ตอนที่ 511: เชื่อเรื่องเวรกรรมตามสนอง
หลินเว่ยเว่ยแค่นเสียง ฮึ ฮึ ด้วยความโมโห “ตอนนี้รู้จักกลัวแล้วหรือ ? เมื่อครู่เจ้าไปทำอะไรมา ? เจ้าน่ะเก่ง ! จะงอยปากเล็กๆ ชอบสร้างเรื่องให้ข้า ! ถ้าคราวหน้ายังปากมากแบบนี้อีก การ ‘ทุบหินด้วยมือเปล่า’ นั้น ระวังข้าจะใช้เจ้าเป็นก้อนหินแทน !”
“ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้ว !” หลังเจ้านกน้อยเดินวนบนไหล่หลินเว่ยเว่ยก่อนหนึ่งรอบ มันก็พูดด้วยเสียงอ่อนแรง ท่าทางขลาดกลัวขั้นสุด !
หลินจื่อเหยียนอดไม่ได้ที่จะช่วยพูดแทนหงส์แดง “พี่รอง เจ้าตัวนี้ชอบผู้คน คราวหน้าเวลามีคนเยอะๆ เราแค่ไม่พามันออกมาด้วยก็พอ !” ได้รับโทษโดยการโดนถอนขนยังไม่หนักพออีกหรือ ?
เมื่อกลับมาถึงบ้านเช่า ยายเจิ้งกำลังรอการกลับมาของพวกนางอยู่ เมื่อเห็นพวกนางเดินเข้ามาพร้อมตะกร้าว่างเปล่า จึงถามว่า “ขายเค้กน้ำผึ้งเป็นอย่างไรบ้าง ? ขายหมดเลยหรือ ?”
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “อื้ม ขายหมดเลย !”
ยายเจิ้งก็ยิ้มเหมือนกัน “ขนมที่อร่อยถึงเพียงนี้จะขายไม่ออกได้อย่างไร ?”
หลินเว่ยเว่ยเห็นอีกฝ่ายเหมือนมีเรื่องอยากจะพูด จึงถามว่า “ยายเจิ้ง ท่านมีอะไรหรือเปล่า ?”
ยายเจิ้งลังเลสักพักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยังบากใบหน้าชราของตนถามว่า “เว่ยเว่ย เจ้าคิดจะขายเนื้อตุ๋นบ้างหรือเปล่า ?”
“ตอนนี้ยังไม่คิด…” เพราะขายหัวหมูตุ๋นและเครื่องในตุ๋นสิ้นเปลืองแรงเกินไป แถมยังได้เงินกลับมาแค่ไม่กี่ตำลึง ถ้าจะขายของเล็กๆน้อยๆ หลินเว่ยเว่ยก็ไม่มีทางเลือกงานนี้เด็ดขาด
“ถ้าเช่นนั้น…ข้าอยากเป็นหุ้นส่วนกับเจ้า…เจ้าไม่ต้องทำอะไรสักอย่าง แค่เตรียมส่วนผสมในการตุ๋นไว้ก็พอ ส่วนเรื่องอื่นข้าจะเป็นคนจัดการเอง ด้านเงินที่หามาได้ พวกเราแบ่งกันคนละครึ่ง เจ้าคิดว่าอย่างไร?” น้ำเสียงของยายเจิ้งร้อนรนและวิตกกังวล
ร้อนรนเพราะตอนนี้พวกตนสองสามีภรรยาไม่มีอาชีพที่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ ตาฉู่ยังเป็นคนหัวรั้น รอให้ถึงปีหน้าที่หลินเว่ยเว่ยออกไปจากบ้านเช่าแล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีใครมาเช่าอีกตอนไหน ยายเจิ้งกลัวที่จะได้กินข้าวหนึ่งมื้อแล้วก็ไม่มีอะไรให้กินอีก
วิตกกังวลเพราะกลัวหลินเว่ยเว่ยจะคิดว่านางอยากเอาเปรียบ ต้องการครอบครองสูตรของเด็กสาว
“ท่านยาย ท่านไม่ต้องแบ่งเงินให้พวกเราหรอก ตัวข้าเองก็สามารถบอกสูตรตุ๋นเนื้อกับท่านได้ แต่มีข้อแม้หนึ่งอย่าง…คือท่านจะขายได้แค่ตลาดสดในถนนหย่งอันแห่งนี้เท่านั้นและห้ามบอกสูตรกับผู้อื่นด้วย !” หลินเว่ยเว่ยทราบเรื่องราวของสองสามีภรรยาเจ้าของบ้าน จึงเห็นใจพวกเขาพอสมควร สองสามีภรรยาหาเงินด้วยความยากลำบาก แล้วนางจะกล้ารับเงินกว่าครึ่งโดยไม่ได้ทำอะไรเลยน่ะหรือ ?
พอยายเจิ้งได้ยินแบบนั้นก็รีบส่ายหน้าทันที “ไม่ ไม่ ! ข้ารู้ว่าสูตรนี้เป็นของล้ำค่า เจ้าไม่ต้องสอนข้าหรอก ! ส่วนวิธีแบ่งเงินที่ข้าพูด ก็ทำให้ข้าได้รับผลประโยชน์จากเจ้ามากพอแล้ว เป็นคนจะโลภเกินไปไม่ได้ เช่นนั้นจะโดนเวรกรรมตามสนอง ส่วนเงินปันผล เจ้าต้องรับมันไว้…”
ยิ่งแก่ชรามากเท่าไร คนเราก็จะเชื่อเรื่องเวรกรรมตามสนองมากเท่านั้น หลินเว่ยเว่ยเห็นท่าทางของยายเจิ้งเด็ดเดี่ยวมาก ท่าทางเหมือนหากไม่ตอบตกลง อีกฝ่ายก็จะไม่ขายเนื้อตุ๋น หลังจากลองครุ่นคิดแล้ว นางก็ตอบตกลง
ยายเจิ้งไปตลาดพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม นางเหมาหัวหมูและเครื่องในหมูที่แผงขายเนื้อทั้งหมด พอกลับมาก็ตุ๋นข้ามคืนนั้นเลย ตอนหลินเว่ยเว่ยและหยาเอ๋อร์ไม่มีอะไรทำก็เข้ามาช่วยนางบ้างเป็นครั้งคราว
วันรุ่งขึ้น ณ ตลาดสด ถนนหย่งอัน มีแผงขายเนื้อตุ๋นของหญิงชราเพิ่มขึ้นมาอีกร้าน หูหมูกรุบกรอบหอมอร่อย แถมยังหั่นเป็นชิ้นเหมือนหูหมูน้ำแดง เนื้อหัวหมูตุ๋นมีมันแต่ไม่เลี่ยน เนื้อนุ่มชุ่มรส จึงดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาแวะเวียนถามไถ่ไม่น้อย ไส้หมูตุ๋น หัวใจหมูตุ๋น ปอดตุ๋นและกระเพาะหมูตุ๋นมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป
สิ่งสำคัญคือ อร่อยและไม่แพง ครอบครัวสามัญชนสามารถจ่ายเงินแค่10อีแปะ ก็ได้อาหารจานเนื้อเลิศรสกลับไปให้พวกเด็กในบ้านกินแก้เบื่อกันจานใหญ่ ด้วยเหตุนี้เนื้อตุ๋นของยายเจิ้งจึงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ขายหมดเร็วขึ้นทุกวัน ! ตอนนี้ออกไปขายแค่หนึ่งชั่วยามกว่าๆ ก็เก็บของกลับบ้านแล้ว !
หัวหมูหนึ่งหัว เครื่องในหนึ่งชุด คิดเป็นต้นทุน20อีแปะ แต่สามารถขายได้เงินกลับมา200กว่าอีแปะ แม้จะแบ่งออกมาครึ่งหนึ่งให้หลินเว่ยเว่ยแล้ว ในหนึ่งเดือนก็มีรายได้2-3ตำลึงเงิน ในเมืองหลวงแห่งนี้ถ้ามีรายได้2-3ตำลึงเงินต่อเดือน แม้จะเอาไปเลี้ยงครอบครัวขนาดใหญ่แล้วยังมีเงินเหลือเฟือ ยายเจิ้งมีกันแค่สองสามีภรรยา หลังหักค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนแล้วก็ยังมีเก็บอยู่พอสมควร !
เหมือนยายเจิ้งได้กลับมาเป็นสาวแรกรุ่นอีกครั้ง นางมีแรงทำงานทุกวัน หากเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงนั้นออกจากบ้านไปตลาดสายหน่อยก็จะหาซื้อเนื้อตุ๋นไม่ได้แล้ว พวกเขาจึงมักมาบ่นกับยายเจิ้ง ให้นางตุ๋นเพิ่มมากๆหน่อย ไม่อย่างนั้นจะต้องเสียแรงไปเข้าแถวทุกวัน หรือบางวันก็ขายหมดตั้งแต่ยังไม่ถึงลำดับของตน
แต่ตลาดสดของถนนหย่งอันเล็กเกินไป แผงเนื้อมีแค่ร้านของพ่อค้าเจิ้นเท่านั้น หัวหมูและเครื่องในหมูของแต่ละวันมีกำจัด ยายเจิ้งเข้ามาปรึกษากับหลินเว่ยเว่ยแล้วออกไปซื้อหัวหมูและเครื่องในหมูจากตลาดอื่น
หลินเว่ยเว่ยกลัวว่านางจะทำงานหนักเกินไป จึงโน้มน้าวให้ทำงานน้อยลงหน่อย ยายเจิ้งยิ้มหน้าบานพลางกล่าว “ข้าทำได้ ! เมื่อก่อนว่างงานแล้วข้ารู้สึกแย่ไปหมด พอทำงานแล้วร่างกายก็รู้สึกว่ากลับมาดีเหมือนก่อน เท้าก็ไม่เจ็บแล้ว เอวก็ไม่ปวด รู้สึกเหมือนกลับไปตอนอายุ20ปีอีกครั้ง !”
ยายเจิ้งคิดจะใช้ช่วงที่หลินเว่ยเว่ยยังอยู่ในเมืองหลวงนี้ประหยัดเงินที่หามาได้ให้มากที่สุด เพราะเวลาคนเราอายุมากแล้วก็ไม่รู้ว่าจะล้มป่วยวันใด ดังนั้นแม้จะมีเงินในมือก็ใช้จ่ายแบบไม่คิดหน้าคิดหลังไม่ได้ หวังว่าเจียงเจี้ยหยวนจะสอบติดจิ้นซื่อที่เมืองหลวง !
หลินเว่ยเว่ยรู้ว่านี่เป็นผลของน้ำพุวิญญาณ บริเวณหลังบ้านสกุลฉู่มีบ่อน้ำอยู่ ในแต่ละวันซัวถัวจะแย่งทำงานหาบน้ำ ดังนั้นหลังจากตื่นมาแล้ว งานแรกที่หลินเว่ยเว่ยทำก็คือผสมน้ำพุวิญญาณลงในถังน้ำ พอทำแบบนี้ไม่เพียงบำรุงและปรับสมดุลของร่างกาย แต่ยังทำให้อาหารมีรสชาติอร่อยกว่าเดิม
ในความเป็นจริงยายเจิ้งก็ไม่ได้อายุมากสักเท่าไร อายุประมาณ50ปีต้นๆ เมื่อก่อนสูญเสียบุตรชายและบุตรสาวทั้งสองคนในเวลาไล่เลี่ยกัน รวมกับความทุกข์ยากในชีวิต สองสามีภรรยาคู่นี้จึงโดนทรมานเหมือนคนอายุเจ็ดสิบแปดสิบปี หลังได้ดื่มน้ำพุวิญญาณไปสิบกว่าวัน กอปรกับการได้กินดีอยู่ดี เรี่ยวแรงจึงกลับมาอีกครั้ง แม้แต่ผิวพรรณก็ดูอ่อนเยาว์ขึ้นไม่น้อย
หลินเว่ยเว่ยไม่อยากทำลายความปรารถนาในการหาเงินของยายเจิ้ง เมื่อปริมาณการตุ๋นเนื้อของอีกฝ่ายเพิ่มมากขึ้น นางก็ให้หยาเอ๋อร์และซัวถัวไปช่วยเป็นลูกมือในเวลาที่พวกเขาว่างงาน เมื่อเป็นเช่นนี้กำไรจากการขายเนื้อตุ๋นในแต่ละวันของยายเจิ้งก็เพิ่มขึ้นเป็น500กว่าอีแปะ !
หยาเอ๋อร์เห็นยายเจิ้งอายุขนาดนี้แล้วยังมีแรงสู้ชีวิต นางติดตามมาด้วยเพราะอยากช่วยหลินเว่ยเว่ยและไม่ได้ตามมาเป็นภาระของเจ้านาย นางเรียนทำเค้กพุทราแดงเป็นแล้ว แต่ละวันจึงอบเค้กพุทราแดงสองสามเตาแล้ววิ่งไปขายยังตลาดสดฝั่งตะวันออกที่อยู่ห่างไกลกว่าหน่อย
ฝั่งตะวันออกร่ำรวย ฝั่งตะวันตกสูงศักดิ์ ทิศใต้ยากจน ทางเหนือต้อยต่ำ ฝั่งเมืองตะวันออกมีแต่คนร่ำรวยอาศัยอยู่ เค้กพุทราแดงรสชาติอร่อยและยังช่วยบำรุงม้ามกับกระเพาะ ถึงแม้ราคาจะแพงกว่าหน่อยก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ออก
เค้กพุทราแดงชิ้นขนาดประมาณฝ่ามือ มีราคาอยู่ที่5อีแปะ ส่วนต้นทุนแค่2อีแปะเท่านั้น ตอนเริ่มแรกหยาเอ๋อร์นำไปขาย50ชิ้น ขายได้ถึงตอนสายก็เก็บแผงกลับบ้านมาพร้อมเงิน250อีแปะแล้ว
เค้กพุทราแดงรสชาติหอมอร่อยเนื้อนุ่มลิ้น เป็นที่นิยมยิ่งกว่าขนมอบแบบดั้งเดิมในหมู่ผู้สูงอายุและพวกเด็กๆ กอปรกับราคาไม่แพง ลูกค้าประจำจึงเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงเล่าลือก็ถูกป่าวประกาศออกไป มีคนชราที่กระเพราะและม้ามไม่ดีจำนวนมาก พอกินเค้กพุทราแดงเข้าไปแล้ว ความวิตกกังวลกับกระเพาะที่ไม่ค่อยดีของพวกตนตลอดเวลานานหลายปีก็ค่อยๆทุเลา คนที่มาซื้อจึงเริ่มเยอะขึ้นกว่าเดิม
หยาเอ๋อร์เพิ่มปริมาณจาก50ชิ้นในตอนแรกเป็น100ชิ้น แต่ก็ยังไม่พอขายอยู่ดี แผงที่นางจะไปขายทุกวันมี ลูกค้ามาเข้าแถวยาวเยียดตั้งแต่เช้าตรู่
ตอนที่ 512: นี่คือความโหดร้ายในสังคมศักดินา
สิ่งที่เมืองหลวงไม่ขาดแคลนที่สุดก็คือผู้มีฐานะร่ำรวย ในแต่ละวันจะมีคนมาสั่งจองเค้กพุทราแดงของหยาเอ๋อร์จำนวน8ชิ้นหรือ 10ชิ้นบ้าง แค่ปริมาณในการสั่งจองของลูกค้าก็เกือบ100ชิ้นเข้าไปแล้ว !
หยาเอ๋อร์ทำงานจนหัวหมุน ตอนเช้าออกไปขายของ พอตกเที่ยงเค้กพุทราแดงก็ขายหมดแล้ว ช่วงบ่ายยังมายุ่งกับการทำเค้กพุทราแดงต่ออีก ชีวิตเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง
เงินที่หามาได้ก็ถูกยกให้หลินเว่ยเว่ยทั้งหมด ในแต่ละเดือนรับไปเพียงเงินเดือนจำนวน1ตำลึงเงินเท่านั้น ตอนที่นางทำงาน หลินเว่ยเว่ยก็เข้ามาช่วยเหมือนกัน แต่เงินพวกนี้เป็นเงินที่หยาเอ๋อร์หากลับมาด้วยความยากลำบาก หลินเว่ยเว่ยจึงตัดสินใจจะไม่รับไว้
ซัวถัวและหยาเอ๋อร์ค่อนข้างหวาดกลัว “นายหญิงรอง ตอนพวกเราออกมาจากฉือหลี่โกวพร้อมกับพวกท่าน ก็คิดจะติดตามท่านชั่วชีวิต ท่านเห็นเราเป็นคนนอกแบบนี้เพราะไม่ชอบพวกเราแล้วคิดจะไม่รับเราไว้ใช่หรือไม่ ?”
เจียงโม่หานวางตำราในมือลง จากนั้นก็หันไปถามทั้งสองคนว่า “พวกเจ้าคิดจะมาติดตามเราจริง ถึงแม้จะขายตัวเป็นทาสก็ยอมหรือ ?”
ซัวถัวและหยาเอ๋อร์หันมาสบตากัน เรื่องพวกนี้ทั้งสองได้ตัดสินใจตั้งแต่ตอนอยู่ที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวแล้ว เจียงโม่หานสอบได้อันดับหนึ่งของเยวี่ยนซื่อและเซียงซื่อติดต่อกันสองสนาม อนาคตในวันข้างหน้าจะต้องไร้ขีดจำกัดแน่นอน ใครก็บอกว่าคนเฝ้าประตูของเรือนขุนนางขั้นเจ็ด อย่างไรก็ดีกว่าทำไร่ทำนาอยู่ในหุบเขา
ส่วนหลินเว่ยเว่ยก็มีหัวการค้าสุดๆ แม้จะเป็นหัวหน้าคนงานให้นาง ก็ทำให้คนแย่งหน้าที่นี้กันแล้ว…หลิวว่ายจื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแล้วไม่ใช่หรือ ? ส่วนพวกตนทั้งสองไม่ได้เป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรี แม้จะต้องขายตัวเป็นทาสให้อีกฝ่าย ขอเพียงพวกตนสองสามีภรรยาจงรักภักดี พวกเจ้านายก็ไม่มีทางปฏิบัติแย่ๆใส่แน่นอน
“ขายตัวเป็นทาส ? เรื่องนี้ไม่ต้องหรอกกระมัง ?” ในสายตาของหลินเว่ยเว่ยคือถ้ายังไม่ถึงคราวที่อับจนหนทางจริงๆ ใครจะอยากเป็นทาสให้ผู้อื่น ?
ส่วนเจียงโม่หานที่มีฐานะเป็นคนในยุคโบราณกลับมีความคิดอีกแบบ ในสายตาของเขาคือซัวถัวและหยาเอ๋อร์ คนหนึ่งเชื่อฟัง อีกคนทำงานหนักได้ ตัวเขาและเสี่ยวเว่ยต้องการบ่าวรับใช้ที่บ่มเพาะจนกลายเป็นคนสนิทได้จริง วันหน้าพอมีอำนาจอยู่ในมือแล้วก็จะไม่ไร้คนให้เลือกใช้สอย
ทว่าประสบการณ์ในชาติก่อนทำให้เขาไม่เชื่อใจใครง่ายขนาดนั้น จึงต้องมีสัญญาซื้อขายทาสอยู่ในมือ ถึงจะกล้าใช้งานอีกฝ่ายอย่างวางใจ
เจียงโม่หานพูดกับหลินเว่ยเว่ยว่า “พวกทาสก็เปลี่ยนกลับมาเป็นสามัญชนได้ ขอแค่พวกเขามีใจที่จงรักภักดี วันหนึ่งก็คืนสถานะให้พวกเขา ให้ลูกๆของพวกเขาได้มีอนาคต ถือว่าเหมาะสมแล้ว…”
พอซัวถัวและหยาเอ๋อร์ได้ยินแบบนั้นก็นึกดีใจ…เมื่อมีคำพูดนี้ของเจียงเจี้ยหยวนแล้ว ลูกๆของพวกตนในอนาคตก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนบิดามารดาไปตลอดชีวิต ไม่ต้องทำนาทำไร่เลี้ยงชีพและคอยฝากท้องไว้กับสวรรค์ ! ความตั้งใจเดิมที่พวกตนเลือกจะตามออกมา ก็ไม่ได้เป็นเพราะเรื่องนี้หรือ ?
ในเวลานั้น ทั้งสองคนไม่สนใจคำโน้มน้าวของหลินเว่ยเว่ยและตามเจียงโม่หานไปทำสัญญาซื้อขายตัวเป็นทาส คนหนึ่งเป็นผู้ติดตามให้เจียงโม่หาน รับหน้าที่เป็นคนขับรถม้า ส่วนอีกคนติดตามรับใช้ข้างกายหลินเว่ยเว่ย และคอยฟังคำสั่งนาง ในจังหวะที่ประทับรอยนิ้วมือบนสัญญาซื้อขายทาส หัวใจของซัวถัวและหยาเอ๋อร์ถึงได้สงบลง…ในที่สุดพวกตนก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าจะโดนไล่กลับหมู่บ้านฉือหลี่โกวและต้องไปหากินกับพื้นดินดังเดิม !
หยาเอ๋อร์นำเงินที่หามาได้ในช่วงสองวันนี้ยกให้หลินเว่ยเว่ย แม้จะไม่อยากรับเงินพวกนี้สักเท่าไร แต่หลินเว่ยเว่ยก็ยังรับไว้อยู่ดี…สำหรับพวกทาส นอกจากเงินเดือนและเงินรางวัลแล้ว รายได้ที่หามาทั้งหมดต้องยกให้เจ้านาย เฮ้อ ! นี่คือความโหดร้ายในสังคมศักดินา !
เมื่อเข้าเดือนสิบเอ็ด อากาศในเมืองหลวงหนาวขึ้นทุกวัน เสื้อกันหนาวที่บัณฑิตหนุ่มและหลินจื่อเหยียนใช้ในปีก่อนก็ตัวสั้นขึ้นเป็นคืบหนึ่งแล้ว เด็กหนุ่มอายุ15-16ปี อยู่ในวัยกำลังเติบโต หลินเว่ยเว่ยเริ่มรู้สึกผิดที่กล่อมให้นางเฝิงมาเมืองหลวงไม่ได้ เพราะฝีมือเย็บปักของตนไม่ได้เรื่องเลย จึงได้แต่ไปซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปตามท้องตลาดมาให้บัณฑิตทั้งสอง !
เป็นธรรมดาที่เวลาหลินเว่ยเว่ยออกไปเดินถนน องครักษ์น้อยอย่างเจียงโม่หานและหลินจื่อเหยียนจะตามไปด้วย เสื้อผ้าในร้านละแวกนี้หลินเว่ยเว่ยไม่ค่อยชอบสักเท่าไร พวกนางจึงเปลี่ยนไปเดินที่เมืองฝั่งตะวันออก…ที่นั่นมีเศรษฐีอยู่ค่อนข้างมาก สินค้าจึงมีให้เลือกหลากหลายกว่า
หลินจื่อเหยียนนึกถึงในช่วงหลายวันมานี้ พี่รองไม่รู้กำลังเล่นอะไรอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะถามนางว่า “พี่รอง ช่วงหลายวันมานี้ท่านเอาแป้งชนิดต่างๆมาผสมกันทำไมหรือ ? ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่ ? ของกินใช่หรือไม่ ?”
หลินเว่ยเว่ยกลอกตาใส่เขา “รู้จักแต่เรื่องกิน ! เจ้ามาเมืองหลวงไม่ได้มาเพื่อเล่น สามปีต่อจากนี้ถ้ายังสอบเซียงซื่อไม่ผ่านอีก เจ้าก็กลับไปทำนาที่บ้านได้เลย !”
“พี่รอง ! วันทั้งวันข้าโดนคู่หมั้นของท่านบอกให้อ่านตำรา คัดตัวอักษร เขียนบทความตลอด หรือท่านไม่เห็น ? ข้ารู้สึกว่าเตรียมตัวสอบมากกว่าพี่เขยรองด้วยซ้ำ ท่านดูพี่เขยรองสิ วันทั้งวันเขาเอาแต่ทำอะไร ? ไม่ออกไปเดินเล่นก็หมกตัววาดรูปอยู่ในห้อง…มีสภาพเหมือนคนจะสอบในฤดูใบไม้ผลินี้ที่ไหนกัน ?” เพื่อปกป้องตัวเองแล้ว หลินจื่อเหยียนยังไม่ลืมที่จะลากคนอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย
“คนที่ยังสอบเซียงชื่อไม่ผ่าน ไม่มีสิทธิ์ว่าคนอื่น !” หลินเว่ยเว่ยถือว่ายังมีความมั่นใจในตัวคู่หมั้นหนุ่ม…แม้วันทั้งวันเขาจะเอาแต่นั่งกินนอนกิน ทว่ายังมีแผนการอยู่ในใจเสมอ ไม่ทำให้เสียตำแหน่งอันดับหนึ่งในการสอบฮุ่ยซื่อของเดือนสองที่จะมาเยือนแน่นอน !
รถม้าหยุดลง ณ บริเวณร้านขายเสื้อผ้าของเมืองฝั่งตะวันออก หลินเว่ยเว่ยพูดกับซัวถัวว่า “ไปดูทางหยาเอ๋อร์ว่าต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือเปล่า แล้วตอนเที่ยงมารับพวกเราที่หมิงหยวนซวน” หมิงหยวนซวนเป็นโรงน้ำชาที่มีชื่อเสียงของเมืองฝั่งตะวันออก
แม้จะเดินดูติดต่อกันมาสองร้านแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ยังไม่ชอบแม้แต่ร้านเดียว ทันใดนั้นคนหนุ่มที่แต่งกายอยู่ในชุดบัณฑิตด้านข้างก็พูดกับสหายว่า “ได้ยินว่า ‘ร้านขายเสื้อผ้าฝูอี๋’ มีขนสัตว์ชนิดหนึ่งที่หนากว่าผ้าฝ้าย2ชั้น การสอบในฤดูใบไม้ผลิกำหนดกฎไว้ว่าจะใส่เสื้อผ้าชุดเดียวได้แค่สามชั้นเท่านั้น สหายร่วมห้องของพวกเราไม่น้อยก็พากันไปซื้อขนสัตว์ชนิดนี้ !”
บัณฑิตอีกคนพูดว่า “ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน ทว่าขนสัตว์ชนิดนี้มาจากทุ่งหญ้าจึงมีจำนวนไม่มาก ไม่รู้ว่ายังเหลือให้ซื้อหรือเปล่า”
“ไปดูก่อนเถิด อาจยังพอเหลืออยู่ก็ได้ !” ทันใดนั้นบัณฑิตไม่กี่คนก็รีบเดินผ่านพวกหลินเว่ยเว่ยและตรงไปยังร้านขายเสื้อผ้าฝูอี๋
หลินเว่ยเว่ยขมวดคิ้ว “บัณฑิตน้อย การสอบในฤดูใบไม้ผลิมีกฎแบบนี้ด้วยหรือ ? เสื้อกันหนาวที่ข้าถักให้เจ้าถือเป็นเสื้อผ้าชุดเดียวหรือเปล่า ?”
เจียงโม่หานพยักหน้า “เสื้อผ้าชุดเดียวก็คือเสื้อผ้าที่ไม่มีช่องกระเป๋าด้านในเพราะอาจเกิดการโกงข้อสอบขึ้นได้ เสื้อไหมพรมถักเพียงชั้นเดียวต้องเป็นเสื้อผ้าชุดเดียวอยู่แล้ว”
“กลางเดือนสอง อากาศในเมืองหลวงยังหนาวขนาดนั้น พวกบัณฑิตจะทนกันไหวหรือ ?” หลินเว่ยเว่ยหันไปมองร่างกายอันบอบบางของเจียงโม่หาน จากนั้นก็ต้องถอนหายใจด้วยความกังวล
เจียงโม่หาน “…” สายตาของเจ้าหมายความว่าอย่างไร ? ร่างกายข้าแข็งแรงดีจะตาย ไม่จำเป็นต้องกังวลหรอก ขอบใจมาก ! แต่…
“ในแต่ละปีจะมีบัณฑิตล้มป่วยจำนวนไม่น้อยและถูกหามออกมากว่าครึ่ง ยังมีพวกที่อดทนจนสอบเสร็จแล้วก็ป่วยจนลุกไม่ขึ้น แต่ที่น่าเสียดายยิ่งกว่านั้นคือมีรายชื่อติดบนกระดานแล้วคนกลับไม่มีชีวิตอยู่ได้ชื่นชม…” เจียงโม่หานนึกถึงตัวเองในชาติก่อน ตัวเขาก็เกือบผ่านมาไม่ได้แล้ว
“ถ้าอย่างนั้น เหตุใดไม่เปลี่ยนกฎ ? ให้คนสวมเสื้อผ้าหนาๆหน่อย” หลินเว่ยเว่ยรู้สึกเศร้าใจ…บัณฑิตที่เอาแต่อ่านตำราพวกนี้ก็อ่อนแอเกินไปหน่อย ! ภายในสามเดือนต่อจากนี้นางจะต้องทำอาหารเพื่อปรับสมดุลร่างกายให้แก่บัณฑิตน้อย บำรุงตัวเขาให้มากไปเลย !
หลังจากเศร้าใจเสร็จแล้ว หลินเว่ยเว่ยก็ดึงตัวบัณฑิตน้อยไปยังร้านขายเสื้อผ้าฝูอี๋ “ไป ไปตัดชุดหนาๆให้เจ้าสองชุด จะได้เอาไว้ใส่ตอนสอบ !”
เมื่อพวกนางมาถึงร้านขายเสื้อผ้าฝูอี๋ ก็พบว่าด้านในเต็มไปด้วยผู้คนเบียดกันไปมาอย่างคึกคัก บรรยากาศไม่แพ้งานวัดเลย หลินเว่ยเว่ยพาบัณฑิตทั้งสอง ‘ฝ่าห้าด่าน สังหารหกขุนพล’ จนเข้าถึงด้านในร้าน พอสอบถามจึงได้รู้ว่าขนสัตว์ผืนหนาๆนั้นขายหมดแล้ว…
[1] ฝ่าห้าด่าน สังหารหกขุนพล เป็นประโยคที่ใช้กับกวนอูในวรรณกรรมสามก๊ก เอ่ยถึงเหตุการณ์ตอนกวนอูเดินทางฝ่าห้าด่านเพื่อกลับไปหาเล่าปี่ตามคำสัญญาที่เคยขอกับโจโฉไว้ก่อนจะยอมสวามิภักดิ์ชั่วคราว
ตอนที่ 513: โอ้! บังเอิญเหลือเกิน
ผ่านไปไม่นาน ที่หน้าประตูร้านขายเสื้อผ้าฝูอี๋ก็มีป้ายแดงเขียนคำว่า ‘ผ้าขนสัตว์เนื้อหนา ขายหมดแล้ว’ แขวนไว้ หลินเว่ยเว่ยเดินออกมาจากร้านด้วยความโมโหทันที เสื้อผ้าถูกกำจนยับไปหมด แม้แต่เส้นผมน้อยๆที่ฟูขึ้นมาบนศีรษะก็ยังโค้งงอด้วยความอ่อนแรง
“หืม ? เป็น…หลินกู่เหนียงใช่หรือไม่ ?” ทันใดนั้นน้ำเสียงแห่งความสงสัยก็ดังเข้าหูของนาง…น้ำเสียงช่างคุ้นหูเหลือเกิน
หลินจื่อเหยียนหันไปมอง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “ชิงเฟิง ? เหตุใดเจ้ามาอยู่ที่นี่ ?”
คำพูดนี้เป็นชิงเฟิงต่างหากที่ควรจะถาม ? ทันใดนั้นใบหน้าของชิงเฟิงก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแสนอบอุ่น “ร้านขายเสื้อผ้าฝูอี๋แห่งนี้เป็นกิจการของตระกูลลู่ ข้าน้อยมาส่งสินค้าขอรับ…”
“นี่เป็นร้านขายเสื้อผ้าสกุลลู่ของพวกเจ้า ? บังเอิญจริงๆเลย !” หลินจื่อเหยียนพูด
ชิงเฟิงหัวเราะฮ่าฮ่า “ใช่ขอรับ บังเอิญมาก ! ตอนข้าน้อยและคุณชายกลับจากทุ่งหญ้าแล้วก็ไปหาพวกท่านที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวด้วยนะขอรับ แต่ฮูหยินหลินบอกว่าพวกหลินกู่เหนียงพาเจียงเจี้ยหยวนมาสอบที่เมืองหลวง คุณชายของพวกเรายังบอกว่าไม่รู้จะมีโชคได้เจอกับพวกท่านที่เมืองหลวงหรือเปล่า คาดไม่ถึงว่าจะได้มาเจอกันที่นี่…หลินกู่เหนียง ท่านเห็นแล้วชอบอันไหนก็บอกมาได้เลยขอรับ คิดเสียว่าเป็นของขวัญที่คุณชายรองของพวกเรามอบให้ท่าน !”
เจ้าช่างใจกว้างกับคนอื่นจริงๆ ! ทันใดนั้นผมเส้นน้อยบนศีรษะของหลินเว่ยเว่ยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง “ชิงเฟิง ในบรรดาสินค้าที่เจ้านำมาส่ง มีขนสัตว์เนื้อหนาอยู่บ้างหรือเปล่า ?”
“มีขอรับ ! ไปทุ่งหญ้าคราวนี้ นอกจากขนสัตว์ที่ค่อนข้างล้ำค่าแล้ว คุณชายรองยังเหมาซื้อพวกขนสัตว์เนื้อหนามาด้วย เมื่อครู่หลงจู๊บอกว่าช่วงเดือนนี้มีแต่ลูกค้ามาถามหาขนสัตว์เนื้อหนา จนจะเหยียบธรณีประตูร้านเราพังอยู่แล้วขอรับ ! การตัดสินใจของคุณชายรองช่างหลักแหลมยิ่งนัก !”
ในแววตาของชิงเฟิงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ…ใครบอกว่าคุณชายรองค้าขายไม่เป็น ? ดูเถิด แค่กำไรของขนสัตว์เนื้อหนาก็เท่ากับกำไรหนึ่งปีของร้านเสื้อผ้านี้แล้ว !
หลินเว่ยเว่ยหัวเราะคิกคักขึ้นมาทันที “ถ้าเช่นนั้นก็เยี่ยมไปเลย ถือว่าไม่ได้มาเสียเที่ยว !”
ไฉนเลยชิงเฟิงจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลินกู่เหนียงจึงมาร้านขายเสื้อผ้าแล้วเจาะจงจะดูขนสัตว์เนื้อหนา เขาหันไปมองคุณชายท่าทางสง่างามและเปี่ยมไปด้วยประกายอำนาจด้านข้างของนาง…เจียงโม่หาน ต้นฤดูใบไม้ผลินี้คุณชายเจียงต้องเข้าร่วมการสอบฮุ่ยซื่อ ไม่ต้องพูดเลยว่าขนสัตว์เนื้อหนาจะต้องเตรียมไว้เพื่อคนผู้นี้อย่างแน่นอน
“เจียงเจี้ยหยวน หลินกู่เหนียง คุณชายหลิน เชิญด้านในขอรับ !” ชิงเฟิงเชิญคนเข้ามาในห้องรับรองของร้านขายเสื้อผ้าฝูอี๋…ห้องนี้ถูกเตรียมไว้เพื่อรับรองแขกสูงศักดิ์ที่จะมาเลือกเสื้อผ้าโดยเฉพาะ ต่อจากนั้นเขาก็ลากพนักงานคนหนึ่งออกไปคุย หลังสั่งงานเสร็จแล้วก็กลับเข้ามาในห้องรับรองอีกครั้ง
หลงจู๊ร้านเสื้อผ้าและพนักงานในร้านทำตัวสุภาพกับชิงเฟิงมาก ใครใช้ให้ชิงเฟิงเป็นบ่าวรับใช้คนสนิทของคุณชายรองกันเล่า ? เมื่อก่อนไม่ว่าจะเป็นคนรับใช้ในสกุลลู่หรือพนักงานในร้านเสื้อผ้าก็มักดูแคลนบ่าวรับใช้ของคุณชายรองอย่างพวกชิงเฟิงและหลางเยว่ทั้งนั้น เพราะแม้ว่าคุณชายรองจะเป็นคนจิตใจดี แต่ไม่มีพรสวรรค์ด้านการค้า ! ทุกครั้งที่ออกไปทำงานก็จะประสบความสำเร็จน้อยมาก และก็เป็นเพราะความมั่งคั่งของตระกูลลู่ วงศ์ตระกูลจึงไม่ต้องล้มละลายเพราะเขา ดังนั้นการติดตามเจ้านายแบบนี้จะไปมีอนาคตอะไร ?
คาดไม่ถึงว่าหลังจากคุณชายรองเดินทางไปตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อส่งเครื่องลายครามแล้ว ตอนกลับมาก็เหมือนคนที่ได้รู้แจ้งอย่างไรอย่างนั้น เมล็ดสนปากอ้าที่เขาขนกลับมาก็โด่งดังในเมืองหลวงมาก ขณะใกล้ถึงช่วงที่เมล็ดสนจะเก็บเกี่ยวได้ของปีนี้ก็มีคนสกุลใหญ่มาถามไถ่และจับจองกันไว้เรียบร้อย
เมล็ดสนปากอ้า 1หมื่นชั่ง นี่เพิ่งผ่านไปแค่หนึ่งเดือนกว่าๆ ก็ขายได้กว่าครึ่งแล้ว ยึดตามความรวดเร็วนี้แล้วมันต้องเหลือไม่ถึงช่วงสิ้นปีแน่นอน ! โชคดีที่คุณชายรองบอกว่ายังมีของชุดที่สองอีก…
ปีก่อน ภาคเหนือประสบภัยแล้งอย่างหนัก มีพ่อค้าไม่น้อยที่ต้องทำตามคำสั่งของทางการคือขนข้าวสารจากทางใต้ขึ้นเหนือ คุณชายรองแย่งไปเปิดร้านขายข้าวสารราคาถูกที่เมืองจงโจว
เดิมทีก็เป็นการค้าที่ไม่ได้หวังผลกำไรอยู่แล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่าคนไม่เอาไหนอย่างคุณชายรองจะกล้าเสี่ยงเข้าทุ่งหญ้าและนำสินค้าอันเป็นที่ต้องการกลับมาจำนวนมาก โดยเฉพาะขนสัตว์เนื้อหนาก็แทบจะเป็นสินค้าแย่งชิงกันของบัณฑิตที่เข้าร่วมการสอบฮุ่ยซื่อด้วยซ้ำไป ! แค่สินค้าชนิดนี้ก็สร้างกำไรให้ตระกูลลู่ถึง20เท่าแล้ว!
‘การรู้แจ้ง’ ของคุณชายรองทำให้ตำแหน่งบ่าวรับใช้อย่างชิงเฟิงและหลางเยว่ก็สูงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเดินไปที่ใดก็มีแต่คนนับถือและอิจฉา…
“ไปเอาขนสัตว์ที่คุณชายรองนำกลับมา หยิบออกมาอย่างละม้วนแล้วให้คุณชายเจียงและพวกหลินกู่เหนียงได้เลือก !” ชิงเฟิงออกคำสั่งกับพนักงานในร้าน แล้วตัวเองก็ไปชงชาชั้นดีมาให้ทั้งสามคน
หลงจู๊คว้าตัวชิงเฟิงไว้แล้วถามเบาๆว่า “น้องชิงเฟิง ทั้งสามคนในห้องรับรองมีฐานะอะไรกัน ? เจ้าถึงกับต้องดูแลด้วยตัวเองเช่นนี้ ?”
ชิงเฟิงตบบ่าหลงจู๊ “ด้านในเป็นผู้มีพระคุณของคุณชายรอง ! พูดแบบนี้ก็แล้วกัน ถ้าไม่มีพวกเขาก็ไม่มีคุณชายรองในวันนี้ ท่านทำตาให้สว่างหน่อย ต่อไปเวลาเจอก็ต้อนรับให้ดี คุณชายรองย่อมไม่ลืมให้รางวัลตอบแทนท่านแน่นอน !”
หลงจู๊ก็เป็นคนเฉลียวฉลาดเหมือนกัน เขาซื้อขนมสองสามอย่างจากร้านขนมข้างทางแล้วยกขึ้นไปที่ห้องรับรอง
หลินเว่ยเว่ยมองขนสัตว์หลากสีที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของพวกชนเผ่าแล้วจินตนาการถึงเวลาที่มันอยู่บนตัวบัณฑิตน้อย ทันใดนั้นนางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “บัณฑิตน้อย เจ้าคิดว่าลายนี้เป็นอย่างไร ? แดงๆเขียวๆ เป็นสิริมงคลจะตายไป ! เอาไปทำชุดให้เจ้าสักชุด เวลาใส่ออกมาแล้วจะได้ไม่เหมือนเจ้าคนเดิม !”
“ถ้าเจ้าคิดว่าดีก็ซื้อไปตัดชุดให้ตัวเองก่อนเถิด ผ้านี้ยังช่วยรักษาความอบอุ่นได้ไม่เลว !” ไฉนเลยเจียงโม่หานจะมองไม่เห็นความขี้เล่นในแววตาเด็กน้อย เขาจึงยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากนาง…ซนจริงๆ !
ชิงเฟิงก็มองออกว่าลวดลายแบบนี้ไม่เหมาะกับเจียงโม่หาน จึงพูดพร้อมรอยยิ้ม “ด้านหลังยังมีแบบสีเดียวอยู่ เป็นของที่คุณชายรองสั่งจองมาจากชนเผ่าเมื่อปีที่แล้วขอรับ”
เป็นอย่างที่คิดว่าผ่านไปไม่นานนัก พนักงานก็ขนผ้าสีเดียวหลายม้วนออกมาจากด้านใน มีสีดำ สีน้ำเงิน สีฟ้าและสีขาวน้ำนม หลังลองเทียบดูแล้วหลินเว่ยเว่ยก็เลือกสีฟ้าและสีขาวน้ำนมมาสองสี จากนั้นนางก็หันไปมองผ้าขนสัตว์ที่มีสีสันสดใสแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาถามเจียงโม่หานว่า “เจ้าแน่ใจว่าจะไม่ลองเปลี่ยนรูปแบบการแต่งตัวดูใหม่ ?”
“ขอบคุณในความหวังดี แต่ไม่ดีกว่า ! ทว่าสีสันพวกนี้ดูเหมาะกับเจ้าดี !” เจียงโม่หานเลือกผ้าขาวลายดอกสีแดงให้นาง หากนำไปทำเป็นเสื้อครึ่งตัว พร้อมกับเย็บขนสัตว์สีขาวลงไปและสวมเสื้อคลุมทับ ก็จะช่วยรักษาความอบอุ่นและดูขี้เล่นด้วย
ขณะมองบัณฑิตน้อย ในสมองของหลินเว่ยเว่ยก็มีเสื้อคลุมแบบใหม่ปรากฎขึ้น โดยปกเสื้อเอียงและตัวเสื้อยาวเข้ารูป นางจึงให้ชิงเฟิงไปหยิบกระดาษกับพู่กันมา เพราะอยากจะวาดเสื้อผ้าที่อยู่ในใจออกมา แต่พู่กันไม่เคลื่อนไหวตามใจคิด ภาพวาดของนางจึงออกมาดูน่ากลัวมาก ท้ายที่สุดนางก็ให้เจียงโม่หานเป็นคนวาด ต้องปรับแก้กันหลายต่อหลายครั้งจนในที่สุดก็ได้ภาพวาดอย่างที่นางต้องการ
เจียงโม่หานอดไม่ได้ที่จะใช้ด้ามพู่กันตีหน้าผากนาง “ปกติบอกให้เจ้าฝึกเขียนอักษรมากๆหน่อย เจ้าก็มักหาข้ออ้างตลอด ดูเถิด แม้แต่พู่กันก็ใช้ไม่เป็นแล้ว !”
“ตอนนี้อักษรจากพู่กันขนห่านของข้าพัฒนาขึ้นแล้วไม่ใช่หรือ ? ข้าก็แค่ใช้พู่กันแบบดั้งเดิมวาดภาพไม่เป็น!” หลินเว่ยเว่ยเถียงกลับ
“เป็นหลินกู่เหนียงจริงๆด้วย !” ลู่เหวินจวินผลักประตูเข้ามา ขณะมองทั้งสามคนในห้อง เขาก็พูดด้วยรอยยิ้มสดใส “ข้าได้ยินเสียงอันทรงพลังของหลินกู่เหนียงมาแต่ไกลเลยล่ะ !”
“คุณชายลู่ เหตุใดท่านจึงทั้งดำและผอมขนาดนี้ ? เหมือนผู้ลี้ภัยชาวแอฟริกา…นี่ถ้าเจอกันบนถนน ข้าจำท่านไม่ได้แน่นอน !” หลินเว่ยเว่ยมองเขาด้วยความห่วงใย…ไม่ได้ป่วยใช่ไหม ? ต้องทราบก่อนว่าในยุคสมัยนี้แค่เป็นไข้หวัดก็อันตรายถึงชีวิตแล้ว
ตอนที่ 514: คนบ้านเจ้านั่นแหละไม่รู้หนังสือ
“ไม่อยากพูดถึงเลย ! ทำการค้าไม่ใช่เรื่องง่าย ! ยังไม่เอ่ยถึงเรื่องกินนอนบนทุ่งหญ้า ระหว่างทางได้กินอาหารที่แย่กว่าอาหารหมู ตื่นเช้ายิ่งกว่าไก่ขัน งานยุ่งยิ่งกว่าสุนัข…”
หลังจากระบายความลำบากที่ได้เผชิญมาเสร็จแล้ว ลู่เหวินจวินยังพูดต่อ “ขากลับ ตอนผ่านเขตเริ่นอัน ข้าไปที่หมู่บ้านฉือหลี่โกวมาด้วย พอได้รู้ว่าหลินกู่เหนียงกับเจียงเจี้ยหยวนมาที่เมืองหลวง ข้าก็รีบเดินทางกลับแบบข้ามวันข้ามคืน สุดท้ายก็ไม่ใช่ทำตัวเองให้เหนื่อยจนผอมเลยหรือไร !”
เขายกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาซดจนหมดภายในอึดใจเดียว…นี่เป็นของที่ชิงเฟิงเตรียมไว้ให้พวกหลินเว่ยเว่ย โชคดีที่ยังไม่ทันได้ดื่ม
พอถอนหายใจแล้วลู่เหวินจวินก็ยังพูดต่อ “ข้าออกจากบ้านเดือนห้า แต่เช้านี้เพิ่งได้กลับเข้าเมืองหลวงอีกรอบ ไปรอบหนึ่งก็ใช้เวลาถึงครึ่งปี กินไม่ดีนอนไม่สบาย ไม่ผอมก็แปลกแล้ว จริงสิ ! ข้าเพิ่งเข้าไปนั่งในบ้าน ท่านแม่ก็ยกเค้กพุทราแดงเข้ามาหนึ่งถาด ลักษณะเหมือนของร้านหนิงจี้ไม่มีผิด หลินกู่เหนียง ร้านหนิงจี้มาเปิดที่เมืองหลวงตั้งแต่เมื่อใด ?”
“ไม่ได้เปิด ! เค้กพุทราแดงนั้นข้ากับหยาเอ๋อร์ทำกันเล่นๆ เพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าเล็กน้อย” หลินเว่ยเว่ยคาดไม่ถึงว่าเค้กพุทราแดงที่หยาเอ๋อร์ทำขายจะไปถึงบ้านตระกูลลู่ รู้แล้วว่าเหตุใดช่วงนี้จำนวนการสั่งจองถึงเพิ่มมากกว่าเดิม !
“ฝีมือของหลินกู่เหนียงไม่มีอะไรให้ติเลย หากท่านมาเปิดร้านขนมหรือร้านอาหารที่เมืองหลวงก็จะต้องขายดิบขายดีแน่นอน ! และข้าก็จะชวนพวกสหายไปอุดหนุนท่านทุกวัน !” วันเวลาที่ลู่เหวินจวินอยู่ในทุ่งหญ้าก็คิดถึงอาหารฝีมือหลินเว่ยเว่ยมาก แม้แต่เนื้อแผ่น เนื้อเส้นและของต่างๆที่เอาไปด้วยก็ยังไม่พอให้หายอยาก
หลินเว่ยเว่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้ยังไม่มีโครงการ คุณชายลู่กลับมาคราวนี้คงจะไม่ออกไปแล้วใช่หรือไม่ ?”
ลู่เหวินจวินพยักหน้า “ภายในครึ่งปีนี้ไม่คิดจะออกไปแล้ว ! ข้าไม่ใช่บุตรคนโตของตระกูลที่ต้องทำตัวเองให้มีร่างกายเป็นเหล็กเพื่อคอยหาเงินจนไม่สนใจชีวิต !”
หลินเว่ยเว่ยทิ้งที่อยู่ของบ้านเช่าเอาไว้ แล้วพูดกับเขาว่า “หากท่านอยากกินอาหารใดก็มาหาพวกเราได้ แต่ว่า…วัตถุดิบต้องเอามาเอง ! ฐานะของพวกเรายากจนนัก กลัวว่าจะโดนท่านกินจนสิ้นเนื้อประดาตัว !”
อันที่จริงคำพูดประโยคหลังเป็นเพียงการล้อเล่น แต่คุณชายรองลู่คนนี้กลับคิดจริง เขามาหาที่บ้านเช่าพร้อมไก่ ปลา เนื้อและไข่เป็นระยะ ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือน ร่างกายที่เคยผอมแห้งก็กลับมาอวบอิ่มอีกครั้ง แถมยังอ้วนขึ้นหลายจินด้วย !
จนมารดาของลู่เหวินจวินคิดว่าตนเลี้ยงดูบุตรมาเพื่อคนอื่นแล้ว แต่ละวันไม่เคยอยู่ติดบ้าน ปากก็มักพูดถึง ‘หลินกู่เหนียง’ บ่อยครั้ง อีกฝ่ายหมั้นหมายแล้ว ไม่มีที่สำหรับบุตรชายผู้โง่เขลาของนางอีก แต่เจ้านี่ก็ยังไปหาอีกฝ่ายทุกวัน คู่หมั้นของหลินกู่เหนียงไม่ไล่เขาออกมา ก็ถือว่าใจกว้างมากแล้ว !
ผ้าและขนสัตว์สองสามชนิดที่หลินเว่ยเว่ยเลือกไว้รวมกับค่าตัดเย็บเสื้อผ้า ลู่เหวินจวินให้เปล่าทั้งหมด แต่หลินเว่ยเว่ยยืนกรานจะจ่ายเงิน ลู่เหวินจวินจึงหัวร้อนหน้าแดงหูแดงและแทบลงไปกลิ้งกับพื้นทันที บอกว่าหลินเว่ยเว่ยไม่เห็นตนเป็นสหาย !
สุดท้ายเงินก็ไม่ได้ถูกจ่ายออกไป หลินเว่ยเว่ยรู้สึกเกรงใจ หลังจากทำชาผลไม้บำรุงเลือดลมและเสริมความงามเสร็จแล้ว นางก็ส่งไปให้สกุลลู่อย่างละสองโถ แน่นอนว่าไม่ลืมส่งขนมต่างๆไปให้ลู่เหวินจวินด้วย!
วันแล้ววันเล่าผ่านพ้นไป หลินเว่ยเว่ยไม่ค่อยอยากออกจากบ้านสักเท่าไร ในแต่ละวันเอาแต่หมกตัวทำ ‘ถุงสร้างความร้อน’ อยู่ในลานบ้าน และก็มีความก้าวหน้าเร็วมากด้วย ทว่านางไม่ค่อยพอใจกับอุณหภูมิและระยะเวลาในการทำความร้อนสักเท่าไร จึงมุ่งมั่นพัฒนาต่อไป
หลังจากเข้าสู่เดือนสิบสอง ในที่สุดคนที่ฮ่องเต้หยวนชิงส่งไปแดนเหนือก็กลับมา หลังได้ทราบผลลัพธ์แล้วพระองค์ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะคาดไม่ถึงว่าเจียงเจี้ยหยวนที่สง่างาม หล่อเหลาและมากความสามารถคนนั้นต่างหากจึงจะเป็นบุตรที่พลัดพรากไปสิบกว่าปีของหมินอ๋อง และสาเหตุที่จี้หยกนั้นไปอยู่ในมือหลินเว่ยเว่ย ก็เพราะมอบให้ในฐานะของหมั้น…
ไม่รู้ว่าหลังจากหมินอ๋องผู้มั่นใจหนักหนาว่าหลินเว่ยเว่ยเป็นสายเลือดของตระกูลจ้าวได้รู้ความจริงแล้ว จะมีสภาพเป็นอย่างไร ! ทว่าฮ่องเต้หยวนชิงกลับมีแผนของตน คือยังไม่ได้บอกความจริงต่อหมินอ๋องทันทีและเลือกเสด็จไปหาเจียงโม่หานแทน
ณ ห้องส่วนตัวของโรงน้ำชาแห่งหนึ่งในฝั่งเมืองตะวันออก เจียงโม่หานมองฮ่องเต้หยวนชิงที่เรียกตนออกมาอย่างลับๆ หลังทำความเคารพแล้วเขาก็นั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม…เขารู้ว่าอย่างไรวันนี้ต้องมาถึง จึงไม่ได้ตกใจหรือประหลาดใจ เพียงทำตัวสงบนิ่งเท่านั้น
ฮ่องเต้หยวนชิงนำจี้หยกที่ไม่ทราบว่าเอามาจากหลินเว่ยเว่ยตั้งแต่เมื่อใดออกมาให้เจียงโม่หานดู “จี้หยกชิ้นนี้ เจียงเจี้ยหยวนคงจำได้กระมัง ?”
ทันใดนั้นสีหน้าของเจียงโม่หานก็เปลี่ยนไป น้ำเสียงก็เคร่งเครียดและโมโหพอสมควร “จี้หยกนี้ติดตัวเว่ยเอ๋อร์ตลอดเวลา เหตุใดจึงมาอยู่ในมือใต้เท้าหวงได้ขอรับ ?”
เต๋อฉวนรีบเอ่ยเตือนอยู่ด้านข้าง “เจียงเจี้ยหยวน จะเสียมารยาทต่อฝ่าบาทไม่ได้ !”
“ฝ่าบาท ?” คาดไม่ถึงว่าฮ่องเต้หยวนชิงประสงค์จะเปิดเผยฐานะเร็วขนาดนี้ เจียงโม่หานไม่รู้จะพูดอะไรต่อพักใหญ่ แต่ในสายพระเนตรของฮ่องเต้หยวนชิงคือสภาพของเขาเป็นปกติมาก
“เจียงเจี้ยหยวนไม่ต้องกังวล ! ทั้งจี้หยกของนางหนูหลินที่เจ้ามอบให้นาง และจี้หยกชิ้นนี้ล้วนมาจากมือเจิ้นทั้งนั้น เจ้าจะจำผิดก็พอเข้าใจได้ ส่วนจี้หยกของเจ้า ตอนนี้ยังอยู่บนคอนางหนูหลิน !” ฮ่องเต้หยวนชิงทอดพระเนตรสำรวจเด็กหนุ่มมากความสามารถตรงหน้า คิดไม่ตกว่าเหตุใดถึงไปชอบนางหนูหลิน ไม่ได้บอกว่านางหนูหลินไม่ดี แต่…ทั้งสองคนเหมือนอยู่กันคนละโลก
คนหนึ่งพากเพียรศึกษา สง่างาม หล่อเหลาและความสามารถเหนือมนุษย์ อีกคนหนึ่งศาสตร์ทั้งสี่แขนงทำไม่เป็นสักอย่าง แม้แต่อักษรตัวเต็มก็รู้จักไม่กี่ตัว (หลินเว่ยเว่ย “เจ้าน่ะสิไม่รู้ตัวอักษร คนบ้านเจ้านั่นแหละไม่รู้หนังสือ ! ชาติก่อนนางเป็นนักศึกษาดีเด่นของมหาวิทยาลัยเกษตรจีนเชียวนะ เคยผ่านสนามสอบที่เทียบเท่ากับการเป็นจิ้นซื่อในสมัยโบราณของพวกเจ้ามาแล้ว !”)
คนหนึ่งเป็นบัณฑิตอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง อีกคนเป็นสาวชาวป่าชาวเขาที่มีพลังมหาศาลและชอบก่อเรื่อง (หลินเว่ยเว่ย “ใครชอบก่อเรื่อง ? นางก็แค่ทวงความยุติธรรมและมีหัวใจกล้าหาญ ชอบช่วยเหลือคนอื่น ถ้าไม่ใช่เพราะนางชอบเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน ตาเฒ่าฮ่องเต้อย่างเจ้าก็คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงเบื้องหน้าบัณฑิตน้อยแล้วมาพูดนินทาเกี่ยวกับเรื่องของนาง ?”)
คนสองคนที่ดูเข้ากันไม่ได้เลย กลับมาอยู่ด้วยกันและยังมีความรักใคร่ของคนหนุ่มสาวอย่างลึกซึ้ง อาจเป็นเพราะบุปผาแต่ละชนิดมีความงดงามในแบบของมัน ! ขณะที่ฮ่องเต้หยวนชิงกำลังดำริเช่นนี้…
เจียงโม่หานก็จ้องจี้หยกในพระหัตถ์อย่างเงียบๆ “ฝ่าบาทจะตรัสว่าจี้หยกที่กระหม่อมพกติดกายมาตั้งแต่กำเนิดนั้นเป็นของที่พระองค์สลักขึ้นเอง ? หรือว่าชาติกำเนิดของกระหม่อมจะมีสิ่งใดพิเศษพ่ะย่ะค่ะ ?”
ฮ่องเต้หยวนชิงพยักดวงพักตร์ด้วยความชื่นชม “เจียงเจี้ยหยวนฉลาดตามคาด ! สมแล้วที่เจิ้นให้ความสำคัญต่อเจ้า ! จี้หยกชิ้นนี้หมินอ๋องได้ไปจากมือเจิ้นเอง และยังส่งต่อให้หมินหวางเฟย นางคลอดบุตรก่อนกำหนดและได้พลัดพรากกับทารกในสนามรบ จี้หยกชิ้นนี้ก็หายสาบสูญไปด้วย !”
สีหน้าของเจียงโม่หานยังคงเดิม เขายังรักษาความนิ่งเงียบไว้ได้ จากนั้นก็เงยหน้ามองฮ่องเต้หยวนชิง “ในเมื่อพระองค์มาหากระหม่อม ก็คงมั่นพระทัยในชาติกำเนิดของกระหม่อมแล้ว ?”
“ใช่ ! นางเฝิงที่เป็นคนเลี้ยงดูเจ้าก็คือสาวใช้คนสนิทของหมินหวางเฟย ส่วนเจ้าคือบุตรที่หายสาบสูญไปนานของตำหนักหมินอ๋อง !” ฮ่องเต้หยวนชิงทอดพระเนตรอีกฝ่ายพร้อมรอยแย้มพระโอษฐ์
เจียงโม่หานเงียบไปสักพัก ก่อนจะค่อยๆพูดขึ้นมาว่า “ฝ่าบาท เรื่องนี้กะทันหันเกินไป ขอให้กระหม่อมค่อยๆทำความเข้าใจก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ !”
ไม่ผิดจากที่คาดไว้เลย ! บัณฑิตจากครอบครัวยากจนคนหนึ่งจู่ๆก็กลายเป็นทายาทขุนนางผู้สูงศักดิ์ จะยังสงบนิ่งอยู่ได้อย่างไร ? แม้เจียงโม่หานมีนิสัยเย็นชาและสุขุม แต่ถ้าไม่มีอาการใดเลยก็คงทำให้คนอื่นสงสัยแทน ในสายพระเนตรของฮ่องเต้หยวนชิงคือการตอบสนองเช่นนี้ของอีกฝ่ายถึงจะเป็นเรื่องปกติที่สมควรเกิดขึ้น
ตอนที่ 515 มอบชีวิตอิสระแก่นาง
ฮ่องเต้หยวนชิงแย้มพระสรวลออกมาเบาๆ “ก่อนหน้านี้ที่ฟู่หวางของเจ้า…หมายถึงหมินอ๋องไปหาพวกเจ้าอีก เขาคงสร้างปัญหาให้พวกเจ้ากระมัง ? เขาคิดว่าคู่หมั้นของเจ้าเป็นบุตรสาวที่พลัดพรากไปและยังพูดอย่างมั่นอกมั่นใจกับเจิ้นว่า หากนางหนูหลินไม่ใช่บุตรสาวของเขา ก็จะยืนเอาแขนต่างเท้าแล้วกินเค้กพุทราแดง ! ไม่รู้ว่าจะยังทำตามคำพูดนี้อยู่หรือเปล่า !”
เจียงโม่หานรู้ว่าฮ่องเต้หยวนชิงไม่เคยตรัสสิ่งใดโดยไร้จุดมุ่งหมายมาก่อน การที่มาตรัสเรื่องพวกนี้จะต้องมีจุดประสงค์บางอย่างแน่นอน เจียงโม่หานพยักหน้า “ช่วงที่ได้พบกันในระยะนี้ ด้วยนิสัยของเว่ยเอ๋อร์ก็มีหลายจุดที่เหมือนกับหมินอ๋องอยู่จริงพ่ะย่ะค่ะ แถมนางยังมีคุณสมบัติของนักรบ การได้เข้าพระเนตรหมินอ๋องก็ถือว่าเป็นโชคของนางแล้ว”
“ทว่าดูเหมือนครั้งนี้หยูอันจะต้องผิดหวัง !” ฮ่องเต้หยวนชิงเน้นพระสุรเสียงขณะทอดพระเนตรเจียงโม่หาน
“ที่จริง…ฝ่าบาทไม่ต้องทำให้เขาผิดหวังก็ได้พ่ะย่ะค่ะ !” เจียงโม่หานไม่อยากพลาดโอกาสนี้ เขานำการตัดสินใจที่คิดไว้นานแล้วมาเปิดเผยให้ฮ่องเต้หยวนชิงได้รับฟัง
ฮ่องเต้หยวนชิงทอดพระเนตรเขาด้วยความประหลาดใจแล้วถามว่า “เจ้าหมายความว่า…จะยกชาติกำเนิดของตนให้นางหนูคนนั้น ? เจ้าต้องคิดให้ดี เพราะเมื่อเข้าไปในตำหนักหมินอ๋องแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ได้มีฐานะเป็น ‘จวิ้นอ๋อง’ เจ้าทำใจยอมสละให้ผู้อื่นได้หรือ ?”
“เว่ยเอ๋อร์ไม่ใช่คนอื่น นางเป็นคู่ชีวิตที่จะอยู่กับกระหม่อมตลอดไป ! ฝ่าบาทคงเข้าพระทัยนิสัยของนางแล้ว นางเป็นคนจิตใจดีและไร้เดียงสาเกินไป ดังนั้นจะต้องมีผู้หนุนหลังที่แข็งแกร่งมากพอ ถึงจะทำให้นางไม่ต้องทนแบกรับความอยุติธรรม แม้กระหม่อมจะมั่นใจว่าตนมีความสามารถมากพอ แต่ก็ต้องใช้เวลา ดังนั้นฐานะจวิ้นจู่ (ท่านหญิง) น้อยของตำหนักหมินอ๋อง สามารถทำให้นางมีชีวิตอย่างอิสระและไร้กังวล…”
เจียงโม่หานนึกถึงตอนที่เด็กน้อยเพิ่งไปล่วงเกินหมินอ๋องในช่วงเวลานั้น คนที่ขี้เล่นและชอบยิ้มแย้มขนาดนั้นกลับเอาแต่หลบอยู่ในบ้านเช่าหลังเล็กๆทุกวัน มีเพียงช่วงที่เขาออกนอกบ้านเป็นเพื่อนเท่านั้นถึงจะยอม เพราะนางกลัวจะก่อเรื่องให้เขา ในช่วงเวลานั้นเขาปวดใจสุดๆ ! และตัดสินใจแล้วว่าจะยอมแบกรับความทุกข์แทนนาง
ฮ่องเต้หยวนชิงขมวดพระขนง “แล้วเจ้าไม่กลัวว่าหลังจากที่นางได้เป็นท่านหญิงแห่งตำหนักหมินอ๋องแล้วจะรังเกียจบัณฑิตยากจนอย่างเจ้า หรือว่าหมินอ๋องไม่ชอบบัณฑิตอ่อนแออย่างเจ้าแล้วหาคู่หมั้นคนใหม่ให้นาง ?”
“นางไม่ใช่คนแบบนั้นพ่ะย่ะค่ะ ! เว่ยเอ๋อร์เป็นคนยึดมั่นถือมั่น หมินอ๋องไม่มีทางโน้มน้าวการตัดสินใจของนางได้” เจียงโม่หานคลี่ยิ้มบางๆ เขาเชื่อว่าหลินเว่ยเว่ยก็เชื่อมั่นในตัวเขา !
ฮ่องเต้หยวนชิงนึกระอา…เริ่มปวดเศียรเวียนเกล้าเพราะความรักของคนหนุ่มสาว ! ไม่รู้ว่ามันเป็นเหตุให้คนผู้หนึ่งเปลี่ยนแปลงได้มากเพียงใด ! ช่างเถิด คิดว่าเป็นบททดสอบของคู่รักหนุ่มสาวคู่นี้ก็แล้วกัน !
“เจ้าคิดให้ดี ! หากเจ้ายอมรับบรรพบุรุษ เบื้องหลังจะมีตำหนักหมินอ๋องคอยหนุน อนาคตในวันข้างหน้าจะต้องราบรื่นแน่นอน แต่ถ้าครั้งนี้ละทิ้งฐานะจริงไปแล้ว เจ้าจะเป็นเพียงบัณฑิตธรรมดา ได้แต่พึ่งพาความสามารถของตนแล้วค่อยๆเดินไปไขว่คว้าความสำเร็จที่ปรารถนา ในระหว่างนี้มันจะทั้งช้าและยากลำบาก…เจ้ามั่นใจจริงหรือ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงตรัสถามอีกรอบ
เจียงโม่หานตอบกลับอย่างไม่ลังเล เขาพยักหน้าพลางทูลว่า “ทางเดินต้องค่อยๆเดินทีละก้าว ถึงจะเดินได้อย่างมั่นคงและยาวไกลพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีความมั่นใจว่าสามารถพึ่งพาความสามารถของตนแล้วสร้างอนาคตขึ้นมาได้ !”
“ดี ! นับว่ามีความทะเยอทะยาน !” ดวงเนตรของฮ่องเต้หยวนชิงมีความชื่นชมมากกว่าเดิม เมื่อเทียบกับบุตรขุนนางไม่เอาไหนในเมืองหลวงที่คิดแต่จะพึ่งพาฐานะของบรรพชนและใช้ชีวิตอย่างมีความมั่นคงในราชสำนักแล้ว บุตรชายคนนี้ของหมินอ๋องทำให้ฮ่องเต้หยวนชิงพอพระทัยมาก
เมื่อเจียงเจี้ยหยวนคนนี้ไม่เข้าตำหนักหมินอ๋อง ฮ่องเต้หยวนชิงก็จะสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกกว่าเดิม เนื่องจากถ้ามีการสนับสนุนจากตระกูลแม่ทัพและขุนนางระดับสูงของต้าเซี่ยพร้อมกันเช่นนี้ แม้ฮ่องเต้หยวนชิงจะไว้วางพระทัย แต่ขุนนางอวดดีเหล่านั้นในราชสำนักจะไม่ยอมเห็นด้วยแน่นอน
พอนึกถึงตาเฒ่าหัวโบราณเหล่านั้นแล้ว ฮ่องเต้หยวนชิงก็รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันที…คนที่สามารถใช้งานได้ในเวลานี้ช่างมีอยู่น้อยนิด ปล่อยให้วางมาดในราชสำนักไปก่อนสักพักแล้วกัน !
“ประเดี๋ยวเรื่องนี้ เจิ้นจะช่วยจัดการเอง ! สอบฤดูใบไม้ผลินี้เจ้าเตรียมตัวไปถึงไหนแล้ว ? มีความมั่นใจเพียงใด ?” หลังได้รู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของอีกฝ่ายแล้ว ดวงเนตรของฮ่องเต้หยวนชิงที่ใช้มองเขาก็เหมือนมองคนรุ่นหลังของราชวงศ์ สุรเสียงที่ใช้ตรัสถามก็ใจดียิ่งกว่าตอนตรัสกับเหล่าองค์ชายเสียอีก
“กระหม่อมจะทำสุดความสามารถ ไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวังแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ !” เจียงโม่หานตอบกลับโดยไม่เผยพิรุธ !
…....
หลังออกมาจากโรงน้ำชาแล้ว เจียงโม่หานก็เงยหน้ามองแสงอาทิตย์อันเจิดจ้าพร้อมกำหมัดแน่นสักพักหนึ่ง…ในชาตินี้เขาจะต้องเดินได้ไกลและสูงกว่าชาติก่อน !
รถม้าจากตระกูลร่ำรวยคันหนึ่งค่อย ๆ แล่นผ่านตัวเขาไป ฉินเยี่ยนหรานเลิกม่านรถม้าขึ้นเพื่อชมทิวทัศน์ด้านนอก แต่มันกลับทำให้นางไม่อาจละสายตาไปทางใดได้อีก นางเห็นอะไรน่ะหรือ ? เห็นเทพเซียนตกลงมาจากสวรรค์หรือไร ?
แสงแดดในฤดูหนาวส่องกระทบใบหน้าอันไร้จุดบกพร่องของเขา ผิวแทบจะเปล่งประกายออกมา คิ้วอันงดงามแต่ไม่ใช่ของสตรี ถูกปกปิดเป็นครั้งคราวจากปอยผมใต้ขมับที่กำลังสั่นไหวไปมา นัยน์ตาคู่งามมีชีวิตชีวาแต่ดูลึกลับยากหยั่งถึง ทำให้คนเต็มใจที่จะดื่มด่ำไปกับมัน จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางได้รูป เป็นโครงหน้าอันไร้ที่ติ…แม้แต่จิตรกรที่เก่งกาจก็ไม่อาจวาดใบหน้าของเขาให้ออกมาอย่างสมบูรณ์ได้ ฉินเยี่ยนหรานไม่เคยเห็นบุรุษที่ดูหล่อเหลาและอ่อนโยนขนาดนี้มาก่อน !
นางเขินอายจนหน้าแดงทันที แต่ดวงตายังจับจ้องอยู่ที่บุรุษรูปงามดังเดิม นางกระซิบกับมู่ชิวสาวใช้คนสนิทสองสามประโยค ทันใดนั้นมู่ชิวก็รีบบอกให้คนขับรถม้าหยุดรถแล้วรีบกระโดดลงจากรถม้าทันที
เจียงโม่หานเลือกที่จะเดินแทนการนั่งรถม้า เขาค่อยๆเดินกลับบ้าน…ใช่ สถานที่ใดมีนางอยู่ ก็นับว่าเป็นบ้าน ! ทันใดนั้นก็มีสาวใช้หน้าตาสะสวยคนหนึ่งเข้ามาขวางทางไว้
หลังได้เห็นใบหน้าของเขาอย่างเต็มตาแล้ว แววตาของมู่ชิวก็ดูมีความประหลาดใจเล็กน้อยและดูเคลิบเคลิ้มไปชั่วระยะหนึ่ง นางเอาแต่จ้องเขาโดยไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดอย่างไรดี คิ้วอันงดงามของเจียงโม่หานขมวดจนเป็นปม เขาเดินเลี่ยงนางออกมาแล้วเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหน้าเร็วกว่าเดิม…ถ้าเว่ยเอ๋อร์มาเห็นฉากนี้เข้า นางจะต้องบอกว่าเขาใช้ใบหน้าดึงดูดภมรอีกแน่นอน !
หลังจากมู่ชิวขาดสติไปพักหนึ่ง ผ่านไปไม่นานนางก็กลับมามีสติอีกครั้ง นางเห็นบัณฑิตรูปงามเดินออกไปไกลแล้วจึงรีบเดินตามไป “บัณฑิตน้อย หยุดก่อนเจ้าค่ะ !”
เจียงโม่หานขมวดคิ้วมุ่นกว่าเดิม แววตาเย็นชาราวกับน้ำแข็ง…บัณฑิตน้อยเป็นคำเรียกของเว่ยเอ๋อร์เท่านั้น สาวใช้ที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าจะมาเรียกข้าแบบนี้ได้อย่างไร ?
มู่ชิวตกใจต่อแววตาของเขาจนต้องถอยออกมาหนึ่งก้าว นางเอ่ยถามอย่างระวัง “คะ…คุณชายน้อยเป็นบัณฑิตที่เดินทางมาสอบยังเมืองหลวงหรือเจ้าคะ ?”
“ใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่…แล้วอย่างไร ?” แม้แต่มอง เจียงโม่หานก็ไม่อยากมอง เขายกเท้าจะเดินต่อไปข้างหน้า…
“มู่ชิว เจ้ากำลังคุยกับใครอยู่ ?” ฉินเยี่ยนหรานลงมาจากรถม้าแล้วเดินเข้ามาหาสาวใช้พลางแสร้งถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ทันใดนั้นคิ้วของเจียงโม่หานก็ขมวดแน่นกว่าเดิม…เพราะในน้ำเสียงนี้ฟังแล้วมีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝงและเสแสร้งสิ้นดี อย่างไรเว่ยเอ๋อร์ของเขาก็ดีกว่า เป็นธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง
ฉินเยี่ยนหรานเห็นบัณฑิตรูปงามไม่แม้แต่จะชายตามองนาง ได้แต่เชิดหน้าและใช้ท้ายทอยมองนางแทน จึงเข้าใจผิดว่ามู่ชิวพูดอะไรที่ไม่เหมาะสมออกไปจนทำให้เขาไม่พอใจ ฉินเยี่ยนหรานถลึงตาใส่มู่ชิว ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า “คุณชาย ข้าสั่งสอนบ่าวไม่ดีเอง ทำให้สาวใช้ล่วงเกินคุณชายแล้ว ไม่ทราบว่าคุณชายมีชื่อแซ่อันใด บ้านอยู่หนใด วันหน้าข้าจะได้ไปขออภัยถึงบ้าน !”
ตอนที่ 516: นางปิศาจแสนโอหัง กล้ายั่วยวนบัณฑิตน้อยของข้า
“ไม่จำเป็น แค่พวกเจ้าสองนายบ่าวไม่มาให้เห็นหน้าอีก ก็ดีมากแล้ว !” สำหรับสตรีที่นอกเหนือจากหลินเว่ยเว่ยแล้วเจียงโม่หานไม่เคยมีความอดทนให้มาโดยตลอด สตรีที่เข้ามาขวางทางเขาอย่างมีเจตนาแอบแฝงเช่นนี้ ยิ่งทำให้เขาไม่ปิดบังอารมณ์ความรู้สึก
หลังได้รับสัญญาณลับจากคุณหนูของตนแล้ว มู่ชิวก็รีบตวาด “เจ้าคนโอหัง ! รู้หรือไม่ว่าคุณหนูของพวกเราเป็นใคร ? นาง…”
เจียงโม่หานพูดแทรก “ไม่รู้ ไม่เคยรู้และยิ่งไม่อยากรู้ ! ถอยไป เจ้าขวางทางข้าอยู่ !”
คราวนี้ฉินเยี่ยนหรานแทบเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าไว้ไม่อยู่ มู่ชิวพูดเสียงเข้ม “บังอาจ ! คุณหนูของพวกเราเป็นถึงบุตรสาวฮูหยินรองของท่านซื่อฝู่ (รองหัวหน้าเหล่าขุนนาง อยู่ต่ำกว่าโฉวฝู่) ! ข้าแนะนำให้เจ้ารีบขออภัยคุณหนูของเราดีกว่า ไม่อย่างนั้นระวังอนาคตของเจ้าจะพังพินาศ”
“หืม ?” เจียงโม่หานเหลือบมองสองนายบ่าวช้าๆ ก่อนจะพูดด้วยเสียงเย็นชา “ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าคุณหนูเรือนรองของซื่อฝู่ก็สามารถเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับอนาคตของบัณฑิตได้ เจ้าอย่าลืมว่าเบื้องบนของซื่อฝู่ยังมีโฉวฝู่อยู่ ส่วนเบื้องบนของโฉวฝู่ก็คือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ! หากซื่อฝู่อยากใช้ฝ่ามือข้างเดียวปิดแผ่นฟ้า ก็ยังต้องดูว่ามีความสามารถนั้นหรือเปล่า !”
ซื่อฝู่คนปัจจุบันมีนามว่า ฉินหยวนเจิ้น ฮึ ! ก็แค่ตั๊กแตนในฤดูใบไม้ร่วง อย่ามองว่าตอนนี้สามารถกระโดดโลดเต้นได้อย่างมีความสุขเลย อีกแค่5ปีก็จะโดนตัดสินโทษ ค้นจวนและยึดทรัพย์ ประหารชีวิตบ้าง เนรเทศบ้าง ส่วนคุณหนูฉินคนนี้ก็ตกต่ำกลายเป็นนางโลม ออกมาต้อนรับแขกและขายรอยยิ้มขายศิลปะ…สตรีที่มาขวางทางบุรุษกลางถนนเช่นนี้จะมีค่าได้อย่างไร !
สีหน้าของฉินเยี่ยนหรานเปลี่ยนไปทันที นางแค่นเสียงดุ “มู่ชิว หุบปากเดี๋ยวนี้ ! พอกลับไปแล้วก็ไปขอรับโทษจากแม่นมฟาง สาวใช้ในจวนไม่รู้ความ พอกลับไปแล้วข้าจะขายนางออกไปแน่นอน คุณชายได้โปรดอภัยให้ด้วย !”
“สาวใช้ก็แค่ทำตามที่นายสั่ง ไม่มีเจ้านายให้ท้าย ไฉนเลยจะกล้าทำตัวขาดสติเช่นนี้ ? มีนายอย่างไรก็มีบ่าวอย่างนั้น ซื่อฝู่คนนี้ ฮึ…” เจียงโม่หานแค่นเสียงเย็นชา จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกไปทันที
ใบหน้าที่แสนดูดีของฉินเยี่ยนหรานบิดเบี้ยวโดยพลัน นางง้างมือตบหน้ามู่ชิว “คนไม่ได้เรื่อง ทำให้เรื่องดีๆของข้าเสียการหมด !”
มู่ชิวปิดหน้าขณะร้องขอความเมตตา ฉินเยี่ยนหรานหันไปพูดกับผู้คุ้มกันข้างรถม้า “ไปสืบมาว่าบัณฑิตผู้นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เหตุใดจึงบังอาจจนไม่เห็นซื่อฝู่อยู่ในสายตา !”
คงไม่ใช่ญาติของขุนนางคนสำคัญคนไหนหรอกกระมัง ? ถ้าเป็นแบบนั้นจริง หากบิดารู้ว่านางมาหาเรื่องเขาก่อน พอกลับไปแล้วก็ไม่รู้จะโดนด่าอย่างไรบ้าง ! ฉินเยี่ยนหรานยังกัดฟันพูดกับมู่ชิวต่อ “กลับไปแล้วค่อยคิดบัญชีกับเจ้า !”
เหตุการณ์นี้ตกอยู่ในสายพระเนตรของฮ่องเต้หยวนชิงที่ประทับอยู่บนโรงน้ำชา พระองค์แค่นสุรเสียงดัง ฮึ “งามหน้าเหลือเกิน เจ้าซื่อฝู่ !”
ทว่าบุตรชายคนเล็กของหมินอ๋องก็น่าสนใจใช้ได้ เผชิญหน้ากับหญิงงามของเมืองหลวงอย่างฉินเยี่ยนหรานแล้วยังสามารถทำตัวเหมือนนักบวชไม่มีผิด แม้แต่ชายตามองยังไม่ทำ นิสัยนี้ได้มาจากหยูอันสิท่า !
เจียงโม่หานเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็โดนคุณชายในอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ามาขวางทางอีกรอบ “เจียงเจี้ยหยวน ฉินซื่อฝู่เป็นผู้ตรวจการประจำการสอบในครั้งนี้เชียว และยังเป็นขุนนางขั้นสองแห่งราชสำนักด้วย แม้เจ้าจะมีความสามารถเหนือผู้อื่น มีสิทธิ์สอบติดอันดับต้นๆ แต่การผิดใจกับเขาก็อาจสร้างอุปสรรคในอนาคตได้…”
“คุณชายหยวนพูดผิดแล้ว หากอนาคตต้องได้มาจากการประจบสอพลอ ไม่มีก็ช่างเถิด !” เดิมทีเจียงโม่หานก็เป็นคนหยิ่งยโสอยู่แล้ว ในเวลานี้แค่แสดงตัวตนแท้จริงออกมา ชาติก่อนเขาต้องอ่อนน้อมให้คนอื่น แต่ในชาตินี้เขาต้องยืนแผ่นหลังตั้งตรงให้ได้ !
หยวนเจี๋ยมองแผ่นหลังที่ทิ้งห่างไปของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกนับถือ รู้แล้วว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้ใบเบิกทางพิเศษจากฮ่องเต้ ก็เพราะมีความสามารถเหนือใคร ไม่กลัวผู้ทรงอำนาจ…คนแบบนี้ เป็นคนที่ราชสำนักต้าเซี่ยต้องการจริงๆ ! เจียงโม่หานที่เกิดจากครอบครัวฐานะยากจน ยังมีศักดิ์ศรีถึงขนาดนี้ ช่างเป็นแบบอย่างของบัณฑิตในยุคสมัยนี้อย่างแท้จริง !
“พี่หยวน คุณชายท่านนี้เป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงไม่เห็นซื่อฝู่อยู่ในสายตา !” สหายในกั๋วจื่อเจียนของหยวนเจี๋ยอดที่จะเอ่ยถามไม่ได้
หญิงงามแห่งเมืองหลวง มีรูปโฉมงดงามเหนือผู้คนและเป็นที่หมายปองของบุรุษในเมืองหลวง หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น การได้รับความชื่นชอบจากหญิงงามอย่างฉินกู่เหนียง จะยังไม่รู้สึกเป็นเกียรติอีกหรือ ? แต่คุณชายท่านนี้ไม่ปกปิดอารมณ์ของตน ช่างไม่รู้จักชั่วดีจริงๆ !
หยวนเจี๋ยหันไปมองสหายด้วยรอยยิ้มแล้วชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า “เขาน่ะหรือ ! เป็นผู้มีความสามารถที่คนผู้นั้นชื่นชม ! เคยได้ยินเรื่องกังหันน้ำกระดูกมังกรซึ่งหายสาบสูญไปหรือไม่ ? เขาไม่เพียงสร้างออกมาได้ แต่ยังปรับปรุงมันโดยใช้พลังงานลมในการขับเคลื่อน วิธีกรองน้ำรูปแบบใหม่ของกองทัพก็มาจากเขาเช่นกัน ! แล้วยังมีวิธีเขียนบัญชีรูปแบบใหม่ที่กรมคลังใช้ในเวลานี้ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาเหมือนกัน…”
“ว่าอย่างไรนะ ? เรื่องพวกนี้มาจากคนผู้เดียว ? รู้แล้วว่าเหตุใดฮ่องเต้ถึงให้ความสำคัญ ! ภาพวาดกังหันน้ำกระดูกมังกรมาจากบัณฑิตในหุบเขาแดนเหนือผู้หนึ่ง ฮ่องเต้เรียกเขามาที่เมืองหลวงก็เพราะอยากใช้งานเขาหรอกหรือ ?” เข้าใจแล้วว่าเหตุใดจึงสามารถเข้าพระเนตรฮ่องเต้ได้ ดังนั้นย่อมมีสิทธิ์ทำตัวหยิ่งยโสอยู่แล้ว
“เจ้าพูดผิดแล้ว เขาไม่ได้โดนฮ่องเต้เรียกมาที่เมืองหลวง แต่เขามาสอบขุนนางต่างหาก ! จริงสิ ลืมบอกเจ้าไปว่าเขายังเป็นอั้นโฉ่วในการสอบเยวี่ยนซื่อของเมืองจงโจวและเจี้ยหยวนในการสอบเซียงซื่อเมืองเหอโจวจงโจวอีกด้วย !” ขณะมองสหายแล้วหยวนเจี๋ยก็หัวเราะออกมาเบาๆ
สวรรค์ ! เก่งขนาดนี้เชียวหรือ ! รู้แล้วว่าเหตุใดไม่เห็นซื่อฝู่อยู่ในสายตา ! ทว่าสายตาของเจ้าหมอนี่จะสูงเกินไปหน่อยหรือเปล่า ? หญิงงามแห่งเมืองหลวงยังไม่เข้าตา ไม่รู้ว่าต้องเป็นผู้หญิงแบบใดถึงจะทำให้เขาหวั่นไหวได้…หรือว่าเจ้าหมอนี่ใฝ่สูงจนอยากได้องค์หญิง ?
…...
“ฟู่หวงเพคะ วันนี้พระองค์เสด็จออกนอกวังอีกแล้วหรือ ? เหตุใดไม่พาลูกไปด้วย ? ครั้งก่อนพวกเราไม่ได้คุยกันแล้วหรือว่าหากพระองค์เสด็จออกจากวังก็จะพาลูกไปด้วย ?” องค์หญิงเจียวเจียวคือพระธิดาเพียงหนึ่งเดียวของฮ่องเต้หยวนชิงและกำลังจับพระหัตถ์ของฟู่หวงมาเขย่าอย่างออดอ้อน
ฮ่องเต้หยวนชิงโดนนางอ้อนจนหมดปัญญา สำหรับพวกองค์ชายแล้ว พระองค์เป็นบิดาที่เข้มงวด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพระธิดาแล้ว พระองค์ก็ไร้วิธีจัดการ ได้เพียงตรัสปลอบโยนด้วยสุรเสียงอ่อนหวาน “เจิ้นออกไปทำงาน คราวหน้าแล้วกัน…คราวหน้าจะต้องพาเจ้าไปด้วยแน่นอน !”
องค์หญิงเจียวเจียวมุ่ยพระโอษฐ์ “คำพูดนี้ ฟู่หวงตรัสมาตั้งกี่ครั้งแล้วเพคะ ! แต่ไม่ทำจริงสักครั้ง ถ้าเช่นนั้น…ขอให้ฟู่หวงประทานอนุญาตให้ลูกไปตำหนักหมินอ๋องด้วยเถิด ลูกจะไปเรียนต่อสู้กับหมินอ๋องเพคะ !”
พอเอ่ยถึงศิลปะการต่อสู้ ฮ่องเต้หยวนชิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดหัว องค์หญิงน้อยผู้แสนน่ารัก พลิกตำราก็ง่วง ศาสตร์ทั้งสี่แขนงก็ไม่เป็นท่า มีเพียงศิลปะการต่อสู้เท่านั้นที่สนใจ โดยเฉพาะการได้กราบหมินอ๋องเป็นอาจารย์ ซึ่งตำแหน่งของหมินอ๋องในใจนางอยู่สูงกว่าคนเป็นบิดาอย่างพระองค์เสียอีก…เรื่องนี้พระองค์ไม่มีทางทนได้ !
“ใช่ว่าให้หัวหน้าราชองครักษ์สอนเจ้าแล้วหรือ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงไม่อยากให้เจียวเจียวใกล้ชิดกับหมินอ๋องมากเกินไป เดือนนี้ไม่ได้เจอแค่ไม่กี่ครั้ง ก็เอาแต่พูดถึงทุกวัน หากให้เจียวเจียวไปเรียนต่อสู้กับอีกฝ่าย นางจะไม่ลืมฟู่หวงไปเลยหรือ !
เจียวเจียวยังเขย่าพระหัตถ์ของฟู่หวงด้วยความไม่พอใจ “หัวหน้าราชองครักษ์สิบนายยังสู้หมินอ๋องคนเดียวไม่ได้เลย ลูกจะเรียนกับอาจารย์ผู้ร้ายกาจที่สุดเพคะ !”
“เอ่อ…เจียวเจียว เกรงว่าช่วงนี้หมินอ๋องจะไม่มีเวลาสอนวิชาต่อสู้ให้เจ้าแล้ว !” ตอนนี้ฮ่องเต้หยวนชิงก็มีเหตุผลพอดิบพอดีที่จะใช้ปฏิเสธพระธิดา
องค์หญิงเจียวเจียวทูลถามด้วยความประหลาดใจ “ทำไมหรือเพคะ ? ที่ชายแดนมีสงครามอีกแล้วหรือเพคะ ?”
“ไม่ใช่ ! หมินอ๋องได้สูญเสียบุตรคนหนึ่งไปนานหลายปี แต่ตอนนี้หาเจอแล้ว !” ฮ่องเต้หยวนชิงเผยดวงเนตรแห่งรอยยิ้ม เพราะรู้สึกดีพระทัยแทนสหายด้วยใจจริง
หมินหวางเฟยที่กำลังใกล้คลอดแล้วยังช่วยล่อทหารกบฏออกไปแทนฮองเฮาจนเกิดเหตุการณ์คลอดก่อนกำหนด แทบทั้งวังหลังไม่มีใครไม่รู้เรื่องนี้ แม้องค์หญิงเจียวเจียวจะไม่ใช่ธิดาของฮองเฮา แต่ก็มีฮองเฮาเป็นผู้เลี้ยงดู สำหรับหมินหวางเฟยและเด็กที่คลอดในปีเดียวกับองค์รัชทายาทแล้ว นางรู้สึกซาบซึ้งใจมาก เพราะถ้าไม่มีพวกเขาแล้ว ฮองเฮาและองค์รัชทายาทที่อยู่ในพระครรภ์ก็ต้องตกอยู่ในอันตราย !
ตอนที่ 517: เกิดอะไรขึ้น นี่คือเหตุการณ์ประเภทใด ?
“หาเจอแล้วหรือเพคะ ? ถ้าเช่นนั้นก็วิเศษไปเลย ! หาเจอตั้งแต่เมื่อใด ? เขา ( นาง ) เป็นพี่ชายหรือพี่สาวเพคะ ?” เจียวเจียวดีใจจนลืมความขุ่นเคืองและความปรารถนาที่จะได้ออกไปนอกวังหลวงทันที
“นางเป็นพี่สาวที่ร้ายกาจมากคนหนึ่ง พูดไปแล้วก็แปลก พี่สาวคนนี้ยังเคยช่วยชีวิตเจิ้นไว้ด้วย !” ฮ่องเต้หยวนชิงยื่นขนมให้พระธิดา
เจียวเจียวรับมาถือไว้แล้วตรัสด้วยดวงเนตรเป็นประกาย “พี่สาวคนนี้ต่อสู้เป็นหรือไม่เพคะ ? ใครก็บอกว่าจวนแม่ทัพย่อมมีบุตรหลานเป็นพยัคฆ์ นางเก่งได้สักครึ่งของพี่ชายซื่อจื่อไหมเพคะ ?”
“ทั้งสองคนยังไม่เคยสู้กัน จึงไม่รู้ว่าใครเก่งกว่าใคร แต่นางมีพละกำลังมหาศาลตั้งแต่กำเนิด แค่มือเดียวก็ล้มอาชาพยศได้แล้ว ! จริงสิ นางเคยประมือกับหมินอ๋องถึง50กระบวนท่า แต่ยังไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ !” ฮ่องเต้หยวนชิงตรัสชมเรื่องพวกนี้ออกมาจากใจจริง…เด็กสาวคนหนึ่งสามารถทำเรื่องพวกนี้ได้ ถือว่าไม่ธรรมดา !
เจียวเจียวรีบคว้าโอกาสแล้วเปลี่ยนหัวข้อเป็นเรื่องกราบไหว้อาจารย์ทันที “ฟู่หวงเพคะ ได้โปรดอนุญาตให้ลูกออกจากวังด้วย ลูกจะไปตำหนักหมินอ๋องแล้วสาบานเป็นพี่น้องกับนาง จากนั้นให้นางสอนวิชาการต่อสู้ที่ร้ายกาจให้ลูก !”
พอฮ่องเต้หยวนชิงได้ยินแบบนั้นก็กลับมาปวดหัวอีกครั้ง “ตอนนี้ยังทำไม่ได้ เพราะพี่สาวคนนั้นยังไม่รู้ชาติกำเนิดของตน รอให้นางกราบไหว้บรรพชนแล้วเจ้าค่อยออกจากวัง ส่วนช่วงนี้ก็ทำตัวเป็นเด็กดีอยู่ในวังไปก่อน อย่าก่อเรื่อง เข้าใจหรือเปล่า ?”
“ฟู่หวง ลูกไม่ใช่พี่ชายเจ็ดสักหน่อย เคยก่อเรื่องตั้งแต่เมื่อใดกันเพคะ ?” องค์หญิงเจียวเจียวตรัสด้วยเสียงออดอ้อน
“เหตุใดข้าถึงได้ยินคนนินทาลับหลัง ? ดูท่าแล้วเค้กพุทราแดงที่ซื้อมาวันนี้ คงต้องเก็บกลับไปกินเองแล้วกระมัง !” องค์ชายเจ็ดค่อยๆก้าวเข้ามาในห้องโถงกลางพร้อมสุรเสียงที่ลากยาว
“พี่ชายเจ็ด วันนี้พระองค์ซื้อเค้กพุทราแดงมาอีกแล้วหรือเพคะ ? พี่ชายเจ็ดน่ารักจริงๆ รู้ว่าเจียวเจียวชอบกินเค้กพุทราแดงก็อุตส่าห์ซื้อเข้าวังมาโดยเฉพาะ พี่ชายเจ็ดน่ารักที่สุดเลย !” เจียวเจียวปล่อยพระหัตถ์ของฮ่องเต้หยวนชิงแล้วพุ่งเข้าไปหาองค์ชายเจ็ดเหมือนนกน้อยที่กำลังมีความสุข
องค์ชายเจ็ดยกห่อขนมให้สูงขึ้นกว่าเดิม “เมื่อครู่ใครกันที่บอกว่าข้าชอบก่อเรื่องต่อหน้าฟู่หวง ? ข้าก็คิดอยู่ว่าเหตุใดฟู่หวงถึงไม่ค่อยอยากพบข้า ที่แท้ก็เป็นเด็กน้อยอย่างเจ้ามาสาดโคลนใส่ข้าไว้นี่เอง เสียแรงที่รักเอ็นดูเจ้าจริงๆ !”
“หม่อมฉันเปล่า ! ที่ฟู่หวงไม่ยอมพบพระองค์ ไม่ได้เป็นเพราะพระองค์ชอบทำตัวไม่เอาไหนหรือไร ? นี่เรียกว่ารักวัวให้ผูก รักลูกให้ตีเพคะ !” เจียวเจียวรีบแก้ตัว ดวงเนตรจับจ้องห่อขนมเหมือนกับลูกแมวที่เห็นปลาย่าง
“เจ้าน่ะพูดเก่งตลอด ปากน้อยๆเอาแต่พูดไม่หยุด !” องค์ชายเจ็ดพ่ายแพ้เพราะดวงเนตรของนาง แต่ก่อนที่จะยื่นห่อขนมให้ก็ดึงหางเปียของนางเสียก่อน
พอองค์หญิงน้อยเจียวเจียวได้ห่อขนมมาถือแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที “ฟู่หวงทอดพระเนตรพี่ชายเจ็ดสิเพคะ ชอบรังแกลูกอยู่เรื่อย ดึงผมของลูกจนเจ็บไปหมดแล้วเพคะ !”
“เจ้าเจ็ด ถ้าเจ้าทุ่มเทกับงานเหมือนตอนออกไปเที่ยวเล่นและแกล้งน้องสาวบ้าง ก็คงไม่ต้องใช้ชีวิตเสเพลอยู่แค่ในกรมคลัง !” ฮ่องเต้หยวนชิงจ้ององค์ชายเจ็ดอย่างขัดเคือง…ดูเถิด จะยืนจะนั่งก็ดูไม่เป็นโล้เป็นพายสักอย่าง เกียจคร้านตัวเป็นขน แค่เห็นหน้าก็โมโหแล้ว !
องค์ชายเจ็ดประทับเก้าอี้ จากนั้นก็รินชาให้พระองค์เอง “เอ๋อร์เฉินใช้ชีวิตเสเพลตั้งแต่เมื่อใดพ่ะย่ะค่ะ ? ปีก่อนตอนไปบรรเทาทุกข์ที่ตะวันตกเฉียงเหนือและภาคเหนือ เอ๋อร์เฉินก็ไม่ได้ทำผลงานออกมาได้ดีมากหรือพ่ะย่ะค่ะ ?”
“นั่นใช่ผลงานของเจ้าหรือ ? นั่นเป็นเพราะจินเฉิงทำอะไรได้สุขุมรอบคอบ คอยช่วยชี้แนะเจ้าต่างหาก ? เฮอะ !” ฮ่องเต้หยวนชิงแค่นสุรเสียง “แล้วก็อีกอย่าง จินเฉิงโดนลอบสังหาร ร่างกายบาดเจ็บสาหัส นี่ยังเรียกว่าดีอีกหรือ ?”
“เอ๋อร์เฉินก็ไม่ได้ตรวจสอบพบว่าอดีตเจ้าเมืองจงโจวปกปิดเรื่องภัยแล้งหรือพ่ะย่ะค่ะ ? ราษฎรเมืองจงโจวล้มตายกันไปตั้งเท่าไหร่ ? หรือนี่ก็ไม่ใช่ผลงานของเอ๋อร์เฉิน ?” องค์ชายเจ็ดเถียงอย่างมีเหตุผล
“พอแล้ว แค่ผลงานเล็กๆน้อยๆ ก็เอาออกมาพูดตลอดเวลา แน่จริงเจ้าก็ทำมันอีกหลายๆเรื่องให้เจิ้นได้มองมุมใหม่บ้างสิ ! แม้แต่น้องสาวของเจ้ายังรู้ว่าเจ้าเอาแต่หยอกหมาหยอกไก่ไปวันๆทำตัวไม่เอาไหน !” ฮ่องเต้หยวนชิงถลึงดวงเนตรใส่พระโอรสแล้วรับเค้กพุทราแดงที่บุตรสาวมอบให้ด้วยความกตัญญูมาเสวย…หืม ? รสชาตินี้เหมือนกับขนมที่หยูอันนำเข้าวังไม่มีผิด เจ้าเจ็ดไปรู้จักนางหนูหลินตั้งแต่เมื่อใด ?
องค์ชายเจ็ดหันไปทอดพระเนตรองค์หญิงน้อยเจียวเจียว องค์หญิงน้อยเสวยขนมจนแก้มป่อง นางเหมือนกระรอกน้อยจอมตะกละ เมื่อเห็นพี่ชายเจ็ดหันมามอง นางก็รีบซ่อนขนมทันที ก่อนจะตรัสขึ้นมาเบาๆว่า “หม่อมฉันไม่ได้พูดนะ เป็นฟู่หวงตรัสเพคะ !”
ฮ่องเต้หยวนชิงกลืนเค้กพุทราแดงแล้วถามว่า “เจ้าเจ็ด ไปเอาขนมนี้มาจากไหน ?”
“ซื้อมาจากเมืองฝั่งตะวันออกพ่ะย่ะค่ะ !” แน่นอนว่าองค์ชายเจ็ดไม่มีทางบอกความจริงเรื่องที่พระองค์แย่งขนมนี่มาจากมือของท่านชายเจ้าสำราญอย่างหยูจวิ้นอ๋อง…ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่มีคนเข้าแถวซื้อขนมมากเกินไป ส่วนหยูจวิ้นอ๋องก็บังเอิญถือขนมเดินผ่านมาพอดี…
“เอาไปส่งให้หมู่โฮ่วของเจ้าหรือยัง ?” เดิมทีพระมารดาแท้ๆของ.องค์ชายเจ็ดเป็นนางกำนัลคนสนิทของฮองเฮา ดังนั้นองค์ชายเจ็ดไม่ใช่โอรสองค์แรกของฮองเฮา เด็กคนนั้นเติบโตได้แค่สี่ห้าชันษาก็เสียชีวิตแล้ว ในระหว่างที่ฮองเฮาตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกนั้น พระนางก็ยกนางกำนัลคนสนิทให้เป็นสนมของฮ่องเต้และในปีที่สองพระสนมก็ให้กำเนิดองค์ชายเจ็ดออกมา
ภายใต้ความโกลาหลของสงคราม พระสนมผู้จงรักภักดีคนนั้นได้สละชีพเพื่อช่วยฮองเฮาเอาไว้ ฮองเฮาจึงรับองค์ชายเจ็ดมาเลี้ยงไว้ข้างวรกาย แม้ทั้งสองไม่ใช่มารดาและบุตรแท้ๆ แต่ก็มีสายสัมพันธ์ที่ไม่แตกต่างไปเลย
องค์ชายเจ็ดยืดหลังตรงแล้วพยักดวงพักตร์ “เอ๋อร์เฉินไปที่ตำหนักคุนหนิงมาก่อนแล้วพ่ะย่ะค่ะ หมู่โฮ่วตรัสว่าเจียวเจียวมาที่พระตำหนักหยางซิน หลังคารวะและสนทนากับหมู่โฮ่วเสร็จแล้ว เอ๋อร์เฉินถึงได้ออกมาพ่ะย่ะค่ะ !”
ฮ่องเต้หยวนชิงพยักดวงพักตร์ ต่อจากนั้นหัวข้อก็ถูกเปลี่ยนกลับมาที่เค้กพุทราแดงอีกครั้ง “เจ้าเจ็ด เจ้าบอกว่าซื้อขนมนี้มาจากเมืองฝั่งตะวันออกใช่หรือไม่ ? หากหมินอ๋องรู้ว่า ‘บุตรสาว’ ตกต่ำถึงขั้นออกไปค้าขายเค้กพุทราแดงแล้วจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ก็นั่นแหละ นางหนูคนนั้นกับคู่หมั้นมาจากหมู่บ้านในหุบเขา จะมีเงินติดตัวเท่าไหร่กันเชียว ? แค่ค่าเช่าบ้านก็คงเหลือติดตัวอยู่ไม่เท่าไรแล้วกระมัง !”
หมินอ๋องทราบเรื่องแล้ว ! หมินอ๋องไม่ได้มีบุตรชายเพียงคนเดียว เพราะยังรับเลี้ยงบุตรสาวของทหารใต้บัญชาอีกหนึ่งคนในฐานะเป็นบุตรบุญธรรม แล้วฝากให้ฮูหยินผู้เฒ่าคอยเลี้ยงดู บุตรบุญธรรมคนนั้นได้ยินพี่สาวน้องสาวที่สนิทกันพูดว่าเค้กพุทราแดงไม่เพียงมีรสชาติอร่อย แต่ยังมีผลช่วยให้การบำรุงกระเพาะอาหารด้วย นางจึงให้สาวใช้ไปเข้าแถวแล้วซื้อกลับมาแสดงความกตัญญูต่อฮูหยินผู้เฒ่า
เมื่อหมินอ๋องเสร็จจากงานราชการแล้วกลับตำหนัก ก็เห็นเค้กพุทราแดงบนโต๊ะอาหาร ตอนแรกยังเข้าพระทัยผิดว่า ‘บุตรสาว’ ตั้งใจส่งมาเพื่อแสดงความกตัญญู เพราะพระองค์ไม่ได้เสด็จไปบ้านเช่าหลายวัน !
หลังได้ยินบุตรบุญธรรมพูดว่าเค้กพุทราแดงนี้มาจากแผงขายของในตลาดสดของเมืองฝั่งตะวันออก หมินอ๋องก็รู้สึกปวดหทัยยิ่งกว่าอะไรดี…ทุกครั้งที่ไปหาเด็กสาว นางจะมีอาหารจานเนื้อไว้ต้อนรับเสมอ เด็กน้อยที่ออกมาจากหมู่บ้านกลางหุบเขาคนหนึ่ง ไม่มีบิดาตั้งแต่กำเนิดและในบ้านยังมีน้องชายอีกสองคน…ในมือจะมีเงินอยู่เท่าไหร่กันเชียว ?
พอคิดว่าบุตรสาวต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัดในทุกวันเพื่อหาซื้อของกินดีที่สุดมาต้อนรับพระองค์ แต่พระองค์กลับรับมันไว้อย่างมีความสุข…ทันใดนั้นหมินอ๋องก็แทบอยากจะตบแก้มตัวเองสักสองสามครั้ง พระองค์ช่างเป็นบิดาที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ ไปขอข้าวกินบ่อยครั้งไม่ว่า ยังหอบขนมและชาผลไม้กลับมาด้วย ในชาผลไม้นั้นมีโสมที่เป็นสมุนไพรล้ำค่าอยู่ด้วย !
พระองค์บีบให้บุตรสาวต้องไปพึ่งพาการค้าขายเค้กพุทราแดงเพื่อเลี้ยงชีพ ! หมินอ๋องปวดหทัย ข้าวก็ไม่เสวย หลังเสด็จไปที่ห้องบัญชีแล้วก็ตรงไปที่ถนนหย่งอันทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าของตำหนักหมินอ๋องเห็นบุตรชายเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะ แต่พอได้ชิมเค้กพุทราแดงแล้วสีพระพักตร์ก็เปลี่ยนไปทันที เสี้ยวอึดใจต่อจากนั้นยังรีบออกไปข้างนอกอีก นางจึงรู้สึกงงงวยขึ้นมาทันที “เกิดอะไรขึ้น นี่คือเหตุการณ์ประเภทใด ?”
ตอนที่ 518: ใครทนมองไม่ได้ ก็ไม่ต้องมอง
จ้าวชิงหลวนมองไปยังเค้กพุทราแดงที่นางสั่งให้สาวใช้ไปซื้อมา “หรือว่า…เค้กพุทราแดงนี้จะมีปัญหา ? มีคนอยากยืมมือหลานเพื่อลอบทำร้ายพ่อบุญธรรมเจ้าคะ ?”
“เด็กคนนี้ เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ! เค้กพุทราแดงนี้เราสองคนก็กิน ถ้ามีปัญหาจริงๆก็ต้องรู้แล้ว บางที…อาจเป็นเรื่องงานกระมัง ? ช่างเถิด พ่อบุญธรรมของเจ้าออกไปแล้วก็ไม่รู้จะกลับเข้ามาอีกทีตอนไหน พวกเรากินกันก่อน ไม่ต้องรอเขาแล้ว !” ฮูหยินผู้เฒ่ายื่นตะเกียบไปทางเค้กพุทราแดง
แม่นมหยางที่อยู่ด้านข้างก็อดเตือนไม่ได้ “ฮูหยินผู้เฒ่า นี่เป็นเค้กชิ้นที่สามแล้วนะเจ้าคะ อย่างไรก็กินขนมแทนข้าวไม่ได้เจ้าค่ะ…”
จ้าวชิงหลวนก็พูดโน้มน้าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านย่าเจ้าคะ เรากินข้าวกันก่อน ส่วนขนมก็รอให้ท่านตื่นจากนอนพักกลางวันแล้วค่อยกินอีกรอบ ดีหรือไม่เจ้าคะ ?”
หญิงชรายังเชื่อฟังคำเกลี้ยกล่อมอยู่บ้าง นางวางเค้กพุทราแดงแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าสองคนนี่อย่างไร ควบคุมข้าราวกับเป็นเด็ก ! เอาเถิด ฟังพวกเจ้า มากินข้าวกันก่อน !”
ผ่านไปไม่นานหมินอ๋องก็มาถึงบ้านเช่าหลังเล็กของหลินเว่ยเว่ย ตอนเคาะประตู พวกหลินเว่ยเว่ยกำลังกินข้าวกันอยู่ในลานบ้าน
พอเห็นว่าเป็นพระองค์แล้ว หลินเว่ยเว่ยก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “หมินอ๋อง เหตุใดจึงเสด็จมาเวลานี้เพคะ ? เสวยมื้อกลางวันมาหรือยังเพคะ ?”
“กู่เหนียง คราวก่อนไม่ได้มาเอาชาผลไม้ไปจากเจ้าหนึ่งโถแล้วหรือ ! พอใต้เท้าหวงได้ดื่มแล้วก็อาการดีขึ้นมาก ท้องก็ไม่ปวด เจริญอาหารมากขึ้น…” ดวงเนตรที่หมินอ๋องใช้ทอดพระเนตรหลินเว่ยเว่ยเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
หลินเว่ยเว่ยเชิญอีกฝ่ายเข้ามา แล้วพยักหน้าพูดว่า “ชาผลไม้โถนั้นคงดื่มไปได้พอสมควรแล้ว ? หม่อมฉันยังทำไว้อีกหลายโถ อีกประเดี๋ยวท่านอ๋องก็นำกลับไปสักโถนะเพคะ !”
หมินอ๋องดำเนินมาที่โต๊ะอาหารของพวกนางพลางเห็นด้านบนเป็นอาหารจานเนื้อและผักอย่างละจาน…แบบนี้ก็เรียบง่ายเกินไปหน่อยกระมัง ? พระองค์เดาไม่ผิดจริงๆ ว่าบุตรสาวยากจนแทบจะไม่มีเงินกินข้าวแล้ว !
“ได้ ! แต่อย่างไรก็จะกินและเอาของบ้านเจ้าไปเปล่าๆไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นเปิ่นหวางจะกลายเป็นคนอย่างไร ? อันนี้มอบให้เจ้า…” หมินอ๋องยื่นกล่องเล็กๆในพระหัตถ์ออกไปแล้วย่อวรกายลงประทับหน้าโต๊ะอาหารอย่างวางมาด…วันนี้ เปิ่นหวางจะ ‘ทนลำบาก’ เป็นเพื่อนบุตรสาว
ไอโหยว ! หมินอ๋องไม่ได้มาหลายวัน ถึงขั้นรู้แจ้ง รู้จักเอาของขวัญมาให้พวกนางด้วย ! หลินเว่ยเว่ยเปิดดูกล่องใบนั้น ทันใดนั้นแสงเปล่งประกายสีทองอร่ามก็แทบทำให้นางตาบอด หมินอ๋องเป็นชายอกสามศอกจริงๆ ถึงขั้นเอาเงินกิมตุ้งมาทำเป็นของขวัญ คิคิคิ ! กิมตุ้งก้อนเล็กๆมีถึง10ก้อน ถ้าเปลี่ยนเป็นเงินก็น่าจะสัก500ตำลึงทอง…ช่างใจกว้างจริงๆ !
หลินเว่ยเว่ยวางกล่องใบน้อยไว้บนโต๊ะ เพราะไม่รู้จะรับไว้ดีหรือเปล่า หมินอ๋องหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบผัดผักกวางตุ้งใส่เห็ดเข้าโอษฐ์…ฝีมือบุตรสาวไม่ใช่เรื่องตลกจริงๆ แม้แต่ผัดผักกวางตุ้งก็ยังอร่อยถึงขนาดนี้
จะไม่อร่อยได้หรือ ? นี่เป็นผักกวางตุ้งที่รดด้วยน้ำพุวิญญาณในห้วงมิติเชียวนะ !
“กู่เหนียง รีบเอากล่องไปเก็บแล้วมากินข้าว !” หมินอ๋องกลัวว่าหลินเว่ยเว่ยจะไม่รับไว้ จึงพูดกระตุ้นนาง
หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเจียงโม่หานซึ่งพยักหน้าให้นาง ทันใดนั้นนางก็รีบหยิบกล่องกิมตุ้งเข้าไปเก็บในห้องส่วนตัวอย่างรวดเร็ว…ความจริงคือโยนไว้ในมิติน้ำพุวิญญาณเพราะยังจะมีที่ใดทำให้นางรู้สึกปลอดภัยไปกว่าที่นั่นอีก ?
“ท่านอ๋อง เสวยช้าๆหน่อยเพคะ ! ยังมีอาหารดีๆที่ยังไม่ขึ้นโต๊ะอีก !” หลินเว่ยเว่ยคิดว่าหมินอ๋องเลือกวันมาได้ดีจริงๆ เพราะวันนี้นางทำของดีเอาไว้ !
หมินอ๋องทอดพระเนตรนางด้วยความสงสัย เพราะคิดว่านางจะไปทำอาหารอย่างอื่นเพิ่มอีก จึงรีบห้าม “พวกเจ้าทำอะไร เปิ่นหวางก็กินอันนั้น ไม่ต้องเตรียมให้เป็นพิเศษหรอก”
หลินเว่ยเว่ยเดินเข้าไปในครัวแล้วยกจานใบใหญ่ออกมา “หมินอ๋องมาได้จังหวะพอดี วันนี้หม่อมฉันทำกระต่ายย่างกับหัวกระต่ายผัดเผ็ดเอาไว้ ! กระต่ายย่างทำไว้สามตัว ประเดี๋ยวหมินอ๋องนำกลับไปสักตัวสิเพคะ ! หยาเอ๋อร์ ย่างกระต่ายได้ที่แล้วหรือยัง ?”
“ได้แล้ว ประเดี๋ยวก็เสร็จแล้วเจ้าค่ะ !”
หลินเว่ยเว่ยยกหัวกระต่ายผัดเผ็ดจานนั้นมาวางบนโต๊ะ “หัวกระต่ายนี้หม่อมฉันเริ่มทำตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เจ้านี่ต้องปรุงให้สุกก่อน เนื้อจึงล่อนออกจากกระดูกเพคะ ! ท่านอ๋องคงยังไม่เคยเสวย ? รีบชิมสิเพคะ !”
ในจานนี้มีหัวกระต่ายอยู่หกหัว สีแดงๆมันๆด้านบนยังโรยงาและพริกหม่าล่าเอาไว้ ยังไม่ทันกินก็ได้กลิ่นอันหอมเผ็ดลอยเข้าจมูกแล้ว คนชอบกินเผ็ดจะต้านทานของล่อใจแบบนี้ได้อย่างไร ?
หมินอ๋องหยิบหัวกระต่ายขึ้นมาหนึ่งหัวอย่างไม่เกรงใจแล้วแทะตรงส่วนแก้มที่มีเนื้อของกระต่ายติดอยู่ก่อน เนื้อบริเวณนั้นถูกปรุงจนนุ่มล่อน เมื่อลิ้นได้สัมผัสมันก็เข้าไปในปากทันที หอมๆเผ็ดๆ รสชาติกลมกล่อมมาก
หลังจากเสวยส่วนแก้มเสร็จแล้วก็แบ่งครึ่งหัวกระต่าย ลิ้นกระต่ายมีเนื้อนุ่มเหนียว พอได้ลิ้มลองแล้วทำให้พอใจจนไม่อาจต้านทานได้
“อร่อย ! กินเพลินเหลือเกิน !” หมินอ๋องเห็นว่าในจานยังเหลืออีกสองหัว จึงคีบหัวหนึ่งให้หลินเว่ยเว่ย ส่วนอีกหัวที่เหลือต้องเป็นของพระองค์อยู่แล้ว ส่วนคนอื่น…แค่กินคนละหัวเพื่อนลิ้มรสก็พอ !
“กระต่ายย่างมาแล้วเพคะ !” หยาเอ๋อร์ยกกระต่ายย่างเนื้อเหลืองทองเข้ามา
หลินเว่ยเว่ยแนะนำ “ในกระต่ายย่างนี้ได้ยัดสมุนไพรสูตรเฉพาะลงไป กลิ่นหอมรสเผ็ด กินแล้วสดชื่นไม่เป็นร้อนใน ท่านอ๋อง น่องกระต่ายนี้ยกให้พระองค์เพคะ !”
แค่กแค่ก ! เจียงโม่หานทนเห็นเด็กน้อยเอาใจหมินอ๋องไม่ไหว…ส่วนสาเหตุ แค่เงิน500ตำลึงทองก็ซื้อเจ้าได้แล้วหรือ ?
จากนั้นหลินเว่ยเว่ยก็ฉีกน่องอีกข้างแล้วเอาใส่มือเขา “อันนี้ให้เจ้า !”
“หลินกู่เหนียง มานั่งกินของเจ้า ! เขาไม่มีมือหรือไร ยังจะต้องให้เจ้าเอาให้อีก !” เวลาที่หมินอ๋องทอดพระเนตรไปทางเจียงโม่หาน ก็มักจะใช้ดวงเนตรไม่เป็นมิตรและทำสีพระพักตร์ไม่พอใจเสมอ
“คู่หมั้นของกระหม่อมยินดีจะป้อนให้เองไม่ใช่หรือ ? หากใครทนมองไม่ได้ ก็ไม่ต้องมอง !” เฮอะ พ่อตาลูกเขยคู่นี้เริ่มตีกันแล้ว !
“เจ้าเด็กแสบ ! อย่าตกอยู่ในเงื้อมมือเปิ่นหวางเชียว !” หมินอ๋องตัดสินพระทัยแล้วว่ารอให้บุตรสาวกลับเข้าตระกูลเมื่อใด พระองค์จะแนะนำผู้มีความสามารถในกองทัพให้นาง บัณฑิตอ่อนแอมีอะไรดี ? แค่ทุบทีเดียวก็ร่วงแล้ว ! แน่นอนว่าแม่ทัพร่างกายกำยำและหล่อเหลากล้าหาญ ย่อมคู่ควรกับบุตรสาวของพระองค์มากกว่า !
หลินเว่ยเว่ยรีบเข้าไปห้ามทัพ “ท่านอ๋อง กระต่ายย่างสมุนไพรนี้ หม่อมฉันปรับรสชาติอย่างระวัง รสชาติกลมกล่อมกว่าเดิมแน่นอน แม้จะชาและเผ็ดที่ปลายลิ้นแต่ไม่เป็นร้อนใน รีบชิมสิเพคะ ประเดี๋ยวเย็นแล้วจะไม่อร่อย !”
หมินอ๋องกัดน่องกระต่ายด้วยความโมโห…เนื้อนุ่ม รสกลมกล่อม แถมยังกลิ่นหอม ตรงที่มีเนื้อบางๆ ก็ย่างจนด้านในกรอบ หลังได้เคี้ยวแล้วจะทิ้งกลิ่นหอมไว้ในปากนานมาก มีแค่คำเดียวเท่านั้นคือ สุดยอด !
“นี่เป็นกระต่ายป่าใช่หรือไม่ ? เนื้อกระต่ายป่าจะสู้ฟันมากกว่าเนื้อกระต่ายบ้าน เวลาย่างออกมาแล้วอร่อยยิ่งกว่า” หมินอ๋องเป็นนักกินตัวยง จึงตรัสถึงอาหารเลิศรสได้อย่างช่ำชอง
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม “เพคะ ! วันนี้ไปตลาดแล้วบังเอิญเจอกระต่ายป่าพอดี จึงเหมาซื้อกลับมาหมดเลย วันนี้ย่างสามตัว อีกสามตัวที่เหลือคิดจะแขวนตากไว้กินในระยะยาว หากหมินอ๋องโปรด ก็เอากลับไปสองตัวเลยเพคะ !”
หมินอ๋องรู้ว่านางย่างแค่สามตัว แต่ยอมให้พระองค์เอากลับไปถึง2ตัว…ฮือฮือ บุตรสาวสุดที่รักช่างเป็นคนกตัญญูจริงๆ บุตรสาวยังไม่รู้ว่าตนมีสายเลือดของตระกูลจ้าวไหลเวียนอยู่ในกาย แต่ก็ยังกตัญญูต่อบิดาถึงขนาดนี้แล้ว นี่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันแล้วยังเป็นอะไรได้อีก ?
หลังจากรอให้หมินอ๋องเสวยอิ่มและถือกระต่ายย่างสองตัวกับชาผลไม้อีกหนึ่งโถออกไปแล้ว หลินจื่อเหยียนก็มุ่ยปากพลางพูดว่า “หมินอ๋องนี่อย่างไรกัน ? ทุกครั้งที่มาเยือนก็จะเสวยแล้วเอาของกลับไปด้วยตลอด จะเห็นว่าตัวเองไม่ใช่คนนอกเกินไปหน่อยแล้ว !”
ตอนที่ 519: อาการของหมินหวางเฟยกำเริบอีกแล้ว
หลินเว่ยเว่ยนึกถึงกิมตุ้งในกล่องใบเล็ก “พวกเราก็ไม่ได้เสียเปรียบ ! หมินอ๋องเป็นถึงผู้ที่ฮ่องเต้เชื่อพระทัยที่สุดและยังเป็นเทพสงครามแห่งต้าเซี่ย เป็นแม่ทัพที่มีบารมีสูงส่ง คนอื่นอยากประจบสอพลอยังทำไม่ได้เลย ! ทว่าเขามาหาเราถึงที่ เจ้ายังจะรังเกียจอีกหรือ ?”
หลินจื่อเหยียนขมวดคิ้ว “แต่ว่าหมินอ๋องเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ ! ไม่มีประโยชน์กับอนาคตของพี่เขยรองสักหน่อย…”
เจียงโม่หานเลิกคิ้ว ‘อนาคตของโฉวฝู่อย่างข้ายังต้องให้ผู้อื่นช่วย ?’
หลินเว่ยเว่ยจิ้มหน้าผากน้องชาย “เจ้าโง่หรือไร ! มีหมินอ๋องคอยหนุนหลัง ผู้อื่นอยากจะวางอุบายใส่บัณฑิตน้อยก็ยังต้องคิดดูก่อน นี่เรียกว่าพึ่งพาบารมี ! เป็นเรื่องที่แม้แต่คนอื่นก็ยังไม่กล้าฝันถึง เราไม่ต้องถึงขั้นไปขอความช่วยเหลือจากเขาหรอก แต่อย่างไรก็ไม่เสียเปรียบ !”
จนถึงตอนนี้หลินจื่อเหยียนถึงได้คลายคิ้วที่ขมวดออกแล้วพยักหน้าเบาๆ…ที่แท้การเป็นขุนนางก็ไม่ได้ใช้แค่ความรู้ความสามารถแล้วจะแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม หลักของการยืนพิงต้นไม้ใหญ่แล้วได้ร่มเงา เขาเองก็เพิ่งประจักษ์วันนี้
หมินอ๋องให้องครักษ์ที่ติดตามมาด้วยนำกระต่ายย่างสมุนไพรตัวหนึ่งกลับไปที่ตำหนัก ส่วนอีกตัวก็ถือมันเข้าวัง
ณ ห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้หยวนชิงเสวยมื้อกลางวันเสร็จแล้ว บัดนี้กำลังสะสางงานราชกิจบนโต๊ะ ทันใดนั้นก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆของบางสิ่งบางอย่าง…เผ็ดหอม สดชื่น ช่างกระตุ้นความอยากอาหารได้ดีเหลือเกิน
“เต๋อฉวน เจ้าได้กลิ่นหรือไม่ ? นี่คือกลิ่นอะไร ?” ฮ่องเต้หยวนชิงวางพู่กันในพระหัตถ์แล้วหันไปตรัสถามหัวหน้าขันทีที่กำลังช่วยฝนหมึกอยู่ด้านข้าง
เต๋อฉวนเริ่มสูดดมกลิ่น ก่อนจะขมวดคิ้วพลางทูลตอบ “กระหม่อมได้กลิ่นแล้ว ! ประเดี๋ยวกระหม่อมจะออกไปดูว่าเป็นกลิ่นของอะไรพ่ะย่ะค่ะ” ใครหน้าไหนช่างใจกล้าเพียงนี้ ถึงขั้นกล้าแอบกินอาหารนอกห้องทรงพระอักษร ! อยากโดนสั่งสอนสิท่า !
ในจังหวะที่เต๋อฉวนเปิดประตูออกไป หมินอ๋อง ‘ผู้อยากโดนสั่งสอน’ ก็ก้าวเข้ามาพอดี จึงชนกันเข้าอย่างจัง หมินอ๋องรีบเข้าไปประคองเต๋อฉวนที่กำลังจะหงายหลังลงไป “ตาเฒ่าคนนี้ รีบร้อนจะวิ่งออกไปที่ใด ?”
ทันใดนั้นกลิ่นหอมก็เริ่มเข้มข้นขึ้น หลังกลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง เต๋อฉวนก็เห็นห่อกระดาษน้ำมันในพระหัตถ์ของหมินอ๋อง น้ำมันสีแดงที่ไหลออกมาพร้อมกลิ่นหอมหวน…นี่ไงเล่า หาที่มาของกลิ่นหอมได้แล้ว !
ก็จริงอยู่ นอกจากหมินอ๋องที่กล้านำอาหารมายังห้องทรงพระอักษรแล้ว ยังมีผู้ใดกล้าทำตามอำเภอใจต่อเบื้องหน้าพระพักตร์ของฝ่าบาทอีก ?
“ทูลฝ่าบาท หมินอ๋องมาพ่ะย่ะค่ะ !”
หมินอ๋องมีสิทธิ์เข้าออกพระราชวังโดยไม่ต้องรายงานก่อน การปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิดของอีกฝ่าย ฮ่องเต้หยวนชิงก็ชินชากับมันตั้งนานแล้ว !
“ไปขอข้าวกินจากนางหนูหลินมาอีกแล้วหรือ ? เจ้าไม่กลัวจะกินจนบุตรสาวไม่มีกินบ้างหรือ ?” ฮ่องเต้หยวนชิงหยุดขยับพู่กันแล้วทอดพระเนตรสหายด้วยรอยยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม
หมินอ๋องถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เมื่อก่อนนี้กระหม่อมคิดไม่รอบคอบเองพ่ะย่ะค่ะ วันนี้จึงเอากิมตุ้งไปให้นางหนึ่งกล่อง คาดไม่ถึงว่าจะได้กินหัวกระต่ายผัดเผ็ดและกระต่ายย่างสมุนไพร รสชาติชา เผ็ด สดชื่น แล้วก็หอมมาก สุดยอดไปเลย ! นี่ยังแบ่งมาให้พระองค์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ !”
“ช้าก่อน !” หมินอ๋องกะพริบดวงเนตรอย่างคนที่ความรู้สึกช้า “ฝ่าบาท เมื่อครู่พระองค์ตรัสว่าอย่างไร ? บุตรสาว ? ยืนยันฐานะของนางได้แล้วหรือ ? กระหม่อมคิดถูกจริงๆ สุดท้ายนางก็เป็นบุตรสาวที่พลัดพรากไปนานกว่าสิบห้าปีคนนั้น ?”
ฮ่องเต้หยวนชิงส่งสายพระเนตรให้เต๋อฉวนซึ่งรีบก้าวขึ้นไปข้างหน้าแล้วรับกระต่ายย่างจากหมินอ๋องมาถือไว้ จากนั้นนำมาวางที่โต๊ะทรงพระอักษรของฮ่องเต้
“ใช่ ! ข่าวส่งมาแล้วว่านางหนูหลินคือเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้ากับเสวี่ยเอ๋อร์ !” ฮ่องเต้หยวนชิงไม่ได้อยากปิดบังอีกฝ่าย แต่หมินอ๋องผู้นี้เป็นคนตรงไปตรงมา ถ้าปล่อยให้รู้ความจริง ต่อไปอีกไม่นานผู้อื่นก็จะพลอยรู้ฐานะแท้จริงของเจียงโม่หานไปด้วย
เจียงโม่หานจะกลายเป็นทั้งมือซ้ายและขวาให้แก่องค์รัชทายาท หลังฝึกฝนไปสักสองสามปีก็ต้องเผชิญสิ่งต่างๆได้ด้วยตัวเอง กลายเป็นเสาหลักแท้จริงของต้าเซี่ย การตัดสินใจนี้ถือว่าดีต่อฮ่องเต้ เจียงโม่หานและตำหนักหมินอ๋อง ดังนั้น…ต้องให้พระสหายคนนี้ทนรับความอยุติธรรมสักเล็กน้อย !
อย่างไรก็ตาม ฐานะบุตรเขยนี้ ถ้าคิดให้ดีก็ถือเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของหยูอันด้วยเช่นกัน ! ไม่ถูกหรืออย่างไร ?
“ฮ่าฮ่าฮ่า…” หมินอ๋องแย้มพระสรวลอย่างบ้าคลั่ง (มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่กล้าเสียมารยาทเช่นนี้ต่อหน้าฮ่องเต้) “กระหม่อมก็ว่าแล้ว ! ความจริงไม่ต้องสืบก็ได้ กระหม่อมรู้ตั้งนานแล้วว่าเว่ยเว่ยเป็นบุตรสาวของกระหม่อมกับเสวี่ยเอ๋อร์ นี่เรียกว่าอันใด ? พลังแห่งสายเลือดไม่มีทางผิดพลาด เป็นอย่างไรบ้าง ? ไอโหยว ประเดี๋ยวกระหม่อมต้องกลับไปรับบุตรสาวเข้าตำหนักแล้ว อาการป่วยที่เป็นมานานหลายปีของเสวี่ยเอ๋อร์ก็จะหายสักที ! ”
หลังจากตรัสจบ ก็กำลังจะวิ่งออกไป ฮ่องเต้หยวนชิงรีบกลืนเนื้อกระต่ายแล้วเรียกเอาไว้ “หยุดก่อน ! เจ้ารีบร้อนออกไปแบบนี้ ไม่กลัวทำให้บุตรสาวตกใจหรือ ? เจิ้นคุยกับคู่หมั้นของนางแล้ว เจ้าให้นางได้เตรียมใจหน่อยเถิด”
หมินอ๋องมุ่ยพระโอษฐ์ “มีสิ่งใดให้ต้องเตรียมใจพ่ะย่ะค่ะ ? บุตรสาวก็เหมือนกระหม่อม ใจใหญ่พอกัน นางไม่ตกใจหรอก ! แต่พระองค์ก็ตรัสถูก คนเป็นบิดาต้องรู้จักเข้าใจและถนอมบุตรสาว ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมไปที่บ่อน้ำพุร้อนก่อนก็ได้ จะได้เล่าข่าวดีให้เสวี่ยเอ๋อร์ฟัง !”
หลังออกจากวังหลวงไปแล้ว พระองค์ก็เร่งควบอาชาตรงไปที่บ่อน้ำพุร้อนทันที
ฮ่องเต้หยวนชิงยังฉีกเนื้อกระต่ายอีกชิ้นเข้าโอษฐ์ “เจ้าหยูอัน ยังมีนิสัยใจร้อนไม่เปลี่ยน !”
เต๋อฉวน ‘องค์เหนือหัว! กระต่ายย่างนี้มีสีแดงฉาน ท่าทางจะเผ็ดมาก พระองค์เสวยให้น้อยหน่อยเถิด ประเดี๋ยวจะปวดพระอามาศัยขึ้นมาอีก…’
ณ สวนดอกเหมย กำลังบังเกิดความโกลาหลเพราะ…อาการของหมินหวางเฟยกำเริบอีกแล้ว !
“ลูกของข้า ! ลูกของข้ากำลังรอให้ไปช่วยอยู่ ! พวกเจ้าปล่อยข้า ! หยี่ซวงรีบลากพวกนางออกไปแล้วไปตามหาปิงเจี๋ยกับลูกของข้าด้วยกัน !” ความทรงจำที่สับสนของหมินหวางเฟยหรือหลินน่งเสวี่ยปรากฎขึ้นอีกครั้ง ขณะนี้นางเหมือนได้ย้อนกลับไปวันที่คลอดบุตรก่อนกำหนด คนรอบข้างเข้ามาอารักขานางที่เพิ่งคลอดบุตรเสร็จแล้วอย่างสุดชีวิต แต่กลับทำให้บุตรของนางหายตัวไป
รอบข้างเต็มไปด้วยความโกลาหล ด้านหน้าเป็นทหารกบฏของต้าโจว ด้านหลังก็เป็นพวกกบฏ แล้วสาวใช้ที่ไร้วรยุทธกับทารกที่เพิ่งคลอดจะรอดไปจากสงครามอันวุ่นวายได้อย่างไร ? ไม่ได้ ! อย่างไรนางก็ต้องตามหาพวกนางให้พบ !
“พระชายา ได้สติเถิดเพคะ โปรดได้สติทีเถิด !” หยี่ซวงมีน้ำตานองหน้า บุตรของพระชายาหายตัวไปนานกว่า15ปีแล้ว ในช่วง15ปีนี้ ที่ใดพอจะหาได้ พวกนางก็ออกไปตามหาหมดแล้ว แต่ไม่ได้ข่าวใดกลับมา ไม่รู้ว่าปิงเจี๋ยและเด็กคนนั้นจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า…
“ไม่ ข้าจะไปตามหาลูก พวกเจ้าปล่อยข้า !” หมินหวางเฟยเป็นผู้มีวรยุทธ หมินอ๋องจึงหาสาวใช้ที่มีวรยุทธมาให้นางสี่คน เพราะกลัวว่าเวลานางอาการกำเริบแล้วจะวิ่งออกไปข้างนอก พวกสาวใช้กังวลว่าจะทำให้นางบาดเจ็บ จึงไม่กล้าออกแรงมากจนมีหลายต่อหลายครั้งที่นางเกือบจะดิ้นหลุดไปได้
ในเวลานี้เอง หมินอ๋องก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอก พอเห็นเหตุการณ์ในห้องโถงของสวนดอกเหมยแล้วพระองค์ก็รู้ทันทีว่าสมองของพระชายากลับมาสับสนอีกครั้ง พระองค์เจ็บปวดหทัยและรีบพุ่งเข้าไปกอดตัวหลินน่งเสวี่ยไว้แน่น แม้จะใช้มือทุบตีหรือเตะ พระองค์ก็ไม่ปล่อย
“เสวี่ยเอ๋อร์ ไม่ต้องกลัว ข้าอยู่นี่แล้ว !” หมินอ๋องปวดปลายนาสิก ดวงเนตรก็ร้อนผ่าว
“ท่านพี่ พวกเราไม่เป็นแม่ทัพแล้วดีกว่า เราออกไปตามหาลูกกันเถิด ดีหรือไม่เพคะ ?” มีเพียงตอนที่อาการกำเริบเท่านั้น เสวี่ยเอ๋อร์ถึงจะเผยความไม่พอใจในตัวพระสวามีออกมา เพราะคิดเสมอว่าหากไม่ใช่เพราะเขาไปติดตามฮ่องเต้ และหากนางไม่ทำเพื่อช่วยฮองเฮาเอาไว้ นางจะสูญเสียบุตรคนนั้นไปได้อย่างไร ?
ตอนที่ 520: ใครเป็นฝ่ายผิด
“ได้ ได้ ! ข้าฟังเสวี่ยเอ๋อร์ทุกอย่าง ! แม่ทัพอะไรนั่น เราไม่เป็นแล้ว อ๋องก็ไม่เป็นแล้ว ! ข้าขอโทษ เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง !” ปลายดวงเนตรของหมินอ๋องเปียกชื้น หยาดน้ำตาร่วงสู่ลำคออันขาวผ่องของหมินหวางเฟย
หมินหวางเฟยค่อยๆสงบลง ดวงเนตรที่พร่ามัวกลับมาเด่นชัดอีกครั้ง เนื่องจากคลอดก่อนกำหนด ส่งผลให้ในระยะเวลาพักฟื้นนั้นถ้าไม่ทำศึกกับศัตรูก็ออกไปตามหาบุตรที่หายไป ร่างกายของหมินหวางเฟยจึงเสียหายอย่างหนัก เมื่อครู่พยายามดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ใช้แรงทั้งหมดที่มี ร่างกายจึงอ่อนแรงแล้วล้มเข้าสู่อ้อมกอดหมินอ๋องทันที
หมินอ๋องรับร่างของนางไว้พลางช้อนอุ้มนางไปบนเตียงแล้วใช้ผ้าห่มคลุมให้ “ดูตัวเองเถิด ไม่รู้จักใส่เสื้อผ้าหนาๆ ถ้าเจ็บป่วยขึ้นมา ข้าจะเป็นห่วงเจ้ามากเพียงใด !”
หมินหวางเฟยได้สติกลับมาครบถ้วนแล้ว นางอยู่ในท่านอนตะแคงข้างและเอาแก้มแนบหมอนอย่างอ่อนแรงพลางแย้มโอษฐ์ให้หมินอ๋อง แต่ไม่ได้ตรัสอะไรออกมา ส่วนใหญ่นางจะชอบเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง บางครั้งก็นำสิ่งที่คิดว่าเป็นทารกน้อยขึ้นมาอุ้มแล้วร้องไห้เงียบๆ ตอนมีสติก็จะฝังความเจ็บปวดที่มีทั้งหมดไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ เพราะไม่อยากให้พระสวามีเป็นห่วง
หมินอ๋องซับความเปียกชื้นในดวงเนตรออกแล้วเริ่มตรัสด้วยสุรเสียงตื่นเต้น “เสวี่ยเอ๋อร์ ข้าหาลูกของพวกเราเจอแล้ว !”
หมินหวางเฟยรีบหันมาจดจ้องพระสวามีด้วยดวงเนตรแห่งความสุข ทว่าความสุขที่เกิดขึ้นชั่วครู่ก็จางหายไปอีกครั้ง…เพื่ออาการป่วยของนางแล้ว หมินอ๋องเคยหาเด็กที่หน้าตาเหมือนนางมากมาเป็นลูก แต่สายสัมพันธ์ทางสายเลือดแล้ว นางจะจดจำลูกแท้ๆไม่ได้หรือไร ?
หมินอ๋องยังตรัสด้วยความตื่นเต้น “คราวนี้เป็นเรื่องจริง ! ฝ่าบาททรงช่วยสืบหาความจริงให้พวกเราแล้ว เป็นสายเลือดแท้ๆของพวกเราจริง ! เจ้ารู้หรือไม่ ? นิสัยของเด็กคนนั้นเหมือนเจ้าตอนยังอายุน้อยไม่มีผิด ทั้งตรงไปตรงมา จิตใจดี ใจกว้างและฉลาดเฉลียว !
นางก็ได้รับสืบทอดพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ของสกุลจ้าวมาด้วย มีพละกำลังมหาศาลตั้งแต่กำเนิด สามารถต่อสู้กับข้าอย่างสูสีถึง50กระบวนท่า…เก่งกว่าเจ้าเด็กแสบจินเฉิงนั่นเล็กน้อย ! เจ้าคิดว่ารอให้จินเฉิงกลับมาแล้วพบว่าต่อสู้แพ้น้องสาวของตน เขาจะมีสภาพเป็นอย่างไร ?”
น้องสาว ? ไม่ควรเป็นน้องชายหรอกหรือ ? หมินหวางเฟยเริ่มขมวดพระขนงและดำดิ่งสู่ห้วงความคิด วันนั้นนางสวมใส่ฉลองพระองค์ของฮองเฮาเพื่อหลอกล่อทหาร ล่อออกไปได้ไม่นานพระครรภ์ก็เริ่มปวด ตอนคลอดบุตรก็มีพวกทหารกบฏไล่ตามมาแล้ว รอบกายเต็มไปด้วยประกายของคมกระบี่และความโกลาหลก็เกิดขึ้น เด็กเพิ่งคลอดออกมา นางก็ใช้กริชตัดสายสะดือ ใช้ผ้าห่อไว้แล้วดึงจี้หยกที่ห้อยคอออกมาแล้วยื่นทั้งจี้หยกและทารกให้ปิงเจี๋ย…
ในเวลานั้นตัวนางก็ไม่ได้มองอย่างละเอียด แต่สัญชาตญาณบอกนางว่าเป็นเด็กผู้ชาย ตอนนี้พระสวามีกลับบอกว่าเป็นเด็กผู้หญิง ? หรือว่า…นางจะจำผิดไปเอง ?
“เจ้ารู้หรือไม่ ? บุตรสาวของเรายังเคยช่วยชีวิตฝ่าบาทไว้ด้วย !” ต่อจากนั้นหมินอ๋องก็เริ่มเล่าเรื่องที่หลินเว่ยเว่ยช่วยชีวิตฮ่องเต้หยวนชิงไว้อย่างไรด้วยความตื่นเต้น แล้วฮ่องเต้หยวนชิงเห็นจี้หยกได้อย่างไร ถึงสืบจนรู้ว่าเด็กสาวคนนั้นเป็นบุตรสาวที่พลัดพรากไปหลายปีของพวกตน…
“มันจะ…บังเอิญเกินไปหรือเปล่า ?” ตอนหมินหวางเฟยไม่เสียสติย่อมฉลาดเหนือใคร นางนึกถึงความยากลำบากต่างๆนานาตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์มา จึงอดไม่ได้ที่จะคิดว่านี่เป็นกลอุบาย
หมินอ๋องคลี่พระโอษฐ์ “ตอนแรกข้าก็คิดว่ามันบังเอิญเกินไป ! ตอนฝ่าบาทส่งคนไปสืบที่ภาคเหนือ ข้าก็เคยไปใกล้ชิดเด็กคนนั้นอยู่หลายครั้ง…นิสัยของนางหนูคนนั้นไม่เหมาะเป็นสายลับ เจ้าเห็นแล้วก็จะรู้เอง!”
หมินหวางเฟยคิดทบทวนอย่างว่องไว ในเมื่อฝ่าบาทก็สืบแล้ว ตัวตนของเด็กสาวคนนั้นก็คงไม่มีปัญหาอะไร หรือว่า…ตอนนั้นนางคลอดบุตรสาวออกมาจริง ?
“เสวี่ยเอ๋อร์ ? เจ้าไม่ดีใจหรือ ?” หมินอ๋องบ่นพึมพำและยังตรัสอีกเยอะมาก แต่พูดเพียงว่าบุตรสาวดีอย่างโน้นอย่างนี้…ทำอาหารได้สุดยอดมากและยังทำขนมเก่งด้วย ชาสมุนไพรที่นางทำก็ช่วยรักษาโรคกระเพาะของฮ่องเต้ได้…
หมินหวางเฟยฟังแล้วก็แย้มพระโอษฐ์พลางพยักดวงพักตร์ “ดีใจสิเพคะ ! แค่จู่ๆก็ได้ข่าวของลูก หม่อมฉันจึงรู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่”
“เจ้าไม่ได้ชอบพูดบ่อยๆ หรือว่า ‘แม่ลูกนิสัยเดียวกัน’? รอให้เจ้าพบนางเมื่อใด เจ้าก็จะรู้ว่ามันถูกต้อง !” ทันใดนั้นหมินอ๋องก็แย้มพระสรวลอย่างโง่งมกว่าเดิม…เจ้าทึ่ม ในเวลาปกติมักแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้สึกอะไร แล้วเฝ้ามองนาง คอยปลอบนางอยู่เสมอ แท้จริงเขาเองก็รอคอยการกลับมาของบุตรเหมือนนาง…
หมินหวางเฟยบอกให้หยี่ซวงมาช่วยใส่เสื้อผ้าแล้วสั่งให้นางกำนัลเก็บของ เพราะนางจะกลับเมืองหลวงและกลับตำหนักหมินอ๋อง !
หมินอ๋องยังคงแย้มพระสรวลอย่างโง่งม “ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้น บุตรสาวไม่วิ่งหนีไปไหนหรอก ! รอให้ร่างกายเจ้าดีขึ้นแล้วก็ค่อยกลับไป !”
“หม่อมฉันดื่มชาผลไม้บำรุงเลือดลมที่พระองค์นำมาให้ ร่างกายเริ่มดีขึ้นมากแล้ว หม่อมฉันทนไหว จนถึงวันนี้ ก็รอมา15ปีแล้ว ไม่อยากรอต่อไปอีกแล้วเพคะ !” หมินหวางเฟยปะติดปะต่อภาพสาวน้อยน่ารักจากคำพูดของพระสวามี นางเป็นบุตรสาวของตนจริงหรือ ? ในขณะที่ตนไม่รู้ว่าบุตรหายไปอยู่ที่ใด อีกฝ่ายก็เติบโตจนเป็นเด็กที่น่ารักขนาดนี้แล้ว…อยากพบหน้าลูกโดยเร็วจริงๆ!
หมินอ๋องยังคงแย้มพระโอษฐ์ “ชาผลไม้นี้ บุตรสาวพวกเราเคี่ยวนานถึง2ชั่วยาม ! รอให้รับนางกลับมาเมื่อใด ค่อยให้นางทำใหม่ เพื่อแสดงความกตัญญูต่อเจ้า”
“พระองค์ทำใจได้หรือ ? ไม่กลัวบุตรสาวเราจะเหนื่อยหรือเพคะ ?” หมินหวางเฟยอารมณ์ดีขึ้นแล้ว นางเริ่มแสดงคารมที่เคยมีในสมัยอดีต หยี่ซวงที่ติดตามนางมาตั้งแต่ยังเด็กก็อดไม่ได้ที่จะมีขวบตาแดงก่ำ สิบห้าปีแล้ว ในที่สุดคุณหนูคนเดิมที่นางรู้จักก็กลับมา !
“ไม่ได้มีพวกนางกำนัลอยู่หรือ ? ถ้าให้บุตรสาวทำเองหมดทุกอย่าง แล้วจะมีนางกำนัลในตำหนักเหล่านี้ไปทำไมเพคะ ?”
หมินอ๋องจ้องรอยยิ้มบนดวงพักตร์ของพระชายา นี่ผ่านไปกี่ปีแล้ว ในที่สุดพระองค์ก็ได้เห็นรอยยิ้มหวานหยดของเสวี่ยเอ๋อร์อีกครั้ง
เมื่อเก็บข้าวของครบหมดแล้ว หมินอ๋องก็อุ้มหมินหวางเฟยขึ้นรถม้า ในระหว่างอยู่บนรถม้าเพราะกลัวว่ารถจะสั่นไหวเกินไป พระองค์จึงจับมือพระชายาไว้ตลอดทาง…
ช่วงที่หมินอ๋องไปหาหมินหวางเฟยที่บ่อน้ำพุร้อนในสวนดอกเหมยนั้น ฮ่องเต้หยวนชิงก็เสวยน่องกระต่ายย่างหมดไปอีกหนึ่งน่อง จากนั้นก็ให้เต๋อฉวนนำกระต่ายที่เหลือแบ่งเป็นสี่ส่วน ส่วนแรกส่งไปให้ฮองเฮา ส่วนที่สองให้องค์หญิงเจียวเจียว ส่วนที่สามคือองค์รัชทายาท แล้วส่วนสุดท้ายก็พระราชทานให้องค์ชายเจ็ด…ตอนนี้องค์ชายเจ็ดได้ออกจากวังไปอยู่คนเดียวในตำหนักแล้ว แม้เจ้าเด็กคนนี้จะเกียจคร้านและน่าโมโหไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นบุตรกตัญญูคนหนึ่ง ทุกครั้งที่เจอของดีก็มักจะส่งเข้ามาในวังหลวงสองชุดเสมอ
“อีกประการ ไปเรียกองค์รัชทายาทมา !” ฮ่องเต้หยวนชิงดื่มชาผลไม้หนึ่งอึกเพื่อล้างรสชาติเนื้อย่างในพระโอษฐ์…เนื่องจากพระอามาศัยไม่ดี จึงไม่ได้เพลิดเพลินกับอาหารมากขนาดนี้เป็นเวลานานมากแล้ว หอมๆเผ็ดชา ความรู้สึกที่ได้เสวยเนื้อคำโต ช่างเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยม !
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณชาผลไม้ของนางหนูหลิน ดื่มไปได้หนึ่งโถกว่าๆ พระอามาศัยก็ไม่มีอาการใดอีก ความอยากอาหารก็เพิ่มมากขึ้น ปริมาณอาหารก็เฉกเช่นเดียวกัน ฮองเฮาและองค์หญิงน้อยเจียวเจียวต่างดีใจแทนพระองค์และอยากจะตบรางวัลให้คนทำชาผลไม้เหลือเกิน !
ควรตบรางวัลจริงๆ ! เพราะหากไม่มีชาผลไม้นี้ ก็อย่าว่าแต่เนื้อกระต่ายย่างรสเผ็ดชาเลย แค่เสวยอาหารในเวลาปกติก็รู้สึกไม่สบายพระนาภีแล้ว พระองค์ยังจะต้องทนความเจ็บปวดของพระอามาศัยและทรมานกับอาการลงพระนาภี (ท้องร่วง) ถ้าอย่างนั้น…ก็ทำตามที่คู่หมั้นของนางต้องการคือพระราชทานชาติกำเนิดอันสูงศักดิ์ให้นาง !
“ฟู่หวง ได้ยินเต๋อฉวนบอกว่าพระองค์เสวยเนื้อกระต่ายรสเผ็ดร้อนไม่น้อย จะไม่เป็นอะไรจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?” องค์รัชทายาทดำเนินเข้ามาในห้องทรงพระอักษร ดวงพักตร์หล่อเหลาแต้มไปด้วยความกังวล ฟู่หวงทรงมีวินัยมาโดยตลอด เหตุใดวันนี้ถึงกลายเป็นคนตะกละไปเสียได้ ?
จบตอน
Comments
Post a Comment