางชิงด้วยความเห็นใจ…ไอหยา อากาศร้อนขนาดนี้แต่ไม่เตรียมน้ำแข็งมาด้วย ไม่กลัวว่าจะกลายเป็นปลาตากแห้งหรอกหรือ !
บ่าวรับใช้ของโอวหยางชิงรู้ความหมายได้จากแววตาของเขาจึงรีบกล่าวว่า “อันที่จริงตอนที่พวกเราออกเดินทาง ก็ได้เตรียมถังน้ำแข็งมาด้วยแล้วขอรับ แต่มันละลายไปตั้งแต่เมื่อวาน ข้าน้อยยังแปลกใจว่าเหตุใตพวกท่านถึงได้เก็บรักษาน้ำแข็งไว้ได้นานขนาดนี้ จนป่านนี้ก็ยังไม่ละลายอีกหรือขอรับ ?”
ในที่สุดคนซื่อๆอย่างหลินจื่อเหยียนก็รู้จักฉลาดกับเขาเสียที เขาจึงส่ายนิ้วชี้ไปทางบ่าวคนนั้นพลางพูดว่า “ไปยกอ่างเก็บความเย็นของเจ้ามา ประเดี๋ยวข้าจะแบ่งน้ำแข็งให้ !”
บ่าวของโอวหยางชิงยกอ่างมารับน้ำแข็งที่หลินจื่อเหยียนแบ่งให้ หลังจากกล่าวขอบคุณไม่ขาดปากแล้วก็ยกอ่างน้ำแข็งกลับไปยังรถม้า โอวหยางชิงเห็นอีกฝ่ายไปที่แม่น้ำเพื่อตักน้ำใส่อ่างแล้วยกขึ้นรถม้าไปด้วย หรือว่าน้ำอ่างนั้น…ใช้แค่สำหรับไว้เช็ดหน้าเช็ดตาล้างเหงื่อ ?
รถม้าเคลื่อนตัวโอนเอนออกไป แม้ว่าในรถม้าจะมีอ่างเก็บความเย็น แต่หลังจากที่ออกเดินทางติดต่อกันเป็นเวลาหลายชั่วยามแล้วซัวถัวกับเหลยหยู่คนขับรถม้าของหลินเว่ยเว่ยยังดีหน่อย พวกเขามีผ้าที่ห่อน้ำแข็งไว้คอยประคบเย็นระหว่างทาง นอกจากนี้ยังมีน้ำแข็งใสเย็นชื่นใจให้กิน เรียกว่าคนลำบากก็มีแต่คนขับรถม้าของโอวหยางชิงกระมัง เนื่องจากพวกเขาออกเดินทางตอนอาทิตย์ขึ้นกลางศีรษะ ทั้งยังโดนแดดเผาตลอดการเดินทาง พอมาถึงเมืองเหอโจวแล้ว เขาก็หมดสติไปเพราะลมแดดทันที
โชคดีที่โอวหยางชิงไม่ใช่คนใจร้ายต่อบ่าวรับใช้ เขารีบส่งตัวบ่าวไปโรงหมอเพื่อรับยา จึงไม่มีใครเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
กระทั่งยามตะวันโพล้เพล้ พวกหลินเว่ยเว่ยเดินทางมาถึงตัวเมืองเหอโจว ที่หน้าประตูเมืองนั้นมีเงาร่างแสนคุ้นเคยกำลังยืนอยู่ข้างรถม้าเพื่อรอรับนาง เขากำลังชะเง้อคอมองจากระยะไกล จนกระทั่งเห็นว่าคนขับรถม้าคือซัวถัว ใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มอบอุ่นพลางเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาต้อนรับอย่างรวดเร็ว
หลินเว่ยเว่ยเห็นเขาแล้วจึงกระโดดลงจากรถม้า “คุณชายหนิง ไม่ได้พบกันเสียนานเลย”
เมื่อหนิงตงเซิ่งเห็นว่ามือของนางว่างเปล่า เขาจึงรีบยื่นพัดไปใกล้มือนาง “ออกเดินทางกันมาหลายวัน ในที่สุดพวกท่านก็มาถึง จะว่าไปแล้วสองวันนี้อากาศร้อนมาก ระหว่างทางคงลำบากแย่เลย !”
เจียงโม่หานที่ลงจากรถม้าตามหลังมาก็รับพัดที่อีกฝ่ายยื่นให้ จากนั้นก็คลี่พัดให้หลินเว่ยเว่ยที่กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ยังพอไหว ความจริงไม่ได้ลำบากขนาดนั้นหรอก”
หนิงตงเซิ่งเหลือบมองเจียงโม่หาน หลังจากที่ทั้งสองพยักหน้าทักทายกันแล้ว เขาจึงกล่าวต่อ “ขึ้นรถม้าเถิด ข้าจะพาพวกท่านไปดูบ้านที่เช่าไว้ ดูว่าพอใจหรือไม่”
โอวหยางชิงมองไปยังคนกลุ่มนี้ด้วยใจที่สับสน ‘ดูพวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาสามัญ รถม้าก็ทั่วไป ไม่ได้หรูหราอะไร อีกทั้งผู้รับหน้าที่ขับรถม้ายังดูธรรมดามาก คล้ายไม่ใช่ผู้มีประสบการณ์โดยตรง ตอนแรกข้าก็นึกว่าพวกเขาจะมีฐานะดีกว่าครอบครัวยากจนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตอนแรกคิดว่าจะเหมือนกับข้า ที่พอมาถึงเมืองเหอโจวแล้วก็รีบไปหาที่พักทันที ตอนแรกข้ายังอยากจะชวนให้ไปหาที่พักด้วยกัน แต่ใครจะคาดคิดว่าเมื่อพวกเขามาถึงเมืองเหอโจวก็มีคนมาต้อนรับ แถมยังเช่าที่พักไว้ให้ล่วงหน้าและดูจากเครื่องแต่งกายของอีกฝ่ายแล้วย่อมไม่ใช่คนธรรมดา !’
ตอนแรกนึกว่าจะเป็นผ้าขี้ริ้ว ที่ไหนได้ นี่คือผ้าขี้ริ้วห่อทอง !
“พี่โอวหยาง คงต้องแยกกันเพียงเท่านี้ แล้วพบกันใหม่ !” แค่หลินจื่อเหยียนคิดได้ว่าคืนนี้จะได้นอนหลับอย่างสบายและกินของอร่อย เขาก็อารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง ก่อนที่จะขึ้นรถม้าเขายังไม่วายกล่าวอำลาเพื่อนร่วมเดินทางที่เพิ่งรู้จักกันผู้นี้
อีกฝ่ายมีที่พักแล้ว โอวหยางชิงจะชวนไปหาที่พักได้อย่างไร ? สุดท้ายจึงทำได้เพียงฝืนยิ้มแล้วหันไปโค้งคำนับพลางกล่าวอำลาเจียงโม่หาน “พี่เผิง น้องเจียง น้องชายหลิน ไว้พบกันคราวหน้า…”
หลินเว่ยเว่ย “…”
ข้ายืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ แต่เจ้ากล่าวอำลาแค่บุรุษสามคน แถมยังจ้องว่าที่สามีของข้าตาเป็นมันขนาดนี้เพื่อสิ่งใด ? ต้องมีความผิดปกติ มันจะต้องมีปัญหาแน่นอน ! เจ้าเด็กแซ่โอวหยางผู้นี้คงจะเป็น ‘พวกตัดแขนเสื้อ’ กระมัง ? เฮอะ ! ไอ้เด็กน้อย สายตาเจ้าไม่เลวนี่ แต่บัณฑิตน้อยของข้ามีเจ้าของแล้ว หากเจ้ากล้าแทะโลมเขาอีก ข้าจะหักขาเจ้าเป็นสามท่อนเลยคอยดู !
“พี่โม่หาน รีบขึ้นรถม้าเถิด…พวกเราเร่งเดินทางมาสองวันติด ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว !” หลินเว่ยเว่ยคิดแผนการได้จึงเดินนวยนาดไปกอดแขนเจียงโม่หานพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสนหวานและออดอ้อน
หลินจื่อเหยียนถึงขั้นมองพี่สาวด้วยแววตาตกตะลึงระคนตกใจ…โอ้ สวรรค์ ! พี่รองของข้าไม่ได้ถูกปิศาจสาวตนใดสิงร่างใช่หรือไม่ ?
ตอนนี้เจียงโม่หานควบคุมอารมณ์และการแสดงออกทางสีหน้าได้ดีมาก เพราะก่อนหน้านี้เขาต้องรับมือกับเด็กน้อยที่ชอบแทะโลมและแกล้งกันเป็นประจำ ดังนั้นเขาจึงคลี่ยิ้มให้นางแล้วใช้ท่าไม้ตายลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยนพลางกล่าวว่า “ได้ ! คงลำบากเจ้าแล้ว พอไปถึงบ้านเช่าก็ดื่มน้ำแล้วพักผ่อนให้ดี เจ้าคงเหนื่อยแย่แล้วกระมัง ?”
หลินเว่ยเว่ยหันไปขยิบตาใส่เขาอย่างทะเล้น…บัณฑิตน้อย ฝีมือการแสดงของเจ้าไม่เลว ! จากนั้นนางก็หันไปยักคิ้วใส่โอวหยางชิงอย่างท้าทาย ไม่เห็นหรือ ? แบบนี้เขาเรียกว่าคู่หมั้นรักใคร่กันดี ! หมดธุระของเจ้าแล้ว รีบถอยไปเลยไป๊ !
ตอนที่ 465: รักษาสิทธิ์
หนิงตงเซิ่งมองทั้งคู่แล้วทันใดนั้นเขาก็รู้สึกขนลุกชันทั้งกาย…รู้อยู่หรอกว่าพวกท่านรักกันดี แต่กำลังแสดงความหวานให้ใครดู ?
ขนาดว่าขึ้นรถม้าแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ยังทำเสียงออดอ้อนเจียงโม่หานเหมือนเดิม “พี่โม่หาน ข้าเหนื่อยมากเลย แถมยังร้อนมากด้วย ข้าอยากกอด…”
เจียงโม่หานยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากของหลินเว่ยเว่ยเพื่อดันศีรษะของนางให้ออกห่างอีกหน่อย “พอได้แล้ว ไม่มีคนอื่นแล้ว เจ้าจะแสดงให้ใครดู ?”
หลินเว่ยเว่ยนั่งหลังตรง ก่อนจะปรับเสียงเป็นปกติ “ฮึ แล้วใครกันที่ล่อลวงเหล่าภมรเข้ามาดอมดม ในเมื่อมายุ่มย่ามกับคนของข้า ข้าก็ต้องรักษาสิทธิ์ของตนไว้สิ”
“เจ้าหึงหวงข้าแม้กระทั่งกับบุรุษน่ะหรือ แถมยังมีหน้ามาตำหนิว่าข้าเป็นคนทำให้หึงหวงอีก ?” เจียงโม่หานเหลือบมองนางเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
หลินเว่ยเว่ยทำเสียงไม่พอใจพลางกล่าวว่า “เจ้ายังไม่สังเกตเห็นความผิดปกติของเจ้าโอวหยางผู้นั้นอีกหรือ ? ไม่เห็นหรือไรว่าสายตาที่เขามองเจ้ามันผิดปกติ ? หากเขาไม่ใช่พวก ‘ต้วนซิ่ว’ แล้วเหล่าเหนียง2คนนี้ก็ยินดีเอามือออกมากางให้สับเลย หากข้าคืนคำ ไม่ยอมให้สับมือ ก็อย่ามาเรียกหลินเว่ยเว่ย !”
ทันทีที่นางพูดจบ เจียงโม่หานก็เคาะหน้าผากนางทันที “มีคนอยู่ตั้งมากมาย ยังกล้าเรียกตัวเองว่าเหล่าเหนียงอีกหรือ ? แล้วอีกอย่างคือเจ้าไปเอาคำว่า ‘ต้วนซิ่ว’ มาจากที่ใด ?”
“ฮ่าฮ่า…ฮึฮึ…เฮอะ เฮอะ เฮอะ…” หลินเว่ยเว่ยพยายามแค่นเสียงหัวเราะออกมาเหมือนโจรโรคจิต
เจียงโม่หานส่ายหน้าพร้อมสายตาจนปัญญา “ต่อไปนี้ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าเรียนรู้คำเหล่านี้อีก เข้าใจหรือเปล่า ?”
จู่ๆหลินเว่ยเว่ยก็ทำสีหน้าน้อยใจออกมา “บัณฑิตน้อย เจ้าจะคิดว่า…คู่หมั้นอย่างข้าทำให้เจ้าขายหน้าหรือเปล่า ?”
เจียงโม่หานขมวดคิ้วแล้วย้อนถาม “เหตุใดเจ้าถึงคิดเช่นนี้ ? ที่ข้าหมั้นหมายกับเจ้าไม่ใช่เพราะพ่อแม่บังคับเสียหน่อย และก็ไม่ใช่การถูกคลุมถุงชนด้วย ข้ารู้มาตั้งนานแล้วว่าเจ้ามีนิสัยเช่นไร เป็นข้าขอเจ้าหมั้นหมายก่อนต่างหาก แล้วข้าจะรังเกียจเจ้า คิดว่าเจ้าทำให้ขายหน้าได้อย่างไร ?”
หลินเว่ยเว่ยกลอกตาพลางถามต่อ “เช่นนั้น…หากเจ้าสอบได้จิ้นซื่อแล้วถูกส่งตัวไปรับราชการยังแดนไกล ยามที่ข้าสนทนากับฮูหยินของขุนนางท่านอื่นแล้วเกิดทำให้พวกนางดูถูกเจ้าขึ้นมา เจ้าจะรับราชการต่อได้อย่างไร ?”
“มีเพียงบุรุษที่ไร้ความสามารถเท่านั้นจึงทำให้ภรรยาของตนโดนผู้อื่นดูถูก ตราบใดที่ความสามารถของฝ่ายสามีเป็นเลิศ อนาคตยังสดใสและอยู่ในตำแหน่งที่สูงมากพอ ภรรยาของเขาก็จะได้รับการประจบสอพลอจากผู้อื่น จะโดนดูถูกได้อย่างไร ?” เจียงโม่หานลูบหน้าผากของนางอย่างอ่อนโยน “เจ้าเป็นแบบนี้ก็ดีมากแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อข้าหรอก”
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะแหะแหะ นางจ้องไปยังใบหน้ารูปงามของเจียงโม่หาน ใบหน้าหล่อเหลาแม้จะดูไร้อารมณ์ แต่ก็รูปงามเสียยิ่งกว่าเทพเซียน “เมื่อชาติที่แล้ว…ไม่สิ เมื่อชาติที่แล้วของชาติก่อน ข้าจะต้องเคยกอบกู้ทั้งจักรวาลเอาไว้แน่นอน ชาตินี้ถึงได้เจอคู่หมั้นที่ดีเช่นเจ้า…”
ไม่ถูก น่าจะเป็นเขามากกว่าที่ในชาติใดสักชาติหนึ่งเคยช่วยชีวิตราษฎรไว้มากมาย ถึงได้สามารถกลับชาติมาเกิดเพื่อไถ่บาปของตน พอระลึกถึงความเดียวดายและความทุกข์ระทมในชาติที่แล้ว…ความไร้อำนาจและความเจ็บปวดที่รู้จุดจบของตนอย่างแน่ชัดก็ดูเหมือนจะอยู่ไกลออกไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง…ไม่สิ ไม่ใช่ ‘ราวกับ’ แต่ยามนี้มันอยู่ไกลจากเขา เพราะต่างชาติภพกันแล้ว !
ในชาตินี้ เขาได้พบนางผู้ให้พลังและความหวังอันไร้ขอบเขตแก่ตน ทั้งยังช่วยลากเขาออกจากขุมนรกแห่งความเจ็บปวด เรื่องราวในชาติก่อนไม่สำคัญสำหรับเขาอีกต่อไป สิ่งสำคัญเพียงหนึ่งเดียวในชาตินี้ก็คือ…การได้ปกป้องคนที่อยากปกป้องและให้ที่พึ่งพิงอันมั่นคงแก่พวกนาง !
เจียงโม่หานลูบศีรษะของหลินเว่ยเว่ยพร้อมใบหน้าหล่อเหลาที่คลี่ยิ้มอบอุ่นออกมา “แค่นี้ก็ซาบซึ้งแล้วหรือ ? ในอนาคตยังมีเรื่องให้เจ้าต้องซาบซึ้งอีกมาก ! แล้วเจ้าจะค้นพบว่าข้าไม่เพียงเป็นคู่หมั้นดีที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นสามีและอีกครึ่งชีวิตที่ดีที่สุด…”
หลินเว่ยเว่ยออกแรงพยักหน้า “ไม่เพียงแค่นั้น เพราะยังมีข้าคอยเป็นผู้ช่วยแสนรอบรู้อยู่ทั้งคน เจ้าจะต้องกลายเป็นขุนนางผู้โด่งดังและน่ายกย่องที่สุดในแผ่นดินต้าเซี่ยอย่างแน่นอน !”
“ถึงแล้ว !” รถม้ามาจอดที่ด้านหน้าของบ้านหลังเล็กแห่งหนึ่ง
หลินเว่ยเว่ยกระโดดลงจากรถม้า นางยังไม่ได้เข้าไปสำรวจตัวบ้านหลังนี้ซึ่งจะต้องใช้ชีวิตไปอีกครึ่งเดือน แต่นางยื่นมือเล็กๆไปยังเจียงโม่หานที่กำลังจะลงจากรถม้า
เจียงโม่หานมองมือขาวเนียนนุ่มที่ยื่นมาตรงเบื้องหน้า ไม่รู้ว่าต้องแสดงสีหน้าออกมาอย่างไร…สาวน้อย เจ้าสับสนอะไรหรือเปล่า ? คนที่ควรได้รับการดูแล ต้องเป็นสตรีเช่นเจ้าไม่ใช่หรือ ? เฮ้อ นางคงดูแลคนอื่นจนชินแล้วกระมัง…พอคิดแบบนี้แล้วก็ทำให้ข้ารู้สึกแย่เหมือนกัน !
เขาจึงถือวิสาสะยื่นมือไปคว้ามือเล็กๆของนางมากุมไว้…เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาแล้ว นางไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกเรื่องไว้บนบ่า ในอนาคตเขาจะปกป้องนางจากลมพายุและคอยประคับประคองนางไว้…
ซัวถัวและเหลยหยู่ขนสัมภาระลงจากรถ จากนั้นก็นำรถม้าไปจอดที่ประตูหลังแล้วพาม้าไปพักผ่อนในคอก
ทุกคนเดินเข้ามาในลานบ้าน หนิงตงเซิ่งจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือความตำหนิตนเอง “เนื่องจากระยะนี้มีบัณฑิตจากสองเมืองมารวมตัวกันที่เหอโจว บ้านที่ดีกว่านี้จึงถูกพวกบัณฑิตฐานะดีเช่าไปหมดแล้ว บ้านที่ข้าหาเช่ามาได้จึงหลังเล็กไปหน่อย ขอให้หลินกู่เหนียงและบัณฑิตทุกท่านอย่าได้กล่าวโทษกันเลย…”
หลินเว่ยเว่ยมองสำรวจในตัวบ้าน แม้จะมีประตูทางเข้าทางเดียว แต่จำนวนห้องยังเพียงพอ ด้านในมีห้องหลักสามห้องและห้องปีกซ้ายปีกขวาอีกฝั่งละห้อง นางจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “คุณชายหนิงไม่ต้องโทษตัวเอง หากไม่ได้ท่านช่วยเอาไว้ เราก็คงไม่มีโอกาสได้อยู่บ้านดีๆแบบนี้หรอก !”
ไม่จริงหรอกหรือ ? เหล่าบัณฑิตที่ไม่มีคนรู้จักในเมืองเหอโจวล้วนต้องพักอาศัยในโรงนอนรวม แถมโรงนอนรวมแบบนั้นยังวุ่นวายและมีผู้คนมากหน้าหลายตา อาหารการกินก็ไม่ดี การพักผ่อนก็ไม่ได้ แบบนี้จะไม่ส่งผลต่อการสอบหรือไร ! พวกนางมีบ้านให้อยู่แยกจากคนเหล่านั้นแล้ว จะไม่พอใจได้อย่างไร ?
“หาเจอแล้ว หาเจอแล้ว !” มีเสียงโห่ร้องดังขึ้นกลางอากาศ
หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วพลางเงยหน้าขึ้นมองจึงได้พบนกแก้วสีสันสดใสบินลงมาจากท้องฟ้าแล้วเกาะที่บ่าของนาง นอกจากนี้มันยังใช้ร่างกายเล็กๆคลอเคลียใบหน้าของนางอีกด้วย
“เจ้าขนแหว่ง เจ้ามาได้อย่างไร ?” นางจำได้ว่าก่อนออกจากบ้านก็ปิดประตูกรงของมันที่คิดจะตามมาแล้วไม่ใช่หรือ ?
นกแก้วห้าสีได้ยินแบบนั้นก็สยายปีกอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ใช่ ‘เจ้าขนแหว่ง’ แต่เป็น ‘หงส์แดง’! เป็น ‘หงส์แดง’!” เจ้านกน้อยตะโกนพลางแสดงขนอันวิจิตรงดงามของมันให้ดู !
“เอาล่ะ หงส์แดง เจ้าหาข้าเจอได้อย่างไร ?” แม้ปากจะพูดไปเช่นนั้น แต่ในใจของหลินเว่ยเว่ยกำลังคิดว่า ‘ต่อไปนี้ข้าคงต้องหางูเขียวมาเลี้ยงแล้วตั้งชื่อว่า ‘มังกรเขียว’ หาเต่าตัวน้อยสักตัวมาเลี้ยงแล้วตั้งชื่อว่า ‘เต่าทมิฬ’ จากนั้นค่อยหาแมวน้อยสีขาวมาเลี้ยงอีกตัวแล้วตั้งชื่อว่า ‘พยัคฆ์ขาว’ เช่นนี้ข้าก็จะรวบรวมสี่สัตว์เทพได้ครบแล้วใช่หรือไม่ ?’
และในตอนนี้เอง จู่ๆก็มีเสียงนกร้องดังมาจากบนท้องฟ้าอีกครั้ง…ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าหงส์แดงอาศัยขึ้นหลังเจ้าอินทรีทองตัวนี้มา…แต่เดี๋ยวก่อน ! ผู้ใดบังอาจยิงธนูใส่ต้าจินของข้า ?
ปรากฏว่าเมื่อนางมองขึ้นไปที่อินทรีทองก็พบว่ามีลูกธนูพุ่งเฉียดเท้าของมันไปแบบฉิวเฉียด !
จากนั้นก็มีลูกธนูอีกดอกยิงขึ้นไปอีก ต้าจินขยับปีกบินหลบการโจมตีนี้ได้สำเร็จ มันส่งเสียงร้องอย่างภาคภูมิใจ ทว่าหลินเว่ยเว่ยกลัวมันจะโดนยิงตาย นางจึงรีบเรียกมันลงมา
ต้าจินได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคยก็บินโฉบลงมาราวกับลูกกระสุนและลงเกาะบนแขนของหลินเว่ยเว่ยอย่างสง่างาม
[1] ต้วนซิ่ว หมายถึง ตัดแขนเสื้อ มีความหมายแฝงว่า บุรุษที่นิยมชมชอบเพศเดียวกัน
[2] เหล่าเหนียง คือ คำที่แม่ใช่เรียกแทนตัวเอง
ตอนที่ 466: เจ้าเรียกแล้วมันจะตอบรับหรือเปล่า
เจ้าอินทรียักษ์ตัวนี้ทำท่าที ‘น้อยใจ’ เหมือนเด็กน้อยใส่นาง ช่างผิดกับรูปลักษณ์ที่ดูน่าเกรงขาม…ฮึก ฮึก ฮือฮือฮือ ข้าเกือบไม่ได้พบหน้าเจ้านายแล้ว น่ากลัวเหลือเกิน…ไม่มีเนื้อกวางสักชั่งสองชั่งมาปลอบใจข้าก็คงจะไม่ได้แล้ว
หลินเว่ยเว่ยจิ้มหัวเล็กๆของอินทรีทอง “หืม? เจ้าอินทรีตัวที่บินอยู่บนท้องฟ้าเมื่อครู่นี้หายไปไหนแล้ว? ข้าเห็นว่าเจ้ายังสนุกกับการหลบลูกธนูอยู่เลย !”
ฮึก ฮือฮือฮือ ข้าก็แค่ทำเป็นสนุกต่างหากเล่า…
“อินทรีหายไปไหนแล้ว ? เมื่อครู่เห็นอยู่ว่ามันบินโฉบลงมาแถวนี้ ? รีบไปตามหามันเร็วเข้า !” เสียงของเด็กที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มดังขึ้น ดูเหมือนว่าเสียงนั้นจะดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
“น้องชาย ดูเหมือนว่าอินทรีทองตัวนั้นจะ…มีเจ้าของ !” เสียงที่ค่อนข้างคุ้นหูดังขึ้นมาอีกเสียงเช่นกัน
เจ้าเด็กที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มยังไม่เชื่อและเดินตามหาไปทั่ว “พี่สี่ ท่านมีหลักฐานอะไรมาบอกว่าอินทรีทองตัวนั้นมีเจ้าของแล้ว ? เท่าที่ข้ารู้มาคือนกอินทรีทองมีนิสัยดุร้าย น้อยคนนักที่จะฝึกมันให้เชื่องได้ เมื่อครู่นี้ต้องเป็นเพราะมันโดนลูกธนูของข้าแน่นอน มันคงจะตกอยู่แถวนี้เอง !”
พี่สี่ผู้นั้นยังกล่าวอย่างมีเหตุผลว่า “ลูกธนูทั้งสามดอกที่น้องโหยวยิงออกไปล้วนไม่สามารถสร้างความบาดเจ็บให้แก่อินทรีทองตัวนั้นได้ แต่มันกลับบินโฉบลงไปจึงมีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าเจ้านายของมันจะอยู่แถวนี้…”
เจ้าเด็กที่เสียงเพิ่งแตกเนื้อหนุ่มยังคงกล่าวอย่างไม่ยอม “บางที…มันอาจบินจนเหนื่อยแล้ว ! ใช่ คงเป็นเพราะลูกธนูของข้าบีบมันจนไร้ทางหนี มันถึงได้บินโฉบลงมา…อินทรีทองเจ้าเล่ห์จะตายไป !”
“โหยวต๋า อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันสอบเซียงซื่อแล้ว เจ้าทบทวนตำราเรียบร้อยหรือยัง ? หากลุงเขยรู้ว่าเจ้ายังมีอารมณ์มารังแกสัตว์ก่อนสอบ ถ้าไม่ตีเจ้าจนก้นลายก็คงแปลก !” เสียงของสตรีที่มีชีวิตชีวาดังขึ้น มันชักจะคุ้นเคยมากขึ้นเรื่อยๆแล้วสิ
“หลินฉานเอ๋อร์ ! เจ้ามันคนขี้ฟ้อง น่ารำคาญยิ่งนัก !” เจ้าเด็กที่โดนเรียกว่าโหยวต๋าบ่นอุบด้วยความหงุดหงิด
หลินฉานเอ๋อร์ ? พี่สี่ ? มันจะบังเอิญไปหน่อยหรือเปล่า ? หลินเว่ยเว่ยเกิดความรู้สึกอยากเอามือก่ายหน้าผากอย่างบอกไม่ถูก…โลกช่างกลมเหลือเกิน ได้เจอสาวน้อยที่คุ้นเคยอีกแล้ว !
“หาเจอแล้ว ! คุณชาย นกอินทรีทองอยู่ตรงนั้นขอรับ !” ในเวลานี้มีบ่าวรับใช้อายุน้อยคนหนึ่งมองเข้ามายังบ้านหลังหนึ่งที่เปิดประตูทิ้งไว้ด้วยแววตาสงสัย เพราะเขาเห็นอินทรีทองตัวนั้นกำลังเกาะอยู่บนแขนของหลินเว่ยเว่ย
อินทรีทอง ‘ฮือฮือฮือ เจ้านาย คนพวกนั้นตามมาทำร้ายข้าถึงที่แล้ว ! ข้ากลัวเหลือเกิน หากไม่มีเนื้อกวางมาปลอบใจก็คงไม่ได้แล้ว…อืม หากเปลี่ยนเป็นเนื้อหมูป่าสักสองชั่งก็ยังพอไหว !’
ที่ด้านนอกมีเงาคนเคลื่อนไหวไปมาอยู่หลายคน เด็กชายอายุสิบสองหรือสิบสามปีพยายามเดินย่องเข้ามาเหมือนลิง แต่ถูกมือหนึ่งลากออกไป
“พี่สี่ รีบปล่อยข้า โอ้ อินทรีของข้า…” เจ้าเด็กโหยวต๋าพยายามออกแรงสะบัด แต่ไม่สามารถสะบัดมือพี่สี่ออกไปได้
หลินชิงหยูลากเขาออกมาและขอโทษคนสองสามคนที่ยืนอยู่ในลานบ้านด้วยน้ำเสียงจริงใจ “เด็กน้อยซนไปหน่อย ขอทุกท่านอย่าได้ถือสา…”
“หืม? พี่เว่ยเว่ย?” หลินฉานเอ๋อร์รู้สึกอับอายเหลือเกินที่มีลูกพี่ลูกน้องโผงผางและอยู่ไม่สุขเช่นนี้ ในตอนที่นางเห็นว่าอินทรีทองเกาะอยู่บนแขนของใครนั้น ดวงตากลมโตของนางก็พลันเป็นประกายเจิดจรัส น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาทั้งแปลกใจและดีใจในคราวเดียวกัน “เป็นพี่เว่ยเว่ยจริงด้วย! พวกท่าน…พักอยู่ที่นี่หรือ?”
หลินเว่ยเว่ยปั้นยิ้มออกมา “พวกข้ามาสอบ เพิ่งมาถึงวันนี้เอง…นี่คือบ้านที่พวกข้าเช่าไว้ พี่ชิงหยู น้องฉานเอ๋อร์ อย่ายืนที่หน้าประตูเลย เข้ามานั่งก่อนสิ…”
“ในเมื่อท่านมีน้ำใจ เช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว !” หลินฉานเอ๋อร์นึกถึงขนมเหล่านั้นที่เคยได้กินในเมืองจงโจว ทันใดนั้นนางก็แย้มยิ้มเริงร่าแล้วกระโดดโลดเต้นเข้ามาในบ้านทันที
หลินชิงหยูกำลังจะใช้อีกมือยื่นไปคว้าตัวน้องสาวเอาไว้ แต่ไม่ทันเสียแล้ว สุดท้ายเขาจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วเอ่ยกับหลินฉานเอ๋อร์ว่า “น้องเล็ก พวกหลินกู่เหนียงและน้องเจียงเพิ่งมาถึง คงไม่สะดวกที่จะต้อนรับพวกเรา ไว้มาเยี่ยมเยียนพวกเขาวันหลังก็ยังไม่สาย…”
หลินฉานเอ๋อร์เห็นสัมภาระในลานบ้านจึงกล่าวอย่างขัดเขินว่า “เช่นนั้น…ให้ข้าช่วยพี่สาวเก็บกวาดและจัดของดีหรือเปล่า…”
หลินเว่ยเว่ยมองสาวใช้สองคนที่อยู่ด้านหลังของอีกฝ่ายแล้วจึงไม่ได้ปฏิเสธ
ส่วนเด็กหนุ่มที่ชื่อว่าโหยวต๋าผู้นั้นกลับชี้มายังอินทรีทองที่เกาะอยู่บนแขนของนางแล้วกล่าวอย่างอวดเก่งว่า “อินทรีทองตัวนั้นเป็นของข้า ! เห็นแก่ที่ท่านรู้จักลูกพี่ลูกน้องของข้า จึงจะไม่เอาโทษที่ท่านจับเหยื่อที่ล่าไป รีบส่งมันมาให้ข้าเร็วเข้า !”
หลินชิงหยูหมดคำจะพูดต่อความหน้าหนาของญาติผู้น้องคนนี้ ทว่าหลินเว่ยเว่ยนึกสนุกขึ้นมา “เจ้าบอกว่าอินทรีทองเป็นของเจ้า เช่นนั้นถ้าเจ้าเรียกแล้วมันจะตอบรับหรือเปล่า ?”
โหยวต๋าทำตาโตเหมือนระฆังทองแดงพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงโอ้อวด “ฮึ หากข้าเรียกแล้วมันไม่ตอบรับ หรือว่าท่านเรียกแล้วมันจะตอบรับ ?”
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะ จากนั้นก็หันไปตะโกนเรียกอินทรีทองที่เกาะอยู่บนแขนของนางอย่างเคร่งขรึม “ต้าจิน…”
อินทรีทองหันมามองนางด้วยแววตาที่เจิดจ้าราวกับอัญมณีสีดำแล้วส่งเสียงสดใสออกมา “แกว้ก ! ข้าอยู่นี่ !”
ไม่ใช่แค่โหยวต๋าเท่านั้นที่ตกตะลึง แม้แต่หลินชิงหยูและหลินฉานเอ๋อร์ยังตกใจจนอึ้งงัน หลินฉานเอ๋อร์อ้าปากค้างพลางชี้มาที่อินทรีทองแล้วพูดอย่างตะกุกตะกักว่า “พี่เว่ยเว่ย…อินทรีทองตัวนี้เฉลียวฉลาดนัก มันพูดได้ด้วย !”
โหยวต๋ามีสีหน้าสับสนอยู่เล็กน้อยแล้วกล่าวอย่างไม่เชื่อ “ข้าไม่เชื่อ…ถ้าแน่จริงท่านเรียกมันอีกครั้งสิ”
หลินเว่ยเว่ยกลั้นยิ้มแล้วตะโกนอีกครั้ง “ต้าจิน !”
“อยู่นี่ ต้าจินอยู่นี่ !” อินทรีทองเอียงคอไปมองหลินเว่ยเว่ย มันเคลื่อนตัวจากแขนของนางไปที่ไหล่อย่างระมัดระวังแล้วเอาหัวถูไถใบหน้าเนียนละเอียดของนางอย่างออดอ้อน…มันเรียนรู้เคล็ดลับนี้มาจากหงส์แดงโง่เง่าตัวนั้น แม้จะดูประจบประแจงไปหน่อยแต่ได้ผลอย่างดี เพราะมันจะได้รับรางวัลจากเจ้านายทุกครั้ง
“สวรรค์ ! บนโลกใบนี้มีอินทรีทองพูดได้ด้วยหรือ ?” โหยวต๋าตกใจไม่น้อย จากนั้นก็วิ่งวนรอบนกอินทรีทอง “หากนำมันไปขาย คงได้ราคาดีแน่นอน !”
หลินเว่ยเว่ยหลุดขำออกมา จากนั้นนางก็เอาเจ้าหงส์แดงตัวน้อยออกมาจากใต้ปีกของอินทรีทองแล้วกล่าวกับโหยวต๋าและสองพี่น้องหลินชิงหยูว่า “อินทรีทองที่ใดพูดภาษามนุษย์ได้ ? มีแค่เจ้าตัวเล็กจอมซนนี้ต่างหาก !”
สาวน้อยชอบของสวยๆงามๆอย่างหลินฉานเอ๋อร์ยื่นมือไปหาหงส์แดงแล้วทำตาแป๋วมองหลินเว่ยเว่ย “นกแก้วที่พูดได้มีน้อยมาก พี่เว่ยเว่ย ข้าขอลูบมันได้หรือเปล่า ?”
หลินเว่ยเว่ยยื่นถั่วให้มันหนึ่งกำมือ หงส์แดงไม่จิกนิ้วของหลินฉานเอ๋อร์ เพราะมันเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินถั่วโดยไม่สนใจอะไร
อินทรีทองส่งเสียงโต้แย้งขึ้นมา…เหตุใดหงส์แดงจึงได้รางวัล แต่ข้าไม่ได้ ?
“เจ้าไม่เชื่อฟัง ละทิ้งหน้าที่ ข้าไม่ลงโทษเจ้าก็ดีเท่าไรแล้ว!” หลินเว่ยเว่ยขยับบ่าของตน นกอินทรีทองจึงบินขึ้นบนอากาศ หลังจากบินวนเหนือบ้านไปรอบหนึ่งแล้ว มันก็บินลงมาเกาะอยู่บนกิ่งของต้นไม้ในลานบ้านพลางมองเจ้าหงส์แดงที่กำลังกินถั่วอย่างเอร็ดอร่อยด้วยสายตาคาดโทษ…เพราะแผนการประหลาดของเจ้าแท้ๆ ทำให้ข้าต้องโดนเจ้านายบ่น!
หลินจื่อเหยียนชี้บอกบ่าวรับใช้ของตระกูลหลิน…สาวใช้สองคนและบ่าวหนึ่งคน…รวมซัวถัวและเหลยหยู่ก็ช่วยกันเก็บกวาดบ้านจนสะอาดแล้วช่วยขนสัมภาระเก็บเข้าที่จนเรียบร้อย เขาจึงเดินปาดเหงื่อออกมาและพบว่ามีคนที่คุ้นหน้าคุ้นตามาเยืยน “หืม? พี่ชิงหยู หลินกู่เหนียง พวกท่านก็มาสอบที่เหอโจวด้วยหรือ?”
หลินฉานเอ๋อร์ลูบไล้ขนอันแสนงดงามของหงส์แดงพลางเอ่ยโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา “พี่สี่ของข้ามาสอบเซียงซื่อ ส่วนข้ามาอยู่เป็นเพื่อนท่านป้า…บ้านของท่านป้าอยู่ที่ถนนเส้นถัดไปนี้เอง”
ตอนที่ 467: บุตรชายผู้โง่เขลาของท่านเจ้าเมือง
ในที่สุดความสนใจของโหยวต๋าก็ผละไปจากอินทรีทองเสียที ‘มาอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ของข้าที่ไหนกัน ? เจ้าก็แค่ขอติดสอยห้อยตามพี่ชายมาด้วยเท่านั้น เพราะเจ้าติดเที่ยวติดเล่นต่างหาก ! ครั้งที่แล้วก็แอบแต่งกายเป็นบุรุษไปเข้าร่วมงานแข่งขันกวีที่คฤหาสน์ศาสตร์หกแขนง สุดท้ายพอท่านป้าจับได้ก็โดนทำโทษอย่างหนัก แต่ยังไม่เข็ดอีก !’
หลินชิงหยูเห็นว่าพวกเจียงโม่หานเพิ่งเดินทางมาถึง ร่างกายคงเหนื่อยล้าจึงกล่าวอำลาทุกคน ทว่าหลินฉานเอ๋อร์ยังเล่นเจ้านกน้อยไม่หนำใจ นางบ่นอุบเพราะไม่อยากกลับ
หลินเว่ยเว่ยจึงเอาถั่วออกมาอีกสองกำมือแล้วกวักมือเรียกนาง “เจ้าหงส์แดงตัวนี้เป็นของขวัญที่คนอื่นให้ข้ามา คงไม่เหมาะที่จะมอบมันให้ผู้อื่นต่อ แต่หากน้องฉานเอ๋อร์ชอบก็สามารถพามันกลับไปเล่นสักสองวันได้ !”
หลินฉานเอ๋อร์ดีใจมากที่ได้ยินเช่นนั้น “จริงหรือ ? ข้านำมันกลับไปเล่นได้หรือ…”
หลินชิงหยูรู้ว่านกแก้วห้าสีตัวนี้ล้ำค่ามากเพียงใด จึงรีบพูดตัดบทน้องสาว “ขอบคุณสำหรับความปรารถนาดีของหลินกู่เหนียง ทว่านกแก้วตัวนี้ล้ำค่าเกินไป ข้ากลัวว่าน้องสาวจะดูแลมันได้ไม่ดี…”
หลินฉานเอ๋อร์ได้ยินแบบนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันเหือดแห้ง คราวนี้นางไม่ดื้อดึงอีกต่อไป “พี่เว่ยเว่ย ข้าไม่เอามันกลับไปด้วยดีกว่า หากมันบินหนีหายไปขึ้นมา…ข้าคงชดใช้ไม่ไหว !”
หลินเว่ยเว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ต่อให้มันบินหายไป ข้าก็ไม่ให้เจ้าชดใช้หรอก ! เจ้าไม่ต้องป้อนถั่วให้มันมากนัก ป้อนวันละสิบเมล็ดก็พอ หากเจ้าขนแหว่งดื้อก็ลงโทษมันด้วยการหักจำนวนถั่วที่ป้อนให้…”
หงส์แดงได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พอใจ “ไม่ใช่เจ้าขนแหว่ง ข้าคือหงส์แดง หงส์แดง ! หงส์แดงเป็นเด็กดีที่สุด นกดื้อคือต้าจิน !”
ต้าจินได้ยินแบบนั้นก็โมโหมาก มันบินโฉบลงมาหมายจะถอนขนเจ้านกแก้วตัวนี้…ไอ้นกแก้วขนแหว่ง ข้าอุตส่าห์พาเจ้ามาหาเจ้านายด้วยกัน ยังมาทำลายชื่อเสียงของข้าอีก ดูสิ หากข้าไม่ถอนขนเจ้าจนเกลี้ยงก็อย่ามาเรียกข้าว่าต้าจิน !
นับตั้งแต่ที่หงส์แดงถูกเจ้าดำถอนขนไปคราก่อน มันก็หวงแหนขนยิ่งชีพ เมื่อเห็นเช่นนั้นมันก็รีบบินหนีเข้าไปใต้แขนเสื้อของหลินฉานเอ๋อร์ จะงอยปากก็ร้องโหวกเหวกโวยวายราวกับหมูถูกเชือด “ช่วยด้วย นกน้อยจะโดนฆ่า ! รังแกคนตัวเล็กกว่า รังแกคนอ่อนแอกว่า ไม่สมกับเป็นชายชาตรี !”
โหยวต๋าได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกทึ่งมาก “เจ้านกแก้ว ใครเป็นคนสอนเจ้า ? นี่เจ้ารู้จักเล่นสำบัดสำนวนด้วยหรือ !”
หงส์แดงยื่นหัวเล็กๆของมันออกมาจากแขนเสื้อของหลินฉานเอ๋อร์ เมื่อเห็นว่าต้าจินไม่ได้ใส่ใจมันแล้วก็ผ่อนลมหายใจออกมา จากนั้นกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “ไม่มีใครสอน หงส์แดงเรียนรู้เอง !”
“เฮอะ ! เจ้านกน้อยตัวนี้ฉลาดยิ่งนัก !” หากเป็นคนอื่น โหยวต๋าคงคิดหาวิธีเอานกแก้วตัวนี้มาเป็นของตนแล้ว แต่เจ้าของหงส์แดงตัวนี้ดันเป็นสหายญาติผู้พี่ อีกทั้งยังกล่าวไว้แต่แรกแล้วว่าได้รับมันมาจากผู้อื่นในฐานะของขวัญ ตัวเขาจะกล้าเอ่ยปากได้อย่างไร !
ก่อนที่หลินฉานเอ๋อร์จะพาหงส์แดงตัวน้อยจากไป นางได้หันมากล่าวกับหลินเว่ยเว่ยว่า “ข้าพักอยู่ที่จวนของท่านเจ้าเมือง หากพี่เว่ยเว่ยมีเวลาว่างก็ไปหาข้าได้ !”
หลินเว่ยเว่ยบอกลาสองพี่น้อง กระทั่งเห็นพวกเขาจากไปแล้วถึงได้หันไปพูดกับเจียงโม่หาน “จวนเจ้าเมือง…ไม่ธรรมดา เกรงว่าสหายคนใหม่ของข้าจะมีฐานะไม่ธรรมดาเชียว !”
เจียงโม่หานเอาผ้าเช็ดหน้าไปชุบน้ำแล้วบิดหมาดๆ จากนั้นก็นำมาช่วยเช็ดหน้าให้นาง เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ เขาก็พูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าเมืองเหอโจวมีแซ่โหยว…”
“หมายความว่าเจ้าเด็กเสียงเพิ่งแตกหนุ่มผู้นั้นคือ…คุณชายแห่งจวนท่านเจ้าเมือง ? ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดถึงได้หยิ่งทะนงขนาดนั้น”
ชาติที่แล้วคนผู้นั้นเป็นถึงบุตรชายของเจ้าเมือง เป็นบุตรที่เกิดจากภรรยาเอก ย่อมต้องมีคุณสมบัติในการทำตัวเย่อหยิ่ง
เจียงโม่หานหัวเราะ โหยวต๋าผู้นี้นับได้ว่ามีนิสัยไม่เลว ทั้งรู้ความและมีความฉลาดเฉลียว ต้องทราบก่อนว่า ‘คนพวกนี้ชอบทำนิสัยวางอำนาจบาตรใหญ่’ หากเป็นคุณชายในจวนเจ้าเมืองที่มีนิสัยชั่วช้าก็อาจบีบบังคับจนมีคนตายเพียงเพื่ออินทรีทองตัวเดียว…
แน่นอนว่าคุณชายของท่านเจ้าเมืองผู้นี้ไม่ได้ลงมือช่วงชิงอินทรีทองไปเป็นของตน
พอตกกลางคืน หลินเว่ยเว่ยทำอาหารแสนอร่อยให้ทุกคน หลังจากแยกย้ายกันไปพักผ่อนแล้ว ตกดึกสายฝนก็ค่อยๆเท.ลงมา ทำให้วันที่แสนร้อนอบอ้าวพอมีความเย็นขึ้นมาบ้าง
การสอบเซียงซื่อจัดขึ้นในวันที่เก้าของเดือนแปด ทั้งสามสนามสอบจะใช้เวลาสอบสามวันต่อหนึ่งสนาม ช่วงระหว่างการสอบนี้สามารถกลับบ้านไปพักผ่อนได้หนึ่งคืน ในการสอบเซียงซื่ออนุญาตให้นำเมล็ดข้าว วัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร หม้อทองเหลืองขนาดเล็ก ถ่าน ชามข้าวและอุปกรณ์ครัวอื่นๆที่จำเป็นเข้าสนามสอบได้ และผู้เข้าสอบสามารถออกจากห้องสอบมาปรุงอาหารด้วยตนเองในบริเวณที่กำหนดให้
ในวันที่9นี้ ได้มีการตรวจสอบก่อนเข้าสนามสอบตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง จากนั้นผู้เข้าสอบทุกคนจะไปรวมตัวกันในห้องโถงใหญ่เพื่อตรวจสอบรายชื่ออีกครั้ง และเนื่องจากคราวนี้มีผู้เข้าสอบมาจากสองเมือง จำนวนคนจึงมีมากกว่าทุกครา กว่าจะตรวจสอบทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วต้องใช้เวลาเช้าจรดเย็นถึงได้แยกย้ายไปที่ห้องพักของตน
เมื่อผู้เข้าสอบเดินเข้าห้องพักไปแล้วก็เริ่มจัดห้อง เช่น คลุมผ้าใบกันน้ำไว้บนหลังคาเพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมจากสายฝน ติดผ้าม่านที่หน้าต่างเพื่อบังแดดบังลม ซึ่งพวกเขาต้องจัดแจงตอกตะปูยึดผ้าม่านเอง ทั้งยังต้องติดตั้งกระดานไม้สำหรับเขียนคำตอบด้วยตนเอง…ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดผู้เข้าสอบถึงได้พกมาทั้งห่อผ้าใบใหญ่และใบเล็ก ไหนจะพวกกระบุงตะกร้าอีก ดูพะรุงพะรังเพิ่มความยากในการตรวจสอบเข้าไปใหญ่…
หลังจัดห้องพักระหว่างสอบเสร็จแล้ว ผู้เข้าสอบมีเวลาทำอาหารครึ่งชั่วยาม ในตอนนี้ยังไม่เริ่มการทดสอบ ผู้เข้าสอบที่รู้จักกันจึงสามารถช่วยกันเตรียมอาหารได้
หลินจื่อเหยียนและเผิงหยูเหยี่ยนตามหาเจียงโม่หานเจอแล้ว ทั้งสามจึงเริ่มเอาน้ำซาวข้าวเพื่อหุง ตั้งแต่เช้ามืดจวบจนกระทั่งยามนี้ ผู้เข้าสอบยังไม่มีข้าวตกถึงท้องสักเม็ด พวกเขาทั้งหิวและเหนื่อยสายตัวแทบขาด
ระหว่างที่เดินมานี้ หลินจื่อเหยียนได้เห็นที่พักของว่าที่พี่เขยทั้งสองแล้วจึงกล่าวอย่างดีใจราวกับมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น “นับว่าพวกเราโชคดี ห้องพักที่ได้รับการจัดสรรถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว เมื่อครู่ตอนที่เดินผ่านมา ข้าพบพี่โอวหยางด้วยล่ะ แต่เขาโชคไม่ดีเลยเพราะได้อยู่ห้องเหม็นๆ”
ห้องเหม็นที่เอ่ยถึงนี้ก็คือห้องพักที่อยู่ใกล้ห้องน้ำ ยิ่งวันที่อากาศร้อนอบอ้าว ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่ากลิ่นห้องน้ำจะเหม็นชวนเป็นลมขนาดไหน…
เจียงโม่หานขมวดคิ้ว ชาติที่แล้วโอวหยางชิงสอบไม่ผ่าน หรือจะเป็นเพราะสาเหตุนี้ ? ทว่านับตั้งแต่ได้กลับชาติมาเกิดใหม่ ดูเหมือนหลากหลายเรื่องราวจะไม่เป็นดั่งเช่นชาติก่อน อีกทั้งชะตาชีวิตของแต่ละคนล้วนเปลี่ยนแปลงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ยกตัวอย่างเช่น หนิงตงเซิ่ง ในชาติที่แล้วมีชีวิตที่แสนหดหู่อยู่ในเขตเริ่นอัน แต่ในยามนี้ได้กลายเป็นดาวเด่นผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในโลกแห่งการค้าขายของสองเมืองทางเหนือ ธุรกิจของเขาเจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ หมินอ๋องซื่อจื่อ ผู้ที่เคยโดนดาบแทงเสียชีวิตเมื่อชาติที่แล้ว ยามนี้กำลังต่อสู้กับชาวตงหูอย่างดุดัน ส่วนโอวหยางชิงนั้น…
ไม่รู้ว่าผลการทดสอบระดับเซียงซื่อของโอวหยางชิงในชาตินี้จะเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า ?
หลินจื่อเหยียนกำลังกินเนื้อแผ่นอย่างเอร็ดอร่อย เขานั่งลงด้านข้างพลางมองเจียงโม่หานอบข้าวกับถั่วฝักยาวที่ผ่านการปรุงรสมาแล้ว ซึ่งพี่รองเป็นคนผัดถั่วฝักยาวไว้ให้ตั้งแต่อยู่ที่บ้าน ในผัดถั่วยังใส่เนื้อหมูลงไปอีกด้วย ขอเพียงใส่ข้าวสวยหุงสุกและน้ำลงในหม้อทองเหลืองตามอัตราส่วนที่พี่รองบอก จากนั้นใส่ผัดถั่วลงไปอบสักหน่อยก็ได้แล้ว
ตอนอยู่ที่บ้านเช่า พี่รองสาธิตให้พวกเขาดูหมดแล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นส่วนผสมและขั้นตอนเดียวกัน ทว่าพี่เขยรองทำได้รสชาติออกมาดีกว่าเล็กน้อย แต่เขากับพี่เขยใหญ่นั้นถ้าไม่ดิบเกินก็เกือบไหม้ จะว่ากินก็กินได้อยู่หรอก แต่เรื่องรสชาตินั้นสู้พี่เขยรองไม่ได้เลย
แถมหลินจื่อเหยียนยังถูกพี่รองบ่นไปชุดใหญ่ นางบ่นว่า ‘เจ้าเป็นลูกชาวนาแท้ๆ แต่หุงข้าวไม่เป็น’ นางบ่นจนเขารู้สึกราวกับตนเป็นขยะในหมู่ลูกชาวนา เป็นปลาตัวเล็กตัวน้อยในสังคม…พี่รองเป็นถึงพี่สาวแท้ๆ และนี่เขามาเข้าสอบเซียงซื่อ แต่นางกลับพูดแทงใจดำเขาแบบนี้ ใจร้ายมาก !
รอกระทั่งหลินจื่อเหยียนเลิกนึกถึงเรื่องพวกนี้ ข้าวอบถั่วฝักยาวก็เสร็จเสียที เจียงโม่หานเห็นดังนั้นก็นึกว่าอีกฝ่ายหิวและเพลียเกินไปจึงตักใส่ชามใหญ่ให้เลย จากนั้นจึงใช้ผงปรุงรสที่หลินเว่ยเว่ยเตรียมใส่ห่อกระดาษน้ำมันไว้ให้มาต้มน้ำแกงไข่
ตอนที่ 468: มิติน้ำพุวิญญาณอัพเกรดแล้ว?
กลิ่นหอมของข้าวอบถั่วฝักยาวใส่หมูลอยอบอวลไปทั่ว ผู้เข้าสอบที่กำลังหุงข้าวอยู่ใกล้ๆก็ได้กินแค่อาหารอย่างธรรมดาที่ตนเองนำมา พวกเขาถึงขั้นสูดลมหายใจเอากลิ่นหอมนั้นเข้าปอด ในใจก็ได้แต่อิจฉาทั้งสามคนที่กำลังกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย…เจ้าพวกนี้ไม่เหมือนผู้มาสอบเลย เหมือนมานั่งกินข้าวนอกบ้านมากกว่า !
หลังจากกินข้าวและล้างอุปกรณ์ทำครัวของตนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหล่าผู้เข้าสอบก็จะกลับไปยังที่พักของตน จนกระทั่งช่วงฟ้ามืดผู้คุมสอบก็จะมาแจกกระดาษคำถามสำหรับสนามแรก…โดยคำถามจะแบ่งเป็นคำถามจากในตำราทั้งสี่ (สี่ตำราห้าคัมภีร์) 3ข้อ จากคัมภีร์อี้จิง (คัมภีร์ว่าด้วยหลักการเปลี่ยนแปลง) 4ข้อ และกลอนบทห้าพยางค์แปดสัมผัสอีก1บท…คำถามจากตำราทั้งสี่จะต้องเขียนอธิบายอย่างน้อย200ตัวอักษร ส่วนคำถามจากคัมภีร์อี้จิงจะต้องเขียนบรรยายอย่างน้อย300ตัวอักษรขึ้นไป
พอลองคำนวณเวลาแล้ว วันแรกผ่านไปอย่างรวดเร็ว พวกเขายังมีเวลาทำข้อสอบอีกสองคืน หลังจากที่ผู้เข้าสอบได้รับกระดาษคำถามแล้วก็ไม่กล้าชักช้าปล่อยให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ต่างคนต่างร่างคำตอบกันอย่างขยันขันแข็ง
เจียงโม่หานไม่ได้รีบร้อนที่จะขยับพู่กันของตน เขาเก็บกระดาษคำถามแล้วใช้ผ้ามาคลุมกระดานไม้ของตน จากนั้นก็ปูที่นอน ดับเทียนแล้วเอนกายลงนอนพลางครุ่นคิดถึงแนวทางในการตอบคำถามเหล่านี้…
ผู้ดำเนินการจัดสอบในรอบนี้ยังคงเป็นบัณฑิตหยวนจากสำนักบัณฑิตฮั่นหลิน เขายังคงไม่ล้มเลิกความคิดที่จะเกลี้ยกล่อมอาจารย์ให้เข้าเมืองหลวงไปพร้อมกัน จึงเดินทางมาคุมการสอบยังสถานที่ทุรกันดารทางเหนือแห่งนี้อีกครั้ง
เขามองไปยังห้องพักของผู้เข้าสอบที่ดับเทียนอยู่เพียงห้องเดียวแล้วกล่าวกับเจ้าเมืองโหยวว่า “ผู้เข้าสอบคนนี้ประมาทเลินเล่อเกินไปแล้ว ทั้งที่เวลายังไม่ดึกแต่ก็ดับเทียนเข้านอน ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเขานอนหลับลงได้อย่างไร!”
เจ้าเมืองโหยวมองไปยังห้องพักที่บัณฑิตหยวนเอ่ยถึงพลางส่ายหน้าช้าๆ แล้วกล่าวว่า “เหตุใดจึงทำราวกับว่าการสอบเซียงซื่อไม่อยู่ในสายตาขนาดนี้ หรือเป็นเพราะเห็นว่าคำถามยากเกินไปจึงชิงตัดใจเสียก่อนขอรับ?”
บัณฑิตหยวนลูบเคราพลางกล่าวว่า “อาจเป็นเช่นนั้น หากไม่ชิงถอดใจก่อนก็อาจมั่นใจว่าตนทำได้กระมัง!”
“แต่ถึงจะมั่นใจในตนเองมากเพียงใดก็ต้องพยายามอย่างสุดความสามารถสิขอรับ!” เจ้าเมืองโหยวไม่ชอบพฤติกรรมของผู้เข้าสอบคนนี้เลย นึกถึงตอนที่ตนเข้าร่วมการทดสอบระดับเซียงซื่อในปีนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่กดดันและนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน แต่เจ้าเด็กคนนี้ พอได้กระดาษคำถามไปแล้วก็ดับเทียนเข้านอนเสียได้
เฮ้อ! มนุษย์หนอมนุษย์ เห็นว่าตนยังหนุ่มยังแน่นจึงไม่หวงแหนโอกาสในการสอบเป็นขุนนาง หากพลาดติดอันดับไปเพียงเพราะคะแนนห่างจากคนก่อนหน้าหนึ่งหรือสองคะแนนแบบนั้น ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกเสียใจภายหลังหรือเปล่า?
และในค่ำคืนนี้ เจียงโม่หานก็นอนหลับสบายไปถึงเช้า ในตอนเช้าตรู่ เขาทำอาหารไปด้วยพลางเรียบเรียงแนวทางคำตอบที่คิดเมื่อคืนไปด้วย หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วเขาก็เริ่มเขียนคำตอบอย่างคล่องแคล่ว ยังไม่ทันถึงช่วงบ่ายในวันที่สาม เขาก็เขียนคำตอบเสร็จสมบูรณ์
พวกเจียงโม่หานตั้งใจทำข้อสอบอย่างขันแข็งอยู่ที่สนามสอบ ในขณะเดียวกันหลินเว่ยเว่ยที่อยู่บ้านเช่าก็ไม่ได้ทำตัวว่างงาน เพราะในยามนี้ข้าวสาลีและข้าวขาวที่นางปลูกไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้ว
เอ่ยถึงมิติน้ำพุวิญญาณ หากหลินเว่ยเว่ยไม่ไปเอาน้ำพุวิญญาณและผลไม้ที่ปลูกไว้ในนั้น นางก็แทบจะลืมไปแล้วว่ามีมิติน้ำพุวิญญาณของตนอยู่ เพราะเวลานางต้องการอะไร ใช้แค่ความคิดเดียว ของสิ่งนั้นก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้า ดังนั้นนางจึงแทบไม่ได้เข้าไปในมิติน้ำพุวิญญาณเลย นานสุดที่เว้นช่วงเข้าไปคือหนึ่งเดือนกว่าๆ
ครั้งนี้ที่นางเข้ามาในมิติก็ถึงขั้นตกตะลึงและแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เห็นตรงหน้า…นี่คือมิติน้ำพุวิญญาณของนางหรือ? เหตุใดจึงมีที่ดินมากมายขนาดนี้?
เดิมทีมิติของหลินเว่ยเว่ยมีบ่อน้ำที่มีน้ำพุวิญญาณมาบรรจบแบ่งเป็นสองฝั่งพื้นดิน ด้านหนึ่งเป็นที่ดินอันอุดมสมบูรณ์สามหมู่ อีกด้านหนึ่งเป็นที่ดินรกร้างปกคลุมไปด้วยหญ้า เมล็ดพืชถูกปลูกในทุ่งที่อุดมสมบูรณ์สามหมู่นั้น นางใช้น้ำพุวิญญาณหล่อเลี้ยงเหล่าพืชพันธุ์ที่ปลูกไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเมล็ด การนำมารดต้นไม้ นอกจากนี้นางยังปลูกผลไม้ที่ขุดมาจากบนภูเขาไว้รอบบ่อน้ำ โดยแบ่งเป็นต้นท้อ3ต้น, ต้นซิ่ง (เอพริคอต) 2ต้น, ต้นแอปเปิล2ต้น, ต้นสาลี่2ต้น, และเถาองุ่น2เถา
ทางด้านทุ่งหญ้าอีกด้านหนึ่งนั้น นางใช้เป็นสถานที่เลี้ยงสัตว์ที่ล่ามาได้…ไม่ว่าจะเป็นกระต่ายป่า ไก่ป่า แพะภูเขาหรือแม้แต่ฝูงกวาง…
ตอนนี้น่ะหรือ ? ปลายสุดของพื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่ทุ่งหญ้านั้นไม่รู้ว่ามีพื้นที่ผืนใหญ่เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหน ประเมินจากสายตาแล้ว…น่าจะมีพื้นที่เกือบหนึ่งร้อยหมู่ ?
นางไม่ได้เข้ามาในมิติน้ำพุวิญญาณแค่หนึ่งเดือนกว่า แต่กลับมีพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเข้ามาผืนใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว ? หรือว่ามิติน้ำพุวิญญาณจะสามารถอัพเกรดได้ ? ไม่สิ ! ช่วงนี้นางก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ ? แล้วมิติจะอัพเกรดได้อย่างไร ?
หลังจากคิดดูแล้วนางก็เดาได้…เป็นไปได้หรือไม่ว่า…ขนาดของพื้นที่ถูกกำหนดโดยจำนวนที่ดินอุดมสมบูรณ์ที่ครอบครัวของนางเป็นเจ้าของ ?
ในตอนที่นางเพิ่งทะลุมิติมานั้น ครอบครัวเป็นเจ้าของที่นาแค่3หมู่ ดังนั้นพื้นที่เพาะปลูกในมิติน้ำพุวิญญาณจึงมีแค่3หมู่ แต่เมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิของปีนี้ นางและบัณฑิตน้อยร่วมกันซื้อที่ดินจำนวน100หมู่ พอมาตอนนี้พื้นที่ว่างเพิ่มขึ้นในมิติน้ำพุวิญญาณก็ดันบังเอิญมีเท่ากับที่ดินใหม่พอดี… หากเป็นเช่นนั้นจริง ต่อไปนี้ขอเพียงนางมีเงิน นางก็จะมีที่นาแบบคูณสอง ! ฮ่าฮ่า…เช่นนี้ความปรารถนาของนางที่จะได้เป็นเกษตรกรผู้มั่งคั่งก็ก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้วสิ !
ทว่า…ที่ดินเยอะขนาดนี้ หากให้นางทำคนเดียวคงไม่ไหวแน่ ! หากที่ดินพวกนี้สามารถไถพรวน ปลูกพืชและเก็บเกี่ยวด้วยตัวเองได้ก็ดี…
พอนางคิดได้แบบนี้ จู่ๆที่ดินใหม่ผืนนั้นก็คล้ายกับมีเครื่องจักรที่มองไม่เห็นคอยขับเคลื่อนอยู่ มันเริ่มไถพรวนด้วยตัวมันเอง แถมยังไถพรวนด้วยความเร็วที่มากอีกด้วย ทว่าที่ดินผืนนั้นเพิ่งจะไถพรวนไปได้ไม่ถึงครึ่ง นางก็รู้สึกหน้ามืดตาลายแล้ว จึงรีบดื่มน้ำพุวิญญาณและออกจากมิติ
หลินเว่ยเว่ยนึกถึงนิยายแฟนตาซีที่เคยอ่านเมื่อชาติที่แล้ว หรือว่านี่คือการใช้พลังจิตควบคุมมิติอย่างที่ในนิยายกล่าวไว้? มันวิเศษมาก! อย่างไรก็ตามการทะลุมิติของนางและการมีอยู่ของมิติน้ำพุวิญญาณล้วนเป็นเรื่องลึกลับมาตั้งแต่ต้น
หลินเว่ยเว่ยใช้เวลาสามวันในการควบคุมให้มิติน้ำพุวิญญาณเก็บเกี่ยวข้าวสาลีและข้าวขาวทั้งสองหมู่จนเสร็จ จากนั้นก็ไปไถพรวนพื้นที่ใหม่อีกร้อยหมู่แล้วลงปลูกข้าวสาลีกับข้าวโพด กระทั่งพวกเจียงโม่หานกลับมาจากสนามสอบแล้วนางก็จัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ
เดิมทีหลินจื่อเหยียนนึกว่าออกจากสนามสอบมาแล้วจะได้กินของอร่อยฝีมือพี่รอง แต่คาดไม่ถึงว่าเมื่อกลับมาถึงบ้านเช่า หม้อและกระทะยังคงว่างเปล่า เมื่อเห็นพี่รองที่เพิ่งเดินออกมาจากในบ้าน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป พร้อมถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่า “พี่รอง เหตุใดสีหน้าของท่านดูแย่ขนาดนี้? ท่านไม่ได้ป่วยใช่ไหม?”
เจียงโม่หานที่เดินตามเข้ามาก็เร่งฝีเท้าให้ยาวขึ้น เพียงสามก้าว เขาก็มาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าของหลินเว่ยเว่ยแล้ว หืม? มันผิดปกติเพราะปกตินางจะร่าเริงมีชีวิตชีวาและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน แต่ในยามนี้สีหน้าของนางดูแย่ยิ่งกว่าผู้ที่เพิ่งผ่านการทดสอบมาสามวันสามคืนอย่างพวกตนเสียอีก
เขาใช้หลังมือแตะที่หน้าผากของนางแล้วถามอย่างเป็นห่วง “เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า? เจ้าไปนอนพักในห้องเถิด ข้าจะไปเรียกหมอมาให้…”
หลินเว่ยเว่ยโบกมือปัดพลางกล่าวว่า “ข้าไม่ได้ป่วย แค่เหนื่อยไปหน่อย พักผ่อนสักประเดี๋ยวก็หายแล้ว การทดสอบสนามแรกของพวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? พอทำได้หรือเปล่า?”
หลินจื่อเหยียนอดถามอีกครั้งด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “พี่รอง ท่านไม่เป็นอะไรแน่หรือ? อย่าหลบเลี่ยงการหาหมอเพียงเพราะท่านกลัวการดื่มยาขมเลย!”
หลินเว่ยเว่ยได้ยินน้องชายพูดแบบนั้นก็มองเขาตาเขียวปัด “ข้าเป็นผู้ที่ชอบเอาสุขภาพของตนมาล้อเล่นหรือไร?”
หลินจื่อเหยียนจึงยื่นหน้าไปกระซิบถาม “หรือที่ข้าพูดไม่จริง? ใครที่ไม่ยอมฟังคำกำชับของหมอตอนได้รับบาดเจ็บ ไม่ยอมพักผ่อนให้ดี แถมยังเที่ยวไปวิ่งลดน้ำหนักทั่วหมู่บ้านอีก?”
“เจ้าพูดอะไร? กล้าพูดให้ดังกว่านี้หรือเปล่า?” หลินเว่ยเว่ยดึงหูของเขา…เจ้าเด็กตัวเหม็น กล้าพูดล้อเลียนพี่รอง ประเดี๋ยวเถิด! เจ้าเด็กไม่รักดี แบบนี้ข้าต้องสั่งสอน!
“ไอโหยว พี่รอง ปล่อยข้า หูของข้า…หูของข้าจะถูกท่านดึงจนหลุดแล้ว!” คราวนี้หลินจื่อเหยียนจึงเชื่อได้อย่างสนิทใจว่าหลินเว่ยเว่ยไม่เป็นอะไรจริงๆ เพราะคนป่วยที่ไหนจะมีแรงเยอะขนาดนี้?
ตอนที่ 469: ไม่ใช่น้องชายสุดที่รักของท่านอีกแล้ว
เจียงโม่หานยังไม่วางใจ เขาดึงดันจะไปตามหมอมาตรวจอาการของนาง หลินเว่ยเว่ยปฏิเสธไม่ได้จึงยอมให้หมอมาตรวจอาการแต่โดยดี หลังจากที่หมอบอกว่านางไม่เป็นไรแล้ว เจียงโม่หานถึงได้วางใจ
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ได้เป็นอะไร ยังรบกวนให้ท่านหมอมาตรวจอาการอีก!” หลินเว่ยเว่ยมองค้อนเขาไปหนึ่งที แต่ในใจของนางรู้สึกอบอุ่นอย่างอธิบายไม่ถูก “พวกเจ้าไปนอนพักผ่อนสักประเดี๋ยวเถิด ข้าจะไปทำอาหาร!”
เจียงโม่หานเข้ามาขวางนางไว้แล้วกล่าวว่า “ข้าทำอาหารเย็นเอง เจ้าไปนอนพัก…”
หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าเขาเป็นห่วงจึงตอบว่า “ถ้าเจ้าไม่เหนื่อยก็มาเป็นลูกมือข้าสิ!”
มื้อเย็นนี้นางหุงข้าวแล้วทำกับข้าวง่ายๆสองอย่าง จานหนึ่งเป็นผัดแฮม อีกจานคือผัดผัก ข้าวที่นางใช้หุงเป็นข้าวขาวที่เพิ่งเกี่ยวมาจากมิติน้ำพุวิญญาณจึงมีความสดใหม่ ดังนั้นจึงให้รสชาติอร่อยกว่าข้าวเก่าที่ซื้อมา
บัณฑิตทั้งสามกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย หลินจื่อเหยียนกินข้าวคำโตพลางกล่าวไปด้วยว่า “พี่รอง ข้าวนี้อร่อยมาก! คงแพงมากเลยใช่ไหม!”
หลินเว่ยเว่ยตักข้าวให้บัณฑิตน้อยแล้วคีบแฮมใส่ชามของเขาพลางกล่าว “พวกเจ้าคงทำข้อสอบมาอย่างเหน็ดเหนื่อย อาหารที่ข้าทำให้ย่อมเลือกวัตถุดิบอย่างดีที่สุด! สมแล้วที่เมืองเหอโจวเป็นเมืองใหญ่ที่สุดแห่งแดนเหนือ อยากซื้ออยากหาอะไรก็ล้วนมีครบครัน!”
หลินจื่อเหยียนกินข้าวหมดไปสามชาม หลังจากตักข้าวก้นหม้อกินจนเกลี้ยงแล้ว เขาถึงได้ลูบหน้าท้องอย่างพึงพอใจ “พี่รอง ที่พักในสนามสอบไม่เหมือนสถานที่ให้คนอยู่ได้เลย ส่วนเรื่องอาหารการกินยังดีที่มีบะหมี่สำเร็จรูปที่ท่านเตรียมให้ แค่ต้มน้ำร้อนใส่ก็กินอิ่มท้องได้แล้ว แต่ยามนอนหลับนี่สิ ขายาวๆของข้าแทบจะไม่มีที่เหยียด สามคืนมานี้ข้านอนลำบากเหลือเกิน!”
หลินเว่ยเว่ยมองค้อนน้องชาย “ขาของเจ้ายาวเท่าขาของบัณฑิตน้อยหรือเปล่า? เขายังไม่บ่นสักคำ แต่เจ้าบ่นจุกจิกเสียแล้วหรือ?”
หลินจื่อเหยียนถอนหายใจออกมา “พี่รอง นับแต่ที่ท่านหมั้นหมายกับศิษย์พี่เจียง ข้าก็ไม่ใช่น้องชายสุดที่รักของท่านอีกแล้ว…”
“เดิมทีเจ้าก็ไม่ใช่อยู่แล้ว เพราะน้องชายสุดที่รักของข้าคือน้องสี่ต่างหาก !” หลินเว่ยเว่ยเตะขาของน้องสามเบาๆ “ไปล้างจาน !”
หลินจื่อเหยียนมองนางอย่างน้อยใจ “พี่รอง ข้าคือผู้เข้าสอบ ผู้เข้าสอบเชียวนะ !”
“ผู้เข้าสอบแล้วอย่างไร ? ไม่ได้แขนหรือขาขาดเสียหน่อย !” หลินเว่ยเว่ยไม่ใส่ใจเขาเลยสักนิด
เผิงหยูเหยี่ยนดึงหลินจื่อเหยียนที่กำลังปฏิเสธการล้างจานเอาไว้…สำหรับหลินเว่ยเว่ยแล้ว ไม่มีใครสู้นางได้ เจ้าเด็กแซ่หลินผู้นี้ก็รู้ดีว่าอาจไปกระตุกหนวดแม่เสือ แต่ก็ยังยอมโดนเสือตะปบ ?
ข้าวขาวที่ปลูกในมิติน้ำพุวิญญาณไม่เพียงอร่อยเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงอีกด้วย ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกว่าตนกลับมามีชีวิตชีวาและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานอีกครั้ง ความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้พลันมลายหายไปจนสิ้น ไม่มีท่าทีอ่อนล้าเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว
ในที่สุดเจียงโม่หานก็วางใจได้เสียที เด็กน้อยผู้นี้บอกว่าเหนื่อยทั้งที่นางมีพละกำลังซึ่งคนทั่วไปไม่อาจเทียบได้ ต่อให้นางทำงานหนักสามวันสามคืนก็ไม่เคยมีสภาพเช่นนี้มาก่อน เขาจึงไม่รู้จริงๆว่าช่วงสามวันนี้นางไปทำอะไรมา
หลินเว่ยเว่ยถามไถ่ถึงการสอบสนามแรกของพวกเขา เจียงโม่หานย่อมมีความมั่นใจในตนเองอยู่แล้ว ทว่าหลินจื่อเหยียนถอนหายใจออกมา เขาคิดว่ายังตอบคำถามได้ไม่ดีพอ ส่วนเผิงหยูเหยี่ยนคิดว่าตนตอบได้ตรงตามเกณฑ์ ไม่ได้น่ากังวลอะไรมากนัก
แต่การจะสอบผ่านหรือไม่นั้น ความชื่นชอบในการตอบคำถามของผู้ตรวจข้อสอบ ผู้วิจารณ์และผู้ควบคุมการสอบทุกท่านเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นก่อนสอบเจียงโม่หานได้วิเคราะห์รูปแบบการเขียนคำตอบของผู้เข้าสอบหลายคน รวมถึงรูปแบบการเขียนคำตอบของบัณฑิตหยวนซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งใจเขียนคำตอบอย่างจริงจังและเคร่งครัด โดยเฉพาะบัณฑิตหยวนผู้นั้น ปกติมักจะเขียนบทความอย่างระมัดระวังและเคร่งครัดมากจนแทบไม่มีช่องโหว่เลย ในยามที่ต้องชี้แนะพวกหลินจื่อเหยียนแล้วเจียงโม่หานจึงละทิ้งเรื่องวาทศิลป์ไปและเน้นย้ำเรื่องความจริงจังของข้อความที่สื่อลงไปแทน
…....
การสอบสนามที่สองและสนามที่สามก็จบลงด้วยความทรมานของผู้เข้าสอบนับไม่ถ้วน ในที่สุดการสอบระดับเซียงซื่อก็จบลงเสียที ยามที่พวกเขาออกจากสนามสอบมานั้นก็พบว่าฝนกำลังตกหนัก เจียงโม่หานยังคงเป็นผู้เข้าสอบกลุ่มแรกที่เดินออกมา ขณะเดียวกันหลินเว่ยเว่ยได้เบียดฝูงชนเข้ามาหาแล้วยื่นร่มให้เขา
และในยามนี้เอง ด้านนอกของกลุ่มคนที่มากับผู้เข้าสอบก็มีเสียงโห่ร้องดังขึ้น หลินเว่ยเว่ยเงี่ยหูฟังจึงได้ยินเสียงคนตะโกนมาว่า ‘ชนะแล้ว! ชนะแล้ว!’ ท่ามกลางเสียงฝนที่โหมกระหน่ำลงมา
เจียงโม่หานดึงตัวนางมาข้างกาย เขากางร่มให้นางแล้วยื่นหน้าไปกระซิบข้างหูว่า “กองทัพชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือได้รับชัยชนะ สามารถขับไล่พวกตงหูกลับไปยังส่วนลึกของทุ่งหญ้าได้แล้ว…”
“ที่แท้ก็รบชนะ สมควรแล้วที่พวกเขาจะโห่ร้องอย่างยินดี วันนี้ช่างเป็นวันที่ดีจริงๆ นอกจากเหล่าบัณฑิตได้ผ่านพ้นวันแห่งความมืดมนช่วงการสอบเซียงซื่อแล้ว ยังมีข่าวดีเรื่องชัยชนะศึกอีก กลับไปต้องจัดงานฉลองใหญ่ให้พวกเจ้าแล้ว” จากนั้นหลินเว่ยเว่ยได้เอ่ยอย่างเป็นกังวลว่า “ไม่รู้ว่าหมินอ๋องซื่อจื่อได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า? ทหารในกองทัพของราชวงศ์จะบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากหรือไม่…”
เจียงโม่หานมองนางด้วยสายตาเคร่งขรึมแล้วถามเสียงเบาว่า “เจ้าเป็นห่วงเขาหรือ?”
“ห่วงใคร?” หลินเว่ยเว่ยชะงักเล็กน้อยแล้วย้อนถามเขา “เจ้าหมายถึงหมินอ๋องซื่อจื่อหรือ? ถึงอย่างไรเขาก็มีวาสนาต่อเรา ได้พบหน้ากันอยู่หลายครั้ง…อีกอย่างก็ไม่ง่ายเลยกว่าจะช่วยเขาจากมนุษย์โอสถ! ยิ่งไปกว่านั้นคือหมินอ๋องซื่อจื่อเป็นวีรบุรุษของแผ่นดินและราษฎร เป็นผู้ที่ทำคุณงามความดีให้แก่บ้านเมือง หากคนสำคัญเช่นเขาต้องมีอันเป็นไปในสนามรบ การที่คนผมขาวต้องมาฝังร่างของคนผมดำผู้เป็นบุตรหลาน คงน่าปวดใจไม่น้อย!”
“เจ้าถามเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? คงไม่คิดว่าข้าชอบเขาใช่หรือไม่?” หลินเว่ยเว่ยจ้องอีกฝ่าย “แม้จะบอกว่าหมินอ๋องซื่อจื่อผู้นั้นมีรูปโฉมไม่เลว อีกทั้งยังมีฐานะสูงส่งและยังเป็น ‘ชายโสดเพชร’ แต่ก็แค่นั้น…เพราะเมื่อเทียบกับรูปโฉมของเจ้าแล้ว เขายังตามหลังอยู่มากโข! เมื่อเทียบกันแล้วข้าชอบ ‘หุ้นที่น่าลงทุน’ แบบเจ้ามากกว่า!”
“ชายโสดเพชร? หุ้นที่น่าลงทุน?” เจียงโม่หานยกยิ้ม น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความสงสัย เด็กน้อยมักจะชอบพูดจาประหลาด แต่ยังดีที่นางรู้จักวางท่าทีต่อหน้าผู้อื่น
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะเสียงแห้ง “ไม่มีอะไรหรอก มันก็ความหมายเดียวกับ ‘เขยเต่าทองคำ’ อะไรทำนองนั้น…หืม? ต้าฮว๋ากับพี่เขยใหญ่ออกมาแล้ว ข้ายังมีร่มอีกคัน รีบเอาไปให้พวกเขาเถิด…”
หลินจื่อเหยียนก็เห็นพวกนางแล้วเช่นกัน…ด้วยความสูงและรูปโฉมที่โดดเด่นของเจียงโม่หาน ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนก็ล้วนทำให้ผู้คนยากที่จะเมินเฉยได้ ในตอนที่แหวกฝูงชนมาหาหลินเว่ยเว่ยได้แล้ว หลินจื่อเหยียนก็ตัวเปียกเหมือนลูกหมาตกน้ำ
“ฝนตกหนักมาก!” หลินจื่อเหยียนรับร่มมาถือไว้ เขาเช็ดน้ำฝนบนใบหน้าแล้วกล่าวว่า “โชคดีเหลือเกินที่ฝนตกหลังสอบเสร็จ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าต้องมีกี่คนที่เจ็บปวดใจจนน้ำตาไหลออกมา!”
“เหตุใดถึงกล่าวเช่นนั้น?” เจียงโม่หานคอยปกป้องหลินเว่ยเว่ยจากผู้คนที่เดินเบียดสวนกันไปมา วันนี้ฝนตกหนักมาก ผู้คนถือร่มเดินเบียดกัน หากไม่ระวังก็อาจทำให้น้ำที่ไหลลงมาจากร่มโดนเสื้อผ้าผู้อื่นได้
หลินจื่อเหยียนตัวเปียก อีกทั้งยังตัวไม่สูงมากนัก การถือร่มท่ามกลางฝูงชนอาจพูดได้ว่าเป็นเรื่องยาก สุดท้ายเขาจึงหุบร่มแล้วเอามือป้องศีรษะวิ่งฝ่าสายฝนไป จนกระทั่งมาเจอชายคาของร้านอาหารแห่งหนึ่ง เขาถึงได้ตอบคำถามของพี่รอง
“ห้องพักในสนามสอบทรุดโทรมมาช้านานแล้ว ต่อให้นำผ้าใบกันฝนไปด้วยก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะกันฝนได้หรือเปล่า พี่รอง ท่านลองคิดสิ ถ้ากระดาษคำตอบที่เราเฝ้าเขียนมาอย่างยากลำบากต้องขาดเพราะเปียกฝน เช่นนั้นได้น้ำตาตกในแน่นอน!”
[1] เขยเต่าทองคำ หมายถึง สามีที่มีฐานะร่ำรวย
ตอนที่ 470: ถังข้าวยังใส่ข้าวได้ แล้วเจ้าเอาอะไรไปเปรียบกับมัน
เวลานี้หลินจื่อเหยียนได้ยินลูกค้าในร้านอาหารกำลังสนทนากันถึงข่าวชัยชนะของกองทัพชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เขาจึงยิ้มแป้นพลางกล่าวว่า “ยอดเยี่ยมมากเลย ในที่สุดพวกเราก็สามารถขับไล่ชนป่าเถื่อนอย่างชาวตงหูให้กลับทุ่งหญ้าได้เสียที! คราวนี้ท่านแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องลี้ภัยสงครามไปที่อื่นอีกแล้ว”
ราชวงศ์ต้าเซี่ยเพิ่งสถาปนาขึ้นใหม่ได้เพียงไม่กี่ปี ตระกูลหลินก็ต้องอพยพหนีภัยสงครามมาที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวแล้ว ก่อนหน้านี้นางหวงและนางเฝิงมักจะเล่าเรื่องความยากลำบากสมัยลี้ภัยสงครามให้ลูกๆฟังเป็นประจำ ในช่วงสงครามนั้นผู้คนไม่มีแม้กระทั่งเสื้อผ้าจะสวมใส่หรืออาหารให้กิน ผู้ที่มีชีวิตอยู่รอดมาได้ล้วนเป็นผู้มีบุญเก่าทั้งนั้น
ในปีนั้นหากไม่ใช่เพราะผู้เป็นบิดามีความขยันขันแข็งและมีความสามารถหลากหลาย ตระกูลหลินคงไม่ได้มีโอกาสอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันจนกระทั่งหนีมาลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านฉือหลี่โกว
….....
“เอาล่ะ อย่าเพิ่งกล่าวเรื่องพวกนี้เลย รีบกลับบ้านไปดื่มน้ำขิงสักหน่อยเถิด ประเดี๋ยวจะป่วยเอาได้!”
บ้านที่พวกนางเช่าไว้อยู่ไม่ไกลจากสนามสอบมากนัก ขากลับก็แค่เดินเร็วหน่อย ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็มานั่งพักอยู่ในห้องโถงกลางพร้อมจิบน้ำขิงไล่ความหนาวเย็นแล้ว
หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าบัณฑิตทั้งสามมีสีหน้าดูดีจึงกล่าวว่า “ในหม้อมีน้ำร้อนอยู่ พวกเจ้าอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ส่วนข้าจะไปทำอาหารให้กิน!”
หลินจื่อเหยียนเอ่ยว่า “ทำอาหารที่ย่อยง่ายหน่อยเถิด หลายวันมานี้ข้าเขียนข้อสอบจนแทบอาเจียน ไม่นึกอยากอาหารเลย…”
“ช่างหาได้ยากยิ่ง เจ้าเองก็มีช่วงเบื่ออาหารเหมือนคนอื่นด้วยหรือ!” หลินเว่ยเว่ยไม่วายหยอกเย้าน้องชาย
หลินจื่อเหยียนได้ยินพี่รองหยอกล้อแบบนั้นจึงเถียงกลับทันที “พี่รอง ท่านพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? พูดราวกับข้าเป็นถังข้าวสารก็ไม่ปาน”
“ถังข้าวสารยังใส่ข้าวได้ แล้วเจ้าเอาอะไรไปเปรียบกับมัน?”
ในเมื่อเหล่าบัณฑิตเพิ่งสอบเสร็จและยังกินอะไรไม่ลง นางกลัวว่าหากทำของที่มันเลี่ยนเกินไปจะทำให้ย่อยยาก หลินเว่ยเว่ยจึงทำเมนูอาหารที่ย่อยง่าย รสชาติไม่จัดจ้านเกินไป
หลินจื่อเหยียนพูดอย่างไม่ยอม “พี่รอง ข้าเป็นถึงบัณฑิตซิ่วไฉเชียวนะ ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ต้องไว้หน้ากันบ้าง!”
“ใบหน้าก็เป็นของเจ้าเอง จะให้ผู้อื่นรักษาได้อย่างไร!” หลินเว่ยเว่ยทำอาหารรวดเร็วมาก หลังจากที่บัณฑิตทั้งสามอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็เริ่มกินข้าว
หลินเว่ยเว่ยคีบเนื้อปลากระพงนึ่งให้คู่หมั้นหนุ่ม หลินจื่อเหยียนเห็นเช่นนั้นก็บ่นอุบ “สตรีเมื่อเติบใหญ่ก็ต้องแต่งงานออกเรือนไป สุดท้ายก็กลายเป็นคนนอก…”
“การที่ข้าคีบอาหารให้บัณฑิตน้อย ก็เพราะว่าเขาทำข้อสอบได้ดี! หากเจ้าสามารถรับประกันได้ว่าในการสอบคราวนี้ตนจะสอบได้จู่เหริน ข้าจะยกปลาทั้งจานให้เจ้าเลย!” หลินเว่ยเว่ยมองค้อนอีกฝ่าย
หลินจื่อเหยียนแทบสำลักข้าวที่กินเข้าไป เขากล่าวพร้อมสีหน้าห่อเหี่่ยว “รายชื่อยังไม่ทันประกาศออกมา ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าคู่หมั้นสุดที่รักของตนก็จะสอบติด?”
“อย่างน้อยก็ต้องได้คะแนนดีกว่าเจ้า!” หลินเว่ยเว่ยเอ่ยคำนี้ออกมา ทำเอาเขาเถียงไม่ออก จากนั้นนางก็หันไปหาคู่หมั้นของตน “เป็นอย่างไรบ้าง? มั่นใจหรือไม่?”
เจียงโม่หานกินเนื้อปลาที่คู่หมั้นตั้งใจคีบให้แล้วพยักหน้าพลางกล่าวว่า “สามอันดับแรกไม่ไกลเกินเอื้อม!” คำพูดนี้ของเขาไม่ได้เกิดจากความย่ามใจ เพราะหากไม่มีอะไรผิดพลาดแล้วตำแหน่งเจี้ยหยวน (ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบระดับมณฑล) น่าจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็หันไปทางเผิงหยูเหยี่ยนและหลินจื่อเหยียน ทั้งคู่ดูไม่มีความมั่นใจแต่อย่างใด โดยเฉพาะหลินจื่อเหยียนที่ตลอดหลายวันมานี้เหมือนทำข้อสอบไปตามยถากรรม ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเจ็บปวดเหมือนโดนแทงใจดำอย่างบอกไม่ถูก
ทว่าเขาก็ยังเป็นเด็กหนุ่มไม่ใช่หรือ ? ล้มเหลวบ้างย่อมมีประโยชน์ต่อการเติบโตในอนาคต จะได้ไม่เป็นผู้ถือหางตนเอง เป็นพวกยกตนข่มท่าน
ฝนตกนานกว่าครึ่งค่อนคืนถึงจะหยุด วันต่อมาพวกนางก็เก็บของเตรียมกลับฉือหลี่โกว หลินฉานเอ๋อร์ที่เอานกแก้วห้าสีมาคืนก็เห็นว่าอีกฝ่ายเก็บสัมภาระขึ้นรถม้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางจึงถามว่า “พี่เว่ยเว่ย ไม่รออยู่ดูรายชื่อประกาศก่อนหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “กลับไปรอที่บ้านก็เหมือนกัน”
พวกตนออกเดินทางมาต่างเมืองในคราวนี้ ทำให้ที่บ้านเหลือแต่เด็กและสตรีแค่ห้าคน แม้จะบอกว่ามีชาวบ้านคอยช่วยเหลือดูแลกันอยู่ แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้
หลินฉานเอ๋อร์จับมือนางไว้แน่นราวกับไม่อยากอำลา “พี่เว่ยเว่ย หากท่านมีเวลาว่างก็อย่าลืมมาหาข้าที่จวนตระกูลหลินในเมืองจงโจวบ้าง…แล้วก็พาเจ้านกแก้วตัวนี้มาด้วย…”
เอ่อ สาวน้อย ประโยคสุดท้ายจึงจะเป็นเป้าหมายแท้จริงของเจ้ากระมัง ? หืม ! หรือว่ายุคสมัยนี้มนุษย์ยังเทียบกับนกไม่ได้ !
หลินชิงหยูไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขาดึงตัวน้องสาวกลับมาแล้วทำเป็นเอ่ยเชิงตำหนิ “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าอีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องกลับเมืองหลวงแล้ว…”
เนื่องจากกลัวว่าพวกหลินเว่ยเว่ยจะเข้าใจผิด นึกว่าตนปฏิเสธไม่อยากให้อีกฝ่ายมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน เขาจึงรีบกล่าวว่า “ด้วยความสามารถของน้องเจียง ครั้งนี้ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องมีชื่อติดอันดับ อีกไม่กี่วันคงต้องได้เก็บสัมภาระเตรียมไปสอบในเมืองหลวงแน่นอน !”
นี่เพิ่งกลางเดือนแปด กว่ารายชื่อจะออกก็คงสิ้นเดือน ต้องเข้าเมืองหลวงเร็วขนาดนั้นเชียวหรือ? หลินเว่ยเว่ยคิดได้เช่นนั้นจึงอดที่จะกล่าวไม่ได้ “จากจงโจวไปยังเมืองหลวง ต่อให้เป็นเส้นทางบกก็ใช้เวลาไม่ถึงเดือน ที่จริงยังสามารถร่วมฉลองปีใหม่อยู่ที่บ้านได้ไม่ใช่หรือ ?”
หลินชิงหยูอดกล่าวเตือนไม่ได้ “ต่อให้เป็นบัณฑิตจากแดนใต้ก็ต้องเดินทางไปเมืองหลวงล่วงหน้าหลักเดือน เพราะถ้าเดินทางในช่วงเวลากระชั้นชิดเกินไปแล้วเผชิญพายุหิมะหรือพายุฝนระหว่างเดินทางขึ้นมา ก็อาจทำให้การเดินทางล่าช้าไปนับสิบวันหรืออาจช้าไปถึงครึ่งเดือนได้เลย หลังจากเดือนสิบไปแล้วก็จะเข้าสู่ฤดูกาลหิมะตก ส่งผลให้การเดินทางยากลำบาก…ทางที่ดีน้องเจียงควรออกเดินทางล่วงหน้า จะได้ไม่พลาดโอกาสของตนเอง !”
“หืม ? หมายความว่าบัณฑิตน้อยต้องรีบเข้าเมืองหลวงตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเก้าน่ะสิ…” เวลานี้หลินเว่ยเว่ยถึงได้รู้สึกว่าตนไร้เดียงสาขนาดไหน เพราะการคมนาคมในยุคสมัยนี้ล้าหลังมาก ไม่เหมือนรถไฟใต้ดินหรือรถไฟความเร็วสูงในชาติที่แล้วซึ่งต่อให้ลมพายุฝนโหมกระหน่ำเพียงใดก็ยังสามารถเดินทางได้…เช่นนี้ถ้าลองคำนวณเวลาแล้ว เมื่อนางกลับถึงบ้านก็ต้องเตรียมตัวเดินทางเข้าเมืองหลวงทันที !
เจียงโม่หานขอบคุณคำเตือนของหลินชิงหยู หลังส่งสองพี่น้องกลับไปแล้วก็ได้หันไปเอ่ยกับหลินเว่ยเว่ย “พี่ชิงหยูพูดถูก อย่างช้าสุด…ปลายเดือนเก้าต้องออกเดินทางแล้ว”
หลินเว่ยเว่ยถามต่อ “ปลายเดือนเก้า…มันจะไม่ช้าเกินไปหน่อยหรือ ? ช่วงเดือนสิบหมู่บ้านของเราก็มีหิมะตกแล้วนะ !”
เจียงโม่หานเคาะศีรษะนางพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ลืมไปแล้วหรือว่าครานี้เราต้องเดินทางลงใต้”
เด็กโง่ผู้นี้ บางทีก็ฉลาดราวกับปิศาจสาว บางทีก็เลอะเลือนจนน่ารักเสียเหลือเกิน
หลินเว่ยเว่ยเอ่ยพึมพำว่า “ปลายเดือนเก้า…ก็ยังช้าไปหรือไม่ ? เพราะถึงอย่างไรก็ต้องใช้เวลาเดินทางเป็นเดือนเชียวนะ…”
หลังจากที่นางทะลุมิติมา สถานที่เคยเดินทางไปไกลสุดก็คือเมืองเหอโจวแห่งนี้ ขนาดเดินทางแค่สองวันยังทำให้นางรู้สึกเหนื่อยล้าจนสายตัวแทบขาด แค่คิดว่าต้องเดินทางกลับอีกสองวัน นางก็เวียนศีรษะแล้ว…
เจียงโม่หานกลับมีท่าทีสงบมาก เพราะถึงอย่างไรชาติที่แล้วเขาก็เคยเดินเท้าเข้าเมืองหลวง แต่ในชาตินี้เขาไม่ขาดแคลนเสื้อผ้าอาหาร อีกทั้งกระเป๋าเงินก็ยังตุงขนาดนี้ มีสิ่งใดให้ต้องกังวลอีก ?
เขาก้มหน้ามองนางที่นั่งอยู่ด้านข้าง ในเวลานี้นางกำลังพูดพึมพำกับตนเองถึงข้าวของที่ต้องเตรียมไปด้วย เขาจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก เตรียมแค่ของใช้จำเป็นก็พอแล้ว…ไม่อย่างนั้นเจ้าก็รออยู่ที่บ้าน จะได้คอยดูแลป้าหวงและเอ้อร์ฮว๋า…”
“ไม่ได้! เจ้าอย่าได้คิดจะทิ้งข้าไว้เด็ดขาด!” หลินเว่ยเว่ยเงยหน้าขึ้นจับจ้องไปยังใบหน้ารูปงามนั้น “บุรุษรูปงามเช่นเจ้า หากไม่มีข้าคอยเฝ้าอยู่ข้างกายก็ไม่รู้ว่าจะไปดึงดูดนางจิ้งจอกตัวใดเข้ามาบ้าง! ได้ยินว่าในเมืองหลวงขึ้นชื่อเรื่องการจับสามีผู้ที่สอบติดขุนนาง เจ้าทั้งรูปงามและมากความสามารถ จึงอันตรายยิ่งนัก! ไม่ได้ ข้าต้องตามไปเฝ้าเจ้า!”
“เช่นนั้นก็ทำให้ใบหน้าที่ชอบสร้างปัญหาของข้ามีรอยแผลดีหรือไม่? จะได้ไม่เป็นอันตรายอีก?” เจียงโม่หานหันไปกล่าวกับนางด้วยรอยยิ้ม
จบตอน
Comments
Post a Comment