ตอนที่ 491: บ้านเจ้าอยู่ริมทะเลหรือไร เหตุใดจึงชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านขนาดนี้ ?
ตอนที่พวกนางย้ายสัมภาระเข้าในบ้านเช่า ชายชราเจ้าของบ้านคอยยืนจ้องอยู่ที่หน้าประตูตลอดเวลา ไม่รู้ว่ายายเจิ้งกำชับอะไรไว้หรือเปล่า เขาถึงไม่พูดอะไรสักคำ
“พี่รอง อีกประเดี๋ยวพวกเราจะกินอะไรกัน ?” หลินจื่อเหยียนเห็นซัวถัวแย่งจัดของและทำความสะอาดห้องให้เสร็จสรรพ เขาจึงลูบท้องที่กำลังร้องพลางถามหลินเว่ยเว่ยที่อยู่หน้าประตู พวกตนยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงกันเลย !
ซัวถัวนำวัตถุดิบที่เหลือย้ายเข้าไว้ในห้องครัวหลังเล็กและเรียบง่ายของที่นี่ หลินเว่ยเว่ยเข้าไปค้นดู “มื้อเที่ยงนี้เรากินบะหมี่ผัดซอสเต้าเจี้ยว ( จ๋าเจี้ยงเมี่ยน ) ก็แล้วกัน ส่วนตอนเย็นค่อยทำของอร่อยให้พวกเจ้ากิน !”
หลินจื่อเหยียนรีบอาสาทำงาน “ข้านวดแป้งเอง !” แม้เขาทำอาหารไม่เก่งสักเท่าไร ทว่าตอนอยู่ในบ้านก็ช่วยเป็นลูกมือให้พี่สาวทั้งสองตั้งหลายครั้ง งานนวดแป้งจึงกลายเป็นงานที่ทำจนถนัด ทว่า…ไม่มีอ่างใส่แป้งแล้วจะนวดแป้งอย่างไร ?
หลินเว่ยเว่ยมาหายายเจิ้ง “ท่านยาย ขอข้ายืมอ่างใส่แป้งและเขียงไม้ของบ้านท่านหน่อยได้หรือไม่ ?”
ระหว่างเพื่อนบ้านจะยืมของใช้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ยายเจิ้งไร้เหตุผลที่จะปฏิเสธ หลินเว่ยเว่ยก็ไม่ได้ใช้ของบ้านพวกเขาโดยเปล่า ตอนทำซอสเต้าเจี้ยวก็ทำให้มากขึ้นหน่อย แล้วยกไปให้ยายเจิ้ง “ขอบคุณท่านยายที่ให้ยืมอ่างและเขียง ซอสเต้าเจี้ยวชามนี้ พวกท่านเก็บไว้กินกับบะหมี่ผัดตอนมื้อค่ำเถิด…”
ยายเจิ้งเห็นในชามซอสเต้าเจี้ยวมีเนื้อบดผสมอยู่กว่าครึ่ง จึงรีบปฏิเสธทันที “ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องหรอก !”
“ท่านยาย ซอสเต้าเจี้ยวที่พี่รองของข้าทำออกมานี้อร่อยมากเลย ถ้าไม่เชื่อท่านก็ลองชิมสิ ! ” หลินจื่อเหยียนนำเส้นบะหมี่ที่ทำเสร็จแล้วไปต้มในครัว
ยายเจิ้งคิดในใจ ‘ใส่เนื้อมากมายขนาดนี้ จะไม่อร่อยได้อย่างไร ?’ นางยังคงส่ายหน้า “ก็แค่ยืมของไม่กี่อย่างเอง ? ไม่ต้องเกรงใจหรอก !”
หลินเว่ยเว่ยไม่ยอม “ท่านยาย หากท่านไม่ยอมรับไว้ แล้วต่อไปข้าจะกล้ายืมของจากบ้านท่านได้อย่างไร ?”
หลังจากปฏิเสธไปยกใหญ่ ท้ายที่สุดยายเจิ้งก็ต้องรับซอสเต้าเจี้ยวไว้ด้วยความเกรงใจ
ส่วนพวกหลินเว่ยเว่ยก็เริ่มรับประทานอาหารเที่ยงที่เลยเวลามาแล้ว หลินจื่อเหยียนตักซอสเต้าเจี้ยวใส่ชามบะหมี่สองสามช้อน ขณะมองหมูบดที่ผสมในตัวซอส เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “พี่รอง เหตุใดข้าจำไม่ได้ว่าเรายังมีเนื้อหมูเหลืออยู่ด้วย ?”
“มีวัตถุดิบเหลืออยู่เท่าไร เจ้าจะรู้ดีไปกว่าข้าหรือ ? เนื้อหมูเก็บอยู่ใต้ของอย่างอื่น เจ้าแค่ไม่ทันสังเกตเห็นเท่านั้นเอง กินบะหมี่ของเจ้าไปเถิด แม้แต่ของกินก็ยังอุดปากเจ้าไม่ได้ !” หลินเว่ยเว่ยก็หิวแล้ว จึงเริ่มกินบะหมี่ผัดซอสเต้าเจี้ยวคำโต นางกินเร็วมาก แต่ดูไม่เสียมารยาทเลย ท่าทางตอนกินของนางทำให้คนอื่นอยากอาหารกันสุดฤทธิ์
ในซอสเต้าเจี้ยวมีเนื้อหมูอยู่ไม่น้อยและยังรวมเข้ากับห้าเครื่องเทศสูตรลับของหลินเว่ยเว่ยอีก กลิ่นจึงหอมหวนเป็นพิเศษ ภายนอกดูเป็นบะหมี่ผัดซอสเต้าเจี้ยวสีดำทั่วไป แต่ทำให้คนกินบังเกิดความเพลิดเพลินมากเป็นพิเศษและหยุดกินไม่ได้ด้วย
ตาฉู่หรือก็คือสามีของยายเจิ้งคนนั้นกำลังลุกขึ้นแล้วก็นั่งลง ลุกขึ้นแล้วก็นั่งลงอยู่แบบนั้น ขณะเดียวกันปากก็บ่นพึมพำว่า “เวลานี้แล้วยังจะกินอะไรอีก ? เจ้าพวกใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ! เงินบ้านใครก็ไม่ได้ปลิวมาหาง่ายๆ แต่ไม่รู้จักประหยัดเงิน…”
ยายเจิ้งนำซอสเต้าเจี้ยวเข้าไปเก็บในตู้ของห้องครัว พอได้ยินคู่ชีวิตบ่นแบบนั้นแล้วก็พูดกับเขาว่า “บ้านเจ้าอยู่ริมทะเลหรือไร เหตุใดจึงชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านขนาดนี้ ? พวกเขามากินหรือดื่มของเจ้าหรือ ? ผู้เช่ารายนี้ถือว่ายังเป็นคนจิตใจดี ยืมเขียงไปแล้วก็ยังเอาซอสเต้าเจี้ยวมาให้เราตั้งหนึ่งชาม เพื่อนบ้านแบบนี้จะไปหาได้จากที่ไหน ? ถ้าเจ้ายังสร้างเรื่องวุ่นวายให้ข้าอีก เดือนหน้าพวกเราได้กินลมแทนข้าวกันแน่ !”
“ได้ ! ข้าเข้าใจแล้ว !” ตาฉู่ขานรับเสียงดังลั่น จากนั้นก็เดินเอามือไพล่หลังออกจากห้อง เขาเหลือบมองเข้าในห้องครู่หนึ่ง ใช้โอกาสที่ยายเจิ้งไม่ทันสังเกตเห็นก็แอบเข้าไปในครัวแล้วหยิบชามซอสเต้าเจี้ยวอันหอมหวนออกจากตู้ หลังสูดกลิ่นแล้วก็น้ำลายไหลทันที พอลังเลอยู่พักหนึ่งเขาก็หยิบช้อนมาตักซอสเต้าเจี้ยวเข้าปาก…อืม เค็มกำลังพอดีแถมยังมีกลิ่นหอม พอกลิ่นซอสและกลิ่นเนื้อมาผสานรวมกันแล้วมันก็ช่างอร่อยจริงๆ เขาอดไม่ได้ที่จะตักเพิ่ม…
หลังจากรอให้ยายเจิ้งมาเห็น ตาฉู่ก็กินเข้าไปกว่าครึ่งชามแล้ว ยายเจิ้งโมโหขึ้นมาทันที ขณะที่กำลังจะด่าก็กลัวว่าจะรบกวนผู้เช่าจึงแย่งซอสที่เหลือมาถือไว้พลางกดเสียงต่ำเพื่อด่าเบาๆว่า “กินไปเยอะขนาดนี้ ไม่กลัวสำลักตายหรือไร !”
ขณะมองซอสเต้าเจี้ยวที่เหลืออยู่ครึ่งชาม ยายเจิ้งก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที…ถ้านำไปตุ๋นใส่ผักกาดขาวและถู่โต้วก็สามารถกินได้อีกตั้งหลายวัน ตาเฒ่านี่ เหตุใดถึงได้ตะกละแบบนี้ ?
ตาฉู่ยังเฉไฉอีก “เจ้าเด็กคนนั้นไม่ได้บอกหรือว่าพี่รองทำอาหารอร่อย? ข้าก็แค่ลองชิม…อร่อยจริงๆด้วย!”
ในบ้านไม่ได้มีอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากว่าครึ่งปีแล้ว ตอนที่ฐานะครอบครัวยังไม่ตกต่ำ ชายชราเป็นเจ้านายที่ต้องมีเนื้อถึงจะยอมกินข้าว…ช่างเถิด อย่างไรก็กินไปแล้ว ! ยายเจิ้งวางแผนจะต้มบะหมี่ในเย็นนี้เพื่อกินกับซอสเต้าเจี้ยวที่เหลือ !
หลังกินข้าวเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็นั่งพักครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหิ้วตะกร้าใบน้อยมาถามหาสถานที่ขายของสดจากยายเจิ้ง “ท่านยาย ปกติท่านซื้อผักซื้อเนื้อจากที่ใดหรือ ?”
ยายเจิ้งปัดฝุ่นในมือแล้วพูดว่า “ออกจากตรอกไปและเลี้ยวขวา เดินไปอีกประมาณหนึ่งก้านธูปก็จะมีตลาดสดตั้งอยู่…แต่ถ้าไปตอนนี้ น่าจะหาซื้ออะไรไม่ได้มากแล้ว ท่านเพิ่งมาถึง ยังไม่คุ้นทาง ประเดี๋ยวข้าพาท่านไปก็แล้วกัน ?”
หลินเว่ยเว่ยปฏิเสธทันที “ไม่ต้องหรอก อีกอย่างตลาดที่ยายเจิ้งบอกทางก็อยู่ไม่ไกลมาก ข้าไปเองได้” ยายเจิ้งอายุปูนนี้แล้ว ขาก็ไม่ค่อยดี แล้วนางจะกล้ารบกวนหญิงชราได้อย่างไร ?
อีกอย่าง การออกไปซื้อผักก็เป็นแค่ข้ออ้างของนางเท่านั้น เพราะการออกไปคนเดียวจะสะดวกในการนำเนื้อและผักออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณมากกว่า ในห้วงมิตินางเลี้ยงไก่ป่าเอาไว้ แถมในเวลาปกติยังกักตุนเนื้อหมู เนื้อแพะไว้ด้วย นอกจากนี้ยังมีของป่าอีกสองสามอย่าง เพราะกังวลว่าระหว่างทางจะหาซื้อของที่อยากกินไม่ได้และทำให้บัณฑิตน้อยต้องหิวจนผอมโซ สำหรับพวกผักก็ปลูกไว้ในห้วงมิติตลอด เพียงเข้าสู่ฤดูหนาว นางก็แค่หยิบออกมาบางชนิดเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย
หลินเว่ยเว่ยมาถึงตลาดสดที่ยายเจิ้งบอกอย่างรวดเร็ว ตอนบ่ายมีของขายอยู่ไม่มาก แผงเนื้อก็เหลือแค่หางหมูกับเนื้อติดกระดูก หลินเว่ยเว่ยเหมามาทั้งหมด แผงขายเนื้อแพะกำลังเก็บร้าน พอเห็นหลินเว่ยเว่ยซื้อหางหมู เขาก็ลองขายเนื้อที่เหลือในแผงของตน “กู่เหนียง ตับ หัวใจ กระเพาะ ม้ามและปอดแพะทั้งหมดนี้คิดแค่10ตำลึง !”
หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าบนแผงยังมีหัวแพะอยู่ด้วย นางจึงนึกถึงรสชาติของผัดหัวแพะขึ้นมา “หัวแพะแล้วก็ผ้าขี้ริ้วกับไส้แพะพวกนี้20อีแปะ ขายหรือเปล่า ?”
คนขายเนื้อแพะอยากให้นางเพิ่มราคาอีกหน่อย “กู่เหนียง ปกติแค่หัวแพะก็ขาย15อีแปะแล้ว เอาเป็น25อีแปะก็แล้วกัน น้อยกว่านี้ไม่ได้จริงๆ !”
หลินเว่ยเว่ยยิ้มให้เขาแล้วทำท่าจะเดินจากไป ขณะเดียวกันปากก็ยังพูดว่า “ราคาที่ข้าให้ โดยหลักคืออยากได้หัวแพะ เศษเครื่องในที่ไม่มีคนซื้อและกลิ่นเหม็นสาบอย่างกับอะไรดี อย่าว่าแต่5อีแปะเลย ถ้าเป็นคนอื่นยกให้เปล่าๆก็ยังไม่เอา…”
พ่อค้าขายเนื้อแพะเห็นนางจะเดินออกไปจึงคิดว่าป่านนี้แล้วถ้ายังไม่ได้ขายอีกก็คงจะขายไม่ออกจริงๆ ขายได้ไม่กี่อีแปะก็ช่างเถิด เขาจึงร้องเรียกนาง “ได้ ยี่สิบก็ยี่สิบอีแปะ !”
หลินเว่ยเว่ยเก็บเครื่องในต่างๆของแพะใส่ตะกร้า จากนั้นก็เดินรอบตลาดอีกหนึ่งรอบ นางไม่ชอบผักเหี่ยวเฉาพวกนั้นจึงเดินออกมาจากตลาด พอเห็นรอบข้างไม่มีคนอยู่แล้ว นางก็ล้วงมือเข้าไปในตะกร้าเพื่อนำหมูสามชั้นที่มีน้ำหนักประมาณ2ชั่งจำนวนหนึ่งชิ้น กะหล่ำดอก2หัวและผักกวางตุ้งเขียวขจีอีกหนึ่งกำมือออกมาจากมิติน้ำพุวิญญาณ
ตอนที่ 492: เด็กสาวบ้านใครน่ะหรือ ? เด็กบ้านเปิ่นหวางเอง ! !
หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด ก่อนจะหยิบต้นอ่อนกระเทียมออกมาอีกหนึ่งกำมือ หัวไชเท้าสองหัวและตะไคร้ จนตะกร้าไม่เหลือที่ว่างแล้ว เนื่องจากบนตะกร้าของนางถูกคลุมไว้ด้วยผ้าขาว คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจึงไม่มีใครเห็นว่าในตะกร้ามีผักเพิ่มขึ้นมามากมาย
เมื่อกลับถึงบ้านเช่า ยายเจิ้งก็เห็นของที่นางซื้อมา จึงเผยสีหน้าประหลาดใจทันที “ป่านนี้แล้วยังมีผักสดขนาดนี้ให้ซื้ออีกหรือ ?”
ทันใดนั้นข้ออ้างก็ออกมาจากปากหลินเว่ยเว่ย “มีชาวบ้านคนหนึ่งมัวยุ่งอยู่กับงานบ้าน จึงออกมาขายผักในตอนบ่ายแล้ว ข้าบังเอิญไปเจอเข้าพอดี”
“ไอโหยว ! ซื้อเศษเครื่องในเหล่านี้มา แล้วจะทำกินอย่างไร ? นี่มัน…หางหมู ? หางหมูก็กินได้หรือ ?” ขณะมองเครื่องในแพะและหางหมูในตะกร้า ยายเจิ้งก็กลัวว่ากู่เหนียงจะโดนพ่อค้าขายเนื้อหลอกขายของให้เสียแล้ว
หลินเว่ยเว่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “หางหมูมีสรรพคุณบำรุงธาตุดินและไขกระดูก ทั้งยังช่วยแก้อาการปวดหลังปวดเอวได้ด้วย เหมาะกับคนสูงอายุมาก”
พอยายเจิ้งได้ยินแบบนั้นก็ใจเต้นแรงขึ้นมาทันที หางหมูนี้ราคาถูก ใช้เงินแค่2อีแปะก็ซื้อได้1หาง ถ้าเป็นอย่างที่นางหนูพูดจริงๆ ก็มีประโยชน์กับคนสูงอายุ นางกับสามียังพอซื้อไหว
“หลินกู่เหนียง ท่านเข้าใจวิชาแพทย์ด้วยหรือ ?” หลังได้ยินคำพูดของนางแล้ว ยายเจิ้งก็อดไม่ได้ที่จะถามออกมา
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ในหมู่บ้านของพวกเรามีท่านหมอผู้เก่งกาจอยู่คนหนึ่ง ข้าเรียนสูตรอาหารเพื่อสุขภาพมาจากเขาสองสามอย่าง จึงทำอาหารบำรุงสุขภาพเป็น ยายเจิ้ง ท่านดูนี่ สิ่งนี้คือตะไคร้ มีฤทธิ์ขับลม ใช้กับคนที่เจอลมหนาวหรืออากาศเย็นชื้นได้อย่างดี เย็นนี้ข้าจะทำหางหมูผัดตะไคร้ มันสามารถขับไอเย็นออกจากร่างกายเราได้”
ยายเจิ้งดีใจทันที “อาหารจานนี้ยังช่วยขับไอเย็นได้ด้วย ? ขอบอกตามตรง พอวันที่มีเมฆครึมหรือฝนตก หากตาเฒ่าของบ้านข้าโดนไอเย็นแล้วก็จะปวดหลังกับเจ็บเท้า หมอบอกว่าเป็นอาการของคนที่ได้รับพิษจากความชื้น ต้องกินยาระยะยาว…แต่ท่านก็เห็นฐานะของครอบครัวเรา ไฉนเลยจะกินยาไหว ?”
หลินเว่ยเว่ยพูด “ประเดี๋ยวตอนข้าทำหางหมูผัดตะไคร้ ท่านก็มาคอยนั่งมองอยู่ข้างๆ แล้วต่อไปก็ทำให้สามีกิน ไม่นานอาการก็จะบรรเทาลงเอง”
“ไอโหยว ! ขอบใจท่านมาก !” ยายเจิ้งคิดว่าแม่หนูน้อยคนนี้ใจดีจริงๆ สามีพูดสิ่งที่ไม่ควรออกไปมากมายขนาดนั้น นางก็ไม่เก็บเอามาใส่ใจเลยสักนิด แถมยังสอนทำอาหารบำรุงสุขภาพด้วย…ยายเจิ้งไม่รู้ว่าจะขอบคุณเด็กสาวอย่างไรดี
“เครื่องในเหล่านี้ ท่านคิดจะเอาไปทำอะไร ข้าจะช่วยเอง !” ยายเจิ้งมองผ้าขี้ริ้วและไส้แพะที่มีกลิ่นเหม็นสาบในตะกร้า…เจ้าของพวกนี้ก็กินได้เหมือนกันหรือ ?
ไฉนเลยหลินเว่ยเว่ยจะให้หญิงชรามาช่วยงาน นางรีบปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก มีพี่หยาเอ๋อร์คอยช่วยแล้ว ! หากท่านไม่มีอะไรทำก็มานั่งดูอยู่ข้างๆได้ หากแกงเครื่องในแพะทำเสร็จแล้วจะอร่อยมากเลย ทางการแพทย์มีคำกล่าวว่า ‘ใช้อวัยวะรักษาอวัยวะ’ แกงเครื่องในแพะมีม้ามกับกระเพาะ มีฤทธิ์ช่วยบำรุงตับ สายตาและเลือดลม หากกินในฤดูหนาวยังช่วยคลายความหนาวได้ด้วย !”
“โอ้ ! ดี ดี !” ยายเจิ้งคาดไม่ถึงว่าเครื่องในที่แผงขายเนื้อแพะไม่เอาจะมีประโยชน์มากขนาดนี้ นางต้องตั้งใจเรียนรู้ เพราะซื้อเนื้อแพะไม่ไหว แต่เครื่องในแพะยังพอซื้อได้ หากนางรู้จักแม่หนูคนนี้ก่อนก็คงจะดี ในบ้านจะได้ไม่ต้องขาดแคลนอาหารจานเนื้อนานกว่าครึ่งปี
หลินจื่อเหยียนที่ออกไปซื้อฟืนก็เดินเข้ามา เขาได้ยินคำพูดเหล่านั้นของพี่รองพอดี… “ในเมื่อแกงเครื่องในแพะมีประโยชน์ถึงขนาดนั้น เหตุใดไม่เห็นพี่รองทำให้กินมาก่อนเลย ?”
หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่เขา แม้ว่าแกงเครื่องในแพะจะมีประโยชน์ แต่การจัดการกับเครื่องในเป็นงานหนักที่แทบเอาชีวิตคนได้เลย ! โชคดีที่มีหยาเอ๋อร์คอยช่วย เช่นนั้นนางไม่มีทางอยากกินและยิ่งไม่มีทางเปลืองแรงเองด้วย
ยายเจิ้งก็ไม่ได้นั่งมองเฉยๆ นางย้ายเก้าอี้ตัวเล็กเข้ามาเพื่อช่วยงาน ไส้แพะต้องใช้ตะเกียบคีบกลับด้านในออกมา จากนั้นก็ใช้เกลือขัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไส้แพะถึงจะสะอาดหมดจดและหมดกลิ่นเหม็นสาบจริงๆ
กระเพาะแพะถูกล้างสิ่งสกปรกด้านในด้วยน้ำเย็นก่อน จากนั้นถึงจะต้มด้วยน้ำร้อนแล้วใช้มีดลอกพังผืดออกตอนยังร้อนอยู่ จากนั้นนำไปใส่อ่างและล้างน้ำซ้ำไปซ้ำมา
หัวแพะต้องเผาขนออกให้หมดแล้วใช้มีดขูดอีกรอบ หรือจะถลกหนังตรงหัวออกเลยก็ได้ เก็บไว้เพียงส่วนด้านใน จากนั้นก็แช่น้ำทิ้งไว้ครึ่งวันเพื่อล้างเลือดออกให้หมด หลินเว่ยเว่ยคิดจะเก็บหัวแพะไว้ทำอย่างอื่นจึงเลือกตุ๋นเครื่องในก่อน
เครื่องในแพะถูกต้มทิ้งไว้ประมาณ1ชั่วยาม หลังกรองน้ำเลือดออกมาจนหมดแล้วก็ใส่หัวหอม ขิง โป๊ยกั๊กและเครื่องเทศจำพวกอบเชย จากนั้นก็ตุ๋นอีกประมาณครึ่งชั่วยาม กว่าจะตุ๋นเสร็จก็เป็นยามซวี (19.00 – 20.59น.) แล้ว
“หอมมาก ! บ้านใครตุ๋นเนื้อในเวลานี้ จะให้คนอื่นนอนหลับได้อย่างไร ?” ชาวเมืองหลวงส่วนใหญ่ก็กินอาหารแค่2มื้อในฤดูหนาว ยามซื่อ (09.00-10.59น.) รับประทานอาหารเช้า ส่วนยามเซิน (15.00-16.59น.) รับประทานอาหารเย็น ในเวลาประมาณยามซวีเช่นนี้ คนส่วนใหญ่ล้วนเข้านอนกันหมดแล้ว
หอมมาก หอมจนแทบจะเอาชีวิตคนได้เลย !
หมินอ๋องรู้ว่า ‘บุตรสาว’ ย้ายออกจากโรงเตี๊ยม จึงมาดูที่พักอาศัยของนางว่าเป็นอย่างไรบ้าง พอได้กลิ่นหอมเข้มข้นลอยมาในอากาศก็อดไม่ได้ที่จะขมวดพระขนง “ละแวกนี้มีร้านอาหารด้วยหรือ ? เหตุใดเปิ่นหวางถึงไม่รู้ ? หากบุตรีมาอยู่ที่นี่แล้วได้กลิ่นอาหารหอมหวนทุกวัน นางจะไม่หิวจนเป็นบ้าเอาหรือ ? แล้วเจ้าบัณฑิตน้อยทั้งสองคนนั้นจะมีสมาธิอ่านตำราอย่างไร ? เจ้าหน้าอ่อนเลือกสถานที่บ้าบออะไรกัน !”
หมินอ๋องทอดพระเนตรไปยังเด็กสาวที่ได้รับการยืนยันตัวตนจากฮ่องเต้แล้วพระองค์ก็อยากจะรับ ‘บุตรสาว’ กลับตำหนักโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นต้องทุกข์ทรมานไปพร้อมเจ้าบัณฑิตหน้าขาวแน่นอน !
หมินอ๋องยกพระหัตถ์ลูบพระอุทรแล้วบ่นอุบ “หิวแล้ว ! ไปดูสิว่าในร้านอาหารมีสิ่งใดน่าอร่อยให้กิน กลิ่นหอมถึงได้ยั่วยวนขนาดนี้ ?”
ราชองครักษ์คนสนิทก็ตามกลิ่นหอมไปด้วย ผ่านไปไม่นานก็กลับมารายงานแล้ว “ทูลท่านอ๋อง บริเวณนี้ไม่มีร้านอาหารพ่ะย่ะค่ะ”
หมินอ๋องเริ่มสับสน “ไม่มีร้านอาหาร แล้วกลิ่นหอมนั้นลอยมาจากที่ใด ?”
ราชองครักษ์คนสนิทเงยหน้ามองพระองค์ “ปะ…เป็นแกงแพะที่ ‘เด็กสาว’ คนนั้นทำเองพ่ะย่ะค่ะ”
“เด็กสาว ? เด็กสาวบ้านไหนจึงเก่งขนาดนี้ ?” พอเห็นราชองครักษ์มองดวงพักตร์อีกครั้ง หมินอ๋องก็มีดวงเนตรเบิกกว้างในทันทีและชี้มาที่พระองค์เอง “เด็กสาวของบ้านเปิ่นหวาง ? เป็นบุตรสาวสุดที่รักคนนั้นจริงหรือ ? ฮ่าฮ่าฮ่า…เก่งกาจ ฉลาด มีไหวพริบและมีฝีมือถึงขนาดนี้ จะไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ของตระกูลจ้าวได้อย่างไร ?”
หมินอ๋องรีบใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นต้นไม้ในตรอกนั้นเพื่อทอดพระเนตรเข้าไปในบ้านที่พวกหลินเว่ยเว่ยเช่าอยู่ ห้องครัวเล็กๆสว่างด้วยแสงเทียนสลัวพร้อมกลิ่นหอมที่กำลังลอยออกมา ร่างผอมเพรียวเดินไปเดินมาในลานบ้าน…
หมินอ๋องสูดกลิ่นหอมเข้าลึก…ไม่ได้เสวยแกงแพะที่ ‘บุตรสาว’ ทำ แต่ได้ดมกลิ่นมากหน่อยก็ยังดี
ตอนที่ร่างของเจียงโม่หานปรากฎในลานบ้าน หมินอ๋องก็จ้องอย่างเอาเป็นเอาตายทันที…เจ้าไก่อ่อนได้กินอาหารฝีมือ ‘บุตรสาว’ แต่คนเป็นฟู่หวางกลับต้องมาปีนต้นไม้เพื่อดมกลิ่น ความยุติธรรมอยู่แห่งหนใด ? เมื่อไรจะได้เสวยอาหารจากความกตัญญูของ ‘บุตรสาว’ ?
เจียงโม่หานที่ยืนหันหลังให้ต้นไม้ก็หยุดเดินไปพักหนึ่ง เพราะเขามีความรู้สึกอยากเอื้อมมือมากุมหน้าผากตัวเอง…หมินอ๋องช่วยยกระดับการสะกดรอยตามหน่อยได้หรือไม่ อย่าซ่อนศีรษะแต่โผล่หางออกมาได้หรือเปล่า ?
หลังก้มหน้ามองแกงเครื่องในแพะที่ชวนน้ำลายไหลในมือแล้ว แววตาของเจียงโม่หานก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแสนภาคภูมิใจ…พอได้กลิ่นนี้แล้ว หมินอ๋องอยากจะเสวยบ้างหรือเปล่า ?
ตอนที่ 493: นางคือชาวนามืออาชีพ
ตามที่เจียงโม่หานรู้จักฟู่หวางซึ่งไร้วาสนาต่อกันในชาติก่อน คนผู้นี้เป็นนักกินตัวยง แม้แต่ร้านอาหารลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกลึกที่สุดของเมืองหลวง พระองค์ก็ไปเป็นลูกค้ามาแล้ว ถ้าได้ยินว่าที่ใดมีอาหารโอชะไม่เหมือนร้านใด หากไม่ไกลเกินพันลี้ พระองค์ก็จะไปลองชิมแน่นอน วันนี้จึงไม่รู้ว่าพระองค์สามารถอดทนได้อย่างไร !
ยายเจิ้งช่วยงานมาตลอดทั้งบ่าย หลังต้มแกงเครื่องในแพะเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ตักให้นางสองชาม…เพื่อนบ้านนี่นา การไปมาหาสู่กันถึงจะมีความราบรื่น !
ยายเจิ้งปฏิเสธไม่เคยชนะ วันรุ่งขึ้นจึงเก็บผักสองสามชนิดในแปลงไปให้หลินเว่ยเว่ย
ในขณะที่แกงยังไม่ทันต้มเสร็จและกลิ่นหอมเพิ่งลอยฟุ้งในอากาศ ตาฉู่ก็นั่งไม่ติดแล้ว เขารับประทานอาหารเย็นมาได้2ชั่วยาม บะหมี่ผัดซอสเต้าเจี้ยวชามนั้นที่กินไปแล้วจึงย่อยพอสมควร เขาล้มตัวลงนอนบนเตียงเตาอุ่นๆ แต่ไม่ว่าจะพลิกตัวไปมาเหมือนแป้งทอดอย่างไร เขาก็ยังนอนไม่หลับอยู่ดี
ตอนที่หลินเว่ยเว่ยนำแกงเครื่องในแพะมาให้ ตัวเขาก็ได้ยินแล้วจึงรีบแต่งตัวออกไปนั่งข้างนอก ตอนยายเจิ้งยกแกงเครื่องในแพะเข้ามา เขาก็กลั้นความตะกละเอาไว้แล้วแค่นเสียง ฮึ ฮึ “ปกติเจ้าไม่ยอมเอาเปรียบคนอื่น ? แล้วเหตุใดวันนี้ยังรับมาอีกชาม ?”
“หลินกู่เหนียงน่ารักมาก ปฏิเสธมากเกินไปก็จะดูไม่ดี แกงเครื่องในแพะนี้ข้าก็เรียนทำมาแล้ว คราวหน้าตอนพวกเราทำก็ค่อยเอาไปให้พวกนางสักสองสามชาม !” ยายเจิ้งอ่านท่าทางเสแสร้งของตาเฒ่าออก นางจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “รีบกินตอนยังร้อนเถิด ! กินเสร็จแล้ว ข้าจะได้เอาชามไปล้างแล้วคืนพวกนาง !”
ตาฉู่มองภรรยาด้วยความประหลาดใจ…นางเปลี่ยนเป็นคนใจกว้างขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใด ? ถ้าเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน แกงสองสามชามที่ว่าจะต้องถูกนางเก็บไว้อีก2วันแล้วค่อยเอาออกมากินแน่นอน !
ยายเจิ้งยิ้มจนตาหยีแล้วมองเขา “แกงเครื่องในแพะหม้อใหญ่ รวมค่าวัตถุดิบแล้วยังเป็นเงินแค่10อีแปะ แต่ทำแล้วกินได้ตั้งหลายวัน ! นอกจากได้ซดน้ำแกงแล้วยังเอาผักกาดขาวลงไปต้ม หรือกินกับบะหมี่ได้ด้วย…เจ้าดูเถิด อย่ามองว่าหลินกู่เหนียงคนนี้อายุยังน้อยเลย นางใช้ชีวิตอย่างมีสติ หางหมู2หางสามารถทำอาหารออกมาได้หนึ่งจาน วัตถุดิบที่ใช้รวมกันแล้วเป็นเงินแค่ไม่กี่อีแปะเอง
นางยังบอกว่า ไม่ใช่แค่พวกเครื่องในแพะเหล่านี้ ถ้าจัดการเครื่องในหมูดีๆ แล้วเวลาทำออกมาจะอร่อยกว่าเจ้านี่อีก ! รอให้ข้าทำเป็นเมื่อใด ต่อไปเจ้าก็ไม่ต้องเอาแต่บ่นว่าในบ้านไม่มีอาหารจานเนื้ออีก !”
“นางมีฝีมือดีขนาดนี้ ทั้งยังยอมสอนคนอื่นง่ายๆอีกหรือ ?” ตาฉู่คิดว่าเด็กสาวจะเป็นคนโง่ขนาดนี้เชียว เพิ่งรู้จักกันก็สอนคนอื่นทำอาหารแล้ว ?
ยายเจิ้งกลอกตาใส่เขา “หลินกู่เหนียงเป็นคนดี เข้าใจความลำบากของเรานานแล้ว นางกำลังช่วยพวกเรา! พวกเราจะเนรคุณไม่ได้ ต้องทำกินกันในครอบครัวเท่านั้น จะเอาสูตรของนางไปบอกคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด!”
ตาฉู่พยักหน้า “นางหนูคนนี้ไร้เดียงสาเกินไป เชื่อใจคนอื่นง่ายมาก ! ต่อไปเจ้าช่วยเป็นหูเป็นตาแทนนางหน่อย อย่าให้โดนชายชั่วหลอกไปได้ !”
ยายเจิ้งถลึงตาใส่เขา “เจ้าพูดต่อหน้าข้าก็พอ อย่าไปพูดจาเหลวไหลต่อหน้าหลินกู่เหนียงกับคู่หมั้นเด็ดขาด ข้าคิดว่าเจียงเจี้ยหยวนคนนั้นดูไม่เหมือนคนโลเล”
“เฮอะ ! ตอนแรกผู้ชายของญาญาก็ไม่ได้รักนางหมดหัวใจหรือ ? ต่อมาพอมีเงินเข้าหน่อยก็รับอนุคนแล้วคนเล่าเข้าบ้าน สุดท้ายก็รักอนุจนหลงลืมภรรยาเอก บีบคั้นญาญาของเราจนตาย ! ถ้าเฉียงจื่อของเรายังอยู่ เจ้าเดรัจฉานนั่นไม่มีทางกล้าทำตัวโอหังขนาดนั้นแน่นอน…” เมื่อพูดถึงบุตรสาวที่จากไปและบุตรชายที่ไม่รู้ว่าเป็นหรือตายหลังจากเข้าร่วมกองทัพ ตาฉู่ก็ไม่อยากอาหารขึ้นมาทันที
ขณะพูด ยายเจิ้งก็ยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตา ก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดว่า “ผ่านไปนานขนาดนี้แล้วยังจะพูดเรื่องพวกนี้ทำไมอีก ? ตอนนี้ข้าเหลือแค่เจ้าคนเดียว เจ้าจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป”
ขณะมองผมสีขาวบนศีรษะของคู่ชีวิต ตาฉู่ก็ตบหลังมืออันผอมแห้งของนาง “ใช่ เราต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป อย่างไรเจ้าเดรัจฉานนั่นก็ต้องได้รับผลกรรม ! ใครก็บอกว่าไม่มีข่าวถึงจะเป็นข่าวดีที่สุด ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งเฉียงจื่ออาจกลับมาก็ได้ เราต้องดูแลบ้านหลังนี้แทนเขาดีๆ ไม่อย่างนั้นแม้แต่ลูกสะใภ้ก็อาจแต่งเข้าบ้านไม่ได้…”
ยายเจิ้งไม่มีความหวังอะไรต่อการกลับมาของบุตรชายแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำลายความหวังของคู่ชีวิต นางดันชามแกงเครื่องในแพะใส่มือตาเฒ่าแล้วฝืนยิ้ม “ใช่ ! เจ้าจะต้องดูแลร่างกายให้ดี จะได้มีแรงอุ้มหลาน ! กินเถิด ถ้ายังไม่กินอีกมันจะเย็นเอาได้ หลินกู่เหนียงบอกแล้วว่าแกงเครื่องในแพะดีต่อสุขภาพ !”
ส่วนพวกหลินเว่ยเว่ย ตอนนี้กำลังนั่งล้อมวงและรับประทานอาหารเย็นกันอยู่ แกงเครื่องในแพะ หางหมูผัดตะไคร้และยังมีผัดกะหล่ำดอกอีกจาน อาหารหลักคือเครื่องในแพะกับข้าวขาว
แกงเครื่องในแพะกลิ่นหอมหวนกับหางหมูกรอบๆผัดใส่ตะไคร้ เวลากินแล้วมีรสสัมผัสสุดยอด หลินเว่ยเว่ยแทะหางหมูไปพลางพูดไปด้วย “พรุ่งนี้ไปซื้อเขียงใหม่สักอันแล้วก็โต๊ะกับเก้าอี้อีกสักสองสามตัว อย่างไรก็จะใช้โต๊ะเขียนหนังสือมาทำเป็นโต๊ะกินข้าวตลอดไม่ได้ ทำให้เปื้อนแล้วจะเขียนอักษรได้อย่างไร?”
“ไม่รีบ พรุ่งนี้พักผ่อนสักวัน ขาดเหลืออะไรพวกเราค่อยซื้อเข้ามาก็ได้” ระหว่างเดินทางนี้ คนเหนื่อยที่สุดก็คือเด็กน้อย ลำบากมาตลอดทางยังไม่เคยบ่น แถมยังต้องคิดหาของกินให้พวกเขาอีก ตั้งแต่เช้าจรดเย็นไม่มีเวลาว่างสักอึดใจเดียว ขณะมองร่างกายที่ผอมเพรียวของนางแล้ว เจียงโม่หานก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา
“ไม่เป็นไร ข้าไม่เหนื่อย ! พรุ่งนี้เจ้ากับต้าฮว๋าพักกันเถิด ประเดี๋ยวข้า พี่ซัวถัวแล้วก็พี่หยาเอ๋อร์จะออกไปซื้อของเอง อย่างไรก็ต้องซื้อเขียงกับอ่างกลับมาก่อน เพราะจะเอาแต่ยืมของคนอื่นไม่ได้” บนตัวหลินเว่ยเว่ยราวกับมีพลังที่ไม่มีวันหมด เมื่อก่อนตอนอยู่หมู่บ้านฉือหลี่โกว นางก็มักทำตัวให้ยุ่งเสมอจึงชินชากับมันแล้ว
ห้องปีกทางตะวันตกและตะวันออกรวมมีด้วยกัน4ห้อง หลินเว่ยเว่ยและพวกเจียงโม่หานพักคนละห้อง ส่วนซัวถัวและหยาเอ๋อร์สองสามีภรรยาอยู่ห้องเดียวกัน หยาเอ๋อร์ยังอยากจะอยู่ห้องเดียวกับหลินเว่ยเว่ยเพื่อคอยดูแล…เพราะนางได้ยินมาว่าสาวใช้ในบ้านตระกูลใหญ่ก็จะอยู่กับเจ้านายตลอดทั้งคืน
หลินเว่ยเว่ยปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “พี่หยาเอ๋อร์ ที่ข้าให้เจ้าตามมาด้วย ไม่ได้ให้มาเป็นสาวใช้ แต่เป็นหัวหน้าแม่บ้านคอยจัดการเรื่องต่างๆ ! และตัวข้าเองก็อยู่คนเดียวจนชินแล้ว มีคนเพิ่มก็จะนอนไม่หลับ”
สองสามีภรรยาคู่นี้เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน ระหว่างหนึ่งเดือนที่เดินทางมานี้ก็นอนแยกห้องกันตลอด ยิ่งห่างไกลยิ่งทำให้คิดถึงกัน หากนางเห็นด้วยที่ให้หยาเอ๋อร์มานอนค้างในห้องกับตน นางก็จะไม่ได้กลายเป็นคนใจร้ายที่แยกคู่รักข้าวใหม่ปลามันออกจากกันหรือ ? อีกอย่างคือนางมีความลับที่บอกใครไม่ได้อยู่ หากมีคนมาร่วมห้องก็ไม่สะดวก !
หลังจากผลักหยาเอ๋อร์กลับห้องไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็บอกฝันดีกับบัณฑิตน้อยแล้วลงกลอนประตูห้องเพื่อเข้าไปในมิติน้ำพุวิญญาณทันที นางแช่ตัวในบ่อที่มีน้ำพุวิญญาณอยู่อย่างมีความสุข นอกจากนี้ยังเด็ดลูกท้อซึ่งหวานและสดใหม่มากินอย่างเพลิดเพลิน
นี่ก็ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว ข้าวสาลีที่ปลูกไว้สูงเท่าต้นขา ข้าวโพดก็สูงกว่าครึ่งตัวคน ที่เติบโตได้ดีสุดต้องยกให้ข้าวขาว20หมู่…ใช้น้ำพุวิญญาณหล่อเลี้ยงจะไม่เจริญเติบโตอย่างงดงามได้หรือ ?
ทว่าเนื่องจากเมล็ดข้าวขาวในสมัยโบราณมีจำกัด ดังนั้นผลผลิตของข้าวขาวอย่างมากสุดก็ได้ไม่เกิน500-600ชั่ง แต่ผลผลิตปริมาณเท่านี้ก็แทบกลายเป็นแค่เรื่องเล่าที่ไม่มีอยู่จริงในยุคนี้ ! ข้าวขาวนอกห้วงมิติน้ำพุวิญญาณให้ผลผลิตประมาณ200ชั่งต่อหมู่ หากได้300ชั่งก็ถือว่าเป็นผลผลิตที่สูงมากแล้ว หากนำเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวที่ให้ผลผลิต500ชั่งต่อหมู่ออกไป แม้แต่ฮ่องเต้ก็คงแตกตื่นพระทัย !
แต่หลินเว่ยเว่ยที่เคยได้เห็น ‘อานุภาพ’ ของข้าวพันธุ์ผสมปู่หยวน ( บิดาแห่งข้าวไฮบริดของจีน ) แล้วย่อมไม่พอใจต่อผลผลิตแค่500-600ชั่งต่อหนึ่งหมู่อย่างแน่นอน
ตอนที่ 494: โจรโฉดคือ…ท่านอ๋อง ?
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร นางในชาติที่แล้วก็เป็นนักศึกษาชั้นแนวหน้าของภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร มีความชำนาญด้านการผสมพันธุ์ข้าว ‘นางสามารถมองได้ไกล ก็เพราะนางยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์’ ดังนั้นการจะสร้างเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวให้มีผลผลิต1พันชั่งต่อหมู่ นางยังมีความเชื่อว่าจะทำสำเร็จ !
หลินเว่ยเว่ยที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยอันรุ่งเรืองของประเทศจีนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปัจจัยสี่ ย่อมไม่รู้ว่าผลผลิตข้าว1พันชั่งต่อหมู่ มีความหมายต่อราษฎรหรือราชสำนักอย่างไร
ยกตัวอย่างเรื่องภาษีที่ดินสิบห้าส่วนขึ้นมาพูดก็แล้วกัน หากผลผลิตต่อ1หมู่อยู่ที่150ชั่ง ต้องจ่ายภาษีเป็นจำนวน10ชั่ง ส่วนราษฎรจะได้เก็บไว้กิน140ชั่ง และถ้าหักปัจจัยอื่นออกไปแล้วผลผลิตต่อหนึ่งหมู่ก็จะเพียงพอให้คนวัยหนุ่มจำนวนหนึ่งคนกินได้เพียงเดือนกว่าเท่านั้น…
จำนวนที่ดินซึ่งถูกเก็บบันทึกไว้ในสถิติของต้าเซี่ยคือ หนึ่งร้อยเก้าสิบล้านหมู่ ทว่าภาษีที่เก็บได้กลับมีน้อยกว่าสี่ถึงหกร้อยล้านชั่ง ยิ่งไปกว่านั้นคือที่นาส่วนใหญ่ยังเป็นของครอบครัวขุนนางและผู้มีอำนาจที่ได้รับการยกเว้นภาษี…
ถ้าผลผลิตมีถึง1พันชั่งต่อหมู่ อย่าว่าแต่ภาษี15ต่อหมู่เลย แม้จะเก็บ20ก็ได้ภาษีที่ดินกลับมามากกว่า5เท่า
ราษฎรยังเหลือข้าวไว้กินมากกว่าเดิม ดังนั้นราษฎรที่ได้รับผลประโยชน์จึงยินดีที่จะลงแรงบุกเบิกพื้นที่รกร้างแล้วขยับขยายพื้นที่ทางการเกษตร เมื่อราษฎรมั่งมีแล้วแผ่นดินย่อมแข็งแกร่ง ต้าเซี่ยยังต้องกังวลว่าจะไม่ยิ่งใหญ่อีกหรือ ?
ในเวลานี้หลินเว่ยเว่ยว่าที่ ‘มารดาแห่งข้าว’ กำลังเดินเล่นอยู่ตามถนนของเมืองหลวง นางได้เจอเขียงที่ถูกใจแล้ว เมื่อต่อรองราคาเสร็จก็จ่ายเงิน พอหันกลับไปมองก็ได้พบกับใบหน้าที่คุ้นเคย…ลุงที่มีเคราเหมือนขนเม่น ณ โรงเตี๊ยม !
เฮอะ ! เจ้าหมอนี่ไม่ได้สะกดรอยตามนางเพียงวันเดียวเสียแล้วสิ หรือว่าจับตามองนางตั้งแต่เข้าเมืองหลวงมาแล้ว ? โจรในเมืองหลวงกล้าลงมือโจ่งแจ้งขนาดนี้เลยหรือ ?
หลินเว่ยเว่ยกลอกตาไปมาแล้วให้ซัวถัวกับหยาเอ๋อร์นำของที่ซื้อกลับไปบ้านเช่าก่อน จากนั้นก็ล่อลุงเคราขนเม่นไปยังตรอกที่มีผู้คนเข้าออกน้อย…
“เด็กคนนั้น ไม่มีธุระแล้วจะเข้าไปในตรอกมืดทำไม ? หากไปเจอคนชั่วเข้าจะทำอย่างไร ? ชอบทำให้ผู้อื่นเป็นห่วงนัก !” หมินอ๋องบ่นพึมพำขณะดำเนินเข้าไปในตรอก แต่พอดำเนินไปจนสุดตรอกแล้วกลับไม่พบร่างของคนที่ตามหา หืม นางหายไปไหนแล้ว ?
“เจ้ากำลังตามหาข้าอยู่หรือ ?” ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ออกมาปรากฏกายทางด้านหลังพร้อมถือไม้นวดแป้งที่เพิ่งซื้อมาเมื่อครู่ไว้ในมือและใช้มันเคาะที่ฝ่ามือเบาๆ
หืม ? เด็กคนนี้วิ่งมาอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อใด ? ใช้ได้ไม่เบา มีพรสวรรค์ดี ! หมินอ๋องคาดไม่ถึงว่าพระองค์จะมีวันที่สะกดรอยตามเป้าหมายผิดพลาดและยังโดนขวางไว้ในตรอกด้วย !
“หากข้าจำไม่ผิด เมื่อวานข้าก็เจอเจ้าที่โรงเตี๊ยม วันนี้ยังบังเอิญมาเจออีก มันบังเอิญไปหน่อยใช่หรือไม่ ?” หลินเว่ยเว่ยนำไม้นวดแป้งมาพาดไว้บนไหล่ ก่อนจะเปล่งเสียงแบบอันธพาลออกมาด้วยความเบื่อหน่าย
หมินอ๋องกระแอมไอแก้ขัดเขินแล้วพยักดวงพักตร์ “ใช่ บังเอิญมาก !”
“เจ้าตามข้ามานานขนาดนี้ ไม่ทราบว่าอยากได้ทรัพย์สินหรืออยากได้ตัวข้า ? หรือว่าอยากได้ทั้งสองอย่างกันแน่ ?” หลินเว่ยเว่ยไม่พูดจาอ้อมค้อม นางเปิดประเด็นออกมาตามตรง
หมินอ๋องแทบสำลักน้ำลาย “เจ้าเด็กคนนี้ พูดจาเหลวไหลอะไร ? โรงเตี๊ยมมีแค่เจ้าคนเดียวที่ไปได้หรือ ? บนถนนมีเจ้าแค่คนเดียวที่เดินได้หรือไร ?”
“เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าหน่อยว่ามาทำอะไรในตรอกที่ไร้ผู้คนแบบนี้ ?” หลินเว่ยเว่ยเผยแววตาเชือดเฉือนพร้อมร่างกายผอมบางที่ปลดปล่อยพลังงานอันน่าเกรงขามออกมา
หมินอ๋องอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในหทัย สมแล้วที่เป็นเมล็ดพันธุ์ตระกูลจ้าว แม้จะไม่ได้เติบโตข้างพระวรกาย แต่กลับมีรัศมีอันเป็นเอกลักษณ์ของคนตระกูลจ้าว รัศมีของพวกพระองค์มาจากการกรำศึกสงครามมานับพันสนาม แต่เด็กคนนี้มีตั้งแต่กำเนิด…ต้องขอบคุณที่สวรรค์ประทานลงมา ทำให้คนอดริษยาไม่ได้ !
หมินอ๋องแย้มพระโอษฐ์ “นางหนู ในเมื่อเจ้ามาเดินในตรอกนี้ได้ แล้วเหตุใดข้าจะมาบ้างไม่ได้ ?”
“ทำไมน่ะหรือ ? แน่นอนว่าเป็นเพราะ…เหตุผลนี้ !” หลินเว่ยเว่ยเบื่อพูดกับอีกฝ่ายแล้ว นางพุ่งออกไปพร้อมไม้นวดแป้ง…แน่นอนว่าใครมือหนักกว่ากันก็ได้เป็นพี่ใหญ่ !
ฟิ้ว ! ในขณะฟังเสียงของไม้นวดแป้งปะทะเข้ากับสายลม พระองค์ก็รู้ได้ถึงพละกำลังของเด็กคนนี้และความรวดเร็วขนาดไหน…คุณสมบัติของผู้ที่เกิดมาเป็นนักรบ ! ฮ่าฮ่า ! หมินอ๋องเผยดวงเนตรชื่นชมและตัดสินพระทัยว่าจะทดสอบศิลปะการต่อสู้ของ ‘บุตรสาว’ สักพัก
หลินเว่ยเว่ยเรียนศิลปะการต่อสู้จากหลีชิงได้ระยะหนึ่ง เมื่อรวมกับพละกำลังที่มีแล้วแค่ไม้นวดแป้งอันเดียวก็เหมือนพยัคฆ์ติดปีก แต่น่าเสียดายที่ไม้นวดแป้งทั้งเบาและเปราะบางเกินไปจึงใช้ไม่ถนัดมือ หากเอากระบองเหล็กของนางมาด้วยก็คงดี !
ลุงคนนี้ยังถือว่าเก่งพอตัว เพราะสามารถสู้กับนางได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ หลินเว่ยเว่ยสะดุดและก้าวพลาด ส่วนไม้นวดแป้งก็ลอยผ่านศีรษะของหมินอ๋องไป
สวรรค์ หากคราวนี้พลาดท่าโดนเข้าจริงๆ ศีรษะของพระองค์ต้องแตกแน่ ! หมินอ๋องเหน็บกระบี่ไว้ที่บั้นพระองค์หนึ่งเล่ม ทว่าในเมืองหลวงแห่งนี้ผู้ที่จะสามารถบีบให้พระองค์ชักกระบี่ออกจากฝักเพื่อรับมือ ยังไม่ถือกำเนิดขึ้นมา หลังจากได้รู้ว่า ‘บุตรสาว’ มีพละกำลังมหาศาล หมินอ๋องก็ไม่คิดจะรับมือกับนางโดยตรง…ทำเพียงหลบ และหลบหลีก จากนั้นก็หลบแล้วหลบอีก…
หลินเว่ยเว่ยควบคุมไม่ทัน พอไม้นวดแป้งกระทบกับกำแพงก็แตกเป็นสี่ห้าส่วนทันที ส่วนอิฐกำแพงก็แตกออกด้วย นี่ยังเป็นพลังแค่2-3ส่วนของนางเท่านั้น เพราะหากใช้พลังทั้งหมดก็เกรงว่ากำแพงจะพังลงมาทั้งแถบ
ไม่มีอาวุธอยู่ในมือแล้ว ? ไม่เป็นไร ใช้หมัดก็ได้ ! หัวใจอันกล้าหาญของหลินเว่ยเว่ยถูกปลุกเร้า…ถ้าแม้แต่โจรคนเดียวยังจัดการไม่ได้ แล้วจะปกป้องบัณฑิตรูปงามของนางได้อย่างไร ?
หมินอ๋องปะทะกับนางมือเปล่าสองสามกระบวนท่า…โอ้ เด็กน้อยมีพละกำลังเหนือคนทั่วไปจริงๆ หากไม่ได้เป็นเพราะมีประสบการณ์หลากหลาย ต่อสู้มือเปล่าจนชำนาญจึงลดทอนพละกำลังส่วนใหญ่ของนางได้ กระดูกแขนของพระองค์ก็คงหักเพราะนาง !
แม้ว่าหมินอ๋องจะไม่ได้มีพละกำลังมหาศาลมาจากบรรพบุรุษ แต่กำลังแขนก็สูงกว่าคนทั่วไป น้อยครั้งที่จะได้พบกับคู่ต่อสู้ฝีมือทัดเทียมกันขนาดนี้ ยิ่งสู้ก็ยิ่งเพลิน ยิ่งสู้ก็ยิ่งตื่นเต้น…
หลังจากสู้กันไปมา ทั้งสองก็ออกมาจากตรอกและไม่ทันสังเกตว่าผู้คนรอบข้างเริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ…
“นั่นคือผู้ใด ? กล้าก่อเรื่องในเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ ?” กองกำลังรักษาความสงบในเมืองหลวงที่เข้าเวรอยู่ในวันนี้และกำลังพากันมาลาดตระเวนอยู่บนถนน พอเห็นการสัญจรติดขัดเพราะกลุ่มคนจากระยะไกลแล้วยังมีคนบอกว่าด้านหน้ามีการต่อสู้กัน กองกำลังรักษาความสงบก็พาคนมาทำลายวงล้อมของฝูงชนแล้วล้อมคนที่กำลังต่อสู้เอาไว้
“ไปจับตัว…หืม ? หมินอ๋อง ?” หนึ่งในนายทหารกองกำลังรักษาความสงบทำท่าทางประหลาดใจ…หมินอ๋องกำลังรับมืออย่างยากลำบากกับเด็กสาวคนหนึ่งบนท้องถนน ? ตนคงไม่ได้ฝันไปหรอกกระมัง ?
เขาต้องฝันไปแน่ ! จะมีคนสติเลอะเลือนที่ใดมาหาเรื่องหมินอ๋อง ? ไม่ถูกสิ…จะมีใครที่ฝีมือสูสีกับหมินอ๋อง ? แถมอีกฝ่ายยังเป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่ง ?
หรือว่า…จะเป็นเด็กสาวที่หมินอ๋องโปรดปราน พระองค์จึงออมมือให้นาง ? แต่ก็ไม่ใช่อีก ! ทั่วทั้งเมืองหลวงมีใครไม่รู้บ้างว่าหมินอ๋องและหมินหวางเฟยรักกันหมดหทัย ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ช่วงสิบกว่าปีมานี้ที่หมินหวางเฟยประชวร หมินอ๋องก็ไม่เคยหมดรัก ?
หรือว่า…บนโลกใบนี้ยังจะมีคนสองคนที่เหมือนกันไปเสียทุกอย่าง ?
มะ…หมินอ๋อง ? เท้าที่เตะออกไปของหลินเว่ยเว่ยทำให้ตัวโจรโฉดถอยออกไป ทันใดนั้นนางก็รีบหันไปมองรอบข้าง หมินอ๋องอยู่ที่ใด ? ทันใดนั้นสายตาของนางก็จับจ้องไปที่นายทหารบนหลังม้าและเห็นว่าเขารีบกระโดดลงมาพลางเดินเข้ามาคารวะลุงเคราขนเม่นที่เพิ่งสู้กับนางเมื่อครู่อย่างนอบน้อม
เวรกรรม ! หลินเว่ยเว่ยแทบจะสำลักคำพูดหยาบคายออกมา บุรุษที่นางคิดว่าเป็นโจรชั่ว กลายเป็น…หมินอ๋องที่ฮ่องเต้ให้ความไว้วางพระทัย เสาหลักแถวหน้าของแผ่นดินต้าเซี่ย…เทพสงครามหมินอ๋อง ?
[1] สามารถมองได้ไกล ก็เพราะยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ หมายถึง การที่คนรุ่นใหม่มองอะไรได้ไกลกว่าคนยุคเก่า ไม่ได้เป็นเพราะเก่งกว่า แต่เป็นเพราะสิ่งที่คนยุคก่อนหน้าทำเอาไว้ได้ช่วยยกระดับการมองเห็นของเราให้กว้างไกลมากยิ่งขึ้นเหมือนได้ยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์นั่นเอง
ตอนที่ 495: แม้จะมีตัวช่วยมากมายเช่นนี้ ก็ช่วยเจ้าไม่ไหว
ทำร้ายท่านอ๋องมีโทษสถานใด ? จะโดนตัดศีรษะหรือเปล่า ? ทันใดนั้นนางก็ใช้โอกาสที่นายทหารและลุงเคราเหมือนขนเม่นกำลังสนทนากัน…รีบหนีเอาตัวรอด ! ถ้าไม่หนีแล้วจะอยู่รอรับโทษหรือไร ? ฮือฮือฮือ บัณฑิตน้อย ดูเหมือนข้าก่อเรื่องแล้ว แถมยังเป็นเรื่องใหญ่มากด้วย…!
นายทหารของกองกำลังรักษาความสงบเห็นเด็กสาวที่สู้กับหมินอ๋องเมื่อครู่กลอกตาไปมาอย่างรวดเร็วและค่อยๆถอยเข้าไปในฝูงชน จากนั้นก็วิ่งหนีออกไปทันที เขาจึงหันไปมองหมินอ๋อง “ทูลท่านอ๋อง ประเดี๋ยวกระหม่อมจะออกคำสั่งให้ไล่จับนางกลับมา…ดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ?”
ดวงเนตรดุร้ายราวกับพยัคฆ์ของหมินอ๋องฉายแววแห่งรอยยิ้ม จากนั้นโบกพระหัตถ์ “ไม่ต้อง ! นางหนีไปไหนไม่พ้นหรอก !”
หลังจากหลินเว่ยเว่ยออกมาจากฝูงชนได้แล้วไม่เห็นว่ามีใครมาตามจับ นางก็รีบวิ่งกลับบ้านเช่าทันที แม้แต่วิชาตัวเบาแมวสามขาที่เพิ่งเรียนมาก็งัดออกมาใช้ด้วย ตอนวิ่งเข้าไปในตรอก ยังไม่ลืมหยุดมองโดยรอบอย่างลับๆล่อๆ เพราะกลัวว่าจะมีใครตามมาเจอรังซ่อนตัวของนาง
ปัง ! ตอนเข้าบ้านแล้วปิดประตู นางควบคุมแรงได้ไม่ดี เสียงโครมครามจึงเกิดขึ้น ทำให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านรีบออกมาดูทันทีว่าเกิดอะไร
ในมือของหลินจื่อเหยียนยังถือพู่กันอยู่ เมื่อเห็นว่าเป็นพี่รองแล้วเขาก็รีบพูดว่า “พี่รอง ท่านเบามือหน่อย อย่าทำประตูบ้านคนอื่นพัง !”
สองสามีภรรยาเฒ่าที่อยู่บ้านหลักก็เห็นว่าไม่มีเรื่องใหญ่อะไร จึงกลับเข้าไปอยู่ด้านในดังเดิม…เรียกว่ายายเจิ้งลากคู่ชีวิตกลับเข้าไปดีกว่า เพราะนางกลัว ! กลัวว่าตาเฒ่าจะพูดอะไรที่ไม่น่าฟังออกมา แล้วนางจะหาผู้เช่าที่ดีขนาดนี้ได้จากที่ใดอีก ?
แต่เจียงโม่หานเห็นความตื่นตระหนกในแววตาเด็กน้อย เขาแอบส่ายหน้าแล้วถามว่า “พูดมา เจ้าไปก่อเรื่องอะไรมาอีก ?”
“ก่อเรื่อง ‘อีก’ อะไรกัน ? ข้าเป็นคนสุขุมขนาดนี้ เคยก่อเรื่องตั้งแต่เมื่อไร ?” หลินเว่ยเว่ยแกล้งทำตัวหนักแน่นพลางเดินมาหยุดตรงเบื้องหน้าของคู่หมั้นหนุ่ม ลังเลอยู่พักหนึ่งนางก็สารภาพออกมา “ขะ…ข้าไปทะเลาะกับคนอื่นมา !”
หลินจื่อเหยียนรีบเข้ามาฟังด้วย ทันใดนั้นเขาก็มีสีหน้าตื่นตกใจ “พี่รอง ท่านคงไม่ได้ลงไม้ลงมือกับอีกฝ่ายจนตายไปแล้วกระมัง ?”
“เปล่า…” แววตาของหลินเว่ยเว่ยสั่นไหวพร้อมพูดจาไม่ลื่นไหล
หลินจื่อเหยียนมีลางสังหรณ์ไม่ดี “ท่าน…ทำแขนหรือขาของเขาหัก ?”
“ไม่ใช่อยู่ดี…อีกฝ่ายไม่ได้รับบาดเจ็บ…” หลินเว่ยเว่ยหยิกเล็บที่นิ้วหัวแม่โป้งของตน…ผู้ที่สนิทสนมต่างรู้ดีว่านี่เป็นท่าทางเวลาสำนึกผิดของนาง
หลินจื่อเหยียนลูบหน้าอกและถอนหายใจออกมา “ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว ดีเหลือเกิน…”
เจียงโม่หานจ้องนางแล้วถามว่า “ไปทะเลาะกับใครมา ? รู้ฐานะของอีกฝ่ายหรือเปล่า ?”
ทันใดนั้นหลินจื่อเหยียนก็กลับมากังวลอีกครั้ง ใช่ ! ไปทะเลาะกับใครมา ? ในเมืองหลวงแห่งนี้มีขุนนางขั้นห้าเดินเกลื่อนถนนไปหมด ขั้นสามขั้นสี่ก็มากมาย แค่ขวางไม้ออกไปก็อาจโดนบุคคลทรงอำนาจแล้ว พี่รองคงไม่ได้…ไปผิดใจกับผู้ที่ไม่ควรผิดใจมาหรอกกระมัง ?
“ปะ…เป็นหมินอ๋อง…” หลินเว่ยเว่ยบ่นอุบทันที “เรื่องนี้จะโทษข้าก็ไม่ได้หรอก ใครใช้ให้เขามาสะกดรอยตามข้าเอง ?”
“ผู้ใดนะ ? มะ…หมินอ๋อง ? คงไม่ได้เป็นคนที่ข้าคิดไว้คนนั้น ?” สวรรค์ ! พี่รองยังกล้าบอกว่าตนไม่ได้ไปก่อเรื่องมา ? สำหรับพวกเขาแล้ว นั่นเป็นคนในตำนานที่ยังมีลมหายใจอยู่…ไม่สิ พี่รองอาจจำคนผิด ! หมินอ๋องจะมาสะกดรอยตามพี่รองได้อย่างไร ?
พูดถึงหน้าตาของพี่รองก็พอดูได้ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่เห็นแล้วก็ละสายตาไม่ได้ทำนองนั้น นอกจากนี้หมินอ๋องก็ไม่ได้เป็นพวกหลงใหลในรูปโฉม…ใช่หรือไม่ ?
หลังได้ยินคำว่า ‘หมินอ๋อง’ สองคำนี้แล้ว เจียงโม่หานก็สบายใจขึ้นมาทันที “ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล พอเห็นฝีมือของเจ้าแล้ว หมินอ๋องมีแต่จะชอบ ไม่มีทางลงโทษเจ้าหรอก !”
หลินเว่ยเว่ยยังจิกเล็บไม่หยุด นางเหลือบมองเขาแล้วพูดออกมาด้วยความระมัดระวัง “ขะ…ข้ายังด่าเขาด้วย !”
ราวกับหลินจื่อเหยียนเห็นฟ้าถล่มลงมา “พี่รอง ท่านด่าเขาว่าอะไร ?”
“ข้าด่าเขาว่าโจรโฉดและคำพูดที่สื่อได้ประมาณว่า…ตาเฒ่าลามก” หลินเว่ยเว่ยรู้สึกไม่ดีเล็กน้อย หลังจากได้ประมือเพียงระยะสั้น แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดหมินอ๋องสะกดรอยตามนาง แต่ก็สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้าย
“หมินอ๋องชอบคนที่มีความสามารถ โดยเฉพาะคนที่ต่อสู้เก่ง คนที่มีคุณสมบัติจะเป็นแม่ทัพได้…แต่ว่าสุดท้ายแล้วเจ้าหรือหมินอ๋องเป็นฝ่ายชนะ ?” เจียงโม่หานถามถึงผลลัพธ์
หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าด้วยความเสียดาย “ยังไม่ทันรู้ผลก็ถูกทหารรักษาความสงบเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ข้าฉวยโอกาสหนีออกมาตอนที่นายทหารทำความเคารพหมินอ๋อง…”
เจียงโม่หานลูบศีรษะของนางแล้วพูดปลอบ “เว่ยเอ๋อร์ ไม่ต้องกลัว ถ้าหมินอ๋องคิดจะลงโทษเจ้าจริง เขาจะปล่อยให้เจ้าหนีออกมาได้อย่างไร ? ตกใจจนเสียขวัญเลยสิท่า ? ข้าลูบศีรษะให้แล้ว ไม่ต้องกลัว…”
“ที่จริง…ก็เรื่องเล็กนิดเดียว ! อย่างมากสุดข้าก็เอาป้ายหยกที่หมินอ๋องซื่อจื่อให้ไว้ออกมา…เราเคยช่วยชีวิตบุตรชายของเขาไว้ครั้งหนึ่ง ยังจะรอดพ้นจากโทษครั้งนี้ไม่ได้หรือ ? ถ้ายังไม่ได้อีก…เรายังมีภาพเขียนลายมือของคนผู้นั้นอยู่ ! ไม่ว่าอย่างไรหมินอ๋องก็ต้องเห็นแก่หน้าคนผู้นั้นบ้างใช่หรือไม่ ?” หลังได้ยินคำพูดของบัณฑิตน้อยแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็สบายใจขึ้นมาทันที นางพูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจ
เจียงโม่หานปัดปลายจมูกนางอย่างรักใคร่ “ใช่ ใช่ ! เจ้ามีวิธีเอาตัวรอดมากมาย ! แต่ว่าต่อไปนี้จะมีเรื่องกับใครง่ายๆไม่ได้อีก ไม่มีวิธีใดสามารถช่วยชีวิตเจ้าได้ตลอดไปหรอก ถ้าเจอกับคนใจแคบที่ต้องการเอาผิดจริงๆ แม้จะมีตัวช่วยมากมายเช่นนี้ ก็ช่วยเจ้าไม่ไหว !”
หลินเว่ยเว่ยยังรู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย นางเดินวนไปเวียนมาในลานบ้านอีกสองสามรอบ แล้วค่อยกลับมานั่งข้างเจียงโม่หานและถามว่า “เอ่อ คือ…หมินอ๋อง…คงไม่ได้เป็นคนใจแคบใช่หรือเปล่า ?”
“ทำไมหรือ ? ตอนนี้เพิ่งรู้สึกกลัวขึ้นมา ?” เสียงของเจียงโม่หานแฝงไปด้วยความขบขัน
พอมองแววตาของเขาแล้วหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที “จะกลัวได้อย่างไร ? ตำแหน่งและฐานะของหมินอ๋อง ถ้าอยากจะฆ่าพวกเราก็เป็นแค่การบี้มดตัวน้อยๆเท่านั้น…บัณฑิตน้อย เจ้าต้องคอยดูข้าไว้หน่อย ไม่อย่างนั้นข้าอาจไปก่อเรื่องวุ่นอะไรอีก…แล้วเจ้าก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย !”
ตอนยังไม่ได้มาที่เมืองหลวง หลินเว่ยเว่ยทั้งปรารถนา โหยหา ตั้งตาคอยและมีความสุขที่จะได้มาเยือน แต่เมื่อมาถึงเมืองหลวงแล้ว นางดีใจได้มิทันไรก็โดนน้ำเย็นสาดใส่ ในเมืองหลวงแห่งนี้ ราษฎรธรรมดาอย่างนางต้องคอยทำตัวอ่อนน้อม…น่าเบื่อจะตาย ! นางไม่ชอบเลย !
เจียงโม่หานเห็นนางเป็นเหมือนผักกาดขาวที่กำลังเหี่ยวเฉาจึงรู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที เขาลูบศีรษะน้อยๆของนางแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัว ประเดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเอง…”
หลินเว่ยเว่ยคิดว่าเขาแค่พูดปลอบนางเท่านั้น แม้ฤดูใบไม้ผลิของปีหน้าบัณฑิตน้อยจะสอบฮุ่ยซื่อได้แล้ว แต่พอเข้าไปอยู่ในสำนักบัณฑิตฮั่นหลินก็ได้เป็นแค่ขุนนางขั้น6ระดับเล็กๆเท่านั้น ภายในเมืองหลวงอย่าว่าแค่ขั้นหกเลย แม้จะเป็นขั้นห้าและขั้นสี่ก็ยังต้องทำตัวนอบน้อมอยู่ดี…นอกเสียจาก…เป็นเหมือนกับหมินอ๋องที่ตำแหน่งสูงศักดิ์และยังได้รับความไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้
แน่นอนว่านางต้องเชื่อมั่นในตัวบัณฑิตน้อยอยู่แล้ว แต่…จะรอให้เขาขึ้นไปนั่งอยู่บนตำแหน่งสูงส่งแบบนั้น ยังต้องรออีกกี่ปี ! น่าเบื่อจริงๆ เริ่มนึกถึงชีวิตเท่าเทียมในชาติก่อนแล้วสิ !
หลินเว่ยเว่ยไม่อยากให้บัณฑิตน้อยอ่านตำราเตรียมตัวสอบแล้วยังกังวลเรื่องนางอีก จึงทำตัวเหมือนมีกำลังใจล้นเหลือแล้วพูดกับเขาด้วยรอยยิ้ม “อื้ม ! ข้าเชื่อเจ้า !”
ตอนที่ 496: ทางเลือกของเจียงโม่หาน
เจียงโม่หานลูบศีรษะเด็กน้อย ระหว่างที่นางหมุนตัวเดินออกไปทำอย่างอื่น เขาก็เหลือบตามองพื้น…สิ่งที่เด็กน้อยต้องการคือฐานะสูงส่งมากพอ ทำให้นางไม่ต้องมาเจอเหตุการณ์เหมือนในวันนี้ นางไม่ต้องเปลี่ยนอะไรหรอก เพราะสิ่งที่ต้องเปลี่ยนเพียงอย่างเดียวของนางก็คือ ‘ชาติกำเนิด’!
จี้หยกห้อยคอชิ้นนั้นเคยผ่านสายพระเนตรของฮ่องเต้และหมินอ๋องมาแล้ว เช่นนั้นส่วนที่เหลือก็คือทางเลือกของเขาเอง…
หมินอ๋องทราบจากองครักษ์เงาว่าพอกลับไปแล้ว นางหนูน้อยก็เสียขวัญไม่เบา พระองค์ทั้งขบขันและปวดหทัย…ท่านหญิงแห่งตำหนักหมินอ๋องควรจะได้รับความรักจากคนนับหมื่นนับแสน แม้จะเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจขนาดไหน หรือไปสร้างหายนะก็ยังมีพระองค์และฮ่องเต้คอยให้ท้าย…เหตุใดฮ่องเต้ถึงได้ทำอะไรชักช้าขนาดนี้ ? เมื่อใดจะให้พระองค์กับ ‘บุตรสาว’ ได้ทำความรู้จักกัน !
สิ่งที่ทำให้หมินอ๋องปวดพระทัยยิ่งไปกว่านั้นคือ หลังจากวันที่พระองค์และ ‘บุตรสาว’ ต่อสู้กันแล้ว นอกจากออกไปตลาดเพื่อซื้อของใช้จำเป็น นางก็แทบไม่ออกมาจากบ้านเช่าอีกเลย
วันนั้น ตอนที่นางหนูเดินซื้อของบนถนนดูมีความสุขมากไม่ใช่หรือ แค่มองก็รู้ว่าชอบความคึกคัก แต่ตอนนี้กลับอยู่ห่างประตูบ้าน…แม้แต่พระองค์ก็ยังรู้สึกอุดอู้แทนนาง
เพราะคิดถึง ‘บุตรสาว’ ที่ยังไม่ได้ทำความรู้จักกัน หมินอ๋องจึงไม่มีกะจิตกะใจอยากเข้าร่วมประชุมประจำราชสำนักสักเท่าไร ฮ่องเต้หยวนชิงเห็นอีกฝ่ายเหม่อลอย จึงรั้งตัวเอาไว้หลังจบการว่าราชการยามเช้า
ณ ห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้หยวนชิงทอดพระเนตรสหายสนิทด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ยิ้ม “ได้ยินมาว่าเจ้าไปทะเลาะกับนางบนถนนและยังมีสภาพไม่รู้แพ้รู้ชนะด้วย…เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?”
หมินอ๋องดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที “ฝ่าบาท! เด็กสาวที่พระองค์ตรัสถึงคนนั้น ไม่ต้องสืบหาอะไรอีกต่อไปแล้ว นางจะต้องเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่พลัดพรากไปของตระกูลจ้าวแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ ! !”
พอฮ่องเต้หยวนชิงได้ยินแบบนั้นก็ตรัสว่า “หืม ? เหตุใดเจ้าจึงมั่นใจนัก ?”
หมินอ๋องแย้มพระโอษฐ์จนแทบจะฉีกถึงใบหู สีพระพักตร์กระจ่างใส “วันนั้น ถึงแม้กระหม่อมจะไม่ได้ใช้แรงทั้งหมด แต่คนที่สามารถสู้กับกระหม่อมได้นานถึง2ก้านธูปแล้วยังไม่ตกที่นั่งลำบาก ถือว่ามีอยู่ไม่กี่คน ! พละกำลังของนางหนูคนนั้นได้มาจากท่านลุงของกระหม่อมจริงๆ กำปั้นแบบนั้น ถ้ากระหม่อมไม่ได้ใช้วิธีลดทอนกำลังของนางลง กระดูกของกระหม่อมคงหักไปหลายท่อนแล้ว…แล้วก็ กระบวนท่าของนางธรรมดาเกินไป ถ้าเติบโตข้างกายกระหม่อมตั้งแต่เด็ก แม้แต่จินเฉิงสามคนรวมพลังกันก็ยังสู้นางไม่ได้แน่นอน…”
“ทำไมหรือ ? เจ้ายังคิดจะแต่งตั้งแม่ทัพหญิงขึ้นมาหรือไร ?” ฮ่องเต้หยวนชิงเห็นว่าช่างน่าขัน พระองค์อยากเห็นสภาพของพระสหายสนิทโดนเตะต่อยจนมือไม้อ่อนเหลือเกิน พูดกันว่าเจ้านี่ไปถามหายาแก้ฟกช้ำจากสำนักหมอหลวงเป็นจำนวนมาก ดูแล้วสภาพคงไม่ดีสักเท่าไร !
หมินอ๋องเบิกดวงเนตรให้ดุดันขึ้น “เหตุใดจะไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ ? บุตรสาวตระกูลจ้าวของกระหม่อม จะด้อยกว่าคนอื่นได้อย่างไร ?”
ฮ่องเต้หยวนชิงย้อนถามด้วยความเชื่องช้า “เจ้าถามพระชายาหรือยัง ? เจ้าแน่ใจว่านางอยากให้บุตรสาวแสนบอบบางไปอยู่ในหมู่ผู้ชายหยาบกระด้างหรือไร ?”
“เอ่อ…” หมินอ๋องเงียบไปพักหนึ่ง “กระหม่อมย่อมเคารพการตัดสินใจของฮูหยินอยู่แล้ว แต่กระหม่อมก็เชื่อว่านางเป็นมารดาที่มีเหตุผลและจะต้องเคารพการตัดสินใจของพวกลูกๆแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้หยวนชิงยังตรัสอีกว่า “แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่า ‘บุตรสาว’ จะเลือกขี่ม้ายิงธนู แต่ไม่เลือกดีดพิณวาดภาพ ?”
“กระหม่อมต้องมั่นใจอยู่แล้ว เพราะในกายนางมีเลือดของตระกูลจ้าวไหลเวียนอยู่! แน่นอนว่าหากมีกระหม่อมกับพี่ชายของนางอยู่ หากนางเลือกที่จะเป็นสตรีบอบบางในห้องหอ กระหม่อมก็ยินดีที่จะตามใจนางพ่ะย่ะค่ะ”
มีเด็กสายตัวน้อยน่ารักคอยเรียกว่า ‘ฟู่หวางเพคะ’ คอยทำนิสัยออดอ้อนเอาใจ ความรู้สึกแบบนั้นดีจะตายไป ! แค่คิดแล้วระหว่างพระขนงของหมินอ๋องก็ดูผ่อนคลายทันที
แต่ฮ่องเต้หยวนชิงยังจงใจแกล้งต่อ “ยังแน่ใจไม่ได้หรอกว่าชายาของเจ้าให้กำเนิดทารกเพศหญิงออกมา ! ไม่แน่ว่าอาจเป็นหนุ่มน้อยก็ได้ ?”
สีพระพักตร์ของหมินอ๋องเปลี่ยนไป พระขนงก็ขมวดมุ่นอีกรอบ “เป็นไปไม่ได้ ! พ่อลูกมีจิตใจเชื่อมโยงถึงกัน กระหม่อมมั่นใจว่าเด็กสาวคนนั้นคือบุตรสาวแท้ๆของกระหม่อม ! กระหม่อมคิดว่าฝ่าบาทไม่ต้องเปลืองแรงสืบหาอะไรแล้ว ให้เราสองพ่อลูกได้เจอหน้ากันเถิดพ่ะย่ะค่ะ !”
“เจ้าไม่กลัวเข้าใจผิดแล้วทำให้สายเลือดตระกูลจ้าวแปดเปื้อนหรอกหรือ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงแย้มพระโอษฐ์แล้วส่ายดวงพักตร์
“แปดเปื้อนอะไรกันพ่ะย่ะค่ะ ? ครอบครัวของกระหม่อมไม่มีบัลลังก์ให้ต้องสืบทอดเสียหน่อย !” คำพูดนี้มีแค่หมินอ๋องที่กล้าตรัส ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นก็คงโดนข้อหากบฏไปแล้ว !
ฮ่องเต้หยวนชิงตรัสอย่างเกษมสำราญ “หากเจ้าต้องการบัลลังก์นี้ เจิ้นก็จะประเคนให้เจ้าทันที…”
“อย่า ! อย่าพ่ะย่ะค่ะ ! กระหม่อมมีนิสัยอย่างไร คนอื่นไม่รู้ แต่ฝ่าบาทจะทรงไม่รู้หรือพ่ะย่ะค่ะ ? บุกยึดใต้หล้าจำเป็นต้องมีนักรบอย่างกระหม่อม แต่การดูแลใต้หล้า อย่างไรก็ต้องมีผู้ที่กล้าหาญและเปี่ยมไหวพริบเช่นพระองค์ ! ทุกคนมีข้อดีและข้อเสียของตน หากพระองค์ให้กระหม่อมนั่งบัลลังก์ สู้เอาชีวิตกระหม่อมไปยังจะดีเสียกว่า !” หมินอ๋องกลัวจนถอยออกไปหลายก้าว ราวกับอยากจะวิ่งหนีออกไป
ฮ่องเต้หยวนชิงแย้มพระสรวลดังลั่นทันที “หยูอัน ยากเหลือเกินที่จะได้เห็นเจ้าหวาดกลัวขนาดนี้ แม้จะต้องต่อสู้กับทหารนับหมื่นนายด้วยจำนวนไพร่พลเพียง100นาย เจิ้นก็ยังไม่เห็นเจ้าหวาดกลัวเหมือนตอนนี้เลย ! เจ้าเห็นตำแหน่ง ‘ฮ่องเต้’ นี้เป็นสัตว์ร้ายหรือภัยพิบัติกันแน่ ?”
หมินอ๋องเผลอพยักดวงพักตร์ แต่แล้วก็ต้องส่ายดวงพักตร์อีกรอบ “สำหรับพระองค์แล้ว ตำแหน่งฮ่องเต้เป็นเหมือนปลาที่ได้น้ำพ่ะย่ะค่ะ สามารถตวัดคมดาบได้อย่างอิสระ แต่สำหรับกระหม่อมแล้ว น่ากลัวยิ่งกว่าภัยพิบัติหรือสัตว์ร้าย กระหม่อมเป็นนักรบธรรมดาคนหนึ่ง ออกไปลงแรงที่สนามรบจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ!”
“นักรบธรรมดา? ผู้ใดกล้าบอกว่าหมินอ๋องผู้อาจหาญและมีไหวพริบเป็นแค่นักรบธรรมดาคนหนึ่ง? เจิ้นรู้ว่าเจ้าคิดจะทอดทิ้งและหันหลังให้ราชสำนักเพื่อกลับเข้าสู่สนามรบอีกครั้ง แต่ผู้ที่เจิ้นสามารถใช้งานและไว้วางใจได้ในเวลานี้ช่างมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย หยูอัน หากเจ้าไม่อยู่คอยช่วยเหลือ เจิ้นก็ได้แต่เผชิญหน้ากับ ‘สัตว์ร้ายและภัยพิบัติ’ เพียงลำพัง!” ราชวงศ์ต้าเซี่ยเพิ่งสถาปนาได้เพียงไม่กี่ปี ยังมีสิ่งที่ชำรุดทรุดโทรมให้ต้องฟื้นฟู มีฝูงหมาป่าที่รอคอยโอกาส…ฮ่องเต้ไม่ได้เป็นกันง่ายๆหรอก! ถ้ามีคนที่เหมาะสม พระองค์ก็อยากสละบัลลังก์เช่นกัน!
หมินอ๋องรู้ถึงความยากลำบากที่ฮ่องเต้ต้องเผชิญ จึงรีบตรัสว่า “ฝ่าบาท หากมีสิ่งใดที่กระหม่อมทำได้ก็บัญชามาได้เลย พระองค์จะได้สบายขึ้นหน่อย พระวรกายสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ !”
“หยูอันพูดถูก ! เจิ้นยังรอสร้างแผ่นดินที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรืองกับหยูอันอยู่ ! จะปล่อยให้ความใฝ่ฝันต้องสูญสลายเพราะตายไปก่อนไม่ได้ ! จะปล่อยให้ญาติมิตรและพี่น้องมากมายต้องสิ้นชีพไปอย่างเปล่าประโยชน์ไม่ได้เด็ดขาด !”
ช่วงหลายปีมานี้ ฮ่องเต้หยวนชิงทรงเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างมาก พระองค์ทุ่มเทสติปัญญาและความสามารถทั้งหมด ในแต่ละคืนต้องเข้าบรรทมดึก แต่ฟ้ายังไม่ทันสางก็ต้องออกว่าราชการ ณ ท้องพระโรงอีก…แม้จะมีร่างกายเป็นเหล็กกล้าก็ทนไม่ไหวหรอก ! บาดแผลที่ได้จากสนามรบเมื่อครั้งอดีต แทบจะพรากครึ่งชีวิตของพระองค์ไป กระนั้นพระองค์ก็ยังต้องฝืนวรกายเพื่อเข้าสู่ท้องพระโรง ขณะเดียวกันก็ยังไม่แสดงอาการใดต่อหน้าข้าราชบริพาร เพราะไม่ประสงค์ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในราชสำนัก…ต้าเซี่ยในเวลานี้ เปรียบเสมือนต้นกล้าที่เพิ่งเติบโต จำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่อย่างดีถึงจะมีโอกาสเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่อันสูงตระหง่านได้
“มีพระองค์อยู่ ! ความฝันของพวกเราต้องเป็นจริงแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ !” พระอาการบาดเจ็บและความอ่อนแอที่บังเกิดกับฮ่องเต้หยวนชิงไม่สามารถปิดบังหมินอ๋องได้ หมินอ๋องรู้ว่าช่วงนี้พระปีหก (ม้าม) และพระอามาศัย (กระเพาะอาหาร) ของฮ่องเต้หยวนชิงอ่อนแอ มีอาการเบื่ออาหาร พระวรกายจึงซูบผอมลงไม่น้อย หมินอ๋องได้เชิญพ่อครัวแม่ครัวที่มีชื่อเสียงมากมายมาปรุงเครื่องเสวยเพื่อหวังว่าฮ่องเต้จะเสวยได้เยอะขึ้นอีกหน่อยแล้วทำให้พระพลานามัยดีขึ้นกว่าเดิม แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังไม่น่าพอใจสักเท่าไร…
ตอนที่ 497: พบสหายเก่าในเมืองหลวง
จู่ๆหมินอ๋องก็นึกถึงแกงเครื่องในแพะที่ ‘บุตรสาว’ ตุ๋นในวันนั้นขึ้นมา กลิ่นหอมเตะจมูก แม้แต่พระองค์ก็ยังอดน้ำลายไหลไม่ได้และก็อยากจะเข้าไปขอชิมใจแทบขาด นอกจากนี้ ‘บุตรสาว’ ยังบอกว่านางได้เรียนสูตรอาหารที่มีประโยชน์ในเชิงเป็นยามาจากหมอที่หมู่บ้านคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะบำรุงกระเพาะกับม้ามได้หรือเปล่า…
หลินเว่ยเว่ยที่โดนหมินอ๋องเข้าพระทัยผิดว่าเป็น ‘บุตรสาว’ ในเวลานี้กำลังตามคู่หมั้นออกมาเดินเล่นที่ร้านหนังสือ…ถ้าไม่มีหลินจื่อเหยียนตามมาด้วยก็คงดีกว่านี้ !
เจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนกำลังเลือกกระดาษและแท่งหมึก ส่วนหลินเว่ยเว่ยอยู่หน้าชั้นหนังสือ กำลังเพลิดเพลินอยู่กับหนังสือแปลกตาและหยิบขึ้นมาอ่านอย่างออกรส…แม้ตัวอักษรดั้งเดิมบางตัว นางจะจำไม่ค่อยได้สักเท่าไร แต่ก็เดาความหมายได้ จึงไม่ส่งผลต่อการอ่านของนาง
“ขนมในเมืองหลวงนี้ ข้ากินจนเบื่อจะตายอยู่แล้ว พี่ใหญ่ ท่านว่าเมื่อใดร้านหนิงจี้จะมาเปิดที่เมืองหลวงบ้าง !” เสียงของเด็กสาวคนหนึ่งดังเข้าหูของหลินเว่ยเว่ย เพราะอีกฝ่ายพูดถึง ‘ร้านหนิงจี้’ ทำเอาหลินเว่ยเว่ยอดให้ความสนใจไม่ได้…ร้านหนิงจี้ดังขนาดนี้เลยหรือ ? ดังมาไกลถึงเมืองหลวงแล้ว ?
ต่อจากนั้นเสียงอ่อนโยนของบุรุษคนหนึ่งก็ดังตามมา “ร้านหนิงจี้ไม่ใช่ร้านของข้าสักหน่อย แล้วเจ้าจะมาถามข้าทำไม ? ตั้งแต่กลับจากอำเภอเป่าชิง เจ้ากับหยูเฉิงก็เหมือนคนเสียสติ คนหนึ่งเอาแต่พูดถึงพี่หลิน ส่วนอีกคนก็เอาแต่นึกถึงภาพวาดของปราชญ์ชนบท…”
หืม ? พี่หลิน ? ปราชญ์ชนบท ? คงไม่ได้เป็นคนรู้จักหรอกกระมัง ? หลินเว่ยเว่ยค่อยๆขยับฝีเท้าและหันไปมอง…
ทันใดนั้นเอง เด็กสาวที่เบื่อกับการเล่นเครื่องทับกระดาษในร้านก็บังเอิญหันมาทางนางเข้าพอดี เด็กสาวตกตะลึงก่อนและพยายามขยี้ตาเพราะไม่อยากเชื่อในภาพตรงหน้า แล้วทันใดนั้นก็ตะโกนออกมาด้วยความดีใจ “พี่หลิน !”
หลินเว่ยเว่ยก็มองออกว่าเด็กสาวคือ ติงหลิงเอ๋อร์…นางก็รู้สึกว่าเหตุใดน้ำเสียงเมื่อครู่จึงฟังคุ้นหูเหลือเกิน ตอนที่ติงหลิงเอ๋อร์อยู่ในอำเภอเป่าชิงมักมาที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวบ่อยครั้ง แทบจะเห็นบ้านสกุลหลินเป็นบ้านหลังที่สองของตนอยู่แล้ว !
ตอนที่ติงหลิงเอ๋อร์ต้องกลับมายังเมืองหลวงในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ หลินเว่ยเว่ยก็ตามมายืนส่ง เด็กสาวคนนี้จับมือนางทั้งน้ำตาและเผยท่าทางอยากจะลักพาตัวนางกลับเมืองหลวงด้วยกัน พอกลับมาอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว ทั้งสองก็ยังเขียนจดหมายถึงกันตลอด…หืม ? ดูเหมือนนางจะลืมส่งจดหมายแจ้งให้เด็กสาวทราบว่าพวกนางมาทำธุระที่เมืองหลวงไปเลย !
ติงหยูเจินนำตำราและพู่กันที่เลือกไปวางที่โต๊ะจ่ายเงินแล้วหยิบเงินออกมาจากกระเป๋า พอได้ยินเสียงร้องของน้องสาว เขาก็กลอกตาใส่นางทันที…เอาอีกแล้ว !
“เจ้าอย่าเอาแต่พูดถึงพี่หลิน หยุดพูดชื่อพี่หลินได้แล้ว ! ต่อให้พูดบ่อยเพียงใด ตัวคนก็ไม่มาอยู่ตรงหน้าเจ้าหรอก !” หลังจากติงหยูเจินจ่ายเงินเสร็จก็หันกลับมามอง…น้องเล็กหายตัวไปแล้ว !
เด็กคนนี้หนีไปไหนอีกแล้ว ? คราวหน้าต่อให้น้องเล็กอ้อนวอนเพียงใด เขาก็ไม่มีทางพานางออกมาด้วย ! ติงหยูเจินเผยท่าทางว่ามีน้องสาวที่ชอบทรมานพี่ชายอยู่คนหนึ่ง มันช่างน่าเหนื่อยใจเหลือเกิน !
“พี่หลิน คาดไม่ถึงว่าจะได้พบท่านที่นี่ ท่านมาเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อใด ? ไม่เขียนจดหมายมาบอกข้าบ้าง ? เหตุใดมาถึงเมืองหลวงแล้วไม่มาหาข้าเลย…” ติงหลิงเอ๋อร์เป็นเหมือนนกน้อยที่กำลังมีความสุข นางชวนหลินเว่ยเว่ยสนทนาไม่หยุด ไม่เว้นช่องไฟให้คนอื่นได้พูดบ้าง
ติงหยูเจินเดินรอบชั้นหนังสือก็ไปเห็นเด็กสาวสองคนกำลังจับมือและสนทนากันอย่างสนุกสนาน คนหนึ่งคือน้องสาวของตน ส่วนอีกคนคือ ‘พี่หลิน’ ที่น้องสาวคิดถึงนักหนา
เจียงโม่หานค่อยๆเดินเข้ามา หลังทักทายด้วยการพยักหน้าให้ ทั้งสองคนแล้วก็ชวนคุยสองสามประโยค
หลังจากรอให้เด็กสาวหายตื่นเต้นแล้ว หลินเว่ยเว่ยถึงได้ตอบคำถามของนางทีละข้อ “บัณฑิตน้อยของบ้านข้าต้องมาสอบที่เมืองหลวง ข้าจึงมาเป็นเพื่อน พวกเราเพิ่งมาถึงเมืองหลวงได้ไม่นาน เดิมทีคิดว่ารอให้ปักหลักได้ดีๆก่อน ค่อยไปหา…คาดไม่ถึงว่าเราจะมีวาสนาต่อกันขนาดนี้ แค่มาซื้อของที่ร้านหนังสือก็ได้เจอกันแล้ว”
“ใช่ ใช่ ! ข้ากับพี่หลินมีวาสนาต่อกันที่สุด ! นี่เรียกว่าพรหมลิขิตพันลี้ใช่หรือเปล่า ?” ติงหลิงเอ๋อร์มีความสุขจนฉีกยิ้มยิงฟันตาหยี
เหมือนว่าติงหลิงเอ๋อร์จะคิดอะไรบางอย่างออก นางกลับมาตื่นเต้นอีกครั้ง “พี่หลิน ท่านมาเมืองหลวงแล้ว ร้านหนิงจี้ก็มาเปิดสาขาที่เมืองหลวงด้วยหรือเปล่า ?”
“ร้านหนิงจี้เป็นร้านที่ข้ากับหุ้นส่วนอีกคนเปิด ข้าคนเดียวตัดสินใจไม่ได้หรอก…” หลินเว่ยเว่ยรู้ตัวว่าไม่ใช่คนที่อีกฝ่ายคิดถึงมากที่สุด แต่เป็นขนมและของกินแปลกใหม่แสนอร่อยในร้านหนิงจี้ต่างหาก
ติงหลิงเอ๋อร์ยิ้มพลางเขย่าแขนนางไปมา “ฝีมือของพี่หลินดีขนาดนี้ ไม่เปิดร้านหนิงจี้ก็เปิดร้าน ‘หลินจี้’ เองได้ ! พอถึงเวลานั้นข้าจะต้องกลายเป็นลูกค้าขาประจำที่จงรักภักดีต่อท่านแน่นอน ทั้งยังจะแนะนำพี่น้องคนอื่นให้มาอุดหนุน ‘ร้านหลินจี้’ ของท่านด้วย”
เห็นไหมเล่า ! ยังบอกว่าไม่คิดถึงฝีมือนางได้หรือ ? หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้า “ไม่ว่าร้าน ‘หนิงจี้’ หรือ ‘หลินจี้’ ก็ต้องรอให้บัณฑิตน้อยสอบช่วงฤดูใบไม้ผลิเสร็จสิ้นก่อน จากนั้นถึงจะตัดสินใจได้…”
“จริงด้วย…” ติงหลิงเอ๋อร์เริ่มเศร้าทันที ถ้าคู่หมั้นของพี่หลินสอบจิ้นซื่อไม่ผ่าน พวกนางก็ต้องกลับบ้านเกิด และแม้จะสอบติดก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ในเมืองหลวง !
หลินเว่ยเว่ยเห็นเด็กสาวมีสภาพเหมือนลูกสุนัขทำกระดูกหาย จึงรีบปลอบว่า “แม้จะไม่เปิดร้าน ‘หลินจี้’ แต่เจ้าอยากกินขนมอะไรและขอเพียงเป็นสิ่งที่ข้าทำได้ ข้าก็จะทำให้เจ้ากิน !”
“จริงด้วย จริงด้วย !” เด็กสาวกลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง “ไม่ว่าพี่หลินทำอะไร ข้าก็ชอบกินหมด ! !”
“เชิญชวนไม่สู้การบังเอิญมาพบกัน อีกประเดี๋ยวถ้าน้องหลิงเอ๋อร์ไม่มีอะไรต้องทำก็กลับไปที่บ้านเช่าพร้อมกันสิ ข้าจะทำของอร่อยให้เจ้ากิน !” หลังมาถึงเมืองหลวงแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ไม่ได้ลงมือทำขนมอย่างจริงจังเลยสักครั้ง ด้านหนึ่งเป็นเพราะไม่มีเตาอบ มีข้อจำกัดมากมาย และอีกด้านหนึ่งคือโดนเรื่องของหมินอ๋องส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ
ช่วงสองวันมานี้ ทางฝั่งหมินอ๋องไม่เคลื่อนไหวใดๆเลย น่าจะไม่คิดเอาความกับเด็กสาวชาวป่าชาวเขาตัวเล็กๆอย่างนางกระมัง ? ต้องทำของอร่อยสักหน่อยเพื่อให้รางวัลแก่กระเพาะตนเอง
“ดีเลย ดีสุดๆไปเลย ! ข้ามาเป็นเพื่อนพี่ใหญ่ซื้อตำราสองสามเล่ม ต่อจากนี้ไม่มีอะไรให้ทำแล้วจึงมีเวลาไปนั่งเล่นที่บ้านพี่หลินพอดี” ติงหลิงเอ๋อร์ขานรับอย่างมีความสุข
มุมปากของติงหยูเจินกระตุกสองสามครั้ง ใครมาเป็นเพื่อนใครกันแน่ ? เป็นใครที่อ้อนวอนขอให้เขาซึ่งกำลังอ่านตำราอยู่ในห้องหนังสือพานางออกจากบ้าน ? เป็นใครที่เขากำลังเลือกตำราอยู่เมื่อครู่แล้วกระตุ้นให้เขาเลือกเร็วๆหน่อยเพื่อจะได้ไปเป็นเพื่อนนางเลือกเครื่องประดับ ? เป็นใครที่บอกว่าตัวเองจะเลือกเครื่องประดับและเสื้อผ้าสองสามชุด พอถึงงานฉลองดอกเบญจมาศก็จะทำให้เด็กสาวที่นางไม่ชอบหน้าต้องพ่ายแพ้ ? ในเวลานี้กลับบอกว่าว่าง เฮอะ เฮอะ ! สตรีนางนี้ ฉายาของเจ้าคือ ‘ฉลาดพลิกลิ้น’ !
เด็กสาวทั้งสองเดินจับมือกันออกจากร้านหนังสือพลางปรึกษากันอย่างมีความสุขว่าจะทำขนมอะไร จนลืมว่ามีพี่ชายคนนี้อยู่และทอดทิ้งคู่หมั้นกับน้องชายไปอย่างสิ้นเชิง บุรุษสามคนที่โดนทอดทิ้งก็หันมามองหน้ากันอย่างช่วยไม่ได้ พวกเขาต้องเดินตามไปอย่างยอมรับชะตากรรม
หลินเว่ยเว่ยพูดว่า “พวกเราเพิ่งหาบ้านเช่าได้เอง ยังไม่ทันสร้างเตาอบ ได้แค่ทำแบบนึ่งเท่านั้น ถ้าอย่างไร…เราทำเค้กพุทราแดงกันดีหรือเปล่า !”
“อื้อ พี่หลินตัดสินใจได้เลย” ทันใดนั้นติงหลิงเอ๋อร์ก็เงียบไปพักหนึ่งแล้วถามว่า “พี่หลิน ท่านมีขนมที่เหมาะกับคนสูงอายุบ้างหรือเปล่า ? ข้าอยากเรียนทำให้ท่านย่ากิน !”
ติงหลิงเอ๋อร์เติบโตมาข้างกายท่านย่า นางจึงรักท่านย่ามากเหลือเกิน บัดนี้ท่านย่ามีอายุมากแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งล้มป่วย ช่วงนี้กระเพาะอาหารยังไม่ค่อยดีอีก นางจึงอยากทำขนมให้ท่านย่าเองกับมือ เพื่อให้ท่านได้เจริญอาหารขึ้นอีกหน่อย
ตอนที่ 498: พี่ใหญ่คนนี้ยังสู้ขนมของเจ้าไม่ได้
หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด “พวกเราไปซื้อฝูหลิง ที่ร้านยาหน่อยก็แล้วกัน จะได้เอาไปทำ ‘ขนมซานเย่าฝูหลิง’! ซานเย่า (กลอยจีน) มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในม้ามและช่วยย่อยอาหาร ถ้ากินคู่กับฝูหลิงเป็นประจำจะส่งผลดีต่อม้ามและกระเพาะอาหาร ช่วยทำให้จิตใจสงบ บำรุงเลือดลม บำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร เหมาะกับผู้สูงอายุที่มีม้ามและกระเพาะอ่อนแอที่สุด !”
“เยี่ยมไปเลย ! พี่หลิน ท่านสอนข้าทำเจ้านี่เถิด !” ติงหลิงเอ๋อร์ยิ้มสดใสกว่าเดิม นางรู้ว่าไม่มีขนมใดที่พี่หลินทำไม่ได้ ! การเกาะพี่ใหญ่ออกมาจากบ้านวันนี้ เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดมาก !
ตอนซื้อวัตถุดิบและสมุนไพร ติงหลิงเอ๋อร์เลือกตามหลินเว่ยเว่ยและซื้อแต่ละอย่างเพิ่มอีกสองสามชุด นางไม่ได้มีพรสวรรค์เหมือนพี่หลิน แต่พอลองทำหลายครั้งเข้าหน่อย นางจะต้องทำสำเร็จแน่นอน ! ‘ซูเฟล’ ที่นางทำเมื่อคราวก่อน ท่านแม่ก็ชมตั้งหลายประโยค !
เด็กสาวทั้งสองเลือกซื้อวัตถุดิบกันอย่างสนุกสนานและกลับมายังบ้านเช่าของหลินเว่ยเว่ยด้วยความสุข ตอนผลักประตูบ้านให้เปิดออกแล้วเห็นลานบ้านที่เงียบสงบ หลินเว่ยเว่ยก็บ่นพึมพำขึ้นว่า “เราลืมอะไรไปหรือเปล่า ?”
ติงหลิงเอ๋อร์เริ่มตรวจสอบวัตถุดิบที่สาวใช้ถือไว้ข้างหลังอย่างระมัดระวัง หลังยืนยันเรียบร้อยแล้วนางก็ส่ายหน้า “ไม่ลืม ! ที่พี่หลินบอก พวกเราก็ซื้อกันมาหมดแล้ว ไม่ได้ลืมอะไร…กระมัง ?”
หลินเว่ยเว่ยมองพุทราแดงในมือ ทันใดนั้นนางก็นึกถึงบัณฑิตน้อยที่ชอบกินของหวาน นางตบหน้าผากตัวเอง แล้วพูดกับติงหลิงเอ๋อร์ว่า “เหมือนเราจะลืมพี่ชายของเจ้า แล้วก็บัณฑิตน้อยกับน้องชายของข้าไว้ที่ร้านหนังสือ !”
ในที่สุดติงหลิงเอ๋อร์ก็สังเกตเห็นว่าข้างกายขาดใครบางคนไป ทว่าเด็กคนนี้พูดจาอย่างไร้หัวใจ “ไม่เป็นไรหรอก พวกเขามีขา จะหาทางกลับบ้านไม่เจอหรือ ? พี่หลิน เราอย่าสนใจพวกเขาเลย มาทำขนมกันเถิด !”
ติงหยูเจินที่เพิ่งก้าวเข้ามาในลานบ้านก็ถึงขั้นพูดไม่ออก “…”
เพิ่งทราบว่าพี่ใหญ่คนนี้ยังสู้ขนมของเจ้าไม่ได้ ! ไม่น่าเป็นห่วงเด็กตัวแสบผู้ไร้มโนธรรมคนนี้เลย !
“ข้าสอนเจ้าทำเค้กพุทราแดงก่อนแล้วกัน ! เค้กพุทราแดงช่วยบำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร ทั้งยังช่วยบำรุงเลือดลม นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติต่อต้านริ้วรอยก่อนวัยอันควร ! ผู้สูงอายุที่มีม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอหรือสตรีที่ชอบความงาม พอกินแล้วจะมีผลที่คาดไม่ถึงรออยู่ !”
“ว้าว ! พี่หลินมีความรู้กว้างขวาง เวลาพูดอะไรมีเหตุมีผลตลอด !” ติงหลิงเอ๋อร์มองหลินเว่ยเว่ยด้วยดวงตาเป็นประกาย ท่าทางรักและเคารพไม่ปิดบังแต่อย่างใด
หลินเว่ยเว่ยมอง ‘แฟนคลับ’ ตัวน้อยด้วยรอยยิ้ม “ยาบำรุงไม่สู้อาหารบำรุง เมื่อก่อนท่านแม่ของข้าก็สุขภาพย่ำแย่ แต่ตอนนี้เป็นเหมือนคนปกติไม่ผิดเพี้ยน ต้องยกความดีความชอบให้อาหารที่มีสรรพคุณทางยาและขนมที่เหมาะสมกับตัวนางซึ่งข้าทำให้กินเป็นประจำ”
ติงหลิงเอ๋อร์พยักหน้า “ตอนท่านแม่ให้กำเนิดข้าก็มีสุขภาพย่ำแย่ ต้องกินยานานหลายปี แม้จะดีขึ้นแล้ว แต่หากข้ารู้จักพี่หลินเร็วกว่านี้ก็คงจะดี ท่านแม่จะได้ไม่ต้องทนกินยาขม…”
“เจ้าเรียนทำอาหารที่มีสรรพคุณทางยากับขนมไปสักสองสามชนิด แสดงความกตัญญูตอนนี้ก็ยังไม่สาย!” หลินเว่ยเว่ยชอบเด็กสาวที่ทั้งกตัญญูและไร้เดียงสาคนนี้มาก “มาเถิด เจ้าเอาเมล็ดพุทราออกก่อน ล้างให้สะอาด แล้วนำไปนึ่ง หลังนึ่งจนสุกแล้วก็เอาเปลือกพุทราออกให้หมด ไม่อย่างนั้นจะส่งผลต่อรสชาติ!”
ติงหลิงเอ๋อร์ให้สาวใช้พับแขนเสื้อของตนขึ้น จากนั้นก็ทำตามที่หลินเว่ยเว่ยบอก พอเจอเรื่องที่ไม่เข้าใจ นางก็หยุดและถามจนกระจ่าง
หลินเว่ยเว่ยยังโบกมือเรียกหลินจื่อเหยียน “มานี่ มาบดฝูหลิงให้เป็นผง…”
พอหยาเอ๋อร์เห็นแบบนั้นก็รีบพูดว่า “นายหญิงรอง ให้ข้าน้อยทำดีกว่า…”
หลินเว่ยเว่ยห้ามอีกฝ่าย “เจ้าไปล้างซานเย่าให้สะอาด หลังนึ่งเสร็จแล้วก็เอามาปอกเปลือก จากนั้นก็บดจนได้เนื้อเนียน…”
ติงหยูเจินไปบ้านสกุลหลินหลายรอบ จึงรู้ว่าเวลาพวกนางทำขนมแล้วทุกคนในบ้านจะมาช่วยกันทำ เขาจึงไม่อยากนั่งรอขนมอยู่ข้างเตาเฉยๆ “มีอะไรให้ข้าทำหรือเปล่า ?”
หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด “บ้านของพวกท่านมีนมวัวหรือไม่ ? ท่านรู้ว่าจะหาซื้อนมวัวได้จากที่ไหนหรือเปล่า ?”
ติงหยูเจินพยักหน้า “ตั้งแต่น้องเล็กหลงใหลในการทำขนม บ้านเราก็จะฝากฝังให้คนซื้อนมวัวกลับมาเสมอ แต่เด็กคนนี้ทำอะไรไม่ได้นานก็ล้มเลิก ทำขนมไปแค่สองครั้ง นมวัวที่ได้มาในแต่ละวันจึงต้องเอาไปต้มเพื่อดื่มแทน !”
“ใครบอกว่าข้าทำอะไรได้ไม่นานก็ล้มเลิก ? เป็นเพราะขนมที่ข้าสามารถทำได้ คนในบ้านก็กินจนเบื่อแล้วต่างหาก คราวนี้ข้าจะเรียนกับพี่หลินสักสองสามชนิด จะได้สลับกันทำ ! อีกอย่างคือนมวัวก็ไม่ได้เททิ้ง พี่หลินบอกว่าดื่มนมช่วยเพิ่ม ‘แคลเซียม’ ได้ และยังทำให้ตัวสูงด้วย !” ติงหลิงเอ๋อร์มุ่ยปากพลางหันไปมองพี่ชายด้วยความไม่พอใจ…ท่านทำให้ข้าเสียภาพลักษณ์ต่อหน้าผู้เป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตของข้าได้อย่างไร ?
หลินเว่ยเว่ยเห็นด้วย “ใช่แล้ว ดื่มนมวันละแก้ว ส่งผลดีต่อสุขภาพ ! รบกวนคุณชายใหญ่ติงช่วยกลับไปหยิบนมวัวมาให้ข้า อีกประเดี๋ยวจะต้องได้ใช้”
“ไม่รบกวนเลย !” ติงหยูเจินขึ้นไปนั่งบนรถม้าของบ้านตนแล้วกลับไปเอานมวัวตามคำสั่ง
ภายใต้การช่วยเหลือของหลินเว่ยเว่ย ติงหลิงเอ๋อร์ก็นึ่งพุทราแดงให้สุกได้อย่างรวดเร็ว หลินเว่ยเว่ยให้นางใช้ช้อนบดเนื้อพุทรา ผ่านไปไม่นานนมวัวก็มาถึง พุทราบดผสมเข้ากับนมวัวและน้ำผึ้งในปริมาณที่เหมาะสม หลังผสมให้เข้ากันแล้วก็ยังเติมน้ำตาล แป้งสาลีสำหรับทำขนมแล้วคนให้เข้ากัน
ทาน้ำมันลงด้านในถาดหนึ่งชั้น จากนั้นค่อยเทแป้งที่ผสมแล้วลงในถาด ปิดทับด้านบนด้วยกระดาษน้ำมันเจาะรูสองสามรูแล้วนึ่งทิ้งไว้ประมาณ2เค่อ
หลังจากครบเวลา2เค่อ แล้วเค้กพุทราแดงกลิ่นหอมหวานก็ออกจากหม้อนึ่ง หลินเว่ยเว่ยเป็นคนนำเค้กพุทราแดงออกจากถาดแล้วพักให้เย็นบนเขียงไม้ นางตัดแบ่งและหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วยื่นให้ติงหลิงเอ๋อร์ “รีบชิมว่ารสชาติเป็นอย่างไร ?”
ติงหลิงเอ๋อร์กัดชิมหนึ่งคำ หลังชิมรสจนละเอียดแล้วนางก็พยักหน้ารัวๆทันที “เนื้อนุ่ม หวานหอม รสสัมผัสนุ่มลิ้น หวานกำลังพอดี ฝีมือพี่หลินยังจะออกมาแย่ได้อย่างไร ? พี่หลิน ท่านก็ชิมสิ”
ขณะพูด นางก็บิเค้กพุทราแดงในมือเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วยื่นให้พี่ชายคนโต ส่วนชิ้นใหญ่เก็บไว้กินเอง
ติงหยูเจิน “…” เจ้าช่างเป็นน้องสาวที่แสนดีเหลือเกิน !
หลินเว่ยเว่ยก็ยื่นให้บัณฑิตน้อยหนึ่งชิ้น บัณฑิตน้อยดูท่าทางเย็นชาแต่ชอบกินขนมหวานและอาหารรสเผ็ด โดยเฉพาะขนมหวาน ตั้งแต่ลงจากเรือก็มีข้อจำกัดมากมาย นางจึงไม่ได้ทำขนมหวานให้เขากินหลายวันแล้ว
เจียงโม่หานปัดฝุ่นในมือ จากนั้นยื่นแม่พิมพ์ที่เพิ่งแกะสลักเสร็จแล้วให้นาง หลังจากล้างมือให้สะอาดก็รับเค้กพุทราแดงมาถือไว้แล้วเริ่มกัดกินอย่างสง่างาม
ในเวลานี้ ณ ต้นไม้ที่มีกิ่งก้านและใบหนาแน่นต้นหนึ่งของละแวกใกล้เคียงก็เหมือนจะสั่นไหวเพราะแรงลม จนส่งเสียงของกิ่งที่เสียดสีกันไปมา เขาเงยหน้ามองต้นไม้ต้นนั้น แต่แล้วก็กลับมาก้มหน้าก้มตากินเค้กพุทราแดงต่อ แม้ว่าเค้กพุทราแดงจะมีรสชาติไม่เลว แต่ก็สู้กลิ่นหอมของขนมที่อบจากเตาอบไม่ได้อยู่ดี
หมินอ๋องที่ซ่อนอยู่บนต้นไม้ก็เผลอทอดถอนพระทัยเฮือกใหญ่…คงไม่โดนจับได้หรอกกระมัง ? เป็นไปไม่ได้ ! เมื่อก่อนเวลาสอดแนมอยู่ในสนามรบ ศัตรูที่มีประสบการณ์มากมายขนาดนั้นยังไม่เห็นพระองค์เลย แล้วบัณฑิตหน้าขาวที่ไร้วรยุทธคนหนึ่งจะสังเกตเห็นการมีอยู่ของพระองค์ได้อย่างไร ? จังหวะที่บัณฑิตหน้าอ่อนมองมาก็จะต้องเป็นเรื่องบังเอิญแน่นอน !
เค้กพุทราแดงส่งกลิ่นหอมหวานลอยมาตามสายลม หมินอ๋องสูดหายใจเข้า…เพื่อจะได้มาเห็น ‘บุตรสาว’ ได้มากขึ้นอีกหน่อย พระองค์ถึงขั้นต้องอดทนต่ออาหารเลิศรสชนิดต่างๆทุกครั้ง เป็นอ๋องก็ลำบากเช่นกัน !
[1] ฝูหลิง เป็นสมุนไพรรสจืด สรรพคุณช่วยขับน้ำและความชื้น ช่วยส่งเสริมการทำงานของม้าม
[2] ขนมซานเย่าฝูหลิง คือ ขนมที่ทำจากซานเย่า (กลอยจีน) บดผสมผงฝูหลิงและน้ำตาล นวดด้วยน้ำหรือนมสดจนเข้ากัน จากนั้นนำไปนึ่งสุก จะสอดไส้ถั่วแดงก็ได้
ตอนที่ 499: ขนมมีขาจึงสามารถวิ่งได้?
ขณะก้มหน้าลง แววตาของเจียงโม่หานก็แฝงไปด้วยความขี้เล่น…หมินอ๋องนิสัยเหมือนตนมาก ชอบเสวยของหวาน ต้านทานขนมนานาชนิดไม่ไหว ในเวลานี้หมินอ๋องจะต้องกลืนน้ำลายแล้วกลืนน้ำลายอีก ? สมน้ำหน้า ! ใครใช้ให้ผู้ใหญ่อายุปูนนี้มาทำตัวลับๆล่อๆ แล้วแอบมองคู่หมั้นของคนอื่น ! !
ห้องครัวหลังเล็กทางปีกของบ้านสกุลฉู่ถูกสร้างขึ้นมาชั่วคราว ด้านในมีที่ให้ยืนไม่มาก อย่างมากสุดก็จุคนได้แค่สองคนเท่านั้น ในเวลาปกติหยาเอ๋อร์จะคอยดูแลเรื่องไฟ ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็ทำงานครัวไปเรื่อยๆ พอตอนนี้มีติงหลิงเอ๋อร์เพิ่มขึ้นมา หลินเว่ยเว่ยจึงย้ายเขียงมาที่ลานบ้าน
ขั้นตอนทำขนมซานเย่าฝูหลิงไม่ยาก แค่นำซานเย่านึ่งสุกแล้วมาบดจนเนื้อเนียน บดฝูหลิงให้เป็นผง จากนั้นก็นำมาผสมรวมกันตามอัตราส่วนที่กำหนด หลังจากเติมรสหวานจากน้ำผึ้งลงไปแล้วก็เทใส่แม่พิมพ์ที่ทาน้ำมันไว้ ท้ายที่สุดก็ใส่ลงในหม้อแล้วนึ่งให้สุกเท่านั้นเอง
เจียงโม่หานเห็นหลินเว่ยเว่ยและติงหลิงเอ๋อร์กำลังยุ่งอยู่กับงานครัว จึงเหลือบตามองหมินอ๋องที่ซ่อนอยู่บนต้นไม้ เขาใช้ข้ออ้างว่าอยากถามอะไรบางอย่างจากติงหยูเจินแล้วพาอีกฝ่ายเข้าห้องตัวเอง เป็นธรรมดาที่หลินจื่อเหยียนจะไม่ปล่อยโอกาสในการเรียนรู้ให้ผ่านไป เขาก็เดินตามไปด้วย…
ขนมซานเย่าฝูหลิงนึ่งบนเตาได้ประมาณหนึ่งก้านธูปก็ถูกยกออกแล้ว ติงหลิงเอ๋อร์แกะขนมออกจากแม่พิมพ์ใส่ถาดด้วยความตื่นเต้น จากนั้นยังราดน้ำผึ้งลงไปเพราะได้รับคำแนะนำจากหลินเว่ยเว่ย นางหยิบขนมที่ไม่ค่อยขึ้นรูปมาหนึ่งชิ้น จากนั้นก็เอาไปให้พี่ใหญ่ด้วยความดีใจ “พี่ใหญ่ นี่เป็นขนมมีสรรพคุณทางยาที่ข้าทำเอง ! ท่านรีบชิมสิ !”
ติงหยูเจินมองชิ้นขนมที่ไม่สมบูรณ์ เหมือนขนมซานเย่าฝูหลิงจะโดนอะไรแทะมาก็ไม่ปานแล้วหันไปมองชิ้นขนมที่ขึ้นรูปตามแม่พิมพ์บุปผาในถาดเหล่านั้น…ไม่ต้องให้น้องสาวบอก เขาก็มองออก !
ต่อจากนั้นเขาก็รีบชิม กลิ่นยาของฝูหลิงถูกกลบด้วยกลิ่นน้ำผึ้ง รสชาติหวานๆ เนื้อสัมผัสร่วน รสชาติพอไปได้ แต่ถ้าเอามาเทียบกันแล้วเขายังชอบเค้กพุทราแดงมากกว่า…
จากนั้นติงหลิงเอ๋อร์ก็เลือกชิ้นสวยที่สุดแล้วส่งเข้าปากตัวเองพลางพยักหน้าพูดว่า “พี่หลินบอกว่าเป็นขนมที่มีสรรพคุณทางยาช่วยบำรุงม้ามกับกระเพาะ…แต่ไม่มีกลิ่นยาแม้แต่น้อย ! หืม ? ผ่านไปครู่เดียวพวกท่านก็กินเค้กพุทราแดงหมดแล้ว ? พี่ใหญ่ พวกท่านทำเกินไปแล้ว ข้ากับพี่หลินทำกันตั้งนาน ข้าเพิ่งได้กินไปแค่ชิ้นเล็กๆชิ้นเดียวเอง ส่วนพี่หลินยังไม่ได้ชิมเลยด้วยซ้ำ ขนมก็หมดแล้วหรือ ? พวกท่านไม่กลัวจะโดนทุบหรือไร !”
ติงหลิงเอ๋อร์เห็นบนเขียง นอกจากเศษซากเค้กพุทราแดงแล้วก็ไม่เหลือขนมอยู่สักชิ้น นางจึงอดไม่ได้ที่จะตำหนิพี่ชาย
ติงหยูเจินคิดว่าโดนใส่ความยิ่งกว่าโต้วเอ๋อ (ตัวละครจากนิทานพื้นบ้านในประวัติศาสตร์) “ไม่ใช่พวกเรา…ข้ากินไปแค่ชิ้นเล็กที่เจ้าแบ่งให้ น้องเจียงกับน้องชายหลินก็กินไปแค่ชิ้นเดียว…เมื่อครู่ตอนที่พวกเราเข้ามาในห้อง ก็เห็นว่าบนเขียงยังมีเหลืออยู่ตั้ง4-5ชิ้น !”
ติงหลิงเอ๋อร์กระทืบเท้า “ในลานบ้านหลังนี้มีแค่พวกเราไม่กี่คน หากไม่ใช่พวกท่านกิน แล้วจะโดนหนูขโมยไปกินหรือไร ?”
หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้ว “ถ้าโดนหนูหรือแมวเอาไปกิน ก็ต้องมีปากที่กว้างมาก แค่ครู่เดียวก็ขโมยไปตั้งสี่ห้าชิ้น ? บนพื้นก็ไม่มีเศษขนมตกอยู่เลย…”
“ประหลาดจริงๆ หรือเค้กพุทราแดงจะมีขาจึงสามารถวิ่งได้ ?” ติงหลิงเอ๋อร์เข้ามาเบียดหลินเว่ยเว่ย…ในบ้านเช่าของพี่หลินคงไม่ได้มีสิ่งลี้ลับอะไรอยู่ด้วยหรอกกระมัง ?
หลินเว่ยเว่ยมั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือมนุษย์แน่นอน ! สามารถเข้ามาขโมยขนมที่อยู่ใกล้ครัวโดยไม่มีเสียงและทำให้พวกนางไม่รู้ตัวได้แบบนี้ จะต้องเป็นยอดฝีมือไม่ผิดเพี้ยน…จอมยุทธคนนั้นจะทำตัวไร้ศักดิ์ศรีโดยมาขโมยแค่ขนมไม่กี่ชิ้นเองหรือ ?
หมินอ๋องผู้ไร้ศักดิ์ศรีที่ขโมยขนมไม่กี่ชิ้นไปก็วางสมบัติล้ำค่าลงตรงเบื้องพระพักตร์ของฮ่องเต้หยวนชิง พอฮ่องเต้เห็นพระสหายทำสีหน้าภาคภูมิใจและโอ้อวด จึงบังเกิดความสงสัยขึ้นมา ก่อนจะหันไปทอดพระเนตรขนมไม่กี่ชิ้นที่บิดเบี้ยวไร้รูปทรง “หยูอัน เจ้าทำอะไร ?”
หมินอ๋องแย้มพระโอษฐ์หนักกว่าเดิม “ทูลฝ่าบาท นี่เป็นขนมที่บุตรสาวของกระหม่อมทำเอง แค่ได้กลิ่นก็น่ากินแล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ ? สมกับที่เป็นบุตรสาวของกระหม่อมจริงๆ สู้รบก็ได้ เข้าครัวก็เป็น ! พรสวรรค์ด้านการต่อสู้เหมือนกระหม่อม มีความคิดสร้างสรรค์เหมือนเสวี่ยเอ๋อร์ หากนางไม่ใช่บุตรแท้ๆของตระกูลจ้าว กระหม่อมจะยืนเอาแขนต่างเท้าแล้วกินเค้กพุทราแดงพ่ะย่ะค่ะ !”
ฮ่องเต้หยวนชิงเบื่อจะเห็นท่าทาง ‘ค้างคกขึ้นวอ’ ของอีกฝ่าย “ทำไมหรือ ? เจ้าวิ่งไปรับนางมาเป็นบุตรสาวแล้ว ? หยูอัน เจิ้นจะตำหนิเจ้าอย่างไรดี ! เหตุใดเจ้าไม่รู้จักข่มอารมณ์ไว้บ้าง ?”
“เปล่าพ่ะย่ะค่ะ ! ผลการสืบเรื่องราวของพระองค์ยังไม่แน่ชัด แล้วกระหม่อมจะวู่วามไปรับนางมาเลยได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ ? แม้กระหม่อมจะมั่นใจว่านางหนูคนนั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขจริงๆ แต่เพื่อความรอบคอบที่สุด อย่างไรก็ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนพ่ะย่ะค่ะ !” หมินอ๋องก็อยากจะพบบุตรสาวโดยเร็ว แต่พระองค์มีตำแหน่งในกองทัพและราชสำนัก จึงจำเป็นต้องป้องกันผู้มีเจตนาร้ายมาใช้อุบายต่อพระองค์และฝ่าบาท
เรื่องอาชาพยศครานั้นก็ถูกตรวจสอบจนกระจ่างแล้วว่าเป็นฝีมือของกบฏราชวงศ์ก่อน คนพวกนี้ซ่อนตัวได้เก่งมาก ในวังได้มีการกวาดล้างหลายต่อหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ยังกำจัดไม่สิ้นซากเสียที !
หากไม่ได้บังเอิญเจอเด็กสาวแซ่หลิน แม้ฮ่องเต้จะทรงอาชาเก่งเพียงใด อาชาพยศที่ห้อตะบึงได้ราวกับเหาะเหินตัวนี้ก็อาจทำให้พระองค์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งการปรากฏตัวของเด็กสาวตระกูลหลินดูบังเอิญเกินไป มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญหรือมีการจัดฉากไว้กันแน่…การที่ฮ่องเต้จะหวาดระแวงนั้น หมินอ๋องก็สามารถเข้าพระทัยได้
พอฮ่องเต้หยวนชิงได้สดับตรับฟังคำพูดของหมินอ๋องแล้ว พระองค์ก็เริ่มสงสัยยิ่งกว่าเดิม “ถ้าเช่นนั้น…ขนมพวกนี้เจ้าได้มาอย่างไร ?”
หมินอ๋องดูไม่เป็นตัวเองขึ้นมาทันที ทำเพียงแย้มพระสรวลอย่างแห้งเหือด “ได้มาอย่างไร พระองค์ไม่ต้องสนพระทัยหรอกพ่ะย่ะค่ะ พระองค์รีบเสวยเถิด บุตรสาวของกระหม่อมพูดว่าขนมชนิดนี้ช่วยบำรุงม้ามและกระเพาะอาหารได้ ช่วงนี้พระองค์เบื่ออาหารไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ !”
ฮ่องเต้หยวนชิงเจริญพระชันษาขึ้นมาพร้อมกับหมินอ๋อง แล้วจะไม่รู้จักพระสหายอีกหรือ ? พอเห็นอีกฝ่ายทำตัวประหม่าและเขินอาย พระองค์ก็ทั้งโมโหและรู้สึกขำขัน “เจ้าไปขโมยขนมที่บ้านนางมาหรือ ?”
“ฝ่าบาทตรัสผิดแล้ว ! กระหม่อมไปเอาขนมของ ‘บุตรสาว’ มาแค่ไม่กี่ชิ้น แล้วจะเรียกว่าขโมยได้อย่างไร ? อีกอย่างกระหม่อมทำเพื่อใครเล่าพ่ะย่ะค่ะ ?”
หมินอ๋องดูขัดเขินอยู่พอสมควร จากนั้นก็ตัดแค่บริเวณมุมของเค้กพุทราแดงแล้วยัดใส่พระโอษฐ์ของตน ไม่ช้าก็บ่นในหทัยว่า ‘รู้อย่างนี้ไม่เอามาให้ในวังก็ดี ขนมอร่อยขนาดนี้เก็บไว้กินเองไม่ดีกว่าหรือ ?’
หัวหน้าขันทีที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างพระวรกายฮ่องเต้หยวนชิงก็เห็นหมินอ๋องแย่งงานชิมเครื่องเสวยของตนไป ดวงตาจึงแทบจะถลนออกมาอยู่แล้ว…หมินอ๋องเป็นเสาหลักของแผ่นดิน หากเสวยแล้วเกิดเป็นอะไรขึ้นมา จะเป็นเรื่องดีอย่างไร ?
ฮ่องเต้หยวนชิงรู้ว่าพระสหายเป็นผู้ที่รักศักดิ์ศรี หัวข้อนี้จึงหยุดอยู่เพียงเท่านี้ “เจิ้นรู้ว่าเจ้าเป็นห่วงสุขภาพของเจิ้น แต่โรคน่ารำคาญนี้แม้แต่สำนักหมอหลวงก็เคยลองเปลี่ยนสูตรยาให้เจิ้นแล้ว…”
“ไม่ต้องตรัสถึงหมอหลวงเหล่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ! หากเหลียงหยวนเจิ้งจากราชวงศ์ก่อนยังอยู่ก็คงจะดี พระพลานามัยของพระองค์ก็คงได้รับการรักษาจนหายนานแล้ว ส่วนเสวี่ยเอ๋อร์ก็คง…” หมินอ๋องขมวดพระขนงมุ่น รู้สึกไม่พอพระทัยต่อหมอหลวงที่มีฝีมือปานกลางเหล่านั้นสุดๆ
เหลียงหยวนเจิ้งมีทักษะทางการแพทย์สูงส่ง จรรยาบรรณแพทย์ก็สูงยิ่ง แต่ต้องมาพลาดท่าเสียทีให้แก่กลอุบายในวังหลังแห่งราชวงศ์ก่อน ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน !
เมื่อก่อน ตอนที่ฮ่องเต้หยวนชิงยังเป็นเพียงแม่ทัพขั้นสามก็เคยได้รับความช่วยเหลือจากเหลียงหยวนเจิ้ง จึงยังพยายามตามหาทายาทของอีกฝ่ายอย่างสุดกำลัง แต่น่าเสียดาย…พระองค์ส่ายดวงพักตร์แล้วหยิบเค้กพุทราแดงขึ้นมาหนึ่งชิ้นพลางตรัสว่า “ขนมนี้ หน้าตาอาจดูธรรมดา แต่กลิ่นหอมไม่เบา !”
ตอนที่ 500: นางหนู รอมยิ้มของเจ้าดูปลอมเหลือเกิน
“ที่จริงตอนยกออกจากหม้อนึ่ง มันก็ดูน่ากินอยู่หรอกพ่ะย่ะค่ะ แต่ระหว่างที่กระหม่อมเอามาก็ไม่ทันระวังจึงทำให้มันเสียรูปทรง บุตรสาวของกระหม่อมยังทำ ‘ขนมซานเย่าฝูหลิง’ อีกอย่าง มีผลดีต่อม้ามและกระเพาะเช่นกัน คราวหน้ากระหม่อมจะเอากลับมาถวาย…”
หมินอ๋องหยิบชิ้นที่หน้าตาดูไม่ได้ที่สุดขึ้นมาแล้วกัดกินจนเกือบหมดก้อน จากนั้นก็หรี่ดวงเนตรลงอย่างผู้ที่เพลิดเพลินกับอาหารโอชะ…อร่อย ! ฝีมือบุตรสาวไม่ใช่แค่การพูดโอ้อวดจริงๆ !
ท่าทางการเสวยอาหารของหมินอ๋องสามารถดึงดูดให้คนมองอยากอาหารมากขึ้น ฮ่องเต้หยวนชิงเห็นอีกฝ่ายเสวยอย่างเอร็ดอร่อย จึงอดไม่ได้ที่จะชิมเค้กในพระหัตถ์ พอได้ลองชิมแล้วก็ไม่อาจควบคุมพระองค์เองได้อีกต่อไป เค้กพุทราแดงในพระหัตถ์จึงโดนเสวยหมดภายในไม่กี่คำ
หัวหน้าขันทีมีดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ…ช่วงหลายวันนี้ฮ่องเต้เบื่ออาหารมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเครื่องเสวยมื้อใด พอชิมได้สองคำแล้วก็รับสั่งให้ยกออกไป เค้กพุทราแดงที่ดูแสนจะธรรมดานี้กลับทำให้ฮ่องเต้เสวยหมดชิ้นในเวลารวดเร็ว
ทว่าชั่วอึดใจก็เสวยขนมไปตั้งหนึ่งชิ้นแล้ว จะเป็นเรื่องดีจริงหรือ ? หัวหน้าขันทีสับสนและไม่รู้ว่าควรทูลเตือนฮ่องเต้ดีหรือเปล่า
“อืม รสชาติไม่เลวจริงๆ !” โชคดีที่ฮ่องเต้หยวนชิงมีความสามารถด้านการควบคุมพระองค์เองเหนือกว่าคนปกติ ทรงควบคุมความปรารถนาเก่งมาก หลังจากเสวยเค้กพุทราแดงหมดหนึ่งชิ้นแล้วก็หยุดเสวยทันที
แม้หมินอ๋องจะยังอาลัยอาวรณ์ต่อเค้กพุทราแดงของ ‘บุตรสาว’ มาก แต่พอเห็นฮ่องเต้โปรดปราน พระองค์ก็ทิ้งขนมอีกสามชิ้นที่เหลือไว้ในวัง
วันนี้ หลังจากเข้าประชุมประจำราชสำนักแล้ว หมินอ๋องก็ได้ยินว่าตอนที่ฮ่องเต้เสวยมื้อเช้าก็เสวยได้มากกว่าเดิม เค้กพุทราแดงที่เหลือไว้ให้3ชิ้น เมื่อคืนขณะอ่านฎีกาพระองค์ก็เสวยไปอีก2ชิ้นและตอนเช้ายังเสวยไปอีก1ชิ้น…ฮึ! สูตรอาหารบำรุงของบุตรสาวใช้ได้ผลจริงๆ !
ส่วนหลินเว่ยเว่ยที่โดนขโมยเค้กพุทราแดงไปตั้งห้าชิ้นก็ได้แต่ทำเพิ่มอีกเตา เค้กพุทราแดงและขนมซานเย่าฝูหลิง นอกจากให้ติงหลิงเอ๋อร์นำกลับไปสองสามชิ้นแล้ว นางก็แบ่งขนมอย่างละชิ้นไปให้ยายเจิ้งได้ชิมบ้าง
หลังรับประทานอาหารเสร็จ ขณะมองเค้กพุทราแดงบนโต๊ะ หลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกสงสัยมาก “บัณฑิตน้อย เจ้าคิดว่าเค้กพุทราแดงของพวกเราหายไปไหนกันแน่ ?”
“แน่นอนว่าต้องมีคนถือโอกาสหยิบไป” ฮึ แม้การกระทำของคนผู้นั้นจะว่องไว แต่ไม่สามารถรอดพ้นสายตาของเจียงโม่หานไปได้
หลินเว่ยเว่ยได้ยินเขาพูดด้วยความมั่นใจ จึงรีบถามต่อ “ใครหยิบไป ? เจ้าเห็นหรือ ?”
เจียงโม่หานพยักหน้าพลางใช้นิ้วเขียนคำว่า ‘หมิน’ ลงบนโต๊ะ
หลินเว่ยเว่ยทำตาโตทันที “เจ้าจะบอกว่า…” นางทำปากพูดคำว่า ‘หมินอ๋อง’ ออกมา และเจียงโม่หานพยักหน้ารับเบาๆ
“จะเป็นเขาได้อย่างไร ? เขาจะมาที่บ้านหลังเล็กๆของพวกเราเพื่ออะไร ? คงไม่ได้อยากเอาผิดที่ข้าล่วงเกินคราวก่อนหรอกกระมัง ?” ใบหน้าของหลินเว่ยเว่ยฉายอารมณ์ห่อเหี่ยวแล้วห่อเหี่ยวอีก ไม่ได้บอกว่าหมินอ๋องเป็นผู้มีน้ำพระทัยกว้างขวางหรอกหรือ ? แล้วจะตามมาเอาเรื่องอีกทำไม ?
เจียงโม่หานลูบศีรษะน้อยๆของนางพลางพูดด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถิด เขาไม่ได้มาเอาผิดเจ้าเรื่องนั้นหรอก หรือเจ้าก็ไม่เชื่อข้าแล้ว ?”
“เชื่อสิ ! แต่…เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาจะไม่เอาผิดข้า ?” หลินเว่ยเว่ยไม่เข้าใจว่าหมินอ๋องทำไปเพื่ออะไร แอบเข้ามาในบ้านนาง ไม่พูดอะไรสักอย่างทั้งยังไม่เผยตัวตน แต่หยิบขนมของนางไปหลายชิ้น…ช่างเป็นคนที่ประหลาดเกินไปแล้ว !
“เพราะหมินอ๋องชื่นชมนักสู้ เขาป่าวประกาศในกองทัพว่าหากใครสามารถสู้กับเขาได้ถึงสิบกระบวนท่า เขาจะเลื่อนตำแหน่งให้คนผู้นั้นเป็นรองแม่ทัพ…”
“แล้วผลลัพธ์คือ ?” หลินเว่ยเว่ยนึกถึงตอนที่ประมือกับหมินอ๋อง อีกฝ่ายมีวรยุทธร้ายกาจจริงๆ แม้นางจะมีพละกำลังมหาศาลตั้งแต่กำเนิด แต่ก็ต้องฝืนทนเพื่อไม่ให้พลาดท่า แต่หากนานกว่านั้นนางไม่มีทางชนะได้แน่นอน
เจียงโม่หานส่ายหน้าเบาๆ “ผลลัพธ์ทำให้เขาผิดหวังมาก…เพราะคนที่สามารถสู้กับเขาได้หลายกระบวนท่าโดยไม่พ่ายแพ้ จนถึงตอนนี้ยังมีแค่เจ้าคนเดียว !”
หลินเว่ยเว่ยยกมือเท้าคางพลางเอียงศีรษะมองเขา “จะเป็นไปได้อย่างไร ? หลีชิงไม่ได้พูดแล้วหรือว่าในยุทธภพมียอดฝีมืออยู่มากมาย ! ยกตัวอย่างฝีมือของหลีชิงก็แล้วกัน เขาอาจสู้กับหมินอ๋องจนครบสิบกระบวนท่าได้เลย”
“เจ้าเองก็พูดว่านั่นคือ ‘ยุทธภพ’ กระนั้นมียอดฝีมือในยุทธภพไม่กี่คนที่ยอมมาเข้าร่วมกับราชสำนักหรือกองทัพ !” เจียงโม่หานฉีกยิ้มขณะยกมือจิ้มหน้าผากของนาง
หลินเว่ยเว่ยปล่อยตัวตามแรงของเขา ศีรษะของนางเอนไปข้างหลังอยู่พักหนึ่ง “พอได้ยินเจ้าพูดแบบนี้ ข้าก็เริ่มสบายใจขึ้นมาบ้าง ! หมินอ๋องชอบในความสามารถของข้า ดังนั้นจึงไม่ลงโทษข้าใช่หรือไม่ ?”
เจียงโม่หานหัวเราะเบาๆ…เด็กคนนี้ ชอบหาโอกาสชมตัวเองอยู่เรื่อย ถ้าเขาตอบว่า ‘ใช่’ นางก็จะหัวเราะอย่างโง่งมไม่หยุด ทว่าเมื่อเทียบระหว่างท่าทางหวาดวิตกกับท่าทางตอนนางหัวเราะด้วยความหลงตัวเองแล้ว เขายอมเลือกประการหลังดีกว่า
วันรุ่งขึ้น หลินเว่ยเว่ยสอบถามความยินยอมจากยายเจิ้งและตาฉู่ นางคิดจะสร้างเตาอบขนาดเล็กไว้ข้างห้องครัวเพื่อจะได้สะดวกในการอบขนมหรือทำอาหารที่ต้องใช้เตาอบ
เตาอบทำไม่นาน แค่ซื้อพวกอิฐและไปที่โรงตีเหล็กเพื่อสั่งทำถาดรองอบตามขนาดที่กำหนด ใช้เวลาไม่ถึง1วันก็เสร็จแล้ว ในขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังนำกลุ่มชายหนุ่มทั้งสองคนก่ออิฐทำเตาอบ เสียงเคาะประตูบ้านก็ดังขึ้น…หยาเอ๋อร์กลับมาจากตลาดแล้วหรือ ?
ยายเจิ้งเป็นคนไปเปิดประตู เมื่อเห็นคนแปลกหน้าสองคนมาพร้อมใบหน้ามีประกายแปลกๆ นางก็ถามอย่างระมัดระวังว่า “ไม่ทราบว่าพวกท่านมาหาใคร ?”
“ที่นี่มีเด็กสาวแซ่หลินอยู่หรือไม่ ? เปิ่นหวางมาหานาง !” หมินอ๋องผู้มีเคราอยู่บนดวงพักตร์ เวลาไม่ยิ้มจะดูน่ากลัวมาก รู้แล้วว่าเหตุใดหลินเว่ยเว่ยจึงเห็นพระองค์เป็นโจรโฉด
เปิ่นหวาง ? มีเพียงอ๋องเท่านั้นที่เรียกแทนตนแบบนี้ ? ยายเจิ้งแข้งขาอ่อนทันที นางพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “มะ มี…พวกท่านมาหานาง…ทำไม ?”
ครัวเล็กอยู่ไม่ไกลจากประตูบ้าน หลินเว่ยเว่ยได้ยินเสียงจึงเดินมาดู…สวรรค์ ! หมินอ๋องมาได้อย่างไร ? คราวนี้ยังเข้าประตูบ้านมาอย่างเปิดเผยอีกด้วย…
จะเป็นเรื่องดีหรือหายนะ แต่ถึงจะเป็นหายนะก็หนีไม่พ้นอยู่ดี หลินเว่ยเว่ยถูมือที่เต็มไปด้วยโคลนพลางเดินเข้ามาด้วยความลังเล จากนั้นก็ฝืนยิ้ม “ไม่ทราบว่าหมินอ๋องจะเสด็จมาเยือน หม่อมฉันเสียมารยาทไม่ได้ออกมารอต้อนรับ ต้องขอให้หมินอ๋องโปรดอภัยด้วยเพคะ”
มะ…หมินอ๋อง ? คงไม่ได้เป็นหมินอ๋องที่ฮ่องเต้ปฏิบัติเหมือนพี่น้องแท้ๆ และเป็นเทพสงครามผู้คอยปกปักรักษาแผ่นดินต้าเซี่ยหรอกกระมัง ? ยายเจิ้งเข่าอ่อนพลางทรุดลงนั่งกับพื้นทันที นางตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้นเพราะไม่เคยนึกฝันว่าจะได้ใกล้ชิดผู้ทรงอำนาจขนาดนี้…เมื่อครู่นางไม่ได้แสดงกิริยาล่วงเกินออกไปใช่หรือเปล่า ? คงไม่โดนลงโทษหรอกกระมัง ?
ดูเอาเถิด นี่ต่างหากถึงจะเป็นสภาพของผู้ที่ได้พบผู้มีฐานะสูงศักดิ์ แต่นางหนูหลิน รอยยิ้มของเจ้าดูปลอมเหลือเกิน คำพูดก็มีมารยาทเกินไป หากเปลี่ยนเป็นขุนนางคนอื่นคงตั้งข้อหาดูหมิ่นให้เจ้าไว้ในใจแล้ว…ทว่าเจ้าสมกับเป็นเมล็ดพันธุ์ตระกูลจ้าว ใจกล้าไม่ธรรมดาเลย !
“หญิงชรา เจ้าไม่ต้องมากพิธี !” หมินอ๋องให้ผู้ติดตามไปช่วยประคองหญิงชราขึ้นมา ส่วนพระองค์ก็ทอดพระเนตรไปยังโคลนที่เปื้อนมือของหลินเว่ยเว่ย “กำลังทำอะไรอยู่ ?”
ใบหน้าของหลินเว่ยเว่ยยังคงเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง นางฉีกยิ้มจนเห็นฟันหน้าทั้งบนและล่าง “ทูลหมินอ๋อง หม่อมฉันกำลังสร้างเตาอบอยู่เพคะ !”
หมินอ๋องพยักดวงพักตร์ จากนั้นก็เสด็จเข้ามาในบ้านหลังเล็กแห่งนี้พร้อมไพล่พระหัตถ์ไว้ด้านหลัง…ฮึ ! บ้านหลังนี้ยังใหญ่ไม่เท่าลานด้านข้างของเรือนหลังในตำหนักอ๋องด้วยซ้ำ น่าสงสารบุตรสาวที่ต้องมาอยู่ในสถานที่ทรุดโทรมขนาดนี้
“เตาอบ ? เอาไว้อบขนมอย่างนั้นหรือ ?” เมื่อวานนี้หมินอ๋องได้ยินเด็กสาวพูดว่าหากนำเค้กพุทราแดงไปอบก็จะอร่อยกว่าเดิม เมื่อใดพระองค์จะได้ลิ้มรสชาติแห่งความกตัญญูจากนางบ้าง ?
จบตอน
Comments
Post a Comment