weiwei ep481-490

ตอนที่ 481: ข้าจะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเอง


เจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยหันไปมองหลินจื่อเหยียนราวกับนัดกันมา ดวงตาสองคู่จับจ้องไปที่ตัวเขา โดยเฉพาะดวงตาของพี่รองซึ่งดูฉายแววประหลาดใจอยู่พอสมควร หลินจื่อเหยียนรู้สึกกดดันขึ้นมาทันที เขาจึงพูดติดขัด “กู่เหนียงคนนี้ดูน่าสงสารมาก…”


“คุณชาย ช่วยข้าด้วย หากข้าโดนพวกเขาพาตัวกลับไปก็จะถูกขายให้หอนางโลม !” หญิงสาวนางนั้นทำเหมือนเห็นแสงสว่างโผล่ขึ้นมาท่ามกลางความมืด นางร้องไห้ราวกับสายฝน ท่าทางอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง สภาพดูน่าเวทนามาก…เสแสร้ง เสแสร้งต่อไปเถิด !


ชายฉกรรจ์ที่ลากตัวหญิงสาวก็พลันปล่อยมือจากผมของนาง จากนั้นแสยะยิ้มพลางหันมามองหลินจื่อเหยียน “ไอโหยว ! เครายังไม่ทันขึ้นก็รู้จักรักหยกถนอมบุปผาแล้วหรือ ? ในเมื่อเจ้าสงสารนาง เช่นนั้นก็จ่ายหนี้พนันแทนบิดาของนาง !”


เนื่องจากหลินจื่อเหยียนเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุย่างเข้าปีที่สิบสี่ เขาจึงพูดกับชายฉกรรจ์ด้วยสีหน้าแดงก่ำ “บิดาของนางติดหนี้พนันเจ้า ก็ไปทวงกับบิดานางสิ มารังแกหญิงสาวอ่อนแอคนหนึ่ง คิดว่าเก่งนักหรือ?”


“เฮอะ ! เจ้าไก่อ่อน บิดาติดหนี้บุตรชดใช้ เจ้าไม่เข้าใจตรงไหน ? ถ้าเจ้าไม่ชดใช้แทนนางก็ทำเป็นตาบอดเข้าไว้ ไม่อย่างนั้นก็ระวังข้าจะตีเจ้าแทน !” ชายฉกรรจ์ผู้นั้นเดินท่าทางขึงขังเข้ามาแล้วกำหมัดข่มขู่หลินจื่อเหยียน


หลินเว่ยเว่ยรีบคว้าข้อมือของชายฉกรรจ์ทันที นางชอบให้ท้ายคนของตัวเองมากที่สุด ไม่ว่าเจ้าจะจับใครไปชดใช้หนี้ นางไม่สนหรอก แต่ถ้ามาข่มขู่คนในครอบครัว นาง ไม่ ! มี ! วัน ! ยอม !


หลินเว่ยเว่ยออกแรงที่นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือเล็กน้อย ทำให้ชายฉกรรจ์ผู้นั้นต้องกัดฟันข่มความเจ็บปวดทันที ก่อนที่นางจะพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “กรรมเกิดจากเหตุ มีเหตุจึงมีผลตามมา เจ้าขู่ผู้ใด ? มาแข่งกันว่าหมัดใครหนักกว่ากันหรือ ? มา มา มา ข้าจะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเอง !”


“เฮ้ ! นางเด็กนี่ใจกล้าใช้ได้ เหล่าหลู เจ้าชอบสตรีเช่นนี้ไม่ใช่หรือ ?” ตอนนี้ชายฉกรรจ์คนที่สองกำลังยืนอยู่ข้างหลังของเหล่าหลู เขาจึงไม่เห็นท่าทางทรมานของสหายที่ชื่อเหล่าหลู ใบหน้าจึงยังดูสนุกสนานกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่


ระหว่างที่ชายฉกรรจ์คนที่สองกะพริบตา ตัวของเหล่าหลูก็ลอยออกไปแล้ว ร่างกระแทกเข้ากับกำแพงของตรอกนั้นอย่างแรง หลังรอให้ชายฉกรรจ์คนที่สองยกเปลือกตาขึ้นมา กำปั้นของใครบางคนก็พุ่งเข้าใส่เขาแล้ว เสี้ยวอึดใจต่อมาความเจ็บแปลบก็แล่นขึ้นสู่ริมฝีปาก เขาพ่นฟันหน้าสองซี่และเลือดออกมาทันที


“ปากเหม็นขนาดนี้ ควรจะใช้เลือดล้างเสียบ้าง !” ต่อจากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ใช้เท้าถีบหน้าท้องของอีกฝ่าย ชายฉกรรจ์คนที่สองกระเด็นออกไปเช่นกัน คราวนี้ลอยไปกระแทกกับเหล่าหลูที่เพิ่งลุกขึ้นมาได้อย่างแรง จนเหล่าหลูถึงขั้นกระอักเลือดออกมา


ชายฉกรรจ์คนที่สองไม่คิดไม่ฝันว่าบัณฑิตท่าทางอ่อนแอสองคนและเด็กสาวที่ดูผอมแห้งซึ่งดูเหมือนกลั่นแกล้งได้ง่ายคนหนึ่ง จะทำให้พวกตนรู้สึกเหมือนได้เจอกับของแข็ง ผู้ที่ลงมือไม่ใช่บุรุษสองคนนั้น แต่เป็นเด็กสาวเพียงหนึ่งเดียว…ถึงคราวโชคร้ายชัดๆ !


“อาหญิงหลิน เกิดอะไรขึ้น ?” โม่ชิงหลีคาดไม่ถึงว่าตนเพิ่งพาน้องชายออกไปซื้อแอปเปิลไม่กี่ลูกที่ร้านด้านข้างก็เกิดเรื่องขึ้นกับคนฝั่งนี้แล้ว…โชคดีที่พวกอาหญิงหลินไม่ได้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองสองพี่น้องแล้วฉีกยิ้มออกมา “ไม่มีอะไร แค่ช่วยผดุงความยุติธรรมเท่านั้น !”


“ขอบคุณคุณชายทั้งสองและกู่เหนียงที่ช่วยชีวิต ข้าไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน…”


“ฮึ ฮึ ! อย่าบอกว่าประโยคถัดไปคือพลีกายถวายชีวิต ? น่าเสียดาย เพราะบัณฑิตน้อยผู้หล่อเหลาชนิดหาที่เปรียบไม่ได้ท่านนี้ มีเจ้าของแล้ว…” หลินเว่ยเว่ยยังชี้ไปที่หลินจื่อเหยียน “น้องชายของข้าเพิ่งอายุ14ปี พี่สาวท่านนี้คงไม่คิดจะเคี้ยวหญ้าอ่อนหรอกกระมัง ?”


หลินจื่อเหยียนรีบถอยหลังออกไปสองก้าว ใบหน้าขาวใสมีสีแดงระเรื่อทันที “พี่รอง ท่านเป็นคนช่วยเหลือ แม้นางจะตอบแทนก็ไม่มาถึงข้าหรอก”


“ไม่ใช่เจ้าบอกให้สองคนนั้นหยุดหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยเห็นชายฉกรรจ์ทั้งสองคิดหนี นางจึงเข้าไปถีบให้ล้มลงกับพื้น ชายฉกรรจ์ทั้งสองเห็นนางไม่คิดจะปล่อยพวกตนไป หากลุกขึ้นยืนก็คงโดนถีบอีก จึงนอนร้องโอดครวญอยู่อย่างนั้น


ส่วนหญิงสาวที่ถูกช่วยเหลือเอาไว้ก็คุกเข่าลง นางร้องไห้ราวกับดอกบัวขาวท่ามกลางสายฝน “ขอบคุณกู่เหนียงที่ช่วยเหลือ ซิ่วเหนียงไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน ยินดีเป็นสาวใช้ข้างกายกู่เหนียงเจ้าค่ะ”


“ไม่ต้อง คนชนบทอย่างพวกเราทำอะไรด้วยตัวเองเสมอ ไม่มีวาสนาพอจะมีคนมาคอยรับใช้หรอก” ความหมายของหลินเว่ยเว่ยชัดเจนมากว่า…เจ้ามาจากที่ไหนก็กลับไปที่นั่นเถิด !


หญิงสาวรีบขยับตัวเข้ามาแล้วก้มศีรษะคำนับไปทางหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หาน “กู่เหนียง คุณชาย พวกท่านเมตตาด้วยเถิด ได้โปรดรับซิ่วเหนียงไว้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ ข้า…ไม่มีทางไปแล้วจริงๆ ถ้ากลับไปก็จะโดนบิดาติดการพนันจับไปขายเพื่อชดใช้หนี้ในโรงบ่อนอีก ข้าไม่รับเงินค่าจ้างก็ได้เจ้าค่ะ ขอแค่มีข้าวกินและมีที่ให้ซุกหัวนอนก็พอแล้ว !”


เมื่อเทียบตำหนักหนิงอ๋องกับตำหนักอื่นแล้ว ด้านในยังถือว่าสงบอยู่พอสมควร กระนั้นก็มีนางสนมอยู่สองสามคนเหมือนกัน หลังได้เห็นแววตาของหญิงสาวนางนี้ที่หันไปมองทางคู่หมั้นของอาหญิงหลินเป็นระยะ โม่ชิงหลีก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาดีแน่นอน


“เจ้าแน่ใจว่าจะขายตัวเองเป็นทาสจริงหรือ ? พอดีเลยสิ ข้างกายข้ายังขาดสาวใช้อยู่ มาทำสัญญาซื้อขายทาส จากนั้นติดตามข้าก็แล้วกัน !” โม่ชิงหลีไม่กลัวอีกฝ่ายจะเล่นลูกไม้ เพราะคนที่ใช้อุบายเช่นนี้ ไม่ต้องให้หมู่เฟยออกโรง นางแค่ใช้เพียงนิ้วเดียวก็บดขยี้ได้แล้ว


“…ขอบคุณในความหวังดีของท่าน แต่…กู่เหนียงผู้นี้และเหล่าคุณชายเป็นคนช่วยชีวิตข้าไว้ ซิ่วเหนียงยอมเป็นวัวเป็นม้าเพื่อตอบแทนบุญคุณของพวกเขา…” ซิ่วเหนียงสังเกตอายุของพวกเขาสามคน น่าจะเป็นพี่น้องกัน ดูจากเครื่องแต่งกายแล้วไม่เหมือนคนที่มาจากบ้านเศรษฐีหรือตระกูลสูงศักดิ์ พอไปถึงบ้านของอีกฝ่ายแล้ว ด้วยความฉลาดและกลอุบายของนาง ยังทำให้บัณฑิตรูปงามคนนี้มาอยู่ในเงื้อมมือไม่ได้อีกหรือ ?


คุณชายในอาภรณ์สีขาวนวลจันทร์ผู้นี้หล่อเหลามากจริงๆ ชายหญิงที่นางพบเจอมาในชาตินี้ยังไม่มีผู้ใดรูปงามเท่าเขามาก่อน ซิ่วเหนียงคิดว่าตนก็เป็นหญิงงามเช่นกัน เพราะขณะอยู่ในหอชุนเฟิงก็เป็นที่ดึงดูดเหล่าบุรุษนับไม่ถ้วน มีเศรษฐีไม่น้อยที่ยอมจ่ายเงินค่าไถ่ตัวให้นาง


แต่ซิ่วเหนียงไม่ชอบสักคน ! ถ้าผ่านไปอีกสักสองสามวันก็จะเป็นวันที่นางเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ (อายุ18ปี) แล้ว ตามกฎของหอนางโลม คือสตรีที่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่จะต้องออกมาต้อนรับแขก ดังนั้นนางจะต้องหาสามีดีๆให้ได้ในช่วงเวลานี้


แม่เล้าในหอชุนเฟิงสงสารนางอยู่พอสมควร บอกว่าขอแค่นางมีคนที่ชอบก็จะให้ไถ่ตัวออกไปโดยใช้เงินเพียง50ตำลึง เงินที่นางเก็บมาในช่วงสองปีนี้ก็มีครบพอดี ตอนนี้ขาดเพียงคนที่นางชอบพอเท่านั้น


วันนี้ซิ่วเหนียงออกมาหาซื้อเส้นด้าย บังเอิญได้เจอหนุ่มหล่อราวกับเซียนเดินดิน ไม่ว่ากิริยาหรือคำพูดก็ดูสง่างาม แม้จะดูเย็นชาไปบ้าง แต่สำหรับนางกลับเรียกว่าสมบูรณ์แบบ ด้วยเหตุนี้นางจึงเรียกบ่าวจากหอชุนเฟิงมาสองคนแล้วจ้างให้แสดงละครเช่นนี้


นางแอบเหลือบมองสองพี่น้องที่เดินเข้ามาสมทบทีหลังปราดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับก็บ่งบอกถึงฐานะทางการเงินได้ดี ทว่าการที่นางออกจากหอชุนเฟิงไม่ได้มาเพื่อกลายเป็นทาส ซิ่วเหนียงยังมองไปที่คุณชายรูปงามอีกครั้ง ในแววตาแฝงไปด้วยความหลงใหล…ถ้าแต่งงานกับสามีแบบนี้ได้ แม้จะต้องกัดก้อนเกลือกิน นางก็ยินดี


เฮอะ มีคนปัญญาอ่อนเพิ่มมาอีกคนแล้ว !


หลินเว่ยเว่ยเข้าไปบังระยะสายตาของหญิงสาว…บัณฑิตน้อยเป็นของนาง แล้วจะปล่อยให้คนอื่นมาแย่งไปได้อย่างไร ? เฮ้อ บทละครโทรทัศน์แนววีรบุรุษช่วยหญิงงามแล้วดึงปิศาจจิ้งจอกเข้าบ้าน สุดท้ายก็มาให้นางเผชิญกับตัว !


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจียงโม่หาน “บัณฑิตน้อย เจ้าคิดเห็นอย่างไร ?”


ตอนที่ 482: ไม่เล่นด้วยคงทำให้นางน้อยใจแย่


น้ำเสียงของคู่หมั้นตัวน้อยฟังแล้วสงบนิ่ง แต่เจียงโม่หานฟังออกถึงความบังคับขู่เข็ญ เด็กน้อยกำลังบอกเขาว่า…ตอบให้ดี ถ้าคำตอบทำให้นางไม่พอใจ เขาก็รอดูนางแผลงฤทธิ์ได้เลย


สำหรับเจตนาของซิ่วเหนียง หากเจียงโม่หานที่มีชีวิตมาหนึ่งชาติแล้วยังมองไม่ออก ชีวิตหลายสิบปีที่ผ่านมาก็คงไร้ค่าสิ้นดี เขาเบนสายตาไปที่กำแพงด้านข้าง ราวกับถ้ามองซิ่วเหนียงนานกว่านี้จะทำให้ดวงตาของตนสกปรก ต่อจากนั้นน้ำเสียงเย็นชาก็ดังขึ้น “พวกเราไม่ขาดวัวขาดม้า และยิ่งไม่ขาดแคลนสาวใช้ !”


ซิ่วเหนียงใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดใบหน้าแล้วเริ่มขอร้องอ้อนวอนพร้อมน้ำตา “คุณชาย ท่านสงสารซิ่วเหนียงเถิดเจ้าค่ะ ! ซิ่วเหนียงขอแค่มีที่ให้ซุกหัวนอนก็พอ…”


หลินจื่อเหยียนขมวดคิ้ว คิดว่าฟังแล้วผิดปกติไปหน่อย “พี่รอง พวกเราโดน…หลอกแล้วหรือ ?”


“สมองขี้เลื่อยอย่างเจ้าก็ยังไม่ถือว่าโง่มากนัก ต่อไปนี้สายตาต้องดีหน่อย ใช่ว่าทุกคนจะควรค่าแก่การเห็นใจ ยังจำเรื่องเกี่ยวกับการจัดฉากเหล่านั้นที่ข้าเล่าให้ฟังได้หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ยิ้ม…ร้องไห้เก่ง ดึงดูดให้บุรุษมาปกป้องได้ง่ายขึ้น !


หลินจื่อเหยียนเข้าใจขึ้นมาทันที “ความหมายของพี่รองคือพวกเรากำลังโดนจัดฉาก ?”


“เมื่อเด็กเติบโตแล้วยังพอสอนสั่งได้ ! ถ้าให้พูดตามจริงก็คือนางพุ่งเป้ามาที่บัณฑิตน้อย !” หลินเว่ยเว่ยยื่นมือไปข้างหลังแล้วหยิกแขนเจียงโม่หาน…ใครใช้ให้เจ้าล่อหมู่ภมรเก่งเหลือเกิน !


พอได้ยินแบบนั้น หลินจื่อเหยียนก็ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ทันใดนั้นสีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นโกรธจัด “ไร้เหตุผลสิ้นดี พี่รองหวังดีช่วยชีวิตเจ้าไว้ แต่เจ้ากลับ…กลับพุ่งเป้าไปที่คู่หมั้นของนาง คำว่าตอบแทนที่เจ้าพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลายเป็นการทำคุณบูชาโทษ !”


ซิ่วเหนียงตกใจ อะไรกัน ? คุณชายรูปงามปานเทพเซียนผู้นี้เป็นคู่หมั้นกับกู่เหนียงตรงหน้า ? กู่เหนียงคนนี้ตัวสูงโปร่ง กิริยาดูหยาบกระด้าง แถมยังไม่ค่อยงดงามสักเท่าไร…หรือคนในครอบครัวจะเป็นฝ่ายตัดสินใจให้ ?


ซิ่วเหนียงยิ่งมุ่งมั่นว่าต้องได้ครองคู่กับคุณชายรูปงาม…นางจะช่วยเทพบุตรคนนี้ออกมาจากเงื้อมมือมารร้ายให้ได้ ขอแค่นางได้อยู่ข้างกายคุณชาย นางก็เชื่อว่าระหว่าง ‘บัวพันกลีบที่รู้ภาษา’ กับ ‘แม่เสือร้าย’ ไม่มีใครอยากเลือกประการหลังแน่นอน !


“ข้าไม่ได้คิดอย่างนั้น ! คุณชาย ท่านเชื่อข้าเถิด ข้าเพียงคิดจะตอบแทนบุญคุณ ไม่ได้มีความหมายอื่น…กู่เหนียงท่านนี้เข้าใจข้าผิดแล้ว…” ซิ่วเหนียงยกมือทาบหน้าอกแล้วคลานถอยออกไปสองก้าวพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาราวกับสายฝน


หลินจื่อเหยียนรู้สึกใจสั่นขึ้นมาทันที…บางที พวกตนอาจแค่คิดมากไปเอง ? ไม่สิ ! พี่รองเป็นคนดีขนาดนั้น ไม่มีทางใส่ร้ายคนอื่นแน่นอน ผ่านไปไม่นานเขาก็เริ่มกลับมาเชื่อในคำพูดของพี่รองอีกครา


“ตอบแทนบุญคุณ ? ได้ ทำสัญญาซื้อขายตัวเป็นทาสก่อน !” หลินเว่ยเว่ยเริ่มรำคาญ ถ้ายังไม่กลับท่าเรืออีก ฟ้าได้มืดก่อนแน่ !


“ขาย…ขายตัวเป็นทาส ?” ซิ่วเหนียงพูดติดขัดขึ้นมาทันที หากทำสัญญาซื้อขายตัวเป็นทาสแล้ว นางก็คือทาสคนหนึ่ง ไม่มีใครอยากแต่งสาวใช้ขึ้นเป็นภรรยาเอก แม้จะเป็นอนุภรรยาแต่ก็อยู่ในฐานะอนุชั้นต่ำ นางทุ่มเทแรงกายขนาดนี้ ไม่ได้ทำเพราะจะเป็นอนุของใคร !


หลินเว่ยเว่ยยกยิ้มมุมปากอย่างประชดประชัน “เมื่อครู่เจ้าไม่ได้พูดเองหรือ ? เจ้าจะยอมเป็นสาวใช้เพื่อตอบแทนพวกเรา การจะเป็นทาสก็ต้องทำสัญญาซื้อขายกันก่อน ! สาวใช้ที่ไม่มีสัญญาซื้อขายตัว พวกเราไม่กล้าใช้หรอก !”


“ซิ่วเหนียงทำสัญญาซื้อขายตัวเป็นทาสก็ได้เจ้าค่ะ เพียงกังวลว่ากู่เหนียงและคุณชายจะต้องแบกรับชื่อเสียงของการบีบคั้นคนดีให้กลายเป็นทาสไว้บนบ่า” ซิ่วเหนียงยังหันไปมองใบหน้าหล่อเหลาของเจียงโม่หานอีกรอบ แม้จะยังอาลัยอาวรณ์อยู่ แต่นางถอดใจเรียบร้อยแล้ว นางกลอกตาไปมาพลางหันไปมองพวกชายฉกรรจ์ที่ไม่ลุกจากพื้นแล้วแอบส่งสัญญาณมือให้พวกเขา


เสียงอันเฉยชาของเจียงโม่หานดังขึ้นอีกครั้ง “เจ้ายอมเป็นทาสเอง แล้วการบีบคั้นมาจากที่ใด ?”


เหล่าหลูพยายามลุกขึ้นยืน พอเห็นหลินเว่ยเว่ยเดินเข้ามาหา เขาก็รีบถอยออกไปหลายก้าว ก่อนจะแสร้งทำเป็นดุดัน “บิดาของนางติดหนี้โรงบ่อนเราเป็นเงิน500ตำลึง ถ้าพวกเจ้าคิดจะเอาตัวนางไปก็ย่อมได้ แต่ต้องชดใช้หนี้ที่ติดค้างไว้ก่อน คนถึงจะเป็นของพวกเจ้า”


“ว่าอย่างไรนะ ? 500ตำลึง ? เจ้าเห็นเราเป็นคนโง่หรือไร !” หลินจื่อเหยียนตะโกนออกมาด้วยความตกใจ พวกตนใช่ว่าไม่มีเงิน500ตำลึง แต่จะเอามาช่วยคนที่มีจิตใจไม่บริสุทธิ์ ช่างไม่คุ้มค่า !


ชายฉกรรจ์อีกคนพูดว่า “ไม่มีเงินก็อย่าทำตัวเป็นคนดี ! ในมือของพวกเรามีสัญญากู้ยืมอยู่ ถ้าพวกเจ้าคิดจะปล้นไปดื้อๆ เราจะไปแจ้งทางการ !”


ซิ่วเหนียงยังทำตัวอ่อนแอและดูเข้าอกเข้าใจคนอื่นเหมือนเดิม “คุณชาย กู่เหนียง พวกท่านช่วยเหลือข้าไว้ แต่ซิ่วเหนียงกลับทำให้พวกท่านต้องลำบากไปด้วย…นี่คือชะตาชีวิตของซิ่วเหนียง พวกท่านไปเถิด…”


โม่ชิงหลีเข้าไปขวางนางไว้แล้วยิ้มอย่างสดใส “ก็แค่เงิน500ตำลึงไม่ใช่หรือ ? ข้าจ่ายให้เอง มาติดตามรับใช้ข้าแล้วกัน ! ข้าเป็นคนใจดี ถึงอย่างไรก็ทนมองหญิงสาวดีๆคนหนึ่งตกต่ำไม่ได้หรอก”


“ไม่…อย่างไรเงิน500ตำลึงก็ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ซิ่วเหนียง…ซิ่วเหนียงทนเห็นกู่เหนียงน้อยโดนคนในครอบครัวตำหนิไม่ได้ ขอบคุณในความหวังดีของพวกกู่เหนียงและคุณชายเจ้าค่ะ…” หลังจากพูดจบ นางยังสำลักเสียงสะอื้น ก่อนจะปิดหน้าวิ่งเข้าตรอกไป ชายฉกรรจ์สองคนนั้นก็ทำท่าวิ่งกะเผลกตามไปด้วย


“เฮอะเฮอะ เป็นละครที่ร้องเล่นได้ดีจริงๆ หากไม่เล่นด้วยคงทำให้นางน้อยใจแย่ !” โม่ชิงหลียกมือเท้าสะเอว ขณะมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวคนนั้น นางก็แค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา


หลินจื่อเหยียนหันไปมองคนนั้นทีคนนี้ที ก่อนจะพูดด้วยความหงุดหงิด “ขอโทษทีเถิด นอกจากข้าแล้ว พวกท่านทุกคนมองเห็นใบหน้าแท้จริงของนางกันหมดเลย…”


“พ่อหนุ่มน้อย อย่าเศร้าใจไปเลย โดนหลอกหลายรอบหน่อย เจอเรื่องร้ายๆอีกหลายครั้ง ประเดี๋ยวสายตาของเจ้าก็จะค่อยๆสว่างเอง” หลินเว่ยเว่ยหมุนตัวเดินขึ้นรถม้าเพราะถ้าช้ากว่านี้จะกลับถึงท่าเรือก่อนฟ้ามืดไม่ได้แน่นอน


โม่ชิงหลีเห็นหลินจื่อเหยียนทำหน้าบูดกว่าเดิม จึงหัวเราะออกมาเบาๆ “ข้าน่ะ เพราะมีคนส่งอาชาผอมแห้งหยางโจว…มาให้ท่านพ่อหนึ่งตัว วิธีการของซิ่วเหนียงคนนั้น หากเทียบกับอาชาผอมแห้งหยางโจวตัวนั้นแล้วยังห่างไกลอีกเยอะ ทว่ากลิ่นกายอย่างไรก็ปกปิดไม่มิด”


“อาชาผอมแห้งหยางโจว ? เหตุใดอาชาของหยางโจวถึงผอมแห้ง มันกินไม่อิ่มหรือ ?” หลินจื่อเหยียนถามอย่างโง่งม


โม่ชิงหลีหัวเราะคิกคัก “ใช่ อาชาพอกินมากไปก็จะเกียจคร้าน อ้วนไปก็วิ่งไม่ไหว ดังนั้นต้องทำให้ผอมหน่อย”


หลินจื่อเหยียนคิดว่าเป็นเรื่องจริง “อ้อ แบบนี้เอง ! นี่ไม่เหมือนกับคนกินเยอะไปก็จะง่วงนอนง่ายหรอกหรือ ?”


หลินเว่ยเว่ยยกมือปิดหน้า…เจ้าน้องชายโง่เง่าของนาง…ไม่รู้จะด่าเขาอย่างไรดี แม้แต่เด็กน้อยวัย10กว่าขวบยังหลอกเขาได้ โง่เกินไปแล้วจริงๆ !


เมื่อพวกนางกลับมาถึงท่าเรือก็เป็นเวลาพลบค่ำ แสงอาทิตย์ยามอัสดงสะท้อนอยู่เหนือผิวน้ำ แม่น้ำกว่าครึ่งหนึ่งกลายเป็นสีแดงอมส้ม อีกครึ่งเป็นสีเขียวมรกต สายลมพัดผ่านผิวน้ำ สีสันที่ดูสดใสทำให้คนมองมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที หมู่เมฆค่อยๆเคลื่อนตัว…


เรือที่พวกนางโดยสารมา ปรากฏใครบางคนยืนอยู่บนดาดฟ้าพร้อมหมวกสำหรับฤดูหนาว หืม ? คนที่สวมผ้าคลุมผืนหนาก็มีแค่คนในห้องโดยสารด้านข้างของนาง ไม่ใช่หนิงอ๋องหรอกหรือ ? ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาทันที…พาบุตรชายและบุตรสาวของอีกฝ่ายออกไปยังสถานที่ไม่คุ้นเคยและยังพากลับมาย่ำเย็นขนาดนี้ ไม่แปลกใจที่ผู้ปกครองจะกังวล


[1] อาชาผอมแห้งหยางโจว หมายถึง หญิงสาวชาวหยางโจวที่ได้รับการฝึกอบรมพิเศษและพร้อมที่จะแต่งงานกับผู้มั่งคั่งในฐานะอนุภรรยา


ตอนที่ 483: ยังกล้าพูดว่าไม่ใช่เรือโจรสลัด


หลินเว่ยเว่ยให้เงินค่าเช่าเกวียนเทียมล่อหนึ่งวันกับเหล่าหลัวและคนขับรถม้า นอกจากนี้ยังให้ขนมแก่พวกเขาด้วย คนในสมัยนี้ยังเป็นคนซื่อสัตย์และใจกว้างอยู่ เหล่าหลัวและคนขับรถม้ายังช่วยพวกนางขนของที่ซื้อมาขึ้นเรือด้วย


หลินเว่ยเว่ยย่อตัวลงเพื่อลูบศีรษะเด็กชายที่คอยนำทางแก่พวกนาง ก่อนจะพูดกับเขาด้วยรอยยิ้ม “วันนี้ลำบากเจ้าแล้ว นี่คือรางวัลของเจ้า…กู่เหนียงน้อยคนนั้น กำลังรอเจ้าอยู่หรือเปล่า ?”


เด็กชายหันไปมอง ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็เปื้อนยิ้ม “นางคือพี่สาวของข้า นางคงเห็นว่าข้าไม่กลับไปกินข้าวเย็นที่บ้านสักที ก็เลยมาตามหาขอรับ !”


หลินเว่ยเว่ยก็ให้ขนมกับเขาหนึ่งห่อ จากนั้นพูดกระตุ้นเตือนว่า “รีบกลับไปเถิด อย่าปล่อยให้นางเป็นห่วงเลย !”


“ขอบคุณพี่สาวขอรับ…” ขอบคุณที่ยอมจ้างเด็กน้อยอย่างตน ขอบคุณที่พี่สาวเชื่อในตัวข้าและยิ่งขอบคุณขนมที่พี่สาวมอบให้ นี่เป็นขนมจากร้านมีชื่อเสียงที่สุดในเขต หากไม่มีพี่สาวแล้วชาตินี้ เขาก็คงไม่มีบุญได้กินหรอก พี่สาวเป็นคนอ่อนโยนและจิตใจดีมาก…


ส่วนชายฉกรรจ์ที่โดนหลินเว่ยเว่ยจัดการจนเดินกะเผลกก็ได้แต่โอดครวญในความโชคร้ายของตน “…”


เด็กชายมองส่งพี่สาวใจดีขึ้นเรือ ส่วนพี่สาวแท้ๆก็เดินเข้ามาแล้วถามเขาว่า “ได้ยินว่าวันนี้มีคนจ้างงานเจ้า ? นายจ้างไม่ได้รังแกเจ้าใช่หรือเปล่า ?”


“ไม่ขอรับ ! นี่เป็นเงินค่าจ้างที่พี่สาวให้ข้ามา…” หลินเว่ยเว่ยมอบกระเป๋าเงินให้เขาหนึ่งใบ ฝีเข็มกระจัดกระจาย แค่มองก็รู้ว่าเป็นมือใหม่หัดปัก พอเด็กชายเปิดกระเป๋าออกดูก็ได้พบว่าด้านในมีก้อนเงินอิ๋นถิ่ง (รูปทรงคล้ายเรือสำเภาสีเงินก้อนเล็ก) อยู่ถึง2ก้อน


เด็กชายพูดติดขัดในทันที “พะ…พี่สาวคนนั้นให้เงินผิดหรือเปล่า ? ข้าตามไปคืนให้นางดีหรือไม่ ?”


คนนำทางอย่างพวกเรา ไม่มีเงินค่าจ้างตายตัว จะให้เงินเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของลูกค้า ตั้งแต่ต้นจนจบ พี่สาวไม่เคยถามว่าเขาต้องการเงินเท่าไหร่ ตอนกลางวันเด็กชายกินหมั่นโถวเข้าไปลูกใหญ่และยังกินเนื้อหมูอีกหลายชิ้น เรื่องพวกนี้เพียงพอที่จะลดค่าจ้างของเขาได้แล้ว…ถ้าพี่สาวไม่จ่ายเงิน เขาก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไร


เขาก้มหน้ามองก้อนเงินในมือแล้วรีบยัดกลับเข้ากระเป๋าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบวิ่งเข้าหาเรือและตะโกนขึ้นไปจากด้านล่าง “พี่สาว ท่านให้กระเป๋าผิดใบหรือเปล่าขอรับ ?”


น้ำหนักของก้อนเงินค่อนข้างเทียบเท่าได้กับเหรียญอีแปะ พี่สาวจะต้องไม่ทันระวังแล้วให้มาผิดแน่นอน !


หลินเว่ยเว่ยมองเขา จากนั้นก็พยักหน้าและพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่ผิด ข้าพอใจในการบริการของเจ้ามาก ถ้าไม่มีเจ้านำทาง พวกเราก็ไม่มีทางหาซื้อของได้ครบถ้วนและราบรื่นขนาดนี้ นอกจากนี้เจ้ายังช่วยเราประหยัดเงินได้ไม่น้อยด้วย ! นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าควรได้รับ ! รีบกลับไปเถิด อย่าปล่อยให้คนในครอบครัวเป็นห่วง…”

ขณะมองแผ่นหลังของนางเดินหายเข้าไปในเรือ ดวงตาของเด็กชายก็ร้อนผ่าว เขากำกระเป๋าเงินไว้แน่น…พอมีเงินแล้วก็จะเอาไปซื้อยาให้ท่านย่า อาการป่วยของท่านย่าก็จะดีขึ้นในไม่ช้า พี่สาวก็ไม่ต้องทำงานหนักโดยการรับจ้างซักผ้าให้คนอื่นทุกวัน นางมือเปื่อยหมดแล้ว…พี่สาวท่านนั้น ขอบคุณท่านมากขอรับ !


ขณะมองข้าวของถูกขนขึ้นเรือรอบแล้วรอบเล่า นายหญิงของเรือหรือก็คือแม่ครัวผู้เลื่องชื่อกำลังมีสีหน้าเกรี้ยวกราด นางเข้ามาขวางทางเจียงโม่หาน “คุณชาย เรือของพวกเราเป็นเรือโดยสาร ไม่ใช่เรือขนสินค้า…ของพวกนี้ พวกท่านต้องจ่ายเงินเพิ่ม !”


นายหญิงของเรือไม่พอใจครอบครัวนี้มานานแล้ว ใครออกจากบ้านยังพกเตามาเองบ้าง นี่เห็นเรือของพวกตนเป็นบ้านหรือไร ? นายหญิงของเรือพึ่งพาการขายอาหารให้แขก ในแต่ละเที่ยวจึงทำเงินได้ไม่น้อย ถ้าทุกคนเป็นเหมือนครอบครัวนี้หมด นางจะยังมีรายได้อะไรอีก?


เจียงโม่หานกวาดตามองนาง “เงินก็ให้พวกเจ้าตอนขึ้นเรือแล้วไม่ใช่หรือ ?”


“ตอนขึ้นมาคือตอนขึ้นมา ของเหล่านี้เป็นของใหม่ หรือว่าเหล่านี้จะไม่กินพื้นที่เลย ?” นายหญิงของเรือทำสีหน้าจะขูดรีดเอาเงินเพิ่มให้ได้


“ตอนขึ้นเรือ พวกเจ้าบอกว่าสัมภาระที่เกินกว่า20ชั่ง จำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่ม พวกเราก็จ่ายเพิ่มแล้ว นี่เพิ่งเดินทางได้แค่ครึ่งทางก็บอกให้จ่ายเพิ่มอีก…เรือของพวกเจ้าเป็นเรือโจรสลัดหรือไร ?” หลินเว่ยเว่ยได้ยินเสียงจากในห้อง จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่ปล่อยให้บัณฑิตน้อยสู้รบอยู่คนเดียว นางออกมาเถียงนายหญิงของเรือทันที


“เจ้าบอกว่าของที่เราซื้อมากำลังเบียดเบียนพื้นที่ แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นก็อยู่ในห้องของพวกเรา ห้องเราจ่ายเงินให้ได้เข้าพัก หรือพื้นที่เล็กๆในห้องก็ยังต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นสองเท่า ?” หลินจื่อเหยียนก็เข้ามาร่วมด้วย


“นายท่าน ท่านรีบมาดูเร็ว ภรรยาของท่านจะโดนรังแกจนตายอยู่แล้ว !” นายหญิงของเรือเห็นอีกฝ่ายคนเยอะกว่าจึงวิ่งร้องไห้ออกไปขอความช่วยเหลือ


หลังจากผู้คุมเรือได้ยินแบบนั้นแล้วก็คิดว่ามีคนบุกมาจากท่าเรือ เขาจึงพาลูกเรือเข้ามาล้อมไว้อย่างดุดัน


“คิดจะทำอะไร ? ขึ้นราคาไม่ว่า แต่ยังคิดทำร้ายคนด้วย ? หมายความว่าเรือของพวกเจ้าเป็นเรือโจรสลัดจริงหรือ ? บัณฑิตน้อย เราเขียนหนังสือไปแจ้งทางการกันเถิด ? เจ้าเป็นถึงจู่เหริน เป็นผู้ครองตำแหน่งเจี้ยหยวนของเมืองเหอโจวและจงโจว ไม่รู้ว่าผู้ทำร้ายบัณฑิตซึ่งจะไปสอบขุนนางที่เมืองหลวง จะได้รับโทษสถานใด ?”


ในสายตาของหลินเว่ยเว่ยคือคนพวกนี้ก็แค่อันธพาลทั่วไป ไม่กี่หมัดก็จัดการได้หมดแล้ว ทว่าพวกเราเป็นสุภาพชน หากแก้ปัญหาโดยไม่ต้องใช้กำลังได้ ยังต้องเปลืองแรงอีกทำไม ?


“โทษสถานหนัก !” เจียงโม่หานพูดเสริม


ผู้คุมเรือเห็นว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ข้างกายภรรยาก็มีแค่เด็กสาวและบัณฑิตหนุ่มเพียงสองคน หลังได้ยินแบบนั้นเขาก็รู้ทันทีว่าภรรยาผู้มีสายตาตื้นเขินก่อเรื่องอีกแล้ว เขาจึงรีบพูดว่า “กู่เหนียงได้โปรดระวังคำพูดด้วย เรือของพวกเราเป็นเรือโดยสารที่ขึ้นทะเบียนกับทางการอย่างถูกกฎหมาย จะเป็นเรือโจรสลัดได้อย่างไร ?”


หลินจื่อเหยียนแค่นเสียง ฮึ “ถ้าเช่นนั้นการที่พวกเจ้าพาคนมาเยอะขนาดนี้แล้วยังถืออาวุธมาด้วย คิดจะทำอะไรกันแน่ ?”


“เข้าใจผิด เข้าใจผิดแล้ว ! พวกท่านคงไม่ทราบว่าในเส้นทางเดินเรือก็ไม่ได้สงบสุขสักเท่าไร บางครั้งก็มีโจรแอบขึ้นมาบนเรือและลงมือกับผู้โดยสาร เมื่อครู่พวกเราได้ยินเสียงดังจึงคิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น…พวกเรามาเพื่อปกป้องผู้โดยสาร !” ผู้คุมเรือหันไปมองภรรยา


นางภรรยาเสียสติ ชอบสร้างเรื่องได้ทุกวัน บัณฑิตสองท่านนี้โดยเฉพาะคนใส่ชุดสีนวลจันทร์ แค่มองก็รู้ว่าเป็นมังกรในหมู่มวลมนุษย์ มาสอบเมืองหลวงคราวนี้อาจทะยานขึ้นฟ้าเลยก็ได้ สามัญชนอย่างพวกตนควรประจบขุนนางเข้าไว้ ไฉนเลยจะไปผิดใจกับขุนนางได้ ?


ยิ่งไปกว่านั้น บ้านที่สนิทสนมกับบัณฑิตสองคนนี้ แม้จะพาองครักษ์และสาวใช้มาแค่สี่คน แต่ดูจากพลังอำนาจที่เปล่งออกมาแล้วจะต้องไม่ใช่คนธรรมดา ภรรยาโง่เขลา ตาบอดไปแล้วหรือ ?


“เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดจริงหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยยิ้มแต่ก็เหมือนไม่ยิ้ม


“เข้าใจผิด เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด !” ผู้คุมเรือออกแรงพยักหน้าและยังโยนท่อนไม้ในมือทิ้งเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ส่วนลูกเรือคนอื่นก็ทำตาม กว่าจะหางานทำได้ในปีนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเรือลำนี้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นเรือโจรสลัดจริงๆ พวกเขาก็ต้องตกงานอีกแล้ว


“แม่ครัวก็คือภรรยาของเจ้าหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองสตรีขี้ขลาดที่เข้าไปหลบหลังฝูงชนและไม่กล้าออกมาสบตาอีก “รับเงินคนอื่นแล้วจงใจทำอาหารไม่อร่อย แถมวัตถุดิบที่ใช้ยังเป็นของคุณภาพต่ำ…นี่เพิ่งผ่านไปกี่วันเอง บนเรือก็มีผู้ป่วยไม่น้อยแล้ว นี่ไม่ใช่แผนทำร้ายคนอื่นเพื่อเงิน แล้วยังเป็นอะไรได้อีก ? ยังกล้าพูดว่าไม่ใช่เรือโจรสลัดอีกหรือ ?”


ตอนที่ 484: มีความหนาวรูปแบบหนึ่ง เรียกว่าความหนาวที่คู่หมั้นจินตนาการขึ้นมาเอง!


หลินเว่ยเว่ยไม่ชอบแม่ครัวคนนี้มานานแล้ว นางก็แค่ยืมดาดฟ้าท้ายเรือเพื่อทำอาหาร นายหญิงของเรือก็มักจะชักสีหน้าใส่ บางครั้งยังแอบขโมยวัตถุดิบไปตอนที่นางไม่เห็น พอโดนจับได้ก็ไม่ยอมรับผิด


ผู้คุมเรือหันไปจ้องภรรยาแล้วตำหนิว่า “ที่กู่เหนียงท่านนี้พูดเป็นความจริงหรือไม่ ? ให้ตายเถิด เจ้าเลิกนิสัยแบบนี้ได้แล้ว อีกประเดี๋ยวข้าจะส่งเจ้าขึ้นเรือกลับ แล้วต่อไปเจ้าก็คอยอยู่ดูแลบ้าน !”


นายหญิงของเรือยังคิดจะก่อเรื่องอีก ผู้คุมเรือจึงเงื้อมือไปตบหน้าของนางหนึ่งครั้ง “เจ้ายังสร้างปัญหาให้ข้าไม่พออีกหรือ ? เจ้าต้องทำให้พวกเราติดคุกก่อนถึงจะพอใจใช่หรือไม่ ?”


ต่อจากนั้นผู้คุมเรือก็ไปหาคนรู้จักแล้วส่งภรรยาขึ้นเรือขนสินค้าที่จะเดินทางไปยังเมืองจงโจวในคืนนั้นเลย นอกจากนั้นยังจ้างหญิงชรามาทำอาหารแทนหนึ่งคน ผู้โดยสารคนอื่นบนเรือก็ได้รับผลประโยชน์ไปด้วย แต่ละวันได้รับประทานอาหารที่ค่อนข้างดีกว่าเดิม


วันแล้ววันเล่าผ่านพ้นไป เมื่อเข้าสู่กลางเดือนสิบ ในที่สุดเรือก็เทียบท่าที่เมืองเติ้งโจว จังหวะที่หลินเว่ยเว่ยยืนอยู่บนฝั่ง นางมักรู้สึกว่าเท้ากำลังสั่นและศีรษะก็มึนด้วย


จากเติ้งโจวไปยังเมืองหลวงยังต้องใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ10วัน หลินจื่อเหยียนและซัวถัวอยู่ดูแลสัมภาระบนเรือ ส่วนหลินเว่ยเว่ยและคู่หมั้นหนุ่มออกไปหาซื้อรถม้าที่อยู่บริเวณใกล้ๆนี้ ซึ่งผู้ที่ตามไปด้วยยังมีองครักษ์ของหนิงอ๋องทั้งสองคน


ตอนพวกนางกลับมาถึงท่าเรือก็มาพร้อมรถม้าสามคัน คันหนึ่งไว้บรรทุกถ่านและอาหารซึ่งระหว่างทางใช้แทบจะหมด สัมภาระที่ติดตัวไม่ได้มีอะไรมาก ซื้อรถม้าคันเดียวบรรทุกทั้งคนทั้งเสบียงย่อมเพียงพอ กระนั้นหลินเว่ยเว่ยรำคาญที่ต้องนั่งตัวเอนไปเอียงมาบนรถม้า นางจึงซื้อม้าให้ตัวเองอีกหนึ่งตัว


ส่วนรถม้าอีกสองคันเป็นของตำหนักหนิงอ๋องซื้อ องครักษ์สองคนรับผิดชอบขับรถม้า สาวใช้และสัมภาระอยู่ในคันเดียวกัน ส่วนครอบครัวหนิงอ๋องทั้งสี่นั่งรถม้าอีกหนึ่งคัน


แม้จะมีโจ๊กและอาหารผสมน้ำพุวิญญาณที่หลินเว่ยเว่ยนำมาส่งให้อยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยความลำบากระหว่างเดินทางจึงทำให้หนิงอ๋องมีอาการอาหารไม่ย่อย ดีก็ดีอยู่หรอกที่ไม่ได้ประชวร มีเพียงความรู้สึกเหนื่อยล้า ถือว่าดีกว่าที่พระองค์คิดไว้มาก


หนิงหวางเฟยตัดสินใจจะพักอยู่ที่ตัวเมืองสักระยะหนึ่ง ก่อนจะให้หนิงอ๋องเดินทางอีกครั้ง ตอนทั้งสองครอบครัวบอกลากัน สองพี่น้องสกุลโม่อาลัยอาวรณ์น่าดู โม่ชิงหลีดึงมือหลินเว่ยเว่ยมาจับไว้แล้วพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า “อาหญิงหลิน รอให้พวกเราไปถึงเมืองหลวงเมื่อใด ท่านจะต้องมาเล่นกับเราที่ตำหนักหนิงอ๋อง ! หากท่านไม่มา ข้ากับหยูเอ๋อร์จะเสียใจมาก !”


“ได้ ! รอให้พวกเจ้าไปถึงเมืองหลวง แล้วข้าจะส่งเทียบขอเยี่ยมเยียนไปหาพวกเจ้าทันที !” หลินเว่ยเว่ยทราบฐานะแท้จริงของสกุลโม่ตั้งนานแล้ว พอได้ยินคำว่า ‘ตำหนักหนิงอ๋อง’ สีหน้าจึงเป็นปกติ


หนิงอ๋องแย้มพระโอษฐ์…ด้วยความฉลาดของเจียงโม่หานและหลินเว่ยเว่ยแล้ว จะไม่เห็นความผิดปกติของพวกพระองค์ได้อย่างไร ? ระหว่างเดินทางนี้ แม้ว่าหลินกู่เหนียงจะดูแลพวกพระองค์เป็นอย่างดี แต่ไม่เคยเผยเจตนาของการประจบสอพลอ ตรงกันข้ามคือยังฉายแววตาสงสารพระองค์ออกมาเป็นครั้งคราว


ระหว่างเดินทางได้ดื่มน้ำแกงที่หลินกู่เหนียงทำให้ไม่น้อยและยังมีอาหารหลายชนิดที่มีคุณสมบัติบำรุงร่างกายให้อบอุ่น สามารถพูดได้ว่าถ้าไม่ได้รับการดูแลจากหลินกู่เหนียง พระองค์ก็คงมาไม่ถึงเติ้งโจวด้วยความราบรื่นขนาดนี้ น้ำใจของนาง หนิงอ๋องจะขอจดจำไว้ชั่วชีวิต


ตอนอำลากัน หนิงอ๋องพาลูกๆมาส่งพวกนางถึงหน้าประตูเมือง เจียงโม่หานมองออกจากในรถม้าก็เห็นพระวรกายอันซูบผอมราวกับไผ่เขียวโต้ลมยืนอยู่ตรงนั้น เขาเบนสายตาไปมองยังเด็กชายที่จูงพระหัตถ์ฟู่หวางอยู่ทางขวา…ชาติก่อนไม่ได้บอกว่าหนิงอ๋องยังมีบุตรชายอีกคน หรือว่าจะหายตัวไประหว่างเดินทางเข้าเมืองหลวง ?


จากนั้นสายตาของเจียงโม่หานก็เลื่อนมองม้าอีกหนึ่งตัว เขามองเด็กสาวที่กำลังมีความสุขกับการท่องเที่ยวอยู่บนหลังม้า…พอได้พบกับเด็กสาวผู้มีจิตใจงดงามคนนี้ ชะตาชีวิตของหนิงอ๋องในชาตินี้ก็เปลี่ยนแปลง…


“บัณฑิตน้อย เจ้ามองอะไร ? คิดว่าท่าทางบนหลังม้าของข้าดูสง่างามมากใช่หรือไม่ ?” หลังจากสังเกตเห็นสายตาของคู่หมั้น หลินเว่ยเว่ยก็นั่งหลังตรงทันที…เป็นอย่างไรบ้าง ? หลงเสน่ห์ในท่าทางองอาจของนางแล้วกระมัง ?


เจียงโม่หานยิ้มและส่ายหน้าเบาๆ เขายื่นเสื้อคลุมให้นางจากทางหน้าต่างรถม้า “รีบสวมเสื้อคลุม ประเดี๋ยวก็เป็นหวัดเอาหรอก !”


“เจ้าจะเข้าใจอะไร ? อย่างข้าน่ะเรียกว่ามีสไตล์แต่ไม่ต้องการความอบอุ่น อ้อ ยังมี ‘สวยจนตัวแข็ง’ อีกด้วย !” เมื่อลมหนาวพัดเข้ามา หลินเว่ยเว่ยก็ตัวสั่นทันที


“งามหรือไม่งาม ข้าไม่ออกความเห็น แต่ตัวแข็งคือเรื่องจริง ถ้าเจ้ายังดื้ออีกก็อย่าได้คิดจะขี่ม้า เข้ามานั่งในรถม้ากับข้าดีๆ !” เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของเด็กน้อย เจียงโม่หานก็ไม่ตามใจนางอีกต่อไป


หลินเว่ยเว่ยรับเสื้อคลุมมาสวมไว้อย่างเชื่อฟัง เจียงโม่หานยังให้นางใส่ถุงมือและผ้าพันคออีกด้วย…ที่จริงอุณหภูมิทางฝั่งเติ้งโจวสูงกว่าเขตเริ่นอันมาก แต่มีความหนาวรูปแบบหนึ่ง เรียกว่าความหนาวที่คู่หมั้นจินตนาการขึ้นมาเอง !


หลินเว่ยเว่ยอยู่บนหลังม้าเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งก็เข้ามาในรถม้าเพื่อนอนพิงไหล่ของคู่หมั้นหนุ่ม พอเห็นผืนป่าแล้วนางก็จะออกไปล่าสัตว์เพื่อมาทำเนื้อย่างกลางแจ้ง


เรื่องก็เป็นเช่นนี้ ผ่านไปอีก7-8วัน ในที่สุดพวกนางก็เข้าสู่อาณาเขตของเมืองหลวง เจียงโม่หานชี้ไปข้างหน้าพร้อมพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “ผ่านผืนป่านี้ไปก็จะเห็นเมืองหลวงแล้ว”


หลินเว่ยเว่ยบิดขี้เกียจบนหลังม้าแล้วทำหน้าดีใจทันที “ถ้าอย่างนั้นเราก็จะถึงเขตของเมืองหลวงในเย็นวันนี้ ? ฮ่าฮ่า ! เมืองหลวงเอ๋ย ข้ามาแล้ว !”


ระหว่างสนทนากัน รถม้าของพวกนางก็แล่นเข้ามาในป่าผืนนั้นแล้ว กระต่ายป่าตัวหนึ่งเหมือนจะตกใจกับบางอย่าง มันวิ่งมาหาพวกนางจากด้านหน้า หลินเว่ยเว่ยรีบกระโดดลงจากหลังม้า ผ่านไปไม่นาน พอนางปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง นอกจากกระต่ายป่าตัวนั้นแล้ว ในมือยังมีไก่ป่าอีกสองตัว


“ใกล้เที่ยงแล้ว อย่าทำให้อาหารเที่ยงซึ่งมาถวายตัวถึงที่ต้องเสียเปล่า ! กินอิ่มแล้วเราค่อยเดินทางเข้าเมืองหลวงรวดเดียวเลย !” หลินเว่ยเว่ยเริ่มก่อไฟย่างกระต่าย ส่วนไก่ป่าตัวหนึ่งทำแกง อีกตัวนำมาย่าง ทานคู่กับหมั่นโถวที่ซื้อมาจากเขตใกล้เคียง ถือเป็นมื้ออาหารที่อร่อยเลิศล้ำไปเลย


ในมือของหลินจื่อเหยียนถือไม้ไผ่ที่เสียบหมั่นโถวไว้สองไม้ หลังย่างจนเหลืองหอมแล้วก็โรยด้วยผงพริก จือหราน (ยี่หร่า) และส่วนผสมซอสปิ้งย่างอื่นๆลงไป รสชาติเหมือนเนื้อย่างไม่มีผิด ถ้ามีพริกย่างอีกสักไม้ก็จะอร่อยขึ้นมาก !


ในเวลานี้เอง จู่ๆเจียงโม่หานก็ลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังถนนที่มุ่งสู่เมืองหลวง หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าเขาหูดีกว่าคนปกติจึงลุกขึ้นแล้วมายืนอยู่ข้างเขา “เกิดอะไรขึ้น ?”


“มีม้าหลายตัวกำลังวิ่งมาทางนี้ !” เจียงโม่หานขมวดคิ้ว บนถนนจะมีคนขี่ม้าผ่านมาก็เป็นเรื่องปกติ แต่เสียงเกือกม้าที่เขาได้ยินช่างรีบเร่งจนเกินไป…ผิดปกติ !


หลินเว่ยเว่ยเห็นบางอย่างจากสีหน้าของเขา นางจึงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ที่นี่อยู่ใกล้เมืองหลวง เราคงไม่เจอกับพวกโจรหรอกกระมัง ? บัณฑิตน้อย เจ้าไม่ต้องกลัว ถ้ามีใครสุ่มสี่สุ่มห้ามาบุกปล้นเราจริงๆ ข้าจะทำให้พวกมันไม่ได้กลับไปเอง !”


ขณะที่พูด นางก็เดินไปหยิบกระบองเหล็กประจำตัวลงจากรถม้า…เดินทางมาจนถึงตอนลงจากเรือแล้ว เจียงโม่หานก็เพิ่งได้รู้ว่านางเอาเจ้านี่มาด้วย


ระหว่างที่พูดกัน พวกนางก็เห็นคนขี่ม้ากลุ่มหนึ่งแล้ว หลินเว่ยเว่ยกำกระบองไว้แน่น นางแยกขา ร่างสูงโปร่งท่าทางปราดเปรียว ใบหน้าดุร้ายพอสมควร…ไม่เหมือนกำลังป้องกันตัว แต่เหมือน…ดักปล้นอีกฝ่ายเสียมากกว่า !


นางหรี่ตามองกลุ่มคนบนหลังม้า…ม้าตัวหน้าสุด ห้อตะบึงจนทิ้งห่างจากคนข้างหลังอยู่พอตัว ส่วนคนข้างหลังก็ไล่ตามอย่างไม่ลดละ…หรือว่าจะไม่ใช่การปล้นแต่เป็นการไล่ล่าเพื่อสังหาร ?


ตอนที่ 485: ดูเหมือนได้ช่วยใต้เท้าผู้ยิ่งใหญ่เอาไว้


ไม่ถูกต้อง ! ม้าตัวแรกสุดดูไม่ค่อยปกติ เหมือนกำลังพยศ มันห้อตะบึงไปข้างหน้าโดยไม่สนอะไรทั้งนั้น แต่มันก็เหนื่อยจนน้ำลายฟูมปาก…ถ้ายังไม่หยุดเอาไว้ ม้าตัวนี้ต้องตายแน่ ส่วนคนที่อยู่บนหลังของมัน ขาทั้งสองข้างเกี่ยวกับท้องม้าไว้แน่น มือข้างหนึ่งจับสายบังเหียน ข้างหนึ่งกอดคอม้าเอาไว้ สภาพเหมือนกำลังจนตรอกเลยก็ว่าได้


ไม่รู้ว่าคนกับม้าคู่นี้อยู่ในสภาพเช่นนี้มานานแค่ไหนแล้ว เมื่อเข้ามาใกล้อีกหน่อยก็จะเห็นใบหน้าแสนเหนื่อยล้าของคนบนหลังม้า ถ้าไม่มีใครช่วยเหลือ เกรงว่าอีกไม่นานเขาจะตกจากหลังม้าแน่นอน…ความเร็วขนาดนี้ ถ้าไม่ตกมาตายก็ต้องพิการ


ช่วยหรือว่าไม่ช่วยดีนะ ? ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด ม้าพยศตัวนั้นก็วิ่งมาตรงเบื้องหน้าของหลินเว่ยเว่ยแล้ว คนบนหลังม้าคาดไม่ถึงว่ากลางถนนจะมีเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ พอเห็นม้าจะวิ่งชนนาง…คนผู้นั้นจึงตะโกนออกมาว่า “หลีกไป !”


ตัวเองตกอยู่ในอันตราย แต่ยังเป็นห่วงความปลอดภัยของคนอื่น ยึดจากจุดนี้แล้วน่าจะไม่ใช่คนชั่ว หลินเว่ยเว่ยตัดสินใจได้ทันที…


นางโยนกระบองเหล็กในมือทิ้งพลางเดินก้าวไปข้างหน้าสองก้าว จากนั้นเบี่ยงตัวยืนหันข้างตรงริมถนน เมื่อรอให้ม้าตัวนั้นกำลังจะวิ่งผ่านตัวนางไป ในช่วงเวลาระหว่างรอยต่อนั้นเอง นางก็ใช้มือจับสายบังเหียนไว้แน่นพลางร้องตะโกนเสียงดังลั่นเพื่อออกแรงที่มือทั้งสองข้าง…ม้าที่เคยวิ่งอย่างบ้าคลั่งจึงถูกนางกระชากคออย่างกะทันหัน มันจึงล้มลงกระแทกพื้นทันที แต่เพราะวิ่งมาเร็วเกินไป มันจึงไถลไปตามพื้นได้ต่อ


ส่วนคนบนหลังม้า เพราะแรงเฉื่อยจึงทำให้ในจังหวะที่ม้าล้มลง ตัวเขาก็ลอยขึ้น หากร่วงลงมากระแทกพื้นล่ะก็ จะต้องเจ็บไม่น้อยเลย ในชั่วพริบตานั้นเองหลินเว่ยเว่ยก็ลุกขึ้นมาแล้วรีบวิ่งไปข้างหน้าสองสามก้าว จากนั้นก็จับปกคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้ก่อนที่เขาจะตกมาได้ทันเวลา


ขณะจับปกคอเสื้อของคนผู้นั้นด้วยมือเพียงข้างเดียว หลินเว่ยเว่ยก็ใช้มืออีกข้างลูบหน้าอกของตัวเอง “ฉิวเฉียดไปเลย !”


ฮ่องเต้หยวนชิงตกตะลึงโดยพลัน ไม่คิดไม่ฝันว่าพระองค์จะมีวันถูกคนอื่นยกพระวรกายค้างไว้เช่นนี้ บรรดาผู้ที่ควบอาชาตามมาก็เริ่มเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ พระองค์ไม่ปรารถนาให้พวกข้าราชบริพารและราชองครักษ์มาเห็นนายเหนือหัวในสภาพน่าอับอายเช่นนี้ พระองค์จึงกระแอมไอออกมาเบาๆ แล้วทอดพระเนตรเด็กสาวที่ช่วยชีวิตเอาไว้ “แม่หนู วางข้าลงได้หรือยัง ?”


หลินเว่ยเว่ยนำมืออีกข้างมาช่วยพยุงแขนเขาไว้ หลังจากรอให้เขายืนได้อย่างมั่งคงแล้ว นางถึงจะถอยออกมาพลางใช้ดวงตากลมโตแสนบริสุทธิ์มองอีกฝ่าย ห่างออกไปไม่ไกล เจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนกำลังยืนหันหลังให้พวกนาง ทำทีเป็นยุ่งอยู่กับการเก็บของขึ้นรถม้า ราวกับว่า…ไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น


“ฝ่า…ใต้เท้าหวง ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมขอรับ !” ราชองครักษ์และข้าราชบริพารที่ตามมาก็ได้เห็นฮ่องเต้ยืนอยู่ริมถนนโดยไร้บาดแผล พวกเขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก หากฮ่องเต้ได้รับบาดเจ็บขึ้นมา ศีรษะของพวกตนคงรักษาไว้ไม่ไหว !


“ไม่เป็นไร แม่หนูน้อยคนนี้ช่วยข้าไว้…หืม ? แม่หนู จี้หยกอันนี้ของเจ้า จะให้เจิ้น…ข้าดูได้หรือไม่ ?” สายพระเนตรของฮ่องเต้หยวนชิงหยุดอยู่ที่ลำคอของนาง


หลินเว่ยเว่ยก้มหน้ามอง ที่แท้ตอนช่วยคนจากอันตรายเมื่อครู่ จี้หยกแทนใจที่บัณฑิตน้อยให้นางไว้ก็หลุดออกมาจากสาบเสื้อ นางถอดมันออกอย่างระมัดระวังแล้วตรวจดูอย่างละเอียด…โชคยังดี ไม่ได้เสียหายอะไร


“แม่หนู เจ้าได้จี้หยกชิ้นนี้มาจากที่ใดหรือ ?” ระหว่างที่นางถอดออกมาดู ฮ่องเต้หยวนชิงก็ได้เห็นลวดลายบนหยกอย่างชัดเจน นี่เป็นของที่พระองค์มอบให้หมินอ๋องเพื่อเป็นของขวัญในการทำศึกครั้งแรกของอีกฝ่าย จี้หยกชิ้นนี้อยู่กับพระองค์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนเจริญชันษา ด้านบนยังมีรูขนาดเล็กๆที่เกิดจากความประมาทของพระองค์เอง ฮ่องเต้หยวนชิงไม่มีทางจำผิดแน่นอน !


หมินอ๋องเป็นผู้ที่รักภรรยายิ่งกว่าตัวเอง พอได้ยินว่าหยกนี้สามารถให้ความอบอุ่นแก่ผู้สวมใส่ได้ ระหว่างที่หมินหวางเฟยตั้งครรภ์รอบที่สอง หมินอ๋องจึงยกจี้หยกนี้ให้นางพกติดกาย ต่อมาในช่วงวิกฤติ หมินหวางเฟยที่ใกล้คลอดก็สวมฉลองพระองค์ของฮองเฮาเพื่อหลอกล่อทหารกบฏออกไป หลังจากคลอดบุตรก่อนกำหนดแล้ว นางก็ยกทารกน้อยให้สาวใช้คนสนิทที่ไว้ใจที่สุด…


จากนั้นไม่นาน หมินหวางเฟยได้รับการช่วยเหลือ แต่สาวใช้กับทารกคนนั้นหายตัวไปท่ามกลางภัยสงคราม เวลาผ่านพ้นไปเกือบ15ปีก็ยังไร้ข่าวคราว จี้หยกชิ้นนี้หมินหวางเฟยยัดใส่ผ้าห่อตัวทารกน้อย มันจึงพลอยหายสาบสูญไปด้วย


ฮ่องเต้หยวนชิงคาดไม่ถึงว่าจี้หยกที่หายไปนานกว่า15ปี จะมาปรากฏขึ้นอีกครั้งตรงเบื้องหน้าพระพักตร์ ต่อจากนั้นก็เลื่อนสายพระเนตรกวาดมองใบหน้าน้อยๆของเด็กสาวที่ช่วยชีวิตเอาไว้…ดูเหมือนเด็กสาวคนนี้จะมีอายุประมาณสิบห้าสิบหกปี หรือว่า…


“แม่หนูน้อย เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว ?” ฮ่องเต้หยวนชิงทอดพระเนตรเด็กสาวด้วยรอยแย้มพระโอษฐ์ พยายามทำให้สีพระพักตร์ดูเป็นคนใจดีที่สุด


“ข้าหรือ ? ท่านไม่รู้หรือว่าการถามอายุสตรีเป็นพฤติกรรมที่ไร้มารยาท ?” หลินเว่ยเว่ยมองบุรุษผู้มีประกายประหลาดตรงหน้าด้วยความหวาดระแวง…ทำไม ? คงไม่ได้ให้นางมาเจอฉากลวนลามสตรีหรอกกระมัง ? หรือจะเปลี่ยนเป็นบทสาวงาม ? หรือกำลังจะเปิดตัวละครเอกอีกหนึ่ง ? หรือจะให้ดำเนินชีวิตเหมือนแมรี่ซู ?


เจียงโม่หานจดจำฮ่องเต้หยวนชิงได้ตั้งนานแล้ว เขาจึงลากหลินจื่อเหยียนไปเก็บของขึ้นรถม้า ทำให้ฮ่องเต้หยวนชิงเข้าพระทัยว่าพวกตนไม่ได้เห็นสภาพน่าอับอายของเจ้าแผ่นดิน


ฮ่องเต้หยวนชิงจำจี้หยกของเขาได้ แต่เหมือนจะเข้าใจฐานะของเด็กน้อยผิดไป ระหว่างครุ่นคิด เขาก็คิดว่าเข้าใจผิดก็ดีเหมือนกัน สร้างชาติกำเนิดอันสูงศักดิ์ให้เด็กน้อยเสียหน่อย ตอนอยู่ในเมืองหลวงจะได้ไม่โดนดูถูกและรังแก ด้วยนิสัยไม่กลัวฟ้ากลัวดินของนาง ถ้าไม่มีคนหนุนหลังอันแข็งแกร่ง ไม่ช้าก็เร็วจะต้องตกอยู่ในเงื้อมมือคนชั่ว แม้เขามั่นใจว่าสามารถปกป้องนางได้ แต่มันไม่ได้แปลว่านางจะไม่ต้องเผชิญกับความเย็นชาและความอยุติธรรมในสังคม ! อีกอย่างคือตำหนักหมินอ๋องมีชีวิตชีวามากพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เขาไปเติมสีสันให้อีกคนก็ได้ !


เมื่อได้ยินคำพูดเมื่อครู่ของเด็กน้อยแล้ว เจียงโม่หานก็เหงื่อตกทันที บอกว่านางไม่กลัวฟ้ากลัวดิน นางก็หมิ่นพระเกียรติฮ่องเต้หยวนชิงเสียแล้ว…


“เว่ยเอ๋อร์ ! เจ้าจะเสียมารยาทไม่ได้! ใต้เท้า คู่หมั้นของบัณฑิตมักถูกตามใจเป็นประจำ หากพูดอะไรแล้วทำให้ท่านขุ่นเคือง ต้องขอให้ใต้เท้าอภัยด้วยเถิดขอรับ” ชาติก่อนเจียงโม่หานเคยติดตามฮ่องเต้หยวนชิงอยู่ระยะหนึ่ง จึงรู้ว่าสำหรับคนที่ไว้วางพระทัยและโปรดปรานแล้ว ความอดทนของพระองค์จะไม่มีที่สิ้นสุด…อย่างเช่น ครอบครัวของหมินอ๋อง


ส่วนคนที่พระองค์ไม่โปรดปรานย่อมไม่มีจุดจบที่ดีสักคน ยกตัวอย่างเช่น ตัวเขาในอดีตชาติ เขาไม่อยากให้คู่หมั้นโดนจดทะเบียนขึ้นบัญชีดำตั้งแต่เพิ่งเจอกับฮ่องเต้หยวนชิง


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองหน้าบัณฑิตหนุ่ม ไม่ว่าเจอเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์อย่างหนิงอ๋อง องค์ชายเจ็ดและหมินอ๋องซื่อจื่อ เขาจะยังดูใจเย็นอยู่เสมอ แต่พอเจอกับชายตรงหน้าคนนี้แล้ว เขากลับดูเคร่งเครียดและประหม่าไม่น้อย…หรือว่า…ชายที่เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจแปลกๆคนนี้ จะมีฐานะสูงกว่าองค์ชายเจ็ดเสียอีก ?


“ฝ่า…ใต้เท้า รู้สึกเจ็บปวดตรงไหนหรือไม่ขอรับ ?” ถ้าไม่มีพวกหลินเว่ยเว่ยอยู่ด้วย ราชองครักษ์และข้าราชบริพารที่ปลอมตัวมากับฮ่องเต้ก็คงลงไปคุกเข่าและหมอบกราบขอรับโทษแล้ว


“ไม่เป็นไร” นอกจากฝ่าพระหัตถ์ที่ถูกสายบังเหียนบาด ฮ่องเต้หยวนชิงก็ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนอีก…สำหรับบุรุษที่ออกรบมาทั้งเหนือจรดใต้อย่างพระองค์ บาดแผลแค่นี้เป็นเรื่องเล็กน้อย โชคดีที่ได้บุตรสาวของหมินอ๋องผู้นี้ช่วยเหลือไว้ ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้นอย่างแท้จริง !


ใต้เท้าหวง ? หลินเว่ยเว่ยที่เคยดูละครมาหลายเรื่องในชาติก่อนก็เข้าใจได้ทันที สุดยอดจริงๆ นี่ยังไม่ทันได้เข้าเมืองหลวงก็ได้เจอ ‘บอส’ ใหญ่ที่สุดในแผ่นดินแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของนางกันแน่ ?


[1] แมรี่ซู หมายถึง ตัวละครที่มีลักษณะอุดมคติ เป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเติมเต็มความรู้สึก ความฝัน หรือจินตนาการบางอย่างของผู้เขียนและผู้อ่าน โดยไม่คำนึงถึงหลักเหตุผลและความเป็นจริงหลายประการ


ตอนที่ 486: การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นพื้นฐานของความสุข


“ใต้เท้าหวง ตัวข้าน้อยเกิดในชนบท จึงมักพูดไม่คิด ใต้เท้าเป็นคนใหญ่คนโต ได้โปรดอย่าถือสาหาความกับสามัญชนตัวเล็กๆอย่างข้าน้อยเลยเจ้าค่ะ” หลินเว่ยเว่ยยืดได้หดได้ นางรีบพูดเสริมทันที “ใต้เท้า เมื่อครู่ท่านไม่ได้ถามถึงอายุของข้าน้อยหรือ ? ข้าน้อยอายุ15ปี และได้หมั้นหมายกับบัณฑิตข้างบ้านแล้วเจ้าค่ะ รอให้สอบขุนนางประจำปีหน้าเสร็จสิ้น เราก็จะแต่งงานกันเจ้าค่ะ”


15ปี ? อายุก็ใช่เลย มุมพระโอษฐ์ยกขึ้นทันที “แม่หนูน้อย จี้หยกของเจ้านี้ พอจะ…ให้ข้าดูได้หรือไม่ ?”


หลินเว่ยเว่ยลังเลอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงยื่นจี้หยกออกไปอย่างระมัดระวังด้วยมือทั้งสองข้าง ขณะเดียวกันปากก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ใต้เท้า สำหรับข้าน้อยแล้วจี้หยกชิ้นนี้มีความหมายพิเศษมาก ท่านต้องถือดีๆนะเจ้าคะ”


เด็กสาวคนนี้สวมใส่มันตั้งแต่เด็กจนโตและยังเป็นสิ่งของแสดงฐานะในครอบครัว จึงเป็นธรรมดาที่จะมีความหมายพิเศษต่อนาง ฮ่องเต้หยวนชิงรับมาแล้วทอดพระเนตรอย่างละเอียด เป็นของที่พระองค์มอบให้หมินอ๋องจริงๆ


พระองค์คืนจี้หยกให้แม่หนูน้อยผู้มีหน้าตาเคร่งเครียดและจับจ้องมายังจี้หยกตลอดเวลา จากนั้นตรัสถามว่า “แม่หนูน้อย บ้านเกิดของเจ้าอยู่ที่ใด ?”


หลินเว่ยเว่ยเกาศีรษะ ก่อนจะส่ายหน้าแล้วพูดว่า “บ้านเกิดของข้าน้อย ท่านแม่ไม่ได้บอกไว้เจ้าค่ะ บอกแค่ว่าเราอพยพจนมาอยู่ที่เขตเริ่นอัน”


เขตเริ่นอัน ? เหตุใดถึงฟังแล้วคุ้นหูเหลือเกิน…ฮ่องเต้หยวนชิงหันไปทอดพระเนตรใต้เท้าหวงตัวจริง ฝ่ายใต้เท้าหวงรีบพูดออกมาทันที “เขตเริ่นอันเป็นเขตใต้ปกครองของอำเภอเป่าชิง เมืองจงโจวขอรับ”


โชคดีที่ปีก่อนมีฎีกาเอ่ยถึงเขตเริ่นอัน ความจำของเขาดีใช้ได้ เช่นนั้นคงไม่รู้จริงๆว่าเขตเริ่นอันตั้งอยู่ที่ไหนกันแน่ !


“อ้อ…” เมืองจงโจว ห่างจากตำแหน่งที่หมินหวางเฟยพลัดพรากจากบุตรประมาณ100ลี้ ฮ่องเต้หยวนชิงเกือบมั่นพระทัยว่าแม่หนูน้อยตรงหน้าอาจมีความเกี่ยวข้องกับบุตรที่พลัดพรากไปของหมินหวางเฟย


“นี่คือคู่หมั้นของเจ้าหรือ ?” สายพระเนตรเคลื่อนมาหยุดที่บัณฑิตรูปงามผู้คอยยืนปกป้องอยู่ข้างนาง ถือว่าหน้าตาดีใช้ได้ แต่จะมีประโยชน์อันใด ? ตอนที่ม้าพยศพุ่งเข้าใส่คู่หมั้นของตน ก็ไม่รู้จักเข้ามาขวางไว้ แต่ตอนนี้กลับเข้ามาปกป้อง !


“ใช่เจ้าค่ะ !” ตอนที่หลินเว่ยเว่ยหันไปมองบัณฑิตหนุ่ม ใบหน้าก็อดมีรอยยิ้มปรากฎขึ้นไม่ได้และดวงตาก็หวานหยาดเยิ้ม


“แม้จะเป็นคู่หมั้น แต่เจ้าตามเขามาจากเมืองจงโจว ไม่กลัวโดนวิพากษ์วิจารณ์หรือไร ?” ขณะที่ฮ่องเต้หยวนชิงดำริว่าแม่หนูน้อยคนนี้อาจเป็นบุตรสาวที่พลัดพรากไปของหมินอ๋อง เช่นนั้นก็เหมือนเป็นพระธิดาของพระองค์เอง สายพระเนตรที่จับจ้องไปยังเจียงโม่หานจึงแฝงไปด้วยความไม่พอพระทัย


หลินเว่ยเว่ยย่นใบหน้าเล็กน้อย “แดนเหนือไม่สงบสุขมาโดยตลอด บัณฑิตน้อยเป็นปัญญาชน ถ้าให้เดินทางไกลเพียงลำพังแล้วจะวางใจได้อย่างไรเจ้าคะ ? ข้าน้อยมีพละกำลังมหาศาลตั้งแต่กำเนิดและยังเรียนกระบวนท่าต่อสู้มาอีกเล็กน้อย การปกป้องเสาหลักของราชสำนักเพื่อเดินทางมาสอบที่เมืองหลวง เหตุใดต้องกลัวคำวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเจ้าคะ ?”


“เสาหลักของราชสำนัก ? เจ้ามั่นใจในตัวคู่หมั้นขนาดนี้เชียวหรือ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงแย้มพระสรวลดังลั่น เห็นได้ชัดว่าไม่ใส่พระทัยในคำพูดของนาง


“แน่นอนเจ้าค่ะ ! บัณฑิตน้อยเป็นถึงอั้นโฉ่วในการสอบเยวี่ยนซื่อของเมืองจงโจว เป็นเจี้ยหยวนของเมืองเหอโจวและจงโจว ! ทั้งมากความสามารถ เก่งเรื่องการเมือง ความรู้มากล้น มีพรสวรรค์น่าอัศจรรย์…” หลินเว่ยเว่ยยังจะชมต่อ ทว่าถูกเจียงโม่หานดึงแขนเสื้อไว้ นางได้แต่หยุดพูดทั้งที่ยังอยากพูดต่อ “สรุปแล้วคือข้าน้อยเชื่อมั่นในตัวเขา !”


ขณะทอดพระเนตรท่าทางไร้เดียงสาและนิสัยตรงไปตรงมาของนาง ฮ่องเต้หยวนชิงก็เหมือนได้เห็นหมินหวางเฟยสมัยยังเป็นสาวแรกรุ่น รอยแย้มพระโอษฐ์จึงเด่นชัดขึ้นมาทันที “หืม ? เจ้าไม่กลัวว่าพอเขาได้เป็นจิ้นซื่อแล้ว จะทอดทิ้งเด็กสาวชาวป่าชาวเขาอย่างเจ้าเพื่ออำนาจและเกียรติยศหรอกหรือ ?”


“กลัวสิเจ้าคะ ! ดังนั้นข้าน้อยจึงต้องตามมาด้วย !” หลินเว่ยเว่ยเห็นฮ่องเต้วัยกลางคนพระองค์นี้เหมือนไม่คิดจะตำหนิในคำพูดที่ไม่เหมาะสมของนาง จึงค่อยๆวางตัวให้กลับมาเป็นตัวเองมากที่สุด


ฮ่องเต้หยวนชิงแย้มพระสรวลเสียงดังลั่น ทันใดนั้นใต้เท้าหวงที่อยู่ด้านหลังก็เหมือนจะคิดอะไรบางอย่างได้ จึงรีบเข้ามาทูลเตือนฮ่องเต้เบาๆว่า “ฝ่า…ใต้เท้า เจี้ยหยวนของเมืองเหอโจวและจงโจวก็คือบัณฑิตเจียงที่สร้างกังหันน้ำกระดูกมังกรและวิธีกรองน้ำ…”


ฮ่องเต้หยวนชิงเก็บรอยแย้มพระโอษฐ์ทันที จากนั้นก็ทำสีพระพักตร์จริงจังพลางทอดพระเนตรเพื่อสำรวจเจียงโม่หานตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่ยอมตรัสคำใดอยู่พักหนึ่ง ตอนนี้ท่าทางของพระองค์เปลี่ยนไปเยอะมากราวกับเป็นคนละคน ส่วนชายหนุ่มรูปงามกลับมีสีหน้าปกติ ทั้งยังดูใจเย็น ฮ่องเต้หยวนชิงอดไม่ได้ที่จะชื่นชม


“เจ้าก็คือเจียงโม่หานหรอกหรือ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงรู้ทั้งรู้แต่ก็ยังถาม


เจียงโม่หานตอบกลับ “ขอรับ !”


ฮ่องเต้หยวนชิงพยักดวงพักตร์ “การสอบในฤดูใบไม้ผลิของปีหน้า (ฮุ่ยซื่อ) เจ้ามั่นใจมากน้อยเพียงใด ?”


“ประมาณเก้าในสิบส่วนขอรับ !” แท้จริงเจียงโม่หานมั่นใจเต็มสิบ แต่เขาไม่อยากแสดงภาพลักษณ์อวดดีให้ฮ่องเต้ได้จดจำ เขาจึงเลือกที่จะถ่อมตน


พวกขุนนางทางด้านหลังฮ่องเต้ก็แอบสูดหายใจเข้าลึกทันที…บัณฑิตผู้นี้คุยโวเกินไปหน่อยกระมัง ? ทว่าในเมื่อสามารถเป็นเจี้ยหยวนของสองเมืองได้ ก็จะต้องเป็นคนมีความสามารถอย่างแน่นอน แต่ทำตัวโอหังต่อหน้าพระพักตร์เช่นนี้ จะดีแล้วจริงหรือ ?


“ดี ดีมาก !” ฮ่องเต้หยวนชิงทอดพระเนตรเข้าไปในดวงตาของบัณฑิตหนุ่ม การมีความมั่นใจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าเป็นคนเย่อหยิ่ง ชอบดูถูกผู้อื่น ก็ยากจะขัดเกลาให้กลายเป็นหยกชิ้นงามได้


จากนั้นพระองค์ก็หันไปทางหลินเว่ยเว่ยและถามว่า “เมื่อครู่เจ้าช่วย…ข้าไว้ อยากได้รางวัลใดเป็นสิ่งตอบแทน ?”


หลินเว่ยเว่ยสวมจี้หยกลงคอตามเดิม หลังได้ยินแบบนั้นนางก็ส่ายหน้า “การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นพื้นฐานของความสุข ตอนที่ข้าน้อยเข้าไปหยุดม้าพยศตัวนั้น ไม่ได้ทำเพื่อหวังของรางวัลเจ้าค่ะ !”


“หืม ? เจ้าต้องคิดให้ดี ! เงินทองหยกล้ำค่าและอัญมณี แพรพรรณดิ้นทอง ผู้มีชื่อเสียงและภาพวาด…ขอเพียงเจ้าอยากได้ ข้าสามารถให้เจ้าได้ทุกอย่าง !” ฮ่องเต้หยวนชิงทอดพระเนตรแม่หนูน้อยด้วยรอยยิ้ม ตอนนั้นเพื่อปกป้องฮองเฮาและองค์รัชทายาทในครรภ์ ก็เป็นหมินหวางเฟยที่ตัดสินใจเสี่ยงชีวิต ในจุดนี้แม่หนูน้อยเหมือนกับมารดามาก !


“ขออะไรก็ได้จริงหรือเจ้าคะ ?” หลินเว่ยเว่ยเขินอายเพราะเริ่มหวั่นไหว


แววพระเนตรของฮ่องเต้หยวนชิงสั่นไหวพลางพยักดวงพักตร์ “คิดได้แล้วหรือว่าอยากได้สิ่งใด ?”


“คิดได้แล้วเจ้าค่ะ !” เสียงของหลินเว่ยเว่ยเต็มไปด้วยความมั่นใจแล้วพูดต่อด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย “ใต้เท้า ข้าน้อยอยากได้ภาพเขียนลายมือของท่าน เขียนว่า ‘การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นพื้นฐานของความสุข’ ประโยคนี้ก็พอเจ้าค่ะ ถ้า…ประทับตราของท่านด้วย ก็จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ !”


ภาพเขียนลายมือ ? และยังประทับตราลงไปด้วย ? หรือว่าแม่หนูน้อยคนนี้จะรู้ฐานะแท้จริงของพระองค์แล้ว ? แม้หน้าตาของนางจะไม่เหมือนหมินหวางเฟยสักเท่าไร แต่ความฉลาดเฉลียวได้รับมาเต็มๆ


“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่เอาทรัพย์สินมีค่าแล้วเลือกภาพเขียนลายมือแทน ?” ฮ่องเต้หยวนชิงสบเข้ากับดวงตาของแม่หนูน้อย คล้ายว่าประสงค์จะได้เห็นอะไรบางอย่าง


หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “มั่นใจเจ้าค่ะ ! ท่านแม่มักจะพูดว่า ทำดีย่อมได้ดี ข้าน้อยช่วยชีวิตคนเอาไว้ ก็ถือว่าเป็นการสร้างบุญกุศลให้ตัวเองแล้ว หากรับของรางวัลจากท่านอีก ก็ไม่เท่ากับทำคุณเพื่อสิ่งของตอบแทนหรือเจ้าคะ? หากใต้เท้าจะให้รางวัล ก็เขียนอะไรง่ายๆสักไม่กี่คำก็พอแล้ว !”


เขียนอะไรง่ายๆก็พอแล้ว ? ภาพเขียนลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้มีค่ามากกว่าทรัพย์สินเงินทองตั้งมากมาย ! ข้าราชบริพารที่อยู่ด้านหลังฮ่องเต้หยวนชิงก็ยกมือลูบหน้าอกทันที…พวกเราอยากได้รับเกียรตินี้เหมือนกัน เกียรติที่สามารถขอภาพเขียนลายพระหัตถ์จากฝ่าบาทได้


ฮ่องเต้หยวนชิงแย้มพระสรวลดังลั่น “รู้จักบุญคุณแต่ไม่คิดทวงบุญคุณ ! ‘ท่านแม่’ ของเจ้าสั่งสอนได้ดีมาก ! ดี ! ข้าจะให้เจ้าสมปรารถนา !”


ตอนที่ 487: ฮ่องเต้คงไม่ได้ชอบนางหรอกกระมัง ?


เจียงโม่หานส่งสายตาให้ว่าที่น้องภรรยา ยากนักที่หลินจื่อเหยียนจะเข้าใจในทันที เขารีบหยิบพู่กัน แท่นฝนหมึกและกระดาษลงจากรถม้า จากนั้นก็รีบฝนหมึกอย่างรวดเร็ว เจียงโม่หานวางกระดาษลงที่พื้นรถม้าด้านหน้า ทันใดนั้นฮ่องเต้หยวนชิงก็เริ่มจรดปลายพู่กันเพื่อสร้างลายเส้นอันทรงพลังและมีชีวิตชีวาเป็นตัวอักษรประโยคสั้นๆ นอกจากนี้ยังลงวันที่และประทับพระราชลัญจกรไว้ที่ด้านล่างอีกด้วย


“ว้าว !” ฮ่องเต้ทรงมีพระปรีชาสามารถขนาดนี้เชียวหรือ ? อักษรไม่กี่ตัวช่างทรงพลังแต่ก็นุ่มนวลดั่งอาชาเหล็ก หลินเว่ยเว่ยอดไม่ได้ที่จะประจบ “ล้ำค่ามากเจ้าค่ะ นี่จะต้องเป็นภาพเขียนลายมือที่หาได้ยากยิ่ง! รอให้พวกเราได้ปักหลักที่เมืองหลวงเมื่อใด ข้าน้อยจะนำไปใส่กรอบแล้วแขวนไว้ที่ห้องโถงเจ้าค่ะ !”


เหล่าข้าราชบริพารที่อยู่ข้างหลังฮ่องเต้หยวนชิงรู้สึกอิจฉาขึ้นมาทันที…ทั้งราชสำนัก ผู้ที่มีภาพวาดลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้ นอกจากหมินอ๋องแล้วก็คือเด็กที่ไม่ทราบหัวนอนปลายเท้าตรงหน้าคนนี้ อยากจะแย่งมาจากมือนางจริงๆ !


ฮ่องเต้หยวนชิงแย้มพระสรวลแล้วหันไปมองอาชาตัวโปรดที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น อาชาตัวนี้เคยร่วมรบกับพระองค์มาก่อน สำหรับพระองค์แล้ว มันก็เป็นสหายร่วมรบคนหนึ่งเหมือนกัน วันนี้พระองค์เกิดนึกสนุก จึงแต่งตัวเป็นสามัญชนแล้วควบอาชาออกจากคอกอาชาหลวง ออกมาวิ่งรอบเมืองหลวงสักสองสามรอบ…เรื่องประเภทนี้ ในอดีตพระองค์ก็กระทำอยู่บ่อยครั้ง


ในช่วง6ปีมานี้ ทรงเข้าพระทัยผิดว่าในวังหลวงปลอดภัยที่สุด พระองค์จึงคาดไม่ถึงว่าจะยังมีศัตรูแอบซ่อนตัวอยู่ ถ้าวันนี้ไม่ได้บังเอิญมาเจอเด็กสาวทรงพลังคนนี้ พระองค์ก็คงจะรอดกลับไปยาก และแผ่นดินต้าเซี่ยที่เพิ่งสงบได้เพียงไม่กี่ปี ก็คงต้องมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินอีกแล้ว…


หลินเว่ยเว่ยเห็นพระองค์ทอดพระเนตรไปทางอาชาที่กำลังนอนอยู่บนพื้นด้วยความโศกเศร้า นางจึงรีบพูดว่า “ข้าน้อยแค่ทำให้ม้าสลบไปเท่านั้น อีกไม่นานมันก็จะตื่นขึ้นมาแล้วเจ้าค่ะ !”


หลินเว่ยเว่ยเดาฐานะของอีกฝ่ายแล้วคิดว่าการเป็นฮ่องเต้ไม่ใช่เรื่องง่าย ควบม้าออกมาก็ยังโดนคนลอบทำร้าย บทการวางอุบายในหนังสือนิยายและละครโทรทัศน์ นางเองก็เห็นมาพอสมควร…นางจึงเข้าใจแต่พูดไม่ได้ เพราะไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการชิงบัลลังก์ !


“เอ่อคือ…นี่ก็เย็นมากแล้ว ถ้ายังไม่ออกเดินทางอีกพวกเราคงไปไม่ทันก่อนประตูเมืองจะปิด ใต้เท้า พวกเรา…อำลากันแค่นี้เถิดเจ้าค่ะ ?” หลินเว่ยเว่ยทำมือคารวะฮ่องเต้หยวนชิง เอาเป็นว่ารีบหนีดีกว่า !


ขณะมองท่าทางอยากจากไปของนาง ฮ่องเต้หยวนชิงก็ลอบยิ้มในหทัย…พระองค์เป็นน้ำป่าไหลหลากหรือสัตว์ร้ายกันแน่ ? เด็กคนนี้จะต้องเดาฐานะของพระองค์ออกแล้วแน่นอน เป็นเด็กน้อยที่ฉลาดจริงๆ ! วันเวลายังอีกยาวไกล…ฮ่องเต้หยวนชิงสบเข้ากับดวงตาของนางอย่างไม่ได้คิดอะไร พร้อมกับโบกพระหัตถ์ให้พวกนางจากไปได้


คราวนี้หลินเว่ยเว่ยไม่ได้ขี่ม้าจึงให้หยาเอ๋อร์ขี่แทน นางเข้าไปนั่งในรถม้าและพูดกับเจียงโม่หานว่า “ที่เขามองมาเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร ? คงไม่ได้ชอบข้าเข้าหรอกกระมัง ?”


ดวงตาเจียงโม่หานเหลือบมองใบหน้าของนางครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจพลางพูดว่า “เจ้าคิดมากแล้ว…” โรคหลงตัวเองนี้ต้องได้รับการรักษา !


“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ? หรือข้าไม่คู่ควรให้คนอื่นมาชอบ ?” หลินเว่ยเว่ยอารมณ์เสียขึ้นมาทันที นางชูนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ขึ้นมา…พูดดีๆ ถ้าทำให้ข้าไม่พอใจ ระวังข้าจะลงโทษเจ้า !


เจียงโม่หานรีบเบี่ยงเบนความสนใจของนาง “เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าใต้เท้าท่านนั้นดูจะสนใจจี้หยกของเจ้าเกินไปหน่อย ?”


“จี้หยกของเจ้าต่างหาก ! แต่ตอนนี้เป็นของข้าแล้ว…มันจะเกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดของเจ้าหรือเปล่า ? หรือว่าเจ้าจะเป็นบุตรชายที่พลัดพรากไปของเขา ?” หลินเว่ยเว่ยเบิกตากว้าง…ว้าว นางเก็บสมบัติได้สิท่า ชาติกำเนิดของบัณฑิตน้อยไม่ธรรมดา !


“เจ้า…คิดมากไปแล้ว !” เด็กน้อยฉลาดจริงๆ เพียงแต่น่าเสียดายที่นางคิดผิดไปหน่อย เขามองจี้หยกสุดรักสุดหวงของคู่หมั้นปราดหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็คิดอะไรได้บางอย่าง “เจ้ารู้ฐานะแท้จริงของคนผู้นั้นแล้วหรือ ?”


“เจ้าเองก็สังเกตเห็นแล้ว ?” หลินเว่ยเว่ยทำหน้าตื่นเต้น…นางเข้าใจไม่ผิด บัณฑิตน้อยฉลาดขนาดนี้ จะเดาฐานะของอีกฝ่ายไม่ออกได้อย่างไร ? “มีสมบัตินี้แล้ว ข้าก็จะปกป้องเจ้าได้ ! ดูสิว่าใครยังจะกล้ามารังแกเจ้าอีก !”


เจียงโม่หาน “…” ภาพวาดลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้ยังใช้งานประเภทนั้นได้ด้วยหรือ ?


หลินจื่อเหยียนมองพี่รองแล้วก็หันไปมองเจียงโม่หาน ก่อนจะพูดด้วยความงุนงง “พวกท่าน…กำลังเล่นทายคำปริศนาอะไรกันอยู่ ?”


“ไป ไป ! ผู้ใหญ่คุยกัน เด็กน้อยอย่ามายุ่ง !” หลินเว่ยเว่ยเปิดภาพวาดลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้อย่างระมัดระวังแล้วเอ่ยปากชมครั้งแล้วครั้งเล่า ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ท่าทางโง่งม แต่ก็น่ารักมาก


เจียงโม่หานอารมณ์เสีย “ลายมือของข้ายังไม่พอให้เจ้าชื่นชมอีกหรือ ?”


“จะเหมือนกันได้อย่างไร ? ภาพเขียนลายมือของเขาคนนั้น แม้จะเขียนด้วยลายมือไก่เขี่ยก็ยังมีคนแย่งกันครอบครอง !” หลินเว่ยเว่ยกลัวนิสัยทำอะไรไม่ระวังของตน กลัวจะทำให้ภาพวาดลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้เสียหาย นางจึงยื่นให้เจียงโม่หานเป็นคนเก็บ


เจียงโม่หานม้วนใส่กระบอกไม้ไผ่แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าหมายความว่า…ภาพเขียนลายมือของข้าไม่มีคนอยากได้ !”


“ข้าอยากได้ ! ข้าอยากได้ที่สุด !” หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองเขา “ว่าไปแล้ว…เจ้ายังไม่เคยเขียนจดหมายรักหรือแต่งกลอนบอกรักให้ข้าเลย !”


หลินจื่อเหยียนกลอกตา ก่อนจะบอกให้ซัวถัวหยุดรถม้า…เขายอมไปนั่งตากลมอยู่หลังรถม้า ยังจะดีกว่ามานั่งสูดอากาศเลี่ยนๆในนี้


พลบค่ำ หลินเว่ยเว่ยยืนอยู่หน้าหอคอยสูงและมองไปยังกำแพงสูงตระหง่านอันแข็งแกร่ง…เมืองหลวง ข้ามาแล้ว !


ฟ้ามืดมิด พวกนางจึงเข้าพักที่โรงเตี๊ยมขนาดกลางและเปิดห้องสามห้อง หยาเอ๋อร์ไม่ยอมนอนห้องเดียวกับซัวถัว เพราะตกลงกันแล้วว่าพวกตนตามมารับใช้เจ้านาย หากไม่อยู่ห้องเดียวกับเจ้านายแล้วจะรับใช้อย่างไร ?


สุดท้ายเจียงโม่หาน หลินเว่ยเว่ยและน้องชายก็นอนกันคนละห้อง หยาเอ๋อร์นอนห้องเดียวกับหลินเว่ยเว่ย ส่วนซัวถัวนอนกับหลินจื่อเหยียน เดิมทีซัวถัวจะอยู่ห้องเดียวกับเจียงเจี้ยหยวน ทว่าเจียงเจี้ยหยวนแสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการคนคอยรับใช้ เนื่องจากฐานะเริ่มต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซัวถัวจึงรู้สึกเกรงกลัวและดูเคารพเจียงโม่หานยิ่งกว่าเดิม


หลังกลับถึงวังหลวง ฮ่องเต้หยวนชิงก็บัญชาให้มีการตรวจสอบภายในวังหลวงอย่างเข้มงวดหนึ่งรอบ และในวันรุ่งขึ้นก็ส่งคนออกไปเชิญหมินอ๋องเข้าวัง…


“ตรัสถึงอะไรนะพ่ะย่ะค่ะ ? บุตรที่เสวี่ยเอ๋อร์คลอดออกมาคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ?” แม้แต่เคราที่ดูเหมือนขนเม่นของหมินอ๋องก็ยังสั่นสะท้านเพราะความตื่นเต้น


ฮ่องเต้หยวนชิงพยักดวงพักตร์ “หยูอัน อย่าเพิ่งตื่นเต้น เรื่องนี้ยังไม่กระจ่าง ยังต้องตรวจสอบก่อนแล้วถึงจะได้ข้อสรุป”


“จี้หยกนั้นไม่ได้ทำให้มั่นใจว่าเป็นชิ้นเดียวกับที่หายไปพร้อมทารกหรือพ่ะย่ะค่ะ ? ฝ่าบาท นางหนูคนนั้นมีจิตใจดีงามใช้ได้ นิสัยคล้ายชายาของกระหม่อม…ไม่ว่านางจะเป็นตัวจริงหรือเปล่า ขอแค่เป็นคนดี การมอบยศศักดิ์แก่นางจะเป็นอะไรไปพ่ะย่ะค่ะ ?” หมินอ๋องมีแผนอยู่ในหทัยแล้ว


สามารถพูดได้ว่าฮ่องเต้หยวนชิงและหมินอ๋องเจริญวัยมาด้วยกัน ฮ่องเต้จึงรู้จักข้าราชบริพารและสหายผู้นี้ดี พระองค์จึงเข้าพระทัยความคิดของอีกฝ่ายได้ “เจ้าหมายความว่า…เจ้าจะใช้นางหนูคนนี้มารักษาอาการป่วยของหมินหวางเฟย ?”


ตั้งแต่สูญเสียบุตรไป จิตใจของหมินหวางเฟยก็ย่ำแย่ลงทุกที มีสติและเสียสติสลับกันไป ตอนที่มีสติก็จะออกไปตามหาบุตร ส่วนตอนที่เสียสติก็มักจะเข้าไปกอดเด็กข้างถนนเพราะคิดว่าเป็นบุตรของตน…


ช่วงสองปีมานี้ อาการของนางเริ่มแย่ลง วันทั้งวันเอาแต่กอดหมอนแล้วร้องเพลงกล่อมเด็ก เล่านิทานและยังสอนศิลปะการต่อสู้ให้หมอนที่กอดอยู่ หมินอ๋องออกไปตามหาท่านหมอทั่วทุกหนทุกแห่ง แต่ทุกคนล้วนบอกว่าอาการประชวรของหมินหวางเฟยไม่มีทางรักษา สำนักหมอหลวงให้ข้อสรุปว่า ‘ใจป่วยก็ต้องให้ยารักษาทางใจ หากตามหาทารกคนนั้นพบในเร็ววัน ก็ยังพอจะมีความหวังอยู่บ้าง’


ตอนที่ 488: ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ตระกูลจ้าวของกระหม่อมหรอกหรือ


ท่านหมอผู้เลื่องชื่อหลายคนก็ยังบอกว่า หากช้าไปอีก2ปี แม้แต่เทพเซียนก็คงเรียกสติของหมินหวางเฟยกลับมาไม่ได้แล้ว !


“แต่ไม่รู้ว่านางหนูคนนั้นจะยอมหรือเปล่า…” ฮ่องเต้หยวนชิงนึกถึงคู่หมั้นหนุ่มของนาง เป็นเสาหลักที่สนพระทัยมาตั้งนานแล้ว พระองค์จึงบังเกิดความลังเลขึ้นมา


หมินอ๋องขมวดพระขนง “มีเหตุผลใดไม่ยอมพ่ะย่ะค่ะ ? นี่เป็นเรื่องดีที่สวรรค์ประทานมาเชียว ! ฐานะบุตรสาวเพียงคนเดียวของพระชายาแห่งตำหนักหมินอ๋อง ยังจะทำให้นางน้อยเนื้อต่ำใจอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ ?”


หมินอ๋องตัดสินพระทัยแล้ว หากเด็กน้อยคนนั้นไม่รู้จักดีชั่ว เพื่อเสวี่ยเอ๋อร์แล้ว แม้จะต้องใช้อำนาจบีบบังคับ จะเป็นอย่างไร ?


“เจ้าดูตัวเองเถิด นิสัยใจร้อนนี้แก้ไม่หายสักที ! นางหนูคนนั้นอาจเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลจ้าวของเจ้าจริงๆก็ได้” ฮ่องเต้หยวนชิงหวนนึกถึงพละกำลังอันมหาศาลที่สามารถล้มอาชาพยศได้อย่างง่ายดายของเด็กสาวและท่าทางการยกพระวรกายไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียวนั้นแล้ว ฮ่องเต้หยวนชิงก็ตรัสเสริมด้วยรอยยิ้ม “บรรพบุรุษของเจ้าก็มีท่านลุงคนหนึ่งที่เปี่ยมพละกำลังเหมือนวัวเหมือนม้าจนยกกระถางทองสัมฤทธิ์ขึ้นได้ด้วยมือเพียงข้างเดียวไม่ใช่หรือ ? นางหนูคงนั้นก็เหมือนเขาไม่ผิดเพี้ยน !”


หลังจากหมินอ๋องได้ยินเช่นนั้น เคราที่ดูเหมือนขนเม่นก็กระตุกอีกครั้ง “ฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้อง ! อายุก็ใช่ นิสัยก็เหมือนเสวี่ยเอ๋อร์มาก ซ้ำยังเกิดมามีพละกำลังมหาศาล ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ตระกูลจ้าวของกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ !”


พอฮ่องเต้หยวนชิงเห็นแบบนั้นก็รีบเตือนอีกฝ่ายทันที “เจ้าห้ามวู่วามเด็ดขาด อย่าทำให้นางหนูตกใจตื่นกลัว เรื่องเกิดจากฮองเฮาและองค์รัชทายาท ดังนั้นยกเรื่องนี้ให้เจิ้นจัดการก็แล้วกัน !”


หมินอ๋องรู้ว่าด้านการใช้สติปัญญาและการวางอุบาย พระองค์ยังห่างชั้นจากฮ่องเต้มากนัก หากเป็นหลุมพรางของผู้ที่มีเจตนาร้ายแอบแฝง มันก็อาจตบตาพระองค์ได้ แต่ไม่มีทางรอดพ้นจากสายพระเนตรอันแหลมคมของฮ่องเต้ได้อย่างแน่นอน หมินอ๋องพยักดวงพักตร์ แต่ก็อดทูลกระตุ้นอีกไม่ได้ “ฝ่าบาท พระองค์ลงมือเร็วหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ !”


“ได้ เจิ้นรู้ว่าต้องทำอย่างไร ! ประเดี๋ยวจินเฉิงก็จะกลับมาแล้วไม่ใช่หรือ ? เตรียมงานฉลองไปถึงไหนกันแล้ว ?” ตรัสถึงจ้าวจินเฉิงหรือหมินอ๋องซื่อจื่อแล้ว แววพระเนตรของฮ่องเต้หยวนชิงก็เปี่ยมไปด้วยความชื่นชมทันที หมินอ๋องซื่อจื่อยังไม่ถึงวัยสวมกวานก็สร้างผลงานในการออกศึกแล้ว เหมือนบิดาไม่มีผิด !


แต่หมินอ๋องกลับทำสีพระพักตร์ดูแคลน “ชัยชนะแค่นั้น จะฉลองอะไรกันพ่ะย่ะค่ะ ! แค่มนุษย์โอสถตัวเล็กๆคนเดียวก็แทบเอาชีวิตของเขาได้แล้ว เสียหน้าตระกูลจ้าวไปหมด ! ไม่ลงโทษเขาก็ถือว่าดีเท่าไหร่แล้วพ่ะย่ะค่ะ !”


“มนุษย์โอสถตัวเล็ก ? มนุษย์โอสถมีพละกำลังมหาศาล ฟันแทงไม่เข้า ถ้าเปลี่ยนเป็นเจ้าแล้วสามารถรับประกันได้ว่าตัวเองจะปลอดภัยกลับมาครบทั้งสามสิบสองหรือไม่ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงชี้หมินอ๋อง “เจิ้นรู้จักเจ้าดี โรคปากไม่ตรงกับใจนี้ เจิ้นคิดว่าเจ้ารักษาไม่หายแล้ว !”


“ก็ไม่ใช่เพราะเด็กคนนั้นโชคดีจึงได้ยอดฝีมือช่วยชีวิตไว้หรือพ่ะย่ะค่ะ !” หมินอ๋องแค่นสุรเสียง ฮึ ฮึ…เจ้าตัวแสบ ก็ยังไม่ถือว่าทำให้ตระกูลจ้าวของเปิ่นหวางขายหน้าเสียทีเดียว !


ฮ่องเต้หยวนชิงตรัสพร้อมรอยยิ้ม “โชคดีก็เป็นความสามารถอย่างหนึ่ง ! เอาเถิด เจิ้นเบื่อจะคุยกับคนขี้อวดอย่างเจ้าแล้ว กลับไปรอฟังข่าวที่ตำหนักเถิด !”


หลังออกมาจากวังหลวง พระหัตถ์ทั้งสองข้างของหมินอ๋องก็กำแล้วคลายอยู่แบบนั้น พระองค์กำลังครุ่นคิดว่าจะแอบไปดูหน้าเจ้าของจี้หยกดีหรือเปล่า ? ไม่ได้บอกว่าพ่อลูกมีจิตใจเชื่อมถึงกันได้หรือ ? ไม่แน่ว่าพอไปเห็นแล้วพระองค์อาจจำอีกฝ่ายได้ทันที !


ใช่ ก็แค่ไปแอบดูอยู่ห่างๆ ไม่ทำให้อีกฝ่ายตกใจ ไม่ถือว่าขัดพระประสงค์ของฝ่าบาท ต่อจากนั้นหมินอ๋องก็สืบเจอโรงเตี๊ยมที่เด็กสาวคนนั้นพักอยู่ได้อย่างรวดเร็ว พระองค์รีบเร่งออกไปตามหาทันที


หลังได้ทราบว่าหมินอ๋องไปอยู่ที่ไหนแล้ว ฮ่องเต้หยวนชิงก็อดไม่ได้ที่จะส่ายพระพักตร์…นิสัยใจร้อนของเจ้านั่นแก้ไม่ได้แล้วจริงๆ !


ส่วนหลินเว่ยเว่ยในเวลานี้ ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับการตัดสินพระทัยของฮ่องเต้และอ๋องคู่นี้ นางกำลังลากเจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนออกไปตามหาบ้านเช่าที่เหมาะสมด้วยความตื่นเต้น !


เมืองหลวงใหญ่โตขนาดนี้ พวกนางไม่มีทางเข้าไปสอบถามทีละหลังได้หรอก นางจึงไปหาเจ้าหน้าที่ทางการผู้มีชื่อเสียงไม่เลวเพื่อรบกวนให้ตามหาบ้านเช่าอย่างที่พวกตนต้องการ


เจ้าหน้าที่ฉีกยิ้มทักทาย “ใกล้กับก้งย่วน (สถานที่จัดสอบขุนนางส่วนภูมิภาค) มีบ้านพักตามที่พวกท่านต้องการอยู่3หลัง หลังหนึ่งเป็นเรือนสี่ประสานขนาด2ส่วน มีเรือนเล็กๆ4หลัง แต่เหลือแค่หลังที่อยู่ติดกับลานนอกสุดเท่านั้น อีกที่หนึ่งเป็นบ้านมีประตูเพียงชั้นเดียว บ้านหลังนี้มีสองสามีภรรยาเฒ่าคู่หนึ่งอาศัยอยู่ พวกเขาปล่อยเช่าห้องทางปีกตะวันตกและตะวันออกจำนวน4ห้อง ส่วนอีกหลังนั้นปล่อยเช่าทั้งลานและตัวบ้านส่วนนั้นเต็มๆ…พวกท่านต้องการไปดูที่ใดก่อน ?”


หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดแล้วพูดว่า “ดูบ้านหลังที่ให้เช่าทั้งลานทั้งตัวบ้านก่อนก็แล้วกัน…”


เจ้าหน้าที่พาทั้งสามคนมายังถนนเส้นที่ก้งย่วนตั้งอยู่แล้วเลี้ยวเข้าตรอกที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล บ้านส่วนเดียวหลังนั้นตั้งอยู่ใจกลางของตรอก หน้าประตูมีรถม้าวิ่งผ่านบ่อยครั้ง ขนาดของตรอกก็แคบ พวกนางจำต้องเบี่ยงตัวหลบรถม้า


เจ้าหน้าที่แนะนำว่า “ด้านในเป็นโกดังเก็บสินค้าของพ่อค้าคนหนึ่ง ใกล้ถึงสิ้นปีแล้วรถม้าบรรทุกสินค้าที่เข้าออกจากตรอกนี้จึงค่อนข้างมีให้เห็นอย่างหนาตา แต่พวกเขาขนสินค้ากันตอนกลางวันเท่านั้น ประเดี๋ยวตอนเย็นก็กลับมาเงียบสงบดังเดิม”


ทันใดนั้นก็มีเสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาจากลานบ้านหลังข้างๆ พวกนางฟังอยู่พักหนึ่ง น่าจะเป็นเสียงแม่สามีกำลังด่าลูกสะใภ้


หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจ้าหน้าที่…นี่น่ะหรือเป็นสถานที่เงียบสงบที่พวกเราต้องการ ?


เจ้าหน้าที่มีสีหน้าเขินอายขึ้นมาทันที “ไม่แน่ว่า…อาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้ ?”


ทันใดนั้น ก็มีหญิงชราคนหนึ่งเดินผ่านพวกนางไป พอได้ยินเสียงเอะอะ นางก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “เฮ้อ ! ยายหลี่ด่าลูกสะใภ้อีกแล้ว ทำเสียงดังอย่างนี้ทุกวัน มีเพื่อนบ้านแบบนี้ถือเป็นโชคร้ายจริงๆ !”


สีหน้าขัดเขินของเจ้าหน้าที่ดูเด่นชัดขึ้นทันตา เขาพูดด้วยความอับอาย “ถ้าอย่างไร…เราไปดูบ้านอีกสองหลังกันไหม ?”


ต่อจากนั้นยังไปดูเรือนสี่ประสาน2ส่วน ด้านในแบ่งเป็นเรือนเล็กๆ4หลัง แม้ว่าจะแยกเป็นอิสระออกจากกัน แต่เรือนที่ว่างก็อยู่ใกล้ประตู ถ้าคนในเรือนสี่ประสานทั้งหมดจะเข้าออกก็ต้องผ่านเรือนหลังนี้ คนที่เช่าอยู่ด้านในก็ค่อนข้างปะปน มีทั้งพ่อค้ารายย่อย ช่างไม้…แล้ว ‘เงียบสงบ’ คำนี้จะมาจากที่ใด ?


เจ้าหน้าที่จึงได้แต่พาพวกนางมาดูบ้านเช่าหลังสุดท้าย เขาอธิบายว่า “เดิมทีบ้านเช่าในละแวกที่พวกท่านต้องการมีอยู่พอสมควร แต่ถูกปล่อยเช่าไปหลังการสอบฤดูใบไม้ร่วง (เซียงซื่อ) แทบจะหมดแล้ว บ้านหลังสุดท้ายหลังนี้ พวกท่านโปรดดูกันก่อน ถ้ายังไม่ได้จริงๆ ข้าจะหาให้พวกท่านใหม่อีกรอบ…”


บ้านหลังสุดท้าย ตั้งอยู่ห่างออกมาสองเส้นถนน อยู่ค่อนข้างไกลจากก้งย่วนพอสมควร ถ้าเดินเท้าอาจต้องใช้เวลากว่าหนึ่งเค่อ ! ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสองสามีภรรยาเฒ่าพักอยู่ หลินเว่ยเว่ยจึงแทบหมดความหวัง


เจ้าหน้าที่เคาะประตูบานเล็ก คนที่มาเปิดประตูคือหญิงชราท่าทางใจดีคนหนึ่ง นางฉีกยิ้มทักทายพวกหลินเว่ยเว่ย “มาดูบ้านกันล่ะสิ ? รีบเข้ามาเร็ว !”


ลานบ้านถูกกวาดจนสะอาด ประตูชั้นในอยู่ติดกับผนังทางทิศใต้ เมื่อเปิดออกก็จะพบกับสวนผักน้อยๆ ซึ่งตอนนี้ปลูกผักที่ทนลมหนาวเอาไว้ ห้องปีกทั้งสองห้องจะมีห้องเก็บฟืนและห้องครัวอยู่ด้านข้าง ซึ่งด้านในมีอุปกรณ์ครบครัน…


หลังจากดูทุกอย่างหมดแล้ว ที่พักก็น่าพึงพอใจมาก เจ้าของก็ดูเหมือนจะคุยไม่ยาก หากเทียบกับสองแห่งก่อนหน้านี้แล้วที่นี่ยังถือว่าพอรับไหวอยู่บ้าง หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจียงโม่หานเพื่อขอความคิดเห็นจากเขา


ตั้งแต่เข้ามาในบ้านหลังนี้ ความทรงจำในอดีตของเจียงโม่หานก็ย้อนคืนมาอีกครั้ง เขามองลานบ้านเล็กๆอย่างละเอียด เมื่อเทียบกับสามปีต่อจากนี้แล้ว ตัวบ้านยังไม่ได้ทรุดโทรมขนาดนั้น หญิงชราผู้แสนใจดีก็ไม่ได้ดูแก่เหมือนในความทรงจำด้วย


แต่แล้วทันใดนั้นก็มีเสียงเย็นชาดังขึ้น “บ้านหลังนี้ไม่ปล่อยเช่าแล้ว ! ไม่ว่าคนประเภทใดก็อยากจะเช่าบ้านของเรา อย่ามาทำให้บ้านเราสกปรก !”


พอเจียงโม่หานได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้วมุ่นพร้อมเผยแววตาไม่พอใจออกมาทันที


ตอนที่ 489: เจ้านั่นแหละอนุ บ้านเจ้าทั้งหมดเป็นอนุ


หลินเว่ยเว่ยก็ไม่สบอารมณ์เช่นกัน “อาวุโสท่านนี้ แม้ตกลงการค้าไม่สำเร็จก็ควรมีความเป็นมิตรต่อกันบ้าง ท่านไม่อยากให้เราเช่าบ้าน แต่ก็ไม่ควรพูดจาว่าร้ายคนอื่นแบบนี้ !”


ชายชราตัวผอมแห้งเดินออกมาจากบ้านหลัก เขามองพวกนางด้วยรอยยิ้มเย็นชา “มาสอบที่เมืองหลวง ? ยังเอาอนุมาด้วย ? จะเป็นคนดีอย่างไร ? ชายโฉดหญิงชั่ว รีบไสหัวออกไปจากบ้านของข้า !”


อนุบ้าบอที่ไหนกัน ! ตาข้างไหนของเจ้าเห็นข้าเป็นอนุ ?


หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยความโมโห “ท่านว่าใครเป็นอนุ ? พวกเรามีพ่อแม่คอยตัดสินใจ มีแม่สื่อเป็นพยาน เป็นคู่หมั้นที่ผ่านพิธีมาแล้ว ! ท่านดูตัวเองก่อนเถิด อายุปูนนี้แล้ว เหตุใดยังพูดจาไม่คิดอยู่ได้ !”


หญิงชรารีบขอโทษ “เขาเลอะเลือนไปแล้ว กู่เหนียงอย่าถือสาเขาเลย”


ยายเจิ้งโมโหจนแทบหมดสติเพราะสามีอยู่แล้ว ตาเฒ่าคนนี้เอาแต่สร้างปัญหาได้ทุกวัน ปล่อยเช่าบ้านให้คนอื่นก็ยังเลือกแล้วเลือกอีก ใครประกอบอาชีพทำมาค้าขายจะไม่ยอมให้เช่า ใครไร้มารยาทหยาบคายก็ไม่ให้เช่า ขัดหูขัดตาก็ไม่ให้เช่า…ตั้งแต่ต้นปีจนจะสิ้นปี บ้านไม่มีผู้เช่าไปกว่าครึ่งปีแล้ว ถ้ายังปล่อยเช่าไม่ออกอีก พวกนางจะต้องพึ่งโรงรับจำนำในการหาเลี้ยงชีพแน่นอน !


ชายชราคนนั้นใช้สายตาขุ่นมัวกวาดมองสำรวจตัวหลินเว่ยเว่ยและเจียงโม่หาน จากนั้นก็เดินวนรอบพวกนางสองรอบ ก่อนที่หลินเว่ยเว่ยจะระเบิดโทสะออกมา เขาก็ถามขึ้นว่า “ไม่ใช่อนุหรอกหรือ ? เป็นคู่หมั้นกันแล้ว ? ยังไม่ทันแต่งงานก็วิ่งตามผู้ชายมาแล้วหรือ ? คงจะคิดหนีตามกันสิท่า ?”


“แต่งงานแล้วนับเป็นภรรยา แต่ถ้าหนีมานับเป็นอนุ เห็นข้ายอมทิ้งงานแต่งงานเพื่อเป็นภรรยาเอก แล้วหนีตามเขาเพื่อจะเป็นอนุแทนน่ะหรือ ? ความคิดบ้าอะไรของท่าน ? คิดว่าสมองของข้าเหมือนท่าน…สติไม่ดีเหมือนกันหรือไร !” เรื่องเช่าบ้านไม่ยอมพูดจา เอาแต่พูดเรื่องบ้าบอพวกนี้ทำไม ?


“ความคิดบ้าอะไรน่ะหรือ ? ก็คิดว่าเขาหน้าตาดีเกินไปน่ะสิ ! ผู้ชายที่รูปงาม ไม่มีนิสัยดีสักคน !” ปากของชายชราเต็มไปด้วยคำหยาบคาย


หลินเว่ยเว่ยดึงแขนเสื้อเจียงโม่หานด้วยความโมโห ขณะที่กำลังจะเดินออกมา หญิงชราก็เข้ามาจับนางไว้แล้วขอโทษอีกครั้งพลางอธิบายว่า “ตั้งแต่ลูกสาวคนเดียวของบ้านเราโดนอนุของลูกเขยคนนั้นบีบคั้นจนตาย สมองของตาเฒ่าก็เริ่มเลอะเลือน พวกท่านเป็นคนใจกว้าง…บ้านหลังนี้ของข้าสามารถปล่อยเช่าให้พวกท่านในราคาที่ถูกลงมาหน่อยได้…”


จู่ๆ ชายชราก็เดินมาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าหลินจื่อเหยียน ดวงตาเบิกกว้างจับจ้องที่ตัวเด็กหนุ่ม หลินจื่อเหยียนตกใจทันทีจนรีบถอยหนีออกไปสองก้าว…สมองของตาแก่นี้ไม่ดี คงไม่ลงไม้ลงมือกับคนอื่นได้ทุกเมื่อหรอกกระมัง ?


“เจ้าเป็นใคร ?” แม้ชายชราจะเลอะเลือนไปบ้าง แต่ร่างกายยังค่อนข้างแข็งแรงอยู่ เสียงก็ยังแจ่มชัด คำถามนี้เลยฟังแล้วทรงพลังมาก


หลินจื่อเหยียนตอบด้วยความมึนงง “ข้า ข้าเป็นน้องชายของนาง นางเป็นพี่รองของข้า…”


“เจ้าก็มาสอบที่เมืองหลวงด้วยหรือ ?” ชายชราถามอีกประโยค


“ข้า…เหตุใดข้าต้องบอกท่านด้วย ?” หลินจื่อเหยียนรีบสาวเท้าถอยต่อไป จนมาหยุดที่ข้างตัวพี่รอง…แบบนี้ถึงจะรู้สึกปลอดภัยหน่อย


ชายชราขมวดคิ้วเป็นปม จากนั้นก็ชี้ไปที่หลินเว่ยเว่ยแล้วถามหลินจื่อเหยียนว่า “นางไม่ใช่อนุของเขาจริงหรือ ?”


หลินจื่อเหยียนเริ่มโมโห “ท่านพูดจาเหลวไหลอะไร พี่รองของข้าจะเป็นอนุได้อย่างไร ? พี่รองก็บอกแล้วไม่ใช่หรือ ? พวกนางหมั้นหมายกันแล้ว รอให้การสอบในฤดูใบไม้ผลิของปีหน้าจบลงเมื่อใดก็จะแต่งงานกันทันที !”


“ไม่ใช่อนุ…เช่นนั้นบ้านหลังนี้ก็ให้พวกเจ้าเช่าได้ ! เดือนละ30ตำลึง ขาดแม้แต่อีแปะเดียวก็ไม่ได้ !” ชายชราทำมือไพล่หลังแล้วเดินกะเผลกกลับบ้านหลัก


หลินเว่ยเว่ยแค่นเสียงดัง ‘เฮอะ’ “พูดราวกับว่าคนอื่นอยากเช่าบ้านของตนใจจะขาด พวกเรามาเช่าบ้าน ไม่ได้มารองรับอารมณ์ผู้ใด ! บัณฑิตน้อย เราไปกันเถิด” ไม่ว่าอย่างไรก็มีรถม้าอยู่ อย่างมากก็หาเช่าที่ไกลกว่านี้หน่อย นางไม่เชื่อว่ามีเงินแล้วยังจะหาบ้านเช่าไม่ได้?


หญิงชรารีบคว้าข้อมือของนางไว้ ก่อนจะพูดเบาๆว่า “กู่เหนียง เรื่องเช่าบ้านยังพอคุยกันได้…”


“ท่านยาย ไม่ใช่แค่เรื่องของการเช่าบ้าน ปีหน้าบัณฑิตของบ้านเราต้องเข้าสอบขุนนาง จำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ” หลินเว่ยเว่ยไม่อยากฟังเสียงบ่นของชายชราทั้งวัน


“เจ้าวางใจได้ ปกติตาเฒ่าบ้านเราเป็นคนเงียบมาก บางครั้งในหนึ่งวันยังพูดแค่คำสองคำก็มี…นี่ยังห่างจากการสอบอีกสามสี่เดือน ถ้าอย่างไร…พวกท่านลองมาอยู่สักสองสามวันก่อน ถ้าไม่พอใจก็จะไม่เก็บเงินพวกท่าน กู่เหนียงคิดว่าอย่างไร ?” ยายเจิ้งหมดหนทางแล้วจริงๆ เพราะในบ้านยังรอเงินค่าเช่ามาซื้ออาหารประทังชีวิต


ใบหน้าเหี่ยวชราเต็มไปด้วยความขอร้องอ้อนวอน ผมขาวปลิวไปตามสายลม ทำให้หลินเว่ยเว่ยเกิดความใจอ่อนขึ้นมาทันที นางหันไปมองเจียงโม่หาน…เจ้าตัดสินใจแล้วกัน


เจ้าหน้าที่ทางการซึ่งอยู่ข้างๆ ไม่อยากกลับไปพร้อมความล้มเหลว จึงพูดเกลี้ยกล่อมว่า “ถ้าอย่างไร…พวกท่านลองอยู่สักสองสามวันก่อนดีหรือไม่ ? ทุกครั้งที่ถึงช่วงสอบในฤดูใบไม้ร่วงและใบไม้ผลิ บ้านเช่าแถวก้งย่วนจะเป็นที่นิยมมาก วันนี้พวกท่านก็ดูมาสองหลังแล้ว หลังที่เหมาะสมเหลืออยู่ไม่มากจริงๆ !”


เจียงโม่หานสบเข้ากับสายตาอ้อนวอนของหญิงชรา อย่างไรก็พูดปฏิเสธไม่ออก ชาติก่อนที่เขาเข้าสอบนั้นเป็นการสอบในช่วงฤดูใบไม้ผลิในอีกสามปีข้างหน้า ตัวเขาในเวลานั้นมีเงินอยู่ไม่มากจึงซื้อตั๋วเรือไม่ไหว กว่าจะรอคาราวานสินค้าของเมืองจงโจวที่จะไปยังเมืองหลวงผ่านมาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ในเวลานั้นเขาได้ขอติดขบวนมาด้วย


ตอนมาถึงเมืองหลวงก็เกือบถึงเดือนสิบสองแล้ว เขาพักโรงเตี๊ยมไม่ไหว บ้านที่ดีหน่อยก็เช่าไม่ไหวอีก ตอนใกล้จะเข้าตาจน หญิงชราผู้นี้เห็นว่าเขาน่าสงสารจึงรับเงินอันน้อยนิดไว้พอเป็นพิธีแล้วนำฟืนสำหรับบ้านเช่ามาให้เขา ทั้งยังนำอาหารมาให้เป็นครั้งคราว…


หญิงชราในความทรงจำ ผมขาวหมดทั้งศีรษะแล้ว หลังก็ค่อม สภาพเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง สามีของนางก็เสียชีวิตไปกว่า2ปีแล้วเช่นกัน…


หลังจากรอให้เขาสอบได้จิ้นซื่อและออกมาจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวเพื่อกลับมาทดแทนบุญคุณของหญิงชรา นางก็ไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว โดยหลานชายที่อยู่ต่างบ้านช่วยจัดงานศพให้นางและขายบ้านหลังนี้ทิ้งด้วย…


“ถ้าเช่นนั้นก็อยู่บ้านหลังนี้ !” คิดเสียว่าตอบแทนบุญคุณในชาติก่อนของนางแล้วกัน


หลินเว่ยเว่ยมองเจียงโม่หานด้วยความประหลาดใจ…บัณฑิตน้อยเป็นคนพูดง่ายอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อใด ? ในเวลาปกติคนเรื่องเยอะที่สุดก็คือเขา หรือจะติดเชื้อใจดีจากนาง แล้วกลายเป็นเทพบุตรน้อยผู้หน้าตาดีและจิตใจงดงามด้วย ?


หลินเว่ยเว่ยก็มองออกถึงความทุกข์ในชีวิตของหญิงชรา ขอแค่ชายชราคนนั้นไม่หาเรื่อง นางก็ไม่คิดอะไร เพราะเช่าบ้านไหนก็เหมือนกัน ?


“ได้ ทำตามที่เจ้าว่า !” จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ลากบัณฑิตทั้งสองกลับโรงเตี๊ยม…ลองไปอยู่สักสองสามวันก็ไม่เสียหายอะไร แถมยังช่วยประหยัดเงินไปได้หลายวันด้วย ออกมาจากบ้านเพื่อใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก สิ่งใดประหยัดได้ก็ควรประหยัด เชิญเรียกนางว่าเทพธิดาน้อยผู้รู้จักใช้เงิน…


ทว่าเพิ่งจะครึ่งเช้า จึงไม่รีบย้ายข้าวของ หลินเว่ยเว่ยกระตุกแขนเสื้อบัณฑิตน้อย ก่อนจะกวาดตามองถนนอันพลุกพล่าน เมืองหลวงรุ่งเรืองมากจริงๆ แม้จะต่างกันอยู่มากเมื่อเทียบกับอดีตชาติแล้ว แต่สิ่งก่อสร้างในสมัยโบราณก็แปลกตาดี คนที่เดินผ่านไปมาก็อยู่ในเครื่องแต่งกายโบราณ ทำให้นางรู้สึกเหมือนเข้ามาอยู่ในละครโทรทัศน์ ได้สัมผัสกับขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างออกไป


หมินอ๋องใช้งานองครักษ์เงาของตำหนักอ๋องเพื่อสืบหาการเคลื่อนไหวของบุตรสาวได้อย่างรวดเร็ว พระองค์คอยดำเนินตามเด็กสาวอยู่ห่างๆ เมื่อเห็นนางมองอะไรก็เป็นของแปลกตาไปหมด พระองค์ก็นึกถึงคำพูดของฮ่องเต้ว่าเด็กสาวมาจากหมู่บ้านเล็กๆอันห่างไกล หมินอ๋องจึงอดไม่ได้ที่จะปวดพระทัย…หากนางเป็นบุตรสาวของพระองค์จริงๆ เด็กที่ควรได้เติบโตมาด้วยความรัก ทว่าต้องไปทนลำบากอยู่ในถิ่นทุรกันดารแทน…


หลินเว่ยเว่ยหยุดยืนหน้าร้านน้ำตาลปั้นแล้วมองพ่อค้าปั้นตุ๊กตาน้ำตาลด้วยความตื่นเต้น…ทว่าก็แค่มองแต่ไม่ซื้อ เพราะนางรังเกียจที่พ่อค้าใช้ปากเป่าน้ำตาลปั้นจนน้ำลายกระเด็น


ตอนที่ 490: คู่หมั้นแบบนี้ หากไม่โยนทิ้งแล้วจะเก็บไว้ฉลองปีใหม่หรือไร ?


แต่ในสายพระเนตรของหมินอ๋องแล้ว การกระทำทั้งหมดของหลินเว่ยเว่ยกลับกลายเป็นความชอบ แต่ทำใจควักเงินซื้อไม่ลง…เด็กคนนี้รู้ความจริงๆ ! บุตรสาวน่าสงสารมาก ! หมินอ๋องรู้สึกปวดหทัยกว่าเดิม รอให้รับบุตรสาวกลับเข้าตำหนักเมื่อใดก็จะต้องซื้อขนมน้ำตาลปั้นให้นางสักหนึ่งห้อง ให้ชีวิตที่เหลือของนางเต็มไปด้วยความหวานชื่น !


แม้หมินอ๋องจะคอยแฝงกายอยู่ในฝูงชนอย่างระมัดระวังแล้ว แต่เจียงโม่หานก็ยังสังเกตเห็นถึงความผิดปกติอยู่ดี เขาหันไปมองข้างหลังแวบหนึ่ง แต่เห็นเพียงฝูงชนที่เดินผ่านไปมา…แล้วสายตาที่คอยจับจ้องเป็นระยะนั้นคืออะไรกันแน่ ?


หลินเว่ยเว่ยเดินออกจากหน้าร้านน้ำตาลปั้นแล้วมายังหน้าแผงขายหวี นางหยิบหวีขึ้นมาหนึ่งอัน ด้านบนสลักด้วยดอกท้อสีสันสดใส นางพูดกับเจียงโม่หานว่า “หวีนี้ทำออกมาได้ไม่เลว…”


ด้านหลังพวกนาง หมินอ๋องหยุดยืนอยู่หน้าแผงขายถุงหอม ขณะแสร้งทำเป็นเลือกถุงหอม สายพระเนตรก็จับจ้องมาที่พวกนางตลอดเวลา พอได้ยินเสียงของเด็กสาวแล้วหมินอ๋องก็อดไม่ได้ที่จะบ่นถึงความเขลาของบัณฑิตผู้นั้น…หวีไม่เลวก็ซื้อให้นางสิ !


เจียงโม่หานก้มหน้ากระซิบข้างหูหลินเว่ยเว่ย “กลับไปแล้วข้าจะทำให้เจ้าสักอัน รับรองว่าสลักสวยกว่าอันนี้แน่นอน…”


ลมหายใจที่ปล่อยออกมาตอนพูดกระทบเข้ากับใบหูของหลินเว่ยเว่ย ทำให้นางรู้สึกคันยุบยิบทันที นางหันมามองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างเพียงคืบแล้วพูดออกมาเบาๆว่า “บัณฑิตน้อย เจ้าคงไม่ได้กำลังให้ท่าข้าหรอกกระมัง”


เจียงโม่หาน “…” เจ้าคิดมากไปแล้ว แม้เขาจะให้ท่า ก็ไม่มีทางทำบนถนนที่คนเดินกันพลุกพล่านแบบนี้หรอก เขายังไม่ได้ปล่อยเนื้อปล่อยตัวถึงขนาดนั้น !


หลังจากได้เห็นสองคนกระซิบกระซาบกันอยู่พักหนึ่ง หมินอ๋องก็เห็นเด็กสาววางหวีอันนั้นลง เมื่อครู่หมินอ๋องเพิ่งเห็นเด็กสาวจับแขนเสื้อของบัณฑิตหนุ่มไว้ จึงไม่พอพระทัยมากอยู่แล้ว ตอนนี้เลยยิ่งไม่พอพระทัยในตัวเด็กหนุ่มยิ่งกว่าเดิม…แม้แต่หวีอันเดียวก็ซื้อให้คู่หมั้นไม่ได้ คู่หมั้นแบบนี้ หากไม่โยนทิ้งแล้วจะเก็บไว้ฉลองปีใหม่หรือไร ?


ถ้านางเป็นบุตรสาวของพระองค์จริงๆ คงจะต้องตัดสินให้เด็ดขาดไปเลยว่า…ถอนหมั้น ! คุณหนูแห่งตำหนักหมินอ๋อง มีบุรุษประเภทใดไม่อยากได้บ้าง ?


เจียงโม่หานสังเกตเห็นสายตาประหลาดนั้นอีกครั้ง เขาจึงหยุดเดินแล้วอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง


หมินอ๋องรีบก้มดวงพักตร์เพื่อหยิบเงินจ่ายค่าถุงหอมหนึ่งชิ้น พ่อค้าขายถุงหอมมองพระองค์ด้วยสายตาประหลาดใจ…คนผู้นี้อายุมากแล้ว แต่ยังมาซื้อถุงหอมที่สตรีใช้ หรือว่า…จะเอาไปมอบให้กับ...?


หลินเว่ยเว่ยเห็นบัณฑิตน้อยมองไปรอบๆเป็นครั้งคราว จึง.อดไม่ได้ที่จะถามเขาว่า “เป็นอะไรไปหรือ ? มีสิ่งใดผิดปกติ ?”


เจียงโม่หานไม่พบสิ่งผิดปกติและไม่อยากให้เด็กน้อยเป็นกังวล เขาจึงส่ายหน้าเบาๆ


หมินอ๋องแย้มพระโอษฐ์ด้วยความภาคภูมิใจทันที…ตอนอยู่ในวัยหนุ่มก็เคยเป็นทหารสอดแนมในกองทัพชั้นยอด แล้วจะปล่อยให้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเจ้าจับได้หรือ ?


เดินเล่นไปพลางซื้อของไปด้วย กว่าจะกลับถึงโรงเตี๊ยมก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงวันแล้ว พวกหมินอ๋องเข้าไปในโรงเตี๊ยมก่อนแล้วเลือกนั่งที่โต๊ะใกล้บันไดมากที่สุด ตอนพวกหลินเว่ยเว่ยเข้ามา พระองค์ก็เบิกดวงเนตรจ้องพวกนางอย่างใจกล้า


ระหว่างทางที่ได้สังเกตมานี้ ทำให้พระองค์ยิ่งรู้สึกว่าเด็กสาวมีนิสัยคล้ายกับพระองค์ยิ่งนัก นางเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่สนใจรายละเอียดปลีกย่อยเหมือนพระองค์ จิตใจดี ไร้เดียงสาและขี้เล่นเหมือนเสวี่ยเอ๋อร์ไม่มีผิด…หากนางไม่ใช่บุตรสาวของพระองค์ สวรรค์ก็คงไร้ความยุติธรรมเกินไปแล้ว !


สวรรค์ ‘ข้าขอไม่ยุ่งด้วย !’


หลินเว่ยเว่ยสังเกตเห็นสายพระเนตรของหมินอ๋อง นางจึงหันไปมอง ทันใดนั้นนางก็ขมวดคิ้วและพูดกับเจียงโม่หานว่า “เจ้าดูลุงเคราขนเม่นทางนั้นสิ มองมาทางเราด้วยแววตาเจ้าเล่ห์มาก คงไม่ใช่โจรโฉดหรอกกระมัง ?”


หมินอ๋องผู้มีแววตาเจ้าเล่ห์ “…”


สายตาของบุตรสาวคนนี้ใช้ไม่ได้เลย ! พระองค์ออกจะดูน่าเกรงขาม หล่อเหลาไม่ธรรมดา แล้วจะกลายเป็นโจรโฉดได้อย่างไร ? ดูเจ้าเล่ห์ตรงไหน ? แต่ก็จริงอยู่ เพราะหากบุตรสาวมีสายตาแหลมคมก็คงไม่ชอบเจ้าบัณฑิตหน้าขาวนั่นหรอก ?


เจียงโม่หานผู้เป็นบัณฑิตหน้าขาว “…”


หมินอ๋องหาเจอเร็วขนาดนี้เลยหรือ ? ฮ่องเต้ใส่พระทัยกับเรื่องของหมินอ๋องจริงๆ ทว่าหมินอ๋องผู้ชอบธรรมกลายเป็นคนเจ้าเล่ห์เสียได้ เกรงว่าใต้หล้านี้คงมีเพียงคู่หมั้นตัวน้อยที่สามารถคิดได้


“บัณฑิตน้อย เจ้าไม่ต้องกลัว หากโจรโฉดไม่มีตากล้ามาหาเรื่องพวกเราจริงๆ ข้าจะให้มันได้เห็นความร้ายกาจเอง !” ขณะพูดนางก็หักกระดูกข้อนิ้วมือดังกร็อบ


เฮอะ ! วรยุทธแมวสามขาอย่างเจ้า พอไปอยู่ในพระหัตถ์หมินอ๋องก็เกรงว่าจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแทนน่ะสิ เขาเข้าไปหยุดการกระทำของหลินเว่ยเว่ยแล้วพูดเบาๆว่า “ไม่เจ็บหรือ ?”


ต่อจากนั้นเจียงโม่หานยังพูดเสริม “กล้าทำตัววางอำนาจในเมืองหลวงอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ มีอยู่แค่ไม่กี่คนหรอก เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว”


“ถ้าเช่นนั้นเขาจ้องพวกเราทำไม ? เฮ้ !” จู่ๆหลินเว่ยเว่ยก็ร้องอุทานออกมา “เจ้าหน้าตาดีและสะดุดสายตาผู้คนถึงขนาดนี้ เขาคงไม่ได้ชอบเจ้าเข้าแล้วกระมัง ? ไม่ได้บอกว่ามีขุนนางในเมืองหลวงไม่น้อยที่ชื่นชอบกิจกรรมพิเศษ…เจ้ารีบขึ้นไปหลบในห้องก่อน…”


หมินอ๋องมีสีพระพักตร์มืดมนทันที นางหนู เจ้าก็พูดดังเกินไปหน่อยแล้ว ? ใครชื่นชอบกิจกรรมพิเศษ ? สวรรค์ได้โปรดเป็นพยาน ชาตินี้ในห้วงหทัยของเปิ่นหวางมีเพียงหวางเฟยคนเดียวเท่านั้น !


ตอนนี้เจียงโม่หานพูดไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร เขาอดไม่ได้ที่จะถามว่า “เจ้าไปรู้มาจากที่ใดว่าขุนนางบางคนในเมืองหลวงชื่นชอบกิจกรรมพิเศษ ?”


“เอ่อ คือ…ก็ในหนังสือนิทานเขียนไว้…” แววตาของหลินเว่ยเว่ยสั่นไหวทันที


เจียงโม่หานโกรธขึ้นมาเช่นกัน “เรื่องเหลวไหลที่แต่งขึ้นมาก็เชื่อแล้วหรือ ? ต่อไปห้ามอ่านหนังสือนิทานพวกนั้นอีก !”


“ศิลปะมีพื้นฐานมาจากชีวิต ถ้าไม่มีเรื่องราวเหล่านั้นอยู่จริง ผู้คนจะเขียนออกมาได้อย่างไร ? บัณฑิตน้อย เจ้าช่างไร้เดียงสาจริงๆ…” หลินเว่ยเว่ยหันไปมองชายเคราเหมือนขนเม่นที่มีดวงตาเบิกกว้างครู่หนึ่ง วันนี้นางไม่นอนแล้วก็ได้ จะคอยอยู่เฝ้าบัณฑิตน้อยของนาง เฮ้อ ! ใครใช้ให้บัณฑิตน้อยหน้าตาดีขนาดนี้ ไม่ว่าจะไปที่ใดก็มีแต่คนมอง !


เจียงโม่หาน “…”


พอโดนเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาและพาลมาว่าตัวเขาก็ไร้เดียงสาเช่นกัน เขาก็รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง…แต่ก็ช่างเถิด คู่หมั้นนี้ก็เป็นตัวเขาเลือกเอง ไม่เอาเรื่องนางก็ได้ !


หมินอ๋องถึงขั้นสะบัดดวงพักตร์พลางถลึงดวงเนตรใส่นาง เด็กตัวแสบ เห็นใครเป็นเหมือนเจ้า ? คิดว่าคนอื่นก็เลือกคู่หมั้นเพราะหน้าตาแบบเจ้า ? บัณฑิตหน้าขาวนั้นมีอะไรดี ? ใบหน้ารูปไข่หรือใบหน้าที่งดงามสามารถกินได้หรือ ?


หลินเว่ยเว่ยยังกระซิบข้างหูเจียงโม่หานอีกรอบ “คนผู้นั้นยิ่งมองก็ยิ่งดูเหมือนไม่ใช่คนดี ! เหมือนอันธพาล…ยังกล้าถลึงตาใส่พวกเราด้วย !”


ทำไม ? จะแข่งว่าใครตาโตกว่ากันหรือ ? หลินเว่ยเว่ยพยายามทำตาให้กลมโตแล้วจ้องตอบอย่างดุเดือด…สภาพเหมือนแมวน้อยกำลังโมโหไม่มีผิด


เจียงโม่หานลากนางขึ้นชั้นบนอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก รอให้หมินอ๋องเปิดเผยฐานะแล้ว เด็กน้อยต้องกระอักกระอ่วนใจแน่นอน


กระทั่งกลับมาถึงห้อง เด็กน้อยก็ยังบ่นไม่หยุด “ตอนที่พวกเราย้ายไปอยู่บ้านเช่าก็ต้องระวังไว้หน่อย ระวังเจ้าหมอนั่นจะสะกดรอยตาม…”


ในเวลานี้หยาเอ๋อร์กำลังช่วยเย็บกระดุมตรงข้อมือของเสื้อผ้าให้นาง พอได้ยินแบบนั้นก็ตกใจทันที “พวกท่านไปเจอคนชั่วมาหรือเจ้าคะ ?”


เจียงโม่หานชิงพูดก่อนที่หลินเว่ยเว่ยจะได้พูด “อย่าไปฟังที่นางพูดจาเหลวไหล พวกเราหาบ้านเช่าได้แล้ว พอเก็บข้าวของเสร็จ เราจะย้ายไปอยู่กันเลย”


สัมภาระส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกเปิดออก การขนย้ายจึงทำได้เร็วมาก ผ่านไปไม่ถึง1ชั่วยาม รถม้าและม้าของพวกนางก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านหลังน้อย



จบตอน

Comments