ตอนที่ 471: มีที่ไหนพาแม่ยายไปส่งเข้าสอบ?
หลินเว่ยเว่ยโต้แย้งอย่างหนักแน่น “ทำแบบนั้นไม่ได้ ! หากใบหน้าของเจ้ามีรอยแผลเป็นขึ้นมาล่ะก็ เวลาสอบสัมภาษณ์จะมีผลต่อคะแนน ! หากเรื่องนี้ทำให้เจ้าต้องสูญเสียตำแหน่งจอหงวน (สอบหน้าพระที่นั่งได้อันดับหนึ่ง) ไป ข้าคงเสียดายแย่”
“สอบสัมภาษณ์ ?” เจียงโม่หานมองเด็กน้อยด้วยรอยยิ้มที่คล้ายกับไม่ยิ้ม
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้ารับ จากนั้นนางก็ขีดๆเขียนๆลงสมุดบันทึกเล่มเล็กของนางต่อไป ปากก็ยังไม่วายเถียงแบบข้างๆคูๆว่า “เจ้าฟังผิดแล้ว ข้าพูดว่าการสอบหน้าพระที่นั่งต่างหาก ! เจ้าเป็นบัณฑิต ไม่ใช่จอมยุทธ์ หากมีหน้าตาที่เต็มไปด้วยบาดแผลและดูเหน็ดเหนื่อย เจ้าไม่กลัวว่าจะทำให้ฮ่องเต้ตกพระทัยเอาหรือ ?”
เจียงโม่หานกล่าวพลางหัวเราะเสียงเบา “เจ้ามีความมั่นใจในตัวข้าขนาดนั้นเชียวหรือ ? คิดว่าข้าจะสอบได้จอหงวนเลยทีเดียว ?”
“ในใจของข้าเห็นเจ้าเก่งที่สุด !” หลินเว่ยเว่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางเป็นประกายงดงาม ต่อให้เขาสอบไม่ติดจอหงวน แต่เขาก็เก่งที่สุดในใจของนางเสมอ !
เจียงโม่หานลูบศีรษะของนางอย่างอ่อนโยน ส่วนเจ้าหงส์แดงที่อยู่ในอ้อมแขนของหลินเว่ยเว่ยก็ไม่ยอมพลาดโอกาสการมีตัวตน “เก่งที่สุด เจ้าเก่งที่สุดแล้ว !”
หลินเว่ยเว่ยจึงเอาเมล็ดถั่วให้มันเป็นรางวัล “กินถั่วของเจ้าไปเถิด ผู้ใหญ่คุยกัน นกน้อยอย่าพูดแทรก !”
พูดกันว่า ‘ฝนตกทำให้เย็นชุ่มฉ่ำ’ หลังจากฝนตกติดต่อกันถึงสองครั้ง ในที่สุดอากาศก็เย็นสบายเสียที ทำให้ตลอดการเดินทางกลับทั้งสองวันนี้ไม่ได้ลำบากเหมือนขามาอีกแล้ว
และเนื่องจากช่วงวันไหว้พระจันทร์ที่ผ่านมา บัณฑิตเหล่านี้ได้แต่เฉลิมฉลองอย่างเงียบๆในห้องพักที่สนามสอบ พอกลับถึงบ้านแล้ว หลินเว่ยเว่ยจึงตั้งใจว่าจะจัดงานเฉลิมฉลองชดเชยให้แก่พวกเขา เพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ทำให้คนในครอบครัวได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน และด้วยคำขอของนักกินตัวน้อยอย่างเจ้าหนูน้อย หลินเว่ยเว่ยจึงทำขนมไหว้พระจันทร์หลากหลายรสชาติ
หลังจากที่กินมื้อค่ำเฉลิมฉลองเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ย้อนหลังแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย “นี่อาจเป็นเทศกาลที่สามารถรวมตัวกันครั้งสุดท้ายของปีนี้…”
เจ้าหนูน้อยที่แทะซี่โครงแกะอบจือหราน (ยี่หร่า) ก็ยกศีรษะขึ้นเหมือนแมวตัวน้อยพลางถามด้วยความสงสัย “เพราะเหตุใดหรือ ? เรายังมีเทศกาลปีใหม่อีกไม่ใช่หรือพี่รอง ?”
หลินเว่ยเว่ยเอาผ้าชุบน้ำแล้วเช็ดปากให้แมวน้อยเอ้อร์ฮว๋า ก่อนจะลูบศีรษะเขาอย่างอ่อนโยนแล้วจงใจเอ่ยเสียงเศร้า “พี่รองของเจ้าต้องไปเป็นเพื่อนพี่โม่หานสอบที่เมืองหลวง ปีใหม่นี้คงอยู่ฉลองกับพวกเจ้าไม่ได้แล้ว !”
เฮอะ น้ำเสียงของเจ้าแฝงไปด้วยความดีใจและตื่นเต้นขนาดนั้น คิดว่าจะปิดบังคนอื่นได้หรือ ?
เจ้าหนูน้อยเลียริมฝีปากแล้วถามอย่างไร้เดียงสา “เช่นนั้นพวกเราทั้งครอบครัวก็ไปเป็นเพื่อนพี่โม่หานสอบที่เมืองหลวงเลยสิ แบบนี้เราก็จะได้ฉลองสิ้นปีพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว ?”
“จริงด้วย !” หลินเว่ยเว่ยปรบมือดังลั่น “ท่านแม่ น้าเฝิง พวกเราทั้งครอบครัวย้ายไปที่เมืองหลวงเลยดีหรือไม่เจ้าคะ ? ด้วยความสามารถของบัณฑิตน้อยแล้ว ข้าคิดว่าเขาจะต้องมีชื่อติดอยู่ในป้ายประกาศรอบฮุ่ยซื่อแน่นอน ข้าได้ยินมาว่าผู้ที่สอบได้สามอันดับแรกต้องอยู่ที่เมืองหลวงเพื่อรับตำแหน่งในสำนักบัณฑิตฮั่นหลิน ไม่ช้าก็เร็วเราต้องย้ายไปที่เมืองหลวงอยู่ดี !”
นางหวงมองค้อนบุตรสาวพลางกล่าวว่า “เด็กคนนี้ นึกอยากจะไปไหนก็ไป แม่เคยได้ยินแต่พาภรรยา บุตรและพ่อแม่ของตนไปเป็นเพื่อนเข้าสอบ แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีใครพาแม่ยายไปส่งเข้าสอบด้วย ! เจ้านี่นะ ต่อไปนี้เวลาจะพูดอะไรก็คิดให้มากหน่อย จะได้ไม่ทำให้ผู้อื่นหัวเราะเอาได้ !”
น้าเฝิงหัวเราะพลางกล่าวว่า “ข้ากลับรู้สึกว่าความคิดของเสี่ยวเว่ยไม่เลว หมู่บ้านฉือหลี่โกวแห่งนี้เป็นเพียงสถานที่ให้พวกเราตั้งรกรากชั่วคราว ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของพวกเรา ในเมื่อไม่ได้เกิดที่นี่ก็ใช่ว่าจะย้ายออกไม่ได้ อายุอานามอย่างพวกเราย่อมต้องย้ายที่อยู่ตามลูกหลาน”
ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ นางหวงสนิทสนมกับนางเฝิงราวกับเป็นสหายรู้ใจกันมานาน พอได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองค้อนนางเฝิงอีกคน “เจ้าก็เออออไปกับพวกเด็กๆอีกคน เจ้าก็รู้ไม่ใช่หรือว่าเมืองหลวงเป็นสถานที่แบบใด ? ที่นั่นมีแต่การแย่งชิงที่ดินและทรัพย์สินเงินทอง ราคาสินค้าก็สูงจนน่าใจหาย ในหมู่บ้านฉือหลี่โกวของพวกเรา อย่างน้อยก็ยังพอมีเงินเก็บบ้าง เราจะทำตามความต้องการทุกอย่างของลูกๆไม่ได้”
นางหวงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “หากพวกเราย้ายไปเมืองหลวงทั้งหมด สองครอบครัวจะพึ่งพาได้เพียงเงินเดือนของหานเอ๋อร์ที่มีแค่เล็กน้อย สุดท้ายพวกเราก็จะกลายเป็นภาระให้พวกลูกๆ”
หลินเว่ยเว่ยได้ยินมารดากล่าวเช่นนั้นก็รีบพูด “โกดังที่ท่าเรือยังมีรายได้อยู่บ้างทุกเดือน อีกทั้งร้านค้าที่เราสร้างขึ้นในเขตอวี้อันยังปล่อยเช่าได้ นอกจากนี้ข้ายังมีเงินปันผลที่ได้จากร้าน ‘หนิงจี้’ ทุกสิ้นปีเจ้าค่ะ”
นางหวงคิดแล้วก็ยังยืนกรานที่จะปฏิเสธ “ตอนนี้เป็นช่วงที่ยุ่งกับการทำผลไม้อบแห้งมากที่สุด เพราะอีกเดี๋ยวก็จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวเมล็ดทานตะวันที่เจ้าให้ชาวบ้านปลูกแล้ว เจ้าเขียนสูตรการคั่วเมล็ดไว้หลายสูตรไม่ใช่หรือ ? ทางโรงงานแปรรูปได้เพิ่มรายการแปรรูปเมล็ดแตง เมล็ดทานตะวันไว้เรียบร้อยแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องมีคนคอยดูแล…”
ในความคิดของนางคือต่อให้ภายภาคหน้าต้องย้ายไปอยู่เมืองหลวงจริงๆก็ยังไม่ใช่เวลานี้ เพราะทุกกิจการในครอบครัวล้วนเป็นเงินเป็นทอง ! แม้จะบอกว่าในครอบครัวมีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพอซื้อบ้านในเมืองหลวงหรือเปล่า หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วนางจึงคิดว่าการอยู่ที่บ้านคอยดูแลกิจการของครอบครัวให้ลูกๆย่อมดีกว่า
หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “เราสามารถไปเปิดกิจการสร้างกำไรพวกนี้ที่เมืองหลวงได้เจ้าค่ะ ! มันก็ไม่แน่หรอกท่านแม่ ตลาดที่เมืองหลวงใหญ่กว่า โอกาสทำเงินก็ย่อมมากกว่าเช่นกัน !”
นางเฝิงก็ถูกนางหวงลากมาข้างกายด้วยความจนใจ นางจึงมองบุตรชายและว่าที่ลูกสะใภ้พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้น…เจ้ากับหานเอ๋อร์ไปลองสำรวจที่เมืองหลวงดูก่อน รอให้กิจการทางด้านนี้มั่นคงแล้วค่อยมารับข้ากับพี่สะใภ้หวงก็ยังไม่สาย ! อย่างไรก็ต้องมีเวลาให้พวกเราเตรียมตัวเก็บข้าวของกันก่อนไม่ใช่หรือ?”
หลินจื่อเหยียนได้ยินบทสนทนาของพวกนางก็อดกล่าวไม่ได้ “ยังไม่ทันประกาศรายชื่อระดับเซียงซื่อเลย พวกท่านก็ปรึกษาหารือกันเรื่องย้ายไปเมืองหลวงแล้ว มันจะไม่เร็วไปหน่อยหรือขอรับ ?”
หลินเว่ยเว่ยทำเสียงไม่พอใจพลางกล่าวว่า “คิดว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนเจ้าหรือไร ? ขนาดสอบบัณฑิตซิ่วไฉยังได้อันดับรั้งท้าย บัณฑิตน้อยของข้าเป็นถึงอั้นโฉ่วในระดับเยวี่ยนซื่อ เขาจะต้องมีชื่อติดอันดับในการสอบเซียงซื่อแน่นอน”
หลินจื่อเหยียนได้ยินแบบนั้นก็หันไปฟ้องนางหวง “ท่านแม่ขอรับ ท่านดูพี่รองสิ ยังไม่ทันแต่งเข้าตระกูลเจียงก็ผลักไสข้าผู้เป็นน้องชายแท้ๆเสียแล้ว นางอยากจะชื่นชมยกยอพี่เขยรองก็ทำไปสิ เหตุใดต้องเอาข้าไปเปรียบกับเขาด้วย บุตรชายของท่านโดนนางทำร้ายจิตใจจนอ่อนระทวยไปหมดแล้วขอรับ !”
นางหวงได้ยินบุตรชายพูดเช่นนี้ก็ไม่ยืนข้างเขาสักนิด นางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หากเจ้ามีความสามารถมากพอ ผู้อื่นก็จะหมดโอกาสเหยียบย่ำเจ้า ดังนั้นเจ้าต้องขยันหมั่นเพียรให้มาก ถึงจะได้รับคำชื่นชม !”
…...
วันเวลาค่อยๆผ่านไปท่ามกลางบรรยากาศแสนสุขของคนในครอบครัว ฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงฤดูกาลที่ตระกูลหลินและคนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวยุ่งที่สุด
เพราะบรรดาลูกท้อ ผลซิ่ง ลูกหยี ผลซานจา…ต่างทยอยสุกงอม หากไม่เก็บเกี่ยวให้ทันเวลาก็มีแต่จะเน่าเสียให้นึกเสียดาย
ในยามนี้ไม่ว่าจะเป็นหญิงวัยกลางคนหรือสตรีวัยแรกแย้มของหมู่บ้านฉือหลี่โกวก็ล้วนพากันขึ้นเขาไปเก็บผลไม้ป่า แม้แต่เด็กน้อยอายุ7-8ขวบและคนแก่ที่ยังมีร่างกายแข็งแรงก็ไม่ยอมอยู่ว่างเช่นกัน นั่นเป็นเพราะตระกูลหลินรับซื้อผลไม้เหล่านี้อย่างไม่จำกัด อีกทั้งยังให้ราคายุติธรรม ส่งผลให้ตลอดช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้แต่ละครอบครัวมีรายได้เข้ากระเป๋าอยู่หลายตำลึงเงิน
ตระกูลหลินก็ขยายฐานการผลิตผลไม้อบแห้งและพวกเมล็ดแตงโดยการซื้อหม้อและเตาเพิ่ม จากนั้นก็จ้างสตรีวัยกลางคนที่ดูสะอาดสะอ้านอีก7-8คนมาทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
เหล่าบุรุษในหมู่บ้านฉือหลี่โกวยิ่งมีความขยันขันแข็งมากกว่า ปีนี้โรงงานแปรรูปเมล็ดสนได้กลายเป็นของหมู่บ้านแล้ว เมล็ดสนที่พวกเขาเก็บมาได้จะผ่านการแปรรูปที่โรงงานนี้แล้วส่งไปขายยังหลายเมือง ขนาดที่ว่าเหล่าพ่อค้าจากเมืองหลวงก็ยังมาสั่งจองผลิตภัณฑ์แปรรูปของหมู่บ้านฉือหลี่โกวตั้งแต่ยังผลิตไม่เสร็จด้วยซ้ำ !
เมื่อปีที่แล้ว ลำพังแค่การขายวัตถุดิบอย่างเมล็ดสนกะเทาะเปลือกก็ทำให้แต่ละครอบครัวมีเงินเข้ากระเป๋าหลายสิบตำลึง ปีนี้ได้ขายผลิตภัณฑ์แปรรูปจึงทำให้ผลกำไรเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หลังจากหักเงินปันผลให้แก่ตระกูลหลินแล้วแต่ละครอบครัวก็มีรายได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยตำลึงเงิน…
ตอนที่ 472: ว่าที่ภรรยามักคิดว่าเขาอ่อนแอ
เมื่อก่อน ต่อให้พวกเขาจะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งปีก็ยังทำเงินได้แค่ไม่กี่ตำลึง แต่ตอนนี้เมื่อเทียบกันแล้วคนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวต่างรู้สึกว่าตนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ตอนนี้คนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวเข้าป่าแบบไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย กิจกรรมของพวกเขาส่วนใหญ่จะอยู่ในอาณาเขตของจ่าฝูงหมาป่าเจ้าเทา บางส่วนจะอยู่ในอาณาเขตของสองแม่ลูกหมีควายที่โดนนางหนูรองตีจนกลัว สัตว์ป่าสองสายพันธุ์นี้ล้วนคุ้นเคยกับกลิ่นของชาวฉือหลี่โกว ต่อให้พบเจอพวกมันก็เพียงสบตากันเล็กน้อยและรู้ว่าต่างฝ่ายควรทำอย่างไร
คนในหมู่บ้านฉือหลี่โกวก็เคยพยายามลองเปิดพื้นที่บนภูเขาใหม่เช่นกัน แต่ทุกครั้งจะมีอินทรีทองอย่างเจ้าต้าจินคอยบินตรวจตราอยู่บนน่านฟ้า เมื่อมันพบเจอสัตว์ร้ายที่ชาวบ้านยากจะรับมือไหว มันก็จะส่งเสียงเตือนพวกเขาขึ้นมา
เมื่อก่อน หมูป่าบนภูเขามีเป็นฝูง แต่ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานี้พวกมันถูุกหลินเว่ยเว่ยจัดการจนเกือบสูญพันธุ์ไปแล้ว ส่วนพวกสุนัขจิ้งจอก เสือดาว เสือโคร่งก็ล้วนเป็นสัตว์ที่พบเห็นได้น้อยมาก ชาวบ้านสามารถรับมือได้ ขอแค่ให้บุรุษร่างกายแข็งแรงในหมู่บ้านรวมพลังกันแล้วก็จัดการพวกมันได้อย่างสบาย ดังนั้นพวกมันจึงทำได้เพียงเดินเลี่ยงเส้นทางภูเขาลูกนี้ ชาวฉือหลี่โกวจึงเปรียบเสมือนปลาได้น้ำในยามที่เดินขึ้นเขา พวกเขาสามารถเก็บของป่าได้อย่างสบายใจและปลอดภัยหายห่วง
ทุกครั้งที่หลินเว่ยเว่ยขึ้นเขาก็มักจะเอาเมล็ดพันธุ์หรือต้นอ่อนของผลไม้ที่มีรสชาติดีเข้าไปปลูกไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณของนาง ต่อให้ในอนาคตต้องไปจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวจริงๆ นางก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไร้ผลไม้กิน !
ตอนนี้พื้นที่ในมิติน้ำพุวิญญาณของนางขยายใหญ่กว่าเดิมหลายสิบเท่า หากต้องการปลูกผลไม้หลายร้อยต้นล้อมรอบที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ย่อมไม่ใช่ปัญหา !
นอกจากนี้นางยังจับสัตว์ป่ามาบางส่วนแล้วนำไปเลี้ยงไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณ เพราะหากในอนาคตย้ายไปเมืองหลวงแล้วต้องการกินเนื้อสัตว์ป่าคงไม่ง่ายเหมือนตอนอยู่ที่หมู่บ้านฉือหลี่โกว ต้องกันไว้ดีกว่าแก้…
ไม่เพียงผลไม้ป่าบนภูเขาเท่านั้น นางยังให้หลิวว่ายจื่อไปรอบๆเมืองหลายแห่งเพื่อหาซื้อเมล็ดผลไม้และเมล็ดแตง ดังนั้นในมิติน้ำพุของนางจึงมีสตรอเบอร์รี่และเชอร์รี่ที่นางชื่นชอบในชาติที่แล้ว แต่ไม่มีเงินพอที่จะซื้อกิน
วันเวลาผ่านไป เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ล่วงเลยมาถึงช่วงปลายเดือนแปด แต่ผู้มาแจ้งข่าวดีกลับไม่โผล่มาให้เห็นสักคน หลินเว่ยเว่ยเห็นเช่นนั้นจึงเริ่มเกิดความร้อนใจ…คงไม่มีเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลหรือมีคนสอบได้คะแนนดีกว่าบัณฑิตน้อยใช่หรือเปล่า ?
แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยคิดเรื่องที่เจียงโม่หานจะสอบไม่ผ่าน เพราะนางมั่นใจในตัวบัณฑิตน้อย ! แต่ถึงอย่างไรบัณฑิตน้อยของนางก็เป็นลูกศิษย์ในสำนักศึกษาที่อยู่ห่างไกล ไร้อำนาจ ไร้อิทธิพลและผู้หนุนหลัง ย่อมถูกโกงได้ง่าย
“หรือไม่ก็…ให้คุณชายหนิงไปถามไถ่ข่าวคราวที่เมืองเหอโจวดีหรือเปล่า ? หากผู้แจ้งข่าวไม่มาวันหนึ่ง ใจของข้าก็ไม่อาจสงบลงได้ !” หากมีผู้ใดไม่ดูตาม้าตาเรือมาโกงรายชื่อบัณฑิตน้อยของนางจริงๆ นางก็จะอาศัยช่วงที่หมินอ๋องซื่อจื่อยังไม่กลับเมืองหลวงแล้วบากหน้าไปขอความช่วยเหลือ หมินอ๋องซื่อจื่อน่าจะเห็นแก่ป้ายหยกกิเลนแล้วช่วยพวกนางทวงถามความยุติธรรม !
หลังจากที่เจียงโม่หานรู้ความคิดของนางแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน “ยังไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องที่บัณฑิตหยวนยังอยู่ทางเหนือเลย ลำพังแค่ใต้เท้าโหยวเจ้าเมืองเหอโจวก็เป็นผู้ที่ซื่อตรงและซื่อสัตย์ ไม่เคยคดโกงอยู่แล้ว บางทีเมืองอื่นอาจมีเรื่องทุจริต แต่ข้าเชื่อว่าไม่มีทางเกิดขึ้นในเมืองเหอโจวแน่นอน !”
“เช่นนั้น…พวกเราเขียนจดหมายไปถามโหยวต๋าดีหรือเปล่า?…อย่างมากข้าก็แค่ไปจับอินทรีทองในพื้นที่ชายแดนทางเหนือมาให้เขาสักตัว ถือเป็นสินน้ำใจ !” โหยวต๋าผู้นี้อยากได้อินทรีทองของนางมาโดยตลอด แต่เจ้าต้าจินเป็นสัตว์มงคลของหมู่บ้านฉือหลี่โกว ตอนนี้คนในหมู่บ้านสามารถเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ได้โดยไม่ถูกคุกคาม นั่นก็เพราะสัตว์ตัวอื่นหวาดกลัวต้าจิน ! อย่างไรนางก็ไม่อาจยกต้าจินให้เด็กน้อยผู้นั้นได้ !
เจียงโม่หานกล่าวด้วยความเอ็นดู “กว่าจดหมายของเจ้าจะไปถึงและถูกตอบกลับ ก็เกรงว่าจะล่าช้าเกินไป พอถึงตอนนั้นผู้รายงานข่าวดีอาจมาถึงก่อนด้วยซ้ำ ไม่ต้องร้อนใจ เมืองที่มีขนาดเล็กมักจะประกาศรายชื่อออกมาในช่วงต้นเดือนเก้า…ส่วนเมืองเหอโหวนั้น ข้าคิดว่าช้าสุดก็น่าจะกลางเดือนเก้า”
หลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็ตระหนักได้ว่ายังเหลือเวลาอีกครึ่งเดือน นางจึงมองค้อนว่าที่สามีของตน “เหตุใดไม่บอกให้เร็วกว่านี้ ? ปล่อยให้ข้าร้อนใจเก้อ !”
หลายวันต่อมา นางก็ไม่วิ่งวุ่นไปไหนแล้ว นางทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการเก็บของ เพราะถึงอย่างไรการเดินทางไปเมืองหลวงต้องใช้เวลานับเดือน อาหารการกินและเสื้อผ้าต้องพร้อม…ต้องเตรียมทุกอย่างไปให้ครบ ว่าที่สามีของนางเป็นบัณฑิตร่างกายบอบบาง เขาจะทนต่อการเดินทางแสนทรหดได้หรือไม่ ?
เจียงโม่หานที่พอจะเดาความคิดนางออกก็ได้แต่หมดคำพูด “…”
ว่าที่ภรรยามักคิดว่าเขาอ่อนแอ ดูแลตัวเองไม่ได้ ? รอก่อนเถิดกู่เหนียงตัวน้อย…
ในที่สุดก็ถึงวันที่สิบของเดือนเก้า ข่าวดีที่หลินเว่ยเว่ยรอคอยมาโดยตลอดก็มาเยือนเสียที
วันนี้โก่วเชิ่งเอ๋อร์ผู้ที่เจ้าหนูน้อยไหว้วานให้ช่วยดูแลคอกกระต่ายก็ได้แบกกระบุงใส่หญ้าสดพลางวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในลานบ้านตระกูลหลิน ปากก็ร้องตะโกนว่า “พี่รองหลิน พี่รองหลิน ! มีคนควบม้าเข้ามาทางหมู่บ้านของเราแล้ว !”
เขาเกี่ยวหญ้าอยู่กับมู่เกินเอ๋อร์จึงได้เห็นว่ามีคนกำลังขี่ม้าทะยานเข้ามาตามเส้นทางภูเขาที่อยู่ไกลออกไป ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้บอกพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นคนขี่ม้าหรือนั่งรถม้าก็ล้วนมาที่บ้านตระกูลหลิน เด็กน้อยจึงรีบวิ่งมารายงานข่าวให้หลินเว่ยเว่ยรับรู้
หลินเว่ยเว่ยรีบล้างมือแล้วเรียกบัณฑิตน้อยที่กำลังวาดรูปออกมาด้านนอก “บัณฑิตน้อย ! เจ้าไปดูสิว่าใช่เจ้าหน้าที่ทางการมาแจ้งข่าวดีหรือไม่ ?”
เจียงโม่หานยังคงไร้ท่าทีใดๆ หลังจากวาดลายเส้นสุดท้ายเสร็จแล้วเขายังยิ้มให้ภาพวาดของตนพลางกล่าวกับนางว่า “สงบใจลงบ้างเถิด หากเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการจริงๆ ประเดี๋ยวเขาก็มาที่บ้านพวกเราเอง”
ในเวลานี้เจ้าหน้าที่ทางการบนหลังอาชาตัวสูงใหญ่ก็ได้มาหยุดอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านและถามเด็กๆที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ว่า “เด็กน้อย รู้หรือไม่ว่าบ้านของบัณฑิตเจียง เจียงโม่หานอยู่ที่ใด ?”
เสี่ยวหนี่ชิวเช็ดจมูกพลางย้อนถาม “มาหาพี่โม่หานหรือ ? เข้าหมู่บ้านไปแล้วอยู่บ้านหลังที่สอ…”
เสี่ยวโต้วติงหนึ่งในเด็กกลุ่มนี้แย้งว่า “ไม่ใช่ บ้านหลังแรกต่างหาก! บ้านหลังที่สองคือบ้านของพี่รองหลิน!”
เสี่ยวหนี่ชิวหันไปส่งสายตาดูแคลนให้อีกฝ่าย “พี่โม่หานแค่อาศัยบ้านของตนเป็นที่หลับนอนในยามกลางคืนเท่านั้น เวลาที่เหลือก็มักจะอยู่ที่บ้านของพี่รองหลิน หรือว่าเจ้าไม่รู้เรื่องนี้ ?”
“แต่เขาถามถึงบ้านพี่โม่หาน ! เห็นกันอยู่ว่าบ้านตระกูลเจียงอยู่หลังแรก ! ข้าไม่ได้พูดผิดเสียหน่อย !” เสี่ยวโต้วติงมุ่ยปากอย่างหงุดหงิด
เสี่ยวหนี่ชิวเห็นแบบนั้นก็ทำเสียงไม่พอใจแล้วกล่าวว่า “เขามาหาพี่โม่หาน ต่อให้ไปหาที่บ้านในเวลานี้ก็ไม่เจอหรอก ดังนั้นเขาจึงต้องไปบ้านหลังที่สองอย่างไรเล่า…”
เจ้าหน้าที่ทางการฟังเด็กน้อยถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบ เขาจึงพูดตัดบท “เช่นนั้น…สรุปว่าข้าต้องไปบ้านหลังแรกหรือหลังที่สอง ?”
มู่เกินเอ๋อร์ที่แบกกระบุงใส่หญ้ากระต่ายเดินผ่านมา พอเห็นคนแปลกหน้าผู้นี้จึงเอ่ยถามอย่างระแวดระวังว่า “ท่านมีธุระใดกับเจียงอั้นโฉ่ว ?”
เจ้าหน้าที่กล่าวด้วยน้ำเสียงปนรำคาญ “ยังมีเรื่องใดอีก ? ก็ข่าวดีไงเล่า ! รีบพาข้าไปพบเจียงเจี้ยหยวน (ผู้สอบเซียงซื่อได้อันดับหนึ่ง) เถิด !”
มู่เกินเอ๋อร์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ พอได้ยินข่าวดีนี้แล้วเขาก็รีบกล่าวว่า “เจียงอั้นโฉ่วสอบติดจู่เหริน ( สอบผ่านเซียงซื่อ ) ใช่หรือไม่…ท่านคือผู้มาแจ้งข่าวดีใช่หรือเปล่า ?”
ตั้งแต่เจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนกลับมาจากเหอโจว คนในหมู่บ้านก็เอาแต่พูดถึงเรื่องของทั้งสอง เวลาที่ทั้งสองพบเจอคนในหมู่บ้านก็มักจะถูกถามไถ่อย่างอบอุ่นว่าสอบเป็นอย่างไรบ้าง? ในหมู่บ้านจะมีบัณฑิตจู่เหรินสองคนหรือเปล่า…ดังนั้นเด็กๆในหมู่บ้านจึงพลอยรู้เรื่องของผู้มารายงานข่าว
มู่เกินเอ๋อร์กล่าวกับเจ้าหน้าที่ทางการว่า “ท่านตามข้ามาเถิด ข้าจะพาท่านไปหาเจียงอั้นโฉ่ว…ไม่สิ ต้องเรียกว่าเจียงจู่เหรินต่างหาก!”
เจ้าหน้าที่ควบม้าตามมู่เกินเอ๋อร์ไป กระทั่งมาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลหลินและยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปาก มู่เกินเอ๋อร์ก็ชิงตะโกนขึ้นมาว่า “พี่โม่หาน พี่รองหลิน ผู้แจ้งข่าวดีมาแล้ว! พี่โม่หานสอบได้บัณฑิตจู่เหรินแล้ว!”
ตอนที่ 473: ข้าไม่มีรายชื่อแล้วเหตุใดยังต้องแบกรับเรื่องพวกนี้
พอเข้าประตูมาแล้วมู่เกินเอ๋อร์ก็เห็นหลินจื่อเหยียนยืนอยู่กลางลานบ้าน…เอ่อ…เมื่อครู่ตื่นเต้นเกินไปหน่อยจึงลืมถามว่าพี่ชายของเอ้อร์ฮว๋าสอบผ่านหรือเปล่า
แม่ซัวถัวผู้รับผิดชอบทำเนื้อแผ่นได้ยินแบบนั้นก็รีบหันไปแสดงความยินดีกับนางเฝิง “ยินดีด้วย ยินดีด้วย ! ตระกูลเจียงมีขุนนางแล้ว ! น้องเฝิงอบรมสั่งสอนบุตรได้ดียิ่งนัก !”
เจ้าหน้าที่ผู้มาแจ้งข่าวก็ถูกแย่งหน้าที่ไปเสียดื้อๆ และไม่เพียงเท่านั้น จู่ๆก็มีกลุ่มสตรีน้อยใหญ่ในลานบ้านแห่กันมาเอ่ยแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพรียง ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดแทรกเลย
ในเวลานี้ เจียงโม่หานจึงได้วางพู่กันลงแล้วออกมาจากศาลาเถาหราน แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะไม่เคยเห็นหน้าตาของเจียงเจี้ยหยวนมาก่อน ทว่าด้วยบุคลิกของเจียงโม่หานก็ทำให้เจ้าหน้าที่มั่นใจได้ทันทีว่านี่คือเป้าหมายของการมาแจ้งข่าวดี เขาจึงเดินอ้อมเหล่าสตรีน้อยใหญ่ไปตรงเบื้องหน้าเจียงโม่หานแล้วกล่าวด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม “ยินดีกับเจี้ยหยวน ท่านสอบได้คะแนนสูงสุดในการสอบเซียงซื่อประจำเมืองเหอโจวและจงโจว !”
หลินเว่ยเว่ยเอาซองแดงที่เตรียมไว้แต่แรกมายัดใส่มือเจ้าหน้าที่คนนี้ “ลำบากท่านเจ้าหน้าที่แล้ว ท่านเหนื่อยหรือไม่ ? นั่งพักแล้วดื่มน้ำดื่มท่าก่อนเถิด…”
เจ้าหน้าที่ทางการแอบบีบซองแดงเบาๆ เขาพอใจกับความนูนของซองแดงมาก อย่างน้อยก็ไม่ได้มาเสียเที่ยว เขาจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่รบกวนดีกว่า ข้าต้องไปแจ้งข่าวดีที่เขตอันผิงใกล้ๆนี้อีก !”
“เขตอันผิง ? ใช่ตระกูลเผิงที่อยู่รอบนอกของเขตอันผิงหรือไม่ ?” พี่สาวคนโตหันไปมองเจ้าหน้าที่ด้วยความคาดหวัง สองมือของนางจับกันไว้แน่น
เจ้าหน้าที่พยักหน้าพลางกล่าวว่า “จู่เหรินผู้นั้นแซ่เผิง มีนามว่า หยูเหยี่ยน…”
พี่สาวคนโตได้ยินเช่นนั้นก็เอามือป้องปาก น้ำตารื้นออกมาด้วยความซาบซึ้ง นางคาดไม่ถึงเลยว่าหนอนหนังสือเช่นเขาจะสร้างเรื่องประหลาดใจให้ถึงเพียงนี้ เขาสอบได้บัณฑิตจู่เหรินแล้ว นางพลันนึกถึงเรื่องราวในอดีต นึกถึงความก้าวหน้าและความขยันขันแข็งของคู่หมั้นหนุ่ม ในใจของนางรู้สึกสงสารเขายิ่งนัก ยังดีที่ความทุ่มเทของเขาได้รับผลตอบแทนแล้ว…
พี่สาวคนโตกลับเข้าห้องมาเอากระเป๋าเงินแล้วยัดเงินใส่มือเจ้าหน้าที่ ทำเอาเจ้าหน้าที่ถึงขั้นตกตะลึง…นี่หมายความว่าอะไร ? ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าครอบครัวเดียวจะมอบสินน้ำใจในการแจ้งข่าวดีให้ถึงสองชุด
เหล่าสตรีวัยกลางคนที่อยู่ด้านหลังของเขาจึงช่วยขจัดความข้องใจให้ “เผิงจู่เหรินจากเขตอันผิงคือคู่หมั้นของนาง ดูสิ นางดีใจจนน้ำตาไหล !”
หญิงวัยกลางคนอีกคนกล่าวว่า “บุตรสาวสองคนของตระกูลหลินล้วนเป็นผู้ที่มีวาสนาทั้งนั้น พวกนางได้หมั้นหมายกับจู่เหริน…ไม่แน่ว่าในอนาคตพวกนางอาจได้เป็นฮูหยินขุนนางใหญ่เลยก็ได้ !”
เจ้าหน้าที่ทางการได้ยินดังนั้นก็อดทึ่งไม่ได้…กู่เหนียงทั้งสองคนนี้ช่างมีสายตาแหลมคมยิ่งนัก ? เพราะพวกนางได้คู่หมั้นที่สอบติดจู่เหริน มองจากจำนวนผู้ที่ติดอันดับทั้งหมดสามคนในเขตพื้นที่ป่าเขาแบบนี้ อืม ต่อให้มีชาติกำเนิดดีเพียงใดก็ยังไม่สู้แต่งกับคนดีๆ กู่เหนียงทั้งสองคนนี้มีวาสนายิ่งนัก !
เจ้าหน้าที่จึงหันไปกล่าวแสดงความยินดีกับบัณฑิตเจี้ยหยวนและว่าที่ภรรยาของเขาอีกครั้ง ก่อนจะถือตะกร้าที่หลินเว่ยเว่ยยัดใส่มือให้แล้วกระโดดขึ้นบนหลังม้าเพื่อมุ่งหน้าสู่เขตอันผิง
บนหลังม้า เขาเปิดผ้าที่คลุมตะกร้าออกจึงพบว่าภายในตะกร้ามีทั้งแยมผลไม้ ผลไม้อบแห้งและเนื้อแผ่น นอกจากนี้ยังมีขนมอีกสองสามชนิด…นี่เป็นของที่สามารถหาซื้อได้ในร้าน ‘หนิงจี้’ เท่านั้น แต่ครอบครัวนี้ไม่เสียดายและมอบให้เขาอย่างมากมาย ! เกรงว่าการมาแจ้งข่าวยังพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้จะคุ้มค่าสำหรับตนเหลือเกิน !
นับตั้งแต่เจ้าหน้าที่ของทางการเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านที่แวะเวียนมาแสดงความยินดีกับตระกูลหลินก็ไม่ขาดสาย โดยเฉพาะตอนที่กลุ่มไปเก็บผลไม้ป่ากลับมาแล้ว ยิ่งทำให้ลานบ้านตระกูลหลินอัดแน่นเข้าไปใหญ่
ผู้ที่สอบได้จู่เหริน หากมีลู่ทางก็ย่อมสามารถเข้ารับตำแหน่งขุนนางได้ เช่น ตำแหน่งนายทะเบียนประจำอำเภอหรือไม่ก็ตำแหน่งผู้ช่วยของท่านเจ้าเมือง ล้วนเป็นผู้ที่สอบได้จู่เหรินทั้งสิ้น ตอนนี้หมู่บ้านฉือหลี่โกวมีผู้สอบได้จู่เหริน ย่อมพบเห็นได้ยากในหมู่บ้านทุรกันดารเช่นนี้ เหล่าชาวบ้านจึงดีอกดีใจมากเป็นพิเศษ
กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงกลางดึก บ้านตระกูลหลินถึงได้กลับมาสงบสุขอีกครั้ง ตระกูลหลินและตระกูลเจียงเหนื่อยต่อการต้อนรับแขกที่มาแสดงความยินดีจนเสียงแหบเสียงแห้ง
หลินจื่อเหยียนที่โดนหลงลืมไปชั่วขณะก็กล่าวด้วยความเศร้าใจ “ข้าไม่มีรายชื่อแล้วเหตุใดยังต้องแบกรับเรื่องพวกนี้?”
หลินเว่ยเว่ยอดถากถางเขาไม่ได้ “ยังจะพูดอีก! ที่ผ่านมาเจ้าชอบเอาตัวเองไปเปรียบกับบัณฑิตน้อยไม่ใช่หรือ? ตอนนี้แม้แต่หนอนหนังสืออย่างเผิงหยูเหยี่ยนยังสอบผ่าน แต่เจ้าไม่มีรายชื่อแล้วยังมีหน้ามาพบท่านแม่อีกหรือ?”
“พี่รอง ท่านเป็นพี่สาวแท้ๆของข้านะ! ข้าจะไม่ประมาณตนและเอาตนเองไปเปรียบกับพี่เขยรองได้อย่างไร?” หลินจื่อเหยียนหดหู่ใจยิ่งนัก…ชีวิตเขาต้องมาพบเจอคำพูดแทงใจดำแบบนี้ ไม่มีใครปลอบก็ไม่ว่าหรอก ทว่าคำพูดแต่ละคำของพี่รองช่างแหลมคมราวกับใบมีด
“ในตอนที่เจ้าสอบติดซิ่วไฉ เจ้าดีใจจนตัวแทบลอยไปบนฟ้าไม่ใช่หรือ? แถมยังชอบคุยโวว่าตนเป็นบัณฑิตซิ่วไฉอายุน้อยที่สุดในอำเภอเป่าชิง เฮอะ…คราวนี้รู้สึกแล้วหรือยัง?” หลินเว่ยเว่ยไม่ไว้หน้าเขาเลยสักนิด
หลินจื่อเหยียนมุ่ยปาก “พี่รอง แบบนี้ไม่ใช่การทับถมคนในครอบครัวหรือไง!”
ในที่สุดพี่สาวคนโตก็ได้สติกลับมาจากความดีใจ นางหันไปถลึงตาใส่หลินเว่ยเว่ยทันที “ที่เจ้าพูดเมื่อครู่นี้หมายความว่าอย่างไร? ที่บอกว่า ‘แม้แต่หนอนหนังสืออย่างเผิงหยูเหยี่ยนยังสอบผ่าน’ เจ้าดูแคลนเขาหรือ? พี่…พี่เผิงตั้งใจและพยายามมาตั้งหลายเดือน หรือว่าเจ้าไม่เห็น? การที่เขาสอบผ่านนั้นถือเป็นผลลัพธ์ของความพยายาม!”
หลินจื่อเหยียนรู้สึกว่าเหมือนโดนมีดกรีดหัวใจอีกยก “พี่ใหญ่ หรือท่านจะบอกว่าข้าไม่พยายาม?”
พี่สาวคนโตเหลือบมองเขาแล้วกล่าวอย่างช้าๆว่า “ที่เจ้าสอบไม่ผ่านเพราะยังพยายามไม่มากพอต่างหาก”
หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าน้องชายคนโตก้มหน้าลงอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ จึงพูดปลอบโยนเขา “ข้าถามบัณฑิตน้อยมาแล้ว มันไม่ใช่เพราะเจ้าไร้ความพยายาม แต่เป็นเพราะช่วงอายุของเจ้ายังขาดประสบการณ์ รอให้อายุเท่ากับพี่เผิงแล้ว เจ้าจะต้องมีความโดดเด่นกว่าเขาแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้เจ้าต้องสงบจิตใจลงก่อน…”
หลินจื่อเหยียนได้ยินแบบนั้นก็กลับมามีความกระตือรือร้นอีกครั้ง เขากล่าวด้วยสีหน้าซาบซึ้ง “พี่รองของข้าดีที่สุด! พี่รองวางใจเถิด ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน!”
“ชะตากรรมวางอยู่ในมือของเราเอง ไม่ว่าสุดท้ายสิ่งที่เจ้าพยายามจะสูญเปล่าหรือประสบผลสำเร็จ แต่หากเจ้าแก่เฒ่าแล้วมองย้อนกลับไป เจ้าจะไม่รู้สึกเสียใจเลย!” หลินเว่ยเว่ยให้กำลังใจน้องชาย
ช่วงกลางเดือนเก้า อากาศทางเหนือเริ่มเย็นสบายมากขึ้นทุกวัน ชาวฉือหลี่โกวเริ่มสวมเสื้อคลุมกันหนาวและวันเดินทางไปสอบที่เมืองหลวงของเจียงโม่หานได้ถูกกำหนดไว้แล้ว
นางหวงมองไปยังบุตรสาวที่กำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมสัมภาระ นางลังเลเหมือนอยากจะพูดก็ไม่พูด สุดท้ายจึงอดเอ่ยปากไม่ได้ “เจ้ารอง แม่ว่า…เจ้าอย่าไปเลย…ไปกันเพียงสองคน คงจะ…”
ในความเห็นของนางคือบุุตรสาวแค่หมั้นหมายกับตระกูลเจียง ยังไม่ใช่สะใภ้อย่างเป็นทางการ ดังนั้นการเดินทางไปเมืองหลวงในคราวนี้ หากไปกับเจียงโม่หานเพียงสองต่อสอง คงไม่วายตกเป็นที่ครหาจากชาวบ้าน…
หลินจื่อเหยียน “…”
สิ่งใดที่เรียกว่าไปกันเพียงสองคน ท่านแม่เห็นข้าเป็นอากาศที่ไร้ตัวตนหรอกหรือ?
ใช่แล้ว หลายวันมานี้หลินจื่อเหยียนตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เพราะเขาอยากไปเผชิญโลกกว้างในเมืองหลวง! ขนาดคนโบราณยังมีคำกล่าวที่ว่า อ่านตำราหมื่นเล่มก็ยังไม่สู้เดินทางหมื่นลี้ เมืองหลวงเป็นสถานที่ในฝันของผู้คนมากมาย เขาจึงอยากไปเที่ยวเมืองหลวงมาก!
หลินเว่ยเว่ยทำตาโตแล้วหันไปมองมารดา “ท่านแม่เจ้าคะ เราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือ? ท่านจะมาเปลี่ยนใจตอนที่เวลากระชั้นชิดเช่นนี้ไม่ได้ จากเขตเริ่นอันไปยังเมืองหลวงต้องเดินทางไกล หากข้าไม่ตามไป แล้วให้บัณฑิตผู้มีร่างกายอ่อนแอทั้งสองคนเดินทางไปกันเอง ท่านจะวางใจได้หรือเจ้าคะ?”
เจียงโม่หาน “…”
กู่เหนียงน้อย เจ้าอยากตามข้าไปเองก็อย่ายกคนอื่นมาเป็นข้ออ้างสิ!
ตอนที่ 474: พูดได้น่าซึ้งใจ
นางหวงลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยอย่างไม่วางใจ “แต่เจ้า…เป็นสตรี แม่ไม่วางใจเลย !”
“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าไม่ใช่สตรีธรรมดา ท่านเห็นท่อนแขนของข้าหรือเปล่า ? มันแข็งแกร่งมาก ! สามารถจัดการคนเลวนับสิบคนได้ !” หลินเว่ยเว่ยทำท่าเหมือนนักเพาะกาย ทำเอาเจียงโม่หานยังอดมองไปที่แขนของนางไม่ได้
นางหวงคิดแล้วจึงส่ายหน้าพลางพูดว่า “เจ้าดูสิ พี่สาวของเจ้าจะออกเรือนในอีกหนึ่งเดือนกว่าๆแล้ว น้องชายกับน้องสาวไม่ยอมอยู่บ้าน มันสมควรแล้วหรือ…”
เจ้าหนูน้อยกระตุกชายเสื้อของมารดา “ท่านแม่ขอรับ ข้ายังอยู่ทั้งคน!”
นางหวงไม่ได้สนใจเด็กน้อยเลยแม้แต่น้อย นางยังคงกล่าวต่อไป “อีกอย่างคือพอเดือนสิบสองมาเยือน เจ้าก็ต้องเข้าพิธีปักปิ่น ( อายุ15ปี ) นั่นเป็นพิธีสำคัญในชีวิตของผู้หญิงเชียวนะ!”
หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้าคงเข้าร่วมงานแต่งของพี่ใหญ่ไม่ทันแล้ว แต่ข้าจะส่งเครื่องประทินโฉมและเครื่องประดับมาให้นางมากๆหน่อย ถือเป็นการชดเชยให้นางดีหรือไม่เจ้าคะ? ส่วนเรื่องพิธีปักปิ่นก็แค่พิธีฉลองครบรอบวันเกิดปีที่สิบห้าไม่ใช่หรือ! ปีนี้พลาดไป ปีหน้าก็ค่อยชดเชยใหม่แล้วกันเจ้าค่ะ”
นางไม่ใช่ผู้ที่เกิดในยุคสมัยโบราณอย่างแท้จริงจึงมองว่าตนไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมพิธีปักปิ่นก็ได้
พี่สาวคนโตหันขวับมามองค้อนนางทันที “ข้าขาดแคลนเครื่องประทินโฉมเหล่านั้นหรือ? ความหมายที่ท่านแม่ต้องการจะสื่อก็คือตอนนี้เจ้ายังไม่ใช่คนของตระกูลเจียง หากตามไปด้วยก็มีแต่จะทำลายชื่อเสียง สร้างความไม่เหมาะสม! หากในอนาคตว่าที่สามีของเจ้าได้เป็นขุนนางใหญ่ขึ้นมา เจ้าจะถูกสตรีชนชั้นสูงเหล่านั้นวิจารณ์เอาได้!”
หลินเว่ยเว่ยมองไปยังเจียงโม่หาน “เจ้าจะขายหน้าเพราะเรื่องนี้หรือไม่?”
เจียงโม่หานตอบกลับอย่างแน่วแน่ “เป็นไปได้อย่างไร? เจ้าวางใจได้ หากฮูหยินของตระกูลใดมาดูแคลนเจ้า ข้าจะไม่ทำความรู้จักกับพวกนางที่เป็นสตรีชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น แต่จะให้พวกนางสวดภาวนาดีๆ อย่าให้สามีของพวกนางมาตกอยู่ในกำมือของข้าแล้วกัน พูดกันว่าสามีและภรรยาคือคนเดียวกัน พวกนางหัวเราะเยาะเจ้าก็เท่ากับหัวเราะเยาะข้าด้วย”
ในขณะเดียวกัน ภรรยาทำหน้าที่สะสางบัญชีแค้นแทนสามีก็ย่อมได้!
หลังจากได้ทำความรู้จักกับหลินเว่ยเว่ยมานาน เขาจึงคุ้นเคยและมักเผลอพูดคำพูดแนวเดียวกับนาง อีกทั้งยังพูดได้น่าซึ้งใจมากด้วย!
หลินเว่ยเว่ยคลี่ยิ้มเบาบาง นางมองไปยังคู่หมั้นหนุ่มพลางกล่าวว่า “ข้านับถือสายตาของตนจริงๆ ที่สามารถเลือกคู่หมั้นแสนดีขนาดนี้มาได้…ท่านแม่เจ้าคะ ลูกเขยดีๆแบบนี้ท่านแม่ยอมตัดใจปล่อยให้เขาหลุดมือไปได้หรือ? เมืองหลวงเป็นดินแดนที่ผู้คนหลงใหลในรูปโฉม ข้าต้องคอยไปเฝ้าคู่หมั้นให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจโดนนางปิศาจจิ้งจอกคาบไปกินได้!”
นางเฝิงเห็นดังนั้นก็พยายามโน้มน้าวนางหวงเช่นกัน “พี่สะใภ้ ท่านดูสิ เด็กทั้งสองรักใคร่เป็นห่วงเป็นใยกันขนาดไหน? ท่านเองก็ไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาต้องเปลี่ยนแปลงไม่ใช่หรือ? ให้เสี่ยวเว่ยตามไปเถิด!”
“เมืองหลวงเป็นดินแดนของชนชั้นสูง เจ้ารองเป็นเด็กสาวชาวป่าชาวเขา มีนิสัยหยาบกระด้าง ข้ากลัวว่านางจะไปสร้างปัญหาให้แก่พวกชนชั้นสูงแล้วจะสร้างภาระให้แก่หานเอ๋อร์…” บุตรเดินทางไปไกลนับพันลี้ ผู้เป็นมารดาย่อมกังวลเป็นธรรมดา นางหวงจะวางใจได้อย่างไร?
นางเฝิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “แม้ภายนอกของเสี่ยวเว่ยจะดูหยาบกระด้างไปบ้าง แต่ใจของนางได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว อีกอย่างก็มีหานเอ๋อร์คอยดูแลไม่ใช่หรือ? พวกเราพูดจนปากเปียกปากแฉะก็ไม่เท่าหานเอ๋อร์พูดเตือนนางเพียงหนึ่งประโยคหรอก!”
ในใจของนางหวงยังไม่อยากให้บุตรสาวเดินทางไกล กระนั้นก็ยังเป็นกังวลกลัวว่าเจียงโม่หานจะได้รับอันตรายตอนเดินทางไปเมืองหลวงจนทำให้บุตรสาวพลาดโอกาสออกเรือน สุดท้ายนางจึงอดกลั้นความกังวลและความไม่เต็มใจเหล่านั้นพลางหันไปพูดกับว่าที่ลูกเขย “เช่นนั้น…หานเอ๋อร์ เจ้าช่วยดูแลนางดีๆหน่อย อย่าให้นางก่อ…”
หลินเว่ยเว่ยยิ้มกว้าง แต่แล้วก็ไม่วายบ่นอุบว่า “ข้าเคยก่อเรื่องที่ไหนกันเจ้าคะ?”
หนึ่งวันก่อนออกเดินทาง แม่ซัวถัวพาซัวถัวและหยาเอ๋อร์สองสามีภรรยาหนุ่มสาวมาหาที่บ้าน แม่ซัวถัวมองเจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยพลางกล่าวเสียงเบากับนางหวงว่า “ได้ยินว่าวันพรุ่งนี้นางหนูรองและเจียงเจี้ยหยวนจะออกเดินทางเข้าเมืองหลวงแล้วใช่หรือไม่?”
นางหวงเห็นความกังวลในแววตาของอีกฝ่ายจึงพยักหน้ารับ “ใช่!”
“น้องสะใภ้ ข้าขอพูดคำที่ไม่ควรพูดสักหน่อยแล้วกัน นางหนูรองอายุอานามไม่น้อยแล้ว เดินทางไปคราวนี้คงไม่สะดวกสักเท่าใด?” จากนั้นแม่ซัวถัวได้แสดงความคิดของตนออกมา “เช่นนั้น…ให้ซัวถัวและหยาเอ๋อร์ติดตามพวกเขาไปดีหรือเปล่า? คนหนึ่งให้เป็นคนขับรถม้า ส่วนอีกคนก็ให้อยู่เป็นเพื่อนนางหนูรอง น้องสะใภ้คิดเห็นเช่นไร?”
ตลอดหลายวันมานี้ซัวถัวได้ติดตามเจียงโม่หานไปด้วย โลกในมุมมองของเขาจึงกว้างขึ้นมาก ย่อมไม่พอใจที่จะหมกตัวอยู่แต่ในป่าเขาเช่นนี้ ในความคิดของเขาแล้ว เสี่ยวเว่ยเป็นคนเก่ง ในอนาคตไม่ว่าจะอยู่ที่ใดย่อมไม่มีทางยอมเป็นคนธรรมดาสามัญแน่นอน หากได้ติดตามนางไปก็ต้องมีอนาคตที่ดี เหมือนดั่งเช่นหลิวว่ายจื่อที่ตอนนี้กลายเป็นหลงจู๊ใหญ่ดูแลกิจการร้านขายของขบเคี้ยวไปแล้ว!
อีกอย่างคือคู่หมั้นของเสี่ยวเว่ยเป็นถึงผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในการสอบเซียงซื่อ ย่อมไม่มีปัญหาในการสอบได้จิ้นซื่อที่เมืองหลวงแน่นอน! ปีหน้าเจียงเจี้ยหยวนจะมีอายุครบ17ปี เส้นทางในอนาคตยังไร้ขีดจำกัด หากเขาติดตามทั้งคู่ไปก็ย่อมมีโอกาสก้าวหน้ากว่าอยู่ในป่าในเขาเป็นร้อยเท่า?
ซัวถัวจึงกล่าวเช่นนี้ให้คนในครอบครัวฟังและได้รับการสนับสนุนจากทุกคนเป็นอย่างดี แม่ซัวถัวจำได้ว่าพวกขุนนางใหญ่และฮูหยินมักจะมีบ่าวรับใช้อยู่ข้างกายหลายคน หยาเอ๋อร์เป็นคนละเอียดอ่อนและขยันหมั่นเพียร จึงอยากแนะนำให้ติดตามไปด้วย
นางหวงไม่อาจตัดสินใจเรื่องนี้ได้เองจึงเรียกหลินเว่ยเว่ยมาตัดสินใจ หลินเว่ยเว่ยมีความประทับใจที่ดีต่อซัวถัวและหยาเอ๋อร์ โดยเฉพาะหยาเอ๋อร์ซึ่งมีความสามารถและมันสมอง รอไปถึงเมืองหลวงแล้วตัวนางก็คงไม่ทนอยู่เฉยหรอก ทว่าการทำการค้าไม่สามารถต่อสู้เพียงลำพังได้ ต่อให้เป็นผู้มีความสามารถขนาดไหนก็ต้องการลูกมือ
หลังจากปรึกษาหารือกับเจียงโม่หานแล้ว สุดท้ายทั้งสองจึงตัดสินใจพาซัวถัวและหยาเอ๋อร์ไปด้วย แม่ซัวถัวดีใจมากจึงรีบพาลูกชายและลูกสะใภ้กลับไปเก็บของอย่างรวดเร็ว ในเวลานี้ซัวถัวกล่าวติดตลกว่า “น้องหญิง ฟังจากคำพูดของเสี่ยวเว่ยแล้ว เหมือนข้าจะพลอยได้รับบารมีจากเจ้าจนได้ติดตามไปครั้งนี้ด้วย!”
หยาเอ๋อร์พับเสื้อคลุมที่เพิ่งเย็บขึ้นมาใหม่แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “พวกเราเป็นสามีภรรยากัน ไม่อาจกล่าวได้ว่าใครได้รับบารมีจากใคร ต่อไปนี้เราต้องวางท่าทีของตนให้ดี เจียงเจี้ยหยวนและเสี่ยวเว่ยเป็นเจ้านายของพวกเรา อย่าได้พูดคุยด้วยถ้อยคำเหมือนก่อน”
วันต่อมา ในยามฟ้าสาง เจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยบรรทุกสัมภาระขึ้นรถม้าเพื่อเตรียมออกเดินทางแล้ว ดูเหมือนในเวลานี้ชาวบ้านที่สนิทสนมกับพวกตนเกือบทั้งหมู่บ้านจะมารวมตัวกันเพื่อส่งพวกเขาออกเดินทางไกล
เจียงโม่หานโน้มกายออกมาจากรถม้าแล้วมองไปยังนางเฝิงที่อยู่หน้าสุด ก่อนจะกล่าวกับมารดาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ท่านแม่ขอรับ กลับเข้าบ้านไปก่อนเถิด รอให้ข้าสอบได้ตำแหน่งสูงแล้ว จะมารับท่านเข้าเมืองหลวงด้วยกัน!”
นางเฝิงคลี่ยิ้มออกมา ขอบตาของนางเริ่มเป็นสีแดงระเรื่อ นางโบกมืออำลาเจียงโม่หาน “ขอให้เดินทางปลอดภัย รักษาสุขภาพตนเองด้วย แม่จะรอข่าวดีจากเจ้า…” หลังจากที่อยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืนมาเป็นเวลานานกว่า15ปี การแยกจากกันคราวนี้คงต้องรอไปอีกครึ่งปีให้หลังกว่าจะพบกันใหม่ นางย่อมอาลัยอาวรณ์ไม่อยากพรากจาก
หลินเว่ยเว่ยหันไปโบกมือให้ครอบครัวของตนและเหล่าชาวบ้านที่สนิทสนมกัน “ทุกคนกลับไปเถิด! ไม่ต้องกังวล ข้าจะดูแลบัณฑิตน้อยให้เป็นอย่างดี!”
นางหวงใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาของตน จากนั้นก็กำชับบุตรสาวที่ไม่รู้ว่ากำชับเป็นครั้งที่เท่าไรแล้ว “เจ้ารอง ระวังตัวด้วย! แล้วอย่าสร้างปัญหาให้คนอื่น…”
ผู้ใหญ่บ้านกล่าวกับผู้ออกเดินทางทั้งหมดว่า “พวกเจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ครอบครัวของพวกเจ้ายังมีเพื่อนบ้านคอยดูแลอยู่!”
หลิวต้าซวนทุบอกเป็นการรับประกัน “หากถึงช่วงเก็บเกี่ยวที่ดินทั้งร้อยหมู่ของพวกเจ้า ข้าจะช่วยดูแลให้เอง ข้าได้จดบันทึกเงินเดือนและรายได้พิเศษของคนงานเอาไว้หมดแล้ว…”
จากนั้น รถม้าของพวกนางก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านไปพร้อมคำอวยพรของชาวบ้านทุกคนแล้วมุ่งหน้าไปยังท่าเรือเขตเริ่นอัน ใช่แล้ว ในเมื่อมีเวลาเหลือเฟือจึงตั้งใจว่าจะนั่งเรือไปยังเมืองหลวง
ตอนที่ 475: ป้อนอาหารคนจากดาวสุนัขโดยเปล่าประโยชน์
วันนี้ผู้รับหน้าที่ขับรถม้ามาส่งคณะเดินทางก็คือเหลยหยู่และบุตรชายคนโตของหลิวต้าซวน หลังจากส่งพวกหลินเว่ยเว่ยที่ท่าเรือและยกสัมภาระลงให้เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็ขับรถม้ากลับหมู่บ้านฉือหลี่โกว
ก่อนหน้าที่จะเข้าประตูเมืองก็ยังเห็นว่าเป็นเวลาเช้าอยู่ เจียงโม่หานจึงให้รถม้าขับไปส่งยังกระท่อมมุงจากซึ่งเป็นที่อาศัยของผู้อาวุโสเซวียก่อน เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าไม่ได้มาที่แห่งนี้เพียงครึ่งเดือน กระท่อมมุงจากของผู้อาวุโสเซวียก็ว่างเปล่าเสียแล้ว…
ดูจากสถานการณ์แล้วพวกผู้อาวุโสเซวียน่าจะเป็นฝ่ายย้ายออกไปเอง หรือว่า…ความพยายามและความมุ่งมั่นของบัณฑิตหยวนจะทำให้ผู้อาวุโสเซวียใจอ่อน บัณฑิตหยวนรับชายชราเข้าเมืองหลวงไปแล้ว? หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกตนก็ยังมีโอกาสได้พบชายชราผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศอีกครั้ง
หลินเว่ยเว่ยที่เดินตามหลังมาก็เห็นแบบนั้นแล้วบ่นอุบ “ตาเฒ่าผู้นี้ไม่ได้เรื่องเลย จะไปจากที่นี่ก็ไม่บอกกล่าวกันล่วงหน้าสักคำ เฮอะ ดูท่าแล้วแฮมจินหัวอบน้ำผึ้ง หมูตุ๋นน้ำแดงและของเหล่านั้นที่นำมามอบให้ตลอด คงกลายเป็นการป้อนอาหาร…คนจากดาวสุนัขโดยเปล่าประโยชน์”
เจียงโม่หานลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน “ผู้อาวุโสเซวียคงคิดคำนวณทุกอย่างไว้ดีแล้ว ประเดี๋ยวพวกเราคงได้พบกันใหม่ในเมืองหลวง เขาจะกล่าวคำอำลาหรือไม่นั้นก็ช่างเถิด”
ทว่าหลินจื่อเหยียนที่ได้ยินคำประหลาดจากปากของพี่รองจึงถามด้วยความสงสัย “พี่รอง คนจากดาวสุนัขคืออะไร?”
“คนจากดาวสุนัขก็คือคนจากดาวสุนัข เจ้าเด็กน้อย จะถามเยอะแยะทำไม!” หลินเว่ยเว่ยทำหน้าตึง จากนั้นนางก็หน้าบึ้งมาตลอดทางจนกระทั่งถึงท่าเรือก็ยังไม่ยอมทำสีหน้าปกติ
หลินจื่อเหยียนทำหน้าหงอยทันที เขายอมปิดปากเงียบแต่โดยดีแล้วใช้นิ้วลูบไล้ขนของเจ้าหงส์แดงที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่ในมือของตน ในบรรดาสัตว์เลี้ยงของที่บ้าน เจ้าอินทรีทองและเจ้าดำอยู่ดูแลคนในครอบครัวที่หมู่บ้าน โดยอินทรีทองคอยเป็นเวรยามตรวจตราบนท้องฟ้า ส่วนเจ้าดำคอยตรวจตราอยู่ภาคพื้นดิน
มีเพียงเจ้าหงส์แดงตัวน้อยพูดเก่งที่ตามไปยังเมืองหลวง มันจะคอยทำหน้าที่ช่วยให้พวกเขาคลายเหงา เมื่อคืนนี้ หลังจากที่มันรู้ว่าจะได้ออกเดินทางไปกับพวกเจ้านาย มันก็ตื่นเต้นดีใจจนไม่หลับไม่นอนทั้งคืน ในเวลานี้มันจึงขดตัวนอนหลับปุ๋ยอยู่ในมือของหลินจื่อเหยียน
เมื่อมาถึงท่าเรือแล้ว เพียงไม่นานก็เห็นหลิวว่ายจื่อที่มาพร้อมห่อผ้าใบเล็กใบใหญ่ดูพะรุงพะรัง ซึ่งหลังจากที่เห็นรถม้าของตระกูลหลินแล้วหลิวว่ายจื่อก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที เขารีบเดินปรี่เข้ามาหา “หลานสาว ข้าทำให้พวกเจ้าต้องรอเสียนานเลย!”
หลินเว่ยเว่ยมองสัมภาระที่วางอยู่ข้างเท้าของเขาจึงกล่าวหยอกเย้า “อาว่ายจื่อ นี่ท่านทำอะไร? จะย้ายบ้านหรือ?”
“ฟังเจ้าพูดเข้าสิ นายหญิง ในเมื่อเจ้าจะไปบุกเบิกช่องทางที่เมืองหลวงทั้งที จะขาดผู้ช่วยคนสำคัญอย่างข้าได้อย่างไร? พอถึงตอนนั้นก็ต้องไปหาซื้อบ่าวรับใช้คนใหม่ ไม่สู้ให้ข้าผู้รู้ใจเป็นอย่างดีติดตามไปด้วยดีกว่า” ช่วงหลายวันมานี้หลิวว่ายจื่องานยุ่งมาก เพราะร้านขายของขบเคี้ยวในอำเภอฝูอันเพิ่งเปิดกิจการได้ไม่นานและเพื่อให้กิจการดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง เขาจึงต้องคอยจัดการงานจนเส้นผมแทบจะกลายเป็นสีขาวโพลนอยู่แล้ว!
หลินเว่ยเว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ถูกต้อง จะขาดใครก็ขาดได้ แต่จะขาดหลงจู๊ใหญ่อย่างอาว่ายจื่อไม่ได้!”
หลิวว่ายจื่อยิ้มกว้าง จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อแล้วเริ่มขนย้ายสัมภาระ หลินเว่ยเว่ยจึงรีบเข้าไปห้ามเขา “แต่เป้าหมายหลักที่พวกข้าเดินทางเข้าเมืองหลวงคราวนี้คือการไปสอบ ส่วนเรื่องค้าขายนั้นรอให้ข้าไปสำรวจตลาดที่นั่นก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที อาว่ายจื่อ ท่านอยู่ที่นี่ก่อนเถิด ช่วยข้าจับตาดูการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงและจำไว้ว่าไม่อนุญาตให้ขายข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวแม้แต่เมล็ดเดียว เพราะข้ามีแผนอื่น! ให้เก็บไว้ในโกดังนี่แหละ! นอกจากนี้เรื่องที่ดินในเขตอวี้อัน ร้านที่ข้าสั่งให้คนก่อสร้างใกล้จะเสร็จแล้ว ท่านช่วยข้าจัดการเรื่องของที่นั่น หากปล่อยเช่าได้ก็จะดีมาก!”
หลิวเอ้อร์ล่ายได้ยินเช่นนั้นก็ร้อนใจ “นาย…นายหญิง โกดังของเราไม่ปล่อยให้เช่าแล้วหรือ?”
หลินเว่ยเว่ยมองไปยังท่าเทียบเรือที่เริ่มจะวุ่นวายแล้ว นางจึงพูดพร้อมรอยยิ้ม “หลังจากหมดฤดูฝน หากน้ำฝนมีปริมาณมากพอก็คาดว่าผู้ที่มาเช่าโกดังจะมีน้อยลง พวกเราอย่าแย่งส่วนแบ่งทางตลาดกับผู้อื่นเลย! แต่ท่านไม่ต้องกังวล ท่านยังเป็นผู้ดูแลโกดังเหมือนเดิม ยังคงได้รับเงินเดือนและเงินพิเศษตามปกติ!”
หลิวเอ้อร์ล่ายได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก ตอนแรกเขาคิดว่าจะตกงานเสียแล้ว คิดได้ดังนั้น เขาก็ทุบแผงอกรับคำ “นายหญิง ท่านไม่ต้องกังวล ข้าจะดูแลเมล็ดพันธุ์ของท่านเป็นอย่างดี ต่อให้เป็นหนูก็อย่าหวังจะขโมยไปได้!”
เรือโดยสารที่จะมุ่งหน้าลงใต้ก็ได้เคลื่อนเข้ามาจอดเทียบท่าแล้ว หลิวว่ายจื่อ หลิวเอ้อร์ล่าย เหลยหยู่และเหลียงถัวช่วยกันขนสัมภาระของพวกนางขึ้นเรือ หลินเว่ยเว่ยจองห้องโดยสารบนเรือไว้แค่2ห้องเท่านั้น จึงให้หลินเว่ยเว่ยและหยาเอ๋อร์อยู่ด้วยกัน1ห้อง ส่วนอีกห้องเป็นห้องพักของเจียงโม่หาน หลินจื่อเหยียนและซัวถัว พอรวมกับสัมภาระที่ขนขึ้นเรือด้วยแล้วจึงทำให้ห้องโดยสารทั้งสองห้องเต็มพอดี ดูเหมือนแทบจะไม่มีที่ว่างสำหรับวางเท้าด้วยซ้ำ คราวนี้หลินเว่ยเว่ยเริ่มเสียใจเพราะน่าจะจองห้องเพิ่มอีกสักห้อง
หลินเว่ยเว่ยถอนหายใจยาวออกมา ออกเดินทางไกลจากบ้านเช่นนี้ คงทำได้เพียงยอมรับชะตากรรม!
ในไม่ช้า เรือก็ถอนสมอแล้วออกเดินทาง เนื่องจากเจียงโม่หานและสองพี่น้องตระกูลหลินดื่มน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณมานานจึงไม่มีอาการเมาเรือ ทว่าซัวถัวเมาเรือหนักมาก เขาอาเจียนออกมาหลายครั้ง หลินเว่ยเว่ยจึงผสมน้ำพุวิญญาณให้เขาดื่มติดต่อกันสองวัน อาการของเขาถึงได้ดีขึ้น
ทำเอาหยาเอ๋อร์ถึงขั้นรู้สึกเกรงใจไม่น้อย เดิมทีนางและสามีติดตามมาเพื่อดูแลเสี่ยวเว่ยและเจียงเจี้ยหยวน แต่ใครจะคาดคิดว่าพวกตนยังไม่ทันได้ดูแลเจ้านาย อีกฝ่ายก็ต้องมาดูแลผู้ติดตามเสียแล้ว ซัวถัวเวียนศีรษะจากอาการเมาเรือนานถึงสองวัน ทำให้นางเป็นกังวลว่าตนและสามีจะถูกไล่ลงเรือ ณ ท่าเทียบเรือถัดไป
แต่ในเวลานี้หลินเว่ยเว่ยยกโจ๊กที่ต้มด้วยน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณมายื่นให้หยาเอ๋อร์แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ช่วงนี้พี่ซัวถัวควรกินอาหารย่อยง่าย โจ๊กปลาถ้วยนี้มีประโยชน์มาก พี่หยาเอ๋อร์ป้อนเขาหน่อยเถิด!”
ซัวถัวยังคงรู้สึกแสบร้อนตรงหน้าอก แต่ยังดีกว่าช่วงแรกอยู่มาก เขาจึงกล่าวอย่างขัดเขินว่า “ข้าหายแล้ว ไม่ต้องทำอาหารให้ข้าหรอก…หยาเอ๋อร์ เจ้าไปดูแลเสี่ยว…นายหญิงรอง”
หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าหากไม่ให้พวกเขาทำอะไรบ้าง พวกเขาคงรู้สึกไม่สบายใจ ดังนั้นนางจึงกล่าวว่า “ได้! ข้ากำลังอยากทำเค้กไข่อยู่พอดี พี่หยาเอ๋อร์มาเป็นลูกมือให้ข้าที!”
บนเรือโดยสารระยะทางไกลมีอาหารให้กินสามมื้อต่อวัน ทว่าอาหารแต่ละมื้อต้องจ่ายด้วยราคาสูงมาก แถมฝีมือแม่ครัวบนเรือก็ไม่อร่อยถึงเพียงนั้น หลินเว่ยเว่ยได้เตรียมเตาไฟและถ่านมาด้วยตั้งแต่เนิ่นๆ เอ่อ…ลำพังแค่ถ่านกับวัตถุดิบประกอบอาหารก็เกือบเต็มคันรถม้า!
ห้องครัวตั้งอยู่ท้ายเรือ เป็นเพิงเรียบง่ายที่สามารถรองรับคนทำครัวได้เพียง1-2คนเท่านั้น หลินเว่ยเว่ยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตั้งเตาบนดาดฟ้าท้ายเรือ เพื่อให้บัณฑิตหนุ่มที่จู้จี้จุกจิกเกี่ยวกับอาหารได้มาคอยกำกับรสชาติเอง
สองวันนี้ ขนมที่พวกนางเตรียมมาด้วยก็ถูกกินเกือบหมดแล้ว นางรู้ว่ายามที่บัณฑิตหนุ่มท่องตำราในช่วงบ่ายต้องมีน้ำชาและขนมไว้กินเล่น นางจึงเตรียมนึ่งเค้กไข่ให้เขา
นางเริ่มจากการแยกไข่แดงและไข่ขาวออกจากกัน เติมน้ำตาลลงในชามไข่แดงแล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นก็แอบนำนมสดออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณแล้วใส่แป้งสาลีสำหรับทำขนมลงไป อีกด้านหนึ่งก็มาตีไข่ขาวกับน้ำตาลและเกลือเล็กน้อยจนกลายเป็นเนื้อครีมข้น แล้วตักผสมลงในชามแป้งและไข่แดง จากนั้นทาน้ำมันในถาดใบใหญ่เป็นชั้นบางๆ แล้วเทส่วนผสมของเค้กไข่ลงไป โรยลูกเกดและบลูเบอร์รี่อบแห้งไว้ด้านบน ใส่ถาดลงในหม้อนึ่งประมาณครึ่งชั่วยาม
ในตอนที่ยกออกจากหม้อนึ่งแล้ว เค้กไข่กลายเป็นสีเหลืองทอง นุ่มละมุนและหอมกรุ่นไปทั่ว กลิ่นหอมของเค้กไข่ไม่เพียงลอยไปแตะจมูกเจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนที่นั่งก้มหน้าก้มตาท่องตำราเท่านั้น แม้แต่ผู้โดยสารคนอื่นที่อยู่ในห้องโดยสารถัดไปยังได้กลิ่นหอมชวนน้ำลายไหลนี้ด้วย
นี่เป็นวันที่สามสำหรับการแล่นเรือในน่านน้ำ บรรดาขนมและของขบเคี้ยวส่วนใหญ่ที่ผู้โดยสารคนอื่นนำมาด้วยจึงหมดเกลี้ยงไปตั้งแต่สองวันแรก กระนั้นผู้โดยสารที่มีเงินซื้อตั๋วเรือเดินทางระยะไกลเช่นนี้ย่อมไม่ขาดแคลนเงินซื้ออาหารบนเรืออยู่แล้ว
ตอนที่ 476: หนิงอ๋องและบุตร
ทว่าบัดนี้ผู้โดยสารต้องรับประทาน ‘อาหารหมู’ ของแม่ครัวบนเรือเป็นเวลาสองวันแล้ว จู่ๆก็มีกลิ่นหอมลอยเข้ามาแตะจมูกจึงเป็นธรรมดาที่จะนั่งไม่ติดพื้น…ผู้ใดกำลังอาหารบนเรือ ? ไม่มีทางเป็นแม่ครัวที่ทราบฝีมือกันดีอยู่แล้วแน่นอน นางไม่มีทางเปลี่ยนอาหารหมูให้กลายเป็นอาหารเลิศรสขึ้นมาได้หรอกกระมัง ?
“หมู่เฟยได้กลิ่นหอมหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ? หอมมากเลย !” เด็กผู้ชายท่าทางมีอายุประมาณห้าถึงหกขวบกำลังดึงมือของสตรีท่าทางอ่อนโยนซึ่งกำลังก้มหน้าปักผ้าอย่างตั้งใจ จนนางต้องเงยหน้าเพื่อมองออกไปนอกห้องโดยสาร
ด้านข้างของทั้งสองคนยังมีเด็กหญิงอายุประมาณสิบเอ็ดสิบสองปีนั่งอยู่ นางฉีกยิ้มแล้วเอ่ยเย้าน้องชาย “เจ้าลูกแมวตะกละ ขนมที่ซื้อจากเขตเริ่นอันเพิ่งกินหมด เจ้าก็หิวขึ้นมาอีกแล้วหรือ ?”
เด็กชายเอาหน้าซุกหมู่เฟยด้วยความเขินอายแล้วเถียงกลับ “พี่หญิง ท่านก็กินไปเยอะเหมือนกัน !”
“ถูกต้อง ข้าก็กินด้วย แต่ข้าไม่ได้ตะกละจนเที่ยวอยากกินอาหารของคนอื่นแบบเจ้า !” เด็กหญิงจิบน้ำอุ่นหนึ่งอึกแล้วหันไปพูดกับบุรุษท่าทางอ่อนแอที่อยู่ด้านข้างว่า “ฟู่หวาง ถ้าอย่างไร…ลูกพาน้องชายออกไปดูได้หรือไม่เพคะ ? ถ้าแม่ครัวบนเรือทำขนมจริงๆ พวกเราจะซื้อกลับมาให้ฟู่หวางและหมู่เฟยเพคะ !”
บุรุษท่าทางอ่อนแอวางตำราในมือแล้วลุกขึ้นยืน “หลีเอ๋อร์ หยูเอ๋อร์ พวกเจ้าไปใส่เสื้อคลุม ประเดี๋ยวพ่อจะพาพวกเจ้าออกไปสูดอากาศข้างนอกเอง…”
เด็กหญิงอดไม่ได้ที่ลอบยิ้มในใจ…ผู้ที่อยากออกไปสูดอากาศจริงๆ เป็นฟู่หวางมากกว่ากระมัง ?
สตรีท่าทางอ่อนโยนเงยหน้ามองพระสวามี ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ในแม่น้ำลมแรง พระพลานามัยเพิ่งดีขึ้นได้ไม่นาน ถ้าประชวรขึ้นมาอีกแล้ว การอยู่บนเรือจะหาหมอมาถวายการรักษายากนะเพคะ”
บุรุษอ่อนแอแย้มพระสรวล “ข้าไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิดขนาดนั้น ข้าสวมเสื้อผ้าให้หนาหน่อยก็ไม่โดนลมเย็นทำร้ายแล้ว”
บุรุษอ่อนแอคนนี้ก็คือท่านอ๋องว่างงานจากราชวงศ์ก่อนพระองค์หนึ่ง ที่ดินศักดินาซึ่งอดีตฮ่องเต้พระราชทานให้ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนืออันแสนแห้งแล้ง กระนั้นเพราะมีบุญคุณต่อฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พอราชวงศ์ใหม่ถูกสถาปนาขึ้นมา บรรดาศักดิ์ ‘หนิงอ๋อง’ และที่ดินศักดินาจึงไม่โดนริบคืน
ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ หนิงอ๋องก็มีวรกายอ่อนแอและมักประชวรอยู่บ่อยครั้งจึงรักษาตัวอยู่แต่ในที่ดินศักดินาอย่างสงบสุขมาโดยตลอด แต่แล้วต้นไม้ที่หวังยืนต้นอย่างสงบกลับมีลมพายุพัดเข้ามาไม่หยุดหย่อน เนื่องจากในพระวรกายมีสายเลือดของราชวงศ์ก่อนไหลเวียนอยู่ ก่อนหน้านี้เพียงไม่นาน ลูกพี่ลูกน้องของพระองค์…องค์ชายห้าของราชวงศ์ก่อนได้มาพบ อีกฝ่ายหวังว่าพระองค์จะเป็นกำลังสำคัญแล้วช่วยกอบกู้ความรุ่งโรจน์ของราชวงศ์ต้าโจวคืนมา
ความรุ่งโรจน์ ? เดิมทีก่อนสิ้นต้าโจว แผ่นดินก็เน่าเฟะอยู่แล้ว ยังจะเอาความรุ่งโรจน์มาจากที่ใดอีก ? เห็นพระองค์ไร้สมองหรือไร ไม่รู้เลยหรือว่าเสด็จลุงที่แสนดีพระองค์นั้น…ฮ่องเต้ผู้ประเสริฐของต้าโจวได้ทำอะไรลงไปบ้าง ? ฟู่หวางสิ้นพระชนม์ได้อย่างไร ? แล้วพี่ชายทั้งสองของพระองค์สิ้นชีพอย่างอนาถได้อย่าง ? ถ้าไม่ใช่เพราะพระองค์มีสุขภาพอ่อนแอตั้งแต่เยาว์วัย ก็คงไม่ต้องรอให้ได้สืบทอดตำแหน่งหนิงอ๋องหรอก คงได้เจริญรอยตามฟู่หวางและพี่ชายไปแล้วกระมัง ?
อดีตองค์ชายห้าผู้นั้น ภายนอกดูสุภาพและเปี่ยมมารยาท แต่ในความเป็นจริงแล้วอำมหิต เหตุใดพระวรกายของหนิงอ๋องจึงกลายมาเป็นแบบนี้ ? หากเดาไม่ผิดก็คงเป็นของขวัญจากลูกพี่ลูกน้องคนนี้เอง
พระองค์มีความจำเป็นเลิศจึงสามารถย้อนไปยามที่เป็นคุณชายของท่านอ๋อง ตอนนั้นยังมีอายุเพียง4ขวบ ขณะเข้าวังไปเป็นเพื่อนเล่นขององค์ชายห้า เพียงเพราะฮ่องเต้ตรัสชื่นชมเขาแค่ประโยคเดียวก็ทำให้ญาติผู้พี่ซึ่งมีพระชนมายุมากกว่า3ปี บังเกิดความริษยาและผลักเขาลงไปในสระบัวของวังหลวง ตอนนั้นเป็นช่วงเดือน12ที่มีอากาศหนาวเหน็บ หลังถูกช่วยเหลือขึ้นมาได้แล้ว แม้จะรักษาชีวิตน้อยๆเอาไว้ได้ แต่ก็ต้องป่วยเรื้อรังและเป็นสหายกับโอสถไปชั่วชีวิต…
หากในตอนนี้หนิงอ๋องเชื่อฟังคำยุยงขององค์ชายห้าจากราชวงศ์ก่อนจริงๆ และช่วยฟื้นคืนราชวงศ์ต้าโจวอย่างสุดกำลัง วันที่ประสบความสำเร็จก็คงเป็นวันสิ้นชีพของพระองค์เองเช่นกัน
การที่หนิงอ๋องอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว ในช่วงวันเวลาที่เหลืออยู่อีกไม่มาก พระองค์ก็อยากใช้เวลากับพระชายาและบุตร ความทะเยอทะยานอันใหญ่หลวงหรือการสร้างผลงานให้ฮ่องเต้ได้ชื่นชม ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา…
หนิงอ๋องรู้ว่าญาติผู้พี่ที่ห้าไม่มีทางถอดใจ พระองค์จึงแอบเขียนฎีกาถวายแด่ฮ่องเต้ ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้จึงประทานอนุญาตให้ครอบครัวของหนิงอ๋องย้ายกลับเมืองหลวง และเมื่อเวลานั้นมาถึง หนิงอ๋องก็จะขอให้ราชสำนักริบที่ดินศักดินากลับคืนเพื่อตัดปัญหาเกี่ยวกับอดีตองค์ชายห้า จากนั้นก็กลายเป็นอ๋องว่างงานอยู่ในเมืองหลวง ออกห่างจากความวุ่นวายทั้งปวง ขอเพียงได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็พอ
“ฟู่…ท่านพ่อเจ้าค่ะ มีพี่สาวกำลังทำขนมอยู่ทางนั้น !” โม่ชิงหลีแกว่งพระหัตถ์ของฟู่หวางไปมา ทำให้พระองค์หลุดจากภวังค์แห่งความคิด
หลังได้สติกลับมาแล้วหนิงอ๋องก็มองตามทิศทางที่บุตรสาวชี้ไป จึงพบเข้ากับสตรีร่างสูงโปร่ง ท่าทางมีอายุประมาณ14-15ปี อีกฝ่ายกำลังนำขนมก้อนสีเหลืองทองออกจากถาด จากนั้นก็ใช้มีดไม้ไผ่ตัดเป็น6ชิ้นขนาดเท่ากัน กลิ่นหอมยั่วยวนลอยออกมาจากก้อนขนมที่ยังร้อนผ่าวนั่นเอง
โม่ชิงหยูแอบกลืนน้ำลายลงคอและพูดเบาๆว่า “ดูเหมือนขนมเค้กของร้าน ‘หนิงจี้’ เลยขอรับ แต่กลิ่นหอมกว่าขนมเค้กที่เราซื้อมาเสียอีก…”
ขณะที่พูดแบบนั้นท้องน้อยๆของเขาก็เริ่มส่งเสียงคำรามออกมา เจ้าตัวน้อยหน้าแดงทันที คงเพราะอาหารกลางวันรสชาติแย่เกินไป เขาจึงกินไปแค่สองคำก็บอกว่าอิ่ม หลังได้กลิ่นขนมอันหอมหวนแล้ว ท้องก็ร้องขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
หนิงอ๋องลูบศีรษะบุตรชายตัวน้อยด้วยความรัก ก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปถาม “กู่เหนียง ขนมที่ท่านทำนี้ พอจะแบ่งขายให้พวกเราสักสองชิ้นได้หรือไม่ ?”
“ไม่ขาย ไม่ขาย ! นี่เป็นของที่พวกเราทำกินกันเอง !” หลินจื่อเหยียนเบียดตัวเข้ามาจากด้านหลังแล้วเข้าไปปกป้องขนมที่เพิ่งออกจากหม้อนึ่งทันที
หนิงอ๋องโดนเบียดจนเดินเซ.ออกไปหลายก้าวและก็แทบจะเสียหลัก.ล้มลงกับพื้น โม่ชิงหลีรีบเข้าไปประคองฟู่หวางเอาไว้แล้วหันมาถลึงตาใส่หลินจื่อเหยียนด้วยความโมโหทันที “เหตุใดเจ้าเป็นคนแบบนี้ ? ไม่ขายก็ไม่ขายสิ เหตุใดต้องผลักฟู่…ท่านพ่อของข้าด้วย ?”
หลินจื่อเหยียนหันไปมองอีกฝ่ายปราดหนึ่งแล้วพูดด้วยความรำคาญ “ใครผลักเขา ? ทำไมหรือ ? กำลังคิดจะ ‘ชนใช้’ หรือไร !”
แม้โม่ชิงหลีไม่เข้าใจว่า ‘ชนใช้’ คืออะไร แต่ก็คิดว่าไม่ใช่คำที่มีความหมายดีแน่นอน นางจึงโมโหจนพุ่งออกไปเพื่อขอคำอธิบายจากอีกฝ่าย แต่โดนหนิงอ๋องห้ามไว้ก่อน
“คุณชายน้อยท่านนี้ไม่ได้ผลักพ่อจริงๆ เป็นพ่อที่ยืนไม่ดีเอง โทษคนอื่นไม่ได้หรอก หลีเอ๋อร์ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว รีบขอโทษคุณชายน้อยท่านนี้เร็ว” หนิงอ๋องไอออกมาสองสามครั้ง แต่น้ำเสียงแผ่วเบาที่เปล่งออกมากลับแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม
หลินจื่อเหยียนเห็นอีกฝ่ายมีหน้าตาซูบผอมและซีดเซียว จึงรู้ว่าคนผู้นี้ไม่ได้คิดใช้อุบายชนแล้วชดใช้ เขาจึงรีบพูดต่อ “ไม่ต้อง ไม่ต้องหรอก เมื่อครู่เป็นเพราะข้ารีบเดินไปหน่อยจึงชนตัวท่าน แต่ท่าน…ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ ?”
“ไม่เป็นไร…” ในเวลานี้ได้มีกระแสลมพัดเข้ามา ทำให้หนิงอ๋องไอหนักกว่าเดิม
โม่ชิงหยูรีบจัดเสื้อผ้าของฟู่หวางและมองด้วยความเป็นห่วง “ฟู่…ท่านพ่อขอรับ ข้างนอกลมแรง เรากลับเข้าด้านในกันเถิดขอรับ…” ไม่ว่าเขาจะหิวหรืออยากกินเค้กมากเพียงใด แต่เมื่อเทียบกับร่างกายของฟู่หวางแล้วเรื่องอื่นก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
หลินจื่อเหยียนได้ยินเสียงท้องร้องของเจ้าถั่วงอกน้อยที่น่าจะมีอายุน้อยกว่าน้องสี่อย่างชัดเจน เขาจึงก้มมองเค้กไข่ในมือ จากนั้นก็เงยหน้ามองเด็กน้อยตัวซูบผอมอีกครั้ง ลังเลอยู่กับเด็กหญิงและเด็กชายตรงเบื้องหน้าสักพักหนึ่ง สุดท้ายก็ก้มตัวลงเล็กน้อยพลางยืนส่งเค้กให้ชายผู้นั้น “ได้ยินว่าอาหารบนเรือลำนี้รสชาติแย่มาก นี่เป็นเค้กที่พี่รองของข้าทำเอง หากท่านไม่รังเกียจก็รับไปให้พวกเด็กๆกินเถิด…”
“ไม่กล้า ไม่กล้ารบกวน…” สองพี่น้องทำขนมกินกันเอง แล้วพระองค์จะกล้ารับไว้ได้อย่างไร ?
“ไม่เป็นไร เดินทางออกนอกบ้านก็ต้องมีชีวิตที่ยากลำบากกันทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังพาเด็กสองคนมาด้วย ท่านรับไปเถิด ดูนั่นสิ ถาดที่สองกำลังนึ่ง ผู้ใหญ่อย่างพวกเรากินช้าหน่อยไม่เป็นไรหรอก แต่อย่าปล่อยให้พวกเด็กๆหิวเลย !”
[1] ชนใช้ หมายถึง การสร้างสถานการณ์ให้เหมือนโดนชนแล้วจะเรียกร้องเอาเงิน
ตอนที่ 477: ที่แท้ก็เป็นอ๋องอายุสั้นพระองค์นั้น
หลินจื่อเหยียนก้มมองเจ้าตัวน้อยที่เห็นอยู่ชัดๆว่ากำลังท้องร้อง แต่ไม่หันมามองเค้กไข่สักแวบเดียว เขาจึงเริ่มคิดถึงน้องชายตัวแสบที่บ้านขึ้นมา ตอนที่ตระกูลหลินยังไม่มีอาหารให้กินจนอิ่มท้อง เจ้าหนูน้อยก็รู้ความแบบนี้เลย รู้จักทำตัวเข้มแข็งเพื่อไม่ให้คนอื่นสงสาร
หากเป็นเวลาอื่น หนิงอ๋องไม่มีทางยอมรับของจากคนอื่นแน่นอน แต่พอมองบุตรชายและบุตรสาว หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจรับไว้
หลังจากสามพ่อลูกเข้าไปในห้องโดยสารแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็เหลือบมองน้องชายพลางพูดว่า “เจ้ามีน้ำใจ ชอบแบ่งของที่ข้าทำไปให้คนอื่นเสียจริง !”
หลินจื่อเหยียนเข้าไปช่วยนางตีไข่ขาวอย่างเอาใจ ก่อนจะพูดว่า “ข้าก็แค่ได้ยินพวกผู้โดยสารบนเรือบ่นว่าอาหารที่แม่ครัวทำเหมือน ‘อาหารหมู’ ตั้งหลายครั้ง ครอบครัวนี้พาลูกชายลูกสาวมาด้วย ฝ่ายคนเป็นพ่อก็ดูไม่ค่อยแข็งแรงสักเท่าไร พวกเขาคงลำบากไม่น้อยเลย…”
“ใช่สิ ! พวกเขาลำบากไม่น้อย ส่วนเจ้าไม่ลำบากเลย ! เจ้ายกขนมสำหรับสองวันนี้ให้คนอื่นไปแล้ว ดังนั้นขนมที่เหลืออีกสองถาดก็จะไม่มีส่วนของเจ้า !” หลินเว่ยเว่ยแค่นเสียง ฮึ
หลินจื่อเหยียนรู้ว่าพี่รองกำลังล้อเล่น แต่ก็ยังพูดเอาใจนางยกใหญ่เพื่อช่วงชิงสิทธิ์ในการกินขนมของตนตลอดสองวันข้างหน้าคืนมา
ในขณะที่หนิงหวางเฟยกำลังปักผ้าให้บุตรสาวอยู่นั้น นางก็ได้ยินเสียงคนผลักประตูเข้ามา พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นถาดขนมในพระหัตถ์ของหนิงอ๋อง จึงถามว่า “พระองค์…ซื้อมาหรือเพคะ ?”
โม่ชิงหลีรับถาดขนมจากฟู่หวางแล้วนำไปวางบนโต๊ะ ก่อนจะตอบว่า “เป็นของที่ครอบครัวในห้องโดยสารด้านข้างให้มาเพคะ”
“ให้ ?” หนิงหวางเฟยรู้สึกสงสัยขึ้นมาทันที จากที่รู้จักพระสวามีย่อมไม่มีทางรับของจากใครสุ่มสี่สุ่มห้า
หนิงอ๋องล้างพระหัตถ์แล้วหยิบเค้กไข่ชิ้นหนึ่งยื่นให้พระชายา จากนั้นจึงหยิบให้บุตรคนละชิ้น หลังโดนบุตรชายและบุตรสาวเกลี้ยกล่อมแล้วถึงหยิบขึ้นมาเสวยเองหนึ่งชิ้นพลางตรัสว่า
“ให้ด้วยน้ำใจจึงยากจะปฏิเสธ…เห็นว่าคุณชายสองท่านที่อยู่ห้องด้านข้างดูท่าทางจะเป็นปัญญาชน อีกประเดี๋ยวข้าจะเอา ‘ตำราทั้งสี่ฉบับขัดเกลาใหม่’ ที่คัดไว้เมื่อก่อนไปให้พวกเขาหนึ่งชุด เป็นการตอบแทนน้ำใจในครานี้”
หนิงหวางเฟยพยักหน้าและไม่พูดอะไรอีก นางกัดกินขนมหนึ่งคำ เนื้อนุ่มหอมหวาน รสหวานกำลังพอดี อร่อยยิ่งกว่าขนมร้านหนิงจี้ที่ซื้อมาเสียอีก จากนั้นหันไปมองบุตรชายก็กำลังกินขนมคำโตด้วยใบหน้าแสนพึงพอใจ ราวกับเป็นอาหารอันโอชะที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้แล้ว
หนิงอ๋องถอนหายใจเบาๆ พระชายาและบุตรทั้งสองเคยลำบากอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อใด ? เป็นเพราะพระองค์พาพวกเขามาลำบากเอง !
หนิงอ๋องรู้ว่าญาติผู้พี่ไม่มีทางปล่อยพระองค์ไปง่ายๆแน่นอน สำหรับการเดินทางครั้งนี้จึงให้หัวหน้าองครักษ์ของจวนอ๋องนำขบวนคุ้มกันไปส่งครอบครัว ‘หนิงอ๋อง’ ตัวปลอมเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง เพื่อดึงดูดความสนใจของอดีตองค์ชายห้า
ส่วนหนิงอ๋องตัวจริงก็ปลอมตัวขึ้นเรือเพื่อเดินทางลงใต้ โดยพาสาวใช้มาเพียงสองคนและองครักษ์อีกสองคน แต่คาดไม่ถึงว่าบริการบนเรือจะย่ำแย่ถึงขนาดนี้
หลังได้ยินคุณชายน้อยกลับเข้าห้องโดยสารข้างๆแล้ว หนิงอ๋องก็หยิบตำราทั้งสี่ฉบับขัดเกลาใหม่ออกมาจากห่อสัมภาระ แล้วเดินไปเคาะประตูห้องด้านข้างพร้อมถาดขนมที่รับมาเมื่อครู่
คนที่ออกมาเปิดประตูเป็นคุณชายน้อยที่มอบขนมให้นั่นเอง หลังเห็นถาดในมือหนิงอ๋องแล้วก็ยื่นมือมารับด้วยรอยยิ้ม “นำมาส่งคืนได้รวดเร็วเหลือเกิน…”
จากนั้นหนิงอ๋องก็ยื่นตำราทั้งสี่เล่มออกไป “นี่คือตำราทั้งสี่ฉบับขัดเกลาใหม่หนึ่งชุด เป็นตำราที่ข้าคัดลอกในยามว่าง หากคุณชายน้อยไม่รังเกียจก็โปรดรับไว้ด้วยเถิด”
ตำราทั้งสี่ฉบับขัดเกลาใหม่ ? หลินจื่อเหยียนรับไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง หลังจากพลิกไปพลิกมาแล้วมันก็คือตำราทั้งสี่ที่มีคำบรรยายประกอบเพิ่มขึ้นมาเอง ! เขาจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจสักเท่าไร เพราะคำบรรยายของคนอื่นจะร้ายกาจเท่าพี่เขยรองได้อย่างไร ? ยิ่งไปกว่านั้นคือในมือของพวกตนยังมีบันทึกรวบรวมคำสอนของผู้อาวุโสเซวีย !
เมื่อรอให้หนิงอ๋องจากไปแล้ว หลินจื่อเหยียนก็วางตำราทั้งสี่ฉบับขัดเกลาใหม่ไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็เริ่มฝึกคัดตัวอักษร พี่เขยรองรับบทเป็นอาจารย์จนคุ้นชินแล้ว แม้จะออกมาข้างนอกก็ยังไม่ให้เขาหยุดพัก แต่ละวันต้องคอยดูเขาอ่านตำรา คัดตัวอักษรและเขียนบทความ…ชีวิตน่าขมขื่น !
เจียงโม่หานเดินมาจากด้านนอก เมื่อเห็นว่าหลินจื่อเหยียนกำลังเพ่งสมาธิไปที่การคัดอักษร จึงไม่ได้เข้ามากวน เมื่อเห็นบนโต๊ะมีตำราวางอยู่ เขาจึงหยิบขึ้นมาพลิกดู…ช้าก่อน ตำราทั้งสี่ฉบับขัดเกลาใหม่ ? เป็นตำราทั้งสี่ฉบับขัดเกลาใหม่ที่นักปราชญ์โจวผู้เลื่องชื่อในราชวงศ์ก่อนให้คำบรรยายไว้ ?
นักปราชญ์โจวคือปราชญ์ลัทธิขงจื๊อผู้มีชื่อเสียงที่สุดในช่วงราชวงศ์ต้าโจวรุ่งเรือง สิ่งที่เขาแตกต่างจากผู้อาวุโสเซวียก็คือการไม่รับลูกศิษย์ เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการศึกษาตำราทั้งสี่ เขาได้ผสมผสานทฤษฎีของชนรุ่นก่อนและยังมีความเข้าใจอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่ด้วย สามารถนำมาใช้กับทางโลกได้จริง น่าเสียดาย…ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงหายสาบสูญไป…
เจียงโม่หานเริ่มพลิกอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ คำบรรยายด้านในทำให้บังเกิดมุมมองใหม่ขึ้นมาจริงๆ แต่ลายมือที่คัดลอกออกมานี้…เหตุใดจึงคุ้นตาเหลือเกิน ?
แต่แล้วภายใต้ความสับสน เขาก็ได้ยินเสียงเด็กผู้ชายจากห้องข้างๆ เรียกใครคนหนึ่งว่า ‘ฟู่หวาง’ ทันใดนั้นหมอกควันตรงเบื้องหน้าก็เหมือนจางหายไปในทันที…หนิงอ๋อง ? อ๋องว่างงานผู้มีลายพระหัตถ์ยอดเยี่ยม แต่กลับมีอายุสั้นในชาติก่อน ! พอคำนวณเวลาดูแล้ว ช่วงเวลาที่หนิงอ๋องจะเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อยกที่ดินศักดินาคืนราชสำนักก็น่าจะอยู่ในช่วงนี้พอดี
หากเปรียบหนิงอ๋องเป็นขุนนาง ก็คือขุนนางตงฉินคนหนึ่ง เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับความยกย่องในชาติก่อนและผู้คนก็รู้สึกเศร้าใจมากในจุดจบของเขา…คาดไม่ถึงว่าในชาตินี้ พวกตนจะได้มีวาสนามาพบกันบนเรือ
เมื่อหลินจื่อเหยียนคัดตัวอักษรเสร็จแล้วก็เงยหน้ามองเจียงโม่หานที่กำลังจ้องตำราทั้งสี่ฉบับขัดเกลาใหม่อย่างตั้งใจ เขาจึงอดถามไม่ได้ “เป็นอะไรไปหรือ ? คำบรรยายในตำราเล่มนี้มีปัญหาหรืออย่างไร ?”
“ปัญหาใหญ่มาก !” ขณะมองน้องชายของภรรยาตรงเบื้องหน้า เจียงโม่หานก็คิดว่าคนโง่ย่อมมีโชคของคนโง่ สามารถแลกตำราทั้งสี่ฉบับขัดเกลาใหม่ที่โม่ชิงจือคัดออกมาเองด้วยขนมเค้กไข่แค่ถาดเดียว โชคดีจนน่าเหลือเชื่อ ถ้าผ่านไปอีก20ปี ตำรานี้จะมีราคาสูงลิ่วในท้องตลาด ! แน่นอนว่าผู้ที่มีปัญญาจะไม่มีทางนำออกมาขายแน่นอน !
หลินจื่อเหยียนไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เขาจึงเอ่ยออกมาอย่างโง่งม “ถ้ามีปัญหา พวกเราก็ควรเก็บไว้ เนื่องจากอย่างไรเขาก็ให้มาแล้ว จะโยนทิ้งก็คงไม่ดีสักเท่าไร…”
“โยนทิ้ง ? นี่คือตำราทั้งสี่ฉบับขัดเกลาใหม่ของนักปราชญ์โจวผู้หายสาบสูญไปนาน แม้จะเป็นตำราที่ถูกคัดลอกมาอีกที แต่สำหรับบัณฑิตแล้วถือเป็นสมบัติล้ำค่า หากเจ้าได้อ่านตำราไม่กี่เล่มนี้ก่อนสอบเซียงซื่อ ตอนนี้ก็คงกลายเป็นจู่เหรินอายุน้อยที่สุดของเมืองจงโจวไปแล้ว !”
ประตูถูกผลักเข้ามา พอเจียงโม่หานเห็นว่าใครเข้ามาแล้วก็ลุกขึ้นยืนเพื่อรับขนมจากมือของนาง ตอนผลักประตูเข้ามานั้นหลินเว่ยเว่ยได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง นางจึงเหลือบมองตำราในมือของคู่หมั้นแล้วอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ฟังจากที่บัณฑิตน้อยพูด ตำราไม่กี่เล่มนี้มีค่ามาก เราจะไม่เอาเปรียบพวกเขาเกินไปหรือ ?”
เจียงโม่หานนึกถึงช่วงเวลา3ปีต่อมาที่เดินทางไปสอบขุนนางในเมืองหลวงของชาติก่อน ตอนนั้นหนิงอ๋องสิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว เหมือนจะเป็นเพราะร่างกายไม่แข็งแรงและยังต้องเดินทางมายังเมืองหลวงด้วยความยากลำบากตลอดเส้นทาง หนิงอ๋องจึงประชวรหนัก ผ่านไปไม่นานก็สิ้นพระชนม์
คนรุ่นหลังยกย่องหนิงอ๋องว่าเมินเฉยต่อเรื่องทางโลกและเป็นคนมากด้วยพรสวรรค์ ทำให้ผู้คนรู้สึกเสียใจต่อการจากไปอย่างกะทันหันของเขา
เจียงโม่หานเงยหน้ามองคู่หมั้น ตั้งแต่นางหายป่วย คนที่มีความเกี่ยวข้องกับนางก็มีชะตาชีวิตเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย ชาวบ้านในฉือหลี่โกวต่างเรียกนางว่าเป็นดาวนำโชค ไม่รู้ว่าชีวิตของหนิงอ๋องผู้นี้จะเปลี่ยนไปเพราะนางด้วยหรือเปล่า ?
“หากเจ้ารู้สึกไม่ดี ก็เอาของกินไปให้พวกเขาบ่อยๆได้เลย !” แต่ไหนแต่ไรมาหนิงอ๋องก็มีร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว อาหารบนเรือยังแย่ขนาดนี้ หากปล่อยให้ทนทรมานไปจนถึงเมืองหลวง ก็เกรงว่าอายุขัยได้หายไปแล้วครึ่งหนึ่ง…
ตอนที่ 478: ทำดีย่อมได้ดี
หลังกลับชาติมาเกิดใหม่และได้รับอิทธิพลจากเด็กน้อยแล้ว เจียงโม่หานก็รู้สึกว่าตนเปลี่ยนเป็นคนใจอ่อนได้ง่าย…เฮ้อ ไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้ายกันแน่
ตกเย็น หลินเว่ยเว่ยซื้อปลาสองตัวมาจากลูกเรือแล้วนำมาทำแกงปลา ทั้งยังนึ่งซาลาเปาอีก2ซึ้ง หลังจากได้เห็นสาวใช้ของห้องโดยสารข้างๆ ซื้ออาหารเย็นจากแม่ครัวบนเรือด้วยใบหน้าอมทุกข์ นางก็นึกถึงคำพูดของบัณฑิตน้อยขึ้นมาได้ หลินเว่ยเว่ยจึงแบ่งแกงปลาและซาลาเปาหนึ่งซึ้งไปให้อีกฝ่าย
ตอนที่นางกำลังจะเคาะประตูห้องข้างๆ หนิงอ๋องกำลังเกลี้ยกล่อมบุตรชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อย่างน้อยก็ฝืนกินเข้าไปบ้างเถิด ไม่อย่างนั้นตอนกลางคืนจะหิวจนนอนไม่หลับ”
โม่ชิงหยูทำท่าทางจะร้องไห้ “ฟู่หวาง ลูกกินไม่ลงจริงๆ…”
โม่ชิงหลีพูดด้วยความโมโห “ฟู่หวางเพคะ อาหารนี้รสชาติแย่เกินไปจริงๆ อย่าว่าแต่น้ำมันเยอะมากเลย แม้แต่เกลือก็ไม่ใส่ แล้วเจ้าแป้งทอดนี่อีก แข็งจนจะเป็นอาวุธลับสังหารคนตายได้อยู่แล้ว!”
หนิงหวางเฟยเทน้ำแกงลงในถ้วยเล็กๆ จากนั้นก็บิแผ่นแป้งทอดให้มีขนาดเล็ก หลังแช่ในน้ำแกงจนนุ่มแล้วก็ดันไปตรงเบื้องหน้าของหนิงอ๋อง…ท่านอ๋องมีระบบย่อยอาหารไม่ดี หากเสวยของที่แข็งเกินไปก็จะทำให้มีอาการปวดท้องจนถึงขั้นทรมาน
เฮ้อ! การเดินทางไปเมืองหลวงครานี้ต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนกว่าๆ พระสวามีจะทนไหวหรือเปล่า? หนิงหวางเฟยทำสีหน้าเศร้าหมองพลางมองพระสวามีด้วยความกังวล
“ถ้าอย่างไร…ให้เงินแม่ครัวเยอะขึ้นอีกหน่อยแล้วยืมเตามาต้มโจ๊กกินเอง ดีหรือไม่เพคะ?” หนิงหวางเฟยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
โม่ชิงหลีพูดด้วยความโมโหอีกรอบ “แม่ครัวคนนั้นชั่วร้ายจะตายไปเพคะ! เงินก็จ่ายตามที่นางบอก แต่พอถึงเวลาจะยืมเตาทำอาหารแล้ว นางก็มักหาข้ออ้างไปเรื่อย คราวก่อนตอนที่เราให้เงินนางทำอาหาร นางทำอย่างไรเพคะ? อาหารที่ยกมาให้พวกเราก็ไม่ต่างจากของคนอื่น แถมยังเล่นลิ้นบอกว่าบนเรือมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ…น่าโมโหนัก! ดั่งคำที่ว่า พยัคฆ์ร่วงสู่พื้นราบ ย่อมโดนสุนัขรังแก…”
“ถ้าอย่างนั้น… แม่จะบากหน้าไปขอยืมเตาจากห้องด้านข้างดีหรือไม่?” หนิงหวางเฟยไม่เคยมีประสบการณ์ในการเดินทางมาก่อน ไฉนเลยจะรู้ว่าเวลาออกนอกตำหนักต้องพกหม้อ เตาและถ่านมาด้วย…
หนิงอ๋องส่ายดวงพักตร์ “ถ่านที่พวกเขานำมาด้วยก็มีจำกัดเหมือนกัน อย่างไรก็อย่า…”
“โอ้ว…กินข้าวกันอยู่หรือ?” หลินเว่ยเว่ยเห็นครอบครัวนี้มีสีหน้ามืดมน นางจึงรีบพูดว่า “เย็นนี้ข้าทำแกงปลาเยอะไปหน่อยจึงแบ่งมาให้พวกท่านหนึ่งชาม ขออย่าได้รังเกียจกันเลย…”
รอให้นางยกแกงปลามาวางบนโต๊ะแล้วหนิงอ๋องก็ก้มมอง ชามเดียวที่ไหนกัน? เห็นอยู่ชัดๆว่ามีปริมาณครึ่งหม้อ! แกงปลาเนื้อขาวดั่งหิมะเต็มชาม ปลาที่อยู่ข้างในก็คงใช้ตั้งหนึ่งตัวเต็มๆ แล้วยังซาลาเปานั่นอีก มีด้วยกันสิบกว่าลูก พวกเขาทั้งครอบครัวยังไม่รู้ว่าจะกินหมดหรือเปล่า
“จะทำแบบนั้นได้อย่างไร?” หนิงอ๋องรีบปฏิเสธ
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ทำไมจะไม่ได้? คู่หมั้นและน้องชายของข้าบอกว่าตำราไม่กี่เล่มที่ท่านให้พวกเขา มีประโยชน์กับพวกเขามาก อย่าว่าแต่แกงปลาชามเดียวหรือซาลาเปาไม่กี่ลูกเลย แม้จะรวมส่วนของพวกเราทั้งสองครอบครัวเข้าด้วยกันแล้วก็มีมูลค่าไม่เท่าตำราเหล่านั้น…ข้าแซ่หลิน คู่หมั้นของข้าแซ่เจียง ไม่ทราบว่าพวกท่านแซ่อะไร?”
“ข้าแซ่โม่…” หนิงอ๋องยังหาวิธีว่าจะปฏิเสธอย่างไร
หลินเว่ยเว่ยพูดต่อ “ที่แท้ก็นายท่านโม่…” แต่งงานมีลูกแล้วยังดูอ่อนเยาว์มาก แต่เรียก ‘นายท่าน’ ก็ไม่น่าจะผิดกระมัง?
“ใครต่างก็บอกว่าต้องใช้เวลา10ปี ถึงจะได้ลงเรือลำเดียวกัน การที่เราได้นั่งเรือลำเดียวกันตอนนี้ก็ถือเป็นวาสนาอย่างหนึ่ง นายท่านโม่ไม่ต้องเกรงใจ อันที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอก เป็นของธรรมดาที่ทำกินกันบ่อยๆอยู่แล้ว หรือนายท่านโม่รังเกียจอาหารของคนชนบทอย่างพวกเรา?”
เกรงว่าครอบครัวหนิงอ๋องทั้งสี่คนรวมหัวกันคิดแล้วก็ยังสู้คารมของนางไม่ได้
หนิงหวางเฟยดึงชายฉลองพระองค์ด้านหลังของพระสวามีเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องขอบใจหลินกู่เหนียงแล้ว…ท่านเองก็บอกว่าพบกันถือเป็นวาสนา เรียก ‘นายท่านโม่’ ดูจะห่างเหินเกินไปหน่อย อย่างไรก็เรียก ‘พี่ใหญ่โม่’ ดีกว่า!”
ถ้ามีแค่นางคนเดียว ไม่ว่าจะต้องทุกข์ทรมานขนาดไหนก็ไม่มีวันรับของจากคนแปลกหน้าง่ายๆหรอก แต่ข้างกายยังมีพระสวามีร่างกายอ่อนแอและลูกๆที่ยังเล็ก ดังนั้นจึงไม่มีที่ให้นางมัวทะนงตนได้อีก
“ยังเป็นพี่สะใภ้ที่คุยง่าย!” ตอนอยู่หน้าประตู หลินเว่ยเว่ยได้ยินเด็กทั้งสองเรียกบุรุษท่านนี้ว่า ‘ฟู่หวาง’ ในจังหวะนั้นนางก็รู้สึกเหมือนเก็บสมบัติได้โดยบังเอิญ! ทำดีย่อมได้ดีจริงๆ!
หลินเว่ยเว่ยเข้าสังคมไม่เก่ง โดยเฉพาะกับคนที่อ่อนโยนอ่อนหวาน หลังวางอาหารไว้บนโต๊ะแล้ว นางก็เดินออกมาทันที
โม่ชิงหลีหัวเราะคิกคัก “พี่สาวคนนั้นน่าสนใจจริงๆ พวกเราไม่ใช่เสือหรือหมาป่าสักหน่อย ไม่เห็นต้องรีบร้อนออกไปขนาดนั้นเลยเพคะ?”
หลังตักแกงปลาให้พระสวามีแล้วได้ยินบุตรสาวพูดแบบนั้น หนิงหวางเฟยก็หันไปถลึงตาใส่ทันที “พูดอะไร! หลินกู่เหนียงเรียกฟู่หวางของเจ้าว่า ‘พี่ใหญ่โม่’ เจ้ากับหยูเอ๋อร์ก็ควรเรียกนางว่าอาหญิง”
โม่ชิงหลีมุ่ยปาก “นางกับน้องชายดูมีอายุมากกว่าลูกแค่ไม่กี่ปีเองเพคะ แค่ผ่านไปครู่เดียวก็เลื่อนลำดับอาวุโสแล้ว…” โม่ชิงหลีเผยท่าทางไม่พอใจ
หนิงอ๋องยื่นซาลาเปาให้นางหนึ่งลูก ก่อนจะแย้มพระสรวลออกมาเบาๆ “ไม่ให้เรียกพ่อว่าพี่ใหญ่โม่ หรือจะให้นางเรียกพ่อว่าท่านลุงโม่? อีกฝ่ายจะคิดอย่างไร?”
“จะคิดอย่างไรล่ะเพ.คะ? หากพระองค์เปิดเผยฐานะออกไป ผู้คนย่อมยินดีเป็นหลานชายหรือหลานสาวอยู่แล้ว!” อ๋องก็คือฮ่องเต้ซึ่งปกครองที่ดินศักดินาของพระองค์ โม่ชิงหลีย่อมรู้ดีแก่ใจ
หนิงอ๋องถอนหายใจเบาๆ “หลีเอ๋อร์ หยูเอ๋อร์ พอไปถึงเมืองหลวงแล้วอย่าพูดจาไม่คิดเช่นนี้อีก การกระทำหรือคำพูดที่ไม่ระวัง อาจทำให้คนอื่นจับไปเป็นจุดอ่อนได้”
แม้พระองค์จะมีศักดิ์เป็นอ๋อง แต่สถานะช่างน่าลำบากใจ…ไม่รู้ว่ากลับเมืองหลวงในคราวนี้จะเป็นเรื่องถูกต้องหรือผิดพลาดกันแน่ หวังว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจะเห็นแก่ที่พระองค์เสนอยกที่ดินศักดินาคืนไป แล้วจะมีเมตตากับบุตรและพระชายาด้วยเถิด
โม่ชิงหลีก็หาใช่เด็กที่ไม่รู้ความ เย็นวันหนึ่งนางไม่ทันระวังจึงแอบได้ยินบทสนทนาของฟู่หวางและหมู่เฟย จึงได้รู้ว่าสถานการณ์ของครอบครัวเป็นอย่างไร แววตาของนางจึงดูมืดมนขึ้นทันที…เมืองหลวงก็ไม่ดีไปกว่าตะวันตกเฉียงเหนือ ต่อไปนางจะไม่ทำตัวเย่อหยิ่งอีก ไม่อย่างนั้นจะเป็นการนำภัยร้ายมาสู่ตัวแน่นอน…
หนิงหวางเฟยตักชิมแกงปลา อืม อร่อยมาก ฝีมือของกู่เหนียงน้อยคนนี้ดีกว่าแม่ครัวแห่งตำหนักอ๋องเสียอีก เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นใบหน้าของบุตรชายเต็มไปด้วยคราบมันเยิ้ม ทั้งน่าขบขันและน่าปวดใจ นางอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “หยูเอ๋อร์ กินช้าๆหน่อย ประเดี๋ยวก็สำลักเอาหรอก!”
“หมู่เฟย ซาลาเปาไส้เนื้ออร่อยมากเลยพ่ะย่ะค่ะ!” หลังจากโม่ชิงหยูกลืนอาหารในปากจนหมดแล้วถึงพูดออกมาด้วยสีหน้าพึงพอใจ
หนิงอ๋องใช้ผ้าเช็ดใบหน้าให้บุตรชาย “ถ้าอร่อยก็กินเยอะๆ ซาลาเปายังมีอีกหลายลูก มาเถิด กินแกงปลาสักคำ”
ตอนอยู่ในตำหนัก มีของอร่อยชนิดใดที่บุตรชายไม่เคยกินบ้าง นี่เพิ่งออกเดินทางได้ไม่กี่วัน แค่การกินซาลาเปาก็ทำให้ดีใจแล้ว เฮ้อ! คนเป็นบิดาช่างไม่เอาไหนเลยจริงๆ!
จากนั้นก็หยิบซาลาเปาขึ้นมาหนึ่งลูกแล้วแบ่งออกเป็นสองส่วน นำไส้ข้างในให้บุตรชายและบุตรสาวคนละครึ่งโดยไม่ลำเอียง ส่วนแป้งซาลาเปาที่เหลือก็กัดกินเองคำเล็กๆ…หืม? ไม่รู้ว่าไส้เนื้อปรุงด้วยอะไร หอมอร่อยจนรสชาติซึมเข้าตัวแป้งชนิดที่ไม่เคยเสวยมาก่อน
“ฟู่หวาง ไส้เนื้อนี้พระองค์เสวยเองเถิด ไม่ต้องแบ่งให้พวกเราหรอกเพคะ” ขณะมองร่างกายที่ซูบผอมเพราะน้ำหนักลดฮวบของฟู่หวาง โม่ชิงหลีก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที ช่วงหลายวันมานี้สิ่งใดที่ฟู่หวางคิดว่าเป็นของดีที่สุดก็จะเก็บไว้ให้หมู่เฟยและพวกนางสองพี่น้อง จนไม่สนพระทัยร่างกายของตนเลย ไม่ว่าหมู่เฟยจะพูดอย่างไร ฟู่หวางก็รับปากแต่การกระทำยังเหมือนเดิม
[1] พยัคฆ์ร่วงสู่พื้นราบ ย่อมโดนสุนัขรังแก หมายถึง ผู้มีอำนาจหากตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ชะตากรรมก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย
ตอนที่ 479: บัณฑิตน้อยมองนางจากเนื้อแท้
หนิงอ๋องพยักดวงพักตร์ให้บุตรสาวพร้อมรอยยิ้ม “กินเถิด! กระเพาะอาหารของพ่อไม่ค่อยดี กินของมันๆ และของที่ย่อยยากไม่ค่อยได้…”
หนิงหวางเฟยใช้ช้อนตักหาท้องปลาใส่ชามของพระสวามี “แกงปลานี้รสไม่จัด เสวยเนื้อปลากับน้ำแกงเยอะๆหน่อยเพคะ…”
หนิงอ๋องไม่ได้ปฏิเสธ จากนั้นก็เสวยเนื้อปลาและน้ำแกงที่พระชายาตักให้จนหมด…ตั้งแต่ปลอมตัวออกเดินทาง พวกตนไม่เคยได้กินอาหารดีๆแบบนี้เลยสักครั้ง คนทั้งครอบครัวจึงรับประทานแกงปลาจนหมดเกลี้ยง ส่วนซาลาเปาสิบกว่าลูกนั้นก็เหลืออยู่แค่ไม่กี่ลูก
ตอนที่หนิงอ๋องนำชามและตะกร้ามาคืนก็ขอบคุณพวกหลินเว่ยเว่ยจากใจจริงอีกครั้ง หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่ใหญ่โม่เกรงใจเกินไปแล้ว…จริงสิ หากพวกท่านอยากต้มน้ำร้อนหรือทำอะไร ก็มายืมเตาของพวกเราได้ ไม่ต้องเกรงใจเลย”
น้ำร้อนบนเรือต้องใช้เงินซื้อและยังมีปริมาณจำกัด นอกจากที่ใช้ดื่มแล้วจะมีน้ำในแต่ละห้องโดยสารเพียงอ่างเดียว จำนวนห้องด้านข้างก็มีตั้ง4คน ดังนั้นไม่พอใช้แน่นอน!
ไม่ว่าจะยืมหรือไม่ยืม หนิงอ๋องก็ขอบคุณน้ำใจของอีกฝ่ายไว้ก่อน หลังรอให้หนิงอ๋องออกไปแล้ว เจียงโม่หานก็มองหลินเว่ยเว่ยด้วยรอยยิ้มเหมือนไม่ได้ยิ้ม “พี่ใหญ่โม่?”
เพิ่งเจอกันแค่สองครั้งก็เรียกอย่างสนิทสนมขนาดนี้แล้วหรือ?
“หืม? อ้อ เจ้าลองคิดดูนะ ต่อจากนี้ยังเหลืออีกยี่สิบกว่าวัน ย่อมมีเวลาทักทายกันมากแน่นอน…ก็แค่คำเรียกขานเท่านั้นเอง บัณฑิตน้อย เจ้าคงไม่ได้…หึงหวงหรอกกระมัง?” หลินเว่ยเว่ยมองเขาด้วยสีหน้าขี้เล่น
“เจ้าแก่กว่าบุตรสาวของเขาหลายปี เรียกท่านลุงก็ได้” เจียงโม่หานรีบหลบสายตาของนางแล้วก้มหน้าก้มตาอ่านตำราทั้งสี่ฉบับขัดเกลาใหม่ในมืออีกครั้ง
“พี่ใหญ่โม่มองแล้วยังหนุ่มยังแน่น เรียกท่านลุงโม่แล้วจะไม่ทำให้เหมือนอยู่คนละรุ่นกันอย่างชัดเจนเกินไปหรือ?” หลินเว่ยเว่ยแอบหัวเราะในใจ…บัณฑิตน้อยโดนนางเดาใจถูกก็เลยเขินสิท่า!
“เจ้า…อยากจะเรียกอะไรก็เรียกไปเถิด!” เจียงโม่หานเงยหน้ามองอีกรอบ “เจ้าคงไม่ได้…คิดจะดูแลเรื่องอาหารการกินของพวกเขาตลอดทางหรอกกระมัง?”
หลินเว่ยเว่ยรีบพุ่งเข้ามาใกล้แล้วทำเป็นลับๆล่อๆ โดยใช้น้ำเสียงที่มีแค่พวกตนสองคนเท่านั้นได้ยิน “บัณฑิตน้อย ตอนที่ข้าเอาซาลาเปากับแกงปลาไปให้ห้องข้างๆ ก็ได้ยินเด็กสองคนนั้นเรียกบิดาว่า ‘ฟู่หวาง’ เจ้าคิดว่า พวกเขาจะเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ปลอมตัวออกมาท่องเที่ยวหรือเปล่า? ตอนนี้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก ถ้าเรายื่นมือเข้าช่วยเหลือก็ถือเป็นการผูกมิตรไว้แบบหนึ่ง…วันหน้าเราอาจมีเรื่องได้ขอความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย…หืม ข้าทำแบบนี้ เจ้าจะคิดว่าข้าสนใจสิ่งของนอกกายเกินไปหรือเปล่า?”
“ไม่หรอก เจ้าทำให้ข้ารู้สึกว่าเจ้าใจดีมากเกินไปก็เท่านั้น!” เจียงโม่หานรู้ว่าแม้ในใจของนางจะมีแผนการอยู่ แต่ความตั้งใจดั้งเดิมถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะตอนนางตัดสินใจจะเอาซาลาเปากับแกงปลาไปให้อีกฝ่าย นางยังไม่รู้ฐานะหนิงอ๋องเสียหน่อย อีกอย่างแล้วในมือนางยังมีป้ายหยกกิเลนของหมินอ๋องซื่อจื่ออยู่ด้วย ยังไม่เห็นว่านางจะไปเรียกร้องสิ่งใดจากตำหนักหมินอ๋อง?
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะร่า ใช้โอกาสตอนที่หลินจื่อเหยียนกำลังอ่านตำราอย่างดื่มด่ำ รีบจุมพิตลงที่แก้มของบัณฑิตหนุ่ม…บัณฑิตน้อยมองนางจากเนื้อแท้! บัณฑิตน้อยช่างดีเหลือเกิน ไม่คิดว่านางเป็นสตรีชั้นต่ำที่ชอบใช้กลอุบาย
ช่วงเวลาต่อจากนั้น หลินเว่ยเว่ยมักจะทำของอร่อยไปให้ห้องโดยสารด้านข้างเสมอ หนิงหวางเฟยรู้สึกเกรงใจสุดๆ จึงตัดเย็บชุดสำหรับฤดูหนาวลายลูกพลับให้นาง พอไปมาหาสู่กันบ่อยเข้า ทั้งสองครอบครัวก็เริ่มสนิทสนมกันยิ่งกว่าเดิม
ตอนที่หนิงอ๋องมีเวลาว่างก็จะมานั่งเล่นที่ห้องของเจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนเพื่อสนทนาเรื่องวิชาการ ถกเถียงเรื่องบทกวีและเอ่ยถึงทิวทัศน์ในบ้านเกิด แม้ว่าพระองค์จะไม่ค่อยได้ออกจากตำหนักแต่ก็อ่านตำรามาอย่างมากมาย! ทั้งสามคน (โดยหลักคือหนิงอ๋องและเจียงโม่หาน) สนทนากันอย่างสนุกสนานจนทำให้รู้สึกว่าพวกตนไม่น่ารู้จักกันช้าไปเลย
สองพี่สองสกุลโม่ก็เข้ามาทำความสนิทสนมกับหลินเว่ยเว่ยอย่างรวดเร็ว ตอนหลินเว่ยเว่ยทำอาหาร ทั้งสองก็คอยยืนอยู่ข้างๆด้วยความอยากรู้อยากเห็นและคอยถามคำถามที่เหมือนไร้สาระอยู่พอตัว หลินเว่ยเว่ยมีความอดทนต่อเด็กอยู่แล้ว อีกทั้งสองพี่น้องยังได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี แม้จะมีฐานะสูงศักดิ์แต่ไม่ทำตัวเย่อหยิ่ง ตอนทั้งสามคนอยู่ด้วยกันก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
หลังจากเรือแล่นอยู่ในน่านน้ำประมาณ7-8วัน ในที่สุดก็จอดเทียบท่า ณ ท่าเรือในเขตการปกครองของชิงโจว เรือจะหยุดเทียบท่าเป็นเวลา1วัน1คืน อาหารและถ่านที่พวกหลินเว่ยเว่ยนำมาด้วยก็ถูกใช้ไปพอสมควรแล้ว พวกนางจึงตัดสินใจจะขึ้นฝั่งไปหาซื้อเสบียงมากักตุน ลูกเรือบอกว่าการเทียบท่าครั้งหน้าก็คืออีก10วันนับจากนี้!
ก่อนลงจากเรือ หลินเว่ยเว่ยไปที่ห้องโดยสารด้านข้างเพื่อสอบถามว่าต้องการซื้ออะไร หรือจะไปเดินซื้อของด้วยกันตรงท่าเรือหรือเปล่า
หนิงหวางเฟยอยากจะปฏิเสธน้ำใจของอีกฝ่าย แต่พอเห็นท่าทางตื่นเต้นดีใจและตั้งตาคอยของบุตรทั้งสองคนแล้ว หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดนางก็ให้องครักษ์ทั้งสองไปคอยคุ้มกันลูกๆบนฝั่ง
เขตซิ่งถานแห่งเมืองชิงโจวถือเป็นสถานที่ตั้งของท่าเรือแห่งนี้ มันแตกต่างจากเขตเริ่นอันตรงที่ว่าเขตซิ่งถานเป็นเมืองศูนย์กลางทั้งทางบกและทางน้ำ มีขนาดใหญ่กว่าเขตเริ่นอันถึง4เท่าตัว ด้านความเจริญรุ่งเรืองของเขตเริ่นอันก็เทียบไม่ติดเช่นกัน แค่ท่าเรือกวงซิ่งถานแห่งนี้ก็มีขนาดใหญ่เท่าตัวเมืองของเขตเริ่นอันทั้งหมดแล้ว!
ร้านค้าในท่าเรือมีคนเดินเข้าออกเสมอ บรรยากาศคึกคักน่าชม พ่อค้าหาบเร่ที่อยู่ติดแม่น้ำก็เห็นว่ามีเรือกำลังเข้ามาเทียบท่าจึงรีบเดินเข้ามาแล้วตะโกนขายของทันที
“พุทราฤดูหนาว พุทราฤดูหนาวทั้งหวานทั้งกรอบ ถูกและอร่อย คุณชายท่านนี้ แค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นคนรู้จักของดี ลองซื้อไปชิมสิขอรับ!”
“ไข่เค็ม เค็มหอมเนื้อนุ่ม ไข่แดงเยิ้มๆ กู่เหนียง ซื้อไปกินบนเรือสิขอรับ!”
“แป้งทอด แป้งทอดทั้งหอมทั้งกรอบ อาหารแห้งคือของจำเป็นเวลาเดินเรือ อร่อยและราคาไม่แพง…”
…....
หลินเว่ยเว่ยจับมือโม่ชิงหลีและกำชับน้องสามให้จับมือโม่ชิงหยูไว้ให้ดี สถานที่คนพลุกพล่านย่อมมีโจรลักพาตัวมากมายตามไปด้วย ห้ามชะล่าใจเด็ดขาด
โม่ชิงหยูอุดอู้อยู่บนเรือมาเจ็ดแปดวันแล้ว พอเห็นอะไรก็เป็นของแปลกตาทั้งสิ้น อันนี้ก็อยากซื้อ อันนั้นก็อยากได้ ผ่านไปไม่นาน ในมือขององครักษ์ด้านหลังก็เต็มไปด้วยข้าวของและแทบจะถือต่อไม่ไหวแล้ว
เด็กผู้ชายในเสื้อผ้ามอมแมมเบียดตัวเข้ามาอยู่ตรงเบื้องหน้าของหลินเว่ยเว่ย พอหันไปมองใบหน้าแสนเย็นชาของเจียงโม่หานแล้ว รูม่านตาก็หดเล็กลงเล็กน้อย แต่ยังรวบรวมความกล้าแล้วหันมาพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “พี่สาว ต้องการคนนำทางหรือไม่? ท่านอย่าเพิ่งดูถูกว่าข้าอายุยังน้อย แต่ข้าคุ้นเคยกับท่าเรือเป็นอย่างดี ร้านใดมีของคุณภาพดี ร้านไหนให้ราคายุติธรรม ข้ารู้หมดขอรับ”
หลินเว่ยเว่ยมองผู้คนที่พลุกพล่านในท่าเรือ นางก็รู้สึกว่าจะเดินหาของแบบไร้จุดหมายไม่ได้ เนื่องจากมีเวลาแค่วันเดียว ดังนั้นนางจึงก้มหน้าพูดกับเด็กน้อยว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่ใดมีถ่านขาย? แล้วแถวนี้มีตลาดขายผักสดอยู่หรือเปล่า?”
เด็กน้อยครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหน้า “บนท่าเรือไม่มีตลาดขายผักสด ส่วนร้านขายถ่านในตัวเมืองมีอยู่สองสามร้าน ถ้าพวกท่านมีเวลาจำกัด ข้าสามารถพาพวกท่านไปหาซื้อได้ขอรับ!”
หลินเว่ยเว่ยหันไปถามเจียงโม่หานด้วยสายตา เจียงโม่หานเงียบไปพักหนึ่งจึงถามเด็กคนนั้นว่า “ในท่าเรือมีที่ให้เช่ารถม้าหรือไม่? พวกเราจะเช่ารถม้าเพื่อไปหาซื้อ…”
เด็กน้อยรีบออกแรงพยักหน้า “มีขอรับ! ข้ารู้ว่ารถม้าเจ้าไหนให้ราคาดี ไม่โก่งราคาจาก…คนต่างถิ่นแบบพวกท่าน”
ต่อจากนั้นเด็กชายก็พาพวกหลินเว่ยเว่ยมายังทิศตะวันตกเฉียงเหนือของท่าเรือแล้ววิ่งไปหาเกวียนเทียมล่อคันหนึ่ง คนขับเกวียนเทียมล่อเป็นชายที่มีแผลเป็นบนใบหน้า เด็กน้อยตะโกนใส่ชายหน้าตาดุดัน “อาหลัว มีคนต้องการเช่าเกวียนเข้าเมือง”
ตอนที่ 480: คุณชาย ช่วยข้าด้วย
ขณะมองเกวียนเทียมล่ออันแสนทรุดโทรม หลินเว่ยเว่ยก็สอบถามราคาจากอีกฝ่าย ราคาสมเหตุสมผลดีจริงๆ นางหันไปมองคนของตน จากนั้นก็หันมาถามเจ้าของเกวียนอีกที “ท่านก็เห็นว่าพวกเรามีกันหลายคน ท่านยังพอจะมีรถม้าอยู่บ้างหรือเปล่า? ดีที่สุดขอเป็นรถม้าที่มีตู้โดยสาร”
วันนี้ไม่ได้มีแดดแรง อากาศช่วงต้นเดือนสิบมีลมหนาวพัดมาเบาๆ ผู้ใหญ่อย่างพวกนางไม่เป็นอะไรหรอก แต่ตรงนี้ยังมีเด็กอีกสองคน อย่าปล่อยให้บุตรหลานคนอื่นเป็นไข้เด็ดขาด…โธ่ นางเองก็อายุมากกว่าชิงหลีไม่เท่าไร…
อีกฝ่ายครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “มีก็มีอยู่หรอก แต่ราคาจะสูงหน่อย” จากนั้นก็ได้ยินเขาเสนอราคาและรอดูว่าพวกนางจะสู้ได้ไหม
แม้ราคาจะสูงอยู่บ้าง แต่ก็ยังพอรับได้และนางไม่ได้ต่อรองราคา ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ย เจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนก็พาสองพี่น้องสกุลโม่ หรือแม้แต่เด็กนำทางคนนั้นนั่งเบียดไปด้วยกัน ส่วนองครักษ์อีกสองคนได้แต่นั่งบนเกวียนเทียมล่อ
จากท่าเรือมายังตัวเมืองใช้เวลาเพียง1เค่อ หลินเว่ยเว่ยใส่รายการสิ่งของที่ต้องซื้อไว้ในอกเสื้อตั้งแต่เช้า นางจึงบอกให้เด็กชายพาไปซื้อของได้ตามนั้นเลย
พวกนางไปซื้อถ่านก่อน นอกจากถ่านธรรมดาแล้วยังซื้อถ่านน้ำค้างเงินที่ไร้ควันและเตาไฟอีกหนึ่งอัน เตาและถ่านน้ำค้างเงินเป็นของที่หนิงหวางเฟยกำชับว่าห้ามลืมซื้อเด็ดขาด เพราะบนเรือมีอากาศชื้น หนิงอ๋องมีสุขภาพไม่แข็งแรง หากอยู่ในตำหนักเวลานี้ก็จะต้องจุดเตาไฟไว้ข้างกายเสมอ
ตอนหนิงหวางเฟยคุยกับหลินเว่ยเว่ยก็ได้เอ่ยถึงความดีใจที่สุขภาพของหนิงอ๋องเปลี่ยนไปบ่อยครั้ง ในช่วงที่อาศัยอยู่บนเรือ พระองค์ไม่ได้ประชวรเลยสักครั้ง ต้องทราบก่อนว่า ทุกปีพอเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วจะเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดของหนิงอ๋อง แทบไม่มีเวลาใดที่จะไม่ต้องเสวยพระโอสถ ทว่าตอนนี้โอสถที่เตรียมไว้ ไม่ถูกใช้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ต้องขอบคุณพระโพธิสัตว์ที่ทรงคุ้มครอง!
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะฮ่าฮ่าในใจ…ท่านขอบคุณผิดคนแล้ว ไม่ควรขอบคุณพระโพธิสัตว์ แต่ควรขอบคุณเทพธิดาน้อยแบบนาง เพราะน้ำพุวิญญาณที่นางใส่ตอนทำอาหารต่างหาก!
หลังจากซื้อถ่านเสร็จแล้วก็ไปซื้ออาหารต่างๆ เด็กชายพาพวกนางไปยังตลาดสดขนาดใหญ่ที่สุดในเขตซิ่งถาน ยังไม่พูดถึงคุณภาพสินค้า แค่ราคาก็ถูกมากแล้ว ตอนนี้เข้าฤดูหนาว ผักส่วนใหญ่จึงถูกเก็บมาอย่างน้อยสิบวันหรือครึ่งเดือน พอได้เห็นของสดใหม่แล้ว หลินเว่ยเว่ยก็รีบซื้อเก็บไว้ทั้งหมด…
แค่เดินไปได้รอบเดียว อาหารและถ่านที่ซื้อก็เต็มรถม้า หลินเว่ยเว่ยก้มหน้ามองสองพี่น้องแล้วถามว่า “พวกเจ้ายังอยากซื้ออะไรอีกหรือเปล่า?”
โม่ชิงหลีฉีกยิ้มด้วยความเขินอาย “ที่จริง…ข้าเองก็ไม่รู้ว่าต้องซื้ออะไรบ้างตอนออกมา หมู่…ท่านแม่บอกว่าอาหญิงหลินซื้ออะไร ข้าแค่ซื้อตามก็พอแล้ว…จริงสิ ท่านแม่ยังบอกว่าให้ซื้อเตาถ่านกลับไปด้วย ต่อไปเวลาจะใช้น้ำร้อนก็ไม่ต้องคอยรบกวนอาหญิงหลิน”
พอเด็กชายได้ยินแบบนั้นก็รีบพูดว่า “ในร้านค้าฝั่งตรงข้ามมีเตาถ่านขายอยู่ขอรับ…”
หลังซื้อเตาถ่านเสร็จแล้วโม่ชิงหยูก็กะพริบตากลมโตขณะถามเด็กนำทางว่า “ที่นี่มีร้านหนิงจี้อยู่หรือเปล่า?”
“หนิงจี้? ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน อยากซื้ออะไรหรือขอรับ?” เด็กชายพยายามครุ่นคิด แต่แล้วก็ต้องส่ายศีรษะ
โม่ชิงหยูค่อนข้างผิดหวังแล้วอธิบายด้วยความไม่พอใจ “ร้านที่ขายพวกขนมกับของกินเล่น…”
เด็กชายชี้ไปยังถนนเส้นที่ยืนอยู่ “ที่นั่นมีร้านขายขนมกับผลไม้อบแห้งอยู่ มันมีชื่อเสียงในเมืองนี้มาก แต่…ราคาก็แพงมากขอรับ”
หลินเว่ยเว่ยเห็นโม่ชิงหยูกระตือรือร้นอยากจะไป นางจึงพาสองพี่น้องเข้าไปในร้านขายขนม โม่ชิงหยูเดินวนในร้านหนึ่งรอบ แต่แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวังเพราะขนมที่อยู่ในร้านเป็นของที่เคยเห็นทางตะวันตกเฉียงเหนืออยู่บ่อยครั้ง ขนมในร้านหนิงจี้มักจะเป็นของแปลกใหม่ แต่ที่นี่ไม่มีขายสักชิ้น
ทว่าตอนอยู่บนเรือไม่มีอะไรให้เคี้ยวแก้เบื่อ สองพี่น้องจึงซื้อพวกผลไม้อบแห้ง เมล็ดถั่วคั่วและขนมสองสามอย่างที่ดูไม่เลวไปด้วย
“เมล็ดสน ซื้อเมล็ดสน!” เสียงรีบร้อนดังออกมาจากอกเสื้อของหลินเว่ยเว่ย
ใบหน้าที่เคยบูดบึ้งของโม่ชิงหยูก็มีรอยยิ้มปรากฎขึ้นมาทันที “อาหญิงหลิน เจ้าหงส์แดงพูดอยู่หรือ? มันชอบกินเมล็ดสนใช่หรือไม่? ประเดี๋ยวข้าซื้อให้มันเอง!”
หลินเว่ยเว่ยจับตัวนกแก้วน้อยที่พยายามดิ้นออกมาข้างนอกให้กลับเข้าไป นางพูดกับโม่ชิงหยูว่า “ไม่ต้องหรอก ข้ายังมีเมล็ดสนเก็บไว้!”
“ไม่พอ อยากได้เมล็ดสนเยอะๆ!” เจ้าหงส์แดงเป็นพวกเลือกกิน เดี๋ยวนี้มันไม่ค่อยชอบกินถั่วลิสงและพวกข้าวโพด เอาแต่เลือกกินแค่เมล็ดสน ดังนั้นเพื่อทำให้ปริมาณการกินอาหารของมันสมดุล หลินเว่ยเว่ยจึงคุมปริมาณเมล็ดสนของมันเป็นพิเศษ
ตอนอยู่บนเรือ โม่ชิงหยูเล่นกับหงส์แดงบ่อยมาก พอได้ยินแบบนั้นจึงพูดกับโม่ชิงหลีว่า “พี่หญิง ข้าก็ชอบกินเมล็ดสน เราซื้อกลับไปบ้างเถิด?”
เจ้านกน้อยโผล่หัวออกมาจากอกเสื้อของหลินเว่ยเว่ย ขณะมองเมล็ดสนปากอ้าห่อใหญ่ มันก็รู้สึกว่าชีวิตนกดูอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาทันที… แม้ว่าเมล็ดสนที่ซื้อจากข้างนอกจะมีรสชาติไม่ดีเท่าของที่เจ้านายป้อนให้ แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรกิน!
หลังจากซื้อของเสร็จหมดแล้วก็เลยเวลาเที่ยงวัน พวกนางจึงเลือกร้านอาหารร้านหนึ่งเพื่อรับประทานอาหาร เด็กชายผู้นำทางคาดไม่ถึงว่าตนจะได้มานั่งร่วมโต๊ะด้วย แถมยังสั่งหมูตุ๋นผักกาดขาวให้เขากินอีก! เนื้อหมูมีเยอะมาก เขาได้กินตั้งห้าหกชิ้น…นี่เป็นครั้งแรกของปีที่เขาได้กินเนื้อ หากท่านย่าและพี่สาวอยู่ด้วยก็คงจะดี…
เมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว ขณะที่พวกนางกำลังวางแผนจะกลับท่าเรือก็ได้เจอกับเหตุการณ์เล็กๆเหตุการณ์หนึ่ง ตอนที่ผ่านตรอกมืดแห่งหนึ่ง ปรากฏหญิงสาวหน้าตางดงามวิ่งออกมาจากตรอกด้วยความรีบเร่ง นางตรงเข้าใส่เจียงโม่หานแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “คุณชาย ช่วยข้าด้วย…”
เจียงโม่หานสังเกตเห็นอย่างว่องไว เขาจึงรีบเดินถอยไปด้านข้างสองก้าว หญิงสาวนางนั้นคาดไม่ถึงว่าบัณฑิตที่ดูสุภาพผู้นี้จะเบี่ยงตัวหลบออกไป เพราะตัวนางไม่ได้ยืนให้มั่นคงจึงล้มลงกับพื้นทันที จากนั้นนางก็เงยหน้าอันงดงามขึ้นมา เผยให้เห็นดวงตาเปียกชื้น หยาดน้ำใสที่เปล่งประกายเหมือนน้ำค้างในฤดูใบไม้ร่วงไม่ผิดเพี้ยน
ชายร่างกำยำสองคนที่ตามมาด้านหลังก็พุ่งเข้าหานางด้วยสีหน้าดุร้าย “นางตัวดี ดูสิว่าเจ้ายังจะหนีไปไหนพ้น!”
“คุณชาย…การช่วยชีวิตคนดีกว่าอุทิศเงินสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น โปรดช่วยข้าด้วย !” หญิงสาวรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งไปข้างหน้าด้วยความกระวนกระวาย นางจะเข้าไปกอดขาเจียงโม่หาน
เจียงโม่หานคล้ายกลัวว่าตนเองจะสกปรกไปด้วย เขาก้าวถอยแล้วถอยอีก จนกระทั่งถอยไปอยู่ข้างหลังหลินเว่ยเว่ยถึงได้พูดขึ้นมาเบาๆ “กู่เหนียง เจ้าขอร้องผิดคนแล้ว ข้าเป็นแค่บัณฑิตอ่อนแอ อ่อนแอจนดูแลตัวเองยังไม่ได้ แล้วจะช่วยเจ้าจากชายฉกรรจ์สองคนนั้นได้อย่างไร ?”
ใบหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความประหลาดใจทันที…ไม่ควรเป็นแบบนี้ ! ตามหลักแล้วบัณฑิตที่เพียรศึกษาควรสงสารผู้อ่อนแอกว่า มีจิตใจงดงาม ซื่อตรงและไม่เห็นแก่ตัว ?
หลินเว่ยเว่ยก้มหน้าลง ไหล่ทั้งสองข้างสั่นสะท้าน นางพยายามกลั้นหัวเราะ…สวรรค์ บัณฑิตน้อยพูดว่าตนอ่อนแอจนดูแลตัวเองไม่ได้ แม้น้ำเสียงจะฟังแล้วจริงจังมาก แต่เหตุใดมันช่างน่าขบขันเหลือเกิน ?
ในเวลานี้ชายฉกรรจ์สองคนก็ไล่ตามมาถึง หนึ่งในนั้นเข้ามากระชากผมของหญิงสาวแล้วจะลากเข้าไปในตรอกพลางก่นด่า “นางตัวแสบ คิดจะหนีอย่างนั้นหรือ? ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก พ่อของเจ้าติดหนี้พนันและยกเจ้าให้โรงบ่อนของเราแล้ว ข้าเปิดโรงบ่อนมาหลายปีขนาดนี้ ยังไม่มีใครหนีไปจากเงื้อมมือข้าได้เลย”
หญิงสาวพยายามดิ้นรน ปากยังพูดขอร้องอ้อนวอนไม่หยุด หลินจื่อเหยียนทนมองต่อไปไม่ไหวจึงตะโกนออกมาว่า “หยุดเดี๋ยวนี้!”
จบตอน
Comments
Post a Comment