ตอนที่ 501: ชายหญิงรวมพลังทำงาน ย่อมไม่มีคำว่าเหนื่อย
หลินเว่ยเว่ยพูดพร้อมยิ้มยิงฟันขาว “ท่านอ๋องทรงพระปรีชา เรากำลังทำเตาสำหรับไว้ใช้อบขนมจริงๆ…ถ้าหมินอ๋องไม่รังเกียจ รอให้ขนมอบเสร็จแล้วก็มาลองเสวยสิเพคะ”
“ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจเลย !” หมินอ๋องยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของนางขัดดวงเนตรมากขึ้นเรื่อยๆ “ไม่อยากยิ้มก็ไม่ต้องยิ้มหรอก มองแล้วน่าสยองเสียมากกว่า”
แล้วยังมีมือที่เปื้อนโคลนของนางอีก…หมินอ๋องมีโทสะเล็กน้อย “ในบ้านของเจ้าไม่มีผู้ชายอยู่หรือ ? ถึงขั้นให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวมาทำงานหยาบเช่นนี้ ?”
เจียงโม่หาน…ผู้ชายคนแรกที่กำลังทำงาน ‘หยาบ’ และผู้ชายคนที่สองอย่างหลินจื่อเหยียนล้วนหมดคำพูด “…” หมินอ๋อง พระองค์ก็มีดวงเนตรกลมโตขนาดนั้น ทว่าเป็นแค่ของประดับดวงพักตร์แต่ไม่ได้ใช้งานหรือไร ?
ในที่สุดหลินเว่ยเว่ยก็หุบยิ้ม…แท้จริงการยิ้มก็ต้องใช้ความสามารถ แค่ครู่เดียวนางก็รู้สึกปวดกรามไปหมด นางชี้ไปยังชายหนุ่มสองคนที่กำลังยุ่งอยู่ตรงมุมกำแพงบ้าน “เวลาบ้านเราทำงาน ทุกคนจะช่วยเหลือกันตลอด…ชายหญิงรวมพลังทำงาน ย่อมไม่มีคำว่าเหนื่อย !”
หมินอ๋องสำรวจรอบบ้านหนึ่งรอบ ก่อนจะตรัสด้วยสุรเสียงรังเกียจ “เจ้าอยู่ที่นี่จริงหรือ ? เหตุใดไม่เช่าบ้านที่ดีกว่านี้หน่อย ?”
หลินเว่ยเว่ยมองไปโดยรอบแล้วกะพริบดวงตากลมโต “บ้านหลังนี้ก็ดีออกเพคะ นกกระจอกแม้ตัวเล็ก ทว่าก็มีอวัยวะภายในครบสมบูรณ์เหมือนนกชนิดอื่น ท่านยายเจ้าของบ้านก็ไม่เลว…”
“ดีอะไรกัน ! แม้แต่ห้องครัวที่ดูเป็นสัดส่วนก็ยังไม่มี ตัวห้องพักก็เล็กจนน่าอึดอัด…หลังคาไม่ได้ซ่อมแซมมานานเท่าไรแล้ว ? หากฝนตกหิมะถล่มแล้วคนจะไปอยู่ที่ใด ?” หมินอ๋องอยากจะรับตัวบุตรสาวกลับตำหนักในวันพรุ่งนี้เลย…บุตรสาวสุดที่รักของพระองค์ต้องทนทุกข์อยู่ข้างนอกมานานนับ15ปี จะให้ทนต่ออีกแค่วันเดียวพระองค์ก็ทำใจไม่ได้ !
หลินเว่ยเว่ยรู้สึกสงสัย ใต้เท้าหมินอ๋องคนนี้อย่างไรกันแน่ ? มาเยือนแล้วก็ไม่พูดอะไรดีๆ เอาแต่บ่นจู้จี้ใส่บ้านเช่าของนาง ถ้าไม่รู้คงหลงเข้าใจผิดว่าเป็นผู้อาวุโสในบ้านนางเสียอีก !
“ขอทูลถามหมินอ๋อง พระองค์…มีกิจธุระใดหรือไม่เพคะ ?” หลินเว่ยเว่ยพูดอ้อมค้อมไม่เก่ง นางจึงเปิดประเด็นคำถามออกมาตรงๆ
เป็นเมล็ดพันธุ์ของตระกูลจ้าวจริงๆ นิสัยตรงไปตรงมาก็ได้มาจากพระองค์! หมินอ๋องกระแอมไอแล้วถามออกมาว่า “ได้ยินบุตรสาวของผู้อำนวยการติงบอกว่าเจ้าชำนาญในการทำอาหารซึ่งมีสรรพคุณทางยาและขนมที่ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ?”
“ผู้อำนวยการติง ? ผู้ใด ?” หลินเว่ยเว่ยทำหน้ามึนงง ส่งผลให้หมินอ๋องนึกถึงพระชายาทันที ตอนเสวี่ยเอ๋อร์ยังเป็นสตรีแรกรุ่น นางก็ดูไร้เดียงสาและไม่ทันคนเช่นกัน น่ารักสุดๆไปเลย
เจียงโม่หานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน “ติงกู่เหนียงที่มาเมื่อวานนี้ บิดาของนางเป็นผู้อำนวยการสถาบันกั๋วจื่อเจียน…”
คิ้วที่ขมวดกันของหลินเว่ยเว่ยคลายออกทันที คาดไม่ถึงว่าน้องสาวคนสนิทของนางจะเป็นคุณหนูสกุลใหญ่ ยากนักที่เด็กสาวจะไร้ความเย่อหยิ่งในแบบฉบับบุตรีขุนนาง
นางแอบเหลือบมองหมินอ๋อง…บุตรสาวของจวนผู้อำนวยการติงบอกอะไรกันเล่า เห็นอยู่ชัดๆว่าพระองค์มาแอบฟังที่บ้านข้าเอง แถมยังขโมยเค้กพุทราแดงของพวกเราไปตั้งหลายชิ้น เฮอะ ! หมินอ๋อง พระองค์ถามแบบนี้หมายความว่าอย่างไร ? หรือว่าอยากกินอีกก็เลยมาเคาะประตูขอซึ่งๆหน้า ?
ไฉนเลยจะปล่อยให้ท่านอ๋องเอ่ยปากเอง ? หลินเว่ยเว่ยตอบตามตรง “ทำอาหารมีสรรพคุณทางยาและขนมง่ายๆได้สองสามอย่างเพคะ หรือที่ตำหนักท่านอ๋องมีคนกระเพาะอาหารไม่ค่อยดีอยู่ ?”
หมินอ๋องพยักดวงพักตร์ “เปิ่นหวาง…มีสหายที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาคนหนึ่ง เพราะต้องไปทำสงครามอย่างกะทันหันและยุ่งกับงานจึงส่งผลต่อกระเพาะอาหารของเขา ช่วงหลายวันมานี้อาการกำเริบขึ้นอีก เขามีอาการเบื่ออาหาร เปิ่นหวางไม่อยากเห็นเขาต้องทรมานเพราะโรคภัย จึงมาเพื่อขอสูตรฟื้นฟูสุขภาพจากกู่เหนียงโดยเฉพาะ”
นางพอรู้วิธีฟื้นฟูสุขภาพอยู่บ้างจริงๆ ทว่าหากไม่มีส่วนผสมของน้ำพุวิญญาณ ผลลัพธ์ก็จะเกิดช้ามาก หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิดแล้วพูดว่า “วัตถุดิบที่ใช้ทำขนมซานเย่าฝูหลิงที่ซื้อมาเมื่อวานยังพอเหลืออยู่บ้าง อีกประเดี๋ยวหม่อมฉันจะทำขนมซานเย่าฝูหลิงสักเตา หากหมินอ๋องเชื่อในตัวหม่อมฉันก็นำกลับไปให้สหายรักของพระองค์ลองชิม…หม่อมฉันยังทำชาผลไม้ที่ช่วยบำรุงกระเพาะได้ด้วย ถ้าอย่างไร…พรุ่งนี้จะทำให้พระองค์สักหนึ่งกาก็แล้วกันเพคะ”
“เยี่ยมไปเลย !” หมินอ๋องย่อวรกายลงประทับเก้าอี้ตัวน้อยในลานบ้านอย่างสง่างาม…ในที่สุดก็จะได้ชิมขนมที่ ‘บุตรสาว’ ทำโดยไม่ต้องแอบขโมยอีกแล้ว !
ในเวลานี้ หยาเอ๋อร์เดินเข้ามาในบ้านพร้อมกะตร้าใส่ผัก เมื่อเห็นชายแปลกหน้าสองคน นางก็หยุดยืนตกตะลึงก่อนแล้วจึงจะหันไปมองทางหลินเว่ยเว่ย “ในบ้านมีแขกมาหรือ ? ถ้าเช่นนั้นจะให้ข้าน้อยออกไปซื้อของเพิ่มอีกไหมเจ้าคะ ?”
หลินเว่ยเว่ยเงยหน้ามองท้องฟ้า หากรอทำขนมซานเย่าฝูหลิงจนเสร็จ ก็คงเลยเวลามื้อเที่ยงแน่นอน อย่างไรก็จะให้หมินอ๋องรอทั้งที่ยังท้องว่างไม่ได้หรอก ?
“ทูลหมินอ๋อง ถ้าอย่างไรมื้อเที่ยงนี้พระองค์อยู่เสวยอาหารกลางวันที่นี่ดีหรือไม่เพคะ ?” หลินเว่ยเว่ยก็แค่ถามตามมารยาทเท่านั้น เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ ไฉนเลยจะมาเสวยอาหารธรรดาของพวกนางได้ ?
ช่างผิดจากความคาดหมาย เพราะเมื่อหมินอ๋องได้ยินแบบนั้นก็ดีพระทัยขึ้นมาทันที วันนี้ช่างเป็นวันดี ไม่เพียงได้ชิมขนมที่บุตรสาวทำ แต่ยังได้ชิมอาหารฝีมือนางด้วย พระองค์อดกลั้นความดีพระทัยเอาไว้ จากนั้นก็แกล้งพยักดวงพักตร์เบาๆ “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนเจ้าแล้ว !”
ฮ่า ฮ่า! คนสวมหน้ากากเจอกับคนหน้าด้าน ! หลินเว่ยเว่ยเข้าไปตรวจดูวัตถุดิบในห้องครัว เมื่อรวมกับซี่โครงและหมูสามชั้นที่หยาเอ๋อร์ซื้อกลับมาแล้วก็น่าจะทำอาหารที่ไม่แย่มากได้หนึ่งโต๊ะ
สองตายายเจ้าของบ้านรับประทานอาหารกันแค่2มื้อต่อหนึ่งวัน มื้อเที่ยงยายเจิ้งไม่ต้องใช้เตา หลินเว่ยเว่ยจึงขอยืมครัวหลัก ครัวทั้งสองหลังถูกใช้งานพร้อมกัน หลังหนึ่งใช้ทำขนมซานเย่าฝูหลิง ส่วนอีกหลังไว้ทำอาหาร
ตัวขนมซานเย่าฝูหลิง นางทำออกมาตามสัดส่วนที่แน่นอน เมื่อรวมเข้ากับน้ำพุวิญญาณแล้ว นางก็ยกงานที่เหลือให้หยาเอ๋อร์ ส่วนเรื่องสร้างเตาอบก็ทิ้งไว้ก่อน ซัวถัวเป็นคนก่อไฟ หลินจื่อเหยียนล้างผัก เจียงโม่หานหั่นผัก หลินเว่ยเว่ยจับตะหลิว ทุกคนร่วมมือทำงาน ผ่านไปไม่ถึง1ชั่วยาม อาหารเที่ยงอันอุดมสมบูรณ์ก็ปรากฎขึ้นบนโต๊ะ
หลินเว่ยเว่ยยังไม่ทันได้ซื้อโต๊ะกินข้าวมา จึงวางอาหารไว้บนเขียงและยืมเก้าอี้มาจากยายเจิ้งอีกสองตัว
“มีข้อจำกัดด้านสถานที่ ต้องให้หมินอ๋องมาเห็นเรื่องน่าอายแล้วเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยครุ่นคิด จากนั้นก็หยิบสุราองุ่นออกมาจากห้วงมิติน้ำพุวิญญาณหนึ่งไหแล้วรินใส่ถ้วยเนื้อหยาบ
เจียงโม่หานเงยหน้ามองนาง ตั้งแต่เขตเริ่นอันจนถึงเมืองหลวง ระยะทางไกลขนาดนี้ เด็กน้อยกลับซ่อนสุราองุ่นไว้ด้วยหนึ่งไห…ไม่รู้จะตำหนินางอย่างไรจริงๆ
หมินอ๋องยกถ้วยเนื้อหยาบขึ้นดื่มอึกใหญ่ “สุราดี ! สุราองุ่นนี้กู่เหนียงได้มาจากที่ใดหรือ ?”
“ใช้องุ่นป่ามาหมัก เป็นของที่บ้านทำเองเพคะ” หลินเว่ยเว่ยยกหมูตุ๋นน้ำแดงที่เป็นอาหารจานสุดท้ายเข้ามา “เป็นอาหารที่กินกันตามปกติ หมินอ๋องอย่าได้รังเกียจเลยเพคะ”
หมินอ๋องทอดพระเนตรหมูตุ๋นน้ำแดงที่เปล่งประกายแวววาวบนโต๊ะ ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานเงาสวย ปลากระพงนึ่งเนื้อนุ่ม แกงหมูสามชั้นรสเผ็ดหอม…แค่อาหารสี่จานนี้ก็พอจะทำให้ผู้คนน้ำลายไหลได้แล้ว
“ฝีมือดีขนาดนี้ใครจะรังเกียจ ? หลินกู่เหนียงเลิกทำอย่างอื่นเถิด มานั่งกินด้วยกันสิ !” หมินอ๋องไม่ได้คิดว่าสตรีร่วมโต๊ะด้วยจะมีสิ่งใดไม่เหมาะสม เพราะที่ตำหนักหมินอ๋องก็ไม่ได้มีกฎบ้าบอพวกนั้น
เป็นธรรมดาที่หลินเว่ยเว่ยจะนั่งข้างเจียงโม่หาน นางคีบซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานให้เขาหนึ่งชิ้น ระหว่างเดินทางมีข้อจำกัดมากมาย ช่วงเวลาเดือนกว่าที่ผ่านมานี้จึงเพิ่งได้ทำอาหารจานโปรดให้บัณฑิตน้อยกิน มาเถิด กินให้มากหน่อย !
หมินอ๋องปวดหทัยจนรู้สึกว่ารสเปรี้ยวที่สัมผัสจากสุราองุ่นเมื่อครู่เป็นน้ำส้มสายชูแทน มันเปรี้ยวจนพระทนต์แทบหลุด ! คนเป็นบิดายังไม่ทันได้เพลิดเพลินกับการที่ ‘บุตรสาว’ คีบอาหารให้ แต่เจ้าหน้าขาวกลับได้ไปก่อน…ทหาร ! นำดาบยักษ์ของเปิ่นหวางเข้ามา !
[1] สถาบันกั๋วจื่อเจียน เป็นสถาบันอุดมศึกษาระดับสูงของจีนในยุคโบราณ สร้างขึ้นเพื่อช่วยสนับสนุนการสอบเป็นขุนนางของราชสำนักโดยเฉพาะ
ตอนที่ 502: ยังทำตัวไม่เอาไหน
“ท่านอ๋อง อย่าเอาแต่ทอดพระเนตรสิเพคะ ! เสวยอาหาร เสวยได้เลย !” หลินเว่ยเว่ยมีความเป็นเจ้าบ้านอย่างสูง นางชวนแขกกินอาหารอย่างอบอุ่น “ท่านอ๋องเสวยอาหารรสเผ็ดได้หรือเปล่า ? ลองชิมแกงหมูสามชั้นสิเพคะ…”
หมินอ๋องเป็นชาวภาคเหนือ ปกติไม่เสวยของเผ็ด ขณะทอดพระเนตรแกงหมูสามชั้นสีแดงฉาน ก็คีบหมูสามชั้นขึ้นมาเสวยอย่างอดใจไม่ไหว หมูสามชั้นเนื้อนุ่ม รสชาติเผ็ดหอมสดชื่น พระองค์อดไม่ได้ที่จะชื่นชม “เผ็ดและหอมสดชื่น ทั้งยังนุ่มลิ้น กู่เหนียงทำอาหารเก่งมาก !”
“ท่านอ๋องตรัสชมเกินไปแล้วเพคะ ลองชิมหมูตุ๋นน้ำแดงสิเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยใช้ตะเกียบที่เอาไว้สำหรับคีบอาหาร คีบหมูตุ๋นใส่ชามของหมินอ๋อง
หมินอ๋องอารมณ์ดีขึ้นมาทันที… ‘บุตรสาว’ คีบอาหารให้พระองค์ ! เป็นเด็กน้อยที่ช่างเอาใจจริงๆด้วย ! เวลากินข้าวด้วยกัน เจ้าตัวแสบที่ตำหนักก็รู้จักแต่คีบอาหารใส่ปากตัวเอง ไม่เคยสนใจว่าฟู่หวางชอบเสวยอะไร !
“อร่อย ! อร่อยกว่ากินในร้านอาหารเสียอีก !” หมูตุ๋นน้ำแดงจานนี้ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมไฟหรือการปรุงรสก็กำลังพอดีทั้งสิ้น กอปรกับบุตรสาวคีบให้อีก จึงเป็นธรรมดาที่จะอร่อยกว่าเดิม !
“ถ้าอร่อยก็เสวยเยอะๆเลยเพคะ !” หลินเว่ยเว่ยก็คีบหมูตุ๋นน้ำแดงให้ตัวเอง อืม ! พอเอามากินคู่กับข้าวขาวจากมิติน้ำพุวิญญาณแล้ว การกินข้าวก็เป็นความสุขได้ดีเลย
หลังได้ชิมอาหารทั้งหมดบนโต๊ะแล้ว หมินอ๋องก็คุมตัวเองไม่อยู่อีกต่อไป ขณะเพลิดเพลินกับอาหารก็ไม่ลืมที่จะสังเกตสิ่งที่บุตรสาวชอบกิน ฮ่า ฮ่า ! เป็นบุตรสาวของพระองค์จริงๆ แม้แต่ด้านอาหารการกินก็ยังเหมือนกัน…ไม่มีเนื้อ ไม่มีความสุข !
หลังจากหมินอ๋องเสวยมื้ออาหารแสนงดงามที่บ้าน ‘บุตรสาว’ แล้ว ขากลับยังห่อขนมซานเย่าฝูหลิงกลับไปหนึ่งกล่องเต็มๆ พระองค์แบ่งขนมออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกให้คนสนิทนำไปให้มารดาและภรรยาได้ลองชิม อีกส่วนหนึ่งก็นำเข้าวังด้วยพระองค์เอง
เมื่อองครักษ์ของวังหลวงเห็นพระองค์ก็ไม่แสดงท่าทีแปลกใจแต่อย่างใด…ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการให้หมินอ๋องสามารถเข้าออกวังหลวงได้อย่างอิสระ ส่วนหมินอ๋องก็แทบจะเห็นวังหลวงเป็นตำหนักส่วนตัวอยู่แล้ว ขอแค่พำนักอยู่ในเมืองหลวง มีวันใดบ้างที่ไม่เข้าวัง เรียกว่าวันใดไม่มาเยือนก็จะทำให้ข้าราชบริพารรู้สึกแปลกใจมาก !
“ฝ่าบาท วันนี้รู้สึกอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ ?” ตัวหมินอ๋องยังมาไม่ถึง ทว่าเสียงก็ดังเข้ามาในห้องทรงพระอักษรแล้ว
ฮ่องเต้หยวนชิงวางพู่กันลง ก่อนจะตรัสกับหมินอ๋องว่า “เข้าใจว่าเจ้ากำลังตั้งตารอคอยได้พบบุตร แต่ก็ไม่ควรมาเร่งเจิ้นทุกวันแบบนี้”
“ไม่ใช่แค่ตั้งตารอคอยได้พบบุตร แต่เป็น ‘บุตรสาว’ พ่ะย่ะค่ะ !” ต่อจากนั้นหมินอ๋องก็วางกล่องอาหารบนโต๊ะอ่านฎีกาของฮ่องเต้หยวนชิง“กระหม่อมนำมาให้พระองค์โดยเฉพาะ ขนมซานเย่าฝูหลิงช่วยบำรุงม้ามและกระเพาะอาหารได้ !”
“เจ้าไปหยิบของมาจากบ้านนางหนูหลินอีกแล้วหรือ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงหยิบขนมซานเย่าฝูหลิงรูปทรงดอกเหมยขึ้นมาทอดพระเนตร…ทั้งสีและกลิ่นไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ?
แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญหรือได้ผลจริงๆ เพราะหลังจากเสวยเค้กพุทราแดงนั้นเข้าไปแล้ว พระอามาศัยก็รู้สึกดีขึ้นมากและเริ่มอยากอาหารขึ้นมาบ้าง ไม่รู้ว่าขนมซานเย่าฝูหลิงนี้จะให้ผลลัพธ์เดียวกันหรือเปล่า
หมินอ๋องเห็นฮ่องเต้หยวนชิงกำลังจะเสวยขนมซานเย่าฝูหลิงจึงรีบทูลว่า “ฝ่าบาท รอประเดี๋ยว ! ประเดี๋ยวกระหม่อมจะลองชิมให้ก่อนพ่ะย่ะค่ะ…”
แม้ว่าหมินอ๋องจะยอมรับหลินเว่ยเว่ยเป็น ‘บุตรสาว’ แล้ว ทว่าการปรากฎตัวของบุตรสาวคนนี้ดูบังเอิญเกินไป ฮ่องเต้เผชิญกับอันตราย นางก็ยื่นมือเข้ามาช่วย ทำให้ฮ่องเต้เห็นจี้หยกสกุลจ้าวที่หายไปพร้อมทายาท พอฮ่องเต้มีพลานามัยไม่ดี นางก็ยังบังเอิญทำเค้กพุทราแดงและขนมซานเย่าฝูหลิงที่ช่วยบำรุงกระเพาะอาหารได้อีก…ทุกอย่างดูบังเอิญเกินไป ทำให้หมินอ๋องอดไม่ได้ที่จะรู้สึกระแวง…บุตรสาวคงไม่ได้ถูกคนอื่นหลอกใช้ประโยชน์แล้วมาสร้างอุบายใส่ฮ่องเต้หรือสร้างความร้าวฉานระหว่างหมินอ๋องกับฮ่องเต้หรอกกระมัง ?
ฮ่องเต้หยวนชิงทราบความคิดในใจของอีกฝ่าย จึงตรัสว่า “หยูอัน บางทีเจ้าอาจจะคิดมากไปเอง…”
“กระหม่อมไม่ได้คิดมากไปเอง กระหม่อมก็แค่อยากกินขนมที่บุตรสาวทำเป็นคนแรก หรือพระองค์จะไม่สนองตอบความปรารถนาของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ ?” หลังตรัสจบ หมินอ๋องก็กลืนขนมซานเย่าฝูหลิงลงไปทั้งชิ้นจนติดคอทันที
เต๋อฉวนหัวหน้าขันทีรีบรินน้ำถวายหมินอ๋อง
หมินอ๋องรีบยกขึ้นดื่มแล้วตรัสอย่างภาคภูมิใจว่า “ฝ่าบาท พระองค์เดาสิว่ากระหม่อมไปกินข้าวเที่ยงที่ไหนมา ?”
ฮ่องเต้หยวนชิงชี้ไปที่ขนมซานเย่าฝูหลิงบนโต๊ะ “ยังต้องเดาอีกหรือ ? ขนมนี้ยังร้อนอยู่ เจ้าต้องเอามาจากบ้านของนางหนูหลินแน่นอน นางทำของอร่อยชนิดใดให้เจ้ากิน ?”
“บุตรสาวของกระหม่อมทำอาหารเก่งที่สุดเลยพ่ะย่ะค่ะ ! หมูตุ๋นน้ำแดงทำออกมาได้มีรสชาติดั้งเดิมยิ่งกว่าหอจูฉวน ปลากระพงนึ่งก็สดมาก แล้วยังมีซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน…ยังมี ‘แกงหมูสามชั้น’ พระองค์จะต้องไม่เคยเสวยมาก่อนใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ ? รสชาติเผ็ดและหอมสดชื่น กินแล้วคล่องคอมาก !” ขณะที่ตรัสนั้นหมินอ๋องก็เลียริมโอษฐ์ เหมือนกำลังนึกถึงรสชาติของแกงหมูสามชั้น
ฮ่องเต้หยวนชิงมีพระอามาศัยไม่ดี เสวยอาหารรสจัดไม่ได้ เจ้านี่คงไม่ได้จงใจอยากให้พระองค์อิจฉาหรอกกระมัง ? เมื่อก่อนตอนอยู่แดนเหนือ พระองค์ก็เสวยของเผ็ดตลอด แต่ตอนนี้น่ะหรือ ? เสวยได้แต่ของจืด แล้วจะทำให้รู้สึกอยากอาหารได้อย่างไร ?
หมินอ๋องกำชับเต๋อฉวน “ไปเอาน้ำผึ้งมา ฝ่าบาท บุตรสาวของกระหม่อมบอกว่าขนมซานเย่าฝูหลิงนี้ หากราดน้ำผึ้งลงไปด้านบนจะอร่อยกว่าเดิม บุตรสาวของกระหม่อมบอกว่านางยังทำชาผลไม้บำรุงกระเพาะได้อีกอย่าง แค่เอามาแช่กับน้ำก็ดื่มได้แล้ว สะดวกสุดๆไปเลยพ่ะย่ะค่ะ !”
ฮ่องเต้หยวนชิงไล่อีกฝ่ายทันที “พอแล้ว พอแล้ว ! เอาแต่พูด ‘บุตรสาวบอกว่า’ อยู่นั่นแหละ ตอนนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่านางหนูหลินเป็นบุตรสาวของเจ้า ! จริงสิ เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหลต่อหน้าหมินหวางเฟยเชียวล่ะ การดีใจแค่ชั่ววูบอาจทำให้อาการของนางหนักกว่าเดิม”
เมื่อเอ่ยถึงหมินหวางเฟยแล้ว หมินอ๋องก็ดูอ่อนโยนขึ้นมาทันที เหมือนว่าเคราบนดวงพักตร์จะไม่ได้ทำให้ดูน่ากลัวอีก “กระหม่อมจะปิดปากเงียบ ! ฝ่าบาท เมื่อใดจะรู้ผลพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแทบรอไม่ไหวแล้ว !”
“รอไม่ไหวก็ต้องรอ ! เจ้าคงไม่อยากให้ผู้อื่นมายึดครองตำแหน่งท่านหญิงน้อยแห่งตำหนักหมินอ๋อง ส่วนบุตรแท้ๆของเจ้ากับเสวี่ยเอ๋อร์ยังต้องทนทุกข์อยู่ข้างนอก” ฮ่องเต้หยวนชิงเตือนเขาสั้นๆ จากนั้นก็ไล่อีก “เอาเถิด ! เจ้ารีบไสหัวกลับไปรอฟังข่าวที่ตำหนัก !”
หมินอ๋องลุกขึ้นยืน แต่ยังบ่นพึมพำ “ใครก็บอกว่าพ่อลูกมีใจสื่อถึงกัน กระหม่อมมีลางสังหรณ์ว่านางหนูหลินคือบุตรสาวที่พลัดพรากไปพ่ะย่ะค่ะ!”
“แล้วถ้าไม่ใช่ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงจงใจตั้งคำถามนี้
“ถ้าไม่ใช่…ถ้านางมีครอบครัวที่ดี ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกกบฏจริงๆ กระหม่อมก็ยินดียอมรับนางเป็นบุตรบุญธรรม…ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่า ‘ถ้า’ ไม่มีอยู่จริงพ่ะย่ะค่ะ !” หมินอ๋องตรัสด้วยรอยยิ้ม
“หืม ? เจ้ามั่นใจขนาดนี้เชียว แล้วเมื่อครู่แย่งชิมขนมก่อนเจิ้นทำไม ? ไม่ต้องบอกว่า ‘อยากกินขนมที่บุตรสาวทำเป็นคนแรก’ อะไรนั่นหรอก !” ฮ่องเต้หยวนชิงถลึงดวงเนตรใส่
หมินอ๋องแกล้งไอสองสามครั้ง “กระหม่อมนึกได้ว่ายังมีงานค้างอยู่ ไม่รบกวนฝ่าบาทที่กำลังจัดการงานราชกิจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ขณะทอดพระเนตรตามแผ่นหลังที่ห่างออกไป ฮ่องเต้หยวนชิงก็แค่นสุรเสียงดัง ฮึ “งาน ? เจ้ามีงานหรือไม่ เจิ้นจะไม่รู้ได้อย่างไร ? เป็นผู้ใดที่มาขอลาหยุดจากเจิ้นสิบวัน ? เจิ้นงานยุ่งจนแทบจะแยกร่างได้อยู่แล้ว แต่เจ้าลาหยุดเพื่อไปปีนต้นไม้แอบมองเด็กสาวและยังขโมยขนมของนางมาอีก ! แก่จนสามารถเป็นท่านปู่ได้อยู่แล้ว ยังทำตัวไม่เอาไหน !”
ตอนที่ 503: ยังสะดุดตาไม่พอ?
เต๋อฉวนรับน้ำผึ้งมาจากขันทีน้อย เมื่อราดบนขนมซานเย่าฝูหลิงแล้ว เขาก็พูดขึ้นมาเบาๆว่า “ที่ท่านอ๋องทำแบบนี้เพราะเป็นห่วงพลานามัยของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ !”
ฮ่องเต้หยวนชิงล้างพระหัตถ์ จากนั้นลองชิมขนมซานเย่าฝูหลิงหนึ่งชิ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจินตนาการเองหรือเปล่า เนื่องจากพอเสวยเข้าไปแล้วก็จะรู้สึกอุ่นที่ท้อง สบายอย่างอธิบายไม่ถูก
“เป็นถึงหมินอ๋อง แต่หยิบมาโดยไม่ขออนุญาตก่อน แถมวันนี้ยังไปขอของกินและเอากลับมาอีกกล่องใหญ่ เขายังมีศักดิ์ศรีอยู่หรือเปล่า ? ยังต้องการศักดิ์ศรีอยู่หรือไม่ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงรู้สึกว่ามันน่าขบขันมาก
เต๋อฉวนก็หัวเราะตาม “หมินอ๋องคงเห็นกู่เหนียงน้อยคนนี้เป็นบุตรสาวแท้ๆไปแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ?”
ฮ่องเต้หยวนชิงแย้มพระสรวล “แต่นางหนูคนนั้นไม่รู้เรื่อง ! ขออย่าให้หมินอ๋องคนหน้าหนา ไปทำให้นางคิดว่าขุนนางในเมืองหลวงไร้ยางอายเหมือนเขาหมดเลย !”
ทางฝั่งของหลินเว่ยเว่ยก็กำลังสนทนากับเจียงโม่หานเรื่องหมินอ๋องอยู่จริงๆ “บัณฑิตน้อย เจ้าคิดว่าตอนแรกหมินอ๋องจับตาดูพวกเราทำไม ? เราก็ไม่ได้ทำเรื่องสะดุดตาอะไรไว้เสียหน่อย ?”
เจียงโม่หานนั่งอยู่ข้างเตาไฟและกำลังหยิบฟืนมาเติมในเตา แม้ห้องครัวจะยุ่งเหยิง แต่ก็ไม่อาจปกปิดความเจิดจรัสของเขาไว้ได้ เขาลืมตาที่เป็นประกายนั้นขึ้นพลางส่งยิ้มให้เด็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “หยุดอาชาด้วยมือเปล่า ช่วยชีวิตฮ่องเต้ไว้ ยังสะดุดตาไม่พอหรือ ?”
ในห้องครัวเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของชาและผลไม้ หลินเว่ยเว่ยกำลังคนชาผลไม้ในหม้อ นางทำหน้ามุ่ยทันที “เราช่วยฮ่องเต้ไว้ ก็ควรได้รับรางวัลไม่ใช่หรือ ? แล้วเหตุใดจึงรู้สึกว่าโดนจับตามองแทนล่ะ ?”
“อาจเป็นเพราะเวลาที่พวกเราปรากฏตัวช่างบังเอิญมากเกินไป แล้วยังมีจี้หยกนั้นของเจ้าก็อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุด้วยกระมัง ?” เจียงโม่หานอมยิ้ม ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้เปลวไฟดูเจิดจรัสยิ่งกว่าเดิม
หลินเว่ยเว่ยหยิบจี้หยกในคอเสื้อออกมาแล้วกวาดตามองอย่างละเอียด “จี้หยกนี้มีอะไร ? นอกจากเป็นหยกคุณภาพดีแล้วยังมีประโยชน์อย่างอื่นอยู่ด้วยหรือ ? บัณฑิตน้อย ข้ารู้สึกว่าเจ้ารู้ความลับอะไรบางอย่าง !”
“อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้เอง แต่วางใจได้ มันเป็นเรื่องดี !” ในชาติก่อน เฝิงชิวฟานใช้จี้หยกอันนี้โดยสามารถรอดพ้นจากการสืบหาความจริงของฮ่องเต้ได้และขโมยโชคชะตาของเขาไปครอง ในชาตินี้เขาไม่มีทางปล่อยให้คนชั่วมีโอกาสกระโดดขึ้นสู่ที่สูงได้อีกแน่นอน !
พอหลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะแล้วเก็บจี้หยกเข้าในเสื้อดังเดิม นางตบมันเบาๆ “ใครสนว่าจะเป็นเรื่องใด ข้ารู้แค่ว่าจี้หยกนี้เป็นของแทนใจจากบัณฑิตน้อย ไม่ว่าใครก็อย่าคิดจะมาแย่งมันไปจากข้าทั้งนั้น”
เจียงโม่หานมองนางอย่างขี้เล่น เขาย้อนถาม “แล้วเจ้าจะให้ของแทนใจอะไรแก่ข้า ?”
หลินเว่ยเว่ยกลอกตาไปมา มุมปากยกยิ้มชั่วร้ายแล้วเข้าไปเกี่ยวนิ้วของเขา “ของแทนใจข้าเตรียมไว้ให้เจ้านานแล้ว เจ้าเข้ามาใกล้ๆสิ…”
เจียงโม่หานเลิกคิ้วแล้วแอบพูดในใจ ‘เด็กคนนี้กำลังคิดจะทำอะไรบ้าๆอีกแล้วกระมัง ?’
แต่เขาก็ยังโน้มตัวเข้าไปหานางอย่างเชื่อฟัง หลินเว่ยเว่ยค่อยๆเข้ามาใกล้จนทั้งสองคนแทบจะแลกลมหายใจกันได้ ในขณะที่เขากำลังคิดว่านางจะเปิดฉากจุมพิต จู่ๆเขาก็รู้สึกเจ็บที่ลำคอ
หลังรอให้เด็กน้อยถอยห่างจากลำคอแล้ว เจียงโม่หานก็อดไม่ได้ที่จะจับคอตัวเอง “…”
หลินเว่ยเว่ยมองรอยจูบ (Kiss Mark) ที่ประทับไว้ตรงลำคอของเขาด้วยความพึงพอใจ นางหัวเราะ ฮ่าฮ่า อย่างมีความสุข “เป็นอย่างไรบ้าง ของแทนใจที่ข้ามอบให้เป็นอย่างไร ? ถ้าผ่านไปอีกสองสามวันแล้วมันจางลง ข้าจะช่วยเติมให้เจ้าเอง ฮ่าฮ่า !”
“เด็กซน !” คราวนี้จะให้เขาออกจากบ้านอย่างไร ? เจียงโม่หานรีบคิดทันทีว่าในสัมภาระมีเสื้อทรงคอสูงอยู่หรือเปล่า จะได้เอามาปิดรอยประทับตราของเด็กน้อย
เจียงโม่หานเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปที่ชาผลไม้ในหม้อ “เจ้านี่มีฤทธิ์ช่วยบำรุงกระเพาะได้จริงหรือ ?”
“แน่นอน ! ชานี้เน้นความเข้มข้นของ ‘ชาสี่บุรุษแห่งมวลบุปผา’ และ ‘ชาขิงพุทรา’ รวมกับฤทธิ์ช่วยย่อยอาหารของผลไม้อย่างแอปเปิล ไม่เพียงรสชาติดี แต่ผลที่ตามมายังดีมากด้วย!” ขณะมองไฟที่มอดไปพอสมควร หลินเว่ยเว่ยก็ให้บัณฑิตน้อยหยุดเติมเชื้อเพลิง เมื่อรอให้ชาผลไม้เย็นแล้ว นางก็เก็บใส่โถกระเบื้องเคลือบสามใบ
“เสร็จแล้ว ! พรุ่งนี้ให้หมินอ๋องเอากลับไปหนึ่งโถ อีกโถส่งไปให้น้องหลิงเอ๋อร์ ส่วนที่เหลือพวกเราเก็บไว้กินเอง” หลินเว่ยเว่ยนำเศษวัตถุดิบที่เหลืออยู่ในหม้อเอาไปใส่ถ้วยชาสามใบแล้วเทน้ำร้อนลงไป หลังคนผสมเบาๆแล้ว นางก็ยื่นให้เจียงโม่หาน “ลองชิมสิว่ารสชาติเป็นอย่างไร !”
เจียงโม่หานรับถ้วยชามาถือไว้ กลิ่นชาผลไม้หอมหวนแตะจมูก เขาลองจิบเพื่อชิมรส กลิ่นชาดอกไม้ผสมกับกลิ่นผลไม้และขิง ยังมีรสหวานหน่อยๆ “ดีมาก !”
หลินเว่ยเว่ยดื่มชาผลไม้อึกใหญ่ นางพยักหน้า “ในฤดูหนาว มีชาผลไม้หวานๆหนึ่งถ้วย ช่วยทำให้อบอุ่นหัวใจแล้วยังอุ่นท้องด้วย อืม คราวหน้าทำรสส้มด้วยแล้วกัน เวลาเบื่อรสแอปเปิลจะได้เปลี่ยน”
ทันใดนั้นหลินจื่อเหยียนก็วิ่งเข้ามาจากข้างนอก เขาตะโกนเสียงดังลั่น “พี่เขยรอง ท่านรู้หรือยังว่าการสอบฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้ นอกจากเทียนแล้วก็ไม่อนุญาตให้จุดไฟจากเตา !”
เรื่องนี้เจียงโม่หานรู้จากชาติก่อนแล้ว ตอนสามปีต่อจากนี้เขาเข้าร่วมการสอบก็ต้องกินแผ่นแป้งเย็นแข็งถึง9วันติดกัน หลังออกมาจากสนามสอบจึงหมดสติทันทีและล้มป่วยเป็นเวลานาน ถ้าไม่ได้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมช่วยไว้ เขาก็ไม่รู้ว่าจะผ่านวันเวลาเหล่านั้นไปได้หรือเปล่า…
ต่อมา พอเขากลายเป็นโฉวฝู่อำมหิตจนขุนนางทุกคนในราชสำนักหวาดกลัว ก็เกิดเรื่องกับครอบครัวเถ้าแก่โรงเตี๊ยม เขาช่วยล้างแค้นให้เถ้าแก่และรับบุตรสาวเพียงคนเดียวของเถ้าแก่มาเลี้ยงดูในจวน…ภายนอกมองว่า นั่นเป็นอนุเพียงคนเดียวในจวนของเขา แต่ความจริงแล้วเขาเพียงสร้างชีวิตที่มั่นคงให้แก่บุตรสาวเถ้าแก่เพื่อตอบแทนบุญคุณ
เจียงโม่หานดื่มชาผลไม้หนึ่งอึกแล้วพูดขึ้นมาเบาๆว่า “ไม่เป็นไร น้ำร้อนที่สนามสอบมีให้เหมือนเดิม ยังสามารถใช้ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้”
“จะกินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้อย่างไร ?” คิ้วของหลินเว่ยเว่ยขมวดเป็นปมทันที นางจะยอมให้บัณฑิตน้อยกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวันได้อย่างไร ? นางต้องคิดหาวิธีให้บัณฑิตน้อยได้กินอิ่มและกินของดีๆด้วย !
จริงสิ ! หม้อไฟสำเร็จรูปเป็นที่นิยมของชั้นเรียนระยะหนึ่ง…แต่ไม่รวมตัวนาง เพราะหม้อไฟสำเร็จรูปมีราคาหลายสิบหยวน ไม่ใช่สิ่งที่นักศึกษาทุนและมีเงินค่าครองชีพต่ำอย่างนางจะซื้อไหว
ตัวนางในเวลานั้นให้ความสนใจกับหลักการทำความร้อนของมันมาก แม้แต่ตอนนี้ก็ยังจำได้อยู่ ส่วนประกอบด้านในถ้วยร้อนคือ ผงเหล็ก ผงอลูมิเนียม ถ่านกัมมันต์ เกลือ โซเดียมคาร์บอเนตและปูนขาว ส่วนเรื่องอัตราส่วน นางไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไร แต่ไม่เป็นไรหรอก ก่อนจะถึงวันสอบยังเหลือเวลาอีก3เดือน นางค่อยๆทดลอง อย่างไรก็ต้องทำออกมาได้แน่นอน !
เจียงโม่หานเห็นเด็กน้อยจมสู่ห้วงของความคิดและตื่นขึ้นมาพร้อมความมุ่งมั่นอันแรงกล้าอีกครั้ง…ไม่รู้ว่านางคิดทำอะไรแปลกๆออกมาอีก ! นางไม่เคยพูดไว้หรือว่า ‘ชีวิตคือการเรียนรู้’! ขอแค่นางไม่พาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายหรือบาดเจ็บ นางอยากจะเรียนรู้อะไรก็ปล่อยนางเถิด !
ณ ท้องพระโรงของวันรุ่งขึ้น เหมือนบนพระวรกายของหมินอ๋องมีเห็บหมัดอาศัยอยู่ เพราะทุกคนล้วนมองออกว่าสติของพระองค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ดูยืนไม่นิ่งและหมดความอดทนสุดๆ…เฮอะ ! คนที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ช่างแตกต่างจริงๆ ผู้อื่นอยากจะออกจากท้องพระโรงมากเพียงใดก็ได้แต่คิดฝันในใจเท่านั้น ไฉนเลยจะเหมือนหมินอ๋องที่เหลือแค่เอาพู่กันมาเขียนความต้องการไว้บนดวงพักตร์เท่านั้น !
[1] สี่บุรุษแห่งมวลบุปผา ได้แก่ ดอกเหมย กล้วยไม้ ไผ่และเบญจมาศ
ตอนที่ 504: ใต้เท้าหวง ท่านก็มาด้วยหรือ ?
ช่างผิดกับ ‘หนิงอ๋อง’ ที่ทูลร่ายยาวเสียยกใหญ่และความหมายในนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว…ก็คือ ขอถวายที่ดินศักดินาคืนแก่ราชสำนักเพื่อกลับมาพักรักษาตัวที่เมืองหลวง ด้านหมินอ๋องที่ยืนอยู่แถวแรกด้านหน้าสุดก็หันไปถลึงดวงเนตรใส่อีกฝ่ายเป็นครั้งคราว ‘เจ้าคนขี้โรคนี้พูดมากอะไรนักหนา ? พูดมาครึ่งชั่วยามแล้วยังไม่คิดจะหยุดพูดอีกหรือ ? เสียเวลาเปิ่นหวางไปทำความสนิทกับบุตรสาวเหลือเกิน’
ฮ่องเต้หยวนชิงถลึงดวงเนตรใส่หมินอ๋องสองสามครั้ง เจ้าช่างไม่รู้จักเก็บอาการบ้างเลย
รอให้หนิงอ๋องทูลจบแล้ว ฮ่องเต้หยวนชิงก็ทอดพระเนตรไปที่หมินอ๋อง “ใต้เท้าจ้าวมีความเห็นอันสูงส่งอะไรหรือ ?”
“ทูลฝ่าบาท ความเห็นอันสูงส่งคงไม่มี แต่มีความเห็นธรรมดามากมายเลยพ่ะย่ะค่ะ !” หมินอ๋องพยายามข่มความรู้สึกร้อนรนที่อยู่ในหทัยเอาไว้ แล้วทูลตอบฮ่องเต้แต่โดยดี
ด้านหนิงอ๋องกระแอมไอเบาๆสองสามครั้งแล้วเงยดวงพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรหมินอ๋องด้วยความประหลาดใจ…พระองค์ไม่เคยรู้จักหมินอ๋องมาก่อนและยิ่งไม่เคยผิดใจอะไรกันด้วย แล้วอีกฝ่ายจะมีความเห็นอะไรมากมาย ? หมินอ๋องผู้นี้เป็นสหายร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ของฮ่องเต้หยวนชิง หรือฝ่าบาทจะมีแผนอื่นมารับมือการลาออกครั้งนี้ของพระองค์ โดยใช้โอษฐ์ของหมินอ๋องแจ้งนัยยะออกมาแทน ?
ฮ่องเต้หยวนชิงขมวดพระขนงพลางตรัสถาม “ใต้เท้าจ้าวมีความเห็นใด พูดออกมาให้เจิ้นฟังได้หรือไม่ ?”
หมินอ๋องมุ่ยพระโอษฐ์ “มีบางเรื่องเห็นอยู่ว่าสามารถพูดให้กระจ่างได้ด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค แต่บางคนกลับร่ายยาวไม่หยุด ฝ่าบาทมีราชกิจให้ทำมากมาย เวลาเป็นสิ่งล้ำค่าจะตายพ่ะย่ะค่ะ ! แต่ต้องมานั่งเสียเวลาฟังเรื่องไร้สาระอยู่ตรงนี้ กระหม่อมคิดว่าเวลารายงานฎีกาในท้องพระโรง น่าจะพูดให้กระชับ เน้นใจความสำคัญไปเลย ไม่อย่างนั้นจะทำให้เสียเวลาเกินไปพ่ะย่ะค่ะ !”
“ใต้เท้าจ้าวพูดได้มีเหตุผล !” ฮ่องเต้หยวนชิงพยักดวงพักตร์เพื่อยกให้เป็นแนวทางปฏิบัติในวันหน้า ต้องใช้คำพูดให้กระชับที่สุด จากนั้นหันมาชมเชยและพระราชทานรางวัลให้ความไม่เห็นแก่อำนาจของหนิงอ๋อง
ต่อจากนั้น ตอนที่ขุนนางในท้องพระโรงถวายฎีกา เวลาพูดเนื้อหาก็จะเน้นแต่สาระสำคัญด้านใน วันนี้มีการถวายฎีกามากมาย แต่จบลงรวดเร็วกว่าปกติถึงหนึ่งก้านธูป หากเป็นในเวลาปกติก็จะโดนลากยาวไปจนถึงยามบ่าย มีขุนนางอาวุโสบ้างคนในราชสำนักต้องยืนจนขาแข็งแล้วสุดท้ายต้องให้ขันทีช่วยประคองออกไป การแสดงความเห็นอย่างกะทันหันของหมินอ๋องก็ถือเป็นการทำเรื่องดีๆให้ราชสำนักเหมือนกัน !
หลังการประชุมในยามเช้าจบลง ฮ่องเต้หยวนชิงก็เรียกหมินอ๋องที่แทบจะวิ่งออกไปจากท้องพระโรงให้อยู่ต่อ “หยูอัน รีบร้อนขนาดนี้คงไม่ได้คิดจะไปขอข้าวกินจากนางหนูหลินอีกใช่หรือไม่ ?”
“ฝ่าบาท ฟังพระองค์ตรัสเข้าเถิด จะเรียกว่าขอข้าวกินได้อย่างไร ? กระหม่อมกำลังจะไปช่วยกระตุ้นเตือนเรื่องชาผลไม้บำรุงกระเพาะของพระองค์ต่างหาก ! ฝ่าบาท วันนี้พระองค์รู้สึกอย่างไรบ้าง ? ยังรู้สึกไม่ดีตรงกระเพาะอยู่ไหมพ่ะย่ะค่ะ ?” หมินอ๋องตรัสพลางทอดพระเนตรท้องฟ้า…ถ้ายังไม่ไปอีก พระองค์จะพลาดอาหารกลางวันของบุตรสาวแล้ว !
ฮ่องเต้หยวนชิงเห็นอีกฝ่ายมีจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จึงอดไม่ได้ที่จะแย้มพระสรวลออกมา “กระเพาะของเจิ้นดีขึ้นมากแล้ว แต่กระเพาะของหยูอันเหมือนกำลังทรมานอยู่ ? ทำไมหรือ ? ฝีมือของนางหนูน้อยคนนั้นดีขนาดไหน ? ถึงขั้นทำให้หยูอันผู้ประกาศตนว่าเป็นนักกินตัวยงต้องลืมไม่ลง”
“แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ ! ฝีมือของบุตรสาวกระหม่อม มีแค่ไม่กี่คนในเมืองหลวงที่จะเทียบได้ !” หมินอ๋องโอ้อวดด้วยความภาคภูมิ
“หืม ? ถ้าเช่นนั้นเจิ้นก็อยากจะลองชิมจริงๆ ว่าฝีมือนางหนูคนนั้นดีจริงหรือว่าเป็นเพราะปัญหาทางจิตของเจ้ากันแน่” ฮ่องเต้หยวนชิงเมินคำแนะนำของหมินอ๋อง จากนั้นก็เปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นชุดสามัญชนแล้วจัดฉากปลอมตัวออกจากวังอีกครั้ง
คราวนี้มียอดฝีมืออย่างหมินอ๋องอยู่ข้างพระวรกาย พระองค์จึงพาแค่เต๋อฉวนและราชองครักษ์อีกหนึ่งนายติดตามมาด้วย กระทั่งออกจากวังแล้ว หมินอ๋องก็ยังพยายามโน้มน้าวอยู่ “ฝ่าบาท คราวก่อนตอนที่พระองค์ดื้อรั้นจะออกจากวังให้ได้ก็สร้างโอกาสให้พวกกบฏไปแล้ว บุรุษต้องอยู่ไกลอันตราย พระองค์จะอยู่ในวังดีๆไม่ได้หรือพ่ะย่ะค่ะ ?”
“ฟังเจ้าพูดเข้าสิ เจิ้น…ถ้าวันใดข้าสำลักน้ำแล้วก็ไม่ควรดื่มน้ำไปอีกชั่วชีวิต ? นี่ไม่ใช่การเกิดสำลักแล้วเลิกกินข้าวเอาเสียดื้อๆหรือไร ! พอเถิด หยูอัน เจ้าเลิกบ่นเป็นยายแก่ได้หรือเปล่า ? ยังกล้าบอกว่าขุนนางพวกนั้นพูดมาก เจ้าเองก็ไม่ต่างไปจากพวกเขาหรอก !” ฮ่องเต้หยวนชิงผลักอีกฝ่าย “ยังไม่รีบนำทางอีก ? ถ้าช้ากว่านี้เราจะไม่ได้ดื่มแม้แต่น้ำแกง !”
วันนี้หลินเว่ยเว่ยรู้ว่าหมินอ๋องจะมารับชาผลไม้ นางจึงซื้อวัตถุดิบกลับมาทำอาหารให้มากขึ้นหน่อย แต่หลังจากรอแล้วรอเล่า เวลาก็ล่วงเลยจนถึงยามเที่ยงแล้ว นางคิดว่าหมินอ๋องคงไม่มา จึงคิดจะเข้าไปทำอาหารแทน ทว่าสุดท้ายเสียงเคาะประตูบ้านก็ดังขึ้น
มาแล้ว ! รู้เวลาจริงๆ ! หลินเว่ยเว่ยเช็ดมือบนผ้ากันเปื้อนแล้วออกไปเปิดประตูด้วยตัวเอง แต่คาดไม่ถึงว่านอกจากหมินอ๋องแล้วยังมีบุรุษอีก3คนอยู่ด้วย แน่นอนว่าสองในสามนั้นเป็นบุรุษที่คุ้นหน้าอยู่แล้ว !
“หืม ? ใต้เท้าหวง องครักษ์หวัง เหตุใดพวกท่านจึง…” ในสายตาของหลินเว่ยเว่ยคือฐานะของหมินอ๋องก็ทำให้คนตกใจมากพออยู่แล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าจะล่อ ‘ผู้บัญชาการใหญ่’ มาหานางอีก
หมินอ๋องมีสีพระพักตร์เคร่งขรึมเล็กน้อย “เปิ่นหวางกับ…ใต้เท้าหวงเพิ่งออกจากท้องพระโรงมาพร้อมกัน ใต้เท้าหวงกินขนมของเจ้าแล้วโรคกระเพาะก็ดีขึ้นมาก จึงอยากมาดูเด็กสาวผู้ชาญฉลาดที่เปิ่นหวางเอ่ยถึง !”
ที่แท้หมินอ๋องมาขอสูตรอาหารที่มีสรรรพคุณทางยาถึงที่ก็เพื่อบุรุษคนนี้ ! พูดกันว่าอาหารนอกวังจะเอาเข้าวังตามใจไม่ได้ ? จากเรื่องนี้แล้วข่าวลือที่ว่ากันว่าตำแหน่งหมินอ๋องในหทัยของฮ่องเต้อยู่เหนือผู้ใด คงไม่ใช่เรื่องเกินจริง !
หลินเว่ยเว่ยเริ่มเปิดโหมดฉีกยิ้มจอมปลอมอีกรอบ “ท่านอ๋องชมเกินไปแล้ว ! หม่อมฉันก็แค่บังเอิญรู้สูตรอาหารบำรุงร่างกายไม่กี่อย่างเท่านั้น ชาผลไม้ที่พระองค์ต้องการ เมื่อคืนหม่อมฉันก็ทำไว้ให้แล้ว ประเดี๋ยวจะไปหยิบมาให้เพคะ !”
“ไอหยา เจ้านี่นะ เหตุใดจึงเป็นคนจริงใจขนาดนี้ ? รีบอะไรกัน ? ชาผลไม้จะได้ดื่มช้าหน่อยแล้วเป็นอย่างไร ? อย่าหักโหมจนทำให้ตัวเองป่วย เข้าใจหรือเปล่า !” บุตรสาวนิสัยเหมือนพระองค์คือเป็นคนใจร้อน หมินอ๋องรู้สึกปวดหทัยอย่างอธิบายไม่ถูก
หลินเว่ยเว่ยหยิบโถใส่ชาผลไม้ออกมาจากห้อง หมินอ๋องรับมาชั่งน้ำหนักโดยประมาณ ก็น่าจะหนักสองชั่งกว่าๆ สามารถผสมน้ำดื่มได้อีกหลายวัน
จากนั้นก็ยังได้ยินหลินเว่ยเว่ยพูดอีก “ใช้เพียงครั้งละหนึ่งช้อน ชงด้วยน้ำอุ่น ดื่มอย่างน้อยวันละ3ครั้ง มากกว่านั้นก็ไม่เป็นไร ด้านในยังมีโสม ไป๋จู (บำรุงม้าม ห้ามเหงื่อ)…และสมุนไพรชนิดต่างๆ รวมเข้ากับพุทราแดง ขิง แอปเปิลและดอกไม้แห้งชนิดอื่น…แม้จะบอกว่าชาผลไม้ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่ท่านอ๋องเพคะ ดีที่สุดคือเอาไปให้ท่านหมอดูก่อน แล้วค่อยนำไปให้สหายผู้นั้นของพระองค์เพคะ”
สหายท่านนี้เป็นถึงเจ้าผู้ครองแผ่นดิน หากว่าตอนเสวยชาผลไม้แล้วรู้สึกประชวรขึ้นมา นางก็จะมีโทษถึงขั้นโดนประหาร นางมีอยู่แค่ศีรษะเดียว ต้องรักษาเอาไว้อย่างสุดกำลัง !
หมินอ๋องยื่นโถให้เต๋อฉวนแล้วตรัสชมว่า “ดูกู่เหนียงสิ ช่างใส่ใจจริงๆ คิดสิ่งใดได้ละเอียดรอบคอบมาก ! จริงสิ หลินกู่เหนียง เจ้ามีสูตรชาบำรุงเลือดลมหรือเปล่า ?”
พระชายาให้กำเนิดบุตรก่อนกำหนด สุขภาพเสียหายหนักมาก ช่วงหลายปีนี้พักฟื้นมาโดยตลอด แต่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย พระองค์กลัวว่าเสวี่ยเอ๋อร์จะทิ้งกันไปสักวันใดวันหนึ่ง…
“พอทำได้…บ้าง…เพคะ” ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็เหลือบมองฮ่องเต้หยวนชิง…เป็นฮ่องเต้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สุดท้ายก็ต้องกลายเป็นคนขี้โรค
ฮ่องเต้หยวนชิงมีสีพระพักตร์มืดมนทันที “มองข้าทำไม ? ไม่ใช่ของที่ข้าจำเป็นต้องใช้สักหน่อย !”
เมื่อหลินเว่ยเว่ยได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ท่านอ๋อง ชาผลไม้บำรุงเลือดลม ท่านต้องการรสอะไรเพคะ ?” แม่ทัพออกสู้ศึก การได้รับบาดเจ็บก็เป็นเรื่องปกติ…ทว่าหมินอ๋องดูไม่เหมือนคนป่วยที่เลือดลมไม่ดีเลย
“เสวี่ยเอ๋อร์ชอบกินอิงเถา (เชอร์รี่) แล้วก็มีเฉ่าเหมย (สตรอเบอร์รี่) จากแคว้นบรรณาการ…” พอหมินอ๋องตรัสถึงหมินหวางเฟย แววพระเนตรก็ดูอ่อนโยนทันที ราวกับว่ากลายเป็นสุนัขตัวโตแสนอบอุ่น ฮ่าฮ่า คาดไม่ถึงว่าหมินอ๋องจะมีด้านนี้ด้วย !
แต่ผลไม้ที่ตรัสออกมาก็ทำให้หลินเว่ยเว่ยถึงขั้นเหงื่อตก !
ฮ่องเต้หยวนชิงทนเห็นไม่ไหว “ในฤดูกาลนี้เจ้าจะให้นางไปหาอิงเถากับเฉ่าเหมยจากที่ใด ? หยูอัน เจ้าไม่ได้กำลังสร้างปัญหาให้นางหรือ ?”
ตอนที่ 505: ผู้ใดบอกว่าครอบครัวยากจนจะสร้างเมล็ดพันธุ์ชั้นเลิศไม่ได้
ก็จริง ! หมินอ๋องส่ายดวงพักตร์ “กู่เหนียง อยากทำรสอะไรก็แล้วแต่เจ้าเลย !” ขอแค่ไม่ดื่มยากจนเกินไป อย่างไรพระองค์ก็ต้องโน้มน้าวให้เสวี่ยเอ๋อร์ยอมดื่มได้แน่นอน
“หม่อมฉันนำแยมหลานเหมย (บลูเบอร์รี่) มาด้วยหนึ่งโถ ถ้าเช่นนั้นทำรสหลานเหมยก่อนดีหรือไม่เพคะ?” หลินเว่ยเว่ยไม่สามารถเก็บความดีใจได้ นางพูดด้วยรอยยิ้ม “ท่านอ๋อง ไม่ทราบว่าพอจะมีเมล็ดเฉ่าเหมยอยู่บ้างไหม ? ถ้ามีก็ช่วยแบ่งให้หม่อมฉันได้ไหมเพคะ ? หม่อมฉันจะเพาะในลังไม้…ตอนอยู่ที่ภาคเหนือก็ใช้ลังไม้ปลูกผัก มันเติบโตได้ดีมากเลย !”
“น่าจะมีอยู่ ! เปิ่นหวางก็เคยปลูกเฉ่าเหมยในโรงเรือนกระจก แต่มันล้มเหลว ! กู่เหนียง ถ้าเจ้าปลูกได้ เปิ่นหวางจะให้รางวัลเจ้าอย่างงาม !” ถ้าเด็กสาวคนนี้สามารถปลูกสตรอเบอร์รี่ในกระถางได้จริง เสวี่ยเอ๋อร์ก็จะได้กินผลไม้เพิ่มอีกหน่อยในฤดูหนาว ! “พอเปิ่นหวางกลับตำหนักไปแล้ว จะให้คนเอาเมล็ดพันธุ์มาส่ง…หืม ? เตาอบของเจ้าใช่ได้แล้วหรือ ? กำลังอบอะไรอยู่ ? หอมมาก !”
หมินอ๋องสูดหายใจ ดวงเนตรจับจ้องไปยังที่มาของกลิ่นหอม หลินเว่ยเว่ยเปิดเตาอบเพื่อสังเกตสี พอเห็นว่าอบได้ที่แล้ว นางก็หยิบเป็ดย่างออกจากเตาสองตัว
“เป็ดย่าง ? เจ้าเพิ่งมาถึงเมืองหลวงได้แค่ไม่กี่วัน ก็เรียนทำเป็ดย่างสูตรเด็ดของหอเต๋อซุ่นได้แล้วหรือ ? เป็นเหมือนที่เจ้าพูดจริงๆ ว่านางมีพรสวรรค์ในการทำอาหาร !”
หลินเว่ยเว่ยหยิบแผ่นแป้งที่ทำเสร็จแล้วมาวางด้วยต้นหอมและแตงกวาที่หั่นไว้แล้ว จากนั้นค่อยวางเนื้อเป็ดย่างที่แล่เป็นชิ้นลงไป ราดด้วยซอสรสหวานแล้วปิดทับด้วยแผ่นแป้งอีกรอบ นางนำเป็ดย่างที่ห่อเรียบร้อยแล้วยื่นให้หมินอ๋อง…แม้จะรู้ว่าควรให้ฮ่องเต้เสวยก่อน แต่นางกลัวว่าหากเสวยแล้วเป็นอะไรขึ้นมา ต่อให้นางมีเก้าชีวิตก็ไม่พอให้ชดใช้หรอก
หมินอ๋องอดไม่ได้ที่จะหันไปทางฮ่องเต้หยวนชิง “ใต้เท้าหวง ข้าจะช่วยชิมแทนท่าน !”
หลังจากตรัสจบ ก็ยัดเป็ดย่างเข้าโอษฐ์และเคี้ยวอย่างไม่เกรงใจ เมื่อลิ้มรสอย่างละเอียดแล้วดวงเนตรก็เป็นประกายทันที พระองค์ตรัสชมว่า “วิธีกินแบบนี้ถือว่าแปลกใหม่ หากเทียบกับเป็ดย่างหอเต๋อซุ่นแล้วอร่อยกว่าไม่รู้ตั้งกี่เท่า !”
“เป็ดย่างหอเต๋อซุ่น…กินอย่างไรหรือเพคะ ?” หลินเว่ยเว่ยอดถามไม่ได้
“จะกินอย่างไรได้อีก ! หั่นเป็นชิ้นแล้วก็ยกมาให้นั่นแหละ” หมินอ๋องเลียนแบบการกระทำของหลินเว่ยเว่ย คือห่อเป็ดย่างอย่างไม่สันทัดแล้วยื่นให้ฮ่องเต้หยวนชิง “มาเถิด ท่านเองก็ลองชิม !”
หลินเว่ยเว่ยจ้องฮ่องเต้หยวนชิงด้วยความประหม่า…ทรงเป็นโอรสสวรรค์ เที่ยวเสวยของที่ไม่ได้มาจากห้องเครื่องจะดีจริงหรือ ?
หลังได้ลิ้มรสเป็ดย่างเสร็จแล้ว ฮ่องเต้หยวนชิงก็พยักดวงพักตร์ “ไม่เลว…พวกเจ้าก็ลองชิมสิ !”
องครักษ์หวังและเต๋อฉวนที่อยู่ด้านหลังก็รู้สึกได้รับความโปรดปรานชนิดไม่คาดฝัน พวกเขาลองห่อเป็ดย่างกินบ้าง พอกินแล้วก็เอ่ยชมหลินเว่ยเว่ยอย่างอลังการงานสร้างทันที…ถ้าสตรีนางนี้ไม่มีเจตนาอื่น ก็น่าจะเป็นท่านหญิงน้อยของตำหนักหมินอ๋อง ชมให้นางดีใจได้ก็ดีกว่าไปประจบหมินอ๋อง แล้วเหตุใดจะไม่ทำ?
“บัณฑิตน้อย จื่อเหยียน กลับมาแล้วหรือ ? พวกเจ้ามาสนทนาเป็นเพื่อนแขกหน่อย ประเดี๋ยวข้าไปทำอาหารมาสักสองสามอย่าง !”
เช้าตรู่ของวันนี้ เจียงโม่หานพาหลินจื่อเหยียนไปเข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนความรู้ของพวกปัญญาชน เวลานี้บัณฑิตในเมืองหลวงมีอยู่จำนวนไม่มาก งานจึงถูกจัดขึ้นโดยบัณฑิตที่คิดว่ามีความสามารถไม่กี่คนเท่านั้น เจียงโม่หานรู้สึกว่าไม่มีความหมายอะไรจึงหาข้ออ้างปลีกตัวออกจากงานเลี้ยงช่วงกลางวัน
ฮ่องเต้หยวนชิงให้เจียงโม่หานนั่งลงแล้วทำเป็นชวนคุยถึงปัญหาของราษฎรอย่างไม่จริงจัง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตอบได้อย่างคล่องแคล่วและมีข้อมูลเชิงลึกที่ไม่เหมือนใคร ในพระหทัยก็ยิ่งชื่นชมมากกว่าเดิม “เจียงเจี้ยหยวน ตอนสอบเยวี่ยนซื่อเจ้าได้ที่หนึ่ง สอบเซียงซื่อก็ได้อยู่อันดับสูงสุด เจ้ามีความมั่นใจว่าจะสอบได้ที่หนึ่งของระดับฮุ่ยซื่อบ้างหรือเปล่า ? หวังสร้างตำนานเป็นเหลียนจงซานหยวน (สอบได้ที่1 ของทุกสนามสอบขุนนาง) หรือไม่ ?”
สอบได้ที่หนึ่งในระดับฮุ่ยซื่อก็สร้างตำนานเป็นเหลียนจงซานหยวนได้แล้ว ? นี่เป็นคำมั่นสัญญาที่ฮ่องเต้มีต่อเขาหรือเปล่า อารมณ์ประมาณว่าขอแค่สอบได้ที่หนึ่งของการสอบฮุ่ยซื่อก็ไม่ต้องเครียดกับการสอบเตี้ยนซื่อ (สอบหน้าพระที่นั่ง) แล้ว ?
ชาติก่อนเจียงโม่หานเป็นขุนนางรับใช้ฮ่องเต้หยวนชิงมานาน30ปี จึงเป็นธรรมดาที่จะคุ้นเคยต่อพระอุปนิสัยของฝ่าบาท เขาจึงทูลด้วยความระมัดระวัง “บัณฑิตไม่กล้าพูดจาโอ้อวด เนื่องจากถึงอย่างไรเจียงหนานก็เป็นดินแดนแห่งความรุ่งเรือง ในเมืองหลวงมีผู้มากความสามารถประหนึ่งเมฆาที่ลอยอยู่บนท้องนภา แต่บัณฑิตต้องพยายามสุดความสามารถแน่นอนขอรับ !”
“คาดไม่ถึงว่าเจ้าอายุยังน้อย ก็รู้จักถ่อมตนและมีความสุขุมแล้ว ! ไม่เลว !” ฮ่องเต้หยวนชิงรู้ว่าอีกฝ่ายเพิ่งอายุ16ปี สามารถหลีกเลี่ยงการแสดงความเย่อหยิ่งออกมาได้ ถือว่าหาได้ยากจริงๆ
“ใต้เท้าชมเกินไปแล้วขอรับ !” เจียงโม่หานไม่พูดมาก เมื่อเผชิญหน้ากับบุคคลทรงอำนาจแล้ว เขากลับทำตัวสงบนิ่งได้เหมือนเดิม ความสงบนิ่งไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา แต่มันฝังอยู่ในนิสัยของเขาอยู่แล้ว
คาดไม่ถึงว่าครอบครัวยากจนที่ตั้งอยู่ในหุบเขาแสนห่างไกลจะบ่มเพาะผู้มีความสามารถอย่างนี้ออกมาได้ ผู้ใดบอกว่าครอบครัวยากจนจะสร้างเมล็ดพันธุ์ชั้นเลิศไม่ได้ ? ตรงเบื้องหน้าก็มีอยู่คนหนึ่งแล้วไม่ใช่หรือ ?
ฮ่องเต้หยวนชิงเผยแววพระเนตรชื่นชมออกมา ทำให้หมินอ๋องอารมณ์เสียทันที…เจ้าเด็กหน้าขาวมีดีตรงไหน ? เป็นบุรุษแท้ๆ แต่กลับรูปงามเหมือนสตรี มือไม้ไร้เรี่ยวแรง อ่อนแอเหมือนลูกไก่ สายตาของนางหนูถูกน้ำมันเคลือบไว้หรือไร ? เหตุใดจึงชอบเจ้าหน้าขาวนี้ได้ !
“พร้อมกินข้าวแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยและหยาเอ๋อร์ยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วมาวางบนเขียงขนาดใหญ่ “ยังคงมีข้อจำกัดด้านสถานที่และเป็นอาหารพื้นๆ ใต้เท้าหวง ท่านอ๋อง ฝืนกินหน่อยก็แล้วกัน”
“ปลากระรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน หัวสิงโตน้ำแดง หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน ไก่ผัดเผ็ด…อาหารโอชะของแดนเหนือและใต้ถูกเจ้ารวบรวมไว้หมดแล้ว นี่ยังเรียกว่า ‘ฝืน’ กินอีกหรือ ? เป็นเจ้าพิถีพิถันเกินไปต่างหาก !” หลังจากลองชิมแล้ว ในที่สุดฮ่องเต้หยวนชิงก็เข้าพระทัยว่าเหตุใดหมินอ๋องไม่ลืมเลือนรสชาติอาหารของเด็กสาวคนนี้ หลังได้เสวยอาหารมื้อนี้แล้ว พระองค์ก็รังเกียจฝีมือของพ่อครัวหลวงมากกว่าเดิม
“ฝ่า…ใต้เท้าหวง กระเพาะอาหารของท่านไม่ดี กินเผ็ดไม่ได้ !” หมินอ๋องนำจานไก่ผัดเผ็ดมาไว้ตรงหน้าของพระองค์เองเพราะกลัวว่าฝ่าบาทจะปวดพระอามาศัย “ปลาประรอกทอดราดซอสเปรี้ยวหวานนี้อร่อยดี กินปลาจะย่อยง่ายหน่อย…”
“ดูท่าทางตะกละของเจ้าสิ ไม่กลัวคนอื่นหัวเราะเยาะหรือไร !” ฮ่องเต้หยวนชิงถลึงดวงเนตรใส่พระสหาย อาหารดีๆมากมายขนาดนี้ ใครอยากจะแย่งไก่ผัดเผ็ดของเจ้า ?
แค่กแค่ก ! ‘ฝ่าบาท พระองค์เผลอปล่อยหางมังกรออกมาจนได้ พระองค์รู้ตัวบ้างหรือเปล่า ! ในใต้หล้านี้นอกจากฮ่องเต้แล้วยังมีผู้ใดกล้าถลึงตาใส่หมินอ๋องและตำหนิหมินอ๋องต่อหน้าคนอื่น ?’
หลังส่งเสด็จเจ้านายทั้งสองออกไปแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็อดบ่นกับเจียงโม่หานไม่ได้ “เจ้าคิดว่าสองคนนั้นเป็นอะไรไป ? คนหนึ่งไม่ยอมอยู่ในวังดีๆ อีกคนก็เหมือนไม่มีบ้านให้กลับ มักมาขอข้าวกินจากพวกเรา พ่อครัวในบ้านของพวกเขามีฝีมือแย่ขนาดไหนกันเชียว ? ยังไม่รีบไล่ออกไปแล้วหาคนใหม่เข้ามาแทนอีก อยากทรมานกระเพาะตัวเองหรือไร !”
เจียงโม่หานนั่งอยู่หน้ากระดานหมากล้อมและทรมานหลินจื่อเหยียนที่กำลังพ่ายแพ้อย่างคิดไม่ตก หลังได้ยินแบบนั้นเขาก็หัวเราะขึ้นมา “นั่งดื่มสุราโดยไม่มุ่งเสพรสชาติของสุราอย่างไรเล่า !”
“แล้วมุ่งหาอะไร ? บ้านเรามีสิ่งใดคุ้มค่าให้หมินอ๋องกับคนผู้นั้นมาเยือน ?” หลินเว่ยเว่ยมองสำรวจตัวเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ถ้าคนผู้นั้นประทับใจในตัวเจ้า ข้าก็คงไม่แปลกใจ เพราะเจ้าเป็นคนสร้างกังหันน้ำกระดูกมังกร การเขียนบัญชีรูปแบบใหม่ วิธีกรองน้ำ แถมยังสอบเยวี่ยนซื่อเซียงซื่อได้อำดับหนึ่ง คนผู้นั้นชอบคนมีความสามารถ เรื่องนี้พอเข้าใจได้ แต่หมินอ๋องกำลังคิดอะไรอยู่ ? ในตำหนักมีท่านหญิงน้อยที่อายุใกล้เคียงกับเจ้าหรือ ? อยากให้เจ้าไปเป็นบุตรเขย ?”
พอหลินจื่อเหยียนได้ยินแบบนั้นก็โยนตัวหมากในมือใส่กระดานทันที “แบบนั้นไม่ได้ ! พี่เขยรอง ท่านจะทอดทิ้งภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขไม่ได้ ! เช่นนั้นถึงแม้ข้าจะต้องนอนร้องเรียนบนแผ่นตะปูก็จะฟ้องร้องท่านให้ได้ ! ฮึ คนนิสัยไม่ดี ฮ่องเต้จะให้ความสำคัญหรือไร ?”
ให้สิ ! ทว่าก็เห็นเป็นเพียงดาบเล่มหนึ่ง หลังจากเอามาใช้งานแล้วก็กำจัดทิ้ง เพราะตัวเขาในชาติที่แล้วต้องเดินบนเส้นทางนั้นเช่นกัน
ตอนที่ 506: เกลียดใครสักคน ยังต้องมีเหตุผล
เจียงโม่หานยังไม่ทันได้แสดงความซื่อสัตย์ หลินเว่ยเว่ยก็ชิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์แล้ว “ต้าฮว๋า เจ้าบอกว่าใครจะเป็นภรรยาที่ถูกทอดทิ้ง ? พี่รองของเจ้าสง่างามมีราศี หน้าตาผุดผ่อง ทั้งเก่งและแสนดี…เหมือนภรรยาที่จะโดนทิ้งตรงไหน ? ยังบอกว่า ‘นอนร้องเรียนบนแผ่นตะปู’ ข้าคิดว่าเจ้าอ่านบทละครมากเกินไปแล้ว !”
เจียงโม่หานนำตัวหมาก…กลับมาวางตำแหน่งเดิมเพื่อส่งสัญญาณให้หลินจื่อเหยียนมานั่งเล่นต่อ หลินจื่อเหยียนทำท่าทางเกลียดชังและทุกข์ทรมานทันที…โกงไม่สำเร็จ ยังจะต้องโดนทรมานต่ออีก การเดินหมากยากชะมัด !
เจียงโม่หานเงยหน้าพลางยิ้มให้หลินเว่ยเว่ย “ตอนนี้ตำหนักหมินอ๋องมีซื่อจื่ออยู่แค่คนเดียว แต่ว่า…ไม่นานก็มีเพิ่มอีกคนแล้ว ! ส่วนเรื่องที่เขาชอบข้าหรือเปล่า ท่าทางของเขายังบ่งบอกไม่ชัดเจนอีกหรือ ?”
หลินจื่อเหยียนพยักหน้าโดยแรง “ข้าเห็นหมินอ๋องเหมือนจะไม่ชอบพี่เขยรอง เวลามองพี่เขยรองก็ดูหงุดหงิดสุดๆ พี่เขยรอง…ท่านไปทำให้เขาไม่ชอบตั้งแต่เมื่อใด ?”
“หมินอ๋องเกลียดใครสักคน ยังต้องมีเหตุผลด้วยหรือ ?” นั่นเป็นเพราะหมินอ๋องเห็นเด็กน้อยเป็นบุตรสาวไปแล้ว แค่เจียงโม่หานคิดก็รู้แล้วว่าเหตุใดหมินอ๋องไม่ชอบตน…ถ้าบุตรสาวสุดที่รักของตนโดน ‘หมาป่า’ คาบไป เขาก็คงมีสภาพไม่ต่างไปจากหมินอ๋อง !
วันรุ่งขึ้น ในที่สุดหมินอ๋องก็หาเหตุผลมาปรากฏตัวที่บ้านเช่าสกุลฉู่ไม่ได้อีกแล้ว ด้านยายเจิ้งชวนหลินเว่ยเว่ยไปซื้อของที่ตลาดด้วยกัน…เพราะของที่หลินเว่ยเว่ยซื้อกลับมาทุกครั้งจะดูสดใหม่กว่าที่นางหาเจอเสมอ
เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ตลาดก็ดูเงียบเหงาขึ้นมา พวกผักในตลาดก็ไม่ค่อยหลากหลาย นอกจากหัวไชเท้า ผักกาดขาวและผักจำพวกมันฝรั่งแล้ว ผักกวางตุ้งและต้นอ่อนกระเทียมหากมาสายก็จะหาซื้อไม่ได้อีก !
วันนี้มาค่อนข้างเร็ว หลินเว่ยเว่ยยังเจอร้านที่ขายกุยช่ายด้วย แม้ราคาจะค่อนข้างแพง แต่นางก็ยังซื้อมาหนึ่งกำมือ เพื่อจะนำไปผัดกุยช่ายใส่ไข่
หลินเว่ยเว่ยมาที่แผงขายเนื้อแล้วชี้ไปยังหัวหมูและเครื่องในหมูที่เหลืออยู่ “ลุงเจิ้น พวกนี้ราคาเท่าไหร่ ? ข้าเอาหมดเลย จะลดหน่อยได้หรือเปล่า ?”
แม้จะมาอยู่เมืองหลวงยังไม่ถึง10วัน แต่หลินเว่ยเว่ยก็มักเหมาแผงของพ่อค้าเจิ้นผู้นี้ทุกวัน ทั้งสองคนจึงสนิทกันขึ้นมา พ่อค้าเจิ้งพูดอย่างอารมณ์ดี “ถ้าคนอื่นซื้อหัวหมูกับเครื่องในจะเป็นเงิน20อีแปะ แต่ถ้าเป็นแม่หนูน้อย ข้าคิดให้เจ้า18อีแปะก็แล้วกัน !”
เงินจำหนวน18อีแปะ สามารถทำเครื่องในตุ๋นได้หม้อใหญ่ ถือว่าคุ้มค่ามาก ! หลินเว่ยเว่ยไม่ต่อราคาอีก ยายเจิ้งผู้เคยเห็นนางนำเครื่องในส่วนต่างๆของแพะที่ผู้อื่นไม่กินแล้วมาทำเป็นแกงเครื่องในแพะแสนอร่อย จึงเข้าไปถามว่า “เครื่องในหมูเหล่านี้…ก็เอาไปทำแกงได้หรือ ?”
“ตับหมูสามารถทำต้มตับหวานและนำไปผัดได้ กระเพาะหมูทำเป็นกระเพาะหมูตุ๋นน้ำแกงไก่ ทั้งอร่อยและช่วยบำรุงกระเพาะ หัวหมู เท้าหมูและไส้หมูสามารถนำไปตุ๋นพะโล้ได้ เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยชั้นดีเลยล่ะ!” หลินเว่ยเว่ยอธิบาย
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ยายเจิ้งก็ออกตัวมาช่วยหลินเว่ยเว่ยทำความสะอาดเครื่องในหมูและได้เห็นฝีมือของนางกับตาตัวเอง นางสามารถนำเครื่องในหมูที่สกปรกมาตุ๋นเป็นของอร่อยได้
หลินเว่ยเว่ยหั่นไส้หมูและเนื้อหัวหมูใส่จานให้ยายเจิ้ง จากนั้นก็คลุกด้วยกระเทียมสับและผักชี รสอร่อยเนื้อนุ่ม อร่อยกว่าเนื้อตุ๋นในร้านอาหารไม่รู้ตั้งกี่เท่า !
ยายเจิ้งพูดกับสามี “คาดไม่ถึงเลยว่าเว่ยเว่ยจะทำหัวหมูกับเครื่องในหมูเหล่านี้ออกมาได้อร่อยมาก วัตถุดิบราคาต่ำเพียง18อีแปะ ก็ตุ๋นออกมาได้หม้อใหญ่ เจ้าคิดว่าหากตุ๋นเสร็จแล้วเอาไปขายที่ตลาด จะขายดีหรือเปล่า ?”
ตาฉู่คีบจมูกหมูเข้าปากแล้วหรี่ตาลงอย่างมีความสุข “นี่เป็นสูตรของนางหนู จะขายได้ไหมก็ไม่เกี่ยวกับพวกเรา นางหนูเป็นคนดี ทุกครั้งที่ทำของอร่อยก็ไม่เคยลืมเราสองคน เรื่องเนรคุณเช่นนั้นเราจะไม่ทำ !”
“ไอโหยว ! ข้าแค่พูดเฉยๆ เจ้าก็ออกตัวปกป้องนางแล้ว ตอนแรกเป็นใครกันที่ไม่อยากให้พวกนางมาเช่าบ้านเรา ?” ตอนนี้พวกหลินเว่ยเว่ยได้เข้ามาเช่าอย่างเป็นทางการโดยทำสัญญาและจ่ายเงินแล้ว ในมือของยายเจิ้งจึงมีเงินเพิ่มมาหลายตำลึง ในที่สุดนางก็ไม่ต้องเครียดขนาดนั้นอีกต่อไป
คนที่เปลี่ยนไปมากที่สุดต้องยกให้ตาฉู่ ตอนแรกเริ่มทำตาขวาง ไม่ว่าจะมองใครก็เห็นว่าขัดหูขัดตาทั้งนั้น การพูดแทนหลินเว่ยเว่ยอย่างในเวลานี้ก็เพิ่งเกิดได้แค่4-5วัน
ตาฉู่ยังทำปากแข็ง “ใครปกป้องนาง ? ข้าก็แค่คิดว่า…นางเป็นคนนิสัยดี ถ้าบุตรสาวของเราเป็นเหมือนนางก็คงไม่…”
“เฮ้อ…ผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว ตาเฒ่า สิ่งใดที่ควรปล่อยวางก็ต้องปล่อย ! เราอยู่ดีมีสุข บุตรสาวบนสวรรค์ก็จะได้สบายใจ…” ปากของยายเจิ้งพูดว่าปล่อยวางได้แล้ว แต่ดวงตากลับเปียกชื้น
ในลานบ้าน หยาเอ๋อร์พูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “นายหญิงรอง ท่านได้ยินมาหรือยัง ? พรุ่งนี้ที่นอกตัวเมืองจะมีงานวัดเจ้าค่ะ !”
“ทำไมหรือ ? เจ้าก็อยากไปหรือไร ?” งานวัดของเมืองหลวงจะต้องคึกคักมากแน่นอน หลินเว่ยเว่ยจึงเกิดหวั่นไหวขึ้นมาจริงๆ
หยาเอ๋อร์ส่ายหน้า “พวกเรายังต้องอยู่เมืองหลวงอีกหลายเดือน ! อย่างไรก็จะเอาแต่นั่งกินนอนกินไม่ได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ งานวัดในวันพรุ่งนี้จะต้องคึกคักกว่าที่เขตเริ่นอันแน่นอน ข้าน้อยจึงคิดว่าพวกเราทำขนมแล้วเอาไปขายในงานวัดดีหรือเปล่า…”
“คาดไม่ถึงเลยว่าพี่หยาเอ๋อร์ของพวกเราจะมีหัวการค้าขนาดนี้ สมกับที่เป็นหัวหน้าแม่บ้านของข้าจริงๆ !” หลินเว่ยเว่ยเริ่มคิดแล้วสุดท้ายก็ตัดสินใจ
“พี่ซัวถัว เจ้าไปดูร้านขายของชำว่ามีถ้วยเนื้อหยาบใบเล็กๆหรือเปล่า ที่เป็นกระเบื้องก็ได้ ดีที่สุดต้องใหญ่ประมาณฝ่ามือ ถ้ามีก็ซื้อมาสัก20ใบ”
“หลินจื่อเหยียน เจ้าไปร้านขายน้ำมันแล้วซื้อน้ำมันเมล็ดชา2ชั่ง ถ้าไม่มีก็เปลี่ยนเป็นน้ำมันงา !”
“บัณฑิตน้อย ไข่ไก่บ้านเราใกล้จะหมดแล้ว เจ้าไปซื้อไข่ไก่ ส่วนพี่หยาเอ๋อร์ไปซื้อน้ำผึ้ง…” หลินเว่ยเว่ยก้มหน้าพลางคิดว่ายังมีสิ่งใดต้องเตรียมอีก
พอยายเจิ้งเห็นแบบนั้นก็รีบถามว่า “เว่ยเว่ย มีสิ่งใดให้ข้ากับตาฉู่ช่วยหรือเปล่า พูดมาได้เลย”
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าและไม่เกรงใจแต่อย่างใด “ท่านยายเจิ้ง พาข้าไปดูภาชนะขนาดใหญ่ที่สุดในบ้านของท่านหน่อย…ท่านตาฉู่ ได้ยินว่าท่านทำของจากไม้ไผ่เป็น จะช่วยทำตะกร้อตีไข่ให้ข้าหน่อยได้หรือเปล่า ?”
“ตะกร้อตีไข่คืออะไร ?” ตาฉู่งงกับคำพูดของนาง
หลินเว่ยเว่ยหยิบกระดาษของบัณฑิตน้อยมาวาดตะกร้อตีไข่ แล้วระบุขนาดอย่างละเอียด พอตาฉู่เห็นแล้วก็คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยากอะไร จึงเดินไปตัดต้นไผ่ที่สวนหลังบ้านแล้วหยิบอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้มานานเพื่อเริ่มทำงาน !
ทุกคนแบ่งงานกันทำ ผ่านไปไม่นานวัตถุดิบและเครื่องมือที่ใช้ทำเค้กน้ำผึ้งก็ครบครัน หลินเว่ยเว่ยให้ซัวถัวและหลินจื่อเหยียนรับผิดชอบตีไข่ขาว ตอนอยู่ที่บ้านสกุลหลินนั้นหลินจื่อเหยียนทำงานนี้บ่อยจึงมีประสบการณ์สุดๆ ผ่านไปไม่นานก็สอนซัวถัวจนทำเป็น ต่อจากนั้นทั้งสองคนก็เริ่มเคลื่อนไหวเหมือนเครื่องจักรที่ทรงพลัง ไข่ขาวทุกชามจะต้องถูกตีเป็นเวลานานถึงจะกลายเป็นเนื้อครีมที่ตั้งยอด
ไข่แดงในอ่างใบใหญ่ต้องเติมน้ำผึ้งและน้ำในปริมาณที่เหมาะสมลงไป หลังผสมให้เข้ากันแล้วก็เริ่มใส่แป้งสาลี
หยาเอ๋อร์รับหน้าที่ร่อนแป้งลงครีมไข่แดง แป้งที่ใช้เป็นแป้งสาลีสำหรับทำขนมที่หลินเว่ยเว่ยหยิบมาจากร้านหนิงจี้ นางเก็บมันไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณ แป้งสาลีที่มีกลูเตนต่ำ (เหมาะทำเค้ก แตกต่างจากแป้งทำขนมปัง) กับแป้งธรรมดาทั่วไป มองภายนอกแล้วไม่มีอะไรต่างกันจึงช่วยลดปัญหาเรื่องที่นางต้องอธิบายถึงที่มาที่ไปของแป้งสาลีชนิดพิเศษนี้
ตอนที่ 507: ท่านชายเจ้าสำราญคิดวางอำนาจในเมืองหลวง
เจียงโม่หานถูกแบ่งให้ทำหน้าที่ผสมส่วนไข่แดงและไข่ขาว การผสมเนื้อเค้กเช่นนี้ก็ต้องใช้ ‘เทคนิค’ ไม่เบา เพราะเนื้อต้องเนียนสม่ำเสมอและไม่มีฟองอากาศ
ถ้วยเนื้อหยาบถูกทาด้วยน้ำมัน เทแป้งที่ผสมแล้วลงไป วางพักไว้หนึ่งเค่อเพื่อสลายฟองอากาศ เตาอบถูกทำให้ร้อนก่อนแล้วถึงจะวางถ้วยเค้กเข้าไป…งานของหลินเว่ยเว่ยสำคัญที่สุด นั่นก็คือการควบคุมไฟและอุณหภูมิในการอบ
ขนม20ถ้วยชุดแรกออกจากเตา…สำเร็จ! สีเหลืองทอง เนื้อนุ่มเบา กลิ่นหอมฟุ้ง พวกนางทำงานจนดึกดื่น สุดท้ายทำเค้กน้ำผึ้งออกมา200ชิ้น
ชิ้นที่ไม่สวยก็จะแบ่งกันกินเป็นของว่างยามดึก ยายเจิ้งและตาฉู่ก็ช่วยจนดึกเหมือนกัน สองสามีภรรยาจึงได้เค้กน้ำผึ้งไปคนละชิ้น เดิมทีหลินเว่ยเว่ยบอกว่าจะขายชิ้นละ5อีแปะ แต่ยายเจิ้งกลัวว่าจะขายไม่ออก แต่หลังได้ชิมแล้ว นางกลับเปลี่ยนความคิด งานวัดไม่ขาดแคลนคนมีเงิน ขอแค่รสชาติดีก็ไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ออก !
วันต่อมา ฟ้าเพิ่งสางไม่นานพวกหลินเว่ยเว่ยก็เตรียมตัวจะออกจากบ้านแล้ว เค้กน้ำผึ้ง200ชิ้นถูกวางใส่ตะกร้าชั้นแล้วชั้นเล่าจนมีจำนวน3ตะกร้าเต็มๆ ซัวถัวยังยืมโต๊ะยาวมาจากเจ้าของบ้าน จากนั้นก็ใช้รถม้าขนมันไปที่งานวัด
หลินเว่ยเว่ยหลงเข้าใจผิดว่าพวกตนมาเช้ามากพอแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าในเวลานี้งานวัดจะมีพ่อค้าแม่ขายนำสินค้ามาวางบนแผงไปได้พอสมควร ของกิน ของใช้ ของเล่น…ละลานตาไปหมด ของที่ควรมีก็มีจนครบทุกชนิด
พวกนางเลือกตำแหน่งหนึ่ง กางโต๊ะยาวที่เตรียมมาแล้วนำเค้กน้ำผึ้งออกมาวางแสดงส่วนหนึ่ง ทันใดนั้นก็มีพี่ชายคนขายถังหูลู่เข้ามาถามด้วยความสงสัย “เจ้านี่คือสิ่งใด ? ของกินอย่างนั้นหรือ ?”
“เค้กน้ำผึ้ง ขนมแปลกใหม่ชนิดหนึ่ง ชิ้นละ5อีแปะ” หยาเอ๋อร์เห็นคนจำนวนมากหันมามองจึงรีบแนะนำสินค้า
“ว่าอย่างไรนะ ? ชิ้นเล็กแค่นี้ราคา5อีแปะ ? แพงเกินไปหน่อยกระมัง ? ห้าอีแปะใช้ซื้อซาลาเปาไส้หมูได้สองลูกเชียวนะ !” หลังจากพ่อค้าแม่ขายที่มุงดูอยู่รอบๆ ได้ยินราคาแล้วก็ส่ายหน้าและถอยออกไปทันที
ต่อจากนั้นพักหนึ่งก็มีคนเข้ามาถามเรื่อยๆ แต่คนที่ควักเงินซื้อจริงๆกลับไม่มีสักคน หยาเอ๋อร์บ่นในใจ นางเริ่มพูดกับหลินเว่ยเว่ยด้วยความระมัดระวัง “ถ้าอย่างไร…เราขายชิ้นละ4อีแปะดีหรือไม่เจ้าคะ ?”
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “เค้กของพวกเราไม่ได้ทำมาเพื่อชาวบ้านธรรมดาเหล่านี้ แม้เจ้าจะขาย4อีแปะ พวกเขาก็ยังคิดว่าแพงอยู่ดี วางใจได้ ประเดี๋ยวก็มีลูกค้าเข้ามา !”
ดวงอาทิตย์ค่อยๆลอยสูงขึ้น คนในงานวัดก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวลานี้นกแก้วขนสวยตัวหนึ่งบินอยู่เหนือฝูงชน มันดึงดูดสายตาผู้คนไม่น้อย มันบินไปพลางตะโกนไปด้วย “เค้กน้ำผึ้ง เค้กน้ำผึ้งอร่อยๆ ไม่หอมไม่หวานไม่คิดเงิน !”
“ว้าว ! นกพูดได้ ! นกตัวนี้บำเพ็ญเพียรจนบรรลุเป็นเซียนได้แล้วหรือ ?”
“ท่านแม่ นกตัวนั้นสวยมากเลย แถมยังพูดได้ด้วย…มันพูดว่าอะไร ? เค้กน้ำผึ้ง ? อะไรกัน ? ไม่เคยได้ยินมาก่อน !”
“เค้กน้ำผึ้ง ? เจ้าเคยกินหรือเปล่า ? เดินไปดูกันเถิด…”
นกแก้วขนงามโฆษณาสินค้าร้านตัวเอง ทำให้ผู้คนมาที่แผงของพวกหลินเว่ยเว่ยด้วยความประหลาดใจ หงส์แดงกระพือปีกแล้วบินมาเกาะที่นิ้วของเจียงโม่หาน…มันก็อยากเกาะบนมือนายหญิงอยู่หรอก แต่นายหญิงไม่ยื่นมือออกมา !
หลินเว่ยเว่ยเอาเมล็ดสนให้เจียงโม่หาน หลังถูกป้อนไปสองเมล็ดแล้ว หงส์แดงก็ดูมีพละกำลังขึ้นมาทันที มันแหกปากตะโกนอีกครั้ง “เค้กน้ำผึ้ง ขายเค้กน้ำผึ้ง ไม่อร่อยไม่คิดเงิน !”
สตรีและสาวน้อยที่ตามนกแก้วห้าสีมาก็เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเจียงโม่หาน พวกนางล้วนหน้าแดงด้วยความเขินอายทันที แม้รีบก้มหน้าแต่ดวงตายังอดไม่ได้ที่จะช้อนมองเขา
“ท่านพี่ ข้าจะกินเค้กน้ำผึ้ง !” เด็กชายอายุ10ขวบคนหนึ่งดึงมือเด็กสาวที่กำลังแอบมองเจียงโม่หานอยู่
เด็กสาวคนนั้นถามเบาๆด้วยใบหน้าเขินอาย “เค้กน้ำผึ้งนี้ขายชิ้นละเท่าไหร่ ?”
“ชิ้นละ5อีแปะ !” หยาเอ๋อร์ตอบกลับ
มองจากการแต่งตัวของพี่น้องคู่นี้แล้ว อย่างน้อยน่าจะเป็นชนชั้นกลาง เด็กสาวคนนั้นครุ่นคิดแล้วหยิบเหรียญทองแดงออกมา5เหรียญ “ซื้อไปชิมหนึ่งชิ้นก่อน ถ้าอร่อยแล้วพวกเราค่อยกลับมาซื้อใหม่…”
หยาเอ๋อร์รีบหยิบกระดาษน้ำมันมาห่ออย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ยื่นให้เด็กชายข้างๆเด็กสาว “ขอบคุณลูกค้ามาก ไว้แวะมาใหม่นะเจ้าคะ !”
เค้กน้ำผึ้งขายได้ไม่ยากและยังเป็นขนมแปลกใหม่ในเมืองหลวง มีบางครอบครัวที่ฐานะดีก็ซื้อไปชิมหนึ่งชิ้นก่อน แต่ผ่านไปไม่นานก็กลับมาซื้อเป็น10ชิ้น
เค้กน้ำผึ้งเนื้อนุ่มรสหวาน รสชาติดีมากๆ คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาซื้อล้วนเป็นลูกค้าเก่า หน้าแผงเล็กๆมีลูกค้าเข้ามาเยือนไม่ขาดสาย หยาเอ๋อร์กับหลินเว่ยเว่ยจึงยุ่งจนหัวหมุน
พอนกแก้วในมือเจียงโม่หานเห็นแบบนั้นก็ตะโกนเรียกคนอย่างบ้าคลั่ง “เค้กน้ำผึ้ง เค้กน้ำผึ้งอร่อยๆ ไม่หอมไม่หวานไม่คิดเงิน…”
ในฝูงชน ชายหนุ่มสองคนในชุดฮั่นฝูก็ถูกดึงดูดเพราะเจ้าตัวน้อยที่กำลังตะโกนอยู่เหมือนกัน
“หยูจวิ้นอ๋อง (ตำแหน่งรองจากอ๋อง) ท่านดูนกตัวนั้นสิ เหมือนนกแก้วที่องค์ชายเจ็ดเลี้ยงไว้หรือเปล่าขอรับ ?” คนพูดคือคุณชายสามของตระกูลองครักษ์ แซ่หยาง นามว่า คุน
“นกแก้วขององค์ชายเจ็ดนั้นได้ยินว่ายกให้คนอื่นไปแล้ว คงไม่ใช่เจ้าตัวนี้หรอกกระมัง ?” หากเอ่ยถึงหยูจวิ้นอ๋องแล้วก็มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องขององค์ชายเจ็ด ตัวเขาเคยขอยืมนกแก้วห้าสีจากองค์ชายเจ็ดมาเล่นสองสามวันแต่กลับโดนปฏิเสธ คาดไม่ถึงว่าองค์ชายเจ็ดจะยอมยกหงส์แดงให้คนอื่น !
หยางคุนไม่มั่นใจ “นกก็ดูเหมือนกันหมด บางทีอาจแค่ดูเหมือนก็ได้ ? นกตัวนั้นขององค์ชายเจ็ดเป็นเหมือนบรรพบุรุษ เห็นใครก็ชอบพูด ‘บังอาจ !’ ‘อยากตายหรือ ?’ ‘ไม่เอาศีรษะแล้วใช่หรือไม่ ?’ จะออกมาเรียกลูกค้าได้อย่างไรขอรับ ?”
“จะใช่หรือเปล่า แค่ไปถามก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ !” หยูจวิ้นอ๋องสาวเท้าเข้ามา ถ้าไม่ใช่นกขององค์ชายเจ็ด เขาจะได้เอามาเล่นสักหน่อย !
หยูจวิ้นอ๋องมาถึงหน้าแผงขายเค้กน้ำผึ้งโดยมีหยางคุนรีบเดินตามมา
หยูจวิ้นอ๋องมองเจียงโม่หานตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า จากนั้นก็เริ่มข่มขวัญอีกฝ่ายก่อน “เจ้าได้นกตัวนี้มาจากที่ใด ? เปิ่นจวิ้นหวางเห็นว่ามันเหมือนตัวที่หายไปจากจวน !”
ท่านชายเจ้าสำราญหยูจวิ้นอ๋อง ? ชาติก่อนเจ้าหมอนี่เป็นพวกชอบวางอำนาจอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ใช้อำนาจกดขี่ผู้คนและบีบบังคับคนอื่นบ่อยครั้ง จากสายตาที่ดูสนใจหงส์แดงก็บ่งบอกได้ทันทีว่าอยากเอานกแก้วไปเป็นของตน
เจียงโม่หานตอบกลับเบาๆ “ในเมื่อท่านชายบอกว่านกตัวนี้เป็นสัตว์ที่ท่านเลี้ยงไว้ เช่นนั้นท่านเรียกมัน มันก็น่าจะขานรับจริงหรือไม่ ?”
หยูจวิ้นอ๋องแค่นเสียงดัง ฮึ “ก็แค่สัตว์เดรัจฉานที่พูดได้ไม่กี่ประโยค เจ้าลองเรียกมัน ดูสิว่ามันจะตอบรับเจ้าหรือเปล่า ?”
“เดรัจฉาน พูดถึงใคร ?” นกน้อยถลึงตาเท่าเมล็ดถั่วเขียวของมันและมองหยูจวิ้นอ๋องอย่างไม่สบอารมณ์ คนที่ยืนอยู่ในเหตุการณ์ล้วนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ
“หงส์แดง อย่าเสียมารยาท !” เจียงโม่หานเบื่อจะสนทนากับหยูจวิ้นอ๋อง การเรียกชื่อนี้เท่ากับบ่งบอกถึงฐานะของเจ้านกน้อย หากหยูจวิ้นอ๋องฉลาดพอ ก็ควรรู้ว่าต้องถอยออกไป !
เจ้านกตัวนี้ก็ชื่อ ‘หงส์แดง’ เหมือนกันหรือ ? หยูจวิ้นอ๋องต่อสู้กับความคิดในใจอยู่พักหนึ่ง…บางทีอาจแค่ชื่อเหมือนกัน คนผู้นี้เป็นเพียงบัณฑิตยากจนถึงขั้นตกอับมาขายขนมในงานวัด แล้วองค์ชายเจ็ดจะรู้จักคนแบบนี้ได้อย่างไร แถมยังประทานเจ้าหงส์แดงให้ด้วย ?
ตอนที่ 508: หรือบุปผาป่าจะหอมกว่า ?
“บังเอิญมาก นกของเปิ่นจวิ้นหวางก็ชื่อ ‘หงส์แดง’ เหมือนกัน…”
เสียงหยูจวิ้นอ๋องยังไม่ทันเงียบ เจ้านกน้อยก็เอียงศีรษะสำรวจตัวเขา ทันใดนั้นมันก็กระพือปีกแล้วพูดว่า “หยูหัวโต ปลาหัวโต ! เจ้าหัวโต เจ้าหัวโต ฝนตกไม่กังวล คนอื่นมีร่ม แต่เจ้ามีหัวโต !”
คนรอบๆ ต่างพากันหัวเราะ…เจ้านกน้อยล้อเลียนเก่งจริงๆ ! สายตาทุกคนแทบจะมารวมอยู่ที่ศีรษะหยูจวิ้นอ๋อง ดูเถิด…เหมือนจะใหญ่กว่าคนปกติจริงๆด้วย
หยูจวิ้นอ๋องอับอายจนโมโห เขาเอื้อมมือพุ่งจะเข้าไปจับตัวหงส์แดง “เดรัจฉานสมควรตาย กล้าไร้มารยาทต่อเปิ่นจวิ้นหวางอย่างนั้นหรือ !”
ทันใดนั้นหงส์แดงก็กระพือปีกแล้วบินไปอยู่เหนือศีรษะอีกฝ่าย ปากยังร้องเป็นทำนอง “เจ้าหัวโต เจ้าหัวโต ฝนตกไม่กลัว คนอื่นมีร่ม แต่เจ้ามีหัวโต…”
หยูจวิ้นอ๋องกระโดดเพื่อหมายจับหงส์แดง “หุบปาก ! เลิกร้องได้แล้ว ถ้ายังพูดอีก เปิ่นจวิ้นหวางจะถอนขนเจ้าให้หมดแล้วเอาไปย่างให้สุนัขกิน !”
หงส์แดงทำเหมือนกำลังแกล้งเขา ประเดี๋ยวบินเข้าใกล้ศีรษะ ประเดี๋ยวก็บินขึ้นและอีกเดี๋ยวก็บินลงมาขยี้ผมของเขา ขณะเดียวกันปากก็ยังร้อง “เจ้าหัวโต” ไม่หยุด
หยางคุนไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไรดี เขากระซิบแนะนำหยูจวิ้นอ๋อง “พอเถิดขอรับ! นกแก้วตัวนี้นิสัยแย่มาก น่าจะเป็นตัวที่องค์ชายเจ็ดประทานให้คนอื่น ไม่แน่ว่าบัณฑิตยากจนคนนี้อาจเกี่ยวข้องกับองค์ชายเจ็ดก็ได้?”
หยูจวิ้นอ๋องโมโหจนไม่มีสติเหลือแล้ว “ไม่ได้ ข้าไม่สนหรอกว่าใครจะเป็นคนยกให้ อย่างไรข้าก็จะฆ่ามันให้ได้ ! ออกไป อย่ามาขวางข้า !”
“เจ้าหยูหัวโต เจ้าทำตัวไม่เอาไหนจริงๆ ถึงขั้นลงมือกับสัตว์ตัวหนึ่ง ?” เสียงเกียจคร้านดังมาจากด้านหลังของพวกเขา
“ผู้ใด ! บังอาจมาก บังอาจมาดูหมิ่นเปิ่นจวิ้นหวาง…อะ…องค์ชายเจ็ด ?” หยูจวิ้นอ๋องคาดไม่ถึงว่าองค์ชายเจ็ดจะเสด็จมางานวัดที่มีคนมากมายขนาดนี้ พอเห็นว่าคนข้างหลังคือใครแล้ว เขาก็ยืนตัวตรงและไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก
หงส์แดงเห็นนายเก่ายื่นพระหัตถ์ออกมา มันจึงบินเข้าไปหาอย่างมีความสุข แต่เกาะพระหัตถ์ขององค์ชายเจ็ดได้ไม่ถึงสองอึดใจ มันก็รีบบินกลับมาเกาะไหล่หลินเว่ยเว่ยพร้อมมุดหัวเข้าไปในผมของนาง…เจ้าไม่เห็นข้า ไม่เห็นข้า…ไม่เห็นก็จะไม่เอาข้ากลับไป !
“เจ้าสัตว์ไร้จิตสำนึก !” องค์ชายเจ็ดบันดาลโทสะและตำหนิออกมาทันที
หลินเว่ยเว่ยห่อขนมสองชิ้นแล้วยื่นให้ลูกค้า ทันใดนั้นใบหน้าของนางก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแสนอบอุ่น “องค์ชายเจ็ด พระองค์ก็มาเดินเล่นงานวัดด้วยหรือเพคะ ! มา มาชิมขนมที่หม่อมฉันทำ !”
นางใช้ไม้คีบขนมที่ทำจากไม้ไผ่เพื่อหยิบขนมขึ้นมาหนึ่งชิ้น ก่อนจะใช้กระดาษห่อแล้วยื่นให้อีกฝ่าย หยูจวิ้นอ๋องมุ่ยปาก สตรีชาวป่าชาวเขา ทำเหมือนสนิทกับองค์ชายเจ็ด พระองค์ไม่เคยเสวยของดีๆอะไรบ้าง จะเสวยขนมพื้นๆของเจ้าก็แปลกแล้ว…
อึดใจต่อมา เขาก็โดนตบหน้าทันที องค์ชายเจ็ดไม่เพียงรับมาถือไว้ แต่ยังรีบหยิบขนมชิมรสอย่างไว้หน้าหลินเว่ยเว่ย “ตั้งแต่กลับมาจากทางเหนือก็ไม่ได้กินขนมเค้กจากร้านหนิงจี้อีกเลย อืม…หลินกู่เหนียง เจ้าทำเองหรือ ? อร่อยกว่าของในร้านหนิงจี้เสียอีก !”
คางของหยูจวิ้นอ๋องแทบจะร่วงลงพื้น สวรรค์ ! นางเด็กข้างถนนเกี่ยวข้องอะไรกับองค์ชายเจ็ด ? องค์ชายเจ็ดเข้าถึงง่ายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใด ? พระสุรเสียงนี้เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน หรือว่า…ทันใดนั้นสายตาของหยูจวิ้นอ๋องก็หันไปมองสำรวจใบหน้าของหลินเว่ยเว่ย…นอกจากขาวและผิวดีเล็กน้อย ก็ไม่เห็นมีสิ่งใดพิเศษ !
หลินกู่เหนียง ? แค่นี้ก็บ่งบอกว่าองค์ชายเจ็ดให้เกียรติสตรีจากชนบทคนนี้มาก คุณหนูสกุลใหญ่อยากเป็นสนมขององค์ชายเจ็ดตั้งมากมาย แต่พระองค์ไม่ชายดวงเนตรมองสักคน แล้วจะโปรดปรานเด็กบ้านนอกคนนี้ ? หรือว่าชมบุปผาในเมืองหลวงจนเบื่อแล้ว จึงคิดว่าบุปผาป่าจะหอมกว่า ?
“ขอบพระทัยที่ตรัสชมเพคะ ถ้าโปรด พระองค์ก็รับไปสักสองสามชิ้นสิเพคะ !” ขนม200ชิ้นถูกขายออกไปไม่ถึงหนึ่งส่วนสี่ หลินเว่ยเว่ยคิดว่าตำหนักองค์ชายเจ็ดมีพระชายาและนางสนมน้อยใหญ่ เอากลับไปฝากคนละ2ชิ้น ก็ขายออกได้ไม่น้อยแล้ว หลังได้สนทนากับองค์ชายเจ็ดถึงสองสามครั้ง หลินเว่ยเว่ยก็ได้รู้ว่าพระองค์มีน้ำพระทัยกว้างขวาง
หลังจากเสวยขนมหมดหนึ่งชิ้นแล้ว องค์ชายเจ็ดก็ครุ่นคิดก่อนจะตรัสว่า “ได้ ห่อให้เปิ่นหวางสองชุดก็แล้วกัน ชุดหนึ่งห่อสักหกชิ้น ซุ่นจื่อ เจ้าเอาไปถวายให้ฟู่หวงชิมในวัง !”
ซุ่นจื่ออดไม่ได้ที่จะทูลเตือน “องค์ชาย เอาอาหารนอกวังถวายฝ่าบาท…จะดีหรือพ่ะย่ะค่ะ ?” ฮ่องเต้มีพระอามาศัยไม่ดีมาโดยตลอด หากเสวยแล้วเป็นอะไรขึ้นมา ความหวังดีขององค์ชายเจ็ดจะกลายเป็นเรื่องร้าย
องค์ชายเจ็ดขมวดพระขนง “มีอะไรไม่ดี ? บุตรชายเจอของดีของแปลกใหม่นอกบ้าน จะแสดงความกตัญญูซื้อกลับไปให้บิดาสักชุด มีอะไรไม่เหมาะสม ? ให้เจ้าเอาไป ก็เอาไปเถิด พูดมากอยู่ได้ คนที่ไม่รู้คงเข้าใจผิดว่าเจ้าเป็นนาย !”
ซุ่นจื่อรีบพูด “กระหม่อมพูดมากเอง องค์ชายลงโทษได้เลยพ่ะย่ะค่ะ !”
องค์ชายเจ็ดเห็นว่าด้านข้างหลินเว่ยเว่ยมีม้านั่งตัวยาวอยู่จึงเข้าไปประทับแล้วชวนหลินเว่ยเว่ยสนทนา “หลินกู่เหนียง เจ้ามาเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อใด ? เหตุใดจึงมาเปิดแผงขายของที่งานวัดได้ ? ด้วยฝีมือของเจ้าแล้วเพียงพอให้เปิดร้านขนมได้เลย หรือว่าจะมีปัญหาเรื่องเงินทุน ? อยากให้เปิ่นหวางเอาเงินมาให้เจ้ายืมก่อนหรือเปล่า ?”
“ขอบพระทัยในความหวังดีของพระองค์เพคะ แต่ยังไม่ต้องหรอก ! หม่อมฉันเดินทางมาส่งคู่หมั้นเข้าสอบ ไม่แน่ว่าในวันข้างหน้าจะได้อยู่ที่เมืองหลวงต่อ เรื่องเปิดร้านจึงยังไม่รีบเพคะ ! วันนี้แค่มาร่วมสนุกในงานวัดแล้วหาเงินกลับไปซื้ออาหารเท่านั้น” หลินเว่ยเว่ยเห็นองค์ชายเจ็ดประทับอย่างวางมาดจนราษฎรคนอื่นไม่กล้ามาซื้อขนม นางจึงมีความรู้สึกอยากจะไล่เขาออกไป
องค์ชายเจ็ดก็ตระหนักถึงจุดนี้ พระองค์เหลือบมองหยูจวิ้นอ๋อง “เจ้าหยูหัวโต ขนมที่เปิ่นหวางแนะนำ เจ้าจะไม่ลองซื้อหน่อยหรือ ? บ้านเจ้ายังมีพี่ชายอีก4คน ไหนจะพี่สะใภ้และหลานๆอีกเป็นโขยง ซื้อน้อยก็จะไม่พอแบ่ง !”
หยูจวิ้นอ๋องไม่กลัวแม้แต่บิดา แต่เขากลัวที่สุดคือลูกพี่ลูกน้องที่ไม่สนกฎคนนี้ ตั้งแต่เด็กจนโตต้องทรมานด้วยน้ำมืออีกฝ่ายไม่น้อย หลังได้ยินแบบนั้นเขาก็รีบพูดว่า “ซื้อ ! องค์ชายเจ็ดตรัสว่าดี รสชาติก็ต้องดีมากแน่นอน ! กู่เหนียง ห่อเค้กน้ำผึ้งให้เปิ่นจวิ้นหวาง100ชิ้น !”
“ร้อยชิ้น ? ท่านกินหมดหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยถาม
เจ้าจะสนว่าข้ากินหมดหรือเปล่าทำไม ข้ากินหนึ่งชิ้นโยนทิ้งหนึ่งชิ้นไม่ได้หรือ! เมื่ออยู่ต่อหน้าองค์ชายเจ็ดแล้ว หยูจวิ้นอ๋องก็ตอบกลับแบบสุภาพ “บ้านเปิ่นจวิ้นหวางคนเยอะ แบ่งให้คนละ2-3ชิ้นก็อาจจะยังไม่พอ!”
หลินเว่ยเว่ยเริ่มลงมือห่อขนมให้และยังยกตะกร้าไม้ไผ่ให้เขาอย่างเอาอกเอาใจ มีองค์ชายเจ็ดเฝ้ามองอยู่ หยูจวิ้นอ๋องจึงไม่อยากเดินงานวัดต่ออีก เขาถือเค้กน้ำผึ้งเต็มตะกร้ากลับไปที่จวนทันที ระหว่างทางยังหงุดหงิดไม่หาย…นกพูดได้ แถมยังหน้าตาเหมือนกัน จะมีสักกี่ตัวกันเชียว ? เขากลับพุ่งเข้าไปหาเรื่องพวกนางอย่างไร้สมอง จะโทษใครได้ ?
แม้หยางคุนจะไม่เหมือนหยูจวิ้นอ๋องที่ซื้อไปตะกร้าใหญ่ แต่ก็ซื้อหลายชิ้นโดยบอกว่าจะซื้อของแปลกใหม่ไปให้คนในบ้านกิน ครอบครัวขุนนางที่มาเที่ยวงานวัดก็เห็นแก่พระพักตร์องค์ชายเจ็ด จึงเข้ามาซื้อขนมไปหลายชิ้น ดังนั้นเค้กน้ำผึ้ง200ชิ้นที่หลินเว่ยเว่ยนำมาขายจึงขายหมดอย่างรวดเร็ว !
องค์ชายเจ็ดยังเสวยเค้กน้ำผึ้งอีกชิ้น พระองค์รู้สึกอิ่มจนคิดว่าไม่ต้องเสวยมื้อกลางวันก็ได้แล้ว จากนั้นก็สะบัดพัดในพระหัตถ์พลางแย้มโอษฐ์เหมือนจิ้งจอกอันเป็นเอกลักษณ์ให้แก่หลินเว่ยเว่ย “หลินกู่เหนียง เจ้าพักอยู่ที่ใด ? อีกไม่กี่วัน จินเฉิงก็จะกลับมาแล้ว พอถึงเวลานั้นเปิ่นหวางจะพาเขาไปเยี่ยมเจ้าดีหรือเปล่า ?”
ตอนที่ 509: ข่าวฉาวจะเที่ยวพูดไปทั่วไม่ได้
หลินเว่ยเว่ยเข้าใจในจุดมุ่งหมายของอีกฝ่ายทันที นางแสร้งยิ้มแล้วทูลว่า “องค์ชายเจ็ดและหมินอ๋องซื่อจื่อมาเยือน ย่อมเป็นเกียรติของหม่อมฉันและยินดีต้อนรับมากเพคะ…”
องค์ชายเจ็ดวางเศษเงินในพระหัตถ์ลงแล้วดำเนินออกมาด้วยความพอพระทัย…ต่อไปนี้ก็มีสถานที่ให้เสวยขนมเพิ่มแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาแต่คิดถึงขนมร้านหนิงจี้ !
หลังจากรอให้องค์ชายเจ็ดเสด็จออกไปแล้ว บุตรหลานตระกูลขุนนางที่อยู่โดยรอบก็อดไม่ได้ที่จะพุ่งเข้ามา พวกเขาไม่กล้าพูดกับเด็กสาวอย่างหลินเว่ยเว่ย จึงหันไปถามเจียงโม่หานที่มีใบหน้างดงามและดูเย็นชาแทน “ไม่ทราบว่าพี่ชายท่านนี้มีนามว่าอะไร บ้านเกิดอยู่แห่งหนใดหรือ ?”
ขณะมองทายาทขุนนางที่ดูคุ้นหน้าบ้างและแปลกหน้าบ้าง เจียงโม่หานก็ยังคงเป็นคนพูดน้อยเหมือนเดิม “เจียงโม่หาน เขตเริ่นอัน เมืองจงโจว”
เมืองจงโจว ? พวกเขารู้จัก เป็นเมืองหนึ่งที่อยู่ใกล้ชายแดนของภาคเหนือ แต่เขตเริ่นอันคือที่ใดกัน ? บุตรขุนนางที่เติบโตในเมืองหลวงเหล่านี้ก็ไม่รู้จักมากกว่านั้นแล้ว
“จริงสิ หมินอ๋องซื่อจื่อที่กำลังกลับมาพร้อมชัยชนะก็ไปเฝ้ารักษาการณ์อยู่ที่เมืองจงโจวไม่ใช่หรือ ? ได้ยินว่า เพราะสงครามครานั้นทำให้การสอบเซียงชื่อของเมืองจงโจวต้องถูกยกเลิก บัณฑิตในเมืองจงโจวจึงต้องไปสอบเซียงชื่อที่เมืองเหอโจวแทน” บุตรขุนนางผู้ชาญฉลาดคนหนึ่งเข้ามาพูดกับสหาย
สหายของเขาเริ่มใช้สมองบ้าง “องค์ชายเจ็ดก็เคยเสด็จไปช่วยเหลือเรื่องเสบียงบรรเทาทุกข์จากภัยแล้งที่ภาคเหนือ หรือจะได้เจอกันตอนนั้น ? นอกจากหมินอ๋องซื่อจื่อแล้ว องค์ชายเจ็ดก็ไม่คบหาบุตรหลานขุนนางคนไหนอีก คนผู้นี้มีสิ่งใดพิเศษ ถึงขั้นทำให้พระองค์หันมามองได้ ?”
แต่บุตรขุนนางอีกคนหันไปมองหลินเว่ยเว่ยที่กำลังเก็บกวาดแผงขายขนมอยู่ด้านข้างแล้วพูดขึ้นมาเบาๆว่า “เมื่อครู่ ตั้งแต่ต้นจนจบ องค์ชายเจ็ดก็สนทนาอยู่กับเด็กสาวผู้นั้นคนเดียว แถมท่าทางยังดูอ่อนโยนและเป็นกันเองสุดๆ เจ้าคิดว่า…พระองค์ชอบนางหรือเปล่า ?”
“พี่จางโปรดระวังคำพูดด้วย !” เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับองค์ชายเจ็ดเท่านั้น ทว่าเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของสาวน้อยด้วย ข่าวฉาวจะเที่ยวพูดไปทั่วไม่ได้เด็ดขาด เพราะหากทำให้องค์ชายเจ็ดขุ่นเคือง พวกเราได้ลำบากแน่
“บัณฑิตน้อย พวกเราไปเดินเล่นในงานวัดกันเถิด ! ได้ยินว่ามีคณะกายกรรมด้วยล่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะมีการแสดงทุบหินบนหน้าอกหรือเปล่า !” หลินเว่ยเว่ยดึงแขนเสื้อเจียงโม่หานด้วยความตื่นเต้นและพาเขาไปยังจุดที่มีคนพลุกพล่านที่สุด
ซัวถัวเก็บโต๊ะยาวและเก้าอี้ขึ้นรถม้า จากนั้นก็หันมาพูดกับภรรยาว่า “หยาเอ๋อร์ เจ้าไปเดินเล่นกับพวกเจ้านายเถิด ประเดี๋ยวข้าอยู่ดูแลทรัพย์สินที่นี่เอง”
หยาเอ๋อร์ใช้ผ้าเช็ดคราบสกปรกบนใบหน้าให้เขาและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “คนเบียดเสียดกันมาก มีอะไรให้น่าดู ? ข้าอยู่เอง ท่านไปเดินเล่นเถิด”
ไฉนเลยซัวถัวจะให้ภรรยาอยู่คนเดียว ? แม้ว่าเขาอยากเดินชมงานวัดมากเพียงใด แต่ก็เลือกอยู่กับภรรยาโดยไม่ลังเล หยาเอ๋อร์รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาทันที
หลินจื่อเหยียนเบียดเข้าไปในฝูงชนแล้วยังเบียดออกมาเรียกพวกหลินเว่ยเว่ย “พี่รอง ท่านรีบเข้ามาดูกายกรรมลิงเร็วเข้า !”
หลินเว่ยเว่ยเปิดทางข้างหน้าแล้วพาบัณฑิตน้อยเบียดเข้าไปในฝูงชนอย่างง่ายดาย นักกายกรรมลิงอยู่ในชุดของลิงน้อยและกำลังทำท่าทางต่างๆอยู่ มีการตีลังกากลับหัว ไต่เสาหรือทรงตัวอยู่บนท่อนซุง…
เพื่อเพิ่มสีสันให้การแสดง นักกายกรรมลิงยังจงใจทำตัวเป็นเจ้าลิงน้อยหัวกบฏ ทำให้เสื้อผ้าและผมของตนเลอะเทอะ เล่นจนเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้มากกว่าเดิม
เจ้านกหงส์แดงก็เข้าไปแย่งความสนใจจากลิงน้อยด้วยความไม่พอใจ มันบินไปอยู่เหนือศีรษะลิงตัวหนึ่งแล้วร้องเสียงสูง “พี่ลิง พี่ลิง ท่านช่างยอดเยี่ยมจริงๆ แม้แต่หุบเขาอันยิ่งใหญ่ก็กักขังท่านไม่ได้ ต้องโผล่ออกมาเล่นบทซุนอู๋คง (ซุนหงอคง) พี่ลิง พี่ลิง ท่านช่างลำบากจริงๆ บทสวดดังก้อง บทซุนอู๋คงก็ไม่อาจเปลี่ยนได้อีกต่อไป…”
เสียงของมันกระจ่างใส ทั้งยังร้องได้น่าฟัง แถมยังจงใจแกล้งให้เจ้าลิงน้อยกระโดดจับ ผู้ชมที่อยู่รอบๆ คิดว่านี่เป็นสิ่งที่นักกายกรรมลิงเตรียมมาแสดง จึงตะโกนว่า “ดี ดีมาก !” กันให้ทั่ว และยังมีคนบอกว่า “เอาอีก !” หลังจากเจ้านกน้อยร้องจบแล้ว
“เสวียนจั้ง (พระถังซัมจั๋ง) ขี่ม้ากับกับ ด้านหลังตามมาด้วยซุนอู๋คง ซุนอู๋คงวิ่งเร็ว จูปาเจี้ย (ตือโป๊ยก่าย) ตามมาข้างหลัง จูปาเจี้ยจมูกยาว ต่อมาเป็นชาอู้จิ้ง (ซัวเจ๋ง)…” เมื่อมีฝูงชนรุมล้อม เจ้านกน้อยก็เกิดคึกคะนองขึ้นมาทันที มันบินไปพลางร้องเพลงกล่อมเด็กไปด้วย เพลงนี้เป็นเพลงที่หลินเว่ยเว่ยร้องให้เจ้าหนูน้อยฟัง คาดไม่ถึงว่าเจ้านกฉลาดจะเรียนรู้จนร้องเป็น
ในยุคนี้ก็มี ‘การเดินทางสู่ทิศตะวันตก’ เหมือนกัน และยังเป็นเรื่องราวที่ได้รับความนิยมที่สุดของนักเล่านิทานด้วย สามารถพูดได้ว่านิยมกันจนเล่าไปทั่ว
ผู้ชมที่อยู่โดยรอบคิดว่าเจ้านกน้อยถูกฝึกมาโดยนักกายกรรมลิง จึงดูสดใหม่กว่ากายกรรมลิงแบบดั้งเดิมมาก ดังนั้นตอนที่ลิงเฒ่าถือถาดออกมาขอรางวัล ผู้ชมจึงให้เงินกันอย่างใจกว้าง นักกายกรรมลิงเห็นคนให้เงินมากกว่าปกติเกือบเท่าตัวจึงยิ้มหน้าบานทันที
เจ้านกน้อยไม่สบอารมณ์ขึ้นมา มันบินไปหานักกายกรรมลิง “เงินค่าแรงของข้า ? มีส่วนหนึ่งเป็นเงินของข้า…”
นักกายกรรมลิงไม่รู้ว่านกน้อยมีเจ้าของหรือเปล่า จึงพูดด้วยน้ำเสียงราวกับคนที่กำลังจะลักพาตัวเด็กน้อย “เจ้านกน้อย เจ้ามาติดตามข้าสิ ต่อไปข้าจะจ่ายค่าแรงเจ้าเอง…”
“ช่วยด้วย ! ลักพาตัว ! โจรลักพาตัว ! ลักพาเด็กโดยเฉพาะ !” หงส์แดงแหกปากร้องตะโกน ผู้ชมที่ได้ยินต่างหัวเราะกันทันที…วันนี้นักกายกรรมแสดงได้ดีจริงๆ
นักกายกรรมลิงเห็นเจ้านกน้อยฉลาดถึงขนาดนี้จึงมีความคิดอยากครอบครองมากกว่าเดิม “เจ้านกน้อย เจ้านายของเจ้าอยู่ที่ใด ? ถ้าไม่มีล่ะก็ วันหน้ามาติดตามข้าเถิด ไม่ว่าจะข้าวโพดหรือเมล็ดแตงโม ข้าก็มีให้เจ้ากินทั้งนั้น…”
“เจ้านาย รีบออกมาเร็ว ! มีคนเลวกำลังจะลักพาตัวข้า !” เจ้านกน้อยตะโกนพลางบินไปทางหลินเว่ยเว่ย “นกหนึ่งตัวไม่มีนายสองคน ข้าเป็นแค่นกที่มีความภักดีและมีเอกลักษณ์ ! ความมั่งคั่งไม่อาจสั่นคลอน ความยากจนไม่หวั่นเกรง โดนขู่จะยอมไม่ได้ ถึงจะเรียกว่าลูกผู้ชาย !”
หลินเว่ยเว่ยรีบเข้าไปซ่อนในฝูงชน นางไม่รู้จักเจ้านี่…น่าขายหน้าชะมัด ! หงส์แดงเห็นนายหญิงเดินหนีได้จากตอนอยู่บนท้องฟ้า แต่มันก็ยังบินวนอยู่เหนือถาดเงินด้วยความอาลัยอาวรณ์ ท้ายที่สุดมันก็หันไปมองเหรียญทองแดงในมือนักกายกรรมลิงแล้วทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ว่า “โชคช่วยเจ้าแล้ว !” จากนั้นก็กระพือปีก บินไล่ตามนายหญิงไป !
กระทั่งถึงตอนนี้ผู้ชมจึงได้เข้าใจว่าแท้จริงนี่ไม่ใช่สิ่งที่นักกายกรรมลิงจัดเตรียมไว้ ! ทว่าได้มาดูการแสดงอันยอดเยี่ยมแบบบังเอิญนี้ ก็ถือว่าโชคดีไม่น้อย
นักกายกรรมลิงรู้ว่านกน้อยมีเจ้าของ คนที่สามารถฝึกนกให้พูดจาได้คล่องแคล่วแบบนี้จะต้องไม่ใช่คนธรรมดา แม้รู้สึกอิจฉาเพียงใดก็ได้แต่ยอมแพ้…ในเมืองหลวงแห่งนี้ มีใครหลายคนที่เขาไม่อาจผิดใจได้ !
เจ้านกน้อยลงมาเกาะที่ไหล่หลินเว่ยเว่ยแล้วใช้ตัวถูไถใบหน้าของนางอย่างเอาอกเอาใจ “นายหญิง ท่านไม่ต้องการหงส์แดงที่เชื่อฟัง น่ารักและฉลาดเฉลียวแล้วหรือ ?”
“ไม่ต้องการแล้ว ใครอยากได้ก็เอาไปเถิด !” หลินเว่ยเว่ยเห็นด้านหน้ามีคนมุงดูอีกกลุ่มหนึ่งและยังมีเสียงโห่ร้องดังขึ้นเป็นครั้งคราว นางจึงลากเจียงโม่หานเข้าไปดู
“ว้าว ! มีการแสดงกายกรรมอีกแล้ว !” หลินเว่ยเว่ยเห็นเด็กสาวสองคนวางชามไว้บนศีรษะ หลังจากยืนอยู่บนเก้าอี้พักหนึ่งแล้วก็พลิกตัวลงมาใช้มือยันพื้นไว้แทน จากนั้นก็เริ่มดัดร่างกายให้เป็นท่าทางน่าทึ่ง…ไม่ว่าจะทำท่าไหน ชามบนศีรษะก็ไม่ร่วงลงมา นางจึงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ดี !” แล้วปรบมือให้
หงส์แดงก็ร่วมสนุกด้วย “ดี ! เอาอีก !”
เด็กสาวที่กำลังแสดงอยู่ก็เห็นเจ้านกน้อยบินมาตรงเบื้องหน้าแล้วพูดว่า ดี นางจึงแทบจะทำชามบนศีรษะหล่นลงมาทันที หลินเว่ยเว่ยยกมือปิดหน้าแล้วรีบเรียกเจ้าตัวก่อเรื่องกลับมา
ตอนที่ 510: หงส์แดงน้อยสร้างปัญหาให้เจ้านาย
คณะกายกรรมแสดงไต่บนเชือก เดินบนภูเขามีดด้วยเท้าเปล่า พ่นไฟ แล้วรายการสุดท้ายก็คือทุบหินบนหน้าอกที่หลินเว่ยเว่ยตั้งตาคอยที่สุด ชายร่างกำยำนอนอยู่ที่พื้น บนหน้าอกก็วางก้อนหินไว้ก้อนหนึ่ง แล้วชายที่ดูจะอายุมากกว่าก็ยกค้อนขึ้นมา จากนั้นก็เหวี่ยงค้อนลงทุบก้อนหินในขณะที่ฝูงชนกำลังกรีดร้อง…แต่ชายร่างกำยำไม่บาดเจ็บแต่อย่างใด
ทุกคนต่างตะโกนคำว่า ดี ! หลินเว่ยเว่ยปรบมือและพูดกับเจียงโม่หานว่า “เจ้าเชื่อหรือเปล่าว่าข้าสามารถทุบหินด้วยมือเปล่าได้ !”
“เชื่อ…”
เสียงเจียงโม่หานยังไม่ทันเงียบหาย เจ้านกน้อยก็ตะโกนออกมาเสียงดังลั่น “ด้านล่าง ขอเชิญนายหญิงมาแสดง ‘ทุบหินด้วยมือเปล่า’ !”
หลินเว่ยเว่ย เจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียน “…!” มีนกที่ชอบสร้างปัญหาให้เจ้านายขนาดนี้เชียวหรือ ?
หลินเว่ยเว่ยหันไปถลึงตาใส่เจ้านกน้อย ‘กลับไปแล้วค่อยคิดบัญชีกับเจ้า ดูสิว่าข้าจะทำให้เจ้าเป็นนกแก้วหัวโล้นได้หรือเปล่า !’
เจ้าหงส์แดงรีบหดคอทันที จู่ๆก็รู้สึกถึงลางร้าย
ผู้ชมที่อยู่โดยรอบก็ได้ยิน จึงส่งเสียงร้องเรียกในทันที “ทุบหินด้วยมือเปล่า ? พวกเราจะดูทุบหินด้วยมือเปล่า !”
หัวหน้าคณะกายกรรมทำสีหน้าขมขื่นทันที “ไม่มีการแสดงนี้ !”
ชายร่างกำยำที่แสดงทุบหินบนหน้าอกพูดว่า “ใครพูดก็ไปหาคนนั้น ! แน่ใจว่าไม่ได้มาทำลายชื่อเสียงของพวกเรา ?”
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน ส่วนหงส์แดงชอบความรู้สึกที่โดนฝูงชนมองมากที่สุด มันลืมความหวาดกลัวที่จะโดนถอนขนไปทันที จากนั้นรีบกระพือปีกแล้วพูดว่า “ทุบหินด้วยมือเปล่า นายหญิง ลองดู ลองดู !”
พอมันตะโกนออกมาแบบนั้นก็ไม่เพียงดึงดูดสายตาของคนโดยรอบ แม้แต่คณะกายกรรมก็จะเข้ามามุงดูด้วย ทุกคนเห็นนายหญิงของเจ้านกน้อยเป็นแค่เด็กสาวรูปร่างผอมแห้ง ส่วนด้านหลังยังมีบัณฑิตท่าทางอ่อนแออยู่ พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา พอมีเรื่องน่าสนุก พวกเขาก็ตะโกนแตกต่างกัน “ลองดูหน่อย ลองดูสิ !”
หัวหน้าคณะกายกรรมเป็นชายรุ่นใหญ่ที่ถือค้อนคนนั้นเอง เขาเดินมาที่เบื้องหน้าของหลินเว่ยเว่ยแล้วฉีกยิ้มด้วยความลำบากใจ “แม่หนู หากเจ้ามีความสามารถนี้จริงๆ ก็อย่าเอาแต่ซุกซ่อนไว้เลย ไม่อย่างนั้นข้าต้องเจอกับปัญหาแน่ !”
หลินเว่ยเว่ยรีบเอื้อมมือไปคว้าตัวเจ้านกน้อยแล้วยื่นส่งให้หัวหน้าคณะกายกรรม “เขาก็พูดแล้วว่าใครตะโกนก็ไปหาคนนั้น ให้มันแสดงทุบหินด้วยมือเปล่าสิ !”
หงส์แดงทำตัวเหมือนนกที่ถูกหยิกก้น มันพยายามร้องอย่างสุดเสียง “นายท่าน ช่วยข้าด้วย หงส์แดงไม่กล้าแล้ว ! เลี้ยงแล้วไม่สอน นายผิด, สอนไม่เข้มงวด นายเกียจคร้าน ! ไปหานายหญิง อย่ามาหาข้า !”
ฝูงชนที่อยู่รอบๆ เหมือนได้ดูละครล้อเลียน พวกเขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง แม้แต่หัวหน้าคณะกายกรรมก็ยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ ตัวเขาไม่อยากทำให้เด็กสาวที่ยังดูไร้เดียงสาลำบากใจจึงพูดกับผู้ชมที่อยู่โดยรอบว่า “พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย ก็แค่คำพูดของนกแก้วปากไวตัวเดียวเท่านั้น อย่างไรก็จบเรื่องไว้แค่นี้เถิด ?”
ผู้ชมส่วนใหญ่มีจิตใจดี แต่ก็มีคนที่อยากดูกายกรรมเหมือนกันจึงพูดต่อ “ไม่ได้ ! บอกว่าจะแสดงก็ต้องแสดง ! พวกเราจะดูทุบหินด้วยมือเปล่า ? หัวหน้าคณะ เจ้าก็ออกแสดงในเมืองหลวงบ่อยครั้งแล้ว บอกว่าจะแสดงก็ไม่แสดง ต่อไปยังกล้ามาเล่นที่เมืองหลวงอีกหรือ ? ใครจะยังอยากดูกายกรรมของพวกเจ้า ?”
อันธพาลในงานวัดอีกคนก็พูดตาม “หัวหน้าคณะ ในเมื่อเจ้ารักหยกถนอมบุปผาขนาดนี้ เจ้าก็แสดงแทนนางสิ !”
“ใช่ ใช่ ! พวกเราจะดูทุบหินด้วยมือเปล่า !”
หลินเว่ยเว่ยเป็นคนใจอ่อนง่ายมาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องยังเกิดขึ้นเพราะนางแอบพูดกับบัณฑิตน้อย นางทนเห็นหัวหน้าคณะถูกอันธพาลไม่กี่คนนี้ทำให้ลำบากใจไม่ได้ จึงยื่นนกในมือให้เจียงโม่หานแล้วเดินเข้าไปในลานแสดง
หลินเว่ยเว่ยจ้องอันธพาลที่ตะโกนเสียงดังที่สุดคนนั้น ก่อนจะฉีกยิ้มอย่างเย็นชา “อยากดูทุบหินด้วยมือเปล่า ? ข้าจะทำให้เจ้าสมปรารถนา !”
หลังจากพูดจบ นางก็ยกหินก้อนใหญ่ขึ้นมาหนึ่งก้อนด้วยนิ้วมือ ก้อนหินนั้นใหญ่กว่าเครื่องโม่ถึงหนึ่งเท่า มีความหนา1ฉื่อ อย่างน้อยก็น่าจะมีน้ำหนักประมาณ70-80ชั่งได้เลย แต่มันกลับดูไม่หนักแม้แต่น้อยยามถูกนางยกขึ้นอย่างเบามือ
นางค่อยๆเดินมาตรงเบื้องหน้าอันธพาลคนนั้น มุมปากเปื้อนด้วยรอยยิ้มแสนเย็นชา นางเลิกคิ้วขณะพูด “เพื่อป้องกันไม่ให้คนสงสัยว่าเป็นอุปกรณ์ปลอม ขอให้พี่ชายท่านนี้ช่วยตรวจสอบหน่อยว่าหินก้อนนี้เป็นของจริงหรือเปล่า ถือให้ดีล่ะ…”
หลินเว่ยเว่ยยัดก้อนหินให้อันธพาลถือ เมื่อปล่อยมือออกแล้ว อันธพาลคนนั้นก็สัมผัสกับความหนักหน่วงในมือ เขาทรุดลงไปพร้อมก้อนหิน ถ้าชักเท้าหลบออกมาไม่ทัน มันก็คงถูกบดขยี้เพราะหินก้อนนั้นแล้ว !
จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็รับหินที่กำลังจะตกถึงพื้นมาได้อย่างง่ายดาย นางถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง ? ก้อนหินมีปัญหาหรือเปล่า ?”
“มะ…ไม่มี…” อันธพาลกลัวนางเอาก้อนหินกระแทกใส่ตัวเขา จึงตอบกลับด้วยเสียงติดอ่าง
หลินเว่ยเว่ยเดินกลับมาที่กลางลานแสดง นางให้หัวหน้าคณะและชายร่างกำยำช่วยจับก้อนหินเอาไว้ จากนั้นนางก็เริ่มยืดเส้นยืดสาย…เจ้านกน้อยที่บินอยู่เหนือศีรษะนางก็เริ่มร้องตะโกนเสียงดังอีกครั้ง “ดูให้ดี ! ตาต้องเปิดให้กว้าง ! การแสดงทุบหินด้วยมือเปล่า…เริ่มได้ !”
หลินเว่ยเว่ยหันไปถลึงตาใส่หงส์แดง จากนั้นก็ทุบกำปั้นเข้าใส่หินเบาๆ แต่ในจังหวะที่กำปั้นสัมผัสหิน ก้อนหินนั้นก็แตกเป็นสองเสี่ยงทันที…
ผู้คนที่อยู่รอบๆ เงียบไปสองช่วงลมหายใจเข้าออก จากนั้นเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นก็ดังขึ้น หลินเว่ยเว่ย ทำมือคารวะ “นอกจากทุบหินด้วยมือเปล่าแล้ว ข้ายังมีฝีมืออีกอย่าง…ยิงธนูโดยไม่ใช้คันธนู ! ทุกคนอยากดูหรือไม่ ?”
“อยาก ! เอาเลย !” เสียงขานรับดังกึกก้อง
หลินเว่ยเว่ยหักกิ่งไม้สองสามกิ่งออกมาจากต้นไม้ จากนั้นก็พูดกับทุกคนอีกครั้ง “ดูกันให้ดี ! เริ่ม…”
กิ่งไม้เหล่านั้นลอยข้ามฝูงชนและแทงเข้ากับมวยผมของพวกอันธพาลสองสามคนอย่างแม่นยำ
นะ…นี่จะต้องเป็นจอมยุทธยอดฝีมือแน่นอน ! อันธพาลพวกนั้นตกใจจนเหงื่อไหลอาบกาย แม้แต่ผายลมก็ยังไม่กล้า แต่ละคนรีบถอยออกจากฝูงชนและวิ่งหนีหางจุกตูดทันที…
“ทุเรศสิ้นดี ! ทุกท่าน หากมีเงินก็ให้รางวัลหน่อย หากไม่มีก็ขอเสียงปรบมือ…หัวหน้าคณะ เก็บเงิน !” หลินเว่ยเว่ยเตือนหัวหน้าคณะที่กำลังยืนตกตะลึงอยู่ด้านข้าง
หัวหน้าคณะเหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากฝัน เขารีบจับตะกร้าออกไปเก็บเงิน ส่วนเจ้านกน้อยก็ตะโกนอยู่เหนือศีรษะของเขาว่า “หากมีเงินก็ให้รางวัลหน่อย หากไม่มีก็ขอเสียงปรบมือ ! อย่าเดินหนีสิ พูดถึงเจ้านั่นแหละ คิดจะดูโดยไม่ควักเงินหรือไร !”
พอทุกคนได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะออกมาอีกรอบ คนที่โดนนกน้อยจ้องมองก็รีบโยนเหรียญทองแดงด้วยความเขินอาย จากนั้นก็ยกมือปิดหน้าแล้วเดินออกไปทันที
เมื่อเก็บเงินจนครบแล้วก็พบว่าเงินที่ได้มากกว่าปกติเกือบ3เท่าตัว หัวหน้าคณะรู้ว่านี่เป็นผลงานของเจ้านกน้อยและนายของมัน แต่ตอนหันกลับมาทางหลินเว่ยเว่ย เขาก็พบว่าคนหายตัวไปตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้
หลังออกมาจากฝูงชนแล้ว เจียงโม่หานก็เห็นหลินเว่ยเว่ยทำหน้าบูดบึ้งและเดินกลับไปทางรถม้า เขาจึงถามว่า “ไม่เดินเล่นต่อแล้วหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจ้านกน้อยด้วยสายตาเกลียดชังปราดหนึ่ง “ยังจะเดินอีกหรือ ? ถ้ายังเดินต่อไปอีก ก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวก่อเรื่องจะสร้างปัญหาอะไรขึ้นมาอีก !”
เจียงโม่หานลูบศีรษะน้อยๆของนาง พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ลูบหัวเจ้าแล้ว ไม่โมโหแล้วนะ ! ประเดี๋ยวกลับไปแล้วเจ้าก็จับมันถอนขน แล้วจับย่างทำเป็นของกินแก้เบื่อดีหรือเปล่า…”
“ไม่กล้าแล้ว หงส์แดงไม่กล้าแล้ว อย่ากินหงส์แดงเลย !” เจ้านกน้อยกระพือปีกบินขึ้นสู่ฟากฟ้า มันตกใจจนขนหลุดออกมาสองสามเส้น ขณะบินยังเอ่ยปากขอร้องอ้อนวอนไม่หยุด
จบตอน
Comments
Post a Comment