ตอนที่ 51: คุยเรื่องแต่งงาน ?
ตอนที่นางแบกกระบุงผลชิงป่าพร้อมหิ้วกระต่ายป่าหนึ่งตัวกลับมานั้นกระบุงของชาวบ้านแต่ละคนที่ขึ้นมาเก็บผักป่าด้วยกันล้วนเต็มไปด้วยผักป่าที่สดใหม่ ในบรรดากลุ่มคนที่มาเก็บผ้าป่าด้วยกันมีหญิงชาวบ้านคนหนึ่งที่ดูท่าจะเป็นหญิงแกร่งนิสัยโหดเพราะในมือของนางมีงูกินหนูซึ่งขนาดลำตัวเท่าแขนของเด็กน้อยอยู่ นางบอกว่าจะนำไปตุ๋นเป็นซุปไว้ดื่มแล้วยังถามอีกว่าหลินเว่ยเว่ยอยากแบ่งไปทานหรือไม่ !
หลินเว่ยเว่ยเป็นคนมีมารยาทพอ นางรู้ว่าควรตอบรับหรือปฏิเสธน้ำใจผู้อื่นเช่นไร นางจึงมิได้กล่าวอันใด แค่แกว่งกระต่ายในมือของตนเพื่อบ่งบอกว่า ‘ข้ามีเนื้อทานแล้ว ส่วนงูนั่น ผู้ใดจับได้ผู้นั้นก็ทานไปเถิด ! ’
บรรดาหญิงวัยกลางคนที่ขึ้นมาเก็บผักป่าด้วยกันต่างมองไปที่นางหวงด้วยความอิจฉา อดีตตอนที่บุตรสาวคนรองของนางหวงยังเป็นเด็กโง่เขลาอยู่ ทุกคนต่างคิดว่านางหวงช่างน่าสงสารเหลือเกิน แต่ตอนนี้บุตรสาวของนางไม่เพียงกลับมามีสติปัญญาเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ในขณะเดียวกันยังเป็นผู้มีความสามารถที่แม้แต่บุรุษในหมู่บ้านก็ยังสู้ไม่ได้ ! ในที่สุดวันคืนอันแสนยากลำบากของนางหวงก็ผ่านพ้นไปเสียที !
หญิงวัยกลางคนผู้มีผมสั้นคนหนึ่งหันไปกล่าวกับนางหวงว่า บุตรสาวคนรองของเจ้าอายุสิบสี่แล้วมิใช่หรือ ? นางถึงวัยที่ต้องคุยเรื่องแต่งงานแล้ว !
นางหวงได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะอย่างอ่อนโยนแล้วกล่าวว่า บุตรสาวคนรองของข้าเกิดในช่วงต้นปีนักษัตร แม้บอกว่านางอายุสิบสี่ แต่ในความเป็นจริงนางยังอายุไม่เต็มสิบสามปีเลย ! นางรูปร่างใหญ่โตเทอะทะเช่นนี้จะไม่โตเกินกว่าบุรุษไปหน่อยหรือ !
รูปร่างสูงใหญ่เช่นนี้สิดี ! มีคำโบร่ำโบราณกล่าวไว้ว่า ‘ร่างกายสูงใหญ่ย่อมมีพละกำลังมากมาย’ เจ้าดูสิ พวกเราแบกกระบุงแค่อันเดียวเดินลงเขาก็ยังเหนื่อยจนแทบยืนหลังตรงไม่ได้ แต่นางไม่เพียงแบกไว้บนหลังเท่านั้น ในมือแต่ละข้างก็ยังมีตะกร้าข้างละอันอีกด้วย แถมตอนที่แบกลงจากภูเขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย หญิงวัยกลางคนผมสั้นมองไปยังหลินเว่ยเว่ยที่กำลังรับกระบุงจากมือของนางเฝิงด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมองลูกสะใภ้ของตน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางหวงก็เกิดความรู้สึกอึดอัดอยู่ในใจเล็กน้อย เพราะตอนที่บุตรสาวยังสติปัญญาโง่เขลา นางหวงไม่กล้าคาดหวังสิ่งอื่นใด นางเพียงต้องการที่จะดูแลบุตรสาวทุกวันไปจนกว่านางจะดูแลไม่ไหว
ส่วนสาเหตุที่นางหวงอยากให้บุตรสาวคนโตแต่งงานออกไปโดยเร็วก็เพราะหวังว่าหากบุตรสาวคนโตแต่งงานออกไปจะช่วยเหลือให้น้องสาวคนรองได้มีที่อยู่อาศัยอย่างปลอดภัย อย่างน้อยก็ให้ได้มีข้าวทาน…
แต่ตอนนี้เหมือนว่าสวรรค์เมตตาครอบครัวของนางแล้ว บุตรสาวคนรองได้กลับมามีสติปัญญาเหมือนคนทั่วไป อีกทั้งยังมีความสามารถมากมาย หากสติปัญญาและความสามารถของบุตรียังเป็นเช่นนี้ต่อไป บางทีก็อาจมีโอกาสได้คุยเรื่องแต่งงานและมีชีวิตที่ดีได้เหมือนคนอื่นใช่หรือไม่ ?
ท่านแม่เจ้าคะ ท่านเหนื่อยหรือไม่ ? ให้ข้าแบกท่านดีหรือเปล่า ? เมื่อหลินเว่ยเว่ยหันกลับมาก็เห็นว่านางหวงเริ่มเดินรั้งท้ายไปทุกที ดังนั้นนางจึงรีบหยุดฝีเท้าแล้วถามไถ่มารดาด้วยความเป็นห่วง
นางหวงยิ้มให้บุตรสาวพลางส่ายหน้า แม่ไม่เหนื่อย ! เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก แม่รู้ดีว่าร่างกายไหวแค่ไหน !
…
เมื่อกลับถึงบ้าน หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าประตูบ้านหลังถัดไปไม่ได้ลงกลอน นางก็รู้แล้วว่าบัณฑิตหนุ่มรูปงามกลับมาจากในเมืองแล้ว นางจึงวางกระต่ายลงแล้วยกกระบุงเดินไปบ้านหลังถัดไป
บุตรสาวคนโตที่รับหน้าที่ล้างผักป่าแล้วนำมาตากแห้งตรงลานบ้านเห็นเข้าก็หันไปฟ้องนางหวงด้วยความโมโห ท่านแม่ ท่านดูนางสิเจ้าคะ ! นางเอาผักป่าไปให้คนอื่นอีกแล้ว เมื่อวานก็เอาไปให้ตั้งหนึ่งกระบุง พอมาวันนี้ก็แบกไปให้เขาอีก ! เจ้าเด็กโง่คนนี้ต้องหลงใหลในรูปโฉมของบัณฑิตเจียงเป็นแน่ นางมัน…ไม่ใช่สิ นางคือคางคกที่หมายจะกินเนื้อห่านฟ้า ! เขาเป็นถึงห่านฟ้า เขาไม่มองนางหรอก !
หยุดพูดเหลวไหลได้แล้ว ! นางเป็นน้องสาวของเจ้า ไม่ใช่ศัตรูคู่แค้น ! เรื่องพวกนี้ไว้พูดในบ้านก็พอ อย่าไปพูดนอกบ้านเด็ดขาด ! ชื่อเสียงของหญิงสาวสำคัญแค่ไหนหรือ ? ก็สำคัญขนาดที่ข่าวลือสามารถฆ่าคนได้
บุตรสาวคนโตที่โดนตำหนิเช่นนั้นก็รู้สึกโกรธยิ่งกว่าเดิม ท่านแม่เจ้าคะ เรื่องนี้จำเป็นต้องให้ข้าไปประกาศนอกบ้านหรือ ? ท่านก็ดูสิว่านางทำอันใดไปบ้าง ! ในแต่ละวันนางมักไปแย่งเขาแบกถังน้ำ พอที่บ้านทำของอร่อยก็มักเอาไปแบ่งให้เขา ผักป่าที่เก็บมาได้ก็เอาให้เขาเป็นกระบุง หากไม่บอกข้าก็คงนึกว่านางเป็น…ลูกของบ้านนั้นไปแล้ว !
นี่ ข้าได้ยินนะ ! เสียงของหลินเว่ยเว่ยดังมาจากนอกกำแพงบ้าน
บุตรสาวคนโตเปลี่ยนสีหน้าทันที จากนั้นนางก็ยังพูดอย่างปากแข็งว่า ได้ยินแล้วจะทำไม ? ในเมื่อเจ้าทำลงไปแล้ว ยังกลัวคนอื่นพูดถึงอีกหรือ ?
ผู้มีจิตใจซื่อตรงย่อมมองคนในแง่ดี เพียงผู้มีจิตใจดำมืดเท่านั้นถึงจะว่ากล่าวคนอื่นด้วยความคับแค้นใจ ! ข้ามีจิตใจดีชอบช่วยเหลือเพื่อนบ้าน เหตุใดเจ้าเอ่ยว่าข้าคือ ‘คางคกหมายจะกินเนื้อห่านฟ้า’ ? บัณฑิตหนุ่มเอ๋ย ไหนเจ้าบอกข้ามาสิว่าเจ้าคือห่านฟ้าใช่หรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยจับจ้องไปที่ใบหน้ารูปงามของเจียงโม่หานอย่างเย้าแหย่
ข้าจะเป็นห่านฟ้าหรือไม่ก็ไม่สำคัญ สำคัญคือเจ้ายอมเป็น ‘คางคก’ หรือเปล่า ? เจียงโม่หานเบือนหน้าหนีพลางคิดในใจว่า ‘มีสตรีใดบ้างที่จับจ้องใบหน้าของบุรุษอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ? ’
เป็นคางคกแล้วอย่างไร ? อย่างน้อยข้าก็เป็นคางคกที่มีอุดมการณ์ มีความใฝ่ฝันและมีความทะเยอทะยาน ! เช่นนั้นหากไม่กล้าแม้แต่จะคิดก็คงขี้ขลาดตาขาวแย่ ! หากข้าได้กินเนื้อห่านฟ้าขึ้นมาจริง ต่อให้ต้องเป็น ‘คางคก’ ข้าก็ยอม ! หลินเว่ยเว่ยยังกล่าวเจื้อยแจ้วอย่างไม่สะทกสะท้านอันใด
ใบหน้าอวบอ้วนของนางช่าง…หนาเสียเหลือเกิน ! แม้เจียงโม่หานเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ในสองภพสองชาติ พอได้ยินคำกล่าวของนางก็ยังรู้สึกขนลุกเล็กน้อย มันเป็นความรู้สึกคล้ายเหงื่อเย็นๆกำลังจะผุดออกมา
แล้วเหตุใดเจ้าซื้อมาแต่น้ำตาลไม่ขัดสี ? เจ้าบอกเองมิใช่หรือว่าหากสีของผลไม้เชื่อมดูไม่ดีก็จะขายได้ราคาไม่สูง ? โชคดีที่หลินเว่ยเว่ยรู้จักยั้งปาก ในไม่ช้าความสนใจของนางก็พุ่งไปยังวัตถุดิบที่เจียงโม่หานซื้อกลับมา
เจียงโม่หานเคาะด้ามพัดในมือของตนอยู่หลายทีแล้วแสร้งทำเป็นกล่าวอย่างใจเย็นว่า ปีนี้ผลผลิตของพืชที่นำมาทำน้ำตาลมีน้อย ทำให้ราคาน้ำตาลไม่ขัดสีพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัว ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงน้ำตาลขัดสีเลย เขามีเงินเพียง10ตำลึงที่ได้มาจากการขายงานปักของมารดาเท่านั้น อย่างมากก็ซื้อได้ไม่กี่ชั่ง ! ทำให้เขาหวนนึกถึงวันคืนที่ได้เสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองเมื่อชาติที่แล้ว !
หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย นางลูบคางของตนพร้อมทำสีหน้าครุ่นคิด แต่ในไม่ช้านางก็ดีดนิ้วดังเป๊าะแล้วกล่าวว่า ข้ามีวิธีที่จะทำให้น้ำตาลสีแดงเปลี่ยนเป็นน้ำตาลสีขาว…แต่ข้าไม่เคยทดลองกับของจริงมาก่อน !
เมื่อชาติที่แล้วนางเคยอ่านเจอวิธีทำน้ำตาลจาก ‘คัมภีร์เทียนกงไคอู้’ ซึ่งเป็นสารานุกรมสมัยปลายราชวงศ์หมิง ว่าด้วยเทคโนโลยีการผลิตแบบต่างๆของจีน ซึ่งวิธีที่ว่าเรียก วิธีชะล้างด้วยน้ำโคลนเหลือง ซึ่งสามารถเปลี่ยนน้ำตาลสีแดงให้เป็นน้ำตาลบริสุทธิ์ได้ เช่นนั้น…ลองสักหน่อยดีหรือไม่ ?
จากนั้นนางก็อธิบายวิธีที่ว่านี้ให้บัณฑิตหนุ่มฟัง เจียงโม่หานที่ได้ยินนางอธิบายก็ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เจ้ามั่นใจหรือไม่ว่า…วิธีนี้จะได้ผล ?
จะได้ผลหรือไม่ต้องทดลองถึงรู้มิใช่หรือ ? หากทำไม่สำเร็จก็หักค่าน้ำตาลที่ข้าแทน แต่หากเราทำสำเร็จก็จะประหยัดเงินได้หลายตำลึง ! หลินเว่ยเว่ยยิ้มจนดวงตาสุกใสกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวที่สุดแสนน่ารัก
ในเมื่อหลินเว่ยเว่ยกล่าวออกมาถึงเพียงนี้แล้ว เจียงโม่หานจึงไร้เหตุผลที่จะโต้แย้ง เขาเอามือหนึ่งไพล่หลัง ส่วนอีกมือก็กำพัดเอาไว้ จากนั้นก็ยืนมองนางทำนู่นทำนี่อย่างวุ่นวาย
ใน ‘คัมภีร์เทียนกงไคอู้’ เขียนไว้ว่าให้เริ่มจากการคั้นน้ำตาลจากวัตถุดิบ แค่ต้องเตรียมถังสักใบก็พอ เจียงโม่หานเห็นว่าเด็กอ้วนเดินเข้ามาพร้อมถังใบใหญ่ที่สามารถยัดตัวนางลงไปได้ทั้งตัว เขาก็หมดคำจะกล่าวทันที ‘เจ้ายังเป็นสตรีอยู่หรือไม่ ?’
หลินเว่ยเว่ยใช้กระเบื้องที่ซื้อมาทำเป็นกรวยวางบนปากถัง จากนั้นปิดปากกรวยด้วยฟางสานถี่แล้วเทน้ำตาลสีแดงลงในกรวย รอจนผลึกน้ำตาลสีแดงจับตัวเป็นก้อนค่อยเอาฟางออกแล้วเทน้ำโคลนเหลืองใส่ผลึกน้ำตาล
เจียงโม่หานกำพัดในมือเอาไว้แน่นเพราะจะทำสำเร็จหรือไม่นั้นต้องดูที่ขั้นตอนนี้ และตอนนี้เขาก็เห็นว่ามีตะกรันสีดำไหลลงสู่ถังเก็บน้ำด้านล่างและชั้นบนสุดของก้อนผลึกน้ำตาลสีแดงได้กลายเป็นสีขาวราวกับหิมะ
สำเร็จแล้วหรือ ? ตอนแรกเขานึกว่ามันเป็นเรื่องเพ้อฝันของพวกเด็กๆ เขาคาดไม่ถึงเลยว่านางจะสามารถเปลี่ยนน้ำตาลสีแดงให้กลายเป็นน้ำตาลบริสุทธิ์ได้จริง แม้แต่นางเฝิงยังเบิกตากว้างด้วยความตกใจพร้อมทำสีหน้าเหลือเชื่อออกมา
หลินเว่ยเว่ยค่อยๆหักส่วนที่กลายเป็นน้ำตาลสีขาวออกมา จากนั้นก็ใช้วิธีการเดิมจนสามารถเปลี่ยนน้ำตาลสีแดงที่บัณฑิตหนุ่มซื้อมาทั้งหมดให้กลายเป็นน้ำตาลสีขาวได้ ในขั้นตอนสุดท้ายนางได้ใช้ที่โม่แป้งมาบดก้อนน้ำตาลแต่ก็ยังไม่พอใจอยู่ดี ‘เฮ้อ มันหนาเกินไป ถ้ามีเครื่องบดด้วยจะดีมาก !’
ตอนที่ 52: หยั่งเชิง
ข้าเก่งใช่หรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยดีใจจนตัวแทบจะลอยขึ้นฟ้าแล้ว สีหน้าที่แสดงออกมาของนางราวกับต้องการบอกเขาว่าให้รีบชมนางเร็วๆ
เจียงโม่หานมองอย่างจับผิดแล้วกล่าวว่า ในเขตเริ่นอันของเราไม่มีสูตรทำน้ำตาล เจ้ารู้วิธีพวกนี้ได้เช่นไร?
ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่ารู้ได้อย่างไร ราวกับว่ามัน…อยู่ในหัวของข้าอยู่แล้ว ! เจ้าว่า…เพราะเหล่าทวยเทพได้มอบความสามารถในการรู้แจ้งให้ข้าหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยสบตาเขาอย่างไร้พิรุธ
นั่นเพราะประสบการณ์ได้บอกนางว่า ‘ยิ่งมีลับลมคมในภายในใจมากเท่าไร ก็ยิ่งมิอาจเผยพิรุธออกมาได้ ต้องปกปิดให้แนบเนียนที่สุด !’ บัณฑิตหนุ่มสงสัยแล้วอย่างไร ? เขาจะจับข้าไปเผาไฟเช่นเดียวกับที่เผาพวกแม่มดหรือไร ?
เจ้ารู้ด้วยหรือว่า ‘การรู้แจ้ง’ หมายความอย่างไร ? เจียงโม่หานใช้นิ้วโป้งรูดเก็บพัดในมือพลางถามนาง
รู้สิ ! คงเพราะพระโพธิสัตว์ปลูกฝังปัญญาให้แก่ข้า ข้าถึงได้ฉลาดขึ้นมาเช่นนี้ ! หลินเว่ยเว่ยทำสีหน้าราวกับชื่นชมและนับถือตนเองเป็นอย่างยิ่ง
เจียงโม่หานจึงหลุดหัวเราะออกมาทันที เจ้าเคยเจอพระโพธิสัตว์ด้วยหรือ ?
เคย ! หลินเว่ยเว่ยหัวเราะกรุ้มกริ่ม ข้าเคยเจอในความฝัน ! เจ้าคิดว่าเพราะพระโพธิสัตว์สอนข้าในความฝันใช่หรือไม่ ? ข้าจึงได้เก่งถึงเพียงนี้
เหนือศีรษะสามเชียะมีเทพเทวา จะทำอันใดให้คิดว่าเทพรู้ เจ้ากล่าวอ้างพระโพธิสัตว์ขึ้นมาอย่างลอยๆ ไม่กลัวว่าท่านจะลงโทษเจ้าหรือ ? เจียงโม่หานโบกพัดในมือของตน ด้านบนพัดเป็นรูปวาดและตัวอักษรที่เขาเขียนขึ้นใหม่ เมื่อชาติที่แล้วเวลาที่เขารู้สึกภูมิใจมากที่สุดก็คือการได้วาดภาพเช่นนี้บนใบพัดซึ่งมันเป็นของที่หาได้ยากมากเพราะมีแค่ชิ้นเดียวในโลก !
เหตุใดพระโพธิสัตว์ต้องลงโทษข้าด้วย ? ข้าไม่ได้ทำเรื่องเลวทรามเสียหน่อย ! หลินเว่ยเว่ยพยายามเบี่ยงประเด็นโดยการหันไปถามนางเฝิงว่า น้าเฝิง มีอันใดให้ข้าช่วยหรือไม่ ?
ไม่ต้องหรอก ที่เหลือให้เป็นหน้าที่ข้าเอง ! เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว กลับไปพักผ่อนเถิด นางเฝิงหันไปยิ้มให้นางด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
และในตอนที่หลินเว่ยเว่ยกำลังจะหมุนตัวเดินออกไปนั้น จู่ๆเจียงโม่หานก็เรียกนางไว้ ช้าก่อน ! เมื่อก่อนครอบครัวของข้าได้แต่ทานอาหารของบ้านเจ้า วันนี้ข้าซื้อเนื้อหมูสามชั้นมา2ชั่ง เจ้าลองเอากลับไปคิดว่าพอจะทำอันใดทานได้บ้าง ?
หลินเว่ยเว่ยคิดแล้วกล่าวว่า น้าเฝิง วันนี้ข้าล่ากระต่ายมาได้ตัวหนึ่งมิใช่หรือ เหตุใดเย็นนี้พวกเราไม่ทานข้าวด้วยกันเลยล่ะ ?
นางเฝิงมองไปยังบุตรชายของตน
เจียงโม่หานได้ยินเช่นนั้นก็ตอบรับโดยไม่คิดสิ่งใดอีกต่อไป ไก่ป่าที่ท่านแม่เก็บมาได้เมื่อวานยังปล่อยไว้ในสวนผักหลังบ้านอยู่เลย เรานำมาตุ๋นดีหรือไม่ขอรับ !
แต่อาหารมื้อเย็นของเรามีหลายอย่างแล้ว เลี้ยงมันไว้ก่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยให้น้าเฝิงตุ๋นเป็นซุปไก่ให้เจ้าดื่มบำรุงร่างกายที่ผอมแห้งราวไม้กระดาน ! หลินเว่ยเว่ยตบที่แผงอกผอมแห้งของชายหนุ่มอย่างเบามือ
เจียงโม่หานถอยไปสองก้าว คิ้วรูปกระบี่ของเขาขมวดขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าเขาเริ่มจะไม่พอใจแล้ว
หลินเว่ยเว่ยที่เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะสะใจยิ่งกว่าเดิม ฮ่าฮ่าฮ่า บัณฑิตน้อยเจียง เจ้าวางแผนจะทานหมูสามชั้นอย่างไรดี ?
เจ้าทำอันใดเป็นบ้าง ?
ข้าวอบถั่วฝักยาวครั้งที่แล้วเป็นอาหารขึ้นชื่อจากฉวนส่าน สาเหตุที่เจียงโม่หานตอบรับว่าจะไปทานข้าวด้วยเพราะอยากทราบที่มาที่ไปของนางจากการทำอาหาร
ถ้าจะให้ข้าพูด วันนี้ก็พูดไม่จบ ! ข้าสามารถทำหมูตุ๋นน้ำแดง หมูตงพอ หมูนึ่งข้าวคั่ว เคาหยก หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน ยำหมูสามชั้น หมูสองไฟ…นอกจากนี้ยังสามารถทำเป็นขนมปังยัดไส้หมูและข้าวหมูสับได้ด้วย ! ไอหยา เหตุใดข้าเก่งถึงเพียงนี้นะ ! หลินเว่ยเว่ยรู้สึกชื่นชมตนเองเป็นอย่างยิ่ง
บรรดาอาหารที่เจ้าเด็กอ้วนเอ่ยขึ้นมาล้วนเป็นอาหารขึ้นชื่อของทางเหนือและทางใต้ ไหนจะของทานเล่นจากทางตะวันตกอีก…นอกจากนี้ยังมีอาหารที่เขาไม่เคยได้ยินนั่นก็คือ ข้าวหมูสับ !
เจียงโม่หานที่ได้ฟังก็ยิ่งงงงวยเข้าไปใหญ่ หรือชาติที่แล้วนางเป็นพ่อครัว ? ไม่ใช่สิ พ่อครัวแบ่งออกเป็นหลายประเภท ! แต่นางผู้นี้รู้สูตรอาหารของหลากหลายพื้นที่ !
เจียงโม่หานจึงเลิกใช้วิธีทำอาหารมาตัดสินที่มาที่ไปของหลินเว่ยเว่ย เขากล่าวกับนางว่า เช่นนั้นก็ทำหมูตุ๋นน้ำแดงเถิด !
ได้เลย ! เราทำน้ำตาลเสร็จพอดี ข้าจะได้ถือโอกาสนี้เอาน้ำตาลไปทำหมูตุ๋นด้วย ! หลินเว่ยเว่ยถือเนื้อหมูสามชั้นไปหนึ่งชิ้น จากนั้นก็ตักน้ำตาลไปทัพพีหนึ่งแล้วเดินฮัมเพลงกลับไปบ้านของตน
พี่รอง ท่านไปเอาเนื้อมาจากที่ใด ? ว้าว เนื้อชิ้นใหญ่มาก ! เจ้าหนูน้อยป้อนอาหารกระต่ายและแม่ไก่เสร็จแล้วก็วิ่งกระโดดโลดเต้นมาหานางอย่างอารมณ์ดี วันนี้พี่รองไม่ได้เข้าเมืองแล้วนางไปเอาเนื้อหมูมาจากที่ใด ?
หลินเว่ยเว่ยบีบแก้มนุ่มๆของน้องชายแล้วกล่าวว่า บัณฑิตหนุ่มรูปงามข้างบ้านซื้อกลับมา อีกประเดี๋ยวน้าเฝิงและบุตรชายของนางจะมาทานข้าวเย็นกับพวกเรา รอชิมฝีมือพี่รองของเจ้าได้เลย ข้าจะทำของอร่อยให้เจ้าทาน !
อื้อ หากพี่รองทำ ไม่ว่าจะเป็นอันใดก็อร่อยทั้งนั้น ข้าชอบกินอาหารฝีมือพี่รองที่สุดเลย ! เจ้าหนูน้อยพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง จากนั้นก็เดินหายเข้าไปในครัวเพื่อช่วยนางจุดไฟ
เวลานี้ประตูทางทิศตะวันออกได้เปิดออกพร้อมกับหลินจื่อเหยียนที่เดินเข้ามา หลินเว่ยเว่ยเห็นน้องสามกลับมาแล้วจึงกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม ต้าฮว๋ากลับมาแล้วหรือ ? คืนนี้ข้าจะทำหมูตุ๋นน้ำแดงและเนื้อกระต่ายผัดแห้งพอดี วันนี้ลาภปากเจ้าแล้ว !
มิรู้ว่าหลินจื่อเหยียนประท้วงนางกี่ครั้งแล้ว สุดท้ายเขาก็ยังอดประท้วงอีกมิได้ พี่รอง เลิกเรียกข้าว่าต้าฮว๋าสักทีมิได้หรือ ? ข้ามีชื่อให้เรียก !
ก็เรียกต้าฮว๋าแล้วรู้สึกสนิทสนมดี ! เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก หากเจ้าอยู่ในสำนักศึกษา ข้าจะไม่เรียกเจ้าเช่นนี้แน่นอน พี่รองอย่างข้าก็รู้ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรอยู่หรอก ! หลินเว่ยเว่ยดีดหน้าผากน้องชายคนโตแล้วกล่าวอย่างปลาบปลื้มว่า ต้าฮว๋า เจ้าสูงขึ้นอีกแล้วใช่หรือไม่ เจ้าใกล้จะสูงเท่าพี่รองแล้วนะ !
เด็กหนุ่มได้ยินพี่รองกล่าวเช่นนั้นก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา เขาเป็นถึงบุรุษแต่ร่างกายสูงไม่เท่าพี่รองที่เป็นสตรี นี่คือความเจ็บปวดที่ยากจะบรรยายได้
ข้าจะไปให้ศิษย์พี่เจียงช่วยชี้แนะเนื้อหาในตำราก่อน หลินจื่อเหยียนไม่อยากถูกพี่รองมองว่าเป็นเด็กจึงคว้าตำราขึ้นมาแล้วเตรียมเดินออกไปบ้านข้างๆ
เมื่อเห็นเช่นนั้นบนใบหน้าของหลินเว่ยเว่ยจึงเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา นางกล่าวกับน้องสี่ว่า น้องสี่ พี่รองจะเล่านิทานเรื่องอภินิหารเจ้าหนูน้ำเต้าทั้งเจ็ดให้ฟัง นานมาแล้วมีชายชราคนหนึ่งได้ปลูกต้นน้ำเต้าขึ้นมา จนกระทั่งต้นน้ำเต้าออกผลเป็นน้ำเต้าเจ็ดลูก เมื่อลูกน้ำเต้าแต่ละลูกสุกงอมได้ที่ก็มีเด็กน้อยเจ็ดคนกระโดดออกมาจากลูกน้ำเต้าทั้งเจ็ดและเด็กน้อยที่กระโดดออกมาเป็นคนแรกมีชื่อว่า ต้าฮว๋า…
หลินจื่อเหยียนที่กำลังจะก้าวพ้นธรณีประตูได้ยินเช่นนั้นก็เกือบสะดุดเข้าให้
ต้าฮว๋ามีพละกำลังมากมายมหาศาล สามารถแปลงกายเป็นยักษ์และยกภูเขาได้ทั้งลูก… หลินเว่ยเว่ยเล่านิทานไปพลางมือก็ทำอาหารไปด้วย
เจ้าหนูน้อยที่กำลังจุดไฟหัวเราะออกมาเสียงดัง พี่รองคือต้าฮว๋า พี่รองของข้าคือต้าฮว๋า ! พี่รองของข้ามีพละกำลังมหาศาล สามารถยกโต๊ะหินที่บ้านได้ !
ใช่แล้ว ! เช่นนั้นต้าฮว๋าของเราก็คือเอ้อร์ฮว๋าในเรื่องอภินิหารเจ้าหนูน้ำเต้าทั้งเจ็ด ความสามารถของเอ้อร์ฮว๋าคือมีญาณทิพย์และหูทิพย์สามารถมองเห็นและได้ยินไกลถึงพันลี้ หลินเว่ยเว่ยเริ่มต้มน้ำตาลในขณะเล่านิทานมาถึงท่อนนี้
เจ้าหนูน้อยจึงถามด้วยความไม่เข้าใจว่า เพราะเหตุใดกัน ?
เพราะเขาร่ำเรียนและได้อ่านตำรามากมาย ! มีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘แม้บัณฑิตซิ่วไฉไม่ออกจากเรือนก็รู้ทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้’ เขาสามารถอ่านและได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระยะพันลี้ได้จากตำราของเขา ! หลินเว่ยเว่ยเทเนื้อหมูสามชั้นที่หั่นไว้เรียบร้อยแล้วลงไปในน้ำตาลที่เคี่ยวเอาไว้และเริ่มผัด
แล้วข้าล่ะ ? ข้าคือซานฮว๋าในอภินิหารเจ้าหนูน้ำเต้าทั้งเจ็ด ซานฮว๋ามีความสามารถอันใดหรือ ? เจ้าหนูน้อยถามพี่รองอย่างตื่นเต้น
ซานฮว๋ามีแขนเหล็ก หัวทองแดง กระดูกและเส้นเอ็นของเขาล้วนเป็นเหล็กทั้งสิ้น อาวุธต่างๆไม่อาจตีรันฟันแทงเขาได้ ! เขาเหมือน…ยอดฝีมือนักสู้ในยุทธภพ ! หลินเว่ยเว่ยเทน้ำลงไปแล้วกำชับให้น้องเล็กเติมฟืน
เจ้าหนูน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เผยสีหน้าใฝ่ฝันขึ้นมา ว้าว ! ยอดมาก ! ข้าเองก็อยากฝึกวรยุทธเพื่อปกป้องท่านแม่และพี่รอง !
ดีมาก เด็กดี เจ้ามีความกล้าหาญมาก ! หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะน้องชายคนเล็กด้วยความเอ็นดู
วันนี้ครอบครัวของน้าเฝิงจะมาทานข้าวเย็นด้วยกัน ดังนั้นต้องทำของดีเสียหน่อย เช่นนั้นก็ทำเป็นข้าวตุ๋นแล้วกัน !
เจ้าหนูน้อยเป็นเหมือนลูกน้องที่คอยตามติดพี่รอง ไม่ว่าหลินเว่ยเว่ยจะเดินไปที่ใด เขาก็จะเดินตามนางไปด้วย หลังจากที่เด็กน้อยเห็นพี่สาวคนโตกำลังล้างผักป่าอยู่ เขาก็ถามต่อ พี่รอง แล้วพี่ใหญ่ล่ะ ? นางจะเป็นผู้ใดในอภินิหารเจ้าหนูน้ำเต้าทั้งเจ็ด ?
[1] 1เชียะ เท่ากับ1ฟุต
[2] หมูตงพอ เป็นอาหารประจำเมืองหางโจว ทำโดยทอดหมูสามชั้นด้วยกระทะแล้วนำหมูนั้นมาตุ๋น
[3] หมูนึ่งข้าวคั่ว เป็นอาหารประจำมณฑลเจียงซี นิยมใช้หมูสามชั้นหมักด้วยเครื่องปรุงรสจากนั้นนำไปคลุก ข้าวคั่ว ( ใช้ข้าวเหนียว ) จากนั้นนำไปนึ่งโดยรองใต้ชามนึ่งด้วยใบบัว
[4] เคาหยก แปลตรงตัวว่าเนื้อคว่ำ เป็นอาหารมีชื่อเสียงของหูหนานและกวางตุ้ง นิยมใช้หมูสามชั้นหั่นสี่เหลี่ยมผสมผักกาดดองเค็มแห้งที่เรียกไช่กัวผัดกับน้ำปรุงรสก่อน จากนั้นตุ๋นให้หมูเปื่อยนุ่ม เมื่อสุกแล้วจะนำจานมาปิดปากชามแล้วพลิกกลับด้านให้เนื้อหมูลงไปอยู่ในจานจึงเป็นที่มาของชื่ออาหารจานนี้
[5] หมูสองไฟ เป็นอาหารต้นตำรับเสฉวนดั้งเดิมโดยผ่านการปรุงสุกสองครั้ง ครั้งแรกนำไปต้มจนสุก ครั้งที่สองคือผัดใส่เครื่องปรุงรสให้เข้ากัน
ตอนที่ 53: เปลี่ยนอารมณ์ไว
หลินเว่ยเว่ยเล่าเรื่องอภินิหารเจ้าหนูน้ำเต้าทั้งเจ็ดได้อย่างออกรสออกชาติ พี่สาวตนโตพอได้ฟังก็เกิดความเพลิดเพลินไปกับเนื้อเรื่อง ดังนั้นจึงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
นางน่ะหรือ ! นางไม่ใช่เจ้าหนูน้ำเต้าทั้งเจ็ดหรอก ! นางคือปิศาจร้ายในนิทานเรื่อง ‘ปิศาจงู’ นางคือปิศาจที่จับตัวชายชราไปแล้วยังคิดจับเจ้าหนูน้ำเต้าทั้งเจ็ดมาหลอมเป็นยาเจ็ดใจ นางชั่วร้ายมาก ! หลินเว่ยเว่ยหัวเราะเสียงดังลั่น เด็กน้อยที่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะคิกคักตามอย่างสนุกสนานเช่นกัน
พี่สาวได้ยินเช่นนั้นก็โมโหจนเกือบคว่ำกะละมังผักป่าทิ้ง จากนั้นจึงรีบหันไปฟ้องนางหวง ท่านแม่ดูนางสิเจ้าคะ ! ท่านไม่คิดดุนางบ้างเลยหรือ !
ไอหยา ปิศาจโมโหแล้ว ปิศาจจะกินคนแล้ว รีบหนีเร็ว ! ยิ่งเห็นว่าพี่สาวโมโหมากเท่าไร หลินเว่ยเว่ยก็ยิ่งได้ใจและอยากแกล้งมากขึ้นเท่านั้น
เจ้าหนูน้อยที่คิดว่าตนเป็นซานฮว๋าในนิทานจึงรีบวิ่งไปทางมารดา แย่แล้ว ! ปิศาจจะจับตัวชายชราไปแล้ว ! ท่านไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยแล้วขอรับ !
เจ้าเด็กนี่ ! เจ้าอยากโดนข้าตีใช่หรือไม่ ? พี่สาวคนโตจับใบหูของเด็กน้อยเอาไว้ ตอนนี้นางโกรธจนตัวสั่นไปหมด
ส่วนเด็กน้อยที่โดนพี่สาวจับหูอยู่ก็หันไปขอความช่วยเหลือจากหลินเว่ยเว่ย แย่แล้ว ! ข้าถูกปิศาจจับตัวได้ ต้าฮว๋ารีบมาช่วยข้าเร็ว
ภายในบ้านตระกูลเจียง หลินจื่อเหยียนได้เอ่ยกับเจียงโม่หานด้วยความอับอายว่า ศิษย์พี่เจียง ต้องขออภัยที่ทำให้ท่านได้ยินเรื่องน่าขันเช่นนี้…
เจียงโม่หานหันไปมองกำแพงบ้านที่อยู่ถัดไปแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม นิทานเรื่องนี้น่าสนใจดี…
นิทานเรื่องอภินิหารเจ้าหนูน้ำเต้าทั้งเจ็ดนี้แบ่งความสามารถของตัวละครในนิทานได้เป็นเจ็ดประเภทซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว…เมื่อชาติที่แล้วเขาไม่เคยได้ยินเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน หรือว่า…เจ้าเด็กอ้วนเป็นคนแต่งมันขึ้นมาเอง ? แต่นางจะรู้หนังสือและสามารถเขียนนิทานที่แปลกประหลาดเช่นนี้ได้หรือ!
สรุปแล้วนางเป็นใครมาจากที่ใดกันแน่ เหตุใดยิ่งเขาพยายามทำความเข้าใจมากเท่าไรก็ยิ่งมิอาจเข้าใจนางมากเท่านั้น ? เจียงโม่หานส่ายศีรษะเล็กน้อยแล้วเบนความสนใจไปยังปัญหาที่หลินจื่อเหยียนถาม บุตรชายคนโตของตระกูลหลินเป็นผู้มีพื้นฐานความรู้ค่อนข้างแน่น เพียงแต่ยังขาดการมองการณ์ไกลไปบ้าง ทว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อการสอบถงเซิงไม่มากนัก ดูท่าว่าปีหน้าคงจะสอบผ่าน
หลังจากถกถึงปัญหาในตำราได้สักพัก กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยผ่านอากาศเข้ามา ทำให้บัณฑิตหนุ่มทั้งสองเริ่มรู้สึกหิวจนไส้กิ่วแล้ว เจียงโม่หานพยายามอดกลั้นความหิวเอาไว้ ในขณะที่หนุ่มน้อยหลินจื่อเหยียนแอบกลืนน้ำลายไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้ว
เจียงโม่หานเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า วันนี้พอเท่านี้ก่อนแล้วกัน เจ้ากลับไปทบทวนตามที่ข้าบอกเถิด…
กินข้าวได้แล้ว ทุกคนมากินข้าวได้แล้ว ! น้าเฝิง พี่โม่หาน อาหารเสร็จแล้ว ท่านแม่ให้ข้ามาตามพวกท่านไปกินข้าว ! เจ้าหนูน้อยวิ่งเข้ามาในบ้านตระกูลเจียงราวกับลมพายุ ปากก็ร้องเพลงที่หลินเว่ยเว่ยเพิ่งสอนไปว่า ลูกน้ำเต้า ลูกน้ำเต้า เจ็ดผลบนเถาไม่กลัวลมฝน ลาลาลา ลาลาลา…
…
เมื่อเรียกบ้านเจียงให้มาทานข้าวด้วยกันแล้ว เจ้าหนูน้อยก็มาล้างมืออย่างว่าง่าย จากนั้นก็ช่วยหลินเว่ยเว่ยจัดเตรียมถ้วยและตะเกียบ ในใจพลางคิดว่า ‘พี่รองทำหมูตุ๋นน้ำแดงอร่อยมาก เมื่อครู่ตอนอยู่ในครัว นางคีบให้ข้าลองชิมหนึ่งชิ้น มันอร่อยเสียจนข้าเกือบกัดลิ้นตัวเอง !’
เจียงโม่หานเอามือหนึ่งไพล่หลัง อีกมือก็โบกพัดไปมา เขาเดินมายังบ้านตระกูลหลินอย่างสง่าผ่าเผยและเห็นว่าบนโต๊ะหินทรงกลมใต้ร่มไม้ใหญ่ตรงลานบ้านมีหมูตุ๋นน้ำแดงหม้อใหญ่วางอยู่ ทั้งสีและกลิ่นของมันสามารถเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี ถัดไปคือเนื้อกระต่ายผัดแห้งที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเข้มข้นของเครื่องเทศ
นอกจากนี้บนโต๊ะยังมีมะเขือยาวนึ่งกระเทียม ยำแตงกวาเย็น ผัดถั่วแขกพริกแห้งและยำผักป่า พร้อมด้วยซุปมะเขือเทศใส่ไข่ที่ถูกยกมาเป็นลำดับสุดท้าย
หลินเว่ยเว่ยรู้สึกว่าตนโชคดีที่ได้ย้อนเวลามายังโลกใบนี้เพราะเป็นโลกที่มีพริก มะเขือเทศและกระเทียมไร้สารพิษ…ตามร้านขายยาจีนก็ยังหาซื้อเครื่องเทศจำพวกโป๊ยกั๊ก พริกหม่าล่า จือหรานและอื่นๆได้ด้วย ในฐานะที่นางเป็นนักกินตัวยง สิ่งนี้ถือเป็นความสุขอย่างแท้จริง !
น้าเฝิง บัณฑิตน้อย เชิญนั่ง ! ลองชิมฝีมือของข้าสิ ! หลินเว่ยเว่ยเห็นว่าสองแม่ลูกตระกูลเจียงเดินเข้ามาจึงกล่าวต้อนรับอย่างเป็นกันเอง
ส่วนคนที่เดินตามหลังของทั้งสองคนมาคือหนุ่มน้อยหลินจื่อเหยียน เด็กหนุ่มได้ยินพี่รองต้อนรับแค่สองแม่ลูกแต่ไม่กล่าวถึงตนก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา พี่รอง เหตุใดท่านไม่เรียกข้านั่ง ?
เฮอะ ! เจ้าน้องชายคนนี้ ! หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็เขกหน้าผากเขาไปหนึ่งที เจ้าไม่ใช่แขกเสียหน่อย เหตุใดต้องให้ข้าเชิญนั่ง ? ยังไม่รีบไปยกหม้อข้าวมาอีก !
หลินจื่อเหยียนบ่นพึมพำว่า สุภาพบุรุษไม่เข้าห้องครัว…
เจ้าจะเป็นสุภาพบุรุษก็ต้องเป็นให้ถึงที่สุด หากเจ้าไม่เข้าห้องครัวก็ต้องทานผักทานหญ้าไปตลอดชีวิต แต่ช่างปะไร หากไม่มีการซื้อขายก็ไม่ต้องฆ่าฟันสัตว์น้อยใหญ่ ! เจ้าเป็นคนจิตใจดีถึงเพียงนี้ จะมาทานเนื้อกระต่ายเนื้อหมูได้เช่นไร ? กระต่ายและหมูพวกนี้ทั้งน่าสงสารและน่ารัก…
หลินเว่ยเว่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาของนางเพ่งไปที่น้องชายคนโตด้วยความหมายที่สื่อชัดเจนว่า ‘หากอยากทานก็ต้องช่วยกัน ไม่มีผู้ใดติดหนี้เจ้าเสียหน่อย !’
นางไม่อยากปลูกฝังนิสัยเกียจคร้าน ไม่สนโลก ไม่รู้จักความลำบากและแล้งน้ำใจให้น้องชาย !
หลินจื่อเหยียนที่เห็นสายตาของพี่สาวก็เกิดความขลาดขึ้นมา กระนั้นเขาก็ยังกล่าวอย่างไม่ยอมว่า หึ ! ข้าเถียงสู้ท่านไม่ได้หรอก ! ในระหว่างที่กล่าวเขาก็ยอมเดินเข้าไปในครัวแต่โดยดี
พี่สาวคนโตเห็นเช่นนั้นก็รีบมาขวางเขาไว้แล้วกล่าวว่า เหตุใดต้องให้เจ้าไปยกด้วย ? น้องชายของข้า เจ้านั่งลงเถิด ประเดี๋ยวพี่ใหญ่จะไปยกมาให้เอง…
เขาโตถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดจะยกหม้อข้าวออกมาด้วยตนเองมิได้ ? ต้าฮว๋า เจ้าคิดว่าตนเรียนหนังสือแล้วมีความดีความชอบอันยิ่งใหญ่หรือไร เจ้าคิดว่าการที่คนในครอบครัวต้องทุ่มเทเพื่อเจ้าเป็นสิ่งที่สมควรแล้วหรือ ? เพราะเจ้าก็จะได้ใช้ชีวิตเหมือนคุณชายใหญ่ที่เพลิดเพลินไปกับการเอาอกเอาใจจากผู้อื่นใช่หรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยแสดงท่าทีดูแคลนต่อพฤติกรรมของพี่สาวอย่างชัดเจน
หลินจื่อเหยียนได้แต่ยืนหน้าแดง เขายืนประหม่าอยู่ตรงนั้น ไม่รู้จะไปทางไหนดี
นางหวงได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความรู้สึกสงสารบุตรชายจับใจ นางอยากช่วยพูดแทนบุตรชายคนโต แต่ถูกนางเฝิงจับมือเอาไว้พลางส่ายหน้าให้เบาๆเป็นเชิงบอกว่าให้เด็กๆจัดการเอง
พี่สาวคนโตดึงน้องสามมาไว้ด้านหลังแล้วทำท่าราวกับต้องการปกป้องน้อง น้องรอง เจ้าอย่าทำเกินไปนักเลย ! ก็ใช่แล้วอย่างไร ตอนนี้เงินในบ้านล้วนเป็นเงินที่เจ้าหามาได้ แต่เจ้าก็ไม่ควรกล่าวกับน้องชายของเราด้วยคำที่ไม่น่าฟัง…
ที่ข้ากล่าวเช่นนั้นเพราะเหตุใดน่ะหรือ ? ก็เพราะเจ้าไม่ใช่หรือไร ? ต้าฮว๋าเตรียมเข้าไปยกหม้อข้าวจากในครัวมาแล้ว หากเจ้าไม่ขวางไว้ เขาคงยกหม้อข้าวออกมาแล้ว ข้าจะกล่าวเช่นนั้นได้อย่างไร ?
จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็หันไปมองหลินจื่อเหยียนที่กำลังอับอาย หรือเจ้าคิดว่าพี่รองพูดไม่น่าฟัง แต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ไว้ว่าคำเตือนที่หวังดีมักขัดหูเสมอ ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเรียนหนังสือไปเพื่อเหตุใด ? เจ้าเรียนเพื่อที่จะสอบเป็นขุนนางมิใช่หรือ ? การสอบเข้าเป็นขุนนางมีเพียงบัณฑิตจอหงวน ปั้งเหยี่ยนและทั่นฮวาเท่านั้นที่จะได้อยู่ในเมืองหลวง ส่วนระดับอื่นต้องไปเป็นขุนนางในพื้นที่ทุรกันดาร ต้องเผชิญความยากลำบากมากมาย หากชีวิตเอาแต่สุขสบาย ไม่เคยพบเจอความลำบากและไม่เคยได้ทำสิ่งใดด้วยตนเอง เช่นนั้นจะเป็นขุนนางระดับท้องถิ่นได้อย่างไร ? ข้าก็แค่ให้เจ้าไปยกหม้อข้าวมา ไม่ใช่บังคับให้เจ้าไปทำงานบ้านทั้งหมดเสียหน่อย ที่ข้าทำเช่นนี้เพราะอยากให้เจ้ามีจิตใจดีงามกว่าบัณฑิตคนอื่น อยากให้เจ้าเป็นบัณฑิตผู้ติดดิน !
หลินจื่อเหยียนเป็นคนฉลาดย่อมเข้าใจเหตุผลของพี่รองดี ดังนั้นความอับอายบนใบหน้าของเขาจึงค่อยๆจางหายไป เขาหันไปคำนับให้หลินเว่ยเว่ยแล้วยกย่องนางเสมือนอาจารย์คนหนึ่ง จากนั้นก็เดินไปในห้องครัวแล้วละทิ้งความไม่เต็มใจทั้งหมดไป
เจียงโม่หานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและในตอนที่เขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็เห็นว่าแววตาของหลินเว่ยเว่ยมีความซับซ้อนที่ไม่อาจมองออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง คล้ายว่าเป็นสายตาของคนที่เคยผ่านโลกมาอย่างมากมาย
หลินเว่ยเว่ยสัมผัสได้ถึงสายตาของเขาจึงรีบหันไปยิ้มร่าให้ทันที บัณฑิตหนุ่ม เจ้าคือแขก เจ้านั่งเช่นนั้นถูกแล้ว ประเดี๋ยวข้าจะเป็นคนตักข้าวให้เจ้าและน้าเฝิงเอง !
ใช้ได้เลย เปลี่ยนอารมณ์ได้ไวนัก !
นางเฝิงหัวเราะออกมา จากนั้นก็กล่าวกับนางหวงว่า บุตรสาวคนรองของท่านช่างน่าสนใจเสียจริง ข้าอยากแย่งนางมาเป็นบุตรสาวของตนเสียแล้วสิ !
หลินเว่ยเว่ยได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวโดยไม่ถ่อมตนว่า น้าเฝิง ไม่ใช่แค่ท่านคนเดียวหรอกที่มีความคิดเช่นนี้ ! แต่จะให้ทำเช่นไรได้ ผู้ใดใช้ให้ข้าเก่งถึงเพียงนี้กันเล่า จะทำสิ่งใดก็ทำได้ไปเสียหมด !
[1] จือหราน คือ ยี่หร่า
ตอนที่ 54: มีหน้าที่หน้าตาดีไปวันวัน
แต่นางเฝิงก็ยังมิวายที่จะเอ่ยหยอกล้อ วันนี้ข้าได้ยินหญิงผมสั้นบอกว่าอยากให้เจ้าไปเป็นลูกสะใภ้ของนาง!
เจ้าหนูน้อยที่เดิมทีนั่งอยู่ข้างโต๊ะอย่างเชื่อฟังพร้อมจับจ้องไปยังหมูตุ๋นน้ำแดงนั้น พอได้ยินประโยคที่ไม่เข้าหูก็เลิกสนใจหมูตุ๋นน้ำแดงทันทีแล้วหันมาตะโกนว่า ไม่ได้ ! พี่รองเป็นของข้า ผู้ใดจะมาแย่งไปก็ไม่ได้ทั้งสิ้น !
นางเฝิงได้ยินเด็กน้อยกล่าวเช่นนั้นก็บีบแก้มเขาด้วยความเอ็นดู แต่ไม่ช้าก็เร็วพี่รองของเจ้าต้องออกเรือนไปอยู่ดี !
เจ้าหนูน้อยขอบตาแดงก่ำด้วยความร้อนใจ จากนั้นก็จับชายเสื้อของหลินเว่ยเว่ยไว้แน่น ดวงตากลมโตของเขาเต็มไปด้วยน้ำตาขณะจ้องมองไปที่นาง
หลินเว่ยเว่ยรู้สึกสงสารน้องชายจับใจจึงรีบกล่าวว่า น้องสี่ไม่ต้องร้อง พี่รองของเจ้าจะไม่แต่งออกเด็ดขาด…ในอนาคตข้าจะแต่งบุรุษเข้าบ้านเอง
นางหวงได้ยินบุตรสาวกล่าวเช่นนี้จึงดุทันที ลูกคนนี้ เจ้าพูดเหลวไหลอันใด ? ไม่กลัวผู้อื่นหัวเราะเอาหรือ !
นางเฝิงหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดูแล้วกล่าวกับนางหวงว่า ไม่เป็นไรหรอก ที่นางกล่าวเช่นนั้นเพราะต้องการปลอบใจน้องชาย พวกเราก็คิดเสียว่าเป็นเรื่องตลกแล้วกัน เสี่ยวเว่ย ไหนเจ้าลองบอกข้ามาสิว่าจะแต่งบุรุษเช่นไรเข้าบ้าน ?
แน่นอนว่าเขาต้องหน้าตาดี จะดูอ่อนแอบ้างก็ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวข้าจะรับผิดชอบหาเงินเลี้ยงครอบครัวเอง ส่วนเขามีหน้าที่หน้าตาดีไปวันวันก็พอ ! ขณะที่กล่าวหลินเว่ยเว่ยก็จงใจใช้สายตาลอบมองไปทางเจียงโม่หานไม่หยุด
เจ้าหนูน้อยจึงกล่าวว่า พี่โม่หานก็รูปงามนะพี่รอง รูปงามกว่าบุปผาเสียอีก !
ประโยคนี้ทำให้สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่เจียงโม่หานเป็นตาเดียวโดยเฉพาะนางเฝิงที่หัวเราะจนแทบกลิ้งตกเก้าอี้
เจียงโม่หานถึงขั้นพูดไม่ออก
หางตาของเขากระตุกเล็กน้อยจากนั้นก็คีบหมูตุ๋นน้ำแดงขึ้นมาโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าและนำมันเข้าปากเคี้ยวด้วยท่วงท่าสง่างาม เขาแสดงความไม่ใส่ใจออกมาราวกับเมื่อครู่นี้นางไม่ได้เอ่ยถึงตน
หลินเว่ยเว่ยจึงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ‘เมื่อใดหนอที่ข้าจะได้เห็นบัณฑิตหนุ่มหน้าแดงและหัวใจเต้นแรงเสียบ้าง ?’ นับแต่ที่บัณฑิตหนุ่มคนนี้ล้มหัวฟาดพื้นในคราวนั้น พอฟื้นขึ้นมานิสัยของเขาได้เปลี่ยนไปมาก เมื่อก่อนเขาทั้งหยิ่งยโส ตรงไปตรงมาและเปิดเผย ทว่าตอนนี้เขาเก็บความรู้สึกเก่ง สามารถยับยั้งอารมณ์ของตนได้แต่ก็ยังดีที่นางพอยั่วโทสะเขาได้บ้าง
นางหวงเหลือบมองไปยังเจียงโม่หานพลางคิดในใจว่าเสี่ยวหานก็เหมาะเป็นลูกเขยเช่นเดียวกัน แต่เพราะเขามีความสามารถยอดเยี่ยมเกินไปจนบุตรสาวทั้งสองของนางแทบไม่คู่ควรกับอีกฝ่ายเลย ! นางหันไปยิ้มให้นางเฝิงแล้วกล่าวว่า ทานข้าวกันเถิด ! ฝีมือทำอาหารของนางไม่เลวเลย !
เจียงโม่หานคีบหมูตุ๋นชิ้นที่สองเข้าปากพลางคิดว่าแม้เป็นเนื้อที่ติดมันแต่ไม่เลี่ยนเลย อีกทั้งยังเนื้อนุ่มและมีกลิ่นหอมหวาน ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งรู้สึกว่ามันอร่อยมาก หรือเรียกได้ว่าอร่อยเช่นเดียวกับฝีมือของพ่อครัวชั้นยอดที่เขาเชิญมาจากทั่วทุกสารทิศในตอนที่เป็นขุนนางผู้ร่ำรวย
จากนั้นเขาก็ลองคีบเนื้อกระต่ายผัดแห้งมาลองชิม ตามด้วยอาหารจานอื่นที่แม้เป็นผักก็มีรสชาติของเครื่องเทศอันร้อนแรง จะว่าไปแล้วนางทำอาหารได้อร่อยกว่ามารดาของเขาเสียอีก
ฝีมือการทำอาหารของนางเฝิงเรียกได้ว่าแค่หุงข้าวเป็นเท่านั้น แม้แต่ความเค็มของอาหารยังเปลี่ยนไปตามอารมณ์ ต่อให้เป็นวัตถุดิบที่ดีเพียงใดถ้ามาอยู่ในมือของนางก็สามารถพังยับเยินได้ ตอนที่เขาฟื้นขึ้นมาได้แค่ไม่กี่วันก็ยังไม่ชินกับอาหารเหล่านี้จนเกือบสำลักรสชาติตาย !
ท่านแม่ขอรับ อีกประเดี๋ยวเราเอาไก่ป่ามาให้นางเถิด ! เจียงโม่หานไม่เกรงใจเลยสักนิด วันนี้เขาทานข้าวถ้วยใหญ่พร้อมหมูตุ๋นน้ำแดงและเนื้อกระต่ายผัดแห้งจนอิ่ม บนโต๊ะอาหารนอกจากหลินเว่ยเว่ยที่ทานเก่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็มีเขานี่แหละทานเก่งไม่แพ้กัน !
นางเฝิงไม่เคยรู้มาก่อนว่าบุตรชายทานเก่งถึงเพียงนี้ ปกติทานได้ครึ่งหนึ่งของวันนี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
แท้จริงสาเหตุที่บุตรชายผอมแห้งเช่นนี้ไม่ใช่เพราะระบบย่อยอาหารของเขาดี แต่เพราะเขาไม่ชอบฝีมือทำอาหารของมารดา เมื่อคิดได้เช่นนั้นอารมณ์ของนางก็พลันเศร้าสลดลงพร้อมถอนหายใจออกมา ต้องโทษแม่ ผู้ใดใช้ให้แม่ทำอาหารไม่เก่ง ? หากเป็นเสวี่ยยวี่ก็คง…หานเอ๋อร์ เจ้าลำบากแล้ว !
ท่านแม่ ท่านไม่ต้องเอ่ยเช่นนี้หรอก หากไม่มีท่านแล้วจะมีข้าในวันนี้หรือขอรับ ? มนุษย์จะมีความสามารถทุกด้านได้เช่นไร ? ท่านลองคิดว่าตนเองก็สามารถใช้มือเพียงคู่เดียวปักผ้าขายจนเลี้ยงข้าให้เติบใหญ่ได้ ทั้งยังส่งข้าเรียนหนังสือด้วย หากเป็นคนอื่นจะทำเหมือนท่านได้หรือ ?
เจียงโม่หานรู้ว่าเสวี่ยยวี่คือสาวใช้อีกคนของมารดาผู้ให้กำเนิดและเป็นพี่สาวน้องสาวที่นับถือกันกับนางเฝิงในตอนนั้น มารดาที่แท้จริงคลอดเขาออกมาก่อนช่วงสงคราม
ตอนนั้นด้านหน้าได้มีการสกัดกั้น ในขณะที่ด้านหลังก็มีทหารคอยไล่ล่า นางเฝิงต้องเสี่ยงชีวิตพาเขาหนีออกมาจากความโกลาหลของสงครามกระทั่งย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อรวมเวลาแล้วผ่านมาแค่สิบปี…
ชาติก่อน เขาเอาจี้หยกที่มารดามอบให้ตั้งแต่เยาว์วัยขายแลกเงินจำนวนมากซึ่งคนที่ได้ไปครองผู้นั้นอาศัยจี้หยกไปแอบอ้างเป็นทายาทของผู้สูงศักดิ์ตระกูลหนึ่งจนได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงโดยไม่ต้องเปลืองแรงเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่เจ้าของตัวจริงเยี่ยงเขาต้องเลือกเส้นทางที่ก้าวเดินบนคมหอกคมดาบและทำให้แต่ละก้าวเป็นไปอย่างยากลำบากกว่าจะประสบความสำเร็จ…
ความคิดของเขาถูกขัดจังหวะด้วยความอ่อนโยนของนางเฝิงที่ผุดรอยยิ้มพร้อมพยักหน้ารับ ใช่ ! หากเป็นคนอื่นก็อาจทำได้ไม่ดีเท่าแม่ !
นางหวงมองอีกฝ่ายด้วยความชื่นชมและนับถือ ใช่ ! ไม่รู้ว่าข้ารู้สึกอิจฉาฝีมือการปักผ้าของเจ้าตั้งกี่ครั้ง ! เจ้าคนเดียวสามารถเลี้ยงบุตรชายจนเติบใหญ่ถึงเพียงนี้ได้ ทั้งยังเลี้ยงเขาจนได้ดิบได้ดี หากเป็นข้าก็อาจทำไม่ได้เช่นเจ้า !
เอ่ยถึงเรื่องงานปัก…พี่ใหญ่ ท่านเรียนกับน้าเฝิงไปถึงไหนแล้ว ? หลินเว่ยเว่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนามาเป็นเรื่องของพี่สาวทันที
พี่สาวที่กำลังทานข้าวคลุกซอสหมูตุ๋นน้ำแดงอย่างเอร็ดอร่อยก็พลันรู้สึกว่าอาหารหมดรสชาติขึ้นมาทันที นางหันไปมองค้อนหลินเว่ยเว่ยแล้วกล่าวอย่างหงุดหงิดว่า เจ้าไม่อยากให้ข้าทานข้าวอย่างสบายใจใช่หรือไม่ ?
พี่ใหญ่ เจ้าเป็นเม่นหรือไร ? เอะอะก็เอาแต่สะบัดขนใส่คนอื่น เหตุใดไม่คุยกันด้วยเหตุผลบ้าง ? หลินเว่ยเว่ยรู้สึกอยากเอาถ้วยข้าวเขกศีรษะอีกฝ่าย
เจ้าหนูน้อยเข้าไปในห้องแล้วหยิบผ้าที่พี่สาวคนโตใช้ฝึกฝนออกมา พี่รอง นี่คืองานปักของพี่ใหญ่ ทว่าเหตุใดข้าจึงมองไม่ออกว่านางปักเป็นรูปอันใด
พี่สาวคนโตโมโหมาก นางแย่งผ้าปักมาแล้วโวยวายใส่เจ้าหนูน้อย น้องสี่ ผู้ใดใช้ให้เจ้าแตะต้องของผู้อื่นโดยพลการ ?
หลินเว่ยเว่ยมองผ้าปักด้ายสีต่างๆที่ดูยุ่งเหยิงจนมองไม่ออกว่าเป็นรูปใด นางกระตุกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วหันไปเอ่ยกับนางเฝิง น้าเฝิง ท่านพูดความจริงมาเถิดว่าพี่สาวของข้ามีพรสวรรค์ด้านการปักผ้าหรือไม่?
นางเฝิงหันไปมองที่บุตรสาวคนโตของตระกูลหลินแล้วถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา เพราะนางรู้ว่าไม่ใช่อีกฝ่ายไม่พยายาม แต่ไร้พรสวรรค์ในการปักผ้าต่างหาก แม้ให้ปักรูปพื้นฐานที่สุดก็ยังปักเสียจนมองไม่เห็นเค้าเดิม ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องการจับคู่สีที่มองแล้วต้องบอกว่าพัฒนาต่อได้ยาก แต่เพราะเห็นแก่หน้านาง นางเฝิงจึงไม่ได้กล่าวอันใด
หลินเว่ยเว่ยเห็นนางเฝิงถอนหายใจออกมาก็พอเดาคำตอบออก นางจึงหันไปหาพี่สาว เจ้าอยากเสียเวลาไปกับการเรียนปักผ้าจากน้าเฝิงหรืออยากเรียนงานฝีมือด้านอื่น?
พี่สาวจ้องน้องสาวตาเขม็งราวกับแม่ไก่ ตอนนี้นางโมโหมาก หากหลินเว่ยเว่ยกล้าทำให้นางขายหน้า นางก็กล้าที่จะยกน้ำแกงสาดใส่หน้าอีกฝ่ายเช่นกัน
แต่คาดไม่ถึงว่าหลินเว่ยเว่ยที่เอาแต่ขัดแย้งกับนางมาโดยตลอดไม่มีท่าทีว่าจะหัวเราะเยาะนางแม้แต่น้อย แถมยังถามไถ่อีกว่าอยากเรียนสิ่งอื่นหรือไม่ นางจดจ้องหลินเว่ยเว่ยอย่างตั้งใจแล้วถามว่า ถ้าข้าอยากเรียนอย่างอื่นแล้วจะได้เรียนเลยหรือ?
แต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน หากเรียนงานปักผ้าไม่ได้ก็เรียนเย็บผ้า เรียนทำอาหารหรือไม่ก็เรียนรู้วิธีเลี้ยงสัตว์…เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้มีเพียงทางเดียวเท่านั้น แทนที่เจ้าจะตำหนิข้อบกพร่องของตน สู้เจ้าเลือกเรียนในสิ่งที่ถนัดไม่ดีกว่าหรือ เช่นนี้ถึงจะเป็นการเลือกที่ชาญฉลาด ! หลินเว่ยเว่ยเอ่ยให้แง่คิดแก่พี่สาว
ตอนที่ 55: ย้ายที่อยู่
พี่สาวคนโตเงียบไปครู่ใหญ่แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า ข้าอยากเรียนทอผ้ากับย่าหลิว…แต่ไม่รู้ว่านางจะยอมสอนข้าหรือไม่…
ประเดี๋ยวข้าจะไปถามนางแทนเจ้าเอง แต่ก่อนอื่นเราต้องมาคุยกันก่อนว่าเจ้าอย่าเลียนแบบลิงที่ลงจากภูเขาซึ่งพอทำแตงโมหายก็มาคว้าเม็ดงาเอาทีหลัง ! หลินเว่ยเว่ยมองอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้ใจ
เจ้าหนูน้อยที่ได้ยินเช่นนั้นจึงรีบถามว่า พี่รอง ลิงลงจากภูเขาเช่นนั้นหรือ? หรือว่าท่านมีนิทานเรื่องอื่นอีก?
หลินเว่ยเว่ยจึงเล่านิทานเรื่อง ‘ลิงน้อยลงจากภูเขา’ ให้เจ้าหนูน้อยฟัง โดยนิทานเรื่องนี้กล่าวไว้ว่ามีลิงน้อยตัวหนึ่งเห็นลูกท้อก็เลยจะไปเด็ดมัน เมื่อเด็ดลูกท้อได้แล้วมันก็มาเจอเข้ากับแปลงข้าวโพด ลิงน้อยจึงโยนลูกท้อทิ้งแล้วมาเก็บข้าวโพดแทน จากนั้นมันก็มาเห็นเถาแตงโมที่อยู่บนพื้น มันจึงโยนข้าวโพดในมือทิ้งแล้วมาเก็บแตงโมแทน สุดท้ายเพราะต้องการไล่จับกระต่ายน้อยตัวหนึ่ง เจ้าลิงน้อยจึงโยนแตงโมในมือทิ้งจนกระทั่งเจ้ากระต่ายหนีไปได้ ทำให้เจ้าลิงน้อยต้องกลับบ้านมือเปล่าในที่สุด
พี่สาวคนโตนึกว่าอีกฝ่ายกำลังแอบถากถางตนอยู่จึงกล่าวด้วยความโมโหว่า เจ้าไม่ต้องกังวล ! ข้าต้องทอผ้างามที่สุดมาให้เจ้าดูให้ได้ !
ข้าจะรอวันนั้น ! หลินเว่ยเว่ยหันไปยักคิ้วให้ !
หลังทานข้าวเย็นเสร็จแล้วหลินเว่ยเว่ยก็นำตะกร้าใส่ผลชิงป่ามาที่บ้านของหลิวว่ายจื่อ ท้องฟ้ายังไม่มืดสนิท ย่าหลิวอาศัยแสงสุดท้ายของวันง่วนอยู่กับเครื่องทอผ้าของตน
หลังจากฟังจุดประสงค์ที่หลินเว่ยเว่ยมาหาในวันนี้ ย่าหลิวก็ลังเลไปชั่วครู่แล้วกล่าวว่า ข้าสามารถสอนพี่สาวของเจ้าทอผ้าได้ เพียงแต่ข้าเองก็อยากตุนผักป่าไว้เช่นเดียวกัน ดังนั้นตั้งแต่พรุ่งนี้ข้าอยากขึ้นไปเก็บผ้าป่าบนภูเขาพร้อมเจ้า !
หลินเว่ยเว่ยเป็นคนฉลาดจึงคิดข้อเสนอขึ้นมาใหม่ ย่าหลิว ท่านเอากระบุงไม้ไผ่ของท่านมาให้ข้า นับแต่วันนี้ไปขอเพียงข้าขึ้นไปบนภูเขา ข้าก็จะเก็บผักป่ามาให้ท่านหนึ่งกระบุง ท่านคิดว่าเป็นเช่นไร?
ย่าหลิวยิ้มจนตาหยีแต่พูดคล้ายเกรงใจ ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ?
ไม่เห็นมีอันใดให้ต้องเกรงใจกันเลย เช่นนั้นก็ยึดตามนี้เถิด ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะให้พี่ใหญ่มาที่นี่ ได้หรือไม่? หลินเว่ยเว่ยกล่าว
ฝีมือการทอผ้าของย่าหลิวเป็นที่เลื่องลือไปไกลถึงหมู่บ้านใกล้เคียง ผ้าผืนที่นางทอออกมาขายได้ราคาดีกว่าผ้าทอของผู้อื่นหลายสิบอีแปะ ไม่รู้ว่ามีตั้งกี่คนที่อยากเรียนทอผ้าจากนาง แต่นางมักปฏิเสธเป็นประจำเพราะไม่มีเวลา การที่นางตอบรับว่าจะสอนพี่สาวของหลินเว่ยเว่ยเพราะเห็นแก่ที่อีกฝ่ายเคยช่วยบุตรชายของนางไว้ !
สำหรับผักป่าหนึ่งกระบุงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับหลินเว่ยเว่ยเลยสักนิด เพราะมันเป็นเรื่องเล็กมาก นางใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็จัดการเสร็จแล้ว อีกอย่างคนในครอบครัวของนางกำลังจะไปเรียนทอผ้ากับย่าหลิว ดังนั้นนางจึงถือว่าผักป่าเหล่านี้เป็นของขวัญสำหรับคำนับอาจารย์
วันถัดมา ย่าหลิวก็ได้รับผักป่าเต็มกระบุงที่หลินเว่ยเว่ยเอามาให้ มันสดมาก ไม่ต้องบอกเลยว่ามันดึงดูดใจเพียงใดเพราะดูเหมือนว่าผักป่าละแวกหมู่บ้านแทบไม่มีเหลือให้เห็นแม้แต่ก้านของมัน ดังนั้นย่าหลิวจึงแทบไม่เคยเห็นผ้าป่าที่สดเช่นนี้มาก่อน
เมื่อได้รับผักป่าจากหลินเว่ยเว่ยแล้ว ย่าหลิวก็รู้สึกเกรงใจมาก ดังนั้นเวลาที่นางสอนบุตรสาวคนโตของตระกูลหลินจึงทั้งเข้มงวดและตั้งใจกว่าครั้งไหน
โชคดีที่บุตรสาวคนโตของตระกูลหลินชื่นชอบการทอผ้า ดังนั้นจึงใช้เวลาไม่นานในการจับจุดการทอผ้าจากย่าหลิวได้ นางใช้เวลาเพียงครึ่งเดือนก็สามารถทอผ้าออกมาได้แล้ว…
ภัยแล้งยังคงดำเนินต่อไป แรงงานหนุ่มสาวในหมู่บ้านยังทำงานอย่างขยันขันแข็ง ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรงอายุไม่เกินสี่สิบหรือห้าสิบปีและเด็กน้อยที่มีอายุสิบปีขึ้นไปต่างเข้าร่วมทีมหาบน้ำสู้ภัยแล้ง พวกเขาหาบน้ำแล้วเดินไปตามเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่บ่อน้ำบนภูเขาตั้งแต่เช้าจรดเย็น
ในตอนกลางวัน หลินเว่ยเว่ยจะพาหญิงสาวและหญิงวัยกลางคนในหมู่บ้านขึ้นไปเก็บผักป่าบนภูเขา พอช่วงเย็นนางก็จะขึ้นไปตักน้ำบนภูเขาลงมาใส่ถังใหญ่ที่บ้าน ส่วนที่เหลือก็จะนำไปรดน้ำในแปลงพืชพันธุ์ของบ้าน โชคดีที่ช่วงเวลานี้ไม่ค่อยมีชาวบ้านเดินผ่านไปมาตรงถนนขึ้นเขา ดังนั้นนางจึงแอบใช้น้ำในมิติน้ำพุวิญญาณมารดน้ำในแปลงของตน ทำให้ข้าวโพดและข้าวสาลีเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนหมาป่าที่ได้รับบาดเจ็บตัวนั้นถูกหลินเว่ยเว่ยเลี้ยงไว้ในถ้ำบนภูเขา ตอนนี้อาการบาดเจ็บของมันดีขึ้นมากแล้ว รอยแผลที่อยู่บนลำคอของมันดูเหมือนผสานกันแล้วด้วย หากขาหน้าของมันไม่ถูกดามไว้ด้วยท่อนไม้ก็คงไม่มีผู้ใดมองออกว่ามันได้รับบาดเจ็บอยู่
ในวันนี้หลินเว่ยเว่ยหิ้วกระต่ายป่าสองสามตัวมาที่ถ้ำบนภูเขาเช่นเคย ทันใดนั้นนางก็พบว่ามีคนกำลังใช้ท่อนไม้งัดก้อนหินที่นางเอาปิดปากถ้ำไว้
นางจึงรีบเดินปรี่เข้าไปและเมื่อเห็นว่าหินก้อนใหญ่ไม่ได้มีร่องรอยถูกงัดมากนัก นางก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นนางก็แสร้งถามอย่างไม่รู้ว่า พี่ชายทั้งสอง พวกท่านทำ…
ภายในถ้ำนี้มีหมาป่าหลงฝูงอยู่ตัวหนึ่ง นี่เป็นโอกาสดีที่หาได้ยากเชียวนะ ! ตอนนี้หนังหมาป่าผืนหนึ่งก็มีราคาเจ็ดแปดตำลึงแล้ว ในที่สุดข้าสองพี่น้องก็ไม่ได้กลับบ้านมือเปล่าแล้ว ! ชายร่างกำยำสองคนนี้เป็นพรานล่าสัตว์ที่มาจากหมู่บ้านจงโหลวซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านฉือหลี่โกวสิบกว่าลี้เท่านั้น
หลินเว่ยเว่ยรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ใช้ก้อนหินขนาดใหญ่มากพอ ไม่เช่นนั้นหมาป่าที่น้องสี่ตั้งชื่อว่า ‘เจ้าเทา’ คงถูกสองพี่น้องคู่นี้ฆ่าตายไปนานแล้ว
หลินเว่ยเว่ยยืนมองอยู่ด้านข้างสักพักก็เห็นว่าพรานป่าสองพี่น้องพยายามงัดทุกวิธีออกมา แต่ไม่สามารถย้ายหินก้อนใหญ่ออกไปได้ นางจึงกล่าวขึ้นว่า พี่ชายทั้งสอง หินมีขนาดใหญ่ถึงเพียงนี้ อีกทั้งปากทางเข้าถ้ำก็แคบเหลือเกิน อย่าว่าแต่หมาป่าสักตัวเลย ต่อให้เป็นกระต่ายก็คงเข้าไปไม่ได้ ดังนั้นเจ้าหมาป่าที่ท่านบอกว่ามันอยู่ด้านในจะเข้าไปได้เช่นไร ?
พรานป่าทั้งสองได้ยินคำกล่าวของนางก็ตบหน้าผากตนเองและหนึ่งในพวกเขากล่าวขึ้นว่า จริงด้วย ! ภายในถ้ำต้องมีทางออกอื่นแน่นอน ไม่แน่ว่าตอนนี้เจ้าหมาป่าตัวนั้นอาจหนีไปไหนแล้วก็ได้ ! ท่านพี่ พวกเราลองไปหาดูที่อื่นดีหรือไม่ !
พรานป่าที่มีอายุมากกว่าพยักหน้า จากนั้นก็เหลือบไปเห็นกระต่ายที่อยู่ในมือของหลินเว่ยเว่ยจึงถามว่า น้องชาย ฝีมือล่าสัตว์ของเจ้าไม่เลวเลยทีเดียว ! อาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าได้ไม่นาน เจ้ากลับล่ากระต่ายมาได้มากมายเพียงนี้แล้ว ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเจ้าไปล่าพวกมันมาจากที่ใด ?
ตอนนี้หลินเว่ยเว่ยคุ้นเคยกับพื้นที่ป่ารอบบริเวณนี้เป็นอย่างดี ต่อให้นางปิดตาก็สามารถจำทางได้และรู้ว่าตรงไหนมีสัตว์ป่าอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นนางจึงชี้ไปยังบริเวณป่าที่มีฝูงกระต่ายอาศัยอยู่ให้พรานทั้งสอง
รอจนกระทั่งพรานป่าทั้งสองเดินไปไกลแล้วนางจึงเข้าไปย้ายก้อนหินที่ปิดปากถ้ำเอาไว้แล้วตะโกนเข้าไปด้านในว่า พวกเขาไปแล้ว ออกมาเถิด !
หมาป่าเดินออกมาอย่างสง่าผ่าเผยราวกับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงก็มิปาน มันค่อยๆย่างเท้าเดินออกมาจากในถ้ำ นัยน์ตาสีเหลืองอำพันสะท้อนแสงตะวันออกมา หมาป่ามองไปยังหลินเว่ยเว่ยด้วยแววตาอ่อนโยน มันเดินไปที่พุ่มไม้ละแวกใกล้ๆ เพื่อปลดทุกข์เช่นเคย จากนั้นก็กลับมาจัดการกับกระต่ายที่หลินเว่ยเว่ยเอามาให้กิน
เจ้าเทา ข้าคิดว่าที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับเจ้าแล้ว เช่นนั้น…ให้ข้าพาเจ้าไปอยู่ที่อื่นดีหรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยคุ้นชินกับหมาป่าตัวนี้แล้ว นางลูบขนเงาบนแผ่นหลังของมัน ในขณะที่มันกำลังกินอาหารและหมาป่าก็มิได้มีท่าทีก้าวร้าวต่อนางเหมือนในอดีต
หมาป่ากินกระต่ายไปหนึ่งตัวแล้วก็หันมองไปทางป่าลึกจากนั้นก็หันมาสบตากับหลินเว่ยเว่ย
เมื่อนางเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวโน้มน้าวมันว่า ไม่ได้ ขาของเจ้ายังไม่หายดี เจ้าจะกลับเข้าป่าตอนนี้ไม่ได้ เช่นนั้น…ให้ข้าพาเจ้าไปสถานที่ดีๆสักแห่งหรือไม่ ?
ในป่าใหญ่นอกจากมีสัตว์นักล่าและศัตรูธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีพรานป่าที่คอยจ้องล่าพวกมันอยู่ หลินเว่ยเว่ยคิดว่าที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยเท่า…มิติน้ำพุวิญญาณของนาง
หมาป่าไม่มีท่าทีคัดค้านนางแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นมันก็รู้สึกตาลายไปชั่วขณะและทิวทัศน์เบื้องหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ตรงหน้ามันมีน้ำพุใสสะอาด ในขณะที่ด้านซ้ายเป็นทุ่งข้าวสาลีและทุ่งข้าวโพดที่ดูมีชีวิตชีวา ทางขวามือเป็นทุ่งหญ้าที่ดูคล้ายพรมสีเขียว มีเก้งกำลังนอนอยู่ตรงนั้นประมาณสองสามตัวรวมถึงลูกกวางที่วิ่งกระโดดโลดเต้นอยู่บนผืนหญ้า ส่วนแม่กระต่ายก็กำลังพาลูกๆของมันไปหาอาหารในทุ่งหญ้าเช่นกัน
สภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยนี้ทำให้หมาป่าเกร็งกล้ามเนื้อไปทั้งลำตัว มันสอดส่องไปรอบด้านอย่างระมัดระวัง แต่เมื่อเห็นมนุษย์ที่เคยช่วยชีวิตมันปรากฏตัวขึ้นด้านข้าง มันก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ตอนที่ 56: เจอหมีควายอีกแล้ว !
หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะของมันแล้วมองไปทางพวกสัตว์ที่อยู่อีกด้าน ไม่ว่าจะเป็นกระต่าย กวางและสัตว์อื่นๆล้วนเป็นสัตว์ที่นางใช้กับดักจับแล้วโยนเข้ามาในมิติน้ำพุวิญญาณทั้งสิ้น ตอนแรกพวกมันมีลมหายใจโรยริน แต่เมื่อมาอยู่ในมิติน้ำพุวิญญาณก็กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง มิหนำซ้ำพวกมันยังตั้งรกรากที่นี่ ไม่ยอมจากไปที่ใดอีก !
นางบอกกับเจ้าหมาป่าว่า เจ้าเทา ที่นี่ไม่มีอันตราย เจ้าพักรักษาอาการบาดเจ็บให้สบายใจเถิด ส่วนเรื่องอาหารนั้นเจ้าก็กินพวกที่ตายไปก่อน ส่วนเหยื่อที่ล่ามาเหล่านั้นเป็นเสบียงสำรองของข้า อย่ากัดพวกมันตายเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่ ?
เจ้าหมาป่าเดินขากะเผลกหนึ่งข้างไปรอบมิติน้ำพุวิญญาณ คล้ายว่ากำลังสำรวจอาณาเขตของตน กวางและกระต่ายเหล่านั้นตกใจกลัวจนวิ่งวุ่นไปทั่ว ทันใดนั้นก็มีสัตว์ตัวหนึ่งกระโดดข้ามน้ำพุแล้วมุดหายเข้าไปในทุ่งข้าวสาลี
หลินเว่ยเว่ยจึงรีบจับมันเอาไว้แล้วเอามันไปไว้อีกด้านของลำธารพร้อมสั่งเจ้าหมาป่าว่า เจ้าช่วยข้าเฝ้าพวกมันเอาไว้ อย่าให้พวกมันเข้ามาทำลายพืชในไร่ของข้า !
นางตรวจดูข้าวสาลีและข้าวโพดที่ปลูกไว้ เวลาในมิติน้ำพุวิญญาณกับด้านนอกน่าจะเท่ากัน อย่างน้อยความเร็วในการเติบโตของพืชไร่ก็คงไม่เร็วไปกว่าด้านนอกมากนัก สุดท้ายความฝันที่นางคิดว่าจะปลูกพืชแล้วเก็บเกี่ยวได้ภายในไม่กี่วันก็สลายไปจนสิ้น !
หลังจัดการเรื่องหมาป่าเรียบร้อยแล้วนางก็ออกจากมิติน้ำพุวิญญาณเพื่อไปตามหาต้นชิงป่า ในระยะเวลาไม่ถึงสองวันนางได้เจอต้นชิงเพิ่มอีกสิบกว่าต้น แม้ผลชิงป่าต้นหนึ่งจะไม่มากนัก แต่เมื่อนำมารวมกันแล้วก็ได้อยู่หลายร้อยชั่ง
ไม่นานผลชิงป่าในมิติน้ำพุวิญญาณก็กองพะเนินเป็นภูเขา หลังเก็บผลชิงเสร็จแล้ว นางก็ยังไม่ลืมรดน้ำพุวิญญาณลงบนต้นชิงป่าด้วยเล็กน้อยเพื่อให้แน่ใจว่าปีหน้าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลชิงป่าได้มากขึ้น นางยังจัดการย้ายต้นชิงที่มีรสชาติดีที่สุดไปปลูกในมิติน้ำพุวิญญาณซึ่งปลูกไว้ไม่ไกลกับตาน้ำพุวิญญาณมากนัก รอให้ถึงช่วงเก็บเกี่ยวปีหน้าค่อยเปรียบเทียบความแตกต่างของทั้งสองแห่ง
ระหว่างที่กำลังค้นหาต้นชิงป่าอยู่นั้น นางก็ได้เจอเข้ากับป่าท้อแห่งหนึ่ง รวมแล้วมีต้นท้ออยู่มากกว่ายี่สิบต้นและบนต้นก็เต็มไปด้วยลูกท้อป่า แม้ว่ายังไม่โตเต็มที่แต่ผลของมันก็ใหญ่มาก
หลินเว่ยเว่ยดีใจเป็นอย่างยิ่งเพราะผลชิงป่าเพิ่งเก็บหมดไปก็มีลูกท้อป่ามาส่งถึงที่อีกแล้ว แถมรสชาติของลูกท้ออบแห้งคงไม่ต่างกับผลชิงป่าอบแห้งมากนัก ! ภูเขาลูกนี้ช่างเป็นขุมทรัพย์ที่ไม่มีวันหมด !
เสี่ยวเว่ยกลับมาแล้ว ! วันนี้จับกระต่ายไม่ได้หรือ ? กระบุงไม้ไผ่ที่ป้ากุ้ยฮวาสะพายอยู่เต็มแล้ว ในมือของนางยังถือผักป่าอีกสองสามมัดด้วย
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะแล้วกล่าวว่า เหยื่อเจ้าเล่ห์ แม้เป็นนักล่าที่มีประสบการณ์ก็ไม่กล้ารับประกันว่าจะจับเหยื่อได้ทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้นข้าก็เป็นแค่มือใหม่ กระบุงไม้ไผ่ที่เราเอามาด้วยก็เต็มหมดแล้ว เช่นนั้นเรากลับกันเลยดีหรือไม่ ?
บางคนในนี้เก็บได้น้อยก็ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า กระบุงของเราเล็กเกินไป พรุ่งนี้เอากระบุงใหญ่มาดีกว่า
ป้ากุ้ยฮวาหัวเราะแล้วกล่าวว่า เอากระบุงมาเพิ่มก็ใส่ให้เต็มได้ แต่เส้นทางภูเขาสิบกว่าลี้เช่นนี้ ผู้ใดจะแบกกลับแทนเจ้า ?
สีหน้าของหญิงสาวผู้นั้นจึงดูโศกเศร้ากว่าเดิม เฮ้อ ! หากข้าแข็งแรงเหมือนเสี่ยวเว่ยก็คงดี !
กลุ่มคนสิบกว่าคนได้เดินลงจากภูเขา แต่เมื่อเดินมาถึงทางแยกก็เห็นว่ามีคนวิ่งอย่างรวดเร็วบนทางขรุขระ พอพวกเขาเห็นพวกนาง คนด้านหน้าก็ร้องเสียงดังว่า หนีเร็ว มีหมีควาย !
ทันใดนั้นกลุ่มคนก็พากันแตกกระเจิง หลินเว่ยเว่ยจึงออกคำสั่งต่อพวกนางว่า อย่าเบียดกัน ลงทีละคน ยิ่งเบียดจะยิ่งยุ่งกันไปใหญ่ ไม่ต้องกลัว มีข้ากันหลังให้อยู่ !
นางหวงรีบหันกลับไปแล้วดึงมือของนางพลางกล่าวว่า ลูกแม่ รีบไปเร็วเข้า ! หมีควายไม่ใช่สัตว์ที่เจ้าจะรับมือไหว อย่าโอ้อวด รีบมากับแม่ !
หลินเว่ยเว่ยจับมือของมารดายัดไปที่มือของป้ากุ้ยฮวา พวกท่านไปก่อนเลย ประเดี๋ยวข้าจะตามไป ! ท่านป้าดูแลท่านแม่ข้าด้วย !
ผู้หญิงและเด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งลงเขาไป จากนั้นคนที่วิ่งมาจากทางแยกก็วิ่งถึงด้านหน้าของนาง ปรากฏว่าเป็นนายพรานสองคนจากหมู่บ้านจงโหลว หลินเว่ยเว่ยคว้าชายคนหนึ่งเอาไว้แล้วถามว่า ข้าให้ท่านไปทางตะวันตกไม่ใช่หรือ ? เหตุใดพวกท่านถึงไปทางเหนือ ?
ไม่ต้องพูดแล้ว ! พวกข้าแค่ไล่ตามกวางไป ผู้ใดจะรู้ว่าทางนั้นมีหมีควาย ! แล้วเหตุใดเจ้ามัวยืนทื่ออยู่ได้ วิ่งสิ ! นายพรานคนพี่ออกแรงดึงแขนของตนที่ถูกหลินเว่ยเว่ยจับอยู่ แต่ดึงเช่นไรก็ดึงไม่ออก
หลินเว่ยเว่ยเหลือบมองไปทางที่พวกเขาวิ่งมา หมีดำตัวอ้วนพอเห็นนางก็ทำท่าเหมือนเห็นผี แทบอยากจะให้มันมีขางอกออกมาเพิ่มอีกสองขาแล้ววิ่งหนีไปอีกทาง นับว่าสัตว์ร้ายตัวนี้มีความจำดีเลิศ !
หนีอะไรกัน ? มีหมีควายที่ไหนกันเล่า ? ไม่ใช่ว่าพวกท่านตกใจกันไปเองหรือ ? หลินเว่ยเว่ยคลายมือที่จับนายพรานคนพี่ออกแล้วพยักหน้าไปทางที่พวกเขาวิ่งหนีมา
พอพรานคนน้องได้ยินดังนั้นจึงกล้าหันกลับไปมอง เมื่อไม่เห็นเงาของหมีควาย เขาก็ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นแล้วกล่าวว่า เมื่อครู่มันตามพวกเรามาติดๆเลย ! พวกเราทั้งหมดยังได้ยินเสียงคำรามของมันอยู่เลย !
นายพรานคนพี่ดึงเขาขึ้นมาแล้วกล่าวว่า ยังไม่ใช่เวลาพัก หากมันตามมาอีกเล่า ? แม่…หนู ? ตรงนี้ไม่ปลอดภัย เจ้าเองก็รีบลงเขาไปเถิด !
กล่าวจบนายพรานทั้งสองก็พยุงและประคองกันเองพร้อมมุ่งหน้าไปทางหมู่บ้านจงโหลว
หลินเว่ยเว่ยรีบก้าวเท้ายาวๆ ไม่นานก็ตามพวกกองทัพเก็บผักของหมู่บ้านทัน ไม่ต้องวิ่งแล้ว หมีควายไม่ได้ตามมา !
กลุ่มเด็กและผู้หญิงวัยกลางคนได้ยินดังนั้นก็หยุดฝีเท้าลงพร้อมถอนหายใจหอบอย่างหนักหน่วง ภรรยาผู้ใหญ่บ้านเช็ดเหงื่อบนใบหน้าแล้วกล่าวพร้อมความหวาดกลัวที่ยังเหลืออยู่ ไอหยา ! ทำข้ากลัวแทบตาย ! บนเขามีหมีควายจริงหรือ ? พรุ่งนี้ข้าคงไม่กล้ามาแล้ว !
กลัวอันใด ? เด็กสาวคนหนึ่งเด็ดใบไม้มาหนึ่งใบแล้วปล่อยมันลอยตามลมพลางกล่าวว่า เมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนที่เสี่ยวเว่ยมาด้วย พวกเราล้วนปลอดภัยดีมิใช่หรือ ? หมีควายตัวเมื่อครู่นี้ต้องตามนายพรานสองคนนั้นมาอย่างแน่นอน !
มิใช่ว่าสัตว์ร้ายไม่มีขาเสียหน่อย วันนี้มันอยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้มันจะไปที่ใด ! แม้พูดดีแค่ไหน พรุ่งนี้ข้าก็ไม่มา ภรรยาผู้ใหญ่บ้านเดิมทีก็ถูกบังคับมา ตอนนี้ดูเหมือนว่ายิ่งไม่ยอมกว่าเดิม
เด็กสาวเบะปากแล้วกล่าวว่า บ้านท่านไม่ได้ขาดแคลนอาหาร จะเก็บหรือไม่เก็บผักป่าท้องก็คงไม่หิว ไม่เหมือนพวกเราที่หากไม่เก็บผักป่า ฤดูหนาวนี้คงผ่านไปไม่ได้แน่ ไม่ว่าอย่างไรก็ตายเหมือนกัน สู้ขึ้นเขามาลองเสี่ยงสักตั้งดีกว่า !
หลินเว่ยเว่ยพยุงนางหวงเดินลงเขาแล้วพูดว่า พรุ่งนี้เวลาเดิม ใครอยากมาก็มา ใครไม่อยากมาก็ไม่บังคับ
กลับถึงบ้านแล้วนางเฝิงก็ชวนหลินเว่ยเว่ยมาตรวจดูผลชิงป่า คนหนึ่งล้าง อีกคนตรวจ ทั้งสองร่วมมือกันอย่างรู้ใจ
น้าเฝิง วันนี้ข้าเจอต้นชิงป่าอีกหลายต้นเลย เดาว่าหากเก็บมาสักสามสี่ร้อยชั่งคงไม่มีปัญหา ข้ายังเจอป่าท้ออีกด้วย ผลของมันมีขนาดเท่าไข่ไก่เต็มต้นไปหมด คาดว่าประมาณเดือนกว่าก็สามารถเก็บได้แล้ว ! หลินเว่ยเว่ยวางผักป่าลงแล้วช่วยสำรวจผลชิง
ลานบ้านตระกูลหลินมีขนาดใหญ่ ห้องครัวก็กว้างขวาง ดังนั้นนางเฝิงจึงเลือกทำผลชิงอบแห้งที่บ้านนี้ เวลาเกือบทั้งวันสามารถต้มออกมาได้หลายหม้อทีเดียว นางนำผลชิงต้มมาตากแดดให้แห้งในลานบ้าน หลินเว่ยเว่ยหยิบมาหนึ่งชิ้นแล้วยัดเข้าปาก ‘ว้าว หวานมาก ! ’
ตอนที่ 57: มองคนหล่อแล้วอายุยืน
เจ้าหนูน้อยเกาใบหน้าเล็กๆของตนแล้วกล่าวว่า พี่รองนิสัยไม่ดี แอบกินผลชิงป่าที่ยังตากไม่แห้ง
อย่างข้าเรียกว่าแอบได้หรือ ? อย่างข้าเรียกว่าทานอย่างเปิดเผยต่างหาก ! หลินเว่ยเว่ยหยิบผลชิงมาอีกหนึ่งชิ้น จากนั้นก็ยัดเข้าปากของเด็กน้อยแล้วถามกลับ อร่อยหรือไม่ ?
อร่อย ! แม้ว่าผลชิงจะยังตากไม่แห้งดี แต่พอผ่านการต้มในน้ำเชื่อมแล้วรสชาติของมันทั้งหวานและนุ่ม ซึ่งเด็กทุกคนล้วนชื่นชอบ แต่เด็กน้อยเอ่ยอย่างรู้ความว่า พี่รอง พวกเราแค่ชิมเล็กน้อยก็พอแล้ว พวกนี้เราเก็บไว้ขายเอาเงินดีกว่า
หลินเว่ยเว่ยบีบแก้มเล็กๆของเขา จากนั้นนางก็หัวเราะแล้วหันไปเอ่ยกับนางเฝิงว่า น้าเฝิง ท่านทำผลไม้ตากแห้งอย่างเหน็ดเหนื่อยจนไม่มีเวลาทำอาหาร ต่อไปนี้เราสองครอบครัวมาทานข้าวด้วยกันดีหรือไม่ ?
แน่นอนว่านางเฝิงย่อมไม่ปฏิเสธ เพราะหลังได้ทานอาหารที่หลินเว่ยเว่ยทำไปหลายมื้อ นางก็ไม่ชอบฝีมือการทำอาหารของตน ส่วนหานเอ๋อร์ก็เหมือนชอบอาหารของเสี่ยวเว่ยอยู่มากเช่นกัน การที่ทั้งสองบ้านทานข้าวร่วมกัน เขาก็จะสามารถทานได้มากขึ้น เพราะร่างกายของหานเอ๋อร์ผอมบางเกินไป หากไม่มีร่างกายที่ดีแล้ว เขาจะเอาตัวรอดจากการสอบที่ใกล้มาถึงในอีกไม่กี่วันได้หรือ ?
ได้สิ ประเดี๋ยวข้าจะให้หานเอ๋อร์นำวัตถุดิบมาให้ ส่วนแปลงผักหลังบ้านของข้า หากเจ้าอยากทานก็ไปเด็ดเอาได้เลย ! นางเฝิงนำผลชิงที่ล้างสะอาดแล้วส่งเข้าไปในห้องครัว พอหันกลับมาเจียงโม่หานบุตรชายสุดที่รักก็ยื่นถุงแป้งหมี่จากในบ้านมาให้แล้ว
หลินเว่ยเว่ยรับแป้งหมี่จากมือของเจียงโม่หาน นางยิ้มแล้วถามเขาว่า บัณฑิตน้อย เย็นนี้อยากทานอันใดหรือ ?
เจียงโม่หานมีภูมิต้านทานต่อคำหยอกล้อและความไม่อยู่กับร่องกับรอยของนางแล้วจึงตอบไปว่า ทานบะหมี่แล้วกัน !
ได้ ! วันนี้อากาศร้อนมาก เช่นนั้นข้าจะทำ ‘บะหมี่เย็นราดซอสเปรี้ยวหวาน’ มันจะทำให้ชุ่มคอและทำให้เจริญอาหาร ! หลินเว่ยเว่ยถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มนวดแป้ง จริงสิ บัณฑิตน้อย เจ้าทานเผ็ดได้หรือไม่ ?
ในอดีตเจียงโม่หานชอบทานเผ็ดอยู่แล้ว เขาจึงพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
หลินเว่ยเว่ยแข็งแรงมาก นางออกแรงนวดแป้งจนนุ่มจึงทำให้เส้นบะหมี่ที่นวดออกมาได้ที่เป็นอย่างดี หลังจากต้มเส้นเสร็จแล้วนางก็นำเส้นลงไปแช่น้ำจากมิติน้ำพุวิญญาณเพื่อรอให้เย็นลงสักครู่ จากนั้นนางได้หั่นแตงกวาและมะเขือเทศเป็นเส้นบางๆ แล้วบดกระเทียมให้ละเอียด เติมเกลือ ซอสถั่วเหลือง น้ำส้มสายชู งาคั่วและนำไปเคี่ยวจนเป็นซอสเข้มข้น จากนั้นนางก็ตั้งน้ำมันจนร้อนแล้วใส่พริกป่นลงไปผัดจนมีกลิ่นหอม
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย หลินเว่ยเว่ยจึงส่งจานใบเล็กให้เจียงโม่หานที่กำลังช่วยน้องสี่ของนางล้างผลชิงแล้วกล่าวว่า ลองชิมสิ ถูกปากหรือไม่ ?
เจียงโม่หานได้ชิมไปหนึ่งคำก็สัมผัสได้ถึงบะหมี่เย็นที่สดชื่นและเข้มข้นซึ่งมีรสชาติเปรี้ยวนำเผ็ดตามคลุกเคล้ากับกลิ่นกระเทียมเจียวหอมๆ และรสชาติของงาก็ช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสให้บะหมี่เย็น ‘อร่อย ! ใช่เลย…’
ใส่พริกเพิ่มอีกสิ รสชาติจะดีขึ้นกว่านี้ ! เจียงโม่หานแสดงความเห็นเรื่องรสชาติอย่างตรงประเด็น
น้ำมันพริกเผาอยู่ด้านนั้น ถ้าชอบก็เติมอีกได้ แต่ทานพริกเยอะไปไม่ดีต่อม้ามและกระเพาะอาหาร เช่นนั้นจึงไม่ควรทานมากไป หลินเว่ยเว่ยอดกำชับเตือนไม่ได้
ข้า…ข้าไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิด ! เจียงโม่หานอดพูดไม่ได้
หลินเว่ยเว่ยจิ้มนิ้วลงที่ไหล่ของเขาแล้วมองเขาที่เซไปข้างหลังสองก้าว จากนั้นนางก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า ก็มิได้แข็งแรงมากนักนี่ ! บัณฑิตหนุ่มเอ๋ย ข้าขอแนะนำให้เจ้าปีนเขาเยอะๆ เดินมากๆออกกำลังกายเสียบ้าง จะได้ไม่เป็นลมจนถูกหามออกจากสนามสอบ !
เจียงโม่หานรู้สึกอับอายและโมโหมาก เจ้าแรงเยอะและป่าเถื่อน ผู้ใดจะเทียบเจ้าได้ ?
โกรธมากก็ไม่ดีต่อร่างกาย บัณฑิตน้อย เจ้าควรฝึกเดินลมปราณด้วย ! หลินเว่ยเว่ยส่ายหน้าแล้วถอนหายใจใส่เขาพร้อมทำสีหน้าเข้มงวดราวกับผู้ใหญ่สอนเด็ก
นางเฝิงกลัวว่าบุตรชายจะโกรธมากขึ้นจึงรีบเอ่ยว่า บะหมี่เย็นเสร็จแล้วใช่หรือไม่ ? เรารีบทานบะหมี่เย็นกันก่อนเถิด อีกประเดี๋ยวบะหมี่เป็นก้อนจะเสียรสชาติเอาได้
เด็กน้อยคีบบะหมี่เข้าปากอย่างขะมักเขม้น ทว่าเขายังไม่ลืมพี่ชายอีกคนของตนจึงกล่าวว่า อร่อยมาก ! พี่รอง ครั้งหน้าตอนที่พี่สามหยุดพัก เราทำกินอีกครั้งได้หรือไม่ ? บะหมี่ที่อร่อยเช่นนี้หากพี่สามไม่ได้กินคงน่าเสียดายแย่เลย !
ได้สิ ! หลินเว่ยเว่ยที่ยังไม่พอใจในรสชาติจึงเติมน้ำมันพริกเผาลงไปอีกหนึ่งช้อน นางทานจนปากเล็กๆแดงไปหมด ครั้งหน้าข้าจะทำบะหมี่ซอสผัดให้พวกเจ้าทาน ใช้หมูหั่นเต๋าทำซอสผัด พอทานแล้วจะได้กลิ่นหอมมากเลย !
บะหมี่เย็นของนางหวงลงท้องไปกว่าครึ่งชาม แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังขาดไปอีกหนึ่งคน นางจึงกล่าวว่า พี่สาวของพวกเจ้าอยู่ที่ใด ? ฟ้าจะมืดแล้วเหตุใดนางยังไม่กลับมาอีก ?
ขณะที่กล่าวนั้นบุตรสาวคนโตของตระกูลหลินก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า เด็กน้อยผู้มีสายตาเฉียบแหลมช่วยตักบะหมี่เย็นแล้วกล่าวว่า พี่ใหญ่ ลองชิมบะหมี่เย็นที่พี่รองทำสิ อร่อยมากเลย !
พี่สาวคนโตทานเผ็ดไม่ได้ น้องสี่ไม่ทันได้ระวังจึงใส่น้ำมันพริกเผาเยอะเกินไป พอทานคำแรกลงไปน้ำตาของนางก็ไหลออกมาด้วยความเผ็ด นางจึงรีบหยิบกระบวยน้ำขึ้นมาแล้วตักน้ำเย็นจากถังขึ้นมากระดกลงคอรวดเดียว น้องสี่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจเพราะกลัวโดนตำหนิ
หลินเว่ยเว่ยจึงเทบะหมี่จากชามของพี่ใหญ่ลงในชามของตนแล้วคลุกบะหมี่ให้ใหม่โดยไม่ใส่พริกพลางถามว่า ตอนที่เจ้าเข้ามา ข้าเห็นเจ้ายิ้มราวกับคนเสียสติ เพราะเรียนทอผ้าราบรื่นดีใช่หรือไม่ ?
เจ้าว่าผู้ใดเหมือนคนเสียสติ ? พี่สาวมองค้อนไปหนึ่งทีแล้วทานบะหมี่เย็นคำโตก่อนจะกล่าวว่า ย่าหลิวชมว่าข้าเรียนรู้ได้เร็ว อีกสองวันข้าก็สามารถใช้เครื่องทอได้แล้ว !
ดี ! รอให้เจ้าเรียนรู้ได้แล้วข้าจะซื้อเครื่องทอผ้าให้เจ้าหนึ่งตัว จากนี้เสื้อผ้าและผ้าห่มที่นอนทั้งหมดให้เป็นหน้าที่เจ้าแล้วกัน ! ขณะที่หลินเว่ยเว่ยกล่าว บะหมี่เย็นชามที่สองก็ลงท้องไปเรียบร้อยแล้ว
นางวางชามบะหมี่ลงแล้วลูบท้องอย่างพอใจ คนที่ทำท่าทางเหมือนกับนางยังมีเจียงโม่หานด้วย ทุกครั้งที่ทานข้าวของบ้านตระกูลหลิน เขามักไม่ทันได้ระวังจึงทำให้ทานจนอิ่มพุงกางเสมอ
ปากสวยๆของบัณฑิตหนุ่มถูกความเผ็ดทำให้กลายเป็นสีแดงไปหมด ทำให้สีหน้าของเขาดูดีขึ้นไปอีกโดยเฉพาะความอ่อนเพลียและความเกียจคร้านที่แสดงออกมาโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ผู้คนละสายตาไปจากเขาไม่ได้เลย แม้แต่หลินเว่ยเว่ยก็จ้องปากของเขาอย่างเต็มที่ ไม่มีการสำรวมท่าทีแม้แต่น้อย !
แม้เจียงโม่หานจะเป็นคนที่ผ่านมาสองชาติแล้วก็ยังไม่เคยเห็นสตรีไร้ยางอายเช่นนี้มาก่อน บัณฑิตหนุ่มอายจนโกรธและสะบัดหน้าใส่หลินเว่ยเว่ยด้วยความขุ่นเคือง เด็กอ้วน ผละสายตาของเจ้าออกไปเสีย !
สายตาของหลินเว่ยเว่ยไม่เพียงไม่ผละจากไป แต่นางยังขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมแล้วเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่าการได้มองคนหน้าตาดีมากๆ จะทำให้มีชีวิตยืนนาน สุขภาพกายและจิตใจก็จะแข็งแรง ดังนั้นเพื่อให้พวกเรามีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี เจ้าก็เสียสละใบหน้าของตนให้ผู้อื่นมองสักหน่อยจะเป็นไรไป !
เหลวไหล ! เจียงโม่หานมีชีวิตมาสองชาติแล้วยังไม่เคยได้ยินเช่นนี้มาก่อน เขาจึงคิดว่านางกำลังล้อเล่น เขาจึงสะบัดแขนเสื้อแล้วหันหน้าหนีทันที !
เด็กคนนี้ ดูเหมือนว่าไม่มีความอ่อนโยนและความอ่อนน้อมถ่อมตนของสตรีอยู่เลย ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงระเบียบกฎเกณฑ์มารยาท ดูเหมือน…ไม่เห็นขนบธรรมเนียมประเพณีอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ
แท้จริงแล้วนางเป็นคนเช่นไรกันแน่จึงโตมาเป็นสตรีเช่นนี้ได้ ? ชาติก่อนหากมีสตรีที่มีความมั่นใจกล้าได้กล้าเสียขนาดนี้อยู่จริงก็คาดว่าการไม่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่จะเป็นเรื่องยาก หรือในร่างนางจะเป็นวิญญาณของหญิงสาวจากเผ่าอี๋ของซีหนาน ?
ไม่ใช่หรอก ! นางรู้จักการทำอาหารของที่ราบตอนกลาง คำพูดคำจาก็เผยให้เห็นถึงความรู้ที่กว้างขวางอย่างเป็นธรรมชาติ หรือนางจะเปลี่ยนบุคลิกของตนได้ ?
นางหวงไม่รู้ว่าจะกล่าวอันใดดี นางคิดว่าเพราะความสะเพร่าของตนทำให้บุตรสาวคนรองไม่ได้ตระหนักเรื่องความแตกต่างระหว่างชายหญิง ตอนนี้บุตรีเพิ่งได้กลับมาเป็นปกติ สมองก็เหมือนกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง เมื่อคิดเช่นไรก็กล่าวไปเช่นนั้นซึ่งนางต้องอบรมบุตรสาวให้ดีกว่านี้แล้ว
ตอนที่ 58: การค้นพบของเจ้าเทา
ทว่านางเฝิงถามด้วยความสนใจว่า เสี่ยวเว่ย เจ้าพูดจริงหรือไม่ ? การมองคนรูปงามช่วยให้อายุยืนได้จริงหรือ ?
นางหวงจึงรีบกล่าวขึ้นว่า นางเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง จะไปรู้อันใด ? นางแค่ตั้งใจยั่วโทสะโม่หานเท่านั้นเอง
แต่หลินเว่ยเว่ยไม่ยอม ข้าพูดเรื่องจริง ! ไม่ได้ล้อเล่น ! น้าเฝิง บัณฑิตน้อยของท่านเจริญตายิ่งนัก ! ดังนั้นจิตใจต้องเบิกบานอย่างแน่นอน ! แค่มองวันละ1เค่อก็เพียงพอที่จะทำให้สุขกายสบายใจ ดวงตาสดใสและจิตใจผ่อนคลายได้แล้ว…
เธอเคยอ่านบทความหนึ่งบอกว่าเวลาที่เรามีความสุข ร่างกายจะหลั่งสารโดพามีนขึ้นมา โดพามีนเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่มีผลโดยตรงต่อร่างกาย สามารถลดการเกิดโรคพาร์กินสันได้ ดังนั้นการได้มองคนหล่อจึงสามารถทำให้อายุยืนได้ เป็นสิ่งที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน !
นางหวงจึงต้องพูดกึ่งอบรมว่า กระนั้นเจ้าก็ไม่สามารถไปจ้องบุรุษเช่นนั้นได้ บุรุษและสตรีต่างกัน เด็กผู้หญิงต้องรู้จักสำรวม โชคดีที่ไม่มีคนนอกอยู่ด้วย เช่นนั้นชื่อเสียงของเจ้าจะไม่เอาแล้วใช่หรือไม่ ?
ข้าเป็นแค่คนโง่คนหนึ่ง จะไปมีชื่อเสียงอันใดเจ้าคะ ? อีกอย่างข้าเองก็ไม่ได้ขอให้ผู้ใดมาเลี้ยง ดังนั้นจะแต่งกับผู้ใดสำหรับข้าไม่ต่างกัน ชีวิตคนเราสั้นเหมือนฤดูใบไม้ร่วงไม่กี่ฤดู แค่ใช้ชีวิตของตนให้มีความสุขก็พอแล้ว ! เหตุใดต้องสนใจสายตาคนทั้งใต้หล้าด้วย ?
ทันใดนั้นหลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกว่าการเกิดใหม่ในหมู่บ้านกลางหุบเขาเล็กๆแห่งนี้ก็ดีเหมือนกัน มีมารดา มีพี่สาว มีน้องชาย มิใช่คนที่โดดเดี่ยวอีกต่อไป ชาวบ้านในละแวกนี้ส่วนใหญ่ก็ซื่อสัตย์และจิตใจดี รู้จักสำนึกในบุญคุณ ตอนนี้นางใช้ชีวิตอย่างอิสระกว่าชาติที่แล้วเสียอีก
ทว่านางหวงมองด้วยความเสียใจและโทษตัวเองว่า ต้องโทษที่แม่ไม่ดี ไม่สามารถดูแลเจ้าให้ดีพอจนทำให้เจ้ามีไข้สูงและทำลายสมอง ถูกเรียกว่าเด็กโง่อยู่ตั้งหลายปี…
ท่านแม่… หลินเว่ยเว่ยทนเห็นน้ำตาไม่ได้จึงรีบกล่าวว่า แต่ข้ารู้สึกว่าท่านแม่และท่านพ่อเก่งที่สุด ในสงครามที่สับสนอลหม่านเช่นนั้น หลายคนบ้านแตกสาแหรกขาด ครอบครัวแตกแยกกัน แต่ท่านกับท่านพ่อยังอุ้มพวกเราพี่น้องได้ แม้ลำบากเพียงใดก็ไม่คิดทอดทิ้งพวกเรา
หลินเว่ยเว่ยโอบไหล่ของนางหวงแล้วกล่าวอย่างซาบซึ้งว่า ตอนที่ข้ายังเป็นคนโง่ บ้านเราก็ไม่มีอันจะกิน แต่ท่านก็ไม่เคยทอดทิ้งข้า…การที่ข้ามีมารดาดีเช่นท่านจึงรู้สึกโชคดีและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ !
นางหวงซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ บุตรสาวคนรองเติบโตและรู้ความแล้วจริงๆ ทั้งเข้าใจความยากลำบากของพ่อแม่ แม้ว่าเหนื่อยยากอีกสักเพียงใด นางก็ยังรู้สึกคุ้มค่า !
ทว่านางยังมีความเชื่อมั่นในเรื่องการแต่งงานของบุตรสาวที่ต่างออกไป เจ้ารอง การแต่งงานเป็นโชคชะตาของผู้หญิง ตอนนี้เจ้ารู้ความเพียงนี้ มิหนำซ้ำยังมีความสามารถ เจ้าต้องเจอคนที่คุ้มค่าจะฝากชีวิตได้แน่นอน ดังนั้นหากชีวิตนี้จะไม่แต่งงานก็อย่าได้เอ่ยมันออกมาอีก
หลินเว่ยเว่ยทำหน้ามุ่ยแล้วกล่าวว่า ที่ดินข้าก็เพาะปลูกได้ ล่าสัตว์ข้าก็ล่าเป็น ผักป่าข้าก็เก็บได้ การค้าขายข้าก็ทำเป็น…เหตุใดข้าต้องไปหาคนที่ข้าต้องทำอาหารให้เขาทาน เสื้อผ้าก็ต้องซักให้ หรือพวกนิสัยไม่ดีทุบตีเราบางครั้งด้วยเล่า ?
นางหวงถอนหายใจแล้วพูดว่า ผู้หญิงเกิดมาชีวิตก็เป็นเช่นนี้ ! เจ้าลองคิดสิว่าหากเจ้าไม่แต่งงาน ไม่มีลูก พอแก่ตัวแล้วขยับตัวไม่ไหว ข้างกายก็จะไม่มีคนคอยปรนนิบัติเลยสักคน…
ข้าจะเลี้ยงดูพี่รองตอนแก่เอง ! หากลูกชายของข้าในอนาคตไม่กตัญญูต่อพี่รอง ข้าจะตีขาเขาให้หักไปเลย ! ในหัวของเจ้าหนูน้อยเต็มไปด้วยความคิดที่ว่าจะหากพี่รองเป็นวัวเป็นม้ารับใช้บุรุษเหล่านั้นและดูแลปรนนิบัติให้เหมือนคุณชายซึ่งไม่พอใจก็หันมาทำร้ายพี่รองได้ เช่นนั้นให้นางไม่ต้องแต่งงานเสียยังดีกว่า
หลินเว่ยเว่ยจับใบหน้าเล็กๆของเด็กน้อยอย่างหวงแหนแล้วหอมแก้มอ้วนหนึ่งที น้องสี่ที่ดีของข้า พี่รองไม่ทำให้เจ้าเจ็บตัวเปล่าแน่นอน !
บุตรสาวคนโตยืนพูดอย่างเจ็บปวดใจอีกฝั่งหนึ่งว่า น้องสี่ เจ้าจะเลี้ยงดูแค่พี่รองหรือ ? ลืมไปแล้วหรือว่าเจ้ายังมีพี่ใหญ่อีกคน ?
พี่ใหญ่ ถ้าพี่ขายไม่ออก ข้าก็จะเลี้ยงดูท่าน ! น้องเล็กกล่าวพร้อมหัวเราะคิกคัก
พี่สาวคนโตจึงกล่าวด้วยความไม่พอใจ ผู้ใดขายไม่ออก ? ปากเจ้านี่กล่าวสิ่งดีๆไม่เป็นหรือ !
กล่าวจบนางก็หันไปถลึงตาใส่หลินเว่ยเว่ยหนึ่งที ‘หากไม่ใช่เพราะเด็กโง่ที่เป็นภาระคนนี้ ข้าจะยังไม่ตัดสินใจเรื่องการแต่งงานจนถึงตอนนี้ได้อย่างไร เจ้าตัวซวย ข้าเกลียดเสียจริง !’
หลินเว่ยเว่ยทำสีหน้าไม่รู้เรื่องว่าตนไปล่วงเกินพี่สาวที่ราวกับเม่นซึ่งพร้อมที่จะสะบัดขนได้เช่นไร ? สับสนยิ่งนัก ! หรืออาจเพราะรอบเดือนมา หรือต่อมไร้ท่อไม่สมดุล ?
ท่านแม่เจ้าคะ ท่านอย่ากังวลต่อเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเลย ไม่แน่ว่าวันหนึ่งลูกสาวของท่านคนนี้อาจขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีแม่สื่อแม่ชักมาหามากมายจนธรณีประตูบ้านไม่แห้งเลยได้ ! หลินเว่ยเว่ยยกถังน้ำขึ้นพร้อมจะเดินออกไปข้างนอก
นางหวงมองท้องฟ้าแล้วถามว่า ใกล้มืดแล้ว บนภูเขาไม่ปลอดภัย เอาเป็นว่า…พรุ่งนี้เช้าค่อยไปรดน้ำไม่ดีกว่าหรือ ?
ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ! ท่านอย่าลืมสิว่าข้าคือคนที่ฆ่าหมูป่าด้วยมือเปล่า ! หมีควายก็สู้ข้าไม่ได้ ! หลินเว่ยเว่ยฉีกยิ้มเผยให้เห็นฟันที่ขาวจนเอาไปทำเป็นโฆษณายาสีฟันได้
และไม่ต้องกลัวว่าจะพูดเกินจริงเสียด้วย ! พี่สาวคนโตหัวเราะเยาะอย่างไม่ใส่ใจ
หลินเว่ยเว่ยเบื่อทะเลาะกับผู้ที่มีความรู้น้อยกว่า นางจึงถือถังน้ำแล้วเดินออกไป บัดนี้คนที่ทำงานอยู่เหลือไม่กี่คน บริเวณแปลงนาบนภูเขาพอตกกลางคืนก็ไม่ค่อยปลอดภัยสักเท่าไร ลือกันว่าไม่นานมานี้มีคนของหมู่บ้านข้างๆที่กำลังทำนาอยู่โดนหมูป่าลงจากเขามาฆ่าตาย แถบร่องน้ำสิบลี้ด้านนี้ตอนกลางคืนไม่มีผู้ใดกล้าอยู่ในนาแล้ว !
ตอนแรกหลินเว่ยเว่ยวิ่งขึ้นลงเขาหลายรอบ ทำเช่นนี้ไปมาและพอมองลงไปก็ไม่เหลือใครสักคน นางจึงไม่หลบซ่อนอีกต่อไปและเปิดน้ำในมิติน้ำพุวิญญาณใส่ไร่นา นางพบว่าแม้ใส่น้ำลงไปอย่างไร ระดับน้ำในบ่อน้ำพุวิญญาณก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
ส่วนเจ้าเทาก็ถูกปล่อยออกมาเดินเล่น เจ้าหมาป่าตัวนี้เข้าไปในมิติน้ำพุวิญญาณได้ไม่ถึงครึ่งวัน ลักษณะท่าทางก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว ทั้งตัวของมันเต็มไปด้วยกำลังวังชา มีท่าทางน่าเกรงขาม เดินบนเส้นทางขนาดเล็กของท้องนาราวกับราชาที่กำลังสำรวจอาณาเขตของตน
มันเดินเลียนแบบหลินเว่ยเว่ยอยู่เบื้องหลัง เมื่อนางเดินขึ้นเขา มันก็ขึ้นเขา เมื่อนางลงเขา มันก็ลงเขา และขาของมันยังคงกะเผลกเหมือนหมาตัวใหญ่ที่เชื่องมาก
ตอนที่หลินเว่ยเว่ยรดน้ำอยู่ก็วางใจให้มันเดินเตร็ดเตร่อยู่ในท้องนา แม้ว่าเจ้าหมาป่าจะขากะเผลกอยู่หนึ่งข้างก็ไม่มีผลต่อความเร็วแม้แต่น้อย ในเวลาชั่วพริบตามันก็บุกเข้าไปในแปลงนาของบ้านอื่นแล้วคาบกระต่ายที่ถูกกัดจนคอขาดออกมา จากนั้นก็นำมอบไว้ที่ข้างเท้าของหลินเว่ยเว่ย
หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะของมันอย่างชื่นชม ไม่เลวนี่ ! เจ้าเก็บเข้ามิติน้ำพุวิญญาณเพื่อเป็นมื้อเช้าวันพรุ่งนี้ของเจ้าแล้วกัน !
เจ้าหมาป่าที่ถูกชม แม้สีหน้ายังคงเย่อหยิ่งแต่ก็ขยันมากกว่าเดิม ไม่นานก็คาบกบออกมาอีกหนึ่งตัว สักพักก็คาบหนูมาอีกตัว เรียกว่าล่าได้ไม่เลวเลย !
ในที่สุดหลินเว่ยเว่ยก็รดน้ำในนาทั้งสามหมู่เสร็จ นางเพิ่งจะพบว่าเจ้าหมาป่ามิได้คาบของที่มันหาเจอมาให้นานแล้ว นางจึงยืดตัวขึ้นพลางมองไปยังพื้นที่มืดมิด ทว่ามองไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าเทา
เจ้าสัตว์ป่าเลี้ยงไม่เชื่องตัวนี้ หรือว่ามันกลับเข้าป่าไปแล้ว ? ขาหน้าของมันยังไม่หายดี แม้สามารถล่าสัตว์เองได้แต่หากเจอเข้ากับศัตรูตามธรรมชาติก็มีแต่จะเสียเปรียบเอา
ตอนที่ 59: สองชราข้างบ้าน
ขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังกังวลอยู่นั้นก็มีเงาดำกระโดดเข้ามาหา นางจึงเตรียมป้องกันพร้อมตะโกนถามไปว่า เจ้าเทาหรือ ? หากใช่ก็ส่งเสียงออกมา ถังน้ำในมือของข้าแข็งมากนะ !
วูว… เจ้าเทาเข้าใจความหมายของนางจึงส่งเสียงครางต่ำๆออกมาทางจมูก ตอนนี้มันเข้ามาถึงข้างท่อนขาของหลินเว่ยเว่ยและนั่งลงราวกับสุนัขตัวใหญ่ตัวหนึ่ง
หลินเว่ยเว่ยก้มตัวลงแล้วลูบแก้มทั้งสองข้างของมันพลางกล่าวว่า เจ้าไปที่ใดมา ? ขาของเจ้ายังไม่หายดี หากไปเจอฝูงหมาในเข้าจะทำเช่นไร ?
นัยน์ตาของเจ้าเทาเผยให้เห็นความไม่ใส่ใจ ‘หมาในเช่นนั้นหรือ ? พวกมันแพ้ราบคาบมาตั้งเท่าไรแล้ว !’
จากนั้นมันก็เอาของที่คาบไว้ในปากวางบนมือของหลินเว่ยเว่ย
นี่คือ…เศษผ้าจากเสื้อของมนุษย์หรือ ? เจ้าไปเอามาจากที่ใด เมื่อครู่นี้เจ้าคงมิได้ไปกัดคนมาใช่หรือไม่ ? หลินเว่ยเว่ยรู้สึกกังวลอย่างยิ่งและในน้ำเสียงของนางก็แฝงไปด้วยความตำหนิ
เจ้าเทาแสดงท่าทีราวกับโดนใส่ความ มันจึงเดินกลับไปยังทางที่เพิ่งจากมา มันเดินไปไม่กี่ก้าวก็หันมามองหลินเว่ยเว่ยหนึ่งทีซึ่งความหมายก็ชัดเจนแล้วว่ามันต้องการให้นางตามไป !
หลินเว่ยเว่ยวางถังน้ำแล้วตามขึ้นไปบนเส้นทางที่เล็กและคดเคี้ยวซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยพุ่มไม้สูงเท่าตัวคน ยามที่ลมกระโชกแรงพัดผ่าน ใบไม้ก็เต้นรำอย่างวุ่นวายในความมืดมิด ราวกับว่าปิศาจกำลังเต้นรำและในนั้นยังมีสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวซึ่งไม่รู้จักอีกเป็นจำนวนมากกำลังซ่อนตัวอยู่
นางก้มหยิบก้อนหินขนาดเท่าลูกบอลขึ้นมาหนึ่งก้อนแล้วเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ส่วนเจ้าเทาก็พานางเดินอ้อมพุ่มไม้ที่วุ่นวายนั้นไป จากนั้นนางก็ได้ยินเสียงครวญครางดังแว่วออกมาเบาๆจากในความมืด
หลินเว่ยเว่ยจึงเดินเข้าไป ภายใต้แสงจันทร์เบาบางนางได้เห็นร่างของคนนอนอยู่บนพื้น ในพุ่มไม้ใกล้กับอีกฝ่ายมีสายตาสิบกว่าคู่กำลังส่องประกายอยู่ซึ่งเป็นประกายที่ดุร้ายท่ามกลางความมืดมิด
หากหลินเว่ยเว่ยมาช้ากว่านี้อีกเพียงก้าวเดียว คนที่นอนอยู่บนพื้นคงถูกหมาในที่หิวกระหายเหล่านี้กินเป็นอาหารไปแล้ว เจ้าเทาก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัวพร้อมส่งเสียงหอนยาวๆใส่ฝูงหมาใน มันเป็นเสียงที่แฝงไว้ด้วยการเตือน
ฝูงหมาในถอยหลังไปสองก้าวอย่างลังเลและหยุดอย่างไม่ยอมแพ้ พวกมันซ่อนอยู่ในความมืดเพื่อรอโอกาสที่จะจู่โจม แต่หลินเว่ยเว่ยไม่มีความอดทนที่จะรอเปิดศึกอันยาวนานกับพวกมัน นางจึงโยนก้อนหินในมือไปทางพวกมันซึ่งความแรงและความเร็วช่างน่าตกตะลึงเสียจริง !
หมาในคิดที่จะหลบแต่ก้อนหินก็มาถึงตรงหน้าแล้ว ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นเพราะก้อนหินโดนกลางหัวของหมาในตัวนั้นพอดี ตอนนี้สมองของหมาในแตกกระจายออกมา เป็นอันจบชีวิตของมันทันที!
สิ่งมีเยอะที่สุดบนเขาคือสิ่งใด ? แน่นอนว่าต้องเป็นก้อนหิน ! หลินเว่ยเว่ยหยิบก้อนหินขึ้นมาอีกหนึ่งก้อนเพื่อส่งสัญญาณเตือนไปยังฝูงหมาในว่า ‘หากไม่หนีก็ตาย !’
ฝูงหมาในไม่เคยเจอมนุษย์ที่โหดร้ายเช่นนี้มาก่อน เมื่อเห็นท่าทางของนางแล้ว พวกมันก็พากันวิ่งหนีหางจุกตูดไปเลย !
หลินเว่ยเว่ยนำหมาในที่ตายใส่เข้าไปในมิติน้ำพุวิญญาณ จากนั้นก็ลูบศีรษะเจ้าเทาแล้วกล่าวว่า ทำดีมาก สิ่งนี้เก็บไว้เป็นอาหารของเจ้าแล้วกัน!
เจ้าเทาทำสีหน้าเมินเฉย ‘มันก็เป็นสัตว์ช่างเลือก ใช่ว่าเนื้ออันใดก็จะกินไปเสียหมด !’
หลินเว่ยเว่ยคุกเข่าลงข้างคนผู้นั้น นางคาดไม่ถึงว่าจะเป็นหญิงชราผมขาว เมื่อตรวจดูร่างกายของอีกฝ่ายอย่างละเอียดนอกจากแผลตื้นๆ ตรงส่วนขาก็ไม่มีตรงไหนอีก อายุเยอะปูนนี้แล้วเหตุใดยังขึ้นมาบนเขา? คงไม่ได้โดนครอบครัวนำมาทิ้งไว้ใช่หรือไม่?
หลังจากลังเลเล็กน้อย หลินเว่ยเว่ยจึงแบกอีกฝ่ายขึ้นมา แม้ไม่รู้ว่าเป็นคนแก่มาจากครอบครัวไหนก็ไม่อาจทิ้งให้นอนอยู่บนเขาตามลำพังได้ หากโดนสัตว์ป่าจับกินจะทำเช่นไร ? อย่างไรก็เป็นหนึ่งชีวิตเหมือนกัน !
นางแบกหญิงชราขึ้นหลังแล้วกลับมาเอาถังน้ำในแปลงนา จากนั้นก็มุ่งหน้าไปทางหมู่บ้าน ตรงทางเข้าหมู่บ้านนางเห็นว่ามารดา น้องสี่ นางเฝิงและเจียงโม่หานกำลังรอคอยอย่างกระวนกระวาย
เจ้ารอง เมื่อครู่แม่ได้ยินเสียงหมาป่าดังมาจากทางบึงน้ำ เจ้ามิได้เป็นอะไรใช่หรือไม่ ? นางหวงวิ่งเข้ามาหาและกำลังจะดึงมือของบุตรสาวขึ้นมาก็เห็นว่าบนหลังของนางแบกคนผู้หนึ่งเอาไว้ นี่ใครหรือ ? คงไม่โดนหมาป่ากัดมาใช่หรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยยิ้มให้เจียงโม่หาน จากนั้นก็หันไปกระซิบบอกนางหวงว่า ข้าไม่เป็นไร ไม่ได้เจอหมาป่า แต่ไม่รู้ว่าท่านย่าจากบ้านใดเป็นลมอยู่บนเขาจนข้าไปเจอเจ้าค่ะ
นางหวงเหลือบมอง จากนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า นี่ไม่ใช่อาสะใภ้เถียนที่อยู่ข้างบ้านเราหรอกหรือ ? เหตุใดนางไปอยู่บนเขาได้ ? วันนี้อาเถียนตามหานางไปทั่วจนแทบเป็นบ้าอยู่แล้ว !
ทางด้านทิศตะวันตกของบ้านตระกูลหลินมีคนสูงวัยที่รักสงบคู่หนึ่งอาศัยอยู่ ในวันธรรมดาพวกเขาแทบไม่ออกไปที่ใด เพราะหญิงชราค่อนข้างเลอะเลือน ส่วนชายชราก็มีนิสัยไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าตัดสินใจอันใดด้วยตนเอง คนชราทั้งสองไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับผู้ใด หลินเว่ยเว่ยมาอยู่ที่นี่ได้เดือนกว่าๆ เคยเห็นชายชราแทบนับครั้งได้ ส่วนหญิงชรานั้นนางไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง
สามีภรรยาคู่นี้มีบุตรชาย1คนและบุตรสาว1คน ซึ่งบุตรชายได้ทำงานเป็นหลงจู๊ในเมือง ส่วนบุตรสาวก็แต่งงานแล้วไปอยู่กับครอบครัวในเมืองเช่นกัน บุตรชายต้องการที่จะรับทั้งคู่ไปอยู่ด้วย แต่ชายชราดื้อรั้นไม่ยอมไป เมื่อบุตรชายไม่สามารถบังคับบิดาได้ ดังนั้นในทุกเดือนเขาจึงมาเยี่ยมสองเฒ่าประมาณสองสามครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่กลับมาเขาก็จะมีของติดไม้ติดมือมาให้เต็มไปหมด
วันนี้หญิงชราหายตัวไป ชายชราจึงตามหานางไปทั่วทุกแห่ง คนในหมู่บ้านหากไม่ไปหาบน้ำดับภัยแล้งก็มักขึ้นเขาไปเก็บผักป่า ส่วนคนที่เหลือในหมู่บ้านนอกจากเป็นคนชราที่แขนขาไร้เรี่ยวแรงก็เป็นพวกเด็กๆ ชายชราวุ่นวายใจจนทานไม่ได้แม้กระทั่งข้าวเย็น เขาออกตามหาภรรยาในบริเวณใกล้เคียงด้วยตัวคนเดียวทั้งวัน
ตอนที่หลินเว่ยเว่ยพาย่าเถียนไปส่ง ชายชรากำลังนั่งร้องไห้อยู่ตรงลานบ้าน เมื่อเห็นว่าภรรยาถูกแบกกลับมา เขาก็พุ่งเข้ามาหาทันที ท่าทางไม่เหมือนคนที่อายุย่างเข้า60ปีแม้แต่น้อย
เขาวางมือลงที่ใต้จมูกของภรรยาก็พบว่านางยังหายใจ ปู่เถียนจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แล้วรีบให้หลินเว่ยเว่ยแบกภรรยาเข้าไปในบ้านและวางไว้บนเตียง
เจ้าหนูน้อยกล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า ปู่เถียน ข้าจะไปตามหมอให้เอง !
เมื่อปู่เถียนรู้ว่าภรรยาเป็นลมอยู่บนเขาจึงเอ่ยขอบใจหลินเว่ยเว่ยอย่างเป็นกังวลเล็กน้อย หากเจ้าไปพบนางไม่ทันเวลา พรุ่งนี้นางคงเป็นกองกระดูกไปแล้ว !
หมอเหลียงรีบเข้ามาแล้วจับชีพจรให้หญิงชราพร้อมฝังเข็มให้ จากนั้นหญิงชราก็ได้สติขึ้นมา ทันใดนั้นนางก็มองไปรอบๆ แล้วดึงมือของหลินเว่ยเว่ยเอาไว้พลางกล่าวว่า ต้านเอ๋อร์ เจ้ากลับมาแล้ว ! ในที่สุดแม่ก็ตามเจ้ากลับมาได้ !
ปู่เถียนถอนหายใจแล้วอธิบายว่า ต้านเอ๋อร์เป็นบุตรสาวคนเล็กของเรา นางหายตัวไปช่วงสงครามที่วุ่นวายนั้น แม้ว่าภรรยาข้าจะเลอะเลือนแต่จำบุตรสาวคนนี้ได้ ครั้งนี้ที่หนีออกไปก็เดาว่าอยากไปตามหาต้านเอ๋อร์กลับบ้าน
ต้านเอ๋อร์หิวหรือไม่ ? แม่มีขนม พี่ชายเจ้าเอามาให้ หวานมากเลยนะ เจ้าชอบทานของหวานที่สุด แม่เก็บไว้ให้เจ้าเลยนะ ! หญิงชราดิ้นรนลุกขึ้นนั่งแล้วค้นหัวเตียงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หยิบห่อกระดาษน้ำมันออกมา
ปู่เถียนทำตัวไม่ถูกจึงรีบเข้าไปแย่งแล้วกล่าวว่า เจ้าซ่อนของกินอีกแล้ว ข้าบอกหลายครั้งแล้วว่าอากาศร้อน ห้ามซ่อนขนมเอาไว้เพราะแค่วันเดียวมันก็เสียแล้ว !
หญิงชราออกแรงตีมือของเขาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงดุ เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว ? ยังมาแย่งของกินต้านเอ๋อร์อีก…มา ต้านเอ๋อร์ รีบทานเร็วเข้า อย่าให้พี่สาวคนรองมาเห็นเพราะนางชอบแย่งของเจ้า !
ตอนที่ 60: เจ้ากำลังเป็นห่วงข้าหรือ ?
หญิงชรามองหลินเว่ยเว่ยที่กำลังเปิดห่อกระดาษน้ำมันออกด้วยแววตาที่กระตือรือร้น ด้านในห่อมีเค้กข้าวขนาดเท่าไข่ไก่อยู่ซึ่งเป็นเค้กข้าวที่เริ่มมีราขึ้นแล้ว
ตอนนี้ในใจของหลินเว่ยเว่ยรู้สึกราวกับว่ามีฝูงแกะนับไม่ถ้วนวิ่งทะยานผ่าน หากนางไม่ทาน หญิงชราคงเสียใจมากแน่ แต่หากทาน ท้องของนางก็ต้องแย่เช่นกัน…
ลองชิมสิ หวานมากเลยนะ ! เจ้าต้องชอบแน่นอน ! ย่าเถียนเฝ้ารอด้วยความรัก
หลินเว่ยเว่ยบิเค้กข้าวแล้วใช้มือป้องปาก จากนั้นนางก็ยัดเค้กเข้าปาก ทว่าในความเป็นจริงนางได้เก็บเข้าไปในมิติน้ำพุวิญญาณแล้ว นางแสร้งเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยจากนั้นก็ยิ้มตาหยีแล้วกล่าวว่า หวานจริงด้วย ! อร่อยมากเลย !
ย่าเถียนยิ้มจนเผยให้เห็นฝันที่เหลืออยู่ไม่กี่ซี่ในปากพลางหัวเราะ แม่รู้อยู่แล้วว่าแมวน้อยจอมตะกละอย่างเจ้าต้องชอบ ต้านเอ๋อร์ ต่อไปนี้หากมีของอร่อยแม่จะเก็บไว้ให้เจ้าหมดเลย เจ้าอย่าหนีไปที่ใดอีก เวลาแม่หาเจ้าไม่เจอ แม่ร้อนรนจนแทบตายอยู่แล้ว !
อืม ต่อไปข้าจะเชื่อฟัง ไม่หนีไปที่ใดอีก ! หลินเว่ยเว่ยรับปากอย่างเชื่อฟัง
รอยย่นบนใบหน้าของย่าเถียนจึงค่อยๆคลายออก จากนั้นนางก็หลับไปพร้อมกุมมือของ ‘บุตรสาว’ ในความคิดเอาไว้
เมื่อปู่เถียนทราบจากหมอเหลียงว่าภรรยาไม่เป็นอะไรมากก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นเขาหันไปกล่าวกับหลินเว่ยเว่ยอย่างซาบซึ้งใจว่า ขอบใจมาก ! นี่คือข้าวฟ่าง แม้จะไม่กี่ชั่ง แต่เจ้าก็เอากลับไปทำโจ๊กทานสิ
ไม่เป็นไรหรอก ปู่เถียน ! อย่างที่บอกว่าญาติที่อยู่ห่างไกลยังสู้เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงไม่ได้ การดูแลกันและกันถือเป็นเรื่องสมควรแล้ว วันหลังหากท่านมีเรื่องอันใดก็รีบบอกข้าได้เลย ตอนนี้ดึกแล้วพวกเราขอตัวกลับก่อน !
เจียงโม่หานเดินตามหลังนางมาอย่างใกล้ชิด เขามองนางราวกับต้องการกล่าวบางสิ่งบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ สุดท้ายเขาจึงถามหมอเหลียงว่า ทานเค้กข้าวที่ขึ้นราไปแล้วจะไม่เป็นไรใช่หรือไม่ ?
หากเป็นคนแข็งแรงดีอาจแค่รู้สึกไม่สบายเล็กน้อย แต่หากเป็นคนที่ไม่แข็งแรงก็อาจท้องเสียได้ หมอเหลียงหันไปมองหลินเว่ยเว่ยแล้วกล่าวกับนางว่า หากตอนกลางคืนรู้สึกไม่สบายก็ให้คนไปตามข้า
หลังส่งหมอเหลียงกลับไปแล้ว เจียงโม่หานก็ขมวดคิ้วและถลึงตาใส่นาง รู้อยู่ว่าเค้กข้าวขึ้นรายังกล้ายัดเข้าปากอีก เจ้าช่างโง่เขลาสิ้นดี !
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคักแล้วกล่าวว่า โม่หาน ข้าเข้าใจดีว่าเจ้ากำลังเป็นห่วงข้าอยู่ !
ฮึ ! ผู้ใดเป็นห่วงเจ้า ! เจียงโม่หานถลึงตาใส่นางอีกครั้งแล้วหันหน้าเดินหนีไป
เป็นห่วงข้าก็พูดออกมาตามตรง ! ข้าหลินเว่ยเว่ยผู้เป็นที่รักของทุกคน แม้แต่ดอกไม้เห็นยังผลิบาน เสน่ห์ของข้าทำให้คนไม่อาจต้านไหว มีอันใดต้องอายหรือ ? หลินเว่ยเว่ยสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน
เจียงโม่หานเปิดประตูบ้านของตนแล้วหันมามองนางก่อนจะพูดออกมาว่า หน้าของเจ้ายังหนาได้มากกว่านี้อีกหรือ ?
โอ๊ย…ข้าปวดท้อง ! จู่ๆหลินเว่ยเว่ยก็ค้อมตัวลงแล้วกุมท้องไว้พลางร้องครวญครางออกมาอย่างเจ็บปวด
นางหวงและนางเฝิงจึงช่วยกันพยุงอย่างเป็นห่วง คนหนึ่งช่วยนวดท้อง ส่วนอีกคนก็ปลอบเบาๆ ทันใดนั้นสีหน้าของเจียงโม่หานก็เปลี่ยนไป เขาเก็บพัดแล้วเร่งรีบที่จะไปตามหมอเหลียง ข้าจะไปตามหมอ !
กลับมาก่อน ! ข้าหลอกเจ้า ! หลินเว่ยเว่ยรีบลุกขึ้นแล้วขยิบตาให้เจียงโม่หาน เช่นนี้เจ้ายังจะบอกว่าไม่ห่วงข้าอีกหรือ ?
เจียงโม่หานกัดฟันกรอด เขาโกรธมากพร้อมเดินมาตรงหน้าหลินเว่ยเว่ย หลังจ้องนางอยู่นานแล้วสุดท้ายเขาก็ใช้พัดที่อยู่ในมือเคาะบนศีรษะนางเบาๆหนึ่งที จากนั้นก็กล่าวอย่างเย็นชาว่า น่าเบื่อเสียจริง ! แล้วหมุนตัวเดินจากไป !
น้าเฝิง ลูกชายท่านตีข้า ! หลินเว่ยเว่ยลูบศีรษะแล้วหันไปฟ้องนางเฝิงด้วยเสียงออดอ้อน
นางหวงจิ้มที่ศีรษะของบุตรีแล้วกล่าวว่า ตีน่ะสิดี ! ดูเจ้าสิ ทำให้คนตกใจไปทั่ว !
นางหวงเป็นห่วงว่าอีกฝ่ายจะไม่สบายในตอนดึก ดังนั้นคืนนี้นางจึงมานอนข้างหลินเว่ยเว่ย นางไม่กล้าแม้แต่ข่มตาหลับ ตอนที่หลินเว่ยเว่ยพลิกตัว นางก็ลุกขึ้นมาตรวจดูและกลางดึกในขณะที่หลินเว่ยเว่ยลุกขึ้นมาดื่มน้ำ นางหวงก็ลุกขึ้นนั่งอย่างเป็นกังวลแล้วถามว่า เป็นอะไร ? ไม่สบายตรงไหนหรือไม่ ?
หลินเว่ยเว่ยไม่เคยโดนเป็นห่วงและกังวลต่อตนเช่นนี้มาก่อน นางจึงกอดมารดาไว้แน่นแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับจะร้องไห้ว่า ท่านแม่เจ้าคะ ข้าสบายดี ไม่ได้มีอาการไม่สบายอันใด ท่านหลับอย่างสบายใจเถิด!
ชาติก่อน ตอนที่นางใกล้เรียนจบ หลายครอบครัวได้โยนใบมะกอกใส่นางและในตอนที่นางกำลังจะได้ใช้ชีวิตกับอนาคตที่รุ่งโรจน์ของตน จู่ๆนางก็ทะลุมิติมายังถิ่นทุรกันดารแห่งนี้ ตอนแรกในใจของนางก็ไม่ค่อยยินดีเท่าไรนัก แต่ตอนนี้นางรู้สึกปีติยินดีกับชะตาที่ฟ้ากำหนด ในที่สุดนางก็มีครอบครัวแสนอบอุ่น มีมารดาที่รักนางสุดหัวใจ…
เช้าวันต่อมา หลินเว่ยเว่ยเพิ่งเติมน้ำเต็มถัง ตรงประตูบ้านก็มีเสียงเคาะดังขึ้น เมื่อนางเดินไปเปิดประตูก็พบว่าปู่เถียนกำลังพยุงย่าเถียนพลางยืนเก้ๆกังๆอยู่ที่หน้าประตูบ้าน
ในมือของย่าเถียนถือถ้วยข้าวหมักใส่ไข่เอาไว้ หลังจากที่ย่าเถียนเห็นนางแล้วก็ยิ้มพลางกล่าวว่า ต้านเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าไม่พักที่บ้านเรา ! พอแม่ตื่นมาตอนเช้าก็เห็นว่าเจ้าไม่อยู่ แม่คิดว่าเจ้าหายไปอีกแล้ว ! ต้านเอ๋อร์ แม่แอบทำข้าวหมักใส่ไข่ที่เจ้าชอบมาให้เชียวนะ รีบทานสิ อย่าให้พี่ใหญ่กับพี่รองมาเห็น…
ย่าเถียน นี่เป็นของบำรุงร่างกายที่ปู่เถียนซื้อมาให้ท่าน ท่านทานเถิด ! หลินเว่ยเว่ยจะกล้าทานของคนชราได้เช่นไร นางยิ้มพร้อมปฏิเสธออกไป
ย่าเถียนตีมือเล็กๆของนางแล้วกล่าวอย่างปลื้มใจว่า ต้านเอ๋อร์ของเรารู้ความแล้ว เจ้าเข้าใจความรักของแม่แล้ว ! แม่ทำไว้สองถ้วย ของแม่ได้ทานไปแล้ว ส่วนถ้วยนี้ตั้งใจเก็บไว้ให้เจ้า ! หากพี่รองกลับมาก็อาจแย่งเจ้าได้ รีบทานเร็ว !
บุตรสาวคนโตของตระกูลหลินมองไปยังคนชราทั้งสอง ‘นี่พวกเขาทำอันใด ? เหตุใดจึงมองข้าเช่นนั้น ? ข้าไม่มีทางแย่งของพวกเขาหรอก !’
หลินเว่ยเว่ยไม่อาจปฏิเสธน้ำใจได้จึงทำได้เพียงต้องทานข้าวหมักใส่ไข่ที่หวานเลี่ยนลงไป
เจียงโม่หานที่กำลังถือตำราเดินผ่านหน้าบ้านของนาง เขามองมาทางนางแล้วกล่าวว่า เจริญอาหารดีนี่ ! ดูท่าว่าเมื่อคืนไม่เป็นอันใด !
ขอบใจที่เป็นห่วง แต่ข้าไม่เป็นอันใดเลย ! หลินเว่ยเว่ยดื่มข้าวหมักหยดสุดท้ายจนหมดแล้วแกว่งถ้วยในมือมาทางเขาพร้อมทำหน้าภูมิใจ
เจ้าอิ่มอกอิ่มใจอันใดกัน ?
โอ้ ! นี่คือลูกหลานบ้านใดหรือ ? หล่อเหลายิ่งนัก ! มีแม่สื่อแล้วหรือยัง ? เจ้าว่าต้านเอ๋อร์ของเราเป็นเช่นไร ? ย่าเถียนใช้สายตาราวกับแม่ยายมองลูกเขย นางมองขึ้นลงเพื่อพิจารณาเจียงโม่หานไม่หยุด
นางเฝิงที่เดินตามหลังมายิ้มรับแล้วกล่าวว่า เด็กคนนี้เป็นบุตรชายบ้านข้าเอง ! ไม่มีแม่สื่อหรอก ! ต้านเอ๋อร์ของบ้านท่านไม่เลว นางเติบโตมาได้อย่างงดงามและเก่งกาจ !
ใช่แล้ว ! ต้านเอ๋อร์ของบ้านข้าดีไปหมดทุกอย่าง ! ย่าเถียนมองเจียงโม่หานด้วยสายตาพิจารณา บุตรชายของเจ้ามีแค่หน้าตาที่ดูได้ แต่รูปร่างผอมไปหน่อย ดูไม่มีเรี่ยวแรง คงทำไร่ทำนาไม่ไหว แล้วจะเลี้ยงดูครอบครัวได้เช่นไร ?
นางเฝิงหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง นางพยักหน้าคล้อยตามแล้วกล่าวว่า จริง ! เขาผอมเกินไป! ได้ยินหรือไม่ ? ต่อไปนี้ก็ทานให้มากขึ้นหน่อย อ้วนกว่านี้อีกนิด เช่นนั้นเจ้าคงไม่สามารถหาได้แม้กระทั่งภรรยา !
ท่านแม่… นี่ท่านก็คล้อยตามเขาด้วยหรือ ? เจียงโม่หานจนปัญญา ! แต่เขาเพิ่งเคยเห็นนางเฝิงมีความร่าเริงเช่นนี้เป็นครั้งแรก ! นี่…ไม่น่าเชื่อเลย !
พี่รอง เช้านี้เรากินอะไร ? เจ้าหนูน้อยที่เพิ่งให้อาหารกระต่ายและไก่ตรงหลังบ้านเสร็จก็กระโดดโลดเต้นเข้ามา
ตอนนี้กุยช่ายที่บ้านเรากำลังงอกงาม เช่นนั้นทานแป้งห่อกุยช่ายแล้วกัน ! ปู่เถียน พวกท่านทานข้าวหรือยัง ? มาทานด้วยกันสิ ! หลินเว่ยเว่ยเอ่ยชวนอย่างเปี่ยมไมตรี
จบตอน
Comments
Post a Comment